ตอนที่ 2201: จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
ในอากาศอัดแน่นไปด้วยพลังของผู้อาวุโสเซียนอันยิ่งใหญ่ แรงกดดันอันหนักแน่นทำให้รู้สึกอึดอัด หากไม่ใช่ว่ามีแรงกดดันเทวะโบราณคอยปกป้องอยู่ เดาว่าคงทนรับแรงกดดันอันแข็งแกร่งของสองผู้อาวุโสเซียนไม่ไหวแล้ว
“ปึง! ปึงๆ!”
กระแสพลังตกกระทบพื้นดิน เห็นเพียงเจ้าสำนักปัญจพิษซัดฝ่ามือออกมา พื้นดินพลันถูกกัดกร่อนจนเน่ากลายเป็นรู เธอเงยหน้ามองไป เห็นเพียงเจ้าสำนักปัญจพิษมีบาดแผลบนตัวหลายรอยหลังจากสู้กับโม่เฉิน เพราะแผลที่ไหล่ถูกกระทบกระเทือน สีหน้าจึงดูย่ำแย่ อีกทั้งยิ่งสู้ลมหายใจก็ยิ่งหอบถี่ หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ไม่นานโม่เฉินน่าจะเอาชนะเขาได้!
นึกมาถึงตรงนี้เธอก็วางใจลง แม้พลังของเขากับโม่เฉินจะสูสี แต่พลังต่อสู้ของโม่เฉินยิ่งสู้ยิ่งแกร่ง ได้เปรียบเขาหนึ่งขั้น
หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง กลับไม่รู้ว่าโม่เฉินมีพลังเช่นนี้
“เสี่ยวจิ่ว!”
เสียงหนึ่งดังมา เธอเงยหน้ามองไปตามเสียง เห็นเพียงกวนสีหลิ่นที่เลือดท่วมตัวถือดาบใหญ่ สาวเดินเร็วๆมาทางนี้
“หลบเร็ว!”
กวนสีหลิ่นเห็นคนคนนั้นถอยมาทางเขา จึงคิดจะใช้ดาบตวัดฟัน เพราะอย่างไรที่นี่นอกจากเฟิ่งจิ่วกับโม่เฉิน ที่เหลือฆ่าได้ไม่เว้น!
พลังดาบอันดุดันพุ่งออกไปพร้อมกับกระแสพลังอันเกรี้ยวกราด จู่โจมใส่เจ้าสำนักปัญจพิษ เจ้าสำนักปัญจพิษที่กำลังถอยหลังสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่พุ่งมาจากข้างหลัง กอปรกับเห็นเฟิ่งจิ่วหน้าตาตื่นตระหนก พลันแค่นยิ้ม รีบหมุนตัว เพ่งมองผู้มาให้ชัดก่อนจะหลบการโจมตี ขณะเดียวกันก็เอื้อมมือออกไปบีบคอของเขา
“ท่านพี่!”
เฟิ่งจิ่วเกร็งไปทั้งตัว เธอรวมพลังบินเข้าไปโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด เพราะเร็วสู้อีกฝ่ายที่อยู่ใกล้กว่าไม่ได้ กระบี่คมพยับในมือบิ่นออกไปพร้อมกับกระแสพลังอันดุดัน พุ่งแทงไปยังแขนข้างที่บีบคอพี่ชายของเธอ
ส่วนกวนสีหลิ่น เสี้ยวนาทีนี้รู้สึกเพียงร่างกายแข็งทื่อ ถูกแรงกดดันอันแข็งแกร่งปกคลุมจนไม่อาจขยับเขยื้อน เขาทำได้แค่ลืมตาดูคนตรงหน้าแสยะยิ้มแปลกประหลาดชั่วร้าย มองดูมือสีม่วงเข้มข้างนั้นที่พุ่งบีบมาที่คอของเขา กลิ่นอายความตายห่อหุ้มเขาในพริบตา ทว่าในเวลาอย่างนี้เขากลับไม่มีกำลังโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย
ตั้งแต่เข้าสู่ระดับเทพนักรบ ตั้งแต่ที่ออกไปฝึกหนักข้างนอกหลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ อีกฝ่ายใช้แค่แรงกดดันก็เขย่าขวัญเขาจนทำให้ไม่อาจขยับตัวได้แล้ว ความแข็งแกร่งของพลังนี้ ทำให้เขาอดตะลึงพรึงเพริดไม่ได้
ที่ผ่านมาเขานึกว่าตนเองแข็งแกร่งพอแล้ว มีพลังมากพอที่จะปกป้องตนเองและปกป้องคนที่อยากจะปกป้องได้แล้ว แต่นึกไม่ถึง เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือยอดคนยังมียอดคน พลังของเขาหากสู้กับผู้ฝึกตนที่มีพลังสูสีกับเขานั้นยังได้ แต่หากต้องสู้กับผู้แข็งแกร่งที่เหนือกว่าเขาขนาดนี้ เขากลับไม่มีแม้แต่โอกาสสู้กลับ
ทว่า เขาไม่ยอมถูกฆ่าอย่างนี้แน่ ยิ่งไม่ยอมปล่อยให้มันเกิดขึ้นเฉยๆโดยไม่ทำอะไร ด้วยเหตุนี้ความโกรธแค้นในใจจึงกระตุ้นให้พลังเร้นลับในร่างกายพลุ่งพล่านล้นเอ่อราวกับเขื่อนแตก ลึกๆข้างใน ความแค้นและจิตตนุภาพอันรุนแรงทำให้จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ในกายเขาพุ่งพรวด
เห็นเพียงเสี้ยวนาทีที่มือข้างนั้นกำลังจะบีบคอเขา กระบี่คมพยับก็แทงเข้ามา…
ตอนที่ 2202: ฆ่าเจ้าเสีย
“ชิ้ง!”
กระบี่อันคมกริบและดุดันแทงเข้ามา ทำให้มือข้างนั้นที่กำลังจะคว้าลำขอของเขาต้องชักกลับไปกลางอากาศเพื่อหลบกระบี่คมพยับ ทว่า ขณะที่กระบี่คมพยับตวัดผ่าน มือของเขาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ แฝงไว้ด้วยจิตมุ่งมั่นแน่วแน่ กระทั่งยังมองเห็นประกายชั่วร้ายเหี้ยมเกรียมและรอยยิ้มมุมปากที่ดูกระหายเลือดนั่นด้วย
เขาได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความลนลานของเฟิ่งจิ่วน้องสาวเขา จิตวิญญาณการต่อสู้และกลิ่นอายพลังเร้นลับอันแข็งแกร่งในร่างกายพลันระเบิดออกมา เหมือนผิวน้ำมหาสมุทรที่ก่อตัวกลายเป็นคลื่นน้ำพันชั้น
ขณะเดียวกัน จิตวิญญาณการต่อสู้และกลิ่นอายพลังเร้นลับทะลักออกมาจากกายเขา กระแสพลังที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าผสมผสานกับประกายแสงแสบตาพุ่งโจมตีใส่เจ้าสำนักปัญจพิษ ขณะเดียวกัน ร่างกายของเขาเคลื่อนไหว หลบเลี่ยงมือที่คว้าเข้ามาของอีกฝ่าย ดาบใหญ่ในมือตวัดเงื้อฟันลงไป
“วืด!”
ดาบใหญ่ตวัดแหวกอากาศออกไปพร้อมกลับพลังดาบ ฟันใส่แขนเจ้าสำนักปัญจพิษที่ยังไม่ทันได้ชักกลับไปด้วยความเร็วปานสายฟ้า
“ซี้ด! อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนที่ราวกับไม่อยากเชื่อดังก้องทะลุชั้นฟ้า แรงกดดันของผู้อาวุโสเซียนกระจายออกมาจากเสียงกรีดร้องนั้น กระจายไปทั่วหุบเขาแห่งนี้ สะท้านสะเทือนจนแผ่นดินไหวสั่น
“อ๊าก…”
มือข้างหนึ่งกระเด็นออกไป เพราะเรี่ยวแรงที่ฟันลงมาอย่างมหาศาลทำให้มันหมุนคว้างกลางอากาศหลายรอบก่อนจะตกลงสู่พื้น เจ้าสำนักปัญจพิษ.กุมแขนข้างที่ถูกฟันขาดถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว ยามนี้เขาราวกับคลั่งไปแล้ว เพราะกระแสพลังในร่างกายของเขากำลังไหลออกไปราวกับลูกบอลที่รั่ว พลังพิษในร่างกายกำลังรั่วไหลออกทางแผลแขนขาด ทำให้ใบหน้าของเขาซีดเผือดแทบไร้สีเลือด
เฟิ่งจิ่วตะลึงค้าง หยุดฝีเท้าในทันที ยืนมองอย่างไม่อยากเชื่อ นะ…นี่พี่ชายของเธอฟันแขนของเจ้าสำนักปัญจพิษขาดในดาบเดียวอย่างนั้นหรือ? อีกทั้งแขนข้างขวานี้ยังเป็นจุดที่มีประตูชีวิตของเขาอยู่ด้วย
เห็นพลังพิษในร่างของเจ้าสำนักปัญจพิษสลายหายไป รวมถึงสีหน้าท่าทางบ้าคลั่งราวกับไม่อยากเชื่อของเขา เธอมีหรือจะไม่รู้ ดาบนี้แทบจะเรียกได้ว่าได้ทำลายเขาแล้ว เดาว่าแม้เขาจะรอดชีวิตจากพวกเขาไปได้ ก็ยากจะฝึกวิชาพิษอีกครั้ง
โม่เฉินที่เห็นเหตุการณ์ก็ตะลึงค้างเช่นกัน หันไปมองกวนสีหลิ่นที่ยามนี้ทั่วร่างเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ เขาไม่เคยคิดว่าเจ้าสำนักปัญจพิษที่เป็นถึงผู้อาวุโสเซียน กลับถูกคนเซ่อซ่าเช่นนี้ฟันแขนขาดได้ในดาบเดียว หนำซ้ำ ประตูชีวิตของเจ้าสำนักปัญจพิษก็ดันอยู่ที่แขนข้างขวาด้วย
หากไม่ได้ดาบนี้ของกวนสีหลิ่นที่ฟันแขนขวาของเขาขาด เดาว่าแม้แต่เขาก็ยังยากจะค้นพบว่าประตูชีวิตของเขากลับอยู่ในที่แบบนั้น
เทียบกับความตกตะลึงตาค้างของพวกเขา กวนสีหลิ่นในยามนี้กลับเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของการต่อสู้ ความกระหายในการต่อสู้ในตัวเขากำลังร่ำร้องให้เขาตวัดดาบออกไปต่อสู้อย่างดุเดือดอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ เขาในเวลานี้กลับไม่ได้คิดอะไรอื่น เพียงอยากจะสังหารคนตรงหน้าเสีย
“เฮื้อ! ดาบเฉือนวิญญาณ!”
ฝีเท้าของเขาพลันก้าวไปข้างหน้า ดาบใหญ่ในมือตวัดออกไป กลิ่นอายพลังเร้นลับพวยพุ่งใส่เจ้าสำนักปัญจพิษพร้อมกับพลังดาบ
เจ้าสำนักปัญจพิษตาแดงก่ำ พลังในร่างพุ่งขึ้นไปรวมกันที่กระหม่อม เป่าซัดจนเส้นผมของเขาปลิวกระจายก่อนทิ้งตัวลง หลังจากที่เขาหลบเลี่ยงการโจมตีนั้น ก็คำรามใส่กวนสีหลิ่น
“ข้าจะฆ่าเจ้า! ฆ่าเจ้าเสีย!”
“ชิ้ง! ปึงๆๆ!”
ดาบนั้นของกวนสีหลิ่นถูกเขาหลบไปได้ ทว่ายังคงฟันใส่พื้นดินจนเกิดเป็นรอยลึกๆเส้นหนึ่ง เศษดินทรายฟุ้งกระจายไปทั่ว…
ตอนที่ 2203: ถูกจับ
“ท่านพี่! ระวัง!”
เฟิ่งจิ่วตะโกน เห็นเจ้าสำนักปัญจพิษจู่โจมพี่ชายของเธอราวกับคลุ้มคลั่งไปแล้ว ก็รีบโฉบกายเข้าไปหมายจะดึงเขากลับมา แต่ในตอนนี้เอง ใครจะรู้ว่าเจ้าสำนักปัญจพิษที่ทำท่าจะจู่โจมพี่ชายของเธอจู่ๆ กลับหันหลังมาคว้ามือเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“เฟิ่งจิ่ว! ระวัง!”
“เสี่ยวจิ่ว!”
โม่เฉินกับกวนสีหลิ่นเห็นภาพนั้นก็เกร็งไปทั้งตัว พุ่งเข้าไปโดยไม่หยุดคิดแม้แต่น้อย ทว่าแม้พวกเขาจะเร็วแล้ว แต่ก็ยังคงเร็วสู้เจ้าสำนักปัญจพิษที่อยู่ห่างจากเฟิ่งจิ่วเพียงไม่กี่ก้าวไม่ได้อยู่ดี
ยามเห็นว่าใบหน้าของเจ้าสำนักเบญจิพิษเผยรอยยิ้มแปลกๆ เหมือนย่ามใจในชัยชนะ เฟิ่งจิ่วตกใจ แย่แล้ว! หลงกลจนได้! เจ้าสำนักปัญจพิษไม่ได้คิดจะเล่นงานพี่ชายของเธอ แต่เป็นเธอต่างหาก!
ทว่าแม้จะรู้ตัวแล้ว แต่ความเร็วที่อีกฝ่ายเปลี่ยนเป้าหมายพุ่งมาทางเธออย่างกะทันหันนั้นเร็วเกินไป กอปรกับเดิมเธอก็พุ่งเข้าไปด้วยความเร็วอยู่แล้ว ยามนี้หากจะหยุดและถอยหลังก็คงทำไม่ได้ เพียงชั่วพริบตา เจ้าสำนักปัญจพิษมาหยุดอยู่ข้างกายเธอและบีบคอของเธอแน่น
มือที่เย็นเยียบยังอาบไปด้วยเลือด บีบคอหงส์ของเธอด้วยสัมผัสเปียกชื้น ทำให้เธอทรมานยิ่งกว่าเดิม และเพราะเขาบีบแรงมากจนหายใจไม่ออก ปลายเท้าทั้งสองข้างจึงเขย่งสูงตามสัญชาตญาณ เพื่อบรรเทาอาการหายใจไม่ออก
“เสี่ยวจิ่ว!”
“ปล่อยนาง!”
กวนสีหลิ่นกับโม่เฉินไล่ตามมาหยุดอยู่ข้างทั้งสอง เพียงแต่เฟิ่งจิ่วในตอนนี้ถูกบีบคอ ชีพจรชีวิตถูกบีบอยู่ในกำมือของเจ้าสำนักปัญจพิษ ทำให้พวกเขาสองคนไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวว่าจะกระตุ้นเจ้าสำนักปัญจพิษให้ทำร้ายเฟิ่งจิ่ว
“หยุดอยู่ตรงนั้นให้หมด! หากกล้าเข้ามาอีก ข้าจะหักคอนางเสีย!” เจ้าสำนักปัญจพิษตวาดเสียงเข้ม มือที่บีบคอเฟิ่งจิ่วเพิ่มแรงเข้าไปอีก โม่เฉินกับกวนสีหลิ่นที่เห็นอย่างนั้นก็ร้อนใจ
ทั้งสองหยุดฝีเท้า มองเฟิ่งจิ่วที่ถูกบีบคอด้วยอารามลนลาน ทว่าสถานการณ์ตรงหน้ากลับไม่อาจทำอะไรได้ หากพวกเขาเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย เจ้าสำนักปัญจพิษจะต้องฆ่านางขณะที่พวกเขาลงมือแน่นอน
เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้ว ความรู้สึกที่ถูกคนอื่นควบคุมอย่างนี้แย่เกินไปแล้ว มือที่บีบคอของเธอไม่ได้คลายออกเลยแม้แต่น้อย ราวกับขอเพียงเธอขยับแม้แต่น้อย เขาก็จะหักคอของเธอทันที เมื่อตกอยู่ในกำมือผู้อื่น แม้แต่เธอเองก็ยังไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
“ฮ่าๆๆ!”
เจ้าสำนักปัญจพิษหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แววตากระหายเลือดจ้องมองโม่เฉินกับกวนสีหลิ่น ข่มขู่ว่า “หากพวกเจ้ายังกล้าเข้ามา ข้าก็จะฆ่านางเสีย! อย่าได้ท้าทายความอดทนของข้า!”
ขณะเอ่ย เขาบีบคอเฟิ่งจิ่วพลางเดินลากเธอไป จากนั้นเรียกพลังพาเธอกระโดดหายไปท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน
“ทำอย่างไรดี?” กวนสีหลิ่นร้อนใจอย่างยิ่ง จะตาม ก็กลับว่าเขาจะทำอะไรเฟิ่งจิ่ว จึงอดหันไปมองโม่เฉินไม่ได้
ดวงตาของโม่เฉินหม่นแสงเล็กน้อย เขามองทิศทางที่ทั้งสองหายไปพลางขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า “รอเถิด! เจ้าสำนักปัญจพิษถูกท่านฟันแขนขวาขาด พลังในกายรั่วไหล ข้าคิดว่าขอเพียงมีโอกาส เฟิ่งจิ่วน่าจะหนีรอดจากเงื้อมมือเขามาได้”
“อย่างนั้นพวกเราไม่ตามไปแล้วหรือ?”
กวนสีหลิ่นถามด้วยความเป็นห่วง “เจ้าสำนักปัญจพิษนั่นดูเต็มไปด้วยไอสังหาร หนำซ้ำยังถูกข้าฟันแขนขาด ข้ากลัวว่าเขาจะระบายความแค้นใส่เสี่ยวจิ่ว”
“หากตามไป ไม่แน่เขาอาจยอมทุ่มสุดชีวิตเพื่อตายไปพร้อมกัน” โม่เฉินเอ่ย ถอนหายใจเบาๆ แล้วเสนอว่า “ตอนนี้ มีเพียงต้องทำให้เขารู้สึกว่าตนเองยังมีโอกาสรอด เฟิ่งจิ่วจึงจะปลอดภัย ส่วนจะเจออะไรหลังจากนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือต่อสถานการณ์ต่างๆของนางแล้ว”
ตอนที่ 2204: ป้อนยา
ในอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่ถูกลักพาตัวไปถูกสกัดจุดลมปราณ จากนั้นก็ถูกผนึกกลิ่นอายพลังวิญญาณ หลังออกจากหุบเขา เธอเห็นแค่ว่าเจ้าสำนักปัญจพิษหยิบแกนเคลื่อนย้ายออกมาแล้วตีเธอหมดสติ พาเธอหายไปจากป่าในหุบเขาแห่งนี้ในพริบตา…
ณ ถ้ำภูเขาถ้ำหนึ่ง ตรงหน้าของเจ้าสำนักปัญจพิษที่แขนขาดมีขวดยาวางไว้สิบกว่าขวด เขาหยิบยาเหล่านั้นขึ้นมาเทใส่ชามหินใบหนึ่ง คนยาให้เข้ากัน สุดท้ายก็หยิบยาขวดหนึ่งมาเทลงไปอีก สิ่งที่ถูกเทออกมาจากขวดนั้นก็คือเลือดสดๆ
เลือดขวดนั้นผสมกับยาทั้งหมด ก่อนจะค่อยๆกลายเป็นก้อน เขาเผยยิ้มประหลาด ผสมยาเหล่านั้นจนกลายเป็นยาสีแดงเม็ดหนึ่ง
เขาหยิบยาเม็ดนั้นขึ้นมา หัวเราะอย่างชั่วร้าย ในเสียงหัวเราะแฝงไว้ด้วยความบ้าคลั่งและเหี้ยมโหด “ภูตหมอ? ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มลองความร้ายกาจของจอมมารพิษอย่างข้า!”
ดวงตาสีแดงโลหิตจ้องมองเม็ดยาสีแดงในมือ ปากก็เปล่งเสียงหัวเราะเยือกเย็นชวนขนลุก เสียงหัวเราะนั้นแฝงไว้ด้วยความบ้าคลั่งชวนตัวสั่น
เขาหยิบยาเม็ดนั้นเดินมาหยุดข้างๆ เฟิ่งจิ่วที่กำลังหมดสติ บีบคางของนาง ยัดยาเม็ดนั้นเข้าไป จากนั้นก็นั่งรอดูการตอบสนองของเฟิ่งจิ่วอยู่ด้านหนึ่งเงียบๆ
เฟิ่งจิ่วถูกปลุกตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นคาวเสียดแทงจมูกนั่น ครั้นลืมตา เธอก็สัมผัสได้ว่ามีรสชาติแปลกๆในปาก เธอขมวดคิ้วลุกนั่ง รู้สึกว่าเส้นเลือดในร่างกายร้อนรุ่มแปลกๆ
“เจ้าให้ข้ากินอะไร!”
เธอจ้องเจ้าสำนักปัญจพิษที่นั่งอยู่ด้านหนึ่ง จ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นยะเยือก ลึกๆข้างในพลันสังหรณ์ใจไม่ดี เธอในเวลานี้ จุดลมปราณทั่วร่างถูกสกัด กลิ่นอายพลังวิญญาณก็ถูกผนึกเช่นกัน แทบไม่อาจขับเคลื่อนพลังได้เลย
ส่วนกลิ่นอายพลังเร้นลับที่เธอไม่เคยใช้มาก่อนเวลานี้เธอกลับไม่กล้าเปิดเผยให้รู้แม้แต่น้อย ด้วยกลัวว่าเขาจะจับได้ว่าเธอยังมีพลังอีกขุมซ่อนอยู่ข้างใน ตอนนี้ โอกาสที่เธอจะหนีไปได้ก็มีแต่ต้องอาศัยทีเผลอเท่านั้น
เพียงแต่ไม่รู้ว่าตอนหมดสติไปถูกเขาป้อนยาอะไรให้กินกันแน่? แม้ไม่รู้ว่าเป็นยาใด แต่เดาได้ว่าต้องไม่ใช่อะไรดีๆแน่นอน
“กินอะไรงั้นหรือ? หึ! ไม่นานเจ้าก็จะรู้เอง” เขาจ้องเธอ ดวงตาสีแดงเลือดมีประกายแปลกประหลาดและบ้าคลั่ง
เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้ว ความร้อนรุ่มในโลหิตราวกับเพิ่มสูงขึ้นอีก เป็นความรู้สึกที่ประหลาดมาก นอกเหนือจากนี้ ร่างกายก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปอีก ตอนนี้เธอไม่รู้ว่ายานั้นมีฤทธิ์อะไร เพียงแต่ กลิ่นคาวเลือดในลำคอเหตุใดนานแล้วก็ยังรู้สึกเหม็นฉุนอยู่อีก? นั่นเป็นเลือดอะไรกันแน่?
เขาเอื้อมมือไปบีบคางของเธอ เอ่ยอย่างเหี้ยมเกรียม “เฟิ่งจิ่ว! พวกเจ้าทำลายทุกสิ่งของข้า หากข้าฆ่าเจ้าไปเสียอย่างนี้ ก็เสียเปรียบเจ้าเกินไปน่ะสิ เจ้าวางใจ ข้าจะทำให้เจ้าอยู่ไม่สู้ตายเอง ฮ่าๆๆ!” เขาสะบัดมือ สาวเท้ายาวๆเดินออกไป ขณะเดียวกันก็โบกมือร่ายเขตอาคมไว้หน้าถ้ำ
นางในตอนนี้ถูกสกัดจุดลมปราณ ไม่อาจใช้กลิ่นอายพลังวิญญาณได้เช่นคนทั่วไป นางที่เป็นเช่นนี้ เพียงเขตอาคมเดียวก็ขังไว้ได้แล้ว!
เฟิ่งจิ่วมองเขาสาวเท้าออกไป ก่อนจะมองพิจารณารอบๆถ้ำภูเขาแห่งนี้
ที่นี่เรียบง่ายธรรมดา น่าจะเป็นถ้ำที่เจอระหว่างทาง มุมหนึ่งในนี้ยังมีเศษผ้าเปื้อนเลือดเหลือทิ้งไว้บนพื้น รวมถึงขวดยาจำนวนหนึ่ง เธอหันไปมองข้างนอก ไม่รู้ว่าเจ้าสำนักปัญจพิษออกไปทำอะไร เวลานี้เธอลองเหยียดขาดู พลางรวบรวมกลิ่นอายพลังเร้นลับที่อยู่ข้างในเพื่อพยายามคลายจุดลมปราณ
ตอนที่ 2205: โอกาส
จุดลมปราณของเธอถูกสกัด กล้ามเนื้อเส้นเอ็นทั้งร่างราวกับบิดรวมกัน ปวดร้าวจนยากจะออกแรง แม้จุดลมปราณถูกสกัด แต่หากเธอใช้พลังเร้นลับก็อาจคลายได้ เพียงแต่อาศัยแค่เธอคนเดียวคงไม่อาจคลายผนึกกลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างได้แน่
กลิ่นอายพลังเร้นลับในร่างกายเริ่มขับเคลื่อนพุ่งไปยังจุดลมปราณทั่วร่าง เหงื่อผุดอาบหน้าผากเพราะความเจ็บปวดที่เกิดจากเส้นเอ็นอันบิดเบี้ยว เลือดในร่างกายที่เดิมทีก็ร้อนรุ่มจากการกินยานั้นเข้าไป ตอนนี้ยิ่งเดือดระอุ เธอกัดฟัน ปลดปล่อยกลิ่นอายพลังวิญญาณทั้งหมดในร่างกาย รู้สึกเพียงพลังเร้นลับในร่างกายพวยพุ่งไปยังจุดลมปราณในร่างกายราวกับน้ำที่ทะลักเขื่อนออกมา
“ฮู่ว์!”
เมื่อกลิ่นอายพลังเร้นลับคลายจุดลมปราณที่ถูกสกัดไว้ได้ เธอพ่นหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะขับเคลื่อนกลิ่นอายพลังเร้นลับในร่างกายให้ไหลเวียนหนึ่งรอบ กรั้นสัมผัสได้ว่าจุดลมปราณทั่วร่างกายถูกคลายสำเร็จ จึงค่อยเก็บซ่อนกลิ่นอายพลังเร้นลับไว้ดังเดิม จากนั้นก็วางนิ้วมือลงบนข้อมือเพื่อตรวจชีพจรให้ตนเอง
กรั้นตรวจดู เธอถึงกับอดขมวดคิ้วไม่ได้ นี่มันของอะไรกัน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?
เธอเก็บมือลุกขึ้นยืน เมื่อไม่เห็นเจ้าสำนักปัญจพิษยืนอยู่หน้าถ้ำ เธอกรุ่นคิดอยู่ข้างในนั้นแล้วยื่นมือไปลูบตรงต้นขา รู้สึกได้ว่ามีดสั้นที่ซ่อนอยู่ตรงนั้นยังอยู่ จึงกลับไปนั่งที่เดิม
ที่จริงจะหนีไปตอนนี้ก็ได้ แต่เธอกลับไม่อยากหนี เธอต้องการเอาชีวิตของเจ้าสำนักปัญจพิษ เพื่อตัดปัญหาเสีย!
ในตอนนี้เขาไม่ทันระวังเธอ ขอเพียงเธอหาโอกาสลงมือ เชื่อว่าเจ้าสำนักปัญจพิษจะต้องตายในน้ำมือเธอแน่นอน! คนอย่างนั้น หากปล่อยให้เขาหนีไป เดาว่าภายหน้าจะต้องกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของเธอแน่ ทว่าตอนนี้ เป็นโอกาสดีที่จะกำจัดเขา!
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม เงาร่างของจอมมารพิษผู้นั้นปรากฏตรงหน้าปากถ้ำ มองเฟิ่งจิ่วที่นั่งพิงอยู่ตรงนั้นแวบหนึ่ง แสยะยิ้มชั่วร้าย โบกมือสลายเขตอาคม เข้ามานั่งมุมหนึ่งข้างใน จากนั้นก็ขว้างกระสอบไปไว้ด้านหนึ่ง
ในกระสอบนั้นมีบางสิ่งกำลังดิ้นอยู่ ยังมีเสียงเล็กแหลมมากมายดังลอดออกมา ฟังจากเสียง กอปรกับสังเกตกระสอบดู เฟิ่งจิ่วคาดเดาว่าสิ่งที่อยู่ในนั้นคือสัตว์มีพิษจำนวนหนึ่ง น่าจะเป็นสัตว์มีพิษจำพวกแมลง งู แมงป่อง
ดังคาดไว้ จอมมารพิษเปิดกระสอบกว้างูตัวหนึ่งออกมา มือของเขากดบีบที่หัวของงู จากนั้นก็ยกงูพิษขึ้นกัด เลือดพิษของงูถูกเขาดูดกิน เลือดที่เต็มปากนั่นเป็นภาพที่น่าสยดสยอง
งูพิษตัวหนึ่งถูกเขาดูดเลือดจนหมด ซากงูที่ราวกับถูกตากแห้งถูกขว้างทิ้งไป เขายื่นมือเข้าไปในกระสอบอีกครั้ง ครั้งนี้ สิ่งที่หยิบออกมาเป็นแมงป่องพิษตัวหนึ่ง
แมงป่องตัวนั้นมีขนาดเท่ากำปั้น บนขาทั้งเจ็ดเส้นของมันมีหนามแหลม ทว่ากลับถูกจอมมารพิษฉีกดึงเอาขาทั้งแปดทิ้งไป จากนั้นก็ยัดใส่ปากเคี้ยวกิน
เสียงเคี้ยวกรุบกรับดังก้องภายในถัวถ้ำ เธออดตะลึงไม่ได้ จอมมารผู้นี้กินสัตว์มีพิษเป็นอาหารงั้นหรือ? สัตว์มีพิษที่หากคนธรรมดากินเข้าไปต้องตาย เขากลับกินเข้าไปเป็นๆ ทั้งอย่างนั้นก็ยังไม่เป็นอะไร อย่างนั้นก็พูดได้เพียงว่า พิษในร่างกายของเขารุนแรงกว่าพิษของสัตว์พวกนี้
หลังจากเห็นเขากินทีเดียวไปหลายตัว กระสอบที่อยู่ทางนั้นก็ยังดิ้นอยู่ ไม่รู้ว่าข้างในยังมีตัวอะไรอยู่อีก เห็นเพียงจอมมารพิษยื่นมือเข้าไปก่อนจะแน่นิ่งไม่ขยับ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาดึงมือออกมา พลิกหงายฝ่ามือ ขับเคลื่อนพลังในตัว เฟิ่งจิ่วแววตาไหวระริกขณะมองดูเขาหลับตาฝึกวรยุทธ์
โอกาสนี้แหละ! ตอนนี้เอง เธอเอื้อมมือไปจับดาบสั้นที่ซ่อนอยู่ตรงต้นขาของตน
ตอนที่ 2206: ตาย
เธอชักดาบสั้นออกมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นพุ่งกระโจนไปข้างหน้า ดาบสั้นที่ส่องแสงอันเยือกเย็นแฝงไว้ด้วยพลังดาบอันดุดันพุ่งแทงไปทางเขา
จอมมารพิษหมายจะขับเกลื่อนพลังเพื่อปรับสมดุลกลิ่นอายในร่างกาย ใครจะรู้ว่าจะสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่พุ่งเข้ามาในเวลานี้ หัวใจของเขาหนักอึ้ง รีบลืมตาดู ครั้นเห็นดาบสั้นในมือเฟิ่งจิ่วจู่โจมเข้ามา แววตาของเขาแสดงความเหลือเชื่อ
“เป็นไปได้อย่างไรกัน!”
