feng ep2181-2200

ตอนที่ 2181: วิชาพิษยังไม่สำเร็จ

ชายวัยกลางคนลิงโลด “ขอรับ! ขอบคุณเจ้าสำนัก ข้าขออวยพรให้เจ้าสำนักฝึกวิชาสำเร็จเร็ววัน!”

หัตถ์หมื่นพิษ รวบรวมสารพัดพิษใต้หล้านี้ไว้ในมือเดียว นี่ก็คือวรยุทธ์ที่เจ้าสำนักปัญจพิษฝึกอยู่ หากฝึกวิชานี้สำเร็จ ไม่ว่ายาแก้พิษชนิดใดก็ไร้ผล!

แม้คนคนนั้นจะเป็นภูตหมอเฟิ่งจิ่ว ก็ไม่มีทางหาวิธีแก้พิษจากหัตถ์หมื่นพิษได้! เขาจะอดทนจนกว่าเจ้าสำนักจะฝึกวิชาสำเร็จ เมื่อถึงเวลานั้น วันตายของพวกนั้นก็จะมาถึง!

ในอีกด้าน ตระกูลน่าหลันแห่งเมืองร้อยนที

“ข้าได้ยินว่าหอยาสวรรค์สร้างศัตรูมากมายอีกแล้ว ครั้งนี้เหมือนจะมีเรื่องกับคนของสำนักปัญจพิษ?” ผู้นำตระกูลน่าหลันถามลูกชายคนโต ใครจะรู้เขากลับเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาดื่มชา ไม่ตอบแม้แต่คำเดียว

น่าหลันโม่เฉินหยิบฝาถ้วยชาปาดผิวน้ำชาเบาๆ ราวกับไม่ได้ยิน ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่

ส่วนน่าหลันจื่อเยี่ยนก็ท่าทางเหมือนกำลังใจลอย สองพี่น้องไม่มีใครฟังเขาพูดสักคน เห็นอย่างนี้ผู้นำตระกูลน่าหลันหน้านิ่ว ตบโต๊ะเสียงดัง ถลึงตาถามเสียงดัง “พวกเจ้าสองพี่น้องเป็นอะไรกันแน่? ไม่ได้ยินที่ข้ากำลังถามพวกเจ้าหรือ? เหตุใดแต่ละคนท่าทางเหม่อลอยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว?”

ได้ยินอย่างนั้น น่าหลันโม่เฉินและน่าหลันจื่อเยี่ยนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน คนแรกยิ้ม หันไปมองน่าหลันจื่อเยี่ยน ส่วนน่าหลันจื่อเยี่ยนกลับมองพวกเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ “ท่านพ่อ เรื่องนี้อาวุโสอย่างท่านก็อย่าเป็นกังวลไปเลย แม้หอยาสวรรค์จะไปมีเรื่องกับใคร ท่านก็ช่วยไม่ได้อยู่ดีมิใช่หรือ? สืบข่าวไปมากมายเพียงนั้น วิพากษ์วิจารณ์ไปมากมายเพียงนั้นก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง หน้าตาดูกลัดกลุ้ม หันไปมองพี่ชายแวบหนึ่ง “หากข้ามีพลังแข็งแกร่งเช่นท่านพี่ ข้าเองก็คงไม่มานั่งกลุ้มใจอยู่เช่นนี้”

ผู้นำตระกูลน่าหลันได้ยินก็ชะงักงัน “นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน? เจ้ากลุ้มใจอะไร? ข้ายังไม่ได้ว่าเจ้าเลย! พักนี้วันๆ เจ้าเอาแต่วิ่งไปที่จวนเฟิ่ง เจ้าบอกมาตามตรง เจ้าไปทำอะไรกันแน่?”

ได้ยินคำพูดของผู้เป็นพ่อ โม่เฉินหรี่ตา หันไปมองน่าหลันจื่อเยี่ยนแวบหนึ่ง “วันๆเอาแต่วิ่งไปที่จวนเฟิ่ง? เจ้าจริงจังกับเหลิ่งซวงจริงๆอย่างนั้นหรือ? ดูท่า เจ้าคงไม่ได้เก็บคำพูดของข้าไปคิดสินะ”

“ท่านพี่ ท่านพูดอย่างนี้ไม่ได้นะ ข้า…” น่าหลันจื่อเยี่ยนยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกขัดจังหวะ

“ปัง!”

“นี่มันเรื่องอะไร? อะไรที่ว่าจริงจังกับเหลิ่งซวง? เจ้าเด็กไม่รู้จักโต เจ้าหมายปองเหลิ่งซวงสาวรับใช้ข้างกายของเฟิ่งจิ่วอย่างนั้นหรือ? เจ้าเบื่อชีวิตที่ยืนยาวใช่หรือไม่? คนของนางเจ้ายังกล้าไปหมายปอง? ข้าว่าพักนี้เจ้าใช้ชีวิตสุขสบายเกินไป ถึงได้อยากหาเรื่องให้ชีวิตลำบากใช่หรือไม่?”

ผู้นำตระกูลน่าหลันตบโต๊ะเต็มแรง ลุกขึ้นด้วยความโกรธ ชี้หน้าด่าลูกชายคนรองอย่างเดือดดาล

“ท่านพี่…” น่าหลันจื่อเยี่ยนหันไปมองโม่เฉิน หวังว่าเขาจะช่วยพูด

“ไม่ต้องมองข้า ข้าเองก็อับจนหนทาง”

เขาจิบชาคำหนึ่งก่อนจะวางถ้วยชาแล้วลุกขึ้น ยกมือสะบัดชายเสื้อเบาๆ เอ่ยอย่างไร้เยื่อใย “ข้าเพียงเก็บตัวฝึกวิชาไม่กี่วัน ก็มีปัญหารออยู่เป็นกองพะเนิน โดยเฉพาะยิ่งตอนที่ข้าไม่ได้เก็บตัวกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอเก็บตัวก็ผิดคำสัญญากับเฟิ่งจิ่วเสียแล้ว”

พูดมาถึงตรงนี้ โม่เฉินส่ายหน้ายิ้มๆ ชำเลืองมองน่าหลันจื่อเยี่ยนแวบหนึ่ง เอ่ยอย่างแช่มช้าว่า “เรื่องของตัวเองก็จัดการเองก็แล้วกัน! แต่อย่างไรข้าก็ขอเตือนเจ้า เจ้าตัดใจเรื่องเหลิ่งซวงเสียตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า เจ้ากับนางเป็นไปไม่ได้หรอก” เอ่ยจบ เขาก็สาวเดินจากไป

ตอนที่ 2182: ยาแก้พิษระดับเจ็ด

มองดูพี่ชายที่เดินจากไป น่าหลันจื่อเยี่ยนอึ้งงัน เขาสูดหายใจแล้วพ่นลมออกมายาวๆ ก้มหน้าเก็บงำสายตาซับซ้อน เนิ่นนาน จึงค่อยลุกขึ้นยืน เอ่ยกับผู้เป็นพ่อว่า “ท่านพ่อ ข้ากลับก่อนแล้ว ข้าจะไปเก็บตัวฝึกวรยุทธ์ที่หลังเขา พักนี้ไม่ต้องตามหาข้า”

ผู้นำตระกูลน่าหลันเห็นลูกชายทั้งสองต่างเดินออกไป เขาอดส่ายหน้าถอนหายใจไม่ได้ “ช่างเถิด ข้าไม่สนใจแล้ว เรื่องของพวกเจ้าไปจัดการเองก็แล้วกัน ข้าอยากยุ่งก็คงยุ่งไม่ไหว” เขาสะบัดเสื้อ เอามือไพล่หลังเดินออกไป

เฟิ่งจิ่วอยู่ในห้วงมิติ เธอนั่งหลับตาเงียบๆ อยู่ข้างน้ำพุวิญญาณ ในสมองปรากฏขั้นตอนการกลั่นยาพิษระดับเจ็ดเป็นฉากๆเนิ่นนาน เธอลืมตา นัยน์ตาหงส์ปรากฏประกายวาววับ

ลุกขึ้นเตรียมยาทิพย์ที่ต้องใช้ในการกลั่นยาแก้พิษระดับเจ็ดให้ครบ เอาเตาหลอมเทพกสิกรรมออกมา เรียกเพลิงสวรรค์ออกมา ครั้นเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว จิตใจที่กังวลในตอนแรกกลับสงบลง

ยาหลักมีเพียงต้นเดียว จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็มีโอกาสเพียงครั้งเดียว แม้เธอจะฝึกซ้อมขั้นตอนและวิธีการกลั่นยาในสมองแล้วหนึ่งรอบ แต่หากสุดท้ายก็ยังคงล้มเหลว อย่างนั้นก็คงพูดได้เพียงว่าเธอทำเต็มที่แล้ว

คิดจะตามหายาทิพย์ที่จะใช้กลั่นยาแก้พิษระดับหกอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ ยาอื่นไม่ว่า แต่แค่หญ้าเจ็ดดาราอายุห้าร้อยปีต้นนี้ก็หายากแล้ว

กอปรกับแม้พิษในร่างของนายแห่งตลาดมืดและกู้โม่จะถูกสกัดไว้ในจุดหนึ่งของร่างกายแล้ว แต่หากไม่รีบแก้พิษให้เร็วที่สุด ยาพิษพวกนั้นก็จะกำเริบอีกครั้ง

หากรอให้ถึงตอนที่ยาพิษกำเริบอีกครั้ง แม้แต่เทพเจ้าสูงสุดผู้สร้างจักรวาลก็คงช่วยพวกเขาไม่ได้แล้ว
เปลวเพลิงในเตาหลอมลุกพรึบ เธอคอยควบคุมไฟ ค่อยๆใส่ยาทิพย์ที่จัดระเบียบเรียบร้อยแล้วเข้าไปทีละอย่าง การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวกับฝึกฝนมาแล้วร้อยหนพันครั้ง

เมื่อเวลาผ่านไป ยาทิพย์ทั้งหมดล้วนถูกใส่เข้าไปในเตาหลอมหมดแล้ว เพราะการเผาผลาญพลังวิญญาณ และการเพ่งสมาธิขั้นสูง ทำให้มีเหงื่อผุดซึมบนหน้าผากของเธอ สีหน้าซีดขาวเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อเธอต้องพลิกฝ่ามือคอยถ่ายเทกลิ่นอายพลังวิญญาณเข้าไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อคอยควบคุมเพลิงสวรรค์ ยิ่งรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล ราวกับสายธนูที่ถูกขึงจนตึง ไม่อาจผ่อนคลายได้แม้แต่น้อย

เวลาค่อยๆผ่านไป กลิ่นหอมของยากระจายไปทั่วอากาศ ครั้นได้กลิ่นหอมนี้ เธอเริ่มหลอมยาให้เป็นรูปร่าง เพราะรู้ว่านี่เป็นขั้นตอนสำคัญสุดท้าย จึงยิ่งไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย

เวลานี้เอง บนแผ่นดินในห้วงมิติผืนนี้ของเธอ ผืนฟ้าเหนือหัวเธอ ชั้นเมฆเริ่มปรวนแปร พยับเมฆหลายก้อนที่ไม่รู้มาจากที่ใดลอยมารวมตัวกัน ปกคลุมอยู่เหนือหัวเฟิ่งจิ่วรวมถึงด้านบนเตาหลอมด้วย
เธอเงยหน้ามองแวบหนึ่ง ฝ่ามือรีบพลิกหมุน หลอมยาให้เป็นรูปร่าง ในตอนนี้เอง สายฟ้าเส้นแรกผ่าลงมาจากเหนือหัว ฟาดลงบนเตาหลอมที่อยู่ด้านล่าง

“เปรี้ยง!”

ราวกับผืนดินถูกสั่นสะเทือนด้วยสายฟ้า ไม่นาน สายฟ้าเส้นที่สองผ่าตามลงมา ตามมาติดๆ ด้วยสายฟ้าเส้นที่สาม ชั่วขณะหนึ่ง สายฟ้าสามเส้นฟาดฟันลงมาเหนือเตาหลอม หลังจากสายฟ้าสงบลง พยับเมฆเหนือหัวก็ค่อยๆสลายหายไป

เวลานี้ ร่างของเฟิ่งจิ่วซวนเซเล็กน้อย เธอพ่นลมหายใจ ได้แต่ยืนมองเตาหลอมที่กลับมาเป็นปกติ ไม่ได้เดินเข้าไป เพียงนั่งลงไปอย่างอ่อนแรง และหงายหลังนอนลงไป แหงนหน้ามองชั้นเมฆบนท้องฟ้า

ตอนที่ 2183: แก้พิษ

มุมหนึ่งในห้วงมิติ เสือดาวน้อยที่กำลังวิ่งเล่นลำพังเห็นเธอนอนหงายลงไปบนพื้น ลำตัวน้อยๆพุ่งกระโจนเข้ามา มันวิ่งมาส่งเสียงร้องอยู่ข้างกายเธอ

มือสัมผัสถูกขนนุ่มนิ่ม ร่างกายเล็กๆนอนทับบนตัวของเธอ แลบลิ้นออกมาเลียใบหน้างาม เธอหัวเราะออกมาเบาๆ “เอาล่ะ เอาล่ะ คราวหน้าจะพาเจ้าออกไปเล่นข้างนอกบ้าง”

เธอลูบขนนุ่มๆของเสี่ยวไป๋ขณะเอ่ย นอนแหงนหน้ามองฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งรู้สึกว่ากลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างกายเริ่มกลับมาเป็นปกติจึงลุกขึ้นนั่ง วางเสี่ยวไป๋ลงบนพื้น จากนั้นก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเตาหลอม

เมื่อมองเข้าไปข้างใน ยาแก้พิษระดับเจ็ดสามเม็ดนอนนิ่งอยู่ด้างในนั้น กลิ่นอายพลังวิญญาณดุมแล้วดุมเล่ากลายเป็นลายยาห่อหุ้มอยู่รอบเม็ดยา กลิ่นหอมอันเข็มค้นกระจายกลางอากาศ เธอเผยยิ้ม หยิบควดยาประณีตสามควดออกมา ตบฝ่ามือลงบนเตาหลอม ยาสามเม็ดลอยขึ้น จากนั้นก็ถูกเธอเก็บใส่ควดยา

หลังออกมาจากห้วงมิติ เธอเดินออกจากห้อง ปล่อยเสือดาวน้อยให้วิ่งเล่น จากนั้นก็คานเรียก “เหลิ่งซวง”

เสียงแฝงกลิ่นอายพลังวิญญาณกระจายไปทั่วจวน เหลิ่งซวงที่อยู่ในจวนพอได้ยินเสียงของเฟิ่งจิ่ว ก็รีบมาที่เรือนของเธอ เห็นนายท่านที่ยืนอยู่กลางลานบ้าน นางก้าวเข้าไปคารวะ

“นายท่าน”

“เตรียมน้ำให้ค้า ค้าจะอาบน้ำ แล้วก็หาอาหารให้เจ้าเสือดาวน้อยกินสักหน่อยด้วย”

“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงรับคำ มองเสือดาวน้อยที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในสวนแวบหนึ่ง ก่อนหันตัวเดินออกไป
ครึ่งชั่วยามต่อมา เฟิ่งจิ่วสวมชุดกระโปรงสีแดงเดินออกมาจากในห้อง เส้นผมที่ดำดลับดุจน้ำหมึกสยายอยู่กลางหลัง มีเพียงสายสีแดงรัดไว้เส้นเดียว ชุดกระโปรงสีแดงสะดุดตา สีและแบบที่ดูเรียบง่าย แต่เมื่อเธอเป็นคนสวมกลับทำให้ดูมีเสน่ห์เย้ายวน

ครั้นรู้ว่าเธอกลับมาแล้ว กวนสีหลิ่นกับพวกเหลิ่งหวาก็มาที่จวนด้วย พอเห็นเธอสวมชุดกระโปรงสีแดงสะดุดตาเดินออกมา ดวงตาของทุกคนเป็นประกายขึ้นมา

แม้เคยเห็นราศีอันสง่างามของนายท่านยามสวมชุดสตรีนานแล้ว แต่ทว่า ทุกครั้งที่ได้เห็นก็ยัง.อดตะลึงในความงามไม่ได้ ในบรรดาคนที่พวกเขาเคยพบเจอ คนที่สามารถสวมชุดสีแดงให้ดูมีสง่าราศีเช่นนี้ได้ เหมือนจะมีแค่นางคนเดียวเท่านั้น

