ตอนที่ 181: หอโอสถตำหนักยมราช!
“นายท่าน เรื่องไม่ใช่แบบนั้นขอรับ” ฮุยหลางรีบร้อนบอก
“งั้นเป็นแบบไหนเล่า?”
สองแขนเฟิ่งจิ่วกอดอก ชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง “เจ้ากล้าพูดรึว่าไม่ได้จะมองข้าเปลี่ยนเสื้อผ้า? เจ้ากล้าพูดรึว่าไม่ได้จะถอดเสื้อผ้าข้า?”
“เจ้า!”
“เจ้าอะไรอีก? แม้ใบหน้าข้าจะเสียโฉม แต่สายตาจับผิดเก่งนัก ร่างกายเจ้าอย่างกับกระดานซักผ้า ซ้ำยังมีท่าทางราวไก่อ่อน ช่างไม่เข้าตาขาเลยจริงๆ”
ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม พูดจาเบาหวิว แต่คำที่กล่าวออกมากลับทำให้ทุกคนในห้องพลันเงียบลง แต่ละคนจ้องเธอเหมือนมองสัตว์ประหลาด แม้แต่ฮุยหลางยังเบิกดวงตากว้าง สีหน้าตกตะลึง
มุมปากนายท่านเหยียนกระตุกเล็กน้อยอย่างไม่อาจสังเกตเห็น เขามองท่าทางมั่นอกมั่นใจไร้ยางอายของเด็กหนุ่ม อดไม่ได้ที่จะหลับตาลง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
“เจ้ารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้าสิ!” หลังจากฮุยหลางทิ้งคำพูดไว้อย่างโหดร้าย ก็หันตัวจากไปด้วยความรวดเร็ว
คนอื่นเห็นแล้ว แต่ละคนต่างพินิจมองเฟิ่งจิ่วด้วยความแปลกใหม่ ประหลาดใจอย่างมาก มองไม่ออกเลยจริงๆ ว่าหนุ่มน้อยนี่เป็นพวกชอบเพศเดียวกันด้วย?
เห็นพวกเขาออกไปทีละคนทีละคน เฟิ่งจิ่วออกหน้าไปปิดประตูห้อง ถึงจะเผยรอยยิ้มออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ มองๆชุดสีเทาในมือ หลังจากหยิบมันไปเปลี่ยนที่ด้านในด้วยความรวดเร็วก็เดินออกมา
“ตามมา!” ฮุยหลางมองเฟิ่งจิ่วอย่างรังเกียจ แล้วเดินนำทางอยู่ด้านหน้า
เฟิ่งจิ่วกวาดมองด้านนอก เหลือเพียงผู้ฝึกตนสองสามคนอยู่ตรงนั้น ส่วนนายท่านเหยียนก็หายไปไร้ร่องรอย
สายตาเธอจับจ้องบนร่างฮุยหลางด้านหน้า นัยน์ตาแวบประกายไปเร็วนัก ยกมุมปากขึ้น เดินตามหลังไปอย่างสบายๆ จนกระทั่งมาถึงหน้าหอสูงเจ็ดชั้น
กลิ่นยาคละคลุ้งฉุนจมูกเจือปนไปด้วยกลิ่นยาหลายชนิด ภายในเรือนอันโอ่อ่ามีคนอยู่น้อยกำลังยุ่งวุ่นวาย บ้างก็ผึ่งตากยา ศึกษายา แยกประเภทยา การแบ่งงานของทุกคนล้วนแตกต่างกัน
หนำซ้ำ คนพวกนี้คล้ายว่าเคยชินกับการที่จะมีคนใหม่เข้ามาในบางช่วงเวลา ด้วยเหตุนี้ สำหรับหนุ่มน้อยใบหน้าเสียโฉมที่มาถึง หลายคนแค่เงยหน้ามองในระหว่างที่ยุ่งอยู่แวบหนึ่งก็ทำงานตัวเองต่อไป ยิ่งบางคนก็ไม่แม้แต่จะมองมาทางนี้
“หลินเหล่า เด็กคนนี้ยกให้ท่านแล้ว” ฮุยหลางตะโกน ทิ้งคนไว้แล้วก็จากไปโดยไม่มองเฟิ่งจิ่วเลยสักนิด
ตอนนี้เอง ผู้อาวุโสชุดดำท่านหนึ่งก็เดินออกจากหอ มายังเบื้องหน้าเฟิ่งจิ่วพินิจมองหัวจรดเท้า ถามว่า “เจ้าชื่ออะไรรึ?”
เฟิ่งจิ่วฉีกยิ้ม กล่าวเสียงดัง “ภูตน้อยขอรับ”
“ภูตน้อยรึ?” ผู้อาวุโสนิ่งไปพักหนึ่ง ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “เจ้าทำอะไรเป็นบ้าง? บอกหน่อยสิ ข้าจะได้จัดแจงงานให้เจ้าดีๆ”
เฟิ่งจิ่วไม่ตอบคำถามเขา แต่ถามว่า “ที่นี่ที่ไหนหรือขอรับ? พวกเรามาทำอะไรกันที่นี่?”
“อะไรไม่ควรถามก็ไม่ต้องถาม มิเช่นนั้น จะตายเร็วนักนะ!”
ฟังเช่นนี้ เธอก็เลิกคิ้ว คิดๆว่า “งั้นจัดพวกงานจิปาถะให้ข้าก็ได้ขอรับ ลองช่วยๆไปเดี๋ยวก็ทำเป็นเอง” ระหว่างที่พูด สายตาก็มองไปในหอ เห็นด้านในเหมือนจะมีคนอยู่ไม่น้อย
“ด้านในนั้นไว้ปรุงยา คนมาใหม่ล้วนต้องทำงานจิปาถะอยู่นอกเรือน เจ้าก็ไปแยกประเภทสมุนไพรตรงนั้นก่อนเถอะ!” ผู้อาวุโสให้สัญญาณ ก็หันตัวกลับเข้าหอ
หลังเฟิ่งจิ่วมองไปด้านในแวบหนึ่ง ก็เดินมาตรงสมุนไพรด้านนั้น คอยจำแนกประเภทสมุนไพร พลางพินิจมองบริเวณรอบๆ
“เฮ้ เจ้าเข้ามาได้ยังไงเนี่ย?” หนุ่มน้อยข้างกายเอ่ยถามกดเสียงเบา
ตอนที่ 182: เหลี่ยมจัดเกินไป!
เฟิ่งจิ่วมองเขาแวบหนึ่ง มือก็จำแนกสมุนไปลวกๆ เอ่ยว่า “ถูกจับเข้ามา”
“จับเข้ามารึ? หรือว่าเจ้าเป็นนักปรุงยา?” เด็กหนุ่มถามอย่างแปลกใจนิดหน่อย
“ทำไมพูดเช่นนั้นเล่า?” เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว
เด็กหนุ่มมองด้านในแวบหนึ่ง กล่าวเสียงเบาลง “ทุกทีจะมีคนถูกจับเข้ามา แต่พวกที่ถูกจับเข้ามาล้วนเป็นนักปรุงยา โน่น ทั้งหมดอยู่ในหอ พวกเราด้านนอกอย่างมากสุดก็นับเป็นเพียงลูกมือการยา คอยทำงานจิปาถะ”
“หากอยู่ด้านในกันหมดเจ้ารู้ได้เช่นไรว่าอีกฝ่ายล้วนเป็นนักปรุงยา?”
“นั่นเพราะครั้งก่อนมีชายคนหนึ่งเอะอะโวยวายตลอดทาง พวกเราถึงได้รู้น่ะสิ”
“อ้อ” เธอพยักหน้า ไม่ถามอะไรอีก ในใจกำลังครุ่นคิด นายท่านเหยียนสร้างหอโอสถไว้ที่นี่เช่นนี้ ซ้ำยังจับพวกนักปรุงยากลับมาถึงเพียงนั้น คิดจะศึกษาอะไรกันแน่นะ?
อีกด้านหนึ่ง ที่ห้องหนังสือเรือนหลัก
“นายท่าน คนอื่นๆคอยอยู่ห้องรับรองแล้วขอรับ” ฮุยหลางรายงานด้วยความยำเกรง
นายท่านเหยียนที่นั่งจัดการงานอยู่หน้าโต๊ะหนังสือมองฮุยหลาง ถามว่า “จัดการเขาเรียบร้อยแล้วรึ?”
ได้ยินคำพูดนี้ ฮุยหลางเงยหน้ามองไปที่เขาอย่าง.อดไม่ได้ เมื่อสบกับแววตาเยือกเย็นทรงอำนาจ ก็รีบเร่งก้มหน้าลงขานรับ “ขอรับ ข้าน้อยพาเด็กคนนั้นไปส่งให้หลินเหล่าที่หอโอสถแล้ว”
นายท่านเหยียนหยุดพู่กันในมือลง แรงกดดันอันแข็งแกร่งกระจายออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีความเย็นเยียบ “ทักษะปรุงยาเขาไม่ได้ด้อยเลย ยาพวกนั้นของตลาดมืดในช่วงไม่กี่เดือนล้วนมาจากมือเขา ขอนี้ข้าเหมือนจะเคยบอกกับพวกเจ้าแล้ว”
รู้สึกว่าแรงกดดันบนร่างเขาโจมตีมา กลิ่นอายทั่วห้องจึงเย็นขึ้นบางส่วน ฮุยหลางตระหนกในใจ ลงไปคุกเข่าข้างเดียว “นายท่านอย่าเพิ่งโมโห ข้าน้อย ข้าน้อยแค่อยากให้เจ้าเด็กนั่นลำบากบ้าง ข้าน้อยจะรีบย้ายเขาเข้าไปในหอขอรับ”
เดิมทีคิดว่านายท่านแค่บอกให้พาไปหอโอสถ ไม่ได้บอกชัดว่าให้เข้าไปด้านใน ดังนั้นเขาจึงใช้ช่องโหว่นี้สยบความฮึกห้าวของเจ้าเด็กนั่น แต่ไม่เคยคิด ว่านายท่านจะถามถึง
“เจ้าติดตามอยู่ข้างกายข้ามาหลายปี คงเข้าใจดีว่าข้าไม่ชอบคนที่ใช้อุบายเป็นที่สุด หากมีครั้งหน้าอีก เจ้าก็กลับไปฝึกฝนที่คุกมืดซะ!”
ได้ยินน้ำเสียงเยือกเย็นน่าสะพรึงลอยมา ฮุยหลางก็ตกใจเสียจนเหงื่อออกซก “ขอรับ! ข้าน้อยจะจำไว้ไม่ทำผิดอีกแน่ขอรับ!” คุกมืด นั่นช่างเป็นนรกจริงๆ เขาไม่อยากกลับไปที่นั่นอีก
นายท่านเหยียนเก็บแรงกดดันกลับ ร่างพิงไปด้านหลัง ดวงตาลึกล้ำกวาดมองฮุยหลางที่คุกเข่าบนพื้น ชะงักลงพักหนึ่ง ถึงจะบอกว่า “หนุ่มน้อยนั่นจริงๆ ก็มีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง เรื่องเข้าหอโอสถชะลอไปอีกสองสามวันแล้วกัน!”
“ขอรับ!” ฮุยหลางตอบรับ ไม่กล้าหายใจแม้แต่สักเฮือก
คอยจนค่ำคืนมาเยือน เมื่อเฟิ่งจิ่วตามพวกเขามาถึงเรือนที่พัก เห็นเตียงใหญ่แถวยาวก็งุนงงอย่างอดไม่ได้
“นี่ คืนนี้นอนนี่รึ?”
สวรรค์! คงไม่ใช่กระมัง? ให้เธอนอนด้วยกันกับพวกผู้ชายกลุ่มใหญ่เนี่ยนะ? เดาว่าท่านพ่อท่านปู่รู้จะต้องร้อนใจเสียจนวิ่งเต้นแน่!
“ไม่งั้นเจ้าคิดว่าจะมีห้องส่วนตัวให้รึไง?”
บุรุษนายหนึ่งข้างๆ เหลือบมองเขา ถอดเสื้อผ้าพลางพูดว่า “มีที่ให้เจ้านอนได้ก็ไม่เลวแล้ว”
เห็นท่าทางคนสิบยี่สิบคนในห้องบ้างถอดเสื้อผ้า ถอดรองเท้า เปลือยกายล่อนจ้อนล้มหัวลงนอน เฟิ่งจิ่วก็ขมวดคิ้ว หันตัวเดินออกไป
ตลกเถอะ! ให้ซุกหัวนอนที่นี่รึ? เธอไม่นอนหรอก!
ออกจากห้องที่เตียงเรียกรายติดกัน เธอมองในสวน เห็นนอกเรือนมีทหารอารักขาคอยเฝ้า ออกไปไม่ได้ ดังนั้น สายตาจึงหันไปจับจ้องบนต้นไม้ใหญ่ในสวน ดวงตาเป็นประกาย
“ได้ล่ะ!”
ตอนที่ 183: นึกถึงนายท่านเหยียน!
ทหารอารักขาชุดดำที่คอยเฝ้าเรือนได้ยินการเคลื่อนไหวด้านหลัง หันกลับไปมอง ก็เห็นหนุ่มน้อยกำลังใช้ทั้งมือและเท้าปีนขึ้นไปบนต้นไม้ หนึ่งในนั้นจึงตะโกนว่า “เจ้าทำอะไรน่ะ? ลงมาซะ!”
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองทั้งสองคน บอกว่า “พวกเจ้ายืนเฝ้าของพวกเจ้าไป ไม่ต้องยุ่งเรื่องข้า”
“เจ้า!” ทหารอารักขาชุดดำนายนั้นกำลังจะออกหน้า ก็ถูกคนข้างๆดึงไว้
“เจ้าเด็กนั่นร้ายกาจยิ่งนัก เจ้าอย่าไปยุ่งเลย ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ออกไปวิ่งซน ปล่อยไปเถอะ”
ทหารอารักขานายนั้นเห็นเฟิ่งจิ่วหาตำแหน่งนอนพิงบนต้นไม้ อดไม่ได้ที่จะด่าว่า “วางเตียงดีๆให้ไม่นอน วิ่งขึ้นไปนอนบนต้นไม้ ข้าว่าเด็กนี่บ้าไปแล้วกระมัง!”
เฟิ่งจิ่วคร้านจะสนใจพวกเขา ถูกพามาถึงที่นี่ก็ไม่เคยได้พักผ่อนดีๆ แม้ด้านนอกจะหนาวนิดหน่อย ก็ดีกว่านอนรวมกับคนสิบยี่สิบคนด้านใน
ใช้เวลาสองวันอยู่ในเรือน ก็พอจะรู้กฎของหอโอสถบ้างแล้ว มีเพียงนักปรุงยาที่สามารถเข้าไป และนักปรุงยาระดับสูง ยิ่งสามารถปรุงยาที่มีมูลค่าได้ ฐานะการปฏิบัติในตำหนักยมราชก็จะยิ่งดี
หนำซ้ำ แม้คนไม่น้อยจะถูกจับตัวมา แต่เพราะความสัมพันธ์ในเชิงปฏิบัติ พวกเขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะจากไป และอยู่ในหอโอสถนี้ บอกกันว่า อยู่ที่นี่ขอแค่ปรุงยาที่ค่อนข้างมีมูลค่าออกมาได้ นอกจากรางวัลที่พึงมี ยังได้เพลิดเพลินสำราญใจกับสาวงามในหอนารีวิไลหนึ่งคืน หากยอมสวามิภักดิ์ต่อตำหนักยมราชด้วยใจจริง ก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ทุกเมื่อ
ส่วนหอนารีวิไลนี้ ว่ากันว่าเป็นเครือข่ายข้อมูลที่ตำหนักยมราชหล่อเลี้ยงขึ้นมา ในแต่ละที่ล้วนมีหอนารีวิไล คล้ายกับหอนางโลม สาวงามในหอนารีวิไลรวบรวมมาจากหลายที่ ทุกคนต่างมีรูปร่างประณีตทรงเสน่ห์ รูปโฉม.งดงามน่าหลงใหล
แม้แต่พวกนักปรุงยาแก่ๆคร่ำครึเข้าไปสักรอบ ก็จะลุ่มหลงในความหอมหวนอ่อนโยนของสาวงามอย่างไม่อาจถอนตัว
เธอรู้สึกสงสัยนายท่านของตำหนักยมราชนี้ตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว นายท่านเหยียนผู้นั้นเป็นคนเช่นไรกันแน่นะ?
