ตอนที่ 321: ส่งมอบอำนาจเกษียณตำแหน่ง?
“รอพ่อหลานฟื้นขึ้นมา หากคนที่ลอบสังหารเป็นผู้ครองแคว้นจริง เราก็ส่งมอบอำนาจแล้วลาออกเถอะ!”
ได้ยินคำพูดนี้เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วขึ้น เกินคาดนิดหน่อยว่าสิ่งที่เขานึกถึงจะเป็นการส่งมอบอำนาจและลาออกจากตำแหน่ง
คล้ายจะมองออกถึงความสงสัยประหลาดใจในใจนาง ผู้เฒ่าถอนใจพูดอธิบายว่า “ปีนั้นปู่ทวดหลานเคยมีคำสั่งเสียไว้ หากลูกหลานถึงยามที่ผู้เหนือกว่าคิดจะสังหารตระกูลเฟิ่งเราจริงๆ ก็เป็นโอกาสที่จะส่งมอบอำนาจเกษียณตำแหน่งและลี้ภัย ปู่ทวดหลานกับปู่ของผู้ครองแคว้นมีมิตรภาพต่อกันยิ่งชีพจึงเคยทิ้งคำพูดไว้ว่าลูกหลานจวนเราจะเป็นศัตรูกับตระกูลมู่หรงไม่ได้”
“หากเขาจะฆ่าเราก็ต้องปล่อยให้ฆ่าโดยไม่ตอบโต้หรือเจ้าคะ?” เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นัก
“ปู่ทวดหลานไม่ใช่คนโง่เขลาเช่นนั้น เขาเคยพูดว่า ครั้งแรกได้แต่ห้ามมีครั้งที่สอง หากถอยแล้วถอยอีกยังไม่ยอมรามือก็ไม่จำเป็นต้องนึกถึงมิตรภาพครั้งเก่าอีก ด้วยเหตุนี้รอพ่อหลานฟื้นขึ้นมาหากเป็นหลานว่าจริง พวกเราก็ส่งมอบอำนาจเพื่อแสดงความจำนนเถอะ!”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจ “ปู่เพียงหวังว่าเราจะคาดการณ์ผิดไป หากเป็นเช่นนี้จริงก็น่าผิดหวังเหลือเกิน”
เฟิ่งจิ่วครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน บอกว่า “ท่านปู่ ไม่ว่ายังไงตอนนี้รอท่านพ่อพ้นขีดอันตรายก่อนค่อยว่ากัน วันนี้ท่านเหนื่อยแล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ! ตรงนี้มีหลานกับพี่เฝ้าไว้ก็พอ”
“จริงด้วยท่านปู่ ตรงนี้พวกเราเฝ้าก็ได้ขอรับ” กวนสีหลิ่นพูดจบ บอกกับเหลิ่งหวาข้างๆว่า “เจ้าประคองท่านผู้เฒ่ากลับไปพักผ่อนที”
“ขอรับ”
เหลิ่งหวาขานรับแล้วเข้าไปประคองแขนผู้เฒ่าไว้ กล่าวด้วยเสียงอบอุ่น “ท่านผู้เฒ่า ข้าจะส่งท่านกลับไปพักผ่อนนะขอรับ!”
“ก็ดี งั้นปู่กลับไปพัก ค่ำๆจะเข้ามาดู” ผู้เฒ่าลุกยืนขึ้น บอกว่า “เดิมทีปู่เก็บตัวฝึกบำเพ็ญเกือบจะได้บรรลุขั้นแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็ผุดรอยยิ้มจางๆ บอกว่า “แม้ท่านปู่ยังไม่บรรลุจากระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดไปถึงระดับจักรพรรดินักรบ แต่ไม่ว่ายังไงก็เข้าสู่ระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดช่วงที่สาม กำลังเช่นนี้ในยามนี้อาจจะดีที่สุดแล้วเจ้าค่ะ”
ผู้เฒ่าพยักหน้า “ไม่เลว ตอนนี้ในจวนเราเกิดเรื่องเช่นนี้ หากปู่บรรลุขั้นกลายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดินักรบ เกรงว่า… เฮ้อ! ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ!” เขาถอนใจแล้วสาวก้าวเดินออกไป
คืนนี้เฟิ่งจิ่วเฝ้าอยู่ข้างกายเฟิ่งเซียว และเป็นดั่งที่เธอกังวล ถึงตอนค่ำเขาก็ไข้ขึ้นเพราะบาดแผลจริงๆ ยังดีที่เตรียมการไว้ก่อนจึงช่วยลดไข้ให้เขาพลางค่อยๆเปลี่ยนยาตรงบาดแผล ในที่สุดถึงเวลาเที่ยงคืนอุณหภูมิถึงจะกลับมาเป็นปกติ
“เสี่ยวจิ่ว อุณหภูมิร่างกายพ่อบุญธรรมเป็นปกติแล้ว เจ้าก็พักผ่อนเถอะ!” เขารินน้ำให้ เห็นนางยุ่งวุ่นวายอยู่หน้าเตียงตลอดคืนไม่หยุดพักจึงทุกข์ใจอยู่บ้างอย่าง.อดไม่ได้
นางเพิ่งอายุสิบหกกลับต้องแบกรับภาระหน้าที่ของทั้งจวน ต้องรักษาพ่อ ดูแลผู้เฒ่า ซ้ำยังต้องทำให้ทั่วทั้งจวนมั่นคง แล้วต้องคอยป้องกันผู้ครองแคว้นโจมตีจวนอีก นางที่เป็นเช่นนี้เขาเห็นยังรู้สึกเจ็บปวดใจเลย
เธอนั่งลงข้างเตียงช่วยท่านพ่อดึงผ้าห่มขึ้นสูง บอกว่า “ถึงอุณหภูมิจะลดแล้ว แต่แผลภายในร้ายแรงนักพิษในร่างก็ยังขับออกไม่หมด ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะฟื้นขึ้นมาได้รึเปล่า”
“เจ้าอย่าได้กังวลไปนัก พ่อบุญธรรมเป็นคนดีฟ้าคุ้มครองจะต้องไม่เป็นอะไรแน่” แม้พูดถึงเพียงนี้แต่เขาก็รู้ว่าแผงอกที่ถูกกระแทกแตก อวัยวะภายในเสียหายร้ายแรง ต่อให้ทานยาอายุวัฒนะที่นางปรุงกลั่นเพื่อรักษาชีวิต แต่สถานการณ์จะเป็นเช่นไรยังต้องดูว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาได้หรือไม่
ตอนที่ 322: เป็นหรือตาย?
ตอนนี้เอง ประตูห้องถูกเคาะเบาๆ เสียงเหลิ่งซวงลอยมาจากด้านนอก
“นายท่าน”
“เข้ามา”
เฟิ่งจิ่วกับกวนสีหลิ่นในห้องมานั่งลงยังข้างโต๊ะด้านนอกพร้อมๆกัน จึงเห็นเหลิ่งซวงในชุดสีดำมือถือภาดเดินเข้ามา
“นายท่าน คุณชาย นี่คือข้ามต้มรังนกที่ท่านผู้เฒ่าให้คนต้มมาเจ้าค่ะ” นางยกข้าวต้มรังนกสองชามมาตรงหน้าทั้งสองถึงจะถอยไปข้างๆ
“ท่านปู่ข้าหลับแล้วรึ?” เฟิ่งจิ่วทานข้าวต้มรังนกพลางเอ่ยถาม
“อาหวาเฝ้าท่านผู้เฒ่าอยู่ทางนั้น บอกว่าเขาหลับไปแล้วเจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงพูดจบเสียงก็ชะงักไป บอกว่า “หัวหน้ากององครักษ์หกคนนั้นมารอพบนายท่านอยู่ด้านนอกเจ้าค่ะ”
เฟิ่งจิ่วกินข้าวต้มรังนกก่อนจะเลื่อนชามไปข้างๆ บอกว่า “ให้พวกเขาพักอยู่ในจวนก่อน รอข้าว่างค่อยไปพบ”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับ ออกไปส่งต่อคำพูด
หลังทั้งหกคนที่คอยอยู่ด้านนอกได้ยินคำพูดนั้นก็มองหน้ากันแล้วออกไปก่อน พวกเขาได้ยินข่าวว่าผู้นำตระกูลเกิดเรื่องจึงรับกลับมา เดิมทีนึกว่าคุณหนูใหญ่ไม่อยู่กลับไม่คิดว่าที่แท้นางกลับมา
แต่ไม่รู้ว่าอาการผู้นำตระกูลตอนนี้เป็นยังไงบ้าง? พ้นช่วงอันตรายไปหรือยัง?
แม้ทั้งแปดคนจะออกนอกจวนกลับยังไปไม่ไกล แต่เฝ้าอยู่รอบๆ เรือนเหมือนกับเหล่าทหารอารักขาในจวน คอยปกป้องอย่างเงียบเชียบไร้เสียง
คืนนี้ไม่ต้องพูดถึงเฟิ่งจิ่วที่ไม่ได้นอน แม้แต่มู่หรงป๋อในพระราชวังก็ไม่อาจนอนสนิท กังวลใจอยู่ตลอดทั้งคืนไม่รู้ว่าเฟิ่งเซียวเป็นยังไงบ้าง? ตายไปแล้ว? หรือยังไม่ตาย?
ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นในตอนนั้นเฟิ่งเซียวฟังเสียงเขาออก หากเขายังไม่ตาย เกรงว่า…
นึกถึงตรงนี้ เขาลุกยืนขึ้นเดินวนไปวนมาอยู่กลางห้องบรรทม นั่งไปก็ไม่สงบใจ เพียงหวังให้ฟ้าสว่างเร็วขึ้นบ้างจะได้ส่งคนไปสอบถามข่าวคราวเสียหน่อย
เดิมทีเขาคิดจะส่งคนเข้าไปคืนนี้เพื่อเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น กลับหยุดความคิดไปหลังได้ยินถึงการคุ้มกันอย่างเข้มงวดของจวนตระกูลเฟิ่งในยามนี้ หากคืนนี้ส่งคนเข้าไปลอบสังหาร เกรงว่าจะทำให้พวกเขาสงสัยขึ้นมา
หลังผ่านการใคร่ครวญหลายครั้งจึงทำได้เพียงหยุดความคิดนั้นไว้
เหมือนกับพวกเขา คืนนี้มู่หรงอี้เซวียนในจวนอ๋องก็นอนไม่หลับเช่นกัน ท่าทางการกระทำของเสด็จพ่อวันนี้ทำให้เขาเคลือบแคลงใจอยู่บ้าง ด้วยกลัวว่าเรื่องที่เฟิ่งเซียวโดนโจมตีจะเกี่ยวข้องกับเขาจริงๆ หากเป็นเช่นนี้…
ไม่! เขาอาจจะคาดการณ์ผิดไป เสด็จพ่อคงไม่ทำเรื่องที่หุนหันพลันแล่นโดยไม่นึกถึงผลที่ตามมาเช่นนั้น
ทว่าในใจกลับมีเสียงหนึ่งกำลังบอกเขาว่าเรื่องนี้เป็นไปได้มากที่จะเป็นฝีมือเขา เพราะตอนนั้นเขาก็อยากฆ่าเฟิ่งเซียว หากเฟิ่งเซียวตายไปในตอนนั้น หลังจากนั้นทั้งหมดจะตกอยู่ในการควบคุมของเขา และยิ่งไม่มีสถานกาณ์น่ากังวลกระวนกระวายเช่นตอนนี้เกิดขึ้น
กลุ่มอำนาจแต่ละฝ่านในเมืองอวิ๋นเยวี่ยต่างกำลังครุ่นคิด หากเฟิ่งเซียวล้มลงเช่นนี้ จวนตระกูลเฟิ่งจะเป็นเช่นไร? หากเฟิ่งเซียวจากไปตอนนี้ จวนตระกูลเฟิ่งจะกลับเข้าราชวงศ์หรือถูกครอบครองโดยเครือญาติ?
ถึงอย่างไรหากไม่มีเฟิ่งเซียวปกปักษ์จวนไว้ ลำพังพึงแค่ผู้เฒ่าเฟิ่งที่แก่ชรากับเฟิ่งชิงเกอที่อายุเพียงสิบหกก็คุ้มกันจวนตระกูลเฟิ่งที่ใหญ่โตได้ไม่ไหว และท้ายที่สุดจวนตระกูลเฟิ่งนี้จะเป็นเช่นไร? พวกเขาตอนนี้ฉงนใจอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงต่างสนใจความเป็นความตายของเฟิ่งเซียว
จนกระทั่งเวลาฟ้าสว่างวันต่อมา เหล่าตระกูลและกลุ่มอำนาจก็แทบจะส่งคนออกไปสอบถามคราวทันที…
แต่ที่ทำให้แปลกใจคือภายในจวนตระกูลเฟิ่งนึกไม่ถึงว่าจะไม่มีเสียงร้องไห้เศร้าโศก หน้าประตูใหญ่ไม่แขวนโคมไฟขาว และไม่มีการส่งข่าวว่าเฟิ่งเซียวสิ้นใจ
เช่นนั้น เขารอดแล้ว?
และยังมีชีวิตอยู่รอดต่อหลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัสและพิษรุนแรงเช่นนั้น?
ตอนที่ 323: คนตายที่ยังมีชีวิต?
ผู้คนแทบจะยื่นคอมองจวนตระกูลเฟิ่งหวังว่าจะมีข่าวอะไรออกมาจากที่นั่นเสียหน่อย แต่หากไม่ใช่ข่าวที่จวนตั้งใจปล่อยพวกเขาอยากถามก็แทบถามไม่ได้
เพราะภายในจวนตระกูลเฟิ่งนั้นไม่ว่าจะทหารอารักขาหรือข้ารับใช้ทั้งชายหญิงล้วนผ่านการคัดเลือกที่เข้มงวด หนำซ้ำว่ากันว่าพวกเขามีการแยกกันอยู่นอกและในเรือน คนนอกเรือนไม่สามารถย่างกรายไปยังเรือนด้านหลังจึงทำได้เพียงเฝ้ารับใช้อยู่สถานที่ด้านหน้า
ด้วยเหตุนี้หากอยากจะสอบถามข่าวคราวจวนตระกูลเฟิ่ง พวกเขาต้องส่งข่าวออกมาเองจริงๆ มิเช่นนั้นก็เป็นเพียงการวุ่นวายไปอย่างเปล่าประโยชน์
แต่เรื่องที่เฟิ่งเซียวถูกโจมตีทั้งเมืองต่างรู้ ซ้ำหลังตรวจอาการยังมีท่านหมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตรอดไม่พ้นคืน เช่นนั้น วันนี้ไม่ว่าเป็นหรือตายจวนตระกูลเฟิ่งควรจะส่งข่าว ดังนั้นพวกเขาเพียงต้องรอข่าวลอยมาเองถึงจะรู้เรื่องรู้ราว
ทว่าจนตอนเที่ยงข่าวนี้ถึงจะปล่อยออกมา
“อะไรนะ? เฟิ่งเซียวยังไม่ตายอยู่ในอาการหมดสติกลายเป็นคนตายที่ยังมีชีวิต? แล้วนั่นต่างอะไรกับตายเล่า?”
“ก็ยังไม่ตายเสียทีเดียว ได้ยินว่ายาที่ตลาดมืดส่งมารักษาชีวิตเขาไว้ แต่เพราะพิษรุนแรงซึมเข้าอวัยวะภายใน ประกอบกับซี่โครงถูกกระแทกแตก อวัยวะภายในเสียหายจึงอยู่ในอาการหมดสติ ได้ยินว่าไม่น่าจะฟื้นขึ้นมาแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ก็มีคนหนึ่งถามว่า “เรื่องจริงหรือนี่? หากกลายเป็นคนตายที่ยังมีชีวิต ตายไปเสียจริงๆยังดีกว่า!”
“แน่ล่ะสิ เจ้าว่าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่สง่างามเช่นเขาเป็นถึงยอดฝีมือระดับบรรพชนนักรบ ตอนนี้อยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เหมือนตายทั้งเป็น” อีกคนหนึ่งถอนหายใจ ส่ายหน้าพูดด้วยความสลดใจ
“เฮ้อ! หากแม่ทัพเฟิ่งล้มไป เกรงว่าจวนตระกูลเฟิ่งจะ…”
อีกคนหนึ่งฟังคำพูดนี้ก็หัวเราะขึ้นมา บอกว่า “ยังไงจวนตระกูลเฟิ่งก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา! ตั้งแต่อดีตมามีเรื่องเช่นนี้ผ่านไปมากมาย ข้าเดาว่าแค่ข่าวนี้กระจายออกไปเครือญาติจวนตระกูลเฟิ่งจะต้องโกลาหลกันหมดแน่”
“เครือญาติตระกูลเฟิ่ง? จวนตระกูลเฟิ่งนี้ไม่เหมือนกับตระกูลอื่น พวกเขาแยกทางกันไปตั้งนานแล้ว ต่อให้มีเครือญาติก็คงไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรอกกระมัง?”
