feng ep421-440

ตอนที่ 421: บังคับแต่งงาน!


เนี่ยเถิงเหลือบมองมู่หรงป๋อแล้ว ก็มองหมอที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจว่า “พรุ่งนี้บาดแผลบนหน้าข้าจะหายดีหรือไม่?”


ได้ยินคำพูดนี้ หมอคนนั้นก็รีบหันมองเนี่ยเถิง หลังเห็นว่าสิ่งที่พอกไว้บนหน้าเขาคือยาทาสีดำ จึงหลุบตารายงานด้วยความเคารพว่า “ยาที่ท่านทาคือยาทาวิญญาณมืดสูตรลับของแคว้นเหินเวหาเรา ยานี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยให้เลือดไหลเวียนและสลายเลือดคั่ง ไม่ต้องใช้เวลาถึงพรุ่งนี้ เพียงไม่กี่ชั่วยามอาการบวมช้ำและเลือดคั่งบนใบหน้าก็จะหายไป และฟื้นคืนสภาพดังเดิมพ่ะย่ะค่ะ”


ได้ยินเช่นนี้ มู่หรงป๋อแอบอิจฉา แคว้นใหญ่ระดับหกเป็นอย่างที่คิดไว้ แม้แต่ยากระตุ้นเลือดไหลเวียนและสลายเลือดคั่งยังวิเศษเพียงนี้ เหมือนอย่างเขาที่หน้าโดนซ้อมจนเป็นเช่นนั้น หากเปลี่ยนเป็นยาทั่วไป ไม่ใช้เวลาถึงสองสามวันก็อย่าคิดว่าจะลดอาการบวมได้ แต่นึกไม่ถึงว่าแค่ใช้ยาทาวิญญาณมืดอะไรนั่นไม่กี่ชั่วยามก็ได้ผลแล้ว อยากเห็นจริงๆว่ายาทาวิเศษเช่นนั้นจะปรุงมาจากยาทิพย์แบบไหน?


หลังจากเนี่ยเถิงได้ยินคำพูดของหมอ ความเคร่งเครียดบนร่างถึงจะผ่อนคลายลงบางส่วน เขาหลับตาลงสั่งการว่า “ให้คนข้ารับใช้ขนสินสอดลงจากเรือเหาะมา พอฟ้าสว่างข้าจะไปรับคนที่จวนตระกูลเฟิ่ง”


ได้ยินเช่นนี้ ชายวัยกลางคนดวงตาเป็นประกาย รีบร้อนขานรับ “ขอรับ!”


จากนั้นจึงก้าวยาวออกไป ชี้แจงคำพูดของรัชทายาทกับข้ารับใช้ ให้พวกเขาขนย้ายสินสอดลงจากเรือเหาะ รอฟ้าสว่างค่อยตามไปจวนตระกูลเฟิ่งพร้อมนายท่าน


ในความคิดเขา นายท่านออกคำสั่งลงไปว่าจะไปรับคนที่จวนตระกูลเฟิ่ง เช่นนั้นก็ไม่มีทางรับมาไม่ได้!


การเดินทางครั้งนี้พวกเขามีผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังติดตามแปดคน สี่คนในนั้นเป็นระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุด นอกจากนี้ยังมีทหารอารักขาติดตามอีกร้อยกว่าคน ไม่เชื่อหรอกว่ากำลังพวกเขาจะพาคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฟิ่งแค่คนเดียวไปไม่ได้!


เมื่อได้ยินคำสั่งเนี่ยเถิง มู่หรงป๋อก็ประสานมือถอยไปด้วยใจระรื่น แอบคิดว่า ครั้งนี้ต่อให้คนของจวนตระกูลเฟิ่งปกป้องอย่างไร ก็ไม่อาจต้านทานความตั้งใจของเนี่ยเถิงที่ต้องการพาเฟิ่งชิงเกอไปได้!


ขอแค่เฟิ่งชิงเกอถูกพาตัวไป จวนตระกูลเฟิ่งก็ไม่มีผู้นำ ถึงเวลานั้นเขาสุมไฟเพิ่ม แล้วยังต้องกลัวว่าตระกูลเฟิ่งจะไม่ล่มสลายอีกรึ?


คิดแล้วในใจก็แอบตื่นเต้นยินดี แม้แต่ใบหน้ายังมีรอยยิ้มปรากฏเพราะเหตุนี้


จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น


วันนี้ ตอนฟ้าเพิ่งสางก็ได้ยินเสียงประทัดดังขึ้นสามครั้ง เสียงสนั่นกระจายไปในอากาศ ทำลายความสงบในยามเช้าของเมืองอวิ๋นเยวี่ย…


เมื่อชาวบ้านในเมืองออกมาชมด้วยความอยากรู้ และเห็นสินสอดถูกขนไปยังจวนตระกูลเฟิ่ง แต่ละคนต่างแปลกใจอยู่บ้าง พากันตามหลังขบวนส่งสินสอดนั้นไปผสมโรงด้วย ระหว่างทางฝูงชนพูดคุยกัน ถึงรู้ว่ารอบๆนั้นมีผู้ฝึกเซียนแปดคนขี่ม้าคอยอารักขา คนที่นั่งอยู่ในเกี้ยวใหญ่หรูหรามีทหารอารักขาทั้งแปดแบกไว้ก็คือเนี่ยเถิง.องค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหินเวหา


“รัชทายาทแคว้นเหินเวหาคนนี้จะแต่งคุณหนูใหญ่เฟิ่งเป็นชายารองจริงหรือ คนตระกูลเฟิ่งไม่ยินยอมไม่ใช่รึ หรือนี่คิดจะคลุมถุงชน?”


“คลุมถุงชนแล้วยังไง โลกนี้ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ กลุ่มอำนาจแคว้นเหินเวหาน่ากลัวเช่นนั้น ผู้ครองแคว้นยังไม่กล้าทำอะไรพวกเขาเลย มีหรือจวนตระกูลเฟิ่งจะกล้าต่อต้าน? เมื่อคืนก่อเรื่องนั้นเอาไว้! เช้านี้ยังแบกสินสอดมาจวนตระกูลเฟิ่ง นี่มันบังคับแต่งงานชัดๆ ข้าว่านะ หากรัชทายาทแคว้นเดินเวหาไม่ได้แต่งคุณหนูใหญ่เฟิ่งเข้าวังหลังคงไม่ยอมรามือแน่”


“เฮ้อ! ความงามเป็นเหตุโดยแท้!”


“ก็แน่อยู่แล้ว คุณหนูใหญ่เฟิ่งงามล่มเมืองเป็นที่เลื่องลือ ยามนี้ไม่มีใครปกป้องนางได้แล้ว หากผู้แข็งแกร่งของกลุ่มอำนาจพวกนั้นถูกใจ นางจะหนีพ้นได้หรือ? บอกว่าเป็นชายารอง แต่ใครบ้างไม่รู้ว่าเป็นแค่นางสนม?”


ตอนที่ 422: มาส่งสินสอด!


“หนำซ้ำคนที่ถูกใจนางยังเป็นรัชทายาทแคว้นเหินเวหา นั่นเป็นถึงรัชทายาทแคว้นเรืองอำนาจระดับหก พระชายาก็ต้องเป็นสตรีผู้มีพรสวรรค์จากแคว้นเรืองอำนาจเช่นกัน หากคุณหนูใหญ่เฟิ่งแต่งออกไปจริง เกรงว่าคงมีชีวิตดีอยู่แค่ไม่กี่ปี”


“ก็ใช่ ใครบ้างไม่รู้ว่าในตระกูลใหญ่มากอำนาจมีเรื่องหน้าไหว้หลังหลอกมากที่สุด”


ผู้คนต่างเสวนากันพลางตามไปตลอดจนถึงหน้าประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่ง เห็นขบวนเบื้องหน้าหยุดลง เสียงพูดคุยพวกเขาก็เบาลงไปบ้าง กลัวว่าคนข้างหน้าจะได้ยิน


เพราะการเคลื่อนขบวนพลของรัชทายาทไม่ใช่เล็กๆ จึงแทบทำให้ทั่วเมืองอวิ๋นเยวี่ยตื่นตกใจ คนจากตระกูลไม่น้อยพากันเข้าไปดู คิดเพียงว่าช่วงนี้จวนตระกูลเฟิ่งเกิดเรื่องมากมายจริงๆ ปัญหาหนึ่งผ่านไปเรื่องใหม่ก็มาอีก


พวกเขานึกว่าจวนตระกูลเฟิ่งจะล่มสลายในช่วงเวลานี้ แต่กลับยังอยู่ดีตรงนั้นไม่มีใครสั่นคลอนได้ ตามที่ได้ยินมา หลังจากเรื่องเมื่อคืนเหล่าองครักษ์ที่หลบซ่อนในเมืองก็เปิดเผยตัวคอยอารักขารอบๆจวน หากเห็นเรื่องเช้านี้อีก พวกเขาอยากรู้จริงๆว่าจวนตระกูลเฟิ่งจะทำอะไรคนของ.องค์รัชทายาทแคว้นเหินเวหาหรือไม่?


เมื่อกองทัพรัชทายาทขนสินสอดมาถึงจวนตระกูลเฟิ่ง เพราะความเคลื่อนไหวใหญ่โต ยังไม่ทันเข้าใกล้คนในจวนตระกูลเฟิ่ง คนข้างในก็ได้ยินเสียงรื่นเริงตีฆ้องร้องป่าวแล้ว ด้วยเหตุนี้พ่อบ้านจึงลนลานมายังเรือนของเฟิ่งจิ่ว และพบกับเหลิ่งซวงซึ่งกำลังออกมาที่ลานพอดี


“เหลิ่งซวง คุณหนูใหญ่ตื่นหรือยัง?” เขาขวางนางไว้พลางถามอย่างร้อนรน


“ยังไม่ตื่นเจ้าค่ะ ด้านนอกเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเสียงดังเพียงนั้น?” เหลิ่งซวงพูดด้วยสีหน้าเย็นชา เสียงด้านนอกดังเกินไป แม้แต่ด้านในนี้ยังได้ยิน หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะรบกวนการพักผ่อนของคุณหนูใหญ่


“เฮ้อ! ก็รัชทายาทแคว้นเหินเวหาน่ะสิ เขาพาคนขนสินสอดทองหมั้นตีฆ้องร้องป่าวมาที่ตระกูลเฟิ่งเรา ตอนนี้เดาว่าคงใกล้ถึงประตูใหญ่แล้ว พอข้าได้ข่าวก็รีบเข้ามาดูว่าคุณหนูใหญ่ตื่นหรือยัง”


ได้ยินเช่นนี้ เหลิ่งซวงขมวดคิ้วขึ้นมา กำลังจะพูดก็ได้ยินเสียงเฟิ่งจิ่วดังมาจากในเรือน


“เหลิ่งซวง ไปเรียกหลัวอวี่มาให้ข้า”


เมื่อได้ยินเสียงในเรือนที่แหบแห้งเคร่งครึม เหลิ่งซวงตกใจเล็กน้อยขานรับทันทีว่า “เจ้าค่ะ” สิ้นเสียงก็มุ่งไปด้านนอก


“คุณหนูใหญ่ คนของรัชทายาทแคว้นเหินเวหาขนสินสอดมา เดาว่าคงใกล้ถึงประตูใหญ่แล้วขอรับ” พ่อบ้านรีบร้อนพูดขึ้นหลังจากอึ้งไป ในดวงตามีความกังวล


“เจ้าให้พวกฉีคังลองไปดูด้านหน้าที กำชับองครักษ์อย่าเพิ่งลงมือโดยง่าย ให้รอคำสั่งจากข้า”


ได้ยินเช่นนี้พ่อบ้านก็รีบขานรับ “ขอรับ ข้าน้อยจะรีบไป”


ยามนี้ภายในห้อง กลิ่นอายในอากาศแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบเพราะอารมณ์ของคนด้านใน อากาศหนาวเหน็บขึ้น บรรยากาศอึมครึมขึ้นบางส่วน กลิ่นอายอันตรายเช่นนั้นท่วมท้นอยู่ในอากาศ ทำให้มีความรู้สึกสั่นเทิ้มหวาดกลัว


เฟิ่งจิ่วที่พลิกตัวขึ้นนั่งบนเตียงสวมชุดซับในเส้นผมสีหมึกยุ่งเหยิง ดวงตาแดงก่ำเล็กน้อย เหมือนจะโมโหถึงขีดสุด ซ้ำยังมีไฟโกรธลุกโชน สรุปคือความรู้สึกที่ส่งมาจากตัวเธอตอนนี้คือกำลังระงับไฟโทสะ แต่มันยังคงพลุ่งพล่านออกมาอย่างหยุดไม่ได้


“เจ้ารัชทายาทสมควรตาย! สารเลวเนี่ยเถิง! ทำซ้ำๆอยู่ได้ทั้งวี่ทั้งวัน! ในเมื่อมารนหาที่ตายถึงที่ ข้าจะไม่ช่วยเจ้าได้อย่างไร?”


เพราะนอนไม่พอ ตื่นมาจึงหงุดหงิด กลิ่นอายทั่วร่างมืดทะมึนจนน่าหวาดกลัวยิ่งนัก


หลังลงจากเตียงเธอล้างหน้าล้างตาอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เปิดประตูเดินออกไป ยามนี้จึงเห็นเหลิ่งซวงพาหลัวอวี่เข้ามาพอดี


“นาย นายท่าน?”


ตอนที่ 423: น่ากลัวนัก!


หลัวอวี่มองคนผู้นั้นที่สวมชุดสีแดงและมีกลิ่นอายดุร้ายกระจายอยู่ทั่วร่างอย่างค่อนข้างตะลึง หากไม่ใช่ใบหน้าที่คุ้นเคย และรู้ว่าภายในจวนตระกูลเฟิ่งคุ้มกันเข้มงวด ตอนนี้เขาคงนึกว่านายท่านโดนใครสวมรอยมาจริงๆ


เหลิ่งซวงเห็นแล้วยังดี เพราะปรนนิบัตินายท่านอย่างใกล้ชิด จึงรู้ว่านางมักจะหงุดหงิดตอนตื่นนอน หนำซ้ำหากไม่ระเบิดอารมณ์ก็ไม่เป็นไร พอระเบิดทีก็ไม่ใช่น้อยๆ


คนแคว้นเหินเวหานำปัญหามาให้จวนตระกูลเฟิ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ต้องพูดถึงนายท่าน ขนาดพวกเขาเห็นแล้วในใจยังโกรธ


บนร่างเฟิ่งจิ่วมีกลิ่นอายหนาวเยือก เงยหน้าเหลือบมองหลัวอวี่ด้วยแววตาเย็นชาฉายไอสังหาร ก่อนจะเดินมานั่งลงข้างโต๊ะในลานบ้าน พลางบอก “หยิบกระบอกระเบิดของเจ้ามาสักสองสามอัน” ระหว่างพูดก็หยิบขวดเล็กๆเจ็ดแปดขวดออกมาจากห้วงมิติ


“อ้อ ขอรับ”


หลัวอวี่ที่ค่อยๆได้สติกลับมาขานรับ รีบหยิบกระบอกระเบิดที่เตรียมไว้เรียบร้อยเจ็ดแปดอันออกจากถุงฟ้าดินข้างเอว อานุภาพของมันเพิ่มขึ้นมากแล้ว แต่เมื่อเขาเห็นนายท่านเปิดกระบอกระเบิดออกมาปรุงใหม่ ก็อดตาค้างอยู่บ้างไม่ได้


ไม่ใช่กระมัง? แม้แต่เรื่องนี้นายท่านยังทำเป็นด้วย? ด้านในนั้นใส่ดินปืนไว้นะ! นางกลับบอกว่าจะแกะก็แกะ?


