ตอนที่ 361: หนีเร็ว!
“ฟิ้ว!”
“ฉับๆๆ!”
พลังกระบี่รุนแรงลอยออกไปตัดคำว่า ตาย ทั้งสามแตกด้วยหนึ่งกระบี่ เพียงเห็นคำเหล่านั้นแตกกระแสลมก็กระจายไปทั่วพื้นที่ทันใด เฟิ่งจิ่วปล่อยกลิ่นอายพลังวิญญาณลงไปบนกระบี่คมพยับแทบในเวลาเดียวกัน ก่อนที่พลังกระบี่จะโจมตีไปทางชายชราร่างผอมที่นั่งขัดสมาธิอยู่ทันที
“ไป!”
เธอตะโกนเบาๆอย่างเย็นเยียบ มือหนึ่งฉุดหลัวอวี่ที่สีหน้าขาวซีดเลือดลมปั่นป่วนวิ่งไปตรงเขตอาคมที่ห่างกันเพียงห้าหกเมตร สายตาเย็นชาจ้องมองเขตอาคมสีเลือดที่เห็นได้ด้วยตาเปล่านั้น ฝีเท้าก้าวลงพุ่งไปโดยไม่คิดหยุดชะงัก
ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่ที่นั่งอยู่บนพื้นไม่อาจลุกขึ้นต่างนิ่งอึ้งเพราะกำลังต่อสู้นางนานแล้ว เวลานี้เห็นนางโผไปตรงเขตอาคมโดยไม่หยุดฝีเท้าเหมือนมั่นใจเต็มร้อยว่าสามารถทำลายมันได้
อยากจะเตือนนางสักประโยคว่านั่นคือเขตอาคมที่หัวหน้าระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุดวางไว้ ซ้ำยังมีเลือดเป็นเกราะป้องกัน ยากจะทำลายด้วยกำลังนาง ไม่สู้รีบมาช่วยพวกเขาแล้วรวมพลังกันสังหารหัวหน้าคนนั้นเพื่อเอาตัวรอดยังดีกว่า
แต่ใครจะรู้ว่ากลับเห็นมือที่ถือกระบี่คมพยับมีกลิ่นอายพลังวิญญาณที่คละคลุ้งและบริสุทธิ์พุ่งพล่านขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กลิ่นอายพลังวิญญาณพรั่งพรูเปลวไฟสีแดงฉานก็แล่นไปบนกระบี่คมพยับในมือ พันรอบตัวกระบี่ราวกับมังกรเพลิง
“ทำลายมันซะ!”
เธอยกมือขึ้นพลางตะโกนเสียงเย็น ทันใดนั้นกระบี่คมพยับก็ระเบิดพลังกระบี่อันทรงพลังออกมาโจมตีไปยังเขตอาคมพร้อมกับเปลวไฟโชติช่วง
เห็นภาพเช่นนี้ผู้ฝึกตนทั้งสี่ต่างดวงตาเบิกกว้าง สูดหายใจอย่างเหลือเชื่อ หลังเห็นเธอหนึ่งกระบี่นั้นโจมตีไป เลือดที่ไหลพล่านอยู่ตรงเขตอาคมก็ถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ทันที เขตอาคมนั้นจึงมีเสียงแตก
“แกร๊ก!”
พอเสียงนั้นดังขึ้น ภายใต้ประกายแสงสว่างไสวเขตอาคมที่มีกลิ่นอายแข็งแกร่งประดังอยู่ก็แตกออกทีละรอยทีละรอย ด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าราวกับพื้นน้ำแข็งที่ถูกกระแทก รอยแตกกระจายออกไปรอบนอกจนกระทั่งเกิดเสียงดังสนั่น กลิ่นอายพลังวิญญาณที่เกาะกันเป็นเขตอาคมจึงกระจัดกระจายออกไปทันที
“ทำ ทำลายได้จริงๆด้วย…”
ผู้ฝึกตนทั้งสี่ต่างจ้องมอง ลืมไปแล้วว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนรวมถึงอันตรายของตนเอง กลับตะลึงกับภาพแต่ละภาพที่น่าเหลือเชื่อตรงหน้าเนิ่นนานไม่อาจคืนสติ…
ชายชราร่างผอมแห้งคล้ายจะผละออกจากที่ที่นั่งอยู่ไปไม่ได้ เห็นเขตอาคมถูกทำลายกลิ่นคาวเลือดด้านในและพลังชีวิตที่สั่งสมไว้กำลังกระจายออกด้านนอก เห็นสิ่งที่ทุ่มเททั้งกำลังและสติปัญญาถูกทำลายโดยแม่หนูน้อยที่ไม่รู้ว่าโผล่หัวมาจากไหน สองดวงตาก็มีประกายสีเลือดปะทุขึ้น ความโกรธล้นฟ้า จิตสังหารน่าตกตะลึง!
“อ๊าก!”
เสียงคำรามสะเทือนหูมีความเกลียดแค้นและไอสังหารมากล้น แรงกดดันมหาศาลที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงก่อตัวกลายเป็นเส้นๆคล้ายลายน้ำ กวัดแกว่งออกไปทีละวงทีละวง กระเทือนเสียจนแผ่นดินสั่นไหวรุนแรง เพียงได้ยินเสียงตู้มเหมือนมีภูเขาถล่ม เสียงนั้นดังสนั่นฟังชัดเป็นที่สุดในยามค่ำคืน
“เจ้าทำลายความตั้งใจข้า! ตัดทางรอดของข้า! ข้าจะทำให้เจ้าไม่ตายดี!”
ชายชราผู้ซูบผอมนั่งขัดสมาธิพลางแหงนหน้าแผดเสียง สองมือกลับร่างสัญลักษณ์แปลกๆขึ้นบนตัว น้ำเสียงหนาวเหน็บเปล่งออกไปกลางท้องฟ้ายามวิกาลพร้อมไอสังหารกระหายเลือด
“ค่ายกลวิญญาณโลหิต! จงเปิด!”
เฟิ่งจิ่วที่กำลังพาหลัวอวี่วิ่งหนีออกจากเขตอาคมพลันรู้สึกถึงอันตรายมหาศาล หันกลับไปดูอย่างรวดเร็วแล้วดึงสายตากลับทันที ปล่อยกลิ่นอายพลังวิญญาณไปยังมือยันหลัวอวี่ไปข้างหน้าผลักส่งออกไปร้อยเมตร
“หนีเร็ว!”
ตอนที่ 362: ทำไมไม่ร่วมมือ?
หลัวอวี่เพียงรู้สึกว่าร่างกายกระเด็นออกไปอย่างไร้การควบคุมคล้ายมีแรงหนึ่งผลักอยู่ด้านหลัง หลังจากโดนผลักออกไปเกือบร้อยเมตรแรงกดดันที่กดไว้บนร่างเสียจนแม้แต่หายใจยังรู้สึกลำบากก็จางหายไป เรี่ยวแรงทั่วร่างเหมือนกลับมา
“นายท่านขอรับ!”
เขาหันกลับไปมองอุทานเสียงหลง เพียงเห็นตรงที่นางอยู่มีค่ายกลสีเลือดอันซับซ้อนปรากฏขึ้น สายบางแต่ละเส้นนั้นซึมจากผืนดินราวกับมีกระแสที่ก่อตัวจากเลือดวิ่งแล่นในค่ายกลนั้น กลางค่ายกลเลือดใหญ่โตมีประกายสีเลือดและกลิ่นอายแห่งความตายมากล้นกระจายอยู่ เห็นแล้วหัวใจสั่นไหวโดยไม่รู้ตัว
เขาเป็นองครักษ์ประจำตระกูลเฟิ่งมานานเพียงนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่พบเห็นภาพน่าตะลึงและหวาดกลัวเช่นนี้…
เดิมควรจะออกไปแต่เห็นนายท่านยังอยู่ในนั้นเขาจึงวิ่งกลับไปโดยไม่คิดเลยสักนิด กลับได้ยินเสียงนางลอยมาอย่างมีความดุดัน
“ไปรอตรงที่ข้าบอกซะ! นี่เป็นคำสั่ง!”
เฟิ่งจิ่งตะโกนเสียงดัง น้ำเสียงรวบรัดกลับมีแรงกดดันและความดุดันที่ไร้ข้อกังขา ทำให้เขาไม่หยุดฝีเท้าลงไม่ได้เสียดื้อๆ
“นายท่าน…”
ดวงตาสีแดงเลือดเขามีความแข็งขืนและเจ็บปวด ในใจอึดอัดอย่างยิ่ง หากไม่ใช่เพราะเขานายท่านคงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะเขานายคงหนีออกไปได้ หากไม่ใช่เพราะเขา…
สติบอกเขาว่าต้องฟังคำสั่งนายท่านและออกไปโดยเร็ว เพราะกำลังอ่อนแอเกินไปจึงรับแรงกดดันของหัวหน้าระดับหลอมแก่นพลังไม่ไหว หากอยู่ต่อไม่เพียงช่วยนายท่านไม่ได้ ซ้ำยังทำให้นางลำบาก ทว่าฝีเท้าที่ย่างลงกลับหนักอึ้งเสียจนไม่มีทางก้าวออก
นั่นนายท่านเขานะ! นายท่านที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเพื่อช่วยเขา! จะให้ออกไปทั้งแบบนี้ได้เช่นไร?
“รีบไปซะ!”
เฟิ่งจิ่วแผดเสียงลั่น ไม่มีเวลาไปสนใจเขาแล้ว หันหน้ากลับมามองค่ายกลเลือดแปลกประหลาดที่ยืนอยู่ จึงเห็นว่าสิ่งที่ไหลพล่านอยู่บนลายเส้นซับซ้อนภายในค่ายกลคือเลือดที่กำลังไหลเวียน และไม่รู้ว่าเป็นเลือดที่ผุดออกมาจากตรงไหน ยังไงก็ตามกลิ่นอายแห่งความตายนั้นรุนแรงยิ่งนัก ช่างทำให้ใจคนขนพองสยองเกล้าเสียจริง
หลังเฟิ่งจิ่วตะโกนลั่นหลัวอวี่ก็กัดฟันหันตัวออกไปอย่างรวดเร็ว…
“หงส์ไฟน้อย ข้าเหยียบอยู่ตรงนี้ขยับไม่ได้แล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าจะทำลายค่ายกลได้ยังไง?”
เธอใช้ดวงจิตเอ่ยถามหงส์ไฟน้อยในห้วงมิติ สายตาจับจ้องบนร่างชายชราร่างผอมที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลางนั้นตลอดไม่ขยับเขยื้อน “หัวหน้าคนนั้นยังไม่เคยเห็นเขากระดุกกระดิกเลย คงไม่ใช่ว่านั่งอยู่ตรงนั้นแล้วขยับไม่ได้หรอกกระมัง?”
“ค่ายกลวิญญาณโลหิตนี้เป็นค่ายกลวิชามาร ต้องใช้เลือดคนมารวมกันสร้าง ตรงที่ตาแก่นั่นนั่งคงเป็นจุดทำลายค่ายกลนี้ หนำซ้ำยังเป็นดวงตาค่ายกล พลังเลือดตรงนั้นแข็งแกร่งที่สุด เขาคงคิดจะพลิกฟ้าเปลี่ยนชะตา หากเจ้าไม่ทำเขาเสียเรื่องถึงเวลาเที่ยงคืนตรงนี้ก็จะไม่มีใครเหลือรอดสักคน”
น้ำเสียงเด็กน้อยของหงส์ไฟน้อยเปล่งออกมาด้วยความเคารพและเคร่งขรึม หลังชะงักไปพักหนึ่งก็กำชับอีกว่า “เจ้าเองก็ระวังหน่อย อย่าไปเหยียบลายเลือดในค่ายกลจะได้ไม่ติดกับ แต่ตาแก่นี่ตั้งใจจะฆ่าเจ้า ข้าคิดว่าร่วมมือกับผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนนั้นจะดีที่สุด โต้กลับด้วยการฆ่าเขาจะได้เลี่ยงปัญหาในภายหลัง!”
ได้ยินเช่นนี้ เธอคิดว่าตอนนี้มีแค่วิธีนี้แล้วจริงๆ ด้วยเหตุนี้จึงใช้สายตาจับจ้องบนร่างผู้ฝึกตนสี่คนนั้น
พวกเขาเห็นนางมองมาดวงตาก็เป็นประกายทันใด พลันเอ่ยปากตะโกนว่า “เจ้าหนู! กำลังเจ้าคนเดียวฆ่าเขาไม่ได้หรอก แต่หากรวมกับพวกเราสี่คนสถานการณ์กลับจะแตกต่างไปมากนัก ใยจึงไม่ยื่นมือให้เราแล้วร่วมกันกำจัดศัตรูเล่า?”
ตอนที่ 363: สละดวงวิญญาณ!
แม้พูดออกไปใจทั้งสี่คนกลับหวั่นๆขึ้นมา กังวลนิดหน่อยว่านางจะไม่ยินยอม ถึงอย่างไรพวกเขาก็เห็นพลังนางแล้ว ต่อให้สู้ไม่ได้แล้วหนีออกไปก็ทำได้แน่.นอนทว่าพวกเขาทำไม่ได้ หากไร้การช่วยเหลือจากนางเกรงว่าต้องตายอยู่ที่นี่
ได้ยินคำพูดนี้เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วขึ้น บอกว่า “ยื่นมือให้พวกท่าน? พวกเราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันทำไมข้าต้องเสี่ยงด้วย? ด้วยกำลังข้าแม้สู้ไม่ไหวจะหนีออกไปก็ไม่ยาก แต่สำหรับพวกท่านก็พูดได้ยากอยู่”
ทั้งสี่คนใจเสีย ไม่นึกว่านางจะมีความคิดเช่นนี้จริงๆ
ทันใดนั้นพวกเขาก็มองหน้ากัน หนึ่งในนั้นจ้องมองเฟิ่งจิ่ว เอ่ยถามว่า “แล้วต้องทำยังไงแม่หนูถึงจะยอมช่วย?”
“แหะๆ”
เธอหัวเราะขึ้นมาเบาๆ เผยให้เห็นฟันสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตาเป็นประกายจับจ้องพวกเขาสี่คน บอกว่า “ดูท่าทางพวกท่านคงเป็นผู้ฝึกเซียนไร้สำนักสินะ? พวกท่านเห็นกระบี่คมพยับแล้ว ซ้ำยังรู้เรื่องข้าตั้งมากมาย หากกลายเป็นคนของตนเองไม่ได้ ข้าจะไปเสี่ยงอันตรายได้อย่างไร?”
หงส์ไฟน้อยในห้วงมิติได้ยินก็กลอกดวงตาทันที นี่เวลาไหนแล้วนางยังคิดจะล่อลวงคนอื่นอีก แต่กำลังผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่คนนี้ล้วนไม่ได้อ่อนด้อยซ้ำยังอยู่ถึงขั้นกลาง หากเก็บคนไว้ใช้งานได้นับเป็นหนึ่งต่อร้อยอย่างแน่.นอน
ส่วนทั้งสี่คนที่ได้ยินคำพูดนางต่างครุ่นคิด พอนางพูดออกมาก็รู้ทันทีว่าหมายถึงอะไร ทว่าแม่หนูน้อยคนนี้ต่อให้มีอะไรพิเศษแต่จะให้พวกเขาก้มหัวยกย่องนางเป็นนายในใจก็ไม่ยอมรับและไม่เต็มใจอยู่บ้างอย่างไม่อาจเลี่ยง
ถึงอย่างไรผู้ฝึกเซียนที่สามารถฝึกบำเพ็ญได้ถึงระดับเท่านี้ก็สามารถตั้งตัวเป็นใหญ่ในแคว้นเล็กๆเช่นนี้ได้ แม่หนูน้อยคนนี้แม้ฝีมือเก่งกาจแต่กลับเป็นผู้ฝึกตนฝึกหัดที่ไม่ใช่แม้แต่ระดับสร้างรากฐาน
แต่หากไม่ยินยอม แม้ระดับพวกเขาจะสูงกำลังยังแข็งแกร่งในเวลานี้ก็ไม่มีทางถอนตัวและต้องจบชีวิตลงที่นี่
หลังผ่านการไตร่ตรองพวกเขามองหน้ากันแวบหนึ่ง ถามว่า “พวกเจ้าคิดเช่นไร?”
“ไม่มีแม้แต่ชีวิต ยังจะสนใจวิญญาณดวงนี้อีกหรือ?”
