ตอนที่ 381: กลับจวนมารายงาน!
ฟั่นหลินลังเลสักพัก มองพวกเขาแล้วเอ่ยปากบอกว่า “เดิมพวกเราอยากเห็นความสามารถของคุณหนูใหญ่เสียหน่อย แต่ไม่นึกว่าจะประวิงเวลามาตลอด หลัวอวี่ถูกคุณหนูใหญ่ซ้อมไปรอบหนึ่งจึงยอมรับนายทันทีขอรับ”
“หึ! ข้าว่าพวกเจ้าช่างหยิ่งยโสนัก!” ชายวัยกลางคนส่งเสียงหึหนักๆ ไพล่มือบอกว่า “อย่าลืมว่าพวกเจ้าเป็นองครักษ์ประจำตระกูลเฟิ่ง พวกเราทั้งเลี้ยงดูและสั่งสอนพวกเจ้ามาตั้งแต่เล็กก็เพื่อให้กลายเป็นเช่นแขนซ้ายขวาของคุณหนูใหญ่ ตอนนี้ดูพวกเจ้าแต่ละคนสิว่าเหมือนอะไรกันไปหมดแล้ว? นึกไม่ถึงว่าผ่านมานานเพียงนี้ยังไม่ยอมรับนายอีก!”
ได้ยินคำสั่งสอนพวกเขาก็ก้มหน้าลงไม่ปริปาก เรื่องนี้แน่นอนว่าพวกเขาทำเกินไป
“ข้าขอเตือนพวกเจ้า โอกาสต้องไขว่คว้าด้วยตนเอง จะได้ไม่ต้องเสียใจเมื่อถึงคราที่พลาดโอกาส!” ชายวัยกลางคนแค่นเสียงหยัน บอกให้สัญญาณว่า “ออกไปเถอะ! อย่ามัวแต่นิ่งอยู่ตรงนี้!”
“ขอรับ” พวกเขาขานรับถึงจะถอยออกไป
หลังรอจนพวกเขาออกไป ทุกคนในสวนก็ส่ายหน้า “เด็กพวกนี้จิตใจหยิ่งยโสเหลือเกิน”
พวกเขาจะไม่รู้ความคิดฟั่นหลินได้อย่างไร? นึกถึงปีนั้นพวกเขาก็เป็นเช่นนี้ หยิ่งจองหองไม่ยอมรับคนไร้ประโยชน์เป็นนาย แต่สุดท้ายพวกเขายังถูกกำราบอยู่ในเงื้อมมือนายท่าน ไม่เพียงเพราะกำลังเขา ยังเป็นเพราะการกระทำและความภักดี
“เจ้าหนูหลัวอวี่คนนี้ปกติไม่เอาไหนสักเท่าไหร่ ไม่นึกว่าเรื่องนี้กลับมีสายตาเฉียบแหลมกว่าพวกเขา” หนึ่งในนั้นเผยรอยยิ้มออกมา ดูภูมิใจอย่างมากกับการกระทำหลัวอวี่ที่ยอมรับนายแต่เนิ่นๆ
“จริงด้วย นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าพวกเขาแปดคนกลับเป็นหลัวอวี่ที่ยอมรับนายคนแรก สายตาเจ้าหนูนี้ไม่เลวเลย” อีกคนหนึ่งพยักหน้าแล้วยิ้มขึ้นมา
อีกคนหนึ่งก็พูดยิ้มๆเช่นกัน “พวกเราก็ไม่ได้พบคุณหนูใหญ่เสียเนิ่นนาน หากนายท่านไม่พูดถึงคงไม่รู้ว่าตอนนี้คุณหนูใหญ่มีความสามารถเช่นนี้ ช่างทำให้คนคาดไม่ถึงจริงๆ”
สำหรับเรื่องที่เฟิ่งจิ่วคือตัวตนภูตหมอนายท่านเฟิ่งเซียวเคยบอกกับพวกเขาแล้ว และเพราะเหตุเช่นนี้เองถึงได้รู้สึกขุ่นเคืองยิ่งนักกับเรื่องที่องครักษ์ทั้งเจ็ดยังไม่ยอมรับนาย บอกอยู่ในจวนมาทั้งวัน นึกไม่ถึงว่าแม้แต่ตัวตนภูตหมอของคุณหนูใหญ่พวกเขายังไม่รู้เรื่อง หนำซ้ำถึงตอนนี้มีเพียงหลัวอวี่ที่ยอมรับนาย ทำไมแต่ละคนถึงตาไม่แหลมเช่นนนี้บ้าง?
ส่วนหลัวอวี่ในห้อง ตอนนี้กำลังบอกเรื่องที่พวกเขาพบมาตลอดการเดินทางกับเฟิ่งเซียว
เฟิ่งเซียวฟังอันตรายที่พวกเขาพบเจอในการเดินทางครั้งนี้ หัวใจก็หวั่นๆขึ้นมาด้วยความกังวล จนกระทั่งตอนหลังหลังได้ยินว่าพวกเขารอดพ้นอันตราย แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนนั้นยังยอมรับเสี่ยวจิ่วเป็นนาย หัวใจดวงนี้ถึงจะวางลงได้
“ดีๆ ไม่เป็นไรก็ดี กลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว”
เขาถอนหายใจเบาๆ เพียงรู้สึกครั้งนี้พวกเขาออกไปก็มีอันตรายมากมาย หากไม่เพราะโชคร้ายกลายเป็นดีเกรงว่าคิดมีชีวิตรอดกลับมาก็ยากแล้ว
นึกถึงตรงนี้เขาก็กังวลใจ แอบคิดว่า ‘ทีหลังต้องกำชับเสี่ยวจิ่วว่าอีกหน่อยเจอเรื่องเช่นนี้ต้องระวังหน่อย เรื่องที่ไม่มั่นใจว่าชนะจะเข้าไปยุ่งเช่นนี้ไม่ได้อีก อย่างครั้งนี้หากประมาทจนเกิดเรื่องผลที่ตามมาก็ไม่กล้าจะจินตนาการเลยจริงๆ…’
ต่อกรกับหัวหน้าระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุด แม่หนูน้อยบอบบางอย่างนางก็หุนหันพลันแล่นเกินไปจริงๆ
หลัวอวี่มองเฟิ่งเซียวแล้วพูดต่อว่า “หลังเข้าเมืองนายท่านกับพวกเขาก็ไป แต่เดาว่านายท่านคงยังไม่รู้ข่าวว่าท่านผู้เฒ่าหายตัวไป แต่นายท่านบอกว่าจะมาถึงบ้านช่วงค่ำๆขอรับ”
เฟิ่งเซียวพยักหน้า คิดว่านางคงไปเวิ้งสวนท้อ
ตอนที่ 382: รับรู้!
ตอนนี้ภายในเวิ้งสวนท้อ เฟิ่งจิ่วให้ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่คนพักอยู่ที่นี่ก่อน ส่วนตัวเองก็มายังเรือนที่วางไม้วิญญาณไว้
เรือนนั้นอยู่ในสถานที่ที่ห่างไกล แสงแดดค่อนข้างน้อยและออกจะมืดครึ้ม ประกอบกับตั้งแต่ครอบครัวพวกเขาอาศัยไม้วิญญาณเพื่อฝึกบำเพ็ญอยู่ภายในเรือนตรงนี้จึงยิ่งอุดมไปด้วยกลิ่นอายหนาวเย็น
ใต้ร่มไม้บริเวณที่ไม่มีแสงอาทิตย์ส่อง มีสองสามร่างค่อยๆปรากฏ เมื่อเห็นเฟิ่งจิ่วมาถึงบนใบหน้าล้วนมีท่าทีระรื่นเอ่อล้น ต่างพากันคารวะนางและขานเรียกด้วยความเคารพ
“นายท่าน”
วิญญาณทั้งสี่ตนพลังหยินมั่นคงเพราะฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ประกอบกับตำราวิญญาณผู้ฝึกตนที่เฟิ่งจิ่วให้พวกเขาฝึกบำเพ็ญ ตอนนี้แม้ไม่ใช่กลางคืนก็สามารถปรากฏตัวได้
สายตาเฟิ่งจิ่วมองผ่านร่างพวกเขา กล่าวยิ้มๆว่า “ดูท่าความเร็วในการฝึกบำเพ็ญของพวกท่าจะไม่เลวเลย ถึงบำเพ็ญถึงขั้นแรกของการควบวิญญาณสร้างร่างได้รวดเร็วเพียงนี้”
“ล้วนต้องขอบคุณนายท่านอย่างมาก หากไม่ใช่เพราะตำราที่นายท่านให้พวกเราไว้ฝึกฝนเป็นของล้ำค่าวิเศษสำหรับวิญญาณผู้ฝึกตน เกรงว่าพวกเราคงไม่มีทางควบวิญญาณสร้างร่างได้ในเวลาสั้นๆเช่นนี้” ชายชราเอ่ยปากบอก บนใบหน้ามีรอยยิ้มอิ่มเอมเอ่อล้น
พอสามารถควบวิญญาณสร้างร่างพวกเขาก็ปรากฏตัวตอนกลางวันและเดินไปมาต่อหน้าผู้คนด้วยร่างคนเหมือนมนุษย์ที่ยังมีชีวิตได้ สำหรับพวกเขาแล้วเดิมทีนี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจนึกภาพไว้
“ฝึกบำเพ็ญสำเร็จผลเป็นเรื่องดี” เธอพยักหน้าเดินมานั่งลงข้างโต๊ะ พร้อมถามพวกเขาถึงเรื่องราวของที่นี่ช่วงนี้
“นายท่าน พวกเราอยู่ที่นี่ทุกอย่างปกติดี ต่อให้มีผู้ฝึกตนมาก็จะไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของพวกเรา แต่ว่า…” น้ำเสียงชายชราชะงักเล็กน้อย เอ่ยว่า “ชายชราที่กวาดพื้นอยู่ในเวิ้งสวนท้อคนนั้นกลับไม่ธรรมดาเลยขอรับ”
“หืม?” เธอเลิกคิ้วขึ้น “ว่ามาซิ”
“นายท่านบอกว่าพวกเราสามารถไปมาในเวิ้งสวนท้อได้ตามใจชอบ คืนวันนั้นพวกเราออกไปเดินวนรอบๆ จึงพบกับชายชราคนนั้นพอดี ตอนนั้นเขาเกือบจะทำร้ายพวกเรา ยังดีที่พวกเราบอกว่านายท่านอนุญาตให้ฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่ เขาถึงจะสะบัดแขนเสื้อจากไป แต่บอกไว้ว่าอย่าได้รบกวนคนที่เข้ามาเวิ้งสวนท้อขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็หัวเราะ ตั้งแต่ตอนที่เข้ามาครั้งแรกก็เห็นว่าชายชราคนนั้นไม่ธรรมดา กลิ่นอายบนร่างเขาเก็บไว้เสียจนสะอาดหมดจด แม้ไม่รู้ว่าเขาฝึกบำเพ็ญสูงแค่ไหนกันแน่ นานถึงเพียงนี้แล้วยังเห็นสงบเงียบไม่ก่อเรื่องมาตลอดจึงไม่ไปสนใจและปล่อยเขากวาดพื้นอยู่ตรงนั้นต่อไป
“พวกเจ้าฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ! หยางหยางสบายดี ท่านพ่อข้าเชิญคนมาสอนเขียนอ่านหนังสือ ซ้ำเขายังสอนพวกการฝึกวิชาเบื้องต้นให้ด้วย รอวรยุทธ์พวกเจ้าสูงอีกหน่อยเมื่อเดินเหินตามใจชอบโดยไม่กลัวแสงแดดได้ถึงเวลานั้นค่อยไปหาเขาที่จวนตระกูลเฟิ่ง”
ได้ยินคำพูดนี้พวกเขาก็มองหน้ากันด้วยความสุขใจ บอกเฟิ่งจิ่วว่า “ขอบคุณนายท่านมากที่เลี้ยงดูหยางหยาง พวกเราจะขยันฝึกบำเพ็ญอย่างแน่นอน”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้าถึงจะลุกขึ้นเดินออกไป เพิ่งเดินออกจากเรือนก็เห็นชายชราที่สวมชุดสีเทาถือไม้กวาดยืนอยู่ไม่ไกล เห็นเช่นนี้รอยยิ้มตรงริมฝีปากเธอก็ลึกขึ้นเล็กน้อยแล้วเคลื่อนก้าวเดินเข้าไป
“มีธุระอะไรรึ?”
เธอหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าเขาพลางถามไป ในใจอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้างว่าเขาเป็นใคร? ทำไมถึงเต็มใจเป็นคนกวาดพื้นอยู่ที่นี่เงียบๆ?
ชายชรามองนาง จากนั้นจึงหรี่ตาลงบอกว่า “แม่นางเพิ่งกลับมา คงไม่รู้ว่าช่วงนี้คนกำลังบอกกันว่าผู้เฒ่าตระกูลเฟิ่งหายตัวไป”
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เรื่องเกิดขึ้นเมื่อไหร่?”
ตอนที่ 383: กลับบ้าน!
“หลายวันแล้ว” ชายชราพูดเนิบๆ พลางถือไม้กวาดกวาดพื้นไปช้าๆ แล้วค่อยๆเดินห่างออกไป
เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วเดินไปข้างหน้า หลังกำชับผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนนั้นแล้วก็รีบกลับจวนอย่างรวดเร็ว…
เพราะเธอกลับบ้านก่อนเวลา มาถึงนอกกำแพงจวนอย่างเงียบเชียบตั้งแต่ยังไม่ค่ำ เห็นคร่าวๆว่าไม่มีใครจึงเรียกพลังกระโจนพุ่งตัวขึ้นไป เมื่อร่อนลงภายในสวนจวน เสียงตะโกนมากมายก็ดังมาพร้อมๆกัน
“ใครน่ะ!”
ทหารอารักขาที่เฝ้ายามล้อมเข้ามา เพราะอีกฝ่ายสวมเสื้อผ้าโทรมๆ บนใบหน้ายังทาขี้เถ้าไว้ทำให้มองไม่ออกจึงนึกว่าใครส่งคนเข้ามา กำลังจะชักกระบี่ก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยลอยมา
“ข้าเอง” เฟิ่งจิ่วเอ่ยปากบอกพลางมองทหารอารักขาที่ล้อมเข้ามา
เหล่าทหารอารักขาต่างตกใจ หลังได้สติก็รีบร้อนขานเรียกด้วยความเคารพ “คุณหนูใหญ่” พลางถอยออกไป
“อืม” เธอพยักหน้า เดินไปยังเรือนท่านพ่อ
“ฮี้”
เมื่อผ่านบริเวณภูเขาจำลอง เหล่าไป๋ที่นอนอยู่บนพื้นก็ส่งเสียงร้องสะบัดหางพุ่งไปหานางอย่างรวดเร็วและยื่นลิ้นออกมาจะเลียหน้า
“เหล่าไป๋” เฟิ่งจิ่วลูบๆหัวมัน บอกยิ้มๆว่า “ตอนนี้ข้ามีธุระ เย็นๆค่อยมาหาเจ้า เป็นเด็กดีแล้วไปเล่นคนเดียวก่อนนะ” พูดจบก็สาวก้าวเดินไปต่อ
เหล่าไป๋ไม่รั้งนางไว้ แต่กลับเดินนวยนาดตามหลังไปยังเรือนเฟิ่งเซียว
องครักษ์ที่เฝ้าอยู่นอกเรือนเห็นร่างนั้นสวมชุดโทรมๆ เดินมาก็ตกใจเล็กน้อยไปพักหนึ่ง ขานเรียกด้วยความลังเล “คุณหนูใหญ่?”
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองพวกเขา ถามว่า “หลัวอวี่กลับมาหรือยัง?”
“หลัวอวี่กลับมาแล้วตอนนี้คงอยู่ในเรือน ให้ข้าน้อยไปเรียกเขามาไหมขอรับ?” ฟั่นหลินเอ่ยปากถาม
“ไม่ต้องหรอก” เธอบอกก่อนจะเดินเข้าเรือนไป กลับเห็นมีคนแปดคนบ้างนั่งบ้างยืนอยู่ในสวน ต่างก็อายุราวๆสี่สิบ
“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วหรือ?”
