ตอนที่ 2241: ฉีกมาหนึ่งชิ้น
“จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร? เจ้าเมืองลู่บอกแล้วไม่ใช่หรือ? เป็นภูตหมอ อย่างนี้ก็แสดงว่าน่าจะเป็นหมอ”
“ฮ่าๆๆ แม้แต่หมอก็มาด้วยแล้ว นี่คิดจะทำอะไรกัน? เจ้าเมืองลู่ หรือแม่นางคนนี้ยังช่วยจับผู้ฝึกวิชามาได้ด้วย?”
ได้ยินวาจาดูแคลนอย่างไม่ปิดบังของคนพวกนี้ เจ้าเมืองลู่อดขมวดคิ้วไม่ได้ เขาหันไปมองภูตหมอ เห็นเธอกำลังดื่มสุรา ราวกับไม่ได้ยินคำพูดดูแคลนของผู้ฝึกตนพวกนั้น
แม้เธอจะไม่สนใจ แต่ถึงอย่างไรเธอก็เป็นแขก หนำซ้ำยังเป็นแขกของเขา เขาไม่อาจปล่อยให้คนพวกนี้หมิ่นเกียรติของเธออย่างนี้ได้ ด้วยเหตุนี้ เขาหน้าตาเคร่งขรึม เอ่ยกับทุกคนว่า “ทุกท่านอาจยังไม่ทราบ ภูตหมอไม่ใช่คนธรรมดา นาง…” ยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกตัดบทเสียก่อน
“แม่นาง ที่แท้ก็ชื่อเฟิ่งจิ่วเองหรือ! อย่างนั้นข้าเรียกเจ้าว่าจิ่วเอ๋อร์ดีหรือไม่?”
คำว่าจิ่วเอ๋อร์ทำให้เฟิ่งจิ่วที่เพิ่งดื่มสุราเข้าไปสำลักออกมา พ่นใส่หน้าอี้ซิวหรานที่ชะโงกหน้าเข้ามาหาเธอพอดี
อี้ซิวหรานนิ่งอึ้ง รู้สึกเพียงว่าสุราที่ถูกพ่นใส่หน้ากำลังไหลหยดลงมา เขาที่ไม่เคยถูกกระทำเช่นนี้รู้สึกเพียงสมองขาวโพลนไปหมด ด้วยสัญชาตญาณ เขายื่นมือออกไปดึงชายเสื้อของเธอขึ้นมาเช็ดหน้าตนเอง
เฟิ่งจิ่วที่เห็นอย่างนั้นมุมปากกระตุก ภาพที่คนคนนี้เอาชายเสื้อของเธอไปเช็ดหน้า ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เมื่อก่อนเหมือนว่าเธอจะเคยทำอย่างนี้กับเซวียนหยวนโม่เจ๋อ และนาทีนี้ เมื่อถึงตาเธอสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตนเอง ความรู้สึกเช่นนี้ช่างงดงามจริงๆ
ต้วนเยี่ยเหลือบมองชายชุดคลุมสีดำแวบหนึ่ง ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว คนคนนี้เป็นใครอีก? เฟิ่งจิ่วไปมีเรื่องกับเขาเมื่อใดกัน?
หากเฟิ่งจิ่วรู้สิ่งที่เขาคิด จะต้องร้องตะโกนว่าตนเองถูกใส่ร้ายแน่นอน ทั้งที่อี้ซิวหรานเป็นฝ่ายเข้าหาเธอก่อนแท้ๆ
คำพูดของเจ้าเมืองลู่ถูกขัดจังหวะด้วยเหตุการณ์นี้ เขาอึ้งค้างเช่นกัน ครั้นได้สติ ก็หันไปกระซิบลูกสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ “นี่มันเรื่องอะไรกัน? พวกเขารู้จักกัน?”
ด้วยเหตุนี้ ลู่ซีเหยียนเล่าเรื่องที่เฟิ่งจิ่วเจออี้ซิวหรานที่ข้างหลังจวนให้เขาฟัง ไม่เพียงเท่านั้น นางยังถามอีกว่า “ท่านพ่อ คนคนนี้เป็นใคร? ท่านรู้จักหรือ?”
“มาเพราะป้ายประกาศในวันนี้เช่นกัน เหมือนจะบอกว่าแซ่อี้นะ เป็นผู้ฝึกเซียนคนหนึ่ง” เจ้าเมืองลู่ตอบ สายตาจับจ้องไปที่อี้ซิวหราน กล้าเกี้ยวพาราศีภูตหมอแล้วยังมีชีวิตอยู่ คนคนนี้ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ!
อี้ซิวหรานเช็ดหน้าเสร็จ ก็องชายเสื้อสีแดงในมือตนเองอย่างอึ้งๆ จากนั้นหรี่ตา เผยรอยยิ้มมึนเมาออกมา “จิ่วเอ๋อร์ กลิ่นนี้หอมนัก ไม่สู้มอบชายเสื้อนี้ไว้เป็นที่ระลึกแก่ข้าเถิด!” เอ่ยจบ มือของเขาออกแรงดึง ได้ยินเพียงเสียง "แซ่ก!" ชายเสื้อของเฟิ่งจิ่วถูกฉีกหายไปหนึ่งแถบ
ทุกคนที่ดูอยู่พลันตะลึงค้าง คนคนนี้ตั้งใจมาทำให้เรื่องยุ่งกว่าเดิมกระมัง หรือว่ามาผสมโรง? ต่อหน้าผู้ฝึกตนมากมายขนาดนี้ รวมถึงต่อหน้าเจ้าเมืองลู่ นึกไม่ถึงเขากลับกล้าเกี้ยวพาคนอื่นเขา หนำซ้ำยังฉีกเสื้อของคนอื่นเขามาเป็นของที่ระลึกอีก?
ทุกคนแข็งทื่อเหมือนหิน แม้แต่พวกเขาที่ใช้ชีวิตมาจนอายุปูนนี้แล้ว ก็ยังไม่เคยเห็นใครหน้าไม่อายขนาดนี้มาก่อน
ต้วนเยี่ยหน้าเครียดทันที เขาลุกขึ้น กลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างพวยพุ่ง ตวัดฝ่ามือใส่ชายชุดคลุมสีดำ ขณะเดียวกันก็ตวาดเสียงกร้าว “รนหาที่ตาย!”
อี้ซิวหรานกำลังถือชายเสื้อของเฟิ่งจิ่วอย่างยิ้มๆ รู้สึกได้ว่าฝ่ามือลมพุ่งเข้ามา แววตาแฝงรอยยิ้มของเขาจ้องมองเฟิ่งจิ่ว เงาร่างกลับถอยไปข้างหลังในพริบตา หลบเลี่ยงการจู่โจมของต้วนเยี่ย…
ตอนที่ 2242: สั่งสอน
เงาร่างสองร่างรวมพลังเหาะขึ้น กระโดดขึ้นไปต่อสู้กันบนหลังคา
ด้านล่าง เฟิ่งจิ่วที่นั่งอยู่หยิบชุดกระโปรงที่ถูกฉีกขึ้นมามองดู เห็นชุดกระโปรงดีๆตัวหนึ่งต้องมาถูกทำลายอย่างนี้ โดยเฉพาะเมื่อชายเสื้อแถบนั้นยังไปตกอยู่ในมือของอี้ซิวหรานด้วยแล้ว
เธอโยนชุดกระโปรงในมือขึ้นลงเบาๆ หรี่ตามองขึ้นไปบนหลังคา ต้วนเยี่ยมีวรยุทธ์ระดับเซียนเหินขั้นสูงสุด ส่วนอี้ซิวหรานในชุดดำ นึกไม่ถึงว่าสู้กับเขาก็ยังไม่เสียเปรียบ หึๆ น่าสนใจไม่น้อย
นัยน์ตาสุกใสมีประกายมืดมนพาดผ่านหนึ่งสาย มุมปากหยักยิ้มที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม จ้องมองสองคนข้างบน มือหนึ่งถือถ้วยสุรา อีกมือหนึ่งเคาะโต๊ะเป็นระยะอยู่แบบนั้น
คนอื่นไม่พูดอะไรอีก เพียงจ้องมองสองคนข้างบน ประหลาดใจกับพลังของชายชุดดำ พวกเขารู้จักต้วนเยี่ย นั่นเป็นคนดังมีพรสวรรค์ในสำนักเมฆาหยกเชียว แต่ชายชุดดำเล่า เป็นใครกัน? กลับสามารถสู้กับต้วนเยี่ยได้โดยไม่ตกเป็นรอง?
“ภูตหมอ ถ้าอย่างไร ข้าพาท่านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า?” ลู่ซีเหยียนมาถามเธอ ถึงอย่างไรก็เป็นผู้หญิง ชุดกระโปรงถูกคนฉีกขาดไปส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ดูไม่ค่อยดี
“ไม่จำเป็น” เฟิ่งจิ่วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “อีกเดี๋ยวข้าค่อยกลับไปเปลี่ยนก็ได้”
ลู่ซีเหยียนเห็นดังนั้นจึงกลับไปนั่งข้างพ่อของนาง มองขึ้นไปบนหลังคา เห็นอาจารย์อาต้วนสู้กับคนคนนั้น คล้ายว่าจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บไม่ได้ จึงรู้ว่าพลังของอีกฝ่ายน่าจะสูงกว่าเขา
ประมือกันครู่หนึ่ง ต้วนเยี่ยก็รู้ว่าพลังของคนคนนี้สูงกว่าตน เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับเซียนเหิน อย่างนั้นคนคนนี้ก็ต้องเป็นปราชญ์เซียน? ช่างเป็นปราชญ์เซียนที่ซ่อนตัวเก่งจริงๆ ไม่นึกว่าจะไม่เผยกลิ่นอายของปราชญ์เซียนออกมาให้เห็นแม้แต่นิดเดียว
เพียงแต่ เห็นคนคนนี้ฉีกชายกระโปรงของเฟิ่งจิ่ว เขากลับทำอะไรเขาไม่ได้ ลึกๆข้างในจึงมีไฟโทสะก่อตัวขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ยิ่งลงมือแรงขึ้น ชั่วขณะหนึ่ง ท่าร่างเปลี่ยนผัน ฝ่ามือลมก็เปลี่ยนไปด้วย เขาที่รอบกายเต็มไปด้วยพลังวิญญาณอันพุ่งพล่าน ซัดฝ่ามือออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัว เห็นเพียงฝ่ามือพลังวิญญาณจากเล็กกลายเป็นใหญ่ จากหนึ่งกลายเป็นสอง ฝ่ามือหลายชั้นซัดใส่คนคนนั้นด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาด
“บึ้ม! บึ้มๆๆ!”
ฝ่ามือลมซัดออกไป ฝ่ามือแรกหลบได้ แต่หลายฝ่ามือที่ซัดตามกลับกระแทกโดนอี้ซิวหรานอย่างจัง เห็นสีหน้าสบายใจของเขาพลันเปลี่ยน ร่างถูกซัดปลิวออกไป
“พรืด!”
เลือดคำหนึ่งพุ่งออกจากปาก ร่างร่วงลงมาจากหลังคา กระแทกกำแพง ก่อนจะร่วงลงพื้น เกิดเสียงดังสนั่น
“ซี้ด!”
เขาสูดปาก ลุกขึ้นนั่งบนพื้น ยกมือเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ก่อนเงยหน้ามองต้วนเยี่ยที่เหาะลงมา สายตาไหวระริกด้วยความตะลึงพรึงเพริด
ผู้ชายคนนี้เป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับเซียนเหิน แต่พลังต่อสู้กลับน่าสะพรึงเช่นนี้ เขาไม่คาดคิดเลยว่าด้วยพลังระดับปราชญ์เซียนของตนเอง จะถูกเซียนเหินผู้หนึ่งซ้อมจนเยินเช่นนี้!
ตอนนั้นพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของเฟิ่งจิ่ว เขายอมรับ! แต่หากต้องพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าอ่อนคนนี้ ใจเขากลับเต็มไปด้วยไฟโทสะ คิดอยากจะสู้กันอีกครั้ง!
เมื่อไรกันที่เขา ผู้เป็นถึงเจ้าแห่งวิหารราตรี กลายเป็นคนที่จะถูกใครกำราบก็ได้อย่างนี้? หรือว่าแต่ละคนที่อยู่ข้างกายเฟิ่งจิ่วล้วนเป็นตัวประหลาด? ล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์ผิดมนุษย์?
ต้วนเยี่ยเหาะลงมาหยุดตรงหน้าอี้ซิวหราน น้ำเสียงเย็นดังขึ้น “เจ้ากล้าแตะต้องนาง หากรนหาที่ตาย ข้าก็จะสงเคราะห์ให้!”
ขณะที่คิดจะสั่งสอนผู้ชายที่ไม่รู้ฟ้าสูงดินต่ำคนนี้ เสียงของเฟิ่งจิ่วก็ดังขึ้น…
ตอนที่ 2243: ขอตัวก่อน
“พอได้แล้ว”
เธอลุกขึ้น ค่อยๆสาวเดินเข้าไป หยุดยืนตรงหน้าอี้ซิวหราน นัยน์ตาสุกใสจ้องมองที่ใบหน้าโดดเด่นของเขา “ทำไมข้ารู้สึกเหมือนเคยเจ้าเจ้าที่ไหนมาก่อน?”
จำเขาได้หรือ? เป็นไปไม่ได้
ยังไม่พูดถึงแต่ก่อน ตอนสู้กับเธอเขาใส่หน้ากาก เธอจึงมองไม่เห็นหน้าเขา แม้แต่กระบวนท่าที่สู้กับต้วนเยี่ยเมื่อกี้ เขาก็ไม่เคยใช้มาก่อน ไม่เช่นนั้นจะพ่ายแพ้ให้กับเจ้านั่นง่ายๆได้อย่างไรกัน?
หากเธอจำเขาได้ ก็คงลงมือตั้งแต่แรกแล้ว จะต้องถามเขาอีกทำไม?
ด้วยเหตุนี้ เขายกชายเสื้อที่ฉีกของเฟิ่งจิ่วขึ้นมาเช็ดเลือดที่มุมปาก มองเธอ กระตุกยิ้มมุมปาก เผยรอยยิ้มออกมา “ตอนเที่ยงพวกเราก็เคยเจอกันที่ลานด้านหลังแล้วไม่ใช่หรือ? ลืมเร็วขนาดนี้เชียว?”