ทว่ายิ่งมองดวงตาเขายิ่งเบิกกว้าง เดิมนึกว่าโดนนางรื้อจนเสียของ แต่ใครจะรู้ว่าหลังนางแกะออกมาก็ผสมผงยาหลายชนิดลงไปในดินปืนพวกนั้น จากนั้นค่อยประกอบขึ้นมาใหม่ กระบอกระเบิดเจ็ดแปดอันบนโต๊ะล้วนเป็นเหมือนกัน ถูกนางแกะออกมาปรับใหม่


“นายท่าน ทำไมท่านถึงประกอบกระบอกระเบิดนี้เป็นขอรับ ท่านรู้หรือว่าผสมยังไง?” ของพรรค์นี้แม้แต่อาจารย์เขายังทำไม่เป็น นี่เป็นสิ่งที่เขาดัดแปลงมาจากประทัด จึงมีอานุภาพทำลายมหาศาล แต่พอมาถึงมือนายท่าน ทำไมถึงคล้ายจะไม่ยากเย็นเลยสักนิด?


“ใช่ เคยเล่นมาก่อนหน้านี้” เธอขานรับโดยที่มือยังไม่หยุดขยับ


ในฐานะหัวหน้าองค์กรลับในยุคปัจจุบัน รวบรวมอัจฉริยะเพี้ยนๆจากแต่ละตระกูลมา เชี่ยวชาญด้านยาพิษและชำนาญการลอบฆ่า เธอที่ถูกคนขนานนามว่าเป็นปีศาจ จะประกอบกระบอกดินระเบิดไม่เป็นได้อย่างไร?


เคยเล่นมาก่อนหน้านี้?


หลัวอวี่มีแววตาตกใจ เห็นท่าทางของนางที่คล่องแคล่วกว่าตนก็ชะงักไปนิด เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “นายท่าน ยาที่ท่านผสมไว้ด้านในมีผลยังไงหรือขอรับ?”


ผสมยาพวกนั้นลงในดินปืนจะจุดไม่ติดหรือไม่? เขาไม่เคยลองแบบนั้นเลย ต้องรู้ไว้ว่าสัดส่วนพวกนั้นจะผิดพลาดไม่ได้แม้แต่น้อย หากทำผิดระเบิดกระบอกนั้นจะเสียและไม่นับว่าสมบูรณ์


ประกอบกระบอกระเบิดเจ็ดแปดอันบนโต๊ะเสร็จ เธอถึงจะเงยหน้ามองเขา แล้วเผยรอยยิ้มเย็นเยือกแปลกๆออกมา “เจ้าอยากรู้? เดี๋ยวเห็นก็รู้เอง”


เพราะตกใจกับรอยยิ้มเย็นเยียบและพิกลบนใบหน้านาง หัวใจหลัวอวี่จึงสั่นสะท้าน เห็นนางลุกขึ้นไปล้างมือด้านหลัง ก็รีบเขยิบไปข้างกายเหลิ่งซวง กดเสียงเบาลงถามว่า “เหลิ่งซวง นายท่านเป็นอะไร ทำไมดูแล้ววันนี้ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่?”


อันที่จริงเขาอยากบอกมากว่า นายท่านวันนี้ดูน่ากลัวยิ่งนัก…


เหลิ่งซวงชำเลืองมองเขา ชะงักเล็กน้อยสักพักถึงจะบอก “นายท่านมักจะหงุดหงิดตอนตื่นนอน”


ฟังเช่นนี้ใจหลัวอวี่ที่เดิมเคยหวั่นๆถึงจะคลายลง หงุดหงิดยามตื่นนอน ยังดีๆ ได้ยินว่าคนที่หงุดหงิดตอนตื่นหากโดนเสียงดังปลุกให้ตื่นอารมณ์จะไม่ค่อยดีเท่าใด แต่พอค่อยยังชั่วจะดีขึ้นเอง


ฮู่!


เขาแอบถอนหายใจเบาๆอยู่ในใจ คิดว่าอีกหน่อยตนเองจะผลีผลามไม่ได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นคง..


นึกถึงรอยยิ้มเย็นๆแปลกๆตรงริมฝีปากนายท่าน เขาก็หนาวสั่นโดยฉับพลัน


น่ากลัวนัก…


ตอนที่ 424: จวนตระกูลเฟิ่งเปิดประตู!


เฟิ่งจิ่วที่ล้างมือกลับมาเรียบร้อยเหลือบมองหลัวอวี่แวบหนึ่ง บอกว่า “หยิบกระบอกระเบิดบนโต๊ะมา แล้วตามข้าออกไป”


“ขอรับ!” หลัวอวี่รีบขานรับด้วยความเคารพ เข้าไปหยิบข้าวของบนโต๊ะมา จากนั้นค่อยตามหลังนางออกไป


เหล่าอาจารย์ของหลัวอวี่เฝ้าอยู่ภายในเรือนเฟิ่งเซียว คอยดูแลความปลอดภัยของเขา ส่วนพวกฉีคังเฝ้าระวังอยู่ด้านหน้าจวน และยามนี้ตรงหน้าประตูใหญ่จวน มีกองกำลังสองขบวนกำลังยืนประจันหน้ากัน แถวหนึ่งขนสินสอดทองหมั้น อีกแถวหนึ่งเป็นองครักษ์ตระกูลเฟิ่งผู้กล้าหาญในชุดเกราะสีเงินเหมือนๆกัน


ห่างออกไปประมาณร้อยเมตร คนที่มุงดูพวกนั้นมองกองกำลังสองขบวนยืนประจันหน้า แต่ละคนมีท่าทีแปลกใจ รูปแบบการสู่ขอเช่นนี้เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก แต่สำหรับเรื่องคลุมถุงชนอะไรนั่น เดาว่าสุดท้ายก็ต้องสู้กัน ไม่รู้ว่ากองกำลังทั้งสองขบวนนี้สู้กันขึ้นมาใครจะชนะ?


แม้ในใจจะคิดเช่นนี้ แต่แทบทุกคนต่างรู้ดี แม้องครักษ์จวนตระกูลเฟิ่งจะโดดเด่น ก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอจะสู้รบกับผู้ฝึกวิชาเซียนแคว้นเหินเวหา อีกทั้งกำลังของผู้ฝึกเซียนที่รัชทายาทพามาก็ไม่ได้ด้อย ต้องรู้ไว้ว่ากำลังต่อสู้ของผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสามารถต้านทานทหารอารักขาได้ร้อยถึงพันคน ต่อให้คนจวนตระกูลเฟิ่งมากมายกว่านี้ หากไม่มีกำลังทัดเทียมก็ไม่มีทางสู้พวกเขาได้


“องค์ชายรัชทายาทมาสู่ขอด้วยตัวเอง ยังไม่รีบเปิดประตูจวนอีก!”


ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนหนึ่งก้าวออกมาตะโกนเสียงดัง เห็นเพียงแรงกดดันจากวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลังกระจายออกไปราวกับลายน้ำ โจมตีไปทางเหล่าองครักษ์ที่ขวางอยู่หน้าประตูจวน พลังมหาศาลของแรงกดดันนี้มากเกินกว่าที่เหล่าองครักษ์จะต้านทานไหว แค่ตะโกนมาเช่นนี้ แต่ละคนก็รู้สึกว่าเลือดลมในอกปั่นป่วน มีกลิ่นคาวเลือดพุ่งขึ้นมาในลำคอ ทำท่าจะทะลักออกมา


ร่างกายยิ่งแข็งทื่อท่ามกลางเสียงตะโกนที่แฝงด้วยแรงกดดันนี้ มีความรู้สึกที่อยากขยับตัวแต่ทำไม่ได้ ความรู้สึกกดดันที่ทรงพลังนั้นทำให้ในดวงตาพวกเขาปรากฏเส้นเลือดหลายเส้น บุรุษผู้กล้าตายแต่ละคนจึงยืนตัวตรงอยู่เช่นนั้น ดวงตาดุดันจับจ้องผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้น


สำหรับเรื่องนี้ นัยน์ตาผู้ฝึกตนคนนั้นฉายแววประหลาด พลังขององครักษ์พวกนี้ไม่ถึงระดับยอดปรมาจารย์นักรบ เผชิญหน้ากับแรงกดดันระดับหลอมแก่นพลัง นึกไม่ถึงว่าจะยังยืนตัวตรงอยู่เช่นนี้ได้ ไม่บอกไม่ได้เลยว่าทำให้เขาต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่


หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น แม้เป็นผู้ฝึกเซียนระดับสร้างรากฐานก็ยังไม่กล้าจ้องเขาภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ บอกได้เพียงว่าองครักษ์ตระกูลเฟิ่งเป็นบุรุษใจแกร่งที่เด็ดเดี่ยวจริงๆ แต่ละคนมีกายเหล็ก ไม่ยอมแพ้ใครโดยง่าย มิน่ากองกำลังองครักษ์ตระกูลเฟิ่งถึงทำให้หลายแคว้นโดยรอบสะพรึงกลัวได้


พวกฉีคังเฝ้าอยู่หน้าประตู จ้องมองผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้น กลิ่นอายแข็งแกร่งถาโถมมา ทำให้พวกเขารู้ชัดถึงพลังอันแข็งแกร่งของผู้ฝึกวิชาเซียนจากแคว้นเรืองอำนาจ พลังนั้น พวกเขาไม่อาจต้านทานได้แน่


เมื่อรู้สึกว่าพวกเขาจะทนแรงกดดันทรงพลังนี้ไม่ไหว เลือดที่พลุ่งพล่านในอกจะกระอักออกจากปาก ประตูใหญ่ด้านหลังก็ค่อยๆเปิดออก ในเวลานี้ ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังตรงหน้าถึงจะเก็บแรงกดดันที่แผ่ออกมากลับไปในที่สุด


“นายท่าน!”


ทั้งเจ็ดคนหันกลับไปมองเจ้านายในชุดสีแดงที่เดินออกมา แม้ยังไม่ยอมรับนาย แต่พวกเขาก็เรียกว่านายท่านไปตามสัญชาตญาณแล้ว


ทว่า…


เมื่อเห็นรอยยิ้มอิ่มเอมที่เบ่งบานบนใบหน้างามเลิศ รวมถึงประกายในดวงตาคู่งามซึ่งหรี่หลงครึ่งหนึ่ง ใจพวกเขาก็เย็นวาบ ถอยไปข้างๆโดยไม่ส่งเสียง


อาจเพราะค่อยๆคุ้นเคยกับนางแล้ว พวกเขาจึงเข้าใจว่ายิ่งนายท่านยิ้มหวาน ยิ่งแสดงท่าทีไร้พิษสง ก็ยิ่งอันตราย…


ตอนที่ 425: ของขวัญชิ้นใหญ่!


“โอ้ มาทำอะไรกัน? ทำไมถึงขนข้าวของมาตั้งหลายกล่อง? คงไม่คิดจะส่งของขวัญให้จวนตระกูลเฟิ่งเปล่าๆหรอกกระมัง?”


เฟิ่งจิ่วในชุดสีแดงหรี่ตากวาดมองผู้คนเบื้องหน้า สายตามองผ่านบนกล่องพวกนั้นที่มีดอกไม้ผ้าไหมแดงดอกใหญ่ผูกไว้ บนใบหน้าพริ้มเพรามีรอยยิ้มประดับ ภายในความอ่อนหวานแฝงความไร้เดียงสา ราวกับแกะน้อยไร้พิษสง กำลังมองเกี้ยวหรูหราที่จอดตรงประตูใหญ่ด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม


ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังตรงหน้าเหลือบมองนาง เอ่ยเสียงเข้มว่า “คุณหนูใหญ่เฟิ่ง วันนี้ฝ่าบาทข้ามามอบสินสอดทองหมั้นด้วยตนเอง เพื่อรับท่านกลับไปแคว้นเหินเวหา ในเมื่อท่านออกมาแล้วก็พอดีเลย ให้คนมาเก็บสินสอดไป ส่วนท่านตามพวกเรามาเถอะ!”


ได้ยินเช่นนี้ เธอเลิกคิ้วขึ้น สายตามองไปยังกล่องพวกนั้น ในแววตามีประกายที่คนอื่นไม่อาจเข้าใจฉายผ่าน ริมฝีปากยกยิ้มเบาๆ “พวกนี้คือสินสอด?”


“ถูกต้อง เพื่อให้เห็นความสำคัญที่องค์รัชทายาทมีต่อคุณหนูใหญ่เฟิ่ง ฝ่าบาทจึงตั้งใจสั่งคนเตรียมของล้ำค่าร้อยกล่องมาเป็นสินสอด เพื่อแสดงถึงความจริงใจ” น้ำเสียงทุ้มต่ำของผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังถูกเปล่งออกมาพร้อมกลิ่นอายพลังวิญญาณ ลอยเข้าหูคนที่มุงดูเรื่องสนุกห่างออกไปไกลร้อยเมตรพวกนั้นอย่างชัดเจน


เพียงแต่เมื่อได้ยินว่าเป็นสมบัติล้ำค่าร้อยกล่อง ดวงตาบางคนเผยความอิจฉา ดวงตาบางคนก็เผยความดูแคลนจนถึงขั้นเหยียดหยาม


“จะขอข้าแต่งงานด้วยสมบัติร้อยกล่อง? อืม ไม่สิ จะแต่งข้าเป็นชายารอง?” เฟิ่งจิ่วเดินนวยนาดเข้าไป เอ่ยด้วยรอยยิ้มสดใส “ข้านึกว่าจะนำของพวกนี้มาขอขมาเสียอีก! ถึงอย่างไรสองวันนี้พวกท่านก็นำปัญหามาให้จวนข้าไม่น้อย”


ได้ยินเช่นนี้ คนไม่น้อยที่อยู่ไม่ไกลต่างสูดหายใจ ไม่นึกว่าคุณหนูใหญ่เฟิ่งจะกล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้พูดกับผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง ต้องรู้ไว้ว่าหากไม่ระวังทำให้เขาโกรธ แค่หนึ่งฝ่ามือก็ซัดนางกระเด็นเมื่อไหร่ก็ได้


ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้นขมวดคิ้ว สีหน้าไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง แค่ผู้หญิงคนเดียวยังกล้าวางท่าต่อหน้าเขา คิดว่าตนเองเป็นใครกัน เดาว่ารัชทายาทคงสนใจนางแค่ช่วงหนึ่ง หากไม่มีฝ่าบาทคอยคุ้มหัว ถึงแม้นางคิดจะใช้ชีวิตอยู่ในแคว้นเหินเวหายังยากเลย


“คุณหนูใหญ่เฟิ่ง ท่านรู้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังพูดอะไร?” ผู้ฝึกตนคนนั้นมีสีหน้าถมึงทึง จ้องนางด้วยแววตาคมปลาบ “องค์รัชทายาทพวกเราถูกใจท่านถือเป็นวาสนา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องมีสมบัติร้อยกล่องเป็นสินสอด หากไม่เห็นว่าท่านสำคัญ ถึงสั่งให้คนพาท่านเลยไปก็ไม่มีใครกล้าทำอะไร!”


“บังอาจ!”


เสียงตะโกนเกรี้ยวกราดซึ่งกังวานทรงพลังดังมาจากปากองครักษ์รอบๆ เป็นเสียงที่สม่ำเสมอเท่ากัน ทั้งโกรธเคืองและเยียบเย็น ภายในเสียงตะโกนมีกลิ่นอายพลังเร้นลับจากร่างองครักษ์ทุกคน กลิ่นอายพลังเร้นลับที่ดุดันปานคมมีดต่างตรงไปทางผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้น เสียงตะโกนนี้ก่อตัวกลายเป็นกลิ่นอายพลังเร้นลับที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากลางอากาศและจู่โจมไปทางเขา


เห็นเพียงผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังผงะ ก่อนยกมือขึ้นสะบัดกลิ่นอายพลังวิญญาณสายหนึ่งออกไป เมื่อทำลายกระแสลมนั้นแล้วถึงชำเลืองมององครักษ์พวกนั้น ในใจแอบตกตะลึง


คนพวกนี้…


ดูท่าเขาจะต้องบอกองค์รัชทายาทเสียหน่อย ตอนที่พาคุณหนูใหญ่เฟิ่งกลับไป องครักษ์กองนี้ก็ต้องพาไปด้วยกัน! กองกำลังเช่นนี้จะต้องเป็นกำลังพลที่องอาจห้าวหาญอย่างแน่นอน!


ยามนี้เฟิ่งจิ่วยกมุมปากขึ้นอย่างนึกสนุก แล้วมองผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้น “อ้อ ข้ามีเกียรติเช่นนี้เชียว? ไม่นึกไม่ฝันเลยจริงๆ!”


