feng ep341-360

ตอนที่ 341: ให้เจ้าไว้หนึ่งเรือน


“ฮัดเช้ย!”


ขณะกำลังนำผงยาที่ปรุงไว้เรียบร้อยใส่ลงในขวด เฟิ่งจิ่วจามออกมา เธอถูๆจมูกแล้วเอ่ยกระซิบ “หรือว่ามีใครกำลังคิดถึงเรา?”


พอเอ่ยเช่นนี้ไป เธอก็ส่ายหน้ายิ้มๆ รู้สึกเหลือเชื่อกับความคิดนี้ที่ผุดขึ้นมากะทันหัน ถึงอย่างไรคนที่จะคิดถึงเธอได้ต่างก็อยู่ข้างกายกันหมดแล้ว


“เสี่ยวจิ่ว”


กวนสีหลิ่นในชุดสีดำเดินก้าวยาวเข้ามา ใบหน้าเผยความสุขใจ บอกว่า “คฤหาสน์ข้าตกแต่งเสร็จแล้ว ของหลายอย่างด้านในข้าให้คนรื้อสร้างใหม่ เลือกวันย้ายเข้าบ้านเรียบร้อยเป็นอีกสามวันข้างหน้า”


ได้ยินคำนี้ เฟิ่งจิ่วเผยรอยยิ้มออกมา “จริงรึ? ดีเหลือเกิน ตั้งแต่กลับมาจนถึงตอนนี้ข้ายังไม่มีเวลาลองเข้าไปดูเลย ไปกัน ไปดูเป็นเพื่อนข้าหน่อยว่าท่านตกแต่งคฤหาสน์อย่างไรบ้าง” เธอส่งขวดในมือให้เหลิ่งซวงด้านหลัง


“นี่เป็นยารักษาของพ่อข้า เจ้านำเข้าไปให้เหลิ่งหวาช่วยเปลี่ยนที จากนั้นค่อยบอกท่านปู่ว่าข้าจะไปดูบ้านพี่สีหลิ่นเสียหน่อย” เพราะสองสามวันมานี้ร่างกายบิดาฟื้นตัวดีขึ้นมาก สภาพจิตใจก็ไม่เลว ด้วยเหตุนี้เรื่องเปลี่ยนยาจึงให้เหลิ่งหวาทำแทน


“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานตอบ รับยามาแล้วก็ไปยังเรือนของเฟิ่งเซียว


“ไปเถอะ” กวนสีหลิ่นพูดด้วยความตื่นเต้น พาเฟิ่งจิ่วไปบ้านตระกูลกวนที่เขาสร้างขึ้นเองกับมือ


สองตระกูลอาศัยอยู่ข้างๆกัน เดินออกจากประตูใหญ่หนึ่งช่วงถนนก็เห็นคฤหาสน์ใหญ่หลังนั้นแล้ว เมื่อมาถึงประตูใหญ่ เฟิ่งจิ่วหยุดฝีเท้าลงเงยหน้ามอง


กวนสีหลิ่นด้านข้างเห็นสายตานางจับจ้องบนแผ่นป้ายที่คลุมด้วยผ้าแดงไว้ จึงพูดยิ้มๆว่า “อักษรด้านบนข้าเชิญท่านปู่มาลงนาม รอถึงเวลาเข้าบ้านค่อยเปิดออก ไป พวกเราเข้าไปดูด้านในเถอะ”


“อืม” เธอยิ้มขานรับ แล้วเดินเข้าคฤหาสน์ไปพร้อมกับเขา


“นายท่าน คุณหนูใหญ่”


ภายในจวนมีเพียงข้ารับใช้ปัดกวาดอยู่สองสามคนกับพ่อบ้านอีกคนหนึ่ง เมื่อเห็นทั้งสองเข้ามาก็รีบร้อนทิ้งธุระในมือเข้ามาคารวะ


“ไปทำงานของพวกเจ้าเถอะ” กวนสีหลิ่นโบกมือให้สัญญาณ พาเฟิ่งจิ่วเดินไปด้านในพลางแนะนำสถานที่ในคฤหาสน์และที่มาของแนวคิดในการก่อสร้าง


“เจ้าดู ที่นี่คือเรือนหลักตะวันออก เป็นที่ที่ข้าจะพักอยู่จากนี้ไป และเป็นเรือนหลังใหญ่ที่สุด อีกหน่อยตอนเช้าข้าก็มาฝึกวิชาหมัดตรงนี้ได้ ซ้ำยังให้คนนำหุ่นไม้ฝึกหมัดมาตั้งไว้แล้วด้วย จริงสิ ข้าจะพาไปดูเรือนของเจ้า”


“ทำไมถึงมีเรือนไว้ให้ข้าด้วย?” เฟิ่งจิ่วตกใจ มองไปที่เขา


“แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าเป็นน้องสาวข้า จะไม่มีเรือนไว้ให้ได้อย่างไร เจ้าต้องรู้ไว้ว่าจวนตระกูลเฟิ่งเป็นบ้านเจ้า ที่นี่ก็เป็นบ้านเจ้าด้วย ภายในคฤหาสน์หลังนี้จะมีที่สำหรับเจ้าเสมอ” เขาฉีกยิ้มกล่าว “ข้ารู้ว่าเจ้าชอบความสงบเงียบ ดังนั้นข้าจึงเหลือเรือนทางใต้ไว้ให้”


ได้ยินเขาเอ่ย เฟิ่งจิ่วอบอุ่นหัวใจเล็กน้อย คิ้วตาโค้งเผยรอยยิ้มปลาบปลื้มให้เห็น “ขอบคุณพี่ชาย”


“คนบ้านเดียวกันต้องขอบคุณอะไร” เขาหัวเราะลั่น แล้วพานางไปที่เรือนทางใต้


“ใหญ่เพียงนี้เชียว?”


เห็นเขาแบ่งเรือนทางใต้ทั้งหมดให้ เฟิ่งจิ่วก็.อดไม่ได้ที่จะแปลกใจเล็กน้อย ว่ากันตามปกติ นอกจากเขตเรือนหลักแล้ว เขตเรือนอื่นๆอีกสามแห่งด้านในยังแบ่งออกเป็นสองถึงสามเรือนเล็กอีก ทว่าเขากลับเปลี่ยนทั้งเรือนทางใต้นี้เป็นหนึ่งเรือนใหญ่ ความกว้างของพื้นที่ก็เล็กกว่าเรือนเธอในจวนตระกูลเฟิ่งแค่นิดหน่อยเท่านั้น


“ต้องใหญ่สิถึงจะอยู่สบาย เจ้าดู ข้าให้คนทำชิงช้าให้ด้วย ซ้ายขวาสองข้างเรือนก็ปลูกต้นท้อไว้สองต้น ภายหลังไม่เพียงมีลูกท้อไว้กิน ยังมีดอกท้อให้ชมอีก ไม่เลวเลยใช่ไหม?”


ตอนที่ 342: คำเชิญจากตระกูลกวน


“ใช่ เรือนใหญ่และงดงามมาก แต่พี่ยกสถานที่ใหญ่โตเพียงนี้ให้ข้า อีกหน่อยหากข้าไม่กลับมาพักก็เสียของเปล่าๆ” จวนตระกูลเฟิ่งกับคฤหาสน์ตระกูลกวนอยู่ข้างกัน พักตรงนี้กับอยู่ตรงนั้นไม่ต่างกันมาก คฤหาสน์โออ่าเช่นนี้หากเธอไม่มาพักก็รู้สึกว่าเสียของจริงๆ


“ไม่เป็นไร ยังไงก็มีข้าแค่คนเดียว ให้แล้วก็รับไว้เถอะ” เขาโบกมือ ไม่เก็บมาใส่ใจ


ได้ยินเช่นนี้แล้ว เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ “จากนี้ไปหากเจอคนที่ถูกใจ มีลูกกันสักสองสามคน ท่านก็ไม่ต้องอยู่คนเดียวแล้ว”


“ฮ่าๆๆ เรื่องนั้นยังไกลนัก! อีกอย่างตอนนี้ข้าไม่ได้นึกถึงเรื่องนั้นเลย” เขาหัวเราะร่า สองมือเท้าเอวพลางมองคฤหาสน์หลังโอ่อ่าอย่างค่อนข้างรู้สึกประสบความสำเร็จ “ข้าอยากสร้างตระกูลกวนของข้าใหม่ด้วยมือตัวเอง เช่นนี้ข้าก็มีบ้านในแคว้นแสงสุริยันแล้ว ภายหลังไปยังที่อื่นๆ หากตามหาท่านพ่อท่านแม่พบจะได้รับพวกท่านกลับมาอยู่ด้วยกัน”


เฟิ่งจิ่วเห็นสีหน้าเขาทั้งปรารถนาและเฝ้ารอคอย จึง.อดไม่ได้พูดว่า “พี่หาพวกเขาพบแน่!” นั่นคือความใฝ่ฝันและเรื่องที่เขาอยากทำมาโดยตลอด เธอเชื่อว่าหากใจเขามีความเชื่อมั่นก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้!


เช่นบ้านตระกูลกวนที่เขาสร้างขึ้นมาเองโดยไม่มีความช่วยเหลือจากใครอื่น ทั้งหมดพึ่งพาตนเอง อาศัยเพียงความเชื่อมั่นที่ยึดถือไว้!


กวนสีหลิ่นที่เท้าเอวยืนอย่างมั่นคง บนหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทันใดนั้นก็เหมือนนึกอะไรได้ จึงรีบบอกเฟิ่งจิ่วว่า “ใช่แล้วเสี่ยวจิ่ว ข้าต้องไปปรึกษาท่านปู่เรื่องย้ายเข้าบ้านอีกสามวันให้หลังเพราะยังมีเรื่องไม่เข้าใจอีกมาก ขึ้นบ้านใหม่ต้องเชิญใครบ้าง ต้องปรึกษาท่านเสียหน่อย”


“เช่นนั้นไปเถอะ ตอนนี้ท่านปู่คงอยู่ในเรือนท่านพ่อ” เธอยิ้มๆ ก่อนจะเดินไปจวนตระกูลเฟิ่งพร้อมกับเขา


ภายใต้ความช่วยเหลือของท่านผู้เฒ่า เขาช่วยกวนสีหลิ่นทำรายชื่อคนที่ต้องเชิญมาวันขึ้นบ้านใหม่ เพียงแต่พวกวงศ์ตระกูลกับกลุ่มอำนาจในเมือง ยังต้องอาศัยเรื่องมงคลอย่างการขึ้นบ้านใหม่นี้ทำให้พวกเขารู้ว่ากวนสีหลิ่นสร้างตระกูลของตัวเองแล้ว จากวันนี้ไปจะตั้งรกรากอยู่ในเมืองอวิ๋นเยวี่ย และกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งในหมู่พวกเขา


แม้ยามนี้เป็นเพียงตระกูลเล็กๆ แต่ด้วยกำลังของเขาเอง สุดท้ายวันหนึ่งจะต้องทำให้คนไม่กล้าดูถูกดูแคลนได้อย่างแน่.นอน!


วันนี้ กวนสีหลิ่นสั่งให้คนนำเทียบเชิญที่เขียนเรียบร้อยแล้วไปส่งถึงมือแต่ละตระกูลและกลุ่มอำนาจในเมือง เชิญมาจวนตระกูลกวนอีกสามวันข้างหน้าเพื่อดื่มสังสรรค์ในงานมงคลขึ้นบ้านใหม่ เนื่องในโอกาสที่บ้านเขาสร้างเสร็จ


พูดได้ว่าหลังจากได้รับคำเชิญที่กวนสีหลิ่นสั่งคนมาส่งให้ ท่าทีของคนแต่ละตระกูลล้วนแตกต่างกัน แต่ละฝ่ายแอบคิดว่า ‘เทียบเชิญของกวนสีหลิ่นส่งมาแล้ว ถึงเวลานั้นพวกเขาจะไปหรือไม่ไปดี?’


กวนสีหลิ่นผู้นี้ถือเป็นบุคคลหนึ่ง อายุยังน้อยก็มีความกล้าสร้างตระกูลของตัวเองขึ้นเช่นนี้ กล่าวได้ว่าการเติบโตของเขาในเกือบหนึ่งปีมานี้ช่างน่าอัศจรรย์ และพวกเขาก็ให้ความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กคนนี้ในวันข้างหน้าเป็นที่สุด


หากได้สานสัมพันธ์กับเขาก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ว่า…


พวกเขาต่างรู้ว่ากวนสีหลิ่นเป็นบุตรบุญธรรมของเฟิ่งเซียว หากเขาส่งเทียบเชิญนี้มาตอนที่เฟิ่งเซียวยังไม่เกิดเรื่อง เดาว่าพวกเขาคงส่งคนไปเตรียมของขวัญเยี่ยมแสดงความยินดีโดยไม่ลังเล ทว่ายามนี้เฟิ่งเซียวหมดสติไม่ฟื้น ฐานะจวนตระกูลเฟิ่งก็เสี่ยงอันตรายไปตามเฟิ่งเซียวที่ล้มป่วยลง เทียบเชิญของกวนสีหลิ่นถูกส่งมาในเวลานี้ ทำให้พวกเขาลังเลอยู่บ้างจริงๆ


ตอนที่ 343: จัดเตรียมของขวัญล้ำค่า


และปัญหานี้ เหมือนจะไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองตระกูลที่ลังเล ผู้นำตระกูลระดับกลางคนหนึ่งในเมืองอวิ๋นเยวี่ยกำลังสนทนากับผู้อาวุโสสองสามคน หลังจากได้ยินเทียบเชิญที่คนเบื้องล่างนำมาให้ก็ขมวดคิ้ว


เขาถือเทียบเชิญนั้นไว้ มองยังชายชราคนหนึ่งด้านล่างฝั่งซ้ายพลางถาม “ผู้อาวุโสสูงสุด เทียบเชิญที่กวนสีหลิ่นส่งมานี้ คิดว่าถึงเวลานั้นพวกเราจะไปหรือไม่ไปดี?”


ชายชราลูบเครา มองเทียบเชิญสีแดงนั้นแวบหนึ่ง และบอกว่า “แม้กวนสีหลิ่นคนนี้จะสร้างตระกูลกวนขึ้นมาคนเดียว แต่ก็เป็นเพียงตระกูลเล็กๆ อำนาจอะไรไม่อาจเทียบกับวงศ์ตระกูลที่มีรากฐานแข็งแกร่งในเมืองอวิ๋นเยวี่ยได้ ด้วยเหตุนี้ต่อให้ไม่ไปก็ไม่มีปัญหา แต่ว่า…”


เสียงเขาชะงักลง ก่อนกล่าวอีกว่า “กวนสีหลิ่นคนนี้เป็นหนุ่มที่มีฝีมือและความกล้าหาญโดยแท้ ดูเผินๆธรรมดาแต่มองระยะยาวกลับแตกต่าง ไม่ต้องพูดถึงพละกำลัง ลำพังแค่ความสัมพันธ์กับจวนตระกูลเฟิ่ง ตระกูลเล็กๆของเขาก็สามารถยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว ท่านผู้นำตระกูลควรส่งคนไปถามแผนตระกูลอื่นเสียหน่อย แล้วค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย”


“อืม ผู้อาวุโสสูงสุดพูดมีเหตุผล” ผู้นำตระกูลคนนั้นพยักหน้าพูดอย่างเห็นด้วย ก่อนจะโบกมือสั่งคนไปถามข้อมูลมา


ส่วนอีกด้าน คนตระกูลกวนที่ได้ยินว่าบ้านใหม่ของกวนสีหลิ่นสร้างเสร็จแล้วและมีกำหนดขึ้นบ้านใหม่ในอีกสามวันให้หลัง สีหน้ากลับไม่น่ามองสักเท่าไหร่ ยามนี้บรรยากาศในคฤหาสน์ตระกูลกวนหนักอึ้งและกดดันอย่างยิ่ง ทำให้คนหายใจลำบากอยู่บ้าง


“ไม่นึกเลยว่าคนหยาบช้านั่นจะก้าวหน้ารวดเร็วเพียงนี้ นี่เพิ่งผ่านไปนานแค่ไหนเอง ถึงขั้นสร้างบ้านสร้างคฤหาสน์ได้!” ชายวัยกลางคนเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ชัดเจนว่าริษยาความสำเร็จในเวลาอันสั้นของกวนสีหลิ่นมาก ขณะเดียวกันลึกๆในใจก็มีความอิจฉาอยู่ด้วย


“จวนตระกูลเฟิ่งต้องช่วยเขาแน่ ไม่เช่นนั้นเขาตัวคนเดียวจะทำสำเร็จในเวลาสั้นๆเพียงนี้ได้อย่างไร” อีกคนหนึ่งพูดขึ้น ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าไม่พอใจยิ่ง


“หึ! เขาถอนตัวจากตระกูลกวนเรา รับเฟิ่งเซียวเป็นพ่อบุญธรรม แล้วจวนตระกูลเฟิ่งจะไม่ช่วยเขาได้รึ?”


