feng ep201-220

ตอนที่ 201: รู้สึกเช่นไร?


นายท่านเหยียนกวาดมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะอุ้มเฟิ่งจิ่วมานั่งลงข้างโต๊ะ สั่งว่า “หยิบยามา”


เห็นเช่นนี้ อิ่งอีจึงจำใจพาหญิงสาวทั้งสองออกไป ขณะเดียวกันก็หยิบยาทาแผลเข้ามาวางลงบนโต๊ะ เห็นนายท่านกอดเด็กหนุ่มนั่งไว้บนตักเช่นนั้น ก็อ้าปากค้าง อยากปริปาก แต่ไม่รู้จะพูดยังไง


เฟิ่งจิ่วตัวแข็งทื่อ ความรู้สึกที่นั่งอยู่บนตักนายท่านเหยียนร่างกายช่างอึดอัดราวนั่งบนกระดานเข็ม แต่กลับกลายเป็นว่าเขาคล้ายจะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติอะไรเลย ยังคงทำตามใจตัวเอง และไม่รู้สึกถึงอะไรที่ไม่เหมาะสมโดยสิ้นเชิง


“นายท่านเหยียน นี่ บาดแผลแค่นี้ข้าไม่เป็นอะไร ไม่ต้องรบกวนให้ท่านช่วยทายาหรอก ข้ากลับไปก่อนดีกว่านะ” เธอพูดพลางคิดจะลุกยืนขึ้น แต่พอบั้นท้ายเพิ่งพ้นตัก ก็ถูกกด.ลงไป


“นั่งดีๆ!”


ร่างกายเธอแข็งกระด้าง โดนกด.ลงกลับมานั่งบนตักเขา ไม่กล้าขยับตัววุ่นวาย


อิ่งอีเห็นเช่นนี้ ทำได้เพียงเดินถอนใจออกไปเบาๆ มาเฝ้ายังนอกประตูห้อง ไม่ต้องบอกก็รู้ ดูท่านายท่านจะก้าวจมโคลนลึกเสียจนกู่ไม่กลับแล้ว


“อิ่งอี? ทำไมข้าเห็นหญิงสาวสองนางนั้นร้องไห้กลับไปแล้วล่ะ? เกิดอะไรขึ้น? นายท่านไม่ให้พวกนางปรนนิบัติรึ?” ฮุยหลางเดินเข้ามา เห็นอิ่งอีเฝ้าอยู่หน้าประตู จึงเข้าไปด้วยความสงสัยอย่าง.อดไม่ได้


“เจ้ามาได้ยังไง?” อิ่งอีขวางอยู่ตรงทางเข้า ชำเลืองมองด้านในแวบหนึ่ง แล้วเดินหน้ารั้งคนเอาไว้ ไม่อยากให้เขาเห็นนายท่านกำลังกอดเด็กหนุ่มทายาอยู่ด้านใน!


“เกิดอะไรขึ้น? เจ้าขวางข้าทำไม?”


ฮุยหลางไม่รู้เรื่องรู้ราว เห็นประตูห้องไม่ได้ปิด จึงชะโงกหัวมองไปด้านใน กลับเห็นอิ่งอียังขวางอยู่เบื้องหน้า อดไม่ได้ที่จะโมโห ยื่นมือดึงคนออกไป “ทำอะไรเนี่ย?”


ทว่า เมื่อเห็นภาพด้านในนั้น ขาก็อ่อนระทวย แทบจะทรุดลงไปนั่ง


“ข้า ข้าตาฝาดไปกระมัง? นายท่านกอด กอดเจ้าเด็กนั่นอยู่รึ?” มือหนึ่งเขาดึงเสื้ออิ่งอี ตะลึงเสียจนดวงตาเบิกโพลง


อิ่งอีลากเขามายังมุมหนึ่งด้านนอก เพื่อไม่ให้นายท่านด้านในได้ยินคำพูดเข้า เอ่ยว่า “เจ้าเห็นแล้วก็ทำเป็นไม่เห็นเถอะ มาทางไหนกลับไปทางนั้น ตอนนี้นายท่านไม่ว่างพบเจ้าหรอก”


“ไม่ใช่ว่าพวกเขา…”


“อย่าถามข้าเลย ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น” อิ่งอีพูดพลางเม้มริมฝีปาก กลับไปเฝ้าตรงประตูห้องทั้งสีหน้ามัวหมอง


ในห้อง เฟิ่งจิ่วมองฝีมือการพันแผลที่ดูไม่ได้ยิ่งนักบริเวณแขนเล็ก มุมปากกระตุกอย่างกลั้นไม่อยู่ หันหน้าไปเล็กน้อย เห็นนายท่านเหยียนที่ไม่สวมหน้ากากในระยะใกล้เช่นนี้ ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่าน่าจะเคยเห็นจริงๆ


“นายท่านเหยียน เราเคยพบกันมาก่อนหรือไม่?”


ได้ยินคำพูดนี้ นายท่านเหยียนถึงจะนึกขึ้นได้ว่าหลังอาบน้ำยังไม่ได้สวมหน้ากาก ดวงตาที่หรี่ลงฉายประกายน้อยๆ เขาชายตาขึ้นมอง มือที่กำลังโอบเอวนางก็ไม่คิดจะดึงกลับ แต่เบี่ยงเบนความสนใจไป ถามว่า “ของบนหน้าเจ้าคิดจะพอกไว้นานแค่ไหน?”


“หา?”


เฟิ่งจิ่วอึ้งไปสักพัก นึกถึงใบหน้าที่ฉาบยาทาสีเขียวปนดำไว้ ก็ฉีกยิ้มกว้าง “อีกสองสามวันก็คงได้แล้วล่ะ”


อีกไม่กี่วัน ใบหน้าอันงดงามของเธอจะคืนสภาพ คิดๆแล้วก็ตื่นเต้น


มองดวงตานางโค้งยิ้มขึ้นมา กลิ่นหอมยาจางๆบนตัวลอยมาแตะจมูก หญิงสาวอบอุ่นอ่อนโยนอยู่ในอ้อมกอด สายตาเขาค่อยๆพร่ามัว เลือดลมในลำคอขึ้นลงมนุนตลบ เพียงรู้สึกว่าในร่างมีเปลวไฟลุกโชน


กับใครๆล้วนไม่เคยรู้สึก กับนางคนเดียว ถึงมีแรงกระตุ้นที่ไม่อาจเข้าใจ


ใจเต้นตึกตักคือความรู้สึกเช่นไร เขาอาจจะรู้แล้ว…


เห็นเขายังกอดเธอโดยไม่คิดจะปล่อยมือเลยจริงๆ สายตาเฟิ่งจิ่วจึงหันไปมอง มุมปากยกขึ้นยิ้มชั่วร้าย เอ่ยถามอย่างมีความหยอกล้อ “นายท่านเหยียน กอดข้าแล้วรู้สึกเช่นไรเล่า?”


ตอนที่ 202: เจ้าคิดมากไปแล้ว!


แววตานายท่านเหยียนที่ฝ้าฟางจับจ้องบนริมฝีปากแดงอ่อนนุ่ม เห็นรอยยิ้มชั่วร้ายที่ผลิบานริมฝีปากฉ่ำน้ำ หัวใจก็ปั่นป่วนอย่าง.อดไม่ได้


เขาเห็นท่าทางหยอกล้อของนาง กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเล็กน้อยที่มีความแหบแห้ง “รู้สึกไม่อยากปล่อยมือเลย”


ได้ยินคำพูดนี้ ทำให้เฟิ่งจิ่วที่เดิมทีแค่อยากล้อเขาเล่นกระตุกมุมปาก เห็นใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ร่างกายผละออกจากมือเขาสะดุ้งขึ้นมาทันที ถอยห่างจากข้างกายมาจ้องมองเขาอย่างระแวดระวัง


“นายท่านเหยียน ข้าไม่ได้ชอบผู้ชาย! ต่อให้ท่านคิดจะทำข้าเสียหายก็ไม่ได้หรอก! ข้ายังเด็กอยู่เลยนะ! อายุเพิ่งสิบห้า เป็นดอกบัวตูมที่กำลังรอวันเบ่งบาน ทนให้ท่านทำเสื่อมเสียไม่ได้หรอก”


ด้านนอกประตู อิ่งอีที่ฟังคำพูดนั้นพยักหน้าทั้งน้ำตาคลอ ในใจแอบคิดว่า ‘ก็ใช่ นายท่าน ต่อให้ท่านชอบผู้ชายด้วยกันก็ไม่อาจเลือกเจ้าเด็กนี่ได้! เขามีอะไรดีตรงไหนกัน? นอกจากความปลิ้นปล้อนพิลึกพิลั่นใบหน้ายังเสียโฉม ถ้าถูกใจเขาจริงๆ ไม่ใช่ท่านหรอกที่ทำเขาเสียหาย แต่เป็นเขาที่ทำท่านเสื่อมเสีย!’


ทว่าหน้าผากนายท่านเหยียนที่ได้ยินคำพูดเฟิ่งจิ่วกลับมีเส้นเลือดสีดำผุดขึ้น


ชอบผู้ชายรึ? ใครบอกว่าเขาชอบผู้ชาย? ผู้หญิงคนนี้ทั้งวันทั้งคืนเอาแต่คิดอะไรเลอะเทอะเช่นนี้รึ?


เห็นสีหน้าตั้งรับและตกใจกลัวของนาง หัวใจที่เดิมยังสั่นไหวเล็กน้อยก็ค่อยๆสงบลง สีหน้าผ่อนคลาย มองสาวน้อยท่าทางยียวนกวนประสาท น้ำเสียงเย็นชามีการกัดฟันกรอดอยู่บางส่วน


“เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้าไม่มีนิสัยแย่ๆแบบนั้น”


คำพูดนี้ที่กล่าวมา เฟิ่งจิ่วจะเชื่อรึ? แน่.นอนว่าคำตอบคือไม่!


ดังนั้น เธอจึงขยับตัวออกไป พลางยิ้มหน้าเหยเก “ที่จริงข้าคิดว่าท่านคงไม่มีนิสัยแย่ๆอะไรหรอก อิ่งอีก็บอกอยู่ ท่านเป็นบุรุษที่ไม่ได้มีดีแค่ภายนอกแน่.นอน ไม่งั้นคงไม่พาสาวงามเข้ามาให้ท่านทีเดียวสองนางหรอก ใช่ไหมล่ะ?”


ฟังคำพูดนี้ อิ่งอีหน้าประตูก็น้ำตานองหน้า ‘ข้าว่าพ่อทูนหัวพูดอะไรอย่าถือโอกาสเอี่ยวข้าไปด้วยได้หรือไม่เล่า?’


นายท่านเหยียนนั่งนิ่งไม่ไหวติง นิ้วมือเคาะโต๊ะเบาๆเป็นระยะระยะ เห็นว่าหลังจากสาวน้อยขยับก้าวเล็กถึงบริเวณประตู ก็สับขาวิ่งออกไป


“เวลาก็มืดค่ำแล้ว ข้าจะไม่รบกวนนายท่านเหยียนพักผ่อน”


พอพูดออกมา คนก็หายไปไร้ร่องรอย


“อิ่งอี”


ได้ยินนายท่านในห้องกำลังเรียกเขา อิ่งอีจึงเดินเข้ามาทั้งหนังศีรษะหนักอึ้ง “นาย นายท่าน”


“เจ้าบอกนาง ว่าข้าให้พาหญิงสาวสองคนนั้นเข้ามาปรนนิบัติรึ?” สายตาเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้มจับจ้องบนร่างอิ่งอี มองเสียจนเขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเลย


“ข้าน้อย ข้าน้อยพบภูตหมอที่ข้างๆศาลา เขาเอ่ยถาม ข้าน้อยจึง จึง…” หยาดเหงื่อเม็ดใหญ่เท่าลูกปัดไหลออกจากหน้าผาก คำพูดล้วนยากจะบอก


“เจ้าอาจจะอยากไปอยู่หอสายลมหนาวสักสองสามวันกระมัง?”


ได้ยินเช่นนี้ อิ่งอีสีหน้าขาวซีด คุกเข่าลงไปดังตุบ “ขออภัยนายท่าน ข้าน้อย ข้าน้อยจะไม่มีครั้งต่อไปแน่นอนขอรับ!”


“ออกไปซะ! หากมีครั้งหน้า ข้าจะไม่ปรานีเจ้า!” เขาโบกมือให้สัญญาณเขาถอยไป


หลังจากรอเขาถอยไป นึกถึงท่าทางผู้หญิงคนนั้นที่หลบเลี่ยงเขาราวกับงูพิษ ก็.อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วขึ้น ลูบๆคางตัวเอง แอบคิดว่า ‘หรือว่าท่าทีข้ายังไม่เข้าตานาง?’


คงเป็นไปไม่ได้ เขามั่นใจในรูปลักษณ์ตัวเองยิ่งนัก แต่ว่า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมสาวน้อยคนนั้นกลับไม่อ้าแขนรับไว้?


หรือว่า เขาต้องเรียนรู้จากผู้หญิงพวกนั้น แล้วลองใช้แผนหนุ่มรูปงาม?


ตอนที่ 203: อาบน้ำด้วยกันกลางค่ำคืน!


เฟิ่งจิ่วที่กลับถึงห้องนอน.ลงบนเตียง คิดไปคิดมา ก็รู้สึกว่าต้องหนีแล้ว


นายท่านเหยียนผู้นั้นไม่ค่อยปกตินิดหน่อย หน้าเธอก็ใกล้จะหาย ดังนั้นต้องหาเวลาหนีออกไปดีกว่า ขืนอยู่ต่อไป ไม่รู้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้น


วันต่อมา เธอนำยาที่ปรุงเรียบร้อยมาให้หลินเหล่า ก่อนจะหยิบยาทิพย์จิตวิญญาณจากในหอโอสถมาอีกไม่น้อย ขณะกำลังเดินออกไป เห็นหลินเหล่าถือกล่องใบใหญ่เข้ามา ดังนั้น จึงถามว่า “หลินเหล่า ในมือท่านคืออะไรรึขอรับ?”


“เหอะๆ นี่เป็นโสมพันปี สมบัติล้ำค่าหายากในร้อยปี เจ้าลองดูสิ เป็นสินค้าชั้นดีเลยนะ!”


เขาเปิดกล่อง นัยน์ตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “โสมพันปีนี้ เพียงชิ้นเล็กๆก็สามารถคืนชีวิตคนที่กลิ่นอายพลังค่อนข้างอ่อนแอ ในหลายครั้งหลายครา ยังเป็นยาทิพย์ที่ช่วยชีวิตคนได้ด้วย”


“ชิ้นใหญ่มากเลย! รากครบสมบูรณ์ ผิวพื้นเนียนชัด เป็นสมบัติที่พบได้ยากจริงๆขอรับ” สองตาเธอเปล่งประกาย ยื่นมืออยากจะแตะสักหน่อย หลินเหล่าก็ปิดเก็บมันไปเสียแล้ว


เขามองเฟิ่งจิ่วอย่างระแวดระวัง นำกล่องมากอดไว้ในอ้อมอก กล่าวว่า “นี่เป็นสมบัติล้ำค่าในหมู่สมบัติทั้งปวง เจ้าสนใจมันให้น้อยๆหน่อยเถอะ ของเช่นนี้ ต้องเก็บไว้ใช้ยามต้องช่วยชีวิตคน”


“รู้แล้วขอรับขอรับ ข้าแค่ลองดู” เธอยิ้มหน้าเหยเก ในใจกลับกำลังคิด รอถึงเวลาไป จะขโมยโสมพันปีชิ้นนี้ออกไปด้วยแน่.นอน


ทั้งวันนี้ เฟิ่งจิ่วคอยหลบนายท่านเหยียนอยู่นิดหน่อย พยายามไม่พบหน้า จนกระทั่งกลางคืนที่ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง เธอคำนวณเวลาถึงจะเดินไปยังบ่อน้ำพุร้อนหลังเขา คืนนี้กะจะแช่น้ำพุร้อน รอเวลาที่นายท่านเหยียนออกไปข้างนอกหรือไม่อยู่หลายวันนี้ ค่อยออกไปเงียบๆ


หลังจากถอดเสื้อผ้า บนตัวนุ่งผ้าบางไว้ผืนหนึ่ง ถึงจะเดินลงบ่อน้ำพุร้อนด้วยความระมัดระวัง บ่อน้ำพุร้อนหลังเขานี้ค่อนข้างลึก เธอทำได้เพียงเดินไปตามขอบข้าง แล้วนั่งลงแช่น้ำตรงริมบ่อ


เอนพิงขอบพลางถอนหายใจเบาๆ “สบายตัวจริงๆ!” เพราะค่ำคืนค่อยๆมืดลง ท้องฟ้าจึงเต็มไปด้วยดวงดาว งดงามอย่างยิ่ง


“อยากแช่น้ำร้อน ทำไมถึงมาเองโดยไม่บอกข้าเล่า?”