บนริมฝีปากเธอมีรอยยิ้มประหลาดผลิบาน กล่าวว่า “ในเมื่อพวกท่านมอบของล้ำค่าพวกนี้มา ไม่สู้ให้ข้ามอบของขวัญชิ้นใหญ่ตอบแทนเป็นอย่างไร?”


ตอนที่ 426: องครักษ์ตระกูลเฟิ่งฟังคำสั่ง!


ขณะได้ยินคำพูดนี้ กำลังสงสัยอยู่ ก็เห็นนางเก็บรอยยิ้มตรงริมฝีปาก สั่งการหลัวอวี่ซึ่งตามอยู่ข้างกาย เวลาต่อมาจึงได้ยินเสียงที่แฝงด้วยกลิ่นอายพลังเร้นลับจากปากเขา


“เหล่าองครักษ์ตระกูลเฟิ่งฟังคำสั่ง!”


พอเอ่ยคำนี้ออกมา คนแคว้นเหินเวหาพลันระแวดระวังตัว นึกว่าพวกเขาคิดจะลงมือ


แม้แต่คนที่มุงดูอยู่ไกลออกไปร้อยเมตรเห็นภาพเช่นนี้ ก็ยังนึกว่าคนจวนตระกูลเฟิ่งจะประมือกับแคว้นเหินเวหา ด้วยเหตุนี้คนตระกูลเกิ่งที่พาคนไม่น้อยมาเฝ้าอยู่ตรงนั้นจึงมองไปทางผู้นำตระกูลและท่านผู้เฒ่าของพวกเขา


“ท่านพ่อ หากคนตระกูลเฟิ่งสู้กับคนแคว้นเหินเวหาขึ้นมา พวกเราจะเข้าไปช่วยจริงๆ หรือ?”


ผู้นำตระกูลเกิ่งมองผู้เฒ่าพลางถาม ความจริงในใจยังค่อนข้างกังวล ถึงอย่างไรกำลังของผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังก็ไม่ใช่น้อยๆ คนของพวกเขาต้านทานไม่ได้แน่ หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ เขาไม่หวังให้ตระกูลเกิ่งยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูเช่นนี้


“ลองดูไปก่อนเถอะ! แม่หนูเฟิ่งคนนี้บอกว่านางจัดการได้ ข้าก็อยากดูเสียหน่อยว่าพละกำลังของนางอยู่ระดับไหน” ผู้เฒ่าเกิ่งพูดพลางมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเล็กน้อย ม้าดีมักโดนขี่ คนดีมักโดนแกล้ง หากตระกูลเฟิ่งมีศักยภาพจริงก็ควรลงมือได้แล้ว


“รอคำสั่ง!”


องครักษ์ทั้งหมดรอบด้านตะโกนเสียงเข้ม เสียงอื้ออึงสะเทือนหู อกผายหลังตั้งตรง มือหนึ่งจับกระบี่ยาวตรงข้างเอว สองตามีประกายสาดออกมา จิตวิญญาณมุ่งต่อสู้ลุกโชน เตรียมตัวพุ่งเข้าจู่โจมทุกเมื่อ!


“ทั้งหมดถอยไปซ้ายขวาสามสิบจั้ง!”


เสียงหลัวอวี่ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อได้ยินคำสั่งนี้ ไม่เพียงคนแคว้นเหินเวหาที่อึ้งไป แม้แต่องครักษ์ที่เตรียมพร้อมต่อสู้อย่างดียังผงะไปครู่หนึ่ง แต่คุณสมบัติประจำตัวที่ดีงามก็ทำให้พวกเขาทำตามคำสั่งโดยไร้ซึ่งคำถาม ถอยออกไปยืนนิ่งทางซ้ายขวาในระยะร้อยเมตรอย่างรวดเร็ว


เฟิ่งจิ่วจ้องมองคนตรงหน้าเหล่านั้น มุมปากยกเล็กน้อย ฝีเท้ากลับถอยไปด้านหลัง เห็นแค่เธอให้สัญญาณเหลิ่งซวงถอยไป พูดกับหลัวอวี่คำหนึ่งว่า “โยน!”


สิ้นเสียง เห็นเพียงหลัวอวี่ฉีกยิ้มกว้าง จับจ้องพวกผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังที่ตั้งรับอยู่เบื้องหน้า ใช้ตะบันไฟจุดชนวนแล้วจึงโยนกระบอกไม้ไผ่แต่ละอันออกไปอย่างรวดเร็วทันที


เมื่อโยนกระบอกไม้ไผ่ออกไป ในใจผู้ฝึกตนคนนั้นแอบหัวเราะเยาะ แต่ยังไม่ทันให้พวกเขาตอบสนองก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นข้างกาย พลังมหาศาลปะทุออกมาทันใด นอกจากควันหนาที่ตลบขึ้นมา สิ่งที่กระจายไปพร้อมกับพลังนั้นยังมีเสียงอุทานและเสียงกรีดร้องของผู้คนด้วย


“อึก! ของบ้าอะไรเนี่ย!”


“อ๊าก! ขาข้า!”


“ซี๊ด! เจ็บเหลือเกิน! คันจริงๆ…”


ตู้ม! ตู้มๆๆ…


ท่ามกลางความโกลาหล เสียงอุทานกรีดร้องแต่ละเสียงดังขึ้นในหมอกควัน ผู้คนที่อยู่ห่างออกไปร้อยเมตรมองจนดวงตาเบิกกว้าง เห็นกระบอกไม้ไผ่แต่ละอันนั้นระเบิดออกปล่อยกระแสลมมากมาย กองกำลังที่เดิมเป็นระเบียบชุลมุนวุ่นวายอยู่กลางเสียงระเบิดดังสนั่น ซ้ำยังมีทหารอารักขาบางคนโดนระเบิดกระเด็นออกไปไกลหลายเมตร


“เฟิ่งชิงเกอ!”


เสียงตะโกนขึงขังซึ่งแฝงด้วยไฟโทสะเหลือล้นดังมาจากในควันหนานั้น เวลาต่อมา เห็นเพียงชายชราคนหนึ่งคุ้มครองเนี่ยเถิงทะยานขึ้นกลางอากาศ รอบกายของทั้งสองมีกลิ่นอายพลังวิญญาณที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าควบแน่นจนกลายเป็นเกราะป้องกัน ปกป้องสองคนไว้ด้านในไม่ให้โดนควันหนาด้านนอกกล้ำกราย


“เอ๋?”


เฟิ่งจิ่วจับจ้องชายชราคนนั้นที่พาเนี่ยเถิงขึ้นไปกลางฟ้า ในดวงตาเผยแววแปลกใจอยู่บ้าง ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังล้วนไม่อาจตอบโต้ได้ในเวลานั้น ต่อให้ตอบสนองก็เทียบไม่ได้กับความว่องไวของระเบิดที่กระจายผงยาไปรอบด้าน แต่ชายชราคนนั้นสามารถปกป้องเนี่ยเถิงไว้ได้ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น ไม่ธรรมดาเลย


[1] ม้าดีมักโดนขี่ คนดีมักโดนแกล้ง เป็นสำนวนที่มักใช้ปลุกใจให้คนกล้าลุกขึ้นต่อสู้ และยังใช้สื่อว่าตนจะไม่ยอมให้ใครมารังแก


ตอนที่ 427: เจ้าตำหนักยมราชมาเยือน!


เมื่อหมอกควันสลายไป ทัศนวิสัยค่อยๆชัดเจน ภาพตรงหน้าสะท้อนเข้าสู่สายตาของผู้คนที่อยู่ห่างไปร้อยเมตรทีละภาพ.ทีละภาพ เห็นภาพเช่นนั้นแต่ละคนก็เบิกตาโตอย่างเหลือเชื่อ


หน้าประตูจวนตระกูลเฟิ่งที่ใหญ่โต ทหารอารักขาแต่ละคนที่ล้มลงโอดครวญร้องโหยหวนกันไม่หยุด ไร้ซึ่งท่วงท่ายืนอาจหาญเช่นก่อนหน้า บนตัวพวกเขาทุกคนมีร่องรอยจากกระแสลมระเบิดนั้น บ้างเสื้อผ้าขาดวิ่น บ้างผมเผ้ายุ่งเหยิง บ้างใบหน้าเปื้อนขี้เถ้า


คนที่สภาพดีกว่าพวกเขาหน่อยมีเพียงเหล่าผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังที่วรยุทธ์ค่อนข้างสูง แม้พวกเขาจะบาดเจ็บจากกระแสลมของระเบิดเช่นกัน แต่อย่างไรก็เป็นผู้แข็งแกร่งระดับหลอมแก่นพลัง กระแสลมพวกนั้นไม่ได้สร้างความเสียหายให้พวกเขามากนัก แต่ความรู้สึกที่พวกเขากดเอาไว้สุดฤทธิ์กลับทั้งเจ็บทั้งคันอย่างยิ่ง คล้ายมีอะไรกำลังชอนไชอยู่ในผิวหนัง ทำให้พวกเขาบ้าคลั่ง ต้องอดทนอย่างหนักถึงจะไม่ร้องคร่ำครวญวุ่นวายจนเสียภาพลักษณ์เฉกเช่นทหารอารักขาพวกนั้น


“ส่งยาแก้พิษมา!”


ชายวัยกลางคนชุดดำผู้นั้นมองเฟิ่งจิ่วอย่างโกรธเคือง เวลาต่อมาร่างก็พุ่งไป ฝ่ามือทำท่ากรงเล็บจู่โจมไปทางเฟิ่งจิ่วตรงหน้า คิดจะจับนางก่อนค่อยให้ส่งยาถอนพิษมา!


เขารู้ว่านางต้องเล่นลูกไม้อะไรแน่ แต่นึกไม่ถึงว่าจะใช้ยาจัดการพวกเขาอย่างเปิดเผย! เขาลืมไปได้อย่างไร ครั้งก่อนเขากับนายท่านก็ติดกับอยู่ในเงื้อมมือนาง และสิ่งที่นางใช้ก็คือยา!


เห็นชายวัยกลางคนผู้นั้นจะทำร้ายนายท่านของพวกตน พวกฉีคังกำลังจะเข้าไป ทว่าได้ยินเสียงแค่นหัวเราะที่เจือแรงกดดันทรงพลังดังขึ้น


“ใครกล้าบังอาจ!”


ร่างทั้งสี่พลันพุ่งออกมา ส่งฝ่ามือลมพร้อมกลิ่นอายรุนแรงม้วนโจมตีตรงไปทางชายวัยกลางคนผู้นั้นทันที


ชายวัยกลางคนเพียงรู้สึกว่ามีกระแสลมแข็งแกร่งโจมตีมารับหน้า พลันถาโถมมาทางเขาราวเกลียวคลื่น และผลักเขาออกไปไกลหลายเมตรเสียดื้อๆ ในใจเขาตกตะลึง ขณะเงยหน้ามองก็รีบประคองฝีเท้าที่โดนสะเทือนจนล่าถอยไว้ให้มั่น


“พวกเจ้าเป็นใคร!”


ผู้ฝึกวิชาเซียนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่ยืนอยู่เบื้องหน้าคุณหนูใหญ่เฟิ่ง สี่คนคุ้มกันนางไว้อย่างแน่นหนาไร้ช่องโหว่ กำลังจ้องเขาตาเขม็ง มองเสียจนเขากลัวอย่างอดไม่ได้


แค่จวนตระกูลเฟิ่งในแคว้นเล็กๆระดับเก้า ทำไมถึงมีผู้ฝึกตนวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลังคอยคุ้มกันได้?


ยามนี้ ชายชราที่อารักขาเนี่ยเถิงเก็บเกราะป้องกันและลงมาข้างล่างพร้อมกับเนี่ยเถิง ครั้นทั้งสองเห็นทหารอารักขาที่ล้มอยู่บนพื้น รวมถึงเสียงโอดครวญต่างๆ สีหน้ายิ่งดำคร่ำเครียดขึ้นมา


“ฝ่าบาท แค่ผู้หญิงคนเดียว ทำไมต้องลำบากตั้งมากมายเพื่อนางด้วยพ่ะย่ะค่ะ?”


น้ำเสียงชายชราเคร่งเครียด ทั่วร่างมีกลิ่นอายเย็นเยียบกระจายอยู่ แววตาคมกริบจับจ้องเฟิ่งจิ่วราวกับงูพิษ พอเอ่ยปากก็พูดจาร้ายกาจ “หญิงคนนี้ฝีมือแปลกพิลึกนัก หากฝ่าบาทจะเก็บนางไว้ข้างกาย ทางที่ดีที่สุดต้องกำราบนางเสียก่อน!”


เนี่ยเถิงจ้องมองร่างสีแดงที่งามล้ำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เม้มปากไม่พูดอะไร ทว่าเห็นคนของเขาล้มลงหมด ไฟโทสะในใจกลับพลุ่งพล่าน ภายในร่างกู่ร้องประหนึ่งมีสัตว์ร้ายจะหลุดออกจากกรง เหมือนอยากพุ่งออกไปกระโจนใส่คนที่ทำให้เขาบันดาลโทสะ


ยามนี้ได้ยินคำพูดชายชรา เขาก็ครุ่นคิด แววตาลึกล้ำจับจ้องเฟิ่งจิ่วไว้แน่นิ่ง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร


ขณะเดียวกันนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าตำหนักยมราชที่สวมชุดคลุมดำลวดลายอ่อนจาง ทั่วร่างแผ่รัศมีอย่างราชา ตอนนี้เข้ามาในเมืองอวิ๋นเยวี่ยแล้ว และกำลังพาฮุยหลางกับอิ่งอีตรงไปทางจวนตระกูลเฟิ่ง…


เพราะบุคลิกสูงศักดิ์ซึ่งไม่อาจเก็บซ่อนบนร่างเจ้าตำหนัก รวมถึงรัศมีเด็ดขาดทรงอำนาจที่ดุดันข่มขวัญคน ผู้คนในเมืองจึงต่างพากันหันมอง แอบคิดในใจว่ามีคนใหญ่คนโตมาจากที่ไหนอีก


ตอนที่ 428: เขามาแล้ว


หน้าประตูจวนตระกูลเฟิ่งยามนี้ บรรยากาศกำลังตึงเครียด แรงกดดันพลังวิญญาณที่ทรงพลังกระจายออกมาจากร่างชายชราที่ยืนอยู่ข้างกายเนี่ยเถิง แรงกดดันที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเปลี่ยนเป็นใบมีดลมที่รวดเร็วรุนแรง โจมตีไปทางพวกเฟิ่งจิ่ว


เมื่อแรงกดดันบนร่างชายชรากระจายออก แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่ที่ขวางอยู่เบื้องหน้าเฟิ่งจิ่วสีหน้ายังซีดเซียว ร่างกายแข็งทื่อเล็กน้อยในพริบตา ต่างมองชายชราคนนั้นอย่างตะลึงและประหลาดใจ


นั่นคือ…แรงกดดันของผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณ!


ขั้นต้นของการฝึกเซียนคือผู้ฝึกพลังวิญญาณระดับรวมลมปราณ จากนั้นถึงจะเป็นปรมาจารย์และยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ ผู้ฝึกเซียนส่วนใหญ่ต้องบรรลุถึงระดับสร้างรากฐานภายในร้อยปีถึงจะนับได้ว่าก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกเซียน และอายุขัยจะเพิ่มขึ้นสองร้อยปี ระดับที่เหนือกว่าสร้างรากฐานคือหลอมแก่นพลัง ผู้ฝึกตนที่บรรลุถึงระดับหลอมแก่นพลังจะดึงดูดด่านเคราะห์สายฟ้า


ด่านนี้เป็นประตูที่อันตรายถึงชีวิตสำหรับผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง หากสำเร็จจะกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังได้ อายุขัยเพิ่มอีกร้อยปี กำลังแข็งแกร่งกว่าระดับสร้างรากฐาน ข้อนี้ไม่ต้องพูดถึง แต่ผู้ฝึกตนที่ข้ามผ่านด่านเคราะห์สำเร็จมีเพียงหนึ่งถึงสองคนจากร้อยคน ทุกปีจึงมีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดไม่น้อยจบชีวิตลงในด่านเคราะห์ยามข้ามไประดับหลอมแก่นพลัง


ส่วนระดับกำเนิดวิญญาณ นั่นยิ่งเป็นความคิดเพียงหนึ่งในหมื่น เป็นระดับการฝึกเซียนที่เหนือกว่าหลอมแก่นพลัง อายุขัยผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคือห้าร้อยปี ความน่ากลัวของพลังพูดได้ว่าแค่โบกมือก็สามารถทำลายแคว้นเล็กๆแคว้นหนึ่ง เพียงดีดนิ้วก็คร่าชีวิตระดับหลอมแก่นพลังได้ทันที ความน่าสะพรึงนั้นทำให้คนกลัวจนตัวสั่น


มิน่ายามนี้สีหน้าของผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนนั้นถึงเปลี่ยนไปมาก เดาว่าแม้แต่พวกเขาก็นึกไม่ถึงว่าเหินเวหาแคว้นระดับหกจะมีตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณ หนำซ้ำยังส่งมาอารักขารัชทายาท บอกได้แค่ว่าผู้ครองแคว้นเหินเวหาใส่ใจองค์รัชทายาทเป็นพิเศษ


“ไสหัวไป!”


