ตอนที่ 261: ภูตหมออยู่ไหน?
“เจ้าฆ่าข้าเสียเถอะ! ให้หายนะตกที่ข้าครอบครัวไม่เกี่ยว ขอเจ้าโปรดเมตตา ละเว้นตระกูลหลิ่วข้าด้วย”
ผู้นำตระกูลหลิ่วพูดพึมพำ ร่างกายล้วนผ่อนคลายลงมา ไม่คิดจะต่อต้านอีก ไอสังหารและความไม่ยอมแพ้ในดวงตาก็สลายไปในที่สุด
ถึงเวลาเช่นนี้ เขาทำอะไรไม่ได้แล้ว ไม่สามารถสังหารเด็กหนุ่มชุดแดงผู้นี้ คนคนนั้นที่ต้องตายก็เป็นได้แค่เขา หากไม่ตายคงเดือดร้อนถึงวงศ์ตระกูล ถึงตายไปก็ไม่มีหน้าไปพบบรรพบุรุษตระกูลหลิ่ว
“หัวหน้าแห่งตลาดมืดมาถึงแล้ว!”
จู่ๆ น้ำเสียงหนึ่งที่แฝงด้วยพลังวิญญาณก็ลอยเข้ามาทำลายความเงียบและบรรยากาศตึงเครียดหน้าหอเมฆาทรงเกียรติ แทบในขณะที่ได้ยินข่าวว่าหัวหน้าแห่งตลาดมืดมาเยือน สายตาทุกคนต่างมองไปทางหนุ่มน้อยชุดแดงผู้นั้นตามสัญชาตญาณ
ผู้นำแห่งตลาดมืด! กลุ่มอำนาจตลาดมืดกระจายไปทั่วแต่ละแว่นแคว้นใหญ่โต นั่นคือผู้ที่คอยหนุนหลังภูตหมออยู่! ยามนี่พวกเขามาตามหา ต้องรู้ข่าวที่ภูตหมออยู่ที่นี่แน่ถึงได้รีบมา แต่…แต่ตอนนี้ ภูตหมอตายไปแล้ว ซ้ำยังตายอย่างน่าอนาถเช่นนั้น หากคนตลาดมืดรู้เข้าจะเป็นเช่นไร?
เจ้าเมืองนึกถึงจุดนี้ ผู้นำตระกูลหลิ่วที่เดิมแววตาหดหู่ก็คิดเช่นกัน ใบหน้าที่เคยสิ้นหวังมีความหวังเล็กๆผุดขึ้น เขากำลังคิดว่า หากคนตลาดมืดแก้แค้นให้ภูตหมอได้ ด้วยการสังหารหนุ่มน้อยชุดแดง งั้นตระกูลหลิ่วเขาก็จะปลอดภัย!
ท่าทางทุกคนแปลกประหลาดใจไม่สงบ มีเพียงเฟิ่งจิ่วที่ใจเย็นเช่นเดิม
เธอมองผู้นำตระกูลหลิ่วที่โดนบีบคอไว้กลับยังหันหน้ามองไปทางต้นเสียงนั้น ยกมุมปากเล็กน้อย “เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่? คิดว่าพวกเขาจะช่วยเจ้า? หรือฆ่าข้าได้รึ?”
ริมฝีปากผู้นำตระกูลที่เม้มอยู่สั่นเครือน้อยๆ เขามองท่านพ่อและเหล่าผู้เฒ่าที่ยังคุกเข่าอยู่บนพื้น ถอนหายใจเบาๆ แล้วหลับตาลง “เจ้าฆ่าข้าซะ! ใช้ชีวิตของข้าจบเรื่องทั้งหมดนี้!”
“แน่นอน ข้าจะไว้ชีวิตตระกูลหลิ่วก็ได้ แต่ข้าจะไม่ปล่อยคนที่คิดจะฆ่าข้าแน่”
สิ้นสุดน้ำเสียงที่นาบเนิบ จิตสังหารฉายผ่านในดวงตา มือที่บีบไว้รัดแน่นขึ้น บิดหักลำคอผู้นำตระกูลหลิ่วที่ไร้การขัดขืนโดยสิ้นเชิง จนถึงที่ตาย เขาเพียงร้องเสียงอู้อี้ก็หมดลมหายใจไป
“ผัวะ!”
เธอคลายมือออก ร่างผู้นำตระกูลจึงล้มลงไปเบื้องหน้าเหล่าคนตระกูลหลิ่วพอดิบพอดี
เห็นผู้นำตระกูลที่สิ้นลม ผู้เฒ่าหลิ่วสายตาตื่นตกใจ มีความเจ็บปวดและจนปัญญาที่ยากจะเก็บซ่อน ส่วนคนเฒ่าคนแก่ในตระกูลอีกสองสามท่านก็ขยับปาก กลับไม่พูดอะไรสักคำ แค่มองร่างไร้วิญญาณตรงหน้าพร้อมทั้งถอนหายใจ
จะโทษใคร? เกลียดใคร? แล้วควรไปหาใคร?
เรื่องทั้งหมดนี้ ทำได้เพียงโทษตัวเอง เกลียดตัวเอง เพราะเป็นพวกเขาที่รนหาเรื่องเอง และเพราะนี่คือโลกที่ผู้แข็งแกร่งถึงจะเป็นที่เคารพ…
ท่านเจ้าเมืองถอนหายใจอยู่ในใจ ไม่นึกเลย ไม่นึกเลยจริงๆ!
นึกไม่ถึงว่าผู้นำตระกูลหลิ่วจะจบชีวิตลงเช่นนี้ ช่างเป็นคนที่คิดเปิดเรื่อง แต่ไม่คิดถึงตอนจบโดยแท้ เดิมพวกเขาคิดว่าหากปะทะกับตระกูลหลิ่ว คนสุดท้ายที่ตายคงเป็นหนุ่มน้อยชุดแดง ทว่าถึงเวลานี้ ใครก็ไม่กล้าดูหมิ่น และเหิมเหริมต่อหน้าเขา
และตอนนี้ ย่างก้าวที่เรียบร้อยมั่นคงก็ดังใกล้เข้ามาจากที่ไกลๆ ทุกเสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอกันทำให้ทุกคนเงยหน้ามองไป เพียงเห็น กององครักษ์ชุดดำราวๆห้าสิบคนเดินมาจากบนถนนใหญ่ องครักษ์ชุดดำทั้งห้าสิบนายแต่ละคนต่างมีท่าทีเยือกเย็น กลิ่นอายสงบนิ่ง มองจากท่าทาง ล้วนเป็นยอดฝีมือที่คัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน
“ฮ่าๆๆ ภูตหมออยู่ไหนเล่า? เขาอยู่ไหน? รีบบอกเขาเร็วว่าข้ามารับเขากลับไปแล้ว!”
ตอนที่ 262: ที่แท้เป็นภูตหมอ?
หัวหน้าเคอที่เป็นหัวหน้าสาวย่างก้าวอันเงียบสงบเดินก้าวยาวมา พลางหัวเราะร่า เมื่อเห็นภาพด้านหน้าหอเมฆาทรงเกียรติ ก็แปลกใจไปบ้าง
“หืม? ที่นี่พวกเจ้าเป็นอะไรไป? เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึ?”
สายตาหัวหน้าเคอมองผ่านศพ แล้วมองไปยังเหล่าผู้อาวุโสที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
ทว่าบริเวณโดยรอบเงียบเชียบ ไม่มีใครตอบกลับคำพูดเขา เพราะไม่รู้ว่าควรบอกเช่นไร หรือจะบอกตรงๆว่าภูตหมอตายแล้ว ถูกควักลูกตาทิ้งระเบิดร่างตายไป? ส่วนมือสังหารที่ควักลูกตาภูตหมอ และทำร้ายเขาถึงแก่ชีวิตยามนี้ยังคงยืนอยู่ตรงนี้?
แม้นี่เป็นความจริง คนเห็นกันไม่น้อย แต่ในช่วงเวลานี้ก็ไม่มีใครกล้าพูด
ด้วยเหตุนี้ บรรยากาศจึงนิ่งงัน และแปลกๆไปบ้าง
“เอ๊? ท่านนี้คือ…”
สายตาหัวหน้าเคอจับจ้องบนร่างเด็กหนุ่มในชุดสีแดงแพรวพราวผู้นั้น พอเห็นหนุ่มน้อย ก็นึกถึงภูตหมออย่างอดไม่ได้ เพราะคล้ายกันยิ่งนัก แต่ว่า หนุ่มน้อยชุดแดงผู้นี้หน้าตาโดดเด่นเป็นที่สุด เขากลับไม่เคยเห็นรูปลักษณ์ภูตหมอ จึงไม่รู้ว่าคนตรงหน้านี้เป็นคนที่ตามหาหรือไม่
ท่านนี้คือเด็กหนุ่มที่สังหารภูตหมอ!
คำพูดนี้ หลายคนอยากตะโกนไป แต่ก็ไม่กล้าถึงเพียงนั้น
จนกระทั่ง บรรยากาศแปลกๆนี้ถูกทำลายด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“นายท่าน!”
เหลิ่งซวงในชุดสีดำเรียบๆ วิ่งมาจากด้านหลังกองทัพ แม้จะสวมชุดสีดำเรียบๆ แต่รูปร่างตอนนี้กลับไม่ถูกผูกรัดและปกปิด ที่ปรากฏอยู่คือรูปร่างสาวน้อยที่งดงามประณีต
ทว่าหัวหน้าเคอที่ได้ยินเสียงตะโกนเรียกของเหลิ่งซวงกลับผงะไป มองไปมารอบๆ “อยู่ไหน? ภูตหมออยู่ที่ไหนรึ?”
สิ้นสุดน้ำเสียง ก็เห็นสายลมโฉบผ่านไปจากข้างกายชั่วขณะ เหลิ่งซวงผู้นั้นมายังเบื้องหน้าหนุ่มน้อยชุดแดงตรงหน้านั้นอย่างรวดเร็ว
“นายท่าน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ไม่เป็นอะไรใช่ไหมเจ้าคะ?” เหลิ่งซวงจับแขนนางไว้ พินิจมองจากบนลงล่าง เมื่อเห็นเสื้อผ้าบนตัวถูกฟันขาดเป็นรอยเล็กๆแต่ละรอย ใบหน้างดงามเยือกเย็นก็เย็นเยียบขึ้นมาทันใด
“ใคร? ใครทำร้ายนายท่านจนกลายเป็นเช่นนี้เจ้าคะ?”
“ฮ่าๆๆ! ที่แท้น้องชายภูตหมอหน้าตาหล่อเหลาเช่นนี้เอง! นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นโฉมหน้าท่าน ช่างน่าตกตะลึงโดยแท้”
หลังหัวหน้าเคอเห็นเหลิ่งซวงออกหน้าไปชี้คน ก็หัวเราะลั่นเดินเข้าไป พลางไถ่ถามว่า “น้องชายภูตหมอ หลายวันนี้ท่านสบายดีหรือไม่? หลังพวกเราได้ยินข่าวว่าท่านอยู่เมืองลิ่วเต้านี้ก็รีบมาทันที กลัวจะคลาดกันไม่ได้พบหน้า”
ผู้คนรอบข้างต่างนิ่งอึ้งเพราะภาพนี้ นี่ นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
ภูตหมอ?
ภูตหมอถูกเด็กหนุ่มชุดแดงฆ่าไม่ใช่หรือ? ทำไมหัวหน้าเคอถึงจำคนผิด? ยังมีสาวน้อยชุดดำที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้อีก ทำไมหลังนางเรียกหนุ่มน้อยว่านายท่าน หัวหน้าเคอถึงยิ้มเข้าไปรับหน้า? ซ้ำยังเรียกภูตหมอเสียเต็มปากเต็มคำ?
สีหน้าท่านเจ้าเมืองเวลานี้เปลี่ยนไปยกใหญ่ บนหน้าผากมีเหงื่อไหลออก แม้แต่ริมฝีปากยังสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย
นี่ นี่คงไม่ใช่อย่างที่เขาคิดกระมัง? หรือ หรือว่า เด็กหนุ่มชุดแดงผู้นี้จะเป็นภูตหมอตัวจริง?
สวรรค์! สุดท้ายเขาก็ทำเรื่องโง่เง่าไปเสียมากมาย!
ผู้คนรอบๆเห็นภาพนี้ แต่ละคนก็เบิกตาโตอย่างเหลือเชื่อ สีหน้ายากจะเข้าใจ
ภูต ภูตหมอ? นี่คือภูตหมอรึ? งั้นคนที่ตายไปก่อนหน้านั้นเป็นผีสางที่ไหนกัน?
“ท่านหัวหน้าเคอ ไม่พบกันนาน สบายดีหรือไม่?”
มุมปากเธอเชิดขึ้นเผยรอยยิ้มเบาๆหนึ่งประโยคที่ยอมรับตัวตน ทำให้ทุกคนรอบข้างต่างตกใจเสียจนสองขาอ่อนยวบ ทรุดนั่งลงบนพื้น…
ตอนที่ 263: จบลงตรงนี้!
ได้ยินคำพูดเฟิ่งจิ่ว รอยยิ้มบนใบหน้าหัวหน้าเคอก็ยิ่งลึกขึ้น แต่เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางผู้คนรอบกายรวมถึงคนที่ตกใจเสียจนทรุดนั่งลงบนพื้น ก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจ ถามว่า “นี่พวกเขาเป็นอะไรไปหมด?”
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองคนพวกนั้น มุมปากอมยิ้มที่มีความซุกซนบางส่วน เอ่ยว่า “อาจเพราะ… ตกใจกันกระมัง!”
ยามนี้ ท่านเจ้าเมืองที่ได้สติกลับมาออกหน้าคำนับพร่ำขอโทษอยู่ไม่ขาดปาก “ใต้เท้าภูตหมอ ข้าน้อยมีตาแต่หามีแววไม่ ถึงได้จำผิดคน นี่มันช่าง… เฮ้อ!”
“จำผิดคน? นี่มันเรื่องอะไรกัน?” หัวหน้าเคอมองเฟิ่งจิ่วกับเจ้าเมืองฉางด้วยความประหลาดใจ แอบคิดว่า ‘หรือก่อนหน้านี้ จะเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นที่นี่?’
“เรื่องผ่านไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก”
เธอพูดจบ ก็มองไปทางผู้อาวุโสสองสามท่านที่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น เดินไปด้านหน้าทั้งแววตาหมองลงน้อยๆมายังเบื้องหน้าพวกเขา เอ่ยว่า “ให้เรื่องจบลงตรงนี้ พวกเจ้ากลับไปเสียเถอะ!”
ได้ยินคำพูดนี้ พวกเขาที่นั่งอยู่บนพื้นก็ตื่นเต้นเสียจนแทบหลั่งน้ำตา เมื่อได้ยินว่าหนุ่มน้อยชุดแดงคือภูตหมอ เดิมคิดว่าแย่ล่ะ ตระกูลหลิ่วต้องตายแน่แล้ว นึกไม่ถึง ว่าจะปล่อยพวกเขาไป โดยไม่ไต่สวนอีก นี่ นี่มัน…
“ขอบคุณท่านภูตหมอ ขอบคุณมาก…”
พวกเขาก้มกราบด้วยความซาบซึ้ง ขอบคุณจากใจจริง เพราะความเมตตากรุณาของเขา ถึงปกป้องตระกูลหลิ่วให้พ้นภัยพิบัติไปได้
เวลานี้ พวกเขารีบพาคนออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าอยู่ที่นี่ต่ออีก คล้ายกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจอีก
“ใต้เท้าภูตหมอ เชิญท่านไปพำนักที่จวนเจ้าเมืองเถิด ให้โอกาสข้าน้อยได้ไถ่โทษ” ท่านเจ้าเมืองข้างๆปริปากเอ่ย คิดจะพยายามกู้หน้าจากความผิดที่ทำไปก่อนหน้านี้
หัวหน้าเคอจับจ้องบนร่างเจ้าเมืองฉางด้วยสายตาตรวจสอบ นัยน์ตาฉายประกาย ไถ่โทษงั้นรึ?