เขาคิดจะหลบตามสัญชาตญาณ แต่อีกฝ่ายกลับคำนวณการเคลื่อนไหวของเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว ดาบสั้นเล่มนั้นแทงตรงมาที่หัวใจของเขา เขาได้ยินเสียงปลายดาบคมแทงเข้ามาในตัวเขา เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น
“อึก!”
เลือดสดๆไหลออกทางมุมปาก ไม่เพียงเพราะถูกแทงทะลุจุดสำคัญ แม้แต่กลิ่นอายพลังในร่างกายที่กำลังถูกขับเคลื่อนก็ถูกขัดจังหวะ จึงทำให้ป่วนพล่านอยู่ในร่างกาย
“จะ เจ้า!” เขากุมแผลตรงหน้าอกที่มีเลือดไหลทะลัก ดวงตาคู่หนึ่งจ้องเฟิ่งจิ่วอย่างไม่อยากเชื่อ
“ข้าคลายจุดลมปราณได้อย่างไรน่ะหรือ? หรือว่า ในตัวข้ามีกลิ่นอายพลังเร้นลับได้อย่างไร?” เฟิ่งจิ่วจ้องหน้าเขาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ดาบสั้นในมือเธอบิดหมุน ก่อนจะสาวเท้าพุ่งแทงไปข้างหน้า
“เพราะว่า ข้าเป็นร่างเทพประทับอย่างไรเล่า! พลังวิญญาณถูกผนึกไว้ แต่พลังเร้นลับของข้ายังใช้ได้อยู่! ไม่อย่างนั้น ข้าจะฆ่าเจ้าได้อย่างไรเล่า!” เอ่ยจบ ดาบสั้นในมือเธอก็จู่โจมไปข้างหน้า
คราวนี้ไม่ได้ฉวยโอกาสตอนจอมมารพิษเผลออีก เพียงแต่ แม้เขาจะระวังตัวแล้ว แต่ตอนนี้แผลเก่ายังไม่หายดี กอปรกับแผลใหม่ที่หัวใจ ชั่วขณะหนึ่ง การเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง เรี่ยวแรงในการโจมตีก็คล้ายจะไม่เป็นไปดั่งใจ ทั้งสองประมือกันในถ้ำสิบกว่ากระบวนท่าแล้ว สุดท้าย ก็ถูกเฟิ่งจิ่วปลิดชีพด้วยดาบเดียว
“จะ เจ้าไม่ ไม่มีทางได้ตายดีแน่!”
จอมมารพิษล้มลงไป แม้เหลือลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็ยังลั่นวาจาเช่นนี้ออกมา กระทั่งสิ้นลม ใบหน้าของเขาก็ยังคงมีรอยยิ้มประหลาดค้างอยู่อย่างนั้น ราวกับกำลังหัวเราะให้กับเรื่องบางอย่างอยู่
เมื่อเห็นเขาล้มลงไปแล้ว เฟิ่งจิ่วพ่นลมหายใจ ก้าวเข้าไปย่อกายนั่งลงเอื้อมมือตรวจสอบ หลังจากมั่นใจว่าตายไปแล้วจริงๆ จึงค่อยทิ้งตัวนั่งลงไปบนพื้น
มองดูรอยยิ้มประหลาดของเขา ลึกๆข้างในของเธอยิ่งรู้สึกสังหรณ์ใจ เขาให้เธอกินยาอะไรกันแน่? หากฤทธิ์ยานั้นกำเริบจะมีอาการอย่างไร?
ตอนเธอจับชีพจรของตนเอง ตรวจเจอเพียงว่าในร่างกายของเธอมีพิษอยู่สิบกว่าชนิด และหนึ่งในนั้นที่ทำให้เธอกังวลมากที่สุด ก็คือเลือดสัตว์อสูรที่กำลังเดือดพล่านอยู่ในเลือดของเธอ
นั่นต้องไม่ใช่เลือดสัตว์อสูรทั่วไปแน่นอน! ตอนนี้ยังไม่แสดงอาการ เพราะพิษในร่างกายกำลังข่มกันเอง แต่ยิ่งเป็นอย่างนี้ ก็ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่
เธอนั่งหอบหายใจเบาๆอยู่บนพื้น หลังจากสงบสติอารมณ์ก็ค้นของบนตัวเขา ก่อนจะมาหยุดสำรวจขวดยาเหล่านั้นทีละขวดทีละขวด สุดท้ายก็หยิบขวดยาที่บรรจุเลือดสัตว์อสูรขึ้นมาสำรวจ
เธอยกขวดยาขึ้นมาดม กลิ่นคาวเลือดฉุนจัด หนำซ้ำท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดยังมีกลิ่นอายที่ค่อนข้างแข็งแกร่งชนิดหนึ่งหลงเหลืออยู่ ครั้นได้กลิ่นคาวนั้น กอปรกับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายขุมนั้น หัวใจของเธอตึงเกร็ง
หากฤทธิ์ของมันกำเริบจะเป็นอย่างไรกันแน่?
ข้าวของก็เก็บหมดแล้ว เฟิ่งจิ่วหยิบน้ำยาสลายศพเพื่อทำลายศพของจอมมารพิษ ก่อนจะเดินออกไปนอกถ้ำ หากไม่ได้ดาบนั้นของพี่ชายเธอที่ฟันแขนขวาของจอมมารพิษจนขาด และทำลายประตูชีวิตของวิชาพิษในตัวเขา ทำให้วิชาพิษของเขารั่วไหล เกรงว่าตอนนี้เธอคงไม่อาจหนีรอดจากเงื้อมมือเขามาได้อย่างนี้ ยิ่งไม่อาจฆ่าเขาได้ด้วย
ครั้นมาถึงข้างนอก เฟิ่งจิ่วอดขมวดคิ้วไม่ได้
ตอนที่ 2207: พิษกำเริบ
จากตรงนี้มองไปรอบๆ เป็นป่าที่กว้างไกลไร้ขอบเขต เธอไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน เหตุใดจอมมารพิษผู้นี้จึงได้ใช้แกนเคลื่อนย้ายพาเธอมาซ่อนตัวที่นี่?
เธอหมายจะใช้แกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงเพื่อกลับเมืองร้อยนทีก่อน แต่ใครจะรู้ว่าความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของเธอ เส้นเลือดในร่างกายราวกับจะระเบิด
“ซี้ด! โอ๊ย!”
เธอกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ล้มตัวลงไปบนพื้น สองมือกอดตัวเองแน่น หน้าซีดเผือดไปทั้งดวง เหงื่อเท่าเม็ดถั่วผุดซึมเต็มหน้าผาก ความเจ็บปวดแสนสาหัสถาโถมเข้ามา เธอกลิ้งตัวอยู่บนพื้นพลางร้องด้วยความเจ็บปวด
“เฮือก!”
ใบหน้าซีดเผือดเส้นเอ็นนูนขึ้นมา จากหน้าซีดค่อยๆกลายเป็นสีม่วงคล้ำ กลีบปากเริ่มดำ เส้นเอ็นบนหลังมือนูนชัดขึ้นมา ผิวหนังเริ่มกลายเป็นสีม่วง
“อา…”
เธอครวญครางด้วยความเจ็บปวด ความเจ็บปวดที่ราวกับจะฉีกร่างเธอเป็นชิ้นๆ ทำให้เธอรู้สึกราวกับอยู่ไม่สู้ตาย เธอพยามยาม อดกลั้น พลางหยิบเข็มเงินแทงไปที่จุดลมปราณของตนเองเพื่อหยุดความเจ็บปวด ทว่าแม้จะแทงเข็มเงินลงไป กลับไม่มีประโยชน์อันใดแม้แต่น้อย
“อึก!”
กลิ่นอายพลังเร้นลับในร่างกายกระจายออกมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องของเธอ ฝ่ามือตวัดโบก กลิ่นอายพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งถูกวาดออกไปรอบๆ ความกระหายเลือดพุ่งพล่านในร่างกาย เธอในนาทีนี้ บังเกิดความคิดอยากฆ่าคน อยาก…ระบายความคลุ้มคลั่งในร่างกาย
ทว่าในเวลานี้ เธอได้ยินเสียงคนตรงมาทางนี้รางๆ
“เหมือนจะเป็นข้างหน้า ข้าเหมือนได้ยินเสียงคนกรีดร้อง คล้ายเสียงผู้หญิง”
“เหตุใดที่แบบนี้จึงมีหญิงสาวอยู่คนเดียว?”
“สถานที่เช่นนี้น่าจะไม่มีใครมาถึงจะถูก แต่เสียงนั้นกลับดังอยู่ในบริเวณนี้”
เสียงพูดคุยค่อยๆใกล้เข้ามา เฟิ่งจิ่วนั่งยองอยู่บนพื้น กลิ่นอายพลังเร้นลับป่วนพล่านอยู่รอบกาย ไอสังหารบนตัวหวีดร้องอย่างบ้าคลั่ง สายลมกรีดพัดชุดกระโปรงสีแดงของเธอดังพึ่บพั่บ
ดวงตาของเธอแดงก่ำเพราะเลือดลมที่กำลังป่วนพล่านในร่างกาย ประกายกระหายเลือดและชั่วร้ายพุ่งออกมาจากดวงตา ไม่เหลือความสง่างามสูงส่งเหมือนเคยเลยแม้แต่น้อย แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนเธอกำลังอดกลั้น ดวงตาสีเลือดกลับมาเป็นปกติเป็นระยะหากไม่ใช่กลิ่นอายรอบกายเธอไม่ปกติ คงมีคนคิดว่าตนเองมองผิดไปจริงๆ
แต่ในชั่วเวลาที่เธอมีสติตื่นตัวนี้เอง เฟิ่งจิ่วกัดฟัน หายตัวเข้าไปในห้วงมิติของเธอ ร่างของเธอหายลับไปจากที่เดิม เหลือเพียงร่องรอยที่เกิดจากกระแสพลังอันป่วนพล่านให้เห็นบนพื้นบางส่วน
“เอ๊ะ? ทำไมไม่เห็นคน? เมื่อกี้เหมือนได้ยินเสียงดังมาจากตรงนี้” หญิงสาวนางหนึ่งพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ หันมองรอบๆ เอ่ยกับคนข้างๆว่า “ดูสิ ตรงนั้นมีถ้ำภูเขาอยู่ด้วย”
“น่าแปลก ที่นี่ข้าเคยมาหลายครั้งแล้ว ไม่เคยเห็นถ้ำภูเขาเลย ทำไมครั้งนี้จู่ๆก็มีถ้ำภูเขาปรากฏขึ้นมา?”
“ข้างหน้าตรงที่พวกเราผ่านมามีค่ายกล ค่ายกลนั่นปกป้องที่นี้ไว้ ฉะนั้นตอนพวกเรามาที่นี่จึงมองไม่เห็นถ้ำภูเขา เมื่อครู่เพราะพวกเราตามเสียงมา จึงได้เดินผ่ายค่ายกลนั้นมาถึงที่นี่”
หากเฟิ่งจิ่วอยู่ที่นี่เวลานี้ ก็จะจำได้ว่าผู้พูดคือ ‘ต้วนเยี่ย’ หนึ่งในสี่คนที่เธอเคยสอนเขานั่นเอง
ต้วนเยี่ยกำลังฝึกวรยุทธ์อยู่ในสำนักเมฆาหยก ครั้งนี้เขาบังเอิญออกมาฝึกฝนกับคนในสำนักพอดี คนที่อยู่ด้านหลังสุดคือศิษย์น้องหญิงของเขา พวกเขาตามเสียงนั้นมาแต่กลับไม่เห็นเงาคนตรงนี้ แม้แต่เขาก็ยังอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
ตอนที่ 2208: ไข่มุกที่เจ้าขนเขียวกำเนิดออกมา
“เสียงเมื่อครู่เหมือนดังอยู่แถวนี้แท้ๆ เหตุใดพวกเรากลับไม่เห็นคนเลย?” ต้วนเยี่ยพึมพำ หันมองไปรอบๆ แล้วปล่อยดวงจิตออกไป แต่ยังคงไม่เจอกลิ่นอายอะไรเลยแม้แต่น้อย
“บางทีอาจไปแล้วก็ได้” หญิงสาวที่อยู่ข้างๆเสนอ จากนั้นดึงแขนเสื้อเขา “ศิษย์พี่ พวกเรากลับกันเถอะ! อาจารย์ลุงจะได้ไม่เป็นห่วงพวกเรา”
“ก็ได้!” ต้วนเยี่ยรับคำ เตรียมจะหมุนตัวกลับไปพร้อมกับนาง แต่สายตากลับหันไปสะดุดที่ปากถ้ำซึ่งอยู่ไม่ไกล
“ข้าจะเข้าไปดูข้างในหน่อย” เขาเอ่ย สาวเดินยาวๆเข้าไปในถ้ำ เห็นอย่างนั้น หญิงสาวทำได้เพียงเดินตามไป
เดินวนข้างในหนึ่งรอบ ได้กลิ่นเพียงกลิ่นคาวเลือดและร่องรอยบนพื้น ต้วนเยี่ยย่อกายลงไปตรวจสอบ อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ เหตุใดจึงเหมือนน้ำยาสลายศพของเฟิ่งจิ่วเช่นนี้?
ครั้นความคิดนี้ผุดขึ้นมา เขาอดนึกย้อนไปถึงเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่ไม่ได้ เสียงนั่นคงไม่ใช่ว่าเป็นเสียงของเฟิ่งจิ่วหรอกกระมัง?
ไม่ น่าจะไม่ใช่นาง นางจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเช่นนั้นได้อย่างไรกัน? น่าจะเป็นคนอื่น
หญิงสาวตามมา เห็นเขานั่งยองอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าแปลกๆ อดถามไม่ได้ “ศิษย์พี่? ศิษย์พี่ท่านเป็นอะไรไป?”
