ตอนที่ 241 ใครทำใครเชื่อง?
ตอนนี้ คุณชายชุดผ้าแพรในสนามพลันโผไปหาร่างเหล่าไป๋ กอดคอมันไว้แล้วพลิกตัวจะขึ้นไปขี่ กลับถูกเหล่าไป๋สะบัด ร่างกายโดดลอยขึ้นไปบนฟ้า หลังหมุนตลบอยู่กลางอากาศก็ร่อนลงพื้นถอยออกไปหลายก้าว
ทว่าในเวลานี้ เหล่าไป๋เหมือนร้อนรนกระวนกระวาย กีบเท้าเตะไปบนพื้น ร้องฮี้เสียงเบาสองสามครั้ง แล้วพุ่งไปทางชายชุดผ้าแพรผู้นั้นทันที ทำให้เขาที่เพิ่งยืนขึ้นก้าวหยัดมั่นคงล้มลงและโดนกดไว้ใต้ท้องม้า
เมื่อเห็นชายชุดผ้าแพรถูกทับไว้เสียจนสีหน้าแดงก่ำไม่อาจขัดขืนออกมาได้ ผู้คนนอกสนามต่างหัวเราะโฮ่ร้องลั่น เสียงยิ้มเยาะที่ประสานกันกึกก้องอยู่ภายในสนาม ดังสนั่นเป็นพิเศษ
ชายชุดผ้าแพรโดยทุกคนหัวเราะเยาะเสียจนอับอายไปบ้าง บวกกับม้าอ้วนตัวนั้นที่ทับบนร่างไว้ไม่อาจผลักไส จึงโกรธจัดขึ้นมาชั่วขณะ หยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกจากห้วงมิติแทงลงไปที่เหล่าไป๋อย่างโหดร้ายทารุณ
เฟิ่งจิ่วที่เห็นภาพนี้แววตาเย็นเยียบ นิ้วมือขยับเล็กน้อย ยิงเข็มเงินออกไปดังฟิ้ว
“อึก!”
ชายชุดผ้าแพรร้องด้วยความเจ็บปวด สูดหายใจเข้า มีดสั้นร่วงหล่นจากมือ เมื่อเห็นเข็มเงินเล่มนั้นบริเวณฝ่ามือที่กำลังสั่นเทิ้มน้อยๆ เขาก็ตะโกนออกมาอย่างโมโห
“ใคร! ใครลอบทำร้ายข้า!”
ทุกคนเห็นท่าทางเขาที่เดิมทีเตรียมจะแทงลงไปกลับหยุดลงเพราะร้องคร่ำครวญ มีดสั้นในมือก็หล่นลงบนพื้น กระซิบกระซาบกันขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
เวลานี้ เฟิ่งจิ่วในฝูงชนเขย่งปลายเท้า เรียกพลังกระโจนลงไปในสนามทันที
ทุกคนเพียงเห็นว่าเงาร่างสีแดงแพรวพราวตรงหน้าแวบไป ชุดสีแดงพลิ้วไหวขึ้นกลางอากาศ เวลาต่อมา ก็ร่อนลงพื้นอย่างสง่างาม หนุ่มน้อยรูปงามที่หน้าตาหล่อเหลาและกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายสูงศักดิ์ยืนมือไพล่หลังอยู่ในสนาม คางเชิดขึ้นเบาๆ ดวงตาสดใสมองลง ปิดท้ายด้วยกลิ่นอายแสนสะพรึงที่สูงส่งน่านับถือ
“คนผู้นี้เป็นใครกัน? ทำไมจู่ๆถึงเข้าไปเล่า?”
“เด็กหนุ่มผู้นี้โดดเด่นยิ่งนัก! หรือว่าจะเป็นลูกชายตระกูลชนชั้นสูงตระกูลไหน?”
“คล้ายจะไม่ใช่คนเมืองลิ่วเต้าเรานะ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
ขณะทุกคนกำลังเสวนากัน คนของหอเมฆาทรงเกียรติก็เดินออกมาเพราะการบุกรุกเข้ามาในสนามอย่างกะทันหันของเฟิ่งจิ่ว กำลังจะปริปากถามไถ่ ก็ได้ยินเสียงหนุ่มน้อยชุดแดงลอยมา
“เหล่าไป๋ มานี่”
เฟิ่งจิ่วเรียก เห็นเหล่าไป๋ที่นอนทับชายชุดผ้าแพรไว้บนพื้นร่างแข็งทื่อไป หันหน้ากลับมาทันที พอเห็นเฟิ่งจิ่วก็ร้องฮี้ วิ่งเข้าไปอย่างเบิกบานใจ
เห็นภาพเช่นนี้ ทุกคนมีท่าทีแปลกใจ แต่ละสายตาต่างจับจ้องบนร่างชายหนุ่มชุดแดงผู้นั้น แอบพินิจมอง
ดูท่าทาง ม้าอ้วนตัวนั้นจะเป็นของเด็กหนุ่มชุดแดง? แต่ว่า หากเป็นของเขา ทำไมถึงถูกขายมาหอเมฆาทรงเกียรติ? สายตาผู้คนมองไปทางคนของหอเมฆาทรงเกียรติ อยากลองดู ว่าพวกเขาจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร?
เฟิ่งจิ่วในสนามลูบๆหัวเหล่าไป๋ บอกว่า “ไม่ต้องลำบากแล้ว ข้ามาพาเจ้ากลับไป”
“สัตว์วิญญาณตัวนี้เป็นของหอเมฆาทรงเกียรติเรา จะปล่อยให้คุณชายพาไปไม่ได้หรอกขอรับ” ชายวัยกลางคนเอามือไพล่หลังเดินเข้ามา พูดพลางมองเฟิ่งจิ่วในชุดแดง
“ถูกต้อง! ข้ายังไม่ทำให้มันเชื่อง จะให้มันไปได้อย่างไรเล่า?”
ชายชุดผ้าแพรเดินเข้ามา ถลึงมองเฟิ่งจิ่วด้วยใบหน้าชั่วร้ายน่ากลัว “เจ้าสินะที่ใช้เข็มเงินลอบทำร้ายข้า? ช่างใจกล้านัก!”
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองคนผู้นั้น ยิ้มเย็นชาให้ “แน่ใจรึว่าเมื่อครู่ไม่ใช่เหล่าไป๋ข้าที่กำลังฝึกให้ท่านเชื่อง?”
ได้ยินคำพูดนี้ คนรอบๆ ต่างเปล่งเสียงหัวเราะ สีหน้าชายชุดผ้าแพรก็แดงก่ำขึ้นตามมา ตะคอกใส่เฟิ่งจิ่ว “เจ้าบังอาจนัก!”
หมัดพลันโจมตีออกไปพร้อมพลังไหลเวียน ทว่าหมันยังไม่ทันแตะเฟิ่งจิ่ว ร่างกายก็ถูกถีบกระเด็นออกไปเสียแล้ว
ตอนที่ 242: จิตคิดสังหาร!
“อื้อ!”
ร่างชายชุดผ้าแพรนอนลงบนพื้นร้องเสียงอู้อี้ เพราะความเจ็บรุนแรงจากการโดนถีบบริเวณท้อง ตรงขมับจึงมีเหงื่อไหลออกมาทันใด อยากจะลุก แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะให้ยืนขึ้นมาได้
ผู้คนที่เห็นภาพเช่นนี้พลันเงียบกริบ เหมือนจะเหลือเชื่อไปบ้าง อันที่จริง ชายชุดผ้าแพรคือลูกชายตระกูลหลิ่ว กำลังวรยุทธ์ถือว่าเป็นที่โดดเด่นในหมู่คนรุ่นราวคราวเดียวกัน ทว่ายามนี้ ไม่นึกเลยว่าจะถูกเด็กหนุ่มชุดแดงถีบเสียจนล้มลงไปนอนแผ่ แล้วจะไม่ให้พวกเขาตกตะลึงได้อย่างไร?
เมื่อชายวัยกลางคนข้างๆกันเห็นหนุ่มน้อยชุดแดงออกเท้าอย่างกะทันหัน แววตาสั่นไหวน้อยๆ นัยน์ตามีแววประหลาดใจฉายผ่านไปรวดเร็ว ก่อนจะหันไปเล็กน้อยเพื่อพินิจมองเขาอีกครา
อาจเพราะรู้สึกถึงสายตาที่เขามองพิเคราะห์ เด็กหนุ่มชุดแดงจึงมองมาทางเขาด้วยดวงตาอันสดใสที่มีความเย็นเยียบ ชั่วขณะนั้น ราวกับเป็นภาพลวงตา คล้ายว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าหาใช่เด็กหนุ่ม แต่เป็นราชาผู้สูงศักดิ์!
แรงกดดันน่าหวาดกลัวและกลิ่นอายดุเดือดที่ปะทุออกมาจากสายตานั้น ทำให้เขาหัวใจสั่นสะท้านอย่างไม่อาจหักห้าม หากบอกว่าเดิมทีคิดว่าหนุ่มน้อยนี่อาจเป็นลูกชายจากตระกูลชนชั้นสูงตระกูลใดสักตระกูล งั้นเวลานี้ ก็มั่นใจได้ ว่าภูมิหลังเขาต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
เพราะกำลังมีความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจ สีหน้าเขาจึงใจเย็นลง เอ่ยว่า “คุณชายท่านนี้ มาคุยกันด้านหลังไม่ดีกว่ารึ?” ขณะเดียวกัน ก็ทำท่าทางเชื้อเชิญ
แต่เวลานี้ ชายชุดผ้าแพรบนพื้นกลับลุกขึ้นยืนทั้งสีหน้าขมึงทึง “ไป? จะเดินไปไหนเล่า? คิดว่าจะกลั่นแกล้งคนตระกูลหลิ่วข้าได้ง่ายๆจริงๆรึ? ถีบขาทีหนึ่งก็คิดจะไป? ไม่มีทางเสียหรอก!”
สิ้นสุดน้ำเสียง กลิ่นอายพลังวิญญาณบนร่างเขาก็พรั่งพรู ใบมีดลมปราณก่อตัวขึ้นตรงฝ่ามือ ระหว่างที่ร่างกายพลันพุ่งไปทางเฟิ่งจิ่ว ใบมีดลมปราณในมือก็ฟันตามออกไป
เฟิ่งจิ่วที่เดิมกะจะเดินตามชายวัยกลางคนผู้นั้นไปยังทางออกรู้สึกถึงเสียงใบมีดลมปราณที่รุนแรงด้านหลัง ขณะหันตัวกลับไปมองเห็นใบมีดลมปราณปาดมาหาเธอ เมื่อกำลังจะหลบออก กลับเห็นเหล่าไป๋สะบัดหางม้าตามมาข้างกายอย่างว่านอนสอนง่าย
หากหลบไป ใบมีดลมปราณนั้นจะต้องตัดลงบนร่างเหล่าไป๋ นึกถึงตรงนี้ ดวงตาเธอหรี่ลง สองแขนรวบรวมกระแสลมขวางใบมีดที่โจมตีมาไว้ เพียงได้ยินเสียงตวัดผ่านดังฟิ้ว แขนเสื้อที่ใช้กระแสลมกีดกั้นก็ถูกตัดกลายเป็นชิ้นๆ เผยให้เห็นสองข้อมือขาวหิมะดั่งรากบัว
ผิวขาวราวหิมะนั้น เพียงถูกลมพัดก็อาจบุบสลาย ทำให้บุรุษหลายคนนอกสนามหายใจหนักๆ กันอยู่ไม่น้อย แต่ละคนต่างจ้องมองใบหน้างดงามราวปีศาจของเด็กหนุ่มชุดแดง แอบคิดว่า หนุ่มน้อยหน้าตาโดดเด่นเช่นนี้ หากเป็นผู้หญิง จะมีท่าทางยั่วยวนสักเพียงใด?
เฟิ่งจิ่วแค่รู้สึกเจ็บแสบเล็กน้อยบนใบหน้า ยกนิ้วมือขึ้นเช็ดเบาๆ หยดเลือดแต่ละหยดจึงชโลมอยู่บนปลายนิ้ว…
เห็นเช่นนี้ ริมฝีปากเธอค่อยๆคลี่ยิ้มทรงเสน่ห์น่าหลงใหล รอยยิ้มนั้นเป็นดั่งดอกฝิ่นที่เบ่งบานท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิ งดงามเกินคำบรรยาย กลับมีกลิ่นอายอันตรายที่กระหายเลือดอยู่บางส่วน…
ดวงตาเธอหรี่ลงครึ่งหนึ่ง ไอสังหารเยือกเย็นกระจายออกจากร่างในทันที ทว่าในเวลานี้ ชายชุดผ้าแพรกลับเหมือนจะไม่ทันสังเกต เพราะเขาก็หลงเคลิบเคลิ้มไปกับรอยยิ้มมีเสน่ห์น่าดึงดูดนั้นที่แย้มอยู่บนริมฝีปากคนตรงหน้า ในดวงตาจึงมีความหลงใหลผุดขึ้นเพราะเหตุนี้ ไม่เห็นสีหน้าความโกรธเกรี้ยวก่อนหน้านี้เลยสักนิด
แต่ชายวัยกลางคนของหอเมฆาทรงเกียรติข้างๆ กลับแอบตื่นตระหนก โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกถึงจิตสังหารที่กระจายออกมาจากร่างเด็กหนุ่มชุดแดง ก็ยิ่งหวาดกลัวอย่างมาก พอกำลังจะเอ่ยปาก ก็เห็นเงาร่างสีแดงนั้นแวบหาย พุ่งไปทางชายชุดผ้าแพร ความเร็วที่ว่องไว ทำให้เขาไม่ทันได้ห้ามปราม…
ตอนที่ 243: กล้าฆ่าหรือไม่?
“อ๊าก!”
ชายชุดผ้าแพรอุทานขึ้น ร่างกายแข็งทื่อ เพราะคอถูกหนุ่มน้อยชุดแดงบีบไว้แน่น แรงอันหนักหน่วงนั้น คล้ายแค่เพิ่มกำลังอีกก็สามารถบิดหักคอได้ ทำให้เขาตกใจไม่สิ้นสุด
“ไม่ได้นะขอรับคุณชาย!”
ชายวัยกลางคนร้องตกใจ หากคุณชายตระกูลหลิ่วมาตายที่นี่ ไม่เพียงทำให้หอเมฆาทรงเกียรติเขามีปัญหา แม้แต่หนุ่มน้อยชุดแดงผู้นี้ก็ยากจะแบกรับไฟโทสะของตระกูลหลิ่ว
“ซี๊ด! เขาจะทำอะไร? คงจะไม่คิดฆ่าคุณชายตระกูลหลิ่วผู้นั้นกระมัง?”
“เป็นไปไม่ได้หรอก เขาไม่กล้าขนาดนั้น หากฆ่าเขา? ตัวเองก็ไม่อาจมีชีวิตรอดแล้ว”
ผู้คนนอกสนามพูดคุยกัน ต่างตกใจกับการกระทำของหนุ่มน้อยชุดแดง แต่พวกเขาล้วนคิดว่าเขาไม่กล้าฆ่าคุณชายตระกูลหลิ่ว อันที่จริง การฆ่าลูกชายของตระกูลในเมืองลิ่วเต้า นั่นคือการท้าทายวงศ์ตระกูลอย่างโจ่งแจ้ง เขาเป็นเพียงคนต่างถิ่น จึงคิดว่าเขาไม่อาจหาญเพียงนั้น
ไม่ใช่แค่คนนอกสนามที่คิดเช่นนั้น แม้แต่คุณชายตระกูลหลิ่วที่โดนเฟิ่งจิ่วบีบคอไว้ก็คิดเช่นกัน หลังจากผ่านความตื่นกลัวก็สงบลง มองเฟิ่งจิ่วด้วยสายตาที่มีความปลุกปั่น
“จะฆ่าข้า? เจ้ากล้ารึ? ออกไปถามไถ่ในเมืองลิ่วเต้านี้เสียหน่อยเถอะว่ามีใครไม่รู้จักตระกูลหลิ่วเราบ้าง?”
มีเพียงชายวัยกลางคนของหอเมฆาทรงเกียรติข้างๆที่รู้ ว่าหนุ่มน้อยชุดแดงมีใจคิดจะฆ่ากันจริงๆ และไม่ได้คิดว่าเขาไม่กล้าลงมือสังหารคุณชายหลิ่วผู้นี้ สุดท้ายแล้ว คนหนุ่มนั้นช่างเลือดร้อน บางครั้งก่อเรื่องอะไรจะไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาเลย
เฟิ่งจิ่วหรี่ดวงตาลง มุมปากยกขึ้นเบาๆ กล่าวเสียงสบายๆ “ตระกูลหลิ่ว? เก่งกาจนักรึ?”
