feng ep21-40

ตอนที่ 21: ขวัญหนีดีฝ่อ!


จนกระทั่งเขาเห็นภาพต่อมา ในที่สุดก็รู้ว่าความไม่สงบในใจนั้นมาจากที่ใด…


เขาเห็นเพียงขอทานน้อยผู้นั้นแยกเท้าข้างหนึ่งออกแล้วงอเข่าลงเล็กน้อย พลังทั้งร่างเหมือนกระจายออกไป สองมือที่เคยแนบอยู่ข้างลำตัวอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรงค่อยๆยกขึ้น ขณะที่หลานชายเขาออกหมัดโจมตี ฝ่ายนั้นก็ดึงขากลับพร้อมหันตัวไปทางซ้ายเพื่อรับหมัดไว้ มืออ่อนนุ่มที่ดูไร้เรี่ยวแรงจับง่ามระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ไว้อย่างแม่นยำ


พละกำลังถูกส่งออกไป เฟิ่งจิ่วใช้แรงจากการเก็บเท้าหักล้างพลังของหมัดนั้น แล้วหันตัวหักแขนของเขา ได้ยินเสียงดังกร๊อบ เสียงกรีดร้องดังขึ้นมา


“อ๊าก!”


ชายหนุ่มร้องลั่น ความเจ็บรุนแรงที่แขนทำให้สีหน้าเขาสีซีดเผือด แต่นี่ยังไม่เท่าไหร่ แขนที่ถูกหักเขาไม่มีทางดึงกลับได้ และไม่สามารถถอยออกไปได้ด้วย หลังจากแขนข้างนี้ถูกบิดหัก แขนอีกข้างที่เหวี่ยงออกไปก็กลับถูกดึงไว้ หลบไปได้ยากเช่นกัน


“กร๊อบ!”


“อ๊าก…”


“ท่านพี่!”


“คุณชาย!”


เหล่าองครักษ์และเด็กสาวต่างส่งเสียงร้องตกใจด้วยใบหน้าถอดสี เพราะความหวาดกลัวเสียงจึงสั่นอยู่เล็กน้อย สิ่งที่ทำให้พวกเขายิ่งหวาดผวากว่าเดิมคือหลังจากสองแขนถูกบิด ครั้งนี้สองมือที่ดูเหมือนไม่มีพลังทำลายอะไรกลับคว้าลำคอเขาไว้


“ไม่ อย่านะ…” เวลานี้ ในที่สุดชายหนุ่มก็เผยสีหน้าตื่นตระหนก กลิ่นอายแห่งความตายห้อมล้อมเขาไว้ ทำให้ทั้งร่างเขาสั่นเทิ้มขึ้นมาอย่างไม่อาจหยุดได้


“อย่า อย่าฆ่า เขา!”


สีหน้าชายวัยกลางคนเปลี่ยนไปอย่างมาก เขาเอ่ยปากห้ามปราม ทว่ายังพูดไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงกร๊อบ คอหลานชายหักพับลง โอกาสรอดชีวิตพลันถูกลิดรอน จนกระทั่งตาย ดวงตาเขาก็ยังคงเบิกกว้างอยู่อย่างไม่ยอมแพ้และน่าหวาดกลัว…


“ท่านพี่! ท่านพี่…”


เด็กสาวร่ำไห้เสียงแหลมอย่างโศกเศร้า นางอยากจะพุ่งตัวไป แต่ถูกชายวัยกลางคนฉุดรั้งไว้ไม่ให้ออกไป


“คุณ คุณชาย…”


เหล่าองครักษ์ต่างก็ตกใจกับภาพตรงหน้า พวกเขาไม่กล้าเชื่อว่าคุณชายผู้เป็นถึงบุตรชายคนแรกของตระกูลจะถูกขอทานคนหนึ่งฆ่าตายอย่างไม่คาดคิด หากหัวหน้าตระกูลรู้เข้าจะต้องโกรธกริ้วมากขนาดไหน?


“ฆ่ามันซะ แก้แค้นให้คุณชาย!”


คนหลายสิบคนพุ่งไปด้านหน้าอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ กระบี่ในมือตวัดฟาดฟัน พลังกระบี่รุนแรงตามไฟโกรธที่ลุกโหม ราวกับมีเพียงเลือดสดๆของเฟิ่งจิ่วที่สามารถคลายความเศร้าโศกและความขุ่นเคืองในใจพวกเขาได้


สาวน้อยทรุดลงนั่งบนพื้นอย่างอ่อนแรง มองพี่ชายที่สิ้นใจล้มอยู่บนพื้นด้วยสายตาตะลึงงัน ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่เมื่อครู่ กลับตายไปแล้วในตอนนี้…


“ท่านอารอง นี่มันไม่จริงใช่หรือไม่? ท่านพี่เก่งกาจขนาดนั้น จะถูกขอทานคนหนึ่งฆ่าตายได้อย่างไร? ท่านอารอง ท่านบอกข้าทีว่าไม่จริง นี่ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหมเจ้าคะ?”


นางดึงแขนชายวัยกลางคนพลางคร่ำครวญถาม นางไม่อยากเชื่อว่าภาพอันโหดร้ายตรงหน้าเป็นเรื่องจริง


พี่ชายนางคือบุตรชายคนโปรดของตระกูล และเป็นคนที่โดดเด่นที่สุด จะถูกขอทานคนหนึ่งสังหารได้อย่างไร?


ทว่าเวลานี้ ชายวัยกลางคนกลับไม่มีเวลามาเสียใจและโกรธแค้น เพราะเขาเห็นว่าองครักษ์สิบกว่านายที่ล้อมโจมตีขอทานคนนั้นล้มลงไปทีละคน คนฝ่ายพวกเขากำลังลดลง พอมองย้อนกลับไปที่ร่างขอทานคนนั้นกลับไม่มีแม้แต่บาดแผล


“ลุกขึ้นมา! พวกเราต้องรีบไปแล้ว!” เขาพูดอย่างตัดสินใจเด็ดขาด ก่อนจะใช้แขนข้างที่ไม่บาดเจ็บบังคับดึงหลานสาวที่นั่งพับบนพื้นขึ้นมา


“ข้าจะต้องแก้แค้นให้ท่านพี่! ข้าจะฆ่ามัน! ข้าจะฆ่ามัน!” เด็กสาวตะโกนร่ำไห้ พยายามจะดิ้นให้หลุดจากมือของเขาแล้วกระโจนตัวออกไป


“มีสติหน่อย! เจ้าฆ่าเขาไม่ได้หรอก!”


ชายวัยกลางคนตะคอกเสียงดัง “รีบไป! หากไม่ไปก็ไม่ทันกาลแน่แล้ว!” เขาฝืนลากนางไป พอสบกับดวงตาที่เหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้มนั้นคู่นั้นเข้าโดยไม่ตั้งใจ เขารู้สึกเพียง.อกสั่นขวัญแขวนเท่านั้น


ตอนที่ 22: ภารกิจตามล่า!


จิตสังหารในดวงตาคนผู้นั้นน่ากลัวเกินไปแล้ว…


เพียงมองใจเขาก็ถึงกับสิ้นเรี่ยวแรง ขนาดสองขายังอ่อนเปลี้ยไปบ้าง สายตาและรังสีฆ่าฟันเช่นนั้น แม้แต่บนร่างของพี่ใหญ่เขาก็ยังไม่เคยเห็น…น่าหวาดผวาเกินไปแล้ว!


ใครเล่าจะเชื่อ ระดับปรมาจารย์นักรบเช่นเขากลัวเด็กเหลือขอที่ไร้พลังเร้นลับคนหนึ่งจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน?


แต่กลายเป็นว่าเขาก็หนีมาแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงชัดเจนดี หากไม่หนีพวกตนคงไม่ได้มีชีวิตอยู่ต่อไปแน่!


เมื่อเห็นชายวัยกลางคนฝืนลากเด็กสาวหนีไป เฟิ่งจิ่วแปลกใจเล็กน้อย ไหนบอกว่าเธอไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาไง? ทำไมหนีไปเสียแล้วเล่า? เธอยังคิดอยู่เลยว่าหลังจากจัดการองครักษ์พวกนี้แล้วจะไปสู้กับเขาน่ะ!


กริชในมือตวัดฟันลำคอองครักษ์คนสุดท้าย เห็นเพียงเลือดสาดกระเซ็น แล้วคนผู้นั้นก็ล้มตามไป


ยามมองสิบกว่าศพบนพื้น สีหน้าท่าทางของเธอเฉยเมยไม่เห็นแม้ความเวทนา


แต่ไหนแต่ไรเธอสืบทอดคำสอนบรรพบุรุษที่ว่า ใครไม่ทำร้ายเธอเธอก็ไม่ทำตอบ แต่สำหรับคนที่อยากเอาชีวิตกัน เธอก็จะไม่ใจอ่อนออมมือให้


เธอดึงถุงฟ้าดินจากเอวชายหนุ่มที่ตนหักคอมา แต่กลับพบว่าตัวเองเปิดไม่ได้ พอคิดอย่างละเอียดจึงนึกออก ของวิเศษชิ้นนี้ต้องมีพลังเร้นลับถึงจะสามารถเปิดได้ ทว่าตอนนี้บนร่างเธอไม่มีพลังเร้นลับเลยสักนิด เปิดถุงใบนี้ไม่ออกก็เป็นเรื่องธรรมดา


ทว่าเธอเจอกระบอกจุดไฟหลายอันบนร่างเหล่าองครักษ์ จึงนำกระบอกจุดไฟกับถุงฟ้าดินใส่ไว้ใน.อกเสื้อ จากนั้นค่อยนึกถึงคนที่เธอลืมไปโดยไม่ระวัง


“ท่านอาล่ะ? คงไม่ได้จากไปอีกแล้วหรอกนะ?” เธอมองไปรอบๆ ก่อนจะตะโกน “ท่านอา? ท่านอา?” เธอเดินไปด้านหน้า ก็เห็นเพียงร่างสัตว์ร้ายเกลื่อนพื้น


“เนื้อ…” ดวงตาเธอเป็นประกายน้อยๆ เมื่อเห็นร่างของเหล่าสัตว์ร้าย สิ่งที่เธอนึกถึงกลับเป็นเนื้อย่างที่ย่างเสียจนส่งกลิ่นหอมกรุ่น


เฟิ่งจิ่วลูบท้องกลืนน้ำลาย ดึงกริชออกมาตัดเนื้อขาหลังชิ้นหนึ่งมา ถึงค่อยถือขาหลังสัตว์ร้ายชิ้นนั้นเดินไปด้านหน้าเพื่อหาสถานที่ย่างเนื้อกินสักมื้อ


ประมาณหนึ่งชั่วยามให้หลัง ชายวัยกลางคนกับเด็กน้อยที่เดิมจากไปแล้วก็กลับมาอีกครั้ง


“ท่านพี่!”


สาวน้อยกระโจนเข้าไปกอดศพของพี่ชายไว้พลางร่ำไห้ไม่หยุด “กลับไปข้าจะบอกกับท่านพ่ออย่างไรว่าท่านตายแล้ว? ท่านพี่ ทำไมท่านถึงมาตายเช่นนี้ได้… ฮือๆ…”


ครั้นเห็นองครักษ์สิบแปดนายของตระกูลที่คัดสรรมาอย่างดีล้มหายตายจากไม่มีเหลือรอด แม้แต่หลานชายตัวเองก็จบชีวิตที่นี่ ดวงตาชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความเศร้าสลด มือหนึ่งกำหมัดแน่น แต่อีกข้าง แขนที่ได้รับบาดเจ็บกลับลู่ลงราวกับไร้ความรู้สึกและหมดเรี่ยวหมดแรง


“อิ้งโหรว แบกศพพี่ชายเจ้ากลับไปทำพิธีฝังดีๆซะ แค้นในวันนี้ พวกเราต้องชำระแน่!”


สาวน้อยเช็ดน้ำตาพลางพูดว่า “ท่านอารอง ขอทานนั่นอยู่ในป่าเก้าหมอบ หากพวกเราไปแล้วจะแก้แค้นอย่างไร? เมื่อออกจากป่าเก้าหมอบ เราจะไปตามแก้แค้นเขาได้ที่ใดก็ยังไม่รู้เลย”


“ไม่ พวกเราไม่ต้องลงมือ กลับไปอาจะป่าวประกาศภารกิจตามล่าไว้ที่สมาคมทหารรับจ้าง จะมีคนไปเอาหัวมันมาแทนพวกเราเอง!”


เขาพูดด้วยน้ำเสียงขึงขัง สายตาหลุบลงมองแขนตัวเองที่ลู่ลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ในใจมีจิตสังหารที่ยากจะเลือนหาย นึกไม่ถึงว่าเขาจะไม่ใช่คู่มือของขอทานนั่น!


หลังได้ฟังคำพูดนั้น สาวน้อยก็เช็ดน้ำตาแล้วแบกร่างของพี่ชายขึ้นมา ตอนนี้ถึงจะพบว่าถุงฟ้าดินที่ข้างเอวของพี่ชายหายไป นางจึงพูดว่า “ท่านอารอง เขาเอาถุงฟ้าดินของท่านพี่ไปแล้ว”


“เช่นนี้ก็ยิ่งดี! พวกเรามีวิธีตามหามันแล้ว!”


เขามองลึกไปด้านในป่าด้วยสายตาหนักอึ้ง แม้การเดินทางครั้งนี้จะมาเพื่อสัตว์เทวะ แต่ชัดเจนมากว่าตอนนี้พวกเขาไม่เหมาะที่จะเข้าไปอีกแล้ว


ส่วนเจ้าเด็กเหลือขอนั่น เขาสาบานว่ามันจะต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็น!


ตอนที่ 23: ดึงพลังเข้าสู่ร่าง!


ส่วนอีกด้าน เฟิ่งจิ่วที่หาที่ย่างเนื้อสัตว์ร้ายกินกลับไม่เดินไปด้านในอีก


เธอนั่งไตร่ตรองอยู่เงียบๆใต้ต้นไม้ แม้พิษในร่างจะถอนไปแล้ว ถือว่ารักษาชีวิตนี้ไว้ได้ แต่หากจากป่าเก้าหมอบกลับไปบ้านตระกูลเฟิ่งทั้งแบบนี้ เดาว่าคงยากนักที่จะทำให้คนตระกูลเฟิ่งเชื่อว่าเธอคือเฟิ่งชิงเกอ


ถึงแม้เธอจะเป็นเฟิ่งชิงเกอ ทว่านอกจากเธอกับซูรั่วอวิ๋น ใครเล่าจะเชื่อว่าเธอคือเฟิ่งชิงเกอจริงๆ? ถึงอย่างไร เมื่อเทียบกับคนที่ใบหน้าเสียโฉมคนหนึ่ง เฟิ่งชิงเกอแห่งตระกูลเฟิ่งที่มีรูปโฉมงดงามเพริศพริ้งต่างหากถึงจะเป็นตัวจริงในสายตาของผู้คน


เธอพอคาดการณ์ได้ว่า หากอาจหาญเดินไปหน้าประตูตระกูลเฟิ่งเพื่อบอกว่าตนคือเฟิ่งชิงเกอ ส่วนซูรั่วอวิ๋นนั้นคือตัวปลอม เดาว่าแม้แต่ประตูบ้านตระกูลเฟิ่งเธอคงไม่ได้เข้า และก็ต้องถูกรุมตีตายอยู่นอกประตู


และอีกอย่าง ซูรั่วอวิ๋นผู้นั้นก็รับมือไม่ง่าย! ถ้าไม่มีกลยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบ เธอคงไม่อาจกลับไปบ้านตระกูลเฟิ่งได้


‘เฮ้อ! เรื่องวุ่นวายของเจ้าของร่างก่อนนี่ช่างเป็นปัญหาจริงๆ’ สองมือเธอประสานไว้หลังหัว ร่างเอนหลังพิงต้นไม้พลางมองท้องฟ้าด้านบน


‘ใช่แล้ว เราต้องอาศัยโอกาสนี้ถึงจะดึงพลังเข้าร่างได้อีกครั้ง!’ ดวงตาเธอเป็นประกาย จากนั้นนั่งหลังตรงแล้วกระซิบว่า “แม้เราจะไม่รู้ว่าต้องใช้เคล็ดวิชาอะไรในการดึงพลังเข้าร่าง แต่ความทรงจำในหัวก็ยังมีอยู่!”