เสียงที่ดังมาอย่างกะทันหัน ทำให้เธอตกใจเสียจนแทบจะกระโดดขึ้นมา แต่พอคิดว่าบนตัวมีแค่ผ้าบางผืนเดียว ก็รีบมุดลงน้ำไปทันที แววตามีความโกรธเคืองมองยังคนที่เดินออกมาจากมุมมืด


“ท่านมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”


นายท่านเหยียนที่เอามือไพล่หลังเดินออกมาบนใบหน้าไม่สวมหน้ากาก เผยให้เห็นรูปโฉมหล่อเหลาราวเทพบุตร แต่ว่า เวลานี้ดวงตาอันลึกล้ำคู่นั้นกลับมองตรงมาบนร่างคนที่อยู่ในน้ำ เมื่อเห็นสองไหล่กลมมน ก็ไม่คิดจะหันหนี กลับชื่นชมมันอย่างใจกว้าง


พูดถึงแล้ว นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาเห็นนางอยู่ในน้ำ ครั้งก่อนในใจไม่มีความคิดอื่นใด จึงไม่ได้ใส่ใจ และไม่สังเกตนัก


แต่พอมองตอนนี้ กลับรู้สึกว่าสาวน้อยอยู่ในน้ำกลางค่ำคืนช่างงดงามดั่งภาพวาด แม้ว่า บนใบหน้าจะพอกยาไว้ ก็ยังคงไม่ส่งผลต่อความเจริญตาสบายใจในดวงตาเขา


เขาเอามือไพล่หลัง ยืนอยู่ริมบ่อน้ำพุร้อน มองสาวน้อยที่คดตัวกลมอยู่ในน้ำ ใบหน้างดงามแข็งแกร่งจึงผุดรอยยิ้มที่เหมือนจะไม่มีอะไร “ที่นี่เป็นที่ของข้า จะโผล่มาที่นี่ ก็ไม่มีอะไรน่าแปลกกระมัง?”


ระหว่างพูดก็ถอดรองเท้าออก ปลดเข็มขัดหยกตรงเอว ถอดเสื้อนอกออก ตามด้วยชุดซับใน เผยให้เห็นร่างครึ่งบนที่กำยำทรงเสน่ห์


เห็นชายหนุ่มยื่นมือไปที่กางเกง คิดจะถอดมันออก เธอก็ร้อนรนเสียจนพูดติดอ่างขึ้นมา


“ทะ ทะ ท่านจะทำอะไรน่ะ?”


ตอนที่ 204: พอใจหรือไม่?


“ถอดเสื้อผ้า เจ้าเห็นแล้วไม่ใช่รึ?”


น้ำเสียงเขาทุ้มต่ำและมีแรงดึงดูด หากไม่สนใจ คงไม่สังเกตว่าเดิมทีในน้ำเสียงนั้นมีความยิ้มเยาะอยู่


เธอถลึงมองเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว บอกว่า “แน่นอนข้ารู้ว่าท่านกำลังถอดเสื้อผ้า! ข้าถามว่าท่านจะถอดเสื้อผ้าทำไม!”


“แน่นอนว่าจะแช่น้ำร้อนน่ะสิ!” เขาตอบกลับอย่างสมเหตุสมผล


“ท่านไม่เห็นรึว่าข้ากำลังแช่อยู่?” เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันถาม


“ต่างเป็นผู้ชาย แช่น้ำร้อนด้วยกันจะมีอะไรได้เล่า?” เขาเลิกคิ้วเบาๆ พูดทั้งยกมุมปากเล็กน้อย


ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วแทบจะผุดขึ้นมาพุ่งไปด่าทอเขา


ต่างเป็นผู้ชายอะไรกัน? แช่น้ำร้อนด้วยกันไม่มีอะไรเนี่ยนะ? เธอไม่ได้สวมเสื้อผ้าไม่ใช่รึ? คดตัวเป็นก้อนแล้ว หากเขาลงน้ำมาอีกจะยังไหวรึ?


ทว่าในชั่วขณะนั้น เห็นเขาถอดกางเกงขายาวแล้วจะถอดกางเกงชั้นในต่อ เห็นเช่นนี้ หัวใจก็หวั่นๆขึ้นมาด้วยความกังวล ชัดเจนว่าควรจะหลับตาเสีย แต่สองตากลับคล้ายถูกแม่เหล็กดึงไว้ จ้องมองตรงไปยังเขา


เห็นแววตานางจ้องท่าทางเขาโดยไม่คิดหลบเลี่ยงสักนิด นายท่านเหยียนยกมุมปากเบาๆ มือที่วางอยู่บนกางเกงชั้นในชะงักลงเล็กน้อย เอ่ยอย่างอารมณ์ดี “ข้าได้ยินฮุยหลางบอกว่า ครั้งก่อนเจ้าช่วยเขารักษา โดยแค่ฝังเข็มตรงจุดชีพจรข้างเอวรึ?”


“แล้วยังไงเล่า?” เธอกลอกตามอง ทว่า สิ้นสุดน้ำเสียง นึกถึงคำพูดที่เขาถามในตอนนั้น รวมถึงท่าทางแปลกๆ ก็ตกใจอย่าง.อดไม่ได้ ถามว่า “ท่านคงไม่ คิดว่าข้าเห็นเขาเปลือยแล้วหรอกนะ?”


เห็นยอมรับโดยไม่ปริปาก เธอก็หัวเราะลั่นออกมาอย่าง.อดไม่ได้ “สวรรค์! ท่านคิดถึงเพียงนั้นได้เช่นไร? คิดว่าข้าบ้ากามเช่นนั้นเชียวรึ?”


เห็นเขาจ้องมองมาเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม เธอก็ยิ้มหน้าเหยเก “เอาล่ะ! ถึงแม้ข้าจะหื่นกามนัก แต่สายตาก็ช่างเลือกนักไม่ใช่รึ? อย่างฮุยหลาง ต่อให้เปลือยกายมาข้ายังไม่สนใจมองเลย”


“โอ้? งั้นอย่างข้านี้เล่า?”


ได้ยินคำพูดนี้ เธอก็กระตุกมุมปาก “นายท่านเหยียน ข้าจำได้ ท่านเหมือนเคยพูดว่าท่านไม่มีนิสัยแย่ๆอะไรเช่นนั้นไม่ใช่หรือ?”


คำพูดบุรุษเชื่อไม่ได้ดังคาด ชัดเจนนักว่าหมอนี่ชอบมีอารมณ์ตอนเปลือยกาย! หรือว่าฤดูแห่งความรักใกล้มาถึง? แม้แต่นายท่านเหยียนถึงเริ่มหวั่นไหวใจ?


“ถูกต้อง แนวทางของข้าช่างปกติยิ่ง”


เขามองนางตรงๆ มุมปากยกยิ้มชั่วร้ายขึ้น มือที่วางบนกางเกงชั้นในถอดลงมาโดยไม่ทันให้ไหวตัว ร่างกายเปลือยเปล่ายืนอยู่ข้างบ่อน้ำพุร้อน มองสาวน้อยที่สีหน้าเปลี่ยนไปยกใหญ่ รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้


“บ้าจริง! ช่างเป็นนกที่ตัวใหญ่นัก!”


เธออุทานขึ้น ตะโกนออกมาตามสัญชาตญาณ ทว่าพอพูดออกไป ก็ยิ้มๆ หน้าเหยเก โดยเฉพาะเมื่อเห็นชายหนุ่มกำลังสาวเท้าก้าวย่างลงในบ่อน้ำพุร้อน ร่างกายก็ยิ่งตึงเครียดขึ้นมา


มือหนึ่งใช้ผ้าผืนบางปิดบังร่างกายไว้ครึ่งหนึ่ง อีกมือสำรวจบนขอบบ่อ คลำหาเสื้อผ้าตัวเอง คิดจะหนีไปด้านหลัง แต่ว่า น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอยตามมาติดๆ กลับทำให้มือที่เอื้อมไปแข็งทื่อ และหดกลับมาอย่างทำอะไรไม่ถูก


“หากเจ้าจะเล่นซ่อนแอบในน้ำ ข้าก็ยินดีจะอยู่เล่นเป็นเพื่อน”


น้ำเสียงทุ้มต่ำลอยมาอย่างเอื่อยเฉื่อย กลับทำให้เฟิ่งจิ่วโกรธเสียจนกัดฟันกรอด จ้องมองชายหนุ่มที่อ้าสองแขนนั่งแช่อยู่ในน้ำ เพียงคิดว่าหากทำได้ ก็อยากพุ่งเข้าไปชกเขาแรงๆสักยกเสียจริง


เห็นนางถอยออกไปสามเมตร ด้วยท่าทางกล้าโกรธไม่กล้าพูด นายท่านเหยียนก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าคมคายแข็งแรงมีรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้นประดับ น้ำเสียงทุ้มต่ำเปล่งออกจากปากอย่างมีความยิ้มเยาะ


“ร่างกายข้าทำให้เจ้าพอใจได้หรือไม่เล่า?”


ตอนที่ 205: แข็งแรงยิ่งนัก!


เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองท่าทางได้ใจนั้น ก่อนเบะปาก “ก็ไม่เท่าไหร่”


“อ้อ จริงรึ? อาจต้องให้ข้าเข้าใกล้อีกหน่อย เจ้าจะได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น” ดวงตาเขาหรี่ลง โน้มกายเตรียมจะก้าวเข้าหา


เฟิ่งจิ่วเห็นก็เปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย รีบร้อนยกมือขึ้นตะโกน “หยุดๆ! ไม่ต้องเข้ามา ไม่ต้องเข้ามา ร่างกายท่านช่างเลอเลิศนัก สัดส่วนพอดี แข็งแรงยิ่งนัก พอใจรึยัง?”


เขาเป็นคนประเภทไหนกัน? จะรังแกกันก็ไม่เห็นต้องทำอย่างนี้เลย ละอายใจบ้างหรือเปล่า?


เจ้าตำหนักยมราชก็ไม่เข้าไป ในความคิดเขา นางจะต้องมาเป็นผู้หญิงของตน ด้วยเหตุนี้ตอนนี้จึงไม่เร่งรัดอะไร เลี่ยงไม่ให้นางตกใจกลัวเสียจนกลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย


“มาถูหลังให้ข้าสิ” เขานอนฟุบลงบนขอบบ่อ เหลือเพียงแผ่นหลังไว้ให้นาง


เห็นเช่นนี้ แววตาเฟิ่งจิ่วฉายประกายน้อยๆ คิดๆแล้วจึงเอ่ยว่า “ข้าจะช่วยถูหลังให้ก็ได้ แต่ท่านต้องอยู่นิ่งๆไม่ขยับ และอย่าหันกลับมา”


“ได้”


เจ้าตำหนักยมราชตอบรับอย่างเกียจคร้าน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย สาวน้อยผู้นี้ ยังไม่รู้อีกว่าเขารู้ว่านางเป็นผู้หญิงนานแล้ว


หลังเขารับปาก เฟิ่งจิ่วถึงจะเดินไปหาเขาด้านนั้น เมื่อมาถึงด้านหลังเขา ในดวงตาก็ฉายแววสับสน


เธอเป็นแค่นักปรุงยาที่ถูกจับตัวกลับมาเท่านั้น แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะหันหลังให้โดยไม่ระวังตัวเช่นนี้ ไม่รู้จริงๆว่าไปเอาความเชื่อมั่นมาจากไหน ควรรู้ไว้ว่าหากเปลี่ยนเป็นคนที่ใจคดคิดไม่ซื่อ เขาหันหลังให้เช่นนี้ ทุกนาทีล้วนมีความเป็นไปได้ที่เขาจะสิ้นชีพลงในเงื้อมมือผู้อื่น


“ผ้าขนหนูล่ะ? ท่านเอามาด้วยรึเปล่า?” เธอถาม เห็นมือเขายื่นมือส่งผ้าขนหนูสีขาวผืนหนึ่งมาให้


หลังจากรับผ้าขนหนูมา เธอช่วยถูหลังให้เขาเป็นพักๆ แม้แต่ตัวเองยังรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง นึกไม่ถึงว่าจะได้เปลือยกายแช่น้ำพุร้อนกับบุรุษ ซ้ำยังช่วยถูหลังให้อีก? ช่างเป็นเรื่องที่ไม่ว่าอย่างไรเมื่อก่อนก็ไม่กล้าจินตนาการโดยแท้


“แรงอีกหน่อย”


น้ำเสียงเขาแหบพร่าเล็กน้อย เพียงแค่เพราะนางถูเบาเกินไป คล้ายกำลังเกาให้เขาจักจี้อยู่ ทำให้ไฟชั่วร้ายในกายปะทุขึ้นมา ไม่มีเหตุผลอื่นใด


แน่นอนว่าเฟิ่งจิ่วฟังออกถึงน้ำเสียงที่มีความทุ้มต่ำและแหบแห้งเจือปนอยู่บางส่วน จึงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แอบก่นด่าในใจ ก่อนจะออกแรงขึ้นอีกหน่อย เดิมทีคิดจะใช้เข็มเงินที่ซ่อนไว้ในผมทำให้เขาสลบแล้วค่อยออกไป ทว่า พอนึกถึงความไว้ใจที่อธิบายไม่ถูกนี้ก็ไม่อาจ.ลงมือได้


ผ่านไปพักหนึ่ง เฟิ่งจิ่วก็เมื่อยแขนแล้ว แต่ชายผู้นี้กลับยังนอนฟุบไม่ไหวติงอย่างสบายใจเฉิบ จึงหยุดมือลง บอกว่า “ข้าว่าเจ้าตำหนักคงสุขสมใจพอแล้วกระมัง? แขนข้าเมื่อยแทบตาย ผิวก็แช่น้ำเสียจนจะเหี่ยวย่นแล้ว”


“อืม เจ้ากลับไปก่อนได้” เขาพูดอย่างเฉื่อยชา นอนฟุบไม่ขยับเขยื้อน


ได้ยินเช่นนี้ เห็นเขาหรี่ตา.นอนฟุบอยู่ เฟิ่งจิ่วถึงจะถอยออกมาตรงที่ตนวางเสื้อผ้าไว้ แล้วหยิบชุดมาสวมใส่ในน้ำ


เจ้าตำหนักยมราชเห็นนางหันหลังสวมเสื้อผ้า ลุกขึ้นจากน้ำ คิดจะเดินออกไปทั้งที่สวมเสื้อผ้าเปียกปอน ก็ขมวดคิ้วอย่าง.อดไม่ได้ “เจ้าจะสวมเสื้อเปียกโชกนี่เดินกลับไป?”


เสื้อผ้าแนบแน่นบนเรือนร่างนางเพราะความเปียกชุ่ม เผยส่วนโค้งเว้าอัน.งดงามออกมา ถึงแม้กอดผ้าบางปิดด้านหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง แต่รูปร่างที่ปรากฏรางๆ กลับทำให้เขามองเสียจนร่างกายร้อนผ่าวขึ้นมา


ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดทางกลับไปมีทหารอารักขาทั้งในที่แจ้งที่ลับมากมาย คนจะไม่เห็นกันหมดแล้วได้อย่างไร?


“สวมเสื้อผ้าเปียกๆ กลับไปแล้วเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย? ข้ากลับห้องก็ต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว”


เฟิ่งจิ่วกล่าวอย่างไม่สนใจนัก ฝีเท้าก้าวออกไปไม่คิดหยุด ทว่าเวลาต่อมาร่างกายกลับแข็งทื่อ


ตอนที่ 206: ความวาบหวามล้นปรี่!


“สวมเสื้อคลุมข้ากลับไป”


น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าลอยมาจากด้านหลัง ลมหายใจอุ่นรินรดอยู่ข้างหู ทำให้ใบหูรู้สึกชาปนจักจี้ เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย มองแขนของบุรุษที่โอบเข้ามาจากด้านหลัง ท่อนแขนกำยำโอบตัวเธอไว้ด้านใน ก่อนที่เสื้อคลุมจะห่อหุ้มร่างเธอไว้จากด้านหลังมาด้านหน้า


เฟิ่งจิ่วไม่หันกลับไป ร่างกายแข็งทื่อน้อยๆ ไม่เพียงแค่เพราะเขายื่นมือมาโอบตัวไว้เพื่อคลุมเสื้อให้อย่างกะทันหัน ยังเพราะร่างกายที่แนบชิดเข้ามาอีก…ไม่ได้สวมเสื้อผ้าอะไรเลยรึ?