ทั้งแปดคนเห็นนางก็ลุกยืนขึ้นมาประสานมือคารวะด้วยความเคารพ “คารวะคุณหนูใหญ่”
“อืม”
เธอพยักหน้า แล้วเคลื่อนก้าวเดินไปข้างหน้า เฟิ่งจิ่วไม่รู้จักพวกเขาแต่ในความทรงจำกลับมีภาพว่าเป็นองครักษ์ของท่านพ่อ และตอนนี้ยังเป็นอาจารย์ของหัวหน้ากองย่อยแปดคนนั้น
“นายท่าน” เหลิ่งซวงเดินออกมา เห็นนางกลับมาท่าทางที่เย็นชาก็มีความดีใจปรากฏ
“พ่อข้าเป็นยังไงบ้าง?” เธอถามพลางเดินเข้าไป
“ท่านผู้นำตระกูลดีขึ้นมาแล้วเจ้าค่ะ”
เหลิ่งซวงบอกพลางตามหลังเธอเข้าไป เพราะนอกในเรือนล้วนมีคนเฝ้าช่วงนี้ประตูเรือนจึงไม่ได้ปิดไว้เท่าไหร่ และนายท่านยังสั่งว่าต้องให้ภายในห้องมีอากาศถ่ายเทเพื่อเป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของผู้นำตระกูล
“นายท่านกลับแล้ว!” เหลิ่งหวาเห็นนางก็ยิ้มด้วยความระรื่น
“กลับมาแล้วล่ะ” เธอพยักหน้าเข้ามาในห้อง “ท่านพ่อ ลูกกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
เหลิ่งหวากับเหลิ่งซวงถอยออกไปเพื่อให้พื้นที่พวกเขาสองคน เหลิ่งซวงบอกว่า “อาหวา เจ้าอยู่เฝ้าที่นี่นะ ข้าจะกลับเรือนไปสั่งงานเสียก่อนค่อยเข้ามา”
“ขอรับ” เหลิ่งหวาขานรับ มองนางจากไปแล้วตนเองก็ยืนมองตากับชายวัยกลางคนแปดคนอยู่ในสวน
“เจ้าชื่อเหลิ่งหวารึ?” ชายวัยกลางคนหนึ่งในนั้นเอ่ยปากบอก สีหน้าที่เคร่งขรึมเสมอผุดรอยยิ้มออกมา มองยังไงก็ดูแข็งๆนิดหน่อย
เหลิ่งหวามองพวกเขา พยักหน้า “ขอรับ”
“วิชาหมัดที่เจ้าฝึกอยู่ในสวนทุกเช้านั้นเรียกว่าอะไร? แล้วใครเป็นคนสอนเจ้า?” เขาถามอีก พวกเขามาถึงได้สองวัน จึงเห็นหนุ่มน้อยคนนี้ฝึกวิชาหมัดที่อ่อนช้อยอยู่ทุกๆวัน วันนี้ถึงได้ถาม
ตอนที่ 384: อย่าก่อเรื่อง!
“มันเรียกว่าไทเก๊กขอรับ นายท่านสอนให้” เหลิ่งหวายกยิ้มขึ้นพูดอย่างเริงร่า ถึงภายในจวนมีคนมากมายเพียงนี้นายท่านก็สอนเขาแค่คนเดียวเท่านั้น
ไทเก๊ก? ชายวัยกลางคนทั้งแปดมองหน้ากัน ต่างไม่เคยได้ยินวิชาหมัดเช่นนี้ แต่ด้วยวรยุทธ์และสายตาจึงมองออกแน่นอนว่ากระบวนหมัดชุดนั้นอ่อนโยนยิ่งนัก คือการใช้ความอ่อนช้อยเปลี่ยนเป็นความแกร่งด้วยท่วงท่าสี่ตำลึงปาดพันชั่ง
“เหอะๆ เหลิ่งหวา พวกเรามาลองสักสองสามกระบวนท่าเป็นยังไง?” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น อยากจะลองพลังของหมัดนั้นเสียหน่อย
ใครจะรู้ว่าเหลิ่งหวากลับส่ายหน้า “ไม่ได้ขอรับ นายท่านสอนไทเก๊กนอกจากเพื่อร่างกายแข็งแรงก็เพื่อให้ข้ามีความสามารถป้องกันตัว จะใช้แสดงโอ้อวดฝีมือไม่ได้”
ได้ยินคำพูดนี้มุมปากพวกเขาก็กระตุก “ไม่ใช่โอ้อวดฝีมือ เป็นการเรียนรู้กันและกันต่างหาก” ทำไมหนุ่มน้อยคนนี้ถึงซื่อบื้อเพียงนี้? ไหนบอกว่าวันนั้นเขายังสั่งสอนองครักษ์คนหนึ่งอยู่เลยไม่ใช่หรือ? ทำไมตอนนี้ถึงหัวถึงไม่เข้าคำพูดอ้อมค้อมเสียแล้วเล่า?
“เช่นนั้นก็ไม่ได้ขอรับ ข้าจะไม่ลงมือกับพวกเดียวกัน” เขาพูดพลางส่ายหน้า ยืนอย่างเป็นระเบียบและไม่คิดจะสนใจพวกเขาอีก
เห็นเช่นนี้พวกเขาก็ส่ายหน้ายิ้มขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่ไปหาพี่น้องคู่นี้มาจากไหน แม้กำลังจะไม่แกร่งมากแต่ชนะขาดในความภักดีที่มีมากพอต่อคุณหนูใหญ่
“เสี่ยวจิ่วกลับมาแล้วรึ?” กวนสีหลิ่นก้าวยาวเดินเข้ามาจากด้านนอก หลังจากเห็นชายวัยกลางคนแปดคนในสวนก็พยักหน้าให้
“คุณชาย นายท่านกลับมาแล้ว อยู่ข้างในห้องขอรับ” เหลิ่งหวาเอ่ยปากบอกพร้อมชี้ไปที่ห้อง
กวนสีหลิ่นก้าวยาวเดินเข้าไป บอกว่า “ข้ามีธุระกับนางพอดี” เขามาเคาะประตูหน้าห้องถึงจะเดินเข้าไป เห็นสองคนด้านในกำลังนั่งคุยกันอยู่จึงเดินไปหา
“พ่อบุญธรรม เสี่ยวจิ่ว”
“สีหลิ่นมาแล้ว! นั่งสิ” เฟิ่งเซียวส่งสัญญาณให้เขามานั่งข้างๆ
“พี่ขาย แผ่นหยกนั้นตรวจสอบได้อะไรมาบ้าง?” ท่านพ่อบอกเรื่องคืนนั้นกับเธอแล้ว ตามความคิดเธอ คนคนนั้นแค่จับตัวท่านปู่ไปและไม่ทำร้ายคนในเรือนคงจะไม่ทำอะไรเขาหรอก แต่ก็ไม่รู้ว่านี่จะเกี่ยวโยงกับเรื่องอะไรกันแน่? ถึงต้องเข้ามาจับตัวท่านปู่ไป?
ด้วยกำลังท่านปู่ กำลังของคนที่จับตัวเขาไปต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ เธอถึงกับมั่นใจได้ว่าต้องไม่ใช่คนแคว้นแสงสุริยันแน่.นอน
“ส่งให้ตลาดมืดตรวจสอบแล้ว ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไร ถึงอย่างไรกว่าข่าวนี้จะมาถึงยังต้องใช้เวลาสักพัก แต่ผู้ดูแลเหยียนบอกว่าหากมีข่าวคราวจะแจ้งพวกเราทันที”
กวนสีหลิ่นพูดจบก็มองเฟิ่งจิ่ว บอกว่า “ข้าได้ยินหลัวอวี่บอกว่าการไปครั้งนี้พวกเจ้าเจอปัญหาเข้า ตอนนี้ไม่เป็นอะไรกลับมาก็ดีแล้ว เจ้านี่จริงๆเลย กับผู้แข็งแกร่งระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุดจะไปฝืนสู้ด้วยได้ยังไง? หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นพ่อบุญธรรมจะทำเช่นไร?”
“จริงด้วย! เสี่ยวจิ่ว ทีหลังเจ้าต้องระวังหน่อย จะก่อเรื่องเช่นครั้งนี้อีกไม่ได้ กำลังเจ้าคนเดียวถึงอย่างไรก็มีขีดจำกัด เรื่องไหนๆล้วนต้องทำตามกำลังตน ต่อให้ครั้งนี้หลัวอวี่ตายไปเพราะเหตุนี้ก็ไม่มีใครโทษเจ้าหรอก ที่จริงกำลังศัตรูก็แกร่งเกินไป วิธีการต่อสู้ด้วยชีวิตเช่นเจ้านี้พวกเราไม่เห็นด้วย” เฟิ่งเซียวกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งนัก แค่หวังว่านางจะจดจำอันตรายครั้งนี้ไว้ว่าภายหลังจะก่อเรื่องวุ่นวายอีกไม่ได้
“เจ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว” เธอยิ้มรับทั้งคิ้วตาโค้งมน ใบหน้ามอมแมมราวกับแมวลายตัวน้อยที่ซุกซนทำให้คนมองต่างผุดรอยยิ้มออกมาโดยฉับพลัน
เฟิ่งเซียวส่ายหน้ายิ้ม “ดูเจ้าสิเนื้อตัวกระเซอะกระเซิง ไหนเล่าท่าทางของลูกสาวบ้านนี้? รีบกลับไปล้างให้สะอาดก่อนค่อยว่ากัน”
ตอนที่ 385: ความเขินอายของหงส์ไฟน้อย!
“เจ้าค่ะ งั้นลูกจะกลับเรือนไปก่อน” เธอยิ้มพลางลุกขึ้นยืน หลังจากรู้คร่าวๆว่าท่านปู่คงไม่มีอันตรายถึงชีวิตหัวใจที่เคยหวั่นๆ ก็ปล่องวางลง สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คืออารักขาตระกูลเฟิ่งดีๆ ตรวจสอบว่าใครเป็นคนจับตัวท่านปู่ไปกันแน่ และทำไมต้องทำถึงเพียงนี้?
เธอคิดว่าเรื่องนี้กเกิดขึ้นกะทันหัน แต่คงไม่ใช่ว่าไม่มีการเตือน ไม่แน่ว่าในห้องท่านปู่อาจจะมีร่องรอยอะไรหลงเหลืออยู่ และทั้งหมดนี้ล้วนต้องเผยออกมาทีละขั้นทีละตอน…
กลับถึงห้องเหลิ่งซวงให้คนเตรียมน้ำร้อน หลังจากถอดเสื้อผ้าชุดโทรมบนร่างแล้วล้างหน้าล้างตาเฟิ่งก็นั่งลงแช่น้ำร้อนในอ่างอาบน้ำ เพียงรู้สึกว่าร่างกายล้วนผ่อนคลายลง
ปกตินางอาบน้ำจะไม่ต้องการให้ใครคอยปรนนิบัติ ด้วยเหตุนี้เหลิ่งซวงจึงเฝ้าอยู่ด้านนอกไม่เข้ามา
ยามนี้ร่างกายผ่อนคลายแต่ในห้วงความคิดกลับกำลังหวนคิด เรื่องที่ท่านปู่หายตัวไปสำหรับจวนตระกูลเฟิ่งตอนนี้ช่างเป็นคราวเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ หากมีเขาอยู่ยังไงคนพวกนั้นก็ต้องเกรงกลัวอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขาหายตัวไปกลับเป็นโอกาสที่ดียิ่งสำหรับพวกเขา ตอนนี้ก็ขาดแค่เหตุผลที่จะลงมือ
องครักษ์แปดคนนั้นของท่านพ่อต่างมีกำลังระดับบรรพชนนักรบ บรรพชนนักรบแปดคนรวมท่านพ่อกับผู้เฒ่า พวกเขาเหล่านี้ถึงจะสามารถทำให้จวนตระกูลเฟิ่งอยู่ในเมืองอวิ๋นเยวี่ยได้อย่างมั่นคงราวกับภูเขาไท่ซานและไม่มีใครกล้ารังแก ถึงอย่างไรกำลังเช่นนี้แม้อยู่แคว้นอื่นก็ยังเป็นวงศ์ตระกูลที่ไม่มีใครกล้าระรานอย่างแน่.นอน
ทว่าตอนนี้ในสายตาผู้คนนายท่านจวนตระกูลเฟิ่งคนหนึ่งหายตัวคนหนึ่งล้มป่วย ที่น่ายำเกรงจึงเหลือเพียงแปดคนนั้น
แช่ไปประมาณครึ่งชั่วยามถึงจะบิดผมให้แห้งแล้วลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้า เหลิ่งซวงยกชามข้าวต้มรังนกเข้ามา เฟิ่งจิ่วสั่งให้นางเฝ้าเรือนไว้ใครมาก็ไม่ขอพบ ก่อนจะยกข้าวต้มรังนกแวบตัวเข้าห้วงมิติไป
“หงส์ไฟน้อย”
เฟิ่งจิ่วเดินมาใกล้ เห็นเขาหลับใหลมานานถึงเพียงนี้ ตอนนี้ตื่นมาเห็นเธอกลับไม่ดีใจซ้ำยังถลึงตามอง จึงเลิกคิ้วขึ้นโดยฉับพลัน บอกอย่างยิ้มแย้มว่า “นึกว่าเจ้าไม่พบข้ามานานเพียงนี้ ตอนนี้เห็นข้าเข้ามาจะพุ่งเข้ามาหาเสียอีก!”
“เจ้ามันไร้ยางอาย” เขาพูดอย่างโมโหปึงปัง ใบหน้าเล็กปราณีตช่างจิ้มลิ้ม ดวงตาคู่สีดำสนิทจ้องนางอย่างมีความโกรธเคืองสามส่วนและความเขินอายอีกเจ็ดส่วน ดูแล้วน่ารักยิ่งนัก
“ข้าไร้ยางอายยังไงกัน?” เธอเอ่ยถามยิ้มๆ
“ดูเจ้าสิ สวมเสื้อผ้าเช่นนี้เข้ามา คอเสื้อก็ไม่ดึงทบปิดกัน นั่น…”
เด็กน้อยทนพูดต่อไปไม่ได้ ใบหน้าเล็กแดงก่ำเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นจ้องมองนางกลับทนมองคอเสื้อที่เปิดออกครึ่งหนึ่งไม่ได้ หน้าอกที่วับๆแวมๆนั้นแม้เขาเป็นสัตว์เทวะแต่ยังไงก็เป็นผู้ชาย! ไม่นึกว่าผู้หญิงคนนี้จะเข้ามาโดยไม่รู้จักอายเช่นนี้ เขาแสนจะละอายใจแทน
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ผงะไป ก้มหน้าเหลือบมองตนเอง จากนั้นจึงส่งเสียงหัวเราะลั่น “เด็กน้อยตัวเล็กแต่ฉลาดเฉลียวเช่นเจ้าเป็นแค่สัตว์ที่ไม่ใช่แม้แต่มนุษย์ ให้เจ้าดูไปก็ไม่เป็นไรหรอก” เธอเล่นหูเล่นตายิ้มกรุ้มกริ่มจงใจแกล้งหยอกเขา เห็นใบหน้าเล็กของเด็กน้อยเขินแดงขึ้นมาด้วยความขุ่นเคือง ความรู้สึกที่หนักอึ้งมาตลอดทางก็จางไปโดยฉับพลัน
“หึ!”
เด็กน้อยสองแขนกอด.อกเบือนหน้าออกไปไม่สนใจนางด้วยความอับอายจนกลายเป็นความโกรธ
“เอาล่ะเอาล่ะ ข้าแค่ล้อเจ้าเล่น ข้าเพิ่งอาบน้ำเสร็จอยู่ในห้องไม่ได้ออกไปไหนไม่ใช่หรือ? จะสวมชุดชั้นในก็ไม่เห็นเป็นไรเลย”
เธอนั่งลงตรงหน้าหงส์ไฟน้อย บอกว่า “ดูสิว่าข้าเอาอะไรมาให้เจ้า?” ยกๆข้าวต้มรังนกในมือขึ้นด้วยใบหน้าที่ไม่อาจหยุดยิ้ม
ใครจะรู้ว่าเด็กน้อยกลับมุ่ยปากด้วยสีหน้าหยิ่งยโสและไม่ชอบใจ “น้ำลายนกพวกเจ้าอยากกินแต่ข้าไม่ต้องการหรอก”
ตอนที่ 386: แอบกินโสม!
