feng ep441-460

ตอนที่ 441: ใครผลักใครล้ม?


ยามนี้ แววตาอิ่งอีสั่นไหวเล็กน้อย มองประตูห้องที่ปิดสนิทด้วยใบหน้าแปลกประหลาดเล็กน้อย แอบคิดว่า ‘กลางวันแสกๆ แม้นายท่านคิดถึงภูตหมอ ก็คงไม่ทำอะไรรุ่มร่ามหรอกกระมัง?’


นึกถึงข้อนี้ เขากระแอมไอเบาๆ เอ่ยอย่างจริงจังว่า “เจ้าอย่าคิดเลอะเทอะ กลางวันแสกๆ สองคนจะทำอะไรได้?”


ฮุยหลางกวาดมองเขาอย่างดูถูก “หากเจ้าไม่คิดเลอะเทอะจะรู้ได้ยังไงว่าข้าคิด?” สิ้นเสียง ใบหน้าก็ผุดรอยยิ้มตื่นเต้น “แม้ข้าแสนจะอยากให้นายท่านกับภูตหมอทำอะไรกันด้านในเสียหน่อย แต่ที่เจ้าว่ามาก็ถูก ตะวันโด่งเช่นนี้ นายท่านไม่ใจร้อนเพียงนั้นถึงจะถูก”


เพิ่งพูดคำนี้ไปก็ได้ยินเสียงด่าเกรี้ยวกราดของภูตหมอและน้ำเสียงร้อนรนของเจ้านายลอยมาจากด้านใน สีหน้าทั้งสองจึงแปรเปลี่ยนเป็นแปลกใจ


“บ้าเอ๊ย! ท่านทำอะไรเนี่ย!”


“ก็เจ้าไม่ถอดเอง ข้าเลยต้องจัดการให้”


“ซี๊ด! คนเลว! อย่าฉีกเสื้อข้านะ!”


“ไม่ฉีกจะมองเห็นได้ยังไง”


“ไสหัวออกไป!”


“อย่าเอะอะโวยวายสิ”


“อึก! เอวข้า! เจ็บๆๆ ท่านเบามือบ้างสิ!”


“เจ้าผ่อนคลายหน่อย อีกเดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้ว”


ฟังถึงตรงนี้ สองคนที่เฝ้าอยู่นอกห้องตาค้าง มองห้องที่ประตูหน้าต่างปิดสนิทด้วยอาการอ้าปากตาค้าง ในใจทั้งตื่นเต้น คึกคัก และประหลาดใจ


นายท่านจู่โจมภูตหมอ? ซ้ำยังเลือกทำตอนกลางวัน? บ้าระห่ำเกินไปแล้วกระมัง?


ทว่าภายในห้องกลับเป็นอีกภาพหนึ่ง


เฟิ่งจิ่วนอนอยู่บนเตียง ชุดสีแดงบนร่างถูกเจ้าตำหนักฉีกขาดมาอยู่ตรงเอว เผยให้เห็นผิวขาวราวหิมะ ทว่าบนผิวนั้นยามนี้กลับมีรอยช้ำดำเขียว และเขาก็กำลังทายาตรงจุดที่เขียวช้ำ จากนั้นนวดเบาๆ ทำให้เลือดที่คั่งจางหาย


ทุกครั้งที่นวดถู สิ่งที่กลับคืนมาคือเสียงสูดหายใจของเฟิ่งจิ่ว ชัดเจนว่าเขาไม่ได้ใช้แรงอะไร กลับยังคงเห็นนางเจ็บเสียจนตรงหน้าผากมีเหงื่อไหล เห็นใบหน้าเล็กยู่เป็นก้อนเขาก็เจ็บปวดใจอย่างอดไม่ได้ มือยิ่งเบาลงตามไปด้วย เดิมทีนวดเบาๆ จึงเปลี่ยนเป็นลูบอย่างเบามือ ทำแบบนี้ก็ไม่เจ็บแล้ว แต่เฟิ่งจิ่วกลับขนลุกชันขึ้นมาทั้งร่าง


