ตอนที่ 41: กะเทาะเปลือกออก
เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย รู้สึกถึงน้ำเย็นในบ่อที่ซึมเข้ากระดูก และความเจ็บแปลบๆที่แล่นมาจากบาดแผล ทว่าหลังจากความเจ็บผ่านไปเธอกลับสบายตัวมาก ราวกับมีกระแสธารอุ่นชำระผ่านบนเรือนร่าง
กระแสธารอุ่น?
เธอลืมตาขึ้นทันที แล้วมองร่างกายที่แช่อยู่ในน้ำ ตอนนี้เธอสังเกตเห็นกลิ่นอายพลังจางๆ พรั่งพรูออกมาบนผิวน้ำ
ไม่ใช่พลังเร้นลับ แต่เป็นพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์!
พอเห็นในบ่อน้ำลึกมีกลิ่นอายพลังวิญญาณจางๆกระจายตัวอยู่ เฟิ่งจิ่วก็นึกถึงหนูดำดินกลายพันธุ์พวกนั้น เพราะพลังวิญญาณในบ่อน้ำนี้ พวกมันถึงได้ตัวอ้วนพีขนาดนั้นหรือ?
แต่ทำไมที่นี่ถึงมีกลิ่นอายพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์เช่นนี้ได้?
ขณะกำลังครุ่นคิด ไข่สีทองใบนั้นที่วางอยู่ด้านบนก็พลันขยับเล็กน้อย และกลิ้งลงไปในบ่ออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ตู้ม!”
เสียงตกน้ำดังขึ้นมา ไข่สีทองใบนั้นจมลงในน้ำอย่างรวดเร็ว เธอตกใจ หลังจากใช้มือหนึ่งดึงกริชและถุงฟ้าดินที่วางไว้ด้านบนมาก็ดำน้ำลงไปอย่างรวดเร็ว
ขณะลืมตาในน้ำเธอมองเห็นไข่สีทองใบนั้นกำลังค่อยๆจมลงไป ทว่ายิ่งว่ายลงไป น้ำในบ่อที่ใสสะอาดก็ยิ่งมืดสลัว ราวกับเป็นหลุมลึกไร้ก้นบึ้งที่เต็มไปด้วยความพิศวง
เฟิ่งจิ่วกังวลว่าพอลงไปแล้วจะกลั้นหายใจได้ไม่ไหว และกังวลว่าถ้ายิ่งลึกลงไปอีกไม่รู้จะเจอกับอะไรที่ใต้น้ำนั้น จึงรีบเร่งดำลงไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่เห็นว่าเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เธอเอื้อมมือออกไปโอบไข่สีทองใบนั้นมากอดไว้ทันที
แต่ระหว่างที่เธอกอดไข่ใบนั้นว่ายขึ้นไป กลับเหลือบเห็นบริเวณส่วนลึกด้านล่างเหมือนจะมีประตูหินบานหนึ่งที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำอยู่?
แม้จะฉงนสงสัย แต่ตอนนี้เธอไม่อยากรู้ เพราะเธอไม่อาจกลั้นหายใจได้ไหวแล้ว จึงใช้มือหนึ่งกอดไข่ ส่วนอีกมือตะกายว่ายขึ้นไป ทว่าในตอนนั้นเอง บานประตูด้านล่างพลันค่อยๆเปิดออกเสียงดัง
แรงดูดมหาศาลลอยมาจากด้านในประตู ดูดทั้งน้ำและเธอเข้าไปในประตูบานนั้นราวกับมีกระแสน้ำวนหมุนขึ้นมาจากก้นบ่อ
“หืม!”
ภายใต้แรงดึงดูดอันทรงพลัง เธอที่อยู่ในน้ำไม่มีทางหลบเลี่ยงการถูกหมุนเข้าไปในน้ำวนนั้นได้ จึงถูกดูดเข้าไปด้านในบานประตู
แต่ภายใต้แรงดันในน้ำและการหมุนวนที่มีแรงดูด เฟิ่งจิ่วรู้สึกเพียงว่าเลือดในหัวใจปั่นป่วน จนกระอักเลือดออกมา เลือดหยดลงบนไข่สีทองที่เธอโอบไว้แน่นในอ้อมกอดพอดิบพอดี ทว่าเธอไม่เห็นว่าเลือดที่ตนกระอักออกมาถูกไข่สีทองดูดซับไป ภาพเบื้องหน้าก็มืดลง และเธอก็หมดสติไป…
ในตอนนี้เอง ไข่สีทองมีแสงทองลอยขึ้นมาเลือนราง ลวดลายซับซ้อนบนเปลือกไข่ที่เคยหายไปก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับแสงทองที่ค่อยๆแผ่ออกมานอกเปลือกไข่
สิ่งที่ทำให้เหลือเชื่อที่สุดก็คือ ไข่สีทองที่เดิมทีมีขนาดแค่สองกำมือ ตอนนี้กลับค่อยๆใหญ่ขึ้นท่ามกลางแสงสีทอง มันยังคงถูกเฟิ่งจิ่วโอบไว้ในอ้อมกอด แค่ตอนนี้มีขนาดใหญ่เหมือนแตงโมลูกโต
ตรงหว่างคิ้วของเฟิ่งจิ่วมีลายรูปหงส์ไฟสีแดงฉานปรากฏขึ้นมา ขณะที่ลวดลายนั้นปรากฏ ทั่วทั้งร่างเธอถูกห้อมล้อมด้วยประกายแสงสีทอง บาดแผลบนตัวก็กำลังฟื้นฟูด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า…
เสียงครืนดังขึ้น ทั้งร่างเฟิ่งจิ่วที่ถูกกระแสน้ำวนดูดเข้าไปด้านในกระแทกลงบนพื้น น้ำที่อยู่กลางกระแสน้ำวนก็ปะทะลงบนร่างเธอ แรงโน้มถ่วงและความเจ็บแสบที่ถาโถมมาทำให้เธอค่อยๆได้สติ ยามลืมตาอย่างช้าๆ กลับโดนแสงทองสะท้อนเข้าใส่
“แกร๊ก!”
เสียงแกร๊กที่ดังชัดเจนทำให้เธอนิ่งไปเล็กน้อย เห็นพอดีว่าไข่สีทองที่กลิ้งออกไปจากมือใหญ่เท่าลูกแตงโมแล้ว และบนผิวมันยังมีรอยแตกร้าวเส้นหนึ่ง
“แกร๊ก!”
เสียงแกร๊กดังออกมาอีกครั้ง บนไข่ทองมีรอยแตกเพิ่มมาอีกเส้น ทว่าหลังจากเห็นไข่ใบนั้นแหวกออกเป็นสองซีก เธอก็ต้องตะลึงงัน…
ตอนที่ 42: สัตว์เทวะน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำ
หลังจากเปลือกไข่แตก สิ่งที่ออกมาไม่ใช่หงส์น้อย แต่เป็นเด็กน้อยที่คว่ำพลางเชิดบั้นท้ายเล็กเปลือยเปล่าขึ้นน้อยๆ
รัศมีสีทองจางๆ ที่แฝงกลิ่นอายพลังวิญญาณเข้มข้นแผ่อยู่บนร่างเขา และค่อยๆกระจายไป เด็กน้อยคล้ายเพิ่งตื่นนอน ศีรษะเงยขึ้นเล็กน้อย ดวงตาที่ใสกระจ่างดั่งน้ำเปิดขึ้น มองเฟิ่งจิ่วที่เปลือยกายอยู่เช่นกันอย่างสับสนและตกตะลึง
ผ่านไปสักพัก เหมือนเพิ่งจะตอบสนองกลับมา ดวงตาสีดำมันวาวคู่นั้นถลึงมอง เปลวไฟสีแดงฉานสองดวงลุกไหม้อยู่ภายใน เขากระโดดขึ้นมาทันที มือข้างหนึ่งเท้าอยู่ตรงเอวเล็กเจ้าเนื้อ อีกมือก็ชี้เฟิ่งจิ่วที่ล้มอยู่บนพื้น น้ำเสียงอ้อแอ้มีความโมโหโกรธาที่น่าเหลือเชื่อ
“ผู้หญิงคนนี้! ข้าเป็นหงส์เทพโบราณ! นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้า เจ้า เจ้าจะจินตนาการข้าเป็นเด็กมนุษย์ผู้ชายเช่นนี้!”
ถึงแม้ในอนาคตเมื่อเขาโตขึ้นแล้วจะจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ ทว่าแต่ไหนแต่ไรเขาก็นึกไม่ถึงว่าพอออกจากเปลือกจะกลายเป็นเด็กมนุษย์ผู้ชายตัวน้อยไปซะได้! เขาเป็นหงส์ไฟน้อยนะ! หงส์ไฟน้อย!
เพราะความสัมพันธ์ของพันธสัญญา จินตนาการภาพที่ผู้ทำสัญญามีต่อเขาซึ่งยังไม่ถือกำเนิด สามารถตัดสินได้ว่าเขาจะเกิดเป็นร่างสัตว์หรือร่างมนุษย์ หากเกิดเป็นร่างมนุษย์ ก็ต้องรอจนเขาโตเป็นผู้ใหญ่ถึงจะแปลงกายเป็นร่างหงส์ได้
สวรรค์รู้ดีว่าอีกนานแค่ไหนกว่าเขาจะเติบโต? เช่นนั้นก่อนโต เขาไม่ต้องแบกรูปลักษณ์เด็กชายตัวน้อยเช่นนี้ไปเดินกรีดกรายตามท้องถนนหรอกรึ?
ยิ่งคิดยิ่งขุ่นเคือง ยิ่งนึกยิ่งเจ็บใจ เขาทั้งอยากร้องไห้และไม่อยากให้นางตลก จึงทำได้เพียงถลึงตามองตัวต้นเหตุผู้นั้นอย่างดุร้าย
เฟิ่งจิ่วตะลึงงัน ไข่ใบนี้ฟักออกมาเป็นเด็กชายตัวน้อยจริงๆ?
ดีล่ะ! อันที่จริงตอนเธอหยิบไข่มาก็จินตนาการไว้นิดหน่อย หงส์ที่จะฟักออกมาจากไข่ใบนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? หลังจากนั้นพอไม่ทันระวังจึงนึกถึงท่าทางน่ารักของเด็กชายตัวอ้วนจ้ำม่ำขึ้นมา
ตอนนี้เมื่อเห็นเด็กชายตัวน้อยนี้เอามือหนึ่งเท้าเอวเจ้าเนื้อ อีกมือก็ชี้เธออย่างโกรธเกรี้ยว ร่างเล็กเปลือยเปล่าที่ยืนอยู่ และยังมีงวงช้างน้อยที่ไหวๆอยู่เบื้องหน้า เธอคันไม้คันมือขึ้นมาชั่วขณะ จึงยื่นมือไปหยอกล้อกับช้างน้อยนั่นสักหน่อย
“อ๊า! เจ้า เจ้าทำอะไรเนี่ย!”
ในที่สุดหงส์ไฟน้อยผู้หยิ่งยโสก็นึกถึงสภาพเปลือยเปล่าในตอนนี้ขึ้นมาได้ ของล้ำค่าอันน้อยที่ท่อนล่างถูกเย้าแหย่ เขาตกใจจนทั้งโกรธทั้งอาย รีบถอยหลังไปหลายก้าวพลางเอาสองมือก็กุมมันไว้แน่น
“เจ้า เจ้าผู้หญิงไร้ยางอายนี่!”
เขาแผดเสียงอย่างขุ่นข้องเขินอาย ใบหน้าเล็กที่งามประณีตขึ้นสีแดงก่ำ น้ำเสียงอ้อแอ้ทำให้การตะโกนของเขาไม่มีพลังคุกคามอะไรเลย
ตอนนี้เขาเหมือนเพิ่งเห็นว่าร่างกายนางก็โป๊เปลือยอยู่ จึงผละมือข้างหนึ่งที่กอบกุมของล้ำค่าอันน้อยไว้ขึ้นมาปิดตาแล้วรีบหันตัวไป
“เจ้าไม่ใส่เสื้อผ้า!” รอบนี้ แม้แต่ใบหูก็เริ่มแดงฉ่าเพราะเขินอาย
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเด็กน้อยที่ตอบสนองเสียใหญ่โต แล้วพูดแกล้งต่อไปว่า “ข้าเห็นก้นเล็กๆด้านหลังเจ้าแล้วนะ”
“อ๊า! ผู้หญิงหน้าไม่อาย! หน้าไม่อาย หน้าไม่อาย!”
เขากระวนกระวายจนต้องกระทืบเท้า แต่กลับไม่ด่าว่าอะไรอย่างอื่นอีก สิ่งที่ตะโกนไปตะโกนมาก็มีแต่คำว่า ‘หน้าไม่อาย’
เฟิ่งจิ่วมองจนนึกสนุก หัวเราะออกมาเบาๆอย่าง.อดไม่ได้ และตอนนี้ เธอที่ก้มหน้าลงก็เพิ่งสังเกตุเห็นบาดแผลที่เคยอยู่บนร่างกาย นึกไม่ถึงเลยว่าจะดีขึ้นหมดแล้ว?
ดวงตาลึกล้ำฉายความประหลาดใจพาดผ่าน แววตาสั่นไหวน้อยๆ ก่อนจะมองหงส์ไฟน้อยที่เปลี่ยนเอาสองมือนั้นมาจับบั้นท้ายเล็กไว้แทนเสมือนครุ่นคิดอะไรอยู่
เป็นเพราะเจ้าเด็กน้อยนี่หรือ?
เธอหยิบชิ้นผ้าในถุงฟ้าดินออกมาพันรัดบริเวณหน้าอก แล้วค่อยนำชุดเสื้อผ้าผู้ชายมาสวม พอรัดเข็มขัดเสร็จก็ดึงเด็กน้อยที่เปลือยกายอยู่ผู้นั้นเข้ามากอด
“อ๊าก! เจ้า ผู้หญิงคนนี้คิดจะทำอะไรน่ะ!”
เมื่อถูกกอดอย่างกะทันหัน เขาตกใจจนร้องลั่น สองมือรีบกุมท่อนล่างไว้พลางถลึงตามองนางอย่างระแวดระวัง
ตอนที่ 43: จวนลับใต้น้ำ!
ใครจะรู้ เฟิ่งจิ่วดึงเสื้อผ้าออกจากถุงฟ้าดิน ใช้กริชปรับเปลี่ยนมันเล็กน้อยสักพักก็สวมมันลงบนร่างของเด็กน้อย
“ใช้เท่านี้ไปก่อน รอออกไปแล้วข้าค่อยซื้อเอี๊ยมแดงให้เจ้าใส่” เธอพูดพลางหรี่ตายิ้มแย้ม ยังไม่ทันเรียบร้อยก็ตบลงบนบั้นท้ายเล็กจ้ำม่ำของเขาไปทีหนึ่ง
“เรียบร้อย” เธอจับเขาหันมา พอเห็นเด็กชายตัวน้อยโกรธฟึดฟัดก็คิดว่าช่างน่าขบขันเสียนี่กระไร
“ข้าไม่ใส่ของพวกนั้นหรอก” เขาพึมพำ มองหญิงสาวที่จับนู่นตบนี่บนตัวเขาไปทั่วอย่างโกรธเคืองเล็กน้อย
“ข้ายังคิดว่าพอไข่แตกคงมีหงส์ออกมา นึกไม่ถึงว่าจะกลับกลายเป็นเด็กผู้ชายตัวน้อย นี่ เช่นนั้นเจ้าก็แปลงเป็นร่างหงส์ได้ใช่หรือไม่?” เธอถามอย่างแปลกใจนิดหน่อย
เธอไม่พูดเสียยังดีกว่า พอพูดขึ้นมาหงส์ไฟน้อยผู้จองหองก็โมโหขึ้นมาตามสมควร
“เจ้ายังพูดได้ไม่อายปาก! ข้ามีฐานะเป็นสัตว์เทวะในตำนาน ไม่นึกเลยว่าจะได้เกิดเป็นร่างมนุษย์ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้า!”
เฟิ่งจิ่วจับๆ จมูก “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่จินตนาการไปเรื่อยเปื่อยจะกลายเป็นจริง?”
“หึ!” เขาส่งเสียงหึหนักๆ สองมือยกขึ้นกอดอกพลางเบือนหน้าออกไปไม่ยอมมองเธอ
เฟิ่งจิ่วหัวเราะอย่างไม่คิดถือสา เธอลุกยืนขึ้นมองบริเวณรอบๆ “ไม่คิดเลยว่าใต้บ่อน้ำลึกจะมีสถานที่เช่นนี้อยู่จริงๆ” พอนึกถึงแรงดูดเมื่อครู่ที่หมุนดึงเธอเข้ามา เฟิ่งจิ่วก็ขมวดคิ้วน้อยๆ
“ไม่รู้จริงๆ ว่าผู้หญิงเช่นนี้กลายเป็นผู้ถือพันธสัญญาของข้าได้อย่างไร หน้าตาก็น่าเกลียด พละกำลังก็อ่อนด้อย ซ้ำยังชอบจับก้นคนอื่น เป็นหญิงลามกคนหนึ่งแท้ๆ”
ตอนนี้ในอ้อมแขนหงส์ไฟน้อยโอบเปลือกไข่พวกนั้นไว้ กำลังกินมันเสียงดังกรอบแกรบ เขากินไปพลางพร่ำบ่น ทั้งยังส่งสายตาก่นด่าไปทางเฟิ่งจิ่วอยู่บ่อยครั้ง
เฟิ่งจิ่วได้ฟังก็ถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จึงยื่นมือไปเขกหัวเล็กๆของเขาทีหนึ่ง “เจ้าเด็กน้อย ไม่ว่าเจ้าจะยินยอมหรือไม่ เจ้าก็เป็นคนของข้าแล้ว จากนี้ไปต้องปฏิบัติตามข้า”
ขณะพูด เธอมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ “ยังมีอีก เจ้าหิวมากขนาดนั้นเลยหรือไง? ขนาดเปลือกไข่ก็ยังกินได้ลง?”
