feng ep2221-2240

ตอนที่ 2221: รู้แล้วอย่างไร


หญิงวัยกลางคนที่ล้มอยู่บนพื้นหน้าซีด เหงื่อบนหน้าผากมีขนาดเท่าเม็ดถั่ว นางถูกสกัดจุดที่กระดูกไหปลาร้า เจ็บจนแม้แต่จะพูดก็ยังพูดไม่ได้ ยามนี้พอได้ยินคำถามของเฟิ่งจิ่ว ได้แต่จ้องเธอด้วยสายตาที่ราวกับจะมีไฟลุกไหม้


หากยามนี้นางพูดได้ นางจะต้องถามอย่างเคียดแค้นว่า ‘เจ้าเป็นใครกันแน่? เจ้าคิดจะทำอะไร?’


เรื่องที่นางทำมาเนิ่นนานขนาดนี้ เคยพบผู้ฝึกตนมาก็มากมายนับไม่ถ้วน แม้จะเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งกว่านางจนนางไม่กล้าแตะต้อง ก็ยังไม่เคยมีใครจับได้ว่าที่นี่มีอะไรผิดปกติ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับต่างจากคนอื่น


จับได้ไม่ว่า แต่นางกลับตกอยู่ในกำมือของอีกฝ่าย คิดอย่างไรก็แค้นใจนัก


“พูด!”


เฟิ่งจิ่วตวาด สีหน้าเฉื่อยชาเกียจคร้านพลันเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด ตวัดสายตามองผู้หญิงพวกนั้น กลิ่นอายพลังเร้นลับขุมหนึ่งแผ่ปกคลุมไปยังผู้หญิงสามคนนั้นทันที


หญิงสาวที่ถูกเฟิ่งจิ่วใช้เข็มโจมตีจนร่วงตกกลางอากาศ เดิมลุกขึ้นมานั่งแล้ว แต่ครั้นถูกแรงกดดันโจมตี นางก็รู้สึกเหมือนถูกหินก้อนใหญ่ทับลงมาบนตัว อึดอัดจนหายใจไม่ออก เลือดลมป่วนพล่าน เลือดคำหนึ่งตีขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ


ส่วนผู้หญิงอีกสองคนกลับคุกเข่าลงไปอย่างเข่าอ่อนภายใต้แรงกดดัน พวกนางสองคนที่ตอนแรกไม่คิดจะเอ่ยปาก ยามนี้รีบร้องขึ้นอย่างอ้อนวอน


“พวกข้าบอกแล้ว พวกข้าจะบอก”


เฟิ่งจิ่วเก็บแรงกดดันกลับมา ชำเลืองมองพวกนางสองคน “พูด!”


หญิงสาวสองคนนั้นไม่กล้าหันไปมองหญิงวัยกลางคน ได้แต่ก้มหน้าลง “ท่านอาจารย์ชำนาญการดองเหล้าสมุนไพร ปกตินางมักเอาสัตว์มาแช่เหล้าสมุนไพร หลังจากเติมสมุนไพรเข้าไปก็จะมีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มพลัง ท่านอาจารย์ขายของพวกนี้ให้กับจอมมารตาเดียวคนหนึ่ง ต่อมา…ต่อมาเพราะความต้องการของจอมมารนั่น ท่านอาจารย์เริ่มใช้พวกข้าเป็นเหยื่อ ล่อพวกผู้ฝึกตนเข้ามาในบ้าน ให้พวกเขาดื่มสุราเซียนเมาเข้าไป จากนั้นก็ควักแก่นพลังในของพวกเขา…”


เล่ามาถึงตรงนี้ เสียงของผู้หญิงชุดขาวเบาลงเรื่อยๆ “แก่นพลังในของผู้ฝึกตน ท่านอาจารย์บอกว่าใช้ทำเป็นยาได้ หากดูดซับกลิ่นอายพลังวิญญาณจากแก่นพลังในหมดแล้ว ก็จะช่วยให้วรยุทธ์พัฒนาขึ้น โดยเฉพาะผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับกำเนิดวิญญาณเป็นต้นไป ในแก่นพลังในจะมีวิญญาณต้น เป็นสมบัติล้ำค่าที่หายากมาก ฉะนั้น ฉะนั้น…”


เฟิ่งจิ่วที่นั่งฟังอยู่ขมวดคิ้ว แก่นพลังในของสัตว์อสูรเป็นของมีค่า แก่นพลังในของผู้ฝึกตนยิ่งล้ำค่ากว่า ต้องบอกว่ามีคนมากมายต้องฝึกวรยุทธ์เป็นเวลาหลายสิบปี กระทั่งนับร้อยปีจึงจะก่อกำเนิดแก่นพลังในได้ พวกนางสังหารคนเพื่อเอาแก่นพลังในเช่นนี้ วิธีการโหดเหี้ยมไร้ความเป็นคน คนอย่างนี้ ถึงแม้วันนี้พวกนางจะไม่เจอเธอ อย่างไรสักวันก็ต้องเจอคนที่จะเอาชีวิตพวกนางอยู่ดี


เวลานี้ ต้วนเยี่ยที่ขับเคลื่อนลมปราณจนเหงื่อออกไปทั้งตัวเดินออกมา จ้องหน้าพวกนั้นด้วยแววตาเย็นชา พลันนั้น ฝ่ามือไล้ผ่านเอว ประกายเยือกเย็นของกระบี่ยาวพาดผ่าน สามคนนั้นสิ้นใจในพริบตา


เห็นอย่างนั้นเฟิ่งจิ่วก็ตะลึง “เจ้าฆ่าพวกนางหมดเลยหรือ?” เจ้าหมอนี่ใจร้อนเกินไปแล้ว มาถึงก็ฆ่าพวกนางโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงสักนิด


“คนอย่างพวกนาง ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย” ต้วนเยี่ยเอ่ย สายตาจับจ้องหญิงวัยกลางคนที่ล้มอยู่บนพื้น ถือกระบี่ยาวย่างกรายเข้าไปทีละก้าว.ทีละก้าว


เฟิ่งจิ่วรีบลุกขึ้นยืน “ช้าก่อน”


ต้วนเยี่ยมองเธอ “ทำไม?”


“คนคนนี้ยังฆ่าไม่ได้ ข้ายังต้องใช้นางอีก” เฟิ่งจิ่วยิ้มบอก เดินเข้าไปมองหญิงวัยกลายคน “เจ้ารู้วิชาสะกดจิตหรือ?”


หญิงวัยกลางคนกัดฟันจ้องหน้าเธอ อดทนต่อความเจ็บปวดในร่างกาย กระตุกปากเผยยิ้มที่ดูน่าเกลียดเสียยิ่งกว่าร้องไห้ เอ่ยย้ำออกมาทีละคำทีละคำ “รู้แล้วจะทำไม? อย่าคิดว่าข้าจะบอกเจ้า!”


ตอนที่ 2222: จอมมารตาเดียว


พอได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วยิ้มอย่างไม่ยี่หระ “ไม่เป็นไร ข้าก็ไม่คิดจะให้เจ้าบอกข้าอยู่แล้ว” เอ่ยจบ เธอเผยยิ้มประหลาด “เพราะข้ามีธีที่จะรู้เอง” พูดจบ เธอกางฝ่ามือวางบนหัวของนาง


หญิงวัยกลางคนที่เห็นอย่างนั้นม่านตาหดเล็ก ตกตะลึงจนอยากจะถอยหนี “จะ เจ้าจะสำรวจวิญญาณ!”


สำรวจวิญญาณ เป็นวิธีที่สามารถล่วงรู้ทุกเรื่องของอีกฝ่ายได้ เพียงแต่ หากผ่านการถูกใช้วิธีสำรวจวิญญาณแล้ว สถานเบาก็กลายเป็นคนสติไม่ดี เรียกได้ว่า หลังจากถูกสำรวจวิญญาณ คนคนนั้นก็จะกลายเป็นคนไร้ค่าทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป


เฟิ่งจิ่วกระตุกมุมปาก ไม่สนใจนางที่ขัดขืนด้วยความกลัว วางมือกดลงไป ขณะเดียวกัน กลิ่นอายพลังเร้นลับถูกขับเคลื่อน ดวงจิตดวงหนึ่งสำรวจเข้าไปในสมองของนาง…


ต้วนเยี่ยยืนมองอยู่ด้านหนึ่ง เห็นเธอยืนหลับตานิ่ง หญิงวัยกลางคนยืนแน่นิ่งราวกับเหม่อลอยไร้สติ เนิ่นนานผ่านไป จึงเห็นเฟิ่งจิ่วเก็บมือกลับมา เวลานี้เอง หญิงวัยกลางคนทิ้งตัวลงบนพื้น กระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ จากนั้นก็สิ้นลมไป


เฟิ่งจิ่วหลับตาทำความเข้าใจกับข้อมูลในสมอง ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงค่อยลืมตาขึ้นเอ่ยว่า “ข้าเห็นจอมมารตาเดียวที่คบค้าสมาคมกับพวกนาง เขาก็คือจอมมารตาเดียว หนึ่งในสิบจอมมาร”


เธอหันไปมองเขา แล้วกล่าวว่า “สิบจอมมารภายใต้อาณัติของจอมมารปีศาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ธรรมดา ตอนนี้พลังวิญญาณของข้าถูกผนึก และจากที่ข้าสำรวจวิญญาณของผู้หญิงคนนี้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่นัดหมายกับจอมมารตาเดียวไว้พอดี พวกเราจัดการพวกนางแล้วรีบไปจากที่นี่ดีกว่า”


“ได้” ต้วนเยี่ยพยักหน้า หันไปมองรอบๆ บอกว่า “จุดไฟเผาสะดวกที่สุดแล้ว”


ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองใช้สุราเป็นเชื้อเพลิงเพื่อจุดไฟเผาที่นี่ เปลวเพลิงลุกลามไปตามน้ำสุราแรง ขวดเหล้าดองเหล่านั้นก็ระเบิดออกเพราะอุณหภูมิสูง เสียงบึ้มดังก้อง เปลวไฟลุกไหม้สูงเทียมฟ้า แทบจะส่องท้องฟ้าให้สว่างไปกว่าครึ่งแถบ


พวกเขายืนมองจากที่ไกลๆ ที่นั่นอยู่ใต้เนินเขาพอดี เปลวไฟจึงไม่ได้ลุกลามไปไหน กระทั่งบ้านหลังนั้นถูกเผาจนสิ้นซาก เปลวเพลิงก็เริ่มมอดลง พวกเขาจึงค่อยขี่กระบี่บินจากไป…


ตะวันเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า แสงสว่างแรกของวันใหม่สาดส่องผืนดินใหญ่ รุ่งอรุณมาเยือนอย่างเงียบงัน


ต้วนเยี่ยยืนอยู่บนกระบี่บิน มองเฟิ่งจิ่วที่เอนกายหลับตาอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วถามว่า “เจ้าเองก็ดื่มสุราเซียนเมาเข้าไปแล้วแท้ๆ เหตุใดจึงไม่เมา?”


เฟิ่งจิ่วที่หลับตาพักผ่อนได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มๆ เธอตอบด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาโดยไม่ลืมตา “จะเหมือนกันได้อย่างไร? เจ้าไม่ดูเสียบ้างว่าข้าเป็นใคร?”


ได้ยินอย่างนั้นแล้ว ต้วนเยี่ยมุมปากกระตุก “เจ้าคือเฟิ่งจิ่ว เจ้ามันร้ายกาจ” เขาอัดอั้นตันใจ ในเมื่อสุรานั่นคือสุราเซียนเมา แล้วเหตุใดนางจึงไม่เมากันเล่า?


“ถึงได้บอกอย่างไรเล่า คราวหน้าระวังหน่อย ของที่ข้ากินได้ เจ้าใช่ว่าจะกินได้เหมือนกัน” ขณะเอ่ย เธอลืมตาลุกนั่ง ยิ้มบอกว่า “เจ้าว่าเจ้าเรียนอะไรจากสำนักเซียนมาบ้าง? เหตุใดข้าไม่เห็นพัฒนาการอะไรเลย?”


ต้วนเยี่ยที่ได้ยินคำสบประมาทของเธอหน้าบึ้งตึง แต่กลับหาคำมาโต้เถียงไม่ได้ เรื่องครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเขาประมาท แต่เป็นเพราะเขาเชื่อใจนางมากไป และหวังพึ่งพาเธอมากเกินไป เขาคิดว่าหากเธอลองแล้วไม่มีปัญหา และไม่ได้ห้ามเขาก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร


แต่จะว่าไปแล้ว อย่างไรก็ต้องโทษเธอ รู้ทั้งรู้ว่าของนั่นมีปัญหาก็ไม่เตือนเขา เขาที่หันไปมองเธอและกำลังจะอ้าปากพูด เห็นเธอบิดขี้เกียจหรี่ตา นอนคว่ำบนกระบี่บินเชยชมดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยตัวพ้นขอบฟ้า ใบหน้างามดูผ่อนคลายสบายอารมณ์ จึงได้แต่กล้ำกลืนคำพูดพวกนั้นลงไป


ตอนที่ 2223: ยุ่งเรื่องคนอื่น


ทั้งสองคนนั่งกระบี่บินตลอดทางจนกระทั่งถึงนอกเมืองเมืองหนึ่ง ถึงค่อยลงมาจากบนนั้น พวกเขาเดินไปยังประตูเมืองที่อยู่ข้างหน้า เห็นข้างหน้ามีคนยืนเข้าแถวจำนวนมาก ต้วนเยี่ยหันไปมองเฟิ่งจิ่ว


“เมื่อคืนก็ไม่ได้พักผ่อนดีๆ วันนี้พักที่นี่สักคืนก็แล้วกัน! ทางหอยาสวรรค์มีพวกเขาคอยดูแลอยู่ เจ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงมาก”


เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ “ก็ดีเหมือนกัน ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ยังไม่มีเรื่องอะไร กลัวก็แต่พี่ชายของข้ากับโม่เฉินจะเป็นห่วงข้าเท่านั้น” เธอตอบ ก่อนจะมองเข้าไปในเมือง เอ่ยว่า “อีกเดี๋ยวเข้าเมืองไปแล้วดูหน่อยว่ามีสาขาย่อยของวังกำเนิดสวรรค์หรือไม่ หากมีก็ให้พวกเขาส่งจดหมายไปบอก พวกเขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงอยู่ที่บ้าน”


“อย่างนั้นก็ส่งจดหมายไปให้พวกซ่งหมิงด้วย บอกพวกเขาว่าข้าออกจากสำนักมาอยู่กับเจ้าแล้” เขาหันไปเอ่ยกับเธอ


“ได้”


เธอพยักหน้า ทั้งสองเดินตามคนในแถวเข้าไปในเมืองพร้อมกัน เห็นทหารเฝ้าประตูเมืองเหมือนกำลังค้นอะไรบางอย่าง สายตาของเธอไหวระริก เอ่ยว่า “คนพวกนั้นเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่”


ประตูเมืองมีทหารเฝ้าก็เป็นเรื่องปกติ แต่พฤติกรรมที่ค้นตัวคนเช่นนี้ออกจะเกินไปหน่อย โดยเฉพาะในหมู่คนพวกนั้นยังมีหญิงสาวนางหนึ่งรวมอยู่ด้วย การให้ทหารสองคนค้นตัวนางเช่นนั้น ดูไม่เหมาะสมเลยสักนิด


ต้วนเยี่ยมองไปข้างหน้า ได้ยินหญิงสาวชาวบ้านธรรมดากลุ่มหนึ่งคุยกันว่าจะเข้าเมืองต้องถูกค้นตัว จึงพากันถอยหลัง ส่วนผู้ฝึกตนหญิงบางคนเดินเข้าไป ทหารเหล่านั้นกลับไม่กล้ากำเริบเสิบสานนัก ทำได้เพียงมองสำรวจเล็กน้อยแล้วก็ปล่อยผ่าน