ผู้นำตระกูลตรงที่นั่งตำแหน่งอาวุโสมีสีหน้าเคร่งเครียด ฟังคำพูดพวกเขา เนิ่นนานนักถึงจะกล่าวเสียงขรึม “จวนตระกูลเฟิ่งช่วยเขาหรือไม่เราไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เขาเองก็มีความสามารถอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ครองอันดับหนึ่งในลำดับรายชื่อตลาดมืด”


นึกถึงว่าตระกูลกวนต้องขายหน้ามากถึงเพียงนั้นเพราะเขา คนคนนี้กลับถอนตัวออกจากตระกูล ขณะที่พวกเขากำลังคิดว่ากวนสีหลิ่นจะไปไม่กลับมาเช่นสุนัขไร้บ้าน กวนสีหลิ่นกลับรับเฟิ่งเซียวเป็นพ่อบุญธรรม ตอนนี้ยังสร้างตระกูลกวนเล็กๆขึ้นมาเองอีก


ไม่ว่าตระกูลจะเล็กหรือใหญ่ เขาทำถึงขนาดนี้ได้ด้วยอายุเท่านี้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว


“ท่านผู้เฒ่ามาแล้วขอรับ!”


เสียงตะโกนดังลั่นของพ่อบ้านด้านนอกทำให้ทุกคนในห้องโถงสงวนท่าที รีบร้อนลุกขึ้นต้อนรับ


เพียงเห็นผู้เฒ่ากวนค้ำไม้เท้าในมือเดินเข้ามา หลังกวาดมองผู้คนในห้องโถง สายตาคมกริบก็จับจ้องบนร่างผู้นำตระกูลที่เข้ามารับหน้า


ผู้นำตระกูลกวนเข้าไปประคองเขามานั่งตรงที่นั่งอาวุโสพลางถาม “ท่านพ่อ ท่านมาทำไมหรือขอรับ”


“ข้าจะถามเจ้าว่าสีหลิ่นส่งเทียบเชิญมาหรือไม่”


ได้ยินคำพูดผู้เฒ่า ทุกคนมองหน้ากันแวบหนึ่งแล้วก้มหน้าก้มตา


“ไม่ขอรับ” น้ำเสียงผู้นำตระกูลเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง คล้ายไม่นึกว่าบิดาจะสนใจปัญหานี้


เมื่อได้ยินว่าไม่มีเทียบเชิญ ผู้เฒ่ากวนขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งถึงจะกำชับว่า “ต่อให้ไม่มี ถึงเวลาเขาขึ้นบ้านใหม่ เจ้าก็ต้องเตรียมของขวัญล้ำค่าส่งไปด้วย”


ตอนที่ 344: งานมงคลขึ้นบ้านใหม่


“ท่านพ่อ แม้แต่เทียบเชิญเขายังไม่ส่งมาให้ พวกเราสู้คนแปลกหน้ายังไม่ได้ แล้วทำไมต้องเข้าไปร่วมด้วยล่ะขอรับ” ผู้นำตระกูลกวนทำสีหน้าไม่ชอบใจ ชัดเจนว่าจะไม่ยอมทำตามที่บิดาบอก


ท่านผู้เฒ่าถลึงตามองเขาอย่างเจ็บใจที่ไม่อาจอบรมลูกชายให้ดี บอกว่า “ข้าบอกให้ส่งก็ส่ง! หากไม่ส่ง ถึงเวลานั้นข้าจะจัดหาคนไปส่งเอง!” เขากล่าวจบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป


เขาเสียใจเรื่องกวนสีหลิ่นมาตลอด หากตอนแรกไม่อคติเกินเหตุ ตระกูลกวนคงไม่เสียต้นกล้าดีๆเช่นนี้ไป ทว่าตอนนี้ต่อให้อยากจะชดเขยก็สายเกินไปแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงเท่านี้


เห็นผู้เฒ่ากับผู้นำตระกูลมีปากเสียงกันรุนแรง ทุกคนในห้องโถงมองหน้ากัน แต่ละคนต่างไม่พูดอะไร


เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว


เสียงประทัดทำลายความเงียบสงบยามเช้า ต้อนรับความปีติยินดีและวันใหม่ สำหรับกวนสีหลิ่นแล้ว นี่เป็นวันที่ตื่นเต้นและยากจะลืมเลือนอย่างไม่ต้องสงสัย


เขาตื่นขึ้นมาจัดการธุระวุ่นวายไปทั่วตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง คนในจวนก็มีไม่มาก โชคดีที่ยังมีคนที่เฟิ่งจิ่วส่งมาช่วย ส่วนของจำพวกอาหารก็สั่งจองภัตตาคารใหญ่ๆในเมืองให้เข้ามาส่ง เช่นนี้จึงช่วยแบ่งเบาไปได้หลายเรื่อง


“พี่สีหลิ่น ท่านไม่ต้องยุ่งแล้ว เรื่องข้างล่างสั่งการไปเรียบร้อย ตอนนี้แค่รอไปรับแขกด้านนอกก็พอ”


เฟิ่งจิ่วยิ้มพลางเดินมาพูดอยู่ข้างกายเขา วันนี้เธอยังคงสวมชุดกระโปรงสีขาว รวบผมสีหมึกขึ้นไว้หลวมๆ เหลือปรกไว้ข้างหน้าเพียงสองปอย ยิ่งแต่งเติมให้ใบหน้างดงามมีเสน่ห์มากขึ้นบางส่วน


“จวนจะใกล้เวลาแล้ว เสี่ยวจิ่ว เจ้าช่วยข้ารับแขกอยู่ในจวนก็พอ ข้าจะไปรอรับแขกตรงประตู” กวนสีหลิ่นเอ่ยยิ้มๆ กำชับเสร็จก็เดินก้าวยาวไปยังประตูใหญ่


คนแรกสุดที่มาแสดงความยินดีถึงจวนตระกูลกวนคือผู้ดูแลเหยียนจากตลาดมืด อีกสองคนที่ติดตามมาด้วยเตรียมของขวัญล้ำค่ามา ยังไม่ทันเดินไปใกล้ก็ประสานมือแสดงความยินดี


“ฮ่าๆๆ สีหลิ่น ยินดีด้วย ยินดีด้วย!”


“ขอบคุณผู้ดูแลเหยียนมากที่สละเวลามา เชิญด้านในขอรับ” เขาประสานมือยิ้มน้อยๆเช่นกัน แล้วเชิญแขกเข้าไปด้านใน


“ข้าแซ่หลี่ยินดีกับนายน้อยกวนด้วยที่มีงานมงคลขึ้นบ้านใหม่!” ผู้นำตระกูลคนหนึ่งพาลูกสองคนเตรียมของขวัญมา ก็เข้ามากล่าวแสดงความยินดีเช่นกัน


“ขอบคุณมาก เชิญผู้นำตระกูลหลี่ด้านในเลย” หลังจากกวนสีหลิ่นประสานมือคารวะตอบก็พาพวกเขาเข้าประตู ปล่อยให้พ่อบ้านพาไปทางเฟิ่งจิ่วด้านใน


เมื่อเวลาผ่านไป มีคนเข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งจวนคึกคักขึ้นมาเพราะการมาเยือนของแขกเหรื่อ เสียงพูดคุยพร้อมเสียงหัวเราะลอยมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทั้งจวนมีบรรยากาศครึกครื้นรื่นเริงแผ่กระจาย


“พี่ ใกล้จะมากันหมดแล้วกระมัง?” เฟิ่งจิ่วเอ่ยถามอยู่ข้างกายเขา


กวนสีหลิ่นหันข้างเล็กน้อยไปมองนาง พูดยิ้มๆว่า “อืม คนที่เชิญมาครบแล้ว ไปเถอะ! พวกเราเข้าไปกัน”


“ได้สิ” เฟิ่งจิ่วแย้มยิ้ม ขณะกำลังจะหมุนตัวก็ได้ยินเสียงหนึ่งแว่วมา


“นายน้อยกวน ยินดีด้วยกับงานมงคลขึ้นบ้านใหม่ ข้าน้อยมาเองโดยไม่ได้รับเชิญ อยากจะขอดื่มด้วยสักหน่อย”


มู่หรงอี้เซวียนสวมชุดคลุมสีขาวก้าวนวยนาดมาอย่างสง่างามและสูงศักดิ์ ด้านหลังมีข้ารับใช้คนหนึ่งถือของขวัญตามมา แม้พูดกับกวนสีหลิ่น แต่สายตากลับจับจ้องบนร่างเฟิ่งจิ่ว พอเห็นนางแววตาก็สั่นไหวเล็กน้อย


เมื่อเห็นเขา กวนสีหลิ่นแปลกใจอยู่บ้าง หันกลับไปมองเฟิ่งจิ่วแล้วมองที่มู่หรงอี้เซวียนอีก นิ่งไปสักพักถึงจะบอกว่า “ผู้มาเยือนถือเป็นแขก ท่านอ๋องสามเชิญด้านใน”


ตอนที่ 345: ของขวัญจากภูตหมอ!


“เชิญ” เฟิ่งจิ่วหันมามองมู่หรงอี้เซวียนแวบหนึ่ง ก่อนทำมือเชื้อเชิญ


มู่หรงอี้เซวียนยิ้มเล็กน้อย จากนั้นจึงสาวก้าวเดินเข้าไป


ขณะกวนสีหลิ่นกำลังจะตามเข้าไปด้านใน หางตาก็เหลือบเห็นรถม้าคันหนึ่งจอดลงตรงหน้าประตู เมื่อม่านรถเปิดออกคนด้านในเดินลงมา รอยยิ้มที่เคยอยู่บนใบหน้าก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย


คนผู้นั้นคือผู้เฒ่ากวนที่ให้คนประคองลงจากรถม้า ปู่แท้ๆของเขา ทว่านับตั้งแต่เวลานั้นที่ก้าวออกจากตระกูลกวน เขาก็ไม่เกี่ยวข้องกับผู้เฒ่าอีกแล้ว


ขึ้นบ้านใหม่ครั้งนี้เขาจึงไม่ได้ส่งคำเชิญไปให้ ในความคิดกวนสีหลิ่น ในเมื่อพวกเขาใจร้ายกับตนก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเป็นมิตรด้วย


“สีหลิ่น ข้ามามอบของขวัญ ยินดีกับเรือนใหม่ที่สร้างเสร็จและงานมงคลขึ้นบ้านใหม่ด้วย” ผู้เฒ่าค้ำไม้เท้าเดินเข้ามา ชายชราที่ตามอยู่ด้านหลังนำของขวัญมาส่งให้ภายใต้การให้สัญญาณจากผู้เฒ่ากวน


“ไม่ต้องหรอก”


น้ำเสียงของเขาเย็นชา มองผู้เฒ่ากวนด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “จวนเล็กๆอย่างข้า ไม่กล้ารับของขวัญล้ำค่าจากท่านหรอก” เขาพูดพลางประสานมือ ก่อนหมุนตัวเดินก้าวยาวเข้าไปด้านใน ไม่มองพวกเขาอีก


เห็นเช่นนี้ ผู้เฒ่ากวนถอนหายใจหนักๆ “เป็นความผิดข้า เป็นความผิดข้าทั้งหมด!”


ชายชราที่ถือของขวัญอยู่ข้างๆ เห็นเช่นนั้นก็บอกว่า “ท่านผู้เฒ่า พวกเรากลับกันเถอะขอรับ!” ผลลัพธ์ที่รู้อยู่ตั้งแต่แรก กลับยังต้องมาพิสูจน์ด้วยตนเอง อาจเพราะในใจผู้เฒ่าไม่ยอมแพ้และไม่อยากเชื่อว่ากวนสีหลิ่นตัดสัมพันธ์กับตระกูลกวนแล้ว


“ไปเถอะ!” ผู้เฒ่ากวนถอนใจ ดวงตาชราภาพมองสองบานประตูจวนตระกูลกวน ในใจรู้สึกเสียดายเป็นล้นพ้น สุดท้ายทำได้เพียงนั่งรถม้าจากไปอย่างเดียวดาย


ไม่มีใครเห็นว่าตรงมุมถนนมีสตรีคนหนึ่งมองอยู่ไกลๆ นิ่งอึ้งตกตะลึง นางไม่ใช่ใครอื่น เป็นเคอซินหย่าที่ถอนหมั้นกับกวนสีหลิ่นนั่นเอง


ชายที่แต่ก่อนนางไม่สนใจใยดีสร้างตระกูลขึ้นด้วยตัวเอง กลายเป็นผู้นำตระกูลหนึ่งไปแล้ว แม้เป็นตระกูลเล็กๆ แต่ความเร็วในการก้าวหน้าเช่นนี้ก็โดดเด่นมากแล้วสำหรับชายหนุ่มคนหนึ่ง


ในใจนางเต็มไปด้วยความขมขื่น หากรู้ว่าจะเป็นเช่นวันนี้ ยามแรกคงไม่ทำแบบนั้นไป?


หากตอนแรกนางไม่ถอนหมั้น ชายที่ยิ่งโดดเด่นและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทุกทีคนนั้นก็จะเป็นผู้ชายของนาง และตระกูลกวนนี้ก็จะเป็นของนางครึ่งหนึ่ง ทว่าตอนนี้…


ยิ่งคิดยิ่งลำบากใจ แต่นางกลับทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงหันกายจากไป


บรรยากาศในจวนตระกูลกวนทั้งคึกคักและเบิกบาน เพราะกวนสีหลิ่นกำลังยกเหล้าไปแสดงความเคารพทีละโต๊ะ เสียงหัวเราะพูดคุยของทุกคนลอยมาอยู่เรื่อยๆ และในเวลานี้เอง พ่อบ้านวิ่งเข้ามาอย่างลนลาน ใบหน้ามีความตื่นเต้นประหลาดใจที่ไม่อาจเก็บซ่อนได้


“นายท่าน ภูตหมอส่งคนมามอบของขวัญให้ขอรับ!”


ทั้งงานเลี้ยงเงียบลงแทบทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้น สีหน้าผู้คนเต็มไปด้วยความยากจะเชื่อ หลังหายตกใจก็มองไปทางกวนสีหลิ่นที่ถือแก้วเหล้าอยู่พร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย พริบตานี้ ในหัวทุกคนมีความคิดมากมายนับไม่ถ้วนฉายผ่าน


กวนสีหลิ่นคนนี้สนิทสนมกับภูตหมอด้วย?


ภูตหมอถึงได้ส่งคนมามอบของขวัญอวยพร?


ส่วนกวนสีหลิ่นผงะไปเล็กน้อยแล้วจึงวางแก้วเหล้าลง มองชายชราสองคนที่เดินเข้ามาจากด้านนอก นั่นคือคนของตลาดมืด เขารู้จักเช่นกัน


“ทำไมเป็นพวกท่าน?” ผู้ดูแลเหยียนจากตลาดมืดยังลุกขึ้นมาอย่างแปลกใจอยู่บ้าง


สองคนนั้นแค่พยักหน้าไปทางผู้ดูแลเหยียน แล้วจึงประสานมือคารวะกวนสีหลิ่น บอกว่า “นายน้อยกวน พวกเราได้รับความไว้วางใจจากภูตหมอให้มาส่งของขวัญ”


สิ้นเสียง ทั้งสองยื่นกล่องทรงสี่เหลียมผืนผ้าที่งดงามประณีตสองใบในมือมา ทันใดนั้นทุกคนต่างพากันคาดเดาไปต่างๆนานา


สิ่งที่ภูตหมอให้มานี้คืออะไรกัน?