“อืม แม้นางอายุยังน้อยแต่ตัวมีพลังอำนาจแห่งราชัน อนาคตต้องไม่ธรรมดาแน่ ติดตามนางคงไม่น่าอับอายเกินไปนัก”
“ข้าก็คิดเช่นกัน”
“ดี ในเมื่อไม่มีความเห็นพวกเราก็สละดวงวิญญาณให้นางเถอะ” พอสละดวงวิญญาณไปชีวิตพวกเขาจะถูกควบคุมอยู่ในกำมือนาง หากมีเจตนาร้ายแค่บดขยี้ดวงวิญญาณพวกเขาก็จะตายโดยไม่ต้องสู้แม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้การสละดวงวิญญาณจึงเป็นการแสดงความจริงใจที่เพียงพอที่สุด นี่เป็นเพราะคำพูดนางก่อนหน้านี้ รู้เรื่องนางเสียตั้งมากมายหากไม่ใช่คนของตนจะปล่อยให้มีชีวิตรอดได้อย่างไร?
พอตัดสินใจได้พวกเขาก็อาศัยจังหวะที่ชายชราร่างผอมแห้งกำลังสร้างค่ายกลสละดวงวิญญาณไปหาเฟิ่งจิ่วอย่างรวดเร็วทันที “วันนี้พวกเราขอสละวิญญาณเพื่อแสดงการยอมรับนายท่านด้วยความจริงใจ นายท่านครั้งนี้ได้แล้วกระมัง?”
เฟิ่งจิ่วยื่นมือไปเก็บดวงวิญญาณทั้งสี่ไว้ในมือ พอจับก็หายไปตรงฝ่ามือ มุมปากจึงยกขึ้นเผยรอยยิ้ม “ดีมาก สูดกลิ่นยาเข้าไป พวกเจ้าจะได้ฟื้นคืนเรี่ยวแรงโดยเร็ว”
ขณะที่หยิบยาขวดหนึ่งจากห้วงมิติโยนไปเธอก็ใช้คมพยับในมือโจมตีไปทางพวกเขา พลังกระบี่รุนแรงพลันลงมาตรงเบื้องหน้าทำให้ร่างกายพวกเขาเด้งขึ้นจากพื้นและแยกออกจากลอยเลือดบนพื้น
“ฟิ้ว!”
“ผัวะๆ!”
ระหว่างที่ร่างทั้งสี่ถูกกระแสลมพัดลอยขึ้นเพียงได้กลิ่นยาในอากาศพุ่งเข้ามายังจมูก พวกเขาสูดกลิ่นยาเข้าไปตามคำพูดนางทันที ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าบริเวณจุดตันเถียนมีพลังวิญญาณเอ่อล้น…
ตอนที่ 364: จ่ายมาด้วยชีวิต!
เรี่ยวแรงที่เดิมเคยหายไปเหมือนจะกลับคืนสู่ร่างชั่วขณะ สองดวงตามีแสงสว่างปะทุออกมาพร้อมกำปั้นแผดเสียงทุ้มต่ำ กลิ่นอายพลังวิญญาณทั่วร่างพุ่งพล่านขึ้นมารวมกันภายในเส้นโลหิตทุกส่วนของร่างกาย
“ย๊าก!”
พอแผดเสียงออกมาร่างกายที่เคว้งอยู่กลางอากาศก็เหยียดออกมา เพียงเห็นพวกเขาบางคนสองมือคว้าดึงดูดกระแสลมกลางเวหาไว้ในฝ่ามือแล้วตบลงไปยังชายชราที่นั่งขัดสมาธิอยู่
บางคนก็จับข้อนิ้วยิงกระแสลมออกไปกลายเป็นใบมีดลมเย็นเฉียบแยกเป็นสามจากหนึ่งโจมตีไปทางชายชราร่างผอมคนนั้นด้วยท่วงท่าดุดัน การลงมือที่โหดเหี้ยมทำให้เฟิ่งจิ่วไม่อาจไม่ทอดถอนใจ วรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลังช่างแตกต่างดังคาด
สองคนนอกนั้นคนหนึ่งเหวี่ยงหมัดจู่โจม ส่วนอีกคนสะบัดแขนเสื้อใช้อาวุธลับมากมายเข้าโจมตีต่างมุ่งไปทางชายชราผู้ซูบผอมคนนั้น การโจมตีของทั้งสี่ก่อตัวกันเป็นวงล้อมโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาล่าถอย ทว่าชายชรากำลังเหนือกว่าพวกเขาสี่คนอย่างชัดเจน
เพียงเห็นเขาที่เคยหลับตาวาดสัญลักษณ์เปิดดวงตาอันดุร้ายกระหายเลือดขึ้นกะทันหัน ดวงตาคู่นั้นคล้ายมีลำแสงสีเลือดปะทุออกมา กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นอายแห่งความตายพันล้อมรอบกายอย่างหนักหน่วง พอแผดเสียงหลังสองมือวาดสัญลักษณ์สุดท้ายเสร็จเรียบร้อยก็ผลักขึ้นไปทันใด
“อ๊าก!”
กลิ่นอายประกายสีเลือดคละคลุ้งกวัดแกว่งออกมาจากสองมือเขา ท่วงท่ารุนแรงพุ่งไปหาทั้งสี่คนราวกับพายุโหมกระหน่ำซัดพวกเขากระเด็นออกไปเสียดื้อๆ
“อั่ก!”
ทั้งสี่ต่างบาดเจ็บเพราะพลังประกายสีเลือดที่แข็งแกร่งรุนแรง ขณะที่ร่างกายลอยไปปากก็กระอักเลือดออกมา ล้มออกไปไกลสิบกว่าเมตรอย่างหนักหน่วงและร่วงลงตรงริมขอบค่ายกล เลือดที่พรั่งพรูอยู่บนพื้นที่ค่ายกลราวกับมีมือแต่ละคู่กดพวกเขาไว้กับพื้น
แต่โชคยังดีที่กลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างพวกเขาฟื้นคืนกลับมาและร่างกายไม่เมื่อยล้าอ่อนแรงเสียจนไม่อาจลุกยืนเช่นก่อนหน้านี้ ทว่าถึงอย่างไรก็บาดเจ็บจากกลิ่นอายประกายเลือดอันทรงพลังนั่น สักพักพอคิดจะลุกขึ้นจึงกลับทำไม่ได้
และในเวลานี้เอง หลังจากสายตาที่ดุร้ายกระหายเลือดของชายชราร่างผอมมองผ่านทั้งสี่คนในค่ายกลก็จับจ้องบนร่างเฟิ่งจิ่วที่ยืนอยู่ในค่ายกลไม่ขยับเขยื้อนกาย ไอสังหารในดวงตาแสนสะพรึง หน้าตาโหดเหี้ยมน่าหวาดกลัว ความบ้าคลั่งที่อยากจะเชือดเฟิ่งจิ่วเป็นชิ้นๆ ทำให้ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่เห็นแล้วหวั่นใจโดยฉับพลัน
“หนีไปเร็วเข้า!”
ทั้งสี่ส่งเสียงตะโกนอย่างทนไม่ได้ เวลานี้อดไม่ไหวที่จะพากันเป็นห่วงนางขึ้นมา ไม่ได้เป็นห่วงความปลอดภัยเพราะนางกุมชะตาชีวิตพวกเขาไว้ ถึงอย่างไรหากนางตายดวงวิญญาณพวกเขาที่นางเก็บไปก็จะไม่โดนขู่เข็ญอีก
การส่งเสียงเตือนของพวกเขาเป็นเพียงเพราะความโดดเด่นของนาง แค่เพราะพวกเขาไม่อยากเห็นผู้ทรงอำนาจที่มีพลังแห่งราชันและมีความเป็นไปได้มากว่าสักวันหนึ่งจะได้ครอบครองใต้หล้าต้องถูกสังหารลงที่นี่ในยามที่ยังไม่ทันได้เฉิดฉาย
“หนี? ฮ่าๆๆ! ทำข้าเสียเรื่อง ข้าไม่เพียงต้องการฆ่านาง ยังอยากให้นางตาย อย่าง ไม่ เหลือ ซาก!”
น้ำเสียงที่เอ่ยทีละคำนั้นมีความโหดร้ายกระหายเลือด สิ้นสุดเสียงดุร้ายเย็นชาก็เห็นไอสังหารเข้าโจมตีอย่างมืดฟ้ามัวดินถาโถมไปทางเฟิ่งจิ่วราวกับคลื่นทะเลที่ซัดขึ้น เหมือนอยากให้เธอจมอยู่ในไอสังหารนั้น
ขณะเดียวกันชายชราผอมแห้งที่เดิมนั่งขัดสมาธิอยู่ตลอดเวลานี้ผุดลุกขึ้นมา ฝ่ามือจับท่ากรงเล็บและกลิ่นอายแห่งความตายที่มีความโหดเหี้ยมหนาวเหน็บก็จู่โจมมาทางเฟิ่งจิ่ว ความเร็วที่ว่องไวแทบจะทำให้คนมองไม่เห็นร่างเขา เพียงรู้สึกว่ากลิ่นอายแห่งความตายพิฆาตเข้มข้นเสียจนทำให้คนหายใจไม่ออก
“จงจ่ายมาด้วยชีวิตเจ้า!”
ตอนที่ 365: ศัตรูผู้แข็งแกร่ง!
ยามนี้เฟิ่งจิ่วหรี่ตามองเขาที่พุ่งมา เห็นกลิ่นอายแห่งความตายอันล้นหลามนั้นห้อมล้อมเธอไว้ เห็นชัดว่าสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตอย่างมากทว่าตอนนี้เธอกลับยิ่งเยือกเย็น
หากเป็นผู้ฝึกตนที่เพิ่งบรรลุระดับหลอมแก่นพลังเธอคงไม่โดนบีบบังคับถึงเพียงนี้ แต่ชายชราอยู่ระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุด เป็นหัวหน้าที่เหลืออีกก้าวเดียวก็จะบรรลุถึงระดับกำเนิดวิญญาณ ประกับวิธีที่เขาใช้ฝึกบำเพ็ญเป็นวิชามาร พละกำลังจึงเทียบไม่ได้กับผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั่วไป
มิเช่นนั้นผู้ฝึกตนสี่คนนั้นคงไม่ติดกับอยู่ที่นี่
ตอนเธอเข้าป่าเก้าหมอบมาก็ไม่นึกว่าจะพบหัวหน้าระดับหลอมแก่นพลังในสถานที่เช่นนี้ ไม่คิดว่าผู้ฝึกตนจากแคว้นอื่นจะเลือกพลิกฟ้าเปลี่ยนชะตาที่นี่ และยิ่งคาดไม่ถึงว่าตัวเองจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการสังหารครั้งนี้เพื่อช่วยเหลือหลัวอวี่
ในเวลาเช่นนี้หากประมาทแม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องจบชีวิตลงที่นี่แน่ ด้วยเหตุนี้เธอจึงทนไม่ได้ที่จะสู้สุดกำลังโดยไม่ระมัดระวัง
ถูกต้อง เธอสู้อย่างสุดกำลัง อันตรายครั้งนี้เข้ามาอย่างโหดเหี้ยมยากจะหลบเลี่ยงและถอยหนี หากอยากรอดชีวิตมีเพียงต้องสู้เต็มกำลัง!
ทันใดนั้นเองเธอก็หยิบยาออกมากิน เพียงเห็นกลิ่นอายพลังวิญญาณรอบตัวเอ่อล้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า แรงกดดันทรงพลังบนร่างกระจายออกมาในเวลานี้ ยามนั้นเหมือนเธอจะหลุดออกจากพันธนาการล่องหนที่โอบรัดสองขาไว้แน่นหนา ร่างกายผุดลุกขึ้นมาปล่อยกลิ่นอายพลังวิญญาณเข้าไปยังกระบี่คมพยับในมือแล้วตวัดรับการโจมตีของหัวหน้าคนนั้นพร้อมตะโกนเสียงชัดเจน
“มังกรพยับพ้นสมุทร!”
ขณะที่กล่าวจบก็เห็นพลังกระบี่คมพยับพลันกลายเป็นมังกรยักษ์จู่โจมไปทางชายชราด้วยท่าพุ่งทะยาน พลังกระบี่ทรงพลังมีกลิ่นอายขยับรายล้อมรอบทำให้ความกัดดันในอากาศแปรเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งและรุนแรงอย่างรวดเร็ว ใบมีดลมและกระแสลมพัดยุ่งเหยิงอยู่กลางอากาศราวกับดาบสั้นอันเย็นเยียบแต่ละเล่ม ไอสังหารดุร้ายพร้อมกับแรงกดดันในตำนานอันแข็งแกร่งทำให้ใจคนหนาวเหน็บ
“กรร!”
เสียงคล้ายมังกรโหยหวนคำรามออกจากปากมังกรยักษ์สีดำตัวนั้น ระหว่างที่หัวมังกรใหญ่โตพุ่งไปหาชายชรากรงเล็บคมก็ตวัดผ่านด้วยความรุนแรง เพียงเห็นเขามีสายตาตื่นตระหนกและเสื้อคลุมสีดำบนร่างถูกฟันออกเป็นรูทีละรอยท่ามกลางกระแสลมที่ดุดัน
ทว่าไม่รอให้หางมังกรตัวนั้นไปถึงร่างชายชราก็เห็นสองมือเขารวบรวมประกายสีเลือดขึ้นมาก่อตัวเป็นมังกรสีเลือดกลืนมังกรพยับลงไป
กระแสลมทั้งสองพุ่งชนและพันเกี่ยวกันกลางเวหา เงยหน้ามองไปเห็นเพียงมังกรยักษ์สองตัวหนึ่งดำหนึ่งแดงที่ก่อตัวขึ้นจากพลังวิญญาณกำลังกัดกันปั่นป่วนเสียจนใบมีดลมส่งเสียงโหยหวนขึ้นพร้อมไอสังหารเอ่อล้น…
มังกรยักษ์สองตัวกลางอากาศต่างต่อสู้กัน ส่วนเฟิ่งจิ่วด้านล่างก็ต่อกรกับชายชราคนนั้น เพียงสองสามกระบวนท่าสั้นๆ ต่อมาเสื้อผ้าชุดโทรมบนร่างนั้นก็โดนใบมีดลมของศัตรูฟันกลายเป็นรูเล็กนับไม่ถ้วน
ระดับของเธอยังห่างไกลจากศัตรูนัก หากไม่ใช่เพราะมีความเร็วและศิลปะการต่อสู้ที่โดดเด่น คงไม่มีทางต่อกรและตอบโต้กับเขาได้เลย หลังจากผ่านไปสองสามกระบวนท่าก็ยิ่งเสียเปรียบ เห็นเช่นนี้จึงกัดฟันกรอดสบโอกาสโยนขวดสี่ใบไปให้ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่คนนั้นที่มองกันตาค้าง
“ดื่มมันซะ! แล้วเข้ามาช่วยข้า!”
“ผัวะ!”
สิ้นสุดเสียง เพราะเธอวอกแวกไปโยนของให้จึงถูกชายชราคนนั้นโจมตีเข้าตรงอก กลิ่นอายแห่งความตายที่แข็งแกร่งโถมมาใส่หน้าทำให้เธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะหลบได้แต่รับฝ่ามือไปทั้งอย่างงั้น
และฝ่ามือนี้ก็สะเทือนเสียจนเสื้อผ้าชุดเก่าๆบนร่างขาดรุ่ยกระจายเกลื่อนลงบนพื้น ด้วยเหตุนี้จึงเผยให้เห็นเสื้อเกราะป้องกันสีขาวเงินที่เธอสวมไว้ด้านใน…
ตอนที่ 366: ยา!
ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนนั้นรับของที่โยนมาไว้ ทว่าเมื่อมองไปอีกครั้งกลับเห็นนางรับฝ่ามือนั้นเสียดื้อๆอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ขณะที่กำลังกังวลใจก็เห็นฝ่ามือที่ร้ายแรงมากพอโจมตีนางถอยไปไกลสิบเมตรกระเทือนเสียจนเสื้อผ้าชุดโทรมบนร่างขาดกระจุย เพียงเห็นสีขาวเงินที่ปรากฏออกมาแวววับจับตาพวกเขาภายใต้ค่ำคืน
“ซี๊ด! นั่นเสื้อเกราะป้องกันนี่!”
