ตอนที่ 221: การเปลี่ยนแปลง!
เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ตบไหล่เขา เอ่ยว่า “งั้นเจ้าดูแลตัวเองให้มากๆ พวกเราต้องได้พบกันอีกแน่”
“อืม เจ้าก็ด้วย” เจ้าอ้วนฉีกยิ้มกว้าง “เสี่ยวจิ่ว ยินดีที่ได้รู้จักเจ้านะ”
“เก็บไว้ เจ้าอาจต้องใช้มัน” เธอส่งยิ้มให้เขา ก่อนจะโยนยาขวดหนึ่งให้
“นี่อะไร?”
เจ้าอ้วนถามด้วยความแปลกใจ ระหว่างที่เปิดออกดู เฟิ่งจิ่วก็บีบป้ายหยกสีขาวแตกแล้ว ลำแสงสายหนึ่งพุ่งออกมาจากบนป้าย ม้วนตัวเธอส่งออกไป
เหลือเพียงเจ้าอ้วนที่ถือขวดยาไว้ด้วยความตื่นเต้น เบิกดวงตา.กว้างอย่างเหลือเชื่อ “ซี๊ด! เป็นยาระดับสามนี่!”
ส่วนเฟิ่งจิ่วในตอนนี้ หลังจากลำแสงผ่านไปชั่วครู่ ร่างก็มาโผล่บนพื้นที่โล่งแห่งหนึ่ง รอให้ยืนได้มั่นคง ก็เห็นผู้อาวุโสหลายคนรอบๆ ต่างล้อม.วงเข้ามาพินิจมองเธอ
“เจ้าเป็นลูกศิษย์สำนักไหน?”
ผู้อาวุโสสี่คนต่างมาจากสามสำนักวิชาและสำนักศึกษาหมอกดารา เมื่อพวกเขาเห็นว่ามีลูกศิษย์ที่ถือป้ายหยกมีค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นมาทีหนึ่งพันแต้ม ก็รู้ว่าต้องพบงูหลามยักษ์ระดับเจ็ดด้านในนั้นแน่
แต่พูดถึงลูกศิษย์แต่ละสำนักที่เข้าไปฝึกวิชา พลังของพวกเขาไม่พอจะต่อกรกับงูหลามยักษ์ระดับเจ็ดแน่ เช่นนั้นใครกันที่ฆ่ามัน?
พวกเขาเก็บความเคลือบแคลงใจไว้ รออยู่ตรงนี้ ในที่สุดหลังจากคนคนนั้นบีบป้ายหยกให้แตกแล้วถูกส่งตัวออกมา ก็เห็นหนุ่มน้อยชุดแดงแปลกหน้ามาปรากฏตัวตรงนี้
ตอนแรกที่เห็นเด็กหนุ่มคนนี้ แม้แต่ผู้อาวุโสทั้งหลายยังอดแอบชมไม่ได้ ‘ช่างเป็นหนุ่มน้อยที่โดดเด่นนัก!’
กลิ่นอายดื้อรั้นและเปิดเผย ท่าทีสูงศักดิ์ที่เหมือนติดตัวมาแต่กำเนิด รวมถึงใบหน้างดงามที่มีความร้ายกาจเล็กน้อย บุคคลเช่นนี้ แม้เป็นสำนักวิชาหรือสำนักศึกษาพวกเขายังเห็นได้น้อยยิ่งนัก
เห็นผู้อาวุโสทั้งสี่กำลังจ้องพินิจอยู่ เฟิ่งจิ่วก็แย้มยิ้ม เบนสายตาไปเล็กน้อย บอกว่า “ข้า… หลงเข้ามาขอรับ”
อาจารย์จากสามสำนักวิชาและสำนักศึกษาหมอกดาราล้วนอยู่ที่นี่ จึงไม่อาจพูดแอบอ้างว่าเป็นคนของพวกเขาได้อีก
“หลงเข้ามารึ?”
ทั้งสี่ท่านขมวดคิ้ว เอ่ยด้วยความมั่นใจ “เป็นไปไม่ได้!” รอบๆสนามฝึกวิชาไม่เพียงวางค่ายกลไว้ ยังมีเขตอาคมด้วย เจ้าหนุ่มน้อยนี้เป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์พลังวิญญาณ จะหลงเข้าไปได้อย่างไร?
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้? ข้าก็ออกมาจากด้านในไม่ใช่รึขอรับ?” เฟิ่งจิ่วพูดจบก็สาวเท้าก้าวเดิน ทว่าเดินไปได้สองก้าวกลับเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย เหงื่อไหลย้อยทันที
ผู้อาวุโสหลายคนเดิมจะรั้งเขาไว้ กลับเห็นเด็กหนุ่มผิดปกติขึ้นมาทันใด ทั้งสี่มองหน้ากันแวบหนึ่ง สุดท้ายก็เป็นผู้อาวุโสคนนั้นของสำนักศึกษาหมอกดาราที่เอ่ยถาม “เจ้าเป็นอะไรไป?”
กลิ่นอายแข็งแกร่งที่ผุดขึ้นในร่างทำให้สีหน้าเฟิ่งจิ่วเปลี่ยนเป็นขาวซีด เธออยากจะตะโกนด่าทอเพราะกลิ่นอายพลังที่วิ่งพล่านอยู่ในเส้นเอ็นและหลอดเลือด
บ้าจริง! ปัญหาอยู่ที่เลือดงูหลามยักษ์ระดับเจ็ดนั่นแน่ๆ!
ทันใดนั้น เธอนั่งลงขัดสมาธิอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใดเพื่อปรับสมดุลกลิ่นอายที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่าง
ผู้อาวุโสทั้งสี่เห็นกลิ่นอายเข้มข้นที่พรั่งพรูทั่วร่างเด็กหนุ่ม สีหน้าก็เดี๋ยวขาวเดี๋ยวแดง ผู้อาวุโสจากสำนักศึกษาหมอกดาราลูบเครา พูดเหมือนเข้าใจสาเหตุว่า “กลิ่นอายที่กระจายออกมาบนตัวเขามีพลังเลือดอันแข็งแกร่งของงูหลามยักษ์ปะปน กลิ่นอายในร่างปั่นป่วน คงจะดื่มเลือดงูหลามยักษ์ลงไป”
“อะไรนะ? ดื่มเลือดงูหลามยักษ์ระดับเจ็ดรึ? เป็นไปไม่ได้กระมัง? เลือดงูหลามยักษ์นั่นต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานดื่มยังกลัวว่าร่างจะระเบิดตายเลย หนุ่มน้อยนี้เป็นแค่ผู้ฝึกตนที่เพิ่งบรรลุถึงปรมาจารย์พลังวิญญาณ หากดื่มเลือดสัตว์ร้ายระดับเจ็ดลงไปจริง คงร่างระเบิดตายไปนานแล้ว!”
ผู้อาวุโสสามคนนั้นยังไม่เชื่อ เพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาก่อน
ตอนที่ 222: บรรลุขั้นอย่างน่าเหลือเชื่อ!
ผู้อาวุโสสำนักศึกษาไม่ปริปาก แต่ลูบเคราพินิจมองเด็กหนุ่มชุดแดงที่นั่งขัดสมาธิอยู่ ในแววตาฉลาดเฉลียวมีความนึกคิดตรึกตรอง คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เฟิ่งจิ่วที่นั่งขัดสมาธิดึงกลิ่นอายที่ปั่นป่วนในร่างทั้งหมดไปยังจุดตันเถียน กลิ่นอายขุมนั้นมาอย่างดุดันและแข็งแกร่ง ทำเอาเส้นโลหิตผุดขึ้นมาเหมือนกำลังจะระเบิด เส้นโลหิตใต้ผิวหนังปูดบวม บางครั้งก็มีการไหลเวียนปรากฏชัดเจน
เหงื่อไหล่ท่วมไปทั่วร่างเฟิ่งจิ่ว สีหน้าบ้างขาวบ้างแดง ความเจ็บปวดที่มาจากภายในร่างกายทำให้เธอแทบจะเป็นลมล้มไปด้วยไม่ไหวทน แต่เธอรู้ดี หากตอนนี้ฝืนต่อไปไม่ได้ เกรงว่าต้องจบเห่แน่แล้ว
ผู้อาวุโสทั้งสี่ล้อมมองอยู่รอบๆ หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นอย่างเหลือเชื่ออยู่บ้าง “นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเด็กหนุ่มนี่ดื่มเลือดงูหลามยักษ์ระดับเจ็ดไปแล้วจะยังทนได้ถึงตอนนี้ แต่ว่ารอบนี้เลือดลมปั่นป่วน เกรงว่าจะฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว”
“พูดยาก เด็กหนุ่มนี่ทนมาได้ถึงตอนนี้ก็เห็นอยู่ว่าไม่ธรรมดา” ผู้อาวุโสสำนักศึกษาพูดพลางลูบเครา “พวกเราก็เป็นผู้คุ้มกันให้เขาไปชั่วคราวก่อนเถอะ! หากเขาทนผ่านไปได้ พลังจะต้องพุ่งทะยานขึ้นมากแน่ๆ!”
ได้ยินเขาพูดถึงเพียงนั้น คนอื่นอีกสามคนก็พยักหน้า นั่งลงตรงที่ไม่ไกลนัก เป็นผู้คุ้มกันให้หนุ่มน้อยชุดแดง
ตามเวลาที่ล่วงเลยไปอย่างเงียบเชียบ เมื่อผู้อาวุโสคนหนึ่งในนั้นเห็นพลังวิญญาณในร่างเด็กหนุ่มชุดแดงเพิ่มขึ้นพรวดพราด ก็.อดไม่ได้อุทานออกมา
“ดูเร็ว! บรรลุขั้นแล้วจริงๆด้วย!”
“อ๋า! กำลังบรรลุขึ้นอีก! จากระดับปรมาจารย์พลังวิญญาณช่วงที่สามยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดเลย!”
พวกเขาตกตะลึงในใจ ผ่านไปอีกสักพัก ก็เห็นระดับปรมาจารย์พลังวิญญาณของเด็กหนุ่มข้ามจากช่วงที่สี่ไปถึงช่วงที่ห้าอีกครั้ง!
“นี่มัน การบรรลุขั้นไยจึงดูง่ายดายเพียงนี้ เด็กคนนี้ที่มาที่ไปเป็นอย่างไรกันแน่?”
ทุกคนพูดไม่ออก ต้องรู้ไว้ว่าวรยุทธ์พลังวิญญาณไม่เหมือนพลังเร้นลับ มีผู้ฝึกตนมากมายที่ตลอดชีวิตไม่อาจข้ามผ่านระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณไปถึงระดับสร้างรากฐานได้ และมีเพียงการเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานเท่านั้น ถึงจะนับว่าเป็นผู้ฝึกเซียน และมีอายุขัยสองร้อยปีได้
ในหมู่ยอดปรมาจารย์กระบี่ร้อยคน อย่างมากจะมีเพียงหนึ่งถึงสองคนที่บรรลุขั้นได้สำเร็จ อยากจะบรรลุขั้นจากระดับสร้างรากฐานไปหลอมแก่นพลัง ยิ่งมีเพียงหนึ่งในหมื่นคน เป็นสิ่งที่ได้พบเจอแต่ไม่อาจได้มาครอบครอง
ผู้ฝึกตนบางคนอายุผ่านครึ่งร้อยไปแล้ว ถึงจะเป็นเพียงยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ ทว่าเด็กหนุ่มผู้นี้อายุแค่สิบกว่า กลับกำลังบรรลุขั้นราวกับกระโดดเหยียบขั้นบันไดขึ้นไปทีละขั้นทีละขั้น จะไม่ให้พวกเขาตกใจตะลึงยิ่งนักได้อย่างไร?
ในแววตาเหลือเชื่อของทั้งสี่คน เด็กหนุ่มชุดแดงนั่งขัดสมาธิปรับลมปราณอยู่ตรงนั้นสามวันสามคืนเต็มๆ พละกำลังก็เพิ่มพรวดไปทีละขั้น อาจเพราะจ้องมองเขามาสามวันสามคืน ผู้อาวุโสทั้งสี่ถูกความเร็วในการบรรลุขั้นที่แทบจะพิสดารไปแล้วนั้นทำให้อึ้งตาค้างอยู่นานจนไม่อาจคืนสติ
สามวันสามคืนนี้ พวกเขาไม่หลับไม่พักผ่อน ถลึงตามองเด็กหนุ่มชุดแดงอยู่เช่นนั้น ในใจต่างกำลังมีความคิดเดียวกัน
ไม่ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะเป็นคนของสำนักใด ก็ต้องพยายามหาทางดึงตัวมาอยู่สำนักพวกเขาต่อไปให้จงได้!
“ดูสิ เขา เขาบรรลุขั้นอีกแล้ว…”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งกลืนน้ำลาย ดวงตาเป็นประกายจับจ้องเด็กหนุ่มชุดแดงอย่างตื่นเต้นยิ่ง ท่าทางนั้นเหมือนคนที่ไม่กินข้าวมาสิบวันถึงครึ่งเดือนกำลังจ้องเนื้อติดมันชิ้นหนึ่ง อดใจรอจะพุ่งไปยื้อแย่งเขากลับสำนักแทบไม่ไหวแล้ว
“เฮือก! เขา เขาจะไปถึงระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณแล้ว!”
ผู้อาวุโสสำนักศึกษาเบิกตาโต สีหน้าเหลือเชื่อ เวลาสามวันสามคืน นึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มชุดแดงจะบรรลุขั้นจากระดับปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นต้นช่วงที่หนึ่งถึงช่วงที่เก้าได้ติดต่อกัน ตอนนี้ยังจวนจะไปถึงระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณอีก นี่…นี่มันพิสดารเกินไปแล้ว!
ตอนที่ 223: ลูกศิษย์รับพิเศษ
เมื่อกลิ่นอายพลังวิญญาณบนร่างเฟิ่งจิ่วพุ่งเพิ่มขึ้นอีก พลังวิญญาณพลันปะทุออกมา บริเวณรอบตัวก็มีกลิ่นอายพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งก่อตัวขึ้น
ในเวลาต่อมา เธอกักเก็บพลังวิญญาณที่กำลังพรั่งพรูทั้งหมดเข้าสู่ร่างกาย ตามเวลาที่ผ่านไป กลิ่นอายพลังวิญญาณบนร่างจึงค่อยๆสงบลง พลังวิญญาณสลายไป เหมือนภาพก่อนหน้านั้นไม่เคยเกิดขึ้น
แต่ระดับพลังวิญญาณของเธอ เพียงชั่วครู่กลับทะยานไปถึงระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณช่วงที่สามแล้ว!
เฟิ่งจิ่วถอนหายใจ ลืมตาทั้งสองขึ้นช้าๆ นัยน์ตามีประกายยินดีเอ่อล้นอยู่ ในช่วงเวลานี้ เธอเพียงรู้สึกว่าสรรพสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าล้วนแตกต่างกัน หนำซ้ำข้างหูยังได้ยินชัดเจนแม้แต่เสียงแมลงเล็กๆทั่วร่างคล้ายมีกลิ่นอายพลังวิญญาณที่กระแสคงที่หมุนวนเวียนอยู่ในร่างกาย สบายตัวยิ่งนัก
สายตาเธอมองไปยังผู้อาวุโสสี่คนที่นั่งอยู่ทั้งสี่ทิศทาง เห็นพวกเขาแต่ละคนมองด้วยท่าทางนิ่งอึ้ง จึงผุดรอยยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
เธอสะบัดเสื้อคลุม ลุกขึ้นจากพื้น ประสานมือคารวะทั้งสี่คน และเอ่ยเสียงดังว่า “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสทั้งสี่มากที่คอยเป็นผู้พิทักษ์ให้ข้าน้อย”
หากไม่มีผู้พิทักษ์ทั้งสี่ท่าน ภายในเวลาสามวันสามคืนนี้จะพบเจอเรื่องอะไรบ้างก็ไม่อาจคาดการณ์ได้เลย สุดท้ายแล้ว หากขั้นตอนการบรรลุขั้นพลังโดนรบกวน ผลที่ตามมาย่อมเลวร้ายเกินคาดคิด!
ได้ยินคำพูดนี้ ทั้งสี่คคนพลันคืนสติ ผุดลุกขึ้นมาก้าวเดินไปทางเฟิ่งจิ่วทันที “เจ้าหนุ่ม เจ้าสนใจเข้าสำนักหวนเอกาของข้าหรือไม่?”
“ผู้เยาว์ มาสำนักบุปผาหยกข้าดีกว่า!”
“สำนักเมืองมรกตของข้าดีกว่า!”