ตอนที่ 346: เรื่องของข้าท่านอย่ายุ่ง!


สายตาอยากรู้อยากเห็นของทุกคนต่างจับจ้องบนร่างกวนสีหลิ่นอยู่ชั่วขณะ คาดเดากันว่าภูตหมอคนนี้เป็นนักปรุงยา ของขวัญที่ส่งมาคงจะเป็นยาใช่หรือไม่?


แต่ชัดเจนว่ากวนสีหลิ่นไม่อยากให้ทุกคนรู้ แค่สั่งคนรับของขวัญไว้ก่อนจะดูแลพาชายชราสองท่านเข้าไปนั่งแล้วรินเหล้าคารวะพวกเขาด้วยตนเอง ถึงอย่างไรสองท่านนี้ก็เป็นบุคคลที่ไม่ปรากฏตัวในตลาดมืดบ่อยนัก หากไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภูตหมอคงไม่ได้เห็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะให้พวกเขาเดินมาด้วยตนเองเช่นนี้


ตามการดูแลของเขาทุกคนยิ้มพลางดื่มกันขึ้นมาอีกครั้ง แต่หลังจากเรื่องนี้ในใจทุกคนกลับมีอีกหนึ่งความคิดต่อตระกูลกวนที่โผล่มาใหม่นี้ ยิ่งคิดว่าทำถูกที่มาในวันนี้


คนที่มีความสัมพันธ์กับภูตหมอหากพวกเขาได้ผูกมิตรด้วยเสียหน่อยก็ไม่แย่นัก


ระหว่างงานเลี้ยงทุกคนล้วนหาวิถีทางผูกมิตรกับกวนสีหลิ่น บ้างก็พยายามตะล่อมถามเฟิ่งจิ่วถึงอาการของเฟิ่งเซียว ส่วนมู่หรงอี้เซวียนที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะก็มองนางบ่อยครั้ง อยากจะหาโอกาสคุยด้วย


จนกระทั่งเฟิ่งจิ่วลุกขึ้นออกไปผ่อนคลายระหว่างงาน มู่หรงอี้เซวียนก็ลุกขึ้นตามไป…


เมื่อเฟิ่งจิ่วเดินกลับไปด้านหน้าก็เห็นมู่หรงอี้เซวียนนั่งอยู่ในศาลาข้างภูเขาจำลอง เห็นเช่นนี้เธอเพียงมองเขาแวบหนึ่งแล้วไปข้างหน้าทันที ทว่าหลังเดินไปไม่กี่ก้าวกลับถูกเขาขวางไว้


“มีธุระอะไร?” เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถามพลางมองเขาที่ขวางอยู่ตรงหน้า


“ชิงเกอ งานหมั้นที่เสด็จพ่อแนะนำเจ้าไปเจ้ารู้เรื่องแล้วหรือยัง?” สายตามู่หรงอี้เซวียนจับจ้องยังรูปโฉมที่งามเลิศไร้ที่ติ ใบหน้าที่เหมือนกันเช่นนี้กลับมีความรู้สึกที่แตกต่าง แต่ไม่ยอมรับไม่ได้ว่ามันช่างดึงดูดสายตาเขาเหมือนๆกัน


“งานหมั้น?” เธอเลิกคิ้วขึ้น กล่าวยิ้มๆ “ข้ายอมรับด้วยรึ?”


ได้ยินคำพูดนี้เขาก็เบาใจลง บอกว่า “เรื่องนี้ข้าจะพยายามแนะให้เสด็จพ่อถอนคำสั่ง เจ้าไม่ต้องกังวล”


ในสายตาเขาต่อให้นางบอกไม่ยอมรับแต่หากเสด็จพ่อเขาไม่ยอมถอนราชโองการ เกรงว่างานหมั้นนี้นางไม่แต่งไม่ได้ ถึงอย่างไรแคว้นเหินเวหาก็เป็นแคว้นระดับหก แคว้นแสงสุริยันพวกเขาไม่อาจเทียบเคียงได้ บางครั้งยังมีหลายเรื่องที่ไม่มีอำนาจจะพูด นี่แหละคือความแตกต่างของพละกำลัง


ในโลกใบนี้ไม่ว่าตนจะอยู่แห่งหนใด มีเพียงพละกำลังที่สามารถเป็นตัวแทนทุกสิ่งอย่าง สาวน้อยที่งดงามน่าหลงใหลเช่นนี้หากเบื้องหลังไม่มีจวนตระกูลเฟิ่งคอยปกป้อง ด้วยรูปโฉมนางไม่มีทางจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ


เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก “เรื่องของข้าท่านอย่ายุ่งเลยจะดีกว่า” เธอเคลื่อนก้าวเดินไปด้านหน้า ขณะที่ผ่านข้างกายเขาไปฝีเท้าก็ชะงักลง กล่าวว่า “ส่วนเรื่องแต่งงาน นอกจากตัวข้าก็ไม่มีใครทำแทนได้ทั้งนั้น”


มู่หรงอี้เซวียนตะลึงเล็กน้อย หันหน้ามองไปเห็นเพียงร่างสีขาวนั้นเคลื่อนฝีเท้าเดินไปด้านหน้า


ย่างก้าวนางทั้งใจเย็น สง่างาม และสงบเงียบเช่นนั้น ราวกับไม่เห็นเรื่องนี้อยู่ในสายตาโดยสิ้นเชิง…


เห็นทั่วร่างนางเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและเยือกเย็น จู่ๆเขาทั้งอ้างว้างและตกใจไปบ้าง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สาวน้อยผู้อ่อนโยนคนนั้นในความทรงจำหายไป ทว่าคนตรงหน้านี้ในความคุ้นเคยกลับมีความแปลกหน้าที่ไม่อาจเมินเฉย ระยะห่างระหว่างทั้งสองก็ยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ…


“ชิงเกอ ข้าควรทำยังไงกับเจ้าดี?”


เขากระซิบเสียงเบา ในดวงตามีความเจ็บปวดและหมดหนทาง อยากปล่อยวางแต่กลับทำไม่ได้…


ตอนที่ 347: เตรียมการส่งมอบอำนาจ!


วุ่นวายมาทั้งวัน หลังส่งแขกไปพวกคนรับใช้ก็เริ่มเก็บกวาด กวนสีหลิ่นส่งเฟิ่งจิ่วกลับจวน แล้วพวกเขาก็นั่งคุยถึงเรื่องราววันนี้ด้วยกัน


“ไม่เลว ที่มากันได้ก็หมายความว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับเจ้ามาก แม้เป็นตระกูลเล็กๆ ก็สามารถเชิญผู้นำตระกูลต่างๆในเมืองมาได้ เช่นนี้ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาไม่น้อย” ผู้เฒ่าเฟิ่งลูบเคราพลางกล่าวยิ้มๆ มองกวนสีหลิ่นด้วยสีหน้าชื่นชม


“หากไม่มีท่านปู่ช่วยเหลือเดาว่าวันนี้คงยุ่งวุ่นวายไปหมดแล้วขอรับ” เขายิ้มด้วยความเกรงใจอยู่บ้าง บอกว่า “เสี่ยวจิ่วอีกคน ใช้ชื่อภูตหมอให้คนตลาดมืดเข้าไปส่งของขวัญ ข้าเห็นพอคนพวกนั้นได้ยินว่าเป็นของขวัญจากภูตหมอก็จ้องมากันใหญ่เลย”


“ฮ่าๆๆ ภูตหมอเป็นคนระดับไหนแล้ว? ในแคว้นเล็กระดับเก้าอย่างแสงสุริยันเราแม้แต่ตระกูลใหญ่โตยังหวังจะได้สานสัมพันธ์ด้วย” ผู้เฒ่ามองที่เฟิ่งจิ่วอย่างเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและพอใจอย่างยิ่ง


คงไม่มีใครคิดว่าภูตหมอผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจะเป็นหลานสาวเขา


“ท่านปู่ ยามนี้เรื่องที่พี่ชายเข้าบ้านก็จบไปแล้ว พวกเราควรจัดการเรื่องในจวนเสียหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?” เฟิ่งจิ่วถามพลางมองผู้เฒ่าที่ยิ้มด้วยสีหน้าภูมิอกภูมิใจ


“หลานหมายถึงเรื่องส่งมอบอำนาจรึ?” ผู้เฒ่าหยุดยิ้มมองนาง เอ่ยว่า “เรื่องนี้ปู่เตรียมพร้อมแล้ว คิดว่าพรุ่งนี้เช้าจะเข้าวัง แม้ตระกูลเราไม่ได้เป็นแม่ทัพปกปักษ์แคว้นก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรเรา ไม่เป็นยังสุขกายสบายใจกว่า”


“เจ้าค่ะ งั้นพรุ่งนี้หลานต้องไปเป็นเพื่อนไหม?”


ผู้เฒ่าโบกๆมือ “ไม่ต้อง ไม่ต้อง หลานอยู่ในบ้านเป็นพอ เรื่องนั้นปู่ไปเองก็ได้”


เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็พยักหน้า บอกกับกวนสีหลิ่นว่า “พี่ชาย วันนี้ท่านก็ยุ่งมาทั้งวันแล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ!”


“ก็ดี งั้นข้าจะกลับไปก่อน หากมีเรื่องอะไรค่อยมาหาข้านะ” เขาพูดยิ้มๆ ก้มหัวให้ทั้งสองคนถึงจะหมุนตัวจากไป


“ท่านปู่ หลานจะไปดูเหล่าไป๋หน่อยนะเจ้าคะ”


“ไปเถอะ!” ผู้เฒ่าให้สัญญาณ แล้วยิ้มมองนางหันตัวออกไป


สำหรับเรื่องที่เหล่าไป๋ช่วยเฟิ่งเซียวไว้ ภายในจวนมีเพียงพวกเขาสองสามคนที่รู้เรื่อง เพราะเป็นเช่นนี้พวกเขาจึงรู้สึกแปลกใจกับการที่เหล่าไป๋สามารถต่อต้านผู้แข็งแกร่งระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดได้ แต่ตลอดมาก็ยังมองไม่ออกว่ามันเป็นสัตว์วิญญาณระดับใด


ถึงอย่างไรเดิมมันเป็นสัตว์วิญญาณกลายพันธุ์ ปกตินอกจากความขี้เกียจกับบ้ากามก็มีเพียงเรื่องกิน หากไม่ผ่านเรื่องครั้งนั้นมาก็ยังธรรมดาไม่เท่าไหร่เลยจริงๆ


โดยเฉพาะที่เลี้ยงแบบปล่อยโดยไม่ได้ขังไว้ มันกับสัตว์เลี้ยงตัวน้อยที่ชื่อฉิวฉิวจึงวิ่งเล่นอยู่ในจวนกันทั้งวันอย่างอิสระ แต่สถานที่ที่มักจะอยู่บ่อยๆ ก็คือตรงภูเขาจำลองเพราะตรงนั้นปกติจะมีสาวใช้เดินผ่านมากที่สุด เหล่าไป๋จึงเฝ้าอยู่ตรงนั้นทุกๆวัน


เป็นดังคาดเพิ่งเดินเข้าใกล้ข้างภูเขาจำลองก็ได้ยินเสียงหัวเราะของสาวใช้แว่วมา ค่อยๆเดินไปใกล้เห็นเหล่าไป๋ส่ายหางกำลังหยอกล้อกับสาวใช้สองคนที่เดินผ่าน สาวใช้ทั้งสองกดกระโปรงไว้พลางวิ่งหนีออกไป


“ฮี้!”


เหล่าไป๋อ้าปากส่งเสียงร้อง หันหน้าไปมองๆ เมื่อเห็นเฟิ่งจิ่วก็เร่งรีบวิ่งเข้าไปหานางอย่างเริงร่า


“เหล่าไป๋ หากเจ้ายังนิสัยหื่นกามไม่เปลี่ยน ไม่ช้าก็เร็วต้องมีปัญหาแน่” เธอลูบหัวมันพลางพูดทั้งรอยยิ้ม ปัดๆ เส้นขนบนหัวแล้วมองเนื้อที่ช่วงนี้โตขึ้นมาอีกครา บอกยิ้มๆว่า “ช่วงนี้เจ้าขี้เกียจอีกแล้วล่ะสิ? เจ้าดู เนื้อตรงท้องโตขึ้นมาอีกแล้ว”


“ฮี้!”


เหล่าไป๋ส่งเสียงร้องพร้อมสะบัดหางเข้าใกล้ข้างกายนาง


ตอนที่ 348: มีลูกสาวก็เพรียบพร้อมทุกอย่าง!


“ไป! พวกเราออกไปเดินวนรอบๆกัน” เธอลูบๆหัวแล้วจูงมันมายังคอกม้าเพื่อสวมเชือกม้า ขณะกำลังจะพาออกไปก็เห็นฉิวฉิวที่นอนอยู่บนภูเขาจำลองปรี่วิ่งมาในอ้อมแขนเธอ


“เจ้าอยากออกไปด้วยรึ?” เธอเลิกคิ้วขึ้นมองเจ้าตัวเล็กที่ขดอยู่ในอ้อมอก


“งั้นก็ได้! แต่บอกไว้ก่อนออกไปข้างนอกอย่าวิ่งซนล่ะ” เธอกำชับพลางลูบเส้นขนฉิวฉิวถึงจะจูงเหล่าไปออกจากประตูใหญ่ ก่อนจะพลิกตัวขึ้นไปใช้สองขากระทุ้งวิ่งไปยังชานเมือง


เพราะเป็นเวลาใกล้ค่ำเฟิ่งจิ่วจึงไม่ได้อยู่ข้างนอกนานนัก หลังวิ่นวนรอบหนึ่งก็กลับมาอาบน้ำแล้วเข้าไปฝึกบำเพ็ญในห้วงมิติจนถึงเช้าตรู่วันต่อมา


หลังล้างหน้าล้างตาเธอมาที่เรือนของท่านพ่อ เมื่อเข้าไปในสวนก็กวาดมองเห็นองครักษ์พวกนั้นยังอยู่กันหมด หลัวอวี่ฉีกยิ้มเอาใจมาทางเธอ เห็นเช่นนี้เธอจึงสั่งกับเหลิ่งซวงด้านหลังแล้วเดินเข้าห้องไป


“นายท่าน” เหลิ่งหวาที่คอยเฝ้าอยู่ด้านในเห็นนางเข้ามาก็คารวะพร้อมขานเรียก


“อืม”


เธอตอบรับ เดินไปในห้องยังข้างเตียงพร้อมเผยรอยยิ้มออกมา “ท่านพ่อ วันนี้รู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”


“จิตใจยังสู้ดี ตรงอกหายใจยังมีเจ็บอยู่บ้าง” เฟิ่งเซียวบนเตียงร่างกายดูแล้วซูบผอมลงไม่น้อยเพราะการบาดเจ็บครั้งนี้


“ลูกขอดูหน่อยนะเจ้าคะ”


เธอนั่งลงข้างเตียงแก้เสื้อท่อนบนเขาเพื่อตรวจดูบาดแผลตรงหน้าอกแล้วจับชีพจร นานนักถึงจะดึงมือกลับ “บาดแผลตรงอกหนักที่สุด แม้กินยาแต่ยังต้องการเวลาฟื้นฟู รอท่านปู่กลับมาลูกค่อยออกไปป่าเก้าหมอบเพื่อตามหาสมุนไพรสองสามอย่างมาปรุงเป็นยาทาสำหรับท่าน ความเร็วในการรักษาตัวก็จะเร็วขึ้นหน่อย”


“ป่าเก้าหมอบ?”