“ไม่ต้องหรอก” เฟิ่งจิ่วกล่าวเบาๆ บอกกับเหลิ่งซวงข้างกายว่า “เจ้าจูงเหล่าไป๋ไปที”
เหลิ่งซวงมองไปตามสายตานาง เห็นม้าอ้วนที่นอนกรนเสียงดังอยู่บนพื้น แม้จะแปลกใจว่านายท่านได้ม้าเช่นนี้มาได้ยังไง แต่ก็ยังคงเข้าไปจูงเชือกม้ามา
เพราะดึงขยับเชือกม้า เหล่าไป๋จึงตื่นขึ้นมา เมื่อเห็นเหลิ่งซวงในชุดดำที่มีกลิ่นอายงดงามเย็นชา ก็น้ำลายไหล ลุกยืนขึ้นและเข้าไปใกล้เสียเอง
“ข้าสั่งให้ทางตลาดสาขาย่อยด้านนั้นจัดเตรียมที่พักไว้แล้ว เช่นนี้เถอะ! พวกเราเข้าไปกันก่อน เรื่องอื่นรอกลับไปค่อยว่ากัน” หัวหน้าเคอพูดจบ ก็ทำท่ามือเชื้อเชิญให้เฟิ่งจิ่ว
“อืม” เฟิ่งจิ่วขานรับ สาวก้าวเดินไปด้านหน้า ทว่า พอก้าวออกไป กลับชะงักลง แววตามองไปมุมหนึ่งอย่างมีความนัย
เห็นเขาหยุดฝีเท้าลง หัวหน้าเคอจึงถามว่า “เป็นอะไรรึขอรับ?”
“ไม่มีอะไร” เธอส่ายหน้า ถึงจะสาวก้าวเดินไปด้านหน้าต่อ
เหลิ่งซวงจูงเหล่าไป๋ตามไปด้านหลัง เดินทางไปยังตลาดมืดสาขาย่อย ไม่นานนัก ก็หายไปจากหน้าหอเมฆาทรงเกียรติ…
ในมุมมืด ฮุยหลางกับอิ่งอีมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนจะมองไปทางนายท่าน เอ่ยถามว่า “นายท่าน จะไม่จับภูตหมอกลับไปหรือขอรับ?”
“ใครบอกเจ้าว่าข้าจะจับนางกลับไป?” เจ้าตำหนักยมราชกวาดมองทั้งสอง สะบัดแขนเสื้อ แล้วหันตัวออกไป
เห็นเขาจากไป ทั้งสองก็นิ่งอึ้ง ฮุยหลางถามขึ้นด้วยเสียงกดเบาลง “นายท่านแจ้นมาที่นี่เพื่อภูตหมอโดยเฉพาะไม่ใช่หรือ? หากไม่จับเขากลับไป? จะมาทำไมเล่า? อย่าบอกข้านะว่าแค่จะมาดูเขาเฉยๆน่ะ?”
อิ่งอีเหลือบมองเขา กล่าวด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “คำถามนี้ ข้าคิดว่าเจ้าไปถามนายท่านก็ได้นะ” สิ้นสุดน้ำเสียง ก็ตามไป
“ถามนายท่าน? เจ้าจะให้ข้าไปโดนนายท่านเชือดรึ!” ฮุยหลางกระซิบกระซาบ เรียกพลังกระโดดขึ้นไล่ตามไป
ตอนที่ 264: เยี่ยมเยือนกลางดึก
พอพวกเขาจากไป หน้าหอเมฆาทรงเกียรติก็เงียบเชียบไปหมด ไม่มีใครพูดอะไรเสียเนิ่นนาน แต่หลังจากมองกันและกัน แต่ละคนต่างก็แยกย้ายกันไป
ส่วนที่อีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่มาพักผ่อนยังที่พำนักที่ตลาดมืดสาขาย่อยจัดเตรียมไว้ถอดเปลี่ยนชุดแดงที่โชกเลือดบนตัวออก หลังอาบน้ำสักพักถึงจะเดินออกมาด้านนอกตรงลานบ้าน
“นายท่าน ข้าให้คนเตรียมพวกอาหารไว้แล้ว ท่านทานก่อนเถอะเจ้าค่ะ!”
เหลิ่งซวงเห็นนางที่ใบหน้าฟื้นคืนกลับมา ในใจก็เริงร่ายิ่งนัก บอกว่า “หากทางพวกท่านผู้เฒ่ารู้ว่ารูปโฉมนายท่านฟื้นคืนแล้ว ต้องดีใจกันมากแน่ๆเจ้าค่ะ”
“แม้โดนคนตำหนักยมราชจับตัวไป แต่หนนี้ข้าก็ได้ประโยชน์ไม่น้อยเลยจริงๆ” เธอสะบัดชุดแดงพลางยิ้ม นั่งลงข้างโต๊ะ เห็นอาหารสองสามอย่างบนโต๊ะล้วนเป็นของชอบ ก็หรี่ตาลงยิ้มมองเหลิ่งซวงอย่างอดไม่ได้
“เหลิ่งซวง มีเจ้าอยู่ข้างกายนี่ช่างดีนัก ดูสิ แม้แต่ข้าอยากกินอะไรถึงไม่บอกเจ้าก็รู้ได้” เธอหยิบตะเกียบขึ้นกินอาหาร พลางบอกว่า “เจ้าก็นั่งกินด้วยกันสิ! ยังไงซะข้าก็กินคนเดียวไม่หมดหรอก”
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะนายท่าน ในห้องครัวด้านนั้นข้ายังมีอีกชุดหนึ่ง” นางมาช่วยเฟิ่งจิ่วตักน้ำแกงตรงข้างโต๊ะ
“จริงด้วย หลังจากนั้นงานแข่งยาทิพย์เป็นเช่นไรบ้าง?” เธอกินไปพลางเอ่ยถาม หากไม่ถามตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าตอนหลังสมาคมได้อันดับหนึ่งรึเปล่า?
“ตลาดมืดได้อันดับหนึ่งเจ้าค่ะ”
เหลิ่งซวงพูดจบ ก็มองนางที่กำลังทานอาหาร ชะงักลงสักพัก บอกว่า “แต่นายท่าน หลายวันนี้ที่ท่านโดนจับตัวไป ด้านนอกกลับมียาของท่านถูกประมูลในราคาสูง เพราะเป็นเช่นนี้ ช่วงเวลานี้จึงแทบพูดได้ว่าชื่อของภูตหมอกลายเป็นข่าวเล่าลือในทุกเมืองใหญ่เลยเจ้าค่ะ”
“เรื่องนี้คงเป็นฝีมือเจ้าตำหนักนั่น แม้ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร แต่ข้าก็ไม่ได้เสียหาย” นึกถึงเจ้าตำหนักยมราชผู้นั้น เธอก็นึกถึงตอนนั้นที่ผู้นำตระกูลหลิ่วเรียกหาอสูรครอบเมฆา แต่อสูรตนนั้นกลับไม่มา
“เหลิ่งซวง ตอนที่พวกเจ้ามาได้เห็นอสูรศักดิ์สิทธิ์บ้างหรือไม่?”
เหลิ่งซวงคิดไปคิดมา ก็ส่ายหน้า “ไม่เห็นเจ้าค่ะ แต่ได้ยินเสียงร้องคำราม ตอนนั้นพวกเราเข้าเมืองมาแล้ว”
“โอ้ แบบนี้เอง!” เธอพยักหน้า คิดว่าอสูรศักดิ์สิทธิ์ตนนั้นคงไม่ปรากฏตัวโดยไม่มีเหตุผล ยังมีเจ้าตำหนักผู้นั้นอีก ในเมืองลิ่วเต้านี้มีหูตาของพวกเขาอยู่ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้เรื่องหน้าหอเมฆาทรงเกียรติที่วุ่นวายเสียงดังกันเพียงนั้น
สัญชาตญาณเธอในตอนนั้นอาจจะไม่ผิด เขาคงจะอยู่ใกล้ๆกัน
แต่เขาคิดจะทำอะไรกันแน่? หากจะจับเธอกลับไป ก็มีโอกาสลงมือไม่น้อยเลย แต่กลับไม่ทำอะไรเช่นนั้น แล้วยังมีอสูรศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นอีก ชัดเจนว่าได้ยินเสียงคำรามกลับไม่ปรากฏตัว ดังนั้นเดาว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าตำหนักยมราชไปไม่ได้เลย
เนื่องจากวันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายนัก พอตกกลางคืน เฟิ่งจิ่วจึงพักผ่อนตั้งแต่หัวค่ำ เหลิ่งซวงเดิมทีคิดจะอยู่เฝ้าในเรือน กลับถูกเฟิ่งจิ่วไล่กลับไปพักผ่อน
ส่วนหัวหน้าเคอนั้น เพราะคิดว่าเรื่องวันนี้แปลกๆ หลังจากส่งเฟิ่งจิ่วไปพักในเรือน ก็มีคนนำเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าหอเมฆาทรงเกียรติวันนี้มาบอกแก่เขา
หัวหน้าเคอที่รับรู้เรื่องราวทั้งหมดไม่พูดไม่จาอยู่นานนัก เพียงคิดว่าเหลือเชื่อ และไม่กล้าเชื่ออยู่บ้าง ว่าภูตหมอจะกล้าเป็นศัตรูกับวงศ์ตระกูลระดับกลางด้วยกำลังตัวคนเดียว ซ้ำยังได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่…
ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง ภายในที่พำนักมีแต่ความเงียบสงบ ทว่าในเวลานี้เอง เงาร่างสีดำพุ่งไปมาราวกับอยู่ในหลังสวนบ้านตนเอง เหยียบย่ำสายลมหนาวข้ามผ่านชายคา มายังบริเวณด้านในที่พำนักอย่างเงียบเชียบไร้เสียง โดดผ่านหน้าต่างเข้าไปในห้อง…
ตอนที่ 265: คำสารภาพที่แฝงความนัย!
แทบจะในขณะที่เงาร่างสีดำนั้นเข้ามาในห้องจากทางหน้าต่าง ห้องที่เดิมเคยมืดสนิทก็จุดไฟสว่างขึ้น น้ำเสียงแผ่วเบาที่มีความเฉื่อยชาน้อยๆ ลอบออกมาจากในห้อง
“ท่านเจ้าตำหนัก ดึกดื่นเช่นนี้ ไม่หลับนอนอยู่บ้าน ปรี่มาหาข้าที่นี่ทำไมรึ?”
ได้ยินคำพูดนี้ แววตาลึกล้ำของเจ้าตำหนักก็สั่นไหวเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเบาๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีแรงดึงดูดเปล่งออกจากปาก “เจ้ารู้ว่าข้าจะมา?”
ขณะสิ้นสุดน้ำเสียง เขาสาวก้าวเดินไปด้านในห้อง เข้าใกล้มาหนึ่งก้าว สองก้าว
“ท่านเจ้าตำหนัก ข้าไม่สวมเสื้อนอนนะขอรับ!”
ฝีเท้าเขาชะงักลง รอยยิ้มตรงริมฝีปากลึกขึ้น น้ำเสียงทุ้มเข้มราวกับเหล้าชั้นเลิศอันกลมกล่อม มีเสน่ห์ที่ชวนให้หลงใหลอยู่เล็กน้อย “ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสา”
เฟิ่งจิ่วในห้องกระตุกมุมปาก พลิกตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เห็นเงาร่างสีดำสาวก้าวเดินเข้ามา นัยน์ตาสีดำสนิทอันลึกล้ำจับจ้องบนร่างเธออย่างมีแววประกายแฝง เลิกคิ้วขึ้นเบาๆ คล้ายกำลังถามว่า ‘เจ้าบอกว่าไม่ใส่เสื้อผ้าอยู่ไม่ใช่หรือ?’
เธอหรี่ดวงตาลงยิ้ม เป็นดั่งจิ้งจอกน้อยจอมเจ้าเล่ห์ ยิ้มอย่างได้ใจและอวดดี “รู้ว่าท่านเจ้าตำหนักจะมา เสื้อผ้าข้าจะไม่เรียบร้อยได้อย่างไรเล่า? ดังนั้น คืนนี้ข้าจึงสวมเสื้อนอนขอรับ”
“กำลังรอข้ารึ?”
เขามาถึงข้างเตียงถึงจะหยุดฝีเท้าลง ยืนอยู่หน้าเตียง มองสาวน้อยที่นั่งกอดผ้าห่มอยู่บนเตียงจากบนลงล่าง แม้ยังแต่งตัวชุดผู้ชาย แต่นางในคืนนี้อาจเพราะก่อนหน้านี้กำลังพักผ่อนอยู่ ดังนั้นเส้นผมสีหมึกจึงปล่อยสยาย
เห็นเส้นผมสีหมึกราวเส้นไหมสยายอยู่บนหลัง และมีอีกสองสามเส้นห้อยปรกอยู่ข้างแก้มข้างหนึ่ง ยิ่งเสริมเพิ่มความงดงามมีเสน่ห์น่ามอง ทำให้สายตาเขาค่อยๆลึกขึ้น
เฟิ่งจิ่วที่กอดผ้าห่มอยู่โดนแววตาลึกล้ำจ้องมองอย่างเร่าร้อนเช่นนั้น ร่างกายอึดอัดขึ้นมาทันใด ยิ้มทั้งหน้าเหยเก ถามว่า “ท่านเจ้าตำหนัก ท่านมาหาข้ามีเรื่องอะไรรึขอรับ?”
ได้ยินคำเรียกนั้น เจ้าตำหนักยมราชก็ขมวดคิ้วขึ้นมา “ข้าแก่มากงั้นรึ?”
เฟิ่งจิ่วพูดอะไรไม่ออก เพียงอยากพูดว่าท่านเจ้าตำหนัก ท่านจับประเด็นสำคัญผิดไปรึเปล่า?
“ข้าแก่มากรึ?”
เขาถามอีกครั้ง ราวกับคำถามนี้ช่างอ่อนไหวยิ่งนัก นัยน์ตาดำอันลึกล้ำจ้องนางตาเขม็ง เหมือนว่าหากนางไม่พูดคำตอบที่ทำให้เขาพอใจ ก็จะไม่ละเลิกแค่นี้
“แหะๆ ท่านไม่แก่ขอรับ ไม่แก่เลย” เธอยิ้มเจื่อนๆ รู้สึกว่าเขาไร้เหตุผล ที่มาจริงจังกับเธอด้วยคำถามนี้
แววตาลึกล้ำของเจ้าตำหนักยมราชมองลึกลงไปที่นาง สายตาแผดเผาจับจ้องบนใบหน้ารูปไข่ที่ชุ่มชื้นอ่อนโยน ดวงตาฉายประกายเล็กน้อย เอ่ยปากด้วยท่าทีเคร่งขรึมจริงจัง
“ข้าอายุยี่สิบห้า ยังไม่ได้แต่งงาน”
“หึ!”
เธอได้ยินคำพูดนี้ ค่อยมองใบหน้าที่เคร่งเครียดจริงจัง อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้ เร่งรีบใช้มือปิดปากกลั้นขำ กระแอมไปเบาๆ ถึงจะบอกว่า “นี่ ท่านเจ้าตำหนัก! ด้วยท่าทางท่าน… เอ่อ ไม่ใช่ขอรับ ข้าหมายความว่า…”
“เจ้าไม่เข้าใจความหมายของข้า?”
เขาตัดบทคำพูดนาง มองไปด้วยสายตาซับซ้อนวาววับ เขาพูดได้อย่างชัดเจนถึงเพียงนี้ นางยังไม่เข้าใจอีก?
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วตกใจ กะพริบตาปริบๆ พูดอย่างนิ่งอึ้ง “ท่านอายุยี่สิบห้า ยังไม่แต่งงานไม่ใช่หรือ ข้าเข้าใจแล้วล่ะ!”
เห็นเช่นนี้ สีหน้าท่านเจ้าตำหนักก็มืดลง ไม่รู้ว่าโกรธที่นางไม่เปิดใจ หรือเคืองใจที่ตัวเองยังสารภาพได้ไม่ดีพอ
เห็นนางมองเขาด้วยใบหน้าไร้เดียงสา เหมือนไม่รู้ว่าเขากำลังโมโหอะไรอยู่ จึงขุ่นเคืองและละอายอยู่บ้างอย่างอดไม่ได้ ทันใดนั้นก็โน้มตัวลงกดนางไว้บนเตียง
ตอนที่ 266: วัวแก่กับหญ้าอ่อน!
“ท่านจะทำอะไร!”