“เหอะๆ เรื่องนี้พูดได้ยาก พอเฟิ่งเซียวล้มไปก็เหลือแค่ผู้เฒ่าเฟิ่งกับคุณหนูใหญ่ พวกเราไม่ใช่ไม่รู้ ผู้เฒ่าเฟิ่งเป็นโรคขี้หลงขี้ลืมไม่ใช่หรือ? แม้ช่วงนี้จะได้ไม่ยินว่าอาการกำเริบ แต่มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครรู้ ประกอบกับคุณหนูใหญ่อายุแค่สิบหก กำลังไม่พออายุยังน้อย ไหนเลยจะปกป้องพวกคนจวนตระกูลเฟิ่งได้? ตามความคิดข้า เดาว่าจวนตระกูลเฟิ่งจะมีปัญหาเสียแล้วล่ะ”
“มันก็พูดยาก ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่เฟิ่งได้รับป้ายประจำตระกูลมาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ? มีองครักษ์ฟังคำสั่งนางใครจะกล้าสร้างปัญหากับจวนตระกูลเฟิ่ง?”
“หากไร้กำลังใครจะไปฟังคำสั่งสาวน้อยร่างบางกัน? ใครบ้างไม่รู้ว่าโลกนี้มีเพียงผู้แข็งแกร่งที่เป็นใหญ่? หากไร้กำลังจะนำขนนกมาทำเป็นลูกศรได้หรือ? เจ้าช่างไร้เดียงสาเกินไปจริงๆ”
ด้านนี้ผู้คนกำลังพูดคุยกัน ส่วนทางด้านพระราชวังนั้นมู่หรงป๋อที่ได้ยินข่าวใจที่หวั่นมาตลอดคืนในที่สุดก็ปล่อยวางลง นั่งลงบนบัลลังก์มังกรไถ่ถามองครักษ์สายลับคนนั้นที่อยู่เบื้องล่าง
“เรื่องนี้จริงรึ? เฟิ่งเซียวกลายเป็นคนตายที่ยังมีชีวิตจริงๆ?”
“ข่าวที่กระหม่อมสอบถามกลับมาเป็นเช่นนี้จริง ส่วนจริงเท็จหรือไม่เพราะเข้าใกล้จวนตระกูลเฟิ่งไม่ได้จึงไม่อาจทราบพะยะค่ะ” องครักษ์สายลับกล่าวรายงานด้วยความเคารพ
ได้ยินเช่นนี้มู่หรงป๋อบนบัลลังก์มังกรก็ลุกยืนขึ้น มือไพล่หลังเดินก้าวไปมาในท้องพระโรง ผ่านไปสักพักจึงก้าวยาวเดินออกไปพลางสั่งว่า “บอกให้หมอสองคนตามข้าออกนอกวัง!”
ตอนที่ 324: นางกลับมา?
เพราะเมื่อคืนเฟิ่งจิ่วไม่ได้นอน เช้านี้ถึงจะให้ผู้เฒ่ามาเฝ้าอยู่ในห้องแทน ส่วนตนก็กลับเรือนไปงีบหลับพักผ่อนสักพัก
ส่วนข่าวที่แพร่ออกไปนั้น แน่นอนว่าเธอกับผู้เฒ่ารวมถึงกวนสีหลิ่นสามคนปรึกษากันแล้วถึงได้ให้คนกระจายออกไป พอปล่อยข่าวไปภายหลังจะเป็นเช่นไร? พวกเขาตอนนี้กลับไม่ได้คิดจะสนใจ
ด้วยเหตุนี้ หลังเที่ยงเมื่อมีตระกูลส่งคนมาส่งสมุนไพรถึงบ้านและต้องการจะเยี่ยมเฟิ่งเซียวจึงให้ผู้เฒ่าไปจัดการ
คนพวกนั้นส่วนใหญ่ล้วนอยากมาเยี่ยมดูอาการเฟิ่งเซียว แน่นอนว่าผู้เฒ่าจะให้พวกเขาพบเฟิ่งเซียวไม่ได้ แต่ก็มีบ้างคนสองคนที่ให้พ่อบ้านพากเข้าไปเยี่ยมเฟิ่งเซียวที่หมดสติอยู่เสียหน่อย
“โธ่! ผู้เฒ่าเฟิ่งอย่าได้กังวลไป สำหรับเรื่องที่รักษาชีวิตแม่ทัพเฟิ่งไว้ แม้จะสลบก็ยังมีโอกาสฟื้นขึ้นมาแน่” ผู้นำตระกูลท่านหนึ่งถอนใจเบาๆ ทำให้เพียงปลอบใจเช่นนี้
ผู้นำตระกูลอีกคนพยักหน้า บอกว่า “ถูกต้อง หากแคว้นแสงสุริยันเราไม่มีท่านหมอที่ปราดเปรื่องด้านทักษะการแพทย์ก็ลองไปเชิญจากแคว้นอื่นมาได้ อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง หากสามารถหาภูตหมอพบและตามเขามารักษาแม่ทัพเฟิ่งก็ไม่แน่ว่าจะไม่มีทางฟื้น”
“ตอนนี้ทำได้แค่กระจายข่าวถึงหมอที่มีชื่อเสียงรอบๆ หากสามารถหาที่อยู่ภูตหมอข้าคงวางก้อนหินใหญ่ในใจลงได้ แต่สถานการณ์ลูกชายข้าตอนนี้ เฮ้อ!” เขาถอนหายใจส่ายหน้าด้วยสีหน้าหมดหนทางและเศร้าโศก
“ท่านผู้เฒ่า ผู้ครองแคว้นมาขอรับ” พ่อบ้านคอยรายงานอยู่ตรงทางเข้า
ผู้เฒ่าออกไปรับหน้าเหลือเพียงเหลิ่งหวาเฝ้าอยู่ข้างเตียง ผู้นำตระกูลสองคนนั้นมองหน้ากันแล้วตามออกไป
“คารวะท่านผู้ครองแคว้น” ผู้เฒ่าประสานมือคารวะยังไม่ทันโน้มเอวมู่หรงป๋อก็ประคองขึ้นมา
“ท่านผู้เฒ่าไม่ต้องมากพิธี เฟิ่งเซียวเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลังประคองผู้เฒ่าขึ้นก็เอ่ยปากถาม คำพูดห่วงใย ท่าทางกังวลใจ จบด้วยท่าทีกลัดกลุ้มที่เป็นห่วงเป็นใยข้าราชสำนักผู้น้อย
ผู้เฒ่าส่ายหน้าทั้งรอบตาแดงน้อยๆ ท่าทางมีความเศร้าหมองที่ยากจะปิดบัง “โชคดีผู้ดูแลตลาดมืดส่งยาช่วยชีวิตมา แม้เป็นเช่นนี้ก็แค่รักษาชีวิตไว้ แต่ตลอดมากลับไม่อาจฟื้น เกรงว่า… เกรงว่าจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วพะยะค่ะ” พูดถึงตรงนี้น้ำเสียงเขาสะอึกสะอื้น ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดๆน้ำตาตรงหางตา
“ท่านผู้เฒ่าอย่าเพิ่งร้อนใจ วันนี้ข้าพาท่านหมอสองคนเข้ามาด้วย หากให้พวกเขาช่วยดูอาการแม่ทัพเฟิ่ง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิธีอะไรบ้าง”
“ขอบพระทัยผู้ครองแคว้น” เขาประสานมือเอ่ย หลังผู้นำตระกูลสองท่านทำการคารวะก็เชิญพวกเขาเข้าไปข้างในด้วยกัน
ท่านหมอทั้งสองเข้าไปอีกครั้งภายใต้การให้สัญญาณจากผู้ครองแคว้น ตรวจดูอย่างละเอียดยิ่งรู้สึกประหลาดใจ ชัดเจนว่าตอนที่พวกเขามาเมื่อวานเฟิ่งเซียวเหลือเพียงหนึ่งเฮือกลมหายใจไม่อาจทนพ้นข้ามคืน
ทว่าจนวันนี้แม้เห็นเขาไม่ต่างจากเมื่อวาน แต่ลมหายใจกลับมีเรี่ยวแรงขึ้นมากนัก เห็นได้ชัดว่าอาการบรรเทาลงและรักษาชีวิตไว้ได้ นี่ทำให้พวกเขารู้สึกมหัศจรรย์ใจกับยาที่ตลาดมืดส่งมา ยานั่นมีสรรพคุณวิเศษที่คืนชีวิตให้คนตายได้จริงๆ? ถึงสามารถช่วยชีวิตคนที่ชัดเจนว่าใกล้ตายได้?
สองคนถอยออกจากหน้าเตียงมายังเบื้องหน้าผู้ครองแคว้นนอกห้องก่อนจะรายงานด้วยความเคารพ “ผู้ครองแคว้น แม้จะรักษาชีวิตแม่ทัพเฟิ่งไว้ แต่เพราะบาดเจ็บภายในร้ายแรง หนำซ้ำพิษยังไม่ล้าง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไม่อาจฟื้น หากสามารถตามหาภูตหมอได้ก็อาจจะมีวันตื่นขึ้นมาพะยะค่ะ”
“โอ้? เป็นเช่นนี้เอง?”
มู่หรงป๋อคิดอะไรบางอย่าง แล้วหันไปมองผู้เฒ่า “เฟิ่งเซียวเกิดเรื่องเช่นนี้ ชิงเกอยังไม่กลับมาอีกหรือ?”
ตอนที่ 325: ผู้ครองแคว้นจากไป!
ได้ยินคำพูดเช่นนี้ ผู้นำตระกูลทั้งสองในห้องก็มองไปทางผู้เฒ่า พวกเขาไม่ได้ลืมว่าผู้ครองแคว้นเป็นคนหมั้นหมายให้เฟิ่งชิงเกอ…
แม้ในสายตาผู้คนการที่เฟิ่งชิงเกอได้แต่งเป็นพระชายารององค์รัชทายาทแคว้นเหินเวหาจะเป็นงานแต่งที่สูงส่ง แต่ในสายตาเฟิ่งเซียวกลับคิดว่าตำแหน่งพระชายารองคือการดูถูกลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน วันนั้นเขาโกรธจัดเพราะเรื่องนี้ ซ้ำยังกระชากคอเสื้อสมุหนายกที่ประกาศราชโองการโยนออกไป แสดงถึงความไม่ยินยอมต่อการหมั้นหมายนี้
ทว่าตอนนี้เฟิ่งเซียวล้มลงเฟิ่งชิงเกอออกไปยังไม่กลับบ้านก็ไม่รู้ว่าการหมั้นหมายนี้สุดท้ายจะเป็นเช่นไร?
นึกถึงตรงนี้ ทั้งสองมองไปทางผู้ครองแคว้นกับผู้เฒ่าอย่างสงบเงียบ
ทว่าท่าทางบนใบหน้าผู้เฒ่ายามนี้ยังคงเศร้าสร้อย บอกว่า “กระหม่อมแค่ส่งจดหมายให้นางรีบกลับมาหน่อย ยังไม่ได้บอกว่าเกิดเรื่องขึ้นกับพ่อนาง หากรู้เรื่องเข้าไม่รู้จะกังวลใจเพียงใด”
ได้ยินเช่นนี้ มู่หรงป๋อไม่ถามโดยละเอียด แต่บอกว่า “ผู้เฒ่าไม่ต้องกังวลเกินไปนัก เฟิ่งเซียวรอดมาได้ไม่ใช่ง่ายๆ ข้าเชื่อว่าหากหาภูตหมอพบจะต้องรักษาเขาได้แน่นอน”
“น้อมรับคำอวยพรผู้ครองแคว้น”
ผู้เฒ่าพูดพร้อมประสานมือก้มหัวเล็กน้อย ทว่าในดวงตาที่หลุบลงไร้ซึ่งความเศร้าโศกมีเพียงความโกรธเคือง ทว่าความโกรธนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นราวกับไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้คนไม่ทันสังเกต
พวกเขาพูดกันอีกสักพัก หลังมู่หรงป๋อจากไปผู้นำตระกูลสองท่านก็กล่าวลาไปตามกัน
พอส่งคนไปหมดแล้ว ผู้เฒ่าก็ก
บมานั่งลงในเรือนเฟิ่งเซียวด้วยสีหน้าคร่ำเครียดโดยไม่พูดไม่จา เหล่าหัวหน้ากององครักษ์ที่เฝ้าอยู่มุมมืดมองหน้ากันแวบหนึ่ง ต่างแปลกใจอยู่บ้าง
“พวกเจ้าว่าในเมื่อคุณหนูใหญ่กลับมาแล้ว ทำไมกลับบอกว่ายังไม่กลับมา?”
“ผู้เฒ่าพูดเช่นนี้ได้ต้องมีเจตนาอื่นแน่”
“ทำไมข้ารู้สึกว่านี่เป็นความคิดของคุณหนูใหญ่เล่า?”
“พูดถึงนายท่าน นึกไม่ถึงว่ากลับมาครั้งนี้หน้านางจะหายดีแล้ว ไม่เห็นรอยตำหนิเลยสักนิด”
ได้ยินเขาเรียกนายท่าน คนอื่นๆก็ชายตามองเขาเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “ดูท่าทางที่โดนคุณหนูใหญ่ซ้อมไปชุดหนึ่งจะกำราบเจ้าได้จริงๆ!”
ชายหนุ่มชุดฟ้ามองค้อนพวกเขา เอ่ยยิ้มๆ “แหะ อย่าหาว่าข้าไม่เตือนพวกเจ้า ต้องรู้ไว้ว่าตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด” ขณะกำลังพูดก็เห็นเฟิ่งจิ่วสวมชุดสีขาวงามสง่าไม่ไกลเดินเข้ามา
“ดูสิ นั่นนายท่าน!”
ชายหนุ่มชุดฟ้าผุดรอยยิ้ม เดินเข้าไปโดยไม่พูดอะไรก่อนจะคารวะด้วยความเคารพ “ลัวอวี่คารวะนายท่าน”
ฝีเท้าเฟิ่งจิ่วชะงักเล็กน้อย มองเขาแวบหนึ่งแล้วเผยรอยยิ้มจางๆ “เจ้านั่นเอง!”
เขาฉีกยิ้ม “แหะๆ นายท่านยังจำข้าน้อยได้”
“ครั้งก่อนเจ้าโดนข้าซ้อมไปไม่ใช่หรือ?” เธอเลิกคิ้วชำเลืองมองเขา สายตามองผ่านพวกเขาที่เดินเขามาทางนั้น ไม่พูดอะไรแต่สาวก้าวเดินไปในเรือน
“ท่านปู่” เธอขานเรียก ผู้เฒ่าที่นั่งอยู่ในเรือนจึงเงยหน้าขึ้นมา
“แม่หนูเฟิ่ง? พวกผู้ครองแคว้นเพิ่งไป” ผู้เฒ่าลุกยืนขึ้น ถามว่า “อยากไปดูพ่อหลายใช่ไหม? ไป ปู่เข้าไปเป็นเพื่อน”
“เจ้าค่ะ” เธอขานรับ ปล่อยเหลิ่งซวงเฝ้าอยู่ด้านนอกส่วนตัวเองก็ตามผู้เฒ่าเข้าห้องไป
พอประตูห้องปิดลงไม่มีใครรู้ว่านางทำอะไรอยู่ข้างใน พวกเขาที่ถูกเหลิ่งซวงขวางฝีเท้าไว้ก็ทำได้เพียงเฝ้าอยู่นอกเรือน มีเพียงลัวอวี่ที่หน้าหนาพอจะตามรังควานถามนู่นถามนี่กับเหลิ่งซวง
“เหลิ่งซวง ข้าชื่อลัวอวี่ เจ้ายังจำข้าได้หรือไม่?” เขาผุดรอยยิ้มที่หลงคิดว่าตัวเองมีเสน่ห์ออกมา ทว่าสิ่งที่กลับคืนมาเป็นเพียงสายตาเย็นชาของเหลิ่งซวง
ตอนที่ 326: อาหารอ่อนๆ!
