ตอนที่ 301: สะบัดเสื้อจากไปด้วยความโกรธ!
ได้ยินเช่นนี้ แววตาเฉียบคมของมู่หรงป๋อก็กวาดมองนางอย่างเย็นชา หันไปมองเฟิ่งเซียวตะโกนเสียงเข้ม “เฟิ่งเซียว!”
เสียงเรียกเฟิ่งเซียวนี้แอบแฝงไปด้วยแรงกดดันของผู้แข็งแกร่งและท่าทีอย่างผู้เหนือกว่า แทบทันทีที่เสียงเปล่งออกมากลิ่นอายพลังเร้นลับที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็พลุ่งพล่ายอยู่ภายในห้องโถงใหญ่ทำให้อึดอัดอย่างมาก เฟิ่งเซียวที่พยายามเก็บกดลดการแสดงตัวต้องเดินออกมาอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ในที่สุด
“กระหม่อมอยู่พะยะค่ะ”
มู่หรงป๋อไม่อาจโมโหใส่ผู้เฒ่าเฟิ่งเพราะนั่นเป็นท่านผู้เฒ่าของจวน ต่อให้เป็นถึงผู้ครองแคว้นก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งสอนบรรพชนที่ต้องให้เกียรติกัน เพราะผู้เฒ่าเฟิ่งเป็นคนเฒ่าคนแก่รุ่นราวคราวพ่อ แม้จะโกรธก็พาลใส่เขาไม่ได้
ส่วนเฟิ่งชิงเกอเป็นแค่ลูกสาวเฟิ่งเซียว คุณหนูใหญ่แห่งจวนตระกูลเฟิ่ง ข้อแรกนางไม่ใช่ข้าราชสำนัก สองก็ไม่ใช่ลูกสะใภ้ ประกอบกับยังเป็นผู้น้อย แทนที่จะโกรธนางไปซักถามเฟิ่งเซียวตรงๆยังดีกว่า
เขามองค้อนเฟิ่งเซียวที่คารวะด้วยความเคารพ ก่อนจะปริปากถามกันตรงๆ “สายฟ้าสามสายนี้เกิดขึ้นได้ยังไง?”
“คือว่า…”
เฟิ่งเซียวเงยหน้ามองมู่หรงป๋อตรงตำแหน่งอาวุโส ส่ายหัวด้วยสีหน้าไม่รู้เรื่อง “กระหม่อมก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นพะยะค่ะ”
เขาไม่รู้เรื่องจริงๆ ตอนได้ยินเสียงฟ้าร้องก็วิ่งออกมาจากในเรือน ได้ยินคำสั่งท่านผู้เฒ่า ไหนเลยจะรู้ว่าฟ้าผ่านั้นเกิดขึ้นได้ยังไงกันแน่?
แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของตระกูลเขา หนำซ้ำยังเกี่ยวข้องกับลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างไม่อาจเลี่ยง ด้วยเหตุนี้ ต่อให้รู้เรื่องก็ต้องบอกว่าไม่รู้
มู่หรงป๋อที่เดิมทีมีความโกรธเคืองอยู่ในท้องได้ยินคำพูดนี้ ก็นำถ้วยชาในมือวางลงบนโต๊ะอย่างแรงทันที ลุกยืนขึ้นโดยไม่พูดอะไรเลยสักนิดก่อนจะสะบัดแขนเสื้อจากไปทั้งใบหน้าดำคร่ำเครียด
การกระทำปุบปับของเขาทำให้สามคนในห้องโถงแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แค่มองส่งเขาออกไป
“ชิงเกอ เกิดอะไรขึ้น? ลูกทำอะไรอยู่ในห้องนั้นกันแน่? ทำไมถึงล่อสายฟ้ามาได้?” เฟิ่งเซียวเอ่ยถาม ในใจคาดเดาไว้บ้างรางๆ แต่ไม่กล้ามั่นใจ
การที่สามารถล่อสายฟ้ามาได้ไม่มีอะไรมากไปกว่าสามสถานการณ์นี้ หนึ่งคือสวรรค์ประทานสมบัติพิศวง สองคือการบรรลุขั้นวรยุทธ์ สามคือการหลอมกลั่นของล้ำค่า แต่สำหรับเขาสามเรื่องนี้ล้วนน่าเหลือเชื่ออยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้ในใจจึงมีแต่ความงุนงง
“เหลิ่งซวง เฝ้าประตูโถงไว้อย่าให้ใครเข้าใกล้” เฟิ่งจิ่วออกคำสั่ง
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงด้านนอกขานรับ คอยเฝ้าอยู่บริเวณทางเข้า
เห็นแช่นนี้ในใจเฟิ่งเซียวก็ตึงเครียดขึ้นมาโดยฉับพลัน มองไปหาลูกสาวที่ใบหน้าผุดรอยยิ้มอิ่มเอมใจ เพียงรู้สึกว่าความคิดหนึ่งในใจจะได้รับการยืนยันจึงประหม่าและตื่นเต้นนิดหน่อย
“ท่านปู่ ท่านพ่อ พวกท่านนั่งลงเถอะ” เธอให้สัญญาณแล้วลากเฟิ่งเซียวที่นิ่งไปเล็กน้อยมานั่งบนที่นั่ง ส่วนตัวเองก็ย้ายเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งตรงกลางระหว่างสองท่าน ถึงจะหยิบขวดใบหนึ่งออกมาจากห้วงมิติเทยาอายุวัฒนะด้านในลงบนฝ่ามือ
“พวกท่านดูสิ นี่คือยานำโชค ลวดลายห้าสาย มันล่อสายฟ้าสามสายนั่นมาเจ้าค่ะ”
ท่านผู้เฒ่าใช้ชีวิตมาอายุปูนนี้ เป็นครั้งแรกที่เห็นยาอายุวัฒนะที่มีลายห้าสายเช่นนี้ หนำซ้ำหลานสาวยังเป็นคนกลั่นปรุงออกมา ตอนนี้เพียงรู้สึกว่าเลือดทั่วร่างกำลังเดือดพล่าน ตื่นเต้นเสียจนสีหน้าแดงก่ำสองมือสั่นเทาเล็กน้อย
“ดีๆๆ! แม่หนูเฟิ่ง หลานทำให้ปู่ภูมิใจนัก!”
เทียบกับท่านผู้เฒ่าที่ยังพูดออกมาได้ เฟิ่งเซียวกลับนิ่งอึ้ง สับสนไปหมด สองดวงตาเบิกกว้างโต เพียงรู้สึกว่าเลือดลมทั้งหมดล้วนพุ่งขึ้นหัว เวลาต่อมาร่างกายจึงตื่นเต้นเกินไปเสียจนหมดสติลง
เฟิ่งจิ่วอุทานอย่างตกตะลึง “ท่านพ่อ?”
ตอนที่ 302: ยานำโชค!
ผู้เฒ่าเฟิ่งเห็นก็ตำหนิทั้งรอยยิ้ม “ไม่เอาไหนเลยจริงๆ”
เฟิ่งจิ่วตื่นตระหนก จากนั้นจึงหัวเราะขึ้นมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ตะโกนว่า “เหลิ่งซวง เรียกคนสองคนเข้ามาประคองท่านพ่อกลับไปพักผ่อนที”
เหลิ่งซวงด้านนอกขานรับ ก่อนจะเรียกทหารอารักขาสองคนเข้าไปพยุงเฟิ่งเซียวกลับเรือน
ในห้องโถงใหญ่ เฟิ่งจิ่วนำขวดที่เก็บยานำโชคนั้นยื่นให้ท่านผู้เฒ่า กล่าวยิ้มๆว่า “ท่านปู่ ยานำโชคนี้หลานให้ท่านเจ้าค่ะ”
“ให้ปู่?”
ผู้เฒ่าตะลึงเล็กน้อย จากนั้นจึงโบกบ่ายมือ “ได้อย่างไรกันเล่า? หลานไม่นอนมาสามวันสามคืนเพื่อยาอายุวัฒนะนี่ หนำซ้ำคงเสียสมุนไพรไปไม่น้อย เจ้านี่หลานเก็บไว้เองเถอะ! ปู่อายุมากปูนนี้ให้ปู่ไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก”
“ใครว่าไม่มีประโยชน์ล่ะเจ้าคะ?”
เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ บอกว่า “ท่านปู่ ท่านยังไม่รู้ฤทธิ์ของยานำโชคนี้เลย!”
น้ำเสียงเธอชะงักน้อยๆ กล่าวว่า “ท่านรู้หรือไม่ หากนักรบที่ฝึกบำเพ็ญพลังเร้นลับทานยานำโชคจะสามารถขจัดสิ่งเจือปนที่หลงเหลือในร่างมาหลายปีได้ กลั่นสกัดกระดูกเปิดขยายเส้นโลหิต ไม่เพียงแค่นี้ เพราะสิ่งเจือปนในร่างถูกชำระล้าง กระดูกได้รับการกลั่นสกัดเส้นโลหิตได้รับการเปิดขยาย ภายในสองเดือนความเร็วในการฝึกบำเพ็ญพัฒนาขึ้นได้อย่างมาก”
“หนำซ้ำ ตอนนี้ท่านปู่มีวรยุทธ์อยู่ระดับบรรพชนนักรบพลังเร้นลับขั้นเริ่มต้นช่วงที่แปด หากทานยานำโชคนี้หลานเชื่อว่าในสองเดือนท่านปู่จะสามารถก้าวข้ามธรณีประตูของระดับบรรพชนนักรบขั้นเริ่มต้นเพื่อบรรลุสู่ขั้นสูงสุด”
ฟังคำพูดเช่นนี้ ท่านผู้เฒ่าเบิกดวงตากว้างด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ กระซิบอย่างตกใจ “ยา ยานำโชคนี้มีผลมหัศจรรย์เช่นนั้นจริงรึ?”
“แน่นอนเจ้าค่ะ ยาอายุวัฒนะเม็ดเล็กๆนี้ใช้ยาทิพย์ล้ำค่าสิบกว่าอย่าง ซ้ำยังเป็นเม็ดที่มีลายห้าสาย จึงมีผลเช่นนั้นเป็นธรรมดา”
เธอยิ้มพลางยัดขวดใส่ในมือเขา เอ่ยว่า “อีกอย่าง หากท่านปู่ไม่เชื่อ ลองดูก็รู้แล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
“หลานกลั่นปรุงออกมาเม็ดหนึ่งไม่ใช่ง่ายๆให้ปู่ไว้มันจะไม่…”
ได้ยินเช่นนี้ เธอก็ขยับมาใกล้ข้างกายเขา กล่าวอย่างมีลับลมคมใน “ท่านปู่ ขอแอบบอกท่านไว้ก่อนว่าหลานปรุงไว้สามเม็ด วันหลังค่อยให้ท่านพ่อเม็ดหนึ่ง ที่เหลืออีกเม็ดจะเอาไปประมูลที่ตลาดมืด ถึงเวลาค่อยซื้อยาทิพย์มาปรุงก็จะได้มาอีกเจ้าค่ะ”
ได้ยินคำพูดนี้ ท่านผู้เฒ่าถึงจะเผยรอยยิ้มดีใจออกมา ตอบรับรัวๆว่า “ดีๆๆ งั้นปู่จะเก็บไว้”
เห็นหลานสาวยิ่งมีฝีมือขึ้นทุกวัน เขาพูดอย่างปลาบปลื้ม “แม่หนูเฟิ่งนับวันจะยิ่งเก่งกาจขึ้นมากจริงๆ!”
หากปล่อยให้คนรู้ว่านางสามารถกลั่นปรุงยานำโชคที่มีลายห้าสายออกมาได้จะต้องกลายเป็นหินหนึ่งก้อนที่ก่อคลื่นนับพันเป็นแน่ ซ้ำยังอายุน้อยเช่นนี้จึงไม่รู้ซึ้งถึงโลกอันโหดร้าย หากถูกคนสนใจรู้เข้าและอยากบีบคอนางเสียในเปล นั่นคงจะ…
นึกถึงตรงนี้ รอยยิ้มบนหน้าเขาก็ถูกเก็บไป กำชับอย่างจริงจังว่า “แม่หนูเฟิ่ง หลานต้องรู้ไว้ปกปิดมากกว่าเผยคมจะยิ่งสามารถป้องกันตนเองได้ พบใครก็ทำได้เพียงเชื่อเขาน้อยๆ หลานอายุยังน้อย เดิมที่มีชื่อของภูตหมอ หากนำยานำโชคลายห้าสายนี่ออกไปอีก ก็ยากจะรับประกันว่ากลุ่มอำนาจเบื้องหลังตลาดมืดจะไม่เกิดคิดคดอะไรขึ้นมา”
“ดังนั้นปู่ขอแนะนำ อย่าเพิ่งนำยานำโชคนี้ออกไปเลย หากอยากแสดงฝีมือจะทำในแคว้นเล็กๆระดับเก้าอย่างแสงสุริยันไม่ได้ มิเช่นนั้นเกรงว่าพอยาอายุวัฒนะนี้ออกไปจะมีปัญหาตามมาแน่”
เห็นนัยน์ตาเขามีความกังวลที่ไม่อาจปิดบัง หัวใจเฟิ่งจิ่วก็อบอุ่นขึ้นเล็กน้อย พูดเสียงเบาว่า “ท่านปู่วางใจได้ หลานรู้ดี ยานำโชคนี้จะนำออกมาต้องระวังให้มากจะได้ไม่นำปัญหามาถึงตัว แต่พอเรื่องวันนี้ผ่านไป หลานคิดว่าผู้ครองแคว้นอาจจะคิดร้ายกับตระกูลเฟิ่งเราได้”
ตอนที่ 303: ข่าวน่าประหลาดใจ!
นางพูดอย่างมีนัยยะ แล้วท่านผู้เฒ่าจะฟังความหมายนางไม่ออกได้เช่นไร?
“เฮ้อ! สิ่งที่องค์จักรพรรดิไม่ชอบมาตั้งแต่สมัยก่อนคือข้าราชสำนักที่มีวิชายุทธ์สูงกว่านาย ไม่ต้องพูดกลุ่มอำนาจเช่นจวนตระกูลเฟิ่งเรานี้ หลังเรื่องวันนี้ไป เกรงว่าตระกูลเราจะไม่ใช่เพียงความไม่พอใจเล็กๆน้อยๆ ในหัวใจผู้ครองแคว้นอีกแล้ว”
วิธีการปฏิบัติที่เพิกเฉยต่อคำสั่งผู้ครองแคว้นอย่างเปิดเผยเช่นนี้ต้องทิ้งเสี้ยนหนามไว้ในใจมู่หรงป๋อแน่นอน แต่เรื่องวันนี้พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกจริงๆ
หากรายงานตามความจริงให้เขารู้ว่าแม่หนูเฟิ่งคือภูตหมอ หนำซ้ำยังเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ เกรงว่าแม่หนูเฟิ่งจะต้องถูกมู่หรงป๋อควบคุมและกลายเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุประจำราชวงศ์
ถึงอย่างไรเขาที่มีฐานะเป็นผู้อาวุโสของตระกูลก็รู้ชัดอย่างยิ่ง สำหรับผู้เหนือกว่าหากรู้ว่ามีนักเล่นแร่แปรธาตุเช่นนี้อยู่จำจะต้องดึงเขามาเข้าตระกูลเพื่อผลประโยชน์
ไม้โดดเด่นในพงไพรย่อมต้องถูกลมพัดหักโค่น เพราะเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงเหตุผลข้อนี้ เมื่อเขาเห็นสายฟ้าสามสายนั้นฟาดลงมาถึงได้สั่งเฟิ่งเซียวเฝ้าประตูใหญ่ไว้ให้มั่น ใครกล้าบุกรุกต้องฆ่าอย่างไร้ปรานี!
เพราะเขารู้ดี หากให้ใครรู้ว่าหลานสาวสามารถกลั่นยาเซียนได้ แม้แต่ตระกูลเฟิ่งก็เกรงว่าจะปกป้องนางไม่ได้
และก็เพราะแบบนี้ เมื่อรู้ถึงพรสวรรค์โดดเด่นของนาง เขาเพียงลองพยายามคิดหาวิธีเก็บซ่อนพรสวรรค์อันน่าทึ่งนี้ของนาง ในขณะที่นางยังไม่แข็งแกร่งพวกเขาจะคอยปกป้องอย่างสุดความสามารถ ให้นางได้สั่งสมพลังความเข้มแข็งและรอคอยแสงสว่างเพื่อจะผลิบานในสถานการณ์ที่ดีที่สุด!
และเป็นดังที่พวกเขาคาดการณ์ มู่หรงป๋อที่กลับวังมาสะบัดมือกวาดข้าวของบนโต๊ะร่วงลงด้วยความโกรธในหัวใจที่ยากจะปิดบัง สีหน้าดำคร่ำเครียดลง แววตาเย็นชาฉายแววจิตสังหารผ่านไปรวดเร็วเสียจนคนไม่อาจสังเกต
จวนตระกูลเฟิ่งนี้เก็บซ่อนอะไรไว้กันแน่?