ได้ยินเช่นนี้มุมปากเฟิ่งจิ่วก็กระตุก
น้ำลาย…
อย่าพูดเสียน่ารังเกียจเพียงนั้นได้ไหม? เห็นชัดว่าเป็นของดีที่เสริมบำรุงความงามจากภายใน ทว่าสำหรับหงส์ไฟน้อยกลับกลายเป็นน้ำลายนก
“จริงด้วย ร่างเดิมเจ้าเป็นนก ไม่กินเจ้านี่ก็แล้วกัน” เธอพูดอมยิ้ม ยกมันขึ้นมากินเอง
รังนกเป็นของบำรุงความงามที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิง รสชาตินุ่มละมุน ซ้ำยังมีกลิ่นไข่ขาวหอมกรุ่น เขาไม่กินเธอก็จะไม่ปล่อยให้เสียของ
“หงส์ไฟน้อย ตอนนี้ร่างกายเจ้าเป็นยังไงบ้าง? ฟื้นตัวหมดหรือยัง?” เธอกินพลางมองถามเขา
เด็กน้อยหันหน้ากลับมา หลังมองนางน้ำเสียงเด็กน้อยถึงจะเปล่งออกจากปาก “ค่อยยังชั่วแล้ว แค่พักฟื้นอีกสองสามวันร่างกายก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้หมด”
“อืม ก็ดี งั้นสองสามวันนี้เจ้าจะพักฟื้นอยู่ในนี้หรืออยากออกไป?” หลังกินหมดไปสองสามคำเธอก็วางชามไว้ข้างๆ
เด็กน้อยชำเลืองมองนาง เอ่ยเสียงเบาว่า “ในบ้านเจ้ายังยุ่งวุ่นวายข้าไม่ออกไปประสมโรงด้วยหรอก จะพักฟื้นอยู่ข้างในนี้แหละ”
“อืม ก็ได้”
เธอพยักหน้าเห็นด้วยอย่างมากกับการที่เขาจะพักฟื้นอยู่ในห้วงมิติ ถึงอย่างไรด้านในนี้ก็เต็มไปด้วยพลังวิญญาณ จะพักฟื้นแน่นอนว่าใช้แรงน้อยแต่ได้ผลมาก ทว่าเห็นเมื่อครู่ใบหน้าเล็กแดงก่ำอยู่ตลอดในใจจึงสงสัยอย่าง.อดไม่ได้
“เจ้าไม่สบายหรือเปล่า? ทำไมหน้าแดงเพียงนี้? ยื่นมือออกมาให้ข้าดูหน่อย” เด็กน้อยคนนี้คงไม่ได้ไม่รู้ว่าตัวเองไม่สบายหรอกกระมัง?
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ข้าไม่เป็นไร” เขาโบกมือรัวๆ พลางถอยหลังไป
เห็นท่าทางเขารู้สึกผิดอยู่บ้าง เธอจึงเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “ไม่เป็นไร? ไม่เป็นไรแล้วเจ้ารู้สึกผิดอะไร?”
“ข้ารู้สึกผิดเสียที่ไหน!”
“ไม่รึ? งั้นใครเล่าที่หลบสายตาไม่กล้ามองข้า? และใครกันถอยไปข้างๆ ด้วยความตื่นตระหนกซ้ำยังเอามือซ่อนไว้ด้านหลังอีก? พูดมา! เจ้าทำเรื่องรู้สึกผิดอะไรไปกันแน่?”
เธอมองเขายิ้มๆ เห็นครั้งนี้ถึงจะคิดว่าเขาช่างร่าเริงมีชีวิตชีวาเฉกเช่นมนุษย์เด็กน้อย ซ้ำยังรู้จักรู้สึกผิดและอายเป็น ไม่ได้ฝืนเสริมความเป็นผู้ใหญ่ด้วยการวางท่าทางเช่นเด็กที่ทำตัวโตกว่าวัยอีกแล้ว
“ข้าเปล่า!” เขาสะบัดหน้าหนีไม่ยอมพูด
เฟิ่งจิ่วเห็นหน้าเขาแดงก่ำด้วยความรู้สึกโกรธจัด ครุ่นคิดอยู่ในใจพลางดวงตาก็กวาดมองไปรอบๆ เมื่อสายตาหยุดลงบนกล่องทรงยาวก็ตกใจเล็กน้อย ลุกขึ้นเดินไปเปิดกล่องนั้นออกมาดู
“เจ้ากินโสมพันปีไปเกินครึ่งเลยรึ?”
น้ำเสียงเธอยกขึ้นเล็กน้อย มองหงส์ไฟน้อยที่หดหัวด้วยความตกตะลึงอยู่บ้าง แล้วส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เจ้าไม่รู้จักคำว่าคนป่วยไม่ถูกกับยาแรงรึ? ยิ่งไปกว่านั้นของอย่างโสมพันปีนี้คนปกติแค่เสี้ยวเดียวก็ยื้อชีวิตได้ เจ้ากลับกินไปเกินครึ่ง เลือดกำเดาไม่ไหลก็ถือว่าโชคดีแล้ว”
เขารู้ว่าตนเองไม่มีเหตุผลพอ แอบๆมองนางพลางเอ่ยเสียงเบา “ข้าตื่นมาท้องก็หิว ซ้ำยังไม่มีของอื่นที่กินได้เลย…”
เฟิ่งจิ่วยิ้มอย่างจนใจ “ก็ได้ ข้าไม่ว่าเจ้าแล้ว แต่เจ้าอย่าได้เสียสรรพคุณทางยาของโสมพันปีนี้ไปสูญเปล่า จงรีบไปฝึกบำเพ็ญปรับกลิ่นอายโดยเร็ว” เธอวางอีกครึ่งที่เหลือไว้ กำชับว่า “ส่วนที่เหลือนี่จะกินอีกไม่ได้ ร่างกายเจ้ารับไม่ไหวหรอก”
“อืม” หงส์ไฟน้อยขานรับ มองเธอถือชามออกจากห้วงมิติไปถึงจะถอนหายใจออกมา
เวลาพลบค่ำ ประตูห้องเฟิ่งจิ่วเปิดออก เหลิ่งซวงที่เฝ้าอยู่ด้านนอกจึงเข้ามารับหน้า
“นายท่าน อาหวาบอกว่าผู้นำตระกูลเตรียมอาหารไว้ในเรือนหลักให้ท่านเข้าไปทานเจ้าค่ะ”
“อืม ไปกันเถอะ!” เธอขานรับแล้วเคลื่อนก้าวไปยังเรือนหลัก…
ตอนที่ 387: วางแผน!
อาจเพราะเคยเห็นคุณหนูใหญ่สวมชุดกระโปรงสีขาวอยู่ในบ้านบ่อยครั้ง ทั้งสดใสและเรียบร้อย ยามนี้เมื่อเห็นนางเปลี่ยนสวมชุดกระโปรงสีแดงราวเปลวเพลิง ผู้คนภายในจวนเห็นแล้วก็ละสายตาไปไม่ได้
พวกเขารู้ว่าคุณหนูใหญ่หน้าตาสะสวย มิเช่นนั้นคงไม่ได้รับฉายาว่าสาวงามอันดับหนึ่ง อยู่จวนตระกูลเฟิ่งมาเนิ่นนานเพียงนี้ ที่ผ่านมาพวกเขาไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นนางสวมเสื้อผ้างดงามหรูหรา แต่ไม่รู้ทำไมเมื่อชุดสีแดงดุจไฟสวมอยู่บนร่างถึงยิ่งเสริมบุคลิกเป็นพิเศษ ความงามเช่นนั้นทำให้พวกเขาไม่อาจหาคำพูดใดๆมาบรรยาย
เมื่อองครักษ์เห็นนางเดินนวยนาดมา ในดวงตาแต่ละคนก็มีท่าทีตกตะลึงที่ยากจะเก็บซ่อน
เพียงเห็นนางสวมชุดแดงแพรวพราวราวเปลวไฟเดินมาเนิบๆ ระหว่างคิ้วตามีความเย็นเยียบ ในสายตาที่เงยขึ้นมีประกายเอ่อล้น ร่างกายมีท่าทีเฉื่อยชาชั่วร้ายกระจายออกมาจากภายใน ทรงเสน่ห์ดั่งเปลวเพลิง ทั้งสูงส่งและร้ายกาจ งามเลิศอย่างหาที่เปรียบไม่ได้…
แม้พวกเขามีความแน่วแน่ดี ยามนี้ยัง.อดไม่ได้ที่จะจ้องมอง จนกระทั่งสายตาหนาวเหน็บนั้นกวาดมาทางพวกเขาอย่างเย็นชา ทันใดนั้นเพียงรู้สึกว่าความหนาวเย็นผุดขึ้นจากใต้ฝ่าเท้าตรงถึงหัวใจพุ่งไปยังห้วงความคิด ความตะลึงและงามเลิศอะไรล้วนหายไปไร้ร่องรอย เหลือเพียงความกระอักกระอ่วน
นั่นคือคนที่จะกลายเป็นนายท่านพวกเขา นึกไม่ถึงว่าจะมองเสียจนตาค้าง ช่างน่าขายหน้าจริงๆ!
“คุณหนูใหญ่” พวกเขารีบร้อนหลุบตาลงขานเรียกพร้อมประคองจิตใจให้มั่นคง
เฟิ่งจิ่วดึงสายตากลับแล้วเคลื่อนก้าวเดินเข้าเรือนไป ทุกคนในเรือนลุกยืนขึ้นขานเรียก “คุณหนูใหญ่มาแล้ว?”
“อืม” เธอยิ้มเล็กน้อย มองพวกเขาพลางเอ่ยถามทั้งรอยยิ้ม “กินกันหมดแล้วรึ?”
“เหอะๆ พวกเรากินดึกหน่อย ตอนนี้ยังไม่หิว คุณหนูใหญ่รีบเข้าไปเถอะ! นายท่านกำลังรออยู่ด้านใน” ชายวัยกลางพูดขึ้นยิ้มๆ ทำท่ามือเชื้อเชิญให้นาง
“ได้” เธอพยักหน้ารับแล้วเคลื่อนก้าวเดินเข้าไป
“เสี่ยวจิ่ว มานั่งตรงนี้สิ” เฟิ่งเซียวกวักมือเรียกส่งสัญญาณให้นางมานั่งข้างกาย ภายในห้องไม่มีคนอื่น มีเพียงเฟิ่งเซียวกับกวนสีหลิ่นและเหลิ่งหวาที่คอยอยู่ข้างๆ
กวนสีหลิ่นรินเหล้า กล่าวด้วยรอยยิ้ม “พ่อบุญธรรมให้คนเตรียมของที่เจ้าชอบกินไว้ ซ้ำยังหยิบเหล้าวิญญาณเข้ามา เสี่ยวจิ่วรีบนั่งลงชิมเหล้านี้ทีซิว่าเป็นยังไง”
“เจ้าค่ะ” เธอยิ้มพลางเดินมานั่งลงข้างโต๊ะ ได้กลิ่นหอมของอาหารบนโต๊ะใบหน้าก็เผยรอยยิ้มอิ่มเอมออกมา “กลับมาบ้ายังดีเสียกว่า อยู่ข้างนอกอยากกินของพวกนี้ก็หากินไม่ได้”
“ชอบก็กินเยอะๆหน่อย เห็นช่วงนี้เจ้าวิ่งวุ่นอยู่ข้างนอกตลอด ร่างกายจึงซูบผอมไปมากนัก” เฟิ่งเซียวพูดจบก็คีบเนื้อชิ้นหนึ่งวางลงในชามนาง
“เจ้าค่ะ” เธอพยักหน้ารับ หยิบตะเกียบขึ้นมากิน
บนโต๊ะอาหารทั้งสามคนคุยแค่เรื่องครอบครัวไม่มีเรื่องอื่น หลังกินอาหารเสร็จอย่างรื่นเริงก็ให้เหลิ่งซวงเก็บอาหารไป ถึงจะนั่งพูดคุยจริงจังขึ้นมา
“เจ้าไม่รู้ว่าวันนั้นมีตาแก่สองคนเข้ามาขอเหล่าไป๋ ชัดเจนว่าเป็นการมาเยือนจวนเราเพื่อแย่งชิงอย่างเปิดเผย หากตอนนั้นอี้เซวียนไม่หยุดไว้เดาว่าคงไม่จบแน่”
พูดถึงเรื่องวันนั้นเห็นชัดว่าเฟิ่งเซียวยังโกรธอยู่บ้าง คนตระกูลเฟิ่งพวกเขาปกปักษ์แคว้นแสงสุริยันมาหลายปี แต่ถึงเวลาไม่ต้องการพวกเขาสิ่งที่รออยู่กลับเป็นการปฏิบัติและค่าตอบแทนที่น่าผิดหวังเช่นนี้ ช่างทำให้เขาคับแค้นใจจนยากจะสงบจริงๆ
“สองคนนั้นคือคนที่ซุ่มลอบสังหารท่านรึ?” แววตาเธอสั่นไหวเล็กน้อย มองท่านพ่อพลางเอ่ยถาม
“อืม เป็นตาแก่สองคนนั้น พวกเขานึกว่าพ่อไม่ได้สติและไม่มีใครรู้ว่าตอนนั้นเป็นฝีมือพวกเขา นึกไม่ถึงว่ายังกล้ามาหาถึงบ้านเพื่อขอเหล่าไป๋อย่างไม่ละอายใจ ช่างหน้าด้านไร้ยางอายเสียจริง!”
ตอนที่ 388: กระวนกระวาย!
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มๆ “สองคนนั้นไม่คุ้มพอให้กลัว เดี๋ยวลูกจะคิดหาวิธีกำจัดพวกเขาเองเจ้าค่ะ”
ฟังคำพูดนี้เฟิ่งเซียวกับกวนสีหลิ่นต่างตกใจ “กำจัดพวกเขา? สองคนนั้นล้วนอยู่ระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุด อยากฆ่าเกรงว่าคงไม่งายดายเพียงนั้น” พวกเขาเคยมีความคิดเช่นนี้ แต่เพราะไม่มั่นใจเต็มร้อยจึงไม่ได้ลงมือ
ถึงอย่างไรสองคนนั้นเป็นคนของผู้ครองแคว้น หากไม่สามารถปลิดชีวิตได้ในทีเดียวพวกเขาก็ไม่อาจรับความเสี่ยงนี้ได้
“อืม ลูกรู้ดี ท่านพ่อวางใจเถอะ! ข้าไม่ทำเรื่องที่ไม่มั่นใจหรอกเจ้าค่ะ” เธอยิ้มขึ้นมา คุยกับพวกเขาอีกสักพัก ปรึกษาธุระเสียหน่อย รอจนฟ้าค่อยๆมืดลงถึงจะออกจากห้องไปพร้อมๆกับกวนสีหลิ่น ขณะกำลังกลับเรือนก็ถูกเรียกไว้
“คุณหนูใหญ่”
เฟิ่งจิ่วหยุดฝีเท้าลงมองไปหาแปดคนนั้น รวมถึงองครักษ์อีกเจ็ดคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง “มีธุระอะไร?”
เหล่าชายวัยกลางคนมองหน้ากัน หนึ่งในนั้นหันข้างไปเล็กน้อยเพื่อเหลือบมองพวกคนด้านหลัง เอ่ยทั้งรอยยิ้มว่า “คือพวกเขาจะยอมรับนาย…” ทว่ายังพูดไม่จบก็ถูกตัดบท
“เรื่องนี้ไม่รีบ” เธอโบกๆมือแล้วสาวก้าวเดินออกจากเรือนไปพร้อมกับกวนสีหลิ่น เหลือไว้เพียงทุกคนด้านหลังที่มองหน้ากัน
องครักษ์ทั้งเจ็ดเห็นเช่นนี้ทั้งอึดอัดใจและอับอายอยู่บ้าง ต่างรีบเข้ามาเพื่อยอมรับนายนางกลับไม่ยอมรับพวกเขาไว้ หรือว่าไม่ถูกใจพวกเขา? และคิดว่าไม่คู่ควรจะเป็นข้ารับใช้นาง?
นึกถึงตรงนี้ ความกระอักกระอ่วนและอับอายบนใบหน้าพวกเขาก็หายไปไร้ร่องรอย เหลือเพียงความกังวลกระวนกระวาย
“ท่านอาจารย์ พวกท่านคิดว่าคุณหนูใหญ่จะไม่ถูกใจพวกเราหรือไม่ขอรับ?” ฉีคังเอ่ยถามอย่างตกอกตกใจ ในใจตนเองก็ไม่มั่นใจนัก
“หึ! เพิ่งรู้จักกังวลเอาตอนนี้รึ?” หนึ่งในนั้นส่งเสียงหึหนักๆ จ้องมองอย่างผิดหวังที่ไม่อาจสั่งสอนพวกเขาให้ดี “หากคุณหนูใหญ่ไม่ต้องการพวกเจ้า งั้นก็ต้องเปลี่ยนคนทันที แล้วให้นางเลือกจากพวกองครักษ์มาแทน”
“หา? ไม่ใช่กระมัง?”