มือที่บีบคอเขาค่อยๆรัดแน่น เพราะเธอยกแขนขึ้น ด้วยเหตุนี้ คุณชายหลิ่วจึงหอบหายใจอย่างยากลำบาก เขย่งเท้าขึ้นเพื่อบรรเทาความรู้สึกหายใจลำบากนั้นลงอย่างอดไม่ได้
หน้าค่อยๆขึ้นสีม่วงตามมา ทำไม่ได้แม้แต่จะพูดออกมา มองเด็กหนุ่มชุดแดงตรงหน้า พลันในใจก็มีความเสียขวัญและหวาดกลัวเล็กน้อย
เห็นชายชุดผ้าแพรที่ใช้สองมือกอดเกี่ยวแขนเธอไว้แน่นหนาอยากจะดิ้นรนออกไปด้วยใบหน้าที่ค่อยๆขึ้นสีม่วง ก็เผยรอยยิ้มอันตรายที่แทบจะแปลกๆตา
“คนก่อนที่ทำใบหน้าข้าเป็นแผล ก็ตายไปแล้ว เดาว่าศพคงถูกสัตว์ร้ายรุมทึ้งไม่เหลือแม้แต่ซาก เจ้าว่า จะตายเช่นไรดีเล่า?”
เห็นภาพเช่นนี้ ชายวัยกลางคนก็ยากจะปริปาก เพราะรู้ว่า หากเขาเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม จะทำให้เด็กหนุ่มชุดแดงสังหารคุณชายตระกูลหลิ่วได้เร็วยิ่งขึ้น เห็นสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก ขณะกำลังคิดว่าเบื้องบนจะออกหน้ามาแก้ปัญหาหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลอยมา
“ปล่อยคุณชายเราซะ!”
ทหารอารักขาเดิมทีเฝ้าอยู่ด้านนอก เพราะได้ยินว่าคุณชายพวกเขาเกิดเรื่อง คนหนึ่งจึงกลับจวนไปรายงานข่าวอย่างรวดเร็ว นอกนั้นอีกสามคนก็เข้ามาตรงดูด้วยความว่องไว
เห็นคุณชายพวกเขาโดนหนุ่มน้อยชุดแดงจับคอไว้และบีบเสียจนท่าทางจวนจะขาดใจดังคาด โดดข้ามกรงเหล็กรอบๆ กระโจนลงมาทันที
เฟิ่งจิ่วตอนนี้ยังไม่รู้ ว่าในห้องปีกของแขกผู้มีเกียรติในหอเมฆาทรงเกียรติ เจ้าเมืองเมืองลิ่วเต้ากำลังต้อนรับ ‘ภูตหมอ’ ที่ใส่ชุดแดงสวมหน้ากากไว้ เพราะการเคลื่อนไหวในสนามนี้ดึงดูดซึ่งความสนใจทั้งสองภายในห้อง เจ้าเมืองกับ ‘ภูตหมอ’ ผู้นั้นจึงสนอกสนใจเฟิ่งจิ่วยิ่งนัก
เจ้าเมืองเห็นภูตหมอสนใจหนุ่มน้อยชุดแดงด้านล่างเอามากๆ จึงพูดยิ้มๆว่า “ดูท่าทางจะเป็นลูกชายตระกูลชนชั้นสูง แต่ไม่ค่อยรู้ความอะไรเท่าไหร่ หยิ่งจองหองเกินไปทั้งที่อายุยังน้อย ครานี้หากฆ่าคุณชายตระกูลหลิ่ว หนุ่มน้อยนั่นก็ไม่ต้องคิดจะมีชีวิตรอดออกไปจากเมืองลิ่วเต้าไปได้”
ตอนที่ 244: จับเขามาไว้ในมือ!
“หนุ่มน้อยผู้นี้หน้าตาโดดเด่น รูปโฉมงดงามเห็นได้ยากยิ่ง”
บุรุษในชุดสีแดงสวมหน้ากากลายดอกลำโพงจ้องเฟิ่งจิ่วที่ด้านล่าง สายตามีความเร่าร้อนบางส่วน
เจ้าเมืองที่ได้ยินคำพูดนี้ดวงตาฉายแววเล็กน้อย เอ่ยยิ้มว่า “ใต้เท้าภูตหมออาจไม่ทราบ ในเมืองลิ่วเต้ามีตรอกหนุ่มงาม รูปโฉมบุรุษที่นั่นก็โดดเด่นมากเช่นกันนะขอรับ”
“บุรุษในตรอกหนุ่มงาม จะสง่างามและร้ายกาจเช่นหนุ่มน้อยผู้นี้ได้เช่นไร? ต้องคนนี้สิถึงจะดีที่สุด!”
แววตาเร่าร้อนของ ‘ภูตหมอ’ จับจ้องบนข้อมือขาวราวหิมะของเฟิ่งจิ่วด้านล่าง สายตาเคลื่อนตามไปด้านบน กวาดผ่านคองามระหง และใบหน้างดงามหล่อเหลาที่มีกลิ่นอายชั่วร้ายก็ตกสู่สายตา ยิ่งมองในใจยิ่งกระสับกระส่าย
เจ้าเมืองเมืองลิ่วเต้าได้ยินคำพูดนี้ก็ถึงกับพูดไม่ออก
เหมือนเขาจะไม่เคยได้ยินว่าภูติเป็นพวกชอบผู้ชายด้วยกัน? ทว่าตามที่เขาคลุกคลีกับภูตหมอผู้นี้มา กลับพบว่าเขาไม่สนใจสาวงามอะไร กลับค่อนข้างสนใจหนุ่มหล่อเสียอย่างนั้น
แต่หากเป็นคนดีๆทั่วไป อันที่จริงบุรุษที่ต้องการแบบใดกันที่จะไม่มีในตรอกหนุ่มงาม? แต่พอนึกถึงเด็กหนุ่มชุดแดงด้านล่าง เขากลับลังเลอยู่บ้าง
แม้เขาอยากจะขอพวกยาจากภูตหมออีก จึงต้องคอยประจบเขาทุกวิถีทาง ทว่า ในฐานะเจ้าเมืองเมืองลิ่วเต้า จะประพฤตินอกลู่นอกทางเกินไปนักไม่ได้ มิเช่นนั้น ผลกระทบก็มากเหลือเกิน
แต่ในขณะที่เขาโลเล ก็ได้ยินเสียงภูตหมอลอยมา
“เจ้าเมืองฉาง หากท่านสามารถช่วยข้าจับเด็กหนุ่มผู้นี้ได้ เช่นนั้น ข้าจะปฏิบัติกับท่านอย่างดีแน่นอน”
ได้ยินเช่นนี้ ท่านเจ้าเมืองก็ตกใจ มองภูตหมอข้างกาย คำพูดนี้เทียบเท่าคำมั่นสัญญา สำหรับเขาแล้ว นี่ถือเป็นโอกาส
“ขอรับ! ข้าจะลองคิดหาวิธี” เขาพยักหน้าขานรับ ก็เห็น ‘ภูตหมอ’ ข้างกายมองไปด้านล่างอย่างประหลาดใจ เห็นเช่นนี้ เขาก็หันหน้าไปมอง
หลังทหารอารักขาสามนายนั้นที่กระโจนลงไปในสนามพุ่งไปด้านหน้า ก็ตวัดมีดโจมตีหนุ่มน้อยชุดแดง คิดจะบังคับให้ปล่อยมือที่จับอยู่ กลับนึกไม่ถึงว่าเขาจะหันตัวพาร่างคุณชายตระกูลหลิ่วมาขวางต้านไว้ ทำให้เขารับหนึ่งมีดจากทหารอารักขาของตนไปเสียดื้อๆ
“อ๊าก!”
“คุณ คุณชาย!”
ทหารอารักขาผู้นั้นตกใจ สีหน้าขาวซีด ตื่นตระหนกเสียจนสั่นเทิ้มไปทั่วร่าง และในเวลานี้เองก็ถูกเฟิ่งจิ่วกระโดดเตะเข้าที่หัวเสียจนเป็นลมสลบไป
สองคนนอกนั้นคิดจะเข้าไป กลับไม่กล้าใช้มีดอีก ด้วยกลัวว่าจะทำคุณชายบาดเจ็บ แต่ไม่นานนักก็โดนเฟิ่งจิ่วโจมตีกระเด็นไป ครวญครางอยู่บนพื้นอย่างไม่อาจลุกยืนได้
สีหน้าคุณชายหลิ่วยามนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด แผ่นหลังที่รับมีดหนึ่งไว้มีเลือดไหลออกมาเปื้อนเสื้อคลุม เจ็บเสียจนเหงื่อออกท่วม แต่กลับกลายเป็นว่าคอยังถูกบีบไว้อย่างไร้หนทางที่จะดิ้นหลุด
ตอนนี้ เฟิ่งจิ่วจ้องมองคุณชายตระกูลหลิ่วที่กำลังสั่นเทาเพราะรับรู้ถึงความน่ากลัว น้ำเสียงเฉื่อยชามีกลิ่นอายกระหายเลือด บอกว่า “จะบีบคอให้ตายเช่นนี้เจ้าก็ได้เปรียบเกินไปหน่อย หรือเราจะเปลี่ยนวิธีกันดีกว่า?”
“เจ้า เจ้าจะทำอะไรกันแน่? เจ้าต้องรู้ไว้ หาก หากฆ่าข้าเจ้าก็ไม่มีชีวิตรอดหรอก!” คุณชายตระกูลหลิ่วพูดเสียงสั่นเครือ
“งั้นให้เจ้าลองลิ้มรสชาติของการตายทั้งเป็นบ้างล่ะเป็นไง?”
น้ำเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆของเฟิ่งจิ่วเปล่งออกมาอย่างมีความเย็นเยียบ สิ้นสุดน้ำเสียง ก็หมุนมือมาดึงสองแขนเขาขึ้นทันใด พลิกตัวเขาหันหลังแล้วบิดสองแขนมาด้านหลัง จุดที่ถูกสองมือเธอสัมผัสเพียงได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบตามมาด้วยเสียงกรีดร้องรุนแรงที่ดังกว่าดังขึ้นทีละเสียงๆ
จนกระทั่งเธอหยุดมือลง เมื่อเห็นคุณชายตระกูลหลิ่วบนพื้น ทุกคนต่างก็พากันสูดลมหายใจ!
ตอนที่ 245: สังหารในเสี้ยวพริบตา!
เพียงเห็นคุณชายหลิ่วบนพื้นถูกบิดจนกลายเป็นลูกหนัง ร่างกายไม่รู้ว่าถูกหักพับเช่นไร แค่เห็นว่ามือเท้าล้วนบิดไปด้านหลัง แม้แต่คอยังถูกหมุนหันข้าง กระดูกทั่วร่างโค้งหดเข้าหากันราวกับโดนบดขยี้แตกเป็นชิ้นๆ
ไม่เพียงเช่นนี้ เส้นเอ็นในร่างกายยังชักกระตุก เส้นเอ็นสีเขียวแต่ละเส้นปูดขึ้น คางถูกดึงลงมา พูดอะไรไม่ออกทำได้เพียงตะโกนอาๆ พลางน้ำลายไหล
เห็นคุณชายหลิ่วที่ก่อนหน้านี้ยังคงฮึกเหิมลำพองมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ คนอื่นๆต่างก็ตกใจ
หนุ่มน้อยชุดแดงผู้นี้ต้องการเป็นปรปักษ์กับตระกูลหลิ่วงั้นรึ? ถึงกล้าบดกระดูกคุณชายหลิ่วแหลกเป็นชิ้นๆ เสียจนมีสภาพตายทั้งเป็นเช่นนี้ นี่มัน หากคนของตระกูลหลิ่วเขามาเห็นเข้า จะโกรธสักเพียงใด?
ชายวัยกลางคนข้างๆ มองภาพเช่นนี้ ก็กลืนน้ำลายอย่างอดไม่ได้ ด้วยความหวาดหวั่นหัวใจ
ชายหนุ่มชุดแดงลงมือได้น่ากลัวเกินไปแล้ว!
ฆ่าคนแค่เล็งตรงหัว แต่เขากลับหักกระดูกทุกส่วนในร่างคุณชายตระกูลหลิ่วแตกสลาย ซ้ำยังไม่รู้ว่าใช้ท่ามืออะไรทำให้ร่างกายตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แม้คุณชายหลิ่วยังมีชีวิต แต่สถานการณ์ตรงหน้ากลับตายทั้งเป็นเลยจริงๆ
กระดูกทั้งหมดแตกหัก เพียงเกรงว่าจะไม่มีทางคืนสภาพเดิม หากไม่อาจกลับคืนดังเดิมเขาก็เหมือนคนไร้ประโยชน์ สำหรับผู้ฝึกตนคนหนึ่งแล้ว หากกลายเป็นคนไร้ค่า จะเป็นเรื่องที่โหดร้ายเพียงใดกันนะ?
“เหล่าไป๋ พวกเราไปเถอะ” เฟิ่งจิ่วตบๆม้ามังกรที่คอยอยู่ข้างกาย ก่อนจะจากไป
ทว่า เธอในเวลานี้ คิดจะจากไปอย่างง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร?
“คุณชาย เกรงว่าท่านจะจากไปทั้งแบบนี้ไม่ได้นะขอรับ”
ชายวัยกลางคนเอ่ยปากบอก มองคุณชายตระกูลหลิ่วที่ร่างชักกระตุกอยู่บนพื้น เอ่ยว่า “คนของจวนตระกูลหลิ่วยังไม่มา หากคุณชายไปแล้ว เกรงว่าพวกเรารับมือได้ยากยิ่งขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วหยุดฝีเท้าลงกวาดมองเขา เลิกคิ้วขึ้นเบาๆ “พูดขนาดนี้ เจ้าคิดจะขวางข้ารึ?”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นยังไม่ปริปาก ก็ได้ยินเสียงตะโกนโกรธเกรี้ยวลอยจากด้านนอกเข้ามาด้านใน น้ำเสียงนั้น แฝงด้วยแรงกดดันมหาศาล สะเทือนเสียจนทั้งสนามสั่นไหวไปสักพัก
“ใครกล้าทำร้ายลูกหลานตระกูลหลิ่วข้า!”
พอสิ้นสุดน้ำเสียงผู้อาวุโสชุดเทาก็พุ่งมาปรากฏตัวกลางพื้นสนามในชั่วพริบตา เมื่อเห็นคุณชายหลิ่วที่ร่างกายถูกบิดเบี้ยวนอนอยู่บนพื้น ก็โมโหโกรธาขึ้นมา แรงกดดันทั่วร่างและกลิ่นอายเยือกเย็นพลันปะทุออกมา
“เป็นใคร! ใครกล้าทำร้ายคนตระกูลหลิ่วข้า!”
เขาส่งเสียงดังลั่น แววตาดุร้ายคมกริบกวาดมองในสนาม หยุดลงบนร่างหนุ่มน้อยชุดแดง เพราะเขารู้จักชายวัยกลางคน นั่นเป็นผู้ดูแลหอเมฆาทรงเกียรติ เป็นไปไม่ได้ที่จะทำร้ายคนตระกูลหลิ่วพวกเขา เช่นนั้นก็เหลือเพียงหนุ่มน้อยชุดแดง!
เล็งเป้าหมายไว้มั่น ฝ่ามือเขากำหมัด กระแสลมที่ก่อตัวเป็นรูปกรงเล็บพลันโจมตีหาเฟิ่งจิ่ว บีบไปตรงบริเวณลำคอนั้น จิตสังหารรุนแรง ทำให้คนตกใจอกสั่นขวัญแขวน
ดวงตาที่หรี่ลงของเฟิ่งจิ่วที่หันหลังให้ผู้อาวุโสชุดเทาฉายแววเย็นชา ขยับมือเล็กน้อย มีดสั้นแหลมคมเล่มหนึ่งโผล่ขึ้นมาในฝ่ามือ เพียงเห็นเงาร่างสีแดงแวบผ่านไป มีดสั้นคมกริบพลันโจมตีปาดไปทางผู้อาวุโสชุดเทา
“ซี๊ด!”
เสียงสูดหายใจดังขึ้น ผู้อาวุโสชุดเทาผู้นั้นดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว กุมบาดแผลที่ถูกฟันลึกตรงข้อมือ สายตาที่จับจ้องเฟิ่งจิ่วยิ่งหมองลง
“เจ้าเด็กไม่รู้ความ! กล้าเป็นศัตรูกับตระกูลหลิ่วข้า ข้าว่าเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง!”
เฟิ่งจิ่วยกริมฝีปากขึ้นยิ้ม รอยยิ้มกลับมาไม่ถึงดวงตา “เจ้าเฒ่าเอ๊ย ข้าว่าเจ้านั่นแหละที่อยากตาย!”
สิ้นสุดน้ำเสียง เงาร่างสีแดงพุ่งเข้าไปอย่างไม่ให้สัญญาณเตือน ความเร็วอันว่องไว ทำให้คนทั้งนอกในสนามเบิกตาโตอย่างตกตะลึง
“ฟิ้ว!”
น้ำเสียงดุร้ายตวัดผ่าน เลือดสดกระเซ็นออกมา เงาร่างหนึ่งก็ล้มลงไปตรงๆเช่นนั้น จนถึงตาย ดวงตาคู่นั้นยังเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก คล้ายจะไม่ยอมตายไปเช่นนี้…
ตอนที่ 246: มังกรขึ้นน้ำลงสนาม!
ผัวะ!