“ไม่เป็นไร ไปกันเถิด!” เขาลุกขึ้น รู้สึกหนักอึ้งอย่างอธิบายไม่ถูก ลึกๆข้างในรู้สึกเป็นห่วง ตั้งใจว่าจะหาเวลาไปหาเฟิ่งจิ่วสักครั้ง
ทั้งสองจากไป เดินกลับไปยังทิศที่เดินมา ส่วนเฟิ่งจิ่วที่อยู่ในห้างมิติในเวลานี้กำลังแช่น้ำพุร้อนวิญญาณอยู่ น้ำพุร้อนวิญญาณนั่นมีประกายสีเขียวอ่อนๆ ประกายแสงไหลวนไปตามผิวน้ำ
ยามเธอแช่ตัวอยู่ในนั้นดูสงบนิ่งอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหลือความบ้าคลั่งและเจ็บปวดแสนสาหัสเหมือนตอนอยู่ข้างนอก นั่งแช่อยู่ในนั้นอย่างผ่อนคลาย ทำให้กลิ่นอายเม็ดบัวเขียวแผ่ออกมาห่อหุ้มรอบกายเธอ ค่อยๆสลายพิษรอบกายเธอไปทีละน้อยทีละน้อย รวมถึงเลือดประหลาดเหล่านั้นที่ผสมอยู่ในเลือดของเธอด้วย
พลังเม็ดบัวเขียวไหลเวียนอยู่ในน้ำพุร้อนวิญญาณ พลังชีวิตที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าปกคลุมเธอ ขณะเดียวกันในห้วงมิติ ยาทิพย์ในแปลงสวนของเธอก็กำลังแข่งกันเติบโตอย่างบ้าคลั่งเพราะพลังของเม็ดบัวเขียวที่กำลังไหลเวียนอยู่
เวลาประมาณหนึ่งก้านธูปผ่านไป เธอถูกพลังของเม็ดบัวเขียวห่อหุ้มอุ้มชูลอยพ้นจากเหนือน้ำ หยดน้ำไหลลงจากกายอันเปียกชุ่ม เวลานี้จึงเพิ่งเห็น ที่แท้เธอหมดสติไปแล้ว
เม็ดบัวเขียวในตัวเธอราวกับมีชีวิต อุ้มร่างของเธอออกจากผิวน้ำไปวางไว้ด้านหนึ่ง จากนั้น พลังสีเขียวที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าลอยไปยังมุมหนึ่ง ควานหาสมบัติล้ำค่าเหล่านั้นที่กองอยู่บนพื้น สุดท้ายพลังสีเขียวขุมนั้นก็ม้วนเอาไข่มุกขนาดเท่าไข่ไก่เม็ดหนึ่งออกมา
หากเวลานี้เฟิ่งจิ่วยังมีสติ จะต้องจำได้แน่ว่าไข่มุกขนาดเท่าไข่ไก่เม็ดนี้เป็นไข่มุกที่เจ้าขนเขียวออกมานั่นเอง ตอนนั้นหลังจากที่เจ้าขนเขียวออกไข่มุกเม็ดนี้มาและฟักมันไว้ราวกับเป็นไข่ไก่ สุดท้ายก็ถูกเฟิ่งจิ่วยึดมาเก็บไว้รวมกับกองสมบัติในมุมหนึ่งของห้วงมิติ
ยามนี้ พลังเม็ดบัวสีเขียวควานหาไข่มุกเม็ดนี้ออกมาจากกองสมบัติ ม้วนเอามาข้างกายเฟิ่งจิ่ว ประกายแสงสีเขียววาบวับ ไข่มุกเม็ดนั้นแตกร้าวดังกรอบแกรบ เผยให้เห็นไข่มุกสีเขียวขนาดใหญ่กว่ายาเม็ดหนึ่งเท่า
ไข่มุกสีเขียวเม็ดนี้มีสีเขียวมรกตทั้งเม็ด กลิ่นอายพลังวิญญาณอันเข้มข้นไหลเวียนอยู่ด้านในของมัน แผ่พลังชีวิตอันบริสุทธิ์ออกมา พลังเม็ดบัวเขียวม้วนเอาไข่มุกเม็ดนี้เข้าไปในปากของเฟิ่งจิ่ว ในนาทีนี้ เฟิ่งจิ่วที่หมดสติก็ฟื้นขึ้นมา
ยามลืมตา เธอเห็นพลังเม็ดบัวเขียวโอบล้อมอยู่รอบกาย สิ่งที่ทำให้เธอตะลึงยิ่งกว่าคือเมื่อปล่อยดวงจิตออกไป กลับค้นพบว่าในร่างกายมีไข่มุกอยู่เม็ดหนึ่ง…
ตอนที่ 2209: แก้พิษ
ไข่มุกสีเขียวมรกตเม็ดนั้นไหลเวียนอยู่ในเลือดของเธอ ที่ใดที่มันเคลื่อนผ่าน ดวงจิตของเธอสามารถมองเห็นได้ว่ามีประกายแสงสีเขียวสว่างระยิบระยับอยู่ กลิ่นอายอันบริสุทธิ์ฟอกเลือดของเธอให้สะอาด กระทั่งหลังจากไข่มุกเม็ดนั้นเคลื่อนผ่านทุกจุดในกายเธอหนึ่งรอบมาถึงจุดตันเถียน ก็ผสานกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเม็ดบัวเขียว
เห็นเพียงเมื่อไข่มุกหลอมรวมกับเม็ดบัวเขียว เม็ดบัวเขียวราวกับดูดซับสารอาหารเข้าไป มันมีขนาดใหญ่ขึ้นหนึ่งรอบ อีกทั้งพลังที่กระจายอยู่รอบเม็ดบัวเขียวก็เข้มข้นขึ้นด้วย
ครั้นสัมผัสได้ว่ากระบวนการเหล่านั้นเงียบหายไปแล้ว เธอรู้สึกประหลาดใจ รีบตรวจชีพจรของตนเอง ครั้นตรวจดูก็อดตะลึงไม่ได้
“พิษในร่างกายไม่มีแล้ว?”
เธอพึมพำกับตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร เดิมเธอมีร่างกายที่พิษทุกชนิดไม่อาจกล้ำกลายได้อยู่แล้ว ทว่าพิษชนิดนี้ที่จอมมารพิษสร้างขึ้นมานั้นประหลาดมาก ซ้ำยังผสมเลือดสัตว์อสูรอะไรบางอย่างเข้าไปด้วย แต่ร่างกายเดิมของเธอกลับต้านพิษไม่ไหว แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้น เหตุใดพิษจึงหายไป?
“เม็ดบัวเขียวแก้พิษให้อย่างนั้นหรือ? เม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดนี่แก้พิษได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?” เธอพึมพำ ลอบสงสัยในใจ สายตากวาดมอง ก็เห็นเศษสิ่งของที่แตกกระจายอยู่บนพื้น จึงก้าวเข้าไปเก็บขึ้นมาดู “ทำไมคุ้นตานัก? เหมือน…”
เธอครุ่นคิด ไม่นานก็นึกออก “นี่มันไข่มุกของเจ้าขนเขียวไม่ใช่หรือ?” เอ่ยจบ เธอก็ถึงบางอ้อ ใช่แล้ว ไข่มุกที่เคลื่อนไหวไปตามเส้นเลือดในร่างกายของเธอ กระทั่งถูกเม็ดบัวเขียวกลืนกินเข้าไปเมื่อกี้นี้…
ยามนึกมาถึงตรงนี้ เธอรู้สึกตะลึงอย่างบอกไม่ถูก นี่มันเรื่องอะไรกันนี่ เจ้าขนเขียวเป็นไก่ตัวหนึ่ง แต่กลับออกไข่เป็นไข่มุกเม็ดหนึ่ง และไข่มุกเม็ดเธอเองก็ไม่รู้ว่าเอาไว้ใช้ทำอะไร ทว่าจู่ๆ เวลานี้มันกลับถูกเม็ดบัวเขียวกลืนกิน ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แล้วยังแก้พิษในร่างกายของเธอให้อีก
“คงไม่ใช่ว่าเจ้าขนเขียวกินอะไรที่ไม่ควรกินเข้าไป จึงได้ออกไข่เป็นไข่มุกเช่นนี้หรอกกระมัง?” เธอได้แต่พึมพำอยู่อย่างนั้น เห็นตนเองเปียกน้ำไปทั้งตัว จึงเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ด้านหนึ่ง รู้สึกว่าร่างกายไม่ได้มีอะไรผิดปกติไปจริงๆ จึงหายตัวออกจากห้วงมิติ
ยามปรากฏกายอยู่ที่หน้าถ้ำภูเขาอีกครั้ง เธอหันมองรอบๆ ไม่ได้เร่งรีบกลับไป แต่ใช้ดวงจิตกวาดสัมผัสบริเวณนี้ จากนั้นก็เดินไปยังทิศทางหนึ่ง
เธอจำได้ว่าได้ยินเสียงคน น่าจะเป็นคนแถวนี้ ยามนี้จอมมารพิษตายแล้ว สำนักปัญจพิษไม่อาจสร้างภัยคุกคามอะไรให้กับหอยาสวรรค์และตลาดมืดอีก จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนกลับไป
เพียงแต่หากเธอไม่กลับไป พี่ชายของเธอจะต้องร้อนใจแน่นอน
นึกมาถึงตรงนี้ เธออดเผยยิ้มไม่ได้ นึกไม่ถึงจริงๆว่าพี่ชายของเธอจะมีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ เขาองอาจและยืนหยัดได้ด้วยตนเอง
พิษในร่างกายถูกแก้แล้ว ภัยคุกคามก็ถูกกำจัดแล้วเช่นกัน อารมณ์ของเธอผ่อนคลายตามไปด้วย เธอสาวเดินไปข้างหน้าช้าๆ หลังเดินออกมาระยะหนึ่งจึงค่อยพบว่าแถวนี้ถูกวางค่ายกลไว้ด้วย
หลังเดินเลี่ยงค่ายกลนั้นอย่างง่ายดายและเดินออกมาอีกระยะหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงรางๆดังมาจากข้างหน้า ด้วยเหตุนี้ เธอเก็บซ่อนกลิ่นอาย เขย่งปลายเท้ากระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ เงาร่างสีแดงไหวผ่านบนต้นไม้ เข้าใกล้คนพวกนั้นอย่างรวดเร็วและเงียบงัน
กระทั่งมาถึงต้นไม้ต้นที่อยู่ใกล้คนกลุ่มนั้น จึงเห็นคนที่นั่งล้อมวงกันอยู่ข้างล่างสวมชุดของสำนักเมฆาหยกอยู่ และท่ามกลางคนพวกนี้ กลับมีคนหนึ่งที่เธอรู้จักอยู่ด้วย
ต้วนเยี่ย
เธอหยักยกมุมปากเผยยิ้มออกมา เพิ่งแยกจากซ่งหมิงมาไม่นาน นึกไม่ถึงจะได้มาเจอต้วนเยี่ยที่นี่ พรหมลิขิตนี้หนอ ช่างเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจจริงๆ
ตอนที่ 2210: ไม่เจอกันนาน
“อาจารย์อา ข้าอยากกลับไปก่อน”
ต้วนเยี่ยยืนเอ่ยกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง บางทีอาจเพราะเสียงที่ได้ยินก่อนหน้านั้น รวมถึงสังหรณ์ใจที่ไม่ดี ทำให้เขาเป็นห่วง อยากกลับออกจากที่นี่ไปก่อนเพื่อสืบข่าวของเฟิ่งจิ่วดู
“พวกเรายังออกมาได้ไม่นาน เจ้าก็จะกลับแล้วหรือ? มีเหตุผลอะไรหรือไม่?” ชายวัยกลางคนถามอย่างไม่เข้าใจ เขามองหน้าต้วนเยี่ย เอ่ยว่า “ก่อนมาอาจารย์ของเจ้ากำชับเป็นพิเศษ เจ้าต้องตั้งใจฝึกหนัก หากเจ้าจากไปตอนนี้ ข้ากลับไปคงไม่สะดวกให้คำอธิบายกับอาจารย์ของเจ้า”
“ข้าเป็นห่วงสหายคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงกรีดร้องข้างในนั้น ไม่รู้เพราะอะไร ข้ารู้สึกไม่สบายใจ อยากกลับไปสืบข่าวของนางสักหน่อย” ต้วนเยี่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักใจ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้น…”
ชายวัยกลางคนยังเอ่ยไม่ทันจบ ก็เห็นคนขว้างอะไรบางอย่างเข้ามาโดนหัวของต้วนเยี่ย เขาอ้าปากค้าง หันไปมองยังทิศทางนั้นโดยอัตโนมัติ ครั้นเห็นหญิงงามในชุดแดงนั่งอยู่บนต้นไม้ เขาอดตะลึงค้างไม่ได้
ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน? เหตุใดไปนั่งอยู่ตรงนั้น?
ที่จริง สิ่งที่เขาตะลึงยิ่งกว่าคือ เขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่ตรงนั้น โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้าย ไม่เช่นนั้น เกรงว่า…
ต้วนเยี่ยถูกคนขว้างสิ่งของใส่หัว ก้มหน้ามองก็เห็นว่าเป็นเมล็ดผลไม้ อดหน้าดำคร่ำเครียดไม่ได้ เงยหน้าหันไปมองข้างหลัง ขณะเดียวกันก็ตะโกนถาม
“ผู้ใดกัน!”
อย่าว่าแต่ตอนนี้เขามีพลังและฐานะที่ไม่ธรรมดาในสำนักเลย ก่อนจะเข้าสำนักเมฆาหยก นอกจากเฟิ่งจิ่ว หญิงผู้ไม่เคยอยู่ในกฎเกณฑ์ใดๆ คนนั้นก็ไม่เคยมีใครกล้าเอาสิ่งของปาหัวเขาแม้แต่คนเดียว คนคนนี้กินหัวใจหมีดีเสือขาวเข้าไปแล้วกระมัง ถึงได้กล้าเอาเมล็ดผลไม้ขว้างหัวเขา!
ทว่า ครั้นเงยหน้ามองขึ้นไป ยามสายตากระทบเงาร่างสีแดงบนต้นไม้ เขากลับตกใจอ้าปากค้าง ถอยหลังไปสองก้าวโดยอัตโนมัติ เบิกตากว้างชี้นิ้วไปทางเธออย่างเหลือเชื่อ
“จะ จะ เจ้ามาอยู่นี่ได้อย่างไร!”
สิ้นเสียงของต้วนเยี่ย บรรดาลูกศิษย์ในสำนักที่กำลังนั่งพักพูดคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้เงยหน้ามองตาม ครั้นมองเห็นก็อึ้งค้าง ต่างก็ตะลึงในความงามของเงาร่างสีแดงที่นั่งเอนเฉียงอยู่บนต้นไม้
เห็นเพียง หญิงสาวคนนั้นสวมชุดกระโปรงสีแดงสะดุดตา เส้นผมที่ดำขลับดุจน้ำหมึกถูกมัดเป็นช่อเล็กๆด้วยผ้าผูกสีแดง ปล่อยสยายไว้ด้านหลัง สายลมกรีดพัดผ่านเบาๆ ปอยผมไล้ผ่านพวงแก้มอันงดงามคู่นั้น เสริมให้ความเฉื่อยชานั้นดูยิ่งมีเสน่ห์ มองดูจนเหล่าลูกศิษย์ชายปากอ้าตาค้าง
ในโลกผู้บำเพ็ญเซียน สิ่งที่ไม่เคยขาดคือคนงาม ทว่า คนงามที่งดงามมีเสน่ห์แต่กลับแฝงไว้ด้วยรัศมีสูงส่งจนไม่อาจดูหมิ่นเช่นหญิงสาวตรงหน้านี้กลับหายากนัก
รัศมีสูงส่งที่ราวกับมีมาแต่กำเนิดของนาง ทำให้พวกเขาเมื่อเห็นแล้วก็อดรู้สึกละอายใจที่เทียบไม่ได้ อยากจะละสายตาจากไป แต่กลับไม่อาจละสายตาไปจากเง่าร่างสีแดงสะดุดตาของนางได้
“เสี่ยวเยี่ยเยี่ย ไม่เจอกันนานสบายดีหรือไม่!”
เฟิ่งจิ่วหรี่ตา หยักยกมุมปาก เผยให้เห็นรอยยิ้มชวนหลงใหล ชั่วขณะหนึ่ง ดวงหน้าที่เดิมก็งามล่มเมืองอยู่แล้ว ยิ่งเธอยิ้มเช่นนี้ ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ชวนลุ่มหลงเข้าไปอีก ทำให้หัวใจของเหล่าชายหนุ่มที่อยู่ข้างล่างหลุดลอยไม่อยู่กับตัว เผลอจ้องมองอย่างเหม่อลอย
ได้ยินคำขานเรียกหยอกล้อที่ไม่ได้ยินมานาน ต้วนเยี่ยจ้องเธอด้วยใบหน้าแดงผ่าว เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “บอกแล้วอย่างไรว่าอย่าเรียกไปเรื่อย ไม่ได้เจอกันนานขนาดนี้ เจ้าก็ยังเหลาะแหละไม่ได้เรื่องอยู่เหมือนเดิม ไม่อายคนอื่นบ้างหรืออย่างไร”
เฟิ่งจิ่วยิ้มมองเขา “เจ้ายังหน้าแดงง่ายเหมือนเดิมอยู่สินะ!”