การกระทำอย่างกะทันหันทำเธอตกใจ เบิกสองตาขึ้นพร้อมใช้สองแขนยันแผงอกไว้ตามสัญชาตญาณ ไม่ให้เขาทับลงมา แต่กลิ่นอายความเป็นชายที่จู่ๆก็เข้ามาใกล้รวมถึงใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้าเธอทันทีทันใด ทำให้หัวใจพลันเต้นตึกตักขึ้นมา
แววตาลึกล้ำของเจ้าตำหนักยมราชจ้องมองนาง สองแขนยันไว้สองข้าง ทั้งตัวปกคลุมอยู่บนร่างนาง ห้อมล้อมนางไว้ใต้ร่างไม่ให้หนีหาย
เห็นท่าทางนางหวาดหวั่น ได้กลิ่นหอมยาสดใหม่ของนาง ดวงตาเขาลึกขึ้นน้อยๆในลำคอหมุนตลบ เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีแรงดึงดูดและความแหบพร่าเล็กน้อย “เจ้าไม่รู้ว่าข้าจะทำอะไรจริงๆรึ?”
เฟิ่งจิ่วมองใบหน้ารูปงามที่แผ่ขยายเข้ามาใกล้ตรงหน้า กลืนน้ำลายอย่างอดไม่ได้ กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “งั้น ท่านเจ้าตำหนัก เราสองล้วนเป็นชายชาตรี ท่านไล่ต้อนข้าเช่นนี้ไม่งามนักจริงๆ คนมาเห็นจะเข้าใจผิดได้นะขอรับ”
แม้เธอคิดว่าเขาช่าง.งดงามเสียจนอยากจะกลืนกิน แต่ ผู้ชายคนนี้ทั่วร่างทุกส่วนล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันตราย เกรงว่าอีกหน่อยจะนำพาปัญหามาแก่ตน ยิ่งไปกว่านั้น ความแข็งแกร่งเขาไม่ใช่ที่จะคาดเดาได้ สู้กันยิ่งสู้ไม่ไหว ดังนั้น ทางที่ดีคืออย่าเกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลยจะดีกว่า
“เจ้าเป็นผู้ชาย?”
ในดวงตาดำที่ลึกลับฉายแววยิ้มเยาะ หายวับผ่านไป เร็วเสียจนไม่มีทางสังเกต
“แน่.นอน!”
เธอพูดเสียงดัง ทว่ายังรู้สึกขาดความมั่นใจไปบ้างภายใต้สายตาเขา
เจ้าตำหนักยมราชเห็นรูปโฉมงามเลิศประณีตใต้ร่าง ก็ยิ่งหายใจหนักขึ้นมา
ระยะที่ใกล้กันเช่นนี้ เขาถึงกับสามารถได้ยินเสียงหัวใจนางเต้นแรงดังตึกตัก มองปากเล็กอิ่มน้ำนั้นเอ่ยวาจาเดี๋ยวเปิดบ้างปิด พบว่าตัวเองไม่ได้ยินว่านางกำลังพูดอะไร เพราะความสนใจทั้งหมดล้วนอยู่บนริมฝีปากแดง.งดงามหยดย้อยที่ดูแล้วน่าอร่อยนัก
อยากจะจูบลงไปลองลิ้มรสชาตินั้นเสียจริงๆ…
ความคิดในหัวรวมกับแรงกระตุ้นในหัวใจ เขาจึงทำตามไปจริงๆ ร่างกายค่อยๆทาบทับลงไป ดวงตาที่ยิ่งลึกซึ้ง และเร่าร้อนขึ้นจับจ้องอยู่บนริมฝีปากแดงน่าเย้ายวน
เฟิ่งจิ่วนิ่งงัน!
เห็นใบหน้าที่ก้ม.ลงมาช้าๆ ก็เบิกตาโตมองเขาด้วยความตกตะลึง ชายคนนี้ตรงหน้าคือท่านอาเคราดกที่โดนเธอจูบโดยไม่ระวัง สักพักก็เป็นลมไปในป่าเก้าหมอบจริงหรือ?
แล้วเมื่อไหร่กันที่เขาไร้ยางอายเช่นนี้?
เห็นริมฝีปากบางทรงเสน่ห์นั้นจะจูบลงบนริมฝีปากเธอ สองแขนที่ยันแผงอกเขาไว้กลับผลักเขาออกไปไม่ได้ไม่ว่ายังไง ราวกับภูเขาลูกใหญ่ลงมาทับ เห็นเช่นนี้เธอก็นึกอะไรออก ส่งเสียงร้องออกมาทันที
“ท่านอา!”
เสียงเรียกท่านอานี้ทำให้เจ้าตำหนักยมราชอึ้งไปดังคาด สายตาที่เดิมเคยจับจ้องบนริมฝีปากแดงเงยขึ้น เห็นสาวน้อยนั้นกำลังมองมาด้วยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ เหมือนเขาทำเรื่องอะไรที่เลวร้ายเกินจะให้อภัย ถึงแม้หนังหน้าด้านหนา เวลานี้ก็อับอายเกินจะทำต่อได้
“ท่านอา แม้ท่านชอบผู้ชายด้วยกัน แต่ก็ไม่ควรทำอะไรข้านะขอรับ! ข้าเพิ่งอายุสิบห้า กำลังเป็นต้นหญ้าเล็กที่เพิ่งโผล่หัว ท่านจะกินหญ้าอ่อนเช่นข้าได้ลงคอหรือ?”
ได้ยินคำพูดนี้ เจ้าตำหนักยมราชมุมปากกระตุกอย่าง.อดไม่ได้ ใบหน้างดงามดำมืดลง กวาดมองสาวน้อยหน้าไร้เดียงสาอย่างเย็นชา ในใจกลั้นลมไว้ไม่อาจปล่อยออกมา
“เจ้าหมายความว่าวัวแก่เช่นข้าไม่ควรกินหญ้าอ่อนอย่างเจ้า?”
พูดพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่บ้าง หากทำได้ เขาอยากจะบีบคอเด็กสาวจอมกวนประสาทนี่ให้ตายไปเสียจริงๆ
ตอนที่ 267: ของขวัญ!
“แหะๆ ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้นขอรับ”
เฟิ่งจิ่วยิ้มเจื่อนๆ เห็นสีหน้าเขาถมึงทึง ในดวงตามีความอับอายและเคืองขุ่น จึงรีบร้อนเอ่ยว่า “รีบลุกเร็ว ผู้ชายสองคนอยู่ในสภาพเช่นนี้ไม่งามเลยจริงๆ!”
ได้ยินคำเช่นนี้ เจ้าตำหนักยมราชยิ้มอย่างขุ่นเคือง ถอยออกไปก้าวหนึ่งหยิบของออกมาจากในห้วงมิติ แล้วยัดใส่ในอ้อมแขนนางทันที ส่วนตัวเองหันตัวเดินไปทั้งสีหน้าทะมึน
เฟิ่งจิ่วอึ้งไป ยังไม่ทันได้ตอบโต้ก็สัมผัสเข้ากับขนสัตว์อ่อนนุ่มจึงก้มลงมอง ดวงตาเป็นประกายอย่างอดไม่ได้ “ว้าว! เจ้าหมาน้อยมาจากไหนกัน? งามยิ่งนัก!”
สิ่งของเล็กๆที่มีขนหนานุ่มสีขาวในอ้อมกอดอ้วนจ้ำม่ำ ตัวดั่งก้อนเนื้อ เส้นขนสีขาวราวหิมะปุกปุยเล็กน้อย ยามนี้กำลังถลึงสองดวงตาสีน้ำเงินเข้มจ้องมองมา รูปร่างเล็กๆนั่นทำให้เธอเห็นแล้วอดใจไม่ไหวอยากจับมันมาลูบๆขน
“หมาน้อย!”
เธอเรียกด้วยความระรื่น แล้วพลันนึกถึงท่านเจ้าตำหนักที่หันตัวเดินไปผู้นั้น ครั้นเงยหน้ามองไปก็ไม่เห็นร่างเขาเสียแล้ว
“ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะยกหมาน้อยตัวนี้ให้เราเป็นสัตว์เลี้ยง” เธอแอบกระซิบ ไม่ไปสนใจเขา แต่ลูบๆขนสุนัขตัวน้อยพลางหรี่ตาลงยิ้มพูด “ข้ามีเหล่าไป๋อยู่แล้ว งั้นเจ้าก็ชื่อเสี่ยวไป๋ เป็นยังไง?”
สิ้นเสียง เหมือนนึกถึงอะไรบางอย่างได้จึงกล่าวอีกว่า “เสี่ยวไป๋ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ นายคนก่อนของเหล่าไป๋ก็เป็นเสี่ยวไป๋นี่นา!”
“อืม ชื่อฉิวฉิวดีกว่า” เธอตบหัวเล็กๆของมันพลางพูด พร้อมตัดสินใจเรื่องชื่อ
ทว่าเฟิ่งจิ่วที่กอดฉิวฉิวไว้กลับไม่เห็น ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเจ้าตัวเล็กที่ฟุบอยู่ในอ้อมแขนนั้นเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่กลับไม่กล้าทำอะไรเธอ ทำได้เพียงเป็น ‘หมาน้อย’ ตัวหนึ่งไปอย่างเชื่องๆ
วันต่อมา เมื่อเหลิ่งซวงเห็นนายท่านกอดเจ้าก้อนเนื้อกลมออกมาก็ผงะไปนิด ทว่าไม่ถามอะไรมาก บอกแค่ว่า “นายท่าน อาหารเช้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
เฟิ่งจิ่วนั่งลงทานอาหารพลางป้อนให้ฉิวฉิวบ้าง กลับเห็นมันหันหน้าหนีด้วยความหยิ่งยโส รังเกียจกันนักอย่างเห็นได้ชัด
เห็นเช่นนี้เธอก็ไม่ใส่ใจ หลังทานอาหารเช้าจึงส่งฉิวฉิวให้เหลิ่งซวงไปดูแล ส่วนตัวเองไปยังเรือนด้านหน้า ว่าจะหารือเรื่องต่อจากนี้กับหัวหน้าเคอ
ในห้องโถง
“ฮ่าๆๆ น้องชายภูตหมอ เจ้ามาแล้ว มาๆๆ นั่งเถอะ”
หัวหน้าเคอให้คนยกชากับขนมมา รอจนเฟิ่งจิ่วนั่งลงแล้วถึงจะกล่าว “ครั้งนี้ตลาดมืดเราต้องขอบคุณท่านจริงๆ หากไม่มีท่านปีนี้ก็ไม่อาจคว้าชัยอันดับหนึ่งได้ แต่ที่ข้าต้องขออภัยอย่างมากคือการปล่อยให้น้องชายถูกคนตำหนักยมราชลักพาตัวไปเสียจนทำให้ตกใจ”
กล่าวจบเขาก็ยิ้มมองเฟิ่งจิ่ว บอกว่า “ข้าเตรียมของขวัญไว้มากมายเป็นพิเศษเพื่อขอบคุณเจ้า” เขาปรบมือ จากนั้นเห็นผู้อารักขาสองนายยกถาดเดินเข้ามา
เฟิ่งจิ่วมองไป เห็นบนถาดมีผ้าแดงคลุมไว้ มองไม่ออกว่าเป็นอะไร จึงไม่พูดไม่จา เพียงมองอยู่เงียบๆ ขณะมุมปาก.อมยิ้ม
หัวหน้าเคอก้าวเข้ามายกผ้าแดงออก บอกกับเฟิ่งจิ่วด้วยรอยยิ้มว่า “นี่คือปะการังหยกแดงใต้ทะเลลึก เป็นที่สุดในหมู่ปะการังทั้งปวง สามารถเอาไว้ใช้เชยชม มีผลทำให้จิตใจสงบ หนำซ้ำปะการังหยกแดงนี้อุดมไปด้วยพลังวิญญาณ หากวางไว้ในห้องนอนหรือสถานที่ฝึกบำเพ็ญจะยิ่งช่วยพัฒนาวรยุทธ์”
“ช่างเพลิดเพลินเจริญตานัก เป็นของดีจริงๆ” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า สายตาหยุดลงบนปะการังสีแดงที่แวววาวงดงาม แล้วมองไปยังชิ้นที่สอง
“เหอะๆ ส่วนชิ้นที่สองนี้คืออาภรณ์เงินไหมสวรรค์ เป็นของที่ข้าหามาให้น้องชายเป็นพิเศษ” เขายกผ้าแดงนั้นออก เผยให้เห็นเสื้อสีขาวเงินด้านในที่ลักษณะคล้ายกับเกราะเบา
ตอนที่ 268: เรือเหาะอันหรูหรา!
หัวหน้าเคอมองอาภรณ์เงินไหมสวรรค์ตัวนั้น บอกว่า “ว่ากันตามจริง นี่เป็นวัตถุเวทที่มีความสามารถในการป้องกัน ต้านทานการโจมตีจากผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังได้ถึงสามครั้ง ระดับกำเนิดวิญญาณได้หนึ่งครั้ง เพียงสวมไว้มันจะขยายใหญ่ขึ้นหรือหดเล็กลงให้พอดีตามรูปร่างด้วยตัวเอง หากมีเสื้อตัวนี้อยู่ อีกหน่อยหากน้องชายพบอันตรายใดๆ ก็รับประกันเพิ่มได้อีกระดับหนึ่ง”
เห็นของขวัญสองอย่างนี้ สีหน้าเฟิ่งจิ่วอ่อนโยนขึ้นบางส่วน มองยังท่านหัวหน้าเคอก่อนประสานมือกล่าว “ชัดเจนว่าของขวัญสองชิ้นนี้ทำให้พี่เคอต้องลำบากไม่น้อย ข้าขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย”
ได้ยินเขาเรียกพี่เคอ หัวหน้าเคอปลื้มปริ่มอยู่ในใจ ส่งเสียงหัวเราะดังลั่น “น้องชายชอบก็ดี ชอบก็ดี” พูดจบถึงหยิบของชิ้นหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้ออีก พูดกับเฟิ่งจิ่วด้วยรอยยิ้มว่า “สองชิ้นนั้นคือของขวัญขอบคุณ ส่วนนี่เป็นรางวัลที่ครั้งนี้น้องชายช่วยให้ตลาดมืดคว้าอันดับหนึ่งมา”
“เจ้าดูสิ” เขาแบมือออก เผยให้เห็นเรือเล็กที่หรูหราประณีตลำหนึ่ง
“นี่คือ…” เฟิ่งจิ่วมองเขาอย่างแปลกใจ
“เหอะๆ นี่คือของพาหนะเหาะเหินได้ชั้นดี สามารถขยายใหญ่หรือย่อส่วนลง รองรับได้ถึงร้อยกว่าคน ภายในมีเครื่องมือครบครัน ของทั้งหมดที่จำเป็นมีครบทุกอย่าง เรียกได้ว่าเป็นเรือเหาะที่หรูหราเลย”
หัวหน้าเคอเห็นแววประหลาดใจในดวงตาหนุ่มน้อย จึงเอ่ยยิ้มๆ “มีเรือเหาะลำนี้แล้ว น้องชายอยากกลับแคว้นแสงสุริยันเมื่อใดก็ไปมาได้ตลอดเวลา ไม่เพียงเท่านี้ ในแคว้นระดับห้าลงไป หากมีเรือเหาะลำนี้แค่ลงบันทึกไว้เสียหน่อยก็เข้าไปได้ตามสะดวก”
เฟิ่งจิ่วรับมาดู บนหน้ามีรอยยิ้มฉายขึ้นมา “เช่นนี้ ข้าจะเก็บไว้”
ของชิ้นนี้ก็เหมือนเครื่องบินในยุคปัจจุบัน จะไปไหนล้วนสะดวกสบาย ช่างดีเหลือเกิน! ว่ากันด้วยราคาของวิเศษของที่นี่แล้ว เรือเหาะลำนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ อันที่จริงแม้แต่เชื้อพระวงศ์แคว้นแสงสุริยันก็ยังไม่มีของหรูหราเช่นนี้เลย
ได้รับของขวัญล้ำค่าเช่นนี้ กลับทำให้เธอเกรงใจอยู่บ้าง ดังนั้นจึงหยิบขวดเล็กใบหนึ่งออกมาจากห้วงมิติ “พี่เคอ นี่เป็นยาน้ำรวมพลังวิญญาณที่ข้าปรุง พี่เคอหาเวลาทานเสียหน่อย น่าจะช่วยท่านบรรลุขั้นในตอนนี้ได้”
“ยะ ยาน้ำรวมวิญญาณรวมพลังวิญญาณรึ?”