เมื่อคิดถึงตรงนี้ ทั้งร่างเธอก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันใด โลกนี้มีการฝึกบำเพ็ญเซียน แน่นอนว่าผู้ฝึกฝนพลังเร้นลับนั้นมีค่อนข้างเยอะ เพราะในร้อยคนจะมีอย่างมากหนึ่งถึงสองคนที่ฝึกฝนพลังเร้นลับได้ ส่วนพลังวิญญาณ พูดได้ว่ามีเพียงหนึ่งถึงสองคนในหมื่นคนเท่านั้น


ความแตกต่างระหว่างพลังเร้นลับกับพลังวิญญาณก็คือ พลังเร้นลับเป็นการฝึกฝนร่างกาย ส่วนพลังวิญญาณเป็นการฝึกกายเซียน


เซียนสามารถขี่เมฆเคลื่อนหมอกเหาะเหินเดินอากาศ เรียกลมเรียกฝนทำได้ทุกอย่าง จะย้ายภูเขาหรือพลิกมหาสมุทรก็ทำได้ในเวลาอันสั้น


แต่เพราะมีผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณค่อนข้างน้อย และในแคว้นเล็กๆระดับเก้าอย่างแคว้นแสงสุริยันนี้ก็ไม่มีแผ่นหินวิญญาณสำหรับทดสอบพลังวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะเป็นบุตรของตระกูลใหญ่หรือเชื้อพระวงศ์ ปกติเมื่อผ่านการทดสอบพลังเร้นลับก็ล้วนได้เริ่มฝึกฝนเพียงพลังเร้นลับ


นอกเสียจากมีพรสวรรค์ดีเลิศ ในอนาคตถึงจะมีโอกาสได้เดินทางออกจากแคว้นแสงสุริยันไปทดสอบพลังวิญญาณยังแคว้นเล็กระดับเจ็ดขึ้นไป ตามความทรงจำในหัวเธอ ว่ากันว่าทั่วแคว้นแสงสุริยันคนที่ฝึกฝนพลังวิญญาณได้มีแค่สามคน


แต่มีคนกล่าวว่า ผู้ฝึกเซียนพลังวิญญาณทั้งสามต่างจากแคว้นแสงสุริยันไปหลายปีแล้ว แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ฐานะวงศ์ตระกูลของพวกเขาในแคว้นนี้กลับไม่มีสั่นคลอน


เธอทำตามใจตัวเอง หากพูดว่าจะทำก็ทำเลย


ทันใดนั้น เธอนั่งขัดสมาธิ หลับตาลงแล้วลองดึงพลังเข้าร่างตามคาถาฝึกฝนวิชาในหัว…


ทว่าจินตนาการไว้งดงาม ความจริงกลับโหดร้าย


หลังจากเธอละทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน ปล่อยใจให้ว่าง พลางท่องคาถาในใจเพื่อลองดึงพลังเข้าร่าง กลับหลับตาอยู่โดยไม่คิดอะไร พอนั่งไปนานๆจึงไม่ระวังเผลอหลับไปจนได้…


“บรู้ว!”


เสียงเห่าหอนของสัตว์ร้ายที่ดังมาจากในป่าลึกทำให้เธอตื่นขึ้น


“หือ?”


เธอลืมตาอย่างง่วงงุน แล้วหาวหวอด ทั้งร่างแสดงอาการเกียจคร้านออกมาเล็กน้อย พอนึกว่าตัวเองหลับไปในขณะที่นั่งสมาธิดูดซับพลังอย่างไม่น่าเชื่อ เธอจึงส่ายหน้าหัวเราะเบาๆอย่าง.อดไม่ได้ “หลับตาและไม่คิดอะไรโดยไม่ให้เคลิ้มหลับนี่ก็ยากนะ!”


เธอลูบๆ ท้ายทอยแล้วลุกยืนขึ้นมาขยับแขนขา เพราะเพิ่งหลับไปหนึ่งตื่นจึงดูสดชื่นอยู่ไม่น้อย จากนั้นเธอค่อยนั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้อีกครั้ง พอมีตัวอย่างก่อนหน้า รอบนี้จึงทำจิตใจให้ตื่นตัวและมั่นคง ก่อนจะท่องคาถาเหนี่ยวพลังในใจ


เมื่อเวลาผ่านไปอย่างเงียบเชียบ อีกสองชั่วยามให้หลัง รอบกายเธอก็มีกลิ่นอายพลังเร้นลับจางๆ ลอยอยู่เลือนราง…


ตอนที่ 24: ใบหน้าในผืนน้ำ


เฟิ่งจิ่วลืมตาช้าๆ มุมปาก.ยกขึ้นน้อยๆ จนผุดเป็นรอยยิ้มขึ้นมา


นับว่าการดึงพลังเข้าร่างสำเร็จด้วยดี เร็วกว่าที่เธอจินตนาการไว้ เมื่อนึกถึงถุงฟ้าดินใบนั้น เธอล้วงมันออกมาจาก.อกเสื้อในทันที หลังจากส่งพลังเร้นลับเข้าไปก็เปิดมันออก


“จิ๊ๆ มีของไม่น้อยเลยนะ!”


ที่ว่างด้านในไม่ได้เยอะมากนัก แต่ของที่ใส่ไว้กลับมีไม่น้อย พอประมาณด้วยสายตาเสร็จ เธอก็นำสมุนไพรกับทองคำก้อนในห่อสัมภาระใส่ลงไป แล้วค่อยผูกถุงใบนั้นไว้ที่เอวอย่างแน่นหนา


เมื่อเห็นเนื้อย่างที่ยังเหลืออยู่ เธอนำเนื้อย่างชิ้นนั้นใส่ลงไปในที่ว่าง จากนั้นเดินเข้าไปในป่า หมายจะลองหาแหล่งน้ำทำความสะอาดบาดแผลบนหน้าสักหน่อย


พวกดินโคลนบนหน้าไม่ได้ทามาอย่างลวกๆ แต่เธอใช้น้ำบาดาลกับดินเลนผสมกันแล้วพอกลงไป ข้อแรกเพราะความเย็นของน้ำบาดาลสามารถลดอาการแผลอักเสบ สองคือเพื่อปกปิดรอยแผลบนใบหน้า และเลี่ยงไม่ให้ถูกคนจำหน้าได้


พอกมาหลายวันแล้ว จะไม่ล้างก็ไม่ได้ ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่ต้องรีบทำที่สุดคือการหาแหล่งน้ำ


จากความหนาทึบของต้นไม้ในป่า ตัดสินได้ว่าจุดที่มีแหล่งน้ำอยู่คือทิศทางที่ตรงที่สุด


เธอไม่เดินตรงลึกเข้าไปอีก แต่กลับเดินไปตามทางที่มีใบไม้แน่นขนัดและมีวัชพืชงอกงามอยู่บนพื้น ประมาณสองชั่วยามให้หลัง ในที่สุดเธอก็พบแหล่งน้ำ


นั่นคือลำธารสายหนึ่งที่ไหลเชี่ยว อยู่ใต้เนินเขาที่ค่อนข้างต่ำ ต้นไม้สองฟากฝั่งล้วนเจริญงอกงามกว่าที่อื่นๆ


“ฮู่! หาน้ำในป่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย”


เธอถอนหายใจเบาๆ แล้วมายังริมธารด้วยฝีเท้าที่ว่องไว นั่งลงตักน้ำขึ้นมาดื่ม ก่อนจะหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่ตัดมาระหว่างทางออกจากถุงห่อฟ้าดิน และนำมาเติมน้ำให้เต็ม เตรียมไว้ในยามที่ต้องการ


เธอถอดรองเท้าเอาเท้าแช่น้ำ ก็รู้สึกว่าความเมื่อยล้าทั้งหมดบนร่างกายสลายไป เพราะน้ำในลำธารไหลเอื่อย หลังจากแช่เท้าไปสักพักถึงจะล้างโคลนบนใบหน้าออกอย่างระมัดระวัง และล้างโคลนที่พอกอยู่บนแผลให้สะอาดไปทีละน้อย


จนกระทั่งในน้ำมีภาพสะท้อนใบหน้าอันน่าเกลียดที่เต็มไปด้วยบาดแผลรอยมีด


เธอมองใบหน้าในน้ำนั้นด้วยสายตาเย็นชาเล็กน้อย ร่างกายนี้เหมือนร่างของเธอในศตวรรษที่21ไม่มีผิดเพี้ยน รูปลักษณ์เองก็ไม่เปลี่ยน แต่ตอนนี้ใบหน้าที่เธอคุ้นเคยมายี่สิบกว่าปีกลับถูกกรีดจนเป็นเช่นนี้ พอคิดๆดู มูลเหตุของความเคร่งขรึมที่ซ่อนอยู่ในใจเธอก็เริ่มปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง


“ซูรั่วอวิ๋นเอ๋ยซูรั่วอวิ๋น จงใช้ชีวิตให้ดีที่สุดล่ะ…”


เธอพึมพำเสียงเบา รอยยิ้มที่เบ่งบานอยู่บนริมฝีปากดูชั่วร้ายและชวนขนลุกอยู่เล็กน้อย


เธอนำสมุนไพรในถุงฟ้าดินที่เก็บมาระหว่างทางมาบดผสมกันหนึ่งถึงสองต้น จากนั้นจึงพอกยาที่บดได้ไว้บนหน้า สะเก็ดบาดแผลบนใบหน้าต่างก็หลุดลอกไปตอนล้างดินเลนออก แต่รอยมีดเหล่านั้นทำอย่างไรก็ไม่หายไป


รอยมีดทุกรอย พอลอกแผลเป็นออกก็ล้วนกลายเป็นรอยบาดลึกสีชมพู หากเทียบกับความน่ากลัวตอนที่ยังไม่ลอกแผลเป็น ตอนนี้ดูแล้วดีกว่ามาก อย่างน้อยก็ไม่ได้น่ากลัว แต่น่าเกลียด


หลังจากพอกยาเรียบร้อยแล้ว รอจนยาแห้งกำลังดี เธอก็โน้มตัวลงมองน้ำในลำธาร ภาพที่สะท้อนในน้ำใสสะอาดคือใบหน้าหนึ่งที่มองรูปลักษณ์ได้ไม่ชัดเจน เพราะมีสีเขียวอยู่เต็ม จึงดูแปลกยิ่งนัก


ระหว่างที่กำลังมองๆอยู่ คิ้วเธอก็พลันเลิกขึ้นน้อยๆ เพราะไม่รู้ว่าแหล่งน้ำที่เดิมทีเคยใสสะอาดย้อมสีแดงเลือดได้อย่างไร


เธอปรายตามองไปตามต้นน้ำ ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินตามต้นน้ำของลำธารไป


เวลาผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป ฝีเท้าเธอหยุดลง สายตามองไปยังพุ่มหญ้าเบื้องหน้าที่ริมลำธาร…


ตอนที่ 25: เผชิญหน้าฝูงหมาป่า!


ตรงนั้นมีชายคนหนึ่งนอนอยู่


พูดตามจริง ก็ไม่รู้ว่าแค่หมดสติหรือหมดลมหายใจ ร่างเขานอนแผ่อยู่กลางลำธาร เนื่องจากนอนคว่ำจึงมองหน้าได้ไม่ชัด แต่ดูจากเสื้อผ้าเนื้อดีสีน้ำตาลอ่อนบนร่างเขา ชาติตระกูลน่าจะไม่เลวเลย


เสื้อตรงหน้าท้องมีสีแดงเข้ม ที่ศีรษะเองก็มีเลือดไหล ถึงแม้จะนอนอยู่ในลำธาร แต่เขาช่างโชคดี เพราะตรงที่นอนอยู่ครึ่งหนึ่งมีหินก้อนค่อนข้างใหญ่โผล่ขึ้นจากผิวลำธารเล็กน้อย ส่วนหน้าเขาจึงไม่ได้แช่ในน้ำ ไม่เช่นนั้นเดาว่าต่อให้ไม่มีเลือดออก เขาก็คงจมน้ำตายไปแล้ว


เพราะครึ่งร่างแช่อยู่ในลำธาร เลือดบนศีรษะและเลือดที่ซึมตรงช่วงท้องจึงไหลตามลำธารจากจุดต้นน้ำลงไป


เธอเดินเข้าไปพลิกตัวเขาขึ้นมา ก่อนจะยื่นมือไปตรวจลมหายใจที่ปลายจมูก พบว่ายังมีลมอยู่ เธอจึงลากเขาขึ้นมาบริเวณพื้นหญ้าข้างลำธาร


หลังจากตรวจดูบาดแผลเขาแล้ว ก็หยิบขวดใบเล็กออกจากถุงฟ้าดิน นำยาห้ามเลือดมาพรมลงบนบาดแผลที่ศีรษะของเขา แล้วค่อยถอดเสื้อผ้าเพื่อโรยยาลงไปบนแผลที่ท้องอีกนิดหน่อย จากนั้นเธอหยิบเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งจากด้านในถุงฟ้าดินมาฉีกเป็นเส้นๆ และพันแผลเขาไว้


‘นายนี่โชคดีจริงๆ ถึงได้มาพบฉัน’


เธอมองคนที่กำลังหมดสติ พลางก็หัวเราะขึ้นเบาๆ ก่อนจะเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเล็กน้อย แล้วพูดกับตัวเองว่า “นี่ฉันใจดีขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”


เพื่อไม่ให้กลิ่นคาวเลือดดึงดูดพวกสัตว์ร้ายมา เธอจึงถอดเสื้อผ้าบนร่างชายหนุ่มโยนลงน้ำเสีย ให้เสื้อผ้าลอยหายไปตามลำธาร แล้วหยิบเสื้อผ้าอย่างง่ายๆชุดหนึ่งจากในถุงฟ้าดินมาสวมลงบนร่างเขา


เมื่อเห็นท้องฟ้ายังไม่มืด ตรงนี้ก็มีแหล่งน้ำ ดังนั้นเธอจึงเก็บกิ่งไม้รอบๆมาก่อกองไฟ ตั้งใจว่าคืนนี้จะพักอยู่ที่นี่เสียเลย


เดิมทีอยากลองดูใกล้ๆลำธารว่ามีปลาหรือไม่ ทว่าเธอนั่งตรงริมลำธารอยู่นานโข ก็ไม่เห็นมีปลาว่ายผ่านมาสักตัวเดียว จึงอุทานเบาๆอย่าง.อดไม่ได้ “น้ำใสแต่ไม่มีปลา เป็นจริงอย่างที่คิดไว้เลย!”


เธอทำได้เพียงนำเนื้อย่างมาอุ่นอีกรอบ แล้วฉีกมากินชิ้นหนึ่ง หลังจากเติมท้องจนอิ่มค่อยนั่งขัดสมาธิฝึกฝน


ตอนนี้เธอเพียงแค่ดึงพลังเข้าร่าง ก่อนจะเข้าถึงระดับนักรบทุกอย่างล้วนเริ่มจากศูนย์ แต่เธอรู้สึกได้ว่าหลังจากฝึกฝนได้พลังเร้นลับ ร่างกายก็มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ เธอรู้ถึงผลดีนั้น การฝึกฝนวิชาย่อมทำให้มีพลังอย่างไม่จำกัดเป็นธรรมดา


การฝึกครั้งนี้ใช้เวลาไม่กี่ชั่วยาม จนกระทั่งรู้สึกว่าพลังเร้นลับในร่างเข้าสู่ขั้นเริ่มต้นที่สองของระดับนักรบ เธอถึงจะถอนหายใจแล้วลืมตาขึ้น


ท้องฟ้ามืดลงแล้ว สายลมยามค่ำคืนในป่านี้เย็นอยู่บ้าง ยังดีที่ตรงหน้ามีกองไฟให้ความอบอุ่น และพลังเร้นลับบนร่างเองก็สามารถหมุนวนขับไล่ความหนาวเย็นไปได้


เฟิ่งจิ่วหันมองชายหนุ่มข้างกาย เห็นว่าเขาหดตัวน้อยๆราวกับกำลังสั่นเทา จึงยื่นมือไปตรวจดู ที่แท้ก็เป็นไข้จากอาการแผลอักเสบนี่เอง


เธอคิดแล้วคิดอีกก็พลิกหาของจากในถุงฟ้าดินอีกครั้ง หยิบขวดเล็กๆออกมา เท.ยาเม็ดหนึ่งลงบนฝ่ามือแล้วลองดมดู หลังจากแน่ใจในสรรพคุณกับผลของยา จึงค่อยบีบคางและยัดยาเม็ดนั้นเข้าไปในปากเขา แล้วกรอกน้ำใส่ปากตามไปอีกเล็กน้อยเพื่อให้เขากลืนยาลงไป


เฟิ่งจิ่วเติมกิ่งไม้เข้ากองไฟ จนเปลวเพลิงนั้นยิ่งโชติช่วงขึ้นมาหน่อย ทว่าในเวลานี้เอง เสียงที่แว่วมาจากในป่าก็ทำให้ร่างเธอแข็งทื่อ ตึงเครียดและเคร่งขรึมขึ้นมาในทันใด


“บรู้ว!”


“บรู้ว!”


“บรู้ว…”


“หมาป่า?”


เธอลุกยืนขึ้นทันที ได้ยินเสียงหมาป่าเห่าหอนที่น่าสะพรึงกลัวยามค่ำคืนใกล้เข้ามาทุกที เสียงพวกมันกำลังดังกึกก้องอยู่ในป่าแห่งนี้


หมาป่าเป็นสัตว์ที่เดินทางเป็นฝูง หากมันจะปรากฏตัว ก็ต้องมากันเป็นฝูง!


ตอนที่ 26: ต่อกรฝูงหมาป่าเพียงลำพัง


เธอคิดจะใช้โอกาสที่ฝูงหมาป่ายังมาไม่ถึงรีบหนีไป ทว่าตอนนี้ ในพุ่มไม้ไม่ไกลกลับมีดวงตาประกายแสงสีเขียวหลายคู่โผล่ออกมา…


“ดูท่าว่าจะหนีไม่ได้แล้วสินะ”


เธอขมวดคิ้วเบาๆ แล้วกวาดมองฝูงหมาป่าที่เดินมาจากรอบๆ พอชำเลืองมองชายที่กำลังหมดสติ ก็รู้สึกว่าตัวเองนี่ช่างหาเรื่องใส่ตัวเสียจริง


หากเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่า ถ้าแค่ตัวเธอเองก็พอได้อยู่ แต่ด้านหลังมีอีกคนที่ยังหมดสติ จึงกลายเป็นปัญหาเสียแล้ว


“บรู้ว!”


