ตอนที่ 401: ไม่ว่างเข้าร่วม!
มู่หรงป๋อมองไปทางสองสามคนที่เดินลนลานเข้ามา เห็นด้านหลังพวกเขาไม่มีเงาเฟิ่งชิงเกอแววตาจึงหนักอึ้งเล็กน้อย ไม่รอให้พวกเขาเดินมาใกล้ก็ถามว่า “พวกเจ้าไม่ได้รับตัวคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งมารึ?”
ทหารอารักขาพวกนั้นคุกเข่าข้างหนึ่ง กล่าวด้วยความตื่นตระหนก “ผู้ครองแคว้นโปรดอภัยด้วย ข้าน้อยไปรับคุณหนูใหญ่ถึงจวนตระกูลเฟิ่ง แต่ แต่ว่า…”
ทหารอารักขาที่เป็นหัวหน้าไม่กล้าเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงลังเล ไม่กล้าพูดประโยคสุดท้ายออกมา
มู่หรงป๋อถอนหายใจ เอ่ยเสียงเข้มว่า “พูดมา!”
“ข้าน้อยไปรับนาง กลับไม่ได้เข้าแม้แต่ประตูจวน พวกองครักษ์ประจำตระกูลเฟิ่งออกมาบอกว่านายท่านพวกเขาไม่ว่างไปร่วมงานเลี้ยง จึง จึงไม่มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
พูดถึงตอนท้ายสุด เสียงของทหารอารักขาผู้นั้นยิ่งแผ่ว ศีรษะก้มลงไป รู้สึกเพียงว่าหลังจากพูดคำเหล่านั้นจบลง รอบก็ข้างพลันเงียบสงัด กลิ่นอายกดดันและบรรยากาศที่เย็นเยียบถึงขีดสุดนั้นทำให้อกสั่นขวัญแขวน
มู่หรงป๋อมองไปทางเนี่ยเถิงรัชทายาทแคว้นเหินเวหาตามสัญชาตญาณ เห็นเขานั่งเอนกายเล่นแก้วสุราในมือ ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง มุมปาก.อมยิ้มอยู่บางๆ ดูไม่ใส่ใจมากนัก แต่คนทั้งงานเลี้ยงกลับกระวนกระวายเพราะเขา
“เฟิ่งชิงเกอคนนี้ช่างบังอาจนัก! คำพูดข้ายังกล้าทำเป็นหูทวนลม? คนตั้งมากมายรอนางอยู่คนเดียว ไม่นึกเลยว่านางจะไม่มา ไปอีก! ต่อให้ต้องมัดตัวนางก็ต้องพามาให้ข้า!” เขาตะโกนเสียงเข้มด้วยความโกรธ ให้ทหารอารักขาพวกนั้นไปจวนตระกูลเฟิ่งอีกครั้ง
เนี่ยเถิงวางแก้วในมือลงแล้วลุกขึ้น แววตาเคร่งชำเลืองมองเขา ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะเปล่งออกมาพร้อมกลิ่นอายอันตรายและการกล่าวเตือน
“นางคือผู้หญิงที่จะเป็นชายารองของข้า ชื่อนางไม่ใช่ชื่อที่เจ้าจะเรียกได้ตามใจชอบ” กล่าวจบก็หันกายสาวก้าวออกไป
มู่หรงป๋อนั่งอยู่ตรงนั้นทั้งสีหน้าดูไม่ได้ มือที่วางไว้ใต้โต๊ะแอบกำหมัด รู้สึกแต่ว่าขายหน้า
เขาคือผู้ครองแคว้นที่ทรงเกียรติ แม้เป็นผู้ครองแคว้นเล็กๆ ก็ไม่ควรถูกทำให้เสียหน้าต่อหน้าข้าราชสำนักของตัวเอง หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นเขาคงตบโต๊ะลุกขึ้นด้วยความโกรธจัดแล้ว เสียแต่คนผู้นี้เป็นองค์ชายรัชทายาทแคว้นเหินเวหา เขาล่วงเกินไม่ได้…
เห็นเนี่ยถิงออกไป คนในงานเลี้ยงต่างลอบถอนหายใจ ถึงจะโล่งอกก็เห็นสีหน้าของผู้ครองแคว้นไม่สู้ดี แต่ละคนที่เดิมเคยวางใจจึงหวั่นๆขึ้นมาอีกครั้ง เพียงคิดว่างานเลี้ยงครั้งนี้ช่างทำให้พวกเขาสั่นกลัวจนเหงื่อออกท่วมเลยจริงๆ
ชายวัยกลางคนชุดดำที่ตามอยู่ด้านหลังเนี่ยเถิงเหลือบมองนายท่านตรงหน้าอย่างระแวดระวัง เห็นกลิ่นอายทั่วร่างเขาอึมครึม กำลังเก็บความโกรธไว้รางๆ จึงหวั่นใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
ทันใดนั้นก็เห็นนายท่านที่เดินเอามือไพล่หลังตรงหน้าหยุดลง เขาแอบปาดเหงื่อ ยังดีที่ไม่ได้ตามใกล้เกินไปนัก ไม่เช่นนั้นคงชนไปแล้ว
“เจ้าไม่ต้องตามหรอก” เนี่ยเถิงปริปากบอก ฝีก้าวเปลี่ยนไปยังทิศทางหนึ่ง ตรงออกไปนอกวัง
ชายวัยกลางคนอึ้งไปสักพักแล้วรีบตามไป ถามว่า “นายท่านจะไปพบคุณหนูใหญ่เฟิ่งที่จวนตระกูลเฟิ่งหรือ? ข้าน้อยล่วงหน้าไปพานางมาให้นายท่านไม่ดีกว่ารึ?”
เนี่ยเถิงที่เดินอยู่เบื้องหน้าไม่หยุดฝีเท้า เอ่ยโดยไม่หันหน้ากลับมา “ไม่จำเป็น ข้าไปเองสนุกกว่า” สิ้นเสียงฝีเท้าก็ชะงัก หันกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง “ไม่อนุญาตให้ตามมา”
เห็นเช่นนี้ ชายวัยกลางคนจึงหยุดอยู่ที่เดิม มองนายก้าวยาวเดินออกไปนอกวัง ในใจเป็นห่วงเล็กน้อย จึงยังเอ่ยปากเตือนอย่าง.อดไม่ได้ว่า “นายท่านระวังคุณหนูใหญ่เฟิ่งด้วย นางเป็นยอดฝีมือด้านการใช้ยานะขอรับ!”
นึกไม่ถึงว่าคำเตือนที่หวังดีของเขา กลับแลกมาด้วยแววตาโกรธเคืองของนายท่าน
ก็ถูกแล้ว คำพูดนี้เป็นการเตือนนายท่านว่าพวกเขาต่างเคยติดกับอยู่ในเงื้อมมือนางอย่างน่าอับอายชัดๆไม่ใช่หรือ?
ตอนที่ 402: หมายตาผู้หญิงของเขา?
เทียบกับบรรยากาศหนาวเหน็บในพระราชวัง อาหารมื้อเย็นที่จวนตระกูลเฟิ่งกลับอบอุ่นรื่นเริง
เฟิ่งจิ่วกินข้าวเป็นเพื่อนบิดาเสร็จก็ออกไปพร้อมกับกวนสีหลิ่น เมื่อผ่านศาลา เห็นว่าสายลมรำเพยปะทะใบหน้า จึงให้เหลิ่งซวงไปหยิบไหสุราเข้ามา ส่วนตนกับพี่ชายเดินไปนั่งในศาลา เหล่าไป๋กับฉิวฉิวตามเข้ามานอนหมอบอยู่ข้างขาเธอ
“เสี่ยวจิ่ว คนที่รัชทายาทแคว้นเหินเวหาพามามีกำลังแข็งแกร่งนัก ข้ากำลังคิดว่าเจ้าควรต้องไปหลบที่เวิ้งสวนท้อหรือไม่ หากปรากฏตัวในฐานะภูตหมอ คนพวกนั้นไม่กล้าทำอะไรเจ้าแน่ แต่หากเป็นฐานะคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่ง พวกเขาจะก่อเรื่องอะไรบ้างก็พูดยากจริงๆ”
ใบหน้ากวนสีหลิ่นไม่มีรอยยิ้มเช่นยามที่กินอาหารพูดคุยกันก่อนหน้านี้ มีเพียงความกังวลและหนักใจที่ยากจะปิดบัง ถึงอย่างไรฝ่ายตรงข้ามก็เป็นถึงรัชทายาทของแคว้นใหญ่ระดับหก หนำซ้ำที่คนติดตามมายังมีผู้ฝึกเซียนอีกแปดคน หากอยากบังคับชิงตัวจริง ใช้แค่กำลังต่อสู้ทั้งหมดของจวนตระกูลเฟิ่งก็ไม่แน่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้พวกนั้นได้
“ท่านไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาจะไม่ใช้กำลังฉุดข้า” เธอแย้มยิ้ม เห็นเหลิ่งซวงยกสุราเข้ามาจึงบอกว่า “สำหรับรัชทายาทแคว้นระดับหกคนหนึ่ง เขาจะไม่ใช้คำว่าฉุดชิงตัวที่สบประมาทตนเอง หากต้องชิงตัวผู้หญิงคนหนึ่งไปจริง นั่นจะไม่เกิดขึ้นกับคนที่มีฐานะเป็นรัชทายาทแน่นอน”
“เจ้ามั่นใจเพียงนี้เชียว” เขาฉงนใจอยู่บ้าง ไม่เข้าใจว่านางเอาความมั่นใจมาจากไหน
“ข้าไม่ได้มั่นใจ แต่เพราะความรักเกียรติในตนเองของบุรุษไม่อนุญาตให้เขาทำเช่นนั้น ท่านลองสลับตำแหน่งกันบ้าง หากเรื่องนี้เกิดกับตัวท่าน ท่านจะฉุดผู้หญิงคนหนึ่งหรือไม่?” เธอยกแก้วเหล้าขึ้นจิบเบาๆ มองเขาอย่างหยอกล้อ
“แน่.นอนว่าไม่!”
เขาตอบโดยไม่คิดสักนิด พอพูดไปก็นิ่งอยู่สักพัก จากนั้นจึงหัวเราะขึ้นมา “ฮ่าๆๆ ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ข้ารู้แล้ว เสี่ยวจิ่ว ทำไมแม้แต่จิตใจบุรุษเจ้ายังสามารถอ่านได้ทะลุปรุโปร่งเพียงนี้?”
เฟิ่งจิ่วยิ้มเจ้าเล่ห์ กล่าวว่า “ท่านลืมไปแล้วหรือว่าข้าแต่งตัวเป็นบุรุษได้แนบเนียนนัก?” ตัวตนภูตหมอของเธอจะปรากฏตัวโดยแต่งตัวเยี่ยงบุรุษเสมอ แม้แต่เจ้าตำหนักยมราชผู้หลักแหลมยังมองไม่ออกเลยไม่ใช่หรือ?
แต่ว่า…
นึกถึงเจ้าตำหนักยมราชผู้เบี่ยงเบนทางเพศคนนั้น เธอก็หนาวสั่นขึ้นมาโดยฉับพลัน
น่ารังเกียจเหลือเกิน ไม่นึกเลยว่าครั้งนั้นหมอนั่นคิดจะจูบเธอ ผ่านมานานเพียงนี้คิดแล้วยังขนลุกซู่ขึ้นมาอยู่เลย
เวลาเดียวกันนี้ บนเส้นทางไปยังแคว้นแสงสุริยัน เจ้าตำหนักยมราชพร้อมด้วยฮุยหลางและอิ่งอีกำลังหยุดพักผ่อนในยามค่ำคืนเพราะเดินทางกันมาทั้งวัน ทันใดนั้นเจ้าตำหนักที่นั่งขัดสมาธิปรับลมปราณอยู่หน้ากองไฟก็จามออกมา ก่อนจะลืมตาดำขลับลึกล้ำคู่นั้นขึ้นและมองไปทางแคว้นแสงสุริยัน
ฮุยหลางข้างๆ เห็นก็ถามอย่างไม่ถูกเวลา “นายท่าน หนาวหรือขอรับ? จะใส่เสื้ออีกสักตัวรึไม่”
อิ่งอีที่ได้ยินมุมปากกระตุก หลังชำเลืองมองเขา แล้วดูตามทิศทางที่นายท่านมองไป ก็กระแอมไอเบาๆ บอกว่า “ภูตหมอคงกำลังคิดถึงนายท่าน”
เจ้าตำหนักมองอิ่งอีแวบหนึ่ง มุมปากยกขึ้นน้อยๆ บนใบหน้าเด็ดเดี่ยวหล่อเหลาผุดรอยยิ้มออกมาอย่างชัดเจน เขาเหลือบมองฮุยหลางข้างๆที่ยิ้มเจื่อน ลุกยืนขึ้นสะบัดเสื้อคลุม เอ่ยปากเรียบๆว่า
“รีบไปต่อกันเถอะ! อย่าเสียเวลาระหว่างทางมากเกินไป”
ไม่บอกไม่ได้ว่าเขาเองก็คิดถึงนาง ยิ่งเข้าใกล้นางยิ่งคิดถึง โดยเฉพาะหลังรู้เรื่องที่เกิดขึ้นภายในตระกูลของนางช่วงนี้ ในใจก็เป็นห่วงอยู่เล็กน้อยว่านางจะรับมือไหวหรือไม่?
ยังมีเนี่ยเถิงรัชทายาทแคว้นเหินเวหาคนนั้นอีก ไม่นึกว่าจะกล้าหมายตาผู้หญิงของเขา สมควรตายจริงๆ!
ตอนที่ 403: ข้าไม่สบายใจ?
ฮุยหลางได้ยินก็รีบดับไฟ พลางบอกว่า “ขอรับ นายท่านพูดถูก เราอย่าเสียเวลาระหว่างทางนานไปนักจะดีกว่า ภูตหมอจะได้ไม่ถูกรัชทายาทแคว้นเหินเวหาผู้นั้นชิงตัวไป ข้าน้อยได้ยินว่ารัชทายาทคนนั้นไม่เพียงรูปลักษณ์โดดเด่น พรสวรรค์ก็ยังไม่…”
เอ่ยถึงตรงนี้คำพูดเขาก็ชะงัก และถูกกลืนลงไปเสียดื้อๆ เพราะโดนอิ่งอีจ้องเสียจนกล่าวต่อไปไม่ได้
แม้สิ่งที่เขาพูดจะเป็นความจริง แต่คำพูดนี้นายท่านอาจไม่ชอบฟังสักเท่าไหร่ เขาแอบทอดถอนใจ คิดว่าในใจว่า ‘เจ้าจิ้งจอกอิ่งอีนั่นเอาแต่เลือกพูดสิ่งที่นายท่านชอบฟัง มีแต่คนเถรตรงเช่นเขาที่พูดความจริงออกมา ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว คำเตือนที่หวังดีมักขัดหูทั้งนั้น’
ขณะฟังคำพูดฮุยหลาง พอได้ยินคำว่ารูปลักษณ์โดดเด่นเข้าถึงหู เขาก็รู้สึกบาดหูยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้จึงชายตามองฮุยหลาง “รูปลักษณ์โดดเด่น? หรือพวกเจ้าคิดว่ารูปลักษณ์ข้าแย่กว่าคนอื่น?”
“แหะๆ ข้าน้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้นขอรับ”
ฮุยหลางยิ้มกระอักกระอ่วน รีบพูดเอาใจว่า “นายท่านสง่าผ่าเผยสูงส่งไร้คนเทียบเคียง ทรงอำนาจเหนือใคร ราวกับเทพสวรรค์ ในโลกนี้ข้าน้อยยังไม่เคยเห็นใครคนไหนเทียบนายท่านได้เลย นายท่านเป็นดวงอาทิตย์เจิดจรัส แม้รัชทายาทแคว้นเหินเวหาคนนั้นจะโดดเด่น เทียบกับนายท่านแล้วก็เป็นเช่นฝุ่นบนพื้นดิน ไม่เข้าตาเลยสักนิดเดียว คนเช่นนั้นยังไงภูตหมอก็ไม่ชอบหรอกขอรับ ดังนั้นท่านวางใจได้”
“แล้วข้าไม่สบายใจงั้นรึ” เขาเลิกคิ้วขึ้นมา ถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ได้ยินเช่นนี้ ฮุยหลางก็ปาดๆเหงื่อตรงหน้าผาก มองขอความช่วยเหลือไปทางอิ่งอี เขาพูดไม่เก่งนี่! ไม่รู้ว่าทำไมเอ่ยคำดีๆไปมากมายเพียงนี้ นายท่านยังตอบมาด้วยประโยคเช่นนี้อีก?