หัวหน้าเคอที่ได้ยินตื่นเต้นเล็กน้อย เขารู้มาจากในตลาดมืดว่าในหมู่ยาที่เด็กหนุ่มปรุงออกมาช่วงนี้มียาทิพย์ที่ชื่อยาน้ำรวมวิญญาณ เจ้าเมืองฉางดื่มเข้าไปถึงได้ก้าวข้ามอุปสรรค์ที่ผ่านไม่ได้มาเนิ่นนาน ยาน้ำรวมวิญญาณนั้นต่อให้เขาเป็นผู้นำตลาดมืด ในช่วงนี้ยังแค่เคยได้ยินไม่เคยเห็น กลับไม่คิดว่าที่อีกฝ่ายหยิบมาจะเป็นยาน้ำรวมวิญญาณ ซ้ำยังมอบให้เขาอีก?
เฟิ่งจิ่วยิ้มน้อยๆ “ใช่ เป็นยาน้ำรวมวิญญาณ อันที่จริงข้ายังอยากรบกวนพี่เคออีกเรื่องหนึ่ง”
หัวหน้าเคอที่ถือยาน้ำรวมวิญญาณไว้ตื่นเต้นเสียจนมึนงงอยู่บ้าง พอได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยถามทันที “เรื่องอะไรรึ? น้องชายบอกมาเถอะ หากช่วยได้จะไม่ปฏิเสธแน่นอน”
เขารู้ดี การผูกมิตรกับภูตหมอสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด! ยาน้ำรวมวิญญาณเป็นยาวิเศษช่วยบรรลุขั้น ด้านนอกมีขวดเดียวยังแย่งชิงกันแทบบ้า ยามนี้ไม่ต้องพูดถึงว่าภูตหมอมีเรื่องหนึ่งอยากให้ช่วย ต่อให้เป็นสิบเรื่องเขาก็จัดการให้ได้
“ข้าต้องการพวกตำราเกี่ยวกับการกลั่นยาเซียน พี่เคอช่วยหามาให้ที”
“ฮ่าๆๆ เรื่องนี้ไม่มีปัญหา กลับไปข้าจะส่งให้เจ้าเลย”
เขาตอบรับอย่างเบิกบานใจ เรื่องนี้สำหรับเขาแล้วทำได้ไม่ยาก แต่ว่าพอเอ่ยจบก็มองหนุ่มน้อยชุดแดงตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย ถามว่า “น้องชาย หรือว่าเจ้าเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ?”
ตอนที่ 269: นินทาลับหลังนายท่าน
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ บอกว่า “การปรุงยากับการกลั่นยาเซียนน่าจะเป็นศาสตร์เดียวกัน ลองเรียนรู้หน่อย ข้าว่าคงไม่ยากนัก”
“ฮ่าๆๆ ด้วยความสามารถและพรสวรรค์ของน้องชาย ข้าเชื่อว่าเจ้าจะกลายเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่โดดเด่นแน่.นอน วางใจเถอะ เรื่องตำราให้ข้าจัดการเอง” เขาพูดพลางตบๆหน้าอก หลังจากให้ผู้อารักขาสองนายนั้นวางข้าวของไว้ข้างๆ แล้วก็ให้เฟิ่งจิ่วเก็บไปเสียก่อน
จากนั้นกล่าวอีก “หลังกลับมาเมื่อวานตอนเย็นมีคนไม่น้อยอยากขอพบน้องชาย แต่ข้าออกไปขวางไว้ เรื่องที่เจ้าจัดการตระกูลหลิ่วด้วยตัวคนเดียว เชื่อว่าใช้เวลาไม่นานนักก็จะแพร่ออกไป ต้องยิ่งเพิ่มสีสันให้ชื่อภูตหมออย่างแน่.นอน”
เขามองเฟิ่งจิ่วตรงหน้าที่สวมชุดแดงงดงามเป็นหนึ่ง ในดวงตามีแต่ความชื่นชม “ไม่นึกจริงๆ ว่าน้องชายไม่เพียงโดดเด่นในด้านโอสถ แม้แต่พลังวรยุทธ์ยังดีเยี่ยม หนำซ้ำรูปโฉมก็มีน้อยคนจะเทียบได้เช่นนี้ เป็นเมตตาจากสวรรค์โดยแท้!”
ขณะฟังคำชมเชยยาวเหยียดของเขา บนหน้าเฟิ่งจิ่วมีรอยยิ้มประดับเล็กน้อย เอ่ยว่า “พี่เคอ หากมีคนมาขอพบ ท่านช่วยข้าตอบกลับไปทีว่าช่วงนี้ข้าไม่อยากพบใครอื่น รบกวนด้วย” เธอประสานมือคารวะ หลังจากเก็บข้าวของก็ออกไปก่อน
เมื่อกลับมาถึงในเรือน เธอหยิบเรือเหาะลำหรูหราออกมาให้เหลิ่งซวงดูอย่างอารมณ์ดี “เจ้าดูสิ นี่คือพาหนะวิเศษใช้เหาะเหิน จากนี้พวกเราก็กลับไปเองได้แล้ว ไม่นึกเลยว่าเจ้าเรือลำน้อยนี่จะจุได้ร้อยกว่าคน ข้าเพิ่งดูไป ด้านในอะไรอะไรล้วนมีหมด เป็นของดีที่จำเป็นในการเดินทางไกลโดยแท้!”
“นายท่านคิดจะกลับไปรึเจ้าคะ?”
เหลิ่งซวงมาที่ข้างโต๊ะ ถามขึ้นหลังมองเรือเหาะลำเล็กนั่นไปสักพัก
“เรื่องนี้ไม่รีบ ทางนี้ข้ายังมีธุระต้องทำ จริงด้วย เจ้าช่วยไปหาแผนที่แคว้นเหินเวหามาให้ที” เธอพูดพลางมองไปด้านในเขตเรือน เห็นเจ้าตัวเล็กนั่นกำลังนั่งมองอยู่หน้าประตู จึงยิ้มอย่าง.อดไม่ได้
“ฉิวฉิว มานี่สิ” เธอกระดิกนิ้วมือพลางขานเรียก
ส่วนเหลิ่งซวงตอบรับแล้วก็ออกไป ช่วยนางหาแผนที่แคว้นเหินเวหา
เจ้าตัวเล็กขนขาวปุกปุยนั่งหมอบจ้องเฟิ่งจิ่วอยู่ตรงนั้น ชะงักไปนิดหนึ่งถึงจะเดินเข้าไปหาอย่างเชื่องช้า มายังข้างขาเธอ
“เด็กดี”
เฟิ่งจิ่วอุ้มมันขึ้นมาด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม วางลงบนโต๊ะแล้วลูบๆขนมัน พูดว่า “ดูแล้วไม่ค่อยเหมือนหมาน้อยเท่าไหร่ คล้ายๆสัตว์เลี้ยงวิญญาณตัวน้อยเสียมากกว่า”
“โฮ่ง!”
ฉิวฉิวขยับปากส่งเสียง ชำเลืองมองแวบหนึ่งก็นอนลงบนโต๊ะ ไม่สนใจเธออีก
“ตัวเล็กแล้วยังหยิ่งผยองอีก?”
เธอยิ้มน้อยๆ ดีดศีรษะมันเบาๆ อดคิดไม่ได้ว่าเจ้าตำหนักยมราชยกเจ้าตัวเล็กเช่นนี้ให้เธอ หนำซ้ำยังไม่ไต่สวนเรื่องที่เธอหยิบฉวยโสมพันปีของเขามาอีก เธอก็ต้องทำอะไรสักหน่อยใช่หรือไม่?
ครั้นนึกถึงว่าเจ้าตำหนักกับท่านอาเป็นคนคนเดียวกัน เธอถอนใจเบาๆอย่าง.อดไม่ได้ ก็ว่าอยู่! บนโลกนี้จะมีคนที่ถูกพิษเหมันต์พันปีมากมายเพียงนั้นได้อย่างไร? เธอเดาไว้ก่อนแล้วว่าทั้งสองน่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นคนคนเดียวกันด้วย
ส่วนอีกด้าน ภายในเรือนแห่งหนึ่ง
ฮุยหลางกับอิ่งอีที่กำลังเฝ้าดูนายท่านทานอาหารเช้าอยู่ข้างๆ มองหน้ากันแวบหนึ่ง จากนั้นก้าวออกไปอย่างเงียบเชียบมายังด้านนอก อิ่งอีเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้าว่าสถานการณ์นายท่านเป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเขาไปหาภูตหมอ ทำไมยังหน้าดำคร่ำเครียดอยู่อีก หรือภูตหมอจะมีท่าทีไม่พอใจนายท่าน?”
ฮุยหลางมองไปด้านใน กดเสียงเบากล่าว “เดาว่าคงส่งของไปไม่ถูก เจ้าว่าเถอะ ถึงแม้ภูตหมอเป็นคนรุ่นเยาว์ แต่ก็เป็นผู้ชายนะ! นายท่านไปยกสัตว์เลี้ยงให้เขา นี่หัวทึบเลยไม่ใช่หรือ?”
ตอนที่ 270: ของขวัญตอบแทน
“เช่นนั้นตามที่เจ้าคิด ควรส่งอะไรให้ดี?”
“แน่.นอนว่าเป็น…”
เสียงเพิ่งดังขึ้น ฮุยหลางก็เห็นอิ่งอีที่ก้มหน้าก้มตาหันพลันกลับมาทั้งตัวแข็งทื่อ “นาย นายท่าน…”
ทำไมเขาถึงโชคร้ายเพียงนี้? ทุกครั้งเมื่อพูดถึงนายท่านล้วนถูกได้ยินตลอด
“ว่ามาเถอะ ตามความคิดเจ้า ส่งอะไรให้ถึงจะเหมาะ?” เจ้าตำหนักยมราชไม่ได้โกรธเคือง มองเขาพลางถาม เหมือนเขาก็กำลังครุ่นคิดปัญหาข้อนี้อยู่เช่นกัน
เห็นเช่นนี้แล้วฮุยหลางแอบโล่งใจ เหยียดริมฝีปากแย้มยิ้ม บอกว่า “นายท่าน ข้าว่าภูตหมอชอบสิ่งของมีราคา ท่านก็เห็นว่าเขาแอบหนีซ้ำยังฉวยเอาโสมพันปีของหอโอสถเราไปด้วย ไม่ใช่หรือขอรับ? ดังนั้นข้าคิดว่านายท่านยกสัตว์เลี้ยงให้ ไม่สู้ส่งจำพวกของวิเศษหรือสมบัติล้ำค่าไป ภูตหมอจะได้ใช้ในยามคับขัน”
ได้ยินเช่นนี้ ดวงตาเจ้าตำหนักไหววูบเล็กน้อย ชอบของมีราคา? สำหรับนางน่าจะมีเงินไม่ขาดถึงจะถูก อันที่จริงยาขวดหนึ่งก็ขายได้ราคาสูงเทียมฟ้าแล้ว
แต่ว่า ของอย่างสมบัติล้ำค่าหรือของวิเศษก็ใช้ได้
ดังนั้นหลังจากมองฮุยหลางแวบหนึ่ง เขาก็หันตัวเดินกลับไป
เห็นนายท่านกลับเข้าเรือนไปแล้ว อิ่งอีถอนหายใจเบาๆ ตบๆบ่าฮุยหลางพลางบอกว่า “เจ้ารู้หรือไม่ สัตว์เลี้ยงตัวนั้นที่นายท่านให้ไปได้มาได้อย่างไร?”
“ก็แค่สัตว์เลี้ยงไม่ใช่หรือ?”
“นั่นเป็นอสูรกลืนเมฆาต่างหาก นายท่านไม่ฆ่ามันแต่ยกให้ภูตหมอ เพราะอยากให้มันคอยปกป้องอยู่ข้างกายเขา”
“อะ อสูรกลืนเมฆา? ตัวนั้นของตระกูลหลิ่วรึ?” ฮุยหลางเบิกดวงตาด้วยความตกตะลึง
“ถูกต้อง ข้าได้ยินนายท่านบอกว่านั่นเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุด สามารถบรรลุขั้นกลายเป็นสัตว์เทวะตามวันเวลา เทียบไม่ได้กับสัตว์เลี้ยงทั่วไปหรอก”
“นายท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อภูตหมอจริงๆ! น่าเสียดาย ทำไมภูตหมอไม่เกิดมาเป็นผู้หญิงกันนะ?” ฮุยหลางส่ายหน้าทอดถอนใจ สำหรับเรื่องที่นายท่านหลงรักบุรุษ ในใจเขาไม่อาจปล่อยวางมาโดยตลอด
ยามนี้พวกเขาอยู่ด้านนอก หากกลับไป ด้วยฐานะนายท่านย่อมไม่อาจอยู่ร่วมกับภูตหมอได้ ถึงอย่างไรนายท่านก็สูงส่งเหนือทุกคน ไม่ต้องพูดถึงว่าภูตหมอเป็นชายหรือหญิง ก็ไม่แน่ว่าจะคู่ควรกับนายท่านพวกเขา
ทว่าคำพูดนี้เขากล้าคิด หากให้พูดออกมาจริงๆกลับไม่กล้า
ยามเที่ยงวัน ภายในที่พำนักของเฟิ่งจิ่ว
เธอกำลังนำยาที่ปรุงมาตลอดเช้าใส่ลงในขวด นี่คือยาเม็ดที่เธอปรุงมาเป็นพิเศษเพื่อช่วยท่านอาหรือก็คือเจ้าตำหนักยมราช ใช้ระงับพิษเหมันต์พันปีในร่างได้ และถือเป็นของขวัญตอบแทนที่จะมอบให้เขา
“นายท่านปรุงแค่ยาน้ำไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” เหลิ่งซวงข้างๆ เห็นนายใส่เม็ดยาขนาดเท่านิ้วก้อยลงในขวด ก็.อดแปลกใจเล็กน้อยไม่ได้ เพราะไม่เคยเห็นนางปรุงยาเม็ดมาก่อน
“ข้าก็ปรุงยาเม็ดเป็นนะ แต่มันค่อนข้างยุ่งยาก ปกติเลยไม่ได้ทำ”
เธอปิดฝาขวดยาเรียบร้อย พูดยิ้มๆว่า “แต่ว่านะ! นี่เป็นของขวัญตอบแทนให้คนอื่น ยาน้ำไม่ค่อยดีเลยใช้เป็นยาเม็ด เสียเวลาไปตลอดทั้งเช้า ในที่สุดก็เรียบร้อยแล้ว”
“ทำให้นายท่านต้องลงแรงเช่นนี้ได้ คิดว่ามิตรภาพระหว่างนายท่านกับคนคนนี้คงไม่ธรรมดา”
“มิตรภาพ?” เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว ยกนิ้วชี้ขึ้นส่ายไปมา “ผิดแล้ว ไม่ใช่มิตรภาพอะไรเลย แต่ข้าฉ้อโกงเขามาไม่น้อย จึงต้องให้อะไรเสียหน่อย” เธอสะบัดเสื้อคลุมลุกยืนขึ้น ยืดเส้นยืดสาย กล่าวว่า “ข้าจะเข้าไปพักผ่อนสักประเดี๋ยว อย่าให้ใครมารบกวน”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับ ระหว่างนั้นเห็นร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นทันใด ร่างกายจะไหวตัวตามสัญชาตญาณ ก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายดังมา
“ภูตหมอ!”
ตอนที่ 271: มีแผนอะไร?
เฟิ่งจิ่วหยุดฝีเท้า มองไปยังผู้มาใหม่ด้วยความแปลกใจ “ฮุยหลาง? เจ้ามาทำอะไร?”
เมื่อคืนนายท่านเขามา วันนี้เจ้าหมอนี่มา พวกเขานายบ่าวสองสามคนไปมาเรือนแห่งนี้ตามใจชอบโดยไม่ยี่หระเลย!
ฮุยหลางเหลือบมองสาวน้อยชุดดำที่ใบหน้างดงามเย็นชารูปร่างเร่าร้อน คิ้วขมวดขึ้นน้อยๆอย่างที่ไม่อาจสังเกต แอบคิดว่า ‘ภูตหมอมีนายท่านอยู่แล้ว แต่ยังมีสตรีโฉมงามเช่นนี้อยู่ข้างกาย แล้วจะให้นายท่านไปอยู่ตรงไหน?’