พวกเขาสูดหายใจเล็กน้อย ไม่นึกว่านางจะมีของล้ำค่าเช่นนี้ด้วย หนำซ้ำหลังจากรับฝ่ามือของหัวหน้าระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุดยังไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่เห็นเสื้อเกราะป้องกันที่น่าอัศจรรย์ตัวนั้น!
ยามนี้ทั้งสี่คนยังสังเกตเห็นว่าหลังจากเสื้อผ้าชุดเก่าๆ ธรรมดา.ธรรมดาตัวนั้นขาดร่วงโรยทรวดทรงสาวน้อยที่สวมเสื้อคลุมสีขาวเงินก็ปรากฏทำให้คนยากจะละสายตา
แม้บนหน้านางจะทาขี้เถ้าไว้ทำให้มองหน้าไม่ชัดเจน แต่ดวงตาที่ประกายแวววาวคู่นั้นสว่างไสวราวดวงดารา สิ่งที่ออกมาจากดวงตาคือกลิ่นอายที่มั่นใจและเยือกเย็น ท่าตัวตั้งตรงห่อหุ้มอยู่ภายใต้เสื้อคลุมสีขาวเงินไม่ได้ดูผอมเล็กมากนัก แต่ในความสูงโปร่งนั้นมีความบอบบางกลับยังมีกลิ่นอายสูงศักดิ์เช่นผู้เหนือกว่ากระจายอยู่
ดูท่านางคงมีที่มาไม่ธรรมดาเป็นแน่! ก็ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ใช่คนแคว้นเล็กๆระดับเก้า
คิดถึงตรงนี้พวกเขาก็คืนสติอย่างรวดเร็ว นึกถึงก่อนหน้านี้ที่หลังดื่มของในขวนจากนางไปพลังวิญญาณบนร่างก็ปะทุขึ้นมา จิตใจหวั่นไหวเล็กน้อย มองขวดในมือแล้วเปิดออกดื่มลงไปโดยไม่ลังเลสักนิด
พอดื่มเข้าไปด้วยประสบการณ์พวกเขาจึงรู้รสว่านั่นเป็นยา! หนำซ้ำยังเป็นยาที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก! เมื่อรู้สึกว่ายานั้นไหลตามลำคอเข้าสู่ทรวงอกไปถึงจุดตันเถียน เพียงรู้สึกว่าบริเวณที่ยาไหลผ่านมีกระแสลมแปลกๆ ประดังขึ้นในช่องท้อง จากนั้นกลิ่นอายพลังวิญญาณทั่วร่างก็ระเบิดออกมาและพุงไปตามเส้นโลหิตด้วยความรวดเร็ว
ช่างเป็นยาที่ร้ายกาจนัก!
พวกเขามองหน้ากันอย่างตกตะลึง ไม่นึกว่ายาขวดเล็กๆ จะมีฤทธิ์ร้ายกาจน่าอัศจรรย์กว่ายาอายุวัฒนะเสียอีก! ของแบบนี้แม้ในชีวิตพวกเขายังเห็นได้น้อยยิ่งนัก!
ตอนนี้ไม่ต้องสนใจคิดอะไรมาก เพราะได้ยินเสียงตู้มดังสนั่นขึ้นกลางอากาศ ขณะที่มังกรยักษ์ทั้งสองตัวแผ่กระแสลมกวาดออกไปกลางเวหาสองคนด้านล่างก็กำลังต่อสู้กัน เห็นได้ชัดว่าสาวน้อยที่สวมชุดคลุมสีเงินค่อยๆเสียเปรียบเพราะกำลังที่สู้ศัตรูไม่ได้
เห็นเช่นนี้พวกเขาจึงเรียกพลังกระโจนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะล้อมหัวหน้าคนนั้นไว้สี่ด้าน ขณะเดียวกันก็ตะโกนบอกเฟิ่งจิ่วที่กลิ่นอายปั่นป่วนและลำบากเล็กน้อยว่า “นายท่านถอยออกไปก่อนขอรับ! พวกเราจะจัดการเขาเอง!”
ได้ยินเช่นนี้ หลังหลบการโจมตีของชายชราคนนั้นเฟิ่งจิ่วถอยห่างอย่างว่องไว ด้วยกำลังยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณทนอยู่ในเงื้อมมือผู้แข็งแกร่งระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุดได้นานถึงเพียงนี้ก็ถึงขีดจำกัดแล้ว หากสู้ต่อไปกำลังกายไม่เพียงตามไม่ทันแม้แต่กลิ่นอายพลังวิญญาณก็จะหมดเกลี้ยงไปด้วย
เธอที่ถอยออกอย่างว่องไวหอบหายใจ หยิบยาขวดหนึ่งจากห้วงมิติมาดื่ม สายตามองผ่านชายชราที่กำลังถูกผู้ฝึกตนทั้งสี่ล้อมโจมตีแล้วหันไปจับจ้องยังบริเวณดวงตาค่ายกลตรงกลาง
“หงส์ไฟน้อย พลังประกายสีเลือดบนร่างหัวหน้าคนนั้นคงมาจากค่ายกลนี้สินะ? หากทำลายค่ายกลวิญญาณโลหิตนี้แม้เขายังสู้ต่อกลิ่นอายบนร่างก็จะหมดลงใช่หรือไม่?”
เธอใช้ดวงจิตเอ่ยถาม และตัดสินใจว่าจะทำลายค่ายกลวิญญาณโลหิตประหลาดนี่ก่อนค่อยว่ากัน
หงส์ไฟน้อยที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในห้วงมิติพยักหน้า น้ำเสียงเด็กน้อยเปล่งไปอย่างมีความนับถือ “ถูกต้อง แต่ตรงดวงตาค่ายกลมีดวงไฟวิญญาณรอบๆคุ้มกันอยู่ หนำซ้ำหัวกะโหลกที่วางเรียงไว้ยังมีพลังโจมตี อยากจะเข้าไปใกล้เจ้าต้องทำลายสิ่งเหล่านั้นเสียก่อน มิเช่นนั้นจะทำลายค่ายกลนี้ไม่ได้”
ตอนที่ 367: หลัวอวี่กลับมาอีกครั้ง!
ได้ยินเช่นนี้สายตาเฟิ่งจิ่วก็จับจ้องยังดวงไฟวิญญาณที่โลดแล่นอยู่รอบด้าน เห็นมันลอยอยู่กลางอากาศกลับไม่โจมตีผู้คนเหมือนไม่มีความดุร้าย ทว่าภายในค่ายกลวิญญาณโลหิตแปลกประหลาดนี้ใช้เลือดและดวงวิญญาณ งั้นดวงไฟวิญญาณพวกนั้นจะไม่มาโจมตีได้อย่างไร?
แล้วจะมีพลังโจมตีเช่นไรกันแน่? ก็ให้เธอลองดูหน่อยเถอะ!
พอตั้งใจแน่วแน่เฟิ่งจิ่วก็เรียกพลังกระโจนหลีกออกจากลายทางค่ายกลเลือดพวกนั้นบนพื้นไปยังตรงกลาง คนที่นั่งเซื่องซึมอยู่กลางค่ายกลอาจจะถูกจับมาก่อนจึงเหลือเพียงโอกาสหายใจ และสิ่งที่กระจายบนร่างพวกเขาก็ไม่ใช่กลิ่นอายของคนเป็นแต่เป็นกลิ่นอายแห่งความตาย
บางคนยังนั่งอยู่บนพื้นได้ บ้างก็เอียงล้มไปกับพื้น ถึงอย่างไรขณะพวกเขากำลังต่อสู้อยู่ในค่ายกลแรงกดดันกับใบมีดลมทรงพลังก็กระจายไปทั่ว คนพวกนี้ไม่อาจหลบไม่มีทางเลี่ยงและยิ่งรับแรงกดดันอันแข็งแกร่งนั้นไม่ไหว แน่.นอนว่าพวกเขาต่างสูญเสียโอกาสรอดชีวิตไปตั้งนานแล้ว
สายตาเธอเพียงมองผ่านบนร่างคนพวกนั้นด้วยในใจสงบนิ่งไร้กังวล
โลกก็โหดร้ายเช่นนี้แหละ มีหลายครั้งหลายคราที่ไม่อาจทำตามใจตน แม้ไม่อยากตายแต่ไม่มีกำลังจะปกป้องตนเองก็หนีชะตากรรมแห่งความตายไม่ได้เช่นกัน
“เจ้าคิดจะทำลายค่ายกลวิญญาณโลหิตข้ารึ?”
ชายชราที่ถูกผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่ล้อมจู่โจมถอยหลังไปด้วยความอับอาย หลังหางตาเห็นเฟิ่งจิ่วจะทำลายค่ายกลก็ขยับมือปากพึมพำคาถาทันใด เวลาต่อมาถึงจะสะบัดมือแล้วดวงไฟวิญญาณสีเขียวพวกนั้นก็แยกเป็นสองส่วนและพุ่งเข้าไปในดวงตาพวกคนบนพื้น
เพียงเห็นดวงตาที่เซื่องซึมไร้ชีวิตชีวาของคนพวกนั้นมีเปลวไฟสีเขียวปรากฎ ก่อนจะลุกขึ้นจากพื้นราวกับถูกวิญญาณสิ่งสู่และจู่โจมมาหาเธอพร้อมๆกันโดยไม่นัดหมาย
“นายท่านระวังขอรับ!”
ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งลอยมา เฟิ่งจิ่วตกใจหันกลับไปมองเห็นหลัวอวี่ที่เดิมควรหนีไปวิ่งกลับมาอีกครั้ง พลันทำสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าให้เจ้าหนีไปไม่ใช่หรือ? กลับมาทำไมอีก? หรือว่าเจ้าไม่กลัวตาย?”
เธอเปลืองเรี่ยวแรงไปมากมายเพียงนั้นเพื่อช่วยเขาออกไป ใครจะรู้ว่าเขาจะละทิ้งโอกาสรอดชีวิตเพื่อวิ่งกลับมา ช่างน่าโมโหเสียจริง!
หลัวอวี่ฉีกยกริมฝีปากขึ้นยิ้ม แล้วยกของในมือขึ้นพร้อมตะโกนบอกว่า “นายท่าน ข้ากลับมาช่วยขอรับ”
เฟิ่งจิ่วเห็นบนมือเขาถือสิ่งที่คล้ายกับกระบอกไม้ไผ่ไว้ ไม่รู้ว่าเอามาจากไหน แต่เห็นเขาวิ่งเข้ามาจึงรีบตะโกนบอกว่า “อย่าเหยียบลายเลือดในค่ายกลนะ!”
“ขอรับ!”
เขาขานรับเสียงดังพลางปรี่ไปหา เห็นนางหันตัวกลับไปรับมือคนพวกนั้นที่ล้อมเข้ามาจึงใช้กระบอกจุดไฟมาจุดไฟยังกระบอกไม้ไผ่อันหนึ่งในนั้นแล้วตะโกนว่า “นายท่านหลบไปเร็วขอรับ!”
สิ้นสุดเสียงเขาโยนกระบอกไม้ไผ่ในมือไปด้านหน้าเฟิ่งจิ่ว ขณะเดียวกันก็โยนอีกอันหนึ่งไปตรงที่มีคนกำลังต่อสู้กันอยู่
เฟิ่งจิ่วเพียงได้ยินเสียงดอกไม้ไฟดังขึ้น กลิ่นกำมะถันพลันแผ่ออกไปในอากาศ ได้กลิ่นเช่นนั้นเธอก็ตกใจ ระหว่างถอยหลังอย่างรวดเร็วก็เห็นกระบอกไม้ไผ่นั้นระเบิดออกท่ามกลางคนสิบกว่าคนที่รายล้อมเข้ามา เสียงตู้มดังสนั่นสะเทือนเสียจนพื้นดินต่างสั่นไหว
“แค่กๆ!”
ขณะที่เธอถอยไปก็สำลักควันที่กระจายออกมาเสียจนไอเสียงเบา ในใจประหลาดใจไม่รู้ว่าหลัวอวี่ไปเอาดินปืนที่อานุภาพแสนรุนแรงเช่นนี้มาจากไหน
“ตู้ม!”
ส่วนผู้ฝึกตนทั้งสี่กับชายชรากลับไม่ได้โชคดีถึงเพียงนั้น พอหลัวอวี่โยนดินปืนในมือไปตรงกลางทันทีที่ระเบิดออกพวกเขาแม้แต่หลบยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
เพียงได้ยินเสียงตู้มดังสนั่นกลบเสียงอุทานพวกนั้นไว้ พวกเขาแต่ละคนโดนระเบิดกระเด็นออกไป ดวงตาเห็นขณะที่จะล้มลงหมุนตัวร่อนลงพื้นอย่างมั่นคงพลันหันกลับไปมองหลัวอวี่ด้วยสายตาขุ่นเคือง
ตอนที่ 368: ลากเจ้ามาเป็นแพะรับบาป!
ถึงอย่างไรหลัวอวี่ก็เป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับยอดปรมาจารย์ ทันทีที่ถูกผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่ห้าคนนั้นจ้องมองอย่างโกรธเคืองเพียงรู้สึกว่ามีแรงกดดันมหาศาลโจมตีมาทางเขา หัวใจสั่นไหวโดยไม่อาจควบคุม ร่างกายยิ่งขยับไม่ได้ภายใต้แรงกดดันนั้น แม้แต่พูดยังทำไม่ได้
เฟิ่งจิ่วเห็นภาพนี้ก็นิ่งอึ้งไป เพราะกระบอกดินปืนที่หลัวอวี่โยนออกไปมีอานุภาพร้ายกาจมากเสียจนทำให้พื้นดินตรงนั้นระเบิดออกเป็นหลุมใหญ่ ลายเลือดพวกนั้นถูกทำลายแล้วเชื่อมต่อกันขึ้นมาใหม่ ส่วนผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่แต่ละคนหัวเปรอะขี้เถ้าหน้าเปื้อนดินตัวเลอะเท้าถ่าน เส้นผมล้วนมีกลิ่นไหม้ลอยออกมาอยู่บ้าง
ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาทุกคนจะโกรธเกรี้ยวเช่นนี้ เดาว่าหากไม่เห็นอยู่ในฐานะคนของตนหลัวอวี่คงถูกรุมทึ้งเป็นแน่
“เจ้าหนูโยนให้แม่นๆหน่อยไม่ได้หรือ? โยนไปทางตาแก่โน่น!” หนึ่งในพวกนั้นก่นด่าพลางชี้หัวหน้าที่ตัวเปื้อนเท้าถ่านเช่นกันคนนั้น
ได้ยินคำพูดนี้ หลัวอวี่นิ่งงันเนิ่นนานกว่าจะได้สติกลับมา พยักหน้าอย่างมึนงง “โอ้ ขอรับ งั้นตอนข้าโยนพวกท่านก็หลบออกไปหน่อย มิเช่นนั้น…” เขากลืนน้ำลาย พลันรู้สึกว่าสายตาคนพวกนี้แปรเปลี่ยนเป็นน่ากลัวเพราะคำพูดเขา
“หลัวอวี่ เจ้าถอยไปนอกค่ายกลก่อนเถอะ” เฟิ่งจิ่วหยิบกระบอกระเบิดสองสามอันที่เขากอดไว้ในอ้อมแขนมาทันใด คิดว่าหากเข้าใกล้ไม่ได้ใช้ระเบิดไปตรงๆ ก็ทำลายดวงตาค่ายกลนั้นได้เช่นกัน
“ขอรับ นายท่านระวังตัวด้วย อานุภาพมันรุนแรงมาก ท่านต้องหลบออกมาบ้าง” หลัวอวี่กำชับจากนั้นค่อยถอยออกไปไกลร้อยเมตรอย่างรวดเร็ว เพราะล้วนมีแต่ผู้แข็งแกร่งระดับหลอมแก่นพลังสู้กันอยู่จึงทนพลังพวกนั้นไม่ไหวจริงๆ
“พวกท่านล้อมเขาไว้ รอข้าทำลายดวงตาค่ายกลได้กำลังเขาจะลดลงมาก!” เธอตะโกนไปทางผู้ฝึกตนสี่คนนั้น ขณะเดียวกันก็ตวัดกระบี่คมในมือปล่อยพลังกระบี่จู่โจมตัดไปทางหัวกะโหลกที่ล้อมอยู่รอบๆ ดวงตาค่ายกลนั้นในแนวตั้ง
“ฟิ้ว!”
