ตอนที่ 281: ไม้วิญญาณ
เฟิ่งจิ่วเช็ดกระบี่คมพยับในมือจนสะอาดแล้วเก็บกลับเข้าฝัก จากนั้นเดินไปด้านหน้า กวาดค้นสิ่งของบนร่างนักพรตคนนั้นมาจนหมดเกลี้ยง สุดท้ายแม้แต่แส้จามรนั่นยังไม่เหลือไว้ เพราะนั่นเป็นของวิเศษ ถึงเธอไม่ใช้เอามาขายก็ยังได้
“ขอบคุณคุณชายมาก ขอบคุณคุณชายมาก!”
เสียงคุกเข่าขอบคุณที่ลอยมาจากด้านหลังทำให้เฟิ่งจิ่วหันหน้ากลับไป เห็นวิญญาณทั้งสี่ตนคุกเข่าคารวะอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าซาบซึ้งใจ
“ลุกขึ้นเถอะ! ข้ายังมีเรื่องต้องถามพวกท่าน” ในมือเธอมีเปลวไฟปะทุขึ้นมา เผาร่างนักพรตคนนั้น
“ขอรับ ไม่ทราบว่าคุณชายจะถามอะไร?” พวกเขาประคองกันยืนขึ้น ร่างกายโปร่งแสงเล็กน้อย คล้ายว่าดวงจิตไม่มั่นคงเท่าไหร่นัก
เฟิ่งจิ่วมองพวกเขา กล่าวว่า “ผีก็คือผี ข้าอยากรู้ว่าพวกท่านรักษาร่างไว้โดยที่วิญญาณไม่สลายได้อย่างไร? หากเป็นเพราะความแค้นเคืองและความกังวลในใจจึงก่อตัวเป็นวิญญาณก็สมเหตุสมผลอยู่ แต่นี่พวกท่านครอบครัวสี่คนกระมัง? สามารถรักษาวิญญาณไว้ได้หมด เพราะอะไรกัน?”
“เชิญคุณชายตามพวกเรามา” ทั้งสี่พูดจบ ก็พาเธอมายังด้านหลังบ้านอีกหลังหนึ่ง แล้วขุดเอาไม้สีน้ำตาลแดงออกมาจากใต้ผืนดิน
“พวกเราจะไม่ปิดบังคุณชาย เหตุที่เราสามารถรวมวิญญาณไว้ได้โดยไม่จางหาย นั่นเพราะเมื่อสองปีก่อนมียอดปรมาจารย์ท่านหนึ่งมาขอน้ำดื่ม พวกเราจึงทำอาหารให้ เขาบอกว่าใจพวกเรามีเจตนาดีไม่คิดร้าย และนึกถึงหลานชายข้าหยางหยางที่ยังเป็นทารก จึงมอบไม้วิญญาณให้พวกเราไว้เป็นที่พักพิงหล่อเลี้ยงวิญญาณ ทั้งยังกำชับว่าห้ามทำร้ายผู้คน สองปีมานี้พวกเราจำไว้มั่นทั้งวันคืน ใจสำนึกบุญคุณมิกล้าทำชั่ว เพียงแต่ไม่นึกว่าจะโดนนักพรตคนนั้นเพ่งเล็ง คืนนี้หากไม่มีคุณชาย กลัวว่าแม้แต่ผีอย่างเราก็ยังสู้ไม่ไหว”
ได้ยินคำพูดนี้ แล้วมองไม้วิญญาณนั่นอีกที เธอถึงจะนึกขึ้นได้ ที่แท้โลกนี้ยังมีเรื่องเช่นนี้อยู่ด้วย
แต่เธอยังถามอีกว่า “ในเมื่อยอดปรมาจารย์ผู้นั้นก็มีจิตใจดี ซ้ำพวกท่านยังเป็นผี ทำไมตอนนั้นถึงไม่มอบหยางหยางให้เขาเสียเล่า?”
“เคยแล้วขอรับ”
ครั้งนี้คนที่พูดคือชายหนุ่ม เขามองเฟิ่งจิ่วพลางพูด “ตอนนั้นพวกเราขอร้องให้ยอดปรมาจารย์ท่านนั้นพาหยางหยางไป ถึงอย่างไรกายเราเป็นวิญญาณยากจะเลี่ยงพลังหยินในร่าง กลัวว่าเด็กอยู่ด้วยจะไม่ดีนัก แต่เขาปฏิเสธ บอกว่าเมื่อเวลามาถึงจะมีผู้สูงศักดิ์มาช่วย จนมาคืนนี้ พวกเราถึงรู้ว่าผู้สูงศักดิ์ที่เขาบอกที่แท้คือคุณชาย”
เฟิ่งจิ่วลูบๆคาง แอบคิดว่าโลกนี้ก็มีผู้เก่งกาจที่สามารถพยากรณ์อนาคตได้ด้วยหรือ?
“นักพรตนั่นตายแล้ว จากนี้ไปพวกท่านมีแผนเช่นไร?” เธอมองพวกเขาพร้อมถาม
“ขอให้คุณชายพาหยางหยางไปเถอะ! พวกเรา พวกเราเป็นผี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้” หญิงสาวสะอื้นเบาๆ แม้ในใจยังอาลัยอาวรณ์ กลับไม่มีทางเลือกเช่นกัน
“คุณชายโปรดพาหลานชายเราไปเสีย! คุณชายมีพระคุณยิ่ง ไว้ชาติหน้าพวกเราค่อยตอบแทน” ชายชรากับหญิงชราคารวะไปทางเฟิ่งจิ่ว
ชายหนุ่มกอดหญิงสาวไว้ บอกว่า “ขอแค่หยางหยางมีชีวิตอยู่ได้ นั่นสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด คุณชาย หยางหยางของเราต้องขอความกรุณาท่านแล้ว พวกเราไม่มีของอะไรจะมอบให้ ไม้วิญญาณนั่นเป็นวัตถุวิญญาณชั้นดี เชิญคุณชายเอามันไปด้วยเถอะ!”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วเบาๆ ชำเลืองมองพวกเขา ไม้วิญญาณเป็นของที่ดีจริงๆ เป็นถึงไม้ศักดิ์สิทธิ์โบราณ ยอดปรมาจารย์ที่ทิ้งของไว้ก็ใจกว้างนัก ถึงได้มอบไม้วิญญาณให้พวกเขาเช่นนี้
แต่เธอก็เป็นคนที่มีหลักการ ไม่ใช่ว่าของอะไรอะไรก็เก็บ ของอะไรอะไรก็ต้องการไปหมด
“ผีก็บำเพ็ญตนเป็นวิญญาณผู้ฝึกตนได้ ข้ามีตำราให้พวกท่านไว้ฝึกฝนวิชา พวกท่านยินดีไปด้วยกันหรือไม่?”
ตอนที่ 282: กลับแคว้นแสงสุริยัน!
พอคำพูดนี้เปล่งออกมา พวกเขาสี่คนต่างนิ่งอึ้ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
“คุณ คุณชายบอกว่ามีวะ…วิชาที่ภูตผีสามารถฝึกบำเพ็ญได้รึขอรับ?”
นะ นี่เรื่องจริงหรือเท็จกันแน่? ต้องรู้ไว้ว่าวิชาของวิญญาณผู้ฝึกตนหายากกว่าของผู้ฝึกทั่วไปนัก! ตอนพวกเขาเป็นคนแค่เคยได้ยิน แต่ไม่เคยเห็นมาก่อน
หากพวกเขามีวิชาและสามารถฝึกบำเพ็ญจนกลายเป็นวิญญาณผู้ฝึกตน ก็ไม่ต้องกังวลว่าพลังหยินจะสลายหมดจนไม่อาจอยู่รอดในโลกมนุษย์อีก! หนำซ้ำหากฝึกบำเพ็ญถึงระดับที่หนึ่งแล้วก็ไม่ต้องกลัวแสงแดดสาดส่อง! พวกเขาจะออกไปเดินเหินได้อย่างอิสระแม้เป็นตอนกลางวัน
ต้องบอกเลยว่าสำหรับพวกเขาแล้ว คำพูดนี้เป็นสิ่งยั่วยวนที่ไม่อาจต้านทาน
ไม่เพียงสามารถกลายเป็นวิญญาณผู้ฝึกตน ซ้ำยังคอยปกป้องหยางหยางได้ เดิมที่นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะกล้าคิด
“ถูกต้อง”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้าตอบ เอ่ยอย่างจริงจัง “แต่ว่า หากพวกท่านตามมาต้องยอมรับข้าเป็นนาย ห้ามทำร้ายคน มิเช่นนั้นไม่ต้องให้คนอื่นจัดการพวกท่าน ข้าจะทำให้พวกท่านสูญสลายไปเอง”
“พวกเรายอมรับคุณชายเป็นนาย! ไม่มีวันทรยศเด็ดขาด! หากผิดคำพูดในวันนี้ ขอให้สวรรค์ฟาดสายฟ้าผ่าวิญญาณสลายสิ้น ไม่ได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป!”
ทั้งสี่คุกเข่าลงด้วยความเคารพ เอ่ยอย่างตื่นเต้นและดีอกดีใจ สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่ว่าการยอมรับคนเบื้องหน้าเป็นนายหรือการฝึกบำเพ็ญเป็นวิญญาณผู้ฝึกตนล้วนเป็นประโยชน์ทั้งนั้น ไม่มีอะไรเสียหาย ถึงไม่มีวิชาให้ฝึกบำเพ็ญ ลำพังแค่ที่เขาช่วยไว้วันนี้ พวกเขาก็จะไม่หักหลังอย่างแน่นอน
“งั้นก็ดี พวกท่านกลับไปพักฟื้นในไม้วิญญาณ ข้ามีคฤหาสน์หลังหนึ่งกลางป่าเขา ให้พวกท่านไปเฝ้าอยู่ที่นั่นได้พอดี ขณะเดียวกันก็ฝึกบำเพ็ญไปด้วยได้ ส่วนหยางหยางในเมื่อยกให้ข้าแล้ว ก่อนพวกท่านจะสามารถควบคุมพลังหยินของตนได้ชำนาญก็อย่าเพิ่งเข้าใกล้เขา”
“ขอรับ” พวกเขาสี่คนขานรับ
“ข้ายังไม่รู้เลยว่าพวกท่านชื่ออะไรกัน?” เธอมองพวกเขาพลางถาม
“นายท่าน ข้ามีนามว่าเจ้าอวี่เหอ นี่ภรรยาข้าหลินซินฮุ่ย ส่วนนี่ท่านพ่อเจ้าเต๋อเกา และท่านแม่ฝานเจวียน”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วจึงบอก “ข้าเฟิ่งจิ่ว แบบนี้แล้วกัน! ยังไงฟ้าก็จะสว่างแล้ว ออกเดินทางไปกันเลยเถอะ!”
พูดจบ เธอมายังด้านนอก เหลิ่งซวงกอดหยางหยางที่หลับสนิทคอยอยู่ข้างๆเหล่าไป๋ ฉิวฉิวที่นอนอยู่บนม้าก็ชำเลืองมองพวกเขาอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะหลับตาลงนอน
เฟิ่งจิ่วหยิบเรือเหาะออกมาโยนขึ้นกลางอากาศ ครั้นเรือเหาะขยายใหญ่ จึงบอกกับเหลิ่งซวง “พาหยางหยางเข้าไปห้องปีกด้านในก่อน”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับ ขึ้นเรือเหาะไปก่อน หลังวางหยางหยางลงเรียบร้อยก็ลงมาปิดตาม้าและนำมันมาผูกไว้บนเรือเหาะ จากนั้นค่อยพาเหล่าไป๋ขึ้นไปด้วย
เมื่อเหล่าคนตระกูลเจ้าเห็นเรือเหาะลำนั้นก็กลืนน้ำลายโดยพลัน เป็นถึงเรือเหาะ ซ้ำยังเป็นเรือเหาะที่หรูหราเช่นนี้ นายท่านผู้นี้ที่พวกเขาติดตามมีที่มาเช่นไรกันแน่?
“พวกท่านเข้าไปในไม้วิญญาณเสีย!” เฟิ่งจิ่วให้สัญญาณ ให้พวกเขากลับเข้าไปในไม้วิญญาณ
ทั้งสี่ขานรับแล้ว ถึงจะกลายเป็นลำแสงสี่สายเข้าไปในไม้วิญญาณ ปล่อยให้เฟิ่งจิ่วพาขึ้นเรือเหาะตรงไปยังแคว้นแสงสุริยัน…
สองวันให้หลัง เพราะเรือเหาะสะดุดตาเกินไป เมื่อมาถึงเมืองรอบนอกชายแดนแคว้นแสงสุริยัน เฟิ่งจิ่วจึงเก็บเรือเหาะหงส์เหิน ขี่ม้าเข้าไปในเมืองกันสามคน คิดว่ายังไงก็มีเวลา จึงไม่ต้องรีบกลับเมืองอวิ๋นเยวี่ยเสียประเดี๋ยวนี้
ทั้งสามเข้าเมืองมา คิดว่าอยู่ในอาณาเขตแคว้นแสงสุริยันกันแล้ว ดังนั้นจึงหาที่เปลี่ยนไปสวมชุดผู้หญิง ให้หยางหยางซื้อเสื้อผ้าสองสามชุด ถึงจะไปยังทิศทางเมืองอวิ๋นเยวี่ยพลางเที่ยวเล่นตลอดทาง…
ตอนที่ 283: พบชายหนุ่มบนถนน!
เฟิ่งจิ่วสวมชุดสีขาวรูปโฉมงามเลิศ ไม่ว่าเดินไปที่ไหนล้วนดึงดูดสายตาผู้คนได้เป็นธรรมดา ไม่ต้องพูดถึงรูปลักษณ์ซึ่งงดงามยิ่ง บุคลิกท่วงท่าที่โดดเด่นนั้น แม้เป็นตระกูลชั้นสูงในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองก็ยังเห็นได้น้อยนัก ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงภายในเมืองที่ค่อนข้างห่างไกลตรงชายแดนนี้เลย
เหลิ่งซวงยังคงสวมชุดรัดรูปสีดำ เผยส่วนเว้าโค้งที่ประณีตออกมา ใบหน้าน่าหลงใหลราวกับน้ำแข็ง แม้งามพริ้งเพริศ กลับทำให้คนไม่กล้าเข้าใกล้
เพราะเข้าเมืองมาแล้ว พวกนางจึงขี่ม้าไปช้าๆ หยางหยางที่นั่งอยู่ด้านหน้าเฟิ่งจิ่วมองไปรอบๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น สีหน้ามีความแปลกใหม่
เฟิ่งจิ่วหันข้างเล็กน้อย บอกว่า “เหลิ่งซวง พวกเราจะไปรอเจ้าที่ร้านเกี๊ยวน้ำเล็กๆด้านหน้า เจ้าไปซื้อพวกอาหารแห้งไว้กินระหว่างทาง แล้วแวะซื้อพวกขนมอบกับของว่างกลับมาให้หยางหยางด้วยเลย”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงตอบรับ สองขากระทุ้งม้าตรงไปยังด้านหน้า
ส่วนเฟิ่งจิ่วก็มายังร้านเกี๊ยวน้ำเล็กๆด้านหน้าที่อยู่ไม่ไกลกับหยางหยาง สั่งเกี๊ยวน้ำสองชามมากินระหว่างรอ
“พี่เฟิ่ง ในเมืองสวยงามนัก มีของหลายอย่างที่หยางหยางไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” เด็กน้อยมองนางด้วยสายตาเปล่งประกาย ทั้งร่างมีแต่มีความสุขสนุกสนาน
“ในบ้านพี่สวยกว่าอีก” เธอยิ้มพลางลูบๆศีรษะเล็กๆนั่น “รีบกินเถอะ! กินเสร็จแล้วพวกเราต้องเดินทาง”
“อื้มๆ” เด็กน้อยพยักหน้าอย่างตื่นเต้น ใช้ช้อนตักเกี๊ยวกิน
ตลอดการเดินทางนี้ ความน่ารักแสนรู้ของหยางหยางทำให้เธอมองแล้วชอบใจนัก เห็นใบหน้าเล็กก้มอยู่บนชามใหญ่ปากก็กินเกี๊ยวไป ท่าทางน่ารักน่าชังนั้น เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะผุดรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา
และภายในเหลาสุราชั้นสองฝั่งตรงข้ามแผงร้านเกี๊ยวน้ำ มีชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีกรมท่ากำลังยืนมือไพล่หลังอยู่ตรงหน้าต่าง เหลือบมาเห็นโดยไม่ตั้งใจ เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนเผยอยู่บนใบหน้าที่หันข้างเล็กน้อยของสาวน้อยผู้งดงามในชุดกระโปรงสีขาวตรงร้านเล็กๆนั้น แค่.มองแวบเดียวเขาก็ละสายตาไปไม่ได้
งด.งามนัก!