เสียงเห่าหอนของหมาป่าดังขึ้น ราวกับกำลังออกคำสั่งอย่างไรอย่างนั้น ฝูงหมาป่าที่เดิมเดินล้อมวงมากันอย่างช้าๆ กระโจนมาตรงหน้าเธอในทันที


เพราะลำธารอยู่ตรงใต้เนินเขา จุดที่เธอพักร่างชายผู้นั้นไว้จึงมีที่ลาดเป็นเนินออกมาพอดี ตอนนี้ทางลาดเป็นผลดีอย่างมากต่อการป้องกัน ทำให้เธอไม่ต้องคอยพะวงหลังว่าจะมีหมาป่ากระโจนโจมตี และไม่ต้องกังวลว่าจะดูแลเขาไม่ได้จนถูกหมาป่าลากไป


เฟิ่งจิ่วดึงกริชออกมาตั้งมือกั้นไว้ด้านหน้า รังสีฆ่าฟันทั้งร่างพลุ่งพล่านออกมา ในเมื่อหนีไม่ได้ เช่นนั้นก็สู้เถอะ! เธอไม่เชื่อหรอกว่าตัวเองจะฆ่าหมาป่าสิบกว่าตัวนี้ไม่ได้หมด!


สายตาเป็นประกายเย็นเยียบฉายแววคมกริบ เธอแอบดึงพลังเร้นลับในร่างขึ้นมา ดวงตาจ้องหมาป่าสิบกว่าตัวที่แยกเขี้ยวน้ำลายไหลอยู่ตรงหน้าราวกับกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง


เหล่าหมาป่าส่งเสียงคำรามเบาๆ เหมือนอยากให้เธอเสียขวัญจนหมดกำลังใจสู้แล้วค่อยกระโจนใส่ แต่ถึงอย่างไร เฟิ่งจิ่วก็ไม่ใช่คนธรรมดา เธอคงไม่ตกใจจนแข้งขาอ่อนหมดแรงต่อสู้แน่


ทว่าเพราะสถานการณ์ที่เสียเปรียบ เธอไม่อาจจู่โจมได้ มิเช่นนั้นจะถูกล้อมโจมตี ดังนั้นเธอจึงกำลังรอ รอให้หมาป่าพวกนี้กระโจนเข้ามา


ฝูงหมาป่าสิบกว่าตัวรู้สึกถึงรังสีฆ่าฟันที่เพิ่มขึ้นไม่มีถดถอย พวกมันคำรามเสียงต่ำ และยามนี้เอง หมาป่าสีเทาตัวใหญ่ตัวหนึ่งบนที่สูงก็หอนขึ้นมา


“บรู้ว!”


พอสิ้นเสียงเห่าหอน หมาป่าสิบกว่าตัวก็กระโจนเข้ามาทันที ปากที่แยกกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวอันแหลมคมทั้งยังมีน้ำลายไหลเยิ้ม พากันพุ่งมากัดเฟิ่งจิ่วอย่างดุร้าย กรงเล็บหมาป่าที่แหลมคมแวววาวนั้นยิ่งส่องแสงเย็นเยียบในยามค่ำคืน


เฟิ่งจิ่วเห็นโอกาสเหมาะเจาะ โจมตีออกไปในพริบตา!


ท่าร่างที่แปลกประหลาดยิ่งเพิ่มความเร็วขึ้นด้วยการใช้กลิ่นอายพลังเร้นลับ กริชในมือแทงเข้าหัวของหมาป่าที่กระโจนมาตัวแรกก่อนจะดึงออก ท่ามกลางฟ้าราตรี เสียงร้องโหยหวนของมันดังก้องไปทั่ว เธอเห็นแต่เลือดมันกระเซ็นออกมา เลือดหมาป่าที่ทั้งอุ่นร้อนและมีกลิ่นคาวคละคลุ้งสาดกระเซ็นใส่ตัวเธอ ส่วนหมาป่าตัวนั้นก็ส่งเสียงพลางล้มลง…


หลังจากฆ่าหมาป่าไปตัวหนึ่ง เฟิ่งจิ่วถอยหลังในทันที กริชในมือตวัดไปทางหมาป่าอีกสองตัวที่พุ่งมาทางซ้าย อาจเพราะการตายของเพื่อนร่วมฝูง หมาป่าเหล่านั้นจึงระวังตัวขึ้นเล็กน้อย ความเร็วในการโต้ตอบของพวกมันสูงมาก ยามที่เธอตวัดกริชออกไปก็หลบกันได้แล้ว ทว่าตัวอื่นๆกลับกระโจนมาจากด้านหน้า


ขณะที่เธอกำลังต่อสู้กับหมาป่าทางด้านซ้ายและด้านหน้า หมาป่าจากด้านขวาก็พุ่งตัวไปทางชายหนุ่มด้านหลังที่กำลังหมดสติอยู่บนพื้น เธอในตอนนี้ไม่มีทางแยกร่างได้ จึงทำได้เพียงใช้เท้าข้างหนึ่งเตะกองไฟในระหว่างที่กวัดแกว่งกริชแทงไปทางหมาป่า กิ่งไม้สีแดงเพลิงพร้อมเปลวไฟหลายท่อนลอยไปหาหมาป่าด้านขวาตัวนั้น


หมาป่ากลัวไฟ พอเห็นเปลวไฟลอยมาจึงส่งเสียงร้องพลางถอยร่นอย่างตื่นตกใจ และตอนนั้น มีดโค้งในมือเฟิ่งจิ่วก็ฆ่าหมาป่าไปได้อีกสองตัว นับรวมเมื่อกี้ตัวหนึ่ง ตอนนี้ที่ล้มอยู่ตรงหน้าจึงมีสามตัวแล้ว


อาจเพราะรังสีสังหารที่แผ่ออกจากร่างเฟิ่งจิ่วน่ากลัวเกินไป หรือไม่ก็ตื่นตระหนกเพราะความกระหายเลือดอันรุนแรงของเธอ หมาป่าตัวอื่นจึงส่งเสียงเห่าหอนเบาๆ แล้วถอยหลังกันไปทีละก้าวโดยไม่กล้าเข้ามาอีก ทว่าก็ยังไม่ยอมจากไปทั้งแบบนี้…


ตอนที่ 27: ศีรษะเจ้ากระทบกระเทือนหรือ?


แสงแดดยามเช้าตรู่ค่อยๆสาดส่องลงบนผืนดิน ชายที่หมดสติมาทั้งคืน ในที่สุดก็ฟื้นคืนสติกลับมา


ทว่าขณะเขาลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นกลับเป็นฉากที่น่าประหลาดใจเป็นที่สุด


ขอทานน้อยในเสื้อผ้าซอมซ่อนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ บนร่างเปราะเลือดสีแดงเข้ม แต่ก็แห้งหมดแล้ว เขาเห็นใบหน้าอีกฝ่ายได้ไม่ชัดเจนนัก เพราะมีสิ่งสีเขียวขุ่นที่คล้ายยาบดพอกไว้บนใบหน้า


แต่เมื่อเห็นเด็กหนุ่มถือกริช สายตาจ้องไปเบื้องหน้า เขาจึงมองตามสายตานั้นไป เห็นแวบเดียวดวงตาเขาก็หรี่ลงน้อยๆ


นอกจากศพหมาป่าสามตัวที่นอนแข็งทื่ออยู่ต่อหน้าขอทานน้อย ในที่ไกลออกไปเกือบหนึ่งจั้งก็มีหมาป่าสีเทาสิบกว่าตัวนั่งหมอบแยกเขี้ยวน้ำลายสอ กำลังจ้องพวกเขาอย่างดุร้ายเหมือนเสือ


เฟิ่งจิ่วหันหน้าไปมองเล็กน้อย สบเข้ากับสายตาตกตะลึงที่มีความมึนงงอยู่บ้างของชายหนุ่มเข้าพอดิบพอดี


“ระวัง!”


ชายหนุ่มพลันร้องอย่างตื่นตกใจ สายตามองหมาป่าสีเทาที่กระโจนใส่ขอทานน้อยด้วยความหวาดหวั่น เขาร้อนใจอยากจะลุกขึ้นตามสัญชาตญาณ แต่พอขยับก็เจ็บตรงบาดแผลที่ท้อง ได้ยินเพียงเขาร้องครวญครางก่อนจะล้มลงไปอีกครั้ง บริเวณบาดแผลเองก็มีเลือดซึมออกมาจางๆ


ในตอนที่ชายหนุ่มส่งเสียงร้องตกใจ เฟิ่งจิ่วก็หันตัวกลับ ลุกพรวดขึ้นมาด้วยท่าทางคล่องแคล่ว สายตาคมกริบกวาดมองหมาป่าสีเทาตัวนั้น และเห็นมันกระโจนมาอย่างทันทีทันใด เธอจึงหมอบลงกลิ้งตัวไปใต้ร่างหมาป่า แล้วใช้กริชในมือวาดฟันขึ้นไป


“ฉัวะ!”


“กรร!”


กริชนั้นผ่าเปิดใต้ท้องหมาป่าจนเป็นแผลลึกด้วยแรงที่ไร้ปรานี หมาป่าสีเทาตัวนั้นแผดเสียงร้อง จากนั้นล้มลงตรงหน้าชายหนุ่มอย่างไม่อาจยั้งไว้ได้เพราะแรงที่พุ่งไปด้านหน้า ดวงตาถลึงมองด้วยความดุร้ายของหมาป่าจ้องไปที่เขาไม่วางตา ร่างมันชักกระตุกสักพัก ปากที่อ้ากว้างขยับเบาๆ สุดท้ายหมดลมหายใจไปทั้งแบบนั้น


“บรู้ว!”


หมาป่าสีเทาที่เหลือแหงนหน้าหอนเสียงยาวอย่างกระวนกระวายเล็กน้อย กรงเล็บกำลังขุดดิน ปากก็ส่งเสียงหอนกันเบาๆ ดวงตาหมาป่าอันเหี้ยมโหดมองเฟิ่งจิ่วอย่างกระหายเลือดไม่ลดละ แต่กลับไม่กล้าผลีผลามเข้ามาอีก


หลังจากเฟิ่งจิ่วฆ่าหมาป่าสีเทาตัวนั้นก็ผลุงตัวขึ้นยืน พลางมองเหล่าหมาป่าสีเทาด้วยแววตาดุร้าย แล้วยกมุมปากขึ้นราวกับอสุรกายกระหายเลือด “ถ้ายังไม่ไปอีก ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทีละตัวซะเลย” สายตาเธอกวาดมอง ก่อนจะจับจ้องร่างหมาป่าเทาตัวหัวหน้าที่ยืนอยู่บนเนินเขาไม่ไกล


ดูเหมือนมันรู้สึกถึงการขู่เข็ญจากสายตาเธอ ดวงตาเหี้ยมเกรียมคู่นั้นจ้องมองเฟิ่งจิ่วอยู่สักพัก ก็เงยหน้าส่งเสียงเห่าหอน ไม่นานนัก หมาป่าสิบกว่าตัวที่หมอบเฝ้าอยู่ก็ลุกขึ้นวิ่งออกไป


ชายหนุ่มคนนั้นประคองร่างครึ่งหนึ่งขึ้นมามองอย่างตะลึงงัน ดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าก็มีความเหลือเชื่อ


เฟิ่งจิ่วใช้ขนหมาป่าเช็ดเลือดบนกริชจนสะอาดแล้วเก็บกลับไป พอหันกลับมาเห็นท่าทางของชายหนุ่ม เธอยิ้มอย่างไม่สนใจใยดี “เจ้าตื่นก็ดี หากไม่ตื่นข้าก็จะไปแล้ว”


เธอเดินไปนั่งลงข้างๆ หยิบกระบอกไม้ไผ่ออกมาดื่มน้ำอึกหนึ่ง จ้องตากับหมาป่าสิบกว่าตัวมาทั้งคืน จิตใจตึงเครียด แต่ไม่อาจผ่อนคลายได้เลยสักนิด ควรรู้ไว้ว่าในสถานการณ์แบบนั้น หากปล่อยใจไม่ระแวดระวัง ก็อาจถูกหมาป่าพวกนั้นฉีกเป็นชิ้นๆเมื่อไหร่ก็ได้


“เจ้า เจ้าเป็นใครกัน?” อาจเพราะตกใจกับความป่าเถื่อนก่อนหน้านี้ของเฟิ่งจิ่ว ตอนนี้จึงพูดตะกุกตะกักนิดหน่อย


“ข้าเป็นใคร เจ้าสนใจด้วยเรอะ”


“ชะ เช่นนั้นข้าเป็นใครล่ะ?” พอชายหนุ่มพูดเช่นนั้น ก็กลับกลายเป็นเฟิ่งจิ่วแปลกใจบ้าง


“หรือศีรษะเจ้ากระทบกระเทือนเสียแล้ว? ขนาดตัวเองก็จำไม่ได้ว่าเป็นใคร?”


เธอพูด จากนั้นเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงยื่นมือไปจับศีรษะของชายหนุ่ม เป็นตามที่คาด มันยังบวมอยู่เป็นก้อนเลย


ตอนที่ 28: วิกฤตที่ซ่อนเร้น!


ชายหนุ่มนิ่งไป เห็นขอทานน้อยผู้นี้โน้มตัวลงมาด้วยใบหน้าที่พอกสีเขียวขุ่น ผ่านไปนานก็ไม่อาจดึงสติกลับได้ จนกระทั่งได้ยินเสียงเขาดังมา


“ตอนที่เจ้าล้มหัวฟาดก้อนหิน เลือดที่คั่งด้านในไปกดทับเส้นประสาท ข้าเดาว่าน่าจะเป็นแค่การสูญเสียความทรงจำระยะสั้น พอเลือดที่คั่งหายไป เจ้าจะดีขึ้นเอง” หลังจากเธอปัดๆมือแล้วจึงลุกยืนขึ้น “ดีละ เจ้าฟื้นแล้ว ข้าก็ควรไปเช่นกัน”


ได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ร้อนรน เขาฝืนทนความเจ็บตรงแผลที่ท้องไว้พลางรีบลุกยืนขึ้นมา ก่อนตามไปข้างกายเฟิ่งจิ่วอย่างกังวลและไม่สบายใจเล็กน้อย อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้จะพูดเช่นไร จึงทำได้เพียงมองอีกฝ่ายอย่างอ้ำๆอึ้งๆ


หลังจากชายหนุ่มยืนขึ้น เฟิ่งจิ่วนิ่งไป ตอนนี้เธอเพิ่งสังเกตว่ารูปร่างเขาสูงใหญ่มาก สูงเลยเธอไปเกินครึ่งศีรษะเต็มๆ หนำซ้ำผิวพรรณสีน้ำผึ้งก็ช่างล่ำสัน หากเทียบกับท่านอาผู้นั้นดูเหมือนยังต้องกำยำขึ้นอีกหน่อย ยามนี้เสื้อผ้าชุดที่สวมอยู่บนตัวเขาคับจนแน่นเล็กน้อย กล้ามเนื้อบนแขนแน่นขนัด ดูราวกับจะทำให้เสื้อปริขาดได้ทุกเมื่อ


เธอกวาดตามองชายหนุ่มที่ตามอยู่ข้างกาย ถามว่า “เจ้าทำอะไร?” เธอก็ช่วยคนไปตามสะดวก แต่ไม่นึกว่าจะมีปัญหาเช่นนี้ตามมาอีก


“ข้า ข้าตามเจ้าไปได้หรือไม่?” ชายหนุ่มมองเธออย่างกระวนกระวาย “ข้าจำอะไรไม่ได้เลย ซ้ำยังรู้จักแต่เจ้าด้วย”


เส้นแถบสีดำปรากฏขึ้นบนหน้าผากเฟิ่งจิ่ว คำพูดนี้ฟังแล้วคุ้นหูนัก…ตอนที่เธอติดตามท่านอาก็เหมือนจะพูดเช่นนี้เหมือนกัน


“ข้า ข้าจะไม่สร้างปัญหาให้เจ้าแน่”


เฟิ่งจิ่วกลอกตา พูดไปอย่างไม่เกรงใจว่า “ตัวเจ้านั่นแหละคือปัญหา”


เมื่อคืนหากไม่ใช่เพราะเขา ไหนเลยจะต้องเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าตลอดทั้งคืน? ด้วยฝีมือและความเร็วของเธอ ต่อให้สู้ไม่ไหวก็ยังหนีได้พ้น


เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรอยู่นาน จึงชายตาขึ้นชำเลืองมอง ทว่าเมื่อเห็นกลับจังงังไปเล็กน้อย


“ผะ ผู้ชายร่างใหญ่เช่นเจ้าจะร้องไห้ไปทำไม?”


หนุ่มร่างยักษ์ใหญ่กำลังยืนดวงตาแดงก่ำน้ำตาตกอยู่ตรงนั้นอย่างคาดไม่ถึง ช่างคล้ายกับลูกสะใภ้ตัวน้อยที่ถูกกลั่นแกล้ง แล้วจะไม่ให้เธอตะลึงได้อย่างไร?