อีกอย่าง เดิมทีนายท่านก็ไม่สบายใจอยู่แล้ว! ไม่เช่นนั้นหลังจากได้ยินข่าวที่พวกเขามารายงานและรู้ถึงความตั้งใจของรัชทายาทแคว้นเหินเวหา ไหนเลยจะวางงานในมือโดยไม่พูดไม่จา แล้วรีบแจ้นมาอย่างร้อนรน?
ทว่าคำพวกนี้เขาพูดได้หรือ? พูดไปจะโดนตีจนตายหรือไม่?
อิ่งอีเหลือบมองฮุยหลาง ก้าวเข้าไปแนะนำว่า “นายท่าน พวกเรายังห่างจากแคว้นแสงสุริยันอีกหนึ่งช่วงระยะทาง ออกเดินทางเสียตอนนี้ไม่ดีกว่าหรือ จะได้ถึงจวนตระกูลเฟิ่งเร็วหน่อย แล้วดูว่าภูตหมอมีแผนการเช่นไร”
นึกถึงสาวน้อยคนนั้นที่ยามนี้เหลือตัวคนเดียว นัยน์ตาเจ้าตำหนักยมราชก็ฉายประกายเล็กน้อย เจ็บปวดใจอยู่บ้าง ยามนี้จึงไม่คิดถือสาอะไรฮุยหลาง แต่เรียกพาหนะเหาะเหินออกมา และมุ่งไปยังแคว้นแสงสุริยันพร้อมกับพวกเขาสองคน…
ส่วนในจวนตระกูลเฟิ่ง ยามนี้เกิดความโกลาหลเล็กน้อย
“มีผู้บุกรุก!”
หลังจากเสียงตะโกนดังขึ้น สิ่งที่ตามมาคือเสียงผู้คนในจวนจับคนร้าย เสียงต่อสู้ดังมารางๆ ทว่าไม่นานนักเสียงนี้ก็เงียบลง สิ่งที่ปรากฏต่อมามีเพียงเสียงร้องอู้อี้และเสียงหมัดที่เหวี่ยงลงบนร่างกายจากฝ่ายเดียว
เมื่อกวนสีหลิ่นที่ดื่มสุรากับเฟิ่งจิ่วอยู่ในศาลาได้ยินการเคลื่อนไหวนั้น สองดวงตาก็สว่างวาบ มองไปที่เฟิ่งจิ่วอย่างแทบจะนับถือ “เสี่ยวจิ่ว เจ้าเดาถูกจริงด้วย คืนนี้มีคนมาจริงๆ สู้กันไม่เท่าไหร่ก็ไม่เคลื่อนไหวอะไรแล้ว ดูท่ายาที่เจ้าวางไว้จะร้ายกาจยิ่งนัก!”
“แค่รอเข้ามาให้ซ้อมถึงที่สักยก ถ้าไม่ได้ให้ซ้อมเปล่าๆก็ไม่ซ้อม สู้ก่อนค่อยว่ากัน”
เธอเล่นแก้วสุราในมือ ใบหน้างดงามแดงก่ำน้อยๆเพราะดื่มเหล้า เผยความเอื่อยเฉื่อยและทรงเสน่ห์ บริเวณริมฝีปากมีรอยยิ้มชั่วร้ายประดับไว้ ยิ่งเสริมความร้ายกาจและมนต์เสน่ห์ที่ทำให้คนไม่อาจต้านทานเพิ่มให้อีกหลายส่วน
“แต่ว่า…”
กวนสีหลิ่นลังเลเล็กน้อย “สู้กันแบบนี้จะดีจริงหรือ ฟังจากการเคลื่อนไหวแล้ว เหมือนพวกเขาจะลงมือกันโหดร้ายมาก!”
ตอนที่ 404: ซ้อมเนี่ยเถิง
“ไม่เป็นไร พวกเขารู้จักความพอดี ไม่ทำร้ายถึงชีวิตหรอก” เธอยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ หลังดื่มอีกสองแก้วถึงจะไปยังเรือนด้านหน้าพร้อมกันกับกวนสีหลิ่น
เมื่อมาถึงตรงนั้น ร่างหนึ่งที่ศีรษะคลุมถุงกระสอบไว้กำลังโดน.องครักษ์คุมตัวเข้ามา เห็นเฟิ่งจิ่วพวกเขาก็คารวะทันที “นายท่าน พวกเราจับมือสังหารที่ปีนกำแพงเข้ามาได้คนหนึ่งขอรับ”
“อ้อ? มีผู้บุกรุกมาจวนตระกูลเฟิ่งงั้นหรือ” มุมปากเธอยกขึ้นเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้พวกเขาเอากระสอบออก
ฉีคังดึงกระสอบออกมา เผยให้เห็นชายหนุ่มที่โดนพวกเขาซ้อมเสียจนจมูกช้ำหน้าบวม สองสามคนที่เดิมทีคุมตัวชายหนุ่มต่างละมือกลับ ร่างนั้นจึงอ่อนเปลี้ยล้มลงบนพื้น เพียงเบิกตาที่ถูกชกบวมเป่งจ้องมองเฟิ่งจิ่ว แม้แต่พูดยังพูดไม่ออก
เพราะแสงสว่างที่เรือนหน้า ยามนี้ต่อให้ใบหน้าชายหนุ่มบนพื้นโดนชกจนบวมช้ำ กลับยังเห็นรูปลักษณ์เดิมได้เลาๆ รวมถึงชุดคลุมที่หรูหรานั่น
เมื่อสายตาเฟิ่งจิ่วประสานกับชายหนุ่มบนพื้น ก็.อดแปลกใจไม่ได้ “เจ้านั่นเอง?” กล่าวจบ กลับหัวเราะขึ้นมาทันควัน “เหอะๆ นึกไม่ถึงเลยจริงๆ เจ้าโดนข้าวางยาถึงสองครั้ง ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ดีเท่าไหร่สินะ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าเฟิ่งจิ่วฉีกกว้างอย่าง.อดไม่อยู่ นึกไม่ถึงจริงๆว่าจะเป็นคนนี้ คนที่ติดกับในเงื้อมมือเธอครั้งก่อนกลับมาติดกับอีกครั้ง ยากนักที่เธอจะไม่หัวเราะ
ครั้งนั้นเธอคิดว่าคนคนนี้ไม่ธรรมดาแน่ เป็นไปตามคาด! ที่แท้ก็เป็นเนี่ยเถิงรัชทายาทแคว้นเหินเวหา มิน่าถึงมีบุคลิกท่าทางเช่นนั้น แต่เขาก็อวดดีเกินไปหน่อย กล้ามาจวนตระกูลเฟิ่งตัวคนเดียว สมควรแล้วที่โดนซ้อมหน้าบวมช้ำ
เนี่ยเถิงนอนอยู่บนพื้น ร่างกายไร้เรี่ยวแรงตอนนี้จึงขยับไม่ได้ นอนหงายอยู่เช่นนั้น ดวงตาสีดำสนิทจับจ้องสาวน้อย.งดงามเบื้องหน้าที่แย้มยิ้มราวบุปผา พลันคิดว่าครั้งนี้โดนซ้อมจนล้มก็ไม่ได้ยอมรับยากถึงเพียงนั้น อย่างน้อยๆ ได้เห็นนางยิ้มเบิกบานเช่นนี้ รอยยิ้มแบบนี้ครั้งก่อนเขายังไม่เคยเห็นเลย
ยามนี้ เขาเพียงรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นช่าง…งดงามยิ่ง
เดิมทีมีไฟโกรธสุมในอก ยามนี้เห็นรอยยิ้มนางแล้วก็หายเป็นปลิดทิ้ง ยิ่งพบหน้ายิ่งรู้สึกว่าสตรีคนนี้นี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการ!
“ข้าคือรัชทายาทแคว้นเหินเวหา นามเนี่ยเถิง”
สายตาเขามองแต่นาง พลางพูดประโยคนี้ออกไปโดยไม่รีบไม่ช้า เห็นใบหน้านางเผยความประหลาดใจ ในดวงตามีท่าทีเหลือเชื่อ มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย กำลังจะเอ่ย แต่เมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของนางมุมปากกลับกระตุก คำที่เคยอยากบอกก็ติดอยู่ในลำคอ
“เจ้าบังอาจยิ่งนัก! ถึงกับกล้าแอบอ้างเป็นรัชทายาทเนี่ยเถิง? คนอื่นไม่รู้จักเจ้าแต่ข้ารู้จัก เจ้าคือคนบ้ากามที่ตามข้าอยู่ในเขตแคว้นเสงสุริยันครั้งก่อนไม่ใช่หรือ ไม่นึกเลยว่าครั้งนี้จะยิ่งกำเริบเสิบสานปีนกำแพงเข้ามาบ้านข้า”
อารมณ์บนใบหน้าเฟิ่งจิ่วเปลี่ยนจากแปลกใจเป็นเหลือเชื่อตามด้วยโกรธเคือง มือชี้เขาอย่างเกรี้ยวกราด จากนั้นยิ้มขึ้นทันใด
รอยยิ้มนั้นพิลึกอยู่บางส่วน ทำให้คนรู้สึกสั่นเทิ้มหวาดกลัว
“วิธีจัดการคนบ้ากามที่ดีที่สุดคืออะไรเจ้ารู้ไหม?” เธอโน้มตัวลงไป ดวงตางดงามโค้งยิ้ม สายตามองจากใบหน้าเขาลงไป ระหว่างที่สายตาหยุดอยู่ตรงกลางหว่างขาก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา
“คือทำลายต้นเหตุซะ”
เสียงหัวเราะเบาๆลอยเข้าหู สีหน้าเนี่ยเถิงดูไม่ได้ขึ้นมา แม้รู้ว่านางคงไม่กล้าทำเช่นนั้น แต่ฟังคำพูดแล้วนึกถึงนิสัยที่อยากทำอะไรก็ทำของนาง รู้สึกเพียงว่าบริเวณสองขามีลมหนาวพัดผ่าน ทำให้ร่างกายหดเกร็งขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
ตอนที่ 405: ลากออกไปทิ้ง!
“เหอะๆ…”
เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ มองรัชทายาทเนี่ยเถิงที่จมูกช้ำหน้าบวมร่างสะบักสะบอม บอกด้วยอารมณ์อิ่มเอมว่า “แต่ช่วงนี้ข้าไม่ค่อยได้ลงมือแล้ว ดังนั้นเจ้ายังรอดพ้นไปได้”
เธอลุกยืนขึ้นปัดๆกระโปรง.บนตัว เอ่ยกับพวกฉีคังว่า “ส่งเจ้าบ้ากามที่แอบอ้างเป็นรัชทายาทแคว้นเหินเวหาผู้นี้ไปวังหลวงให้ผู้ครองแคว้นลงโทษเสีย!”
“ขอรับ!” พวกเขาขานรับ ลากเนี่ยเถิงขึ้นมาและคลุมถุงกระสอบที่ดึงออกลงบนศีรษะใหม่ ก่อนจะพาเขาไปส่งยังพระราชวัง
รอจนพวกเขาออกไปแล้ว กวนสีหลิ่นข้างๆถึงจะเอ่ยปากถาม “เสี่ยวจิ่ว เขาคือเนี่ยเถิงรัชทายาทแคว้นเหินเวหา? เจ้าเคยพบเขามาก่อนรึ”
ว่าแล้วทำไมรัชทายาทแคว้นเหินเวหาถึงรู้จักนาง ที่แท้พวกเขาเคยพบกันข้างนอก มิน่าถึงมาหาถึงที่
“เจอกันระหว่างทางกลับมาครั้งก่อน เคยมีวาสนาได้พบหน้า”
เธอยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ “ตอนนั้นแค่รู้ว่าคนคนนี้ฐานะคงไม่ธรรมดา แต่ไม่นึกว่าจะเป็นรัชทายาทแคว้นเหินเวหา หากตอนนั้นเขาคิดร้ายต่อข้า เดาว่าคงโดนข้าจัดการอย่างไร้ร่องรอยไประหว่างทางแล้ว”
สีหน้าเธอเผยความแปลกใจอยู่บ้าง ไม่นึกว่ารัชทายาทแคว้นเหินเวหาจะเป็นคนที่ครั้งนั้นเคยพบกันระหว่างทาง แต่สมองเขามีปัญหาหรือไร ตอนนั้นโดนจัดการจนล้มยังกล้าตามสืบข่าวและคิดจะแต่งเธอเป็นชายารองอีก? ไม่กลัวจะโดนเธอตอนเข้าสักวันรึไง?
“ซ้อมเขาไปชุดหนึ่ง เกรงว่าเดี๋ยวยาหมดฤทธิ์ได้ลงมือกับจวนตระกูลเฟิ่งแน่” กวนสีหลิ่นขมวดคิ้ว กังวลอยู่บ้าง เดิมนึกว่าคนที่มาคงเป็นลูกน้อง.องค์รัชทายาท กลับไม่นึกว่าจะเป็นเขาเสียเอง ครั้งนี้เรื่องใหญ่แล้ว ซ้อมรัชทายาทแคว้นเหินเวหาเสียจนจมูกช้ำหน้าบวม จะไม่เกิดเรื่องได้หรือ?
เฟิ่งจิ่วส่งเสียงหัวเราะเบาๆ เห็นหน้าเขาเคร่งเครียดจึงตบๆไหล่ บอกว่า “พี่ชายข้า กังวลไปก็เปล่าประโยชน์ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ซัดก่อนค่อยว่ากัน พวกเราไม่เสียเปรียบหรอก เอาละ ท่านกลับไปก่อนเถอะ ที่นี่ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว” เธอโบกๆมือ ให้สัญญาณเขากลับไปในจวน
“อืม มีอะไรก็เรียกข้า” เขาพยักหน้า จากนั้นจึงออกไป ในใจกำลังคิดว่าพรุ่งนี้จะไม่ไปตลาดมืดแล้วเข้ามาดูก่อนเสียหน่อย
ส่วนภายในพระราชวัง เพราะการจากไปของเนี่ยเถิงงานเลี้ยงจึงเลิกราเสียก่อน ผู้คนกลับไปกันเกือบหมดแล้ว แม้แต่ผู้ครองแคว้นยังเตรียมตัวกลับตำหนัก ทว่าในเวลานี้เอง ทหารอารักขาคนหนึ่งวิ่งมาอย่างร้อนรน
“ผู้ครองแคว้น คนตระกูลเฟิ่งส่งชายคนหนึ่งมา บอกว่าคนผู้นั้นบุกรุกจวนยามวิกาล ซ้ำยังแอบอ้างเป็นรัชทายาทแคว้นเหินเวหา ด้วยเหตุนี้จึงส่งคนมาให้ท่านลงโทษพ่ะย่ะค่ะ”
ผู้ครองแคว้นที่เดิมทีอารมณ์ไม่ดีนักได้ยินเช่นนี้ จึงตะโกนบอกโดยไม่พูดมากความ “ลากออกไปทิ้งเดี๋ยวนี้!” สิ้นเสียงก็สะบัดแขนเสื้อจะไปยังตำหนัก ทว่าเดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดฝีเท้าลงแล้วหันกลับมาทันใด
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าคนคนนั้นบุกรุกจวนตระกูลเฟิ่งยามวิกาล และแอบอ้างเป็นรัชทายาทแคว้นเหินเวหารึ”
“พะ พ่ะย่ะค่ะ” ทหารอารักขาที่เตรียมจะถอยออกไปคนนั้นตกใจกับการหันกลับมากะทันหันของเขา เสียงพูดจึงสั่นเทาน้อยๆ
“คนอยู่ไหน? นำทางไป!”
เขาแผดเสียง สื่อนำให้ทางไป ทหารอารักขาทำได้เพียงขานรับและพาเขาไปด้านนอก
ทว่าเมื่อมาถึงด้านนอก กลับเห็นว่ายามนี้คนที่เดิมถูกคลุมศีรษะด้วยถุงกระสอบและโดน.กดอยู่บนพื้นลุกขึ้นยืนแล้ว กำลังปัดดินบนตัว ข้างกายมีทหารอารักขาสองสามคนที่ล้มหมดสติไปแล้ว
“ช่างกล้านัก เจ้า…” ทหารอารักขาตะโกน ดึงกระบี่คู่กายตรงข้างเอวออกมาจะลงมือ แต่ถูกผู้ครองแคว้นด้านหลังเรียกไว้
“บังอาจ! นั่น นั่นคือรัชทายาทแคว้นเหินเวหา!”