ร่างกายล้มลงบนพื้นส่งเสียงดังรุนแรง คนนอกสนามตกใจเสียจนลุกพรึบยืนขึ้นทั้งสะดุ้งโหยง มองภาพในสนามนั้นอย่างเหลือเชื่อ
“สวรรค์! เขาฆ่าผู้อาวุโสสามตระกูลหลิ่ว!”
“เฮือก! นึกไม่ถึง นึกไม่ถึงเลยว่าจะฆ่าได้ในพริบตา!”
“ผู้อาวุโสสามตระกูลหลิ่วเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานช่วงที่สี่ ไม่นึก ไม่นึกเลยว่าจะถูกหนุ่มน้อยสังหารในหนึ่งกระบวนท่า?”
“นี่ หนุ่มน้อยนี่มีที่มาที่ไปยังไงกันแน่? หรือว่าวรยุทธ์เขาจะร้ายกาจกว่าผู้อาวุโสสามตระกูลหลิ่วงั้นรึ?”
“นี่มันเป็นเรื่องใหญ่นัก! เด็กหนุ่มนี่สร้างปัญหาใหญ่เสียแล้ว…”
เสียงจอแจวุ่นวายทำให้ทั้งสนามพลันอลหม่านขึ้นมา แต่ละคนต่างอุทานพูดคุยกันเสียงเบา แววตาหวาดกลัวล้วนจับจ้องบนร่างหนุ่มน้อยชุดแดงในสนาม ตกใจกับความใจกล้าป่าเถื่อน และยิ่งหวาดผวาในพละกำลังที่สามารถสังหารผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานได้เพียงชั่ววินาที!
ต้องรู้ไว้ ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานไม่อาจเปรียบเทียบกับพวกผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์หรือยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณได้เลย เพราะนั่นเป็นผู้ฝึกตนที่ก้าวเข้าสู่หนทางแห่งการฝึกวิชาเซียน และมีอายุขัยถึงสองร้อยปี! เป็นผู้ฝึกเซียนที่กระทืบเท้าทีเดียวก็สามารถทำให้ปรมาจารย์และยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณต่างหมอบลงบนพื้นด้วยความเสียขวัญ!
ทว่าตอนนี้ ไม่นึกเลยว่าจะถูกหนุ่มน้อยชุดแดงคนหนึ่งสังหารดับภายในเสี้ยววิฯ…
ไม่เพียงคนในสนามที่ต่างตื่นตกใจ แม้แต่เจ้าเมืองฉางแห่งเมืองลิ่วเต้าก็ยังตาค้างเพราะความโหดเหี้ยมเด็ดขาดของหนุ่มน้อยชุดแดง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภูตหมอตัวปลอมผู้นั้นที่ยืนอยู่ข้างกายท่านเจ้าเมืองและกำลังจ้องมองเฟิ่งจิ่วด้วยสายตาละโมบดังเดิม
“เด็กคนนี้ ต้องเป็นมังกรขึ้นน้ำลงสนามแน่นอน!”
หลังข้ามผ่านความประหลาดใจ ท่านเจ้าเมืองก็อุทานออกมา ส่ายหน้าพูดพลางมองไปทาง ‘ภูตหมอ’ ข้างๆกัน “หนุ่มน้อยผู้นี้ เกรงว่าจะทำอะไรเขาไม่ได้”
เขาเป็นถึงเจ้าเมืองแห่งเมืองลิ่วเต้า อ่านคนมานับไม่ถ้วน จึงมองออกว่าความโหดเหี้ยมและเฉียบขาดของเด็กหนุ่มชุดแดงนั้นไม่ใช่ที่คนธรรมดาจะสามารถบ่มเพาะออกมาได้
ทั้งที่อีกฝ่ายรู้ดีว่าผู้อาวุโสท่านนั้นเป็นคนตระกูลหลิ่ว หนำซ้ำยังเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน แต่กล้าบอกว่าจะฆ่าก็ฆ่า แล้วยังฆ่าทันทีในเสี้ยววิฯ ต่อให้เป็นลูกหลานตระกูลชนชั้นสูงทั่วไปก็เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่จะมีท่าทางเช่นนั้น!
แน่นอนว่า ‘ภูตหมอ’ ผู้นั้นก็มองออก และไม่ต้องพูดถึงท่านเจ้าเมือง เขาตกตะลึงเพราะความโหดร้ายเพียงชั่วครู่ของเด็กหนุ่มชุดแดง แต่กลับกลายเป็นว่า ยิ่งเป็นเช่นนี้ ยิ่งได้มายาก ความหลงใหลในใจก็ยิ่งดำดิ่ง
เดิมทีสำหรับหนุ่มน้อยชุดแดงผู้นั้นเขาแค่เกิดความอยากรู้อยากเห็นในใจเพราะเห็นใบหน้าอันงดงามและท่าทางที่ไม่ธรรมดา แต่ยามนี้ กลับทำให้สนใจยิ่งขึ้นโดยสมบูรณ์
เฟิ่งจิ่วในสนามหรี่ตาลง กวาดมองผู้อาวุโสที่หมดลมหายใจไป สายตามองผ่านคุณชายหลิ่วที่ร่างบิดเบี้ยวเข้าหากันอยู่ข้างๆ แค่นเสียงหยัน เงยหน้ามองไปรอบๆ น้ำเสียงเย็นเยียบที่แฝงด้วยกลิ่นอายเยือกเย็นเปล่งออกมา
“ยังมีใครคิดจะขวางข้าออกไปอีกหรือไม่? อยากลองดีก็ก้าวออกมา!”
เมื่อน้ำเสียงอันหนาวเหน็บที่แฝงด้วยความดุดันและชัดเจนลอยเข้าหูผู้คนโดยรอบ แต่ละคนต่างมองเขาด้วยสีหน้าสับสน ไม่มีใครกล้าก้าวออกไปขัดขวางเขา
ช่างน่าขัน! แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานยังสามารถสังหารได้ในหนึ่งกระบวนท่า ให้พวกเขาเข้าไปขวาง? นั่นมันรนหาที่ตายชัดๆไม่ใช่หรือ?
ส่วนชายวัยกลางคนของหอเมฆาทรงเกียรติที่มองเฟิ่งจิ่วอยู่ เวลานี้ก็ไม่พูดอะไรอีก
นี่ไม่ใช่เรื่องที่หอเมฆาทรงเกียรติจะยื่นมือเข้าไปยุ่งได้ ทำร้ายคุณชายตระกูลหลิ่ว ซ้ำยังสังหารผู้อาวุโสสาม อีกไม่นานเรื่องนี้ก็จะกระจายไปยังตระกูลหลิ่ว ถึงเวลานั้น…
นึกถึงตรงนี้ ดวงตาเขาฉายแววเล็กน้อย เด็กหนุ่มผู้นี้ มีฝีมือเก่งกาจเพียงใดกันแน่? แล้วมีใครคอยหนุนหลังกันแน่? ถึงกล้าบอกว่าจะฆ่าท่านผู้อาวุโสตระกูลหลิ่วก็ฆ่าได้?
หรือว่าเขาจะไม่หวาดกลัวไฟโทสะของคนตระกูลหลิ่ว และไม่หวั่นเกรงว่าจะโดนตามมาเอาชีวิตเลยรึ?
ตอนที่ 247: ความโกรธเกรี้ยวของตระกูลหลิ่ว!
แต่ที่พวกเขายังไม่รู้ก็คือ ภายในบ้านตระกูลหลิ่ว ผู้อาวุโสท่านหนึ่งวิ่งไปยังเรือนหลังด้วยท่าทางประหลาดใจ วิ่งพลางตะโกนว่า “ผู้นำตระกูล! ท่านผู้นำตระกูลแย่แล้ว เกิดเรื่องขอรับ! เกิดเรื่องแล้ว!”
เสียงผู้อาวุโสดังขึ้นในบ้านตระกูลหลิ่ว ดึงดูดซึ่งความสนใจของทุกคนในจวน คนแต่ละเรือนต่างพากันออกมาสำรวจดู
ส่วนในเรือนหลัก ผู้นำตระกูลหลิ่วและผู้อาวุโสสองท่านกำลังพูดคุยกัน เมื่อได้ยินเสียงจากด้านนอก พวกเขาก็แปลกใจอยู่บ้าง
“เหมือนจะเป็นเสียงท่านพี่สี่?” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งในนั้นเอ่ยปากบอก มองยังท่านผู้นำตระกูลที่ตำแหน่งที่นั่งอาวุโส แล้วพูดว่า “เจ้าลองออกไปดูเถอะ”
ทว่า เขาเพิ่งลุกยืนขึ้น ยังไม่เดินออกประตูห้อง ก็เห็นเงาร่างด้านนอกปรี่เข้ามาอย่างลนลาน
“ท่านผู้นำตระกูล แย่แล้ว ดวงไฟแห่งชีวิตของผู้อาวุโสสามดับลงแล้วขอรับ!”
พอคำพูดนี้เปล่งออกมา ทั้งสามคนในห้องก็เปลี่ยนสีหน้ากันยกใหญ่
“อะไรนะ? เป็นไปได้ยังไง!”
ทั้งสามอุทานขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ในน้ำเสียงมีทั้งความยากจะเชื่อและตื่นตกใจ
“จริงๆนะขอรับ! เมื่อครู่นี้เอง โคมไฟชีวิตเขาดับไปแล้วจริงๆ! หนำซ้ำ ดวงไฟของคุณชายใหญ่ก็ริบหรี่ เกรงว่าสถานการณ์จะไม่ดีนึก!”
ได้ยินคำพูดนี้ ผู้นำตระกูลหลิ่วก็ก้าวยาวเดินออกไป พลางแผดเสียงลั่น “ทหาร! ทหาร! ผู้อาวุโสสามกับคุณชายใหญ่ไปไหน? มีใครรู้บ้าง?”
เสียงกระจายออกไปในจวน ทหารอารักขานายหนึ่งรีบร้อนมารายงาน
“เรียนท่านผู้นำตระกูล ก่อนหน้านี้ทหารอารักขาที่ติดตามคุณชายใหญ่ออกไปกลับมาบอกว่าเกิดเรื่องขึ้นที่หอเมฆาทรงเกียรติ ผู้อาวุโสสามที่เรือนหน้าได้ยินเข้าพอดี จึงรีบออกไปขอรับ”
ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าผู้นำตระกูลก็เปลี่ยนไป บอกกับผู้อาวุโสทั้งสามด้านหลังทันที “ข้าจะไปหอเมฆาทรงเกียรติก่อน พวกท่านรีบพาคนไปล้อมที่นั่นไว้ อย่าให้คนที่สังหารผู้อาวุโสสามหนีไปได้!”
“ขอรับ!” ผู้อาวุโสทั้งสามเร่งรีบขานรับ เห็นท่านผู้นำตระกูลเรียกพลังพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ถึงจะเรียกรวมพลม้ารีบไปยังหอเมฆาทรงเกียรติ…
หอเมฆาทรงเกียรติ
ท่ามกลางสายตาทุกคน เฟิ่งจิ่วในชุดสีแดงแพรวพราวมายังข้างกายเหล่าไป๋ ตบๆหัวมัน “เหล่าไป๋ พวกเราไปกันเถอะ”
รอบนี้ ผู้คนทำได้เพียงมองหนุ่มน้อยชุดแดงจูงเชือกม้าเดินออกไปนอกสนาม ไม่มีใครสักคนกล้าขัดขวาง แม้แต่ผู้ดูแลหอเมฆาทรงเกียรติยังแค่นิ่งดูดายมองเขาจากไป
เพราะเขารู้ ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ต้องให้เขาขวาง ก็ไปไหนไม่รอดหรอก
คนอื่นๆล้วนมองเขาจูงม้าอ้วนตัวนั้นเดินออกจากสนาม มายังด้านนอก ออกประตูใหญ่ของหอเมฆาทรงเกียรติไป
ทุกคนในหลายบริเวณต่างมองตามหลังเขา ฆ่าผู้อาวุโสสามแห่งตระกูลหลิ่ว ทำร้ายคุณชายตระกูลหลิ่ว หรือว่า หนุ่มน้อยนี่จะมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ได้จริงๆรึ?
ในขณะที่เฟิ่งจิ่วจูงเหล่าไป๋เตรียมจะตีจาก เสียงตะโกนเกรี้ยวกราดที่ดังมาไกลๆ พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลโจมตีเข้ามา
“ใครกล้าฆ่าผู้อาวุโสตระกูลหลิ่วข้า! โผล่หัวออกมาซะ!”
ไฟโทสะอันร้ายกาจแผ่ออกมาพร้อมกับแรงกดดันที่ดุเดือดและแข็งแกร่ง ทันใดนั้น แม้แต่อากาศยังหนาวเย็นขึ้นบางส่วน กลิ่นอายที่มืดมดและหดหู่ รวมถึงเสียงคำรามอันบาดหู ทำให้ผู้คนด้านนอกหอเมฆาทรงเกียรติล้วนพากันล่าถอยไปหลายลี้ ด้วยกลัวว่าจะโดนลูกหลงโดยไม่ระวัง
ระหว่างที่ผู้นำตระกูลหลิ่วมาถึง ผู้อาวุโสทั้งสามท่านกับกองทหารอารักขากว่าร้อยนายที่ตามหลังมารั้งท้ายต่างรีบร้อนกันเข้ามา กองทัพท่าทางขึงขังทำให้พ่อค้าหาบเร่กับผู้คนบนถนนใหญ่พากันเปิดทางให้อย่างตื่นตระหนก
ถนนใหญ่ที่เดิมเคยคึกคัก กลับกลายเป็นเงียบสงัดเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด แต่ละคนต่างกลั้นหายใจ มองกองทัพตระกูลหลิ่วที่เร่งฝีเท้ามาด้านหน้าหอเมฆาทรงเกียรติด้วยความสงสัยและแปลกประหลาดใจ ล้อมเข้าไปจากสองข้างทางอย่างว่องไว เพื่อล้อมทั้งหอเมฆาทรงเกียรติไว้
ตอนที่ 248: จ่ายด้วยชีวิต!
สายตาทุกคนล้วนจับจ้องเด็กหนุ่มชุดแดงที่ยืนจูงม้าอ้วนอยู่หน้าหอเมฆาทรงเกียรติแทบจะในทันที เวลานี้ แม้พวกเขาจะไม่รู้จัก และไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ตอนนี้จึงปาดเหงื่อแทนเขาอย่างอดไม่ได้
บางคนแอบชื่นชมในความใจเย็นและกล้าหาญของเด็กหนุ่มชุดแดงยามนี้อยู่ในใจ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เห็นกองทัพตระกูลหลิ่วเดาว่าคงตกใจเข่าอ่อนทรุดลงไปแล้ว
“ใครฆ่าผู้อาวุโสตระกูลหลิ่วข้า! โผล่หัวออกมา!”
น้ำเสียงโหดร้ายดุดันของท่านผู้นำตระกูลหลิ่วเปล่งออกมาอีกครั้ง แววตาร้ายกาจเฉียบแหลมจ้องไปภายในหอเมฆาทรงเกียรติ เวลานี้ เขายังไม่รู้เลย ว่าเด็กหนุ่มชุดแดงท่าทางสงบนิ่งที่ยืนจูงม้าอ้วนอยู่หน้าหอเมฆาทรงเกียรติตรงหน้าก็คือคนที่สังหารผู้อาวุโสสามตระกูลหลิ่วเขา
ด้วยเหตุนี้ แม้ตอนนี้จะสังเกตเห็นว่าสายตาทุกคนต่างจับจ้องบนร่างหนุ่มน้อยชุดแดง ก็ไม่คิดไปทางด้านนั้น ที่จริงแล้ว ผู้อาวุโสสามเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน จะโดนเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมฆ่าได้อย่างไรเล่า?
เวลานี้ ชายวัยกลางคนที่สวมชุดผ้าแพรงดงามก็เดินออกมาจากในหอเมฆาทรงเกียรติ คือนายท่านของหอเมฆาทรงเกียรติ… เฉามู่ นั่นเอง
หอเมฆาทรงเกียรติเป็นเพียงหอหอหนึ่ง แต่กลุ่มอำนาจของพวกเขาแทบไม่ต่างกับวงศ์ตระกูลระดับกลางในเมืองลิ่วเต้าเลย เพราะแบบนี้ ถึงได้ไม่มีใครกล้าหาเรื่องหอเมฆาทรงเกียรติ สุดท้ายแล้ว กลุ่มอำนาจของตระกูลระดับกลางก็ยังน่าหวาดกลัวเป็นที่สุด
เฉามู่ที่เดินออกมามองเด็กหนุ่มชุดแดงข้างๆ จากนั้น ค่อยประสานมือคารวะท่านผู้นำตระกูลหลิ่ว “ท่านผู้นำตระกูลหลิ่ว ไม่พบกันเสียนานสบายดีหรือไม่ขอรับ”
“หัวหน้าเฉา วันนี้ข้าไม่มีเวลามาคุยกับท่าน เจ้าบอกข้า ใครเป็นคนสังหารผู้อาวุโสสามของจวนข้า? ลูกข้าเป็นถึงเพียงนี้ได้เช่นไร!”