ความเย่อหยิ่งโอหังของชุดสีแดงบวกกับความมั่นใจของเธอ กลายเป็นบุคลิกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ดวงหน้างามล้ำยุคเมื่ออยู่กับชุดสีแดงนั่น ยิ่งถูกขับเน้นให้ดูงดงามอย่างไร้คำบรรยาย ยากจะหาใครเทียบเคียงได้

เธอในยามที่สวมชุดสีเขียว เก็บงำกลิ่นอายและรัศมีอันเจิดจรัส ราวกับคุณชายตระกูลผู้ดีที่ไม่ค่อยรู้เรื่องโลกภายนอกนัก แลดูไร้ซึ่งเล่ห์กล

ทว่า เธอในชุดสีแดง รัศมีของผู้แข็งแกร่งปรากฏชัดเจน กอปรกับบุคลิกมั่นใจและเย่อหยิ่ง รวมถึงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ฉาบไว้บนกลีบปากนั่น เธอที่เป็นอย่างนี้ จึงจะเหมาะกับฉายาภูตหมอเฟิ่งจิ่วที่ผู้คนขนานนามกัน

“คารวะนายท่าน”

พวกเหลิ่งหวาคารวะ พลางคานเรียกด้วยความนอบน้อม

“เสี่ยวจิ่ว” กวนสีหลิ่นเผยรอยยิ้ม มองน้องสาวที่อยู่ตรงหน้า

เฟิ่งจิ่วพยักหน้าให้ทุกคน ก่อนเอ่ยว่า “ข้ากลั่นยาแก้พิษระดับเจ็ดแล้ว อยู่นี่หนึ่งเม็ด พวกเจ้าเอาไปให้กู้โม่กิน ข้าจะไปดูท่านลุงเฮยหน่อย”

ดณะเอ่ย เธอหยิบยาขวดหนึ่งยื่นให้กวนสีหลิ่น “ท่านพี่ รบกวนท่านหน่อย”

“ไม่มีปัญหา” กวนสีหลิ่นตอบ ก่อนรับยาขวดนั้นไปและหันไปมองพวกเหลิ่งหวา

“นายท่าน อย่างนั้นพวกข้าไปดูกู้โม่ก่อน”

“พอเขากินยาแล้วจะอาเจียนเป็นเลือดพิษ หลังแก้พิษให้เขากินยาในหนึ่งเม็ด”

ตอนที่ 2184: มีเรื่องหนึ่ง

“สายหน่อยข้าจะไปดูอาการของเขา ตอนนี้ พวกเจ้าดูแลเขาให้มากหน่อย” เธอกำชับ

“ขอรับ” พวกเขารับคำ ก่อนคารวะแล้วเดินจากไป

หลังจากที่พวกเขาไป เฟิ่งจิ่วพาเหลิ่งซวงไปที่จวนหลิงซึ่งอยู่ข้างๆ ทันทีที่เข้าไป หงส์ไฟที่จำแลงกายเป็นนกน้อยบินลงมาจากกิ่งไม้ข้างบน มาเกาะบนหัวไหล่ของเธอ

“หงส์ไฟ เจ้าเสือน้อยอยู่ที่จวน เจ้าไปเล่นกับมันหน่อย” เฟิ่งจิ่วเอียงหน้าเล็กน้อย ยิ้มเอ่ยกับหงส์ไฟที่เกาะไหล่เธออยู่

“ได้” หงส์ไฟรับคำ รู้ว่าเธอกำลังจะทำงานสำคัญ จึงไม่รบกวน มันบินจากไหล่ของเธอไปยังจวนเฟิ่ง

“ภูตหมอ” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินมาต้อนรับ คารวะเธอด้วยความนอบน้อม

เฟิ่งจิ่วพยักหน้าเล็กน้อย ภายใต้การนำทางของชายวัยกลางคน พวกเขาเดินผ่านเหล่าองครักษ์ที่คุ้มกันอย่างแน่นหนา เข้ามาในห้องก็เห็นชายชราที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียง

“ภูตหมอมาแล้วหรือ? ยาแก้พิษระดับเจ็ดกลั่นเสร็จแล้วใช่หรือไม่?” ชายชราเห็นเฟิ่งจิ่ว ดวงตาเผยประกายยินดี รีบสาวเดินเข้ามาหา

“อืม ถูกต้องแล้ว ยาแก้พิษระดับเจ็ดกลั่นเสร็จแล้ว” เธอพยักหน้า หันไปมองคนที่นอนอยู่บนเตียง สาวเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างเตียง

“ดีเหลือเกิน! ข้ารู้อยู่แล้ว ข้ารู้อยู่แล้วว่าภูตหมอจะต้องมีวิธีช่วยนายท่านของข้า” ชายชราขอบตาแดงก่ำด้วยอารามตื้นตันใจ

เฟิ่งจิ่วจับชีพจรของเขา จากนั้นก็ตรวจร่างกายรอบหนึ่ง สุดท้ายจึงค่อยหยิบขวดยาออกมา เทยาออกมาจากขวด “เทน้ำมา” เธอหันไปเอ่ยกับชายชรา

“ได้ๆ” ชายชรารีบเดินมาเทน้ำที่โต๊ะก่อนยื่นให้เธอ เขามองดูยาที่อยู่กลางฝ่ามือของเฟิ่งจิ่ว ลายยาเจ็ดเส้นนั้น มองดูจนเขาตื่นตะลึงอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่

นี่เป็นยาแก้พิษระดับเจ็ดเชียวนะ! นี่เป็นของที่ช่วยชีวิตนายท่านของเขาได้เชียวนะ!

เฟิ่งจิ่วป้อนยาแก้พิษระดับเจ็ดและน้ำให้นายแห่งตลาดมืดด้วยตนเอง “เอาอ่างน้ำมาหนึ่งใบ” ขณะเอ่ย เธอใช้มือหนึ่งประคองคนขึ้นมา ฝ่ามือขับเคลื่อนกลิ่นอายพลังวิญญาณถ่ายเทเข้าไปในตัวนายแห่งตลาดมืดทีละน้อย ทีละน้อย

“พรืด!”

เห็นเพียงเลือดพิษสีดำพุ่งออกจากปากของนายแห่งตลาดมืด เพราะพิษสะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานจึงกลายเป็นก้อนเลือด ตอนเขากระอักเลือดออกมา มีก้อนเลือดผสมอยู่ด้วยหนึ่งก้อน ชายชราที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นก็กลั้นหายใจ

เขายืนเฝ้าอยู่ข้างๆช่วยอะไรไม่ได้ ได้แต่ยืนดูภูตหมอเฟิ่งจิ่วใช้เข็มเงินแทงไปตามจุดลมปราณของนายท่านของเขา จากนั้นก็หยิบยาเม็ดหนึ่งป้อนให้เขากินอีก

แม้จะช่วยอะไรไม่ได้ แต่พอเห็นลมปราณของนายท่านเริ่มมั่นคง เขากลับถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก กำลังจะยกเลือดพิษในอ่างน้ำออกไป ใครจะรู้ กลับได้ยินเสียงของเฟิ่งจิ่วดังขึ้นก่อน

“รอเดี๋ยว”

เฟิ่งจิ่วเรียกเขา หลังจากดึงเข็มเงินในมือออก ก็หันไปมองชายชรา “เก็บก้อนเลือดพิษเหล่านั้นไว้ให้ข้า”

“นะ นี่ยังจะเอาอีกหรือ?” ชายชราอึ้ง

“อืม พิษนี้ไม่เหมือนพิษทั่วไป มีเพียงยาแก้พิษระดับเจ็ดที่แก้ได้ แต่ยาหลักที่ใช้ในการกลั่นยาแก้พิษระดับเจ็ดหาไม่ได้ง่ายๆ ฉะนั้นข้าจึงตั้งใจว่าจะศึกษาส่วนผสมที่อยู่ในก้อนเลือดพิษนี้ดูอย่างละเอียด หาวิธีแก้พิษจากอีกหนทาง”

เธอเอ่ย พลางเก็บเข็มเงินเข้าไปในห้วงมิติ เอ่ยว่า “พิษในร่างของนายท่านของท่านแก้หมดแล้ว ข้าให้เขากินยาในแล้วด้วย พรุ่งนี้น่าจะฟื้น แต่ท่านกายของเขาสูญเสียพลังงานไปมาก จะหายดีเดาว่าคงต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน”

หลังจากได้ยิน ชายชราครุ่นคิดเงียบๆ เขามองเฟิ่งจิ่วและเอ่ยว่า “ภูตหมอ มีเรื่องหนึ่งข้าต้องบอกท่านก่อน”

ตอนที่ 2185: ชอบหรือไม่

เฟิ่งจิ่วมองเขา “เรื่องอะไร?”

เขาลังเลเล็กน้อย ถามว่า “ภูตหมอรู้จักสำนักปัญจพิษนี้หรือไม่?”

“ข้ารู้แค่ว่าคนของสำนักปัญจพิษเชี่ยวชาญการใช้พิษ เจ้าสำนักปัญจพิษมีผู้ใช้พิษอยู่สิบสองคน พลังของพวกเขาล้วนอยู่ในระดับปราชญ์เซียน ส่วนเรื่องอื่น ข้ารู้เพียงเล็กน้อย พูดไม่ได้ว่ารู้จักดี”

เห็นเธอตอบอย่างนี้ ชายชราลอบถอนใจ ยังไม่รู้จักดีก็ยอมปกป้องนายท่านของพวกเขาเช่นนี้ ซ้ำยังเป็นศัตรูกับสำนักปัญจพิษอีก จำต้องบอกว่านายท่านของพวกเขาช่างมีสายตาเฉียบแหลมในการมองคนยิ่งนัก

เรื่องในวันนี้หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เดาว่าคงรามือไม่ยอมยุ่งแล้ว

“ภูตหมอ เจ้าสำนักปัญจพิษผู้นี้ถูกขนานนามว่าเจ้าแห่งปัญจพิษ พลังของเขาอยู่เหนือระดับปราชญ์เซียนขึ้นไปอีก สิ่งที่ทำให้พวกข้ากลัวมากที่สุดมิใช่ผู้ใช้พิษทั้งสิบสองใต้อาณัติของเขา แต่เป็นวิชาพิษหนึ่งซึ่งใช้ตนเองเป็นพิษ ใช้ร่างกายหล่อเลี้ยงและกลั่นพิษขึ้นมา ยามใดเมื่อฝึกวิชานี้สำเร็จ พิษร้ายแรงทั่วร่างจะไปรวมตัวอยู่ที่มือขวา ด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่าหัตถ์หมื่นพิษ วิชาหัตถ์หมื่นพิษนี้หากฝึกสำเร็จ ยิ่งใช้พร้อมกับกลิ่นอายพลังวิญญาณ อานุภาพร้ายแรงนัก มีน้อยคนที่สามารถต่อกรได้”

ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม มองหน้าเธอด้วยสีหน้าจริงจัง เอ่ยว่า “หัตถ์หมื่นพิษนี้เป็นวิชาที่มีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่ฝึกได้ ตอนเจ้าสำนักปัญจพิษสู้กับนายท่านของข้าครั้งล่าสุด นายท่านของข้าบอกว่าวิชาหัตถ์หมื่นพิษของเขาฝึกสำเร็จไปเจ็ดส่วนแล้ว ฉะนั้นข้าจึงกังวลว่า…”

ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วพยักหน้า “อืม ข้ารู้แล้ว ข้าจะระวัง” เธอลุกขึ้น เอ่ยว่า “ท่านดูแลนายท่านของท่านต่อเถิด พรุ่งนี้หากเขาฟื้นแล้วส่งคนไปบอกข้าด้วย”

“ได้” ชายชรารับคำ ก่อนยื่นก้อนเลือดพิษเหล่านั้นให้เธอ จากนั้นก็ส่งเธอกลับ

เฟิ่งจิ่วกลับจวนไปดูอาการของกู้โม่ หลังจากมั่นใจว่ากู้โม่อาเจียนเป็นเลือด พิษในร่างถูกขับออกหมด เธอกำชับพวกเหลิ่งหวาเล็กน้อย จากนั้นก็กลับห้องปิดประตู ไม่มีใครรู้ว่าเธอยุ่งอยู่กับอะไรในห้องนั้น กระทั่งฟ้ามืดก็เห็นเธอเดินออกมาด้วยใบหน้าเหนื่อยล้า

“เสี่ยวจิ่ว เจ้าเสร็จธุระแล้วหรือ?” กวนสีหลิ่นที่นั่งอยู่ในลานสวนเห็นเธอออกมา พยักหน้าให้เธอเดินมานั่ง ก่อนรินชาให้เธอหนึ่งถ้วย “พักหน่อยเถิด! เจ้าดูเจ้า พักนี้ยุ่งจนมีสภาพอย่างนี้ไปแล้ว”

“ไม่เท่าไรหรอก ท่านพี่!”

เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ นั่งลงยกชาขึ้นจิบ เอ่ยว่า “ข้าศึกษาส่วนผสมของพิษนั่นแล้ว จากนั้นก็หายาที่สามารถแก้ฤทธิ์ของพวกมันได้ทีละอย่างๆ เมื่อถึงตอนนั้นแม้จะมีคนถูกพิษเล่นงานอีก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้พิษระดับเจ็ดอีกถึงจะแก้ได้”

“เรื่องที่เจ้าพูดข้าไม่เข้าใจสักนิด ข้ารอเจ้าอยู่ตรงนี้เพราะมีของจะให้เจ้า” เขายิ้มๆ หยิบเหล่าสมบัติที่เขาหามาได้ยามอยู่ข้างนอก

ยามสมบัติหายากแต่ละชิ้นถูกวางเรียงรายบนโต๊ะ เฟิ่งจิ่วอดตะลึงไม่ได้ สมบัติถูกวางกองเต็มโต๊ะ มีสมบัติอะไรบ้างน่ะหรือ ก็ของจำพวกไข่มุกเรืองแสงขนาดเท่ากำปั้นทารกเป็นต้น แต่ละอย่างถูกวางกองกันเต็มไปหมด เธอรู้สึกเหมือนกองภูเขาเล็กๆ ตรงหน้ากำลังส่องประกาย แสงเรืองรองนั้นทำให้เสือขาวน้อยและหงส์ไฟ รวมถึงเหล่าไป๋ที่นอนขดตัวอยู่บนกิ่งไม้ต่างล้อมวงเข้ามา

“ท่านพี่ ท่านไปเอาของมากมายอย่างนี้มาจากที่ไหนกัน? อย่าบอกข้านะว่าท่านออกไปปล้นมาน่ะ?” เธอหยิบไข่มุกเม็ดหนึ่งขึ้นมาจ้องมองดูด้วยสีหน้าตะลึงลาน อดจิ๊ปากไม่ได้

“ของดีเลยนี่! เหตุใดมีสมบัติล้ำค่ามากมายขนาดนี้? เหตุใดข้าออกไปไม่เจอของอย่างนี้บ้าง?”
ครั้นได้ยินอย่างนั้น กวนสีหลิ่นหัวเราะลั่น เขามองเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เป็นอย่างไรบ้าง? ของเหล่านี้เจ้าชอบหรือไม่? ข้าเก็บไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะเลยนะ”

ตอนที่ 2186: ของขวัญ

“ให้ข้าหมดเลยหรือ?” เธอตะลึง “ของมีค่ามากมายขนาดนี้?”