“ก็เจ้าไม่ให้ข้าตามไปด้วย…”


เขามองมาอย่างน้อยใจ “ข้าไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหน และก็ไม่รู้ว่าต้องกลับไปอย่างไร เจ้ายังไม่ให้ข้าตามไปด้วยอีก…”


เฟิ่งจิ่วเอามือก่ายหน้าผากพลางมองท้องฟ้าอย่างหมดคำพูด เป็นปัญหาที่พบแล้วไม่อาจสลัดได้อย่างที่คิดเลย…


นี่ถือว่ากรรมตามสนองสินะ? เธอตามติดคนอื่น คนอื่นจึงมาตามติดเธอ


ขณะที่เธอเตรียมจะก้าวเท้าจากไป กลับพบว่าคนด้านหลังยังคงยืนบื้ออยู่ เขามองเธอด้วยท่าทางอยากตามมาแต่ไม่กล้าตาม เธอจึงร้องไปว่า “ยังยืนทำอะไรอยู่? เดินมาสิ!”


“หา…โอ้!” ชายหนุ่มตะลึงอยู่สักครู่ ก่อนจะพยักหน้าอย่างปลื้มปริ่ม แล้วเดินมาด้วยย่างก้าวอันรวดเร็ว เพียงแต่มือข้างหนึ่งยังคงกุมแผลที่ท้องและทนความเจ็บไว้


ทั้งสองเดินขึ้นเนินเขาเข้าไปในป่า ตอนนี้ดวงตาเฟิ่งจิ่วที่เดินอยู่ช้าๆ เป็นประกายรางๆ เธอกวาดมองรอบๆอย่างสงบเยือกเย็น แล้วจึงเดินต่อไป


“คือว่า ขะ ข้าควรเรียกเจ้าอย่างไรดี?” ชายหนุ่มถามขณะที่ตามอยู่ข้างกายเฟิ่งจิ่ว


“แล้วแต่เจ้าเถอะ” เธอตอบรับแบบส่งเดช ไม่ได้สนใจการพูดคุยนี้


พอได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มคิดแล้วคิดอีก จึงค่อยถามพร้อมเสียงหัวเราะร่า “เจ้าเด็กกว่าข้า เช่นนั้นข้าเรียกเจ้าน้องชายดีหรือไม่?”


“อืม”


เฟิ่งจิ่วตอบรับอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่ และก็ไม่ได้ฟังว่าเขาพูดอะไรอยู่กันแน่ แต่หันหน้าเล็กน้อยไปจ้องมองพุ่มไม้ด้านหลัง


เมื่อได้ยินเสียงตอบรับของเฟิ่งจิ่ว สุดท้ายใบหน้าเขาก็เผยความยินดี เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับเห็นหนุ่มน้อยขอทานมองไปทางด้านซ้าย ชายหนุ่มมองตามสายตาเขาไป พอได้เห็นก็เปลี่ยนสีหน้า


ตอนที่ 29: หัวเราะอย่างสับปลับ!


“หมาป่าพวกนั้นยังไม่ไปอีก? พะ พวกมันคิดจะตามไปตลอดเลยรึ?” เขาตกตะลึงอยู่น้อยๆ เดินมาตลอดทาง ไม่ทันสังเกตเลยว่าด้านหลังมีหมาป่าสิบกว่าตัวตามมา


เขาไม่กล้าจินตนาการเลยจริงๆ ว่าภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้นี้ หากหมาป่าพวกนั้นกระโจนเข้ามาจะมีผลเช่นไร…


“ไม่เป็นไร พวกมันไม่กล้าพุ่งเข้ามาหรอก พวกมันแค่รอโอกาส” เฟิ่งจิ่วมองแวบหนึ่ง ถอนสายตากลับแล้วเดินต่อไป


เธอรู้ดีว่าหลังจากใช้ชั้นเชิงที่ทั้งดุร้ายและรุนแรงสังหารหมาป่าพวกนั้น ก็ข่มขวัญพวกมันสำเร็จแล้ว พวกหมาป่าไม่กล้ากระโจนเข้ามาโดยง่าย เพราะพวกมันรู้ชัดเจนดีว่าผลของการพุ่งเข้ามาคือความตายอย่างไม่ต้องสงสัย!


ทว่าก็ไม่เต็มใจนักที่จะจากไปเช่นนี้ ดังนั้นถึงได้ตามติดพวกเขามา และคอยหาโอกาส


“จะให้พวกมันตามมาเช่นนี้รึ?” ชายหนุ่มถามอย่างตื่นตระหนก นึกไม่ถึงว่าจะเห็นเขาไม่กังวลใจเลยสักนิด จึงประหลาดใจอย่างอดไม่ได้


เห็นชัดว่าเขาอายุน้อยกว่าตน แต่ทำไมถึงมีความห้าวหาญและฝีมือเช่นนี้ได้?


ฝีเท้าเฟิ่งจิ่วชะงักลง เธอชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง “งั้นเจ้าจะไปไล่ให้หรือ?”


“เอ่อ…ยังไม่ต้องหรอก ให้พวกมันตามไปเถอะ!” เขาเกาหัวยิ้มๆอย่างเหนียมอาย


เช่นนั้น หากมีคนอยู่ใกล้ละแวกนี้ ก็จะเห็นภาพที่แสนแปลกตา


ด้านหน้ามีสองคนกำลังเดินโซซัดโซเซ โดยมีหมาป่าเทาสิบกว่าตัวเดินตามอยู่ห่างๆ ประมาณสามจั้งพลางแยกเขี้ยวน้ำลายสอ…


“น้องชาย เจ้าว่าบนหยกประดับนี้จะเป็นชื่อของข้าหรือไม่?” เขายื่นหยกประดับชิ้นหนึ่งให้เฟิ่งจิ่ว พลางถาม “เดิมทีมันแขวนอยู่ที่คอข้าน่ะ”


เฟิ่งจิ่วรับป้ายหยกมาดู บนนั้นสลักตัวอักษรไว้สามตัวอย่างที่คิดไว้ “กวนสีหลิ่น?”


น้ำเสียงสะดุดไปเล็กน้อย เธอเหลียวมองเขาแล้วพูดว่า “เจ้าชื่อกวนสีหลิ่น?”


“ข้ารู้สึกว่าเป็นไปได้”


เธอยื่นป้ายหยกคืนให้เขา กล่าวอย่างยิ้มๆ “เดิมข้านึกว่าเจ้าชื่อเจ้ายักษ์ทึ่มเสียอีกน่ะ!”


กวนสีหลิ่นมองอีกฝ่ายอย่างหมดคำพูด และไม่ปริปากอะไรอีกอย่างรู้จังหวะ


ทั้งสองเดินทางไปอีกสักพัก พวกหมาป่าด้านหลังก็ยังคงตามอยู่ ไม่มีความคิดที่จะจากไปเลย


จนกระทั่งกวนสีหลิ่นทำจมูกฟุดฟิด แล้วฉีกยิ้มพูดกับเฟิ่งจิ่ว “น้องชาย ข้างหน้ามีคน พวกเรารีบเดินเถอะ พอถึงด้านหน้าก็แค่ให้คนพวกนั้นให้พวกเราตามไป เช่นนั้นหมาป่าที่ตามหลังมาคงไม่กล้าโจมตีเราอีกแน่”


“มีคน? เจ้ารู้ได้ยังไง?” เฟิ่งจิ่วมองๆไปด้านหน้า นอกจากต้นไม้และใบหญ้า ก็ไม่เห็นร่างใครเลยสักคนเดียว


เขาพยักหน้าแรงๆ “มี ต้องมีแน่ ข้าได้กลิ่นเนื้อย่าง”


“กลิ่นเนื้อย่าง? ทำไมข้าถึงไม่ได้กลิ่นล่ะ?” เธอพึมพำเบาๆก่อนจะเดินไปข้างหน้าอีกหน่อย ตามที่คิดไว้ เธอได้กลิ่นเนื้อย่าง และยังได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่รางๆ จึง.อดไม่ได้ที่จะมองกวนสีหลิ่นข้างกายอย่างประหลาดใจ


นี่เขามีจมูกสุนัขรึ?


“เหอะๆ ใช่หรือไม่? ข้าบอกแล้วว่ามีคน!” เขายิ้มอย่างได้ใจ “พวกเรารีบเดินเถอะ พอไปถึงด้านหน้า ขอแค่พวกเขายอมให้เราตามไปด้วย บนเส้นทางนี้ต่อให้เผชิญกับสัตว์ร้ายอีกก็ไม่ต้องกลัวแล้ว”


“เจ้าคิดว่าคนเขาจะยอมให้พวกเราตามไปตามใจชอบแน่หรือ?” เธอถลึงตามองเขา “เพราะข้าเพิ่งจะกินอิ่มหรอก ถึงได้พาเจ้ามาด้วย”


เห็นเขายืนอยู่ซื่อๆด้วยใบหน้าทำอะไรไม่ถูก เฟิ่งจิ่วถลึงตามอง ก่อนจะเอ่ยว่า “ที่นี่คือป่าเก้าหมอบ มีสัตว์ร้ายมากมาย อันตรายรอบด้าน เจ้าบอกซิว่าหากคนอื่นเห็นพวกเราสองคนเข้าจะเป็นเช่นไร?”


“จะเป็นเช่นไร?” เขาถามอย่างอึ้งๆ ทำหน้าเหมือนไม่รู้เหตุผล


“เจ้าโง่! ก็คิดแน่ล่ะว่าพวกเราเข้าใกล้พวกเขาคงมีเป้าหมายอะไร!”


“เช่นนั้นจะทำยังไงล่ะ?”


เฟิ่งจิ่วกลอกตาเบาๆ ริมฝีปากผลิรอยยิ้มสับปลับ “ไม่เป็นไร ข้ามีวิธีอยู่ เจ้ารอดูข้าแล้วกัน”


ตอนที่ 30: จ้องน้องชายข้าทำไม!


หลังจากนั้น กวนสีหลิ่นตามเฟิ่งจิ่วเข้าใกล้คนพวกนั้นอย่างเงียบๆ คอยสังเกตุการณ์อยู่หลังต้นไม้ไกลๆสักพักหนึ่งก่อน จากนั้นค่อยเดินนำเขาไปด้านหน้าอย่างวางมาด เดิมทีคิดว่าอีกฝ่ายคงเตรียมการอะไรให้คนพวกนั้นพาพวกเขาไปด้วย กลับนึกไม่ถึง ตลอดทางเขากลับเดินผ่านบริเวณรอบๆ คนพวกนั้นไปโดยไม่ส่งเสียง และไม่ปรายตามองไปทางคนกลุ่มนั้นเลยสักนิด


แต่คนพวกนั้นพลันเห็นการปรากฏตัวของทั้งสองคน จึงระวังตัวกันขึ้นมาทันใด หลังจากผู้เป็นหัวหน้าแอบพินิจมอง ถึงจะคลายความระแวดระวังลง เพราะวรยุทธ์ของทั้งสองไม่ได้สูงมากนัก ไม่ได้เป็นภัยคุกคามอะไรสำหรับพวกเขา


ทว่าตอนนั้นเอง ก็ได้ยินพวกพ้องร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก


“คุณชายสาม นั่นฝูงหมาป่าขอรับ!”


เพราะเสียงร้องตกใจนี้ ทั้งสามสี่คนที่เดิมนั่งพักกันอยู่จึงเตรียมพร้อมระวังอย่างว่องไว และยามนี้เอง เฟิ่งจิ่วที่เดินไปข้างหน้าแล้วได้ยินที่พวกเขาพูดกันก็อุทานออกมา


“อะไร? ฝูงหมาป่ารึ? ที่ไหนล่ะ? ตรงไหน?” เธอถามอย่างร้อนรนพลางก็ลากกวนสีหลิ่นถอยไปรอบๆคนพวกนั้น


“พวกเจ้าเป็นใคร? หมาป่าฝูงนั้นเป็นพวกเจ้าลากมาล่ะสิ!” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งตะโกนเสียงเข้ม มองพวกเขาอย่างขุ่นเคืองอยู่บ้าง


“จะเป็นไปได้อย่างไร?”


เฟิ่งจิ่วถลึงตามอง ก่อนกล่าวว่า “พวกนั้นเป็นหมาป่านะไม่ใช่ลูกแมว พวกข้าจะล่อมันให้ตามมาได้อย่างไรล่ะ? อีกอย่างถ้ารู้ว่ามีหมาป่าตามมา พวกข้าคงรีบวิ่งหนีไปก่อนแล้ว ไหนเลยจะเดินกันมาช้าๆเช่นนี้?”


“พี่หก อย่าได้หุนหันพลันแล่นไปก่อนเลย ระวังตัวไว้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้!” ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าตะโกนเสียงทุ้มต่ำ “พวกนั้นเป็นสัตว์ร้ายหมาป่าเทา ความเร็วสูงยิ่ง ทุกคนต้องระวังด้วย”


เฟิ่งจิ่วเห็นกลุ่มพวกเขาตั้งวงล้อมป้องกันในบริเวณรอบๆ เฉกเช่นผู้ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี ส่วนเด็กหนุ่มเด็กสาวที่อายุค่อนข้างน้อยได้รับการคุ้มกันอยู่ตรงกลาง เธอลากกวนสีหลิ่นเคลื่อนไปใกล้กองกำลังของพวกเขา ทว่าก็แค่เฝ้าอยู่รอบนอก มิได้เข้าไปในวงล้อมป้องกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็แลกมาด้วยสายตาขุ่นเคืองของสาวน้อยคนหนึ่งในวงล้อมป้องกัน


“ขอทานน้อย เนื้อตัวเจ้ามอมแมม ออกไปห่างๆข้าหน่อย!”


“น้องหญิง อย่าเสียมารยาท” เด็กหนุ่มตะโกนด้วยน้ำเสียงเคร่ง ไม่ค่อยพอใจกับความจองหองและหยาบคายของเด็กสาว


เขามองเฟิ่งจิ่วกับกวนสีหลิ่น เอ่ยอย่างอบอุ่นว่า “ข้าเห็นว่าวรยุทธ์ของพวกเจ้าสองคนไม่สูง มายืนในวงล้อมป้องกันนี้เถอะ! ความแข็งแกร่งของท่านอาพวกเรากับองครักษ์เป็นถึงอันดับหนึ่ง แค่หมาป่าไม่กี่สิบตัวไม่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเรานักหรอก”


“ฮ่าๆ ไม่เลว! แค่หมาป่าไม่กี่สิบตัวเท่านั้นเอง พวกเราจะได้ออกกำลังกระดูกกระเดี้ยวพอดี” ชายร่างกายกำยำคนหนึ่งได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่มก็หัวเราะเสียงดัง พลางกวัดแกว่งขวานใหญ่ในมือ “ข้าใช้แค่ขวานเดียวก็ฆ่ามันได้ตัวหนึ่งแล้ว!”


เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หัวหน้าชายวัยกลางคนส่ายหัวกับตัวเอง “เถี่ยหนิว ไม่ว่าเมื่อใดก็อย่าได้ใจจนประมาทศัตรู ระวังตัวไว้ให้ดี หากฝูงหมาป่ากระโจนมาค่อยสู้”


“ขอรับ ขอรับ” ชายผู้นั้นขานรับยิ้มๆ เขาจ้องมองฝูงหมาป่าที่อยู่ไม่ไกล พอเห็นก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมาอีก “คุณชายสาม ท่านก็เห็นว่าพวกฝูงหมาอะไรนี่ไม่กล้าเข้ามา! ฮ่าๆๆ คงกลัวข้ากันแน่แล้ว”


เฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดหลงตัวเองนี้ จึงหัวเราะเยาะเย้ยไปอย่างอดใจไม่ได้ ถึงค่อยพูดกับเด็กหนุ่มว่า “ขอบคุณคุณชายน้อยท่านนี้มาก พวกเรายืนอยู่ตรงนี้ก็ดีแล้ว”


“เจ้าหนู เจ้าหัวเราะอะไร? หรือเจ้าคิดว่าข้าไม่มีฝีมือพอจะทำให้ฝูงหมานั่นกลัวจนถอยไป?” ชายผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้นดั่งอสูรร้าย มองเฟิ่งจิ่วเขม็งด้วยสีหน้าไม่ชอบใจนัก


เฟิ่งจิ่วยังไม่ทันพูดอะไร กวนสีหลิ่นที่อยู่ข้างๆก็ดึงเธอไปด้านหลัง


เห็นแต่เขาขวางอยู่ด้านหน้า ยืด.อกขึ้นแล้วถลึงตา.มอง “เจ้ามองน้องชายข้าทำไม!”


ตอนที่ 31: ถูกแทงข้างหลัง


เฟิ่งจิ่วนิ่งไปเล็กน้อย เธอมองร่างสูงใหญ่ที่ขวางอยู่เบื้องหน้าตัวเองอย่างตกใจอยู่บ้าง ชำเลืองมองเขาด้วยความแปลกใจเล็กน้อย


ชายที่ชื่อเถี่ยหนิวเห็นชายหนุ่มยืด.อกถลึงตา.มองมา หลังจากนิ่งไปพักหนึ่งก็หัวเราะเสียงดัง “ฮ่าๆๆ! ดีๆๆ เจ้าเด็กนี่ใจกล้าไม่เบาเลย! ขนาดกับข้าเถี่ยหนิวยังกล้ามอง อาจหาญดี!”