ทำไมนายท่านไม่ตำหนิเขาหน่อย หรือจะปล่อยไปเช่นนี้? อายุเขาเท่านี้ไม่กลัวว่าจะรับมือกับความเย้ายวนของสาวงามข้างกายไม่ไหวเลยรึ?
เขาละทิ้งความคิดในหัวไป มองเฟิ่งจิ่วในชุดแดงและเอ่ยว่า “ภูตหมอ ข้ามาส่งของแทนนายท่าน”
ขณะพูดเขาสาวก้าวไปด้านหน้า หยิบผังแปดทิศอันเล็กๆออกมาวางลงบนโต๊ะหิน บอกว่า “นี่คือกระดานฟ้าดินแปดทิศ เป็นของวิเศษชั้นดี ใช้ต่อสู้หรือเป็นพาหนะเหาะเหินก็ได้ ยังมีกริชหงส์นี่อีก นายท่านบอกว่าเจ้าชอบใช้กริช จึงส่งกริชหงส์มาให้เป็นพิเศษ กริชเล่มนี้ตัดเหล็กได้เหมือนดิน หนำซ้ำยังเป็นของวิเศษ หากเจอการต่อสู้อะไรเข้าจะช่วยเป็นแรงให้ภูตหมอได้อย่างแน่.นอน”
เฟิ่งจิ่วมองของสองอย่างบนโต๊ะ ดวงตาเป็นประกาย มองที่ฮุยหลางแล้วถามว่า “ของชิ้นนี้มีค่าไม่น้อยเลยล่ะสิ?”
ฮุยหลางมุมปากกระตุก ชำเลืองมองเขา กล่าวอย่างแข็งกระด้าง “ของชิ้นนี้ไม่อาจประเมิณค่าได้ นายท่านบอกว่าให้เจ้าเก็บไว้ อย่าได้ขายต่อไป”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็เลิกคิ้วขึ้น “ไม่มีเหตุมีผลเลย ทำไมถึงเอาแต่ส่งของให้ข้า ซ้ำยังล้ำค่าเช่นนี้อีก? นายท่านเจ้ามีแผนอะไรกันแน่?”
ได้ยินคำพูดนี้ ฮุยหลางเบิกตาโต “เจ้า เจ้าไม่รู้?”
เป็นไปไม่ได้กระมัง! เขาไม่รู้ว่านายท่านชอบเขา? เช่นนั้นเวลานี้นายท่านกำลังทำอะไรอยู่ รักเขาข้างเดียว? เจ็บปวดอยู่ฝ่ายเดียวรึ?
นายท่านเขาเลิศเลอถึงเพียงนี้ หรือภูตหมอนี่จะไม่เห็นเสน่ห์อันไร้ที่ติของนายท่าน?
นึกถึงว่าช่วงนี้นายท่านจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่ภูตหมอกลับไม่รู้ใจนายท่าน เขาก็นึกเสียดายแทน ดูท่าทาง แม้แต่มือเล็กๆของเขานายท่านก็ยังไม่เคยจับเลยกระมัง? หากทำได้ เขาอยากทำให้ภูตหมอสลบแล้วแบกกลับไปจริงๆ
แต่ว่าถึงมีความคิดนั้น เขากลับไม่กล้าพอ สุดท้ายเจ้าเด็กภูตหมอนี่ก็ไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ หากไม่ระวังอาจทำชีวิตเล็กๆของตนจบสิ้นลงได้ทุกเมื่อ
ด้วยเหตุนี้หลังมองอีกฝ่ายอยู่แวบหนึ่ง ฮุยหลางสีหน้าเคร่งบอกว่า “นายท่านแค่สั่งข้ามาส่งของ ส่งถึงมือแล้วข้าก็ต้องกลับไป ขอตัวก่อน” สิ้นเสียงก็หันตัวจะจากไป กลับถูกเฟิ่งจิ่วเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน”
เขาหันกลับมา เอ่ยถามทั้งสีหน้าไม่เป็นมิตร “ยังมีอะไรอีก?”
“นำเจ้านี่ไปให้นายท่านเจ้าเถอะ! บอกเขา แม้ไม่สามารถรักษาพิษเหมันต์พันปีได้ถึงแก่น แต่ทุกเดือนเมื่อออกอาการให้เขาทานหนึ่งเม็ด มันจะกดไอเย็นไม่ให้วิ่งพล่านไปทั่วร่างได้” เธอหยิบยาเม็ดขวดนั้นยื่นให้ฮุยหลาง ให้เขานำไปส่งต่อ
“นี่ มันระงับพิษเหมันต์พันปีได้จริงรึ?” ฮุยหลางทั้งตื่นเต้นและเหลือเชื่ออยู่บ้าง ต้องรู้ไว้ว่าคนหอโอสถศึกษาอยู่เนิ่นนานยังไม่อาจปรุงยาระงับออกมาได้เลย ไม่นึกเลยว่าเขาจะทำสำเร็จ?
เฟิ่งจิ่วเอียงคอมองเขา “ทำไม? สงสัยในความสามารถข้ารึ?”
“เปล่าๆ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ภูตหมอเจ้าวางใจเถอะ ข้าจะส่งต่อเจ้าสิ่งนี้ให้นายท่านแน่.นอน ขอบคุณมาก ขอตัวก่อน” เขาเก็บยาขวดนั้นไปด้วยความดีอกดีใจ หลังจากประสานมือคารวะก็แตะปลายเท้ากระโจนร่างออกไป
หากเป็นจริงดั่งคำพูดภูตหมอ ทุกๆเดือนนายท่านก็ไม่ต้องทนรับความเจ็บปวดจากพิษเหมันต์อีกแล้ว! ช่างดีเหลือเกิน!
ตอนที่ 272: ไม่ติดค้างต่อกัน!
เฟิ่งจิ่วเก็บของสองอย่างนั้นขึ้นมา แล้วเดินหาวกลับเข้าห้องไปพักผ่อน ส่วนเหลิ่งซวงนั่งขัดสมาธิฝึกวิชาอยู่ในลานบ้าน ฉิวฉิวก้อนขนหนานุ่มนอนหมอบบนโต๊ะหินอย่างเกียจคร้าน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เฟิ่งจิ่วที่หลับสนิทพลันลืมตาขึ้นมา เมื่อเห็นชายหนุ่มชุดคลุมสีดำนั่งอยู่ข้างเตียงก็ตบๆหน้าอกถอนหายใจเบาๆ “ข้าตกใจแทบตาย! ท่านมาได้ยังไง?”
น้ำเสียงเธอไม่ดีนัก เพราะการปรากฏตัวที่ไม่มีการเตือนล่วงหน้าเช่นนี้ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง
หนำซ้ำเพราะพลังของเขาลึกล้ำเกินหยั่งไป ขนาดเขามาถึงเธอยังไม่ทันรู้ตัวเลย
อาจเพราะได้รับเม็ดยาขวดนั้นที่เธอปรุงให้เขาโดยเฉพาะ เจ้าตำหนักยมราชจึงอารมณ์ดีมาก เห็นสาวน้อยตบอกถลึงมองมาอย่างไม่สบอารมณ์ จึงเลิกคิ้วเบาๆ มุมปากยกขึ้นน้อยๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงแววขำขันที่ยากจะสังเกต
“เจ้าใจกล้าได้แค่นี้เองรึ?”
เฟิ่งจิ่วพลิกตัวลงจากเตียง ดึงกระชับเสื้อผ้าบนร่างพลางเดินออกไปนอกห้อง ถามว่า “ท่านมาทำอะไรอีก?”
เธอมาข้างโต๊ะและรินน้ำดื่ม เหมือนนึกอะไรได้จึงเปิดประตูมองออกไป เมื่อเห็นเหลิ่งซวงยืนอยู่ในลานบ้านโดนจี้จุดลมปราณไว้อย่างเห็นได้ชัด แม้แต่พูดก็ยังพูดไม่ออก อดไม่ได้ที่จะถอนใจ เดินออกไปด้านนอกแล้วช่วยนางคลายจุด
“นายท่าน เขา…”
“เอาเถอะ ทีหลังเห็นเขาไม่ต้องขวาง เจ้าขวางเขาไม่ได้หรอก เจ้าไม่ต้องคอยอยู่ตรงนี้แล้ว ไปก่อนเถอะ!” เธอโบกๆมือ สื่อให้นางออกไปก่อน
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงมองไปที่เจ้าตำหนักยมราช ก่อนจะหันตัวจากไป
เห็นนางนั่งลงในสวนลานบ้าน เจ้าตำหนักเดินออกมานั่งอยู่ตรงข้ามกัน มองนางแวบหนึ่ง ทำท่าทางหยิ่งผยองพลางกล่าวเสียงเข้ม “ข้าจะมาถาม เม็ดยาที่เจ้าช่วยปรุงให้ข้ามีอะไรต้องหลีกเลี่ยงหรือไม่?”
“อุ๊บ!”
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วยังไม่ทันเอ่ยปาก ฮุยหลางกับอิ่งอีที่หลบอยู่บนต้นไม้ได้ยินแล้วหลุดหัวเราะอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ พอสิ้นเสียงถึงพบว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก จึงรีบร้อนปิดปาก ทว่าเสียงนี้หลุดออกมา สองคนนั้นที่ข้างโต๊ะหินในสวนก็ได้ยินแล้ว
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเจ้าตำหนักยมราช ก่อนจะมองไปบนต้นไม้ “ท่านพาลิ่วล้ออีกสองคนมาด้วยรึ?”
เจ้าตำหนักตอนนี้สีหน้าอึมครึมเล็กน้อย ดวงตาลึกล้ำกวาดมองสองคนนั้นอย่างเย็นเยือก “พวกเจ้ายังไม่ไสหัวกลับไปอีก?”
ฮุยหลางกับอิ่งอีเห็นเช่นนั้นก็ขานรับทันที จากนั้นออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าอยู่แอบดูต่อ
“แค่กๆ!”
เจ้าตำหนักยมราชกระแอมเบาๆ เหลือบมองนางและกล่าวอีกว่า “ยังมีอีกอย่าง ข้ามาเพื่อขอบคุณเจ้า”
ได้ยินเช่นนี้เธอก็โบกมือ หรี่ตาลงยิ้มพูดว่า “ไม่ต้องขอบคุณหรอกขอรับ ข้าได้ของรางวัล ช่วยท่านปรุงยาเม็ดนั่น พวกเราก็ถือว่าหายกันแล้ว ข้าจะได้ไม่ติดค้างอะไรท่านอีก”
ทว่า เจ้าตำหนักที่ได้ยินคำพูดนี้สีหน้ากลับดูไม่ได้ขึ้นมา ใบหน้าที่เดิมเคยผ่อนคลายยามนี้กลายเป็นตึงเครียดถมึงทึง เขามองใบหน้าอมยิ้มของนาง ขมวดคิ้วเอ่ยถามว่า “เจ้าไม่อยากสานสัมพันธ์กับข้าถึงเพียงนี้เชียว?”
เฟิ่งจิ่วมองเขาอย่างยากจะเข้าใจ “ทำไมข้าต้องสานสัมพันธ์กับท่านด้วย?”
ได้ยินคำพูดนาง เจ้าตำหนักเม้มริมฝีปาก ดวงตาลึกล้ำมองลึกไปที่นางอย่างลึกซึ้ง กำลังจะเอ่ยคำพูดที่เดิมเตรียมเอาไว้ แต่เห็นนางเป็นเช่นนี้จึงพูดอะไรไม่ออกสักคำ
เขาเม้มริมฝีปากส่งเสียงในลำคอพลางนั่งอยู่พักหนึ่ง จากนั้นลุกขึ้นยืนท่ามกลางสายตาที่สงสัยและไม่เข้าใจของนาง สะบัดแขนเสื้อจากไปโดยไม่พูดอะไรเลย
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเท้าคางกลอกตาเล็กน้อย ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เวลาต่อมาก็ลุกขึ้นเดินไปด้านนอกเช่นกัน
ตอนที่ 273: ยากจะเอ่ยปาก
ฮุยหลางที่กลับมารอในเขตเรือนกำลังพูดคุยกระซิบกระซาบกับอิ่งอี เดาว่านายท่านกลับมารอบนี้จะเป็นเช่นไร? ใครจะรู้ ยังพูดไปไม่เท่าไหร่ก็เห็นนายท่านเดินก้าวยาวเข้ามา ทั้งสองลุกยืนทันใด แล้วขานเรียกด้วยความเคารพ
“นายท่าน”
เจ้าตำหนักยมราชกวาดมองพวกเขาน้อยๆ ยามกำลังจะเดินเข้าเรือน เท้าที่ก้าวกลับชะงัก หันกลับไปมองทั้งสองแล้วกล่าวเสียงเข้ม “ตรงเรือนด้านหลังมีหญ้าขึ้นแล้ว พวกเจ้าไปถอนซะ! จำไว้ว่าต้องถอนเอง”
กล่าวจบก็ไม่สนใจสองคนที่นิ่งอึ้งอยู่ด้านหลัง เดินเข้าเรือนไปทันที
“ถอน ถอนหญ้า?”
คนทั้งสองมองหน้ากันด้วยความงวยงง มุมปากล้วนกระตุก เหล่าผู้นำตระกูลในเมืองลิ่วเต้าไม่มีใครเทียบพละกำลังกับพวกเขาได้ แต่จะให้ผู้มีพรสวรรค์เช่นพวกเขาไปถอนหญ้า?
“เจ้าว่านายท่านอารมณ์เสียอยู่หรือไม่?” ฮุยหลางพึมพำ ความฉงนบนใบหน้ายังไม่จางหาย
“ไปๆๆ ถอนหญ้าก็ถอนหญ้า ยังดีกว่าถูกโยนไปหอสายลมหนาว” อิ่งอีตบๆไหล่เขาก่อนเดินนำไปยังเรือนด้านหลัง
ไม่ต้องบอกเลย นายท่านต้องอารมณ์ไม่ดีมาจากภูตหมอตรงนั้นแน่.นอน แต่ก็น่าสงสารพวกเขานัก!
ด้วยเหตุนี้ พวก.องครักษ์ลับตรงมุมมืดของเขตเรือนจึงแอบหัวเราะอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ขณะมองหัวหน้าพวกตนกับฮุยหลางย่อตัวลงถอนหญ้าในเรือนด้านหลัง…
เจ้าตำหนักยมราชที่กลับมาในห้องยิ่งคิดยิ่งโกรธ และไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงเดินกลับมา? ช่างเหมือนกับลูกสะใภ้คนเล็กผู้ทุกข์ระทมเสียจริง หรือคิดจะรอให้สาวน้อยใจไม้ไส้ระกำผู้นั้นมาปลอบประโลม?
นี่เป็นเรื่องที่ไม่ต้องคิดเลย เดาว่าสาวน้อยนั่นคงกำลังอยากจะอยู่ห่างจากเขาแทบแย่
เขายิ่งคิดยิ่งกดความโกรธไว้ไม่ได้ เพิ่งนั่งลงข้างโต๊ะได้ไม่นานนักก็ลุกพรวดขึ้นมา สาวเท้าคิดจะเดินออกไปหานางที่นั่นอีกครั้งเพื่อคุยกันให้ชัดเจน
ทว่าเมื่อเดินถึงตรงประตูฝีเท้ากลับหยุดชะงัก สองแขนที่เตรียมเปิดประตูออกแข็งทื่อไป ดวงตาลึกล้ำฉายแววครุ่นคิด เม้มริมฝีปาก ส่งเสียงฮึแล้วหันกลับมานั่งลงข้างโต๊ะเช่นเดิม
หากไปหาตอนนี้ นางจะต้องถามว่า ‘ท่านมาทำไมอีก?’ แน่ๆ
นึกถึงตรงนี้แล้ว เขาอดกลั้นอารมณ์ชั่ววูบในใจไว้ นี่เพิ่งกลับมาก็จะออกไปอีก เขาเป็นอะไรไป? ไม่ต้องกระตือรือร้นใส่ใจถึงเพียงนั้นหรอกกระมัง?