“คิดอะไรอยู่รึ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีแรงดึงดูดพลันดังขึ้นมาข้างหู ทำให้เธอที่อยู่ในสภาพใจลอยตอบกลับอย่างไม่ทันคิด “กำลังคิดว่านายท่านเหยียนเป็นผู้ชายแบบไหนกันแน่น่ะสิ?”
พอคำพูดเธอหลุดออกไป องครักษ์ที่เฝ้าหอโอสถอยู่ในมุมมืดก็กระตุกมุมปาก ‘เจ้าเด็กใจกล้านี่เพ้อถึงนายท่านพวกเขากลางวันแสกๆเลยรึ? ช่างมีความกล้ามากพอจริงๆ!’
น้ำเสียงวุ่นวายในเรือนเงียบลงทันใด ต่างมองเฟิ่งจิ่วด้วยความแปลกใจ เมื่อสายตาจับจ้องบนร่างชายหนุ่มข้างๆ ทุกคนก็รีบร้อนดึงสายตากลับมา แล้วทำธุระตัวเองต่อไป
“หืม?”
เฟิ่งจิ่วได้สติกลับมา เมื่อเห็นชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาเป็นประกาย ฉีกยิ้มขึ้นมาทั้งหน้าเหยเก “แหะๆ ที่แท้ก็นายท่านเหยียนนี่เอง! ไม่เจอกันหลายวัน เหมือนท่านจะหล่อขึ้นไม่น้อยเลยนะ”
ดวงตาลึกล้ำของนายท่านเหยียนจับจ้องบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็น มองรอยยิ้มที่เฟิ่งจิ่วยกขึ้นอย่างไม่คิดอะไรมาก แววตาก็ฉายแววเล็กน้อย เอ่ยเสียงเข้ม “ตามข้าเข้ามา!” จากนั้น ค่อยเอามือไพล่หลังสาวก้าวเดินเข้าหอไป
เห็นท่าทาง เฟิ่งจิ่วจึงเร่งฝีเท้าตามไป เมื่อสาวก้าวออก หางตาก็เหลือบเห็นฮุยหลางด้านหลังท่าทางอับเฉา อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นคลี่ยิ้มอย่างสุขใจ
ทว่าฮุยหลางด้านหลังเหมือนไม่ได้ยินคำพูดเฟิ่งจิ่ว ท่าทางเขาเหม่อลอยนิดหน่อย ในดวงตาเก็บซ่อนความวิตก ใต้ตาดำคล้ำ สีหน้าดูไม่ได้อยู่บ้าง
เห็นนายท่านเดินเข้าหอ ฮุยหลางจึงตามเข้าไป คิดอยู่ว่า ถึงแม้ยากเกินเอ่ย ก็ต้องหาโอกาสมาพบท่านหมอที่หอโอสถเพื่อถามว่าอาการเขามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ตอนที่ 184: ไม่ขันนับเป็นโรค!
“ด้านในนี้เป็นสถานที่ปรุงยาของนักปรุงยา หอที่สองยังมีอีกหนึ่งชั้น ส่วนหอที่สามเป็นพวกตำราด้านยา หอที่สี่ที่ห้าเป็นที่เก็บสมุนไพร หอที่หกกับหอที่เจ็ดเป็นพวกยาที่สำเร็จแล้ว”
นายท่านเหยียนเดินไป พลางน้ำเสียงทุ้มต่ำก็เปล่งออกมา เขาพาเฟิ่งจิ่วมาในห้องหนึ่งด้านใน กล่าวว่า “ข้าให้คนพาเจ้ามา เพื่อจะอาศัยพรสวรรค์การปรุงยาของเจ้า มาศึกษายาระงับพิษเหมันต์ ขอแค่เจ้าปรุงออกมาได้ ข้ารับประกันได้ว่าเจ้าจะกลับบ้านอย่างปลอดภัย”
“พิษเหมันต์รึ?”
ได้ยินคำพูดนี้ เธอแปลกใจนิดหน่อย ในห้วงทะเลแห่งความคิดก็นึกถึงพิษเหมันต์พันปีบนร่างท่านอาหลิง แล้วทำไมนายท่านเหยียนถึงต้องการยารักษาพิษเหมันต์กันเล่า?
“ถูกต้อง นักปรุงยาที่นี่นอกจากจะกำลังคิดค้นยาแก้พิษเหมันต์ ก็ยังมีพวกที่ช่วยตำหนักยมราชเรากลั่นปรุงยา ขอแค่ตั้งใจทำงาน ข้าจะไม่ปฏิบัติไม่ดีต่อใคร แต่หากมาสร้างปัญหาที่นี่ ข้าจะไม่ปราณีแน่!”
หลังเฟิ่งจิ่วมองเขาแวบหนึ่ง ก็บอกว่า “มันไม่ใช่ยาที่คิดค้นปรุงกันได้ง่ายขนาดนั้นนะ พิษเหมันต์มีตั้งหลายชนิด หนำซ้ำอาการก็ไม่เหมือนกัน หากไม่เคยจับชีพจรหรือตรวจดูสภาพร่างกาย นักปรุงยาคนไหนจะกล้าปรุงยาส่งเดชเล่า?”
สองแขนเธอกางออก ส่ายหน้านั่งลงข้างโต๊ะ “ไม่จับชีพจร ไม่เห็นคน ข้าก็ปรุงไม่ได้หรอก”
นายท่านเหยียนถลึงมองเฟิ่งจิ่วอยู่ครู่หนึ่ง นิ่งเงียบไป ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร ลุกยืนขึ้นมาพูดว่า “งั้นเจ้าก็คุ้นเคยกับที่นี่ไปเสียก่อนเถอะ รอเจ้าระดับยาเจ้าสูงเท่านักปรุงยาหอโอสถค่อยว่าเรื่องนี้กัน!”
เห็นเขาจะไป เฟิ่งจิ่วจึงเร่งรีบยื่นมือออกไปคว้าดึงแขนเสื้อเขาไว้พลางตะโกนว่า “เดี๋ยวก่อน!”
นายท่านเหยียนขมวดคิ้วหันกลับมา สายตาจับจ้องบนมือเล็กขาวเนียนที่จับแขนเสื้อเขาอยู่ แววตาฉายแววเล็กน้อย ตะคอกเสียงเย็น “ปล่อย!” สะบัดแขนเสื้อสลัดมือเขาออก แล้วดึงเสื้อกลับมา
เฟิ่งจิ่วไม่ใส่ใจ กล่าวว่า “นายท่านเหยียน พวกท่านจับข้ามา กลับไม่เตรียมให้ข้าแม้แต่ที่ซุกหัวนอน ให้ข้าอยู่รวมกับคนอื่นๆบนเตียงใหญ่ พวกท่านไม่เกรงใจกันเลยรึ? ยังมีอีก! พลังเร้นลับข้าถูกท่านปิดผนึกไว้ พวกท่านคุ้มกันที่นี่เข้มงวมถึงเพียงนี้ ยังกลัวว่าข้าจะหนีไปได้อีกรึ? ไม่ต้องใช้เวลาทั้งวันข้าก็ยังออกไปไม่ได้แม้แต่ประตูเรือนเลยกระมัง?”
เธอเหลือบมอง เห็นเขาไม่สะบัดแขนเสื้อจากไป จึงพูดต่อว่า “พวกท่านเชิญข้ามา ในเมื่ออยากให้ข้าปรุงยา ก็ควรจะต้อนรับกันอย่างมีเกียรติสิ ท่านลองไปสอบถามดู พวกคนตลาดมืดปฏิบัติกับข้าราวคุณชาย ท่านว่าเปรียบเทียบกับพวกเขาแล้ว วิธีรับแขกเช่นนี้ไม่แย่เกินไปหน่อยรึ?”
เห็นเฟิ่งจิ่วพูดถึงวิธีรับแขกอะไรนั่นกับนายท่านเหยียนอย่างไม่กลัวตาย หลินเหล่ากับฮุยหลางข้างๆ ล้วน.อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมอง คิดว่าเขาเพ้อฝันเกินไปแล้ว อันที่จริงตัวเป็นนักโทษ จะมาพูดเรื่องวิธีรับแขกอะไรอีก!
แต่ว่า ที่ทำให้พวกเขานึกไม่ถึงที่สุดก็คือ ความ.อดทนนายท่านเหยียนที่มีต่อเจ้าเด็กนี่ จะเกินความคาดหมายของพวกเขาไปในทุกๆครั้ง
นายท่านเหยียนกวาดมองใบหน้าเด็กหนุ่มที่โกรธบูดบึ้ง สั่งการว่า “ฮุยหลาง กลับไปจัดเตรียมเรือนส่วนตัว ให้เขาไปมาได้อิสระ”
“ขอรับ” ฮุยหลางมองเฟิ่งจิ่ว ไม่เข้าใจว่าทำไมนายท่านต้องทำดีกับเขาเช่นนี้
เห็นนายท่านเดินออกไป ฮุยหลางก็เรียก เอ่ยเสียงเบาว่า “นายท่าน ท่านกลับไปก่อนเถิด ข้าน้อยไม่สบายตัว จะขอพบท่านหมอในหอเสียหน่อย”
นายท่านเหยียนหันกลับไปกวาดมองเขา ตอบรับว่า “อืม”
“ฮึ!”
เฟิ่งจิ่วหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ มองฮุยหลางที่ท่าทางกังวล แล้วส่ายหัวชำเลืองมองเขาอย่างหยอกล้อ
“ผู้ชายนกเขาไม่ขัน ถือเป็นโรค ต้องรักษา”
ตอนที่ 185: ยาทิพย์เท่าทองพันชั่ง!
พอคำพูดนี้เปล่งออกมา ฝีเท้านายท่านเหยียนที่เดินออกไปตรงหน้าก็ชะงักลง หันกลับมากวาดมองฮุยหลางที่เบิกดวงตากว้างราวกับจะฆ่าคน แววตาลึกล้ำเหลียวมอง สบเข้าพอดีกับแววตายิ้มเจ้าเล่ห์ของเด็กหนุ่ม
“นกเขาไม่ขันรึ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีแรงดึงดูดกระทบลงบนร่างฮุยหลางอีกครั้ง สายตากวาดมองลงจากใบหน้าที่โมโหเสียจนอับอายนั้น และหยุดลงตรงบริเวณใต้เอว มุมปากยกขึ้นยิ้มน้อยๆอย่างไม่อาจสังเกตุเห็น
ไม่ต้องคิด ก็รู้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเด็กหนุ่มแน่ๆ
ที่แท้ก็นกเขาไม่ขัน มิน่าล่ะ สองวันนี้ฮุยหลางถึงอับเฉาและวิตกเช่นนั้น
“เป็นเจ้า! เป็นเจ้าเด็กนี้ใช่หรือไม่?”
ฮุยหลางถลึงมองเฟิ่งจิ่ว ฝ่ามือกำหมัดแน่นขึ้นมา ไอสังหารทั่วร่างโจมตีออกไป แต่น่าเสียดาย ที่เฟิ่งจิ่วไม่เกรงกลัวสายตาอาฆาตของเขาเลย กลับเชิดคางขึ้นชำเลืองมองเขาแทน
“เป็นข้าอะไรกัน? เจ้านกเขาไม่ขันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย? อย่าลืมล่ะ ข้าเป็นภูตหมอผู้มีชื่อเสียง หากข้อผิดปกติแค่นี้ยังดูไม่ออกก็เสียชื่อภูตหมออย่างข้าเกินไปแล้ว”
ฟังเช่นนี้ ฮุยหลางกลั้นไฟโกรธในท้องไว้ เห็นสายตาแปลกๆของผู้คนรอบด้านที่มองมา เพียงรู้สึกเสียหน้า แต่กลับกลายเป็นว่าเขายังไม่อาจทำอะไรคนคนนั้นได้!
“อะแฮ่ม!”
นายท่านเหยียนกระแอมไอ เอ่ยว่า “ในเมื่อนกเขาไม่ขัน ก็ต้องรักษา ท่านหมอนักปรุงยาในหอมีไม่น้อย ลองไปพบพวกเขาเถอะ” พูดจบ ก็สาวก้าวเดินออกไปด้านนอก
เฟิ่งจิ่วมองฮุยหลางอย่างอมยิ้มกริ่ม เดินตามออกไป มาถึงด้านนอก กลับเห็นนายท่านเหยียนยืนอยู่นอกเรือน เช่นนั้น เธอจึงเดินเข้าไป ถามยิ้มๆว่า “นายท่านเหยียน ท่านคงจะไม่ได้รอข้าอยู่กระมัง?”
เขาหันตัวมา มองเด็กหนุ่มที่สูงถึงแค่หน้าอก กล่าวเสียงเข้ม “ที่นี่เป็นตำหนักยมราช เจ้าอย่าได้ลืมฐานะตัวเอง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็อย่าให้มันเกินไปนัก มิเช่นนั้น ข้าจะจัดการแทนเอง!”
เห็นเขาทิ้งคำพูดตักเตือนไว้ก่อนจะจากไป เฟิ่งจิ่วก็เบะปาก สุดท้ายมันคือการบอกตรงๆว่าเขาคอยให้ท้ายอีกไม่ได้แล้วสินะ?
แต่เธอก็รู้สึกแปลกๆ มองยังไงนายท่านเหยียนก็ไม่ใช่คนที่เจ้าอารมณ์และสนิทด้วยได้ง่ายเลย แต่ทำไมถึงยอมอ่อนข้อให้ตลอด? ซ้ำยังปล่อยให้เธอสร้างปัญหาอีก?
จริงๆแล้ว ที่เธอไม่รู้ก็คือ เพราะนายท่านเหยียนใช้ตัวตนท่านอาหลิงมาคลุกคลีกับเธอ ในสายตาเขา เฟิ่งจิ่วจึงเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่กลับกลอกพิลึกพิลั่น แต่กลายเป็นว่าหนุ่มน้อยผู้นี้กลับคุ้นเคยกับเขาอยู่บ้าง เสียงเรียกท่านอาหลิงแต่ละเสียงนั้น ถึงแม้จะเรียกเสียจนสงสัยว่าตัวเองแก่เกินไปหรือไม่? แต่ไม่ยอมรับไม่ได้ ว่าเขาไม่อาจมีเจตนาร้ายกับหนุ่มน้อยได้เลย
เมื่อมีคำสั่งนายท่านเหยียน เฟิ่งจิ่วขอเพียงไม่ใช่ที่ต้องห้ามในตำหนักยมราช สถานที่อื่นๆล้วนเดินไปมาได้อย่างอิสระ ด้วยเหตุนี้ ไม่ต้องใช้เวลาถึงครึ่งวัน เธอก็สำรวจทั้งด้านในด้านนอกเสียจนหมดจด
หนึ่งในนั้น ยังมีอีกหลายที่ที่วางค่ายกลกระบี่ไว้ เธอก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ว่า มันทำให้เธอค้นพบสถานที่ดีๆที่หนึ่ง บ่อน้ำพุร้อนตรงหลังเขานั้น ว่ากันว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวของนายท่านเหยียน ไม่ให้คนอื่นเข้าไป จึงได้แต่มองอยู่ด้านนอกสักพักก็จากไป เพราะที่นั่นไม่ได้วางค่ายกลกระบี่ไว้
หลังจากเดินวนรอบหนึ่ง เธอกลับมาที่หอโอสถอีกครั้ง เดินวนๆตรงที่เก็บรวมรวมสมุนไพรหอที่สามกับที่สี่ ก็ก้าวเท้าไม่ออกไปชั่วขณะ
ยาทิพย์จิตวิญญาณที่เธอให้ตลาดมืดช่วยหายังไงก็ไม่อาจหาครบ กลับไม่นึกว่า ในหอโอสถนี้กลับมีอะไรอะไรไปเสียหมด ตอนนี้ เธอจึงเก็บยาทิพย์ด้วยความตื่นเต้นคิดจะนำพวกมันไปปรุงเป็นยาทาแผลเป็น
หลินเหล่าที่ตามเฟิ่งจิ่วเข้ามาเห็นเขาเก็บยาทิพย์จิตวิญญาณสิบกว่าอย่างลงในกล่องเตรียมจะนำมันลงไป จึงเอ่ยปากถามอย่างอดไม่ได้ “เจ้าจะหยิบพวกมันไปทำอะไร? ของพวกนั้นเป็นยาทิพย์ล้ำค่า ทุกอย่างล้วนมีราคาเท่าทองพันชั่ง”
ตอนที่ 186: ความยังไม่แตก!