พวกเขาได้ยินก็ทำหน้าจะร้องไห้ทันที กว่าจะเป็นหัวหน้ากองย่อยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หากถูกแทนที่เพราะแบบนี้จะให้ไปร้องไห้ที่ไหน?
“ไม่ใช่อะไรกัน?” หลัวอวี่หาวพลางเดินเข้ามาจากด้านนอก หลังจากกลับมาก็นอนหลับมาจนถึงตอนนี้ แต่ก็ได้ยินว่านายท่านกลับมานานแล้ว
พอเข้าเรือนมาก็เห็นว่านอกจากอาจารย์เขาที่ใบหน้ามีรอยยิ้ม อาจารย์อาคนอื่นๆ ต่างทำหน้าบึ้งตึง เห็นพวกพี่ๆน้องๆ เขาก็ระรื่นขึ้นมาทันใด
“แหะ พวกเจ้าเป็นอะไรไปหมด? ทุกคนทำหน้าจะร้องไห้ทำไมกัน?”
“เหอะๆ พวกอาจารย์อากำลังสั่งสอนบอกว่าพวกเขาตาไร้แวว นึกไม่ถึงว่าตอนนี้ยังไม่ยอมรับนาย ตอนนี้ดีขึ้นแล้วอยากจะยอมรับนายแต่คุณหนูใหญ่กลับไม่รีบ” อาจารย์ของหลัวอวี่หัวเราะพลางมองลูกศิษย์ที่เดินเข้ามา บอกว่า “เจ้าพักผ่อนเพียงพอแล้วก็คอยอยู่ข้างกายนายท่านเจ้าให้มากๆ อย่าเกียจคร้านเกินไป”
“ท่านอาจารย์วางใจเถอะขอรับ! ข้ารู้ดี” เขาพูดยิ้มๆ พลางยักคิ้วหลิ่วตา ถามว่า “นายท่านล่ะ? นางไม่ได้อยู่ที่นี่หรือขอรับ?”
“เพิ่งกลับเรือนไป”
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าค่อยไปหานาง” เขาพูดยิ้มๆ มองฟั่นหลินพร้อมบอกด้วยใบหน้าที่มีความภูมิใจ “เป็นยังไง? ไม่ฟังคำพูดข้าเจ็บใจแล้วล่ะสิ?”
ทั้งเจ็ดคนต่างพากันกระตุกมุมปาก เหลือบมองเขาอย่างหมดคำพูด
“แหะๆ ข้าจะไม่พูดอะไรกับพวกเจ้ามา รีบๆคิดหาวิธีให้นายท่านรับพวกเจ้าไว้ดีกว่านะ! ไม่งั้นเกรงว่าคงไม่มีโอกาสแล้วล่ะ”
“เจ้าได้ใจให้มันน้อยๆหน่อย” หนึ่งในนั้นยิ้มพลางสบถด่าแล้วยกเท้าขึ้นถีบทันที แต่หลัวอวี่กลับหลบได้อย่างง่ายดาย
ตอนที่ 389: คาดการณ์!
หลัวอวี่หัวเราะขึ้นมาเบาๆ เข้าไปใกล้ข้างกายพวกเขา “ฮี่ๆ ข้าบอกพวกเจ้าแล้ว หากพวกเจ้าไม่ยอมรับจะต้องเสียใจครั้งใหญ่จริงๆ” พูดจบเขาก็เบี่ยงตัวหลบพวกเขา มาเบื้องหน้าอาจารย์ของตน
“ท่านอาจารย์ สิ่งนี้ศิษย์ขอมอบให้ด้วยความเคารพ เป็นของดีเชียวนะขอรับ” เขาหยิบขวดเล็กๆออกมาจากถุงฟ้าดินและยื่นไปให้ด้วยสองมือ
อาจารย์ของเขาตกใจ มองสิ่งของในมือเขา “นี่คือ…” คงไม่ใช่ยาที่คุณหนูใหญ่ปรุงหรอกกระมัง? คิดอยู่ในใจเช่นนี้ กลับยื่นมือไปรับมาเปิดออกดมแล้ว
“แหะๆ นี่คือยาน้ำ ซ้ำยังเป็นยาที่สามารถยกระดับพลังได้ วรยุทธ์ของท่านอาจารย์ติดอยู่ระดับเดิมมาหลายปี ขอแค่ดื่มยาขวดนี้ ไม่ถึงครึ่งเดือนก็จะบรรลุขั้นได้ขอรับ”
ได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาชายวัยกลางคนเจ็ดคนด้านข้างต่างจ้องเขม็ง มองอาจารย์ของหลัวอวี่ที่ถือยาน้ำพลางหัวเราะปลาบปลื้มอย่างอิจฉาริษยา ก่อนจะถีบไปทางลูกศิษย์พวกตนทันที
“ใครใช้ให้เด็กไม่รู้ความอย่างพวกเจ้าไม่ยอมรับนายกัน!”
“เฮือก!”
พวกเขาไม่ทันระวัง จึงถูกเตะก้นไปทีหนึ่ง รีบร้อนแวบหลบแต่ก็ยังมึนงงอยู่บ้าง
ยานั่นคงไม่ใช่ของที่คุณหนูใหญ่ให้หลัวอวี่กระมัง คุณหนูไปได้ยามาจากไหน? ทันใดนั้นความคิดหนึ่งผุดขึ้นมารางๆ แต่ยังรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อพวกเขาจึงเก็บไว้
อาจารย์ของหลัวอวี่มองยาในมือ ในใจปลาบปลื้มมาก ทว่ากลับไม่เก็บไว้และถามว่า “เจ้าให้อาจารย์ แล้วตัวเองเล่ามีหรือไม่?” หากมีแค่ขวดเดียวเขารับไว้ไม่ได้แน่ ถึงอย่างไรนี่น่าจะเป็นของที่คุณหนูใหญ่มอบให้หลัวอวี่
“ฮี่ๆ มีขอรับ นายท่านให้ข้าไว้ขวดหนึ่ง ข้าจึงขอแทนท่านอาจารย์มาอีกขวด”
เขาหัวเราะร่าบอกว่า “ท่านอาจารย์ อาจารย์อาทั้งหลาย ข้าไปก่อนนะขอรับ!” สิ้นเสียง ไม่รอให้พวกเขาพูดอะไรและไม่ให้โอกาสพวกพี่น้องรั้งตัวไว้ซักถาม หลัวอวี่วิ่งฝุ่นตลบจากไปทันที
“อาจารย์ อาจารย์อา พวกเราก็ต้องไปแล้ว” ทั้งเจ็ดคนพูดแล้วรีบร้อนพุ่งออกไป ไล่ตามหลัวอวี่ คิดจะจับตัวมาสอบสวนให้ดีๆสักรอบ
“เจ้าพวกเด็กไม่รู้ความนี่ เฮ้อ!”
เหล่าอาจารย์ต่างส่ายหน้าถอนหายใจ มองยาน้ำในมืออาจารย์ของหลัวอวี่พลางพูดอย่างอิจฉาตาร้อน “เจ้าหลัวอวี่นี่ใจดีนักนะ!”
“ฮ่าๆ นั่นสิ เป็นลูกศิษย์ที่ข้าสั่งสอนมาจะไม่ดีได้อย่างไร?” เขาหัวเราะร่าเสียงสดใส บอกพวกนั้นว่า “ตรงนี้ขอฝากพวกเจ้าช่วยเฝ้าไว้ด้วย ข้าจะเข้าไปคุยกับนายท่านสักหน่อย จากนั้นค่อยลองผลลัพธ์ของยาขวดนี้ทีหลัง”
“อืม เจ้าไปตามสบายเถิด! วางใจได้ ตรงนี้ยังมีพวกเราอยู่!” พวกเขาพยักหน้า แย้มยิ้มขึ้นมา
“ดี” เขาเข้าห้องไปก่อน หลังจากรายงานสถานการณ์กับเฟิ่งเซียวแล้ว ถึงจะกลับมาเริ่มฝึกบำเพ็ญยังเรือนที่พวกเขาพักอาศัย…
ส่วนเฟิ่งจิ่ว หลังจากกลับมาเรือนและสั่งงานเหลิ่งซวงไปบางส่วน ก็กลับห้องมาฝึกบำเพ็ญ จนกระทั่งเช้าตรู่วันต่อมาถึงจะลากเหล่าไป๋ออกไปข้างนอก
หลัวอวี่เก็บตัวฝึกบำเพ็ญ ที่เหลืออยู่จึงมีเพียงพวกฟั่นหลินเจ็ดคน หลังจากพวกเขาทั้งเจ็ดสอบถามไปเมื่อคืนวาน หลัวอวี่ได้เปิดเผยเรื่องที่นายท่านคือภูตหมอให้ฟัง เมื่อรับรู้ข่าวนี้ พวกเขาไปหาอาจารย์ของตนเพื่อยืนยันเป็นอย่างแรก
เมื่อได้รับการยืนยันก็รู้สึกเพียงว่าเหลือเชื่อ พวกเขาต่างนอนไม่หลับตลอดทั้งคืนเพราะเรื่องนี้ วันนี้ตื่นมาอารักขาแต่เช้า กลับเห็นนางลากเหล่าไป๋ออกไปข้างนอกแล้ว
“พวกเจ้าว่าเมื่อเช้านี้นายท่านไปไหน?”
หนึ่งในนั้นถามขึ้น แม้ยังไม่ยอมรับเป็นนาย ทว่าตั้งแต่รู้ตัวตนภูตหมอของนาง พวกเขาก็แทบทนไม่ไหวอยากยอมรับทันที แต่พวกเขารีบนางกลับไม่รีบเสียนี่
ตอนที่ 390: ติดกับ
“แม้แต่เหลิ่งซวงนางยังไม่พาไป ออกไปเองจะดีจริงๆรึ?”
“อืม ช่วงนี้คนมากมายต่างจับตามองจวนตระกูลเฟิ่งเรา น่ากลัวจริงๆว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก”
“หรือว่าพวกเราจะลองตามไปดู?”
“ไม่ได้ ในเมื่อไม่มีคำสั่งให้ติดตามก็เท่ากับสะกดรอยตามนายท่าน ทำเช่นนี้ไม่ได้” ฟั่นหลินส่ายหน้า ชะงักไปเล็กน้อย “พวกเราไปหาอาจารย์กันเถอะ! นายท่านออกไปข้างนอก ควรมีคนไปรายงานพวกเขา”
“ข้าคิดว่าเรื่องนี้ไม่ต้องถามหรอก พวกเขาคงคิดว่าพลังนายท่านดูแลตัวเองได้ไม่มีปัญหาจึงไม่ให้พวกเราตามไป ยิ่งไปกว่านั้นหลัวอวี่บอกแล้วไม่ใช่หรือ ฝีมือนายท่านไม่ธรรมดา ครั้งนั้นยังซ้อมเขาจนกลายเป็นหัวหมูเลยไม่ใช่หรือไง”
ได้ยินเช่นนี้ พวกเขาครุ่นคิดกันอยู่นานนัก จากนั้นถึงจะเดินไปยังศาลาตรงภูเขาจำลอง
เฟิ่งจิ่วออกจากจวนไปด้วยชุดสีแดงพร้อมท่าทีห้าวหาญองอาจและเปิดเผยเอาแต่ใจ ม้าขาวชุดแดงโลดแล่นผ่านกลางถนนในยามเช้าตรู่ ช่างสะดุดตายิ่งนัก
โดยเฉพาะเมื่อยามนี้เป็นช่วงที่จวนตระกูลเฟิ่งกำลังมีเรื่องมากมาย สายตาของกลุ่มอำนาจแต่ละฝ่ายภายในเมืองต่างจับจ้องทุกการกระทำของพวกเขา ด้วยเหตุนี้การที่นางควบม้าออกไปแต่เช้าจึงน่าฉงนอย่างยิ่ง
ไม่ใช่แค่วันเดียว นางควบม้าออกไปติดต่อกันหลายวันเช่นนี้ แม้แต่มู่หรงอี้เซวียนยังได้ยินข่าว ทว่านึกถึงคำพูดของนางในวันนั้น เขาจึงได้แต่กดความคิดชั่ววูบที่อยากจะไปหานางเอาไว้
ยิ่งไปกว่านั้น ในใจเขายังกังวลว่าเรื่องที่บิดานางหมดสติไม่ฟื้นจะเป็นฝีมือเสด็จพ่อเขา หากเป็นเช่นนี้จริง ระหว่างเขากับนางก็ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้
เช้าตรู่วันที่สาม เฟิ่งจิ่วยังคงพาเหล่าไป๋ออกไปข้างนอก ที่แตกต่างคือครั้งนี้แม้แต่ฉิวฉิวยังตามมาด้วย เพียงแต่เหล่าไป๋ไม่ยอมให้มันขี่ เจ้าตัวน้อยจึงทำได้เพียงก้าวขาเล็กสั้นๆวิ่งตามหลังม้าไป
เพราะรูปร่างกลมนุ่มนิ่ม ตัวเล็กน่ารักน่าชัง เมื่อผ่านไปบนถนนหนทางก็ดึงดูดความสนใจจากเด็กสาวเด็กหนุ่มไม่น้อย
“นั่นลูกหมารึ? น่ารักมากเลย!”
“ไม่ใช่ลูกหมา คล้ายๆลูกแมวมากกว่า”
“ขนมันยาวนัก ทั้งยังตัวเล็กเหมือนลูกหนัง แต่กลับวิ่งเร็วมาก”
“ช่างน่ารักจริงๆ ไม่รู้ว่าซื้อมาจากไหน”
“นั่นคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งนี่ หากเป็นของนาง ไม่ใช่ของที่คนทั่วไปซื้อได้แน่”
“ดูท่าทางจะเป็นสัตว์เลี้ยงวิญญาณ พบเห็นได้น้อยยิ่งนักในแคว้นแสงสุริยันเรา”
บนถนนมีเสียงพูดคุยแว่วมา เฟิ่งจิ่วหันมองเล็กน้อย เห็นด้านหลังฉิวฉิวมีเด็กๆตามมาเป็นโขยง จึงยิ้มขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ หลังบอกให้เหล่าไป๋ชะลอความเร็ว สองมือก็กางออกพลางตะโกนเรียกฉิวฉิวที่เดินก้าวขาเล็กสั้นอยู่ “ขึ้นมาสิ”
“โฮ่ง!”
เจ้าตัวเล็กส่งเสียงร้อง ขาสั้นๆกระโจนขึ้น พุ่งไปยังอ้อมกอดเฟิ่งจิ่ว
เฟิ่งจิ่วยิ้มอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ กอดเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดพร้อมลูบหัวมัน ระหว่างหันกลับก็เหลือบมองไปโดยไม่ตั้งใจ เห็นร่างชุดขาวยืนอยู่ตรงหน้าต่างบนภัตตาคาร กำลังจ้องมองเธอด้วยแววตาเป็นประกาย
เมื่อเห็นว่าเป็นมู่หรงอี้เซวียน เธอดึงสายตากลับมาช้าๆ สองขากระทุ้งท้องเหล่าไป๋พร้อมแผดเสียง ก่อนจะรีบรุดทะยานผ่านถนนใหญ่ที่คนค่อนข้างน้อยอย่างรวดเร็ว และหายลับไปจากสายตาเขา…
บริเวณชั้นสอง มู่หรงอี้เซวียนมองร่างนางหายลับไปจากสายตา นึกถึงรอยยิ้มเมื่อครู่แล้วในใจก็วางใจลงเล็กน้อย เดิมทีเป็นห่วงว่าตระกูลเฟิ่งเกิดเรื่องมากมายเพียงนี้นางอาจรับไม่ไหว แต่ดูท่าตอนนี้นางขี่ม้าออกไปอย่างสบายใจ ก็พอจะเห็นได้ว่าทุกอย่างยังดีอยู่
เขาหมุนกายนั่งลง หันหลังไปด้านนอก ด้วยเหตุนี้จึงไม่ทันเห็นสองร่างที่พุ่งตามหลังเฟิ่งจิ่วไปอย่างเงียบเชียบ…
ตอนที่ 391: ดักฆ่า!