หงส์ไฟน้อยมองค้อนใส่ และไม่หันไปสนใจเธออีกอย่างหยิ่งผยอง
เปลือกไข่ของเขาเป็นของดี พอกินแล้วไม่เพียงเสริมสร้างพลังกายแก่เขา แต่ยังบำรุงร่างกายให้แข็งแรงได้ด้วย หญิงคนนั้นช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ก็แค่เจ้าโง่คนหนึ่งเท่านั้น
“ดีล่ะ พวกเราไปกันเถอะ! ลองดูซิว่าที่นี่มีความพิเศษอะไรกันแน่ นึกไม่ถึงว่าจะมีแรงดูดแบบนั้นดึงพวกเราเข้ามาได้” เฟิ่งจิ่วพูดพลางก้าวเดินไปด้านใน
เห็นได้เลยว่านี่คือจวนลับที่ถูกทิ้งร้างมาหลายปี แต่ไม่รู้ว่าทั้งที่จวนลับแห่งนี้อยู่ใต้บ่อน้ำกลับไม่จมน้ำเลยได้อย่างไร?
หงส์ไฟน้อยกอดเปลือกไข่ไว้ กินมันไปพลางเดินตามหลังเธอ เขาพินิจมองเงาร่างเบื้องหน้าอยู่ไม่หยุดหย่อน คิดว่าผู้หญิงคนนี้ช่างแปลกนัก ทั้งที่พละกำลังอ่อนแอมาก แต่พอมาถึงสถานที่แบบนี้กลับไม่ตื่นตกใจเลย
“ข้ารอมาหลายปีขนาดนี้ ในที่สุดก็มาแล้วคนหนึ่ง สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้า สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้าจริงๆ ฮ่าๆ…”
ทันใดนั้น ในจวนลับมีน้ำเสียงซื่อตรงและไม่เกรงอกเกรงใจดังลอยมา ความตื่นเต้นในน้ำเสียงพร้อมอานุภาพกดดันอันแรงกล้าสั่นสะเทือนอยู่กลางอากาศ
แต่ที่น่าแปลกคือ เธอเห็นแรงกดดันมหาศาลนั้นกระเพื่อมอยู่ในอากาศราวกับลายคลื่นน้ำที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่ากลับไม่รู้สึกไม่ดีเลยสักนิด
หรือเป็นเพราะการทำสัญญากับหงส์ไฟสัตว์เทวะในตำนาน?
เมื่อคิดเช่นนี้ เธอก็อดเหลือบมองเด็กชายตัวน้อยด้านหลังซึ่งกำลังกัดกินเปลือกไข่ในอ้อมกอดไม่ได้
และแอบคิดว่า ‘ก็ยังดูไม่ออกจริงๆ ว่าเจ้าตัวเล็กแต่ไม่น้อยนี่มีประโยชน์อะไรขนาดนั้น!’
ตอนที่ 44: ร่างเทพประทับ
“มองข้าทำไมอีก!” เด็กชายน้อยถลึงมองเธอแวบหนึ่ง
เฟิ่งจิ่วหัวเราะ ทันใดนั้นก็หันตัวยื่นมือไปหยิกแก้มเล็กขาวเนียนของเขา “ข้ายิ่งชอบเจ้าขึ้นเรื่อยๆแล้วสิ ทำยังไงดี?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หงส์ไฟน้อยเบิกตาอย่างตื่นตกใจ ใบหน้าเล็กอันงดงามขึ้นสีแดง เขาพยายามทำท่าทางโกรธ แต่กลับดูกระมิดกระเมี้ยนอยู่บ้าง บนใบหน้ามีความเขินอายเจืออยู่สักสามส่วน ความไม่พอใจอีกเจ็ดส่วน
“เจ้า เจ้าอย่าคิดว่าพูดแบบนี้แล้วข้าจะเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเจ้าเชียวนะ เจ้ามันก็แค่คนโง่! ข้าถึงได้ไม่ชอบเจ้า ยังมีอีก เจ้าอย่าได้จับมั่วซั่วเช่นตาแก่บ้าตัณหา ช่างไม่เหมือนผู้หญิงเลยสักนิด!”
เขาหลับตาพูดอย่างหยิ่งยโส ไม่มองไปที่เธอ
เฟิ่งจิ่วหัวเราะ รู้สึกเพียงว่าท่าทางเหนียมอายและไม่สบอารมณ์ของเด็กชายช่างน่ารักเสียจริง
“แม่เด็กน้อย เข้ามาสิ มาให้ข้าลองดูเจ้าดีๆ”
น้ำเสียงซื่อๆ ไร้พิษภัยดังแว่วมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ น้ำเสียงนั้นเปล่งออกมาพร้อมกับแรงดูดที่ดึงทั้งร่างเฟิ่งจิ่วเข้าไปด้านใน
“ผู้หญิงโง่!”
หลังจากกินเปลือกไข่ หงส์ไฟน้อยที่กำลังเช็ดปัดมือก็เห็นเธอถูกแรงนั้นดึงเข้าไปด้านใน เขาร้องลั่นด้วยความกังวลอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะเร่งรีบตามไป
เฟิ่งจิ่วรู้สึกแค่ว่าร่างกายขยับไม่ได้ แม้แต่เสียงตะโกนยังไม่ออก เกือบชั่วพริบตาเดียวเธอก็ถูกม้วนมาถึงด้านในตรงเบื้องหน้าโครงกระดูกหัวกะโหลก
เวลาต่อมา มีพลังขุมหนึ่งลุกล้ำเข้ามาในเส้นเอ็นของเธอ ภายใต้การบุกรุกของพลังนั้น เธอรู้สึกว่าทั้งร่างคล้ายถูกเปิดเผยให้โล่งโจ่งอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ เปลือยเปล่าเสียจนไม่มีความลับใดให้พูด
หงส์ไฟน้อยตามเข้ามาก็กลับชนเข้ากับเขตอาคมจนถูกแยกไว้ด้านนอก ไม่มีทางเข้าใกล้เฟิ่งจิ่วที่อยู่ด้านในได้เลย
พอเห็นทั้งร่างเธอยืนอยู่เบื้องหน้าโครงกระดูกไม่ขยับเขยื้อน เขาตะโกนเสียงดังอย่างตื่นกลัวเล็กน้อย “หญิงโง่! หญิงโง่เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ร่างเทพประทับ? เป็นร่างเทพประทับจริงรึ? ฮ่าๆๆ! นึกไม่ถึงว่าข้าฉู่ป้าเทียนจะได้มาพบร่างเทพประทับที่หาได้ยากในรอบพันปี? ฮ่าๆๆ! สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้า สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้า! ฮ่าๆๆ…”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเพียงน้ำเสียงที่ทั้งตื่นเต้นและดีใจกำลังหัวเราะร่า เมื่อพลังที่พันธนาการเธอไว้ถูกดึงกลับ ทั้งร่างก็ทรุดลงนั่งบนพื้นอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง แล้วสบตากับโครงกระดูกเบื้องหน้าเข้าพอดิบพอดี
เพราะไม่รู้สึกถึงจิตสังหาร และไม่รู้สึกถึงความมุ่งร้าย ที่มีอยู่ก็แค่น้ำเสียงที่ตื่นเต้นดีใจ ด้วยเหตุนี้เฟิ่งจิ่วจึงไม่กังวลใจอะไร เธอหันไปพูดกับหงส์ไฟน้อยที่ถูกกันไว้นอกเขตอาคมว่า “ข้าไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
ถึงอย่างไรทั้งสองคนก็มีพันธสัญญาวิญญาณกัน หลังจากหงส์ไฟน้อยใจเย็นลงก็รู้สึกว่าตอนนี้เธอไม่เป็นอะไรแล้ว เขาจึงส่งเสียงหึขึ้นมาทันใด ก่อนพูดอย่างกระสับกระส่ายเล็กน้อย “ใครเป็นห่วงเจ้ากัน?” แต่ดวงตากลับยังคงมองไปด้านในเขตอาคมอย่างไม่อาจควบคุมได้ เขาอยากจะดูอาการเธอสักหน่อย
ด้วยรู้ถึงความปากไม่ตรงกับใจของเขา เฟิ่งจิ่วก็ไม่ถือสา แต่มาให้ความสนใจกับโครงกระดูกตรงหน้าแทน เธอเรียกหยั่งเชิงไป “ผู้อาวุโส?”
และตอนนั้นเอง โครงกระดูกนั้นเผยภาพหนึ่งขึ้นมา ชายวัยกลางคนที่สวมชุดคลุมสีดำปรากฏตัวอยู่กลางอากาศ เขามองเฟิ่งจิ่วที่ด้านล่างด้วยสายตาคมกริบที่มีแรงกดดันแฝงอยู่
“เจ้ามีร่างเทพประทับ แม่เด็กน้อย เจ้าไม่ธรรมดาเลย!”
ไม่เพียงแต่มีร่างเทพประทับที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี ซ้ำยังเป็นผู้ถือพันธสัญญาของหงส์ไฟสัตว์เทวะโบราณอีก เด็กสาวเช่นนี้จะธรรมดาได้อย่างไร?
เป็นเพราะสวรรค์มีตา ก่อนที่หยดเลือดสุดท้ายของเขาจะสลายสิ้น ยังส่งผู้มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนวิชาเช่นนี้มา ให้เขาได้ถ่ายทอดสืบต่อไป…
ตอนที่ 45: ผู้พิชิตแห่งยุคสมัยหนึ่ง
“ร่างเทพประทับ?” เฟิ่งจิ่วมองร่างนั้นอย่างแปลกใจ แล้วถามว่า “ร่างเทพประทับที่พบได้น้อยยิ่ง?”
ขออภัยที่เธอมาโลกนี้ได้ไม่นาน ในเรื่องการฝึกฝนวิชานี้เธอยังไม่รู้อะไรมากจริงๆ ร่างเทพประทับยิ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ร่างเทพประทับคือผู้มีพรสวรรค์ในการฝึกฝน ไม่เพียงฝึกฝนพลังเร้นลับและพลังวิญญาณได้ หนำซ้ำความเร็วในการฝึกจะยิ่งมากกว่าคนอื่นๆเป็นสิบเท่า”
ชายวัยกลางคนมองเธอพลางผุดรอยยิ้ม ก่อนจะพูดต่อ “ในทางกลับกัน คนอื่นๆต้องใช้เวลาสิบปีในการฝึกฝนให้ถึงระดับปรมาจารย์นักรบ หากเป็นเจ้า อาจใช้แค่ปีเดียวก็สามารถฝึกถึงระดับปรมาจารย์นักรบได้ ความเร็วการฝึกเช่นนี้เรียกกันว่าสุดยอดผู้มีพรสวรรค์”
พอได้ฟัง เฟิ่งจิ่วก็นิ่งไปสักพัก พูดว่า “เป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง? ข้าเคยลองฝึกการดึงพลังเข้าร่าง ก็ไม่รู้สึกว่าร่างกายตัวเองมีอะไรแตกต่าง และยิ่งไม่มีเรื่องอย่างที่ท่านผู้อาวุโสกล่าวว่าข้าฝึกฝนได้เร็วเกิดขึ้นเลยด้วย”
ตอนดึงพลังเข้าร่างเธอใช้เวลาไปไม่น้อย และตั้งแต่เริ่มฝึกฝนมาจนถึงตอนนี้ กลิ่นอายพลังเร้นลับในร่างก็ยังไม่น่าอวดเท่าไหร่
“นั่นเพราะเส้นลมปราณพลังเร้นลับและพลังวิญญาณในตัวเจ้ายังไม่ถูกเปิด”
เขาจ้องเธอด้วยแววตาเป็นประกาย “ข้าหวังว่าเจ้าจะกราบข้าเป็นอาจารย์ แบบนี้แล้ว ข้าจะเปิดเส้นลมปราณเร้นลับและวิญญาณให้แก่เจ้า ช่วยเจ้าฝึกฝน”
หากเป็นผู้อื่น เมื่อได้ฟังผู้แกร่งกล้าเช่นนี้พูดรับตัวเองเป็นศิษย์ เดาว่าคงตอบรับอย่างไม่ต้องคิด ทว่าหลังจากเฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดนั้นกลับเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ดวงตาที่กำลังครุ่นคิดก็มองผู้อาวุโสอยู่นานโดยไม่ปริปาก
“เจ้าไม่ยินยอมรึ?”
เมื่อเห็นเฟิ่งจิ่วไม่มีปฏิกิริยายินดีปรีดา เขาก็ขมวดคิ้ว แล้วปล่อยแรงกดดันออกมา กลับพบว่าแรงกดดันของเขาไม่มีผลกระทบอะไรต่อผู้ทำสัญญากับสัตว์เทวะโบราณเช่นเธอเลย ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้ เขาจึงถอนหายใจ
“เจ้าไม่ต้องกังวลว่าข้าจะมีเป้าหมายอะไร ข้าแค่หวังว่าหลังจากเจ้ากลายเป็นลูกศิษย์ข้าแล้วจะสามารถช่วยข้าทำธุระสักสามเรื่อง”
ได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งจิ่วคิดแล้วคิดอีก ก่อนจะพูดว่า “ผู้อาวุโสโปรดพูดให้ข้าลองฟังก่อน ถ้าข้าสามารถทำได้ และไม่ขัดต่อนิสัยใจคอของข้า ข้าก็รับปากได้”
ชายวัยกลางคนได้ยินคำพูดนั้นก็หัวเราะเสียงดัง “ดี! ข้าเห็นว่าเจ้าเองก็เป็นคนที่มักทำอะไรตามใจตน เทียบกับนิสัยของข้าแล้วมีส่วนที่เหมือนกันอยู่บ้าง”
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆไม่ได้พูดอะไร
“เด็กน้อย เดิมข้าเป็นเจ้าวังแห่งวังกำเนิดสวรรค์ นามว่าฉู่ป้าเทียน เมื่อครั้งยังรุ่งโรจน์ไม่มีใครอาจหาญเป็นศัตรูกับข้า ข้าถือกระบี่ออกท่องทั่วหล้ามาตลอดชีวิต! ขอแค่เป็นเรื่องที่ข้าคิดว่าถูกต้อง ก็จะทำอย่างแน่.นอน ในปีนั้น…”
เขาเล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมาให้เฟิ่งจิ่วฟังอย่างละเอียด เธอเองก็ตั้งใจฟัง จากคำพูดของเขา เธอรู้เลยว่าเขาเป็นคนที่มักทำอะไรตามอำเภอใจ แต่เพราะประพฤติทำตามใจตัวเองเกินไปจึงถูกสำนักเซียนมองเป็นมารนอกรีต
เขามีกระบี่ที่ตัดเหล็กได้เหมือนตัดโคลนนามว่าคมพยับ เซียนสายธรรมผู้หนึ่งจ้องจะครอบครองกระบี่คมพยับของเขา จึงกล่าวหาว่าเขาฆ่าล้างบางเหล่าสามัญชนในหมู่บ้าน เป็นเหตุให้เขาโดนผู้แกร่งกล้าจากแต่ละฝั่งฝ่ายตามฆ่า ผู้อาวุโสระดับจักรพรรดินักรบเช่นเขาหาได้หวาดกลัวเหล่าผู้ฝึกเซียนที่พละกำลังต่ำต้อยกว่าตน
ทว่าเจ้าพวกนั้นกลับจับคนในตระกูลเขามาข่มขู่ ส่วนเขาที่บาดเจ็บสาหัสก็ต้องหนีมาที่นี่ สุดท้ายสิ้นใจไปเพราะไม่ได้รับการรักษา ตลอดหลายปีมานี้เขาเฝ้ารอคนที่มีวาสนาพอจะมาถึงที่นี่ได้เพื่อรับการสืบทอดจากเขา ฟื้นฟูวังกำเนิดสวรรค์ และบรรลุเจตจำนงของเขา
“เรื่องแรกคือฟื้นฟูวังกำเนิดสวรรค์ เช่นนั้นเรื่องที่สองกับสามเล่า?”
“เรื่องที่สอง ต้องเข้าไปหากระบี่คมพยับกลับมาจากสุสานหมื่นกระบี่ ส่วนเรื่องที่สาม…”
น้ำเสียงเขาชะงักลงเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจออกมา “ปีนั้นข้าตามใจตัวเองเกินไป จนเป็นภัยต่อครอบครัว โดยเฉพาะตอนนั้นที่ภรรยาข้ากำลังจะคลอดลูกพอดี ผ่านไปหลายปี ไม่รู้พวกเขาเป็นเช่นไรบ้าง? ข้าอยากให้เจ้าช่วยข้าตามหาพวกเขา ลองไปดูว่าพวกเขายังใช้ชีวิตกันสุขสบายดีหรือไม่”
ตอนที่ 46: แหวนพิศวง
ครั้นได้ฟังคำขอที่ไม่เกินตัวนัก เฟิ่งจิ่วถึงจะพยักหน้า เธอผุดยิ้มถามไป “ในเมื่อนับถือท่านเป็นอาจารย์ หรือว่าผู้อาวุโสก็แค่ช่วยข้าเปิดเส้นลมปราณพลังเร้นลับพลังวิญญาณ?”
หากไม่มีผลประโยชน์อื่นใดจริงๆ การฝากตัวครั้งนี้เธอก็เสียเปรียบเกินไป
“ฮ่าๆๆ มีมากกว่านั้นแน่.นอน” ชายวัยกลางคนหัวเราะเสียงดัง สายตาที่มองเฟิ่งจิ่วยิ่งดูเริงร่าขึ้น
ได้ยินเช่นนั้น เธอก็ไม่พูดอะไรมากอีก คุกเข่าลงแล้วคารวะนับถือเขาเป็นอาจารย์ “ท่านอาจารย์ผู้สูงส่ง โปรดรับการคารวะจากศิษย์เฟิ่งจิ่วด้วย!” พูดพลางโค้งหัวคำนับเขาอย่างเคารพนอบน้อม
“ดีๆๆ ในที่สุดข้าฉู่ป้าเทียนมีผู้สืบทอดแล้ว! ฮ่าๆๆ…” เขาหัวเราะอย่างตื่นเต้น และพูดว่า “แม่หนู เจ้าหยิบก้อนอิฐชิ้นที่สามจากข้างมือซ้ายโครงกระดูกออกมาสิ ด้านในนั้นมีของที่อาจารย์จะมอบให้เจ้าอยู่”
“ได้เจ้าค่ะ” เฟิ่งจิ่วขานรับ มือเธอเคาะๆลงบนก้อนอิฐชิ้นที่สาม มันกลวงอยู่จริงๆ เธอใช้กริชแงะเปิดก้อนอิฐชิ้นนั้นออก เห็นว่าด้านในมีกล่องไม้เล็กๆอยู่จึงหยิบมันออกมา
“ท่านอาจารย์ ทำไมถึงเปิดไม่ออกล่ะ?” ชัดเจนว่ากล่องไม้เล็กไม่ได้ล็อคไว้ แต่กลับเปิดไม่ออก
“นั่นเพราะอาจารย์ลงปิดผนึกไว้ คนธรรมดาเปิดไม่ออกหรอก” ฉู่ป้าเทียนพูดยิ้มๆ เขาสะบัดมือ มีลำแสงสายหนึ่งแวบผ่านตัวกล่องไป “ได้แล้ว เจ้าหยิบของด้านในออกมาสิ”
เฟิ่งจิ่วเปิดมันอีกครั้งอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง รอบนี้กลับเปิดออกได้อย่างง่ายดาย ทว่าด้านในก็มีแค่แหวนวงหนึ่งที่ดูไม่โดดเด่นเท่าไหร่ ซ้ำยังมีสนิมเกาะอยู่นิดหน่อย
เธอทำหน้าเอือมระอา “ท่านอาจารย์ นี่คือของล้ำค่าที่ท่านว่ารึเจ้าคะ?” เธอหยิบมาดูแล้วดูอีก มองไม่ออกเลยว่ามันมีอะไรพิเศษ
“เหอะๆ ข้าไม่รู้จริงๆว่าเด็กน้อยเช่นเจ้าโผล่มาจากที่ใด หรือว่าแม้แต่แหวนมิติก็ไม่เคยได้ยินเลยรึ?”
