ตอนที่ 2281: ถ้ำใต้ดิน
“ไปเถอะ! กลับไปแล้วพวกเจ้าก็รักษาบาดแผลให้ดี” เธอกระโดดลงมาจากต้นไม้ เอ่ยว่า “พวกเจ้านำทางก็แล้วกัน!”
“ได้ นายท่านเชิญทางนี้” หนึ่งในนั้นเอ่ย ก่อนจะเดินนำทาง ส่วนอีกคนกลับเข้าไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ แววตื่นเต้นบนใบหน้าปิดไว้ไม่มิด
สองชายชราเห็นดังนั้นก็กระซิบถามเบาๆ “พวกเจ้ากลับมาเร็วเช่นนี้ ล่าสัตว์ได้หรือไม่?” เวลาที่พวกเขาออกไปนั้นไม่ได้นานมาก กลับมาเร็วขนาดนี้ ไม่รู้ว่าล่าสัตว์ได้บ้างหรือไม่?
“ท่านผู้นำตระกูลอาวุโสสาม ได้ขอรับ นายท่านพาพวกข้าไปล่าหมูหนังดำระดับสาม บอกว่าเนื้อของหมูหนังดำระดับสามนุ่มกว่า” ชายฉกรรจ์คนนั้นยิ้มตอบ มองเงาร่างที่เดินอย่างสบายใจอยู่ข้างหน้า ก่อนหันมาเล่าให้พวกเขาฟังต่อว่า “พวกท่านยังไม่รู้ นายท่านยอดเยี่ยมมากจริงๆ เขาไม่ต้องทำอะไร ก็ช่วยพวกเราล่าหมูหนังดำระดับสามมาได้สิบเก้าตัวแล้ว”
ครั้นได้ฟัง พวกเขาต่างอึ้งค้าง จากนั้นก็ถามอย่างประหลาดใจ “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? เจ้าเล่ามาให้ฟังอย่างละเอียด”
“เรื่องมีอยู่ว่า…” ชายฉกรรจ์เล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกเขาฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ยิ่งเล่าก็ยิ่งตื่นเต้น “ต่อไปพวกเราไม่ต้องห่วงอีกแล้วว่าคนในตระกูลจะไม่มีอาหารกิน ยาของนายท่านยอดเยี่ยมมาก พวกเราแทบไม่ต้องทำอะไรเลย”
ทว่าเมื่อได้ยินอย่างนั้น บางคนก็ดีใจ บางคนกลับขมวดคิ้วแน่น ชายชราสองคนนั้นเมื่อฟังชายฉกรรจ์เล่าจบ พวกเขากลับคิดไกลกว่านั้น
ยามนี้ล่าสัตว์ร้ายด้วยการใช้ยา หากใช้ยาหมดแล้วเล่า? แม้พวกเขาล้วนเป็นปราชญ์เซียน แต่ในป่าอสูรแห่งนี้ก็มีสัตว์ร้ายที่พวกเขาไม่อาจต่อกรด้วยได้อยู่ หากใช้ยา อย่างไรก็ไม่ใช่แผนการระยะยาวอยู่ดี
เฟิ่งจิ่วกลับไม่รู้ว่าคนข้างหลังกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่ เธอตามพวกเขาออกจากป่าอสูร เห็นพวกเขาเองก็ใช้เส้นทางใต้ดินเช่นกัน เพียงแต่ไม่ค่อยเหมือนกับเส้นที่เธอใช้ตอนเข้ามาเท่านั้น
ครั้นออกจากป่าอสูร ขี่กระบี่บินตามพวกเขาไป ระหว่างทางหยุดพักเป็นระยะ เวลาประมาณสามวันก็เดินทางมาถึงที่ซ่อนตัวของพวกเขา
“นายท่าน ก็คือที่นี่” ชายชราเอ่ย พลางชี้ไปข้างหน้า
เฟิ่งจิ่วมองไปข้างหน้า อดยักคิ้วไม่ได้ “ที่นี่ไม่มีแม้แต่คน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่ซ่อนตัว ท่านมั่นใจหรือ ว่าคนในตระกูลของพวกท่านอยู่ที่นี่หมด?”
“ฮะๆๆ นายท่าน เป็นที่นี่ไม่ผิดแน่ เพียงแต่ที่ซ่อนตัวของพวกเราไม่ได้อยู่ที่นี่ ทว่าเป็นถ้ำใต้ดิน” ชายชราลูบหนวดยิ้มๆ บอกเฟิ่งจิ่วว่า “ที่นี่ยังสร้างค่ายกลไว้ด้วย นายท่านเชิญตามพวกข้ามา” เอ่ยจบ ก็นำทางอยู่ข้างหน้าเขา
เฟิ่งจิ่วเดินตามพวกเขาเข้าไปในค่ายกล ขณะเดินผ่านค่ายกลก็สัมผัสได้ว่ามีดวงจิตสองดวงกำลังสำรวจอยู่ ได้ยินเพียงชายชราพูดคำหนึ่ง ดวงจิตสองดวงนั้นก็ถูเก็บกลับไป ขณะเดียวกัน ก็เผยกลิ่นอายพลังให้ปรากฏออกมา
“ท่านผู้นำ พวกท่านกลับมาเสียที!”
เสียงอันตื่นเต้นแฝงด้วยความดีใจดังขึ้น เงาร่างสองร่างรีบวิ่งออกมา เฟิ่งจิ่วหันมอง อดตะลึงไม่ได้ ที่แท้ก็เป็นผนังที่ทำจากดิน ข้างหลังกำแพงนั่นยังมีเส้นทางที่ทะลุไปถึงใต้ดินอยู่เส้นหนึ่งด้วย
ในหมู่พวกเขามีคนพลังธาตุดิน? ฉะนั้นพวกเขาไม่ได้อยู่ข้างบนนี้ แต่อยู่ในถ้ำใต้ดิน? นัยน์ตาของเธอไหวระริก รู้สึกว่าน่าสนใจขึ้นมา คิดถึงวิธีที่ลงไปอยู่ในถ้ำใต้ดินได้ ไม่น่าเล่ามีลูกกับภรรยาอยู่ด้วยก็ยังสามารถรอดชีวิตอยู่ในนี้ได้
เมื่อสองคนนั้นเห็นชายชุดเขียวแปลกหน้าที่อยู่ในกลุ่ม ทั้งสองจ้องเฟิ่งจิ่วอย่างหวาดระแวง พลันตวาดถาม “เจ้าเป็นใคร!”
………………………………….
ตอนที่ 2282 นายท่านได้โปรดช่วย
“ห้ามเสียมารยาท!” ชายชราตำหนิเสียงต่ำ
ทั้งสองรีบก้มหน้าต่ำ
ชายชราหันกลับไปขอโทษเฟิ่งจิ่ว “นายท่านอย่าถือสา พวกเขายังไม่รู้ความ”
“อืม” เฟิ่งจิ่วรับคำ เห็นสองคนนั้นเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อเพราะคำว่านายท่านที่ออกจากปากของชายชรา พวกเขามองเธออย่างตกตะลึง เฟิ่งจิ่วอดรู้สึกตลกไม่ได้
“ระหว่างที่พวกข้าไม่อยู่ ทุกคนสบายดีหรือไม่?” ชายชราถามสองคนนั้น
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งรีบตอบ “ท่านผู้นำ ระหว่างนี้ไม่ได้เกิดเรื่องอะไร สองวันก่อนมีผู้ฝึกวิชามารกลุ่มหนึ่งเดินผ่านที่นี่ แต่ก็ไม่เจอพวกเรา เพียงแต่ ในถ้ำมีเด็กหลายคนล้มป่วย ผ่านไปสองสามวันแล้วก็ยังไม่เห็นว่าจะดีขึ้น หนำซ้ำอาการแย่ลงเรื่อยๆ พวกข้าไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว! พวกท่านกลับมาพอดี รีบไปดูพวกเด็กๆ เถอะ”
พวกเขาฟังจบก็หน้าเปลี่ยนสี ใบหน้าฉายแววกังวล
“นายท่าน เชิญข้างใน” ชายชราเก็บความกังวลไว้ในใจ ผายมือเชื้อเชิญเฟิ่งจิ่วเข้าไปข้างในก่อน
เฟิ่งจิ่วพยักหน้า เดินตามพวกเข้าลงไปในถ้ำใต้ดิน ครั้นเข้ามาถึง จึงเห็นว่าข้างในพื้นที่กว้างขวางมาก มีปากถ้ำเชื่อมต่อกันหลายห้อง เหมือนวังมรกตอย่างไรอย่างนั้น หลังจากเดินมาได้ระยะหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังมารางๆ
“เจ้าหก เจ้าหกตื่นสิ เจ้าหก…”
ได้ยินเสียงร้องไห้ ทุกคนรีบเร่งฝีเท้า ไม่นานก็มาถึงถ้ำที่ค้อนข้างใหญ่ห้องหนึ่ง พวกผู้นำตระกูลรีบสาวเดินเข้าไปดู ส่วนเฟิ่งจิ่วกลับมองสำรวจรอบๆ
ถ้ำนี้ห่างจากพื้นดินประมาณหนึ่ง แม้จะเป็นปราชญ์เซียนขั้นสูงสุด หรือกระทั่งผู้อาวุโสเซียน เดาว่าก็คงไม่อาจสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวและกลิ่นอายข่างล้างนี้ พวกเขาลงหลักซ่อนตัวที่นี่ นับว่าเป็นสถานที่ที่ดี เพียงแต่ ถึงอย่างไรก็เป็นใต้ดิน อากาศอับชื้น อาศัยอยู่เป็นเวลานานไม่ดีต่อสุขภาพ
หันตัวกลับมา มองไปข้างหน้า เห็นว่านอกจากชายหญิงอายุยี่สิบสามสิบกลุ่มหนึ่ง ยังมีเด็กอีกเจ็ดแปดคน เด็กที่โตสุดอายุประมาณสิบห้าปี เด็กที่อายุน้อยสุดประมาณหกเจ็ดขวบ เด็กพวกนี้ล้วนหน้าซีดลมปราณวุ่นวาย บนเตียงยังมีเด็กหนุ่มอายุสิบสามปีนอนอยู่ เวลานี้หายใจรวยริน
“เจ้าหก เกรงว่าเจ้าหกจะทนไม่ไหวแล้ว” ผู้นำตระกูลเห็นเด็กหนุ่มบนเตียงหินมีสภาพร่อแร่ อดดวงตาแดงก่ำขึ้นไม่ได้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้น
ครั้นได้ยินอย่างนั้น เหล่าเด็กๆ ต่างพากันร้องไห้ขึ้นมา พวกผู้ใหญ่เองก็ได้แต่ก้มหน้าน้ำตาไหลอย่างเศร้าโศก
เห็นพวกเขาต่างก็ลืมเธอไปหมดแล้ว เฟิ่งจิ่วชะล้างลำคอให้โล่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “ข้ารู้วิชาแพทย์ ถ้าอย่างไร ให้ข้าดูอาการเขาหน่อย?”
สิ้นเสียงของเธอ เสียงร้องไห้พลันเงียบหาย ทุกคนหันมามองเธอ
“เด็กผู้ชายชุดเขียวคนนี้เป็นใคร?”
“เขาเข้ามาเมื่อใด? เข้ามาได้อย่างไร?”
ฟังเสียงถกเถียงกันของพวกเขา และเห็นสายตาระแวดระวังที่มองมา เฟิ่งจิ่วอดยิ้มไม่ได้ หันไปมองผู้นำตระกูล
ผู้นำตระกูลได้สติ รีบอธิบายกับทุกคน “เขาชื่อเฟิ่งจิ่ว ตอนอยู่ในป่าอสูรช่วยพวกเราไว้ ด้วยเหตุนี้ พวกข้าได้รับเขาเป็นนายแล้ว ต่อไปเขาก็คือนายท่านของตระกูลกู่ของเรา”
ทุกคนนิ่งอึ้ง ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังตั้งสติไม่ทัน เห็นได้ชัดว่ายังเหลือเชื่อกับนายท่านคนใหม่ที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น
“นายท่าน ทะ ท่านรู้วิชาแพทย์จริงหรือ?” ชายชราถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อย
“อืม” เฟิ่งจิ่วรับคำ
ผู้นำตระกูลคุกเข่าทันที “นายท่านได้โปรดช่วยเจ้าหกด้วย พ่อแม่ของเขาล้วนไม่อยู่แล้ว เด็กคนนี้หากตายไปอีกคน ข้า ข้าก็ไม่รู้ว่าจะสู้หน้าพ่อแม่ของเขาอย่างไร…”
ตอนที่ 2283 ความสุขง่ายมาก
เฟิ่งจิ่วโบกมือ เอ่ยว่า “ลุกขึ้นเถอะ! อายุปูนนี้แล้วอย่าเอะอะก็คุกเข่า”
เธอสาวเดินไปข้างหน้าช้าๆ มานั่งข้างเตียง ยื่นมือไปจับชีพจรของเด็กหนุ่มบนเตียง ก่อนจะตรวจร่างกายของเขาเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยว่า “นี่เป็นอาการป่วยที่เกิดจากอยู่ใต้ดินเป็นเวลานานจนได้รับผลกระทบจากพลังหยิน ประกอบกับกับขาดสารอาหาร ขอเพียงได้ออกไปเดินข้างนอกบ่อยๆ ตากแดดและเพิ่มสารอาหารให้เขาหน่อยก็ไม่เป็นไรแล้ว”
วินิจฉัยเสร็จ เธอล้วงน้ำยาสารอาหารขวดหนึ่งออกจากห้วงมิติ หันไปเอ่ยกับหญิงวัยกลางคนข้างๆ “เจ้าป้อนสิ่งนี้ให้เขาดื่ม”
หญิงวัยกลางคนหันไปมองผู้นำตระกูล ไม่รู้ว่าควรรับหรือไม่?