“ผัวะๆๆ!”
พลังกระบี่แนวครึ่งโค้งโจมตีออกไปพุ่งชนหัวกะโหลกพวกนั้นเสียงดังสนั่น ทว่าหลังจากฝุ่นควันตลบลงกลับเห็นหัวกะโหลกนั้นโดนเลือดที่ผุดขึ้นจากผืนดินโอบล้อมไว้ สองช่องดวงตาที่เดิมเคยกลวงโบ๋ยามนี้มีแสงแปลกๆสีแดงเลือดปะทุออกมา แล้วหนึ่งในนั้นก็ลอยขึ้นมาโจมตีเฟิ่งจิ่ว
ยามนี้เฟิ่งจิ่วตกใจเล็กน้อย ไม่นึกว่าแรงต้านทานของหัวกะโหลกนี่จะแกร่งเช่นนี้ แม้แต่พลังกระบี่คมพยับยังทำลายพวกมันไม่ได้
จริงๆ แล้วที่เธอไม่รู้ก็คือแรงต้านทานของหัวกะโหลกหาได้แข็งแกร่งไม่ ที่แข็งแกร่งมีเพียงเลือดที่ห่อหุ้มมัน เลือดที่รวบรวมวิญญาณไว้นับไม่ถ้วนนั่นเองที่กำลังต่อต้าน ดวงตาค่ายกลคือจุดอ่อนของค่ายกลนี้หากทำลายมันวิญญาณนับร้อยภายในค่ายกลวิญญาณโลหิตก็จะมลายกลายเป็นหมอกควัน ด้วยเหตุนี้ต่อให้ไม่มีแรงกระตุ้นจากหัวหน้าคนนั้น และถึงแม้จะเกรงกลัวแรงกดดันเทวะในตำนานบนร่างนาง ยามนี้พวกมันมีเพียงต้องฝืนยืนหยัด
เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วจึงจุดกระบอกระเบิดในมือโยนออกไป อันหนึ่งโยนหาหัวกะโหลกพวกนั้น ส่วนอีกอันโยนไปยังดวงตาค่ายกลตรงกลาง จากนั้นค่อยถอยห่างอย่างรวดเร็ว ขณะที่ถอยออกเพียงได้ยินเสียงตู้มดังสนั่นสองเสียงลอยมาจากด้านหลัง อานุภาพรุนแรงแม้แต่ฝุ่นดินบนพื้นยังลอยฟุ้งขึ้นมา
“อั่ก!”
ชายชราที่คิดจะเข้าไปกลับถูกผู้ฝึกตนทั้งสี่ล้อมไว้พลันกระอักเลือดออกมา กลิ่นอายประกายเลือดบนร่างค่อยๆอ่อนลง สักพักร่างกายก็เหมือนจะแก่หง่อมขึ้นมา แม้แต่ผิวหน้ายังเหี่ยวย่นขึ้นตามมา
หลังจากรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ปฏิกิริยาแรกของเขาคือความหวาดหวั่น จากนั้นคือความไม่ยอมและความโกรธแค้น สายตาจับจ้องเฟิ่งจิ่วนิ่งๆ แล้วตะคอกด้วยความเกลียดชังถึงที่สุด “เจ้าตัดโอกาสชีวิตข้า แม้ตายข้าก็จะลากเจ้ามาเป็นแพะด้วย!”
ตอนที่ 369: จิตวิญญาณหงส์เพลิง!
ทันทีที่กล่าวจบกลิ่นอายทั่วร่างเขาก็พรั่งพรูขึ้นมา แรงกดดันและกระแสลมแข็งแกร่งพร้อมด้วยกระแสกลิ่นอายแห่งความตายและประกายโลหิตไหลพล่าน แววตาดุร้ายกระหายเลือดจ้องเฟิ่งจิ่วไว้นิ่ง ร่างกายโผจู่โจมออกไปราวกับพลุไฟ กระแสลมแรงกดดันทั่วร่างปกคลุมไปหานาง โอบกอดความตั้งมั่นที่จะพินาศไปพร้อมๆกันไว้กับการโจมตีครั้งนี้!
กลิ่นอายแห่งความตายอันล้นหลามจู่โจมเข้าหา ผู้ฝึกตนระดับหลอมพลังทั้งสี่คนต่างถูกผลักออกไป ระหว่างที่โดนผลักกระเด็นพวกเขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงโดยฉับพลัน กระแสลมและแรงกดดันที่ทรงพลังนั้นเห็นชัดว่าเป็นกำลังทั้งหมดของผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุด!
เขาตั้งใจจะตายไปพร้อมกันในการเสี่ยงครั้งนี้!
เป็นดังเขาว่า แม้ตายเขาก็จะลากสาวน้อยที่ทำเขาเสียเรื่องคนนั้นมาเป็นแพะด้วย!
“หนีเร็ว!”
พวกเขาสี่คนตะโกนด้วยความตกใจ เพราะไม่มีความสามารถจะช่วยเหลือจึงทำได้เพียงนิ่งดูดายมองสาวน้อยสวมชุดคลุมสีขาวนั้นที่ไม่รู้ว่าตกใจกลัวหรือยังไงถึงยืนมองอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน ให้นางหนีไปกลับยังเผยรอยยิ้มแปลกๆออกมา ทำให้คิดว่านางตกใจกลัวไปเสียแล้วจริงๆ
“นายท่าน!”
หลัวอวี่ก็อึ้งกับภาพเช่นนี้ อยากจะออกหน้ากลับไม่มีทางเข้าใกล้เพราะแรงกดดันระดับหลอมแก่นพลังของชายชราคนนั้นแข็งแกร่งเกินไป แม้เขาออกมาไกลถึงร้อยเมตรร่างกายยังแข็งทื่อไม่อาจขยับ ได้แต่มองภาพที่เกิดขึ้นนั้นอย่างนิ่งดูดาย
“นายท่าน…”
ฝ่ามือเขากำหมัดแน่นหัวใจบีบรัดเป็นก้อน ในสายตาเขานายท่านคงขยับตัวไม่ได้ภายใต้แรงกดดันนั้น เวลานี้เขาเสียใจอย่างยิ่งหากระวังเสียหน่อยนายท่านอาจไม่ต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อเขา และไม่ตกอยู่ในสถานการณ์อย่างเช่นตอนนี้
หากนายท่านตายเพราะเขา จะกลับไปบอกกับทุกคนเช่นไร? เกรงว่าคงยากที่จะสงบจิตใจไปตลอดชีวิตนี้…
ยามนี้เขาถึงกับทนไม่ได้และไม่กล้ามองไปยังภาพตรงหน้า เขาที่เห็นความเป็นความตายและการนองเลือดจนเคยชินยังไม่อาจนึกภาพว่าจะได้เห็นฉากบีบหัวใจที่นางเลือดสาดกระเซ็นด้วยตาตนเอง แต่เขาหลับตาไม่มองไม่ได้ แม้เลือดนั้นจะเจิ่งนองมากมายหรือภาพนั้นจะโหดเหี้ยมอย่างยิ่งก็ต้องเบิกตามอง
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขานึกไม่ถึงคือสิ่งที่สะท้อนมาไม่ใช่ภาพนองเลือดของนายท่าน แต่เป็นภาพที่ทำให้เขาตะลึงถึงที่สุด…
นางที่สวมชุดคลุมสีขาวเงินยืนอยู่ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีราวกับทวยเทพที่ทั้งสง่างามและศักดิ์สิทธิ์ ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน ไม่ตกใจหรือหวาดกลัว เธอแทงกระบี่คมพยับลงไปยังพื้นดินตรงหน้า สองมือวาดสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนไว้เบื้องหน้าพลางริมฝีปากขยับพึมพำเล็กน้อย
เพียงเห็นว่าหลังมือนางวาดสัญลักษณ์บนร่างมีแสงแวววาวกระจายออกมา แรงกดดันที่ทรงพลังและน่าสะพรึงแผ่อยู่รอบกาย และในยามนี้เองสายตาดุดันก็กวาดมองไปทางหัวหน้าคนนั้นที่พุ่งเข้ามา น้ำเสียงทรงอำนาจและเย็นเยียบราวกับดังลอยไกลมาแต่โบราณ
“จิตวิญญาณหงส์เพลิง! จงสังหารให้ราบ!”
สิ่งที่ออกมาพร้อมกับน้ำเสียงนั้นคือเปลวไฟสีแดงฉานโชติช่วงที่พลันไหลพล่านจากภายในร่างนาง เปลวไฟนั้นกำลังลุกโชนก่อตัวกลายเป็นรูปร่างหงส์ไฟตัวใหญ่ยักษ์ เสียงหงส์ร้องราวกับเปล่งออกมาจากเปลวไฟร่างหงส์นั้นและกึกก้องไปท่ามกลางค่ำคืน เวลาต่อมาเปลวไฟใหญ่ยักษ์ก็โจมตีไปพร้อมกับกระแสลมและแรงกดดันที่แข็งแกร่งน่าสะพรึง ห่อหุ้มและแผดเผาทั้งร่างชายชราคนนั้นหรือแม้แต่กลิ่นอายทั้งหมดที่เข้ามาปกคลุม…
“อ๊าก! ไม่…”
เสียงกรีดร้องรุนแรงเล็กแหลมดังมาจากภายในเปลวเพลิง พุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างมีความไม่ยอมและโกรธเคืองอยู่หนาแน่น ก้องกังวานอยู่ท่ามกลางท้องฟ้ายามวิกาล…
ตอนที่ 370: ภัยพิบัติจวนตระกูลเฟิ่ง?
เฟิ่งจิ่วเหมือนจะใช้เรี่ยวแรงไปจนหมด เห็นหัวหน้าคนนั้นถูกหงส์เพลิงเผากลายเป็นเถ้าถ่านและหายไปกลางอากาศ วิกฤติบรรเทาเธอเพียงรู้สึกว่าตรงหน้ามืดลง สุดท้ายจึงทนไม่ไหวล้มไปด้านหลังอย่างไร้เรี่ยวแรง
“นายท่าน!”
หลัวอวี่ได้สติกลับมาจากภาพน่าตกตะลึงนั้น ถึงกับไม่มีเวลาไปคิดว่าหงส์ไฟที่ก่อตัวจากเปลวเพลิงตัวนั้นมาได้อย่างไร พอเห็นนางล้มไปก็อุทานพร้อมปรี่เข้ามารับนางไว้
“นายท่าน? นายท่าน? นายท่าน?…”
เขาเรียกด้วยความวิตก เห็นนางเป็นลมล้มลงในอ้อมแขนอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เรียกยังไงก็ไม่เคลื่อนไหวเลยสักนิดจึงรีบเร่งใช้มือลองวัดลมหายใจด้วยความกังวลใจและเป็นห่วง พอเห็นว่ายังมีลมหายใจถึงจะวางใจลงได้
ยามนี้ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่ก็ได้สติกลับมาจากความตื่นตกใจแล้วมองหน้ากัน ต่างกดความตกตะลึงประหลาดใจและความสั่นไหวจากจิตใจและสายตาไว้ไม่ได้ สายตามองไปทางคนที่เป็นลมล้มลง ก่อนจะรีบร้อนเดินเข้ามา
“พวกท่านจะทำอะไร!”
หลัวอวี่จ้องพวกเขาอย่างระมัดระวัง มือหนึ่งดึงกระบี่คมพยับที่นายท่านแทงไว้บนพื้นเก็บเข้าห้วงมิติ แล้วค่อยอุ้มนางถอยห่างด้วยความรวดเร็ว แอบคิดในใจว่า ‘หากสี่คนนี้มีเจตนาร้ายกับพวกเขา ด้วยกำลังเขาเกรงว่าจะปกป้องนายท่านไม่ได้แน่’
“เจ้าไม่ต้องกังวล พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้าย” หนึ่งในนั้นพูดขึ้นพร้อมให้สัญญาณว่าเขาไม่ต้องวิตก
“พวกเรารับนางเป็นนายแล้ว นางจึงเป็นนายท่านของพวกเรา หาที่วางนางลงก่อนเถอะ พวกเราจะดูอาการนางให้เอง” อีกคนหนึ่งบอก มองไปรอบๆสถานที่ที่มีกลิ่นเหม็นกระจายคิ้วก็ขมวดกันขึ้นมา
สองคนนอกนั้นต่างพยักหน้า กล่าวว่า “ถูกต้อง สถานที่แห่งนี้มีกลิ่นเลือดรุนแรงนัก ออกไปก่อนค่อยคุยกันเถอะ”
เห็นเช่นนี้หลัวอวี่ก็นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาร่วมกันต่อกรกับชายชราคนนั้น ถึงจะวางใจพยักหน้าบอกว่า “ขอรับ” จากนั้นจึงอุ้มเฟิ่งจิ่วที่หมดสติออกจากที่นี่โดยเร็ว พวกเขาตามหาสถานที่ใหม่ที่ห่างไกลจากกลิ่นเลือดแล้วหยุดลง
หลัวอวี่วางนางลงบนพื้นหญ้า ถึงจะเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล “บนตัวนายท่านไม่มีบาดแผลอะไร แต่ทำไมถึงหมดสติไป? จะบาดเจ็บภายในหรือไม่?” เขาไม่ใช่ฟั่นหลินไม่รู้เรื่องการแพทย์ ตอนนี้จึงไม่รู้ว่านางบาดเจ็บภายในหรือไม่
“ข้าขอดูหน่อย”
ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนหนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น เข้าไปจับชีพจรนางไม่ทันไรก็ดึงมือกลับ บอกว่า “เพราะนางใช้เลือดลมเกินขนาดจึงสลบไป เลือดลมที่นางใช้ในการโจมตีครั้งสุดท้ายนั้นคงมากเกินควรถึงได้ทนไม่ไหวจนหมดสติ ไม่มีอะไรร้ายแรง พักผ่อนไปสักพักก็จะฟื้น”
เห็นเขาพูดเช่นนี้หลัวอวี่ก็พยักหน้าไม่เอ่ยอะไรอีก แค่นั่งเฝ้าอยู่ข้างกาย
“หลังจัดการบาดแผลพวกเราค่อยมาปรับกลิ่นอายเพื่อรักษาตัวกันเถอะ!”
พวกเขาพูดพลางมองหน้ากัน เดินไปเปลี่ยนชุดคลุมบนตัวที่ขาดรุ่ยเพราะเถ้าถ่านในบริเวณไม่ไกล หยิบยาออกมาพันแผลภายนอกเสียหน่อยแล้วใช้น้ำในถุงใส่น้ำล้างหน้าอย่างลวกๆ จากนั้นค่อยกลับมานั่งขัดสมาธิปรับกลิ่นอายตรงใกล้ๆเฟิ่งจิ่ว
เวลาในยามค่ำคืนผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ความสงบหลังผ่านอันตรายทำให้คนอดไม่ได้ที่จะผ่อนคลายลง อาจเพราะแรงกดดันอันทรงพลังที่ปกคลุมสถานที่แห่งนี้ไว้ค่อยๆจางไป ตามด้วยท้องฟ้าที่สว่างขึ้นอย่างช้าๆ ภายในป่าจึงมีเสียงร้องคำรามเบาๆของสัตว์ร้ายลอยมาอยู่แว่วๆ
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต่างนึกไม่ถึงคือเดิมทีคิดว่าเฟิ่งจิ่วจะฟื้นขึ้นมาเมื่อฟ้าสว่าง กลับไม่นึกว่าจะหลับใหลไปเป็นเวลาถึงสามวันสามคืน…
และในขณะที่เธอกำลังหมดสติ ภายในเมืองอวิ๋นเยวี่ยก็มีภัยพิบัติที่ไม่คาดคิดมาเยือนตระกูลเฟิ่งอย่างไร้ซึ่งคำเตือนทำให้พวกเขาไม่ทันรับมือ…
ตอนที่ 371: ถูกจับตัวไป!