“ถอยไปเฝ้านอกเรือน” เหลิ่งซวงขมวดคิ้วมองชายหนุ่มชุดฟ้าที่เดินเข้ามา
ได้ยินเช่นนี้ลัวอวี่แววตาสั่นไหวเล็กน้อย บอกว่า “นายท่านไม่ได้ให้ข้าไปเฝ้านอกเรือนนี่!” เขามองยังประตูห้องที่ปิดสนิท ก่อนจะฉีกยิ้มออกมา “วางใจเถอะ พวกเราเป็นคนกันเองทั้งนั้น”
เหลิ่งซวงขมวดคิ้วเห็นเขาเดินกรีดกรายมานั่งลงข้างโต๊ะในเรือน ดื่มชากินขนมอบบนโต๊ะด้วยตัวเอง นึกถึงคำพูดนายท่านก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ให้เขาออกไป แค่เฝ้าอยู่ในเรือนไม่ให้พวกเขาเข้าใกล้ห้องแม้แต่น้อย
คนอื่นๆเห็นท่าทางต่างแปลกใจเล็กน้อย หลังใช้สายตามองวนไปมาบนร่างเหลิ่งซวงก็จับจ้องไปยังประตูห้องที่ปิดแน่นหนา ครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย
ภายในห้อง ผู้เฒ่าเข้ามาด้านในด้วยกันกับเฟิ่งจิ่ว ตรงข้างเตียงนั้นมีเหลิ่งหวาเฝ้าอยู่ ส่วนเฟิ่งเซียวที่นอนอยู่บนเตียงก็ยังคงหมดสติ
“นายท่าน” เหลิ่งหวาเห็นนางจึงคารวะด้วยความเคารพแล้วถอยไปข้างๆ
เฟิ่งจิ่วนั่งลงข้างเตียง หลังจับชีพจรท่านพ่อสักพักก็หยิบเข็มเงินออกมาจากห้วงมิติมาแก้จุดชีพจรสองสามแห่งที่โนเธอปิดเอาไว้ เวลาประมาณครึ่งก้านธูปเฟิ่งเซียวที่เดิมเคยหมดสติจึงค่อยๆลืมตาขึ้น
ผู้เฒ่าเห็นเช่นนี้ท่าทางมีความระรื่นที่ไม่อาจปกปิด ดวงตาแดงน้อยๆมองที่เฟิ่งจิ่ว ก้อนหินที่หนักอึ้งในหัวใจในที่สุดก็วางลงได้
เช้านี้แม่หนูเฟิ่งบอกเขาว่าท่านพ่อฟื้นแล้ว ตอนเขาเข้ามาดูเฟิ่งเซียวกลับหลับสนิทไปอีก จากนั้นเห็นแม่หนูเฟิ่งใช้เข็มเงินแทงลงไปบนร่างเขาสองสามเข็ม ถึงจะเห็นเขาหมดสติไปจนกระทั่งทุกคนเข้ามาเยี่ยมในจวน
ตอนนั้นแม้เขาไม่เห็นเฟิ่งเซียวฟื้นขึ้นมาด้วยตาตัวเอง แต่ก็เชื่อคำแม่หนูเฟิ่งจึงทำไปตามคำนางว่า ตอนนี้เห็นลูกชายที่หมดสติไม่มีฟื้นตื่นขึ้นมา ความตื่นเต้นในใจแค่คิดก็รู้แล้ว
“เฟิ่งเซียว เจ้าทำพวกเราตกใจแทบตาย” ผู้เฒ่าพูดอย่างสะอึกสะอื้นแต่กลับโล่งอกโล่งใจ
เฟิ่งเซียวอ้าปากจะพูดอะไร ลมหายใจกลับยังอ่อนแรกเล็กน้อยอยู่บ้าง แค่ขยับริมฝีปากโดยไม่มีเสียง
“ท่านพ่อ ท่านว่างใจเถอะ ค่อยๆรักษาตัวร่างกายก็จะดีขึ้น” เฟิ่งจิ่วพูดเสียงเบา บอกว่า “แม้อาการบาดเจ็บบนร่างจะหนักมาก แต่พอคนฟื้นมาทั้งหมดจะง่ายขึ้น ขอแค่รักษาตัวไปช้าๆ อีกหนึ่งเดือนให้หลังคงลงจากเตียงไปเดินได้แล้วเจ้าค่ะ”
อาการบาดเจ็บรุนแรงของเขาอยู่ตรงซี่โครงที่ถูกกระแทกแตก อวัยวะภายในล้วนเสียหาย หากไม่ใช่เพราะเธอชำนาญการแพทย์ซ้ำยังมีความรู้เรื่องยากับยาอายุวัฒนะ อาการบาดเจ็บเช่นนี้คงช่วยไม่ไหวแน่ แต่ด้วยทักษะการแพทย์เสริมด้วยยาอายุวัฒนะหรือยาอื่นๆ เวลาราวๆหนึ่งเดือนร่างกายเขาจะฟื้นฟูได้เกินครึ่ง
“ช่วงนี้ให้ท่านพ่อพักผ่อนดีๆ หลังผ่านวันนี้ไปคงจะไม่มีใครมาเยี่ยมอีกแล้ว ถึงมีก็ต้องขวางให้กลับไปนะเจ้าคะ”
“ได้ๆๆ ปู่จะฟังหลายทั้งหมดเลย” ผู้เฒ่าพยักหน้ารัวๆ สักพักจึงสั่งการลงไปหากมีใครมาเยี่ยมให้ขวางไว้ให้กลับไป
ตอนนี้เองประตูห้องก็ถูกเคาะเบาๆ สองครั้งพร้อมมีร่างหนึ่งก็เดินเข้ามา
“เสี่ยวจิ่ว ข้าเอาข้าวต้มที่ต้มเสร็จแล้วมาให้” กวนสีหลิ่นยกหม้อใบเล็กเดินเข้ามา เห็นผู้เฒ่าอยู่ด้วยจึงขานเรียกท่านปู่
พอผู้เฒ่าได้ยินว่ากวนสีหลิ่นเอาของกินมาให้ จึงถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “เสี่ยวจิ่ว ตอนนี้พ่อหลานกินข้าวต้มได้รึยัง? ตรงอกเขาบาดเจ็บภายในร้ายแรงเช่นนั้น กลัวว่า…”
เฟิ่งจิ่วยิ้มขึ้นเบาๆ เข้าไปรับหม้อแล้วตักมาหนึ่งถ้วย “นี่เป็นอาหารที่หลานเตรียมไว้ให้ท่านพ่อ เขาบาดเจ็บถึงอวัยวะภายในทานยาต้องระวังให้มาก อาหารพวกนี้สรรพคุณทางยาค่อนข้างอ่อน มีผลรักษาอวัยวะภายในที่บาดเจ็บได้และไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อยาเจ้าค่ะ”
ตอนที่ 327: ต้องการเหล่าไป๋!
ในขณะที่เฟิ่งจิ่วกำลังตักข้าวต้มกวนสีหลิ่นก็มายังข้างเตียงเพื่อประคองเฟิ่งเซียวขึ้นมาอย่างระมัดระวังเพื่อให้นางป้อนข้าวเขาได้สะดวก
เธอยกข้าวต้มที่ต้มเสร็จมาข้างเตียง เป่าให้เย็นแล้วถึงจะป้อนเขาพลางพูดว่า “ท่านพ่อ ภายในนี้มีน้ำยาวิญญาณ นอกจากสามารถฟื้นฟูอวัยวะภายในที่เสียหาย ยังฟื้นฟูเรี่ยวแรงและทำให้กลิ่นอายในร่างกายคงที่ มา ระวังร้อนนะเจ้าคะ”
ผู้เฒ่ามองเฟิ่งจิ่วคอยดูแลอย่างระมัดระวังอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มและแอบๆพยักหน้า
ใครว่ามีแต่ลูกชายถึงจะดี?
ใครว่ามีแต่ผู้ชายถึงจะสามารถแบกรับวงกบประตูอันทรงเกียรติของวงศ์ตระกูลได้?
เรื่องที่ลูกชายทำได้ลูกสาวก็ทำได้เช่นกัน ถึงกับทำได้ดียิ่งกว่าเสียด้วย!
แม้เชื้อสายหลักจวนตระกูลเฟิ่งเขาจะมีแม่หนูเฟิ่งเป็นลูกสาวคนเดียว แต่เด็กคนนี้ตั้งแต่เล็กก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความกตัญญูต่อผู้อาวุโส ยามนี้เกิดเรื่องขึ้นในจวน หากเป็นลูกชายเกรงว่าจะทนแรงกดดันนี้ไม่ไหวเสียจนตื่นตระหนกตกใจ
ทว่าเด็กสาวที่อายุเพิ่งสิบหกเช่นนางกลับแบกไว้ได้เสียอย่างงั้น ใช้ไหล่ที่อ้อนแอ้นแบกรับทั้งจวนตระกูลเฟิ่ง ค้ำแผ่นฟ้าขึ้นเพื่อพวกเขา
นึกถึงตรงนี้เขาก็ทอดถอนใจไปร้อยแปด ทั้งภูมิใจและเจ็บปวดใจ
“ท่านพ่อ ท่านนอนอีกสักพักเถอะเจ้าค่ะ”
เฟิ่งจิ่วพูดเสียงเบา หลังป้อนข้าวต้มให้เขาจนหมดชามก็ให้กวนสีหลิ่นวางเขานอนราบลงพักผ่อนดีๆ ปล่อยเหลิ่งหวาคอยเฝ้า ส่วนพวกเขาสามคนออกห้องไป
“ท่านปู่ พี่ชาย ไปคุยกันในเรือนข้าหน่อยเถอะ!” เธอพูดมองทั้งสองคน
“ได้สิ” ทั้งสองขานรับพยักหน้า
เฟิ่งจิ่วมองลัวอวี่ในเรือน บอกว่า “พวกเจ้าเฝ้าอยู่ในเรือนด้วย! หากไม่มีคำอนุญาตจากข้าอย่าให้ใครอื่นเข้าไปในห้องแม้แต่ก้าวเดียว”
พวกเขามองหน้ากันก่อนจะขานรับเสียงเข้ม “ขอรับ!”
หลังสั่งการให้องครักษ์เฝ้าเรือนไว้พวกเขาก็ไปยังด้านในเรือนนางพร้อมๆกัน
ทางอีกด้านหนึ่ง ภายในพระราชวัง
มู่หรงป๋อที่กลับถึงตำหนักวังมองชายชราทั้งสองที่ยืนอยู่กลางตำหนัก ถามอย่างลังเลเล็กน้อย “พวกเจ้าเห็นเช่นไรบ้าง? เฟิ่งเซียวหมดสติกลายเป็นคนตายที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆรึ?” ไม่ใช่ว่าเขาสงสัยอะไรมาก แต่สำหรับเขาเรื่องนี้ยังเหลือเชื่ออยู่บ้าง
เดิมทีนึกว่าเฟิ่งเซียวต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ใครจะรู้ว่าตลาดมืดกลับส่งยาช่วยชีพไปรักษาชีวิตเขาไว้ อีกอย่างพวกเขาคิดว่าหลังรักษาชีวิตไว้เขาจะฟื้น กลับไม่นึกว่าจะอยู่ในอาการหมดสติกลายเป็นคนตายที่ยังรอดชีวิต
แม้สำหรับพวกเขานี่ถือเป็นเรื่องดี แต่ไม่รู้ทำไมในใจยังมีความหงุดหงิดและกระวนกระวายที่อธิบายไม่ได้
สองชายชรากลางตำหนักมองหน้ากัน ครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยถึงจะปริปากเอ่ย “ท่านผู้ครองแคว้น เฟิ่งเซียวจัดการพวกกระหม่อมหนึ่งคนหนึ่งฝ่ามือ ตอนนั้นใช้กำลังกันเกือบเต็มที่ หากเป็นคนธรรมดาคงตายไปนานแล้ว มีเพียงเฟิ่งเซียวคนนี้ที่ทนมาถึงตอนนี้ได้ แต่พวกกระหม่อมเชื่อว่าต่อให้ไม่ตายเขาก็แทบไม่ต่างกับตาย ถึงอย่างไรรับสองฝ่ามือทำให้อวัยวะภายในเสียหาย! ถึงเป็นเทพเซียนก็ช่วยกลับมาไม่ได้แน่พะยะค่ะ!”
อาจเพราะมู่หรงป๋อแค่ต้องการความมั่นใจจากพวกเขาสักหนึ่งประโยคที่ฟังแล้วสบายใจ ยามนี้ได้ยินทั้งสองพูดถึงเพียงนี้ ใจที่หวาดหวั่นจึงวางลงได้ในที่สุด
“อืม ข้าก็คิดว่าคงเป็นเช่นนี้” เขาพยักหน้าถึงจะผุดรอยยิ้มออกมา “สองวันนี้ลำบากท่านทั้งสองแล้ว”
“ได้แบ่งเบาภาระเพื่อท่านผู้ครองแคว้นถือเป็นโชคดีของเราสอง แต่ว่า…”
น้ำเสียงสองท่านชะงักเล็กน้อย ลังเลอยู่บ้าง ท่าทางเหมือนมีคำพูดอยากจะบอกแต่ไม่รู้ว่าควรบอกหรือไม่
เห็นเช่นนี้ มู่หรงป๋อก็จิตใจสั่นไหวน้อยๆ กล่าวยิ้มๆ “ในเมื่อสองท่านมีคำจะพูดก็บอกกันตรงๆเถิด”
ได้ยินเช่นนี้ ทั้งสองก็ไม่ปิดบัง บอกตรงๆว่า “เป็นเช่นนี้ท่านผู้ครองแคว้น พวกกระหม่อมต้องการม้าตัวนั้นที่ชื่อเหล่าไป๋ ไม่ทราบว่าท่านผู้ครองแคว้นพอจะมีวิธีหรือไม่พะยะค่ะ?”
ตอนที่ 328: ไม่ทำตามคำสั่ง?
ม้าที่รูปร่างแปลกๆ เช่นนั้นต้องเป็นสัตว์วิญญาณแน่ๆ พวกเขามองระดับและประเภทมันไม่ออก แต่มันกลับไม่กลัวแรงกดดันและไอสังการบรรพชนนักรบของพวกเขาในสถานการณ์เช่นนั้นได้ เชื่อว่าระดับต้องไม่ด้อยแน่.นอน
หากได้มาพวกเขาจะต้องทำให้มันเชื่องและกลายเป็นพาหนะสัตว์วิญญาณของพวกเขา ถึงอย่างไรพวกเขาไม่เคยเห็นสัตว์วิญญาณที่ทั้งมีพลังวิญญาณและกำลังต่อสู้เช่นนั้นมาก่อน หลังจากการต่อสู้วันนั้นในใจก็อยากได้มันมาตลอด
ได้คำพูดสองคนนี้ มู่หรงป๋อตะลึงเล็กน้อย “ต้องการม้าตัวนั้น? ตามที่ข้ารู้มา ม้าที่ชื่อเหล่าไป๋ตัวนั้นเฟิ่งชิงเกอเป็นคนพากลับมาตอนออกไปฝึกฝนวิชา หากอยากให้นางมอบให้เกรงว่าจะเป็นไปไม่ได้นัก”
ตั้งแต่การต่อสู้วันนั้นเขาก็รู้ว่าม้าตัวนั้นไม่ธรรมดา ถึงอย่างไรไม่นึกว่าผู้แข็งแกร่งระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดสองคนจะถูกสองกีบเท้ามันเตะกระเด็น ลองถามว่าม้าทั่วไปจะมีความสามารถเช่นนี้รึ?
แต่ผู้ครองแคว้นที่สง่างามเช่นเขาต้องไปแย่งชิงม้าตัวหนึ่ง คำพูดนี้ช่างพูดออกมาได้ยากนิดหน่อยจริงๆ
“เฟิ่งเซียวล้มลงจวนตระกูลเฟิ่งเหลือเพียงผู้เฒ่าเฟิ่งกับเฟิ่งชิงเกอ สองคนนี้คนหนึ่งชราคนหนึ่งเด็ก ตาเฒ่าคนนั้นขี้หลงขี้ลืมอยู่บ้าง ซ้ำคนเด็กยังไม่มีพลังอะไรเลย รอผ่านไปหลายๆวันแม้แต่จวนตระกูลเฟิ่งก็เกรงว่าพวกเขาจะป้องกันไว้ไม่อยู่ แล้วจะรักษาม้าตัวเดียวไว้ได้เช่นไรพะยะค่ะ?”