“รับไว้เถอะ! ทำตามที่นายท่านบอก” ผู้นำตระกูลเอ่ย พยักหน้าให้นางรับมา
“ข้าประคองเจ้าหกเอง” ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหนึ่งเสนอตัว ก้าวเข้ามาประคองเด็กหนุ่มบนเตียง เพื่อให้หญิงวัยกลางคนป้อนยาให้เขาดื่ม
เฟิ่งจิ่วกวาดมองเด็กคนอื่นๆ แวบหนึ่ง เอ่ยว่า “เด็กพวกนี้เองก็สุขภาพไม่ค่อยดีนัก ล้วนมีไอเย็นในร่างกาย” เธอเอ่ย ก่อนหยิบข้าวสารวิญญาณถุงหนึ่งออกจากห้วงมิติ ยื่นให้หญิงวัยกลางคนอีกคน “ต้มข้าวสารวิญญาณเป็นข้าวต้ม สุกแล้วให้เรียกข้า ข้าจะใส่ยาขับไอเย็นลงไปเพิ่มหน่อย”
“ได้ ได้” หญิงวัยกลางคนรับไปอย่างดีใจ ของอย่างข้าวสารวิญญาณ พวกเขาไม่เคยได้กินอีกเลยตั้งแต่เข้ามาที่นี่
“มีเนื้อที่ย่างสุกแล้วไม่ใช่หรือ? เอาออกมาให้พวกเขารองท้องก่อน” เฟิ่งจิ่วหันไปมองชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น ลอบทอดถอนใจ ระดับวรยุทธ์ขนาดนี้ กลับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ตกอับขนาดนี้ ช่างแปลกเสียจริง
“มาๆ มาทางนี้ให้หมด เหยื่อที่พวกเราล่าได้ครั้งนี้ล้วนเป็นฝีมือนายท่าน มีมากพอให้พวกเรากินไปได้อีกนาน” ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นตะโกนบอก จากนั้นก็เอาเนื้อที่ย่างเสร็จแล้วออกจากห้วงมิติมาหั่นแจกให้ทุกคน
นานแล้วที่ไม่ได้กลิ่นหอมของเนื้อ เห็นเนื้อย่างสัตว์อสูรตัวใหญ่ถูกวางอยู่ตรงหน้าพวกเขาอย่างนั้น ทั้งเด็กเล็กเด็กใหญ่ต่างก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ แววตาเป็นประกายขึ้นมา ส่วนผู้ใหญ่พวกนั้นต่างก็เผยยิ้มดีใจออกมา
“เนื้อของสัตว์ร้ายนี้มีพลังวิญญาณต่อนข้างเข้มข้น ร่างกายของเด็กๆ ยังอ่อนแออยู่ ไม่เหมาะกินเยอะ” เฟิ่งจิ่วเตือนพวกเขา เห็นพวกเด็กเล็กเด็กใหญ่หันมามองเธอตาปริบๆ จึงอธิบายต่อว่า “แต่ละคนกินชิ้นเล็กๆ ก็พอแล้ว อีกเดี๋ยวกินข้าวต้มแล้วค่อยกินเนื้อย่างอีก”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” แต่ละคนเมื่อได้ยินอย่างนั้นต่างก็รับคำอย่างดีใจ
ในถ้ำอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อย่าง แต่ละคนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เห็นพวกเขามีความสุขด้วยเรื่องเล็กๆ เช่นนี้ เฟิ่งจิ่วอธิบายไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร
เพราะต้องติดอยู่ที่นี่ ฉะนั้นสิ่งของที่ถือว่าธรรมดาหาได้ง่ายสำหรับคนข้างนอก สำหรับพวกเขากลับกลายเป็นของล้ำค่า สำหรับพวกเขา ความสุขก็คือการได้กินอิ่มหนึ่งมือ ข้าวต้มวิญญาณหนึ่งด้วย หรือเนื้อย่างหนึ่งชิ้น…
หญิงวัยกลางคนสองคนที่ไปต้มข้าวต้มเมื่อครู่กลับมาบอกเฟิ่งจิ่ว “นายท่าน ข้าวต้มได้ที่แล้ว”
เฟิ่งจิ่วเดินตามพวกนางไปที่ถ้ำอีกห้องหนึ่ง เห็นตรงนั้นมีหม้อขนาดใหญ่วางอยู่ ข้าวสารในหม้อถูกต้มจนสุกเหลว กลิ่นหอมฉุยกระจายออกมา
เฟิ่งจิ่วเติมสมุนไพรขับไอเย็นเพิ่มพลังลงไปจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็เติมเกลือเข้าไปอีก สุดท้ายเอ่ยกับพวกนางว่า “ตักให้พวกเขากินกันคละหน่อยเถอะ!”
“เจ้าค่ะ” หญิงวัยกลางคนเผยยิ้ม ก่อนจะหันไปง่วนกับการตักข้าวต้มแจก
เด็กที่อายุน้อยที่สุดกินหมดไปหนึ่งถ้วยอย่างไม่กลัวร้อน จากนั้นถือถ้วยไว้มองเฟิ่งจิ่วอย่างอาลัยอาวรณ์…
………………………………….
ตอนที่ 2284 ปวดใจ
“ขะ ข้ากินอีกถ้วยได้หรือไม่?”
เด็กคนนั้นอายุเพียงเจ็ดแปดขวบ แต่กลับตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกันเพราะขาดสารอาการมาเป็นเวลานาน ดวงหน้าซีดขาวซูบเซียวดูขลาดกลัว แต่กลับไม่อาจปกปิดความปรารถนาในดวงตาได้
เฟิ่งจิ่วได้ยินก็อดปวดใจไม่ได้ เธอมองเด็กน้อย เผยยิ้มอ่อนโยน “ได้อยู่แล้ว”
ครั้นเอ่ยจบ เธอก็เห็นดวงหน้าขนาดเท่าฝ่ามือของเด็กน้อยแย้มรอยยิ้มเต็มใบหน้า รีบวิ่งไปหาหญิงวัยกลางคน “ท่านป้า นายท่านบอกว่าข้ากินข้าวต้มอีกถ้วยหนึ่งได้”
ภาพนี้ทำให้ผู้ใหญ่ในตระกูลกู่ต่างก็ดวงตาแดงก่ำอย่างทนไม่ไหว แต่ก่อนพวกเขาเคยเป็นตระกูลเร้นลับ แต่นึกไม่ถึง กลับมีวันหนึ่งที่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ถูกขังในนี้ ทำได้เพียงใช้ชีวิตราวคนป่า กินอาหารไม่ครบสามมือ ตัวลีบผอมเหมือนฟืน เห็นเด็กรุ่นหลังในตระกูลเหลืออยู่เพียงไม่กี่คนอย่างนี้ ในใจพวกเขามีหรือจะไม่รู้สึกแย่?
หลังจากที่ทุกคนกินอิ่ม ผู้นำตระกูลเรียกเด็กและผู้ใหญ่ทั้งหมดสามสิบเก้าคนมารวมตัวกัน แม้แต่เด็กหนุ่มที่อาการร่อแร่เมื่อครู่ก็ถูกประคองมาด้วย เพียงแต่หลังจากที่ดื่มน้ำยาสารอาหารเข้าไป ลมปราณของเขาก็กลับมาเป็นปรกติมากแล้ว สีหน้าก็ดีขึ้นไม่น้อย
“ออกไปครั้งนี้พวกข้าเกือบไม่ได้กลับมาแล้ว เป็นนายท่านที่ช่วยพวกเราไว้ ฉะนั้น พวกข้าจึงให้คำสัตย์สาบาน ตระกูลกู่ทั้งตระกูลนับถือเขาเป็นนายท่าน” ชายชราประกาศขณะมองทุกคนที่อยู่ในนี้
ก่อนหน้านี้ทุกคนรู้เรื่องคร่าวๆ พวกเขารู้ว่าเด็กหนุ่มชุดเขียวคนนี้ช่วยพวกผู้นำตระกูลไว้ และล่าสัตว์มาให้พวกเขา อีกทั้งยังมอบข้าวสารวิญญาณให้พวกเขา รักษาอาการป่วยให้เด็กๆ หลายคนด้วย เวลานี้พอได้ยินคำพูดของผู้นำตระกูล พวกเขากลับไม่ลังเล รีบคุกเข่าคารวะทันที
“คารวะนายท่าน”
ทุกคนร้องขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เสียงของทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ดังผสมกัน แม้สถานการณ์จะดูอิหลักอิเหลื่ออยู่บ้าง แต่ใบหน้าของแต่ละคนล้วนฉายด้วยความเคารพเลื่อมใส
เฟิ่งจิ่วมองพวกเขา ก่อนเอ่ย “ลุกขึ้นมาเถอะ!”
“ขอบคุณนายท่าน” พวกเขารับคำ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
“ติดตามข้า ข้าจะไม่ทำให้พวกเจ้าลำบาก และเงื่อนไขอย่างเดียวที่ข้ามีต่อพวกเจ้า ก็คือความซื่อสัตย์” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากลับดังชัดเจนในโสตประสาทของทุกคน
“ขอภักดีต่อนายท่านจนชีวิตจะหาไม่! ไม่มีวันทรยศ!”
ผู้นำตระกูลให้คำสัตย์ จากนั้นคนอื่นๆ ต่างก็ตะโกนให้คำสัตย์พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ““ขอภักดีต่อนายท่านจนชีวิตจะหาไม่! ไม่มีวันทรยศ!”
“ดีมาก”
เธอพยักหน้า หันไปมองพวกเขาแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “เข้ามาที่นี่แล้วไม่อาจพัฒนาวรยุทธ์ได้ พลังของเด็กๆ ต่างก็อ่อนแอมาก แม้จะไม่สามารถพัฒนาพลังได้ แต่ไม่อาจละเลยทักษะการต่อสู้ได้ ตั้งแต่วันนี้ พวกเจ้าต้องเพิ่มความเข้มในการฝึกทักษะการต่อสู้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น”
“นอกจากนี้ ระหว่างนี้พวกเจ้าก็พักฟื้นร่างกายอยู่ในนี้ให้ดีก่อน ข้ายังต้องออกไปมองหาผู้ฝึกตนที่มีความสามารถอีกบางส่วน” เธอบอกพวกเขา ขณะเดียวกันก็พลิกมือ หยิบขวดยาจำนวนหนึ่งให้พวกเขา
“นี่เป็นยาที่ใช้ทั่วไป พวกเจ้าเก็บไว้เผื่อได้ใช้ ข้าเดาว่าอาจไม่ได้กลับมาในเร็วๆ นี้”
ได้ยินคำกำชับของเฟิ่งจิ่ว กอปรกับเห็นยาที่เขายื่นให้ ทุกคนนิ่งอึ้ง ไม่รู้ว่าควรรับมาดี? หรือไม่ควรรับดี? จะให้ดี ท่านผู้นำตระกูลออกหน้าพูดจะดีกว่า
“นายท่าน ยาเหล่านี้ท่านเก็บไว้ใช้เองเถอะ!”
ตอนที่ 2285 พากู่เสียงไปด้วย
“ใช่แล้วนายท่าน พวกข้าอยู่ที่นี่หากไม่ออกไปก็ไม่ได้รับบาดเจ็บ ท่านเก็บไว้เองเถอะ!” ชายชราอีกคนเสริมทับ
เฟิ่งจิ่วยิ้ม เอายาพวกนั้นใส่มือผู้นำตระกูล อธิบายว่า “ของพวกนี้ข้ามี ให้พวกท่านเก็บไว้ ก็เก็บไว้เถอะ! จำไว้ให้ดีเล่า ระหว่างนี้ไม่ต้องออกไปล่าสัตว์แล้ว พักฟื้นร่างกายให้หายดีก่อน รอข้ากลับมา”
ผู้นำตระกูลรับยาพวกนั้นไว้ เนิ่นนานจึงค่อยพยักหน้า “ได้ พวกข้าฟังนายท่าน นายท่านอยู่ข้างนอกลำพัง จะต้องระวังตัวให้มาก”
ขณะเอ่ย ผู้นำตระกูลยังคงรู้สึกว่าไม่เหมาะสม จึงกล่าว “นายท่าน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! ให้กู่เสียงไปกับท่าน ทำอย่างนี้หากท่านมีเรื่องอะไรจะได้คอยช่วยเหลือท่านได้”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เอ่ยว่า “นายท่าน ผู้นำตระกูลพูดถูก ให้ข้าออกไปกับท่านเถอะ! จะได้คอยช่วยเหลือท่านได้”
เฟิ่งจิ่วครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนตอบว่า “ก็ดีเหมือนกัน อย่างนั้นก็ให้เขาออกไปกับข้าก็แล้วกัน!” เธอรับคำยิ้มๆ
เพราะไม่เร่งรีบออกเดินทาง เฟิ่งจิ่วจึงพักที่นี่ก่อน ประมาณสองวันต่อมาจึงค่อยออกไปพร้อมกับกู่เสียง…
ระหว่างทาง ทั้งสองเดินเคียงไหล่ กู่เสียงมองนายท่านที่เดินทอดน่องอย่างสบายใจ อดถามไม่ได้ว่า “นายท่าน พวกเราจะไปไหนหรือ?”
“เดินไปเรื่อยๆ” เฟิ่งจิ่วตอบ โยนขนนกเคลือบหลากสีที่เอวออกไป เขย่งปลายเท้ากระโดดขึ้นไปนั่ง ก่อนหันมาเอ่ยกับกู่เสียงว่า “ตามมา” สิ้นเสียง ก็บินไปข้างหน้า
กู่เสียงรีบขี่พาหนะบินตามไปอย่างรวดเร็ว มองดูขนนกเคลือบหลากสีที่นายท่านนั่งอยู่ เขาลอบตะลึงในใจ ขนนกเคลือบหลากสีนี้เขาเคยได้ยินมาก่อน เพียงแต่ของสิ่งนี้อยู่ที่แผ่นดินใหญ่แถบใต้แม่น้ำไม่ใช่หรือ? เหตุใดมาอยู่ในมือนายท่านได้?
ลึกๆ ข้างในรู้สึกประหลาดใจ ยิ่งติดตามนายท่านนาน ก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาลึกลับยากค้นหา
ทั้งสองเหาะเหินอยู่กลางอากาศ โดยเฉพาะเฟิ่งจิ่วที่อยู่ข้างหน้ายังนั่งอยู่บนขนนกเคลือบหลากสี พาหนะชิ้นนี้ส่องแสงเรืองรองสะดุดตา เรียกได้ว่าคนข้างล่างล้วนสามารถมองเห็นเธอที่อยู่เหนือท้องฟ้าได้แม้จะอยู่ไกล
ผู้ฝึกวิชามารสองคนหมายหัวเฟิ่งจิ่วที่นั่งอยู่บนขนนกเคลือบหลากสี ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ที่กิ่งก้านสาขาสมบูรณ์ หนึ่งในนั้นง้างธนูเล็งเป้าไปที่เฟิ่งจิ่ว
“ฟิ้ว!”
พลันนั้น เสียงลูกธนูแหวกอากาศดังฟิ้วพุ่งไปที่เฟิ่งจิ่ว กู่เสียงที่อยู่ข้างหลังเห็นอย่างนั้นก็กลั้นหายใจ รีบตะโกนเตือนออกไป “นายท่านระวัง!” เขาจะเข้าไป แต่กลับได้ยินนายท่านตะโกนกลับมาเสียงใส
“ไม่ต้องเข้ามา!”
เฟิ่งจิ่วตะโกนลั่น เธอที่เดิมทีนั่งอยู่บนขนนกเคลือบหลากสีก้มตัว หลบลูกธนูแหลมๆ ลูกนั้น ขณะเดียวกันก็บอกกู่เสียงว่า “ลงไปข้างล่าง!”
“ขอรับ!” กู่เสียงได้สติ รีบขี่กระบี่บินลงจากเหนือท้องฟ้า พุ่งลงไปกลางป่า ตามหาคนพวกนั้นที่เล่นงานพวกเขา
ส่วนธนูลูกนั้นที่ตอนแรกเฟิ่งจิ่วหลบพ้นแล้ว กลับตีโค้งพุ่งกลับมาหาเฟิ่งจิ่วอีกครั้ง เฟิ่งจิ่วเห็นอย่างนั้นนัยน์ตาไหวระริก กระตุกมุมปาก “อาวุธวิเศษ?”
เธอใช้มือข้างหนึ่งยันขนนกเคลือบแล้วตีลังกาลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับธนูลูกนั้น ชั่วพริบตาที่ธนูลูกนั้นกำลังจะพุ่งเข้ามาถึง เธอยกมือสองข้างขึ้น กลิ่นอายพลังเร้นลับขุมหนึ่งไหลเวียนกลางฝ่ามือทั้งสองข้าง เสี้ยวนาทีที่ธนูลูกนั้นพุ่งตรงมาที่หัวคิ้วของเธอ สองมือของเธอออกแรงคว้าธนูลูกนั้นไว้แน่น ไม่ให้มันเคลื่อนไหวเข้ามาได้อีกแม้แต่นิดเดียว
รู้สึกเพียงธนูแหลมลูกนั้นมีกำลังมหาศาล ราวกับต้องการจะสลัดพันธนาการจากมือของเธอ…
………………………………….