ท่านผู้นำตระกูลหลิ่วเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แววตาเฉียบคมจับจ้องบนร่างเฉามู่ ยากจะหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย
“คุณชายท่านนี้ ขอให้ท่านอธิบายกับผู้นำตระกูลหลิ่วเสียเองเถอะ!” เฉามู่พูดพลางมองไปทางเฟิ่งจิ่วข้างๆ กัน
ทันทีที่เขาพูดออกมา ผู้นำตระกูลหลิ่วก็เบิกดวงตากว้างด้วยความตกตะลึง ชี้เด็กหนุ่มชุดแดงที่จูงม้าอ้วนอย่างโมโหโกรธา “เขาฆ่ารึ?”
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเฉามู่ จากนั้นค่อยมองไปทางผู้นำตระกูลหลิ่วตรงหน้า น้ำเสียงอันหนาวเหน็บเปล่งออกมาอย่างมีความเย็นชา
“ข้าเป็นคนฆ่า แล้วยังไงรึ?”
หัวทุกคนต่างมึนตึบ คิดเพียงว่าช่างน่าเหลือเชื่อ
หนุ่มน้อยนี่บ้าไปแล้วกระมัง? ต่อหน้าท่านผู้นำตระกูลหลิ่วนึกไม่ถึงว่าจะยังกล้าเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา เขาไม่กลัวตายเลยจริงๆสินะ?
ไม่เพียงผู้นำตระกูลหลิ่วที่ไม่อยากจะเชื่อ แม้แต่ผู้อาวุโสสามท่านข้างๆ ก็รู้สึกว่าไม่น่าเชื่อ เพราะพละกำลังของเด็กหนุ่มอยู่แค่ตรงนั้น ไม่ใช่แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน จะฆ่าท่านผู้อาวุโสสามที่อยู่ระดับสร้างรากฐานช่วงที่สี่ได้อย่างไรกัน?
แต่กลับกลายเป็นว่าท่าทีผู้คนโดยรอบรวมถึงคำพูดของเฉามู่ล้วนกำลังบอกอย่างชัดเจนว่าหนุ่มน้อยชุดแดงผู้นี้นั่นแหละที่สังหารผู้อาวุโสสามตระกูลหลิ่วเขา!
หนำซ้ำ หนุ่มน้อยนี่พูดด้วยตัวเอง เขาเป็นคนฆ่าแล้วอย่างไร? ถึงจะยอมรับ แต่ยังทำให้พวกเขารู้สึกยากจะเชื่อ
“เขาฆ่าได้ยังไง? หนุ่มน้อยที่วรยุทธ์พลังวิญญาณอยู่แค่ระดับยอดปรมาจารย์ จะฆ่าผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานได้อย่างไรเล่า?
ยามนี้ คุณชายหลิ่วที่ร่างกายชักกระตุกและถูกบิดกลายเป็นก้อนโดนคนหามออกมา
เมื่อเห็นลูกชายตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ผู้นำตระกูลหลิ่วก็โกรธขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้าม เดือดดาลไม่สิ้นสุดราวกับสิงโตที่ถูกยุให้โมโห แรงกดดันมหาศาลและกระแสลมรุนแรงทั้งหมดทั่วร่างล้วนโจมตีไปทางหนุ่มน้อยชุดแดง
“เจ้าเด็กโอหัง! จงจ่ายมาด้วยชีวิตของเจ้า!”
ตอนที่ 249: ประชันกันด้วยคมมีด!
เห็นฝ่ามือผู้นำตระกูลหลิ่วกำหมัดโจมตีมาพร้อมกับกลิ่นอายอันดุดัน แววตาเฟิ่งจิ่วหรี่ลง กลิ่นอายพลังวิญญาณบนร่างเคลื่อนย้ายไปถึงกลางฝ่ามือขวางการโจมตีไว้ สองหมัดปะทะกัน เสียงชกกระทับกันดังผัวะๆ ตามด้วยเสียงกระแสลมบ้าคลั่งส่งเสียงหวือหวาออกมา
กลิ่นอายบริเวณรอบๆ ยิ่ง.หดหู่เพราะพลังวิญญาณในร่างทั้งสองที่พรั่งพรู เมื่อเห็นหนุ่มน้อยชุดแดงสามารถรับมือกับท่านผู้นำตระกูลหลิ่วโดยไม่ล้มไปตามลม ผู้คนที่มุงดูกันก็แอบตกใจตาค้าง
ผู้นำตระกูลหลิ่วเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานช่วงที่หก และไม่ต้องพูดถึงว่าหากระดับการฝึกวิชาเซียนต่างกันหนึ่งขั้นก็บดขยี้คนตายได้ ยิ่งไปกว่านั้น หนุ่มน้อยชุดแดงนั้นเป็นแค่ระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณเท่านั้น ถึงแม้ด้วยอายุเท่านี้จะมีวรยุทธ์เช่นนี้ก็เห็นได้ยากยิ่งแล้ว
แต่ ใช้ความอ่อนด้อยสู้ความแข็งแกร่งโดยไม่แพ้พ่าย เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้มาแต่ไหนแต่ไร ทว่าตอนกลับกลายเป็นว่า…
“ผัวะ!”
หมัดทั้งสองโจมตีเข้าหากัน สองกระแสลมระเบิดตรงออกมาจากหมัดพวกเขา ก่อตัวกลายเป็นกระแสพลังวิญญาณที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าขึ้นตรงหน้ากำปั้น และเพราะสองกระแสลมมาชนกัน ร่างทั้งสองจึงพลันถูกโจมตีถอยออกไปหลายก้าว
ผู้นำตระกูลหลิ่วถอยไปสองสามก้าวถึงจะประคองฝีเท้าไว้มั่น แอบตื่นตระหนกในใจ หนุ่มน้อยผู้นี้ขวางการโจมตีไว้ได้ด้วยรึ? ก็ใช่ หากไม่มีฝีมือเก่งกาจจริง จะสามารถสังหารผู้อาวุโสสามตระกูลหลิ่วเขาได้อย่างไรเล่า?
เฟิ่งจิ่วที่ถอยหลังไปสองสามก้าวคลายหมัดออกหมุนสะบัดมือที่ถูกชนเสียจนเจ็บแปลบ ดวงตาสดใสหรี่ลงครึ่งหนึ่ง ประจันกันเช่นนี้มาได้ ก็จะเข้าใจคร่าวๆ ถึงพละกำลังของผู้นำตระกูลหลิ่ว
แม้วรยุทธ์พลังวิญญาณเธอจะเทียบกับอีกฝ่ายไม่ได้ แต่ชนะที่ท่ากายและกระบวนท่าแปลกพิลึกพิลั่น อีกฝ่ายอยากจะฆ่าเธอก็ไม่ง่ายดายเพียงนั้น แต่หากอยากจะสังหารอีกฝ่าย กลับไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานคนก่อนหน้า ก็ตายในเงื้อมมือเธอไม่ใช่หรือ?
ที่ต้องพิจารณาตอนนี้ก็คือ หลังจากสังหารผู้นำตระกูลหลิ่ว เธอจะถอนตัวออกไปเช่นไร สุดท้ายแล้ว กำลังของคนคนหนึ่งยอมมีขีดจำกัด ด้วยพละกำลังตอนนี้จะต่อกรกับคนทั้งตระกูลตัวคนเดียวคงรับมือไม่ไหวแน่
“ดูท่าข้าจะประเมินเจ้าต่ำไป!”
ผู้นำตระกูลหลิ่วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เดิมทียังไม่เผยอาวุธ ก็หยิบมันออกมาในเวลานี้เสียแล้ว
เพียงเห็นแขนเขายื่นไปด้านหน้า ขณะที่ลำแสงหนึ่งฉายออกมา กระบี่ยาวทรงโค้งดั่งต้นหลิวที่ประกายแสงเยือกเย็นโผล่มาในมือ แทบทันทีที่กระบี่ยาวปรากฏขึ้น รอบข้างก็มีเสียงอุทานพร้อมทั้งสูดหายใจลอยมา
“ซี๊ด! นั่นมัน กระบี่ใบหลิว มรดกสืบทอดของตระกูลหลิ่วนี่!”
“นี่เป็นอาวุธวิญญาณชั้นสูง เอามันมาใช้ต่อสู้ พละกำลังเพิ่มขึ้นไม่ใช่เพียงเล็กน้อยเลยนะ!”
“ผู้นำตระกูลหลิ่วผู้นี้ทำเกินไปแล้วกระมัง! สุดท้ายอีกฝ่ายเป็นแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาไม่เพียงอายุมากกว่า วรยุทธ์ก็แกร่งกว่าเด็กหนุ่ม ตอนนี้ยังหยิบกระบี่ใบหลิวออกมา นี่มันรังแกกันชัดๆ!”
“พวกเจ้าจะเข้าใจอะไร เด็กหนุ่มนั่นสังหารผู้อาวุโสสามตระกูลหลิ่ว เท่ากับตบหน้าตระกูล หากผู้นำตระกูลคนเดียวยังแพ้พ่ายในเงื้อมมือเด็กหนุ่ม จากนี้ไปตระกูลหลิ่วจะยืนอยู่ในเมืองลิ่วเต้านี้ได้อย่างไรเล่า?”
เสียงพูดคุยรอบๆดังอยู่ไม่ขาดสาย ความเห็นแตกต่าง ล้วนกำลังมุงดูกันคึกครื้น คนไม่น้อยหลังจากเห็นภาพนี้ ก็แอบๆส่ายหัว ‘หนุ่มน้อยนี่ เกรงว่าวันนี้จะต้องตายอยู่ที่นี่แล้วจริงๆ’
แววตาเฟิ่งจิ่วเวลานี้จับจ้องบนกระบี่ใบหลิว กลิ่นอายพลังวิญญาณที่ฉายวับอยู่บนตัวกระบี่พิสูจน์ได้ถึงความไม่ธรรมดา แต่ก็รู้ดี ว่าหากเทียบกระบี่เล่มนี้กับกระบี่คมพยับ ก็ยังห่างไกลกันนัก
แต่กระบี่คมพยับไม่เหมาะจะหยิบออกมาใช้ในสถานการณ์เช่นนี้ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงดึงมีดสั้นออกมา
“ฮ่าๆๆ! เจ้าเด็กไม่รู้ความ จะใช้มีดสั้นนั่นต่อกรกับข้ารึ?”
มุมปากเฟิ่งจิ่วยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มชั่วร้าย “รับมือท่าน แค่มีดสั้นก็พอแล้ว!”
ตอนที่ 250: ดอกไม้สีเลือดเบ่งบาน!
พอคำพูดนี้เอ่ยออกไป ผู้คนรอบๆก็สูดหายใจ แอบคิดว่า ‘หนุ่มน้อยนี่ ช่างอวดดีนัก!’
ผู้นำตระกูลหลิ่วได้ยินคำพูดนี้ก็สีหน้าหมองลง คล้ายจะถูกป่วนประสาท กลิ่นอายเยือกเย็นทั่วร่างปะทุออกมา มือที่ถือกระบี่ใบหลิวไว้มีกลิ่นอายพลังวิญญาณพรั่งพรู บนคมกระบี่มีกระแสลมส่งเสียงคำราม พลังกระบี่อันรุนแรงเป็นเช่นใบมีดน้ำแข็งเล็กๆ ทำให้พวกคนที่อยู่ใกล้กับเขาต่าง.อดไม่ได้ที่จะถอยห่างไปสองสามก้าว
“ข้าจะลองดู ว่าเด็กน้อยอย่างเจ้าจะบ้าบิ่นสักเพียงใดกัน…”
เขายังไม่ทันพูดจบ ก็ชะงักลงเสียดื้อๆราวกับถูกคนบีบคอไว้ คำด้านหลังไม่อาจเปล่งออกมาได้อีก เห็นเพียงสีหน้ามืด.มนดุร้ายเสียจนทำให้คนหวาดผวา ดวงตาที่แฝงด้วยไฟโทสะถลึงมองนิ่งที่เด็กหนุ่มผู้สมควรตายที่ลงมืออย่างกะทันหัน!
เพราะการลงมือทันทีทันใด และความเร็วที่ไวเสียจนเขาคาดไม่ถึง เมื่อรอเขาตอบโต้กลับมา เห็นเพียงมีดสั้นที่ประกายเย็นเยียบจี้อยู่ใกล้ๆลำคอ ในช่วงเวลานั้น ไม่นึกเลยว่าหัวใจเขาจะเต้นแรง พลันมีความหวาดกลัวและตกตะลึงที่ไม่พึงมีขึ้นมา
มือที่ถือกระบี่ไว้ในเวลานี้ยกขึ้นขวางตามสัญชาตญาณ แต่ทำได้เพียงค่อยๆสกัดกั้นมีดสั้นที่ฟันมาตรงลำคอ กลับไม่ทันได้ยั้งมีดสั้นคมกริบที่หมุนตวัดมาตรงแขน
“ฟิ้ว!”
หนึ่งการโจมตีที่รุนแรงทั้งว่องไวและโหดร้าย หนึ่งมีดลงไปลึกเสียจนเห็นกระดูก เลือดสดกระเซ็นออกมาในชั่วขณะหนึ่ง สิ่งที่เปล่งออกตามมาคือเสียงสูดลมหายใจอย่างตื่นตระหนกรวมถึงเสียงอุทานของคนตระกูลหลิ่วรอบๆ!
“เฮือก!”
“ผู้นำตระกูล!”
เห็นแขนผู้นำตระกูลพวกเขามีเลือดไหลออกมา ทั้งแขนเสื้อเปื้อนสีแดงอย่างรวดเร็วนัก แขนข้างนั้นลู่ลงเพราะได้รับบาดเจ็บ สั่นเทาอยู่เล็กน้อย เลือดแต่ละหยดตกลงพื้นไปตามแขนที่ห้อยลง กลายเป็นเหมยแดงงดงามเบ่งบานอยู่บนพื้นทีละดอกๆ…
“ข้าบอกแล้วไง รับมือท่าน แค่มีดสั้นเล่มเดียวก็พอ!”
เฟิ่งจิ่วที่ถอยออกหรี่ดวงตาลงครึ่งหนึ่ง มุมปากยกโค้งขึ้นเบาๆ มองผู้นำตระกูลหลิ่วที่แขนลู่ลงเลือดไหลอย่างคล้ายจะอารมณ์ดี
ในขณะที่ผู้คนต่างเสียขวัญเพราะท่าทางและความป่าเถื่อนที่แสดงออกมาอย่างไม่สมเหตุสมผล กลับได้ยินเขาใช้น้ำเสียงไม่แยแสที่มีทำนองระรื่นใจเอ่ยคำพูดที่ทำให้คนกระตุกมุมปากแต่กลับทำให้คนตระกูลหลิ่วโกรธเสียจนกัดฟันกรอดออกมา
“ดอกไม้สีเลือดที่บานอยู่บนพื้นช่างงามตาจริงๆ! ทั้งน่าหลงใหลและกระหายเลือด ผู้นำตระกูลหลิ่ว ท่านเห็นเช่นนั้นหรือไม่เล่า?”
เธอหรี่ตาลงยิ้มมองผู้นำตระกูลหลิ่วที่สีหน้าบึ้งบูดเสียจนน้ำจะไหลนองออกมาได้ เห็นสองดวงตาถลึงมองมานิ่งๆ เหมือนเธอทำเรื่องอะไรที่ไม่น่าให้อภัย ยกมุมปากขึ้นยิ้มชอบใจน้อยๆอย่าง.อดไม่ได้
“ฆ่าเขาซะ!”
ผู้นำตระกูลหลิ่วกัดฟัน สั่งการอย่างเคร่งขรึม
ผู้อาวุโสสามคนข้างๆขานรับ ขณะกำลังจะลงมือ ก็ได้ยินเสียงที่ทุ้มต่ำและทรงอำนาจลอยมา
“เดี๋ยวก่อน!”
จู่ๆ มีคนส่งเสียงห้ามปราม ผู้คนโดยรอบล้วนตื่นตกใจ มองไปตามที่มาของเสียงด้วยความแปลกใจ พอมองแล้ว ทุกคนต่างพากันเรียกด้วยความเคารพ
“ท่านเจ้าเมือง”
คนรอบๆล้วนเปิดทางให้ ต่างประหลาดใจที่ท่านเจ้าเมืองก็อยู่ที่นี่ด้วย ซ้ำยังมีอีกหลายสายตาที่จับจ้องบนร่างบุรุษชุดแดงข้างกายท่านเจ้าเมือง
คนไม่น้อยในสนามล้วนเป็นลูกหลานวงศ์ตระกูลในเมืองกับพวกผู้ฝึกตนที่รอบรู้ข่าวสาร ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าภูตหมอมาเยือนเมืองลิ่วเต้าและท่านเจ้าเมืองก็กำลังรับรองแขกด้วยตัวเอง ตอนนี้เห็นบุรุษชุดแดงสวมหน้ากากผู้นี้ จึงพากันคาดเดา ว่าคนผู้นี้อาจจะเป็นภูตหมอ?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้น แต่ละสายตาจึงจับจ้องบนร่างบุรุษชุดแดงอย่างมีการหยั่งเชิงและพินิจพิเคราะห์
ตอนที่ 251: ภูตหมอตัวจริงตัวปลอม!