“พอแล้ว พอแล้ว ไม่ต้องถูแล้ว”


ได้ยินคำพูดพร้อมใบหน้าไม่ชอบใจนั้น สีหน้าเจ้าตำหนักยมราชยิ่งดำคร่ำเครียด แต่นึกถึงที่เขาทำให้เอวนางพกช้ำดำเขียวก็ไม่อาจโกรธลงได้ เมื่อนึกถึงคลื่นลมปั่นป่วนของตนเองก่อนหน้านี้ ใบหูจึงร้อนผ่าวขึ้นทันควัน โทสะที่ระงับไว้หายไป ยามนี้ถึงจะอักอ่วนขึ้นมาบ้าง


แต่คนหยิ่งยโสเช่นเขา ต่อให้อักอ่วนก็จะไม่ให้นางมองออก ด้วยเหตุนี้สีหน้าจึงเคร่งขรึม เม้มริมฝีปากบาง และถอยออกไปด้วยท่าทีหยิ่งผยองเฉยชา ยืนอยู่ข้างเตียงพลางมองสาวน้อยที่กำลังนอนคว่ำ


สายตาหยุดลงบนเสื้อผ้าที่โดนเขาฉีกขาด แววตาสั่นไหวเล็กน้อย กระแอมไอเบาๆแล้วเอ่ยถามว่า “เสื้อผ้าเจ้าอยู่ไหน? ข้าจะเอามาให้เจ้าเปลี่ยน”


เฟิ่งจิ่วถลึงตามองเขา กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ท่านออกไปเรียกเหลิ่งซวงเข้ามา ให้คนเตรียมน้ำไว้ข้าจะอาบ”


เจ้าตำหนักยมราชชำเลืองมองนาง เมื่อสายตามองผ่านริมฝีปากที่บวมแดงเล็กน้อย ใบหน้ายิ่งร้อนผ่าวและงุ่มง่ามอยู่บ้าง เขาละสายตาออกอย่างรวดเร็ว แล้วขานรับด้วยหน้าเย็นชาบึ้งตึง “ได้ เจ้านอนไปเถอะ! ข้าจะช่วยเรียกคนให้”


พูดจบถึงจะเดินออกไปด้านนอก


เพราะเฟิ่งจิ่วจ้องมองเขาตลอด ด้วยเหตุนี้จึงเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนและใบหูร้อนผ่าวแดงก่ำนั้น ในใจนึกแปลกใจเล็กน้อย รอจนเขาออกจากห้องไปและปิดประตูลงแล้ว เธอถึงสบถด่าอย่างกลั้นไม่อยู่


“เสแสร้ง!”


ตอนที่ 442: เจ้าตำหนักยมราชยิ่งประหม่า


เมื่อฮุยหลางกับอิ่งอีด้านนอกเห็นนายท่านออกมา ก็.อดไม่ได้ที่จะแปลกใจเล็กน้อย เร็วถึงเพียงนี้เชียว?


“นายท่าน ท่านออกมาแล้ว?”


ทั้งสองเดินเข้าไปใกล้ เห็นใบหูเขายังแดงเล็กน้อย ในใจก็หัวเราะเบาๆ ไม่นึกเลยว่านายท่านจะเขินอายเป็นด้วย เห็นได้ยากจริงๆ! แต่เสร็จเรื่องรวดเร็วเกินไปหน่อยหรือไม่?


ฮุยหลางพินิจมองเขาจากบนลงล่าง พลางคิดว่าเย็นนี้ต้องสั่งห้องครัวจวนตระกูลเฟิ่งตุ๋นของบำรุงอะไรให้นายท่านหรือไม่?