แถบชานเมืองที่มีผู้คนบางตา หลังเฟิ่งจิ่วชะลอความเร็วลงก็พลิกตัวลงจากม้า อุ้มฉิวฉิวเดินช้าๆไปยังริมห้วยที่อยู่ตรงหน้าไม่ไกล ส่วนเหล่าไป๋นอนหมอบอยู่บนพื้นหญ้าอย่างเกียจคร้าน
เธอล้างหน้าตรงริมห้วย รู้สึกได้ถึงสายลมเย็นฉ่ำกระทบใบหน้า ช่างสดชื่นเย็นสบาย ก่อนจะนั่งลงบนพื้นหญ้า หยิบผลไม้จากในแขนเสื้อออกมากินพลางมองท้องฟ้าและลำห้วยเบื้องหน้า เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
เวลาประมาณครึ่งก้านธูปผ่านไป สองร่างสีเทาเข้าใกล้มาอย่างเงียบเชียบ ดวงตาดุร้ายของทั้งสองกวาดมองร่างสีแดงแล้ว สายตาก็หยุดลงบนเหล่าไป๋ที่หมอบอยู่บนพื้นหญ้า
สำหรับพวกเขาแล้ว สิ่งของที่ไม่อาจได้มาให้ดีที่สุดต้องทำลายเสีย!
แม้นี่จะเป็นสัตว์วิญญาณที่ระดับไม่ได้ต่ำ แต่ในเมื่อพวกเขาไม่อาจได้มา คนอื่นก็อย่าคิดจะได้ไป! ยิ่งไปกว่านั้นม้าที่ชื่อเหล่าไป๋ตัวนี้ยังเคยถีบพวกเขา ทำพวกเขาเสียเรื่อง ตอนนั้นจึงอยากฆ่ามันนัก
“ฮี้!”
เหล่าไป๋ที่หมอบอยู่บนพื้นหญ้ายืดตัวตรงมองไปยังบริเวณหนึ่ง แล้วส่งเสียงร้องออกมา
เฟิ่งจิ่วที่กินผลไม้อยู่มือหนึ่งเล่นขนฉิวฉิวในอ้อมแขน ไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับไปมองการเคลื่อนไหวด้านหลัง ทว่าภายในดวงตากลับฉายประกายมีแผนการ
ชายชราในมุมมืดหยิบเกาทัณฑ์แขนเสื้อออกมา เล็งไปที่เหล่าไป๋เตรียมจะยิงสังหาร ตัวเฟิ่งจิ่วผู้ครองแคว้นยังต้องให้นางแต่งงานสานสัมพันธ์กับแคว้นเหินเวหา พวกเขาจึงลงมือไม่ได้ แต่ม้าตัวนี้พวกเขาสังหารได้!
ทว่าในเวลานี้เอง จู่ๆมีกลิ่นอายอันตรายถาโถมเข้ามา ทำให้พวกเขาหนาวสั่นเสียดื้อๆ ทั้งสองมองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง พอมองก็ตกใจโดยพลัน
“พวกเจ้าเป็นใคร!”
ไม่รู้เมื่อไหร่ที่สองชายชรากับอีกสองชายวัยกลางคนปรากฏตัวรอบๆพวกเขา แรงกดดันที่ทรงพลังของศัตรูทำให้หัวใจคนทั้งสองสั่นไหวขึ้นมา เหงื่อเย็นไหลท่วม ในใจมีความรู้สึกอันตรายอย่างใหญ่หลวงผุดขึ้นเลือนราง
“แน่นอนว่าเป็นคนที่จะฆ่าเจ้า”
เฟิ่งจิ่วในชุดสีแดงกัดผลไม้พลางเดินเข้ามา เหลือบมองชายชราที่สีหน้าขาวซีดอย่างไม่แยแส มุมปากโค้งขึ้นเผยรอยยิ้มประหลาด “ข้าเตร็ดเตร่อยู่สามวัน พวกเจ้าถึงจะติดกับ ไม่ง่ายเลย!”
ได้ยินคำพูดนี้ สีเลือดบนใบหน้าคนทั้งสองจางหายไป มารู้ตัวเอาทีหลัง “เจ้าวางแผนล่อพวกเรา!”
เมื่อคำพูดนี้เปล่งออกมา ในห้วงความคิดพวกเขามีแสงแวบผ่าน “เฟิ่งเซียวไม่ได้หมดสติรึ?” ใช่แล้ว! มีเพียงเฟิ่งเซียวไม่หมดสติถึงจะบอกกล่าวเรื่องทั้งหมด ทำให้พวกเขาระวังตัว และทำให้คุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งวางแผนล่อพวกเขามาติดกับ!
แต่สี่คนนี้มาได้อย่างไร? กำลังพวกเขาแข็งแกร่งเกินไป กลิ่นอายก็ไม่ใช่แค่พลังเร้นลับระดับบรรพชนนักรบ ทว่า ทว่าเป็นพลังวิญญาณ! หนำซ้ำเกรงว่าจะไม่ต่ำกว่าระดับสร้างรากฐานเสียด้วย!
คุณหนูใหญ่ที่ถูกเลี้ยงดูอยู่แต่ในห้องหับเช่นนางไปหาคนพวกนี้มาจากไหน? พวกเขามีพละกำลังเช่นนี้ ทำไมถึงฟังคำสั่งนางอย่างง่ายดาย?
แต่ละคำถามผุดขึ้นในความคิด แต่กลับหาคำตอบไม่ได้ สิ่งที่รู้ได้เพียงอย่างเดียวคือพวกเขาหลงกลนางเข้าแล้ว วันนี้เกรงว่ายากจะพ้นเคราะห์!
พอมีความคิดเช่นนี้ ใจพวกเขาสั่นไหววูบหนึ่ง หมุนตัวจะหนีไปในทันที ทว่ายามพวกเขาขยับตัว ร่างทั้งสี่นั้นก็พุ่งตามไป
“คิดจะหนี? หึ! เช่นนั้นก็หนีไป! รอดจากเงื้อมมือพวกเราได้ก็ถือว่าพวกเจ้ามีฝีมือ!”
หนึ่งในนั้นหัวเราะหยัน ร่างพุ่งออกไป เพียงชั่วอึดใจก็ไล่ตามคนหนึ่งทัน เขาลงมือจากด้านหลัง กลิ่นอายพลังวิญญาณที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าโถมออกไปปกคลุมบนร่างของชายชราคนนั้น ทำให้ฝ่ายตรงข้ามยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ขยับเขยื้อนไม่ได้
ตอนที่ 392: คร่าชีวิต!
ม่านตาชายชราคนนั้นหดลง กลิ่นอายแห่งความตายปกคลุม.ลงมา หัวใจเขาหล่นไปที่ตาตุ่ม อยากจะส่งเสียงกรีดร้อง ลำคอกลับเหมือนถูกสองมือบีบไว้แน่น เปล่งเสียงออกมาไม่ได้แม้แต่น้อย
ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้นไม่ได้แตะต้องเขา เพียงใช้มือที่กางออกควบคุมกลิ่นอายพลังวิญญาณให้บีบรัด ก่อนจะได้ยินเสียงกระดูกแตกหักที่ชัดเจนและน่าสะพรึงดังมา
“กร๊อบ!”
กะโหลกศีรษะถูกกลิ่นอายที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าห่อหุ้มเอาไว้ สมองระเบิดออกมากระเซ็นลงพื้นตามท่ามือของผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง ทั้งเหี้ยมโหดและน่ากลัว..
“อ๊าก!”
ชายชราอีกคนเห็นภาพเช่นนี้หน้าก็ซีดเผือด พุ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง คิดจะหนีออกจากวงล้อมของพวกเขา ทว่าไม่ถึงชั่วพริบตา ร่างทั้งสามก็ขึ้นมาขวางอยู่เบื้องหน้าแล้ว ความหวาดกลัวและเสียขวัญที่มาจากจิตวิญญาณทำให้สองขาเขาสั่นเทิ้มอ่อนระทวย ทรุดลงไปคุกเข่า
“อย่า อย่าฆ่าข้าเลย…”
วรยุทธ์ยิ่งสูงยิ่งกลัวตาย พวกเขามีอายุขัยมากกว่าคนปกติ และมีพลังที่แกร่งกว่าผู้ฝึกตนทั่วไป ฐานะโดดเด่น เรียกลมเรียกฝนได้ดังใจ เขายังเสพสุขกับทุกสิ่งที่พลังนำมาให้ตนไม่มากพอ จึงไม่อยากตาย…ไม่อยากตาย…
“คุณหนูใหญ่เฟิ่ง คุณหนูใหญ่เฟิ่งไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตด้วย…”
เขาพลันหันกลับไปคำนับเฟิ่งจิ่วที่เดินมาอย่างเชื่องช้า ยอดฝีมือขั้นสูงสุดระดับบรรพชนนักรบผู้ยิ่งใหญ่ เวลานี้กลับร้องไห้อ้อนวอนอยู่บนพื้นราวกับคนขี้ขลาด ไม่ใช่ว่าไม่อยากสู้ แต่กำลังของศัตรูแข็งแกร่งเกินไป แค่แรงกดดันยังทำให้เขาขยับตัวไม่ได้ แล้วจะสู้ได้อย่างไร?
หากรู้ว่าจวนตระกูลเฟิ่งเก็บซ่อนพลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ไว้ อย่างไรพวกเขาก็ไม่กล้าคิดร้ายกับเฟิ่งเซียว! ยามนี้ภัยร้ายมาถึงตัว ในห้วงความคิดเขาว่างเปล่า คิดแต่ว่าจะรอดชีวิตไปได้อย่างไร?
แต่ในเมื่อรู้พลังที่จวนตระกูลเฟิ่งเก็บซ่อนไว้แล้ว นางจะให้เขารอดไปได้เช่นไร?
เฟิ่งจิ่วเดินไปไม่ใกล้นัก มองชายชราที่คุกเข่าร้องขอความเมตตาอยู่บนพื้น แววตาทั้งเฉยเมยและเยียบเย็น “ไว้ชีวิตเจ้า? เช่นนั้นใครเล่าจะไว้ชีวิตตระกูลเฟิ่งข้า หากพ่อข้าไม่ได้มีวาสนาดี ครั้งนั้นคงตายอยู่ในเงื้อมมือพวกเจ้าแล้ว จะให้ข้าไว้ชีวิตเจ้าหรือ?”
ได้ยินคำพูดนี้ ชายชราสะดุ้งตกใจ “คุณหนูใหญ่เฟิ่ง ไม่ใช่พวกเรา ไม่ใช่พวกเราจริงๆขอรับ พวกเราแค่ทำตามคำสั่งของมู่หรงป๋อ ไม่ได้อยากฆ่าแม่ทัพเฟิ่ง จริงๆนะขอรับ ไม่ได้อยากทำจริงๆ พวกเราโดนบังคับ…”
เขายังพูดไม่ทันจบ เฟิ่งจิ่วก็หันตัวเดินไปแล้ว เวลาเดียวกันนี้ มือคู่หนึ่งซัดลงบนกะโหลกศีรษะเขา ร่างชายชราคนนั้นล้มลงไปและจบชีวิตลง…
“หลังจากจัดการศพเรียบร้อย พวกท่านกลับไปเวิ้งสวนท้อก่อน” เฟิ่งจิ่วพลิกตัวขึ้นม้า กอดฉิวฉิวในอ้อมกอดมุ่งหน้าไปในเมือง
ควบม้ามาสองสามวัน ล่อพวกเขาออกมาและปลิดชีพเรียบร้อย พรุ่งนี้ในที่สุดก็จะได้นอนตื่นสายแล้ว
พ่อบ้านเห็นว่าวันนี้เฟิ่งจิ่วกลับมาเร็วเพียงนี้ จึงเข้าไปคารวะ บอกยิ้มๆว่า “คุณหนูใหญ่ วันนี้ไม่ทันไรก็กลับมาแล้วหรือขอรับ?”
“อืม” เธอยิ้มกลับไป วางสัตว์เลี้ยงตัวน้อยในอ้อมกอด.ลงบนพื้น แล้วบอกพ่อบ้านว่า “ช่วยเตรียมอาหารดีๆให้เหล่าไป๋กับฉิวฉิวที”
“ขอรับ คุณหนูวางใจได้ ข้าน้อยจะไปสั่งให้ขอรับ” พ่อบ้านยิ้มรับ หลังคารวะก็พาเหล่าไป๋กับฉิวฉิวออกไป
เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วจึงไปยังเรือนหลัก เมื่อมาถึงก็เห็นพวกองครักษ์อาวุโสจำนวนหนึ่งของบิดาเฝ้าอยู่ในลาน เธอพยักหน้าไปทางพวกเขาแล้วจึงเดินเข้าเรือน
“เสี่ยวจิ่ว วันนี้กลับมาเร็วถึงเพียงนี้เชียว?” เฟิ่งเซียวกำลังกินข้าวต้มยา เห็นนางกลับมาไวเพียงนี้จึงแปลกใจอยู่บ้าง
ตอนที่ 393: ตกใจเมื่อรู้ข่าว
เฟิ่งจิ่วสาวก้าวมานั่งลงข้างโต๊ะ ยิ้มแย้มกล่าว “ลูกมาบอกข่าวดีท่านพ่อเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ”
“นายท่าน ชาขอรับ” เหลิ่งหวาที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆรินน้ำชาส่งให้เธอ
“อืม ดี” เธอเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง พร้อมพยักหน้าทั้งรอยยิ้ม
“ข่าวดีอะไรรึ?” เฟิ่งเซียวกินข้าวต้มยาในชาม เช็ดๆมุมปาก มองนางพลางขยับชามออกไป
เธอยกน้ำชาขึ้นจิบอึกหนึ่ง บอกว่า “สองคนนั้นตายแล้ว”
เฟิ่งเซียวตกใจ อึ้งไปสักพัก ทั้งดวงตามีประกายสาดส่อง ก่อนจะกดเสียงเอ่ยอย่างแปลกใจเล็กน้อย “ลูกหมายถึงตาแก่สองคนนั้น?”
“เจ้าค่ะ เพิ่งจัดการไป”
บนใบหน้าเธอเผยรอยยิ้มอิ่มเอม ดวงตาวงคิ้วโค้งมนไร้พิษสง “เช่นนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าพวกเขาจะมาหาถึงที่หรือแอบทำมิดีมิร้ายอะไรอีก ซ้ำยังสามารถลดทอนกำลังของมู่หรงป๋อ ยิงคราเดียวได้นกสองตัว”
ชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่อันตรายยิ่งนัก นางกลับพูดออกมาอย่างผ่อนคลายเช่นนี้ ครั้นได้ยินคำพูดนี้และเห็นสีหน้านาง เฟิ่งเซียวก็หัวเราะร่าขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “ฮ่าๆๆ ดีๆ! อึก!”
พอยินดีเช่นนี้ก็ลืมไปว่าบาดแผลภายในยังไม่หายดี เสียงหัวเราะจึงสะเทือนจนทรวงอกเจ็บเล็กน้อย
“ท่านพ่อ บนตัวท่านยังพันยาไว้นะเจ้าคะ!” เฟิ่งจิ่วกลอกตา จนคำพูดกับการกระทำที่ไม่เอาไหนของเขายิ่งนัก แผลบนร่างตัวเองยังไม่หายดีก็ไม่รู้จักเก็บรอยยิ้มเสียบ้าง
เขาใช้มือหนึ่งลูบๆหน้าอก พอค่อยยังชั่วก็ถอนหายใจ “เฮ้อ! หากปู่ลูกอยู่บ้านด้วยคงดี ได้ยินข่าวนี้ต้องดีใจมากแน่ๆ”
“ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วง อย่างน้อยตอนนี้ไม่มีข่าวก็นับเป็นข่าวดี” เธอปลอบใจเสียงอ่อนลง คิดไปคิดมาก็บอกว่า “จริงสิท่านพ่อ ข้าอยากไปดูในห้องท่านปู่เสียหน่อย ข้าว่าไม่แน่ท่านปู่อาจรู้ว่าคนที่จับตัวไปเป็นใคร หรือก่อนหน้านี้คงมีเบาะแสอะไรเหลือไว้”
เฟิ่งเซียวพยักหน้า กล่าวว่า “ได้ เจ้าอยากไปก็ไป ร่างกายพ่อยังไม่ฟื้นตัว ตอนนี้มีเรื่องอะไรก็ได้แต่ยกให้เจ้าไปจัดการ” ดีที่วิธีจัดการของนางเด็ดขาดว่องไว แม้ภายในจวนเป็นเช่นนี้ ก็ยังสามารถประคับประคองไว้ได้ทุกส่วน ทำให้เขาสบายใจไม่น้อย
“เรื่องภายในจวนมีลูกอยู่ ท่านพ่ออย่าได้กังวล พักฟื้นดีๆก็พอเจ้าค่ะ” เธอเอ่ยยิ้มๆ มองหาเหลิ่งหวาพลางถามว่า “ยาทาที่ข้าปรุงยังมีอยู่หรือไม่ หากไม่มีก็ไปหาข้าแล้วเอามาอีก”
“มีขอรับนายท่าน ยังใช้ไม่หมด”
“อืม งั้นข้าจะกลับเรือนก่อน” กล่าวจบแล้วถึงจะยืนขึ้นเดินออกไป
เวลาเดียวกันนี้ ภายในราชวัง
“ผู้ครองแคว้น ผู้ครองแคว้นแย่แล้ว แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” ชายชราคนหนึ่งเข้ามากลางท้องโรงด้วยท่าทางลนลาน เพราะความตื่นตระหนก จึงเกือบจะสะดุดธรณีประตูแล้ว
“ตื่นตกใจเรื่องอะไร?”