ความเป็นไปได้ที่สามารถล่อสายฟ้าสามสายมาไม่มีมากไปกว่าสองสามอย่าง แต่ไม่ว่าเป็นอย่างไหนเขาก็ล้วนรับไม่ได้
กลุ่มอำนาจจวนตระกูลเฟิ่งยามนี้แข็งแกร่งเกินไปนัก โดยเฉพาะกององครักษ์ประจำตระกูลที่ยิ่งเหนือกว่าทหารอารักขาราชวงศ์ กลุ่มอำนาจเช่นนี้หากใช้ให้ดีจะเป็นกระบี่คมที่ต่อกรกับศัตรู หากใช้ไม่ดีคมดาบที่แหลมคมก็จะหันมาทางเขา!
เรื่องสายฟ้าสามสายนี้เหมือนจะผ่านไปเช่นคลื่นลมสงบเงียบ ทว่าก็ไม่จริงนัก
ถึงไม่มีใครสอบถามข่าวคราวในจวนตระกูลเฟิ่งอีก แต่ในใจพวกเขากลับนึกถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด ขนาดพวกชาวบ้านบนถนนตามตรอกซอกซอยยังพูดถึงเรื่องฟ้าผ่าสามครั้งกลางวันแสกๆ ทว่าแม้มีคนกำลังซุบซิบกันด้วยหัวข้อสนทนานี้ แต่กลับไม่มีใครออกมาแถลงไข
พวกเขาเหมือนมีเจตนาอยากเปิดเผยแต่กลับนิ่งเฉย แม้แต่มู่หรงป๋อในช่วงเวลานี้ยังไม่ส่งคนมาถามไถ่และไม่ได้เรียกพบเฟิ่งเซียว ส่วนมู่หรงอี้เซวียนหลังยกเลิกการหมั้นก็เก็บตัวฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอดจึงไม่ได้ยินข่าวเรื่องนี้เลย
วันคืนเช่นนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยมาเกือบหนึ่งเดือน คนก็ค่อยๆลืมเลือนเรื่องนี้ไป น้อยคนนักจะพูดคุยและเสวนาเรื่องจวนตระกูลเฟิ่งอีก กลุ่มอำนาจใหญ่ทั่วเมืองอวิ๋นเยวี่ยคล้ายจะกลับคืนสู่สภาวะสงบสุขไม่เกี่ยวข้องกันเช่นวันเก่าๆ
จนกระทั่งมีข่าวลือจากแคว้นเหินเวหามาสู่เมืองอวิ๋นเยวี่ยอย่างไม่มีคำเตือนราวกับสายฟ้า ทำลายซึ่งความสงบเพียงเปลือกนอกในเมืองแห่งนี้ ก่อคลื่นลมพายุโหมขึ้นภายในตระกูลใหญ่และกลุ่มอำนาจทั้งหลาย ทำให้คนทั้งรู้สึกเหลือเชื่อและยากจะเชื่อได้…
ในจวนตระกูลเฟิ่ง เฟิ่งเซียวที่ได้ยินข่าวไฟโทสะปะทุขึ้นอย่างไม่อาจเก็บซ่อน ใบหน้าสง่าผ่าเผยยามนี้เปลี่ยนเป็นถมึงทึงน่าสะพรึงเพราะความขุ่นเคือง หลังสั่งพ่อบ้านดูแลจวนให้ดีตนก็ปรี่ไปยังพระราชวัง…
ตอนที่ 304: ปฏิเสธรับราชโองการ!
เมื่อเฟิ่งเซียวรีบร้อนปรี่ไปถึงราชวังกลับเข้าไปไม่ได้แม้แต่ประตูวังก็ถูกขวางเอาไว้เสียแล้ว
“ท่านแม่ทัพเฟิ่ง ผู้ครองแคว้นมีคำสั่ง หลังออกราชโองการจะให้คนส่งไปถึงจวนตระกูลเฟิ่ง เชิญท่านแม่ทัพกลับไปเสียเถอะ!” นายพลทหารอารักขาทั้งแปดขวางทางเฟิ่งเซียวไว้ไม่ให้เขาเข้าพระราชวัง
“ไร้สาระน่า!”
เพราะในใจโกรธถึงขีดสุด เขาจึงระเบิดออกมาแม้แต่คำสบถ ดวงตาพยัคฆ์น่ายำเกรงจ้องพลทหารอารักขาทั้งแปดที่ขวางทางอยู่ตรงหน้าด้วยความโมโห แผดเสียงทุ้มเข้ม “พวกเจ้าหลบไปซะ! ข้าจะเข้าวังไปพบท่านผู้ครองแคว้น!”
ทั้งแปดคนอดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อนๆ บอกว่า “แม่ทัพเฟิ่ง ขออย่าทำให้พวกเราลำบากเลย ท่านผู้ครองแคว้นสั่งให้พวกเราเฝ้ารอท่านแม่ทัพเฟิ่งอยู่ตรงนี้ ไม่อยากพบท่าน หากบุกรุกเข้าไปเกรงว่าสุดท้ายพวกเราแปดคนจะหัวหลุดจากบ่านะขอรับ”
ด้วยกำลังพวกเขาอยากจะรั้งเฟิ่งเซียวไว้ก็เป็นไปไม่ได้เท่าไหร่ ทว่าผู้ครองแคว้นให้พวกเขาเฝ้าอยู่ตรงนี้ไม่ให้เฟิ่งเซียวเข้าไป เพราะจุดนี้หากปล่อยเขาเข้าไปนั่นก็เท่ากับชีวิต
“สมควรตาย!”
เฟิ่งเซียวโกรธจัด เห็นราชวังอยู่ใกล้ๆ ตรงหน้ากลับเข้าไปไม่ได้ ความผิดหวังเช่นนี้ทำให้เขาเพียงอยากจะด่าพ่อล่อแม่ ขณะกำลังหันตัวกลับจวนก็ชำเลืองเห็นร่างหนึ่งเดินออกมาจากด้านในจึงตะโกนลั่นทันที
“ท่านอ๋องสาม!”
มู่หรงอี้เซวียนกำลังครุ่นคิดจู่ๆ ได้ยินเสียงเฟิ่งเซียวจึงเงยหน้ามองไป ก้าวยาวเดินหาเขา “ท่านอาเซียว จะเข้าวังไปพบเสด็จพ่อหรือขอรับ?”
“ข้าอยากเข้าไปแต่ทำไม่ได้” เขากวาดมองแปดคนนั้นแวบหนึ่ง พวกเขาเห็นท่าทางก็ต่างพากันก้มหน้าลง
มู่หรงอี้เซวียนเหลือบมองนายพลแปดคนนั้น แล้วบอกกับเฟิ่งเซียวว่า “ท่านอาเซียว พวกเราหาที่คุยกันหน่อยเถอะ!”
“ก็ดี”
เห็นราชวังแต่เข้าไปไม่ได้ งั้นก็ทำได้เพียงสืบข่าวจากปากมู่หรงอี้เซวียนก่อนว่าท่านผู้ครองแคว้นหมายความเช่นไรกันแน่?
เดิมอยากจะหาโรงเหล้าใกล้ๆ ก็รู้สึกไม่เหมาะ ด้วยเหตุนี้สุดท้ายจึงไปที่จวนตระกูลเฟิ่ง
ณ ห้องโถงใหญ่จวน ไม่รอเฟิ่งเซียวเอ่ยปาก มู่หรงอี้เซียวก็ถามว่า “ท่านอาเซียว ชิงเกออยู่บ้านหรือไม่? เรื่องนี้นางรู้หรือยังขอรับ?”
“นางไม่อยู่ ออกไปข้างนอกยังไม่กลับมา”
เพราะลูกสาวคนโปรดไม่อยู่บ้าน หนำซ้ำช่วงนี้ท่านผู้เฒ่ายังเก็บตัวอยู่ ดังนั้นจวนจึงมีเพียงเขาที่เฝ้าอยู่ ยามนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นพวกเขาสองคนจึงยังไม่รู้เรื่อง
เดิมคิดว่าจะทำให้เรี่องนี้มันชัดเจนก่อนที่พวกเขาจะรู้ ใครจะนีกว่าแม้แต่หน้าผู้ครองแคว้นยังไม่ได้เห็น นึกถึงตรงนี้ความโกรธเคืองในท้องก็ปะทุออกมา
“เสด็จพ่อท่านจะทำอะไรกันแน่? เรื่องเช่นนี้จะไม่ถามพวกเราแล้วตัดสินเอาเองได้เช่นไร? หากชิงเกอรู้เรื่องนี้เข้า ก็รู้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก เขานี่หาเรื่องเสียจริง”
มู่หรวงอี้เซวียนเม้มริมฝีปาก บอกว่า “หลังข้าได้ยินข่าวนี้ก็เข้าวังพยายามห้ามปรามทันที แต่ข้าเห็นว่าเสด็จพ่อเหมือนจะตัดสินใจแน่วแน่ เรื่องนี้เกรงว่าจะไม่มีทางให้หันหลังกลับแล้ว ไม่งั้นเขาจะไม่ปฏิเสธไม่พบท่าน”
“เรื่องนี้เราไม่ยอมรับแน่.นอน!”
เฟิ่งเซียวลุกยืนขึ้นบอกกับมู่หรงอี้เซวียนว่า “ในเมื่อข้าพบหน้าผู้ครองแคว้นไม่ได้ งั้นขอท่านอ๋องสามส่งสาสน์แทนด้วย ตระกูลเฟิ่งเรามีชิงเกอเป็นลูกคนเดียว จะรับเรื่องนี้ได้เช่นไร!”
มู่หรงอี้เซวียนคิดไตรตรอง กำลังจะเอ่ยปากก็ได้ยินเสียงมอบราชโองการลอยมาจากด้านนอก
“มีราชโองการ! เฟิ่งชิงเกอรับราชโองการ!”
ได้ยินเสียงมอบราชโองการนั้น เฟิ่งเซียวก็เดินออกมาพร้อมสีหน้าเคร่งเครียด เหลือบมองคนที่เข้ามาส่งราชโองการ แล้วยิ้มเย็น “นึกไม่ถึงว่าท่านสมุหนายกจะเข้ามามอบราชโองการ ช่างเป็นหน้าเป็นตาของจวนตระกูลเฟิ่งข้าจริงๆ! แต่ว่าวันนี้ท่านมนุหนายกมาเสียเที่ยวแล้ว ลูกสาวข้าไม่อยู่บ้าน เชิญท่านสมุหนายกนำราชโองการนี้กลับไปเถอะ!”
ตอนที่ 305: เลือกไปเป็นพระชายารอง?
ได้ยินคำพูดนี้ สมุหนายกวัยกลางคนก็หัวเราะ “ท่านแม่ทัพเฟิ่งจะโกรธเคืองไปทำไมเล่า? ท่านรู้ไว้ นี่เป็นเรื่องที่หลายคนคาดหวังแต่กลับไม่ได้รับ แคว้นเหินเวหานี้เป็นแคว้นระดับหก ได้ไต่เต้าขึ้นไปเกี่ยวดองกับพวกเขานับเป็นความโชคดีที่ชั่วชีวิตบางคนไม่อาจบันดาลมาได้”
“ยิ่งไปกว่านั้น ท่านที่ส่งคนมาสู่ขอยังเป็นสมเด็จรัชทายาทแห่งแคว้นเหินเวหา ว่าที่ผู้ครองแคว้นในอนาคต แม้เป็นเพียงพระชายารองก็เป็นเกียรติอันสูงสุดแล้ว”
“เจ้าพูดจาไร้สาระ! มุกงามในมือเฟิ่งเซียวจะไปเป็นชายารอง? เกียรติยศสูงสุด? ในเมื่อเป็นเรื่องดีดั่งพรจากสวรรค์ทำไมเจ้าไม่ส่งลูกสาวไปล่ะ?”
เฟิ่งเซียวเดือดดาล พอปริปากก็พ่นคำสบถทันที เพราะยืนอยู่เบื้องหน้าสมุหนายกน้ำลายจึงกระเซ็นโดนหน้าสมุหนายกคนนั้น ทำให้สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเดี๋ยวดำเดี๋ยวแดง
สมุหนายกคนนั้นลูบหน้าเช็ดน้ำลายที่สาดมา แอบด่าว่า ‘เฟิ่งเซียวคนนี้ช่างบ้าบิ่นตั้งแต่หัวจรดเท้า!’
ในใจแอบเคืองแต่ยังจดจำภารกิจในการเดินทางครั้งนี้ได้ ดังนั้นจึงกล่าวอย่างจริงจัง “การหมั้นหมายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตระกูลเฟิ่งเจ้า แต่เกี่ยวโยงถึงความสัมพันธ์สองแคว้น เจ้าต้องรู้ไว้ว่าแคว้นเหินเวหาเป็นแคว้นใหญ่ขั้นกลางระดับหก ไพร่พลและกำลังต่อให้เป็นสิบแคว้นแสงสุริยันก็เทียบพวกเขาไม่ได้ หากการหมั้นหมายนี้เกิดเหตุร้ายอะไรขึ้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าแคว้นแสงสุริยันอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจฟื้นคืนตลอดไป?”
“นั่นก็ไม่มีเหตุผลที่จะเลือกลูกสาวข้าไปเป็นพระชายารอง! ยิ่งไปกว่านั้น ข้าให้สัญญาไว้แล้วว่าจะให้นางตัดสินใจเรื่องแต่งงานเอง ใครก็ก้าวก่ายไม่ได้!”
เห็นเขาเริ่มพูดจาไม่เหมาะสมก็คุยกันไม่รู้เรื่องโดยสิ้นเชิง สมุหนายกพิจารณาว่าตนล้วนพูดคำดีๆไปหมดแล้ว แต่คุยกับเฟิ่งเซียวคนนี้ก็เหมือนสีซอให้ความฟัง ตอนนี้จึงไม่สนใจ กล่าวว่า “ในเมื่อลูกสาวท่านไม่อยู่บ้าน งั้นท่านรับราชโองการไว้ก็เหมือนๆกัน”
พูดจบก็เปิดราชโองการออกจะอ่านออกเสียง ใครจะคาดคิดว่าการกระทำนี้ทำให้เฟิ่งเซียวยิ่งขุ่นเคืองเสียจนเข้าไปดึงคอเสื้อเขายกขึ้นมาโดยไม่บอกไม่กล่าว
“เฟิ่งเซียว! นี่เจ้าทำอะไร? ปล่อยข้าลงเร็วเข้า!”
กำลังเขาสู้เฟิ่งเซียวไม่ได้ ยามนี้ร่างกายถูกดึงคอเสื้อยกขึ้นอย่างกะทันหัน สองขาลอยพื้นลำคอโดนคอเสื้อรัดเสียจนหายใจไม่ค่อยออกสีหน้าก็แดงก่ำตามมา สองแขนปัดป่ายขัดขืนแต่กลับตีไม่ถึงตัว
“ข้าบอกแล้วว่าไม่รับราชโองการนี้ เจ้ายังกล้าประกาศอีก?”
เฟิ่งเซียวด่าทออย่างโมโหเดือดดาล ดึงคอเสื้อหิ้วเขาก้าวยาวเดินไปข้างนอกแล้วโยนออกประตูใหญ่จวน “ไสหัวกลับไปซะ! หากกลับมาอีกข้าจะหักขาเจ้า!”
พอสิ้นเสียงประตูใหญ่จวนก็ปิดลงดังปัง เหลือไว้เพียงเหล่าผู้ติดตามที่ถูกไล่ออกมาและยังตกตะลึง
“เฟิ่งเซียว! เจ้า เจ้าคนบ้าบิ่น! ข้าจะรายงานเรื่องเจ้าต่อหน้าผู้ครองแคว้นแน่!”
สมุหนายกที่ทรุดนั่งอยู่บนพื้นเสื้อคลุมล้วนถูกดึงเสียจนยับยู่ยี่ดูแล้วน่าอับอายไม่สิ้นสุด เห็นประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งปิดลงจึงด่ากราดอย่างขุ่นข้องใจด้วยสีหน้าแดงก่ำ หลังลุกขึ้นมาจัดการเสื้อคลุมก็เดินโกรธปึงปังไปยังราชวัง
ผู้คนที่แอบสังเกตการเคลื่อนไหวจวนตระกูลเฟิ่งแอบสะดุ้งในใจ นี่เฟิ่งเซียวจะกบฏงั้นรึ? นึกไม่ถึงว่าจะกล้าโยนท่านสมุหนายกออกมา หรือว่าเขาคิดจะปฏิเสธไม่ทำตามราชโองการ?
อันที่จริงในสายตาพวกเขาการได้เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหินเวหานับเป็นเรื่องที่ดียิ่ง ถึงอย่างไรแคว้นเหินเวหาก็ไม่ใช่แคว้นธรรมดา ต่อให้เป็นพระชายารองตำแหน่งนั้นก็แตกต่างไปอย่างแน่นอน
แต่พวกเขาไม่เข้าใจ สมเด็จองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหินเวหาผู้เกรียงไกรต้องการผู้หญิงแบบไหนก็ได้ แต่ทำไมถึงส่งคนมาสู่ขอพร้อมชี้เฉพาะชื่อแซ่เป็นเฟิ่งชิงเกอด้วย?
ตอนที่ 306: พินาศหรือยอมตาม?