แม้เขาจะเห็นสาวงามมาไม่น้อย ยามนี้ก็ต้องบอกว่าสาวน้อยชุดขาวช่างทำให้เขารู้สึกตะลึงในความงามเสียจนเบื้องหน้าสว่างไสว เห็นนางนั่งอยู่ในสถานที่ซอมซ่อเช่นนี้ ท่าทางเกียจคร้านทำตามใจ แต่ภายใต้ความเฉื่อยชาเอาแต่ใจ สิ่งที่กระจายออกมาจากเนื้อในกลับเป็นความเยือกเย็นและสง่างามที่ทำให้คนยากจะเพิกเฉย
อาจเพราะรู้สึกว่าเขากำลังมองอยู่ สาวน้อยคนนั้นจึงเก็บรอยยิ้มบนใบหน้า แล้วช้อนสายตามองมาทางเขา เมื่อสบเข้ากับสายตานาง หัวใจก็สั่นไหวเบาๆ
ช่างเป็นดวงตางามยิ่ง!
ดวงตาใสกระจ่างคู่นั้นลึกล้ำจนไม่เห็นก้นบึ้ง แต่กลับแอบซ่อนคมอันดุร้ายไว้ ตอนแรกที่มองนางยังคิดว่าเป็นสาวงามอ่อนหวาน แต่พอมองครานี้กลับทำให้เขารู้ว่าสาวน้อยคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
แววตานางมีอำนาจสยบคน ดวงตากระจ่างเย็นชาเฉยเมย สบสายตาเขาอย่างพินิจพิเคราะห์โดยไม่หลบเลี่ยงหรือเขินอาย
เห็นเช่นนี้ มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาเผยแววสนใจ
ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังชายหนุ่มเห็นท่าทางจึงมองตามไป และสายตาก็จับจ้องบนร่างสตรีชุดขาวบริเวณแผงร้านค้า เพียงพินิจมองพักหนึ่งแล้วก็ดึงสายตากลับ เฝ้าอยู่ด้านหลังชายหนุ่มด้วยความเคารพ
เฟิ่งจิ่วดึงสายตากลับมากินเกี๊ยวน้ำ บุรุษคนนั้นท่าทางไม่ธรรมดา เดาว่าคงไม่ใช่คนทั่วไป เธอแค่ผ่านทางมา ไม่หวังให้เกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นระหว่างทาง ด้วยเหตุนี้จึงไม่ไปสนใจเขาอีก
ทว่าในเวลานี้เอง คนไม่น้อยบนถนนใหญ่ล้วนกรูกันไปยังสถานที่หนึ่ง ซ้ำยังได้ยินเสียงพูดคุยรอบข้างลอยแว่วมา…
ตอนที่ 284: ตามรอยไป!
“เหมือนจะเป็นแม่นางชุดดำคนหนึ่ง หน้าตางดงามยิ่ง น่าเสียดายที่มาพบพี่น้องคู่นั้น”
“ไปๆๆ รีบไปดูหน่อยเร็ว ในเมืองเราไม่มีใครกล้าต่อกรกับพวกเขาหรอก ข้าเดาว่าคงเป็นคนต่างถิ่น”
ได้ยินคำพูดนั้น ดวงตาเฟิ่งจิ่วเป็นประกายบางๆ มองยังทิศทางที่ฝูงชนวิ่งไปมุงดูเรื่องสนุก ชะงักเล็กน้อย และถามว่า “หยางหยาง กินเสร็จรึยัง?”
“ท้องอิ่มแล้ว แต่ยังกินไม่หมดเลย ทำยังไงดีขอรับ?” เด็กน้อยเสียดายไม่กล้าทิ้งขว้าง ยังตักน้ำแกงกินอยู่ มองเกี๊ยวสองสามชิ้นที่เหลืออยู่ในชาม สีหน้ายากจะตัดใจ
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ ลูบศีรษะเขาพลางบอกว่า “อิ่มก็ไม่ต้องกินแล้ว อย่ากินต่อเลย ประเดี๋ยวยังมีขนมอบอีกนะ!”
เธอยิ้มพลางจ่ายเงิน มือหนึ่งจูงหยางหยางอีกมือจูงเหล่าไป๋เดินไปยังฝูงชนพวกนั้น
“นายท่านสนใจสตรีคนนั้น? ให้ข้าน้อยเชิญนางมาไหมขอรับ?”
ชายวัยกลางคนบนเหลาสุราเห็นสายตานายท่านไล่ตามสาวน้อยชุดขาวคนนั้นไปตลอด จึงเอ่ยปากถามไถ่
ชายหนุ่มที่ยืนเอามือไพล่หลังได้ยินคำพูดนี้แล้วหันไปเหลือบมองเขา พูดว่า “เจ้าคิดว่าข้าจะเชิญนางมาได้รึ?”
ได้ยินเช่นนี้ ชายวัยกลางคนอึ้งไป ถามอย่างไม่เข้าใจ “นายท่านพูดเช่นนี้หมายความว่า?” ทำไมจะเชิญแค่สตรีนางหนึ่งมาไม่ได้? ยิ่งไปกว่านั้นด้วยฐานะของนายท่าน เขาจะให้นางมาหาแท้จริงแล้วช่างง่ายดายนัก
ชายหนุ่มไม่พูดไม่จา แต่เมื่อเห็นร่างสีขาวนั้นเดินไปทางฝูงชน ก็หมุนตัวก้าวลงจากเหลาสุราคิดจะลองตามไปดู
ชายวัยกลางคนเห็นเช่นนี้จึงรีบร้อนตามไป
กลางพื้นที่ว่างที่ถูกผู้คนห้อมล้อม ชายร่างผอมบางคนหนึ่งถูกหญิงร่างอ้วนทับไว้ด้านล่างอยู่เนิ่นนานไม่อาจลุกขึ้นมา เพราะน้ำหนักหญิงอ้วนกดอยู่บนร่าง ทำให้ใบหน้าเขาแดงก่ำ แค่หอบหายใจยังรู้สึกลำบาก
“รีบ รีบลุกขึ้นเร็ว!”
ชายคนนั้นพยายามผลักหญิงอ้วนบนร่างให้ลุกขึ้น แต่ไม่ขยับเลยสักนิด
“ฮือ…พี่…ข้าเจ็บหน้าอก นางถีบหน้าอกข้า เจ็บมาก…เจ็บเสียจนข้าลุกยืนไม่ไหว”
หญิงอ้วนนอนกางแขนขาแหงนหน้าขึ้นฟ้าหลังคว่ำลง เพราะด้านล่างมีพี่ชายเป็นเสื่อเนื้อมนุษย์ ตอนล้มลงมาเลยไม่รู้สึกเจ็บ แต่หน้าอกถูกถีบจึงเจ็บเสียจนหายใจเหนื่อยหอบ ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยืนขึ้นมา
เหลิ่งซวงในชุดสีดำรัดรูปกวาดมองสองคนนั้นด้วยสีหน้าน่ากลัว ยามจูงม้าเตรียมจะออกไป ก็เห็นนายท่านกำลังจูงเหล่าไป๋กับหยางหยางยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน จึงรีบเดินเข้าไปหาทันที
“นายท่าน ข้าซื้อของมาเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองสองคนนั้นบนพื้น พยักหน้าให้ “งั้นก็ไปเถอะ!” เธออุ้มหยางหยางขึ้นบนหลังเหล่าไป๋ ส่วนตนก็พลิกตัวขึ้นไป สองขากระทุ้งท้องเหล่าไป๋ มันแผดเสียงเบาๆ แล้วเดินไปด้านหน้า
เหลิ่งซวงเขย่งปลายเท้าพลิกตัวขึ้นม้า ตามหลังนายท่านไป
เห็นสตรีสองนางขี่ม้าจากไปเช่นนี้ ผู้คนโดยรอบมึนงงขึ้นมาทันใด เพียงคิดว่าสองคนนี้ใจกล้าไม่น้อยเลยจริงๆ ซ้อมสองพี่น้องตระกูลฝูในถิ่นพวกเขาจนเป็นเช่นนี้แล้วจากไปทันที
ชายหนุ่มคนนั้นที่มองอยู่กลางฝูงชนเห็นเช่นนี้แล้ว ในดวงตาเผยประกายปรารถนาหญิงงาม การเดินทางมายังแคว้นเล็กระดับเก้าอย่างแคว้นแสงสุริยัน ไม่นึกว่าจะได้พบเจอสตรีที่งดงามทั้งบุคลิกและรูปลักษณ์เช่นนี้
เห็นร่างสีขาวนั้นค่อยๆไกลออกไป เขาเรียกพลังไล่ตามร่างเงาด้านหน้าไปอย่างไม่มีหยุดพัก
ชายวัยกลางคนด้านหลังเห็นเช่นนั้นก็ตะลึงเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววครุ่นคิดวาบผ่าน ตามไปพลางขมวดคิ้วน้อยๆ
ตอนที่ 285: ไม่ทันตั้งตัว!
เฟิ่งจิ่วขี่เหล่าไป๋นำหน้า เพราะเดินอยู่บนถนนใหญ่ความเร็วจึงไม่มากนัก เธอไม่ถามเหลิ่งซวงว่าก่อนหน้านี้เป็นเพราะเหตุอะไร ไม่สนใจเหมือนภาพก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น
อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าเธอไม่สน แต่เพราะรู้ว่าเหลิ่งซวงไม่เป็นอะไร เช่นนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่คุ้มค่าพอให้ใส่ใจถามไถ่
“นายท่าน ด้านหลังมีคนตามพวกเราอยู่เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงที่ขี่ม้าตามอยู่ข้างกายเฟิ่งจิ่วเอ่ยปากบอก ดวงตาราวน้ำแข็งมองไปทางชายหนุ่มคนนั้นที่ตามมาตลอดอย่างไม่รีบไม่ร้อน
“ไปเถอะ ไม่ต้องไปสนใจ”
เฟิ่งจิ่วพูดอย่างไม่ใส่ใจ ไม่หันกลับไปก็รู้ว่าเป็นชายหนุ่มคนก่อนหน้านั้นบนเหลาสุรา สายตาที่มีลักษณะคุกคามทำให้เธอยากจะนิ่งเฉย ในเมื่อกล้าสะกดรอยตาม ก็ให้พวกเขาตามมาเถอะ! เธออยากลองดูว่าอีกฝ่ายจะตามพวกเธอไปตลอดยังไง
“ของว่างที่เจ้าซื้อมาให้หยางหยางล่ะ? หยิบออกมาหน่อยซิ” เธอพูดพลางยื่นมือไปหาเหลิ่งซวง
“อยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ ข้าซื้อเม็ดบัวหวานมา” เหลิ่งซวงยื่นถุงใบเล็กไปให้นาง
หลังเฟิ่งจิ่วรับมาก็ยื่นให้หยางหยางที่นั่งอยู่ด้านหน้า “เอ้า หยิบกินเสีย แต่อย่ากินครั้งหนึ่งเยอะเกินไปล่ะ”
“ขอบคุณพี่เฟิ่งขอรับ” หยางหยางยิ้มมีความสุข บอกขอบคุณอย่างยินดี
“เด็กดี” เธอหยิกแก้มเล็กๆของเขาแล้วยิ้มขึ้นมา
ชายหนุ่มที่ตามมาด้านหลังมองอยู่ตลอด แม้ส่วนใหญ่จะเห็นแค่ด้านหลังนาง แต่ทุกการเคลื่อนไหวและรอยยิ้มตกสู่สายตาเขาทั้งหมด ทำให้เขาเฝ้าชมราวกับเป็นเรื่องสนุกอย่างหนึ่ง
สองคนเบื้องหน้าขี่ม้าเดินอยู่ จนกระทั่งออกประตูเมืองไป สองคนด้านหลังก็ยังคงตามมา ที่แตกต่างคือหลังออกจากประตูเมือง ทั้งสองต่างขี่กระบี่เหาะตามหลังห่างจากเฟิ่งจิ่วไม่ถึงสิบเมตร
เฟิ่งจิ่วไม่เอาเขามาเป็นเรื่องเป็นราว เหลิ่งซวงก็ไม่ไปสนใจอีก เพราะอีกฝ่ายแค่ตามมา ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านี้ ทว่าแม้เป็นเช่นนี้ นางที่ควรระวังตัวจึงยังระแวดระวังอยู่
เช่นนี้เอง การเดินทางจึงเดินหน้าไปด้วยแบบแผนที่แปลกประหลาด เฟิ่งจิ่วด้านหน้ายกมือขึ้นทัดเส้นผมที่ลู่ตกอยู่ข้างแก้มไว้หลังหู สัมผัสถึงสายลมอ่อนที่พัดมารับหน้า ในดวงตาฉายประกายจางๆ มุมปากยกยิ้มแปลกๆขึ้นบางๆ อย่างที่ไม่อาจสังเกตเห็น
เวลาผ่านมาประมาณครึ่งก้านธูป ทันใดนั้น ด้านหลังมีเสียงของหนักหล่นกระแทกพื้นสองเสียง รวมถึงเสียงร้องอู้อี้อีกสองเสียงดังมา
“ตุบ! ตุบ!”
“อั่ก!”
เหลิ่งซวงสังเกตด้านหลังอยู่ตลอด ด้วยเหตุนี้เมื่อเห็นกระบี่บินที่ร่อนอยู่ร่วงลงมาจากกลางอากาศสูงกว่าสองเมตรอย่างสิ้นท่าโดยไม่ทันตั้งตัว ก็.อดไม่ได้ที่จะแปลกใจอยู่บ้าง
นางมองไปทางเฟิ่งจิ่ว เมื่อเห็นรอยยิ้มตรงริมฝีปากนั้นถึงได้เข้าใจว่าที่แท้เป็นฝีมือของนายท่านเอง
“นายท่าน ท่าน ท่านไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ?”
ชายวัยกลางคนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะกลิ่นอายพลังวิญญาณทั่วร่างพลันหายไปจึงรู้สึกตื่นตระหนกยิ่งนัก หลังร่วงลงพื้นมาแทบไม่สนใจว่าบนตัวจะเต็มไปด้วยฝุ่นโคลน รีบร้อนมองไปบริเวณรอบๆอย่างระมัดระวังตัว
ชายหนุ่มคนนั้นยามนี้ก็ตื่นตกใจมาก มองยังร่างสีขาวตรงหน้าที่ขี่ม้าหันมามองด้วยความตกตะลึงยิ่ง รู้สึกเพียงว่าไม่น่าเชื่อ
เขาประมาทเสียแล้ว! ไม่นึกว่าสาวน้อยจะมีฝีมือมากถึงเพียงนี้ ถึงกับไม่ต้องหันหน้า ไม่ต้องลงมือ ก็สามารถทำให้พลังวิญญาณบนร่างพวกเขาหายไปหมดภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ทันรู้ตัวได้
หรือนางเป็นนักปรุงยา?
แต่นี่เป็นไปไม่ได้แน่.นอน แคว้นเล็กๆระดับเก้าอย่างแสงสุริยันจะมีนักปรุงยาชั้นสูงเช่นนั้นได้อย่างไร?
เช่นนั้นก็มีอีกหนึ่งความเป็นไปได้!
บนตัวนางต้องมียาไร้สีไร้กลิ่นที่ทำให้พลังวิญญาณผู้ฝึกตนหายไปอยู่!
ตอนที่ 286: กลับเมืองอวิ๋นเยวี่ย!
เฟิ่งจิ่วนั่งขี่บนร่างเหล่าไป๋ ชายตามองทั้งสองที่ล้มลงบนพื้นจากด้านบนลงไป น้ำเสียงเฉื่อยชาเปล่งออกมาอย่างมีความเย็นเยียบ
“พวกเจ้าอย่าตามมาอีกจะดีกว่า มิเช่นนั้น ครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่การสั่งสอนง่ายๆเช่นนี้”
หลังทิ้งคำเตือนไว้ ถึงจะเปลี่ยนหันกลับไป สองขากระทุ้งตรงท้องเหล่าไป๋แผดเสียงออกมาเบาๆ ก็เห็นเหล่าไป๋วิ่งไปด้านหน้าอย่างว่องไว
เหลิ่งซวงควบม้าไล่ตามไปทันที เวลาไม่นานนักทั้งสองก็หายไปจากสายตาของอีกสองคนบนพื้น…
“นายท่าน สาวน้อยคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆขอรับ”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นเห็นพวกนางขี่ม้าจากไป ก็โล่งใจอย่าง.อดไม่ได้ สามารถทำให้พวกเขาสองคนตกลงมาอย่างเงียบเชียบไร้เสียง ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ
ชายหนุ่มยิ้มขึ้นมา ดวงตาแอบฉายประกาย “ข้าบอกแล้วไงว่านางไม่ธรรมดา! พิสูจน์ได้ว่าสายตาข้านี่ไม่เลวเลย”
“ข้าน้อยว่าเป็นโชคดีที่นางไม่ได้ลงมือฆ่าพวกเรานะขอรับ” ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากนางคิดจะฆ่า เกรงว่าพวกเขาก็โชคร้ายมากกว่าดีจริงๆ
ชายหนุ่มเหลือบมองเขา บอกว่า “นางไม่รู้ว่าพวกเราเป็นใคร ไม่ได้มีความแค้นต่อกัน แล้วจะฆ่าพวกเราทำไมเล่า?”