เฟิ่งเซียวตกใจ ส่ายหน้า “ไม่ได้ สถานที่นั้นอันตรายเกินไป เด็กผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างเจ้าจะไปได้อย่างไร หากขาดสมุนไพรเราซื้อเอาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงอันตรายเช่นนั้นเลย”


“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ลูกเคยไปจึงคุ้นเคยกับที่นั่น หนำซ้ำสมุนไพรอื่นๆซื้อได้ แต่มีชนิดหนึ่งที่หาซื้อข้างนอกไม่ได้” สำหรับคนอื่นอาจบอกว่าป่าเก้าหมอบเต็มไปด้วยอันตราย แต่สำหรับเธอสถานที่แห่งนั้นกลับเป็นแหล่งขุมทรัพย์


เธอเก็บหงส์ไฟน้อยมาจากที่นั่น รู้จักพี่ชายผู้ใสซื่อในที่แห่งนั้น และยังมีท่านอาคนนั้นอีก…


นึกถึงคนที่คิดว่าเป็นท่านอามาตลอดคาดไม่ถึงว่าจะเป็นชายที่ภายนอกเย็นชาแต่ถายในอบอุ่นอย่างเจ้าตำหนักยมราช มุมปากเธอก็กระตุก


ตอนแรกริมฝีปากทั้งสองแตะกันโดยไม่ทันระวังสักพักเขาก็เป็นลมไปเสียแล้ว ทว่ามาตอนหลังในแคว้นเหินเวหาเขากลับมีท่าทางแปลกๆ ซ้ำยังมีครั้งหนึ่งที่คิดจะ จะจูบเธอ?


นึกถึงตรงนี้สีหน้าเธอแปลกใจอยู่บ้าง ในหัวใจมีความรู้สึกประหลาดฉายผ่าน


เห็นลูกสาวที่นั่งอยู่ข้างเตียงเหม่อลอยอย่างชัดเจน เฟิ่งเซียวก็ยิ้มๆโดยไม่พูดอะไร มองนางเงียบๆไปเช่นนั้น ในใจเต็มไปด้วยความภาคภูมิในฐานะผู้เป็นพ่อ


ลูกสาวเขาโดดเด่นที่สุดเสมอมา แต่ไม่รู้ว่าอนาคตผู้ชายแบบไหนกันแน่ที่จะคู่ควรกับนาง?


แม้หวังให้นางได้มีที่พักพิงดีๆ แต่พอคิดว่าลูกสาวที่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่มาอย่างยากลำบากจะกลายเป็นของบ้านอื่น ในใจคนเป็นพ่อก็เศร้าโศกเสียจนน้ำตาจะไหล อืม คิดๆแล้วการหมั้นหมายของนางกับมู่หรงอี้เซวียนยกเลิกไปก็ดี เช่นนี้นางจะได้อยู่ข้างกายเขาอีกสองสามปี


แต่เรื่องที่ผู้ครองแคว้นบอกจะให้ไปเป็นชายาองค์รัชทายาทแคว้นเหินเวหาอะไรนั่นกลับละวางไว้เช่นนี้มาตลอด แม้พวกเขาแสดงท่าทีไม่พอใจแต่ยามนี้ก็ไม่มีทางพูดและไม่รู้ด้วยว่าสุดท้ายจะเป็นเช่นไร คิดๆแล้วน่ากังวลเสียจริง


ตอนที่ 349: ตามหายา!


เฟิ่งจิ่วอยู่เป็นเพื่อนท่านพ่อตลอดเช้า ตอนใกล้ๆเที่ยงวันถึงจะเห็นท่านปู่กลับมา


“แม่หนูเฟิ่ง ปู่ทำเรื่องส่งมอบไปเรียบร้อยแล้ว” ผู้เฒ่าเดินเข้ามาทั้งใบหน้าเผยรอยยิ้ม หลังรินเหล้าแก้วหนึ่งข้างโต๊ะถึงจะไปทางด้านในห้อง เห็นเฟิ่งเซียวพิงอยู่หัวเตียงสภาพจิตใจไม่เลวจึงนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ


“ท่านปู่ ผู้ครองแคว้นทำให้ท่านลำบากใจหรือไม่เจ้าคะ?” เฟิ่งจิ่วมองเขาพลางถาม ถึงบอกว่าคืนอำนาจให้แต่กลุ่มอำนาจจวนตระกูลเฟิ่งก็ยังคงไม่มีใครกล้าดูหมิ่น เดาว่าผู้ครองแคว้นคงไม่วางใจพวกเขานัก


“ไม่เลย พอจวนตระกูลเฟิ่งเรามอบอำนาจก็เห็นเขายินดียิ่ง แล้วจะทำให้คนแก่ๆอย่างปู่ลำบากใจไปทำไมเล่า? พวกข้าราชการอาวุโสแนะให้อยู่ต่อตลอด อยากให้ปู่เปลี่ยนใจ พวกเขาเป็นคนเก่าคนแก่รุ่นก่อนจึงรู้ถึงความจงรักภักดีที่จวนเรามีต่อแคว้นแสงสุริยัน แต่ว่า… เฮ้อ!” ผู้เฒ่าถอนหายใจ สำหรับมู่หรงป๋อคนนั้นบอกได้เลยว่าน่าผิดหวัง


พวกเขาปกปักษ์แคว้นแสงสุริยันเพื่อเขามากว่าครึ่งชีวิต แต่สุดท้ายล่ะ? คิดจะสังหารลูกชายเขา ซ้ำยังจะให้หลานสาวเขาไปเป็นชายารองอีก


ชายารอง? นั่นเป็นการพูดให้น่าฟัง แต่ที่ไม่น่าฟังก็คือภรรยาน้อยไม่ใช่หรือ?


ไข่มุกล้ำค่าในมือจวนตระกูลเฟิ่งอันเกรียงไกรจะเป็นภรรยาน้อยของใครได้อย่างไร? ต่อให้เป็นพระชายาผู้ชายทั่วไปก็ไม่เหมาะสมกับแม่หนูเฟิ่งหรอก


“ในเมื่อส่งมอบอำนาจแล้วก็อย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องพวกเขาเลยเจ้าค่ะ ท่านปู่หลานมีเรื่องจะบอก หลานอยากไปหายาในป่าเก้าหมอบมาให้ท่านพ่อ เรื่องในบ้านจึงต้องให้ท่านดูแลเสียหน่อย” เธอบอกแผนตนเองออกมา ไปป่าเก้าหมอบครั้งนี้คำนวณเวลาไปกลับครึ่งเดือนก็มากพอแล้ว


“ป่าเก้าหมอบ?” ผู้เฒ่าขมวดคิ้ว “สถานที่แห่งนั้นไม่ปลอดภัย สาวน้อยตัวคนเดียวเช่นหลานจะไปได้ยังไง? ขาดยาอะไรซื้อเอาไม่ได้หรือ?”


ฟังคำพูดเขาเหมือนกับท่านพ่อ เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มขึ้นมาโดยฉับพลัน “หาซื้อไม่ได้เจ้าค่ะ เพราะมันเป็นโคลนยาที่อยู่ใต้ดิน แม้แต่ในตลาดมืดยังไม่มี หนำซ้ำสถานที่นั้นมีเพียงหลานที่รู้ว่าอยู่ไหน ดังนั้นจึงต้องไปเอง”


“แต่พวกท่านไม่ต้องกังวล ป่าเก้าหมอบหลานเคยไปเสียจนคุ้นเคยนักคงไม่มีอันตรายอะไร หลานคำนวณแล้วอย่างช้าสุดอีกครึ่งเดือนถึงจะกลับมา หากเร็วก็ประมาณสิบวันเจ้าค่ะ”


ได้ยินนางพูดถึงเพียงนี้ ผู้เฒ่าคิดแล้วคิดอีก บอกว่า “งั้นหลานพาองครักษ์ไปด้วยสองสามคนสิ ระหว่างทางจะได้มีคนคอยดูแล เช่นนี้พวกเราถึงจะวางใจได้บ้าง”


เธอส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ หลานไปเองได้ ลงมือเองจะเร็วกว่า หนำซ้ำท่านพ่อบาดเจ็บตรงนี้ยังขาดคนไม่ได้ ต้องให้พวกเขาเฝ้าไว้เพื่อป้องกันเผื่อเกิดเหตุร้ายอะไร”


“งั้นให้สีหลิ่นไปด้วยกันกับหลานเถอะ”


“ท่านปู่ หลานไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้วนะเจ้าคะ บอกว่าไม่อันตรายก็จะไม่มีอันตรายแน่ หลานยังต้องกำชับให้พี่ชายช่วยดูแลพวกท่านในเวลาที่ไม่อยู่ด้วย มิเช่นนั้นอยู่ข้างนอกก็ไม่วางใจหรอกเจ้าค่ะ”


“แต่ว่า…” ผู้เฒ่ายังอยากพูดแต่ก็ถูกนางขัดจังหวะ


“ไม่ต้องแต่แล้ว ท่านปู่ พวกท่านต้องเชื่อใจหลานนะเจ้าคะ”


เธอหัวเราะเบาๆ ไม่ให้โอกาสพวกเขาพูด ก่อนจะเดินออกไป “หลานจะไปบอกพี่ชาย จากนั้นหลังเตรียมตัวเสร็จสักพักก็จะออกเดินทางเจ้าค่ะ”


“แม่หนูนี่” ผู้เฒ่าส่ายหน้าอย่างทำอะไรไม่ได้แต่กลับไม่พูดอะไรอีก


“ช่างเถอะ ปล่อยนางไป! ในเมื่อนางบอกไม่เป็นไรก็คงไม่เป็นไรหรอก แต่ต้องให้พาเหล่าไป๋ไปด้วยจะดีที่สุด ถึงอย่างไรเหล่าไป๋ก็เป็นสัตว์วิญญาณ กำลังต่อสู้เทียบได้กับบรรพชนนักรบ มีเหล่าไป๋อยู่หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็สามารถช่วยนางได้บ้าง”


“อืม เจ้าพักผ่อนซะ ข้าจะไปคุยกับนางหน่อย” ผู้เฒ่าขานรับแล้วลุกขึ้นออกไป


ตอนที่ 350: เยือนป่าเก้าหมอบอีกครั้ง!


แต่ถึงจะคุยกันเช่นนั้นเขากลับหาตัวนางในจวนไม่เจอ เมื่อเห็นเหลิ่งซวงเข้ามาจากด้านนอกจึงรีบร้อนเรียกนางมาถาม “เหลิ่งซวง แม่หนูเฟิ่งเล่า?”


“ท่านผู้เฒ่า นายท่านไปแล้วเจ้าค่ะ นางพาหลัวอวี่ไปด้วย”


“แม่หนูนี่ พาหลัวอวี่วิ่งไปป่าเก้าหมอบแค่คนเดียว หากพบอันตรายเข้าจะทำยังไง? ไม่ได้ ข้าต้องให้คนอื่นๆตามไปอารักขา” ผู้เฒ่ากระซิบอย่างกังวลใจ ก่อนจะหันตัวไปหาองครักษ์พวกนั้น


เดิมเหลิ่งซวงอยากเรียกเขาไว้ทว่าคิดๆแล้วก็ล้มเลิกไป ตอนจะไปนายท่านสั่งให้องครักษ์พวกนั้นคอยเฝ้าจวนและอารักขาผู้นำตระกูล หากยังเชื่อฟังคำสั่งผู้เฒ่าภายใต้คำสั่งนายท่าน เดาว่าพวกเขาคงโดนเฉดหัวส่งแน่


ตอนที่ผู้เฒ่าหาอีกเจ็ดคนที่เหลือพบพวกเขากำลังนั่งอยู่ในศาลา เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเพิ่งจะโดนเรียกไปด้วยกันแต่กลับมอบภารกิจที่แตกต่าง นึกถึงหลัวอวี่ที่ตามคุณหนูใหญ่ออกไปบนใบหน้าก็มีท่าทีแปลกใจ


“พวกเจ้าคิดว่าทำไมคุณหนูใหญ่ถึงพาแค่หลัวอวี่ไป?”


“ว่ากันด้วยพละกำลัง ในหมู่พวกเราหลัวอวี่อยู่แค่ระดับกลาง ทำไมถึงพาเขาออกไปกัน?”


ฟั่นหลินยิ้มๆ เอ่ยว่า “ในหมู่พวกเรามีเพียงหลัวอวี่ที่ยอมรับนางเป็นนาย ไม่พาเขาไปแล้วจะเป็นใครได้อีก?”


“แต่เราไม่ได้บอกว่าจะไม่ยอมรับนี่!”


“พวกเรากำลังพิจารณาอยู่ต่างหาก” อีกคนหนึ่งพูดขึ้นทั้งรอยยิ้ม ส่ายหน้า “ช่างเถอะ ในเมื่อให้พวกเราอยู่งั้นคอยเฝ้าไว้ดีๆก็พอ”


“ท่านผู้เฒ่ามาแล้ว” หนึ่งในพวกนั้นบอก พวกเขาจึงต่างลุกยืนขึ้น


“คารวะท่านผู้เฒ่า” ทั้งเจ็ดคนเรียกพร้อมคารวะด้วยความเคารพ


ผู้เฒ่าโบกๆมือ เอ่ยว่า “พวกเจ้าเตรียมตัวซะ ต้องรีบตามไปโดยเร็ว แม่หนูเฟิ่งพาแค่หลัวอวี่ไปป่าเก้าหมอบข้าไม่วางใจเลย!”


ป่าเก้าหมอบ?


พวกเขามองหน้ากัน เพียงรู้ว่าคุณหนูใหญ่พาหลัวอวี่ออกไปกลับไม่รู้ว่าไปป่าเก้าหมอบ นั่นเป็นสถานที่อันตรายนางจะไปทำอะไรกัน?


ทว่าพวกเขาเพียงชะงักไปเล็กน้อยสักพักกลับไม่ขานรับ กล่าวอย่างขออภัย “ท่านผู้เฒ่า ขออภัยที่พวกเราไม่อาจฟังคำสั่ง”


ผู้เฒ่าตกใจ ถามว่า “เพราะเหตุใด?”


“ก่อนคุณหนูใหญ่จะไปได้สั่งพวกเราให้คอยเฝ้าจวนและอารักขาท่านผู้เฒ่ากับท่านผู้นำตระกูล ดังนั้นในขณะที่คุณหนูยังไม่กลับมาพวกเราจะออกไปโดยพลการไม่ได้ขอรับ”


ได้ยินคำพูดนี้ผู้เฒ่าก็นิ่งไป มองพวกเขาโดยไม่พูดอะไรอยู่พักหนึ่ง เวลานี้เขาจึงรู้เจตนาของแม่หนูเฟิ่ง นางอยากลองดูว่าองครักษ์พวกนี้จะปฏิบัติตามคำสั่งได้ถึงขั้นไหนกันแน่


เห็นเช่นนี้ก็ทำได้เพียงถอนหายใจ “งั้นก็ช่างมันเถอะ!” เขาคิดอยู่ว่าจะส่งคนอื่นนอกจากนี้ตามไปดีหรือไม่?


เหล่าองครักษ์ตระกูลเฟิ่งเหมือนจะมองความคิดเขาออก เพียงมองหน้ากันแวบหนึ่งแล้วให้สัญญาณฟั่นหลินเอ่ยปาก


“ท่านผู้เฒ่า”


ฟั่นหลินประสานมือคารวะ บอกว่า “อันที่จริงท่านผู้เฒ่าไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของคุณหนูใหญ่หรอกขอรับ ตามความเข้าใจที่พวกเรามีต่อคุณหนูในช่วงนี้นางจะไม่ทำเรื่องที่ไม่มั่นใจว่าสำเร็จ ในเมื่อพาไปแค่หลัวอวี่งั้นต้องไม่มีอันตรายอะไรแน่ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้สิ่งที่นางไม่วางใจที่สุดก็คือความปลอดภัยภายในตระกูล”


ผู้เฒ่ามองพวกเขาพลันเผยรอยยิ้มออกมา “พวกเจ้าเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่องครักษ์ ได้ติดตามแม่หนูเฟิ่งถือเป็นความโชคดีของพวกเจ้าแล้ว”


เห็นพวกเขามีท่าทางสงสัยไม่เข้าใจเขาก็หัวเราะลั่นขึ้นมา “เรื่องนี้น่ะ! อีกหน่อยพวกเจ้าก็รู้เอง” พูดพลางโบกมือแล้วหมุนตัวจากไป


ตอนที่ 351: ปลอมตัวออกจากเมือง!