ตอนที่ 406: กองทหารรักษาพระองค์เคลื่อนพล!
เมื่อเอ่ยออกไป เห็นใบหน้าบวมช้ำนั้นเงยขึ้นมา ร่างกายเขาก็แข็งเกร็ง เบิกตาโตด้วยความตกตะลึง อ้าปากกว้างทั้งสีหน้ายากจะเชื่อ “ใคร ใครบังอาจทำร้าย.องค์รัชทายาทจนเป็นเช่นนี้?”
นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเขาถึงถูกทำร้ายเสียจนมีสภาพนี้ นะ ในแคว้นแสงสุริยันที่ใหญ่โตนี้ ใครกันจะกล้าทำร้ายเขา?
จู่ๆก็นึกถึงคนตระกูลเฟิ่งอย่างที่อธิบายไม่ได้ ผิวหนังเขาเกร็งแน่น ถามเสียงสั่นเครือว่า “ฝ่าบาท เป็นฝีมือคนจวนตระกูลเฟิ่งหรือ?”
เนี่ยเถิงชำเลืองมองเขา หมุนตัวออกไปโดยไม่พูดอะไรเลย เพียงทิ้งให้ผู้ครองแคว้นที่โกรธระคนตกใจยืนอยู่ที่เดิม
จนกระทั่งมองไม่เห็นร่างเนี่ยเถิง ผู้ครองแคว้นพลันได้สติกลับมา ตะโกนใส่ทหารอารักขาข้างๆ “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ จงบอกข้าให้ชัดเจน!”
ทหารอารักขาคนนั้นคุกเข่าลงบนพื้นเสียงดังตุบ กล่าวเสียงสั่นว่า “ระ รัชทายาทแคว้นเหินเวหาบุกรุกจวนยามวิกาล คนจวนตระกูลเฟิ่งคิดว่าเป็นมือสังหารจึงจับตัวมาขอรับ”
“จวนตระกูลเฟิ่งนี่ช่างบังอาจนัก!”
เขาตะโกนลั่นอย่างโกรธเกรี้ยว “ทหาร! ไปจับคนที่ทำร้ายรัชทายาทแคว้นเหินเวหาจากจวนตระกูลเฟิ่งมา!”
ผู้ครองแคว้นโกรธจัด สั่งให้ทหารรักษาพระองค์ไปจวนตระกูลเฟิ่งแล้วจับคนมา หนึ่งคือเพื่อให้รัชทายาทแคว้นเหินเวหาเห็นท่าทีเขาและมอบหมายงานให้ สองคือให้คนของตระกูลเฟิ่งเห็นชัดเจนว่าเวลานี้พวกเขาไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว! หากยังกล้ากำเริบเสิบสานเช่นนี้อีก เขาจำต้องถอนรากถอนโคนตระกูลเฟิ่งเสีย!
เพราะมีบัญชานี้ลงมา ท่ามกลางค่ำคืน กองทหารรักษาพระองค์จำนวนมากจึงออกจากพระราชวังไปยังจวนตระกูลเฟิ่งอย่างรวดเร็ว เมื่อทหารหลายกองที่สวมชุดเครื่องแบบทหารรักษาพระองค์เหมือนๆกัน เร่งฝีเท้ามุ่งไปยังทิศทางจวนตระกูลเฟิ่ง แน่.นอนว่ากลุ่มอำนาจแต่ละฝ่ายในเมืองย่อมตื่นตกใจ
แต่ละตระกูลได้ยินเรื่องนี้ต่างพากันประหลาดใจและรู้สึกตะลึง มีเรื่องอะไรถึงต้องรีบจัดการในคืนเดียว? ซ้ำยังสั่งให้ทหารมากมายไปจวนตระกูลเฟิ่งกลางค่ำกลางคืนอีก? จะทำอะไรกัน?
แม้บอกว่าตระกูลไม่น้อยในเมืองกำลังเฝ้าชมเรื่องสนุก รอที่จะเห็นตระกูลเฟิ่งล่มสลาย แต่ยังมีตระกูลที่เที่ยงธรรมอีกไม่น้อยรับไม่ได้กับวิธีการของราชวงศ์ คนตระกูลเฟิ่งเป็นเช่นไรพูดได้เลยว่าคนทั้งเมืองอวิ๋นเยวี่ยไปจนถึงทั่วแคว้นแสงสุริยันต่างรู้ดี นั่นคือ.วงศ์ตระกูลที่ปกปักแคว้นนี้ด้วยความจงรักภักดี ไม่ว่าผู้เฒ่าเฟิ่งหรือเฟิ่งเซียวล้วนเป็นนักรบที่ซื่อสัตย์ อาจหาญกล้าตาย!
พวกเขาพาองครักษ์ตระกูลเฟิ่งออกไปคุ้มกันแคว้นแสงสุริยันจากอันตรายมาเท่าไหร่ ในใจพวกเขารู้ดีอย่างยิ่ง หากไม่มีพวกเขาคอยพิทักษ์ แสงสุริยันแคว้นเล็กระดับเก้านี้คงโดนแคว้นอื่นยึดไปนานแล้ว ตอนนี้ไหนเลยจะยอมให้มู่หรงป๋อกลั่นแกล้งคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งที่ยามนี้เหลือตัวคนเดียว?
ตระกูลเกิ่งหนึ่งในตระกูลใหญ่เมืองอวิ๋นเยวี่ยกำลังพูดคุยกันในห้องโถงใหญ่ แม้เป็นกลางดึก ยามนี้กลับมีคนนั่งเต็มไปหมด
วันนี้ผู้เฒ่าเกิ่งเพิ่งออกจากการเก็บตัวฝึกบำเพ็ญ แต่หลังจากได้ยินเรื่องราวช่วงนี้ก็เรียกทุกคนในตระกูลมาคุยกันที่นี่ ตอนนี้ได้ยินเรื่องคืนนี้แล้ว มือใหญ่ตบลงบนโต๊ะอย่างรุนแรง เกิดเสียงดังสนั่น ผู้คนในห้องโถงสะดุ้งเสียจนใจหล่นวูบ ต่างมองไปยังคนตรงตำแหน่งผู้อาวุโส
เห็นแต่ใบหน้าชราที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของผู้เฒ่าเกิ่งยามนี้มีแต่ไฟโทสะ แม้เสียงจะแหบแห้งกลับมีอารมณ์อยู่เต็มเปี่ยม ไม่เข้ากับอายุเขาเลยสักนิด “มู่หรงป๋อคนนี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! ยามนี้ยังไม่รู้เบาะแสผู้เฒ่าเฟิ่ง เฟิ่งเซียวหมดสติไม่ฟื้น เหลือเพียงแม่หนูตระกูลเฟิ่งคนเดียว แต่มู่หรงป๋อตัวเป็นผู้ครองแคว้น ไม่ปกป้องกลับเหยียบซ้ำ นี่เป็นการกระทำเยี่ยงคนพาลชัดๆ!”
ทุกคนเบื้องล่างไม่กล้าปริปาก เพราะในเวลานี้ตระกูลเกิ่งพวกเขาก็เฝ้ามองโดยรักษาท่าทีของผู้ชมมาโดยตลอด ยามนี้ได้ยินคำพูดท่านผู้เฒ่า เหมือนว่า…อยากจะเข้าไปยุ่งเรื่องวุ่นวายของตระกูลเฟิ่งกับราชวงศ์ด้วย?
ตอนที่ 407: ตระกูลเกิ่งออกหน้า
ว่ากันว่าผู้เฒ่าเกิ่งกับผู้เฒ่าเฟิ่งเป็นสหายเก่าแก่ที่คบหากันมาหลายปี แต่พวกเขาคนรุ่นหลังไม่เห็นทั้งสองไปมาหาสู่ เพราะเวลาส่วนใหญ่ท่านผู้เฒ่าเก็บตัวฝึกบำเพ็ญ พวกเขาก็ไม่กล้านำเรื่องพวกนี้ไปรบกวน แต่ยามนี้ดูเหมือนเจตนาเขาคือต้องการออกหน้าแทนตระกูลเฟิ่ง?
ชายวัยกลางคนที่นั่งตรงตำแหน่งรองอาวุโสครุ่นคิดพักหนึ่ง มองยังผู้เฒ่าที่ตำแหน่งอาวุโส เอ่ยเสียงทุ้มว่า “ท่านพ่อ ตามที่ข้ารู้มา ช่วงนี้มู่หรงป๋อกำลังผลักดันให้บางตระกูลกดดันจวนตระกูลเฟิ่ง เหมือนคิดจะรวบ.องครักษ์ตระกูลเฟิ่งมาใช้เสียเอง แต่ว่ารัชทายาทแคว้นเหินเวหามาถึงพอดี เรื่องนี้จึงถูกพับไว้ยังไม่จัดการ หากพวกเราจะออกหน้าแทนตระกูลเฟิ่ง ลำพังอาศัยแค่ตระกูลเกิ่งเราเกรงว่ายังไม่พอ”
“งั้นเจ้าเห็นว่าอย่างไร?” ผู้เฒ่าเกิ่งมองลูกชายตัวเองพลางถามเสียงเนิบๆ
“ผู้นำตระกูลเฟิ่งล้มป่วย ประกอบกับการกดขี่จากมู่หรงป๋อ ยามนี้หลายตระกูลเลี่ยงตระกูลเฟิ่งได้ก็เลี่ยง แต่ยังมีตระกูลอื่นไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะเมื่อผู้เฒ่าเฟิ่งกับเฟิ่งเซียวต่างเป็นนักรบผู้เที่ยงธรรม มีคนไม่น้อยได้รับความเมตตาจากพวกเขา หากให้พวกเขาออกหน้าเสียเอง คงต้องล่าถอยเพราะไม่มีกำลังจะต่อต้านราชวงศ์ ทว่าหากมีตระกูลเกิ่งเรานำหน้า ข้ากล้ายืนยันว่าพวกเขาจะก้าวออกมาโดยไม่อาจปฏิเสธได้แน่.นอน”
ได้ยินเช่นนี้ ไม่เพียงผู้เฒ่าเกิ่งแอบพยักหน้า แม้แต่ทุกคนที่นั่งอยู่ด้านล่างดวงตาก็ยังเผยความชื่นชม
ถูกต้อง ไม่ต้องพูดถึงถิ่นอื่น เหล่ากลุ่มอำนาจตระกูลเล็กๆในเมืองอวิ๋นเยวี่ยก็มีคนไม่น้อยได้รับความกรุณาจากผู้เฒ่าเฟิ่งกับเฟิ่งเซียว หากพวกเขาต่อกรกับราชวงศ์ คงไม่มีกำลังถึงเพียงนั้นแน่.นอน ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่ออกหน้าและทำแค่แอบเฝ้ามอง
แต่หากมีตระกูลที่แข็งแกร่งนำหน้า พวกเขาจะก้าวออกมาช่วยอีกแรงอย่างไม่อาจปฏิเสธได้แน่! ตระกูลเกิ่งพวกเขาเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองอวิ๋นเยวี่ย แม้กำลังจะยังห่างชั้นจากตระกูลเฟิ่ง แต่หากร่วมมือกับตระกูลเล็กและกลุ่มอำนาจเล็กส่วนหนึ่ง ก็รวมตัวเป็นกลุ่มอำนาจใหญ่ได้เช่นกัน
ผู้เฒ่าเกิ่งพยักหน้า บอกว่า “ได้ เรื่องนี้เจ้าไปจัดการเสีย ตาเฒ่าเฟิ่งกับข้าเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายกันมา ยามนี้เขาหายตัวไปไม่รู้เบาะแส ซ้ำเฟิ่งเซียวยังหมดสติไม่ฟื้น เหลือเพียงแม่หนูตระกูลเฟิ่งคนเดียวคอยรับมือ ตระกูลเกิ่งเราไม่ใช่คนไร้น้ำใจไร้คุณธรรมพวกนั้น เวลานี้ไม่อาจนิ่งดูดายได้ มิเช่นนั้นต่อให้คนอื่นไม่พูด มโนธรรมของพวกเราก็คงละอายใจยิ่ง”
“ขอรับ ท่านพ่อวางใจเถอะ ข้ารู้ว่าต้องทำเช่นไร”
ผู้นำตระกูลเกิ่งขานรับเสียงเข้ม สั่งการให้คนเบื้องล่างส่วนหนึ่งไปติดต่อตระกูลอื่นๆ อีกส่วนเตรียมไปดูที่ตระกูลเฟิ่งเสียหน่อย ดึกดื่นมืดค่ำเช่นนี้มู่หรงป๋อคิดจะทำอะไรกันแน่?
องครักษ์ตระกูลเฟิ่งที่กระจายตัวอยู่แต่ละจุดในเมืองอวิ๋นเยวี่ยเห็นกองทหารรักษาพระองค์จำนวนมากเคลื่อนพลไปยังจวนตระกูลเฟิ่งกลางดึก ทุกคนต่างลอบตามไป แอบซ่อนในมุมมืด รอสถานการณ์ผิดปกติเมื่อใดก็จะสั่งลงมือ!
ภายในจวนตระกูลเฟิ่ง เฟิ่งจิ่วอาบน้ำเสร็จสวมเพียงชุดซับในนั่งอยู่ข้างโต๊ะหินในลานบ้าน ปล่อยให้เหลิ่งซวงช่วยบิดผมให้แห้ง ในมือกำลังถือหนังสืออ่าน รอผมแห้งแล้วจะไปพักผ่อน
“นายท่าน ได้แล้วเจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงก้าวถอยออกไป ช่วยเธอรวบผมสีหมึกนุ่มสลวยขึ้นมา
“อืม” เธอขานรับ เก็บหนังสือในมือกลับเข้าห้วงมิติ หาวพลางเตรียมตัวจะกลับเรือนไปพักผ่อน ก็เห็นร่างหนึ่งลนลานเข้ามา
“นายท่าน กองทหารรักษาพระองค์มากมายล้อมจวนเราไว้แล้วขอรับ!”
ตอนที่ 408: ตะลึงความงามในยามค่ำคืน!
“หือ?”
ฝีเท้าที่เดินไปด้านในชะงักเล็กน้อย เฟิ่งจิ่วหันตัวกลับไปเลิกคิ้วมองยังผู้มาใหม่ ภายในดวงตามีประกายวาววับโลดแล่น ริมฝีปากแดงเผยอออกเบาๆ “กองทหารรักษาพระองค์ล้อมจวนเรา? คิดจะทำอะไรกัน”
“บอกให้พวกเราส่งตัวคนที่ทำร้ายรัชทายาทแคว้นเหินเวหาไปขอรับ” เห็นนางสวมเพียงชุดซับใน ฉีคังจึงรีบร้อนก้มหน้าลง
เหลิ่งซวงตอนนี้หยิบเสื้อคลุมจากด้านในออกมาสวมให้แล้ว เฟิ่งจิ่วรับช่วงผูกผ้าคาดเอวต่อเอง ส่วนเหลิ่งซวงใช้ผ้าผูกผมยกเส้นผมสีหมึกขึ้นรวบไว้หลวมๆให้ จัดระเบียบอย่างง่ายๆเรียบร้อยก็ยืนเงียบอยู่ข้างๆ
“ไปเถอะ! ไปดูกันหน่อย” เธอจัดแจงเสื้อผ้าบนตัว เคลื่อนฝีก้าวเดินไปด้านนอก
“ขอรับ” ฉีคังขานรับและเร่งรีบตามไป
ด้านนอกจวนตระกูลเฟิ่งยามนี้ เหล่าทหารรักษาพระองค์ถือคบเพลิงล้อมทั้งจวนไว้ แสงไฟที่แผ่ออกมาจากคบเพลิงนั้นสว่างไสวไปทั่วบริเวณโดยรอบ สว่างราวกลางวัน นอกจากทหารรักษาพระองค์ประมาณสองกองที่ล้อมรอบจวน ยังมีอีกสองกองราวห้าสิบกว่าคนแยกกันยืนอยู่ซ้ายขวาของทางเข้าหลัก แต่ละคนเชิดหน้ายืด.อกท่าทางขึงขัง
หัวหน้าคือสองผู้นำกองทหารรักษาพระองค์ สวมชุดเกราะสีเงิน ข้างเอวมีกระบี่ยาวประดับไว้ ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายดุดัน หากมองโดยละเอียดยังเห็นความตื่นเต้นและดุร้ายเล็กน้อยจากท่าทีของพวกเขา
สำหรับการทำตามคำสั่งให้มาจับคนที่จวนตระกูลเฟิ่ง พวกเขาตื่นเต้นจากก้นบึ้งหัวใจ ตระกูลเฟิ่งเป็นเช่นไรพวกเขาต่างรู้ดี ทหารอารักขาเหล่านั้นที่ถูกเรียกว่าองครักษ์ประจำตระกูลเฟิ่ง แต่ละคนล้วนถูกยกย่องว่าเป็นทหารและผู้อารักขาที่โดดเด่นที่สุด พวกเขาอยากประลองฝีมือด้วยมานานแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาส ตอนนี้มีโอกาสแล้วย่อมไม่ปล่อยไป
“คุณหนูใหญ่เฟิ่ง! ข้ารับคำสั่งจากผู้ครองแคว้น มาจับตัวคนที่ทำร้ายรัชทายาทแคว้นเหินเวหา! ขอคุณหนูใหญ่เฟิ่งโปรดส่งตัวมาด้วย!”