“อืม ขอบคุณมาก”


เธอลนลานตอบรับ เร่งฝีเท้าเดินออกไป นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ถูกคนกลั่นแกล้งแล้วยังต้องขอบคุณ จะไม่เป็นธรรมเกินไปแล้ว


เห็นฝีเท้านางตื่นตระหนกลนลานหน่อยๆ ราวกับหนีเอาชีวิตรอด เจ้าตำหนักยมราชยกมุมปากยิ้มชอบใจ


เมื่ออิ่งอีที่เฝ้าอยู่ด้านนอกบ่อน้ำพุร้อนเห็นร่างนั้นเดินลุกลี้ลุกลนออกมาจากด้านใน ก็เบิกตาโตอย่างอดไม่ได้ เอ่ยถามด้วยความตกตะลึงว่า “เจ้า เจ้าออกมาได้ยังไงกัน?”


เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเขา ไม่พูดไม่จา แค่ดึงเสื้อคลุมบนร่างให้กระชับ จากนั้นตรงเข้าไปในเขตเรือน


“สะ สวรรค์! ข้ามองผิดไปกระมัง? เขาคลุมเสื้อนายท่านไว้รึ?” เขาอุทาน ถลึงมองร่างที่หายลับไปกลางค่ำคืน อดใจรอแทบไม่ไหวอยากลองเข้าไปดูว่าสถานการณ์ด้านในเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ว่าบ่อน้ำพุร้อนนั้นวางค่ายกลไว้ เขาเดินเข้าไปไม่ได้เลย!


เวลาไม่นานนัก เมื่อเห็นนายท่านที่สวมเพียงชุดซับในเดินออกมา อิ่งอีก็รีบร้อนเข้าไปรับหน้า เอ่ยถามตะกุกตะกักว่า “นะ นายท่าน ทำไมข้าน้อยเห็น…เห็นภูตหมอ…ออกมาจากด้านในด้วยล่ะขอรับ?”


สองคนนี้ คงไม่ได้อาบน้ำด้วยกันอยู่ด้านในหรอกกระมัง?


นายท่านเขาที่หล่อเหลาปานเซียนเดินดิน ทรงอำนาจราวเทพสวรรค์ อาบน้ำอยู่ด้วยกันด้านในกับภูตหมอที่บอบบางอ้อนแอ้นซ้ำยังใบหน้าเสียโฉม? แค่นึกถึงภาพนั้น มุมปากเขาก็กระตุก ไม่กล้าคิดต่อไปอีกเลย


“น่าบังเอิญ เขาเองก็แช่น้ำร้อนอยู่ด้านในเหมือนกัน” มุมปากเจ้าตำหนักยมราชมีรอยยิ้ม ก่อนสาวเท้าเดินไปยังเขตเรือน


อิ่งอีแหงนมองฟ้าอย่างหมดคำพูด บังเอิญ? บังเอิญจริงๆหรือ? ปกตินายท่านไม่ได้เข้ามาแช่น้ำร้อนเวลานี้เสียหน่อย…


ดูจากความวาบหวามล้นปรี่บนหน้านายท่าน เขาไม่คิดว่านายท่านจะไม่คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า


เมื่อกลับมาถึงในเรือน เจ้าตำหนักยมราชเข้าห้องไป ส่วนอิ่งอีคอยเฝ้าตรงสวนด้านนอก ทว่าในใจกลับระส่ำระสายอยู่ตลอด ด้วยเหตุนี้จึงยืนยามด้วยใจลอยอยู่บ้าง ขนาดฮุยหลางเข้ามาข้างกายเขาก็ยังไม่สังเกตเห็น


“เฮ้ย ทำไมสองวันนี้เจ้าท่าทางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเลย?” ฮุยหลางตบไหล่อิ่งอี ถามด้วยความสงสัยอยู่บ้าง


อิ่งอีมองเขาแวบหนึ่ง เดิมทีไม่คิดจะพูดด้วย แต่พอลองคิดๆดูแล้ว หลังจากมองประตูห้องที่ปิดสนิทก็กดน้ำเสียงลง ถามว่า “ฮุยหลาง เจ้าอยู่หอสายลมหนาวมาหลายวัน เห็นผู้ชายไปแสวงหาความสุขกับพวกเด็กหนุ่มจริงหรือ?”


“เห็นสิ!” ฮุยหลางพยักหน้า นึกถึงยามที่ถูกคนลูบไล้กล้ามหน้าท้อง ทั้งร่างก็ขนลุกซู่ขึ้นมา


“ผู้ชายกับผู้ชายทำแบบนั้นกัน…ยังไง?”


“เจ้าอยากรู้เรื่องนี้ทำไม ฮึ ไม่งั้นเจ้าลองบอกนายท่าน ให้ส่งเจ้าไปหาประสบการณ์ที่หอสายลมหนาวเสียสิ” ฮุยหลางยิ้มเยาะอย่างมีเจตนาร้าย


อิ่งอีไม่สนใจที่อีกฝ่ายประชด กล่าวด้วยความคับอกคับใจ “ตอนนี้ข้าเป็นห่วงนายท่านเหลือเกิน”


“หมายความว่าอะไร?” ฮุยหลางผงะไป ไม่เข้าใจเล็กน้อย


“หรือเจ้ามองไม่ออกว่านายท่านทำตัวผิดปกติกับภูตหมอ? เย็นนี้พวกเขาสองคนแช่บ่อน้ำร้อนที่เขาด้านหลังด้วยกัน เจ้าไม่เห็นหรือ ตอนนายท่านออกมาทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยคำว่าความวาบหวามล้นปรี่เลย เฮ้อ ข้ากลัวจริงๆ ว่าขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปจะเกิดเรื่องขึ้นได้น่ะ!”


มองไปทางฮุยหลาง กลับเห็นเขาขยิบตามาให้ จึงอดถามไม่ได้ว่า “ตาเจ้าเป็นอะไร?”


ตอนที่ 207: แอบหนีไปแล้ว!


“ความวาบหวามล้นปรี่?”


เมื่อน้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีแรงดึงดูดลอยเข้าหูมาจากด้านหลัง ร่างกายอิ่งอีแข็งทื่อ เห็นฮุยหลางก้มหน้าลง ยืนด้วยความเคารพ แอบด่าทออย่างอดไม่ได้ว่า ‘เจ้ามันไม่ใช่พี่น้องข้าจริงๆ นายท่านมาก็ไม่เตือนกันบ้าง!’


จากนั้นค่อยหันกายไป ครั้นเห็นหน้าบานแฉ่งของนายท่าน เขายกริมฝีปากที่แข็งทื่อขึ้นเรียก “นาย นายท่าน”


“ช่วงนี้บนใบหน้าข้ามีความวาบหวามล้นปรี่?” เจ้าตำหนักยมราชชำเลืองมองเขา แววตาที่ทรงอำนาจและเย็นเยียบจับจ้องบนร่างอิ่งอี ทำให้หวั่นใจอย่างอธิบายไม่ได้


“ไม่ ไม่ใช่นะขอรับ” เขาก้มหน้าลง ท่าทางเงอะงะ


“ข้าเหมือนได้ยินว่าเจ้าอยากรู้อยากเห็นเรื่องผู้ชายนัก? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฮุยหลาง พาอิ่งอีไปทิ้งไว้หอสายลมหนนาว ให้คอยสังเกตการณ์อยู่สักสามวัน” พูดจบก็หันตัวเดินกลับไป


“นายท่าน…”


อิ่งอีตะโกนตามหลังเจ้าตำหนักทั้งน้ำตานองหน้า “ข้าน้อยไม่สนใจผู้ชาย และไม่อยากรู้อยากเห็นอะไรด้วย หอสายลมหนาว ข้าน้อยไม่อยากไปนะขอรับ…”


“ฮี่ๆๆ เจ้าไม่ต้องร้องแล้ว คำที่นายท่านพูดชั่วนาตาปีไม่เคยคืนคำ เดินตรงไปเลย สหายอย่างข้าจะไปส่งเจ้าด้วยตัวเอง ฮ่าๆๆ!” ฮุยหลางหัวเราะอย่างย่ามใจ แล้วตบๆไหล่พลางลากเขาออกไป


อิ่งอีถลึงมองอีกฝ่าย ตะคอกว่า “ฮุยหลาง! เจ้าจงใจใช่หรือไม่?”


“ข้าขยิบตาให้เจ้าตลอด เจ้าไม่ตอบรับเองยังจะโทษใครอีก! เอาล่ะเอาล่ะ นายท่านปฏิบัติต่อเจ้าดีมากนัก ครั้งก่อนข้าถูกทิ้งไว้หอสายลมหนาวยังไม่ได้สังเกตการณ์ ครั้งนี้เจ้าไม่เหมือนกัน ตั้งใจสังเกตการณ์ดีๆล่ะ ทีหลังจะได้ไม่ถามคำถามเช่นนั้นออกมาอีก”


เช่นนี้เอง ฮุยหลางเพิ่งกลับมาไม่ถึงสองวัน อิ่งอีก็ถูกส่งไปหอสายลมหนาวเสียแล้ว…


แต่ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเฟิ่งจิ่วในเรือนเลย เพราะตอนนี้เธอ…กำลังเตรียมจะหนีไปด้านบน


วันต่อมาตอนเที่ยงวัน ฮุยหลางมายังเรือนเฟิ่งจิ่ว ก้าวไปเคาะประตู “ภูตหมอ”


เฟิ่งจิ่วในห้องเปิดประตูเดินออกมา เห็นเป็นฮุยหลางจึงแปลกใจเล็กน้อย ถามว่า “มีธุระอะไร?” ฮุยหลางคนนี้นึกไม่ถึงว่าจะยังกล้ามาหา? ไม่กลัวเธอฝังเข็มเขาอีกรึ?


“นายท่านให้เจ้าเข้าไปกินข้าวด้วยกัน” เขามองใบหน้าตรงหน้าที่ออกสีเขียว.อมดำ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมนายท่านถึงอยากเรียกคนผู้นี้เข้าไปกินข้าวเป็นเพื่อนด้วย?


ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มกระอักกระอ่วน “ไม่ต้องไม่ต้อง เจ้าบอกเขาไปว่าข้ากินแล้ว” เอ่ยจบก็ถอยกลับไปทันที ก่อนจะปิดประตูห้องลง


เห็นเช่นนี้ฮุยหลางขมวดคิ้ว กลับไม่กล้าบังคับพาคนไป ด้วยเหตุนี้จึงกลับไปรายงานกับนายท่าน


ทว่าในเรือนหลัก หลังจากฟังฮุยหลางรายงานจบ สีหน้าเจ้าตำหนักยมราชก็ขรึมลงน้อยๆ ผู้หญิงคนนี้กำลังหลบหน้าเขา!


เห็นนายท่านสีหน้าไม่ค่อยดีนัก ฮุยหลางไม่กล้าปริปาก ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆอย่างคร่ำเคร่ง


และเวลานี้เอง ผู้ฝึกตนชุดดำนายหนึ่งเดินจ้ำอ้าวเข้ามาจากด้านนอก คุกเข่าข้างหนึ่งลงคำนับ “ข้าน้อยคารวะนายท่าน!”


เจ้าตำหนักยมราชมองเขาแวบหนึ่ง ถามว่า “เจ้ากลับมาทำไม?”


“นายท่าน ข้าน้อยจับคนมาแล้ว กำลังรอนายท่านไปสอบสวนขอรับ”


ได้ยินคำพูดนี้ แววตาลึกล้ำของเจ้าตำหนักยมราชก็หรี่ลง ลุกยืนขึ้นมาทันใด “นำทางไป!”


เมื่อได้ยินว่าเจ้าตำหนักยมราชออกไปข้างนอกในตอนเย็น หลินเหล่าตรวจสอบสมุนไพรเรียบร้อย เฟิ่งจิ่วก็นำโสมพันปีติดไปด้วย เก็บเข้าห้วงมิติไปทันใด จากนั้นเดินวางมาดเต๊ะท่าไปด้านนอก ก้าวเข้าสู่ค่ายกล และออกจากตำหนักยมราชไปอย่างเงียบเชียบ…


ตอนค่ำเจ้าตำหนักยมราชกลับมา หลินเหล่ารีบร้อนมารายงานด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปยกใหญ่ “นายท่าน แย่แล้วขอรับ! ภูตน้อยขโมยโสมพันปีหนีไป!”


ตอนที่ 208: หนีออกมาแล้ว!


ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าเจ้าตำหนักยมราชพลันมืดดำ กลิ่นอายอันตรายที่เย็นเยียบทั่วร่างแผ่กระจาย ดวงตาลึกล้ำหรี่ลง ถลึงมองหลินเหล่า “หนีไปแล้ว?”


พอรู้สึกถึงกลิ่นอายเย็นเยือกในอากาศ หลินเหล่ากับฮุยหลางที่ยืนอยู่ด้านหลังเจ้าตำหนักก็เกร็งตัวขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่


“ขอรับ ใช่ขอรับ ตอนที่ข้าน้อยเพิ่งไปหอโอสถ เห็นว่าโสมพันปีหายไป จึงไปหาภูตน้อยดู กลับพบว่าเขาก็หายไปด้วย พอถามจากทหารอารักขา บอกว่าเมื่อตอนเย็นเห็นเขาเดินไปเดินมา ไม่มีใครสังเกต ก็ ก็เลย…”


เจ้าตำหนักยมราชหรี่ตาลง มองท้องฟ้ามืดสนิท สายตาเคร่งขรึม เม้มริมฝีปากแน่นก่อนกล่าวเสียงเข้ม “ฮุยหลาง! รีบพาคนออกไปตามหาเดี๋ยวนี้!”


“ขอรับ!” ฮุยหลางรับคำสั่ง ขณะกำลังจะก้าวออกไปก็ได้ยินเสียงเจ้านายดังมา


“หากหาตัวพบ อย่าใช้กำลังจับ ไม่ให้เขาบาดเจ็บ”


ได้ยินเช่นนี้ ฮุยหลางกระตุกมุมปาก เร่งรีบก้มหน้าลงตอบรับว่า “ขอรับ!” จากนั้นเร่งฝีเท้าจากไป


เจ้าตำหนักยมราชสาวเท้าเดิน ไม่ได้กลับเรือนหลัก กลับไปยังเรือนที่พำนักของเฟิ่งจิ่ว หลินเหล่าที่ตามอยู่ด้านหลังเห็นแล้วอ้าปากค้าง จำใจถอยไปเงียบๆ


ครั้นผลักประตูออก เห็นห้องที่ว่างเปล่า แววตาเจ้าตำหนักยมราชหนักอึ้งเล็กน้อย ในอากาศคล้ายยังมีกลิ่นหอมของยากระจายอยู่ไม่จางหาย เขาสาวก้าวเดินไปรอบๆห้อง มาถึงมุมห้องด้านใน และสะดุดเข้ากับกระดาษที่ถูกทับไว้ใต้หมอนเผยให้เห็นเพียงมุมแผ่น จึงก้าวเข้าไปดึงออกมา


เมื่อสายตาตกบนกระดาษ มุมปากยกขึ้นอย่าง.อดไม่ได้ ใบหน้างดงามองอาจมีความอ่อนโยนที่เห็นได้ยากปรากฏ


“ช่างเป็นสตรีที่กล้าคิดลามกแต่ไม่กล้าทำ”


บนกระดาษวาดรูปสองคนไว้แจ่มชัด นางที่แต่งกายเยี่ยงบุรุษ นิ้วชี้เชยคางเขาที่เปลือยกายขึ้น อีกมือหนึ่งแตะบนกล้ามหน้าท้องเขา สายตากลับมองมายังนอกกระดาษ แฝงนัยยั่วยุอย่างเหลือล้น


สายตาจับจ้องอักษรที่มีลูกศรชี้อยู่เหนือศีรษะสองคนตัวเล็กในรูป อดไม่ได้พึมพำเบาๆ “เจ้าตำหนักยมราชฝ่ายรับ? ภูตหมอฝ่ายรุก?