จวนตระกูลเฟิ่ง
ค่ำคืนดึกดื่นมีความเงียบสงบ ยามเที่ยงคืนเป็นเวลาที่หลับลึกที่สุด แม้จวนตระกูลเฟิ่งทั้งที่ลับที่แจ้งจะมีคนเฝ้าอยู่ ทว่าร่างหนึ่งยังคงแอบเขามาอย่างเงียบเชียบและมาถึงเรือนที่พำนักผู้เฒ่าราวกับภูตผี
กระแสลมสองสายพุ่งออกมาจากง่ามนิ้วอย่างไร้เสียง ทหารอารักขาที่เฝ้าเรือนจึงร่างกายแข็งทื่อยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน เพียงเห็นร่างสีดำที่สวมผ้าคลุมดำตัวใหญ่พุ่งผ่านข้างกายแล้วแอบเข้าไปยังห้องผู้เฒ่า
ผู้เฒ่าที่หลับอยู่ในห้องเดิมยังหลับไม่สนิทดี เมื่อจู่ๆ มีกลิ่นอายที่ไม่คุ้นเคยปรากฏขึ้นในห้องเขาที่อยู่บนเตียงพลันลืมตาพลิกตัวขึ้นมานั่ง ขณะกำลังจะเปล่งเสียงตะโกนร่างสีดำก็โน้มตัวเข้าใกล้และใช้มือหนึ่งจี้จุดชีพจรบนร่างเขาไว้ร่างกายจึงหมดสติเป็นลมไปในทันที…
คนชุดดำที่สวมเสื้อคลุมปิดทั่วร่างไว้อย่างแน่นหนาเข้าไปแบกคนขึ้นบ่า เมื่อเตรียมตัวจะออกไปเงียบๆ กลับพบเหล่าไป๋ที่ดึกดื่นมืดค่ำยังวิ่งเล่นไม่หลับไม่นอนอยู่ตรงภูเขาจำลอง
“ฮี้!”
เมื่อเห็นคนชุดดำจับตัวผู้เฒ่าพุ่งผ่านไปเหล่าไป๋ก็โผตัวกระโจนเข้าไปอ้าปากกัด ใครจะนึกว่ากลับถูกผงแป้งสาดมารับหน้า จึงร้องเสียงเบากลับหมอบลงพื้นและหมดสติไป
คนชุดดำที่สวมผ้าคลุมหันกลับไปมองเหล่าไป๋บนพื้น ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อจับตัวผู้เฒ่าหายไปกลางค่ำคืนอย่างรวดเร็ว…
เช้าตรู่วันต่อมา
หลังจากเข้ามาเยี่ยมเฟิ่งเซียวกวนสีหลิ่นก็ไม่เห็นร่างผู้เฒ่า จึงถามว่า “ท่านพ่อบุญธรรม ท่านปู่ยังไม่เข้ามาหรือขอรับ?”
เฟิ่งเซียวที่นั่งพิงอยู่บนเตียงส่ายหน้า บอกว่า “เช้านี้ข้ายังไม่เห็นเขาเลย คงจะยังไม่ตื่นกระมัง!”
ช่วงเวลาที่พักฟื้นประกอบกับการรักษาจากด้านยาและยาอายุวัฒนะร่างกายจึงฟื้นตัวได้เร็วยิ่ง แต่ตอนไอตรงทรวงอกยังคงเจ็บ ถึงแม้สภาพจิตใจและเลือดลมจะฟื้นสภาพเกือบสมบูรณ์แต่อวัยวะภายในบาดเจ็บแม้แต่พูดเสียงดังก็ยังดึงจนเจ็บ
เพราะเป็นเช่นนี้ลูกสาวเขาถึงต้องวิ่งโร่ไปป่าเก้าหมอบโดยเฉพาะ บอกว่าจะไปตามหาของพวกของอะไรบางอย่างที่ปรุงเป็นยาทาได้กลับมาให้เขา
แต่ไปหลายวันแล้วไม่รู้พวกเขาจะพบอันตรายอะไรหรือไม่?
“ยาที่เสี่ยวจิ่วทิ้งไว้ท่านทานเป็นเวลารึเปล่า? สองสามวันนี้บาดแผลตรงอกไม่ดีขึ้นบ้างเลยหรือขอรับ?”
“อืม ดีขึ้นบ้างแต่ยังโกรธมากไม่ได้ พอโกรธทีก็ยังเจ็บอยู่” เฟิ่งเซียวยิ้มๆ เอ่ยว่า “ที่จริงแบบนี้ถือว่าดีแล้ว หากไม่ใช่เพราะเสี่ยวจิ่วชำนาญด้านการแพทย์และยาเกรงว่าคงยื้อชีวิตข้ากลับมาไม่ได้”
“ท่านพ่อบุญธรรมอย่าได้กังวล หากเสี่ยวจิ่วบอกว่าฟื้นสภาพสมบูรณ์ได้แปลว่าต้องทำได้แน่นอน เพียงแค่ต้องการเวลาในการรักษาฟื้นตัว แต่เป็นเช่นนี้ก็ดี รอบาดแผลท่านพ่อดีขึ้นจะได้เก็บตัวฝึกบำเพ็ญ เชื่อว่าพละกำลังจะก้าวหน้ารวดเร็วเป็นแน่ขอรับ”
เฟิ่งเซียวพยักหน้า กล่าวยิ้มๆอย่างทอดถอนใจ “ข้าไม่นึกเลยจริงๆ ว่าเสี่ยวจิ่วจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ วันนั้นท่านพ่อยังเคยบอกกับข้าว่าเสี่ยวจิ่วเคยเสนอจะพาพวกเราย้ายไปปักหลักอาศัยยังแคว้นอื่น อันที่จริงตามความคิดข้าจะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน แค่ครอบครัวอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าอย่างสงบสุขปลอดภัยก็พอ”
“จริงด้วยขอรับ! ครอบครัวอยู่ด้วยกันก็แข็งแกร่งกว่าอะไรทั้งหมด”
เขามองเฟิ่งเซียวด้วยแววตาเผยประกายความหนักแน่น กล่าวยิ้มๆว่า “ดังนั้นรอข้าฝึกบำเพ็ญสำเร็จจะเข้าไปฝึกในสำนักศึกษาหมอกดาราของแคว้นเหินเวหา จากนั้นค่อยคิดหาวิธีถามหาเบาะแสท่านพ่อท่านแม่ ข้าคิดว่าหากก้าวออกไปอีกหน่อยจะต้องหาพวกเขาพบได้แน่นอนขอรับ!”
เขายิ้มพลางให้กำลังใจ “ไม่เลว ไม่ว่าเรื่องอะไรขอแค่ลงมือทำก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น”
จู่ๆ กวนสีหลิ่นก็อยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้าง มองเฟิ่งที่นั่งพิงอยู่บนเตียง ลังเลสักพักก่อนจะถามว่า “จริงด้วยท่านพ่อบุญธรรม ทำไมตลอดมาถึงไม่เคยได้ยินพวกท่านพูดถึงท่านแม่บุญธรรมเลย? นางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ขอรับ?”
ตอนที่ 372: เหล่าไป๋อยู่ไหน?
ได้ยินคำพูดนี้เฟิ่งเซียวก็ผงะไปพักหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปหลับตาลงช้าๆ เพื่อครุ่นคิดโดยไม่ปริปาก
เห็นเช่นนี้กวนสีหลิ่นก็รู้สึกผิดนิดหน่อย รู้ว่าตัวเองถามเรื่องที่ไม่ควรถามจึงรีบบอกว่า “ขออภัยท่านพ่อบุญธรรม ข้าแค่สงสัยจึงถามไป”
เฟิ่งเซียวมองเขาพร้อมส่ายหน้า กำลังจะพูดก็เห็นเหลิ่งซวงด้านนอกเร่งฝีเท้าเดินเข้ามา
“ท่านผู้นำตระกูล เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ!”
ยามนี้เหลิ่งซวงสีหน้าเย็นเยียบและเคร่งขรึมส่วนคนที่ตามหลังเข้ามาคือองครักษ์เจ็ดคนนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเหยียบเข้ามาในห้องนี้ และเป็นครั้งที่เห็นท่านผู้นำตระกูลนั่งพิงหัวเตียงด้วยท่าทีไม่เลวหลังจากได้ยินว่าเขาหมดสติยังไม่ฟื้น
แม้ในใจจะสงสัยแต่ตอนนี้พวกเขาก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือเรื่องที่ท่านผู้เฒ่าถูกคนจับตัวไปที่ไหนไม่รู้!
เฟิ่งเซียวเหลือบมององครักษ์เจ็ดคนที่ตามเข้ามา แล้วมองเหลิ่งซวงพลางถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? มีเรื่องอะไรถึงรีบร้อนเช่นนี้?”
เหลิ่งซวงชะงักเล็กน้อยสักพัก บอกว่า “ท่านผู้นำตระกูลโปรดฟังข้าน้อยพูดจบก่อน และอย่าเพิ่งเดือดเนื้อร้อนใจ”
เห็นเช่นนี้เฟิ่งเซียวก็พยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง สูด.ลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกว่า “พูดมาเถอะ! ข้าไม่ใช่เด็กน้อยคงไม่ตื่นตระหนกหรอก” เขารู้สภาพร่างกายตัวเองดี คำพูดเหลิ่งซวงกำลังเตือนว่าไม่ว่าจะได้ยินข่าวคราวเช่นไรก็ต้องสงบเงียบใจเย็น
และเวลานี้เรื่องที่เขานึกถึงได้มีแค่ผู้เฒ่ากับเสี่ยวจิ่ว หรือว่าเกิดเรื่องขึ้นกับพวกเขาสองคน? เสี่ยวจิ่วอยู่ป่าเก้าหมอบต่อให้มีเรื่องข่าวก็ไม่น่าส่งกลับมาถึงไวเพียงนี้ งั้นเหลือแค่ผู้เฒ่า…
นึกถึงคนที่เมื่อเช้าจนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นเขาก็ถอนกายใจออกมาเบาๆ สงบความคิดที่ตึงเครียดไว้แล้วถามว่า “เกิดเรื่องอะไรกับท่านผู้เฒ่ารึ?”
“ท่านผู้เฒ่าถูกคนจับตัวไปเจ้าค่ะ!” เธอมองเฟิ่งเซียวอย่างเป็นกังวลอยู่บ้างด้วยกลัวว่าเขาจะกระวนกระวายใจเพราะได้ฟังข่าวนี้
ทว่าไม่มีเลย เขาหลังได้ยินข่าวสีหน้าท่าทางเยือกเย็น ใบหน้าถมึงทึงคล้างกำลังคิดอะไรกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแต่ความกังวลในดวงตายังคงไม่อาจซุกซ่อน
“อะไรนะ? ท่านปู่โดนจับตัวไป? นี่ นี่เป็นไปได้ยังไง?”
กวนสีหลิ่นสีหน้าตกตะลึง ไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองได้ยินสักเท่าไหร่ ด้วยกำลังท่านผู้เฒ่าใครกันที่มีฝีมือพอจะแอบเข้ามาในจวนเงียบๆ และจับตัวเขาไปภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ทำให้ใครๆแตกตื่น?
“พูดมาอย่างละเอียดซิ”
เฟิ่งเซียวพูดเสียงเข้มพร้อมจ้องเหลิ่งซวงด้วยสายตาคมกริบ “เกิดขึ้นได้ยังไง? แล้วใครบ้างที่รู้เห็น? บอกสิ่งที่เจ้ารู้มาอย่างละเอียดเลย”
“เจ้าค่ะ!”
เหลิ่งซวงขานรับ เอ่ยว่า “ตอนนายท่านออกไปได้กำชับข้าน้อยว่าต้องเข้าไปส่งอาหารบำรุงให้ท่านผู้เฒ่าทุกวัน เมื่อเช้านี้เข้าไปเห็นทหารอารักขาในเรือนท่าทางผิดปกติ ต่างยืนอยู่ตรงนั้นทั้งร่างกายแข็งทื่อ เข้าไปสำรวจดูถึงรู้ว่าถูกคนปิดผนึกจุดชีพจรไว้ พอตรวจดูในห้องท่านผู้เฒ่าเตียงนอนก็เย็นชืด ด้านในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้ หลังตรวจสอบยังไม่มีเบาะแสอะไรเหลือไว้ สิ่งเดียวที่รู้คือคำบอกเล่าจากปากหทารอารักขาสองสามคนนั้นที่ถูกกดจุดชีพจรไว้ว่าเมื่อคืนมีคนสวมผ้าคลุมสีดำจับตัวท่านผู้เฒ่าไปเจ้าค่ะ”
ตอนนี้ฟั่นหลินก็เข้ามาพูดว่า “ท่านผู้นำตระกูล หลังพวกเรารู้ข่าวจึงไปสอบถามภายในจวนมา บอกว่าเมื่อคืนกลางดึกนอกจากเสียงเหล่าไป๋ร้องก็ไม่มีเสียงอะไรแปลกๆเลยขอรับ”
“เหล่าไป๋?”
เฟิ่งเซียวตกใจเล็กน้อย ถามว่า “ตอนนี้เหล่าไป๋อยู่ที่ไหน?” สำหรับเหล่าไป๋ที่มีพลังวิญญาณอยู่มากซ้ำยังช่วยชีวิตเขาไว้ ตลอดมาจึงไม่เคยเห็นมันเป็นเพียงพาหนะหรือม้าธรรมดา.ธรรมดา
ตอนที่ 373: เบาะแส!
ได้ยินคำพูดเขาทุกคนก็คิดว่าเหล่าไป๋อาจจะรู้อะไรบ้าง ฉีคังหนึ่งในองครักษ์จึงบอกทันทีว่า “คงอยู่ตรงภูเขาจำลอง ข้าน้อยจะลองเข้าไปดูขอรับ” สิ้นเสียงก็หันตัวปรี่ออกไป
“ท่านผู้นำตระกูล สุขภาพท่าน…”
ฟั่นหลินเอ่ยถาม เขารู้เรื่องการแพทย์ ยามนี้เห็นอาการและสภาพจิตใจเขาไม่มีตรงไหนไม่ดีเลยสักนิด งั้นข่าวที่ปล่อยออกไปช่วงนี้คืออะไรกัน? คุณหนูใหญ่คิดจะทำอะไรกันแน่?
“สุขภาพข้าไม่ร้ายแรกนัก เพียงแต่ใช้โอกาสส่งมอบอำนาจไปก็เท่านั้น พวกเจ้ารู้เรื่องแล้วก็ดี อย่าให้ข่าวรั่วไหล” เฟิ่งเซียวสั่งการเสียงเข้ม ให้สัญญาณกวนสีหลิ่นประคองลงจากเตียงมานั่งลงข้างโต๊ะนอกห้อง
พวกเขามองหน้ากัน ก่อนจะตามไปด้วยความสงสัยที่เก็บซ่อนอยู่ในใจ มิน่าตลอดมาคุณหนูใหญ่ถึงไม่ให้ใครเข้าไปในห้องนี้ ที่แท้ผู้นำตระกูลก็ไม่ได้หมดสติไม่ฟื้น ข่าวนี้ปกปิดพวกเขาได้อย่างแนบเนียนหากวันนี้ไม่ตามเข้ามาเพราะกังวลใจเกรงว่าคงยังไม่รู้ว่าสุขภาพผู้นำตระกูลไม่ได้ร้ายแรงอะไร
“เรื่องที่ท่านผู้เฒ่าโดนจับตัวไปก่อนที่เสี่ยวจิ่วจะกลับมาให้ปิดข่าวไว้ แม้แต่ข่าวลือก็แพร่งพรายออกไปไม่ได้” หลังถอนหายใจโล่งอกเฟิ่งเซียวก็สั่งการเสียงเข้ม พลางบอกว่า “นอกจากนี้ ช่วงนี้หากมีคนมาเยี่ยมเยือนก็ปิดประตูไว้ตลอดไม่ขอพบใคร”
“ขอรับ!”
พวกเขาขานรับเสียงเคร่งขรึมและรู้ถึงความร้ายแรงของปัญหา ยามนี้บอกคนนอกว่าเฟิ่งเซียวหมดสติยังไม่ฟื้น หากปล่อยให้ข่าวที่ผู้เฒ่าโดนจับตัวรั่วไหลออกไปนั่นจะกลายเป็นคราวเคราะห์ซ้ำกรรมซัดสำหรับจวนตระกูลเฟิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ตอนนี้ที่กลุ่มอำนาจพวกนั้นและราชสำนักไม่กล้าทำอะไรจวนตระกูลเฟิ่งก็เพราะยำเกรงในพลังของผู้เฒ่ากับองครักษ์ประจำตระกูล หากพวกเขารู้ว่าผู้เฒ่าถูกจับตัวไปไร้ร่องรอยผลที่ตามมาคงเลวร้ายกว่าที่คิด!