ฉู่ป้าเทียนส่ายหน้ายิ้มๆ “เจ้าอย่าได้ดูถูกแหวนวงนี้เชียว มันไม่ใช่แหวนมิติธรรมดาธรรมดา นอกจากเก็บสิ่งของ ด้านในยังมีอีกโลกหนึ่งใบในตัว แม้แต่สิ่งมีชีวิตก็สามารถใส่เข้าไปได้ หนำซ้ำเวลาของอาหารที่ใส่ไปด้านในจะหยุดนิ่งและไม่เน่าเสีย”
“น่าอัศจรรย์ขนาดนี้เลย? ของมีค่าเช่นนี้ท่านอาจารย์ได้มาได้อย่างไรกัน? เทียบกับกระบี่คมพยับ สิ่งนี้คงจะประเมินค่าไม่ได้ยิ่งกว่าอีกนะ!” มีสิ่งของเช่นนี้ คนอื่นยังจะต้องตากระบี่คมพยับเล่มนั้นของเขาอีกรึ?
“แหวนมิติวงนี้อาจารย์ได้มาโดยบังเอิญ ปีนั้นอาจารย์ทำเหมือนมันเป็นแค่ของธรรมดาทั่วไป ยังไม่รู้ว่าเป็นแหวนมิติ ถึงอย่างไรแหวนมิติก็ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ในสถานที่นี้ ตอนหลังที่บาดเจ็บหนักมาถึงที่นี่ ภายใต้โชคชะตาเลือดของอาจารย์หยดลงไปในแหวน ถึงได้รู้ว่านี่คือแหวนมิติ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงเขาชะงักลง ก่อนพูดว่า “หลังจากอาจารย์สิ้นใจ พันธสัญญาวิญญาณของแหวนมิติวงนี้ก็สลายไป เจ้าแค่ใช้หยดเลือดแสดงตัวเป็นเจ้าของก็เข้าไปด้านในได้แล้ว ด้านในห้วงมิติมีสมบัติใช้ฝึกวิชาที่ข้าสั่งสมมาตลอดชีพ พวกนั้นล้วนเป็นของขวัญที่อาจารย์เหลือทิ้งไว้ให้เจ้า”
“แหวนมิติวงนี้ ตัวข้าเองก็เข้าไปได้รึเจ้าคะ?” สองตาเธอเป็นประกาย ประหลาดใจเล็กน้อย แอบคิดว่า ‘หากเป็นเช่นนี้จริง จากนี้เวลาที่ถูกคนตามฆ่าจนไม่มีที่ให้หนี ก็เข้าไปซ่อนตัวในมิติได้สิ?’
ฉู่ป้าเทียนไม่รู้ความคิดเธอ หากรู้เข้าคงกลัดกลุ้มตายแน่ ของล้ำค่าเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าเธอคิดแค่จะใช้หลบหนีตอนถูกตามฆ่า ช่างทะเยอทะยานเกินไปแล้ว
“เจ้าของห้วงมิติสามารถเข้าไปได้ เพียงแต่ด้านในแหวนวงนี้เหมือนจะยังมีเขตแดนปิดกั้นอยู่ ตอนแรกอาจารย์หมดกำลังใกล้ตายจึงไม่อาจตรวจสอบให้ชัดเจน รู้แค่ด้านในเก็บสิ่งมีชีวิตได้ ส่วนเรื่องอื่นวันหลังเจ้าก็ค่อยๆสำรวจเอาเองเถิด”
ขณะที่พูดเขามองยังเธอ กล่าวว่า “หยดเลือดสุดท้ายของอาจารย์จะหมดสิ้นแล้ว เจ้าเดินเข้ามา อาจารย์จะเปิดเส้นเลือดเส้นเอ็นให้เจ้า”
ตอนที่ 47: ส่งไปสุสานกระบี่
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เฟิ่งจิ่วปรายตามองเขา เห็นเงาร่างเขาค่อยๆอ่อนจางลง เธอถึงเดินเข้าไป
เธอรู้ว่าที่เงาร่างเขาลอยตัวอยู่กลางอากาศได้ในตอนนี้ ก็เพราะดวงจิตที่หลงเหลืออยู่ในเลือดหยดสุดท้าย ขอแค่ดวงจิตและหยดเลือดนั้นสลายไป เขาก็จะหายจากโลกนี้ไปตลอดกาล…
“ตั้งจิตตั้งใจ ทำใจให้สงบ ขั้นตอนจะเจ็บหน่อย แต่เจ้าต้องทนไว้”
ฉู่ป้าเทียนพูดเสียงเข้ม ก่อนจะใช้พลังเลือดหยดสุดท้ายห้อมล้อมกายเธอไว้ เพียงเห็นว่าลำแสงที่มองได้ด้วยตาเปล่ากำลังพรั่งพรูอยู่บนเรือนร่าง คืบคลานเข้ามาในเส้นเอ็นของเธอเพื่อเปิดขยายมัน…
เจ็บ!
เจ็บจนแทบขาดใจ!
เส้นเอ็นทั่วร่างเธอถูกกระแสลมกำลังมหาศาลฝืนเค้นเปิดขยาย จากเล็กให้ใหญ่ขึ้น ขยายซะจนเหมือนจะระเบิดออกตอนไหนก็ได้ ความเจ็บนั้นทำให้เธอเหงื่อออกไปทั้งร่าง ยากเกินทนยิ่งกว่าถูกใครเอามีดมาฟันบนร่างเสียอีก
แต่เธอก็กัดฟันกรอด ไม่ร้องเลยสักแอะ สองมือกำหมัดแน่น เล็บมือจึงจิกแทงเข้าในฝ่ามือจนเลือดไหลซิบๆ
หงส์ไฟน้อยที่อยู่นอกเขตอาคมเห็นใบหน้านางซีดเผือดก็เดินไปเดินมาอย่างพะว้าพะวง อยากจะส่งเสียงไปก็กลัวจะรบกวนนาง ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองนางฝืนรับความทรมานของการขยายเส้นเอ็นอยู่ด้านใน
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม ถึงจะเห็นกลิ่นอายพลังที่ห่อหุ้มตัวนางสลายไป ทั้งร่างนางทรุดลงนั่งบนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง พลางหอบหายใจเฮือกใหญ่
เห็นท่าทางแล้ว หงส์ไฟน้อยก็กระโดดขึ้นมาเบาๆ รีบร้อนตะโกนไป “หญิงโง่? เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เฟิ่งจิ่วฝืนหยัดร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงลุกยืนขึ้น มองเงาร่างของภาพลวงตานั้นพลางถามว่า “ท่านอาจารย์ ท่านเป็นยังไงบ้าง?”
ฉู่ป้าเทียนมองเธอ กล่าวเตือนว่า “เด็กน้อย ตอนที่เจ้ายังไม่แข็งแกร่งพอจะปกป้องตัวเอง จงจำไว้ว่าต้องทำตัวให้นอบน้อม อย่าให้ใครรู้ว่าเจ้าคือร่างเทพประทับ มิเช่นนั้นเกรงว่าจะนำมาซึ่งหายนะแห่งความตาย โลกของการบำเพ็ญเซียนนั้นโหดร้าย ต่อให้เจ้าเป็นสุดยอดผู้มีพรสวรรค์ในการฝึกวิชาแต่กำเนิด ก็ต้องเติบใหญ่ขึ้นมาให้ได้”
“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ ข้าทราบแล้ว” เธอพยักหน้า ในใจมีกระแสธารอุ่นวาบผ่าน
“เรื่องการฝึกฝนวิชาอาจารย์ไม่มีทางชี้แนะเจ้าได้ หลังจากเจ้ากลับไปจงตั้งใจฝึกวิชาในห้วงมิติ อนาคตค่อยให้อาจารย์สักคนมาคอยชี้แนะ แต่เจ้าต้องจำไว้ การระวังผู้อื่นนั้นไม่ควรขาด เรื่องที่ร่างกายเจ้ามีความล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง จะให้ใครอื่นคนรู้ไม่ได้เด็ดขาด”
“เจ้าค่ะ” เธอผุดยิ้มออกมา เวลานี้ ในที่สุดเธอก็ยอมรับว่าเขาเป็นอาจารย์ของเธอแล้ว
“ที่ก้นบึ้งบ่อน้ำแห่งนี้พวกเจ้าเดินออกไปไม่ได้ สุดท้ายอาจารย์จะส่งพวกเจ้าไปที่สุสานหมื่นกระบี่ หลังจากเจ้าหากระบี่คมพยับพบก็อย่าให้ใครเห็นได้ง่ายๆ มิเช่นนั้น กระบี่คมพยับจะชักนำอันตรายมาหาเจ้า” เขากำชับอีกหลายครั้ง
“ท่านอาจารย์ หากเข้าไปในสุสานหมื่นกระบี่แล้วข้าจะหากระบี่คมพยับเจอได้อย่างไร?”
“สุสานหมื่นกระบี่คือสถานที่ฝังกระบี่ ทว่าทุกคนที่เข้าไปในสุสานกลับไม่อาจหากระบี่ที่เหมาะสมกับตัวเองได้จากที่นั่นกันหมด กระบี่มีจิตวิญญาณ มันจะเลือกนายของตัวเอง กระบี่คมพยับก็เช่นเดียวกัน”
เสียงเขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “แต่บนร่างเจ้ามีเลือดของข้าอยู่ หยดเลือดนั้นสามารถช่วยให้เจ้ารู้สึกถึงที่อยู่ของกระบี่คมพยับได้ ทว่าเจ้าจะได้รับการยอมรับจากมันหรือไม่ยังต้องดูที่ตัวเจ้าเอง หากครั้งนี้เจ้าไม่อาจนำกระบี่คมพยับกลับมา ภายหน้าก็ต้องนำมันออกมาจากสุสานกระบี่ให้จงได้”
“เจ้าค่ะ”
ครั้นเธอรับปาก ก็เห็นเขาสะบัดมือ เขตอาคมสลายไป หงส์ไฟน้อยจึงวิ่งเข้ามา
ต่อจากนั้น เธอเห็นในมือเขาปรากฏสิ่งของที่คล้ายม้วนหนังสือ เพียงได้ยินเสียงเขากล่าวว่า ‘ไปซะ!’ จากนั้นทั้งสองก็ถูกม้วนหนังสือนั้นดูดเข้าไป…
ตอนที่ 48: ตามหากระบี่คมพยับ
เมื่อเฟิ่งจิ่วได้สติกลับมาอีกครั้ง เธอกับหงส์ไฟน้อยก็มาอยู่กลางสุสานกระบี่แล้ว พอทอดมองออกไปเต็มไปด้วยกระบี่ อีกทั้งมีพลังกระบี่รุนแรงลอยอยู่ในอากาศ
เธอก้มหน้ามองเด็กชายตัวน้อยที่กำลังดึงชายเสื้อตัวเองอยู่ ถึงค่อยคลายฝ่ามือออก ด้านในมีแหวนที่ดูไม่สะดุดตาวงนั้นอยู่ เธอกัดนิ้วหยดเลือดลงไป ก็เห็นเพียงแหวนที่เดิมเคยมีรอยสนิมส่องแสงวาววับ คืนสภาพเหมือนของใหม่ แค่ยังคงไม่มีอะไรเตะตาเช่นเดิม
เธอสวมแหวนเข้าที่นิ้วมือ แหวนนั้นเปลี่ยนขนาดให้พอดีกับนิ้วมือเธอด้วยตัวมันเอง เธอส่งดวงจิตเข้าไปสำรวจด้านใน เป็นอย่างที่อาจารย์พูดไม่มีผิด ด้านในนั้นมีห้วงมิติที่เก็บของมีค่าและตำราไว้ไม่น้อย ขณะที่เธอจะเข้าไปสำรวจอีกหน่อย กลับพบว่ามีพลังงานบางอย่างสกัดกั้นเธอออกมา
เธอดึงดวงจิตกลับ ไม่เข้าไปสำรวจด้านในอีก แต่พอมองยังภูเขากระบี่มากมาย ก็ถอนหายใจออกมา “ไม่คิดเลยว่าต้องมาหากระบี่คมพยับจากในกองกระบี่มากมายขนาดนี้? ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว!”
“ต่อให้หากระบี่คมพยับไม่เจอ หาเล่มอื่นไปแทนก็ได้ ในสุสานมีกระบี่ดีๆอยู่ไม่น้อยเลยนะ” หงส์ไฟน้อยพูดต่อจากเธอตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อพูดไป กลับเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงมองเธอเขม็ง พูดอย่างจองหองว่า “เจ้าอย่าคิดมากล่ะ ข้าไม่ได้จะคิดเผื่อเจ้าเสียหน่อย”
“ได้ๆๆ”
เฟิ่งจิ่วหัวเราะ เธอจูงมือเจ้าเนื้อที่นุ่มนิ่มของเขาขึ้นมา แล้วเดินไปด้านใน “ไปกันเถอะ! ในเมื่อมาแล้ว ก็ลองวนๆดู เวลาสามชั่วยาม ถ้าหากระบี่ที่เหมาะสมไม่เจอก็จะถูกส่งออกไป พวกเราต้องรีบทำเวลาหน่อย”
พอโดนนางจูงมือ หงส์ไฟน้อยส่งเสียงหึอย่างอึดอัดนิดหน่อย แต่เขากลับไม่สะบัดมือนางออก ปล่อยให้นางจูงมือพาเดินไปด้านใน
กระบี่รอบๆมีพลังกระบี่เฉียบคมแผ่ออกมา แต่ละเล่มล้วนถูกเสียบไว้บนพื้น มีคมบางเล่มที่ขึ้นสนิมแล้ว เดินไปสักพักก็ไม่รู้สึกถึงที่อยู่ของกระบี่คมพยับเลย ดังนั้น เธอจึงอยากจะลองดูสักหน่อยว่ากระบี่นั้นเลือกเจ้านายเช่นที่อาจารย์บอกไว้จริงๆหรือไม่?
เธอเข้าไปจับกระบี่เล่มหนึ่งแล้วลองดึงมันขึ้นมา ทว่ากระบี่เล่มนั้นกลับเสียบไว้บนพื้นอย่างแน่นหนา ไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว ขณะที่เธอคิดจะออกแรงลองอีกสักรอบ ก็รู้สึกถึงพลังกระบี่อันเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวกระบี่ ทำให้ต้องดึงมือกลับในทันที
“จิ๊ๆ น่าอัศจรรย์จริงๆ” เธอกล่าวด้วยความตื่นตาตื่นใจ ประกายแสงแห่งความอยากรู้อยากลองในดวงตาก็ยิ่งสว่างขึ้น
“มีอะไรน่าอัศจรรย์นัก? กระบี่ในสุสานเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” หงส์ไฟน้อยพูดพลางมุ่ยปาก ศีรษะเล็กๆ เงยมองหญิงโง่ที่เหมือนพวกมือใหม่ไม่มีผิดเพี้ยน ขมวดคิ้วบอกว่า “เจ้าคงไม่ได้คิดจะเดินหาช้าๆอยู่ในนี้หรอกนะ?”
เมื่อได้ฟังคำพูดนั้น เฟิ่งจิ่วนิ่งไป “ถ้าไม่เช่นนั้นล่ะ?”
หงส์ไฟน้อยแสดงสีหน้าเหมือนเป็นไปตามคาด มองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการดูแคลน “เจ้าโง่มากอย่างที่ข้าคิดไว้เลย”
พอโดนดูถูกเอาเสียดื้อๆ เฟิ่งจิ่วก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก ใครใช้ให้เธอไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆล่ะ!
“คนผู้นั้นไม่ได้ทิ้งพลังเลือดลมไว้ให้เจ้าหรือ? เจ้าหลับตาลงสัมผัสสักหน่อย ลองดูว่ารอบๆนี้มีกลิ่นอายของกระบี่คมพยับอยู่หรือไม่!”
“แบบนี้ก็ได้รึ?”
เด็กน้อยเชิดคางขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “กระบี่คมพยับไม่ใช่กระบี่ธรรมดา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่บนร่างเจ้ามีพลังเลือดลมของนายคนก่อนอยู่เลย เจ้าจะรู้สึกถึงที่อยู่ของมันได้อย่างแน่นอน”
“งั้นข้าจะลองดู”
พูดว่าจะทำก็ทำ ตอนนี้เฟิ่งจิ่วหลับตาลงโดยไม่คิดอะไร แค่สัมผัสถึงพลังกระบี่ในสุสานนี้ไปเงียบๆ เวลาประมาณครึ่งก้านธูป เธอพลันลืมตาขึ้น ในดวงตาตื่นเต้นยินดี
“หาเจอแล้ว! อยู่ด้านนั้น!” พอรู้สึกถึงกลิ่นอายของกระบี่คมพยับได้จริงๆ ในใจเธอปลื้มปริ่มอย่างมาก
[1] หนึ่งก้านธูป เป็นคำเรียกเวลาโดยประมาณของคนจีนโบราณ บางตำราว่าประมาณครึ่งชั่วโมง บางตำราว่าหนึ่งชั่วโมง
ตอนที่ 49: คมพยับเลือกนาย
เธอพาหงส์ไฟน้อยมาถึงสถานที่ที่มีพลังกระบี่ของกระบี่คมพยับกระจายอยู่ นั่นคือยอดเขาเล็กๆ ด้านบนมีกระบี่หลายชนิดปักอยู่เต็มไปหมด และกระบี่คมพยับก็อยู่ตรงจุดเหนือสุดของยอดเขา ตอนนี้ตัวกระบี่มีพลังกระบี่อันรุนแรงลอยคุ้ง เสียงร้องเบาๆของกระบี่ลอยเข้ามาในดวงจิต ทำให้เธอใจหาย
“นั่นก็คือกระบี่คมพยับสินะ?”