เขานวดหน้าคลึงหน้าอก เหลือบมองต้วนเยี่ยแวบหนึ่ง เจ้านั่นลงมือหนักจริงๆ เขาเองก็ประมาทเกินไปถึงได้พ่ายแพ้ หากสู้กันอีกครั้ง เขาจะต้องกำราบเจ้านั่นได้แน่นอน
เฟิ่งจิ่วนัยน์ตาไหวระริก เพียงจ้องมองเขาเงียบๆ ไม่พูดอะไร เนิ่นนาน เธอหันตัวไปหาเจ้าเมืองลู่ “ท่านเจ้าเมือง งานเลี้ยงคืนนี้ขออภัยที่ข้าอาจอยู่ร่วมงานด้วยไม่ได้” เธอพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็สาวเท้าเดินจากไป
ต้วนเยี่ยเห็นอย่างนั้นก็จ้องเขม็งชายเสื้อที่ย้อมไปด้วยเลือด ขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวเตือนว่า “ต่อไปอยู่ให้ห่างจากนางหน่อย!” เอ่ยจบ เขาก็กล่าวลาเจ้าเมืองลู่เช่นกัน จากนั้นก็ออกไปพร้อมกับเฟิ่งจิ่ว
ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ต่างก็อึ้งค้าง ต่างก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น? ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นแค่หมอธรรมดาคนหนึ่ง ทำไม… ทำไมกลับดูเหมือนว่าเซียนต้วนเยี่ยกำลังฟังคำสั่งจากนาง?
ชายเสื้อของนางถูกฉีกขาด นางยังไม่พูดอะไร ต้วนเยี่ยกลับออกหน้าปกป้องนางก่อนแล้ว สองคนนี้เป็นอะไรกัน?
ยังมีผู้ฝึกตนแซ่อี้ผู้นั้นอีก อย่างไรก็เป็นผู้ฝึกเซียนระดับปราชญ์เซียนแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะพ่ายให้กับต้วนเยี่ยที่เป็นเซียนเหินขั้นสูงสุด ต้องบอกก่อนว่าพลังที่ห่างกันหนึ่งระดับถือว่าต่างกันมากทีเดียว มีผู้ฝึกตนหลายคนไม่อาจก้าวข้ามอุปสรรคด่านนี้ไปได้ เห็นได้ว่าความต่างของพลังร้ายกาจเพียงใด แต่ต้วนเยี่ยกลับเอาชนะชายแซ่อี้ผู้นั้นได้
“เฟิ่งจิ่วผู้นี้เป็นใครกันแน่? เป็นแค่หมอธรรมดาคนหนึ่งจริงหรือ?”
“เจ้าเมืองลู่บอกว่าชื่อภูตหมอมิใช่หรือ? บางทีอาจเป็นหมอที่มีความสามารถคนหนึ่งจริงๆ”
“ก็จริง ไม่อย่างนั้นสหายต้วนจะปกป้องนางขนาดนั้นทำไมกัน? เพื่อ นางแล้วก็โกรธจนทำร้ายผู้อื่นบาดเจ็บ”
“จะว่าไป สหายต้วนช่างสมแล้วจริงๆ ที่เป็นผู้มีพรสวรรค์แห่งสำนักเมฆาหยก นึกไม่ถึงว่าจะต่อกรกับคนที่มีพลังเหนือกว่าเขาได้ อนาคตสดใสไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว”
ทุกคนกำลังพูดคุยถกเถียงกันอยู่ แม้ประเด็นจะพูดถึงเฟิ่งจิ่ว แต่พูดไปพูดมากลับหันเหไปเรื่องของต้วนเยี่ยแทน ทว่า ผู้ฝึกตนบางส่วนก็เริ่มรู้ความ ไม่มองเฟิ่งจิ่วเป็นเพียงคนธรรมดาอีกต่อไป
คนที่ทำให้เจ้าเมืองลู่ปฏิบัติด้วยอย่างพิเศษได้ ทำให้ต้วนเยี่ยออกหน้าปกป้องได้ และทำให้ผู้ฝึกตนระดับปราชญ์เซียนอย่างชายแซ่อี้อยากใกล้ชิดได้ เห็นได้ว่าคนคนนี้ต้องมีประวัติความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เจ้าเมืองลู่เห็นสองคนนั้นออกไปแล้ว ก็พยักหน้าให้ลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรูตามไป จากนั้นก็หันเดินไปหาอี้ซิวหรานที่กำลังลุกยืนจากมุมกำแพง ถามว่า “เซียนอี้ ท่านไม่เป็นไรกระมัง?”
เป็นถึงปราชญ์เซียนคนหนึ่งกลับถูกเซียนเหินขั้นสูงสุดกำราบพ่ายแพ้ ซ้ำยังต่อหน้า ทุกคนอย่างนี้อีก แม้แต่เขาเอง ก็ยังไม่รู้จะปลอบใจอี้ซิวหรานอย่างไรดี
อี้ซิวหรานมองเจ้าเมืองลู่แวบหนึ่ง เอ่ยว่า “เจ้าเมืองลู่ต้อนรับแขกต่อเถิด ข้าเองก็ขอตัวก่อนเช่นกัน” เอ่ยจบ เขาก็เดินจากไป
ตอนที่ 2244: โดนจับ
เฟิ่งจิ่วกลับมาถึงเรือน ต้วนเยี่ยที่ตามหลังมาเห็นเธอถูกฉีกชายเสื้อ จึงเอ่ยว่า “เจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด! อีกเดี๋ยวเรามาคุยกันหน่อย”
เธอหันกลับไปมองเขา ทิ้งตัวนั่งลงที่โต๊ะหินในลานบ้าน ยิ้มถามว่า “คุยอะไร? ว่ามาเถอะ!” เธอจับมุมเสื้อที่โดนฉีกขึ้นมาหมุนเล่น
“ผู้ชายคนนั้นเป็นใครอีก? รู้จักกันได้อย่างไร?” เขาเองก็นั่งลงตาม มองเธอแล้วถาม สองสามวันนี้เขาอยู่กับเธอตลอดแท้ๆ นึกไม่ถึงว่าเธอจะไปมีเรื่องกับคนอย่างนี้ได้
เฟิ่งจิ่วยกมือหนึ่งชันคาง เอ่ยว่า “ก็เหมือนที่บอกเมื่อกี้ เคยเจอที่ภูเขาจำลองเมื่อตอนเที่ยงครั้งหนึ่ง เหมือนจะชื่ออี้ซิวหรานอะไรสักอย่าง”
“คนคนนี้ดูลึกลับยากคาดเดา เจ้าระวังตัวไว้หน่อยดีกว่า”
ต้วนเยี่ยขมวดคิ้วเตือน เขาเคยประมือกับอี้ซิวหราน ย่อมรู้ว่าคนคนนั้นไม่ธรรมดา เขากำราบอี้ซิวหรานได้ นั่นเพราะอีกฝ่ายดูเบาศัตรู หากอีกฝ่ายเอาจริงขึ้นมา เป็นถึงปราชญ์เซียนไม่มีทางพ่ายแพ้ให้เขาเป็นแน่
“อืม ข้ารู้ ข้าแค่รู้สึกว่าคนคนนี้คุ้นๆ เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน แต่กลับจำไม่ได้ว่าเคยรู้จักกันเมื่อไร” เธอเอ่ยอย่างครุ่นคิด
“กรี๊ด! ช่วยด้วย…”
“ฮ่าๆๆ…”
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะนั้นแฝงแรงกดดันอันแข็งแกร่งกระจายออกมา กลิ่นอายพลังวิญญาณก็แผ่ออกมาเป็นระลอกคลื่นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
“แย่แล้ว!”
เฟิ่งจิ่วลุกพรวด สาวเท้าเหาะออกไปข้างนอก
ต้วนเยี่ยเองก็รีบตั้งสติ มุ่งหน้าไปตามเสียงกรีดร้องนั้น ทว่า หลังจากทั้งสองเหาะออกไประยะหนึ่ง ก็เห็นเงาร่างสีดำร่างหนึ่งราวกับพญาเหยี่ยวกำลังจับไก่ตัวน้อย มือหนึ่งจับลู่ซีเหยียน อีกมือหนึ่งจับหร่วนหรูเหาะขึ้นไป เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งดังออกมาจากปากของเขา
“ฮ่าๆๆ! อย่างพวกเจ้าน่ะหรือคิดจะต่อกรกับข้า? ช่างไม่ประเมินกำลังตัวเองเสียเลย! เจ้าแซ่ลู่ ลูกสาวของเจ้า ข้าจับตัวไปก่อนล่ะนะ! เลือดของนางจะต้องสดใหม่และหอมหวานมากแน่ๆ!” ขณะเอ่ย เขายังแลบลิ้นออกมาเลียปาก ใบหน้าชั่วร้ายเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง
“เป็นผู้ฝึกวิชามารจริงๆด้วย! จับมันไว้! อย่าให้มันหนีไปได้!”
เหล่าผู้ฝึกตนพุ่งเข้ามา เจ้าเมืองลู่เมื่อเห็นลูกสาวของตนเองกับหร่วนหรูปถูกผู้ฝึกวิชามารนั่นจับตัวไป หัวใจตึงเกร็ง ตวาดเสียงกร้าว “ปล่อยพวกนางเดี๋ยวนี้!” เขารวมพลังเหาะขึ้นไป เท้าเหยียบวายุ มือถือกระบี่พุ่งบินใส่ผู้ฝึกวิชามารนั่น
“ท่านพ่อ!”
ลู่ซีเหยียนหน้า ซีดเผือด ร่างกายแน่นิ่งไม่อาจขยับขัดขืนได้ ราวกับถูกสกัดจุดลมปราณไว้ หร่วนหรู่ที่ถูกจับด้วยมืออีกข้างก็หน้าซีด แม้หวาดกลัว แต่กลับไม่กรีดร้องขอความช่วยเหลือ เพียงพยายามสงบสติอารมณ์เพื่อมองหาโอกาสรอด
หากถูกผู้ฝึกวิชามารนี่จับตัวไป เกรงว่าพวกนางสองคนคงต้องพบจุดจบ ถูกสูบเลือดจนแห้งตาย แทนที่จะรอคนมาช่วย ไม่สู้คิดหาทางช่วยตนเองดีกว่า
เพราะเดิมทีพวกนางสองคนก็ตั้งใจจะมาหาเฟิ่งจิ่วที่ลานบ้านข้างหลัง จึงอยู่ไม่ไกลจากเฟิ่งจิ่วและต้วนเยี่ยมากนัก ยามนี้ เฟิ่งจิ่วเห็นผู้ฝึกวิชามารที่อยู่ไม่ไกลจากเธอมากนัก รวมถึงลู่ซีเหยียนและหร่วนหรู ฝ่ามือพลันพลิกหมุน เข็มเงินพุ่งออกไป ขณะเดียวกันเธอเขย่งปลายเท้าเหาะขึ้นไป
เข็มเงินพุ่งแหวกอากาศออกไป แทงใส่มือข้างที่จับตัวลู่ซีเหยียนไว้ จุดลมปราณที่ข้อมือของผู้ฝึกวิชามารถูกแทงกะทันหัน รู้สึกเพียงแขนชา มือที่จับลู่ซีเหยียนไว้จึงคลายออกอย่างไม่ทันตั้งตัว ลู่ซีเหยียนตกลงด้านล่าง เขาทำท่าจะคว้าตัวนางกลับมาอีกครั้ง แต่ในเวลานี้…
ตอนที่ 2245: ปีศาจเลือด หนึ่งในสิบจอมมาร
แพรเส้นหนึ่งพุ่งออกไปรัดเท้าของลู่ซีเหยียนที่กำลังร่วงตกลงมา กระชากดึงนางลงไปข้างล่าง ขณะที่ผู้ฝึกวิชามารเอื้อมมือออกมาคว้าตัวนาง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนั้น แม้แต่ผู้ฝึกวิชามารก็ยังตั้งตัวไม่ทัน
“รับไว้!”
เฟิ่งจิ่วตะโกนสั่ง มือข้างที่มีแพรป่วนฟ้าพันไว้รอบๆกระตุกดึง ลู่ซีเหยียนสะบัดไปทางต้วนเยี่ย หลังจากสะบัดคนไปแล้ว เธอไม่หันกลับไปมอง เพียงตวัดแพรป่วนฟ้าใส่ผู้ฝึกวิชามารอีกครั้งทันที
ต้วนเยี่ยตามอยู่ข้างหลังเธอ ครั้นเห็นเธอรวมพลังบินขึ้นไป ตวัดแพรป่วนฟ้าไปรัดเท้าของลู่ซีเหยียน เขาก็เตรียมพร้อมรับคนไว้ก่อนแล้ว ยามนี้หลังจากรับตัวได้ ก็รีบคลายจุดลมปราณของนาง
“อาจารย์อาต้วน ช่วยหร่วนหรูด้วย…”
ลู่ซีเหยียนหน้าซีดขาว รู้สึกเหมือนตนเองเพิ่งเดินกลับมาจากประตูแห่งความตาย นึกถึงตอนที่คนคนนั้นชะโงกหน้าเข้ามาแลบลิ้นเลียลำคอของนาง นางก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นและขาอ่อน
“วางใจเถอะ!” ต้วนเยี่ยเอ่ย เห็นเจ้าเมืองลู่ตามมาถึงตรงนี้แล้ว จึงรีบรวมพลังเหาะขึ้นไปกลางอากาศ
เวลานี้ ผู้ฝึกตนทุกคนล้อมผู้ฝึกวิชามารคนนั้นไว้แล้ว เพื่อไม่ให้เขาหนีไปได้ พวกเขามองดูเฟิ่งจิ่วในชุดแดงถือแพรป่วนฟ้าในมือเพื่อสู้กับผู้ฝึกวิชามาร ต่างก็อดตะลึงค้างไม่ได้
กลิ่นอายพลังเร้นลับป่วนพล่านอยู่รอบกายของนาง ที่แท้ นางก็เป็นผู้ฝึกพลังเร้นลับนี่เอง! หนำซ้ำยังเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพนักรบด้วย พลังเช่นนี้ แม้จะเป็นผู้ฝึกพลังเร้นลับ ก็ไม่ถือว่าอ่อนแอแล้ว
ต้วนเยี่ยถือกระบี่ยาวเข้าร่วมการต่อสู้ ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ เห็นก็รีบล้อมโจมตีเข้าไปทันที เพียงแต่เมื่อใดที่ถูกจู่โจม ผู้ฝึกวิชามารจะนำตัวหร่วนหรูมาเป็นกำบัง ทำให้พวกเขารับมือได้ยาก ไม่อาจแสดงพลังออกมาได้เต็มที่
“มาเลย! อยากให้นางตายก็เข้ามา! ฮ่าๆๆ! พวกไร้ประโยชน์ ยังคิดจะจับข้าอีก? ช่างเพ้อเจ้อไร้สาระเสียจริง!” ผู้ฝึกวิชามารจ้องพวกเขา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและท้าทาย
พลันนั้น กลิ่นอายพลังของเขาก็หนักอึ้ง เห็นเพียงเขาโบกมือ ตวาดคำรามเสียงกร้าว แรงกดดันอันทรงพลังที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากระจายไปทั่วบริเวณ แรงกดดันอันแข็งแกร่งที่แผ่ปกคลุมเข้ามานั้นแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้าง นั่นคือแรงกดดันของปราชญ์เซียน กระแทกร่างของคนที่อยู่รอบๆจนปลิวออกไป แม้แต่เฟิ่งจิ่วก็ไม่เว้น
“อึก!”