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วทำสีหน้าจริงจัง มองหลินเหล่าพลางพูดว่า “แน่นอนว่านี่เอาไว้ใช้ทำยา นายท่านเหยียนบอกให้ปรุงยาแก้พิษเหมันต์ ข้าจึงต้องนำยาพวกนี้กลับไปลองศึกษาดูขอรับ”
ฟังเช่นนี้ หลินเหล่าก็สงสัยนิดหน่อย “แต่สรรพคุณยาพวกนี้ไม่เหมาะเป็นยาแก้พิษเหมันต์หรอกนะ!”
“หลินเหล่า นี่ท่านก็ไม่รู้เรื่องรึขอรับ? ยาทั้งหมดล้วนมีสรรพคุณเชื่อมโยงถึงกัน แม้ตอนนี้ข้ายังปรุงออกมาไม่ได้ แต่ข้านำกลับไปศึกษาก็ไม่ผิดอะไร” เธอบอกอย่างจริงจัง จบด้วยท่าทางเคร่งขรึมมีเหตุผล หลอกเสียจนหลินเหล่าตะลึงงัน
“งั้นยังต้องการของอื่นๆอีกหรือไม่? ในหอโอสถมีของจำพวกอุปกรณ์ทำยาอยู่ หากเจ้าต้องการก็มาหาข้าแล้วกัน”
ฟังคำพูดนี้ เธอก็หรี่ดวงตาที่ฉายประกายแสงคู่นั้นลง “หลินเหล่า ท่านช่างเป็นคนดีจริงๆ วางใจเถอะ หากยาไม่พอข้าจะมาอีก อุปกรณ์ยาอะไรพวกนั้นปกติขาดไม่ได้ต้องไปหาท่านแน่ ไปเถอะไปเถอะ! ท่านพาข้าไปเลือกกลับไปอีกหน่อยนะขอรับ”
เธอตบๆไหล่หลินเหล่าด้วยท่าทางสนิทสนม แล้วลงไปพร้อมๆกัน
คืนนั้น เฟิ่งจิ่วก็ปรุงยาทารักษาแผลเป็นอยู่ในเรือนเล็กส่วนตัว
ส่วนทางอีกด้านหนึ่ง ที่เรือนหลักด้านนั้น
หลินเหล่ากำลังนำเรื่องสมุนไพรพวกนั้นที่เฟิ่งจิ่วเอาไปจากหอโอสถมารายงานกับนายท่านเหยียน ไม่ทันจบ ก็พูดอีกว่า “แต่ข้าน้อยรู้สึกแปลกๆ สรรพคุณยาพวกนั้นไม่น่าใช้รักษาพิษเหมันต์ได้ แต่ภูตน้อยผู้นั้นกลับบอกว่ายาพวกนั้นใช้ได้”
“ภูตน้อยรึ?” นายท่านเหยียนชำเลืองมองหลินเหล่า หางเสียงยกขึ้นเล็กน้อย
หลินเหล่านิ่งไปสักพัก แอบคิดว่า ‘ทำไมนายท่านคล้ายจะพลาดจุดสำคัญไป? เขากำลังรายงานว่าสมุนไพรล้ำค่าพวกนั้นถูกเด็กหนุ่มฉวยไป นายท่านฟังแล้วก็ไม่พูดอะไรสักคำ กลับโต้ตอบหลังจากได้ยินชื่อเด็กหนุ่ม’
ตอนนี้ ไม่กล้าคิดอะไรอีก เพียงต้องกล่าวด้วยความเคารพ “ใช่ขอรับ หนุ่มน้อยนั่นบอกให้เรียกเขาว่า ภูตน้อย ก็พอ”
“ออกไปเถอะ!” นายท่านเหยียนสะบัดมือ ให้สัญญาณเขาถอยไป
“นายท่าน ยาพวกนั้น…”
“เขาต้องการก็ให้ไป”
“ขอรับ” ได้ยินคำพูดนี้ หลินเหล่าไม่พูดอะไรอีก หลังจากคำนับก็ถอยออกไป
หลังนั่งอยู่สักพัก ดื่มเหล้าไปสองจอก ก็ลุกยืนขึ้น สาวก้าวเดินออกไป เห็นไฟในห้องนั้นยังสว่าง เงาร่างที่สะท้อนบนกระดาษหน้าต่างกำลังเดินไปเดินมา ด้วยความตั้งใจชั่วขณะ เขาจึงสาวก้าวเดินเข้าไป
เฟิ่งจิ่วในห้องกำลังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี พลางมองกระจกและนำยาทาที่เพิ่งปรุงออกมาผอกลงบนหน้า นึกถึงใบหน้าที่อีกไม่นานนักก็จะคืนสภาพได้แล้ว อารมณ์หดหู่ที่ถูกจับมาที่นี่ก็ได้ผ่อนคลายลงในที่สุด
“ฉวยยาข้ามา เพื่อทำของประหลาดนี่รึ?”
“หวา!”
น้ำเสียงที่ดังมาจากด้านหลังอย่างกะทันหันทำให้เธอตกใจสะดุ้ง กระโดดขึ้นหันตัวมาตามสัญชาตญาณ ก็เห็นนายท่านเหยียนที่ไม่รู้ว่าเข้ามาตอนไหนยืนเอามือไพล่หลังอยู่ตรงนั้นพลางมองเธอด้วยความสนใจยิ่งนัก
“แค่นี้ก็ทำให้ตกใจได้ ชัดเจนนักว่ามีความผิดติดตัวมากเกินไป” เขาเลิกคิ้วขึ้น มองเด็กหนุ่มที่พอกยาสีเขียวดำอยู่บนหน้า
เฟิ่งจิ่วเห็นว่าเป็นเขา จึงถอนหายใจเบาๆ มือหนึ่งตบกลาง.อก กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าว่านายท่านเหยียนผู้ยิ่งใหญ่ ดึกดื่นมืดค่ำไม่ยอมหลับยอมนอน วิ่งมาหาข้าที่นี่ทำไมรึ? ท่านจะมาก็วิ่งมาสิ! ลอยเข้ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียงราวผีสางจะก่อกวนอะไรอีก? อยากทำให้คนกลัวถึงได้มาแบบนี้ไม่ใช่หรือ?”
เห็นสายตาเขาจ้องมองนิ่งๆ เธอจึงก้มหัวมองบนร่างตามจิตใต้สำนึก ‘แม้จะสวมชุดซับในสีขาว แต่ด้านในยังรัดหน้าอกไว้ ตรง.อกแบนราบ ความยังไม่แตกหรอกน่า!’
ตอนที่ 187: ที่แท้เป็นนาง!
“มีอะไรรึ? ทำไมจ้องข้าเช่นนั้น?” เธอถามอย่างไม่รู้เหตุผล
และในเวลานี้ หัวใจนายท่านเหยียนสั่นไหวเล็กน้อย มองใบหน้าที่ฉาบเต็มไปด้วยยาทาสีเขียวปนดำ รวมถึงดวงตาที่เจ้าเล่ห์ปราดเปรื่อง ในใจฉุกคิด
ที่แท้เป็นนาง!
คือแม่หนูน้อยผู้นั้นในป่าเก้าหมอบ เป็นแม่หนูน้อยที่กอดขาเขาเรียกพี่เขยขานท่านอา…
หนำซ้ำ ครั้งนั้นที่พิษเหมันต์เขาออกฤทธิ์และถูกคนตามฆ่า เธอก็ช่วยเขาไว้
นึกถึงตรงนี้ ในดวงตาเขาฉายแววสับสน นึกไม่ถึงว่าจะวนไปวนมาพบนาง ซ้ำยังแต่งตัวเป็นชายมาหลอกเขาอีก หากไม่เห็นใบหน้าที่พอกยาทาสีเขียวปนดำกับดวงตาคู่นั้น ก็ยังจำนางไม่ได้จริงๆ
เฟิ่งจิ่วที่ถูกสายตาเขามองเสียจนไม่สบายเนื้อสบายตัวขมวดคิ้วขึ้น เอ่ยว่า “ข้าว่านายท่านเหยียน กลางค่ำกลางคืนเช่นนี้ ท่านไม่กลับไปนอนเสียเล่า? คิดจะจ้องข้าอยู่ตรงนี้รึ?”
ดวงตาลึกล้ำของนายท่านเหยียนมองผ่านหน้าอกที่สวมเพียงชุดซับใน เห็นมันแบนราบ ไม่เห็นส่วนโค้งเว้าเลยสักนิด ทว่าในห้วงทะเลแห่งความคิด กลับนึกถึงสัมผัสอ่อนนุ่มวันนั้นในป่าเก้าหมอบที่เขาไปชนเข้าโดยไม่ระวังอย่างอธิบายไม่ได้ ชั่วขณะหนึ่ง ใบหูก็แดงก่ำน้อยๆ หันตัวก้าวยาวเดินออกไปทันที
“แปลกประหลาดจริง”
เฟิ่งจิ่วเห็นเขาจากไปโดยไม่พูดไม่จา เพียงรู้สึกว่าอารมณ์โกรธนายท่านเหยียนผู้นี้ช่างแปลกเสียจริง ตามไปด้านหน้า หลังจากล็อคประตูก็กลับมาหน้ากระจกผอกยาทาอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นค่อยแบกหน้าที่พอกยาไว้เต็มไปนอนทั้งแบบนั้น
วันต่อมา เมื่อเฟิ่งจิ่วมายังหอโอสถทั้งใบหน้าที่พอกยาทาไว้ หลินเหล่าเห็นก็อดไม่ได้ที่จะออกมารับหน้าอย่างตกตะลึง “ภูตน้อย บนหน้าเจ้าเปื้อนอะไรรึ? ทำไมไม่ล้างหน้าก่อนค่อยออกมาเล่า?”
“เป็นยาทาขอรับ ล้างไม่ได้” เธอฉีกยิ้ม กล่าวว่า “หลินเหล่า ข้าต้องไปเลือกยาที่หอที่สี่ ท่านจะไปด้วยกันกับข้าหรือไม่ขอรับ?”
“เลือกยาอีกรึ? แล้วพวกนั้นที่เจ้าหยิบไปเมื่อวาน…”
“พวกนั้นเมื่อวานข้าปรุงแล้วล้มเหลว นี่ ท่านดูสิ เพื่อไม่ให้สิ้นเปลือง ข้าจึงเอามาผอกบนหน้าขอรับ” เธอชี้ๆยาทา.บนหน้าตัวเองพูดพลางหรี่สองตาลงยิ้ม
“นี่…” หลินเหล่าหมดคำพูด ไม่รู้จริงๆว่าจะพูดยังไงกับเขาดี
แต่นึกถึงท่าทีที่นายท่านเหยียนมีต่อเฟิ่งจิ่ว และสิ่งที่เขากำชับไว้ ก็ถอนใจอย่างอดไม่ได้ บอกว่า “เจ้าจะไปหยิบยาก็ไปเองเถอะ กลับไปข้าค่อยบันทึกไว้สักหน่อยก็พอ ข้ายังมีเรื่องต้องทำ ตามเจ้าไปไม่ได้หรอก”
ดวงตาเฟิ่งจิ่วเป็นประกาย “หลินเหล่า มองไม่ออกเลยว่าท่านไว้ใจข้าเช่นนี้ ไม่กลัวว่าข้าจะทำลายสมุนไพรเท่าทองพันชั่งหายากพวกนั้นรึขอรับ?”
หลินเหล่าแอบพูดในใจ ‘ข้าไม่ได้เชื่อใจเจ้า แต่นายท่านเหยียนสั่งว่าให้ปล่อยเจ้าหยิบไป เพราะนายท่านเหยียนหรอกนะถึงทำให้เจ้าสุรุ่ยสุร่ายได้เช่นนี้’
สายตาจับจ้องบนใบหน้าเขา คิดว่ายาทิพย์ล้ำค่าพวกนั้นที่หยิบไปเมื่อวานล้วนกลายเป็นยาทาบนหน้าเขา ทันใดนั้นก็เจ็บเข้าเนื้อไปชั่วขณะ “ฟุ่มเฟือยนัก! ฟุ่มเฟือยจริงๆ…” ส่ายหน้า ก่อนจะทำงานของตัวเองไป
ดังนั้น เฟิ่งจิ่วจึงขึ้นหอไปหยิบยาทิพย์จิตวิญญาณกลับไปไม่น้อย เก็บตัวบดตำยาไม่หยุดอยู่ในห้อง จนกระทั่งตอนเย็น ฮุยหลางที่ใบหน้าดูไม่ได้ก็มาหาถึงประตู
ทางอีกด้านหนึ่ง ที่เรือนหลักด้านนั้น นายท่านเหยียนในมือถือถ้วยชา คงอยู่ในท่าทางนี้ตลอดไม่ขยับเขยื้อน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร บางทีก็ขมวดคิ้ว บางครั้งก็ยกมุมปากขึ้นผุดรอยยิ้มเล็กๆที่ไม่อาจสังเกตเห็น ท่าทางแปลกๆนั้น ผู้ฝึกตนชุดดำที่คอยอยู่ข้างๆ มองเสียจน.อกสั่นขวัญแขวนชั่วขณะ
จิบชาคำหนึ่ง ถึงจะรู้สึกว่าชาเย็นแล้ว เขาจึงวางถ้วยชาในลง ถามว่า “อิ่งอี ฮุยหลางไปไหนรึ?”
“เรียนนายท่าน ฮุยหลางไปพบภูตหมอ…”
ยังไม่ทันสิ้นสุดน้ำเสียง ก็เห็นนายท่านที่เดิมทีนั่งอยู่กำลังเตรียมจะรินชาสีหน้าเปลี่ยนไป หลังจากสวมหน้ากากก็พุ่งออกไปรวดเร็วราวลมกรด เขามองเสียจนตะลึงชั่วขณะ
ตอนที่ 188: อมตะชั่วนิรันดร์
อีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วมองฮุยหลางสีหน้าหมดสภาพยืนอยู่ตรงประตู เลิกคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้ สองแขนกอดอกเชิดคางขึ้นถาม “มาหาข้ามีอะไรรึ?”
“ข้ามารักษาโรค” เขาฝืนกลั้นแรงกระตุ้นที่อยากจะฆ่าคนไว้ แล้วพยายามพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
แต่ว่า น้ำเสียงแข็งกระด้าง รวมถึงจิตมุ่งร้ายนั้น ยังคงเผยถึงความรู้สึกที่แท้จริงที่สุดในใจเขา
“แม้ข้าเป็นภูตหมอ ก็ไม่ใช่ว่าจะรักษาโรคของใครๆได้หมดหรอกนะ” เธอเอ่ยอย่างสบายๆ บนใบหน้ายิ้มเยาะยียวน “ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าร้ายกาจนักไม่ใช่รึ? ไหนเลยต้องให้ข้ามารักษาโรคให้ด้วย!”
ฮุยหลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จ้องมองหนุ่มน้อยแสนกวนประสาทตรงหน้า กล่าวว่า “หากไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าจะกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า!”
“เฮ้! หยุดก่อน หยุดก่อน!”
เธอชำเลืองมองเขา บอกว่า “เจ้าอย่าพูดมั่วซั่วนะ! เจ้าอยากเป็นชายขายน้ำเอง ยังมาโทษว่าเป็นความผิดข้าอีก? ช่างไร้เหตุผลเสียจริง”
ขณะพูด มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย พินิจมองเขาหัวจรดเท้า ยิ้มชั่วร้าย “ที่จริงข้าว่าตอนนี้เจ้าก็สบายดีนี่! ถึงอย่างไรเจ้าก็ชอบแบบนี้ ตอนนี้แข็งขึ้นไม่ได้ งั้นเป็นเบี้ยงล่างไปอย่างเชื่องๆซะก็สิ้นเรื่อง? ยังต้องพยายามอะไรหรือรักษาอะไรอีกเล่า!”
“เจ้า!”
ฮุยหลางถูกคำกล่าวออกนอกหน้านั้นพูดเสียจนอับอายอย่างมาก กลับไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรกับเขาดี ทำได้เพียงกัดฟัน เอ่ยถามว่า “ต้องทำยังไงกันแน่เจ้าถึงจะช่วยข้า!”
เห็นฮุยหลางตาแดงด้วยความร้อนรน สีหน้าเธอชั่วร้าย บอกว่า “ผู้ชายน่ะ ไม่ต้องแข็งได้เสมอหรอก อ่อนโยนบ้างถึงจะแข็งแรง เจ้าไม่รู้รึ?”