ผู้หญิงคนนี้กวนประสาทเสียจริง”


เขาตำหนิยิ้มๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำฮึกเหิม ในใจกลับหวังว่าจะพบนางได้ในเร็ววัน ความรู้สึกที่เรียกว่าคิดถึงผุดขึ้นในใจอย่างไม่อาจหักห้าม จิตใจว้าวุ่นอย่างไม่อาจถอนตัว…


ทว่าในใจกลับมีความรู้สึกหนึ่งผุดขึ้นมา เขาคิดว่านางหนีไปรอบนี้ เดาว่าคนที่ตนส่งไปก็คงไล่ตามไม่ทัน ถึงอย่างไรสาวน้อยผู้นั้นก็เจ้าเล่ห์ราวจิ้งจอก เล่ห์เหลี่ยมพิลึกพิลั่น หากปล่อยนางหนีไป เกรงว่าจะตามกลับมาอีกก็ยากแล้ว


ถึงเวลานี้เขาเพิ่งนึกออก นอกจากรู้ว่านางเป็นภูตหมอ นึกไม่ถึงว่าแม้แต่ชื่อแซ่ว่าอะไรก็ยังไม่รู้ หากพวกฮุยหลางตามตัวกลับมาไม่ได้ วันหลังอยากจะตามหาอีกก็เกรงว่าจะยิ่งยากขึ้น…


ไม่เป็นไปตามที่เจ้าตำหนักยมราชคาดหวังไว้ เมื่อวันรุ่งขึ้นมาถึง ฮุยหลางพาคนกลับมา ฝืนใจรายงานว่า “นายท่าน ข้าน้อยตามหาตลอดทั้งคืน ยังไม่พบเบาะแสภูตหมอเลย เกรงว่า…จะหนีไปแล้วขอรับ”


แววตาเจ้าตำหนักยมราชขรึมลงเล็กน้อย คำตอบนี้อยู่ในการคาดเดา


“ให้คนของตำหนักยมราชคอยสังเกตการณ์ข่าวคราวด้านนอกเสียหน่อย หากได้ยินเรื่องเกี่ยวกับภูตหมอให้รีบกลับมารายงาน”


“ขอรับ!” ฮุยหลางขานรับด้วยความเคารพ ก่อนจะลงไปสั่งการ


เจ้าตำหนักยมราชยืนเอามือไพล่หลังอยู่ในสวน มองไปบนท้องฟ้า มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย พึมพำว่า “พวกเราต้องได้พบกันอีกแน่.นอน”


และตอนนี้เอง เฟิ่งจิ่วที่ให้คนของตำหนักยมราชตามหาทั้งคืนแต่ไร้ผลกำลังเดินขึ้นเนินเขาทั้งใบหน้ามอมแมมคลุกฝุ่น เดินไปพลางมองป่าไม้ด้านหน้า หัวเราะร่าด้วยความตื่นเต้น “ฮ่าๆๆ! ในที่สุดเราก็ปีนออกมาได้!”


“อ๊ะ!”


เพิ่งสิ้นเสียงหัวเราะก็ก้าวเท้าเสียหลัก ตัวกลิ้งลงไปทันที


ตอนที่ 209: ข้าแค่ถามทาง


“อึก!”


เฟิ่งจิ่วกลิ้งลงจากเนินเขามาถึงใต้เนินและชนเข้ากับลำต้นไม้ต้นหนึ่งถึงจะหยุด.ลง ความเจ็บนั้นทำให้เธอส่งเสียงอู้อี้ ล้มอยู่บนพื้นสักพักไม่สามารถลุกขึ้นมาได้


จนกระทั่งผ่านไปสักพัก เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ นอนหงายมองท้องฟ้า คิดว่าตัวเองหนีออกมาจากสถานที่อย่างตำหนักยมราชได้ช่างไม่ง่ายดายเลยจริงๆ


หนีออกมาจากค่ายกลของตำหนักยมราชแล้วถึงพบว่าภายนอกถูกล้อมด้วยภูเขาทั้งสามด้าน มีเพียงทางออกเดียว ถ้าอยากจะหนีย่อมไม่อาจวิ่งไปทางนั้น ดังนั้นเธอจึงปีนข้ามภูเขาลูกนั้นเสีย ผ่านไปหนึ่งคืน เดินผ่านเกือบหลายสิบค่ายกลกับอีกหนึ่งเขตอาคมถึงจะมาถึงที่นี่


โชคยังดี พลังเร้นลับที่ถูกผนึกไว้ เมื่อคืนเธอใช้พลังวิญญาณเปิดออกเรียบร้อย ไม่อย่างนั้นเดาว่ารอบนี้คงถูกจับกลับไปแล้ว


หลังพักผ่อนสักครู่ เฟิ่งจิ่วก็ลุกขึ้นมองไปรอบๆ หาทิศทางเดินต่อไปตามความรู้สึก คิดว่าหลังจากออกไปจะติดต่อกับเหลิ่งซวงเสียก่อน ไม่ให้นางกังวลใจที่ไม่ได้ข่าวคราวเธอมานานถึงเพียงนี้


แต่ว่าสิ่งที่ทำให้เธอนึกไม่ถึงคือ เธอยังไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน จนกระทั่งภาพน่าระทึกที่พบเห็นต่อมาทำให้เธอมึนงงไปบ้าง…


หากเธอตอนนี้อยู่บนฟ้าสูง ต้องเห็นแน่ว่าบริเวณรอบๆ ด้านกว่าร้อยลี้ล้วนเป็นผืนป่าไม้ อยากจะเดินออกไปหรือ? เหอะ คงไม่เจ็ดก็แปดวัน ไม่ต้องคิดถึงเลย


เฟิ่งจิ่วเดินตัวคนเดียวอยู่กลางป่า มองซ้ายแลขวา คิดว่าสถานที่แห่งนี้แปลกประหลาดนิดหน่อย ทุกช่วงเวลาหนึ่งจะมีสถานที่ที่มีธงผืนเล็กหลากสีปักไว้ และทุกช่วงถนนจะมีพวกค่ายกลปรากฏขึ้น มีทั้งค่ายกลที่ยังมีอันตรายภายในและพวกค่ายกลวงกตบางส่วน


“น่าแปลก ที่นี่เป็นที่ไหนกันแน่?”


เฟิ่งจิ่วเดินพลางพูดพึมพำ ทันใดนั้นก็เห็นด้านหน้ามีชายหนุ่มสองคนประคองกันมานั่งลงใต้ต้นไม้ขณะหอบหายใจถี่ ดวงตาเธอเป็นประกาย เร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหา “คุณชายทั้งสอง ขอถามสักหน่อย…”


ยังไม่ทันพูดจบ หลังจากสองคนนั้นได้ยินเสียง ก็แทบจะลุกขึ้นวิ่งไปอีกทางอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง


เธออึ้งไปเล็กน้อย เดินอยู่ที่นี่มาครึ่งค่อนวันถึงจะพบสองคนนี้ ยังไงก็ปล่อยพวกเขาหนีไปไม่ได้ ดังนั้นจึงไล่ตามพลางตะโกนว่า “นี่! คุณชาย พวกท่านอย่าเพิ่งหนีสิ! ข้าแค่จะถามทางเองนะ!”


แต่เธอไม่ตะโกนยังดีกว่า พอตะโกน สองคนนั้นก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้น


“ฮู่! ทำอะไรกันน่ะ!” เธอขมวดคิ้วถอนหายใจ มองร่างทั้งสองนั้นและไม่รีบไล่ตามไปอีก แต่ตามอยู่ด้านหลังพวกเขาอย่างไม่รีบไม่ร้อน คิดว่าตามพวกเขาไปยังไงก็คงเดินออกไปได้?


ทว่าเฟิ่งจิ่วที่ไม่ร้อนใจ กลับทำให้ชายหนุ่มทั้งสองเป็นกังวลแทบแย่


“เจ้านั่นเป็นคนสำนักไหนกัน? ทำไมนานขนาดนี้แล้วยังตามพวกเรามาอีก เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?”


คนหนึ่งวิ่งเสียจนเหงื่อท่วมศีรษะ สีหน้าตื่นตระหนก พอหันกลับไปเห็นร่างสีแดงด้านหลังห่างออกไปราวสามสิบเมตรยังตามอยู่อย่างเชื่องช้า ก็.อดไม่ได้ร้องครวญ


“ฮู่! ข้าวิ่งไม่ไหวแล้ว ตายเป็นตายเถอะ!” ชายหนุ่มอีกคนที่ค่อนข้างอ้วนเอ่ย นั่งลงบนพื้น ถลึงตา.มองเฟิ่งจิ่วด้านหลังและตะโกนว่า “เจ้าเป็นคนสำนักใดกันแน่? ตามพวกเรามานานเพียงนี้ก็พอแล้ว!”


เห็นพวกเขาไม่หนีแล้ว เฟิ่งจิ่วจึงเร่งฝีเท้าเดินเข้ามา มองสองชายหนุ่มที่ตั้งท่าระวัง ฉีกยิ้มบอกว่า “ข้าแค่จะถามทาง พวกท่านวิ่งหนีอะไรกัน?”


“อะ อะไรนะ? ถาม ถามทาง?”


ทั้งสองต่างงุนงง จ้องอีกฝ่ายเขม็งด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย “ถามทางอะไร หรือเจ้าไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ใด?”


ตอนที่ 210: หลงมายังสนามฝึกวิชา


“เป็นที่ใด?”


เฟิ่งจิ่วมองพวกเขาด้วยความสงสัย “ข้าเห็นว่าในป่ามีธงเล็กหลากสี หนำซ้ำเดินมาครึ่งค่อนวันก็ยังออกไปไม่ได้ ที่นี่เป็นที่ใดกันแน่?”


ได้ยินคำพูดนี้ ในที่สุดทั้งสองคนก็เชื่อว่ามาถามทาง ตอนนี้ถึงจะถอนหายใจหนักๆ ชายหนุ่มที่ค่อนข้างอ้วนถลึงมองเด็กหนุ่ม เอ่ยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “ข้าว่าน้องชายก็ใจร้ายเหลือเกิน ไล่ตามพวกเรามาเสียนานเพื่อถามทาง? ทำเอาพวกข้าตกใจแทบตาย”


“เอ่อ…ที่นี่เป็นที่ใดกันแน่? ทำไมเห็นข้าแล้วต้องสับขาวิ่งหนีด้วย?” เฟิ่งจิ่วถามอย่างไม่เข้าใจ


“ที่นี่เป็นสนามฝึกวิชา ภายในป่าผืนนี้มีพวกคนร้ายกับผู้ฝึกวิชามารที่ทั้งสามสำนักรวมถึงสำนักศึกษาหมอกดาราจับตัวมาหลายปี พวกเราเป็นผู้ฝึกตนจากสำนักเดียวกัน เข้ามาฝึกวิชาเหมือนๆผู้ฝึกตนสำนักอื่นและสำนักศึกษาหมอกดารานั่นแหละ”


“เช่นนั้นพวกท่านหนีอะไรกัน?” เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วขึ้น ที่นี่เป็นสนามฝึกวิชางั้นรึ? มิน่าก่อนหน้านี้เธอถึงผ่านค่ายกลมามากมายเพียงนั้น ซ้ำยังมีเขตอาคมคุ้มกันนั่นอีก


หากไม่ใช่เพราะมีของวิเศษห้วงมิติติดตัว เดาว่าคงผ่านเขตอาคมนั้นมาไม่ได้แน่


“หากไม่ใช่เพราะพวกผู้ฝึกตนสมควรตายจากสำนักบุปผาหยกคิดจะปล้นสะดมและฆ่าคนล่ะก็!”


หนุ่มอ้วนผู้นั้นพูดด้วยความโมโห สีหน้าขุ่นเคือง “เดิมทีพวกเราพี่น้องสองสามคนร่วมทางมากับคนพวกนั้น ตลอดทางสังหารสัตว์ร้ายและวายร้ายผู้ฝึกฝนวิชามารได้ไม่น้อย แบ่งปันสิ่งของกันมากมาย แต่นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะเกิดความโลภ ละเมิดข้อตกลงระหว่างสำนักอื่นๆและสำนักศึกษา ยังบอกอีกว่าฆ่าล้างไปก็ไม่มีใครรู้ คนเลวทรามสมควรตายพวกนั้น! พวกเราออกไปแล้วจะรายงานกับท่านอาจารย์เพื่อทวงคืนความยุติธรรมแน่.นอน!”


“อ้อ!” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า แสดงท่าทีว่าเข้าใจ ถามอีกว่า “พวกท่านยังไม่บอกข้าเลยว่าจะออกไปได้ยังไง?”


“อยากออกไปไม่ง่ายดายเช่นนั้น” ทั้งสองกล่าวอย่างท้อใจ “ที่นี่วางเขตอาคมไว้คนภายนอกเข้ามาไม่ได้แน่ พวกด้านในนี้เองก็ออกไปไม่ได้…”


สิ้นเสียง ทั้งสองก็คล้ายจะตั้งสติกลับมาได้ มองเฟิ่งจิ่วด้วยความตกตะลึง “เจ้าเข้ามาได้ยังไง เจ้าไม่ใช่คนของสำนักวิชาหรือสำนักศึกษา ไม่ใช่ผู้ร้ายหรือผู้ฝึกวิชามาร แล้วเจ้าเข้ามาได้ยังไง?”


เฟิ่งจิ่วลูบๆคาง คิดไปคิดมาก็ชำเลืองมองทั้งสอง เอ่ยว่า “อันที่จริงข้าบอกพวกท่านแล้วกัน ข้าเป็นลูกศิษย์ของสำนักศึกษาหมอกดารา แต่กระทำผิดโดยไม่ระวัง ถึงถูกสบโอกาสทำให้สลบแล้วโยนเข้ามา ดังนั้นแม้แต่ที่นี่คือที่ไหนก็ยังไม่รู้เลย”


“เจ้าเป็นศิษย์สำนักศึกษาหมอกดารา?” ชายหนุ่มคนที่ผอมหน่อยมองมาด้วยใบหน้าเคลือบแคลงใจ “งั้นทำไมเจ้าถึงไม่สวมชุดลูกศิษย์ของสำนักศึกษาหมอกดารา?”


เฟิ่งจิ่วกลอกตา เอ่ยอย่างหมดคำพูดว่า “ก็บอกว่าข้าถูกทำให้สลบแล้วโยนเข้ามาไง จะสวมชุดลูกศิษย์ได้อย่างไร?”


ทั้งสองไม่รู้เรื่องภายในสำนักศึกษาหมอกดารามากนัก ได้ยินเขาพูดเช่นนี้ ค่อยคิดว่าด้านในนี้วางเขตอาคมไว้เป็นไปไม่ได้ที่คนภายนอกจะหลงเข้ามา คงเป็นอย่างที่เด็กหนุ่มพูดจริงๆ เขาทำผิดจึงถูกโยนเข้ามาข้างใน ทั้งสองมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนไม่ถามอะไรอีก


หนุ่มอ้วนมองเฟิ่งจิ่ว กล่าวว่า “จะต้องออกไปต้องสะสมแต้มประสบการณ์ให้ครบหนึ่งพัน ข้าว่าอย่างเจ้านี่ เดาว่าคงไม่มีแม้แต่ป้ายหยกประสบการณ์”


พูดได้เลยว่าเฟิ่งจิ่วเหมือนคนตาบอด ไม่รู้เรื่องสำนักศึกษาหรือสำนักวิชาพวกนั้นเลยจริงๆ ด้วยเหตุนี้เมื่อได้ยินพวกเขาพูดเช่นนี้ จึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างอดไม่ได้ “สะสมยังไง? เกี่ยวอะไรกับป้ายหยกประสบการณ์ด้วย?”


ได้ยินถึงตรงนี้ มุมปากทั้งสองคนก็กระตุก มองอีกฝ่ายอย่างเวทนา “ข้าว่านะน้องชาย แม้แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่รู้ เจ้าคงไม่ได้เป็นแค่ศิษย์ชุดฟ้าที่ระดับต่ำสุดในสำนักศึกษาหมอกดาราหรอกกระมัง?”