“ใช่! ให้เจ้าหมดเลย ยังมีอีก ยังมีอีก เจ้ารออีกเดี๋ยว” เขายิ้ม ประคองหินสีเพลิงก้อนใหญ่ออกมาจากแหวนห้วงมิติ เพราะศิลาเพลิงสีแดงก้อนนี้ใหญ่เกินไป บนโต๊ะเดิมก็มีสมบัติล้ำค่าวางอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ ศิลาเพลิงสีแดงที่ล้ำค่าจนไม่อาจประเมินราคาได้ก้อนนี้จึงถูกเขาวางลงบนพื้นอย่างไม่สนใจใยดี

“เจ้าดูหินก้อนนี้ นี่เป็นหินที่ข้ายกมาจากปากปล่องภูเขาไฟในป่าภูเขาไฟ ข้าเห็นสีที่แดงเหมือนเปลวเพลิงสวยงามยิ่งนัก จึงอยากเอากลับมาให้เจ้า”

เขาเผยยิ้ม “ตอนแรกตั้งใจว่าจะช่างมาแกะสลักเป็นรูปเป็นร่างแล้วค่อยมอบให้เจ้า แต่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าชอบแบบใด ฉะนั้นข้าจะยกมันให้เจ้าทั้งอย่างนี้เลยก็แล้วกัน! เจ้าหาเวลาให้คนเอาไปส่งให้ช่างแกะสลักให้สวยงาม จะได้เอามาตั้งแสดงในหอยาสวรรค์ ชื่นชมความงามของมัน”

เฟิ่งจิ่วตะลึงตั้งแต่เขาหยิบศิลาเพลิงก้อนนั้นออกมาแล้ว สีที่สะดุดตาเช่นนั้น ศิลาเพลิงที่มีขนาดใหญ่ขนาดนั้น นี่มันของดีในหมู่ของดีเชียวนะ!

เมื่อครู่พี่ชายของเธอพูดว่าอะไรนะ? เอาไปแกะสลัก? นึกมาถึงตรงนี้ เธอถาม “ท่านพี่ ท่านรู้หรือไม่ว่าเจ้าก้อนนี้คืออะไร?”

“รู้ ได้ยินว่าเป็นศิลาเพลิงชั้นดีอะไรนี่ล่ะ แล้วก็มีราคาค่างวดอยู่บ้าง” กวนสีหลิ่นตอบ

ได้ยินอย่างนั้น มุมปากของเธอกระตุก “มีราคาค่างวดอยู่บ้าง? ของที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ ซ้ำยังมีสีแดงที่เหมือนเปลวเพลิง นี่มันสมบัติล้ำค่าที่ประเมินราคาไม่ได้ โชคดีที่ท่านไม่ได้เอาไปแกะสลัก ไม่เช่นนั้นข้าคงเสียดายแย่” เจ้าสิ่งนี้ เธอยังหาไม่ได้สักก้อน นึกไม่ถึงพี่ชายของเธอกลับหากลับมาได้ก้อนใหญ่ขนาดนี้ ซ้ำยังเป็นของคุณภาพสูงด้วย!

กวนสีหลิ่นยิ้ม เอ่ยว่า “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะต้องชอบเจ้านี่ ตอนนั้นมีคนแย่งข้าไม่น้อย สุดท้ายก็ไม่มีใครสู้ข้าได้”

พอได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ “ข้ารู้ ตอนนั้นข้าเองก็อยู่ในป่าภูเขาไฟเหมือนกัน ท่านอยู่กับทหารรับจ้างกลุ่มนั้นกระมัง? ระหว่างทางพวกเราน่าจะได้เจอกัน แต่ท่านไม่เห็นข้า ข้าก็ไม่เห็นท่านเท่านั้นเอง กระทั่งต่อมาตอนอยู่ด้านหลังภูเขาไฟลูกนั้นพวกท่านชิงหนีไปก่อน คนพวกนั้นจะไล่ตามไป ข้าเห็นเงาร่างของท่านจึงได้ช่วยขวางทางพวกที่ไล่ตามพวกท่านอยู่”

ขณะเอ่ย เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้าปล้นของของคนพวกนั้นมาหมดแล้ว”

แวบแรกที่ได้ยิน กวนสีหลิ่นตะลึง “ที่แท้ตอนนั้นเจ้าก็อยู่ที่นั่นด้วย? ไม่น่าเล่า ข้ายังสงสัยว่าเหตุใดคนพวกนั้นจึงไม่ไล่ตามมา ที่แท้ก็เป็นเจ้าที่ช่วยพวกเราอยู่ข้างหลัง” ได้ยินเธอว่าอย่างนี้ เขากระจ่างในทันที

เฟิ่งจิ่วหรี่ตา หยิบสมบัติบนโต๊ะขึ้นมาโยนเล่น ตอนนั้นเธอออกหน้าขวางคนพวกนั้นไว้เพราะเห็นร่างของเขา ไม่อย่างนั้นเธอไม่มีทางยุ่งเรื่องของคนอื่นอยู่แล้ว

“นายท่าน สมบัติของท่านมีมากจนนับไม่ไหวแล้ว” หงส์ไฟที่อยู่ข้างๆ จ้องกองสมบัติที่เหมือนภูเขาขนาดย่อมบนโต๊ะ หันไปมองกวนสีหลิ่น “มีพี่ชายมันดีอย่างนี้เอง!” เจ้าตัวโตกวนสีหลิ่นคนนี้ ดีกับนายท่านของมันไม่น้อย

ครั้นได้ยินอย่างนี้ ทั้งสองคนหัวเราะร่า

“เอาล่ะ เสี่ยวจิ่ว เก็บของเสียเถิด! พี่เอาของพวกนี้มาให้เจ้า เจ้าชอบก็เก็บไว้ ไม่ชอบก็ยกให้คนอื่นได้ไม่เป็นไร” เขายิ้มเอ่ย พยักหน้าให้เธอเก็บของเหล่านั้นเสีย

“ท่านพี่ ทุกครั้งที่ท่านออกไปข้างนอกก็เอาของมีค่ากลับมาให้ข้ามากมายเช่นนี้ ท่านเก็บไว้ให้ตนเองบ้างหรือไม่? ภายหน้าจะสู่ขอภรรยาก็ต้องมีสินสอด ยังมีเยี่ยจิงอีก ตอนนี้นางยังอยู่ที่แผ่นดินใหญ่ฝั่งใต้แม่น้ำ ท่านไม่หาเวลาไปสู่ขอนางเสียเล่า?” เธอหันไปยักคิ้วให้เขา

“เรื่องแต่งงานไม่รีบ แต่ข้ากลับคิดจะไปเดินทางไปเยี่ยมตระกูลของเยี่ยจิงสักหนอยู่ เพียงแต่…” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตา

ตอนที่ 2187: อย่ากระโดดกำแพง

เห็นสีหน้าเขา เฟิ่งจิ่วรู้ทันทีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงเอ่ยว่า “ท่านพี่ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! ท่านกลับมาคราวนี้อย่าเพิ่งออกไปไหน อยู่ที่นี่ก่อน รอข้าสะสางเรื่องที่นี่เสร็จ ข้าไปกับท่านเอง แม้พวกท่านสองคนยังไม่คิดจะแต่งงานกัน แต่หมั้นหมายกันไว้ก่อน ทางบ้านของเยี่ยจิงจะได้ไม่หาคู่ครองให้นางอีก”

ได้ยินแล้วกวนสีหลิ่นเผยยิ้ม “ได้ พวกเราไปด้วยกัน” เขาถามอีกว่า “แต่เรื่องนี้ควรบอกพวกพ่อบุญธรรมหรือไม่?”

แม้ตัวเขาเองจะไม่มีครอบครัวแล้ว แต่ครอบครัวของเสี่ยวจิ่วก็เหมือนครอบครัวของเขา หากคิดจะหมั้นหมาย อย่างไรก็ควรบอกพวกเขาหน่อยหรือไม่?

“เรื่องนี้ข้าจะสั่งให้คนส่งจดหมายไปบอกพวกเขาเอง ภายหน้าหากท่านจะสู่ขอเยี่ยจิงเมื่อใด อย่างไรก็ต้องให้พวกเขาออกหน้าอยู่แล้ว” เธอยิ้มกว้าง มองสมบัติมีค่าบนโต๊ะ เอ่ยว่า “ของพวกนี้ข้าเก็บไว้ก่อน รอท่านสู่ขอภรรยาเมื่อใด น้องสาวท่านคนนี้จะเตรียมของดีๆไว้ให้เอง”

สองพี่น้องนั่งคุยกันอยู่ในลานสวน และเพราะฟ้ามืดแล้ว หลังจากจุดโคมไฟ ทั้งสองก็นั่งกินดื่มพูดคุยกันต่อ กระทั่งเงาร่างหนึ่งเข้ามาอย่างเงียบๆ

สัตว์คู่พันธสัญญาทั้งสามตัวในสวนเหลือบมองผู้มาแวบหนึ่ง ก่อนจะออกไปเดินเล่นข้างนอก ราวกับมองไม่เห็นคนคนนั้น เพราะอย่างไร ขอเพียงไม่ใช่ศัตรู พวกมันก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ

“พวกเจ้าสองพี่น้องกลับสนุกสนานกันนัก” โม่เฉินในชุดสีขาวที่นั่งอยู่บนกำแพงเอ่ยขึ้นขณะจ้องมองทั้งสองคนที่อยู่ในลานสวน

“เหตุใดประตูมีไม่เดิน กลับกระโดดข้ามกำแพงเข้ามาอีกแล้ว?” เฟิ่งจิ่วเห็นว่าเป็นเขา ก็อดยิ้มไม่ได้ ทั้งที่เป็นถึงคนที่สง่างามดุจเทพเซียน กลับชอบกระโดดกำแพง นิสัยเช่นนี้น่าแปลกประหลาดจริงๆ
โม่เฉินนั่งอยู่บนกำแพง ถอนหายใจเบาๆ “ไม่ใช่ข้าชอบกระโดดกำแพงมากกว่าเดินเข้ามาทางประตู แต่ข้ามากี่หนก็ถูกไล่กลับไปทุกครั้ง ด้วยความอับจนหนทาง ทำได้เพียงลองกระโดดกำแพงเข้ามาเท่านั้น”

“หืม?”

เฟิ่งจิ่วที่ได้ยินอย่างนั้นก็ประหลาดใจ “เหตุใดถูกไล่กลับไป? ข้าไม่ได้ให้ใครกันท่านไว้นี่!” ครั้นนึกได้ เธอก็ยิ้มอย่างถึงบางอ้อ “ฮะๆ ใช่แล้ว หลายวันก่อนข้ากำลังยุ่งอยู่จริงๆ เดาว่าพวกเขาคงกลัวว่าจะมีคนมารบกวนข้า ถึงได้ไม่ยอมให้ท่านเข้ามากระมัง!”

ขณะอธิบาย เธอมองเขา ยักคิ้ว ยิ้มเอ่ยว่า “ท่านไม่ลงมาดื่มสักหน่อยหรือ?”

ได้ยินคำชวน โม่เฉินสายตาไหวระริก รอยยิ้มพาดผ่านดวงตา ก่อนจะกระโดดลงมาอย่างสง่างาม ขณะเดียวกัน เฟิ่งจิ่วเรียกเหลิ่งซวงให้เอาถ้วยสุรามาเพิ่มอีกหนึ่งใบ

เหลิ่งซวงน้ำถ้วยสุรามาให้ก็ถอยออกไป เฟิ่งจิ่วรินสุราให้เขา เห็นอย่างนี้ โม่เฉินส่งยิ้มให้เฟิ่งจิ่ว ก่อนยกสุราขึ้นจิบ

“คุณชายโม่เฉิน อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นเรือนของน้องสาวข้า ท่านเป็นผู้ชาย พฤติกรรมอย่างการกระโดดข้ามกำแพงเช่นนี้คราวหน้าก็อย่าทำอีกเลย” กวนสีหลิ่นเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

“แค่กๆ!”

สุราเพิ่งเข้าปาก โม่เฉินก็ได้ยินคำพูดกวนสีหลิ่น ไม่ระวังสำลักทันที เขาวางถ้วยสุราในมือลง มองกวนสีหลิ่นที่สีหน้าจริงจังราวกับแม่วัวที่กำลังปกป้องลูกวัว อดถอนหายใจและส่ายหน้าไม่ได้ “ท่านคิดมากไปแล้ว น้องสาวของท่านไม่ได้เห็นข้าเป็นผู้ชายเสียด้วยซ้ำ”

เฟิ่งจิ่วได้ยินก็มุมปากกระตุก เธอเหล่มองโม่เฉินแวบหนึ่ง

กวนสีหลิ่นกลับขมวดคิ้วจ้องหน้าเขา

ครั้นถูกทั้งสองคนจ้องเช่นนี้ โม่เฉินจึงยิ้ม เอ่ยว่า “เอาล่ะ คราวหน้าหากไม่ถูกกีดกัน ข้าก็จะไม่กระโดดกำแพงเข้ามาอีก”

ตอนที่ 2188: ถามให้กระจ่าง

เขามองเฟิ่งจิ่ว ก่อนเอ่ยว่า “คืนนี้ที่มาเพราะอยากมาดูว่าเจ้ากลับมาหรือยัง เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงก่อน”

“เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนข้ารู้แล้ว ท่านไม่ต้องพูดแล้ว” เฟิ่งจิ่วตัดบทเขา ยิ้มเอ่ยว่า “ในเมื่อมาแล้ว คืนนี้ก็มาดื่มสุราและพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายดีกว่า!”

เห็นอย่างนั้น เขาจึงเผยยิ้ม “ได้”

ทั้งสามนั่งอยู่ในลานสวน พูดคุยสัพเพเหระพลางดื่มสุราไปด้วย กระทั่งกลางดึก กวนสีหลิ่นกับโม่เฉินกลับไปแล้ว…

เช้าตรู่วันต่อมา ทางจวนหลิงส่งคนมารายงานเธอ นายท่านของพวกเขาฟื้นแล้ว อยากพบเธอ ด้วยเหตุนี้ เธอล้างหน้าล้างตาเสร็จก็มุ่งหน้าไปที่จวนหลิง

“ภูตหมอ นายท่านของข้าฟื้นแล้ว” ชายชราเห็นเธอมา รีบเข้ามาคารวะ บอกกับเธอด้วยใบหน้ายินดี
“อืม” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า สาวเดินเข้าไปข้างใน เห็นชายวัยกลางคนที่กำลังหลับตาทำสมาธิอยู่บนเตียง
“ท่านลุงเฮย รู้สึกอย่างไรบ้าง?”

เฟิ่งจิ่วนั่งเก้าอี้ข้างเตียงอย่างเป็นกันเอง ใบหน้าประดับรอยยิ้ม ถามด้วยท่าทางผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ เพียงคำว่าท่านลุงเฮย กลับทำให้นายแห่งตลาดมืดที่ลืมตาขึ้นมาตะลึงงัน ก่อนจะหลุดหัวเราะ

“เหตุใดเรียกข้าว่าท่านลุงเฮยเล่า? หรือเจ้าคิดว่าข้าคือนายแห่งตลาดมืด จึงเรียกข้าว่าท่านลุงเฮย?” เขามองสตรีในชุดสีแดงสะดุดตา สายตาไหวระริกเล็กน้อย

นี่ก็คือภูตหมอเฟิ่งจิ่วตัวจริงแน่นอน แต่ก่อนเคยเห็นแต่ภาพเหมือน วันนี้ได้พบตัวจริงครั้งแรก จึงได้รู้ว่าโดดเด่นสะดุดตากว่าในภาพเหมือนเป็นร้อยเท่า

เฟิ่งจิ่วยิ้ม เอ่ยว่า “แม้ข้าจะเคยคบค้าสมาคมกับตลาดมืดหลายต่อหลายครั้ง แต่กลับไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของท่านลุงเฮยเลย! อย่างไรท่านก็เป็นนายแห่งตลาดมืด ข้าคิดท่านลุงเฮยก็เป็นชื่อที่เหมาะกับท่านดี”

“หึๆๆ…”

เมื่อได้ยินอย่างนี้ เขาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะดังออกมาจากทรวงอก คล้ายจะกระทบกับอาการบาดเจ็บภายใน สีหน้าของเขาพลันซีดเผือด เหงื่อไหลซึมหน้าผาก ใบหน้ากลับยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเบิกบาน เห็นได้ว่าเขาอารมณ์ดีนัก

“ช่างเถิด ท่านลุงเฮยก็ท่านลุงเฮย! เดาว่าคงมีแต่เจ้าเท่านั้นแหละที่กล้าเรียกข้าเช่นนี้”

“ที่จริงข้ามีคำถามหนึ่งอยากถามท่านมานานแล้ว เพียงแต่แต่ก่อนไม่มีโอกาสได้ถาม ยามนี้ท่านก็ฟื้นแล้ว ไม่สู้ตอบคำถามข้าหน่อยเป็นอย่างไร?” เธอหรี่ตาครึ่งหนึ่ง มองเขาพร้อมกับเผยรอยยิ้ม

ครั้นได้ยิน นายแห่งตลาดมืดมองเธอด้วยดวงตาแฝงรอยยิ้ม ถามว่า “เจ้าอยากถามข้าว่า เหตุใดหลายปีมานี้จึงคอยดูแลเจ้ามากขนาดนี้ ใช่หรือไม่?”