สำหรับพวกเขา เฟิ่งชิงเกอนอกจากรูปโฉมเลิศเลอ พละกำลังก็ไม่ถึงกับขึ้นแท่น ผู้หญิงที่ไม่คู่ควรแม้แต่กับท่านอ๋องสามอย่างมู่หรงอี้เซวียนจะคู่ควรกับรัชทายาทแคว้นเหินเวหาได้เช่นไร?
มู่หรงอี้เซวียนที่อยู่ในจวนตระกูลเฟิ่งก็ตะลึงเล็กน้อย เพราะนึกไม่ถึงว่าเฟิ่งเซียวไม่เพียงไม่รับราชโองการ ยังโยนตัวสมุหนายกออกไป นี่เป็นการตบหน้าเสด็จพ่อเขาอย่างเปลือยเปล่า ด้วยอารมณ์โกรธเสด็จพ่อ หลังได้รับรู้เรื่องนี้เกรงว่าจะโมโหเป็นฟืนเป็นไฟแน่
“หึ! เกียรติยศยิ่งใหญ่? ตระกูลเฟิ่งข้าไม่ต้องการเกียรตินี้!”
เฟิ่งเซียวกลับห้องโถงอย่างโกรธปึงปัง เห็นมู่หรงอี้เซวียนยืนอยู่ในเรือนยังไม่ออกไปก็บอกว่า “ท่านอ๋องสาม กลับไปเสียเถอะ! พ่อบ้าน ส่งแขก!”
อาจเพราะการกระทำนี้ของมู่หรงป๋อทำให้เขาขุ่นเคือง ด้วยเหตุนี้แค่มองมู่หรงอี้เซวียนเขาก็รู้สึกขัดๆตาขึ้นมา
“เดี๋ยวก่อน ท่านอาเซียว”
มู่หรงอี้เซวียนเรียกหยุดฝีเท้าที่จะจากไปของเขาไว้ บอกว่า “ท่านอาเซียว ถึงอย่างไรเสด็จพ่อก็เป็นผู้ครองแคว้น การกระทำท่านในวันนี้ไม่เหมาะสมจริงๆขอรับ”
“ทำเช่นนี้ไม่เหมาะ แล้ววิธีการพ่อท่านถูกต้องรึ? ตระกูลเฟิ่งปกป้องแคว้นแสงสุริยันมาหลายชั่วอายุ ยามนี้จวนข้าเหลือเพียงชิงเกอเป็นไข่มุกล้ำค่าเม็ดเดียวในมือ ไม่นึกเลยว่าจะตอบรับการหมั้นทันทีโดยไม่แม้แต่จะถามพวกเรา ส่งลูกสาวไปเป็นพระชายารอง? ได้ยินชัดหรือไม่ พระชายารอง? ใครเล่าจะอยากได้?”
มู่หรงอี้เซวียนก็อึดอัดอยู่ในใจ เอ่ยว่า “ข้าว่าที่เสด็จพ่อทำเช่นนี้เพราะไม่มีทางเลือก ถึงอย่างไรแคว้นเหินเวหาเป็นแคว้นระดับหก หากพวกเขามากดดันแคว้นแสงสุริยันเรารับไม่ไหวแน่”
“เอาล่ะ ท่านอย่าพูดเลย ยังไงซะข้าก็ไม่ส่งลูกสาวไปเป็นพระชายารองหรอก” เขาพูดพร้อมโบกมือ ไม่อยากฟังเขาพูดอะไรมากความอีกจึงสาวก้าวออกไปทันที
“ท่านอ๋องสาม เชิญขอรับ” พ่อบ้านที่คอยอยู่ข้างๆ โค้งเอวน้อยๆทำท่ามือเชิญออกไป
เห็นเช่นนี้ มู่หรงอี้เซวียนจึงสาวก้าวเดินออกไป เมื่อออกประตูห้องโถงฝีเท้าก็ชะงักลง หันข้างเล็กน้อยเพี่อถามพ่อบ้านข้างกาย “คุณหนูใหญ่พวกเจ้าไม่ได้บอกรึว่าไปไหน? จะกลับมาเมื่อไหร่?”
พ่อบ้านยิ้มๆ กล่าวอย่างขออภัย “เรื่องนี้พวกเราเป็นบ่าวรับใช้จึงไม่ทราบขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้ มู่หรงอี้เซวียนถึงจะไม่ถามอะไรมากอีก ก่อนจะสาวก้าวออกประตูใหญ่จวน
ภายในพระราชวัง
“ปัง!”
หลังฟังรายงานสมุหนายกจบ มู่หรงป๋อก็ตบมือหนึ่งลงบนโต๊ะอย่างรุนแรง ลุกยืนขึ้นด้วยความโมโห ตะโกนเสียงดังลั่น “ทหาร! จับเฟิ่งเซียวไปขังไว้ในคุกซะ!”
สมุหนายกที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินคำพูดนี้ก็รีบร้อนห้ามปราม “ใจเย็นก่อนพะยะค่ะท่านผู้ครองแคว้น ทำเช่นนี้ไม่ได้แน่นอน”
“เฟิ่งเซียวช่างเหิมเกริมเหลือเกิน! หากไม่สั่งสอนเขา คงลืมไปแล้วว่าตนเป็นข้าราชสำนักของข้า!” มู่หรงป๋อสีหน้าโกรธเคือง กล่าวเสียงเข้ม “ฝ่าฝืนปฏิเสธไม่รับราชโองการอย่างโจ่งแจ้ง ลำพังแค่เรื่องนี้ข้าก็ลงโทษเขาฐานไม่เคารพได้แล้ว!”
สมุหนายกถอนหายใจ บอกว่า “แต่ท่านผู้ครองแคว้น ถึงอย่างไรเฟิ่งเซียวก็ไม่ใช่คนธรรมดา ทั้งบ้านตระกูลเฟิ่งมีเขาคอยป้องกัน หากจับเขามาขังไว้ในคุกจำจะต้องทำให้กลุ่มอำนาจจวนตระกูลเฟิ่งวุ่นวาย ทำเช่นนี้ไม่ได้จริงๆพะยะค่ะ”
“หรือจะยกประโยชน์ให้เขาเช่นนี้? ไม่เอาเรื่อง? งั้นข้าจะเอาหน้าไปไว้ไหนได้?” ความโกรธในใจเขายากจะขจัด นึกถึงช่วงก่อนหน้านั้นที่ถูกปฏิเสธให้อยู่หน้าประตู ตอนนี้ยังละเมิดไม่ปฏิบัติตามราชโองการและท้าทายอำนาจเขาอีก ความอดทนเขาถึงขีดสุดแล้ว
“ท่านผู้ครองแคว้น สมเด็จองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหินเวหาจะมาถึงเร็วๆนี้แล้ว ถึงเวลานั้น เรื่องนี้ค่อยผลักให้เขาไปจัดการเป็นพอ กระหม่อมเชื่อว่าเฟิ่งเซียวไม่กล้าปฏิเสธการหมั้นอีกแน่ แม้จวนตระกูลเฟิ่งจะแข็งแกร่งในแสงสุริยันก็สู้กลุ่มอำนาจแคว้นเหินเวหาไม่ได้ หากไม่อยากพินาศสิ้นมีเพียงต้องยอมตาม ข้อนี้พวกเขาไม่มีทางไม่รู้หรอกพะยะค่ะ”
ตอนที่ 307: องค์หญิงจวิ้นจู่ชิงหนิง?
ได้ยินคำพูดนี้ มู่หรงป๋อหัวเราะขึ้นมา มองไปทางสมุหนายกด้วยความชื่นชม บอกว่า “โชคดีที่มีเสนาบดีคอยเตือนอยู่ข้างกายข้า มิเช่นนั้นคงตัดสินใจผิดพลาดไปภายใต้ความโกรธเคือง”
สมุหนายกประสานมือยิ้ม กล่าวว่า “ได้แบ่งเบาภาระให้ท่านผู้ครองแคว้นถือเป็นเกียรติของกระหม่อมแล้ว”
ส่วนทางอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่กลั่นยาเซียนอยู่ในเวิ้งสวนท้อผ่านการฝึกฝนมาหนึ่งเดือนจึงชำนาญคุ้นเคยกับขั้นตอนการกลั่นยาเซียนและควบคุมเปลวไฟรวมถึงพลังวิญญาณได้
หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ยาอายุวัฒนะที่มีไอพลังวิญญาณห้าสายมีเพียงครั้งนั้นในเรือนหลังจวนตระกูลเฟิ่งที่กลั่นสำเร็จ เพราะกังวลว่าหากล่อสายฟ้าออกมาจะเกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง ที่เธอปรุงกลั่นช่วงหนึ่งเดือนนี้จึงเป็นพวกยาอายุวัฒนะระดับห้าลงไป
ส่วนยาสร้างฐานพลังที่พบกันปกติในแต่ละที่มีเพียงไอพลังวิญญาณสองสายหรือสามสาย ระดับสูงๆ ก็มีแต่นั่นเป็นของล้ำค่าธรรมดาจึงน้อยนักที่จะพบในสถานที่อย่างงานประมูล
ยาทิพย์ที่จำเป็นสำหรับยาสร้างฐานพลังก็ไม่ใช่ว่าจะหายากเป็นพิเศษ ตรงกันข้ามยาทิพย์พวกนั้นล้วนค่อนข้างธรรมดา ทว่าการจะนำยาทิพย์เหล่านั้นมากลั่นปรุงเป็นยาสร้างฐานพลังกลับไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเพียงนั้น
เธอทดลองไปบ้างแล้วในหนึ่งเดือนนี้ จากยาทิพย์สำหรับยาสร้างฐานพลังห้าสิบชุดกลั่นปรุงสำเร็จเพียงสองเตาเท่านั้น หนำซ้ำยังเป็นยาที่มีเพียงลวดลายสามสาย
สำหรับเธอที่เตรียมจะสร้างรากฐานสมบูรณ์แบบยาลวดลายสามสายนั้นใช้ไม่ได้แน่.นอน ลวดลายยิ่งน้อยพิษยายิ่งมากฤทธิ์ยาก็ไม่ค่อยแรง ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ต้องการจำต้องเป็นยาสร้างฐานพลังที่มีลายห้าสายขึ้นไป
เหลิ่งซวงที่เข้ามาจากด้านนอกเห็นนายท่านที่กลั่นปรุงยาอายุวัฒนะอยู่ในสวนลังเลอยู่ว่าจะเข้าไปดีหรือไม่
เฟิ่งจิ่วนำยาห้ามเลือดที่ปรุงออกมาเก็บลงในขวด เอ่ยถามโดยไม่เงยหน้ามอง “ทำไม? มีเรื่องอะไร?” ระหว่างพูดก็นำยาทิพย์บนโต๊ะแยกประเภทเก็บกลับห้วงมิติ แล้วค่อยเก็บเตากลั่นยาขึ้นมา
“นายท่าน ในเมืองมีข่าวลือแว่วมาเจ้าค่ะ” เธอเดินเข้ามาบอก
“ข่าวอะไร? เกี่ยวกับข้ารึ?” เฟิ่งจิ่วถามพลางเงยหน้ามองเหลิ่งซวง หากไม่เกี่ยวกับเธอเดาว่าเหลิ่งซวงคงไม่มีท่าทางลังเล
“เกี่ยวกับนายท่านเจ้าค่ะ”
เหลิ่งซวงพูดจบก็ชะงักไปเล็กน้อยสักพัก บอกว่า “รัชทายาทแห่งแคว้นเหินเวหาส่งคนมายื่นหนังสือสมรสให้ผู้ครองแคว้น ระบุชื่อแซ่ว่าจะแต่งนายท่านเป็นพระชายารอง ผู้ครองแคว้นจึงถือวิสาสะตอบรับการหมั้นหมายนี้เอาเองโดยไม่รับอนุญาตจากนายท่านกับท่านผู้เฒ่าก่อนเจ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว “รัชทายาทแคว้นเหินเวหา? คล้ายว่าข้าจะไม่รู้จักคนเช่นนี้!”
เธอแปลกใจนิดหน่อย ถามอีกว่า “ปฏิกิริยาพ่อข้าล่ะ?”
“หลังได้ยินข่าวนายท่านรีบไปราชวังเพื่อจะพบผู้ครองแคว้นตั้งแต่คราแรก แต่ผ่านเข้าไปไม่ได้แม้แต่ประตู ตอนหลังที่ผู้ครองแคว้นส่งสมุหนายกมาประกาศราชโอการในจวนจึงถูกนายท่านโยนออกมาเจ้าค่ะ”
“นี่เหมือนเป็นการแสดงออกตามประสาพ่อข้า” เธอหัวเราะเบาๆอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่
“แต่เพราะราชโองการประกาศไม่สำเร็จผู้ครองแคว้นจึงส่งราชโองการแจ้งไปทั่วแคว้นแสงสุริยันว่าจะแต่งตั้งนายท่านเป็นองค์หญิงจวิ้นจู่ นาม ชิงหนิง เป็นพระชายารององค์รัชทายาทแคว้นเหินเวหาเจ้าค่ะ”
“องค์หญิงจวิ้นจู่ชิงหนิง?” เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า “มู่หรงป๋อคนนี้มั่นใจว่าข้าจะยอมทำตามการจัดเตรียมของเขาถึงเพียงนี้เชียว? ทำเรื่องเสียมากมายเช่นนี้ ถึงเวลาหากกลืนไม่เข้าคายไม่ออกสีหน้าคงดูไม่ได้”
เห็นท่าทางนางไม่ใส่ใจนักเหลิ่งซวงจึงถาม “นายท่าน ต้องกลับจวนไปจัดการหรือไม่เจ้าคะ?”
“ช่วงนี้ข้าต้องฝึกบำเพ็ญเรื่องนี้ตอนนี้ปล่อยไปก่อน ตัวข้าไม่กลับไปคาดว่าเขาก็ทำอะไรไม่ได้” เธอเอ่ยอย่างไม่แยแส ก่อนจะหยิบยาอายุวัฒนะที่เพิ่งปรุงเสร็จยื่นให้เหลิ่งซวง
“นี่คือยาหยุดเลือดเจ้าเก็บไว้ กินแล้วรักษาอาการเลือดออกภายใน บีบให้แตกจะใช้รักษาแผลภายนอกได้”
[1] องค์หญิงจวิ้นจู่ ตำแหน่งองค์หญิงที่สืบสายเลือดทางบิดากับจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่3
ตอนที่ 308: คลื่นใต้น้ำแห่งจิตสังหาร!
“ภายในหนึ่งเดือนต่อไปข้าจะไปเก็บตัวฝึกบำเพ็ญ เจ้าต้องคอยสังเกตสถานการณ์ในบ้านให้มากหน่อย หากเป็นเรื่องไม่สำคัญอย่าได้รบกวนข้า” เธอกำชับไว้ถึงจะเดินไปยังเรือนที่พำนักอยู่
หลังเหลิ่งซวงขานรับก็ไม่ได้ตามไป แต่เก็บกวาดข้าวของในเรือนยานี้พักหนึ่งถึงจะหันตัวจากไป
หลังเฟิ่งจิ่วที่กลับมาถึงเรือนอาบน้ำก็แวบตัวเข้าไปในห้วงมิติ
วรยุทธ์พลังเร้นลับเธอถึงแค่ระดับปรมาจารย์นักรบ จึงวางแผนว่าจะพัฒนาวรยุทธ์ถึงระดับยอดปรมาจารย์พลังเร้นลับขั้นสูงสุดภายในครึ่งเดือน พลังวิญญาณอันคละคลุ้งในห้วงมิตินี้จะช่วยเธอในการฝึกบำเพ็ญ ซ้ำยังมียาน้ำที่สามารถช่วยยกระดับพลังอยู่อีก
ยิ่งไปกว่านั้น เวลาสามวันด้านนอกเทียบเท่ากับหนึ่งวันด้านใน ความแตกต่างของเวลาจะยิ่งเป็นข้อได้เปรียบในการฝึกบำเพ็ญ ด้วยเหตุนี้เธอจึงมั่นใจอย่างมากว่าจะสามารถบรรลุถึงระดับยอดปรมาจารย์พลังเร้นลับขั้นสูงสุดได้ภายในครึ่งเดือนนี้
เธอมองหงส์ไฟน้อยที่หลับสนิทยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาก่อนจะหาที่นั่งลงขัดสมาธิแล้วเริ่มฝึกบำเพ็ญ…
เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้คนต่างสงสัยที่ช่วงนี้จวนตระกูลเฟิ่งไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร และน้อยนักที่จะเห็นคุณหนูใหญ่ออกมาข้างนอก พอสอบถามถึงรู้ว่าที่แท้คุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งไม่อยู่จวน ส่วนผู้เฒ่าเฟิ่งก็อยู่ในช่วงเก็บตัว
เดิมนึกว่าเรื่องราวจะสงบเงียบต่อไปเช่นนี้จนกว่าคุณหนูใหญ่จะกลับมา ผู้เฒ่าเฟิ่งออกจากการเก็บตัว หรือสมเด็จองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหินเวหาคนนั้นมาเยือนด้วยตนเองถึงจะทำลายความสงบนี้ได้ กลับไม่คิดว่าจิตสังหารจะกำลังเอ่อล้นอยู่ภายใต้ความเงียบสงบเช่นนี้…
“เหล่าไป๋ พวกเราเดินสักรอบแล้วค่อยกลับจวนเถอะ! อาศัยที่ชิงเกอไม่อยู่บ้านข้าจะสั่งคนเพิ่มอาหารให้เจ้าเป็นยังไง?”