เจ้าตำหนักยมราชจัดการอารมณ์ ชายตามองสองคนนั้น เห็นพวกเขาจ้องตนด้วยท่าทางแปลกๆ สีหน้าจึงเคร่งขรึมทันที “นิ่งอะไรอยู่ตรงนี้? ไปตามแม่เหลิ่งซวงคนนั้นมา! แล้วให้คนเตรียมน้ำร้อนเข้าไปให้นางอาบด้วย”


ได้ยินคำพูดนี้ ฮุยหลางฉีกยิ้มกว้าง “ขอรับ ขอรับ ข้าจะไปเดี๋ยว ไปเดี๋ยวนี้เลยขอรับ!”


ฮ่าๆ ดูท่าทางจะสำเร็จแล้ว ก่อนหน้านี้ยังกังวลว่าเส้นทางการไล่ตามภรรยาของนายท่านจะห่างไกลไร้วันจบสิ้น ไม่นึกเลยว่าไม่ทันไรนายท่านก็จัดการภูตหมอเรียบร้อย อีกทั้งกินนางกลางวันแสกๆ จิ๊ๆ ความเร็วนี้ทำให้พวกเขารั้งท้ายตามอยู่ไกลจริงๆ


เห็นฮุยหลางฉีกยิ้มวิ่งไปหน้าระรื่น เจ้าตำหนักยมราชไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่คิดๆดูแล้วที่ผ่านมาฮุยหลางมักจะไม่เอาไหน จึงไม่ไปสนใจ แต่บอกอิ่งอีว่า “หยิบของสองสามอย่างจากในห้วงมิติมา แล้วตามข้าไปพบผู้นำตระกูลเฟิ่ง”


“ขอรับ”


อิ่งอีขานรับด้วยความเคารพ หยิบของขวัญที่เตรียมไว้ก่อนมาออกจากห้วงมิติ ก่อนถือตามหลังนายท่านไปยังเรือนของเฟิ่งเซียว


ตลอดทาง คนจวนตระกูลเฟิ่งเห็นเจ้าตำหนักยมราชต่างคารวะด้วยความเคารพ พวกเขารู้ว่าชายหนุ่มชุดดำคนนี้กำจัดตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณได้เพียงดีดนิ้ว หนำซ้ำหากเขาไม่ลงมือ ยามนี้พวกเขาจวนตระกูลเฟิ่งคงประสบปัญหาใหญ่จริงๆแล้ว


คนเบื้องบนล้วนกำชับว่าเขาเป็นแขกของจวน จะละเลยเขาไม่ได้


ทางด้านนั้นก็มีคนรายงายเฟิ่งเซียวเรื่องเจ้าตำหนักยมราช ด้วยเหตุนี้เมื่อได้ยินว่าเขาจะเข้ามาคารวะจึงไม่ผลักไส แต่ให้คนเชิญเขาเข้ามา


ประตูห้องเปิดออก เมื่อชายหนุ่มสวมชุดคลุมดำลวดลายอ่อนจางเดินเข้ามา เฟิ่งเซียวอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเล็กน้อย


อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่า ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายเจ้าเหนือหัวที่ทั้งเด็ดเดี่ยวและดุดัน บุคลิกสูงส่งนั้นทำให้เขาที่เห็นบุคคลโดดเด่นทุกรูปแบบมาจนชินยังอยากชมเชยอย่างอดไม่ได้


ช่างเป็นชายหนุ่มหล่อเหลาที่สูงศักดิ์ไร้ใครเทียม!


รูปโฉมเขาสมบูรณ์แบบจนไม่อาจหาที่ตำหนิ เครื่องหน้าทั้งห้าโดดเด่นเข้ากัน ทุกส่วนล้วนราวกับสวรรค์แกะสลักมาอย่างประณีต รวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดในใต้หล้ามาประกอบร่าง บุรุษเช่นนี้มีท่วงท่าเยี่ยงชาวสวรรค์ บุคลิกสูงส่ง ทรงอำนาจปานราชัน เป็นดั่งเทพบุตรเหนือสวรรค์ทั้งเก้าชั้น สูงส่งจนคนไม่กล้ามองตรงๆ