เฟิ่งจิ่วพยักหน้า “อืม แม้ระหว่างเราเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบร่วมมือกัน แต่ที่จริงตลาดมืดช่วยเหลือข้าหลายเรื่องมาก และข้าก็รู้ว่ามีหลายเรื่องที่ตลาดมืดช่วยข้าสะสางปัญหาอย่างเงียบๆ ฉะนั้นข้าจึงสงสัย ว่าเป็นเพราะเหตุผลใดกันแน่?”

เธอมองเขา มือข้างหนึ่งเท้าคาง ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า “จากที่ข้ารู้มา ก่อนหน้านี้ ข้าน่าจะไม่เคยพบท่านมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าช่วยเลย ฉะนั้น เหตุใดท่านจึงต้องช่วยข้าด้วย?”

แม้จะเป็นความสัมพันธ์แบบร่วมมือกัน แต่หลายครั้งที่ตลาดมืดของพวกเขาเลือกที่จะนิ่งดูดายก็ได้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น ตรงกันข้ามพวกเขาออกหน้าช่วยเธอแก้ไขปัญหา หนำซ้ำยังมอบป้ายคำสั่งตลาดมืดให้เธอทั้งอย่างนั้น แม้คนของตลาดมืดไม่เคยบอก แต่เธอรู้ว่าต้องมีเรื่องที่เธอไม่รู้อยู่แน่ๆ ครั้งนี้มีโอกาสได้พบกัน ย่อมต้องถามให้กระจ่าง

นายแห่งตลาดมืดยิ้มๆ แล้วจึงเอ่ย “ในเมื่อเจ้าถาม อย่างนั้นข้าก็ไม่เกี่ยงที่จะบอกเจ้า”

ตอนที่ 2189: เจ้าไม่รู้ความร้ายกาจของข้า

เฟิ่งจิ่วจ้องเขานิ่ง

“มีคนส่งภาพเหมือนของเจ้ามาให้ข้า ให้ข้าคอยดูแลเจ้า และคนคนนั้นเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องถามว่าเขาเป็นใคร เพราะข้าก็ไม่รู้เช่นกันข้าเขาเป็นใคร ในอดีตเขาเคยช่วยชีวิตข้าไว้หนหนึ่ง ต่อมาข้ามอบของแทนคำสัญญาให้เขา ปีนั้นเขาส่งของแทนคำสัญญาพร้อมภาพเหมือนของเจ้ามาให้ข้า”

ครั้นได้ฟังเขาเล่า เฟิ่งจิ่วตะลึง เงาร่างของคนรู้จักผุดขึ้นมาในสมองทีละคน ทีละคน ก่อนถามอีกว่า “คนที่ช่วยชีวิตท่านเป็นหญิงหรือชาย? หนุ่มหรือชรา?”

ท่านลุงเฮยครุ่นคิด ยิ้มตอบว่า “สำหรับเจ้าน่าจะเป็นผู้อาวุโสแล้ว”

ผู้อาวุโส?

เฟิ่งจิ่วสะดุดใจ นึกถึงชายชราที่เคยมอบเม็ดบัวเขียวให้เธอในตอนนั้น หลังจากมอบเม็ดบัวเขียวให้ก็ไม่เคยมีข่าวคราวของเขาอีกเลย หรือเป็นเขาที่ไหว้วานให้นายแห่งตลาดมืดคอยดูแลเธอ? นอกจากเขา เธอก็นึกไม่ออกว่าจะเป็นใครได้อีก

“ครั้งนี้ต้องขอบคุณเจ้าที่ช่วยชีวิตข้า” เขามองเฟิ่งจิ่ว เอ่ยว่า “แต่ก่อนเป็นเพราะบุญคุณต่อคนผู้นั้น เจ้าในเวลาต่อมาไม่ต้องให้ข้าช่วยเหลือมากมาย ซ้ำตอนนี้เจ้ายังช่วยชีวิตข้าไว้ด้วย บุญคุณครั้งนี้ข้ากลับต้องตอบแทน”

เฟิ่งจิ่วยิ้ม “อย่างนั้นท่านลุงเฮยคิดจะตอบแทนอย่างไร?” เธอมองเขา ยิ้มเอ่ยว่า “บุญคุณที่ช่วยชีวิตไม่ใช่ว่าจะสามารถทดแทนได้ด้วยแก้วแหวนเงินทองนะ! อีกอย่าง ข้าก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทองด้วย”

“แน่นอนอยู่แล้ว” เขาพยักหน้า เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! ข้ามอบตลาดมืดให้เจ้า”

เฟิ่งจิ่วตะลึง “อะไรนะ?” เธอฟังไม่ผิดกระมัง?

“ข้าบอกว่า ข้ามอบตลาดมืดให้เจ้า ต่อไป เจ้าก็คือนายแห่งตลาดมืด เป็นอย่างไร?” เขาเผยยิ้มมองหน้าเธอ รู้สึกว่าความคิดนี้ไม่เลวทีเดียว

“ตลาดมืดเป็นกลุ่มอำนาจที่ท่านสร้างมาเองกับมือ จะมอบให้ข้า? ได้อย่างไรกัน” เธอโบกมือ “อีกอย่างข้าก็ไม่มีแก่ใจจะไปควบคุมดูแลตลาดมืดที่ใหญ่ขนาดนั้นด้วย ไม่เอา ไม่เอา”

เห็นเธอทำหน้ารังเกียจรังงอน เขาปากกระตุกอย่างอดไม่ได้ “คนมากมายหมายตาตลาดมืดของข้า เจ้ากลับรังเกียจ เจ้ารู้หรือไม่ ตลาดมืดมีอำนาจและพลังยิ่งใหญ่ขนาดไหน?”

เฟิ่งจิ่วหัวเราะคิกคัก “ท่านลุงเฮย ท่านอย่าโอ้อวดไปหน่อยเลย อำนาจของตลาดมืดยิ่งใหญ่มาก เรื่องนี้ข้ารู้ แต่ท่านดูสิ ตั้งแต่ท่านถูกพิษจากสำนักปัญจพิษ ตลาดมืดสาขาใดบ้างไม่ปิดทำการ? ยามนี้ข้าเดาว่าคนในตลาดมืดของท่านคงกำลังโกลาหลวุ่นวายกันอยู่!”

เธอเอ่ยด้วยท่าทางไม่ยี่หระ มือข้างหนึ่งชันคางพลางยิ้มเอ่ย “ตลาดมืดตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากปัญหายุ่งเหยิง ข้าไม่อยากเข้าไปรับช่วงต่อหรอกนะ ปัญหาของข้าก็มากพออยู่แล้ว อีกอย่าง ท่านร่วมงานกับข้ามานานขนาดนี้ก็น่าจะรู้จักข้า อำนาจในมือข้าตอนนี้ก็เติบโตไม่ได้ด้อยกว่าของท่านเลย”

ท่านลุงเฮยส่ายหน้ายิ้มๆ “ก็ได้ ก็ได้ ตลาดมืดคือปัญหายุ่งเหยิง เจ้าไม่เอาก็แล้วไป ถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! เจ้ามาเป็นลูกสาวบุญธรรมของข้าเสียให้สิ้นเรื่อง”

“เรื่องที่ข้าเสียเปรียบข้าไม่เอาด้วยหรอกนะ” เธอเบะปาก เหล่มองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “ทั้งที่ข้าเป็นคนช่วยท่านแท้ๆ ยังต้องเป็นลูกสาวบุญธรรมให้ท่าน? เรียกท่านว่าท่านพ่อบุญธรรมอีก? ท่านมีแต่ได้เปรียบกับได้เปรียบทั้งนั้น”

“นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของข้า และไม่รู้ว่าตระกูลของข้ามีบารมีล้นฟ้าเพียงใด” เขาส่ายหน้ายิ้มๆมองเธอ เอ่ยว่า “ข้าพูดจริงๆนะ เป็นลูกสาวบุญธรรมของข้าไม่ใช่เรื่องเสียเปรียบแน่นอน แต่เป็นเรื่องที่ดีกับเจ้ามากๆต่างหาก”

เฟิ่งจิ่วเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “มีอะไรดีกัน? ตระกูลท่านมีบารมีล้นฟ้าก็ไม่เกี่ยวกับข้านี่! ถึงจะมีอะไรดี ก็คงจะดีกับลูกสาวลูกชายของท่านมากกว่า ข้าไม่เป็นหรอก”

ตอนที่ 2190: พิษอสุภะตระกูลอิน

พอได้ยินอย่างนั้น สีหน้าของเขาพลันดูผิดหวังในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะรีบปิดบังสีหน้านั้น ยิ้มเอ่ยว่า “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องห่วง ตลอดชีวิตนี้ข้าไม่เคยแม้แต่แต่งงาน จะมีลูกสาวลูกชายได้อย่างไรกัน? หากเจ้าเป็นลูกสาวของข้า ทุกอย่างของข้าย่อมต้องกลายเป็นของเจ้าสักวัน อีกอย่าง ฐานะของเจ้าก็ไม่มีวันตกต่ำ แม้แต่คนในตระกูลของข้าเมื่อเห็นเจ้า ก็ต้องเคารพยำเกรง”

เฟิ่งจิ่วแปลกใจ มองเขาที่นั่งพิงหัวเตียง “ท่านยังไม่แต่งงาน? ไม่น่าเป็นไปได้นะ! รูปร่างหน้าตาท่านไม่เลว เพียงรูปร่างทรงพลังน่ายำเกรงนี้ของท่านก็น่าจะมีสตรีมาชมชอบไม่น้อย!” เธอเริ่มเกิดความอยากรู้อยากเห็น ยิ้มถามว่า “หรือเพราะท่านมาตารฐานสูงเกินไป? หรือว่าหญิงที่ชอบแต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว?”

“อะแฮ่ม!” ชายชราที่ยืนอยู่ข้างๆ กระแอมเบาๆ

เฟิ่งจิ่วมองชายชราแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองท่านลุงเฮยที่เหม่อลอยราวกับจมสู่ห้วงความทรงจำไปแล้ว ก็อดเอ่ยอย่างขอโทษไม่ได้ “ขอโทษด้วย ข้าพูดมากเกินไป ความอยากรู้อยากเห็นของคนเราบางครั้งก็ห้ามกันไม่ได้”

“ไม่เป็นไร” ท่านลุงเฮยยิ้ม “พวกเรามาคุยกันเรื่องจริงจังดีกว่า! ถึงอย่างไรข้าก็ไม่มีลูก เจ้าเป็นลูกสาวข้าเป็นอย่างไร?” เห็นเฟิ่งจิ่วไม่พูดอะไร เขาเอ่ยอีกว่า “ข้ายังไม่ได้บอกชื่อของข้ากับตระกูลของข้าให้เจ้ารู้ ที่จริง…”

“เรื่องนี้ไม่รีบร้อน ข้าต้องคิดดูก่อน” เฟิ่งจิ่วลุกขึ้น มองเขาแล้วเอ่ยว่า “ท่านลุงเฮย ท่านพักฟื้นร่างกายอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน! ข้ายังมีธุระ ขอตัวกลับก่อน” เอ่ยจบ ก็ไม่รอให้เขาพูดอะไร รีบเดินจากไปก่อน
เห็นเฟิ่งจิ่วออกไปแล้ว ชายชราที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหนึ่งจึงเอ่ยว่า “นายท่าน จะให้ภูตหมอเป็นลูกสาวจริงหรือ? หากให้นางเป็นลูกสาวจริงๆ เดาว่าคนในตระกูลจะต้องมีคนคัดค้านแน่นอน”

“เหอะ!”

เขาแค่นเสียง เอ่ยว่า “เรื่องของข้าต้องให้พวกเขามาบงการตั้งแต่เมื่อใดกัน? ขอเพียงแม่หนูนี่ยอมรับข้าเป็นพ่อบุญธรรม ข้าก็ไม่ต้องห่วงว่าภายหน้าของของข้าจะตกไปอยู่ในกำมือของผู้อื่นแม้แต่ชิ้นเดียว”

“ก็จริง ภูตหมอมีนิสัยใจคอสูงส่ง หากกลายเป็นนายท่านน้อยได้จริง ก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับนายท่านเช่นกัน” ชายชรายิ้มเอ่ย เพียงแต่ไม่นาน เขาชำเลืองมองคนบนเตียง เอ่ยอย่างลังเลว่า “เพียงแต่จากที่ข้าเห็น หากจะให้ภูตหมอยอมรับนายท่านเป็นพ่อบุญธรรม เกรงว่าจะไม่ง่าย”

“ไม่เป็นไร ยอมรับได้ถือเป็นเรื่องดี แม้จะไม่ยอมรับ บุญคุณที่ช่วยชีวิตค่อยตอบแทนนางด้วยวิธีอื่นก็แล้วกัน!” เขาค่อยๆหลับตาลง เอ่ยว่า “ประคองข้านอนลง”

“ขอรับ” ชายชราก้าวเข้ามา ประคองเขานอนพักผ่อนบนเตียงอย่างระมัดระวัง

พอเฟิ่งจิ่วกลับมาถึงจสนเฟิ่ง โม่เฉินในชุดสีขาวก็นั่งอยู่ในลานสวนของเธอแล้ว ครั้นเห็นเขา เธอแปลกใจเล็กน้อย “เมื่อคืนเพิ่งกลับไป เหตุใดเช้าตรู่ก็มาอีกแล้วเล่า? มีธุระหรือ?”

“เมื่อคืนมัวแต่ดื่มกินพูดคุย กลับลืมเรื่องสำคัญไปเสียได้ ฉะนั้นเช้านี้จึงมาบอกเจ้าสักหน่อย” เขารินน้ำชา พยักหน้าให้เฟิ่งจิ่วนั่งลง “คนที่มาขอรับการรักษาในช่วงก่อนคือคนของตระกูลอิน คนที่มาขอรับการรักษาตายแล้ว หลายวันก่อนถูกส่งตัวกลับไปแล้ว ข้าเดาว่าเจ้าคงไม่รู้จักตระกูลอิน จึงอยากมาเตือนเจ้าสักหน่อย”

ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วยักคิ้ว “คนนั้นน่ะหรือ ที่เหลิ่งหวาบอกว่าเวลาอาการกำเริบแล้วจะเหมือนกลายพันธ์?”

“ถูกต้องแล้ว ทว่านั่นไม่ใช่การกลายพันธ์ แต่เขาถูกพิษอสุภะ”

“พิษอสุภะ?” เฟิ่งจิ่วมองเขาอย่างแปลกใจ “คืออย่างไร?”

“ตระกูลอินเป็นตระกูลที่เลี้ยงศพ พลังต่อสู้ของตระกูลพวกเขาแม้ไม่ได้แข็งแกร่ง แต่นักรบศพที่พวกเขาสร้างขึ้นมาทรงอานุภาพมาก เพียงแต่ ตระกูลของพวกเขาเริ่มเร้นกายจากโลกภายนอกตั้งแต่หลายสิบปีก่อน ยามนี้ปรากฏกายเพราะต้องการขอรับการรักษาจากเจ้า”

ตอนที่ 2191: ข้ารู้ว่าอยู่ไหน

เสียงของเขาเงียบไปครู่หนึ่ง ชำเลืองมองเธอเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “คนที่ตายเป็นบุตรสายตรงของตระกูลอิน ช่วงนี้เจ้าระวังตัวไว้หน่อย ข้าเดาว่าพักนี้เจ้าต้องมีปัญหาเข้ามาไม่ขาดสายแน่นอน”

ได้ยินแล้ว เฟิ่งจิ่วถอนหายใจเบาๆ มือหนึ่งชันคาง “พักนี้ข้าก็ไม่ได้ไปหาเรื่องใครนา? แต่เหตุใดปัญหาจึงเข้ามาไม่ขาดสาย?”