หนึ่งในสองผู้นำทหารเปล่งเสียงหนักแน่นที่แฝงกลิ่นอายพลังเร้นลับออกมา ดังชัดเจนเป็นพิเศษกลางค่ำคืน ครั้นเสียงนี้ดังขึ้น ผู้คนในจวนล้วนได้ยิน และทำให้ชาวบ้านที่ล้อมวงเข้ามาชมตกตะลึงยิ่ง
ทำร้ายรัชทายาทแคว้นเหินเวหา? ไม่ใช่กระมัง จริงหรือเท็จกันแน่
“บุก ทุบประตู!”
ผู้นำทหารคนนั้นให้สัญญาณ สั่งทหารสองคนเข้าไปทุบประตู ทว่าพวกเขาเพิ่งเดินหน้า มือที่ง้างขึ้นยังไม่ทันตบลง ก็เห็นประตูใหญ่จวนเปิดออกอย่างช้าๆ คุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งในชุดสีแดงปรากฏตัวภายในประตูบานนั้น ใบหน้างามล้ำ กลิ่นอายชั่วร้ายทรงเสน่ห์ ทำให้ทหารสองคนที่ยืนอยู่หน้าประตูมองตาค้างโดยฉับพลัน
เหลิ่งซวงที่ตามอยู่ข้างกายเฟิ่งจิ่วเห็นทหารสองคนนั้นจ้องมองนายท่านอย่างใหลหลง แววตาทั้งละโมบและตะลึงในความงาม จึงถีบทั้งสองกระเด็นไปทันที
“ไสหัวไป!”
เสียงเย็นชาที่หนาวเหน็บดั่งน้ำค้างแข็งเปล่งออกมาพร้อมความดุร้าย ทหารรักษาพระองค์ทั้งสองไม่อาจหลบได้เพราะมึนงง จึงรับลูกเตะนั้นไปอย่างจัง ก่อนจะโซเซทรุดนั่งลงบนพื้น
“เจ้า!”
สองคนที่ตั้งสติได้ลุกขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยว ชักกระบี่ข้างเอวออกมาจะต่อสู้ แต่ได้ยินคุณหนูใหญ่เฟิ่งผู้งามเลิศทรงเสน่ห์เอ่ยปากจึงนิ่งชะงักลง
“เป็นอะไร คิดจะลงมือหน้าประตูจวนข้ารึ?”
เฟิ่งจิ่วที่สวมชุดแดงทั้งอวดดีและชั่วร้าย ดวงตางดงามหรี่ลงและมองผ่านคนพวกนั้นไป ใบหน้าพริ้มเพรามีความร้ายกาจสามส่วนกับความเกียจคร้านอีกเจ็ดส่วน กลางหว่างคิ้วมีรัศมีมั่นใจและเย็นเยียบกระจายออกมา ทำให้นายทหารสองคนนั้นก้มหน้าลงพลางก้าวถอยไปโดยไม่รู้ตัว ไม่กล้ามองตรงๆ
เมื่อเห็นร่างสีแดงแพรวพราวนั้น นัยน์ตาของเหล่าคนซึ่งมุงดูอยู่ไม่ไกลต่างเผยความตะลึงและหลงใหลที่ไม่อาจปิดบัง…
ตอนที่ 409: องครักษ์เต็มเมือง?
พวกเขารู้ว่าเฟิ่งชิงเกอคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของแคว้นแสงสุริยัน ความงามของนางเป็นที่เลื่องลือ ข้อนี้พวกเขารู้กันนานแล้ว ก่อนหน้านี้ยังเคยเห็นนางปรากฏตัวบนถนน แต่ทำไมจู่ๆพวกเขาถึงรู้สึกว่าคุณหนูใหญ่เฟิ่งคนนี้งามและน่าดึงดูดยิ่งกว่าเมื่อก่อนเล่า?
ความงามของนางแต่ก่อนอ่อนหวานมีเสน่ห์ดุจสายน้ำอ่อนโยน นุ่มนวลราวแสงจันทร์ ความงามยามนี้เปล่งประกายเช่นดวงอาทิตย์ร้อนแรง ทั้งแวววับจับตา ทำให้คนใจหวั่นไหว แววตากับรอยยิ้มล้วนเผยความเอื่อยเฉื่อยทรงเสน่ห์ กิริยาท่าทางยิ่งสง่างามไร้ใครเทียม…
แต่สตรีคนเดียวเช่นนาง เผชิญหน้ากับกองทหารรักษาพระองค์มากมายเพียงนี้ ไม่เกรงกลัวเลยหรือ?
นึกถึงตรงนี้ ผู้คนเก็บอารมณ์และมองไปที่นาง ในใจเป็นห่วงแทนนางขึ้นมารางๆ
สองผู้นำที่ทหารเป็นหัวหน้าเห็นนางออกมาจึงก้าวเข้าไป แววตาคมกริบจับจ้องบนใบหน้า เอ่ยปากบอกอย่างไม่ไว้หน้าว่า “คุณหนูใหญ่เฟิ่ง ข้ารับบัญชามา โปรดส่งตัวคนที่ทำร้าย.องค์รัชทายาทแคว้นเหินเวหามาด้วย! ผู้ครองแคว้นมีคำสั่ง หากคุณหนูใหญ่เฟิ่งปกป้องผู้ทำผิด ให้พาไปรับโทษร่วมกัน!”
“ทำร้ายรัชทายาทแคว้นเหินเวหา? เรื่องตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมข้าไม่รู้เลย?” เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วมองสองผู้นำทหารที่เดินเข้ามา สีหน้าท่าทีหยอกล้อ
ได้ยินนางไม่ยอมรับ สีหน้าของสองผู้นำทหารจึงถมึงทึงขึ้นทันใด “คนที่พวกท่านส่งเข้าวังมาคืนนี้คือรัชทายาทแคว้นเหินเวหา! คุณหนูใหญ่เฟิ่งรีบส่งตัวคนมาดีกว่า มิเช่นนั้นอย่าหาว่าพวกข้าไม่เกรงใจ!”
“โอ้? พวกท่านจะไม่เกรงใจอย่างไร”
มุมปากเธอยกขึ้นเล็กน้อย มองพวกเขาด้วยแววตาเยียบเย็น “พาทหารรักษาพระองค์มาล้อมจวนข้ากลางค่ำกลางคืน คิดจะทำอะไร? ใครกันที่ให้อำนาจพวกเจ้า หากไม่บอกเหตุผลมา หึ! ข้าก็จะไม่ไว้หน้าพวกเจ้าแล้วจริงๆ!”
“บอกมา! ใครให้อำนาจพวกเจ้ามาปิดล้อมจวนตระกูลเฟิ่งเรา!”
เธอแค่นเสียงเย็น แต่ละเสียงที่เปล่งมาผสมปนเปกัน แต่กลับเป็นเสียงตะโกนลั่นที่เรียบร้อยทรงพลัง ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยอารมณ์ ดุดันน่าเกรงขาม และมีไอสังหารที่ทำให้ผู้คนเสียขวัญ เมื่อเสียงตะโกนดังขึ้น ทุกคนต่างรู้สึกได้ว่าในอากาศมีกลิ่นอายพลังเร้นลับขุมหนึ่งกำลังปั่นป่วนอยู่รางๆ
และสิ่งที่ยิ่งทำให้คนหวาดกลัวคือ เสียงนั้นเหมือนไม่ได้ดังมาจากแค่ภายในจวนตระกูลเฟิ่ง แต่คล้ายมาจากด้านหลังพวกเขาด้วย แม้กระทั่งบริเวณรอบๆพริบตานั้น ใบหน้าของเหล่าทหารรักษาพระองค์ก็เผยอาการตื่นตระหนกอย่าง.อดไม่ได้ ราวกับไม่ใช่พวกเขาที่ล้อมจวนตระกูลเฟิ่ง แต่เป็นคนตระกูลเฟิ่งที่ล้อมพวกเขาไว้
แทบทันทีที่เสียงตะโกนดังมา ชาวบ้านโดยรอบหรือแม้แต่คนของตระกูลบางส่วน ใบหน้าต่างเผยความตื่นตกใจและเสียขวัญเล็กน้อย!
องครักษ์ตระกูลเฟิ่ง! เป็นหน่วย.องครักษ์ไพ่ตายของจวนตระกูลเฟิ่ง!
ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะดักซุ่มอยู่ในเมืองอวิ๋นเยวี่ย! ที่แท้ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! มิน่าคนตระกูลเฟิ่งถึงกล้าไม่ยี่หระเช่นนี้ ที่แท้มีองครักษ์อยู่ในเมือง คอยอารักขาตระกูลพวกตน!
ทันใดนั้น หัวใจพวกเขามีคลื่นซัดกระหน่ำ ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก!
ตระกูลเฟิ่งคิดจะสู้กับราชวงศ์งั้นรึ? หากเป็นตระกูลอื่นคงไม่มีกำลังเพียงนั้นแน่ แต่หากเป็นตระกูลเฟิ่ง ก็ไม่แน่ว่าอาจมีกำลังโค่นล้มมู่หรงป๋อได้จริงๆ!
นึกถึงความเป็นไปได้นี้ ในใจพวกเขามีความตื่นเต้นและเฝ้ารอคอยอยู่หลายส่วน…
ผู้นำทหารสองคนนั้นถูกเสียงที่ดังสะเทือนหูนั้นตะโกนใส่ จึงรู้สึกใจฝ่อเล็กน้อย พวกขามองไปรอบๆ กลับเห็นเพียงคนมากมายตรงมุมมืด ไม่รู้ว่าเป็นชาวบ้านหรือ.องครักษ์ตระกูลเฟิ่ง? แต่ที่มั่นใจได้คือ.องครักษ์ตระกูลเฟิ่งก็แฝงตัวอยู่ในหมู่ชาวบ้านพวกนั้นด้วย!
ตอนที่ 410: คิดก่อกบฏรึ?
“พวกท่าน พวกท่านคิดจะก่อกบฏรึ?”
ผู้นำทหารคนหัวหน้าชี้เฟิ่งจิ่วอย่างโกรธเคืองพลางตะโกนเสียงสั่น ทว่าเพิ่งสิ้นเสียงเขา ก็เห็นร่างหนึ่งแวบเข้ามาจับข้อมือเขาพลิกไปด้านข้างและหักลง ได้ยินแต่เสียงกระดูกหักดังชัดเจนกลางค่ำคืน สิ่งที่ตามมาคือเสียงกรีดร้องแหลมของผู้นำทหารคนนั้น
“อึก! อ๊าก!”
เสียงแหลมที่ร้องโหยหวนลอยเข้าหูเหล่าทหารรักษาพระองค์ ทำให้พวกเขาที่กำลังตื่นตกใจชักกระบี่ข้างเอวออกมาตามสัญชาตญาณ แต่ในเวลานี้เอง ผู้นำของพวกเขาล้มลง.บนพื้นอย่างรุนแรง ได้ยินเพียงเสียงร้องอู้อี้ แม้แต่เสียงกรีดร้องรุนแรงยังเงียบลงตามมา
เห็นคนที่นอนแน่นิ่งบนพื้น ซ้ำยังมีองครักษ์ตระกูลเฟิ่งที่ท่าทางดุร้ายพร้อมไอสังหารคนนั้น พวกเขารู้สึกขลาดกลัว เหงื่อไหลออกท่วมและไม่กล้าเข้าไป
“เห็นรึยัง? คนที่ไม่เคารพนายท่านของข้าจะมีจุดจบเช่นนี้!”
หนึ่งในแปดหัวหน้าองครักษ์กวาดตา.มองทหารรักษาพระองค์รอบข้างด้วยแววตาดุดัน สุดท้ายก็จับจ้องบนร่างผู้นำทหารอีกคนหนึ่งที่ถอยหลังไปทั้งสีหน้าขาวซีด
“ไม่ได้ยินที่นายท่านข้าถามรึ บอกมา! ใครให้อำนาจพวกเจ้ามาปิดล้อมจวนตระกูลเฟิ่ง?”
ได้ยินคำพูดนี้ ผู้นำทหารคนนั้นสูดหายใจเข้าลึก นึกถึงว่านี่คือบัญชาของผู้ครองแคว้น จึงพลันมีความกล้าขึ้นมาบ้าง เขายืดกายตั้งตรง สายตามอง.องครักษ์คนนั้นพลางเอ่ยเสียงดังว่า “แน่.นอนว่าเป็นคำสั่งของท่านผู้ครองแคว้น!”
“ไร้สาระ!”
เฟิ่งจิ่วแค่นเสียงหยัน “ท่านปู่เฟิ่งข้าเป็นขุนนางผู้บุกเบิกคนสำคัญของแคว้นแสงสุริยัน ท่านพ่อก็เป็นแม่ทัพพิทักษ์แคว้น แม้ยามนี้ตระกูลเฟิ่งเราส่งมอบอำนาจต่อแล้ว ชื่อเสียงเกียรติยศก็ไม่อาจมีใครมาลบล้างได้ ผู้ครองแคว้นฉลาดล้ำนัก ภายใต้สถานการณ์ที่ท่านปู่ข้าหายตัวไป ท่านพ่อยังหมดสติไม่ฟื้น จะทำเรื่องรังแกผู้หญิงอ่อนแอเช่นข้าได้อย่างไร?”
เสียงเธอกังวานทรงพลัง ทุกคำสรรเสริญมู่หรงป๋อ ทว่ามีคมมีดแฝงอยู่ทุกประโยค ความก้าวร้าวดุดันทำให้ผู้นำทหารคนนั้นถอยห่างอย่างไม่อาจต้านทาน ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที
หากยอมรับว่าเขารับคำสั่งมาจากผู้ครองแคว้นจริง นั่นเท่ากับบอกว่าผู้ครองแคว้นโหดร้ายไร้คุณธรรม รังแกหลานสาวขุนนางคนสำคัญผู้บุกเบิกแคว้นและบุตรสาวแม่ทัพพิทักษ์แคว้นในสถานการณ์ที่ผู้เฒ่าเฟิ่งหายตัวไป อีกทั้งเฟิ่งเซียวยังหมดสติไม่ฟื้นไม่ใช่หรือ?
หากไม่ยอมรับว่านี่เป็นคำสั่งของผู้ครองแคว้น ก็จะกลายเป็นว่าเขาทำเรื่องโดยพลการ หักหลังนายสบโอกาสรังแกตระกูลเฟิ่งไม่ใช่หรือ? ข้อกล่าวหาใหญ่โตเช่นนี้ เขารับผิดชอบไม่ไหว…
นึกถึงตรงนี้ เขาก็เหงื่อไหลซก หน้าซีดเผือด สำนึกเสียใจอยู่บ้างที่รับภารกิจตึงมือเช่นนี้มา นี่เป็นเรื่องที่ทำดีไปไร้ผลดีตอบโดยแท้ มิน่าถึงไม่มีใครแย่งทำ คนโง่เขลาเช่นพวกเขาจึงรับคำสั่งพาทหารรักษาพระองค์มาด้วยความดีอกดีใจ
ผู้หญิงอ่อนแอ?