เธอจ้องมองกระบี่คมเล่มนั้นที่กำลังส่องแสงเย็นเยียบอยู่บนยอดเขาเล็กๆด้วยสายตาเป็นประกาย ในใจเธอมีความรู้สึกดุเดือดเลือดพล่าน ความรู้สึกนั้นช่างน่าพิศวงยิ่งนัก
“หึ่ง!”
เสียงร้องกระบี่ลอยเข้าหู เธอยืนอยู่ด้านล่างยอดเขาเล็ก ก็เห็นว่ากระบี่คมพยับที่บนยอดกำลังสั่นไหว เสียงร้องดังลอยออกมาจากตัวกระบี่ ราวกับมันแผดเสียงอย่างตื่นเต้น พลังกระบี่บนตัวมันยิ่งรุนแรง จนกระทั่งกระบี่คมพยับดึงตัวเองขึ้นมาเสียงดังชิ้ง ก่อนจะเคลื่อนผ่าตรงมาทางเธอจากยอดเขา
หงส์ไฟน้อยเห็นภาพตรงหน้าก็ประหลาดใจเล็กน้อย วิญญาณกระบี่จะเลือกนาย แต่ขนาดยังไม่ขึ้นไปก็ดึงออกมาเองเหมือนเธอเช่นนี้ กลับเห็นได้น้อยนัก
เขาพินิจมองเธอด้วยแววตาแปลกๆ ดูไม่ออกเลยว่าเธอมีอะไรพิเศษกันแน่
“ฟิ้ว!”
กระบี่ยาวร่วงลงพื้น ปลายดาบนั้นเสียบลงกลางพื้นดินตรงข้างขวามือของเฟิ่งจิ่วพอดิบพอดี
เฟิ่งจิ่วยื่นมือไปคว้ากระบี่คมพยับเล่มนั้น เพียงรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนอันรุนแรงพร้อมกับเสียงร้องของกระบี่ที่ลอยมาจากตัวมัน ตรงไปถึงจิตวิญญาณของมัน มือเธอออกแรงดึงกระบี่ออกมาเบาๆ จนมีเสียงดังชิ้ง ตัวมันส่องแสงเย็นเยียบ และกระบี่ที่เคยมีสนิมขึ้นเครอะก็กลายเป็นดั่งกระบี่ที่ถูกหลอมขึ้นใหม่เพียงชั่วพริบตา
พอเห็นแสงสีดำที่สะท้อนอยู่จางๆบนตัวกระบี่ อักษรชื่อคมพยับที่สลักบนตัวกระบี่ก็ประกายแสงเยือกเย็นขึ้นมาอีกชั้น เธอเอ่ยชมอย่างอดไม่ได้ “ช่างเป็นกระบี่ที่ดีจริงๆ!” เธอหมุนดาบในมือ แล้วร่ายรำไปหนึ่งกระบวนท่า ก็เห็นพลังกระบี่อันหนาวยะเยือกตวัดชิ้งๆไปกลางอากาศ มันคมมากทีเดียว
“ท่านอาจารย์นึกไม่ถึงเป็นแน่ ว่ากระบี่คมพยับจะเลือกข้าเป็นนายด้วยตัวเอง” เธอยิ้มเบาๆก่อนจะเก็บกระบี่คมพยับไว้ด้านในแหวนห้วงมิติ ถึงจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ถึงสามชั่วยาม พวกเขาก็ยังออกไปไม่ได้สิ?
“ถึงยังไงตอนนี้พวกเราก็ออกไปไม่ได้ ไม่สู้หาที่นั่งพักสักหน่อยเถอะ! ตอนข้าลองดูในห้วงมิติ เผอิญเห็นพวกหนังสืออะไรสักอย่างเข้าพอดีเลย” เธอพูดพลางก็จูงมือหงส์ไฟน้อยไปหาสถานที่ที่มีพลังกระบี่ไม่หนักมากนัก แล้วค่อยนั่งลง
ระหว่างที่เธอดึงหนังสือซึ่งมีกลิ่นอายซ่อนเร้นออกจากในห้วงมิติมาอ่าน ก็พลันรู้สึกถึงสายตาเด็กชายน้อยที่จับจ้องใบหน้าเธออยู่ตลอด จึงเปรยตาขึ้นมองถามอย่างยิ้มๆ “เป็นอะไรเล่า?”
พอถูกจับได้ว่าแอบมอง เขาก็รีบเบนสายตาออกไปอย่างเขินอายน้อยๆ และไม่กล้าหันไปมองเธออีก
แต่ก็ทนความสงสัยในใจไม่ได้ ดังนั้น เขาจึงลังเลสักพัก แต่ก็ยังถามออกไป “ทำไมบนหน้าเจ้าถึงมีรอยแผลมากมายขนาดนั้นเล่า?”
เมื่อเขาพูดถึง เธอก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ เพราะแช่ตัวอยู่ใต้น้ำ ยาบดสมุนไพรบนหน้าถูกชะล้างจนสะอาดไปนานแล้ว ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลจึงปรากฏออกมาเป็นธรรมดา
เธอยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้า “มีหญิงชั่วคนหนึ่ง เอามีดมากรีดบนใบหน้าข้าทีละรอยทีละมีด” น้ำเสียงเธอมีความเฉยชาอยู่บางส่วน แต่ความเย็นยะเยือกที่ฉายชัดอัดแน่นในดวงตากลับไม่อาจสังเกตได้ง่ายๆ
หงส์ไฟน้อยได้ฟังก็ขมวดคิ้ว “งั้นเจ้าไม่สู้กลับล่ะ?”
“ข้าสู้พวกเขาไม่ได้” เธอพูดพลางก็หรี่ตายิ้ม แอบคิดไปว่า ‘เธอในตอนแรกนั้นยังไม่ใช่เธอ หากเป็นเธอ ก็คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้’
“ดังนั้นข้าถึงบอกว่าเจ้าอ่อนแอก็ยังไม่เชื่อ แต่ไม่เป็นไร แค่ข้าแข็งแกร่งก็พอ จากนี้ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”
เด็กชายยืดเอวตั้งตรง เขาเชิดใบหน้าเล็กที่งดงามขึ้นพลางพูดว่า “เจ้าบอกข้ามาว่าใครกรีดรอยบนใบหน้าเจ้า? ข้าจะช่วยเจ้าแก้แค้นเอง!”
ตอนที่ 50: โชคชะตาแห่งการพบเจอครั้งที่สาม
พอได้ยินคำพูดนั้น แววตาเฟิ่งจิ่วก็มีรอยยิ้ม เธอยกมือขึ้นหยิกแก้มเล็กขาวเนียนของเขา “ไม่ใช่ว่าเจ้ารังเกียจข้ามากหรอกรึ?”
“ข้ารังเกียจเจ้า แต่เจ้าเป็นคนของข้า ข้าแกล้งเจ้าได้ จะให้คนอื่นมาแกล้งได้ยังไงกัน?” เด็กหนุ่มน้อยพูดด้วยอารมณ์ฮึกห้าวอย่างผึ่งผายทรงพลัง น่าเสียดายที่น้ำเสียงหน่อมแน้มและอ่อนหวานนั้นไม่ได้มีแรงสะเทือนต่อผู้ใดเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าตัวเล็กแค่นี้เองนะ?” เธอเลิกคิ้วพลางก็ผุดรอยยิ้ม “เดาว่าแค่ผลักก็ล้มแล้ว”
เมื่อตัวเองถูกสงสัยในความแข็งแกร่ง เขาจึงลุกยืนขึ้นมาพูดเสียงดังในทันใด “ข้าเป็นถึงหงส์ไฟ สัตว์เทวะในตำนานเลยนะ! แม้จะบอกว่าตอนนี้ยังเด็กนัก ทว่าข้าก็ได้รับการสืบทอดมาแต่โบราณ ย่อมมีพละกำลังมากมายมหาศาล!”
“ก็ได้ก็ได้ งั้นเจ้าลองบอกข้าสิ ว่าเจ้าทำอะไรได้บ้าง?” เธอยิ้มอ่อนอย่างไม่ค่อยเห็นด้วยนัก
ถึงอย่าไรก็เป็นแค่เด็กน้อยอายุราวๆสามขวบ จะแข็งแกร่งได้สักแค่ไหนกันเชียว?
“เจ้าอย่าเห็นว่าตอนนี้ข้ามีท่าทางเช่นเด็ก แต่พละกำลังของข้ายังแข็งแกร่งกว่านักบำเพ็ญผู้เยาว์วัยนัก ก่อนหน้านี้ที่จวนลับ หากไม่ใช่เพราะดวงจิตของคนผู้นั้นพันธนาการไว้ ชั้นอาคมนั่นก็ขวางข้าไม่ได้หรอก”
คนตัวเล็กเชิดคางขึ้นน้อยๆ เขามองเฟิ่งจิ่วด้วยท่าทางที่บอกว่าตัวเองแข็งแรงมากนะ ทำให้เธอยกมุมปากขึ้นมาน้อยๆอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะใช้สายตาเทิดทูนมองเขาอย่างคล้อยตาม
“ที่แท้เจ้าก็เก่งกาจขนาดนี้นี่เอง?”
“ก็ใช่สิ!” หน้าตาท่าทางเขาช่างโอหังอวดดี
“แต่ถึงจะเก่งกาจ ก็เป็นได้แค่สัตว์พันธสัญญาของข้า ข้ายังเป็นนายเจ้าอยู่นะ!”
เธอหรี่ตายิ้มจ้องเตือนเขาถึงขอเท็จจริงที่เขาเองก็จงใจลืม เป็นไปตามคาด เธอเห็นว่าขณะที่ทั้งร่างชะงัก เขาก็ซวนเซลงมา แล้วมองเธออย่างคับข้องใจ
“จริงด้วย เจ้าไม่เข้าไปในห้วงมิติก่อนเล่า! ไม่งั้นหากเจ้าตามไปปรากฏตัวที่ป่าเก้าหมอบในร่างเด็กชายน้อยเช่นนี้ คงได้เป็นที่ดึงดูดสายคนแน่ และถ้าพวกผู้ฝึกวิชาเซียนรู้ว่าเจ้าคือหงส์ไฟน้อย พวกเราก็จะซวยกันหมดนะ”
เพราะท่านอาจารย์ได้พูดไว้ในตอนที่ส่งพวกเขามา เมื่อพวกเขาออกจากสุสานกระบี่ จะยังคงไปโผล่ที่ป่าเก้าหมอบเช่นเดิม ด้วยเหตุว่าเดิมทีพวกเขาก็อยู่ใต้ดินในป่าเก้าหมอบ เขาจึงทำได้เพียงส่งพวกเขาออกจากใต้น้ำ แต่กลับไม่มีทางส่งไปจากป่าเก้าหมอบ
หงส์ไฟน้อยที่เดิมคิดจะปฏิเสธ หลังจากได้ยินคำพูดเธอที่ตามหลังมา ถึงจะพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่ เพราะกำลังเธออ่อนแอเกินไป และถึงแม้เขาจะแข็งแกร่งมาก ทว่าหากออกไปจนเป็นที่สนใจของผู้คน ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่
“ว่าง่ายดีจริงๆ”
เฟิ่งจิ่วที่เห็นเขาพยักหน้า จึงอุ้มเขาขึ้นมาหอมแก้ม พอเห็นใบหน้าเล็กของเขาขึ้นสีแดงก่ำ รวมถึงท่าทางที่ดูเขินอายน้อยๆ เธอก็หัวเราะขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
เฟิ่งจิ่วใช้ดวงจิตพาหงส์ไฟน้อยเข้าไปในมิติ
อีกสามชั่วยามให้หลัง ฟากฟ้าเหนือสุสานกระบี่ก็ปรากฏลูกคลื่นระลอกหนึ่ง ทั้งร่างเธอจึงถูกดูดเข้าไปจนมีเสียงดังฟิ้ว…
“หืม? นี่ที่ไหนกัน?”
เมื่อมองสถานที่ที่เธอมาปรากฏตัวอย่างกะทันหัน คล้ายว่ายังอยู่ในป่าเก้าหมอบ แต่รอบๆก็ไม่มีใครสักคน แม้แต่สัตว์สักตัวก็ไม่เห็น มันช่างเงียบเสียจนน่าหวาดหวั่น
มิหนำซ้ำ นี่ก็ค่ำแล้วด้วย
“ฮู่! หนาวจัง” เธอลูบๆหัวไหล่ เดินไปในป่าพลางก็คิดว่า ‘ไม่รู้ว่าเจ้ายักษ์โง่กวนสีหลิ่นจะยังรออยู่ที่นั่นรึเปล่า?’
หลังจากเดินมาได้สักพัก พลันก็ได้ยินเสียงเหมือนมีการต่อสู้กัน
ต่อสู้รึ?
ในดวงตาเธอฉายแววประหลาดใจ เธอกลั้นหายใจขึ้นมาทันที แล้วมองหาเสียงนั้นไปอย่างเงียบเชียบ
หลังจากมาถึงต้นไม้ใหญ่ พอมองสำรวจไปด้านหน้า ขณะที่เห็นเงาร่างอันแสนคุ้นเคยนั้น เธอก็กะพริบตาปริบๆด้วยความตกตะลึงอย่างอดไม่ได้
ท่านอา? นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเขาอีกแล้ว?
นับก่อนหน้านี้สองครั้ง จนครั้งนี้ก็ยังเจอกันอีก นี่เป็นการพบกันครั้งที่สามแล้วนะ! เธอกับเขามีวาสนาต่อกันอย่างที่คิดไว้เลย เวลาสั้นๆแค่ไม่กี่วันก็ได้พบกันตั้งสามรอบ
แต่ว่า ทำไมดูท่าทางเขาแปลกไปหน่อย?
ตอนที่ 51: พิษเหมันต์พันปี!
เธอมองอยู่หลังต้นไม้ ก็สังเกตเห็นกระบี่ยาวกว้างสามนิ้วในมือเขาเข้าโดยไม่ตั้งใจ กระบี่คมมีแรงอาฆาตรุนแรงอยู่เหลือล้น กลิ่นอายที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากระจายไปทั่วร่าง นั่นไม่ใช่พลังเร้นลับ แต่เป็นพลังวิญญาณ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาก็เป็นผู้ฝึกเซียนคนหนึ่ง!
แต่แค่ตอนนี้เขาดูไม่ปกตินิดหน่อย แม้เขาจะกำลังพยายามอดทนต่อแรงกดดันอย่างหนัก แต่สิ่งขาวๆคล้ายน้ำค้างแข็งที่รวมกันอยู่บนขนคิ้ว หนวดเคราและใบหน้านั้น ถ้าไม่ใช่น้ำแข็งแล้วมันคืออะไรกัน?
น้ำแข็ง? ทำไมจู่ๆ ร่างกายถึงมีน้ำแข็งเกาะได้ล่ะ?
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องอย่างรุนแรงดังขึ้น กระบี่ยาวซึ่งมีประกายไอเย็นแทงเข้าตรงบริเวณหน้าอกของชายชุดดำคนสุดท้าย จนร่างนั้นคุกเข่าลงไป เขากระอักเลือด ดวงตาเขาจับจ้องอยู่ที่หลิ่งโมหาน อ้าปากพะงาบพะงาบ อยากจะพูดอะไรก็พูดไม่ออก สุดท้าย ยังไม่ทันชั่วอึดใจหนึ่งเขาก็ล้มลงไปแล้ว
ตอนนี้ร่างกายหลิ่งโม่หานสั่นเทาน้อยๆราวกับถูกแช่แข็ง เขายืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆเหมือนรูปสลักน้ำแข็ง ไอเย็นยะเยือกที่กระจายออกมาทั่วร่าง ช่างคล้ายกับน้ำแข็งพันปี ทำให้เธอที่ซ่อนตัวอยู่ห่างออกไปสิบเมตรยังรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบนั้น
“ปัง!”
ทั้งตัวเขาล้มเหยียดยาวลงไป ร่างเขาสั่นเทิ้มอยู่บนพื้น จนค่อยๆขดตัวม้วนกลม ไม่เพียงเท่านี้ น้ำแข็งบนใบหน้าเขาก็เหมือนจะยิ่งหนาขึ้นเรื่อยๆด้วย
เมื่อเห็นอาการไม่ปกติ เธอจึงรีบปรี่เข้าไป
“ท่านอา? ท่านอา ท่านเป็นยังไงบ้าง?” เธอมาคุกเข่าลงข้างๆเขา กำลังจะพยุงเขาขึ้น แต่ก็เพิ่งสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บเข้ากระดูกดำที่เขารู้สึกอยู่
“ซี๊ด! เย็น!”
เธอหดมือกลับตามสัญชาตญาณ เฟิ่งจิ่วมองคนที่ลืมตาขึ้นมามองเธออย่างสับสนเล็กน้อย ทำไมถึงเย็นขนาดนี้? ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เขาก็คงถูกแช่แข็งตายน่ะสิ?
เพียงมองเธอแวบเดียว เขาหลับตาลงอีกครั้ง และริมฝีปากเขาก็ค่อยๆขึ้นสีม่วง
เห็นอาการเขาไม่ดีนัก เธอจึงกัดฟันฝืนทนกับความเย็นยะเยือกเข้ากระดูกนั้น เพื่อตรวจชีพจรที่มือ พอได้ตรวจดู เธอก็ประหลาดใจอย่างอดไม่ได้
“นี่มัน… พิษเหมันต์พันปี?” ดวงตาเธอเบิกกว้างอย่างตกตะลึง ปนความเหลือเชื่อน้อยๆ
ในชีพจรเขามีไอเย็นไหลเวียน เป็นไอพลังแสนเย็นเยียบที่กำลังไหลผ่านอยู่ในร่างเขานี่เอง ถึงได้ทำให้เขาเป็นเช่นนี้ หนำซ้ำไอพลังเย็นนั้นก็ชัดเจนว่าเป็นพิษเหมันต์ และไม่ใช่แค่พิษเหมันต์ธรรมดา แต่เป็นพิษเหมันต์พันปี!
พลันเธอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวท่ามกลางค่ำคืน รวมถึงแรงอาฆาตที่มุ่งมาด้านนี้ ฟังจากการเคลื่อนไหว คงมีไม่ต่ำกว่ายี่สิบสามสิบคน
สายตาเธอชำเลืองมอง ในใจก็กำลังคิดแผน เธอเห็นว่ารอบๆไม่มีที่ให้หลบซ่อน ดังนั้นจึงใช้นิ้วที่มีพลังเร้นลับแทรกซึมอยู่ชี้ไปตรงจุดเส้นประสาทที่ทำให้เขาสลบไป ต่อจากนั้น ก็ใช้ดวงจิตนำพาเขาเข้าไปในห้วงมิติของเธอ
ในขณะที่ทั้งสองคนหายไป ชายชุดดำถือกระบี่สาบสิบนายก็เข้าล้อมบริเวณรอบๆไว้ หลังจากหัวหน้าเห็นชายชุดดำหลายสิบนายที่ล้มตายไป เขาก็ขมวดคิ้ว น้ำเสียงเคร่งครึมนั้นมีความโกรธเกรี้ยว
“เมื่อครู่ยังมีกลิ่นอายอยู่ตรงนี้ พิษเหมันต์ในตัวเขาออกฤทธิ์ คงหนีไปได้ไม่ไกลแน่! ออกไปหาซะ!”
“ขอรับ!” ชายชุดดำขานรับพร้อมๆกัน พวกเขาแบ่งกลุ่มออกไปตามหาหลายทิศทางโดยรอบ
และตอนนี้เอง ที่ในห้วงมิติ หงส์ไฟน้อยกำลังถลึงมองเฟิ่งจิ่วอย่างโมโหโกรธา เขาไม่นึกเลย ว่าเธอจะพาชายผู้มีไอเย็นเข้ากระดูกกระจายอยู่ทั่วร่างเข้ามาด้วย
เฟิ่งจิ่วในตอนนี้ไม่มีเวลาจะไปสนใจเขา ทว่าเธอกลับมัวยุ่งอยู่กับการใช้พลังเร้นลับประคับประคองชีพจรของหลิ่งโม่หานไว้ หากแม้แต่ชีพจรยังถูกแช่แข็ง เขาก็อยู่ไม่ไกลจากความตายนัก
หงส์ไฟน้อยใช้สองมือกอด.อก พลางจับจ้องชายแปลกหน้าที่เข้ามาในอาณาเขตของเขาอย่างกะทันหัน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสาที่มีความบูดบึ้งและเฉยเมย “นั่นคือพิษเหมันต์ ไอที่หนาวเย็นที่สุดในใต้หล้า พลังเร้นลับเพียงน้อยนิดของเจ้าประคองชีพจรเขาไม่ไหวหรอก เขาน่ะ ต้องตายแน่แล้ว”
ตอนที่ 52: บอกลากันเช่นนี้!
ตอนนี้บนใบหน้าเฟิ่งจิ่วหาได้มีความแหนงหน่ายเช่นยามปกติไม่ เธอใช้มือหนึ่งกดตรงหัวใจเขา ในดวงตามีความตั้งมั่น เธอพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เขาเคยช่วยข้าไว้ ข้าจะให้เขาตายไม่ได้”
หงส์ไฟน้อยถูกสีหน้าของเธอดึงดูดไว้ เขาจึงต้องเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้าคิดจะช่วยเขายังไง? พิษเหมันต์พันปีนี้ ต่อให้เป็นข้าก็ไม่อาจช่วยเขาได้หรอกนะ”
“ไม่ เจ้าช่วยเขาได้” เฟิ่งจิ่วส่งรอยยิ้มที่ค่อนข้างมีนัยยะให้เขาในทันที
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หงส์ไฟน้อยก็กระพริบตาปริบๆอย่างสงสัยเล็กน้อย ขณะที่กำลังจะถามว่าเธอหมายถึงอะไร? ก็เห็นเธอแก้เสื้อผ้าของหลิงโม่หานออก เผยให้เห็นแผงอกเขาที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งสีขาว และสองมือที่มีพลังเร้นลับเคลือบแฝงก็กดทับลงตรงจุดเส้นประสาทบนร่างเขา
“มานี่สิ” เธอพลันหยุดมือลง แล้วมองไปทางหงส์ไฟน้อย
“หา? ทำอะไรน่ะ?” แม้จะไม่เข้าใจ แต่หงส์ไฟน้อยก็ยังลุกยืนขึ้นเดินเข้าไปตรงข้างๆเธอ
เฟิ่งจิ่วผุดรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างไม่เข้าท่านักไปทางหงส์ไฟน้อย พอเห็นเขาขนลุกขนพองขึ้นมา แต่ในเวลาต่อมา เขาก็กลับส่งเสียงร้องคร่ำครวญ
“อ๊า! มือข้า! มือข้าเลือดไหลแล้ว… เจ้า เจ้าผู้หญิงคนนี้ เจ้ากำลังทำอะไรกันแน่!”
เขามองเธอด้วยความขุ่นเคือง ใจเขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างมาก
“ยืมเลือดเจ้ามาลองใช้นิดเดียว แค่แผลเล็กๆ ใช้เลือดไม่เท่าไหร่หรอก” เธอดึงมือเขามาตรงริมฝีปากหลิงโม่หาน แล้วใช้เลือดที่ไหลจากนิ้วหยดลงในปากเขา
เมื่อเลือดของหงส์ไฟน้อยเข้าไปในปากเขา ไอเย็นบนร่างก็ค่อยๆสลายไป ราวกับถูกกดเอาไว้ ร่างกายเขามีไอร้อนพวยพุ่ง และไอร้อนนั้นก็ทำให้เรือนร่างแข็งทื่อได้รับความอบอุ่น ร่างกายที่เดิมทีเคยขดตัวม้วน ในที่สุดก็จะไม่หดตัวอีกแล้ว
“เลือดข้าได้ผลขนาดนี้เลยรึ?” ตอนนี้เขาเพิ่งรู้ว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของเธอ ที่แท้ก็หมายความเช่นนี้
พอเห็นว่าในที่สุดเขาก็อุ่นขึ้นแล้ว เฟิ่งจิ่วถึงจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะอธิบายว่า “เจ้าเป็นหงส์ไฟในตำนาน เลือดของหงส์ไฟนั้นร้อนแรงที่สุด จึงกดพิษเหมันต์ในร่างเขาได้เป็นธรรมดา”
ระหว่างที่พูด ก็ลูบศีรษะเล็กๆของเขา เธอพูดอย่างยิ้มๆ “ขอบใจเจ้ามากนะ ถือว่าเจ้าช่วยข้าตอบแทนคนผู้นี้”
“หึ!” หงส์ไฟน้อยเบือนหน้าอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ แต่ในใจกลับเบิกบานเพราะคำพูดของเธอ
“เจ้าคิดจะให้เขาอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหนกัน? หากเขาตื่นมาจะทำยังไง?”
“ด้านนอกมีคนกำลังตามฆ่าเขา รอสักพักจนคนพวกนั้นเดินไปไกล ข้าค่อยพาเขาออกไป ไอเย็นในตัวเขาถูกกดไว้ คงใกล้จะฟื้นแล้ว ด้วยฝีมือของเขาขอแค่ตื่นขึ้นมาก็คงไม่มีปัญหาอะไร”
ได้ยินเช่นนั้น หงส์ไฟน้อยถึงจะไม่พูดอะไรอีก
และเฟิ่งจิ่วก็ทำจริงอย่างที่เธอพูด หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม เธอก็พาเขาออกไปวางไว้บนพื้นหญ้า
“ท่านอา ถือว่าข้าช่วยชีวิตท่านแล้ว ข้ายังมีธุระ เลยต้องจากลากันเช่นนี้” เห็นขนตาเขาขยับน้อยๆ ก็รู้ว่าเขากำลังจะฟื้นขึ้นมา เธอจึงใช้ฝีเท้าแปลกประหลาดวิ่งเข้าไปในป่าทันที…
พอเธอไปได้ไม่นาน หลิ่งโม่หานก็ฟื้น ในหัวเขายังมีเสียงขอทานน้อยผู้นั้นสะท้อนอยู่เลือนราง
เขามองร่างกายตัวเองที่ฟื้นคืนดังเดิมอย่างแปลกใจเล็กน้อย รู้สึกว่าไอเย็นจะถูกกดไว้ เขาตกตะลึงอยู่ในใจ แต่เมื่อมองไปรอบๆ ก็กลับไม่เห็นเงาของขอทานน้อยซะแล้ว…
ส่วนเฟิ่งจิ่ว เพราะกังวลว่าเจ้ายักษ์โง่อย่างกวนสีหลิ่นจะยังรอเธออยู่ที่นั่น ตลอดคืนเธอจึงรีบเร่งกลับไปที่เดิมนั้น ขณะที่ท้องฟ้าสว่าง ในที่สุดก็มาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ เมื่อไม่เห็นเงาร่างเขาอยู่ที่นั่น เธอก็แอบถอนหายใจอย่างอดไม่ได้
“ดูเหมือนจะไปแล้วสินะ ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องคอยพะวง ว่าเขาจะยังโง่รออยู่ที่นี่”
ทว่าพอพูดไปเช่นนั้น เธอก็ได้ยินเสียงร้องอันคุ้นเคยดังลอยมาอยู่ไม่ไกล และยังมีเสียงขู่คำรามของสัตว์ร้าย…
ตอนที่ 53: ปกป้องด้วยชีวิต!
ขณะที่ได้ยินเสียง สีหน้าเธอก็เปลี่ยนไปน้อยๆ เธอโผตัวไปตามทิศทางเสียงทันที ทว่าเมื่อมาถึงตรงนั้น พอเห็นภาพตรงหน้า เธอก็กลับนิ่งอึ้งไป
เธอเห็นเพียงชายหนุ่มผู้มีเลือดท่วมตัวกำลังต่อสู้กับเสือทั้งมือเปล่า เสื้อบนตัวถูกกรงเล็บฉีกจนขาดวิ่น รอยขีดข่วนแต่ละรอยช่างเป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่ง…
และบริเวณรอบๆ ยังมีศพของหมาป่าสีเทาอีกหลายสิบตัว…
ในขณะที่เธอกำลังตกตะลึง ที่เขาสามารถฆ่าหมาป่าสีเทาสิบกว่าตัวและต่อกรกับเสือได้ด้วยตัวคนเดียว ก็เห็นเขากำหมัดขึ้น กลิ่นอายพลังเร้นลับกระจายตัวขึ้นมาบนหมัดเขา ก่อนจะชกไปที่เสือตัวหนักนับห้าสิบกิโลฯอย่างแรง จนมันลอยออกไปเสียงดังปัง
“กรร!”
เสือตัวนั้นร้องคร่ำครวญ มันล้มลงกลิ้งไปบนพื้นหลายตลบอย่างรุนแรง ถึงขนาดได้ยินเสียงหัวเสือถูกกระแทกดังแกร๊ก
“น้องชาย!”
กวนสีหลิ่นหันกลับมาร้องขึ้นอย่างประหลาดใจ เขายกมือขึ้นเช็ดเลือดบนใบหน้า แล้วเช็ดลงบนตัว ก่อนจะวิ่งเข้าไปอย่างตื่นเต้นดีใจ “น้องชาย ข้านึกว่าเจ้ามีเรื่อง… ระวัง!”
เขายังพูดไม่ทันจบ สีหน้าก็เปลี่ยนไป ในขณะที่ร้องอย่างตกใจ ทั้งร่างเขากระโจนเข้ามา สองมือเขาออกเอื้อมใช้แรงผลักเธอไป
ความเร็วอันว่องไว ทำให้เฟิ่งจิ่วที่เดิมทีรู้สึกถึงอันตรายจากด้านหลังจนต้องหันกลับไปไม่อาจหลบได้ทัน จึงถูกเขาผลักล้มลงไปบนพื้น
“กรร!”
“อ๊าก!”
เสียงเสือร้ายคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงโอดครวญของกวนสีหลิ่นที่สูดหายใจ “น้องชาย รีบ รีบหนีไป…”
เหตุไม่คาดฝันที่เกิดอย่างกะทันหัน ทำให้ทั้งตัวเฟิ่งจิ่วถึงกับป้ำเป๋อ พอเห็นกวนสีหลิ่นถูกเสือตัวนั้นกัดแขนไว้ครึ่งหนึ่งจนเลือดไหลอาบโชก ดวงตาเธอก็แดงก่ำ จึงผุดลุกขึ้นดึงมีสั่นพุ่งออกไปในทันที
“เจ้าสัตว์ร้ายบ้าเอ๊ย!”
เธอเข้าไปดึงขนเสือร้ายไว้ แล้วใช้มีดสั้นในมือแทงตรงบริเวณคอของมันอย่างโหดเหี้ยม
“กรร!”
เสือร้ายร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แต่คนที่โดนคาบอยู่ในปากเสือกลับยังถูกลากไว้ไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งมีดสั้นของเฟิ่งจิ่วแทงเข้าไปหนักๆ ตรงคอมันอีกครั้งอย่างดุร้ายรุนแรง เสือตัวนั้นถึงจะล้มลงนอนโครมบนพื้น พอเห็นแขนที่โชกเลือดของเขา และยังไหล่ขวาที่ลู่ลงอย่างหมดแรง ใจก็สั่นขึ้นมาเล็กน้อย
บาดแผลเช่นนี้…แขนของเขา…
“น้อง น้องชาย เจ้า เจ้าไม่ได้บาด บาดเจ็บรึ?” เขาถามอย่างเป็นห่วง เสียงเขาอ่อนแรงน้อยๆ
เมื่อได้ยินคำพูดเขา หัวใจเธอก็บีบรัดเข้าหากันแน่นหนา จนเจ็บปวดขึ้นในใจ เบ้าตาเห่อร้อนนิดๆ เธอทำได้เพียงหยิบยาทาแผลสำหรับหยุดเลือดออกมาโปรยลงบนบาดแผล ก่อนจะว่าเขาเสียงดัง “เจ้าไม่ชอบที่ชีวิตมันยืนยาวเกินไปรึไง? ใครใช้ให้เจ้ามาช่วยข้า? เดิมทีข้าก็หลบได้อยู่แล้ว เจ้าจะผลักข้าทำไม?”
แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีใครมาขวางหน้าเธออย่างไม่คิดชีวิตเช่นนี้ ทว่าเขา เจ้ายักษ์โง่เง่าเต่าตุ่นนี่กลับทำแบบนี้ซะอย่างงั้น
ช่างเป็นคนที่โง่เขลาเสียจริง! โง่จนเหลือทนเลย
นี่เป็นครั้งแรกที่หัวใจเฉยชาราวน้ำแข็งของเธอกลับสั่นคลอนไปบางส่วน ความรู้สึกไม่คุ้นเคยทำให้หัวใจเธอมีรสเปรี้ยวฝาดๆขึ้นมาพักหนึ่ง รอบดวงตาเห่อร้อนน้อยๆ เหมือนถูกชั้นไอน้ำทำให้พร่ามัวจนมองหน้าเขาไม่ค่อยชัดเจนอยู่นิดหน่อย
“ขอ ขอโทษ ข้า ข้าร้อนรนจน จนลืมตัว”
เขายกรอยยิ้มขึ้นอย่างซื่อๆ แต่เพราะบาดแผลบนร่างที่สาหัสเกินไป อีกทั้งสีหน้าที่ซีดเผือดเกินทน ประกอบกับเลือดที่ท่วมร่าง ทั่วทั้งตัวเขาจึงดูแล้วเหมือนจะขาดใจตายได้ทุกเมื่อ
“น้อง น้องชาย เจ้าอย่าร้องไห้ ข้า ข้าไม่เป็นไร ข้า ข้าแค่เหนื่อยนิดหน่อย อยาก อยากจะนอนหลับสักพัก…”
น้ำเสียงเขาค่อยๆอ่อนเปลี้ยลง และตัวเขาก็หมดสติจนสลบไป…
ตอนที่ 54: จากลาป่าเก้าหมอบ!
แสงแดดอันอบอุ่นสาดลงมาในผืนป่า มันสะท้อนไปบนใบหน้ากวนสีหลิ่นที่หลบอยู่ใต้ต้นไม้ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยอยู่สักพัก นิ้วมือข้างซ้ายก็ขยับเบาๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาถึงลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า แล้วมองแสงแดดน้อยๆเหนือศีรษะที่ส่องทะลุผ่านใบไม้ลงมาอย่างงุนงงนิดๆ
“ฟื้นแล้วรึ?”
น้ำเสียงอ่อนโยนดังลอยมา ทำให้กวนสีหลิ่นชะงักลงชั่วขณะ “น้องชาย?” อยากจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับกระเทือนถึงบาดแผลบนตัว เขาเจ็บซะจนต้องสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง
“บนตัวเจ้ายังมีแผลอยู่ อย่าเพิ่งขยับซี้ซั้วซิ”
เฟิ่งจิ่วกดร่างเขาไว้ เธอมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน ก่อนจะถามว่า “เจ้าน่ะ ขนาดข้าชื่ออะไรก็ยังไม่รู้ ทำไมถึงปกป้องข้าด้วยชีวิตเช่นนั้นอีก?”
“น้อง น้องชาย เจ้า เจ้าโกรธข้ารึ?” เขามองเธออย่างกระวนกระวายน้อยๆ
“ตอบข้ามาสิ”
เห็นท่าทางเธอจริงจัง เขาจำต้องพูดว่า “ข้าโตกว่าเจ้า หนำซ้ำเจ้าเป็นน้องชายข้า หากเจ้ามีอันตราย แน่นอนว่าข้าก็ต้องปกป้องเจ้า”
เฟิ่งจิ่วอึ้งเล็กน้อย ไม่นึกว่าจะเป็นเพียงเหตุผลง่ายๆเช่นนี้
“น้องชาย…”
“ข้าชื่อเฟิ่งจิ่ว” เธอปริปากทันใด สายตาเธอจับจ้องที่ใบหน้าตกตะลึงของเขา “และอีกอย่าง ข้าเป็นผู้หญิง”
“หา? ผู้ ผู้ ผู้หญิงรึ?”