เธอมองเขาพลางถามว่า “ท่านบอกว่าท่านติดตามข้าสามารถช่วยได้ไม่มากก็น้อยไม่ใช่หรือ? เรื่องพวกนี้ท่านจัดการได้หรือไม่?”

โม่เฉินหัวเราะเบาๆ “คนที่เจ้าไปมีเรื่องด้วยใช่ตระกูลทั่วไปเสียที่ไหน? ตอนแรกก็วิหารราตรี ตอนหลังก็สำนักปัญจพิษ มาตอนนี้ก็ตระกูลอินที่เลี้ยงศพอีก อย่างอื่นไม่ว่า แต่แค่สามกลุ่มอำนาจนี้ก็ไม่ใช่ว่าใครที่ไหนจะรับมือได้”

“วิหารราตรีพักนี้กลับไม่มาหาเรื่องข้า เดาว่าที่นั่นถูกข้าทำลายจึงเร่งสร้างใหม่อยู่กระมัง! ส่วนสำนักปัญจพิษข้าได้ยินมาว่าวิชาพิษของเจ้าสำนักน่ากลัวอยู่บ้าง เพียงแต่ยังไม่เคยสู้กับเขา จึงไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของอีกฝ่าย จะป้องกันก็ป้องกันไม่ได้ ส่วนตระกูลอิน…”

เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ยิ้มเอ่ยว่า “หากจะมาหาเรื่องข้าเพราะเหตุผลนี้จริงๆ อย่างนั้นข้าย่อมไม่ยอมปล่อยให้พวกเขามีชีวิตที่สงบสุขอยู่แล้ว” เธอยิ้ม ก่อนเอ่ยต่อว่า “ตอนนี้พิษในร่างของนายแห่งตลาดมืดก็รักษาได้แล้ว เรื่องสำนักปัญจพิษหากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเขาไปสะสางกันเองย่อมดีที่สุดแล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้ ข้าก็เบาแรงไปได้บ้าง หนำซ้ำ ข้ายังตั้งใจว่าอีกไม่กี่วันจะกลับแผ่นดินใหญ่แถบใต้แม่น้ำกับพี่ชายข้า”

“ยาแก้พิษระดับเจ็ดเจ้ากลั่นสำเร็จแล้วหรือ?” โม่เฉินแววตาไหวระริกเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าเฟิ่งจิ่วจะกลั่นยาแก้พิษระดับเจ็ดได้สำเร็จแล้ว

“อืม พวกเขากินยาแก้พิษระดับเจ็ดเข้าไป พิษในร่างถูกขับออกมาหมดแล้ว เหลือแต่ต้องพักฟื้นอาการบาดเจ็บภายใน” เธอขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “ไม่รู้ว่าคนของสำนักปัญจพิษจะมาอีกเมื่อไร? ข้าส่งคนออกไปสืบหานานแล้วก็ยังไม่เจอแหล่งที่อยู่ของพวกเขา อยากจะแฝงตัวเข้าไปสืบดูว่าพลังของพวกเขาแข็งแกร่งเพียงไหนก็ไร้หนทาง”

ครั้นได้ยินอย่างนั้น โม่เฉินมีสีหน้าหวั่นไหว ถามว่า “เจ้าคิดจะแฝงตัวเข้าไปในสำนักปัญจพิษ?”

“อืม” เธอพยักหน้า “แม้ข้าจะอยากทิ้งเรื่องนี้ให้ทางตลาดมืดเป็นฝ่ายจัดการเอง แต่ท่านลุงเฮยแม้จะแก้พิษในร่างได้แล้ว ทว่าร่างกายยังต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนในการพักฟื้น เดาว่าหากสู้กันอีกครั้ง ต้องมีปัญหาแน่ ฉะนั้นข้าจึงคิดว่าหากแฝงตัวเข้าไปสืบได้ก็จะดีต่อการวางแผน”

“ข้าไปด้วย”

“อะไรนะ?” เธอชะงักงัน มองหน้าเขา

เขามองเธอ เอ่ยว่า “ข้ารู้ว่าอยู่ไหน ข้าไปกับเจ้าด้วย”

“ไปไหน? ข้าไปด้วย”

เสียงหนึ่งดังมา ทั้งสองมองตามเสียงไป เห็นเพียงกวนสีหลิ่นสาวเท้ายาวๆ เดินเข้ามานั่งลงข้างพวกเขาสองคน รินน้ำชาด้วยตนเอง ถามว่า “พวกเจ้าว่าจะไปไหนกัน? นับข้าด้วย ข้าก็จะไปด้วย”

ได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งจิ่วกับโม่เฉินมองหน้ากันยิ้มๆ เธอมองโม่เฉิน เอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ไม่สู้ไปเสียตอนนี้เลย?”

“ได้” โม่เฉินพยักหน้า

“พวกเจ้ายังไม่ได้บอกข้าว่าจะไปไหน?” กวนสีหลิ่นที่อยู่ข้างๆถาม มองรอยยิ้มบนใบหน้าพวกเขาสองคน รู้สึกประหลาดใจ สองคนนี้พูดอะไรอยู่กันแน่? เหตุใดเขาไม่เข้าใจเลยสักนิด?

“ไปที่แหล่งกบดานแห่งหนึ่งของสำนักปัญจพิษ” โม่เฉินยิ้มตอบ “แต่ไม่รู้ว่าเจ้าสำนักปัญจพิษจะอยู่ที่นั่นหรือไม่”

เฟิ่งจิ่วลุกขึ้น เอ่ยว่า “ไปดูก็รู้เอง หากอยู่ก็ยิ่งดี ถึงไม่อยู่ พวกเราก็ถือโอกาสทำลายที่นั่นเสียเลย”

ตอนที่ 2192: แฝงตัวเข้าไปกลางดึก

คนของสำนักปัญจพิษทำคนในหอยาสวรรค์ของเธอบาดเจ็บมากมายขนาดนั้น แม้จะทำลายแหล่งกบดานเล็กๆแห่งหนึ่งของพวกนั้น ก็ยังไม่อาจชดใช้ชีวิตขององครักษ์เฟิ่งที่ตายเพราะการต่อสู้ครั้งนั้นได้

“ได้ จะไปก็ไปกันเถิด!” โม่เฉินลุกขึ้น สะบัดชายเสื้อ ถามว่า “เจ้าต้องจัดการอะไรที่นี่ก่อนหรือไม่? ไปครานี้อาจต้องใช้เวลาสองสามวัน”

“เหล่าสัตว์คู่พันธสัญญาอยู่ที่นี่ ข้าไปสั่งงานเหลิ่งหวากับตู้ฝานเล็กน้อยก็พอแล้ว” เฟิ่งจิ่วเดินออกไปข้างนอก สองคนข้างหลังมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินตามออกไป

หลังจากกำชับสิ่งต่างๆกับพวกเหลิ่งหวาเสร็จ พวกเฟิ่งจิ่วก็ออกเดินทางอย่างเงียบๆ พวกเขาขี่กระบี่ตามโม่เฉินไป กระทั่งถึงเวลาพลบค่ำ พวกเขามาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง

“ที่นี่คือ…” เฟิ่งจิ่วมองหุบเขาลูกนี้ด้วยความแปลกใจ หุบที่ทั้งสูงชันและห่างไกลเช่นนี้ หากไม่ใช่โม่เฉินนำทาง เธอคงหาไม่เจอ

“สำนักปัญจพิษเป็นกลุ่มอำนาจที่เร้นกายจากโลกภายนอก ที่อยู่จริงๆของพวกเขาอยู่ที่ไหนข้าเองก็ไม่รู้ แต่ที่นี่เป็นแหล่งที่อยู่ของพวกเขายามเคลื่อนไหวอยู่ข้างนอก ข้าเองก็บังเอิญรู้มาอีกที ที่นี่แม้ไม่เห็นเงาร่างของเจ้าสำนักปัญจพิษ แต่อย่างไรก็ต้องเห็นเงาร่างของผู้ใช้พิษทั้งสิบสองภายใต้อาณัติของเขาแน่นอน เพียงแต่ พวกเขาล้วนเชี่ยวชาญการใช้พิษ พวกเจ้าจำต้องระวังตัวด้วย”

ขณะเอ่ย เขาหยิบเสื้อกันลมสีดำผืนหนึ่งจากห้วงมิติมาผูกไว้บนตัว ปิดบังเสื้อผ้าสีขาวที่ดูสะดุดตา ก่อนจะพาพวกเข้าเดินเข้าไปข้างใน

“ที่นี่มีค่ายกล” กวนสีหลิ่นเดินตามหลังเขา สัมผัสได้ว่าที่แห่งนี้มีค่ายกลคุ้มกันอยู่

“ไม่ได้มีเพียงค่ายกล ข้างในยังมีหมอกพิษด้วย” โม่เฉินที่อยู่ข้างหน้าเอ่ยโดยไม่หันหลัง พาพวกเขาเดินออกจากค่ายกล ก่อนจะมองเห็นหมอกพิษอยู่ข้างหน้า

เวลานี้ ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว รอบด้านมืดมิดยากต่อการมองเห็น ทั้งสามหยุดอยู่ตรงนี้ เฟิ่งจิ่วหยิบยาแก้พิษให้พวกเขากิน ก่อนจะเดินต่อไป

เวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไป พวกเขามาถึงขอบหน้าผา ก้มหน้ามองลงไปด้านล่างหน้าผา เห็นเพียงแสงไฟวิบวับจากที่ไกลๆ เฟิ่งจิ่วกับกวนสีหลิ่นอดตะลึงไม่ได้ นึกไม่ถึงว่าข้างในนี้จะมีสถานที่เช่นนี้ซ่อนอยู่ด้วย

“ที่แท้พวกเขาก็ซ่อนตัวอยู่ในก้นหุบเขาแห่งนี้ ไม่น่าเล่า ไม่น่าถึงหาเบาะแสของพวกเขาไม่เจอเลย” เฟิ่งจิ่วเอ่ยเหมือนเข้าใจในที่สุด “ที่นี่โอบล้อมไปด้วยภูเขา ซ้ำยังมีหมอกแน่นหนา เป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการซ่อนตัวมากจริงๆ แต่พวกเราจะลงไปอย่างไร? หากขี่กระบี่ลงไปเดาว่าพวกนั้นต้องรู้ตัวแน่”

“ตรงนั้นมีบันได” โม่เฉินเอ่ยกับทั้งสอง “เก็บซ่อนกลิ่นอายในตัวพวกเจ้า แล้วตามข้ามา”

ทั้งสองพยักหน้า ก่อนเก็บซ่อนพลังในตัว แล้วตามเขาไปอย่างเงียบงัน กระทั่งเดินลงบันไดไปถึงก้นหุบเขา เห็นกลุ่มทหารยามสองกลุ่มกำลังเดินลาดตระเวนยามกลางคืน

“เลี่ยงพวกเขา พวกเราอ้อมไปทางด้านหลังกัน” โม่เฉินกระซิบบอก พาพวกเขาอ้อมไปอีกด้านหนึ่ง

ครั้นมาถึงลานสวนแห่งหนึ่งข้างฝน เห็นชายวัยกลางคนที่แขนขาดข้างหนึ่งกำลังพูดคุยอะไรกับคนกลุ่มหนึ่ง

“ข้าไม่มีวันปล่อยพวกคนของหอยาสวรรค์ไปแน่! เจ้ากวนสีหลิ่นที่ตัดแขนข้า! ข้าจะฉีกร่างมันเป็นหมื่นๆชิ้น!” ขณะเอ่ย เขากำหมัดทุบโต๊ะแรงๆ

“ไม่ต้องรีบร้อนไป นายท่านบอกแล้วไม่ใช่หรือ? อีกไม่กี่วัน หัตถ์หมื่นพิษของเขาก็จะฝึกสำเร็จแล้ว ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่กวนสีหลิ่นหรือภูตหมอเฟิ่งจิ่วแห่งหอยาสวรรค์อะไรเลย แม้แต่คนของตลาดมืดก็ต้องถูกนายท่านส่งไปลงนรกแน่นอน” ผู้พูดคือชายวัยกลางคนอีกคน เขารินสุรา พยักหน้าเอ่ยว่า “มาๆๆ ดื่ม! ขอให้พวกเราเอาชนะศัตรูสิบทิศ! ถือโอกาสพาสำนักปัญจพิษให้ผงาดค้ำโลกอีกครั้ง!”

ตอนที่ 2193: ค้นพบ

คนพวกนั้นยกถ้วยสุราขึ้นชนกัน ก่อนจะตะโกนขึ้นพร้อมกัน “ชน!” จากนั้นก็แหงนหน้าดื่มสุราหมดในรวดเดียว

หลังจากดื่มสุรา พวกเขาวางถ้วยลง บ้างก็กินกับแกล้ม บ้างก็รินสุราเพิ่ม มีคนเอ่ยขึ้นมาว่า “ตอนนี้วิชาหัตถ์หมื่นพิษของนายท่านฝึกฝนจนถึงด่านสำคัญสุดท้ายแล้ว พักนี้ขออย่าให้เกิดเรื่องอะไรเป็นดีที่สุด”

“กังวลอะไรกัน? ที่นี่ลับตาคนขนาดนี้ อีกอย่างมีผู้ใช้พิษอย่างพวกเราเฝ้าอยู่จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้อย่างไรกัน?” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น ก่อนคีบอาหารขึ้นมากิน

“นั่นสิ ด้วยพลังของพวกเราแปดคน กอปรกับที่นี่มีคนเฝ้าอยู่มากมาย แม้แต่ยุงตัวเดียวก็อย่าหวังจะบินเข้ามาได้เลย!”

สี่คนข้างในกำลังพูดคุยกัน พวกเฟิ่งจิ่วที่อยู่ในมุมมืดส่งสัญญาณมือ ก่อนจะถอยไปอย่างเงียบเชียบ พอพวกเขามาถึงที่ปลอดภัย เฟิ่งจิ่วดวงตาเป็นประกาย กระซิบเบาๆว่า “นึกไม่ถึงว่าเจ้าสำนักปัญจพิษจะอยู่ที่นี่ด้วย หนำซ้ำวิชาหัตถ์หมื่นพิษของเขาก็ฝึกใกล้สำเร็จแล้ว”

“สี่คนนั้นบอกว่ามีแปดผู้ใช้พิษอย่างพวกเขาอยู่ ดูท่า นอกจากสี่คนที่กำลังดื่มสุราอยู่ตรงนั้น อีกสี่คนที่เหลือต้องเฝ้าระวังอยู่แถวๆที่ฝึกวิชาของเจ้าสำนักปัญจพิษแน่ๆ” กวนสีหลิ่นวิเคราะห์เสียงเบา

“ดูท่าพวกเรามาได้จังหวะพอดี” โม่เฉินเผยยิ้ม มองทั้งสอง “อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่น พวกเราค้นหาเงียบๆไปก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องตามหาสถานที่ฝึกฝนวรยุทธ์ของเจ้าสำนักปัญจพิษก่อน”

“จับคนมาสอบถามเป็นอย่างไร?” กวนสีหลิ่นเสนอ

“ไม่มีประโยชน์”

เฟิ่งจิ่วกับโม่เฉินเอ่ยขึ้นพร้อมกัน ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนหันไปอธิบายกับกวนสีหลิ่นว่า “คนของสำนักปัญจพิษล้วนถูกป้อนพิษไว้ คนที่เหมือนทหารกล้าตายเหล่านี้ คิดจะล้วงความลับจากปากของพวกเขานั้นยากมาก หากจับคนมาอาจเสี่ยงเปิดเผยตัวตนด้วย ไม่สู้พวกเราลอบค้นหาอย่างลับๆดีกว่า”

“ถูกต้องแล้ว” โม่เฉินพยักหน้า “ที่นี่จะว่าใหญ่ก็ไม่ได้ใหญ่มาก พวกเราสามคนแยกย้ายกันหา คงไม่ยากหากจะตามหาสถานที่ฝึกวรยุทธ์ของเจ้าสำนักปัญจพิษ แต่หากเจอตัวคนแล้วห้ามทำอะไรคนเดียวเด็ดขาด ต้องหารือกันก่อนแล้วค่อยวางแผนกัน”