ระหว่างทางบนเขาเฟิ่งเซียวในชุดลำลองนั่งขี่อยู่บนหลังเหล่าไป๋กำลังพามันไปเดินรอบๆ นี่เป็นเรื่องที่หมู่นี้เขาต้องมาทำทุกวัน นั่นคือการช่วยลูกสาวฝึกเหล่าไป๋ให้ดีๆเสียหน่อยเพื่อลดไขมันบนตัวมัน
“ฮี้!”
พอได้ยินว่าจะเพิ่มอาหารเหล่าไป๋ก็แสดงท่าทีดีอกดีใจผิดปกติ หางม้าล้วนกวัดแกว่งขึ้นมาแม้แต่สะโพกยังขยับส่ายตาม คล้ายกำลังบอกเขาว่า ‘ความคิดนี้ไม่เลวเลย มันชอบ’
“ฮ่าๆๆ! เอาล่ะ เจ้าอย่าดิ้นสิ ข้าจะได้ไม่ตกลงไป”
เฟิ่งเซียวหัวเราะร่า สองขากระทุ้งบริเวณท้องเหล่าไป๋พร้อมลูบๆหัวมันบอกว่า “ที่จริงหลายวันที่ผ่านมานี้เจ้าก็แข็งแรงขึ้นไม่น้อย แต่ถึงเป็นเช่นนี้จะเกียจคร้านไม่ได้ ต้องรู้ไว้ว่าทุกเรื่องล้วนสำคัญที่ความพากเพียร”
“ฮี้!”
เหล่าไป๋พ่นลมสองทางออกจากจมูก กระทืบกีบม้าเดินนวยนายไปข้างหน้า
ทันใดนั้น ต้นไม้สองข้างทางภูเขาก็ขยับเองโดยไม่มีลม ใบไม้เขียวชอุ่มส่งเสียงซ่าๆ ทำให้เหล่าไป๋ที่เดิมเคยเดินไปข้างหน้าหยุดฝีเท้าลงมองไปรอบๆด้าน ส่งเสียงร้องหันตัวเดินกลับไป
เฟิ่งเซียวรู้สึกไม่ค่อยถูกต้องเช่นกัน ใบหน้าที่เคยมีความผ่อนคลายยามนี้เคร่งขรึมขึ้น แววตาดุดันกวาดมองรอบด้าน พูดเสียงเข้มว่า “สหายมาจากทางไหนกัน? ไม่มีอะไรอันตรายหรอกออกมาให้เห็นเถอะ”
พอเขาเปล่งเสียงไปรอบๆก็เงียบลง ราวกับว่าแม้แต่สายลมยังนิ่งเงียบตาม ทว่าเวลาต่อมาลูกศรคมดอกหนึ่งกลับยิงออกมาจากแมกไม้ที่อุดมสมบูรณ์พร้อมกับไอสังหารที่มีความโหดเหี้ยมมุ่งมายังเฟิ่งเซียวที่ขี่อยู่บนหลังเหล่าไป๋
“ฟิ้ว!”
ดวงตาพยัคฆ์ของเฟิ่งเซียวหรี่ลง ร่างกายแวบหลบลูกศรคมนั้นออกไปด้านหลัง ทว่าดอกที่สองที่สามกลับมาไล่เลี่ยกันพร้อมกับไอสังหารที่น่าสะพรึง
“ฟิ้ว! ฟิ้วๆ!”
“แกร๊ง! ชิ้ง!”
เฟิ่งเซียวหยิบดาบใหญ่ออกมาขวางไว้ทันที เมื่อคบดาบกับลูกศรคมชนกัน เพียงรู้สึกว่าแรงที่ผ่านเข้ามาจากบนลูกศรนั้นสะเทือนเสียจนขากรรไกรระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เขาชาไปเล็กน้อย ขณะกำลังกวาดลูกศรลงลูกศรอีกดอกหนึ่งกลับยิ่งมาตรงแขนที่ถือดาบไว้…
ตอนที่ 309: ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย!
“ฟิ้ว!”
ลูกศรนั้นพุ่งผ่านแขนเสื้อเขาพอดีโดยไม่บาดเจ็บถึงผิวเนื้อแต่กลับกรีดเสื้อคลุมขาด จิตสังหารรุนแรงของศัตรูทำให้เขาไม่กล้าชะล่าใจ ปรับกลิ่นอายพลังเร้นลับทั่วร่างตามองรอบทิศตั้งท่าเคร่งเครียดเพื่อรับการต่อสู้
หลังจากเขาตวัดกวาดลูกศรตกไปสิบกว่า.ดอก เพียงเห็นคนชุดดำยี่สิบสามสิบคนโผล่ออกมาโดยรอบ คนที่เป็นหัวหน้าสวมหน้ากากผีทำให้มองเห็นหน้าไม่ชัด ทว่ากลิ่นอายแข็งแกร่งบนร่างเขากลับทำให้เฟิ่งเซียวเกิดความระแวงและสงสัยขึ้นในใจ
พลังเช่นนี้ช่างพบได้ยากยิ่งในทั่วแคว้นแสงสุริยันและไม่ใช่ว่าใครก็ได้จะสามารถเชื้อเชิญมา เช่นนั้น คนคนนี้เป็นใครกัน? แล้วทำไมถึงต้องลอบสังหารเขา?
สายตาชายชุดดำคนหัวหน้าที่แฝงด้วยไอสังหารจับจ้องบนร่างเฟิ่งเซียวโดยไม่พูดไม่จา แค่ยกมือขึ้นทำท่าทางคนชุดดำที่โผล่ออกมารอบๆ ก็พุ่งไปทางเฟิ่งเซียวทันที กระบี่แต่ละเล่มโจมตีไปทางเฟิ่งเซียวพร้อมกับกลิ่นอายพลังเร้นลับรุนแรง
กระบี่คมที่มาจากรอบด้านมีจิตสังหารอันแหลมคมปะทุออกมา พลังกระบี่แต่ละสายส่งเสียงโหยหวน คนชุดดำเหล่านั้นแต่ละคนต่างเข้าออกอย่างมีจังหวะ แม้แต่การโจมตียังมีทั้งคนโจมตีและตั้งรับ ชัดเจนว่าได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด
“แกร๊ง!”
ดาบใหญ่ในมือเฟิ่งเซียวกวัดแกว่ง พลังดาบอันเย็นเยียบจึงโจมตีออกมาฟันคนชุดดำรอบๆ ทำให้พวกเขาไม่ถอยไม่ได้ เพราะนั่งขี่อยู่บนหลังเหล่าไป๋จึงไม่อยากร่วมการต่อสู้ หลังจากเปิดทางออกไปก็ตะโกนเสียงเข้ม “เหล่าไป๋! ไป!”
เขาบังคับเชือกม้าจะหนีไป แต่ในขณะที่หันกลับชายชราชุดเทาสองคนที่ปิดบังหน้าไว้และปรากฏตัวกลางอากาศอย่างกะทันหันต่างสะบัดฝ่ามือออกด้วยท่วงท่ารวดเร็วปานสายฟ้า
ทันใดนั้นก็เห็นฝ่ามือลมที่มาจากตรงฝ่ามือสองคนนั้นวาดผ่านกลางอากาศพร้อมเสียงกระแสลมทรงพลัง กลิ่นอายพลังเร้นลับที่เห็นได้ด้วยตาเปล่ากระจายอยู่ในฝ่ามือพวกเขา ความเร็วที่ว่องไวและการลงมือที่โหดเหี้ยมทำให้เฟิ่งเซียวไม่ทันได้ตั้งตัวและหลบหลีกจึงถูกทำให้ร่วงจากบนตัวเหล่าไป๋
“ตุบๆ!”
“อั่ก!”
เฟิ่งเซียวเพียงรู้สึกเจ็บรุนแรงแตกเป็นเสี่ยงๆ ตรงหน้าอกราวกับว่าอวัยวะภายในทั้งห้าได้รับการฉีกขาดอย่างรุนแรง เจ็บปวดเสียจนเข้ากระดูกดำทำให้ต้องกระอักเลือดออกมาอย่างไม่อาจหักห้าม ร่างกายก็ตกลงมาบนพื้น
เลือด.สดๆ สาดไปบนผิวขนขาวของเหล่าไป๋ ดั่งดอกไม้เลือดเบ่งบานบนพื้นหิมะ มันเสียดแทงตาจนทำให้คนตกใจกลัว
เฟิ่งเซียวที่ร่วงลงบนพื้นกลิ้งไปสองรอบอย่างหยุดไม่ได้ พลันพลิกตัวยืนขึ้นโดยแทบจะไม่สนใจความเจ็บปวดในร่าง กลับไม่นึกว่าจะกระอักเลือดออกมาอีกและร่างกายก็ล้มลงไปอย่างไร้เรี่ยวแรง
คนชุดดำรอบๆ มีประมาณยี่สิบสามสิบคน กำลังคนหัวหน้าก็แข็งแกร่ง ยังมีชายชราชุดเทาสองคนที่จู่ๆโผล่มาอีก พลังแท้จริงเหนือกว่าเขาไปไกลนัก ทันทีที่วิเคราะห์อันตรายจากสถานการณ์ตอนนี้ กำลังสองฝ่ายมีความต่างชั้นกันมากเกินไปแทบไม่มีโอกาสชนะเลยสักนิด!
เห็นสถานการณ์เสียเปรียบอย่างมาก เฟิ่งเซียวจึงหยิบพลุส่งสัญญาณออกมายิงขึ้นฟ้าโดยไม่ลังเล เพียงหวังว่ากองหนุนจะรีบมาก่อนเขาถูกฆ่าตาย มิเช่นนั้นวันนี้เกรงว่าที่นี่จะเป็นที่ตายของเขาแล้วจริงๆ!
“ปัง!”
พลุสัญญาณ.งดงามดั่งดอกไม้ไฟผลิบานบนท้องฟ้าราวกับบุปผา พลุสัญญาณกระบอกเดียวก่อให้เกิดคลื่นพันชั้น!
“ฆ่าเขาซะ!”
แทบในทันทีที่จุดพลุส่งสัญญาณ หัวหน้าที่สวมหน้ากากผีก็ส่งเสียงตะโกนลั่นทันที แต่เมื่อเปล่งเสียงออกมาหัวใจเฟิ่งเซียวบนพื้นก็สั่นไหว ก่อนจะเงยหน้ามองไปอย่างยากจะเชื่อ
พอได้ยินคำสั่งฆ่าจากหัวหน้า บนร่างชายชราชุดเทาสองคนนั้นก็มีจิตสังหารปะทุขึ้น ไอสังหารที่หนาวเย็นและแข็งแกร่งกระจายออก ลงมือโจมตีไปทางเฟิ่งเซียวที่ยังลุกขึ้นมาไม่ได้ทันทีด้วยความตั้งใจที่จะคร่าชีวิตเขาในหนึ่งกระบวนท่า!
ตอนที่ 310: การช่วยเหลือของเหล่าไป๋!
และในเวลานี้ เมื่อเห็นสัญญาณที่ปรากฏบนท้องฟ้าเป็นรูปอักษรเฟิ่งอย่างชัดเจน ทุกคนต่างก็ตกใจ
“นั่นสัญญาณของจวนตระกูลเฟิ่ง! หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“สถานที่นั้นเหมือนจะเป็นทางถนนบนเขาละแวกเขาคุณธรรมนี่!”
“อ๊ะ!”
มีคนอุทานขึ้นว่า “ต้องเกิดเรื่องขึ้นกับท่านแม่ทัพเฟิ่งแน่! ช่วงนี้เขาขี่ม้าสีขาวแปลกๆ ไปเดินวนตรงทางถนนบนเขาตลอดเพื่อจะลองฝึกฝนม้าอ้วนตัวนั้น”
กล่าวจบก็เห็นผู้ฝึกตนไม่น้อยรีบไปยังภูเขาคุณธรรมลูกนั้น สำหรับพวกเขาเฟิ่งเซียวเป็นแม่ทัพปกปักษ์แคว้นและมีความยุติธรรมต่อผู้คนอย่างแท้จริง พวกเขาไม่รู้ก็ไม่เป็นไร หากรู้แล้วมั่นใจว่าช่วยได้ต้องไปช่วย
และในขณะเดียวกันนี้ เมื่อคนจวนตระกูลเฟิ่งเห็นสัญญาณนั้นก็คร่ำเครียดอยู่ในใจ ก่อนจะเรียกรวมพลม้ามุ่งไปยังบริเวณที่มีสัญญาณนั้นอย่างรวดเร็ว
ไม่มีใครเข้าใจความหมายของสัญญาณนั้นได้ดีไปกว่าพวกเขา! สัญญาณจวนตระกูลเฟิ่งมีสองสามประเภท และที่ปรากฏอยู่กลางอากาศก็คือสัญญาณขอความช่วยเหลือที่เร่งด่วนนั่นเอง!
ต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ร้ายแรงมากผู้นำตระกูลถึงจะใช้สัญญาณขอความช่วยเหลือนี้ เหล่าทหารอารักขาจวนตระกูลเฟิ่งต่างเคร่งเครียดอยู่ในใจ ในขณะเดียวกันที่รีบไปสนับสนุนพ่อบ้านจึงเร่งไปยังที่ที่ท่านผู้เฒ่าเก็บตัวอยู่…
เห็นจิตสังหารอันตรายพุ่งมาเฟิ่งเซียวที่ทำไม่ได้แม้แต่จะลุกยืนไม่ต้องคิดจะหลบหลีกหรือต่อต้าน
เพียงเขาขยับอวัยวะภายในก็เหมือนจะพังทลาย เจ็บเสียจนแม้แต่หายใจยังลำบาก วิกฤตใกล้เข้ามากำลังเสริมยังไม่ถึงซ้ำยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ในใจจึงมีความสิ้นหวังอย่างอดไม่ได้
ทว่าเวลาต่อมา จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้กลับถูกจุดไฟขึ้นมาอีกครั้ง…
“ฮี้!”
เพียงเห็นเหล่าไป๋ข้างกายส่งเสียงร้องพร้อมมาอารักขายังข้างกายเขาทันที ในขณะที่ชายชราสองคนนั้นโจมตีมามันพลันยกกีบสองเท้าหลังขึ้นเตะชายชราคนหนึ่งออกไปอย่างรุนแรงโดยกะทันหัน
“อื้ม!”
ชายชราที่โดนกีบเท้าม้าเตะไปทีหนึ่งถอยหลังด้วยย่างก้าวโงนเงนเล็กน้อย เพราะแรงหนักหน่วงของกีบเท้าม้าหลังถอยห่างออกไปหลายเมตรเขาจึงถึงกับยืนยังไม่มั่นคงเสียจนต้องทรุดนั่งลงบนพื้นแล้วกุมหน้าอกที่โดนทีบเจ็บพร้อมถลึงสองตามอง
ตอนแรกที่ถูกถีบเพียงรู้สึกว่ามีแรงหนึ่งเตะมา แต่พอเย็นลงสักพักก็รู้สึกว่าตรงที่ถูกเตะราวกับมีแรงหนึ่งกระจายออก ทำให้เลือดลมกลางอกไหลพล่านพุ่งขึ้นไปยังลำคอและเอ่อล้นอยู่ในปาก
ชายชราเช็ดเลือดที่ไหลออกตรงมุมปากไปอย่างยากจะเชื่ออยู่บ้าง ดวงตาเบิกกว้างโตจ้องมองม้าประหลาดตัวนั้นที่เฝ้าอยู่ข้างกายเฟิ่งเซียวด้วยความตื่นตระหนกและกตะลึง
ส่วนชายชราอีกคนก็ตื่นตกใจเพราะภาพนั้น มือที่เดิมเคยจะโจมตีไปตรงคอเฟิ่งเซียวชะงักลงเล็กน้อยพักหนึ่ง และเพียงสักพักก็เห็นม้าประหลาดตัวนั้นพ่นลมสองทางออกจากจมูกสาดฝุ่นดินบนพื้นขึ้นมาทำให้สายตาเขาพร่ามัว ท่ามกลางฝุ่นควันเพียงเห็นม้าตัวนั้นส่งเสียงร้องยกกีบสองเท้าหน้าขึ้นถีบออก
“ผัวะ!”
“อ๊าก!”
ในเสียงอุทานมีความเจ็บปวดอยู่เล็กน้อย ชายชราคนนั้นล้มลงรุนแรงยิ่งกว่าคนก่อนหน้านั้น ร่างกายกระเด็นออกไปล้มลงบนพื้นแล้วกระอักเลือดออกมาเปื้อนเสื้อคลุมตัวเองกลายเป็นสีแดงทันที
“อั่ก!”