ตอนที่ 2211: หน้าแดงแล้ว
ต้วนเยี่ยยกมือลูบหน้าโดยอัตโนมัติ ดวงหน้าที่มือสัมผัสโดนนั้นร้อนผะผ่าว ไม่ต้องดูก็รู้ว่าแดงไปทั้งดวงจริงๆ แม้จะอยากปฏิเสธก็ทำไม่ได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ เขาแค่นเสียงขึ้นจมูกเบาๆ เอ่ยอย่างขัดเขินว่า “ใช่เสียที่ไหน! ข้าร้อนต่างหาก!”
ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหนึ่งได้สติ หันไปมองบรรดาลูกศิษย์ชายที่เหม่อมองอย่างใจลอย จึงอดไม่ได้ที่จะกระแอมเตือนหนักๆ เพื่อเรียกสติของพวกเขากลับมา
เหล่าลูกศิษย์หญิงที่เห็นอย่างนั้นก็ อดฉงนฉงายไม่ได้ บ้างก็มีแววตาริษยา บ้างก็มีแววตาอิจฉา แต่ละคนล้วนหันไปจับจ้องเงาร่างสีแดงเช่นกัน
“ต้วนเยี่ย ท่านนี้คือ?” ชายวัยกลางถาม ดูท่าทางทั้งสองน่าจะรู้จักกัน
“นางชื่อเฟิ่งจิ่ว เป็นสหายของข้า” ต้วนเยี่ยตอบ สายตาจับจ้องเฟิ่งจิ่ว อดถามไม่ได้ “เจ้าไม่ลงมาหรือ?” เป็นผู้หญิงยิงเรือแท้ๆ เหตุใดนางชอบนั่งบนต้นไม้นักนะ?
เมื่อเห็นอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วกระโดดลงมาจากต้นไม้ ยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสองอย่างมั่นคง เธอหันไปยิ้มให้ต้วนเยี่ย ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ชายวัยกลางคนเล็กน้อย “เรียกข้าว่าเฟิ่งจิ่วก็พอ ข้าผ่านทางมาพอดี เห็นต้วนเยี่ยอยู่ที่นี่ จึงมาทักทาย”
“แม่นางเฟิ่ง”
ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับเล็กน้อย เอ่ยว่า “ข้าคือเซียนอวี้เจินแห่งสำนักเมฆาหยก” แม้อีกฝ่ายดูอายุไม่มาก แต่แค่เรื่องที่เมื่อครู่อีกฝ่ายอยู่ตรงนั้นเขายังไม่รู้ตัว ก็บ่งบอกได้แล้วว่านางเป็นผู้
แข็งแกร่งที่ไม่เปิดเผยตัว ขณะเอ่ย ย่อมไม่กล้าเป็นกันเองมากเกินไป แม้เขาจะเป็นเซียนแห่งสำนักเมฆาหยก ก็ไม่กล้าอวดเบ่ง
“อาจารย์อา ข้าขอคุยอะไรกับนางสักหน่อย” ต้วนเยี่ยเอ่ย สิ้นเสียงก็ไม่รอให้อาจารย์อาของเขาตอบ ดึงเฟิ่งจิ่วไปยังอีกด้าน
เขามองพิจารณาเธอขึ้นลง ถามว่า “ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากฝั่งถ้ำภูเขา คงไม่ใช่เจ้าหรอกกระมัง?” บังเอิญผ่านทางมาอย่างนั้นหรือ? เขาไม่เชื่อหรอก
ได้ยินอย่างนั้น สายตาของเฟิ่งจิ่วไหวระริก ยิ้มตอบว่า “อืม เป็นข้าจริงๆ”
ครั้นได้ยินอย่างนั้น ต้วนเยี่ยอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “แล้วเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ไม่เป็นไรกระมัง? เหตุใดจึงกรีดร้อง? เจ้ามาอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไร? ไหนว่าอยู่ที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนทีอย่างไรเล่า?”
“วางใจได้ ข้าไม่เป็นไร” เฟิ่งจิ่วตบหัวเขา ทำเอาต้วนเยี่ยถลึงตาใส่ อดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ “ไม่เป็นไรจริงๆ แค่เกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย โชคดีที่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว ตอนแรกข้าตั้งใจจะกลับไป แต่นึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงคนคุยกัน ฉะนั้นจึงมาดู นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้า”
ท่าทางของต้วนเยี่ยที่หน้าแดงไปจนถึงใบหู เธอเห็นแล้วก็รู้สึกน่าสนุก เจ้าเด็กคนนี้ยังคงมีนิสัยน่าอึดอัดเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” ต้วนเยี่ยเอ่ย ไม่เพียงเท่านั้น ยังเตือนเธออีกว่า “อีกอย่าง อย่าเอาแต่ตบหัวข้า จะส่งผลต่อสมองข้าได้”
“พรืด!”
เฟิ่งจิ่วอดยิ้มไม่ได้ “เจ้ายังกลัวจะส่งผลอะไรต่อสมองเจ้าอีก? ใครใช้ให้เจ้าไม่เจอกันนานแล้วก็ยังเป็นเหมือนเดิมอีกเล่า? ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย” เธอส่ายหน้าเอ่ย
“ไม่เปลี่ยนไปเสียที่ไหน? เจ้าดูวรยุทธ์ของข้าตอนนี้ พลังของข้าพัฒนาขึ้นไม่น้อยแล้ว อยู่ในสำนักเมฆาหยกอย่างน้อยก็ถือเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง” เขาราวกับกลัวว่าเธอจะไม่ยอมรับ จึงแสดงพลังและวรยุทธ์ออกมาให้เห็น
“เอาละๆ ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเก่งกาจ” เธอยิ้มๆ เอ่ยว่า “ใช่แล้ว ช่วงก่อนข้าเพิ่งเจอซ่งหมิง เขาเคยเล่าเรื่องของพวกเจ้าให้ข้าฟัง ดูเหมือนพวกเจ้าต่างก็มีชีวิตที่ไม่เลวทีเดียว”
ได้ยินอย่างนั้น ต้วนเยี่ยเชิดคาง “แน่นอน ไม่ดูเสียบ้างว่าใครสอนมา จะไม่ได้ดีได้อย่างไร?”
ตอนที่ 2212: ไปกับนาง
เฟิ่งจิ่วยิ้ม ถามว่า “ที่นี่คือที่ไหนหรือ?” เธอถูกจอมมารพิษพามาที่นี่ จึงไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่
“เจ้าไม่รู้หรือ?” เขาชะงัก มองหน้าเธอแปลกๆ “แล้วเจ้าเข้ามาได้อย่างไร?”
“ข้าถูกคนตีสลบแล้วจับเข้ามา” เธอยิ้มตอบ เห็นหน้าเขาเปลี่ยนสีไปทันที จึงเอ่ยว่า “แต่วางใจได้ ตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้ว คนคนนั้นก็ถูกจัดการแล้วเช่นกัน”
ได้ยินอย่างนั้น สีหน้าของต้วนเยี่ยก็ผ่อนคลายลง นึกถึงร่องรอยของน้ำยาสลายศพที่เห็นหน้าถ้ำภูเขาจึงถามขึ้นมา “ที่ถ้ำหินตรงนั้นหรือ? เจ้าถูกจับได้อย่างไร? นึกไม่ถึงจะมีคนทำให้เจ้าพลาดท่าได้ด้วย”
เฟิ่งจิ่วกลอกตา ค่อนแคะว่า “เจ้านึกว่าข้าเป็นผู้ไร้เทียมทานหรือ? นั่นเป็นถึงเจ้าสำนักปัญจพิษเชียวนะ มีพลังระดับผู้อาวุโสเซียน ด้วยพลังของข้าตอนนี้ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเสียที่ไหน? ไม่ถูกฆ่าตายก็ดีแค่ไหนแล้ว” หากจอมมารพิษฉวยโอกาสตอนหมดสติฆ่าเธอ เดาว่าตอนนี้เธอคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้แล้ว
“ที่นี่คือมุมหนึ่งของป่าแห่งความตายซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินใหญ่แถบใต้แม่น้ำ ตอนนี้ที่แห่งนี้ถือว่าอยู่รอบนอก ระดับอันตรายยังถือว่าไม่สูงมาก” ต้วนเยี่ยอธิบาย มองหน้าเธอก่อนเอ่ยว่า “เดิมข้าอยากไปหาเจ้า แต่ตอนนี้เห็นเจ้าไม่เป็นไรก็วางใจแล้วล่ะ”
เฟิ่งจิ่วยื่นมือไปหมายจะตบหัวเขา แต่เห็นเขาถอยหลังและจ้องเธออย่างระแวดระวัง เธอจึงเปลี่ยนเป็นวางมือบนไหล่เขา ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้ากลับไปฝึกฝนอย่างสบายใจได้เลย! ข้ากลับก่อนล่ะ รอพวกเจ้านัดหมายกันให้ดีแล้วไปหาข้าที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนทีพร้อมกัน ข้าจะเลี้ยงของอร่อยพวกเจ้าสักมื้อ แล้วพวกเราค่อยนั่งพูดคุยกันดีๆตอนนั้น”
พอได้ยินอย่างนั้น ต้วนเยี่ยสีหน้านิ่งขรึม มองเธอครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ก็ได้! อย่างนั้นเจ้าก็รักษาตัวดีๆเล่า”
“อืม อย่างนั้นข้าไปก่อนล่ะ” เธอเอ่ย หมุนตัวเดินกลับไปที่เดิม มาหยุดอยู่ตรงหน้าเซียนอวี้เจิน เอ่ยขึ้นว่า “ท่านเซียน ต้วนเยี่ยฝากท่านดูแลเขาด้วย”
“แม่นางเฟิ่งวางใจ” เซียนอวี้เจินพยักหน้า เขามองหญิงงามในชุดสีแดง รู้สึกประหลาดใจ เหตุใดชื่อเฟิ่งจิ่วนี้จึงได้ฟังคุ้นหูนัก? แต่เห็นชัดว่าเขาไม่เคยพบนาง ทว่าชื่อนี้ กลับเหมือนว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
“ต้วนเยี่ย รักษาตัวด้วย” เฟิ่งจิ่วโบกมือ ก่อนจะหันกายจากไป
มองดูเธอจากไป ต้วนเยี่ยยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ เพียงแต่ ยามเห็นเงาร่างของเธอค่อยๆหายลับไป เขากลับขมวดคิ้ว สาวเท้ายาวๆเดินมาหาเซียนอวี้เจิน “อาจารย์อา รบกวนท่านบอกท่านอาจารย์ว่าข้าออกไปฝึกหนักข้างนอก การฝึกฝนครั้งนี้ข้าไม่เข้าร่วมแล้ว ข้าจะตามนางไปก่อน”
ครั้นได้ยินแล้วเซียนอวี้เจินชะงัก รีบรั้งเขาไว้ “เจ้าจะตามนางไป? จะไปไหร? จะกลับสำนักเมื่อใด? อย่างไรเจ้าก็ต้องพูดให้ชัดเจนกระมัง? ไม่อย่างนั้นหากอาจารย์ของเจ้าถามขึ้นมา ข้าก็ตอบไม่ได้ไม่ใช่หรือ?”
“หากอาจารย์ของข้าถามขึ้น เจ้าก็บอกว่าข้าไปกับเฟิ่งจิ่ว หากจะตามหาข้า ก็ให้ไปที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนที” ต้วนเยี่ยเอ่ย จากนั้นก็รีบสาวเท้าเร็วๆไปยังทิศที่เฟิ่งจิ่วเดินไป พร้อมกับตะโกนเรียกด้วย “เฟิ่งจิ่ว! รอข้าก่อน!”
ฝึกหนักอะไร? ฝึกวรยุทธ์อะไรกัน? ไม่ว่าอะไรล้วนเทียบกับติดตามนางไม่ได้
นึกไปถึงตอนนั้นที่พวกเขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานตัวเล็กๆ แต่เพราะติดตามนาง จึงได้พัฒนาพลังขึ้นขนาดนี้ภายในระยะเวลาแค่หนึ่งปี ความยอดเยี่ยมของนางมีแค่พวกเขาที่ติดตามนางเท่านั้นที่รู้ กับคนอื่นพูดไปก็ไม่เข้าใจ
ตอนที่ 2213: ตามมา
เฟิ่งจิ่วที่เดินออกมาได้ระยะหนึ่งแล้วได้ยินเสียงข้างหลัง ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหยุดเดินแล้วหันไปมองข้างหลัง เห็นว่าต้วนเยี่ยตามมา เธอก็มองเขาด้วยความประหลาดใจ ยักคิ้วเล็กน้อยและถามว่า “เจ้าตามข้ามาทำไม?”
ต้วนเยี่ยสาวเท้าเร็วๆมาข้างกายเธอ เอ่ยว่า “ฝึกฝนน่าเบื่อจะตาย ข้าจะไปกับเจ้า ถือโอกาสไปดูหอยาสวรรค์ของเจ้าในเมืองร้อยนทีด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอหันไปมองข้างหลังเขา ก่อนถามว่า “อาจารย์ของเจ้าอนุญาตแล้วหรือ? เจ้าไปกับข้าอย่างนี้ไม่มีปัญหารึ?”
“จะมีปัญหาอะไรได้? ไปกันเถิด!” ขณะเอ่ยก็รีบสาวเท้าออกเดิน
มองดูต้วนเยี่ยที่ออกเดินไปก่อนแล้ว เธอได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ เดิมทีตั้งใจว่าเดินไปข้างหน้าอีกหน่อยแล้วจะใช้แกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงไปจากที่นี่ ใครจะรู้เจ้าหมอนี่จะตามมาด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ดูท่าตลอดเส้นทางนี้คงใช้แกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงไม่ได้แล้ว
แกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงแม้เป็นสมบัติล้ำค่า และสามารถพาคนไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้ภายในหริบตา ทว่า กลับสามารถพาได้แค่ผู้ครอบครองเท่านั้น ไม่อาจพาผู้อื่นไปด้วยได้
“เฟิ่งจิ่ว เจ้าซ่งหมิงยังอยู่ที่สำนักเซียนหรือ? พลังของเขาตอนนี้อยู่ในระดับใดแล้ว?” ต้วนเยี่ยถาม พลังของพวกเขานับว่าอยู่ในระดับสูสีกัน มาถึงทางนี้ต่างก็แยกย้ายกันไปฝึกวรยุทธ์ในแต่ละสำนัก ติดต่อกันคราวที่แล้วก็ได้พูดคุยกันแค่คร่าวๆ เรื่องอื่นกลับไม่ได้ถามอย่างละเอียด ไม่รู้ว่าไม่ได้เจอกันนานดนาดนี้ พลังของซ่งหมิงจะเป็นอย่างไรบ้าง?