ไม่นานนักฉีคังก็กลับมา บอกว่า “เหล่าไป๋หลับสนิทอยู่ตรงภูเขาจำลองขอรับ ข้าน้อยตรวจดูแล้วบนพื้นมีพวกผงแป้งอยู่ เบื้องต้นเดาว่าเมื่อคืนที่คนคนนั้นจับตัวท่านผู้เฒ่าไปเหล่าไป๋คงไปพบเข้าแต่ดันติดกับดัก นอกจากนี้ข้าน้อยยังพบว่าใต้ท้องเหล่าไป๋มีสิ่งนี้อยู่ขอรับ”
เขาหยิบของที่พบตอนขยับร่างเหล่าไป๋มาวางไว้บนโต๊ะ “ท่านผู้นำตระกูลดูสิขอรับ ของสิ่งนี้เป็นของท่านผู้เฒ่าใช่หรือไม่?”
นั่นคือแผ่นหยกขนาดเท่าเล็บนิ้วที่เนื้อดียิ่งนัก ภายในสีเขียวเข้มมีความชุ่มชื้น แม้เป็นเพียงชิ้นเล็กๆ แต่จากความโปร่งแสงที่มากพอนั้นจึงมองออกได้ว่าแผ่นหยกขนาดเท่าเล็บนิ้วชิ้นนี้ต้องไม่ใช่หยกธรรมดาธรรมดา
“นี่ไม่ใช่ของท่านผู้เฒ่า”
หลังจากมองเฟิ่งเซียวก็ส่ายหน้า ครุ่นคิดว่า “หยกชนิดนี้เงางามที่สุดในแคว้นแสงสุริยันเรา คนที่จับตัวท่านผู้เฒ่าไปคงทำตกไว้โดยไม่ระวัง แต่อาศัยแค่แผ่นหยกชิ้นเล็กเท่าเล็บนิ้วเช่นนี้จะตรวจสอบก็เกรงว่าคงทำไม่ได้”
“มีเบาะแสยังดีกว่าไม่มี อย่างน้อยๆ พวกเราก็รู้ได้ว่าท่านผู้เฒ่าถูกจับตัวไปคงจะไม่มีอันตรายถึงชีวิต”
กวนสีหลิ่นเอ่ยปากพูดแล้วหยิบแผ่นหยกชิ้นนั้นขึ้น บอกว่า “แผ่นหยกชิ้นนี้ข้าจะนำไปตลาดมืดให้พวกเขาตรวจสอบเสียหน่อย อาจจะรู้ว่าหยกชนิดนี้ขุดพบได้ที่ไหนบ้าง หากมีเบาะแสเราจะได้ไล่สำรวจหาร่องรอยท่านปู่”
“อืม แผ่นหยกชิ้นนี้เจ้านำไปตลาดมืดแต่นี่เป็นเพียงเบาะแสเดียวของเรา ระวังอย่าทำหล่นหายล่ะ” เฟิ่งเซียวพยักหน้าบอกไป นึกถึงที่กวนสีหลิ่นบอกว่าผู้เฒ่าคงไม่มีอันตรายถึงชีวิตก็สบายใจขึ้นเล็กน้อย
จริงอยู่ ดูจากกำลังอีกฝ่ายที่สามารถแอบเข้าจวนมาอย่างเงียบเชียบไร้เสียงหากจะเอาชีวิตพวกเขาก็ง่ายดายดังพลิกฝ่ามือ แต่เขาแค่จับตัวผู้เฒ่าไปกลับไม่ได้ฆ่าใคร สถานการณ์อาจจะไม่ได้แย่ถึงเพียงนั้นอย่างที่พวกเขาจินตนาการไว้
ตอนที่ 374: เต็มใจจริงรึ?
แต่หากตอนนี้ข่าวที่ผู้เฒ่าโดนจับตัวถูกแพร่ออกไป เกรงว่าภัยพิบัติของจวนตระกูลเฟิ่งใกล้จะมาเยือนแล้ว…
“ท่านผู้นำตระกูล คุณหนูใหญ่จะกลับมาประมาณเมื่อไหร่? ต้องส่งคนออกไปตามหาเสียหน่อยหรือไม่ขอรับ?” คนหนึ่งในองครักษ์เอ่ยปากถาม สถานการณ์ในจวนยามนี้ไม่ค่อยจะมีหวังนัก หากข่าวรั่วไปภายในจวนก็ไม่มีแม้แต่เสาหลัก
“นางคงจะรีบกลับมา เรื่องนี้พักไว้ก่อนพวกเจ้าดูแลภายในจวนดีๆก็พอ ทั้งหมดรอนางกลับมาค่อยคุย” เฟิ่งเซียวเอ่ยเสียงเข้ม ก่อนจะโบกมือให้สัญญาณพวกเขาถอยไป
ทุกคนเห็นท่าทางหลังจากมองหน้ากันถึงจะถอยออกไป ยามนี้ภายในจวนผู้เฒ่าหายไป ผู้นำตระกูลยังปรากฏตัวไม่ได้ ซ้ำคุณหนูใหญ่ก็ไม่อยู่ จึงมีเพียงพวกเขาที่จะสามารถเฝ้าอารักขาจวนในช่วงเวลานี้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน
“ท่านพ่อบุญธรรม ท่านพักผ่อนก่อนเถอขอรับ ข้าจะไปตลาดมืดหน่อย”
กวนสีหลิ่นพูดจบก็หยิบแผ่นหยกขนาดเท่าเล็บนิ้วเดินออกไป คิดจะตรวจสอบที่มาของแผ่นหยกนี้มีเพียงต้องเริ่มจากตลาดมืด ถึงอย่างไรแคว้นแสงสุริยันที่กว้างขวางก็มีแค่กลุ่มอำนาจตลาดมืดที่ติดต่อกับแคว้นอื่นๆ
“อืม ไปเถอะ!” เฟิ่งเซียวพยักหน้า คิดว่าขั้นต่อไปจะทำเช่นไรดี?
เหลิ่งหวาที่คอยอยู่ข้างๆภายใต้การส่งสัญญาณจากพี่สาวจึงปริปากบอกว่า “ท่านผู้นำตระกูล สุขภาพท่านยังไม่ดี กลับไปนอนบนเตียงก่อนเถอะขอรับ!”
“ไม่เป็นไร ข้าขอคิดอะไรหน่อย” เขาโบกๆมือจะไม่ไปนอนบนเตียง
ก่อนหน้านี้ขยับไม่ค่อยได้ ตอนนี้บาดแผลภายนอกบนตัวเขาหายเร็วมาก ลงจากเตียงมาเดินจึงไม่ใช่ปัญหา แน่นอนว่าไม่อยากไปนอนบนเตียงอีก ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องในตอนนี้เขาต้องตั้งใจคิดดีๆ
ท่านผู้เฒ่าถูกคนจับตัวไป? จะจับเขาไปทำอะไรกันแน่?
เจ้าว่าหากคนที่โดนจับไปเป็นลูกสาวเขายังคิดได้ว่าอีกฝ่ายคงต้องตาในความงามน่าหลงใหล แต่ที่ถูกจับดันเป็นผู้เฒ่า เรื่องนี้ช่างแปลกประหลาดอย่างเห็นได้ชัด
เพราะจวนตระกูลเฟิ่งปิดประตูไม่รับแขกและการปกปิดข่าวลือของทุกคนภายในจวน เรื่องที่ผู้เฒ่าโดนจับตัวไปไร้ร่องรอยจึงเก็บไว้อยู่เช่นนี้ นอกพวกคนในจวนคนภายนอกต่างก็ไม่รู้ข่าวนี้
ส่วนทางอีกด้านหนึ่งในป่าเก้าหมอบ
เฟิ่งจิ่วที่ฟื้นขึ้นมาหลังหมดสติไปสามวันสามคืนมองทุกคนที่เฝ้าอยู่ข้างกาย แววตาสั่นไหวเล็กน้อย ในห้วงความคิดนึกถึงเรื่องราวตอนนั้นก่อนจะเป็นลมไป คิดจะลุกขึ้นมานั่งพอขยับหลัวอวี่ข้างๆ ที่หลับตารักษาดวงจิตก็รู้สึกถึง
“นายท่าน? ท่านฟื้นแล้ว?” หลัวอวี่มองด้วยความประหลาดใจ เห็นนางฟื้นขึ้นมาแล้วจึงรีบร้อนประคองขึ้น
คนอื่นที่นั่งอยู่ไม่ไกลได้ยินการเคลื่อนไหวจึงลืมตาขึ้น เห็นนางตื่นมาพวกเขาก็ลุกขึ้นยืนและเดินมายังข้างกาย ประสานมือคารวะไปทางนาง “นายท่าน”
การคารวะครั้งนี้หากว่ากันตามเหตุผลพวกเขาคิดว่านางรับไม่ไหว ถึงอย่างไรนางก็ไม่ใช่แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน ส่วนพวกเขากลับเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง ทว่าหลังจากรับรู้ถึงพลังและฝีมือนางการคารวะครั้งนี้กลับให้ด้วยความเต็มใจและเลื่อมใส่อย่างที่สุด
ได้ยินพวกเขาเรียกว่านายท่านเฟิ่งจิ่วก็ผุดรอยยิ้มออกมา เวลานี้ถึงจะพินิจมองพวกเขาตรงหน้าโดยละเอียด
สี่คนนี้แม้เป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแต่เพราะความแตกต่างด้านกำลังสองคนในนั้นอายุราวๆห้าสิบ อีกสองคนนอกนั้นดูแล้วอายุประมาณห้าสิบหกสิบ ทุกคนล้วนแต่งกายชุดคลุมสีเทาดูธรรมดา ทว่ากลิ่นอายผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังกลับทำให้ไม่อาจเมินเฉย
“พวกท่านเต็มใจรับข้าเป็นนายจริงๆรึ?” เธอเอ่ยปากถาม แววตาสดใสจับจ้องบนร่างทั้งสี่คน
ตอนที่ 375: คำสาบานต่อฟ้าดิน!
ได้ยินคำพูดนี้พวกเขาก็ตกใจเล็กน้อย นางหมายความเช่นไร? หากไม่เต็มใจพวกเขาจะยอมรับนายได้หรือ? ยิ่งไปกว่านั้นชีวิตและวิญญาณพวกเขาต่างอยู่ในกำมือนาง หรือยังมีทางเลือกอีก?
เหมือนจะรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไร เฟิ่งจิ่วหยิบดวงวิญญาณสี่ดวงคืนให้พวกเขา บอกว่า “ก่อนหน้านี้ที่เก็บวิญญาณพวกท่านไว้เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ตอนนี้วิกฤตคลี่คลายแล้วจึงคืนดวงวิญญาณให้ หากจะจากกันก็ไปตามทางตนเองเถอะ!”
วิญญาณทั้งสี่ถูกพวกเขาเก็บกลับไป แต่เวลานี้หัวใจกลับสั่นไหวน้อยๆ ด้วยกำลังพวกเขาหากรับไว้เป็นข้ารับใช้สำหรับนางก็เหมือนเสือติดปีก แต่พวกเขานึกไม่ถึงว่านางจะคืนวิญญาณให้ซ้ำยังพูดออกมาเช่นนี้
ไม่ว่าจะจริงใจหรือลองเชิงเวลานี้ชีวิตพวกเขาก็ไม่ได้อยู่ในกำมือนางอีกต่อไป สำหรับพวกเขาล้วนเป็นความจริงแท้ ต่อให้เป็นเรื่องดีถึงอย่างไรใครก็ไม่ยอมให้ชีวิตตนเองถูกบีบไว้ในมือคนอื่น
แต่ปล่อยให้พวกเขาเลือกว่าจะจากไปหรือไม่ ให้อำนาจเลือกตัดสินใจใหม่อีกครั้ง กลับทำให้พวกเขาครุ่นคิดขึ้นมา
อยู่ต่อ? หรือจากไป?
นี่เป็นคำถามที่คุ้มค่าการพิจารณา
และเวลานี้หลัวอวี่ข้างๆ ก็กลั้นใจมองพวกเขาอย่างเคร่งเครียดอยู่บ้าง สี่คนนี้จะเลือกอยู่ต่อหรือไม่? หากพวกเขาอยู่ต่อไปได้นั่นถือเป็นเรื่องดีสำหรับนายท่านอย่างแน่.นอน
ถึงอย่างไรกำลังของผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนนี้ก็ห่างไกลจากองครักษ์อย่างพวกเขามากนัก!
ทั้งสี่คนครุ่นคิดสักพักก่อนจะมองหน้ากัน จากนั้นจึงบอกเฟิ่งจิ่วว่า “พวกเรายินยอมที่จะอยู่ต่อและเคารพนายท่านเป็นนายขอรับ” แม้ตอนนี้กำลังนางจะยังไม่มากพอให้พวกเขาสวามิภักดิ์ แต่มองในระยะยาวจากการต่อสู้คืนนั้นพวกเขาก็รู้ว่านางหาใช่ผู้ที่ไร้ความทะเยอทะยานไม่!
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ยกริมฝีปากขึ้นยิ้ม ในดวงตามีประกายแสงปรากฏ กลางหว่างคิ้วมีความมั่นใจและภูมิใจ บอกว่า “แล้วพวกท่านจะรู้ว่าการตัดสินใจในวันนี้นั้นถูกต้องที่สุด!”
เธอลุกขึ้นยืนจากพื้น สายตามองตรงที่พวกเขาพลางกล่าวว่า “แต่พวกท่านต้องจำไว้ ผู้ใต้บังคับบัญชาข้าไม่อนุญาตให้มีคนคิดคดเด็ดขาด หากวันหนึ่งพวกท่านหักหลังข้า ไม่ว่าจะสุดล่าฟ้าเขียวแม้ห่างไกลก็ต้องถูกสังหารสิ้น!”
ทั้งสี่คนหัวใจสั่นสะท้าน ต่างเสียขวัญเพราะความเย็นเยียบและท่าทีในน้ำเสียงนั้น ยามนี้พวกเขาไม่ฉงนสงสัยในคำพูดนางเลยสักนิด หากวันหนึ่งพวกเขาหักหลังนางจริงๆ จะต้องทำอย่างที่พูดวันนี้แน่ๆ
นึกถึงตรงนี้ทั้งสี่ก็สงบจิตสงบใจ เอ่ยถามด้วยใบหน้าท่าทางจริงจัง “ขอบังอาจถามว่านายท่านชื่อแซ่อะไรหรือขอรับ?”
เธอชำเลืองมองพวกเขา ตอบว่า “เฟิ่งจิ่ว”
ทั้งสี่คนพยักหน้า เวลานี้จึงใช้สองนิ้วชี้ขึ้นฟ้าพร้อมกล่าวเสียงเข้ม “ข้าขอสาบานไว้ ณ ที่นี้ ว่าจากนี้ไปจะจงรักภักดีต่อเฟิ่งจิ่ว เคารพเป็นนายท่านและติดตามไปชั่วชีวิตโดยไม่คิดคดทรยศหักหลังเด็ดขาด! หากผิดคำสาบานขอให้ฟ้าดินลงลงทัณฑ์!”
แทบทันทีที่สิ้นสุดเสียงพวกเขาผืนดินที่ยืนอยู่ก็ปรากฏลวดลายซับซ้อน พลังวิญญาณหลั่งไหลมาเชื่อมต่อกัน สุดท้ายจึงเข้าไปยังหว่างคิ้วพวกเขาและสูญสลายหายไป
เห็นภาพเช่นนี้แววตาเฟิ่งจิ่วสั่นไหวเล็กน้อย หากบอกว่าก่อนหน้านี้ยังไม่ไว้ใจพวกเขาอยู่บ้าง ถึงเวลานี้ก็พูดได้เลยว่าวางใจได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
คำสาบานต่อฟ้าดินไม่ใช่เรื่องพูดเล่นๆ หากพวกเขากล้าคิดคดทรยศเธอจริงๆ ไม่ต้องลงมือฟ้าดินก็จะลงทัณฑ์สังหารเสียเอง!
นี่คือกฎหลักฟ้าดินของโลกใบนี้!
หลัวอวี่มองตาค้าง เป็นครั้งแรกที่เห็นกฎหลักฟ้าดินปรากฏ ต้องรู้ไว้ว่าต่อให้เป็นพวกเขาถึงอยากจะยึดกฎหลักฟ้าดินก็ยังไม่มีคุณสมบัติเลย…
ตอนที่ 376: มุ่งมาหาเหล่าไป๋!