“มาสำนักศึกษาหมอกดาราดีที่สุด! ข้าให้เจ้าเป็นลูกศิษย์รับพิเศษได้”
ผู้อาวุโสทั้งสี่ต่างยื้อแย่งกันพูดกลัวจะน้อยหน้า เกรงแต่ว่าหากชักช้าเล็กน้อยจะถูกคนอื่นแย่งไปก่อน
ส่วนเฟิ่งจิ่วที่ได้ยินคำพูดพวกเขาก็อึ้งไปพักหนึ่ง จากนั้นจึงยิ้ม “ขอบคุณผู้อาวุโสทั้งหลายที่เห็นค่า แต่ข้าน้อยยังมีธุระ ตอนนี้จึงไม่มีความคิดจะเข้าร่วมสำนักใดขอรับ”
เมื่อเห็นทั้งสี่คนขมวดคิ้วน้อยๆ ดวงตาเธอเป็นประกายจางๆ กล่าวอีกว่า “แต่ว่า ข้าน้อยตั้งใจจะเข้าไปฝึกฝนวิชาในสำนักศึกษาหมอกดารานานแล้ว แค่รอถึงเวลาที่สำนักศึกษาหมอกดารารับศิษย์ก็จะเข้าไปสมัครขอรับ”
ได้ยินคำพูดนี้ สามคนที่เหลืออดผิดหวังไม่ได้ แต่ก็รู้ดีว่าหมอกดาราเป็นสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียงในแคว้นเหินเวหา ต่อให้สำนักพวกเขาอยากเปรียบก็ไม่อาจเทียบเคียงได้ ลูกศิษย์ผู้ฝึกตนไม่น้อยจากแต่ละที่ต่างหวังว่าจะได้เข้าสำนักศึกษาหมอกดารา หนุ่มน้อยจะเลือกสำนักศึกษานี้ก็เป็นเรื่องปกติ
“ฮ่าๆๆ! ได้ๆๆ เจ้าคิดเช่นนี้ดีที่สุดแล้ว” ผู้อาวุโสสำนักศึกษาหัวเราะลั่น สายตาที่มองเฟิ่งจิ่วยิ่งฉายความพอใจ
จากนั้นเขาหยิบแผ่นป้ายออกมาจากในแขนเสื้อยื่นให้เฟิ่งจิ่ว บอกว่า “นี่เป็นป้ายดาราของสำนักศึกษาหมอกดาราข้า เจ้าเก็บมันไว้ สักวันค่อยมาสมัครที่สำนักศึกษาพร้อมป้ายตรานี้ หากมีมันอยู่ในมือ ไม่ต้องผ่านการประเมินก็เข้าไปด้านในได้ทันที และจะกลายเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาหมอกดารา”
เฟิ่งจิ่วรับแผ่นป้ายมามองๆ ก่อนจะยิ้มพลางเก็บมันไป เอ่ยด้วยว่า “ขอบคุณผู้อาวุโสมาก ผู้เยาว์เฟิ่งจิ่ว ยังไม่ได้ถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามผู้อาวุโสเลย?”
“ฮ่าๆๆ! เฟิ่งจิ่วรึ? ดี ข้าจะจำชื่อนี้ไว้ กลับสำนักศึกษาจะต้องรายงานให้ลงบันทึกไว้แน่.นอน ข้าแซ่กวน ทุกคนเรียกกวนเหล่า เป็นรองเจ้าสำนักศึกษาหมอกดารา”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วแปลกใจอยู่บ้าง ก่อนคารวะด้วยความเคารพทันที “คารวะรองเจ้าสำนักกวน ผู้เยาว์จดจำไว้แล้วขอรับ” นึกไม่ถึงว่าอาจารย์ที่นำคณะสำนักศึกษาหมอกดารามาจะเป็นรองเจ้าสำนักเลยทีเดียว
ผู้อาวุโสสามคนข้างๆ เห็นแล้วผิดหวังยิ่งนัก ไม่นึกเลยว่าต้นกล้าดีๆเช่นนี้จะโดนสำนักศึกษาหมอกดาราชิงไป เฮ้อ!
“เฟิ่งจิ่วใช่ไหม? หากเจ้าเปลี่ยนใจ จะมาสำนักหวนเอกาเราก็ได้ หากเข้ามาสำนักข้าจะยกให้เจ้าเป็นลูกศิษย์หัวกะทิแน่!”
ได้ยินการเรียกร้องความสนใจอย่างเปิดเผยเช่นนี้ กวนเหล่าหันไปชำเลืองมองสามคนนั้น กล่าวว่า “พวกเจ้าอย่าคิดให้เปล่าประโยชน์เลย อย่างเขาน่ะ พวกเจ้าไม่มีโอกาสหรอก”
ตอนที่ 224: ม้าอ้วนท้วนนัก!
ทว่า ผู้อาวุโสสองท่านที่เหลือก็ไม่เกรงใจกวนเหล่า ปริปากทิ้งคำพูดไว้เหมือนๆกัน เพื่อให้คำมั่นสัญญา
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนี้ก็ยิ้มๆ ประสานมือกล่าวว่า “น้อมรับความเอ็นดูจากท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย คำพูดพวกท่านข้าน้อยจะจำเอาไว้ แต่เพราะมีธุระ จึงไม่อาจอยู่ที่นี่ได้นานนัก ท่านผู้อาวุโสทั้งสาม รองหัวหน้ากวน ข้าน้อยขอลาก่อน”
“ได้ๆๆ เจ้าไปเถอะ!” กวนเหล่าโบกๆมือหรี่ดวงตาลงยิ้ม กลัวว่าหากเขาอยู่ที่นี่ต่อ ไม่รู้ว่าสามคนนั้นจะใช้กลอุบายอะไรมาแย่งตัว จึงให้เขาไปเสียก่อน
เห็นแบบนี้ เฟิ่งจิ่วก็ไม่อ้อมค้อม สับเท้าวิ่งจากไปทันที
จนกระทั่งเงาร่างสีแดงนั้นหายลับจากในสายตาพวกเขา หนึ่งในนั้นพลันตบหน้าขาร้องลั่น “อ๊ะ! พวกเจ้าดูสิ กลับลืมเรื่องสำคัญกันหมด! พวกเรายังไม่ทันถามให้ชัดเจนเลยว่าเขาเข้าป่าฝึกวิชาไปได้เช่นไรก็ปล่อยไปเสียแล้ว!”
ได้ยินคำพูดนี้ คนอื่นๆถึงจะนึกขึ้นมา ได้แต่ถอนใจที่พวกเขาต่างตกใจกับการบรรลุขั้นของหนุ่มน้อยชุดแดงผู้นั้น จึงลืมเลือนเรื่องนี้ ตอนนี้คนไปแล้ว จะถามอีกก็เปล่าประโยชน์
มีเพียงกวนเหล่าของสำนักศึกษาที่ลูบเคราจ้องมองยังทิศทางที่เฟิ่งจิ่วจากไปอย่างมีความนัย แอบคิดว่า ‘ทำไมรู้สึกเหมือนถูกหนุ่มน้อยนั่นหลอก? เขาจะมาเข้าสำนักศึกษาหมอกดาราพวกเขาจริงๆใช่หรือไม่?’
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่มาถึงถนนบนเขาถอนหายใจเบาๆ เผยรอยยิ้มกว้าง “โชคดีที่หนีเร็ว ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะถอนตัวออกมาได้ยังไงเลยจริงๆ!”
เธอมองไปตามถนนบนเขา คล้ายจะยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด เห็นเช่นนี้ ก็กระซิบอย่าง.อดไม่ได้ “พวกเซียนจะควบคุมกระบี่ได้ต้องบรรลุระดับสร้างรากฐาน พลังเร้นลับมีเพียงบรรพชนนักรบที่ควบคุมกระบี่ให้เหาะเหินได้ ร่างข้ามีทั้งพลังเร้นลับและพลังวิญญาณ ตอนนี้กลับทำไม่ได้แม้แต่ควบคุมกระบี่เหาะเหิน หากสามารถสร้างอาวุธเหาะเหินสักชิ้น คงใช้เดินทางได้บ้าง”
ด้วยเหตุนี้ เธอทำได้เพียงเดินหน้าต่อไปตลอดทาง บางครั้งก็แสดงฝีเท้าตามเมฆโผบินผ่านไป…
จนกระทั่ง มาเห็นภาพแปลกๆ บนถนนกลางเขาตรงหน้า
ม้าสีขาวที่อ้วนพีเสียจนเหมือนหมูกำลังก้าวเดินถอยหลังเชื่องช้า ชายหนุ่มชุดฟ้าที่นั่งขี่อยู่บนหลังม้าใช้สองขาหนีบท้องม้าไว้เป็นครั้งคราว คุมเชือกจูงม้าพลางโต้เถียงกับม้าตัวนั้น
“เหล่าไป๋ เดินไปข้างหน้าสิ! รอถึงหมู่บ้านข้างหน้า อย่างมากสุดข้าจะเตรียมอาหารมื้อใหญ่ไว้ให้เจ้าไม่ดีรึ?”
“ฮี้!”
ม้าตัวนั้นหันหัวพ่นลมหายใจออกมาจากจมูกสองครั้ง และเพราะมันหันหน้ามา เฟิ่งจิ่วที่กำลังเดินเข้ามาด้านหลังจึงเห็น ว่ามันไม่ใช่ม้าธรรมดา เพราะบนหัวมันมีสองเขาที่คล้ายกับต้นกล้าอ่อนงอกอยู่
“เหล่าไป๋ ข้าบอกเจ้าได้เลย หากไม่เชื่อฟังเช่นนี้ ข้าจะตีเจ้าแล้วนะ!”
ชายหนุ่มพูดขู่หน้าบึ้ง ดึงแส้เส้นบางจากข้างเอว ทำท่าจะสะบัดลง ทว่า เพียงวาดแส้ขึ้นส่งเสียงดังกลางอากาศ ยังไม่ทันแตะม้า ก็เห็นม้าตัวนั้นเตะขาหลัง สะบัดชายหนุ่มบนม้าลงมาเสียดื้อๆ
“อ๊ะ!”
ชายหนุ่มคิดจะหนีบท้องม้าไว้ด้วยความตื่นตระหนก กลับล้มลงบนพื้นเพราะแรงสะบัดอันแข็งแรงนั้น “ซี๊ด!”
“เหล่าไป๋! นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าเหวี่ยงข้า? เจ้า เจ้ารอก่อนเถอะ! รอไปถึงในหมู่บ้าน ข้าจะขายเจ้าแน่!” ชาหนุ่มลุกขึ้นยืนโกรธปึงปัง เพียงรู้สึกว่าฝ่ามือถูกหินทรายครูดข่วน เสียจนแสบร้อนผ่าวๆ
เฟิ่งจิ่วเห็นภาพนี้ ก็ยิ้มอย่างอดไม่ได้ เดินไปด้านหน้า ตบบั้นท้ายม้า “เป็นม้าที่อ้วนท้วนนัก ยังรู้จักเดินถอยหลังด้วย? น่าแปลกจริงๆ”
เมื่อชายหนุ่มเห็นเฟิ่งจิ่ว สะดุ้งตกใจเล็กน้อยสักพัก “เจ้าเป็นใครกัน?” ดึงเชือกจูงม้าเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง
ทว่าในเวลานี้เอง ม้าตัวนั้นกลับหันหัวไป ถลึงมองเฟิ่งจิ่วด้วยดวงตาเป็นประกาย พุ่งเข้าไปหาเฟิ่งจิ่ว แลบลิ้นออกจะมาเลียหน้า เธอตกใจเสียจนรีบร้อนถอยหลัง
“เจ้าบ้านี่! ลูบเจ้านิดหน่อยต้องลวนลามกลับเลยรึ!”
ตอนที่ 225: ไล่ตามตลอดทาง!
เฟิ่งจิ่วหลบไปข้างๆ ม้าตัวนั้นก็.ปลีกมาด้านข้าง ยื่นหน้ายื่นคอเข้าไปใกล้ ลิ้นแลบออกอยากจะเลียหน้าเธออยู่ร่ำไป ชายหนุ่มข้างกันมองเสียจนนิ่งอึ้งไป ก่อนจะเร่งรีบคุมเชือกม้าพลางตะโกน
“เหล่าไป๋ เขาเป็นผู้ชายนะ!”
จากนั้น ค่อยเอ่ยกับเฟิ่งจิ่วด้วยความเสียใจ “เหล่าไป๋หื่นกามไปบ้าง เดาว่าคงเห็นคุณชายรูปโฉมงดงาม จึงเข้าใจผิดว่าท่านเป็นผู้หญิง”
เฟิ่งจิ่วกระตุกมุมปาก มองม้าอ้วนตัวนั้นที่ยังดิ้นรนจะพุ่งเข้ามา ถามว่า “นี่เป็นม้าอะไรรึ? ไยจึงมีเขาด้วยเล่า?”
“เหล่าไป๋เป็นสัตว์วิญญาณที่กลายพันธุ์ เพราะมันรูปร่างเป็นม้า และมีเขาเช่นมังกร ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกมันว่าม้ามังกร ความเร็วในการวิ่งของม้าพลังวิญญาณตัวอื่นจะเร็วยิ่งนัก แต่เหล่าไป๋กินเยอะซ้ำยังเกียจคร้าน ถึงเลี้ยงมาเสียจนอ้วนท้วมเพียงนี้”
ชายหนุ่มถึงกับมองม้ามังกรตัวนั้นแวบหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้นัก บอกว่า “เดิมทีข้าไม่คิดจะพามันออกมา แต่คนในบ้านข้าบอกจะเชือดมันทำเป็นอาหาร ในใจทนไม่ไหวจึงพามันออกมา นึกไม่ถึงเดินมาครึ่งทางก็เริ่มวุ่นวายเสียแล้ว”
“ฮี้! ฮี้ๆ!”
ม้ามังกรนามเหล่าไป๋ร้องฮี้ หางสะบัดไปมา ยังคิดพุ่งไปหาเฟิ่งจิ่ว
เธอเห็นแล้วแปลกใหม่อย่างมาก เอ่ยว่า “ม้ามังกรตัวนี้ดูจะมีพลังวิญญาณมากนะ” ระหว่างพูด ก็ยื่นมือออกไปลูบๆหัวมัน เห็นม้าตัวนั้นร้องฮี้พลางนอน.ลงบนพื้น สี่ขาถีบกีบม้าขึ้นฟ้าด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ
เห็นเช่นนี้ มุมปากเฟิ่งจิ่วก็กระตุกน้อยๆอย่างกลั้นไม่อยู่ แอบคิดว่า ‘เป็นม้าบ้ากามอย่างที่คิดเลย!’
“ข้าชื่อ ไป๋เสี่ยว ท่านล่ะ?”
เฟิ่งจิ่วมองเขาแวบหนึ่ง กล่าวว่า “พบกันโดยบังเอิญไม่มีเหตุอันใด ไยต้องถามชื่อแซ่ด้วยเล่า?” พูดจบ หลังประสานมือคารวะ สาวก้าวเดินหน้าต่อไป ที่เธอใช้คือฝีเท้าตามเมฆ ด้วยเหตุนี้ ความเร็วในการเดินทางจึงไวมาก แค่ออกท่าชั่วพริบตา ก็ออกไปไกลห้าสิบเมตรแล้ว
“ฮี้!”
เหล่าไป๋ที่ล้มอยู่บนพื้นเห็นเฟิ่งจิ่วเดินไป ร้องฮี้ผุดลุกขึ้นมาจากพื้น กระทืบกีบม้าไล่ตามเธอไป
“อ๊ะ! เหล่าไป๋รอเดี๋ยวสิ ข้ายังไม่ได้ขึ้นม้าเลย!” ไป๋เสี่ยวอุทาน ถูกลากวิ่งไปทั้งที่จูงเชือกม้าอยู่
เฟิ่งจิ่วที่ได้ยินการเคลื่อนไหวด้านหลังหันกลับไปชำเลืองมอง เส้นเลือดสีดำตรงขมับก็นูนขึ้น เร่งความเร็วพุ่งไปทันที แต่ว่า ที่ทำให้คาดไม่ถึง คือเหล่าไป๋ตัวนั้นดูอ้วนราวกับหมู แต่พอวิ่งขึ้นมากลับไม่ออมแรงเลยสักนิด ไม่นึกเลยว่าจะไล่ตามมาตลอดทางโดยที่เธอไม่อาจสลัดทิ้งได้
ดวงตาเห็นว่าจะถึงหมู่บ้านข้างหน้าแล้ว จึงค่อยๆชะลอความเร็วลงถอนหายใจเบาๆ หันกลับไปเหลือบมอง ก็หยุดลงอย่างง่ายดาย
“ฮู่! ข้าจะบ้าตาย!”
ไป๋เสี่ยวโดดลงมาจากหลังม้า ตัวลงนั่งหอบหายใจอยู่บนพื้น เมื่อเห็นเหล่าไป๋หมอบลงตรงหนุ่มน้อยชุดแดงอย่างเอาอกเอาใจ ทำได้เพียงถลึงตามองตรงๆ
เฟิ่งจิ่วตอนนี้ก็ถลึงดวงตาจ้องมองม้าบ้ากามตรงหน้าที่มองเธอน้ำลายสอ จะพูดยังไงดีล่ะ!
ม้ามังกรตัวนี้ไม่แข็งแรง กลับอ้วนท้วมไปทั้งตัว ช่างดูไม่งามเอาเสียเลยจริงๆ ถึงแม้ความเร็วในการวิ่งจะไม่ช้า แต่ เธอไม่อยากให้ม้าตัวอ้วนเช่นนี้มาคอยติดตามหรอกนะ
“เฮ้ ดูแลม้าเจ้าให้ดีๆหน่อย อย่าให้มาตามข้าอีก” เธอพูดพลางมองไปทางชายหนุ่มบนพื้น สิ้นสุดน้ำเสียง เงาร่างสีแดงแวบไปเข้าประตูหมู่บ้านด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เวลาเพียงแวบเดียว ก็หายลับไปท่ามกลางฝูงชน
เหล่าไป๋นิ่งงันสักพัก ร้องฮี้ลุกยืนขึ้นกระทืบกีบม้าไล่ตามไปต่ออย่างว่องไว
ไป๋เสี่ยวทำได้เพียงกัดฟัน ถลึงดวงตาตะโกนอย่างโกรธเคือง “เหล่าไป๋! ข้าจะเฉือนเจ้าเป็นพันครั้ง! หากวิ่งไปอีกข้าจะไม่เอาเจ้าแล้วจริงๆนะ!” สิ้นสุดน้ำเสียง ก็เร่งรีบลุกขึ้นไล่ตามไป
ตอนที่ 226: เหล่าไป๋ส่ายสะโพก
อีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วเข้ามาในโรงเตี๊ยม ตะโกนว่า “เสี่ยวเอ้อ! เอาอาหารดีจานเด็ดมาสักสองสามอย่าง กับเหล้าอีกหนึ่งไห!”