“ได้” ทั้งสองรับคำ หลังจากหารือกันเสร็จก็ตกลงกันว่าจะไปรวมตัวกันที่ไหน จากนั้นก็แยกย้ายกันไปตามหาคนละทิศ

คืนนี้ กลางดึกสงัด คนในหุบเขาแม้กำลังเดินลาดตระเวน แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่ามีคนลักลอบเข้ามาถึงสามคนแล้ว แม้แต่ผู้ใช้พิษทั้งสี่ที่กำลังดื่มดินพูดคุยกันอยู่ก็ไม่คาดคิดว่า คนที่พวกเขากำลังพูดถึงจะหาที่นี่เจอ หนำซ้ำยังเข้ามาในนี้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย…

พลังของทั้งสามล้วนแข็งแกร่ง กอปรกับกลิ่นอายที่เก็บซ่อนไว้ อย่าว่าแต่เหล่าผู้ใช้พิษที่ไม่รู้ตัว แม้แต่เหล่าทหารยามที่เดินลาดตระเวนยิ่งไม่มีทางรู้

เพียงแต่ การตามหาที่ซ่อนตัวของเจ้าสำนักปัญจพิษภายในเรือนที่สร้างขึ้นกลางหุบเขาเช่นนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาตามหาไปกว่าครึ่งก็ยังไม่เจอ กระทั่งใกล้เที่ยงคืน กวนสีหลิ่นมาปลดทุกข์ที่ด้านหลังเรือนเหล่านั้นซึ่งอยู่ติดกับภูเขา ใครจะรู้กลับเหลือบเห็นถ้ำแห่งหนึ่งด้วยความบังเอิญ

เขาปลดทุกข์เสร็จก็แอบเข้าใกล้เงียบๆ เห็นข้างหน้ามืดมิดไปหมด ที่อื่นล้วนมีแสงไฟ ที่นี่กลับไม่มี แต่ตรงตีนเขากลับมีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง หน้าถ้ำมีชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่เงียบๆ

เขาไม่ได้เข้าไปใกล้ เพียงถอยหลังเงียบๆ ตั้งใจจะกลับไปบอกโม่เฉินกับน้องสาวของเขา ที่นี่ไม่ได้มีเพียงชายวัยกลางคนสองคนนั้นเฝ้าอยู่ ห่างออกไปข้างหน้าประมาณสิบห้าจั้งยังมีเขตอาคมร่ายไว้ด้วย

ตอนที่ 2194: แยกย้ายกันไปทำภารกิจ

นอกจากนี้ เขตอาคมนั่นยังอยู่ห่างจากหน้าถ้ำประมาณสามสิบจั้งด้วย โชคดีที่อยู่ห่างประมาณนี้ ไม่เช่นนั้นหากเขาไปปลดทุกข์ข้างหน้านั่นต้องโดนจับได้แน่

ที่อื่นไม่เห็นว่ามีเขตอาคม ที่นี่กลับมีเขตอาคม แล้วยังมีคนเฝ้าอยู่อีก หนำซ้ำยังไม่จุดไฟเลยแม้แต่น้อย เห็นชัดว่าเจ้าสำนักปัญจพิษจะต้องอยู่ที่นี่แน่!

เขาถอยออกไปเงียบๆ กลับไปรอยังที่นัดหมาย ผ่านไปไม่นาน ก็เห็นโม่เฉินกับเฟิ่งจิ่วกลับมา เขาโบกมือให้ทั้งสอง พอทั้งสองเข้ามาใกล้ เขาจึงกระซิบบอก “ข้าเจอที่ซ่อนตัวของเจ้าสำนักปัญจพิษแล้ว”

เมื่อเฟิ่งจิ่วได้ยินแววตาก็ไหวระริก ถามว่า “อยู่ที่ใด?”

กวนสีหลิ่นชี้ไปข้างหน้า เอ่ยว่า “อยู่ในถ้ำข้างหน้านั่น แต่ที่นั่นมีเขตอาคม อีกอย่างข้าเห็นผู้ใช้พิษเฝ้าอยู่ที่นั่นเพียงสองคน ไม่เห็นอีกสองคนที่เหลือ หากฝ่าเขตอาคมเข้าไป ต้องทำให้คนที่ตื่นตัวแน่ ตอนนี้เราจะทำอย่างไรดี?”

“สองมือยากต้านสี่หมัด เจ้าช่ำชองการใช้พิษเช่นกันไม่ใช่หรือ? ใช้พิษกับพวกเขาหน่อยเป็นอย่างไร?” โม่เฉินหันไปเสนอกับเฟิ่งจิ่ว

ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วมุมปากกระตุก เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง คนคนนี้บุคลิกท่าทางราวเทพเซียน เหตุใดยามร้ายขึ้นมากลับเหี้ยมกว่าเธอเสียอีก จู่ๆก็พูดออกมาเลยว่าจะใช้พิษ

“ไม่ได้ พิษอาจใช้ไม่ได้ผลกับคนพวกนี้” เธออธิบายอย่างใจเย็น “คนในสำนักปัญจพิษเดิมก็อ่อนไหวกับกลิ่นของยาและพิษกว่าคนปกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะใช้ยาหรือยาพิษกับพวกเขาก็ล้วนไม่เหมาะสม”
เธอครุ่นคิด เอ่ยว่า “ข้ากลับมีแผนการหนึ่ง”

“แผนการอะไร?” ทั้งสองหันไปมองเธอ

“ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม” เฟิ่งจิ่วตอบ “ใช้กลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิมมาเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขา”

เธอมองหน้าทั้งสอง ก่อนจะอธิบายต่อว่า “พวกเราสามคนแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งดึงดูดความสนใจของพวกเขา กลุ่มหนึ่งเป็นฝ่ายโจมตีหลัก ความตายของคนอื่นเป็นเรื่องรอง สำคัญที่สุดคือฉวยโอกาสนี้สังหารเจ้าสำนักปัญจพิษเสีย ไม่อย่างนั้น หากเขาฝึกวิชาพิษที่ทรงพลังเช่นนั้นสำเร็จ จะต้องเกิดการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ตามมาแน่ๆ”

ครั้นได้ฟัง กวนสีหลิ่นจึงเสนอขึ้นว่า “เสี่ยวจิ่ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! ข้าเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาเอง เจ้ากับโม่เฉินเป็นฝ่ายโจมตีเจ้าสำนักปัญจพิษ ข้าคิดว่าหากเบี่ยงเบนความสนใจออกไป อย่างมากก็คงมีผู้ใช้พิษไล่ล่าข้าเพียงคนสองคน พวกเขาส่วนใหญ่น่าจะไปคุ้มกันหน้าถ้ำของเจ้าสำนักปัญจพิษมากกว่า ฉะนั้นพวกเจ้าต้องระวังให้มาก”

“อืม ข้าคิดว่าเขาพูดมีเหตุผล ในฐานะฝ่ายโจมตี พวกเราต้องเผชิญหน้ากับอันตรายมากกว่า ต้องเตรียมพร้อมให้ดี” โม่เฉินพยักหน้า หันไปมองกวนสีหลิ่น “แต่ท่านจะประมาทไม่ได้ คนที่นี่ล้วนช่ำชองการใช้พิษ อย่าโดนพิษของพวกเขาเล่นงานเข้าเล่า”

“ข้ารู้ เสี่ยวให้ข้ากินยาแก้พิษแล้ว พิษทั่วไปทำอะไรข้าไม่ได้หรอก ส่วนเรื่องอื่น ข้าจะระวังให้ดี” เขาพยักหน้า

“ได้ อย่างนั้นก็เอาตามนี้ก็แล้วกัน” เฟิ่งจิ่วเอ่ย มองกวนสีหลิ่น “ท่านพี่ ท่านต้องระวังตัวให้ดี สู้ไม่ได้ก็หนีก่อน”

ได้ยินอย่างนั้น กวนสีหลิ่นยิ้ม “เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว ไป ข้าพาพวกเจ้าไปที่นั่นก่อน จากนั้นค่อยดำเนินแผนตามสถานการณ์”

เขาพาพวกเขาสองคนไปยังถ้ำที่เจอก่อนหน้านี้ ครั้นมาถึงที่ถ้ำแห่งนั้น พวกเขาปรึกษากันเล็กน้อย ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำภารกิจ

เวลาผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป กวนสีหลิ่นวางเพลิงรอบๆหุบเขา เปลวเพลิงที่โหมไหม้ใหญ่โตส่องหุบเขาแห่งนี้ให้สว่างจ้า ชั่วขณะหนึ่ง ครั้นหุบเขาถูกเพลิงปกคลุม หุบเขาที่เคยเงียบสงบพลันตกอยู่ในภวังค์โกลาหลวุ่นวายในทันใด เสียงร้องแรกแหกกระเชอดังสนั่นไปทั่ว

“ไฟไหม้! รีบช่วยกันดับไฟเร็ว!”

ตอนที่ 2195: ปู่กวนของเอ็งมาแล้ว

“บัดซบ! ไฟไหม้ได้อย่างไรกัน? รีบไปช่วยกันดับไฟเร็วเข้า!”

ท่ามกลางเสียงร้องด่า สี่คนที่กำลังดื่มสุราอยู่ในลานสวนรีบออกมาดู ครั้นเห็นเปลวเพลิงโชติช่วงโอบล้อมรอบหุบเขา ทั้งสี่คนตกตะลึง

“จู่ๆ ไฟไหม้ได้อย่างไร? หรือว่ามีคนลักลอบเข้ามา?”

ทั้งสี่คนตกใจ หนึ่งในนั้นดึงทหารที่กำลังวิ่งผ่านหน้าเข้ามาตวาดถาม “เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดจึงเกิดไฟไหม้ได้? มีคนลักลอบเข้ามาใช่หรือไม่?”

“เรียนท่านผู้ใช้พิษ ไม่พบว่ามีใครบุกรุกเข้ามา แต่รอบด้านเกิดไฟไหม้ มีคนไปตรวจสอบแล้ว…” คนคนนั้นกำลังรายงาน แต่จู่ๆกลับถูกเสียงหนึ่งดังขัดจังหวะขึ้นมาก่อน

“ฮ่าๆๆ! ที่แท้ที่นี่ก็เป็นรังกบดานของพวกเจ้าเองหรือ! เปลวไฟที่แผดเผานี้ช่างทำให้ปู่กวนของเอ็งชุ่มชื่นหัวใจยิ่งนัก!”

เสียงหัวเราะกังวานพลันดังขึ้นท่ามกลางค่ำคืน ทุกคนตกใจแตกตื่น โดยเฉพาะชายวัยกลางคนที่แขนขาด ยามนี้พอได้ยินเสียง ยิ่งถลึงตาจ้องมองไปยังทิศที่เสียงดังมาอย่างไม่อยากเชื่อ

เห็นเพียงบนหินก้อนหนึ่งที่สูงชะลูดขึ้นไป เงาร่างกำยำถือดาบใหญ่ไว้ในมือ แหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้า วาจาท้าทายรวมถึงเสียงหัวเราะสะเทือนหู ทำให้ผู้ใช้พิษที่แขนขาดบังเกิดเพลิงโทสะลุกท่วมใจ

“เป็นเจ้า! กวนสีหลิ่น! นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้ามาถึงที่นี่! เจ้ามารนหาที่ตายรึ!” ผู้ใช้พิษแขนขาดตวาดกร้าว ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายพลังวิญญาณ ดังก้องไปทั่วบริเวณภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน

“เขาคือกวนสีหลิ่นที่ฟันแขนเจ้าขาดรึ?” สามคนข้างๆ หันไปมองเงาร่างที่ยืนอยู่บนที่สูงของหุบเขาด้วยความแปลกใจ ภายใต้แสงสว่างจากเปลวเพลิง เงาร่างของคนคนนั้นดูชัดเจน ท่าทางอายุเพียงยี่สิบต้นๆ คนอย่างนี้กลับมีวรยุทธ์ระดับเทพนักรบแล้วอย่างนั้นหรือ?

“เป็นเขานั่นแหละ!” ผู้ใช้พิษแขนขาดตอบเสียงรอดไรฟัน

“ในเมื่อกล้ามาถึงที่นี่ พวกเราก็จับมันมาทดลองพิษใหม่เลยก็แล้วกัน!” หนึ่งในนั้นเอ่ยอย่างชั่วร้าย สายตาจับจ้องไปยังเงาร่างของกวนสีหลิ่น

ส่วนผู้ใช้พิษคนหนึ่งที่ไม่พูดอะไรตั้งแต่ต้นกำลังสังเกตสถานการณ์ไฟไหม้รอบๆ จู่ๆก็เกิดสังหรณ์ใจขึ้นมา เอ่ยว่า “คนคนนี้รู้จักที่นี่ได้อย่างไร? เขาไม่น่าจะมาคนเดียว ต้องมีคนมาด้วยแน่ๆ”

ได้ยินเขาว่าอย่างนี้ อีกสามคนที่เหลือตะลึงงัน

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! พวกเจ้าสองคนไปจัดการกวนสีหลิ่น พวกเราสองคนไปดูที่จวนถ้ำของนายท่านหน่อย หากทางนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเราค่อยรีบกลับมาช่วย”

“ได้!”

ไม่มีใครคัดค้าน พวกเขาต่างรับคำและแยกย้ายกันไปทันที ผู้ใช้พิษแขนขาดและผู้ใช้พิษอีกคนรวมพลังรอยตัวขึ้น พุ่งไปทางกวนสีหลิ่น อีกสองคนกลับมุ่งหน้าไปยังจวนถ้ำที่อยู่ด้านหลัง

“กวนสีหลิ่น! เจ้ากล้ามาถึงที่นี่! วันนี้ ข้าจะทำให้เจ้าไม่ได้กลับไปอีก!”

ผู้ใช้พิษแขนขาดสะบัดแขนเสื้อ อาวุธลับนับชิ้นไม่ถ้วนพุ่งไปทางกวนสีหลิ่น ขณะที่เขายื่นมือออกไป กระบี่ยาวเล่มหนึ่มปรากฏกลางฝ่ามือของเขา กลิ่นอายพลังวิญญาณพลุ่งพล่าน พลังกระบี่พุ่งแหวกอากาศออกไป ไอสังหารเอ็นเยือกเย็นแผ่ปกคลุมลงมาทันใด

“ฮ่าๆๆ!”

กวนสีหลิ่นแหงนหน้าหัวเราะลั่น จู่ๆ เสียงหัวเราะหยุดลง สายตาคมกริบจ้องมองไปยังผู้ใช้พิษแขนขาด “ครั้งที่แล้วปล่อยเจ้าหนีไปได้ วันนี้ ชีวิตของเจ้า ปู่กวนของเอ็งจะเอามาให้ได้!” ขณะตะโกนกร้าว กลิ่นอายพลังเร้นลับพลันพลุ่งพล่านรอบกาย ดาบใหญ่ในมือตวัดโบกไปมา กลายเป็นเกราะป้องกันอยู่ตรงหน้าเขา

“เกร๊ง!”

“เกร๊ง!”

“เกร๊ง! เกร๊ง!”

อาวุธลับพุ่งชนดาบใหญ่ในมือของเขา เกิดเป็นเสียงกระทบแหลมๆ อาวุธลับเหล่านั้นร่วมตกลงไป พร้อมกับพลังกระบี่ที่ถูกสลายหายไปด้วย

ตอนที่ 2196: ฟันขาดในดาบเดียว

ผู้ใช้พิษอีกคนที่ตามหลังมาติดๆ เห็นอย่างนั้นก็หรี่ตาอย่างชั่วร้าย “ระดับเทพนักรบ ดูไม่ออกเลยว่าจะร้ายกาจอยู่ไม่น้อย!” เขาจ้องหน้ากวนสีหลิ่น ประกาศลั่นว่า “ข้าจะสั่งสอนเจ้าเอง!” เอ่ยจบ สองมือของเขายื่นไปข้างหน้า ดาบโค้งสองเล่มปรากฏในมือ กลิ่นอายพลังวิญญาณพลุ่งพล่าน เงาร่างพุ่งโฉบออกไปดุจภูตผี ฟันดาบใส่กวนสีหลิ่นด้วยความเร็วราวสายฟ้าฟาด

“ชิ้ง!”