เห็นภาพที่ทำให้คนตาค้างเช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงเฟิ่งเซียวที่เคยคิดว่าตนต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัยก็นิ่งงันไป แม้แต่คนชุดดำพวกนั้นกับหัวหน้ายังตกใจอึ้ง
ชายชราสองคนนั้นมีวรยุทธ์แค่ไหน? นั่นเป็นถึงผู้แกร่งกล้าระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดเชียวนะ! ไม่นึกเลยว่าจะโดนม้ารูปร่างแปลกตาเตะกระเด็น
เฟิ่งเซียวที่นิ่งอึ้งพลันได้สติกลับมาจากความตกตะลึง หยิบน้ำยาที่ลูกสาวให้เขาไว้ใช้ยามฉุกเฉินออกจากห้วงมิติมาดื่ม ความรู้สึกที่เคยเจ็บตรงอกก็ค่อยๆบรรเทา ก่อนจะหยิบดาบใหญ่ลุกยืนขึ้น…
ตอนที่ 311: การต่อสู้ด้วยความโกรธและกระหายเลือด!
นัยย์ตาพยัคฆ์ที่มีเปลวไฟเร่าร้อนปะทุอยู่มองไปทางหัวหน้าชุดดำคนนั้น กล่าวเสียงโกรธเกรี้ยว “จะฆ่าข้า? ไม่งั้นเพียงนั้นหรอก!”
สิ้นเสียงดาบใหญ่ในมือก็ตวัดไป พลังดาบรุนแรงโจมตีไปทางคนชุดดำรอบข้างพร้อมกับไอสังหารทรงพลังส่งเสียงโหยหวนพุ่งผ่านกลางอากาศฟันพวกคนชุดดำที่ไม่ทันได้หลบจนบาดเจ็บ ทำลายซึ่งรูปขบวนวงล้อมป้องกัน
โดนบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดทำร้ายเสียจนบาดเจ็บยังลุกขึ้นมาได้อีก?
ชายสวมหน้ากากคนหัวหน้ามองภาพตรงหน้านี้พร้อมเบิกสองตาเล็กน้อย นึกถึงของสิ่งนั้นที่เขาดื่มไปเมื่อครู่ หรือจะเป็นยา?
คิดถึงตรงนี้หัวใจก็สั่นสะท้าน เขาถึงกับไม่มีเวลาไปคิดว่ายานั่นมาจากไหน แต่กดเสียงต่ำตะโกนดังลั่นตั้งแต่วินาทีแรกเพื่อออกคำสั่งสังหารอย่างกระหายเลือด!
“ฆ่าเขาซะ! อย่าให้เขามีชีวิตรอดกลับไป!”
พอพูดจบคนชุดดำรอบๆ ก็ล้อมเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว เพราะบนตัวพวกเขามีกลิ่นอายพลังเร้นลับพลุ่งพล่าน พลังกระบี่และไอสังหารเกี่ยวพันกันก่อตัวเป็นคลื่นกระแสลมเย็นอยู่กลางเวหา
“ฆ่า!”
“ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!”
เสียงตะโกนลั่นแต่ละเสียงต่างแฝงด้วยจิตสังหารไร้ขีดจำกัด น้ำเสียงนั้นสะเทือนเสียจนแมกไม้ส่ายไปมาเล็กน้อย เสียงดังกึกก้องอยู่ในอากาศ ไอสังหารแต่ละสายล้วนพุ่งไปทางเฟิ่งเซียวที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลาง กระแสลมดุดันพัดกระโชกกรีดเสื้อบนตัวเป็นรอยเล็กๆหลายสาย กลิ่นคาวเลือดจางๆ จึงกระจายออกไปในอากาศ…
“ฮ่าๆๆ!”
ฝีเท้าพยัคฆ์ของเฟิ่งเซียวก้าวออก เอวแกร่งดังหมีตั้งตรง มือหนึ่งถือดาบใหญ่อีกมือกำหมัดผินหน้าขึ้นฟ้าส่งเสียงหัวเราะลั่น
แรงกดดันของบรรพชนนักรบจากเสียงหัวเราะเขากลายเป็นกระแสลมปานลายน้ำที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าแกว่งออกไปโดยรอบ คนชุดดำพวกนั้นต่างกุมศรีษะส่งเสียงกรีดร้องอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เขาปล่อยออกมา บางคนกระบี่ยาวในมือพลันหล่นร่วงพื้น บางคนกลิ้งไปบนพื้นด้วยความเจ็บปวด และบางคนก็ทนรับการกดขี่จากแรงกดดันนั้นไม่ไหวจึงมีเลือดไหลออกตาออกจมูก
“อ๊าก! อ๊า…”
เสียงร้องลั่นสะเทือนเสียจนอยากหูหนวก วาดผ่านท้องฟ้าทำให้คนหวาดกลัว!
เสียงหัวเราะแข็งแกร่งบาดหูหยุดลงกะทันหัน ดวงตาพยัคฆ์ฉายประกายคมกริบ ทั่วร่างมีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ทั้งทรงพลังและหนาวเย็นปะทุออกมา และดาบใหญ่ในมือก็ตัดลงไปบนพื้นพร้อมกับกลิ่นอายพลังเร้นลับในร่างอย่างโหดเหี้ยม น้ำเสียงทุ้มเข้มแข็งกร้าวตะโกนลั่นออกมาอย่างมีความโกรธเคือง
“ข้าจะทำให้พวกเจ้าเห็นว่าเฟิ่งเซียวเป็นใคร! ให้พวกเจ้าเห็นว่าอะไรคือหนึ่งชายเฝ้าด่านหมื่นชายยากต้าน!”
“ฟิ้ว! ผัวะ! ผัวะๆ!”
หนึ่งดาบที่ฟาดลงบนพื้นราวกับตัดทำลายชั้นฟ้า เกิดเป็นเสียงกระแสลมรุนแรง เมื่อฟันลงบนพื้นกระแสลมกับผืนดินก็ชนกันส่งเสียงกระแสลมดังสนั่นพร้อมทิ้งรอยดายบาดลึกไว้
กระแสลมสายนั้นฟันออกไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ ฟาดคนชุดดำข้างกายกระเด็นไปเป็นสองส่วนทีละคนทีละคน ทันใดนั้น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งก็กระจายออกไปในอากาศ…
ทว่าไม่รอพวกเขาตอบโต้ มือเขาก็ยกดาบใหญ่ขึ้นโต้กลับ ทั่วร่างมีไอสังหารที่ไร้ความขลาดกลัวกระจายอยู่ นั่นคือความโหดเหี้ยมกระหายเลือดที่สั่งสมเรื่อยมาจากในสนามรบ และเป็นไอสังหารน่าสะพรึงที่ปะทุออกมาจากนักรบกล้าตายที่แท้จริง!
เฟิ่งเซียวในยามนี้ป่าเถื่อนดุร้ายเสียจนคนอกสั่นขวัญแขวน ขยับตวัดดาบใหญ่ในมือคร่าชีวิตคนราวกับพญามาร ขณะที่ดาบใหญ่กวัดแกว่งก็เปล่งเสียงคำรามตามมา แต่สิ่งที่ดังขึ้นจากนั้นกลับเป็นเสียงกรีดร้องรุนแรงของศัตรู…
“อ๊าก…”
หนึ่งศรีษะถูกตัดกระเด็นออกไป เลือดสดกระเซ็นขึ้นจากบริเวณคอราวกับน้ำพุสาดโดนทั้งหัวและหน้าคนชุดดำข้างๆกัน ภาพนองเลือดนี้ทำพวกเขาเสียขวัญอยู่ลึกๆ จนเกิดความกลัวและสับสนขึ้นในใจ…
ตอนที่ 312: พญามารอาบเลือด!
เพราะความโหดร้ายกระหายเลือดและจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่เย็นเยียบน่ากลัวบนร่างเขา ทำให้เหล่าคนชุดดำกลืนน้ำลายถอยออกโดยไม่รู้ตัว ความกลัวและขี้ขลาดผุดขึ้นในหัวใจจึงไม่กล้าแม้แต่จะออกหน้าสู้ตอบ
ชายสวมหน้ากากคนหัวหน้าเห็นเหล่าทหารอารักขาชุดดำถอยหลังไปด้วยใจหวาดกลัวก็โมโหเสียจนตะโกนลั่น “ใครถอยจะฆ่าอย่างไร้ปรานี!”
พอพูดออกมาเช่นนี้ ถึงแม้ในใจจะหวาดกลัวมากแต่ยามนี้พวกเขาจะไม่ออกหน้าสู้ตอบไม่ได้ เพียงเห็นพวกเขาจับกระบี่ยาวในมือแน่น ก่อนจะพุ่งเข้าไปพร้อมแผดเสียงเพื่อเพิ่มความกล้าให้ตัวเอง
“แกร๊ง! ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!”
“ย๊าก!”
เสียงดาบกระบี่กระทบกันดังขึ้นกลางอาศตามด้วยเสียงกระแสลมอันดุเดือด เสียงร้องเล็กแหลมรุนแรงแต่ละเสียงวาดตัดขึ้นเหนือท้องฟ้า น่าตกใจเสียจนนกในแมกไม้สองข้างทางภูเขาต่างพากันตีปีกบินขึ้น…
ดาบใหญ่ที่ฟาดลง เลือดที่กระเซ็นออกไปฉาบพื้นดินแดงฉาน ศพบนพื้นยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการต่อสู้กับเฟิ่งเซียว แต่ละร่างบ้างไร้ศรีษะ บ้างถูกตัดเป็นสองท่อนเสียดื้อๆ ท่าทีหวาดกลัวก่อนตายของเหล่าคนชุดดำยังคงอยู่บนใบหน้า สองตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกจนกระทั่งตายก็ไม่อาจหลับตาลงได้
เลือดเปื้อนเสื้อคลุมบนร่างเฟิ่งเซียวจนเป็นสีแดง มีทั้งเลือดเขาเองและเลือดของพวกคนชุดดำ เขาในตอนนี้พิสูจน์คำพูดที่กล่าวไว้ก่อนหน้าได้อย่างแน่นอน หนึ่งชายเฝ้าด่านหมื่นชายยากต้าน!
ชายชุดดำคนใดก็ตามที่เข้ามาแต่ละคนล้วนตายอยู่ภายใต้ดาบใหญ่ของเขา! กำลังต่อสู่ที่ทนทานเช่นนี้ทำให้ชายสวมหน้ากากแอบถอนใจอย่างอดไม่ได้ ‘เฟิ่งเซียวคนนี้ สมแล้วกับฉายาแม่ทัพผู้ปกปักษ์แคว้น!’
แม้เป็นเช่นนี้ ดวงตาเห็นเวลากำลังผ่านไปทีละนิดๆ หากปล่อยให้กองหนุนเขามาถึง ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าเขา!
นึกถึงตรงนี้ จิตสังหารก็ฉายผ่านในดวงตา เขายกคันศรลับบนแขนขึ้นเล็งไปยังร่างที่กำลังอยู่ในการต่อสู้
“ฟิ้ว!”
ลูกศรแรกยิงออกไปไม่โดน
“ฟิ้ว”
ดอกที่สองยิงออกไปเฉียดไหลเขาและยังคงพลาดจุดสำคัญ
ขณะกำลังเตรียมจะยิ่งลูกศรดอกที่สาม ชายชราสองคนนั้นที่พักไปครู่หนึ่งเพราะโดนเหล่าไป๋เตะลุกขึ้นมาด้วยความขุ่นเคือง สายตาจ้องมองม้าขาวตัวนั้นที่กำลังช่วยเฟิ่งเซียวต่อสู้ รอไม่ไหวที่จะเข้าไปเฉือดฆ่ามัน
แต่พวกเขาที่ผ่านภาพก่อนหน้านี้มากลับรู้ว่าเหล่าไป๋ตัวนี้ที่รูปร่างเป็นม้าทว่ามีเขามังกรคู่หนึ่งงอกอยู่คือสัตว์วิญญาณ หนำซ้ำยังเป็นสัตว์วิญญาณหายาก ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงไม่อยากฆ่ามัน แต่คิดว่าหลังฆ่าเฟิ่งเซียวจะนำสัตว์วิญญาณตัวนี้มาฝึกให้เชื่อง!
“ถอยไปให้หมด! เฟิ่งเซียวคนนี้ให้พวกเราจัดการเอง!”
ชายชราสองคนพูดขึ้นพร้อมเพรียงกัน ยกมือส่งสัญญาณให้คนชุดดำที่เหลืออยู่ไม่กี่คนถอยไป ถึงอย่างไรเพราะความแตกต่างด้านกำลังต่อให้พวกเขาเข้าไปก็ต้องถูกฆ่าตายสถานเดียว ต้องรู้ไว้ด้วยว่าเฟิ่งเซียวไม่ใช่คนธรรมดา!
แทบทันทีหลังได้ยินคำพูดของชายชราทั้งสอง ชายชุดดำเจ็ดแปดคนที่เหลืออยู่ก็แอบๆโล่ง.อกโดยฉับพลัน เห็นนายท่านพวกเขาไม่เอ่ยปากถึงจะแอบถอยออกมา
กำลังต่อสู้เฟิ่งเซียวน่ากลัวเกินไปจริงๆ!
ตอนพวกเขามามีสามสิบคนทว่าตอนนี้เหลือแค่พวกเขาไม่กี่คน หากยังสู้ต่อไปก็ต้องตายอยู่ที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัย!
เฟิ่งเซียวที่ร่างกายเปื้อนเลือดหันตัวกลับมา แววตาเฉียบแหลมกวาดผ่านชายสวมหน้ากากคนนั้น จากนั้นค่อยจับจ้องบนร่างชายชราสองคนนั้น
ให้รับมือผู้แข็งแกร่งระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดถึงสองคน ว่ากันตามจริงเขาก็ไม่มั่นใจนัก
แต่เขายื้อได้! ขอแค่ยื้อไว้จนกองหนุนมาถึงก็ยังมีโอกาศรอด!
“เจ้าคิดจะยื้อไว้จนกองหนุนมาถึงรึ? เหอะๆ ข้าจะบอกเจ้าว่าไม่มีโอกาสหรอก!”
พอน้ำเสียงหยั่งเชิงนั้นกล่าวจบจิตสังหารก็ไหลพล่านขึ้นมาอีกครั้ง!
ตอนที่ 313: ตายอย่างไม่ต้องสงสัย?
แรงกดดันของบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดแผ่ออกมา ทำให้เฟิ่งเซียวที่เดิมทีบาดเจ็บภายในเลือดในหัวใจหมุนตลบขึ้นไปยังลำคอ เพียงรู้สึกถึงรสเค็มเล็กน้อย กลิ่นคาวเลือดจางๆ กระจายในช่องปาก กลับถูกเขากดลงไปเสียดื้อๆ
ในเวลานี้เองฝ่ามือชายชราสองคนนั้นรวบรวมกลิ่นอายพลังเร้นลับพุ่งมาทางเขา ความเร็วของบรรพชนนักรบยกระดับขึ้นถึงจุดสูงสุด ว่องไวเสียจนเขาไม่มีทางเห็นชัดเจนว่าศัตรูลงมือเช่นไร ร่างกายก็โดนโจมตีกระเด็นออกไปเสียแล้ว
“ผัวะ! ผัวะ!”
เสียงการโจมตีหนักหน่วงทั้งสองกระทบลงกลางอกเขา คนหนึ่งใช้หมัดกระหน่ำชก ส่วนอีกคนใช้ฝ่ามือตบอย่างดุร้าย การจู่โจมทั้งสองล้วนแฝงด้วยกลิ่นอายพลังเร้นลับมหาศาลทั้งร้ายกาจและโหดเหี้ยม!
“อั่ก!”
เฟิ่งเสียวร้องเสียงอู้อี้ เลือดกระอั่กออกจากปาก ขณะที่ร่างกายถูกโจมตีกระเด็นเขาเพียงรู้สึกหน้าอดเจ็บปวดรุนแรงยากเกินจะทน ระหว่างที่ยังพร่าเบลอร่างชายชราสองคนนั้นก็โผเข้ามาอีกครั้ง เพียงรู้สึกว่าฝ่ามือลมสะบัดลงบนกะโหลกหัวเขาอย่างรุนแรงชั่วขณะ
“ฮี้!”
เหล่าไป๋ร้องขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด เมื่อเห็นชายชราคนหนึ่งในนั้นใช้ฝ่ามือตบไปบนกะโหลกศรีษะเฟิ่งเซียว มันวิ่งไปด้านหน้าพุ่งชนชายชราคนนั้นกระเด็นออกไปอย่างร้ายกาจ
“สมควรตาย!”
ฝ่ามือชายชราคนนั้นตบลงไปไม่ทันเวลาร่างกายจึงโดนชนกระเด็นออกไป กำลังม้าแข็งแกร่งเช่นนั้นต่อให้เป็นบรรพชนนักรบก็ไม่อาจต้านทานแรงกระแทกของเหล่าไป๋ได้ ตัวกลิ้งตกลงพื้นล้มแขนขาชี้ฟ้าอย่างน่าอับอาย
“เจ้าสัตว์เดรัจฉาน!”