ดังนั้นเขาจึงอดทนเอาไว้ แต่ว่าคำพูดที่มีไม่ได้เอ่ยออกไป ในใจจึงยังโมโหโกรธา ตลอดทั้งวันนี้เขานั่งอยู่ไม่สุข ราวกับกินอัณฑะกวางเข้าไปแต่กลับไม่ผ่อนคลายขึ้น…
ไม่ง่ายเลยกว่าจะรอจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เขาที่ล้างหน้าบ้วนปากเรียบร้อยแล้วออกไปด้านนอก เห็นฮุยหลางกับอิ่งอีเข้ามารับหน้า จึงกวาดมองทั้งสองแวบหนึ่ง “ถอนหญ้าเสร็จแล้ว?”
“ถอนเรียบร้อยแล้วขอรับ นายท่าน”
ทั้งสองรีบร้อนขานรับ สวรรค์รู้ดีว่าเมื่อวานพวกเขานั่งยองๆกันอยู่ตลอดทั้งวัน เช้านี้ตื่นมาจึงเมื่อยเอวไปหมด
ทันใดนั้น แววตาอิ่งอีจับจ้องเสื้อคลุมสีดำบนร่างนายท่าน ขยับปากแต่กลับเก็บคำพูดไว้ ได้เพียงก้มศีรษะลง
“คอยอยู่ในเรือน” หลังจากเจ้าตำหนักทิ้งคำพูดไว้ ถึงจะเรียกพลังทะยานออกไป
รอจนเขาจากไปแล้ว อิ่งอีถึงจะเงยหน้าขึ้นมา “ฮุยหลาง เจ้าไม่ได้สังเกตหรือ?”
“สังเกตอะไร?” ฮุยหลางทุบเอวพลางเดินไปนั่งลงข้างโต๊ะหิน
“ชุดคลุมสีดำที่นายท่านสวมวันนี้เป็นชุดใหม่เลยนะ!” อิ่งอีพูดไม่ออกอยู่บ้าง เพียงรู้ว่าเจ้าตำหนักเปลี่ยนความเข้าใจที่ตนมีให้นายท่านใหม่อีกครั้งแล้ว
ที่แท้ ชายหนุ่มที่ตกอยู่ในอาการรักข้างเดียวช่าง…น่ากลัวเช่นนี้เอง!
ฮุยหลางได้ยินก็นิ่งไป “เป็นไปไม่ได้กระมัง?” เมื่อครู่ไม่ทันสังเกตจุดนี้เลย
แต่เมื่อเจ้าตำหนักยมราชมาถึงเรือนที่เฟิ่งจิ่วพักอยู่อีกครั้ง สีหน้ากลับดำคร่ำเครียด ราวกับพายุโหมกระหน่ำกำลังจะมาเยือน ทั่วร่างมีความกดอากาศต่ำแผ่กระจาย…
ตอนที่ 274: รีบกลับเมืองหลวง
เรือนตรงหน้าว่างเปล่า ทั้งด้านในด้านนอกล้วนไม่เห็นเงานาง เขาเข้ามาในห้องด้านใน มองผ้านวมที่เป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยแววตาเคร่งขรึมเล็กน้อย จากนั้นหมุนตัวเดินออกมายังห้องโถงด้านหน้าทันที
หัวหน้าเคอได้ยินว่ามีคนมาหาแต่เช้าตรู่ หลังล้างหน้าล้างตาเสร็จจึงมาที่ห้องโถง พอเข้ามาด้านในก็เห็นชายหนุ่มชุดคลุมดำนั่งประจำอยู่บนตำแหน่งที่นั่งอาวุโส ใบหน้าหล่อเหลาตึงเครียดเล็กน้อย ทั่วร่างมีกลิ่นอายของผู้แข็งแกร่งกระจายอยู่ รัศมีเช่นผู้เหนือกว่าตลบอบอวลบนร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ แค่มองแวบเดียวก็ทำให้เขาใจสั่นเบาๆ แปลกใจและสงสัยนัก
ชายผู้นี้เป็นใครกัน? ลำพังแค่รัศมีก็ทำให้เขาเสียขวัญได้แล้ว ในเมืองลิ่วเต้าไม่น่ามีบุคคลเช่นนี้อยู่
อาจเพราะท่าทางอีกฝ่ายทรงอำนาจเกินไป หัวหน้าเคอจึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปคารวะ เอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าใต้เท้าคือ?”
“ภูตหมอล่ะ?”
หัวหน้าเคอเพียงชะงักไปนิด แล้วบอกว่า “เขาไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วขอรับ แต่ไม่ได้บอกว่าไปที่ไหน ได้ยินว่าเขาเหมือนจะไปตระเวนรอบๆ”
พอพูดออกมาเช่นนี้ เห็นสีหน้าชายชุดดำที่นั่งอยู่ยิ่งทะมึนขึ้น ราวกับเคลือบแฝงด้วยไฟโทสะอันแรงกล้า บรรยากาศทั่วทั้งห้องโถงก็ย่ำแย่ลงตามมา ทำให้หัวหน้าเคอที่ยืนอยู่กลางโถงรู้สึกแต่ว่าหนาวสะท้านไปทั่วร่าง แม้แต่หอบหายใจยังลำบากอยู่บางส่วน
เขาแอบตกใจอย่างห้ามไม่อยู่ ชายผู้นี้เป็นใครกันแน่?
แต่ไม่รอให้เขาถามไถ่ก็เห็นร่างสีดำข้างกายพุ่งผ่านไป ชายหนุ่มชุดดำที่เดิมเคยนั่งประจำอยู่บนตำแหน่งอาวุโสจากไปแล้ว และบรรยากาศอึดอัดหนาวเย็นที่กระจายอยู่ทั่วห้องโถงก็กลับเป็นปกติ…
เมื่อเจ้าตำหนักยมราชกลับมายังที่พำนัก ฮุยหลางกับอิ่งอีในสวนเข้ามารับหน้า
“นายท่าน เรื่องด่วนจากเมืองหลวงขอรับ” ฮุยหลางยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้
เมื่อเจ้าตำหนักเห็นตราประทับบนจดหมาย เขายื่นมือสะบัด กลิ่นอายพลังวิญญาณวาดผ่าน ตราประทับนั้นหายไป ครั้นหยิบกระดาษออกมา บนนั้นมีเพียงสามคำว่า ‘รีบกลับมา’
มือหนึ่งกำแล้วแบออก เห็นเพียงกลิ่นอายพลังวิญญาณที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าพรั่งพรูอยู่บนฝ่ามือเขา เวลาต่อมา กระดาษจดหมายก็กลายเป็นเถ้าถ่านในมือ เขาเม้มริมฝีปาก ดวงตาลึกล้ำฉายประกายจางๆ ออกคำสั่งเสียงเข้มว่า “ธุระตรงนี้จัดการเรียบร้อยแล้ว เดินทางกลับเมืองหลวง!”
“ขอรับ!” ทั้งสองขานรับ ออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว
อีกด้านหนึ่ง
พระอาทิตย์ค่อยๆลาลับลง ท้องฟ้าก็มืดลงเรื่อยๆ พวกเฟิ่งจิ่วที่ออกมาตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น ยามนี้กำลังเดินโซซัดโซเซอยู่บนเส้นทางบนเขา เธอขี่เหล่าไป๋ เหลิ่งซวงขี่ม้าตัวหนึ่งตามอยู่ข้างกาย ส่วนฉิวฉิวที่เหมือนหมาน้อยอยู่บนหลังม้าที่เหลิ่งซวงขี่
เพราะเหล่าไป๋ไม่ยอมแบกมันด้วย
“นายท่าน ด้านหน้าไม่ไกลเหมือนจะมีบ้านอยู่สองหลัง ไม่สู้คืนนี้พวกเราไปพักที่นั่นดีกว่า?” เหลิ่งซวงพูดกับเฟิ่งจิ่วข้างกายพลางมองแสงไฟที่เลือนรางอยู่ไม่ไกล
“ได้ ยังไงซะพวกเราก็ไม่รีบกลับ” เฟิ่งจิ่วยิ้มรับ
ตอนออกมาพวกเธอนั่งเรือเหาะ เมื่อมาด้านหน้าช่วงหนึ่งแล้วถึงจะลงมาขี่ม้าอย่างโงนเงน ที่สำคัญก็ไม่ได้รีบร้อนกลับไปเดี๋ยวนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ห่างจากแคว้นแสงสุริยันระยะแค่ใช้เรือเหาะวันเดียวก็ผ่านมาครึ่งทางแล้ว ระยะทางไม่ไกล ด้วยเหตุนี้จึงไม่รีบร้อนอะไร
“เหล่าไป๋ รีบเดินหน่อย ถึงบ้านด้านหน้าจะได้หาอะไรให้เจ้ากิน” เธอยิ้มพลางตบๆหัวเหล่าไป๋ พลันนึกอะไรขึ้นได้ จึงมองฉิวฉิวที่นอนอยู่บนหลังม้าอย่างแปลกใจเล็กน้อย
เดิมทีตอนออกมาเธอตั้งใจว่าจะทิ้งฉิวฉิวคืนไว้ให้เจ้าตำหนักยมราช ใครจะรู้ว่าพอพวกเธอขึ้นเรือเหอะ เจ้าตัวเล็กก็วิ่งขึ้นไปคล้ายกลัวว่าจะโดนทิ้ง และแอบอยู่ด้านในสุด ไม่ยอมออกมาไม่ว่าจะเรียกยังไง
ด้วยเหตุนี้เธอจึงสงสัยว่าที่มาของฉิวฉิวอาจจะไม่ใช่แค่หมาน้อยธรรมดาๆ
ตอนที่ 275: ไม่น่าเชื่อ!
จริงๆแล้วนางไม่รู้ เจ้าตำหนักยมราชเคยบอกไว้ว่าหากไม่อาจคอยปกป้องเฟิ่งจิ่วอยู่ข้างกายได้ มันก็ไม่มีค่าพอจะอยู่ต่อไป
อสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดที่สง่าผ่าเผยอย่างมัน ไม่คิดเลยว่าจะถูกข่มขู่อย่างโจ่งแจ้ง แต่มันจนปัญญากับมนุษย์ที่มาคุกคามผู้นั้น พอนึกถึงชายหนุ่มที่มีพลังค่อนข้างน่าหวาดกลัว ฉิวฉิวที่เดิมนอนเงียบๆอยู่บนหลังม้าก็หนาวสั่นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
นี่เป็นความโชคร้ายของมัน เดิมทีคิดว่าทำลายหินออกมาแล้วจะได้เป็นอิสระในที่สุด ใครจะไปรู้ว่าจะมาพบชายที่มีพลังแข็งแกร่งถึงขั้นพิสดารเช่นนั้น? ทั้งขู่เข็ญทั้งสูบดวงวิญญาณมัน หากไม่ยอมเชื่อฟัง ชีวิตเล็กๆอาจไม่ปลอดภัยได้ทุกเมื่อ
ดวงตามันกวาดมองหนุ่มน้อยชุดแดงอย่างเหยียดหยัน มองไม่ออกเลยว่ามนุษย์หนุ่มน้อยผู้นี้มีอะไรที่หายากนัก หนำซ้ำยังอ่อนแอจะตาย ให้อสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดอย่างมันมาคอยปกป้อง เขาก็ได้ประโยชน์แล้ว
เหล่าไป๋ได้ยินว่าด้านหน้ามีของกินก็น้ำลายไหล พลังงานเต็มเปี่ยม เตะกีบเท้าวิ่งปรี่ไปด้านหน้า ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายขึ้นมาให้เหลิ่งซวงกับฉิวฉิวด้านหลัง
ฉิวฉิวที่นอนหมอบอยู่สำลักฝุ่นนั้น จึงโมโหเสียจนเหยียดตัวนั่งตัวมองร่างตรงหน้าที่วิ่งห้อไปด้วยความขุ่นเคือง
เจ้าม้าอ้วน! รู้จักแต่เรื่องกินๆๆ! ทำไมไม่อ้วนตายไปซะเลย!
ผ่านไปไม่นาน เมื่อมาถึงเนินเขาที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านสองหลังนั้น เฟิ่งจิ่วด้านหน้ากลับแปลกใจอยู่บ้าง เธอที่นั่งอยู่บนหลังเหล่าไป๋ดึงเชือกบังเหียนม้า มองสถานที่ตรงหน้า ดวงตาเป็นประกายน้อยๆ
เหลิ่งซวงที่ไล่ตามมาจากด้านหลังมายังข้างกาย เห็นนางหยุดอยู่ไม่เดินหน้า มองยังบ้านสองหลังนั้นที่เปิดไฟไว้ จึงกล่าวอย่างระมัดระวัง “นายท่านคอยอยู่ตรงนี้สักครู่ ข้าจะไปสำรวจก่อนเจ้าค่ะ” ก่อนพลิกตัวลงจากม้าเดินไปทางด้านนั้น
“ข้าจะไปกับเจ้า”
เฟิ่งจิ่วพลิกตัวลงพื้น จูงเหล่าไป๋เดินลงไป ทว่าเหล่าไป๋กลับเหมือนไม่ค่อยอยากเข้าไป ส่งเสียงร้องสองสามครั้ง กระทืบกีบม้าลงบนพื้นอย่างกระสับกระส่าย
เฟิ่งจิ่วยิ้มเล็กน้อย ลูบหัวปลอบมันเบาๆ พลางพูดเสียง.อบอุ่นว่า “ไม่เป็นไร ตามมาเถอะ!”
เห็นเช่นนี้ เหล่าไป๋ถึงจะตอบรับเบาๆ แล้วตามไปข้างกายนางอย่างว่าง่าย
ส่วนฉิวฉิวที่นอนอยู่บนหลังม้ายามนี้หรี่ตาลง สายตามองไปบนร่างเฟิ่งจิ่ว และมองไปทางบ้านสองหลังนั้นพักหนึ่ง ก่อนจะตามเข้าไปโดยไม่ส่งเสียงอะไร
ตรงนี้มีแค่บ้านสองหลัง ด้านในเปิดไฟไว้ อาจเพราะปกติไม่ค่อยเห็นคนนอกมาเยือนนัก เด็กชายอายุราวสี่ห้าขวบที่นั่งเล่นก้อนหินอยู่หน้าประตูจึงกะพริบตามองเฟิ่งจิ่วในชุดแดงกับเหลิ่งซวงที่สวมชุดดำจูงม้าเดินเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เขาลุกขึ้นวิ่งเข้าเรือนไปทันที ตะโกนลั่นว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่! มีคนมา มากันสองคน”
“ฮี้! ฮี้!”
เหล่าไป๋พ่นลมออกมาจากสองรูจมูก กระทืบเท้าอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย ดึงหัวเบาๆ จะลากเฟิ่งจิ่วออกไป
เห็นท่าทางแปลกๆของเหล่าไป๋ แววตาเฟิ่งจิ่ววูบไหวน้อยๆ มองไปทางบ้านหลังนั้น กวาดมองไปทางบ้านอีกหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน แล้วเก็บสายตากลับช้าๆ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร
จนกระทั่งเด็กน้อยที่วิ่งเข้าไปก่อนหน้านี้เดินออกมา ยืนอยู่ตรงประตูมองเฟิ่งจิ่ว รวมถึงเหล่าไป๋ที่เธอจูงไว้กับฉิวฉิวซึ่งนอนอยู่บนหลังม้าด้วยความสงสัย
ตอนนี้เอง บริเวณประตูบ้านที่แง้มอยู่ครึ่งหนึ่งมีสตรีอายุยังน้อยโผล่ออกมาสำรวจครึ่งตัว มองยังผู้มาใหม่ด้านนอก เอ่ยถามเสียงเบาว่า “แขกมาจากไหนกัน?”
เฟิ่งจิ่วที่ได้ยินเสียงเงยหน้ามองไป จึงเห็นสีหน้าที่ขาวซีดไร้สีเลือดของหญิงสาวสะท้อนสู่สายตา เพียงมองแวบเดียวจิตใจก็สั่นไหวเล็กน้อย เพียงรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ…
ตอนที่ 276: ไม่ปกตินัก!
เฟิ่งจิ่วกดความตกตะลึงในใจไว้ บนใบหน้าไม่เห็นอาการแปลกๆแม้แต่น้อย กลับผุดรอยยิ้มออกมาแทน “พวกข้าผ่านทางมา ท้องฟ้ามืดพอดี เห็นตรงนี้มีบ้านคนจึงอยากเข้ามาขอค้างแรมสักคืน ไม่ทราบว่าจะสะดวกหรือไม่?”