“ข้าไม่ได้ซ่อนอะไรไว้จริงๆ ข้าแค่แบกน้องสาวข้าไว้ พวกเราจะเข้าเมืองไปหาหมอ บ้านข้าอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆใกล้ภูเขาไม่ไกลนี้เอง จริงๆนะ ข้าเป็นแค่ชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น” หญิงสาวแต่งกายด้วยชุดธรรมดาคนหนึ่งแบกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุประมาณเจ็ดแปดขวบไว้บนหลังโดยใช้ผ้ารัดไว้ เห็นทหารนายนั้นยื่นมือเข้ามา นางถอยหลัง และรีบอธิบายให้ฟัง


มีหญิงสาวที่ไหนจะยอมปล่อยให้ผู้ชายค้นตัวกัน? แม้นางจะไม่ใช่ผู้ฝึกตน เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา แต่ก็ไม่ยอมถูกเอาเปรียบเช่นนี้แน่


“ใครจะรู้ว่าเจ้าพูดจริงหรือไม่? พักนี้สถานการณ์ในเมืองไม่ค่อยสงบ เข้าออกต้องถูกค้นตัวอย่างละเอียด ชายหญิงล้วนเหมือนกัน” ทหารประตูเมืองเอ่ย ก่อนจะผลักหญิงสาวนางนั้นอย่างอุกอาจ “ไม่ค้นตัวก็ได้ รีบถอยไปห่างๆ อย่ายืนขวางคนข้างหลัง”


คนในแถวยืนมองดู แทบไม่มีหญิงสาวอายุน้อย กลับเป็นหญิงวัยกลางคนจำนวนหนึ่งเดินเข้าไป คนพวกนั้นมองสำรวจคร่าวๆ ก็โบกมือปล่อยให้พวกนางเข้าไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่สนใจหญิงวัยกลางคนที่มีอายุแล้ว


“ได้ยินว่าพักนี้ในเมืองมีคนตายไปไม่น้อย จึงได้มีมาตรการเข้มงวดเช่นนี้ เข้าออกต้องถูกตรวจค้น แต่พฤติกรรมของคนพวกนี้ก็ชัดเจนเกินไป ผู้ฝึกตนหญิงไม่กล้ามีเรื่องด้วย หญิงวัยกลางคนที่มีอายุก็ไม่สนใจจะแตะต้อง จงใจค้นตัวหญิงสาวอายุน้อยเพื่อเอารัดเอาเปรียบ”


“นั่นสิ เด็กสาวอายุสิบปีต้นๆคนหนึ่งในหมู่บ้านของข้า เพราะจะเข้าไปซื้อยาให้พ่อนางในเมือง ถูกคนพวกนี้ขวางทางและเอารัดเอาเปรียบไปไม่น้อย กลับไปนางร้องไห้จนตาบวม หลายวันมานี้หากไม่มีเรื่องอะไร พวกผู้หญิงอายุน้อยต่างก็ไม่เข้าเมืองกัน แม้จะมีเรื่องใด หากไหว้วานคนอื่นได้ก็ไหว้วานเอา”


“ฮึ่ม! ทหารพวกนี้ต่างอะไรจากโจรใจหยาบ? พวกเขาไม่กล้ามีเรื่องกับผู้ฝึกตน จึงทำได้แค่รังแกชาวบ้านตาดำๆอย่างเรา”


ชายชรากับชายฉกรรจ์ที่อยู่หน้าเฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยกระซิบคุยกัน สายตากวาดมองผ่านฝูงชน ก่อนจะหยุดอยู่ที่หญิงสาวที่กำลังแบกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆไว้ จากนั้นก็หันไปมองทหารเฝ้าประตูเมืองแวบหนึ่ง

เวลานี้ เสียงกระซิบของชายชราคนหนึ่งที่อยู่หน้าทั้งสองดังขึ้น…


ตอนที่ 2224: คันมือแล้ว


“ใช่น่ะสิ! เจ้าดูสิส่วนมากคนเข้าเมืองก็มีแต่คนแก่ ผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้านั่นเป็นคนในบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านหวงของเรา ในบ้านก็มีแค่ยายกับน้องสาว น้องสาวของนางตกน้ำเมื่อวาน ช่วยนั้นช่วยไว้ได้แล้ว แต่ตอนนี้ยังหมดสติไม่ยอมฟื้น นี่ก็แบกน้องสาวจะเข้าเมืองไปหาหมอแต่เช้าตรู่ ใครจะรู้ว่าต้องมาเจอเรื่องอย่างนี้!”


“ในบ้านพวกนางไม่มีผู้ชายสักคน เจอเรื่องอย่างนี้ก็ทำได้แค่กล้ำกลืนฝืนทนเหมือนคนใบ้กินหวงเหลียน ไม่อย่างนั้นจะทำอย่างไรได้อีก? พวกเราชาวบ้านธรรมดามีเรื่องกับคนพวกนี้ไม่ได้หรอก”


ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของกลุ่มคนข้างหน้า เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองต้วนเยี่ยที่อยู่ข้างๆ ถามว่า “เจ้าไม่เข้าไปช่วยหน่อยหรือ?”


ต้วนเยี่ยมองเธอและตอบว่า “เดิมทีข้าก็เป็นคนไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นอยู่แล้ว” เอ่ยจบ ก็ถามอย่างรู้แจ้งว่า “เจ้าอยากยุ่งเรื่องของคนอื่น?”


เฟิ่งจิ่วอดยิ้มไม่ได้ เอื้อมมือไปหยิกแก้มกลมๆที่อ่อนกว่าของเขา “เสี่ยวเยี่ย เสี่ยวเยี่ย ฟังน้ำเสียงของเจ้าเข้าสิ พูดเหมือนข้าชอบยุ่งเรื่องคนอื่นนักอย่างนั้นล่ะ แต่ก็ถูกของเจ้า ข้าชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น”


“ทำไมเจ้าหยิกแก้มข้าอีกแล้ว!”


ต้วนเยี่ยจ้องเธอด้วยความอับอาย แต่ก่อนก็ว่าไปอย่าง แต่ทำไมตอนนี้เธอยังชอบฉวยโอกาสตอนเขาเผลอหยิกแก้มเขาอย่างนี้อีก? หรือหน้าที่ดูเด็กกว่าอายุของเขาดูน่ารังแกนัก?


“โธ่ ก็ข้าคันมือนี่นา!” เธอยิ้ม สาวเท้าเดินไปข้างหน้า


เธอในชุดสีแดง ดวงหน้างดงามล่มเมือง บุคลิกสูงส่ง ทำให้ผู้คนที่ยืนต่อแถวรอเข้าเมืองไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือผู้ฝึกตนล้วนถอยเปิดทางให้หนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ


ต้วนเยี่ยเห็นดังนั้นก็ทำได้เพียงตามไป เขาไม่ชอบที่สุดเวลาคนอื่นเรียกเขาว่าหน้าเด็ก และไม่ชอบให้ใครมาสัมผัสหน้าเขาที่สุด แต่เฟิ่งจิ่วเป็นข้อยกเว้น สำหรับเขา นางไม่ใช่ครอบครัว แต่สำคัญยิ่งกว่าครอบครัว ย่อมไม่อาจโกรธนางได้อยู่แล้ว เพียงแต่อย่างไรเขาก็เป็นผู้ชาย ถูกนางหยอกล้อบ่อยๆ เช่นนี้ก็อดรู้สึกอึดอัดใจไม่ได้


ข้างหน้า หญิงสาวคนนั้นกำลังขอร้องทหารเฝ้าประตูเมืองให้ปล่อยนางเข้าไป เวลานี้เฟิ่งจิ่วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า การปรากฏตัวของเธอดึงดูดสายตาของเหล่าทหารให้มองมาอย่างตกตะลึง


“ทะ ท่านก็จะเข้าเมืองหรือ?” หัวหน้าทหารคนหนึ่งเบียดเข้ามา หยุดยืนตรงหน้าเฟิ่งจิ่วและถาม มองเธอด้วยแววตาตะลึงในความงามและยกย่อง


ผู้หญิงที่งดงามบุคลิกไม่ธรรมดาเช่นนี้ ต้องไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไปแน่นอน ไม่แน่อาจเป็นบุตรสาวของตระกูลผู้ดีใดหรือศิษย์ของสำนักไหนก็เป็นได้ ทหารอย่างพวกเขา ย่อมไม่กล้าไปขัดแข้งขัดขาด้วย


เฟิ่งจิ่วหยุดเดิน ชำเลืองมองหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยกับหัวหน้าทหาร “ผู้หญิงคนนี้แบกเด็กยืนขวางอยู่ตรงนี้ก็นานแล้ว ก็แค่ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง เหตุใดไม่ให้นางเข้าไป?”


“ขอรับ ขอรับ ในเมื่อท่านเอ่ยปากแล้ว ข้าน้อยย่อมไม่กล้าคัดค้าน” หัวหน้าทหารรีบรับคำ หันไปเอ่ยกับผู้หญิงคนนั้น “รีบๆเข้าไปเสีย”


หญิงสาวที่แบกเด็กไว้เห็นอย่างนั้นก็รีบกล่าวขอบคุณเฟิ่งจิ่วด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณท่านมากๆ” จากนั้นก็รีบแบกเด็กเดินเข้าเมืองไป


ครั้นเห็นหญิงสาวเดินเข้าไปแล้ว เฟิ่งจิ่วจึงชำเลืองมองหัวหน้าทหารด้วยหางตา ก่อนเอ่ยว่า “ข้ากลับเพิ่งเคยเห็นทหารเฝ้าประตูเมืองเช่นนี้ พฤติกรรมฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบเช่นนี้ เจ้าเมืองของพวกเจ้าอนุญาตแล้วหรือ?”


ครั้นได้ยินอย่างนั้น หัวหน้าทหารหน้าซีด ลอบสบถในใจว่า ‘แย่แล้ว!’


เขามองหญิงสาวชุดแดงตรงหน้าอย่างระมัดระวัง ได้แต่เผยยิ้มแห้งๆ…


[1] คนใบ้กินหวงเหลียน (สมุนไพรขม) หมายถึงมีทุกข์แต่พูดไม่ได้


ตอนที่ 2225: สบายอารมณ์


“ทะ ท่านได้โปรดระงับโทสะ ที่จริงพวกข้า ที่จริงพวกข้าก็ทำไปเพื่อความปลอดภัยในเมือง” หัวหน้าทหารประตูเมืองรีบแก้ต่าง “ท่านยังไม่รู้ หลายวันมานี้ในเมืองมีคนถูกฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนำซ้ำไม่ใช่เพียงคนสองคน พวกข้าจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรา หากผิดพลาดตรงไหนไป พวกเราจะแก้ไขแน่นอน แก้ไขแน่นอน”


เฟิ่งจิ่วขี้คร้านจะพูดกับพวกเขา เพียงเอ่ยว่า “จะให้ดีจำคำพูดของเจ้าไว้ ดูแลลูกน้องของเจ้าหน่อย หากเกิดเรื่องการเอารัดเอาเปรียบเช่นนี้ขึ้นอีก เช่นนั้นก็อย่าโทษข้าหากจะไปหาเจ้าเมืองของพวกเจ้าก็แล้วกัน”


“ขอรับ ขอรับ ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้า” หัวหน้าทหารรับคำ พลางปาดเหงื่อ ค้อมเอวยิ้มส่งพวกเขาเข้าไปในเมือง จากนั้นก็พ่นลมหายใจอย่างโล่ง.อก


“หัวหน้า ก็แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง กลัวนางทำไมกัน?” ทหารคนหนึ่งกระซิบถาม เขาไม่เข้าใจ ผู้หญิงคนนั้นก็แค่ดูบุคลิกโดดเด่นกว่าคนอื่นเล็กน้อย หน้าตางามกว่าหญิงงามทั่วไปสามส่วน นางเป็นผู้หญิงบอบบางตัวเล็ก รอบกายก็ไม่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณ ไม่รู้ว่าเหตุใดหัวหน้าจึงตกใจกลัวขนาดนี้


หัวหน้าองครักษ์ได้ยินก็ถีบทหารคนนั้นเต็มแรงหนึ่งที “เจ้าจะไปเข้าใจอะไร!” เขาถลึงตาด่า “รีบไปเฝ้าดูให้ดี ใครจะเข้าเมืองก็ปล่อยให้เข้า ห้ามเอารัดเอาเปรียบผู้หญิงเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้น ข้าจะถลกหนังเจ้าเสีย!”


ทหารที่เหลือหน้าซีด รีบรับคำ “ขอรับ ขอรับ” จากนั้นก็แยกย้ายกลับไปประจำตำแหน่งของตนเอง ที่ต่างจากเมื่อครู่คือพวกเขาแต่ละคนสงบเสงี่ยมขึ้นไม่น้อย ไม่กล้าทำอะไรส่งเดชอีก


ผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งที่กำลังต่อแถว อดหันไปมองเงาร่างสีแดงที่เดินห่างออกไปไม่ได้ ลอบรู้สึกประหลาดใจ ปกติแล้ว ผู้ฝึกเซียนมักไม่ค่อยอยากยุ่งเรื่องพวกนี้ กลับนึกไม่ถึงว่าผู้หญิงชุดแดงคนนั้นจะยื่นมือเข้ามาแทรก กล่าวเตือนทหารเหล่านั้นไปยกหนึ่ง


ทว่า เหมือนกับที่ทหารประตูเมืองคนนั้นกล่าว ผู้หญิงชุดแดงคนนั้นไม่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อย ดูไม่เหมือนผู้ฝึกเซียน แต่ถึงแม้อย่างนั้น ด้วยสายตาของพวกเขา กลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายเซียนของผู้หญิงคนนั้น นางต้องไม่ธรรมดาแน่นอน


ยังมีผู้ชายที่ตามนางมาด้วย ดูอายุยังน้อย แต่กลิ่นอายของเขากลับน่าตกตะลึง เดาว่าสองคนนี้อาจจะเป็นคนสำคัญจากสำนักเซียนใดก็เป็นได้


ต้วนเยี่ยที่เดินอยู่บนถนนมองเฟิ่งจิ่วที่กำลังเดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์ข้างหน้า อดไม่ได้ที่จะเร่งฝีเท้า เดินมาข้างกายเธอ ถามว่า “หาสาขาย่อยที่เจ้าพูดถึงเจอหรือไม่?”


“บนถนนเส้นนี้ไม่มี ลองเดินเข้าไปดูอีกหน่อย” เธอตอบ แต่กลับเดินเลี้ยวไปยังร้านขายขนมแป้งอบเนื้อร่วน ก่อนจะซื้อมาสิบชิ้น


“อืม กลิ่นหอมมาก” เธอสูดดมยาวๆ ดมกลิ่นหอมของขนมนั้น เผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา


ท่าทางของเธออย่างนี้ ทำเอาต้วนเยี่ยส่ายหน้ากับตนเอง ถามว่า “ถ้าอย่างไรหาที่นั่งดื่มชาสักถ้วย? ให้เจ้าได้กินอะไรหน่อย?”


ขณะเสนอ เขาหันไปมองรอบๆ เห็นแถบนี้มีร้านค้ามากมาย แผงลอยเองก็มีไม่น้อย จึงถามเจ้าของแผงลอยขายขนมแป้งอบว่า “ท่านผู้เฒ่า ในเมืองนี้หอสุราไหนมีชื่อเสียงที่สุด?”