น้ำเสียงชะงักลง มุมปากยกเล็กน้อย นัยน์ตาเผยประกายที่มุ่งหมายว่าต้องได้มา กล่าวว่า “แต่ไม่นึกเลย แคว้นเล็กๆ ระดับเก้าอย่างแสงสุริยันจะมีสาวน้อยงามเลิศโดดเด่นเช่นนี้อยู่ ช่างทำให้… เห็นแล้วยากจะลืมจริงๆ”
ใช่แล้ว การพบกันเพียงเวลาสั้นๆ สาวน้อยคนนี้ทำให้เขามีความคิดที่อยากจะได้นางมา
สิ่งที่ดึงดูดสายตาเขาในตอนแรกสุดคือรูปโฉมที่งดงามยิ่ง จากนั้นถึงจะเป็นท่าทางบนกายนาง รวมถึงความดุดันที่แอบแฝงในดวงตา และที่ทำให้นึกไม่ถึงคือที่นางสามารถล้มพวกเขาได้ภายใต้สถานการณ์ที่นิ่งเงียบสงบ หนำซ้ำยังไม่ใช้แรงกายใดๆ
อุบายและกลยุทธ์นี้ทำให้เขาที่เดิมแค่เกิดความคิดอยากไล่ตามสาวงามยิ่งจริงจังขึ้น
สาวน้อยคนนี้ เขาต้องการนาง!
เขาคิดว่า หากกดสยบสาวน้อยที่สันโดษและเย็นชาคนนี้ไว้ใต้ร่าง จะต้องรู้สึกมีชัยอย่างแน่นอน!
เฟิ่งจิ่งไม่รู้ถึงความตั้งมั่นที่คนคนนี้คิดอยู่ในใจ หากรู้เรื่อง เดาว่าคงกลับมาซ้ำเขาอีกหนึ่งมีด
ทั้งสองประคองกันไปนั่งพักลงข้างทาง ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามฤทธิ์ยาก็จางไป พลังวิญญาณทั่วร่างถึงจะฟื้นคืนกลับมา
“นายท่าน พวกเราจะกลับไปแคว้นเหินเวหาก่อนไหมขอรับ?” ชายวัยกลางคนมองเขาพลางถาม
ชายหนุ่มครุ่นคิดเล็กน้อย สักพักก็บอกว่า “อืม กลับไปก่อน แล้วค่อยส่งคนมาตรวจสอบตัวตนสาวน้อยคนนั้นเสียหน่อย”
“ขอรับ”
ชายวัยกลางคนตอบรับช่วยไม่ได้ แม้คิดว่าไม่ไปยุ่งกับสาวน้อยคนนั้นจะดีกว่า แต่ยังไงก็เป็นความสนใจของคุณชาย จึงทำได้เพียงจัดการตามคำสั่งเขา
ทางอีกด้านหนึ่ง
เหลิ่งซวงเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจอยู่บ้าง “นายท่าน ท่านใช้ยาไปตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ? ทำไมข้าไม่เห็นเลย?” ตอนนั้นคนด้านหลังจ้องนางอยู่ตลอด งั้นจะลงมือโดยที่ไม่ถูกสังเกตได้ยังไง?
เฟิ่งจิ่วยกมุมปาก ยิ้มบอกว่า “หากให้เจ้าเห็น จะทำให้พวกเขาสองคนติดกับได้อย่างไร?”
เธอมองที่เส้นทางด้านหน้า เอ่ยว่า “หลังถึงเมืองอวิ๋นเยวี่ยเจ้านำไม้วิญญาณไปยังเวิ้งสวนท้อ ให้พวกเขาเฝ้าอยู่ที่นั่น นอกจากนี้ ก็เรียกน้องชายเจ้ากลับจวนมาด้วย”
ได้ยินเช่นนี้ บนใบหน้าเหลิ่งซวงจึงเผยรอยยิ้มจางๆออกมา “เจ้าค่ะ” นึกถึงน้องชายในใจนางก็อ่อนโยนขึ้น
เที่ยวเล่นมาครึ่งทาง ใช้เวลาประมาณครึ่งเดือนพวกเธอถึงจะมาถึงเมืองอวิ๋นเยวี่ย หลังเข้าเมืองอวิ๋ยเยวี่ย เฟิ่งจิ่วกับเหลิ่งซวงก็แยกทางกัน เหลิ่งซวงขี่ม้าตรงไปยังเวิ้งสวนท้อ ส่วนเธอขี่เหล่าไป๋พาหยางหยางกับฉิวฉิวไปจวนตระกูลเฟิ่ง
เพราะเหล่าไป๋ไม่ยอมให้ฉิวฉิวขี่บนหัว ด้วยเหตุนี้ฉิวฉิวจึงทำได้เพียงวิ่งตามไปบนพื้นอย่างซื่อสัตย์…
ตอนที่ 287: นางกลับมาแล้ว!
“ได้ยินรึยัง? กวนสีหลิ่นคนนั้นที่ออกมาจากตระกูลกวนว่ากันว่ากลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งบนรายชื่อตลาดมืด”
“เรื่องนี้ข้ารู้ตั้งแต่สองวันก่อน ไม่ต้องบอกเลยว่ากำลังต่อสู้และพรสวรรค์ของกวนสีหลิ่นคนนั้นช่างน่าอัศจรรย์นัก ข้าเคยชมการต่อสู้ที่ลานประลองตลาดมืด ทักษะเขาเรียกว่าไร้เทียมทานโดยแท้ ตระกูลกวนไล่เขาออกมา พวกเขาขาดทุนแล้วจริงๆ”
“จริงด้วย ช่วงนี้มีตระกูลไม่น้อยอยากดึงตัวเขาไป บ้างก็ถึงกับคิดใช้วิธีแต่งงานสานสัมพันธ์เพื่อดึงเขากลับเข้าตระกูล แต่ได้ยินว่าเขาจะก่อตั้งตระกูลของตน ทำให้หลายๆคนต่างหมดหนทาง”
“ใช่แล้ว! เขาสร้างคฤหาสน์หลังใหญ่ไว้ข้างๆจวนตระกูลเฟิ่งไม่ใช่หรือ? ได้ยินว่าช่วงนี้กำลังตกแต่งอยู่ เหมือนแค่รอหาฤกษ์งามยามดีเข้าบ้าน”
“ตระกูลกวนนั่นเดาว่าต้องเสียดายแทบตาย”
“ฮ่าๆ นั่นแน่.นอนอยู่แล้ว”
“คุณหนูใหญ่แห่งจวนตระกูลเฟิ่งคนนั้นช่วงนี้ไม่เคยเห็นโผล่มาเลย คล้ายจะบอกว่าออกไปฝึกฝนวิชางั้นรึ?”
“นึกถึงคุณหนูตระกูลเฟิ่งช่างทำให้รู้สึกเหลือเชื่อจริงๆ ไม่นึกเลยว่าจะให้ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งยกเลิกการหมั้นหมายกับท่านอ๋องสาม หรือนางไม่กลัวว่าใบหน้าเสียโฉมแล้วหลังยกเลิกการหมั้นนี้ไปจะขายไม่ออกรึ?”
“ขายไม่ออกแล้วยังไง? จวนตระกูลเฟิ่งมีนางเป็นสายเลือด ต่อให้ไม่แต่งงานจวนตระกูลเฟิ่งก็เลี้ยงไหว แต่ข้าได้ยินว่าท่านอ๋องสามไม่ยอมถอนหมั้นไม่ใช่หรือ? เรื่องนี้เหมือนจะยังประวิงเวลาไว้”
“ท่านอ๋องสามเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่คนหนุ่มสาวรุ่นเดียวกันของแคว้นแสงสุริยันเรา อันที่จริงคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งได้แต่งงานกับเขาก็นับว่าโชคดีไปสามชาติ ไม่รู้จริงๆว่านาง…”
คนคนนั้นพูดๆอยู่ สายตาชำเลืองมองไปโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นก็เบิกดวงตาโตด้วยความตกตะลึง
สองคนข้างกายเห็นท่าทางจึงหันกลับไปมอง พอเห็นก็เบิกตากว้างอย่างตื่นตกใจ นอกจากความเหลือเชื่อยังมีความอึดอัดใจอยู่บ้าง พวกเขาไม่นึกว่าคำพูดลับหลังนี้จะถูกคู่กรณีได้ยินเข้า
ฟังคำพูดพวกนั้น เฟิ่งจิ่วยิ้มเบาๆ เหลือบมองสองสามคนนั้น แล้วขี่เหล่าไป๋ไปยังจวนตระกูลเฟิ่ง
ที่แท้พี่ชายเธอก็กลายเป็นอันอับหนึ่งในรายชื่อตลาดมืดภายในช่วงเวลาสั้นๆเพียงนี้ ซ้ำยังซื้อคฤหาสน์ ไม่เลวเลยจริงๆ
ส่วนเรื่องการหมั้นหมายกับมู่หรงอี้เซวียน… กลับไปค่อยแก้แล้วกัน!
รอนางเดินไปไกล นานสักพักคนพวกนั้นถึงจะผ่อนคลายจิตใจลงมา พูดอย่างติดอ่างว่า “นั่น นั่นคุณหนูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งเฟิ่ง เฟิ่งชิงเกอนี่? หน้านางหายดีแล้วรึ?”
“ดูท่าทางจะหายแล้ว บอกว่าออกไปฝึกวิชา เดาว่าคงไปหาหมอรักษาใบหน้า”
อีกคนหนึ่งพูดจบ ในดวงตาเต็มไปด้วยความตะลึงในความงาม “สมกับเป็นสาวงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นแสงสุริยันเราจริงๆ รูปโฉมและท่าทางระดับนี้ ช่างน่าตะลึงโดยแท้…”
เพราะเหล่าไป๋ที่เฟิ่งจิ่วขี่อยู่ทั้งคล้ายมังกรและเหมือนม้าจึงเด่นชัดอย่างยิ่ง ประกอบกับใบหน้าที่คืนสถาพ รูปลักษณ์อันงามเลิศจึงทำให้คนเห็นต่างพากันอุทาน
“นั่นคุณหนูตระกูลเฟิ่งเฟิ่งชิงเกอไม่ใช่รึ?”
“รีบดูเร็ว! ใบหน้านางที่เสียโฉมหายดีแล้ว”
ชาวบ้านในเมืองอวิ๋นเยวี่ยที่คุ้นเคยกับนางมีมากมายนัก ตลอดทางที่เดินไปยังจวน ทุกที่ที่ผ่านล้วนมีเสียงอุทานและพูดคุยของพวกชาวบ้าน
“พวกเจ้ารู้หรือไม่? คุณหนูตระกูลเฟิ่งเฟิ่งชิงเกอกลับมาแล้ว! หน้านางก็ดีขึ้นด้วย…”
พูดกันไปปากต่อปากจากหนึ่งไปสิบ จากสิบไปร้อยเช่นนี้ ไม่ต้องใช้เวลานานนัก แต่ละฝ่ายก็ล้วนได้ยินข่าว
มู่หรงอี้เซวียนในจวน
มู่หรงอี้เซวียนหลังโต๊ะหนังสือลุกยืนขึ้น มองทหารอารักขาคนนั้นด้วยนัยน์ตาฉายแววประหลาดใจ ถามว่า “เจ้าบอกว่าชิงเกอกลับมาแล้วรึ?”
“ขอรับ คุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งกลับมาแล้ว เพราะขี่ม้าแปลกๆตัวหนึ่งเดินผ่านบนถนนใหญ่ คนจึงเห็นกันไม่น้อย หนำซ้ำใบหน้าที่เสียโฉมก็หายดีด้วยขอรับ”
ทหารอารักขาพูดจบ เพียงรู้สึกว่าข้างกายมีสายลมโผผ่านไปชั่ววูบ เงยหน้ามองไปก็ไม่เห็นร่างนายท่านเสียแล้ว
ตอนที่ 288: กลับบ้าน!
ยังไม่ถึงหน้าประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่ง ครอบครัวที่ได้ยินว่านางกลับมาก็รออยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าเบิกบานสำราญใจ
เฟิ่งเซียวประคองท่านผู้เฒ่าเฟิ่งยืนรออยู่หน้าประตู แววตาที่เอ่อล้นด้วยความสุขมองไปบนถนนใหญ่ตลอดเวลา พูดไปเรื่อยด้วยความตื่นเต้น
“เด็กคนนี้นี่จริงๆเลย ออกจากบ้านไปก่อนไม่บอกไม่กล่าว หลายวันนี้ข้าหลับไม่สบายนัก กังวลอยู่ทุกวันว่านางไปข้างนอกจะพบเจออันตรายหรือไม่ ท่านว่าหากนางพาองครักษ์ไปด้วยสักสองสามคนยังดี แต่พาไปแค่แม่หนูเหลิ่งซวงคนนั้น ดีที่ตอนนี้กลับมาอย่างปลอดภัย หินก้อนใหญ่บนอกข้าในที่สุดก็วางลงได้เสียที”
“ฮึ! เจ้านี่ช่างอ่อนแอนัก”
ท่านผู้เฒ่าเหล่มองเขาแวบหนึ่ง แต่บนหน้ากลับยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความปลาบปลื้มและตื่นเต้นที่กระจายออกมาจากก้นบึ้งหัวใจแผ่ซ่านไปสู่ผู้คนรอบข้าง ทำให้ทุกคนต่างเฝ้ารอการกลับมาของคุณหนูใหญ่
“มาแล้ว มาแล้ว! คุณหนูใหญ่กลับมาแล้ว!”
มีข้ารับใช้ตะโกนด้วยความประหลาดใจ ชี้ยังร่างสีขาวที่ปรากฏตัวอยู่บนถนนใหญ่
เพราะเฟิ่งจิ่วขี่เหล่าไป๋เดินมาช้าๆ และอยู่บนที่สูง คนจึงเห็นแทบทันทีที่ปรากฏตัว หลังผู้คนผ่านความระรื่น เห็นใบหน้าเสียโฉมของคุณหนูใหญ่ที่ค่อยๆมาใกล้ฟื้นคืนรูปลักษณ์อันงามเลิศเช่นแต่ก่อนจริงๆ ก็ตะโกนขึ้นมาด้วยความตะลึงอย่างอดไม่ได้
“ท่านผู้เฒ่า นายท่าน ใบหน้าคุณหนูใหญ่หายดีแล้วจริงๆขอรับ!”
“ฮ่าๆๆ แม่หนูเฟิ่งกลับมาแล้ว เร็วเข้า รีบจุดประทัดเร็ว!”
ท่านผู้เฒ่าตะโกนด้วยความดีใจ หลังน้ำเสียงเขาสิ้นสุดลง เสียงประทัดก็ดังขึ้นหน้าประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่ง ดึงดูดคนรอบๆให้ล้อมเข้ามาทันใด แต่ละคนต่างมองกันอย่างอยากรู้อยากเห็น
เฟิ่งจิ่วที่ขี่เหล่าไป๋เข้ามาช้าๆ เห็นท่าทางครอบครัวปิติยินดีมาแต่ไกล ผุดรอยยิ้มออกมาฉับพลัน เห็นพวกเขาจุดประทัดขึ้นมาตรงทางเข้าบ้าน สักพักบรรยากาศที่ครึกครื้นรื่นรมย์ก็กระจายออกมา
หยางหยางที่นั่งอยู่ข้างหน้าเห็นทิวทัศน์ที่คึกคักนี้ก็พิงหลังมาน้อยๆ มือหนึ่งจับแขนเสื้อนางไว้ ทั้งมีความสุขและขลาดกลัวอยู่บ้าง
พอสังเกตเห็นเขาอยู่ไม่สงบ เฟิ่วจิ่วหัวเราะ ลูบศีรษะเล็กๆนั่นเบาๆ ถึงจะมองยังสองคนที่เข้ามารับหน้าพร้อมขานเรียก
“ท่านปู่ ท่านพ่อ ลูกกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้าเด็กคนนี้ ทำไมบอกว่าจะไปก็ไปไม่ปรึกษาพ่อเสียหน่อยเล่า? ทำให้ช่วงนี้พ่อเป็นห่วงอยู่ตลอด ตอนนี้กลับมาก็ดี กลับมาก็ดีแล้ว”
เขาเข้ามาจูงเหล่าไป๋ เห็นเด็กน้อยที่นั่งอยู่ด้านหน้า จึงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ “เด็กคนนี้มาจากไหนกัน?”