เขาพูดพลางก็ตบบ่าอีกฝ่ายอย่างตื่นเต้น ฝ่ามือตบลงบนไหล่กวนสีหลิ่น มองจนเฟิ่งจิ่วที่อยู่ด้านหลังเหยียดริมฝีปากตรง


แรงนั่นไม่เบาเลยนะ!


“อือ!” กวนสีหลิ่นโดนตบไปหลายที กระเทือนถึงแผลที่ท้อง เจ็บเสียจนเหงื่อซึมทันใด


“แรงเจ้าหนักไปแล้ว ร่างกายเขายังมีแผลอยู่นะ!” เฟิ่งจิ่วบอก ก่อนจะเดินมาจากด้านหลังแล้วจับมือเขาที่กุมแผลตรงท้องออก ถึงเห็นเลือดซึมออกมาจากบาดแผลตามคาด


“เอ่อ…” ชายฉกรรจ์ผู้นั้นดึงมือกลับอย่างเก้อเขิน


“พวกเจ้าดูสิ ฝูงหมาป่าถอยไปแล้ว” มีคนพูดขึ้นอย่างดีใจ เห็นฝูงหมาป่าหอนเสียงเบาจากนั้นจึงหันกายจากไป


ไม่ต้องต่อสู้อันตรายก็คลี่คลายได้ ไม่มีอะไรทำให้ตื่นเต้นไปยิ่งกว่านี้อีกแล้ว


ที่แท้จ่าฝูงหมาป่าเห็นพวกเฟิ่งจิ่วเข้าไปสมทบกับกองกำลังถึงได้จากไปอย่างไม่เต็มใจนัก ถึงอย่างไรแค่สองคนนั้นพวกมันก็ยังต่อกรไม่ไหว ครั้นเพิ่มมาอีกสามสี่สิบคนก็ยิ่งเสียเปรียบ ย่อมไม่ทนอยู่ต่อกันไม่ยอมจากไปอยู่แล้ว


เวลานี้ เด็กหนุ่มที่ปริปากไปก่อนหน้ามองเฟิ่งจิ่วอย่างอบอุ่น พูดว่า “แผลมีเลือดออกแล้ว เจ้ารีบดูอาการพี่ชายเจ้าเถอะ!” เขาพูดพลางก็ยื่นขวดยาให้ “ทางข้ามียารักษาแผลภายนอกดีๆอยู่ส่วนหนึ่ง”


“พี่ชาย ท่านจะไปยุ่งกับพวกเขาให้มากนักทำไม?” เด็กสาวกระทืบเท้า ค่อนข้างไม่พอใจที่เขาทำดีกับคนแปลกหน้าซึ่งไม่รู้ว่าโผลมาจากไหนขนาดนั้น


“ไม่ต้องหรอก ตัวข้าเองก็มียา” เฟิ่งจิ่วบอก ก่อนจะพยุงกวนสีหลิ่นเดินไปข้างใต้ต้นไม้ แก้ผ้าพันแผลที่เอวออกให้ แล้วใส่ยาลงไปให้เขาใหม่


“พวกเราไปกันเถอะ!” หลังจากพันแผลใหม่เรียบร้อย เธอกล่าวพลางพยุงเขาขึ้นมา


กวนสีหลิ่นนิ่งไป เขาพยักหน้าอย่างงุนงง “โอ้!” จากนั้นถึงจะเดินตามอีกฝ่ายไปข้างหน้าต่อ


พอเห็นพวกเขาสองคนจากไปโดยไม่พูดไม่จา ชายวัยกลางคนที่เดิมยังเตรียมพร้อมอยู่จึงคลายความระแวดระวังลง แต่กลับไม่รั้งพวกเขาไว้เช่นกัน เพราะเรื่องที่ต้องทำในการเดินทางครั้งนี้ไม่เหมาะจะให้มีคนนอกมาอยู่ด้วยนัก


กวนสีหลิ่นที่เดินมาสักพักงุนงงอยู่ในใจ จึงถามว่า “น้องชาย ไม่ใช่ว่าพวกเราต้องลองถามพวกเขาว่าจะให้เราตามไปด้วยได้หรือไม่รึ? ทำไมไม่ทันถามก็ไปแล้วล่ะ?”


ในปากเฟิ่งจิ่วคาบก้านต้นหญ้าหางหมาจิ้งจอก ฝีเท้าเธอทั้งนวยนาดและเอ้อระเหย ในมือกำลังกวัดแกว่งกิ่งไม้ ตอบอย่างไม่สนใจว่า “ทำไมเราต้องตามพวกเขาไปด้วยล่ะ?”


“แน่นอนว่าเผื่อเวลามีอันตราย พวกเขาก็ยังช่วยเราได้นะ!”


“ผิดแล้ว”


เธอส่ายหน้า บอกว่า “คนเราต้องพึ่งพาตัวเอง ถ้าคิดแต่พึ่งคนอื่นก็ตายแน่แล้ว อีกอย่างที่ไปสมทบกับพวกเขาก็เพื่อกำจัดฝูงหมาป่านั่น ตอนนี้ฝูงหมาป่าไม่ตามพวกเราแล้ว จะตามพวกเขาไปอีกทำไมกัน?”


กวนสีหลิ่นเกาหัวอย่างมึนงง “ดูเหมือนก็มีเหตุผล” เขาพูดพลางมองขอทานน้อยด้วยสายตานับถือ “น้องชาย เห็นชัดๆว่าเจ้าอายุน้อยกว่าข้า แต่กลับฉลาดเก่งกาจกว่าข้าเยอะเลย”


“ก็ใช่น่ะสิ เจ้านึกว่าข้าเหมือนเจ้ารึ? ถึงได้ถูกคนใช้มีดแทงข้างหลังน่ะ”


“ถูกมีดแทงข้างหลังอะไร?” เขาถามอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว


เฟิ่งจิ่วเหลียวมองเขาแวบหนึ่ง ถึงจะพูดช้าๆว่า “แผลของเจ้าโดนแทงจากระยะประชิด ซ้ำยังอาศัยโอกาสที่เจ้าเผลอโจมตีจากด้านหลัง เห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่เจ้ารู้จักอยากฆ่าเจ้า ดังนั้นบอกว่าเจ้าโง่ก็ยังไม่เชื่ออีก”


ตอนที่ 32: สหายเก่าจากทิศตะวันตก


ได้ยินคำพูดของเฟิ่งจิ่ว กวนสีหลิ่นนิ่งไปสักพัก เขาไม่พูดไม่จาอยู่นาน ทำแค่ก้มหัวลงน้อยๆ แล้วเดินไปอย่างเงียบเชียบ


ทั้งสองคนไม่ได้เดินตรงกันตลอดทาง เพราะเฟิ่งจิ่วต้องหายาในป่า ทางที่เดินอยู่จึงค่อนข้างเอียงไปด้านข้าง โดยเฉพาะหลังจากที่สลัดฝูงหมาป่าพวกนั้นได้ เธอยิ่งเดินไปยังจุดที่มีต้นไม้และวัชพืชมากมายซึ่งอยู่ไกลตาออกไปอีก


ตลอดทางเธอเอาแต่เก็บไปเรื่อย จึงเก็บยาทิพย์ที่มีประโยชน์มาได้ไม่น้อย แต่จากระดับของที่นี่กลับรู้ได้เลยว่ายาทิพย์พวกนี้เป็นแค่พวกที่เห็นกันบ่อยๆไม่ได้ล้ำค่าอะไร ถึงอย่างไรในแคว้นเล็กระดับเก้าแห่งนี้ หากอยากจะหาของล้ำค่าในบรรดาของชั้นดีย่อมเป็นไม่ได้เลย


ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาที่หายามาตลอดทางจึงมาถึงด้านล่างของยอดเขาลูกหนึ่ง


ดวงตาคมกริบของเฟิ่งจิ่วเห็นว่าใกล้ๆ ยอดเขามียาทิพย์พลิ้วไหวรับลมอยู่ สายตาจึงเป็นประกายอย่าง.อดไม่ได้ “เจ้ารออยู่ตรงนี้นะ ข้าจะไปเก็บยาทิพย์ต้นนั้นมา” หาอยู่ตั้งนาน เพิ่งจะพบยาทิพย์ที่มีสรรพคุณกำจัดรอยแผลเป็นเจอ จะไม่ให้เธอตื่นเต้นได้อย่างไร?


“น้องชาย เจ้า เจ้าคงไม่ได้จะไปแล้วไม่กลับมาอีกใช่ไหม?” กวนสีหลิ่นมองเขาอย่างกระวนกระวายใจเล็กน้อย


เฟิ่งจิ่วที่เดินไปไม่กี่ก้าวได้ยินคำพูดนี้ก็ชะงักฝีเท้า เธอเดินกลับมา แล้วหยิบเนื้อย่างจากถุงฟ้าดินยื่นให้เขา


“ข้าจะไปหายา เดี๋ยวสักพักก็กลับมา เนื้อย่างชิ้นนี้เจ้าถือไว้กินซะ อืม ถ้าจะให้ดีปีนขึ้นไปบนต้นไม้ซะ แบบนี้ต่อให้เจอสัตว์ร้ายก็ไม่ต้องกังวลแล้ว” เธอมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าที่ไม่ไกลมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งสูงตระหง่าน จึงชี้นิ้วพลางถามว่า “ต้นนั้นเจ้าปีนขึ้นไปได้หรือไม่? ข้าเก็บยาเสร็จแล้วจะกลับมาหาเจ้าตรงนี้เอง”


พอได้ยินว่าขอทานน้อยไม่คิดจะทิ้งเขา กวนสีหลิ่นถึงจะผุดยิ้มออกมา “ได้สิ! ข้าจะขึ้นไปนั่งรอเจ้าบนต้นไม้ เจ้าอย่าลืมกลับมาหาข้านะ”


“ได้สิ” เธอตบบ่าเขา แล้วจึงหันหลังเดินไปที่ยอดเขา


กำแพงภูผาค่อนข้างสูงชัน เธอปีนขึ้นไปมือเปล่าก็ลำบากอยู่หน่อยๆ บางทีถ้าก้าวเท้าไม่ดีนัก หินดินก็จะร่วงลงไป ด้วยเหตุนี้ทุกก้าวของเธอจึงต้องระวังอย่างมาก


ประมาณหนึ่งชั่วยามจากนั้น ขณะที่เธอค่อยๆเข้าใกล้ยาทิพย์ กลับพบว่าด้านข้างยาทิพย์มีโพรงเล็กๆ อยู่ ในโพรงนั้นมีงูพิษสีเขียวขนาดหนาเท่าหนึ่งนิ้วมือกำลังนอนพลางแลบลิ้นขู่ จ้องมองเธอด้วยดวงตาดุร้ายกระหายเลือด


เธอมองอยู่สักพัก นอกจากโพรงเล็กๆนั่นแล้ว ด้านข้างยังมีอีกหนึ่งโพรงเล็ก เห็นได้ชัดว่าเชื่อมถึงกัน


หากอยากจะเก็บยาทิพย์ต้นนั้นก็ต้องจัดการงูตัวนี้เสียก่อน เมื่อหมายมั่นปั้นมือแล้ว หลังจากเธอกวาดสายตามองไปรอบๆ จึงค่อยขุดหินก้อนใหญ่ขนาดเท่ากำปั้นก้อนหนึ่งบนกำแพงหินดินมา จากนั้นปีนขึ้นไปใกล้อีกนิด ขณะที่งูตัวนั้นขยับออกมาสังเกตุการณ์ด้านนอกเพียงเล็กน้อย เธอก็ใช้ก้อนหินในมือปิดโพรงนั้นไว้


ในช่วงเวลานั้นเอง งูตัวนั้นเลื้อยออกมาส่งเสียงขู่ฟ่อจากโพรงเล็กอีกโพรงอย่างรวดเร็ว พร้อมอ้าปากเผยเขี้ยวพิษพุ่งมากัดที่ข้อมือของเธอ


จะพูดว่าเร็วก็เร็ว เฟิ่งจิ่วดึงกริชออกมาฟันทันใด หัวงูที่โผล่ออกมาถูกคมมีดฟันจนขาด ร่างงูร่วงตามลงไป ตอนนี้ เธอถึงจะขุดยาทิพย์ออกมาใส่ลงในถุงฟ้าดินอย่างระมัดระวัง


“ฮู่! เหนื่อยชะมัด!”


เก็บยาแล้วเธอก็ปีนไปถึงด้านบน อยากจะลองดูสภาพแวดล้อมรอบๆจากที่สูง แต่กลับเห็นยาทิพย์ที่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณแผ่กระจายอยู่รางๆ ตรงริมขอบเข้าโดยบังเอิญ จึงขุดมันใส่ลงถุงฟ้าดินอย่างดีอกดีใจ


“โชคดีไม่เบาเลย ไม่นึกว่าจะหายาทิพย์เจอตั้งสองต้นจากตรงนี้ด้วย” เธอพูดยิ้มๆ ขณะยืนมองลงไปจากยอดเขา เธอเห็นว่าทางฝั่งตะวันตกมีกองกำลังหนึ่งกำลังเดินหน้าเข้าไปในป่าลึก


ชายหนุ่มรูปงามคนที่เป็นหัวหน้าสวมชุดสีขาว เขาคือคู่หมั้นของเจ้าของร่างคนก่อน หรือมู่หรงอี้เซวียนท่านอ๋องสามแห่งแคว้นแสงสุริยัน และสาวน้อยคนนั้นที่ตามอยู่ข้างกายเขา นางสวมชุดกระโปรงสีฟ้าน้ำทะเลสดใส มาพร้อมใบหน้าที่เฟิ่งจิ่วคุ้นเคยเกินจะเปรียบ…


ตอนที่ 33: ความแปลกหน้าและความคุ้นเคย!


“ช่างบังเอิญจริงๆนะ!” เธอพึมพำเสียงเบา แววตามีความเย็นเยือกไหลเวียนอยู่น้อยๆ


เมืองอวิ๋นเยวี่ยไม่ใกล้กับที่นี่เลย ต่อให้รีบเดินทางก็ต้องใช้เวลาหลายวัน แล้วนางจะมาถึงที่นี่ได้อย่างไร? หนำซ้ำมู่หรงอี้เซวียนคนนั้นก็มาด้วย?


สายตาเธอชะงักอยู่ที่ร่างของมู่หรงอี้เซวียนสักพัก เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้เลยว่าเฟิ่งชิงเกอคนนั้นไม่ใช่เฟิ่งชิงเกอคนก่อนหน้านี้อีกแล้ว เวลานี้ เธอยังแปลกใจอยู่นิดหน่อย หรือว่าชายหนุ่มจะจำได้เพียงใบหน้าเดียว?


สายตาเธอไม่ได้หยุดอยู่ที่ร่างพวกเขานานเกินไป เพราะไม่นานนักเธอก็พบว่า บริเวณรอบๆ ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลล้วนมีกองกำลังไม่น้อยต่างกำลังเดินเข้าไปในป่าลึก กองกำลังเหล่านี้มีทั้งที่ห่างไกลกัน และอยู่ใกล้กันเพียงไม่กี่สิบเมตร


เมื่อนึกถึงสิ่งที่ต้องพบเจอบนเส้นทางนี้ แววตาเธอสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะคิดในใจว่า ‘ส่วนลึกของป่าเก้าหมอบนี้มีของอะไรกันแน่? ถึงสามารถทำให้คนพวกนี้วิ่งแจ้นเข้าไปในป่าลึกได้?’


ขณะที่คิดอยู่ ก็พลันรู้สึกว่ามีดวงตาอันดุร้ายกำลังจ้องมองเธอ เธอหันกลับไปทันที พอเห็นก็เลิกคิ้วอย่างอดไม่ได้ “หมีดำ?”


ตรงที่ห่างจากเธอไปไม่ถึงห้าเมตรมีหมีสีดำตัวใหญ่สูงประมาณสองสามเมตรนอนคว่ำอยู่ มันแยกเขี้ยวและมองเธออย่างดุร้าย ร่างโค้งต่ำลงน้อยๆราวกับคิดจะแอบเข้าใกล้เธอ แต่ถูกเธอพบเข้าก่อน จากนั้นได้ยินเสียงหมีดำยักษ์เงยหน้าขึ้นคำรามแล้วกระโจนเข้ามาในทันที


“กรร!”


หมีดำคำรามอย่างหัวเสีย พื้นดินสะเทือนจนสั่นไหวอยู่น้อยๆ เสียงร้องของมันกระจายมาจากพื้นที่สูง แทบจะกึกก้องไปทั่วบริเวณโดยรอบในชั่วขณะ ทำให้ทั้งคนและม้าบนถนนในป่าด้านล่างต่างก็ได้ยิน


เมื่อเผชิญหน้ากับหมีดำตัวใหญ่ขนาดนี้ เฟิ่งจิ่วไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความเป็นไปได้ที่จะสู้ชนะ เธอสบโอกาสขณะที่มันกระโจนมาอย่างกะทันหันก้มตัวลงแฉลบผ่านไป พอพลังเร้นลับพรั่งพรูออกมา ก็ค่อยใช้ฝีเท้าแปลกประหลาดหนีลงไปจากเขา


“กรร กรร!”