ทว่าสายตาของบุรุษชุดแดงกลับจับจ้องบนร่างเฟิ่งจิ่วที่อยู่ในชุดสีแดง.งดงามเหมือนๆกัน
เมื่อเฟิ่งจิ่วที่เดิมทีสายตามองอยู่บนร่างผู้นำตระกูลหลิ่วรู้สึกถึงแววตาอันเร่าร้อนที่จ้องมา จึงมองไปทางสายตานั้นตามสัญชาตญาณ ชณะดวงตาสบเข้ากับบุรุษที่ใส่ชุดแดงสวมหน้ากากลายดอกลำโพง ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ยามที่เห็นชายผู้นั้นใช้สายตาที่มีความโลภและสมเพชมองที่เธอ แววตาก็เย็นชาน้อยๆ ตอนแรกที่มาถึงเมืองลิ่วเต้าได้ยินว่าที่นี่มีภูตหมออยู่ ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะได้พบกัน
ดูท่าทาง เหมือนเป็นพวกบ้ากาม หนำซ้ำ ยังชอบผู้ชายด้วยกันอีก
สายตาหันมอง จับจ้องไปบนร่างเจ้าเมืองผู้นั้น พินิจมองอย่างเงียบสงบเยือกเย็น เจ้าเมืองเมืองลิ่วเต้า ว่ากันว่าเพิ่งบรรลุขั้นมาก่อนหน้านี้ไม่นาน ข้ามผ่านธรณีประตูที่ไม่อาจก้าวข้ามมาเนิ่นนาน เป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ เหลืออีกหนึ่งก้าวก็จะกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง
เมื่อผู้นำตระกูลหลิ่วที่เดิมยังสีหน้าโกรธเคืองและมืดมนเห็นท่านเจ้าเมืองกับบุรุษชุดแดงที่สวมหน้ากาก นัยน์ตาระรื่น เปล่งเสียงไถ่ถาม
“ท่านเจ้าเมือง หรือว่าท่านนี้จะเป็นใต้เท้าภูตหมอที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ช่วงนี้?”
“ถูกต้อง เป็นภูตหมอนั่นแหละ”
ท่านเจ้าเมืองฉางพยักหน้า มองไปทางคนข้างกาย และพอคำพูดเขาเอ่ยออกมา ผู้คนโดยรอบก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันใด
“จริงด้วย! ได้ยินว่ายาของภูตหมอใกล้เคียงกับยาเทวะ กินแล้วเห็นผล หากขอยาบรรลุขั้นจากเขาได้สักขวด ต่อให้จ่ายราคาสูงเทียมฟ้าข้าก็ไม่เสียดายหรอก!”
“ใช่แล้ว ข้าได้ยินว่าท่านเจ้าเมืองกินยาของภูตหมอถึงได้ทะลุเข้าระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ ตอนนี้ขาดอีกก้าวเดียวก็บรรลุถึงวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลัง หากทำได้ ข้าจะไปขอยากับท่านภูตหมอบ้าง จ่ายเงินเท่าไหร่ไม่ว่ากัน!”
“เจ้าก็คิดไป แม้แต่ตระกูลข้ายังไม่อาจเอื้อม แล้วเจ้าจะขอมาสักขวดได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้แน่ เจ้ารู้หรือไม่ ท่านเจ้าเมืองใช้เส้นสายไปเท่าไหร่ถึงจะได้ยาขวดนั้นมา? ยาภูตหมอ ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้หรอก”
แค่เห็นภูตหมอปรากฏตัว เหล่าลูกหลายตระกูลบริเวณรอบๆ แต่ละคนต่างถกเถียงกันขึ้นมา บ้างก็ส่งคนกลับตระกูลไปรายงานอย่างรวดเร็ว เพื่อบอกหัวหน้าตระกูลในบ้านว่าภูตหมออยู่หน้าหอเมฆาทรงเกียรติแห่งนี้
ส่วนบุรุษชุดแดงที่เห็นผู้คนรอบข้างจับจ้องบนร่างตนด้วยสายตาเคารพนับถืออย่างปลาบปลื้ม เวลานี้จึงอดไม่ได้ที่จะผุดเผยรอยยิ้มและเชิดคางขึ้นเบาๆ ในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกเหนือกว่า เริงใจไปกับความเคารพชื่นชมของผู้คนในยามนี้
เฟิ่งจิ่วที่เห็นภาพนี้ชำเลืองมองบุรุษชุดแดงผู้นั้น ยกมุมปากขึ้นหัวเราะ ไม่เห็นดีเห็นงามด้วยอย่างยิ่ง
เจ้าภูตหมอตัวปลอมนี่ยังมีหน้ามาภูมิอกภูมิใจรู้สึกดีกับตัวเองอยู่ตรงนั้นอีก? ช่างไร้สาระเสียจริงเชียว!
ทว่าเสียงหัวเราะที่ไม่เห็นด้วยของนาง กลับนำมาซึ่งความไม่พอใจของผู้คนรอบๆ โดยเฉพาะท่านผู้นำตระกูลหลิ่วที่รีบร้อนแสดงความเป็นมิตรกับภูตหมอ ยิ่งมองเฟิ่งจิ่วด้วยความขุ่นเคือง แผดเสียงดังสนั่น
“ต่อหน้าท่านเจ้าเมืองกับภูตหมอเจ้าเด็กจองหองนี่ยังกล้าอวดดีอีกรึ? ทหาร! จับมันมาฆ่าทิ้งซะ!”
“ช้าก่อน ท่านผู้นำตระกูลหลิ่ว” ท่านเจ้าเมืองเอ่ยปากบอก ห้ามปรามการกระทำของพวกเขา
“ท่านเจ้าเมือง นี่ท่านหมายความว่าอย่างไร?” ท่านผู้นำตระกูลหลิ่วสีหน้าหมองเล็กน้อย นึกว่าเขาคิดจะปกป้องหนุ่มน้อยชุดแดง ด้วยเหตุนี้น้ำเสียงจึงหม่นลง
และตอนนี้เอง บุรุษชุดแดงที่สวมหน้ากากก็เดินเข้ามาอยู่ตรงหน้าเฟิ่งจิ่ว จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่มีใครอาจเทียบ ความตื่นเต้นปรารถนาในดวงตาก็ยิ่งยากจะเก็บซ่อน
เขาไม่ปริปากอะไรเลย พอเอ่ยปาก ก็ทำให้ผู้คนรอบข้างเบิกตาโตด้วยความตกตะลึง สีหน้ายากจะเชื่อถือ…
ตอนที่ 252: ข้าอ่อนไหวง่ายดายนัก!
“มากับข้าดีหรือไม่เล่า? ข้ารับประกันว่าชีวิตเจ้าจะไร้กังวล ซ้ำยังอนุญาตให้ใช้ยาได้ตามใจชอบด้วยนะ”
ได้ยินคำพูดนี้ แม้แต่ท่านผู้นำตระกูลหลิ่วยังมองบุรุษชุดแดงที่สวมหน้ากากด้วยสีหน้าตกตะลึง และแปลกประหลาดใจ
นี่ คำพูดนี้หมายความเช่นไร? ให้เด็กหนุ่มชุดแดงไปกับเขา? ไปทำอะไรกัน? คำพูดนี้ พวกเขาคิดมากไปเองกระมัง?
แต่ว่า เมื่อทุกคนเห็นภูตหมอที่สวมหน้ากากจ้องเด็กหนุ่มชุดแดงผู้นั้นด้วยสองตาเปลือยเปล่าที่มีความละโมบ แต่ละคนต่างก็มีเส้นเลือดสีดำปูดขึ้นตรงขมับ
ดูท่า พวกเขาไม่ได้คิดมากไป แต่ภูตหมอผู้นี้หมายความเช่นนั้นมาแต่ไหนแต่ไร
ทว่า มาฝันหวานถึงเด็กหนุ่มชุดแดงต่อหน้าฝูงชน การกระทำของภูตหมอผู้นี้ช่างทำให้คนหมดคำพูดเหลือเกินจริงๆ
ส่วนเฟิ่งจิ่วที่ได้ยินคำพูดนั้นกลับส่งเสียงหัวเราะ น้ำเสียงทั้งสดใสและหวานหู แต่พอฟังโดยละเอียดกลับฟังออกถึงความเย็นชาและไอสังหารในน้ำเสียง
แต่เห็นนางเล่นมีดสั้นในมือ เลิกคิ้วขึ้นเบาๆ ชำเลืองมองบุรุษชุดแดง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่มีการเยาะเย้ยสามส่วนและเกียจคร้านอีกเจ็ดส่วน
“เจ้าเป็นใครกัน?”
“ข้าคือภูตหมอ เป็นนักปรุงยา ขอแค่เจ้ามากับข้า ก็จะได้ประโยชน์ที่เจ้าไม่อาจจินตนาการถึง”
แววตาละโมบที่เปลือยเปล่ามองตรงมาบนร่างเฟิ่งจิ่ว สายตาเลื่อนลงไปทีละน้อย มองวนไปมาบนร่างเขา สายตานั้น ช่างล่วงเกินกันยิ่งนัก ทำให้ไม่ชอบใจเป็นที่สุด
เฟิ่งจิ่วยกมุมปากขึ้น มอง ‘ภูตหมอ’ ที่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความปรารถนา ในดวงตาสดใสฉายประกายผ่านไป บนใบหน้ารูปงามไร้ใครเทียบเทียมมีรอยยิ้มทรงเสน่ห์เบ่งบานอยู่ พูดด้วยท่าทางเหนียมอายเล็กน้อย “อย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นสิ ข้าอ่อนไหวง่ายนักนะ”
พอพูดออกมาเช่นนี้ ผู้คนรอบๆก็มีสีหน้าตะลึงงันกันทันใด มองเด็กหนุ่มชุดแดงใช้ท่าที น้ำเสียง และคำพูดเช่นนั้นตอบรับคำของภูตหมอ
นี่ เด็กหนุ่มชุดแดงคงไม่ได้หมายความเช่นนั้นกระมัง?
และเวลาเดียวกันนี้ ณ ที่พำนักแห่งหนึ่งในเมืองลิ่วเต้า อิ่งอีลนลานพุ่งเข้ามา พลางตะโกนว่า “นายท่าน! นายท่านขอรับ! เกิดเรื่องแล้ว!”
ฮุยหลางรั้งเขาไว้ รีบถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น? เจ้าออกไปถามไถ่หาเบาะแสภูตหมอไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงกลับมาเร็วเพียงนี้?”
“ก็ใช่ไง! ดังนั้นถึงได้บอกว่าเกิดเรื่องแล้ว!” อิ่งอีผลักเขาออก พลางถาม “นายท่านยังอยู่ในห้องหรือไม่?”
“อยู่สิ เขาอยู่ตลอดยังไม่ออกมาเลย”
ฮุยหลางตอบรับ แล้วถามอย่างอดไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่น่ะ?”
อิ่งอีไม่ตอบเขา แต่ตะโกนลั่นไปยังประตูห้องที่ปิดสนิท “นายท่าน ภูตหมอเกิดเรื่องขึ้นแล้วขอรับ! มีคนจะฆ่าเขา!”
แทบจะสิ้นสุดคำพูดนี้ ก็เห็นประตูห้องเปิดออก เจ้าตำหนักยมราชในชุดคลุมสีดำทั่วร่างมีกลิ่นอายทรงอำนาจกระจายอยู่ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าทั้งสอง
แต่เห็นใบหน้าเขามืดหมอง ดวงตาเยือกเย็นน่าสะพรึง สายตาจับจ้องบนร่างอิ่งอี เอ่ยถามเสียงเข้ม “เกิดอะไรขึ้น?”
“ข้าน้อยเป็นห่วงนายท่าน ดังนั้นจึงออกไปตรวจสอบให้เป็นพิเศษ ตอนกำลังจะกลับมา ได้ยินข่าวว่าภูตหมอโผล่มาที่หอเมฆาทรงเกียรติพร้อมกับท่านเจ้าเมืองเมืองลิ่วเต้า หนำซ้ำยังคล้ายว่าจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นที่หอด้วยขอรับ”
เขามองท่านเจ้าตำหนักแวบหนึ่ง บอกว่า “หนุ่มน้อยชุดแดงคนหนึ่งสังหารผู้อาวุโสสามของตระกูลหลิ่วในเมือง ตระกูลหลิ่วจึงนำพลม้ากองใหญ่มาปิดล้อมหอเมฆาทรงเกียรติไว้ บอกว่าจะสังหารเด็กหนุ่มชุดแดง ตามคำอธิบายของชาวบ้าน ข้าน้อยเดาว่าเด็กหนุ่มชุดแดงนั่นเกรงว่าจะเป็นภูตหมอขอรับ!”
“อะไรนะ? จะสังหารภูตหมอรึ?”
ฮุยหลางส่งเสียงอุทาน เห็นสีหน้านายท่านเขาเปลี่ยนไป เงาร่างก็พุ่งออกไปทันที
ตอนที่ 253: ภาพนองเลือด!
ทั้งสองเห็นท่าทาง ก็คืนสติรีบตามไปทันที!
สังหารภูตหมอรึ? คนตระกูลหลิ่วนี่ชักจะกล้าเกินไปแล้ว ไม่กลัวนายท่านเขาจะฆ่าล้างยกตระกูลรึ?
เพราะความเร็วนายท่านเขาไวนัก เงาร่างเขาจึงหายไปแทบจะในชั่วพริบตา ด้วยเหตุนี้ ฮุยหลางจึงเอ่ยปากถาม “อิ่งอี ภูตหมอนั่นทำไมถึงวิ่งแจ้นไปหอเมฆาทรงเกียรติเสียเองเล่า? เจ้าตรวจสอบหรือยังว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายท่าน?”
“ทำไมถึงไปหอเมฆาทรงเกียรติข้อนี้ข้าไม่รู้หรอก รู้เพียงว่า เจ้าเด็กภูตหมอนี่ช่างอาจหาญเสียเหลือเกิน นึกไม่ถึงว่าหลังเชิดเงินนายท่านไปก้อนหนึ่งก็หนีไป ข้าเดาว่าเขาคงรู้ถึงตัวตนนั้นของนายท่านแล้ว”
“อะไรนะ? เชิดเงินนายท่านรึ?”
ฮุยหลางอุทานอย่างตื่นตกใจ “มิน่านายท่านถึงกลับมาทั้งสีหน้าบูดบึ้งเพียงนั้น ที่แท้เป็นเพราะถูกภูตหมอหลอกหรอกรึ?”
อิ่งอีเอ่ยอย่างประหลาดใจ “ใช่สิ! ข้าถึงยอมรับเจ้าเด็กนี่ไม่ได้ ทำให้นายท่านลำบากมากมายเพียงนี้ยังจะใช้ชีวิตโลดโผนอย่างดีๆได้อยู่อีก ไม่รู้จริงๆว่าวิเศษวิโสมาจากไหน เอาตัวรอดเก่งเกินไปแล้ว”
ขณะที่เจ้าตำหนักยมราชกับอิ่งอีและฮุยหลางทางด้านนี้กำลังปรี่ไปยังหอเมฆาทรงเกียรติ ที่หน้าประตูใหญ่ บรรยากาศก็กำลังเหน็บหนาวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
แต่ละคนต่างมีสีหน้าดูไม่ได้เพราะท่าทางเขินอายกับคำพูดที่ทำให้คนคิดลึกของเด็กหนุ่มชุดแดง แน่.นอนว่า.ยกเว้นไว้คนหนึ่ง
‘ภูตหมอ’ ที่สวมหน้ากากตื่นเต้นใจเพราะคำพูดเฟิ่งจิ่ว มองรอยยิ้มงดงามทรงเสน่ห์ที่ผลิบานอยู่ตรงริมฝีปากหนุ่มน้อย รวมถึงใบหน้าหล่อเหลาไม่อาจมีใครเทียบที่แต่งแต้มด้วยความเหนียมอาย อดไม่ได้ที่จะสาวก้าวมาเบื้องหน้าเด็กหนุ่ม แล้วมองอย่างลิงโลดใจด้วยแววตาจ้องตรงมาที่มีความชั่วร้ายอันไร้สิ่งปกปิด
ท่าทางมีเสน่ห์ของเด็กหนุ่มทำให้ใจเขาเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง กระแสไอร้อนผุดขึ้นในหัวใจ เขาจึง.อดใจไม่ไหวที่จะเอื้อมมือออกไปโอบเอวเด็กหนุ่มไว้ “ในเมื่อเจ้ายินยอม…อ๊าก!”
เขาพูดยังไม่ทันจบ ที่ดังขึ้นกลับเป็นเสียงกรีดร้องรุนแรงเสียแทน น้ำเสียงนั้นเล็กแหลมบาดหู ตวัดตัดพังทลายความ.สงบนิ่งกลางอากาศ ทำลายซึ่งความเงียบ ลอยเข้าสู่หูผู้คนโดยรอบอย่างชัดเจน และทำให้ทุกคนที่นิ่งงันพลันตื่นตกใจ!