เฟิ่งจิ่วพลิกตัวลงจากม้า ค่อยอุ้มหยางหยางลงมา
“จะถามมากมายเพียงนั้นไปทำไม? นี่ยังอยู่บนถนนนะ! เร็วๆๆ กลับเข้าบ้านก่อนค่อยคุยกัน” ท่านผู้เฒ่าถลึงมองเฟิ่งเซียวแล้วให้คนจูงม้าออกไป ใครจะรู้พอทหารอารักขาชำเลืองมองก็ลากเหล่าไป๋ไม่ขยับเลย
“คุณหนูใหญ่ ม้าตัวนี้ลากไม่ไปเลยขอรับ” ทหารอารักขาคนนั้นจับๆจมูกพูดหน้าเจื่อนๆ
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ เข้าไปลูบหัวเหล่าไป๋พูดตรงข้างหูสองสามประโยคก็เห็นเหล่าไป๋แกว่งหางไปมา ถึงจะกระทืบกีบม้าเดินไปข้างหน้า
ส่วนฉิวฉิวที่ปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็วิ่งเข้าไปก่อนแล้วก้าวหนึ่ง จึงวิ่งวนอยู่ภายในจวนตระกูลเฟิ่ง
“ฮ่าๆ ม้าตัวนี้ไม่เลวเลย แค่รูปร่างประหลาดไปหน่อย” เฟิ่งเซียวหัวเราะร่า มองเหล่าไป๋ที่รูปร่างเหมือนม้าหน้าตาเหมือนมังกร สงสัยนิดหน่อยว่าเป็นตัวอะไรกันแน่?
“ท่านปู่เฟิ่ง ท่านอาเฟิ่ง” น้ำเสียงไร้เดียงสาเรียกอย่างมีความเขินอาย
ท่านผู้เฒ่ากับเฟิ่งเซียวนิ่งอึ้ง เห็นเด็กคนนั้นอิงแอบอยู่ข้างกายแม่หนูเฟิ่ง ดวงตาสดใสมีความกระวนกระวายและประหม่าเล็กน้อย ทั้งสองจึงยิ้มและเอ่ยชมอย่างอดไม่ได้
“เด็กดี ไป เข้าไปก่อนเถอะ!”
พวกเขาเดินเข้าไปด้านใน ทว่าด้านหลังก็มีเสียงเรียกเบาๆแว่วมา กลับทำให้พวกเขาต่างหยุดฝีเท้าลง…
ตอนที่ 289: เปิดเผยอย่างไร้เยื่อใย!
“ชิงเกอ”
เสียงเรียกชิงเกอทำให้ทุกคนที่สาวก้าวเหยียบเข้าประตูใหญ่ฝีเท้าชะงักไปเล็กน้อย ต่างหันหน้ากลับไปมอง
เห็นร่างสง่างามสวมชุดคลุมสีม่วงยืนอยู่บริเวณไม่ไกลจากจวน พวกเขาก็มองไปทางเฟิ่งชิงเกอในชุดขาวที่รูปโฉมงดงามรูปร่างเย็นชาโดยฉับพลัน
คนที่มาคือท่านอ๋องสามมู่หรงอี้เซวียน คู่หมั้นของนาง แม้จะบอกว่าท่านผู้เฒ่าไปเสนอให้ยกเลิกการหมั้นหมายของทั้งสองแล้ว แต่เพราะมู่หรงอี้เซวียนไม่ยอม ถึงตอนนี้เรื่องหมั้นหมายจึงยังประวิงเวลาไว้ ความสัมพันธ์ก็ยังไม่ตัดขาดเช่นกัน
เดิมทีพวกชาวบ้านที่มุงดูก็ไม่เห็นด้วยกับการหมั้นหมายของพวกเขาสองคน เพราะมู่หรงอี้เซวียนเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นที่สุดในหมู่คนรุ่นใหม่แห่งแคว้นแสงสุริยัน เป็นผู้มีความสามารถที่อนาคตจะไร้เทียมทานที่สุด
ส่วนเฟิ่งชิงเกอแม้เป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่ง ซ้ำยังเป็นสาวงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นแสงสุริยัน แต่ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ พลังนางในสายตาผู้คนกลับธรรมดาไม่อยู่ในสายตา แม้แต่พลังและพรสวรรค์เหล่าลูกสาวภรรยาเอกของตระกูลยังเก่งกาจกว่านาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่ใบหน้ายังเสียโฉม
ต่อให้ตอนนี้ใบหน้าฟื้นคืน แต่พลังวรยุทธ์นางก็อ่อนแอเกินไป สำหรับทุกคนแล้วไม่เหมาะสมกับมู่หรงอี้เซวียนเลย ถึงอย่างไรคนที่ยืนข้างกายผู้มีพรสวรรค์ต้องเป็นสาวน้อยที่ทั้งรูปโฉมและพลังล้วนที่หนึ่ง
“พวกท่านเข้าไปก่อนเถอะ!” เธอส่งหยางหยางให้ท่านปู่ปล่อยพวกเขาเข้าไปก่อน
“ได้ พวกเจ้าคุยกันไปเถอะ! ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ให้เขาเข้ามาในจวน” ท่านผู้เฒ่าพูดจบถึงจะพาหยางหยางเดินเข้าไปด้านใน
เฟิ่งเซียวมองมู่หรงอี้เซวียนแวบหนึ่งแล้วส่ายหน้า ถอนหายใจเดินเข้าไปข้างใน แม้เขาจะพอใจในตัวมู่หรงอี้เซวียนนัก แต่น่าเสียดายที่ลูกสาวไม่ชอบพอเขาจึงหมดหนทาง ต่อให้เขาพอใจทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับความยินยอมของลูกสาวไว้ก่อน
มู่หรงอี้เซวียนเดินเข้ามา เห็นบาดแผลพวกนั้นที่เคยอยู่บนใบหน้าล้วนหายไป รูปโฉมคืนสภาพผิวขาวราวหิมะไร้ริ้วรอยเช่นแต่ก่อน มองนางที่งามเลิศแต่ห่างเหินเช่นนี้ หัวใจเขาเจ็บปวดเล็กน้อย บนหน้ากลับผุดรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา
“ด้านหน้าไม่ไกลมีร้านน้ำชา ไปดื่มกันสักหน่อยเถอะ!”
เฟิ่งจิ่วมองเขา เห็นชาวบ้านไม่น้อยที่มุงดูอยู่รอบๆ ก็พยักหน้า ตามเขามายังห้องปีกชั้นสองของร้านน้ำชาบริเวณไม่ไกล
ภายในห้องปีกบรรยากาศเย็นเล็กน้อย ไม่มีความรักใคร่สนิทสนมระหว่างคนรักและความหลงใหลเหนียมอาย
สองคนนั่งอยู่ข้างโต๊ะ มู่หรงอี้เซวียนรินน้ำชาให้ เห็นท่าทางนางเย็นชาห่างเหินจึงหรี่ตาลงเล็กน้อยๆ เพื่อปกปิดความเจ็บปวดในดวงตา สายตาจ้องมองน้ำชาในมือ “ท่านปู่เฟิ่งไปหาเสด็จพ่อข้าเพื่อบอกเรื่องการถอนหมั้น แต่ข้าไม่ตกลง”
เฟิ่งจิ่วยกน้ำชาขึ้นจิบ ได้ยินคำพูดนี้แววตาก็สั่นไหวเล็กน้อย มองเขาแวบหนึ่ง บอกว่า “เรื่องการถอนหมั้นข้าเคยบอกกับท่านแล้ว พวกเราสองคนไม่เหมาะสมกัน ยื้อไปก็ไม่มีความหมาย”
“ไม่เหมาะสม?”
เขาเงยหน้ามองนางที่มีท่าทีเฉยชาด้วยความตกใจ ยิ้มอย่างขมขื่น “พูดได้ว่าพวกเราเป็นคู่รักที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก ทำไมจะไม่เหมาะสม? ข้ารู้ว่าเจ้าโกรธเพราะข้าจำเจ้าไม่ได้ในคราแรก ข้าก็รู้ว่านั่นเป็นความผิดข้า แต่ชิงเกอ หรือเจ้าจะให้โอกาสข้าอีกสักครั้งไม่ได้เลยรึ?”
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วยิ้มมองเขาพร้อมส่ายหน้า นัยน์ตาสดใสมีความเฉียบคมที่มองทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง น้ำเสียงผ่อนคลายเปล่งออกจากปากอย่างไม่รีบไม่ร้อน ตรงโจมตีเข้าห้องหัวใจเขาอย่างไร้เยื่อใย
“อันที่จริง ท่านไม่ได้รักเฟิ่งชิงเกอลึกซึ้งเช่นนั้นอย่างที่ท่านคิดภาพไว้ ด้วยความชาญฉลาดของท่าน เชื่อว่าคงสังเกตเห็นนานแล้วว่าตัวข้าที่นั่งอยู่ตรงหน้าแตกต่างจากเฟิ่งชิงเกอที่ท่านคุ้นเคย”
ตอนที่ 290: ดื่มกันเต็มที่?
ฟังคำพูดนี้ มือมู่หรงอี้เซวียนที่ถือถ้วยชาสั่นเทาน้อยๆ หลับตาลงอย่างเชื่องช้าท่ามกลางสายตานาง สีหน้าซีดขาวเล็กน้อย
เห็นทีท่าเช่นนี้ เธอกระตุกมุมปาก บอกว่า “ในเมื่อรู้แล้ว ทำไมถึงแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไร? อาจเพราะเฟิ่งชิงเกอคนก่อนรักเทอดทูนท่าน แต่เฟิ่งจิ่วไม่ ท่านเป็นคนแปลกหน้าสำหรับข้า ดังนั้นการหมั้นหมายนี้ข้าต้องยกเลิกแน่”
“เฟิ่งจิ่ว?” เขาเงยหน้ามองนาง
“ถูกต้อง ข้าชื่อเฟิ่งจิ่ว และก็ชื่อเฟิ่งชิงเกอ แต่ไม่ใช่เฟิ่งชิงเกอที่หลงรักท่านอย่างแน่นอน”
ได้ยินเช่นนี้ เขาขยับริมฝีปากเหมือนอยากจะเอ่ยถามอะไร แต่สุดท้ายก็ยังคงไม่ถาม ยกน้ำชาขึ้นมาจิบตรงใกล้ๆปาก สงบจิตใจตนเองลงเสียเนิ่นนาน บอกว่า “ข้ารู้แล้ว เรื่องหมั้นหมายนี้ข้ายอมยกเลิก”
“เช่นนั้นดีที่สุด” มุมปากเธอยกขึ้นเล็กน้อยเผยรอยยิ้มออกมา
เห็นบนหน้านางเอ่อล้นด้วยความยินดี แววตาเขาฉายแววจางๆ กล่าวว่า “ข้าอยากทำความรู้จักเจ้าเสียใหม่”
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของนางเขาก็ผุดรอยยิ้มละมุนออกมา “เจ้าพูดได้ไม่เลว แรกพบในโรงเหล้า การพบกันอีกในเวิ้งสวนท้อ รวมถึงการพบกันอีกครั้งบนถนน เจ้าล้วนทำให้ข้าตกตะลึง ใจเต้นโครมคราม และไม่อาจลืมเลือน ดังนั้น ต่อให้ถอนหมั้นข้าก็จะยังไล่ตามเจ้า”
เฟิ่งจิ่วสายหน้าลุกยืนขึ้น พูดพลางหัวเราะเบาๆ “ข้าแนะนำว่าท่านอย่าได้มาสิ้นเปลืองความคิดกับข้าจะดีกว่า ไปตั้งใจฝึกบำเพ็ญเสียเถอะ!”
หลังทิ้งคำพูดไว้เธอก็จากไป ชัดเจนยิ่งนักว่าตนไม่มีทางหลงรักคนอย่างมู่หรงอี้เซวียน แม้จะโดดเด่นมาก แต่ก็ไม่คู่ควรกับเธอ
เห็นนางหันตัวจากไป เขากลับไม่รั้งไว้ เพราะรู้ดีว่าหากเขาแข็งแกร่งและโดดเด่นพอ เช่นนั้น สุดท้ายวันหนึ่งนางจะต้องมาเป็นผู้หญิงของตนแน่.นอน!
ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ ผู้แกร่งกล้าถึงจะได้รับความเคารพ ผู้อ่อนแอกลับไม่อาจอยู่รอด ต่อให้เบื้องหลังนางมีจวนตระกูลเฟิ่ง แต่ในโลกที่กว้างใหญ่นี้ สุดท้ายวันหนึ่งนางจะรู้ว่ามีเพียงผู้แกร่งกล้าที่สามารถคุ้มครองนางได้
นางพูดได้ไม่เลว เขาต้องหมั่นเพียรฝึกบำเพ็ญจริงๆ แคว้นแสงสุริยันเป็นแค่บันไดขั้นหนึ่ง เขาจะไม่เสียเวลาอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต ภายนอกยังมีท้องฟ้าที่กว้างใหญ่กว่าให้ได้โผบิน…
จวนตระกูลเฟิ่ง
เฟิ่งจิ่วที่กลับถึงบ้านยังไม่เข้าห้องโถงก็ได้ยินเสียงกวนสีหลิ่นลอยมา
“ทำไมเสี่ยวจิ่วยังไม่กลับมาอีกขอรับ? มู่หรงอี้เซวียนนี่ก็จริงๆเลย ชายชาตรีอกสามศอกยังโลเลยืดยาดได้น่าเบื่อหน่ายซะจริง”
“ใครบอกว่าข้าจะไม่กลับมากัน?” เธอยิ้มเดินเข้าไป ก็เห็นกวนสีหลิ่นที่นั่งอยู่เข้ามารับหน้าทันทีที่เห็นเธอ
“เสี่ยวจิ่ว เจ้ากลับมาเสียที ข้าได้ยินว่าเจ้ากลับมาจึงรีบมาทันที”
“ท่านจะเข้าบ้านแล้ว ไม่กลับมาได้ด้วยรึ?” เธอพูดยิ้มๆ เห็นในห้องโถงไม่เจอหยางหยางจึงถามว่า “ท่านปู่ หยางหยางล่ะเจ้าคะ?”
“เขาง่วงนอน ปู่ให้คนพาไปพักผ่อนแล้ว” ท่านผู้เฒ่าเอ่ยทั้งรอยยิ้ม บอกว่า “ปู่สั่งห้องครัวทำอาหารที่หลานชอบมาสองสามอย่าง ประเดี๋ยวดื่มด้วยกันสักหน่อยค่อยกลับเรือนไปพักผ่อนนะ”
เฟิ่งเซียวได้ยินคำพูดนี้ของท่านผู้เฒ่ากลับขมวดคิ้วไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นัก กล่าวว่า “ท่านพ่อ ชิงเกอเพิ่งกลับมาจากเดินทางต้องเหนื่อยแย่ จะดื่มก็ให้นางพักผ่อนดีๆก่อนค่อยว่ากันเถอะ ท่านดูสิ นางออกไปร่างกายก็ซูบผอมมากเพียงนี้ อยู่ด้านนอกต้องลำบากไม่น้อยซ้ำยังไม่ได้พักผ่อนดีๆเป็นแน่”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วยิ้มบอก “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ลูกไม่…” ยังไม่ทันพูดจบก็ถูกขัดจังหวะ
“อืม ข้าก็คิดว่าควรให้เสี่ยวจิ่วกลับไปพักผ่อนเสียหน่อย คืนนี้พวกเราค่อยมากินดื่มกันดีๆ สักมื้อจะสบายใจกว่านะขอรับ”
ตอนที่ 291: ส่งต่อของขวัญ!
เห็นเช่นนี้ ท่านผู้เฒ่าลูบเคราหัวเราะลั่นพลางโบกๆมือ “ฮ่าๆๆ ดีๆ ว่าตามพวกเจ้าเลย ไปเถอะไปเถอะ แม่หนูเฟิ่ง พักผ่อนให้ดี คืนนี้ต้องมาดื่มเป็นเพื่อนปู่นะ”
“ได้เจ้าค่ะ งั้นข้าจะกลับไปพักก่อน”
เธอหัวเราะเบาๆ ฝีเท้าสาวไปสองก้าวกลับชะงัก.ลง หันกลับไปมองพวกเขา หัวเราะแล้วเดินกลับมา “ยังไม่ได้ให้ของขวัญเลย!”