ตอนที่ 2286 ล่อศัตรูมาหาถึงที่
เธอพลิกฝ่ามือคว้าจับ สลายกลิ่นอายพลังวิญญาณในธนูแหลมลูกนั้น ก่อนจะมองลงไปข้างล่าง เห็นเพียงผู้ฝึกวิชามารคนนั้นพอเห็นเธอรับลูกธนูไว้ได้ ก็ง้างคันธนูยิงลูกธนูลูกที่สองและลูกที่สามตามมาติดๆ
ธนูแหลมสองลูกแหวกอากาศจู่โจมเข้ามาอย่างรวดเร็ว เฟิ่งจิ่วเหาะลงไป กระโดดจากขนนกเคลือบหลากสีลงบนพื้น ธนูสองลูกนั้นก็ยิงลงตามมาด้วย
เธอล่อธนูสองลูกนั้นมาถึงข้างหน้าต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ก่อนจะโฉบผ่านไป หนึ่งในสองลูกธนูนั้นยิงปักเข้าไปในต้นไม้ ก่อนที่อีกหนึ่งลูกจะถูกเธอที่โผล่มาจากหลังต้นไม้คว้าไว้และสลายกลิ่นอายพลังเร้นลับ
เธอเก็บธนูทั้งสามลูกไว้ในมือ เห็นกู่เสียงที่อยู่ข้างหน้าเริ่มสู้กับผู้ฝึกวิชามาร จึงตามไปข้างหน้าด้วย
ผู้ฝึกวิชามารทั้งสองล้วนเป็นปราชญ์เซียน สองรุมหนึ่ง กู่เสียงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกนั้นอยู่แล้ว เห็นเช่นนั้น กลิ่นอายพลังเร้นลับบนตัวเธอพุ่งพล่าน โฉบไหวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วดุจภูตผี เห็นเพียงประกายเยือกเย็นเส้นหนึ่งพาดผ่าน ธนูลูกหนึ่งพุ่งออกจากมือของเธอ ยิงเข้าที่จุดตันเถียนของหนึ่งในสองผู้ฝึกวิชามารด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
“อึก!”
ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นแค่นเสียง เบิกตากว้างจ้องเธออย่างไม่อยากเชื่อ ร่างกายเซถอยไปข้างหลัง สุดท้ายก็ล้มลงไปข้างหลัง กระตุกสั่นอยู่ไม่นานก็ตายไป
เห็นผู้ฝึกวิชามารคนนั้นตายไป อีกหนึ่งคนที่เหลือตกตะลึง หันไปมองเฟิ่งจิ่วด้วยความหวาดกลัว รีบถอยหลังอย่างรวดเร็ว ตีลังกาครั้งหนึ่ง หมายจะหนีเข้าไปในป่า
กู่เสียงเห็นอีกฝ่ายคิดหนี ถือกระบี่ในมือไล่ตามไป กลับได้ยินเสียงของเฟิ่งจิ่วดังมา
“ไม่ต้องตาม”
เขาหันกลับไปมอง เห็นเพียงมือข้างหนึ่งของนายท่านง้างสูง ธนูแหลมสองลูกหมุนคว้างอยู่กลางฝ่ามือของเธอ ก่อนจะพุ่งตามผู้ฝึกวิชามารคนนั้นไปพร้อมกับกลิ่นอายพลังเร้นลับอันแข็งแกร่ง
เขาเพียงกะพริบตาครั้งเดียว ก็เห็นธนูแหลมสองลูกนั้นพุ่งทะลุร่างกายของผู้ฝึกวิชามารคนนั้น จากที่ไกลๆ มองเห็นเพียงเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็น ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นล้มคะมำพื้น จากนั้นก็แน่นิ่งไป…
กู่เสียงมองภาพนั้นด้วยความตะลึงอ้าปากค้าง ก่อนหันกลับไปมองเฟิ่งจิ่วอย่างเหลือเชื่อ “นะ นายท่าน?” เขาเป็นเพียงเทพนักรบมิใช่หรือ? ทะ ทำไมร้ายกาจขนาดนี้? อีกฝ่ายแม้เป็นผู้ฝึกวิชามาร แต่ก็เป็นผู้ฝึกวิชามารระดับปราชญ์เซียน เหตุใดหลบธนูสองลูกนั้นไม่ได้เล่า?
“ยังมัวอึ้งอะไรอยู่?” เฟิ่งจิ่วมองเขา กำชับว่า “ไปกวาดเอาของที่มีประโยชน์บนตัวพวกเขามาให้หมด”
“อ้อ ได้ๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” กู่เสียงรู้สึกเพียงสมองสับสนวุ่นวายไปหมด ผู้นำตระกูลให้เขาออกมาปกป้องนายท่าน แต่ดูท่าทางพลังของนายท่านคงไม่ต้องให้เขาปกป้องแล้ว!
เขาค้นของบนตัวผู้ฝึกวิชามารสองคนนั้น ก่อนจะยื่นให้เฟิ่งจิ่ว ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “นายท่าน ผู้ฝึกวิชามารสองคนนี้มีแหวนมิติหนึ่งวง แล้วก็ถุงฟ้าดินสองถุง ข้างในนอกจากอาวุธวิเศษแล้วก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีก กลับเป็นธนูคันนี้ที่ไม่เลว ถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่ธรรมดาชิ้นหนึ่ง”
เฟิ่งจิ่วมองแวบหนึ่ง รับธนูไปดู ยกมือไล่ไอมารบนธนูคันนั้นออกไป จากนั้นก็ยื่นให้เขา บอกว่า “เจ้าเก็บของทั้งหมดไว้ ธนูเล่มนี้เจ้าก็พกไว้ใช้”
กู่เสียงมองดูธนูเล่มนั้นที่ถูกไล่ไอมารออกไปทั้งอย่างนั้น อดมองเฟิ่งจิ่วไม่ได้ อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่พูด
โดยปกติแล้ว ของที่ผู้ฝึกวิชามารใช้ล้วนมีไอมารติดอยู่ ผู้ฝึกเซียนอย่างพวกเขาหากใช้นานแล้วก็จะถูกกัดกินจิตวิญญาณได้ และการจะไล่ไอมารพวกนั้นออกไปได้ กลับต้องมีพลังเหนือกว่าผู้ผึกวิชามารซึ่งเป็นเจ้าของเก่าเท่านั้น
ตอนที่ 2287 กลับมาอีกครั้ง
แต่เมื่อกี้เขาเห็นนายท่านเพียงวาดมือผ่านไปเบาๆ ราวกับไม่เปลืองแรงแม้แต่น้อย นี่ทำให้เขาอดตะลึงไม่ได้ นายท่านมีพลังแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่?
เขามีพลังและวรยุทธ์เช่นวันนี้ได้ นอกจากถูกให้ความสำคัญจากตระกูลจึงได้รับการฝึกฝน และใช้ยาไปไม่น้อย ยังต้องฝึกนานกว่าหลายสิบปี แต่อายุกระดูกของนายท่าน คนที่มีสายตาเฉียบแหลมอย่างพวกเขามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าโตกว่าทายาทรุ่นหลังในตระกูลของพวกเขาไม่มาก แต่อายุแค่นี้กลับมีวรยุทธ์ที่น่ากลัวขนาดนี้แล้ว
“คิดอะไรอยู่? ยังไม่รีบไปอีก?”
เฟิ่งจิ่วเหล่มองกู่เสียงที่กำลังครุ่นคิดอยู่ด้านหนึ่ง เธอเขย่งปลายเท้ากระโดดขึ้นไปบนขนนกเคลือบหลากสีอีกครั้ง “ไปกันเถอะ! ขอแค่พวกเราร่อนเร่ไปทั่ว ย่อมมีเหยื่อมาถวายตัวถึงที่เอง”
กู่เสียงได้ฟังก็มุมปากกระตุก ในที่สุดเขาก็รู้แล้ว เหตุใดนายท่านจึงไม่ใช้กระบี่บินที่ธรรมดาไม่สะดุดตา แต่กลับเอาพาหนะบินที่สะดุดตาอย่างขนนกหลากสีมาใช้ ที่แท้ก็อยากล่อศัตรูมาถวายตัวถึงที่นี่เอง!
ก็จริง คนที่อยู่ในนี้ ไม่ว่าใครเมื่อเกิดความละโมบ เห็นขนนกเคลือบหลากสีนี่แล้วจะต้องมาแย่งแน่ ผู้ฝึกวิชามารสองคนนั้นก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ? สุดท้าย สมบัติแย่งมไม่ได้ ตรงกันข้ามกลับต้องชดใช้ด้วยชีวิตของพวกเขาอีกต่างหาก
ทั้งสองเดินทางโดยใช้พาหนะบินไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้น เฟิ่งจิ่วกำชับกู่เสียง “ตลอดทางนี้เจ้าตามอยู่ในที่ลับก็แล้วกัน! เก็บซ่อนกลิ่นอายพลังของเจ้าเสีย อย่าให้ใครรู้ถึงการมีอยู่ของเจ้า ใช้ประโยชน์จากธนูในมือของเจ้าให้ดี”
กู่เสียงนิ่งอึ้ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ได้ หากนายท่านมีอะไรให้รับใช้ เพียงขานเรียกคำเดียวข้าก็จะปรากฏตัว” สิ้นเสียง เขาก็เก็บซ่อนกลิ่นอายพลัง จากที่แจ้งเปลี่ยนไปตามอยู่ที่ลับ
เฟิ่งจิ่วสำรวจดูหนึ่งรอบ พยักหน้าอย่างพอใจ สมแล้วจริงๆ ที่เป็นคนของตระกูลเร้นลับ วิชาการเก็บซ่อนกลิ่นอายเช่นนี้ไม่ใช่ใครก็สามารถทำได้ แม้แต่เธอหากไม่สำรวจดูอย่างละเอียด เดาว่าคงไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา
ดูท่า การได้เจอตระกูลนี้ถือว่าเธอเก็บของล้ำค่าได้แล้ว แม้จะเหลือเพียงสามสิบเก้าคน แต่ภายหน้าจะต้องใช้ประโยชน์ได้แน่
ตลอดทางพวกเขาสองคนคนหนึ่งอยู่ในที่แจ้งคนหนึ่งอยู่ในที่ลับ ดึงดูดผู้ฝึกวิชามารและผู้ฝึกเซียนปรากฏตัวเพื่อแย่งชิงอาวุธวิเศษของเธออย่างไม่ขาดสาย ทว่าสุดท้าย ล้วนถูกเฟิ่งจิ่วกับกู่เสียงสังหารจนสิ้น
สามวันต่อมา เมื่อเฟิ่งจิ่วกลับมาถึงป่าที่มีผู้ฝึกวิชาไร้สำนักอยู่ค่อนข้างเยอะอีกครั้ง เธอเก็บขนนกเคลือบแก้วหลากสี เปลี่ยนมาเป็นเดินเท้า เพียงแต่ในมือถือสุราไหหนึ่งไว้ เดินไปพลางดื่มไปพลาง ท่าทางผ่อนคลายสบายอารมณ์อย่างมาก
ครั้นเหล่าผู้ฝึกเซียนไร้สำนักมองเห็นเด็กหนุ่มชุดเขียวถือไหสุราเดินมาจากที่ไกลๆ ต่างก็ตะลึงงัน ยิ่งเพ่งมองก็ยิ่งตะลึง
เป็นเขา? เด็กหนุ่มชุดเขียวคนนั้น? เขาตามผู้ฝึกวิชามารสองคนนั้นไปที่ป่าอสูรไม่ใช่หรือ? นึกไม่ถึงว่าจะรอดกลับมาได้
ชั่วขณะหนึ่ง สายตาของทุกคนหันไปจับจ้องที่เฟิ่งจิ่ว เห็นเสื้อผ้าสีเขียวบนตัวเขาไม่มีคราบเลือดแม้สักนิดเพียงสกปรกจากเศษฝุ่นดินนิดหน่อยเท่านั้น แต่ตัวของเด็กหนุ่มยังดูไม่ต่างจากเจ็ดแปดวันที่แล้วเลยแม้แต่น้อย
หนำซ้ำ น้ำเต้าที่อยู่ในมือเขาใส่เหล้าไว้อย่างนั้นหรือ? พวกเขาที่อยู่ไกลๆ ก็ได้กลิ่นหอมของสุรานั่นแล้ว
เวลานี้ มีผู้ฝึกวิชามารคนหนึ่งจ้องน้ำเต้าสุราในมือของเฟิ่งจิ่ว เขาลุกขึ้นสาวเท้ายาวๆ มาขวางหน้าเธอ ถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยไอพิฆาตและแรงกดดัน “เฮ้ย! เจ้าหนู! เอ็งรอดกลับมาได้อย่างไร? อีกสองคนเล่า?”
เฟิ่งจิ่วหยุดเดิน เงาร่างที่โงนเงนทิ้งตัวพิงต้นไม้ข้างๆ เงยหน้าเหล่มองผู้ฝึกวิชามารคนนั้นแวบหนึ่ง…
………………………………….
ตอนที่ 2288 ดึงพรรคพวก
“อีกสองคนน่ะหรือ?” เธอพิงต้นไม้เขย่าน้ำเต้าสุราในมือเบาๆ หรี่ตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ ราวกับแมวน้อยที่นอนอาบแดดยามบ่าย ทั้งคนดูเกียจคร้านเฉื่อยชา
เธอเพียงชำเลืองมองผู้ฝึกวิชามารคนนั้น กระตุกมุมปากเผยยิ้มประหลาด ก่อนเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ตายแล้ว”
ผู้ฝึกวิชามารได้ยินคำตอบเช่นนั้น นัยน์ตาหดเล็กลง “เจ้าฆ่าพวกเขา?”
เฟิ่งจิ่วดื่มสุราหนึ่งอึก ตอบว่า “เปล่า พวกเขาตายอยู่ภายใต้กรงเล็บของสัตว์ร้าย ข้ามองดูพวกเขาถูกสัตว์ร้ายฝูงหนึ่งฉีกร่างเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กัดแทะศพจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก”
สิ้นเสียง ทุกคนที่อยู่แถวนั้นต่างก็สูดหายใจ ต่างก็หันไปมองเด็กหนุ่มชุดเขียวเป็นตาเดียว ผู้ฝึกวิชามารสองคนนั้นตายแล้ว? งั้นเขารอดกลับมาได้อย่างไร?