เห็นเขากลั้นใจเสียจนหน้าแดงก่ำ เธอก็ลูบๆคาง สีหน้าฉุกคิด “ข้ารู้แล้วน่า! ไม่มีปัญหา! โรคเจ้าให้ข้าจัดการเอง ข้ารับรองว่าเจ้าจะพอใจ แต่ว่า เราต้องพูดถึงค่าตอบแทนการรักษาก่อนไม่ใช่รึ?”
เห็นเขาไม่ดึงดัน ฮุยหลางก็แอบโล่ง.อก ถามว่า “เจ้าต้องการอะไร?”
“ข้าได้ยินหลินเหล่าบอกว่า มีครั้งหนึ่งเจ้าได้รับไข่มุกชั้นเลิศเม็ดใหญ่เท่าไข่ไก่มาสองเม็ดใช่หรือไม่?”
“นั่นเป็นของที่นายท่านมอบให้ข้านะ!” เขาเบิกดวงตาขึ้นมา นั่นเป็นสมบัติของเขา!
ฟังเช่นนี้ เธอก็เลิกคิ้วขึ้น “พูดถึงเพียงนี้ เจ้ายังคิดจะเป็นอมตะชั่วนิรันดร์อยู่อีกรึ?”
พอคำพูดนี้เปล่งออกมา ฮุยหลางก็ท้อแท้ทันใด ถลึงมองหนุ่มน้อยผู้น่ารังเกียจตรงหน้าอย่างร้ายกาจ ก่อนจะหยิบไข่มุกชั้นเลิศขนาดเท่าไข่ไก่สองเม็ดออกจากแหวนมิติบนนิ้วมือมายื่นให้เขา
“รับไปสิ!”
ชั่งน้ำหนักไข่มุกชั้นเลิศทั้งสองเม็ดในมือ เธอก็หรี่สองตาลงยิ้ม หันตัวเดินไปด้านใน พลางบอกว่า “เข้ามาสิ! ถอดเสื้อแล้วไปนั่งบนเก้าอี้ซะ”
ฮุยหลางกลับไม่เอะอะโวยวาย หลังเข้าไปก็ถอดเสื้อนอกออก จากนั้นค่อยนั่งลงบนเก้าอี้
“จิ๊ๆ มองไม่เห็นออก รูปร่างไม่เลวเลย” สายตาเธอมองผ่านกล้ามเนื้อที่แบ่งสรรอย่างชัดเจนบนเรือนร่าง มาถึงด้านหลังเขา แล้วหยิบเข็มเงินทิ่มลงจุดชีพจรตรงเอวไปสองสามเข็ม
“หายแล้วล่ะ”
“นี่ นี่ข้าหายแล้วรึ?” เขางุนงงนิดหน่อย เพิ่งโดนทิ่มไปสองทีก็หายแล้วรึ?
“ทำไม? ไม่เชื่อรึ?”
เธอเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ฉีกปากแย้มยิ้ม “แหะๆ ไม่ต้องร้อนใจ เจ้ากลับไปเถอะ! ตื่นมาพรุ่งนี้เช้ารับประกันว่าเจ้าจะเห็นผลลัพธ์เอง”
ฮุยหลางเวลานี้ มองไม่เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายบนใบหน้าเธอ มิเช่นนั้น คงไม่เชื่อคำพูดเธอง่ายดายเช่นนี้
ขณะที่ฮุยหลางสวมเสื้อกลับและผูกผ้าคาดเอวอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จู่ๆเงาร่างหนึ่งก็เดินเข้ามา แววตาดุเดือดน่าสะพรึงนั้นจับจ้องมาบนร่างราวกับน้ำแข็งเย็นเฉียบ ทำให้ตัวเขาเหมือนถูกปักหลัก ไม่กล้าขยับสักเสี้ยววิ แม้แต่เสียงยังมีความสั่นไหวตื่นตระหนกเพราะแรงกดดันน่าหวาดกลัวอันเย็นเยียบของอีกฝ่าย
“นาย นายท่าน?”
ตอนที่ 189: ไฟโกรธไร้เหตุ!
แววตาดุดันเยือกเย็นของนายท่านเหยียนจับจ้องบนมือฮุยหลางที่ผูกผ้าคาดเอวอยู่ สายตานั้น ราวกับคมมีดเย็นเยียบน่ากลัวแต่ละเล่มแต่ละเล่ม ทำให้ใจคนเหน็บหนาวเสียดื้อๆ
“เจ้าช่วยรักษาเขาแล้วรึ?” นัยน์ตาดำล้ำลึกมองบนร่างเฟิ่งจิ่วข้างๆอย่างมองอารมณ์ไม่ออก น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและมั่นคง ทำให้คนเดาความคิดในใจไม่ออก
เฟิ่งจิ่วกะพริบตาปริบๆ พยักหน้า “รักษาแล้ว” มองเขาอย่างแปลกใจอยู่บ้าง คิดว่าสองคนนี้… เหมือนจะประสาทกันนิดหน่อย
“ถอดเสื้อผ้าแล้ว?”
สายตาเขากลับมาหยุดลงบนร่างฮุยหลางที่แข็งทื่อไปทั้งตัว น้ำเสียงนั้น มีกลิ่นอันตรายอยู่บ้างเลือนลาง
“อืม ถอดแล้ว”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้าอีกครั้งอย่างสัตย์จริงนัก ไม่ถอดเสื้อผ้าจะฝังเข็มยังไงเล่า? แน่.นอนว่าต้องถอดน่ะสิ!
“พูดถึงเพียงนี้ เห็นแล้วรึ?”
น้ำเสียงราวกับโรงน้ำแข็ง เย็นเฉียบเสียจนทำให้ฮุยหลางเหงื่อออกซก แอบคิดว่า ‘เขาทำเรื่องอะไรที่ยุแหย่ให้นายท่านไม่พอใจรึ? หรือฝ่าฝืนข้อห้ามอะไรเข้า?’
“แน่.นอนสิ ไม่เห็นจะฝังเข็มยังไงเล่า?”
เธอรู้สึกประหลาดยากจะเข้าใจนิดหน่อย โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าอุณหภูมิทั่วห้องเย็นลงมา ข้างกายคล้ายจะมีลมหนาวโหยหวน ช่างน่าแปลกยิ่งนัก
เห็นนางทำหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราว ในใจนายท่านเหยียนจึงมีไฟโกรธไร้สาเหตุลุกโชนขึ้น มองลึกที่นาง สะบัดเสื้อคลุม แล้วหันตัวก้าวยาวเดินไปด้านนอก ขณะเดียวกันน้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีกลิ่นอายอันตรายเย็นเยียบก็เปล่งออกมาอย่างมีน้ำโห
“อิ่งอี พาฮุยหลางไปทิ้งไว้หอสายลมหนาวซะ!”
เมื่ออิ่งอีที่ไล่ตามเข้ามาได้ยินคำพูดนี้ ร่างกายก็นิ่งงัน ‘หอ หอสายลมหนาวรึ?’
สายตามองไปด้านใน เห็นฮุยหลางที่ชะงักไปเหมือนกันยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
เฟิ่งจิ่วอึ้งอยู่สักพัก มองพวกเขา เห็นบนหน้าทั้งสองล้วนมีท่าทียากจะเชื่อ จึงกะพริบตาปริบๆอย่าง.อดไม่ได้ ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “หอสายลมหนาวคือที่ใดรึ?”
ใครจะรู้ นางไม่ถามซะยังดีกว่า พอนางถามเช่นนี้ ตัวฮุยหลางก็พุ่งออกไปทั้งใจสลาย
“นายท่าน! นายท่านข้าน้อยไม่อยากไปหอสายลมหนาวนะขอรับ… นายท่าน…”
เห็นฮุยหลางพุ่งออกไป อิ่งอีก็ได้สติกลับมา รีบเร่งตามออกไป หากไม่ทำตามคำสั่งนายท่าน เกรงว่าไม่เพียงฮุยหลางจะถูกโยนไปหอสายลมหนาว เขาก็อาจจะโดนเหมารวมไปด้วย
ดังนั้น ตายหนึ่งดีกว่าสอง เขาทำได้เพียงขอโทษต่อฮุยหลาง
เฟิ่งจิ่วยืนอยู่ตรงประตู ได้ยินเสียงฮุยหลางร้องโหยหวนดั่งผีร่ำไห้หมาป่าหอนดังลอยมา อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว แอบคิดว่า ‘หอสายลมหนาวเป็นที่ใดกัน? ถึงทำให้ฮุยหลางได้แล้วหน้าเปลี่ยนสี’
“แต่ว่า นายท่านเหยียนนั่นมาทำอะไรกันแน่? แล้วทำไมถึงโกรธปึงปังไปเสียแล้วเล่า?”
เธอพึมพำเสียงเบา คิดไม่ออก ก็ไม่ต้องคิดซะเลย กลับมาในห้องปิดล็อคประตู แล้วทำธุระที่ยังไม่เสร็จต่อไป
วันต่อมา เมื่อเธอนำยาขั้นสี่ที่ปรุงออกมาส่งให้หลินเหล่า เห็นท่าทางเขาตื่นเต้นประหลาดใจ พูดทั้งยิ้มน้อยๆอย่าง.อดไม่ได้ “หลินเหล่า ข้ามีเรื่องจะถามท่านขอรับ!”
“เหอะๆ เรื่องอะไรรึ? พูดมาเถอะ พูดมาเถอะ!” หลินเหล่าเก็บยานั้นขึ้นมาราวกับสมบัติล้ำค่า กะว่าเดี๋ยวจะหยิบไปให้นายท่านดู
“หอสายลมหนาวเป็นสถานที่แบบไหนรึ?” เธอถือวิสาสะหยิบขนมอบชิ้นหนึ่งบนโต๊ะเขามาทาน
“หอสายลมหนาวเป็นโรงค้าเด็กหนุ่ม เจ้าถามเรื่องนี้ทำไมรึ?” เมื่อวานเขาอยู่ในหอโอสถทั้งวัน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่รู้ว่าฮุยหลางถูกนายท่านเหยียนสั่งโยนไปหอสายลมหนาวแล้ว
เธอเบิกดวงตากว้างด้วยความตกใจ จากนั้น ก็หัวเราะลั่นออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ “ฮ่าๆๆ! ที่แท้เป็นโรงค้าเด็กหนุ่มนี่เอง!”
ตอนที่ 190: ม้าคึกยากล้ม!
เห็นเฟิ่งจิ่วหัวเราะระรื่นอยู่ตรงนั้น หลินเหล่าก็ส่ายหัว บอกว่า “เจ้าต้องการยาอะไรก็ขึ้นหอไปหยิบเองเถอะ ข้าต้องนำยาไปให้นายท่านก่อน” พูดจบ ก็สาวก้าวเดินไปด้านนอก ทิ้งให้เฟิ่งจิ่วหน้าชื่นตาบานอยู่ตรงนั้นคนเดียว
หลินเหล่ามายังเรือนหลัก ไม่เห็นเงาฮุยหลางที่มักจะติดตามอยู่ข้างกายนายท่านเสมอ กลับเป็นอิ่งอีที่คอยเฝ้าในเรือนนายท่าน จึงถามว่า “อิ่งอี ทำไมวันนี้ไม่เห็นฮุยหลางเล่า?”
ได้ยินคำพูดนี้ อิ่งอีกระตุกมุมปาก มองไปด้านในแวบหนึ่ง แล้วพูดเสียงกดเบาลง “ฮุยหลางไปรับแขกในหอสายลมหนาวขอรับ!”
“อะไรนะ?” หลินเหล่าตะลึง ร้องอย่างแปลกใจ “รับ รับแขกที่หอสายลมหนาวรึ?” เขาไม่ได้ฟังผิดกระมัง?
อิ่งอีทำท่าทางเงียบๆไว้ ชี้ตรงด้านใน ไม่ให้เขาเสียงดังเกินไปนัก
หลินเหล่าปาดเหงื่อ กล่าวว่า “ข้ามีธุระกับนายท่าน เข้าไปก่อนนะ”
หน้าโต๊ะหนังสือ นายท่านเหยียนนั่งตรวจดูข่าวคราวที่แต่ละถิ่นเสนอเข้ามา เวลานี้ ประตูมีเสียงดังก๊อกๆขึ้นสองครั้ง น้ำเสียงหลินเหล่าลอยมาจากด้านนอก
“นายท่าน ข้าน้อยมีเรื่องมารายงานขอรับ”
“เข้ามา”
หลินเหล่าหายใจเข้าลึกๆถึงจะเดินเข้าไป เห็นเงาร่างสีดำกำลังวุ่นอยู่หน้าโต๊ะหนักสือ จึงเดินไปด้านหน้า คำนับด้วยความเคารพ แล้วนำยาเสนอให้
“นายท่าน นี่เป็นยาที่ภูตน้อยปรุงออกมาใหม่ ข้าน้อยดูแล้ว เป็นยาขั้นสี่ขอรับ”
ฟังคำพูดนี้ นายท่านเหยียนก็วางเอกสารในมือลง เงยหน้าขึ้นมา “นางปรุงยาขั้นสี่ออกมารึ?”
“ขอรับ หนำซ้ำยังเป็นยาขั้นสี่ชั้นดี ในหมู่ยาของหอโอสถเรา ยังไม่เคยเห็นยาขั้นสี่ชั้นดีเลยนะขอรับ” พูดตรงนี้ หลินเหล่าปลาบปลื้มนิดหน่อย นึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มหน้าตาน่าเกลียดอย่างภูตน้อยจะมีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ ไม่แปลกใจที่นายท่านจะคอยประคบประหงมเขา
นายท่านเหยียนครุ่นคิดสักพัก ก็เอ่ยว่า “กลับไปเจ้าให้นางประทับตราสัญลักษณ์ของตัวเองลงบนตัวขวด จากนั้นค่อยนำยาส่งไปกองประมูล ให้พวกเขาประมูลยาออกไปในชื่อภูตหมอ”
ฟังเช่นนี้ หลินเหล่าตกใจเล็กน้อย “นายท่านจะให้เปิดตัวด้วยชื่อภูตหมอรึขอรับ?” หากให้คนของตำหนักยมราชพวกเขาจัดการ ไม่ต้องใช้เวลาถึงสามเดือน ชื่อภูตหมอจำต้องกระฉ่อนไปทั่วแคว้นเหินเวหาแน่!
“ไปจัดการเถอะ!” เขาไม่พูดอะไรมาก แค่โบกมือให้สัญญาณเขาถอยไป
“ขอรับ” หลินเหล่าถอยออกไปหลังคำนับลา
ส่วนอีกด้านหนึ่ง ในหอสายลมหนาว
ฮุยหลางหลบอยู่ในห้องเหลือบมองร่างกายตัวเอง ด่าทอทั้งกัดฟันกรอด “เจ้าเด็กนี่! ก็รู้อยู่ว่าเขาคงไม่ช่วยรักษาข้าง่ายดายเพียงนั้น กะแล้วเชียวว่าต้องมีเจตนาไม่ดี!”
เวลานี้ ประตูห้องถูกผลักออก บุรุษรูปโฉมขาวเนียนบอบบางเดินเข้ามา ชำเลืองบริเวณนั้นที่ตั้งตรงขึ้นของฮุยหลาง ก่อนจะเผยรอยยิ้มซุกซนอย่างอดไม่ได้
“ฮุยหลาง ข้าว่าเจ้าไปทำเรื่องวุ่นวายอะไรเข้าเนี่ย? คนอื่นอยากคึกเป็นม้ายากล้มช่างยากเย็น เจ้ากลับไม่เหมือนกัน ดูสิ นานแค่ไหนแล้วนะ? ยังแข็งแรงถึงเพียงนี้ ความทรหดช่างห่างไกลจากระดับข้าเสียจริง!”
ได้ยินเช่นนี้ ฮุยหลางก็ถลึงมองเขา บอกว่า “เจ้ายังมาหัวเราะอีก? ไม่ช่วยข้าลองคิดหาทางแก้เล่า เป็นพี่น้องกันไม่ใช่รึ!”
“ทางแก้ไม่ใช่ว่าไม่มี”
บุรุษผู้นั้นเดินเข้ามา เอ่ยว่า “ที่นี่เป็นสถานที่เช่นไรเจ้าก็รู้ สิ่งที่ไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือเด็กหนุ่ม ถ้างั้น ข้าจะหาใครสักสองคนมาให้เจ้าระบาย?”
“เจ้าอย่าสร้างปัญหานักเลย ข้าร้อนใจแทบตายแล้วนะ!” เขาพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“งั้นก็เอาเถอะ!” บุรุษผู้นั้นตบมือ ต่อจากนั้น เด็กรับใช้สองสามคนก็ยกผ้าไหมสีแดงที่แทบบางโปร่งใสกับแป้งปัดแก้มแดงเข้ามา
เห็นภาพเช่นนี้ ฮุยหลางก็กระโดดขึ้นมาอย่างไหวตัวทัน “เจ้าจะทำอะไรน่ะ?”