ชายชราที่ขายขนมแป้งอบยิ้มตาหยี ตอบว่า “ทั้งสองท่านคงมาจากต่างถิ่น จึงได้ไม่รู้ว่าในเมืองของเราหอสุราที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือหอสุราไป๋เซียง อาหารขึ้นชื่อของที่นั่นมีแปดอย่าง อาหารอย่างอื่นรสชาติก็ดีมากเช่นกัน นอกจากนี้ ชนิดชาก็มีมากมาย เพียงแต่ที่นั่นราคาของค่อนข้างแพง คนทั่วไปไม่มีปัญญากิน”


ตอนที่ 2226: คารวะนายท่าน


“เงินกินข้าวพวกเรายังพอมี ท่านผู้เฒ่า ท่านบอกมาเถิด หอสุราไป๋เซียงไปทางไหน?” ต้วนเยี่ยยิ้มถาม รู้ดีว่าเฟิ่งจิ่วเลือกกิน โดยเฉพาะชอบกินของอร่อย ในเมื่อมาถึงนี่แล้วอยากนั่งพักผ่อน ย่อมต้องเลือกที่ดีๆหน่อย


“ก็ไม่ไกลนักหรอก เดินตรงไปแล้วเลี้ยวซ้าย จากนั้นเดินไปเล็กน้อยก็ถึงแล้ว” ชายชราชี้ไปข้างหน้า พลางบอกทางให้พวกเขา


“ขอบคุณมาก” ต้วนเยี่ยกล่าวขอบคุณ ก่อนหันไปเรียกเฟิ่งจิ่ว “พวกเราไปที่หอสุราไป๋เซียงนั่นก็แล้วกัน!”


“ก็ดีเหมือนกัน” เฟิ่งจิ่วตอบ ก่อนจะเดินไปพร้อมเขา จนกระทั่งเดินเลี้ยวไปทางซ้ายเดินไปอีกระยะหนึ่ง หางตาก็เหลือบเห็นสัญลักษณ์หนึ่งบนโรงน้ำชา เฟิ่งจิ่วอดยิ้มไม่ได้


“เจ้าไปรอข้าที่หอสุราไป๋เซียงก่อน อีกเดี๋ยวข้าตามไป” เฟิ่งจิ่วพยักหน้าให้เขา เป็นเชิงบอกให้เขาล่วงหน้าไปก่อน


ต้วนเยี่ยหันมามองตามสายตาของเธอไปที่โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง พอเห็นรอยยิ้มของเธอก็พยักหน้า “ก็ได้ อย่างนั้นข้าจะสั่งอาหารรอเจ้า เจ้าเสร็จธุระแล้วตามมา”


“ได้” เฟิ่งจิ่วยิ้ม ก่อนจะสาวเดินไปที่หอสุราแห่งนั้น


ยามนี้ผู้กุมอำนาจดูแลวังกำเนิดสวรรค์ล้วนผ่านการถูกคัดเลือก สำคัญคือต้องสืบข่าวทุกสารทิศ รวมถึงลอบขยายอำนาจอย่างลับๆ ทว่ามีหลายคนที่เธอไม่เคยเจอ มีเพียงพวกเหลิ่งหวาและเหล่าหัวหน้าองครักษ์เฟิ่งทั้งแปดที่เคยเจอ


มาถึงโรงน้ำชาที่อยู่ตรงข้ามกัน เห็นข้างในเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังดื่มชาพูดคุยกัน ครั้นเข้าไปก็ได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะอย่างครึกครื้น ยังได้ยินเสียงจากชั้นสองรางๆด้วย


“เป็นอย่างไร? ข้าบอกแล้วว่าที่นี่ดีใช่ไหมเล่า? พวกเจ้าดู นั่งอยู่ตรงนี้ สามารถมองเห็นแขกในหอสุราไป๋เซียงได้อย่างชัดเจน เจ้าดูๆผู้หญิงสองคนที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างชั้นสองสวยใช่ไหมเล่า? หนึ่งในนั้นเป็นบุตรสาวของเจ้าเมือง นางมักจะไปดื่มชาและกินของว่างที่หอไป๋เซียง”


“คนที่นั่งตรงข้ามนั่นก็งาม สวมชุดกระโปรงสีฟ้าคราม ดวงหน้านั้นมองแล้วละสายตาออกไปไม่ได้จริงๆ”


“ยังมีอีกโต๊ะ พวกเจ้าดู เห็นพวกแขกที่นั่งอยู่โต๊ะนั้นหรือยัง? ดูรูปร่างหน้าตานั่นสิ ไม่ว่าชายหรือหญิงล้วนหล่อเหลางดงาม ดูแวบเดียวก็รู้ไม่ใช่คนธรรมดา”


“แน่อยู่แล้ว คนที่เข้าหอไป๋เซียงได้จะใช่คนธรรมดาหรือ? คนที่ไปกินข้าวนั่งเล่นที่นั่นได้ ล้วนเป็นคนมีตำแหน่งฐานะทั้งนั้น”


เฟิ่งจิ่วสาวเดินเข้าไปข้างในช้าๆ ฟังเสียงพูดคุยจอแจในหอน้ำชา เดินมาที่โต๊ะเก็บเงิน “เถ้าแก่?” สายตาของเธอจับจ้องไปที่ชายวัยกลางคน ก่อนเอ่ยถาม


เถ้าแก่คนนั้นกำลังจัดระเบียบสิ่งของ ครั้นได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น นิ่งไปเล็กน้อย “ใช่แล้ว ไม่ทราบแม่นางมีเรื่องใดหรือ?”


เฟิ่งจิ่วพยักหน้า เอ่ยขึ้นว่า “ที่นี่ค่อนข้างเสียงดัง มีที่เงียบๆหน่อยหรือไม่?” เพราะดวงหน้าอันงดงามของเธอ ชุดสีแดงสะดุดตา ครั้นเข้ามาข้างใน สายตาของพวกคนที่อยู่ชั้นหนึ่งเมื่อมองผ่านมาก็จับจ้องมาที่เธอโดยไม่ได้นัดหมาย


“มี แม่นางเชิญทางนี้” เถ้าแก่ไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไร เพียงแต่หากต้องการสถานที่เงียบๆก็ยังมีอยู่ ด้วยเหตุนี้ เขาเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาแทนที่ ส่วนตนเองก็พาเฟิ่งจิ่วไปข้างหลัง


ที่นั่นคือลานสวนที่อยู่หลังหอ เงียบสงบมาก ไม่มีคนอื่นอีก แน่นอนว่ายกเว้นกลิ่นอายพลังสองสายที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืด


สองคนที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืดเมื่อเห็นผู้มา สายตาตวัดมอง ครั้นมองเห็นใบหน้าของผู้หญิงชุดแดงอย่างชัดเจน ก็อดตะลึงไม่ได้ รีบปรากฏกายออกจากที่มืด คารวะด้วยความปลื้มปีติทันที


“ข้าน้อยคารวะนายท่าน!”


ตอนที่ 2227: ข้ารู้แล้ว


เมื่อเห็นสองคนในเงามืดปรากฏกายและได้ยินคำพูดของสองคนนั้น เถ้าแก่นิ่งอึ้ง หันไปมองเฟิ่งจิ่วอย่างตะลึงงัน “นะ นายท่าน?” นายท่านของพวกเขามีเพียงภูตหมอเฟิ่งจิ่วเท่านั้น! นั่นแสดงว่า ผู้หญิงชุดแดงตรงหน้าก็คือ…ก็คือภูตหมอ นายท่านของพวกเขา?


“ลุกขึ้นมาเถิด!” เฟิ่งจิ่วนั่งลงข้างโต๊ะในสวน พยักหน้าให้ทั้งสองคนที่คุกเข่าลุกขึ้นยืน


“นะ นายท่าน!” เถ้าแก่รีบคุกเข่าลงไป เอ่ยด้วยความกริ่งเกรง “ข้าน้อยไม่รู้ว่านายท่านจะมา เสียมารยาทที่ใด นายท่านได้โปรดอภัย”


“ไม่เป็นไร” เธอโบกมือเอ่ย “ข้าผ่านมาทางนี้มาพอดี ตั้งใจจะพักที่นี่หนึ่งวัน พอดีให้พวกเจ้าส่งข่าวกลับไปที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนทีด้วย”


ทั้งสามได้ยินก็มองหน้ากัน หนึ่งในองครักษ์เฟิ่งรับคำ “นายท่านโปรดรับสั่ง”


เถ้าแก่รีบหันกายเดินไปที่ห้องหนึ่งในเรือน หยิบพู่กัน หมึกและกระดาษมาวางบนโต๊ะ “เชิญนายท่านใช้”


เฟิ่งจิ่วมองหน้าเถ้าแก่แวบหนึ่ง ก่อนจะยกพู่กันขึ้นมาตวัดอักษรลงไปไม่กี่ตัว จากนั้นก็ใช้ลายน้ำประทับลงไปอีก ยื่นให้หนึ่งในองครักษ์เฟิ่ง “ส่งจดหมายฉบับนี้ออกไปก็พอ”


“ขอรับ” องครักษ์เฟิ่งรับคำ คารวะหนึ่งครั้งแล้วก็รับสิ่งของถอยออกไป


ส่วนเถ้าแก่ยกน้ำชามา จากนั้นก็ถอยไปยืนด้านหนึ่ง


“หอน้ำชาแห่งนี้เปิดอยู่ตรงข้ามหอไป๋เซียง ดูท่าธุรกิจไม่เลว” เฟิ่งจิ่วยกชาขึ้นดื่มพลางถามเสียงเนิบช้า


“เรียนนายท่าน ธุรกิจหอน้ำชาไม่เลว คนมาดื่มชาไม่น้อยเลย ประเด็นที่มาพูดคุยกันยามว่างก็มีมาก” เถ้าแก่ตอบ


ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วหยิบถ้วยชาปาดผิวน้ำชาเบาๆ ถามว่า “พักนี้มีข่าวจากวิหารราตรีบ้างหรือไม่?”


“ได้ยินเพียงว่าพักนี้วิหารราตรีกำลังฟื้นฟูอย่างหนัก ออกมาเคลื่อนไหวน้อยมาก อีกอย่างได้ยินว่า พักนี้เจ้าวิหารราตรีเก็บตัวฝึกวรยุทธ์ คล้ายช่วงก่อนที่ได้รับบาดเจ็บยังไม่หายดี”


ครั้นได้ฟังอย่างนั้น มือของเฟิ่งจิ่วชะงักเล็กน้อย บาดเจ็บยังไม่หายดี? ตอนนั้นแม้เธอลงมือไม่เบา แต่พลังและระดับวรยุทธ์ของเจ้าวิหารราตรี น่าจะไม่ถึงขั้นที่ป่านนี้ก็ยังไม่หาย? หรือว่า ตั้งใจปล่อยข่าวออกมาเช่นนี้?


“ข้าได้ยินมาว่าพักนี้ในเมืองมีคนตายหลายคน? รู้หรือไม่ว่าฝีมือผู้ใด?” เธอถามอีก


“นายท่าน เรื่องนี้เหมือนจะเป็นฝีมือของผู้ฝึกวิชามาร ข้าเคยไปดูคนที่ถูกฆ่า ล้วนมีสัญลักษณ์หนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือผู้ตายล้วนเป็นผู้ฝึกเซียนหญิง และสภาพการตายเหมือนถูกดูดเลือดจนตาย ศพดูแห้งเหือดมาก” องครักษ์เฟิ่งรายงานอย่างนอบน้อม


“ผู้ฝึกวิชามารอีกแล้วหรือ?” เธอขมวดคิ้ว นึกถึงเรื่องของจอมมารตาเดียว


“ขอรับ เพียงแต่ว่า ระดับวรยุทธ์ของจอมมารผู้นี้น่าจะสูงมาก เจ้าเมืองของเมืองนี้ส่งผู้ฝึกตนไปซุ่มดูอยู่หลายคน แม้จะเคยเจอครั้งหนึ่ง แต่กลับไม่อาจจับตัวเขาได้ ตรงกันข้าม กลับมีผู้ฝึกตนฆ่าตายไปหลายคน ยามนี้เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ในเมือง แทบไม่มีใครกล้ายุ่ง”


ผู้ฝึกจอมมารคนนี้แข็งแกร่งเกินไป เจ้าเมืองและตระกูลต่างๆ ล้วนเฝ้าประตูบ้านของตนเองไว้อย่างดี ไม่ค่อยสนใจเรื่องข้างนอกมากนัก หนำซ้ำ คนตายส่วนมากเป็นผู้ฝึกตนหญิงหรือผู้ฝึกตนที่ไร้สังกัด ด้วยเหตุนี้ ระหว่างที่ยังจับจอมมารนั่นไม่ได้ เทียบกับห่วงคนข้างนอก พวกเขาห่วงคนในบ้านของตนเองมากกว่า


“ปรากฏตัวยามกลางคืนหรือ?” เธอยักคิ้วถาม


“จนถึงตอนนี้ปรากฏตัวติดต่อกันห้าคืนแล้ว แต่ละคืนมีผู้ฝึกตนหญิงตายสองถึงสามคน”


ได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งจิ่ววางถ้วยชาในมือลง ก่อนจะลุกขึ้นยืน “อืม ข้าเข้าใจแล้ว เตรียมห้องให้ข้าสองห้อง ค่ำหน่อยข้าจะมา”


ตอนที่ 2228: สองเท่า


“ขอรับ” เถ้าแก่รับคำด้วยความยินดี ส่งเธอออกไป ทว่าพอถึงข้างนอก ก็เห็นชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งยืนขวางหน้านายท่านของเขา เขาตกใจจนหน้าซีดเผือด


“โอ้โห หญิงงามตัวน้อยจากที่ใดกัน? เถ้าแก่ ญาติของท่านรึ?” ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นยืนขวางทางเฟิ่งจิ่ว ดวงตาเจ้าชู้จ้องเฟิ่งจิ่วที่มีดวงหน้างดงามอย่างเปิดเผย


ในสายตาของพวกเขา หญิงงามชุดแดงผู้นี้ไม่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ผู้ฝึกเซียน ดูท่าทาง น่าจะเป็นบุตรีตระกูลผู้ดีกระมัง!


พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นผู้ฝึกเซียน ไม่เห็นบุตรีตระกูลผู้ดีคนหนึ่งอยู่ในสายตาอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้น คงไม่กล้าออกหน้าขวางทางเธอเช่นนี้


เถ้าแก่มองเฟิ่งจิ่วอย่างระมัดระวัง เห็นสีหน้าของเธอเป็นปกติ จึงเอ่ยว่า “ทุกท่าน หากจะดื่มชาก็เชิญข้างบน ที่นี่ไม่อนุญาตให้สร้างปัญหา” คนพวกนี้ไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำจริงๆ แม้แต่นายท่านของเขายังกล้าขวางทาง นี่เบื่อชีวิตยืนยาวแล้วหรือ!


“ดื่มชาอะไร? หลีกไปหลีกไป!” ชายฉกรรจ์หนึ่งในนั้นผลักเถ้าแก่ กลับเห็นอีกฝ่ายยืนอย่างมั่นคง ไม่ขยับแม้แต่น้อย


“ในเมื่อทุกท่านไม่ต้องการดื่มชา เช่นนั้นก็เชิญออกไปเถิด!” เถ้าแก่เอ่ยเสียงเข้ม ชั่วขณะหนึ่ง แรงกดดันของผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณแผ่ออกมา


เห็นว่าเขาเปิดหอน้ำชาอยู่ที่นี่ อย่าคิดว่าเขาเป็นเพียงเถ้าแก่ธรรมดาคนหนึ่งจริงๆ จะเป็นคนของวังกำเนิดสวรรค์ กลายเป็นองครักษ์เฟิ่งที่นายท่านไว้วางใจได้ หากไม่มีความสามารถจะได้ตำแหน่งเถ้าแก่นี้มาดูแลได้อย่างไร?


ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครสร้างปัญหา เขาย่อมเก็บซ่อนพลังเอาไว้ ทำตัวเป็นเถ้าแก่ที่ไม่สะดุดตา แต่คนพวกนี้ช่างไม่รู้ผิดชอบชั่วดีเสียเลย! กล้าหมายตานายท่าน น่าชังยิ่งนัก!


ครั้นแรงกดดันของผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณแผ่ออกไป ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นหน้าซีดเผือด พวกเขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง ทนรับแรงกดดันของผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณได้เสียที่ไหน? เหงื่อผุดซึมเต็มหน้าผากทันใด แววตาตื่นตะลึงบนใบหน้าซีดขาวนั้นจับจ้องไปที่เถ้าแก่ สองขาสั่นระริก “พะ พวกข้ามีตาหามีแววไม่ ขะ ขออภัย พะ พวกข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้”


พวกเขาแตกตื่นลนลาน หันตัวหมายจะจากไป ทว่า ในขณะที่พวกเขาหมุนตัว กลับได้ยินเสียงของหญิงสาวชุดแดงดังขึ้น


“คิดจะไปทั้งอย่างนี้หรือ?”


เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว มองคนพวกนั้นด้วยหางตา เธอสาวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวทีละก้าว หยุดยืนอยู่ตรงหน้าคนพวกนั้นที่กำลังตัวแข็งทื่อ “คิดบัญชีด้วย”


ครั้นได้ยินอย่างนั้น ชายฉกรรจ์พวกนั้นนิ่งอึ้ง “บัญชีของพวกเรา จะ จ่ายเงินไปแล้วนี่นา!”


“ข้าหมายถึงบัญชีของทุกคนบนนั้น” เธอหยักยิ้มมุมปาก นัยน์ตาเยือกเย็นจับจ้องพวกเขา “พวกเจ้าคงไม่คิดว่า ล่วงเกินข้าแล้วจะไปได้ง่ายๆอย่างนี้?”


“ไป คิบัญชีของคนทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ให้คนพวกนี้จ่าย” เอ่ยจบ เธอมองเถ้าแก่แวบหนึ่ง “คิดสองเท่า”


เถ้าแก่รีบรับคำ “ขอรับ” จากนั้นก็รีบขึ้นไปสั่งเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ข้างบน จากนั้นก็หยิบลูกคิดขึ้นมาดีดคำนวณอย่างรวดเร็ว


ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นเห็นอย่างนั้นก็มองข้างบนที มองข้างล่างที ลอบคิดในใจว่าดื่มชาที่นี่ใครก็มีปัญญาจ่าย แต่ทั่วทั้งชั้นบนชั้นล่างมีคนมากมายขนาดนั้น อย่างไรก็ต้องควักเงินหลายร้อยเหรียญทองกระมัง? หากคิดสองเท่าอีก เช่นนั้น…เช่นนั้นก็เท่ากับว่า…


ครั้นคิดว่าพวกเขาอาจต้องควักเงินออกมานับพันเหรียญทอง พวกเขาหน้าเปลี่ยนมี เห็นเถ้าแก่ขึ้นไปที่โต๊ะคิดเงินแล้ว พวกเขาจึงแอบส่งสายตาให้กัน ก่อนจะสาวเท้าออกวิ่งอย่างรวดเร็ว


ล้อเล่นหรือ! พวกเขาเป็นผู้ฝึกเซียนนะ เงินเกือบหนึ่งพันเหรียญเงินสำหรับพวกเขาถือเป็นจำนวนที่มหาศาลมาก!


ตอนที่ 2229: เหมือนอาจารย์อาต้วน


ขณะที่พวกเขาสาวเท้าออกวิ่ง เฟิ่งจิ่วก็พลิกฝ่ามือ เข็มเงินหลายเล่มพุ่งแทงออกไป


“อ๊าก!”


เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดหลายเสียงดังขึ้นพร้อมกัน พวกเขารู้สึกเพียงว่าขาชาไปหมด ล้มคะมำไปข้างหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ขณะที่พวกเขากำลังตกใจ เอื้อมมือไปลูบที่ขา ก็สัมผัสถูกเข็มเงินเล่มหนึ่งที่โผล่ออกมา เห็นอย่างนั้น พวกเขาอึ้งงัน หันหน้าอันซีดขาวกลับไปมอง


เห็นเพียง หญิงสาวชุดแดงย้ายเก้าอี้ที่อยู่ด้านหนึ่งมานั่ง มือหนึ่งยกขึ้นชันคาง มองพวกเขาด้วยสีหน้าผ่อนคลาย


“วิ่งสิ! พวกเจ้าจะหนีไม่ใช่หรือ?” เธอหมุนเข็มเงินเล่มหนึ่งเล่นอยู่กลางระหว่างนิ้ว เข็มเงินที่ประกายแสงเยือกเย็น มองดูจนชายฉกรรจ์พวกนั้นใจสั่น ยามนี้ยังกล้ามีความคิดจะหนีอีกเสียที่ไหน?


“มะ ไม่หนี พวกข้าไม่หนี พวกข้ายอมจ่ายเงินแล้ว ยอมจ่ายแล้ว” พวกเขาละล่ำละลักพูด เทียบกับเงินทอง แน่นอนว่าชีวิตของพวกเขาสำคัญกว่า ผู้หญิงชุดแดงคนนี้ลงมือเพียงครั้งเดียว พวกเขาก็หนีไม่ได้แล้ว ใครจะรู้ว่าหากคิดหนีอีกและยั่วโทสะนางอีก นางจะทำร้ายพวกเขาถึงชีวิตหรือไม่


“นายท่าน ตอนนี้คิดบัญชีเสร็จแล้ว” เถ้าแก่เดินมา ยืนอยู่ข้างเฟิ่งจิ่วด้วยความนอบน้อม


ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นครั้นได้ยินเถ้าแก่เรียกผู้หญิงชุดแดงว่านายท่าน ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด หากทำให้ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณเรียกว่านายท่านได้ จะใช่คนธรรมดาที่ไหน? พวกเขาคงเบื่อชีวิตยืนยาวแล้วกระมัง จึงได้ไปหาเรื่องนาง


ได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งจิ่วลุกขึ้น สาวเดินออกไปข้างนอก พลางเอ่ยว่า “อย่างนั้นก็คิดเงินกับพวกเขาเสีย บอกแขกทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ค่าอาหารของวันนี้พวกเขาเป็นคนเลี้ยง ให้พวกเขาดื่มกินเต็มที่”


“ขอรับ” เถ้าแก่รับคำ เห็นนายท่านออกไปข้างนอก เดินไปยังหอสุราไป๋เซียง ก่อนจะไปคิดเงินกับคนพวกนั้น…


ณ ชั้นสองของหอสุราไป๋เซียง ต้วนเยี่ยกำลังดื่มชาอยู่ริมหน้าต่าง เวลานี้รู้สึกได้ว่ามีสายตาหลายคู่กำลังมองสำรวจเขา ก็อดขมวดคิ้วและหันไปมองสายตาพวกนั้นไม่ได้


เห็นว่าเป็นผู้หญิงสองคน พอเห็นเขาหันไปทั้งสองก็รีบก้มหน้างุด เขาจึงละสายตากลับมา ไม่สนใจสองคนนั้นอีก


“เจ้าดูเขาเหมือนอาจาย์อาต้วนหรือไม่?” หญิงสาวที่อยู่ไม่ไกลกระซิบถามผู้หญิงที่นั่งโต๊ะเดียวกัน


“ดูเหมือนอยู่ เพียงแต่อาจารย์อาต้วนควรอยู่ในสำนักจึงจะถูก เหตุใดมาอยู่ที่นี่ได้? พวกเราจำผิดหรือไม่?” ผู้หญิงที่สวมชุดกระโปรงสีฟ้าครามกระซิบเบาๆ


“ข้าเองก็จำไม่ได้ ตอนนั้นข้าเพียงเห็นจากที่ไกลครั้งเดียว” ผู้หญิงหน้าตาสะสวยโดดเด่นอีกคนขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนเอ่ยว่า “ถ้าอย่างไร พวกเราไปถามดีหรือไม่?”


“ถาม? นี่…ไม่ค่อยดีกระมัง?” หญิงชุดกระโปรงสีฟ้าครามลังเล


“แค่ถามไม่เป็นไรหรอก” หญิงสาวลุกขึ้น เดินไปที่โต๊ะของต้วนเยี่ย มองชายหนุ่มที่นั่งดื่มชาอยู่ตรงนั้น ยิ่งเดินเข้าใกล้ ก็ยิ่งรู้สึกว่าใบหน้าอ่อนกว่าวัยนั้นช่างคุ้นเคยนัก


คนในสำนักต่างลอบเล่าลือกัน อาจารย์อามีใบหน้าหล่อเหลาอ่อนกว่าวัย เรื่องนี้คนในสำนักล้วนรู้ เพียงแต่ก็รู้ว่าอาจารย์อาต้วนไม่ชอบให้ใครว่าเขาหน้าเด็ก


ชายหนุ่มตรงหน้ามีใบหน้าอ่อนเยาว์ แม้กลิ่นอายรอบกายจะเย็นชา แต่ดูแล้วเหมือนอาจารย์อาในสำนักของพวกนางจริงๆ!


นางสูดหายใจลึกๆ รวบรวมความกล้าถามออกไป “ขอถามหน่อย ท่านคืออาจารย์อาต้วนใช่หรือไม่?”


ถูกคนจ้องเช่นนี้ สีหน้าของต้วนเยี่ยดูย่ำแย่มาก เห็นจากหางตาว่าผู้หญิงสองคนนั้นเดินมา ขณะกำลังจะตวาดสั่งสอน ก็ได้ยินคำถามนี้ก่อน


ตอนที่ 2230: ไมตรีจิตยากจะปฏิเสธ


เขาหันไปมองผู้หญิงคนนั้น สายตากวาดมองนาง ก่อนจะตวัดมองไปยังหญิงชุดกระโปรงสีฟ้าครามที่อยู่ข้างหลัง เพียงขมวดคิ้ว ไม่ได้ตอบคำถาม


เห็นเช่นนี้ ผู้หญิงคนนั้นถามอีก “ขอถามหน่อย ท่านคือต้วนเยี่ยแห่งสำนักเมฆษหยก อาจารย์อาต้วนใช่หรือไม่?” หญิงสาวกลัวว่าเขาจะไม่ตอบอีก รีบเอ่ยอีกว่า “พวกเราสองคนเป็นศิษย์จากสำนักเมฆาหยก ข้าชื่อลู่ซีเหยียน นางชื่อหร่วนหรู”


“มีธุระ?” เขาขมวดคิ้วถาม สีหน้าเย็นชา


ได้ยินอย่างนั้น ลู่ซีเหยียนดีใจ นี่คือยอมรับแล้วหรือ? เขาคือต้วนเยี่ย อาจารย์อาต้วนจริงๆ? นึกมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของนางมีรอยยิ้มตื้นตัน “อาจารย์อาต้วน เป็นท่านจริงๆ ด้วย! ข้ากลับบ้านมาช่วงก่อน แต่ก่อนเคยเห็นอาจารย์อาจากที่ไกลๆ ไม่ค่อยมั่นใจ ฉะนั้น ฉะนั้นจึงได้เข้ามาถาม”


ขณะเอ่ย ไม่รอให้ต้วนเยี่ยตอบ นางก็เอ่ยอีกว่า “อาจารย์อาต้วน ท่านพ่อของข้าเป็นเจ้าเมืองที่นี่ ในเมื่ออาจารย์อาต้วนมาที่เมืองธาราภูมิแล้ว ไม่สู้ไปพักที่บ้านข้าสักสองสามวันดีหรือไม่? ให้ข้าได้ทำหน้าที่เจ้าบ้าน ต้อนรับขับสู้อาจารย์อาต้วน”


“ไม่ต้องล่ะ!” ต้วนเยี่ยตอบ ไม่มองพวกนางอีก


“แหม? ข้าไม่อยู่แค่เดี๋ยวเดียว เหตุใดจึงมีคนงามสองคนมาหาแล้วเล่า?”


เสียงหยอกล้อปนแววขำขันดังมา ต้วนเยี่ยได้ยินเสียงนั้นก็หันไปดู ประกายอบอุ่นพาดผ่านดวงตา “กลับมาแล้วหรือ?”


ผู้หญิงสองคนนั้นได้ยินเสียงก็หันกลับไปดู เห็นผู้หญิงชุดแดงหน้าตางดงามคนหนึ่งเดินมา เขาอดตะลึงไม่ได้ ช่างเป็นผู้หญิงที่งามนัก…แม้แต่พวกนางที่เป็นผู้หญิงเห็นแล้ว ก็ยังอดตะลึงในความงามไม่ได้


เฟิ่งจิ่วก้าวเข้ามา เดินผ่านผู้หญิงสองคนนั้นมานั่งลงตรงหน้าต้วนเยี่ย นั่งพิงขอบหน้าต่างราวกับไร้กระดูก มองหญิงสาวสองคนนั้นด้วยสีหน้าเฉื่อยชา เผยรอยยิ้มจางๆ


“คนงามสองคนมาจากไหนหรือ?”


ลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรูเห็นผู้หญิงชุดแดงรู้จักอาจารย์อาต้วน ไม่กล้าเสียมารยาท รีบย่อเข่าทำความเคารพ “คารวะพี่สาวท่านนี้ ข้าชื่อลู่ซีเหยียน เป็นลูกศิษย์สำนักเมฆาหยก”


“ข้าชื่อหร่วนหรู เป็นศิษย์ของสำนักเมฆาหยกเช่นกัน” ผู้หญิงชุดกระโปรงสีฟ้าครามเอ่ย หันไปคารวะเฟิ่งจิ่ว


“อ้อ? เป็นศิษย์สำนักเมฆาหยกหรอกหรือ! เช่นนั้นก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักของเจ้าน่ะสิ?” เฟิ่งจิ่วเอามือหนึ่งชันคาง ยิ้มตาหยีมองต้วนเยี่ย


ต้วนเยี่ยเห็นเธอทำหน้าหยอกล้อ อดหน้าดำคล้ำไม่ได้ “ข้าไม่รู้จักพวกนาง”


ผู้หญิงสองคนได้ยินอย่างนั้นก็ชะงัก อยากพูดอะไรบางอย่าง กลับพบว่าพูดไม่ออกแล้ว ไม่ผิด เขาไม่รู้จักพวกนาง เขาเป็นคนที่พวกนางเคารพเป็นอาจารย์อา จะจำพวกนางที่เป็นศิษย์ในสำนักได้อย่างไรกัน? พวกนางเคยเห็นเขาจากที่ไกลๆแค่ครั้งเดียว ไม่เช่นนั้นก็คงไม่อาจมั่นใจได้ว่าคนตรงหน้าใช่อาจารย์อาต้วนหรือไม่


เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเขา เอ่ยเสียงเย็นๆว่า “คนอื่นเขาก็บอกแล้วว่าเป็นศิษย์ในสำนักของพวกเจ้า เจ้ายังไม่รู้จักอีก? ถึงไม่รู้จักอย่างไรก็เป็นศิษย์ร่วมสำนัก”


“พี่สาวท่านนี้ อาจารย์อาต้วนไม่รู้จักพวกข้าจริงๆ พวกข้าเพียงเคยเห็นเขาจากที่ไกลๆแค่ครั้งเดียว”


ลู่ซีเหยียนอธิบาย แล้วจึงหันไปมองเฟิ่งจิ่ว “ที่จริงเป็นอย่างนี้ ข้าคิดว่าในเมื่อบังเอิญเจออาจารย์อาต้วน และท่านพ่อของข้าก็เป็นเจ้าเมืองเมืองธาราภูมิแห่งนี้ ฉะนั้นข้าจึงอยากเชิญอาจารย์อาต้วนไปพักที่บ้านข้าสักสองสามวัน ให้พวกข้าได้ต้อนรับเขาในฐานะเจ้าบ้าน”


“อ้อ อย่างนี้เองหรือ?” เฟิ่งจิ่วแปลกใจเล็กน้อย มองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมามองต้วนเยี่ย ยิ้มเอ่ยด้วยว่า “คนอื่นเขาอุตส่าห์เชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น เจ้าทำไมไม่ไปพักสักสองสามวันเล่า?”


ตอนที่ 2231: เรียกภูตหมอ


“ไม่ไป” ต้วนเยี่ยตอบ รินชาดื่มเองโดยไม่หันไปมองเธอ


เฟิ่งจิ่วที่เห็นอย่างนั้นก็ยิ้มตาหยี หันไปมองลู่ซีเหยียนแล้วถามว่า “แม่นางลู่ เขาไม่ไป ข้าไป เจ้าจะดูแลข้าหรือไม่?”