“เกร๊ง!”

“ชิ้งๆ! วูบ!”

เงาร่างสองร่างโรมรันพันตี เคลื่อนไหวรวดเร็ว หนึ่งคนเป็นเทพนักรบ หนึ่งคนเป็นปราชญ์เซียน พลังของทั้งสองสูสีดุเดือด ทว่าด้านพลังต่อสู้กวนสีหลิ่นกลับได้เปรียบกว่าเล็กน้อย เพราะอย่างไร ยามเขาฝึกฝนอย่างหนักอยู่ข้างนอกก็เป็นการพัฒนาพลังต่อสู้ของเขาอย่างพื้นฐานมั่นคง แต่สำหรับผู้ใช้พิษ พวกเขากลับใช้พิษเป็นหลัก วรยุทธ์แม้อยู่ในระดับปราชญ์เซียนแล้ว แต่ด้านพลังต่อสู้อย่างไรก็เทียบเขาไม่ได้

“เกร๊ง!”

สองดาบฟันปะทะ เกิดเป็นเสียงเกร๊งดังแสบหู พลังอันแข็งแกร่งโอบล้อมอยู่รอบกายทั้งสอง พัดเอาชายเสื้อของพวกเขาปลิวดังพึบพับ กวนสีหลิ่นเพิ่มแรงปะทะดาบในมือ ทำให้ดาบของผู้ใช้พิษคนนั้นค่อยๆถูกดันถอยไปอย่างต้านไม่อยู่ หน้าผากเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ กัดฟันแน่น อยากแบ่งเอามือข้างหนึ่งออกมาใช้งาน ทว่ากลับไม่อาจต้านทานพลังของอีกฝ่ายด้วยมือเดียวได้

ในเวลานี้เอง ผู้ใช้พิษแขนขาดพลันโจมตีเข้ามาจากข้างหลัง เขาคิดจะลอบโจมตี ทว่าชั่วขณะนั้น ดาบใหญ่ในมือกวนสีหลิ่นกดทับลงไป ยกขาขึ้นเตะ ฉวยโอกาสขณะที่อีกฝ่ายถูกเตะออกไปยกดาบใหญ่ขึ้นตวัดฟันออกไปในแนวขวาง

“เฮื้อ!”

กวนสีหลิ่นคำรามเสียงต่ำ ดาบใหญ่ฟันออกไปพร้อมกับพลังอันรุนแรง ผู้ใช้พิษยกดาบโค้งสองเล่มในมือขึ้นต้าน ทว่ายังคงถูกพลังกระบี่เส้นนั้นเฉือนร่างจนเกิดแผลที่ลึกจนมองเห็นกระดูกได้

“ซี๊ด อ๊าก!”

เขาสูดหายใจ ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเสียหลักร่วงลงจากลางอากาศ ขาข้างหนึ่งกึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้น มือหนึ่งประคองร่างด้วยดาบ ก้มหน้ามองแผลตรงหน้าอก รู้สึกเพียงเจ็บปวดจนไร้เรี่ยวแรง

เขารีบหยิบยาออกมาโรยบนแผล ทว่าเหนืออากาศ หลังจากตวัดดาบนั้นออกไป กวนสีหลิ่นหันกลับไปรับศึกจากผู้ใช้พิษแขนขาดต่อ อีกฝ่ายมีเพียงแขนข้างเดียว กอปรกับแผลเก่ายังไม่หายดี ยิ่งไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาไปใหญ่

“ดาบเฉือนวิญญาณ!”

เห็นเพียงกวนสีหลิ่นคำรามลั่น ดาบใหญ่ในมือตวัดฟันออกไป พลังดาบหลายเส้นพุ่งออกจากดาบของเขา ฟาดฟันไปยังผู้ใช้พิษแขนข้างเดียวด้วยความเร็วดุจสายฟ้า

“บัดซบ! เจ้า…”

ผู้ใช้พิษคนนั้นเห็นก็ตกตะลึง คิดจะถอยหนีแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว เขาหลบพลังดาบสองเส้น แต่กลับไม่อาจหลบพลังดาบเส้นสุดท้ายไปได้ รู้สึกเพียงเย็นวาบที่คอ เสียงฉึกดังผ่านหูไป ก่อนที่หัวของเขาจะถูกตัดกระเด็นออกไป

ผู้ใช้พิษที่กำลังใส่ยาห้ามเลือดอยู่เห็นเข้าก็ตะลึงพรึงเพริด ขวดยาในมือหล่นลงพื้นก็ไม่มีเวลาก้มเก็บ รีบหันไปตวาดสั่งทหารรอบๆ “จัดการ! ไปจัดการมันให้หมด! ฆ่ามันเสีย!”

แต่ตัวเขาเองกลับถอยหลังไปทีละก้าว หนีไปทางจวนถ้ำที่ปิดอยู่ของนายท่านของเขา

ร้ายกาจเกินไปแล้ว! เจ้าบัดซบกวนสีหลิ่นร้ายกาจเกินไปแล้ว! พลังต่อสู้ที่น่ากลัวอย่างนั้นหากไม่ร่วมมือกันสามสี่คนเกรงว่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา! เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าพลังต่อสู้ของผู้ฝึกพลังเร้นลับคนหนึ่งจะน่ากลัวได้ขนาดนี้!!

นึกถึงภาพที่หัวถูกตัดกระเด็นลอยออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่มีโอกาสแม้แต่จะกรีดร้อง ไม่มีโอกาสแม้แต่จะหนีก็ต้องตายไปทั้งอย่างนั้น เขารู้สึกเย็นวาบที่สันหลังทันที

ตอนสู้กับคนของตลาดมืดยังไม่เคยหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน ทว่าตอนนี้ เขากลับบังเกิดความรู้สึกหวาดกลัวจนอยากจะหนีเอาชีวิตรอดขึ้นมา…

ตอนที่ 2197: ภูตหมอเฟิ่งจิ่ว

เขาหนีไปทางถ้ำอย่างลนลานด้วยจิตใจที่หวาดกลัว ทว่ายังไม่ทันเข้าใกล้ที่นั่นร่างกายก็แข็งทื่อไปก่อน เขาก็เบิกตากว้างจ้องภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง

เห็นเพียง เขตอาคมที่เดิมเคยคุ้มกันถ้ำแห่งนี้ถูกทำลายลงแล้ว และข้างหน้านั่น ชายชุดขาวรูปร่างหน้าตา.งดงามดุจเซียนกำลังสู้กับผู้ใช้พิษสามคน

ที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าคือ ภายใต้การโจมตีของผู้ใช้พิษสามคน ชายคนนั้นกลับต่อสู้อย่างผ่อนคลาย ขณะที่บนพื้นมีศพของผู้ใช้พิษถูกสังหารไปหนึ่งคนแล้ว ผู้ใช้พิษสามคนร่วมมือกันกลับไม่อาจแตะต้องได้แม้กระทั่งชายเสื้อของคนคนนั้น เพียงไม่กี่กระบวนท่า ผู้ใช้พิษอีกคนก็ถูกชายชุดขาวสังหารในกระบี่เดียว!

ครั้นเห็นผู้ใช้พิษที่ล้มลงไป รวมถึงผู้ใช้พิษอีกสองคนที่ถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความกลัว เขาอดลังเลขึ้นมาไม่ได้

เข้าไปหรือ? ดูจากสถานการณ์ เข้าไปก็เกรงว่าจะต้องตายสถานเดียว ไม่สู้รอดูสถานการณ์อยู่ตรงนี้ก่อนดีกว่า

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจแบบนั้น ผู้ใช้พิษที่ได้รับบาดเจ็บคนนี้จึงซ่อนตัวและแอบดูเงียบๆ อยู่ในมุมมืด

“เจ้าเป็นใคร! มีความแค้นใดกับสำนักปัญจพิษของเรา? ถึงได้ยื่นมือเข้ายุ่งเรื่องระหว่างพวกเรากับหอยาสวรรค์เช่นนี้!” ผู้ใช้พิษคนหนึ่งตวาดกร้าว สายตาเหี้ยมเกรียมจ้องชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์ดุจเซียนตรงหน้า

โม่เฉินเอามือหนึ่งไพล่หลัง มือหนึ่งถือกระบี่ชี้เฉียงลงดิน สายตาจ้องสองคนนั้นอย่างสงบนิ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ข้ากับพวกเจ้าไม่ได้มีความแค้นใดต่อกัน เพียงแต่พวกเจ้าไปมีเรื่องกับคนที่ไม่ควรมีเรื่องด้วย”

“คนที่ไม่ควรมีเรื่องด้วย? หมายถึงภูตหมอเฟิ่งจิ่วแห่งหอยาสวรรค์? หรือนายแห่งตลาดมืด?” ผู้ใช้พิษคนนั้นขมวดคิ้วถาม

โม่เฉินยกมุมปาก “ล้วนต้องตายแล้ว ถามมากไปมีประโยชน์อันใดกัน?” สิ้นเสียง เงาร่างสีขาวพุ่งโฉบออกไปในพริบตา แรงกดดันอันแข็งแกร่งแผ่ปกคลุมไปทั่ว ผู้ใช้พิษสองคนนั้นถูกแรงกดดันของเขาเขย่าขวัญ ร่างกายแข็งทื่อไม่อาจขยับไปชั่วขณะ แต่เพียงชั่วเวลาพริบตาเดียว พวกเขาก็ถูกปลิดชีพไปอย่างรวดเร็วแล้ว

“พลั่กๆ!”

เงาร่างสองเงาเบิกตาโพลงด้วยความตกใจและหวาดกลัว ร่างกายล้มลงไปทั้งที่ยังตัวแข็งทื่อ พวกเขาเป็นถึงผู้ฝึกเซียนระดับปราชญ์เซียน นึกไม่ถึงว่าจะถูกแรงกดดันของอีกฝ่ายข่มขวัญ แรงกดดันที่สามารถข่มขวัญพวกเขาได้ พลังของคนผู้นี้ ห่างชั้นจากพวกเขามากนัก!

มองดูเงาร่างสองเงานั้นล้มลง ผู้ใช้พิษที่กำลังลอบสังเกตการณ์ห่างออกไปประมาณสามสิบจั้ง.อดยกมือปิดปากไม่ได้ เขามองชายหนุ่มรูปงามดุจเซียนด้วยความหวาดกลัว เห็นชายคนนั้นเหลือบมองมาทางนี้แวบหนึ่ง เขาอดตัวสั่นเทิ้มไม่ได้ หมุนตัวอดทนต่อความเจ็บปวด ก่อนจะรีบหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด…

น่ากลัวเกินไปแล้ว! น่ากลัวเกินไปแล้ว! พลังอย่างนั้น พลังอย่างนั้นจะมีใครกล้าทัดเทียมอีก?

โม่เฉินเห็นผู้ใช้พิษคนนั้นหลบหนีไป กลับไม่ได้ไล่ตามไป สำหรับเขา เรื่องแค่นั้นไม่น่ากลัว ในเมื่อหนีไปแล้วก็หนีไปแล้ว ตอนนี้เข้าไปดูว่าเฟิ่งจิ่วต้องการความช่วยเหลือไหมดีกว่า

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงร่ายค่ายกลเพื่อขัดขวางก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปข้างใน เพื่อไม่ให้ทหารข้างนอกบุกเข้ามา ครั้นมาถึงข้างในกลับเห็นศพสองศพที่นอนอยู่บนพื้นอย่างเหนือความคาดหมาย

พอมองเข้าไปข้างใน ก็ไม่เห็นเงาร่างของเฟิ่งจิ่วแล้ว ด้วยเหตุนี้ เขาเดินเข้าไปข้างในต่อ พลังของนางเขาเองก็ประจักษ์ดี ต่อกรกับคนพวกนี้ไม่ใช่ปัญหา เพียงแต่ หากต้องสู้กับเจ้าสำนักปัญจพิษเขากลับไม่ค่อยวางใจนัก

ข้างใน เฟิ่งจิ่วผลักประตูบานสุดท้ายให้เปิดออก เห็นเงาร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในถ้ำ คนคนนั้นเองก็ลืมตาเผยให้เห็นแววตาโหดเหี้ยมทารุณตวัดมองมาทางเธอ

“ภูตหมอเฟิ่งจิ่ว!”

เสียงเหี้ยมเกรียมแฝงแววมั่นใจ แววตาชั่วช้าจ้องมองมาทางเธอ

ตอนที่ 2198: ระดับผู้อาวุโสเซียน

ผู้มาสวมชุดกระโปรงสีแดง เก็บซ่อนพลังทั้งหมด แต่กลับมีบุคลิกเกียจคร้านเฉื่อยชา ดวงหน้างามล้ำยุคเหมือนกับคนในภาพเหมือนที่ลูกน้องของเขาเคยให้ดู!

คนคนนี้ ก็คือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว! เพียงแต่ว่า แม้แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่านางจะกล้าบุกเข้ามาถึงที่นี่!

เฟิ่งจิ่วเอื้อมมือ กระบี่คมพยับพลันปรากฏชี้เฉียงลงไปบนพื้นดิน เธอจ้องมองเจ้าสำนักปัญจพิษที่ทั่วร่างห่อหุ้มด้วยกระแสพลังสีดำ มุมปากกระตุก “ดูท่าทาง ข้าคงมาได้จังหวะพอดี”

เอ่ยจบ เงาร่างสีแดงก็พุ่งโฉบไปข้างหน้า ชายกระโปรงพลิ้วสะบัด กระบี่คมพยับพุ่งแทงไปยังคนที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ ปลายกระบี่ยังไม่ทันสัมผัสถูกเจ้าสำนักปัญจพิษ พลังกระบี่ก็จู่โจมออกไปก่อน พลังอันน่าพรั่นพรึงที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไอสังหารป่วนพล่าน ทว่า พลังกระบี่ที่พุ่งจู่โจมเข้าไปกลับถูกกระแสพลังสีดำขุมหนึ่งต้านทานไว้ สองขุมพลังหนึ่งเขียวหนึ่งดำโรมรันพันตู ได้ยินเพียงเสียงปังสนั่น กระแสพลังระเบิดออก ก่อนจะจางหายไปในอากาศ

ขณะที่กระแสพลังสองขุมนั้นหายไป เฟิ่งจิ่วถือกระบี่คมพยับพุ่งแทงเข้าไป เจ้าสำนักปัญจพิษที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นวาดฝ่ามือทั้งสองข้าง กระแสพลังสีดำบังเกิดขึ้นมาเป็นเกลียวหมุน สองมือหนีบกระบี่ยาวของเฟิ่งจิ่วที่พุ่งแทงเข้ามา ป้องกันการโจมตีจากกระบี่คมพยับไว้ได้ทั้งอย่างนั้น

เฟิ่งจิ่วหมายจะแทงกระบี่คมพยับให้ลึกเข้าไปอีกหนึ่งชุ่น แต่กลับไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ภายใต้เรี่ยวแรงของเธอ รวมถึงการขัดขวางของเจ้าสำนักปัญจพิษ กระแสพลังสองขุมปะทะแข่งกัน ตัวกระบี่ค่อยๆคดงอ

มือที่กำกระบี่ไว้สั่นเทา เพราะเรี่ยวแรงของอีกฝ่ายมหาศาลมาก เธออยากชักกระบี่กลับก็ทำไม่ได้ วรยุทธ์ของเธออยู่ในระดับปราชญ์เซียน พลังเร้นลับก็อยู่ในระดับเทพนักรบนานแล้ว แต่พลังของอีกฝ่ายกลับอยู่เหนือเธอ เขาคืออาวุโสเซียน!

หนำซ้ำยังเป็นอาวุโสเซียนชั้นสูงสุดแล้วด้วย พลังเช่นนี้ห่างชั้นจากเธอหนึ่งระดับ เหนือกว่าเธอในด้านพลังและแรงกดดัน ทำให้เธอไม่อาจเป็นฝ่ายได้เปรียบ

เห็นเพียง สองมือของเจ้าสำนักปัญจพิษที่กำลังขับเคลื่อนพลังขยับช้าๆ ไม่นาน กระแสพลังพลันแข็งแกร่งขึ้น ก่อนจะซัดร่างของเธอกระเด็นออกไปเสียงดัง

“อึก!”