ตอนที่ 191: ไสหัวออกไป!
บุรุษผู้นั้นยิ้มด้วยเจตนาร้าย “แน่.นอนว่าต้องทำตามคำสั่งนายท่าน! เจ้าคงไม่คิดว่า ข้าจะปล่อยให้เจ้าหลบอยู่ในห้องตลอดโดยไม่ออกไปได้งั้นสิ?”
“เฮ้ยๆ! เริ่นเสียง เจ้าอย่าทำเกินไปนักนะ!”
“ข้าแค่ทำตามคำสั่งนายท่าน คงทำไม่เกินไป เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะดูแลเจ้าหน่อย ไม่ให้เสียตัวหรอกน่า” เขายิ้มๆ โบกมือให้สัญญาณเด็กรับใช้เข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าเขา
“ข้าจะเปลี่ยนเอง! พวกเจ้าไม่ต้อง!” ฮุยหลางตะโกนลั่น แต่เมื่อหยิบชุดสีแดงตัวนั้นที่บางราวปีกแมลงโปร่งใส สีหน้ากลับดำมืดเสียจนเหมือนก้นหมอ “จะ จะให้ข้าสวมเจ้านี่รึ? นี่ นี่มันบางโปร่งเห็นชัดเลยนะ!”
เริ่นเสียงเหลือบมองเขา กล่าวยิ้มๆ “เจ้าจะเลือกเปลือยกายออกไปก็ได้นะ ข้าเชื่อว่าหากมีเจ้าเป็นไพ่ตาย สองสามวันนี้ธุรกิจเราจะต้องเป็นที่นิยมมากแน่”
เช่นนี้ ฮุยหลางจึงถูกพวกเขาบังคับเปลี่ยนสวมชุดสีแดงโปรงแสงนั่น ซ้ำยังแต่งหน้าทาปากส่งขึ้นเวที…
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่ได้ข่าวว่านายท่านเหยียนออกไปข้างนอก คืนนี้จึงเข้าไปแช่น้ำที่บ่อน้ำพุร้อนหลังเขา
สำหรับเธอแล้ว บ่อน้ำพุร้อนหลังเขานี้ยังปลอดภัยกว่าเรือนเธอนัก ที่เรือนคนพวกนั้นคิดจะเข้ามาก็เข้า หนำซ้ำยังเข้าห้องไม่เคาะประตู ทำให้เธออาบน้ำอย่างอกสั่นขวัญแขวน มักจะลนลานอาบน้ำแล้วก็จบ ไหนเลยจะเทียบได้กับความสะดวกสบายที่นี่และไม่มีใครกล้าบุกเข้ามากันเล่า?
พอแช่น้ำไปครึ่งชั่วยาม เธอสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยก็หยิบยาทาจากห้วงมิติมาผอกลงบนหน้าชั้นหนึ่ง ช่วงนี้ บนหน้าไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืนล้วนต้องผอกยาไว้ เธอเคยดูแล้ว ว่าแผลเป็นบนหน้าจางลงไม่น้อย เดาว่าผ่านไปอีกสักพักก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง
หลังผอกยาเรียบร้อย ก็ออกจากบ่อน้ำพุร้อนหลังเขาอย่างเงียบเชียบ ไปยังเรือนตัวเอง กลับมาในห้อง ล็อคประตูหน้าหน้าต่างทั้งด้านในด้านนอก ก่อนจะดับไฟมืดสนิทแล้วเข้าไปฝึกฝนกลิ่นอายพลังเร้นลับในห้วงมิติ
ช่วงนี้อยู่ที่นี่ไม่มีโอกาสได้ฝึกวิชาเลย สุดท้าย หากไม่ระมัดระวัง ก็มีความเป็นไปได้ที่สมบัติในห้วงมิติบนตัวกับพลังวิญญาณบนร่างจะถูกพบเข้า
พอเข้าห้วงมิติมา เธอมองหงส์ไฟที่หลับใหล เห็นเขายังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น ก็นั่งลงขัดสมาธิท่องคาถารวมพลังเพื่อฝึกตน…
จนกระทั่ง เวลากลางดึก การเคลื่อนไหวด้านนอกทำให้เธอในห้วงมิติตกใจตื่น รีบร้อนแวบตัวออกจากห้วงมิติมาโผล่บนเตียง ก็ได้ยินเสียงประตูห้องถูกผลักออกอย่างกะทันหัน
“ภูตน้อย! รีบ รีบตามข้ามาเร็วเข้า!” หลินเหล่าเข้ามาลากคนไปด้วยท่าทางวิตกกังวล
“หลินเหล่า?”
เฟิ่งจิ่วมองเขาอย่างตื่นตกใจ ถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? ดึกดื่นมืดค่ำจะไปไหนขอรับ?”
“นายท่านเหยียนไปขโมยบัวเพลิงแก่นสวรรค์ที่หุบเขาพิษ ได้รับบาดเจ็บ เจ้ารีบตามข้าไปดูหน่อย!” เพราะรู้ว่าทักษะการรักษาเขาไม่ธรรมดา ดังนั้นเมื่อรู้ว่านายท่านได้รับบาดเจ็บ วินาทีแรกเขาจึงรีบมาลากเขาไปด้วยกันก่อน
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วสีหน้าแปลกใจ “วรยุทธ์เขาแข็งแกร่งมากไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงบาดเจ็บได้ขอรับ?” แม้จะพูดอยู่ แต่ยังหยิบเสื้อคลุมที่หัวเตียงมาสวม แล้วเดินตามหลินเหล่าออกไป “ไหนเลยเจ้าจะรู้ว่าหุบเขาพิษเป็นสถานที่เช่นไร? ที่นั่นเต็มไปด้วยสิ่งมีพิษ หนำซ้ำ นายของหุบเขาพิษยังเป็นผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณ เซียนผู้แกร่งกล้ารวมกับพิษที่ชำนาญ ต่อให้นายท่านเก่งกาจก็ยากจะเลี่ยงการบาดเจ็บ”
เฟิ่งจิ่วรีบร้อนตามหลินเหล่ามายังเรือนหลัก เรือนของนายท่านเหยียน และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เธอเข้ามา
หลินเหล่าพาเฟิ่งจิ่วเร่งฝีเท้าเดินเข้าห้อง พลางถามด้วยความกังวลใจ “อิ่งอี? นายท่านเป็นยังไงบ้าง? เจ็บตรงไหน? ร้ายแรงหรือไม่?”
นายท่านเหยียนที่นอนอยู่บนเตียงและกำลังเปลือยกายให้อิ่งอีจัดการบาดแผลหันมาด้านข้าง เหลือบเห็นเงาร่างนั้นตามหลินเหล่าเข้ามา จึงดึงผ้าห่มขึ้นไปปิดท่อนล่างไว้ทันที ขณะเดียวกันน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำเยือกเย็นก็แผดเสียงลั่นด้วยความเหนียมอายที่ยากจะสังเกต
“ไสหัวออกไปซะ!”
ตอนที่ 192: อยู่เฝ้าค้างคืน!
เฟิ่งจิ่วยังไม่ทันเห็นชัดว่าด้านในเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ก็เห็นสายลมโบกพัดโจมตีมาเสียดื้อๆผลักตัวเธอออกไป
ไม่ต้องพูดถึงที่เธอตะลึงงัน แม้แต่อิ่งอีที่ช่วยเขาจัดการบาดแผลและหลินเหล่าที่รีบปรี่มายังชะงัก
“นาย นายท่าน?”
“ให้นางออกไปซะ!” นายท่านเหยียนพูดเสียงเข้ม
อิ่งอีเห็นท่าทาง ถึงจะรีบร้อนเดินออกมา บอกกับเฟิ่งจิ่วที่อึ้งๆอยู่ว่า “เจ้าออกไปก่อนเถอะ”
เฟิ่งจิ่วหันไปสำรวจเล็กน้อย กำลังจะมองเข้าไปด้านใน เพื่อลองดูว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร ก็ได้ยินเสียงเขาดังมาอีกครั้ง
“อิ่งอี โยนนางออกไปซะ!”
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่งจึงหนีออกไปทันที พลางกระซิบกระซาบด้วยความไม่พอใจ “ไม่ใช่ว่าข้าอยากมาเสียหน่อย ตะโกนอะไรของเขา? ช่างเข้าใจยากจริงๆ!”
หลินเหล่าเร่งรีบเดินไปด้านใน พลางถามว่า “นายท่านบาดเจ็บตรงไหนรึขอรับ?”
“หลังต้นขาถูกงูพิษกัด ข้าช่วยนายท่านจัดการบาดแผล รีดพิษออกมา และให้นายท่านทานยาล้างพิษแล้ว คงไม่มีอะไรร้ายแรง แต่ตรงแขนถูกฟัน เดาว่าสองสามวันนี้คงขยับมากนักไม่ได้”
อิ่งอีพูดจบ ก็มองไปที่นายท่านเหยียน เอ่ยว่า “นายท่าน บาดแผลยังไม่ได้ทายานะขอรับ”
ฟังเช่นนี้ นายท่านเหยียนถึงจะเปิดผ้าห่มออก เผยให้เห็นบาดแผลตรงหลังต้นขาใกล้ๆบั้นท้าย
เพราะโดนงูพิษกัด อิ่งอีจึงกรีดรูปกากบาทเล็กๆไว้ตรงแผล แล้วให้เขาเกร็งกำลังรีดพิษออก เมื่อครู่กำลังจะทายา ก็เห็นพวกเขาพรวดเข้ามา
แต่ว่า เป็นผู้ชายด้วยกันทั้งนั้น ทำไมนายท่านถึงไล่ภูตหมอออกไปเล่า?
ในใจนึกสงสัย กลับไม่กล้าเอ่ยถาม เขาถอยมาข้างๆให้หลินเหล่ารับช่วงต่อ หลังจากทายาก็พันบาดแผล ถึงจะนำกางเกงมาสวม ผูกผ้าคาดเอว แล้วค่อยจัดการบาดแผลตรงแขน
นอกเรือน เฟิ่งจิ่วนั่งมองดาวอยู่ในสวนอย่างเบื่อหน่าย ไม่รู้ว่าตอนนี้เหลิ่งซวงจะเป็นยังไงบ้าง? ไม่มีเบาะแสเธอ กลัวว่าจะกังวลใจแทบตายเลยกระมัง?
นึกถึงตรงนี้ เธอคิดว่าตัวเองจวนใกล้เวลาที่ควรจะแอบหนีออกไป
แต่ว่า มาที่นี่ตั้งหลายวัน ตลอดมากลับยังไม่รู้ชัดแจ้งว่านายท่านเหยียนผู้นี้เป็นใครกันแน่?
บัวเพลิงแก่นสวรรค์ที่เขาไปขโมยยังหุบเขาพิษเป็นยาทิพย์จิตวิญญาณล้ำค่าที่จะขาดไม่ได้ในการรักษาพิษเหมันต์พันปี พิษเหมันต์พันปี? นายแห่งตำหนักยมราช? ยังมีท่านอาหนวดเฟิ้มนั่นอีก ระหว่างสามคนนี้ จะมีอะไรเกี่ยวข้องกันรึเปล่านะ?
ขณะกำลังครุ่นคิด ก็ได้ยินเสียงหลินเหล่าดังขึ้นมาข้างหู
“ภูตน้อย เจ้ายังอยู่นี่อีกรึ? รีบกลับไปนอนเถอะ! นายท่านไม่เป็นอะไรแล้ว” เขากล่าวอย่างขอโทษนิดหน่อย เดิมนึกว่าบาดแผลร้ายแรงมาก ดังนั้นตอนที่กำลังมาถึงได้ลากเขามาด้วยกัน นึกไม่ถึงว่าเขาจะถูกนายท่านไล่ออกมา
“หลินเหล่า บัวเพลิงแก่นสวรรค์คือยาทิพย์ที่จำเป็นสำหรับพิษเหมันต์พันปี นายท่านเหยียนพยายามถึงเพียงนั้นเพื่อไปขโมยมันจากหุบเขาพิษ คนที่ถูกพิษเหมันต์พันปี เป็นอะไรกับนายท่านเหยียนกันแน่?”
“เรื่องนี้… เหอะๆ อีกหน่อยเจ้าจะรู้เอง”
หลินเหล่าหัวเราะเหอะๆ บอกว่า “ค่ำคืนดึกดื่น เจ้าไม่กลับไปนอน ข้ายังต้องกลับไปนอนอีกสักพัก ข้าแก่แล้ว เทียบไม่ได้กับหนุ่มๆอย่างพวกเจ้าหรอกนะ” พูดจบ ก็โบกบ่ายมือ ก่อนจะเดินออกไป
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็ลุกขึ้นยืน เตรียมจะกลับเรือนไปนอนสักหน่อย ใครจะรู้ ว่าเสียงอิ่งอีจะลอยมาจากด้านหลัง
“ภูตหมอ นายท่านให้เจ้าอยู่เฝ้าค้างคืน”
ได้ยินคำพูดนี้ เธอจึงหันกลับไปอย่างตกใจ “เฝ้าค้างคืน? เพื่ออะไรกัน?”
อิ่งอีมองเขาแวบหนึ่ง บอกว่า “คำสั่งนายท่าน ไหนเลยต้องมีเหตุผลมากมายเพียงนั้น? แขนขานายท่านใช้การไม่สะดวก เขาให้เจ้าทำอะไรก็ทำไปเถอะ”
เห็นอิ่งอีทิ้งคำพูดไว้ก็เดินไป เฟิ่งจิ่วจึงเบิกดวงตา
ตอนที่ 193: เจ้าทำอะไรน่ะ!
“เข้ามา!”
ได้ยินเสียงที่ดังมาจากในห้อง เธอกัดฟันกรอด แล้วสาวก้าวเดินเข้าไป มาถึงในห้อง เห็นนายท่านเหยียนผู้นั้นกำลังกึ่งนอนอยู่บนเตียง จึงถามว่า “มีเรื่องอะไรรึ?”
นายท่านเหยียนชำเลืองมองนาง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร สักพักก็พูดว่า “ช่วยข้าเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสะอาดที”
“ไยเมื่อครู่ถึงไม่ให้อิ่งอีช่วยท่านเปลี่ยนเล่า?”
พูดออกไปตามสัญชาตญาณ ก็สบเข้ากับสายตาเย็นเยียบนั้น เห็นเช่นนี้ เธอขลาดกลัวอย่างไม่คิดหยิ่งในศักดิ์ศรี เอ่ยถามว่า “เสื้อผ้าอยู่ไหนล่ะ?”
“ในตู้เสื้อผ้า”
สายตาเขาจับจ้องบนตัวนาง มองเธอเปิดตู้ค้นเสื้อผ้าด้านในเสียจนยุ่งเหยิง ถึงจะหยิบชุดซับในสีขาวกับเสื้อคลุมสีดำออกมาจากด้านใน
มายังข้างเตียง เฟิ่งจิ่วถลึงมองคนบนเตียง ยิ้มออกทันใด “ต้องให้ข้าช่วยท่านถอดเสื้อผ้าไหม?”
“ถอดสิ”
เขาถลึงมองนาง จากใบหน้านั้นมองไม่เห็นความเขินอายของสาวน้อยเลยสักนิด ทว่าเขาก็ผิดหวัง เพียงเห็นดวงตานางเป็นประกายขึ้นมาเพราะคำพูดนั้น พลางจ้องมองร่างกายเขาราวกับหมาป่า แววตานั้น ช่างคล้ายคลึงกับหญิงบ้าผู้ชายนัก
เห็นนางเป็นเช่นนี้ เขานึกไม่ออกจริงๆ ว่าตระกูลแบบไหนกันแน่ที่ชุบเลี้ยงสาวน้อยพิลึกพิลั่นเช่นนี้ออกมา?
มีอีกข้อหนึ่งทำให้เขารู้สึกแปลกใจยิ่งนัก สำหรับสัมผัสของนาง ไม่รู้เมื่อไหร่ที่เขาเคยชิน ถึงไม่มีความรู้สึกรังเกียจเหมือนที่หญิงคนอื่นๆแตะต้องเขา
ความรู้สึกแปลกๆเช่นนี้เป็นข้อสรุปที่ทำให้เข้าใจผิดว่านางเป็นเด็กหนุ่มมาตลอด ดังนั้นถึงได้ยอมรับนางจากก้นบึ้งหัวใจ!