เฟิ่งจิ่วครางด้วยความเจ็บปวด ถูกพลังอันแข็งแกร่งจู่โจมจนตัวปลิว พลังเร้นลับในร่างกายปั่นป่วนเล็กน้อย เลือดลมตีขึ้นมาบนคอ ทว่าเธอกล้ำกลืนมันลงไปทั้งอย่างนั้น
เงาร่างที่เซถอยหลังไม่อาจยืนหยัดได้ภายใต้แรงกดดันขุมนั้น ต้วนเยี่ยเองก็ถูกกระเด็นออกไปหลายจั้งเช่นกัน ไม่มีเวลามาสนใจเธอ ทว่า ขณะเธอกำลังจะตกลงไป เงาร่างสีดำเส้นหนึ่งก็พุ่งโฉบเข้ามา เอื้อมมือประคองเธอไว้
“ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
อี้ซิวหรานประคองเธอ เห็นพลังของเธอปั่นป่วน จึงเอ่ยว่า
“เขาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับปราชญ์เซียน เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ถอยไปก่อนเถอะ!”
แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง เหตุใดในร่างกายจึงมีเพียงพลังเร้นลับ แต่พลังวิญญาณกลับหายไป แต่ด้วยพลังระดับเทพนักรบของนาง ย่อมไม่อาจสู้ปราชญ์เซียนได้ โดยเฉพาะเมื่อคนคนนี้เป็นหนึ่งในสิบจอมมารใต้บัญชาของจอมมารปีศาจด้วยแล้ว
เฟิ่งจิ่วยืนมั่นคง ก่อนรีบถอยออกมาจากเขา เงยหน้าขมวดคิ้วจ้องผู้ฝึกวิชามารที่บ้าคลั่ง เงาความคิดแวบผ่านดวงตา
“อ๊าก!”
“ซี้ด! นึกไม่ถึงว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับปราชญ์เซียน!”
“เจ้านั่นก็คือปีศาจเลือด หนึ่งในสิบจอมมาร! เขาอาศัยการดูดเลือดผู้ฝึกตนหญิงเพื่อพัฒนาพลัง ในหมู่สิบจอมมาร พลังของเขาจัดอยู่ในห้าอันดับแรก! สวรรค์! ดันมาเจอเขาได้อย่างไรเนี่ย! ทีนี้จะทำอย่างไรดี?”
ตอนที่ 2246: ช่วยเหลือตนเอง
คำพูดของผู้ฝึกตนเหล่านั้นทำให้สายตาของเฟิ่งจิ่วไหวระริก หร่วนหรูยังอยู่ในมือของผู้ฝึกวิชามารผู้นั้น จะช่วยนางกลับมาอย่างไรดี?
“ท่านพ่อ ทำอย่างไรดี? หร่วนหรูยังอยู่ในมือของผู้ฝึกวิชามารนั่น” ลู่ซีเหยียนเอ่ยด้วยความกังวล แต่กลับไม่รู้วิธีช่วย ด้วยพลังของนาง แค่จะเข้าใกล้ยังทำได้ยาก
“ไม่ต้องห่วง จะต้องมีโอกาสช่วยนางได้แน่” เจ้าเมืองลู่ปลอบ ขณะเดียวกันก็คิดหาทาง
ลู่ซีเหยียนมองผู้ฝึกวิชามารที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศอย่างเย่อหยิ่ง รวมถึงหร่วนหรูที่ยังคงนิ่งเงียบไม่ขัดขืน ก็ยิ่งรู้ดีว่า หากเมื่อครู่ไม่ใช่ภูตหมอช่วยนางไว้ เกรงว่าตอนนี้นางคงยังอยู่ในมือปีศาจเลือด เพียงแต่…นางรอดแล้ว แต่หร่วนหรูกลับยังไม่พ้นอันตราย
เวลานี้ หร่วนหรูที่ถูกจับตัวไว้มองกลุ่มคนเบื้องล่าง ท่าทางดูใจเย็นขึ้น นางรู้ดีว่าภูตหมอช่วยลู่ซีเหยียนก่อนเพราะอยู่ใกล้กว่า ไม่เกี่ยวกับการเป็นลูกเจ้าเมือง ทั้งหมดเป็นเรื่องของโอกาส
สถานการณ์ตอนนี้ นางทำได้เพียงหาโอกาสช่วยตัวเอง หากมัวแต่รอคนอื่นช่วย เกรงว่าทุกคนจะไม่กล้าลงมือเพราะห่วงนาง และพลังของผู้ฝึกวิชามารก็รุนแรงมาก หากยังประวิงเวลา นางรอดยากแน่
ด้วยเหตุนี้ หัวใจนางสั่นไหว กวาดมองผู้คน ก่อนหยุดที่เฟิ่งจิ่ว สบสายตานางอย่างคาดหวัง นางรู้ว่าหากอยากรอด ต้องอาศัยความช่วยเหลือของเฟิ่งจิ่ว แต่นางสื่อสารได้เพียงทางสายตา
เฟิ่งจิ่วกำลังคิดหาวิธี ขณะมองขึ้นไปที่หร่วนหรูก็เห็นดวงตานางสื่อข้อความบางอย่างให้เธอ เฟิ่งจิ่วพลันฉุกคิด หรือว่านางมีแผน?
ขณะกำลังคิดอยู่นั้น สิ่งหนึ่งโผล่ออกมาจากสาบเสื้อของหร่วนหรู เลื้อยขึ้นไปบนแขนผู้ฝึกวิชามารอย่างเงียบงัน ก่อนจะอ้าปากกัดลงบนมือเขาเต็มแรง
“อึก!”
ปีศาจเลือดกำลังจ้องดูพวกด้านล่างอย่างเย้ยหยัน ทันใดนั้นเขาก็เจ็บแปลบที่มือ จึงสะบัดตามสัญชาตญาณ พร้อมโยนหร่วนหรูทิ้งไปด้วย
“กรี๊ด!”
ร่างของนางดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว เพราะแรงมหาศาลของปราชญ์เซียน อีกทั้งจุดลมปราณถูกสกัด หากไม่มีคนรับไว้ นางต้องบาดเจ็บสาหัสหรือถึงตายแน่
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เฟิ่งจิ่วที่จับตาดูอยู่ตลอดก็ลงมือทันที เข็มเงินหลายเล่มพุ่งออกไปพร้อมกับร่างเธอที่เหาะขึ้น แพรป่วนฟ้าตวัดไปรัดเอวหร่วนหรู ดึงเข้ามาแนบกาย ลดแรงตก กระทั่งนำตัวนางลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย
เกือบจะพร้อมกัน เจ้าเมืองลู่กับต้วนเยี่ยรวมพลังบินขึ้นไป ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ก็ล้อมผู้ฝึกวิชามาร ขณะเดียวกันประกายดาบ เงากระบี่ และแรงกดดันมหาศาลก็ปะทุไปทั่วบริเวณ…
“หร่วนหรู! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ลู่ซีเหยียนรีบวิ่งเข้ามา ขณะเดียวกันเฟิ่งจิ่วก็คลายจุดลมปราณให้หร่วนหรู ถามว่า
“ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
นางเพิ่งถูกโยนลงมาจากกลางอากาศ ทั้งยังช่วยตัวเองไม่ได้ ใบหน้าจึงซีดเผือดไปทั้งดวง
ตอนที่ 2247: ใครคือคู่ต่อสู้
หลังจากสูดหายใจครู่หนึ่ง นางค่อยๆส่ายหน้า กลีบปากสั่นระริก บอกเฟิ่งจิ่วว่า
“มะ… ไม่เป็นไร ขอบคุณภูตหมอที่ช่วยข้า”
เอ่ยจบ นางกุมมือของลู่ซีเหยียนที่อยู่ข้างๆไว้แน่น พยายามข่มความกลัวในจิตใจ
เห็นนางสั่นขนาดนี้ เฟิ่งจิ่วจึงถามเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของนาง
“เมื่อครู่นั่นตัวอะไร? สัตว์เลี้ยงวิญญาณของเจ้าหรือ?”
“หยวนหยวน เป็นสัตว์เลี้ยงวิญญาณของข้าเอง”
พูดถึงเรื่องนี้ หร่วนหรูล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ เห็นสัตว์เลี้ยงสีขาวขนาดเท่ากำปั้นปีนขึ้นมากลางฝ่ามือนาง เจ้าตัวเล็กนั่นตัวกลมเกลี้ยง ขนาดเท่ากำปั้น ดูเหมือนหนูวิญญาณอยู่บ้าง ครั้นอ้าปากก็เผยฟันแหลมคม ราวกับกำลังบอกเฟิ่งจิ่วว่า เมื่อกี้มันใช้ฟันนี้แหละกัดผู้ฝึกวิชามารเพื่อช่วยเจ้านายของมัน
“เก่งมาก” เฟิ่งจิ่วเผยยิ้ม มองสัตว์เลี้ยงวิญญาณตัวนั้นแวบหนึ่ง
หร่วนหรูได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มตาม อารมณ์อันตึงเครียดพลันผ่อนคลายลง
เวลานี้ ปีศาจเลือดที่ถูกทุกคนล้อมโจมตี ถูกเจ้าเมืองลู่และต้วนเยี่ยฟันบาดเจ็บหนึ่งดาบ เลือดสีแดงสดไหลออกมา กลิ่นคาวเลือดทำให้เขาบ้าคลั่ง ยิ่งลงมือรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เห็นเพียงผู้ฝึกตนหลายคนถูกเขาบีบหักคอตายขณะล้อมวงเข้าโจมตี จากนั้นโยนร่างทิ้งลงมาจากที่สูงราวกับทิ้งขยะ เขาราวกับสังหารจนดวงตากลายเป็นสีแดง หลังจากฆ่าผู้ฝึกตนพวกนั้น ก็แหงนหน้า หัวเราะเสียงดัง
“ฮ่าๆๆ! ในเมื่อบีบบังคับให้ข้าต้องเปิดฉากการสังหาร อย่างนั้นข้าก็จะสงเคราะห์พวกเจ้าเอง!”
เสียงของเขาพลันเงียบหายไป แววตากระหายเลือดกวาดมองผู้ฝึกตนพวกนั้น สุดท้ายมองผ่านผู้ฝึกตนเหล่านั้นมาที่เฟิ่งจิ่วในชุดสีแดง
“อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”
เขากวาดมือทั้งสองข้าง ค่อยๆกำหมัด จ้องมองพวกเขา น้ำเสียงกระหายเลือดและบ้าคลั่ง
“หลังจากฆ่าพวกเจ้า ข้าก็ฆ่าคนในจวนนี้ให้หมด จากนั้นก็ฆ่าคนในเมือง! ข้าจะทำให้พวกเจ้าต้องตายอยู่ที่นี่ทุกคน!”
ครั้นเห็นความแข็งแกร่งของปีศาจเลือด เพียงโบกมือก็ฆ่าผู้ฝึกตนคนหนึ่งได้ ผู้ฝึกตนคนอื่นจึงอดลังเลไม่ได้ หากเข้าไปอีก หากถูกฆ่าไปด้วย เกรงว่า…
นึกถึงตรงนี้ ผู้ฝึกตนบางส่วนถอยหลังออกมาประมาณสามจั้ง หันไปเอ่ยกับเจ้าเมืองอย่างขอโทษ
“เจ้าเมืองลู่ พลังของปีศาจเลือดนี่แข็งแกร่งเกินไปแล้ว พวกข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันจริงๆ ขอโทษด้วย”
เอ่ยจบ เขาก็ประสานมือให้เจ้าเมืองลู่ หันตัวคิดจะหนี แต่ใครจะรู้ ขณะที่พวกเขาหมุนตัว ปีศาจเลือดโฉบบินเข้ามาอยู่ข้างหลังของสองคนราวกับภูตผี สองหมัดกำแน่น แรงกดดันและกระแสพลังอันแข็งแกร่งพุ่งออกไปพร้อมกับหมัด
“ข้าส่งพวกเจ้าเอง!”
สิ้นเสียง หมัดสองหมัดจู่โจมออกไป พุ่งกระแทกแผ่นหลังของสองคนนั้น พาเอาเลือดเนื้อทะลุออกไปด้วย เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่น ไม่นานเสียงร่างกระแทกพื้นสองเสียงก็ดังตามมา หมัดนั้นพุ่งทะลุร่างของทั้งสองจนกลายเป็นรู
เลือดเนื้อกระจุยกระจาย อาบย้อมพื้นแดงไปทั้งแถบ บางส่วนยังกระเด็นไปอาบกำแพง ดูสยดสยองมาก…
ลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรูที่เห็นภาพนั้นดวงหน้าซีดเผือด แทบจะอาเจียนออกมา พวกนางประคองกันหันหน้าไปทางอื่น ข่มความรู้สึกที่อยากจะกรีดร้องออกมา
เฟิ่งจิวมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ลอบคิดในใจ
‘พลังระดับปราชญ์เซียนของเขาไม่ธรรมดาเลย หมัดเดียวกลับสามารถเจาะร่างสองคนให้กลายเป็นรูได้ พลังระดับนี้ จะมีใครที่นี่เป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้บ้าง?’
สายตากวาดมองผ่านคนที่เหลือ สุดท้ายก็หยุดอยู่ตรงอี้ซิวหรานที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอมากนัก
ตอนที่ 2248: ส่งเจ้าไปดี
หากเขายอมช่วย บวกกับเจ้าเมืองลู่และต้วนเยี่ย น่าจะมีโอกาสชนะได้ เพียงแต่…จะทำให้เขายอมช่วยได้อย่างไร?
เวลานี้ เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย พลังเร้นลับแม้จะถึงระดับเทพนักรบแล้ว แต่จะต่อกรกับผู้อาวุโสเซียนนั้นยังเป็นไปไม่ได้ หากใช้พลังระดับปราชญ์เซียนของเธอ กอปรกับมีกระบี่คมพยับอยู่ในมือ โอกาสชนะก็จะสูงขึ้น
ตอนนี้ พลังวิญญาณของเธอถูกผนึก กระบี่คมพยับก็ไม่อยู่ในมือ สถานการณ์เช่นนี้ เธอเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ในเวลานี้เอง ปีศาจเลือดที่สังหารผู้ฝึกตนสองคนนั้นพลันหันกลับมา สายตากวาดมองทุกคน สุดท้ายก็หยุดจ้องที่เฟิ่งจิ่วในชุดสีแดงงดงาม ประกายลึกล้ำพาดผ่านดวงตา
นาทีต่อมา เขาโฉบไหวร่างกาย เหาะเข้ามาหาเฟิ่งจิ่วด้วยความเร็ว
“ระวัง!”
ต้วนเยี่ยตะโกน คิดจะขัดขวาง แต่กลับถูกปีศาจเลือดโบกมือซัดพลังขุมหนึ่งใส่จนร่างเซถอยไปด้านหลัง
อี้ซิวหรานเห็นอย่างนั้นก็รีบเคลื่อนร่างไปข้างหน้า นาทีที่ปีศาจเลือดเอื้อมมือคว้าเฟิ่งจิ่ว เขาก็โจมตีมัน เห็นเพียงประกายเย็นวาบพาดผ่าน พลังกระบี่อันดุดันฟาดฟันไปทางปีศาจเลือด กระแสพลังสะท้อนไอเย็นของคมกระบี่ บีบจนปีศาจเลือดต้องถอยไปหลายจั้ง
มันหรี่ดวงตาโหดเหี้ยมจ้องชายที่ยืนบังหญิงชุดแดง น้ำเสียงเย็นเฉียบแฝงแววกระหายเลือด
“เจ้าเป็นใครอีก!”