“ได้ขอรับ!” เสี่ยวเอ้อที่กำลังต้อนรับลูกค้ายกเสียงขึ้นขานรับ ถือกาน้ำเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ลูกค้า เชิญดื่มชาก่อน ประเดี๋ยวจะยกเหล้ากับอาหารมานะขอรับ”
เฟิ่งจิ่วเดิมนั่งอยู่ตรงตำแหน่งที่นั่งข้างหน้าต่างชั้นหนึ่ง ทว่า เมื่อสายตาชำเลืองมองออกไปโดยบังเอิญ กลับเห็นม้าอ้วนตัวนั้นมองซ้ายแลขวาตามหามาตลอดทาง จึงตกใจเสียจนรีบร้อนเคลื่อนถอยหลังไป
จนกระทั่ง หลังม้าอ้วนตัวนั้นเดินผ่านอยู่ด้านนอก เธอถึงจะถอนหายใจเบาๆ พลางพูดว่า “ช่างแปลกประหลาดจริงๆ ทำไมถึงตามไม่ปล่อยเลยนะ?”
เธอยกถ้วยขึ้นซดน้ำชาที่ยังมีไอร้อนอยู่ ขณะกำลังดื่ม ก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวลอยมาจากหน้าต่าง
“ฮี้!”
เธอหันหน้าไปมอง ร้องออกมาทันใด “หวา!” สักพักถ้วยชาในมือก็พลิกล้มลงอย่างไม่มั่นคง น้ำชาสาดไปทั่วโต๊ะ
เพียงเห็นเหล่าไป๋มาตรงหน้าต่างเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กำลังชะโงกหัวพ่นลมหายใจใส่เธอสองครั้ง ซ้ำยังฉีกยิ้มสะบัดหางส่ายสะโพกไปเรื่อย คล้ายกำลังพูดว่า ‘ดูสิ ข้าหาเจ้าเจออีกแล้ว’
“เป็นเงาตามติดเสียจริงเชียว!”
เธอถลึงตามอง เห็นม้าอ้วนตัวนั้นยกสองกีบหน้ากระโดดไปข้างหน้า หมอบลงตรงหน้าต่างไม่ไปไหน จ้องมองเธออยู่เช่นนั้น เร้ามาซึ่งเสียงหัวเราะของผู้คนบริเวณรอบๆ
“นี่เป็นม้าผู้ใดรึ? อ้วนท้วมนัก!”
“บนหัวม้าตัวนี้มีเขางอกด้วย! คล้ายจะไม่ใช่ม้าธรรมดาเลย”
“พวกเจ้าดูม้าตัวนี้สิ รู้จักหมอบตรงหน้าต่างด้วยนะ!”
ได้ยินเสียงขบขันของผู้คน เจ้าของร้านกลับวิ่งโมโหปึงปังเข้ามา “นี่เป็นม้าใครกัน? จะไม่ให้คนทำมาหากินเลยหรือไร? จูงออกไป จูงออกไปเร็วเข้า!”
จากนั้น ก็เอ่ยขอโทษกับเฟิ่งจิ่ว “ลูกค้าท่านนี้ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ไม่รู้ว่าม้าใครวิ่งเข้ามารบกวนท่าน ไม่งั้นเอาเช่นนี้ไหมขอรับ! ขอเชิญท่านขึ้นไปนั่งบนชั้นสอง?”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ข้าจะนั่งตรงนี้แหละ”
เฟิ่งจิ่วพูดพลางโบกๆมือ เห็นชายหนุ่มผู้นั้นที่วิ่งมากลางฝูงชนตะโกนหอบแฮกๆ “เป็นม้าข้า! ม้าข้าเอง!”
ชายหนุ่มหอบวิ่งมา เร่งรีบจูงเชือกม้าไว้แล้วด่าม้าอ้วนตัวนั้นด้วยความขุ่นเคือง “ข้าโกรธแทบตายแล้วนะ! เหล่าไป๋! ข้า ข้าจะขายเจ้าแน่!”
“งั้นข้าซื้อแล้วกัน!” เฟิ่งจิ่วเล่นแก้วที่อยู่บนโต๊ะ มองหนึ่งคนหนึ่งพลางพูด
“หา? อะ อะไรนะ?” ชายหนุ่มอึ้งไป ตกตะลึงนิดหน่อย
เธอยกริมฝีปาก บอกว่า “ข้าบอกข้าจะซื้อ ม้านี่เจ้าขายยังไง? จะขายไม่ใช่รึ? ขายให้ข้าก็ได้”
“นี่ นี่…”
ชายหนุ่มเกาศีรษะ พูดหน้าเหยเก “ที่จริงข้าแค่พูด แค่ด่ามัน ไม่คิดจะขายหรอก”
“เห็นชัดว่าม้าตัวนี้ชอบข้านัก เจ้าดูสิ ตามข้ามาตลอดทาง ยังไงซะมันก็ไม่เชื่องกับเจ้า ขายให้ข้าไม่ดีกว่ารึ?” เธอมองม้าอ้วนที่หมอบตรงหน้าต่าง เลิกคิ้วขึ้น ยกมุมปากขึ้นยิ้มชั่วร้าย
“เหล่าไป๋ เจ้าว่าใช่ไหมล่ะ? เจ้าก็อยากติดตามข้าใช่หรือไม่?”
“ฮี้!”
เหล่าไป๋เงยหน้าขึ้นร้องฮี้ ขาหลังยกขึ้นเตะไปทางชายหนุ่ม
เห็นเช่นนี้ ไป๋เสี่ยวถอยห่างอย่างรวดเร็ว สีหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเขินหรือโกรธ ตบลงบนสะโพกม้าอย่างขุ่นข้องใจ ด่าทอว่า “เหล่าไป๋! เจ้าเด็กเห็นสาวลืมเพื่อน! เขาเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง เจ้าตื่นเต้นอะไรเนี่ย!”
เฟิ่งจิ่วที่เห็นภาพนี้หัวเราะลั่นขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ บอกว่า “เฮ้อ เดิมที่ข้าไม่ค่อยชอบเลยจริงๆ ตอนนี้ยิ่งมองยิ่งถูกใจ ทำยังไงดีล่ะ?”
เหล่าไป๋ได้ยินคำพูดนี้ สะโพกก็ส่ายสะบัดขึ้นมา ยื่นหน้าเข้ามาด้วยท่าทางดีอกดีใจ แลบลิ้นจะเลียไปทางเธอ
ตอนที่ 227: เลี้ยงส่ง
ไป๋เสี่ยวยันหน้าผากไม่หันมอง ไม่อาจทนมองต่อไปได้จริงๆ เพียงพูดพึมพำว่า “น่าขายหน้าเหลือเกิน…”
ชัดเจนว่าเป็นม้าเขา กลับสะบัดหัวส่ายหางไปเอาอกเอาใจหนุ่มน้อยชุดแดงผู้นั้น
เห็นชัดๆว่าเป็นม้าของเขา กลับไม่ยอมให้ขี่ซ้ำยังเตะเขา ไล่ตามหนุ่มน้อยชุดแดงไปตลอดทางเสียดื้อๆ
เขาบอกแล้ว ว่าหนุ่มน้อยชุดแดงเป็นผู้ชาย แต่มันยังยื่นคอไปข้างหน้า ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่รสนิยมเหล่าไป๋กลายเป็นชอบทั้งชายหญิง?
“ฮ่าๆๆ เจ้าม้านี่น่าสนใจจริงๆ เหมือนจะฟังภาษาคนรู้เรื่องด้วย”
“ใช่แล้ว แม้จะอ้วนไปหน่อย แต่ก็ตลกดี”
“หากชายหนุ่มชุดแดงผู้นั้นไม่บอก ข้ายังคิดว่าม้าตัวนั้นเป็นของเขาเสียอีก! พวกเจ้าดูสิ ม้าตัวนั้นยื่นคอเข้าไป ท่าทางนั้น คงไม่ได้คิดจะจูบหนุ่มน้อยนั่นกระมัง? ฮ่าๆๆ!”
คำพูดตลกขบขันเปล่งออกมา คนทั้งด้านในด้านนอกล้วนหัวเราะร่าขึ้นมา เพราะภาพเช่นนี้ ช่างเห็นได้ยากจริงๆ
เวลานี้ ไป๋เสี่ยวเข้ามาจากด้านนอก เดินมานั่งลงข้างโต๊ะเฟิ่งจิ่ว บอกว่า “เหล่าไป๋ไม่ใช่สินค้า จะขายให้ท่านก็ช่างมันเถอะ แต่ในเมื่อเหล่าไป๋ชอบท่าน ข้ายกมันให้ท่านก็ได้”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็เลิกคิ้วขึ้น “ยกให้ข้ารึ?”
“อืม” ไป๋เสี่ยวพยักหน้า กล่าวว่า “ข้าเลี้ยงเหล่าไป๋มาหลายปีดีดัก เจ้าหนุ่มนี่ปกติวันๆ นอกจากกินก็นอน ที่ลากเขาออกมาเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ข้าดูออก เหล่าไป๋ชอบท่านมาก ดังนั้นถึงยกมันให้ท่านได้”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอบคุณเจ้ามาก” เธอหัวเราะ หยิบถ้วยมารินเหล้าลงไปสองใบ “ถ้วยนี้ข้าขอคารวะท่าน”
ไป๋เสี่ยวยกขึ้นจิบก็วางถ้วยลง “ข้าไม่ชินกับการดื่มเหล้าเท่าไหร่”
“งั้นก็ทานอาหารเถอะ” เฟิ่งจิ่วพูดยิ้มๆ ตะโกนว่า “เสี่ยวเอ้อร์ ยกอาหารมาอีกสองอย่างกับน้ำแกงหนึ่งถ้วย”
“ได้ขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์ขานรับ รีบไปจัดการโดยเร็ว
“ตอนนี้บอกข้าได้แล้วกระมัง ว่าเจ้าชื่อแซ่อะไร?” ไป๋เสี่ยวมองเฟิ่งจิ่วพลางเอ่ยถาม
เฟิ่งจิ่วแย้มยิ้ม บอกว่า “ข้าชื่อเฟิ่งจิ่ว”
“ข้าชื่อไป๋เสี่ยว ก่อนหน้านี้เคยบอกท่านแล้ว” เขาพูดทั้งผุดเผยรอยยิ้ม ชะงักสักพัก ก็พูดอีกว่า “ที่จริงเหล่าไป๋เลี้ยงง่ายนัก ขอแค่เจ้าเตรียมปลาเล็กห้ากิโลฯให้มันทุกมื้อหรือกุ้งตัวเล็กก็ได้นะ”
“แค่กๆ!”
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วก็สำลักเหล้าทันที ตบๆหน้า.อก เอ่ยถามด้วยความตกใจ “เจ้าว่าอะไรนะ? เจ้าไม่ให้มันกินหญ้า แต่ให้กินกุ้งปลารึ?”
ไป๋เสี่ยวพยักหน้า สีหน้าจริงจัง “อืม เหล่าไป๋ไม่ใช่ม้าธรรมดา มันเป็นม้ามังกร หนำซ้ำยังเป็นสัตว์วิญญาณกลายพันธุ์ ดังนั้นมันจึงไม่กินพืช กินแต่เนื้อ”
“กินกุ้งปลา? นั่นกินดีกว่าคนเสียอีกนะ! มิน่าถึงได้เนื้อตัวอ้วนพี”
ชำเลืองมองเหล่าไป๋ที่หมอบอยู่ตรงหน้าต่างฟังพวกเขาพูดคุย คิดว่าเธอหาปัญหาให้ตัวเองแล้วหรือเปล่าเนี่ย?
หลังมื้ออาหาร เฟิ่งจิ่วจ่ายเงินออกมาด้านนอก เอ่ยกับไป๋เสี่ยวว่า “ข้ายังมีธุระ ต้องขอลาไปก่อน วันหน้าคงมีวาสนาได้พบกันอีก ถึงเวลานั้น จะต้องเลี้ยงข้าวท่านดีๆสักมื้อแน่.นอน”
“ได้เลย ขอให้เดินทางปลอดภัย” ไป๋เสี่ยงประสานมือพูด มองไปทางเหล่าไป๋ที่ไม่แม้แต่จะมองเขาสักแวบหนึ่ง ส่ายหน้า บอกเฟิ่งจิ่วว่า “จากนี้เหล่าไป๋ต้องให้ท่านคอยดูแลแล้ว”
“แหะๆ เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะตั้งใจสั่งสอนมันแน่.นอน” มุมปากเฟิ่งจิ่วอมยิ้มชั่วร้าย มองเหล่าไป๋ที่กวัดแกว่งหางอยู่แวบหนึ่ง
หลังจากนั้น เฟิ่งจิ่วก็พลิกตัวโดดขึ้นหลังม้า ขี่มันมุ่งไปนอกประตูหมู่บ้าน ทว่า เพิ่งเดินไปหนึ่งช่วงถนน เหล่าไป๋ก็ก่อเรื่องให้เสียแล้ว…
ตอนที่ 228: มนตร์เสน่ห์เกินต้านทาน
เห็นเหล่าไป๋ที่ก้มหัวลง ใช้จมูกพ่นลมหายใจออกไปยกกระโปรงแม่นางคนหนึ่ง เฟิ่งจิ่วก็ปิดตาไม่หันมองอย่างหมดคำพูด
เจ้าเหล่าไป๋นี่จะร้ายไปแล้ว…
“กรี๊ด!”
เสียงกรีดร้องแหลมๆดังขึ้นทันใด สาวน้อยสวมชุดกระโปรงสีชมพูใช้มือกดกระโปรงผ้าบางที่ปลิวไปตามลม พลางหันตัวมาทั้งใบหน้าแดงก่ำ
ขณะเฟิ่งจิ่วกำลังจะลงม้ามาขอโทษ ก็เห็นเหล่าไป๋แลบลิ้น เลียไปที่หน้าสาวน้อยทีหนึ่ง ทิ้งน้ำลายไว้ สาวน้อยตกใจเสียจนร่างกายนิ่งงันด้วยท่าทางหวาดผวา
เฟิ่งจิ่วที่เห็นภาพนี้กระตุกมุมปาก ตรงขมับมีเส้นเลือดสีดำบวมขึ้น
เจ้า เจ้าหมอนี่ทำไมเป็นเช่นนี้เล่า?
“คุณหนู!” หนูน้อยคนหนึ่งปรี่ไปประคองสาวน้อยไว้ รีบใช้ผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดคราบน้ำลายบนใบหน้านาง
บุรุษคนข้างๆกันเหมือนเพิ่งจะดึงสติกลับมาจากความตกใจอึ้ง เห็นม้าอ้วนตัวนั้นที่ชำเลืองมองมาอย่างเอื่อยเฉื่อย จึงด่าทอเสียงดังด้วยสีหน้าโมโห
“เจ้าเดรัจฉานช่างกล้านัก!”
ชายผู้นั้นด่าอย่างโกรธเคือง ขณะเดียวกันก็ตวัดหมัดชกไปยังหน้าเหล่าไป๋ กลับนึกไม่ถึง ว่าหมัดที่ชกไปจะถูกมือหนึ่งขวางเอาไว้
“คุณชายท่านนี้อย่าเพิ่งโมโหไป”
เฟิ่งจิ่วที่พลิกตัวลงจากม้าใช้มือหนึ่งขวางหมัดชายผู้นั้นไว้ เอ่ยด้วยความเสียใจ “ขอโทษด้วยจริงๆ ม้าข้าตัวนี้ชอบความสวยงามอยู่บ้าง ไม่ได้ตั้งใจกลั่นแกล้งคุณหนูท่านนี้แน่นอน ขอคุณชายกับคุณหนูอย่าถือสา”
“ชอบความสวยงาม? หึ! ข้าว่าเจ้านั่นแหละชอบความสวยงาม! ต้องเป็นเจ้าแน่ที่เป่าหูสัตว์วิญญาณให้ทำท่าทางไร้ยางอายเช่นนี้!” ชายผู้นั้นตะคอกอย่างดุร้าย ขณะเดียวกันก็ดึงหมัดที่ถูกขวางไว้กลับ แววตาเฉียบแหลมจ้องตรงที่เฟิ่งจิ่วผู้สวมชุดแดงใบหน้างดงาม
สัตว์วิญญาณ?
คนรอบๆได้ยินคำนี้ ต่างพากันพินิจมองม้าอ้วนตัวนี้ขึ้นมา เห็นบนหัวมีสองเขา จึงพูดคุยกันเสียงเบาอย่างอดไม่ได้
“ม้าตัวนี้แตกต่างกับม้าทั่วไป เป็นสัตว์วิญญาณจริงๆรึ?”