“ยามนี้หากท่านผู้ครองแคว้นยากจะเอ่ยปาก งั้นก็รอไปอีกสักพักก่อนดีกว่า กระหม่อมรู้สึกว่า หากท่านเอ่ยปากถึงเวลานั้นเฟิ่งชิงเกอจะไม่กล้าไม่ทำตาม ถึงอย่างไรเฟิ่งเซียวล้มลงยามนี้ก็ไม่เหมือนวันก่อนๆแล้ว”
ได้ยินคำพูดนี้ ใจมู่หรงป๋อสั่นไหวเล็กน้อย เอ่ยยิ้มๆว่า “ก็ได้ งั้นประวิงเวลาไปก่อน รอถึงคราที่มีโอกาสเหมาะสมข้าจะต้องนำม้าตัวนั้นมาส่งให้ทั้งสองท่านแน่นอน”
“เช่นนี้ต้องขอขอบพระทัยท่านผู้ครองแคว้นก่อนแล้ว” สองท่านประสานมือคารวะ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมา
สำหรับพวกเขาเรื่องนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากมายเลย เฟิ่งเซียวล้มไปจวนตระกูลเฟิ่งยังไม่ใช่แพะอ้วนที่รอเชือดอีกรึ? แค่ม้าตัวเดียวเท่านั้นเองถึงเวลาต่อให้นางอยากปกป้องก็เกรงว่าจะทำใม่ได้!
และในเวลาเดียวกันนี้เอง องครักษ์ประจำตระกูลเฟิ่งที่อารักขาภายในเรือนเฟิ่งเซียวนั่งล้อมอยู่ด้วยกัน กลับเอาความคิดไปไว้กับประตูห้องที่ปิดสนิท
“พวกเจ้าว่าผู้นำตระกูลหมดสติไม่ฟื้นจริงหรือไม่?” คนหนึ่งถามขึ้นด้วยความสงสัยนิดหน่อย
“คงใช่ แม้แต่ผู้ครองแคว้นยังพาท่านหมอเข้ามาตรวจดูไม่ใช่หรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ได้ยินว่าตอนนั้นผู้นำตระกูลบาดเจ็บหนักอย่างมาก รักษาชีวิตไว้ได้ก็ไม่เลวแล้ว”
“แต่ทำไมข้ารู้สึกไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่? หรือพวกเราจะลองเข้าไปดู?” คนหนึ่งแนะนำ ในน้ำเสียงมีความอยากรู้อยากลองอยู่บางส่วน
“ข้าแนะนำว่าพวกเจ้าอย่าคิดทำเช่นนี้จะดีกว่า เมื่อครู่นายท่านสั่งไว้แล้ว ไม่มีคำสั่งนางใครก็เข้าไปไม่ได้” ลัวอวี่ในชุดสีฟ้าสองแขนกอดอกหลังพิงข้างต้นไม้จ้องมองพวกเขา น้ำเสียงเบาลง ยามนี้บนใบหน้าไร้ซึ่งท่าทางหยอกล้อเช่นปกติ
“แต่พวกเราไม่รู้อาการผู้นำตระกูลเช่นนี้ ในใจก็ปล่อยวางไม่ได้หรอกนะ! อีกอย่างฟั่นหลินมีทักษะการแพทย์ที่ไม่เลว ให้เขาช่วยลองดูอาการผู้นำตระกูลก็รู้ได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
ฟั่นหลินในชุดสีขาวสุภาพเรียบร้อยครุ่นคิดเล็กน้อย บอกว่า “จะเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคุณหนูใหญ่กับท่านผู้เฒ่าก็ไม่ดีนัก ข้าคิดว่าปล่อยไปดีกว่า อะไรที่ควรรู้ก็จะให้พวกเรารู้ สิ่งที่ไม่อยากให้รู้พวกเราอย่าไปถามจะดีที่สุด”
คนอื่นๆต่างพยักหน้าแสดงท่าทางเห็นด้วย มีเพียงชายหนุ่มผู้อยากรู้อยากลองที่ไม่พอใจเล็กน้อย “แล้วยังไงเล่า? จะไม่ลองเข้าไปดูรึไง? พวกเจ้าไม่กล้าข้าจะเข้าไปเองก็ได้ ยังไงซะขอแค่พวกเจ้าไม่พูดคุณหนูใหญ่ก็ไม่มีทางรู้หรอกน่า”
ตอนที่ 329: เครือญาติจวนตระกูลเฟิ่ง!
สิ้นเสียง เขาก็ไปยังประตูห้องที่ปิดสนิทนั่นจริงๆ
“ฉีคัง” ทุกคนต่างตะโกนเสียงเข้มเรียกเขาไว้
องครักษ์ที่เดินไปคนนั้นจึงหยุดฝีเท้าลง แล้วหันกลับมามองพวกเขาแวบหนึ่ง พร้อมด้วยความไม่แยแสที่มาพร้อมใบหน้ายิ้มเยาะ “พวกเจ้ากังวลเกินไปแล้ว ข้าไม่ได้จะทำอะไรผู้นำตระกูล แค่อยากรู้เลยจะเข้าไปดูเท่านั้น ไม่เป็นไรหรอก”
กล่าวจบเขายื่นมือผลักไปทางประตูห้อง และในเวลานี้เอง มือที่ยื่นออกไปก็ถูกคนคว้าไว้ ครั้นหันมองเล็กน้อยจึงเห็นว่าเป็นหลัวอวี่ที่กำลังจับมือเขาไว้
“หลัวอวี่ เจ้าทำอะไรน่ะ?”
หลัวอวี่มองเขาด้วยสีหน้าขรึมเล็กน้อย นัยน์ตามีความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด “ฉีคัง ตอนไปนายท่านสั่งพวกเราให้เฝ้าอยู่ตรงนี้ หากไม่ได้รับอนุญาตก็เข้าไปไม่ได้ ตอนนั้นเจ้ารับปากแล้ว อย่าทำให้พวกเราลำบากเลย”
เห็นความเคร่งเครียดและจริงจังในดวงตาเขา ฉีคังตกใจอยู่บ้าง นิ่งไปพักหนึ่งจึงดึงมือกลับแล้วก้าวเท้าถอยไป เมื่อหันกลับมามองหลายคนด้านหลังก็เห็นสีหน้าที่ทั้งเคร่งและเฉียบขาด จึงยิ้มขอโทษพวกเขาไป
“ขอโทษด้วย ข้าแค่อยากรู้นิดหน่อย ไม่เข้าไปแล้วก็ได้”
เดิมทีไม่ได้มองว่าเรื่องนี้ร้ายแรงอะไรนัก ทว่าตอนนี้เห็นพวกเขาแต่ละคนเป็นเช่นนี้ กลับทำให้เขาใจเสียขึ้นมา เขาไม่มีความคิดอื่นจริงๆ แค่อยากรู้สภาพร่างกายผู้นำตระกูลตอนนี้ นึกไม่ถึงว่าความหุนหันพลันแล่นชั่วขณะเกือบจะทำให้เหล่าพี่น้องต้องลำบาก
ฉีคังเด็กที่สุดในแปดคนนี้ แต่ก็ไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผล หลังจากตระหนักถึงความผิดพลาดก็จะขอโทษและแก้ไขทันที พวกเขาเห็นเช่นนี้จึงถอนหายใจเบาๆถึงจะวางใจลงได้
อันที่จริง พวกเขาต่างไม่รู้ว่าเฟิ่งจิ่วไม่เพียงสั่งให้พวกเขาเฝ้าอยู่ตรงนี้ไม่ให้ใครเข้าไป แต่ยังสั่งให้องครักษ์ลับปฏิบัติตามคำสั่งอารักขา หากมีใครเข้าไปเองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้สังหารทันที!
และการเคลื่อนไหวภายในเรือนนี้ ก็ต้องมีองครักษ์ลับคอยรายงานเธอเป็นอย่างๆ ต่อให้เธอไม่อยู่ก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่อย่างชัดเจน
สองวันต่อมา เฟิ่งจิ่วตั้งใจรีบร้อนกลับมาจากด้านนอก ทว่าครั้งนี้กลับให้ผู้คนในเมืองเห็นตัวและรู้ว่าเธอกลับมาแล้ว
ครั้นข่าวการกลับมาของเฟิ่งจิ่วกระจายไปในเมือง มู่หรงอี้เซวียนก็ไปจวนตระกูลเฟิ่ง แต่นึกไม่ถึงว่าเมื่อมาถึงหน้าประตูใหญ่จวนจะเห็นด้านนอกมีคนสิบกว่าคนคอยอยู่ จึงเอ่ยเสียงเบาสั่งผู้ติดตามด้านหลังให้ไปถาม สักพักถึงรู้ว่าที่แท้ก็เป็นเครือญาติสาขาของจวนตระกูลเฟิ่ง
เห็นดังนั้นเขากลับไม่ตรงเข้าไป แต่หาโรงน้ำชาที่ห่างจากจวนตระกูลเฟิ่งไม่ไกล นั่งลงดื่มชาอยู่บนชั้นสอง ขณะเดียวกันก็สังเกตการณ์ประตูใหญ่จวนไปด้วย
“ท่านผู้เฒ่า คุณหนูใหญ่ ด้านนอกมีเครือญาติจวนตระกูลเฟิ่งเรามาเยือน บอกว่าอยากมาเยี่ยมผู้นำตระกูลเสียหน่อยขอรับ” พ่อบ้านนำสถานการณ์ด้านนอกมารายงาน และรอคำสั่งจากทั้งสอง
“เครือญาติ? เครือญาติทางไหนกัน?” ผู้เฒ่าถามพลางขมวดคิ้วเบาๆ
“เป็นทางฝั่งท่านผู้เฒ่ารองขอรับ แม้แต่ท่านผู้เฒ่ารองก็มาด้วย”
ได้ยินเช่นนี้ ผู้เฒ่าครุ่นคิดเล็กน้อย มองเฟิ่งจิ่วข้างๆที่ไม่ปริปากอะไรแวบหนึ่ง จากนั้นบอกกับพ่อบ้านว่า “พาพวกเขาไปห้องโถงใหญ่ ข้าจะเข้าไปดูเสียหน่อย”
“ขอรับ” พ่อบ้านขานรับถึงจะหมุนตัวออกไป
“แม่หนูเฟิ่ง หลานเห็นเช่นไร?” ผู้เฒ่าถามไถ่
“คงได้ยินว่าท่านพ่อล้มป่วย ถึงได้สนใจพวกเราขึ้นมา” เธอหัวเราะอย่างเฉยเมย เรื่องวันนี้ก็แค่เริ่มต้น หมาป่าที่เพ่งเล็งจวนตระกูลเฟิ่งมีอยู่มากไม่ใช่น้อย
“ไม่เลว คนพวกนี้ล้วนเป็นหมาป่าตาขาว ปู่จะส่งพวกเขาออกไปเอง” ผู้เฒ่าพูดแล้วก็สาวก้าวเดินออกไป
“ท่านปู่เจ้าคะ” เธอเรียกเขาไว้ ในดวงตาใสกระจ่างมีสีสันไหลเวียน…
ตอนที่ 330: มักใหญ่ใฝ่สูง!
ผู้เฒ่าหยุดฝีเท้าลงหันกลับไปมองนาง
เฟิ่งจิ่วลุกยืนขึ้น เดินหาเขาพร้อมพูดเสียงเบา “ให้หลานไปก็ได้ ท่านปู่อยู่ที่นี่เป็นเพื่อนท่านพ่อเถอะ”
“เจ้าจะไป?” ผู้เฒ่าแปลกใจเล็กน้อย กังวลอยู่บ้างว่านางจะรับมือไม่ไหว
“ก็แค่พวกเครือญาติสาขา หรือท่านปู่พะวงว่าข้าจะรับมือไม่ได้?” เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ สะบัดแขนเสื้อเบาๆ ก่อนจะก้าวไปยังห้องโถงใหญ่ด้านหน้า
และเวลานี้เอง คนที่รออยู่ในห้องโถงหน้าหมดความอดทนแล้ว
“ทำไมป่านนี้แล้วยังไม่มาอีก? ไม่เห็นเราอยู่ในสายตาเลยกระมัง?”
“จริงด้วย พอเฟิ่งเซียวล้มไป ก็ไม่รู้แม้วิธีการรับแขกเลยรึ?”
ได้ยินหลายคนในห้องโถงกำลังพูดถึงด้วยความไม่พอใจ ชายชราที่ในมือถือไม้เท้านั่งตัวตรงหลับตาอยู่ก็ลืมตาขึ้นตะโกนดังลั่น “หุบปาก!”
พอเสียงนี้เปล่งออกมา คนในห้องโถงเงียบลง ไม่มีใครส่งเสียงอะไรอีก จนกระทั่งเสียงพ่อบ้านแว่วมาจากด้านนอก
“คุณหนูใหญ่มาแล้วขอรับ!”
ได้ยินคำพูดนี้ กลุ่มคนในห้องโถงต่างมองไปทางร่างที่เดินมาจากข้างนอก
เพียงเห็นผู้มาสวมชุดกระโปรงสีขาว สัดส่วนเพรียวบางอ้อนแอ้น เดินมาช้าๆด้วยย่างก้าวนวยนาดและสง่างาม ทุกก้าวของนางกระโปรงสีขาวจะพลิ้วไหวกระจายออกราวกับเกลียวคลื่น ช่างงดงามจริงๆ
มองไปข้างบนอีก จะเห็นรูปโฉมงามเลิศไร้ที่ติ ผิวขาวผ่องดั่งหิมะเสริมให้ใบหน้างดงามยิ่งโดดเด่นเป็นที่สุด เพียงมองแวบเดียวก็ทำให้คนจำได้ไม่ลืม
ลองคิดแล้วก็จริง สามารถถูกเรียกขานว่าหญิงงามอันดับหนึ่ง รูปโฉมย่อมเทียบไม่ได้กับหญิงงามทั่วไป
เพียงแต่คำร่ำลือก็เรื่องหนึ่ง เมื่อเห็นนางกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พวกเขารู้สึกว่าบนร่างนางมีมนตร์เสน่ห์บางอย่างที่ทำให้คนไม่อาจละสายตาได้ และเสน่ห์นั้นไม่ได้ด้อยไปกว่ารูปลักษณ์ที่งดงามแม้แต่น้อย
ขณะที่มองนาง ความคิดทุกคนก็ย้อนกลับมา ลองคิดว่าสาวน้อยผอมบางอ้อนแอ้นเช่นนี้จะมีความสามารถแบกรับทั้งตระกูลเฟิ่งไว้ได้อย่างไร?