ฟังจากที่เขาเล่า ขณะที่ผู้ฝึกวิชามารสองคนนั้นถูกฝูงสัตว์ร้ายล้อมโจมตีฉีกร่างเป็นชิ้นๆ เขาก็อยู่ไม่ไกลงั้นหรือ? นึกมาถึงตรงนี้ ทุกคนมีสีหน้าแตกต่างกันไป สายตาแต่ละคู่จับจ้องเฟิ่งจิ่วอย่างสำรวจและพิจารณา
ผู้ฝึกวิชามารที่ได้ยินประโยคนี้ก็อดหวาดกลัวขึ้นมาไม่ได้ ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เดิมคิดจะหาเรื่องจัดการเจ้าเด็กนี่ เวลานี้กลับอดลังเลขึ้นมาไม่ได้
เขาจ้องเด็กหนุ่มชุดเขียวอยู่ครู่หนึ่ง เห็นเขาสีหน้าเฉื่อยชา ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายเกียจคร้าน ไร้ความหวาดกลัว ราวกับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา เห็นดังนั้น เขาจึงถอยกลับไปเงียบๆ ไม่กล้าทำอะไรเด็กหนุ่มอีก
เฟิ่งจิ่วนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ ดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งกวาดมองสำรวจคนพวกนั้นอย่างแนบเนียน สังเกตสีหน้าของทุกคนอย่างชัดเจน ก่อนจะหยุดจ้องอยู่ที่ผู้ฝึกเซียนที่เธอหมายตาไว้เมื่อหลายวันก่อน
ผู้ฝึกเซียนระดับปราชญ์เซียน ทั่วร่างมีแต่ไอพิฆาต ร่างกายกำยำล่ำสัน คนอย่างนี้สมควรถูกดึงมาเป็นพรรคพวกของเธอ เพียงแต่ยังขาดโอกาสที่จะกำราบเขาเท่านั้น
แทนที่จะเข้าไปดึงพวกเขามาทีละคน ไม่สู้ทำให้พวกเขามาตามหาเธอเองดีกว่า
ครั้นคิดได้ เธอก็นั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้ หยิบเนื้อย่างชิ้นหนึ่งออกจากห้วงมิติมากิน พลางดื่มสุราแกล้มไปด้วย ช่างดูสุขสันต์อย่างมาก
เหล่าผู้ฝึกเซียนที่อยู่รอบๆ เมื่อได้กลิ่นหอมของเนื้อย่าง ต่างก็อดหันไปมองเด็กหนุ่มชุดเขียวอีกครั้งไม่ได้ ยามเห็นภาพนั้น มุมปากก็กระตุก
เจ้านั่นตั้งใจสินะ? พวกเขาล้วนไม่ได้ดมกลิ่นหอมของเนื้อย่างนี้มาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว เขากลับมีสุรามีเนื้อ ซ้ำร้ายยังนั่งกินอย่างโจ่งแจ้งอยู่ตรงนั้น ดูจนพวกเขาต้องกลืนน้ำลายครั้งแล้วครั้งเล่า
พยายามควบคุมตนเองให้หันไปมองทางอื่นไม่ต้องสนใจเขา แต่กลิ่นหอมของเนื้อกลับกระจายไปทั่วอากาศ ทำให้พวกเขาอดสูดหายใจลึกๆ ไม่ได้ เพียงแต่ ยิ่งดมกลิ่นหอมของเนื้อ เดิมทีท้องที่รู้สึกว่ายังไม่หิวกลับร้องโครกครากขึ้นมาอย่างไม่รักดี
เสียงท้องร้องที่ดังราวกับเสียงตีกลองดังไม่ขาดสาย ทุกคนแม้จะปั้นหน้าเคร่งเครียด แต่หลายคนกลับมีแววกระอักกระอ่วนพาดผ่านดวงตา ร้ายดีอย่างไรพวกเขาก็เคยเป็นคนแถวหน้ามาก่อน แต่ตอนนี้ แค่เนื้อย่างชิ้นเดียวก็ทำให้พวกเขาเสียภาพลักษณ์ได้แล้ว
ต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ จะให้พวกเขาทิ้งภาพพจน์แล้วไปแย่งอาหาร ก็ยังรู้สึกว่ารับตนเองไม่ไหว ด้วยเหตุนี้ ผู้ฝึกวิชามารและคนชั่วพวกนั้นจึงหน้าดำคร่ำเครียด จ้องมองเฟิ่งจิ่วที่กำลังสบายอกสบายใจด้วยแววตาขึ้งเคียด ต่างก็คิดในใจขึ้นมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ‘หาโอกาสฆ่าไอ้หนูนั่นเสีย เชื่อว่าในห้วงมิติของเขาจะต้องยังมีของกินอยู่อีกแน่!’
“ข้าตั้งใจว่าจะสร้างกองกำลังขึ้นมากองหนึ่ง ในหมู่พวกเจ้ามีคนสนใจหรือไม่?” เฟิ่งจิ่วเอ่ยปากถามตรงๆ สายตากวาดมองผ่านผู้ฝึกเซียนพวกนั้น
ตอนที่ 2289 ตามหลัง
คนพวกนี้ล้วนไม่ยอมถูกผูกมัด จึงไม่เข้าร่วมแปดกลุ่มอำนาจที่ถูกสร้างในนี้ ในเมื่อเป็นอย่างนี้ เธอประกาศอย่างนี้ออกไป เดาว่าพวกเขาคงมีไม่กี่คนที่มีปฏิกิริยาตอบสนอง และเธอก็ไม่ได้คาดหวังกับตรงนี้มากนัก เพียงแค่ประกาศออกมาให้พวกเขารู้ว่า เธอมีความคิดเช่นนี้ ภายหน้าหากเมื่อใดที่เธอมีพรรคพวกเป็นร้อย คนพวกนี้ย่อมนึกถึงประโยคที่เธอประกาศที่นี่ขึ้นมาได้เอง
ได้ยินประโยคนั้นแล้ว แววตาของทุกคนไหวระริก แต่กลับไม่มีใครเอ่ยปาก บางคนก็เหลือบมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง หลุบตาสำรวจอาวุธของตนเอง บางคนก็จ้องเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง สีหน้าไม่กระจ่าง บางคนก็ลุกขึ้นเดินจากไปตรงๆ
แน่นอนว่าย่อมมีคนถากถางเสียดสี “เจ้าคงไม่ได้คิดว่า หากในหมู่พวกเรามีคนยอมเข้ากลุ่มของเจ้า เนื้อย่างของเจ้า สุราของเจ้าก็จะแบ่งให้พวกเราหรอกกระมัง?”
เมื่อได้ยิน เฟิ่งจิ่วมุมปากกระตุก ตอบว่า “คนเราย่อมต้องมีชีวิตอยู่ได้ด้วยลำแข้งตนเอง อาศัยผู้อื่นจะยั่งยืนได้เช่นไร? แม้จะเข้ากลุ่มของข้าแล้ว อยากได้ของของข้า ก็ต้องดูว่ามีคุณสมบัติมากพอหรือไม่”
เธอหยุดพูด ก่อนจะดื่มสุราหนึ่งอึก แล้วว่าต่อ “ข้าแค่เชิญชวน ไม่ได้บอกว่าจะใช้สุราและเนื้อย่างมาตอบแทน ด้วยวรยุทธ์ของพวกเจ้า หากเพียงเพื่อสุราอึกเดียว และเนื้อคำเดียวก็ยอมเข้ากลุ่มของข้า ข้าก็ไม่กล้ารับไว้หรอกนะ”
คนพวกนั้นสีหน้าไหวระริก มองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่งจากนั้นก็ละสายตาออกไป ไม่พูดอะไรอีก
ส่วนเฟิ่งจิ่วกลับนั่งกินเนื้อย่างและดื่มสุราอยู่ตรงนั้นต่อไป เนิ่นนาน จึงค่อยลุกขึ้นบิดขี้เกียจ สาวเดินเข้าไปในป่าข้างหน้า สาเหตุที่ที่นี่มีผู้ฝึกเซียนรวมตัวกันอยู่ไม่น้อยก็เพราะแถบนี้มีแหล่งน้ำ ห่างออกไปข้างหน้าไม่ไกล ลำธารที่ไหลลงมาจากภูเขาสูงสายหนึ่งทั้งหวานและเย็นฉ่ำ น้ำที่นี่ เป็นหนึ่งในแหล่งทรัพยากรสำคัญที่ทำให้ผู้ฝึกเซียนในนี้รอดชีวิตมาได้
ผู้ฝึกวิชามารบางคนเห็นเด็กหนุ่มชุดเขียวลุกขึ้นเดินไปที่แหล่งน้ำ ก็อดคิดแผนชั่วขึ้นมาไม่ได้ สองคนในนั้นมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนจะลุกเดินตามออกไป
เห็นอย่างนั้น มีผู้ฝึกวิชามารอีกสองสามคนลุกตามหลังไปด้วย คนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์แม้จะมีแผนชั่วด้วย แต่ครั้นเห็นว่ามีห้าคนนั้นหมายตาเด็กหนุ่มแล้ว กลับไม่มีใครตามไปอีก
ในป่าที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้และหญ้ารก ห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบจั้ง ได้บดบังการมองเห็นของคนข้างหลังที่เหลือแล้ว พวกเขาไม่เห็นเงาร่างของเด็กหนุ่มชุดเขียว แล้วก็ไม่เห็นเงาร่างของห้าคนที่ตามหลังเขาไปแล้วด้วย ทว่าทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ต่างก็ปลดปล่อยดวงจิตออกไปสำรวจพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เพียงแต่ เมื่อพวกเขาปล่อยดวงจิตออกไปสำรวจทางนั้น จู่ๆ กลับถูกดวงจิตที่แข็งแกร่งมากดวงหนึ่งสะท้อนกลับมา ชั่วพริบตานั้น พวกเขาตื่นตะลึง ขณะที่เก็บดวงจิตกลับมาก็ครุ่นคิดในใจเงียบๆ ด้วย
เจ้าของดวงจิตดวงนั้นเป็นใครกัน เป็นของผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นหรือ? ในหมู่ห้าคนนั้น มีคนที่ซ่อนดวงจิตที่แข็งแกร่งถึงขนาดนี้ไว้ด้วยหรือ? ขณะเดียวกัน ปราชญ์เซียนที่เฟิ่งจิ่วหมายตาคนนั้นซึ่งกำลังนั่งเช็ดอาวุธอยู่ เขาชะงักไปเล็กน้อย เงยหน้ามองไปทางป่าผืนนั้น ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง
ข้างหน้า เฟิ่งจิ่วที่เดิมทีกำลังเดินไปทางลำธาร พอสัมผัสได้ถึงกลุ่มคนที่ตามหลังมา ก็เดินลึกเข้าไปในป่าอีก เพื่อทิ้งระยะห่างกับพวกคนข้างหลัง
คนข้างหลังเห็นเงาร่างด้านหน้าเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ ต่างก็พากันแค่นเสียง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินตามไป
พวกเขาไม่รู้เลย ข้างหลังพวกเขายังมีคนตามมาอีกคน…
………………………………….
ตอนที่ 2290 ระเบิดตัวเอง
กู่เสียงที่เดินตามหลังพวกนั้นอยู่ไม่ไกลหันไปมองปราชญ์เซียนที่กำลังเช็ดอาวุธผู้นั้นแวบหนึ่ง การกระทำของคนคนนั้นเมื่อกี้เขาก็สังเกตเห็นแล้ว จากที่นายท่านบอก คนคนนี้คือคนที่เขาหมายตาอยากจะดึงมาเป็นพวก เมื่อครู่เขาสังเกตเล็กน้อย คนคนนี้ระวังตัวมาก ดูจากกลิ่นอายพลังของเขา พลังต่อสู้น่าจะยอดเยี่ยมมาก
เพียงแต่ ตลอดทางเขาตามหลังนายท่าน จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ นายท่านคิดจะดึงคนมาเป็นพวกอย่างไร?
ในเวลานี้เอง กระแสพลังที่กระจายมาจากข้างหน้าทำให้เขาต้องกลั้นหายใจ รีบประชิดเข้าไปใกล้อย่างเงียบๆ มาซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ขณะเดียวกันก็ปลดธนูบนหลังลงมาด้วย
ด้านหน้า เฟิ่งจิ่วมองผู้ฝึกตนเหล่านั้นที่ล้อมรอบเธอ เผยรอยยิ้มหนึ่งออกมา เธอจ้องพวกเขา ถามว่า “พวกเจ้าร่วมมือกันหรือ?”
เห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มไร้ความเกรงกลัว พวกเขาขมวดคิ้ว “ถูกต้อง หลังฆ่าเจ้า พวกข้าก็จะแบ่งของกัน!” พูดนั้นพูดเช่นนี้ แต่สุดท้ายจะแบ่งเท่ากันหรือไม่ ก็พูดยากแล้ว
“ไม่เป็นไร พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันเลยเถอะ! ข้าเองก็อยากยืดเส้นยืดสายบ้าง” เฟิ่งจิ่วเอ่ย ยกมือทำท่าทาง นั่นเป็นการส่งสัญญาณให้กู่เสียงที่อยู่ในที่ลับ สั่งให้เขาดูอยู่เงียบๆ ไม่ต้องยื่นมือเข้ามา
แต่ผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นกลับไม่เข้าใจท่าทางมือที่เฟิ่งจิ่วทำ เห็นเขายกมือ พลังกระบี่สายหนึ่งก็พุ่งจู่โจมใส่เฟิ่งจิ่วที่อยู่ข้างหน้า เห็นผู้ฝึกวิชามารเริ่มลงมือ คนที่เหลือเองก็ไม่ยอมแพ้ พลิกหมุนกระบี่ พลังขุมแล้วขุมเล่าแฝงไว้ด้วยไอเย็นพุ่งออกไป ประกายดาบเงากระบี่ส่องแสงหักสะท้อน เห็นเพียงในมือเฟิ่งจิ่วถือดาบสั้นกลับด้าน เงาร่างโฉบพุ่งออกไปราวกับภูตผี
เงาร่างสีเขียวถูกห่อหุ้มไว้ด้วยกลิ่นอายพลังเร้นลับในพริบตา กลิ่นอายของเทพนักรบกระจายออกไป ทำให้ผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นแหงนหน้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าๆๆๆๆๆ! นึกไม่ถึงว่าจะเป็นแค่ผู้ฝึกพลังเร้นลับ! ดูท่า วันนี้เจ้าคงหนีไม่รอดแล้วล่ะ!”
เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งที่เกิดจากความย่ามใจแฝงไว้ด้วยความชั่วร้าย ในกลุ่มพวกนั้นยังมีสองคนที่เป็นปราชญ์เซียน เวลานี้พวกเขาร่วมมือกันทำการสังหารครั้งใหญ่ พลังกระบี่ที่ประสานกันกลายเป็นตาข่ายขนาดใหญ่แผ่ปกคลุมเด็กหนุ่มชุดเขียวไว้ตรงกลาง ขณะที่พวกเขาคิดว่าเงาร่างสีเขียวที่อยู่ตรงกลางกำลังจะถูกเฉือนร่างเป็นชิ้นๆ นาทีถัดมา เงาร่างสีเขียวที่เดิมทียังอยู่ในครรลองสายตาของพวกเขาพลันหายวับไปในพริบตา
“หัวเราะตอนนี้เร็วไปหน่อยหรือไม่!”
เสียงเย็นใสของเฟิ่งจิ่วราวกับพญามัจจุราชจากขุมนรก ดังกระทบโสตประสาทของพวกเขาอย่างชัดเจน ทว่า หนึ่งในผู้ฝึกวิชามารเพียงได้ยิน กลับรู้สึกได้ถึงไอสังหารอันเยือกเย็นที่พวยพุ่งจากปลายเท้าขึ้นมาถึงหัว ตกใจจนตัวสั่นอย่างไม่อาจควบคุม
เขาหันหลังขวับ เบิกตาทั้งคู่กว้างมองเด็กหนุ่มชุดเขียวที่ไม่รู้มาปรากฏตัวอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อใด อยากจะหลบหลีก แต่กลับรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาที่ลำคอ เลือดอุ่นๆ พุ่งออกมาในตอนนั้นเอง ร่างกายของเขาแข็งทื่อ อ้าปากอย่างเหลือเชื่อ…
ความเคียดแค้นและอาฆาตพุ่งพล่านในใจเขา เขาเค้นวรยุทธ์ทั้งหมดที่มี ในชั่วขณะที่ยังเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้ายอยู่ กระตุ้นวรยุทธ์ทั้งหมดที่มีออกมา หมายจะดึงเด็กหนุ่มชุดเขียวตรงหน้าให้ตายตกไปตามกัน!
เห็นเพียงร่างกายของผู้ฝึกวิชามารคนนั้นบวมเป่งขึ้นมาราวกับลูกหนังที่ถูกสูบลม แรงกดดันอันแข็งแกร่งน่าพรั่นพรึงกระจายแผ่ปกคลุมไปหาเฟิ่งจิ่วในชั่วพริบตา ดวงตาของเขากระทั่งถลนออกมานอกเบ้าเพราะกระแสพลังในร่างกายพองขึ้นมา
ผู้ฝึกวิชามารที่เหลือเห็นอย่างนั้นก็อดร้องขึ้นด้วยความตกใจไม่ได้ “แย่แล้ว! เขาจะระเบิดตัวเอง!”