“ได้ยินว่าสัตว์วิญญาณมีราคานัก หนำซ้ำที่ใช้เป็นพาหนะเดินทางได้ล้วนต้องผ่านการฝึกฝนทำให้เชื่อง”
“แต่สัตว์วิญญาณตัวนี้ก็อ้วนเกินไปหน่อยนะ! ดูจากท่าทางก็ไม่รู้ว่าวิ่งได้หรือเปล่า”
“ข้ารู้มา ว่าเนื้อสัตว์วิญญาณคนธรรมดาอย่างพวกเรากินแล้วจะร่างกายแข็งแรง ผู้ฝึกวิชาเซียนกินจะสามารถดูดซับพลังวิญญาณได้ เป็นของที่ดีทีเดียว”
ได้ยินคำพูดทุกคน เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มๆ เห็นชายผู้นั้นจ้องมาด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตรนัก จึงยิ้มมองสาวน้อยผู้งดงามทรงเสน่ห์ที่ถูกทำให้ตกใจเสียจนสีหน้าซีดขาว มายังตรงหน้านาง ใบหน้าหล่อเหลาผุดรอยยิ้มชั่วร้ายมีเสน่ห์ ดวงตาที่มีประกายน่าหวั่นไหวใจเอ่อล้นจ้องมองนางอย่างอ่อนโยน
“คุณหนูท่านนี้ ข้าขอโทษจริงๆนะ ต้องโทษข้าที่ไม่ดูแลม้าตัวเองให้ดี ทำให้คุณหนูตกใจ”
น้ำเสียงเธอไม่มีความอ่อนช้อยของหญิงสาว และความแข็งกร้าวของชายหนุ่ม ตรงกันข้าม มันกลับเหมือนน้ำใสสะอาด ชัดเจน.อบอุ่น มีความแหบพร่าเล็กน้อยรวมถึงเสน่ห์ดึงดูดใจ ที่ได้ยินในหู ราวกับขนเล็กละเอียดกำลังหยอกเย้าใบหู ด้านชาไปถึงหัวใจ
สาวน้อยแสนสวยผู้นั้นมองหนุ่มน้อยชุดแดงตรงหน้า เห็นแววตาสดใสที่เอ่อล้นด้วยประกายน่าดึงดูดกำลังมองมา ดวงตาที่คล้ายจะพูดได้มองนางเสียจนใบหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นแรงขึ้นผิดปกติ ก้มหน้าลงตามมาด้วยความประหม่า
“ไม่ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงสาวน้อยเปล่งออกมาอย่างอ่อนโยน มีความประหม่าและเขินอายบางส่วน กลับยังอยากจะเงยหน้าไปมองหนุ่มน้อยชุดแดงรูปงามตรงหน้าอย่าง.อดไม่ได้
หลังชายคนข้างๆเห็นภาพนี้ ถลึงดวงตาขึ้นทั้งสีหน้าหมองหม่น กำลังจะพูด ก็เห็นหนุ่มน้อยชุดแดงหัวเราะขึ้นมาเบาๆ
ตอนที่ 229: เมืองลิ่วเต้า!
“คุณหนูไม่เพียงน่ารัก ซ้ำยังจิตใจงดงามกว้างขวางไม่ถือสาหาความกับม้าข้าตัวนี้ ข้าน้อยขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้”
เธอยิ้มประสานมือคำนับ มองใบหน้าสาวน้อยสวยงามมากเสน่ห์ที่แดงก่ำดั่งผลผิง รอยยิ้มในดวงตายิ่งลึกขึ้น มือหนึ่งจูงเหล่าไป๋ เอ่ยว่า “เช่นนี้ ข้าน้อยต้องขอลาไปก่อน”
“โอ้ ได้ คุณชายเดินทางดีๆนะเจ้าคะ” สาวน้อยถูกคำพูดไม่กี่ประโยคของเฟิ่งจิ่วและสายตาที่ราวกับมีกระแสไฟออดอ้อนเสียจนเคลิบเคลิ้มหลงใหล แทบจะตอบรับตามคำพูดเฟิ่งจิ่ว
เห็นเด็กหนุ่มชุดแดงทั้งขอโทษขอโพย ชายคนข้างๆกันยากจะพูดอะไรอีก สุดท้าย น้องสาวเขาไม่ว่าอะไร เขาก็ไม่ต้องพูด หากยังหาเรื่องหนุ่มน้อยนั่น เท่ากับเขาจงใจหาเรื่องอย่างเห็นได้ชัด
จนกระทั่งเฟิ่งจิ่วพลิกตัวขึ้นม้า ขี่เหล่าไป๋ออกประตูหมู่บ้านไปอย่างเชื่องช้า สาวน้อยถึงจะได้สติกลับมา “อ๊ะ! ข้าลืมถามว่าคุณชายท่านนั้นชื่ออะไรเลย!”
เห็นนางมีสีหน้าเศร้าใจ ชายคนนั้นใบหน้าหม่นหมอง สะบัดแขนเสื้อพูดว่า “กลับไปเถอะ!”
สองวันต่อมา
เฟิ่งจิ่วจูงเหล่าไป๋เข้าประตูเมืองลิ่วเต้า เดินเข้าประตูมาก็เห็นภาพทิวทัศน์คึกคักด้านใน ถอนใจอยู่ในใจอย่างอดไม่ได้ ‘สมกับเป็นแคว้นระดับหก โรงเรือนร้านค้าใดๆ ในเมืองนี้ล้วนไม่อาจเปรียบเทียบกับเมืองหลวงของแคว้นแสงสุริยันได้เลย’
“ได้ยินหรือไม่? ช่วงนี้ภูตหมอผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมาเยือนเมืองลิ่วเต้าเรา ว่ากันว่าท่านเจ้าเมืองเป็นคนต้อนรับด้วยตัวเองเลยนะ”
“เป็นไปไม่ได้กระมัง! ข้าได้ยินว่าวันนั้นที่งานประลองการยาเกิดอุบัติเหตุขึ้น ภูตหมอท่านนั้นก็ถูกคนของตำหนักยมราชลักพาตัวไป”
“ได้ยินว่าถูกปล่อยตัวออกมานานแล้ว ไม่เช่นนี้ช่วงนี้แต่ละถิ่นจะมียาพวกนั้นโผล่มาได้อย่างไร? ยาที่อยู่ในงานประมูลมีไม่มาก แต่ทุกขวดล้วนเป็นยาที่ล้ำค่าในหมู่ยา ว่ากันว่าเมืองหลวงอย่างเมืองลิ่วเต้าเราโชคดีได้รับยาของภูตหมอมาขวดหนึ่ง หลังดื่มยาไป โรคที่ท่านเจ้าเมืองไม่มีทางรักษามาตลอดในที่สุดก็หาย! เรื่องนี้แพร่หลายในหมู่วงศ์ตระกูลชนชั้นสูง ข้าได้ยินญาติผู้พี่ที่เป็นข้ารับใช้ในจวนท่านเจ้าเมืองพูดขึ้นมาถึงได้รู้”
“จริงหรือเท็จกัน? เก่งกาจเพียงนั้นเลย?”
“แน่นอนสิ ข้าจะบอกเจ้านะ ยาของภูตหมอว่ากันว่ายอดเยี่ยมกว่ายาอายุวัฒนะของนักเล่นแร่แปรธาตุ หนำซ้ำต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้ สองวันนี้เมืองลิ่วเต้าเรามีคนต่างถิ่นมาเยือนกันไม่น้อยเลย เจ้าไม่เห็นรึ? คงปรี่มาหาภูตหมอหลังจากได้รับข่าว”
ได้ยินคำพูดพวกคนบนร้านน้ำชาด้านนั้น เฟิ่งจิ่วก็เลิกคิ้วเบาๆ แววตาสดใสฉายประกาย จูงเหล่าไป๋เดินไปด้านหน้า
หลังเดินมาหนึ่งช่วงถนน ก็หยุดฝีเท้าลงตรงหน้าโรงเตี๊ยมที่ชื่อว่า เหนือเมฆ เสี่ยวเอ้อร์ด้านในรีบร้อนเข้ามารับหน้า
“มีแขกมา!”
เสี่ยวเอ้อร์ตะโกนไปด้านใน พลางรับเชือกจูงม้าที่เฟิ่งจิ่วยื่นให้ บอกว่า “บังเอิญจริงๆที่ท่านลูกค้ามา ชั้นสองของโรงเตี๊ยมเรายังมีอีกหนึ่งห้องว่าง แสงสว่างก็ดียิ่งนักขอรับ”
“อืม” เธอโยนทองก้อนชิ้นหนึ่งให้เสี่ยวเอ้อร์ สั่งการว่า “เตรียมปลาเล็กกับกุ้งตัวเล็กห้าจินให้ม้าข้าด้วย ที่เหลือตบรางวัลให้เจ้า”
เสี่ยวเอ้อร์หรี่ตายิ้มทันใด “ขอบคุณท่านลูกค้ามากขอรับ โปรดวางใจได้ ข้าน้อยจะดูแลม้าท่านเป็นอย่างดีแน่.นอน”
เสี่ยวเอ้อร์ที่เข้ามารับหน้าด้านหลังนำเธอมายังโต๊ะหน้าร้าน หลังจ่ายเงิน ก็พาเธอขึ้นไปชั้นสอง
หลังสั่งเสี่ยวเอ้อร์ให้เตรียมน้ำร้อน และอาบน้ำแล้ว เธอก็เปลี่ยนชุดสีแดงมาสวมชุดคลุมขาว เส้นผมสีหมึกถูกเกล้าขึ้น เก็บไว้ซึ่งความเปิดเผยและร้ายกาจ กลายเป็นคุณชายผู้สง่างามสูงส่ง
เห็นท้องฟ้ายังเช้าอยู่ จึงนั่งขัดสมาธิปรับลมปราณฝึกฝนวิชาอยู่บนเตียง จนกระทั่งเวลาตอนเย็น เมื่อท้องฟ้าค่อยๆมืด.ลง ถึงจะลุกขึ้นเดินออกจากโรงเตี๊ยม คิดจะเดินเล่นชมทิวทัศน์ค่ำคืนของเมืองลิ่วเต้านี้ และลองหาอะไรกิน
กลับไม่รู้ว่า เจ้าตำหนักยมราชเพราะได้ยินข่าว ตอนนี้จึงมาถึงในเมืองลิ่วเต้าแล้ว…
ตอนที่ 230: ตลาดกลางคืนในเมือง
ในที่พำนักแห่งหนึ่ง ฮุยหลางลนลานมายังเรือนด้านหลัง เห็นนายท่านกำลังนั่งดื่มชาอยู่ด้านใน จึงออกหน้าคารวะ
“นายท่าน ตามที่ข้าน้อยรู้มาจากการตรวจสอบ ภูตหมอในเมืองลิ่วเต้านี้เป็นไปได้มากว่าคือตัวปลอมขอรับ”
เจ้าตำหนักยมราชมองเขาแวบหนึ่ง บอกว่า “ทำไมพูดเช่นนั้น?”
“เวลาที่ปรากฏตัวไม่ถูกต้อง ภูตหมอในเมืองลิ่วเต้านี้โผล่มาเจ็ดวันก่อน แต่ตอนนั้นตัวเขายังอยู่ในหอเรา ดังนั้นจึงบอกว่าภูตหมอคนนี้เป็นตัวปลอมขอรับ”
“ในเมื่อเป็นตัวปลอม ก็หาโอกาสเปิดโปงเขาซะ” เจ้าตำหนักยมราชเอ่ยเสียงทุ้ม ชะงักไปนิด ก่อนถามอีกว่า “ทางด้านตลาดมืดนั้นยังไม่มีข่าวคราวนางรึ?”
ฮุยหลางผงะไปสักพัก หลังรู้ว่านางที่นายท่านเอ่ยหมายถึงภูตหมอ ค่อยบอกว่า “ตอนนี้ยังไม่มีขอรับ หลังจากผู้ติดตามข้างกายภูตหมอคนนั้นได้ยินข่าวว่าภูตหมออยู่ที่นี่ จึงตามมาด้วยกันกับคนของตลาดมืดขอรับ”
ยังไม่มีข่าวคราว? แล้วนางไปหลบอยู่ที่ไหนกันเล่า?
เจ้าตำหนักยมราชครุ่นคิดในใจ นิ้วชี้เคาะเบาๆบนโต๊ะหิน เม้มริมฝีปาก ขมวดคิ้วน้อยๆ ทำให้อิ่งอีและฮุยหลางข้างๆมองหน้ากัน ก่อนจะก้มหน้าลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
นายท่านละทิ้งเรื่องในตำหนักยมราชไม่สนใจ พอได้ยินว่ามีข่าวภูตหมอก็เข้ามา การเอาใจใส่เช่นนี้ หากอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงพวกเขาต้องดีใจแน่นอน แต่กลับกลายเป็นว่า ภูตหมอนั่นเป็นผู้ชาย! ซ้ำยังใบหน้าเสียโฉม จะให้พวกเขามีความสุขได้อย่างไร?
ฮุยหลางคิดไปคิดมา เงยหน้าขึ้นมองเจ้าตำหนักยมราช แนะนำอย่างระมัดระวัง “นายท่าน ทิวทัศน์ยามค่ำคืนในเมืองลิ่วเต้านี้.งดงามเป็นที่หนึ่ง ออกไปเดินหน่อย ไม่ดีกว่ารึขอรับ?”
“อืม” เจ้าตำหนักยมราชขานรับ สะบัดเสื้อคลุมเดินไปด้านนอก
อิ่งอีและฮุยหลางเห็นท่าทาง จึงรีบร้อนตามไปด้านหลัง
พอตกกลางคืน โรงเตี๊ยมร้านค้าโรงเหล้าสองข้างถนนใหญ่ต่างพากันจุดโคมสว่างขึ้น โคมไฟแต่ละโคมสว่างไสวไปทั่วค่ำคืนอันมืดมิด คล้ายดวงดาวระยิบระยับภายใต้ค่ำคืน แพรวพราวน่าหลงใหล
บนถนนใหญ่คนสัญจรไปมา เพื่อนสนิทมิตรสหายเดินมาพร้อมหน้า ชายหนุ่มหญิงสาวแต่ละคู่ รวมถึงเหล่าเด็กน้อยที่วิ่งเล่นกัน บนใบหน้าล้วนเอ่อล้นไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขใจ เสียงพ่อค้าเร่ตะโกนขายของ เสียงเสี่ยวเอ้อร์ร้านรวงคอยต้อนรับแขก ปะปนอยู่ท่ามกลางเสียงมากมาย กลายเป็นภาพที่คึกคักเฟื่องฟู
ทว่าในร้านค้าแผงลอยข้างถนนหนทางที่มีชีวิตชีวา เฟิ่งจิ่วสวมชุดคลุมสีขาวกำลังกินก๋วยเตี๋ยวผัดน้ำมันพริกแดง เผ็ดเสียจนหน้าผากมีเหงื่อไหลออกมาไม่น้อย ริมฝีปากแดงถูกลวกแดงฉานเพราะน้ำมันอันเผ็ดร้อน น่าเย้ายวนยิ่งนัก ทำให้ชายหลายคนข้างๆ ที่กำลังกินก๋วยเตี๋ยวผัดอยู่เหมือนกันและหญิงสองนางอีกโต๊ะหนึ่งอึ้งมองอย่าง.อดไม่ได้
“เถ้าแก่ เอามาอีกชาม!” เธอตะโกนเสียงดัง คีบเส้นกิน น้ำแกงเผ็ดที่เหลือดันไปไว้ข้างๆแล้วรินน้ำดื่ม
เดิมทีแค่จะลองก๋วยเตี๋ยวผัดน้ำมันที่ว่ากันว่าเลื่องชื่อในท้องถิ่นนี้สักชาม ใครจะรู้หนึ่งชามผ่านไปก็ถูกน้ำมันพริกแดงกระตุ้นความตะกละ จึงสั่งมาอีกชาม
“มาแล้ว! บะหมี่ผัดน้ำมันร้อนๆ คุณชายระวังร้อนนะขอรับ” ชายวัยกลางคนตะโกนบอก ยกชามเข้ามาอีกครั้ง
เฟิ่งจิ่วขยับตะเกียบ กินขึ้นมาอีกครา คนข้างๆนึกไม่ถึงว่าจะเห็นเขารับชามมากินต่ออย่างไม่กลัวเผ็ด ก็.อดไม่ได้ที่จะน้ำลายสอ ตะโกนตามว่า “เถ้าแก่ ข้าก็ขออีกชามนะ!”
“ข้าเอาอีกชามด้วย!”
เห็นท่าทาง เถ้าแก่ก็ยิ้มเสียจนมองไม่เห็นสองดวงตา รีบยกไปให้ทุกคน สุดท้าย ค่อยส่งเครื่องเคียงจานหนึ่งไปให้เฟิ่งจิ่ว “นี่เป็นเครื่องเคียงของร้านเราทำเอง ให้คุณชายลองชิมขอรับ”
“ดี ขอบใจมาก…”
เธอเงยหน้ายิ้มเอ่ยขอบคุณ แต่พูดยังไม่ทันจบ หางตาก็เหลือบเห็นเงาร่างอันคุ้นเคย เธอตกใจฟุบลงบนโต๊ะโดยเอาแขนบังไว้ทันที
ตอนที่ 231: นั่งร่วมโต๊ะ!