แววตาน่ากลัวของชายชราจับจ้องบนร่างผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนนั้น สะบัดแขนเสื้อ จากนั้นกระแสลมทรงพลังพรั่งพรู ซัดพวกเขากระเด็นออกไปเสียดื้อๆ


“อั่ก!”


ปากพวกเขากระอักเลือด โดนโจมตีกระเด็นล้มลงบนพื้น อยากจะลุกขึ้นมา แต่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลกลับรู้สึกเหมือนร่างกายโดนก้อนหินใหญ่ทับไว้ พอขยับก็เจ็บ อยากลุกขึ้นแต่ทำไม่ได้


“นายท่านรีบหนีไป! นั่นตาเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณ!”


แม้ทั้งสี่บาดเจ็บหนัก แต่ยามนี้ยังจำได้ว่าเฟิ่งจิ่วยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น พลังของนางอาจแข็งแกร่งมาก จะจัดการระดับหลอมแก่นพลังก็ย่อมได้ ทว่าถึงแม้ตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณมีวรยุทธ์สูงกว่าหลอมแก่นพลังแค่ขั้นเดียว กำลังกลับทรงพลังมากขึ้นสิบเท่า หากนางตกอยู่ในกำมือเขา นั่นคง…


นึกถึงเมื่อครู่ที่ตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นบอกจะกำราบนายท่าน พวกเขารู้สึกแต่ว่าหัวใจหนักอึ้งโดยพลัน


เมื่อได้ยินคำพูดพวกเขา หน้าคนจวนตระกูลเฟิ่งและตระกูลเกิ่งล้วนเปลี่ยนสี ตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณ? ชายชราคนนั้นเป็นตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณรึ?


“แย่แล้ว ครั้งนี้ตระกูลเฟิ่งจบเห่แล้ว หากเป็นหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุดก็ยังดี แต่เป็นตาเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณเสียนี่…” ผู้เฒ่าเกิ่งพูดพึมพำ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตก เกรงว่าต่อให้เขาเสี่ยงชีวิตไป ก็ไม่อาจปกป้องคนที่โดนตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณหมายหัวได้!


เนี่ยเถิงในยามนี้เอ่ยปากแล้ว แววตาลึกล้ำจับจ้องสตรีงามเลิศในชุดสีแดงแสบตาตรงหน้า เอ่ยเสียงเข้มว่า “แม่นาง เจ้าน่าจะรู้ว่าตัวเองไม่มีทางเลือกมาตั้งแต่แรก เป็นผู้หญิงของข้าคือทางเลือกสุดท้ายของเจ้า”


เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว ยามกำลังจะเอ่ยปากก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยที่ทุ้มต่ำและมีแรงดึงดูดดังมาอย่างดุดัน ได้ยินเสียงนั้น เธอมีเพียงความรู้สึกร้อนตัวและความคิดชั่ววูบว่าอยากจะหลบไปเสียเดี๋ยวนี้


ตอนที่ 429: ผู้หญิงของเขา?


“ทำไมข้าไม่ยักรู้ ว่าทางเลือกของผู้หญิงของข้าอยู่ที่เจ้า?”


เสียงนี้เปล่งออกไป เห็นเพียงสายตาของทุกคนมองไปทางผู้มาใหม่ เมื่อผู้คนที่มุงดูไกลออกไปร้อยเมตรพากันหันกลับไปมอง ก็เปิดทางให้เดินโดยไม่รู้ตัว ในใจแอบแปลกใจ


บุรุษผู้นี้เป็นใครอีก ผู้หญิงของเขา? หมายถึงคุณหนูใหญ่เฟิ่งหรือ นี่มันละครปาหี่อะไรอีกกันแน่


ขณะที่ในใจตกตะลึง มองชายหนุ่มที่เยื้องย่างมา แต่ละคนหัวใจสั่นไหวเล็กน้อย ในเวลานั้นรู้สึกหวาดกลัวต่ออำนาจทรงพลังในการมาเยือนของเจ้าเหนือหัว ถึงกับทำให้พวกเขายืนนิ่งไม่ไหวติง แม้แต่เสียงยังไม่กล้าเปล่ง


เพียงรู้ว่าชายหนุ่มซึ่งไพล่มือหนึ่งไว้ด้านหลัง อีกข้างวางไว้ตรงเอวพลางเดินนวยนาดเข้ามาสวมชุดคลุมดำลวดลายอ่อนจาง ที่เอวคาดเข็มขัดหยก รูปร่างสูงโปร่งเหยียดตรงกว่าชายทั่วไป ทั่วร่างมีอำนาจราชันที่ดุร้ายน่าสะพรึงกระจายอยู่ นั่นคือความน่าเกรงขามทรงอำนาจที่มีมาแต่กำเนิด ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใดบรรยาย แค่แววตาและท่าทางก็แสดงทั้งหมดอย่างชัดเจน


บนหน้าเขาสวมหน้ากากสีเงินไว้ จึงเห็นรูปลักษณ์ไม่ชัดเจน เผยให้เห็นเพียงรูปคางที่เค้าโครงชัดเจนและริมฝีปากบางน่าเย้ายวน มองขึ้นไปอีกคือดวงตาดำดูลึกลับที่ลึกล้ำราวมหาสมุทร ภายในดวงตาคู่นั้นแฝงกลิ่นอายชวนหวาดหวั่น ทั้งดุร้ายและเย็นยะเยือก เพียงแวบเดียวก็เหมือนถูกเขามองลึกถึงก้นบึ้งหัวใจ ทำให้พวกเขาหนาวสั่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว


การปรากฏตัวของชายผู้นี้เป็นดั่งแสงสว่างปกคลุมมายังผู้คน ไม่เพียงเพราะกลิ่นอายสูงศักดิ์บนร่างเขา ยังมีความทรงอำนาจน่าเกรงขามที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ทั้งหมดทำให้คนตรงนี้รู้ว่าเขาไม่ธรรมดา!


การปรากฏตัวของเขาไม่มีใครกล้าเพิกเฉย ไม่มีใครกล้าดูแคลน แม้ด้านหลังมีเพียงชายสองคนติดตาม แต่อำนาจบารมีที่เผยออกมากลับทำให้คนแคว้นเหินเวหาต่างระแวดระวัง


แม้กระทั่งตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณยังหวั่นใจ ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางพินิจบุรุษในชุดคลุมดำ อยากจะมองวรยุทธ์และพลังเขาให้ออก แต่ยิ่งเห็นยิ่งตกใจ ศัตรูคล้ายบ่อน้ำไร้ก้นบึ้ง ลึกล้ำเกินคาดเดา!


เขาทำได้เพียงหายใจเข้าลึกๆ สงบอารมณ์ที่แปรปรวน และประสานมือคารวะบุรุษชุดคลุมดำ เอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านผู้สูงศักดิ์เป็นใคร เกี่ยวข้องอะไรกับคุณหนูใหญ่เฟิ่ง?”


ถึงแม้เขาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณ แต่เมื่อเผชิญหน้าคนที่ไม่อาจคาดเดาได้ ก็ไม่กล้ายโสโอหังเกินไปนัก ทว่าอย่างไรเขาก็นึกไม่ถึง แคว้นเล็กระดับเก้ากลับมีคนเช่นนี้ปรากฏได้ หนำซ้ำยังปรี่มาหาคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งเสียด้วย


ผู้หญิงของเขา? หรือว่าเขาคือคนในใจของคุณหนูใหญ่เฟิ่ง


หากเฟิ่งจิ่วในยามนี้รู้ว่าตัวประหลาดเฒ่าคิดอะไร เดาว่าคงโกรธแทบตาย เธอไม่รู้ว่าเจ้าตำหนักยมราชตามมาถึงที่นี่ได้อย่างไร ชัดเจนว่าเธอใช้ตัวตนภูตหมอและแต่งกายเป็นผู้ชายตลอดเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขา! แล้วทำไมคนคนนี้ถึงมาหาเธอได้?


อีกอย่าง อะไรคือผู้หญิงของเขา? เธอกลายเป็นผู้หญิงของเขาตอนไหน ขณะในใจกำลังจะอาเจียน ก็ได้ยินเสียงเย้ายวนน่าหลงใหลที่กลมกล่อมเช่นสุราชั้นเลิศดังมาอย่างหยอกล้อ


“สาวน้อย เจ้าว่าพวกเราเป็นอะไรกัน?”


ทันใดนั้น ทุกคนต่างตะลึงงัน สายตาล้วนมองไปทางร่างสีแดงแสบตา


จริงด้วย! คุณหนูใหญ่เฟิ่งเป็นอะไรกับชายสวมหน้ากากคนนั้นกันแน่


แม้แต่เหล่าองครักษ์ยังมองนายท่านของพวกเขาด้วยดวงตาฉายแววใคร่รู้ อยากจะรู้ว่านางกับชายที่ราวกับเทพผู้นี้มีความสัมพันธ์เช่นไรกันแน่


ตอนที่ 430: ท่านผู้อาวุโสนี่เอง!


เห็นสายตาทุกคนหยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่ว ดวงตาที่ฉายความอยากรู้แต่ละคู่จับจ้องมา เธอก็อดขนลุกชันขึ้นมาบ้างไม่ได้


สายตาคนอื่นยังดี เธอเมินเฉยได้ แต่เจ้าตำหนักยมราชนี่อะไร ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นจ้องเธออยู่นิ่งๆเช่นนั้น ซ้ำยังเอ่ยถามเช่นนี้ออกมา คิดจะให้เธอตอบยังไง หนำซ้ำระหว่างเขากับเธอก็ไม่ได้คลุมเครืออย่างที่เขาบอกกระมัง?


ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอแต่งตัวเป็นผู้หญิง! หากทำนิ่งไม่รู้จักเขา เขาจะทำอะไรเธอได้?


ดังนั้นเธอจึงเชิดหน้ายิ้ม กะพริบดวงตาน่าหลงใหล มองเขาด้วยรอยยิ้มร่า “ขออภัย พวกเรารู้จักกันด้วยรึ?”


กล่าวคำนี้ออกไป เธอรู้สึกอย่างชัดเจนว่ากลิ่นอายในอากาศเย็นขึ้นบางส่วน เห็นดวงตาดำขลับลึกล้ำคู่นั้นจ้องเธอไม่ละสายตา ในใจจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดเล็กน้อย ทว่าเวลาต่อมาเธอจัดการอารมณ์ แอบคิดว่าเธอกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆ จะรู้สึกผิดทำไม?


ด้วยเหตุนี้ เธอยังคงหรี่ตามองเขากลับ คิดว่าแพ้ได้แต่อย่าไร้ความพยายาม อย่างไรก็ให้โดนดูถูกไม่ได้


เจ้าตำหนักยมราชมองเฟิ่งจิ่ว เห็นรอยยิ้มนั้นที่ประดับบนใบหน้างามเพริศพริ้ง มองดวงตาหยียิ้มของนางตรงๆ และเห็นความรู้สึกผิดที่แวบผ่านในดวงตา เขาแค่นเสียงเย็นในใจ ไม่สบอารมณ์นิดหน่อย


ผู้หญิงคนนี้ ยังคิดจะตัดความสัมพันธ์กับเขาอีก? เขามาหาตั้งไกลถึงที่นี่ นางจะตัดได้ลงคอหรือ?


นึกถึงว่าตลอดทางวิ่งแจ้นมา สิ่งที่ต้อนรับเขาไม่ใช่ท่าทางตื่นเต้นประหลาดใจ กลับกลายเป็นนางแสร้งทำว่าไม่รู้จักกัน และรีบเร่งตัดสัมพันธ์ เขาไม่ชอบใจอย่างมาก


ตอนนี้เขาชำเลืองมองนาง กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ไม่รู้จัก? เจ้าเปิดกระเบื้องหลังคาถ้ำมองข้ากลางดึกทำไมไม่บอกว่าไม่รู้จัก? ตอนโอบคอข้าไว้ไม่ปล่อยทำไมไม่บอกว่าไม่รู้จัก? คืนนั้นที่เจ้ากับข้า…”


“เหอะๆๆ เจ้าตำหนักยมราช ที่แท้เป็นท่านผู้อาวุโสนี่เอง!”


เห็นเขาจะพูดเรื่องพวกนั้นไม่จบไม่สิ้น เฟิ่งจิ่วฟังแล้วรีบร้อนตัดบท ความคิดพลันหมุนเปลี่ยนไปสามร้อยหกสิบองศา ดวงตาหรี่ยิ้มเข้าไปรับหน้า ทักทายด้วยท่าทางคุ้นเคย แต่ในใจโกรธเสียจนกัดฟันกรอด


ชัดเจนว่าเรื่องไม่ใช่อย่างที่เขาบอก แต่พอพูดออกจากปากเขาความหมายก็เปลี่ยนไป คนที่ไม่รู้เรื่องจะคิดว่าเธอหื่นกามสักแค่ไหน!


อืม… แม้ว่าเธอจะหื่นกามนัก แต่เรื่องที่ทำให้เสียภาพลักษณ์นายท่านตระกูลเฟิ่งพูดน้อยๆหน่อยจะดีกว่า


ยามนี้ฮุยหลางกับอิ่งอีมองนายท่านอย่างเต็มไปด้วยความเคารพ ที่แท้นายท่านเป็นคนพาลขึ้นมาก็ไม่ธรรมดาเช่นนี้เอง แค่สามประโยคก็ทำให้ภูตหมอจำต้องยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขา ร้ายกาจจริงๆ!


และตอนนี้เอง ผู้คนโดยรอบแต่ละคนจ้องมองเฟิ่งจิ่วด้วยท่าทีแปลกใจ ทำท่าทางเหลือเชื่อ เหมือนไม่อาจจินตนาการถึงภาพที่คุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งผู้สง่าและงดงามปีนหลังคาถ้ำมองคนอื่นกลางดึกได้…


อีกอย่าง โอบคอชายชุดคลุมดำไว้ไม่ปล่อย? จริงหรือนี่ ชายคนนี้ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันตราย มองอย่างไรก็ไม่เข้ากัน ทำไมนางถึงกล้าโอบคอเขาไม่ปล่อย หรือว่าจะสนิทสนมกันมากจริงๆ?


เพียงแต่ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาอยากรู้มากกว่าคือประโยคครึ่งหลังที่ชายหนุ่มชุดคลุมดำยังพูดไม่จบ คืนนั้นพวกเขาทำอะไรกัน ดื่มร่วมกัน? อาบน้ำร่วมกัน?


ครั้นนึกถึงประโยคด้านหลัง สีหน้าทุกคนมีชีวิตชีวาราวกับทาสี แต่ละคนจับจ้องคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งด้วยดวงตาเป็นประกายเหมือนค้นพบความลับอะไรบางอย่าง


มิน่าคุณหนูใหญ่เฟิ่งถึงยกเลิกการหมั้นหมายกับท่านอ๋องสามมู่หรงอี้เซวียน ซ้ำยังปฏิเสธไม่เป็นชายารองของรัชทายาทแคว้นเหินเวหา ที่แท้นางก็มีคนในใจแล้ว!


ตอนที่ 431: ประจบประแจงเสียเปล่า?