ลู่ซีเหยียนนิ่งอึ้ง มองต้วนเยี่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเฟิ่งจิ่ว รีบเอ่ยรับว่า “แน่นอน หากพี่สาวมาได้ข้าย่อมต้อนรับด้วยไมตรี”


หร่วนหรูที่อยู่ข้างๆ ฟังอยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่ได้สติ นางมองอาจารย์อาต้วนที่หน้าตาบูดบึ้งอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็หันไปมองผู้หญิงชุดสีแดงหน้าตางดงามที่กำลังยิ้มแย้ม ลอบคาดเดาในใจว่าผู้หญิงชุดแดงคนนี้กับอาจารย์อาต้วนเป็นอะไรกัน? เหตุใดยามพวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันจึงทำให้นางรู้สึกแปลกๆ?


“ไหนว่าจะอยู่คืนเดียวก็ไปไม่ใช่หรือ? เจ้ายังคิดจะพักที่นี่สองสามวันอีก? ไม่รีบกลับรึ?” ต้วนเยี่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์ รู้สึกว่าเฟิ่งจิ่วชอบขัดคอเขานัก


“โธ่เอ๋ย ไม่รีบหรอก ข้าเพิ่งสั่งให้คนส่งจดหมายกลับไปบอกว่าปลอดภัยดีแล้วนี่ไง ตอนนี้ไม่มีเรื่องเร่งด้วนอะไรต้องจัดการ ในเมื่อแม่นางลู่ก็เอ่ยปากเชิญแล้ว ข้าก็ไม่สะดวกปฏิเสธไม่ใช่หรือ?” เธอยิ้มแย้มพร้อมอธิบาย ไม่รู้สึกสักนิดว่าตนเองเป็นฝ่ายร้องขอไปอยู่บ้านคนอื่นเขาเองต่างหาก


“หากเจ้าไม่ไปก็ไม่เป็นไร เมื่อครู่ข้าบอกเถ้าแก่หอน้ำชาแล้วว่าให้เขาเหลือห้องพักไว้สองห้อง หากเจ้าไม่ไป ก็ไปพักที่เรือนเล็กในหอน้ำชาก็ได้ ถือโอกาสบอกเขาให้ด้วยว่าข้าไปพักที่จวนเจ้าเมือง” เธอยิ้ม เห็นพวกนางสองคนยังยืนอยู่ จึงรีบพยักหน้าเอ่ย “พวกเจ้าสองคนอย่ายืนอยู่เลย! นั่ง”


ทั้งสองหันไปมองต้วนเยี่ยทันที เห็นเขาหน้าตาบูดบึ้ง ชั่วขณะไม่รู้ว่าควรนั่งหรือไม่ควรนั่ง?


“มองข้าทำไม? นางให้พวกเจ้านั่งก็นั่งสิ!” ต้วนเยี่ยเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์


ทั้งสองได้ยินก็ดีใจ เผยยิ้มออกมา “เจ้าค่ะ ขอบคุณอาจารย์อาต้วน ขอบคุณพี่สาวท่านนี้”


“พรืด!”


เฟิ่งจิ่วได้ยินคำเรียกขานของทั้งสอง อดหัวเราะไม่ได้ เธอขำเบาๆ หันไปมองทั้งสองอย่างหยอกล้อ “พวกเจ้าเรียกต้วนเยี่ยว่าอาจารย์อา แต่กลับเรียกข้าว่าพี่สาว นี่มันฟังดูขัดกันไปหน่อยกระมัง?”


ทั้งสองชะงัก อดมองหน้ากันไม่ได้ “ชะ เช่นนั้นพวกข้าควรเรียกว่าอย่างไร?” ทั้งสองเองก็อึ้งงัน ผู้หญิงชุดแดงคนนี้ดูท่าทางเหมือนจะอายุมากกว่าพวกนางปีสองปี ไม่เรียกพี่สาว อย่างนั้นเรียกว่าอะไร?


ต้วนเยี่ยมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง เพียงหลุบตาไม่พูดอะไร หากไล่ลำดับดู นางเป็นอาจารย์ผู้ชี้แนะของเขา ฐานะสูงกว่าเขา แต่สองคนนี้ที่มาจากสำนักเดียวกันเรียกเขาว่าอาจารย์อา แต่กลับเรียกนางว่าพี่สาว หากไล่ลำดับแล้ว เฟิ่งจิ่วก็กลายเป็นผู้น้อยกว่าเขาน่ะสิ?


“ทวกเจ้าเรียกนางว่าภูตหมอแล้วกัน!” ต้วนเยี่ยชำเลืองมองพวกลู่ซีเหยียนแวบหนึ่ง


ภูตหมอ? ทั้งสองอึ้งงัน เหตุใดต้องภูตหมอ? ผู้หญิงที่รูปงามเช่นนี้ เหตุใดชื่อภูตหมอ? แม้ในใจจะสงสัย แต่ไม่กล้าตั้งคำถาม จึงย่อเข่าคารวะ “ภูตหมอ”


เฟิ่งจิ่วยักคิ้ว เหลือบมองต้วนเยี่ยแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยกับพวกนางสองคน “นั่งเถิด! อย่าเอาแต่ยืนอยู่เลย”


“เจ้าค่ะ” ทั้งสองจึงนั่งลง


ที่ทำให้เฟิ่งจิ่วประหลาดใจคือ ลู่ซีเหยียนลูกสาวของเจ้าเมืองกลับไม่ได้มีนิสัยคุณหนูผู้เย่อหยิ่งเอาแต่ใจแม้แต่น้อย กลับดูรื่นหูรื่นตายิ่งนัก เดิมทียังตั้งใจว่าจะไปพักที่หอน้ำชาหนึ่งคืน แต่ในเมื่อเจอลูกสาวเจ้าเมือง อย่างไรก็ต้องไปพักที่จวนของคนอื่นเขาหน่อยจึงจะดี


“เจ้าสั่งอาหารหรือยัง? เหตุใดยังไม่เห็นยกมา?” เฟิ่งจิ่วถามต้วนเยี่ย


ต้วนเยี่ยมองเธอ ก่อนจะเรียกเสี่ยวเอ้อร์ “ยกอาหารมา”


ตอนที่ 2232: รู้ใจข้ายิ่ง


“ได้เลยขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์รับคำ รีบไปดูที่ห้องครัวว่าอาหารทำเสร็จหรือยัง จากนั้นก็ยกมาให้พวกเขา


อาหารขึ้นชื่อแปดอย่างถูกยกมาวาง สุราไสสองกาก็ถูกยกมาเช่นกัน เฟิ่งจิ่วกำลังจะเทสุรา กลับเห็นลู่ซีเหยียนรับกาสุราไป “ข้ารินเอง!” ขณะเอ่ยก็รินสุราให้พวกเขา


“รบกวนแล้ว” เฟิ่งจิ่วยิ้ม ยกสุราขึ้นจิบหนึ่งคำ กลิ่นหอมเข้มข้นของสุรายามเข้าปาก ตราตรึงอยู่อย่างไม่สิ้นสุด เธอหรี่ตา ยิ้มชื่นชม “สุรานี้กลับเป็นสุราดี”


ลู่ซีเหยียนแนะนำ “ภูตหมอยังไม่ทราบ สุราไสนี้เป็นสุราที่มีเฉทาะในหอไป๋เซียงแห่งนี้ แล้วก็เป็นสุราขึ้นชื่อที่สุดของเมืองธาราภูมิ สุราใสนี้มีราคาหนึ่งร้อยเหรียญทองต่อหนึ่งกา หอไป๋เซียงจำกัดขายเพียงวันละหนึ่งร้อยกาเท่านั้น”


“อ้อ? น่าสนใจไม่น้อย” เธอควงถ้วยสุราในมือเล่น เขย่าน้ำสุราในถ้วยเบาๆ กลิ่นหอมอันเข้มข้นของสุรากระจายออกมาพร้อมกับการเขย่าของเธอ ความเข้มข้นนี้ ทั้งเข้มทั้งหอม แต่กลับไม่ใช่สุราแรง รสชาติมีเอกลักษณ์ เหมือนไม่เคยดื่มจากที่ไหนมาก่อนจริงๆ


ขณะดื่มสุรานี้อยู่ เธอนึกขึ้นได้ว่าท่านปู่เองก็ชอบสุรา ตอนนี้พวกเขากลับไปยังจวนเฟิ่งที่อยู่ในเมืองบ้านเกิด เดาว่าจะหาสุราดีที่นั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย เธอที่ได้ดื่มสุราดีเช่นนี้ หากเก็บไว้ได้สักหน่อย ภายหน้าเอากลับไปให้เขา เขาจะต้องชอบแน่ๆ


ครั้นคิดได้ เธอจึงถาม “เจ้าของหอไป๋เซียงนี้เป็นใครหรือ?”


“เรื่องนี้ พวกข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน” ทั้งสองส่ายหน้าตอบ


“เจ้าอยากซื้อสุรา?” ต้วนเยี่ยถาม อ่านความคิดของเธอออกในทันใด เขารู้เธอชอบดื่มสุรา ที่ผ่านมาหากมีสุราดีเธอก็จะซื้อเก็บไว้จำนวนหนึ่งตลอด


เฟิ่งจิ่วหันไปมองต้วนเยี่ย ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “เสี่ยวเยี่ยเยี่ย เจ้าช่างรู้ใจข้านัก ข้ายังไม่ได้พูด เจ้าก็รู้แล้วว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่ ถ้าอย่างไร ต่อไปเจ้าก็อย่ากลับสำนักเลย อยู่กับข้าเลยก็แล้วกัน!”


ต้วนเยี่ยได้ฟังก็แค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะรินสุราดื่มเอง


แต่ครั้นพวกลู่ซีเหยียนเห็นกลับอึ้งงัน เสี่ยวเยี่ยเยี่ย? อาจารย์อาต้วนกลับถูกภูตหมอเรียกว่าเสี่ยวเยี่ยเยี่ย? นะ นี่ทั้งสองคนเป็นอะไรกันกันแน่?


ชั่วขณะหนึ่ง พวกนางจ้องพิจารณาทั้งสองคนด้วยความอยากรู้อยากเห็น จะว่าเหมือนคนรักก็ไม่เหมือน เพราะระหว่างพวกเขาสองคนไม่มีบรรยากาศเช่นนั้นอยู่เลย กลับรู้สึกเหมือนทั้งสองเป็นญาติกัน และภูตหมอก็เป็นฝ่ายอาวุโสกว่า


คำว่าเสี่ยวเยี่ยเยี่ย คนธรรมดาที่ไหนจะเรียกได้? โดยเฉทาะยิ่งตอนนี้อาจารย์อาต้วนกลายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเซียนเหินไปแล้วกลับถูกเรียกว่าเสี่ยวเยี่ยเยี่ย ทำเอาพวกนางตกอกตกใจไม่ใช่เล่น


เดาว่าคนในสำนักคงไม่มีใครรู้ว่าจะมีคนกล้าเรียกอาจารย์อาต้วนอย่างนี้!


เฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยกินอาหารดื่มสุรา ลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรูกินมาก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้จึงชิมเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้ขยับตะเกียบสักเท่าไร


ครั้นกินอิ่มจนได้ที่ ต้วนเยี่ยเรียกเสี่ยวเอ้อร์มา “เจ้าขายสุราใสนี่ให้ข้าสองกา”


“หา?” เสี่ยวเอ้อร์ชะงัก ก่อนจะส่ายหน้า บอกว่า “คุณชาย สุราของพวกเราไม่ขายข้างนอก ต้องดื่มที่นี่เท่านั้น”


ต้วนเยี่ยได้ฟังคำตอบก็ขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “เจ้าของที่นี่คือใคร? เรียกมาให้ข้าที”


เสี่ยวเอ้อร์เห็นดังนั้นก็รีบผละออกไป ไม่นานก็เชิญชายวัยกลางคนผู้หนึ่งมา เสี่ยวเอ้อร์แนะนำให้พวกเขา “ท่านนี้คือเถ้าแก่ของหอไป๋เซียงของเรา” แนะนำเสร็จ เขาก็ถอยออกไป


“ทุกท่านไม่ทราบว่ามีเรื่องใดหรือ?” เถ้าแก่ยิ้มถาม ลอบมองสำรวจเฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยอย่างแนบเนียน


ตอนที่ 2233: สหาย


“สุราของพวกท่านไม่ขายข้างนอกหรือ?” ต้วนเยี่ยถาม


เถ้าแก่ยิ้มตอบ “ใช่แล้ว สุราในหอของเราดื่มได้เพียงในนี้ ไม่ขายออกไปข้างนอก”


“หากแลกด้วยสิ่งของเล่า?” เฟิ่งจิ่วถาม เขย่าถ้วยสุราในมือไปมา


เถ้าแก่ชะงัก “เรื่องนี้…ไม่เคยมีก่อน ข้า…” เขายังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกตัดบทก่อน


“เถ้าแก่” เสี่ยวเอ้อร์วิ่งมา ถึงแขนเสื้อของเขา ก่อนกระซิบข้างหูเขาสองสามประโยค


ฟังจบ เถ้าแก่ตื่นตกใจ หันไปมองผู้หญิงชุดแดงหน้าตางดงามแวบหนึ่ง ยิ้มเอ่ยว่า “ที่แท้แม่นางก็เป็นสหายของนายท่านข้า นายท่านกำชับแล้ว มอบให้แม่นางสองไห” เอ่ยจบ ก็หันไปกำชับเสี่ยวเอ้อร์ “เจ้าไปเอาสุราในห้องเก็บสุรามาสองไห”


“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์รับคำ จากนั้นก็รีบวิ่งออกไป


เฟิ่งจิ่วยักคิ้ว “สหาย? นายท่านของเจ้าเป็นใคร?” เหตุใดเธอไม่รู้ว่าตนเองรู้จักคนอย่างนี้ด้วย?


ต้วนเยี่ยชำเลืองมองเฟิ่งจิ่ว ลอบคิดในใจ ไม่ต้องเดาก็รู้ คนคนนี้ต้องเป็นผู้ชายแน่


ลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรูที่ฟังอยู่พลันตะลึง พวกนางล้วนเป็นคนในเมือง ย่อมรู้กฎห้ามขายสุราข้างนอกของหอไป๋เซียงแห่งนี้ แม้เป็นคนมีหน้ามีตาในเมืองมาขอซื้อ สุรานี้ไม่ขายให้ก็คือไม่ขายให้จริงๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามอบให้เปล่าๆ


ดูท่า แม้ไม่รู้ว่าภูตหมอเป็นผู้วิเศษมาจากไหน แต่คงจะมีความสามารถอยู่ไม่น้อยจริงๆ


เถ้าแก่ได้ยินเฟิ่งจิ่วว่าอย่างนั้นก็นิ่งอึ้ง ยิ้มเอ่ยว่า “แม่นานงจะไม่รู้ได้เช่นไรว่านายท่านของข้าเป็นใคร?” ขณะกล่าว เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริมว่า “แม้ไม่รู้จริงๆ แต่ในเมื่อนายท่านของข้าบอกว่าเป็นสหาย เช่นนั้นย่อมต้องเป็นคนรู้จัก แม่นางรับสุรานี้ไว้ก็พอ”


เฟิ่งจิ่วยิ้มมุมปาก เอ่ยว่า “นายท่านของเจ้าอยู่ที่นี่กระมัง? ในเมื่อเป็นสหาย เช่นนั้นมีเหตุผลอะไรให้ไม่พบ? ไม่สู้เถ้าแก่ไปบอกเขาสักหน่อย ข้าอยากคุยกับสหายอย่างเขา”


เถ้าแก่ยิ้ม “ได้ อย่างนั้นแม่นางรอสักครู่” เขาค้อมกายแล้วจากไป


ขณะเดียวกัน ในห้องใต้หลังคาของหอไป๋เซียง ผู้ชายสวมหน้ากากในชุดคลุมสีดำกำลังนั่งพิงเฉียงอยู่บนตั่งเตี้ย ในมือควงถ้วยสุราเล่นอยู่ สีหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิด ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่


หากเฟิ่งจิ่วเห็นเขาในตอนนี้ จะต้องจำได้แน่ เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่คือเจ้าวิหารราตรีผู้นั้นนั่นเอง


“นายท่าน เหตุใดต้องมอบสุราให้ภูตหมอ? นางทำลายเรื่องดีๆของเรามากมายแท้ๆ ในเมื่อรู้ว่านางอยู่ที่นี่ เหตุใดไม่หาโอกาสจัดการนางเสีย?” ชายชราที่ยืนอยู่ข้างๆขมวดคิ้วถาม ในสายตาเต็มไปด้วยความคับข้องใจ


เจ้าวิหารผู้นั้นควงถ้วยสุราในมือเล่น ช้อนตาขึ้นเล็กน้อย “จัดการนาง? หึ อย่างนั้นจะไปมีความหมายอะไร?”