นึกถึงตรงนี้ พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าคิดถูกที่มาที่นี่กันวันนี้
“ชิงเกอคารวะท่านอารองและท่านอาทั้งหลาย” เธอคารวะให้ชายชรารวมถึงชายวัยกลางคนอีกสองสามคนในห้องโถง ก่อนจะเดินมานั่งที่นั่งตำแหน่งอาวุโส
“ทำไมเป็นเจ้า? ท่านปู่เจ้าล่ะ?” ชายชราเอ่ยปากถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำ มีความไม่พอใจที่ถูกปฏิบัติด้วยไม่ดีอยู่บางส่วน
“หลายวันนี้ในจวนมีเรื่องมากมาย ท่านปู่งานยุ่งทั้งในและนอก ร่างกายรับไม่ไหวเท่าไหร่นัก ตอนนี้จึงกำลังพักผ่อนเจ้าค่ะ” น้ำเสียงเธออ่อนโยน ทำนองเนิบนาบ ประหนึ่งคุณหนูใหญ่ผู้สูงศักดิ์ที่ถูกเลี้ยงไว้แต่ในห้องจึงไม่รู้ความอะไร
เธอในตอนนี้ช่างให้ความรู้สึกอ่อนโยนและไม่มีพิษมีภัย
ทว่าหลังจากได้ยินคำพูดนาง ชายชราชำเลืองมองแวบหนึ่งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พวกเราได้ยินเรื่องพ่อเจ้าแล้ว เพราะได้ยินข่าวถึงตั้งใจรีบมา ต้องรู้ไว้ว่าถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นญาติสายเลือดตระกูลเดียวกัน ยามนี้จวนตระกูลเฟิ่งเกิดเรื่อง พวกเราย่อมเฝ้านิ่งดูดายไม่ได้”
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วยกน้ำชาที่ข้ารับใช้ส่งให้มาจิบเบาๆอึกหนึ่ง ปกปิดรอยยิ้มเย้ยหยันที่คลี่ตรงริมฝีปากไว้ หลุบตาลงครึ่งหนึ่งพลางดื่มชาอย่างไม่รีบไม่ร้อน
ชายชราเห็นนางไม่ปริปาก จึงพูดต่อไปว่า “ต้องรู้ไว้ว่าแคว้นไม่อาจขาดกษัตริย์ ตระกูลไม่อาจขาดผู้นำ ยามนี้พ่อเจ้าล้มป่วย ปู่เจ้าก็อายุมาก ซ้ำตัวเจ้ายังเป็นลูกสาวคนเดียว ดังนั้นครั้งนี้ข้าเลยมาเพราะอยากปรึกษากับปู่เจ้าเสียหน่อย ว่าจะเสนอให้พี่น้องของพ่อเจ้ามาดูแลตระกูลเฟิ่งเราไปก่อน เพื่อให้ทั้งจวนมั่นคง ด้วยกำลังระดับบรรพชนนักรบ มีเพียงเขาที่รับงานสำคัญเช่นนี้ได้”
ตอนที่ 331: ต้องการชิงอำนาจ
เฟิ่งจิ่ววางถ้วยชาลง ใบหน้างามแฉล้มเผยรอยยิ้มบางๆ มองเสียจนเหล่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังบิดาพวกเขาต่างไม่อาจดึงสายตากลับมา
เห็นเพียงเธอเงยหน้าขึ้นเหลือบมองชายวัยกลางคนสองสามคนที่นั่งอยู่ในห้องโถง สุดท้ายค่อยมองชายชรา เอ่ยยิ้มๆว่า “ท่านปู่รองช่างใส่ใจนัก ยามนี้ทุกอย่างในจวนเราสงบดีเจ้าค่ะ ไม่จำเป็นต้องให้น้าอามาดูแล”
เสียงเธอหยุดไปเล็กน้อย มีความเฉยชาบางส่วน “ยิ่งไปกว่านั้น แม้พวกท่านเป็นคนตระกูลเฟิ่ง แต่จวนตระกูลเฟิ่งก็แยกออกจากกันตั้งแต่รุ่นท่านปู่แล้ว ดังนั้นเรื่องจวนตระกูลเฟิ่งเรา ท่านปู่รองอย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวจะดีกว่า”
“นี่เจ้าพูดอะไรอยู่ คุยกับผู้อาวุโสเช่นนี้รึ?” ชายชรากล่าวเสียงไม่ชอบใจนัก ใบหน้าชราที่ยับย่นถมึงทึงขึ้นมา เห็นชัดว่านึกไม่ถึงว่าผู้น้อยเช่นนางจะกล้าใช้หลักฐานแบบนี้มาพูดกับพวกเขา
“ใช่แล้ว เฟิ่งเซียวล้มป่วย เจ้าดูสิแม้แต่เรื่องนี้ยังไม่มีระเบียบ ขาดคนดูแลไม่ได้ตามที่คิดไว้เลย” ชายวัยกลางคนที่นั่งขนาบสองข้างพูดเสียงทุ้ม สายตามองเฟิ่งจิ่วอย่างตำหนิ
ส่วนเหล่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่กำลังคิดว่าหากพวกเขาเข้ามาเป็นผู้นำจวนได้ เช่นนั้นก็สามารถเข้าใกล้ญาติผู้น้องคนนี้ได้ในภายหลัง ซ้ำยังมีกองกำลังองครักษ์ประจำตระกูลเฟิ่งอีก หากตกอยู่ในมือพวกเขาตระกูลสาขาก็พลิกแผ่นฟ้าได้จริงๆแล้ว!
“เหอะๆ…”
ได้ยินคำกล่าวหาของพวกเขาแต่ละคน เฟิ่งจิ่วเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ เอนพิงพนักพิงหลังเล็กน้อย มือหนึ่งเกี่ยวเส้นผมที่ปรกอยู่ข้างแก้มขึ้นม้วนเล่น สีหน้าท่าทางไม่ค่อยแยแส กลิ่นอายเฉื่อยชาทั่วร่างก็กระจายตามมา
แทบทันทีที่เฟิ่งจิ่วส่งเสียงหัวเราะนี้ กลิ่นอายทั่วร่างก็เปลี่ยนไป หากบอกว่าเธอก่อนหน้านี้ว่าง่ายดั่งแมวน้อย เห็นแล้วอ่อนแอน่ากลั่นแกล้ง เธอในยามนี้ก็เกียจคร้านจนเหมือนสิงโตที่นอนเต็มอิ่ม ยืดเส้นยืดสายพลางแผ่กระจายกลิ่นอายอันตราย ทำให้รู้สึกแผ่นหลังเย็นวาบโดยฉับพลัน ความหนาวเย็นที่ตีขึ้นจากใต้ฝ่าเท้าทำให้พวกเขานั่งไม่ติดสักเท่าไหร่
“เจ้าหัวเราะอะไร?”
เพราะโดนนางหัวเราะเสียจนขนลุกไปบ้าง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งจึงอดไม่ได้เอ่ยถามเสียงขรึม
เฟิ่งจิ่วช้อนดวงตาเย็นเยียบขึ้นชำเลืองมองพวกเขา มุมปากยกโค้งเล็กน้อย “แน่นอนว่าต้องหัวเราะให้ความไม่เจียมตัวของพวกท่านน่ะสิ!”
พอพูดเช่นนี้ไป ทุกคนอับอายจนโกรธเคืองทันที เห็นเพียงชายชราคนนั้นกระแทกไม้เท้าลงบนพื้นอย่างรุนแรง แผดเสียงดังว่า “ไร้มารยาทกับผู้ใหญ่เช่นนี้ เจ้าจองหองนัก! ไปเรียกปู่เจ้าออกมา! ข้าจะลองถามเขาว่าสั่งสอนลูกหลานเช่นไร ถึงได้ไม่มีความเคารพกันเช่นนี้!”
เฟิ่งจิ่วเห็นใบหน้าพวกเขาที่มีความละโมบโลภมากอย่างชัดเจน แต่กลับวางท่าทีเที่ยงธรรมและน่าเกรงขาม ก็รู้สึกแค่ว่าเห็นแล้วช่างอุจาดตานัก
นิ้วมือขาวเรียวเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ มองพวกเขาแต่ละคนเผยสีหน้าไม่ชอบใจ และคิดจะมาครอบครองจวนตระกูลเฟิ่ง นึกถึงตรงนี้แล้วมุมปากเธอก็ยกยิ้มขึ้นน้อยๆ ประกายประหลาดฉายผ่านในดวงตา เพียงได้ยินเสียงเอื่อยเฉื่อยที่มีความเกียจคร้านส่วนหนึ่งเปล่งออกมา
“ในเมื่อพวกท่านบอกว่าอยากช่วยดูแลจวน เช่นนั้นก็ต้องมีกำลังกันอยู่บ้างแน่ มิเช่นนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าท่านปู่จะไม่ยอมส่งมอบอำนาจให้เลย แม้แต่ข้าก็ไม่ยอมรับ และยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงองครักษ์ตระกูลเราด้วย”
“แต่ว่า…”
น้ำเสียงเธอชะงักลง มองพวกเขาเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดนี้ กลุ่มคนในห้องโถงก็ดวงตาเป็นประกาย มองมาด้วยนัยน์ตาฉายประกายแสง ซักไซ้อย่างกระตือรือร้นว่า “แต่อะไรรึ?”
ตอนที่ 332: เจ้าสู้ไม่ได้!
เห็นพวกเขาแต่ละคนท่าทางกระวนกระวาย เฟิ่งจิ่วก็ยกริมฝีปากขึ้นยิ้ม “แต่ว่าหากเอาชนะข้าได้ ข้าจะส่งมอบอำนาจจวนตระกูลเฟิ่งให้อย่างแน่นอน”
ได้ยินเช่นนี้ ทุกคนอึ้งไปสักพัก จากนั้นจึงหัวเราะลั่นขึ้นมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ชายวัยกลางคนหนึ่งในนั้นหัวเราะร่า คำพูดดูแคลน “แค่เจ้า? อย่ามาล้อเล่นเลย ไม่ต้องพูดถึงข้า ต่อให้เป็นคนรุ่นเดียวกันยังแกร่งกว่าเจ้าอีก”
“จริงรึ?” เธอหัวเราะเบาๆ คิ้วโค้งราวกับกระต่ายขาวน้อยที่ไร้พิษสง “ในจวนมีลานฝึกยุทธ์อยู่ ไปที่นั่นไม่ดีกว่ารึ?”
พอเฟิ่งจิ่วเสนอเช่นนี้ไป ทุกคนในห้องโถงเพียงยกมือขึ้นมาเป็นการตกลง ด้วยเหตุนี้ภายใต้การนำทางของเธอ พวกเขาก็มาถึงลานฝึกยุทธ์บริเวณใกล้ๆเขาด้านหลัง
ทว่าตลอดทาง มีเพียงชายชราที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย จ้องมองเฟิ่งจิ่วด้วยสายตาวิเคราะห์และสำรวจ เหมือนอยากจะมองความลึกลับของอีกฝ่ายให้ออก น่าเสียดาย สาวน้อยที่ปรากฏตรงหน้าเขาวางท่าทีไร้พิษภัย ทำให้ไม่อาจเห็นเส้นสนกลในทั้งหมด
ผู้คนในจวนได้ยินเรื่องนี้แล้วต่างกำลังติฉินนินทา แต่พวกเขาเป็นคนของจวนตระกูลเฟิ่ง พูดจาต้องระวังความลับรั่วไหล ต่อให้นินทากันในจวนก็จะไม่นำข้อมูลภายในออกไปแพร่งพราย ทว่าเพราะรู้เรื่องนี้จึงมีบางคนปลีกตัวตามไปดูด้วย
หัวหน้าองครักษ์ตระกูลเฟิ่งทั้งแปดหลังจากได้ยินเรื่องราวก็แปลกใจอยู่บ้าง “ไม่ใช่หรอกกระมัง? คุณหนูใหญ่น่ะหรือจะประลองกับพวกเขา? ตามที่ข้ารู้มา ภายในเครือญาติสายรองมีผู้มีพรสวรรค์อยู่สองสามคนแน่นอน มีคนหนึ่งเพิ่งบรรลุระดับบรรพชนนักรบเมื่อเดือนที่แล้ว หากคุณหนูใหญ่ต่อกรด้วยเท่ากับรนหาที่ตายเลยไม่ใช่หรือ?”
“คุณหนูใหญ่น่าจะไม่ใช่คนเช่นนั้น ในเมื่อนางทำเช่นนี้ ย่อมต้องมีวิธีชนะพวกเขาอยู่แน่”
“ฮึ! จะเป็นไปได้อย่างไร กำลังของนางน่ะนะ? อย่ามาตลกหน่อยเลย” คนหนึ่งโบกๆมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
มีเพียงหลัวอวี่ที่ได้ยินข่าวนี้แล้วดวงตาเป็นประกาย จับไหล่ฟั่นหลินข้างกายพลางพูดว่า “ไปๆๆ พวกเราไปดูนายท่านจัดการคนกัน ข้าจะบอกเจ้าไว้ เจ้าไม่เคยสู้กับนาง หากเจอนางเข้าก็มีแต่โชคร้ายจริงๆแล้ว พวกเจ้าไม่เชื่อฝีมือนางไม่ใช่หรือ? ยากนักที่จะมีโอกาสเห็น อย่าได้พลาดเชียวล่ะ”
สิ้นเสียงก็กึ่งผลักกึ่งลากพาฟั่นหลินไปยังลานฝึกยุทธ์เขาด้านหลัง
คนอื่นๆ เห็นก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตามไปยังลานฝึกยุทธ์ด้วย
องครักษ์ลับที่เฝ้าอยู่มุมมืดรอบๆเรือนต่างถอนใจ พวกเขาเองก็อยากไปดูด้วย แต่น่าเสียดายที่ต้องเฝ้าเรือนนี้ไว้ ไม่อาจออกห่างได้
หลังจากท่านผู้เฒ่าที่คุยกับเฟิ่งเซียวอยู่ในห้องได้ยินข่าว กลับไม่พูดอะไรมาก เขารู้จักแม่หนูเฟิ่งดี หากไม่มั่นใจก็จะไม่ทำเช่นนั้น เขาเดาว่านางทำแบบนี้คงคิดจะเชือดไก่ให้ลิงดู คนตระกูลสาขานั่นก็จริงๆ ดันโผล่หน้ามาตอนนี้เสียได้ ช่างน่าผิดหวังโดยแท้!
เดิมเขาอยากให้เหลิ่งหวาเข้าไปกำชับให้นางลงมืออย่างปรานีเสียหน่อย คิดๆดูแล้วกลับล้มเลิกไป
หากไม่ใช่บทเรียนที่นองเลือด คนพวกนี้คงไม่ยอมแพ้และไม่เกรงกลัวกัน ปล่อยนางไปเถอะ!
ตรงลานฝึกยุทธ์นั้น เดิมทีมีทหารอารักขาในจวนจำนวนไม่น้อยมามุงดู แต่ยังไม่ทันได้เห็นคนลงมือก็ถูกพ่อบ้านไล่ให้แยกย้ายกันไป พวกเขาจึงกลับไปประจำตำแหน่งของตนเอง ด้วยเหตุนี้สุดท้ายจึงเหลือเพียงคนตระกูลสาขาสิบกว่าคนนั้น รวมถึงพวกหัวหน้าองครักษ์กับเหลิ่งซวงและพ่อบ้านที่ยืนดูอยู่ข้างๆ
“ญาติผู้น้อง พ่อข้าบอกว่าเพื่อเลี่ยงไม่ให้คนครหาว่ารังแกคนอ่อนแอกว่า ด้วยเหตุนี้จึงให้ข้ามาประลองกับเจ้า” ชายหนุ่มเดินออกมา ตรงหว่างคิ้วเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง
ทว่าหลังเฟิ่งจิ่วเหลือบมองเขาแวบหนึ่งก็ส่ายหน้า “เจ้าสู้ไม่ได้หรอก”
ตอนที่ 333: เจตนาร้าย
ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าชายหนุ่มคนนั้นดำคร่ำเครียดขึ้นทันใด
เขาสู้ไม่ได้? ทำไมจะสู้ไม่ได้?
“น้องสาวช่างพูดจาโอหังเสียจริง ยังไม่เคยลองเลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าสู้ไม่ได้?” เขาพูดอย่างมีเลศนัย สายตาที่มีประกายแปลกๆ กวาดผ่านบนร่างนางไปอย่างยั่วยุ มีความหมายแอบแฝงอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าพอเขาเปล่งคำพูดนี้ออกมา เฟิ่งจิ่วยังไม่ทันพูดอะไร สีหน้าพวกหลัวอวี่ที่อยู่ไม่ไกลก็ถมึงทึง จ้องชายคนนั้นด้วยแววตาหนาวเหน็บและเย็นชา โดยเฉพาะหลัวอวี่ที่บิดหมัดขยับข้อต่อนิ้ว ส่งเสียงดังกร๊อบๆออกมา
ใช้คำพูดเอาเปรียบนายท่านเขา? หึ! เจ้าหมอนี่ เขาจะจำเอาไว้!
เฟิ่งจิ่วเห็นเขามองวนไปมาบนร่างเธอด้วยสายตาแทะโลม หนำซ้ำคำพูดก็ราวกับคิดว่าเธอฟังไม่เข้าใจ เห็นเช่นนี้แล้ว เธอทำแค่เลิกคิ้วเหลือบมองเขา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มแฝงอันตรายไว้บางส่วน
“ในเมื่อเจ้าอยากลองก็เอาเถอะ! แค่หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจภายหลัง”
ชายชรากับเหล่าชายวัยกลางคนด้านข้างได้ยินคำพูดนี้ก็หวั่นใจน้อยๆ รู้สึกเคลือบแคลงอยู่บ้าง เห็นชัดว่านางไม่มีพลังอะไรเลย ทำไมถึงมั่นอกมั่นใจเช่นนี้?