เธอค่อยๆใช้มือบังหน้า ฟุบอยู่บนโต๊ะมองชายชุดคลุมดำที่โดดเด่นราวนกกระเรียนยืนกลางดงไก่ ท่าทางและแรงกดดันนั้น หากไม่ใช่เจ้าตำหนักยมราชที่ภายนอกเย็นชาภายในอบอุ่นแล้วจะเป็นใคร? ด้านหลังยังมีอิ่งอีกับฮุยหลางสองคนตามมาอีก!
แต่ว่า ทำไมพวกเขาถึงมาเมืองลิ่วเต้านี้เล่า? คงไม่ได้ปรี่มาจับเธอเพราะได้ยินข่าวว่าภูตหมออยู่ที่นี่หรอกกระมัง?
จิ๊ๆ! จะใจร้ายเกินไปแล้ว!
เวลานี้ เธอไม่ลองคิดเลยว่าใครที่ใจร้าย? ทั้งหลบหนีซ้ำยังเอาโสมพันปีของเขาไปด้วยอีก
“ไม่ใช่หรอก! ตลอดมาเขาไม่เคยเห็นหน้าตาข้านี่นา!”
เวลานี้ถึงจะนึกขึ้นได้ เดิมทีใบหน้าเธอมีแผลเป็นยุ่งเหยิงเต็มไปทั่ว ภายหลังก็ผอกยาทาไว้เสมอ พวกเขาจึงไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าหลังคืนรูปโฉม!
ต่อให้ตอนนี้เธอยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา เดาว่าก็คงจำเธอไม่ได้กระมัง?
นึกถึงตรงนี้ เธอก็ฉีกยิ้มกว้าง กระแอมไอเบาๆ นั่งเอวตั้งตรง กินบะหมี่ผัดน้ำมันต่อไป
“นายท่าน บะหมี่ผัดน้ำมันนี้เป็นเมนูเฉพาะของเมืองลิ่วเต้า นายท่านจะลองชิมหรือไม่ขอรับ?” ฮุยหลางชี้ที่ร้านค้าแผงลอยด้านหน้าที่มีคนนั่งเต็มพลางถามเจ้าตำหนักยมราชข้างหน้า
เจ้าตำหนักยมราชกำลังจะส่ายหน้า ก็เหลือบเห็นหนุ่มน้อยชุดขาวที่นั่งก้มหน้ากินบะหมี่ผัดน้ำมันอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ทำไม สองขาถึงสาวก้าวเดินเข้าไป มานั่งลงตรงข้ามหนุ่มน้อยชุดขาวผู้นั้น
เฟิ่งจิ่วที่กำลังกินเครื่องเคียงคู่กับบะหมี่ผัดน้ำมันคิดว่ากินเสร็จแล้วจะรีบไป อันที่จริง สายตาเจ้าตำหนักยมราชนั้นร้ายกาจยิ่งนัก ไม่ประจันหน้ากับเขาจะดีกว่า หากเจอหน้ากัน ก็ไม่รู้ว่าจะจำไม่ได้จริงๆหรือไม่
ดังนั้น เธอจึงก้มหน้าก้มตากินอาหารโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า ใครจะรู้ พอกินถึงครึ่งหนึ่ง ก็เหลือบเห็นคนนั่งลงตรงข้ามโต๊ะ ลำพังแค่ท่าทางนั้นไม่ต้องเงยหน้ามองก็รู้ว่าเป็นเจ้าตำหนักยมราช
หรือว่าเขาจำข้าได้? เป็นไปไม่ได้กระมัง?
หรือจะบอกว่าเขาก็อยากกินบะหมี่ผัดน้ำมันด้วย? ชิ! โลกนี้มันกลมจริงๆ! อยู่ที่ไหนก็เจอ!
“เถ้าแก่ เอาบะหมี่ผัดน้ำมันมาชามหนึ่ง” ฮุยหลางตะโกน คอยเฝ้าอยู่ด้านหลังนายท่านด้วยกันกับอิ่งอี
“ขอรับ ขอรับ”
เถ้าแก่ท่านนั้นเห็นท่าทางบนร่างสามคนนั้นน่าสะพรึงอย่างมาก อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัวไปบ้าง ขานรับรัวๆ หลังยกบะหมี่ผัดน้ำมันร้อนๆมาให้ ก็พูดว่า “คุณชายท่านนี้ ระวังลวกปากนะขอรับ”
เจ้าตำหนักยมราชขมวดคิ้ว เห็นบะหมี่ผัดน้ำมันที่แดงเสียจนน้ำมันเยิ้มตรงหน้า มองเด็กหนุ่มที่กินเสียงดังซู๊ดซ๊าด ชะงักไปเล็กน้อยก็ถามว่า “อร่อยมากรึ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความสงสัยเล็กน้อย เห็นเด็กหนุ่มก้มหัวอยู่ตลอด ตั้งแต่นั่งลงก็ยังไม่เห็นเงยหน้าขึ้นมา หรือจะไม่กล้ามองเขา? หรือว่า…จะเป็นนางจริงๆ?
นึกถึงตรงนี้ จู่ๆก็อารมณ์ดีขึ้นมา เมื่อแววตาลึกล้ำเห็นริมฝีปากเด็กหนุ่มที่โดนลวกเสียจนบวมน้อยๆ จึงฉายยิ้มอย่าง.อดไม่ได้
แต่ฮุยหลางที่เห็นเหตุการณ์ไม่ชัดเจนกลับนึกว่าเจ้าตำหนักยมราชกำลังถามเขา ดังนั้นจึงก้าวออกไปฉีกยิ้มกว้าง บอกว่า “นายท่าน บะหมี่ผัดน้ำมันนี้ต้องเผ็ดถึงจะอร่อย ท่านลองชิมจะรู้เอง แต่ระวังร้อนนะขอรับ น้ำมันพริกแดงนี้มัน…”
ยังไม่ทันพูดจบ เห็นแววตาเย็นเยียบของนายท่านกวาดมองมา ทำให้เขาไม่รู้เรื่องนิดหน่อย ผงะไปสักพัก เอ่ยถามอย่างระแวดระวัง “นายท่าน ทำ ทำไมรึขอรับ?”
อิ่งอีที่ยืนอยู่ด้านหลังเจ้าตำหนักชำเลืองมองฮุยหลางแวบหนึ่งแล้ว ก็กลอกตาอย่างหมดคำพูด
เห็นชัดๆว่านายท่านกำลังถามเด็กหนุ่มชุดขาวคนนั้น ถามเขาเสียที่ไหนเล่า? จะกระตือรือร้นออกหน้าไปตอบทำไม? ช่างเป็นคนที่หยาบคายจริงๆ สายตาคนก็มองไม่ออกเลยสักนิด
“เถ้าแก่ คิดเงิน!”
เฟิ่งจิ่วตะโกน จงใจกดเสียงให้เบาลง ขณะเดียวกันก็เงยหน้าขึ้นมา เผยให้เห็นใบหน้างดงามพริ้มเพรา…
ตอนที่ 232: หันมาชอบผู้ชายเพราะอิ่งอี!
เมื่อเจ้าตำหนักยมราชเห็นเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมา เดิมนึกว่าที่สะท้อนสู่สายตาจะเป็นใบหน้าเสียโฉมนั้น นึกไม่ถึงกลับเป็นใบหน้าที่งดงามอ้อนแอ้น
ชัดเจนว่าหนุ่มน้อยสวมชุดคลุมสีขาว แต่กลายเป็นว่า บนร่างมีกลิ่นอายรูปงามทรงเสน่ห์ราวกับเทพบุตร หางคิ้วเชิดขึ้นน้อยๆ ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง รวมถึงสองแก้มขาวหิมะนุ่มลื่นเหมือนวุ้นที่กลับขึ้นสีแดง ซ้ำริมฝีปากบางบวมเล็กน้อยยังแดงก่ำ ทุกสัดส่วนล้วนมีกลิ่นอายชั่วร้ายน่าหลงใหล
ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่น่าเย้ายวนไร้สิ้นสุด ยังไม่เติบใหญ่ก็ร้ายกาจเช่นนี้แล้ว หากผ่านไปอีกสองสามปี เสน่ห์ของเขาจำต้องทำให้ชายหนุ่มหญิงสาวล้วนไม่อาจต้านทาน!
มองหนุ่มน้อยผู้นี้ นัยน์ตาเขามีความระรื่นใจอยู่ลางๆ หัวใจกลับหดหู่อย่างรุนแรง
ไม่ใช่นาง
ดวงตาเฟิ่งจิ่วมองตรงยังสายตาพินิจมองของเจ้าตำหนักยมราช เพราะรู้ดี หากตอนนี้ถอยห่างและแวบหลบแม้แต่น้อย เขาต้องสังเกตเห็นแน่นอน ด้วยเหตุนี้ เธอจึงสบรับสายตาที่เขามองมาอย่างหน้าใหญ่ใจโต ปล่อยให้เขาพิเคราะห์ไป
ไม่น่าแปลกใจ ที่จะเห็นประกายไหววูบในดวงตาดำอันลึกล้ำ ความผิดหวังที่ฉายผ่านเพียงชั่วขณะ ยังคงสะท้อนสู่สายตาเธอ
เฟิ่งจิ่วโยนก้อนเงินชิ้นหนึ่งให้เถ้าแก่ที่เร่งฝีเท้าเดินเข้ามา พูดยิ้มๆว่า “ไม่ต้องทอนนะ ข้าจ่ายรวมพร้อมกับของคุณชายท่านนี้เลย” พูดจบ แววตาที่มีรอยยิ้มก็ชำเลืองมองเจ้าตำหนักยมราชแวบหนึ่ง ก่อนจะหันตัวสาวก้าวจากไป
“ขอบคุณคุณชายมาก ขอบคุณคุณชายมากขอรับ” เถ้าแก่รับก้อนเงินพลางเอ่ยขอบคุณ ซ้ำยังส่งเครื่องเคียงไปให้เจ้าตำหนักยมราช “คุณชายท่านนี้ หากไม่พอยังมีอีก ทานตามสบายนะขอรับ” ถึงจะถอยออกไป
ดวงตาอันลึกล้ำของเจ้าตำหนักยมราชตอนนี้หรี่ลง สายตาจับจ้องบนเงาร่างสีขาวนั้น ไม่รู้กำลังใคร่ครวญอะไรอยู่
มองเงาร่างสีขาวนั้นค่อยๆเดินจากไปไกล พลันนัยน์ตาก็เปล่งประกายแสง ลุกยืนขึ้นทันที “บ้าจริง!”
ผู้หญิงคนนี้! นึกไม่ถึงว่าจะกล้าหลอกตาเขา!
เห็นนายท่านพวกเขาลุกขึ้นไล่ตามออกไป ฮุยหลางนิ่งอึ้งสักพัก ถามว่า “นายท่าน ทำอะไรเนี่ย?” ทำไมถึงไล่ตามเด็กคนนั้นไปเสียแล้ว?
“รีบตามไปเร็ว จะถามมากมายเพียงนั้นทำไมเล่า!” อิ่งอีตะคอกเสียงเบารีบร้อนตามไป
ทว่าหลังเฟิ่งจิ่วปะปนเข้าไปในฝูงชน ก็เร่งฝีเท้าอย่างรวดเร็ว แวบตัวหายไปเบื้องหลังสายตาเจ้าตำหนักยมราช…
เจ้าตำหนักยมราชไล่ตามมา กลับพบว่าเงาร่างนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทันใดนั้น จึงไปตามหาด้านหน้า
ฮุยหลางกับอิ่งอีกำลังไล่ตามอยู่ด้านหลัง นึกไม่ถึงว่าจะเห็นนายท่านพวกเขาไล่ตามเด็กหนุ่มแปลกหน้าไปแม้แต่พวกเขาสองคนยังถูกทิ้งไว้ตรงนี้โดยไม่สนใจใยดี ฮุยหลางจึงไล่ตามพลางพูดบ่นอย่างอดไม่ได้
“ทำไมช่วงนี้ความชอบนายท่านถึงเปลี่ยนไปแปลกประหลาดถึงเพียงนี้? แม้เด็กหนุ่มจะหน้าตางดงามนัก แต่สุดท้ายเขาก็เป็นผู้ชายนะ! หรือว่า นายท่านจะหันมาชอบผู้ชายเพราะเจ้าเด็กภูตหมอนั่นแล้วจริงๆ? ตอนนี้พอเห็นเด็กหนุ่มรูปงามจึงอยากจับตัวกลับไปอย่างอดไม่ได้?”
ได้ยินคำพูดนี้ อิ่งอีก็ถลึงมองเขา “เจ้าพูดจาเลอะเทอะให้มันน้อยๆหน่อย! นายท่านได้ยินเข้าเจ้าต้องเจอดีแน่”
“ก็ข้าพูดความจริง… นาย นายท่าน…”
ฮุยหลางหน้าซีดเล็กน้อย มองนายท่านที่โผล่มาอย่างกะทันหันทั้งหน้าเหยเก ชั่วขณะหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งกระด้างไปบ้าง
เจ้าตำหนักยมราชชำเลืองมองเขา น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างเย็นเยียบ “ชอบผู้ชายรึ?”
“ขอ ขออภัยนายท่าน!”
ฮุยหลางลงคุกเข่าข้างเดียว เหงื่อไหลออกท่วม พลางพูดอย่างสั่นเทิ้ม “ที่จริง ที่จริงข้าน้อยบอกว่า ข้าน้อยหันมาชอบ ชอบผู้ชายเพราะอิ่งอีขอรับ…”
ฟังคำพูดนี้ อิ่งอีตกใจสะดุ้งโหยง เบิกดวงตาขึ้น ถีบเขาไปหนึ่งที “เจ้าพูดไร้สาระอะไรเนี่ย!”
กล่าวจบก็รีบร้อนบอกกับเจ้าตำหนักยมราชด้วยสีหน้าจริงจัง “นายท่าน ท่านอย่าไปฟังเขาพูดเลอะเทอะ แนวทางข้าน้อยปกติยิ่งนัก! จริงๆนะขอรับ! ข้าน้อยชอบแต่ผู้หญิง!”
ตอนที่ 233: ให้นางโผล่ออกมาเอง!
เจ้าตำหนักยมราชชำเลืองมองทั้งสองคน น้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและมีแรงดึงดูดเปล่งออกจากปาก “ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าใครจะหันมาชอบผู้ชายเพราะใคร ตอนนี้ จงไปตามหาคนให้ข้าซะ!”
สองคนได้ยินก็รีบถาม “นายท่านจะตามหาหนุ่มน้อยคนเมื่อครู่รึขอรับ?”
“ถูกต้อง” เจ้าตำหนักยมราชตอบรับเสียงเข้ม ชะงักไปเล็กน้อยสักพัก มองทั้งสองคนแวบหนึ่ง ถึงจะเอ่ยว่า “นางคือภูตหมอ”
“อะไรนะขอรับ?”
ทั้งสองคนตกใจ ส่งเสียงอุทานพร้อมกันโดยไม่นัดหมาย ภูตหมอรึ? หนุ่มน้อยชุดคลุมขาวผู้นั้นน่ะนะ? จริงหรือเท็จกันเนี่ย? แล้วทำไมนายท่านถึงมองออก?
“นายคงจำคนผิดแล้วกระมัง? หนุ่มน้อยชุดขาวคนนั้น เขา เขาจะเป็นภูตหมอไปได้อย่างไรขอรับ?”
ฮุยหลางฝืนใจเอ่ยถามไป จริงๆมันก็ยากนักที่จะเชื่อ ว่าหนุ่มน้อยผู้ใบหน้าเสียโฉมกับเด็กหนุ่มชุดขาวรูปงามเลิศเลอ.คนก่อนหน้าจะเป็นคนคนเดียวกัน
สายตาเย็นเยือกของเจ้าตำหนักยมราช.กวาดมามองเขา
อิ่งอีเห็นเช่นนี้ กล่าวขึ้นทันใด “ข้าน้อยจะไปตามหาเดี๋ยวนี้ขอรับ!” สิ้นสุดน้ำเสียง ก็ออกไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าน้อยก็จะไปตามหาด้วยขอรับ ต้องหาให้เจอแน่.นอน!” ฮุยหลางรีบร้อนบอก เร่งฝีเท้าจากไปโดยไม่กล้าถามอะไรอีก
เจ้าตำหนักยมราชยืนมือไพล่หลัง แววตาลึกล้ำมองไปยังฝูงชน นิ่งไปเล็กน้อยพักหนึ่ง ก่อนจะสาวก้าวเดินเข้าถนนใหญ่ แทรกตัวเข้าไปท่ามกลางผู้คน…
พวกเจ้าตำหนักยมราชเวลานี้ยังไม่รู้ ว่าคนที่พวกเขาตามหา กำลังนั่งอยู่ใต้โต๊ะในร้านค้าแผงลอยที่ห่างไปไกลไม่ถึงสองสามเมตร และได้ยินคำพูดพวกเขา
แปลกจริง เขาจำเธอได้ยังไงกันแน่เนี่ย?
เฟิ่งจิ่วลูบๆหน้าตัวเอง ไม่เข้าใจเลย ชัดเจนว่าเขาไม่เคยเห็นรูปลักษณ์ที่ไร้รอยตำหนิของเธอ แล้วจะมองใบหน้าหลังคืนสภาพเช่นนี้ออกได้อย่างไรเล่า?