มู่หรงป๋อถามอย่างเฉื่อยชา น้ำเสียงมีความเคร่งขรึม เขากำลังยกชาขึ้นดื่ม สองข้างซ้ายขวามีสองนางกำนัลผู้งดงามคุกเข่านวดขา ด้านหลังยังมีอีกสองคนยืนพัดให้ พูดได้ว่าช่างเอ้อระเหยยิ่ง
ผู้เฒ่าตระกูลเฟิ่งหายตัวไป เฟิ่งเซียวหมดสติไม่ฟื้น สำหรับเขาล้วนเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง แม้จวนตระกูลเฟิ่งยังไม่สิ้น ทว่ามีอำนาจคุกคามต่อเขาไม่มากแล้ว ต่อให้เขาอยากทำลายก็เป็นเรื่องง่ายดายเพียงขยับปาก
แม้แต่เฟิ่งชิงเกอคุณหนูใหญ่แห่งจวนตระกูลเฟิ่ง อีกไม่นานก็ต้องโดนจับมาแต่งงานผูกสัมพันธ์กับแคว้นระดับหกอย่างแคว้นเหินเวหา เช่นนี้ฐานะของแคว้นแสงสุริยันจะโดดเด่นขึ้นในหมู่แคว้นระดับเก้าทั้งหลาย มีแคว้นเหินเวหาคุ้มหัวอยู่ ใครหน้าไหนก็ไม่กล้าทำแคว้นเขาสั่นคลอนโดยง่าย!
ตอนที่ 394: รัชทายาทแคว้นเหินเวหา
“ผู้ครองแคว้น คะ โคมไฟชีวิตของบรรพชนนักรบสองท่านนั้นดับไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อชายชราคนนั้นกล่าวจบด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ มือมู่หรงป๋อก็สั่นเทา ถ้วยชาในมือร่วงลงแตกเป็นการตอบรับ เขาพลันลุกพรวดขึ้นมา ทำให้นางกำนัลทั้งสองตกใจจนทรุดนั่งบนพื้น
“เจ้าว่าอะไรนะ! โคมไฟใครดับไป?” ภายในน้ำเสียงน่าเกรงขามมีความตกตะลึงระคนแปลกใจที่ยากจะซ่อนเร้น หากฟังโดยละเอียดจะได้ยินว่าสั่นเครือเล็กน้อย
นั่นเป็นสองยอดฝีมือระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดเชียว! เป็นสองคนข้างกายเขาที่มีกำลังแข็งแกร่งที่สุด จู่ๆจะตายไปได้อย่างไร? ในแคว้นแสงสุริยันนี้ ใครกันที่มีฝีมือพอจะสังหารบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดได้อย่างไร้เสียง?
ต้องรู้ไว้ว่า วันนั้นที่พวกเขาคิดลอบฆ่าเฟิ่งเซียว ถึงแม้เตรียมการมาเพียงพอแล้ว ความเคลื่อนไหวจากการต่อสู้ที่เกิดขึ้นก็ไม่น้อยเลย ยามนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยอดฝีมือระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดทั้งสอง!
“เป็น เป็นสองท่านนั้นพ่ะย่ะค่ะ…” ชายชรายังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นมู่หรงป๋อเดินก้าวยาวออกไปยังหอประทีปที่จุดโคมไฟแห่งชีวิตไว้
โคมไฟแห่งชีวิตเชื่อมโยงกับชีวิตของคนที่จุดมัน หากคนผู้นั้นตาย น้ำมันจะแห้งเหือด โคมไฟแห่งชีวิตย่อมดับไปเองท่ามกลางสายลม หากมีคนออกไปหลายปีไม่กลับมา หรือคนที่กลับไปฝึกบำเพ็ญหลายปีไม่โผล่หน้า จะได้รู้ว่าคนคนนี้เป็นหรือตายแล้ว
เมื่อมู่หรงป๋อมาถึงหอประทีป เห็นว่าโคมไฟของบรรพชนนักรบสองคนนั้นดับไปแล้วจริงๆ ร่างกายก็สั่นเทิ้ม ฝีก้าวซวนเซ มีสีหน้ายากจะเชื่อ “พวกเขาจะตายได้อย่างไร ใคร? ใครฆ่าพวกเขา!”
สองยอดฝีมือระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดที่มีกำลังแกร่งที่สุดตายไป เขาเจ็บใจจนยากจะยอมรับ นั่นเท่ากับหักแขนซ้ายขวาของเขาไปเสียดื้อๆ เสียสองคนนี้ไปก็เหมือนเสือที่สูญสิ้นกรงเล็บแหลมคม จะไม่ให้ปวดใจได้อย่างไร?
“ตรวจสอบ! สั่งไปตรวจสอบให้ข้า!” เขาตะโกนเสียงดัง ก่อนหมุนกายเดินก้าวยาวออกไป
เป็นไปไม่ได้ที่บรรพชนนักรบทั้งสองจะตายไปอย่างเงียบเชียบ! เขาต้องรู้ให้ได้ ใครกันแน่ที่ฆ่าพวกเขา!
ข่าวการตายของสองบรรพชนนักรบไม่ได้แพร่งพรายออกไป เพราะมู่หรงป๋อปิดไว้
หลังจากมู่หรงอี้เซวียนกลับจวนและเข้าห้องหนังสือไปได้ไม่นานนัก องครักษ์ลับคนหนึ่งก็เข้าไปในห้องหนังสืออย่างไร้เสียง บอกข่าวภายในวังกับเขาแล้วจึงค่อยออกไปเงียบๆ…
ชายชราระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดสองคนนั้นถูกฆ่า?
มู่หรงอี้เซวียนตกใจเล็กน้อย ในเมืองอวิ๋นเยวี่ยจะมีใครที่สามารถสังหารสองคนนั้นอย่างเงียบเชียบได้?
หนำซ้ำ ทำไมคนที่ตายถึงเป็นสองคนนั้น?
ใจเขาสั่นไหวเล็กน้อย ไม่รู้ทำไมเมื่อได้ยินข่าวว่าสองคนนั้นถูกฆ่า สิ่งแรกที่เขานึกถึงคือจวนตระกูลเฟิ่ง บรรพชนนักรบทั้งแปดของจวนตระกูลเฟิ่งจะเป็นคนฆ่าสองคนนั้นรึไม่?
มองไปทั่วเมืองอวิ๋นเยวี่ย หากไม่ใช่บรรพชนนักรบแปดคนนั้นก็อาจเป็นผู้แข็งแกร่งจากแคว้นอื่น แต่ว่า ผู้แข็งแกร่งต่างแคว้นที่ไม่มีความแค้นต่อกันไม่น่าจะข้ามแคว้นมาเพื่อสังหารสองคนนั้น ดังนั้นข้อสันนิษฐานนี้จึงไม่เข้าเค้า
“จวนตระกูลเฟิ่ง…จะเป็นฝีมือพวกเขาจริงๆหรือ?”
…...
หลังจากจัดการสองคนนั้นไป เฟิ่งจิ่วมุ่งสมาธิอยู่กับการรักษาบาดแผลภายในให้บิดา และปรุงยาน้ำต่างๆให้เขาทาน พูดได้ว่าด้วยยาทิพย์และการรักษามากมาย อาการบาดเจ็บของเฟิ่งเซียวฟื้นตัวรวดเร็วยิ่งนัก
ทว่า วันคืนที่สงบเงียบผ่านไปไม่กี่วันก็ถูกทำลาย
เช้าตรู่วันนี้ เรือเหาะลำหนึ่งจอดลงตรงหน้าประตูใหญ่พระราชวัง นำมาซึ่งความสงสัยและเสียงพูดคุยของผู้คนนับไม่ถ้วน มู่หรงป๋อที่ได้ยินข่าวรีบออกมาต้อนรับ เมื่อเห็นบุรุษสูงศักดิ์เดินลงมาจากเรือเหาะนั้น เขาก็รีบร้อนเข้าไปรับหน้า ถามไถ่ด้วยท่าทีเคารพ
“พระองค์คงเป็นรัชทายาทแห่งแคว้นเหินเวหา?”
ตอนที่ 395: ผู้หญิงของข้า!
เนี่ยเถิงในชุดแพรหรูหรายืนเอามือไพล่หลัง ชำเลืองมองมู่หรงป๋อตรงหน้า เสียงทุ้มต่ำที่แฝงด้วยท่าทีเช่นผู้เหนือกว่าเปล่งออกมาจากปาก “ท่านคือมู่หรงป๋อ ผู้ครองแคว้นแสงสุริยัน?”
“เป็นกระหม่อมเอง”
มู่หรงป๋อรีบขานรับ ต่อหน้าอีกฝ่ายเขาไม่กล้าแทนตัวเองว่าข้า ทำได้เพียงเรียกขานตนอย่างลดตัว ถึงอย่างไรรัชทายาทจากแคว้นระดับหกย่อมสูงส่งกว่าเขามากนัก อยู่ต่อหน้าเนี่ยถิง ต่อให้ตนเป็นผู้ครองแคว้นก็ยังเทียบอะไรไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น…
เขาแอบเหลือบมองอีกแปดคนที่ตามหลังเนี่ยถิงมา หัวใจสั่นสะท้านเล็กน้อย แปดคนนั้นล้วนเป็นผู้ฝึกเซียน พละกำลังไม่อาจคาดเดา แค่มองแวบหนึ่งเขาก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมมา ทำให้หน้าผากมีเหงื่อไหลซึม เป็นดังคาดว่าผู้ฝึกเซียนกับผู้ฝึกพลังเร้นลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
นึกถึงตรงนี้ เขาก็รีบเก็บอาการ บอกว่า “องค์รัชทายาทเดินทางมาไกล เชิญเข้าไปพักผ่อนในวังก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ ประเดี๋ยวตอนค่ำกระหม่อมมู่หรงป๋อจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับรัชทายาทผู้มาจากแดนไกล”
“อืม” เนี่ยเถิงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะสาวก้าวเดินเข้าประตูวังหลวงตามการนำทางของมู่หรงป๋อ
ทว่าเรือเหาะลำโอ่อ่าด้านหลังกลับไม่ได้เก็บไป จึงจอดอยู่ตรงประตูวังอย่างโจ่งแจ้งเช่นนั้น ปล่อยให้คนพินิจมองชื่นชม
หลังเข้าไปยังเขตที่พักด้านในพระราชวัง มู่หรงป๋อพาเขามาถึงตำหนักที่เตรียมการไว้เรียบร้อย ให้เขาพักอยู่ที่นี่และบอกว่า “พอรู้ว่าองค์รัชทายาทจะเสด็จมาเร็วๆนี้ กระหม่อมจึงสั่งคนเตรียมตำหนักไว้ให้แต่เนิ่นๆ เพื่อให้พระองค์ได้พำนักอย่างสะดวกสบาย”
เนี่ยเถิงเหลือบมองตำหนักที่เข้าพักตามอำเภอใจ ไม่พูดอะไรมาก แต่มองมู่หรงป๋อพลางถาม “เรื่องที่ข้าส่งคนมาสู่ขอคุณหนูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่ง เจ้าจัดการเป็นอย่างไรบ้าง?”
ได้ยินเช่นนี้ มู่หรงป๋อลนลานเอ่ย “เรื่องนี้ตอนที่พระองค์ส่งคนมา กระหม่อมบอกกับจวนตระกูลเฟิ่งแล้ว ยามนั้นเฟิ่งเซียวกับคุณหนูใหญ่เฟิ่งไม่ยินยอม ทว่าช่วงนี้ตระกูลเฟิ่งเกิดเรื่องขึ้นไม่น้อย เฟิ่งเซียวถูกลอบสังหารจนหมดสติ ผู้เฒ่าเฟิ่งก็หายตัวไป ยามนี้เหลือเพียงคุณหนูใหญ่เฟิ่งคอยดูแลคนเดียว จวนตระกูลเฟิ่งจึงสั่นคลอนใกล้ล้ม เวลานี้นางยังได้รับความโปรดปรานจากพระองค์ นางควรจะสำนึกบุญคุณเข้าไว้ รอให้ถึงงานเลี้ยงคืนนี้ กระหม่อมจะสั่งคนไปเชิญนางเข้าวังมาอยู่เป็นเพื่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ มีเรื่องเช่นนี้ด้วย?”
เมื่อคิดว่าสาวน้อยผู้ทรงเสน่ห์และงามเลิศคนนั้นกำลังเผชิญหน้ากับเรื่องเช่นนี้ ซ้ำยังต้องแบกรับ.วงศ์ตระกูลด้วยไหล่บอบบางของตน ใจก็สั่นไหวเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงมองมู่หรงป๋อ ถามเสียงเข้มว่า “ตรวจสอบได้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือใคร?”
มู่หรงป๋อปาดเหงื่อ ตอบว่า “ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ ยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร แต่กระหม่อมเดาว่าน่าจะเป็นคนต่างแคว้น เฟิ่งเซียวเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของแคว้นแสงสุริยัน เดิมทีก็มีศัตรูอยู่ไม่น้อย”
“เฟิ่งชิงเกอคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งจะมาเป็นผู้หญิงของข้า เรื่องในตระกูลนางเจ้าจะต้องสืบหาความจริงให้ปรากฏ”
“พ่ะย่ะค่ะ พ่ะย่ะค่ะ แน่.นอนอยู่แล้ว แน่.นอนอยู่แล้ว” เขารีบร้อนขานรับ ในใจนึกร้อนตัว
“ไปเตรียมการเรื่องงานเลี้ยงเถอะ! คนอื่นไม่ต้องมาเยอะเกินไป เรียกนางมาหาข้าก็พอ” เขาโบกๆมือ ส่งสัญญาณให้ถอยไป
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอทูลลา” เขาโค้งกายคารวะ จากนั้นหมุนตัวออกไป
รอจนมู่หรงป๋อออกไปแล้ว ชายวัยกลางคนที่สวมชุดสีดำถึงจะก้าวเข้ามา ถามว่า “นายท่าน จะให้ข้าน้อยไปตรวจสอบจวนตระกูลเฟิ่งหรือไม่?” ครั้งนั้นเป็นเพราะความเลินเล่อ เขากับนายท่านจึงหลงกลสตรีคนนั้นโดยไม่ทันได้แม้แต่จะลงมือ สำหรับเรื่องนี้ เขาพะวงในใจมาตลอด
สาวน้อยเช่นนั้น ทั้งหยิ่งยโสและเฉลียวฉลาด จะแต่งเข้าวังหลังของนายท่านได้ง่ายดายจริงหรือ?
ตอนที่ 396: ผู้หญิงของภูตหมอ?
“ไม่ต้อง ข่าวที่ข้าได้มา เชื่อว่าตอนนี้นางรู้เรื่องแล้ว พบหรือไม่พบ ถามหรือไม่ถาม สุดท้ายนางก็เป็นผู้หญิงของข้า จะรีบร้อนไปทำไม?” คำพูดเขาแฝงความมั่นใจ ราวกับแน่ใจเต็มร้อยว่าไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายเฟิ่งจิ่วก็จะกลายเป็นผู้หญิงของเขา
และเป็นดังที่เขาบอก ทั่วเมืองอวิ๋นเยวี่ยต่างรู้ว่ารัชทายาทแคว้นเหินเวหามาถึงแคว้นแสงสุริยันแล้ว สำหรับการมาเยือนของเขา ผู้คนต่างรู้ดีว่าเป็นเพราะเฟิ่งชิงเกอคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฟิ่ง ข่าวนี้แพร่กระจายออกไปแล้วก่อนหน้านี้ ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ
ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาคิดไม่ถึงคือ องค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหินเวหากลับให้ความสำคัญกับเฟิ่งชิงเกอถึงเพียงนี้ จะแต่งนางเป็นชายารองเท่านั้น กลับไม่ลังเลที่จะเดินทางมาไกล เห็นได้ว่าเขาให้ความสำคัญกับนางยิ่งนัก
สิ่งนี้ทำให้ผู้คนที่เดิมทีคิดว่าจวนตระกูลเฟิ่งจะล่มสลายเพราะเฟิ่งเซียวหมดสติไม่ฟื้นและการหายตัวไปของท่านผู้เฒ่าต่างจับตามองอีกครั้งด้วยท่าทีรอชม
อันที่จริงเรียกว่าชายารอง นั่นก็คือภรรยารอง สิ่งที่ไม่เหมือนกันคืออีกฝ่ายมีฐานะเป็นองค์รัชทายาทแคว้นเหินเวหาจึงแตกต่างเล็กน้อยเท่านั้น คนตระกูลเฟิ่งไม่ยอมให้เฟิ่งชิงเกอเป็นชายารอง แต่ตอนนี้ตระกูลเหลือแค่นางคนเดียว เผชิญหน้ากับรัชทายาทแคว้นเหินเวหาที่มาเยือนด้วยตัวเอง นางจะเลือกทำเช่นไร?