“เจ้าเด็กคนนี้ ออกไปฝึกวิชายังจะมีของขวัญอะไรมาให้พวกเราอีก?”
เฟิ่งเซียวส่ายหน้ายิ้ม คิดว่านางกลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว ของขวัญอะไรไม่ได้สนใจเลย แต่เมื่อเห็นสิ่งของที่หยิบออกมาก็เบิกดวงตากว้างอย่างอดไม่ได้ สีหน้าเหลือเชื่อ
“นี่ นี่ นี่คือปะการังหยกแดง? นี่ นี่ลูกได้มาจากไหนกัน?”
ทันใดนั้น ในหัวมีความคิดมากมายนับไม่ถ้วน มองปะการังหยกแดงแสนล้ำค่าตรงหน้า เขาเพียงรู้สึกว่าของขวัญชิ้นนี้ช่างดีเหลือเกิน!
ต้องรู้ไว้ ของชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ประเมิณราคาไม่ได้ นอกจากไว้ชมยังสามารถใช้ฝึกบำเพ็ญ เขาอยู่ในราชวงศ์ยังเห็นแค่กระถางเล็กๆ แต่ลูกสาวกลับนำกระถางใหญ่เพียงนี้กลับมาให้ คิดๆแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจ
เฟิ่งจิ่วหรี่ดวงตาลงยิ้ม บอกว่า “ท่านพ่อ ชิ้นนี้ให้ท่านเจ้าค่ะ!” พูดจบก็มองยังท่านปู่ข้างๆที่มีรอยยิ้ม ก่อนจะหยิบน้ำเต้าเหล้ายื่นไปให้
“ท่านปู่ นี่คือเหล้าวิญญาณที่หลานนำกลับมาให้ท่านเป็นพิเศษ หลานเคยชิมแล้ว รสชาติกลมกล่อมค้างอยู่ในลำคอไม่สิ้นสุด หนำซ้ำน้ำเต้าที่ใส่เหล้านี้ยังเป็นวัตถุเวท สามารถเก็บเหล้าได้อย่างน้อยร้อยห้าสิบกิโล อีกหน่อยท่านปู่อยากดื่มเหล้าก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเก็บไม่พอ”
“ฮ่าๆๆ ดีๆ แม่หนูเฟิ่งยังมีใจนึกถึงปู่ ถึงรู้ว่าสิ่งที่ปู่ชอบที่สุดคือเหล้า” ท่านผู้เฒ่ารับไปอย่างชอบใจ เปิดฝาน้ำเต้ามาดมกลิ่นหอมเหล้าอย่างร้อนอกร้อนใจ
เพียงเห็นเขาสูดหายใจเข้าลึกๆ หลับตาลงเบาๆด้วยสีหน้าแสนสำราญ “หอมจริงๆ! หนำซ้ำมีพลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์นัก ทั่วทั้งแคว้นอวิ๋นเยวี่ยก็หาเหล้าชั้นเลิศแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ!”
“จริงรึ? ข้าขอลองดื่มหน่อยสิ”
เฟิ่งเซียวได้ยินก็เข้าไปใกล้ ใครจะรู้ว่าท่านผู้เฒ่าโอบน้ำเต้าไว้ในอ้อมอกมือหนึ่งปัดเขาออก “ไปๆๆ นี่เป็นของที่หลานรักข้านำกลับมาให้ เจ้าก็มีของขวัญชิ้นนั้นอยู่ อย่าหวังจะได้ของพวกนี้เลย”
เห็นสองท่านหัวเราะคิกคัก ในดวงตาเฟิ่งจิ่วเผยแววอ่อนโยน ครอบครัวเช่นนี้ช่างดีจริงๆ เรียบง่าย อบอุ่น แม้คนน้อยแต่ทุกคนล้วนให้คุณค่ากับความรักในครอบครัว ความรักที่ไม่เคยสัมผัสอยู่ที่นี่เธอกลับได้รับมาทั้งหมด
“พี่ นี่ให้ท่าน” เธอหยิบกระดานแปดทิศมายื่นให้เขาทั้งรอยยิ้ม
กวนสีหลิ่นตกใจเล็กน้อย เอ่ยด้วยความประหลาดใจ “ข้าก็มีของขวัญรึ?”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งก็หัวเราะเบาๆอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ “แน่นอน ท่านเป็นครอบครัวข้า ท่านปู่ท่านพ่อต่างมี จะขาดของท่านไปได้อย่างไร?”
เธอพูดยิ้มๆ เห็นเขาถือของชิ้นนั้นโดยไม่รู้ว่าคืออะไร จึงบอกว่า “นี่คือกระดานแปดทิศ เป็นวัตถุเวท สามารถใช้เหาะเหินและตอบโต้ศัตรูได้”
ได้ยินคำพูดนาง กวนสีหลิ่นก็เล่นกระดานแปดทิศที่ถือไว้ด้วยสีหน้าระรื่นใจ
“งั้นข้ากลับเรือนก่อนนะเจ้าคะ” เธอพูดพลางยิ้ม ถึงจะเดินไปในเรือน
ถึงเวลาตอนเย็น เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาก็กลับมา อาหารมื้อเย็นในเรือนกำลังจัดเตรียม ข้ารับใช้ที่วนไปวนมาต่างยุ่งวุ่นวาย ทำให้ทั่วจวนตระกูลเฟิ่งดูแล้วคึกคักไม่สิ้นสุด
เฟิ่งเซียวที่กำลังแกล้งหยางหยางเล่นตะโกนยกเสียง “เหลิ่งซวง เจ้าลองไปดูสิว่าชิงเกอตื่นหรือยัง ให้นางเข้ามา ข้าวของด้านนี้เตรียมไว้กำลังดี แค่รอนางมาก็เปิดงานได้เลย”
ตอนที่ 292: ยกเลิกการหมั้น!
“เจ้าค่ะ”
เหลิ่งซวงขานรับ ขณะกำลังเดินไปเรือนด้านหลังก็เห็นนายท่านเดินหาวออกมา เช่นนี้นางจึงเรียก “นายท่าน”
“อืม” เฟิ่งจิ่วตอบรับ เพิ่งตื่นยังง่วงนอนอยู่นิดหน่อยร่างกายท่าทางเอื่อยเฉื่อย
“นายท่าน” เหลิ่งหวาเห็นนางก็เผยรอยยิ้มระรื่นออกมาอย่าง.อดไม่ได้ มายังข้างกายนางพร้อมขานเรียก
สายตาเฟิ่งจิ่ววนมองบนร่างเขา เอ่ยยิ้มๆ “ดูท่าทางร่างกายจะแข็งแรงขึ้นไม่น้อย”
“ข้าฝึกไทเก๊กทุกวันเช้าเย็น ตอนนี้ร่างกายจึงดีมากแล้วขอรับ” เหลิ่งหวาพูดด้วยความดีใจอยู่บ้าง
“งั้นก็ดี” เธอพยักหน้าก่อนจะเดินไปหาท่านผู้เฒ่าที่ดื่มเหล้าขึ้นมาอย่าง.อดใจไม่ไหว กล่าวทั้งรอยยิ้ม “ท่านปู่ ท่านไม่กลัวเมารึ? ฤทธิ์เหล้านี้แรงนัก ครั้งหนึ่งจะดื่มเยอะเกินไปไม่ได้นะเจ้าคะ”
“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ปู่ดื่มเก่งอยู่!” ท่านผู้เฒ่าหัวเราะร่า รินเหล้าขึ้นจิบอีก กวักมือเรียก “ในเมื่ออยู่พร้อมหน้าแล้ว ก็ให้พวกข้ารับใช้ยกอาหารมาเถอะ มาๆ เข้ามานั่งกัน”
“พี่เฟิ่ง” หยางหยางวิ่งเข้ามากอดขานางด้วยสีหน้าร่าเริง “บ้านพี่เฟิ่งสวยมากจริงๆขอรับ ท่านลุงเฟิ่งพาหยางหยางไปชมปลาด้วย!”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ ลูบหัวเด็กน้อยพลางพูดว่า “ชอบก็ดี เจ้าอยู่ที่นี่ต้องเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายรู้หรือไม่?”
“อื้มๆ หยางหยางจะเชื่อฟังขอรับ” เขาผงกหัวหนักๆ รับปากเสียงสดใส
คืนนี้ครอบครัวสังสรรค์กันอย่างรื่นเริงยิ่ง กินอาหารพลางพูดคุย จนกระทั่งท้องฟ้าค่อยๆมืดลงแต่ละคนถึงจะแยกย้ายกันไปอย่างเมามายบางส่วน…
สองวันต่อมา
ข่าวยกเลิกการหมั้นของมู่หรงอี้เซวียนกับเฟิ่งชิงเกอกระจายออกไปในเมืองอวิ๋นเยวี่ย พอข่าวแพร่ไปบางคนก็รู้สึกยินดี บ้างก็ปรบมือแซ่ซ้อง แทบพูดได้ว่าคนส่วนใหญ่ต่างไม่เห็นด้วยกับการหมั้นหมายของทั้งสอง ยามนี้การหมั้นถูกยกเลิกจึงทำให้ทุกคนแอบดีใจ
ถึงอย่างไรสำหรับพวกเขาแล้ว เฟิ่งชิงเกอไม่คู่ควรกับผู้มีพรสวรรค์อย่างท่านอ๋องสามมาแต่ไหนแต่ไร ชายหนุ่มเช่นเขา กลุ่มอำนาจที่หนุนหลังกับพลังกายของหญิงสาวข้างกายล้วนต้องโดดเด่นอย่างยิ่ง มิเช่นนั้น ลำพักแค่รูปโฉมก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ทุกคนต่างคิดว่าเฟิ่งชิงเกอไม่เหมาะกับมู่หรงอี้เซวียน มีเพียงคนจวนตระกูลเฟิ่งที่คิดว่ามู่หรงอี้เซวียนไม่เหมาะสมกับเฟิ่งชิงเกอ ด้วยเหตุนี้ เมื่อพวกชาวบ้านด้านนอกต่างกำลังลือกันอย่างหนาหู ทหารอารักขากับคนรับใช้ในจวนแต่ละคนต่างก็ไม่พอใจ
สำหรับพวกเขาคุณหนูใหญ่ทั้งแข็งแกร่งและโดดเด่นกว่าใครๆทั้งนั้น!
ส่วนเฟิ่งจิ่วที่อยู่ในลานบ้านกลับไม่เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ แค่ต้องการรู้ว่าการหมั้นถูกยกเลิกก็พอ ยามนี้ความคิดทั้งหมดล้วนอยู่กับตำราในมือ ศึกษาอย่างละเอียดมาสองวัน ในห้วงมิติก็มีพวกยาทิพย์อยู่ ตอนนี้ขาดแค่เริ่มลงมือฝึกจากยากลั่นเซียนที่ง่ายที่สุด
ด้านวรยุทธ์พลังวิญญาณอยากจะบรรลุขั้นเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน ยาสร้างฐานพลังจะขาดไปไม่ได้ จะไปซื้อก็ห่างจากความจริงเกินไป ไม่ต้องพูดถึงการหายาสร้างฐานพลังสักเม็ดในแคว้นแสงสุริยันล้วนยากเย็นนัก ต่อให้มีก็ไม่คิดว่าจะทำให้สบายใจไปกว่าการปรุงด้วยตนเอง
หนำซ้ำในตำราที่ท่านอาจารย์ให้มาก็มีเอ่ยถึงรากฐานที่สมบูรณ์แบบ นั่นแทบจะเป็นรากฐานเพียงหนึ่งในหมื่น หากสามารถสร้างรากฐานที่สมบูรณ์ได้ นั่นเป็นการวางรากฐานที่ดีเยี่ยมเพื่อเข้าสู่ระดับหลอมแก่นพลังไปจนถึงระดับกำเนิดวิญญาณ
ด้วยเหตุนี้ ช่วงเวลานี้เธอจึงไม่รีบฝึกบำเพ็ญ แต่ต้องจัดเตรียมทั้งหมดไว้ให้เรียบร้อย เมื่อถึงเวลาบรรลุรากฐานสมบูรณ์ถึงจะมั่นใจได้เต็มร้อย
ตอนที่ 293: เสียงดังสนั่น!
เฟิ่งเซียวเดินเข้ามาเห็นนางอ่านหนังสืออยู่ในสวน ใบหน้าสง่างามเผยรอยยิ้มเอาอกเอาใจด้วยความรักใคร่ “อ่านหนังสืออะไรอยู่? ตั้งใจถึงเพียงนี้เชียว?”
“ท่านพ่อ”
เฟิ่งจิ่วปิดหนังสือลงลุกยืนขึ้น ส่งยิ้มให้เขาอย่างเจ้าเล่ห์ “ศึกษาสิ่งใหม่นิดหน่อยเจ้าค่ะ”
“ท่าทางมีลับลมคมใน พ่อจะไม่ถามก็ได้ แค่ลองเข้ามาดู แวะบอกลูกว่าเรือนเล็กที่ต้องการให้คนทำความสะอาดแล้ว ยังมีอีกเรือนหลังนั้นลูกจะใช้ทำอะไร? จะไม่เพิ่มของด้านในหน่อยรึ?”
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ให้ว่างๆไว้ก็พอ” เธอเอ่ยยิ้มๆ บอกว่า “ช่วงนี้ลูกอาจจะค่อนข้างยุ่ง ต้องรบกวนท่านพ่อดูแลหยางหยางด้วยนะเจ้าคะ”
“ลูกวางใจเถอะ! เด็กคนนั้นน่ารักยิ่งนัก พ่อเชิญคนมาสอนเขาอ่านหนังสือเขียนอักษร รอผ่านไปสักพักค่อยสอนเขาตั้งท่านั่งม้าวางพื้นฐาน ไปเถอะ! พ่อจะลองไปดูเรือนเป็นเพื่อน หากไม่พอใจตรงไหนค่อยให้คนมารื้อ”
“เจ้าค่ะ” เธอแค่ยิ้มแล้วเดินไปข้างนอกด้วยกันกับเขา
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงบริเวณภูเขาจำลองในจวน ก็ได้ยินเสียงหัวเราะอยู่ไกลๆ เงยหน้ามองไปเห็นเหล่าไป๋ร่างขาวราวหิมะแต่กลับอ้วนท้วนกำลังแกล้งเหล่าสาวใช้เล่นอยู่
เห็นภาพนี้เฟิ่งเซียวพูดยิ้มๆ “เดิมทีพ่อให้คนล่ามเหล่าไป๋ไว้ในคอก ใครจะรู้ว่ามันอยู่ไม่ได้ สองวันนี้จึงให้แก้เชือกมันไม่ต้องล่ามไว้ ปล่อยมันเดินไปเองรอบๆจวน”
เห็นเหล่าไป๋นอนหงายอยู่บนพื้นสี่ขาชี้ฟ้าปล่อยให้เหล่าสาวใช้ลูบท้องพร้อมหรี่ดวงตาสบายใจเฉิบ เขาก็ส่ายหน้ายิ้มกล่าวว่า “ไม่ต้องบอกว่าเจ้าเหล่าไป๋นี่มีพลังวิญญาณอยู่มาก พ่อเห็นมันไม่มีอะไรก็ชอบปรี่ไปหาพวกสาวใช้ กับเหล่าทหารอารักขากลับรังเกียจกัน ช่างแปลกโดยแท้ ท่านผู้เฒ่ายังบอกว่าไม่เคยเห็นม้ามังกรอย่างเหล่าไป๋มาก่อนเลย”
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเหล่าไป๋ที่สี่ขาชี้ฟ้าเผยหนังท้อง ก็ค่อนข้างพูดไม่ออกอยู่บ้าง
“เหล่าไป๋แค่หื่นกาม ตอนลูกพบมันเจ้าของคนก่อนอยู่บนถนนจะลากจะขอร้องยังไงมันก็ไม่เดิน ใครจะรู้พอเจอลูกก็พุ่งเข้ามาทันที ซ้ำยังตามลูกมาตลอดทาง ตอนหลังเจ้าของถึงจะยกมันให้”
เมื่อทั้งสองเดินเข้าใกล้เหล่าสาวใช้ก็รีบร้อนยืนขึ้นคารวะด้วยความเคารพ เรียกเสียงเบา “นายท่าน คุณหนู”
“ฮี้!”