หลังนั่งอยู่ใต้โต๊ะในร้านไปนานสักพัก เธอถึงจะออกมาจากด้านใน มองซ้ายแลขวา ไปยังโรงเตี๊ยมอย่างรวดเร็ว
หามาทั้งคืน ฮุยหลางกับอิ่งอีก็ไม่อาจหาร่องรอยเฟิ่งจิ่วได้พบ อันที่จริง เมืองลิ่วเต้ามีคนอยู่หลายล้าน ในเมืองยังแบ่งเป็นหลายเขตมากมาย ทุกอาณาเขตอย่างน้อยก็มีเป็นแสนๆคน จะตามหาเบาะแสคนคนหนึ่งท่ามกลางหลายแสนคนนี้ จะพูดง่ายๆได้อย่างไร?
เมื่อรอถึงวันรุ่งขึ้น ทั้งสองคนก็กลับมายังเรือนที่พำนัก รายงานกับนายท่านในห้องหลัก “นายท่าน ข้าน้อยคอยตามหาอยู่ทั้งคืน ล้วนไม่มีข่าวคราวของภูตหมอเลยขอรับ”
“ไม่ต้องหาแล้ว”
เสียงเจ้าตำหนักยมราชลอยออกมาจากในห้อง “ข้ามีวิธีทำให้นางโผล่ออกมาเอง”
ได้ยินคำพูดนี้ ฮุยหลางกับอิ่งอีก็มองหน้ากัน ให้ภูตหมอปรากฏออกมาเอง? เป็นไปไม่ได้กระมัง? เกรงว่าจะสายเกินไปเพราะเขาเอาแต่หลบพวกเขา แล้วจะโผล่หัวออกมาเองได้อย่างไรเล่า?
แต่ว่า นายท่านพวกเขาตลอดมาจะไม่ทำเรื่องที่ตัวเองไม่มั่นใจ หรือว่า จะมีวิธีอะไรที่ทำให้ภูตหมอโผล่ออกมาเองจริงๆ?
ส่วนเฟิ่งจิ่วเวลานี้ หลังจากเข้าไปฝึกวิชาในห้วงมิติตลอดทั้งคืนก็ออกมา ทั่วทั้งร่างกายจึงสดชื่นขึ้นมาชั่วขณะ
วรยุทธ์พลังวิญญาณถึงระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณแล้ว เธอต้องเตรียมตัวให้ดีเพื่อจะพุ่งไปถึงระดับสร้างรากฐาน แม้ยาบางชนิดจะช่วยให้บรรลุขั้นพลังได้ แต่การจะไปถึงระดับสร้างรากฐานยังจำเป็นต้องมียาสร้างฐานพลังถึงจะได้
แต่เม็ดยาชนิดนี้ของโลกนี้ เธอไม่เคยคลุกคลีด้วยมาก่อน อยากจะปรุงยาสร้างฐานพลัง ของใช้ที่จำเป็นก็มีไม่น้อยเลย
เดิมทีคิดว่าเมืองลิ่วเต้านี้เป็นเมืองหนึ่งที่รุ่งเรืองยิ่งนัก จะรวบรวมซื้อของใช้ปรุงยาที่นี่ก็ได้ แต่ตอนนี้ยังถูกเจ้าตำหนักยมราชเพ่งเล็งอยู่ ลองคิดไปก็รู้สึกหัวโตแล้ว
เจ้าตำหนักยมราชท่านนี้ ไยจึงเป็นเงาตามติดไม่คิดปล่อยเช่นนี้?
หลังเปลี่ยนสวมชุดแดงก็ออกมา เดินเข้าไปยังร้านค้าของชั้นดีแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า กระโจมสมบัติ
“คุณชาย เชิญด้านในขอรับ ดูได้ตามสบาย หากเจอของที่ชอบค่อยมาเจรจาราคากัน” เจ้าของร้านพูดยิ้มๆอยู่ข้างๆ พาเฟิ่งจิ่วเข้าไปด้านใน
สายตาเธอมองผ่านในตู้ไปคร่าวๆสักพัก เอ่ยถามว่า “เจ้าของร้าน ที่นี่พวกเจ้ามีเตาปรุงยาหรือไม่?”
ตอนที่ 234: ติดกับเสียเอง!
“เหอะๆ มีๆๆ ข้าจะหยิบมาให้คุณชายดูนะขอรับ”
เจ้าของร้านยิ้มตอบรับ หยิบกระถางสามขาใบเล็กจากด้านในตู้หน้าร้านมาจัดวางไว้ตรงหน้าเฟิ่งจิ่ว “เชิญคุณชายดู นี่คือกระถางปรุงยาที่เป็นอุปกรณ์วิญญาณระดับเก้า เหมาะสำหรับผู้ฝึกตนที่เพิ่งเริ่มเรียนปรุงยาเป็นที่สุด”
เฟิ่งจิ่วหยิบกระถางสามขาที่ดูเหมือนเตาเครื่องหอมใบนั้นขึ้นมาดู ถามว่า “ของเล่นพรรค์นี้ใช้ปรุงยาได้ด้วยรึ?”
ได้ยินคำพูดนี้ เจ้าของร้านก็อึ้งไป รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งทื่อเล็กน้อย มองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง พูดยิ้มๆว่า “คุณชาย นี่เป็นอุปกรณ์วิญญาณระดับเก้า ขอแค่ปล่อยพลังวิญญาณเข้าไปก็สามารถใช้การได้ หลังปล่อยพลังเข้าไปกระถางเล็กๆนี้จะใหญ่ขึ้น สามารถปรุงยาได้แน่นอนขอรับ”
“ระดับเก้า? เหมือนจะเป็นระดับต่ำสุดรึเปล่า? มีที่ดีกว่านี้หน่อยหรือไม่?”
“คุณชายลองดูชิ้นนี้ นี่เป็นเตาปรุงยาระดับเจ็ด ชิ้นนี้เป็นผลงานของปรมาจารย์ยอดนักหลอม ไม่ว่ารูปลักษณ์หรือคุณภาพล้วนเป็นสินค้าชั้นดี ยังมีชิ้นนี้อีก นี่คือกระถางมังกรคู่ เป็นเตาปรุงยาระดับหก และเป็นผลงานระดับยอดปรมาจารย์เช่นกัน คุณชายลองดูได้ว่าชอบชิ้นไหน”
เจ้าของร้านหยิบเตาปรุงยาใบเล็กๆสองสามใบขึ้นมาวาง เสนอให้เฟิ่งจิ่วเลือก
เธอหยิบเตาปรุงยาใบนั้นขึ้นมาดู ถามว่า “ระดับหกนี่ราคาเท่าไหร่รึ?”
“เหอะๆ ชิ้นนี้เป็นอุปกรณ์วิญญาณระดับหก ราคาอยู่ที่แปดหมื่นแปดพันแปดร้อยแปดสิบแปดทอง หากคุณชายต้องการอย่างใจจริง ข้าก็ปัดเศษให้ได้ เหลือแค่แปดหมื่นแปดพันแปดร้อยแปดสิบทองขอรับ”
“แพงถึงเพียงนี้เชียว?”
เฟิ่งจิ่วมองเจ้าของร้านด้วยความตกตะลึง “เตาเครื่องหอมเล็กๆเช่นนี้ราคาแปดหมื่นแปดพันแปดร้อยแปดสิบทอง? นี่มันขูดรีดกันชัดๆ!”
เจ้าของร้านได้ยินก็กระตุกมุมปาก “คุณชาย นี่ไม่ใช่เตาเครื่องหอม เป็นเตาปรุงยา และเป็นอุปกรณ์วิญญาณ ทองแปดหมื่นแปดพันแปดร้อยซื้อเตาปรุงยาระดับหกหนึ่งชิ้น ราคานี้ถือว่ายุติธรรมมากแล้วขอรับ”
เฟิ่งจิ่วส่ายหน้า “แพงเกินไป ข้าซื้อไม่ไหวหรอก! ก้อนเงินร้อยก้อนถึงจะเท่าหนึ่งทอง ราคาแปดหมื่นกว่าทองนี้ ต้องนับเป็นกี่ก้อนเงิน? ของชิ้นนี้ช่างผลาญเงินเหลือเกิน”
อันที่จริง เขาเห็นคุณชายชุดแดงผู้นี้ท่าทางไม่ธรรมดา หน้าตาเช่นคุณชายผู้สง่างามสูงศักดิ์ เดิมนึกว่าเป็นลูกชายวงศ์ตระกูลชนชั้นสูงที่ไม่เคยขาดเงิน ใครจะรู้…
เฟิ่งจิ่วหันสายตาไป เอ่ยถามทั้งหรี่ดวงตายิ้ม “เจ้าของร้าน ที่นี่เจ้ามีตำราหลอมอุปกรณ์ขายหรือไม่?”
ของชิ้นนี้แพงถึงเพียงนี้ หากหลอมเองได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องประหยัดเงินไปหนึ่งก้อน ตัวเองยังสามารถใช้การหลอมอุปกรณ์มาหาเงินได้อีกด้วย คิดๆแล้วก็ไม่เลวเลย
เจ้าของร้านผงะไปสักพัก หลังมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง ถึงจะกล่าวว่า “มีคนมาวางขายไว้ที่นี่เล่มหนึ่ง ราคาแค่หนึ่งร้อยทอง ท่านลองดูหน่อยเถอะ!” เขาหยิบตำราเก่าๆเล่มหนึ่งออกจากตู้ยื่นมาข้างหน้า
เฟิ่งจิ่วรับมาพลิกอ่านคร่าวๆพักหนึ่ง เห็นด้านในทุกหน้าล้วนมีการจดบันทึก จึงมองที่เจ้าของร้าน “เก่าขนาดนี้ก็หนึ่งร้อยทองรึ? ห้าสิบทองแล้วกัน ข้าซื้อ!”
เจ้าของร้านมุมปากกระตุก บอกว่า “ข้าว่าคุณชาย ท่านตัดราคาโหดร้ายเกินไปแล้วกระมัง? พอเอ่ยปากก็ตัดลงครึ่งราคา จะให้พวกข้าทำมาหากินเช่นไรเล่า? เช่นนี้เถอะ! หากท่านต้องการจริงๆ เอาไปแปดสิบทองละกัน ไม่ถึงแปดสิบข้าก็ไม่ขายแล้ว”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วแย้มยิ้ม ล้วงเงินออกมาซื้ออย่างเต็มใจ หลังเก็บตำราเล่มนั้นขึ้นมา ก็หันตัวเดินออกไป
ทว่า เพิ่งออกจากร้านมาก็เห็นเงาร่างอันคุ้นเคย เมื่อพบเงาร่างนั้น ดวงตาเธอเป็นประกาย เผยรอยยิ้มวิ่งเข้าไปหาคนคนนั้น ขณะเดียวกันก็ตะโกนยกเสียง
“ท่านอา!”
เมื่อหลิงโม่หานที่กำลังเดินหันหลังให้เฟิ่งจิ่วอยู่บนถนนใหญ่ได้ยินเสียงนี้ ดวงตาที่หรี่ลงก็ฉายประกาย มุมปากยกยิ้มขึ้นน้อยๆอย่างไม่อาจสังเกตเห็นได้…
ตอนที่ 235: เจ้าตำหนักยมราชผู้ร้ายกาจ!
เขาหันตัวไป มองเงาร่างสีแดงเร่งฝีเท้าวิ่งมาทางเขา อารมณ์ดีตีปีกบินขึ้นมาอย่างยากจะอธิบาย แต่ท่าทีบนใบหน้ากลับเคลือบแคลงและเฉยเมยเป็นที่สุด
“เจ้าคือ?”
“ข้าไง! ภูตน้อยขอรับ” เธอขยิบตาให้เขา ใบหน้าท่าทางระรื่นยิ่งนัก “ท่านอา ทำไมท่านมาอยู่ที่นี่เล่า?”
ได้ยินคำพูดนี้ หลิงโม่หานก็เผยความตื่นตะลึงออกมาได้ทันท่วงที “เจ้าคือภูตหมอรึ?”
น้ำเสียงเขากดเบาลงบางส่วน มองไปบริเวณรอบๆ “หน้าเจ้า…”
“แหะๆ รักษาหายแล้วขอรับ! เป็นยังไง? รูปงามเลิศเลอหล่อเหลาไม่มีใครเทียบได้เลยใช่หรือไม่?” เธอพูดยิ้มๆอย่างหลงตัวเอง
แววตาลึกล้ำของหลิงโม่หานจับจ้องบนผิวขาวราวหิมะอันนุ่มลื่นนั้น มองรูปโฉมงามเลิศเสียเต็มตา รอยยิ้มฉายแวบผ่าดวงตาน้อยๆอย่างรวดเร็ว บอกอย่างมีความหมายลึกซึ้ง “อืม ช่างน่าตกตะลึงยิ่งนัก”
เฟิ่งจิวมองไปรอบๆ กล่าวว่า “มีคนกำลังตามหาข้าอยู่ บนถนนใหญ่นี้ไม่ค่อยปลอดภัย พวกเราหาที่นั่งคุยกันเถอะ! ข้าจะเลี้ยงข้าวท่านเอง ว่ายังไงล่ะขอรับ?”
“ได้สิ” เขาพยักหน้าขานรับ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่อาจสังเกต
“งั้นไปกันเถอะขอรับ! ด้านหน้านี้มีร้านเหล้าอยู่ร้านหนึ่ง” เฟิ่งจิ่วพูดจบ ก็พาเขาเดินไปยังร้านเหล้าด้านหน้า
ทว่าหลังรอพวกเขาสองคนเดินไป ฮุยหลางกับอิ่งอีที่โผล่ออกมาจากมุมมืดก็เบิกดวงตาโต สีหน้าเหลือเชื่อ
ฮุยหลางพูดพึมพำ “นายท่านบอกว่ามีวิธีทำให้ภูตหมอโผล่หัวมาเอง นึกไม่ถึง ว่าจะทำให้ภูตหมอออกมาได้จริงๆ!”
อิ่งอีพูดไม่ออก บอกว่า “นายท่านร้ายกาจเกินไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะคิดวิธีนี้ได้ หากโดนภูตหมอหลอก นายท่านก็ยังได้ประโยชน์จากเขาอยู่ดี”
นึกถึงท่าทางเฉยเมยของนายท่านที่ทั้งเคร่งขรึมและเย็นชา อิ่งอีก็ปรามาสอยู่ในใจ ‘เดาว่านายท่านคงสุขใจล้นฟ้า ยังแสร้งทำท่าทางประหลาดใจอย่างตกตะลึงอีก’
“พวกเราต้องตามไปดูหรือไม่?” ฮุยหลางใช้ศอกกระทุ้งอิ่งอีทีหนึ่งพลางเอ่ยถาม
“ตามไปรึ?” อิ่งอีเหลือบมองเขา “เจ้าไม่กลัวทำนายท่านเสียเรื่องรึ?”
ได้ยินคำพูดนี้ ฮุยหลางถึงจะหยุดครุ่นคิด “งั้นพวกเราจะกลับไปก่อน?”
“อืม ไปกันเถอะ! ภูตหมอรอบคอบนัก! หากพวกเราตามไป จะต้องสังเกตเห็นแน่นอน กลับไปรอข่าวคราวนายท่านก่อนเถอะ” อิ่งอีพูดจบ ก็จากไปพร้อมกับเขา
ทางอีกด้าน เฟิ่งจิ่วกับหลิงโม่หานมานั่งลงยังห้องส่วนตัวของร้านเหล้า หลังสั่งอาหารสองสามอย่าง เธอก็ถามว่า “ท่านอา ท่านไม่ต้องกลับไปสำนักศึกษาหมอกดารารึ? ทำไมถึงมาอยู่เมืองลิ่วเต้านี้ขอรับ?”
หลิงโม่หานรินเหล้า กล่าวว่า “แม้ข้าเป็นอาจารย์สำนักศึกษาหมอกดารา แต่ข้าก็ได้เอกสิทธิ์ ไม่ต้องอยู่ที่สำนักศึกษาบ่อยๆ”
เขารินเหล้าให้นาง ถามว่า “เจ้าว่ามีคนตามหาเจ้าอยู่ หรือว่าเป็นคนของตำหนักยมราช?”
“เป็นพวกเขานั่นแหละ เจ้าตำหนักยมราชท่านนั้นก็เป็นเงาตามติดไม่คิดปล่อย ข้าหนีออกมาแล้วยังไล่ตามมาตลอดทาง นึกไม่ถึงว่าจะพบเขาที่นี่ โชคยังดี ที่ข้าเผ่นหนีมาได้”
เธอเอ่ยอย่างภูมิอกภูมิใจ “อยากจะหาคนคนเดียวในเมืองลิ่วเต้า ต่อให้เป็นนายเหนือหัวแห่งตำหนักยมราช เดาว่าก็คงไม่ง่ายดายเพียงนั้น”
เป็นเงาตามติดไม่ปล่อยรึ?
หลิงโม่หานที่หลุบตาลงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ตามที่ได้ยินมา เจ้าตำหนักยมราชนี้ลักลับยิ่งนัก คนมากมายล้วนไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเขา เจ้าถูกจับไปเนิ่นนานเพียงนั้น มีโอกาสได้พบเขาหรือไม่เล่า?”