ครั้งนี้เขาตกใจ พูดจาตะกุกตะกัก เพราะเธอดูยังไงก็ไม่เหมือนผู้หญิงเลย ผู้หญิงที่ไหนจะกล้าต่อกรกับหมาป่าเป็นฝูงด้วยตัวคนเดียวเช่นเธอเล่า?
หนำซ้ำ ตลอดมาเขานึกว่าเธอเป็นผู้ชาย แต่ไหนแต่ไรมา ก็ไม่เคยนึกเลยว่าเธอเป็นผู้หญิง
พอมองเขาที่ทำท่าทางซื่อบื้อ แววตาเธอก็เป็นประกายอยู่น้อยๆ เธอเอ่ยว่า “กระดูกไหล่ขวาเจ้าโดนเจ้าสัตว์ร้ายนั่นกัดจนหักแล้ว”
“อ้อ” เขามองเธอแวบหนึ่ง แล้วส่งเสียงตอบรับ
“ความหมายของข้า คือแขนขวาเจ้าพิการแล้ว”
รอบนี้ เขาชะงักลงเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับตาลง “อืม”
“เสียใจหรือไม่?”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น กวนสีหลิ่นมองไปทางเธอ เขาส่ายหน้าพูดอย่างจริงจัง “ข้าไม่เสียใจ ถ้าไม่ไปขวางไว้ หากเจ้าโดนกัด ก็คงจะไม่รอดแน่ ข้าเป็นผู้ชาย ซ้ำยังมีร่างกายแข็งแรง แค่เสียแขนไปข้างเดียวเท่านั้น ไม่เป็นอะไรหรอก ถึงแขนขวาข้าจับกระบี่ไม่ได้ จากนี้ข้าก็ฝึกใช้แขนซ้ายเอา”
พอได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วก็นิ่งไปนานมาก ผ่านไปสักพักถึงจะผุดรอยยิ้มออกมา “เจ้าเป็นคนโง่อย่างที่ข้าคิดไว้เลย”
“น้องชาย ไม่ซิ เสี่ยวจิ่ว ข้าไม่ได้โง่ ข้าแค่ออกจะเถรตรง” ปากเขาฉีกยิ้มแหะๆ ไม่ได้ท้อแท้เพราะเสียแขนขวาไปเลยแม้แต่น้อย
“คนที่เถรตรงจะพูดว่าตัวเองเถรตรงรึ?” เธอเลิกคิ้วมองเขา ในใจเธอแอบหมายมั่นกับตัวเอง ว่าจะต้องรักษาแขนขวาเขาให้หาย
“เสี่ยวจิ่ว เจ้าไปเก็บยามา ได้พบอันตรายใดหรือไม่? ทำไมถึงไปนานนัก?”
เมื่อนึกถึงที่เขารออยู่ตรงนั้นทั้งวันทั้งคืนก็ไม่เห็นเธอกลับมา ยังคิดว่าเธอไปเจอกับสัตว์ร้ายอีก ถึงได้ออกวิ่งตามหาเธอ คิดไม่ถึงว่าจะถูกหมาป่ากับเสือล้อมโจมตี
“มีอุบัติเหตุนิดหน่อย เผอิญถูกหมีสองตัวไล่ต้อนจนต้องวิ่งเข้าไปในป่าทึบ เจ้าหิวรึยังล่ะ? ข้าจะไปล่าสัตว์ป่าสักตัวมาย่าง”
เธอพูดอยู่สองสามประโยคที่เกี่ยวกับเรื่องที่เธอพบเจอมาตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้คิดจะพูดอะไรมาก
“ข้าหิว แต่เจ้าก็อย่าเดินไปไกลนักล่ะ” เขาพูดด้วยความกังวลน้อยๆ
“ข้ารู้แล้ว” เธอยิ้มๆแล้วลุกขึ้นเดินไปรอบๆ
อีกไม่กี่วันให้หลัง ในป่าเก้าหมอบ
ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันนี้ทำให้ทั้งสองคนยิ่งสนิทกัน พอรู้ว่าเฟิ่งจิ่วอยู่ตัวคนเดียว กวนสีหลิ่นจึงลั่นวาจารับเธอเป็นน้องสาว
เฟิ่งจิ่งที่เหลือทนกับเขา รู้สึกว่าการรับเขาเป็นพี่ชายก็ไม่เลว ดังนั้น ทั้งสองจึงจัดพิธีสาบานอย่างง่ายๆขึ้น เพื่อยืนยันถึงความสัมพันธ์พี่น้องต่างสายเลือด
“เสียวจิ่ว พวกเราไปหมู่บ้านป่าหินกันเถอะ!” พอเลือดที่คั่งอยู่หลังศีรษะสลายไป ความทรงจำจึงฟื้นคืน ทว่าเขาก็ยังไม่อยากกลับบ้าน
ตอนที่ 55: ชุดหญิงสาวที่งดงาม!
“อืม ได้สิ แต่ยังไงก็ตาม ออกไปจากที่นี่ก่อนค่อยว่ากัน” สำหรับเธอในตอนนี้ จะไปที่ไหนก็เหมือนๆกัน
ดังนั้น เมื่อบอกว่าจะไปก็ไป พอทั้งสองคนออกจากป่า ก็มุ่งไปยังทิศทางของหมู่บ้านป่าหิน
สองวันต่อมา ที่หมู่บ้านป่าหิน
เสื้อผ้ารุ่งริ่งบนตัวกวนสีหลิ่นยังมีรอยเลือด ใบหน้าที่นับว่าหล่อเหลาดูกระด่างกระดำ และยังกล้ามเนื้อแขนที่กำยำอีก ดูแล้วช่างคล้ายคลึงกับพวกอันธพาลจริงๆ
ส่วนเสื้อสีขาวบนตัวเฟิ่งจิ่วก็กลายเป็นเสื้อสีเทา ใบหน้าเธอพอกยาไว้ ดูแล้วเนื้อตัวมอมแมม ช่างไม่ต่างอะไรกับขอทานเลย
พวกเขาสองคนเข้ามาในหมู่บ้านป่าหินทั้งแบบนี้ จึงเป็นธรรมดาที่จะดึงดูดสายตารังเกียจเดียดฉันท์มาได้ไม่น้อย แม้แต่พวกคนที่เดินกระทบไหล่ผ่านไป พอโดนพวกเขาชนเข้า ก็ล้วนพยายามหลบเลี่ยงกันอยู่บ้าง
“บรรยากาศในหมู่บ้านช่างแตกต่างเสียจริง!” เฟิ่งจิ่วสูดหายใจเข้าลึกๆ ก็ได้กลิ่นหอมหวนของพวกขนมต่างๆกระจายอยู่ในอากาศ
“เสียวจิ่ว พวกเราเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนค่อยว่ากันเถอะ ไม่งั้นพวกโรงเตี๊ยมก็คงไม่ให้พวกเราเข้าไปหรอก” กวนสีหลิ่นพูดพลางก็ดึงๆเสื้อตัวรุ่งริ่งบนร่าง
“อืม งั้นลองหาร้านขายเสื้อผ้าระแวกนี้ดู” เธอพูดพลางมองไปรอบๆ พลันสายตาก็สะดุดกับที่ที่หนึ่ง เธอจึงลากกวนสีหลิ่นเดินไปด้านนั้น “อยู่ด้านนั้น ตรงนั้นมีอยู่ร้านหนึ่ง”
“เดี๋ยวๆๆ” เขาเร่งรีบดึงเธอไว้ แล้วถามเสียงเบา “เสียวจิ่ว พวกเรามีเงินรึ? หากไม่มีเงินจะซื้อเสื้อผ้าเช่นไร?”
ได้ยินเช่นนั้น บนหน้าผากเธอก็มีเส้นเลือดสีดำปรากฏ “จะไม่มีเงินได้ยังไงเล่า? วางใจเถอะ ข้ามีอยู่” ขณะที่พูด เธอก็ยกถุงตรงเอวขึ้น “ไปเถอะน่า! ไม่ต้องพูดถึงหนึ่งชุดหรอก ซื้อเป็นสิบชุดก็ไม่มีปัญหา”
หลังจากได้ยินเธอพูดว่ามีเงิน กวนสีหลิ่นก็ฉีกยิ้มขึ้นมา ทั้งสองถึงจะพากันเดินไปยังร้านขายเสื้อผ้า
“ท่านพี่ ท่านสวมตัวนี้สิ! ตัวนี้เหมาะกับท่านนะ” เธอหยิบเสื้อคลุมสีดำตัวหนึ่งขึ้นมา เนื้อผ้าไม่เลว จึงจะให้เขาไปลองดู
“ได้สิ งั้นก็ตัวนี้ล่ะ”
เขาไร้ซึ่งความเห็นโดยสิ้นเชิง เขารับชุดเดินไปด้านใน ไม่นานนัก ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาเรียบร้อย พอเห็นเธอกำลังเลือกเสื้อผ้าผู้ชาย จึงกล่าวว่า “เสียวจิ่ว เจ้าจะเลือกเสื้อผ้าผู้ชายไปทำไม? ตอนนี้พวกเรากลับมาหมู่บ้านแล้ว เจ้าอย่าได้สวมเสื้อผ้าผู้ชายเลย สวมกระโปรงสิ เด็กผู้หญิงควรสวมกระโปรงถึงจะสวย”
เพราะตอนที่เขาอยู่ในตระกูล พวกเด็กผู้หญิงล้วนชอบสวมกระโปรง หนำซ้ำซื้อกันทีหนึ่งก็หลายสิบชุด ดังนั้นเขาจึงคิดว่าน้องสาวเขาก็ควรสวมกระโปรงด้วย ไม่ควรทำตัวเหมือนขอทานตัวน้อยๆ
“ก็เสื้อผ้าผู้ชายมันสะดวก”
ขณะที่กล่าว เธอกำลังคิดจะเลือกเสื้อผ้าผู้ชายยื่นให้เจ้าของร้าน ก็เห็นเขาลากเธอไปด้านเสื้อผ้าผู้หญิง หลังจากนั้นจึงเรียกเจ้าของร้านมา “เจ้ามานี่สิ ช่วยข้าหยิบตัวนี้ ตัวนี้ และก็ตัวนั้นลงมาให้น้องสาวข้าที”
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็กระอักกระอ่วนเล็กน้อย เพียงลองคิดๆไปโดยไม่ทำอะไร ตอนนี้อยู่ในหมู่บ้านแล้ว ไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าขอทาน งั้นเธอก็เปลี่ยนกลับเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงซะ จะเป็นไรไปเล่า?
“หยิบชุดสีแดงชุดนั้นลงมาให้ข้าที!” เธอพูดกับเจ้าของร้านที่อยู่ข้างๆกัน
“ได้ขอรับ ได้ขอรับ” เจ้าของร้านทั้งมองไม่ออกและนึกไม่ถึงเลยว่าขอทานน้อยเช่นนี้จะเป็นคุณหนูสาว แต่เขาก็ยังรีบหยิบชุดกระโปรงสีแดงนั้นลงมา
“ท่านมีผ้าคลุมหน้าหรือไม่? หาผ้าคลุมหน้าสีแดงมาให้ข้าอีกสักสองสามผืนนะ” เธอพูดพลางก็ยังเลือกให้กวนสีหลิ่นอีกหลายชุด ถึงจะหยิบเงินออกมา “คิดเงิน”
“เสียวจิ่ว เจ้าไม่เปลี่ยนชุดรึ?”
เธอยิ้มๆแล้วพูดว่า “ท่านได้เปลี่ยนชุดใหม่ก็พอ เสื้อข้าตัวนี้ไม่ฉีกไม่ขาด แค่สกปรกนิดหน่อย รอหาโรงเตี๊ยมสักที่อาบน้ำค่อยเปลี่ยน ไม่งั้นพอสวมชุดใหม่คงไม่สบายตัวนัก”
“อืม นั่นก็ถูก” เขาพยักหน้า ถึงจะออกไปหาห้องโรงเตี๊ยมที่ใกล้ๆนี้กับเธอ
“เสียวจิ่ว เจ้าเข้าไปอาบน้ำก่อนเลย พี่เฝ้าประตูแทนเจ้าเอง” ที่นอกห้องพัก กวนสีหลิ่นก้าวเท้าไป เขากะจะอยู่ที่ด้านนอกอย่างเช่นเทพเฝ้าประตู
พอเห็นท่าทางนั้นของเขา เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มอย่างอดไม่ได้ “ไม่ต้องหรอก ที่นี่เป็นโรงเตี๊ยมนะ แค่ปิดประตูห้องไว้ก็พอ ไหนเลยจะต้องให้ท่านมาช่วยข้าเฝ้าประตูด้วย ท่านเองก็ไปอาบน้ำเถอะ! ท้องข้ากำลังหิว! เดี๋ยวพวกเราออกไปหาอะไรกินนะ” ขณะที่พูด เธอก็ผลักเขาไปที่ห้องข้างๆ
ได้ยินเธอบอกหิว กวนสีหลิ่นจึงยอมความอย่างจำใจ “งั้นก็ดี เจ้าอย่าลืมปิดประตูดีๆ ข้าอาบน้ำเสร็จแล้ว จะมารอเจ้าตรงนี้นะ”
“อืม” เธอขานรับ ถึงจะหันตัวเข้าไปห้องข้างๆ เธอปิดประตูลง และเดินเข้าไปในห้องที่มีน้ำเตรียมไว้แล้วอย่างดี
อาจเพราะได้เป็นพี่คนครั้งแรก กวนสีหลิ่นถึงดูแลปกป้องเฟิ่งจิ่วอย่างใกล้ชิดนัก โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิง เขาก็ยิ่งเป็นแบบนี้ หลังจากอาบน้ำอย่างเร่งรีบ สวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย เขาก็ออกจากห้องมาเฝ้าอยู่ที่ประตูห้องข้างๆ มันช่างดึงดูดสายตาพินิจมองแปลกๆ จากแขกผู้เข้าพักที่สัญจรไปมาได้ไม่น้อยเลย
เฟิ่งจิ่วใช้เวลาอาบน้ำอยู่นานโข เวลาประมาณครึ่งชั่วยามเต็มๆ ประตูห้องถึงจะเปิดออกจากด้านใน
ขณะที่กวนสีหลิ่นได้ยินเสียงเปิดประตูจากด้านหลังจึงหันไปมอง สองตาเขาเบิกกว้างโตอย่าง.อดไม่ได้ ในดวงตาเขามีความตกตะลึง และมีความเหลือเชื่อฉายชัดอยู่บนใบหน้า
“เสียว เสี่ยวจิ่ว?”
“อืม” เฟิ่งจิ่วขานรับ มุมปากเธอยกขึ้นน้อยๆภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง จนเป็นรอยยิ้มที่ผลิบานอยู่บนริมฝีปาก
ถึงแม้ใบหน้าจะเสียโฉม แต่เธอมีรูปร่างดีมาก สัดส่วนโค้งมนปราดเปรียวอ่อนช้อยกับชุดกระโปรงสีแดงแพรวพราวแพร่งพราย ราวกับแสงอาทิตย์สุดระยับจับตา งดงามเสียจนไม่อาจมองได้ตรงๆ
และใบหน้าที่ถูกบดบังด้วยผ้าคลุมหน้าสีแดง ช่างเป็นผ้าคลุมหน้าที่ยิ่งเสริมเติมชั้นความลึกลับให้แก่เธอ ทำให้ทั้งร่างเธอมีความรู้สึกน่าพิศวงกระจายอยู่ ดึงดูดให้ผู้คนต่างคันหัวจิตหัวใจ จนอยากจะเชยชมใบหน้างดงาม แต่กลับไม่อาจเหลือบมองใบหน้าใต้ผ้าคลุมนั้นได้
ชุดสีแดงสวมอยู่บนร่างเธอ ช่างทรงเสน่ห์น่ามอง และเป็นการโพนทะนาถึงความเอาแต่ใจ โดยเฉพาะกลิ่นอายแสนเย่อหยิ่งราวกับเหมยแดงกลางหิมะที่กระจายอยู่บนร่างเธอ ไม่บอบบางเหมือนหญิงสาวชาววัง แต่กลับเป็นกลิ่นอายอันทรงเกียรติที่มักจะเกิดมาพร้อมผู้เหนือกว่า
เมื่อเห็นสาวงามชุดแดงตรงหน้า กวนสีหลิ่นก็พูดอะไรไม่ออกอยู่นาน รู้สึกแค่ว่าน้องสาวตัวน้อยของเขางดงามอย่างน่าเหลือเชื่อ…
พอเห็นเส้นผมอ่อนนุ่มสีหมึกที่สยายไปด้านหลัง ใช้เพียงสายริบบิ้นสีแดงผูกไว้หลวมๆ บริเวณข้างแก้มมีเส้นผมสองเส้นลู่ลงมา ยิ่งเสริมให้เธอสวยงามชวนมอง ตอนนี้ดวงตาคู่นั้นที่ปรากฏอยู่เบื้องนอกผ้าคลุมหน้าสีแดงกำลังหรี่ลงยิ้มครึ่งหนึ่ง หว่างคิ้วเธอมีความมั่นใจและเปิดเผยกระจายออกมา…
ตัวเธอแบบนี้ ทำให้เขายากที่จะคิดจริงๆ ว่าเธอกับขอทานน้อยเนื้อตัวสกปรกคนก่อนหน้าเป็นคนคนเดียวกัน
“เสี่ยวจิ่ว เจ้างดงามมาก เทพธิดายังงามไม่เท่าเจ้าเลย เหอะๆๆ…”
ปากเขาฉีกยิ้มซื่อ พอคิดว่าสาวน้อยที่หน้าตางดงามเช่นนี้เป็นน้องสาวเขา ทันใดนั้นในใจเขาก็มีความรู้สึกภูมิใจอย่างไม่มีอะไรเทียบได้ผุดขึ้นมา
“ไปกันเถอะ!” เธอยิ้มอยู่เบาๆ พอเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าผู้หญิง เธอก็อารมณ์ดีไม่เลวเลย ก่อนจะขยับก้าวเดินลงไปด้านล่างตึก
“อ้อ ได้ๆ”
เขารีบตามไป เหมือนคิดอะไรขึ้นได้จึงมองไปรอบๆ เป็นอย่างที่คาดไว้ เขาเห็นเหล่าผู้ชายทั้งบนตึกล่างตึกต่างจ้องมองน้องสาวเขาอย่างตะลึงในความงาม
เห็นเช่นนี้ ขณะที่ในใจกำลังภาคภูมิ เขาก็แอบตั้งมั่น ว่าต้องช่วยเสียวจิ่วกำจัดรอยแผลบนใบหน้าให้จงได้
จนกระทั่งทั้งสองออกจากโรงเตี๊ยม คนในโรงเตี๊ยมถึงจะได้สติกลับมา
“งามมาก… คุณหนูผู้นั้นเป็นใครกัน? ในหมู่บ้านพวกเรามีสาวงามเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
และในร้านอาหารตรงข้ามโรงเตี๊ยม พอมู่หรงอี้เซวียนที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างเห็นเงาร่างสีแดงนั้น ในตาเขาก็มีแววของความกังขา
ทำไมแผ่นหลังนั้นช่างคุ้นตาเช่นนี้?