เหล่าไป๋พลิกตัวลุกยืนขึ้นจากพื้นจะปรี่มาข้างกายเฟิ่งจิ่ว กลับถูกเฟิ่งเซียวขวางไว้
“เฮ้ๆๆ เจ้าม้ามังกรตัวนี้ เกาะแกะข้างกายลูกสาวข้าให้มันน้อยๆหน่อย”
เฟิ่งจิ่วที่ยืนด้านหลังเห็นเรือนร่างน่าเกรงขามของท่านพ่อขวางอยู่เบื้องหน้าแยกเหล่าไป๋ที่ปรี่เข้ามาออก ก็ส่งเสียงหัวเราะเบาๆขึ้นฉับพลัน
“ท่านพ่อ ท่านอยู่ตรงนี้เถอะ! ข้าไปที่เรือนเองก็ได้เจ้าค่ะ” เธอเดินออกมาจากด้านหลัง เมื่อผ่านข้างกายเหล่าไป๋ไป มองเหล่าไป๋ที่เต็มไปด้วยไขมันพักหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปกล่าวทั้งรอยยิ้ม “อย่าให้เจ้าเด็กเหล่าไป๋นี่กินอิ่มเกินไปนะเจ้าคะ มันต้องลดหุ่นอยู่”
“เรื่องนี้ลูกวางใจได้ ยกให้พ่อไม่มีปัญหาหรอก ไว้วันหน้าค่อยลากมันออกไปวิ่งสักสองสามรอบ” เฟิ่งเซียวหัวเราะเสียงดัง ให้สัญญาณนางออกไปส่วนตนก็อยู่ต่อ ก่อนจะจูงเหล่าไป๋เดินไปทางอีกด้าน
หลังเฟิ่งจิ่วมาถึงในเรือนก็หยิบเตากลั่นยากับพวกยาทิพย์ที่ฉวยมาจากเจ้าตำหนักยมราชตอนนั้น คิดว่าจะเริ่มศึกษาจากยาอายุวัฒนะที่เห็นบ่อยและง่ายดายที่สุด พออยู่ในเรือนก็เป็นเวลาสองสามชั่วยาม
เพราะเธอปิดไว้ทั้งประตูเรือนและห้องยาที่ว่างเปล่าด้านในจึงไม่มีใครรู้ว่าทำอะไรอยู่ จนกระทั่งมีเสียงดังสนั่นคล้ายระเบิดดังขึ้นในจวน เสียงนั้นสะเทือนเสียจนพื้นดินทั่วจวนล้วนสั่นไหวเล็กน้อย และทำให้ทุกคนต่างตกใจตื่นพากันวิ่งออกมาดู
ตอนที่ 294: ล้มเหลวครั้งแรก!
เพียงเห็นท้องฟ้าเหนือลานบ้านมีควันไฟตลบอบอวลขึ้น มาพร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้แผ่ออกไปกลางอากาศ ผู้คนจึงอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
“นั่นเหมือนจะเป็นเรือนที่คุณหนูใหญ่ให้คนเก็บกวาดข้าวของออกมานี่!”
“คุณหนูใหญ่เข้าไปเมื่อเช้า ถึงตอนนี้ยังไม่ออกมาเลย!”
“สวรรค์! คงจะไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกกระมัง?”
พอนึกถึงตรงนี้ เหล่าสาวใช้กับทหารอารักขาพากันวิ่งไปยังเรือนหลังนั้นด้วยกลัวว่าคุณหนูใหญ่พวกเขาจะเกิดเรี่องอะไรขึ้นมาจริงๆ
“อะไรกัน? เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ผู้เฒ่าเฟิ่งได้ยินเสียงก็วิ่งออกมามองไปรอบๆ เมื่อเห็นด้านบนเรือนหลังหนึ่งมีควันไหม้พวยพุ่ง ก็ตกใจอย่างยิ่ง “ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้น?”
“ท่านผู้เฒ่า ตรงนั้นเป็นเรือนที่คุณหนูใหญ่ให้คนไปเก็บกวาด เมื่อเช้าคุณหนูเข้าไปถึงตอนนี้ยังไม่ออกมา เสียงดังครู่ก่อนลอยมาจากด้านในเรือนคล้ายมีอะไรระเบิด”
พ่อบ้านที่วิ่งเข้ามาบอกอย่างร้อนรน เพิ่งพูดจบไปก็เห็นมือหนี่งท่านผู้เฒ่ายกเสื้อคลุมวิ่งไปยังเรือนหลังนั้นรวดเร็วราวโบยบิน เห็นท่าทางเขานิ่งอึ้งสักพักก่อนจะเร่งรีบตามไป
เมื่อทุกคนมาถึงเรือนกันอย่างลนลาน ขณะมองผ่านประตูเรือนไปเห็นภาพด้านในก็มึนงงโดยฉับพลัน
เพียงเห็นคุณหนูใหญ่ผู้งามเลิศน่าหลงใหลยามนี้ทรุดนั่งลงบนพื้นทั้งเนื้อตัวดำสนิทสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าบนตัวที่นางสวมใส่อยู่ภายในจวนยิ่งมองสีเดิมไม่ออก บนผมสีหมึกถูกสาดเต็มไปด้วยเศษกากยาแตกสีดำ ราวกับเป็นเพราะสัมผัสกับความร้อนบริเวณปลายผมจึงไหม้ม้วนขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้ากระดำกระด่าง นั่งไออยู่บนพื้นดูแล้วน่าอับอายไม่สิ้นสุด และห้องตรงหน้าก็มีควันไฟพวยพุ่งเป็นกองๆ
นี่ นี่มันเรื่องอะไรเนี่ย?
ทุกคนมองอย่างนิ่งอึ้ง มีคนได้สติกลับมาก่อนจึงตะโกนว่า “คุณหนูใหญ่ ท่านไม่เป็นอะไรนะขอรับ?”
“แค่กๆ แค่กๆๆ…”
เฟิ่งจิ่วที่โดนดีดออกมาทรุดนั่งอยู่บนพื้น มือหนึ่งปัดไล่ควันไฟที่พรั่งพรูออกมาจากห้องตรงหน้าอีกข้างปิดจมูกไอ พอค่อยยังชั่วถึงจะลุกยืนขึ้นหันกลับไปมองคนไม่น้อยที่ล้อมอยู่นอกเรือนแล้วโบกๆมือไปให้
“ข้าไม่เป็นไร พวกเจ้าไม่ต้องมุงอยู่ตรงนั้น จะไปทำอะไรก็ไปเถอะ”
หลังเอ่ยคำพูดนี้จบ เธอเดินไปทางห้องยาที่มีควันพวยพุ่ง กลั่นยาเซียนครั้งแรกฝาเตาก็ระเบิดออกทันที กระแสพลังในเตายาล้วนกระเซ็นออกมาพร้อมยาทิพย์สิบกว่าอย่างที่ใช้ แม้แต่ตนเองยังหลบไม่ทันถูกกระแสพลังดีดออกมาเสียจนเนื้อตัวเลอะเทอะยุ่งเหยิง
เปิดหน้าต่างให้ควันจางไป เมื่อเห็นกากยากระจัดกระจายทั่วพื้นเธอก็ทำหน้าเสียดาย
“สิ้นเปลืองเหลือเกิน จะไปซื้อก็ต้องใช้เงินไม่น้อยเลย”
“แม่หนูเฟิ่ง? แม่หนูเฟิ่งหลานไม่เป็นไรนะ?”
ท่านผู้เฒ่าที่รีบมาจากด้านนอกเข้าเรือนมายังห้องยา พ่อบ้านเฝ้าอยู่บริเวณประตูเรือน ส่วนคนอื่นๆก็แยกย้ายกันไป
หันกลับมาเห็นว่าเป็นเขา เธอก็เช็ดๆจมูก กล่าวอย่างยิ้มๆว่า “ท่านปู่ หลานไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แค่เสียยาดีไปหนึ่งเตา”
“คนไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ได้ยินเสียงระเบิดดังลั่นซ้ำยังมีควันปะทุนึกว่าเกิดเรื่องใหญ่อะไร”
ผู้เฒ่าเห็นนางไม่เป็นไรแค่ตัวมอมแมมนิดหน่อยถึงจะวางใจลงได้ เมื่อเห็นข้าวของรกรุงรังในห้อง รวมถึงเตากลั่นยาเซียนใบนั้น ก็เอ่ยถามอย่างตกใจเล็กน้อย “นี่หลาน… กลั่นยาเซียนรึ?”
“ข้ากำลังศึกษาอยู่เจ้าค่ะ! นี่ไม่ใช่ เตานี้เสียไปแล้ว” เธอยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ “บนกระดาษเขียนบอกไว้ง่ายดาย พอทำจริงถึงรู้ว่ายากลำบากยิ่งนัก”
ผู้เฒ่าเฟิ่งกดความตื่นตระหนกในใจไว้ก่อนจะเอ่ยด้วยความรักใคร่ “อย่าเพิ่งท้อแท้ ปู่เชื่อว่าหลานต้องทำได้แน่”
ตอนที่ 295: ฮึกเหิมขึ้นแล้ว!
“เจ้าค่ะ หลานทำได้แน่.นอน”
เธอส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ บอกว่า “แต่ท่านปู่ เรือนหลังนี้หลานไม่อนุญาตให้ใครเข้ามา ทีหลังท่านกำชับคนเบื้องล่างเสียหน่อย ท่านพ่อก็อย่าให้เข้ามาเช่นกันจะดีที่สุด”
“ฮ่าๆ ได้สิ เรื่องนี้ไม่มีปัญหา พ่อหลานจูงเหล่าไป๋ออกไปวิ่งรอบๆ ตอนนี้ไม่อยู่ในจวน หากให้เดาเช้าคงแจ้นเข้ามา” เขายิ้มๆ มองห้องยาที่รกรุงรัง ถามว่า “จะให้หาคนเข้ามาช่วยหลานไหม?”
“รอเหลิ่งซวงกลับมาค่อยให้นางเข้ามาก็ได้เจ้าค่ะ”
“งั้นก็ดี! หลานก็ระวังตัวหน่อย อย่าบาดเจ็บเป็นพอ” เขากำชับอย่างไม่วางใจ
“เจ้าค่ะ ข้าจะทำ” หัวใจเธออบอุ่น หลังส่งเขาออกไปก็กลับมาห้องยาเพื่อจัดการต้นเหตุของความล้มเหลวก่อนหน้านี้ใหม่เสียหน่อย
ผ่านไปเนิ่นนานเฟิ่งจิ่วที่ยืนอยู่หน้าเตากลั่นยารวบรวมกลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างจุดเปลวไฟขึ้นด้านล่างเตา หลังเปลวไฟแห่งชีวิตลอยไฟผุดขึ้นใต้เตาก็ดึงมือกลับ ควบคุมความแรงเบาของเปลวไฟพลางสังเกตอุณหภูมิเตากลั่น
เตาที่หนึ่งแรกๆ ก็เห็นชัดว่ายังดีๆอยู่ จนถึงตอนกลั่นยาช่วงท้ายถึงจะเกิดปัญหา คงเป็นเพราะแรงไฟกับพลังวิญญาณควบคุมได้ไม่ค่อยดี
มีความล้มเหลวครั้งแรก เตานี้เธอจึงวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยไม่กล้าชะล่าใจ แต่ประมาณสองชั่วยามให้หลัง เตากลั่นกำลังสั่นไหว เธอเห็นแล้วอึ้งเล็กน้อย เวลาต่อมาค่อยสับขาวิ่งออกไป
“ตู้ม!”
ควันไฟกระจายขึ้นจากในเรือนอีกครั้ง ครั้งนี้ผู้คนภายในจวนแค่นิ่งไปพักหนึ่งก็ทำธุระของตนต่อไป เพราะท่านผู้เฒ่าสั่งไว้ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวเรื่องเรือนหลังนั้นของคุณหนูใหญ่และไม่ต้องไปดู
ทว่าพวกเขายังคงสงสัยอยู่บ้างว่าคุณหนูใหญ่ทำอะไรอยู่ด้านในนั้นกันแน่? ทำไมถึงมีเสียงระเบิดอีก?
ส่วนทางห้องยาด้านนั้น ยามนี้เฟิ่งจิ่วฮึกเหิมขึ้นจริงๆ ผ่อนคลายอยู่ในสวนสักพัก หลังเห็นควันไฟสลายไปก็เดินเข้าไปอีกครั้ง รอบนี้แม้แต่เตากลั่นยายังล้มลงมา
เห็นเช่นนี้ มุมปากเธอกระตุกน้อยๆ โชคดีที่ข้าวของพวกนื้ที่ฉวยมาจากเจ้าตำหนักยมราชในตอนนั้นเป็นของชั้นดี ไม่งั้นเหวี่ยงตกลงมาเช่นนี้เดาว่าคงโยนทิ้งไปนานแล้ว
ความพยายามครานี้ยาวมาถึงช่วงเย็น เวลาผ่านไปทั้งวันก็ไม่สามารถกลั่นปรุงยาอายุวัฒนะได้สำเร็จ หนำซ้ำยังสิ้นเปลืองยาทิพย์ไปมากมาย ทำให้ข้าวของในห้วงมิติไม่ค่อยพอใช้
เมื่อเหลิ่งซวงที่เพิ่งกลับมาจวนได้ยินเสียงดังสนั่นฝีเท้าก็ชะงักเล็กน้อย เห็นทหารอารักขาและสาวใช้ในจวนล้วนมีท่าทางใจเย็นอย่างที่เห็นปกติ มองไปทางเรือนหลังนั้นที่ค่อนข้างห่างไกล แอบคิดว่า ‘นายท่านคงกำลังกลั่นยาเซียนอยู่กระมัง?’
มาถึงด้านนอกเรือนเห็นนายท่าน เห็นนายท่านสำลักควันกำลังโน้มโค้งเอวสองแขนยันค้ำหน้าหน้าแข้งไออยู่ตรงนั้น ก่อนจะขานเรียก “นายท่าน ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ” วันนี้ออกไปที่ตลาดมืด เพราะมีเรื่องมาขวางไว้ตอนนี้ถึงเพิ่งกลับมา
“เหลิ่งซวง? เจ้ากลับมาพอดีเลย”
เธอเดินหน้ามายังบริเวณประตูเรือน แล้วล้วงใบสั่งยากับป้ายผลึกออกมายื่นให้ “ไปตลาดมืดนำยาทิพย์ในนี้มาให้ข้าอย่างละยี่สิบชุด หญ้าแดงที่อยู่ด้านบนสุดต้องการสามสิบชุด ในนี้มีเงินอยู่เอาไปซื้อซะ”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงไม่ถามอะไรมาก หลังรับมาก็ไปยังตลาดมืดอีกครั้งด้วยความรวดเร็ว
สิ่งที่ใครๆ นึกไม่ถึงคือการกลั่นยาครั้งนี้เธอยิ่งฮึกเหิมขึ้น การล้มเหลวแต่ละครั้งกลับต้องทำใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีย่อท้อ มีเพียงความหมั่นเพียร ในใจเพียงคิดว่าไม่เชื่อว่าจะกลั่นปรุงยาอายุวัฒนะชั้นดีออกมาไม่ได้!
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงอยู่ในห้องกลั่นยาเต็มๆสามวันสามคืน…
ตอนที่ 296: กลั่นยาเซียนล่อสายฟ้า!
“ท่านพ่อ ท่านว่าชิงเกออยู่ด้านในมาสามวันสามคืนแล้ว คงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอกกระมัง? ข้าต้องลองเข้าไปดูหรือไม่ขอรับ?”
เฟิ่งเซียวพูดอย่างกังวลอยู่เล็กน้อย เขาที่ยืนอยู่นอกประตูเรือนถูกขวางไว้ไม่ให้เข้าไป ด้วยเหตุนี้จึงไม่รู้ว่าสถานการณ์ภายในห้องเป็นเช่นไรกันแน่?
ท่านผู้เฒ่ามองเขา บอกว่า “แม้แต่ข้ายังยืนรออยู่ตรงนี้เจ้าไม่เห็นรึ? แม่หนูเฟิ่งบอกแล้วว่าใครก็เข้าไปรบกวนนางไม่ได้ เมื่อต้องออกมาจะออกมาเอง สบายใจเถอะ ไม่เป็นอะไรหรอก”
แม้จะพูดเช่นนี้สองดวงตากลับมองไปด้านในเรือนหลังนั้นอยู่เรื่อยๆ
บอกไม่ร้อนใจไม่เป็นห่วงนั่นเป็นเรื่องหลอกทั้งนั้น นี่ก็สามวันสามคืนแล้ว แม่หนูนี้นอกจากที่เหลิ่งซวงคอยส่งอาหารให้บ้างก็ไม่กลับไปพักผ่อนเลย เป็นแบบนี้ต่อไปจะได้รึ?
คิดไปคิดมา เขามองยังเหลิ่งซวงที่เฝ้าอยู่ในสวน กล่าวว่า “เจ้าลองไปดูอีกทีซิ นางจะออกมาหรือยัง?”