ส่วนทางอีกด้านหนึ่ง หลัวอวี่กำลังมองเฟิ่งจิ่วตรงหน้าที่ฝีเท้ากระฉับกระเฉงด้วยสีหน้าแสร้งมีความสุขในความขมขื่น “นายท่าน พวกเราแค่ออกมาข้างนอกเท่านั้นเอง ทำไมต้องแต่งตัวเหมือนขอทานด้วยขอรับ?”


เขาดึงๆเสื้อผ้าชุดโทรมบนร่างที่มีรูตรงนั้นมีช่องตรงนี้ ไม่รู้ว่าไปคุ้ยมาจากกองผ้าขี้ริ้วของข้ารับใช้คนไหนในจวน แล้วลองดูเส้นผมที่ถูกทำให้ยุ่งเหยิงเสียจนเหมือนกับรังนก คนไม่รู้ยังคิดว่าเขาไม่สระผมมานานมาก!


ยังมีโครงหน้าคมคายน่าหลงใหลที่ถูกนายท่านทาด้วยขี้เถ้าเสียจนไม่อาจน่าเกลียดไปมากกว่านี้อีกแล้วจริงๆ ดูรองเท้าเขาไม่รู้ว่าเก็บมาจากไหน นิ้วเท้ายังขยับยื่นออกมารับลม


สารรูปเช่นนี้ยังน่าสงสารกว่าขอทานในเมืองอวิ๋นเยวี่ยเสียอีก


มองนายท่านตรงหน้าที่สวมเสื้อผ้าเก่าเช่นกันทว่าดีกว่าเขาเล็กน้อย ผมไม่ได้ยุ่งถึงเพียงนั้นแต่บนหน้าเองก็ทาขี้เถ้าสีดำไว้ เพียงดวงตาคู่นั้นกลับประกายวาววับดึงดูดความสนใจผู้คนเป็นที่สุด


เห็นฝีเท้านางว่องไวปากฮัมเพลงอยู่ตลอดเขาก็เบ้ปากอย่าง.อดไม่ได้ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่านายท่านจะชอบอะไรแบบนี้


ใครเล่าจะออกจากบ้านโดยไม่ทำให้ตัวเองสะอาดหมดจดงดงาม? มีเพียงนายท่านผู้แปลกประหลาดถึงจะทำตรงข้ามกัน


“แบบนี้สิถึงจะไม่สะดุดตาและไม่ก่อให้เกิดปัญหา” เธอหันกลับไปส่งยิ้มสดใสดวงตาโค้งขึ้นราวกับจันทร์เสี้ยว ทำให้คนเห็นรู้สึกดีในใจ แต่ท่าทางเช่นนี้พร้อมด้วยฟันสวยขาวสว่างมองยังไงก็ไม่เหมือนสิ่งที่ขอทานคนหนึ่งจะมี


เห็นเช่นนี้เขาก็ถอนหายใจ บอกว่า “นายท่านสง่างามไร้คนเทียบเทียม แต่งยังไงก็ไม่เหมือนขอทานเลยขอรับ”


“ใช่แล้ว ดังนั้นข้าเลยไม่แต่งแค่เปลี่ยนเสื้อผ้านิดหน่อย ไม่ได้อยากแต่งเป็นขอทานหรอกนะ!” เธอยกริมฝีปากขึ้นยิ้ม เอ่ยว่า “เดินเร็วหน่อย! อย่าเสียเวลาอยู่ในมืองนี้นานเกินไป”


“ขอรับ” เขาขานรับอย่างทำอะไรไม่ได้ ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามนางไป


ทว่าหลังจากตามไปหนึ่งช่วงถนนเขากลับรู้สึกผิดปกติขึ้นมา


เห็นคนเบื้องหน้าเดินด้วยย่างก้าวสบายๆ ไม่แม้แต่จะหอบหายใจสักนิด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหยาดเหงื่อที่ไหลบนใบหน้า มองกลับมาที่เขา นี่ยังไม่ทันออกจากเมืองอวิ๋นเยวี่ยก็ไล่ตามเสียจนเหนื่อยหอบเหงื่อออกเต็มหลังแล้ว!


นางเดินยังไงกันแน่เนี่ย? เห็นอยู่ใกล้เพียงนี้ทำไมกลับตามไม่ทันตลอด?


“ฮู่! นายท่าน นายท่านรอข้าด้วยขอรับ!” เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อพลางตะโกนเสียงเบา


เฟิ่งจิ่วตรงหน้าหยุดฝีเท้าลงหันกลับไปมอง เห็นเขาหายใจลำบากเล็กน้อย เลิกคิ้วขึ้นเบาๆทันควัน “เหนื่อยซะแล้ว? ดูเหมือนกำลังกายเจ้าก็ไม่เท่าไหร่นี่!”


ได้ยินคำพูดนี้หลัวอวี่ก็จ้องถลึงดวงตา เพียงอยากบอกว่า ไม่ใช่กำลังกายข้าไม่ดีแต่กำลังกายท่านมันประหลาดเกินไป!


แต่สุดท้ายหลังจากเขาหอบหายใจผ่อนคลายสองสามครั้งถึงจะเอ่ยว่า “นายท่าน เราไม่หารถม้าสักคันหรือขอรับ? ความเร็วเท่านี้เดินเมื่อไหร่จะถึง?”


จากที่นี่ไปป่าเก้าหมอบอย่างน้อยต้องใช้เวลาประมาณสามวัน หากใช้ขาสองข้างเดินไปจริงๆ เดาว่าจะยิ่งนาน รวมไปกลับก็เสียเวลาไม่น้อยเลยกระมัง?


ทว่าเฟิ่งจิ่วที่ได้ยินคำพูดนี้เพียงยกริมฝีปากยิ้มแล้วชำเลืองมองเขา “เจ้าสนใจแค่ตามข้ามาเถอะ” กล่าวจบก็เดินหน้าไปต่อ


ช่วยไม่ได้ หลัวอวี่ทำได้เพียงสาวก้าวเดินต่อไป ไม่รู้จริงๆว่านางมีแผนการอะไรกันแน่?


จนกระทั่งทั้งสองออกจากเมืองอวิ๋นเยวี่ย ในสถานที่ไร้ผู้คน เฟิ่งจิ่วพลิกฝ่ามือเรือลำเล็กที่งดงามประณีตก็ปรากฏขึ้น มือโยนไปขยายใหญ่อยู่เบื้องหน้าทั้งสอง หลัวอวี่ที่หอบตามมามองเสียจนดวงตาจ้องเขม็งพร้อมอุทานอย่างไร้เสียง…


ตอนที่ 352: เดินทางด้วยเรือเหาะ!


“แม่เจ้า! นี่ นี่อะไรเนี่ย?”


เขาเบิกดวงตาโตมองเรือลำเล็กนั้นค่อยๆ ขยายใหญ่ด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ จนกระทั่งมีขนาดที่รองรับได้สองคนถึงจะหยุดลง เขาพุ่งไปข้างหน้าในก้าวเดียวทั้งจับทั้งมองเรือเล็กลำนั้นด้วยความประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่า


“นี่มันเรืออะไรกัน! ทำจากวัสดุอะไร? ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อน? ด้านในนี้ประณีตนักคล้ายว่าด้านในยังมีห้องอีก? ไม่ใช่กระมัง? คงเป็นแค่ของตกแต่ง?”


เห็นเขาวนรอบเรือลำเล็กอยู่ตรงนั้น ลูบคลำไปทั่วทั้งลำเรืออย่างตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นราวกับเด็กน้อยที่ค้นพบสมบัติ


เฟิ่งจิ่วหยิบหินวิญญาณก้อนหนึ่งจากห้วงมิติมากดเข้าไปยังด้านในช่องตารางเล็กๆตรงหัวเรือ จากนั้นเรือเหาะก็ลอยขึ้นมา สำหรับเรือเหาะนอกจากใช้หินวิญญาณควบคุมยังสามารถใช้พลังวิญญาณได้ นอกจากนี้พาหนะเหาะเหินที่ยอมรับนายแล้วจะเชื่อมโยงจิตใจกับเจ้าของ เพียงใช้ความคิดก็จะปรับทิศทางได้เอง


พอเรือเหาะบินขึ้นมาหลัวอวี่ก็ท่าทางโงนเงน ตกใจเสียจนรีบเร่งนั่งหมอบลงบนเรือแล้วชะโงกหัวมองลงไปอย่างแปลกใหม่ ท่าทีตื่นเต้นบนใบหน้าค่อยๆหายไปกลายเป็นขาวซีดอย่างหวาดกลัวความสูงอยู่บ้าง ขณะมองลงไปจึงมีความรู้สึกที่เวียนหัวจนอยากจะมุดหัวลงไปอยู่รางๆ


เขามองไปทางเฟิ่งจิ่วและเรียนรู้ที่จะนั่งลงขัดสมาธิเช่นนางอย่างรวดเร็ว หยิบน้ำจากในถุงฟ้าดินออกมาดื่ม พอสงบสติได้แล้วถึงจะถอนหายใจออกมาเบาๆ หลังจากอาการดีขึ้นก็พินิจมองเกราะป้องกันที่ก่อตัวขึ้นบนเรือเหาะด้วยความแปลกใหม่


ภายใต้เกราะป้องกันนั้นสายลมไม่อาจพัดเข้ามา ยังไงเขาก็ไม่รู้สึกถึงกระแสลมที่ไหวไปมาระหว่างลำเรือ เพียงได้ยินเสียงกระแสลมวาดผ่านด้านนอกเกราะอย่างเลือนราง เพราะบินขึ้นมาสูงเมฆขาวพวกนั้นจึงเหมือนอยู่ข้างกายจนสัมผัสได้ด้วยปลายนิ้ว เมืองด้านล่างเล็กเสียจนเหลือเพียงจุดดำๆ ทว่าทิวทัศน์ไกลๆกลับ.งดงามและน่าหลงใหลเช่นนั้น…


ด้วยการเดินทางโดยเรือเหาะ เดิมทีนั่งรถม้าต้องใช้เวลาประมาณสามวันจึงสั้นลงเหลือวันเดียว วันต่อมาตอนที่ฟ้ายังไม่สว่างดีพวกเขาก็มาถึงอาณาเขตป่าเก้าหมอบแล้ว


เฟิ่งจิ่วบังคับเรือเหาะร่อนลงมายังสถานที่ไร้ผู้คน จากนั้นค่อยสะบัดมือเก็บเรือเหาะขึ้นมา เห็นท้องฟ้ายังไม่สว่างจึงบอกหลัวอวี่ว่า “พวกเรารอฟ้าสว่างค่อยเข้าไปแล้วกัน! หาอะไรกินก่อน”


“นายท่าน ไปทางนั้นเถอะขอรับ! ใต้ต้นไม้เย็นสบาย” หลัวอวี่พูดพลางชี้บริเวณไม่ไกล หลังจากเดินไปทางนั้นพร้อมกับนางก็หยิบอาหารแห้งออกจากถุงฟ้าดิน


“นายท่าน ตรงนี้ยังมีขนมอบอยู่ขอรับ”


เขาเหลือแค่ขนมปังแข็งๆ ไว้สำหรับตนเองแล้วยื่นขนมอบให้นาง เอ่ยถามพลางมองด้วยสายตาที่เป็นประกายแปลกๆ “นายท่าน ข้าเห็นด้านหลังเรือเหาะยังมีห้องอีก นั่นไว้ตกแต่งหรือใช้งานได้ขอรับ? หรือว่าเรือลำนั้นขยายใหญ่ได้อีก?”


จริงๆ ที่เขาอยากถามคือนายท่านมีเรือเหาะได้อย่างไร? แล้วมีความสัมพันธ์อะไรกับภูตหมอ? เรือเหาะที่แม้แต่ผู้นำแคว้นยังไม่มีนางกลับมี หนำซ้ำยังเป็นลำที่สวยงามเช่นนี้ ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าบนตัวนายท่านยังมีความลับอีกแค่ไหนกันแน่?


ตอนที่ 353: หายไปทันใด!


เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเขา บอกว่า “เรือเหาะลำนี้ขยายใหญ่และย่อส่วนได้ แน่นอนว่าข้าวของบนเรือจะใช้ได้เมื่อขยายใหญ่ขึ้น” สิ้นสุดเสียงเธอก็กำชับ “เรื่องเรือเหาะออกจากที่นี่ก็ลืมๆไปซะจะได้ไม่เกิดปัญหา”


“ขอรับ ข้าน้อยเข้าใจ” เขาขานรับ หากคนอย่างผู้ครองแคว้นรู้ว่านางมีเรือเหาะจะต้องมาแย่งไปแน่ ถึงอย่างไรพาหนะเหาะเหินที่น่าอัศจรรย์เช่นนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็ได้จะมีไว้ครอบครอง


นางไม่พูดเขาก็ไม่ถามอะไรอีก ทั้งสองกินอาหารไปเงียบๆ จนกระทั่งถึงเวลาฟ้าสว่าง


หลัวอวี่ลุกขึ้นยืนมองไปรอบๆ เอ่ยด้วยความสงสัยอยู่บ้าง “นายท่าน แม้ป่าเก้าหมอบนี้เป็นสถานที่อันตรายแต่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่มีคนมา พวกเรานั่งอยู่ตรงนี้ตั้งนานทำไมยังไม่เห็นใครเข้าไปสักคนล่ะขอรับ?”