ตอนที่ 56: นางผู้นั้นคือใคร?
เพราะความสงสัยในใจ เขาจึงก้าวลงจากตึก และมองหาตามเงาร่างสีแดงนั้นไป…
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วกับกวนสีหลิ่น ทั้งสองคนออกหาร้านอาหาร จองห้องอาหารส่วนตัวไว้หนึ่งห้อง พวกเขาสั่งอาหารมาหลายสิบอย่างกับเหล้าอีกสองไห หลังจากประตูปิด พวกเขาก็เริ่มกิน
เฟิ่งจิ่วที่วางผ้าคลุมหน้าไว้อีกด้าน เธอรินเหล้าไป พลางก็พูดว่า “ท่านพี่ พวกเราพักอยู่ที่นี่สักระยะเถอะ! รอหาเช่าเรือนที่สงบเงียบสักหน่อย ต้องสะดวกดีกว่าพักโรงเตี๊ยมแน่”
“ดี เดี๋ยวพวกเราไปหากัน” เกี่ยวกับเรื่องนี้ กวนสีหลิ่นไร้ซึ่งความแปลกใจโดยสิ้นเชิง
“เสียวจิ่ว เจ้าอย่าเพิ่งดื่มเหล้าจนหมด ดื่มน้ำซุปตุ๋นก่อนสิ” เขาตักซุปให้เธอชามหนึ่ง แล้วยังช่วยเธอใช้ช้อนตักเนื้อผัดไข่ให้ “ลองชิมสิว่าอร่อยหรือไม่”
“ท่านกินเถอะ! ข้าจัดการเองก็พอแล้ว”
ขณะที่พูด ก็เห็นเขาลองใช้มือขวาได้ไม่ค่อยชินนัก ตะเกียบก็จับไม่ถนัด เธอจึงคีบอาหารแต่ละจานลงในชามเขาไปบ้าง พลางพูดว่า “รอให้ผ่านไปสักพัก จนข้าพัฒนาวรยุทธ์สูงขึ้น ค่อยรวบรวมยามาช่วยท่านรักษาแขนขวานะ”
พอได้ยินเช่นนี้ เขาก็นิ่งไปเล็กน้อย “ยังรักษาได้รึ?”
“อืม แค่ของที่ต้องการไม่ได้หาเจอง่ายนัก” เธอซดน้ำซุปในชาม แล้วคีบอาหารขึ้นมากินบ้าง “แต่ไม่มีปัญหาหรอก ข้ามีความมั่นใจเต็มร้อย ว่าจะสามารถทำให้แขนเจ้าฟื้นคืนเหมือนเดิมได้”
ด้วยฝีมือการรักษาของเธอ ขอแค่รวบรวมยาครบหมด ก็ไม่มีโรคใดที่รักษาไม่ได้
ไม่ต้องพูดถึงแค่เส้นเอ็นหัวไหล่ที่โดนกัดขาด ทั่วทั้งแขนที่โดนกัด เธอก็ทำให้กลับมาอีกครั้งได้
แม้เขาจะไม่เศร้าใจที่เสียแขน แต่พอได้ยินเธอบอกว่ารักษาได้ ในใจเขาก็ยังคงระรื่นอยู่บ้าง “เสียวจิ่ว หากรักษาแขนข้าให้หายดีได้ อีกหน่อยข้าจะขยันฝึกฝนวิชาไว้ปกป้องเจ้า”
“ก็ดี”
เธอพยักหน้ายิ้มๆ รู้ดีว่าพละกำลังเขาไม่ได้ด้อยเลย เขาสามารถต่อกรกับหมาป่าทั้งฝูงกับเสือด้วยกำลังตัวเองคนเดียว แต่พอคิดดูถึงรู้ ว่าภายใต้สถานการณ์จนตรอกเช่นนี้ พลังปะทุของเขาจะแข็งแกร่งมาก
และเธอก็เชื่อว่าอนาคตเขาจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นแน่!
พอลงจากตึก มู่หรงอี้เซวียนก็นั่งดื่มเหล้าอยู่ที่โต๊ะชั้นหนึ่ง ดวงตาที่หลับลงมีความครุ่นคิด
เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงตามเข้ามาได้ และยิ่งไม่เข้าใจว่าตัวเองมองสาวน้อยชุดแดงผู้นั้นเป็นชิงเกอไปได้อย่างไร? แต่ก่อนหน้านี้ที่เหลือบมองอยู่ชั้นหนึ่ง แผ่นหลังนางช่างคล้ายคลึงมากจริงๆ
แต่เขาที่ตามนางมาตลอดทาง ตอนนี้กลับไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นัก เพราะนิสัยท่าทางของทั้งสองไม่เหมือนกัน
ชิงเกอสุภาพอ่อนโยน ทว่าสาวน้อยชุดแดงเปิดเผยเอาแต่ใจ เรือนร่างของนางที่สวมชุดสีแดงแวววาวเช่นนั้น แม้ชิงเกอของเขาจะโดดเด่นมากเช่นกัน แต่เดิมทีนางไม่ใช่คนแบบนั้น หนำซ้ำไม่เคยสวมชุดแดงด้วย
เขาสงสัยว่าชิงเกอผู้นั้นที่กลับไปแล้วเป็นคนอื่นปลอมแปลงมาได้อย่างไรกัน? ในทุกการเคลื่อนไหวและทุกรอยยิ้มที่คุ้นเคย เห็นชัดๆเลยว่าเป็นนาง!
ทว่าในใจเขากลับมีเสียงหนึ่งกำลังตั้งคำถาม ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้
เนิ่นนานนัก ขณะที่ประตูห้องอาหารชั้นบนเปิดออก เงาร่างสีแดงนั้นปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง สายตาแต่ละคู่ของเหล่าลูกค้าทั่วทั้งร้านที่ต่างตกตะลึงในความงามก็จับจ้องที่นางอีกครั้งอย่าง.อดไม่ได้ ผ้าคลุมหน้าที่พลิ้วไหวไปตามย่างก้าวของนาง ทำให้พวกเขาอดใจรอพายุลมแรงให้พัดพาผ้าคลุมหน้าเปิดออกแทบไม่ไหว
มู่หรงอี้เซวียนเปรยตามองไป เพียงเห็นสาวน้อยชุดแดงผู้มีท่าทางโดดเด่นเป็นที่สุดเดินก้าวนวยนาดลงมา ทุกย่างก้าวของนางล้วนเนิบนาบและสง่างาม ชุดแดงดั่งเปลวเพลิง ราวกับแสงแดดร้อนแรง แต่กลายเป็นว่าบนร่างนางกลับมีกลิ่นอายเย็นชาที่ผู้ใดก็ไม่อาจเข้าใกล้กระจายอยู่ ระหว่างที่นางยกมือขยับเท้า กลิ่นอายสูงศักดิ์ของผู้เหนือกว่าก็กระจายออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังสำรวจมองเธออยู่ เฟิ่งจิ่วก็ชายตามองไปตามสัญชาตญาณ ขณะที่ดวงตาสองคู่ประสานกัน ประกายแสงในดวงตานั้นไม่อาจมีผู้ใดเข้าใจได้เลย…
ตอนที่ 57: แย้มยิ้มชายตากลับ
เมื่อเห็นมู่หรงอี้เซวียน เฟิ่งจิ่วนึกไม่ถึงเล็กน้อยที่บังเอิญมาพบเขาที่นี่
อันที่จริงก่อนหน้านี้มีคนตามหลังพวกเขามาเธอก็รู้สึกได้แล้ว เพียงแต่ไม่รู้สึกถึงจิตมุ่งร้าย ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใส่ใจอะไร พอคิดดูแล้วคนที่สะกดรอยตามก็คือเขานี่เอง
เพียงแต่ เขาอยู่ข้างกายเฟิ่งชิงเกอตัวปลอมนั่นไม่ใช่หรือ? ทำไมมาโผล่ที่นี่ได้?
ยังมีแววตามองสำรวจของเขาอีก หมายความว่าอะไร?
ภายใต้ผ้าคลุมหน้า เธอผุดรอยยิ้มขี้เล่นออกมา ดึงสายตากลับเบาๆ ก่อนจะก้าวเดินไปด้านนอก ทว่าเดินไปไม่กี่ก้าว คนที่เดิมเคยนั่งอยู่ก็กลับลุกมาขวางอยู่ตรงหน้า
เธอไม่พูดอะไร แค่ช้อนตาขึ้นมองเขาเล็กน้อย
มู่หรงอี้เซวียนเองก็ไม่ปริปาก เขายืนอยู่เบื้องหน้ามองสองดวงตาของนางอย่างเงียบๆ เช่นนั้น ราวกับอยากจะค้นหาความคุ้นเคยเมื่อวันวานจากดวงตาของนาง ทว่าเขาก็ต้องผิดหวัง
แม้ดวงตาคู่นั้นจะคล้ายนางยิ่งนัก แต่แววตาดื้อดึงเอาแต่ใจกลับไม่ใช่สิ่งที่นางมี
ดวงตาคู่นี้งดงามเช่นนั้น คล้ายคลึงกับคนในหัวใจเขา แต่แววตาชิงเกอของเขาอ่อนโยน ดวงตาตรงหน้ากลับมีความดุดันแอบซ่อนไว้ เป็นสองลักษณะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้เขาไม่รู้จะแยกแยะอย่างไรไปชั่วขณะ
“หมอนี่ เจ้าทำอะไรน่ะ?”
กวนสีหลิ่นเห็นว่าสถานการณ์ไม่ชอบกลนักจึงก้าวเท้าออกไป ร่างกายล่ำสันขวางอยู่ตรงกลางระหว่างสองคนทั้งแบบนั้น ขัดจังหวะการประจันหน้าของพวกเขา
มู่หรงอี้เซวียนได้สติกลับมา เขามองชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่ตรงหน้า ก่อนจะผุดรอยยิ้มสง่างาม “พี่ชายท่านนี้ ข้าแค่เห็นว่าคุณหนูดูคล้ายสหายข้าคนหนึ่ง จึงอยากเอ่ยปากทักทาย”
อาจเพราะกลิ่นอายความมีชาติตระกูลบนร่างและความสุภาพของเขา ทำให้กวนสีหลิ่นคิดว่าเขาไม่เหมือนคนไม่ดี ด้วยเหตุนี้กวนสีหลิ่นที่สงสัยอยู่บ้างจึงหันกลับไปมองคนด้านหลังแวบหนึ่ง
“แม่นาง ดอกท้อในอารามดอกท้อจะบานในเดือนสาม”
มู่หรงอี้เซวียนมองนางอย่างสงบ สายตาเขาอ่อนละมุนยิ่งนัก คำพูดแปลกๆก็ทำให้กวนสีหลิ่นไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร
มีเพียงเฟิ่งจิ่วที่ใจสั่นน้อยๆ ในความทรงจำเธอมีภาพอันอบอุ่นอ่อนหวานเช่นนั้นอยู่…
‘พี่มู่หรง ได้ยินมาว่าดอกท้อในอารามดอกท้อนั้นงามที่สุด สีแดงขาวตัดสลับขับเน้นกัน ดาษดาทั่วเนินเขาท้องทุ่ง จริงหรือไม่เจ้าคะ?’ ใต้ต้นท้อ สาวน้อยรูปโฉมเพริศพริ้งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองชายหนุ่มชุดขาวข้างกายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง
ในดวงตาชายหนุ่มชุดขาวคือความอ่อนโยนชวนให้หลงใหล เขายกมือขึ้นโอบสาวน้อยข้างกาย พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า ‘อืม ดอกท้อในอารามดอกท้อมองไปไร้ที่สิ้นสุด เพียงลมพัดผ่าน กลีบดอกชมพูทั่วฟ้าจะปลิวว่อนดั่งสายฝนดอกไม้ รอเดือนสามปีนี้ ดอกท้อบานสะพรั่ง พี่จะพาเจ้าไปดู’
รอเดือนสามปีนี้ ดอกท้อบานสะพรั่ง พี่จะพาเจ้าไปดู…
ก้นบึ้งดวงตาเฟิ่งจิ่วที่หลุบลงครึ่งหนึ่งฉายแววตะลึง ในใจทั้งเศร้าโศกและเจ็บปวด เธอรู้ว่านั่นคือความรักใคร่คิดถึงที่เฟิ่งชิงเกอคนเดิมมีต่อมู่หรงอี้เซวียน
คนก็อยู่ตรงหน้า คำพูดเสมือนเพิ่งได้ยินเมื่อวาน แต่คนคนนั้นกลับหายไปจากโลกนี้แล้ว…
มู่หรงอี้เซวียนตึงเครียดเล็กน้อย สายตาลึกซึ้งจับจ้องดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งของนาง อยากจะมองให้ออกถึงท่าทีที่แปลกไป
“ดอกท้อในอารามดอกท้อบานเดือนสาม ข้าจะพาน้องสาวข้าไปดูเอง ไหนเลยต้องให้เจ้ามาเตือน?”
กวนสีหลิ่นที่ไม่รู้ความหมายของคำพูดนั้นกล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นจูงมือเฟิ่งจิ่วก้าวเท้ายาวออกไปด้านนอก พลางกำชับว่า “น้องข้า เราอย่าไปสนใจเจ้าหน้าอ่อนนั่นเลย เจ้านั่นแค่มองดูก็รู้ว่าเป็นคุณชายนักรัก ยังมีดอกท้อบานเดือนสามนั่นอีก ข้าว่าเขาคิดจะเกี้ยวพาเจ้าแน่ๆ”
พอได้ยินคำพูดเขา เฟิ่งจิ่วหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ เธอชำเลืองมองกลับไป ในแววตาเจือยิ้มอยู่บางๆ…
ตอนที่ 58: จวนภูตในห้วงมิติ!
มู่หรงอี้เซวียนเห็นเฟิ่งชิงเกอเป็นคนที่ผูกพันรักใคร่ แต่กับเธอเฟิ่งจิ่วกลับเป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่ง…
เรื่องที่เธอต้องทำพึ่งพาได้แค่ตัวเอง ต่อให้เขาผู้นี้จะเป็นหนึ่งในคนที่เฟิ่งชิงเกอเชื่อใจมาก เธอก็คงไม่บอกกล่าวเขาถึงสถานการณ์ตอนนี้
ช่วยคนอื่น จนแล้วจนรอดก็ไม่สู้ช่วยตัวเอง
มู่หรงอี้เซวียนมองเงาร่างที่จากไปของทั้งสองอย่างตะลึงเล็กน้อย
น้องสาว?
ชายผู้นั้นบอกว่านางคือน้องสาว? เช่นนั้นนางก็ไม่ใช่ชิงเกอ?
หัวใจเขาเหมือนว่างเปล่าโดยพลัน หดหู่ลงเล็กน้อย และยินดีอยู่บ้าง ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงเพราะเขาคิดมากไป…
ถึงอย่างไร ความกังขาของเขาก็น่าเหลือเชื่อออกเช่นนั้น ถ้าเรื่องที่สงสัยอยู่เป็นความจริง นั่นเท่ากับบอกว่าเฟิ่งชิงเกอที่กลับไปจวนตระกูลเฟิ่งตอนนี้เป็นตัวปลอมน่ะสิ? ต่อให้ในใจเขาจะเคลือบแคลงไปบ้าง รู้สึกว่านางไม่ใช่ แต่ท่านพ่อกับท่านปู่ของนางจะยังจำผิดคนได้หรือ?