ทว่าเหลิ่งซวงกลับยืนอยู่ไม่ขยับ เอ่ยว่า “นายท่านสั่งให้ข้าเฝ้าอยู่ตรงนี้ นางไม่เรียกข้าก็เข้าไปรบกวนไม่ได้เจ้าค่ะ” ชะงักไปพักหนึ่ง แล้วบอกอีกว่า “ท่านผู้เฒ่า ท่านผู้นำตระกูล พวกท่านกลับไปก่อนเถอะ! ตรงนี้มีข้าเฝ้าอยู่ไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกเจ้าค่ะ”
“เฮ้อ! งั้นก็ได้! หากมีเรื่องอะไรต้องแจ้งพวกเรานะ” ผู้เฒ่าเฟิ่งพูดจบก็หมุนตัวสาวก้าวเดินกลับไป กลับเห็นเฟิ่งเซียวยังยืนอยู่ตรงนั้น เอ่ยว่า “ไปสิ เจ้าจะนิ่งอยู่ตรงนี้ทำไม? อยู่ในบ้านตัวเองยังกังวลอะไรอีก?”
เฟิ่งเซียวมองเขาอย่างหมดคำพูด แอบคิดว่า ‘เห็นชัดๆว่าตัวเองก็เป็นห่วง ยังจะมาว่าเขาอีก’
กลับไม่เฝ้าอยู่นอกเรือนต่อ แต่เดินไปด้วยกันกับท่านผู้เฒ่า
เห็นทั้งสองท่านออกไป เหลิ่งซวงดึงสายตากลับมาเฝ้าอยู่เงียบๆไม่ให้ใครเข้าใกล้ที่นี่ ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม เมื่อได้กลิ่นหอมยาคละคลุ้งกระจายอยู่ในอากาศก็แปลกใจเล็กน้อยอย่าง.อดไม่ได้ มองไปทางห้องยาตรงนั้น
นายท่านกลั่นสำเร็จแล้ว?
หากเป็นการปรุงยาน้ำภายในกลิ่นยาหอมกรุ่นจะไม่มีกลิ่นหอมสดชื่น หนำซ้ำกลิ่นหอมยาเช่นนี้ดมแล้วทำให้คนมีชีวิตชีวา ราวกับความเหน็บเหนื่อยทั่วร่างล้วนสลายไป ช่างน่าสงสัยจริงๆว่ายาอายุวัฒนะที่นายท่านกลั่นปรุงออกมานี้จะมีฤทธิ์เช่นไร?
แต่ในห้องยาเวลานี้ เฟิ่งจิ่วที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนบนหน้าผากมีเหงื่อไหล กลั้นลมหายใจควบคุมเปลวไฟสุดท้ายเพื่อกลั่นเม็ดยาให้เป็นรูปเป็นร่าง ถึงแม้จะได้กลิ่นหอมยาในอากาศกระจายออกมากลับไม่กล้าชะล่าใจ
จนกระทั่งขั้นตอนสุดท้ายที่ต้องกลั่นเม็ดยาขึ้นรูป ขณะที่เธอถอนหายใจโล่งอกกลับต้องตกใจเพราะสายฟ้าที่ฟาดลงมาจากท้องฟ้ากะทันหัน
“เปรี้ยง!”
สายฟ้าสายแรกผ่าลงจากท้องฟ้าเสียงดังลั่น ทะลุผ่านหลังคาห้องลงมาบนเตากลั่นยา เธอตกใจเสียจนถอยหลังไปทันทีพร้อมเบิกดวงตาด้วยความตะลึงและเสียขวัญ
“ยา ยาเม็ดนี่ล่อสายฟ้ารึ?”
ในใจเธอทั้งตกใจและตื่นตระหนก เงยหน้ามองยังหลังคาที่ถูกสายฟ้าผ่าจนเป็นรูด้วยความเหลือเชื่อ ทะลุผ่านรูนั้นจะเห็นชั้นเมฆก่อคลื่นกลางอากาศบนท้องฟ้าสีครามดวงอาทิตย์ขาวสว่าง เสียงฟ้าร้องคำรามดังสั่นสะเทือน
“ซวยแล้ว! ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เคลื่อนไหวเสียงดังถึงเพียงนี้ จำต้องทำให้ทุกฝ่ายตกใจตื่นแน่!” เธอพูดกระซิบ ในหัวฉุกคิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“เปรี้ยง!”
เมื่อสายฟ้าสายที่สองโจมตีลงมาก็เป็นดั่งที่เฟิ่งจิ่วพูดไว้ ฟ้าร้องกลางวันแสกๆ ทำให้กลุ่มอำนาจแต่ละฝ่ายในเมืองอวิ๋นเยวี่ยตื่นตกใจ แม้แต่ผู้ครองแคว้นในพระราชวังยังตื่นตระหนก ไม่มีใครส่งคนไปตรวจดูแต่ต่างพากันส่งตัวเองออกไปเรียกพลังโผไปยังบริเวณที่มีสายฟ้าประดังกัน
เมื่อท่านผู้เฒ่าในจวนตระกูลเฟิ่งได้ยินเสียงฟ้าผ่าสีหน้าก็เปลี่ยนไปยกใหญ่ ถือว่าตนเป็นคนเฒ่าคนแก่ที่มีความรู้กว้างขวางจึงรู้แน่นอนว่าการที่สามารถดึงดูดสายฟ้าได้จะเป็นเรื่องใหญ่โตนัก
เขาก้าวยาวปรี่ไปยังเรือนยาทันที พลางแผดเสียงอย่างกระวนกระวาย “เฟิ่งเซียว! เฟิ่งเซียว! เฝ้าประตูใหญ่ไว้! ใครกล้าบุกเข้ามาฆ่าทิ้งอย่าได้ปรานี!”
ตอนที่ 297: ผิดธรรมดา!
เฟิ่งเซียวที่ได้ยินการเคลื่อนไหวรู้ว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นภายในจวนแน่นอน หนำซ้ำเดาว่าคงเกี่ยวกับของที่สองสามวันนี้ลูกสาวกำลังทำอยู่โดยไม่หลับไม่นอน ด้วยเหตุนี้เมื่อได้ยินเสียงตะโกนลั่นที่เต็มไปด้วยความโมโหของท่านผู้เฒ่า น้ำเสียงทรงอำนาจที่แฝงด้วยกลิ่นอายพลังเร้นลับมหาศาลของเขาก็เปล่งตามออกมา
“ทหารอารักขาจวนตระกูลเฟิ่งทั้งหลายฟังคำสั่ง! อารักขาจวนให้ข้า อย่าปล่อยเข้ามาแม้แต่แมลงวันสักตัว!”
เหล่าทหารอารักขาในจวนที่รีบร้อนปรี่ออกมาจิตใจขึงขังเข้าสู่ท่าตั้งเตรียมการต่อสู้ทันที พลันขานรับเสียงเข้ม “ขอรับ!”
เสียงก้องกังวานทรงพลังที่มีจิตคิดต่อสู้อันหนาวเหน็บดังขึ้นแต่ละเรือนในจวน ทหารอารักขาพวกนี้เดิมทีมี่ทั้งที่เฝ้าอยู่ในเรือน ตามทางเดิน ตรงภูเขาจำลอง และหลบซ่อนอยู่ในมุมมืด
แต่เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงท่านผู้เฒ่ากับเฟิ่งเซียวทุกคนต่างเร่งมาตรงกำแพงแต่ละเรือนในจวนด้วยความรวดเร็วราวกับนักรบกระหายเลือดที่ได้ยินคำสั่งการ ป้องกันคนบุกรุกเข้ามาตามกำแพง
เหล่าข้ารับใช้ในจวนก็เฝ้าอยู่ในเรือนตามคำสั่งพ่อบ้าน พวกเขามองเมฆดำที่ประดังอยู่เหนือท้องฟ้าลานบ้าน รวมถึงสายฟ้าที่ผ่าลงมาอย่างสงสัยไม่แน่ใจ ในใจตื่นตระหนกไม่สิ้นสุด
ฟ้าผ่าตอนกลางวัน เรื่องแปลกๆเช่นนี้ปรากฏให้พวกเขาเห็น หนำซ้ำนี่เหมือนจะเกี่ยวข้องกับคุณหนูใหญ่ด้วย?
เมื่อฉิวฉิวที่นอนอาบแดดอ่อนๆ ยามเช้าอยู่บนภูเขาจำลองอย่างเอื่อยเฉื่อยเห็นสายฟ้าที่ฟาดลงกลางอากาศก็นั่งตัวตรงขึ้นโดยฉับพลัน ในดวงตาที่แฝงด้วยความเฉียบคมและกลิ่นอายกระหายเลือดฉายแววตกตะลึงที่มีความเป็นมนุษย์ ก่อนจะสับขาวิ่งไปทางเรือนหลังนั้นทันที
ล่อสายฟ้ามากลางวันแสกๆเช่นนี้? สาวน้อยคนนั้นกำลังทำอะไรอยู่?
ไม่เพียงฉิวฉิวที่รีบไป แม้แต่เหล่าไป๋ที่เดิมยังพยายามจะมุดใต้กระโปรงสาวใช้ก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองไปกลางเวหา จมูกสูดดมกลิ่น แล้ววิ่งตามไปในเรือนหลังนั้นด้วย
“เปรี้ยง!”
การฟาดผ่าของสายฟ้าสายที่สาม เมฆดำที่ประดังอยู่กลางอากาศก็สลายตามไป ภายในจวนตระกูลเฟิ่งคล้ายจะกลับคืนสู่ความสงบเงียบเพียงชั่วครู่ แต่ทุกคนต่างรู้ว่าปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว
เพราะผู้คนแต่ละฝ่ายที่รีบมาต่างถึงหน้าประตูใหญ่กันอย่างต่อเนื่อง มองจวนตระกูลเฟิ่งที่ปิดประตูแน่นหนาด้วยความตื่นตระหนก ตกตะลึง ประหลาดใจ หรือเหลือเชื่อ
ฟ้าผ่าตอนกลางวันซ้ำยังผ่าถึงสามครั้ง จวนตระกูลเฟิ่งนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
ทุกคนล้วนอยากรู้ แต่ถึงอย่างไรจวนตระกูลเฟิ่งก็ไม่ใช่คนธรรมดา ประตูใหญ่ปิดแน่นหนา แม้พวกเขาจะสงสัยแต่ก็ไม่กล้าและไม่สามารถบุรุกเข้าไปโดยที่เจ้าของไม่อนุญาต
“เจ้าว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่จวนตระกูลเฟิ่ง? ทำไมถึงดึงสายฟ้ามาได้?”
“เรื่องนี้มีใครรู้บ้าง? ประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งปิดแน่น ใครจะกล้าเข้าไปเคาะในยามนี้กัน?”
“เคาะไปก็กลัวว่าพวกเขาจะไม่บอก แต่ข้าสงสัยจริงๆว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
“รีบดูเร็ว! นั่นผู้ครองแคว้นไม่ใช่หรือ? นึกไม่ถึงว่าเขาจะมาด้วยตัวเอง!” ผู้นำตระกูลท่านหนึ่งเรียกเสียงเบาและให้สัญญาณทุกคนมองยังเงาร่างที่มุ่งมาทางนี้
ผู้นำตระกูลอีกท่านครุ่นคิด บอกว่า “ผู้ครองแคว้นยังมาด้วยตัวเอง เห็นได้ว่าต้องไม่ใช่เรื่องเล็กๆแน่ ประตูใหญ่บ้านตระกูลเฟิ่งนี้ข้าคิดว่าจะเปิดออกได้แน่นอน”
“อืม ไม่เลว แม้พวกเราเข้าจวนตระกูลเฟิ่งไม่ได้แต่ท่านผู้ครองแคว้นจะเข้าไปได้แน่นอน”
ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบของผู้คน ผู้ครองแคว้นมู่หรงป๋อกระดกปลายเท้ามายังหลังคาโรงเหล้าแห่งหนึ่ง แต่ทำได้เพียงเห็นหลังคาเรือนแห่งหนึ่งในจวนตระกูลเฟิ่งอยู่รางๆ ไม่เห็นสถานการณ์ในเรือน แต่มั่นใจได้ว่าฟ้าผ่าสามครั้งนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่จวนตระกูลเฟิ่งดึงดูดมาแน่.นอน
แววตาที่แฝงด้วยความเฉียบแหลมฉายแววเป็นประกาย เขาที่ยืนมือไพล่หลังกระดกปลายเท้ามายังหน้าประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่ง เคาะประตูที่ปิดสนิทนั้นเสียงดัง…
ตอนที่ 298: กลั่นยาสำเร็จ!
“ใครเคาะประตู!”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเปล่งออกมาจากหลังประตู นั่นคือเสียงของเฟิ่งเซียวทั้งเข้มงวดและสง่างาม
“เฟิ่งเซียว เปิดประตูซะ”
เสียงทุ้มเข้มมีภูมิฐานของมู่หรงป๋อที่ยืนมือไพล่หลังอยู่ด้านนอกลอยตามมา น้ำเสียงเขามีท่าทีของผู้แข็งแกร่ง ท่วงทำนองเสียงที่เอ่ยปากยิ่งมีความหมายเป็นคำสั่งที่สมเหตุสมผล
ขณะได้ยินเสียงด้านนอกนั้นเฟิ่งเซียวที่มือถือดาบใหญ่นั่งเฝ้าอยู่หลังประตูอย่างสงบนิ่งมั่นคงก็ขมวดคิ้วเบาๆ ใบหน้าสง่าผ่าเผยถมึงทึงลงเล็กน้อย ลังเลไปบ้างพักหนึ่ง น้ำเสียงขึงขังเปล่งออกมาอย่างมีเจตนาขออภัย
“ขอประทานอภัยท่านผู้ครองแคว้นที่ไม่อาจทำตามคำสั่ง”
เมื่อมู่หรงป๋อหน้าประตูได้ยินคำพูดนี้ก็ขมวดคิ้วน้อยๆ ด้วยความอับอายจนกลายเป็นความโกรธอยู่บ้าง ผู้นำแห่งแคว้นที่มีเกียรติเช่นเขามาเยือนด้วยตนเองกลับต้องพบกับประตูที่ปิดสนิทงั้นรึ?
ไม่เพียงมู่หรงป๋อที่อับอายไปบ้าง แม้แต่ผู้คนที่มุงดูอยู่ไม่ไกลโดยไม่เข้ามาต่างมีสีหน้าตื่นตะลึง
นึกไม่ถึงเลย!
นึกไม่ถึงว่าเฟิ่งเซียวคนนี้จะกล้าปฏิเสธผู้ครองแคว้นไว้หน้าประตู? ใจกล้าเกินไปหน่อยกระมัง? ต้องรู้ไว้ว่าจวนตระกูลเฟิ่งค่อนข้างแตกต่างกับวงศ์ตระกูลพวกเขา เฟิ่งเซียวนอกจากจะเป็นผู้นำตระกูลเฟิ่ง ยังเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้ทรงอำนาจแห่งแคว้นแสงสุริยันและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของมู่หรงป๋อ การปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งจึงถือว่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
“เฟิ่งเซียว! เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอะไรอยู่?” สีหน้ามู่หรงป๋อตึงเครียดขึ้น น้ำเสียงมีความเย็นชาและโกรธเคืองอยู่บางส่วน
ระหว่างที่บรรยากาศตรงประตูใหญ่จวนทั้งหนาวเย็น ตึงเครียดและอันตราย เฟิ่งจิ่วในห้องยากำลังเปิดเตากลั่นออก เมื่อเห็นยาอายุวัฒนะสีน้ำตาลแดงสามเม็ดด้านในนั้นก็ผุดรอยยิ้มตื่นเต้นมีความสุขออกมาจากหัวใจ
เธอทำสำเร็จแล้ว!
ไม่มีคนคอยชี้แนะเธออาศัยประสบการณ์และความเข้าใจที่มีต่อวิชาแพทย์ คิดค้นวิธีกลั่นยาเซียนเองด้วยขั้นตอนที่อธิบายไว้อย่างง่ายดายในตำรา ใช้เวลาสามวันสามคืนสิ้นเปลืองยาทิพย์ไปไม่น้อยในที่สุดก็สำเร็จ!