“ข้าก็ไม่ได้มาบ่อย ไหนเลยจะรู้” เธอกรอกดวงตาแล้วสาวก้าวเดินไปด้านใน พลันได้ยินเสียงอะไรบางอย่างจึงเงยหน้ามองไปกลางอากาศ


เพียงเห็นพวกผู้ฝึกเซียนที่ร่อนกระบี่ลอยฟ้ากำลังเดินทางไปยังป่าเก้าหมอบ ความเร็วที่ว่องไว้ทำให้พวกเขาได้ยินแค่เสียงลมวาดผ่านเหนือศีรษะไปชั่วขณะและกลับคืนสู่ความสงบในเวลาต่อมา


“พวกผู้ฝึกเซียน! ไม่รู้ว่ามาจากแคว้นไหนกันนะขอรับ” หลัวอวี่พูดขึ้นด้วยความอิจฉานิดหน่อย “หากพวกเราเหาะกระบี่ได้บ้างคงดี” ลองนึกถึงความรู้สึกที่ได้ยืนอยู่บนตัวกระบี่เหาะเหินไป ร่างกายก็รู้สึกมีชีวิตชีวา


ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็หัวเราะเบาๆ “ระดับบรรพชนนักรบก็เหาะกระบี่ได้แล้วไม่ใช่หรือ เจ้าเร่งฝึกบำเพ็ญซะ ผ่านถึงระดับบรรพชนนักรบก็สามารถเหาะกระบี่บินอย่างพวกเขาได้ตลอด”


“ต่อให้ถึงระดับบรรพชนนักรบก็ต้องมีคาถาเหาะกระบี่ขอรับ! อีกอย่างตอนนี้ข้าน้อยเพิ่งอยู่ระดับยอดปรมาจารย์นักรบพลังเร้นลับขั้นกลาง จะบรรลุถึงขั้นสูงสุดเดาว่าอย่างเร็วสุดต้องใช้เวลาสองสามปี”


อันที่จริงความเร็วในการฝึกบำเพ็ญของพวกเขาเร็วมาก ถึงอย่างไรพวกผู้นำตระกูลเองก็เพิ่งถึงระดับบรรพชนนักรบ พวกเขามีความสามารถเช่นนี้ได้ถือว่ายอดเยี่ยมแล้วในหมู่คนรุ่นเดียวกัน


เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเห็นสีหน้าเขามีความพอใจในตนเอง จึงยิ้มๆโดยไม่พูดอะไร แค่เร่งฝีเท้าเดินพุ่งไปด้านหน้า


หลัวอวี่ด้านหลังเห็นท่าทางก็เร่งฝีเท้าตามเข้าไป สองร่างปรี่ตรงไปยังส่วนลึกของป่าเก้าหมอบตามๆกันเพื่อไม่ให้เสียเวลาอยู่รอบนอก…


ตอนพลบค่ำทั้งสองเดินเข้ามารอบด้านใน เพราะท้องฟ้ามืดลงจึงพักผ่อนอยู่บริเวณใต้ต้นไม้


“นายท่าน ท่านพักอยู่ตรงนี้เถอะ ข้าน้อยจะไปหาพวกอาหารป่ามาทำมื้อค่ำ” หลัวอวี่กล่าวจบก็ลุกขึ้นเดินไปบริเวณรอบๆ


“ระวังตัวหน่อย อย่าไปไกลเกินล่ะ”


เฟิ่งจิ่วบอกพร้อมเงยหน้ามองไปตามทิศทางที่เขาจากไป ก่อนจะหยิบพวกสมุนไพรที่เก็บมาตลอดทางออกมาจัดการแยกประเภทเพื่อถือโอกาสทำยาไว้ป้องกันตัว


ทว่าเมื่อท้องฟ้ามืดลง หลังจากใช้พวกสมุนไพรทำยาเสร็จเพิ่งนึกได้ว่าไม่เห็นหลัวอวี่กลับมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ถึงจะรู้สึกผิดปกติ หลังเก็บยาสองสามขวดนั้นก็ลุกขึ้นมามองไปรอบข้าง


เดิมทีเธอไม่ค่อยสนใจนักเพราะนี่เป็นเพียงสถานที่รอบด้านในที่เข้ามาครั้งแรก ต่อให้มีอันตรายด้วยฝีมือหลัวอวี่คงไม่มีปัญหาแน่ แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้น? ไม่นึกเลยว่าจะหายไปอย่างเงียบเชียบไร้เสียง


เธอหลับตาลงปล่อยดวงจิตออกมานำพา เป็นดังคาดทุกสถานที่ที่ดวงจิตสัมผัสถึงล้วนไม่เห็นกลิ่นอายหลัวอวี่ ลืมตาขึ้นท่าทีหวั่นๆเล็กน้อยพร้อมขมวดคิ้วเบาๆ


เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?


เฟิ่งจิ่วสงสัยอยู่ในใจ กระซิบเสียงเบาว่า “โชคดีที่ข้ายังมีสติอยู่” จากนั้นจึงเคลื่อนก้าวไปตามหายังทิศทางที่หลัวอวี่ออกไป


ตอนที่ 354: เสียงแปลกๆ!


ตามท้องฟ้าที่มืดลงเธอเดินเพียงลำพังอยู่กลางป่า เสียงที่ดังขึ้นข้างหูคือเสียงร้องของแมลงกับเสียงใบไม้ที่ถูกสายลมพัดไหว ดวงจันทร์ยังซ่อนตัวในผืนเมฆไม่โผล่หัวออกมา ทว่ากลางป่าที่มืดสนิทบนพื้นดินกลับมีของบางอย่างส่องแสงเป็นจุดๆสีขาวอยู่เลือนราง


นั่นคือผงเกล็ดที่เธอโรยไว้บนตัวหลัวอวี่ ตอนกลางวันจะมองไม่ออกแต่กลับเด่นชัดเป็นพิเศษในตอนกลางคืน แม้ไม่รู้ว่าเขาไปไหนหรือเกิดเรื่องอะไรขึ้น ขอแค่ออกตามหาไปตามเกล็ดผงพวกนี้ก็คงตามหาเขาได้พบ


เพียงหวังว่าเมื่อเธอหาตัวพบเขาจะยังมีชีวิตอยู่ก็พอ


“หืม?”


เธอที่เดินมาระยะหนึ่งประหลาดใจนิดหน่อย รู้สึกถึงสายลมยามค่ำคืนที่พัดมาชั่วครู่ ทั้งร่างกายขนลุกชูชันขึ้นมา ผงะไปเล็กน้อยสักพักหนึ่ง ก่อนจะเก็บกิ่งไม้มาจุดไฟใช้แสงสว่างนำทางเพื่อที่จะสามารถเห็นสภาพแวดล้อมรอบข้างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


ว่ากันตามเหตุผล เธอเคยมาป่าเก้าหมอบนี้จึงไม่ควรเกิดเรื่องแปลกๆ หรืออันตรายอะไรที่ยังไม่รู้ถึงจะถูก แต่ยามนี้พอออกหาตามเกล็ดผงนั้นไปกลับพบว่ายิ่งเดินก็ยิ่งเข้าไปยังรอบด้านใน


ดูจากจำนวนเกล็ดผงที่โรยรายบนพื้นหลัวอวี่คงไม่ได้ต่อสู้กับใครเพราะปริมาณนั้นคงที่ยิ่งนัก เหมือนจะร่วงลงพื้นอย่างเป็นธรรมชาติมาก ไม่มีร่องรอยกวัดแกว่งขณะต่อสู้เลยสักนิด


“มาสิ… มาสิ…”


ทันใดนั้น เสียงที่ทั้งนุ่มนวลและห่างไกลพลันลอยเข้าหู น้ำเสียงที่อ่อนโยนดั่งมารดาทำให้เธอจิตใจผ่อนคลาย ซ้ำยังเหมือนแฝงไปด้วยความสามารถพิเศษในการสะกดจิตและทำลายซึ่งความตั้งใจเดิม สายตาจึงค่อยๆฝ้าฟางขึ้นมา ฝีเท้าที่เคลื่อนขยับเดินไปข้างหน้าตามเสียงนั้นทีละก้าวทีละก้าว


“มาสิ… มาสิ…”


ขณะนั้นเหมือนมีกลิ่นอายหนึ่งห่อหุ้มเธอไว้ ระหว่างที่พร่ามัวคล้ายจะมองเห็นว่าเบื้องหน้ามีมือคู่หนึ่งกำลังกวักเรียก เสียงหนึ่งเรียกขึ้นเบาๆให้เธอตามไป


บริเวณโดยรอบทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นเลือนราง ภายในห้วงความคิดช่างว่างเปล่ามองไปด้านหน้าอย่างมึนงง มีเพียงเสียงนั้นที่กำลังก้องกังวานอยู่ข้างหูเพื่อนำทาง…


ทันใดนั้นตรงแขนก็มีความเจ็บแสบแล่นขึ้นมา จิตใจสั่นไหวฝีเท้าหยุดลงพลันได้สติกลับมา เห็นว่าแขนถูกกิ่งไม้ข้างๆข่วน ด้วยคบเพลิงในมือจึงสามารถเห็นเลือดสดไหลออกมาและความเจ็บนั้นก็ทำให้เธอได้สติ


นึกถึงตรงนี้เธอคร่ำเครียดอยู่ในใจ ท่าทางจริงจังขึ้นมา


น้ำเสียงนั้นประหลาดเหลือเกิน เธอเกือบตกหลุมพรางทำให้สับสน แต่นั่นคืออะไรกัน? เป็นคน? หรือว่า… ผี?


เฟิ่งจิ่วที่ตั้งสติไว้มองไปรอบข้างอย่างระมัดระวัง โดยรอบทั้งหมดยังคงปกติไม่เห็นท่าทีแปลกๆเลยแม้แต่น้อย กลับมีเพียงเสียงนั้นที่ไม่รู้ว่าลอยมาจากไหน


“มาสิ… มาสิ…”


รอบนี้นึกไม่ถึงว่าเธอจะเห็นด้านหน้ามีเปลวไฟสีเขียวราวดวงวิญญาณสองดวงกำลังขยับขึ้นลง เปลวไฟนั้นหมุนวนอยู่เบื้องหน้าเธอ น้ำเสียงนั้นคล้ายจะกระจายออกมาจากเปลวไฟสีเขียว ในความเลือนรางนั้นไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก


ชั่วขณะนั้นความคิดในใจเธอหวนคิดอย่างรวดเร็ว ตอนที่มาครั้งก่อนไม่มีพวกผีสางอะไรพรรค์นี้เลย ทำไมครั้งนี้กลับมีของพวกนี้อยู่? ในเมื่อสิ่งนี้มีความสามารถทำให้จิตใจคนสับสน ทำไมเธอไม่วางแผนซ้อนแผนแล้วลองดูว่าดวงไฟวิญญาณสีเขียวนี้จะพาไปที่ไหนได้?


เวลานี้เธอมั่นใจอย่างมากว่าการหายตัวไปของหลัวอวี่จะไม่เกี่ยวข้องกับดวงไฟวิญญาณและเสียงแปลกๆนั่นไปไม่ได้เลย


เธออยากจะเห็นเสียหน่อย ว่าใครกันแน่ที่ตั้งใจวางกลลวงหลอกปั่นปวนผู้คนในป่าเก้าหมอบแห่งนี้!


ตอนที่ 355: หงส์ไฟตื่นแล้ว!


พอตัดสินใจแน่วแน่เฟิ่งจิ่วจึงทำท่าทางเหมือนโดนยั่วยวนและควบคุมเดินตามเสียงนั้นต่อไป สิ่งที่น่าแปลกใจคือเธอเดินตามเสียงนั้นไปในยามค่ำคืนกลับไม่ได้ยินเสียงสัตว์ร้ายสักตัว บริเวณรอบๆยังเงียบเชียบเสียจนผิดปกติ


เธอคิดไปพลางๆ ว่าอันตรายแบบไหนกันแน่ที่ทำให้สัตว์ร้ายรอบด้านในป่าเก้าหมอบนี้ต่างหลบซ่อนไม่ออกมา? ต้องมีฝีมือมากแค่ไหนถึงจะทำเช่นนี้ได้?


เธอยังจำตอนที่เพิ่งเข้าป่ามาได้ เคยเห็นผู้ฝึกเซียนพวกนั้นร่อนกระบี่บินเข้าป่าเก้าหมอบ ตอนนั้นแม้แค่ชำเลืองยังมองออกได้ว่าวรยุทธ์คนพวกนั้นเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับหลอมแก่นพลัง


ผู้แข็งแกร่งระดับหลอมแก่นพลัง หากอยู่ในแคว้นระดับเก้า ผู้แข็งแกร่งระดับหลอมแก่นพลังกระทืบเท้าก็สามารถทำให้แคว้นแคว้นหนึ่งโกลาหลขึ้นมาได้ ต้องรู้ไว้ว่าบรรพบุรุษพวกตระกูลใหญ่ในแคว้นเหินเวหาถึงจะมีวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลัง


ด้วยเหตุนี้เธอจึงเดาว่าพวกผู้แข็งแกร่งระดับหลอมแก่นพลังพวกนั้นที่เหาะกระบี่เข้าป่าเก้าหมอบมาอย่างน้อยก็มาจากแคว้นระดับหกขึ้นไป


ทว่าหากมาจากแคว้นพวกนั้น ทำไมถึงมายังแคว้นเล็กๆอย่างแสงสุริยัน?


ด้วยความสงสัยในใจ หลังเดินมาสามชั่วยามเธอเห็นเปลวไฟสีเขียวที่นำทางอยู่ตรงหน้าบินไปข้างหน้า และตอนนี้เองเบื้องหน้าก็มีน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวดังมาอยู่แว่วๆ


ขณะที่เธอกำลังจะเคลื่อนก้าวเข้าไป ในห้วงความคิดจู่ๆก็มีเสียงที่ทั้งกังวลและเป็นห่วงของหงส์ไฟน้อยลอยมา


“เจ้าหญิงโง่! ไปต่อไม่ได้นะ มันอันตรายมาก!”


“หงส์ไฟน้อย? เจ้าตื่นแล้ว?” เฟิ่งจิ่วตกใจเล็กน้อย หยุดฝีเท้าลงเอ่ยถามด้วยดวงจิตอย่างประหลาดใจ


“แน่.นอนสิ หากยังไม่ตื่นจะพูดคุยกับเจ้าได้ยังไง”


หงส์ไฟน้อยในห้วงมิติขานรับอย่างหยิ่งผยองยิ่งนัก จากนั้นน้ำเสียงเด็กน้อยหยิ่งยโสลอยมาอีกครั้ง เตือนว่า “จะไปข้างหน้าอีกไม่ได้ ด้วยกำลังเจ้ารับมือไม่ไหวหรอก”


ได้ยินคำพูดนี้เฟิ่งจิ่วชะงักไปเล็กน้อยสักพัก หลับตาลงบอกด้วยดวงจิตว่า “หลัวอวี่คงอยู่ข้างหน้า ข้าพาเขาออกมาจะไม่สนใจไม่ได้”


หงส์ไฟน้อยได้ยินคำพูดนี้ก็ตะคอกราวกับกำลังกระโดดโลดเต้นทันที “เจ้าหญิงโง่! ข้าบอกว่าอันตรายมากเจ้าไม่ได้ยินหรือ? สิ่งที่ทำให้ข้าบอกว่าอันตรายได้มันต้องอันตรายแน่นอน รู้ชัดว่าอันตรายยังจะวิ่งเข้าไปอีกเจ้าโง่หรือยังไงกัน?”


สำหรับเขาหลัวอวี่เป็นแค่ข้ารับใช้ คนที่ไร้ความสามารถจะตายก็ตายไปเถอะเขาคงไม่เหลียวแล แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่เหมือนกัน นางเป็นผู้ถือพันธสัญญาและเจ้านายหากตายไปเขาก็อยู่ไม่ได้


หนำซ้ำในสายตาเขาเจ้านายที่ไปตายเพื่อข้ารับใช้คนหนึ่งถือเป็นคนโง่เขลาอย่างแน่.นอน เพราะไม่คุ้มค่านักมาแต่ไหนแต่ไร แม้แต่คนโง่ยังไม่ทำเช่นนั้น!


ทว่าดูเจ้าหญิงโง่คนนี้สิ จะเข้าไปโดยไม่ฟังคำพูดเขาอยากวิ่งไปรนหาที่ตายจริงๆรึ?


นึกถึงตรงนี้เขาโกรธเคืองอยู่ในใจ ทำไมเพิ่งตื่นมาก็ทำให้เขาเป็นห่วงเสียแล้ว? แม้เป็นสัตว์เทวะในตำนานแต่ตอนนี้ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เป็นแค่ช่วงวัยเด็กเท่านั้น! เรื่องพวกนี้ไม่ควรต้องทำให้เขาเป็นห่วงสิถึงจะถูก


แต่เขาก็ดันทนไม่ไหว


เฟิ่งจิ่วได้ยินเขาสบถด่าด้วยความวิตกเพียงหลับตาลงช้าๆ พูดบอกเบาๆด้วยดวงจิตว่า “หงส์ไฟน้อย หากกลับกันเป็นเจ้าตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเจ้า แม้จะรู้ดีว่ามีอันตรายข้าก็ไม่อาจมองนิ่งดูดายโดยไม่สนใจ”


หงส์ไฟน้อยที่ได้ยินคำพูดนี้หัวใจสั่นไหวตกตะลึงไปชั่วขณะ นั่งนิ่งอึ้งอยู่ในห้วงมิติด้วยความตกใจ ความวิตกและโมโหที่เคยอยู่ในหัวใจจึงหายไปอย่างไร้ร่องรอยเพราะคำพูดนาง ใบหน้าเล็กงดงามเผยท่าทางแปลกประหลาด


เพียงเห็นเขาย่นใบหน้าเล็กละเอียดราวลูกซาลาเปาพร้อมเบ้ปาก น้ำเสียงเด็กน้อยอ่อนโยนขึ้นมา “งั้นเจ้าก็ระวังตัวหน่อย”


ตอนที่ 356: ค่ายกลเลือดแปลกประหลาด!