บริเวณไม่ไกล หลังจากพวกผู้นำตระกูลเกิ่งที่อาศัยความมืดยามค่ำคืนไม่เดินออกมาได้ยินคำพูดเฟิ่งจิ่ว ในดวงตาก็มีแววยิ้มหัวเอ่อล้น สายตาจับจ้องร่างสีแดงแพรวพราวที่มั่นใจและอวดดีนั้น
เมื่อก่อนผู้เฒ่ายังไม่พูดอะไร ตลอดมาพวกเขาตระกูลเกิ่งจึงไม่เคยสนใจเรื่องนี้ แม้สนใจก็ได้เห็นคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งที่คนร่ำลือกันน้อยครั้งนัก เดิมทีพวกเขาก็นึกว่านางเป็นผู้หญิงบอบบาง แต่จากที่เห็นคืนนี้กลับได้รู้ว่าคุณหนูใหญ่เฟิ่งท่านนี้ไม่ใช่ลูกพลับอ่อนที่ใครๆจะมาบีบคั้นได้
เห็นนางพูดจา ทำเรื่องให้ใหญ่โตขึ้นได้อย่างง่ายดาย ทำให้เหล่าทหารรักษาพระองค์ไม่กล้าลงมือ ลำพังแค่วิธีการและความกล้าหาญเช่นนี้ แม้แต่ผู้นำของบางตระกูลยังต้องถอนใจที่ไม่อาจเทียบได้
เดิมทีจะลองดูก่อนว่าต้องช่วยเหลือหรือไม่ แต่เห็นสถานการณ์ตอนนี้ เหมือนว่านางจัดการเองก็เหลือเฟือแล้ว
ทว่าเวลานี้เอง กลับมีเสียงเย็นเยือกที่เจือโทสะดังมา…
ตอนที่ 411: ชายารองของใคร?
“ส่งคนมาให้ข้าซะ!”
น้ำเสียงเย็นเยียบนั้นแฝงด้วยแรงกดดันทรงอำนาจของผู้ฝึกวิชาเซียน ทันทีที่เปล่งออกมา กลางอากาศก็เหมือนถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายที่ทรงพลัง ทำให้แม้แต่หายใจยังลำบาก เหล่าชาวบ้านผู้ไร้วรยุทธ์สีหน้าค่อยๆขาวซีดภายใต้แรงกดดันที่ไร้รูปร่าง ก่อนจะนอนหมอบลงไปโดยแม้แต่ยืนยังไม่มั่นคง
ส่วนสีหน้าผู้มีวรยุทธ์ติดตัวบางส่วนก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก แต่พวกเขายังฝืนทนไว้ได้ เพียงแต่กลางหน้าผากมีเหงื่อไหลออกมา เลือดลมในร่างกายก็กำลังปั่นป่วน แรงกดดันและกลิ่นอายพลังมหาศาลที่กระจายออกมาจากคำพูดแผ่วเบาประโยคหนึ่งเช่นนี้ พวกเขาเพียงรู้สึก.อกสั่นขวัญแขวน
ช่วงเวลานี้ สายตาแต่ละคนต่างมองไปตามต้นเสียงนั้น เห็นแค่ร่างสีเทาสองร่างเอามือไพล่หลังขี่กระบี่บินมากลางเวหา โดดลงพื้นหน้าประตูจวนตระกูลเฟิ่งอย่างมั่นคง แล้วยืนอยู่เบื้องหน้าคุณหนูใหญ่เฟิ่ง
สองชายชรายืนมือไพล่หลัง สวมชุดสีเทา ผมที่รวบขึ้นไม่เห็นสีดำสักเส้น อาจเป็นเพราะระดับวรยุทธ์ของพวกเขา บนใบหน้าทั้งสองจึงไม่มีริ้วรอยสักนิด แต่มองออกได้จากน้ำเสียงชรากับผมขาวเต็มศีรษะว่าอย่างน้อยๆ พวกเขาก็เป็นตัวประหลาดเฒ่าที่อายุเกินร้อยแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองเห็นสาวน้อยนามเฟิ่งชิงเกอคนนี้ หญิงที่องค์ชายของพวกเขาถูกตาต้องใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนี้งามจนคนตะลึงจริงๆ ทว่าสิ่งที่ทำให้มองแล้วไม่อาจละสายตาไม่ใช่ใบหน้าที่งามเลิศของนาง แต่เป็นบุคลิกท่าทีประจำตัว
ความมั่นใจซึ่งสะท้อนออกมาจากเนื้อแท้มีความสง่างามที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ภายในความเกียจคร้านมีความชั่วร้ายเล็กน้อย ชุดสีแดงบนร่างทั้งแพรวพราวเปิดเผย ชั่วร้ายและกำเริบเสิบสาน ภายใต้การขับเน้นของบุคลิกกลิ่นอายและรูปโฉมพริ้งเพริศ นาง.งดงามถึงที่สุดจริงๆ แม้เห็นเพียงแวบเดียวยังยากจะลืมเลือน
ถึงแม้เป็นในแคว้นเหินเวหาของพวกเขาก็เกรงว่าจะหาหญิงที่เทียบเท่ากันไม่พบ มิน่าเล่า รัชทายาทพบนางเพียงครั้งเดียวก็ปล่อยวางไม่ลง และตั้งใจจะแต่งนางเป็นชายารอง ซ้ำยังจากแคว้นเหินเวหามายังแคว้นเล็กระดับเก้านี้ด้วยตัวเองโดยเฉพาะเพื่อพาสาวน้อยคนนี้กลับไป
เห็นแก่ที่ผู้หญิงคนนี้จะเป็นชายารองของ.องค์รัชทายาท สีหน้าชายชราทั้งสองจึงผ่อนคลายลง เก็บแรงกดดันทั่วร่างลงเล็กน้อย น้ำเสียงชราเปล่งออกมาพร้อมความดุดัน “คุณหนูใหญ่เฟิ่ง คนใต้อาณัติท่านทำร้าย.องค์รัชทายาท คิดจะปล่อยไปเช่นนี้หรือ? ทางที่ดีส่งตัวคนมาจะดีกว่า มิเช่นนั้นแม้ท่านจะกลายเป็นชายารองของ.องค์รัชทายาท พวกเราก็จะไม่ไว้หน้า!”
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองพวกเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ “เป็นชายารองของรัชทายาทพวกเจ้าอะไร? ข้าไปยินยอมตอนไหน? อย่าพูดจาเลอะเทอะให้เสื่อมเสียชื่อเสียงข้า”
ชายชราทั้งสองได้ยินก็ขมวดคิ้ว “ผู้ครองแคว้นพวกท่านยังไม่ได้บอกหรือ เราส่งคนมาตั้งนานแล้ว ที่รัชทายาทมาเยือนเป็นพิเศษก็เพื่อพาท่านกลับไป ได้เป็นสตรีของ.องค์ชายพวกข้า ถือเป็นโชควาสนาที่ต้องสั่งสมหลายชาติ!”
“เหอะๆ…”
เธอหัวเราะเบาๆ เหลือบมองพวกเขาทั้งสอง “โชควาสนา? งั้นพวกท่านยกให้ผู้อื่นเสียเถอะ! ข้าไม่สนใจโชควาสนาเช่นนี้” จากนั้นมองยังผู้นำทหารที่ถอยไปข้างๆ เลิกคิ้วขึ้นเอ่ยเสียงใส “พวกเจ้ายังไม่ไสหัวไปอีก? อยากให้พวกเราลงมือจริงรึ?”
อาจเพราะเห็นชายชราสองคนนั้นมา ผู้นำทหารคนนั้นจึงมีความกล้าขึ้นมาบ้าง เชิดหน้าชายตามองพลางเอ่ยอย่างหยิ่งผยอง “คุณหนูใหญ่เฟิ่ง นี่ท่านยัง…”
ผู้คนเห็นเพียงว่าร่างสีแดงนั้นโฉบเข้ามาราวกับภูตผี คำพูดของผู้นำทหารคนนั้นก็ถูกหยุดไว้ทันที…
ตอนที่ 412: ฝีมือน่าสะพรึง!
มองไปอีกที เพียงเห็นมือคู่ขาวเนียนเพรียวบางบีบคอนายทหารไว้เช่นนั้น ดูเหมือนไม่ใช้แรงอะไร แต่ทำให้เขาหน้าซีดเผือด แม้แต่พูดยังพูดไม่ออก ความยโสโอหังที่เคยอยู่บนหน้ายามนี้หายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงความตื่นตระหนกและหวาดกลัว!
บรรยากาศโดยรอบหนาวเย็นขึ้นมาเพราะการลงมือครั้งนี้ของเฟิ่งจิ่ว ไม่มีเสียงแม้แต่น้อย ทุกคนเบิกตา.มองสาวน้อยที่ลงมืออย่างกะทันหันด้วยความอึ้งตะลึง
เพียงเห็นว่ากลิ่นอายเย็นเยือกบนร่างนางตอนนี้รุนแรงยิ่ง มาพร้อมกับไอสังหารที่ไม่ด้อยไปกว่าใคร ใบหน้างามเลิศยามนี้อมยิ้มเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มกลับไปไม่ถึงดวงตา มองอย่างไรก็ชวนให้รู้สึกถึงกลิ่นอายอันตรายรวมถึงไอสังหารที่เอ่อล้นบนร่างนาง
นี่หรือคือเฟิ่งชิงเกอที่ก่อนหน้านี้แม้แต่ยืนยังเฉื่อยชา?
เวลานี้ ทุกคนคิดแต่ว่าที่แท้นางก็เป็นปีศาจสาวกระหายเลือด…
“เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ ไม่รู้รึว่าข้าไม่ค่อยชอบพูดซ้ำคำเดิม? ในเมื่อไม่คิดไสหัวไป ก็อยู่ต่อตลอดกาลเสียเถอะ!”
น้ำเสียงนาบเนิบเผยไอสังหารที่ดุร้ายเย็นชา มือเธอออกแรงรัดแน่นขึ้น ทำให้ผู้นำทหารคนนั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะดิ้นรนขัดขืน ได้ยินเสียงกระดูกหักดังกร๊อบลอยมา พอเขาเตะสองขา เรี่ยวแรงทั่วร่างก็เหมือนจะหายไป โอกาสรอดถูกสะบั้น แขนขาลู่ลงอย่างหมดแรง
“เฮือก!”
ท่ามือโหดเหี้ยมและการกระทำที่อยากฆ่าก็ฆ่าของนาง ทำให้ผู้คนรอบข้างตกตะลึง และพากันสูดลมหายใจ
วิธีการของนางเด็ดขาดเช่นนี้ แทบจะไม่ให้โอกาสใครห้ามปรามหรือตอบโต้ ผู้นำทหารคนนั้นจึงสิ้นใจในเงื้อมมือนางอย่างง่ายดายเช่นนั้น…
ยามนี้จวนตระกูลเฟิ่งอยู่ท่ามกลางพายุฝนโหมกระหน่ำ ทำไมนางยังกล้าบอกว่าฆ่าก็ฆ่าเช่นนี้อีก? ยิ่งไปกว่านั้น นั่นเป็นถึงคนที่ผู้ครองแคว้นส่งมา แบบนี้ชัดเจนว่าเป็นการทำให้เรื่องยิ่งใหญ่โต ไม่ไว้หน้าผู้ครองแคว้น หรือนางไม่กลัวจริงๆว่าหากมู่หรงป๋อโกรธขึ้นมาจะทำลายจวนตระกูลเฟิ่ง?
และยามนี้ ทุกคนต่างตื่นตกใจกับการกระทำของนาง ด้วยเหตุนี้พวกเขาส่วนใหญ่จึงละเลยเรื่องที่สำคัญยิ่งไป นั่นก็คือเรื่องที่พลังของผู้นำทหารคนนั้นอยู่ระดับยอดปรมาจารย์นักรบขั้นกลาง แต่ทำไมถึงถูกนางสังหารอย่างง่ายดายโดยทำไม่ได้แม้แต่ต่อต้านเช่นนั้น?
มีเพียงผู้นำตระกูลเกิ่งที่รู้สึกถึงข้อนี้อย่างถี่ถ้วน เขาอุทานขึ้นเบาๆ สายตาที่มองเฟิ่งจิ่วแปลกใจและพินิจพิเคราะห์
สังหารยอดปรมาจารย์นักรบคนหนึ่งโดยไม่ลำบากเลยสักนิด แน่นอนว่าต้องมีกำลังระดับบรรพชนนักรบถึงจะทำได้ ทว่าบนร่างนางไม่มีกลิ่นอายบรรพชนนักรบ แต่ท่าร่างเมื่อครู่กลับอ่อนช้อยยิ่ง ความเร็วที่ว่องไวทำให้ผู้นำทหารคนนั้นอยากถอยมาป้องกันตัวก็ยังทำไม่ได้ เช่นนี้จึงเห็นได้ว่าพละกำลังนาง…ล้ำลึกเสียจนไม่อาจคาดเดา!
ทันใดนั้น เขาสนใจตัวคุณหนูใหญ่เฟิ่งคนนี้ขึ้นมา เดิมนึกว่านางจะต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขา ไม่นึกว่าจะได้เห็นภาพเช่นนี้ในคืนนี้ และภาพคืนนี้ก็ทำให้เขายิ่งรับรู้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่า ตระกูลเฟิ่งไม่ได้ธรรมดาเช่นที่คนภายนอกเห็น
แม้ผู้เฒ่าเฟิ่งหายตัวไป เฟิ่งเซียวหมดสติไม่ฟื้น ตระกูลเฟิ่งมีคุณหนูใหญ่เฟิ่งคอยปกป้องก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรแม้แต่น้อยแล้ว!
เพียงแต่…
ไม่รู้ว่ารัชทายาทแคว้นเหินเวหาจะมีท่าทีอย่างไร? เขาหมายมั่นต้องการคุณหนูใหญ่เฟิ่งจริง แต่มองจากเจตนาของนางก็ชัดเจนว่าไม่สนใจเขา เห็นได้ชัดว่าเรื่องคืนนี้เกิดจากการที่รัชทายาทแคว้นเหินเวหามาเยือนจวนตระกูลเฟิ่งยามวิกาลจนถูกพวกเขาจับตัวและซ้อมไปชุดใหญ่
ซ้อมรัชทายาทแคว้นเหินเวหา? เหอะๆ…
เรื่องแบบนี้ เดาว่าคงมีแค่คนตระกูลเฟิ่งที่กล้าทำ
ตอนที่ 413: แม่หนูตระกูลเฟิ่ง ไม่ต้องกลัว!
ทหารรักษาพระองค์รอบๆ เห็นนางสังหารผู้นำคนนั้นตายคาที่ ใบหน้าแต่ละคนต่างเผยความหวาดกลัว พากันถอยห่าง พวกเขาร้อยกว่าคนนำทัพมาด้วยผู้นำสองคน ยามนี้คนหนึ่งตายอีกหนึ่งบาดเจ็บสาหัสล้มอยู่บนพื้น หากพวกเขาเข้าไปตอนนี้ ก็เท่ากับรนหาที่ตายไม่ใช่หรือ?
ชายชราสองคนนั้นเห็นเฟิ่งจิ่วลงมือฆ่าคน หนำซ้ำยังไม่ลังเลสักนิด จึง.อดไม่ได้ที่จะแปลกใจอยู่บ้าง รู้สึกคาดไม่ถึงกับทักษะประหลาดและความโหดเหี้ยมของนาง อย่างไรเสียเดิมทีพวกเขาก็นึกว่านางเป็นสาวน้อยที่มีเพียงความงาม ไม่นึกว่าพอลงมือจะไม่สองจิตสองใจเลย
แต่ก็ใช่ หากเป็นคนธรรมดา องค์รัชทายาทของพวกเขาคงไม่ถูกใจ
เห็นทหารรักษาพระองค์รอบๆ ถอยหลังไปทีละก้าว ใบหน้าเผยความหวาดหวั่น ชายชราสองคนส่งเสียงหึหนักๆ หนึ่งในนั้นตะโกนว่า “ไม่ได้เรื่อง! ตายไปคนเดียวก็กลัวหัวหด? พวกเจ้าลืมคำสั่งของผู้ครองแคว้นกันแล้วหรือ เข้าไปซะ! นอกจากคุณหนูใหญ่เฟิ่ง จับคนอื่นๆในจวนกลับไปให้หมด!”
ได้ยินคำพูดนี้ แววตาเฟิ่งจิ่วพลันเย็นวาบ ตอนกำลังจะเอ่ยปากก็ได้ยินเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดลอยมา ทำให้เธอนิ่งอยู่ที่เดิมอย่าง.อดไม่ได้
“ดูซิว่าใครจะกล้า!”