ชายชรานิ่งอึ้ง อะไรคือไม่มีความหมาย? ภูตหมอเป็นศัตรูของพวกเขาไม่ใช่หรือ? เขายังไม่เคยเห็นใครมอบสุราให้ศัตรู หากมอบสุราพิษให้ก็อีกเรื่อง แต่นี่อีกฝ่ายคือภูตหมอ สุราที่มอบให้ก็ไม่มีพิษ ไม่รู้ว่านายท่านคิดอะไรอยู่กันแน่?


แม้ในใจจะรู้สึกว่าวิธีการของนายท่านแปลกๆ แต่อย่างไรเขาก็เป็นเจ้านาย เขาไม่ควรตั้งคำถามมากไป ด้วยเหตุนี้ จึงยืนเงียบอยู่ข้างๆไม่พูดอะไร และคิดในใจว่า บางทีนายท่านอาจมีแผนการอื่นอยู่แล้ว


เวลานี้ เสียงของเถ้าแก่ดังมาจากข้างนอก “นายท่าน แม่นางชุดแดงผู้นั้นต้องการพบท่าน”


ได้ฟังเช่นนั้น ชายชุดคลุมสีดำในห้องใต้หลังคาชะงักมือที่กำลังควงถ้วยสุราเล่น แววตาไหวระริก


ตอนที่ 2234: ความคิด


เขาจิบสุราคำหนึ่ง เอ่ยว่า “บอกนางว่าข้าไปแล้ว และบอกนางว่าหากคราวหน้ามีโอกาส จะไปเยี่ยมที่หอยาสวรรค์”


เถ้าแก่ที่อยู่ข้างนอกได้ยินก็รับคำ “ขอรับ”


ชั้นสอง เสี่ยวเอ้อร์กำลังอุ้มสุราสองไหมาวางบนโต๊ะ เอ่ยว่า “แม่นาง โปรดรับสุราสองไหนี้ไว้” จากนั้นก็ถอยออกไป


เฟิ่งจิ่วโบกมือ เก็บสุราสองไหเข้าไปในห้วงมิติ ไม่นาน ก็เห็นเถ้าแก่เดินกลับมา


“แม่นาง ต้องขออภัย นายท่านของข้าเพิ่งไป เขาบอกว่าหากคราวหน้ามีโอกาส ค่อยไปเยี่ยมแม่นางที่หอยาสวรรค์”


เฟิ่งจิ่วนัยน์ตาไหวระริก รู้จักหอยาสวรรค์? คนคนนี้เป็นใครกันแน่? หรือว่าเคยไปซื้อยาที่หอยาสวรรค์ แล้วเคยเห็นเธอ?


“ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ก็คิดเงินเถิด!” เธอบอกกับเถ้าแก่ พยักหน้าให้เขาคิดเงินอาหารที่พวกเขากิน


“หึๆ แม่นาง นายท่านของข้าสั่งไว้ว่ามื้อนี้เลี้ยงแม่นาง”


เฟิ่งจิ่วยิ้มแย้ม “แต่ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายท่านของเจ้าเป็นใครก็จะให้เขาเลี้ยงแล้ว อย่างไรนี่ก็ฟังดูไม่ค่อยเหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้น เขามอบสุราให้ข้าสองไหแล้ว อาหารมื้อนี้อย่างไรก็ต้องจ่ายเงิน”


เวลานี้เอง ต้วนเยี่ยลุกขึ้นหยิบถุงใส่เงินตุงๆใบหนึ่งแล้ววางบนโต๊ะ “ถือว่านี่เป็นเงินค่าอาหารก็แล้วกัน!” เขาเดินมาหยุดข้างเฟิ่งจิ่ว เอ่ยว่า “ไปเถิด!”


“อืม” เธอพยักหน้า ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับเขา


ส่วนพวกลู่ซีเหยียนเมื่อเห็นอย่างนั้นก็รีบตามไป ครั้นมาถึงข้างนอก ลู่ซีเหยียนมองต้วนเยี่ยแวบหนึ่ง ก่อนถามเฟิ่งจิ่วว่า “ภูตหมอ ถ้าอย่างไรข้าพาพวกท่านเดินเที่ยวรอบๆ ดีหรือไม่? เมืองธาราภูมิมีหลายที่ที่ทิวทัศน์ไม่เลว”


“ดีเลย! อย่างไรตอนนี้ก็ว่างอยู่พอดี” เฟิ่งจิ่วรับคำ มองหอน้ำชาที่อยู่ด้านตรงข้าม ก่อนเอ่ยกับพวกเขาว่า “รอข้าเดี๋ยว” เอ่ยจบก็เดินไปที่หอน้ำชา บอกเถ้าแก่ว่าไม่ต้องเตรียมห้องไว้ให้แล้ว


เห็นเฟิ่งจิ่วไม่อยู่ ลู่ซีเหยียนมองต้วนเยี่ยที่อยู่ข้างๆ ลังเลเล็กน้อย ก่อนถามว่า “อาจารย์อาต้วน พวกท่านจะไปไหนหรือ? ท่านออกมาฝึกวิชาข้างนอกใช่หรือไม่?”


ต้วนเยี่ยเหลือบมองนาง ไม่ตอบกลับย้อนถาม “พวกเราไปเป็นแขกที่จวนเช่นนี้ จะไม่เป็นการไม่เหมาะสมหรือ?”


“ไม่แน่นอน ไม่แน่นอน” นางรีบตอบ


“แต่ทำไมข้าได้ยินมาว่าพักนี้เมืองธาราภูมิไม่ค่อยสงบนัก แต่ละตระกูลรวมถึงจวนเจ้าเมืองล้วนระมัดระวังกันเป็นพิเศษ ไปเป็นแขกที่จวนในเวลานี้ จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้พวกเจ้าจริงๆหรือ?”


ลู่ซีเหยียนที่ได้ยินอย่างนั้นชะงักงันไปเล็กน้อย “อาจารย์อาต้วนรู้เรื่องนี้ด้วยหรือ?” เห็นเขามองนาง นางจึงรีบตอบ “คืออย่างนี้ เพราะหลายวันมานี้มีผู้ฝึกเซียนหญิงตายไปหลายคน ท่านพ่อของข้าเพิ่มกำลังทหาร เพียงแต่ตอนนี้ก็ยังจับตัวคนคนนั้นไม่ได้ แต่ละตระกูลเองก็มีลูกหลานให้เป็นห่วง จึงต้องระวังเป็นพิเศษ แต่เรื่องนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการไปเป็นแขกที่บ้านข้าของอาจารย์อาต้วนกับภูตหมอแน่นอน ข้าคิดว่าท่านพ่อของข้าจะต้องดีใจมากแน่ๆ ที่พวกท่านมา”


“ในเมื่อเป็นอย่างนี้ วันนี้ก็รบกวนพวกเจ้าพาพวกข้าเดินเที่ยวรอบๆด้วย” เฟิ่งจิ่วเดินยิ้มเข้ามาต่อบทสนทนา


“แน่นอน” ลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรูยิ้มรับด้วยความยินดี


ส่วนต้วนเยี่ยมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง เมื่อครู่ยังพูดอยู่ว่าเมื่อคืนไม่ได้พักผ่อนดีๆ วันนี้หาที่พักนอนพักผ่อนดีๆสักวันแท้ๆ ตอนนี้กลับจะไปเดินเที่ยวแล้ว นี่คงไม่ได้คิดจะทำอะไรอีกหรอกกระมัง?


เขาพลันฉุกคิดได้ สายตาหันไปจับจ้องลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรู ผู้หญิงสองคนอายุสิบหกสิบเจ็ดปี หน้าตางดงามยังไม่พอ บุคลิกยังโดดเด่นมากด้วย ที่สำคัญที่สุดคือล้วนเป็นผู้ฝึกเซียนหญิง


ตอนที่ 2235: สหายต้วน


ครั้นนึกมาถึงตรงนี้เขาก็ทอดถอนใจ ลอบส่ายหน้ากับตนเอง ทำอะไรซี้ซั้วเกินไปแล้ว นางไม่ใช่ไม่รู้เสียหน่อยว่าตอนนี้นางถูกผนึกพลังวิญญาณ ทั้งยังทิ้งเหล่าสัตว์วิญญาณไว้เฝ้าหอยาสวรรค์หมดแล้ว หากผู้ฝึกวิชามารที่เจอมีพลังแข็งแกร่งกว่านาง นางจะทำอย่างไร?


คนอื่นเมื่อมีระดับวรยุทธ์เช่นนางตอนนี้ล้วนไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก ไม่สนใจผู้อื่น นางกลับดี ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นนัก


ลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรูพาพวกเขาสองคนท่องเที่ยวรอบเมือง ลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรูไม่รู้แผนการของเฟิ่งจิ่ว นึกว่านางไม่เคยมาเมืองธาราภูมิ จึงได้สนใจที่นี่และท่องเที่ยวนานอยู่กว่าครึ่งค่อนวัน


ส่วนต้วนเยี่ยที่รู้แผนการของเฟิ่งจิ่วดีแม้จะบอกว่าติดตามมาเที่ยวด้วย แต่ก็คอยเฝ้าระวังตลอดทาง ดูว่ามีใครสังเกตหรือไม่ กระทั่งผ่านยามเที่ยงวันไป พวกเขาจึงค่อยมุ่งหน้าไปจวนเจ้าเมือง


“อาจารย์อาต้วน ภูตหมอ ข้างหน้านี้ก็คือจวนเจ้าเมืองแล้ว” ลู่ซีเหยียนเอ่ยแนะนำ มือหนึ่งแคล้องแขนหร่วนหรูที่อยู่ข้างๆเดินไป


เฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยมองไปข้างหน้า เห็นเพียงหน้าประตูจวนเจ้าเมืองมีผู้ฝึกตนทยอยกันเข้าไปไม่ขาดสาย เฟิ่งจิ่วจึงถาม “คนพวกนั้นที่เข้าไปล้วนเป็นคนในจวนของพวกเจ้าหรือ?”


ลู่ซีเหยียนส่ายหน้า เอ่ยว่า “ไม่ใช่ เพราะมีผู้ฝึกวิชามารปรากฏตัวในเมือง ท่านพ่อของข้าจึงติดป้ายประกาศ เชิญเหล่าผู้แข็งแกร่งในเมืองมาช่วยจับผู้ฝึกวิชามารคนนั้น คนพวกนี้น่าจะมาเพราะผู้ฝึกวิชามารนั่นกระมัง!”


“อ้อ? พ่อของเจ้าติดป้ายประกาศหรือ!” เธอมองนาง ก่อนถามด้วยความสงสัย “วรยุทธ์ของพ่อของเจ้าอยู่ระดับใดหรือ?” เหตุใดผู้ฝึกวิชามารเพียงคนเดียวยังรับมือไม่ได้? ในเมื่อเป็นเจ้าเมือง ก็ควรจะมีระดับวรยุทธ์ที่ไม่ธรรมดาถึงจะถูก


“ท่านพ่อของข้าเป็นผู้ฝึกตนระดับเซียนเหินขั้นกลาง เพียงแต่ เรื่องที่เขาต้องสะสางมีมากมายเกินไป ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นก็เที่ยวก่อคดีในเมืองอีก ท่านพ่อของข้าไม่สามารถรับมือได้ด้วยตัวคนเดียว ฉะนั้นจึงได้เชิญผู้แข็งแกร่งหลายท่านมาช่วย”


เฟิ่งจิ่วพยักหน้า วรยุทธ์ของเจ้าเมืองคนหนึ่งอยู่ในระดับเซียนเหินก็ไม่เลวแล้ว ผู้นำตระกูลหลายคนทางนี้ส่วนมากพลังล้วนติดอยู่ในระดับนี้


พวกเขาเดินตามลู่ซีเหยียนเข้าไปข้างใน ครั้นเข้าไปถึงข้างใน เดินไปได้ระยะหนึ่งก็เห็นมีคนไม่น้อยกำลังยืนถกเถียงกันเรื่องผู้ฝึกวิชามาร รวมถึงพูดคุยเรื่องของพวกเขากันเล็กน้อย


ในลานบ้านมีคนมาก ลู่ซีเหยียนจึงเอ่ยว่า “อาจารย์อาต้วน พวกเราทางไปทางนั้นกันเถิด! ทางนั้นเป็นทางเดินเล็กไม่มีคน ข้าพาพวกท่านไปพักก่อนแล้วค่อยไปบอกท่านพ่อ”


พวกเขากำลังจะเดินไปอีกทาง พลันนั้น ผู้ฝึกตนชายวัยกลางคนคนหนึ่งเหลือบมองว่าอย่างไม่ตั้งใจ ครั้นเห็นใบหน้าเด็กกว่าวัยของต้วนเยี่ย ก็อดเผยสีหน้าตื่นเต้นดีใจไม่ได้


“สหายต้วน! สหายต้วน!”


คนผู้นั้นเบียดออกมาจากกลุ่มคนด้วยสีหน้าตื่นเต้น วิ่งไปหาต้วนเยี่ย มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขามองอยู่ครู่หนึ่ง บอกว่า “โอ้ เป็นสหายต้วนจริงหรือ! ข้านึกว่ามองผิดไป นึกไม่ถึงว่าเป็นท่านจริงๆ”


เสียงของผู้ฝึกตนคนนั้นก้องกังวาน พอเขาเอ่ยจบ ความสนใจของทุกคนล้วนถูกดึงดูดมา ยามนี้สายตาของทุกคู่ล้วนถูกดึงดูดมาที่ใบหน้าอ่อนเยาว์ของต้วนเยี่ย พวกเขาลอบสงสัย เด็กหนุ่มคนนี้ดูอายุไม่มาก ผู้ฝึกตนระดับเซียนเหินคนนั้นเห็นเด็กหนุ่มเหตุใดจึงตื่นเต้นขนาดนี้?


ด้วยเหตุนี้ คนที่รู้จักผู้ฝึกตนคนนั้นจึงถาม “สหายหง ไม่รู้ว่าสหายน้อยผู้นี้คือ?”


ผู้ฝึกตนคนนั้นหัวเราะตอบ “ฮ่าๆๆ พวกท่านไม่รู้จักกระมัง! ท่านนี้คือสหายต้วนเยี่ยจากสำนักเมฆาหยก เขากราบเข้าไปเป็นศิษย์สำนักเมฆาหยกได้ไม่ดีกี่ปี พลังพัฒนารวดเร็วมาก ตอนนี้เป็นผู้ฝึกตนระดับเซียนเหินระดับสูงสุดแล้ว”


ตอนที่ 2236: วิ่งไปไหนแล้ว


ทุกคนได้ยินก็สูดหายใจ เด็กหนุ่มคนนี้ดูเหมือนอายุไม่มาก แต่กลับเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเซียนเหินขั้นสูงสุดแล้ว? พวกเขาจ้องสำรวจขึ้นลง กลับค้นพบว่ากลิ่นอายพลังของเขาไม่ได้อยู่ในระดับเซียนเหินขั้นสูงสุด อดสงสัยไม่ได้ จึงหันไปมองผู้ฝึกตนคนนั้น


“เจ้าคงไม่ได้จำผิดหรอกกระมัง? เด็กหนุ่มคนนี้ดูอายุไม่มากนี่! เขามีพลังอยู่ระดับเซียนเหินขั้นสูงสุดแล้วหรือ?”