“ถ้าเห็นน่ะเห็นแล้ว ไม่ต้องพูดถึง จริงๆเขาหน้าตาน่าทำให้คนน้ำลายสอ แต่ก็อันตรายเกินไปนัก จึงทำได้เพียงมองอยูไกลๆ ไม่อาจเข้าไปสัมผัสใกล้”
เธอถอนใจพูดพลางส่ายหน้า สีหน้าเศร้าสร้อย
ทว่าหลิงโม่หานที่ได้ยินคำพูดนี้มุมปากกระตุก ชำเลืองมองสาวน้อยที่หื่นกามแต่ไร้ความกล้า ยิ้มอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
ตอนที่ 236: หอร้อยทรัพย์!
เขาหลับตาลง จิบเหล้า น้ำเสียงทุ้มต่ำเปล่งออกมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน “ข้าว่าเจ้ายังมีชีวิตออกมาจากตำหนักยมราชได้ คิดแล้ว ตำหนักยมราชนั้นก็ไม่ได้ปฏิบัติกับเจ้าเลวร้ายนัก”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็ชำเลืองมองเขา เห็นเคราหนาเตอะล้วนบดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง จึงไม่อาจมองหน้าจริงได้ชัดเจน สายตาอดไม่ได้ที่จะวนจับจ้องรอบใบหน้าเขา พินิจมองกลับไปกลับมา
เห็นคิ้วและดวงตาเขาคุ้นตาอยู่บางส่วน หัวใจพลันเต้นรัว รอยยิ้มตรงมุมปากแข็งกระด้างเล็กน้อย น้ำเสียงกลับยังคงเกียจคร้านเช่นนั้น เอ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง “ท่านอา ท่านอายุเท่าไหร่กันแน่? ไว้เคราดกเพียงนี้ไม่รำคาญ ไม่ร้อนหรือขอรับ?”
หลิงโม่หานเงยหน้าชำเลืองมองนาง บอกว่า “ชินแล้ว”
“โอ้! ชินแล้วนี่เอง!”
เธอยิ้มๆ ช่วยเขารินเหล้า “มาๆๆ ดื่มเหล้ากัน ยากนักที่จะได้พบท่านที่นี่ จริงด้วยท่านอา ท่านมาทำอะไรที่เมืองลิ่วเต้ารึขอรับ?”
“มาทำธุระนิดหน่อย” เขาเห็นเธอยกถ้วยเหล้าขึ้นดื่ม ขมวดคิ้วเบาๆ บอกว่า “ท้องว่างอย่าเพิ่งดื่มเหล้า กินอาหารหน่อยเถอะ” พูดจบ ก็ช่วยคีบพวกอาหารไปไว้ในชามตรงหน้านาง
เห็นเขาที่กระตือรือร้นเกินเหตุ เฟิ่งจิ่วก็พยักหน้ายิ้มเหยเก “ขอรับ”
ทั้งสองกินอาหารเงียบๆ พูดไม่กี่คำเป็นบางครั้งคราว ทว่าหลิงโม่หานก็ทำเหมือนตัวเองไม่ใช่คนอื่นคนไกลโดยสิ้นเชิง ช่วยเธอคีบอาหารอยู่เรื่อง
“กินให้เยอะๆหน่อย”
มองอาหารในชามกองกันเสียจนเหมือนภูเขาเล็กๆ แล้วเห็นเขาคีบตะเกียบมาอีก จึงรีบร้อนปรามไว้ “ท่านอา ไม่ต้องช่วยข้าคีบแล้ว ท่านดูสิเยอะขนาดนี้ ข้ากินไม่หมดหรอกขอรับ”
ฟังคำพูดนี้ หลิงโม่หานถึงจะสังเกตว่าอาหารในชามตรงหน้านางกองกันเป็นภูเขาเล็กๆแล้วจริงๆ กระแอมไปเบาๆอย่าง.อดไม่ได้ หลับตาลงด้วยความอึดอัดใจอยู่บ้าง ก่อนตัวเองจะกินขึ้นมา
เฟิ่งจิ่วที่เห็นภาพเช่นนี้หรี่ดวงตาลงยิ้ม หันสายตาเล็กน้อย บอกว่า “ท่านอา ท่านคุ้นเคยกับเมืองลิ่วเต้านี้ใช่หรือไม่? ประเดี๋ยวข้าจะไปซื้อพวกวัตถุดิบหลอมอุปกรณ์ ท่านลองพาข้าไปดูหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?”
“ได้เลย” เขาเอ่ยพลางพยักหน้า
ดวงตาเธอเป็นประกาย บอกทันทีว่า “งั้นก็ดี พวกเรากินเสร็จค่อยไปนะขอรับ”
เห็นสองตานางแวววาว หลิงโม่หานอดถามไม่ได้ “เจ้าไม่กลัวเจอพวกคนของตำหนักยมราชที่ตามหาเจ้าแล้วรึ?”
“ข้ามีท่านอาอยู่ตรงนี้แล้วไม่ใช่หรือขอรับ?”
เธอมองเขาทั้งหรี่ตายิ้ม กล่าวว่า “ท่านอา ท่านคงไม่นิ่งดูดายมองข้าโดนจับไปใช่หรือไม่ขอรับ?”
หลิงโม่หานไม่ตอบรับ แต่หลังจากเช็ดๆมุมปาก ก็บอกว่า “ไปกันเถอะ!” สิ้นสุดน้ำเสียง สาวก้าวเดินไปด้านนอก
เฟิ่งจิ่วลุกขึ้นยืนตาม มองเงาร่างที่สาวเก้าเดินอยู่ด้านหน้า แววตาสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้น ค่อยเร่งฝีเท้าตามไป
หลังมาจ่ายเงินยังชั้นล่าง ภายใต้การนำทางของหลิงโม่หาน ก็มาถึงตึกร้านค้าชั้นดีแห่งหนึ่งที่มีสองหน้าร้าน
เห็นตึกที่มีประมาณสามชั้น รวมถึงประตูหน้าที่ตกแต่งเสียจนดูดีมีระดับ สายตาเธอจับจ้องบนคำสามคำตรงกลาง “หอร้อยทรัพย์? ท่านอา ของที่นี่จะแพงมากหรือไม่? แพงเกินไปข้าซื้อไม่ไหวนะขอรับ!”
หลิงโม่หานที่ได้ยินคำพูดนี้เหลือบมองเธอ จากนั้น ค่อยสาวก้าวเดินเข้าไป “ลองเข้ามาดูเถอะ!”
เฟิ่งจิ่วที่มาด้านในถึงจะพบว่า ของในร้านกระโจมสมบัติอะไรนั่นก่อนหน้านี้เทียบกับหอร้อยทรัพย์นี้แล้ว ช่างเหมือน.มดกับช้างเลยจริงๆ แตกต่างกันเกินไปแล้ว
“เจ้าของร้าน กระถางนี้พวกเจ้าขายยังไงรึ?”
เธอถามพลางชี้ไปที่กระถางใบเล็กๆด้านในตู้หน้าร้าน เพราะเห็นเครื่องหมายด้านล่างนั้น นี่เป็นอุปกรณ์วิญญาณระดับสี่ ซ้ำยังสงสัยอยู่บ้างจริงๆ ว่ากระถางเล็กอุปกรณ์วิญญาณระดับสี่นี้จะขายได้ราคาเท่าไหร่?
ตอนที่ 237: เชิดเงินหนี!
“ชิ้นนี้เป็นอุปกรณ์วิญญาณระดับสี่ ราคาสี่แสนสองหมื่นแปดพันทองขอรับ” เจ้าของร้านพูดอยู่ข้างๆ หลังจากมองสองคนแวบหนึ่ง ก็ถามว่า “ไม่รู้คุณชายอยากจะหาอุปกรณ์วิญญาณประเภทไหนรึ? ข้าช่วยคุณชายแนะนำได้นะขอรับ”
ได้ยินราคานั้น เฟิ่งจิ่วดึงสายตากลับมาทันที มองไปที่เจ้าของร้าน บอกว่า “ข้าต้องการซื้อพวกแท่งเหล็กทอง ไม่ทราบว่าพวกเจ้าที่นี่มีหรือไม่?”
“มีขอรับ คุณชายโปรดรอสักครู่” เจ้าของร้านเรียกคนมา ออกคำสั่งไป ไม่นานนัก คนคนนั้นก็หยิบแท่งเหล็กทองชิ้นใหญ่มา
“คุณชาย พวกนี้ท่านว่าพอหรือไม่? หากไม่ด้านหลังยังมีอีกขอรับ”
“ขายยังไงรึ?” เธอพินิจมองแท่งเหล็กทอง เห็นว่ามันไม่ต่างอะไรกับเหล็กทั่วไปเลย
เจ้าของร้านพูดยิ้มๆ “เหอะๆ มันไม่ใช่ของล้ำค่าอะไร ชิ้นใหญ่นี้แค่สิบทองก็พอขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเดินมาข้างๆ กดเสียงเบาลงถามว่า “ท่านอา ของนี่ถูกต้องหรือไม่?”
หลิงโม่หานเหลือบมองนาง ถามว่า “เจ้าคิดจะซื้อเจ้านี่กลับไปศึกษาการหลอมอุปกรณ์รึ?”
“ใช่ขอรับ! เดิมข้าจะซื้อเตาปรุงยา แต่มันแพงเกินไป ข้าซื้อไม่ไหว ดังนั้นจึงอยากลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง ว่าจะสามารถหลอมเตาปรุงยาออกมาใช้ได้หรือไม่ เป็นยังไง? ความคิดข้านี้ไม่เลวเลยใช่ไหมขอรับ?”
เห็นท่าทางนางภูมิอกภูมิใจ เขาก็แอบส่ายหน้ากับตัวเอง มายังข้างตู้หน้าร้าน ชี้ที่เตาปรุงยาใบหนึ่งด้านใน บอกกับเจ้าของร้านว่า “หยิบเจ้านี่ออกมาให้นาง”
“เหอะๆ ได้ขอรับ” เจ้าของร้านยิ้มขานรับ กำลังจะหยิบเตาปรุงยาใบนั้น ก็ได้ยินเสียงหนุ่มน้อยชุดแดงลอยมา
“ไม่ต้อง ข้าจะซื้อกลับไปเรียนหลอมอุปกรณ์ ไม่เชื่อหรอกว่าจะหลอมออกมาไม่ได้”
เจ้าของร้านผู้นั้นยิ้มๆ บอกว่า “เหอะๆ หลอมอุปกรณ์ไม่ใช่เรื่องที่พูดกันได้ง่ายดายเพียงนั้น อยากจะหลอมเตาปรุงยาระดับสี่ หากไม่มีประสบการณ์เป็นสิบปีก็หลอมออกมาไม่ได้หรอกขอรับ”
เฟิ่งจิ่วสะอึก ชำเลืองมองตัวอักษรด้านล่างเตาปรุงยาใบนั้น ‘อุปกรณ์วิญญาณหนึ่งชิ้น ราคา สองล้านแปดแสนทอง’
“ท่านอา เจ้านี่แพงถึงเพียงนี้ ข้าซื้อไม่ไหวนะขอรับ”
แววลึกล้ำมองผ่านบนร่างนาง เอ่ยว่า “หอร้อยทรัพย์นี้สามารถใช้สิ่งของแลกเปลี่ยนได้”
“ต่อให้ใช้สิ่งของแลกเปลี่ยนข้าก็ไม่มีของมีค่าอะไรที่แลกได้ แต่ว่า ท่านอา ข้าขอปรึกษาหน่อยขอรับ”
เธอขยับเข้าใกล้ข้างกายเขา กดน้ำเสียงเบาลง พูดด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม “พวกเราคุ้นเคยกันเพียงนี้ ให้ข้ายืมหน่อยได้หรือไม่?”
เห็นใบหน้าละอ่อนออดอ้อนเข้ามาใกล้อยู่ตรงหน้า หัวใจเขาก็เต้นแรง หลับตาลงทั้งเลือดลมปั่นป่วนเล็กน้อย ฝืนอดกลั้นตัวเองไว้ถึงจะหักห้ามซึ่งแรงกระตุ้นที่อยากจะโอบกอดนางได้ น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเล็กน้อยในยามนี้
“ยืมข้าได้ แต่ต้องมีดอกเบี้ยนะ”
เห็นท่าทางเพียงชั่วขณะนั้นของเขาเสียเต็มตา แววตาเฟิ่งจิ่วก็ฉายแววน้อยๆ เอ่ยยิ้มๆ “ดอกเบี้ยก็ดอกเบี้ย”
ดังนั้น สุดท้ายหลังเฟิ่งจิ่วหยิบป้ายผลึกสีม่วงที่เขาให้มาซื้อแล้วเก็บข้าวของกองใหญ่เข้าห้วงมิติ รอยยิ้มตรงมุมปากก็ยกขึ้นอย่างไม่อาจหักห้ามไม่ว่ายังไง
“ท่านอา พวกเราไปกันเถอะ!” เธอพูดพลางเชิดใบหน้าประดับยิ้มขึ้น ทว่า เวลาต่อมา สีหน้ากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ซี๊ด!”
เห็นนางกุมท้องทั้งสีหน้าดูไม่ได้นิดหน่อย เขาก็ขมวดคิ้วขึ้นเบาๆ ถามว่า “เป็นอะไรรึ?”
“ท้องข้า… ปวด!”
เธอนิ่วหน้าด้วยสีหน้าดูไม่ดีนัก มองไปที่เจ้าของร้าน “เจ้าของร้าน พวกเจ้าที่นี่มีห้องสุขาหรือไม่?”
เจ้าของร้านนิ่งอึ้งสักพัก จากนั้นค่อยพยักหน้า “มีขอรับ อยู่ด้านหลัง”
เธอมองที่หลิงโม่หาน บอกพร้อมนิ่วหน้า “ท่านอา เดาว่าเมื่อครู่ข้าคงกินเสียจนท้องเสีย ข้าไปเข้าห้องสุขา ท่านรอข้าอยู่ตรงนี้สักครู่ได้หรือไม่ขอรับ?”
“ไปเถอะ!” หลิงโม่หานพูดจบก็เห็นนางวิ่งไปด้านหลัง
จนกระทั่งเขาที่กำลังรอเป็นเวลาเกือบหนึ่งก้านธูปก็ไม่เห็นนางกลับมา เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงพุ่งไปด้านหลังทันที…
ตอนที่ 238: ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เห็นห้องสุขาที่ว่างเปล่า สีหน้าหลิงโม่หานก็ทะมึนขึ้นมา แววตาลึกล้ำหรี่ลง มีกลิ่นอายอันตรายอยู่บางส่วน
“ดี! ดีมาก! นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้จะหนีไปภายใต้สายตาของข้า ช่างกล้าไม่น้อยเลย!”
น้ำเสียงนั้น มีความขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่บ้าง
คิดๆ แล้วก็ใช่ เขาปรากฏตัวด้วยตัวตนหลิงโม่หาน ใครจะรู้ว่านี่ยังไม่ถึงครึ่งวัน ไม่นึกเลยว่านางจะมองออกถึงสิ่งผิดปกติ โดนเชิดเงินไปคิดว่าไม่เท่าไหร่ ปัญหาคือ สาวน้อยคนนั้นหนีไปอย่างคาดไม่ถึงอีกแล้ว!
เขาลูบๆเคราตรงคางทั้งใบหน้าหม่นหมอง นางจำเขาได้ยังไงกันแน่? แล้วจำได้ตั้งแต่เมื่อไร่?
หรือว่า ในขณะที่เขาวางแผนปรากฏตัวด้วยตัวตนหลิงโม่หาน นางก็วางแผนซ้อนแผนไว้แล้ว?
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่กลับถึงโรงเตี๊ยมนอน.ลงบนเตียงทันที ตบๆหน้าอก.ถอนหายใจเบาๆ แม้จะกลับมาโรงเตี๊ยมและปิดตัวอยู่ในห้องปีก หัวใจยังคงเต้นแรงตึกตัก
จะตื่นเต้นเกินไปแล้ว!
ไม่นึกเลยว่าท่านอาจะเป็นเจ้าตำหนักยมราช! และยิ่งนึกไม่ถึงว่าเธอจะส่งตัวเองไปติดกับ! โชคดีที่รู้ทันซ้ำยังเผ่นหนีมาได้ ไม่งั้นรับประกันว่าเธอต้องตกอยู่ในเงื้อมมือเขาแน่!
ก็ว่าสิ! รูปร่างทั้งสองคนจะคล้ายกันเช่นนั้นได้อย่างไร? แม้แต่คิ้วกับดวงตายังเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน หนำซ้ำก่อนหน้านี้เจ้าตำหนักยมราชมาปรากฏตัวในเมืองลิ่วเต้า ท่านอาคนนี้ก็โผล่มาที่นี่ด้วย
หอโอสถของเจ้าตำหนักยมราชกำลังศึกษายาแก้พิษเหมันต์พันปี ในตัวท่านอาก็มีพิษเหมันต์พันปี ช่างบังเอิญเสียเหลือเกิน หากเธอไม่โต้ตอบเดาว่าคงได้กลายเป็นคนโง่จริงๆ
“ไม่ได้การล่ะ คงอยู่เมืองลิ่วเต้านี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ตอนนี้ของก็ซื้อมาเกือบครบ ไปหาเหลิ่งซวงที่ตลาดมืดก่อนดีกว่าค่อยว่ากัน”
เธอพลิกตัวผุดลุกขึ้นจากเตียง เดินมารินน้ำดื่มข้างโต๊ะ ถึงจะลงตึกมาจ่ายค่าห้องกับเจ้าของร้าน จากนั้นค่อยมายังคอกม้าด้านหลังตามการนำทางของเจ้าของร้าน ใครจะรู้…
“นี่ม้าข้ารึ?”