เวลานี้อยู่เบื้องหน้าเขา แม้แต่เฟิ่งเซียวยังประหม่าขึ้นมาบ้าง เพราะรัศมีอำนาจนั้นน่าสะพรึงเกินไปจริงๆ


ทว่าเขาไม่รู้ เจ้าตำหนักยมราชประหม่ายิ่งกว่าเขาเสียอีก


เพราะความประหม่าของเขา อำนาจแห่งราชันบนร่างถึงกระจายออกมาโดยไม่อาจปิดบัง เพราะความประหม่านั้น ใบหน้าจึงแข็งทื่อไปบ้าง อยากยกยิ้มและพยายามสงบกลิ่นอายบนร่างแต่กลับทำไม่ได้ เมื่อยิ่งเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งประหม่า สุดท้ายรูปโฉมหล่อเหลาจึงเย็นชาแข็งกร้าวราวกับใบหน้าเป็นอัมพาตเพราะเหตุนี้…


สวรรค์รู้ดี ยามนี้ฝ่ามือเขามีเหงื่อออกชุ่มเพราะประหม่าเกินไป ต้องรู้ไว้ว่าเฟิ่งเซียวคนนี้เป็นว่าที่พ่อตาของเขา มาพบว่าที่พ่อตาครั้งแรก อารมณ์ที่ตื่นเต้นและกระวนกระวายนี้เป็นสิ่งที่คนนอกไม่อาจเข้าใจได้


ตอนที่ 443: การเอาอกเอาใจจากเจ้าตำหนักยมราช


อิ่งอีที่ถือของขวัญตามหลังเห็นนายท่านตัวแข็งทื่อไปบ้าง จึงรู้ว่าเขาประหม่า มองไปทางเฟิ่งเซียวก็เห็นเขาประหม่าเช่นกัน ยืนอยู่ตรงนั้นคล้ายจะลืมว่าต้องรับแขกเช่นไร อิ่งอีรู้ดีแก่ใจ คงเป็นเพราะตกใจความน่าเกรงขามที่นายท่านแผ่ออกมาโดยไม่ตั้งใจ


ก็ใช่ วรยุทธ์ของนายท่านสูงปานนั้น ประกอบกับฐานะอันสูงส่ง ทั้งยังมีกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด กลิ่นอายสูงศักดิ์นี้คนทั่วไปไม่อาจเทียบได้ ไม่ว่าใครเห็นก็คงเป็นเช่นผู้นำตระกูลเฟิ่ง มีเพียงมาพบคนประหลาดอย่างภูตหมอ ความน่าเกรงขามและเสน่ห์ของนายท่านถึงจะใช้ไม่ได้ผล


ในฐานะองครักษ์เงาข้างกายนายท่าน ยามนี้เขารู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้ควรจะจัดการอย่างไร ดังนั้นจึงยกของขวัญเข้าไปคารวะ บอกว่า “ท่านผู้นำตระกูลเฟิ่ง ท่านนี้คือนายท่านของข้า วันนี้มาเยือนถึงจวนจึงมาคารวะเป็นพิเศษ นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยจากนายท่าน ขอท่านผู้นำตระกูลเฟิ่งโปรดรับไว้”


ยามนี้ เจ้าตำหนักยมราชจึงคารวะเช่นผู้น้อย เอ่ยว่า “ข้าอยากมาคารวะอยู่ตลอด ไม่นึกว่าวันนี้จะมีโอกาส หากทำไม่ถูกต้องตรงไหน ขอท่านอาเฟิ่งอย่าได้ถือสา”


คำเรียกท่านอาเฟิ่งทำให้เฟิ่งเซียวยิ้มหน้าบาน เห็นว่าเขาคารวะตามมารยาทผู้น้อย ในใจยิ่งพึงพอใจคนหนุ่มผู้นี้มาก ตอนนี้ไม่ประหม่าอีกแล้ว กลับมามีท่าทางสุขุมเช่นผู้เป็นเจ้าบ้าน หัวเราะเสียงดังและเอ่ยว่า “ดีๆๆ ท่านช่างมีน้ำใจ นั่งเถอะ พวกเรามาคุยกันเสียหน่อย”