ชายชราอีกคนเห็นม้าตัวนี้ทำเสียเรื่องอีกครั้งจึงด่าทอด้วยความโกรธเคือง เท้าหนึ่งเตะกระบี่ยาวเล่มหนึ่งบนพื้นขึ้นมาถือไว้ในมือปล่อยกลิ่นอายพลังเร้นลับเข้าไปแล้วปาดไปทางเหล่าไป๋
เดิมที่ไม่คิดจะฆ่าแต่มันทำพวกเขาเสียครั้งแล้วครั้งเล่าจะปล่อยไว้อีกไม่ได้!
“ฮี้!”
เหล่าไป๋พ่นลมหายใจออกจากจมูกราวกับกำลังหัวเราะเยาะความไม่เจียวตัวของเขา มันหมุนตัวหันบั้นท้ายใส่ชายชราคนนั้นพร้อมสะบัดหาง
“ปู้ด!”
พอเสียงดังปู้ดควันสีเหลืองคล้ำราวกับหมอกพิษก็ปล่อยออกมาจากก้น กลิ่นเหม็นอย่างไม่มีอะไรเทียบ มันพ่นใส่หน้าชายชราเช่นนั้นโดยไม่มีการเตือนพร้อมสะบัดหางม้าตบจนเขาเป็นลมล้มไปเสียดื้อๆ
เห็นภาพเช่นนี้คนชุดดำไม่กี่คนที่เหลือรวมถึงชายสวมหน้ากากคนหัวหน้าต่างก้าวถอยหลังไปอย่างตกตะลึงเพื่อหลบออกจากกลิ่นเหม็นสีเหลืองคล้ำที่กระจายอยู่ และในเวลาเช่นนี้เอง ชายสวมหน้ากากเห็นเหล่าไป๋ร้องหมอบลงบนพื้น เฟิ่งเซียวที่บาดเจ็บหนักหายใจรวยรินคลานขึ้นหลังก่อนจะวิ่งกลับไป
เห็นเช่นนี้เขาก็โต้ตอบทันที ยกแขนขึ้นเล็งคันธนูตรงหัวใจด้านหลังเฟิ่งเซียว นัยน์ตามีจิตสังหารแวบผ่าน ยิ่งลูกศรออกไปด้วยท่าทางดุร้ายอย่างไม่มีความลังเล
“ฟิ้ว!”
“อ๊าก!”
เฟิ่งเซียวที่เดิมสภาพใกล้ตายอยู่แล้วร้องอย่างเจ็บปวด ตรงแผ่นหลังมีลูกศรขนาดเล็กสั้นๆปักอยู่ เลือดเปลี่ยนเป็นสีดำ เขาที่เคยยังฝืนนั่งได้ฟุบลงไปบนหลังเหล่าไป๋เพราะเหตุนี้ และปล่อยเขารีบรุดกลับไป…
ชายสวมหน้ากากที่กำลังจะไล่ตามไปได้ยินเสียงการเคลื่อนมาของกองหนุนอยู่รางๆ จึงตะโกนเสียงเบาทันใด “ถอย!”
เขาที่พาคนที่เหลือออกไปหันกลับไปมองอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ไม่เห็นเขาหมดลมกับตาตัวเอง แต่เฟิ่งเซียวที่รับสองฝ่ามือของผู้แข็งแกร่งระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดทั้งสอง ซ้ำยังโดนลูกศรอาบยาพิษของเขา ต่อให้เป็นเทพเซียนค้ำฟ้ามาถึงก็ช่วยเขาไม่ได้แล้ว!
คิดถึงตรงนี้ ใจที่ยังพะวงถึงจะวางลงได้ ถอยห่างอย่างรวดเร็วและหายไปกลางถนนบนภูเขา…
“เฟิ่งเซียว!”
เสียงท่านผู้เฒ่าเปล่งออกมาด้วยความกังวลและตื่นตกใจ เมื่อเห็นลูกชายที่หมอบอยู่ในสภาพปางตายบนหลังเหล่าไป๋ก็หวั่นๆใจขึ้นมา
ตอนที่ 314: ร้ายมากกว่าดี!
“ฮี้!”
เหล่าไป๋เห็นผู้เฒ่าปรากฏตัวจึงร้องอย่างตื่นเต้นดีใจ ไม่มีใครรู้ว่ามันกลัวเฟิ่งเซียวตายแค่ไหน หากตายไปเช่นนี้จริง เจ้านายคนนั้นจะไม่เศร้าใจแทบตายได้อย่างไร?
เพียงชั่วพริบตา ผู้เฒ่าก็มายังข้างกายเหล่าไป๋ เห็นลูกชายมีลูกศรพิษปักหลัง เลือดสีดำไหลออกมา ริมฝีปากขึ้นสีม่วงคล้ำ และกำลังหมดสติ หัวใจเขาสั่นไหวเล็กน้อย อุ้มเขาลงมาจากบนหลังเหล่าไป๋ก่อนที่สองมือสั่นเทาหยิบยาแก้พิษออกมาฝืนยัดเข้าปาก
“กองหนึ่งอยู่ค้นหา! ส่วนคนอื่นกลับจวนกับข้า!”
หลังทิ้งคำพูดไว้ เขาก็แบกเฟิ่งเซียวขึ้นหลังมุ่งไปยังจวนตระกูลเฟิ่งอย่างรวดเร็ว
และในเวลาเดียวกันนี้ เฟิ่งจิ่วที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ในห้วงมิติรู้สึกไม่สงบใจขึ้นทันใด ความรู้สึกเสียขวัญครอบคลุมไปตามห้องหัวใจ หัวใจเต้นตึกตักรุนแรงราวกับมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นทำให้ไม่อาจสงบจิตใจฝึกบำเพ็ญต่อได้
ดังนั้นเธอจึงถอนหายใจเบาๆ แวบตัวออกมาจากห้วงมิติ กำลังจะเปิดประตูก็เห็นเหลิ่งซวงวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อนพร้อมสีหน้าที่เปลี่ยนไปยกใหญ่
“นายท่าน ในบ้านเกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ!”
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วก็คร่ำเครียดในใจ บอกว่า “ข้าจะกลับไปก่อน เจ้าค่อยตามหลังมา!” สิ้นเสียงตัวคนก็แจ้นออกไป
เมื่อผู้คนในเมืองอวิ๋นเยวี่ยเห็นท่านผู้เฒ่าแบกเฟิ่งเซียวที่เป็นลมหมดสติซ้ำบนหลังยังมีลูกศรปักไว้ผ่านไปในเมืองดั่งสายลม ทั่วเมืองอวิ๋นเยวี่ยก็แทบตื่นตูมขึ้นมา
“ไม่ใช่กระมัง? เป็นเฟิ่งเซียวจริงๆด้วย! ใครกันที่ใจกล้าถึงกับลอบสังหารเขา? พลังเขาเป็นถึงบรรพชนนักรบเชียวนะ!”
“ซี๊ด! ดูท่าทางจะบาดเจ็บไม่น้อย ด้านหลังยังมีลูกศรปักอยู่ สถานการณ์ดูไม่ดีเลย!”
ผู้คนพูดคุยกันเสียงเบา ต่างไม่นึกว่าจะมีคนทำร้ายเฟิ่งเซียวจนเป็นเช่นนี้ได้ หนำซ้ำยังเกิดภายในเมืองอวิ๋นเยวี่ย พูดได้ว่าพอเห็นภาพเฟิ่งเซียวบาดเจ็บเช่นนี้ ในใจพวกผู้นำตระกูลก็แอบคาดเดากันขึ้นมา…
หลังผู้เฒ่าเฟิ่งแบกเฟิ่งเซียวกลับมา ทั่วจวนล้วนตกอยู่ในสภาพกังวลและกระวนกระวาย ท่านหมอภายในจวนถูกพามาตรวจอาการในเรือนของเฟิ่งเซียวตั้งแต่ตอนแรก รอบๆเรือนมีทหารอารักขาล้อมคุ้มกัน ทุกฝ่ายเข้าสู่ท่าทีระวังภัย
“ท่าน ท่านผู้เฒ่า เกรง เกรงว่าท่านผู้นำ ผู้นำตระกูลจะ…”
หลังท่านหมอในจวนจับชีพจรก็ตกใจคุกเข่าลงไปทั้งสีหน้าขาวซีด ขนาดพูดจายังตะกุกตะกักไม่อาจกล่าวได้ครบถ้วน
เห็นภาพเช่นนี้ผู้เฒ่าหนักอึ้งอยู่ในใจ พยายามคุมความตื่นตระหนกและกังวลในใจไว้ให้มั่น น้ำเสียงชราภาพกล่าวอย่างเคร่งขรึมน้อยๆ “มีอะไรพูดมาตรงๆ! สถานการณ์เขาเป็นยังไงกันแน่?”
“ผู้นำตระกูลไม่เพียงมีพิษอยู่ในร่างกาย หนำซ้ำยังบาดเจ็บภายใน กระดูกซี่โครงถูกกระแทกแตก บริเวณอกจึงมีเลือดคั่ง เกรงว่าจะ จะร้ายมากกว่าดีขอรับ!”
เอ่ยคำพูดนี้จบท่านหมอก็ก้มศรีษะลงไม่กล้ามองสีหน้าท่านผู้เฒ่า กล่าวเสียงเบาว่า “และลูกศรตรงหลังท่านผู้นำตระกูลก็ดึงออกไม่ได้ หากดึงออกมาเขาจะต้องตายลงตรงนี้แน่ขอรับ!”
ได้ยินคำพูดนี้ ผู้เฒ่าเพียงรู้สึกเหมือนท้องฟ้าหมุนแผ่นดินพลิก ร่างกายซวนเซพักหนึ่ง โชคดีที่มีเหลิ่งหวาข้างกายประคองไว้จึงไม่ทรุดนั่งลงไป
“ท่านปู่ พ่อบุญธรรมเป็นยังไงบ้างขอรับ?”
เสียงที่แข็งแรงและเร่งรีบของกวนสีหลิ่นลอยมาจากข้างนอก เมื่อเสียงนั้นลอยมาประตูห้องก็ถูกผลักออก ก่อนที่เขาจะก้าวยาวเดินเข้ามาอย่างลนลาน
“เจ้าถอยไปก่อน”
ผู้เฒ่าโบกมือส่งสัญญาณให้ท่านหมอถอยไป ปล่อยให้เหลิ่งหวาประคองมานั่งลงตรงเก้าอี้อย่างเสียขวัญราวกับวิญญาณได้หลุดลอยไป ท่าทีเศร้าสร้อยดูแล้วแก่ลงไปอีกสิบปีในทันที
ตอนที่ 315: พาหมอมา!
“ท่านผู้เฒ่า ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าส่งจดหมายไปให้พี่สาวแล้ว หลังนายท่านได้รับข่าวจะรีบกลับมาโดยเร็ว ด้วยทักษะการแพทย์ของนายท่าน ผู้นำตระกูลต้องไม่เป็นอะไรแน่นอนขอรับ” เหลิ่งหวาปลอบโยนด้วยเสียงอบอุ่นพร้อมรินน้ำชาให้เขาใจเย็นลง
กวนสีหลิ่นเดินไปข้างหน้าหลังเห็นริมฝีปากพ่อบุญธรรมที่ขึ้นสีม่วงคล้ำก็รีบเอ่ยถาม “ท่านปู่ ท่านพ่อบุญธรรมถูกพิษได้ทานยาแก้ไปก่อนหรือยังขอรับ?”
“กินแล้ว ตอนที่ข้าหาเขาพบก็ให้เขากินไป ยังดีที่แม่หนูเฟิ่งทิ้งไว้ให้เผื่อฉุกเฉิน มิเช่นนั้นเกรงว่าเขาคงทนกลับมาไม่ไหว” หลังผู้เฒ่าได้ฟังคำพูดเหลิ่งหวาถึงจะผ่อนคลายจิตใจลง แต่ในใจยังคงเป็นห่วงไม่สิ้นสุด
ถึงอย่างไรเฟิ่งเซียวก็บาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ หนำซ้ำยังถูกพิษ พิษนั้นเหมือนจะรุนแรงมาก เขากรอกยาแก้ให้ไปกลับยังรักษาพิษนั้นไม่ได้ ทำได้เพียงระงับมันไว้และรอแม่หนูเฟิ่งกลับมาค่อยลองดูว่าจะมีวิธีอื่นหรือไม่
กวนสีหลิ่นครุ่นคิด บอกว่า “ด้วยวรยุทธ์ท่านพ่อบุญธรรมยังบาดเจ็บจนเป็นเช่นนี้ พลังของศัตรูต้องแกร่งมากแน่ๆ แต่ในเมืองอวิ๋นเยวี่ยคนที่สามารถมีวรยุทธ์เช่นนี้และมีความบาดหมางกับพ่อบุญธรรมจะเป็นใครได้?”
ผู้เฒ่าเฟิ่งส่ายหน้า “ตอนนั้นข้าต้องพาเขากลับมาจึงยังไม่ได้ตรวจดูสภาพที่เกิดเหตุ แต่ปล่อยกององครักษ์ไปค้นหาแล้ว หวังว่าจะหาเบาะแสได้บ้าง!”
“ท่านผู้เฒ่า ท่านอ๋องสามมาขอพบขอรับ” เสียงองครักษ์ลอยมาจากด้านนอก
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผู้เฒ่าก็บอกกับกวนสีหลิ่นว่า “เจ้าลองออกไปดูหน่อย ขวางเขากลับไป ตอนนี้ข้าไม่อยากพบใครทั้งนั้น”
“ขอรับ” กวนสีหลิ่นขานรับ กำชับเหลิ่งหวาดูแลท่านผู้เฒ่าให้ดีถึงจะสาวก้าวเดินออกไปขณะเดียวกันก็ปิดประตูห้องลง
ด้านนอก เมื่อมู่หรงอี้เซวียนที่ถูกขวางไว้นอกเรือนเห็นกวนสีหลิ่นเดินออกมาจากห้อง ดวงตาฉายแววเล็กน้อย ไม่นึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างกวนสีหลิ่นกับตระกูลเฟิ่งจะสนิทสนมกันเช่นนี้ เขาถูกขวางไว้ด้านนอกแต่กวนสีหลิ่นกลับสามารถเข้าออกได้อิสระโดยไม่มีการห้ามปราม
“ท่านอ๋องสาม”
กวนสีหลิ่นประสานมือคารวะ มองเขาพลางพูด “เกิดเรื่องขึ้นในจวน ตอนนี้ทุกคนล้วนเป็นกังวลและวุ่นวายกันอย่างยิ่ง ขออภัยที่ไม่สามารถต้อนรับท่านอ๋องสามได้”
ได้ยินคำไล่แขกที่คลุมเครือ มู่หรงอี้เซวียนก็ไม่ถือสาหาความกับเขา แต่เอ่ยว่า “ข้าได้ยินข่าวบอกว่าเกิดเรื่องกับท่านอาเฟิ่งจึงรีบเข้ามา เสด็จพ่อข้าหลังได้รับข่าวก็ส่งท่านหมอสองคนมาดูว่าจะช่วยเหลืออะไรได้หรือไม่ ทักษะการเพทย์พวกเขานับว่าสูงสุดในเมืองอวิ๋นเยวี่ย หากข้าเข้าไปไม่สะดวกก็ให้ท่านหมอทั้งสองเข้าไปช่วยดูเถอะ!”
ได้ยินเช่นนี้ แววตากวนสีหลิ่นมองผ่านบนร่างชายวัยกลางคนกับชายชราด้านหลังเขา ชะงักไปเล็กน้อยพักหนึ่ง บอกว่า “รอสักครู่ ข้าจะลองเข้าไปถาม”
ไม่รู้ว่าเสี่ยวจิ่วจะรีบกลับมาเมื่อไหร่ หากท่านปู่ไม่มีความเห็นอะไรก็จะให้ท่านหมอสองคนนี้ไปดูอาการพ่อบุญธรรมก่อน
มู่หรงอี้เซวียนพยักหน้า มองเขากลับไปห้องนั้นอีกครั้ง ไม่นานนักก็เดินออกมา
“เชิญเข้ามา!” กวนสีหลิ่นมายังข้างกายมู่หรงอี้เซวียนทำท่ามือเชื้อเชิญ
เวลานี้ มู่หรงอี้เซวียนถึงจะพาหมอสองคนนั้นเข้าไปในห้อง เห็นท่านผู้เฒ่านั่งอยู่ข้างเตียงเหนื่อยล้าและกังวลใจ ส่วนเฟิ่งเซียวบนเตียงก็นอนตะแคงหันหน้าออกมา สีหน้าปรากฏสีม่วงเข้ม ริมฝีปากขึ้นสีม่วงคล้ำ อาการดูแล้วไม่ดียิ่งนัก
เห็นภาพเช่นนี้เขาก็หดหู่ใจ ไม่นึกว่าอาการจะหนักหนาเช่นนี้ ใครกันแน่ที่ใจกล้าเพียงนี้? ถึงกับกล้าทำร้ายเฟิ่งเซียวเป็นสภาพนี้ในเมืองอวิ๋นเยวี่ย?
“พวกเจ้ารีบเข้าไปดูเร็ว” มู่หรงอี้เซวียนส่งสัญญาณให้ท่านหมอทั้งสองเข้าไป
ตอนที่ 316: เฟิ่งจิ่วกลับบ้าน!