หญิงสาวครุ่นคิด พินิจมองเฟิ่งจิ่วกับเหลิ่งซวงด้านนอก แล้วมองที่ม้าของพวกเขา ลังเลอยู่เล็กน้อย
“ท่านแม่ ท่านแม่ ให้พี่ชายคนสวยกับพี่สาวอยู่ไปเถอะขอรับ! หยางหยางชอบพี่ชายคนสวย”
เด็กชายตัวน้อยอายุสี่ห้าขวบดึงแขนเสื้อมารดาพลางเขย่าเบาๆ น้ำเสียงเดียงสาช่างอ่อนหวาน ในดวงตาที่ใสกระจ่างงดงามมีความหวัง อ้อนวอน และปรารถนา ทำให้คนเห็นแล้วไม่อาจปฏิเสธได้
หญิงสาวเห็นเช่นนี้ก็เผยท่าทางรักใคร่เอ็นดู ลูบศีรษะลูกชาย บอกกับเหลิ่งซวงและเฟิ่งจิ่วว่า “เชิญทั้งสองท่านเข้ามาเถิด บ้านข้าซอมซ่อ หากมีตรงไหนดูแลไม่ทั่วถึง หวังว่าจะไม่ถือสา”
นางเปิดประตูออก หันข้างทำท่ามือเชื้อเชิญ เพราะประตูเรือนเปิดออก เฟิ่งจิ่วกับเหลิ่งซวงจึงเห็นว่าบนโต๊ะกลางห้องมีเพียงตะเกียงน้ำมันที่ยังคงแสงสว่างไว้
“เช่นนี้คงต้องขอรบกวนด้วย”
เฟิ่งจิ่วประสานมือคารวะ ให้เหลิ่งซวงล่ามเหล่าไป๋กับม้าตัวนั้นไว้ด้านนอกแล้วถึงจะเข้าเรือนไป
ภายในแม้จะซอมซ่อ กลับเก็บกวาดได้เรียบร้อยมาก แต่อาจเพราะมีแสงแดดส่องเข้ามาน้อย ในบ้านจึงหนาวเย็นนิดหน่อย และยิ่งชัดเจนขึ้นเป็นพิเศษในตอนกลางคืน
“พี่ชาย ท่านอยากดื่มน้ำไหม?”
เด็กชายปีนขึ้นบนเก้าอี้มองที่เฟิ่งจิ่ว ชี้ยังกาน้ำบนโต๊ะพลางพูด “ในนี้มีน้ำอยู่ หยางหยางกระหายน้ำก็มีให้ดื่ม”
สายตาเฟิ่งจิ่วกำลังจับจ้องบนร่างหญิงสาวผู้นั้น เห็นว่าฝีเท้าแผ่วเบาเดินไปด้านหลัง ท่วงท่าอ่อนโยนย่างก้าวอ่อนช้อย สิ่งที่เผยออกมาจากกิริยาท่าทางคือการอบรมสั่งสอนที่ดี เพียงคิดก็รู้ได้ว่าต้องไม่ใช่หญิงชาวบ้านทั่วไป
แต่ในสถานที่เช่นนี้ ทำไมถึงมีคนแบบนี้อยู่ได้?
เธอดึงสายตากลับมา ตั้งมั่นดวงจิตมองเด็กชายตรงหน้าที่แม้กระปรี้กระเปร่า ทว่าใต้ตากลับดำคล้ำ ถอนใจอยู่ในใจเบาๆ และถามว่า “เจ้าชื่อหยางหยางรึ ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว?”
“ขอรับ ขอรับ ข้าชื่อหยางหยาง พี่ชาย วันนี้เป็นวันเกิดอายุครบสี่ขวบของหยางหยางแหละ! ท่านแม่กำลังต้มไข่ไก่แดงให้หยางหยางอยู่ด้านหลัง”
เด็กชายหมอบลงบนโต๊ะอมยิ้มมองเฟิ่งจิ่วผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาในชุดสีแดง กล่าวอย่างมีชีวิตชีวาว่า “พี่ชายหน้าตางดงามจริงๆ หยางหยางยังไม่เคยเห็นใครที่งามกว่าท่านเลย”
“โอ้ ที่แท้วันนี้เป็นวันเกิดเจ้า”
เธอมองเด็กชายที่มีดวงตาเป็นประกายใบหน้าตื่นเต้นอย่างแปลกๆ คิดไปคิดมาก็ล้วงเอาไข่มุกราตรีที่เม็ดเล็กเท่าลูกองุ่นมายื่นให้เขา หัวเราะเบาๆ “นี่ให้เจ้าเป็นของขวัญวันเกิด”
“ว้าว! มุกเม็ดนี้สวยมาก ส่องแสงได้ด้วย”
เด็กชายมองไข่มุกเม็ดนั้นอย่างตกใจและยินดี ยื่นมือรับไว้แล้วไถลลงจากเก้าอี้วิ่งไปด้านหลังอย่างร่าเริง พลางตะโกนด้วยความดีใจ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านแม่ พี่ชายให้ไข่มุกที่ส่องแสงได้กับข้าด้วย”
เหลิ่งซวงยามนี้มายังข้างกายเฟิ่งจิ่ว มองไปทางด้านหลัง กดเสียงเบาพูดว่า “นายท่าน รู้สึกว่าที่นี่ไม่ค่อยปกตินัก จะพักที่นี่จริงๆรึเจ้าคะ?”
ตรงนี้มีเพียงบ้านคนสองหลัง ทางฝั่งนั้นปิดประตูเปิดไฟไว้แต่กลับไม่เห็นเงาคนเลยสักนิด บ้านฝั่งนี้ก็มีเพียงเด็กน้อยที่ค่อยข้างปกติหน่อย ส่วนหญิงคนนั้นก็ดูผิดปกติ ยังมีชายเจ้าของบ้านที่ด้านในอีก ตั้งแต่พวกนางเข้ามาก็ไม่เห็นเลย ว่ากันตามเหตุผล สิ่งเหล่านี้ไม่สมเหตุสมผลนัก
แววตาเฟิ่งจิ่วไหววูบเบาๆ มองทางผ้าม่านด้านหลังแล้วบอกว่า “ไม่ปกติเท่าไหร่ แต่ว่าเด็กคนนั้นปกติมาก ที่ผิดปกติมีแค่พวกผู้ใหญ่เท่านั้น”
ตอนที่ 277: เสียงหัวเราะกลางดึก!
กล่าวจบ เฟิ่งจิ่วมองไปทางเหลิ่งซวง ถามว่า “ฉิวฉิวล่ะ?”
“อยู่บนหลังม้าด้านนอกเจ้าค่ะ นอนอยู่ไม่ยอมลงมา”
“ปล่อยไปเถอะ มันคงไม่เกิดเรื่องอะไรหรอก เจ้านั่นแหละ กลางคืนอย่าไปวิ่งเพ่นพ่าน” เธอกำชับ เห็นผ้าม่านขยับเล็กน้อย แล้วเด็กชายก็วิ่งออกมา
“พี่ชาย ท่านแม่บอกว่าสิ่งนี้ล้ำค่ายิ่งนัก หยางหยางรับไว้ไม่ได้ขอรับ” เขายื่นไข่มุกราตรีเม็ดนั้นในมือให้เฟิ่งจิ่ว แม้จะพูดเช่นนี้ แต่เด็กชายก็ไม่เคยเห็นของเล่นเช่นนี้มาก่อน ดวงตาจึงเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
เฟิ่งจิ่วหัวเราะ บอกว่า “ไม่เป็นไร เก็บไว้เถอะ!” พูดจบก็เห็นหญิงสาวยกไข่ไก่สีแดงฉานสองสามใบเดินออกมา
“ในบ้านไม่มีของต้อนรับอะไรดีๆเลย ทั้งสองท่านทานไข่ไก่แดงกันก่อนเถอะ” น้ำเสียงหญิงสาวช่างอ่อนโยน สายตาที่มองหยางหยางมีแต่ความรักของผู้เป็นแม่และความเอาใจใส่
“พี่ชาย ไข่มุกเม็ดนี้หยางหยางเก็บบไว้ได้จริงๆรึขอรับ?” เขากะพริบตามองเฟิ่งจิ่ว แล้วมองมารดาข้างกาย
“ไข่มุกราตรีนี้ล้ำค่านัก เด็กน้อยไม่รู้ความ คุณชายเก็บไว้ดีกว่า” หญิงสาวพูดเสียงเบา ส่งสัญญาณให้หยางหยางคืนไข่มุกให้เฟิ่งจิ่ว
“ไม่เป็นไรหรอก แค่ของเล่นเล็กๆน้อยๆให้เด็ก เก็บไว้เถอะ!” เฟิ่งจิ่วเอ่ยยิ้มๆ ให้หยางหยางเก็บไป
เห็นเช่นนี้ หญิงสาวยอบตัวคารวะไปทางเฟิ่งจิ่วเบาๆ “เช่นนี้ ข้าน้อยขอขอบคุณแทนลูกชายสำหรับของขวัญด้วย”
เห็นท่าทางย่อตัวที่งดงามของหญิงสาว แววตาเฟิ่งจิ่วสั่นไหวเล็กน้อย ยิ้มบางๆโดยไม่พูดอะไร
ไม่นานนัก หญิงสาวก็ทิ้งหยางหยางไว้ด้านหน้าให้อยู่เป็นเพื่อนเฟิ่งจิ่ว แล้วหมุนตัวเข้าไปด้านหลัง
“หยางหยาง คนที่พักบ้านหลังถัดไปเป็นใครกัน?” เฟิ่งจิ่วมองเด็กชายที่กำลังกินไข่ไก่พลางถาม
“เป็นท่านปู่ท่านย่าขอรับ แต่พวกท่านสุขภาพไม่ดี มักจะอยู่แต่ในเรือนไม่ยอมออกมา”
“อ้อ? งั้นพ่อเจ้าล่ะ เขาอยู่บ้านด้วยหรือไม่?”
“ครั้งก่อนมีคนไม่ดีมา ทำท่านพ่อบาดเจ็บ ตอนนี้จึงรักษาตัวอยู่บนเตียงขอรับ!” เขายื่นไข่ไก่แดงให้เฟิ่งจิ่ว พูดอย่างอ่อนหวานว่า “พี่ชาย ท่านกินด้วยกันสิ! ท่านแม่บอกว่ากินไข่ไก่แดงถึงจะเติบโตได้อย่างอยู่ดีมีสุข”
ได้ยินเช่นนี้ เธอยิ้มเล็กน้อย รับไข่ไก่มาแกะเปลือกกิน ผ่านไปสักพัก หญิงสาวคนนั้นก็ยกพวกผักกับเนื้อและข้าวสองชามเข้ามา บอกกับเฟิ่งจิ่วว่า “ในบ้านไม่มีของอะไรอย่างอื่นแล้ว ผักเป็นพืชป่า ส่วนเนื้อเป็นเนื้อกระต่ายป่าที่จับได้ในป่า คุณชายก็ทานเสียหน่อยเถอะ”
จากนั้นค่อยพาหยางหยางลงไป ปล่อยเฟิ่งจิ่วกับเหลิ่งซวงอยู่ด้านหน้าสองคน
รอจนนางออกไปแล้ว เฟิ่งจิ่วมองผักกับเนื้อสัตว์และข้าวสองชามบนโต๊ะก่อนบอกเหลิ่งซวง “นั่งลงกินกันก่อน แม้คนบ้านนี้จะแปลกไปหน่อย แต่คงไม่เป็นอันตรายกับพวกเรา”
ได้ยินนายท่านพูดถึงเพียงนั้น เหลิ่งซวงก็ขานรับ นั่งลงข้างโต๊ะยกข้าวขึ้นมากิน
ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง บริเวณรอบๆเหมือนจะยิ่งหนาวขึ้น แม้แต่เสียงแมลงด้านนอกยังชัดเจนยิ่งนักเพราะความเงียบยามค่ำคืน ชัดเสียจนประหลาดอยู่บ้าง
เฟิ่งจิ่วกับเหลิ่งซวงถูกจัดให้พักในห้องปีกข้าง อยู่ในสถานที่ที่แปลกไปหมดทุกแห่งเช่นนี้ ทั้งสองอยากจะพักผ่อนดีๆสักนิดก็ไม่อาจทำได้ ด้วยเหตุนี้เหลิ่งซวงจึงคอยเฝ้ากะกลางคืน ส่วนเฟิ่งจิ่วนั่งขัดสมาธิหลับตาฝึกบำเพ็ญ
ก่อนเที่ยงคืนก็สงบเงียบมาตลอด จนกระทั่งเมื่อพ้นเที่ยงคืนไป เสียงลมพัดกระทบประตูหน้าต่างถี่กระชั้น ส่งเสียงดังปังๆๆ เสียงลมด้านนอกดังหวีดหวิว ฟังแล้วน่าสะพรึงอยู่บ้าง
และในยามนี้เอง เสียงหัวเราะลั่นสะเทือนหูลอยมาจากไหนไม่รู้ ดังกึกก้องอยู่กลางอากาศในยามราตรีราวกับเสียงฟ้าร้อง ทำให้เฟิ่งจิ่วกับเหลิ่งซวงตกใจตื่น
ตอนที่ 278: เป็นผีกันหมด?
ทั้งสองพลันลืมตาลุกยืนขึ้น ทว่าไม่รอให้พวกเขาได้เคลื่อนไหวอะไร ก็ได้ยินเสียงลมพัดโหมแรง ในเสียงหวีดหวิวมีความดุดันและเศร้าโศก
“ทำไม? ทำไมไม่ยอมปล่อยพวกเราไป? ทำไม!”
นั่นเป็นเสียงที่ทั้งชราและแหบแห้ง แหลมคมเล็กน้อย ดังชัดเจนอย่างยิ่งในยามวิกาล นั่นไม่ใช่เสียงของหญิงสาว กลับคล้ายคนชรา แต่ว่า…
แววตาเฟิ่งจิ่วสั่นไหวน้อยๆ มองด้านนอกพลางพูดกับเหลิ่งซวง “เรื่องไม่เกี่ยวกับเราอย่าออกไป” ระหว่างที่พูด เธอก็มานั่งลงข้างโต๊ะ
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหลิ่งซวงผงะเล็กน้อยสักพัก ขานรับออกไป แล้วมาเฝ้าอยู่ด้านหลังนาง
ด้านนอก ชายวัยกลางคนสวมชุดนักพรตถือแส้จามรยืนอยู่กลางอากาศ บนร่างมีกลิ่นอายพลังวิญญาณที่ทรงพลังกำลังพลุ่งพล่าน รวมถึง…แสงศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างจากพลังวิญญาณเล็กน้อย
บนพื้นดินมีหญิงชรากับชายชรายืนประคองกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาและความไม่ยอม สิ่งที่กระจายอยู่บนร่างหาใช่พลังวิญญาณหนาแน่น แต่เป็นระลอกลมหนาว
“ปล่อยพวกเจ้า? ฮ่าๆๆ น่าขันนัก!”
ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่กลางเวหาหัวเราะร่า “คนกับผีอยู่คนละโลก หากข้าไม่มาพบพวกเจ้าก็ว่าไปอย่าง แต่ในเมื่อเจอแล้ว ก็ต้องจัดการพวกเจ้าให้จงได้!”
สิ้นเสียง แส้จามรในมือเขาโบกสะบัด พลังวิญญาณสายหนึ่งโจมตีออกไปด้านล่างพร้อมกับกระแสพลังรวดเร็วรุนแรงและลำแสงศักดิ์สิทธิ์ ได้ยินเพียงเสียงคมตวัดผ่านในอากาศ หญิงชรากับชายชราที่เดิมยืนอยู่บนพื้นยามนี้ก็โกรธเคืองแล้วเช่นกัน
“พวกเราตอนมีชีวิตไม่เคยทำร้ายใคร กลับถูกกล่าวหาจนต้องตาย แม้กลายเป็นผีก็ไม่เคยทำอันตรายคนผ่านทางพวกนั้น แต่คนที่เอ่ยปากว่ามีความชอบธรรมอย่างเจ้า กลับไม่แม้แต่จะปล่อยพวกเราไป เอาแต่พูดว่าจะกำจัดทิ้ง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แม้กลัวจนขวัญหนีดีฝ่อพวกเราก็จะสังหารเจ้าเสีย!”