หมียักษ์ดำกระโจนใส่อากาศ มันแหงนหน้าส่งเสียงคำรามสองครั้ง ร่างใหญ่โตลุกยืน แล้วไล่ตามเฟิ่งจิ่วไปด้วยความเร็วที่ว่องไวเป็นที่สุด


“เวรล่ะ! ยังมีอีกตัว!”


พอเฟิ่งจิ่วที่วิ่งแฉลบลงเขาไปเห็นหมีสีน้ำตาลวิ่งออกมาตรงหน้า จึงพลั้งปากสบถอย่างไม่อาจทนได้ “โชคอะไรของเราเนี่ย?” ดวงตาเธอหันมองเพื่อหาหนทางหนี…


พอเหล่ากองกำลังที่กำลังเดินเข้ามาจุดลึกที่สุดตรงรอบๆยอดเขาได้ยินเสียงหมีดำคำรามลอยมาจากที่สูง ฝีเท้าก็ชะงักลงอย่างอดไม่ได้ แล้วเงยหน้ามองขึ้นไป


หมีดำมีพลังต่อสู้ที่น่าสะพรึง และหมีดำในป่าเก้าหมอบก็ไม่ใช่หมีดำทั่วไป แต่เป็นสัตว์ร้ายขั้นสูงระดับสอง


ต่อให้นักรบสิบกว่าคนที่มีพลังเร้นลับขั้นต้นอยากฆ่าหมีดำขั้นสูงระดับสองสักตัว ก็แทบจะพูดได้เลยว่าไม่อาจทำได้ ด้วยเหตุนี้ ถ้าเป็นคนที่มาด้านในต่างรู้ดี หากพบเห็นหมีดำอยู่ไกลๆ ก็ต้องหลบเลี่ยง ไม่ควรสู้กันตรงๆ


มู่หรงอี้เซวียนที่อยู่ในป่าพลันเป็นกังวล ฝีเท้าเขาชะงักลง แล้วหันมองขึ้นไปบนยอดเขาในทันที


“พี่มู่หรง เป็นอะไรรึเจ้าคะ?” ใบหน้างามพริ้งของเฟิ่งชิงเกอในชุดกระโปรงสีฟ้าน้ำทะเลสดใสเผยความแปลกใจ พอเห็นสายตาเขาจับจ้องบนยอดเขาไม่วางตา นางจึง.อดแหงนมองตามสายตาเขาไม่ได้ แต่ก็ไม่พบเห็นอะไร


“ไม่มีอะไร” เขาส่ายหัวและยิ้มอย่างอบอุ่น พอมองคนข้างกาย เขากลับมีความรู้สึกแปลกหน้าที่ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ


ราวกับว่า…


คนตรงหน้าไม่ใช่เฟิ่งชิงเกอคนนั้นที่เขารู้จัก เพราะจากที่อยู่ด้วยกันมาหลายวัน เห็นชัดๆว่านางอยู่ตรงหน้า แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความหวั่นไหวเช่นวันคืนเก่าๆ


ทว่าสายตาที่พินิจมองเขาอยู่เมื่อครู่นั้น แม้จะไม่รู้ว่ามาจากใคร แต่กลับทำให้เขาคุ้นเคยอย่างอธิบายไม่ได้…


ตอนที่ 34: การเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจ!


สายตาสงบนิ่งลุ่มลึกที่เขามองมา ทำให้ใจนางกระวนกระวายอยู่บ้าง มือหนึ่งลูบหน้าเบาๆ พลางถามเสียงอ่อน “พี่มู่หรง ทำไมถึงมองข้าเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ? บนหน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือ?”


เขาไม่ตอบกลับ แค่ยิ้มอย่างสง่างาม “พวกเราไปเถอะ!” จากนั้นจึงก้าวเดินไปข้างหน้าต่อ


เฟิ่งชิงเกอชะงักเล็กน้อย แล้วจึงเดินเคียงข้างเขาเข้าไปในส่วนลึกของป่า


ระหว่างที่เดิน นางหันหน้ามองเสี้ยวหน้าอันสง่างามและหล่อเหลาของเขาอยู่บ่อยครั้ง เขาทั้งสมบูรณ์แบบและอ่อนโยนเช่นนี้ ทำให้หัวใจดวงนี้ของนางยิ่งถลำลึก หลงทาง และหวั่นไหวเพราะเขาอย่างควบคุมไม่ได้ เกรงว่านางคงต้องแบกใบหน้าผู้อื่นใช้ชีวิต และนางก็จะไม่เสียใจภายหลังด้วย…


อีกด้าน ตอนนี้เฟิ่งจิ่วกลับอยู่ในสถานการณ์ลำบากนิดหน่อย เพราะหมีดำยักษ์สองตัวด้านหลังไล่ตามเธอมาติดๆชั่วยามกว่าแล้ว


เดิมทีนึกว่าสามารถสลัดพวกมันทิ้งไปได้ง่ายๆ ใครจะรู้ การวิ่งของหมีสองตัวกลับเร็วอย่างคาดไม่ถึง หนำซ้ำการสั่นไหวของพื้นดินในขณะที่วิ่งกับเสียงหมีคำรามที่ดังมาจากด้านหลังไม่หยุดหย่อน ทำให้เธอไม่อาจชะลอความเร็วลงได้เลย


ความเร็วไม่อาจช้าลง แต่จะวิ่งไปตลอดเช่นนี้ ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ยังรับไม่ไหวนะ!


“อ๊าก! อย่าตามมาอีกเลย ถ้าทำให้ข้าโกรธ ฉันจะสู้กับพวกเจ้าแน่!” เธอเงยหน้าตะโกนเสียงดัง ความเร็วไม่ลดลง แต่ลมหายใจกลับหอบน้อยๆแล้ว


ก็แค่เก็บยาทิพย์พวกมันมาต้นเดียวเอง ทำให้ต้องวิ่งไล่เธอติดต่อกันกว่าชั่วยามขนาดนี้เลยหรือ?


“กรร! กรร!”


สิ่งที่ตอบรับเธอคือเสียงหมีสองตัวคำราม และความเร็วที่ไม่ลดลงจากด้านหลัง


พอเห็นว่าตรงหน้ามีต้นไม้ใหญ่แข็งแรงอยู่ เธอหอบหายใจพลางหันกลับไปมอง แล้วเร่งฝีเท้าวิ่งไปด้านหน้า ยามเข้าใกล้ต้นไม้ใหญ่ค่อยใช้สองขากระโดดสองแขนปีนขึ้นไป อาศัยกิ่งไม้หนึ่งปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่นั้น


“ฮู่! เหนื่อยแทบตาย”


ไม่วิ่งแล้ว เธอนั่งหอบหายใจอยู่บนต้นไม้ เห็นหมีดำยักษ์สองตัวนั้นตามมาถึงใต้ต้นไม้ในระหว่างที่เธอหายใจไปไม่กี่ครั้ง นึกไม่ถึงว่าพวกมันคิดจะปีนขึ้นมาด้วย ยังดีที่ต้นไม้ที่เธอเลือกนอกจากจะแข็งแรงพอตัว ลำต้นก็ยังเกลี้ยงเกลาและลื่นจนไม่อาจปีนขึ้นมาได้ง่ายๆ


“ตึง!”


เป็นไปตามคาด ตัวหนึ่งในนั้นพอปีนขึ้นมาห่างจากพื้นได้ประมาณเมตรหนึ่งก็ตกลงไปนอนสี่ขาชี้ฟ้า เห็นแล้วเธอหัวเราะขึ้นมาอย่างอดไม่ได้


“แต่ว่า ยาทิพย์ต้นนี้ใช้ทำอะไรกัน? ถึงทำให้พวกมันตามมาตลอดไม่ยอมปล่อย?” เธอหยิบยาทิพย์ที่เก็บมาก่อนหน้านี้ออกจากถุงฟ้าดินมาดู เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนแรกก็ไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไร


“กรร กรร!”


พอหมีสองตัวใต้ต้นไม้เห็นเธอหยิบยาทิพย์ออกมา ทันใดนั้นก็คำรามเสียงดังขึ้นอีก เมื่อปีนขึ้นไปไม่ได้ หมีทั้งสองตัวจึงช่วยกันออกแรงผลักต้นไม้ ราวกับอยากจะเขย่าให้เธอร่วงลงมา


ต้นไม้สั่นไหวขึ้นทันใด ทำเอาเฟิ่งจิ่วเกือบตกลงไป มือหนึ่งเธอเกาะต้นไม้ไว้พลางก็ตะโกนไปด้านล่าง “พวกเจ้าพอได้รึยังเนี่ย? อยากจะเอายาทิพย์จากข้าคืนไปเรอะ? พวกเจ้าแค่คิดก็อย่าได้คิดเลย”


“กรร! กรร กรร กรร!”


หมีสองตัวคำรามเสียงดังสนั่นอย่างขุ่นเคือง เขย่าจนเฟิ่งจิ่วที่อยู่บนต้นไม้คิดว่าคงอยู่ต่อไม่ได้แล้ว ดังนั้นหลังจากเก็บยาทิพย์ก็มองไปรอบๆ คิดจะกระโดดจากต้นไม้ต้นนี้ไปต้นอื่น แล้วหาโอกาสหนี


ทว่า ขณะที่เธอยืนขึ้นมา ท้องฟ้าก็พลันมีเสียงดังครืน ประหนึ่งเสียงฟ้าร้องทุ้มต่ำนั้นกำลังดังกระจายอยู่บนชั้นเมฆ อานุภาพกดดันอันทรงพลังปกคลุมลงมาจากชั้นเมฆด้านบน กลิ่นอายของแรงกดดันที่แสนหนักหน่วงหมุนวนเป็นลมกระโชก พัดจนต้นไม้ทั้งหมดในป่าโยกไหว ใบไม้ร่วงเม็ดทรายต่างก็ม้วนลอยขึ้น


“บรู้ว…”


“กรร!”


“โฮก!”


เสียงตื่นตกใจของเหล่าสัตว์ดังขึ้นมาโกลาหลวุ่นวาย ดังระงมสูงต่ำอยู่ภายในป่า


และตอนนี้ เฟิ่งจิ่วเห็นว่าหมียักษ์สองตัวใต้ต้นไม้ก็หมอบลงตัวสั่นงันงกไม่หยุด คุดคู้กันอยู่บนพื้น…


ตอนที่ 35: สัตว์เทวะในตำนาน!


เมื่อรู้สึกถึงแรงกดดันที่ปกคลุมอยู่กลางอากาศ เธอแหงนหน้ามองไปบนท้องฟ้าอย่างตื่นตกใจ ตอนนี้เธอเห็นทั่วผืนเมฆบนฟ้าปรากฎสีเปลวไฟเป็นประกาย หนำซ้ำเหล่าเมฆสีเพลิงค่อยๆก่อตัวเป็นรูปหงส์ไฟสยายปีกตัวหนึ่ง ช่างเจิดจรัสเป็นที่สุด งดงามจนไม่อาจเบนสายตาออกไปได้…


และในเวลาเดียวกันนี้ ทิวทัศน์ผิดแผกแปลกตาบนท้องฟ้าก็สั่นสะเทือนไปทุกฟากฝั่ง แทบทุกแว่นแคว้นโดยรอบแคว้นแสงสุริยันล้วนเห็นภาพประหลาดบนผืนฟ้า เหล่าผู้แกร่งกล้ามากมายพากันตื่นเต้นเป็นอย่างมาก


“ปรากฏการณ์ฟ้าเปลี่ยน! สัตว์เทวะถือกำเนิดแล้ว!”


“เมฆสีเพลิง เป็นรูปหงส์! สวรรค์! หงส์ไฟ สัตว์เทวะในตำนาน! สัตว์เทวะในตำนาน! เร็วเข้า!”


หลังจากยอดฝีมือในแต่ละพื้นที่ตกตะลึงกันไป พวกเขาก็มุ่งไปยังป่าเก้าหมอบในแคว้นแสงสุริยันกันอย่างตื่นเต้นและอัศจรรย์ใจ บ้างก็ใช้ดาบบิน ควบสัตว์ร้ายบินไป หรือใช้ของวิเศษที่บินได้ไกลพันลี้ในวันเดียว…


พวกเขามีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือต้องแย่งชิงสัตว์เทวะในตำนานที่เพิ่งถือกำเนิดนั้นมาให้จงได้!


ผู้บำเพ็ญบางส่วนที่แข็งแกร่งไม่พอจะแย่งชิงกับผู้แกร่งกล้าพวกนั้น พอเห็นพวกผู้แกร่งกล้าต่างพากันออกเดินทางไปยังป่าเก้าหมอบแคว้นแสงสุริยัน ก็อดถอนหายใจน้อยๆไม่ได้ “สัตว์เทวะกลับปรากฏตัวในแคว้นเล็กๆระดับเก้าอย่างแคว้นแสงสุริยัน ช่างนึกไม่ถึงเลยจริงๆ!”


“ไม่รู้เลยว่าคนแบบไหนกันที่จะได้สัตว์เทวะตนนั้นไป?”


“เหล่าผู้แกร่งกล้าจากแต่ละทิศต่างก็รีบไปกัน แสงสุริยันแคว้นเล็กๆ คงไม่อาจปกป้องสัตว์เทวะตนนั้นได้ ข้าเดาว่าคงจะถูกคนของแคว้นอื่นชิงไป”


“เหอะๆ ก็ไม่แน่หรอก มีใครไม่รู้บ้างว่าสัตว์เทวะโบราณเป็นโอกาสครั้งใหญ่ ข้าว่า เมฆมงคลของสัตว์เทวะปรากฏอยู่เหนือแคว้นแสงสุริยัน ที่นั่นก็ต้องมีคนที่มีโชคอันยิ่งใหญ่เป็นแน่”


“ก็ใช่ ถึงอย่างไรในปีนั้นที่มังกรเขียวถือกำเนิด เหล่าผู้แกร่งกล้าก็ชิงนำหน้าเร่งรีบไปกันไม่ใช่รึ? สุดท้ายแต่ละคนก็ไม่ได้พบเจอมัน”


“พูดมาก็แปลก มังกรเขียวถือกำเนิดมาสิบกว่าปีแล้ว แต่สิบกว่าปีมานี้นอกจากภาพแปลกตาในปีนั้น ทุกแห่งหนก็ไม่เคยได้ยินว่ามีมังกรเขียวโบราณปรากฏ ไม่รู้จริงๆว่าคนที่กลายเป็นเจ้าของมันคือผู้ใดกันแน่?”


“พอสัตว์เทวะปรากฏตัว ทุกทิศสะเทือนเลื่อนลั่น อนาคตคงได้รู้กันแน่นอน”


หลายคนมองไปทางแคว้นแสงสุริยัน แล้วพูดในใจว่า ‘สัตว์เทวะโบราณปรากฏขึ้นอีกตัวแล้ว ดูท่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นแน่…’


และในป่าเก้าหมอบ ผู้คนเหล่านั้นที่มายังป่าลึกก็ประหลาดใจกันอย่างยิ่ง


“ดูสิ! นั่นเมฆเพลิง เป็นรูปหงส์! สัตว์เทวะหงส์ไฟจะถือกำเนิด!”


“ได้ยินว่าจะมีสัตว์เทวะถือกำเนิด กลับไม่นึกว่าจะเป็นสัตว์เทวะโบราณ ดียิ่งนัก! พวกเราต้องรีบไปก่อนคนอื่นๆ เพื่อผูกสัญญาสัตว์เทวะในตำนาน!”


ส่วนหลิงโม่หานที่อยู่ส่วนลึกสุดของป่าเก้าหมอบ พอเห็นภาพแปลกตาบนท้องฟ้า ในดวงตาที่ลึกล้ำก็มีแววประหลาดใจ “หงส์ไฟ สัตว์เทวะในตำนาน?”


แม้จะแปลกใจที่ได้เห็นสัญลักษณ์ของสัตว์เทวะในตำนานปรากฏขึ้นที่แคว้นเล็กๆระดับเก้าอย่างแคว้นแสงสุริยันต์ แต่การเดินทางครั้งนี้เขาไม่ได้มาเพื่อสัตว์เทวะตัวนั้น เขายังมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ


ดังนั้นหลังจากดึงสายตากลับ เขาก็เดินไปยังที่จุดหมายต่อ…


ที่ไหนสักแห่งในป่า เฟิ่งชิงเกอที่เห็นภาพปรากฏการณ์บนท้องฟ้าดึงร่างมู่หรงอี้เซวียนข้างกายด้วยความยินดีที่ยากจะปิดบัง “พี่มู่หรง ท่านดูสิ เป็นหงส์ไฟ สัตว์เทวะในตำนานเจ้าค่ะ!”


นางตื่นเต้นใจ ในใจตั้งมั่นว่าสัตว์เทวะหงส์ไฟนี้ต้องเป็นของตนแน่!


ครั้นมู่หรงอี้เซวียนเห็นรูปหงส์ไฟ ในดวงตาเขาก็เผยความแปลกใจ “สัตว์เทวะในตำนานตัวนี้เป็นถึงราชาแห่งสัตว์เทวะ”


เมื่อพูดออกไป ก็เห็นว่าในเมฆสีเพลิงนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้น ราวกับเสียงร้องของหงส์ที่แว่วมาจากอดีตกาล หลังจากนั้น แสงสีทองแวววับจับตาก็สาดส่องลงมาจากฟากฟ้าประหนึ่งดาวตกทันใด…


ตอนที่ 36: เก็บไข่สัตว์เทวะมาโดยไม่เสียอะไร!