ได้ยินคำพูดเขา เฟิ่งจิ่วก็ตื่นเต้นอยู่บ้าง เธอฉีกยิ้มกว้าง นำเสื้อผ้าวางไว้หัวเตียง ยื่นมือออกไปทั้งน้ำลายสอ บอกด้วยความปลาบปลื้มเล็กน้อย “งั้น ข้าถอดแล้วนะ?”
“ช่วยข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าทำให้เจ้าตื่นเต้นได้เพียงนี้เชียวรึ? เจ้าตื่นเต้นอะไรกันแน่?” เขาถามติดตลกนิดหน่อย เพียงรู้สึกว่าความคิดนางช่างแปลกประหลาดมากเสียจริง
“แหะๆ ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่รึ? ว่าข้าชื่นชอบหนุ่มรูปงามเป็นที่สุด โดยเฉพาะคนอย่างนายท่านเหยียน ยากนักที่จะมีโอกาสช่วยนายท่านเหยียนเปลี่ยนเสื้อผ้า ข้าจะไม่ตื่นเต้นได้รึ?” เธอหรี่สองตาลงยิ้ม สองมือแก้เสื้อท่อนบน เสื้อคลุมเปิดออกครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกล้ามเนื้อทรงเสน่ห์สีแทน เธอมองเสียจนน้ำลายไหล
บ้าจริง! เรือนร่างนี้ยังทำให้คนมีชีวิตได้อยู่อีกรึ?
หนุ่มรูปงามเสื้อคลุมเปิดครึ่งเอนกายอยู่บนเตียง กล้ามเนื้อสีแทนปรากฏปิดครึ่งเปิดครึ่งอยู่ตรงหน้าเธอ เพราะหน้ากากครึ่งหน้าที่สวมอยู่จึงเห็นใบหน้าไม่ชัด แต่ดวงตาลึกล้ำและลึกซึ้งคู่นั้นยังยั่วยวนใจราวปีศาจร้าย ริมฝีปากบางน่าเย้ายวนไม่รู้เพราะเรื่องอะไรถึงยกขึ้นเบาๆด้วยความสุขสมใจ มุมปากยกขึ้นมุมโค้งรางๆ เสน่ห์ความเป็นชายทั่วร่างทำให้เธอเห็นแล้วแทบจะพุ่งออกไปอย่างไม่อาจต้านทาน
ช่างเป็นร่างเปลือยเปล่าที่น่าดึงดูดเสียจริง! หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายพละกำลังแกร่งนัก จิ๊ๆ เธอล่ะอยากจะตะครุบเขาไว้จริงๆ!
และเวลานี้ เพราะคำพูดนั้นของนางที่ว่า ‘ชอบหนุ่มรูปงามเป็นที่สุด โดยเฉพาะคนอย่างนายท่านเหยียน’ อารมณ์เขาจึงสั่นไหว
ความรู้สึกแปลกๆในหัวใจ พูดได้ว่าสิ่งที่ผุดขึ้นมาครั้งแรก คือความระรื่นและสุขใจเล็กน้อย แม้แต่มุมปากยังยกมุมโค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัวเพราะความสุข
เห็นเฟิ่งจิ่วตรงหน้าน้ำลายไหลเพราะเรือนร่างเขา ดวงตาก็เปล่งประกาย เขารู้สึกภูมิ.อกภูมิใจแปลกๆ นึกถึงความรู้สึกประหลาดที่ผิดปกติของตัวเอง ในดวงตาจึงฉายแววอึดอัดใจ กระแอมไอเบาๆทำน้ำเสียงเข้ม เอ่ยอย่างหยาบกระด้าง “อย่าชักช้า เร่งมือหน่อย!”
“ก็ได้ ก็ได้”
เธอหรี่ตายิ้ม ถอดเสื้อท่อนบนเขาออกอย่างคล่องแคล่วว่องไว มือเพิ่งแตะตรงผ้าคาดเอว ก็ถูกเขาคว้าไว้
“เจ้าทำอะไรน่ะ?”
ตอนที่ 194: ชอบผู้ชายด้วยกัน?
“ท่านไม่เปลี่ยนกางเกงรึ?” เธอเลิกคิ้วมองเขา
ได้ยินคำพูดนี้ เห็นท่าทางนางดวงตาเป็นประกาย สีหน้าก็มืดลง “เปลี่ยนแค่เสื้อก็พอ”
“โอ้” เธอตอบรับอย่างเสียดายนิดหน่อย ชำเลืองมองผ้าคาดเอว แค่เกือบ เกือบแล้วเชียว…
เห็นท่าทางบนใบหน้านาง นายท่านเหยียนก็กระตุกมุมปาก ทน.มองต่อไปไม่ได้จริงๆ หลับตาลง ก่อนจะมองไปอีกทางหนึ่ง
หลังจากเปลี่ยนเสื้อที่เปื้อนเลือด นายท่านเหยียนถึงจะนอนลงพักผ่อน สั่งอีกว่า “เจ้าไปนอนนอกห้อง ถ้ามีเรื่องอะไรข้าจะเรียกเจ้าเอง”
หลังเฟิ่งจิ่วมองเขาแวบหนึ่ง ก็ถามว่า “ท่านไม่ถอดหน้ากากรึ?”
เหมือนคนผู้นี้จะสวมหน้ากากไว้ตลอด แม้จะนอนก็ยังสวม คล้ายจะไม่อยากให้เธอจำเขาได้ หรือจะเป็นคนที่นางรู้จัก?
“ออกไป” นายท่านเหยียนเหลือบมองนาง น้ำเสียงเย็นชา
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วยักไหล่ ไม่พูดอะไรมาก เดินมานอนลงบนม้านั่งตัวยาวนอกห้อง ปิดตาลงแต่ยังนอนไม่หลับ ในใจกำลังครุ่นคิด ‘จะหนีออกไปยังไงดี? ก่อนหนีควรหอบยาทิพย์จิตวิญญาณไปหน่อยหรือไม่?’
เช้าตรู่วันถัดไป นายท่านเหยียนที่ตื่นขึ้นมาเดินออกไปนอกห้อง เห็นเงาร่างนั้นคดตัวอยู่บนม้านั่งตัวยาว ยาทาสีเขียวปนดำที่ผอกไว้บนหน้าผ่านไปหนึ่งคืนก็เหมือนจะแห้งแล้ว พื้นผิวจึงแตกออกเล็กน้อย แต่คนกลับยังหลับใหลนอนกรนราวกับหมู
เขายกขาขึ้นถีบขานาง กลับเห็นนางหดขาขึ้น พลางกระซิบว่า “ไปเล่นด้านโน้นไป อย่ามารบกวนข้า”
เขาเลิกคิ้วขึ้น แววตาลึกล้ำฉายประกาย มองลึกที่นาง ก่อนจะยกเท้าเดินออกไป มาถึงนอกเรือน ก็สั่งให้หทารอารักขายกน้ำมาให้เขาล้างหน้าบ้วนปาก
รอถึงเวลาอาหารเช้า เฟิ่งจิ่วพลิกตัว กลับลืมว่าที่ตัวเองนอนอยู่เป็นม้านั่งตัวยาว พอพลิกตัว ร่างก็ตกลงไปบนพื้นดังตุบ ความดังของเสียง ทำให้นายท่านเหยียนที่กำลังทานอาหารเช้าอยู่ด้านนอกได้ยินเข้า
“ซี๊ด!”
เธอสูดหายใจน้อยๆ ลูบแขนที่ตกลงมาเจ็บแล้วลุกขึ้นยืน ร่างกายตื่นตัวขึ้นมา พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นอิ่งอียืนอยู่ตรงประตูกำลังจ้องมองเธอด้วยสีหน้าแปลกใหม่ จึงถลึงมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ทันที
“มองอะไรของเจ้า? ไม่เคยเห็นคนล้มบนพื้นรึไง?”
“หึ!”
อิ่งอีหลุดหัวเราะ พยักหน้าบอกว่า “ยังไม่เคยเห็นใครแม้แต่นอนยังตกเตียงเลยจริงๆ เจ้าหลับลึกแค่ไหนกันแน่เนี่ย?”
เฟิ่งจิ่วไม่สนใจเขา แต่คลำยาทาบนใบหน้า มันแห้งหมดแล้ว จึงพูดทันทีว่า “ข้าไปก่อนนะ” ไม่รอให้เขาพูดอะไรอีก ก็เร่งฝีเท้าเดินออกไป
เมื่อมาถึงนอกเรือน เห็นนายท่านเหยียนกำลังทานอาหารเช้า ย่างก้าวที่เดิมทีก้าวออกไปจึงหยุดชะงักลงเพราะเห็นอาหารหรูหราพวกนั้นบนโต๊ะ จึงตะโกนใส่ทหารอารักขาด้านนอก “หยิบชามกับตะเกียบมาให้ข้าสิ!”
จากนั้นค่อยไปด้านหลัง กลั้วคอเสร็จก็มานั่งลงข้างโต๊ะ
“ข้าว่าท่านคงไม่ถือสาที่ข้ากินข้าวด้วยนะ” เธอรับชามกับตะเกียบที่ทหารอารักขายื่นให้ แล้วคีบเกี๊ยวสีเขียวขึ้นมากัดคำหนึ่งอย่างไม่เกรงใจ
ดวงตาเธอเป็นประกาย พูดอย่างไม่ใส่ใจ “หืม! ห่อไส้แกงเนื้อด้วย หอมมากเลย!”
เห็นท่าทางแมวตะกละของนาง คล้ายเห็นของที่ไม่เคยกินมาหลายร้อยปี นายท่านเหยียนชะลอความเร็วในการกินลง สั่งว่า “ให้คนยกมาเพิ่มอีกชุดหนึ่ง”
น้ำเสียงเฉยเมยนั้นกลับทำให้อิ่งอีได้ยินแล้วถึงกับเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ เห็นนายท่านไม่รังเกียจที่หนุ่มน้อยแบกใบหน้าที่เต็มไปด้วยยาทามานั่งกินตรงข้ามกัน ซ้ำยังให้เขายกมาอีกชุด ในใจจึงครุ่นคิดขึ้นอย่าง.อดไม่ได้
นายท่านรังเกียจผู้หญิงนัก กลับดูแลหนุ่มน้อยผู้นี้เป็นพิเศษ คงจะไม่ได้… ชอบผู้ชายด้วยกันจริงๆกระมัง?
ตอนที่ 195: ท่าจะไม่ดีแล้ว!
“ยังนิ่งอยู่ทำไมเล่า?”
ได้ยินน้ำเสียงนายท่านที่มีความไม่พอใจอยู่รางๆดังขึ้น เขาก็เร่งดึงสติกลับมา ชำเลืองมองหนุ่มน้อยที่กำลังกินอย่างมีความสุข รีบขานรับ
“ขอรับ”
เดินออกไป กำชับทหารอารักขาด้านนอกให้สั่งห้องครัวส่งเข้ามาเพิ่มอีกชุด
เห็นของว่างและอาหารร้อนกรุ่นสองสามจานที่วางบนโต๊ะ ดวงตาก็เป็นประกาย รีบกุลีกุจอช่วยนายท่านเหยียนคีบของกินพวกนั้น เอาอกเอาใจยิ่งนัก
“นายท่านเหยียน ท่านกินสิ กินนี่นะ” จากนั้นไม่ว่าเขากินหรือไม่ หลังจากช่วยเขาคีบอาหารด้วยตะเกียบ ก็เริ่มทานของตัวเอง
เห็นเขาช่วยนายท่านคีบอาหาร อิ่งอีที่คอยอยู่ข้างๆ ก็ถลึงดวงตา “เจ้ากินของตัวเองไปก็พอ จะช่วยนายท่านคีบอาหารอะไรอีก? นายท่านเขาไม่กิน…”
อาหารที่คนอื่นคีบ ประโยคนี้ยังไม่ทันพูดออกมา เห็นนายท่านผู้เป็นใหญ่และสูงศักดิ์จ้องอาหารในชามสักพัก ก็คีบขึ้นมากิน ทำให้เขากลั้นลมหายใจไว้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลำบากใจยิ่งนัก
ทว่าเฟิ่งจิ่วเห็นเขากิน ก็หรี่ดวงตาลงยิ้ม ยกตัวเองเป็นเจ้าบ้านโดยสมบูรณ์ ไม่ลืมว่าใครกินข้าวอยู่ในเรือนใคร หลังจากคีบอาหารเองอีกนิด ก็ช่วยเขาคีบอีกหน่อย
“นายท่านเหยียน ท่านลองชิมนี่สิ นี่ท่านยังไม่ได้กินเลยนะ!”
เธอคีบของว่างชิ้นสุดท้ายในจานเล็กให้เขา ของว่างในทุกจานเล็กล้วนมีอยู่สี่ชิ้น แต่กลับกลายเป็นว่า หลังกินเองสามชิ้น ถึงจะคีบชิ้นสุดท้ายนั้นให้ การเอาใจเช่นนี้นายท่านเหยียนมองเสียจนต้องเลิกคิ้วขึ้น
อิ่งอีข้างๆ มองเสียจนจะร้องไห้ อยากตะโกนออกไปมาก ‘นายท่าน ท่านสงวนท่าทีสักนิดไม่ได้รึ? ทำไมถึงไม่ปฏิเสธ? เด็กหนุ่มนั่นคีบอะไรก็อันนั้น? อีกฝ่ายเป็นผู้ชายนะ ศีลธรรมของท่านเล่า?’
อาหารเช้าหนึ่งมื้อ เฟิ่งจิ่วกินเสียจนหัวใจชื่นบานไปชั่วขณะ ลูบๆท้องเล็กที่บวมป่อง ลุกยืนขึ้นเรอออกมา “ข้าต้องกลับแล้ว ฮุ! อิ่มเหลือเกิน”
เห็นเด็กหนุ่มทานอาหารเช้าเสร็จก็สะบัดก้นจากไป นายท่านเหยียนกวาดมองจานบนโต๊ะที่ไม่เหลืออะไรเลยสักนิด ถามว่า “ปกติอาหารนางไม่พอรึ?”
อิ่งอีก้มหัวขานรับ “พอขอรับ แต่ของคนอื่นจะไม่ดีไปกว่าของนายท่าน” อาหารการกินของนายท่านพ่อครัวชั้นหนึ่งจะทำด้วยตัวเอง ทุกจานล้วนสวยงามเลิศรส จึงเทียบไม่ได้กับอาหารของคนอื่นๆเป็นธรรมดา
ได้ยินเช่นนี้ นายท่านเหยียนก็พยักหน้าลุกยืนขึ้นเดินออกไป
อิ่งอีเห็นท่าทางจึงตามออกจากเรือน สั่งกับทหารอารักขาที่เฝ้าอยู่ด้านนอกว่า “ให้คนมาเก็บกวาดโต๊ะซะ” ก่อนจะรีบเร่งตามนายท่านด้านหน้าไป
หลังจากเฟิ่งจิ่วที่กลับถึงเรือนล้างยาทาที่แห้งกรังบนหน้าให้สะอาด เห็นแผลเป็นบนหน้าจางลงทุกวันๆ ก็ยิ้มเริงร่าอย่าง.อดไม่ได้ “ข้อดีที่สุดของการมาที่นี่ก็คือสิ่งนี้แหละ”
เธอผอกยาลงไปอีกหน่อย แบกหน้าที่ฉาบยาไว้เดินออกไป กะจะเดินเล่นย่อยอาหาร กลับไม่นึกว่าเมื่อมาถึงข้างภูเขาจำลองจะเห็นเงาร่างสีดำยืนมือไพล่หลังอยู่ริมสระน้ำ
เห็นเงาร่างสีดำยืนมือไพล่หลัง ใบหน้าด้านข้างที่หันอยู่เล็กน้อยทั้งหล่อเหลาและแข็งแกร่ง หน้ากากครึ่งหน้าสีเงินนั้นฉายแสงแพรวพราวอยู่ภายใต้แสงแดด เธอแอบส่ายหน้า ด่าทอว่า ‘เจ้าปีศาจร้าย’
เดิมคิดจะหมุนตัวเดินจากไป ไม่นึกถึงเมื่อเช้าที่ทานอาหารกับเขาที่นั่น คิดสักพักก็เดินเข้าไป
“นายท่านเหยียน ท่าน… อ๊ะ!”