อี้ซิวหรานถือกระบี่พาดขวางไว้ตรงหน้า สายตาคมปลาบจ้องปีศาจเลือด
“เจ้าจะจับใครข้าไม่สน แต่หากเป็นนาง… เจ้าแตะต้องไม่ได้”
ได้ยินดังนั้น เฟิ่งจิ่วที่ยืนข้างหลังเขาสายตาไหวระริก เลื่อนสายตามองปีศาจเลือด วรยุทธ์ระดับผู้อาวุโสเซียน หนำซ้ำยังเป็นผู้ฝึกวิชามารที่พัฒนาพลังด้วยการดูดกินเลือด วิธีโหดเหี้ยม นักสู้ช่ำชอง หากสู้กับอี้ซิวหราน อาศัยเขาคนเดียวเกรงว่าจะล้มมันไม่ได้
สิบจอมมารภายใต้อาณัติของจอมมารปีศาจ แต่ละตนล้วนมีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา ไม่แปลกที่แม้มีสำนักเซียนใหญ่คอยกำราบ ผู้ฝึกวิชามารตนนี้ก็ยังกล้าเหิมเกริมถึงเพียงนี้
ขณะเธอกำลังครุ่นคิด เจ้าเมืองลู่กับต้วนเยี่ยถือดาบจู่โจมเข้าไปอีกครั้ง มือที่กำกระบี่ของอี้ซิวหรานพลิกหมุน ประกายกระบี่พาดผ่าน ก่อนพวยพุ่งออกไป
เงาร่างสี่เงาต่อสู้กันกลางอากาศ ผู้ฝึกตนคนอื่นไม่กล้าเข้าไปใกล้ แต่ก็ไม่มีใครจากไป พวกเขาเฝ้าระวังอยู่ด้านล่าง และเพื่อเลี่ยงไม่ให้ถูกลูกหลงจากแรงกดดัน พวกเขาถอยห่างออกไปอีก
เห็นเพียงปีศาจเลือดงอนิ้วเป็นกรงเล็บ พุ่งข่วนออกไปในพริบตา ข่วนฉีกเสื้อคลุมของเจ้าเมืองลู่ พร้อมเนื้อหนังที่หัวไหล่ออกไป เหลือรอยเลือดน่าสยดสยองหลายเส้น
“ท่านพ่อ!” ลู่ซีเหยียนตะลึง สองมือยกปิดปากกรีดร้องเสียงหลง
“อึก!”
เจ้าเมืองลู่ร้องด้วยความเจ็บปวด มือหนึ่งกุมบาดแผลที่หัวไหล่ เสียหลักเซถอย ก่อนร่วงลงจากกลางอากาศ เลือดที่ไหลไม่ยอมหยุด ไม่นานก็ย้อมแขนแดงไปทั้งแถบ
“ฮ่าๆๆ! เจ้าเมืองแห่งเมืองธาราภูมิ ที่แท้ก็แค่นี้เอง!”
ปีศาจเลือดแหงนหัวเราะลั่น ก่อนสายตาจะจับต้องไปยังเฟิ่งจิ่วอีกครั้ง เหมือนยังหมายตาเธออยู่ ทว่าเขารู้ดี หากจะจับเธอ ต้องกำจัดสองคนที่ขวางทางให้สิ้นก่อน
ด้วยเหตุนั้น แววตากระหายเลือดหันมามองที่ต้วนเยี่ย
“เจ้าหนู ข้าจะส่งเจ้าไปดีเอง!”
สิ้นคำ สองมือหวาดหมุน เห็นเพียงกระแสพลังรอบๆ พลันรวมตัวกันเป็นก้อน…
ตอนที่ 2249: เปิดประตูแห่งความมืด
กระแสพลังอันแข็งแกร่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพลุ่งพล่าน ราวกับน้ำวนหลุมหนึ่งที่หมุนอยู่กลางฝ่ามือทั้งสองข้างของปีศาจเลือด น้ำวนหลุมนั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งทำให้อากาศรอบข้างหนักอึ้งไปด้วย กลิ่นอายพลังวิญญาณรอบๆ ล้วนถูกดูดเข้าไปในน้ำวนนั่น แม้แต่พวกผู้ฝึกตนที่อยู่ข้างล่างก็ยังสัมผัสได้ถึงอันตรายจากน้ำวนหลุมนั้น
“แย่แล้ว! น้ำวนนั่นเหมือนว่า… เหมือนว่า จะเป็น…”
ผู้ฝึกตนชายวัยกลางคนคนหนึ่งเห็นพลังขุมนั้นลอยออกจากฝ่ามือของปีศาจเลือด กลายรูปร่างไปเป็นเหมือนน้ำวนอยู่ตรงหน้ามัน หนำซ้ำยังมีแรงดูดอันมหาศาลเช่นนั้น เขาพูดติดอ่างขึ้นมา ถึงขั้นไม่อาจพูดสิ่งที่เหลือออกมาให้จบ เพียงถอยหลังไปหลายจั้ง ราวกับกลัวว่าตนเองจะถูกน้ำวนหลุมนั้นดูดเข้าไปด้วย
“ปะ… ปีศาจเลือด! ลือกันว่าปีศาจเลือดหนึ่งในสิบจอมมารมีพลังสามารถเปิดประตูแห่งความมืดได้! นะ—นั่นก็คือประตูแห่งความมืดที่ว่า! เร็ว! หนีเร็ว! อย่าปล่อยให้ถูกดูดเข้าไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะไม่มีทางกลับมาได้อีกแล้ว!”
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งกรีดร้องด้วยความตกใจ ตะโกนบอกต้วนเยี่ยด้วยใบหน้าเปลี่ยนสี เพราะต้วนเยี่ยอยู่ใกล้ปีศาจเลือดที่สุด หนำซ้ำดูท่าทางของปีศาจเลือดแล้ว มันต้องการส่งต้วนเยี่ยเข้าไปในประตูแห่งความมืด!
“หลบเร็ว! เร็ว!”
“นั่นมันประตูแห่งความมืด! หากถูกส่งเข้าไปก็จะไม่มีทางกลับออกมาได้อีก! หนีเร็ว!”
“สหายต้วน! หนีเร็ว!”
ทว่า ในขณะที่ทุกคนหน้าเปลี่ยนสีและตะโกนด้วยความตกใจ ต้วนเยี่ยกลับถูกแรงกดดันของผู้อาวุโสเซียนตรึงร่างไว้แน่น ราวกับถูกภูเขาไท่ซานทับไว้ก็ไม่ปาน ทำให้เขาไม่อาจยืนตัวตรงได้ ไม่อาจ
ขับเคลื่อนกลิ่นอายพลังวิญญาณในตัวได้ ยิ่งไม่อาจหนีไปจากตรงนี้ได้ ตรงกันข้าม ร่างกายกลับค่อยๆถูกดูดเข้าไปทางหลุมน้ำวนนั่นทีละก้าวๆ
“อาจารย์อาต้วน!”
“อาจารย์อาต้วน!”
ลู่ซีเหยียนกับหร่วนหรูที่อยู่ข้างล่างตะโกนด้วยความตกตะลึง เห็นต้วนเยี่ยใกล้ถูกดูดเข้าไปแล้ว เพียงแต่พวกนางเองก็ไร้หนทางช่วยเหลือ ทว่าเวลานี้เอง เฟิ่งจิ่วที่อยู่ไม่ไกลจากพวกนางพลันโถมร่างกระโดดขึ้นไป แพรป่วนฟ้าในมือพุ่งรัดไปที่ตัวต้วนเยี่ย พยายามดึงเขาลงมา
“เจ้าคิดว่ายังช่วยเขาได้อีกงั้นหรือ? ช่างเพ้อเจ้อจริงๆ!”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของปีศาจเลือดดังขึ้น เห็นเพียงสองมือของเขาพลิกขยับ แรงดึงดูดนั่นยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม แม้เธอจะดึงต้วนเยี่ยไว้ ร่างของเธอก็ยังถูกดึงตามขึ้นไปอย่างไม่อาจต้านทาน
สถานการณ์เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ระวังแม้เพียงนิดเดียว แม้แต่เฟิ่งจิ่วก็อาจถูกดูดเข้าไปในประตูแห่งความมืดได้ อี้ซิวหรานรีบพุ่งเข้าไปช่วยทันที กระบี่ยาวในมือที่ถ่ายเทกลิ่นอายพลังวิญญาณเข้าไป พุ่งจู่โจมใส่ปีศาจเลือดพร้อมกับไอพิฆาต
“ฮ่าๆๆ! เข้าไปเลย! เข้าไป! ข้าไม่ได้จะเปิดประตูแห่งความมืดง่ายๆ ครั้งนี้ถือว่าพวกเจ้าได้เปรียบ!”
สิ้นเสียงหัวเราะของปีศาจเลือด ต้วนเยี่ยถูกดูดไปทางหลุมน้ำวนนั่น ร่างกายท่อนบนถูกดูดเข้าไปแล้ว ร่างกายท่อนล่างยังไม่ถูกดูดเข้าไปเพราะมีแพรป่วนฟ้าของเฟิ่งจิ่วดึงรั้งไว้
เห็นต้วนเยี่ยตกอยู่ในอันตราย เฟิ่งจิ่วรีบดึงแพรป่วนฟ้าในมืออย่างสุดกำลัง เธออาศัยแรงกระชากแพรป่วนฟ้าเพื่อเข้าใกล้ต้วนเยี่ย ดึงเขากลับมา จากนั้นก็ซัดฝ่ามือส่งร่างของเขาปลิวออกไปหลายจั้ง
ทว่าในเวลานี้ อี้ซิวหรานที่โจมตีปีศาจเลือดจากข้างหลัง ทำให้มันถูกกระบี่ฟันไปหนึ่งดาบอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นอายเลือดรอบตัวมันยิ่งเข้มข้นขึ้น ไอพิฆาตพวยพุ่ง เห็นเพียงมันคำรามลั่น ซัดฝ่ามือใส่อี้ซิวหรานอย่างเต็มแรง ขณะเดียวกันเพราะพลังเลือดในตัวสลายไป ประตูแห่งความมืดจึงค่อยๆปิดตามไปด้วย
ทว่า ปีศาจเลือดที่เจ็บแค้นที่ปล่อยให้พวกเขาหลุดพ้นเคราะห์กรรมนี้ไปได้ จ้องเฟิ่งจิ่วเขม็ง เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา ไม่นานก็ถ่ายเทพลังเลือดสายหนึ่ง…
ตอนที่ 2250: คนจากสี่สำนักเซียน
เห็นเพียงพลังเลือดสายนั้นถูกถ่ายเทเข้าไป ประตูแห่งความมืดที่กำลังค่อยๆปิดตัวลง พลันมีแรงดึงดูดมหาศาลป่วนพล่านขึ้นมา ราวกับพายุหมุนลูกใหญ่ ม้วนเอาร่างของเฟิ่งจิ่วที่คิดจะหนีเข้าไปด้วยความเร็วที่ไม่ทันตั้งตัว
“เฟิ่งจิ่ว!”
ต้วนเยี่ยหน้าเปลี่ยนสี เหาะขึ้นไปหมายจะกระโจนเข้าไป ทว่าจนใจที่ตนเองถูกนางซัดร่างส่งออกมาไกลหลายจั้ง อยู่ไกลขนาดนี้ แทบไม่อาจช่วยนางได้เลย
“เฟิ่งจิ่ว!”
อี้ซิวหรานเห็นภาพนั้นหน้าเปลี่ยนสีไปทันที เขาถูกฝ่ามือของปีศาจเลือดซัดไปหนึ่งครั้ง กอปรกับเห็นเหตุการณ์นี้ ธาตุไฟโจมตีหัวใจ เลือดกระอักออกจากปาก ก่อนที่ตัวคนจะร่วงตกลงมาจากกลางอากาศ
ประตูแห่งความมืดที่ลอยอยู่กลางอากาศพลันปิดลง ราวกับไม่เคยปรากฏมาก่อน หายไปอย่างไร้ร่องรอย และสิ่งที่หายตามไปด้วย ยังมีเฟิ่งจิ่วในชุดแดง…
“น่าเสียดายจริงๆ ตอนแรกข้ายังตั้งใจจะส่งพวกเจ้าเข้าไปในประตูแห่งความมืดให้หมด ในเมื่อพวกเจ้าพลาดโอกาสไปแล้ว อย่างนั้นข้าก็คงทำได้เพียงลงมือฆ่าพวกเจ้าทีละคน.ทีละคน!”
เสียงชั่วร้ายแฝงไอสังหารดังก้องไปทั่วท้องฟ้ายามกลางคืน เงาร่างของปีศาจเลือดโฉบไหว พุ่งลงมาหาเหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่ข้างล่าง
ทว่าในเวลานี้เอง เหนือท้องฟ้ายามราตรี มีเงาร่างสีขาวมากมายเหยียบกระบี่เหาะเข้ามา พวกเขาก็คือผู้อาวุโสจากสำนักต่างๆมาเพื่อเฟิ่งจิ่ว เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน พวกเขาได้รับข่าวจากสำนักบุปผาเซียนว่า ภูตหมอเฟิ่งจิ่ว ก็คือเฟิ่งซิง
และเพราะเหตุนี้ หลังจากที่รู้ข่าว คนจากสำนักต่างๆ จึงได้ส่งผู้อาวุโสเซียนหนึ่งถึงสองคนมาเพื่อจะไปพูดคุยเจรจากับภูตหมอเฟิ่งจิ่วที่หอยาสวรรค์ เมืองร้อยนที
ทว่า ขณะผ่านบริเวณนี้ มองเห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติกลางอากาศจากที่ไกลๆ รวมถึงแรงกดดันอันแข็งแกร่งและกลิ่นอายของผู้ฝึกวิชามารที่กระจายอยู่กลางอากาศ พวกเขาจึงรีบรุดมาทางนี้
ครั้นผู้อาวุโสเซียนจากสำนักต่างๆไล่มาถึงเมืองธาราภูมิ เห็นว่าผู้ฝึกวิชามารระดับผู้อาวุโสเซียนกำลังเข่นฆ่าครั้งใหญ่ ผู้ฝึกตนที่อยู่เบื้องล่างที่ตายก็ตาย ที่เจ็บก็เจ็บ และท่ามกลางคนพวกนั้น ยังมีคนที่พวกเขารู้จักอยู่ด้วย!
“ต้วนเยี่ย!”
ผู้อาวุโสเซียนจากสำนักเมฆาหยกคนหนึ่งจำต้วนเยี่ยได้ เห็นเขากำลังต่อสู้กับผู้ฝึกวิชามารนั่นด้วยดวงตาแดงก่ำ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลเล็กใหญ่ เขาพลันรู้สึกหนักอึ้งในใจ รีบเข้าไปช่วยโจมตีผู้ฝึกวิชามารนั่น
“นั่นมันปีศาจเลือด!”