ชายวัยกลางคนหนึ่งในนั้นเห็นเช่นนี้ก็กำลังจะเอ่ยปากให้ลูกชายตนถอยมา ใครจะรู้ว่าเขาเดินหน้าเข้าไปแล้ว
“มาเถอะ! ข้าจะให้เจ้าลิ้มลองความเก่งกาจของข้า!” บนใบหน้าเขามีรอยยิ้มที่แฝงเจตนาร้าย วางท่าทางตั้งรับการต่อสู้เรียบร้อย
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนั้นจึงเคลื่อนมาตรงอาวุธที่วางไว้ข้างๆลานฝึกยุทธ์ เมื่อนิ้วมือลากผ่านบนดาบกระบี่พวกนั้นก็ชะงักไปนิด และไม่รู้ว่าคิดถึงเรื่องอะไร เห็นเพียงเธอส่ายหัวยิ้มๆ สุดท้ายก็เลือกไม้พลองยาวประมาณหนึ่งเมตรยี่สิบมา
“เจ้าไม่ใช้อาวุธ?” เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงข้าม ถึงบอกว่าเป็นญาติผู้พี่แต่ก็ห่างกันหนึ่งรุ่น จึงไม่ได้สนิทสนมอะไร
“ฮ่าๆ จะรับมือเจ้า แค่มือเปล่าก็ได้” เขาแผดเสียงหัวเราะลั่น เวลาต่อมาใบหน้าก็เผยความมุ่งร้าย กล่าวว่า “น้องสาว เจ้าต้องระวังด้วยล่ะ”
สิ้นเสียง ฝีเท้าพลันก้าวไปด้านหน้า ฝ่ามือทำท่าเหมือนกรงเล็บ พอลงมือก็จะคว้าไปทางหน้าอกเฟิ่งจิ่ว องครักษ์ทั้งแปดที่อยู่ไม่ไกลมองเสียจนสีหน้าดำคร่ำเครียด
“เจ้าไก่อ่อนต่ำช้าบ้ากาม!”
หลัวอวี่ก่นด่าเสียงเบา ในฐานะผู้ชาย เขาเห็นชายคนหนึ่งทำกริยาต่ำทรามเช่นนี้แล้วอยากจะเข้าไปถีบขาคู่เสียจริงๆ
“ขายหน้าชายชาตรีจริงๆ!”
ฉีคังที่อายุน้อยสุดในแปดคนจ้องชายหนุ่มคนนั้นด้วยสีหน้าไม่น่ามองยิ่งนัก ยังบอกว่าเป็นญาติกันอะไร มีญาติแบบนี้ไม่รู้จักกันยังดีซะกว่า!
หลายคนที่เหลือไม่ได้ปริปาก เพียงขมวดคิ้วมองภาพนั้น ทว่าฟั่นหลินสังเกตเห็นเหลิ่งซวงที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากพวกเขามีสีหน้าเยือกเย็นและสงบนิ่ง จึง.อดแปลกใจเล็กน้อยไม่ได้ เขาคล้ายจะนึกถึงอะไรได้ สายตามองไปในลานฝึกยุทธ์อีกครั้ง ครั้งนี้มองแล้วคิ้วที่เคยขมวดอยู่น้อยๆก็คลายออก
สตรีชุดขาวในลานนั้นสีหน้าท่าทางเฉยเมย ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน ไม้พลองกลมในมือเหมือนแค่ถือไว้เฉยๆ ไม่ได้มีท่าทีอะไรเลย เมื่อเห็นชายหนุ่มคนนั้นโจมตีมาตรงอก นางเพียงเลิกคิ้วแล้วเผยรอยยิ้มเย็นที่เหมือนยิ้มแต่ไม่ใช่ยิ้มออกมา
ยามดวงตาเห็นว่ามือชายหนุ่มคนนั้นจะโจมตีตรงหน้าอก ก็เห็นเฟิ่งจิ่วย้ายฝีก้าว ระหว่างที่หันข้างหลบหลีกไป ไม้พลองในมือพลันเคาะไปยังมือที่ยื่นมา ขณะไม้นั้นเคาะลง พวกเขาถึงกับได้ยินเสียงใบมีดลมดังขึ้นครั้งหนึ่ง
และเสียงที่ดังขึ้นตามมากลับเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนของชายหนุ่มคนนั้น…
ตอนที่ 334: ได้ไม่คุ้มเสีย
“อั่ก! อ๊าก!”
เสียงร้องครวญกลบเสียงกระดูกมือหักไว้ พอไม้พลองนั้นเคาะลงมา กระดูกทั้งมือเขาก็แตกละเอียด เห็นแต่มือเขาบวมกลายเป็นเท้าหมูทันใด มืออีกข้างกุมมือที่เจ็บจนกระตุกเกร็งไว้แน่น ตัวกระโดดอยู่กับที่พลางพยายามจะบรรเทาความเจ็บปวดแทบขาดใจ
“อ๊ากๆๆ…มือข้า…ซี๊ด! เจ็บเป็นบ้า…”
เห็นภาพเช่นนี้ อารมณ์บนใบหน้าองครักษ์ทั้งแปดผ่อนคลายลง เผยความสะใจในความทุกข์คนอื่นออกมา
“สมน้ำหน้า!”
“สมควรโดนเช่นนี้แล้ว”
หลัวอวี่กับฉีคังพูดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย กล่าวจบทั้งสองก็มองหน้ากันยิ้มๆ มองร่างสีขาวในลานนั้นด้วยดวงตาเปล่งประกาย เพียงรู้สึกว่าหนึ่งไม้นี้นางตีระบายความโกรธได้ดีนัก
ทว่าคนของตระกูลสายรองเห็นภาพเช่นนี้แล้ว สีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นดูไม่ได้ขึ้นมา ยามเห็นเขาลงมือจู่โจมตรงอกพวกเขาก็รู้สึกขายหน้ายิ่ง ตอนนี้ดีแล้วที่เพิ่งลงมือก็ถูกนางตีไปหนึ่งที
เมื่อไม้นั้นเคาะลงไปสายตาพวกเขาถูกบังไว้ด้วยตัวชายหนุ่มเอง ด้วยเหตุนี้หากมองจากมุมพวกเขา หนึ่งไม้นั้นน่าจะไม่รุนแรงมาก ครั้นเห็นเขากรีดร้องจนกลายเป็นเช่นนั้นก็คิดเพียงว่าเขาไม่เอาไหน ทำพวกตนเสียหน้าต่อหน้าเหล่าองครักษ์และเฟิ่งชิงเกอ
ทว่าในยามนี้เอง ไม้พลองในมือเฟิ่งจิ่วตวัดกวาดออกไปอีกครั้ง โจมตีลงตรงกระดูกน่องขา ได้ยินเขากรีดร้อง ร่างกายซวนเซล้มไปข้างหนึ่ง ขณะร่างกายเคว้งอยู่กลางอากาศ ทุกคนเห็นเพียงลมจากไม้อันแข็งแกร่งกวาดผ่าน เสียงลมเสียงหนึ่งวาดผ่านไปในลานฝึกยุทธ์ โจมตีตรงหว่างขาชายหนุ่มที่กางอยู่เล็กน้อยเพราะล้มไปด้านข้าง
“อ๊าก!”
“ว้าย!”
“ซี๊ด!”
“หืม!”
เสียงที่แตกต่างแทบจะเปล่งออกจากปากแต่ละคนในเวลาเดียวกัน บุรุษรอบข้างเห็นภาพเช่นนี้ต่างหุบสองขาติดกันโดยไม่รู้ตัว สองดวงตาเบิกกว้างอย่างหวาดกลัว หัวใจพลันสั่นสะท้านขึ้นมา
“ซี๊ด! กระบวนท่านี้ป่าเถื่อนเกินไปแล้ว! ขนาดข้ามองยังเจ็บไปด้วยเลย”
หลัวอวี่หนีบสองขาแน่นพลางพูด เพียงรู้สึกว่าครั้งก่อนที่นายท่านชกเขาถือว่าปรานีแล้วจริงๆ อย่างน้อยตอนนั้นที่โดนชกก็แค่ใบหน้าหล่อเหลา แต่ไม่ได้ทำอะไรน้องชายเขา
ฉีคังกลืนน้ำลาย สีหน้าหวาดหวั่น “กระ กระบวนท่าของคุณหนูใหญ่คนนี้โหดเหี้ยมนัก! โหดเหี้ยมเหลือเกิน!” ตอนนี้เขาอดคิดไม่ได้ว่า หากวันนั้นเข้าไปในห้องผู้นำตระกูลจริงๆ คุณหนูใหญ่จะตบรางวัลให้เขาเช่นนี้หรือไม่?
นึกถึงตรงนี้ เขาหนาวสั่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เป็นดังคาด ผู้หญิงไม่ได้โหดเหี้ยม พอร้ายขึ้นมากลับไม่ใช่คนเลยจริงๆ!
ฟั่นหลินเห็นชายหนุ่มคนนั้นถูกไม้พลองโจมตีกระเด็นออกไปทันควัน และล้มลงต่อหน้าคนตระกูลสายรอง ทำไม่ได้แม้แต่จะกรีดร้องก็เจ็บจนสลบไป จึงลูบๆคางบอกว่า “เจอไม้นี้เข้าไป เดาว่าน้องชายเขาคงเสียหายไปมากโข”
คนอื่นๆ เห็นคุณหนูใหญ่หมุนมือเก็บไม้พลองไว้ด้านหลังก็พูดขึ้นในฉับพลัน “มองไม่ออกเลยว่าคุณหนูใหญ่…เอ่อ สาวน้อยที่อ่อนโยนไร้พิษสงจะเหวี่ยงไม้ได้รุนแรงมากเช่นนี้ มองคนแค่ภายนอกไม่ได้จริงๆ!”
“ฮุยเอ๋อร์! ฮุยเอ๋อร์!”
ชายวัยกลางคนร้องตกใจ เมื่อประคองคนที่หมดสติขึ้นมาถึงจะพบว่าแขนเขาอ่อนเปลี้ยลู่ลงราวกับกระดูกแตกหักไปหมด ทั้งฝ่ามือเต็มไปด้วยเลือด หนำซ้ำบริเวณหว่างขาจุดที่บอบบางที่สุดของบุรุษเพศ ยามนี้ก็มีเลือดซึมออกมารางๆ ย้อมเป้ากางเกงจนเป็นสีแดง ชายวัยกลางคนเห็นแล้วหัวใจบีบรัด เงยหน้ามองไปทางเฟิ่งจิ่วที่อยู่ไม่ไกลอย่างแค้นใจทันที ก่อนจะส่งเสียงตะโกนลั่น
“จิตใจเจ้าโหดเหี้ยมนัก! ลงมือป่าเถื่อนรุนแรงเช่นนี้โดยไม่นึกถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือด! เจ้าคิดจะทำร้ายเขา!”
ตอนที่ 335: กังวลใจไปเสียเปล่า!
เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วยิ้มหยันพลางกล่าวแดกดัน “ความสัมพันธ์ทางสายเลือด? พวกท่านยังกล้าเอ่ยถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับข้าอีก คิดว่าท่านพ่อข้าล้มป่วยแล้วจะรังแกจวนตระกูลเฟิ่งได้ง่ายๆจริงรึ จะดูแลตระกูลเฟิ่ง? พวกท่านคู่ควรหรือ?”
ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าคนบ้านรองเปลี่ยนไปอีกครั้ง มองสาวน้อยที่เฉยชาพูดจาเฉียบคมและไม่ปิดบังอะไรอีกผู้นี้ ยามนี้พวกเขาถึงจะรู้ว่าเดิมทีนางตบตาพวกเขาเล่นมาตั้งแต่ต้น!
แต่ไหนแต่ไรนางไม่เคยคิดจะให้พวกเขาเข้ามารับช่วงตระกูลเฟิ่งต่อ และไม่เคยคิดให้มาดูแลจวนตระกูลเฟิ่ง! นางแค่จงใจลูบคมทำให้พวกเขาอับอาย!
“เฟิ่งชิงเกอ! ดี! ดีมาก!”
ชายวัยกลางคนโกรธจนกัดฟันกรอด ส่งลูกชายที่บาดเจ็บหมดสติให้คนด้านหลังไปดูแล ส่วนตนเดินก้าวยาวไปหานาง พูดเสียงเกรี้ยวกราดว่า “วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าแทนเฟิ่งเซียวเอง!”
เห็นชายวัยกลางคนเดินไปหานาง องครักษ์ทั้งแปดเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย บอกว่า “เขาคือคนตระกูลสายรองที่เพิ่งบรรลุระดับบรรพชนนักรบเมื่อเดือนก่อน ต่อให้คุณหนูใหญ่ฝีมือดีเท่าใดก็แค่ความรู้สึกไว เกรงว่าเจอกับเขาคงเสียเปรียบ”
“พวกเราเข้าไปช่วยเถอะ! กล้าสบประมาทคุณหนูใหญ่ในเขตจวนตระกูลเฟิ่ง นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ!”
“จริงด้วย เห็นพวกเราเป็นแค่ของประดับรึไง?”
“ไป!”
พวกเขาแผดเสียง กำลังจะเดินหน้าไป เวลานี้เองกลับเห็นเหลิ่งซวงเดินเข้ามาขวางทางไว้
“พวกเจ้าอย่าไปสร้างความวุ่นวายให้นายท่าน”
เสียงเย็นเยียบเสริมด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกนั้น ทำให้นางดูเป็นสาวงามที่เหมือนภูเขาน้ำแข็ง ส่วนชุดสีดำรัดรูปก็ยิ่งเพิ่มความเฉยชา ลดความอ่อนโยนของสาวน้อยลงไปบางส่วน มีเพียงความหนาวเหน็บเท่านั้น
“เขาเป็นถึงระดับบรรพชนนักรบ นายท่านจะรับมือไหวรึ?” หลัวอวี่ตกใจเล็กน้อย เมื่อถามเช่นนี้ออกไปในใจก็เหลือเชื่ออยู่บ้าง
เหลิ่งซวงอยู่ข้างกายนายท่านมาค่อนข้างนาน หากนายท่านสู้ไม่ไหวนางน่าจะปรี่เข้าไปคนแรกแล้ว แต่ตอนนี้กลับมาห้ามปรามพวกเขา คิดได้เพียงว่า…
กำลังนายท่านมากพอจะต่อกรกับชายวัยกลางคนระดับบรรพชนนักรบคนนั้น?
เฮือก! จะเป็นไปได้หรือ
นึกถึงตรงนี้เขาก็สูดหายใจเข้า มองไปทางร่างสีขาวนั้นด้วยสายตาตกตะลึง
คนอื่นๆได้ยินคำพูดนี้ ก็มองไปทางร่างสีขาวนั้นด้วยแววตาที่มีความเหลือเชื่อหลายส่วน
พวกเขาเคยเห็นเสน่ห์แพรวพราวยามนางสวมชุดแดง นั่นคือความหยิ่งผยองที่ช่างเอาแต่ใจ สิ่งที่กระจายอยู่ทั่วร่างคือประกายแสงแห่งความมั่นใจและสูงส่ง วันนี้นางสวมชุดขาวอยู่บนลาน ตอนแรกที่เห็นให้ความรู้สึกอ่อนโยนไร้พิษภัย ราวกับแกะน้อยเชื่องๆ ไม่ก้าวร้าวเลยสักนิด
แต่นี่เป็นเพียงภาพลวงตาที่ให้คนเห็นในคราแรก มิเช่นนั้นชายหนุ่มคนก่อนหน้าคงไม่กรีดร้องครวญครางเช่นนั้น
พอนึกถึงไม้นั้นที่นางตวัดโจมตีลงไป พวกเขาก็สั่นเทิ้มทั้งร่าง กลืนน้ำลายหนีบสองขาแน่นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เป็นห่วงนาง? พวกเขาอาจจะกังวลใจไปเสียเปล่าแล้วจริงๆ
ส่วนในลานฝึกยุทธ์ เฟิ่งจิ่วที่ถือไม้พลองไว้มองชายวัยกลางคนสาวเท้าเข้ามาอย่างฉุนเฉียว เมื่อฝ่ามือยกขึ้นตบมาทางใบหน้าเธอพร้อมกับพลังลึกลับ
เธอเลิกคิ้วขึ้น โยนไม้พลองในมือไปด้านหลังแล้วใช้มือเปล่าโจมตีทันที ก่อนจะคว้าข้อมือที่สะบัดตบมาไว้ด้วยความเร็วไม่ธรรมดา
เท้าก้าวเคลื่อนไหวผิดตำแหน่ง ทันทีที่แวบผ่านไปด้านข้าง ก็บิดข้อมือที่คว้าไว้ไปด้านหลัง บิดจนหักเสียงดังกร๊อบ ขณะเดียวกันมืออีกข้างก็จับตรงหัวไหล่แล้วดึงทั้งแขนเขาลงมา
“อ๊าก!”