“กรี๊ด!”
“อ๊า…”
“อ๊าก!”
เสียงอุทานประหลาดใจกระจายไปบริเวณรอบๆ วุ่นวายโกลาหลอยู่บ้างอย่างเห็นได้ชัด บางคนยังปิดปากไว้ทั้งร่างกายสั่นเทิ้ม
ทุกคนเห็นภาพโชกเลือดที่โหดร้ายกระหายเลือด ก็พากันหนาวสั่นสะท้าน แต่ละคนอดไม่ได้ที่จะถอยไปสองสามก้าว แล้วมองเด็กหนุ่มชั่วร้ายที่ท่าทางงดงามร้ายกาจด้วยความหวาดผวาและอัศจรรย์ใจ
“ก็บอกแล้วไง อย่าใช้สายตาเช่นนั้นมองข้า ข้าอ่อนไหวง่ายดายนัก เจ้ากลับไม่เชื่อ”
หนุ่มน้อยรูปงามที่ยืนรับลมท่าทางเยือกเย็นชั่วร้าย ไอสังหารกระหายเลือดกระจายอยู่บนร่าง ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมากลับทำอะไรไม่ถูกและไร้เดียงสาอย่างชัดเจน
ทว่า ที่ทำให้ทุกคนเสียขวัญและประหลาดใจในตอนนี้กลับไม่ใช่ไอสังหารบนร่าง แต่เป็นนิ้วมือที่เปื้อนเลือด…
เพราะก่อนหน้านี้สายตาผู้คนต่างจับจ้องบนร่างหนุ่มน้อยชุดแดงกับภูตหมออยู่ตลอด ด้วยเหตุนี้จึงเห็นเด็กหนุ่มทำลายหน้ากากภูตหมอร่วงไป แล้วควักดวงตาทั้งสองนั้นออกมาโยนลงบนพื้นเสียดื้อๆ…
เขา เขาควักลูกตาภูตหมอออกมา!
ท่ามือร้ายกาจ และทักษะที่ทำให้คนแปลกใจเสียจนไม่ทันได้ห้ามปราม พวกเขาจึงทำได้เพียงมองภาพนองเลือดอันเหี้ยมโหดนั้นเกิดขึ้นตรงหน้าอย่างนิ่งดูดายทั้งหัวใจสั่นไหว…
“อ๊า… ตาข้า… ตาข้า…ข้าจะฆ่าเจ้าซะ! ข้าจะฆ่าเจ้า!”
สองมือ ‘ภูตหมอ’ กุมดวงตาที่เลือดไหลอาบพลางกรีดร้องโหยหวน เมื่อปล่อยมือออก บางคนก็อาเจียนขึ้นมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้…
ตอนที่ 254: เฝ้ามองอยู่มุมมืด!
เห็นเพียงบนใบหน้าที่อาบเลือดนั้นมีสองโพรงเลือดน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ไร้หน้ากากปกปิด ท่าทางบ้าคลั่งบนหน้าจึงตกสู่สายตาผู้คน ประกอบกับโพรงอาบเลือดสองหลุมนั้น ทำให้ใจทุกคนต่างสั่นไหวอย่างอดไม่ได้
โชคดีที่นี่ยังเป็นตอนกลางวัน หากเป็นกลางคืน คนต้องตกใจตายได้แน่นอน
เขาตีโพยตีพายวุ่นวายราวกับเป็นบ้า มีดสั้นที่ไม่รู้ว่าดึงออกมาจากตรงไหนสะบัดร่ายรำอย่างสะเปะสะปะ น้ำเสียงเล็กแหลมฟังแล้วบาดลึกอยู่บ้างในหูทุกคน
ผู้คนรอบข้างล้วนไม่ขยับเขยื้อน ไม่มีใครก้าวออกไป เพราะต่างตกใจกับภาพนองเลือด และฝีมือของเด็กหนุ่ม
นั่นคือภูตหมอนะ! ภูตหมอที่ชื่อเสียงโด่งดังอยู่ช่วงนี้! เขา เขากล้าควักลูกตาภูตหมอเลยรึนี่!
สถานการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย ส่วนภูตหมอที่สูญเสียดวงตาทั้งคู่ไป แม้ยาที่ปรุงจะเยี่ยมยอด พอกลายเป็นคนตาบอด ทั้งหมดนั้นก็เปล่าประโยชน์…
“ข้าจะฆ่าเจ้า! ฆ่าเจ้าซะ! ฆ่าเจ้า…”
เขาร้องเอะอะโวยวายพลางโบกสะบัดมีดสั้น กลับโดนเฟิ่งจิ่วถีบล้มลงบนพื้น
“ผัวะ!”
“อ๊ะ!”
เขาล้มไปบนพื้น แผดเสียงเจ็บปวด และกรีดร้อง กลับไม่มีใครก้าวเข้าไปประคองหรือช่วยเหลือ เพราะทุกคนรู้ แม้ว่าเขาเป็นภูตหมอ เวลานี้ ก็ไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว
ขณะที่เขากำลังตะโกนลั่นพลางทำท่าทางจะตะเกียดตะกายลุกขึ้นมา เท้าข้างหนึ่งก็เหยียบบนแผ่นหลัง กดเขากลับพื้นดินไปอีกครั้ง
“เจ้าเป็นภูตหมอไม่ใช่หรือ? ทำไม? มีฝีมือแค่นี้รึ?”
น้ำเสียงเนิบนาบเบาๆ ที่มีความเย็นเยียบเปล่งออกจากปากเธอ ลำพังใช้เท้าแค่ข้างเดียว ก็ทำให้คนบนพื้นลุกขึ้นมาไม่ได้แล้ว
“อ๊าก! อ๊าๆๆ!”
เขาดิ้นรนขัดขืน พลางตะโกนโวยวาย แต่ภาพดำมืดเบื้องหน้า ความตื่นตระหนกที่ไม่สามารถแปรเปลี่ยนได้ ทำให้ตัวเขาตกอยู่ในความบ้าคลั่ง กลิ่นอายพลังวิญญาณที่เร่งเร้าอยู่ในร่างคิดจะระเบิดร่างลากเฟิ่งจิ่วไปตายด้วยกัน
แต่ว่า เมื่อพลังวิญญาณบนร่างเขาพรั่งพรู เฟิ่งจิ่วที่รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติมือหนึ่งใช้กลิ่นอายพลังเร้นลับยกร่างคนบนพื้นขึ้นเหวี่ยงไปกลางอากาศ ขณะที่ถูกโยนขึ้นไปในอากาศ เพียงได้ยินเสียงครืนลอยมา เสียงระเบิดก็ดังขึ้นตาม และสิ่งที่ร่วงมาพร้อมกันคือคราบเลือดเศษเนื้อ…
ทว่าในมุมมืด ฮุยหลางกับอิ่งอีที่มาถึงได้สักพักกลืนน้ำลายอย่างอดไม่ได้ บนหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ
แม่เจ้าช่วย!
นึกไม่ถึงว่าภูตหมอจะฮึกเหิมเพียงนี้ พอลงมือขึ้นมาก็ไม่ออมมือกันเลยสักนิดจริงๆ
เมื่อเห็นภูตหมอตัวปลอมถูกควักลูกตาและระเบิดร่างตายไปในที่สุด ฮุยหลางก็ตบๆกลาง.อกที่เต้นแรงตึกตัก แอบคิดว่า ‘ที่แท้ภูตหมอก็ออมมือให้เขา หากร้ายขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าจะมีจุดจบเช่นภูตหมอตัวปลอมคนนี้แน่’
เวลานี้ฮุยหลางโชคดียิ่งนัก จากนี้จะไม่ไปยุแหย่เขาอีกแล้ว ไม่เช่นนั้น กลัวว่าถึงเวลานั้นคงไม่ใช่แค่ทำให้อ่อนปวกเปียกไปสองสามวัน แต่อาจจะถูกเฉือนทุกๆนาทีเลยก็ได้!
ส่วนอิ่งอีก็มองไปทางนายท่านที่แอบมองอยู่ข้างๆ เหมือนกับพวกเขาด้วยความกังวลใจเล็กน้อย แอบคิดว่า ‘ฝีมือภูตหมอยอดเยี่ยม ซ้ำลูกเล่นยังร้ายกาจ นายท่านกับเขาอยู่ด้วยกัน เกรงว่าจะไม่ค่อยปลอดภัยสักเท่าไหร่นะ!’
ยิ่งไปกว่านั้น ภูตหมอไฟแรงเช่นนี้ นายท่านจะข่มเขาไว้ได้เช่นไร? ดูจากสถานการณ์ นายท่านอาจจะตกเป็นเบี้ยล่างเมื่อไหร่ก็ได้
คิดไปคิดมา อิ่งอีก็มองที่เจ้าตำหนักยมราช เอ่ยถามกดเสียงเบาลง “นายท่าน พวกเราจะไปออกไปจริงๆรึขอรับ?” หลบดูอยู่ตรงนี้ จะดีจริงๆรึ?
“ลองดูไปก่อนค่อยว่ากัน”
ดวงตาลึกล้ำของเจ้าตำหนักยมราชจับจ้องบนเงาร่างสีแดงนั้นที่ซุกซนเปิดเผย อาจเพราะเป็นครั้งแรกที่เห็นมุมแบบนี้ของนาง ด้วยเหตุนี้ จึงอยากจะเข้าใจตัวตนนางที่เขาไม่เคยรู้จักให้มากขึ้นบ้าง
ตอนที่ 255: ฆ่าเสียตรงนี้!
เมื่อก่อนเพียงรู้ว่านางกลับกลอกพิกล เจ้าเล่ห์เช่นสุนัขจิ้งจอก ยามนี้ถึงรู้ ว่าที่แท้ยังมีมุมที่โหดเหี้ยมเยือกเย็นเช่นนี้ แต่ทำไม กลับกลายเป็นว่าเขายิ่งมองยิ่งชอบพอเล่า?
นัยน์ตาดำลึกล้ำเอ่อล้นไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากบางน่าดึงดูดยกยิ้มขึ้นน้อยๆอย่างไม่อาจสังเกตเห็น สายตาจับจ้องนิ่งๆบนเงาร่างสีแดง มองนาง.อวดฝีไม้ลายมือบดขยี้เขย่าขวัญศัตรูอยู่ตรงนั้นอย่างป่าเถื่อนเปิดเผย
ตัวนางเช่นนี้ เก่งกาจสง่างามไม่มีผู้ใดเทียบได้ ท่าทางมั่นอกมั่นใจและเปล่งประกายเจิดจรัสที่แสดงอยู่นั้น ทำให้เขายากจะละสายตา
เมื่อดวงตาคมกริบสังเกตเห็นว่านายท่านกำลังมองภูตหมอด้วยแววตาที่อ่อนโยนเสียจนน่าขนลุกขนพอง อิ่งอีก็หนาวสั่นอย่างอดไม่ได้
รสนิยมของนายท่านเขาแตกต่างจากคนอื่นๆ การที่ภาพเช่นนี้สามารถทำให้เขาเผยแววตาเช่นนั้นออกมาได้ ช่างน่ายกย่องจริงๆ
ส่วนตรงหน้าหอเมฆาทรงเกียรตินั้น ทุกคนได้สติกลับมาด้วยความสยดสยองเพราะเลือดเนื้อที่กระจัดกระจาย มองหนุ่มน้อยชุดแดงที่กำเริบเสิบสานจองหองอย่างขุ่นเคือง หนึ่งในนั้น ผู้นำตระกูลหลิ่วก็เปล่งเสียงตะโกนด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
“เด็กคนนี้เล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจ จิตใจต่ำทราม ปล่อยไว้ไม่ได้! จับมันฆ่าเสียตรงนี้เลย!”
น้ำเสียงเคร่งขรึมที่แฝงด้วยไอสังหารและแรงกดดันมหาศาลเปล่งออกมา แทบจะในชั่วขณะนั้น ผู้อาวุโสตระกูลหลิ่วทั้งสามท่านเข้าล้อมหนุ่มน้อยชุดแดงที่ยืนอยู่ รวมตัวตั้งวงจู่โจมสามมุม กลิ่นอายพลังวิญญาณอันคละคลุ้งพรั่งพรูอยู่บนร่างพวกเขา เวลาต่อมา ก็แผดเสียงเบา แล้วโจมตีหาเด็กหนุ่มชุดแดงตรงกลางพร้อมๆกันโดยไม่นัดหมาย
ทั้งสามลงมืออย่างอุกอาจ ไอสังหารกระจายออกมาจากบนร่างพวกเขา เอ่อล้นอยู่ในอากาศ กระแสลมที่ดังโหยหวนราวกับใบมีดลมอันดุร้ายแต่ละเล่ม ที่ลอยพัดผ่านไปกลางเวหา ต่างโจมตีไปทางเด็กหนุ่มชุดแดงผู้นั้น
ดวงตาเฟิ่งจิ่วหรี่ลง กลิ่นอายพลังวิญญาณที่ถาโถมอยู่ในร่างมารับหน้าการโจมตีพวกเขาไว้ มีดสั้นที่ถือไว้ในมือตวัดพลังคมมีดที่รุนแรงออกไปในอากาศ ก่อนจะพุ่งตัวไปมาข้างกายผู้อาวุโสทั้งสามนั้นด้วยท่ากายแปลกประหลาดและการโจมตีแสนกล
เมื่อเห็นผู้อาวุโสตระกูลหลิ่วทั้งสามที่อยู่ระดับสร้างรากฐานรุมล้อมจู่โจมเพื่อรับมือเด็กหนุ่มชุดแดงผู้นั้น ผู้คนรอบข้างก็แอบลอบกลืนน้ำลาย และหวาดหวั่นใจขึ้นมา
ผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานทั้งสามโหดเหี้ยมทุกกระบวนท่ามีจิตคิดสังหารทุกย่างก้าว หรือว่าหนุ่มน้อยชุดแดงผู้นั้นจะหลบไปได้งั้นรึ?
เห็นผู้อาวุโสตระกูลหลิ่วทั้งสามต่อกรกับภูตหมอคนเดียว อิ่งอีกดเสียงเบาเอ่ยด้วยความเป็นกังวลใจ “นายท่าน คนตระกูลหลิ่วจะไร้ยางอายเกินไปแล้ว ใช้คนตั้งมากมายรังแกภูตหมอคนเดียว หนำซ้ำตาเฒ่าทั้งสามยังอยู่ระดับสร้างรากฐาน พวกเราจะไม่ออกไปช่วยหรือขอรับ? หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าภูตหมอจะบาดเจ็บเอานะขอรับ”
ที่จริงเขาเป็นคนในยอดดวงใจนายท่าน ไม่ว่ายังไงพวกเขาก็ไม่อาจทนนิ่งดูดายมองเขาถูกคนทำร้ายได้หรอก!
เจ้าตำหนักยมราชหรี่ดวงตาลงมองภาพตรงหน้า ไม่เอ่ยปาก และไม่ให้สัญญาณใดๆ
กลับเป็นฮุยหลางที่บอกด้วยเสียงกดเบา “อิ่งอี เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป ตาเฒ่าระดับสร้างรากฐานสามคนนั้นไม่น่าเป็นคู่ต่อสู้ของภูตหมอ เจ้าก็ดูไปก่อนเถอะ! ไม่ต้องใช้เวลานาน สามคนนั้นจะต้องล้มลงไปนอนแน่”
น้ำเสียงชะงักไป เขาเอ่ยอีกว่า “อีกอย่าง ต่อให้มีอันตรายนายท่านก็อยู่ตรงนี้คงไม่ให้ภูตหมอบาดเจ็บ ดังนั้นลองดูก่อนดีกว่า หรือว่าเจ้าไม่อยากรู้ ว่าพละกำลังของภูตหมอจะแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่?”
ภูตหมอหนีรอดไปภายใต้สายตาพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เสียหน้ากันมามากจริงๆ เขาถึงอยากใช้โอกาสนี้ตั้งใจดูว่าขีดจำกัดเขาจะอยู่จุดไหนกันแน่ แบบนี้อีกหน่อยจะได้ไม่ต้องคอยกล้ำกลืนฝืนทนอยู่ในเงื้อมมือเขาไปตลอด
ยิ่งกว่านั้น เขาไม่คิดว่าตาเฒ่าระดับสร้างรากฐานสามคนนั้นจะทำให้ภูตหมอบาดเจ็บได้หรอกน่า
ตอนที่ 256: ลอบโจมตีด้านหลัง!