ตอนที่ 211: แค่มือใหม่คนหนึ่ง


เฟิ่งจิ่วยิ้มเก้อๆ บอกว่า “พี่ชายทั้งสองช่วยบอกข้าหน่อยเถอะ”


“ป้ายหยกประสบการณ์ได้ชื่อมู่เซียนเจ้าสำนักศึกษาหมอกดาราฝังดวงจิตไว้ด้วยตัวเอง แค่หยดเลือด.ลงไป เมื่อพวกเราฆ่าสัตว์ร้ายหรือคนร้ายผู้ฝึกวิชามารด้านในป่าฝึกฝนวิชานี้ ป้ายหยกจะบันทึกค่าประสบการณ์ด้วยตัวเอง หลังจากครบหนึ่งพันแต้มการฝึกครั้งนี้ถึงจะสิ้นสุด ไม่เช่นนั้นต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดออกไปไม่ได้”


พูดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มร่างอ้วนก็ชะงัก เอ่ยว่า “ฆ่าสัตว์ร้ายระดับหนึ่งถึงสองจะได้ค่าประสบการณ์สิบแต้ม ระดับสามถึงสี่ได้สามสิบแต้ม แต่กำลังต่อสู้ของสัตว์ร้ายระดับสามถึงสี่เทียบเท่าพลังระดับปรมาจารย์นักรบช่วงที่หกถึงเจ็ดของมนุษย์ เจ้าว่าเช่นนี้ต้องฆ่ากี่ตัวถึงจะสั่งสมค่าประสบการณ์ได้หนึ่งพันแต้ม?”


เฟิ่งจิ่วฟังแล้วอึ้งไป ถามว่า “ไม่มีสัตว์ร้ายที่แต้มประสบการณ์สูงๆหน่อยหรือ?”


“ฮ่า เจ้าดูสิ นี่ก็แค่มือใหม่คนหนึ่งเอง!” ชายอ้วนกระทุ้งคู่หูข้างกาย สองคนฉีกยิ้มกว้าง


มือใหม่? เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว แอบคิดว่าเธอเป็นมือใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์จริงๆนั่นแหละ ของจำพวกสำนักศึกษาหรือสำนักวิชาของแคว้นเหินเวหานี้ ดูท่ากลับไปต้องศึกษาเพิ่มเติมเสียหน่อย


“ข้าจะบอกเจ้านะน้องชาย ทางที่ดีที่สุดขอให้เจ้าอย่าได้เจอสัตว์ร้ายระดับห้าขึ้นไปกับผู้ฝึกวิชามารระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณเลย มิเช่นนั้นก็มีเพียงความตายเท่านั้น จะพูดถึงค่าประสบการณ์อะไรเล่า? ยังมีอีก ค่าประสบการณ์ไม่สามารถขโมยกันได้ ที่ขโมยได้ก็แค่พวกข้าวของมีราคาบนร่างสัตว์ร้ายที่ถูกฆ่า”


ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วถามอีกว่า “สัตว์ร้ายระดับห้าขึ้นไปกับผู้ฝึกวิชามารระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณได้ค่าประสบการณ์เท่าไหร่?”


“หนึ่งร้อยแต้ม แต่ข้าจะบอกเจ้าให้ ถ้าเจอต้องรีบหนีให้ไว อย่าสู้กันตัวต่อตัว เจ้าดูสิ ผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุดเช่นพวกข้าสองคนยังถูกข่มเสียจนขวัญกระเจิงเพียงนี้ ก็รู้แล้วว่าที่นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ” หนุ่มอ้วนพูด ก่อนจะหยิบป้ายหยกสีขาวจากในแขนเสื้อยื่นให้เฟิ่งจิ่ว


“อันนี้ข้าให้เจ้า! ข้าขอท่านอาจารย์ตั้งนานกว่าจะได้มาติดตัวเพิ่มอีกชิ้น เผื่อกรณีทำหายจะได้ใช้”


เฟิ่งจิ่วรับป้ายหยกสีขาวนั้นไว้ เผยรอยยิ้มออกมา “ขอบคุณท่านมาก ข้ายังไม่ได้ถามเลย พี่ชายทั้งสองมีนามว่าอะไร?”


“หึๆ คุยกันมาเสียนานยังไม่แนะนำตัว ข้าชื่อไช่หย่ง ฉายาเจ้าอ้วน เรียกข้าว่าเจ้าอ้วนก็ได้” เจ้าอ้วนพูดพลางหยีตายิ้ม


“ข้าแซ่เฉิน ชื่อเสวียไห่ เป็นพี่น้องร่วมอาจารย์กับเจ้าอ้วน” ชายหนุ่มร่างผอมบอกบ้าง


“ข้ารึ แหะๆ” เธอยิ้มตาหยี มองทั้งสองแวบหนึ่งและกล่าวว่า “ข้าชื่อเฟิ่งจิ่ว พวกท่านเรียกข้าเสี่ยวจิ่วก็พอ”


“เหอะๆ มองไม่ออกเลยว่าพวกเจ้าว่างนัก! นึกไม่ถึงว่าจะยังมาคุยเล่นกันตรงนี้อีก?”


น้ำเสียงน่ากลัวดังเข้ามา เจ้าอ้วนกับเฉินเสวียไห่ตกใจเสียจนลุกพรวด “คนแซ่หลี่! เจ้าอีกแล้ว!” บนใบหน้าพวกเขานอกจากความโกรธเคืองแล้ว ยังมีความระมัดระวังและตื่นตระหนก


เฟิ่งจิ่วหันกลับไปมอง เห็นคนที่มาเป็นสี่บุรุษหนึ่งสตรี สวมเสื้อคลุมมีเอกลักษณ์สีขาวเหมือนกันหมด ชายผู้เป็นหัวโจกท่าทางอายุราวยี่สิบ พละกำลังกลับเป็นถึงระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณช่วงที่สอง ส่วนสามคนด้านหลังเป็นระดับประมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุด


พลังเทียบกับพวกเจ้าอ้วนแล้วแตกต่างกันชัดเจน มิน่าพอเห็นคนพวกนี้ถึงได้หวาดกลัวเช่นนั้น


ดวงตาที่เรียวยาวและชั่วร้ายของชายผู้เป็นหัวหน้าหรี่ลงครึ่งหนึ่ง เหลือบมองพวกเขาสามคน สายตามองผ่านร่างเฟิ่งจิ่วที่สวมชุดแดง เห็นเนื้อตัวเลอะเทอะสกปรก บนหน้าผากยาทาสีเขียวปนดำ แม้สงสัยว่าเด็กหนุ่มเป็นคนสำนักไหน แต่เห็นว่าพลังไม่เท่าไหร่ จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ


ตอนที่ 212: กลับกลายเป็นศัตรู!


“ไม่นึกจริงๆ ว่าพวกเราจะได้พบหน้ากันอีกรวดเร็วเช่นนี้!”


ชายผู้นั้นกอดอกมองพวกเขา สายตาพินิจมองร่างเจ้าอ้วนกับเฉินเสวียไห่ไปมา เห็นสีหน้าทั้งสองคนหน้าซีดเผือดเล็กน้อย ความหวาดผวาในดวงตาไม่อาจปกปิดไว้ ก็ผุดรอยยิ้มที่มีเจตนาร้ายออกมาอย่างอดไม่ได้


“ดูท่าพวกเจ้าก็รู้ดีว่าหนีไม่พ้น ก็ใช่ เพราะพวกเจ้าสองคนเป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด จะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเราได้ที่ไหน!”


“ขอแค่พวกเจ้าปล่อยเราไป จะยกของในตัวทั้งหมดให้ก็ได้ และรับประกันว่าจะไม่พูดเรื่องที่นี่ออกไป” เฉินเสวียไห่กล่าวอย่างฝืนทำใจเย็น


“ฮ่าๆๆ!”


พวกนั้นแหงนหน้าหัวเราะลั่น สตรีในกลุ่มนั้นที่รูปร่างมีน้ำมีนวลเหลือบมองพวกเขาอย่างเหยียดหยาม บอกว่า “ฆ่าพวกเจ้าซะ ของในตัวก็จะเป็นของพวกข้า หนำซ้ำคนตายต่างหากถึงจะพูดไม่ได้”


“ใช่ ไม่ผิด ไม่ผิด” ชายที่เป็นหัวหน้ายื่นมือโอบหญิงผู้นั้นไว้ในอ้อมแขน พลางมองทั้งสองที่สีหน้าดูไม่ได้ แววตาดุร้ายฉายประกายหม่นวาบผ่าน เอ่ยว่า “แต่ว่าข้ามีทางรอดหนึ่งให้พวกเจ้า”


น้ำเสียงเขาชะงักไป เมื่อเห็นสองคนนั้นมองมาด้วยแววตามีความหวัง เขาก็ยิ้มชั่วร้าย “ขอแค่พวกเจ้าฆ่าอีกฝ่ายตายเสีย เช่นนั้นคนที่ยังมีชีวิตอยู่ข้าจะปล่อยไป หนำซ้ำจะไม่ไล่ตามฆ่าอีก พวกเจ้าคิดเช่นไร?”


เมื่อเฟิ่งจิ่วข้างๆ ได้ยินคำพูดนี้ก็เลิกคิ้วเบาๆ สายตากวาดมองแววตาชั่วร้ายนั้นแวบหนึ่ง แล้วมองไปทางเจ้าอ้วนกับเฉินเสวียไห่ อยากรู้เหมือนกันว่าในสถานการณ์เช่นนี้ทั้งสองจะเลือกอย่างไร


“เจ้าอย่าคิดทำพวกเราแตกแยกกัน! พวกเราไม่ทำตามที่เจ้าหวังหรอก!” เจ้าอ้วนตะโกนลั่นอย่างขุ่นเคือง กำหมัดแน่นพลางดึงกลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างขึ้นมา แม้รู้ดีว่าไม่อาจชนะก็จะสู้ยิบตา!


ทว่า เมื่อนึกว่าข้างๆ ด้านหลังยังมีเด็กหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันอีก ตอนนี้จึงหันข้างเล็กน้อย กดเสียงเอ่ยว่า “เสี่ยวจิ่ว เจ้ารีบหนีไปซะเถอะ!”


แต่คำพูดของบุรุษชั่วช้าผู้นั้นกลับทำให้จิตใจเฉินเสวียไห่หวั่นไหว อาจเพราะรู้ว่าต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นมือเขาจึงจับข้างเอว ในใจกำลังขัดแย้ง เขามองไปทางคนแซ่หลี่ สบกับแววตาที่เหมือนจะยุยงเข้าพอดี จึงกัดฟันตะโกนลั่น


“เจ้าอ้วน ขอโทษด้วย!”


ขณะเปล่งเสียงก็ดึงมีดสั้นข้างเอวออกมาแล้วหมุนไปหาเจ้าอ้วนที่กำลังพูดกับเฟิ่งจิ่ว จากนั้นแทงไปยังแผ่นหลังบริเวณหัวใจอย่างอุกฉกรรจ์


“อ๊ะ!”


พอเสียงอุทานหลุดออกจากปาก เจ้าอ้วนก็ถูกเฟิ่งจิ่วดึงตัวไป ร่างถลาไปด้านหน้าอย่างเสียศูนย์ถ่วง ก่อนจะล้มลง.บนพื้น


ภาพเช่นนี้ไม่เพียงเจ้าอ้วนจะตกใจ แม้แต่เฉินเสวียไห่ที่แทงมีดออกไปยังผงะ มองเฟิ่งจิ่วในชุดแดงตรงหน้าด้วยความตะลึง ขยับริมฝีปากเล็กน้อย กัดฟันตวัดมีดสั้นพุ่งไปด้านหน้าอีกครั้ง และแทงไปยังเจ้าอ้วนที่ล้มฟุบอยู่บนพื้น


เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็เลิกคิ้วขึ้น มุมปากยกขึ้นเบาๆ กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “ฆ่าเจ้าอ้วนไป พวกมันก็ไม่ปล่อยเจ้าหรอก”


เวลานี้เจ้าอ้วนถึงได้สติ เห็นพรรคพวกจับมีดสั้นแทงมาหา สีหน้าเขาทั้งผิดหวังและเศร้าใจ “อาไห่! เจ้าทำแบบนี้ได้อย่างไร!” แม้จะทรุดนั่งอยู่บนพื้น แต่เขาที่กรุ่นโกรธยังยกเท้าขึ้นถีบ เท้าที่แฝงด้วยพลังวิญญาณถีบอีกฝ่ายถอยออกไปหลายก้าวตรงๆ


เมื่อสังหารเจ้าอ้วนพลาดสองครั้งติดต่อกัน เฉินเสวียไห่ถลึงมองเฟิ่งจิ่วด้วยความอับอายจนโมโห ตะโกนลั่นราวกับเสียสติ โผไปหาเฟิ่งจิ่วที่กอดอกเหมือนไม่เกี่ยวอะไรด้วย


“เป็นเพราะเจ้าทั้งนั้น! ข้าจะฆ่าเจ้า!”


ตอนที่ 213: มือฉกาจคนหนึ่ง!


หลายคนด้านนั้นสีหน้าท่าทางเหมือนชมละครปาหี่ ส่วนเจ้าอ้วนเห็นแล้วกลับตกตะลึง รีบร้อนลุกยืนขึ้นมาตะคอกอย่างโกรธเกรี้ยว “อาไห่! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”


เฟิ่งจิ่วเป็นแค่มือใหม่ที่เพิ่งมาเข้าร่วม ไหนเลยจะเป็นคู่ต่อสู้ของอาไห่ที่เป็นถึงปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุดได้?


นึกถึงตรงนี้ เขากำลังจะออกหน้าห้ามปราม แต่ภาพต่อมากลับทำให้เขาตกใจจนแทบอ้าปากค้าง


เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว เหลือบมองเฉินเสวียไห่ที่อับอายจนน่าโมโหอย่างยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เมื่อเห็นเขาถือมีดสั้นแทงมาทางตนพร้อมด้วยกลิ่นอายพลังวิญญาณก็ไม่คิดหลบหลีก ยืนอยู่เช่นนั้น แต่เมื่อมีดสั้นแทงลงมาด้วยท่าทางดุร้าย กลับเห็นเธอยกมือขึ้นสะบัดเบาๆ อีกมือหนึ่งก็คว้าแขนฝ่ายตรงข้ามหักลง


“กร๊อบ!”


“อึก! อ๊าก…”


เสียงสูดหายใจดังขึ้นตามด้วยเสียงกรีดร้อง ตัดผ่านอากาศลอยมาเข้าหูทุกคน เสียงกระดูกหักดังกร๊อบนั้น รวมถึงใบหน้าเจ็บปวดทรมานและการเขย่งปลายเท้าหันหนีกะทันหันของเฉินเสวียไห่ ทำให้ทุกคนมองไปทางเด็กหนุ่มชุดแดงด้วยความตกใจและตะลึงงัน


เมื่อสบเข้ากับแววตาเย็นเยือกที่เฉยเมยแต่แฝงด้วยจิตสังหารรุนแรงของอีกฝ่าย ทุกคนต่างตื่นตกใจ ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นจากใต้ฝ่าเท้าตรงขึ้นมาถึงหัวใจ ทำให้พวกเขาหนาวสั่นอย่างไม่อาจควบคุม


“เจ้าจะฆ่าข้าทำไม?”


น้ำเสียงไม่แยแสมีความเย็นชาอยู่บางส่วน ดวงตาใสกระจ่างหรี่ลงพลางจับจ้องร่างบุรุษหนุ่มที่หน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด เอ่ยอย่างเย็นชาว่า “แม้ข้าเป็นเพียงมือใหม่ที่เพิ่งเผยตัว แต่ว่าจะฆ่าข้าก็ไม่ง่ายดายเช่นนั้น เจ้ารู้หรือไม่?”


มือใหม่รึ?


หลายคนอีกด้านมุมปากกระตุก ถอยหลังไปพลางจ้องหนุ่มน้อยชุดแดงอย่างระวังตัว แอบคิดว่ามือใหม่จะกำราบผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุดได้ด้วยมือข้างเดียวเชียวหรือ? อย่ามาหลอกกันเลย หากเขาเป็นมือใหม่จริงคงถูกปาดคอไปนานแล้ว


“เฮือก! อ๊าก…”


เฉินเสวียไห่เจ็บปวดทุรนทุราย อยากดิ้นให้หลุด กลับพบว่ามือถูกเด็กหนุ่มคว้าไว้ไม่อาจดิ้นหนีได้เลย ถึงขั้นเพียงขยับกระดูกก็เคลื่อน ทำเอาเหงื่อเย็นไหล่อาบ


ตอนนี้เขานึกถึงเรื่องที่พวกตนเมินเฉยมาตลอด


เด็กหนุ่มตามอยู่ด้านหลังได้อย่างไม่รีบไม่ร้อนเนิ่นนานเพียงนั้น จะเป็นมือใหม่ไปได้อย่างไร? ไม่แน่ พลังอาจอยู่เหนือกว่าไกลโข!