ผู้อาวุโสเซียนจากสำนักแห่งหนึ่งจำผู้ฝึกวิชามารคน
นั้นได้ น้ำเสียงเย็นเยียบเล็กน้อย
“ปีนั้นข้าเคยสู้กับเขา เขาก็คือปีศาจเลือด หนึ่งในสิบจอมมารใต้
อาณัติของจอมมารปีศาจ! คนผู้นี้โหดเหี้ยมอำมหิต พลังต่อสู้น่าสะพรึงกลัว!”
ผู้อาวุโสเซียนคนอื่นๆเห็นเหตุการณ์ กอปรกับได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสผู้นั้น ก็รีบร่วมมือกันโจมตีผู้ฝึกวิชามารนั่นทันที
“ฆ่ามัน! อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้!”
ผู้อาวุโสเซียนหลายคนตวาดเสียงกร้าว ประกายเยือกเย็นหลายสายพาดผ่าน เห็นเพียงพวกเขาตวัดมือสร้างค่ายกลกระบี่เพื่อโจมตีปีศาจเลือด
อี้ซิวหรานที่ร่วมมือกับต้วนเยี่ยและเจ้าเมืองลู่สู้กับปีศาจเลือด เมื่อเห็นเหล่าผู้อาวุโสเซียนจากสำนักต่างๆมาช่วย ก็ลอบถอนหายใจ ก่อนจะล้มตัวนั่งลงไปบนพื้น
เขาในตอนนี้ เพราะฝืนยืนหยัดต่อสู้อย่างสุดชีวิต ร่างกายจึงเต็มไปด้วยบาดแผลเล็กใหญ่ เมื่อมองไปรอบๆ นอกจากลู่ซีเหยียนและหร่วนหรูที่ถูกพวกเขาสามคนปกป้องไว้ข้างหลัง เหล่าผู้ฝึกตนที่เหลือค่อยๆถูกปีศาจเลือดสังหาร ศพและคราบเลือดที่เกลื่อนเต็มพื้น ดูน่าสยดสยองมาก…
“ต้วนเยี่ย เจ้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เจ้าออกไปฝึกนอกสถานที่กับคนในสำนักไม่ใช่หรือ?”
ผู้อาวุโสเซียนท่านหนึ่งจากสำนักเมฆาหยกประคองต้วนเยี่ยที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลขึ้นมาพลางถามด้วยความสงสัย เขาออกไปฝึกฝนนอกสถานที่แท้ๆ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้? แล้วยังมาต่อสู้กับปีศาจเลือดหนึ่งในสิบจอมมารอีกด้วย?
ตอนที่ 2251: เฟิ่งจิ่วหายไปแล้ว
ต้วนเยี่ยในเวลานี้ มือกำกระบี่แน่น กลีบปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ใบหน้าอ่อนเยาว์เปื้อนเลือดเต็มไปหมด ดวงตาแดงก่ำเล็กน้อย จ้องปีศาจเลือดที่ถูกผู้อาวุโสเซียนหลายคนรุมโจมตีเขม็ง
“อย่าฆ่ามัน! ข้าต้องการให้มันมีชีวิตอยู่!” น้ำเสียงเย็นๆของต้วนเยี่ยเปล่งออกมา ผู้อาวุโสเซียนคนที่ได้ยินก็อึ้ง
“ต้วนเยี่ย เจ้าบาดเจ็บไม่น้อย ไปนั่งตรงนั้นก่อนแล้วค่อยคุยกัน” ผู้อาวุโสเซียนจากสำนักเมฆาหยกเตือน ก่อนจะประคองเขาไปนั่งที่ด้านหนึ่ง ใครจะรู้ ต้วนเยี่ยกลับกุมมือเขาไว้แน่น
“อาจารย์อา” ต้วนเยี่ยมองเขา กุมมือข้างหนึ่งของเขาแรงๆ มองหน้าเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ ขานเรียกด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น
เห็นสีหน้าต้วนเยี่ยเป็นอย่างนี้ ผู้อาวุโสเซียนจากสำนักเมฆาหยกก็อดหน้าเครียดไม่ได้ ถามว่า “เจ้าเป็นอะไร? บอกอาจารย์อา” เขารู้จักต้วนเยี่ยดี เด็กหนุ่มคนนี้เป็นลูกศิษย์ที่เยี่ยมยอดที่สุดของศิษย์พี่ของเขา แต่ก็นึกไม่ถึงว่าเวลานี้เด็กหนุ่มกลับดวงตาแดงก่ำ น้ำเสียงก็สะอื้นแล้ว เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
“มันเปิดประตูแห่งความมืด แล้วทำให้เฟิ่งจิ่วหายตัวไปแล้ว” เลือดลมในร่างของต้วนเยี่ยปั่นป่วน เขาในเวลานี้ ทั้งหวาดกลัว ทั้งกังวล และโทษตัวเอง
เขากลัวว่าเฟิ่งจิ่วจะตายเพราะเขา เขากังวลว่านางจะกลับมาไม่ได้อีก เขายิ่งโทษตัวเอง เพราะหากไม่ใช่เพื่อช่วยเขา นางก็คงไม่ได้ต้องถูกดูดเข้าไปในหลุมนั่น
ผู้อาวุโสเซียนได้ยินก็ยักคิ้ว เขามองหน้าต้วนเยี่ย น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแฝงความระมัดระวังที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ตัว “เฟิ่งจิ่ว? คงไม่ใช่ภูตหมอเฟิ่งจิ่วหรอกกระมัง?”
“เป็นนาง” ต้วนเยี่ยตอบ ประโยคเดียว เพียงสองคำ ทำให้ผู้อาวุโสเซียนคนนั้นนิ่งค้างไป เสียงที่เปล่งออกมาสูงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“อะไรนะ! เป็นนางจริงๆหรือ? นางถูกดูดเข้าไปในประตูแห่งความมืด? แย่แล้ว แย่แล้ว ครั้งนี้แย่แล้ว!” เขาหน้าเปลี่ยนสีทันที เดินกลับไปกลับมาอยู่ที่เดิมด้วยความลนลาน
พวกเขามาก็เพราะรู้ว่าเฟิ่งจิ่วก็คือเฟิ่งซิง เดิมทีมาเพราะต้องการมาหานางที่หอยาสวรรค์เมืองร้อยนที แต่ใครจะคิด กลับเจอเหตุการณ์นี้ระหว่างทางเข้า? ประตูแห่งความมืดของปีศาจเลือดนั่น… นี่จะทำอย่างไรดี!
ทว่าในขณะที่จิตใจของเขากำลังสับสนวุ่นวาย เสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น เขาได้สติรีบเงยหน้าขึ้นไปดู เห็นภาพที่เหล่าผู้อาวุโสเซียนกำลังสังหารปีศาจเลือดตนนั้นพอดี หัวใจของเขา สั่นสะท้าน พึมพำเบาๆว่า “ครั้งนี้แย่แล้วจริงๆ… เกิดเรื่องใหญ่แล้ว…”
ต้วนเยี่ยเองก็เห็นภาพที่ปีศาจเลือดตัวนั้นถูกฆ่า กลีบปากขยับเล็กน้อย แต่กลับพูดอะไรไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ ผู้อาวุโสเซียนทั้งหลายรวดเร็วมาก พวกเขาร่วมมือกันหลายคน ไม่ทันไร ก็สังหารปีศาจเลือดตนนั้นได้แล้ว รวดเร็วจนเขายังไม่ทันได้ตั้งตัว
ตอนนี้เขาเป็นห่วงแค่ว่าเฟิ่งจิ่วที่ถูกดูดเข้าไปในประตูแห่งความมืดจะถูกเคลื่อนย้ายไปที่ใด เขาห่วงเพียงว่าเข้าไปในนั้นแล้ว จะเป็นหรือตายกันแน่? นางจะยังรอดกลับมาได้หรือไม่? หรือว่าพวกเขาจะเข้าไปตามหานางได้หรือไม่?
“เหอะ! คนของพรรคมารยิ่งอยู่ยิ่งกำเริบเสิบสานขึ้นเรื่อยๆแล้ว! นึกไม่ถึงจะกล้าออกมาก่อความวุ่นวาย คิดว่าคนของสี่สำนักเซียนอย่างพวกเรามีไว้เพื่อวางประดับเฉยๆหรือ?” ผู้อาวุโสเซียนผู้หนึ่งสบถ ด้วยพลังของพวกเขาร่วมมือกันสังหารปีศาจเลือดตนนั้น แทบไม่ต้องออกแรงมากมาย
“เพียงเสียดาย พวกเรามาช้าไปก้าวหนึ่ง ปล่อยให้มันสังหารผู้ฝึกตนไปมากมายขนาดนี้ หากมาถึงเร็วกว่าอีกสักหนึ่งก้านธูป บางทีอาจไม่ต้องมีคนมากมายขนาดนี้ตายด้วยน้ำมือของปีศาจเลือด” ผู้อาวุโสเซียนคนหนึ่งทอดถอนใจ ส่ายหน้ามองศพที่นอนเกลื่อนพื้น
คนอื่นที่ได้ยินได้แต่เงียบงัน มองดูเลือดที่นองเต็มพื้น อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจเช่นกัน เวลานี้คล้ายกับนึกอะไรขึ้นมาได้ หันไปมองผู้อาวุโสเซียนจากสำนักเมฆาหยก
ตอนที่ 2252: เกิดเรื่องใหญ่แล้ว
เมื่อหันไป พวกเขาอดคิดอย่างสงสัยไม่ได้ ผู้อาวุโสเซียนผู้นั้นเป็นอะไรไป? เหตุใดสีหน้าดูผิดปกติเช่นนั้น? พวกเขามองหน้ากัน ก่อนจะลอยตัวลงมาจากกลางอากาศ จากนั้นเดินไปทางนั้น
“ขอบคุณผู้อาวุโสเซียนทั้งหลายที่ช่วยชีวิต” เจ้าเมืองลู่รีบเอ่ย ประสานมือให้ผู้อาวุโสเซียนทั้งหลายเพื่อคารวะขอบคุณ
พวกเขาโบกมือ “ไม่เป็นไร พวกเราเองก็เพียงบังเอิญผ่านทางมา เพียงแต่ก็ยังมาช้าไปก้าวหนึ่ง ปล่อยให้ปีศาจเลือดนั่นฆ่าคนไปมากมาย”
เจ้าเมืองลู่ได้ฟัง หันไปมองศพที่เต็มพื้น เอ่ยอย่างเศร้าโศก “เหล่าผู้อาวุโสเซียนวางใจ ผู้แซ่ลู่จะทำพิธีศพให้พวกเขาอย่างสมเกียรติ” เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าผู้ฝึกวิชามารนี่ก็คือปีศาจเลือด ยิ่งไม่นึกว่าเหตุการณ์คืนนี้จะเลวร้ายถึงเพียงนี้ ไม่เพียงมีผู้ฝึกตนตายไปหลายคน แม้แต่พวกเขาเองก็เกือบตายอยู่ตรงนี้แล้ว กระทั่งภูตหมอท่านนั้นก็ยังถูกดูดเข้าไปในหลุมน้ำวนด้วย ตอนนี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีเช่นไร
พวกเขาฟังเจ้าเมืองลู่เอ่ยอย่างนั้นก็พยักหน้า ก่อนจะเดินไปหา ผู้อาวุโสเซียนจากสำนักเมฆาหยก ครั้นมาหยุดยืนข้างเขาก็มองต้วนเยี่ยแวบหนึ่ง ก่อนถามว่า “สหายเฒ่า เป็นอะไรไป? ดูสีหน้าท่านเหมือนไม่ค่อยปกติ?”
“แย่แล้ว แย่แล้ว ครั้งนี้แย่แล้วจริงๆ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” ผู้อาวุโสเซียนคนนั้นส่ายหน้าขณะพึมพำ สถานการณ์ในตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
“อะไรแย่แล้ว? ท่านพูดมาให้ละเอียดหน่อย” ผู้อาวุโสเซียนคนหนึ่งถาม
“ต้วนเยี่ย เจ้าออกไปฝึกฝนนอกสถานที่กับพวกอาจารย์อาของเจ้าไม่ใช่หรือ? เหตุใดมาอยู่ที่นี่ได้?” ผู้อาวุโสเซียนจากสำนักเมฆาหยกอีกคนถาม ด้วยความสงสัยที่ต้วนเยี่ยมาอยู่ที่นี่
“อาจารย์อา ข้ากับเฟิ่งจิ่วมาด้วยกัน” เสียงของต้วนเยี่ยฟังดูค่อนข้างว่างเปล่า เขาในตอนนี้ สมองสับสนวุ่นวาย แทบไม่สนใจบาดแผลบนตัวที่กำลังเลือดไหล
“อาจารย์อาต้วน อย่างไรก็ทำแผลบนตัวของท่านก่อนดีหรือไม่? ข้ากลัวว่าหากปล่อยไว้แบบนี้ ร่างกายจะรับไม่ไหว” ลู่ซีเหยียนก้าวเข้ามาเตือนเสียงเบา แม้รู้ว่าการเข้าไปสอดแทรกขณะเหล่าผู้อาวุโสเซียนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเป็นการเสียมารยาท แต่เมื่อเห็นร่างกายเขาไหวเอน สีหน้าซีดลงเรื่อยๆ นางก็อดเป็นห่วงไม่ได้
เหล่าผู้อาวุโสเซียนได้ยินก็หันไปมองบาดแผลบนตัวต้วนเยี่ย เห็นว่าร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลเล็กใหญ่ ตรงปากแผลยังมีเลือดไหล เลือดนั่นซึมเสื้อผ้าจนเปียกชุ่ม หน้าเขาซีดเพราะเสียเลือดมาก
ร่างกายสั่นไหว คล้ายใกล้จะล้มลง ด้วยเหตุนี้คนหนึ่งในกลุ่มจึงเอ่ยว่า “เข้าไปก่อนเถิด! ทำแผลเสร็จแล้วค่อยว่า”
“ผู้อาวุโสเซียนทุกท่าน เชิญทางนี้”
เจ้าเมืองลู่อดทนต่อบาดแผล เชิญพวกเขาไปยังเรือนด้านหน้า เวลานี้ องครักษ์และคนรับใช้ในจวนที่ตอนแรกซ่อนตัวไม่กล้าออกมา ค่อยๆปรากฏตัว เข้ามาประคองคนบาดเจ็บไปข้างหน้า
อี้ซิวหรานที่ถือกระบี่ยืนอยู่ข้างหลังนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตามไปด้วย เขาเองก็อยากรู้ว่าผู้อาวุโสเซียนจากสำนักต่างๆพวกนี้จะมีวิธีสืบรู้สถานการณ์ตอนนี้ของเฟิ่งจิ่วได้หรือไม่?
เมื่อเข้าไปในประตูแห่งความมืดแล้ว ด้วยพลังของเฟิ่งจิ่ว นางน่าจะไม่เป็นอะไรถึงจะถูก แต่ก็ไม่รู้ว่าเบื้องหลังประตูแห่งความมืดมีอะไรอยู่? ประตูแห่งความมืดนั่นเคลื่อนย้ายนางไปที่ใด? นางยังมีโอกาสกลับมาอีกหรือไม่?