สายตาพวกเขามองไปทางชายชุดคลุมดำ ไม่พูดไม่ได้ว่าชายคนนี้โดดเด่นมากจริงๆ ไม่ว่าสัดส่วนรูปร่างหรือใบหน้าที่เผยให้เห็นเพียงคางกับริมฝีปากบาง ล้วนชวนให้รู้สึกว่าเปรียบไม่ได้กับคนทั่วไป ยิ่งกว่านั้นอำนาจราชันบนร่างชายคนนั้นก็ดุร้ายน่าสะพรึงเกินไป พลังเช่นนั้นแม้แต่รัชทายาทเนี่ยเถิงแห่งแคว้นเหินเวหายังเอามาพูดเปรียบกันยาก ถึงไม่รู้ตัวตนคนผู้นี้ บางคนที่รอบรู้กว้างขวางก็รู้ว่าตัวตนของเขาต้องไม่ธรรมดาแน่นอน!


ในยามนี้ ตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณมีสีหน้าไม่ค่อยดีนักยามมองคุณหนูใหญ่เฟิ่งยิ้มตาหยีเดินไปหาชายชุดคลุมดำคนนั้นด้วยสีหน้าคุ้นเคย ในดวงตามีประกายเอ่อล้น


หากเขาฟังไม่ผิด เมื่อครู่นางเรียกชายชุดคลุมดำว่าเจ้าตำหนักยมราช? ตามที่เขารู้มา คนที่ถูกขนานนามว่าเจ้าตำหนักยมราชเหมือนจะมีแค่เจ้านายผู้ลึกลับแห่งตำหนักยมราชที่เป็นเช่นเทพมังกรเห็นหัวไม่เห็นหาง หรือว่า…จะเป็นคนผู้นี้?


เนี่ยเถิงข้างๆ ยามนี้สีหน้าก็ทะมึน โดยเฉพาะเมื่อเห็นเฟิ่งจิ่วเดินไปหาชายชุดคลุมดำด้วยใบหน้ายิ้มแย้มราวบุปผา อารมณ์บนใบหน้าเอาอกเอาใจและรู้สึกผิดเล็กน้อย มองจนมือใต้แขนเสื้อเขากำแน่น


เขาเป็นถึงรัชทายาทแคว้นเหินเวหา แน่นอนว่าเคยได้ยินชื่อกลุ่มอำนาจตำหนักยมราช รวมถึงชายที่ถูกเรียกยกย่องว่าเจ้าตำหนักยมราชเช่นกัน แต่จะใช่คนตรงหน้านี้หรือ? ชายคนนั้นเล่าลือกันว่าเป็นดังเทพสวรรค์ ลึกลับอย่างยิ่ง ทำไมถึงโผล่มาแคว้นเล็กระดับเก้านี้ ซ้ำยังรู้จักกับหญิงเช่นเฟิ่งชิงเกอ?


หรือว่าเจ้าตำหนักยมราชคนนี้จะไม่ใช่เจ้าตำหนักยมราชคนนั้นที่เขานึกถึง?


ทางด้านนั้น เจ้าตำหนักยมราชมองเฟิ่งจิ่วยิ้มแย้มเข้ามาต้อนรับ มุมปากเผยรอยยิ้มบางซึ่งมีแต่ก็เหมือนไม่มีในที่สุด ในดวงตาดำลึกล้ำฉายแววรักใคร่และอ่อนโยน เวลานี้เขาอยากลูบหัวนาง โอบนางไว้ในอ้อมกอดแน่นๆ และจุมพิตริมฝีปากแดงที่งามเย้ายวนแรงๆ ดูซิว่าครั้งต่อไปนางจะกล้าหนีไปเงียบๆโดยไม่พูดอะไรอีกหรือไม่?


ทว่าต่อหน้าคนมากมายเพียงนี้ เขาต้องอดทนไว้


รอจัดการคนแคว้นเหินเวหานั่นก่อน ค่อยสั่งสอนผู้หญิงคนนี้เสียหน่อย ไม่อย่างนั้นนางจะกล้าแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเขาอีก


“ฮิๆ ท่านเจ้าตำหนัก ทำไมท่านเดินทางมาไกลถึงที่นี่ หรือว่ามาทำธุระทางนี้?” เธอมายังเบื้องหน้าเขาพร้อมรอยยิ้มอิ่มเอม ฝืนใจทำหน้ายิ้มแย้ม


อันที่จริง เธออยากถามว่าท่านรู้ได้ยังไงว่าบ้านข้าอยู่ที่นี่ ท่านรู้ได้ยังไงว่าข้าเป็นผู้หญิง ท่านงานรัดตัวอยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมถึงวิ่งแจ้นมาแคว้นเล็กระดับเก้านี้?


มาปรากฏตัวอย่างกะทันหันต่อหน้าเช่นนี้ ช่างน่าตกใจจริงๆ…


“ท่านผู้อาวุโส?”


ได้ยินประโยคหน้านางเรียกว่าผู้อาวุโส ประโยคหลังก็ผู้อาวุโส เขาจึงเลิกคิ้วเล็กน้อย แค่นเสียงเย็นคราหนึ่ง “ข้าแก่มากรึ?”


“เหอะๆ ข้าแค่ให้เกียรติท่าน” เธอยิ้มกระอักกระอ่วน คิดว่าทำไมตัวเองถึงไม่มั่นใจเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา? หรือว่ารู้สึกผิดที่เอาเปรียบเขาเสียมากมาย?


“หึ! เจ้าก็ช่างอ่อนหัดนัก! โดนคนมาบังคับแต่งงานถึงหน้าบ้าน ไม่นึกว่าจะไม่รู้จักเอ่ยอ้างชื่อข้า คิดว่าที่เจ้าประจบประแจงข้ามันเสียเปล่ารึ?”


เขาสั่งสอนเสียงเข้มอย่างไม่สบอารมณ์ แต่กลับตัดใจสั่งสอนเกินเหตุไม่ได้ คำพูดก็ไม่รุนแรง ทว่ามีความรู้สึกจนปัญญาที่ไม่อาจอบรมคนให้ดีได้ เฟิ่งจิ่วฟังแล้วอึ้งงันไป มองเขาตาค้าง


เขาจะให้นางอาศัยชื่อและพึ่งพาอำนาจเขา? เธอฟังผิดไปหรือเปล่า? ทำไมเธอถึงไม่รู้ว่าไปกอดแข้งกอดขาหนาๆ และอาศัยที่พึ่งยิ่งใหญ่เช่นเขาตั้งแต่เมื่อไหร่


เธอสงบใจลง กะพริบตามองเขา นิ้วเรียวงามดั่งหยกชี้ไปทางตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณผู้นั้น กล่าวด้วยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ข้าสู้เขาไม่ไหว เขาบอกว่าจะกำราบข้า”


ตอนที่ 432: เฟิ่งจิ่วฟ้องร้อง


เหล่าองครักษ์เห็นนายท่านของตนกล่าวฟ้องกับชายฉายานามเจ้าตำหนักยมราชด้วยสีหน้าน้อยอกน้อยใจ มุมปากก็กระตุกอย่างอดไม่ได้ ต่างพากันก้มหน้าลงไป


อาจเพราะเคยเห็นการกระทำเด็ดขาดที่เหี้ยมโหดรุนแรงของนายท่าน จึงปรับตัวกับท่าทางไร้เดียงสาและน้อยใจนี้ไม่ค่อยได้ แม้ดวงตาสดใสจะกะพริบ แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ มองอย่างไรก็เป็นใบหน้าไร้พิษสง แต่พวกเขาไม่รู้สึกว่านายท่านใส่ซื่อไร้พิษภัยเลย…


ส่วนเจ้าตำหนักยมราชซึ่งได้ยินคำร้องทุกข์จากนาง ไอชั่วร้ายทั่วกายกระจายออกมา แววตาลึกล้ำพลันเย็นชา ก้นบึ้งดวงตาฉายไอสังหารเย็นเยียบที่ดุดัน เขาเงยหน้ามองไปทางตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณผู้นั้น น้ำเสียงเย็นชาน่าขนลุก “อ้อ? เขาคิดจะกำราบเจ้า?”


“ใช่!”


เฟิ่งจิ่วพยักหน้าหนักๆ จากนั้นเอ่ยอย่างน้อยใจ “เขาอาศัยว่าตนเป็นตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณมารังแกคน ยังมีรัชทายาทแคว้นเหินเวหาคนนั้นอีก ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน จะแต่งข้าเป็นชายารองโดยใช่เหตุ ชายารองอะไรกัน? เป็นภรรยาน้อยชัดๆ! ข้าคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฟิ่งผู้สง่างาม มีหรือจะสนใจตำแหน่งภรรยารอง? ข้าบอกชัดแจ้งว่าไม่แต่ง แต่พวกเขาคิดใช้คนจำนวนมากบังคับชิงตัว ทั้งยังบอกอีกว่ากำราบข้าแล้วจะจับกลับไปขังไว้”


ฟังคำพูดจบ เจ้าตำหนักเงียบไปชั่วครู่ ฮุยหลางกับอิ่งอีที่ยืนด้านหลังเจ้าตำหนักจ้องมองตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณกับรัชทายาทแคว้นเหินเวหาอย่างแปลกใจอยู่บ้าง


เหอะๆ ไม่สืบถามเสียหน่อยเล่าว่าคุณหนูใหญ่เฟิ่งผู้นี้เป็นใคร มีฐานะเช่นไร คิดจะแต่งนางเป็นชายารอง? แต่งภูตหมอเป็นชายารอง? เหอะๆ เรื่องประหลาดเช่นนี้มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่ทำได้


คิดถึงว่านายท่านมีฐานะสูงส่งปานนั้นภูตหมอยังไม่มอง…แค่กๆ! ยังไม่หวั่นไหว เป็นแค่แคว้นเล็กระดับหกยังกล้ามาแย่งผู้หญิงกับนายท่าน? คิดจะบังคับชิงตัวไป? เพ้อฝันเสียจริง


แต่ว่า…


พวกเขามองเหล่าทหารอารักขาแคว้นเหินเวหาบนพื้นที่เจ็บเจียนตายด้วยสีหน้าประหลาด แม้แต่เสียงร้องโอดครวญยังเปล่งออกมาไม่ได้ รู้สึกว่าภาพเหตุการณ์นี้กับที่ภูตหมอบอกว่าพวกเขาอาศัยกำลังคนมารังแกไม่ค่อยเข้ากับความจริงสักเท่าไหร่!


ไม่ว่ามองอย่างไร ภูตหมอก็เป็นฝ่ายรังแกคนอื่นเขา หนำซ้ำยังล้มคนแคว้นเหินเวหาไปเกินครึ่งภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เสียใครเลยสักคน เดาว่าคงมีเพียงตัวประหลาดเฒ่ากับรัชทายาทแคว้นเหินเวหาที่ไม่ตกหลุมพราง


ผู้คนรอบๆได้ยินคำกล่าวนาง แต่ละคนมีสีหน้าท่าทางประหลาด ในดวงตามีประกายแวววับ


เจ้าตำหนักยมราชกับชายสองคนด้านหลังเพิ่งมาถึงจึงไม่รู้เรื่อง แต่พวกเขาเห็นตั้งแต่ต้นจนจบ แม้ท่าทางจะเหมือนคนแคว้นเหินเวหาได้เปรียบตลอด ทว่าความเป็นจริงเห็นคนพวกนั้นที่ล้มนอนอยู่บนพื้นก็รู้แล้ว คนของจวนตระกูลเฟิ่งไม่บาดเจ็บสักคน ตรงกันข้าม ทหารอารักขาแคว้นเหินเวหาและผู้นำทหารซึ่งผู้ครองแคว้นส่งมาพวกนั้นกลับบาดเจ็บด้วยน้ำมือของคุณหนูใหญ่เฟิ่งที่ยามนี้ดูแล้วไร้พิษสงยิ่งนัก


อีกอย่าง ตั้งแต่คุณหนูใหญ่เฟิ่งเดินออกมาจากจวน แม้รู้ว่าชายชราคนนั้นเป็นตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณ ก็ยังไม่เห็นหน้านางเผยความตื่นตระหนกหวาดกลัวแม้แต่น้อย แต่เมื่อเห็นชายชุดคลุมดำสวมหน้ากากปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ชั่วพริบตาหนึ่งพวกเขาเห็นว่านางอยากหลบกลับเข้าจวนไป


เดิมทียังแปลกใจเล็กน้อย แต่นึกถึงคำที่ชายหนุ่มพูดหลังจากนั้นก็คลายความสงสัย คิดๆแล้วคุณหนูใหญ่เฟิ่งคงไปหว่านเสน่ห์ไว้ข้างนอก ชายผู้นี้ถึงไล่ตามมาถึงจวน


แต่ทำไมคุณหนูใหญ่เฟิ่งถึงฟ้องกับเขา? หรือว่าชายชุดคลุมดำเป็นศัตรูกับตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณเพื่อนางได้?


ขณะกำลังคิด ก็ตกใจกับภาพตรงหน้าเสียจนต้องสูดหายใจ…


ตอนที่ 433: ช่วยเจ้าระบายอารมณ์


เห็นเพียงว่าหลังจากได้ยินคำพูดของคุณหนูใหญ่เฟิ่ง ชายหนุ่มชุดคลุมดำที่ทั่วร่างมีไอสังหารเย็นเยียบกระจายอยู่ก็ยกริมฝีปาก เผยรอยยิ้มที่คล้ายมีคล้ายไม่มี เมื่อแววตาลึกล้ำนั้นละจากร่างคุณหนูใหญ่เฟิ่ง ไอสังหารและประกายหนาวเย็นในดวงตาดำคู่นั้นทำให้ทุกคนใจสั่นกลัว


“รังแกเจ้า? ไม่เป็นไร ข้าจะช่วยเจ้าระบายอารมณ์”


ชายผู้มีไอสังหารกระจายทั่วร่างใช้น้ำเสียงเอาใจเอ่ยประโยคสบายๆเช่นนี้ เวลาต่อมาก็เห็นร่างเขาพุ่งออกไปราวกับภูตผี การเคลื่อนไหวที่ว่องไวนั้นก่อกระแสลมรุนแรงม้วนขึ้นข้างกายเขา


เดิมทีตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณเตรียมตั้งรับไว้ เขารู้สึกถึงการคุกคามอย่างรุนแรงจากคนผู้นี้ โดยเฉพาะเมื่อดวงตาคู่นั้นจ้องมองมา จิตสังหารหนาวเยือกในดวงตาทำให้เขาหวาดหวั่น แม้ว่าศัตรูดูแล้วอายุยังไม่มาก แต่ในโลกของการฝึกเซียน วรยุทธ์ยิ่งสูงก็ยิ่งสามารถรักษาเสียงพูดและรูปโฉมไว้ในช่วงขั้นสูงสุดได้ เขาไม่กล้าประมาท ด้วยเกรงว่าคนคนนี้จะเป็นตัวประหลาดเฒ่าที่ฝึกบำเพ็ญมาสองสามร้อยปี


ยามนี้เห็นฝ่ายตรงข้ามเข้ามาพร้อมร่างที่มีกลิ่นอายหนาวเหน็บ ชายชราคิดจะหลบและทิ้งระยะห่างตามสัญชาตญาณ ทว่าความเร็วของศัตรูสูงเกินไป จึงมาถึงตรงหน้าเขาแทบในชั่วอึดใจ แรงกดดันมหาศาลปกคลุมลงมา ราวกับมีไท่ซานทับเหนือศีรษะ ทำให้ร่างกายเขาแข็งทื่อขยับไม่ได้ทันที


ดวงตาของเขาเบิกกว้างอย่างตกตะลึง จ้องมองชายชุดคลุมดำตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก กำลังจะส่งเสียงร้องขอความเมตตาก็ถูกดึงกรามลงมาดังกร๊อบ ขณะที่ความเจ็บปวดรุนแรงถาโถมมา ไม่รอให้เขาตั้งสติเคลื่อนไหวอะไร ก็รู้สึกว่ากระดูกทั้งร่างถูกเขาบดขยี้ เสียงกระดูกทุกส่วนแตกหักดังขึ้น


“อ๊าก…”


เพราะกรามถูกดึงลงมา เขาจึงทำได้เพียงส่งเสียงร้องเจ็บปวดรุนแรงแค่แผ่วเบา ความเจ็บปวดยามกระดูกแตกหักทะลุผิวหนังแล่นเข้าจิตใจลามไปถึงทั่วร่าง ทุกการบดขยี้ทำให้เขาเจ็บทรมาน การแตกหักของกระดูกทุกชิ้นก็ทำให้เขาลิ้มรสความทุกข์ทนเหลือแสน


ชัดเจนว่าชายคนนี้สังหารเขาได้ในเสี้ยวพริบตา แต่กลับต้องการให้เขาทรมานจนถึงที่สุด และลิ้มรสความทุกข์ทนจนตาย!