ชายชราแผดเสียงเกรี้ยวกราดด้วยความทุกข์ใจ เหมือนก่อนตายเขาจะเป็นผู้ฝึกตน ยามตายกลายเป็นผี แรงแค้นบนร่างจึงยังกระจายอยู่ไม่จางหาย พลังหยินรุนแรงนัก หลังจากเขาส่งเสียงคำรามร่างกายก็ลอยขึ้นมา เล็บนิ้วสองมือยาวขึ้น ตะปบไปทางนักพรตคนนั้น
ส่วนภายในเรือน เหลิ่งซวงที่ฟังคำพูดนี้อดไม่ได้ที่จะเบิกตาโต มองยังเฟิ่งจิ่วแล้วถามเสียงเบาอย่างตกใจ “นายท่าน คนบ้านนี้เป็น…เป็นผีรึเจ้าคะ?”
เฟิ่งจิ่วเคาะหน้าโต๊ะเบาๆ พูดเสียงค่อยว่า “ไม่ใช่ทั้งหมด”
“ไม่ทั้งหมด?” เหลิ่งซวงตกตะลึง พลันนึกถึงที่นายท่านบอกว่ามีเพียงเด็กคนนั้นที่ปกติ จึงถามไปอย่างอดไม่ได้ “นายท่านหมายความว่ามีเพียงเด็กคนนั้นที่เป็นคน?”
“ใช่” เธอขานรับ บอกว่า “ตอนยังไม่เข้ามาข้าเห็นมีกลิ่นอายของคนคนเดียว ซึ่งคือเด็กชายคนนั้น ส่วนพ่อแม่กับปู่ย่าคงตายไปหมดแล้ว เพราะนอกจากพวกเรากับเด็กน้อยก็ไม่รู้สึกถึงพลังชีวิตเลยสักนิดเดียว”
“เป็นไปได้ยังไงกัน หากเป็นผีจะมีเด็กคนหนึ่งอยู่ด้วยได้อย่างไรเจ้าคะ?” เหลิ่งซวงเพียงรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ โลกนี้มีคน มีเซียน แน่นอนว่าก็มีผีด้วย และเพราะฟ้าดินมีทั้งสามสิ่งนี้อยู่ถึงได้กลายเป็นภพทั้งสาม
“ยังไม่เห็นวิญญาณอีกสามตนที่เหลือ จึงไม่รู้ว่าเป็นเช่นไร แต่ท่านแม่ของหยางหยางคงไม่ใช่วิญญาณร้าย และไม่ได้คิดร้ายกับพวกเราแน่นอน แม้แต่อาหารที่กินไปเมื่อตอนเย็นก็ล้วนเป็นของที่พวกเรากินได้จริง ไม่ใช่ดินทรายที่วิญญาณสร้างภาพลวงตาออกมา”
ได้ยินคำพูดนี้ เหลิ่งซวงถึงจะคิดออก ตอนที่ยกผักกับเนื้อมา หญิงสาวคนนั้นยังบอกอย่างเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผักป่ากับเนื้อกระต่าย เห็นได้ชัดว่าตอนนั้นนางรู้ว่านายท่านมองออกแล้วว่านางไม่ใช่คน?
“นายท่าน งั้นพวกเขาอยู่ที่นี่…”
“คงเพื่อเด็กคนนั้น”
เธอถอนหายใจเบาๆ กล่าวว่า “แต่คนด้านนอกนั้นพูดถูก คนกับผีอยู่คนละโลกกัน พวกเขากับหยางหยางอยู่ด้วยกันนานเกินไป พลังหยางบนร่างเขาก็จะยิ่งอ่อนแอ ถึงเวลานั้นเกรงว่าจะร้ายมากกว่าดี”
ตอนที่ 279: คำขอร้อง
ฟังจากเสียง เหมือนด้านนอกจะมีเสียงผู้ชายคนหนึ่งเพิ่มมา ทั้งสองเดาว่าคงเป็นท่านพ่อของหยางหยาง
นึกถึงตรงนี้ เฟิ่งจิ่วหลับตาลง ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
จนกระทั่งเสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงเรียกเบาๆดังมา
“คุณชาย”
ได้ยินเสียงนี้ เหลิ่งซวงก้าวไปข้างหน้าด้วยความระแวง เฝ้าระวังอยู่ด้านหน้าเฟิ่งจิ่ว
“มีเรื่องอะไร?” เฟิ่งจิ่วส่งสัญญาณให้เหลิ่งซวงถอยห่าง
“คุณชายได้โปรดเปิดประตูให้ข้าน้อยเข้าไปคุยเถอะเจ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนี้ เธอพยักเพยิดให้เหลิ่งซวงเข้าไปเปิดประตู เหลิ่งซวงชะงักเล็กน้อย จากนั้นถึงจะไปเปิดประตูเรือนออก เมื่อเห็นหญิงสาวหน้าประตูมือก็เย็นขึ้นมาบ้าง
หญิงคนนี้ไม่ใช่คน แต่เป็นผี! นึกถึงตรงนี้ นางก็กลืนน้ำลายทีหนึ่ง ถอยไปเล็กน้อยก้าวหนึ่ง
นางไม่กลัวคน แต่ผีนี่สิ…
เฟิ่งจิ่วมองไป เห็นเพียงหญิงสาวใบหน้าขาวซีดกอดหยางหยางที่หลับสนิทเดินเข้ามา ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าเสียงดังตุบ
“คุณชาย”
“นี่เจ้าทำอะไร?” เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้วเบาๆ มองนางที่ใบหน้าเปื้อนน้ำตา
“นักพรตนั่นมาอีกแล้ว ปากบอกว่าจะจัดการพวกเรา แต่ความจริงกลับมุ่งมาหาหยางหยางของเรา เขาเกิดมาพร้อมไข่มุกวิญญาณตรงท้องที่เอาออกมาไม่ได้ นักพรตคนนี้บอกจะเอาเขาไปทำเป็นลูกกลอนมนุษย์ไว้กินเพื่อบรรลุขั้นพลัง พวกเราไม่มีทางเลือกจริงๆ มีเพียงมาขอร้องคุณชาย”
นางสะอื้นเบาๆ บอกว่า “ข้ารู้ว่าคุณชายมีพรสวรรค์ ต้องมองออกแต่แรกแน่ว่าพวกเราเป็นผีหาใช่คน แต่แม้เราจะเป็นผีก็ไม่ทำร้ายใคร อยู่ที่นี่ล้วนเพื่อลูกชายทั้งนั้น ตระกูลเราเก้าสิบเก้าคนยามนี้เหลือเพียงหยางหยางที่เป็นลูกชายคนเดียว คุณชาย คุณชายเจ้าคะ ข้าขอร้องท่าน ขอท่านช่วยพวกเราด้วย!”
นางร่ำไห้เบาๆ คำพูดตัดพ้อดูทั้งหมดหนทางและสิ้นหวัง ทำให้หัวใจเฟิ่งจิ่วหดหู่เล็กน้อย อยากเฝ้ามองอย่างนิ่งดูดาย กลับไม่อาจต้านทานคำขอร้องอ้อนวอนเช่นนี้ได้ หากเธอไม่ช่วย ไม่ต้องพูดถึงวิญญาณสองสามตนนี้เลย แม้แต่เด็กชายก็ต้องรับเคราะห์ไปด้วย
แม้เธอนิสัยเย็นชาเลือดเย็น แต่เด็กยังไร้เดียงสา จะอดใจนิ่งดูดายมองอยู่ได้อย่างไร?
สายตาเฟิ่งจิ่วจับจ้องบนร่างเด็กน้อยที่หลับสนิท ที่แท้มีไข่มุกวิญญาณอยู่ที่ท้อง มิน่าล่ะ ตั้งแต่เข้ามาถึงเห็นว่าบนร่างเขาเต็มไปด้วยพลังวิญญาณ แม้ใบหน้าซีดเผือดและผอมแห้ง กลับยังสามารถมีชีวิตอยู่ร่วมกับวิญญาณพวกนี้ได้ ที่แท้เป็นเพราะมีไข่มุกวิญญาณปกป้องตัวไว้
เธอชะงักไปเล็กน้อย มองหญิงสาวพลางถาม “เจ้าจะให้ข้าช่วยยังไง?”
ได้ยินคำพูดนี้ หญิงสาวดีใจขึ้นมา รีบร้อนกล่าวว่า “ข้าแค่ขอร้องให้คุณชายช่วยพาลูกข้าออกไป ให้เขาได้เติบโตอย่างเป็นสุขเจ้าค่ะ”
“เหลิ่งซวง รับเด็กมา” เธอออกคำสั่งเสียงเบา ความหมายของคำพูดคือรับปากแล้ว
“ขอบคุณคุณชายมาก ขอบคุณคุณชายมากเจ้าค่ะ”
นางรีบขอบคุณ จากนั้นส่งเด็กชายในอ้อมแขนให้เหลิ่งซวงด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา ยามมองลูกชายที่หลับสนิท ในใจนางเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ มองลูกชายอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่งแล้วจึงกล่าวกับเฟิ่งจิ่วว่า “คุณชาย พวกท่านรีบออกไปทางด้านหลังเถอะ!” พูดจบก็วิ่งไปด้านนอก
เหลิ่งซวงที่อุ้มเด็กชายไว้ตกใจเล็กน้อย ถามว่า “นายท่านจะพาเขากลับไปจริงๆหรือเจ้าคะ?” ไม่นึกว่านายท่านจะช่วยวิญญาณตนนั้นจริงๆ
“บ้านเราไม่ขาดเหลืออะไร พากลับไปก็พากลับไปเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนี่?” เฟิ่งจิ่วพูดอย่างไม่แยแส
“เขาเด็กถึงเพียงนี้ก็ไม่มีพ่อแม่แล้ว นับว่าน่าสงสารเช่นกัน”
เหลิ่งซวงมองหยางหยางที่หลับอยู่แววตาเวทนา นางกับน้องชายพึ่งพากันและกัน น้องชายมีนางคอยดูแล แต่เด็กคนนี้ยังเด็กเพียงนี้กลับไม่มีครอบครัวเสียแล้ว จึงอดเกิดความเห็นอกเห็นใจไม่ได้
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน ทำให้ทั้งสองคนในบ้านต่างใจสั่น
ตอนที่ 280: ลงมือในยามที่ควร!
“เจ้าคอยดูเด็กไว้ ข้าจะลองออกไปดู” เธอบอกกับเหลิ่งซวง แล้วสาวเท้าเดินออกไป
พอเปิดประตูออก สิ่งที่เห็นคือภูตผีพวกนั้นล้มลงกรีดร้องอยู่บนพื้น กระแสลมที่ส่องแสงแต่ละสายสะบัดมาจากกลางอากาศ หวดลงบนร่างเหล่าภูตผีจนเกิดเสียงลมดังรุนแรง
เมื่อเห็นภูตผีที่ล้มอยู่บนพื้นพวกนั้นร่างกายจางลงมากเสียจนจะจางหายไปได้ทุกเมื่อ แววตาเธอสั่นไหวเล็กน้อย เงยหน้าเหลือบมองนักพรตที่ถือแส้จามรโบกสะบัดคนนั้น นิ้วมือขยับ คีบเข็มเงินเล่มหนึ่งไว้ระหว่างสองนิ้ว ก่อนจะส่งไปยังคนกลางเวหา
“ฟิ้ว!”
เข็มเงินถูกแส้จามรของนักพรตกวาดตกไป เขาจึงหยุดการหวดแส้ใส่ภูตผีพวกนั้นลง แต่ชำเลืองมาทางเฟิ่งจิ่วด้วยสายตาดุดัน ตะคอกเสียงเข้มว่า “เด็กคนนี้ เจ้าเป็นใครกัน? คบหากับพวกผี สมควรตายจริงๆ!”
ขณะพูดแส้จามรก็สะบัด กระแสลมสายหนึ่งโจมตีไปทางเฟิ่งจิ่ว
“ฟิ้ว!”
ไอสังหารมุ่งเข้ามา เฟิ่งจิ่ววูบไหวตัวหลบออกไปอย่างไม่รีบไม่ร้อน กวาดมองนักพรตคนนั้น บอกว่า “ใต้เท้าลงมือก็ใช้ท่าสังหารเลย หรือคิดจะให้ข้ากลายเป็นผีป่าไปด้วย?”
“ฮ่าๆๆ! เจ้าหนู สวรรค์มีทางเจ้ากลับไม่เดิน นรกไร้ประตูยังบุกเข้ามา! จะฆ่าเจ้าแล้วยังไง?” นักพรตหัวเราะลั่น ในเสียงมีความหยิ่งผยองและโหดเหี้ยม แต่กลับไร้ซึ่งหัวใจเมตตาอย่างผู้ทรงธรรม
“คุณชายรีบไปเร็ว นักพรตคนนี้มีวรยุทธ์ระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุด คุณชายอย่าไปสู้ตัวต่อตัวกับเขา รีบพาลูกชายข้าหนีไปเถอะ!” บุรุษที่ลุกขึ้นยืนอย่างโอนเอนตะโกนบอกเฟิ่งจิ่ว คิดว่าพวกตนขวางนักพรตคนนี้ไว้ จะแลกกับโอกาสรอดชีวิตของลูกชายกับเด็กหนุ่มได้
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองพวกเขา ไม่บอกว่าจะทำตามคำพูด แต่เงยหน้าขึ้นชายตามองนักพรตคนนั้นน้อยๆ มุมปากยกรอยยิ้มบางๆขึ้นมา “บนเส้นทางนี้มีคนไม่น้อยอยากสังหารข้า แต่สุดท้ายล้วนถูกข้าสังหารเสียหมด”
ในน้ำเสียงเฉื่อยชาของเธอมีความเฉยเมยบางส่วน ก็แค่ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุด ไม่อยู่ในสายตาเธอเลยจริงๆ
“หากหนีไปเสียตอนนี้ ข้าจะเหลือชีวิตเจ้าไว้สักคนก็ได้” เธอพูดพลางมองนักพรตที่กลางอากาศ สีหน้าท่าทีจริงจัง ไม่เหมือนกำลังล้อเล่น
ทว่า คนตรงนั้นกลับไม่คิดว่าคำพูดเธอเป็นจริงสักนิด เห็นว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน เช่นนั้นจะสังหารนักพรตได้อย่างไร?
นักพรตคนนั้นก็กำลังคิดแบบนี้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้หลังจากฟังคำพูดนางจึงยิ้มเย้ยหยัน “อย่างเจ้าก็คิดจะฆ่าข้า? เกรงว่าเจ้าจะไม่…”
เขายังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นเด็กหนุ่มชุดแดงที่เดิมยังอยู่บนพื้นทะยานขึ้นมาทันที กระบี่ยาวที่มีประกายเย็นเยือกปรากฏขึ้นในมือ เห็นเพียงชุดแดงแวบมาเบื้องหน้า เวลาต่อมาก็เจ็บตรงหน้าอก ร่างกายแข็งทื่อไปหมด เขามองฝ่ายตรงข้ามรวมถึงกระบี่ในมือนั้นอย่างตกใจและเหลือเชื่อ
“กระ กระบี่คมพยับ! เจ้า เจ้า…”
“ผัวะ!”
เฟิ่งจิ่วถีบออกไป และดึงกระบี่ยาวออกมาในขณะเดียวกัน มองนักพรตคนนั้นที่ร่วงลงไปบนพื้นพลางแค่นเสียงหยัน “ให้เจ้าไปก็ไม่ไป นี่แหละคือจุดจบ”
หนึ่งกระบี่แทงตรงหัวใจพอดี นักพรตคนนั้นสิ้นลมไปโดยไม่อาจทำแม้แต่จะสูดลมหายใจ จนกระทั่งตายยังไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มชุดแดงคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงถือกระบี่คมพยับได้? ยิ่งไม่มีทางเข้าใจว่าทำไมผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดผู้สง่าผ่าเผยอย่างตนถึงถูกเด็กหนุ่มที่ยังไม่ถึงระดับเดียวกันสังหาร?
และยิ่งไม่อาจรับได้ที่หนุ่มน้อยผู้นี้ลงมือโดยไม่บอกกล่าว ทำให้เขาตายไปอย่างแค้นใจเช่นนี้…
ภูตผีพวกนั้นมองภาพนี้ด้วยความตกตะลึงและเสียขวัญ นัยน์ตาเต็มไปความเหลือเชื่อ อย่างไรพวกเขาก็นึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะกลับตาลปัตรในพริบตา…
จบตอน
Comments
Post a Comment