แต่ไม่ว่าทางเลือกของนางเป็นอย่างไร ก็ล้วนเป็นละครฉากหนึ่ง พวกเขาเป็นแค่ผู้รอชมเท่านั้น
“เจ้าว่าอะไรนะ รัชทายาทแคว้นเหินเวหามาถึงแล้ว?”
ภายในจวนอ๋อง มู่หรงอี้เซวียนขมวดคิ้วพลางลุกยืนขึ้น จ้องทหารอารักขาที่รายงานข่าวด้วยสายตาคมกริบ
“ขอรับ ทั้งเมืองอวิ๋นเยวี่ยต่างลือไปทั่ว รัชทายาทแคว้นเหินเวหานั่งเรือเหาะมาจอดตรงประตูวัง ตอนนี้ยังจอดอยู่ตรงนั้น ท่านผู้ครองแคว้นก็ต้อนรับเข้าวังด้วยตัวเอง บอกว่าคืนนี้จะเลี้ยงต้อนรับเขา ซ้ำยังเตรียมจะเรียกคุณหนูใหญ่เฟิ่งเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนด้วย”
ได้ยินเช่นนี้ มือใต้แขนเสื้อของมู่หรงอี้เซวียนกำหมัดแน่น ในใจมีความโกรธเคืองและกังวลที่ยากจะปิดบัง
เรียกชิงเกอเข้าไป? อยู่เป็นเพื่อนองค์รัชทายาทแคว้นเหินเวหา? เสด็จพ่อเขานับวันยิ่งถดถอยโดยแท้! นี่เห็นชิงเกอเป็นอะไรกัน
“เตรียมเกี้ยว! ข้าจะเข้าวัง!” เขาสะบัดแขนเสื้อ เดินก้าวยาวออกไป
อีกด้านหนึ่ง เมื่อกวนสีหลิ่นในตลาดมืดได้ยินข่าวก็ตกใจไปครู่หนึ่ง มองผู้ดูแลเหยียนพลางถาม “ท่านว่าอะไรนะ รัชทายาทแคว้นเหินเวหามาถึงแล้วรึขอรับ?”
ผู้ดูแลเหยียนพยักหน้า บอกว่า “ถูกต้อง เรือเหาะยังจอดอยู่หน้าประตูวังเลย! ว่ากันว่ามารับคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่ง” พูดจบเสียงก็ชะงักไปเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามอย่างค่อนข้างสงสัยว่า “คุณหนูใหญ่เฟิ่งคงไม่เคยไปแคว้นเหินเวหากระมัง? ทำไมถึงไปต้องตาองค์รัชทายาทแคว้นเหินเวหาเข้าได้ ซ้ำยังจะแต่งเป็นชายารองอีก?”
“ชายารอง? ฮ่าๆๆ!”
กวนสีหลิ่นหัวเราะร่า เพียงแต่เสียงหัวเราะกลับเจือความประชดประชันไว้ “ไม่ต้องพูดถึงชายารองเลย ต่อให้เป็นชายาเอก น้องสาวข้าก็ไม่ชอบเขา! แค่รัชทายาทแคว้นเหินเวหา เขาไม่คู่ควรกับนางด้วยซ้ำ! จะให้นางไปเป็นชายารอง? ช่างน่าขันเสียจริง!”
ได้ยินคำพูดนี้ ผู้ดูแลเหยียนก็ผงะไป ไม่รู้ว่ากวนสีหลิ่นเอาความกล้ามาจากไหน? สำหรับเขาคุณหนูใหญ่เฟิ่งก็แค่มีรูปโฉมงามล่มเมือง ด้านวรยุทธ์ไม่น่าเอ่ยถึง แต่ทำไมเมื่อกวนสีหลิ่นพูดมา กลับเหมือนนางทั้งสง่างามไม่ธรรมดา สูงส่งเกินเอื้อม แม้แต่รัชทายาทของแคว้นระดับหกยังไม่คู่ควร?
เพราะอะไรกัน?
ทันใดนั้น ในความคิดเขามีร่างสีแดงที่เปิดเผยและเอาแต่ใจฉายชัดขึ้นมา ม่านตาหดลง อุทานว่า “คุณหนูใหญ่เฟิ่งคนนั้นคงไม่ใช่ผู้หญิงของภูตหมอกระมัง?”
ตอนที่ 397: ต้องแต่งตัวหรูหรา!
“ผู้หญิงของภูตหมอ?”
ได้ยินแล้วกวนสีหลิ่นตกใจไปนิด กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง “ทำไมท่านคิดเช่นนี้ได้?”
“หรือว่าไม่ใช่? หากตระกูลเฟิ่งไม่เกี่ยวข้องกับภูตหมอ แล้วทำไมภูตหมอถึงกำชับให้ดูแลเป็นพิเศษ? ซ้ำยังส่งยาต่างๆให้พวกเขา คุณหนูใหญ่เฟิ่งผู้นั้นรูปโฉม.งดงาม บุคลิกท่าทางโดดเด่น จะเข้าตาภูตหมอก็ไม่แปลก อย่างไรเสีย มีผู้ชายคนไหนบ้างที่ไม่ชอบสาวงาม?”
พูดถึงตรงนี้ ผู้ดูแลเหยียนก็ยิ้มขึ้นมา ว่ากันตามมุมมองของบุรุษ หากจะสนใจสตรีคนหนึ่ง แวบแรกย่อมเป็นเพราะนางสวย รูปโฉมเป็นสิ่งแรกที่ดึงดูดความสนใจ จากนั้นค่อยสนใจส่วนอื่นๆ แน่.นอนว่ามุมมองเขาไม่ได้หมายรวมถึงทั้งหมด แค่บอกว่าบุรุษส่วนใหญ่ล้วนเป็นเช่นนี้
ได้ฟังเช่นนี้ กวนสีหลิ่นส่ายหน้ายิ้มๆ “พอเถอะ ท่านอย่าเดาสุ่มเลย ข้าต้องไปดูน้องสาวข้าเสียหน่อย รัชทายาทแคว้นเหินเวหาผู้นั้นมาถึงแล้ว ข้าต้องดูว่านางมีวิธีรับมืออะไรหรือยัง”
“พูดแบบนี้ คุณหนูใหญ่เฟิ่งจะไม่เป็นชายารองของรัชทายาทแคว้นเหินเวหานั่นรึ?” เขายังอดไม่ได้ถามตามหลังกวนสีหลิ่นไป
“เพ้ย! เขาก็แค่คางคกริอยากกินเนื้อห่านฟ้า” กวนสีหลิ่นหัวเราะเยาะ เอ่ยโดยไม่หันกลับมา เดินก้าวยาวออกจากตลาดมืดมุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลเฟิ่ง…
ภายในจวนตระกูลเฟิ่ง
“คุณหนูใหญ่ รัชทายาทแคว้นเหินเวหามาถึงแล้ว เห็นชัดว่าเรื่องที่จะแต่งท่านเป็นชายารองไม่ได้พูดไปตามปาก ยามนี้เขามาถึงวังหลวงแล้ว คิดว่าสองวันนี้คงมาหา ไม่ทราบว่าคุณหนูใหญ่มีวิธีรับมืออะไรหรือไม่?”
นอกจากหลัวอวี่กับอาจารย์ที่เก็บตัวฝึกบำเพ็ญ คนอื่นๆอีกเจ็ดคนที่รู้ข่าวด้านนอกต่างก็มาหาเฟิ่งจิ่ว อยากรู้ว่านางมีวิธีแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร
ตามที่พวกเขารู้มา รัชทายาทแคว้นเหินเวหาผู้นี้พาผู้ฝึกเซียนที่พลังไม่ธรรมดามาอีกแปดคน ถึงเวลานั้นหากพวกเขาคิดจะบังคับชิงตัวไป นั่นก็…
เฟิ่งจิ่วกำลังบดผงยาอยู่บนโต๊ะในลาน เห็นพวกเขามาก็แค่ชายตามอง หลังได้ยินคำพูดพวกเขายังไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น กล่าวอย่างไม่แยแสว่า “มู่หรงป๋อคนนั้นไม่ใช่พ่อข้า ข้าจะแต่งกับใครไม่ต้องให้เขามาจัดแจง อีกอย่าง หากข้าไม่แต่งพวกเขาจะกล้าบังคับชิงตัวข้าหรือ?”
“แต่ว่า…”
หนึ่งในนั้นกำลังจะพูด ก็เห็นเหลิ่งซวงในชุดสีดำเดินเข้ามา
“นายท่าน”
“อืม เป็นยังไงบ้าง?” เฟิ่งจิ่วถามพลางเก็บผงยาบนโต๊ะที่บดเสร็จขึ้นมา
“เนี่ยเถิงรัชทายาทแคว้นเหินเวหา เป็นบุตรที่ผู้ครองแคว้นรักและให้ความสำคัญที่สุด อายุยี่สิบสี่ วรยุทธ์ระดับสร้างรากฐานช่วงท้าย เป็นผู้ฝึกตนอัจฉริยะที่เจ้าสำนักศึกษาหกดาราลงความเห็นว่าต้องบรรลุถึงระดับหลอมแก่นพลังภายในห้าสิบปี นิสัยดื้อรั้นมั่นใจในตัวเอง ฝีมือเก่งกาจดุดัน กล่าวกันว่าตอนอายุสิบสองก็อาศัยกำลังตนเองคนเดียวไล่ล่าสัตว์วิญญาณระดับเก้าตัวหนึ่งอยู่เดือนกว่า สุดท้ายจับมันสังหารถวายแก่เสด็จพ่อของเขาได้”
เสียงเหลิ่งซวงชะงักไป บอกว่า “ผู้ดูแลเหยียนมีความฝากข้ามาบอกนายท่านเจ้าค่ะ”
เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว ถามทั้งรอยยิ้ม “ความอะไร?”
“อย่าให้เนี่ยเถิงต่อกรกับคุณหนูใหญ่เฟิ่ง เขาคนนั้นเป็นพวกที่ไม่ยอมแพ้หากไม่ได้มา”
เฟิ่งจิ่วนิ่งไปพักหนึ่ง จากนั้นเปล่งเสียงหัวเราะลั่น “ผู้ดูแลเหยียนคนนี้น่าสนใจจริงๆ ทำไมเขาถึงคิดเช่นนั้น”
ชายวัยกลางคนเจ็ดคนข้างๆ มุมปากกระตุก อยากพูดเหลือเกินว่า ‘ประโยคหลังนั้นถึงจะเป็นจุดสำคัญไม่ใช่หรือ?’
“คุณหนูใหญ่” เสียงพ่อบ้านลอยมาจากนอกเรือน
แววตาเฟิ่งจิ่วอมยิ้มอิ่มเอม ได้ยินเสียงพ่อบ้านจึงเรียก “เข้ามาสิ!”
พ่อบ้านเดินเข้ามา เห็นคนอื่นๆอยู่ด้วยก็เข้าไปคารวะ ก่อนเอ่ย “คุณหนูใหญ่ ในวังส่งคนมาบอกข่าว ให้ท่านเข้าวังไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับรัชทายาทแคว้นเหินเวหาคืนนี้ขอรับ ซ้ำยังบอกชัดเจนอีกว่าจะต้องแต่งตัวหรูหรามาร่วมงาน”
ตอนที่ 398: เจ้าปกป้องนางไม่ได้!
ได้ยินคำพูดนี้ ชายวัยกลางคนทั้งเจ็ดมองทางเฟิ่งจิ่ว ในวังส่งคนมาเชิญ นางจะไปหรือไม่?
มุมปากเฟิ่งจิ่วยกขึ้นเล็กน้อย มองทางพ่อบ้าน “คนส่งสารยังอยู่ข้างนอกรึ?”
“ไม่ขอรับ ถ่ายทอดความเสร็จก็กลับไปแล้ว” พ่อบ้านกล่าวด้วยความเคารพ
“อืม เข้าใจแล้ว เจ้าไปทำธุระเถอะ” เธอพยักหน้า ส่งสัญญาณให้เขาถอยไป
“ขอรับ” พ่อบ้านขานรับแล้วจึงถอยออกไป
“คุณหนูใหญ่จะไปงานเลี้ยงหรือไม่ขอรับ?” หนึ่งในนั้นถามด้วยสีหน้าหนักใจอยู่บ้าง เกรงว่างานเลี้ยงครั้งนี้จะเป็นงานเลี้ยงหงเหมิน ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษสำหรับนาง
“ข้ากำลังยุ่งอยู่ ไม่มีเวลาว่างไปงานเลี้ยง” เธอปัดๆกระโปรงพลางลุกยืนขึ้น เห็นพวกเขาแต่ละคนมีสีหน้าเคร่งเครียดก็อดเอ่ยยิ้มๆไม่ได้ “พวกเจ้าไม่ต้องกังวล ไม่เกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นหรอก”
กล่าวจบก็ตรงไปยังเรือนหลัก คิดว่าจะไปดูบิดาเสียหน่อย เขาจะได้ไม่ต้องกังวลใจหลังได้ยินข่าวนี้
ภายในวังหลวง มู่หรงอี้เซวียนมาถึงตำหนักของเสด็จพ่อด้วยสีหน้าไม่น่ามอง พอเข้าไปด้านในก็ถามว่า “เสด็จพ่อ ท่านคิดจะใช้ชิงเกอแต่งงานสานสัมพันธ์รึ? การหมั้นหมายนี้คนตระกูลเฟิ่งแสดงทีท่านานแล้วว่าจะไม่ยอมให้ชิงเกอแต่งเป็นชายารองของรัชทายาทแคว้นเหินเวหา หรือท่านไม่ได้บอกเขาตามความจริง?”
พอได้ยินน้ำเสียงที่ใกล้เคียงกับการซักถามของเขา มู่หรงป๋อก็โกรธจัดทันใด มือตบโต๊ะหนังสือ ตะโกนเสียงดัง “บังอาจ! เจ้าพูดเช่นนี้กับพ่อได้รึ? นับวันยิ่งไร้ระเบียบจริงๆ!”
ทว่า มู่หรงอี้เซวียนกลับไม่เกรงกลัวไฟโทสะของเขาเลย แววตาเคร่งขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าที่อ่อนโยนสง่างามในวันวานยามนี้มีแต่ความโกรธเกรี้ยว “เสด็จพ่อน่าจะรู้ว่าข้ามีใจให้นาง กลับยังตัดสินใจเช่นนี้ ข้าอยากถามจริงๆ เสด็จพ่อยังเห็นข้าเป็นลูกหรือไม่?”
ขณะมองบุตรชายที่ไม่ยำเกรงอำนาจตน มู่หรงป๋อถอนหายใจหนักๆ เม้มริมฝีปากพลางเอ่ยอย่างจริงจัง “การหมั้นหมายของเจ้ากับนางยกเลิกไปตั้งนานแล้ว พวกเจ้าไม่เกี่ยวข้องอะไรกันอีก ยิ่งไปกว่านั้น หากนางชอบเจ้าคงไม่ยกเลิกการหมั้น ตอนนี้เจ้าจะมายุ่งเรื่องตระกูลเฟิ่งอีกทำไม!”
“เจ้าต้องรู้ไว้ หากนางไปเป็นชายารองของรัชทายาทแคว้นเหินเวหา ไม่เพียงจะทำให้จวนตระกูลเฟิ่งที่ยามนี้สั่นคลอนมั่นคงได้ แต่ยังช่วยเราผูกมิตรกับที่พึ่งใหญ่อย่างแคว้นเหินเวหา เรื่องดีๆที่ได้กำไรสองต่อเช่นนี้ เจ้ายังมีเหตุผลอะไรมาห้ามอีก?”