ช่วงเวลานี้ เขารู้สึกถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่ไม่เคยพบพานมาก่อน!


กลิ่นอายทรงพลังจากชายชุดคลุมดำห่อหุ้มเขาไว้ เมื่อมาถึงร่างเขากลับกลายเป็นไอแห่งความตายที่น่าสะพรึง เขาในเวลานี้เข้าใจชัดเจนเกินจะเปรียบ หากไม่หนีไปเขาต้องตายอยู่ที่นี่! วรยุทธ์หลายร้อยปีจะกลายเป็นเถ้าธุลีไปพร้อมกับความตายของเขา! และเขาจะหายไปจากโลกใบนี้!


หนี!


หนีไป!


เขาต้องหนีเอาชีวิตรอด! หนีไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น!


ความหวาดกลัวและเสียขวัญในใจทำให้เขาสละร่างวิญญาณต้นโดยไม่คิดสักนิด วิญญาณต้นคือร่างวิญญาณที่ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณฝึกบำเพ็ญได้มา เป็นยันต์คุ้มกายที่สามารถช่วยชีวิตยามคับขัน และเป็นที่อยู่ของแก่นแท้ของผู้ฝึกตนระดับนี้ แม้ไม่มีร่างกาย ขอเพียงวิญญาณต้นยังอยู่ ก็จะแปลงเป็นร่างมนุษย์ได้อีกครั้ง


แต่การสละวิญญาณต้นนั้นเป็นทางเลือกไปสู้ทางตัน เพราะวิญญาณต้นที่สละไปจะไม่มีกำลังต่อสู้ ถึงกับอ่อนแอเสียจนใครๆก็สังหารได้ หากไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณจะไม่สละวิญญาณต้นเพื่อเอาชีวิตรอด


ผู้คนรอบๆ ต่างตกใจกับภาพนั้น พวกเขาเพียงเห็นผู้ฝึกตนคนนั้นแน่นิ่งไปในกำมือชายชุดคลุมดำโดยไร้ซึ่งแรงขัดขืน…


เสียงกระดูกแตกหักนั้น พวกเขาฟังเสียจนขนลุกขนพอง คิดแต่ว่าน่ากลัวเกินไปแล้ว เห็นชัดว่าไม่มีการต่อสู้รุนแรง ไม่มีภาพเลือดกระเซ็นไปทั่ว แต่ภาพเช่นนี้กลับสะเทือนจิตใจทุกคนอย่างสุดซึ้ง…


และในเวลานี้เอง ฝูงชนตกตะลึงเมื่อเห็นบางสิ่งที่มีพลังวิญญาณห่อหุ้มไว้ลอยออกมาจากจุดตันเถียนของตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณผู้นั้น…


ตอนที่ 434: วิญญาณต้นหนี อสูรกลืนเมฆาปรากฏ


สิ่งนั้นเหมือนจะตกใจกลัวอะไร จึงลอยออกมาด้วยความตื่นตระหนก เมื่อมันยืดขยายและหันหน้ามา ทุกคนต่างสะดุ้งตกใจ!


เพราะใบหน้านั้นคล้ายคลึงกับตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณอยู่บางส่วน เพียงแต่สิ่งที่แตกต่างคือใบหน้าตัวประหลาดเฒ่าจะแก่ชราเต็มไปด้วยริ้วรอยอย่างชัดเจน ทว่าสิ่งที่กำลังขยายร่างเหมือนทารกแรกเกิด เป็นตัวประหลาดเฒ่าแบบย่อส่วนซึ่งมีมือมีเท้าครบ แค่ร่างกายใหญ่กว่ากำปั้นเล็กน้อย ร่างเปลือยเปล่ามีพลังวิญญาณคอยปกป้อง ยามนี้กำลังใช้ทั้งมือและเท้ากระโจนไปด้านหน้า คิดจะหนีไป


“นั่นมันวิญญาณต้น!”


มีคนอุทานขึ้นมา เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นของแบบนี้ ถึงอย่างไรในแคว้นเล็กระดับเก้าก็พบผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังได้น้อยนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับกำเนิดวิญญาณเลย เคยได้ยินว่าตรงจุดตันเถียนของผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณจะควบแน่นวิญญาณกลายเป็นทารก ไม่นึกว่าพวกเขาจะมีวันได้เห็นเช่นกัน


ระหว่างที่วิญญาณต้นลอยออกมา ร่างตัวประหลาดเฒ่าก็สิ้นลมหายใจล้มลงตาม ภาพเช่นนี้ทำให้เนี่ยเถิงข้างๆ หน้าขาวซีด สองตาจับจ้องชายชุดคลุมดำแน่นิ่ง ทว่าไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายได้


ความแข็งแกร่งและอ่อนแอของพลังกลายเป็นสัดส่วนความแตกต่างที่มากมาย ต่อหน้าชายชุดคลุมดำผู้นี้ เขาถึงกับไม่มีแม้แต่โอกาสจะลงมือ แค่ฝ่ายตรงข้ามปล่อยแรงกดดันบนร่างยังทำให้เนี่ยเถิงตะลึงงันได้


ในเมื่อเขาเป็นเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนอื่น หลังจากผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังที่เดิมทียังฝืนยืนหยัดเห็นภาพเช่นนั้น แต่ละคนพลันถอยหลังอย่างหวาดกลัว ทว่ายังพะวงเนี่ยเถิงที่ยังอยู่ตรงนั้นไม่หนีไป มิเช่นนั้นพวกเขาคงหนีเอาชีวิตรอดไปนานแล้ว


เจ้าตำหนักยมราชชำเลืองมองวิญญาณต้นที่ลอยหนีไปอย่างตื่นตระหนก สะบัดแขนเสื้อ แค่นเสียงเย็น ขณะกำลังลงมือปล่อยกระแสลมเข้าโจมตีสังหารวิญญาณต้น ก็เห็นร่างสีขาวดั่งหิมะร้องคำรามและพุ่งทะยานออกไปทันที ก่อนจะกลืนกินวิญญาณต้นดวงนั้นลงท้องท่ามกลางเสียงกรีดร้องเสียขวัญของวิญญาณต้นนั้น


ทุกคนมองภาพนั้นด้วยความตะลึง เดิมนึกว่าวิญญาณต้นดวงนั้นจะหนีไปได้หรือถูกชายชุดดำสังหาร แต่…ใครจะนึกว่ามันกลับโดนสัตว์ตัวน้อยร่างขาวราวหิมะกลมดั่งลูกหนังกลืนลงไปเสียแล้ว?


อาจเพราะภาพนี้น่าเหลือเชื่อเกินไป แต่ละคนจึงเบิกตากว้าง ผ่านไปนานก็ไม่อาจตั้งสติกลับมาได้ จนกระทั่งเห็นสัตว์ตัวน้อยซึ่งกระโจนเข้าไปกลืนวิญญาณต้นกลางอากาศร่อนลงพื้นอย่างมั่นคงแล้วจึงเรอออกมา สะบัดร่างกาย จากนั้นขยายร่างใหญ่ขึ้นด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า


หนึ่งเท่า…สองเท่า…สามเท่า…


สัตว์ตัวน้อยที่เดิมตัวเท่าลูกหนัง เพียงไม่กี่ชั่วอึดใจก็กลายเป็นสัตว์ร้ายที่ตัวใหญ่กว่าสิงโต ขนสีขาวราวหิมะยามนี้ยาวลู่ลงข้างลำตัว ทั้งยังปุกปุยอยู่บ้าง ทำให้ร่างกายมันดูแล้วยิ่งใหญ่โตกว่าเดิม ลวดลายสัตว์ร้ายแวววาวบริเวณหน้าผากกลับเด่นชัดอย่างยิ่ง…


“กรร!”


อสูรกลืนเมฆายืดตัวบิดขี้เกียจ คำรามเสียงเบาคราหนึ่ง รู้สึกกินอิ่มเต็มที่ มันแลบลิ้นเลียมุมปาก ซ้ำยังยกอุ้งเท้าข้างหนึ่งขึ้นเช็ดอย่างสง่างาม ดวงตาคู่ดุร้ายชายตามองผู้คนโดยรอบ เมื่อหยุดลงบนร่างเจ้าตำหนักยมราชก็มีอาการหลบหลีกและหวาดกลัวเล็กน้อย มันร้องเบาๆสะบัดหาง เงยหน้าขึ้นเดินกลับไปด้านหลังเฟิ่งจิ่วอย่างเชื่องช้า แล้วนอนลงบนพื้นด้วยความเกียจคร้าน


พอมันนอนลงไป ตรงหน้าผากก็มีลำแสงหนึ่งแวบผ่าน ร่างใหญ่โตพลันย่อส่วนลงด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า กลายเป็นสัตว์ตัวน้อยสีขาวน่ารักน่าชัง มองรูปร่างใหญ่โตที่ดุร้ายน่าสะพรึงเช่นก่อนหน้านี้ไม่ออกโดยสิ้นเชิง


ตอนที่ 435: เจ้าตำหนักยมราชผู้ถูกลืม


เฟิ่งจิ่วเห็นภาพเช่นนี้ก็กลืนน้ำลายโดยฉับพลัน จ้องมองฉิวฉิวที่นอนอยู่ด้านหลังด้วยดวงตาเป็นประกาย รู้สึกเพียงแปลกใหม่อย่างยิ่ง นึกไม่ถึงว่าเธอจะไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กนี่เป็นสัตว์ร้ายตัวใหญ่เพียงนี้? เมื่อครู่พอมันกลืนวิญญาณต้นดวงนั้น ลวดลายสัตว์ร้ายบนหน้าผากก็เปลี่ยนไป นี่คือการบรรลุขั้นรึ?


เธอรู้ว่าฉิวฉิวไม่ใช่หมาน้อยธรรมดาธรรมดา แต่ตลอดมาก็ไม่เคยเห็นมันมีการเปลี่ยนแปลงอะไร ทว่ามองจากลวดลายสัตว์ร้ายที่ปรากฏเมื่อครู่ เหมือนจะบรรลุจากอสูรศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นสัตว์เทวะแล้ว?


เจ้าตำหนักยมราชเหลือบมองอสูรกลืนเมฆาด้านหลังเฟิ่งจิ่ว แล้วกวาดมองผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังเจ็ดแปดคนรอบๆ เห็นพวกเขาแต่ละคนถอยหลังไปอย่างหวาดหวั่น ก่อนจะหยุดสายตาลงบนร่างรัชทายาทแคว้นเหินเวหาเนี่ยเถิง


ผู้ฝึกตนวัยกลางคนชุดดำเห็นเข้า แม้ใจจะหวาดกลัว กลับยังคงขวางอยู่ด้านหน้าเนี่ยเถิง


เจ้าตำหนักยมราชกวาดมองพวกเขา สะบัดแขนเสื้อส่งกระแสลมทรงพลังเข้าโจมตี กระแทกทั้งสองคนม้วนกระเด็นออกไปไกลหลายสิบเมตร เสียงทุ้มต่ำที่น่ายำเกรงโดยธรรมชาติเอ่ยออกมาช้าๆ


“ไสหัวออกไปจากอาณาเขตแคว้นแสงสุริยัน! หากยังกล้าฝ่าฝืนอีก ข้าจำต้องทำลายแคว้นเหินเวหาพวกเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!”


เนี่ยเถิงล้มลงบนพื้นปากกระอักเลือด เพียงเม้มริมฝีปากจ้องมองเจ้าตำหนัก ไม่ได้พูดอะไร


แต่เมื่อผู้ฝึกตนวัยกลางคนชุดดำได้ยิน ก็รีบร้อนคำนับขอบคุณโดยไม่สนใจว่าตนเองบาดเจ็บหนัก “ขอบพระคุณเจ้าตำหนักที่เมตตาไม่ฆ่าพวกเรา ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้”


เห็นฝ่ายนั้นสังหารผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณไปเสียดื้อๆ เขากลัวที่สุดว่าเจ้าตำหนักจะฆ่านายท่านด้วย หากมีเจตนาฆ่ากันจริง เกรงว่าต่อให้พวกเขาสู้สุดชีวิตก็ปกป้ององค์รัชทายาทไม่ได้! โชคดีที่ศัตรูโจมตีมาไม่ได้หมายจะฆ่าคน มิเช่นนั้นพวกเขาแต่ละคนคงไม่มีทางรอดชีวิตออกไป


“อึ้งอะไรกันอยู่? ไปเร็ว!” ผู้ฝึกตนวัยกลางคนชุดดำประคองเนี่งเถิงขึ้นมา ตะโกนใส่คนบนพื้นกับพวกผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง แล้วตรงไปยังเรือเหาะอย่างรวดเร็ว


ตอนมายิ่งใหญ่โอหัง ตอนไปขายหน้าอย่างยิ่ง แต่ละคนถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ กลัวว่าพวกเขาจะฆ่าให้สิ้นซาก


ผู้คนที่มุงดูมองคนแคว้นเหินเวหาจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ใครกู่ร้องยินดีออกมา จากนั้นทั่วทั้งพื้นที่ก็อึกทึกครึกโครมขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่แตกต่างคือครั้งนี้เป็นเสียงหัวเราะมีความสุขของผู้คนและเสียงตบหน้าตักแซ่ซ้อง…


ท่ามกลางเสียงหัวเราะแซ่ซ้องของทุกคน เจ้าตำหนักยมราชหันไปร่างที่พราวพร่างน่าเย้ายวน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นนางแต่งชุดผู้หญิง ทว่าในสายตาเขากลับเหมือนชินตามาแล้วเป็นพันหมื่นครั้ง ตัวนางเช่นนี้ช่างคล้ายคลึงกับสตรีในภาพวาดเขา ทำให้เขาหลงใหลและควบคุมตัวเองไม่ได้…


เขาจับจ้องนาง ในดวงตาดำขลับล้ำลึกมีเพียงนาง ครั้นนึกถึงแววตาออดอ้อนเมื่อครู่ และกิริยาเล็กๆน้อยๆ ตอนกล่าวฟ้องเขาอย่างน้อยอกน้อยใจ หัวใจก็หลอมละลายกลายเป็นผืนน้ำ อ่อนยวบอย่างไม่น่าเชื่อ


เมื่อแววตายิ่งอบอุ่น ยิ่งอ่อนโยนขึ้นทุกที เขาสาวก้าวเดินไปหานาง


ขณะคิดว่านางจะต้องพุ่งเข้าหาอ้อมกอดเขาอย่างระรื่น โอบเอวเขาไว้แน่น และเงยใบหน้าเล็กงามเลิศนั้นขึ้นจับจ้องเขาด้วยดวงตาเจ้าเล่ห์น่าหลงใหล เขาอ้าแขนเล็กน้อยจะเข้าไปรับโดยไม่รู้ตัว


ทว่า ต่อมากลับเห็นองครักษ์นายหนึ่งคุยกับนางเสียงเบา จากนั้นนางก็รีบเร่งเข้าไปในจวนโดยไม่แม้แต่จะพูดหรือใช้สายตามองมาทางเขา ทิ้งเขาไว้ตรงนี้…


ร่างเขานิ่งอยู่ที่เดิม แขนที่ยื่นออกไปยังแข็งทื่ออยู่กลางอากาศเช่นนั้น ความอ่อนโยนบนใบหน้าเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างในเวลานี้ เขายืนอยู่ตรงนั้น เม้มริมฝีปากบางแน่น พลางจ้องประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งด้วยแววตาเคร่งขรึม…


ตอนที่ 436: ไม่เข้าใจเรื่องรักๆใคร่ๆ


ผู้หญิงน่ารังเกียจคนนี้!