ได้ยินเช่นนี้ มุมปากเฟิ่งจิ่วยกขึ้นน้อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา “อืม ข้าจะระวัง” เพราะรู้ถึงความแข็งแกร่งของศัตรูดังนั้นจึงยิ่งระวังมากขึ้น


“ข้าเพิ่งตื่นขึ้นมา ทุกด้านของร่างกายยังไม่ฟื้นเต็มที่น่าจะช่วยเจ้าไม่ไหว” หงส์ไฟน้อยเอ่ยเข้ามาในห้วงความคิดนางด้วยน้ำเสียงอึดอัดใจ


“อืม ไม่เป็นไร หากสู้ไม่ได้แค่ช่วยหลัวอวี่แล้วข้าก็จะหนีเลย”


เธอแค่วางแผนจะหนีไปหลังจากช่วยคน ไม่ได้คิดจะร่วมต่อสู้ ด้วยเหตุนี้พอตัดสินใจแล้วจึงเคลื่อนฝีเท้าเข้าไปช้าๆเดินตามเสียงนั้นไป


เมื่อภาพที่ดวงไฟวิญญาณสีเขียวล่องลองอยู่ตรงหน้าในยามราตรีสะท้อนสู่สายตาเธอก็หวาดหวั่นในใจ เพียงรู้สึกว่าเรื่องนี้คงจะยุ่งยากกว่าที่คิดภาพไว้


พื้นที่ว่างอันกว้างขวางเบื้องหน้านั้นมีเขตอาคมก่อตัวอยู่ เลือดที่ไม่รู้ว่าผุดขึ้นมาจากไหนพรั่งพรูอยู่กลางเกราะป้องกันเขตอาคม มองไปท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดสนิทราวกับเลือดนั้นพุ่งพล่านอยู่กลางเวหาอย่างแปลกประหลาด


เลือดที่มากมายเช่นนั้นทว่ายามนี้เธอที่ยืนอยู่นอกเขตอาคมกลับไม่ได้กลิ่นคาวเลือดแม้แต่น้อย เพียงเห็นว่าด้านในเขตอาคมมีดวงไฟวิญญาณสีเขียวหลายสิบดวงกำลังโลดแล่น เสียงดังซ่าๆ พร้อมด้วยเสียงร้องเจ็บปวดจากการดิ้นรนต่อสู้กระจายออกมาจากเปลวไฟนั้น ช่างดูแปลกประหลาดยิ่งนักในยามค่ำคืนเช่นนี้ ทำให้คนขนพองสยองเกล้าอย่างอดไม่ได้


ภายใต้ท้องฟ้ามืดสนิทมีเพียงดวงไฟสีเขียวนั้น และเพราะอาศัยเปลวไฟที่เหมือนกับดวงวิญญาณเหล่านั้นเธอจึงเห็นร่างคนตรงกลางได้อย่างชัดเจน


คนที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลางพื้นที่ว่างอันกว้างขวางเป็นชายชราที่ผมเผ้าปล่อยสยาย ใบหน้าชราภาพที่เต็มไปด้วยริ้วรอยดูซูบผอมและมืดมน รอยเลือดแต่ละเส้นปรากฏอยู่บนใบหน้านั้นคล้ายจะมีเลือดไหลอยู่ ดูน่าแปลกตา


เสื้อคลุมสีดำตัวกว้างที่เปิดอยู่บนร่างเขาทำเสียงดังอยู่กลางสายลมยามรัตติกาล รอบๆ ตรงที่นั่งอยู่มีกะโหลกศีรษะที่อาบเลือดแต่ละหัววางล้อมรอบเป็นวงแหวน กลิ่นอายความมืดมิดที่เห็นได้ด้วยตาเปล่ากระจายอยู่บนรอบตัว กลิ่นอายนั้นแข็งแกร่งเสียจนหัวใจเธอเกิดความรู้สึกอันตรายที่รุนแรง


เหมือนมีเสียงหนึ่งกำลังบอกเธอ เข้าไปอีกไม่ได้ เข้าใกล้อีกไม่ได้ มิเช่นนั้นจะต้องตายอยู่ที่นี่แน่!


ส่วนผู้ฝึกเซียนพวกนั้นที่กำลังกู่ร้องด้วยความขุ่นเคืองก็คือสี่คนที่เธอเหลือบเห็นตอนเข้าป่า ทว่าตอนนี้พวกเขาแต่ละคนต่างแยกกันทรุดนั่งอยู่บนพื้น กลิ่นอายบนร่างคล้ายกำลังจางหาย และตรงจุดที่ออกจากคนพวกนั้นมาหน่อยยังมีอีกหลายคนนั่งอยู่บนพื้นเช่นกัน


พวกเขาราวกับเสียสติกันไป นั่งขัดสมาธิทั้งสายตาเซื่องซึมมองไปด้านหน้าอย่างนิ่งงันไร้ชีวิตชีวาปานหุ่นไม้ และเหนือศีรษะทุกคนล้วนมีเปลวไฟสีเขียวดวงหนึ่งวนล้อมรอบ


หลัวอวี่เองก็เป็นหนึ่งในนั้น


“มาสิ… มาสิ…”


ทันใดนั้น ผู้หญิงผมยาวสวมชุดกระโปรงสีแดงดุจโลหิตก็มายังเบื้องหน้าเธออย่างเงียบเชียบไร้เสียงราวกับภูตผี ใบหน้าขาวซีดที่ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้ากะทันหันไม่มีสีเลือดเลยสักนิด แต่ริมฝีปากคู่นั้นกลับแดงสดงดงามแปลกๆ ดวงตาที่จ้องมาพร้อมไอภูตผีเย็นเยียบยิ่งทำให้ทั่วร่างหนาวเหน็บจนถึงกระดูก


เฟิ่งจิ่วแทบจะตอบโต้ในทันทีแต่กลับกดเอาไว้เสียดื้อๆ ฝืนทนความหวาดกลัวและตกใจที่ประดังขึ้นในก้นบึ้งหัวใจ แล้วเดินเข้าไปยังเขตอาคมที่มีเลือดพุ่งพล่านนั้นภายใต้การกวักมือเรียกของหญิงชุดแดงด้วยสายตาเหม่อลอย…


ตอนที่ 357: ตาค้างไปแล้ว!


“มาสิ… มาสิ…”


หญิงชุดแดงคนนั้นเดินถอยหลังไป มือคู่ขาวซีดกวักอยู่ตรงหน้าเฟิ่งจิ่วเช่นนั้น ดวงตาสีเลือดที่มีไอภูตผีเย็นเยียบจ้องมองตรงมาที่เธอเหมือนอยากจะมองลึกเข้าไปในจิตวิญญาณเธอ


อาจเพราะความมั่นใจในความสามารถตัวเองนางจึงไม่สงสัยว่าสาวน้อยที่เดินตามมานิ่งๆ ไร้ชีวิตชีวาดังหุ่นเชิดจะไม่ได้ถูกนางควบคุม ถึงอย่างไรเห็นเช่นนี้แล้วสาวน้อยที่สกปรกราวขอทานก็ไม่เคยอยู่ในสายตา


ในสายตานางสาวน้อยคนนี้ก็เหมือนคนพวกนั้น ต่างมาที่นี่เพื่อถวายตัวแก่ตนเองโดยไม่มีข้อยกเว้น


เฟิ่งจิ่วเดินไปทั้งดวงตานิ่งอึ้งว่างเปล่าเหมือนหุ่นเชิดที่สูญเสียดวงวิญญาณ แต่ยังแอบสังเกตความเคลื่อนไหวรอบข้างจึงพบว่าชายชราผู้ผอมแห้งและแปลกประหลาดที่นั่งอยู่ตรงกลางสุดไม่ได้สนใจหรือระวังตัวกับการมาถึงของเธอมากนัก


แม้แต่จะมองมาทางนี้ยังไม่มี ชัดเจนว่าไม่เห็นเธออยู่ในสายตาเลย เธอโล่งใจเล็กน้อยกับเรื่องนี้ ชายชราคนนั้นคงเป็นผู้แข็งแกร่งระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุด หากเขามองมายังดวงตาเธอก็ไม่มั่นใจจริงๆ ว่าจะไม่ถูกพบในสถานการณ์เช่นนี้


หลังเข้ามายังเขตอาคมกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งที่พัดโดนหน้าก็ถาโถมมาพร้อมกับความรู้สึกคลื่นไส้เพราะกลิ่นเหม็นเน่า ทำให้เธอแทบจะอาเจียนออกมาอย่างรับไม่ไหว นั่นเป็นกลิ่นที่ซึมขึ้นมาจากบนพื้นและมันเหม็นมากๆ เมื่อ.ดมกลิ่นรุนแรงเช่นนั้นเธออดไม่ได้ที่จะคิดว่าข้างใต้ผืนดินนี้มีศพถูกฝังไว้เท่าไหร่กันแน่?


หลังจากพาเธอมายืนตรงตำแหน่งผีสาวชุดแดงตนนั้นก็ลอยหวิวออกไป เธอนั่งลงไปอย่างสงบเงียบเหมือนกับคนอื่นๆ สายตามองวนไปรอบๆ เห็นผีสาวชุดแดงสองขาลอยขึ้นกลางอากาศไม่แตะพื้น


ก็ว่าสิ หากไม่ใช่ผีจะปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบไร้เสียงได้อย่างไร?


เฟิ่งจิ่ววางแผนอยู่ในใจ เธอไม่อาจสู้กับหัวหน้าระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุดได้ชนะแต่การพาหลัวอวี่หนีไปคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง เธอสังเกตเห็นว่านอกจากผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่คนกับตนเองคนที่นั่งอยู่รอบข้างต่างสูญเสียการรับรู้ตนเอง


ส่วนชายชราคนแปลกๆ กับผีสาวชุดแดงก็เหมือนว่ากำลังรออะไรอยู่ถึงไม่ได้ลงมือกันคนพวกนี้


แม้ยังไม่ลงมือกลับไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำ ทุกส่วนบนร่างกายเธอต่างกำลังร้องตะโกนถึงอันตราย


ขณะครุ่นคิดว่าจะพาหลัวอวี่หนียังไงดีกลับได้ยินเสียงผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังตรงหน้าพวกนั้นหัวเราะลั่นออกมาอย่างมีความโกรธเคือง


“เสียแรงที่คบหากันมาหลายปี ไม่นึกเลยว่าจะคิดร้ายกับพวกเรา! พวกเรามองคนผิดไปแล้วจริงๆ!”


“เจ้าเดินทางสายมาร ต่อให้ผ่านพ้นภัยครั้งนี้สุดท้ายก็เดินไปได้ไม่ไกลหรอก!”


“ฮ่าๆๆ มิตรสหายทั้งหลาย พวกเจ้าได้ตายเพื่อให้ข้ามีชีวิตต่อนับว่าตายอย่างคุ้มค่าแล้ว ถึงอย่างไรอายุขัยพวกเจ้าก็เหลือไม่กี่ปี ใช้อายุขัยที่เหลือมาช่วยทำให้ข้าสมหวังไม่ดีกว่าหรือ?”


ชายชราผู้ผอมโซหัวเราะร่าอย่างน่าสะพรึง ภายในน้ำเสียงมีความหนาวเหน็บและโหดเหี้ยม


ที่แท้ก็โดนหลอกมาหรือ?


เฟิ่งจิ่วมองคนพวกนั้นด้วยความแปลกใจโดยไม่มีความคิดจะไปสนใจพวกเขา รู้สึกว่ายิ่งท้องฟ้าค่อยๆมืดลง กลิ่นเลือดภายในเขตอาคมนี้ก็ยิ่งคละคลุ้ง กลิ่นอายยิ่งรุนแรง และรู้ว่าไม่อาจรอต่อไปได้อีก


ดังนั้นเธอจึงกัดฟันกรอดลุกขึ้นจากพื้นเสียงดัง พุ่งไปหาหลัวอวี่ที่นั่งมึนงงอยู่บนพื้นตรงหน้าและลากขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อีกมือหนึ่งพลันปิดปากปิดจมูกเขาไว้


และภาพที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดนี้ก็ทำให้ผู้ฝึกตนทั้งสี่ต่างมองกันตาค้างทันใด…


ตอนที่ 358: เจ้าหนู! ช่วยข้าด้วย!


“คน คนนี้ใครกัน?”


ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนนั้นมองร่างผอมเล็กที่เดิมเคยนั่งนิ่งอยู่ยืนขึ้นและพุ่งออกไปอย่างกะทันหันด้วยความตกตะลึง มายังสถานที่ที่ห่างจากพวกเขาแค่ราวๆห้าหกเมตรเพื่อลากชายหนุ่มที่เนื้อตัวมอมแมมขึ้น หลังใช้มือข้างหนึ่งปิดปากปิดจมูกเขาไว้ก็ลากคนออกไปนอกเขตอาคม พวกเขาจึงมองตาค้างโดยฉับพลับ


พวกเขาเข้าค่ายกลนี้มาพร้อมวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลังเพียงรู้สึกว่าร่างกายไร้เรี่ยวแรงแม้แต่ลุกยืนยังทำไม่ได้ แล้วร่างเล็กๆนั่นทำได้ยังไง? ด้านในนี้นอกจากเขตอาคมกับค่ายกลยังมีเสียงวิญญาณของผีสาวชุดแดงคอยปั่นป่วนจิตใจ หากไม่มีวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลังก็ไม่มีทางต่อต้านได้เลย


แต่ แต่ว่าภาพในตอนนี้กลับทำลายแบบแผนนี้เสียดื้อๆ ทำให้ในหัวพวกเขาว่างเปล่ามองภาพเช่นนี้ด้วยความตกใจ


กลิ่นฉุนกึกพุ่งตรงเข้าสู่ห้วงความคิดทำให้หลัวอวี่พลันตื่นตัวขึ้นมา เมื่อเห็นสิ่งของบางอย่างที่ทั้งแปลกประหลาดและน่าสยดสยองรอบข้างก็อดไม่ได้ที่จะอุทานขึ้น “อ๊ะ! บ้าอะไรเนี่ย!”


“ผีกินคน! ยังไม่รีบหนีอีก!”


เฟิ่งจิ่วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะดึงคอเสื้อลากเขาพุ่งไปนอกเขตอาคมทันทีอย่างรวดเร็ว


เวลานี้ชายชราผอมแห้งผู้ชั่วร้ายได้สติกลับมาจากตื่นตระหนก ดวงตาเห็นทั้งสองคนจะหนีออกจากเขตอาคม พอเขาสะบัดฝ่ามือเพียงเห็นเลือดสดผุดขึ้นจากพื้นดินราวกับน้ำพุเลือดที่ซัดสาดขึ้นมาหลั่งไหลออกจากเขตอาคมแล้วย้อนกลับมาอีกครั้ง


และทันใดนั้นเองเมื่อเฟิ่งจิ่วกระชากคอเสื้อหลัวอวี่โผไปข้างหน้าโดยไม่อาจถอยกลับ ยังไม่ทันปะทะกับน้ำพุเลือดนั้นก็ถูกดีดกลับมา


“ผัวะ!”


“ซี๊ด!”


เสียงกระแทกดังขึ้น หลังจากทั้งสองโดนดีดกลับมาก็ล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปนั่งบนพื้น ยังไม่ทันลุกยืนขึ้นก็เห็นว่าใต้ผืนดินที่นั่งอยู่มีมือโครงกระดูกคู่หนึ่งจับขาไว้และใช้กำลังลากพวกเขาลงไป


“ออกไปให้พ้น!”