เสียงเขาชะงักลง แล้วชำเลืองมองลูกชาย “ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ารัชทายาทแคว้นเหินเวหาถูกใจนาง เจ้าหยุดเขาได้รึ? เจ้าน่าจะรู้ว่าโลกนี้มีเพียงผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ พละกำลังจะตัดสินทุกสิ่ง แม้เจ้าเป็นผู้มีความสามารถในแคว้นแสงสุริยัน แต่ก็จำกัดแค่ในแคว้นเราเท่านั้น ต่อหน้ารัชทายาทแคว้นแข็งแกร่งระดับหก เจ้าปกป้องนางไม่ได้หรอก!”
ได้ยินความจริงที่ตรงไปตรงมา ไร้ความปรานี และทิ่มแทงใจเช่นนี้ สีหน้ามู่หรงอี้เซวียนพลันแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด มือภายใต้แขนเสื้อกำหมัดแน่น ขณะที่ในใจโกรธเคืองกลับจำต้องยอมรับว่า เขาปกป้องนางไม่ได้!
หากเขาปกป้องนางได้ พ่อของนางคงไม่โดนลอบสังหารจนบาดเจ็บหนักไม่ฟื้น!
หากเขาปกป้องนางได้ นางคงไม่ถูกเสด็จพ่อคลุมถุงชนให้แต่งเป็นชายารองของรัชทายาทแคว้นเหินเวหา!
หากเขาปกป้องนางได้ นางคงไม่ถูกเสด็จพ่อสั่งบังคับให้แต่งตัวเต็มยศมาร่วมงานเป็นเพื่อนรัชทายาทแคว้นเหินเวหา!
พละกำลัง! ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะเขาแข็งแกร่งไม่พอ!
หากเขามีพลังมหาศาล ใครเล่าจะกล้าทำเช่นนี้กับคนที่เขาถูกใจ? แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยตระหนักถึงความสำคัญของพละกำลังเช่นวันนี้เลย! และยิ่งไม่เคยต้องการมีพลังแข็งแกร่งเท่าเวลานี้มาก่อน!
เห็นบนใบหน้าที่ซีดเผือดของเขามีทั้งความขุ่นเคืองและไม่ยอมแพ้ มู่หรงป๋อก็ถอนใจ เอ่ยปากว่า “แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทรา ขอแค่อนาคตเจ้ามีกำลังแข็งแกร่งมากพอ ยังต้องกลัวว่าจะหาหญิงที่รูปโฉมงดงามกว่านางไม่ได้อีกหรือ?”
[1] งานเลี้ยงหงเหมิน หมายถึง งานเลี้ยงที่เจตนาร้ายแอบแฝง มาจากเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์สมัยฉินตอนปลาย เซี่ยงอวี่เชิญเล่าปังไปงานเลี้ยงที่ประตูหงเหมิน โดยซุ่มกองกำลังไว้ในงาน แม้จะไม่สำเร็จ แต่ก็สร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้คน
[2] แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทรา หมายถึง แม้คราวนี้จะผิดหวังหรือผิดพลาดไปก็ยังไม่สิ้นไร้หนทาง อย่าไปยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ตอนที่ 399: ความคิดเปล่าประโยชน์
ได้ยินเช่นนี้ มู่หรงอี้เซวียนเงยหน้ามองบิดาแวบหนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม “ใครก็เทียบนางไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!” กล่าวจบก็หมุนตัวเดินก้าวยาวออกไป
มู่หรงป๋อขมวดคิ้วมองบุตรชายที่เดินจากไป กังวลว่าเขาจะไปหารัชทายาทแคว้นเหินเวหา จึงเดินตามไปด้วยอย่างไม่วางใจนัก
ความสัมพันธ์ของเชื้อพระวงศ์บางราวกระดาษ แต่สำหรับบุตรชายคนนี้เขาให้ความสำคัญมากนัก ในหมู่บุตรมากมายของเขา มีเพียงพรสวรรค์ของมู่หรงอี้เซวียนที่ยอดเยี่ยมที่สุด เขายังหวังว่าบุตรชายจะได้ทำการใหญ่ในอนาคต ย่อมไม่หวังให้ความรักชายหนุ่มหญิงสาวมาฉุดรั้งเอาไว้
ไม่ว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งคนนี้จะยอมหรือไม่ ก็ต้องกลายเป็นผู้หญิงของรัชทายาทแคว้นเหินเวหา! มีเพียงแบบนี้เท่านั้น อี้เซวียนถึงจะตัดใจจากนางและทุ่มเทกับการฝึกบำเพ็ญ!
เป็นดังที่มู่หรงป๋อกังวลไว้ มู่หรงอี้เซวียนมายังตำหนักที่รัชทายาทแคว้นเหินเวหาพักอยู่จริง แต่ด้านนอกตำหนักมีผู้ฝึกตนที่กำลังแข็งแกร่งคอยอารักขา คิดจะเข้าไปจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
“รบกวนไปเรียนที มู่หรงอี้เซวียนมาขอเข้าพบ”
เขามองผู้ฝึกตนชุดเทาที่ทั่วร่างมีกลิ่นอายทรงพลังกระจายอยู่ ในใจคร่ำเครียดเล็กน้อย เป็นคนจากแคว้นทรงอำนาจดังคาด วรยุทธ์เช่นนี้หากอยู่ในแคว้นแสงสุริยันของพวกเขา จะเป็นผู้นำตระกูลก็เหลือเฟือแล้ว
ชายวัยกลางคนชุดเทาคนนั้นเหลือบมองเขาจากบนลงล่าง เอ่ยเสียงเย็นว่า “องค์ชายรัชทายาทกำลังพักผ่อน ไม่พบหน้าใคร”
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้ามู่หรงอี้เซวียนพลันถมึงทึง กำลังจะก้าวเข้าไป ไหล่ก็ถูกใครกดไว้ ครั้นหันไปมองเล็กน้อยถึงเห็นเสด็จพ่อกดเขาผลักไปด้านหลัง ยิ้มพลางพูดกับชายวัยกลางคนว่า “เหอะๆ บุตรชายข้าชื่นชมองค์รัชทายาทมานาน พอได้ยินว่าองค์รัชทายาทมาถึงในวังจึงอยากมาคารวะ เกือบจะรบกวนเวลาพักผ่อนขององค์ชายรัชทายาทแล้ว”
สิ้นเสียง เขาหันกลับไปมองมู่หรงอี้เซวียนที่หน้าดำคร่ำเครียด ตะโกนเสียงเข้มว่า “ยังไม่รีบกลับไปอีก!”
“ข้ามีเรื่องจะคุยกับองค์รัชทายาท ใต้เท้าโปรดไปแจ้งให้ที” มู่หรงอี้เซวียนไม่สนใจเขา แต่มองยังชายวัยกลางคนผู้นั้น เอ่ยอย่างไม่หยิ่งผยองแต่ก็ไม่ถ่อมตัว
ได้ยินเช่นนี้ หลังชายวัยกลางคนชุดเทาเหลือบเห็นมู่หรงป๋อข้างๆ มีสีหน้าดูไม่ได้แล้ว สายตาก็หยุดลงบนร่างมู่หรงอี้เซวียน พินิจมองแล้วกล่าวอย่างไม่เกรงใจ “คืนนี้จัดงานเลี้ยงท่านจะได้พบเอง ถึงตอนนั้นมีสิ่งใดค่อยพูดคุยกัน ยามนี้รีบออกไปเสียเถอะ!”
“ทหาร! ส่งท่านอ๋องสามออกไปนอกวัง!”
มู่หรงป๋อแผดเสียงขึงขัง ทหารอารักขาจำนวนหนึ่งตรงเข้ามา กลับไม่กล้าลงไม้ลงมือกับเขา แต่พูดด้วยความเคารพ “ท่านอ๋องสาม เชิญพ่ะย่ะค่ะ!”
เห็นเช่นนี้ มู่หรงอี้เซวียนมีสีหน้าเคร่งเครียด จ้องมองไปด้านในแวบหนึ่งแล้วบอกเสียงเข้มว่า “ในเมื่อพบองค์รัชทายาทแคว้นเหินเวหาไม่ได้ เช่นนั้นไปแจ้งแทนข้าที เฟิ่งชิงเกอคุณหนูใหญ่แห่งจวนตระกูลเฟิ่งยังไม่เคยตอบรับการหมั้นหมายนี้ พวกท่านอย่าคิดทำอะไรไปเปล่าประโยชน์เลย!”
กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อหันกายก้าวยาวออกไป ไม่สนใจพระบิดาที่มีสีหน้าไม่น่ามองนัก
มู่หรงป๋อได้ยินแล้วรู้สึกเพียงมีไฟร้อนพุ่งจากหัวใจลามไปถึงยอดศีรษะ เขาอดใจรอไม่ไหวที่จะผูกมิตรกับแคว้นเหินเวหา มู่หรงอี้เซวียนกลับยื้อขาไว้อยู่ด้านหลัง สม…สมควรตายจริงๆ!
“เหอะๆ อย่าไปฟังเขาพูดจาเลอะเทอะ ทูลองค์ชายรัชทายาทเถอะว่าการหมั้นหมายนี้ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาอะไร” หลังโปรยยิ้มให้เขาก็ก้าวยาวๆจากไป
หลังจากทั้งสองคนไปแล้ว ชายวัยกลางคนชุดเทาเข้าไปด้านในรายงานเรื่องเมื่อครู่กับเนี่ยเถิงก่อนจะออกมา
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ชายวัยกลางคนชุดดำที่คอยรับใช้อยู่ข้างๆ เม้มริมฝีปากมองนายท่านที่ไม่พูดอะไร ลังเลอยู่พักหนึ่งจึงเอ่ย “แค่จวนตระกูลเฟิ่งเล็กๆ ไม่กล้าขัดแย้งกับแคว้นเหินเวหาเราหรอกขอรับ ยิ่งไปกว่านั้นการที่นายท่านโปรดนางถือเป็นวาสนาของนางแล้ว ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ นางก็ต้องเป็นผู้หญิงของนายท่าน”
ตอนที่ 400: ไปรับคน
“ทำไม? เจ้าคิดว่าข้าจะใช้เสน่ห์พิชิตใจนางไม่ได้หรือ ถึงต้องใช้อำนาจแคว้นเหินเวหาทำให้นางยอมจำนน?” ดวงตาดำของเขาฉายประกายจางๆวาบผ่าน ชายตามองชายวัยกลางที่พูด ไม่ค่อยชอบใจคำพูดที่ได้ยินอย่างเห็นได้ชัด
หากโยนฐานะรัชทายาทแคว้นเหินเวหาทิ้งไป พละกำลังของเขาก็มีน้อยคนนักจะเทียบได้ มองไปในแคว้นทั้งหลาย ใครเล่าจะโดดเด่นไปกว่าเขา?
“ข้าน้อยไม่บังอาจ” ชายวัยกลางคนรีบร้อนก้มหน้าลง พูดอย่างตื่นตระหนก
“หึ!”
เนี่ยเถิงแค่นเสียงหยัน ไม่ถือสาหาความกับเขา บอกว่า “แค่ผู้หญิงคนเดียวเท่านั้น ยิ่งสยบให้ยากข้ายิ่งสนใจ หากแค่กระดิกนิ้วพูดประโยคเดียวก็มาถึงประตูเสียเอง แบบนั้นไม่เข้าตาข้าหรอก”
“ขอรับ นายท่านพูดถูก” ชายวัยกลางคนรีบเออออคล้อยตาม
รัชทายาทแคว้นเหินเวหามาเยือน ผู้ครองแคว้นจัดงานเลี้ยงภายในวัง และเรียกคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งเข้าวังมาอยู่ด้วยโดยเฉพาะ เมื่อข่าวนี้กระจายออกไปก็นำมาซึ่งเสียงฮือฮาจากทุกฝ่าย
ไม่ว่าอย่างไรคุณหนูใหญ่เฟิ่งก็เป็นหญิงที่ยังไม่ออกเรือน ยามนี้ถูกเรียกตัวเข้าวังไปอยู่เป็นเพื่อนแขก พูดเช่นไรก็ล้วนทำให้ผู้คนตกใจอยู่บ้าง ต่างตะลึงกับการกระทำของผู้ครองแคว้น อย่างไรเสียแม้บอกว่าเชิญเข้าวัง แต่การเชิญหญิงคนหนึ่งเข้าวัง หนำซ้ำยังเป็นคุณหนูใหญ่เฟิ่งที่รัชทายาทแคว้นเหินเวหาอยากแต่งงานด้วย ใครจะรู้ว่านางเข้าวังครั้งนี้จะเจอเรื่องอะไรบ้าง?
หากเฟิ่งเซียวไม่หมดสติยังไม่ฟื้น ได้ยินเรื่องนี้คงโกรธเกรี้ยวไม่สิ้นสุดเป็นแน่ หากผู้เฒ่าเฟิ่งไม่หายตัวไป ต้องเข้าวังไปเจรจากับผู้ครองแคว้นแน่แล้ว ทว่าจวนตระกูลเฟิ่งยามนี้เหลือเพียงคุณหนูใหญ่เฟิ่งคนเดียว นางจะทำอะไรได้?
ไม่สู้ยอมให้รัชทายาทแคว้นเหินเวหาไปเสีย เช่นนี้ยังสามารถอาศัยบารมีของเขาคุ้มแดดคุ้มฝนให้ตระกูลเฟิ่งได้
ทุกคนในเมืองถกเถียงกันไปมา ต่างยังคงอยากรู้อยากเห็นกัน ดังนั้นจึงมีคนไม่น้อยมานั่งกินอาหารดื่มเหล้าในเหลาสุราที่อยู่ห่างจากจวนตระกูลเฟิ่งไม่ไกล อยากดูเสียหน่อยว่าคุณหนูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งจะแต่งตัวหรูหราไปร่วมงานเลี้ยงจริงหรือไม่?
ทว่า เมื่อท้องฟ้าค่อยๆมืดลง ร้านค้าสองฝั่งถนนใหญ่จุดโคมไฟสีแดงส่องสว่างอยู่ด้านหน้าแล้ว ผู้คนกลับยังเห็นประตูจวนนั้นปิดสนิท ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเลย
“เอ๋? ทำไมไม่เห็นคุณหนูใหญ่เฟิ่งออกมาเลย หรือว่านางเข้าวังไปแล้ว?”
“จะเป็นไปได้ยังไง เข้าวังต้องผ่านตรงนี้ อีกอย่างประตูยังไม่เคยเปิดออกเลย จะเข้าวังได้อย่างไร?”
“นางคงไม่ได้ไม่คิดจะไปร่วมงานเลี้ยงหรอกกระมัง?”
“คงไม่หรอก? ผู้ครองแคว้นให้คนมาแจ้งข่าว นางจะกล้าไม่ไปรึ?”
“เหอะๆ ทำไมจะไม่กล้า? นางเป็นลูกสาวแม่ทัพใหญ่เฟิ่งเซียว ลึกในกระดูกมีความแข็งแกร่งอาจหาญ ไม่แน่นางอาจไม่คิดจะไปร่วมงานจริงๆ”
ส่วนภายในพระราชวัง เมื่อท้องฟ้าค่อยๆมืดลง งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น บรรยากาศกลับหนาวเย็นโดยตลอด ไม่ใช่เพราะสิ่งอื่นใด แต่เพราะถึงตอนนี้แล้วคนคนนั้นที่รัชทายาทแคว้นเหินเวหาอยากพบที่สุดก็ยังไม่มา ทำให้ผู้คนทั้งหลายที่มารับแขกด้วยกันต่างค่อนข้างนั่งไม่ติดภายใต้บรรยากาศอึดอัด
“เกิดอะไรขึ้น ข้าให้พวกเจ้าส่งคนไปเร่งแล้วไม่ใช่หรือ? ถึงเวลานี้ทำไมเฟิ่งชิงเกอยังไม่มาอีก?” มู่หรงป๋อ.มองขันทีข้างๆด้วยสีหน้าถมึงทึง ไฟโทสะในใจปั่นป่วน
ขันทีคนนั้นคุกเข่าลง บอกอย่างลนลาน “ผู้ครองแคว้นโปรดใจเย็น คุณหนูใหญ่เฟิ่งอาจกำลังแต่งตัวจึงมาช้า คนที่ส่งไปรับน่าจะใกล้กลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เพิ่งกล่าวจบก็เห็นทหารอารักขาที่ส่งไปรับคนที่จวนตระกูลเฟิ่งเร่งฝีเท้าเดินเข้ามา ขันทีที่คุกเข่าบนพื้นดีใจ รีบบอกว่า “ผู้ครองแคว้น พวกเขากลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จบตอน
Comments
Post a Comment