ใช่! ต้องเป็นแบบนั้นแน่! ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะมองวรยุทธ์เขาไม่ออกได้อย่างไร?


ช่วงเวลานี้ เขาสำนึกเสียใจนัก บางทีเขาอาจไม่ต้องทำเช่นนี้ เมื่อถึงจุดคับขันหนุ่มน้อยจะลงมือช่วยพวกเขาเอง ทว่าตอนนี้…


“เสี่ยวจิ่ว ข้าสำนึกผิดแล้ว ยกโทษให้ข้าด้วย! ข้าแค่เลอะเลือนไปชั่ววูบ เจ้าให้อภัยข้าเถอะ!”


เขาอดกลั้นความเจ็บเสียดกระดูกบนมือพลางรีบเว้าวอน พร้อมมองไปยังเจ้าอ้วนที่นิ่งอึ้งไม่ต่างกัน “เจ้าอ้วน! เจ้าอ้วน! ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ แค่สับสนไปชั่วขณะ เจ้าอ้วน เจ้าช่วยพูดให้ข้าทีสิ!”


เจ้าอ้วนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สงบความรู้สึกตะลึง ยามกำลังจะพูดก็ได้ยินเสียงเฟิ่งจิ่วลอยมาอย่างเย็นเยือก


“สำหรับพวกคนที่อยากฆ่าข้า ปกติข้าไม่ให้ความเมตตาหรอกนะ”


เมื่อสิ้นเสียง ทันใดนั้นทุกคนหายใจไม่ออก เห็นเพียงร่างสีแดงนั้นหักคอเฉินเสวียไห่เสียงดังกร๊อบด้วยท่ามือประหลาด ปลิดชีวิตของเขาไป…


เห็นเฉินเสวียไห่ล้มลงโดยไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้อง เจ้าอ้วนกลืนน้ำลายลงคอ สีหน้าตกใจหวาดกลัว


สวรรค์!


นะ นี่เขาเป็นเด็กใหม่อย่างที่ว่าจริงๆรึ? นี่มันมือฉกาจชัดๆเลยไม่ใช่หรือ!


ตอนที่ 214: ตกใจเกินเหตุ


เมื่อคนพวกนั้นเห็นภาพนี้กำลังจะสับเท้าวิ่งหนีโดยไว ก็ได้ยินน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยของเด็กหนุ่มชุดแดงลอยมาพร้อมกับกลิ่นอายอันตราย


“พวกเจ้าคิดหนีรึ?”


ฝีเท้าพวกเขาหยุดนิ่ง อารมณ์บนใบหน้าแข็งกระด้างเล็กน้อย อาจเพราะความเด็ดขาดดุดันของเด็กหนุ่มชุดแดงทำให้พวกเขาเสียขวัญ หรือตกใจกับพลังที่ลึกล้ำไม่อาจคาดเดานั่น ด้วยเหตุนี้จึงไม่คิดเป็นศัตรูกับเขา


ลางสังหรณ์บอกพวกเขาว่า หากเป็นศัตรูกับหนุ่มน้อยชุดแดงนี่เข้า จะต้องตายอย่างน่าอนาถเป็นแน่!


เจ้าอ้วนตะลึงงัน ตอบสนองไม่ค่อยทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้


นี่…ไม่ใช่ว่าพวกเขาควรจะรีบหาทางหนีหรอกหรือ? ทำไมกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามที่คิดหนีเล่า? ต้องรู้ไว้ว่า ฝ่ายนั้นนอกจากผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุด ยังมีระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณอีกคนหนึ่งเลยนะ!


ขณะตื่นตระหนกอยู่ในใจ สายตากลับจับจ้องเฟิ่งจิ่วตรงๆ อยากมองเขาให้ออก แต่พบว่ายังมองวรยุทธ์ที่แท้จริงของอีกฝ่ายไม่ออกอยู่ดี สิ่งที่พวกเขารู้ได้ก็แค่วรยุทธ์ที่แสดงออกมาอย่างเต็มใจให้เห็นเท่านั้น


เวลานี้เห็นกลิ่นอายชั่วร้ายอันตรายบนร่างเฟิ่งจิ่ว ถึงจะรับรู้เอาทีหลังว่าหนุ่มน้อยนี่ต่างหากที่น่ากลัวที่สุด!


“เจ้าต้องการอะไร?” เวลานี้ผู้ฝึกตนแซ่หลี่หมดสิ้นซึ่งความร้ายกาจ บนใบหน้ามีเพียงความระแวดระวัง


ได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาเฟิ่งจิ่วหรี่ลง ยิ้มอย่างมีเจตนาร้าย “แน่นอนว่าต้องปล้นน่ะสิ! รีบส่งของมีค่ามาซะ มิเช่นนั้น จะให้ฆ่าก่อนปล้นทีหลังข้าก็ไม่ถือ อันที่จริงคนตายไป สิ่งของก็ไม่มีเจ้าของอยู่แล้ว”


พวกเขาได้ยินก็มุมปากกระตุก คำพูดนี้แรกเริ่มพวกเขาเป็นคนกล่าว ตอนนี้กลับเปล่งออกมาจากปากของหนุ่มน้อย โชคจะไม่เข้าข้างกันเร็วเกินไปแล้ว


“ศิษย์พี่หลี่ พวกเราร่วมมือกันก็ยังไม่ชนะเลยรึ?” ผู้ฝึกตนคนหนึ่งกดเสียงถามอย่างไม่ยอมแพ้ สายตาจับจ้องเด็กหนุ่มใบหน้ายียวนตรงหน้า


“กำลังของอีกฝ่ายลึกล้ำเกินคาดเดา ลำพังแค่ความเร็วที่เขาบีบคอเฉินเสวียไห่ด้วยมือเดียว ข้ากับเจ้าก็เทียบไม่ได้แน่ หากสู้กันเกรงว่าถึงเวลานั้นคงไม่เหลือแม้แต่ชีวิต”


ชายแซ่หลี่ขมวดคิ้ว จ้องมองเฟิ่งจิ่ว เอ่ยเสียงทุ้มหนักว่า “น้องชายท่านนี้ ข้าจะยอมส่งทรัพย์สินเราที่ได้มาตลอดทางให้ แต่หวังว่าเจ้าจะรักษาคำพูด พอเก็บของไปแล้วจะไม่มายุ่งกับพวกเราอีก”


“งั้นต้องลองดูว่าของที่พวกเจ้าให้มาจะมีความจริงใจสักแค่ไหน”


ได้ยินเช่นนี้ ชายแซ่หลี่กัดฟันกรอด บอกกับหลายคนข้างกายว่า “หยิบของออกมาให้หมด!” ระหว่างพูดตัวเองก็หยิบขนสัตว์ร้ายที่ทั้งฆ่าทั้งล่ามาตลอดทางกับเขาสัตว์ที่ใช้การได้ออกมาวางบนพื้นเสียก่อน


คนอื่นด้านหลังเห็นแล้ว แม้จะไม่ยินยอมก็ไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงล้วงของออกมา…วางลงบนพื้นทีละชิ้น


หลังจากเจ้าอ้วนข้างๆ จ้องมองข้าวของบนพื้นสักพัก ก็ตะโกนว่า “คนแซ่หลี่ยังไม่หยิบผลึกอสูรออกมาเลย! สิ่งนั้นสิถึงจะล้ำค่า!”


ชายแซ่หลี่ได้ยินถึงตรงนี้ สีหน้าก็ทะมึน ถลึงมองเจ้าอ้วนด้วยนัยน์ตาดุร้าย สุดท้ายภายใต้แววตาที่เหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้มของเฟิ่งจิ่ว ก็หยิบผลึกอสูรสองก้อนออกมาวางไว้ด้วยกันบนพื้นอย่างเจ็บใจ


“ของทั้งหมดอยู่นี่แล้ว”


เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วถึงจะพยักหน้า “อืม พวกเจ้าไปได้!”


พวกเขามองกองข้าวของบนพื้นแวบหนึ่ง ก่อนจะฝืนเบนสายตาไปอย่างรวดเร็ว


จนกระทั่งพวกเขาจากไป เจ้าอ้วนมองสมบัติบนพื้นแล้วมองไปทางเฟิ่งจิ่วด้วยใบหน้าที่มีความซาบซึ้งใจเอ่อล้น “เสี่ยวจิ่ว เจ้า…” เพิ่งจะพูดไปก็ถูกขัดจังหวะ


“ฮู่! ข้าตกใจแทบตาย”


สองขาเฟิ่งจิ่วอ่อนยวบ ทรุดนั่งลงบนพื้นพร้อมตบๆหน้าอกทันใด ท่าทางตื่นตกใจเกินเหตุ


ตอนที่ 215: ผู้พิทักษ์เซี่ยงหวา


เห็นภาพเช่นนี้ เจ้าอ้วนมุมปากกระตุก ถามว่า “เด็กน้อย เจ้าคงไม่ได้แค่ทำให้คนตกใจกลัวหรอกกระมัง?”


ลึกๆในใจเขายังไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ วรยุทธ์ของหนุ่มน้อยนี่คงแกร่งกว่าชายแซ่หลี่ ถึงอย่างไรฝ่ายตรงข้ามก็เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับยอดปรมาจารย์ ต่อให้มองวรยุทธ์เด็กหนุ่มไม่ออก แต่คิดๆแล้วระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดน่าจะสูงกว่าเขานิดหน่อยนั่นแหละ!


ยิ่งไปกว่านั้น หากพลังเขาแกร่งมากจริงๆ ตอนนี้คงไม่ตกใจจนสองขาอ่อนระทวยทรุดนั่งบนพื้นเช่นนี้หรอก?


“ชู่!”


เฟิ่งจิ่วทำท่าทางให้เงียบเสียงลง มองไปบริเวณรอบๆแล้วถึงจะหยิบผลึกอสูรสองก้อนนั้นขึ้นมาดู “เป็นของดีโดยแท้ แต่ไม่ใช่ว่าในร่างสัตว์ร้ายทุกตัวจะมีหมดหรอกนะ” เธอเล่นๆผลึกทั้งสองก้อนในมือ จากนั้นค่อยเก็บเข้าในห้วงมิติ แล้วมองกองข้าวของบนพื้น โบกมือเก็บทั้งหมดเข้าห้วงมิติไป


เห็นเช่นนี้ เจ้าอ้วนก็มองมาอย่างแปลกใจอยู่บ้าง คิดว่าคนคนนี้เข้าใจยากนิดหน่อย


เจ้าว่ากำลังเขาอ่อนแอหรือ! แต่เขากลับฆ่าเฉินเสวียไห่ที่เป็นถึงระดับปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุดได้ในพริบตา เจ้าว่าเขาแข็งแกร่งหรือ! แต่ทำไมบนร่างถึงไม่เห็นความหยิ่งผยองและภูมิใจในตนเองเยี่ยงผู้แกร่งกล้า? กลับคุ้มดีคุ้มร้ายแปลกๆ


“ของบนตัวเขาให้เจ้าแล้วกัน” เฟิ่งจิ่วให้สัญญาณ มองไปทางศพเฉินเสวียไห่บนพื้น


“ขอบใจมาก” เจ้าอ้วนประสานมือขอบคุณ เก็บถุงที่ข้างเอวนั้นขึ้นมาพลางมองคนที่สิ้นลมไปด้วยความสับสนในใจ


นึกไม่ถึงว่าเป็นพี่น้องกัน สุดท้ายกลับจบลงเช่นนี้


“ไปเถอะ ไปเถอะ” เฟิ่งจิ่วพูดพลางตบๆบ่าเขา


เจ้าอ้วนขานรับ ท้ายที่สุดฝ่ามือรวบรวมเปลวไฟในร่างขึ้นมา เผาร่างเฉินเสวียไห่ให้กลายเป็นเถ้าถ่าน เลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์ร้ายฉีกทึ้ง


เฟิ่งจิ่วตรงหน้าหันกลับไปมองแวบหนึ่ง ยกมุมปากเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายบางๆ เจ้าอ้วนนี่ช่างเป็นคนที่มีความรู้สึกลึกซึ้งมีคุณธรรมสูงส่ง


ทั้งสองเดินหน้าไปตลอดทาง ภายใต้การนำทางของเฟิ่งจิ่ว เจ้าอ้วนสังเกตพบด้วยความแปลกใจว่าพวกเขาไม่พบค่ายกลเลย จึง.อดไม่ได้ยิ่งสงสัยในตัวตนของเฟิ่งจิ่ว


“เสี่ยวจิ่ว เจ้าเป็นลูกศิษย์นอกสำนักศึกษาหมอกดาราจริงหรือ?”


“ข้าดูไม่เหมือนรึ?” เธอมองเขาแวบหนึ่ง แล้วยิ้มถาม


เจ้าอ้วนส่ายหน้า “ไม่เหมือน พละกำลังเจ้าคงเหนือกว่าข้า หนำซ้ำยังไม่น่าต่ำกว่ายอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ!” น้ำเสียงชะงักลง กล่าวว่า “แม้ข้าไม่เคยไปสำนักศึกษาหมอกดารา แต่ก็รู้ว่ากำลังเช่นนี้ต้องเป็นศิษย์ชั้นยอดในสำนักศึกษาหมอกดาราเป็นแน่”


“แหะๆ!” เฟิ่งจิ่วฉีกยิ้ม กลับไม่เอ่ยปากอีก


เจ้าอ้วนเห็นเช่นนั้นก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง คิดว่าเขาไม่อยากพูดถึง จึงไม่ถามอะไรให้มากความ


จนกระทั่งเบื้องหน้าพลันมีกลิ่นอายทรงพลังโถมเข้ามา ทั้งสองถึงถอยหลังอย่างรวดเร็วแล้วหยุดฝีเท้าลง


“เฮือก! พลังวิญญาณพลุ่งพล่านแข็งแกร่งนัก!” เมื่อเห็นคลื่นพลังวิญญาณและพลังกระบี่ในอากาศ เจ้าอ้วนส่งเสียงอุทาน ครุ่นคิดพลางเอ่ย “ลูกศิษย์และผู้เล่าเรียนที่เข้ามาฝึกไม่น่าจะมีพลังเช่นนี้ได้ ข้าเดาว่าคงเป็นอันธพาลไม่ก็ผู้ฝึกวิชามาร”


เฟิ่งจิ่วมองกลิ่นอายนั้นในอากาศ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย บอกว่า “เจ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจะลองไปดูข้างหน้าหน่อย” พูดจบ เงาร่างสีแดงก็พุ่งไปด้านหน้า เร็วเสียจนเจ้าอ้วนยังไม่ทันได้ห้ามปราม


“ฮ่าๆๆ! คนของสำนักวิชากับสำนักศึกษาหมอกดารานั่นตาบอดกันหมดรึไง กลับส่งตัวผู้พิทักษ์ฝ่ายซ้ายเซี่ยงหวาผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรจากวังกำเนิดสวรรค์เข้ามาในฐานะแค่อันธพาลระดับปรมาจารย์พลังวิญญาณ”


ผู้ฝึกวิชามารเจ็ดแปดคนล้อมชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีหนวดรุงรังไว้ หัวเราะร่าน่าสะพรึง “แต่ก็ใช่ เซี่ยงหวาในตอนนี้วันนี้แทบไม่ต่างอะไรกับพวกไร้ประโยชน์ ไม่เช่นนั้นพวกเราไม่น่ามาเจอเจ้าที่นี่! ฮ่าๆๆ!”


เมื่อเฟิ่งจิ่วในมุมมืดได้ยินคำพูดของผู้ฝึกวิชามารพวกนั้น แววตาก็สั่นไหวน้อยๆ


วังกำเนิดสวรรค์? ผู้พิทักษ์ฝ่ายซ้าย?


ตอนที่ 216: เข็มเงินสามเล่ม


สายตาเฟิ่งจิ่วจับบนร่างชายวัยกลางคนนามเซี่ยงหวา เห็นเขาเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง หนวดเคราขึ้นรกราวกับคนเรร่อน พินิจมองสักพัก ก็พบว่าวรยุทธ์เขาอยู่แค่ระดับปรมาจารย์พลังวิญญาณจริงๆ


แต่จากคำพูดของผู้ฝึกวิชามารพวกนั้น คล้ายว่าเดิมทีพลังเขาจะไม่ใช่แค่นี้?