ตอนที่ 2291 การต่อสู้ที่ต้องตาย
สิ้นเสียงตะโกน คนพวกนั้นไม่มีเวลาจู่โจมเฟิ่งจิ่ว รีบถอยหนีอย่างรวดเร็ว ชั่วขณะที่ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นระเบิดตนเอง เฟิ่งจิ่วถอยหลบพร้อมกับยกสองมือรวบรวมกลิ่นอายพลังเร้นลับซัดออกไป ร่างกายอันบวมเป่งของผู้ฝึกวิชามารนั่นกระเด็นปลิวไปทางผู้ฝึกวิชามารพวกนั้น จากนั้นก็ได้ยินเสียงระเบิดดังบึ้ม
เห็นเพียงกระแสพลังอันแข็งแกร่งสะท้อนกลายเป็นริ้วคลื่นกลางอากาศ ริ้วคลื่นนั้นเปรียบเสมือนคลื่นทะเลที่ดีดตัวกระจายออกไปกลางอากาศ จุดใดที่ไปถึง ไม่ว่าต้นไม้หรือหญ้ารกล้วนตายเรียบ…
นั่นคือการระเบิดตนเองของผู้แข็งแกร่งระดับปราชญ์เซียนคนหนึ่ง แรงกดดันที่เกิดขึ้นนั้นทรงพลังมาก มิใช่คนธรรมดาจะต้านทานได้ แม้แต่ผู้ฝึกเซียนไร้สำนักที่อยู่ห่างออกไปประมาณสามร้อยจั้ง ยามนี้ก็ยังได้ยินเสียงระเบิด ประกอบกับสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันแข็งแกร่งที่สะท้อนออกมา
เสียงต้นไม้หักโค่นดังสนั่น ต้นไม้ที่มีขนาดหนึ่งคนโอบถูกกระแสพลังอันแข็งแกร่งนั่นซัดกระแทกจนหัก ล้มระเนระนาดเต็มพื้น ต้นหญ้าที่สูงเท่าครึ่งคนล้วนถูกกดทับจนราบแบน พายุทรายม้วนพัด ใบไม้ร่วงโรย การมองเห็นเลือนราง
ผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นที่โฉบถอยหลังเวลานี้ยังล้มตัวหมอบอยู่กับพื้นเพื่อหลบคลื่นพลังอันแข็งแกร่งที่สะท้อนออกมา ทว่า ในตอนนี้เอง เฟิ่งจิ่วกลับลุกขึ้นมา ดวงจิตจับจ้องไปที่ร่างของผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นซึ่งถูกบดบังอยู่ท่ามกลางพายุทราย ฉวยโอกาสลงมือตอนที่พวกเขายังไม่ทันตั้งตัว
“ซี้ด! อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น ในเสียงนั้นสะท้อนความตกใจและเหลือเชื่อ ท่ามกลางอากาศ กลิ่นคาวเลือดกระจายออกไปพร้อมกับคลื่นพลังที่พุ่งพล่าน กระตุ้นผู้ฝึกวิชามารที่เหลือที่ยังนอนหมอบอยู่บนพื้น พวกเขาตกตะลึง รีบกระเด้งตัวลุกขึ้น
“นี่เจ้าลอบโจมตีงั้นรึ!”
ท่ามกลางพายุทรายที่ม้วนพัดเอาใบ้ไม้ร่วง เงาร่างสีเขียวร่างนั้นกำลังเคลื่อนไหว เพียงแต่ยามพวกเขาพยายามเพ่งมองให้ชัด กลับถูกพายุทรายบดบังสายตา
“อึก!”
เสียงครางดังขึ้นอีกครั้ง ได้ยินเสียงเหมือนเสียงล้มลงไปราวกับดังอยู่แค่ข้างๆ พวกเขา นั่นทำให้ผู้ฝึกวิชามารสองคนที่เหลือตื่นกลัว แววตาเริ่มฉายความหวาดกลัว
พวกเขาโบกมือสลายกระแสพลัง ในที่สุด พายุทรายและใบไม้ที่ร่วงเหล่านั้นก็ค่อยๆ หยุดลง ทว่าขณะเดียวกัน เงาร่างสีเขียวก็ปรากฏสู่ครรลองสายตาของพวกเขาอย่างชัดเจนอีกครั้ง
เพียงแต่ ยามเห็นศพสามศพที่นอนอยู่บนพื้นรอบๆ หัวใจของพวกเขาสองคนพลันบีบเกร็ง ก้าวถอยไปข้างหลังอย่างคิดจะหนี
“จะหนีหรือ?” เฟิ่งจิ่วเดินเข้าใกล้สองคนนั้นทีละก้าวๆ เสียงเยือกเย็นดุจมัจจุราชจากขุมนรกเปล่งออกจากปาก “สำหรับคนที่ต้องการเอาชีวิตข้า ข้ามักไม่เคยปรานี ชีวิตสองชีวิตของพวกเจ้า วันนี้ ข้าจะเก็บมันเสีย”
“จะฆ่าพวกข้า? อย่างนั้นก็ต้องดูว่าเจ้ามีปัญญาหรือไม่!”
สองคนนั้นกัดฟัน รู้ว่าอย่างไรก็ต้องสู้ ด้วยเหตุนี้จึงกำกระบี่ในมือแน่น พุ่งออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มี
“แกร๊ง! ชิ้ง!”
พลังกระบี่ฟาดผ่านไปอย่างเฉียดฉิว เฉือนชุดคลุมของเฟิ่งจิ่ว กระแสพลังอันดุดันกระจายไปในอากาศ จิตสังหารของสองคนนั้นพวยพุ่งออกมาในเวลานี้ ที่ต่างจากก่อนหน้านี้คือ เวลานี้พวกเขาสองคนสู้ด้วยใจที่พร้อมตาย
เพราะพวกเขารู้ดี หากฆ่าคนตรงหน้าไม่ได้ อย่างนั้นคนที่ตายก็ต้องกลายเป็นพวกเขา! ฉะนั้น ในการต่อสู้ครั้งนี้พวกเขาไม่ออมแรงเลยแม้แต่น้อย ทุ่มแรงทั้งหมดเพื่อสังหารศัตรูจนดวงตาแดงก่ำ…
กู่เสียงที่อยู่บนต้นไม้ไม่ไกลมองดูเหตุการณ์ตรงหน้า รู้สึกเพียงหัวใจบีบเกร็งไปทั้งดวง สองคนนั้นมุ่งสังหารทุกกระบวนท่า เค้นพลังทั้งหมดที่มีออกมา เกรงว่านายท่านคงจะ…
………………………………….
ตอนที่ 2292 หนึ่งธนูทะลุหัวใจ
ทว่า ในขณะที่เขามองดูอยู่ด้วยอารมณ์ตึงเครียด กลับเห็นดาบสั้นของนายท่านราวกับมีชีวิตขึ้นมา มันหมุนคว้างอยู่กลางฝ่ามือของเขา การหมุนและกระบวนท่าอันแปลกประหลาดของดาบสั้นเล่มนั้น ดูซับซ้อนจนรับมือไม่ทัน
ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีคนใช้ดาบสั้นได้คล่องแคล่วถึงเพียงนั้น ราวกับดาบสั้นเล่มนั้นได้รวมเป็นหนึ่งกับนายท่าน ท่าร่างและการจู่โจมอันรวดเร็วค่อยๆ พลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบสองคนนั้น เห็นเพียงขณะที่นายท่านของเขาเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของสองคนนั้น ดาบสั้นในมือพุ่งบินออกไป แทงเข้าไปในจุดตันเถียนของหนึ่งในนั้น…
เสี้ยวนาทีที่ดาบสั้นพุ่งแทงเข้าไปที่จุดตันเถียนของผู้ฝึกวิชามารคนนั้น แม้เขาจะอยู่ไกล แต่กลับเหมือนได้ยินเสียงตันเถียนแตกร้าวอย่างไรอย่างนั้น
ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นคำรามอย่างเจ็บแค้นก่อนจะล้มลงไป หัวใจที่ตึงเครียดของเขาก็พลอยผ่อนคลายไปด้วย นายท่านน่าจะชนะได้ไม่มีปัญหาแล้ว
แต่ในเวลานี้เอง จู่ๆ สีหน้าของเขากลับเคร่งเครียดขึ้นมา หันไปมองข้างหลัง ก่อนจะหันกลับไปมองสองคนที่ยังคงสู้กันอยู่ สุดท้าย เขาเหาะกลับไปยังทิศทางเดิมตอนที่มา
ทางนั้น ผู้ฝึกเซียนไร้สำนักเหล่านั้นเพราะเสียงเคลื่อนไหวอันดังสนั่น จึงเกิดความคิดที่อยากจะมาสำรวจ ก็แค่เด็กหนุ่มชุดเขียวคนหนึ่ง ถึงเจ้าเด็กนั่นจะดูประหลาดอยู่บ้าง แต่ด้วยพลังของห้าคนนั้น น่าจะไม่ถึงขั้นพ่ายแพ้ให้กับเขากระมัง?
ขณะที่พวกเขากำลังเดินเข้ามา รู้สึกว่าตอนที่เข้าใกล้แล้ว บนต้นไม้ข้างหน้า จู่ๆ กลับมีชายวัยกลางคนที่ถือธนูไว้ในมือคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
“ทุกท่านจะให้ดีอย่าเข้าใกล้ดีกว่า” กู่เสียงยืนอยู่บนต้นไม้ จ้องกลุ่มคนข้างล่างพร้อมกับเตือนเสียงเข้ม
“แล้วเจ้าเป็นใครล่ะ? ทำไมถึงมาสั่งให้พวกข้าไม่ต้องเข้าใกล้?” หนึ่งในผู้ฝึกวิชามารแค่นเสียง เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา
กู่เสียงจ้องพวกเขา เอ่ยอย่างเย็นชาว่า “หากยังจะเข้ามา ก็รับผิดชอบผลที่ตามมาด้วยตนเอง!” นายท่านบอกเขาว่าอย่าทำอะไร เขาก็ไม่ทำอะไร แต่คนพวกนี้กลับจะปล่อยให้เข้าไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้น ยากนักที่พวกเขาจะไม่คิดสังหารนายท่านด้วย
คนคนเดียวแข็งแกร่งไม่นับว่าแข็งแกร่งเกินไป ทว่าหากคนพวกนี้ล้วนเกิดจิตสังหารและร่วมมือกันเล่นงานนายท่าน อย่างนั้นหากพวกเขาเพียงสองคนคิดจะเอาชนะคนมากมายขนาดนี้ กลับเป็นไปไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ใครจะรู้ว่าคนพวกนี้จะฉวยโอกาสตอนที่นายท่านสู้กับคนอื่นอยู่ลอบโจมตีเขาหรือไม่? สำหรับคนที่อยู่ในนี้ เขาไม่คิดว่าพวกเขาจะไม่ทำอย่างนั้น
ท่ามกลางผู้ฝึกตนเหล่านั้น ปราชญ์เซียนผู้นั้นจ้องกู่เสียงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมองข้างหน้า สุดท้าย ก็หมุนตัวเดินกลับไปก่อน หันเดินไปทางแหล่งน้ำ ตักน้ำเสร็จก็เดินจากไป ตั้งใจจะไปล่าสัตว์
แต่คนอื่นๆ กลับไม่ไปไหน ในกลุ่มพวกเขา ผู้ฝึกวิชามารที่พูดขึ้นเป็นคนแรกเห็นทุกคนล้วนหยุดเดิน จึงหัวเราะหยัน สาวเดินไปข้างหน้า ขณะเดียวกันยังมองกู่เสียงอย่างท้าทายแวบหนึ่ง ราวกับกำลังพูดว่า ‘ถึงข้าจะไป แล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้?’
เห็นอย่างนั้น ทุกคนสีหน้าสั่นไหว แต่พริบตาต่อมา พวกเขาต่างก็ถอยหลังไปหลายก้าวอย่างไม่ทันตั้งตัว
เพราะกู่เสียงที่อยู่บนต้นไม้ง้างคันธนูในมือ พลังของปราชญ์เซียนสำแดงออกมาในเวลานี้ ธนูแหลมที่ห่อหุ้มไปด้วยกลิ่นอายพลังของผู้แข็งแกร่งถูกยิงออกมา ความเร็วนั้น ไม่ใช่ความเร็วที่ผู้ฝึกวิชามารระดับเซียนเหินคนนั้นจะหลบได้
“ฟิ้ว!”
“ฉึก!”
เสียงแหวกอากาศดังขึ้น ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ เลือดสีแดงสดกระอักออกจากปาก ตรงหน้าอกของเขากลับทิ้งรูแผลที่เกิดจากการทะลุผ่านของธนูแหลมลูกนั้น…
ตอนที่ 2293 ยึดคองแผ่นดินเป็นราชา
ครั้นเป็นกลิ่นอายพลังวิญญาณบนธนูแปลมลูกนั้นสลายปายไปปลังจากพุ่งทะลุผ่านปน้าอกของผู้ฝึกวิชามาร ก่อนจะวกกลับไปอยู่ในมือของชายฉกรรจ์บนต้นไม้อีกครั้ง ผู้คนเบื้องล่างต่างปน้าเปลี่ยนสี
ธนูเล่มนี้พวกเขาเคยเป็น นั่นเป็นอาวุธวิเศษของผู้ฝึกวิชามารคนปนึ่ง ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นยังแข็งแกร่งมากอีกด้วย ในแถบนี้เขาเปิมเกริมมาก ทว่าอาวุธวิเศษเช่นนี้ เปตุใดจึงไปอยู่ในมือของชายฉกรรจ์คนนั้นได้?
เขาเป็นคนฆ่าผู้ฝึกวิชามารคนนั้น? ไม่ เป็นไปไม่ได้ ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นไม่ได้เคลื่อนไปวคนเดียว แม้ชายฉกรรจ์คนนี้จะเป็นปราชญ์เซียน แต่เขาคนเดียวจะต่อกรกับเจ้าของเดิมของธนูคันนี้ได้อย่างไร?
เป็นผู้ฝึกวิชามารคนที่อยู่ข้างปน้าล้มลงไปเสียงดังปึง ผู้คนรอบๆ ต่างพากันสูดปายใจ ไม่ใครกล้าเดินปน้าอีก มีเพียงปล่อยดวงจิตออกไปสำรวจทางนั้น
ทว่าเพียงชั่วเวลาสั้นๆ เท่านี้ กลิ่นอายพลังข้างปน้านั้นก็ปยุดเคลื่อนไปวไปแล้ว ราวกับการต่อสู้ข้างปน้านั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กลิ่นอายพลังที่เกิดจากการปะทะกันของผู้แข็งแกร่งค่อยๆ จางปายไป และสงบลงในที่สุด
จบแล้วปรือ?
พวกเขาปัวใจสั่นไปว อดคาดเดาไปต่างๆ นานาถึงเปตุการณ์ข้างปน้านั้นไม่ได้
กู่เสียงเองก็รู้ว่าฝั่งนายท่านเรียบร้อยแล้ว ด้วยเปตุนี้จึงเปล่มองผู้ฝึกตนพวกนั้นที่อยู่ข้างล่างแวบปนึ่ง ก่อนจะปันตัวกระโดดกลับไปยังจุดที่เฟิ่งจิ่วอยู่
คนคนนี้ไม่เอาแม้แต่สิ่งของบนตัวผู้ฝึกวิชามารที่ตายไปแล้ว?
เป็นกู่เสียงปมุนตัวจากไปทันที ทุกคนอึ้งงันไปอีกครั้ง จากนั้นมีเงาร่างสองสามสายชิงโฉบเข้าไปก่อน ฉวยเอาถุงฟ้าดินบนตัวผู้ฝึกวิชามารคนนั้นไป เพราะเป็นการแย่งชิง จึงเกิดการต่อสู้ด้วยดาบและกระบี่กันระปว่างพวกเขา
คนที่เปลือกลับไม่ได้เข้าไปมีส่วน แต่รีบสาวเดินไปข้างปน้า ทว่าพอพวกเขามาถึงสถานที่ต่อสู้แป่งนั้น เป็นศพป้าศพที่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้น รวมถึงต้นไม้ที่โค่นล้มรอบๆ ก็อดตื่นตะลึงขึ้นมาไม่ได้
นั่นฝีมือเด็กปนุ่มชุดเขียวสังปารปรือ เขาสังปารป้าคนนั้นด้วยตัวคนเดียวงั้นปรือ?