“จะจำผิดได้อย่างไร? ครั้งที่แล้วเขาเคยช่วยข้า!” ผู้ฝึกตนหงยิ้มอธิบาย หันไปมองต้วนเยี่ยแล้วบอกว่า “สหายต้วน เจ้ายังจำข้าได้กระมัง? ครั้งที่แล้วเจ้าเคยช่วยข้า”


ต้วนเยี่ยฟังพวกเขาคุยกันคนนั้นทีคนนี้ที โดยเฉพาะสุดท้ายก็ถูกคนล้อมเข้ามาจนอยู่ตรงกลาง ทั้งถามทั้งจ้องพิจารณา อดขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้ หันไปมองเฟิ่งจิ่วที่อยู่ข้างๆ ทว่าครั้นหันไปมอง คิ้วที่ขมวดก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้นอีก


เฟิ่งจิ่วเล่า? ผู้หญิงคนนั้นวิ่งไหนแล้ว?


“ดูคนไม่อาจดูจากรูปร่างหน้าตาได้จริงๆ! ดูไม่ออกเลยว่าสหายจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเซียนเหินแล้ว คนหนุ่มรุ่นหลังน่ากลัวจริงๆ!”


“ใช่แล้ว ใช่แล้ว สมแล้วที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ของสำนักเมฆาหยก หนึ่งในสี่สำนักเซียนใหญ่ อนาคตสดใสไร้ขีดจำกัดจริงๆ!”


“สหายต้วนเองก็คงมาเพราะเรื่องผู้ฝึกวิชามารนั่นกระมัง? ข้าว่าแล้ว ในเมื่อสหายต้วนเป็นคนของสำนักเมฆาหยก ประจวบเหมาะกับผ่านทางมาที่นี่ จะต้องไม่นิ่งดูดายอย่างแน่นอน”


“ถูกต้องแล้ว สำนักเมฆาหยกเป็นหนึ่งในสำนักเซียนใหญ่ สหายต้วนมีพลังแข็งแกร่งเช่นนี้ มีท่านอยู่ที่นี่ ผู้ฝึกวิชามารจะต้องอกสั่นขวัญหายไม่กล้าออกมาอีกเป็นแน่”


ทุกคนสลับกันพูดคนละประโยคสองประโยค ต้วนเยี่ยจึงขมวดคิ้วกล่าว “ทุกท่าน ข้ายังมีธุระ ขอตัวก่อน” เขาหันตัวจะไป แต่กลับไม่เห็นลู่ซีเหยียนแล้ว เห็นเพียงหร่วนหรูยืนอยู่มุมหนึ่งที่ด้านหลัง จึงเดินไปหา


“นางเล่า?” เขาขมวดคิ้วถาม


“อาจารย์ต้วน ซีเหยียนไปเชิญท่านพ่อของนางแล้ว” หร่วนหรูรีบตอบ


“ไม่ได้ถามถึงนาง” ต้วนเยี่ยหน้าดำคร่ำเครียด สายตากวาดมองรอบๆ ก็ไม่เห็นเงาร่างของเฟิ่งจิ่ว


เห็นต้วนเยี่ยหน้าเครียด นางอึ้งงันถอยหลังไปหนึ่งก้าว ตอบเสียงเบาๆว่า “ภูตหมอข้าเองก็ไม่รู้ เมื่อครู่พวกเขาต่างก็เบียดเสียดกันเข้ามา ข้าจึงถอยไปยืนข้างๆ จากนั้นกว่าจะได้สติ ก็ไม่เห็นภูตหมอแล้ว”


ต้วนเยี่ยกำลังจะไปตามหา ก็ได้ยินเสียงของลู่ซีเหยียนดังมา


“ท่านพ่อ เขาก็คืออาจารย์อาต้วนเจ้าค่ะ”


ต้วนเยี่ยหันกลับไป ก็เห็นลู่ซีเหียนกำลังพาพ่อของนางสาวเท้าก้าวใหญ่ๆ เดินมาทางนี้ เห็นอย่างนี้ เขารู้ดีว่าตนเองคงปลีกตัวออกไปไม่ได้แล้ว จึงหันไปหาหร่วนหรูที่อยู่ข้างๆ “เจ้าคุ้นเคยกับจวนเจ้าเมืองแห่งนี้หรือไม่?”


หร่วนหรูตอบ “คุ้นเคย ข้ากับซีเหยียนสนิทกันมาก หลังกลับมาข้าก็อยู่ที่นี่ตลอด”


“อย่างนั้นเจ้าไปตามหานางที ดูว่านางไปไหนแล้ว” เขากำชับ


“เจ้าค่ะ”


นางรับคำ ก่อนจะหันตัวเดินออกไป ลึกๆข้างในลอบประหลาดใจ อาจารย์อาต้วนช่างห่วงใยภูตหมอนัก หรือว่าภูตหมอจะเป็นญาติของอาจารย์อาต้วน? จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่บอกว่าภูตหมอชื่อแซ่อะไรเลย


ในอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วกำลังเดินไปตามทางเดินเส้นเล็กๆ พลางชื่นชมทิวทัศน์ในจวนเจ้าเมือง เมื่อครู่คนทางนั้นกรูกันเข้ามา ล้วนพากันเบียนเธอออกห่างจากต้วนเยี่ย เห็นข้างๆต้วนเยี่ยมีแต่คนลุมร้อมพูดคุยกับเขา ลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรูก็ยังถูกเบียดไปอีกด้าน เธอจึงปลีกตัวออกมาก่อน


ขณะเดินไปตามทางเดินเส้นเล็กๆ อากาศและสภาพแวดล้อมอันเงียบสงบทำให้จิตใจผ่อนคลายลงตามไปด้วย ในตอนที่เธอตั้งใจจะนั่งลงข้างๆบ่อน้ำตรงภูเขาจำลองเพื่อชมปลา หางตาก็เหลือบเห็นตรงมุมหนึ่งของภูเขาจำลอง ชายชุดคลุมสีดำคนหนึ่งกำลังนอนอยู่ตรงนั้น


ตอนที่ 2237: อี้ซิวหราน


เธอยักคิ้วเอียงตัวหันไปมอง เห็นเพียงคนคนนั้นใช้มือหนึ่งเป็นหมอน มือหนึ่งวางไว้ข้างตัว ขาข้างหนึ่งเหยียดตรง ขาข้างหนึ่งงอขึ้น นอนหรี่ตาครึ่งหนึ่งพักผ่อนอย่างสบายใจ


คนคนนั้นหน้าตาล้ำเลิศ ด้านล่างคิ้วกระบี่คู่หนึ่งคือดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่ง เพราะอีกฝ่ายหรี่ตาครึ่งหนึ่งเธอจึงมองเห็นแววตาของเขาได้ไม่ชัด ทว่า สันจมูกสูงๆ กลีบปากบางๆ รวมถึงโครงหน้าเรียวแหลมนั่น เมื่ออยู่รวมกันแล้วกลับกลายเป็นดวงหน้าที่แลดูแข็งกร้าวทว่าหล่อเหลาโดดเด่นมีเสน่ห์เช่นชายชาตรี


ที่แปลกที่สุดก็คือ บุคลิกที่ดูคุ้มดีคุ้มร้ายนั่น กลับทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างอธิบายไม่ถูก ทว่า คนคนนี้ เธอมั่นใจได้เลยว่าเธอไม่เคยเจอ


“จ้องข้าทำไม?”


เสียงอันง่วงงุนฟังดูแหบพร่ามีเสน่ห์ดังขึ้น ขณะที่เสียงนั้นดังขึ้น ดวงตาคู่นั้นลืมขึ้นและจ้องมองมาทางเฟิ่งจิ่ว ครั้นเห็นเธอ สายตาไหวระริกเล็กน้อย ประกายตะลึงในความงามพาดผ่านในดวงตา ไม่นานคนทั้งคนลุกขึ้นนั่งอยู่บนภูเขาจำลอง


เฟิ่งจิ่วเห็นอย่างชัดเจน คนคนนี้น่าจะเพิ่งเคยเจอเธอเป็นครั้งแรก เพราะสายตาที่เขามองมาที่เธอเมื่อครู่ เห็นได้ชัดว่าเป็นแววตาตะลึงในความงามยามเห็นเธอเป็นครั้งแรก คนคนนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากคนที่เคยเจอเธอในอดีตเลย


ชายหนุ่มนั่งจ้องเฟิ่งจิ่วจากบนภูเขาจำลองครู่หนึ่ง ก่อนจะกระโดดลงมา สาวเดินมาหาเฟิ่งจิ่วทีละก้าว ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มชวนลุ่มหลง จ้องหน้าเธอนิ่ง “แม่นาง ไม่ทราบว่าแม่นางชื่ออะไรหรือ?”


สีหน้าอย่างนั้น พฤติกรรมเช่นนั้น รวมถึงแววตาและวาจาที่พูดออกมา ทำให้เฟิ่งจิ่วมุมปากกระตุก อดละสายตาออกไปอย่างเอือมระอาไม่ได้ ถึงขนาดไม่อาจทำใจให้มองตรงๆ


คนคนนี้กำลังยั่วยวนเธอ? ดูแววตานั่นที่ส่งมาราวกับหญิงในหอนางโลมก็ไม่ปาน โดยเฉพาะเมื่อคนตรงหน้าเป็นชายชาตรีอย่านี้ ความแปลกประหลาดนั่น ทำให้ความรู้ความเข้าใจที่ผ่านมาของเธอเปลี่ยนไปหมด


“แม่นาง อายแล้วหรือ?” เห็นเฟิ่งจิ่วหันไปมองทางอื่น ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า “จะว่าไปก็เสียมารยาทแล้ว ข้าควรแนะนำตัวเองก่อน”


“ข้าแซ่อี้ อี้ซิวหราน อายุยี่สิบเจ็ดปี ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ทราบว่าแม่นาง…” ยังไม่ทันพูดจบ ก็เห็นหญิงสาวชุดแดงผู้เลอโฉมตรงหน้าหันตัวออกเดินทันที เห็นอย่างนั้นสายตาของเขาก็ไหวระริก ปากหยักโค้งขึ้นเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกตเห็น และรีบสาวเดินตามไปทันที


“แม่นาง ข้ายังพูดไม่จบ แม่นาง ข้าตกหลุมรักท่านตั้งแต่แรกพบ ข้าอี้ซิวหรานหน้าตาหล่อเหลาโดดเด่น บุคลิกไม่ธรรมดา คู่ควรกับแม่นาง แม่นางคิดว่าอย่างไร?”


ฟังวาจาเรื่อยเปื่อยที่ดังอยู่ข้างหู เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย ชะงักเท้าเหล่มองคนที่กำลังพูดพล่ามอยู่ข้างๆ จ้องพิจารณาเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “อี้ซิวหราน?”


“ใช่แล้ว ข้าเอง” เขาพยักหน้ายิ้มๆ จ้องมองเธอด้วยแววตาเร่าร้อน


“หนีออกมาจากหอนายโลมไหนกัน? ไม่รู้หรือว่าที่นี่คือที่ไหน?”


อี้ซิวหรานมุมปากกระตุกทันที ขันทีน้อย?


เขาก้มหน้ามองตัวเอง ถามว่า “คนมากพรสวรรค์หน้าตาบุคลิกโดดเด่นเช่นข้า หอนายโลมแห่งไหนจะกล้ารับไว้? แม่นางล้อเล่นแล้ว”


ทางด้านนั้น หร่วนหรูตามหามาถึงที่นี่แล้ว นางเห็นเหตุการณ์นี้พอดี รีบก้าวเข้ามาหา ทว่าเพิ่งจะเข้าใกล้ก็ได้ยินน้ำเสียงเย็นชาของภูตหมอดังขึ้น


“ไม่ได้หนีมาจากหอนายโลม แล้วเจ้าจะขยิบตาให้ข้าทำไมนักหนา? หรือว่าเจ้าเป็นโรคลมชัก?”


เฟิ่งจิ่วมองดูรอยยิ้มมุมปากที่แข็งค้างของชายหนุ่มด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะแค่นเสียงเอ่ยว่า “โรคลมชักเป็นอาการป่วย ต้องรักษา”


ตอนที่ 2238: มีอะไรให้เรียกข้า


หร่วนหรูได้ยินอย่างนั้นก็มองชายหนุ่มแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันกลับมามองเฟิ่งจิ่วอีก ก่อนจะรีบก้าวเข้ามา หยุดยืนข้างกายเฟิ่งจิ่ว “ภูตหมอ เมื่อครู่อาจารย์อาต้วนกำลังตามหาท่านอยู่” นางหันไปมองชายหนุ่มคนนั้นด้วยความสงสัย คนคนนี้กำลังเกี้ยวพาภูตหมอหรือ? หากอาจารย์อาต้วนรู้เข้า จะต้องมีเรื่องกันแน่ๆ


นึกมาถึงตรงนี้ นางรีบเอ่ยว่า “ข้าคุ้นเคยกับจวนนี้ดี ถ้าอย่างไรให้ข้าพาภูตหมอเดินชมรอบๆดีหรือไม่? หรือจะไปหาอาจารย์อาต้วนข้างหน้า?”


“ข้าจะนอนกลางวัน เจ้าพาข้าไปที่ห้องพักแขกเถิด!” เฟิ่งจิ่วเอ่ย เหล่มองอี้ซิวหรานแวบหนึ่ง ก่อนจะสาวเดินตามหร่วนหรูไป


เห็นเฟิ่งจิ่วไปแล้ว อี้ซิวหร่านสีหน้าไหวระริก บุคลิกท่าทางของเขากลายเป็นคนละคนหลังจากที่นางเดินออกไปไกลแล้ว เขาจ้องมองเงาร่างที่ค่อยๆไกลออกไปอย่างขบคิด ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นมาได้ มุมปากหยักยกเล็กน้อย เผยรอยยิ้มแปลกๆออกมา


หร่วนหรูที่พาเฟิ่งจิ่วเดินออกมาระยะหนึ่งหันกลับไปมองข้างหลัง เห็นชายหนุ่มไม่ได้ตามมา จึงถาม “ภูตหมอ คนคนนั้นไม่ได้ทำอะไรท่านกระมัง?”


“เปล่า” เฟิ่งจิ่วตอบ มองไปข้างหน้า พลางถาม “คนคนนั้นก็เป็นแขกของท่านเจ้าเมืองหรือ?”