มีคำสาบานต่อฟ้าดินอยู่เช่นนี้แน่.นอนว่าหลัวอวี่จึงไม่เคลือบแคลงและเชื่อใจพวกเขา แต่ช่วงเวลานี้ยังคงรู้สึกว่าทั้งหมดไม่เป็นจริงราวกับฝันไป…
ใครเล่าจะนึก เขาแค่ตามนายท่านมาหายายังป่าเก้าหมอบนี้เท่านั้นกลับเกือบตายอยู่ในนี้ แล้วตอนนี้นายท่านไม่เพียงพ้นอันตรายใหญ่หลวงซ้ำยังได้ผู้ฝึกตนวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลังสี่คนมาเป็นข้ารับใช้ หากปล่อยสี่คนนี้ไว้ในแคว้นแสงสุริยันแม้แต่ผู้ครองแคว้นก็ยิ่งต้องสุภาพด้วย ทว่าตอนนี้พวกเขากลับเป็นแค่ข้ารับใช้ของนายท่านเท่านั้น
แค่ลองคิดก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว หากไม่ตามนายท่านออกมาเขาก็ไม่นึกว่านายท่านจะเก่งกาจถึงเพียงนี้
เฟิ่งจิ่วมองพวกเขาสี่คน พูดพร้อมเผยรอยยิ้มออกมา “ข้ามาป่าเก้าหมอบเพื่อเก็บยา ในเมื่อพวกท่านเลือกจะเคารพข้าเป็นนาย งั้นรอหลังจากเก็บยาได้แล้วค่อยติดตามข้ากลับจวนตระกูลเฟิ่งแล้วกัน!”
“ขอรับ” ทั้งสี่ต่างขานรับ ก่อนจะตามนางไปยังส่วนลึกด้านในป่า…
พวกเขาอยู่ในป่าเก้าหมอบเป็นเวลาสองวัน เพราะมีผู้ฝึกตนสี่คนนี้อยู่แทบพูดได้เลยว่าพวกสัตว์ร้ายในป่าแห่งนี้ยังไม่กล้าเข้าใกล้ ด้วยเหตุนี้ตลอดทางจึงไม่พบอันตรายหรือโดนถ่วงเวลาอะไร
ระหว่างนั้นเฟิ่งจิ่วก็พาพวกเขามายังส่วนที่ลึกที่สุดของป่าเก้าหมอบ หลังจากขุดเอาโคลนดำใจกลางภูเขาไฟที่ต้องใช้ในการเดินทางครั้งนี้แล้วเธอถึงจะออกไปยังเมืองอวิ๋นเยวี่ยพร้อมๆกับพวกเขา…
สุดท้ายกระดาษก็ห่อไฟไว้ไม่ได้ ทุกวันจวนตระกูลเฟิ่งปิดประตูไม่รับแขกและไม่เห็นร่างท่านผู้เฒ่า การเคลื่อนไหวแปลกๆเช่นนี้ย่อมดึงดูดความสนใจจากผู้คนอย่างแน่.นอน
หลังจากสอบถามมาทุกวิถีทาง ในที่สุดข่าวที่ผู้เฒ่าหายตัวไปก็แพร่งพรายออกไปทำให้องครักษ์ไม่มีทางแม้แต่คิดจะปิดบัง
“ผู้นำตระกูล ไม่รู้ว่าข่าวกระจายออกไปได้ยังไงตลอดเช้าจึงต่างรู้กันทั่วเมือง ยามนี้คนไม่น้อยส่งคนเข้ามาถามไถ่ถึงเบาะแสของท่านผู้เฒ่า แม้แต่ผู้ครองแคว้นยังส่งคนมาด้วยขอรับ”
ภายในห้องเฟิ่งเซียวมีองครักษ์นายหนึ่งกำลังรายงานข่าวในเมืองรวมถึงสถานการณ์ของจวนในตอนนี้ว่าข่าวที่ผู้เฒ่าหายตัวไปกระจายออกไปแล้ว ไม่เพียงคนภายนอกแม้แต่คนในเรือนต่างก็กำลังพูดคุยกัน ยิ่งทำให้บ่าวรับใช้กังวลใจไม่สิ้นสุด
ถึงอย่างไรในสายตาพวกเขาผู้นำตระกูลยังหมดสติไม่ฟื้น ผู้เฒ่าก็หายตัวไปอีก เกรงว่าจวนตระกูลเฟิ่งนี้จะรับมือต่อไปไม่ไหวแล้ว
“ไม่ต้องสนใจเรื่องนอกจวน ให้คนภายในอย่าวุ่นวายกันเป็นพอ” เฟิ่งเซียวกล่าวเสียงเข้มพลางเอ่ยถามว่า “เรื่องที่ข้าให้เจ้าตามพวก.องครักษ์กลับมาเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ในหมู่พวกเราได้ส่งคนกลับไปตามแล้ว คงมาถึงภายในสองวันนี้ขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งเซียวก็พยักหน้า “อืม จำไว้อย่าดึงดูดความสนใจพวกกลุ่มอำนาจในเมือง ให้พวกเขาปลอมตัวเตรียมพร้อมอยู่ในเมืองก็พอ นอกจากนี้หากเสี่ยวจิ่วกลับมาให้รีบเข้ามาบอกข้า”
“ขอรับ” ฟั่นหลินขานรับถึงจะถอยออกไป
ทว่าฟั่นหลินเพิ่งถอยออกไปองครักษ์อีกคนกลับเดินเข้ามา “ท่านผู้นำตระกูล นอกจวนมีบรรพชนนักรบสองท่านถือราชโองการจากราชวังเข้ามาเยี่ยมเยียน บอกไปแล้วว่าจวนปิดประตูไม่รับแขกแต่พวกเขากลับไม่ยอมออกไป ซ้ำยังพูดว่าวันนี้จะต้องเข้าจวนมาให้จงได้ขอรับ”
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งเซียวที่นั่งหลับตาเอนหลังอยู่บนเตียงก็ลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วพลางถาม “บรรพชนนักรบรึ?”
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย บอกว่า “นั่นเป็นคนของผู้ครองแคว้น แต่พวกเขาทำเพื่ออะไรกัน?”
องครักษ์ลังเลสักพัก มองเขาพร้อมบอกว่า “เหมือนจะมุ่งมาหาเหล่าไป๋ขอรับ”
“อะไรนะ?”
เฟิ่งเซียวโมโหขึ้นมา ถึงไม่เห็นก็รู้ได้ว่าบรรพชนนักรบสองคนนี้ที่มาถึงประตูเป็นใคร!
ตอนที่ 377: หน้าด้าน!
“คนพวกนี้หนังหน้าหนายิ่งนัก!” เฟิ่งเซียวแผดเสียงอย่างโกรธเคือง ความโมโหครั้งนี้ดึงโดนบาดแผลภายในจึงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
“ท่านผู้นำตระกูล สุขภาพท่านยังไม่ดี จะโกรธมากไม่ได้นะขอรับ”
เหลิ่งหวาข้างๆ พูดขึ้นแล้วมอง.องครักษ์คนนั้น เอ่ยอย่างไม่พอใจอยู่บ้าง “เรื่องภายในจวนยกให้พวกท่านไปจัดการแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมยังมาถามเรื่องนี้ถึงที่นี่อีก? สุขภาพท่านผู้นำตระกูลไม่สู้ดีนายท่านกำชับไว้ว่าจะโมโหมากไม่ได้ หากอาการแย่ลงเจ้าจะรับผิดชอบกับผลที่ตามมาได้รึ?”
ได้ยินคำพูดนี้องครักษ์คนนั้นก็อึ้งไปพักหนึ่ง คล้ายจะนึกไม่ถึงว่าเหลิ่งหวาที่คอยเฝ้าท่านผู้นำตระกูลอยู่เงียบๆ มาตลอดราวกับมนุษย์ล่องหนจะเอ่ยปากพูดออกมาเช่นนี้ ฟังความหมายเหมือนให้พวกเขาตัดสินใจจัดการเอาเองโดยไม่ต้องรบกวนท่านผู้นำตระกูล
หากผู้นำตระกูลหมดสติไม่ฟื้นก็เรื่องหนึ่ง ทว่าเขายังฟื้นอยู่ หากถือวิสาสะทำเรื่องภายในจวนไปโดยไม่ขอก่อนพวกเขาก็กังวลว่าจะทำได้ไม่ดี
“ไป ไล่กลับไปซะ! ยามนี้ตระกูลเพิ่งเราเป็นเพียงตระกูลหนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาอีกแล้ว ต่อให้ถือป้าคำสั่งผู้ครองแคว้นมาก็ต้องไล่กลับไป! ยังเพ้อฝันจะเอาเหล่าไป๋ของเสี่ยวจิ่วไป? ช่างหน้าไม่อายจริงๆ!”
เฟิ่งเซียวพูดเสียงเกรี้ยวกราด เพียงกลัวว่าจะดึงบาดแผลภายในจนเจ็บจึงใช้มือหนึ่งกุมอกไว้ขณะเดียวกันก็ชะลอเสียงลงพร้อมระงับความโกรธ
“ขอรับ!”
หลังได้รับคำสั่งองครักษ์ถึงจะถอยไป ก่อนจะหมุนตัวก็มองไปทางหนุ่มน้อยที่กำลังวุ่นอยู่กับการรินน้ำให้ผู้นำตระกูล คนคนนี้ในสายตาพวกเขาเป็นหนุ่มน้อยที่ไม่สะดุดตาเท่าไหร่ แต่คำพูดเช่นนั้นรวมถึงความเด็ดขาดและดุดันในคำพูดกลับทำให้คนต้องมองเขาเสียใหม่
ชายชราสองคนนอกจวนยืนมือไพล่หลัง เห็นประตูบานใหญ่ไม่เปิดอยู่นานความโกรธจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้า หนึ่งคนในนั้นส่งเสียงหึหนักๆ “นี่มันนานแค่ไหนแล้ว? ไปรายงานใครกัน? ทำไมนานเพียงนี้ยังไม่เปิดประตูอีก?”
“ภายในจวนนี้ไม่มีคนดูแลแล้วก็ไม่เหมือนเดิม แม้แต่ระเบียบเล็กน้อยยังไม่รู้ความ” ชายชราอีกคนพูดอย่างกระฟัดกระเฟียด
หลังจากการต่อสู้ครั้งนั้นพวกเขาก็ไม่ประทับใจจวนตระกูลเฟิ่งนี้แม้แต่น้อย กับคนที่ผู้ครองแคว้นต้องการสังหารแน่นอนว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องไว้หน้า ยิ่งไปกว่านั้นยามนี้ผู้เฒ่าจวนหายตัวไป เฟิ่งเซียวยังนอนปางตาย เหลือแค่แม่หนูน้อยบอบบางคนหนึ่งจะแบกรับอะไรได้?
หากไม่ใช่เพราะยังมีกององครักษ์นั้นอยู่ เดาว่าจวนตระกูลเฟิ่งนี้อาจถูกล้มล้างและยึดครองเมื่อไหร่ก็ได้ เช่นวันนี้ที่พวกเขามาถึงที่นี่ มีหรือผู้ครองแคว้นจะไม่รู้? เป็นไปได้อย่างไร? ที่จริงผู้ครองแคว้นแค่อยากเห็นเสียหน่อยว่าจวนตระกูลเฟิ่งจะรับมือเช่นไรได้ และจะทำอย่างไรให้กอง.องครักษ์ประจำตระกูลเฟิ่งมาอยู่ในมือ
ตามที่พวกเขารู้ ช่วงนี้เขากำลังวางแผน เชื่อว่าอีกไม่นานกลุ่มอำนาจแต่ละฝ่ายในเมืองจะลงมือจัดการกับจวนตระกูลเฟิ่ง ถึงเวลาคุณหนูใหญ่เฟิ่งชิงเกอต้องไปขอร้องผู้ครองแคว้นอย่างไม่มีทางเลือกแน่.นอน แล้วค่อยสบโอกาสทำให้นางส่งมองกอง.องครักษ์กลับสู่ราชสำนัก ถึงตอนนั้นจวนตระกูลเฟิ่งคงไม่มีอะไรน่าชมแล้วจริงๆ
บอกว่าจะไม่แต่งงานสานสัมพันธ์อะไร? ช่างน่าขันเสียจริง!
หากไม่มีที่พึ่งอย่างจวนตระกูลเฟิ่ง เฟิ่งเซียว หรือผู้เฒ่าคนนั้น ไม่ต้องพูดถึงแต่งเป็นชายารอง ต่อให้เป็นนางสนมถึงเฟิ่งชิงเกอไม่ยอมก็ต้องแต่ง!
เวลานี้เองประตูใหญ่จวนก็เปิดออก ทั้งสองเงยหน้ามองไปด้วยหัวใจขุ่นเคือง เมื่อเห็น.องครักษ์ทั้งหกเดินออกมาจึงขมวดคิ้วถามว่า “ทำไมเป็นพวกเจ้า? คุณหนูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งไม่อยู่บ้านรึ? ทำไมแค่ไปบอกกล่าวถึงยุ่งยากเพียงนี้?”
“เชิญสองท่านกลับไปก่อนเถอะขอรับ! ช่วงนี้จวนเราไม่ต้อนรับแขก” องครักษ์คนหนึ่งในนั้นกล่าวเสียงเข้ม จ้องสองคนนั้นด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
ตอนที่ 378: จุดยืนของเขา!
พอได้ยินคำพูดนี้ทั้งสองก็ยิ่งโกรธอย่างเห็นได้ชัด หนึ่งในนั้นตะคอกว่า “ช่างกล้านัก! พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเราเป็นใครถึงได้กล้าปฏิเสธ?”
“ใครมาก็เหมือนกัน เชิญสองท่านกลับไปเถอะ!”
พวกเขาหกคนขวางอยู่ตรงประตูมองสองชายชราที่ค่อยๆกดดันมาด้วยหน้าถมึงทึง วรยุทธ์พวกเขาไม่ถึงระดับพรรพชนนักรบแต่หากอาจารย์พวกเขามา หึ! ไม่ต้องพูดถึงสองคนนี้หรอก ต่อให้มาอีกสองก็ต้องคลานออกไป!
อาจเพราะคิดว่าจวนตระกูลเฟิ่งในยามนี้ไม่ได้น่าเกรงขาม ชายชราทั้งสองเห็นพวกเขาขวางประตูไว้ไม่ให้เข้าไป หนึ่งในนั้นจึงก้าวยาวเดินเข้าไปสะบัดแขนเสื้อตะโกนว่า “หลบไป! ข้าจะเข้าไปพบคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่ง หากพวกเจ้ากล้าขัดขวางก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
พวกเขาตกใจกับแรงกดดันจากชายชราคนนั้น ร่างกายสะดุ้งถอยห่างเล็กน้อยในทันที กำลังจะลงมือก็ได้ยินเสียงหนึ่งลอยมา
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
พอเสียงนั้นดังมาทุกคนตรงหน้าประตูจวนก็มองไปยังผู้มาใหม่ตามเสียง เพียงเห็นมู่หรงอี้เซวียนในชุดคลุมสีม่วงมือหนึ่งวางไว้ข้างหน้าอีกมือหนึ่งไพล่หลังก้าวเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาคร่ำเครียดเล็กน้อย คิ้วขมวดกันเบาๆ จ้องมองชายชราสองคนนั้นด้วยสายตาที่มีความแหลมคมและไม่ชอบใจ
“ทั้งสองท่านเป็นคนข้างกายเสด็จพ่อไม่ใช่หรือ ทำไมถึงมาก่อเรื่องหน้าประตูจวนตระกูลเฟิ่งเล่า?” น้ำเสียงที่อ่อนโยนในวันวานยามนี้มีความเคร่งขรึมและไม่พอใจ สายตาที่จ้องมองชายชราทั้งสองเฉียบคมปานกระบี่ราวกับจะมองความคิดพวกเขาออก
“คารวะท่านอ๋องสาม”
ชายชราทั้งสองเห็นว่าผู้มาใหม่คือมู่หรงอี้เซวียนก็ตกใจเล็กน้อยพักหนึ่งกลับไม่กล้าแสดงออกมา ทว่ายังคารวะไปตามระเบียบ ในสายตาพวกเขาตอนนี้แม้มู่หรงอี้เซวียนเป็นเพียงท่านอ๋อง แต่พรสวรรค์และกำลังเขายังโดดเด่นยิ่งนักในหมู่คนรุ่นเยาว์ ความสำเร็จในอนาคตต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ ถึงกับห่างไกลจากมู่หรงป๋อไปมาก ด้วยเหตุนี้ต่อหน้าเขาทั้งสองจึงไม่กล้าเหิมเกริมจนเกินไป
แต่มู่หรงอี้เซวียนยกเลิกการหมั้นหมายกับเฟิ่งชิงเกอแล้ว ทำไมยังปรี่มาจวนตระกูลเฟิ่งบ่อยๆอีก? ตามที่พวกเขารู้ คนภายในจวนก็ไม่ได้ชอบเขามากเท่าไหร่!