รอหมอสองท่านเข้าไป มู่หรงอี้เซวียนก็มาคารวะเบื้องหน้าท่านผู้เฒ่า ถามว่า “ท่านปู่เฟิ่งได้ตรวจสอบหรือยังว่าเป็นฝีมือใคร?”
ผู้เฒ่าส่ายหน้า ถอนใจกล่าว “ไม่เลย ตอนนั้นข้าสนแต่จะพาเฟิ่งเซียวกลับมา จึงยังไม่ตรวจดู ยามนี้เขาเป็นลมหมดสติชีวิตแขวนบนเส้นด้าย ไหนเลยจะยังมีกะใจไปไล่ตรวจสอบเรื่องนี้?”
“ท่านปู่เฟิ่งอย่าได้กังวลเกินไปนัก ท่านอาเซียวเป็นคนดีฟ้าต้องคุ้มครองจะต้องไม่เป็นไรแน่ขอรับ” เขาปลอบโยนเสียงอบอุ่น มองไปยังท่านหมอทั้งสองที่ถอยออกมาหลังจับชีพจร เห็นสีหน้าพวกเขาต่างหนักใจเล็กน้อย จึงเอ่ยถาม “เป็นยังไงบ้าง?”
ท่านหมอทั้งสองมองหน้ากันแวบหนึ่ง แล้วคารวะไปทางพวกเขา บอกว่า “เรียนท่านอ๋องสาม ท่านผู้เฒ่า แม่ทัพเฟิ่งบาดเจ็บสาหัส หนำซ้ำตรงอกยังมีเลือดคั่งไม่ไหลเวียน ในร่างกายมีพิษร้ายแรง ข้าน้อยกลัวทักษะไม่ชำนาญพอจึงไม่กล้ารักษาขอรับ”
มู่หรงอี้เซวียนได้ยินคำพูดนี้ก็ขมวดคิ้วขึ้น ถามว่า “หรือจะไม่มีทางอื่นแล้ว?”
ท่านหมอทั้งสองครุ่นคิด ผงะไปสักพัก ตอบว่า “หากตามหาภูตหมอได้ก็อาจมีโอกาสรอด แต่ภูตหมอคนนั้นเป็นเทพมังกรเห็นหัวไม่เห็นหาง ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าตัวอยู่ที่ไหน ต่อให้หาเขาพบก็เป็นดั่งน้ำไกลที่ช่วยไฟใกล้ตัวไม่ได้ขอรับ”
ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่าฟังที่ท่านหมอในจวนเคยบอก ตอนนี้ยังได้ยินคำพูดสองคนนี้อีก จึงเตรียมใจไว้แล้ว ความต่างไม่ถึงกับมากเกินไปเสียจนทำให้เป็นกังวล แต่ท่าทางโศกเศร้ายังคงบีบหัวใจคนที่เห็น
“ในเมื่อไม่มีทางรักษาก็เชิญพวกท่านกลับไปก่อนเถอะ! ตอนนี้พ่อบุญธรรมข้าเป็นเช่นนี้ในจวนจึงไม่สะดวกรับแขกจริงๆ ขอท่านอ๋องสามแสดงความขอบคุณต่อท่านผู้ครองแค้วนแทนพวกเราด้วย” กวนสีหลิ่นพูดจบก็ทำท่ามือเชิญพวกเขาสามคนออกไป
หลังมู่หรงอี้เซวียนมองกวนสีหลิ่นก็บอกกับท่านผู้เฒ่าว่า “ท่านปู่เฟิ่ง งั้นข้าจะกลับไปก่อน และจะส่งคนไปสอบถามหาที่อยู่ของภูตหมอเสียหน่อย หากมีข่าวคราวจะส่งคนไปเชิญเขามาทันทีแน่นอน”
“เจ้าจิตใจดีนัก” ผู้เฒ่าพยักหน้าก็เห็นสามคนนั้นถอยออกไปหลังจากคารวะ
มู่หรงอี้เซวียนที่ออกจากประตูใหญ่จวนให้ท่านหมอทั้งสองกลับไปรายงานตัวก่อน ส่วนตนเองมุ่งหน้าไปตลาดมืดเพื่อจะสอบถามหาที่อยู่ของภูตหมอ หากภูตหมอกลับถึงเมืองอวิ๋นเยวี่ยแล้วท่านอาเซียวอาจยังมีโอกาสรอดได้
ทว่าระหว่างทางที่เขาเดินไปตลาดมืดก็พบคนของตลาดมืดต่างรีบเร่งไปยังจวนตระกูลเฟิ่ง เห็นเช่นนี้ฝีเท้าเขาชะงักลงเล็กน้อย หันกลับมองตามร่างนั้นไป แล้วมายังจวนตระกูลเฟิ่งอีกครั้ง
ส่วนภายในพระราชวัง ผู้ครองแคว้นในตำหนักยามนี้กำลังถามไถ่ว่า “อาการเฟิ่งเซียวเป็นเช่นไร?”
“กราบเรียนท่านผู้ครองแคว้น อาการท่านแม่ทัพเฟิ่งไม่สู้ดีอย่างมาก ไม่เพียงบาดเจ็บภายในสาหัส หนำซ้ำยังถูกพิษร้ายแรง คงเพราะมียากดบรรเทาพิษในร่างไว้ มิเช่นนั้นเกรงว่าคงทนมาถึงตอนนี้ไม่ได้ แต่แม้เป็นเช่นนั้น พวกเราสองคนจับชีพจรตรวจก็ยังไม่กล้ารักษาให้เขาพะยะค่ะ”
“โอ้? พูดเช่นนี้อาการบาดเจ็บเขาสาหัสมากจริงๆสินะ?” ผู้ครองแคว้นขมวดคิ้วสอบถาม
ท่านหมอทั้งสองมองหน้ากัน ผงะไปเล็กน้อยสักพัก บอกว่า “หากไม่มีปาฏิหาริย์ เขาทนไม่พ้นคืนนี้แน่พะยะค่ะ”
หลังผู้ครองแคว้นบนตำแหน่งที่นั่งอาวุโสได้ยินคำพูดนี้ก็เอนกายไปบนบัลลังก์มังกร กล่าวพึมพำว่า “ปาฏิหาริย์? โลกใบนี้มีปาฏิหาริย์มากมายเพียงนั้นเสียที่ไหน…”
แต่พวกเขากลับไม่รู้ว่าร่างสีขาวกำลังกลับถึงจวนตระกูลเฟิ่งอย่างเงียบเชียบ มายังภายในเรือนเฟิ่งเซียวในสถานการณ์ที่ไม่ทำให้ใครแตกตื่น
เหล่าทหารอารักขาที่เฝ้าอยู่รอบๆ นอกเรือนเห็นเพียงร่างขาวๆแวบผ่าน ขณะกำลังจะลงมือกลับเห็นว่าคนที่มาคือคุณหนูใหญ่ที่จากบ้านไปหลายวัน
ตอนที่ 317: สถานการณ์วิกฤต!
“คุณหนูใหญ่!”
เหล่าทหารอารักขาคุกเข่าลงข้างเดียวเพื่อคารวะด้วยความเคารพ
เฟิ่งจิ่วมองพวกทหารอารักขาที่เฝ้าระวังอยู่รอบๆเรือน พูดสั่งว่า “หากไม่มีคำอนุญาตจากข้าห้ามใครเข้าใกล้เรือนนี้แม้แต่น้อย!” กล่าวจบก็สาวก้าวเดินเข้าไปด้านใน
“ขอรับ!” ทหารอารักขาขานรับ หลังรอนางเข้าไปในเรือนถึงจะลุกยืนขึ้นอีกครั้ง
เมื่อสองสามคนในห้องได้ยินเสียงข้างนอกจึงรีบร้อนออกมาต้อนรับ พอเห็นว่าเป็นนางผู้เฒ่าก็แทบจะน้ำตาร่วง
“แม่หนูเฟิ่ง แม่หนูเฟิ่งกลับมาแล้ว พ่อหลานเขา เขา…”
ความเข้มแข็งเมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอกในที่สุดก็ทลายลงเมื่อเห็นคนในครอบครัว เปิดเผยซึ่งความกังวลและหวาดกลัวที่เขาฝืนกดไว้ตลอด เสียงเขาสะอึกสะอื้น ดวงตาแดงก่ำเล็กน้อยมีน้ำตาคลอเบ้าอยู่เลือนราง
เฟิ่งจิ่วก้าวยาวเข้าไปประคองเขาไว้ กล่าวอย่างรู้สึกผิด “ท่านปู่ แม่หนูเฟิ่งไม่ดีเอง ถึงกลับมาดึกป่านนี้”
“ไม่เป็นไร กลับมาก็ดี กลับมาก็ดีแล้ว แม่หนูเฟิ่ง เร็ว เข้าไปดูพ่อหลานเร็ว” ผู้เฒ่าเช็ดน้ำตาตรงหางตาแล้วลากนางเดินเข้าห้องไป
พอเข้าห้องมาเฟิ่งจิ่วเร่งฝีเท้ามาด้านในห้อง เมื่อเห็นเฟิ่งเซียวที่นอนตะแคงอยู่บนเตียงสีหน้าก็เปลี่ยนเล็กน้อย ก้าวยาวเข้ามาถึงข้างเตียงสำรวจดูเขาอย่างรวดเร็ว ยิ่งตรวจยิ่งตกใจ
เห็นสีหน้านางเคร่งขรึม ท่านผู้เฒ่าที่ให้กวนสีหลิ่นประคองอยู่จึง.อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย “เขาเป็นยังไงบ้าง? ยังช่วยได้หรือไม่?” ขณะที่ถามคำนี้ออกไปหัวใจเขาสั่นเครือด้วยกลัวมากว่าสุดท้ายคนผมขาวจะต้องส่งคนผมดำแล้วจริงๆ
“อาการวิกฤตมากเจ้าค่ะ”
เธอพูดโดยไม่หันหน้ากลับมา หยิบเครื่องมือออกมาจากห้วงมิติ พลางบอกว่า “พี่ชาย ท่านเข้ามาช่วยที ข้าต้องดึงลูกศรออกมาก่อน”
“ได้!” กวนสีหลิ่นขานรับแล้วเร่งฝีเท้าเข้ามา
“เหลิ่งหวา ยกน้ำสะอาดเข้ามาให้ข้าด้วย!”
“ขอรับ!” เหลิ่งหวาขานรับก่อนจะหมุนตัววิ่งออกไป ไม่นานนักก็ยกน้ำสะอาดเข้ามา
ผู้เฒ่าช่วยอะไรไม่ได้จึงทำได้เพียงมองอยู่ข้างๆอย่างร้อนใจ
เพียงเห็นเฟิ่งจิ่วล้างสองมือให้สะอาดเสียก่อน ค่อยฉีกเสื้อด้านหลังท่านพ่อจนขาด มองลูกศรนั่นสักพักขมวดคิ้วเล็กน้อย
นี่เป็นลูกศรหัวตะขอกลับ หากดึงออกมาตรงๆ จะต้องเกี่ยวเอาเนื้อออกมาแผ่นใหญ่ ถึงเวลานั้นจะหยุดเลือดไม่ได้อาการจะยิ่งสาหัส ดังนั้น เธอทำได้เพียงหยิบมีดเล็กออกมากรีดเปิดเนื้อข้างๆ พลางค่อยๆขยับลูกศรออกเบาๆอย่างระมัดระวัง เลือดไหลออกมาพร้อมจุดๆ สีดำ
กวนสีหลิ่นเห็นลูกศรหัวตะขอกลับนั้นถูกดึงออกมาจากเนื้อทีละนิดๆ ตอนสุดท้ายที่นางดึงออกมาด้านนอกก็นำยาหยุดเลือดที่เตรียมไว้พรมลงยังรูเลือดเล็กๆ ที่คล้ายกับบ่อเลือดไปในเวลาเดียว ต้องใช้ยาไปเต็มๆ ครบหนึ่งขวดถึงจะห้ามเลือดที่ออกจากปากแผลไว้ได้
เฟิ่งจิ่วพันบาดแผลด้านหลังไว้เรียบร้อยอย่างง่ายดาย แล้วเลือกของมีคมที่แหลมและเล็กละเอียดราวกับท่อเหล็กจากพวกอุปกรณ์ต่างๆ พลางสั่งว่า “ให้เขานอนราบ ตัดเสื้อตรงหน้าอกออก”
กวนสีหลิ่นทำตามคำสั่งถึงจะถอยออกมาเห็นนางใช้ของมีคมเล็กแหลมในมือแทงลงไปตรงแผกอกเฟิ่งเซียวโดยไม่พูดไม่จา เมื่อเห็นภาพนี้เขาตกใจเสียจนแทบร้องออกมาอย่างไร้เสียง
เลือดทะลักออกมาผ่านทางท่อเหล็กพุ่งขึ้นกระเซ็นใส่ตัวเฟิ่งจิ่วราวกับกระบอกสูบเลือด
เพียงเห็นมือหนึ่งนางใช้กลิ่นอายพลังวิญญาณนาบไปบนแผงอกท่านพ่อ จนเมื่อเห็นในปากเขามีเลือดเอ่อล้นถึงจะกดหน้าอกตรงบริเวณที่แทงท่อเหล็กไว้แล้วดึงมันออกพร้อมจัดการบาดแผลอย่างรวดเร็วและเรียบร้อย
ผู้เฒ่าที่เห็นภาพเช่นนี้เพียงรู้สึกว่าตรงหน้ามีแต่สีเลือด กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในห้องรวมถึงอาการเฟิ่งเซียวทำให้เขาแทบจะยืนได้ไม่มั่นคงนัก ทว่าในเวลานี้เองด้านนอกกลับมีเสียงลอยมา…
ตอนที่ 318: ตลาดมืดมาส่งยา!
“ท่านผู้เฒ่า”
นั่นเป็นเสียงพ่อบ้าน เมื่อได้ยินเสียงนี้ผู้เฒ่าก็สงบจิตใจไว้สูดหายใจเข้าลึกๆ ถึงจะเดินออกไปโดยมีเหลิ่งหวาช่วยพยุง
เปิดห้องออกก็เห็นพ่อบ้านคอยอยู่ในสวย จึงถามว่า “มีเรื่องอะไร?”
“ท่านผู้เฒ่า ผู้ดูแลตลาดมืดมา บอกว่าเพราะรู้ว่านายท่านเกิดเรื่องจึงส่งยาช่วยชีวิตมาให้เป็นพิเศษขอรับ” เห็นท่าทางท่านผู้เฒ่ากังวลและเหนื่อยล้ายากจะปิดบังพ่อบ้านก็ถอนใจอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าตอนนี้นายท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง?
ได้ยินเช่นนี้ท่านผู้เฒ่าก็ตกใจ จากนั้นจึงถาม “ตอนนี้คนอยู่ไหน?”
“เพราะคุณชายกวนมีคำสั่งให้ปิดประตูไม่รับแขก ตอนนี้ข้าน้อยจึงไม่ให้เขาเข้ามา ยังคอยอยู่นอกประตูขอรับ!”
ในขณะที่ผู้เฒ่ายังลังเลว่าจะรับยานี้ไว้ดีหรือไม่เสียงกวนสีหลิ่นก็ลอยมาจากในห้อง “เหลิ่งหวา เข้ามาทีสิ”
เหลิ่งหวาขานรับ หลังให้ท่านผู้เฒ่ายืนเรียบร้อยถึงจะเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็ออกมาอีกครั้งแล้วกระซิบแนบข้างหูท่านผู้เฒ่าเพียงไม่กี่ประโยค
“เช่นนี้แล้วกัน! เจ้าเชิญเขามาห้องโถงใหญ่ ข้าจะลองไปดู” ผู้เฒ่าพูดจบก็ส่งสัญญาณให้พ่อบ้านเชิญคนเข้ามา
ทว่าพ่อบ้านกลับไม่ไป แต่ลังเลไปพักหนึ่ง ถามว่า “ท่านผู้เฒ่า ท่านอ๋องสามก็คอยอยู่หน้าประตู เรื่องนี้… ต้องให้เขาเข้ามาหรือไม่ขอรับ?”
“ให้เขากลับไปก่อน บอกว่ายามนี้ในจวนไม่ว่างต้อนรับคน ใคนมาก็ไม่พบทั้งนั้น” ผู้เฒ่าพูดพลางโบกๆมือ
“ขอรับ” พ่อบ้านขานรับถึงจะไปยังด้านนอก
“เจ้าอยู่ก่อนเถอะ! คอยดูว่าต้องช่วยเหลืออะไรไหม” ผู้เฒ่าบอกกับเหลิ่งหวาให้สัญญาณเขาอยู่ต่อ ขณะตนกำลังเดินออกเรือนไปฝีเท้าก็ชะงัก.ลง เอ่ยกับเหล่าทหารอารักขาที่เฝ้าอยู่รอบๆเรือนว่า “เรื่องที่คุณหนูใหญ่กลับมาไม่ต้องให้ใครรู้”
ทหารอารักขาผงะไปกลับยังคงขานรับอย่างพร้อมเพรียง “ขอรับ!”