ในใจเขามีเปลวไฟไร้นามผุดขึ้นมา รู้ว่าตนเองคิดมากไป ผู้หญิงที่ไม่เข้าใจเรื่องรักๆใคร่ๆคนนี้ จะพุ่งเข้ามาในอ้อมกอดเขาอย่างหน้าระรื่นเพราะเขาช่วยนางระบายอารมณ์ แล้วโอบเอวแหงนหน้ามองเขาในอ้อมแขนได้อย่างไร?


หญิงผู้นี้! นอกจากจะไม่เข้าใจความรู้สึกเขา ยังน่ารังเกียจเช่นนี้อีก!


เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวเองถึงถูกใจนาง? ซ้ำยังรีบเดินทางมาไกลหลายพันลี้เพื่อนางเป็นพิเศษ แต่พอมาถึงที่นี่ ตอนแรกที่พบหน้าก็แสร้งทำเป็นไม่รู้จัก ตอนนี้ยังเมินเฉยใส่ ทิ้งเขาไว้ตรงนี้ส่วนตนเองกลับเข้าจวน!


ยิ่งคิดยิ่งโมโห ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกขุ่นเคือง!


ฮุยหลางกับอิ่งอีที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นไอหนาวเหน็บบนร่างนายท่านยิ่งเย็นเยือก เย็นเสียจนพวกเขาอดไม่ได้ที่จะลูบๆแขนพลางก้าวถอยหลังไป


ทั้งสองล้วนเห็นสีหน้าและการกระทำของนายท่านเมื่อครู่ รวมถึงท่าทางยามภูตหมอหมุนตัวเร่งฝีเท้ากลับเข้าจวนตระกูลเฟิ่งไปโดยไม่แม้แต่จะมองนายท่าน ในใจจึงแอบทอดถอนใจ


ในด้านความรัก ใครหวั่นไหวก่อนคนนั้นพ่ายแพ้


ชัดเจนว่านายท่านของพวกเขาเป็นฝ่ายหวั่นไหวก่อน ส่วนภูตหมอน่ะหรือ! ดูท่าทางแล้วไม่เคยเก็บนายท่านมาใส่ใจเลยด้วยซ้ำ หนทางไล่ตามว่าที่ภรรยาของนายท่าน จิ๊ๆ พวกเขาเห็นแล้วยังเหงื่อตกแทน รู้สึกว่าช่างห่างไกลไม่รู้จุดจบ


“เจ้าเข้าไปสิ” อิ่งอีใช้ศอกกระทุ้งฮุยหลางข้างๆสื่อให้เขาเข้าไป


ฮุยหลางถลึงตามอง พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “แล้วทำไมเจ้าไม่ไป? ผู้รอบรู้ล้วนเห็นได้ว่านายท่านอารมณ์ไม่ดี เจ้าอยากให้ข้าเข้าไปโดนซัดหรือ”


เห็นเช่นนี้ อิ่งอีชายตามองสหาย แอบคิดว่า ‘เจ้าหมาป่าตาขาวตัวนี้ฉลาดนัก’


เขากระแอมเบาๆ กดเสียงลงพูดว่า “ครั้งนี้นายท่านอารมณ์ไม่ดี เพราะภูตหมอเข้าจวนแล้วลืมเรียกนายท่าน เจ้าเข้าไปบอกนายท่าน ภายในจวนอาจจะเกิดเรื่อง มิเช่นนั้นท่าทางของภูตหมอคงไม่ลนลานเช่นนั้น แบบนี้นายท่านจะซัดเจ้าได้อย่างไร”


ได้ยินเช่นนี้ฮุยหลางก็คิดสักพัก ลูบๆคาง เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง “อืม เหมือนจะมีเหตุผลอยู่”


ดังนั้น ท่ามกลางสายตาให้กำลังใจจากอิ่งอี ฮุยหลางจึงฝืนใจเดินเข้าไปข้างกายเจ้าตำหนักยมราช “นายท่าน พวกเราจะไม่เข้าไปหรือขอรับ ดูจากท่าทางคุณหนูใหญ่เฟิ่งเมื่อครู่ เกรงว่าคงเกิดเรื่องภายในจวน”


เจ้าตำหนักยมราชหันหน้ามาชายตามองเขา เม้มริมฝีปากไม่พูดไม่จา ยังฟังคำพูดเข้าหัว ทว่าในใจยังไม่สบายเพราะถูกนางลืมไว้ตรงนี้ ด้วยเหตุนี้จึงแค่นเสียงเย็น “ข้าเหนื่อยแล้ว”


ฮุยหลางอึ้งไปนิด หมายความว่ายังไง? จะไม่เข้าไปดูหน่อยหรือ? เขากำลังคิดว่าจะแนะนำให้นายท่านเข้าไปพักในจวนตระกูลเฟิ่งดีหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงอิ่งอีลอยมา


“ในเมื่อนายท่านเหนื่อยแล้ว ก็ไปพักในจวนตระกูลเฟิ่งชั่วคราวดีกว่าขอรับ”


ฮุยหลางเพ่งมองไปทางอิ่งอีที่ทำหน้าเคารพ คิดว่าคนคนนี้มักเลือกทำแต่เรื่องไม่เปลืองแรง ก็ใช่ หากสังเกตสีหน้าและคำพูดคนไม่เป็น จะนั่งบนตำแหน่งสูงสุดอันดับหนึ่งขององครักษ์เงาได้อย่างไร ซ้ำยังติดตามข้างกายนายท่านมาหลายปีอีก?


เช่นนี้เอง ภายใต้คำแนะนำทั้งสองคน เจ้าตำหนักยมราชมีสีหน้าเคร่งขรึม เม้มปากพลางเอามือไพล่หลังสาวก้าวเดินไปด้านในจวนตระกูลเฟิ่ง


องครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูจวนไม่ได้ขัดขวาง เพราะดูท่าทางคนผู้นี้จะคุ้นเคยกับนายท่านพวกตนนัก ในเมื่อไม่ใช่ศัตรูก็เป็นแขกของพวกเขา


เมื่อเฟิ่งจิ่วกับพวกเจ้าตำหนักยมราชเข้าไปในจวน องครักษ์ด้านนอกก็เก็บกวาดพื้นที่หลังการต่อสู้อย่างว่องไว แล้วสั่งคนขนสมบัติสิบกล่องนั้นเข้าจวนไป ทั้งหมดเป็นรางวัลจากการต่อสู้ครั้งนี้


เจ้าตำหนักยมราชที่เข้าจวนตระกูลเฟิ่งมาหยุดฝีเท้าลง หลังมองไปรอบๆ ก็เอ่ยเสียงเข้มว่า “เรือนนางอยู่ที่ไหน?”


ตอนที่ 437: ครั้งเดียวไม่มีสอง


เหลิ่งซวงที่ตามเข้ามามองพวกเขาแวบหนึ่ง บอกว่า “ข้าน้อยพาพวกท่านไปพักที่ห้องรับรองได้”


“ข้าถามถึงเรือนนาง!” เสียงเจ้าตำหนักยมราชเข้มขึ้นเล็กน้อย จ้องนางด้วยแววตาดุดัน


เหลิ่งซวงกำลังจะเอ่ยปาก ก็ถูกหลัวอวี่ลากไปข้างๆ จากนั้นเขาค่อยเอ่ยยิ้มๆกับเจ้าตำหนักว่า “ข้าน้อยเห็นแวบแรกก็รู้ว่าผู้อาวุโสกับนายท่านมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา คนอื่นจะไปเรือนนางไม่ได้ แหะๆ แต่ท่านผู้อาวุโสไปได้ ข้าจะช่วยนำทางให้พวกท่าน!” พูดจบก็ทำมือเชื้อเชิญ แล้วพาพวกเขาไปยังเรือนของเฟิ่งจิ่ว


เจ้าตำหนักยมราชเดินไปข้างหน้า ส่วนฮุยหลางกับอิ่งอีมองหลัวอวี่อย่างแปลกใจ คิดว่าคนคนนี้ช่างรู้สถานการณ์ดีนัก


ด้วยพลังและความเอาแต่ใจของนายท่าน บอกว่าจะไปเรือนภูตหมอก็ต้องไปให้จงได้ ตอนนี้เขากำลังอารมณ์ไม่ดี! ใครกล้าไปขวาง คนผู้นั้นลำบากแน่


หลังพาพวกเขามาถึงเรือนของเฟิ่งจิ่ว หลัวอวี่ก็ออกไป ฮุยหลางกับอิ่งอีเดินวนอยู่ในลานบ้าน พินิจมองเขตเรือนที่เงียบสงบและงดงามนี้ ส่วนเจ้าตำหนักผลักประตูเข้าเรือนไปแล้ว


อีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วรีบร้อนมาที่เรือนบิดา เห็นภายในลานมีกลิ่นคาวเลือดจางๆ แววตาก็เย็นเยียบขึ้นโดยพลัน ถามว่า “ใครบาดเจ็บ?”


“คุณหนูใหญ่โปรดวางใจ นายท่านไม่เป็นอะไรขอรับ” อาจารย์ของหลัวอวี่เห็นเธอมา จึงรีบเข้าไปบอกเพื่อไม่ให้เป็นกังวล


สายตาเฟิ่งจิ่วมองผ่านร่างหลายคนในลาน เห็นหนึ่งในพวกเขาแปดคนหายไป จึงถามว่า “ท่านอาฉีล่ะ?” นั่นคืออาจารย์ของฉีคัง เธอเห็นทั้งแปดคนดูแลท่านพ่อด้วยความจงรักภักดี ซ้ำยังเป็นผู้อาวุโส จึงเรียกว่าท่านอา


“อยู่ในเรือนขอรับ เหลิ่งหวากำลังช่วยทายาให้เหล่าฉี”


ได้ยินเช่นนี้เธอจึงพยักหน้า แล้วเร่งฝีเท้าเข้าเรือนไป พอเข้ามากลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งก็โถมใส่หน้า เธอขมวดคิ้ว หลังจากเห็นว่าท่านพ่อที่กำลังยืนช่วยพันแผลอยู่ข้างๆไม่เป็นไร ในใจถึงจะโล่งอก จากนั้นมองอาจารย์ของฉีคังที่หน้าซีดเผือดเพราะเสียเลือดมากเกินไป


“เสี่ยวจิ่ว เจ้ามาแล้ว? รีบมาดูหน่อยเถอะ เหล่าฉีบาดเจ็บไม่น้อยเลย” เฟิ่งเซียวรีบกล่าวพลางให้นางเข้ามา


“ไม่เป็นไร ไม่ตายหรอกขอรับ คุณหนูใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง” อาจารย์ของฉีคังเผยรอยยิ้มออกมา ทว่าใบหน้าที่ขาวซีดนั้นหลอกคนไม่ได้


เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วจึงเทยาอายุวัฒนะเม็ดหนึ่งให้เขากิน แล้วจัดการบาดแผลให้ หลังจากพันแผลถึงจะบอกว่า “ท่านอาฉี ท่านบาดเจ็บไม่น้อย เสียเลือดไปก็มาก สองสามวันนี้ต้องพักฟื้นดีๆ”


เสียงเธอชะงักเล็กน้อย จากนั้นสั่งว่า “เหลิ่งหวา เจ้าประคองท่านอาฉีกลับไปพักผ่อนด้วย ให้ฉีคังเข้าไปดูแล”


“ขอรับ” เหลิ่งหวาขานรับ แล้วพยุงอาจารย์ของฉีคังออกจากเรือนไป


“ท่านพ่อ ท่านพักฟื้นให้สบายใจเถอะ เรื่องข้างนอกคลี่คลายหมดแล้ว” เฟิ่งจิ่วพูดจบก็คิดจะออกไป


เห็นนางไม่เอ่ยถึงเรื่องที่ในเรือนเขาเพิ่งถูกโจมตีเมื่อครู่ ก็ถอนใจเบาๆ ถามว่า “เสี่ยวจิ่ว เจ้าคิดจะทำอย่างไร?” เขาไม่นึกว่ามู่หรงป๋อจะอาศัยช่วงที่คนแคว้นเหินเวหามาจัดการจวนตระกูลเฟิ่ง พาคนเข้ามาลักพาตัว หากไม่มีบรรพชนนักรบทั้งแปดคอยคุ้มกันเรือน เกรงว่า…


“แค่ครั้งเดียวไม่มีสอง ในเมื่อเขาไม่ยอมรามือ ข้าก็จะไม่เกรงใจ!” แววตาเธอเย็นชาเล็กน้อย น้ำเสียงมีไอสังหารรุนแรง มู่หรงป๋อ…หากไม่กำจัดคนคนนี้ จะต้องกลายเป็นปัญหาใหญ่แน่!


“แต่เขาเป็นพ่อของอี้เซวียน…”


ได้ยินเช่นนี้ แววตาเฟิ่งจิ่วก็สั่นไหวเล็กน้อย เดินออกไปโดยไม่พูดอะไรมากอีก มู่หรงอี้เซวียน พูดได้ว่าเป็นคนที่เจ้าของร่างเดิมไม่อยากทำร้ายที่สุด และเป็นคนที่นางรักอย่างสุดซึ้ง หากไม่ถึงขั้นหมดหนทางเธอจะไม่ทำร้ายเขา แต่มู่หรงป๋อไม่โชคดีเช่นนั้น!


พอออกจากเรือน หลัวอวี่ก็เดินมารับหน้า “นายท่าน เจ้าตำหนักยมราชท่านนั้นอยู่ในเรือนท่านขอรับ!”


ตอนที่ 438: นายท่านกำลังโมโห


“อา?”


เฟิ่งจิ่วผงะไปนิด เจ้าตำหนักยมราชคนนั้น? ซวยล่ะ! เมื่อครู่เธอลืมเขาไปเลย


เห็นสีหน้าของนายท่าน หลัวอวี่ก็ลังเลสักพัก บอกว่า “ดูท่าทางพวกเขาโกรธเล็กน้อย อืม ไอชั่วร้ายกระจายทั่วร่าง” ใช่แล้ว ชายคนนั้นมีไอชั่วร้ายทั่วร่าง เขากล้ายืนยันว่าหากตอนนั้นเหลิ่งซวงกล่าวห้ามปราม เดาว่าคงโดนซัดกระเด็น


“ได้ เจ้าไปจัดการธุระด้านนอกเถอะ ส่วนเขา หากพวกเจ้าพบเห็นก็พยายามเลี่ยงไป เจ้าคนนั้นไม่เป็นมิตรเท่าไหร่” เธอถอนใจเบาๆ โบกมือให้สัญญาณเขาออกไป ส่วนตนเองจำใจเดินไปยังเรือน


อิ่งอีเฝ้าอยู่ตรงประตูห้อง ฮุยหลางก็เดินเล่นลอยชายอยู่ในลาน มองตรงนี้นิดจับตรงนั้นหน่อย พลางส่งเสียงจิ๊จ๊ะ “นึกไม่ถึงจริงๆ ภูตหมอตอนสวมชุดผู้ชายสีแดงชั่วร้ายเช่นนั้น พอแต่งชุดผู้หญิงสีแดงก็ยังมีเสน่ห์ร้ายกาจได้ มิน่านายท่านถึงหลงเสียจนจิตใจเคลิบเคลิ้ม”


“เสน่ห์นายท่านก็ไม่น้อย! ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมพอเป็นภูตหมอเสน่ห์ของนายท่านถึงได้ผลไม่ถึงครึ่ง?” ฮุยหลางพูดอยู่ตรงนั้นคนเดียวเนิ่นนานก็ไม่เห็นอิ่งอีขานรับ จึงหันกลับไปมองเขา บอกว่า “ทำไมเจ้าไม่พูดอะไรเลย?”


อิ่งอียืนตัวตรงอยู่ที่ประตูห้อง หลังเหลือบมองเขาก็บอกว่า “เรื่องของนายท่านข้าไม่เคยพูดถึง”


“ถุย! เจ้านี่นะ!”