ได้ยินคำพูดนี้ อิ่งอีก็มองไปทางนายท่าน เห็นเขาไม่พูดอะไร เห็นด้วยกับคำพูดฮุยหลางอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจึงไม่ปริปากอีก แต่มาสนใจการต่อสู้ตรงหน้าแทน
เดิมทีกังวลว่าภูตหมอจะพ่ายแพ้อยู่ในเงื้อมมือตาเฒ่าระดับสร้างรากฐานสามคนนั้น แต่ค่อยๆมอง กลับพบว่าบนร่างพวกเขาสามคนบาดเจ็บจากมีดสั้นภูตหมอไปหลายจุด ยิ่งสู้ยิ่งน่าอับอาย ตรงกันข้าม บนร่างภูตหมอกลับไม่มีแม้แต่บาดแผล
และไม่เพียงพวกเขาที่มองออก แม้แต่ผู้คนที่ชมการต่อสู้อยู่หน้าหอเมฆาทรงเกียรติก็เช่นกัน
“ฮึก! หรือว่าพละกำลังหนุ่มน้อยชุดแดงจะเหนือกว่ายอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ?”
“เป็นไปไม่ได้! เห็นชัดๆว่าพละกำลังบนตัวเขาอยู่เพียงระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ กลิ่นอายพลังวิญญาณก็ไม่แข็งแกร่งมาก แค่ท่าร่างนั้นประหลาดเกินไป ซ้ำศิลปะการต่อสู้ยังแปลกๆนัก ข้าไม่เคยเห็นท่วงท่าการโจมตีที่แปลกตาเช่นนั้นเลย เดาว่าน่าจะเป็นศิลปะการต่อสู้ระดับสูง”
“ศิลปะการต่อสู้ระดับสูง? เป็นไปได้ยังไงกัน? ว่ากันว่าในเมืองลิ่วเต้าเรามีเพียงท่านเจ้าเมืองที่ได้รับตำราศิลปะการต่อสู้ระดับสูงมาม้วนหนึ่ง เด็กหนุ่มอย่างเขา จะมีของล้ำค่าเช่นนั้นได้อย่างไรกัน?”
“ข้าบอกแล้วไงว่าหนุ่มน้อยนี่ที่มาไม่ธรรมดาพวกเจ้าก็ไม่เชื่อ? ดูเอาเถอะ! หากตอนนี้คนตระกูลหลิ่วยังไม่รามือ เดาว่าทั้งหมดต้องถูกจัดการที่นี่แน่”
“เห็นทีรอบนี้ตระกูลหลิ่วจะเตะโดนท่อนเหล็กเข้า รับมือหนุ่มน้อยนี่ไม่ได้ กลับต้องจ่ายด้วยเสาหลักค้ำตระกูลไปหลายคนนัก หากแม้แต่ผู้อาวุโสทั้งสามยังถูกฆ่า คาดว่าตระกูลหลิ่วต้องลดจากตำแหน่ง.วงศ์ตระกูลระดับกลางมาเป็นตระกูลเล็กๆเสียแล้ว”
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องลอยมาทันใด ทุกคนตกตะลึงเสียจนคับแน่นหัวใจ มองไปทางพวกเขา เห็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งจู่ๆก็โดนเตะล้มลงบนพื้น ร่างกายชักกระตุกสั่นเทาไม่หยุด หนำซ้ำเสียงร้องเจ็บปวดยังเปล่งออกจากปากอย่างยากจะทน
“อ๊าก! เจ็บเหลือเกิน! อา…”
ผู้นำตระกูลหลิ่วที่เห็นภาพเช่นนี้ตื่นตระหนกปนสงสัยไม่อาจสงบใจ จึงให้คนประคองผู้อาวุโสท่านนั้นกลับมา “ผู้อาวุโสสอง ท่านบาดเจ็บตรงไหนรึ?”
เขาตรวจดูจากบนลงล่าง นอกจากพวกแผลเล็กๆตามผิวเนื้อบนร่าง กลับไม่เห็นบาดแผลใดอื่น แต่ผู้อาวุโสสองกลับสีหน้าซีดเซียว เจ็บปวดเสียจนเหงื่อไหลออกท่วม ทำให้เขาตกอกตกใจอย่างอดไม่ได้
“เจ็บ บนตัวข้า ทั้งร่างมันปวดไปหมด ซี๊ด! อ๊า…” ผู้อาวุโสกัดฟันพูด แต่ฝืนทนไว้ไม่ไหว ทำได้เพียงเกลือกกลิ้งไปบนพื้น
“เฮือก!”
เวลานี้ บริเวณหลังผู้อาวุโสสี่ถูกมีดสั้นฟัน บาดแผลลึกจนเห็นกระดูก เลือดสดๆไหลออกมา เสื้อคลุมสีเทาจึงเปื้อนเลือดแดงฉาน
เห็นผู้อาวุโสสี่เดินโซซัดโซเซถอยออกมา ในที่สุดสีหน้าผู้นำตระกูลก็เปลี่ยนไปยกใหญ่ ไม่เพียงเห็นแผ่นหลังผู้อาวุโสสี่ได้รับบาดเจ็บ แม้แต่บนร่างผู้อาวุโสสูงสุดยังเต็มไปด้วยบาดแผล อดไม่ได้ที่จะมาตรงหน้าท่านเจ้าเมือง
“ท่านเจ้าเมือง เจ้าเด็กนี่ฝีมือร้ายกาจ ไม่เพียงสังหารคนตระกูลหลิ่วข้า ยังสังหารภูตหมออีก หรือท่านเจ้าเมืองคิดจะยืนดูอยู่เฉยๆ ไม่สนใจเลยรึขอรับ?”
ฟังคำพูดนี้ ท่านเจ้าเมืองที่เดิมไม่คิดจะยื่นมือไปยุ่งเกี่ยวก็ขมวดคิ้วขึ้น หลังมองท่านผู้นำตระกูลหลิ่วแวบหนึ่ง แล้วมองไปทางเด็กหนุ่มชุดแดงที่ฝีมือโหดเหี้ยมกำลังต่อสู้ไม่ธรรมดา บอกว่า “พวกเจ้าสู้สามต่อหนึ่ง ในเมื่อยังจัดการเขาไม่ได้ งั้นก็ปล่อยเขาไปเถอะ!”
ภูตหมอตายแล้ว ส่วนหนุ่มน้อยนี่ที่มาต้องไม่ธรรมดาแน่ ทำไมเขาต้องไประรานเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังต่อสู้น่าตกตะลึงเช่นนี้เพื่อคนที่สิ้นใจไปด้วยเล่า?
ไม่ต้องพูดถึง คนแบบนี้ เบื้องหลังไม่น่าจะไม่มีคนคอยหนุนหลัง หากมาตายอยู่ในเมืองลิ่วเต้านี้จริงๆ เดาว่าจะต้องเป็นปัญหาใหญ่แน่!
เห็นท่านเจ้าเมืองไม่คิดยุ่งเกี่ยว ผู้นำตระกูลหลิ่วจึงกัดฟันกรอด ในใจไม่คิดยอม พอเห็นหนุ่มน้อยชุดแดงกำลังหันหลังต่อสู้กับผู้อาวุโสสูงสุด ในดวงตาชั่วร้ายฉายประกายเย็นเยียบ เวลาต่อมา กระบี่ใบหลิวที่ถือไว้ในมือก็แทงไปหาเขาจากด้านหลังด้วยท่วงท่าดั่งสายฟ้าแลบ!
“ตายซะเถอะ!”
ตอนที่ 257: ตายไปอีกคน!
เห็นภาพเช่นนี้ หลายคนรอบข้างเบิกดวงตากว้างด้วยความตกตะลึง เหมือนไม่นึกว่าผู้นำตระกูลหลิ่วผู้สง่าผ่าเผยจะทำเรื่องอย่างการลอบโจมตีด้านหลังเช่นนี้ออกมา สำหรับทุกคนในเหตุการณ์แล้ว พวกเขาล้วนเป็นคนที่มีทั้งฐานะและตำแหน่ง รังเกียจการลอบทำร้ายคนทางด้านหลัง แบบนั้นต่อให้ชนะ ก็จะเป็นคนที่ไร้ยางอาย
หากคิดจะชนะ ที่พวกเขาคาดหวังคือการโค่นล้มและคร่าชีวิตอีกฝ่ายอย่างองอาจผึ่งผาย!
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นผู้นำตระกูลหลิ่วใช้ลูกไม้เยี่ยงคนต่ำทรามต่อหน้าผู้คน หลังผ่านความตกตะลึงแต่ละคนล้วนก็ส่ายหน้าถอนหายใจ ผิดหวังกับเขาอย่างมาก
บางคนไม่เห็นด้วย คิดว่าแบบนี้ก็ไม่ผิดอะไร ภายใต้สถานการณ์ที่สู้ไม่ชนะ ขอแค่สามารถฆ่าอีกฝ่ายได้ วิธีการใดๆล้วนเป็นวิธีที่ดีทั้งนั้น พวกเขากลับไม่รู้สึกว่าการกระทำนี้มีอะไรไม่เหมาะสม
ส่วนท่านเจ้าตำหนักยมราชในมุมมืดหลังจากเห็นภาพเช่นนี้ ดวงตาลึกล้ำก็มืดลงเล็กน้อย สายตาที่แฝงด้วยไอสังหารจ้องมองผู้นำตระกูลหลิ่วที่ถือกระบี่ลอบโจมตี ริมฝีปากบางที่เม้มเบาๆ กลับไม่พูดอะไร
ทว่า ไอสังหารบนร่างเขา รวมถึงสีหน้าที่หมองลง ล้วนทำให้อิ่งอีกับฮุยหลางข้างๆ รู้ว่าผู้นำตระกูลหลิ่วต่อให้ไม่ตายที่นี่ เดาว่าไม่กี่วันก็ต้องตาย!
พวกเขาไม่ออกหน้าช่วย เพราะเห็นภูตหมอตอบโต้รวดเร็วนัก เขารู้สึกถึงจิตสังหารด้านหลังจึงโจมตีออกไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับ
“แกร๊ง!”
เสียงมีดกับกระบี่กระทบกันดังขึ้นแจ่มชัด ประกายไฟเล็กๆ ปะทุออกมาเพราะการเสียดสี พลังคมมีดกับพลังกระบี่ที่รุนแรงประชันกันและกัน เกิดเสียงกระแสลมรุนแรงดังกระหึ่ม
ทั้งสองต่อสู้กันท่ามกลางประกายมีดเงากระบี่ ความเร็วอันว่องไว ทำให้ฝูงชนที่มุงดูเห็นเพียงใบมีดลมแต่ละเล่มตวัดผ่านไปรอบๆ ตัดลงพื้นพร้อมทั้งทิ้งร่องรอยกระบี่แต่ละรอยไว้
และในช่วงเวลานี้ที่ทั้งสองประชันกัน ผู้อาวุโสสูงสุดที่โดนโจมตีเสียจนต้องล่าถอยก็หมุนพลิกสองมือ ใบมีดลมที่มีพลังวิญญาณพลุ่งพล่านก่อตัวเป็นคมกระบี่ที่มองไม่เห็นพัดไปทางด้านหลังเฟิ่งจิ่วด้วยท่าทางดุร้าย
เห็นความไร้ยางอายของผู้นำตระกูลหลิ่ว แล้วมองการกระทำผู้อาวุโสสูงสุดที่ราวกับเรียนรู้กันและกันมา ก็ไม่มีใครพูดอะไรมากอีก
ทว่าในตอนนี้เอง ปลายเท้าเฟิ่งจิ่วส่งแรงเตะไปตรงข้อมือผู้นำตระกูลที่ถือกระบี่ไว้ เพียงได้ยินเสียงกระดูกแตกหักดังกร๊อบออกมาชัดเจน กระบี่ใบหลิวที่ถือในมือก็ลอยไปเพราะลูกเตะนี้ หมุนเคว้งอยู่กลางอากาศร่วงลงพื้นดังแกร๊ง
“เฮือก!”
ผู้นำตระกูลหลิ่วสูดลมหายใจ เท้าก้าวถอยหลังอย่างโงนเงน แขนสองข้างต่างได้รับบาดเจ็บ รอบนี้ หากอยากจะสู้อีกกลับเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว
และตอนนี้ เฟิ่งจิ่วที่เตะกระดูกข้อมือท่านผู้นำตระกูลหลิ่วหักกระโดดขึ้นกลางเวหาด้วยท่วงท่าสง่างามที่มีท่าทางน่าสะพรึง ชุดสีแดงแพรวพราวพลิ้วไหวไปตามลม ใบหน้าปีศาจร้ายงดงามอมยิ้มมีเสน่ห์กระหายเลือด ชั่วขณะนั้นความสง่างามเก่งกาจแพรวพราวที่กระจายออกมา ทำให้ภาพเบื้องทุกคนหน้าสว่างไสว หัวใจหวาดหวั่นสั่นสะเทือน…
ช่างเป็นหนุ่มน้อยรูปงามที่สง่าผ่าเผยมากพรสวรรค์ไร้คนเทียบเทียม!
ขณะที่ทุกคนแอบชื่นชมอยู่ในใจอย่างไม่อาจหักห้าม เวลาต่อมาสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เงาร่างสีแดงนั้นที่ทำให้ตรงหน้าทุกคนสว่างวาบปามีสั้นในมือออกไปจากกลางเวหาทันที เพียงได้ยินเสียงกระแสลมวาดผ่านอากาศดังฟิ้ว มีดสั้นก็แทงสวบเข้าบริเวณลำคอผู้อาวุโสสูงสุด!
เห็นผู้อาวุโสสูงสุดตระกูลหลิ่วร่างกายแข็งทื่อไปโดยไม่แม้แต่จะส่งเสียงกรีดร้องออกมา ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่ยอมแพ้ ทุกคนอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจ คลื่นลมพายุโหมพลันก่อขึ้นในหัวใจเนิ่นนานเสียจนไม่อาจสงบ.ลง…
“ผู้อาวุโสสูงสุด!”
ผู้นำตระกูลอุทานอย่างยากจะเชื่อ ไม่มีทางยอมรับจุดจบเช่นนี้ จ้องมองหนุ่มน้อยชุดแดงผู้นั้นด้วยความขุ่นข้องใจ ทันใดนั้น ก็แหงนมองท้องฟ้าหัวเราะบ้าคลั่ง
ตอนที่ 258: อสูรศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์ตระกูล!
“ฮ่าๆๆ!”
เสียงหัวเราะเขาแฝงด้วยแรงกดดันที่แข็งแกร่ง สะเทือนแก้วหูทุกคนเสียจนเจ็บเล็กน้อย เพียงได้ยินเสียงหัวเราะนั้นพลันหยุดลง ดวงตาดุร้ายราวกับอสรพิษจ้องนิ่งๆ ที่เด็กหนุ่มชุดแดงปลิวไสว น้ำเสียงที่มีไอสังหารหนาครึ้มเปล่งออกจากปาก
“สามารถบีบคั้นตระกูลหลิ่วข้ามาถึงขั้นนี้ เจ้าช่างมากความสามารถจริงๆ! แต่วันนี้ข้าจำต้องสังหารเจ้าเสียที่นี่! ถึงจะระบายความเกลียดชังในใจได้!”
สิ้นสุดน้ำเสียง เขาก็บีบตราประทับหยกขาวตรงข้างเอวให้แตก แผดเสียงลั่นว่า “อสูรครอบเมฆา!”
แทบจะขณะที่เขาบีบตราหยกขาวที่ข้างเอวแตก ลำแสงเส้นหนึ่งพุ่งขึ้นท้องฟ้า และในเวลานี้ หน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลหลิ่ว อสูรหินใหญ่ยักษ์รูปร่างแปลกตามีเสียงหินแตกร้าวดังแกร๊ก ทั้งตระกูลต่างตกใจตื่นตระหนก
“แย่ล่ะ! เกิดเรื่องแล้ว! รูปปั้นอสูรนอกประตูจวนเราแตก!”
น้ำเสียงนั้นกระจายอยู่ในตระกูลหลิ่ว การเคลื่อนไหวของรูปปั้นอสูรที่แตกร้าวออกมาสะเทือนเสียจนทั้งตระกูลสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย หลังท่านผู้เฒ่าในลานบ้านได้ยินการเคลื่อนไหวนี้ ก็ตกใจเสียจนสีหน้าซีดเผือด
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ในจวนมีเรื่องใหญ่โตอะไร? ท่านผู้นำตระกูลเล่า? เขาอยู่ที่ไหน? รีบให้เขามาพบข้าเร็ว!”
เขาตะโกนเสียงดัง พลางถือไม้เท้าลนลานปรี่ไปยังนอกประตูใหญ่ ก็มีทหารอารักขาเข้ามารายงาน
“ท่านผู้เฒ่าขอรับ ท่านผู้นำตระกูลพาผู้อาวุโสทั้งสามท่านไปหอเมฆาทรงเกียรติ กำลังต่อสู้กันอยู่ที่นั่นแล้วขอรับ”
“เจ้าลูกไม่รักดี! เขาไปยุแหย่คนใหญ่คนโตคนใดเข้า? แม้แต่อสูรศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์ตระกูลยังแตกตื่น นี่เขาคิดจะทำลายตระกูลหลิ่วข้าที่ก่อตั้งมาเป็นร้อยปีรึ!”