เรื่องเหล่านี้ แม้แต่เขาเองก็ไม่รู้คำตอบ ทำได้เพียงสืบจากปากคนในสำนักเซียนพวกนี้เท่านั้น
เมื่อมาถึงข้างหน้า ลู่ซีเหยียนและหร่วนหรูช่วยพวกเขาทำความสะอาดและพันแผล หลังจากทำแผลให้พวกเขาเสร็จแล้ว คนรับใช้ยกน้ำชามาให้แล้วก็ถูกกันออกไป เหลือเพียงผู้อาวุโสเซียนพวกนั้นกับพวกเจ้าเมืองลู่ที่อยู่ในห้องรับแขก
ตอนที่ 2253: หารือ
“ว่ามาเถอะ! นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?” หนึ่งในผู้อาวุโสเซียนถามขึ้น มองทุกคนที่นั่งเงียบๆ จากนั้นก็หันไปมองผู้อาวุโสเซียนสองคนที่มาจากสำนักเมฆาหยก สายตาแฝงแววคำถาม
ผู้อาวุโสเซียนคนหนึ่งจากสำนักเมฆาหยกสูดหายใจลึกๆมองพวกเขา เอ่ยว่า “เรื่องนี้มันมีอยู่ว่า สรุปเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วตอนนี้ก็คือ เฟิ่งจิ่วถูกปีศาจเลือดดูดเข้าไปในประตูแห่งความมืดแล้ว”
เหล่าผู้อาวุโสเซียนตกตะลึง “อะไรคือเฟิ่งจิ่วถูกประตูแห่งความมืดของปีศาจเลือดดูดเข้าไปแล้ว? เฟิ่งจิ่วนี่…” พวกเขาชะงักไปเล็กน้อย หันหน้าไปมองคนข้างๆ กระซิบเสียงเบา “ทำไมฟังคุ้นหูนัก?”
“เฟิ่งจิ่วก็คือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว เป็นคนที่พวกเรามาในครั้งนี้ ตอนนี้คนหายไปแล้ว ถูกดูดเข้าไปในประตูแห่งความมืด ไม่รู้ว่าถูกเคลื่อนย้ายไปที่ใด ฉะนั้นข้าจึงได้บอกว่าแย่แล้ว” ผู้อาวุโสเซียนจากสำนักเมฆาหยกอธิบาย เขาถอนหายใจ “เรื่องนี้ยังต้องรีบกลับไปรายงานทางสำนักเพื่อหารือวิธีรับมือ”
แวบแรกที่ได้ยินอย่างนั้น เหล่าผู้อาวุโสเซียนต่างตกตะลึง บ้างก็ลุกพรวด บ้างก็อุทานด้วยความตกใจ
“อะไรนะ! ภูตหมอเฟิ่งจิ่ว? ท่านหมายถึงภูตหมอเฟิ่งจิ่วแห่งหอยาสวรรค์เมืองร้อยนทีถูกประตูแห่งความมืดดูดเข้าไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ถูกต้องแล้ว เป็นเช่นนี้” ผู้อาวุโสเซียนจากสำนักเมฆาหยกพยักหน้า
“เป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร?”
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง พวกเขาออกเดินทางมาครั้งนี้ก็เพราะมาหาภูตหมอเฟิ่งจิ่ว ยามนี้คนถูกดูดเข้าไปในประตูแห่งความมืดแล้ว เช่นนี้จะให้พวกเขากลับไปรายงานอย่างไร?
“เข้าไปในประตูแห่งความมืด รู้หรือไม่ว่าจะถูกเคลื่อนย้ายไปที่ใด?” เวลานี้อี้ซิวหรานถามขึ้น สายตาจับจ้องพวกเขา
เหล่าผู้อาวุโสเซียนมองเขา ตอบว่า “เรื่องนี้ไม่รู้จริงๆ ในหมู่พวกเราไม่เคยมีใครถูกดูดเข้าไปในประตูแห่งความมืดมาก่อน แต่ก่อนก็ไม่เคยได้ยินว่าคนที่ถูกดูดเข้าไปแล้วจะยังกลับออกมาได้”
ต้วนเยี่ยที่ฟังอยู่หัวใจหนักอึ้ง “ไม่เคยมีคนกลับออกมาได้?” เขาหันไปมองผู้อาวุโสเซียนที่เป็นผู้พูด ถามว่า “เข้าไปในนั้นแล้ว โอกาสที่รอดชีวิตมีมากน้อยเท่าใด?”
“แล้วแต่บุคคล”
ผู้อาวุโสเซียนคนนั้นมองเขา อธิบายว่า “แม้จะไม่เคยมีคนที่เข้าไปในประตูแห่งความมืดแล้วกลับออกมาได้ แต่คนที่เข้าไปก็ไม่แน่ว่าต้องตาย เพียงแต่ต้องดูว่าความสามารถในการปรับตัวและปกป้องตนเองเป็นอย่างไร”
ผู้อาวุโสเซียนคนนั้นลุกขึ้น เอามือไพล่หลัง เดินไปเดินมาในห้องโถง ก่อนเอ่ยต่อว่า “เล่าว่าหลังประตูแห่งความมืดเป็นสถานที่เลวร้ายมาก ที่นั่นเป็นสถานที่ถูกปิดผนึก มีคนชั่วและผู้ฝึกวิชามารที่ถูกทอดทิ้งอยู่มากมาย ที่นั่นยังมีสัตว์ดุร้ายหลายชนิด บางคนก็มีชีวิตรอดอยู่ในนั้น บางคนเข้าไปไม่นานก็ตาย”
เสียงของเขาเงียบหายไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิดว่า “ข้าเคยได้ยินมาว่า มีพื้นที่ว่างเปล่าหนึ่งเชื่อมต่อไปยังสถานที่แห่งความมืดนั้นได้ เพียงแต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่ข้าเคยได้ยินคนในสำนักเล่าว่า คนที่เข้าไปในประตูแห่งความมืดยังมีโอกาสกลับออกมาได้อยู่ แต่จะใช้วิธีใดในการกลับมา เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้แล้ว”
“ท่านคือผู้อาวุโสเซียนจากสำนักบุปผาเซียนหรือ?” อี้ซิวหรานถามคนคนนั้น
ผู้อาวุโสเซียนคนนั้นมองอี้ซิวหราน พยักหน้า “ใช่แล้ว”
“ก็หมายความว่า หากถามเจ้าสำนักของพวกท่าน ก็น่าจะรู้แน่ชัดกว่า?” อี้ซิวหรานถามตรงประเด็น
“ก็อาจจะ! รายละเอียดเป็นอย่างไร เรื่องนี้พวกข้ายังต้องกลับไปรายงานเจ้าสำนักอีกที”
ตอนที่ 2254: ไม่รู้ว่าตนอยู่แห่งหนใด
เมื่อผู้อาวุโสเซียนจากสำนักบุปผาเซียนเอ่ยอย่างนี้ ผู้อาวุโสเซียนที่เหลือต่างมองหน้ากันแวบหนึ่ง กระซิบกระซาบกันเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “อย่างนั้นพวกเราแยกย้ายกันกลับสำนักก่อน เรื่องนี้หลังจากรายงานเจ้าสำนักแล้ว ค่อยไปหารือกันที่สำนักบุปผาเซียนก็แล้วกัน!”
“ต้วนเยี่ย เจ้าก็กลับไปกับพวกเราเถอะ!” ผู้อาวุโสเซียนจากสำนักเมฆาหยกเอ่ยกับต้วนเยี่ย
“ข้าต้องไปที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนทีก่อน” ต้วนเยี่ยส่ายหน้า เกิดเรื่องกับเฟิ่งจิ่ว เขาต้องไปบอกพวกเขาก่อน
ผู้อาวุโสเซียนทั้งสองไม่ได้ว่าอะไร เพียงกำชับให้เขาระมัดระวังและดูแลแผลบนตัวดีๆเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ หลังจากสะสางเรื่องราวคร่าวๆ พวกเขาก็ไม่ได้รั้งอยู่นาน รีบแยกย้ายกันกลับสำนัก…
ต้วนเยี่ยค้างคืนที่จวนลู่ ตั้งใจว่าฟ้าสางค่อยออกเดินทาง ส่วนอี้ซิวหรานหลังจากที่เหล่าผู้อาวุโสเซียนแยกย้ายกันกลับ เขาก็จากไป…
ในอีกด้านหนึ่ง
เฟิ่งจิ่วที่ถูกประตูแห่งความมืดดูดเข้ามา เวลานี้กำลังนอนหมดสติอยู่บนเนินเขาแห่งหนึ่ง รอบด้านมืดสนิท อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายเย็นยะเยือก ท่ามกลางความมืดเสียงคำรามสูงต่ำของสัตว์ร้ายดังต่อเนื่อง ชวนให้รู้สึกอกสั่นขวัญหาย
สายลมกลางคืนพัดผ่าน ลมหนาวเหน็บทำให้ร่างของเธอสั่นโดยสัญชาตญาณ ยังไม่ทันลืมตาก็ได้ยินเสียงกระดิ่งเล็กแหลมดังมา
ครั้นได้ยินเสียงกระดิ่ง หัวใจของเธอพลันสะท้าน รีบลืมตาและลุกพรวดพราดขึ้นมา สติกลับมาแจ่มชัด สมองฉายภาพเหตุการณ์ที่ถูกดูดเข้ามาในประตูแห่งความมืด อดหันไปมองรอบๆไม่ได้ มืดสนิทไปทุกหนทุกแห่ง ไม่มีอะไรทั้งนั้น รู้สึกเพียงลมหนาวกรีดพัดผ่านมาระลอกแล้วระลอกเล่า ทำให้เธอขนตั้งชันไปทั้งตัว
“กริ๊งๆๆ…”
กระดิ่งเล็กสีม่วงที่เอวของเธอส่งเสียงแหลมใส หวันเหยียนเชียนหวา พี่สาวร่วมสาบานของเธอในตอนนั้นมอบเครื่องประดับแขวนชิ้นนี้ให้เธอ เธอห้อยติดตัวไว้ตลอด ยามนี้เธอมองไปรอบๆ ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ทว่ากระดิ่งนี่กลับส่งเสียงไม่หยุด ไอเย็นที่หนาวเหน็บน่าขนลุกในอากาศเสียดแทงไปถึงกระดูก
มองไม่เห็นอะไรเลย แต่กลับรู้สึกราวกับมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นรายล้อมอยู่ ความรู้สึกเหมือนถูกเพ่งมอง ชวนให้ขนพองสยองเกล้า
เธอรวบรวมสติ ก้มมองกระดิ่งและน้ำเต้าเล็กๆที่เอวแวบหนึ่ง ก่อนก้าวเท้าไปข้างหน้า ท่ามกลางความมืด ยังคงไม่มีเงาของสิ่งใดปรากฏ ทว่ากระดิ่งที่เอวของเธอยังคงสั่นไหวไปตามสายลม ส่งเสียงแหลมใสกริ๊งๆต่อไป…
ในความมืด แสงจันทร์ถูกพยับเมฆบดบัง มีเพียงแสงจันทร์เล็ดลอดออกมาเพียงน้อยนิดสาดลงมา และบนทางเดินเล็กๆเส้นนี้ที่ไม่รู้ว่าอยู่แห่งใด หญิงสาวในชุดสีแดง เส้นผมสยายผู้หนึ่งกำลังเดินด้วยฝีเท้าเบาหวิว มองจากที่ไกลๆ คล้ายวิญญาณอยู่หลายส่วน
ในความมืดด้านหลังเธอ มีเงามืดสิบกว่าเงาลอยอยู่กลางอากาศตามเธออยู่ห่างๆ พวกมันราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับความมืด ทำให้ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกมัน…
เฟิ่งจิ่วเดินไปตามทางเดินเล็กๆ แม้เธอจะไม่หันกลับไปมอง แม้จะไม่เห็นเงามืดรอบๆ แต่ก็รู้ว่าพวกมันกำลังตามเธอมา เพียงแต่ที่นี่คือที่ใดกันแน่? เธอถูกประตูแห่งความมืดดูดเข้ามาในสถานที่แบบใด? เหตุใดอากาศที่นี่จึงเย็นยะเยือกเช่นนี้?
ตอนนั้นหวันเหยียนเชียนหวาเคยบอกกับเธอว่า ขอเพียงใส่กระดิ่งและน้ำเต้าเล็กนี้ติดตัว จะไม่มีวิญญาณร้ายเข้าใกล้ เรื่องอื่นไม่รู้ แต่ที่สิ่งชั่วร้ายใต้ผืนดินเหล่านี้ไม่กล้าเข้าใกล้เธอนั้นเป็นเรื่องจริง
ตอนที่ 2255: สถานที่อันตราย
หลังจากเดินมาระยะหนึ่งก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อเธอเดินตามทางเดินเล็กๆ มาถึงพื้นที่โล่งๆแห่งหนึ่ง สิ่งที่เห็นคือพวกผู้ฝึกวิชามารจับกลุ่มสามคนบ้างห้าคนบ้างล้อมวงกัน รวมถึงผู้ฝึกตนที่รอบกายเต็มไปด้วย ไอพิฆาต
ยังไม่ต้องสนใจพวกผู้ฝึกวิชามาร แต่ผู้ฝึกตนพวกนั้นที่ร่างกายเต็มไปด้วย ไอพิฆาต ทั้งร่างมีแต่กลิ่นคาวเลือด ไอสังหารโอบล้อมรอบตัว ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนผู้ฝึกตนทั่วไป
จุดที่เธอเดินผ่านนี้ คนที่นั่งกระจัดกระจายอยู่รอบๆ รวมประมาณสามสิบถึงสี่สิบคน บ้างนั่งคนเดียว บ้างนั่งล้อมวงกันสามคน บางคนก็มีสัตว์ร้ายนั่งหมอบอยู่ข้างๆ และในหมู่คนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ผู้หญิงมีเพียงคนหรือสองคนเท่านั้น หนำซ้ำยังแต่งกายวาบหวิว อิงแอบอยู่ข้างกายผู้ฝึกตนที่มีพลังแข็งแกร่ง
การปรากฏตัวของเธอดึงดูดสายตาของคนพวกนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกวิชามาร หรือผู้ฝึกตนที่เต็มไปด้วยไอพิฆาตและจิตสังหารเหล่านั้น แต่ละคนล้วนมองมาอย่างประหลาดใจ จ้องพิจารณาเธอด้วยสีหน้าต่างกันไป
ในสายตาของคนพวกนั้น ผู้หญิงชุดแดงคนนี้เหมือนนางปีศาจมาเยือนโลกมนุษย์ นางเดินย่างกรายเข้ามาพร้อมแสงจันทร์ที่สาดส่องตามหลังมา ชุดกระโปรงแดงสะดุดตา เส้นผมดำขลับดุจน้ำหมึก บนดวงหน้างดงามประดับด้วยสีหน้าเฉยชา รอบกายไม่ปรากฏกลิ่นอายพลังให้เห็นแม้แต่น้อย ทว่ากลับทำให้ทุกคนหวาดกลัวขึ้นมาได้
ในสถานที่อย่างนี้ ใช่ที่ที่คนไร้ความสามารถจะอยู่รอดได้อย่างไรกัน?