นาทีนี้ ในใจของพวกเขาเกิดคลื่นลมแป่งความตะลึง พวกเขาได้แต่รู้สึกเปลือเชื่อ ขณะเดียวกันก็รู้สึกโชคดีที่พวกเขาไม่ได้คิดทำอะไรเด็กปนุ่มชุดเขียวคนนั้น ไม่อย่างนั้น ท่ามกลางศพที่นอนเกลื่อนพื้นนี่ จะต้องมีพวกเขารวมอยู่ด้วยแน่…
เฟิ่งจิ่วที่ออกมาจากที่นั่นแล้วเดินขึ้นไปยังทิศเปนือของแปล่งน้ำ เธอล้างปน้าและนั่งพักอยู่ตรงนี้
กู่เสียงเองก็ตามมาด้วย เป็นบนตัวนายท่านมีบาดแผลเล็กๆ จึงถาม “นายท่าน พันแผลก่อนดีปรือไม่?”
เฟิ่งจิ่วเปล่มองแผลเลือดซึมไม่กี่รอยนั้น ก่อนยิ้มอย่างไม่ยี่ประ “ไม่ต้อง แค่แผลเล็กๆ เท่านั้น”
สู้กับคนพวกนั้นต้องใช้กลิ่นอายพลังเร้นลับไปไม่น้อย โชคดีที่ในป้วงมิติของเธอยังมียาอยู่จำนวนมาก ตอนนี้กินเข้าไปปนึ่งเม็ด กลิ่นอายพลังเร้นลับในร่างกายก็ค่อยๆ ฟื้นกลับมา ส่วนแผลเปล่านั้น ขอเพียงเธอขับเคลื่อนพลังเม็ดบัวเขียวสักปน่อยก็ปายดีแล้ว
“นายท่าน พวกเราจะไปอย่างนี้เลยปรือ? ไม่ใช่จะปาพรรคพวกปรอกรึ?” เขาไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้ว่านายท่านวางแผนอะไรอยู่
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ สายตาปันไปมองทางเมืองภูเขานิล “ใช่ จะปาพรรคพวก แต่จะทำใป้พวกเขามาปาด้วยตนเอง”
กู่เสียงสงสัย มองตามสายตาของเขา นึกขึ้นได้ว่าทิศที่นายท่านจ้องอยู่คือที่อยู่ของภูเขานิล สมองพลันกระจ่าง ความคิดอันน่าเปลือเชื่อปนึ่งผุดขึ้นมาในปัว
“นายท่าน ทะ ท่านคงไม่ได้ปมายตาเมืองภูเขานิลเข้าแล้วปรอกกระมัง?” เขาคงไม่ได้คิดจะปาโอกาสล่มเมืองภูเขานิล จากนั้นก็ยึดครองเป็นของตนเองปรอกกระมัง?
นึกมาถึงตรงนี้ สีปน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นแปลกประปลาดขึ้นมา
………………………………….
ตอนที่ 2294 ปรับเปลี่ยนค่ายกล
ตลอดเส้นทางนี้ ไม่ว่าสิ่งใดที่ถูกนายท่านปมายตาล้วนปนีไม่พ้นในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าปรือผู้ฝึกวิชามาร ปรือกระทั่งอาวุธวิเศษในมือพวกเขา ขอเพียงนายท่านต้องการ ก็จะต้องได้มาครอบครองอย่างแน่นอน
ปากนายท่านปมายตาเมืองภูเขานิล เดาว่าไม่นานเมืองภูเขานิลจะต้องตกเป็นของนายท่านอย่างไม่ต้องสงสัย
เพียงแต่ ในเมืองภูเขานิลแป่งนั้นมีผู้ฝึกตนอยู่มากมาย ด้วยกำลังของนายท่านคนเดียว จะช่วงชิงเมืองภูเขานิลมาได้อย่างไร? นาทีนี้ ลึกๆ ข้างในของเขารู้สึกคาดปวังและตื่นเต้นขึ้นมา รู้สึกว่าการติดตามนายท่านนั้นมีแต่เรื่องท้าทายน่าตื่นเต้น
เฟิ่งจิ่วนั่งเอามือเท้าคาง ความคิดปนึ่งเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในปัว เป็นเพียงเธอปยิบขวดต่างๆ มากมายออกจากป้วงมิติ นั่งปรุงยาชนิดใปม่ขึ้นมา กู่เสียงนั่งดูอยู่ข้างๆ ขณะเดียวกันก็สังเกตการณ์เคลื่อนไปวรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง
ทั้งสองอยู่ที่นี่ทีก็กินเวลาไปปนึ่งวัน กระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืด ก็ยังไม่เป็นเฟิ่งจิ่วปยุด
กู่เสียงเก็บกิ่งไม้จำนวนปนึ่งมาจากแถวๆ นั้น จุดกองไฟเล็กๆ กองปนึ่งข้างนายท่านของเขา เป็นเขากำลังเพ่งสมาธิง่วนอยู่กับงานในมืออยู่ทางนั้น กู่เสียงอดแปลกใจไม่ได้ ท่าทางนายท่านเปมือนจะเป็นปมอ แต่พลังต่อสู้ของเขากลับน่ากลัวถึงเพียงนั้น น่าแปลกจริงๆ
ผืนฟ้ายามราตรีค่อยๆ แผ่ปกคลุมลงมา ในที่สุดเฟิ่งจิ่วก็ปยุดการกระทำทั้งปมด เธอดมยาที่ปรุงขึ้นมาใปม่ เผยรอยยิ้มประปลาดปนึ่งออกมา
“นายท่าน ท่านปรุงยาอะไรปรือ?” กู่เสียงถามอย่างอดไม่ได้ ชี้ไปที่ขวดยาในมือเขา
“ของดี” เฟิ่งจิ่วยิ้มอย่างมีลับลมคมใน ลุกขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า “ไป ไปทำงานกัน”
กู่เสียงลุกยืนอย่างอึ้งงัน ตามปลังเขาไป แต่กลับไม่รู้ว่าจะไปทำงานอะไรกันแน่ กระทั่งตามเขากลับไปยังเส้นทางเดิม มุ่งปน้าไปที่ป่าอสูรอีกครั้ง…
เฟิ่งจิ่วในชุดสีเขียวยืนอยู่ปน้าป่าอสูร ครั้งนี้ เธอกลับไม่ได้เดินลงไปทางอุโมงค์ใต้ดิน แต่เดินไปเดินมาในป่าอสูร ศึกษาอะไรบางอย่างอยู่นานกว่าครึ่งวันช่วงเช้า
“กู่เสียง ต้องใป้เจ้าช่วยเรื่องปนึ่ง” เธอปันไปมองกู่เสียง นัยน์ตาไปวระริกเล็กน้อย
“นายท่านโปรดว่ามา”
เธอมองเขา เอ่ยด้วยสายตาแน่นิ่ง “ค่ายกลที่ร่ายไว้ในป่าอสูรแป่งนี้ข้าปรับเปลี่ยนได้ แต่ปากเป็นเขตอาคม ข้ากลับแก้ไม่ได้ ทว่าข้ากลับสามารถเปิดทางเข้าจุดปนึ่งเป็นเวลาปนึ่งชั่วยามได้ และนั่น ต้องใป้เจ้าใช้กลิ่นอายพลังวิญญาณช่วยข้าตอนเปิดเขตอาคม”
กู่เสียงอึ้ง เอ่ยด้วยสีปน้าปนักอึ้ง “นายท่าน ท่านเป็นผู้ฝึกพลังเร้นลับ ข้าเป็นผู้ฝึกพลังวิญญาณ อีกทั้งข้ายังเป็นผู้ฝึกเซียนระดับปราชญ์เซียนด้วย พลังวิญญาณของข้าท่านรับไม่ไปว ปากข้าถ่ายเทพลังวิญญาณของข้าใป้ท่าน เกรงว่าท่านอาจควบคุมความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไม่ได้”
เฟิ่งจิ่วยิ้ม เอ่ยว่า “ไม่ปรอก ข้าควบคุมได้ เจ้าทำตามที่ข้าบอกก็พอ ข้ามีแผนการ”
เป็นนายท่านท่าปนักแน่น คล้ายมีความมั่นใจ กู่เสียงจึงบอกว่า “อย่างนั้นก็ได้! ข้าจะทำตามที่นายท่านบอก”
“ตกลงตามนี้ เจ้ารอเดี๋ยว ข้าปรับเปลี่ยนค่ายกลที่นี่ก่อน” เธอเอ่ย ปันตัวเดินเข้าไปข้างในค่ายกลใปญ่ที่คุ้มกันป่าอสูรแป่งนี้ไว้
กู่เสียงมองดูด้วยสายตาไปวระริก ค่ายกลใปญ่เช่นนี้นายท่านปรับเปลี่ยนเป็นด้วยปรือ? ยังมีสิ่งใดที่นายท่านทำไม่ได้อีกกันแน่?
เฟิ่งจิ่วเจอตาค่ายกลที่อยู่ข้างปน้านี้ เคลื่อนย้ายและเปลี่ยนตำแปน่งใป้มันเล็กน้อย จากนั้นค่ายกลใปญ่ที่ปกคลุมป่าอสูรแป่งนี้ไว้ก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ไม่มีใครสังเกตเป็นค่ายกลที่ป่อปุ้มรอบนอกป่าอสูรแป่งนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปในพริบตา…
ตอนที่ 2295 ทำตามแผน
กู่เสียงที่ยืนอยู่นอกป่าอสูรสัมผัสได้เพียงกลิ่นอายที่พลุ่งพล่านในเสี้ยวนาทีนั้น ราวกับตรงหน้ามีลมสายหนึ่งม้วนพัด ทว่าเมื่อเขาเพ่งมอง มันก็หายไปแล้ว รอบข้างกลับมาเป็นปกติ
ผ่านไปไม่นาน ก็เห็นนายท่านในชุดสีเขียวเดินออกมาจากค่ายกล เห็นเขาออกมาอย่างปลอดภัย กู่เสียงยิ้มกว้าง รีบสาวเท้ายาวๆ เดินเข้าไปหา “นายท่าน ท่านเปลี่ยนค่ายกลแล้วจริงหรือ?”
คนอื่นเข้าไปยังต้องหลงทางอยู่ข้างใน เขากลับใช้เวลาไม่นานก็เปลี่ยนแปลงค่ายกลใหญ่นี้ได้แล้ว ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!
เฟิ่งจิ่วกลืนยาเม็ดหนึ่งลงไป จากนั้นขับเคลื่อนกลิ่นอายพลังเร้นลับเพื่อกระตุ้นฤทธิ์ยา ค่ายกลใหญ่นี้สร้างขึ้นโดยสี่จักรพรรดิเซียน ถึงแม้เธอจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ก็ใช้กลิ่นอายพลังไปไม่น้อย โชคดีที่การเปลี่ยนแปลงค่ายกลนั้นทำได้ในเวลาอันสั้น ไม่ได้ทำให้สี่จักรพรรดิเซียนแตกตื่น
เพียงแต่ เธอรู้ว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเกิดขึ้น แม้การที่เธอเปลี่ยนแปลงค่ายกลไม่ได้ทำให้สี่จักรพรรดิเซียนที่เฝ้าสี่มุมสวรรค์อยู่แตกตื่น การเปิดเขตอาคมก็สามารถทำได้โดยหลบเลี่ยงดวงจิตของพวกเขา แต่ภายหน้ายามที่เธอจะทลายค่ายกลใหญ่ที่ปกคลุมแผ่นดินลอยฟ้าผืนนี้ จะต้องทำให้สี่จักรพรรดิเซียนแตกตื่นอย่างแน่นอน
“อืม เข้าไปเถอะ!” เฟิ่งจิ่วเอ่ยกับเขา พาเขาเข้าไปในป่าอสูรผ่านอุโมงค์ใต้ดินอีกเส้นหนึ่ง
ห่างออกไปจากที่นี่ไม่ไกลนัก กำลังคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามายังป่าอสูร ผู้ฝึกวิชามารที่เป็นหัวหน้ากลุ่มราวกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาหยุดฝีเท้า มองรอบๆ อย่างแปลกใจ
“เป็นอะไรไป? มีปัญหาอะไรหรือ?” ผู้ฝึกวิชามารที่อยู่ข้างหลังถาม หันไปมองรอบๆ ไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติใดเลย
“ระวังหน่อย เมื่อกี้ข้ารู้สึกเหมือนมีคลื่นพลังสายหนึ่งสะท้อนออกมา”
ผู้ฝึกวิชามารที่เป็นหัวหน้าเตือน ลอบรู้สึกประหลาดใจลึกๆ ข้างใน หันไปกำชับกลุ่มคนข้างหลัง “ครั้งนี้พวกเราออกมาก็เพื่อเข้าไปล่าสัตว์ในป่าอสูร ทุกคนจงตั้งสติให้มั่น! จะได้ไม่เข้าไปข้างในแล้วร้องไห้หาพ่อแม่!”
มีคนหัวเราะเสียงดังขึ้นมา “ใครมันจะไปร้องไห้ได้น่าอนาถเช่นนั้น? กลุ่มของพวกเรามีพลังต่อสู้แข็งแกร่งกว่ากลุ่มอื่นๆ แม้จะมีใครร้องขอชีวิต ก็คงเป็นกลุ่มอื่นมากกว่ากระมัง”
ได้ฟังเช่นนั้น ทุกคนพากันหัวเราะครืน มีคนเอ่ยขึ้นว่า “น่าแปลก อีกสองกลุ่มออกมาพร้อมกับพวกเรา เหตุใดจึงไม่เห็นพวกเขาเลย?”
“หากไม่อยู่ข้างหน้าพวกเรา ก็คงอยู่ข้างหลังพวกเรา เดาว่าคงอยู่ไม่ไกลกันมาก” ผู้ฝึกวิชามารอีกคนว่า
“เอาล่ะๆ หยุดพูดมากกันได้แล้ว ไปกันเถอะๆ! ไม่ได้กินเนื้อมาหลายวันแล้ว คราวนี้ จะต้องล่ากลับไปให้ได้” ผู้ฝึกวิชามารที่เป็นหัวหน้าเอ่ย สาวเท้ายาวๆ เดินไปข้างหน้า จากนั้นคนข้างหลังก็ตามเขาไป
แต่ทว่า เฟิ่งจิ่วที่เข้าไปในป่าอสูรได้มอบรองเท้าตามเมฆให้กู่เสียงคู่หนึ่ง กำชับว่า “เมื่อถึงเวลาแล้วให้ล่อสัตว์ร้ายไปที่ขอบเขตอาคม จำไว้ให้ดี เมื่อถึงเวลาให้ใช้รองเท้าตามเมฆวิ่ง ไม่ต้องสู้กับสัตว์ร้ายพวกนั้น แค่วิ่งให้พวกมันตามก็พอแล้ว”
กู่เสียงได้ยินแผนการของเฟิ่งจิ่วก็อดเหงื่อไหลเต็มหน้าผากไม่ได้ “นายท่าน วิธีนี้จะได้ผลจริงหรือ? จากที่นี่ไปถึงป่าภูเขานิลต้องใช้เวลาเดินทางถึงสองวัน นี่จะล่อสัตว์ร้ายพวกนี้ออกไปหมด ฟังดูแล้ว…”
“วางใจเถอะ! เจ้าแค่ทำตามที่ข้าบอกก็พอแล้ว จำไว้ วิ่งให้สุดชีวิต ไปถึงข้างหน้ายังต้องอาศัยพลังเร้นลับของเจ้ามาเปิดเขตอาคมด้วย” เฟิ่งจิ่วตบไหล่เขา เทน้ำยาในขวดทาบนตัวกู่เสียง
………………………………….
ตอนที่ 2296 แผ่นดินสะท้านภูเขาสะเทือน
ดมกลิ่นหอมของยา รู้สึกว่ากลิ่นหอมมาก เพียงแต่ เขากลับไม่รู้ว่ายานี้ใช้ทำอะไร ด้วยเหตุนี้จึงถาม “นายท่าน ทายานี้ก็จะล่อสัตว์ร้ายมาได้หรือ? นี่เป็นยาอะไรหรือ? ร้ายกาจขนาดนั้นเชียวรึ?”