เธอหยิบยาอายุวัฒนะสามเม็ดนั้นออกมาวางลงบนโต๊ะข้างๆแล้วมอง เห็นบนยามีพลังวิญญาณไหลพล่าน ลวดลายห้าสายปรากฏอยู่บนเม็ดยาเล็กๆเห็นได้อย่างชัดเจน
“เป็นลวดลายห้าสายอย่างที่คิดไว้เลย มิน่าล่ะถึงสามารถล่อสายฟ้ามาหลอมเม็ดยาได้”
เธอเอ่ยอย่างกะทันหัน มองลวดลาดบนยาอายุวัฒนะนั้นในใจก็ประหลาดใจนิดหน่อย ไม่นึกเลยว่ายาเตาแรกที่กลั่นสำเร็จด้วยตัวเองจะมีระดับสูงเช่นนี้ ในตำราบันทึกไว้ว่ามีเพียงยาอายุวัฒนะที่มีลายห้าสายขึ้นไปถึงจะล่อสายฟ้ามาได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในแคว้นแสงสุริยันระดับเก้านี้ ต่อให้เป็นในแคว้นเหินเวหาระดับหกจะหายาที่มีลวดลายห้าสายก็ไม่ง่ายดายนัก
“รอบนี้ดีแล้ว เปลืองยาทิพย์ไปมากมายเพียงนั้นสุดท้ายก็ไม่ขาดทุน”
เธอหัวเราะเบาๆ พลางหยิบขวดออกมาแบ่งใส่ยาอายุวัฒนะทั้งสามเม็ดไว้ในขวดสามใบเก็บเข้าห้วงมิติแล้วค่อยเก็บเตากลั่นยาถึงจะเดินออกจากห้องยา
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งที่มาเฝ้าอยู่นอกเรือนเห็นนางออกมา ถามทันทีว่า “แม่หนูเฟิ่ง? ยาอายุวัฒนะนั่นกลั่นสำเร็จรึยัง? สายฟ้าสามสายนั่นทำทุกคนแตกตื่นกันหมด แม้แต่ผู้ครองแคว้นยังมาด้วย พ่อหลานเฝ้าอยู่ตรงประตูใหญ่เกรงว่าจะรับมือได้ไม่นานนัก”
ได้ยินคำพูดนี้แววตาเฟิ่งจิ่วฉายแววน้อยๆ หลังเดินไปหาท่านผู้เฒ่าก็บอกกับเหลิ่งซวงว่า “ไปเก็บกวาดด้านในให้ที”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับถึงจะเดินไปห้องยา
“ท่านปู่ ไม่มีเรื่องให้ต้องกังวลหรอกเจ้าค่ะ ด้วยชื่อเสียงของจวนตระกูลเฟิ่งเราไม่มีใครกล้าบุกเข้ามาแน่”
เธอปลอบใจเสียงเบา มายังข้างกายเขาพูดพร้อมเผยรอยยิ้มออกมา “แม้จะเสียเวลาไปไม่น้อย แต่ยาอายุวัฒนะก็กลั่นสำเร็จแล้ว เรื่องนี้หลานคิดไม่รอบคอบไม่นึกว่ายาเตาแรกจะล่อสายฟ้ามาได้ ทำให้หลานตกใจจริงๆ”
ตอนที่ 299: อยากรู้อยากเห็นเป็นภัยถึงตัว!
ได้ยินคำพูดนี้ ท่านผู้เฒ่าดวงตาเป็นประกาย ตื่นเต้นเสียจนเสียงสั่นขึ้นมาเล็กน้อย “ปู่ได้ยินว่า ต้องเป็นยาอายุวัฒนะที่มีลวดลายห้าสายขึ้นไปถึงจะสามารถล่อสายฟ้ามาได้ หรือ หรือว่ายานี้มีลวดลายห้าสายด้วย?”
“อืม เป็นยานำโชคที่มีลวดลายห้าสายนั่นแหละเจ้าค่ะ”
เธอยิ้มรับเบาๆ มองเขาที่ท่าทางตื่นตาตื่นใจ บอกว่า “ท่านปู่ไปดูด้านหน้าก่อนเสียหน่อยเถอะ หลานกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะเข้าไป กำชับพวกคนใช้ให้ระวังคำพูด ต่อให้ท่านผู้ครองแคว้นถามไถ่ก็ไม่ต้องพูดอะไรเป็นพอ”
แม้ผู้เฒ่าไม่รู้ว่ายานำโชคเม็ดนั้นมีฤทธิ์เช่นไร ทว่ายามนี้ในใจกลับเริงร่าอย่างมาก
“หลานพูดได้ไม่เลว ด้วยเกียรติศักดิ์ของจวนตระกูลเฟิ่งเราคนภายนอกไม่กล้าบุกเข้ามาแน่ แม้เป็นผู้ครองแคว้นก็ไม่อาจหักหน้าบุกรุกเข้าบ้านข้าราชสำนัก หลานไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ! ตอนนี้ปู่จะไปดูสถานการณ์ด้านหน้าหน่อย”
เขากล่าวอย่างลนลาน จัดการอารมณ์เรียบร้อยถึงจะเดินไปเรือนด้านหน้า
เห็นท่าทาง เฟิ่งจิ่วก็เดินเข้าไปในเรือนและสั่งให้คนเตรียมน้ำอาบ
เวลานี้มู่หรงป๋อตรงหน้าประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งโมโหถึงขีดสุด เคยคิดจะถีบเปิดประตูจวนหรือล้อมกำแพงปีนเข้าไป แต่ฐานะและความหยิ่งยโสไม่อนุญาตให้แสดงการกระทำที่เสียภาพพจน์เช่นนั้น ได้แต่สะบัดเสื้อจากไปกลับไม่อาจปล่อยวาง ด้วยเหตุนี้บรรยากาศจึงตึงถึงขั้นสุดชั่วขณะหนึ่ง
ในตอนนี้เอง ประตูใหญ่ที่เคยปิดสนิทก็เปิดออก ผู้เฒ่าเฟิ่งออกมารับหน้าด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มที่มีเจตนาขออภัยบางส่วน ส่วนเฟิ่งเซียวที่บึ้งหน้าก็ตามหลังเขาไปพร้อมก้มหัวลงเล็กน้อย ท่าทางพร้อมรับการสอนสั่ง
“โธ่! ต้องโทษกระหม่อมแล้ว กระหม่อมให้เฟิ่งเซียวเฝ้าประตูไว้ไม่ให้ใครเข้ามา นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าแม้แต่ท่านผู้ครองแคว้นก็ตกใจ ซ้ำยังปฏิเสธท่านให้อยู่หน้าประตู เสียมารยาทจริงๆ” ผู้เฒ่าเฟิ่งพูดพร้อมประสานมือขออภัยอยู่ร่ำไป พลางเดินเข้ามาต้อนรับถึงเบื้องหน้าท่านผู้ครองแคว้น
“ท่านผู้ครองแคว้น ขอท่านรีบเข้าไปด้านในเถิดพะยะค่ะ” ผู้เฒ่าเฟิ่งทำท่ามือเชื้อเชิญ แล้วหัวตัวไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อให้เขาเข้าก่อน
มู่หรงป๋อกวาดมองเฟิ่งเซียวทั้งหน้าดำคร่ำเครียด สะบัดแขนเสื้อส่งเสียงหึหนักๆ ถึงจะสาวก้าวเดินเข้าไป
ผู้คนบริเวณไม่ไกลเห็นภาพเช่นนี้ก็มีท่าทางแปลกใจไปเพียงชั่วครู่ มีคนปรี่เข้ามาเรียกท่านผู้เฒ่าเฟิ่งที่กำลังจะสาวก้าวเดินเข้าไปไว้
“เดี๋ยวก่อนท่านผู้เฒ่า”
ผู้เฒ่าหันตัวกลับไปมองยังชายวัยกลางคนสองท่านที่มาด้านหลัง เห็นเป็นผู้นำเหล่าตระกูลใหญ่ในเมืองอวิ๋นเยวี่ยทั้งสองท่านจึงผุดรอยยิ้มเอ่ยถาม “ผู้นำตระกูลทั้งสองมีธุระอะไรรึ?”
ได้ยินคำพูดนี้ ทั้งสองก็แอบนินทาอยู่ในใจ ‘พูดเช่นนี้รู้ดีแต่จงใจถามไม่ใช่หรือ? พวกเขาเกิดเรื่องอะไรขึ้นเขาจะไม่รู้ได้หรือ?’
แม้เป็นเช่นนี้ กลับยังพูดด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มจางๆ “เป็นแบบนี้ขอรับ พวกเราเห็นสายฟ้าสามสายฟาดลงมาในเรือนของจวนตระกูลเฟิ่ง ไม่ทราบว่าอะไรล่อสายฟ้ามา? ท่านผู้เฒ่าจะคลายข้อสงสัยในใจพวกเราได้หรือไม่เล่า?”
ผู้เฒ่าเฟิ่งหยุดฝีเท้าลง มือหนึ่งลูบๆเคราพลางมองที่สองคนนั้น สายตามองผ่านผู้คนบริเวณไม่ไกลที่ไม่ได้เข้ามาแต่หลังได้ยินคำพูดนี้แต่ละคนก็เฝ้ารอคำตอบ ผุดรอยยิ้มออก แค่คำพูดหนึ่งประโยคก็ทำให้พวกเขาสะอึกเสียจนแทบตายแล้ว
“ดังคำว่า อยากรู้อยากเห็นอาจเป็นภัยถึงตัว ทั้งสองท่านอายุไม่น้อยแล้ว ที่ไม่ควรสงสัยก็อย่าได้สงสัยเลยจะดีกว่า”
เห็นผู้เฒ่าเฟิ่งที่หมุนตัวเดินเข้าไป ผู้นำตระกูลทั้งสองสีหน้าแดงก่ำ จ้องมองประตูใหญ่จวนที่ค่อยๆ ปิดลงอย่างพูดอะไรไม่ออกเสียเนิ่นนาน…
ฝูงชนที่อยู่ไม่ไกลได้ยินคำพูดนี้ต่างมีสีหน้าตกตะลึง พวกเขานึกไม่ถึงว่าท่านผู้เฒ่าจะไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด เอ่ยวาจาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนั้น ถึงอย่างไรตำแหน่งของทั้งสองท่านในเมืองอวิ๋นเยวี่ยก็ไม่ได้ด้อยเลยนะ!
ตอนที่ 300: อธิบายอะไร?
แต่ลองคิดๆแล้ว ตำแหน่งของจวนตระกูลเฟิ่งจะต่ำกว่าวงศ์ตระกูลชั้นสูงอื่นๆในเมืองอวิ๋นเยวี่ยได้อย่างไร?
นึกถึงความแข็งแกร่งเบื้องหลังจวน สองท่านที่เดิมทีในใจยังสะอึกอยู่นิดหน่อยก็ผ่อนคลายลง แม้แต่ผู้ครองแคว้นก่อนหน้านี้ยังถูกปฏิเสธให้อยู่ด้านนอก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเขาหรอก ในเมื่อผู้ครองแคว้นเข้าไปแล้ว เป็นไปได้ว่าอะไรที่ล่อสายฟ้ามาพวกเขาคงจะรู้ได้ในไม่ช้า ด้วยเหตุนี้จึงไม่รีบร้อนเดี๋ยวนี้
และยามนี้ ในห้องโถงใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งท่านผู้ครองแคว้นนั่งบนตำแหน่งอาวุโสด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แม้ไม่พูดอะไรแต่ความโกรธในท้องยังไม่สลายไปอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านผู้ครองแคว้น เชิญดื่มชาก่อน”
คนรับใช้ยกน้ำชาให้แล้วถอยหลังไป ผู้เฒ่าทำท่ามือเชื้อเชิญถึงจะนั่งลงตรงตำแหน่งที่นั่งรอง ส่วนเฟิ่งเซียวก็ยืนอยู่ข้างกายพร้อมก้มศรีษะลงเล็กน้อย
มู่หรงป๋อชำเลืองมองทั้งสองคนสีหน้าใจเย็นลง มือหนึ่งยกถ้วยชาอีกมือใช้ฝาถ้วยสะกิดใบชาเบาๆ หลังจิบไปหนึ่งทีก็เอ่ยเสียงเข้ม “ว่ามา! สายฟ้าสามสายนั้นเกิดขึ้นได้ยังไง?”
ทว่าหลังเขาถามประโยคนี้ออกมาสิ่งที่ตอบเขากลับเป็นความเงียบเชียบชั่วขณะ เขาที่ดื่มชาอยู่ขมวดคิ้วน้อยๆ มองไปทางผู้เฒ่าเฟิ่ง ในดวงตามีความไม่พอใจอย่างชัดเจน “ทำไม? พูดไม่ได้รึ?”
ผู้เฒ่าเฟิ่งที่นั่งอยู่ถอนใจเบาๆ กล่าวอย่างขออภัย “ท่านผู้ครองแคว้น เรื่องนี้ยังพูดไม่ได้จริงๆพะยะค่ะ เพราะกระหม่อมก็ไม่รู้จะเอ่ยปากเช่นไร”
ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้ามู่หรงป๋อที่เดิมเคยผ่อนคลายก็ถมึงทึงขึ้นอีกครั้ง แววตาที่เฉียบแหลมและแฝงด้วยแรงกดดันกวาดผ่านผู้เฒ่าเฟิ่งกับเฟิ่งเซียวไป
“หรือพวกเจ้าคิดว่าเรื่องที่สามารถกระตุ้นสายฟ้าได้เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ? ต่อให้นักรบผู้บำเพ็ญอยากจะดึงดูดสายฟ้า นั่นก็ต้องมีพลังถึงระดับจักรพรรดินักรบถึงจะทำได้ ตอนนี้ภายในจวนตระกูลเฟิ่งล่อสายฟ้ามาถึงสามสาย ทำเอาทั่วเมืองอวิ๋นเยวี่ยต่างแตกตื่น ไม่ควรอธิบายให้ข้าฟังหรืออย่างไร?”
“ไม่ทราบว่าท่านผู้ครองแคว้นต้องการคำอธิบายเช่นไรเพคะ?”
น้ำเสียงเนิบนาบที่มีความเฉยเมยบางส่วนลอยมาคลี่คลายซึ่งบรรยากาศหดหู่ในห้องโถงใหญ่
มู่หรงป๋อมองไปตามเสียงนั้น เพียงเห็นเฟิ่งชิงเกอในชุดสีขาวสาวย่างก้าวอันผ่าเผยเดินเข้ามา กลิ่นอายสง่างามรวดเร็วไร้ฝุ่น รูปโฉมงดงามเป็นเลิศ มิน่าล่ะถึงทำให้ลูกชายผู้โดดเด่นที่สุดทิ้งหัวใจไว้กับตัวนาง
ผู้เฒ่าเฟิ่งเห็นนางออกมาจึงไม่ปริปากอีก แต่หรี่ตาลงครึ่งหนึ่งนั่งดื่มชาอยู่ตรงนั้น คล้ายจะวางมือยกฉากหน้าให้นางไปจัดการเสียทั้งหมด
เฟิ่งเซียวเห็นท่าทางก็ขยับริมฝีปากแต่ไม่เอ่ยปากอะไร แสร้งทำไม่รู้ร้อนตามท่านผู้เฒ่าไปเช่นกัน
เมื่อเฟิ่งจิ่วที่ก้าวนวยนาดเดินเข้ามาถึงกลางห้องโถงใหญ่ หลังคารวะให้เล็กน้อยก็ยืนเงียบมองมู่หรงป๋อที่นั่งจับจองอยู่บนตำแหน่งอาวุโส
อาจเพราะอีกฝ่ายอยู่เหนือกว่ามายาวนาน จึงมีนิสัยเช่นผู้บงการที่เห็นจนชิน คุ้นเคยกับการใช้ทำนองเสียงเชิงออกคำสั่งมาสั่งการ เช่นเดียวกับสายฟ้าสามสายนี้ที่เธอดึงดูดมา หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นคงไม่มีใครกล้าถาม ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรี่องของจวนตระกูลเฟิ่ง หากพวกเขาไม่บอกใครจะทำอะไรได้?
หลังมู่หรงป๋อได้ยินคำพูดของนาง คิ้วก็ขมวดขึ้นเล็กน้อย เอ่ยเสียงเข้ม “นี่เจ้าหมายความว่ายังไง? ข้ามาเพราะสายฟ้าสามสายนั้น พวกเจ้าแค่ต้องบอกมาตามจริงว่าสายฟ้าพวกนั้นเกิดขึ้นได้เช่นไรก็พอ ไหนเลยต้องพูดจาไร้สาระมากมายเพียงนั้น!”
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ ถามว่า “ขอบังอาจถามท่านผู้ครองแคว้น ฟ้าผ่าสามครั้งกลางวันแสกๆ นี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ทำไมต้องทำราวกับเป็นเรื่องใหญ่โตด้วย? สายฟ้าสามสายนี้ไม่ได้ผ่าคนตาย และไม่ทำให้ภูเขาถล่มแผ่นดินแยก สายฟ้าพวกนั้นผ่าลงมาหลังเรือนในจวนตระกูลเฟิ่งเรา พวกหม่อมฉันต้องให้คำอธิบาย? แล้วจะให้อธิบายอะไรล่ะเพคะ?”
จบตอน
Comments
Post a Comment