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะกระตกมุมปาก “ไม่ต่างจากเจ้านักหรอก”
“แล้วเจ้าเล่า? ตอนนี้พลังของเจ้าอยู่ในระดับใด? เหตุใดข้าไม่เห็นกลิ่นอายหลังวิญญาณรอบตัวเจ้าเลยเล่า? เจ้าซ่อนมันไว้อีกแล้วหรือ?” ดวงตาของต้วนเยี่ยมองพิจารณารอบตัวเธอ ด้วยความแปลกใจว่าเหตุใดจึงมองไม่เห็นวรยุทธ์ของเธอเลย
“เกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย กลิ่นอายพลังวิญญาณของข้าถูกผนึกจึงไม่อาจใช้ได้” เธอยิ้มๆ สายตาจับจ้องไปข้างหน้า
“พลังวิญญาณถูกผนึกไว้? ฝีมือจอมมารพิษผู้นั้นหรือ?” ต้วนเยี่ยตกใจ หยุดเดินก่อนจะดึงเธอไว้ “ข้าช่วยเจ้าปลดผนึกได้นะ!” ด้วยพลังของเขา การปลดผนึกกลิ่นอายพลังวิญญาณนั้นสามารถทำได้ ใครจะรู้ เฟิ่งจิ่วกลับส่ายหน้า
“เจ้าปลดไม่ได้หรอก พลังของจอมมารพิษอยู่ในระดับผู้อาวุโสเซียน ข้าตั้งใจว่ากลับไปจะไปหาโม่เฉินให้ช่วยปลดผนึกให้ พลังของเขาสูง”
ฟังจบ ต้วนเยี่ยขมวดคิ้วมองเธอ “เจ้าเองก็ช่างประมาทเสียจริง ไม่รู้หรือว่าเจ้ามีศัตรูมากมายขนาดไหน? กลิ่นอายพลังวิญญาณไม่อาจใช้ได้ยังไม่ว่า เจ้าว่าหากระหว่างทางเจ้าเจออันตรายเข้าจะทำอย่างไร? โชคดีที่ข้าตามมา ไม่อย่างนั้นหากเจ้าเจออันตรายระหว่างทางเข้าจริงๆ จะปกป้องตนเองอย่างไร”
พูดมาถึงตรงนี้ จู่ๆเขาก็อึ้งเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ไม่ใช่สิ! ข้าจำได้ว่าเจ้าเป็นร่างเทพประทับอยู่แล้ว กลิ่นอายพลังวิญญาณใช้ไม่ได้ พลังเร้นลับน่าจะไม่ถูกผนึกกระมัง?”
เฟิ่งจิ่วยิ้มพยักหน้า “อืม พลังเร้นลับไม่ได้ถูกผนึกไว้ ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าจอมมารพิษนั่นได้อย่างไร?” เธอยิ้มๆ เสยปอยผมที่ถูกลมพัดไล้พวงแก้มขึ้นพัดหลังหู
“พลังเร้นลับของเจ้าอยู่ที่ระดับใดแล้ว?” ต้วนเยี่ยถาม หากให้เขาดูเองเขาคงดูไม่ออก
“พลังเร้นลับอยู่ในระดับเทพนักรบเท่านั้น” เธอแหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วจึงเอ่ย “จะออกจากที่นี่ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใด ไม่สู้พวกเราขี่อาวุธบินออกไปดีกว่า!” ขณะเอ่ย เธอขว้างขนนกออกไป ขนนกเคลือบหลากสีขยายใหญ่ต่อหน้าเธอ กระทั่งมีขนาดใหญ่พอที่จะให้หนึ่งคนนั่งได้
ครั้นเขย่งปลายเท้าเบาๆ เงาร่างสีแดงกระโดดดึ้นไปทิ้งตัวลงบนขนนกอย่างเบาเท้า เธอหันไปมองต้วนเยี่ยแวบหนึ่ง ยิ้มเอ่ยว่า “ตามมา”
ตอนที่ 2214: ขออาศัย
ต้วนเยี่ยเห็นดังนั้นก็รีบขี่กระบี่บินตามไป ทว่าความเร็วของกระบี่บินกลับถูกทิ้งห่าง ทั้งที่เขาใช้ความเร็วสูงสุดตามไปแล้ว แต่ก็ยังถูกทิ้งห่างระยะหนึ่งอยู่ดี
เมื่อเห็นดังนั้น เขาอดทอดถอนใจไม่ได้ เฟิ่งจิ่วก็ยังเป็นเฟิ่งจิ่ว แม้พลังวิญญาณของเธอจะถูกผนึก ยามนี้ใช้ได้เหียงพลังเร้นลับ แต่ใช่ว่าเขาจะตามความเร็วของเธอได้ทัน
ยามหัวค่ำ ดวงอาทิตย์ตรงเส้นขอบฟ้าค่อยๆคล้อยต่ำลาลับ เมฆหลากสีย้อมขอบฟ้าให้กลายเป็นสีแดง
“เฟิ่งจิ่ว เจ้าดูตรงนั้นเหมือนมีบ้านคนอยู่หลังหนึ่ง อย่างไรคืนนี้เราไปขออาศัยที่นั่นกันก่อนเถิด!” ต้วนเยี่ยชี้ไปยังลานบ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล
เฟิ่งจิ่วนั่งมองไปข้างหน้าอยู่บนขนนกเคลือบหลากสี เห็นว่าแถวนี้ข้างหน้าไม่มีหมู่บ้านข้างหลังไม่มีร้านค้า มีเพียงบ้านข้างลำธารเล็กๆอยู่เพียงหลังเดียว
“แถวนี้ไม่มีบ้านคนเลย มีแค่เรือนหลังนั้นหลังเดียว อีกอย่างเรือนหลังนั้นก็ดูแปลกๆด้วย” เธอเอ่ยความสงสัยในใจออกมา
“ด้วยพลังของพวกเราสองคนจะกลัวอะไรแปลกๆไปทำไมกัน?” คำพูดของต้วนเยี่ยเต็มไปด้วยความมั่นใจ ไม่ลืมเอ่ยเสริมอีกว่า “แม้จะเป็นที่พักของโจรปล้นฆ่า ก็ไม่จำเป็นต้องกลัว”
เฟิ่งจิ่วได้ยินก็อดยิ้มไม่ได้ เธอมองเขา ยิ้มบอกว่า “ในเมื่อเจ้าว่าอย่างนี้ งั้นก็ไปกันเถิด!” เธอกระโดดลงจากขนนกเคลือบหลากสีเบาๆ เอื้อมมือเก็บขนนกเคลือบหลากสีมาเหน็บไว้ที่เอว
ต้วนเยี่ยเองก็เก็บกระบี่บินเปลี่ยนมาเดินเท้าแทนเช่นกัน เขาเดินตามเธอไปยังลานบ้านแห่งนั้น เดินไปพลาง มองสังเกตไปพลาง
บ้านหลังนี้ดูเหมือนบ้านดิน แต่โครงสร้างกลับดูไม่เหมือนบ้านของชาวบ้านทั่วไป ไม่แปลกที่เฟิ่งจิ่วจะบอกว่าที่นี่แปลกๆ
ทั้งสองมาหยุดอยู่หน้าบ้าน เฟิ่งจิ่วมองต้วนเยี่ยแวบหนึ่ง เป็นเชิงบอกให้เขาเข้าไปเคาะประตู
ต้วนเยี่ยจึงเดินเข้าไปเคาะประตู “มีคนอยู่หรือไม่? พวกเรามาขออาศัย”
ผ่านไปไม่นาน ทั้งสองได้ยินเสียงฝีเท้าดังมา จากนั้นก็ได้ยินเสียงประตูบ้านเปิดดังเอี๊ยดอ๊าด หญิงวัยกลางคนอายุประมาณสามสิบห้าปี เรือนร่างเอิบอิ่มสมบูรณ์คนหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าประตู
ครั้นหญิงงามเปิดประตูแล้วเห็นทั้งสองที่อยู่ข้างนอก ประกายแปลกๆพาดผ่านดวงตา สายตาของนางมองพิจารณาใบหน้างดงามโดดเด่นของเฟิ่งจิ่วรอบหนึ่ง จากนั้นก็กวาดมองผ่านต้วนเยี่ย ก่อนจะแย้มยิ้ม “ทั้งสองผ่านทางมาหรือ? อยากมาขออาศัยที่บ้านข้า?”
ไม่ว่าจะเป็นเฟิ่งจิ่วหรือต้วนเยี่ยล้วนนึกไม่ถึง ในสถานที่รกร้างห่างไกลเช่นนี้กลับมีหญิงวัยกลางคนหน้าตาสะสวยเช่นนี้ปรากฏอยู่ หนำซ้ำอีกฝ่ายไม่ได้ปกปิดกลิ่นอายพลังวิญญาณของนางเลยสักนิด พอเปิดประตูออกมาก็จ้องพิจารณาพวกเขาสองคนอย่างเปิดเผยอย่างนี้
“ฮูหยินท่านนี้ พวกเราผ่านทางมา ไม่ทราบสะดวกหรือไม่หากจะขออาศัยสักคืน?” เฟิ่งจิ่วเอ่ยปากถาม ยืนให้หญิงงามจ้องพิจารณาอยู่อย่างนั้น
“ได้อยู่แล้ว ทั้งสองท่าน เชิญเข้ามาเถิด!”
เธอยิ้มเปิดประตูเชิญพวกเขาเข้าไป หลังจากพวกเขาเข้าไปก็ปิดประตูบ้าน ก่อนจะพาพวกเขาเดินเข้าไป พร้อมกับเอ่ยว่า “ที่นี่ปกติก็มีผู้ฝึกตนที่ผ่านทางมาขออาศัย บ้านข้าอย่างอื่นไม่มี แต่ไม่เคยขาดห้องว่าง ทั้งสองตามข้ามาก่อน เข้าไปนั่งข้างในสักครู่”
“ท่านแม่ มีแขกมาหรือ?”
เสียงอ่อนหวานของหญิงสาวดังมา ต้วนเยี่ยกับเฟิ่งจิ่วต่างหยุดเดิน หันไปมองตามเสียง
เห็นเพียงห่างออกไปไม่ไกล มีเด็กสาวเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นหน้าตางดงามอ่อนหวานเดินเคียงกันมาสามคน…
ตอนที่ 2215: คนงาม
เฟิ่งจิ่วนัยน์ตาไหวระริก จ้องเด็กสาวที่งดงามแตกต่างกันไปคนละแบบอย่างสนใจ สามคนนั้นดูท่าทางอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปี หนึ่งในนั้นงามหยาดเยิ้ม คนกลางมีเสน่ห์ชวนมอง คนสุดท้ายในความงดงามแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่ง
หญิงสามสามคนบุคลิกสามอย่าง งามไม่เหมือนกัน มองแวบแรกถึงกับทำให้เธอหรี่ตา กลีบปากเผยยิ้มเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น
ขณะที่เฟิ่งจิ่วกำลังจ้องพิจารณาพวกนางทั้งสาม พวกนางเองก็กำลังพิจารณาเธอเช่นเดียวกัน
พวกนางสามคนเองก็เป็นหญิงงาม แต่ครั้นเห็นหญิงสาวชุดแดงตรงหน้า พวกนางกลับอดอุทานในใจไม่ได้ ช่างงดงามหาใครเปรียบได้ยากยิ่ง
ชุดกระโปรงสีแดงเรียบง่ายตัวนั้นยามสวมใส่อยู่บนตัวนาง กลับให้กลิ่นอายสง่างามไร้ใครเปรียบ นัยน์ตาที่หรี่เล็กลงครึ่งหนึ่ง กลับปากที่หยักยกเล็กน้อย รอยยิ้มที่ดูเฉื่อยชามีเสน่ห์ ทำให้พวกนางที่เป็นผู้หญิงเห็นแล้วก็ยังอดตะลึงในความงามไม่ได้
คนงามเช่นนี้จึงจะเรียกว่าเป็นคนงามที่แท้จริง เพียงแค่นางยืนเงียบๆอยู่ตรงนั้น ก็งดงามราวกับเดินออกมาจากภาพวาด งามจนไม่อาจละสายตาได้
ต้วนเยี่ยที่จู่ๆ ก็เห็นหญิงสาวหน้าตาโดดเด่นเดินออกมาทีเดียวพร้อมกันถึงสามคนเช่นนี้ ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ที่นี่แปลกจริงๆด้วย หากในเมืองมีบ้านอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การมีหญิงหน้าตาโดดเด่นเช่นนี้อยู่ในสถานที่เช่นนี้กลับไม่ใช่เรื่องปกติ โดยเฉพาะสายตาที่สามคนนั้นจ้องเฟิ่งจิ่ว เขาเห็นแล้วอึดอัดนัก แต่พอหันไปมองเฟิ่งจิ่ว กลับเห็นเธอมีสีหน้าปกติ
“อะแฮ่ม!”
เขากระแอมเบาๆ หันไปมองหญิงวัยกลางคน เอ่ยว่า “ฮูหยินท่านนี้ ช่วยพาพวกเราไปที่ห้องพักก่อนได้หรือไม่?”
“ได้อยู่แล้ว ทั้งสองเชิญตามข้ามา” หญิงงามเอ่ย ก่อนจะหันไปกำชับหญิงสาวทั้งสาม “พวกเจ้าไปเตรียมสุราอาหารสักหน่อย เอาไว้รอต้อนรับแขกทั้งสองท่าน”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” ทั้งสามย่อเข่าคารวะ นัยน์ตางามแฝงยิ้มมองไปที่ต้วนเยี่ย
เฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยเดินตามหญิงวัยกลางคนมาถึงข้างใน เพียงแต่นางไม่ได้ให้ทั้งสองพักอยู่เรือนเดียวกัน แต่กลับอยู่กันคนละเรือน
“แม่นางท่านนี้ คืนนี้เจ้าพักที่ห้องนี้เถิด! ส่วนคุณชายท่านนี้ เชิญตามข้าไปพักที่เรือนด้านข้าง”
ครั้นได้ยินอย่างนั้น ต้วนเยี่ยขมวดคิ้ว ถามว่า “เรือนหลังนี้ไม่มีห้องว่างแล้วหรือ? หากมี ข้าพักที่นี่ก็ได้”
เฟิ่งจิ่วเผยยิ้มมองไปที่ต้วนเยี่ยแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “แขกต้องตามใจเจ้าบ้าน พักตามที่ฮูหยินบอกเถิด! ห่างกันแค่เรือนหลังเดียวกั้นเท่านั้น”
หญิงวัยกลางคนได้ยินก็ยิ้ม เอ่ยกับทั้งสองว่า “ต้องขออภัยจริงๆ ที่นี่เหลือห้องว่างแค่ห้องเดียว ห้องอื่นข้ากับลูกสาวใช้เก็บของไปหมดแล้ว”
ต้วนเยี่ยทำได้เพียงยอมแพ้ หันไปเอ่ยกับเฟิ่งจิ่ว “อย่างนั้นเจ้าพักก่อน อีกเดี๋ยวข้าค่อยมา” เอ่ยจบ ก็เดินตามหญิงวัยกลางคนไปที่เรือนข้างๆ
“คุณชาย คืนนี้ท่านพักที่นี่เถิด! ตอนนี้ท่านพักผ่อนไปก่อน ลูกสาวทั้งสามของข้ากำลังไปเตรียมอาหารแล้ว” หญิงวัยกลางคนเอ่ย จ้องเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะหันกายเดินออกไป
ครั้นหญิงวัยกลางคนเดินออกไป ต้วนเยี่ยมองห้องพักรอบหนึ่ง ก่อนจะเดินไปที่ห้องของเฟิ่งจิ่วแล้วเคาะเรียก
“เข้ามา”
เฟิ่งจิ่วกำลังนั่งสางผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เห็นต้วนเยี่ยเข้ามา จึงวางหวีในมือลงหันมามองเขา ยิ้มถามว่า “ทำไม? กลัวแล้วหรือ?”
ต้วนเยี่ยมองเธอแวบหนึ่งแล้วหันไปสำรวจรอบๆห้อง จากนั้นก็เดินมานั่งที่โต๊ะ ถามขึ้นว่า “เจ้าว่าพวกนางเป็นใคร?”
ตอนที่ 2216: งามคนละแบบ
เฟิ่งจิ่วได้ยินเขาถามอย่างนั้นก็หยักยิ้มมุมปาก ตอบว่า “ก็ต้องเป็นสาวงามอยู่แล้วสิ! ยังต้องถามอีกหรือ? เจ้าดูสามคนนั้นงามกันคนละแบบ อยากได้แบบ.งดงามอ่อนหวานหรือก็มี อยากได้แบบ.งดงามมีเสน่ห์ชวนหลงใหลหรือก็มี อยากได้แบบงดงามเย็นชาหรือก็มี ยังมีฮูหยินท่านนั้นอีก ทรวดทรงองค์เอวได้รูป หน้าตา.งดงามโดดเด่นไปอีกแบบ แต่ทำไมรู้สึกว่าขาดคนงามแบบใสซื่อบริสุทธิ์ไปนะ? เจ้าว่า คงจะไม่ได้มีอีกคนหรอกกระมัง?”