เสียงแก่ชราที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ดังขึ้น ในเสียงน่าเกรงขามนั้นเจือกลิ่นอายระดับบรรพชนนักรบที่ทรงพลัง เมื่อเสียงกดดันเปล่งออกมา กลิ่นอายพลังเร้นลับแต่ละวงที่มองเห็นด้วยตาเปล่ากระเพื่อมในอากาศดุจลายน้ำ
เมื่อคนตระกูลเกิ่งได้ยินเสียงนั้นก็นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย พากันหันหน้ามองไป เห็นร่างสีเทาสาวก้าวยาวเดินมาอย่างโมโหปึงปัง ด้านหลังยังมีคนไม่น้อยคอยติดตามมา พอเห็นคนคนนั้น คนตระกูลเกิ่งรีบร้อนเข้าไปรับหน้า
“ท่านพ่อ ท่านมาได้ยังไงขอรับ?” ผู้นำตระกูลเกิ่งรีบถาม ไม่นึกว่าท่านผู้เฒ่าจะมาด้วย
ทว่าผู้เฒ่าเกิ่งไม่สนใจเขา แต่สาวก้าวยาวเดินเข้าไป สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ เมื่อจับจ้องบนร่างชายชราทั้งสองก็ชะงักไปนิด จากนั้นค่อยก้าวมาเบื้องหน้าเฟิ่งจิ่ว
“แม่หนูตระกูลเฟิ่ง ไม่ต้องกลัว ปู่เจ้าไม่อยู่ ข้าจะปกป้องเจ้าเอง!”
ผู้เฒ่าเกิ่งมองเฟิ่งจิ่วที่นิ่งมองตนเอง แอบคิดอย่างปวดใจว่า ‘เด็กคนนี้ถูกคนเหล่านี้ทำให้เสียขวัญ ดูท่าทางจะไม่รู้ว่าควรตอบโต้อย่างไรแล้ว เด็กสาวที่ไม่มีคนใหญ่คนโตคอยปกป้อง ช่างน่าสงสารจริงๆ’
นึกถึงตรงนี้ หัวใจยิ่งเขาอ่อนยวบ ใบหน้าที่เดิมดุดันพยายามฉีกยิ้มออกมา ผ่อนเสียงบอกว่า “แม่หนูเฟิ่ง เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าอยู่ตรงนี้จะไม่มีใครกล้าทำร้ายเจ้า”
ช่วงเวลานี้ เหล่าคนตระกูลเฟิ่งต่างงุนงง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟิ่งจิ่ว เธอมองชายชราที่ฉีกยิ้มแข็งทื่อและพยายามปลอบใจอย่างฉงนฉงาย ฟังคำพูดเขาแล้ว เธอ.อบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
เธอจำได้ว่าเขาคือผู้เฒ่าตระกูลเกิ่ง เป็นสหายเก่าที่คบหากับท่านปู่มาหลายปี ในความทรงจำตอนเด็กเขาเคยมาที่จวนเช่นกัน เสียแต่ไม่ได้พบกันนานปีแล้ว ทว่าท่าทางเขายังคงเป็นเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนไปสักนิด
สิ่งที่ทำให้เธอคาดไม่ถึงคือการที่เขาออกหน้ามาในเวลาเช่นนี้ ซ้ำยังพูดแบบนี้กับเธอ ต้องบอกเลยว่าสหายเก่าของท่านปู่คนนี้ไม่เลวเลยจริงๆ
คิดถึงข้อนี้แล้ว เธอก็เผยรอยยิ้มหวานออกมา กลิ่นอายชั่วร้ายบนร่างราวกับหายไปไร้ร่องรอยในรอยยิ้มนี้ สิ่งที่เผยบนร่างคือความไร้เดียงสาและสดใสเฉกเช่นเด็กสาวบ้านใกล้เรือนเคียง หากไม่เห็นกับตาตน ใครก็คงไม่เชื่อว่าก่อนหน้านี้นางเพิ่งหักคอผู้นำทหารคนนั้นตายโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา
“ท่านปู่เกิ่ง”
“โอ้! แม่หนูเฟิ่งยังจำท่านปู่เกิ่งได้ด้วย!” เห็นว่านางจำตนเองได้ ผู้เฒ่าเกิ่งดีใจจนยิ้มตาหยี
ตอนที่ 414: หมายปลิดชีพชั่วพริบตา!
“จำได้เจ้าค่ะ ตอนเด็กๆ ท่านปู่เกิ่งเคยนำขนมกุ้ยฮวามาให้ข้าทาน” เธอฉีกยิ้ม สีหน้าใสซื่อไร้พิษสง
“ฮ่าๆๆ แม่หนูเฟิ่งความจำดีจริงๆ ผู้เฒ่าไม่ได้มาตระกูลเฟิ่งของพวกเจ้าตั้งหลายปีแล้ว ไม่นึกว่าเจ้าจะยังจำตาแก่คนนี้ได้ ช่างเป็นเด็กว่าง่ายรู้ความโดยแท้”
เขาปลาบปลื้มอย่างยิ่ง ราวกับเห็นหลานสาวของตัวเอง เพียงคิดว่าต่อให้เป็นหลานสาวตระกูลเขา ไม่พบกันหลายปีเพียงนี้ก็ไม่แน่ว่าจะจำความดีของเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้น ปีนั้นเขานำขนมกุ้ยฮวาสองสามชิ้นมาให้ เด็กคนนี้ยังจำได้จนถึงตอนนี้ เป็นเด็กที่ไร้เดียงสาน่าเอ็นดูดังคาด
หากคนอื่นรู้ว่าในใจเขาคิดกับเฟิ่งจิ่วเช่นนี้ เดาว่าคงยิ่งพูดไม่ออก
หากไม่เห็นภาพที่นางสังหารคนโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาก็ยังดี แต่พอเคยเห็นความป่าเถื่อนและพิลึกของนาง แล้วได้ยินผู้เฒ่าบอกว่านางเป็นเด็กว่าง่ายรู้ความ ก็คิดแต่ว่าคำเหล่านี้ฟังอย่างไรก็รู้สึกแปลกๆ
นอกจากนั้น สองคนนี้มารำลึกความหลังกันในสถานการณ์เช่นนี้จะดีจริงๆหรือ?
บนพื้นนั้นยังมีร่างไร้วิญญาณที่ยังไม่เย็นดี หนำซ้ำรอบๆมีทหารกว่าร้อยนายล้อมไว้ ทั้งยังมีชายชราสองคนนั้นจากแคว้นเหินเวหาอีก แต่ละคนกำลังจ้องพวกเขาตาเขม็ง ทว่าทั้งสองกลับคล้ายไม่สังเกตเห็น เริ่มพูดคุยกันอยู่ตรงนั้น
หลังจากผู้นำตระกูลเกิ่งเห็นภาพเช่นนี้ก็ยิ้มเฝื่อน ท่านพ่อเขาเพิ่งมาจึงไม่เห็นภาพก่อนหน้านี้ และไม่เห็นภาพความโหดร้ายของคุณหนูใหญ่เฟิ่ง คราวนี้ยังเห็นนางเป็นแม่นางน้อยน่าเอ็นดูที่บริสุทธิ์ไร้พิษภัยอีก
แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจและงงงวยคือ คุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งที่เดิมมีกลิ่นอายชั่วร้ายบนร่าง กิริยาท่าทางมีกลิ่นอายเฉื่อยชาและสูงศักดิ์ เวลานี้กลับเก็บกลิ่นอายไปหมดจด ไร้พิษสงประหนึ่งเด็กสาวบ้านข้างๆ ทำเอาพูดไม่ออกเลยจริงๆ
“อืม เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว เจ้าวางใจเถอะ ปู่เจ้าไม่อยู่ ท่านปู่เกิ่งจะปกป้องเจ้าเอง!” ผู้เฒ่าเกิ่งพยักหน้า เอ่ยกับเฟิ่งจิ่วพลางมองทหารรักษาพระองค์เหล่านั้นด้วยแววตาดุดัน เสียงทรงอำนาจที่เจือความดุดันดังมา
“พวกเจ้าเป็นถึงทหารรักษาพระองค์แห่งแคว้นแสงสุริยัน ทำไม ยามนี้กลับมาจัดการลูกสาวแม่ทัพพิทักษ์แคว้นตามคำสั่งของคนต่างแคว้นสองคนนี้เสียได้? เป็นพวกไร้มโนธรรมจริงๆ! วันนี้ข้าขอบอกไว้ ณ ที่นี้! ตระกูลเกิ่งข้าจะปกป้องคนของตระกูลเฟิ่ง! ใครกล้าทำร้ายพวกเขา ก็อย่าหาว่าตระกูลเกิ่งข้าไม่เกรงใจ!”
ได้ยินคำพูดนี้ ทหารพวกนั้นที่เดิมทีคิดจะเข้าไปก็ลังเลอย่าง.อดไม่ได้ จริงด้วย! สองคนนั้นเป็นคนแคว้นเหินเวหา ต่อให้ต้องฟังคำสั่งก็ไม่ควรฟังคำสั่งพวกเขา! ยิ่งกว่านั้นผู้นำทหารทั้งสองคนหนึ่งตายอีกหนึ่งบาดเจ็บ ไม่สู้อาศัยโอกาสนี้ถอยกลับไปก่อน? ขอคำชี้แนะจากผู้ครองแคว้นแล้วค่อยวางแผนใหม่?
นึกถึงข้อนี้ ก็ไม่รู้ว่านายทหารคนไหนตะโกนบอกถอยทัพ จากนั้นมีทหารเข้ามาแบกร่างผู้นำที่คนหนึ่งตายอีกหนึ่งบาดเจ็บไป ตอนมารีบเร่งยโสโอหัง ตอนกลับฝีเท้าก็ยังร้อนรน เสียแต่จนตรอกเล็กน้อย
เห็นเช่นนี้ สีหน้าของชายชราสองคนนั้นก็ทะมึนขึ้นมา แววตาคมกริบจ้องมองผู้เฒ่าเกิ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาปรากฏจิตสังหาร “ตาแก่ไม่รู้ความนี่! คิดจะดึงดันออกหน้าแทนรึ เช่นนั้นดูซิว่าเจ้าจะมีฝีมือหรือไม่!”
สิ้นเสียง หนึ่งในนั้นจู่โจมไปทางผู้เฒ่าเกิ่งทันที ในความรวดเร็วดุดันมีจิตสังหารซ่อนเร้น เสมือนคิดฆ่าตาเฒ่าเกิ่งที่อยู่ๆ ก็ออกมาทำเสียเรื่องในพริบตาเพื่อระบายความโกรธในใจพวกเขา และเพื่อทำให้เฟิ่งจิ่วตกใจกลัว นางจะได้รู้ว่าผู้ที่ต่อต้านแคว้นเหินเวหาจะไม่มีจุดจบที่ดีแน่.นอน!
[1] ขนมกุ้ยฮวา ขนมดั้งเดิมของจีนที่นำดอกหอมหมื่นลี้หรือดอกกุ้ยฮวาผสมกับแป้ง ทำให้มีกลิ่นหอมดอกไม้
ตอนที่ 415: อุทานเสียงหลง
เห็นชายชราคนนั้นโจมตีมา แววตาผู้เฒ่าเกิ่งเคร่งขรึม ผลักเฟิ่งจิ่วข้างกายไปด้านหลังพลางบอกว่า “แม่หนูเฟิ่งหลบไปข้างๆเร็ว” พูดจบ กลิ่นอายพลังเร้นลับในร่างก็พลุ่งพล่านขึ้นมา เท้าพลันก้าวไป ฝ่ามือกำหมัดแน่นรับการโจมตีของศัตรู
เฟิ่งจิ่วที่โดนผลักไปด้านหลังแววตาสั่นไหวเล็กน้อย มองชายชราคนนั้นเข้าไปต้านรับหลังผลักเธอออก เห็นกลิ่นอายทั่วร่างเขาปะทุ ฝีเท้ามั่นคงมีแรงกดดันพุ่งออกมา เข้าไปรับมือชายชราผู้ฝึกวิชาเซียนคนนั้นอย่างไม่เกรงกลัว ทันใดนั้น เธอเพียงสัมผัสได้ว่าในใจมีความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูก
ความรู้สึกร้อยพันผสมปนเป กระแสธารอุ่นพรั่งพรู รอยยิ้มที่มาจากใจจริงเบ่งบานอยู่ตรงริมฝีปากเธออย่างเงียบเชียบ ราวกับดอกไม้งดงามค่อยๆผลิบาน ทำให้รูปโฉมที่เดิมงามเลิศยิ่งเพริศแพร้วกว่าเดิมเพราะรอยยิ้มจากก้นบึ้งหัวใจ
เมื่อผู้นำตระกูลเกิ่งเห็นบิดาเข้าไปรับมือชายชราผู้ฝึกวิชาเซียนคนนั้น หัวใจก็บีบแน่น ศัตรูเป็นถึงผู้ฝึกเซียน แม้พละกำลังอยู่ระดับสร้างรากฐานก็ไม่แน่ว่าบรรพชนนักรบทั่วไปจะต่อกรด้วยได้ มิหนำซ้ำยังชัดเจนว่ากำลังของสองคนนี้อยู่ในระดับหลอมแก่นพลังที่เหนือกว่าระดับสร้างรากฐาน!
ด้วยวรยุทธ์ระดับบรรพชนนักรบของบิดาเขา จะสามารถต่อกรผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังได้จริงหรือ? คำตอบคือ เป็นไปไม่ได้!
เขามองไปทางร่างชุดแดงนั้นทันควัน กลับเห็นนางมองภาพการต่อสู้นั้นโดยที่มุมปากมีรอยยิ้มดวงตาอิ่มเอม จึงขุ่นเคืองอยู่บ้างอย่าง.อดไม่ได้ คุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งคนนี้จะทำอะไรกันแน่? หรือมองไม่ออกว่าท่านพ่อเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้ฝึกเซียนคนนั้น?
“ฟุ่บ!”
“ผัวะๆๆ!”
คนหนึ่งเป็นนักรบพลังเร้นลับระดับบรรพชนนักรบขั้นกลาง อีกคนเป็นผู้ฝึกวิชาเซียนระดับหลอมแก่นพลัง กำลังของทั้งสองนับว่าไม่เป็นสองรองใครในหมู่คนที่มุงดูรอบๆ ด้วยเหตุนี้ เมื่ออานุภาพกดดันและกลิ่นอายทั่วร่างพวกเขาพรั่งพรูขึ้นมา ความกดอากาศโดยรอบจึงพลันลดฮวบลงประหนึ่งถูกเมฆดำปกคลุม ทำให้รู้สึกว่าหายใจลำบาก
บางคนที่รับแรงกดดันนี้ไม่ไหวต่างถอยมายังจุดที่ค่อนข้างไกลอย่างเงียบๆ เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันและกระแสลมที่กระจายอยู่ ความว่องไวทำให้พวกเขามองอะไรไม่เห็นเลย เห็นแต่ว่าร่างสีเทาทั้งสองพุ่งขึ้นกลางอากาศจากพื้นดิน และกลับลงสู่พื้นจากบนฟากฟ้า รอบกายพวกเขามีกระแสลมพัดหวีดหวิวรุนแรงดั่งใบมีด คนที่มุงดูอดกลั้นลมหายใจไว้ไม่ได้
นี่คือการต่อสู้ของผู้แข็งแกร่ง! ผู้อ่อนแอเข้าไปแทรกแซงไม่ได้แน่.นอน! แม้อยากเข้าไปช่วยอีกแรง แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้แน่.นอนว่าไม่ใช่ใครๆ ก็สามารถลงมือได้ แรงกดดันและกระแสลมของสองคนนั้นบ้าคลั่งยิ่งนัก หากไม่ใช่พลังที่สอดคล้องกัน ต่อให้อยากเข้าใกล้ก็ทำไม่ได้
เผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ หัวใจพวกเขาอดไม่ได้ที่จะเลือดร้อนพลุ่งพล่าน หากพวกเขามีวรยุทธ์เช่นนี้บ้างจะดีสักเพียงใด?
“เปรี้ยง!”
พวกเขาผลัดกันโจมตีผลัดกันตั้งรับ ระหว่างที่กระแสลมพวยพุ่งออกมา ผู้แข็งแกร่งยืนมั่นไม่ถอย ฝ่ายที่กำลังอ่อนแอกว่าพลันโดนโจมตีถอยออกไปหลายเมตร เท้าก้าวซวนเซยืนทรงตัวไม่ค่อยอยู่
“ท่านพ่อ!”