เห็นเช่นนี้เจ้าตำหนักยมราชก็โล่ง.อกในใจ ใจที่หวั่นๆผ่อนคลายลงได้ในที่สุด บนใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมา พยักหน้าแล้วมานั่งลงข้างโต๊ะ


อิ่งอีข้างๆ เห็นพวกเขากลับเป็นปกติ จึงถอยไปด้านข้างด้วยความเคารพ


เหลิ่งหวายกน้ำชาเข้ามา จากนั้นคอยปรนนิบัติอยู่ด้านหลังเฟิ่งเซียว พลางลอบพินิจมองชายหนุ่มชุดคลุมดำที่นั่งตัวตรงอย่างอยากรู้อ


“ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร?” เฟิ่งเซียวมองเจ้าตำหนักพลางถาม


“ท่านอาเฟิ่งเรียกข้าว่าโม่หานก็ได้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ


“อ้อ โม่หาน!”


เฟิ่งเซียวพยักหน้า มองเขาแล้วถามอีกว่า “ท่านรู้จักกับเสี่ยวจิ่วได้อย่างไร? ทำไมข้าไม่เคยได้ยินนางเอ่ยถึงท่านเลย?” บุคคลเช่นนี้ ทำไมบุตรสาวเขาถึงไม่เคยเอ่ยถึง? ไม่ควรเลย!


“ข้าพบนางครั้งแรกบนถนนใหญ่ ตอนนั้น…” เจ้าตำหนักเล่าเรื่องการพบเจอและรู้จักกันของตนกับเฟิ่งจิ่วให้เฟิ่งเซียวฟัง แน่นอนว่าต้องระวังเลือก เล่าแค่สิ่งดีๆ เรื่องที่เขาลักพาตัวนางอะไรพวกนั้นไม่ต้องเอ่ยถึง


แม้เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองพบกัน กลับพูดคุยกันไม่น้อยเลย หนำซ้ำยิ่งคุยยิ่งสนิทสนม เข้ากันได้จนน่าพอใจอย่างยิ่ง อิ่งอีกับเหลิ่งหวาข้างๆ ยัง.อดเหลือบมองไม่ได้


อีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่อาบน้ำเรียบร้อยได้ยินเหลิ่งซวงบอกว่าเจ้าตำหนักยมราชไปที่เรือนของบิดา ก็นึกแปลกใจอยู่บ้าง เขาจะวิ่งโร่ไปเรือนท่านพ่อทำไมกัน? ไม่กลัวโดนถีบออกมารึ?


แต่ยามนี้เธอไม่มีอารมณ์ไปสนใจเรื่องเจ้าตำหนัก ตอนนี้ยังมีเรื่องอื่นต้องทำ ด้วยเหตุนี้หลังจากแต่งตัวเสร็จจึงเดินออกจากเรือนมาบอกเหลิ่งซวงว่า “เรียกผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังพวกนั้นเข้ามา ข้ามีเรื่องจะสั่งพวกเขา”


ทว่าเพิ่งพูดไปเช่นนี้ เหลิ่งซวงยังไม่ทันเดินออกจากเขตเรือน ก็เห็นฮุยหลางที่ชะโงกหัวมองอยู่นอกเรือนเดินยิ้มแป้นออกมา


“ภูตหมอ มีเรื่องอะไรต้องการให้ใครทำให้หรือไม่ ข้าช่วยอีกแรงได้” เขาเอ่ยด้วยไมตรีจิต วิ่งเหยาะมาตรงหน้าเฟิ่งจิ่ว คิดจะทำตัวดีๆต่อหน้านางเสียหน่อย