ต้วนเยี่ยที่ได้ยินคำพูดของเธอหน้าหม่นแสง เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าจริงจังหน่อยได้หรือไม่? ข้ากำลังพูดเรื่องสำคัญกับเจ้าอยู่นะ!” ผู้หญิงคนนี้ เหตุใดจึงแปลกแยกเช่นนี้? ไม่เห็นหรือว่าเขากำลังกังวลอยู่?
“ข้าจริงจังมากนะนี่!”
เธอยิ้มๆ เอ่ยว่า “จะไม่เข้ามาก็เข้ามาแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าจะตื่นตระหนกไปทำไมกัน? อีกอย่าง พวกนางล้วนเป็นผู้หญิง ถึงจะเสียเปรียบก็เป็นฝ่ายหญิงเสียเปรียบ เจ้ามีอะไรให้กังวลกัน?”
“แต่ว่า…” เขาอ้าปาก แต่สุดท้ายกลับเหมือนลูกบอลที่รั่ว “ช่างเถอะ ข้าไม่สนแล้วเหมือนกัน”
ทั้งสองนั่งคุยกันในห้องครู่หนึ่ง กระทั่งฟ้ามืด เสียงผู้หญิงดังมาจากข้างนอกห้อง
“ทั้งสองท่าน ท่านแม่ของข้าให้มาเชิญพวกท่านไปกินข้าว” ผู้มาเป็นหญิงสาวที่หน้าตางดงามอ่อนหวาน
เฟิ่งจิ่วที่อยู่ในห้องได้ยินก็อดยิ้มไม่ได้ ลุกขึ้นเอ่ยกับต้วนเยี่ยว่า “ไปเถอะ! มีหญิงงามเคียงกาย เจ้าว่าเจ้ายังมีอะไรให้ไม่พอใจอีก?” เอ่ยจบ ก็เดินยิ้มออกไป
“ทั้งสองท่านเชิญตามข้ามา” ดวงหน้างามอ่อนหวานของหญิงสาวเอียงข้างเล็กน้อย หลุบตายิ้มหวาน ในมือถือโคมไฟให้แสงสว่าง หันกายเดินนำทางอยู่ข้างหน้า
ท้องฟ้ามืดสนิท ดวงจันทร์ยังไม่ทันโผล่ออกมา ทางเดินในลานก็ไม่มีไฟ ด้วยเหตุนี้ โคมไฟในมือของหญิงสาวข้างหน้าจึงกลายเป็นไฟนำทาง
เฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยเดินตามนางมาถึงลานข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน เห็นโต๊ะตัวใหญ่ที่วางอยู่ในลานสวน บนโต๊ะมีอาหารอันโอชะสิบกว่าอย่างรวมถึงสุราหอมสองไห หญิงสาวหน้าตา.งดงามโดดเด่นสามนางกำลังง่วนอยู่ตรงนั้น บ้างก็จัดวางแก้วสุรา บ้างก็จัดวางถ้วยกับตะเกียบ
ครั้นเห็นหญิงสาวชุดกระโปรงสีขาวบุคลิกใสซื่อบริสุทธิ์ที่เพิ่มมาอีกหนึ่งคน เฟิ่งจิ่วอดยิ้มไม่ได้ หันไปส่งสายตาให้ต้วนเยี่ยที่อยู่ข้างๆแวบหนึ่ง ราวกับกำลังบอกว่า ‘เห็นหรือยัง! ข้าพูดไม่ผิดใช่หรือไม่? มีหญิงงามบริสุทธิ์อยู่อีกคนจริงๆ’
“ทั้งสองท่านมาแล้วหรือ? รีบนั่งเร็วเข้า” ฮูหยินคนนั้นเดินออกมาจากข้างหลังเรือน ทำท่าผายมือให้พวกเขาสองคน
เฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยเดินไปข้างหน้า ยิ้มให้ฮูหยิน เอ่ยว่า “รบกวนแล้วจริงๆ นึกไม่ถึงว่าจะยังต้องให้เจ้าบ้านต้อนรับพวกเราอย่างดีเช่นนี้อีก”
“ได้พบถือเป็นโชคชะตา รีบนั่งเถิด”
นางนั่งลงก่อน จากนั้นก็พยักหน้าให้พวกเขาสองคนนั่งลง ก่อนยิ้มเอ่ยว่า “ข้าขอแนะนำให้ทั้งสองท่านรู้จัก นี่เป็นลูกสาวทั้งสี่คนของข้า อวี้เจียว อวี้หรง อวี้หวา แล้วก็อวี้เซียง สามคนนี้พวกท่านได้เจอเมื่อครู่แล้ว คนนี้เป็นคนสุดท้อง” นางตบหลังมือของหญิงชุดขาวเบาๆ พลางยิ้มบอก
เฟิ่งจิ่วยิ้มเอ่ยว่า “ฮูหยินมีบุญนัก คุณหนูทั้งสี่ล้วนงดงามจนจันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง หน้าตาดุจเทพธิดา”
หญิงวัยกลางคนได้ยินก็ยิ้มรับ “พวกนางอย่างมาก็ถือว่าพอดูได้ เทียบได้กับแม่นางที่งดงามดุจเทพธิดาชั้นฟ้าเสียที่ไหน!” ขณะเอ่ยนางมองเฟิ่งจิ่ว ถามว่า “ยังไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามของแม่นางเลย?”
“เฟิ่งจิ่ว” เธอยิ้ม ไม่ได้ปิดบังชื่อจริงของตนเอง จากนั้นหันไปมองต้วนเยี่ยที่อยู่ข้างๆ แนะนำแทนเขาว่า “ท่านนี้คือต้วนเยี่ย สหายของข้า”
“ที่แท้ก็แม่นางเฟิ่งกับคุณชายต้วนนี่เอง” นางพยักหน้ายิ้มๆ ถามว่า “ทั้งสองท่านผ่านมาแถวนี้ได้อย่างไรกัน? ปกติแถวนี้ไม่ค่อยมีคนผ่านมากนัก”
ตอนที่ 2217: สุราเซียนเมา
ครั้นเอ่ยจบ นางยิ้มก่อนจะเอ่ยเสริมว่า “แน่นอนว่านอกจากคนที่ผ่านมาทางนี้ นอกจากผู้ฝึกตนที่มุ่งหน้าไปฝึกวิชาในป่าแห่งความตาย คนปกติไม่ค่อยพบเห็นนัก แต่คนหนุ่มสาวที่หน้าตาหล่อเหล่าสะสวยอย่างทั้งสองท่านยิ่งพบเจอได้น้อย”
“พวกข้าเพิ่งกลับจากฝึกวิชาในป่าแห่งความตาย” ต้วนเยี่ยตอบ สายตาจับจ้องหญิงวัยกลางคน ความหมายในคำพูดคล้ายต้องการบอกนางว่าพวกเขามาจากที่นั่น แสดงว่ามีความสามารถ จะให้ดีอย่าได้คิดทำอะไรไม่ดีไม่ร้าย
หญิงวัยกลางคนได้ยินก็ทำหน้าประหลาดใจระคนเลื่อมใส “นึกไม่ถึงทั้งสองท่านยังอายุน้อยกลับกล้าเข้าไปฝึกวิชาในป่าแห่งความตายแล้ว ช่างน่าเลื่อมใสนัก” ขณะเอ่ย นางหันไปเอ่ยกับเหล่าบุตรสาว “รีบรินสุราให้ทั้งสองเร็วเข้า”
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวทั้งสี่ยืนล้อมอยู่รอบตัวเฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ย หลังจากรินสุราให้ทั้งสองก็นั่งลงข้างๆพวกเขา คอยส่งสายตามองพวกเขาเป็นระยะ
เฟิ่งจิ่วท่าทางเปิดเผยเป็นกันเอง ปล่อยให้พวกนางจ้องสำรวจอยู่อย่างนั้น ไม่เห็นท่าทางผิดปกติไปแม้แต่น้อย ได้กลิ่นหอมของแป้งอ่อนๆ เธอหยักยกมุมปาก เผยยิ้มออกมา ยกสุราขึ้นจิบหนึ่งคำ ครั้นสุราเข้าปาก กลิ่นหอมของสุราที่หมักมานานกระจายไปทั่วช่องปาก ทำให้เธออดชื่นชมไม่ได้ “สุราดี”
เดิมทีต้วนเยี่ยกังวลว่าหญิงสาวพวกนี้จะวางยาในสุรา แต่พอเห็นเฟิ่งจิ่วก็ดื่มเข้าไปแล้ว เขาจึงวางใจ ยกสุราขึ้นจิบคำหนึ่ง ความรู้สึกยามสุรารสหอมเข้มเข้าปากไม่เลวเลยจริงๆ เขาจึงดื่มอย่างสบายใจ
“มา กินกับข้าวหน่อย นี่ล้วนเป็นฝีมือของลูกสาวทั้งสี่ของข้า” หญิงวัยกลางคนยิ้มเอ่ย คีบอาหารไปกิน พลางบอกให้เฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยเริ่มกินได้
ต้วนเยี่ยหันไปมองเฟิ่งจิ่วโดยอัตโนมัติ เห็นเธอหยิบตะเกียบคีบอาหารกิน จึงยกตะเกียบคีบอาหารกินตาม เหล่าหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ถามด้วยความอยากรู้ว่าพวกเขามาจากไหน? และจะไปที่ใด? พลางคอยรินสุราให้พวกเขาสองคน พูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะอ่อนหวาน บรรยากาศรื่นรมย์ผ่อนคลาย
อาหารมื้อหนึ่งกินจนถึงกลางดึก แต่ละคนดื่มไปไม่น้อย ครั้นหญิงสาวพวกนั้นทำท่าจะรินสุราอีก เฟิ่งจิ่วลุกขึ้น โบกมือปฏิเสธ “ไม่ไหวแล้ว ข้าดื่มต่อไม่ได้แล้ว ข้าต้องกลับไปพักสักหน่อย”
เธอในยามนี้ ดวงหน้าแดงผ่าว สายตาดูมึนเมา ท่าทางของเธอเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานมีเสน่ห์อย่างเป็นธรรมชาติ มองจนหญิงวัยกลางคนดวงตาเป็นประกาย
โดยเฉพาะเมื่อเห็นดวงหน้า.งดงามของเฟิ่งจิ่วดูมึนเมาเล็กน้อย ทุกท่วงท่าและอิริยาบถเต็มไปด้วยเสน่ห์หยาดเยิ้ม เสน่ห์ชวนหลงใหลไหลเวียนในดวงตางาม นางเห็นแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นลึกๆข้างใน
“ก็ดีเหมือนกัน อย่างนั้นพวกท่านกลับไปนอนพักผ่อนเถิด! ข้าจะให้พวกนางไปส่งพวกท่านกลับ” หญิงวัยกลางคนเอ่ย ก่อนหันไปส่งสายตาให้หญิงสาวทั้งสี่
ด้วยประการฉะนี้ สี่คนนั้นจึงประคองพวกเขาสองคนไปที่ห้อง
สองคนในนั้นหลังจากส่งเฟิ่งจิ่วกลับไป เห็นนางล้มตัวลงไปบนเตียงก็หลับทันที หญิงสาวทั้งสองมองหน้ากัน ผลักนางเบาๆ “แม่นางเฟิ่ง? แม่นางเฟิ่ง?” เห็นว่าไม่มีการตอบสนอง จึงยิ้มออกมา
“ตอนแรกยังคิดว่าจะรับมือยาก! ที่แท้ก็เท่านี้เอง” หญิงสาวหน้าตางดงามอ่อนหวานยิ้มเอ่ย
หญิงสาวชุดขาวที่อยู่ข้างๆ กลับเอ่ยว่า “สุราเซียนเมานี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนที่มีวรยุทธ์สูงแค่ไหนดื่มเข้าไปแล้วก็ต้องไร้สติ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านางดื่มเข้าไปเยอะขนาดนั้นด้วยแล้ว”
“เอาล่ะ ถึงอย่างไรนางก็หนีไม่รอดแล้ว ไปดูทางนั้นหน่อยดีกว่า” หญิงงามอ่อนหวานเอ่ย ก่อนจะดึงหญิงชุดขาวออกไป
ต้วนเยี่ยที่อยู่เรือนข้างกลับมีอาการต่างจากเฟิ่งจิ่ว ท่ามกลางความเลือนราง เขารู้สึกราวกับมีไฟขุมหนึ่งแผดเผาอยู่ข้างใน…
ตอนที่ 2218: ไฟโทสะ
ร้อนรุ่มไปทั้งตัว ราวกับเลือดในกายกำลังเดือดระอุ ทว่าร่างกายกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ทั้งที่ดื่มสุราไปไม่น้อยจนทำให้มีอาการมึนเมา แต่เวลานี้สติกลับเริ่มกลับมาชัดเจนเพราะร่างกายที่ร้อนรุ่ม
เขาพยายามลืมตาที่กำลังหรี่ลงครึ่งหนึ่ง ท่ามกลางสติเลือนรางเห็นหญิงสาวสองคนร่วมแรงกันยกเขาขึ้น เหมือนถูกประคองไปวางลงบนเตียงหินแท่นหนึ่ง ครั้นร่างกายอันร้อนรุ่มสัมผัสถูกผิวหิน ก็ให้รู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย
ทว่านาทีต่อมา แขนขาทั้งสี่ข้างของเขากลับถูกจับมัดแยก นอนอ้าแขนอ้าขาแน่นิ่งอยู่บนนั้น เขาตกตะลึง อ้าปากตะโกน “พวกเจ้า พวกเจ้าจะทำอะไร!” เสียงที่ตั้งใจตะโกนออกไป ครั้นเปล่งออกมากลับรู้ว่ามันฟังดูอ่อนแรงถึงเพียงนั้น
ในอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่หลับใหลอยู่ลืมตาขึ้นหลังจากสองคนนั้นออกไป เธอพลิกตัวลุกขึ้น สาวเท้าเดินออกไปนอกห้อง ขณะเดินผ่านห้องห้องหนึ่งในเรือน นัยน์ตาของเธอไหวระริก จ้องประตูห้องที่ถูกลงกลอนไว้
เธอย่องเท้าเบาเข้าไป หยิบของบางอย่างมาสะเดาะกลอนประตู ผ่านไปไม่นาน ประตูก็เปิดออกดังแกร๊ก เธอผลักประตูเข้าไป ก่อนจะปิดประตูเบาๆ
พอเดินเข้าไป ก็ได้กลิ่นสุราและกลิ่นสมุนไพรจางๆ เฟิ่งจิ่วประหลาดใจ หรือว่าจะซ่อนเหล้าสมุนไพรไว้ในนี้? พลิกฝ่ามือ ไข่มุกราตรีปรากฏขึ้นส่องสว่างนำทาง ครั้นวิสัยทัศน์ชัดเจน ภาพตรงหน้าทำให้รู้สึกมวนท้องด้วยความสะอิดสะเอียน จนแทบจะอาเจียนออกมา
ข้างในนี้มีโอ่งสีใสที่มีไว้ใช้สำหรับแช่สุราโดยเฉพาะ ในโอ่งเหล่านี้บรรจุสุราไว้ไม่ผิดแน่ เพียงแต่ในสุราเหล่านั้นกลับมีเครื่องในของสัตว์อสูรต่างๆแช่ไว้ มองแวบแรกชวนให้คลื่นเหียนเวียนไส้จริงๆ
เธอกวาดมองคร่าวๆ เห็นว่าหนึ่งในนั้นแช่ดวงตาของสัตว์อสูรไว้ บ้างก็เป็นลำไส้ บ้างก็เป็นจำพวกกรงเล็บหรือเส้นเอ้น พอไล่มองมาจนถึงหลังๆ หัวใจของเธอพลันสะท้านไปทั้งดวง
ข้างหลังเหมือนจะเป็นคน…
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย เก็บไข่มุกราตรี รีบหมุนตัวมุ่งหน้าไปยังเรือนข้างๆ ครั้นเข้าไปในลานบ้าน ก็ได้ยินเสียงหญิงวัยกลางคนกำลังสั่งหญิงสาวทั้งสี่ที่นางบอกว่าเป็นลูกสาวของนาง
“อีกเดี๋ยวระหวังหน่อย เขาเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับเซียนเหิน แก่นพลังในของเขาเป็นของดี”
“ท่านอาจารย์ เหล้าสมุนไพรเตรียมพร้อมแล้ว สามารถเริ่มได้ทุกเมื่อ”
“ท่านอาจารย์ ผู้หญิงชุดแดงคนนั้นจะทำอย่างไรดี? นางยังหลับอยู่ที่นั่น” หญิงอีกคนถาม
“รูปร่างหน้าตาของผู้หญิงคนนั้นงดงามโดดเด่นถึงเพียงนั้น ย่อมต้องเลี้ยงไว้ให้ดี อีกเดี๋ยวพอเสร็จงาน อาจารย์จะร่ายมนต์สะกดวิญญาณทำให้นางลืมเรื่องในอดีต จากนี้ไป นางจะกลายเป็นพี่น้องกับพวกเจ้า”
ฟังเสียงหัวเราะชอบใจที่ดังมาจากข้างใน เฟิ่งจิ่วไอสังหารลุกโชน เธอเดินเข้าไปยกเท้าถีบประตู เสียงโครมดังสั่น ประตูห้องแหลกเป็นชิ้นๆตามเสียง
“ใครน่ะ!”