ผู้หญิงคนนี้รูปโฉมงามสะคราญ ชุดสีแดงที่แม้อยู่ภายใต้ความมืดก็ยังคงสะดุดตา เสื้อผ้าของนางสะอาดหมดจดไร้รอยเลือด คนอย่างนี้ย่อมต้องมีอะไรพิเศษอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่นางปรากฏตัว บรรยากาศรอบๆก็เย็นลงหลายส่วน ไอเย็นอันหนาวเหน็บแผ่ กระจาย มาจากบริเวณรอบๆ ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงความเย็นขุมนี้
ทว่า ผู้หญิงคนนี้กลับเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย สายตาของเธอกวาดมองผ่านทุกคนไปอย่างเรียบเฉย ยังคงก้าวเดินต่อไปไม่หยุด นึกไม่ถึงว่าทุกคนเพียงมองดูนาง ไม่มีใครลงมือ ยิ่งไม่มีใครส่งเสียงแม้แต่น้อย
ไม่มีใครรู้เลย เวลานี้ลึกๆ ข้างในเฟิ่งจิ่วตึงเครียดขนาดไหน เธอเพียงกวาดมองผ่านๆ แวบเดียว ก็พบว่าคนพวกนี้ล้วนอยู่ในระดับปราชญ์เซียนแล้ว ท่ามกลางคนพวกนั้นยังมีพลังระดับปราชญ์เซียนขั้นสูงสุดรวมอยู่ด้วย กลิ่นคาวเลือดบนตัวของพวกนั้นรุนแรงมาก ไอพิฆาตและจิตสังหารก็รุนแรงมากเช่นกัน แม้แต่คนที่เธอฝึกฝนเองกับมือ ยังไม่มีไอสังหารกระหายเลือดที่น่ากลัวเท่า
ที่นี่ เธอเก็บซ่อนพลังเร้นลับไว้อย่างมิดชิด ไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย เพราะรู้ดี หากคนพวกนี้รู้ว่าเธอเป็นผู้ฝึกพลังเร้นลับ เดาว่าจะต้องรุมเล่นงานเธอไม่หยุดหย่อน กระทั่งอาจร่วมมือกันเลยด้วยซ้ำ
ยามเดินผ่านคนพวกนี้ เธอทำได้เพียงวางท่าทีเฉยชาไม่ใส่ใจ แสร้งวางท่าของผู้แข็งแกร่ง เดินผ่านไปทีละก้าว หากเผลอผิดพลาดเพียงนิดเดียว ก็จะดึงดูดความสงสัยและอยากรู้อยากเห็นของพวกนั้น ซึ่งอาจทำให้ตนตกอยู่ในอันตรายได้
หากตกอยู่ในกำมือของคนพวกนี้ การตายอาจเป็นเรื่องที่สบายที่สุด เป็นไปได้มากกว่าอาจถูกทำลายวรยุทธ์ และกลายเป็นของเล่นของพวกนี้
เพราะสายตาของพวกนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกวิชามารหรือผู้ฝึกตนที่เต็มไปด้วยไอพิฆาต ล้วนเหมือนคนที่ไม่เคยลิ้มรสเนื้อมานานหลายปี สายตาเหมือนกำลังจ้องมองเนื้อรสดีก้อนหนึ่ง กระหายที่จะลิ้มลอง แทบอยากจะกระโจนเข้ามาฉีกเธอเป็นชิ้นๆ แล้วกลืนลงไป
ตอนที่ 2256: ออกไปไม่ได้
คนพวกนั้นมองเธอเดินไกลออกไปทีละก้าว ฝีเท้าไม่เร็วหรือช้าเกินไป ค่อยๆ หายลับไปในความมืดยามกลางคืน เพียงแต่ แม้เธอจะมีรูปโฉม.งดงาม พวกเขาเองก็ตะลึงในความงาม แต่สุดท้ายกลับไม่มีใครทำอะไร
เพราะเมื่อเธอจากไป กลิ่นอายอันเยือกเย็นที่ปกคลุมพวกเขาอยู่ก็หายไปเช่นกัน ในสถานที่เช่นนี้ ภูตผีเหล่านั้นไม่ได้ต่อกรด้วยง่ายเหมือนที่อื่น และเพราะความกังวลนี้ พวกเขาจึงไม่กล้าลงมือส่งเดช แม้ผู้หญิงชุดแดงนั่นจะทำให้หัวใจร้อนรุ่มอยากกระโจนเข้าใส่เพียงใด แต่สุดท้ายก็ยังเอาชนะความปรารถนาในใจไว้ได้
คนที่รอดชีวิตในที่นี่ได้ แต่ละคนล้วนรู้วิธีเอาชีวิตรอดดี เหล่านั้นที่ไม่ควรไปมีเรื่องด้วย หรือที่ดูแล้วไร้ปัญญาสู้ ก็ไม่กล้าเข้าไปหาเรื่อง ไม่เช่นนั้นอาจต้องชดใช้ด้วยชีวิต
หลังจากเดินผ่านจุดนั้นมาประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบจั้ง เฟิ่งจิ่วหยุดเดิน หันกลับมองด้านหลังแวบหนึ่ง ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด จากนั้นก็หยิบแกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงออกจากห้วงมิติ
สมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ ไม่ว่าที่ใดก็ส่งไปได้ แม้ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่ตราบใดที่ยังอยู่บนแผ่นดินใหญ่ น่าจะกลับออกไปได้
เธอกุมแกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงไว้ในมือ หันมองรอบๆ ยังคงไม่เห็นอะไรเหมือนเดิม แต่ไอเย็นที่ชวนให้ ขนลุก ยังอยู่ เธอรู้เลยว่าสิ่งเหล่านั้นยังคงจับตาดูอยู่
เพียงแต่ว่า ในเมื่อพวกมันไม่กล้าทำอะไร แล้วจะตามมาทำไม? หรือกำลังรอโอกาส?
หลังจากกวาดมองรอบๆแวบหนึ่ง เธอก็เปิดแกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงขึ้น ทว่าในพริบตานั้นเอง เธอนิ่งอึ้ง
“ทำไมเป็นอย่างนี้?” เธอพึมพำ สองมือกำแกนเคลื่อนย้ายแน่น สายตาจับจ้องมันเขม็ง
แต่ก่อน ทุกครั้งที่เปิดแกนเคลื่อนย้าย รายชื่อสถานที่ภายในจะลอยขึ้นมา ตัวแกนก็จะส่องแสงเรืองรอง ทว่าตอนนี้ ทุกอย่างกลับเงียบสงบ
รายชื่อสถานที่เหล่านั้นนิ่งเฉย ไม่ลอยขึ้นมา ไม่มีแสง ไม่มีการตอบสนอง แม้เธอจะถ่ายเทพลังเร้นลับเข้าไปแล้วก็ยังเงียบสนิท
เธอเริ่มรู้สึกกดดันหนักอึ้ง ราวกับความหวังหนึ่งเดียวถูกดับลงในพริบตา เธอสูดลมหายใจลึก พยายามสงบใจ
เธอทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังไร้การตอบสนอง สุดท้ายทำได้เพียงเก็บแกนเคลื่อนย้าย พยายามตั้งสติรับมือเส้นทางและอันตรายที่จะต้องเจอต่อจากนี้
ฟ้ายังไม่สว่าง เธอจึงนั่งขัดสมาธิ หลับตาครุ่นคิด ขณะเดียวกันก็ปล่อยดวงจิตออกไปตรวจสอบรอบๆ
ทันทีที่ปล่อยดวงจิต ก็สัมผัสได้ว่ายังมีอีกสองดวงเพ่งเล็งมาที่เธอ เธอรู้ว่าในหมู่คนเหล่านั้นยังมีคนจับตามองอยู่ ตอนนี้พวกมันไม่กล้าลงมือ เพราะกำลังคาดเดาและหวาดกลัว แต่เมื่อใดที่ความหวาดกลัวไม่อาจกดความปรารถนาได้อีก พวกมันย่อมลงมือแน่
เมื่อนั้น ด้วยพลังเพียงลำพัง เธอจะสู้ปราชญ์เซียนหลายสิบคนได้อย่างไร?
ดูท่าว่า เธอต้องเตรียมพร้อมรับมือแล้ว
เฟิ่งจิ่วจึงเดินสำรวจรอบๆ หยิบธงค่ายกลออกมา วางค่ายกลอย่างเงียบงัน…
ตอนที่ 2257: แผนแปลงโฉม
ยามท้องฟ้าใกล้สาง เธอรู้สึกได้ว่ากลิ่นอายเยือกเย็นที่อยู่รอบกายเธอยังไม่จางหาย คำกระดิ่งที่เอวของเธอก็ยังคงสั่นไหว เปล่งเสียงแหลมใสอยู่อย่างนั้น
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงจุดไฟด้วยกองหญ้าเล็กๆ อาศัยควันบิดบังการมองเห็น ก่อนจะหายตัวเข้าไปในห้วงมิติของเธอ
ครั้นควันกลุ่มนั้นค่อยๆเลือนหายไป ท้องฟ้าค่อยๆสว่าง วิญญาณที่อยู่รอบๆเหล่านั้นกลับมองไม่เห็นเงาร่างสีแดงอีกแล้ว วิญญาณแต่ละดวงวนเวียนไปมาไม่ยอมจากไป คล้ายไม่เชื่อว่านางจะหายลับไปจากสายตาของพวกมันได้อย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้
ดวงอาทิตย์ลอยพ้นขอบฟ้า ผู้ฝึกตนเหล่านั้นทยอยจากไป บ้างก็เดินมาทางนี้ เพียงแต่ครั้นพวกเขาเห็นว่าผู้หญิงชุดแดงไม่อยู่ที่นี่แล้ว ประกายประหลาดใจพาดผ่านดวงตา
ก็ไม่แปลก คนเขาดูไม่ธรรมดา บางทีอาจเป็นคนที่มีพลังแข็งแกร่งมากคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง นางจะกล้าเดินผ่านหน้าพวกเขาไปอย่างองอาจไร้ความกลัวได้อย่างไร?
ครั้นไม่เห็นผู้หญิง แต่ละคนก็ต่างแยกย้ายกันไป มีเพียงสองคนที่กวาดสำรวจอากาศโดยรอบ คล้ายสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายเยือกเย็นเหล่านั้นยังปกคลุมบริเวณนี้ เพียงแต่สำรวจแถวนี้ไปจนสุดสายตาก็ยังไม่เห็นเงาร่างของผู้หญิงคนนั้น พวกเขาจึงไม่รั้งอยู่ต่อ
ขณะเดียวกัน ในห้วงมิติ เฟิ่งจิ่วที่นั่งขัดสมาธิอยู่กำลังจ้องมองเหตุการณ์ข้างนอก ประกายประหลาดใจพาดผ่านดวงตาของเธอ สีหน้าเหมือนไม่เข้าใจ คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
กระทั่งเห็นคนพวกนั้นแยกย้ายกันไป เธอจึงค่อยหลับตาพักผ่อน ตั้งใจว่าพักแล้วค่อยออกไป คิดหาวิธีสืบว่าที่นี่คือที่ใดกันแน่ และจะมีวิธีกลับไปที่เมืองร้อยนทีได้อย่างไรบ้าง?
เช้าตรู่ของวันต่อมาผ่านไปอย่างเงียบงัน ยามเที่ยงวัน เธอที่พักผ่อนมาตลอดทั้งเช้าเริ่มผ่อนคลายลงหลังจากตึงเครียดมาตลอด เธอไม่ได้รีบออกไปทันที แต่กำลัง แปลงโฉม อยู่ในห้วงมิติ ลองสวมเสื้อผ้าหลายชุด สุดท้ายก็เลือกชุดเก่าๆชุดหนึ่ง
เธอมองตัวเองในกระจก อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
คนในกระจกเปลี่ยนจากผู้หญิงหน้าตางดงามล้ำเลิศไปเป็นชายมีหนวดเครา ร่างกายที่บอบบางเพราะสวมเสื้อผ้าหลายชั้น แม้จะไม่ได้ดูอ้วนหนา แต่อย่างไรก็ดูเหมือนชายฉกรรจ์คนหนึ่ง บนใบหน้ามีแผลเป็นลากยาวจากหางตาซ้ายไปจนถึงมุมปากขวา ดูน่าสยดสยอง คิ้วดกดำและใบหน้าอันบิดเบี้ยวทำให้เธอดูมีกลิ่นอายดุดันจนสิ่งมีชีวิตไม่อยากเข้าใกล้
เธอไม่เพียงแปลงโฉม แต่ยังปลอมตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับปราชญ์เซียนพวกนั้น กระทั่งผู้อาวุโสเซียน ก็ไม่มีทางมองทะลุการปลอมตัวของเธอได้แน่นอน
ด้วยรูปลักษณ์ของเธอในตอนนี้ เธอเชื่อว่าแฝงตัวอยู่ท่ามกลางพวกเขาได้ง่ายกว่า หนำซ้ำยังไม่ดึงดูดความสนใจใคร ตรงกันข้าม เทียบกับรูปร่างหน้าตาผู้หญิงในชุดแดงของเธอแล้ว วิธีนี้ปลอดภัยกว่า และมีปัญหาน้อยกว่าอยู่แล้ว
“ได้แล้ว ตอนนี้ก็ขาดแค่ดาบใหญ่เล่มหนึ่ง” เธอพึมพำ ควานหาในกองอาวุธในห้วงมิติ จากนั้นก็เลือกดาบใหญ่คมกริบเล่มหนึ่งออกมา
เธอแบกดาบใหญ่ขึ้นบนบ่า เดินมาส่องเงาตัวเองที่น้ำพุวิญญาณ คิ้วดกดำชี้เฉียง ดวงตาคมกริบถลึงมอง ชั่วขณะหนึ่งดูเหมือนชายฉกรรจ์หยาบโลนที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร
“ไม่เลว ไม่เลว”
เธอลูบหนวดอย่างพึงพอใจ ปล่อยดวงจิตออกไปนอกห้วงมิติ ครั้นสัมผัสได้ว่าข้างนอกไม่มีคน จึงค่อยหายตัวออกไปจากห้วงมิติ
ตอนที่ 2258: สถานที่แปลกประหลาด
ดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันค่อนข้างแสบตา ทว่าเมื่อเธอปรากฏตัวบนพื้นที่แถบนี้ ก็ยังคงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเยือกเย็นเหล่านั้น อีกทั้งกระดิ่งที่เอวก็สั่นส่งเสียงขึ้นมาอีกครั้ง
เธอขมวดคิ้ว กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะก้าวเดินต่อ ไม่ใช่วิญญาณทั่วไปจริงๆด้วย ในวันที่มีแดดจ้าเช่นนี้ยังกล้าปรากฏตัว เพียงแต่พวกมันไม่กล้าเข้าใกล้เธอ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ต้องสนใจพวกมันแล้วกัน!