เพราะในเรือนนี้มีพวกเขาเฝ้าไว้ข้ารับใช้ในเรือนจึงไม่สามารถเข้ามาด้านนี้ได้ ด้วยเหตุนี้เรื่องที่คุณหนูใหญ่กลับมาเมื่อครู่เดาว่าคงมีแค่คนของพวกเขาตรงนี้เท่านั้นที่รู้
หน้าประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่ง
เพราะเฟิ่งเซียวเกิดเรื่อง ข่าวแพร่สะพัดราวกับขนนกที่ลอยไปเต็มท้องฟ้า แทบจะรู้กันทั่วเมือง คนของกลุ่มอำนาจใหญ่และตระกูลทั้งหลายต่างคำนึงถึงความปลอดภัยของเฟิ่งเซียว
ถึงอย่างไร จวนตระกูลเฟิ่งแม้มีเครือญาติแต่สายเลือดโดยตรงกลับมีเพียงเฟิ่งเซียว ประกอบกับผู้เฒ่าเฟิ่งอายุมากแล้ว พลังเข้าสู่ระดับบรรพชนนักรบมาหลายปียังไม่บรรลุขั้น ซ้ำเฟิ่งเซียวไม่มีลูกชายใต้อาณัติมีเพียงลูกสาวคนเดียว หากเขาล้มไปเกรงว่าจวนตระกูลเฟิ่งนี้จะอันตรายมากนัก
ด้วยเหตุนี้ เมื่อทุกคนเห็นผู้ดูแลตลาดมืดมาหน้าจวนตะกูลเฟิ่งในใจจึงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
หรือเฟิ่งเซียวจะเป็นมิตรสหายกับคนของตลาดมืด? พอเกิดเรื่องจึงรีบเข้ามาส่งยา? ทว่าหากเป็นตลาดมืดอาจจะรักษาชีวิตเขาไว้ได้จริงๆ ถึงอย่างไรตลาดมืดที่เมืองอวิ๋นเยวี่ยนี้ก็แค่สาขาย่อยเล็กๆ แม้เป็นเช่นนี้ภายในตลาดมืดคงยังมียาล้ำค่าที่ช่วยชีวิตคนได้อยู่ไม่น้อย
แต่ยาช่วยชีวิตที่ล้ำค่าเช่นนั้น ตลาดมืดจะส่งให้จวนตระกูลเฟิ่งเปล่าๆรึ?
ประตูใหญ่จวนเปิดออกอีกครั้ง พ่อบ้านปรากฏตัวตรงทางเข้าเชิญผู้ดูแลตลาดมืดเข้าไปด้วยความเคารพ แล้วพูดกับมู่หรงอี้เซวียนไม่กี่ประโยค ก่อนจะปิดประตูลงอีกครั้ง
ห้องโถงใหญ่ของจวน
“ท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง” ผู้ดูแลคารวะไปทางผู้เฒ่าเฟิ่ง
“ผู้ดูแลเหยียน” ผู้เฒ่าคารวะตอบกลับ เอ่ยพร้อมแสดงท่าทาง “เชิญนั่ง”
ผู้ดูแลเหยียนกลับไม่นั่งลง แต่บอกว่า “ตอนที่ภูตหมอจากไปเคยกำชับตลาดมืดว่าต้องดูแลจวนตระกูลเฟิ่งให้มากๆ วันนี้ข้าได้ยินว่าแม่ทัพเฟิ่งเกิดเรื่อง อาการวิกฤตอยู่บ้าง จึงมาส่งยาสองขวดนี้ให้เป็นพิเศษ หวังว่าจะช่วยท่านแม่ทัพเฟิ่งผ่านพ้นวิกฤตได้ขอรับ”
ตอนที่ 319: ไปเยือนด้วยตนเอง!
ได้ยินคำพูดนี้ ผู้เฒ่าเฟิ่งรีบพูดอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณผู้ดูแลเหยียนมาก ช่างเป็นถ่านร้อนที่ส่งมากลางหิมะจริงๆ! ไม่ว่าลูกชายข้าจะรอดจากเหตุร้ายนี้หรือไม่ วันหน้าข้าจะนำของขวัญไปขอบคุณถึงด้วยตัวเอง”
“ท่านผู้เฒ่ากล่าวหนักไปแล้ว” ผู้ดูแลเหยียนยิ้มๆ ก่อนจะนำยาสองขวดส่งถึงมือเขา บอกว่า “ขวดหนึ่งตรงนี้เป็นยารักษาแผลภายในอีกขวดเป็นยาแก้พิษ ท่านผู้เฒ่ารีบนำไปให้แม่ทัพเฟิ่งทานเถอะ ข้าอยู่นานไม่ได้ต้องขอตัวก่อน”
เขาประสานมือเอ่ยถึงจะหันตัวออกไป
ผู้เฒ่ารีบให้พ่อบ้านส่งเขาออกไป ส่วนตัวเองก็ถือยาไปยังเรือนเฟิ่งเซียว
เมื่อเขาเข้ามาอีกครั้งในห้องเหมือนผ่านการทำความสะอาด กวนสีหลิ่นกับเหลิ่งหวาเปลี่ยนเสื้อคลุมเปื้อนเลือดบนร่างเฟิ่งเซียวบนเตียงให้แล้ว อาจเพราะเหตุที่เลือดคั่งตรงอกถูกปล่อยออกมา แม้ยังสลบอยู่แต่ลมหายใจก็ไม่แผ่วเหมือนก่อนหน้านี้
“แม่หนูเฟิ่ง พ่อหลานเป็นยังไงบ้าง? มี มีอะไรต้องกังวลไหม?” ผู้เฒ่ามายังข้างกายเฟิ่งจิ่วพร้อมเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
เฟิ่งจิ่วจิบชาร้อนที่เหลิ่งหวายกเข้ามา หลังถอนหายใจถึงจะบอกว่า “ท่านปู่วางใจเถอะเจ้าค่ะ ตอนนี้ไม่มีอันตราย แต่จะพ้นขีดอันตรายหรือไม่ยังต้องดูว่าคืนนี้จะมีไข้รึเปล่า หากไข้ขึ้นสูงไม่ลดนั่นแหละที่ต้องกังวล”
“งั้นหากไข้ขึ้นสูงจริงๆ จะทำเช่นไร?” ผู้เฒ่าหน้าซีดเล็กน้อย เพียงรู้สึกหวั่นๆหัวใจขึ้นมาด้วยความกังวล
“คืนนี้หลานจะเฝ้าอยู่ที่นี่” เธอกล่าวเสียงอบอุ่น พูดอย่างปลอบใจ “ท่านปู่ไม่ต้องเป็นห่วง จะไม่เป็นอะไรแน่เจ้าค่ะ”
ได้ยินนางพูดถึงเพียงนี้ แม้ผู้เฒ่าจะกังวลใจก็ไม่พูดอะไรอีก แต่หยิบยาสองขวดนั้นยื่นให้นาง “นี่คือยาที่ผู้ดูแลเหยียนจากตลาดมืดส่งมา ขวดหนึ่งใช้รักษาแผลภายในอีกขวนเป็นยาแก้พิษ ใช้ได้หรือไม่?”
เฟิ่งจิ่วส่ายหน้า “หลานให้ท่านพ่อทานยาแก้พิษกับยาภายในเห้าหนแล้ว ฤทธิ์ยาแรงกว่ายาพวกนี้มาก ตอนนี้ไม่ต้องทานยาอื่นอีก สองขวดนี้ท่านปู่เก็บไว้เถอะเจ้าค่ะ!”
กวนสีหลิ่นข้างๆ เห็นบนตัวนางยังเปื้อนเลือดไม่ได้ทำความสะอาด จึงบอกว่า “เสี่ยวจิ่ว ตรงนี้ให้ข้าเฝ้าก็พอ เจ้ากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ่าก่อนเถอะ!”
“อืม แม่หนูเฟิ่ง หลานกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อเสียหน่อย ตรงนี้ให้พวกเราเฝ้าไว้ก็ได้”
ผู้เฒ่าเห็นนางท่าทางเหนื่อยล้า เอ่ยอย่างสงสาร “หลานได้ยินข่าวก็ต้องรีบกลับมา จากเวิ้งสวนท้อถึงที่นี่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ซ้ำยังต้องช่วยรักษาพ่อ ต้องเหนื่อยแย่แน่ๆ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนค่อยเข้ามาพักผ่อนเถอะ! ที่นี่คืนนี้เกรงว่าจะยังขาดหลานไปไม่ได้”
“เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวหลานจะเข้ามาพักตรงนี้ก็ได้เจ้าค่ะ” เธอยิ้มน้อยๆ ขณะลุกขึ้นจะเดินออกไปฝีเท้าก็ชะงักลง บอกว่า “ท่านปู่ เรื่องที่หลานกลับมาอย่าเพิ่งป่าวประกาศไป สักพักหลานค่อยเข้ามาคุยเรื่องที่ท่านพ่อถูกทำร้ายอย่างละเอียดนะเจ้าคะ”
ผู้เฒ่าพยักหน้าบอกว่า “ปู่รู้ สั่งการลงไปแล้ว หลานวางใจได้เลย”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วถึงจะไปยังเรือนตนเอง
ภายในพระราชวัง
“อะไรนะ? เจ้าว่าผู้ดูแลตลาดมืดเข้าไปส่งยาให้เฟิ่งเซียวรึ?” เมื่อมู่หรงป๋อในท้องพระโรงได้ยินคำพูดนี้ก็พะวงอยู่ในใจ แม้แต่เสียงยังไม่รู้สึกว่าสูงไปบ้าง
มู่หรงอี้เซวียนที่ยืนอยู่กลางท้องพระโรงเห็นแล้วแปลกใจเล็กน้อย มองเสด็จพ่อแวบหนึ่ง พยักหน้าลง “ลูกถามผู้ดูแลเหยียนคนนั้นแล้ว เขาว่าได้รับความไว้วางใจจากภูตหมอก่อนไปว่าให้เขาดูแลตระกูลเฟิ่งพะยะค่ะ”
มู่หรงป๋อทำจิตใจให้มั่นคงไว้ ถามว่า “งั้นตอนนี้เฟิ่งเซียวพ้นอันตรายแล้วรึ?”
“เรื่องนี้ลูกไม่ทราบ เพราะเข้าไปด้านในไม่ได้”
ได้ยินเช่นนี้มู่หรงป๋อก็ลุกยืนขึ้นมา ถอนใจเอ่ยว่า “เห็นทีข้าต้องไปด้วยตัวเอง มิเช่นนั้นก็ยากจะสงบใจ”
ตอนที่ 320: ชื่อเสียงนำภัย!
ได้ยินคำพูดนี้ มู่หรงอี้เซวียนครุ่นคิดเล็กน้อย มองเขาพลางพูดว่า “เสด็จพ่อ ลูกคิดว่าตอนนี้เสด็จพ่ออย่าเพิ่งไปจะดีกว่า”
“หืม? หมายความว่ายังไง?” มู่หรงป๋อมองเขาพร้อมเอ่ยถาม
“เสด็จพ่อลองคิดว่าตอนนี้แม่ทัพเฟิ่งกำลังอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน จวนตระกูลเฟิ่งคงไม่รับแขกแน่ หนำซ้ำพอเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ตอนนี้ไม่เพียงพวกเขายังมีกลุ่มอำนาจใหญ่และตระกูลทั้งหลายในเมืองที่ให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของจวนตระกูลเฟิ่ง เสด็จพ่อส่งท่านหมอเข้าไปตรวจดูเพื่อแสดงถึงความเป็นห่วงแล้ว ด้วยเหตุนี้สถานการณ์ตอนนี้ลูกจึงคิดว่าเสด็จพ่อไม่ไปจะดีกว่าพะยะค่ะ”
“ความหมายของเจ้าคือ หากข้าไปอีกกลัวจะถูกคนสงสัยว่าจะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารเฟิ่งเซียวรึ?” เขาเลิกคิ้วเบาๆ แววตาเฉียบคมจับจ้องบนร่างลูกชายคนนี้
มู่หรงอี้เซวียนหลุบตาลงเล็กน้อยไม่ตอบในทันที แต่ประสานมือเอ่ยว่า “ลูกแค่รู้สึกว่าเสด็จพ่อไม่เหมาะที่จะไปจวนตระกูลเฟิ่งยามนี้พะยะค่ะ”
ได้ยินเช่นนี้ มู่หรงป๋อไตร่ตรองเล็กน้อย สายตาหยุดอยู่บนร่างเขาสักพักถึงจะเคลื่อนออก บอกว่า “ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล ในเมื่อไม่ไปงั้นเจ้าก็เลือกสมุนไพรสองสามอย่างจากท้องพระคลังส่งไป ไม่แน่ว่าอาจจะมีประโยชน์กับพวกเขา”
“พะยะค่ะ” มู่หรงอี้เซวียนขานรับ มองเขามือไพล่หลังสาวก้าวเดินออกไป
เขามองร่างเสด็จพ่อที่ออกไปอย่างมีเลศนัย ในใจมีความกระวนกระวายอยู่บ้างเลือนราง ใบหน้าหล่อเหลาเผยท่าทีหนักใจ
แค่หวังว่าการคาดเดาของเขาจะผิดพลาด เรื่องนี้ไม่ใช่ฝีมือเขาจริงๆ มิเช่นนั้นเกรงว่าผลที่ตามมาจะเลวร้ายเกินคาดคิด…
ส่วนทางอีกด้านหนึ่ง ภายในจวนตระกูลเฟิ่ง
ที่เรือนเฟิ่งเซียวด้านในห้อง ผู้เฒ่ากับเฟิ่งจิ่วรวมถึงกวนสีหลิ่นสามคนกำลังนั่งล้อมวงอยู่ข้างโต๊ะพลางพูดถึงเรื่องที่เฟิ่งเซียวถูกโจมตี ผ่านการวิเคราะห์แยกออก ผลสุดท้ายที่ออกมาทำให้ผู้เฒ่ายากจะเชื่ออยู่บ้าง
“ไม่ คงไม่หรอก จะเป็นไปได้ยังไง? พวกเราอาจจะเดาผิดไป” ผู้เฒ่าไม่ยอมเชื่อเพราะคำตอบนั้นทำให้เขายากเกินไปที่จะยอมรับ
เฟิ่งจิ่วถอนใจเล็กน้อย กล่าวว่า “ด้วยกำลังของจวนตระกูลเฟิ่งเรา ทั่วแคว้นแสงสุริยันจะมีสักกี่คนที่กล้าเป็นศัตรูกับเรา หนำซ้ำยังเกิดเรื่องลอบสังหารเช่นนี้ขึ้นในเมืองอวิ๋นเยวี่ยที่เป็นถึงเมืองหลวง มันยากนักที่หลานจะไม่คิดสงสัย”
“อาจ อาจจะเป็นคนแคว้นอื่นที่ลอบสังหารพ่อหลาน อาจ อาจจะ…” เขายังพูดไม่จบก็ถูกเฟิ่งจิ่วขัดจังหวะ
“เจ้าค่ะ อาจมีความเป็นไปได้นี้อยู่ แต่ปีที่ผ่านมาพวกแคว้นระดับเก้าโดยรอบก็ไม่ได้มีสงครามกับแคว้นแสงสุริยันเรา ด้วยเหตุนี้ความเป็นไปได้ที่จะลงมือกับท่านพ่ออย่างกะทันหันจึงไม่มากนัก”
เสียงเธอชะงักเล็กน้อย บอกว่า “อีกอย่างหนึ่ง คนที่สามารถเข้าระเบียบการใช้ชีวิตผ่านมาของท่านพ่อได้อย่างแม่นยำและมีพลังทำให้เขาบาดเจ็บจนกลายเป็นเช่นนี้ ทั่วเมืองอวิ๋นเยวี่ยมีไม่กี่คนเชื่อว่าท่านปู่เองก็รู้ดี”
“แม้ในที่เกิดเหตุต่อสู้จะไม่เหลือเบาะแสอะไรที่มีประโยชน์ แต่คนที่สามารถเรียกยอดฝีมือเช่นนั้นมาได้ทีเดียวยี่สิบสามสิบคน นอกจากเจ้าครองแคว้นแสงสุริยันอย่างมู่หรงป๋อจะยังมีใครอีก? ท่านปู่อย่าลืม ตั้งแต่ในอดีตผู้ครองแผ่นดินล้วนเป็นคนช่างสงสัย ยิ่งไปกว่านั้นกำลังของจวนเรายามนี้คุ้มค่าพอจะให้เขาหวั่นเกรงแน่.นอน หากอยากจะทำให้กลุ่มอำนาจเราอ่อนแอ.ลง จะไม่มีเจตนาร้ายได้อย่างไรเจ้าคะ?”
น้ำเสียงเธอเบาลงแต่กลับวิเคราะห์ได้อย่างมีเหตุผลและตรงประเด็นในทุกประโยค
ผู้เฒ่าไม่พูดอะไรอยู่นาน แต่ฝ่ามือที่กำขึ้นเล็กน้อยสั่นอยู่เบาๆ ราวกับกำลังยับยั้งชั่งใจอะไรบางอย่างอยู่ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆถอนออกมา มองเฟิ่งจิ่วที่นั่งอยู่ตรงหน้าก่อนที่เสียงชราภาพจะเปล่งอย่างเหนื่อยหน่าย…
จบตอน
Comments
Post a Comment