ฮุยหลางหลุดหัวเราะ เหมือนได้ยินเรื่องตลกอะไร ยามกำลังจะด่าอิ่งอิงก็เห็นร่างสีแดงตรงมาทางนี้ ดวงตาจึงเป็นประกายทันใด เร่งฝีเท้าวิ่งเข้าไปหา


“นี่! ภูตหมอ? คุณหนูใหญ่เฟิ่ง? ข้าควรเรียกอย่างไหนดี” ฮุยหลางจ้องนางด้วยดวงตาแวววาว เพียงรู้สึกว่าเหลือเชื่อ เห็นชัดๆว่าเป็นผู้หญิง ตอนนั้นพวกเขากลับไม่รู้ ช่างน่าแปลกจริงๆ


แต่นายท่านรู้ได้อย่างไรกันแน่ว่าภูตหมอเป็นผู้หญิง? คำถามนี้ติดอยู่ในใจเขามานานนัก ต้องหาโอกาสลองถามแล้วจริงๆ


เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองฮุยหลาง เจ้าโง่นี่ ติดกับอยู่ในเงื้อมมือเธอหลายครั้งเพียงนั้น ทำไมเห็นเธอแล้วยังหน้าชื่นตาบ้านเช่นนี้อีก?


“นายท่านเจ้าล่ะ?” เธอมองไปในลานบ้าน นอกจากอิ่งอีที่ยืนอยู่หน้าประตูก็ไม่เห็นใครอื่นเลย


“นายท่านอยู่ในเรือนเจ้า”


ฮุยหลางฉีกยิ้มกว้าง ก่อนหน้านี้มองอย่างไรก็รู้สึกว่าเจ้าหนูภูตหมอนี่ขัดหูขัดตา ก็ใครใช้ให้เขาทำให้นายท่านผู้องอาจปราดเปรื่องต้องเบี่ยงเบนโดยใช่เหตุเล่า? ทว่าตั้งแต่รู้ว่าภูตหมอเป็นหญิง ฮึๆ ดูอย่างไรนางก็น่ามองอย่างนั้น


ต้องรู้ไว้ว่า นางมีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะได้เป็นผู้หญิงของนายท่าน หรือก็คือนายหญิงของพวกเขา หากไม่เอาอกเอาใจเสียตอนนี้ ยังต้องรอไปถึงตอนไหน?


“ภูตหมอ นายท่านอารมณ์ไม่ค่อยดี” เขาเตือนเสียงเบา


เฟิ่งจิ่วที่เดิมเตรียมจะก้าวเข้าไปได้ยินเช่นนี้ฝีเท้าก็ชะงัก ก่อนหน้านี้หลัวอวี่บอกมาแล้ว ตอนนี้ฮุยหลางยังบอกอีก หรือจะไม่ดีมากจริงๆ? นึกถึงข้อนี้ สีหน้าเธอก็แปลกพิลึก เหลือบมองฮุยหลางพลางเอ่ยถามว่า “ทำไมพวกเจ้าถึงวิ่งแจ้นมาที่นี่โดยใช่เหตุ คงไม่ได้มาหาข้าจริงหรอกกระมัง”


ทำไมเธอไม่ยักรู้ว่าเจ้าตำหนักยมราชใส่ใจตนมากเพียงนี้? ถึงกับวิ่งมาหาตั้งไกลโดยเฉพาะ?


ได้ยินดังนี้ ฮุยหลางก็นิ่งไปเล็กน้อย “ก็มาหาโดยเฉพาะไงเล่า! สืบถามตั้งนานถึงรู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ เดิมทีจะมาตั้งนานแล้ว แต่นายท่านมีธุระในมือรั้งไว้จึงประวิงเวลามาถึงตอนนี้ เมื่อได้ยินว่ารัชทายาทแคว้นเหินเวหาพาคนมาสู่ขอ นายท่านก็วางธุระในมือแล้วรีบพาพวกเราสองคนมาทันที ยังมีกำลังคนกองหนึ่งตามหลังมาด้วย เดาว่าอีกหลายวันให้หลังคงถึง”


“มีเรื่องอะไร เหตุใดเจ้าไม่เข้ามาถามข้า?”


ตอนที่ 439: ปิดประตูทำไมกลางวันแสกๆ


ได้ยินเสียงทุ้มต่ำดังออกมาจากด้านในเรือน ฮุยหลางตัวแข็งเกร็ง ถอยออกไปเองทันทีสองสามก้าว อยู่ให้ห่างจากเฟิ่งจิ่วไกลขึ้นหน่อย


ส่วนเฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดเสียงทุ้มต่ำเจือความโกรธเคืองหลายส่วน ขนก็ลุกซู่ พลันหันหน้าไปบอกฮุยหลางว่า “ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเหมือนมีธุระบางอย่างยังไม่ได้ทำ อืม เจ้าบอกนายท่านเจ้าที ค่ำๆข้าค่อยเข้ามาอีก!” กล่าวจบ กำลังจะหมุนตัวหนีออกไป ก็เห็นประตูเรือนเปิดออกเสียงดัง


“กลัวข้ากินเจ้าหรือ?”


เจ้าตำหนักยมราชจ้องนางอย่างโกรธเคือง เห็นสาวน้อยห่อไหล่กำลังจะเดินหนี จึงแทบทนไม่ไหวอยากจะจับมาสั่งสอนสักหน่อย


“ฮ่าๆ ได้ยังไงเล่า? ข้าแค่คิดว่าไม่อยากรบกวนท่านพักผ่อน” เธอยิ้มเก้อ หันมองไปที่เขา


“เข้ามา” เขาเอามือไพล่หลัง แววตาลึกล้ำจ้องนางตาเขม็ง


“มีธุระรึเจ้าคะ?”


เธอเอ่ยถาม ยังคงเคลื่อนฝีเท้าเดินไปหาภายใต้สายตาเขา แต่ในใจแอบทอดถอนใจ เป็นไปตามคาด เอาเปรียบเขามากเกินไปเสียจนรู้สึกผิดต่อเขา


สายตาเจ้าตำหนักกวาดผ่านร่างอิ่งอีกับฮุยหลาง ทั้งสองเข้าใจทันที จึงคารวะด้วยความเคารพแล้วถอยออกไป


ทันใดนั้น ภายในลานบ้านเหลือแค่สองคน คนหนึ่งยืนตรงประตูเรือน อีกคนยืนอยู่กลางลาน


เฟิ่งจิ่วเห็นว่าเหลือแค่สองคนแล้ว หนำซ้ำดูจากสถานการณ์เจ้าตำหนักยมราชก็ไม่มีทีท่าจะเดินออกมาเลย สำหรับการอยู่ร่วมห้องของชายโสดหญิงโสดอะไรนั่น เธอรู้สึกว่าอันตรายยิ่งนัก ดังนั้นจึงยืนแน่นิ่งอยู่ที่ลาน


สองคนสองความคิด คนหนึ่งไม่อยากอยู่กับเขาตามลำพัง อีกหนึ่งอยากอยู่กับนางตามลำพัง ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นหนึ่งคนยืนอยู่ตรงประตูไม่ขยับ อีกคนยืนอยู่กลางลานบ้านไม่เดินเข้าใกล้ ดวงตาโตถลึงมองดวงตาเล็ก บรรยากาศแปลกพิกล


“ข้าให้เจ้าเข้ามาไม่ใช่หรือ?” เขาเก็บกลั้นความโกรธถลึงตามอง คิดว่านางช่างไม่รู้จักดีชั่ว


“แหะ ข้าว่ายืนอยู่ตรงนี้ดีกว่า มีเรื่องอะไรที่พวกเราคุยกันในลานหน้าเรือนไม่ได้หรือ? ท่านดูสิ อากาศก็ดียิ่ง” เธอเงยหน้ามองฟ้า กลับเห็นท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆดำลอยผ่านคล้ายฝนใกล้จะตก จึงยิ้มหน้าเจื่อน มุมปากกระตุกอย่างห้ามไม่ได้


เห็นท่าทีที่นางระแวงเขาราวกับป้องกันหมาป่า เจ้าตำหนักโกรธจนขำแล้ว เข้าไปลากนางมาในห้องทันที


“นี่ๆๆ ท่านเจ้าตำหนัก ท่านอย่าหยาบคายนักจะได้ไหม แม้เป็นกลางวันแสกๆ แต่ชายโสดหญิงสาวอยู่ร่วมห้องกันก็ไม่ค่อยงามเท่าไหร่!” เธอถูกลากวิ่งเหยาะๆเข้าห้องไป พลางแหกปากโวยวายจะดึงมือกลับ จนปัญญาที่สู้แรงเขาไม่ได้


“วางใจเถอะ หากเสื่อมเสียชื่อเสียงเจ้าข้าจะรับผิดชอบเอง!”


ได้ยินคำพูดนี้ มุมปากเธอก็กระตุก รีบร้อนบอกว่า “นี่ไม่ใช่…” ยังพูดไม่ทันจบก็ตาค้างไป เห็นเพียงเขาสะบัดแขนเสื้อปล่อยกระแสลมพัดผ่าน ปิดประตูลงเสียดื้อๆ


เธอพลันประหม่าขึ้นมาบ้างแล้ว รีบเอ่ยว่า “ปิดประตูทำไมกลางวันแสกๆ?”


“ไม่ปิดประตูแล้วจะทำเรื่องที่ข้ายังทำไม่เสร็จต่อได้อย่างไร?”


ได้ยินน้ำเสียงฉุนเฉียวนั้นทั้งทุ้มต่ำและมีแรงดึงดูด เสียงทุ้มเข้มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้ชายช่างน่าเย้ายวนอย่างยิ่ง ฟังแล้วใจเธออดหวั่นไหวไม่ได้ เอ่ยถามโดยไม่รู้ตัว “เรื่องอะไรที่ยังทำไม่เสร็จ?”


กล่าวจบก็รู้สึกว่ามีมือคู่ใหญ่กอดเอวบาง แรงจากมือใหญ่นั้นโอบเธอไว้ในอ้อมแขนเขา เรี่ยวแรงมากมายทำให้เธอไม่ทันระวังชนกับแผงอกแกร่ง จมูกพลันมีความรู้สึกด้านชาแล่นขึ้นมา ยังไม่ทันได้ปริปากก็วิงเวียนศีรษะราวกับฟ้าหมุนแผ่นดินกลับ ร่างยังโดนอุ้มไปกดไว้บนเตียง…


ตอนที่ 440: โดนบังคับจูบ


“อื้อ…”


เธอร้องเสียงอู้อี้ เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ตาถลึงมองเขาด้วยความโกรธเคือง เห็นเจ้าตำหนักยมราชที่ถอดหน้ากากออกใช้มือหนึ่งปิดดวงตาเธอเพื่อบดบัง…สายตาโกรธเกรี้ยวที่จ้องเขม็งพร้อมไฟร้อนแรง


กลิ่นอายเย็นเยือกที่มีเอกลักษณ์บนตัวเขาพุ่งแตะจมูก ริมฝีปากบางซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายบุรุษเพศแนบลงบนริมฝีปากแดงชุ่มฉ่ำอย่างหยาบโลน มีความบ้าคลั่งและการลงโทษบางส่วน เป็นจูบที่ป่าเถื่อน… ไม่ใช่สิ ขบกัดต่างหาก


เธอทำหน้าจนปัญญา ทั้งหมดคำพูดและตื่นตกใจ นี่เธอโดนบังคับจูบ? จุมพิตหมาป่า? ท่าทางบ้าคลั่งเฉกเช่นหมาป่า แต่กัดคนราวกับแทะกระดูกเช่นนี้หมายความว่ายังไงกันแน่?


ความเจ็บแสบที่แล่นมาบนริมฝีปากรวมถึงความเจ็บปวดจากบั้นท้ายทำให้เธอยู่หน้า แต่สองแขนถูกตรึงไว้ ริมฝีปากถูกปิด แม้แต่ดวงตายังโดนบดบัง แม้ว่าเจ้าตำหนักยมราชจะรูปงามทรงเสน่ห์ มีพร้อมทั้งเรือนร่างและรูปโฉม ไม่จุกจิกจู้จี้ ทว่าจุมพิตที่แทะโลมนี่มันบ้าอะไรกันแน่?


การตอบสองและความรู้สึกของเจ้าตำหนักแตกต่างจากเฟิ่งจิ่ว ภายในความหยาบกระด้างมีความตื่นเต้นและเร่าร้อนที่ยากจะหักห้ามตัวเอง เขาอยากทำแบบนี้นานแล้ว! ตลอดมาไม่ใช่ว่าหาโอกาสไม่ได้ แต่เขินอายเกินกว่าจะลงริมฝีปาก วันนี้หญิงคนนี้ทำให้โมโห จึงจูบไปทันที


หนำซ้ำรสชาติของนาง…ดีมากจริงๆ ทั้งละมุนและหอมหวาน สองริมฝีปากสัมผัสกัน ทำให้ใจเขาประหม่า กระวนกระวาย และตื่นเต้นเล็กน้อย สรุปได้ว่าความรู้สึกนั้นวิเศษยิ่ง ทำเอาเขายิ่งตัดใจปล่อยนางไปไม่ได้


จนกระทั่งผ่านไปพักใหญ่ เมื่อในที่สุดรู้สึกได้ว่าสาวน้อยที่โดนเขาจูบเนิ่นนานเหมือนร่างกายจะแข็งทื่อไปไม่ตอบสนอง ถึงจะเคลื่อนมือซึ่งปิดดวงตานางออกด้วยความสงสัย พอเคลื่อนมือออก จึงเห็นดวงตาคู่หนึ่งถลึงมองจนแทบจะมีไฟลุก และเวลานี้ริมฝีปากเขายังแนบอยู่บนริมฝีปากนาง ทว่าระหว่างนิ่งไปนี้ก็เห็นนางอ้าปากกัดลงมาอย่างดุร้าย


“อึก!”


เขาที่ไม่ทันตอบโต้สูดหายใจพลางถอยออกเล็กน้อย เมื่อรู้สึกถึงรสคาวเลือดเค็มๆบนริมฝีปากก็ผงะไปพักหนึ่ง มองนางด้วยแววตาแปลกๆ


นางตอบโต้จูบของเขาหรือ?


หากเฟิ่งจิ่วรู้ความคิดเขาตอนนี้ จะต้องด่ากราดแน่ว่า ‘คิดบ้าอะไรของท่าน! นั่นเรียกว่าจูบรึ? กัดกันชัดๆ!’


“ยังไม่รีบปล่อยข้าอีก!”


เธอตะคอกด้วยความขุ่นเคือง เห็นเขายังหวนคิดถึงรสในปากด้วยสีหน้าประหลาด จึงโกรธจนด่าทออย่างอดไม่ได้ “เอวข้าเจ็บไปหมดแล้ว!”


ได้ยินว่าเอวนางเจ็บ เจ้าตำหนักยมราชตกใจ ท่าทางตื่นตระหนก รีบร้อนปล่อยนางแล้วประคองขึ้นมา “ข้าดูหน่อย เจ้าเจ็บได้ยังไง?” หลังพยุงนางขึ้นจากเตียง ถึงจะเห็นว่าใต้ผ้าห่มบางมีขวดยาใบหนึ่ง มิน่านางถึงบอกว่าเจ็บ


“ซี๊ด! เจ็บชะมัด”


เธอยู่ใบหน้าเล็กพริ้มเพรา สูดหายใจพลางลูบเอวอย่างระมัดระวัง ร่างถูกผลักทับลงบนขวดโดยไม่ได้ตั้งตัว ไม่ทันไรเจ้าคนนั่นยังลงมาทับอีก จะไม่เจ็บได้ยังไง?


ทุกอย่างภายในห้อง ฮุยหลางกับอิ่งอีที่เฝ้าอยู่นอกห้องเอี้ยวหูฟังตลอดอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่เพราะระยะค่อนข้างไกล หนำซ้ำยังปิดประตูไว้ จึงได้ยินไม่ค่อยชัดเจน แต่ยามนี้ได้ยินเสียงเฟิ่งจิ่วสูดหายใจ รวมถึงเสียงตะโกนร้องเจ็บ ทั้งสองก็มองหน้ากันทันควัน


“นี่ นี่กลางวันแสกๆ เจ้าว่านายท่านกับภูตหมอปิดประตูทำอะไรกันข้างใน?” ดวงตาฮุยหลางฉายประกายตื่นเต้น แม้จะถามไถ่อิ่งอี แต่ท่าทางตื่นตาตื่นใจกลับบอกชัดถึงทุกสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ในใจตอนนี้


จบตอน

Comments