เธอขว้างอาวุธบินที่ดูธรรมดาชิ้นหนึ่งออกไปแล้วเหยียบมัน สลัดวิญญาณที่ตามหลังมาออกไปอย่างช้าๆ กระทั่งเห็นประตูเมืองอยู่ไกลๆ จึงค่อยกระโดดลงจากอาวุธบิน
“เมืองภูเขานิล?” เธออ่านอักษรบนป้าย ลอบประหลาดใจ นี่มันสถานที่แบบใดกัน? มองไปข้างหน้า เห็นผู้ฝึกวิชามารหลายคนเฝ้าประตูเมืองอยู่ และในเมืองนั้นก็ดูเหมือนไม่มีคน เงียบงันไร้เสียง
จะเข้าไปดีหรือไม่?
เธอลังเล เก็บกลิ่นอายพลังก่อนจะเข้าไปซ่อนตัวหลังต้นไม้ นั่งลงด้านหลัง คิดจะเฝ้าดูสถานการณ์สักครู่ แต่แม้เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามก็ไม่เห็นมีคนเดินออกมา ยิ่งไม่เห็นมีใครเดินเข้าไป
ขณะที่เธอกำลังจะจากไป กลับเห็นกลุ่มคนทั้งผู้ฝึกวิชามารและผู้ฝึกเซียนประมาณยี่สิบคนเดินมาทางนี้ เดินมาด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง เสียงหัวเราะโอหังดังล่วงหน้ามาก่อน
“คนพวกนั้นเพ้อเจ้อจริงๆ ผู้หญิงชุดแดงหน้าตา.งดงาม? ฮ่าๆๆ พวกเราอยู่แถวนี้มานานแค่ไหน ไม่เคยเห็นผู้หญิงหน้าตางดงามเลยสักคน สถานที่เช่นนี้จะมีคนแบบนั้นอยู่ได้อย่างไร?”
“ใช่ ข้าว่าพวกเขาคิดจะฉวยโอกาสเข้ามาเมืองภูเขานิลของเรา อยากเป็นพวกกับเรา อยู่ที่นี่หากไม่มีกองกำลังหนุนหลัง พวกที่กระจัดกระจายข้างนอก เดาไม่นานก็ถูกฆ่าหรือถูกปล้น”
“พวกมันไม่ดูสภาพตัวเองเลย เมืองภูเขานิลของเราเข้ากันง่ายๆอย่างนั้นหรือ? เล่านิทานก็ยังไม่น่าเชื่อ สถานที่เลวร้ายแบบนี้เดิมทีก็มีผู้ฝึกตนหญิงน้อยอยู่แล้ว ยังจะพูดถึงผู้หญิงชุดแดงงดงามอีก”
“ใช่แล้ว นายท่านยังสั่งให้พวกเราออกไปจับผู้ฝึกตนหญิงกลับมาด้วย เพียงแต่ครั้งนี้ไม่เห็นผู้ฝึกตนหญิงเลย ถึงมีก็มีผู้แข็งแกร่งปกป้องไว้ ในนี้หาผู้หญิงคนหนึ่งไม่ง่ายเสียด้วย!”
“ใครใช้ให้คนที่ถูกทอดทิ้งที่นี่ล้วนเป็นคนเลวทราม? ผู้ฝึกตนหญิง? ฮึ นางมารยังหาได้ง่ายกว่า”
พวกนั้นหัวเราะกันขณะเดินใกล้ประตูเมือง คนหนึ่งพลันตวัดสายตามองรอบๆ
“เป็นอะไร?” ชายข้างๆถาม
“ข้ารู้สึกเหมือนมีคนจ้องพวกเราอยู่” ชายคนนั้นว่าพลางกวาดสายตา ปล่อยดวงจิตสำรวจ แต่ไม่พบใครเลย
“คนอื่น? ฮ่าๆๆ” อีกคนหัวเราะ ตบไหล่เขา “เจ้าคิดมากไปแล้ว ไม่ดูว่าที่นี่ที่ไหน? ใครจะกล้ามาถึงถิ่นเรา? อีกอย่าง หน้าเมืองนายท่านวางเขตอาคมไว้แล้ว นอกจากผู้ที่มีป้ายของเรา ใครจะเข้าได้? ใครจะกล้ามาหาที่ตาย?”
ได้ยินเช่นนั้น เขาก็ว่า “อืม ก็จริง ข้าคิดมากไปเอง” จากนั้นก็เดินตามคนอื่น ผ่านเขตอาคมเข้าเมืองไป
เฟิ่งจิ่วที่เห็นเหตุการณ์ นัยน์ตาไหวระริก ก่อนจะจากไปอย่างเงียบงัน…
ตอนที่ 2259: ไฟไร้นาม
หลังจากอ้อมไปหนึ่งรอบก็เข้าไปในป่า เธอกระโดดขึ้นไปพักผ่อนบนต้นไม้ พลางจัดลำดับข่าวสารที่ได้ยินมาเมื่อครู่
ที่นี่คือสถานที่บ้าบออะไร? เธอขมวดคิ้ว ตอนนี้ยังถือว่าปลอดภัยไร้อันตราย
เดิมทีนึกว่าเมืองภูเขานิลอะไรนั่นจะเป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่ แต่ตอนนี้ดูท่าแล้ว เมืองภูเขานิลน่าจะเป็นถิ่นรังโจรภูเขาอะไรทำนองนั้น ที่นั่น ไม่ควรเข้าไปอย่างยิ่ง!
ขณะกำลังครุ่นคิด จู่ๆก็ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังมา เธอรีบดึงสติกลับมาก่อนจะหันไปดู เห็นเพียงฝูงสัตว์ร้ายที่มีรูปร่างเหมือนหมา ตัวดำสนิททั้งตัว สูงเท่าครึ่งคน กำลังวิ่งมาทางนี้ หนำซ้ำยังเห่าไม่หยุด หมาดำที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้าเขย่งเท้าหลังโถมกระโดดพุ่งตรงมาที่เธอ เธออุทานออกมาด้วยความตกใจโดยสัญชาตญาณ ร่างถอยหนีจนตกลงมาจากต้นไม้
“บัดซบ! นั่นมันหมาอะไร!?”
เธอยืนอย่างมั่นคง มองสัตว์ร้ายที่เหมือนหมาป่าสูงครึ่งคน มีเขี้ยวแหลมคมสองซี่โผล่ออกมา ทว่าบนตัวกลับมีกลิ่นอายสีดำแผ่ปกคลุม กำลังคำราม พวกมันแยกเขี้ยวย่างสามขุมเข้ามาทีละก้าว เธอรีบสาวเท้าวิ่งทันที
“โฮ่ง!”
“กรรร์!”
หมาดำดุร้ายหลายสิบตัววิ่งทะยานไล่ตามมาติดๆ เสียงคำรามดังมาต่อเนื่อง เพื่อหนีจากฝูงสัตว์ร้าย เธอหยิบห่อยาที่เอวออกมาสาดไปข้างหลัง เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ไม่นานก็สลัดพวกมันได้
กระทั่งมาถึงที่แห่งหนึ่ง เธอก้มตัวเอามือชันเข่าทั้งสอง หอบหายใจเหนื่อย หันกลับไปดู เห็นว่ามันไม่ตามมาแล้ว จึงทิ้งตัวนั่งบนพื้น
“ตัวอะไรกัน? ไล่ตามข้ามาได้อย่างไร?” เธอสบถ ก่อนจะเย้ยหยันตนเอง “นี่สินะที่เรียกว่า มังกรเมื่ออยู่ในน้ำตื้น แม้แต่กุ้งยังดูแคลน พยัคฆ์เมื่อห่างจากภูเขายังถูกหมารังแก …”
จู่ๆ ก็มาโผล่ที่นี่โดยไม่ทันตั้งตัว ซ้ำยังกลับไปไม่ได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่คือที่ไหน คนที่เจอก็มีแต่ผู้ฝึกวิชามารกับคนเลวทราม แม้แต่สัตว์ร้ายหน้าตาเหมือนหมายังไล่เห่า ใจเธอจึงใกล้ระเบิดเต็มที
แต่ในตอนนั้นเองกลับมีผู้ฝึกวิชามารคนหนึ่งปรากฏตัวไม่ไกล เมื่อเห็นเงาร่างที่นั่งอยู่บนพื้น เขารีบเก็บกลิ่นอาย ย่องเท้าเข้ามาทีละก้าว กระทั่งถึงระยะหนึ่งจั้งกว่า จู่ๆก็ลงมือจู่โจม
เวลานี้อารมณ์ของเฟิ่งจิ่วใกล้ปะทุ สัมผัสได้ถึงไอสังหารที่พุ่งมาจากด้านหลัง ครั้งนี้เธอไม่ได้หลบเลี่ยง แต่กลับหันหลังใช้ดาบใหญ่ตวัดฟันออกไป กลิ่นอายพลังเร้นลับพวยพุ่งพร้อมดาบใหญ่ วาดเป็นประกายดาบเย็นยะเยือกตัดผ่านอากาศ
“ชิ้ง!”
ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นตะลึง รีบถอยแต่ช้าไปหนึ่งก้าว ท้องถูกพลังดาบเฉือน เสื้อผ้าฉีก เนื้อหนังแตก เลือดทะลัก ความเจ็บปวดเฉียบพลันทำให้เขาร้องโหยหวน มือหนึ่งกุมแผล ขณะฝีเท้าเซถอยจ้องชายฉกรรจ์ตรงหน้าอย่างหวาดระแวง
ชายฉกรรจ์คนนี้เมื่อครู่ยังดูไม่มีพลังใดๆ แต่กลับระเบิดพลังแข็งแกร่งออกมาในพริบตา เพียงการโจมตีเดียวก็ทำให้เขาบาดเจ็บ เขาตกใจจนอยากหนีจึงค่อยๆ ถอยทีละก้าว
ทว่าเวลานี้ไฟโทสะของเฟิ่งจิ่วกำลังลุกโชติช่วง มีเป้าหมายให้ระบายอารมณ์เช่นนี้ย่อมไม่ปล่อยให้หลบหนี เธอจึงเคลื่อนตัวไปขวาง แววตาเย็นเฉียบจับจ้องผู้ฝึกวิชามารคนนั้น
ตอนที่ 2260: สถานที่ตัดขาดจากโลกภายนอก
“เจ้า… เจ้าว่าจะทำอะไร…?”
ผู้ฝึกวิชามารเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่ปกคลุมเข้ามา จนรู้สึกเสียใจที่ลงมือเพียงเพราะคิดว่าอีกฝ่ายอยู่ตามลำพัง
เฟิ่งจิ่วมองเขาโดยไม่พูด ทว่าพลังเร้นลับบนตัวกลับพุ่งพรวด เธอเสียบดาบใหญ่ลงพื้น พริบตาต่อมาร่างก็โฉบไหว เหวี่ยงหมัดที่แฝงกลิ่นอายพลังเร้นลับพุ่งเข้าหา
“ฟิ้ว! พลั่กๆๆ!”
เสียงหมัดกระแทกดังต่อเนื่อง ผู้ฝึกวิชามารอึ้ง หลบไม่ทัน ถูกหมัดหนักๆ กระแทกเข้าใส่แต่ละดอกเต็มไปด้วยพลัง เหมือนถูกค้อนเหล็กทุบ เสียงดังพลั่กชัดเจน บางครั้งยังมีเสียงกระดูกแตกแทรกมา
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องดังลั่นป่าครั้งแล้วครั้งเล่า เหล่านกกาตกใจบินหนี ผู้ฝึกตนบางคนที่อยู่ในป่าได้ยินเสียงร้อง แต่ไม่มีผู้ใดเข้าใกล้
เรื่องเช่นนี้เกิดบ่อย หากยุ่งไม่เข้าเรื่องกลับเป็นการหาเรื่องใส่ตัว การมีชีวิตอยู่ในที่เช่นนี้ สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องทำคือ “มีชีวิตรอด”
“อั่ก… อึก…”
เสียงร้องอ่อนแรงลงเรื่อยๆ เมื่อเฟิ่งจิ่วระบายโทสะพอแล้วก็หยุด เธอเหยียบร่างผู้ฝึกวิชามารที่ใบหน้าบวมช้ำไว้ใต้เท้า ถามเสียงเย็น
“เจ้าอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
ผู้ฝึกวิชามารที่ไร้เรี่ยวแรงได้ยินแล้วตาเป็นประกาย รีบตอบ
“อยาก! อยากมาก! ข้าจะทำอะไรก็ได้ ขอเพียงเจ้าไว้ชีวิตข้า!”
“ข้าถามเจ้า—ที่นี่คือที่ไหน?” เฟิ่งจิ่วถามเสียงต่ำ ทั้งใบหน้าและเสียงถูกแปลงเป็นชายทั้งหมด
ผู้ฝึกวิชามารชะงัก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถามเช่นนี้ เขาชี้ไปที่เท้าที่เหยียบหน้าอกเขาแล้วพูดสั่นๆ
“ช่วย… ช่วยให้ข้าลุกขึ้นก่อน… ได้หรือไม่…?”
“บอกมา!”
เสียงเฟิ่งจิ่วเข้มขึ้น น้ำหนักที่เท้ายิ่งกด ผู้ฝึกวิชามารร้องครวญ เลือดไหลจากปาก เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ข้า… บอกๆ! บอกแล้ว!”
เขารีบพูดทั้งที่เจ็บแทบขาดใจ
“ที่แห่งนี้คือสถานที่เลวทรามที่สุด เป็นพื้นที่ที่สี่จักรพรรดิ์เซียนผู้ยิ่งใหญ่ร่วมมือกันแบ่งอาณาเขตออกมา คนที่เข้ามาที่นี่… ไม่มีทางออกไปได้อีก และที่นี่มีคนเลวทรามแปดคน แบ่งกันครอบครองภูเขาแปดลูกเป็นถิ่นฐาน พวกเขามีลูกน้องจำนวนมาก หากเข้าร่วมกับพวกเขา นอกจากจะมีข้าวกิน ยังได้รับการคุ้มกันด้วย เพียงแต่ ต้องยอมรับพวกเขาเป็นนายเท่านั้น
ส่วนผู้ฝึกตนที่ไม่อยากผูกมัด ก็จะกระจัดกระจายอยู่ตามมุมต่างๆของที่นี่ ดำรงชีพด้วยการปล้นฆ่า แย่งชิงสิ่งของจากผู้อื่น…”
“ปล้นชิงเพื่อเลี้ยงชีพ…?”
เฟิ่งจิ่วหรี่ตาสำรวจว่าคำพูดจริงหรือไม่
จักรพรรดิ์เซียน…? ตาเฒ่าเคยบอกว่าแผ่นดินใหญ่แห่งนี้เคยมีจักรพรรดิ์เซียนสี่องค์ แต่หายไปไร้ร่องรอย
ตามที่ผู้ฝึกวิชามารคนนี้บอก—
สถานที่แห่งนี้… คือดินแดนที่สี่จักรพรรดิ์เซียนแบ่งออกมาและ “ตัดขาดจากโลกภายนอก”?
จบตอน
Comments
Post a Comment