ท่านผู้เฒ่าหลิ่วโกรธเสียจนใช้ไม้เท้าเคาะๆลง.บนพื้นอย่างรุนแรง ตะโกนลั่น “เร็ว! เร็วเข้า! ไปเชิญพวกท่านปู่มา ให้รีบไปหอเมฆาทรงเกียรติด้วยกัน!” พูดจบ ก็รีบร้อนออกไป
มาถึงด้านนอก ท่านผู้เฒ่าหลิ่วเห็นเพียงรูปปั้นอสูรตัวใหญ่ยักษ์หนึ่งในสองตนตรงประตูขยับเสียงดังครืน รูปปั้นอสูรที่เดิมเคยนั่งหมอบอยู่ลุกยืนขึ้น สะบัด.สะบัดตัว เศษหินบนร่างจึงกระจายลงพื้น เผยให้เห็นรูปลักษณ์ดั้งเดิมของอสูรหิน
“กรร!”
เสียงคำรามโกรธเกรี้ยวสะท้านฟ้า กลิ่นอายและแรงกดดันทรงพลังของอสูรศักดิ์สิทธิ์พร้อมด้วยเสียงคำรามนั้นดังกึกก้องอยู่กลางอากาศ ทั่วเมืองลิ่วเต้าล้วนสั่นสะเทือน แต่ละวงศ์ตระกูลและชาวบ้านในเมืองต่างพากันตื่นตกใจ
เมื่อท่านผู้เฒ่าตรงทางเข้าบ้านตระกูลหลิ่วเห็นอสูรศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์ตระกูลโยกไหวตัวเปิดเผยรูปลักษณ์แท้จริง สองขาอ่อนยวบ ร่างกายทรุดล้มลงไป “ตายแล้ว…ตายแน่แล้ว…”
“ท่านผู้เฒ่า!”
ทหารอารักขาที่มาด้วยกันก็เร่งรีบประคองเขาไว้ทั้งสองขาสั่นเครือ ยามนี้ในใจตกตะลึงไม่สิ้นสุด พวกเขาไม่เคยรู้ ว่าในรูปปั้นอสูรหน้าประตูใหญ่นี้ได้เก็บซ่อนอสูรศักดิ์สิทธิ์ตัวใหญ่ยักษ์ที่น่าเกรงขามไว้!
ครั้งแรกที่เห็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ เพียงรู้สึกว่าถูกแรงกดดันที่แผ่ออกมาทำให้ขวัญกระเจิงเสียจนสีหน้าขาวซีด ร่างกายสั่นเทิ้ม
อสูรศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นที่สะบัดขนยืดเส้นยืดสายพ่นลมหายใจออกจากสองรูจมูก แค่นเสียงหนักๆ หันกลับไปชำเลืองมองท่านผู้เฒ่าตระกูลหลิ่ว จากนั้นค่อยโน้มตัวลง เตะขาหลังกระโจนไปยังบริเวณที่มีลำแสงพุ่งขึ้นท้องฟ้า
ตอนนี้ ที่หน้าหอเมฆาทรงเกียรติ ทุกคนต่างหวาดผวาอย่างงมาก
“อสูรกลืนเมฆา? นั่นเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์ตระกูลหลิ่วไม่ใช่หรือ?”
“เป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์ตระกูลหลิ่วนั่นแหละ ว่ากันว่าปีนั้นเพราะอสูรครอบเมฆาตนนี้ตระกูลหลิ่วถึงได้กระโดดขึ้นมาเป็นวงศ์ตระกูลระดับกลาง แต่หลายปีนี้ก็ไม่เคยเห็นอสูรตนนั้นปรากฏตัวเลย”
“นึกไม่ถึงว่าผู้นำตระกูลหลิ่วจะใช้อสูรศักดิ์สิทธิ์มาจัดการหนุ่มน้อยชุดแดง ดูท่าวันนี้ทั้งสองคนหากไม่มีใครคนหนึ่งจบชีวิตที่นี่ มรสุมลูกนี้คงไม่หยุดลงแน่”
ตอนที่ 259: เจ้าตำหนักยมราชดักฆ่า!
ส่วนเฟิ่งจิ่วที่เห็นลำแสงนั้นพุ่งขึ้นท้องฟ้า รวมถึงคำพูดมั่นอกมั่นใจของผู้นำตระกูลหลิ่ว ก็แปลกใจนิดหน่อย
หากเป็นสัตว์ในพันธสัญญาของเขา ทำไมถึงไม่ปรากฏตัวทันที? แต่ต้องรอให้โผล่มา? หรือว่าอสูรครอบเมฆาตนนั้นที่ตะโกนเมื่อครู่จะไม่ใช่สัตว์พันธสัญญาของเขา?
หากไม่ใช่สัตว์พันธสัญญา แล้วทำไมถึงฟังเสียงเรียกเขาเล่า?
ณ มุมมืด ฮุยหลางบอกเจ้าตำหนักยมราชว่า “นายท่าน อสูรครอบเมฆาของตระกูลหลิ่วนี้เป็นสัตว์วิญญาณระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัตว์พันธสัญญาที่บรรพบุรุษตระกูลหลิ่วทิ้งไว้ หากมาปะทะกับภูตหมอ เกรงว่าจะร้ายมากกว่าดีนะขอรับ”
ได้ยินคำพูดนี้ แววตาลึกล้ำของเจ้าตำหนักก็สั่นไหวเล็กน้อย มองเงาร่างสีแดงนั้นแวบหนึ่ง ออกคำสั่งเสียงเบา “พวกเจ้าคอยดูอยู่ตรงนี้”
สิ้นสุดน้ำเสียง ก็จากไปทันที ความเร็วที่ว่องไวปานสายฟ้า พอฮุยหลางกับอิ่งอีหันหน้ากลับไป ก็ไม่เห็นร่องรอยเขาแล้ว
“เจ้าว่านายท่านจะไปทำอะไรรึ?” ฮุยหลางเอ่ยถามอย่างอึ้งๆ
อิ่งอีคิดไปคิดมา บอกว่า “เดาว่าคงไปดักฆ่าอสูรครอบเมฆากลางทาง”
ฟังคำพูดนี้ มุมปากฮุยหลางกระตุก หันหน้ากลับมาอย่างพูดอะไรไม่ออก มองเงาร่างสีแดงตรงหน้าหอเมฆาทรงเกียรติ ถอนใจเอ่ยเสียงเบา “นายท่านนี่ทำทุกอย่างเพื่อภูตหมอเลยจริงๆ!”
ด้วยกำลังของนายท่านเขา ไม่ต้องพูดถึงการดักฆ่าอสูรศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่ง ต่อให้สังหารสัตว์เทวะสักตัวก็ยังเป็นปัญหาที่ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด แต่ที่พวกเขาคาดไม่ถึงคือแค่สังหารอสูรศักดิ์สิทธิ์ นายท่านถึงกับลงมือด้วยตัวเอง แล้วให้พวกเขาสองคนคอยชมเรื่องสนุกอยู่ตรงนี้อย่างว่างๆ
เฮ้อ! ใครให้นายท่านเห็นภูตหมอความสำคัญเช่นนี้เล่า? เดาว่าคงกลัวพวกเขาทำพลาด ดังนั้นจึงลงมือเสียเอง! ได้แต่พูดว่า ที่อสูรครอบเมฆาตัวนั้นพบนายท่าน เป็นเพียงเรื่องโชคร้าย
ใครให้มันดันบังเอิญมาเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์คนบ้านตระกูลหลิ่วเล่า? พูดถึงอสูรศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่เท่าไหร่ นึกไม่ถึงว่าผู้นำตระกูลที่รนหาที่ตายยังกล้าใช่อสูรศักดิ์สิทธิ์มาสังหารภูตหมอ ช่างเป็นการละเมิดข้อห้ามสำคัญของนายท่านพวกเขาจริงๆ
ตามเวลาผ่านไป ทุกคนพลันรู้สึกไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่ แม้แต่เฟิ่งจิ่วที่เดิมทีอยากเห็นว่าอสูรครอบเมฆาตัวนั้นจะหน้าตาเป็นเช่นไร ตอนนี้ก็เลิกคิ้วขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
เวลาต่อมา เงาร่างสีแดงก็แวบผ่านเข้าไปบีบคอผู้นำตระกูลหลิ่วในขณะที่เขากำลังมองไปรอบๆ ด้วยความวิตกกังวล
“หือ!”
ผู้นำตระกูลพลันตื่นตกใจ ลำคอรัดแน่น เมื่อรู้ว่าอำนาจการตัดสินเป็นตายของตนตกอยู่ในมือหนุ่มน้อยชุดแดง สีหน้าก็ขาวซีด
“อสูรครอบเมฆาของเจ้าเล่า? ข้ารอมาสักพักแล้วนะ”
หลังเธอเหลือบมองตรงจุดที่เกิดเสียงขึ้น ก็เอ่ยถามน้ำเสียงนาบเนิบที่มีความเยือกเย็น มองผู้นำตระกูลหลิ่วด้วยดวงตาสดใสที่หรี่ลงและแอบแฝงไปด้วยจิตสังหาร ขอเพียงเจ้าเมืองผู้นั้นไม่ลงมือ ลำพังแค่พวกคนตระกูลหลิ่ว ก็เกินพอแล้วล่ะ
ส่วนอสูรครอบเมฆาอะไรนั่น เหอะ! คนที่ครอบครองสัตว์เทวะในตำนานอย่างเธอ จะกลัวอสูรศักดิ์สิทธิ์แค่นี้รึ?
“ลูกอกตัญญู! เจ้าลูกไม่รักดี! นี่เจ้าคิดจะทำให้ตระกูลหลิ่วข้าตกอยู่ในอันตรายรึ? จะทำลายตระกูลหลิ่วข้าทั้งโคตรเหง้าเลยใช่หรือไม่?”
น้ำเสียงโกรธเกรี้ยวลอยมาจากที่ไม่ไกลนัก ทุกคนมองไปตามสายตา ก็เห็นท่านผู้เฒ่าตระกูลหลิ่วกับผู้อาวุโสอีกสองสามท่านรีบแจ้นมา บนหน้าท่านผู้เฒ่าหลิ่วที่เป็นผู้นำเต็มไปด้วยความโมโหโกรธา หากไม่มีสองทหารอารักขาคอยพยุง เดาว่าคงเดินมาถึงตรงนี้ไม่ไหว
“ท่าน ท่านพ่อ…”
ท่านผู้นำตระกูลหลิ่วผงะไป ไม่คิดว่าท่านพ่อจะมาที่นี่ หนำซ้ำ แม้แต่พวกผู้เฒ่าในตระกูลยังมากันหมด…
ตอนที่ 260: หายนะข้าตระกูลไม่เกี่ยว
มองพวกเขาปรี่ก้าวเดินมาด้วยสีหน้าขุ่นเคืองอย่างเสียขวัญ เขาไม่รู้เลย ว่าทำไมอสูรครอบเมฆาถึงไม่มา? แต่ท่านพ่อกับผู้เฒ่าหลายท่านกลับมาแทน? เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับอสูรครอบเมฆากันแน่?
ทุกคนรอบข้างเห็นว่าอสูรครอบเมฆาที่ท่านผู้นำตระกูลกำป้ายหยกเรียกไม่มา กลับเป็นท่านผู้เฒ่าและคนเฒ่าคนแก่ในตระกูลหลิ่วที่มา อดไม่ได้ที่จะตกใจน้อยๆ แต่ละคนจึงครุ่นคิดกันขึ้นมา
เสียงอสูรคำรามก่อนหน้านั้น ชัดเจนว่าเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่นานเพียงนี้กลับไม่เห็นอสูรครอบเมฆาปรากฏกาย นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
“คุณชายท่านนี้ ขออภัยคุณชายไว้ ณ ที่นี่ด้วย ขอคุณชายได้โปรดเมตตาไว้ชีวิตลูกชายข้าสักครั้งเถิด”
หลังท่านผู้เฒ่าตระกูลหลิ่วโบกมือไล่ทหารอารักขาสองนายที่ประคองอยู่ให้ถอยไป ก็คุกเข่าลงไปหาเฟิ่งจิ่วดังตุบ
เขาแสดงท่าทางเช่นนี้ ทำให้พวกเด็กหนุ่มลูกหลานตระกูลชนชั้นสูงบริเวณรอบๆ แปลกประหลาดใจ ส่วนเหล่าผู้นำตระกูลและคนที่ค่อนข้างมีอายุแววตาเผยความครุ่นคิด เพราะรู้ว่าเขาทำเช่นนี้เพื่อปกป้องตระกูลหลิ่ว
ถึงเวลานี้ มีเพียงผู้นำตระกูลหลิ่วที่ยังไม่ได้สติกลับมา จึงไม่รู้ว่าตัวเองเตะโดนท่อนเหล็กเข้าแล้ว
หนุ่มน้อยชุดแดงผู้นี้ ไม่เพียงพละกำลังทระนงองอาจกำลังต่อสู้เป็นเลิศ กลุ่มอำนาจเบื้องหลัง เกรงว่าจะน่ากลัวยิ่งกว่า ตระกูลหลิ่วเป็นศัตรูกับเขา ประมาทศัตรูเสียจนผู้นำตระกูลกับเหล่าผู้อาวุโสต้องจบชีวิต ที่สำคัญ ยังทำให้ทั้งตระกูลติดร่างแหตายตกตามกันไปเพราะการกระทำของผู้นำตระกูลในวันนี้!
“คุณชายท่านนี้ ขอได้โปรดเมตตาด้วย”
ผู้เฒ่าสองสามท่านต่างคุกเข่าลงไปโดยไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียว พวกเขาไม่อธิบาย ไม่โต้เถียงว่าใครถูกใครผิด ไม่คิดใช้อำนาจเข้าข่ม และไม่คิดจะทวงคืนความยุติธรรมให้คนที่ตายไป พวกเขาเพียงต้องการปกป้องตระกูลหลิ่ว รักษาวงศ์ตระกูลพวกเขาไว้
ตลอดทางที่เดินมานี้มีคนบอกเรื่องราวที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นจนจบกับพวกเขาแล้ว ด้วยประสบการณ์ จึงรู้ว่าวันนี้ตระกูลหลิ่วประสบปัญหาใหญ่ รับมือได้ไม่เหมาะสม กลัวแต่ว่า ทั้งตระกูลหลิ่วจะต้องจบลงเพราะเรื่องที่ผู้นำตระกูลพวกเขาทำลงไปในวันนี้
ในช่วงเวลาเช่นนี้ พวกเขากลับโยนความภาคภูมิในฐานะคนเฒ่าคนแก่ของตระกูล สลัดทิ้งซึ่งท่าทีเคร่งขรึมของผู้อาวุโส วางทิฐิลง ไม่ใช่เพื่อคนที่ตายไป เพียงเพื่อคนเหล่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่
บริเวณโดยรอบเงียบลงชั่วขณะ สายตาผู้คนจับจ้องบนร่างเฟิ่งจิ่ว
หนุ่มน้อยชุดแดงจะจัดการเช่นไร? เผชิญหน้าสถานการณ์แบบนี้ เขาจะทำยังไง?
ส่วนในมุมมืด เจ้าตำหนักยมราชที่กลับมาอย่างเงียบเชียบเห็นภาพนี้ ดวงตาลึกล้ำจับจ้องบนร่างเฟิ่งจิ่ว หากนางไม่ต้องการให้ตระกูลหลิ่วคงอยู่ เช่นนั้นก่อนวันรุ่งขึ้นเขาจะทำให้พวกเขาหายไปเสียสะอาดหมดจด!
เฟิ่งจิ่วหรี่ตามองพวกเขา ดวงตาเผยความครุ่นคิด เธอคนนี้แบ่งบุญคุณความแค้นชัดเจน หากผู้อื่นปฏิบัติดีด้วยมารยาท ก็จะไม่ใช้อำนาจเข้าข่ม แต่สำหรับพวกคนที่คิดร้ายกับเธอ จะไม่ใจอ่อนให้อย่างแน่นอน
เหล่าผู้อาวุโสที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า แต่ละคนท่าทางจริงใจ มองมาด้วยแววตาอ้อนวอน ทำให้เธอตัดสินใจไม่ได้อยู่บ้างในชั่วขณะหนึ่ง
ที่ต้องการฆ่าเธอคือผู้นำตระกูล ขอแค่ตระกูลพวกเขาไม่ใช้กำลังเข้าสังหารเธอ ก็ไม่จำเป็นต้องไปฆ่าล้างพวกเขาทั้งตระกูล
ส่วนผู้นำตระกูลหลิ่วที่เห็นภาพนี้ ในที่สุดก็ตระหนักได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปกันแน่ เพียงชั่วขณะหนึ่ง จึงมองท่านพ่อและเหล่าผู้เฒ่าที่คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความตื่นตระหนก
เวลานี้ เขาถึงได้รู้ ว่าเพราะความโง่เง่าและหุนหันพลันแล่น สั่งฆ่าใครไปมั่วซั่ว ระรานหนุ่มน้อยชุดแดงผู้นี้ที่ยังไม่รู้ที่มาที่ไปอะไรเลย ยามนี้ตระกูลเขาไม่กล้าโต้แย้งด้วย เจ้าเมืองก็ไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วย หากเขาไม่ตาย เกรงว่าตระกูลจะต้องมาชดใช้เพราะการกระทำในวันนี้…
จบตอน
Comments
Post a Comment