เห็นผู้เฒ่าโดนโจมตีถอยไป พ่ายต่อศัตรูผู้ฝึกวิชาเซียน ผู้นำตระกูลเกิ่งร้องอุทานและคิดจะเข้าไป แต่ชายชราระดับหลอมแก่นพลังอีกคนที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ด้านข้างแค่นเสียงหนักๆ สะบัดแขนเสื้อใส่ ทำเขาถอยห่างออกไปหลายเมตรทันที ทำไม่ได้แม้แต่จะเข้าใกล้
“หึ! ไม่มีฝีมือก็อย่าดึงดันออกหน้า!” ผู้ฝึกตนคนนั้นแค่นเสียงหยัน ชายตามองผู้นำตระกูลเกิ่ง ชัดเจนว่าต้องการสังหารผู้เฒ่าเกิ่งเพื่อเขย่าขวัญทุกคน
ฝ่ายผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังที่ต่อสู้กับผู้เฒ่าสบโอกาสไล่ต้อน โฉบไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วหมายจะปลิดชีพผู้เฒ่า คนตระกูลเกิ่งเห็นแล้วหัวใจบีบรัดขึ้นมาทันใด พากันอุทานเสียงหลง…
ตอนที่ 416: เป็นไปไม่ได้!
“ท่านพ่อ!”
“ท่านปู่!”
“ท่านผู้เฒ่า!”
ได้ยินลูกหลานของเขาอุทานเสียงหลงกันอยู่ตรงนั้น หลังจากผู้เฒ่าประคองฝีเท้าไว้ได้ก็เบิกตาเขม็ง ตะโกนใส่พวกเขาอย่างเกรี้ยวกราด เหมือนไม่เห็นว่าผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้นมุ่งเข้ามาจู่โจมหมายเอาชีวิต
“ตะโกนอะไรกัน? ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย!”
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วอีกด้านหนึ่งหลุดยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ มองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย และเวลานี้ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น สองมือใต้แขนเสื้อเธอคีบเข็มเงินเล่มหนึ่งเล่นอยู่
ดวงตาที่มีรอยยิ้มของเธอจับจ้องร่างผู้เฒ่าเกิ่ง จากนั้นเหลือบมองผู้ฝึนตนระดับหลอมแก่นพลังที่เข้าโจมตี ขณะที่มือขยับส่งเข็มเงินไปก็ตะโกนเสียงดังด้วยน้ำเสียงเคารพ
“ท่านปู่เกิ่งสู้ๆนะเจ้าคะ! ท่านเก่งกาจที่สุดเลย!”
ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้นตกใจสะดุ้งเพราะเสียงตะโกนอย่างกะทันหันของเธอ ทันใดนั้นเอง ร่างกายคล้ายมีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพียงยิ้มเย็นเท่านั้น เก่งกาจที่สุด? คุณหนูใหญ่เฟิ่งคนนี้ช่างใสซื่อเสียจริง!
ทว่าเวลาต่อมาสีหน้าเขากลับเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง…
“ฮ่าๆๆ! ดี! แม่หนูเฟิ่งช่างได้ใจข้ายิ่ง ไม่เหมือนคนตระกูลข้าพวกนั้น แต่ละคนเอาแต่ดูถูกข้า!”
ผู้เฒ่าเกิ่งเป็นดั่งเด็กน้อยซุกซน หน้าชื่นตาบานจากเสียงกู่ร้องให้กำลังใจของนาง จากนั้นเก็บเสียงหัวเราะ เปิดดวงตาพยัคฆ์ ระหว่างรวบรวมกระแสลมปราณทั่วร่างมายังสองมือและพลันจู่โจมไปเบื้องหน้า ปากก็ตะโกนลั่น
“แรงต้านพันชั่ง!”
เห็นเพียงว่าพริบตาที่สองมือของผู้เฒ่าเกิ่งจู่โจมไป กลิ่นอายพลังเร้นลับมหาศาลซึ่งเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็รวมตัวกันพุ่งโจมตีออกจากสองมือเขาราวกระแสน้ำ มุ่งไปยังผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังที่จู่โจมมาและหน้าเปลี่ยนสี ทันใดนั้นเหมือนมีแรงพันชั่งปะทะร่างผู้ฝึกตนคนนั้น ทำให้ร่างกระเด็นออกไปไกลร้อยเมตรเสียดื้อๆ
“ตูม!”
“อ๊าก!”
เมื่อเสียงการโจมตีปะทะลงบนร่างผู้ฝึกตนคนนั้น ก็ประหนึ่งมีเสียงกระดูกแตกหักดังขึ้นด้วย เพียงแต่ถูกเสียงร้องแหลมอย่างเจ็บปวดกลบของเขาไว้ จึงไม่มีใครได้ยินก็เท่านั้น
เอ๋?
ผู้เฒ่าเกิ่งเห็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้นโดนเขาโจมตีกระเด็นโดยไม่มีแม้แต่แรงต่อต้าน ก็แปลกใจอยู่บ้าง ว่ากันตามหลักเหตุผล ศัตรูเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง แม้การโจมตีครั้งนี้จะรวมพลังพันชั่งไว้ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ควรนิ่งรับการโจมตีโดยไร้ซึ่งแรงต่อต้านนี่?
ผิดปกติตรงไหนกันแน่?
ไม่ต้องพูดถึงว่าตัวผู้เฒ่าเองยังรู้สึกแปลกใจ แม้แต่คนอื่นๆ รอบข้างเห็นภาพนี้ก็เบิกตากว้างอย่างออกจะมึนงงเช่นกัน
นั่นเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังเชียว! ผู้ฝึกตนระดับบรรพชนนักรบขั้นกลางเช่นเขาต่อกรกับระดับหลอมแก่นพลังได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หนำซ้ำยังโจมตีจนกระเด็นไปไกลร้อยเมตรในหนึ่งฝ่ามือ? นี่ นี่จะแข็งแกร่งเกินไปแล้วกระมัง?
“ทะ ท่านผู้นำตระกูล ท่านผู้เฒ่าขะ…แข็งแกร่งขึ้นถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด?” คนตระกูลเกิ่งคนหนึ่งกลืนน้ำลาย จับจ้องผู้เฒ่าเกิ่งด้วยสองตาเป็นประกาย
ผู้นำตระกูลเกิ่งยามนี้หัวใจก็เต้นรัวเร็ว รู้สึกว่าภาพนี้น่าเหลือเชื่อและไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง แต่บอกไม่ถูกว่าผิดปกติตรงไหน? ถึงอย่างไร คนอื่นๆ ต่างก็เห็นว่าไม่มีใครเข้าไปช่วย และเห็นว่าผู้ฝึกตนคนนั้นถูกท่าแรงต้านพันชั่งของผู้เฒ่าปะทะกระเด็นออกไปเช่นนั้น…
ยามนี้ ผู้ฝึกตนอีกคนเบิกตากว้างจ้องผู้เฒ่าเกิ่ง ปากพึมพำว่า “เป็นไปไม่ได้! ไม่สมเหตุสมผลเลย! นี่มันไม่ถูกต้อง!”
ผู้เฒ่าเกิ่งที่รู้สึกเช่นกันว่าไม่ค่อยปกติ มองๆสองมือของตัวเอง นึกฉงนสงสัย ทว่าเวลานี้เอง เสียงหนึ่งที่ตื่นเต้นยินดีกลับลอยเข้าหูเขา…
ตอนที่ 417: พวกเจ้ารอก่อนเถอะ!
“ท่านปู่เกิ่ง! ท่านเก่งกาจนัก!”
ผู้เฒ่าเกิ่งหันหน้ามา เห็นแม่หนูตระกูลเฟิ่งมาอยู่ข้างกายเขาเมื่อใดไม่รู้ สองดวงตากำลังฉายประกาย มองเขาด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ เห็นเช่นนี้ใจผู้เฒ่าก็เบิกบาน รู้สึกแต่ว่าปลื้มปีติจนร่างกายเบาหวิว แม้แต่ความเคลือบแคลงในใจยังโยนทิ้งไป หัวเราะลั่นขึ้นมาโดยไม่สืบสาวราวเรื่องอีก
“ดูท่าข้าจะเป็นกระบี่เก่าที่คมไม่รู้เสื่อม! ฮ่าๆๆ!” มือหนึ่งของเขาเท้าเอว อีกมือลูบเคราพลางเงยหน้าหัวเราะลั่น ท่าทางภาคภูมิใจยิ่งนัก
เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็เหยียดยิ้ม คิดว่าผู้เฒ่าเกิ่งกับท่านปู่เธอคล้ายคลึงกันบางส่วนจริงๆ สายตาเธอเคลื่อนไปจับจ้องร่างผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังที่โดนซัดกระเด็นออกไปไกลร้อยเมตร ดวงตามีประกายจางๆฉายผ่าน
หากศัตรูไม่ใช่ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง มีวรยุทธ์ป้องกันตัว การโจมตีนี้ของผู้เฒ่าเกิ่งต้องปลิดชีวิตเขาไปแล้ว แต่ตอนนี้ดูแล้ว หากไม่พักฟื้นสักสิบวันหรือครึ่งเดือน อยากจะฟื้นสภาพก็ไม่ง่ายดายนัก
ยามนี้ ชายชราอีกคนที่เรียกสติกลับมาจากความตกตะลึงไม่ได้เข้าไปประมือกับผู้เฒ่าเกิ่ง แต่พุ่งไปหาชายชราที่ล้มอยู่บนพื้นและประคองเขาขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเจ้าถึงต้านฝ่ามือนั่นไว้ไม่ได้?”
“แค่กๆ! อั่ก!”
ชายที่ถูกพยุงขึ้นมาไอสองครั้ง กระอักเลือดออกมา มือหนึ่งกุมตรงหน้าอกที่เจ็บปวดรุนแรง รู้สึกได้ว่ากระดูกซี่โครงโดนซัดหักจนบาดเจ็บภายในสาหัส ก่อนจะมองไปทางผู้เฒ่าเกิ่งอย่างไม่ยอมแพ้
“ไป! กลับกันก่อน!” เขาพูดอย่างโกรธแค้น ในใจมีไฟโทสะกำลังแผดเผา ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังผู้เกรียงไกรคนหนึ่งพ่ายแพ้ต่อผู้ฝึกตนระดับบรรพชนนักรบขั้นกลาง น่าขายหน้านัก!
เห็นเช่นนี้ ชายชราคนนั้นก็ไม่พูดอะไรมาก ประคองเขาจากไปอย่างรวดเร็ว
“ดี! ดี! ฮ่าๆๆ…”
เสียงร้องยินดีเสียงหัวเราะร่าแต่ละเสียงดังขึ้นกลางค่ำคืน เสียงชื่นชมและความตื่นเต้นจากใจทำให้ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสองคนนั้นมีไฟสุมทรวง ได้ยินเสียงหัวเราะยินดีด้านหลังทุกเสียงสะเทือนหู ทำให้พวกเขารู้สึกอัปยศราวกับถูกตบหน้า
“พวกเจ้ารอก่อนเถอะ!”
ผู้ฝึนตนคนนั้นหันมาทิ้งคำพูดที่ชวนให้คนหัวเราะบ้าคลั่งไว้อย่างชั่วร้าย คำขู่เช่นนี้ ปกติจะเป็นคำกล่าวฝืนทนของผู้ที่จากไปอย่างหน้าม่อยคอตก ไม่พูดเสียยังดีกว่า พอพูดไปผู้คนก็หัวเราะดังลั่นกว่าเดิม
“ท่านพ่อ ท่านไม่เป็นไรกระมัง?” ผู้นำตระกูลเกิ่งก้าวยาวมาข้างกายผู้เฒ่าเกิ่ง พินิจมองจากบนลงล่าง เป็นห่วงว่าบิดาจะบาดเจ็บเพราะโดนฝ่ามือก่อนหน้านี้
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ข้ายังดีอยู่!” ผู้เฒ่าเกิ่งโบกๆมือ หยีตาแย้มยิ้มมองเฟิ่งจิ่ว “แม่หนูเฟิ่ง แม้ว่าจะค่ำแล้ว แต่ข้าคิดว่ามีเรื่องที่จำเป็นต้องคุยกับเจ้าดีๆเสียหน่อย”
ได้ยินเช่นนี้ แววตาเฟิ่งจิ่ววูบไหวเล็กน้อย บอกทั้งรอยยิ้มอิ่มเอมว่า “เชิญท่านปู่เกิ่งเจ้าค่ะ” จากนั้นจึงหันข้างทำท่ามือเชื้อเชิญเขาเข้าจวน
“คนอื่นๆกลับไปให้หมด ส่วนเจ้าเข้ามากับข้า!” ผู้เฒ่าเกิ่งหันกายไปบอก ส่งสัญญาณให้ผู้นำตระกูลเกิ่งตามเข้ามา
เห็นเช่นนี้ผู้นำตระกูลเกิ่งจึงออกคำสั่ง แล้วเดินตามผู้เฒ่าเข้าจวนตระกูลเฟิ่งไป
เฟิ่งจิ่วมองไปรอบๆแวบหนึ่ง จากนั้นค่อยบอกกับฉีคังว่า “ในเมื่อ.องครักษ์เราต่างมากันแล้ว ก็เรียกรวมพลเสียหน่อย ให้พวกเขาเปิดเผยตัวตนคอยอารักขารอบๆจวน รอข้าสั่งการ”
“ขอรับ!”
พวกเขาขานรับด้วยความเคารพ เห็นนางเข้าไปแล้วถึงจะมองหน้ากัน จากนั้นหยิบนกหวีดไม้ประจำตระกูลเฟิ่งออกมาเป่าเสียงดัง เมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น เหล่าองครักษ์ตระกูลเฟิ่งที่เดิมทีซุ่มซ่อนอยู่โดยรอบพลันปรากฏตัว แต่ละคนวิ่งเหยาะๆเข้ามา ยืนเรียงแถวเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว และรอคอยคำสั่ง…
ตอนที่ 418: ความรู้สึกร้อยพันผสมปนเป!
ภายในจวนตระกูลเฟิ่ง
เฟิ่งจิ่วเชิญผู้เฒ่าเกิ่งและผู้นำตระกูลเกิ่งเข้าไปห้องโถงใหญ่ หลังเชิญพวกเขานั่งลง ข้ารับใช้ก็ยกน้ำชาเข้ามาแล้วถอยออกไป ในห้องโถงใหญ่ นอกจากเหลิ่งซวงที่ยืนอยู่ข้างกายเฟิ่งจิ่ว ก็มีเพียงผู้เฒ่าเกิ่งกับบุตรชาย ส่วนคนอื่นๆคอยอยู่ด้านนอก
“แม่หนูเฟิ่ง ช่วงนี้ข้าเก็บตัวฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด พอออกมาถึงเพิ่งได้ยินเรื่องพวกเจ้าตระกูลเฟิ่ง ยามนี้ปู่เจ้าไม่อยู่ พ่อเจ้ายังหมดสติไม่ฟื้น ไม่รู้ว่าต่อจากนี้เจ้ามีแผนการเช่นไร?” ผู้เฒ่าเกิ่งเอ่ยปากตรงเข้าประเด็น ไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย
“ท่านปู่เกิ่งไม่ต้องเป็นห่วงตระกูลเฟิ่งไปเจ้าค่ะ คืนนี้ท่านก็เห็นแล้ว คนพวกนั้นคิดจะเอาเปรียบตระกูลเรายังทำไม่ได้ ข้ามีความสามารถและความมั่นใจว่าจะปกป้องตระกูลเฟิ่งได้เป็นอย่างดี”
บนใบหน้าเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ในคำพูดล้วนมีความเชื่อมั่น ราวกับว่าไม่เห็นคนพวกนั้นในสายตา ความมั่นใจนั้นทำให้ชายชราตระกูลเกิ่งเห็นแล้วอดแปลกใจไม่ได้ ไม่รู้ว่านางเอาความมั่นใจมาจากไหน?