“ท่านอ๋องสาม”
องครักษ์หกนายประสานมือคารวะ จากนั้นสายตาจึงมองผ่านบนร่างชายชราทั้งสองที่หลุบตาลงน้อยๆไม่พูดไม่จา ฟั่นหลินเอ่ยปากบอกว่า “ภายในจวนมีคำสั่ง ช่วงนี้ปิดประตูไม่รับแขกใครมาก็ไม่ขอพบ หลังพวกเราชี้แจงสองท่านนี้ไม่ยอมออกไปซ้ำยังจะบุกเข้ามา บอกว่าต้องการนำของมาแลกเปลี่ยนกับเหล่าไป๋ม้าของคุณหนูใหญ่ตระกูลเรา จะขอถามท่านอ๋องสามสักหน่อย ไม่ทราบว่านี่เป็นความตั้งใจของผู้อาวุโสสองท่านนี้หรือผู้ครองแคว้น?”
มู่หรงอี้เซวียนที่ได้ยินคำพูดนี้กวาดมองไปทางชายชราสองคนนั้นด้วยสายตาตึงเครียดเล็กน้อย “เรื่องนี้เป็นความจริงรึ?”
“คือ…”
ทั้งสองลังเล เงียบอยู่นานไม่ปริปาก
เห็นท่าทีทั้งสองมู่หรงอี้เซวียนก็ใบหน้าบึ้งตึง บอกว่า “จวนตระกูลเฟิ่งยังคงเป็นตระกูลผู้ปกปักษ์แคว้น ต่อให้ส่งมอบอำนาจไปแล้วหรือแม่ทัพเฟิ่งล้มลง ข้าก็ไม่อนุญาตให้ใครรังแกคนจวนตระกูลเฟิ่งแม้แต่น้อย! ครั้งนี้ข้าจะไม่ถือสาหาความกับพวกท่าน หากมีครั้งต่อไปต่อให้เสด็จพ่อปกป้องพวกท่านข้าก็ไม่ปรานีแน่!”
น้ำเสียงเขาทั้งดุดันและมีความขึงขัง คนคนหนึ่งที่เดิมเคยอบอุ่นสง่างามพอโกรธขึ้นมาก็ทำให้คนไม่กล้ามองตาเขาตรงๆ คำพูดเอ่ยออกมาอย่างเสียงดังทรงพลัง ไม่เพียงทำให้ชายชราทั้งสองรับรู้ถึงจุดยืนของเขา ยังทำให้คนจวนตระกูลเฟิ่งที่แอบสังเกตอยู่รอบๆ รู้ว่าเขาจะปกป้องจวนแห่งนี้!
องครักษ์ทั้งหกเห็นเช่นนี้ก็แปลกใจอยู่บ้าง ไม่นึกว่ามู่หรงอี้เซวียนจะปกป้องจวนเช่นนี้ เพื่อคุณหนูใหญ่งั้นรึ?
ตอนที่ 379: เฟิ่งจิ่วกลับเมือง!
ชายชราทั้งสองถูกสั่งสอนต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ก็อับอายเสียจนโกรธเคืองอยู่บ้างกลับยังเก็บไว้ไม่ปล่อยออกมา พวกเขาเพียงกวาดมอง.องครักษ์พวกนั้น และสะบัดแขนเสื้อจากไปทันทีโดยไม่คารวะมู่หรงอี้เซวียนอีก
ขนาดมู่หรงป๋อยังไม่ใช้น้ำเสียงเช่นนี้พูดกับพวกเขา แต่มู่หรงอี้เซวียนกลับมาสั่งสอนพวกเขาโดยไม่ไว้หน้ากันเลย บอกว่าเห็นแก่หน้าเสด็จพ่อเขาอะไรกัน หากเห็นแก่หน้าเสด็จพ่อจริงคงไม่ปกป้องจวนตระกูลเฟิ่งหรอก!
มู่หรงอี้เซวียนมองพวกเขาสองคนจากไปหัวใจกลับหนักอึ้งเล็กน้อยไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ นานนักถึงจะมองไปยังเหล่าองครักษ์ อยากจะพูดอะไรหน่อยแต่สุดท้ายก็แค่มองจวนตระกูลเฟิ่งแล้วเดินไปโดยไม่พูดอะไร
เหล่าองครักษ์เห็นเขาหันตัวเดินไปก็มองหน้ากันโดยฉับพลัน ก่อนจะกลับเข้ามาแล้วปิดประตูลงอีกครั้งเพื่อหลบซ่อนจากการสอดแนมและความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนภายนอก…
เช้าตรู่สองวันต่อมา ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างรอบด้านยังมืดสลัวๆ เรือเหาะร่อนลงจอดตรงด้านนอกเมืองอวิ๋นเยวี่ยอย่างเงียบเชียบโดยไม่ทำให้แตกตื่นและไม่ดึงดูดความสนใจผู้คน
หลังพวกเขาลงมาเฟิ่งจิ่วก็เก็บเรือเหาะไป จากนั้นจึงบอกว่า “หลัวอวี่ เจ้ากลับจวนก่อนเถอะ ข้าคงกลับถึงบ้านก่อนค่ำ”
“นายท่านจะไม่กลับไปตอนนี้หรือขอรับ?” หลัวอวี่ตกใจเล็กน้อย มาถึงเมืองอวิ๋นเยวี่ยแล้วไม่กลับจวนนางจะไปไหนอีก?
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเขา “ข้าไม่บอกเจ้าก็ไม่ต้องถาม สิ่งที่ควรรู้จะให้เจ้ารู้เอง”
ได้ยินเช่นนี้เขาก็ยิ้มหน้าเจื่อน ตอบรับว่า “ขอรับ ข้าจะกลับจวนไปก่อน” พูดจบถึงจะเดินหน้าไปก่อน ทว่าฟ้ายังไม่สว่างประตูเมืองจึงยังไม่เปิด
เพื่อไม่ให้ดึงดูดความสนใจเฟิ่งจิ่วจึงต้องเปลี่ยนสวมเสื้อผ้าชุดโทรมก่อนเข้าเมือง รอจนฟ้าสว่างเมื่อประตูเมืองเปิดถึงจะไปยังเวิ้งสวนท้อพร้อมกับผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่…
หลัวอวี่ที่กลับถึงเมืองเข้ามาก็รู้สึกผิดปกติ พอพวกคนที่ทำการค้าเล็กๆในเมืองหรือขอทานที่หมอบตรงมุมถนนเห็นเขาต่างก็เผยรอยยิ้มออกมา โดยเฉพาะเมื่อผ่านบริเวณร้านน้ำชา หลังเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยถึงจะรู้ว่าตัวเองไม่ได้จำคนพวกนั้นผิดไป
เขาที่เดิมคิดจะตรงไปยังจวนตระกูลเฟิ่งเลี้ยวฝีเท้ามานั่งลงตรงร้านน้ำชา เรียกเสียงดัง “เอาน้ำชามา!”
“มาแล้วขอรับ”
คนที่กำลังวุ่นอยู่กับการต้มชาขานรับแล้วยกกาน้ำชาเดินเข้ามา เมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็ตกใจเล็กน้อยสักพัก เห็นท้องฟ้ายังสว่างคนสัญจรบนถนนยังมีไม่มากจึงเดินเข้าไปทั้งรอยยิ้ม กดเสียงเอ่ยถามว่า “หัวหน้า ทำไมมาอยู่ที่นี่ขอรับ?”
“คำพูดนี้ข้าควรจะถามเจ้า ทำไมมาอยู่ที่นี่กันหมด? ทำไมเข้ามาถึงมีพี่น้องเราไม่น้อยแอบซุ่มอยู่ในเมือง? เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่นี่รึ?” เขาแค่ติดตามนายท่านออกไปข้างนอก ทำไมกลับมากลับเห็นกององครักษ์ถูกเรียกตัวกลับ? ซ้ำยังปลอมตัวเป็นชาวบ้านอยู่ในเมือง คิดจะทำอะไรกัน?
“พวกเราได้รับคำสั่งเข้ามาดังนั้นพี่น้องเราจึงต่างอยู่ในเมืองนี้ หัวหน้าเพิ่งกลับมาหรือ? ได้ยินว่าติดตามคุณหนูใหญ่ออกไป เรื่องที่ช่วงนี้จวนตระกูลเฟิ่งเกิดเรื่องท่านอาจจะยังไม่รู้กระมัง?”
หลัวอวี่ที่ยกน้ำชาขึ้นดื่มได้ยินคำพูดนี้จู่ๆในใจก็มีลางสังหรณ์ไม่ดี ถามว่า “แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“พวกเราก็ไม่รู้สถานการณ์ชัดเจน แค่รู้ว่าท่านผู้เฒ่าโดนจับตัวไปหลายวันแล้วขอรับ” ชายคนนั้นกดเสียงพูดเบาๆ ก็เห็นว่าหัวหน้าที่กำลังดื่มน้ำชาท่าทางเปลี่ยนไป วางถ้วยชาลงบนโต๊ะลุกขึ้นมาก้าวยาวไปยังจวนตระกูลเฟิ่งทันที
เห็นท่าทางเขาก็อึ้งไปพักหนึ่ง รีบร้อนตะโกนว่า “ลูกค้า! ท่านยังไม่ได้จ่ายเงินเลย!”
ตอนที่ 380: ข้ากลับมาแล้ว!
หลัวอวี่ที่เร่งฝีเท้ากลับจวนหลังเข้ามาก็พุ่งตรงไปยังเรือนเฟิ่งเซียว พวกฟั่นหลินได้ยินว่าเขากลับมาแล้ว แต่ละคนจึงต่างออกมาตอนรับ เดิมคิดว่าจะเห็นคุณหนูใหญ่ ใครจะรู้ว่าเห็นแค่หลัวอวี่กลับมาคนเดียว
“หลัวอวี่ ทำไมเจ้ากลับมาเอง? คุณหนูใหญ่เล่า?”
หลัวอวี่มองพวกเขา รีบถามว่า “ได้ยินว่าท่านผู้เฒ่าโดนจับตัวไป เกิดขึ้นได้ยังไงกัน? ด้วยกำลังท่านผู้เฒ่าจะโดนจับไปได้ยังไง? คงมีอะไรผิดพลาดไปกระมัง?”
“อืม ท่านผู้เฒ่าถูกจับตัวไปจนตอนนี้ยังไม่รู้เบาะแสเลย พวกเราปิดข่าวมาหลายวันคิดว่ายังไงก็ปิดข่าวไว้รอคุณหนูใหญ่กลับมาได้ นึกไม่ถึงว่าไม่กี่วันก่อนข่าวจะแพร่งพรายออกไป เพราะเรื่องนี้หลายวันนี้ภายในจวนจึงอยู่เฉยไม่ได้เลย”
ได้ยินเช่นนี้หลัวอวี่จึงถาม “พอข้าเข้าเมืองก็เห็นพวกพี่น้องมากันหมด พวกท่านอาจารย์ไม่ได้มาด้วยหรือ?”
“มาสิ ตอนนี้ต่างอยู่ในเรือนท่านผู้นำตระกูล” ฟั่นหลินพูดจบก็ถามว่า “คุณหนูใหญ่ล่ะ? ทำไมไม่กลับมาพร้อมกับเจ้า? คงไม่ได้เกิดเรื่องอะไรกระมัง?” ไม่แปลกจริงๆที่เขาจะคิดเช่นนี้ ทว่าช่วงนี้จวนตระกูลเฟิ่งเกิดเรื่องขึ้นมากมายจริงๆ จะให้เขาไม่คิดเช่นนี้คงยากนัก
“เฮ้ยๆ! พูดจาเลอะเทอะอะไรเนี่ย! นายท่านยังสบายดีมาก” หลัวอวี่ถลึงมองพวกเขาอย่างไม่สบอารมณ์ บอกว่า “ข้าจะไปพบท่านผู้นำตระกูลกับพวกอาจารย์ก่อน” พูดจบก็เร่งฝีเท้าเดินไปยังเรือนเฟิ่งเซียว
ทุกคนเห็นท่าทางจึงเร่งฝีเท้าตามไป
ภายในเรือนเฟิ่งเซียว ยามนี้ชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าแปดคนกำลังนั่งอยู่ในสวนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไร ทุกคนต่างพยักหน้าเป็นครั้งคราวและซุบซิบกัน ก่อนจะเหลือบไปโดยไม่ตั้งใจ เมื่อเห็นร่างที่เร่งฝีเท้าเข้ามาคำพูดพวกเขาถึงจะหยุดลง
“อาจารย์! อาจารย์อาทั้งหลาย!”
หลัวอวี่ก้าวเข้าเรือนก็ขานเรียกและมายังเบื้องหน้าพวกเขา “พวกเรามาแล้วขอรับ!”
อาจารย์ของหลัวอวี่มองเขา ไม่เห็นร่างเฟิ่งชิงเกอสีหน้าก็คร่ำเครียดโดยฉับพลัน ถามว่า “เจ้าออกไปข้างน้อยพร้อมกับคุณหนูใหญ่ไม่ใช่หรือ? ทำไมเหลือแค่เจ้า? คุณหนูใหญ่ล่ะ?”
“นายท่านมีธุระต้องไปทำ นางว่าจะถึงบ้านช่วงค่ำๆ จึงให้ข้ากลับมาบอกก่อนขอรับ”
ได้ยินคำพูดนี้สีหน้าพวกเขาถึงจะผ่อนคลายลง พวกนายท่านในจวนต่างเกิดเรื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงกังวลว่าจะเกิดเหตุอะไรกับคุณหนูใหญ่ด้วย เช่นนั้นคงเป็นปัญหาจริงๆ
“ในเมื่อเจ้ายอมรับนายแล้วก็ควรตามไปอารักขาอยู่ข้างกายนาง ทำไมถึงกลับมาเอง? ยามนี้เป็นช่วงที่ภายในจวนเกิดเรื่องมากมาย หากเกิดเรื่องอะไรกับคุณหนูใหญ่ใครจะรับผิดชอบ?” อาจารย์หลัวอวี่ตำหนิกล่าวโทษที่เขาไม่ตามไปอารักขาเฟิ่งจิ่วให้ตลอดทาง
ได้ยินเช่นนี้หลัวอวี่ก็มองอาจารย์ด้วยสีหน้าน้อยใจ เอ่ยว่า “นายท่านไม่ให้ข้าตามไป คำพูดนางไม่ฟังไม่ได้ขอรับ!”
“หลัวอวี่ ท่านผู้นำตระกูลเรียกเจ้า” เหลิ่งซวงเดินออกมาจากห้อง เรียกพลางมองหลัวอวี่ในสวน
“ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์อา ข้าต้องเข้าไปรายงานเรื่องครั้งนี้กับท่านผู้นำเสียก่อน” เขาพูดจบก็รีบเดินเข้าห้องไป
ทุกคนในสวนเห็นเช่นนี้ก็มองหน้ากัน เหลือบเห็นพวกองครักษ์คนอื่นๆมากันแล้วจึงบอกว่า “พวกเจ้าเข้ามาซิ”
ฟั่นหลินเดินเข้าไปตามคำเรียกหา ทุกคนต่างขานเรียกอาจารย์
ชายวัยกลางคนหนึ่งในนั้นมองพวกเขาเจ็ดคนพลางเอ่ยเสียงเข้ม “ข้าขอถาม ทำไมพวกเจ้าแปดคนถึงมีแค่หลัวอวี่ที่ยอมรับนาย?”
ได้ยินคำพูดนี้พวกเขาต่างครุ่นคิด ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
เห็นพวกเขาต่างครุ่นคิดสีหน้าเหล่าชายวัยกลางคนก็ถมึงทึงขึ้นมา แววตาคมกริบจับจ้องเพื่อรอพวกเขาพูดเหตุผลออกมา
จบตอน
Comments
Post a Comment