อาจเป็นเพราะทั้งหมดนี้เขาแค่ระแวงไป
อีกด้านหนึ่ง กวนสีหลิ่นกับเฟิ่งจิ่วดูเรือนมาหลายที่ จนสุดท้ายก็ถูกตาต้องใจเขตเรือนที่ค่อนข้างเงียบสงบแห่งหนึ่ง ทำเลออกจะห่างไกล แต่กินขาดเรื่องความสงบ และสภาพแวดล้อมก็ไม่เลวเลย
วันนั้น พอจัดหาซื้อสิ่งของที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ทั้งสองจึงย้ายเข้าไปอยู่
หลังจากบอกกล่าวกวนสีหลิ่น เฟิ่งจิ่วก็เข้าสู่การฝึกฝนแบบปิดด่านเก็บตัว…
ตลอดสามวันติดต่อกัน ประตูที่ปิดแน่นไม่เคยได้เปิดออก
ส่วนกวนสีหลิ่นที่เฝ้าอยู่ในเขตเรือนก็ฝึกฝนการใช้กระบี่ด้วยมือซ้ายตลอดเวลาสามวันนี้
พรสวรรค์เดิมของเขาไม่เลวเลย พลังปะทุก็แข็งแกร่ง จากมือซ้ายที่เดิมทีฝีมือตกไม่ได้เรื่องได้ราว ตอนนี้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว แม้จะไม่กระฉับกระเฉงเท่าใช้มือขวา แต่เรี่ยวแรงก็ค่อยๆใช้ได้ขึ้นมาบ้าง
ข้างในห้อง เฟิ่งจิ่วที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงสองมือวางนิ่งอยู่บนเข่าสองข้าง รอบกายมีพลังเร้นลับสีแดงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าชั้นหนึ่งกระจายอยู่ พลังเร้นลับบนร่างเธอหมุนวนเร็วมาก แทบพูดได้เลยว่าพลังเร้นลับกำลังเข้าสู่จุดรวมพลังตรงกลางหว่างคิ้วอย่างรวดเร็ว ค่อยๆรวมกลุ่มเข้าด้วยกัน
ผู้เริ่มฝึกฝนจะก้าวเข้าสู่ระดับนักรบ ต้องฝึกกันหลายปีถึงมีความเป็นไปได้ว่าจะบรรลุพลังเร้นลับขั้นเริ่มต้นของระดับนักรบ
ยกตัวอย่างเช่นเฟิ่งชิงเกอคนเดิม พละกำลังเก่าก่อนก็แค่วรยุทธ์ระดับนักรบขั้นสอง แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาสั้นๆไม่ถึงสามวัน จุดรวมพลังก็บรรลุไปส่วนหนึ่งแล้ว ซ้ำยังเข้าสู่พลังเร้นลับขั้นเริ่มต้นได้อย่างมั่นคง พละกำลังก็พัฒนาขึ้น
ต้องรู้ไว้ว่า นักรบพลังเร้นลับก็มีความแข็งแกร่งบางส่วนแล้ว คนเช่นชายวัยกลางคนระดับปรมาจารย์นักรบที่เธอเคยพบในป่าเก้าหมอบก่อนหน้านี้ กำลังเขาเทียบเท่ากับเสาหลักประจำตระกูลไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายก็เป็นแค่ปรมาจารย์นักรบพลังเร้นลับขั้นกลาง
วันนั้นเขาที่เป็นปรมาจารย์นักรบพลังเร้นลับขั้นกลางก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจุดรวมพลังที่ฝึกฝนออกมาได้ในวันนี้ ซ้ำยังเข้าถึงระดับนักรบพลังเร้นลับขั้นเริ่มต้นที่สองแล้ว
ขณะที่เธอถอนหายใจเบาๆ และลืมตาขึ้นช้าๆ ในหัวก็มีเสียงประหลาดใจของหงส์ไฟน้อยดังขึ้นมา
“หญิงโง่ ข้าทำลายเขตอาคมด้านในห้วงมิตินี้แล้ว เจ้าเข้ามาลองดูเร็ว!”
ดวงตาเฟิ่งจิ่วฉายแววแปลกใจ ขยับความคิดแวบตัวเข้าไปในห้วงมิติทันใด พอเข้ามาก็ตกตะลึงอย่างอดไม่ได้
“นี่คือ…”
“เป็นอย่างไรล่ะ? ข้าเคยบอกไว้แล้วนี่ว่าพละกำลังของข้าร้ายกาจมาก? เขตอาคมที่ตาแก่นั่นไม่ได้ทำลาย ข้าจัดการให้แล้ว”
หงส์ไฟน้อยมองเธออย่างได้ใจ ก่อนพูดอีกว่า “ก็ไม่รู้ว่าเจ้ามีโชคดีขัดลิขิตสวรรค์อะไรนัก ถึงได้มาพบโลกในห้วงมิติที่หาเจอได้น้อยยิ่งเช่นนี้ หากฝึกวิชาในนี้ หนึ่งวันด้านนอกเทียบเท่ากับเวลาสามวันของด้านในเลย”
ได้ยินเช่นนั้น เธอก็รู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ เพราะตั้งแต่เข้ามาเธอก็สังเกตุเห็นแล้ว หลังจากเขตอาคมที่เคยขวางกั้นไว้ถูกทำลาย พลังวิญญาณด้านในนี้ก็หนาแน่นมาก
ตอนที่ 59: ปลอกดาบเจ็ดดารา!
เธอเดินนวยนาดไปด้านใน เห็นฟ้าครามเมฆขาวเหมือนเป็นโลกเล็กๆอีกใบ เดิมทีตอนที่เขตอาคมในห้วงมิติยังไม่ถูกแก้ก็ทำได้เพียงเห็นด้านในนี้ กลับไม่อาจเหยียบเข้าไป แต่ตอนนี้กลับไม่เหมือนกันเลย
เธอมองจวนภูตในห้วงมิติ อารมณ์เธอฮึกเหิมขึ้นมาอย่าง.อดไม่ได้ นี่เป็นสมบัติล้ำค่าจริงๆด้วย
“ดูสิ ที่นี่ยังมีน้ำพุวิญญาณ ข้าเคยเห็นแล้ว น้ำของน้ำพุวิญญาณนี้ เพราะได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังวิญญาณในมิติ ต้นน้ำจึงล้วนมีแต่พลังวิญญาณ”
หงส์ไฟน้อยชอบใจอย่างมาก เมื่อเช้าหลังจากแก้ชั้นอาคม เขาก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจอยู่ด้านในนี้ไปนานพักหนึ่ง สำหรับที่แห่งนี้ เขาชื่นชอบมันจากก้นบึ้งหัวใจ ไม่งั้นเขาคงไม่อยู่ที่นี่ได้นานแรมปี โดยไม่โวยวายอยากออกไปหรอก ต้องรู้ไว้ หากเขาฝึกฝนวิชาอยู่ด้านในนี้ พลังเขาคงพัฒนาขึ้นได้เร็วมากแน่ๆ
เธอยิ้มๆ แล้วลูบหัวหงส์ไฟน้อย “งั้นเจ้าเป็นเด็กดีฝึกฝนวิชาอยู่ที่นี่นะ ข้าจะออกไปก่อน หากได้ฝึกวิชาในภายหน้า ข้าจะเข้ามาฝึกในนี้ เชื่อว่าพลังข้าคงจะพัฒนาได้เร็วมากเลย”
“รู้แล้ว” หงส์ไฟน้อยมุ่ยปาก ก่อนจะเดินไปเล่นน้ำข้างน้ำพุวิญญาณ
เฟิ่งจิ่วเห็นท่าทางนั้นก็ยิ้ม เธอใช้ดวงจิต ถึงจะแวบตัวออกมาด้านนอก
พอประตูห้องเปิดออก ก็เห็นกวนสีหลิ่นที่ฝึกกระบี่อยู่ในเรือน เห็นมือซ้ายเขาตวัดดาบได้แข็งทื่ออยู่บ้าง ไม่ได้คล่องแคล่วมาก ในใจเธอก็สั่นไหวน้อยๆ เธอเรียกเขา “ท่านพี่”
“เสี่ยวจิ่ว เจ้าออกมาแล้วสิ? เจ้านี่จริงๆเลย ทำไมถึงได้ฝึกวิชาขึ้นมาอย่างไม่คิดชีวิตเช่นนี้? นี่เจ้าขังตัวเองอยู่ด้านในมาสามวันเต็มๆเลยนะ”
เขาเก็บกระบี่เดินมาหาเธอ เขากล่าวอย่างจริงจังว่า “เสียวจิ่ว ฝึกวิชาไม่ใช่จะฝึกได้ในเวลาอันสั้น อยากจะบรรลุได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม มันเป็นไปไม่ได้หรอก ต้องค่อยเป็นค่อยไปสิ”
เฟิ่งจิ่วได้ยิน ก็ยิ้มขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ได้ๆๆ”
แม้เธอจะฝึกถึงพลังเร้นลับขั้นเริ่มต้นของระดับนักรบแล้ว แต่พละกำลังยังคงถึงระดับนักรบขั้นสอง คนธรรมดาก็มองไม่ออกหรอก ว่า.วรยุทธ์จริงๆของเธอนั้นมีมากเท่าใด
ที่มีความเร็วในการก้าวหน้าเช่นนี้ได้ในเวลาเพียงสั้นๆ แน่.นอนว่าเป็นเพราะร่างเทพประทับ และยังมีชีพจรของพลังเร้นลับและพลังวิญญาณที่ถูกท่านอาจารย์เธอเปิดขยาย ราวกับว่าเส้นเอ็นเดิมที่เคยเป็นเช่นสายธารเล็กละเอียด ตอนนี้กลับกลายเป็นดั่งแม่น้ำฮวงโหที่ไหลเชี่ยว ความเร็วในการฝึกวิชาเช่นนี้ ไม่อาจสาธยายได้ในวันเดียวเป็นธรรมดา
“จริงด้วยท่านพี่ ข้าอยากไปซื้อชุดเข็มเงิน ท่านไปด้วยกันกับข้าเถอะ!”
“ได้สิ งั้นก็ไปกันตอนนี้เลย” หลังจากล้างหน้า เขาก็แบกกระบี่ขึ้นหลัง แล้วเดินออกประตูไปพร้อมกับเธอ
เมื่อเดินเข้ามายังหอสมบัติ เฟิ่งจิ่วก็รับรู้ได้ว่าพวกเขาถูกคนจ้องมอง
การซ่อนเร้นกลิ่นอายของอีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก ถึงขนาดกวนสีหลิ่นคนข้างกายยังสัมผัสไม่ถึง หากไม่ใช่เพราะเดิมทีเธอก็เชี่ยวชาญด้านนั้น เดาว่าคงไม่ทันสังเกตว่าถูกคนจับตามอง
“นายห้าง พวกท่านมีเข็มเงินครบชุดหรือไม่?”
“มีขอรับ ไม่ทราบว่าคุณหนูต้องการระดับไหน? ตอนนี้พวกเรามีสามแบบ แบ่งเป็นสูง กลาง ต่ำรวมสามระดับ ราคาไม่เหมือนกัน คุณภาพก็แตกต่าง” เจ้าของร้านยิ้มพลางก็แนะนำไป เขาหยิบเข็มเงินสามชุดออกมาวางไว้เบื้องหน้าเฟิ่งจิ่ว
“เอาแบบนี้ละกัน!” เธอเลือกชุดที่แพงที่สุด เพราะชุดนั้นมีทั้งสั้นทั้งยาวค่อนข้างครบครัน ซ้ำคุณภาพก็ดีจริงๆเสียด้วย
สายตาเธอจับจ้องไปบนปลอกดาบที่แขวนอยู่บนผนัง ดวงตาเป็นประกาย เธอถามว่า “ปลอกดาบนั้นขายหรือไม่?”
เจ้าของร้านมองตามไป เขายิ้มๆ “คุณหนูสายตาดีมาก นี่คือปลอกดาบที่มีเพียงหนึ่งเดียวของหอสมบัติเรา พูดได้เลยว่า ต่อให้มองกว้างไปทั่วทั้งแคว้นแสงสุริยัน ก็ไม่อาจหาแบบที่เหมือนกันนี้ได้”
เขานำปลอกดาบบนผนังลงมา แล้วพูดต่อ “อัญมณีหลักๆทั้งเจ็ดเม็ดที่มีสีแตกต่างกันด้านบนนี้ ล้วนแต่เป็นเพชรพลอยหายาก ลวดลายแกะสลักบนปลอกดาบก็ยิ่งประณีต สีสันอันงดงามและความหรูหรา แทนที่จะพูดว่าเป็นปลอกดาบ ไม่สู้เรียกว่าเป็นของประดับที่ดูสุขใจสบายตายังดีกว่า”
ตอนที่ 60: ราตรีมืดมนสายลมโหมแรง!
เฟิ่งจิ่วรับปลอกดาบนั้นมาลองดู แล้วพูดว่า “คิดเงิน”
พอเจ้าของร้านได้ยิน ใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาเชิญเธอไปทางด้านโต๊ะ พูดยิ้มๆว่า “คุณหนูขอรับ ปลอกดาบเจ็ดดาราหนึ่งล้านสองแสน ชุดเข็มเงินนั้นสามหมื่นห้า ของสองชิ้นนี้ข้าน้อยให้คุณหนูแค่หนึ่งล้านสองแสนสามหมื่นพอ เศษท้ายห้าพันข้าน้อยลดให้คุณหนู หวังว่าคุณหนูจะกลับมาอีกนะขอรับ”
หลังจากเฟิ่งจิ่วจ่ายเงินอย่างสุขใจ เธอนำปลอกดาบเจ็ดดาราและเข็มเงินเก็บลงในถุงห่อฟ้าดิน ก่อนจะจากไปพร้อมกับกวนสีหลิ่น
เจ้าของร้านที่เห็นเธอใช้ถุงห่อฟ้าดิน ในดวงตาเขามีความแปลกใจ ถุงห่อฟ้าดิน? ดูท่า ชาติตระกูลของคุณหนูผู้นั้นจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว! หนำซ้ำ ไม่งั้นเธอจะซื้อปลอกดาบเจ็ดดาราราคาเป็นล้านโดยไม่คิดต่อราคาเลยสักนิดได้ยังไงล่ะ!
ทั้งสองซื้อของอยู่ด้านนอกมาไม่น้อยเลย หลังจากเดินเล่นทั้งวันถึงจะกลับไป ส่วนคนที่จับตามองพวกเขา หลังจากเห็นพวกเขาเดินเข้าเรือนที่อยู่บริเวณห่างไกล ถึงจะจากไปเพื่อกลับไปรายงาน
ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ชายวัยกลางคนกำลังนั่งสมาธิฝึกวิชา เมื่อได้ยินเสียงเรียกเบาๆดังลอยมาจากด้านนอก เขาถึงจะพูดว่า “เข้ามา”
ชายผู้หนึ่งรีบก้าวเดินเข้ามา หลังจากคารวะอย่างนอบน้อมก็เอ่ยขึ้นว่า “คุณชายรอง ข้าน้อยตามสองคนนั้นมาตลอดหนึ่งวัน เห็นพวกเขาเดินเข้าเรือนที่ค่อนข้างห่างไกลไป ข้าน้อยได้ยินจากคนรอบๆ จึงรู้ว่าพวกเขาเพิ่งย้ายเข้ามาเมื่อสามวันก่อน อ้างว่าเป็นพี่น้องกัน ยังมีวันนี้ตอนที่อยู่หอสมบัติ ถุงห่อฟ้าดินที่สาวน้อยชุดแดงหยิบออกมาก็เป็นของนายน้อยขอรับ”
ในดวงตาชายวัยกลางคนมีความคิดจิตสังหารฉายชัดอยู่ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “พี่น้องคู่หนึ่งงั้นรึ? เจ้าลองอธิบายรูปร่างท่าทางพวกมันให้ข้าฟังอย่างละเอียดสิ”
“ขอรับ” เขาพรรณนาถึงลักษณะท่าทางของทั้งสองคนไปสักพัก สุดท้ายก็ยังกล่าวอีกว่า “แต่หญิงชุดแดงใช้ผ้าคลุมปิดหน้าไว้ จึงไม่อาจเห็นหน้าได้ชัดขอรับ”
ชายวัยกลางคนมีแววตามืดขรึม แขนข้างหนึ่งที่ลู่ลงวางอยู่ข้างลำตัว ส่วนมืออีกข้างกลับกำขึ้นมาแน่น เส้นเอ็นสีเขียวปรากฎขึ้น จนเป็นเสียงดังแกร๊ก
“วาดรูปหญิงชุดแดงนั่นส่งไปป่าวประกาศภารกิจที่ตลาดมืดของพวกทหารรับจ้าง แล้วถือโอกาสบอกที่ปักหลักของพวกมันกับคนที่ตลาดมืด บอกพวกเขา ว่าเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นข้าต้องเห็นหัวของผู้หญิงคนนั้น!”
“ขอรับ!” ชายผู้นั้นตอบรับด้วยความเคารพ ก่อนจะถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
ในคืนนั้น ท้องฟ้ายามค่ำคืนล้วนดำมืด ราวกับถูกปกคลุมด้วยผืนเมฆสีดำ ไม่เห็นดาวเลยสักดวง
เฟิ่งจิ่วที่สวมชุดสีแดงนอนแหงนหน้าอยู่บนหลังคา มือข้างหนึ่งหนุนศีรษะไว้ พลางก็มองดูถุงห่อฟ้าดินในมืออีกข้าง เธอพึมพำเสียงเบา “เดิมทีด้านในนี้มีตราประทับวิญญาณอยู่ มิน่าล่ะ ข้าเปลี่ยนจากเสื้อผ้าขอทานมาเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าจะยังถูกเพ่งเล็กอีก”
เธอเก็บถุงฟ้าดิน แล้วมองท้องฟ้ายามวิกาลที่มืด.มน เธออุทานเบาๆว่า “ความรู้สึกนี้… ทำไมถึงดีขนาดนี้นะ! คืนมืดลมแรง ราตรีมืดมนสายลมโหมแรง ช่างเป็นค่ำคืนของการเข่นฆ่า!”
น้ำเสียงพูดอย่างลอยๆ นั้นมีความเกียจคร้านอยู่บางส่วน และยังมี… การเฝ้ารอ… ที่ไม่อาจสังเกตุได้ง่ายๆ
ค่ำคืนค่อยๆมืดลง เฟิ่งจิ่วที่อยู่บนหลังคารอไปพลางก็หาวหวอด เธอเซื่องซึมจนอยากนอนอยู่เล็กน้อย
จนกระทั่งเวลากลางดึก ดึงจันทร์เจ้าโผล่ออกมาจากหลังเมฆดำ เฉกเช่นสาวน้อยผู้เหนียมอาย นำพาแสงจันทร์สว่างไสวสาดส่องลงบนแผ่นดิน…
เงาร่างสีดำสี่เงา มือถือกระบี่ยาวที่มีแรงอาฆาตและความเยือกเย็น ต่างก้าวไวกันเข้ามา พวกเขาเร่งรีบมาถึงหน้าประตู ก่อนจะใช้พลังกระโดดขึ้นมา ขณะที่กระโดดลงในเรือน ก็กลับตกใจเพราะเสียงเสียงหนึ่ง
“ข้ารอพวกเจ้าอยู่นานแล้ว”
พอน้ำเสียงเฉื่อยชาที่มีความอยากนอนปนอยู่บางส่วนดังลอยมา ทหารรับจ้างชุดดำทั้งสี่นายก็หันมองไปตามเสียงตามสัญชาตญาณ
เพียงเห็นว่าบนหลังคานั้น มีหญิงชุดแดงเธอหนึ่งพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ชุดสีแดงพลิ้วไหวตามสายลม ผมสีหมึกสยายไปด้านหลัง ภายใต้แสงจันทร์ที่อาบร่าง มันมีความซุกซน เปิดเผย เป็นเสน่ห์ที่ชั่วร้ายและดูแหนงหน่าย…
จบตอน
Comments
Post a Comment