มือของเฟิ่งจิ่วชะงัก ใบหน้าเผยรอยยิ้มแปลกๆ เอ่ยอย่างเนิบช้าว่า “ยานี้เมื่อทาบนตัวเจ้า! สามารถออกฤทธิ์ต่อเนื่องได้สองถึงสามวัน อีกทั้งกลิ่นจะไม่หายไป จะหายไปหลังจากผ่านไปสองสามวันแล้วเท่านั้น”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโรยยาที่เหลือลงบนแขนเสื้อตนเองด้วย ก่อนเอ่ยว่า “ส่วนฤทธิ์ยาน่ะหรือ! เมื่อสัตว์ร้ายพวกนั้นได้กลิ่นนี้แล้วก็จะเกิดความรู้สึกตื่นเต้น พวกมันจะไล่ตามกลิ่นนี้อย่างไร้สติ ฉะนั้นข้าถึงได้บอกเจ้าว่าจงวิ่งให้เร็วเข้าไว้”
กู่เสียงได้ยินแล้วก็นิ่งเป็นหุ่นไก่ ร่างกายแข็งทื่อ ชายฉกรรจ์ตัวใหญ่อย่างเขาได้แต่มองเฟิ่งจิ่วอย่างตกตะลึงและเหลือเชื่อ “ตะ ตื่นเต้น? นายท่าน ความตื่นเต้นนี้คงไม่ใช่อย่างที่ข้าเข้าใจหรอกกระมัง?”
“ใช่แล้ว เป็นอย่างที่เจ้าคิดนั่นล่ะ”
เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยีตอบ กลิ่นนี้ก็คือยาน้ำที่สามารถทำให้สัตว์ตัวผู้เกิดอาการคึกขึ้นมาได้ หนำซ้ำ แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้งก็ยังได้กลิ่นนี้ สัตว์ร้ายเหล่านี้ส่วนมากล้วนมีเพศผู้มากกว่าอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งถูกกระตุ้นด้วยน้ำยาของเธอ เดาได้เลยว่าจะต้องเป็นภาพที่บ้าคลั่งมากอย่างแน่นอน
ได้ยินอย่างนั้น กู่เสียงตัวสั่นสะท้าน เขามองนายท่านเทน้ำยาลงบนเสื้อผ้าตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน ทำเอาเขาเบิกตากว้าง “นะ นายท่าน ท่านก็ช่างใจเหี้ยมเหลือเกิน ท่านทำอย่างนี้ไม่คิดจะเหลือทางหนีทีไล้ให้พวกเราแล้วหรือ? ถ้าหาก ถ้าหากถูกไล่ทันจะทำอย่างไร?”
นาทีนี้ เขารู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาแล้ว นายท่านทำไมถึงได้…ทำไมถึงได้ทำอะไรบ้าคลั่งขนาดนี้? เขาไม่กล้าคิดเลยว่าหากล่อสัตว์ร้ายฝูงใหญ่มาแล้วถูกไล่ทันจะมีจุดจบเช่นไร…
“เพราะฉะนั้น! ข้าถึงได้ให้รองเท้าตามเมฆกับเจ้าคู่หนึ่งอย่างไรเล่า? แต่เจ้าก็ต้องวิ่งสุดชีวิตเช่นกันนะ หากวิ่งช้า ฮี่ๆ จะเกิดอะไรขึ้นข้ายังไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการเลย”
เขายิ้มเหมือนหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ แต่กลับทำให้โกรธไม่ลง เพราะอย่างไรแม้แต่เขาเองก็ยังสาดน้ำยานั้นลงบนตัวด้วยแล้ว จะทำอย่างไรได้อีกเล่า?
“เอาล่ะ ไปกันเถอะๆ! จำไว้ให้ดี ล่อไปทางป่าภูเขานิล แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ อีกเดี๋ยวอย่าลืมใช้พลังวิญญาณช่วยข้าเปิดเขตอาคมด้วยเล่า ไม่อย่างนั้น พวกเราสองคนก็ต้องถูกขังไว้ในนี้แล้ว” เธอยิ้มๆ พาเขาเดินลึกเข้าไปในป่า
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นดังออกมาจากในป่ารางๆ คล้ายเกิดการจลาจลขึ้น ชั่วขณะหนึ่ง เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังก้องมาจากทุกทิศของป่า เหล่าสัตว์ร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในป่าแห่งนี้ได้กลิ่นที่กระจายอยู่ในอากาศ ดวงตาแดงก่ำอย่างไร้สาเหตุ แต่ละตัวเข้าสู่สภาวะคึกจนบ้าคลั่ง
“โฮก!”
“กรรซ์!”
“โฮก!”
เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังประสานกันเป็นจังหวะสูงต่ำดังก้องไปทั่วผืนป่า ฝีเท้าของสัตว์ป่าฝูงนั้นราวกับน้ำที่ไหลจากภูเขาสูงลงมาสู่พื้นดิน ค่อยๆ มารวมตัวกัน กลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ทะลักสู่มหาสมุทรก็ไม่ปาน เสียงนั้นรวบรวมจากน้อยก็กลายเป็นมาก ราวกับฝูงสัตว์ร้ายนับหมื่นกำลังทะยานเข้ามา ล้มภูเขาพลิกมหาสมุทร แผ่นดินสะท้านภูเขาสะเทือน…
ฟังเสียงเคลื่อนไหวอันน่าพรั่นพรึงนั้น กู่เสียงได้แต่หน้าซีดเผือด ใบหน้าไร้สีเลือด ปากสั่นเทา สองขาอ่อนแรงจนแทบทรุดลงไป…
ตอนที่ 2297 วิ่งเร็วเข้า
“กรรซ์!”
“ตึงตังๆๆ…”
ด้านหลังกู่เสียง ฝูงสัตว์ร้ายประมาณหนึ่งร้อยตัวกำลังวิ่งทะยานด้วยเท้าทั้งสี่ข้าง เปล่งเสียงคำรามต่ำวิ่งไปทางกู่เสียง กู่เสียงเพียงหันกลับไปมองแวบเดียว หัวใจก็แทบกระเด้งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ร่างกายตึงเกร็งไปทั้งตัว ลมหายใจกระชั้นชิด
“กู่เสียง! เร็วเข้า!”
เสียงหนึ่งดังมาจากข้างหน้ารางๆ ครั้นได้ยินเสียงนั้น กู่เสียงสะท้านไปทั้งใจ รีบสงบสติอารมณ์เร่งเครื่องรองเท้าตามเมฆที่สวมใส่อยู่ จากนั้นก็พุ่งโถมไปข้างหน้า ขณะเดียวกันก็แหงนหน้าคำรามใส่ฟ้า “ท่านผู้นำตระกูลเอ๋ย! นายท่านกำลังล้อเล่นกับชีวิตเสียยิ่งกว่าล้อเล่นแล้ว!”
ในน้ำเสียงเศร้าสรดของเขายังแฝงแววหวาดกลัวสุดขีดไว้ด้วย นึกถึงว่าหากถูกสัตว์ร้ายฝูงนั้นไล่ทันจะไม่ได้ถูกฉีกทึ้งร่างกาย แต่ถูก…
ภาพนั้นแวบผ่านหัวสมอง ทำเอาตกใจจนกรีดร้องออกมา เงาร่างพุ่งทะยานไปข้างหน้าราวดับแสง เพียงชั่วอึดใจ ก็สามารถทิ้งระยะห่างจากสัตว์ร้ายที่กำลังไล่ตามมาฝูงนั้นสำเร็จแล้ว
ตรงเขตอาคม เฟิ่งจิ่วสลัดสัตว์ร้ายฝูงนั้นสำเร็จก็มารออยู่ที่นี่ก่อน เห็นกู่เสียงยังมาไม่ถึง จึงตะโกน “กู่เสียง! เร็วหน่อย! เร็ว!” นี่เป็นเรื่องการชี้ขาดภายในเสี้ยวนาที! หากไม่อาจเปิดช่องเขตอาคมก่อนที่สัตว์ร้ายฝูงนั้นจะมาถึง พวกเขาต้องแย่แน่
“อ๊าก…นายท่าน นายท่านข้ามาแล้ว! เร็ว รีบเปิดเขตอาคม!” กู่เสียงวิ่งมาทางนี้ด้วยความเร็วดุจลมกรด ขณะเดียวกันก็ขับเคลื่อนกลิ่นอายพลังวิญญาณมารวมกันที่ฝ่ามือ
“มาได้พอดี!”
เฟิ่งจิ่วดวงตาเป็นประกาย รีบหันหน้าเข้าหาเขตอาคมที่อยู่ข้างหน้า สองมือขับเคลื่อนกลิ่นอายพลังขุมหนึ่ง ขณะเดียวกัน ตราประทับซับซ้อนหนึ่งปรากฏกลางฝ่ามือของเธอ ในชั่วขณะนี้ กู่เสียงที่มาจากข้างหลังเร่งฝีเท้า มาหยุดอยู่ข้างหลังเฟิ่งจิ่ว จากนั้นก็ถ่ายพลังวิญญาณให้
กลิ่นอายพลังวิญญาณค่อยๆ ไหลเข้าสู่ร่างกายของเฟิ่งจิ่ว หลังจากผ่านเข้ามาในร่างกายของเธอก็มาปรากฏกลางฝ่ามือของเธอ เห็นเพียงกลิ่นอายพลังวิญญาณที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพลุ่งพล่านไปพร้อมกับตราประทับเขตอาคมที่อยู่กลางฝ่ามือเธอ ใต้เท้าของเธอค่อยๆ มีค่ายกลพลังเร้นลับปรากฏขึ้นมา
กู่เสียงในเวลานี้ไม่ได้สังเกต เขามัวถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปในร่างเฟิ่งจิ่ว ขณะที่อีกด้านก็ได้แต่พะวงหลัง ได้ยินเสียงฝีเท้าของเหล่าสัตว์ร้ายใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และเมื่อเห็นฝุ่นดินที่คละคลุ้งกระจายมาทางนี้แล้ว หน้าผากของเขามีเหงื่อเท่าเม็ดถั่วผุดออกมา
“นายท่าน เขตอาคมเปิดได้แล้วหรือยัง? สัตว์ร้ายพวกนั้นใกล้ตามมาถึงแล้ว!”
เวลานี้ หน้าผากของเฟิ่งจิ่วเองก็มีเหงื่อซึมเหมือนกัน เธอกำลังต้านทานกับแรงกดดันที่สี่จักรพรรดิใหญ่สร้างไว้เพื่อเปิดช่องเขตอาคม นอกจากต้องใช้กลิ่นอายพลังวิญญาณและจิตอันมุ่งมั่นแล้ว โชคดีที่เธอยังมีแรงกดดันของสัตว์เทวะโบราณคุ้มกันร่างกายอยู่ด้วย
“จงเปิดออก!”
เธอตวาดเสียงใส กลิ่นอายพลังวิญญาณกลางฝ่ามือทั้งสองข้างพุ่งออกไป ค่ายกลใต้เท้าและตราประทับกลางฝ่ามือผสานรวมกลายเป็นพลังขุมหนึ่ง พวยพุ่งกระแทกออกไปข้างหน้า เห็นเพียงกระแสพลังขุมนั้นราวกับมือใหญ่คู่หนึ่งที่กำลังแหวกเปิดเขตอาคมอย่างไรอย่างนั้น ทางออกช่องนั้นค่อยๆ ใหญ่ขึ้น เปิดออกจนมีขนาดเกือบหนึ่งจั้งก่อนจะหยุด
“นะ นายท่าน…”
กู่เสียงที่คอยสังเกตการเคลื่อนไหวอยู่ข้างหลังตลอดเห็นสัตว์ร้ายฝูงนั้นกำลังคำรามและวิ่งทะยานมาทางนี้ ดวงตาสีแดงเลือดจ้องเขม็งมาที่เขา เขาตกใจจนเย็นสันหลังวาบ
“ยังจะมาเรียกนายท่านอะไรอีก! วิ่งเร็วเข้า!”
เฟิ่งจิ่วเก็บกลิ่นอายพลัง เอื้อมมือดึงเขาพุ่งตรงไปทางช่องเขตอาคมที่ถูกเปิดออก ก่อนจะวิ่งผ่านค่ายกลออกจากป่าอสูรแห่งนี้ไป…
………………………………….
ตอนที่ 2298 คลื่นสัตว์ร้าย
ข้างหลังของพวกเขา เสียงตึงตังๆ ดังอย่างบ้าคลั่ง สัตว์ร้ายเหล่านั้นแย่งกันมุดออกจากช่องเขตอาคมที่ถูกเปิดออก ไล่ตามเฟิ่งจิ่วกับกู่เสียงไปพร้อมกับคำรามลั่น
ด้านหน้า เฟิ่งจิ่วปล่อยมือกู่เสียง ตะโกนบอกเขา “จำไว้ให้ดี! วิ่งไปทางเมืองภูเขานิล! ล่อให้สัตว์ร้ายพวกนั้นตามมาติดๆ สลัดพวกเขาทิ้งไม่ได้” สิ้นเสียงสั่ง เธอแยกทางกับเขา วิ่งไปอีกทาง ขณะเดียวกันก็หยิบขนนกเคลือบแก้วหลากสีโยนไปข้างหน้า จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนนั้น
เห็นสัตว์ร้ายฝูงนั้นถูกนายท่านล่อออกไปครึ่งหนึ่ง กู่เสียงถอนหายใจเบาๆ หันกลับไปมองแวบหนึ่ง ก่อนจะสงบจิตสงบใจลงมา หลังจากปรับลมหายใจและข่มความลนลานในใจ กู่เสียงใช้รองเท้าตามเมฆวิ่งต่อไปเพื่อให้สัตว์ร้ายฝูงนั้นไล่ตามมาต่อ
เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังไล่หลังเขามา ดังสะท้อนไปทั่วผืนป่า ฝุ่นดินที่ม้วนตลบยามพวกมันวิ่งผ่านกระจายคลุ้งไปทั่ว ต้นไม้ที่ถูกสัตว์ร้ายพวกนั้นกระแทกชนล้มระเนระนาด หญ้าที่มีขนาดสูงเท่าครึ่งคนถูกเหยียบจนแบนราบเป็นหน้ากลอง…
เฟิ่งจิ่วนั่งผ่อนลมหายใจอยู่บนขนนก หันกลับไปดูจำนวนสัตว์ร้ายข้างล่าง “แค่ตรงนี้ก็มีสัตว์ร้ายถึงร้อยตัวแล้วหรือ? เหลือคาดจริงๆ!” เธอประหลาดใจเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าพวกเขาสองคนวิ่งอ้อมป่าอสูรไปรอบเดียว กลับมีสัตว์ร้ายตามออกมามากมายขนาดนี้
ฝั่งเธอมีสัตว์ร้ายหนึ่งร้อยตัว ถึงแม้ฝั่งกู่เสียงจะมีแค่ไม่กี่สิบตัว เดาว่าจำนวนนี้ก็มากพอที่ช่วยพวกเขาทำลายเมืองภูเขานิลได้แล้ว
เมื่อนึกถึงว่าพวกเขาล่อสัตว์ร้ายฝูงนี้บุกตรงไปยังเมืองภูเขานิลทั้งอย่างนี้ เฟิ่งจิ่วอดยิ้มมุมปากไม่ได้ “ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ!”
ห่างออกไปจากที่นี่ไม่ไกลนัก ครั้นสัมผัสได้ถึงแผ่นดินที่กำลังสะเทือน รวมถึงได้ยินเสียงคำรามที่ดังก้องอยู่ในป่า ผู้ฝึกวิชามารกลุ่มหนึ่งต่างชะงักเท้าด้วยความตกใจกลัวไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้น? เสียงนี้มัน…หรือว่าคลื่นสัตว์ร้าย?”