“แล้ว.องค์รัชทายาทแคว้นเหินเวหาคนนั้นเล่า มู่หรงป๋อยังดี หากพวกเราร่วมมือต่อต้านร่วมกับเหล่าวงศ์ตระกูลและกลุ่มอำนาจ มู่หรงป๋อก็ไม่กล้าทำอะไรพวกเจ้าแล้ว แต่หากเป็นรัชทายาทแคว้นเหินเวหา เกรงว่าต่อให้พวกเราคิดจะปกป้องกันและกันก็ยังยาก” ผู้เฒ่าเกิ่งเอ่ยปัญหาที่กังวลอยู่ในใจด้วยความวิตกเล็กน้อย
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มน้อยๆ “คืนนี้ตระกูลเกิ่งออกหน้าแทนพวกเรา ข้ากังวลเช่นกันว่าหลังจากนี้พวกเขาจะสร้างปัญหาให้พวกท่าน ดังนั้นข้าจึงอยากขอให้ท่านปู่เกิ่งอย่ายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้เลย เช่นนี้ตระกูลเกิ่งจะได้ไม่พลอยเดือดร้อนไปด้วย ส่วนวิธีแก้ไข…”
เสียงเธอชะงักเล็กน้อย เอ่ยยิ้มๆว่า “จะต้องมีเสมอ”
ได้ยินคำกล่าวนี้ ผู้เฒ่าเกิ่งแปลกใจอยู่บ้าง ผู้นำตระกูลเกิ่งเองก็คาดไม่ถึงนิดหน่อย เขานึกว่าพอตระกูลเกิ่งออกหน้า คุณหนูใหญ่เฟิ่งผู้นี้จะพยายามจับพวกเขาไว้ไม่ปล่อย ให้พวกเขาได้ช่วยตระกูลเฟิ่งอีกแรง ไม่นึกเลยว่านางจะไม่อยากให้พวกเขายุ่งเกี่ยวด้วย ทุกเรื่องล้วนคำนึงถึงพวกเขา ช่างเหนือความคาดหมายของเขาจริงๆ
ไม่นึกว่าถึงแม้ตระกูลเฟิ่งไร้บุตรชาย แต่คุณหนูใหญ่เฟิ่งคนนี้ก็ยังกล้าหาญและมั่นใจเช่นนี้ หาได้ยากยิ่งเหมือนกัน
เพียงแต่ เมื่อนึกถึงว่าก่อนหน้านี้นางมีใบหน้าแย้มยิ้ม ต่อมากลับสังหารผู้นำทหารคนนั้นโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา ท่ามือโหดเหี้ยมที่เด็ดขาดนั้นทำให้เขานึกขึ้นได้ว่านางไม่ได้ไร้พิษสงเช่นที่เห็นภายนอก
แต่บิดาของเขากลับคล้ายจะคิดว่าคุณหนูใหญ่เฟิ่งที่ยิ้มแย้มเบิกบานตรงหน้าเป็นเพียงเด็กสาวน่ารักไร้เดียงสา ได้ยินผู้เฒ่ากำชับและตักเตือนอยู่ข้างๆหลายต่อหลายครั้ง ท่าทีไม่วางใจนั้นปานเห็นนางเป็นหลานสาวแท้ๆของตัวเอง เขามองเสียจนใจมีความรู้สึกร้อยพันผสมปนเป
ผู้เฒ่าเกิ่งคุยกับเฟิ่งจิ่วในห้องโถงใหญ่ประมาณหนึ่งชั่วยาม และถามถึงอาการเฟิ่งเซียวในตอนนี้ เพียงแต่เฟิ่งจิ่วไม่บอกตามความจริง สุดท้ายส่งพวกเขาสองคนออกไปด้วยตนเองแล้ว ถึงจะไปยังเรือนของบิดาเพื่อบอกเรื่องที่ตระกูลเกิ่งออกหน้าแทน
ทางด้านมู่หรงอี้เซวียน ครั้นได้ยินเรื่องจวนตระกูลเฟิ่งในคืนนี้ก็ยืนครุ่นคิดอยู่ข้างหน้าต่างเนิ่นนาน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร…
ภายในพระราชวัง มู่หรงป๋อยังโกรธเคือง หลังจากได้ยินคนเบื้องล่างรายงาน เสียงตะโกนเกรี้ยวกราดก็แทบจะดังไปทั่วราชวัง โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าตระกูลเกิ่งร่วมมือกับวงศ์ตระกูลและกลุ่มอำนาจบางส่วนมาออกหน้าปกป้องตระกูลเฟิ่ง ยิ่งโกรธจัดจนร่างกายสั่นเทิ้ม
“ดี! ดีนัก! รอตระกูลเฟิ่งล่มสลายเมื่อใด ข้าจะทำให้พวกมันเสียใจกับการกระทำในวันนี้แน่!”
ส่วนภายในตำหนักที่รัชทายาทแคว้นเหินเวหาพำนักอยู่ ตอนนี้…
ตอนที่ 419: ยอดฝีมือวิชาแพทย์?
เนี่ยเถิงที่พอกยาทาไว้บนหน้ากำลังหรี่ตานอนเอนบนตั่งตัวนุ่มพลางฟังชายวัยกลางคนข้างกายรายงานเรื่องคืนนี้
“เดิมทีพวกเขาสองคนคิดจะไปพาตัวคนที่ล่วงเกินนายท่านกลับมาจากจวนตระกูลเฟิ่ง แต่ไม่นึกว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น คนหนึ่งในนั้นกำลังคุกเข่าขอรับโทษอยู่ที่ลาน ส่วนอีกคนบาดเจ็บไม่น้อยจึงเรียกหมอที่ตามมามาตรวจดูแล้วขอรับ”
ชายวัยกลางคนรายงานอย่างระมัดระวัง พลางมองสังเกตนายท่านที่ปิดตาไว้ไม่รู้ว่านอนหลับหรือกำลังฟังแวบหนึ่ง ในใจกระวนกระวายอยู่บ้าง สองคนนั้นไปจวนตระกูลเฟิ่งในสถานการณ์ที่นายท่านไม่มีคำสั่ง หากจับคนกลับมาได้จริงยังพอได้ แต่กลับไปทำให้อับอายขายหน้า เรื่องนี้ไม่รู้ว่านายท่านจะลงโทษพวกเขาอย่างไร
หลังจากฟังคำพูดเขาจบ เนี่ยเถิงที่หลับตาอยู่ก็ลืมตาคมปลาบขึ้นมา จ้องมองชายวัยกลางคนผู้นั้นพลางบอกเสียงเข้มว่า “ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของบรรพชนนักรบขั้นกลาง? เจ้ากำลังล้อข้าเล่นรึ”
“ข้าน้อยไม่กล้า แต่ผู้ฝึกตนคนนั้นได้รับบาดเจ็บมาจริง ซี่โครงหักสองสามจุด อาการบาดเจ็บไม่เบา ส่วนอะไรคือสาเหตุเฉพาะที่ทำให้เขาพ่าย ข้าน้อยให้ท่านหมอลองตรวจสอบดูแล้วว่าเขาโดนวางยาหรือไม่ เชื่อว่าอีกไม่นานคงมีข่าว”
กล่าวคำพูดนี้จบ เขาก็ก้มหน้าลงไม่กล้ามอง อาจเพราะพวกเขาประมาทเกินไปจริงๆ ไม่เห็นคนตระกูลเฟิ่งในสายตา เขากับนายท่านไม่เพียงเคยติดกับอยู่ในเงื้อมมือคุณหนูใหญ่เฟิ่งระหว่างทาง ถึงตรงนี้ เดิมทีคิดว่าคนที่นี่คงทำอะไรนายท่านไม่ได้ ใครจะนึกว่ากลับโดนคนของจวนตระกูลเฟิ่งทำร้ายและส่งตัวกลับมา
แล้วยังมีคืนนี้อีก ไม่นึกเลยว่าผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังผู้ทรงเกียรติจะพ่ายแพ้ในเงื้อมมือของผู้ฝึกตนระดับบรรพชนนักรบขั้นกลาง พูดออกไปพวกเขาก็อับอายกันหมด
รู้เพียงว่าช่วงนี้ก็เกินพอแล้วจริงๆ สำหรับเรื่องนี้ เพียงเพื่อผู้หญิงคนเดียว เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมนายท่านถึงต้องอดทนเสียเวลากับนางถึงเพียงนี้ หากต้องการตัวนางจริง ส่งคนไปจับตัวมา คืนนี้ก็ได้เสวยสุขกันแล้ว ไหนเลยต้องทำให้ยุ่งยากเพียงนี้ด้วย
ทว่าความไม่พอใจและไม่สบอารมณ์เหล่านี้ เขาแค่กล้าคิดในใจ ให้พูดออกไปหรือ? มีแต่ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเท่านั้นแหละ
เนี่ยเถิงฟังคำพูดเขาแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก แต่หลับตาเอนลงนอน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร
จนกระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วยาม หมอท่านหนึ่งก็ขานเรียกพลางเดินเข้ามา คารวะเนี่ยเถิงด้วยความเคารพ “ข้าน้อยคารวะองค์รัชทายาท”
“ว่ามา” เนี่ยเถิงเอ่ยออกมาโดยไม่แม้แต่จะลืมตา
“องค์รัชทายาท ข้าน้อยพบสิ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ”
เขาหยิบเข็มเงินในแขนเสื้อออกมา เห็นคนที่เดิมหลับตาอยู่ลืมตาขึ้นมองมาทางเขา จึงรีบร้อนบอกว่า “เข็มเงินเล่มนี้ดึงออกมาจากจุดลมปราณบริเวณตันเถียนของหลินเหล่า เขาบอกว่าตอนนั้นจู่ๆก็รู้สึกว่าพลังวิญญาณในร่างโดนผนึก ข้าน้อยจึงตรวจดูจุดชีพจรบนร่างสักพัก ถึงได้พบเข็มเงินเล่มนี้ ทว่าสามารถแทงเข็มเข้าตรงจุดนี้ได้ในระยะไกล คิดๆแล้วคนคนนี้น่าจะเป็นยอดฝีมือวิชาแพทย์”
กล่าวจบ หมอคนนั้นกล่าวต่อไปว่า “ดังนั้นจึงบอกได้ว่าหลินเหล่าไม่ได้พ่ายแก่ผู้ฝึกตนระดับบรรพชนนักรบ แต่แพ้ให้ยอดฝีมือวิชาแพทย์ เพียงแต่ตามที่พวกเขาบอกมา ตอนนั้นไม่เห็นคนอื่นลงมือ จึงไม่รู้ว่าเข็มเงินนี้ใครเป็นคนทำพ่ะย่ะค่ะ”
ใช้อาวุธลับกับผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังซ้ำยังไม่โดนพบเห็น ต้องบอกเลยว่าคนคนนี้นอกจากเป็นยอดฝีมือวิชาแพทย์แล้ว ในด้านวรยุทธ์ก็มีระดับที่ไม่ได้อ่อนด้อย แต่สิ่งที่ทำให้เขานึกไม่ถึงคือการที่แคว้นเล็กๆระดับเก้าก็มียอดฝีมือเช่นนี้ได้ และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พบหน้ากันหรือไม่?
ตอนที่ 420: ค่อยๆอบรมสั่งสอน?
“ยอดฝีมือวิชาแพทย์?” เนี่ยเถิงมองชายวัยกลางคนข้างๆ แล้วขมวดคิ้ว “เรื่องที่ให้เจ้าไปตรวจสอบยังไม่กระจ่างอีกรึ? ทำไมตระกูลเฟิ่งถึงมีคนเช่นนั้นคอยปกป้อง?”
กล่าวจบกลับเหมือนนึกอะไรออก แววตาลึกล้ำเฉียบคมมีประกายฉายผ่าน
“นายท่าน คนผู้นี้มีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่าจะเป็นภูตหมอ เพียงแต่ภูตหมอเป็นเทพมังกรที่เห็นหัวไม่เห็นหางมาโดยตลอด พวกเราคิดจะตามหาเบาะแสเขาก็ยากยิ่งหนัก หนำซ้ำเขายังมีความสัมพันธ์อันดีกับตลาดมืด พวกเราเองก็ทำอะไรเขาไม่ได้ขอรับ”
ชายวัยกลางคนแอบถอนใจ รายงานไปด้วยความเคารพ เรื่องที่ภูตหมอปรากฏตัวในแคว้นเหินเวหาก่อนหน้านี้อึกทึกครึกโครมยิ่ง ยาน้ำของเขาล้ำค่าหาใดเปรียบ แม้แต่ในแคว้นเหินเวหายังมีนักปรุงยาน้อยคนนักที่จะเทียบกับเขาได้ ไม่เช่นนั้น แม้แต่กลุ่มอำนาจตลาดมืดที่กระจายอยู่ตามแต่ละแคว้นเรืองอำนาจคงไม่ปฏิบัติต่อเขาเฉกเช่นแขกผู้มีเกียรติ
“นึกไม่ถึงว่าตระกูลเฟิ่งเล็กๆ จะได้ผูกสัมพันธ์กับคนอย่างภูตหมอ” เขายกริมฝีปากยิ้ม นึกถึงสาวน้อยที่มีท่าทางเย้ายวนใจ แววตายิ่งเคร่งขรึม “น่าเสียดาย ถึงเป็นภูตหมอก็ไม่อาจมาแย่งผู้หญิงกับข้าได้!”
ได้ยินคำพูดนี้ ชายวัยกลางคนก้มหน้าลงเล็กน้อย ยืนอยู่ข้างๆด้วยความนอบนอม
ส่วนหมอคนนั้นก็มองหน้าเนี่ยเถิงที่พอกยาทาไว้อย่างแปลกๆ อยากจะพูดนักว่า ฝ่าบาท…หน้าท่านยังไม่ดีขึ้นเลยด้วยซ้ำ! ไม่ทันไรก็กังวลถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งคนนั้นเสียแล้ว หรือที่โดนซ้อมมายังไม่พอจริงๆ?
“ฝ่าบาท ผู้ครองแคว้นแสงสุริยันมาขอพบอยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ” คนผู้หนึ่งเข้ามารายงาน แอบชำเลืองมองเนี่ยเถิงที่บนใบหน้าพอกยาทาไว้ จากนั้นก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว
แน่.นอนว่าเนี่ยเถิงจับสายตาคนคนนั้นได้ แววตาคมกริบจึงกวาดมองเขา “ให้เขาเข้ามา”
“ขอรับ!” เขาขานรับแล้วถอยไปอย่างว่องไว
ไม่นานนัก มู่หรงป๋อก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นเนี่ยเถิงบนตั่งตัวนุ่มจึงรีบประสานมือคารวะ พลางบอกด้วยความโกรธเคือง “องค์รัชทายาท คนตระกูลเฟิ่งทำเกินไปแล้วจริงๆ พวกเขาช่างบังอาจโดยแท้! ถึงได้กล้าก่อเรื่องเช่นนี้ขึ้น เดิมกระหม่อมคิดจะจับคนกลับมาสั่งสอน แต่ไม่นึกว่าคนใต้อาณัติจะไร้ความสามารถ แค่คนไม่กี่คนยังจับกลับมาไม่ได้ กระหม่อม…”
ยังกล่าวไม่จบ ก็โดนขัดจังหวะเสียก่อน
“ท่านเข้ามาเพื่อบอกเรื่องนี้?” เนี่ยเถิงชายตามองเขา น้ำเสียงมีกลิ่นอายอันตรายบางส่วน
ได้ยินแล้วมู่หรงอี้เซวียนกระแอมไอ จัดการอารมณ์แล้วบอกว่า “อันที่จริงกระหม่อมอยากเข้ามาแจ้ง.องค์รัชทายาท ในเมื่อคนจวนตระกูลเฟิ่งไม่รู้จักดีชั่ว ฝ่าบาทก็ไม่จำเป็นต้องมีเมตตาด้วย ยามนี้กระหม่อมไม่รู้จะทำอย่างไรกับพวกเขา แต่ด้วยกำลังของแคว้นเหินเวหา จะจัดการแค่จวนตระกูลเฟิ่งก็ง่ายดายราวบี้บมดตัวหนึ่งตาย ในเมื่อฝ่าบาทถูกใจคุณหนูใหญ่เฟิ่งคนนั้น ทำไมไม่จับนางกลับไปแล้วค่อยๆอบรมสั่งสอนโดยตรงเล่า?”
“นี่ท่านกำลังสอนข้าว่าต้องทำยังไงรึ?” น้ำเสียงเขาหนักอึ้ง เผยความเย็นชาส่วนหนึ่ง ร่างกายมีกลิ่นอายหนาวเหน็บชวนขนลุกกระจายอยู่ ทำให้มู่หรงป๋อตกใจเล็กน้อย
มู่หรงป๋อฝืนพูดว่า “ไม่กล้า แต่กระหม่อมคิดว่าฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงเกินตัวเพื่อสตรีผู้เดียว”
ชายวัยกลางคนคนข้างๆแอบพยักหน้า ถูกต้องแล้ว เขาก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องเสียแรงไปมากมายเพียงนี้เพื่อผู้หญิงคนหนึ่ง แค่ผู้หญิงคนเดียวเท่านั้น หากนายท่านต้องการก็จับนางมา รอให้ได้นางมาแล้ว นายท่านอาจจะสนใจนางน้อยลงก็เป็นได้
นึกถึงข้อนี้ เขาแอบคิดในใจว่า ตนควรคิดหาวิธีนำตัวคุณหนูใหญ่เฟิ่งคนนั้นมาส่งถึงเตียงนายท่านไม่ใช่หรือ?
จบตอน
Comments
Post a Comment