ความเจ็บปวดรุนแรงถาโถมมาโดยไร้สัญญาณเตือน ทำให้ชายวัยกลางคนส่งเสียงร้องแหลม ที่มากยิ่งกว่าคือความตกใจและเสียขวัญ…
ตอนที่ 336: อึ้งไปแล้ว!
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องเจ็บปวดของเขา สิ่งที่แว่วมาจากรอบๆคือเสียงสูดหายใจด้วยความเหลือเชื่อ ผู้คนที่มุงดูเบิกตาโตมองภาพนี้อย่างยากจะเชื่อ หากไม่ได้เกิดขึ้นตรงหน้าพวกเขาจริงๆ จะอย่างไรก็ไม่มีทางเชื่อ นึกไม่ถึงว่าระดับบรรพชนนักรบผู้ทรงเกียรติคนหนึ่ง…จะถูกกำราบในหนึ่งกระบวนท่าเช่นนี้
“อ๊าก!”
เข่าชายวัยกลางคนถูกเตะไปทีหนึ่ง ขาจึงงอคุกเข่าลงไป ร่างกายโดนกดให้หมอบไปด้านหน้า ส่วนแขนที่ถูกจับดึงลงมาถูกบิดกดไว้บนหลัง เจ็บเสียจนเขาเหงื่อออกท่วม คิดจะขัดขืนยืนขึ้นกลับพบว่าตนทำไม่ได้
คนตระกูลสาขาอึ้งไปแล้ว!
องครักษ์ทั้งแปดก็มึนงง! นี่มันพิสดารไปแล้วจริงๆ!
ฝีมือและพลังเช่นนี้ ใครกล้าบอกว่านางดูแลทั้งจวนตระกูลเฟิ่งไม่ได้? ใครยังกล้าพูดว่าอยากจะช่วยนางดูแลจวน?
หัวใจทุกคนรอบด้านสั่นไหวขึ้นมา คนตระกูลสาขาอกสั่นขวัญแขวน พวกเขาไม่นึกว่าเฟิ่งชิงเกอจะมีฝีมือประหลาดเช่นนี้ สามารถกำราบบรรพชนนักรบได้ด้วยหนึ่งกระบวนท่า กำลังเช่นนี้ หากพวกเขาเอ่ยคำพูดก่อนหน้าออกไปอีกก็ไม่เจียมตัวเกินไปแล้ว
ส่วนหัวใจเหล่าองครักษ์ที่สั่นไหวก็เพราะความตื่นเต้น ตื่นเต้นในความโดดเด่นของฝีมือและพละกำลังของนาง ในสายตาพวกเขามีเพียงคนที่โดดเด่นเช่นนี้ถึงจะคู่ควรเป็นนายท่านพวกเขา!
ท่ามกลางผู้คน ในดวงตาชราภาพที่ขุ่นมัวของชายชราตระกูลสาขามีความตื่นตระหนกตกใจ อาจเพราะคนอื่นมองไม่ออก แต่เขากลับเห็นอย่างเด่นชัดว่านางสามารถเอาชีวิตเขาได้ในชั่วพริบตา แต่นางไม่ได้ทำ แค่บิดหักข้อมือแล้วดึงแขน สำหรับพวกเขาก็ถือว่านางปรานีให้แล้ว
เขาคิดว่าหากไม่ใช่เพราะพวกเขาล้วนเป็นคนสกุลเฟิ่ง เกรงว่าแค่เรื่องที่วันนี้เข้ามาจะรับช่วงจวนตระกูลเฟิ่ง ก็มากพอให้พวกเขาตายอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว!
นึกถึงตรงนี้ ใจเขาเกิดกลัวขึ้นมา ขณะอกสั่นขวัญแขวนเหงื่อเย็นก็ไหลซึม รีบใช้ไม้เท้าในมือค้ำไว้เลี่ยงไม่ให้ร่างกายโงนเงนล้มลงบนพื้น แต่แม้เป็นเช่นนี้ เขายังคงจับแขนชายวัยกลางคนข้างๆที่อึ้งตกใจเหมือนกันไว้ และบอกด้วยเสียงสั่นเครือว่า “เร็ว รีบพาเขากลับมา พวกเรา พวกเราไปเถอะ!”
ทว่าตอนนี้กลับไม่มีใครกล้าเข้าไปอีก แต่ละคนต่างยืนมองหญิงงามท่าทางเย็นเยือกอยู่ตรงนั้นอย่างตื่นตะลึง
“ปล่อยข้า! เจ้าปล่อยข้า!”
ชายวัยกลางคนที่ถูกกดไว้ดิ้นรนแข็งขืนพลางแผดเสียงเกรี้ยวกราด แต่ในเวลาต่อมา เห็นเพียงมือตั้งท่าเป็นดาบสับลงท้ายทอยอย่างแรง เขาร้องเสียงอู้อี้ ร่างนอนลงบนพื้นและสลบไป
เฟิ่งจิ่วมองคนตระกูลสาขาด้วยท่าทีเฉยเมยเย็นชา เสียงเย็นเยียบเปล่งออกจากปากอย่างดุดันและเป็นการเตือน “นี่เป็นครั้งแรกและเป็นครั้งสุดท้าย พวกท่านในฐานะลูกหลานสายรองของตระกูลเฟิ่งก็ควรมีท่าทางเช่นคนสายรอง หากเกิดเรื่องเช่นตอนนี้ขึ้นอีก เช่นนั้นข้าไม่ถือสาที่จะให้พวกท่านตระกูลสาขาหายไปจากลำดับเครือญาติของตระกูลเฟิ่ง!”
ได้ยินเสียงกล่าวเตือนที่ดุร้ายและเย็นเยียบนั้นดังมา คนตระกูลสาขาเพียงรู้สึกใจเต้น หัวใจพลันหล่นวูบ ไม่มีใครเคลือบแคลงถึงความจริงแท้ในคำพูดนี้ เพราะดูจากวิธีการลงมือก็รู้แล้วว่านางไม่ใช่คนที่จะสนใจความสัมพันธ์ทางสายเลือดอะไรนั่นแน่นอน
หากมีครั้งต่อไปอีกจริง พวกเขาเชื่อว่านางจะทำอย่างที่พูดวันนี้ ทำให้ตระกูลสาขาหายไปจากเครือญาติวงศ์วานของตระกูลเฟิ่งแน่!
ชายชราสูดหายใจเข้าลึก ข่มความกลัวในใจพลางมองเฟิ่งจิ่วอย่างลึกล้ำ “ข้ารู้แล้ว ข้าจะดูแลคนตระกูลสาขาให้ดี เรื่องเช่นวันนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแน่นอน”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็ยกริมฝีปากขึ้นยิ้ม “พ่อบ้าน ส่งพวกเขาออกไปด้วย”
ตอนที่ 337: ภาพหมือนภูตหมอ
“ขอรับ” พ่อบ้านจัดการอารมณ์แล้วขานรับด้วยความเคารพ จากนั้นมาทางด้านคนตระกูลสาขา พาพวกเขาออกไป
เห็นพวกเขาเดินคอตกจากไป ท่าทางไม่กล้าแม้แต่จะก่อเรื่อง หลัวอวี่ก็หัวเราะชอบใจ ก้าวยาวเดินไปทางเฟิ่งจิ่วด้วยสีหน้าเอาอกเอาใจ “นายท่าน ตอนนี้ข้าเพิ่งรู้ว่าที่แท้ท่านทำกับข้าเช่นนั้นถือว่าดีแล้ว”
เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วเบาๆ พลางชำเลืองมองเขา เหมือนยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม สายตามองผ่านคนอื่นๆด้านนั้น ก่อนจะเดินออกไปจากลานฝึกยุทธ์
เห็นนางไม่พูดอะไรด้วย หลัวอวี่ก็ยังหน้าหนาติดตามไป
ภายในลานฝึกยุทธ์เงียบลงหลังจากพวกเขาออกไปแล้ว เหลือเพียงองครักษ์อีกเจ็ดคนที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น
“พวกเจ้าเห็นว่ายังไง ด้วยฝีมือและกำลังคุณหนูใหญ่ มีคุณสมบัติพอจะเป็นนายท่านพวกเราหรือไม่?” ฟั่นหลินยิ้มน้อยๆ พลางมองหลายคนข้างกาย
ทุกคนต่างครุ่นคิด หนึ่งในนั้นพูดขึ้นว่า “คุณหนูใหญ่เหนือกว่าที่พวกเราคาดไว้มากจริงๆ หากนางเป็นเช่นนี้ จะดูแลองครักษ์ประจำตระกูลก็ไม่ใช่ปัญหา”
“ถูกต้อง รูปแบบการจัดการของนางเฉียบขาดว่องไวยิ่งนัก ควรโหดก็โหด ความห้าวหาญเช่นนี้คนทั่วไปเทียบไม่ติดเลย”
“อืม ข้าก็คิดเช่นนั้น ครั้งก่อนไม่มีโอกาสคลุกคลีกับนาง แต่ครั้งนี้มีเรื่องราวมากมายให้เห็นกับตา ข้าคิดว่านางเหมือนพยัคฆ์หลับลึก แค่ไม่แสดงฝีมือเท่านั้น พอแสดงฝีมือก็น่าสะพรึงนัก!”
“แต่พวกเรากลับมานานเพียงนี้แล้ว นางกลับไม่เคยกำชับหรือสั่งการอะไรเลย อย่างกับพวกเราเป็นอากาศธาตุ คงไม่ได้ไม่พอใจพวกเราหรอกกระมัง?” ฉีคังถามอย่างเป็นกังวลอยู่บ้าง
เวลานี้ เขากำลังคิดว่านางรู้เรื่องวันนั้นแล้วหรือไม่
“คิดมากไปก็เปล่าประโยชน์ ไปกันเถอะ!”
พวกเขาส่งสายตาให้กันแล้วเดินกลับไป ในใจต่างรู้ว่าอาจไม่ใช่พวกเขาที่สำรวจว่านางมีคุณสมบัติพอจะเป็นนายหรือไม่ แต่เป็นนางที่กำลังสำรวจว่าพวกเขามีคุณสมบัติพอจะเป็นข้ารับใช้หรือเปล่า
…..
ในอีกหนึ่งแคว้นที่ห่างไกลออกไป คนชุดดำผู้หนึ่งมายังห้องของฮุยหลาง รายงานข่าวคราวแล้วจึงถอยออกไปเงียบๆ
อิ่งอีที่นั่งดื่มชาอยู่ข้างโต๊ะชำเลืองมองแวบหนึ่ง ถามอย่างอยากรู้เล็กน้อย “ข่าวที่นายท่านให้ไปตรวจสอบรึ?”
“ใช่ วันนั้นภูตหมอจากไป นายท่านมีกิจธุระรั้งไว้จึงไปหาเขาไม่ได้ไม่ใช่หรือ? หลังจากกลับมาจึงให้ข้าไปตรวจหาเบาะแสเขาเสียหน่อย ช่วงนี้ถึงเพิ่งจะมีข่าวคราวเข้ามา” ฮุยหลางขานรับพลางเปิดข้อมูลออกจะอ่านเสียหน่อย
“หาตัวในแคว้นเหินเวหาไม่เจอ นายท่านยังเตือนอีกว่าให้ข้าส่งคนไปแอบสืบที่แคว้นแสงสุริยัน นี่อย่างไร ถึงตอนนี้เพิ่งจะมีข่าวมาจากทางนั้น”
“แคว้นเล็กระดับเก้า? ภูตหมอจะไปที่นั่นทำไมกัน” อิ่งอีขมวดคิ้ว ในสายตาเขา อย่างไรภูตหมอก็ไม่น่าใช่คนจากแคว้นเล็กๆระดับเก้า ถึงอย่างไรในแคว้นเล็กระดับเก้าก็มีนักปรุงยาเช่นเขาไม่ได้อยู่แล้ว
“ข้าจะไปรู้ได้ยังไง นายท่านไม่ได้พูดไว้ แค่บอกให้ข้าส่งคนไปตรวจสอบที่แคว้นแสงสุริยัน” พูดถึงตรงนี้ เขาก็หยิบเอกสารข้อมูลในถุงออกมา
ด้านบนสุดเป็นภาพเหมือน คนในรูปนั้นสวมชุดสีแดงผ่าเผย รูปโฉมงามเป็นเลิศ ดวงตาคู่นั้นที่แฝงความเจ้าเล่ห์และหลักแหลมราวกับกำลังจ้องมองพวกเขาผ่านแผ่นกระดาษ ประหนึ่งกำลังวางแผนร้ายอะไรอยู่ มุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยดูชั่วร้ายอยู่หลายส่วน ช่างเหมือนกับท่าทางปีศาจร้ายกาจอย่างภูตหมอคนนั้น
ฮุยหลางถือภาพหเหมือนพลางส่ายหน้า ส่งเสียงจิ๊จ๊ะ “เจ้าดูสิ นายท่านหลงใหลภูตหมอเข้ากระดูกดำ! ให้ข้าวาดข้ายังวาดเขาออกมาให้เหมือนมีชีวิตจริงเช่นนี้ไม่ได้เลย แต่นายท่านกลับวาดบุคลิกและเสน่ห์ของเขาออกมาได้ หากบอกว่าในใจนายท่านไม่มีเขา ข้าก็ไม่เชื่อหรอก”
ตอนที่ 338: รักข้างเดียวของเจ้าตำหนักยมราช
อิ่งอีเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง บอกว่า “เจ้าพูดผิดแล้ว ความรักเป็นเรื่องของสองคน ส่วนเรื่องของนายท่าน คนฉลาดมองก็รู้แล้วว่าเป็นรักข้างเดียว หากในใจภูตหมอมีนายท่านคงไม่หนีไปทุกครั้งหรอก”
“เฮ้อ! ความจริงจะโทษภูตหมอก็ไม่ได้ เจ้าว่าไหม เขาก็เป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหก เหมือนกับต้นกล้าอ่อนนัก แม้จะแปลกผิดคนธรรมดาไปหน่อย แต่จะไม่ยอมรับความจริงที่ว่าเขาอายุเพียงสิบห้าสิบหกไม่ได้ อีกอย่างคือนายท่านเป็นพวกชอบบุรุษด้วยกัน! ภูตหมอคนนั้นดูปกติยิ่งนัก นายท่านชอบเขาคือเรื่องหนึ่ง เขาไม่ชอบนายท่านมันอีกเรื่อง เจ้าว่าถึงนายท่านชอบพอเขา ก็ฝืนทำให้เขาเบี่ยงเบนมาชอบบุรุษไม่ได้กระมัง?”
ได้ยินเช่นนี้ อิ่งอีมองเขาแปลกๆ “ความหมายเจ้าคือ ภูตหมอดูเป็นคนปกติมาก แต่นายท่านต่างหากไม่ปกติ?”
ฮุยหลางนั่งตัวตรง หันหน้าไปมองรอบๆทันที ถึงจะค่อยฉีกยิ้มพูดว่า “นายท่านไม่ปกติมาแต่ไหนแต่ไร เจ้าว่าผู้ชายปกติจะไม่ถูกใจสาวงามที่หน้าตาสะสวยผิวขาวเนียนหน้าอกใหญ่แล้วไปชมชอบผู้ชายได้หรือ?”
“แต่ว่า…”
เขาจัดการสีหน้าอารมณ์ เหล่มองอิ่งอีแวบหนึ่ง กระแอมไอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยสีหน้าจริงจังว่า “นายท่านก็คือนายท่าน จะชอบหญิงหรือชายล้วนไม่ใช่เรื่องที่ข้ารับใช้อย่างเราจะห้ามปรามกันได้ ดังนั้นเห็นนายท่านผูกใจรักภูตหมอ ข้าก็จะพยายามช่วยเหลือให้ถึงที่สุด และหวังว่านายท่านจะทำให้ภูตหมอหันมาชอบพอกันได้ ให้พวกเขาคู่รักกลายเป็นคู่ชีวิตกันได้ในท้ายที่สุด”
“เฮอะ นี่เจ้ากังวลว่าข้าจะแอบไปรายงานนายท่าน?” อิ่งอีดื่มชา ถามว่า “ข้าดูเหมือนคนที่จะแอบไปพูดลับหลังหรือไง”
ฮุยหลางชำเลืองมองเขา กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์นักว่า “เจ้าคงไม่แอบไปรายงาน แต่ตอนเมาเจ้าคงวิ่งไปพูดเรื่องพวกนี้ต่อหน้านายท่านแน่”
“แค่กๆ!”