วังกำเนิดสวรรค์? นึกไม่ถึงจริงๆว่าจะพบคนของวังกำเนิดสวรรค์ในสถานที่เช่นนี้


ผู้ฝึกวิชามารเจ็ดแปดคน พลังสามคนในนั้นอยู่ในระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณช่วงที่สอง เธอสงสัยนัก ว่าเซี่ยงหวาผู้นั้นจะมีชีวิตรอดไปได้หรือไม่?


ในเวลานี้เอง ผู้ฝึกวิชามารคนที่เป็นหัวหน้าตะโกนลั่น คนอื่นๆพลันโจมตีไปทางเซี่ยงหวาที่อยู่ตรงกลาง ปลายกระบี่คมในมือระเบิดกลิ่นอายพลังวิญญาณหนาแน่นออกมา กระจายไปบริเวณรอบๆ พลังกระบี่ตวัดผ่านอากาศ ทิ้งรอยกระบี่แต่ละรอยไว้บนพื้น


เฟิ่งจิ่วพิงตัวมองอยู่หลังต้นไม้ พบว่าพละกำลังเซี่ยงหวาแข็งแกร่งยิ่งนัก แม้วรยุทธ์อยู่แค่ระดับปรมาจารย์พลังวิญญาณ แต่พอต่อกรกับผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นกลับไม่ลังเลเลยสักนิดเดียว


เขาลงมือได้ดุดันและแม่นยำ แทบจะปลิดชีพผู้ฝึกวิชามารระดับเดียวกันทุกคนได้ภายในสามกระบวนท่า จนกระทั่งสุดท้าย เมื่อถูกผู้ฝึกวิชามารระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณช่วงที่สองสามคนล้อมโจมตี จึงค่อยๆเป็นฝ่ายเสียเปรียบ


“อึก!”


แขนเขาถูกกระบี่คมตวัดฟันเป็นบาดแผล เลือดทะลักชุ่มแขนเสื้อ มือที่ไร้กระบี่ยาวไม่อาจต้านทานการโจมตีของผู้ฝึกวิชามารระดับยอดปรมาจารย์ได้ ทำได้เพียงถอยหลังไปทีละก้าวทีละก้าว จนกระทั่งเขาคว้ากระบี่ยาวจากบนพื้นออกไปรับหน้าถึงจะฝืนยันเอาไว้ได้


แต่ว่า อันที่จริงไม่ว่าพละกำลังเขาจะอยู่ระดับไหน แต่ฝ่ายตรงข้ามสู้สามต่อหนึ่ง ในการต่อสู้อันยาวนานก็ต้องแพ้พ่ายอย่างไม่ต้องสงสัย


เห็นเซี่ยงหวากวัดแกว่งกระบี่ซ้ายทีขวาที ดวงตาเฟิ่งจิ่วเป็นประกายเล็กน้อย กำลังครุ่นคิด เพราะไม่คุ้นเคยกับคนของวังกำเนิดสวรรค์ จึงไม่รู้ชัดว่าพวกเขาประพฤติตนเช่นไรกันแน่? จะเป็นวายร้ายที่บาปหนาเกินให้อภัยจริงๆหรือไม่?


ทว่าในหัวพลันนึกถึงคำพูดนั้นอาจารย์ เธอจึงลอบถอนใจเบาๆในใจอย่างช่วยไม่ได้ ขณะที่กระบี่ของผู้ฝึกวิชามารสามคนฟันไปทางเซี่ยงหวาตรงกลาง เฟิ่งจิ่วขยับนิ้วมือเบาๆ เข็มเงินสามเล่มที่แฝงด้วยพลังลึกลับพุ่งออกจากระหว่างนิ้ว


“อั่ก!”


คนทั้งสามส่งเสียงอู้อี้ ร่างกายพลันแข็งทื่อ กระบี่ที่ยกขึ้นจะฟันไม่อาจฟันลงได้เสียดื้อๆ พวกเขารู้สึกเพียงว่าความชาแล่นอยู่บนร่าง ทำให้ทั้งตัวใช้การไม่ได้ เวลาต่อมากระบี่ในมือก็ร่วงลงพื้นตามไป


ส่วนเซี่ยงหวาที่เห็นภาพเช่นนี้ก็หรี่ตาลง นัยน์ตาฉายแววดุดัน กระบี่ในมือพลันตวัดฟันคอทั้งสามคน เลือดสดสาดกระเซ็น ปลิดชีวิตในหนึ่งกระบี่!


หลังจากสังหารผู้ฝึกวิชามารพวกนั้น เซี่ยงหวามองไปทางร่างสีแดงที่พิงต้นไม้อยู่ และประสานมือคำนับ “ขอบคุณมาก!” เอ่ยจบก็หันจากไป


เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วจึงเลิกคิ้ว “เดี๋ยวก่อน”


เซี่ยงหวาขมวดคิ้ว มองเฟิ่งจิ่วด้วยสายตาที่มีแววดุร้าย เอ่ยถามอย่างไร้เสียง


“ท่านเป็นผู้พิทักษ์ฝ่ายซ้ายของวังกำเนิดสวรรค์?”


“ถูกต้อง!”


“ท่านเป็นคนพาลรึ?”


ได้ยินคำพูดนี้ เขาก็ยิ้มหยัน “คนพาล? คนฝ่ายธรรมะมีสักเท่าไหร่ที่ไม่เคยฆ่าคน? บางคนยังเหมือนคนพาลยิ่งกว่าพวกข้าอีก!”


เฟิ่งจิ่วพยักหน้าเห็นด้วย ถามอีกว่า “แล้วเข้ามาได้อย่างไร?” เธอสงสัยอยู่บ้าง


เซี่ยงหวากำหมัดแน่น “ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า!”


“ถึงยังไงข้าก็ช่วยท่านไว้นะ” สองมือเธอกอดอกพิงต้นไม้พลางเอ่ยอย่างเฉื่อยชา


เขาครุ่นคิดสักพักถึงตอบ “แค่ยาสร้างฐานพลังเม็ดหนึ่ง ข้าก็โดนหักหลังแล้ว”


“จิ๊ๆ มองไม่ออกเลยว่าท่านมีค่านัก!”


ยาสร้างฐานพลังเป็นถึงยาทิพย์มีค่าหายาก หากอยากจะบรรลุจากระดับยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุดไปถึงระดับสร้างรากฐาน จำต้องมียาสร้างฐานพลังนี้


ตอนที่ 217: คุณชายจิ่ว รีบหนีเร็ว!


เซี่ยงหวาสีหน้าเคร่ง มองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่งก็สาวก้าวเดินไป


รอบนี้เฟิ่งจิ่วไม่เรียกเขาไว้อีก แต่มองเขาเดินจากไป ไม่ทันไรก็หายไปในป่าไม้…


“เสี่ยวจิ่ว?”


เพราะรออยู่ด้านนั้นนานแล้ว ไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวอะไร เจ้าอ้วนจึงลองเข้ามาดู เมื่อเห็นศพพวกผู้ฝึกวิชามารบนพื้นก็ตกใจเล็กน้อย “เจ้าฆ่ารึ?”


“เปล่า คนที่ฆ่าพวกเขาไปแล้ว” เฟิ่งจิ่วยักไหล่ตอบ เห็นเสื้อคลุมผู้ฝึกวิชามารคนหนึ่งนูนๆอยู่ จึง.อดไม่ได้เข้าไปดูเสียหน่อย กลับเห็นว่าของที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อไม่ใช่อะไรอื่น เป็นไข่ใบหนึ่งที่ใหญ่กว่ากำปั้นเล็กน้อย


“นี่ไข่อะไร? มีลวดลายด้วย?” เธอดูๆแล้วก็หาที่มาที่ไปไม่พบ


เจ้าอ้วนรับไปดู บอกว่า “นี่เป็นไข่สัตว์ร้าย อันที่จริงทำไมถึงมีไข่สัตว์ร้ายได้?”


ในตอนนี้เอง เสียงซ่าๆดังมา สองคนมองไปรอบๆ เมื่อเห็นงูหลามยักษ์ที่ยาวประมาณหกเมตรปรากฏในสายตา บนใบหน้าเฟิ่งจิ่วก็เผยความตะลึงและเคร่งขรึม


“เฮือก! งูหลามยักษ์ระดับเจ็ดนี่! รีบหนีเร็ว!”


เอ่ยจบก็สับขาวิ่งหนี แต่วิ่งออกไปได้ยี่สิบกว่าเมตร กลับเห็นเจ้าอ้วนยังกอดไข่ยืนอยู่ตรงนั้น จึงตะโกนไปทันควัน “เจ้าอ้วน! หนีเร็วสิ!”


“วิ่ง วิ่ง วิ่งไม่ออกเลย!”


ได้ยินเสียงกลั้วน้ำตาลอยมา เฟิ่งจิ่วถึงจะสังเกตเห็นว่าร่างกายเขากำลังสั่นเทิ้ม สองขายิ่งสั่นงันงกจนเหมือนอะไรก็ไม่รู้ ยืนอยู่ตรงนั้นมองงูหลามยักษ์พุ่งเข้ามา


“เจ้าบ้า!”


เธอสบถเสียงเบา นึกว่าเจ้าหมอนี่จะใจกล้า! ใครจะรู้ว่าพอเห็นงูหลามยักษ์ระดับเจ็ดแล้วกลับตกใจจนตัวสั่นสะท้าน แม้แต่จะวิ่งยังวิ่งไม่ออก


“ฟ่อ! ฟ่อๆ!”


แต่ว่า นั่นเป็นงูหลามยักษ์ระดับเจ็ด ความเร็วและกำลังเทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง หากเป็นตัวเฟิ่งจิ่วเองยังพอไหว แต่ลากเจ้าอ้วนติดมาด้วย ความเร็วจึงลดลงมากเป็นธรรมดา


“ฮือ…มัน มันไล่ตามมาแล้ว…”


เจ้าอ้วนตะโกนอย่างตกใจจนเนื้อเต้น งูหลามตัวนั้นทุกครั้งที่ขดตัวแล้วพุ่งเข้ามา ปากที่อ้ากว้างจะกัดมาทางเขา อีกนิดก็เกือบโดนเสียทุกครั้ง ทำให้เขาตกใจร่างกายอ่อนระทวย เหงื่อเย็นไหลท่วม


หากไม่ใช่เพราะเฟิ่งจิ่วดึงคอเสื้อลากเขาวิ่งไป รอบนี้เดาว่าคงกลายเป็นของว่างให้งูหลามยักษ์ตัวนี้ไปแล้ว


“ตึง! ตึงๆ!”


“ฟ่อ! ฟ่อๆ!”


ร่างงูกระแทกลงบนพื้น ส่งเสียงตึงตังดังลั่น สะเทือนจนพื้นดินสั่นไหว แรงกดดันของสัตว์ร้ายระดับเจ็ดแผ่กระจายมา พวกสัตว์ร้ายละแวกใกล้ๆ ที่ระดับต่ำกว่าต่างพากันหนีหาย แม้แต่ลูกศิษย์สำนักวิชาและศิษย์สำนักศึกษาหมอกดาราที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านนี้ได้ยินแล้วยังเปลี่ยนสีหน้ายกใหญ่


“การเคลื่อนไหวเช่นนี้ หรือจะเป็นงูหลามจักรพรรดิสัตว์ร้ายระดับเจ็ดตัวนั้น?”


“สมควรตาย! ใครมันไปยุ่งกับงูหลามจักรพรรดิระดับเจ็ดกันแน่? นั่นเป็นสัตว์ร้ายระดับเจ็ดที่พลังเทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังเชียว! หาเรื่องตายชัดๆไม่ใช่หรือ?”


คนที่ได้ยินการเคลื่อนไหวพวกนั้นต่างพากันหลบเลี่ยง เพียงกลัวว่าจะพบงูหลามจักรพรรดิระดับเจ็ดตัวนั้นเข้า


ส่วนทางด้านนั้น สถานการณ์ของเฟิ่งจิ่วกับเจ้าอ้วนที่ถูกงูหลามจักรพรรดิไล่ล่าก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก…


“แควก!”


เสียงเสื้อผ้าถูกฉีกขาดลอยมา ผ้าตรงบั้นท้ายเจ้าอ้วนโดนฉีกออกไปผืนใหญ่ เผยให้เห็นส่วนขาวแวววาว ทำเอาเขาตกใจจนอกสั่นขวัญแขวน ตะโกนเสียงสั่นเครือทั้งน้ำลายไหลว่า “เสี่ยวจิ่ว พี่จิ่ว คุณชายจิ่ว รีบ รีบวิ่งเร็วเข้า!”


ขืนช้าอีกหน่อย ก้นเขาต้องแหกแน่…


ตอนที่ 218: ปะทะงูหลามยักษ์!


เฟิ่งจิ่วที่ลากเขาวิ่งมาก็เหนื่อยแทบไม่ไหวแล้ว วิ่งไปพลางตะโกน “เจ้าอ้วน รีบโยนไข่นั่นให้เจ้างูหลามไปสิ! เร็วหน่อย!” งูหลามตัวนั้นไล่ตามพวกเขาตลอด ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าปัญหาคือไข่ใบนั้นในมือเจ้าอ้วนแน่ๆ


“โอ้ๆ! ได้!” เจ้าอ้วนรีบขานรับ โยนไข่ในมือใบนั้นไปทางงูหลามยักษ์ที่ไล่ตามมาด้านหลัง “ให้เจ้า!”


ทว่าเวลาต่อมาก็ถึงกับตาค้าง


เฟิ่งจิ่วเพียงได้ยินเสียงกร๊อบ เมื่อหันกลับไปด้วยความตกตะลึง ก็เห็นไข่ใบนั้นตกลงพื้นแตกเป็นชิ้นๆ ไข่งูที่ไม่เป็นรูปเป็นร่างกลายเป็นไข่เจียวที่มีสีเหลืองปนขาว…


“เจ้าอ้วนบ้านี่!”


เห็นร่างงูหลามยักษ์แข็งทื่อไปชั่วขณะ ก้มส่วนหัวลงดมๆ แล้วพลันชูคอขึ้น ทันใดนั้นดวงตางูที่โหดเหี้ยมดุร้ายก็ย้อมด้วยสีเลือด เสียงฟ่อไล่ตามพวกเขามา ความเร็วนั้นไวกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่านัก


“อ๊าก! ข้าไม่ได้ตั้งใจ!”


เจ้าอ้วนสภาพไม่ดีแล้ว งูตัวนั้นอ้าปากกัด ต้องยืดตัวหลบเพื่อไม่ให้ถูกกัดกลืนลงท้อง


รู้ดีว่าเป็นแบบนี้ต่อไปก็ไม่ใช่ทางออก เฟิ่งจิ่วจึงกัดฟันกรอด ใช้แรงสะบัดเจ้าอ้วนออกไป “หนีเร็ว!”


เจ้าอ้วนรู้สึกแค่ว่าถูกแรงลมส่งออกมา ครู่เดียวไปไกลสิบกว่าเมตร ร่างตกลงพื้นก็ยังไม่หยุด แต่สับขาวิ่งไป ตะโกนโดยไม่แม้แต่จะหันกลับว่า “เสี่ยวจิ่ว รีบ รีบหนีเร็ว!”


สายตาเฟิ่งจิ่วจับบนต้นไม้ใหญ่ตรงหน้า พอขาดเจ้าอ้วนความเร็วก็เพิ่มขึ้นมาก ด้วยเหตุนี้เมื่อเรียกพลังพุ่งไปด้านหน้า สองขาจึงก้าวเหยียบกิ่งไม้แล้วพลิกตัวกลับไปทางงูหลามยักษ์ที่กำลังไล่ตามเจ้าอ้วน


ตัวร่วงจากที่สูงตกลงบนร่างลื่นๆของงูหลามยักษ์ ก่อนจะดึงมีดสั้นในรองเท้าออกมาแทงอย่างโหดเหี้ยม!


“ฟ่อ! ฟ่อๆ!”


ดวงตางูหลามยักษ์ที่ฉายประกายดุร้ายแดงก่ำ มันพยายามสะบัดตัว บิดร่างใหญ่หนาจะรัดตัวเฟิ่งจิ่วในฉับพลัน เฟิ่งจิ่วเห็นหางมันรัดมาทางตัวเอง กำลังจะกระโดดออกไป กลับก้าวเท้าลื่นเพราะงูเลื้อยขยับร่าง ร่างจึงถูกมันรัดไว้แน่น


“อ๊ะ!”