หลัวอวี่ตะโกนลั่นยื่นขาออกไปเตะมือโครงกระดูกคู่นั้นให้แตก ใครจะรู้ว่ามันกลับแข็งแกร่งดั่งเหล็กเตะยังไงก็ไม่แตกหักเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามแรงที่ดึงเขาลงไปในดินกลับยิ่งมากขึ้นสองขาจึงจมลึกลงเพราะเหตุนี้ ในขณะที่กำลังเสียขวัญไปบ้าง เมื่อมองไปทางนายท่านกลับต้องตกใจในความห้าวหาญของนาง


แค่เห็นนางจ้องมองมือโครงกระดูกคู่นั้นที่คว้าดึงสองขาลงไปด้วยสีหน้าไม่น่ามองนักคล้ายจะถูกทำให้โกรธเคือง หลังจากใช้มือบีบโครงกระดูกจนแตกเสียดื้อๆ ก็เตะเท้าลุกยืนขึ้นมา ปากพ่นคำสบถด้วยความรังเกียจ


“บ้าเอ้ย! ของบ้าพวกนี้สกปรกชะมัด!”


หลัวอวี่มองนางอย่างอึ้งๆ แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยรู้ว่านายท่านที่สง่างามไร้ที่ติ อ่อนโยนไร้พิษสง และเจ้าเล่ห์ปานจิ้งจอกในบางครั้งจะพ่นคำสบถได้อย่างคาดไม่ถึง!


เขาพลันได้สติกลับมาเห็นสองมือตนเองถูกมือโครงกระดูกจับไว้เช่นกัน จึงอุทานเสียงหลงทันใด “นายท่าน! ช่วยด้วยขอรับ!”


เฟิ่งจิ่วหันกลับไปมองเห็นเขายังนั่งอยู่บนพื้นและโดนมือโครงกระดูกจับแขนไว้ ใช้นิ้วมือจับข้อนิ้วดีดออกไปทันที แค่ได้ยินเสียงผัวะๆ ดังขึ้นสองสามเสียง โครงกระดูกที่จับหลัวอวี่ไว้ต่างก็กะเทาะแตกออกกระจายลงบนพื้น


“ไป!”


มือหนึ่งเธอกระชาดคอเสื้อลากเขาขึ้นมาไม่ร่วมการต่อสู้ สายตาจับจ้องยังเขตอาคมนั้นอีกครั้งคิดจทำลายมันออกไป


ส่วนผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่ที่เห็นนางแค่ดีดนิ้วใช้วิชายุทธ์ก็จัดการได้ต่างมีดวงตาแวววาว นัยน์ตามีประกายแห่งความหวังผุดขึ้น เห็นนางจะลากชายหนุ่มคนนั้นหนีจึงส่งเสียงตะโกนลั่นทันที


“เจ้าหนู! ช่วยเราด้วย!”


ได้เสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ลอยมาจากด้านหลังมุมปากเฟิ่งจิ่วกระตุก แล้วพูดโดยไม่หันหน้ากลับไป “ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลันขอร้องให้ข้าช่วยเนี่ยนะ? อย่ามาล้อเล่นน่า!”


ตอนที่ 359: คมพยับออกโรง!


เธอพาหลัวอวี่หนีออกไปได้ก็ไม่เท่าไหร่ ยังจะช่วยพวกเขาอีก? ใครจะรู้ว่าพวกเขาสองคนจะตายอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า? เสี่ยงอันตรายถึงตายเพื่อไปช่วยผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังที่ไร้ญาติขาดมิตรสองสามคน? เธอไม่ได้ใจดีถึงเพียงนั้นหรอกนะ


“ในเมื่อมาแล้ว งั้นก็อยู่ต่อไปเถอะ!”


ชายชราร่างผอมแห้งผู้ชั่วร้ายกล่าวอย่างน่าหวาดกลัว สิ้นสุดเสียงเพียงเห็นผีสาวชุดแดงตนนั้นที่เคยยืนลอยอยู่ด้านหลังเปล่งเสียงเรียกเบาๆ


“มาสิ… มาสิ… อยู่ต่อเถอะ… อยู่ต่อเถอะ…”


ชุดสีแดงเลือดโฉบผ่านมากลางเวหา เสียงฟิ้วลอยมาทางเฟิ่งจิ่วกับหลัวอวี่ เสียงนั้นช่างอ่อนโยนแปลกประหลาดและมีกลิ่นอายหนาวเหน็บอยู่จางๆ


เฟิ่งจิ่วสังเกตว่าหลังได้ยินเสียงที่มีการควบคุมใจคนบางส่วนหลัวอวี่ที่เดิมทีโดนลากขึ้นมาจิตใจก็เริ่มหงอยเหงาขึ้นมา จึงยื่นมือไปตบหลังศีรษะเขาทีหนึ่งทันที สบถด่าว่า “นิ่งอะไรเล่า? หากยังอึ้งอยู่เจ้าก็อยู่ต่อเป็นเพื่อนนางเลยละกัน!”


“ซี๊ดอ๊าก!”


พอรู้สึกเจ็บหลัวอวี่ก็ฟื้นสติกลับมาอีกครั้ง เห็นตัวเองเกือบจะเสียสติไป จึงหวาดกลัวอย่างอดไม่ได้ “นายท่าน ผีตนนี้ร้ายกาจเหลือเกินขอรับ ข้าน้อยฟังเสียงนางไม่ได้!”


เขาก็ไม่อยากแต่ไม่รู้ทำไมพอได้ยินเสียงที่นุ่มนวลนั้นก็ลืมว่าตัวอยู่ที่ไหน หัวสมองก็เลอะเลือนไปหมดและไม่อาจควบคุมสติได้เลย


“นั่นคือวิญญาณผู้ฝึกตนที่มีวรยุทธ์อยู่บ้าง พลังเทียบเท่าผู้ฝึกเซียนระดับสร้างรากฐาน กำลังเจ้ารับไม่ไหวแน่นอน”


เธอพูดอย่างเสียอารมณ์ แล้วโยนขวดหนึ่งให้เขาพลางบอกว่า “ใช้ยานี้ปิดปากปิดจมูกไว้ สูดเข้าไปสมองจะอยู่ในสภาพตื่นตัวและไม่ถูกควบคุมโดยง่าย”


กล่าวจบเธอผลักเขาออกไป กระบี่คมพยับที่มีประกายเย็นเยียบก็ปรากฏขึ้นในมือ ภายใต้การสะบัดขยับพลังกระบี่รุนแรงจึงแทงไปทางผีสาวชุดแดงที่ลอยมาทันที


หลัวอวี่เห็นท่าทางจึงรีบร้อนเปิดขวดออกดมกลิ่นสักพัก เพียงรู้สึกว่ากลิ่นนั้นฉุนเสียจนยากจะรับไหวแต่ไม่ยอมรับไม่ได้ว่าสูดไปแค่นิดเดียวร่างกายก็ตื่นตัวราวกับได้ยาชูกำลัง คิดๆหาวิธี ฉีกผ้าจากเสื้อตัวในมาเทยาไว้ด้านบนเสียหน่อยแล้วนำขึ้นมาผูกปิดปากปิดจมูก เก็บขวดยาหยิบกระบี่ยาวอยากจะลองฟันทำลายเขตอาคมนั้น


“กระบี่คมพยับ!”


ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่รู้จักกระบี่คมพยับเล่มนั้นต่างก็ตกใจ พวกเขาไม่นึกว่าจะได้เห็นกระบี่เทวะในตำนานที่สูญหายไปนาน และยิ่งคาดไม่ถึงว่าตอนนี้คนที่ครอบครองกระบี่จะเป็นแม่หนูน้อยที่ดูอายุราวสิบห้าสิบหก


“เหอะๆๆ… ไม่คิดเลยว่าข้าจะได้เห็นคมพยับกระบี่เทวะในตำนานในสถานที่เช่นนี้ แม้แต่สวรรค์ยังช่วยข้าโดยแท้ ฮ่าๆๆ!”


ชายชราร่างผอมแห้งผู้ชั่วร้ายที่นั่งขัดสมาธิอยู่แหงนหน้าหัวเราะลั่น แรง.กดดันที่เห็นได้ด้วยตาเปล่ากวัดแกว่งออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะ มองท้องฟ้าที่ยิ่งมืดลงเรื่อยๆ ประกายความตื่นเต้นในดวงตาก็ยิ่งมากขึ้น


เมื่อยามเที่ยงคืนมาเยือน นั่นคือเวลาที่แผนการใหญ่เขาจะสำเร็จผล!


หนึ่งกระบี่ที่หลัวอวี่ฟันไปยังเขตอาคมนั้นถูกดีดกลับมาเหมือนจะชนเกราะป้องกันอะไรเข้า การโจมตีจึงทำลายเขตอาคมไม่ได้ ทำได้เพียงกัดฟันหันกลับไปร่วมต่อสู้กับผีสาวชุดแดงทันที พลางเอ่ยถามอย่างกังวล “นายท่าน ข้าน้อยทำลายเขตอาคมนั่นไม่ได้ทำยังไงดีขอรับ?”


“นั่นเป็นเขตอาคมที่หัวหน้าระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุดวางไว้ เจ้าทำลายได้ก็แปลกแล้ว”


เธอแค่นเสียงเย็น จ้องมองผีสาวชุดแดงตนนั้นที่หลบกระบี่คมพยับแล้วโจมตีลงมาจากบนอากาศด้วยแววตาดุดันที่หรี่ลง นิ้วมือกรีดไปบนใบมีดเพื่อหยดเลือด.ลงบนตัวกระบี่แล้วเช็ดออกด้วยปลายนิ้ว เพียงเห็นแสงสีเลือดฉายผ่านพลังกระบี่ก็ยิ่งเพิ่มพูน…


ตอนที่ 360: พลังอำนาจแห่งราชัน!


พลังกระบี่ที่หนาวเหน็บเย็นเยียบราวกับมีเสียงไพเราะลอยออกมาในทันใด พลังกระบี่รุนแรงก็ปล่อยออกมาพร้อมกับแรงกดดันสัตว์เทวะในตำนานภายในร่างเธอ แรงกดดันในตำนานที่แข็งแกร่งกับพลังอำนาจแห่งราชันที่ติดตัวมาแต่เกิดกระจายออกมาพร้อมกันทำให้กลิ่นอายที่คละคลุ้งในอากาศพลันแปรเปลี่ยนแตกต่างไป


ถึงกับข่มแรงกัดดันระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุดที่ปล่อยออกมาจากเสียงหัวเราะชองชายชราร่างผอมไว้เสียดื้อๆ เป็นแรง.กดดันที่ทรงพลังและน่าตะลึงทำให้มือผีที่ยื่นมาจากใต้พื้นดินอดไม่ได้ที่จะผงะและหดกลับไป


“นี่ นี่มันแรงกดดันในตำนานกับพลังอำนาจแห่งราชัน!”


หลังจากรู้สึกถึงแรงกดดันอันน่าทึ่งผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่พลันหัวใจสั่นไหว มองร่างผอมเล็กนั้นอย่างเหลือเชื่อ


แรงกดดันในตำนาน! พลังอำนาจแห่งราชัน!


แม่หนูน้อยคนนี้มีที่มายังไงกันแน่? ปกติแรงกดดันในตำนานจะมาจากพันธสัญญาสัตว์ในตำนาน เป็นพันธสัญญาร่วมชะตากรรมที่ต้องแบ่งปันชีวิตและใช้แรงกดดันร่วมกัน!


แม่หนูคนนี้คงครอบครองสัตว์เทวะในตำนานไว้ถึงจะถูก!


ส่วนพลังอำนาจแห่งราชัน เดิมทีนั่นเป็นกลิ่นอายของราชันที่ปรากฏอยู่แค่ในตำนาน เป็นพลังแห่งราชันที่มีแต่กำเนิดและมาจากสายเลือด ไม่อาจปลูกฝังได้ภายหลัง มองไปทั่วใต้หล้าก็มีเพียงเหล่าผู้แข็งแกร่งที่ยืนอยู่จุดสูงสุดของพีระมิดถึงจะมีพลังอำนาจเช่นนี้ แต่นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะได้พบคนหนึ่งในป่าเก้าหมอบแห่งนี้ ซ้ำยังเป็นคนที่มีแรงกดดันในตำนานและพลังอำนาจแห่งราชันทั้งสองอย่างด้วย!


ทันใดนั้นในอากาศเหมือนมีเสียงโหยหวนนับไม่ถ้วนกระจายไป นั่นคือเสียงร้องภูตผีที่รับความสั่นสะเทือนจากแรงกดดันสัตว์เทวะในตำนานกับพลังอำนาจแห่งราชันไม่ไหว มันทั้งรุนแรงและแหลมเสียจนบาดแก้วหูเจ็บ


“ถอยไป! ดูแลตัวเองให้ดีก็พอ!”


เฟิ่งจิ่วกำชับเสียงเย็น แล้วร่างก็พุ่งไปทันที ถือกระบี่คมพยับรับหน้าผีสาวชุดแดงตนนั้นที่โถมมาข้างหน้าพร้อมทั้งส่งเสียงร้องโหยหวน


ความเร็วนางว่องไวยิ่งนัก แวบผ่านไปดั่งสายฟ้าแลบ ผู้ฝึกตนทั้งสี่ยังจับการเคลื่อนไหวร่างไม่ได้เพียงรู้ว่ากระบี่คมพยับเล่มนั้นที่ฉายประกายแวววาวและแฝงด้วยกลิ่นอายดุดันตัดลงไปยังผีสาวชุดแดงตนนั้นด้วยท่วงท่าที่เร็วปานสายฟ้า


ท่วงท่าที่กะทันหันกับความเร็วที่ว่องไวทำให้ผีสาวชุดแดงที่มีกำลังระดับสร้างรากฐานไม่มีแม้แต่โอกาสหลบเลี่ยงจึงเปล่งเสียงกรีดร้องรุนแรงออกมา ร่างกายถูกตัดออกเป็นสองส่วนพลันกลายเป็นเปลวไฟสีเขียวกลืนกินร่างสีเลือดนั้นและหายไปไร้ร่องรอยเหมือนหลอมรวมไปกับดวงไฟวิญญาณรอบๆ


“เจ้ากล้าฆ่าวิญญาณผู้ฝึกตนข้า! ข้าจะให้เจ้าตาย! ตาย! ตาย! ตาย!”


ชายชราร่างซูบผอมสองตาเบิกโพรง น้ำเสียงโกรธเคืองเปล่งจากปากพร้อมกับแรงกดดันมหาศาล คำว่า ตาย แต่ละคำนั้นราวกับถูกขยายใหญ่ มันถูกควบแน่นจากพลังวิญญาณบนร่างและกดมาทางนาง


เพราะตื่นตระหนกกับแรงกดดันในตำนานและพลังอำนาจแห่งราชันบนร่างนางจึงตกตะลึงอยู่บ้างชั่วขณะหนึ่ง แต่ไม่นึกเลยว่าขณะที่ใจลอยไปสักพักจะเบิกตาเห็นวิญญาณผู้ฝึกตนใต้อาณัติที่มีวรยุทธ์เทียบเท่าระดับสร้างรากฐานถูกแม่หนูน้อยคนนั้นฟันกลายเป็นสองส่วนในหนึ่งกระบี่สูญสลายไปกับตา!


“อื้ม!”


ภายใต้แรงกดดันที่แข็งแกร่งของชายชราคนนั้นมีเพียงหลัวอวี่ผู้มีพลังระดับยอดปรมาจารย์ที่รับแรงกดดันและไอสังหารนั้นไม่ไหว เพียงรู้สึกว่าเลือดลมในร่างพุ่งพล่านขึ้นราวกับเขื่อนแตกน้ำท่วม ปะทะโจมตีห้องหัวใจพุ่งขึ้นไปยังลำคอ อยากกล้ำกลืนลงไปกลับไม่นึกว่าจะไม่ไหวจึงกระอักเลือดออกมา


“อั่ก!”


สายตาเฟิ่งจิ่วจ้องไป เหลือบเห็นหลัวอวี่มีสีหน้าซีดเผือดภายใต้แรงกดดันแม้แต่ยืนยังไม่ไหว ทันใดนั้นมือก็ขยับกระบี่คมพยับในมือปล่อยพลังกระบี่ที่ร้ายกาจโจมตีฟันไปยังคำว่า ตาย พวกนั้นที่ควบแน่นกลายเป็นรูปร่างอย่างโหดเหี้ยม!


จบตอน

Comments