อิ่งอีไออย่างกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง บอกว่า “ครั้งนั้นข้าเมา นายท่านก็ไม่คิดเป็นจริงเป็นจังไม่ใช่หรือ”
“ใช่ ไม่คิดเป็นจริง นายท่านเพียงบอกว่าครั้งหน้าจะหาเหล้าที่แรงๆหน่อยมาให้เจ้าลิ้มลอง”
พูดถึงเรื่องนี้เขาก็ถอนหายใจ “หากไม่ใช่เพราะปกติข้าไม่มีแม้แต่คนที่พูดคุยเสวนาด้วยได้ ก็คงไม่โดนเจ้าหลอกหลายครั้งหลายคราเพียงนั้น”
“เพ้ย! นี่เรียกว่าพูดคุยเสวนาเสียที่ไหน เห็นชัดๆว่าเจ้านินทาลับหลังนายท่าน พูดเรื่องซุบซิบนินทาของนายท่าน เรื่องนี้นอกจากข้าใครจะกล้าฟัง” เรื่องนี้มีเพียงมือซ้ายมือขวาสองคนที่อยู่ข้างกายนายท่านมาเสมออย่างพวกเขากล้าแอบพูดกัน หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น ใครเล่าจะอาจหาญเช่นนั้น?
อิ่งอีพูดจบ เห็นสหายถือภาพเหมือนภูตหมอใบนั้นไว้เนิ่นนานไม่ยอมวาง จึงบอกว่า “เจ้าระวังภาพนั้นหน่อย อย่าทำเสียหายล่ะ นายท่านกำชับว่าต้องส่งกลับคืนไปให้เขา เจ้าไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นที่นายท่านวาดเสร็จ ก็ถือภาพเหมือนนี้ยืนด่าภูตหมอว่าใจดำคล้ายพูดกับตัวเองอยู่ข้างหน้าต่าง ข้าเห็นแล้วรู้สึกเหมือนนายท่านถูกครอบงำ เดาว่าหากไม่มีเรื่องทางนี้รั้งไว้คงไปหาภูตหมอนานแล้ว”
“รู้แล้ว รู้แล้ว หากไม่ใช่เพื่อให้คนด้านล่างตามหาเบาะแสภูตหมอได้สะดวก นายท่านคงไม่ให้ส่งภาพนี้ถึงมือพวกเขาหรอก” ฮุยหลางกล่าวแล้ววางภาพเหมือนในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบข้อมูลพวกนั้นที่ตรวจสอบกลับมาได้มาตรวจดู ไม่ทันไรกลับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ลุกยืนขึ้นส่งเสียงอย่างยากจะเชื่อ
“อะ อะไรนะ ภูตหมอเป็นสตรี?”
“พรวด! แค่กๆ!”
อิ่งอีที่กำลังดื่มชาได้ยินคำพูดฮุยหลางก็พลันสำลักน้ำชาสาดลงบนโต๊ะ เปียกภาพเหมือนนั้นทันที…
ตอนที่ 339: ข่าวคราวของภูตหมอ
อิ่งอีเงยหน้ามองฮุยหลางอย่างอึ้งตะลึง “เจ้า เจ้าว่าอะไรนะ”
ฮุยหลางถือเอกสารในมืออย่างตื่นเต้นดีใจ หัวเราะลั่นขึ้นมา “ฮ่าๆๆ! ดีเหลือเกิน! ที่แท้ภูตหมอเป็นหญิง! เช่นนี้นายท่านก็ปกติ และอีกหน่อยพวกเราก็จะได้มีนายหญิงแล้ว ฮ่าๆๆ…เอ๊ะ!”
เสียงหัวเราะเขาหยุดลง เขามองอิ่งอีทั้งดวงตาเบิกกว้าง “เจ้าแย่แล้ว ไม่นึกว่าเจ้าจะภาพเหมือนภูตหมอเปียกเสียได้”
อิ่งอีนิ่งไปสักพัก มองภาพเหมือนที่โดนน้ำชาซึ่งเขาสำลักออกมาจนเปียกชื้น และนึกถึงคำพูดที่นายท่านกำชับไว้หลายรอบว่าภาพนี้ต้องส่งกลับไป หนังศีรษะก็อดชาวาบขึ้นมาไม่ได้
“ข้าขอดูข้อมูลหน่อย”
อิ่งอีแย่งเอกสารในมือฮุยหลางมาดู ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกแปลกใจ “ภูตหมอไม่เพียงเป็นหญิง ซ้ำยังเป็นคนจากแคว้นเล็กระดับเก้า? นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าสถานที่เช่นนั้นจะมีคนอย่างนางอยู่ด้วย”
“ฮี่ๆ ไม่ว่าเขาเป็นคนแคว้นใด อย่างไรเสียหากเป็นเช่นนี้ ภายหน้ายามนายท่านพาภูตหมอมาต่อหน้าผู้คนแล้วไม่โดนครหาว่าเป็นพวกตัดแขนเสื้อก็พอ จริงด้วย เจ้าว่าเรื่องที่ภูตหมอเป็นหญิง นายท่านจะรู้อยู่ก่อนแล้วหรือไม่?”
เขาพลันคิดขึ้นได้ว่านายท่านอาจจะรู้เรื่องนี้นานแล้ว
“เป็นไปได้”
อิ่งอีพยักหน้า นึกถึงความรักแบบเปิดเผยที่นายท่านมีต่อภูตหมอ นายท่านต้องรู้เรื่องที่นางเป็นหญิงอยู่ก่อนแล้วแน่ มิเช่นนั้นต่อให้ไม่กลัวสายตาคนอื่นยังไง ก็ไม่อาจปล่อยให้ใครๆหาว่าเขาเป็นพวกไม้ป่าเดียวกันหรอกกระมัง?
นึกถึงตรงนี้ เขาลูบๆคาง ดูเหมือนคนที่บอกว่านายท่านชอบผู้ชายด้วยกันก็มีแค่เขากับฮุยหลางสองคน…
ขณะกำลังคิดอยู่ก็เห็นฮุยหลางเก็บเอกสารและภาพเหมือนที่โดนน้ำชาสาดจนเปียก ก่อนเร่งฝีเท้าเดินออกไป
“ข้าจะไปรายงานเบาะแสภูตหมอให้นายท่าน” ฮุยหลางฉีกยิ้ม ยกภาพเหมือนในมือขึ้นมา ยิ้มอย่างมีเจตนาร้าย “และถือโอกาสบอกเรื่องภาพเหมือนนี้กับนายท่านด้วยเลย” กล่าวจบก็ปรี่ออกไปนอกเรือนทันที
“เจ้าหมาป่าตาขาวนี่!”
อิ่งอีสบถเสียงเบาอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วรีบเร่งลุกขึ้นไล่ตามไป
ภายในห้อง เจ้าตำหนักยมราชที่นั่งจัดการธุระต่างๆอยู่หน้าโต๊ะหนังสือสวมชุดคลุมสีดำลายมังกรดำ หลังจากยุ่งวุ่นอยู่พักหนึ่งก็วางพู่กันที่ใช้ตรวจงานลง ยกน้ำชาด้านข้างขึ้นมาจิบ
“นายท่าน!”
“เข้ามา”
ฮุยหลางที่อยู่นอกห้องได้ยินเสียงดังมาจากด้านใน จึงค่อยผลักประตูห้องเดินเข้าไป ฉีกยิ้มเร่งฝีเท้ามายังหน้าโต๊ะหนังสือพลางพูดด้วยความดีอกดีใจว่า “นายท่าน มีข่าวของภูตหมอมาแล้วขอรับ” ระหว่างพูดเขาก็ยื่นเอกสารไปข้างหน้าพร้อมกับภาพเหมือนที่เปียกน้ำชา
เมื่อเห็นนายท่านขมวดคิ้วจ้องภาพเหมือนนั้น ฮุยหลางก็กล่าวอย่างไร้จิตสำนึกยิ่ง “อิ่งอีดื่มชาไม่ค่อยระวัง จึงสำลักน้ำชารดลงบนภาพเหมือนขอรับ”
อิ่งอีที่รีบร้อนเข้ามาได้ยินคำพูดนี้พอดี เขามองฮุยหลางตาเขียวปัด ก่อนจะคุกเข่าลงข้างเดียวรับความผิด “เป็นความผิดข้าน้อยทั้งหมด ขอนายท่านโปรดลงโทษด้วย”
เจ้าตำหนักยมราชชำเลืองมองพวกเขาสองคน พลิกอ่านเอกสารในมือโดยไม่พูดอะไร ยิ่งอ่านยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออ่านถึงเรื่องการหมั้นหมายของนางกับชายชื่อมู่หรงอี้เซวียนที่บอกไว้บนนั้น สีหน้าก็ยิ่งมืดทะมึน
จนกระทั่งอ่านถึงหน้าสุดท้าย เห็นข่าวล่าสุดบอกว่าการหมั้นหมายของทั้งสองถูกยกเลิก คิ้วที่ขมวดกันแน่นถึงจะคลายออก ใบหน้าหล่อเหลาองอาจเผยรอยยิ้มบางๆที่ยากจะสังเกตพบ เห็นได้ชัดว่าเขาพอใจข่าวนี้มาก
ฮุยหลางสังเกตสีหน้าเขาพลางพูดอย่างระมัดระวัง “นายท่าน แคว้นแสงสุริยันนั้นอยู่ห่างไกลจากพวกเรา จึงยังไม่ได้ข่าวคราวในช่วงนี้มา แต่รู้เบาะแสที่อยู่ของภูตหมอแล้ว นายท่านจะลองไปดูหรือไม่ขอรับ?”
ตอนที่ 340: สาวแกร่งพ่ายหนุ่มช่างตื๊อ!
ได้ยินเช่นนี้ เจ้าตำหนักเงยหน้ามองเขา ใบหน้าที่หล่อเหลาอาจหาญไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นใด เพียงถมึงทึงก็ทำให้คนรู้สึกยำเกรงยิ่ง
ฮุยหลางยิ้มเจื่อนๆ บอกว่า “เรื่องนั้น ข้าน้อยอ่านเอกสารก่อนแล้วจึงรู้ว่าที่แท้ภูตหมอเป็นผู้หญิง ดังนั้นเลยคิดว่าสตรีที่โดดเด่นเช่นภูตหมอ หากไม่อยู่ข้างกายนายท่านเกรงว่าจะถูกชายอื่นแย่งไปขอรับ”
เจ้าตำหนักเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สองแขนกอดอกเหลือบมองเขาเล็กน้อย ริมฝีปากน่าเย้ายวนยกโค้งขึ้นเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม เสียงทุ้มต่ำที่น่าดึงดูดเปล่งจากปากเขาว่า “เจ้าคิดว่าข้าจะพ่ายแพ้แก่ชายอื่น? หรือคิดว่าใครจะคว้านางไปได้ง่ายๆ?”
คว้า?
ได้ยินคำพูดนี้ อิ่งอีที่คุกเข่าอยู่บนพื้นหน้าสั่นเบาๆรีบก้มหัวลงไป นายท่านคิดว่าคนที่เข้าใกล้ภูตหมอล้วนเป็นชายที่เกี้ยวพานางไปแล้ว แต่ว่า คนที่เหมือนกำลังเกี้ยวภูตหมออยู่ตลอดก็มีแค่ตัวนายท่านเองนี่!
แม้เป็นเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่กล้าพูดคำพวกนี้ออกมาตรงๆ
ฮุยหลางได้ยินคำถามเขา มุมปากก็กระตุก กล่าวด้วยยิ้มกระอักกระอ่วนว่า “ขะ ข้าน้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้น แต่คำโบราณว่าไว้ สาวแกร่งพ่ายหนุ่มช่างตื๊อ สตรีต่อให้เก่งและเย็นชาอีกเท่าไร ก็ย่อมกลัวความหนักแน่นของบุรุษ! สตรีที่เดี๋ยวอยู่ใกล้เดี๋ยวห่างไกลเช่นนี้ จะมีบุรุษมาพัวพันโดยไม่รู้ตัวเมื่อไหร่ก็พูดยาก”
ได้ยินคำนี้ แววตาเจ้าตำหนักสั่นไหวเล็กน้อย นัยน์ตาดำลึกล้ำมีประกายฉายผ่าน มองฮุยหลางพลางพูดว่า “เจ้าหมายความว่าขอแค่ข้ารู้จักพัวพัน ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะชิงตัวนางมาไม่ได้?”
ชิงตัว?
อิ่งอีไม่กล้าและไม่มีหน้าจะมองขึ้นไปจริงๆ เขาแค่อยากบอกว่านายท่านต้องพิษรักของภูตหมอลึกยิ่งนัก แม้แต่คำว่าคว้ากับชิงตัวยังออกมาจากปากนายท่านผู้สูงศักดิ์ทรงอำนาจได้
หนำซ้ำฟังน้ำเสียงเขา คล้ายจะวางแผนทำจริงๆเสียด้วย…
เวลานี้ อิ่งอีเงยหน้าถลึงมองฮุยหลางอย่าง.อดไม่ได้
เพียงรู้สึกว่าฮุยหลางออกอุบายไปส่งเดช ต้องขจัดความคิดที่ยุ่งเหยิงพวกนี้ไปซะ เพราะเขานึกไม่ออกจริงๆ ว่านายท่านผู้สูงส่งเอาแต่ใจซ้ำยังเคร่งขรึมหยิ่งผยอง จะไปเอาใจสตรีคนหนึ่งและพยายามชิงตัวนางมาได้อย่างไร…
ปฏิกิริยาที่แตกต่างจากอิ่งอีคือ ฮุยหลางดูตื่นเต้นดีใจมาก หลังจากได้ยินคำพูดนายท่าน ดวงตาคู่นั้นก็เปล่งประกาย “ถูกต้อง ถูกต้อง นายท่าน หญิงสาวล้วนต้องการการเอาใจ แต่จะกวนใจนักไม่ได้ และก็ต้องเข้าหาอย่างมีวิธีด้วย ผู้หญิงบางคนสงวนท่าทีไม่ยอมให้ง่ายๆ บางคนก็กำลังทดสอบว่าฝ่ายชายให้ความสำคัญนางมากแค่ไหน”
“อีกอย่างด้วยรูปการณ์เช่นนี้ของนายท่าน ก็ไม่มีแรงดึงดูดเมื่อพบกับภูตหมอนี่เอง หากเปลี่ยนเป็นหญิงอื่นไหนเลยจะต้องไปคอยเอาใจ? แค่สื่อสายตากับคำพูดประโยคเดียว ก็มีหญิงพุ่งเข้ามาหาเป็นฝูงแล้วขอรับ”
เจ้าตำหนักยมราชชำเลืองมองเขา แอบคิดว่า แม้แต่ฮุยหลางยังมองออกว่าเขาไม่มีแรงดึงดูดต่อสาวน้อยคนนั้น?
คิดไปคิดมาเขาก็โบกๆมือ บอกว่า “พวกเจ้าถอยไปเถอะ!”
ฮุยหลางที่กำลังพูดได้เข้าทีได้ยินแล้วนิ่งไปนิด คิดเอ่ยปากถามอีกสักหน่อยว่าจะไปหาภูตหมอเมื่อไหร่ ก็ถูกอิ่งอีที่ยืนขึ้นมาลากออกไป
“ข้าน้อยขอลา”
อิ่งอีพูดพลางลากฮุยหลางออกไปทันที
เจ้าตำหนักเหลือบมองสองคนที่ถอยออกไป ดวงตาฉายประกายเล็กน้อย มองภาพเหมือนในมือ ดวงตาฉลาดเฉลียวของคนในภาพฉายประกายเจ้าเล่ห์ ตรงมุมปากมีรอยยิ้มชั่วร้ายที่ชวนให้ทั้งรักทั้งเกลียด ทำให้เขามองเสียจนหัวใจราวกับมีขนนกกำลังก่อกวน มีสายธารฤดูใบไม้ผลิกระเพื่อมไหว…
ปลายนิ้วเขาลูบใบหน้าเล็กของคนในรูปเบาๆ เสียงทุ้มต่ำที่เจือยิ้มหัวอยู่บางส่วนกระซิบแผ่วเบาว่า “เด็กน้อย เจ้าหนีไม่พ้นหรอก…”
จบตอน
Comments
Post a Comment