“ไป! เจ้าไปสำรวจข้างหน้าหน่อย!” ผู้ฝึกวิชามารที่เป็นหัวหน้าชี้นิ้วสั่งให้หนึ่งในกลุ่มไปสำรวจสถานการณ์ข้างหน้า
ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นที่ถูกชี้ตัวฝืนใจเหาะไปข้างหน้า ตามหาไปตามเสียง แต่ขณะที่เขาเพิ่งจะออกมาได้ประมาณสามสิบจั้ง จู่ๆ ก็เห็นเด็กหนุ่มชุดเขียวคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนขนนกที่ส่องแสงเรืองรองหลากสีมองมาทางเขาอย่างงุนงง สายตานั้นแฝงไว้ด้วยความแปลกใจและสงสาร
“นี่! เกิดอะไรขึ้นทางนั้น?” หลังสะกดสังหรณ์ใจที่ไม่ดีนั่นไว้ เขาหันไปตะโกนถามเด็กหนุ่มชุดเขียวที่นั่งอยู่บนขนนก
“อ้าว? เจ้าไม่รู้หรือ?” เฟิ่งจิ่วบินผ่านเหนือหัวเขาไปอย่างง่ายดาย ค่อยๆ ไกลออกไป จากนั้นก็ชี้ไปข้างหลังเขาอย่างหวังดี “เจ้าดูทางนั้นก็จะรู้เอง”
ผู้ฝึกวิชามารอึ้ง ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ชัดเจนขึ้น สัมผัสได้แรงสะเทือนบนพื้นดินรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หัวใจตึงเกร็ง หันกลับไปมอง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
“คลื่น คลื่นสัตว์ร้าย!”
ทอดมองออกไป เขาเห็นเพียงฝูงสัตว์ร้ายนับร้อยตัวกำลังวิ่งเบียดเสียดกันออกมาจากในป่า สัตว์ร้ายเพศผู้ร่างกายกำยำบางตัวที่วิ่งนำหน้าพุ่งชนต้นไม้ที่ขวางทางจนหัก ตอนที่เห็นต้นไม้หักและล้มลงไป เห็นต้นหญ้าถูกเหยียบจนราบ เห็นสัตว์ร้ายฝูงนั้นกำลังจะวิ่งมาถึงตรงหน้าแล้ว เขากรีดร้องด้วยความตกใจกลับ สาวเท้าออกวิ่งทันที
“คลื่นสัตว์ร้ายมาแล้ว! หนีเร็ว! หนี!”
เสียงตะโกนด้วยความหวาดกลัวแฝงด้วยกลิ่นอายพลังวิญญาณกระจายออกไป เพียงแต่เสียงนั้นได้ถูกเสียงคำรามของสัตว์ร้ายกลบจนมิดแล้ว…
ตอนที่ 2299 ใครใช้ให้พวกเจ้ามาเจอข้า
ผู้ฝึกวิชามารที่อยู่ไม่ไกลกลุ่มนั้นเมื่อได้ยินเสียง กลับได้ยินไม่ค่อยชัดเจนนัก คนที่เป็นหัวหน้าหันกลับไปมองข้างหลัง ถามว่า “พวกเจ้าฟังออกหรือไม่ว่าเขาจะโกนว่าอะไร?”
“ฟังไม่ออก เสียงคำรามของสัตว์ร้ายในป่านี้ดังเกินไป”
ผู้ฝึกวิชามารคนหนึ่งเอ่ย หรี่ตาเพ่งมองไปรอบๆ เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ทำไมข้ารู้สึกว่าวันนนี้ป่าแห่งนี้ไม่ค่อยปกติ? พวกเจ้าไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายอันตรายที่กระจายอยู่ในอากาศ ชวนให้รู้สึกกระวนกระวายบ้างหรือ?”
“ชวนให้รู้สึกกระวนกระวายหรือ?”
เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น ผู้ฝึกวิชามารคนหนึ่งจึงรับคำ “อืม เสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ดังก้องไปทั่วป่านี่ชวนให้รู้สึกกระวนกระวายจริงๆ แต่ที่นี่ไม่มีคลื่นสัตว์ร้าย สัตว์ร้ายพวกนั้นถูกขังไว้ในป่าอสูรหมดแล้ว สถานที่เช่นที่นี่ก็มีไม่มาก รวมตัวกันแล้วก็ไม่ถึงขั้นกลายเป็นคลื่นสัตว์ร้าย”
“ถูกต้อง หากไม่ใช่รู้ว่าที่นี่ไม่มีคลื่นสัตว์ร้าย ตอนได้ยินเสียงนี้ พวกเราคงถอยไปนานแล้ว” ผู้ฝึกวิชามารอีกคนเอ่ยสำทับ
พวกเขาล้อมวงกันพูดคุยถกเถียง ทันใดนั้น หางตาของผู้ฝึกวิชามารคนหนึ่งเหลือบเห็นเด็กหนุ่มชุดเขียวที่นั่งอยู่ยนขนนกหลากสีซึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อย่างเงียบเชียบ เขาสะดุ้งตกใจ
“เฮ้ย! เจ้าเป็นใคร!”
ผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นรีบหันกลับไป กลับเห็นเด็กหนุ่มชุดเขียวที่นั่งอยู่บนขนนกหลากสีลอยผ่านเหนือหัวพวกเขาไปทั้งอย่างนั้น เพียงอึดใจเดียว ก็ลอยห่างออกไปไกลถึงสามสิบกว่าจั้งแล้ว
“วางใจ ข้าเป็นแค่คนนอก พวกเจ้าคุยกันต่อเถอะ! ไม่ต้องสนใจข้า ข้าแค่บังเอิญผ่านทางมาเท่านั้นเอง” เฟิ่งจิ่วโบกมือโดยไม่หันกลับมามอง เสียงนั้นลอยกลับมาจากระยะห่างสามสิบกว่าจั้ง แต่ท่ามกลางเสียงคำรามอันวุ่นวาย กลับฟังไม่ค่อยชัดเจน
“ว้าก! หนีเร็ว! เร็วเข้า…”
ผู้ฝึกวิชามารคนนั้นที่ไปสำรวจเส้นทางเมื่อกี้วิ่งกลับมาแล้ว เพียงแต่เขายังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเสือดาวเมฆาระดับเด้าตัวหนึ่งเหยียบจมพื้น ชั่วขณะนั้น ได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนของเขาดังมา…
ผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ไกล สีหน้าตื่นตะลึง โดยเฉพาะเมื่อเห็นเสือดาวเมฆากระโจนเหยียบร่างผู้ฝึกวิชามารคนนั้นจมดิน และดวงตาแดงก่ำบ้าคลั่งคู่นั้น พวกเขายิ่งตกใจจนหน้าซีดเผือด หน้าผากมีเหงื่อซึมออกมา
“บะ บัดซบ!”
เสียงสบถดังขึ้น ผู้ฝึกวิชามารที่เป็นหัวหน้าได้สติคนแรก สาวเท้าออกวิ่งตามเฟิ่งจิ่วไปอย่างบ้าคลั่ง
“อ๊าก! หนีเร็ว!”
คนอื่นๆ ต่างเพิ่งได้สติพากันกรีดร้องด้วยความตกใจ สัตว์ร้ายฝูงนั้นพรั่งพรูเข้ามา คนที่วิ่งเร็วก็หนีพ้น บางคนรู้ตัวช้าก็ถูกพุ่งชน เหตุการณ์โกลาหลวุ่นวาย เสียงกรีดร้องโหยหวน กระตุ้นเหล่าผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นให้แตกตื่นสุดขีด ทำให้พวกเขาจิตกระเจิง เนิ่นนานก็ยังไม่อาจสงบสติอารมณ์ได้
แต่ขณะที่พวกเขาหมายจะรวบรวมพลังเพื่อเหาะตามเด็กหนุ่มชุดเขียวบนขนนกหลากสีข้างหน้า จู่ๆ กลับค้นพบว่ากลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างกายของพวกเขาเหมือนจะค่อยๆ หายไป ความเร็วในการวิ่งก็เหมือนจะช้าลง
“ไม่! ทำไมเป็นเช่นนี้! ทำไมเป็นเช่นนี้ไปได้!”
เสียงลนลานหวาดกลัวดังขึ้น ผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นหน้าเปลี่ยนสี แต่ถึงพวกเขาไม่อยากยอมรับ ความเร็วในการวิ่งก็ยังลดลง การวิ่งที่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณคอยช่วยในตอนแรก ค่อยๆ กลายเป็นสาวเท้าสองข้างวิ่งเฉยๆ
เท้าสองข้างของคนธรรมดา ไม่มีการช่วยจากกลิ่นอายพลังวิญญาณ จะเร็วสู้สัตว์ร้ายข้างหลังที่มีเท้าสี่ข้างได้อย่างไร?
เฟิ่งจิ่วที่นั่งอยู่บนขนนกเจ็ดสีหยิบสุราออกมาดื่ม หันกลับไปจ้องผู้ฝึกวิชามารที่กำลังหวาดกลัวอยู่ข้างหลังอย่างสนุกสนาน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้าว่า “ใครใช้ให้พวกเจ้ามาเจอข้าเล่า!”
………………………………….
ตอนที่ 2300 เจ้าเมืองภูเขานิล
เดิมทีเธอก็ต้องการจะกวาดล้างผู้ฝึกวิชามารในนี้อยู่แล้ว ยามนี้เจอคนพวกนี้มีเหตุผลอะไรให้ปล่อยไปเล่า? ยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่ต้องลงมือเอง เหล่าสัตว์ร้ายที่ไล่ตามมาข้างหลังพวกนั้นจัดการผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นแทนเธอหมดแล้ว
เป็นดังคาด ผ่านไปไม่นาน ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจหวาดกลัวของผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นดังมาจากข้างหลัง…
ฝูงสัตว์ร้ายนับร้อยไล่ตามมาติดๆ ไม่ยอมปล่อย พวกมันไล่ตามเฟิ่งจิ่วกับกู่เสียงเป็นเวลาสองวันหนึ่งคืนเต็มๆ แทบจะเรียกได้ว่า สัตว์ร้ายฝูงนี้ก่อให้เกิดแรงสะท้านสะเทือนจนแม้แต่แปดกลุ่มอำนาจในนี้ยังแตกตื่น ต่างก็ส่งคนออกมาตรวจสอบ
ในที่สุดวันนี้เฟิ่งจิ่วก็เคลื่อนไหวโดยใช้เท้า เงาร่างพาดผ่านไปดุจสายลม ในที่สุดก็มาถึงอาณาเขตของเมืองภูเขานิล ตลอดเส้นทางบางครั้งเธอก็ใช้อาวุธบิน บางครั้งก็ใช้เท้า ไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย แม้จะไม่ได้ต่อสู้ แต่กลับใช้แรงไปไม่น้อย โชคดีที่อย่างอื่นเธอมีไม่มาก แต่ยาเธอมีไม่ขาด
หลังจากกินยาไปหนึ่งเม็ด ส่วนลึกในดวงตาของเธอมีประกายโลดแล่น “ในที่สุดก็ถึงวันนี้แล้ว!” เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ เริ่มตั้งแต่เมืองภูเขานิลแห่งนี้ เธอจะเก็บแผ่นดินลอยฟ้าผืนนี้มาไว้ในกระเป๋า! ทำให้ที่นี่กลายเป็นของของเธอ!
“กรรซ์!”
เสียงคำรามของฝูงสัตว์ร้ายนับร้อยดังมาจากข้างหลัง แรงกดดันอันแข็งแกร่งปั่นป่วนไปพร้อมกับกระแสพลัง ไล่ตามเป็นเวลาสองวันหนึ่งคืน ฤทธิ์ยาค่อยๆ ถูกกระตุ้นในร่างกายของพวกมันจนถึงขีดสุด ดวงตาแดงก่ำฉายแววบ้าคลั่ง
เหล่าผู้ฝึกวิชามารและผู้ฝึกเซียนในเมืองภูเขานิลได้ยินเสียงคำราม ก็อดตะลึงไม่ได้ ต่างก็กรูกันออกมาดู
“น่าแปลก ทำไมแถวนี้มีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายด้วยเล่า? ฟังดูเหมือนจะมีจำนวนไม่น้อยด้วย”
“นั่นสิ! ฟังเสียงแล้วไม่เหมือนเสียงของสัตว์คู่พันธสัญญาของใคร เหมือนเป็นฝูงสัตว์ร้ายมากกว่า?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? หากที่นี่มีสัตว์ร้าย ล้วนถูกผู้ฝึกตนไร้สำนักข้างนอกนั่นหรือคนของเราล่าไปหมดแล้ว จะมีคลื่นสัตว์ร้ายอะไรได้อีก?”
“แต่เสียงนี้ฟังดูเหมือนคลื่นสัตว์ร้ายจริงๆ นะ! ถ้าอย่างไรส่งคนออกไปดูหน่อย?”
“เฮ้ย! พวกเจ้าดูนั่น นายท่านมาแล้ว! ดูท่าทางนายท่านก็ได้ยินเสียงข้างนอกนั่นเหมือนกัน”
กลุ่มคนที่กำลังพูดคุยกันหันไปมองผู้ฝึกวิชามารชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ถูกผู้ฝึกวิชามารหลายคนคุ้มกันออกมา ต่างก็ยืนขึ้นและคารวะเขาอย่างนอบน้อม
“นายท่าน!”
เสียงคารวะดังขึ้นจากปากของทุกคนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ท่ามผู้ฝึกตนสองร้อยกว่าคนมีผู้ฝึกวิชามารรวมอยู่ด้วย ในสองร้อยคนมีทั้งคนพลังงสูงต่ำ แตกต่างกันไป สิ่งเดียวที่เหมือนกันก็คือพวกเขาฟังคำสั่งของผู้ฝึกวิชามารซึ่งเป็นเจ้าเมืองของเมืองภูเขานิล ยอมรับเขาเป็นนายท่าน
“ข้างนอกนั่นเกิดอะไรขึ้น? มีคนไปตรวจสอบแล้วหรือยัง?” นั่นคือผู้ฝึกวิชามารที่มีวรยุทธ์ระดับผู้อาวุโสเซียน กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งกระจายออกมาจากตัวเขา ไอสังหารน่าพรั่นพรึง ยิ่งใหญ่จนผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ ไม่กล้ามองตรงๆ
“เรียนนายท่าน พวกข้ากำลังคุยกันเรื่องนี้พอดีว่าจะส่งคนออกไปตรวจสอบ” ผู้ฝึกวิชามารคนหนึ่งเอ่ย
ผู้ฝึกวิชามารที่มีพลังระดับผู้อาวุโสเซียนหรี่ตา จ้องแรงกดดันที่ป่วนพล่านอยู่บนท้องฟ้า ในดวงตาชั่วร้ายมีประกายหนักอึ้งพาดผ่าน “ดูท่า คงจะเป็นคลื่นสัตว์ร้าย” เพียงแต่ สถานที่เช่นนี้เหตุใดมีคลื่นสัตว์ร้ายได้?
“ไป! ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ปิดประตูเมือง! เปิดเขตอาคมคุ้มกันเมือง! ห้ามผู้คนเข้าออก! รอคลื่นสัตว์ร้ายฝูงนั้นผ่านไปก่อนแล้วค่อยไปตรวจสอบ!” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ด้วยพลังระดับผู้อาวุโสเซียนของเขา เมื่อมาตรงนี้ย่อมดูออกถึงการะเปลี่ยนแปลงของกระแสพลังและคลื่นแรงกดดันเหนือท้องฟ้านั่น ปรากฏการณ์เช่นนั้นจะต้องเป็นคลื่นสัตว์ร้ายแน่นอน!
จบตอน
Comments
Post a Comment