“เจ้า?” เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ


ตอนที่ 444: ความกลัวของมู่หรงป๋อ


“อืม เวลานายท่านมีเรื่องอะไรล้วนเรียกข้าไปจัดการ แม้ข้าเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง แต่ฝีมือและประสบการณ์กลับแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนพวกนั้น ยามนี้นายท่านอยู่ในจวนตระกูลเฟิ่งนี้ หนำซ้ำเดิมทีนายท่านอยากจะรีบมาช่วยภูตหมอแก้ปัญหา หากมีปัญหาอะไรต้องจัดการสั่งข้าไปทำก็ได้ ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน”


เห็นเขาตบลงแผงอกด้วยท่าทางที่บอกว่าทุกเรื่องควรต้องมีตน เฟิ่งจิ่วก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจ ฮุยหลางพอใจเธอถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? ปกติมองยังไงก็ไม่ชอบหน้า ยามนี้กลับเข้ามารับงานจากนางเสียเอง?


เธอแอบขบคิดในใจว่า ‘แรงงานมาส่งถึงบ้านไม่ได้ใช้เปล่าๆก็ไม่ใช้หรอก หนำซ้ำฝีมือและความสามารถในการเก็บซ่อนกลิ่นอายของฮุยหลางก็แกร่งกว่าผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่ที่อยู่ใต้อาณัติเธอ ในเมื่อเป็นเช่นนี้…’


“อืม เจ้าเข้ามาสิ” เธอกระดิกนิ้ว ส่งสัญญาณให้เขาเข้ามาใกล้ๆ


เห็นท่าทางฮุยหลางก็เดินระริกระรี้เข้าไป เงี่ยหูเล็กน้อยเพื่อฟังคำสั่งนาง หลังจากได้ยินคำพูดนางเขาก็ดวงตาเป็นประกาย พยักหน้าซ้ำๆ


“รับไป”


หลังจากสั่งการเฟิ่งจิ่วก็โยนขวดยาใบหนึ่งให้เขา


“อืม ภูตหมอวางใจได้ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ข้าเอง” เขาฉีกยิ้มกว้าง พลางถูๆสองมือด้วยความรู้สึกตื่นเต้นอยากรู้อยากลอง


“ตัวตนภูตหมอจะแพร่งพรายไม่ได้ เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าภูตหมอแล้ว”


“ได้ งั้นข้าเรียกว่า…”


เดิมเขาอยากเรียกนายหญิง แต่คิดๆแล้วพวกผู้หญิงผิวหน้ามักบอบบาง ซ้ำนายท่านยังไม่ได้หมายหมั้นอะไร เรียกนายหญิงคงไม่ดีนัก ดังนั้นจึงกลับคำพูดใหม่ บอกว่า “ข้าเรียกคุณหนูใหญ่แล้วกัน!” คำว่านายหญิงอะไรนั่นอีกหน่อยค่อยเปลี่ยนคำเรียกก็ได้


ระหว่างนี้เอง ภายในพระราชวัง มู่หรงป๋อยามนี้มีท่าทีตื่นตระหนก นั่งไม่ติดที่แล้ว


นึกไม่ถึงว่าคนแคว้นเหินเวหาจะกลับไปมือเปล่า! แทบจะหนีกันหัวซุกหัวซุน! ยังมีตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณนั่นอีก ไม่นึกเลยว่าจะโดนคนที่โผล่มาจากไหนไม่รู้บดขยี้กระดูกทั่วร่าง ขณะถูกทรมานคิดจะใช้ต้นกำเนิดวิญญาณหนีไปกลับถูกสัตว์ร้ายตนหนึ่งกลืนกิน!