คนในห้องต่างตกใจ ตวาดถามเสียงดังลั่น ครั้นหันไปมอง กลับอุทานด้วยความแปลกใจ “เป็นเจ้า!”
นางดื่มสุราเซียนเมาเข้าไปจนไร้สติแล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดมาอยู่ที่นี่?
หญิงวัยกลางคนเห็นผู้มาคือเฟิ่งจิ่ว นัยน์ตางามไหวระริก มองเธออย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้าไม่เมาหรือ?” นึกไม่ถึงว่าจะมีคนดื่มสุราเซียนเมาเข้าไปแล้วไม่เมา? นางอดจ้องสำรวจหญิงงามในชุดแดงตรงหน้าใหม่อีกครั้งไม่ได้
เห็นนัยน์ตางามของเธอในยามนี้เต็มไปด้วยประกายเย็นเยือกน่าพรั่นพรึง ทั่วกายเต็มไปด้วยไอสังหารอันดุดัน กลิ่นอายพลังเร้นลับในตัวป่วนพล่าน ทำให้นางอุทานขึ้นมาอย่างแปลกใจ “เจ้าเป็นผู้ฝึกพลังเร้นลับ?”
กลับซ่อนเร้นไว้ได้ดีนัก แม้แต่นางก่อนหน้านี้ก็ยังดูพลังของอีกฝ่ายไม่ออก
ตอนที่ 2219: น่าสนใจ
นัยน์ตาเย็นชาของเฟิ่งจิ่วมองผ่านนางไป ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ต้วนเยี่ยซึ่งเวลานี้กำลังถูกจับมัดขึงอยู่บนเตียงหิน เมื่อเห็นเขายังปลอดภัยไร้รอยมีดข่วน อารมณ์ที่กำลังตึงเครียดของเธอจึงผ่อนคลายลง
“ลงมือกับพวกสัตว์ม้าก็ไม่อยากจะสนใจหรอกนะ แต่นี่ลงมือกับคนข้ากลับทนดูไม่ไหว โดยเฉพาะยิ่งคิดจะเล่นงานคนของข้าอย่างนี้อีก” ขณะเอ่ย เธอดึงดาบสั้นออกมาหมุนควงกลางฝ่ามือหนึ่งรอบ ดาบสั้นที่ส่องประกายเย็นเยียบดูน่ากลัวเป็นพิเศษเมื่ออยู่ภายใต้ค่ำคืนอันมืดมิด
ขณะที่สายตาของพวกนางจับจ้องมาที่ดาบสั้นในมือเธอ พวกนางเห็นเพียงชุดสีแดงตรงหน้าโฉบไหว ผู้หญิงคนนั้นพุ่งเข้ามา ดาบสั้นอันคมกริบพุ่งแทงไปยังหญิงวัยกลางคนซึ่งอยู่ข้างหน้าสุด
“น่าสนใจ” หญิงวัยกลางคนเผยรอยยิ้มชั่วร้ายมีเสน่ห์ มองดูเฟิ่งจิ่วถือมีดจู่โจมเข้ามา ฝีเท้าของนางพลันเคลื่อนไหว ถือกระบี่ยาวพุ่งตัวเข้าไปต้านรับ
“แกร๊ง!”
ดาบกับกระบี่ปะทะกัน เกิดเป็นเสียงดังแกร๊ง กลิ่นอายพลังบนตัวของทั้งสองทะลักออกมา กระแสพลังอันแข็งแกร่งเปลี่ยนอากาศรอบๆให้เต็มไปด้วยแรงกดดัน หญิงสาวสี่คนนั้นพลังไม่สูงมาก ภายใต้แรงกดดันของทั้งสองที่กระจายออกมา พวกนางหน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นซึมไปทั่วตัว
ต้วนเยี่ยที่นอนอยู่บนเตียงเห็นเฟิ่งจิ่วเข้ามาก็อดถอนหายใจด้วยความโล่ง อกไม่ได้ อารมณ์ตึงเครียดพลันผ่อนคลายในที่สุด ค่อยยังชั่ว เขานึกว่านางตกหลุมพรางแล้ว แต่ดูจากตอนนี้ คนที่ตกหลุมพรางก็คงมีแต่เขานี่แหละ!
ทว่า มีนางอยู่ เขาคงไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว เพียงแต่ เหตุใดร่างกายของเขาจึงร้อนเหมือนถูกไฟเผาอย่างนี้? ความรู้สึกนั้นไม่เหมือนถูกวางยาปลูกกำหนัด แต่เหมือนมีไฟกำลังลุกไหม้อยู่ในเส้นเลือด ทำให้แก่นพลังในของเขาร้อนรุ่มไปด้วย
แก่นพลังใน?
ใช่แล้ว! ผู้หญิงพวกนี้คิดจะควักแก่นพลังในของเขาออกมา ซ้ำยังบอกว่าจะเตรียมสุราแรงไว้เพื่อควักแก่นพลังในของเขาไปแช่ นี่พวกนางคิดจะทำอะไร? ควักแก่นพลังในของเขาไปแล้วจะเอาไปทำอะไรได้?
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ในอีกด้าน ดาบสั้นในมือเฟิ่งจิ่วทะยานออกไปพร้อมกับพลังดาบอันดุดัน หญิงวัยกลางคนเบี่ยงตัวหลบดาบสั่นที่พุ่งตรงมายังหัวใจ ราวกับหมายจะปลิดชีวิตนางในดาบเดียว ทว่า ขณะที่นางกำลังจะหมุนตัว มือหนึ่งกลับพุ่งเข้ามาบีบคอนางอย่างเงียบงันและรวดเร็ว
“อย่าขยับ” เฟิ่งจิ่วยืนอยู่ข้างหลังหญิงวัยกลางคน มือหนึ่งบิดข้อมือของนางไปข้างหลัง มือหนึ่งบีบคอและยกตัวนางลอยจากพื้นเล็กน้อย ทำให้คางของนางเชิดขึ้น ปลายเท้าก็เขย่งสูงตามไปด้วย
“ข้าไม่รู้จักถนอมบุปผางามหรอกนะ ไม่แน่อาจควบคุมแรงไม่ได้จนเผลอหักคอเจ้า อย่างนั้นคงแย่”
เสียงนุ่มนวลแผ่วเบาแฝงไอเย็นยะเยือก วาจานั้นเต็มไปด้วยไอสังหาร หญิงวัยกลางคนตัวสั่นสะท้าน นางในยามนี้ดวงตางามเต็มไปด้วยแววหวาดกลัว ราวกับไม่อยากจะเชื่อ ด้วยพลังวิญญาณของนางที่อยู่ในระดับเซียนเหิน กลับพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของผู้ฝึกพลังเร้นลับคนหนึ่ง หนำซ้ำยังเป็นแค่เด็กสาวอายุน้อยอย่างนี้ด้วย
“ท่านอาจารย์!”
“ท่านอาจารย์!”
หญิงสาวสี่คนนั้นเห็นเหตุการณ์ก็ตะโกนด้วยความตกใจ เพียงแต่ แม้เห็นอาจารย์ถูกจับ พวกนางกลับไม่กล้าเข้าไป บางคนถึงขนาดค่อยๆย่องออกไปข้างนอก เขย่งปลายเท้าเตรียมกระโดดหนี ทว่า ในเวลานี้เอง เฟิ่งจิ่วโบกมือ เข็มเงินสามเล่มพุ่งออกไป
“ฟิ้วๆๆ!”
“กรี๊ด!”
หญิงงามเย็นชาถูกเข็มเงินแทง ร่วงตกลงจากกลางอากาศ กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เห็นสายตาเย็นชามองอาจารย์นาง นางหดหัว ก้มหน้าอันซีดเผือดต่ำลงไป
ยามวิกฤติมาถึงกลับแยกย้ายกันหนี สถานการณ์ตอนนี้ดูก็รู้ว่าไม่เป็นผลดีกับพวกนาง หากนางไม่หนี แล้วจะให้ยืนรอความตายไปพร้อมกับพวกนางหรือ?
ตอนที่ 2220: ข่มขู่
นางไม่คิดว่าตนเองทำผิด แต่กลับไม่กล้าเงยหน้าสบตากับแววตาเยือกเย็นของอาจารย์ นางเคยเห็นวิธีการอันโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมของนาง แทนที่จะบอกว่ารักและเคารพนาง สู้บอกว่ากลัวนางจะถูกกว่า
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองนาง เอ่ยว่า “หากข้าไม่ได้ให้พวกเจ้าไป พวกเจ้าก็ไปไม่ได้” เอ่ยจบ เธอกดจุดกระดูกไหปลาร้าของนางด้วยกลิ่นอายพลังเร้นลับ ทำให้นางไร้เรี่ยวแรงไปทั้งตัว ก่อนจะสาวเดินเข้าไป
ผู้หญิงพวกนั้นเห็นเธอสาวเท้าเข้ามา หัวใจตึงเกร็ง ถอยหนีโดยไม่รู้ตัว หนึ่งในนั้นราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รีบเดินมาหยุดข้างต้วนเยี่ย หยิบมีดเล่มเล็กๆจ่อไปที่ลำคอของต้วนเยี่ย พร้อมกับตวาดลั่น “หยุดอยู่ตรงนั้น! อย่าเข้ามานะ!”
เฟิ่งจิ่วยักคิ้ว กลีบปากหยักยกเผยยิ้มเจ้าเล่ห์จ้องมองนาง สายตากวาดมองผ่านดวงหน้าไร้ความกลัว และหยุดอยู่ที่มือที่กำลังถือมีดเล่มเล็กอยู่
เห็นเพียงมีดเล็กที่จอลำคอของต้วนเยี่ยกดลึกเข้าไป กรีดผิวหนังของเขาเล็กน้อยจนเลือดซึมออกมา เลือดสีแดงสดนั้นดูบาดตามากสำหรับเธอ
“เจ้าระวังหน่อยเล่า อย่าทำคนของข้าบาดเจ็บ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สะทกสะท้าน สายตาจับจ้องไปที่มีดเล่มเล็กในมือนาง ลึกๆในดวงตา มีประกายเย็นเยือกพาดผ่าน
ไม่รู้ว่าตกใจกลัวเพราะแววตาของเฟิ่งจิ่วหรืออะไร ผู้หญิงที่ถือมีดเล่มเล็กจ่อคอของต้วนเยี่ยขยับมีดออกไปเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็ตะคอกใส่เฟิ่งจิ่ว “ปล่อยอาจารย์ของข้า! ไม่อย่างนั้น ข้าจะฆ่าเขาเสีย!”
เฟิ่งจิ่วหยักยิ้มมุมปาก “ได้”
เธอรับคำ ขณะหมุนตัวไป นัยน์ตาใสตวัดมองนางแวบหนึ่ง เห็นว่านางผ่อนหายใจด้วยความโล่ง อก ถอยหลังไปหนึ่งก้าว มีดที่จ่อคอต้วนเยี่ยก็ขยับออกไปอีกเล็กน้อย
ในเวลานี้เอง เธอหมุนตัวหนึ่งรอบ เข็มเงินสามเล่มในมือเธอพุ่งออกไปในขณะที่เธอหมุนตัว
“อึก!”
เสียงร้องครวญดังมึ้น หญิงนางนั้นเบิกตากว้างด้วยความตะลึง กลางหว่างคิ้วของนางมีเข็มเงินสองเล่มแทงเข้าไป ยังมีอีกหนึ่งเล่มแทงที่ลำคอของนาง เข็มเงินสามเล่มพุ่งออกไปพร้อมกัน ปลิดชีพในคราวเดียว!
“ข้าไม่ชอบที่สุดคือถูกคนข่มขู่ ในเมื่อเจ้าขู่ข้า อย่างนั้นก็ต้องเตรียมใจตายไว้ด้วย” เธอสาวเดินมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ชายกระโปรงสีแดงขยับไหวไปตามฝีก้าวของเธอ อีกสองคนที่เหลือถอยหลัง ไม่กล้าเข้าใกล้แม้แต่น้อย
“โครม!”
หญิงสาวคนนั้นล้มลงไปทั้งที่ตัวยังเหยียดตรง กระทั่งตายไป ก็ยังไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้อง หรือหลับตาลง
เฟิ่งจิ่วเพียงชำเลืองมองหญิงสาวสองคนที่ถอยหนีด้วยหางตา ก่อนจะเดินเข้าไปแกะเชือกให้ต้วนเยี่ย มือหนึ่งตรวจชีพจร พบว่าร่างกายของเขาร้อนมาก เลือดลมข้างในเดือดพล่าน ราวกับเส้นเลือดใกล้ระเบิด จึงหยิบยาออกมาป้อนให้เขาหนึ่งเม็ด
“เจ้าขับเคลื่อนลมปราณในร่างกายเองสักรอบ เหงื่อออกก็น่าจะดีขึ้นแล้ว” เธอบอกต้วนเยี่ย จากนั้นก็หันไปสั่งหญิงสาวสองคนข้างๆว่า “ยกเก้าอี้มาตัวหนึ่ง” ขณะสั่ง ก็เดินออกไปยังลานบ้าน
หญิงสาวสองคนนั้นมองหน้ากันแวบหนึ่ง หญิงสาวชุดขาวเดินไปยกเก้าอี้ออกไปวางไว้ในลานบ้าน จากนั้นก็ถอยออกมายืนข้างๆ ไม่กล้าหนีไปไหน
“ว่ามา! พวกเจ้าทำอย่างนี้มานานแค่ไหนแล้ว? ของพวกนั้นเอาไว้ใช้ทำอะไร?” เธอนั่งเฉียงพิงเก้าอี้อย่างเฉื่อยชาเกียจคร้าน มองหญิงวัยกลางคนที่ถูกสกัดจุดกระดูกไหปลาร้า และหญิงสาวสองคนที่หดคอยืนอยู่ด้านหนึ่ง รวมถึงอีกคนที่นั่งหมอบอยู่กับพื้น
เมื่อได้ยินคำถาม สามคนนั้นมองหน้ากัน ก่อนลอบมองหญิงวัยกลางคนแวบหนึ่ง ไม่มีใครพูดอะไร
จบตอน
Comments
Post a Comment