เฟิ่งจิ่วมองม้าสีขาวที่เจ้าของร้านจูงออกมา เลิกคิ้วเบาๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มกลับมาไม่ถึงนัยน์ตา
เจ้าของร้านตกใจ ถามว่า “หรือนี่ไม่ใช่ม้าของคุณชาย? ข้าได้ยินเสี่ยวเอ้อร์บอกว่าม้าคุณชายสีขาว ที่นี่ก็มีแค่ม้าสีขาวตัวนี้ตัวเดียวนะขอรับ!”
“แล้วเสี่ยวเอ้อร์ล่ะ?”
“เขาลาออกไปเมื่อเช้านี้…” พูดถึงตรงนี้ เจ้าของร้านก็เปลี่ยนสีหน้า “หรือว่าเขาสับเปลี่ยนขโมยม้าของคุณชาย?”
“ม้ารึ? เหอะ!”
เฟิ่งจิ่วยิ้มเยือกเย็น “ม้าของข้าเป็นสัตว์วิญญาณ ไม่ใช่ม้าธรรมดา”
พอตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา เจ้าของร้านก็รีบร้อนบอกว่า “ขออภัยจริงๆขอรับ คุณชายเข้ามาพักที่นี่ไม่ควรเกิดเรื่องเช่นนี้ เป็นความผิดพลาดในการจัดการของพวกเรา คุณชายรออีกสักครู่ ข้าจะรีบให้คนไปตามหาที่บ้านเสี่ยวเอ้อร์คนนั้นเดี๋ยวนี้ เขาเพิ่งลาออกไปเมื่อเช้า ตอนนี้คงยังอยู่ที่บ้าน”
เห็นว่าเจ้าของร้านไม่รู้เรื่องรู้ราว สีหน้าเธอถึงจะใจเย็นลง บอกว่า “ให้คนพาข้าไปเถอะ!”
เจ้าของร้านเร่งรีบขานรับ กำชับคนให้คอยดูแลโรงเตี๊ยม ส่วนเขาก็พาเฟิ่งจิ่วไปที่บ้านเสี่ยวเอ้อร์คนนั้นด้วยตัวเอง แต่ว่า บนถนนใหญ่พวกเขาเห็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มกำลังเดินเลี้ยวเข้าไปในตรอก
“เป็นเขา! เขาอยู่ตรงนั้น!” เจ้าของร้านชี้ เพิ่งพูดจบ ก็เห็นเงาร่างสีแดงข้างกายแวบไปทางด้านหน้า เห็นเช่นนี้ เขาจึงรีบร้อนตามไป
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เมื่อฮุยหลางกับอิ่งอีเห็นนายท่านพวกเขากลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก รู้สึกแปลกใจอย่างอดไม่ได้
สองคนมองหน้ากันแวบหนึ่ง ฮุยหลางชะงักไปสักพัก เอ่ยถามอย่างระแวดระวัง “นายท่าน ภูตหมอล่ะขอรับ? ทำไมไม่พาเขากลับมาด้วย?”
ตอนที่ 239: เหล่าไป๋โดนขโมย!
คำพูดนี้เพิ่งกล่าวจบ ก็เห็นนายท่านเขากวาดมองมาอย่างเย็นชา สายตานั้น มองเสียจนเขาขนลุกอยู่ลึกๆ ในใจ
หรือว่า จะเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นอีก? สงสัยอยู่ในใจ กลับไม่กล้าเอ่ยถาม
นายท่านมักให้ความสนใจกับเรื่องของภูตหมออย่างไม่คาดคิด เดิมนึกว่าไม่ว่ายังไงคงต้องรอจนเย็นค่ำนายท่านถึงจะกลับมา ใครจะรู้ว่ายังไม่ถึงครึ่งค่อนวันก็กลับมาแล้ว เดาว่า คงเกิดข้อผิดพลาดขึ้นจริงๆ
แต่ว่า มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? หรือภูตหมอจะทำอะไรไม่ดีกับนายท่าน?
ทั้งสองโอบกอดความรู้สึกกระวนกระวาย มองนายท่านเดินเข้าห้องปิดประตูโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวพร้อมด้วยสีหน้าหม่นหมอง
ผ่านไปสักพัก สองคนถึงจะมองหน้ากันแวบหนึ่ง เดินมานอกเรือนพูดคุยขึ้นเสียงเบา
“เจ้าว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น?” ฮุยหลางมองอิ่งอีพลางถาม
อิ่งอีครุ่นคิด บอกว่า “ต้องเกี่ยวกับภูตหมอแน่ๆ ไม่งั้นสีหน้านายท่านคงไม่ดูไม่ได้เพียงนั้น”
“เจ้าบอกเองนะ! ไม่ให้ตามไปแต่แรก หากพวกเราแอบๆตาม คงได้รู้ว่าระหว่างนายท่านกับภูตหมอมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่!”
คิดไปคิดมา อิ่งอีก็เอ่ยกดเสียงเบาลง “ไม่งั้นเอาอย่างนี้ เจ้าออกไปสอบถามเสียหน่อย? หลังจากพวกเรากลับมานายท่านเคยไปที่ไหนมาบ้าง? แล้วภูตหมอนั่นไปไหนแล้ว? ในเมืองลิ่วเต้านี้ก็มีคนของพวกเราอยู่ เรื่องนี้ตรวจสอบไม่ยากหรอก”
“ตรวจสองเรื่องวันนี้ของนายท่าน? นี่… ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กระมัง?” ฮุยหลางสีหน้าลำบากใจ “หากนายท่านรู้เรื่องเข้า พวกเราทำอะไรไปต้องรับผลที่ตามมาด้วยนะ!”
“เจ้าเป็นคนใกล้ชิดนายท่าน ข้าเป็นองครักษ์อิ่งของนายท่าน เจ้าเห็นนายท่านกลับมาสีหน้าดูไม่ได้เพียงนี้ หรือว่าพวกเราไม่ควรทำให้สถานการณ์มันชัดเจนหรอกรึ? ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้เป็นไปได้มากว่าจะเกี่ยวกับภูตหมอ หากไม่กล้าตรวจสอบเบาะแสวันนี้ของนายท่าน งั้นก็ตรวจสอบภูตหมอเถอะ”
ฟังเขาพูดถึงเพียงนี้ คล้ายจะมีเหตุผลอยู่บางส่วน ด้วยเหตุนี้ ฮุยหลางจึงพยักหน้า “ได้ งั้นข้าจะลองไปเดี๋ยวกลับมา”
เดินออกไปไม่กี่ก้าวกลับชะงักลง มองอิ่งอี ถามว่า “ทำไมเจ้าไม่ไปเล่า? เรื่องนี้เจ้าไปเองก็ได้นี่!”
อิ่งอีมองเขา บอกว่า “ข้าต้องคอยเฝ้านายท่านอยู่ในนี้!”
“ข้าก็เฝ้านายท่านอยู่ในนี้ได้เหมือนกัน เจ้าไปตรวจสอบสิ กลับมาข้าจะได้ไม่โดนทำโทษอีก” ฮุยหลางเดินกลับมา ส่งสัญญาณให้เขาไป
“เจ้าไม่ไปจริงรึ?”
“ไม่ไป!” ฮุยหลางส่ายหน้า คิดว่านี่ไม่ใช่ธุระกงการอะไร
“เจ้าไม่ไปข้าไป แต่ว่าหลังกลับมาอย่าถามข้าแล้วกัน”
“ทำไมเล่า?”
อิ่งอีเดินออกไปพลางบอก “เพราะข้าจะตรวจสอบแค่ภูตหมอ” ตรวจสอบแค่ภูตหมอ ต่อให้นายท่านรู้ก็ไม่เป็นไร
“คนทรยศ!” ฮุยหลางสบถเบาๆ มองเขาเดินไกลออกไป ก็กลับมาเฝ้าอยู่ในเรือน
อีกด้านหนึ่ง ภายในตรอก
เฟิ่งจิ่วเหยียบบนหลังเสี่ยวเอ้อคนนั้น โน้มตัวลงเล่นมีดสั้นในมือ มองเสี่ยวเอ้อที่สีหน้าซีดเผือดและหวาดกลัวนอนอยู่บนพื้น
“เจ้าเอาม้าข้าไปไว้ไหนเสียแล้วเล่า?”
“ม้า ม้าอะไรขอรับ? ข้า ข้าไม่รู้… อ๊าก!”
ยังพูดไม่ทันจบ เสียงกรีดร้องอันรุนแรงก็ดังขึ้น
เพียงเห็นว่า หลังมือเสี่ยวเอ้อที่นอนอยู่บนพื้นนั้นถูกมีดสั้นแทงทะลุผ่านไป เลือดสดๆไหลออกมาทันที เจ้าของร้านที่ไล่ตามมามองเฟิ่งจิ่วด้วยความตกใจเสียจนร่างกายแข็งทื่อ
“คุณ คุณชาย มีอะไรพูดกันดีๆเถิด อย่าได้ทำกันถึงชีวิตเลยขอรับ”
เฟิ่งจิ่วดึงมีดสั้นออก เช็ดๆเลือด.บนใบหน้าเสี่ยวเอ้อคนนั้น น้ำเสียงที่เชื่องช้าน้อยๆ มีความไม่สนใจใยดีอยู่บางส่วน กลับเย็นเยียบเสียจนน่าสะพรึง
“ม้าของข้าล่ะ?”
เสี่ยวเอ้อผู้สีหน้าขาวซีดกลืนน้ำลายมองมีดสั้นแหลมคมเล่มนั้น กล่าวเสียงสั่นเทา “อยู่ อยู่หอเมฆาทรงเกียรติขอรับ…อ๊าก!”
ตอนที่ 240: การแข่งขันในสนาม!
“หอเมฆาทรงเกียรติรึ?”
เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วขึ้น มองเจ้าของร้านที่กำลังปาดเหงื่ออยู่ข้างๆ “มันเป็นที่ใดกันรึ?”
แต่หลังจากได้ยินชื่อหอนั้น เจ้าของร้านนิ่งไปพักหนึ่ง จากนั้นค่อยออกหน้าเตะเสี่ยวเอ้อสองสามทีอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้าสมควรถูกแทงสักพันครั้ง! มือเท้าช่างสกปรกนัก! นึกไม่ถึงว่าจะเอาม้าลูกค้าไปขายที่หอเมฆาทรงเกียรติ น่ารังเกียจ!”
“ซี๊ด! อ๊าก! เจ้าของร้านอย่าทำข้าเลย คุณชายเมตตาด้วย ข้าน้อยไม่กล้าอีกแล้ว…” เสี่ยวเอ้อร้องไห้อ้อนวอน เวลานี้ไหนเลยจะยังระรื่นชื่นใจที่ได้รับเงินทองมาก่อนหน้าได้อีกเล่า?
คิดว่าคุณชายชุดแดงข้างๆ ยังคงเฝ้ารอคำพูดเขา เจ้าของร้านจึงพูดอย่างอึดอัดไม่สบายใจ “หอ หอเมฆาทรงเกียรติเป็น เป็นสถานที่ที่ลูกหลานตระกูลชนชั้นสูงกับพวกผู้ฝึกตนในเมืองที่ว่างไม่มีอะไรทำมาเที่ยวเล่นผ่อนคลาย ที่นั่นแตกต่างจากสถานที่ทั่วไป พวกเขาจะซื้อพวกสัตว์ร้ายหรือสัตว์วิญญาณเข้าไปให้แขกเหรื่อยิงฆ่า”
ได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาเฟิ่งจิ่วก็หรี่ลง เท้าเหยียบลงบนหลังมือเสี่ยวเอ้อที่บาดเจ็บเลือดไหล น้ำเสียงเยือกเย็นราวน้ำแข็งเปล่งออกมา
“เจ้าขโมยม้าข้าไปได้ยังไง?”
ด้วยนิสัยเหล่าไป๋ที่เกียจคร้านเสียจนกลายเป็นสุนัข แม้แต่ไป๋เสี่ยวยังไม่แน่ว่าจะเรียกให้มันขยับเดินได้ แล้วเสี่ยวเอ้อคนนี้จะพามันไปขายยังหอเมฆาทรงเกียรติได้อย่างไรเล่า?
“ข้า ข้าวางยาลงใน ในกุ้งปลาที่มันกิน จากนั้น จากนั้นค่อยใช้รถล้อลาก ลากไปขอรับ”
เสี่ยวเอ้อตอนนี้มีแม้แต่ใจที่คิดยอมตาย เดิมนึกว่าลูกค้าท่านนี้ไม่น่าสังเกตเห็นว่าม้าหายไปได้เร็วถึงเพียงนั้น ใครจะรู้เขายังไม่ทันวิ่งหนี ก็มาตามหาเสียแล้ว
เฟิ่งจิ่วยื่นมือไปคว้าแขนเขาข้างหนึ่งหักลงมา เพียงได้ยินเสียงกรีดร้องโหดร้ายดังขึ้นทันใด ต่อจากนั้น ก็เห็นเสี่ยวเอ้อเจ็บเสียจนเป็นล้มไปเสียดื้อๆ
เจ้าของร้านตกใจ รีบถามว่า “นี่ นี่จะไม่ถึงตาย ตายรึขอรับ?”
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเสี่ยวเอ้อบนพื้น บอกว่า “เขาเสียแขนไปข้างหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ถึงตายหรอก”
สิ้นสุดน้ำเสียง ก็เอ่ยว่า “หอเมฆาทรงเกียรติอยู่ที่ใด? พาข้าไปสิ”
เจ้าของร้านกลืนน้ำลาย บอกว่า “คุณชาย ของที่เข้าไปในหอเมฆาทรงเกียรติจะไม่กลับมาอีก หนำซ้ำ พวกเขาก็ไม่ใช่ว่าจะยุแหย่กันได้ง่ายๆ…”
“พวกเขายากจะยุแหย่ งั้นข้าง่ายกว่ารึ?”
เธอเหลือบมองเจ้าของร้าน “ม้าข้าหายไปจากโรงเตี๊ยมพวกเจ้า เรื่องนี้ข้าค่อยกลับไปคิดบัญชีกับเจ้า รีบนำทางไปให้ไวหน่อย อย่าเอาแต่ขลาดกลัว”
สุดท้าย เจ้าของร้านก็ทำอะไรไม่ได้ จำใจพาเขามาถึงหน้าหอเมฆาทรงเกียรติ “เป็นที่นี่ขอรับ คุณชาย ข้า ข้าไม่เข้าไปนะขอรับ”
เฟิ่งจิ่วโบกๆมือ ส่งสัญญาณให้เขากลับไปก่อน ส่วนตัวเองก็สาวก้าวเดินเข้าไป มายังลานประลองสัตว์ร้ายกลางแจ้งด้านหลังภายใต้การนำทางของข้ารับใช้
มันคือลานประลองที่ล้อมรอบด้วยกรงเหล็กสูงถึงสามเมตรที่ใช้ขังสัตว์ร้าย มีเต็มๆร้อยกรงขังเหล็ก ภายในยังมีสัตว์ร้ายหรือสัตว์วิญญาณอยู่ร้อยตัว
เวลานี้บริเวณรอบสนามเต็มไปด้วยเสียงปรบมือ ทั่วทั้งสนามแลดูคึกคักยิ่งนัก แม้แต่พวกเสียงการวางเดิมพันและพูดคุยกันยังลอยเข้ามาในหู
“พวกเจ้าว่าคุณชายหลิ่วผู้นั้นทำให้ม้าวิญญาณตัวนี้เชื่องได้งั้นรึ? อย่าพูดไปเลย หากไม่เห็นด้วยตาตัวเอง ก็มองไม่ออกจริงๆ ว่าม้าอ้วนตัวนี้มีความสามารถมากมายเพียงนี้”
“ก็ใช่ ว่ากันว่าเพิ่งซื้อกลับมาเมื่อเช้าตรู่ เดิมทีไม่มีใครสนใจ เพราะม้าอ้วนตัวนั้นนอนขี้เกียจอยู่ตลอด จนกระทั่งสัตว์ร้ายสองสามตัวถูกคนที่จะยิงฆ่ายุให้กระวนหระวาย เสียจนหนีอุตลุดพุ่งไปทางม้าอ้วนตัวนั้น ตอนนั้นทุกคนในสนามต่างคิดว่าประเดี๋ยวม้าอ้วนคงตายแน่แล้ว นึกไม่ถึงว่าจะถูกทำให้ล้มคว่ำ พวกเจ้ามาช้าไม่ทันได้เห็น ภาพนั้นทำให้คนทั้งสนามลุกขึ้นมาโฮ่ร้องเชียวนะ”
“หึ พวกลูกชายตระกูลล้วนชื่นชอบม้าอ้วนนั่น หอเมฆาทรงเกียรติก็ต้องแอบปลื้มใจ ว่าจะทำเงินได้สักเท่าไหร่กัน?”
ได้ยินคำพูดที่ลอยเข้าหูมา เฟิ่งจิ่วมองไปในสนาม ก็เห็นว่าม้าอ้วนตัวนั้นในสนามคือเจ้าหนุ่มเหล่าไป๋นั่นเอง
จบตอน
Comments
Post a Comment