ทุกคนในป่าเก้าหมอบเพียงได้ยินเสียงครืนดังสนั่นไปทั่ว แสงสีทองที่มาพร้อมกลับกลิ่นอายแก่กล้าเคลื่อนออกจากจุดที่มันตกลงมา กระแสลมรูปร่างคล้ายลายคลื่นน้ำที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพุ่งออกไป พัดพาต้นไม้รอบๆจนล้มลงไปด้านเดียวกัน


“เร็วเข้า! สัตว์เทวะถือกำเนิดแล้ว! รีบไปที่นั่นเร็ว!”


ผู้คนในป่าเก้าหมอบตะโกนกันอย่างตื่นเต้น แล้ววิ่งห้อตรงไปยังบริเวณที่มีเสียงดังมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย หากช้าแม้เพียงก้าวเดียวก็จะโดนคนอื่นตัดโอกาสแรกไป…


แต่ในขณะที่แสงสีทองนั้นสาดส่องจากบนฟ้าลงมาในป่า ไม่มีใครรู้เลยว่ามันร่วงลงมาข้างต้นไม้ที่เฟิ่งจิ่วอยู่


ทั้งแรงกดดันมหาศาลและกระแสลมต่างสะเทือนจนต้นไม้ใหญ่ลมไปด้านหนึ่ง ต่อให้คนสองคนโอบเอาไว้ก็ยังโอบไม่อยู่ แม้แต่รากก็แทบจะถูกถอนขึ้นมา แน่นอนว่าเฟิ่งจิ่วที่อยู่บนต้นไม้ก็ถูกกระแสลมพัดตกลงมาบนพื้นดิน ก่อนจะกลิ้งร่วงลงไปในหลุมใหญ่ที่ถูกเสียงดังก้องนั้นพุ่งชนจนเป็นหลุมใหญ่ยักษ์


ภายใต้แรงกดดันมหาศาล เธอรู้สึกหายใจไม่ทันและขาดอากาศ ผิวหน้าถูกกระแสลมรุนแรงพัดจนเริ่มเจ็บ ไม่อาจลืมตาขึ้นมาได้เลย


“อื้ม!”


พอตกลงไปในหลุมใหญ่ ท้องเธอชนเข้ากับของบางอย่างที่นูนขึ้นมาใต้ร่าง เจ็บจนเธอต้องร้องครวญคราง และในตอนนี้เอง แรงกดดันและกระแสลมรอบข้างก็ค่อยๆสลายไป


หลังจากความรู้สึกขาดอากาศหายใจนั้นจางหาย เธอถึงจะมีแรงลุกยืนขึ้นมา เห็นว่าของที่นูนอยู่นั้นคือไข่ที่มีแสงสีทองแวววับ!


“เป็นไข่หงส์ตัวนั้นที่ปรากฏบนท้องฟ้าหรือ?”


สายตาเธอแปลกใจเล็กน้อย ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจ มีเพียงความฉงนสงสัย พื้นที่ทั่วป่าเก้าหมอบกว้างใหญ่ขนาดนั้น ที่อื่นมีไม่ตกแต่กลับมาตกตรงที่เธอ?


“ถ้าหยิบไปเฉยๆไม่ได้คงไม่หยิบ ในเมื่อตกมาใต้เท้าเรา มันก็เป็นของเราแล้ว”


เธอสงสัยอยู่แค่ชั่วขณะก็อุ้มไข่ใบนั้นขึ้นมาดู เห็นแสงสีทองที่ประกายออกมา ลวดลายซับซ้อนที่เดิมเคยปรากฎอยู่บนเปลือกไข่ก็หายไปพร้อมกัน นอกจากแสงสีทองและขนาดของไข่ที่ใหญ่กว่าปกติหลายเท่า ก็มองไม่ออกจริงๆว่ามีอะไรพิเศษ


เธอมองไปรอบๆก็ไม่เห็นใครสักคน เธอคิดจะนำไข่ทองในมือใส่ลงในถุงฟ้าดิน แต่พอเปิดถุงออกกลับพบว่ายัดไม่เข้า เธอถึงจะนึกออกว่าถุงฟ้าดินนั้นใส่ได้แค่สิ่งที่ตายแล้ว ไม่สามารถใส่สิ่งของที่มีชีวิตได้


เห็นแบบนี้เธอจึงนำไข่ทองใส่ไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะเร่งกลิ่นอายพลังเร้นลับขึ้นมาพลางออกไปจากที่นี่อย่างรวดเร็วด้วยฝีเท้าที่แปลกประหลาด…


คล้อยหลังเธอจากไปประมาณครึ่งชั่วยาม คนกลุ่มแรกที่มาถึงที่นี่ก็เห็นเพียงหลุมใหญ่ยักษ์ตรงนั้น และต้นไม้ใหญ่ที่แทบจะถูกถอนราก.ล้มอยู่ข้างๆกัน แต่เมื่อมองดูในหลุมนั้นกลับพบแต่ความว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย


“ทำไมถึงไม่มีล่ะ? หรือว่ามีคนอื่นได้ไปก่อนแล้ว?” ชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้าวิ่งมาจนเหงื่อออกเต็มหน้า ยามเห็นหลุมว่างเปล่า ความตื่นเต้นที่เอ่อล้นในใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเคือง


“ใครกัน? ใครที่ยังเร็วกว่าพวกเราอีก!”


ขณะที่เขาตะโกนอย่างขุ่นเคือง มู่หรงอี้เซวียน เฟิ่งชิงเกอ และกองกำลังของพวกเขาก็มาถึงที่นี่อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเห็นว่าในหลุมไม่มีอะไร มู่หรงอี้เซวียนก็ยังดีอยู่ แต่สีหน้าเฟิ่งชิงเกอกลับเปลี่ยนไป


“ใครกัน?” สายตาที่ดุร้ายและคมกริบมองไปยังกองกำลังอีกกลุ่ม แล้วถามอย่างร้อนรน “สัตว์เทวะล่ะ?”


นางในตอนนี้ไม่รู้เลยว่า มู่หรงอี้เซวียนข้างกายกำลังมองนางคล้ายขบคิดอะไร


เพราะในใจของมู่หรงอี้เซวียน เฟิ่งชิงเกอเป็นหญิงสาวที่สุภาพและอ่อนโยน เห็นอกเห็นใจผู้อื่นทั้งยังมีจิตใจงดงาม เขากับนางรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยเห็นนางมีสายตาดุร้ายเกรี้ยวกราดเช่นตอนนี้มาก่อน


นี่ทำให้เขาครุ่นคิดมากขึ้นมาอย่าง.อดไม่ได้…


ตอนที่ 37: เหล่าผู้แกร่งกล้าหลั่งไหลเข้ามา!


เฟิ่งชิงเกอเหมือนรู้สึกได้ถึงบางอย่าง หันหน้ากลับอย่างรวดเร็ว จึงสบเข้ากับสายตาครุ่นคิดของเขาพอดิบพอดี ใจนางหายวาบ ก่อนจะรีบพูดว่า “พี่มู่หรง ข้า ข้าแค่ร้อนใจ…”


มู่หรงอี้เซวียนยิ้มสง่างาม ตอบด้วยเสียงอบอุ่น “การที่สัตว์เทวะในตำนานปรากฏตัวในแคว้นแสงสุริยันของพวกเราเป็นเรื่องที่หาได้ยากมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่พวกเราได้เห็นแสงแห่งเทพสาดส่องพื้นดินด้วยตาตัวเอง การถือกำเนิดของสัตว์เทวะ? ว่ากันตามจริง จะได้หรือไม่ได้ก็ไม่เห็นต้องยึดติดเกินไป ทั้งหมดนี้ล้วนต้องพึ่งโชคชะตา”


“ใช่ พี่มู่หรงพูดถูก ชิงเกอใจร้อนไปเองเจ้าค่ะ” นางกลับมาใจเย็นและอ่อนโยนตามปกติ มองเขาด้วยสายตารักใคร่


“เป็นใครกันที่ได้สัตว์เทวะไป!”


บนท้องฟ้าพลันมีเสียงตะโกนทุ้มเจืออำนาจ.กดดันดังมา น้ำเสียงนั้นแฝงด้วยกลิ่นอายพลังวิญญาณ ดังก้องกังวานไปรอบๆป่า


เมื่อรู้สึกถึงคลื่นกลิ่นอายพลังวิญญาณที่แตกต่างจากพลังเร้นลับ ผู้คนที่ยืนอยู่ข้างหลุมตื่นตกใจ และพากันเงยหน้ามอง จึงเห็นเพียงชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเหยียบอยู่บนของวิเศษบินได้อยู่กลางอากาศ เขายืนเอามือไพล่หลังพลางมองจากลงไปเบื้องล่าง ความน่าเกรงขามของผู้แกร่งกล้ากระจายลงมาในพริบตา ก่อนจะปกคลุมไปบนร่างผู้คน


ฝูงชนเพียงรู้สึกว่ากลิ่นอายหนักอึ้งที่ถาโถมมาราวกับมีเขาไท่ชานกดอยู่เหนือศีรษะ หน้าอกก็คล้ายมีหินก้อนใหญ่ทับจนหายใจไม่สะดวก ภายใต้แรงกดดันที่หนักหน่วงสองขายิ่งอยากจะคุกเข่าลงไปอยู่รางๆ


และแน่นอน คนที่มีระดับวรยุทธ์ค่อนข้างต่ำย่อมไม่อาจแบกรับแรงกดดันจากเบื้องบนไหว จึงคุกเข่าลงบนพื้นเสียงดังตึง เลือดลมในอกปั่นป่วน จนกระอักเลือดออกมา


เฟิ่งชิงเกอก็มีเหงื่อไหลออกหน้าผากเพราะแรงกดดันมหาศาลนั้น สีหน้านางซีดเซียว สองขาก็อ่อนระทวยอยู่เล็กน้อย กำลังจะทรุดลงบนพื้น มู่หรงอี้เซวียนที่อยู่ด้านข้างจึงพยุงไว้ ในขณะเดียวกันก็ใช้พลังเร้นลับประคองชีพจรนางเพื่อป้องกันเลือดปั่นป่วน


“ผู้อาวุโส ขอท่านเก็บแรงกดดันไปก่อน แล้วอนุญาตให้ผู้น้อยอธิบายได้หรือไม่?”


มู่หรงอี้เซวียนมองชายวัยกลางคนที่อยู่กลางอากาศ ตอนนี้เขาเพิ่งสังเกตได้ว่าท้องฟ้ารอบๆ ยังมีมาอีกหลายคน พวกเขามีทั้งที่ใช้ดาบบิน ควบสัตว์บินได้ และเหยียบของวิเศษลอยฟ้าอยู่


“อะไรกัน? ไม่เห็นสัตว์เทวะเลย?” ชายชราข้างๆกันกวาดตามองด้านล่าง ก่อนจะขมวดคิ้วพูดกับชายวัยกลางคนที่กำลังคลายแรงกดดันลง “เก็บแรงกดดันของเจ้าไปซะ ลองฟังดูสิว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นจะพูดเช่นไร ใครกันแน่ที่ได้สัตว์เทวะไป? พูดมาเร็ว!”


อาจเพราะคำพูดของชายชราผู้นั้น หรือเพราะท่าทีไม่นอบน้อบแต่ก็ไม่หยิ่งยโสของมู่หรงอี้เซวียนด้านล่าง หลังจากชายวัยกลางคนเก็บแรงกดดันไป ก็พูดเสียงเข้มว่า “พูดสิ่งที่เจ้ารู้ทั้งหมดมาซะ!”


พอแรงกดดันสลาย ผู้คนเบื้องล่างรู้สึกว่าหินก้อนใหญ่ที่ทับบนอกถูกยกออกไป ในที่สุดก็มีอากาศหายใจ ทั้งร่างผ่อนคลายลง


เผชิญหน้ากับผู้แกร่งกล้าเช่นนี้ ฝูงชนเบื้องล่างไม่มีใครกล้าไม่เคารพ


มู่หรงอี้เซวียนประสานมือทำความเคารพไปทางผู้คนเบื้องบน ก่อนจะกล่าวว่า “ผู้อาวุโสทั้งหลาย ยามผู้น้อยมาถึงที่นี่ก็ไม่พบสัตว์เทวะแล้ว และไม่รู้ด้วยว่าใครเป็นคนที่ได้สัตว์เทวะไป ที่ผู้น้อยพูดเป็นความจริง หากท่านไม่เชื่อ ก็ลองถามหลายท่านด้านนั้นได้ พวกเขายังมาก่อนพวกผู้น้อยอยู่ก้าวหนึ่ง”


สายตาเขามองไปที่คนของอีกกองกำลังหนึ่ง คนพวกนั้นต่างเสียขวัญเพราะแรงกดดันมหาศาลจากเบื้องบนไปนานแล้ว จึงไม่กล้าปิดบัง “ใช่ ใช่ขอรับ ตอนพวกข้ามาก็ไม่เห็นสัตว์เทวะแล้ว พวกข้าเองก็ไม่รู้ว่าสัตว์เทวะหายไปไหน หากพวกข้าได้สัตว์เทวะไป คงไม่กล้าปิดบังพวกท่านทั้งหลายแน่นอน”


ผู้ฝึกเซียน! พวกเขาเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญเซียนที่แท้จริง! ต่อให้เขามีความกล้าเป็นร้อยก็ไม่กล้าปิดบังผู้ฝึกเซียน


และตอนนี้ สายตาของชายวัยกลางคนที่เป็นหนึ่งในคนเบื้องบนจับจ้องอยู่ที่ร่างของมู่หรงอี้เซวียน เห็นเขามีราศีไม่ธรรมดา จึงถามไปว่า “เจ้าเป็นใคร?”


ตอนที่ 38: ความสงสัยในคราแรก!


“ผู้น้อยมู่หรงอี้เซวียน” น้ำเสียงเขาอบอุ่น พูดอย่างไม่ช้าและไม่เบาจนเกินไป


“ที่แท้ก็เป็นท่านอ๋องสามแห่งแคว้นแสงสุริยัน มิน่าถึงได้มีบุคลิกเช่นนี้”


ชายวัยกลางคนพยักหน้า ดึงสายตากลับมามองผู้คนข้างกาย แล้วพูดยิ้มๆ “ท่านทั้งหลาย สัตว์เทวะเพิ่งถือกำเนิด เชื่อว่ายังอยู่ในป่าเก้าหมอบนี้เป็นแน่ พวกเราก็ใช้ฝีมือตัวเอง ดูสิว่าใครจะหาได้พบก่อนกัน!” ยามเขาพูดก็เงยหน้าหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะใช้กระบี่บินไปหาบริเวณรอบๆ…


คนอื่นๆเมื่อเห็นเขาจากไป ก็เกิดกลัวว่าตัวเองจะรั้งท้าย จึงแยกย้ายกันอย่างรวดเร็ว เพื่อเริ่มตามหารอบบริเวณนี้


ทุกคนด้านล่างเห็นพวกเขาไปกันแล้ว ทั้งหมดก็โล่งใจได้อย่างอดไม่ได้


ผู้ฝึกเซียนมาปรากฏตัวกันเจ็ดแปดคน ต้องรู้ไว้ว่าปกติพวกเขาส่วนใหญ่จะได้ยินเพียงนามของผู้ฝึกเซียน แต่ไม่มีวาสนาได้พบเจอ พอวันนี้ได้เห็นกลับตกใจกลัวแทบตาย


เมื่อเห็นเหล่าผู้ฝึกเซียนเจ็ดแปดคนขี่กระบี่เหินฟ้าไปด้วยท่วงท่าเช่นเซียน ในดวงตาเฟิ่งชิงเกอมีความมุ่งมาดปรารถนา นางมองมู่หรงอี้เซวียนที่ข้างกาย แล้วพูดเสียงเบา “พี่มู่หรง หากภายหน้ามีโอกาส พวกเราไปกราบเข้าสำนักเซียนเพื่อฝึกบำเพ็ญด้วยกันเถอะ!”


“ได้สิ” มู่หรงอี้เซวียนตอบรับเสียงอบอุ่น ใบหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มบางๆ


พอได้ยินเขาพยักหน้ารับปาก ในใจนางก็หวานชื่น ถามเสียงอ่อนว่า “พี่มู่หรง เช่นนั้นพวกเราจะยังตามหาสัตว์เทวะอยู่หรือไม่เจ้าคะ?”


“มีผู้ฝึกเซียนหลายท่านนั้นอยู่ พวกเราก็ไม่มีโอกาสแล้ว ต่อให้หาเจอก็เกรงว่าจะนำมาซึ่งหายนะแห่งความตาย”


“เช่นนั้นตอนนี้พวกเราจะกลับไปหรือ?”