งูหลามยักษ์ยาวหกเมตร กำลังของร่างมันแข็งแกร่งน่าสะพรึง พอกระชับตัวรัดไว้แน่น ร่างกายเฟิ่งจิ่วก็แทบหมดเรี่ยวแรงจะเคลื่อนไหว กระดูกทั่วร่างโดนบีบรัด เหมือนจะออกแรงบดขยี้ ความรู้สึกขาดอากาศหายใจรวมถึงกลิ่นอายแห่งความตายยามหมดท่าสิ้นพลังเช่นนั้น ทำให้เธอรู้ชัดแจ้งอีกครั้งว่าตัวเองช่างอ่อนแอเหลือเกิน


“เสี่ยวจิ่ว!”


เจ้าอ้วนที่หนีไปวิ่งกลับมาอีกครั้ง สองมือรวบรวมเปลวไฟโจมตีไปทางงูหลามยักษ์ มันมองเขาราวกับเห็นศัตรูคู่แค้นก็ไม่ปาน ดวงตาสีแดงเลือดแผ่ความดุร้ายออกมา อ้าปากกว้างพุ่งเข้าไปหา


เฟิ่งจิ่วถูกรัดจนสติเลือนรางไปบ้าง รู้สึกเพียงเหงื่อเย็นไหลท่วม ทว่าเมื่อได้ยินเสียงเจ้าอ้วน เห็นเขากำลังหลบซ้ายหลีกขวาพยายามดึงความสนใจจากงูหลามยักษ์ เห็นเช่นนี้เธอก็ตั้งสติ แขนขาถูกรัดไม่อาจขยับ จึงอ้าปากกัดลงบนร่างงูทันที กัดเอาไว้แน่น รู้สึกแค่ว่ามีเลือดที่ทั้งอุ่นและคาวพุ่งเข้ามาในปาก เธอก็กลืนลงคอไป กัดไว้อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย


“ฟ่อ!”


งูหลามยักษ์ร้องขู่ด้วยความเจ็บปวด ร่างกระชับแน่นหมายจะรัดเธอให้ตาย แต่ความเจ็บบนร่างกับเลือดที่ทะลักยิ่งมากขึ้นทุกที จึงทำได้เพียงร้องฟ่ออย่างโกรธแค้น สะบัดหางสลัดตัวเฟิ่งจิ่วออกไปอย่างป่าเถื่อน


เฟิ่งจิ่วถูกโยนขึ้นไปบนฟ้า เมื่อกระโดดพลิกตัว ก็ยกมีดสั้นที่สะท้อนประกายเย็นเยียบแทงไปบริเวณจุดตายหลังหัวอย่างโหดเหี้ยมพร้อมกับแรงตอนที่ตก.ลงมา


ตอนที่ 219: สังหาร!


มีดสั้นแทงลงไป หัวงูจึงเชิดขึ้นร้องขู่ หลังจากร่างมันกระตุกสักพักก็นอน.ลงบนพื้นไม่ไหวติง ปล่อยให้เลือดนั้นเจิ่งนองอยู่บนพื้น


“ฮู่!”


เฟิ่งจิ่วพ่นลมหายใจเบาๆ ทรุดนั่งลงบนตัวงูด้วยความรู้สึกเหมือนพละกำลังทั่วร่างเหือดหายไป


งูหลามยักษ์ตัวนั้นเป็นสัตว์ร้ายระดับเจ็ด หนังทั้งแข็งแรงและเหนียวแน่น เพราะคิดจะฆ่าในหนึ่งกระบวนท่า หนึ่งมีดนี้จึงแทบใช้กลิ่นอายพลังเร้นลับทั้งหมดถึงจะแทงทะลุหนังงูถึงจุดตายตรงเจ็ดนิ้วหลังหัวได้


การต่อสู้ครั้งนี้ ทำให้เธอรับรู้อย่างชัดเจนถึงความน่ากลัวของพลังผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง สามารถฆ่างูหลามยักษ์ระดับเจ็ดตัวนี้ได้ พูดแล้วก็เป็นเพียงความโชคดี หากต่อกรกับผู้แข็งแกร่งระดับหลอมแก่นพลัง เช่นนั้น แม้กระทั่งจะมีชีวิตรอดก็ยังเป็นปัญหาเลย


“ตาย ตายแล้วรึ?”


เพราะเลือดงูหลามยักษ์กระเด็นโดน เจ้าอ้วนทรุดนั่งลงบนพื้น ตอนนี้เห็นมันตายไปจึงตบๆอกพูดด้วยความขลาดกลัวอย่าง.อดไม่ได้ “สวรรค์! แต่ไหนแต่ไรไม่เคยคิดว่าข้าจะกล้าหาญได้ถึงเพียงนี้ สัตว์ร้ายระดับเจ็ดเลยนะ! นึกไม่ถึงว่าจะวิ่งกลับมาซะแล้ว!”


และเวลานี้ เฟิ่งจิ่วที่พักเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่งก็ล้วงผลึกอสูรเม็ดหนึ่งออกมาจากในท้องงูหลามยักษ์ หยิบมันขึ้นดู เห็นเป็นผลึกอสูรธาตุลมจึงเก็บมาก่อน


สัตว์ร้ายที่ต่างกันจะมีความดุร้ายที่ไม่เหมือนกัน ผลึกก็จะให้ธาตุที่แตกต่างกันสำหรับการฝึกฝนของผู้ฝึกวิชาเซียน และใช้เสริมพลัง ด้วยเหตุนี้มันจึงล้ำค่าอย่างมาก


“เสี่ยวจิ่ว เจ้ารู้ไหมว่าสัตว์ร้ายระดับเจ็ดตัวนี้มีค่าประสบการณ์เท่าไหร่?” เจ้าอ้วนน้ำลายไหล มองงูหลามยักษ์ยาวหกเมตรบนพื้น


“เท่าไหร่?” เฟิ่งจิ่วถาม


“หนึ่งพัน! ทั้งหมดหนึ่งพันเลยนะ! นั่นเป็นสัตว์ร้ายระดับเจ็ดที่เทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง ว่ากันว่าด้านในนี้มีงูหลามยักษ์เช่นนี้ตัวเดียว อาจารย์ข้ากำชับไว้เป็นพิเศษ หากพบมันต้องรีบหนีโดยเร็ว นึกไม่ถึงว่าจะถูกเจ้าฆ่าแล้ว” พูดถึงตรงนี้ก็มองเฟิ่งจิ่วด้วยดวงตาฉายประกายนับถือ


เธอส่ายหน้า “ข้าแค่โชคดี เกือบโดนมันรัดตายแล้ว!”


“พวกเราเอางูหลามยักษ์ตัวนี้ออกไปกันเถอะ! เนื้อนี่เป็นเนื้อสัตว์ร้ายระดับเจ็ด บำรุงกำลังผู้ฝึกตนได้ดีมาก ซ้ำหนังงูหลามยังขายได้ราคาสูง ว่ากันว่าสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ฝึกวิชาได้ด้วยนะ”


“ได้”


เธอพยักหน้า เมื่อครู่งูหลามยักษ์ตัวนี้เคลื่อนไหวอึกทึกเสียงดังเพียงนั้น เดาว่าผู้ฝึกตนละแวกนี้น่าจะรู้เรื่องกันแล้ว ให้ดีที่สุดตอนนี้หลังจากเก็บงูหลามยักษ์แล้วต้องรีบออกไป มิเช่นนั้นจะดึงความสนใจจากคนพวกนั้นมา คนโลภอยู่ด้วยกัน ต้องเกิดการต่อสู้อันดุเดือดขึ้นอีกอย่างเลี่ยงไม่ได้เป็นแน่


ดังนั้น หลังจากเฟิ่งจิ่วเก็บงูหลามยักษ์เข้าห้วงมิติ ก้มมองชุดสีแดงเปื้อนเลือดบนร่าง ก็ขมวดคิ้วขึ้น


“ข้ารู้ว่าแถวนี้มีแหล่งน้ำอยู่ที่หนึ่ง ไปเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปอาบน้ำ!”


มือใหญ่เจ้าอ้วนถือโอกาสจับบนไหล่เฟิ่งจิ่วด้วยท่าทางสนิทสนม เมื่อสบเข้ากับสายตาเฟิ่งจิ่วที่ถลึงมองมือเขา ก็ดึงมือกลับมาทั้งใบหน้าเหยเกทันใด


“งั้น ข้าจะนำทางอยู่ด้านหน้านะ แหะๆ” เขาหัวเราะแห้งๆ เดินนำทางอยู่ด้านหน้า


ขณะเฟิ่งจิ่วเห็นกางเกงที่ถูกงูหลามยักษ์ฉีกขาดเสียจนเผยให้เห็นส่วนเนื้อขาวๆ ทันใดนั้นก็มุมปากกระตุก หลับตาไม่มอง แอบคิดในใจว่า ‘ช่างดูไม่งามเอาซะเลย’


ในห้วงความคิด จู่ๆเธอนึกถึงบั้นท้ายที่แน่นกระชับ.งอนงามยิ่งของเจ้าตำหนักยมราช รวมถึงเรือนร่างทรงเสน่ห์รูปร่างกำยำ แค่ลองคิดดู ใบหูก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา แอบสบถว่า ‘ทำไมนึกถึงเขาได้เล่า?’


เธอในตอนนี้ยังไม่รู้ ตั้งแต่เธอแอบหนีไปเจ้าตำหนักยมราชก็คล้ายจะเป็นไข้ใจ เหม่อลอยเป็นครั้งคราว บางครั้งแม้ฟังข้ารับใช้รายงานเรื่องราวก็ใจลอยพลางผุดยิ้มออกมาโดยไร้เหตุ ทำให้อิ่งอีกับฮุยหลางกังวลใจไม่สิ้นสุด…


ตอนที่ 220: ใบหน้าคืนสภาพ!


ในป่าฝึกวิชา เจ้าอ้วนพาเฟิ่งจิ่วมาถึงแหล่งน้ำ อันที่จริงเป็นเพียงลำธารเล็กๆ ที่อุดมสมบูรณ์อยู่ท่ามกลางพุ่มไม้ใหญ่


“เสี่ยวจิ่ว เป็นที่นี่แหละ พวกเราอาบน้ำตรงนี้ได้ตามสบายแล้วค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้าก็พอ” เจ้าอ้วนพูดจบ ก็เริ่มถอดเสื้อผ้าดูแลตัวเอง


เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วหลับตาไม่มอง บอกว่า “งั้นเจ้าอาบตรงนี้เถอะ! ข้าจะไปต้นน้ำ” กล่าวจบก็เดินไปทางต้นน้ำ


เจ้าอ้วนได้ยินแล้วอึ้งไปนิด “เจ้าจะไปต้นน้ำ? เช่นนั้นข้าก็ต้องอาบน้ำที่เจ้าอาบไม่ใช่หรือ?”


“ข้าไม่อาบหรอก แค่ล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้า” เฟิ่งจิ่วเอ่ยพลางหันหน้าไปกวาดมองเขา บอกว่า “ไม่ต้องตามมานะ”


“เอ่อ…ได้เลย!”


แม้จะสงสัยแต่ก็ไม่ตามไปอีก กลับไปอาบน้ำตรงริมธารด้วยความรวดเร็ว อย่างไรเสียสถานที่เช่นนี้ก็ไม่ปลอดภัยนัก


เฟิ่งจิ่วสัมผัสดูกลิ่นอายรอบๆ หลังจากเห็นว่าไม่มีใครอื่น ถึงจะถอดชุดแดงที่ชุ่มเลือดเปลี่ยนสวมชุดแห้งใหม่ จากนั้นมายังข้างลำธารเล็กวักน้ำขึ้นล้างหน้า ทำความสะอาดยาทาบนใบหน้า เผยให้เห็นรูปโฉมดั้งเดิม


อาศัยกระจกน้ำที่ใสเสียจนเห็นก้นบึ้ง เธอเห็นใบหน้างามล้ำที่สะท้อนอยู่ในน้ำ ผิวขาวเนียนเปล่งปลั่งมีประกายน่าหลงใหล รอยแผลเป็นพวกนั้นที่เดิมทีอยู่บนใบหน้าหายไปอย่างไร้ร่องรอยทั้งหมด สิ่งที่ปรากฏคือใบหน้างดงามที่สมบูรณ์แบบเสียจนทำให้คนแทบขาดใจ


คนในกระจกน้ำยกยิ้มขึ้นบางๆ รอยยิ้มมีความชั่วร้ายสามส่วนกับความซุกซนอีกเจ็ดส่วน เมื่อเสริมด้วยแววตาสงบนิ่งคู่นั้น ทำให้ตัวเธอดูแล้วมีกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่แตกต่างจากทุกคน


ตอนแรกแม้ซูรั่วอวิ๋นจะใช้ใบหน้าเฟิ่งชิงเกอ ทว่าสุดท้ายนางก็ไม่ใช่เฟิ่งชิงเกอ ต่อให้ใบหน้าเหมือนกัน ลักษณะท่าทางกับนิสัยก็ไม่เหมือน


ทว่าเฟิ่งจิ่วแตกต่างออกไป ใบหน้านี้เธอมองแล้วไม่รู้สึกถึงความไม่เข้ากันเลยสักนิด เพราะชาติภพก่อน นี่เป็นใบหน้าแต่เดิม เป็นรูปลักษณ์ที่คุ้นเคยเสียจนไม่อาจคุ้นเคยได้อีก


เธอเปลี่ยนมาสวมชุดสีแดงตัวที่แห้ง ล้างหน้า ร่างกายรู้สึกมีชีวิตชีวาเหมือนใหม่ แม้แต่อารมณ์ยังเบิกบานตามไปด้วย


เฟิ่งจิ่วหยิบกระเป๋าเก็บน้ำออกจากห้วงมิติมาเติมน้ำเสียหน่อย ได้ยินเสียงเจ้าอ้วนลอยมาจากด้านหลัง


“เสี่ยวจิ่ว เจ้าเรียบร้อยหรือยัง?”


“เรียบร้อยแล้ว”


เธอขานรับ เก็บกระเป๋าน้ำเข้าห้วงมิติ ลุกยืนขึ้นแล้วหมุนตัวไปมองเจ้าอ้วน “ไปกันเถอะ!”


หลังจากเจ้าอ้วนเห็นเฟิ่งจิ่วตอนนี้ กลับเบิกตากว้างอย่างอดไม่ได้ สีหน้าตกตะลึง “เจ้า เจ้าคือเสี่ยวจิ่วรึ?” ทำไมพอเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตา ก็เหมือนเปลี่ยนเป็นอีกคนเลยเล่า?


“ตกตะลึงในความงามของข้าใช่หรือไม่? ฮ่าๆๆ!” เฟิ่งจิ่วหัวเราะร่า มองเขาพลางกล่าวหยอกล้อ “ข้าหล่อเหลางดงามเพียงนี้ เจ้าไม่ต้องอิจฉาหรอก อิจฉาไปก็ไม่ได้อะไร”


ได้ยินคำพูดนี้ เจ้าอ้วนกลับถอนหายใจเบาๆ พลางตบหน้าอก “ข้าตกใจแทบตาย นึกว่าเจ้าเป็นผู้หญิงเสียอีกน่ะ!”


เฟิ่งจิ่วยิ้มร่า ลูบหน้าอย่างหลงตัวเองเล็กน้อย เอ่ยว่า “อืม หลายคนที่เห็นใบหน้าข้าต่างก็พูดกันเช่นนี้”


ว่าจบเธอก็มองเจ้าอ้วน ครุ่นคิดสักพักหนึ่งก่อนถามว่า “ค่าประสบการณ์ข้าครบแล้ว บีบป้ายหยกให้แตกก็ออกไปได้ แล้วเจ้าล่ะ? คิดจะทำยังไง?”


“เจ้า เจ้าจะออกไปจากที่นี่แล้วหรือ?”


“อืม ข้ายังมีธุระอีก อยู่ที่นี่นานนักไม่ได้” เธอพยักหน้าบอก


ได้ฟังเช่นนี้ เจ้าอ้วนคิดสักพัก บอกด้วยสีหน้าจริงจังว่า “งั้นเจ้าออกไปก่อนเถอะ! ค่าประสบการณ์ข้ายังไม่ครบ แม้ด้านในนี้อันตราย แต่ข้าจะหลบไปตลอดไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นอุปสรรคบนหนทางการบำเพ็ญเซียนของข้าแน่นอน ข้าต้องเอาชนะมันที่นี่ รอเก็บค่าประสบการณ์ครบค่อยออกไป”



จบตอน

Comments