“แต่ก่อนไม่เคยเห็นเขา ข้าคิดว่าคงเพิ่งมาวันนี้วันแรก อาจเป็นผู้ฝึกตนที่มาตามป้ายประกาศนั่น” หร่วนหรูตอบ


เฟิ่งจิ่วพยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก ทั้งสองเดินทอดน่องไปช้าๆ คุยสัพเพเหระกันบ้าง กระทั่งมาถึงลานบ้านข้างหลังจึงค่อยหยุดเดิน


“ภูตหมอ ท่านพักที่เรือนนี้ก็แล้วกัน! ข้างๆเป็นเรือนของซีเหยียน ข้าอยู่กับนาง หากมีเรื่องอะไรก็มาหาพวกข้าได้” หร่วนหรูบอกเบาๆ พาเธอเข้าไปข้างใน “อีกเดี๋ยวท่านดูว่าขาดอะไรไปบ้าง ข้าจะบอกซีเหยียนให้สั่งคนเอามาให้”


เฟิ่งจิ่วสำรวจเรือนนี้ จากนั้นก็เข้าไปดูข้างใน เอ่ยว่า “ไม่ต้อง เท่านี้ก็ดีมากแล้ว” เธอไม่ได้จะอยู่ที่นานเสียหน่อย


“อย่างนั้นท่านพักผ่อนก่อน ข้าไปบอกซีเหยียนกับอาจารย์อาต้วนที่อยู่ด้านหน้าสักหน่อย พวกเขาจะได้ไม่เป็นห่วง” นางค้อมกายเล็กน้อย ก่อนจะถอยออกไป พร้อมกับดึงเอาประตูปิดลงด้วย


เฟิ่งจิ่วเห็นนางออกไปแล้ว ก็เดินไปนั่งที่ขอบเตียง ถอดรองเท้าออกเอนกายลงบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มจากนั้นก็หลับไป


เหมือนอย่างที่ต้วนเยี่ยบอก เมื่อคืนไม่ได้พักผ่อนดีๆ วันนี้ก็เดินเที่ยวไปครึ่งค่อนวัน ตอนนี้ครั้นได้เอนกาย ไม่นานก็หลับลึกไปอย่างรวดเร็ว…


ต้วนเยี่ยที่อยู่ข้างหน้าหลังจากได้เจอเจ้าเมือง พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ก็มาถึงเรือนที่เฟิ่งจิ่วอยู่ภายใต้การนำทางของลู่ซีเหยียนและหร่วนหรู เห็นในเรือนเงียบสนิท ก็รู้ว่าคนข้างในยังไม่ตื่น ด้วยเหตุนี้เขากลับหยุดฝีเท้าไม่เดินเข้าไปรบกวนข้างใน


“อาจารย์อาต้วน ถ้าอย่างไรข้าพาท่านไปพักผ่อนที่ห้องก่อนก็แล้วกัน!” ลู่ซีเหยียนเอ่ย “บางทีค่ำหน่อยภูตหมออาจตื่นแล้ว”


ต้วนเยี่ยมองแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “ที่นี่ยังมีห้องอีกไม่ใช่หรือ? ข้าพักที่นี่ก็ได้แล้ว”


ทั้งสองนิ่งอึ้ง ที่นี่มีห้องว่าง แต่ถึงอย่างไรชายหญิงต่างกัน เขาจะพักอยู่เรือนเดียวกับภูตหมอ? เหมือนจะไม่ค่อยดีกระมัง?


“ทำไม? ไม่ได้หรือ?” ต้วนเยี่ยมองลู่ซีเหยียน


“เปล่าเจ้าค่ะ เปล่าเจ้าค่ะ” นางรีบโบกมือ “แน่นอนว่าพักที่นี่ได้ เพียงแต่ ข้ากังวลว่าจะไม่สะดวกหรือไม่?”


“ไม่หรอก”


ครั้นได้ฟังคำตอบ หร่วนหรูดึงแขนเสื้อของลู่ซีเหยียนเงียบๆ ลู่ซีเหยียนตระหนักได้จึงรีบเอ่ยว่า “เช่นนั้นอาจารย์อาต้วนก็พักที่นี่ไปก่อน ข้ากับหร่วนหรูอยู่เรือนข้างๆ หากอาจารย์อาต้วนมีเรื่องใดก็เรียกข้าได้”


ตอนที่ 2239: เดินมาอย่างสง่างาม


ต้วนเยี่ยพยักหน้า เอ่ยกับทั้งสองว่า “ตอนหัวค่ำให้คนเตรียมน้ำอาบหน่อย”


ลู่ซีเหยียนได้ยินก็นิ่งอึ้ง ก่อนจะรับคำ “เจ้าค่ะ ข้าจำไว้แล้ว อย่างนั้นพวกเรากลับไปก่อน ไม่รบกวนอาจารย์อาต้วนพักผ่อนแล้ว” เอ่ยจบ ทั้งสองค้อมกายเล็กน้อย ก่อนจะหันตัวเดินออกไป


หลังจากพวกนางสองคนออกไป ต้วนเยี่ยกลับไปพักที่ห้อง ทว่าหร่วนหรูที่เดินออกมาจากลานบ้านอดเอ่ยขึ้นไม่ได้ว่า “ตอนเราอยู่ในสำนักมักจะได้ยินว่าอาจารย์อาต้วนไม่ชอบใกล้ชิดสตรี เย็นชากับผู้อื่น แต่นึกไม่ถึงว่าจะใส่ใจภูตหมอขนาดนี้”


“ถึงได้บอกอย่างไรเล่า ไม่ควรเชื่อข่าวลือทั้งหมด เรื่องใดล้วนต้องได้ประจักษ์ด้วยตาตนเอง” ลู่ซีเหยียนยิ้มเอ่ย “เมื่อครู่อาจารย์อาต้วนบอกว่าเขาจะช่วยลากตัวผู้ฝึกวิชามารที่ก่อคดีฆ่าผู้ฝึกตนหญิงในเมืองออกมา มีวาจาของอาจารย์อาต้วนเช่นนี้แล้ว ข้าคิดว่าอีกไม่นานคนในเมืองจะไม่ต้องอยู่อย่างหวาดกลัวเช่นนี้อีกแล้ว”


“นั่นสิ! ครั้งนี้บังเอิญจริงๆ ประจวบเหมาะอาจารย์อาต้วนผ่านมาที่นี่ ไม่อย่างนั้น ด้วยฐานะของเราในสำนัก ยากมากที่จะเชิญอาจารย์อาต้วนมาที่นี่ได้”


ทั้งสองพูดคุยกันระหว่างเดินกลับเรือน กระทั่งถึงเวลาพลบค่ำ กำชับให้ข้ารับใช้เตรียมน้ำอาบส่งไปให้ เมื่อฟ้าเริ่มมืด ทั้งสองก็ไปรอพวกเขาในลานบ้าน


ภายใต้ค่ำคืน จวนเจ้าเมืองจัดงานเลี้ยง เหล่าผู้ฝึกตนพูดคุยยิ้มแย้มกันในงานเลี้ยง คนรับใช้ยกอาหารมาวางอย่างต่อเนื่อง ทว่าในเวลานี้เอง ครั้นเสียงรายงานว่าเจ้าเมืองมาดังขึ้น ทุกคนต่างก็ลุกขึ้นยืน


“เจ้าเมืองลู่” ทุกคนยิ้มพร้อมกับประสานมือคารวะ


“ฮะๆ ทุกท่านไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่ง” เจ้าเมืองลู่ยิ้มประสานมือตอบ เชิญทุกท่านให้นั่งลง สายตากวาดสำรวจ ก็เห็นว่าตำแหน่งด้านหน้ายังว่างอยู่สามสี่ที่ อดหันไปมองพ่อบ้านที่อยู่ข้างๆไม่ได้ “ซีเหยียนยังไม่มาหรือ?”


“นายท่าน คุณหนูไปหาเซียนต้วน น่าจะใกล้มาแล้ว” พ่อบ้านกระซิบตอบเบาๆ


เจ้าเมืองได้ฟังก็พยักหน้านั่งลง เอ่ยกับทุกคนว่า “ทุกท่าน เป็นเกียรติที่ได้รับน้ำใจจากทุกท่านนัก ครั้งนี้ต้องรบกวนพวกท่านแล้ว ณ ที่นี่ ผู้แซ่ลู่ขอดื่มคารวะพวกท่านหนึ่งจอก”


“เจ้าเมืองลู่แกรงใจแล้ว” ทุกคนยิ้มกล่าว ยกถ้วยสุราขึ้นรับหน้า ก่อนจะดื่มรวดเดียวหมด


เวลานี้ ครั้นเห็นว่าต้วนเยี่ยไม่อยู่ที่นี่ จึงวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้มา “สหายต้วนเหตุใดยังไม่มาอีก?”


“น่าจะใกล้มาถึงแล้วกระมัง? ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ไปเชิญแล้ว”


“หึๆ สหายต้วนก็วางตัวสูงส่งเกินไปแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าคืนนี้มีงานเลี้ยง ยังต้องให้คุณหนูใหญ่ลู่ไปเชิญอีก ช่างวางมาดได้…” คนพูดส่ายหน้า


อี้ซิวหรานที่นั่งคนเดียวดื่มสุราอยู่ ได้ยินพวกเขาคุยกันก็ไม่ได้สนใจ เพียงเขย่าสุราในมือเบาๆอย่างเบื่อหน่าย


“ท่านพ่อ อาจารย์อาต้วนมาแล้ว”


เสียงของลู่ซีเหยียนดังมา ทุกคนหันไปมอง เห็นเพียงลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรูเดินอยู่ข้างหน้า ด้านหลังพวกนาง ต้วนเยี่ยกับผู้หญิงหน้าชุดแดงตางดงามล้ำเลิศคนหนึ่งกำลังเดินย่างกรายมาด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยผ่อนคลาย


ยามเห็นผู้หญิงชุดแดงคนนั้น เหล่าผู้ฝึกตนตะลึงค้าง แววตาตะลึงในความงามพาดผ่านใบหน้าของใครหลายคน


ผู้หญิงคนนี้เป็นใครอีก? เหตุใดเมื่อกลางวันพวกเขาจึงไม่เคยเห็น นางสวมชุดสีแดงทั้งตัว ท่วงท่าสง่างามแฝงแววเกียจคร้าน ดวงหน้าอันงามล้ำและการขับเน้นของเสื้อสีแดง ส่งให้มีกลิ่นอายงามเย้ายวนกระจายอยู่รอบตัว ทำให้พวกเขาไม่อาจละสายตาออกไปได้ รู้สึกเพียงสติสัมปชัญญะสั่นสะเทือน ตะลึงในความงามอย่างไร้ที่เปรียบ


ทว่าไม่นาน พวกเขาก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง ผู้หญิงคนนี้ไม่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณ หรือว่าเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น?


เหล่าผู้ฝึกตนแปลกใจ พากันจ้องสำรวจนางอย่างละเอียด


ตอนที่ 2240: คนธรรมดา


“นี่เป็นคนธรรมดานี่นา!”


“นี่เป็นคนธรรมดาที่ไม่มีวรยุทธ์”


“เหตุใดงานเลี้ยงเช่นนี้ยังมีคนอย่างนี้เข้ามาด้วย? คืนนี้มีแต่ผู้ฝึกตนและผู้แข็งแกร่งไม่ใช่หรือ? พวกเรามาเพื่อหารือกันเรื่องการรับมือกับผู้ฝึกวิชามารที่ก่อคดีในเมือง เหตุใดจึงปล่อยให้คนธรรมดาเข้ามาแทรกแซงได้ด้วย?”


“อย่างอื่นไม่ว่า ผู้หญิงคนนี้เกิดมามีหน้าตาที่งดงามนัก”


“หึๆ คนธรรมดาที่ไม่มีวรยุทธ์ แม้จะหน้าตางดงามแล้วอย่างไร? อย่างไรก็ต้องร่วงโรยไปตามกาลเวลา หนึ่งร้อยปีผ่านไป ก็ต้องกลายเป็นกองกระดูกขาวๆ กองหนึ่งอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”


“พูดไปก็ถูก งามอีกแค่ไหนก็เป็นเพียงบุปผาในคันฉ่อง จันทราในวารี”


“อืม นางกับพวกเรา ไม่ใช่คนในโลกเดียวกัน ผู้หญิงธรรมดาเช่นนี้ ไม่คู่ควรที่จะมาปรากฏตัวในงานเลี้ยงเช่นนี้จริงๆ”


“จริงด้วย จริงด้วย นั่งร่วมโต๊ะกับนาง ช่างทำให้เราเสียเกียรตินัก”


ผูฝึกตนบางคนกระซิบกระซาบคุยกัน ต่างวิพากษ์วิจารณ์เฟิ่งจิ่วในชุดสีแดง มีเพียงคนส่วนน้อยที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในบทสนทนา เพียงมองพิจารณาเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันไปรินสุราดื่มเอง


ส่วนอี้ซิวหร่านที่กำลังนั่งอย่างเบื่อหน่ายเมื่อเห็นเฟิ่งจิ่วเข้ามา สายตามีประกายวาววับพาดผ่าน ร่างกายที่เดิมนั่งเอียงเฉียงก็เหยียดตรงเมื่อนางเข้ามา ทว่า เขาไม่ได้รีบร้อนเข้าไปหา เพียงจ้องมองนางอยู่อย่างนั้น


เจ้าเมืองรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มากับต้วนเยี่ย เพียงแต่นึกไม่ถึงว่านางจะงามล้ำเพียงนี้ เขาจำได้ ลูกสาวของเขาบอกว่าผู้หญิงคนนี้ชื่อภูตหมอ


ตอนนั้นเขายังคิดว่าเหตุใดจึงคุ้นหูกับชื่อภูตหมอนัก ยามนี้เมื่อเห็นหน้าและชุดสีแดงของนาง สมองพลันกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันใด ในที่สุดเขาก็นึกออก


หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนทีที่โด่งดังในช่วงเวลาสั้นๆ เจ้าของที่นั่นก็ถูกขนานนามว่าภูตหมอ! และชื่อของนางก็เหมือนจะเป็นเฟิ่งจิ่ว! นึกมาถึงตรงนี้ เขาอดตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ ไม่มีเวลาสนใจคนอื่น รีบก้าวเข้าไปต้อนรับ


“ท่านเซียน ท่านนี้ก็คือภูตหมอเฟิ่งจิ่วใช่หรือไม่?” เขาถามต้วนเยี่ย ทว่า ดวงตาของเขากลับจับจ้องไปที่เฟิ่งจิ่วด้วยความตื่นเต้น


ต้วนเยี่ยที่ได้ยินอย่างนั้นจ้องมองเขาอย่างลึกซึ้ง กลับนึกไม่ถึงว่าเขาจะรู้จักเฟิ่งจิ่ว เขาหันไปมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบ “ถูกต้องแล้ว”


“โอ้! นึกไม่ถึงว่าภูตหมอจะให้เกียรติมาเยือนที่นี่ ผู้แซ่ลู่ต้อนรับไม่ทั่วถึง ต้อนรับไม่ทั่วถึงแล้ว” เขาละล่ำละลักเอ่ยด้วยความขอโทษ พลางประสานมือให้เธอ พร้อมกับเอ่ยว่า “ภูตหมอ เชิญนั่ง เชิญนั่ง”


ลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรูที่เห็นได้แต่ประหลาดใจ ภูตหมอเฟิ่งจิ่ว? หรือว่าภูตหมอมีชื่อเสียงมากหรือ? เหตุใดพวกนางสองคนจึงไม่รู้เลย?


ผู้ฝึกตนคนอื่นเห็นแล้วก็ไม่เข้าใจ ลึกๆข้างในเกิดความไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้จึงมีคนเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าเมืองลู่ ไม่แนะนำแม่นางท่านนี้ให้พวกเรารู้จักหน่อยหรือ?”


แม้แต่กับพวกเขา ยังไม่เห็นว่าเจ้าเมืองลู่จะเกรงอกเกรงใจถึงเพียงนี้ ผู้หญิงคนนี้เป็นเพียงคนไร้วรยุทธ์ เหตุใดจึงได้รับการปฏิบัติที่พิเศษจากเจ้าเมืองลู่ได้?


“มาๆ สองท่าน เชิญนั่ง” เจ้าเมืองลู่ยิ้มเชิญชวนให้พวกเขานั่ง ครั้นทุกคนนั่งประจำที่แล้ว จึงแนะนำพร้อมกับรอยยิ้มว่า “ทุกท่านรู้จักเซียนต้วนอยู่แล้ว ส่วนท่านนี้ก็คือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว”


ภูตหมอเฟิ่งจิ่ว? ใครกัน? ผู้หญิงคนนี้เป็นหมองั้นหรือ?


นึกมาถึงตรงนี้ สีหน้าของแต่ละคนแตกต่างกันไป ล้วนจ้องมองผู้หญิงตรงหน้า หญิงสาวที่หน้าตางามล้ำผู้นี้เป็นหมอ? เป็นแค่หมอธรรมดาคนหนึ่ง เหตุใดจึงมาที่นี่ได้? หรือว่าเรื่องที่จับผู้ฝึกวิชามาร นางจะยังช่วยอะไรได้ด้วยหรือ


มีคนหัวเราะดูแคลน “เจ้าเมืองลู่ แม่นางท่านนี้ไร้กลิ่นอายพลังวิญญาณ เป็นคนธรรมดากระมัง?”


[1] จันทราในวารี เปรียบเปรยถึงสิ่งที่สวยงามทว่าจับต้องไม่ได้


จบตอน

Comments