ได้ยินเช่นนั้น มู่หรงอี้เซวียนมองนาง แล้วพูดเสียงอบอุ่น “เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ให้องครักษ์ตระกูลเฟิ่งไปส่งเจ้า ข้ายังต้องไปช่วยท่านฉินเก็บโคลนจากบ่อน้ำใจกลางที่ปากภูเขาในส่วนลึกสุดของป่าเก้าหมอบอีก”


“ข้าจะไปกับท่าน”


นางดึงแขนเสื้อเขาพลางเขย่าเบาๆ ก่อนจะพูดเสียงอ่อน “พี่มู่หรง ข้ายังไม่อยากรีบกลับนัก ข้าอยากตามท่านไป”


“ส่วนลึกของป่าเก้าหมอบต่างจากที่นี่ อันตรายที่พบเมื่อลึกเข้าไปในทุกสามสิบจั้งล้วนไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะบ่อน้ำใจกลางตรงปากภูเขา ว่ากันว่าน้อยคนนักที่จะไปถึง เพราะที่นั่นมีสัตว์ร้ายขั้นสูงระดับสามเฝ้าอยู่ เจ้าเชื่อฟังข้า แล้วกลับบ้านก่อนเถอะ รอข้ากลับไปจะไปหาเจ้า”


ฟังเขาพูดเช่นนี้ ก็รู้ว่าคงไม่พานางไปด้วย จึงทำได้เพียงพยักหน้ารับ “ก็ได้เจ้าค่ะ! ข้าจะกลับบ้านไปก่อน ท่านกลับไปแล้วอย่าลืมว่าต้องมาหาข้านะเจ้าคะ”


“ได้สิ”


เขายิ้มเรียบๆ หลังจากมองนางแวบหนึ่ง ก็เรียกคนสิบคนจากพวกที่ตัวเองพามา และออกคำสั่งไปว่า “พวกเจ้าจงตามอารักขาคุณหนูเฟิ่งกลับจวน หากเกิดเหตุระหว่างทาง ข้าจะไต่สวนพวกเจ้า!”


“ขอรับ!” ทั้งสิบคนตอบรับอย่างเคารพ แล้วเดินตามหลังองครักษ์ตระกูลเฟิ่งไป


หลังจากเฟิ่งชิงเกอได้ยินคำพูดเขา นางก็ชื่นอกชื่นใจ ถึงจะบอกลาเขาอย่างอาลัยอาวรณ์ และกลับไปก่อนโดยมีองครักษ์ตระกูลเฟิ่งคุ้มครอง


จนกระทั่งเฟิ่งชิงเกอค่อยๆเคลื่อนออกไปไกล รอยยิ้มบนใบหน้ามู่หรงอี้เซวียนก็ถูกเก็บไป สายตาอันลึกล้ำและสงบนิ่งมองลึกไปยังเงาร่างที่ไกลออกไปแวบหนึ่ง จากนั้นจึงเก็บแววตานั้นลง ปกปิดความคิดและประกายในแววตา


อีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่ได้ยินการเคลื่อนไหวจากด้านหลังพุ่งทะยาน กลิ้งไปที่ตีนเขาแล้วเก็บกลิ่นอายบนตัว มือหนึ่งกุมไข่สีทองในอกเสื้อไว้ พลางแนบตัวติดกับกำแพงดินด้านหลัง เธอพยายามใช้พุ่มหญ้าตรงหน้าพรางตัวเองเพื่อเลี่ยงการถูกพบ


ในช่วงหลายลมหายใจนั้น ผู้ฝึกเซียนคนหนึ่งเหยียบพาหนะลอยฟ้าบินผ่านมาจากกลางอากาศ ดวงตาเขากวาดมองลงมาในป่าด้านล่าง ตามหาสิ่งที่ต้องสงสัย


เฟิ่งจิ่วแนบตัวติดกำแพงดินไม่ขยับเขยื้อน กลั้นลมหายใจ จนกระทั่งร่างกลางอากาศนั้นค่อยๆไกลออกไปจนหายลับไปอีกด้านหนึ่ง เธอถึงจะถอนหายใจออกมาเบาๆ


“ฮู่! อันตรายเกินไปแล้ว ไข่นี่เป็นปัญหาจริงๆ!”


เธอขมวดคิ้วถลึงมองไข่สีทองในอกเสื้อ พลางคิดว่าจะจัดการกับมันด้วยวิธีอะไรได้บ้าง?


ตอนที่ 39: ลึกลงใต้ดิน


พอยื่นมือออกไปเคาะๆ ก็ได้ยินแค่เสียงก๊อกๆดังออกมา


เธอกำลังคิด ไข่ใบนี้ซ่อนไว้ไม่ได้ หากไปเจอใครเข้าต้องถูกพบตัวแน่ๆ ตอนนี้พวกคนที่บินอยู่กลางอากาศกำลังตามหาไข่ใบนี้ และชัดเจนว่าคงไม่จากกันไปเร็วนัก หากเธออุ้มไข่ใบนี้ไปหากวนสีหลิ่น ไม่ต้องพูดถึงว่าเธอจะเดินไปหาเขาได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ถึงเดินไปหาเขาได้ ก็เกรงว่าจะทำให้เขาลำบากไปด้วย


‘ทำยังไงดีล่ะ? ของเจ้าปัญหานี่’ เธอขมวดคิ้ว แล้วนึกถึงวิธีทำสัญญาขึ้นมาในหัว ดวงตาเธอเป็นประกาย เธอกัดนิ้วมือตัวเองและหยดเลือดหนึ่งหยดลงบนเปลือกไข่


ทว่าเลือดหยดนั้นไม่ซึมเข้าไปในเปลือกไข่ ตรงกันข้ามกลับไหลลงไป


ดวงตาเธอถลึงมอง “ใช้หยดเลือดทำสัญญากับสัตว์ร้ายที่ยังไม่เกิดได้ไม่ใช่หรือ? หลอกกันรึ?” เธอบีบเลือดลงไปอีกสองหยดอย่างไม่ยอมแพ้ ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรเหมือนเดิม


สุดท้าย ทำได้เพียงยอมแพ้


‘หืม? เสียงอะไรน่ะ?’ เธอหูผึ่งน้อยๆ แล้วมองไปรอบด้าน ได้ยินเพียงเสียงเบาๆที่เหมือนแว่วมาจากใต้ดิน


เป็นอย่างที่คิดไว้ พอเธอก้มลงมองรอบตัว ก็เห็นผืนดินราวกับถูกพลิกขึ้นมา คล้ายว่าใต้ดินนั้นมีอะไรบางอย่างกำลังขุดเจาะกันอยู่


“หนูดำดิน? คงไม่ใช่หรอกมั้ง? หนูดำดินก็ตัวไม่ใหญ่ขนาดนั้นนี่!”


เธอเก็บไข่สีทองลงในอกเสื้อ กำลังคิดจะวิ่งหนีจากพื้นดินที่แตกออกด้วยการปีนขึ้นบนต้นไม้ ทว่าเพิ่งจะโผล่หัว ก็เห็นว่าไม่ไกลมีชายวัยกลางคนกำลังขี่กระบี่บินมาทางนี้ เธอตกใจจนถอยหลังตามสัญชาตญาณ แต่พอถอยไปเท้าก็เหยียบลงบนผืนดินที่คลายตัวอยู่ ทั้งร่างจึงตกลงไปในหลุมด้านล่างอย่างเสียสมดุล


“อ๊ะ!”


เธอส่งเสียงร้องตกใจ รู้สึกเพียงเบื้องหน้ามืดมิด ร่างกายลื่นตกลงมาด้วยความรวดเร็วจนไม่อาจโต้ตอบอะไรได้


แต่ด้านบนนั้น หลังจากเฟิ่งจิ่วลื่นตกไป หนูดำดินสองตัวก็โผล่หัวออกมาจากผืนดิน ส่งเสียงจี๊ดๆอยู่หลายครั้ง แล้วมองซ้ายมองขวา ไม่นานนักพวกมันก็กลบดินลงไปเติมเต็มปากหลุมที่ปรากฏออกมานั้น


ชายวัยกลางคนที่ขี่กระบี่บินมาตามเสียงมองไปรอบๆ กลับไม่เห็นมีใครอยู่ตรงนี้ และก็ไม่รู้สึกว่ามีกลิ่นอายของคนเลย เขาจึงขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ “หรือว่าข้าหูฝาดไป?”


เขาใช้พลังจิตกวาดมองอีกหลายครั้ง ก็ไม่พบอะไรจริงๆ ถึงจะขี่กระบี่จากไป


“อ๊าก…”


ใต้ดิน เสียงร้องของเฟิ่งจิ่วดังกึกก้องอยู่ในทางอุโมงค์ ร่างเธอลื่นไถลลงมา มืดมิดจนมองอะไรไม่เห็น รู้เพียงว่าทางอุโมงค์นี้เลี้ยวซ้ายคดขวาลงไป ระหว่างทางเท้าเธอเหมือนเตะโดนของคล้ายก้อนเนื้ออะไรบางอย่าง มันร้องเสียงดังจี๊ด และก้อนเนื้ออ้วนๆนั้นก็กลิ้งตามลงไปด้วย


“ตึง!”


“ซี๊ด! อ๊า!”


เธอร้องอย่างเจ็บปวด เพราะร่างกายลื่นไถลลงมาจึงล้มไปด้านหน้า เธอกลับไม่ได้ล้มลงบนพื้น แต่ล้มลงบนก้อนเนื้ออวบอั๋นที่ร่วงลงพื้นไปก่อน


“ซี๊ด! เจ็บชะมัดเลย”


ตลอดทางที่ลื่นไถลลงมา เมื่อคิดถึงแรงเสียดสีของร่างกายก็รู้ได้ ทั่วร่างเจ็บปวดร้อนผ่าวไปหมด แต่ถึงเป็นเช่นนี้ เมื่อเธอเห็นดวงตาหลายคู่เป็นประกายแสงสีเขียวสลัวอยู่โดยรอบ ก็ตกใจจนผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว


“จี๊ดๆ”


“จี๊ดๆๆ”


หนู?


หนังศีรษะเธอชาวาบ เสียงที่ได้ยินนั้นเป็นหนู ทว่าจากขนาดตัวที่เห็นอยู่รางๆ ท่ามกลางความมืดมิดกลับเหมือนไม่ใช่หนูธรรมดา หนำซ้ำตอนนี้พวกมันก็กำลังล้อมเข้ามาหาเธอด้วย


พอนึกถึงปากหลุมที่มีขนาดพอสำหรับคนหนึ่งคน และพวกหนูตรงหน้านี้อีก ร่างกายเธอก็ตึงเครียดขึ้นมา


“เป็นหนูดำดิน!”


มือหนึ่งลูบลงในอกเสื้อ ไข่สีทองใบนั้นยังอยู่ดีไม่มีแตกหัก อีกมือหนึ่งจึงยื่นไปตรงต้นขา แล้วดึงกริชที่ผูกไว้ตรงนั้นออกมาถือไว้…


ตอนที่ 40: ร่วงลงรังหนู


“จี๊ดๆๆ!”


รอบๆนี้มีหนูดำดินประมาณสี่ห้าสิบตัว หนำซ้ำขนาดของทุกตัวต่างก็น่ากลัวมาก โดยเฉพาะตอนนี้ที่เธอโดนล้อมอยู่ แต่ละตัวล้วนจับจ้องเธอพลางส่งเสียงร้องจี๊ดๆออกมา


ด้วยกำลังของเธอ จะแก้ไขสถานการณ์คับขันเบื้องหน้านี้เช่นไร?


หรือจะฆ่าหนูดำดินสี่ห้าสิบตัวนี้ให้หมดเสียเลย? เห็นชัดๆว่าหนูดำดินพวกนี้กลายพันธุ์ เกรงว่าหากต่อกรด้วยคงไม่ง่ายดายขนาดนั้น


ขณะกำลังคิด ก็รู้สึกว่าลมแรงถาโถมมา หนูดำดินตัวหนึ่งด้านซ้ายร้องจี๊ดแล้วพลันกระโจนเข้ามาทันที


เธออดกลั้นความเจ็บปวดที่แล่นขึ้นมาบนร่างกาย สายตากวาดมองอย่างดุดัน กริชในมือพลันตวัดออกไป เห็นเพียงกลิ่นอายพลังเร้นลับสีแดงจางๆ จู่โจมออกไปกลางอากาศตามความรุนแรงของกริช และแทงเข้าที่หัวหนูดำดินตัวนั้นดังสวบ


ในเวลานี้เอง หนูดำดินสี่ห้าสิบตัวที่เหลือต่างร้องจี๊ดๆๆ ทุกตัวกระโจนเข้ามาในทันที ล้อมวงเธอไว้พลางกัดทึ้ง


“โอ๊ย!”


ความเจ็บทำให้เธอส่งเสียงร้องครวญ หนูสี่ห้าสิบตัวที่ล้อมกัดไม่ได้ทำให้ความเร็วของกริชในมือเธอช้าลงเลย เวลานี้เธอแผดเสียงดุเดือดพลางหมุนตัวตวัดกริชดั่งเช่นเทพสังหาร แทงเข้าและดึงออก ในหัวเธอมีเพียงความเชื่อมั่นเดียว คือต้องมีชีวิตต่อไป!


“จี๊ด!”


“จี๊ดๆ…”


ศพของหนูดำดินบนพื้นมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่าหนูดำดินรอบตัวเธอไม่กล้าเข้าใกล้เธออีกแล้ว


เพราะว่าศพรอบข้างกองพะเนินกันเป็นภูเขาเล็กๆ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวลอยู่ท่ามกลางพื้นที่ว่างที่มืดสนิท


ร่างเธอที่เปียกชื้นมีความอุ่นอยู่ มันคือเลือดของเธอและเลือดของพวกหนูดำดิน…


“มาสิ? ไม่กล้ากระโจนเข้ามาแล้วเรอะ?”


น้ำเสียงเย็นเยียบของเธอมีความชั่วร้าย เธอกวาดมองหนูดำดินที่ถอยออกไปทีละตัวด้วยแววตาเยือกเย็นและดุร้าย รังสีฆ่าฟันและความกระหายเลือดทั่วร่างทำให้เธอเป็นดั่งนักฆ่าผู้โหดเหี้ยม ลำพังแค่กลิ่นอายกระหายเลือดที่น่าสะพรึง ก็ทำให้พวกหนูดำดินที่เหลือไม่กล้าเข้ามาใกล้อีก


“ไม่กล้าแล้ว? เฮอะ! ยังฆ่าไม่พอเลย!”


เมื่อน้ำเสียงเย็นชากระหายเลือดนั้นกล่าว เรือนร่างเธอขยับ กริชที่มีประกายแสงเย็นเยียบพร้อมกลิ่นอายรุนแรงแทงไปที่หนูดำดินตัวหนึ่งอีกครั้ง ความรวดเร็วนั้น แน่นอนว่ามันไม่อาจหลบได้


“จี๊ด!”


เสียงกรีดร้องน่าเศร้าดังขึ้น เลือดอุ่นๆสายหนึ่งกระเซ็นออกไป และหนูดำดินอีกตัวก็ตายอยู่ใต้กริชของเธอ


“จี๊ดๆ!”


หนูอีกสิบกว่าตัวที่เหลือกรีดร้อง ก่อนจะหนีไปตามโพรงพวกนั้นอย่างตื่นตระหนก


เธอเม้มริมฝีปากชำเลืองมองโพรงพวกนั้น ถึงจะสาวเท้าก้าวเดินไปตามทิศทางที่มีสายลมอ่อนพัดเข้ามาทีละก้าว หนึ่งก้าวหนึ่งรอยเท้า หนึ่งก้าวหนึ่งหยดเลือด…


เดินไปเกือบครึ่งชั่วยาม เสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงน้ำไหล ลำแสงนั้นค่อยๆสว่างขึ้น เพราะมีน้ำไหลอยู่ กลิ่นอายในอากาศจึงมีความชื้นอยู่มาก ความเจ็บทั่วร่างตอนนี้ช่างยากเกินทน แต่เธอกลับยังคงกัดฟันไว้พลางเดินไปทีละก้าว จนมาถึงบริเวณที่มีน้ำไหล


มันคือสระน้ำลึก เธอมองไม่เห็นก้นบึ้ง แต่มันกลับใสยิ่งนัก น้ำไหลคือน้ำที่มีต้นน้ำ เพียงแต่ไม่รู้ว่าไหลไปหยุดลงที่ไหน


แต่บริเวณรอบๆนี้กลับไม่มีทางเลย ลำแสงนั้นส่องลงมาจากเหนือศีรษะ ราวกับอยู่ใต้หุบเขาลึก ระหว่างผาหินมีสายน้ำไหลอยู่น้อยๆ จึงมีตะไคร่น้ำขึ้นเต็ม และโดยรอบก็มีพวกเถาวัลย์ห้อยลู่ลงมา


มองแค่แวบหนึ่งเธอก็ดึงสายตากลับ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ไม่ใช่การหาทางออกจากที่นี่ แต่เป็นบาดแผลบนตัวเธอ


บาดแผลบนตัวที่ถูกหนูดำดินพวกนั้นกัด หากไม่จัดการเกรงว่ามีแต่จะติดเชื้อ ยังดีที่ตรงนี้มีบ่อน้ำลึกอยู่


เธอถอดเสื้อผ้าที่ชุ่มเลือดบนตัวออก นำไข่สีทองวางไว้ข้างๆ จากนั้นลงไปลอยตัวอยู่ในน้ำ ใช้น้ำเย็นเฉียบในบ่อลึกนั้นทำความสะอาดบาดแผลบนร่าง…



จบตอน

Comments