คำเพิ่งเปล่งออกไป ตัวเธอก็โผเข้าไปด้านหน้าเพราะเท้าก้าวลื่น
อิ่งอีที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นเขาลื่นล้ม ร่างถลาไปเบื้องหน้าอย่างเสียจุดศูนย์ถ่วง ดวงตาเห็นว่าจะตกลงไปในสระน้ำ กำลังแอบยิ้มว่า ‘เจ้าเด็กนี้ สมน้ำหน้า!’
ทว่า เมื่อเห็นภาพถัดมา ตัวเขาก็ท่าไม่ดีเสียแล้ว
ตอนที่ 196: ความรู้สึกหวั่นไหว!
หลังจากนายท่านเหยียนได้ยินเสียงนาง ก็หันกลับมามอง เมื่อเห็นนางก้าวเท้าลื่นก้อนหิน ตัวพุ่งไปข้างสระน้ำ จึงปรี่เข้าไปรับนางไว้ตามสัญชาตญาณแทบจะทันที
แต่พอคนเข้าสู่อ้อมกอด เขาก็ผงะไป
เรือนร่างสาวน้อยอ้อนแอ้นชนเข้ามาในอ้อมแขนเขา ร่างกายอ่อนนุ่มแนบไปกับแผงอกแกร่งกำยำ กลิ่นหอมยาจางๆบนร่างนางที่มีเอกลักษณ์ลอยปนอยู่ในลมหายใจ ทำให้ความหวั่นไหวผุดขึ้นในหัวใจ…
สองมือขาวเนียนกำคอเสื้อบนตัวเขาไว้แน่นหนา ใบหน้าเล็กซุกอยู่กลางอก เห็นเพียงเส้นผมสีหมึกที่เงางามนุ่มสลวย คนในอ้อมกอดเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ สบเข้ากับดวงตาลึกล้ำที่หลุบมองลง ระยะใกล้เช่นนี้ ดวงตาสองคู่ประสานกัน ความรู้สึกที่ไม่รู้ชื่อก็แผ่นซ่านอยู่ในหัวใจอย่างเงียบเฉียบ
แต่เมื่อสถานการณ์ของพวกเขาสองคนตกสู่สายตาอิ่งอีที่อยู่ไม่ไกล กลับกลายเป็นทั้งสองมองหน้ากันด้วยความรักใคร่เสน่หา มองเสียจนเขาคิดเตลิดเปิดเปิงอยู่ท่ามกลางสายลม
ไม่ใช่กระมัง? นั่นเป็นสองชายชาตรีนะ! ต่อให้หนุ่มน้อยนั่นอ้อนแอ้นไปหน่อย แต่ก็ยากละเลยความจริงที่ว่าเขาเป็นผู้ชาย ทว่าตอนนี้ นึกไม่ถึงว่านายท่าน นายท่านจะโอบเอวหนุ่มน้อยนั่นไม่วางมือ ซ้ำทั้งสองยังสบตากันอย่างแนบชิดใกล้เพียงนั้นอีก
ภาพตรงหน้านั้น ทำให้เขาแทบจะมองรอบๆไปตามสัญชาตญาณ คิดว่า จะให้คนอื่นเห็นภาพเช่นนี้ไม่ได้ มิเช่นนั้น ชื่อเสียงนายท่านได้พังทลายลงหมดแน่!
เฟิ่งจิ่วมองนายท่านเหยียนที่โอบเอวเธอไว้อย่างตื่นตระหนก ในห้วงทะเลแห่งความคิดไม่มีความรู้สึกไม่ทราบชื่อที่สับสนวุ่นวายพวกนั้น แค่คิดว่า ‘ตอนนี้เธอเป็นผู้ชาย เขาโอบกอดชายหนุ่มเช่นนี้จะเหมาะสมจริงๆรึ?’
ถูกแววตาล้ำลึกจ้องมองเช่นนั้น เธอก็หนาวสั่นอย่าง.อดไม่ได้ ขนลุกชูชันขึ้นทั่วร่าง ก่อนจะรีบร้อนถอยออกไป
“ขอโทษด้วย ขอโทษด้วย เท้ามันลื่นน่ะ”
เธอพูดพลางถอยห่าง ยิ้มหน้าเหยเก “ข้าแค่เข้ามาทักทาย ท่านก็ทำอะไรต่อไปเถอะ”
เห็นสาวน้อยวิ่งออกไปราวกับหนีเอาชีวิตรอด นายท่านเหยียนก้มหน้ามองมือตัวเอง คล้ายกำลังหวนนึกถึงอะไรบางอย่าง มองเสียจนในที่สุดอิ่งอีข้างๆ ก็พูดขึ้นอย่าง.อดไม่ไหว
“นายท่าน ที่ หอนารีวิไลนั่นสองวันนี้มีหญิงรูปโฉม.งดงามยิ่งมาอีกสองสามคน”
ได้ยินเช่นนี้ นายท่านเหยียนก็มองที่เขา “แล้วยังไงรึ?”
“แล้ว แล้วข้าน้อยคิดว่า นายท่านต้องการให้พวกนางเข้ามาปรนนิบัติคืนนี้หรือไม่ขอรับ?”
พูดประโยคนี้จบ อิ่งอีเพียงเห็นสายตาเย็นเยียบที่นายท่านกวาดมองมาทางเขา มองเสียจนหนักศีรษะเขาด้านชา แทบจะทรุดลงไปอย่างขืนไว้ไม่อยู่
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วเดินไปพลางเช็ดถูแขน พูดพึมพำว่า “นายท่านเหยียนผู้นี้ คงไม่ได้ชอบผู้ชายจริงๆกระมัง? ต่อให้ชอบผู้ชายก็คงไม่ชอบข้า? อีกอย่าง ถึงยังไงใบหน้าข้าก็เสียโฉม แบกหน้าที่ฉาบยาสีเขียวปนดำถึงเพียงนี้เขาจะชอบข้าได้รึ?”
“คงเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้หรอก ข้าต้องคิดมากไปเองแน่ๆ”
เธอถอนหายใจเบาๆเพื่อสงบสติอารมณ์ เห็นหอโอสถ.อยู่เบื้องหน้า จึงก้าวยาวเดินเข้าไป พลางทักทายหลินเหล่าที่ตรวจดูสมุนไพรอยู่ในสวน “หลินเหล่า นี่ภูตน้อยเอง!”
หลินเหล่าหันกลับไปมองเขา พลันมองซ้ายมองขวาสักพัก แล้วมายังข้างกายนาง ถามว่า “ได้ยินว่า เมื่อคืนนายท่านให้เจ้าอยู่เฝ้าค้างคืนรึ?”
“อืม” เธอพยักหน้า
“นายท่านให้เจ้าเฝ้าค้างคืนได้อย่างไรกัน? แล้วให้เจ้าทำอะไรบ้าง?” หลินเหล่าน้ำเสียงแปลกใจ สายตาที่มองเขามีความเคลือบแคลงใจ
ได้ยินคำพูดนี้ ค่อยมองท่าทางซุบซิบนินทาของหลินเหล่า มุมปากเฟิ่งจิ่วก็กระตุกน้อยๆ…
ตอนที่ 197: จิตไม่อยู่กับเนื้อกับตัว!
“ไม่ได้ทำอะไรขอรับ แค่ช่วยเขาเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็เข้านอน”
เธอพูดอย่างทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อย ตอนนี้เธอเป็นผู้ชายไม่ใช่รึ? โดนมองด้วยสายตา ซ้ำยังถามเช่นนี้ คิดว่าระหว่างเธอกับนายท่านพวกเขามีเรื่องอะไรที่บอกใครไม่ได้จริงๆรึไงกัน?
“นอน นอนรึ?”
หลินเหล่าอุทานอย่างตะลึง น้ำเสียงนั้นสูงขึ้นเพราะตกใจ พอเสียงเปล่งออกมา ทุกคนในสวนก็มองมาทางพวกเขาแทบจะทันที
“ท่านเอะอะเสียงดังทำไมเนี่ย? ต่างคนต่างนอนขอรับ” เธอกรอกตาขึ้นอย่างหมดคำพูด
“ฮู่! ทำข้าตกใจแทบตาย”
หลินเหล่าตบๆกลาง.อก ถอนหายใจเบาๆ “จริงด้วย สองวันนี้เจ้าปรุงยาออกมาอีกหลายๆขวดเถอะ! ขั้นสามก็ได้ ขั้นสี่อย่างดีที่สุดทำมาอีกสองสามขวด แบบนั้นครั้งก่อนก็ได้”
ได้ยินเช่นนี้ สายตาเธอหันมอง บอกว่า “ได้ขอรับ ข้าขึ้นหอไปหยิบยา” พูดจบ ก็เข้าไปในหอด้วยตัวเอง
ตามท่าทีที่นายท่านมีต่อเขา จะหยิบยาอะไรก็ปล่อยให้หยิบไป จากนั้นเขาแค่ลงบันทึกไว้หน่อยก็พอ ด้วยเหตุนี้ หลินเหล่าจึงไม่ได้ตามไป
สองวันต่อมา ในเรือนหลัก
ข้างโต๊ะหินในสวน นายท่านเหยียนมือหนึ่งเท้าศีรษะ อีกมือกำลังถือหนังสืออ่านอยู่ไม่วางตา ท่าทางนั้น จะมองยังไงก็เป็นท่าทีที่เคลิบเคลิ้มเพลิดพลิน แต่ว่า…
มุมปากอิ่งอีกระตุกเล็กน้อย มองท้องฟ้าอย่างหมดคำพูด
เขายืนว้าวุ่นอยู่ตรงนี้เกือบหนึ่งชั่วยาม กำลังคิดอยู่ตลอด จะเตือนนายท่านดีหรือไม่ ว่าเขาถือหนังสือกลับหัว?
แต่เห็นท่าทางนายท่านผ่านไปสักพักก็พลิกหน้าต่อไป เขาจึงคิดอีกว่า หรือหนังสือเล่มนั้นเดิมทีต้องกลับหัวอ่าน?
“อิ่งอี”
ได้ยินนายท่านเรียก อิ่งอีก็ดึงสติกลับมาทันใด ก้าวไปด้านหน้า ขานรับเสียงดัง “ข้าน้อยอยู่ขอรับ!”
สายตานายท่านเหยียนเงยขึ้นมาจากหนังสือ มองอิ่งอีที่ยืนอกผายตัวตรงด้วยท่าทางองอาจทรงอำนาจและอารมณ์ฮึกเหิม ถามว่า “เจ้าทำอะไร?”
“ข้าน้อยรอฟังคำสั่งนายท่านขอรับ!”
ดวงตานายท่านเหยียนพินิจมองเขาหัวจรดเท้า จากนั้นค่อยครุ่นคิดสักพัก ถามว่า “เจ้าว่า หากคนหนึ่งมักจะนึกถึงใครอีกคนโดยไม่รู้ตัว เป็นเพราะอะไรรึ?”
“อยากฆ่าเขาขอรับ!”
อิ่งอีตอบไปอย่างไม่แม้แต่จะคิด เพราะเมื่อเขานึกถึงใครคนหนึ่งบ่อยๆ นั่นต้องเป็นคนที่เขาอยากฆ่าที่สุดแน่.นอน
ฟังเช่นนี้ สายตานายท่านเหยียนก็กวาดมองเขาอย่างประหลาดใจ “หากไม่อยากฆ่านาง แต่อยาก…” คำพูดชะงักลง เพราะยากจะอธิบาย
“ไม่อยากฆ่าเขารึขอรับ?”
อิ่งอีมองเขา ทันใดนั้น เหมือนคิดอะไรได้ ลังเลสักพัก แล้วบอกว่า “นายท่าน หากชายหนุ่มคิดถึงหญิงสาว คงเพราะมีใจให้หญิงสาวผู้นั้น แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไรรึ?”
“แต่ว่า หากชายหนุ่มคิดถึงชายหนุ่มด้วยกัน นั้นก็ ก็เกรงว่า จะชอบผู้ชายด้วยกัน”
เขาพูดอย่างระมัดระวัง พลางสังเกตสีหน้านายท่าน
“มีใจให้หญิงสาวรึ?”
นายท่านเหยียนพูดพึมพำ รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง เพราะเดิมตัวเขารังเกียจผู้หญิงที่สุด จะมีใจให้ผู้หญิงได้เช่นไร?
แต่ว่า สองวันนี้ในหัวมักจะมีเงาร่างของคนคนนั้นกับดวงตาเจ้าเล่ห์ที่มีรอยยิ้มผุดขึ้นมาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ยังมีความรู้สึกแปลกๆในใจ เขาจึงคิดว่า ต้องทำให้มันชัดเจน
“คืนนี้เจ้าไปพาผู้หญิงสองคนจากหอนารีวิไลเข้ามา”
คำสั่งที่กะทันหัน ทำให้อิ่งอีตกใจอึ้ง เขาทั้งรู้สึกประหลาดใจและดีใจ แทบจะร้องไห้ออกมา เอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก “นายท่าน ท่าน เมื่อครู่ท่านว่าอะไรนะขอรับ? คืนนี้ให้ข้าน้อยส่งหญิงสาวสองคนเข้ามาปรนนิบัติรึขอรับ?”
ตอนที่ 198: หนึ่งมังกรสองหงส์งาม!
นายท่านเหยียนกวาดตามอง เอ่ยเสียงทุ้ม “ให้เจ้าไปก็ไปเสีย จะพูดจาไร้สาระมากเพียงนั้นไปไย?”
“ขอรับ ขอรับ ข้าน้อยจะไปสั่งการเดี๋ยวนี้เลย” อิ่งอีขานรับอย่างประหลาดใจ ก่อนจะเร่งรีบออกไป
สวรรค์ช่างมีตา ในที่สุดนายท่านก็สนใจผู้หญิงแล้ว! สองวันนี้เขากังวลใจแทบตาย กลัวว่านายท่านจะชอบผู้ชายด้วยกันจริงๆ
ฮุยหลางที่อยู่หอสายลมหนาวหลายวันกำลังกลับมา เมื่อเห็นอิ่งอีฉีกยิ้มระรื่น ก็แปลกใจนิดหน่อย ขวางเขาไว้แล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? เรื่องอะไรถึงดีใจเพียงนั้น?”
“เอ๊? เจ้ากลับมาแล้วรึ? หอสายลมหนาวอยู่สบายดีหรือไม่เล่า?” อิ่งอียิ้มถามอย่างหยอกล้อ
พอได้ยินเขาพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าฮุยหลางก็มืด.ลง “อย่ามาพูดถึงหอสายลมหนาวกับข้านะ” พูดจบ ชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง ถามว่า “เจ้ายังไม่บอกข้าเลย เรื่องอะไรทำให้เจ้าดีใจเช่นนี้กัน?”
“แหะๆ ข้าจะบอกเจ้า นายท่านให้ข้าไปจัดเตรียมหญิงงามสองคนจากหอนารีวิไลส่งเข้ามาคืนนี้” เขาโน้มตัวไปข้างหน้าพลางพูดยิ้มๆ สีหน้าดีอกดีใจ
“ผู้ ผู้หญิงรึ?” ฮุยหลางมองเขาอย่างตกตะลึง “นายท่านให้เจ้าจัดเตรียมผู้หญิงสองคนเข้าไปปรนนิบัติ? ข้าไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่?”
“จริงๆนะ ข้าว่านายท่านจะได้เปิดหูเปิดตาแล้วล่ะ”
ฮุยหลางสีหน้าไม่เชื่อ ถามว่า “หลายวันนี้ที่ข้าไม่อยู่ มีเรื่องอะไรพิเศษเกิดขึ้นรึ? นายท่าน ได้แรงกระตุ้นอะไรมา…ใช่หรือไม่?”
ต้องรู้ไว้ ปกตินายท่านพวกเขาแค่ผู้หญิงเข้าใกล้ยังรับไม่ได้เลย จะให้อิ่งอีจัดเตรียมผู้หญิงสองคนเข้าไปได้เช่นไร? หรือว่าโรคเกลียดผู้หญิงของเขาดีขึ้นแล้ว?