เธอร้องครวญ ถอยหลังไปหลายก้าวกว่าจะหยุดยืนมั่นคงได้ รู้สึกเลือดลมในหน้าอกป่วนพล่าน กลิ่นคาวเลือดตีขึ้นคอ ก่อนจะไหลออกมาทางมุมปาก

เธอปาดเลือดที่มุมปาก ขมวดคิ้วจ้องเจ้าสำนักปัญจพิษ มือที่ถือกระบี่สั่นเทาเล็กน้อย รู้สึกชาที่ง่ามนิ้วโป้ง พลังของอาวุโวเซียนขั้นสูงสุด ดูถูกไม่ได้เลยจริงๆ!

เพียงการโจมตีครั้งเดียวก็ทำให้เลือดลมในร่างของเธอป่วนพล่าน มือที่ถือกระบี่สั่นเทา ไม่น่าเล่าท่านลุงเฮยถึงได้พลาดพลั้งด้วยน้ำมือเจ้าสำนักปัญจพิษผู้นี้ จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

คนคนนี้ ไม่เพียงมีพลังลึกล้ำ ยิ่งมีพิษอยู่ทั่วร่าง ดูท่า หากไม่กำจัดเสียวันนี้ วันหน้าจะต้องกลายเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงอย่างแน่นอน!

“เป็นแค่ปราชญ์เซียนก็คิดจะประมือกับข้าแล้วอย่างนั้นรึ? หึ! เฟิ่งจิ่ว เจ้าใจกล้าไม่เบาเลยนะ!”

เจ้าสำนักปัญจพิษที่นั่งขัดสมาธิหรี่ตาจ้องเฟิ่งจิ่วด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม เขาเอ่ยพร้อมกับสะบัดชายเสื้อลุกขึ้นยืน การสู้กันครั้งแรกของทั้งสอง เขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ ไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ การฝึกวรยุทธ์ถูกขัดจังหวะ ทำให้ไอพิฆาตพลุ่งพล่าน รอบกายเต็มไปด้วยไอพิษปกคลุมอยู่
กระแสพลังสีดำไหลทะลักออกจากร่างของเขา แผ่ปกคลุมไปทั่วด้านในถ้ำ หากไม่ใช่ว่าเฟิ่งจิ่วมีร่างกายที่ต้านทานสารพัดพิษได้ เดาว่ายามนี้เธอคงไม่มีแม้แต่โอกาสจะสู้เสียด้วยซ้ำ

แต่ทว่า ดูจากกลิ่นอายรอบกายเขา วิชาพิษของเขาน่าจะยังฝึกไม่สำเร็จ ไม่เช่นนั้นด้วยพลังของเขา คงซัดเธอให้ตายภายในฝ่ามือเดียวไปนานแล้ว!

ตอนที่ 2199: ศัตรูที่น่ากลัว

เธอขับเคลื่อนพลังลมปราณในร่างกาย ฝีเท้าเปลี่ยนแปลง กระบี่คมพยับในมือพุ่งแทงออกไปอีกครั้ง เจ้าสำนักปัญจพิษสะบัดแขนเสื้อดาหน้าเข้าไปรับศึก ในมือของเขาไร้ซึ่งอาวุธ ใช้เพียงแขนเสื้อฝ่ามือลมต้านรับ เห็นเพียงเขาสะบัดแขนเสื้อซัดกระแสพลังอันแข็งแกร่งปัดป้องกระบี่คมของเฟิ่งจิ่วที่พุ่งแทงเข้ามา ก่อนจะซัดฝ่ามือตามออกไป

“วืด!”

กระแสอากาศถูกซัดออกไปพร้อมกับพลังสีดำขุมหนึ่ง โจมตีไปทางเฟิ่งจิ่ว เฟิ่งจิ่วรีบเบี่ยงตัวหลบ พลังขุมนั้นเฉี่ยวผ่านเธอไป ซัดใส่ผนังหินด้านหลัง ผนังหินถูกกัดกร่อนหลอมละลายจนกลายเป็นรูขนาดใหญ่

ครั้นเห็นอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วรู้สึกหนักอึ้ง จ้องหน้าเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ช่างเป็นวิชาพิษที่ร้ายกาจนัก! ไม่เพียงมีพิษทั่วร่าง กระแสพลังที่โจมตีออกมายังมีของเหลวที่เป็นพิษผสมอยู่ด้วย หากถูกโจมตีเข้า เกรงว่าจะรักษาชีวิตไว้ได้ยาก

“เฟิ่งจิ่ว สวรรค์มีหนทางเจ้าไม่เดิน นรกไร้ประตูเจ้ากลับดึงดันจะเข้ามา! วันนี้ ข้ากลับอยากรู้ว่าเจ้าจะรอดชีวิตไปได้อย่างไร!” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น สายตาที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายจ้องมองสตรีผู้งดงามในชุดสีแดงสะดุดตาตรงหน้า พลันนั้นก็เผยยิ้มแปลกๆออกมา

“ไม่ สังหารเจ้าเป็นเรื่องน่าเสียดายเกินไป เจ้างามหาใครเปรียบขนาดนี้ มาเป็นนางบำเรอบนเตียงของข้า คงจะสำราญใจไม่ได้น้อย”

เฟิ่งจิ่วหรี่ตาลง สายตาเย็นยะเยือกจับจ้องเจ้าสำนักปัญจพิษ เธอแสยะยิ้มหยัน “เจ้านอนฝันกลางวันไปเถอะ!”

ร่างกายลอยสูงกลางอากาศในพริบตา ฝีเท้าเคลื่อนไหวรวดเร็วเบาหวิวน่าประหลาด กระบี่คมพยับในมือพลิกหมุน พลังวิญญาณถูกขับเคลื่อน ก่อนที่เปลวเพลิงจะลุกอาบคมกระบี่ เปลวเพลิงสีแดง พลังกระบี่สีเขียว พลังสองขุมราวกับจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

“ชิ้ง! วูบ!”

เงากระบี่พุ่งออกไปพร้อมกับเปลวเพลิง พลังอันดุดันกลายเป็นมังกรไฟเกรี้ยวกราด แต่ก็ดูคล้ายพยัคฆ์เดือดที่พุ่งใส่เจ้าสำนักปัญจพิษด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาด

“ซี๊ด!”

กระบี่นั้นพุ่งเข้ามาเร็วเกินไป ซ้ำยังกระแทกฝ่าด่านป้องกันของเขาพุ่งเข้าใส่จุดตายของเขาด้วย พริบตานั้น เพื่อหลบการโจมตีที่อันตรายถึงชีวิตนั่น เขาใช้สองมือขับเคลื่อนกระแสพลังพยายามจะหนีบกระบี่เล่มนั้นไว้อีกครั้ง แต่ใครจะรู้ สองฝ่ามือยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ถูกพลังของกระบี่คมพยับดีดสะท้านออกไป ซ้ำยังถูกเปลวเพลิงที่อาบไล้กระบี่ลวกจนบาดเจ็บ ขณะเสียหลักเซถอยหลังไป กระบี่ยามแทงเข้าไปที่ไหล่ของเขา พลังกระบี่เย็นเยือกและเปลวเพลิงรุ่มร้อนแผ่กระจายจากแผลไปทั่วร่างกาย เจ็บจนเขาต้องสูดปาก

“ย้าก!”

เขาอดทนต่อความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ทั้งร้อนและเย็นซัดฝ่ามือพิษออกไป เฟิ่งจิ่วเพื่อหลบเลี่ยงฝ่ามือนั้น พลิกหมุนกระบี่ที่เสียบคาไหล่เขาไว้ ก่อนจะกระชากออกไปและทิ้งรูขนาดใหญ่ไว้

“บัดซบ!”

เขาตวาดกร้าว สัมผัสเปียกชื้นและอุ่นร้อนตรงหัวไหล่ทำให้เขารู้แม้ไม่ต้องหันมองว่ามีเลือดไหลทะลัก เขายกมือสกัดจุดห้ามเลือดทันที เพราะได้รับบาดเจ็บ ไอเหี้ยมเกรียมยิ่งกระจายรอบตัว เงาร่างสีดำกลายเป็นควันสีดำกลุ่มหนึ่งม้วนโจมตีมาทางเฟิ่งจิ่ว

นางรู้สึกเพียงตรงหน้ามีเพียงควันสีดำกลุ่มหนึ่ง กลับไม่เห็นเงาร่างของเจ้าสำนักปัญจพิษ ในเสี้ยวนาทีนั้นเอง จู่ๆ เธอก็สัมผัสได้ถึงไอสังหารที่แผ่ปกคลุมเธอ ทว่าในเวลา เธอแยกแยะไม่ออกด้วยซ้ำว่าไอสังหารมาจากทิศทางใด

“ระวัง!”

เสียงหนึ่งร้องเตือนขึ้น เสียงของโม่เฉินดังเข้ามาในโสตประสาท เธอรู้สึกเพียงถูกคนโอบเอว ร่างกายหมุนคว้างลอยออกไปจากตำแหน่งเดิม ครั้นเพ่งมองหลังยืนอย่างมั่นคง ก็เห็นเงาร่างสีดำกำลังพุ่งออกไปจากกลุ่มควันดำ ส่วนคนที่โอบเอวเธอไว้ก็คือโม่เฉินในชุดขาว

“ไม่เป็นไรกระมัง?” โม่เฉินปล่อยมือจากเอวของเธอ สายตากวาดพิจารณาตามตัวเธอ ตรวจสอบดูว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่

ตอนที่ 2200: เพลิงโทสะ

“ไม่เป็นไร” เธอส่ายหน้า เอ่ยว่า “เจ้าสำนักปัญจพิษนั่นหนีไปแล้ว พวกเรารีบตามไปเร็ว!” เอ่ยจบ เธอรีบพุ่งตัวออกไปข้างนอกทันที

โม่เฉินเห็นเธอไม่เป้นไร จึงหันไปสำรวจด้านในถ้ำแวบหนึ่ง ก่อนจะตามออกไปข้างนอก

ตอนที่เจ้าสำนักปัญจพิษหนีออกมาถึงข้างนอก เห็นผู้ใช้พิษที่เฝ้าอยู่หน้าถ้ำล้วนถูกฆ่าตาย และเห็นเปลวเพลิงลุกโชติช่วงสูงเทียมฟ้า แสงจากเพลิงไหม้สาดส่องหุบเขาให้สว่างจ้ากว่าครึ่ง ได้ยินเสียงต่อสู้ดังมาจากที่ไกลๆ

ครั้นเห็นทุกอย่างเลือดลมในร่างกายของเขาพลันพลุ่งพล่าน สองมือกำหมัดแน่น แหงนหน้าคำรามใส่ท้องฟ้า “เฟิ่งจิ่ว!”

เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง กลับกล้าเป็นศัตรูกับเขา! แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง กลับทำลายหุบเขาพิษของเขา! สังหารผู้ใช้พิษไปมากมายขนาดนั้น! เวลานี้ ความเดือดดาลและเคียดแค้นผสมผสานกันในใจ เขาไม่หนีอีก แต่หันหลังกลับมาจ้องทางออกถ้ำ

กล้าฆ่าผู้ใช้พิษของเขา! กล้าทำลายหุบเขาพิษของเขา! เขาจะทำให้นางอยู่ไม่สู้ตาย!

พอเฟิ่งจิ่วกับโม่เฉินไล่ตามออกมา ก็เห็นเขายืนจ้องพวกเขาด้วยสีหน้าขึ้งเคียดจากตรงนั้น โม่เฉินหรี่ตา ลอบพิจารณารอบหนึ่ง เห็นไอเหี้ยมเกรียมรอบกายเขาหนาแน่น ไอสังหารดุดัน อดดึงรั้งเฟิ่งจิ่วที่กำลังจะพุ่งเข้าไปไว้ก่อนไม่ได้

“อย่าเพิ่งวู่วาม เจ้ายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา”

เขาเตือน รั้งเธอไว้ก่อนอธิบายว่า “พลังของเขาอยู่ในระดับอาวุโสเซียน หนำซึ้ไม่เหมือนกับบรรดาลูกน้องของเขา เขามีประสบการณ์ต่อสู้ ประมาทไม่ได้เด็ดขาด”

“คนผู้นี้หากไม่กำจัด จะต้องกลายเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงแน่!”

เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้ว จ้องเจ้าสำนักปัญจพิษที่อยู่ตรงหน้า หันไปเอ่ยกับโม่เฉินว่า “ข้าสู้กับเขายากจะเป็นฝ่ายได้เปรียบจริงๆ วิชาพิษของเขาร้ายกาจมาก แม้แต่ผนังหินยังกัดกร่อนหลอมละลายได้ หากถูกโจมตีเข้า ไม่อยากคิดถึงผลที่ตามมา หากจะสังหารเขาให้ตาย มีเพียงพวกเราต้องร่วมมือกัน จึงจะมีโอกาสชนะ”

ขณะที่ทั้งสองกำลังกระซิบหารือกัน สายตาของเจ้าสำนักปัญจพิษกวาดมองเฟิ่งจิ่ว ก่อนจะเลื่อนไปที่โม่เฉินผู้มีบุคลิกโดดเด่ดุจเซียน หรี่ตา “แล้วเจ้าเป็นใครอีก?”

“โม่เฉิน ลูกศิษย์ของเทียนจีจื่อ” เขาตอบ แววตาสงบนิ่งจับจ้องที่เจ้าสำนักปัญจพิษ

เมื่อได้ยินแล้ว เจ้าสำนักปัญจพิษแสยะยิ้ม “ข้ากับเทียนจีจื่อไม่เคยมีความแค้นต่อกัน ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์ของเขา เหตุใดต้องยื่นมือเข้ามายุ่ง? หรือเพราะเจ้าเห็นเฟิ่งจิ่วงดงามจึงติดใจ อยากสร้างความประทับใจแลกรอยยิ้มสาวงาม?”

ได้ฟังอย่างนั้น โม่เฉินยิ้ม สาวเท้าเข้าไปช้าๆ “ได้ยินมาว่าเจ้าสำนักปัญจพิษมีวิชาพิษที่ยอดเยี่ยม วันนี้ กลับอยากขอคำชี้แนะสักครา ดูว่าจะน่าครั่นคร้ามเช่นที่ลือกันหรือไม่” ขณะเอ่ย เงาร่างของเขาโฉบไหว พุ่งใส่เจ้าสำนักปัญจพิษด้วยความเร็วสูง

เฟิ่งจิ่วยืนดูอยู่ด้านหนึ่ง เห็นพลังรอบกายของเขาเป็นพลังระดับผู้อาวุโสเซียนสูงสุดก็อดตะลึงไม่ได้ ยามปกติเขามักเก็บซ่อนพลัง เธอไม่เคยคิดว่าพลังเขาจะแข็งแกร่งเพียงนี้ กลับนึกไม่ถึงว่าเขาจะมีพลังระดับผู้อาวุโสเซียนขั้นสูงสุดแล้ว

ผู้ฝึกเซียนหลายคนล้วนมีอายุถึงหนึ่งร้อยปีหรือกระทั่งหลายร้อยปีจึงจะสามารถมีพลังระดับผู้อาวุโสเซียนได้ แต่เขา ยังอายุน้อยขนาดนี้ก็มีวรยุทธ์ระดับนี้ได้แล้ว

ใครว่าพลังของเธอน่าทึ่งแล้ว เธอคิดว่าคนรอบกายของเธอต่างหากที่มีพลังเหนือลิขิตฟ้า เพราะอย่างไร การที่เธอมีพลังระดับนี้ได้ นอกจากเป็นร่างเทพประทับแล้ว เธอยังใช้ยาเป็นตัวช่วยด้วย แต่พวกเขากลับพัฒนาพลังมาถึงระดับนี้ทีละขั้นๆด้วยตนเองอย่างมั่นคง

ขณะที่เธอกำลังประหลาดใจ เห็นเพียงเงาร่างสีดำหนึ่งสีขาวหนึ่งโรมรันพันตี เพราะการต่อสู้ของพวกเขา ไอพิษของเจ้าสำนักปัญจพิษกระจายไปทั่ว ต้นหญ้าวัชพืชต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ต่างพากันเหี่ยวเฉาแห้งตาย…

จบตอน

Comments