“เรื่องนี้กลับไปค่อยว่ากัน ข้าต้องไปสั่งการทางหอนารีวิไลนั่นเสียก่อน” เขาตบๆบ่าฮุยหลาง ก้าวยาวเดินไปยังหอนารีวิไล
ในสายตาเขา การเลือกหญิงงามสองคนมาปรนนิบัตินายท่านคืนนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ จะสะเพร่าไม่ได้
ตอนกลางคืน หลังเฟิ่งจิ่วทานข้าวก็ออกมาเดินเล่นย่อยอาหาร เมื่อมาถึงบริเวณศาลา เห็นอิ่งอีพาผู้หญิงหน้าตาสะสวยรูปร่างชวนมองสองคนเดินมาทางภูเขาจำลอง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นชั่วขณะ จึงตะโกนไป
“อิ่งอี”
อิ่งอีได้ยินเสียงก็มองไป เห็นเด็กหนุ่มที่สวมชุดแดง จึงฉีกยิ้มขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ที่แท้ก็เป็นภูตหมอ! ช่างบังเอิญนัก”
เฟิ่งจิ่วเดินเข้าไป สายตามองๆบนร่างหญิงสาวงามเลิศทั้งสองด้านหลังเขา ถามว่า “ไยจึงมีสองสาวงามเพริศพริ้งเช่นนี้อยู่ด้วยเล่า? คงไม่ใช่สาวงามในหอนารีวิไลกระมัง?”
ตามที่เธอรู้ ในตำหนักยมราชมีแค่หอนารีวิไลที่มีสาวงาม สถานที่อื่นๆ ต่อให้เป็นที่พำนักเรือนหลักนายท่านเหยียน ล้วนมีแต่เงาพวกทหารอารักขาคอยปรนนิบัติ น้อยนักที่จะเห็นหญิงสาวเช่นนี้เดินไปมา
“แหะๆ ช่างสมเป็นภูตหมอจริงๆ แค่เดาก็ถูกแล้ว”
อิ่งอีเหมือนจงใจพูดให้ชัดเจน หลังมองหญิงสาวรูปโฉมงดงามทั้งสองนางด้านหลังแวบหนึ่ง ก็พูดกับเฟิ่งจิ่วว่า “พวกนางสองคนเป็นสาวงามหอนารีวิไลที่มาใหม่ นายท่านสั่งให้ข้าพาเข้าไปปรนนิบัติ”
“ปรน ปรนนิบัติรึ?”
เฟิ่งจิ่วเบิกตาโตด้วยความตื่นตะลึง กล่าวด้วยสีหน้าแปลกใจ “ทีเดียวสองคนเลย? นายท่านเจ้าจะกินหมดรึ?”
ได้ยินคำพูดนี้ อิ่งอีก็ไม่ชอบใจ สีหน้าหมองลง “กินหมดไม่หมดอะไร? นายท่านข้าร่างกายแข็งแรงกำยำ หรือเจ้าคิดว่าเขาเป็นชายที่งามเพียงรูปแต่ไร้น้ำยารึ?”
ได้ยินเช่นนี้ มุมปากเฟิ่งจิ่วก็กระตุกสักพัก พูดไม่ออกชั่วขณะ
“ข้าไม่รบกวนการเดินเล่นของภูตหมอแล้ว” อิ่งอีกล่าวจบ ก็พาคนไปยังเรือนหลัก
เห็นเช่นนี้ ดวงตาเฟิ่งจิ่วเป็นประกายน้อยๆ มุมปากยกขึ้นยิ้มชั่วร้ายออกมา ก่อนจะตามไปทันที
หนึ่งมังกรเล่นกับสองหงส์งาม เธอจะไม่ไปชมเสียหน่อยได้อย่างไรเล่า?
ตอนที่ 199: ตกลงไป!
ในเรือนหลัก นายท่านเหยียนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินออกมา ปลายผมยังมีหยดน้ำเกาะ มานั่งลงที่ข้างโต๊ะ รินน้ำดื่ม ก็ได้ยินเสียงอิ่งอีลอยมาจากด้านนอก
“นายท่าน”
“เข้ามา” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่น่าดึงดูดดังมาจากด้านใน
อิ่งอีได้ยินเสียงก็เดินเข้าไป เห็นเขาที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะ จึงออกหน้าเอ่ยถาม “นายท่าน ข้าน้อยพาคนมาแล้ว จะให้พวกนางเข้ามาตอนนี้เลยหรือไม่ขอรับ?”
“ให้พวกนางเข้ามาเถอะ!”
“ขอรับ!” น้ำเสียงอิ่งอีมีความตื่นเต้นดีใจบางส่วน เดินออกไปพาคนเข้ามาทันที
นายท่านเหยียนมองเขาอย่างแปลกใจนิดหน่อย ไม่รู้จริงๆว่าเขากำลังมีความสุขกับอะไรกันแน่?
และที่เขายิ่งไม่รู้ คือเจ้าตัวจ้อยผู้อยู่ไม่นิ่งกำลังปีนขึ้นหลังคาจากบนต้นไม้ไปยังหลังคาเรือนหลักอย่างเงียบเชียบ
เพราะที่พำนักเรือนหลักนายท่านเหยียนนอกจากทหารอารักขาสองนายที่เฝ้าสวน ตามมุมมืดก็ไม่มีคนเฝ้าอยู่ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นเงาร่างสีแดงนั้นบนหลังคา
หลังจากอิ่งอีพาหญิงสาวทั้งสองเข้ามาก็ถอยออกไป พร้อมทั้งปิดประตูห้องเรียบร้อย ฉีกยิ้มเฝ้าอยู่นอกเรือน
ในห้อง นายท่านเหยียนมองหญิงสาวรูปโฉมงามเลิศทั้งสอง ในห้วงทะเลแห่งความคิดกลับนึกถึงใบหน้าเสียโฉมของแม่หนูนั่น ดวงตาฉายแววเล็กน้อย ใจลอยไปบ้าง
“นายท่าน ข้าน้อยจะเช็ดผมให้นายท่านนะเจ้าคะ!” หญิงสาวนางหนึ่งในนั้นพูดขึ้นเสียงเบา เห็นชายหนุ่มรูปงามราวเทพบุตร นัยน์ตาก็เต็มไปด้วยความหลงใหลและปลาบปลื้ม
นายท่านเหยียนคืนสติ เมื่อเห็นหญิงสาวนั้นสวมชุดกระโปรงสีแดง คิ้วก็ขมวดขึ้นมา กล่าวอย่างไม่ชอบใจ “ใครอนุญาตให้เจ้าสวมชุดสีแดง?”
แรงกดดันบนร่างและท่าทางของผู้เหนือกว่าปลดปล่อยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ หญิงสาวทั้งสองตกใจเสียจนสองขาอ่อนระทวยทรุดลงไป
“ขอ ขออภัยนายท่านเจ้าค่ะ”
และตอนนี้ เฟิ่งจิ่วที่มาถึงบนหลังคาเก็บซ่อนกลิ่นอาย เปิดกระเบื้องแผ่นหนึ่งออกมองไปด้านในอย่างเงียบๆ เห็นหญิงสาวทั้งสองคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหน้านายท่านเหยียน
ในใจเธอแอบคิด ‘ช่างไม่รู้จักอ่อนโยนกับสตรีเลยจริงๆ’
“ลุกขึ้นมา เช็ดผมให้แห้งซะ” สีหน้าอึมครึม พยายามเก็บแรงกดดันบนร่างไว้
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ” หญิงสาวที่สวมชุดแดงรีบร้อนขานรับ ลุกขึ้นมาตรงฉากกั้นหยิบผ้าขนหนูไปด้านหน้า ช่วยเขาเช็ดหยดน้ำบนปลายผมให้แห้งอย่างระมัดระวัง
นายท่านเหยียนจ้องหญิงสาว.งดงามที่ยืนก้มหน้าน้อยๆอยู่ตรงหน้า คิ้วขมวดเบาๆ เอ่ยว่า “เจ้า เข้ามาสิ”
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวผู้นั้นขานรับ เงยหน้าขึ้นมองนายท่านเหยียนด้วยความเขินอายปนขลาดกลัว เคลื่อนฝีเท้าก้าวบัวงามมาเบื้องหน้าเขาเบาๆ
นายท่านเหยียนจ้องมองเอวบางตรงหน้า ก่อนจะยกแขนขึ้นเข้าไปโอบ แต่พอเข้ามาสู่อ้อมแขน กลับรู้สึกไม่ถูกต้อง ชัดเจนว่าเป็นผู้หญิงเหมือนกัน เอวก็เหมือนๆกัน ทำไมเมื่อเขาโอบไว้ถึงรู้สึกแตกต่าง?
หญิงสาวผู้นั้นเห็นนายท่านเหยียนโอบเอวบ้างแน่นบ้างคลาย ก็ระรื่นใจชั่วขณะ ร่างกายแอบอิงเข้าหา เรียกขานอย่างนุ่มนวล “นายท่าน…”
เสียงเพิ่งเปล่งไป ตัวก็ถูกผลักออกอย่างโหดร้าย ล้มหมอบลงบนพื้นพร้อมความอับอาย
“อ๊ะ!” หญิงสาวอุทาน ล้มลงบนพื้นสองตาน้ำตาพรั่งพรู มองชายหนุ่มที่เปลี่ยนสีหน้าฉับพลันด้วยท่าทางขลาดกลัวอ่อนแอน่าสงสาร
อิ่งอีได้ยินเสียงอุทานในห้องจึงเร่งรีบเปิดผลักประตูปรี่เข้ามา “เกิดอะไรขึ้นขอรับ?”
ทว่า เมื่อเห็นภาพในห้อง ก็งุนงงเล็กน้อย
“ใครอนุญาตให้เจ้ามาพิงตัวข้า?”
นายท่านเหยียนลุกยืนขึ้น แรงกดดันทั่วร่างและกลิ่นอายเยือกเย็นแผ่กระจาย น่าหวาดกลัวยิ่งนัก หญิงสาวทั้งสองในห้องตกใจเสียจนคุกเข่าตัวสั่นเทา ไม่กล้าเงยหน้า
ทันใดนั้น เสียงเล็กๆเล็ดลอดมาจากหลังคา แววตานายท่านเหยียนเย็นเยียบ ตะโกนเสียงเข้ม “ใครนะ?” ฝ่ามือรวมรวมกระแสลมโจมตีไปนหลังคา
“อ๊ะ!”
เฟิ่งจิ่วอุทาน ร่างกายตกลงไปอย่างไม่ทันได้ไหวตัว
ตอนที่ 200: กอดไม่ปล่อย!
เมื่อนายท่านเหยียนเห็นเงาร่างสีแดงที่คุ้นเคย สายตาหรี่ลง รีบร้อนลอยตัวพุ่งเข้าไปรับคนไว้
เฟิ่งจิ่วกอดคอเขาไว้ตามสัญชาตญาณ ซุกหน้าอยู่ข้างศีรษะ จนกระทั่งรู้สึกปลอดภัย ถึงจะเงยหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นสีหน้าดำมืด ก็ยิ้มหน้าเหยเก
“นายท่านเหยียน นั่น คงไม่ได้รบกวนท่านกระมัง?”
สิ้นสุดน้ำเสียง สายตาจับจ้องบนใบหน้าไร้หน้ากาก พลันรู้สึกเหมือนจะคุ้นตากับใบหน้านี้อยู่บ้าง
อิ่งอีเห็นเขาก็ยกมือขึ้นปิดหน้าอย่าง.อดไม่ได้ ‘ทำไมถึงมีเขาอยู่ทุกที่เลยนะ? พิลึกจริงๆ!’
หนำซ้ำพอเห็นเขาตกลงมา นึกไม่ถึงว่าวินาทีแรกนายท่านก็เข้าไปรับ ราวกับกลัวเขาบาดเจ็บ ท่าทีกังวลใจเพียงชั่วครู่ อิ่งอีมองเสียจนสีหน้าซีดขาว
แย่ล่ะ! นายท่านถูกใจเจ้าเด็กนี่แล้วจริงๆ!
นายท่านเหยียนอุ้มคนในอ้อมแขนไว้ สีหน้าหมองหม่น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “ปีนขึ้นไปทำอะไรบนหลังคา? หากไม่ระวังเจ้าอาจถูกฆ่าเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นนักฆ่าได้ ไม่รู้บ้างรึ?”
แย่จริงๆเลย! ผู้หญิงคนนี้ทำไมถึงน่าเป็นกังวลเพียงนี้?
หากเมื่อครู่ไม่ใช่เพราะเขาเห็นชัดว่าเป็นนางถึงไม่โจมตีอีก มิเช่นนั้น เวลานี้ชีวิตนางคงไม่รอดแล้ว!
“เหอะๆ ข้าแค่ปีนหลังคาขึ้นไป ไป… ชมจันทร์! ใช่แล้ว ชมพระจันทร์!”
เธอยิ้มหน้าเหยเก เห็นตัวเองถูกเขาอุ้มไว้ในอ้อมกอด จึงเร่งรีบบอกว่า “นายท่านเหยียน ท่านวางข้าลงได้แล้วล่ะ”
ทว่าตอนนี้ สายตานายท่านเหยียนกลับจับจ้องบนแขนเฟิ่งจิ่ว ชุดแดงถูกครูดขาด แขนขาวเนียนโดนบาดเป็นรอยเลือด
เห็นสายตาเขาจ้องมองตรงแขน เฟิ่งจิ่วมองไป พอเห็นก็พูดยิ้มๆ “คงโดนกระเบื้องบาดเข้าตอนที่ตกลงมา ไม่เป็นอะไรหรอก ข้ากลับไปพันแผลเสียหน่อยก็พอ”
พูดจบ เธอก็ดิ้นรนอยากจะลงจากอ้อมแขนเขา แต่ใครจะรู้ว่าเขากลับกอดเธอไว้ไม่ปล่อย ซ้ำยังใช้แววตาดุดันที่แฝงไปด้วยความโกรธเคืองมองมาเหมือนข่มขู่ ทำให้ตัวเธอแข็งทื่อไม่กล้าขยับ
คนคนนี้เป็นอะไรกันแน่? มีสาวงามหยาดเยิ้มอยู่สองคนกลับไม่สนใจ ทำไมต้องมากอด ‘ผู้ชาย’ อย่างเธอไว้ไม่วางมือ?
“นายท่านเหยียน ท่าน…”
“หุบปาก!”
เขาตะคอกเสียงเข้ม อุ้มเธอเดินไปข้างโต๊ะ เห็นหญิงสาวสองนางยังคุกเข้าอยู่ตรงนั้น อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วขึ้น “อิ่งอี ส่งพวกนางกลับไปซะ!”
“นายท่าน…”
“อย่านะ!”
เฟิ่งจิ่วตะโกน มองนายท่านเหยียนที่อุ้มเธอไว้ไม่ปล่อย บอกว่า “พวกนางมาปรนนิบัติท่านไม่ใช่รึ? ทำไมถึงไล่ไปเสียเล่า? ท่านดูสาวงามสองนางนี้สิ ท่าทางอ้อนแอ้นอรชร หน้าตา.งดงาม ซ้ำรูปร่างยังน่าเย้ายวนถึงเพียงนี้ ส่งกลับไปก็น่าเสียดายแย่!”
อิ่งอีมองเฟิ่งจิ่วอย่างยากจะเห็นด้วย คิดว่าคำพูดนี้ช่างกล่าวตรงกับความในใจเขา
ไม่ง่ายเลยที่นายท่านจะเอ่ยปากให้ส่งหญิงงามทั้งสองเข้ามาปรนนิบัติ ตอนนี้กลับต้องส่งกลับไป ไม่ใช่ว่าเขาวุ่นวายไปสูญเปล่ารึ?
เขายุ่งวุ่นวายไปเปล่าๆยังไม่เท่าไหร่ แต่ปัญหาก็คือ หากทางที่นายท่านเลือกถูกพาให้โอนเอียงไปจริงๆ นั่นจะดีได้อย่างไรเล่า?
“ปรนนิบัติ?”
นายท่านเหยียนมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง “ใครบอกเจ้าว่าพวกนางมาปรนนิบัติข้า?”
“อิ่งอีไง!” เธอพูดโดยไม่แม้แต่จะคิด
ได้ยินเช่นนี้ นายท่านเหยียนก็กวาดมองอิ่งอีอย่างเย็นชา จากนั้น ค่อยก้มหน้ามองสาวน้อยที่อุ้มไว้ ถามว่า “ดังนั้น เจ้าถึงแอบปีนไปบนหลังคา?”
“แหะๆ ไม่ใช่เพราะข้าไม่เคยเห็นหนึ่งมังกรสองหงส์งามนัวเนียกันหรอกนะ…” พอพูดออกไปถึงรู้ตัวว่าไม่ถูกต้องนัก จึงรีบร้อนปิดปากไว้
อิ่งอีข้างๆ ไม่อาจ.ทนมองต่อ ยังหยัดอยู่กับความเป็นไปได้ที่ถูกปัดลอยลิ่วไป เอ่ยปากแนะนำว่า “นายท่าน นี่ท่าน…จะไม่ปล่อยภูตหมอลงมาก่อนรึขอรับ?”
จบตอน
Comments
Post a Comment