ข่าวทั้งหมดนี้ทำให้เขาตกใจเสียจนเหงื่อไหลออกท่วม หลังจากกลับมาก็เดินวนอยู่กลางท้องพระโรง พลางคิดทบทวนกลับไปกลับมาเพื่อลองหาวิธีแก้ไข


แต่ไหนแต่ไรเขาไม่นึกว่ากำลังจวนตระกูลเฟิ่งจะแข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อเพียงนี้! ถึงได้กล้าต่อสู้กับคนแคว้นเหินเวหาซึ่งๆหน้า และกล้าจัดการพวกเขาโดยไม่เกรงกลัวกำลังแคว้นที่แข็งแกร่งของแคว้นใหญ่ระดับหกเลย ผลลัพธ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ว่ายังไงเขาก็คาดไม่ถึง


เดิมคิดจะอาศัยช่วงที่คนแคว้นเหินเวหาไปสู่ขอถึงบ้านและองครักษ์จวนตระกูลเฟิ่งตั้งท่าต่อสู้ลักพาตัวเฟิ่งเซียวที่หมดสติไม่ฟื้น ถึงเวลาก็จะข่มขู่เฟิ่งชิงเกอให้ส่งมอบอำนาจผู้นำกององครักษ์เพื่อจะเก็บไว้ใช้เสียเอง แต่ไม่นึกเลยว่าขณะที่องครักษ์กับคนแคว้นเหินเวหาเชิญหน้ากันด้านนอก ภายในจวนเฟิ่งเซียวยังมีองครักษ์ระดับบรรพชนนักรบแปดคนนั้นคุ้มกันไว้!


แค่คนไร้ประโยชน์ที่หมดสติไม่ฟื้นคนหนึ่งเท่านนั้น เฟิ่งชิงเกอยังดูแลปกป้องอย่างแน่นหนาเสียจริง ไม่นึกว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นยังให้บรรพชนนักรบแปดคนนั้นอารักขาเรือนเฟิ่งเซียวไว้


แต่เขานึกถึงข่าวที่คนเบื้องล่างเข้ามารายงาน สีหน้าก็หนักใจขึ้นมาอีกครั้ง


ทำไมจวนตระกูลเฟิ่งถึงมีผู้ฝึกวิชาเซียนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนคอยคุ้มกันไว้? ยังมีกำลังที่เขาไม่รู้กำลังเฝ้าอารักขาจวนตระกูลเฟิ่งที่สั่นคลอนในสายตาทุกคนอีกเท่าไหร่กันแน่?


เดิมนึกว่าผู้เฒ่าเฟิ่งหายตัวไป เฟิ่งเซียวหมดสติไม่ฟื้น จวนตระกูลเฟิ่งก็เป็นเพียงหมูที่รอคนเชือด กลับไม่คิดว่าจะเป็นปราการเหล็กแกร่ง เป็นใบมีดแหลมที่ลับเสียจนคมกริบ เตรียมพร้อมจะฟันสังหารศัตรูได้ทุกเมื่อ!


ตอนที่ 445: โกรธจนไม่อาจเก็บกลั้น


“ทำยังไงดี? พวกเขาจะสงสัยข้ารึเปล่า?” เขากระซิบเสียงเบา ยามนี้ในใจไม่มั่นใจอะไรเลยจริงๆ


เดิมนึกว่าจะพาเฟิ่งเซียวกลับมาได้ ใครจะรู้ว่าการคุ้มกันเรือนเขาจะแข็งแกร่งเหลือเกิน คนที่พาไปถึงกับเข้าใกล้ห้องนั้นไม่ได้แม้แต่ครึ่งก้าว โชคดีว่านอกจากคนที่ตายในการต่อสู้ ที่นั่นก็ไม่เหลือใครรอด พวกนั้นอาจสาวมาไม่ถึงตัวเขา


“จริงด้วย พวกเขาไม่มีเหตุผลต้องสงสัยข้า และไม่มีหลักฐาน ข้าต้องไม่ตกใจไปเอง”


เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ที่ตึงเครียดและเสียงขวัญ เมื่อนั่งลงบนบัลลังก์มังกรเรี่ยวแรงทั่วร่างก็ราวกับโดนดึงออกไป ก่อนหน้านี้เดินไปเดินมาทั้งอารมณ์ตึงเครียดอยู่ตลอด ยามนี้พอนั่งลงถึงพบว่ามือเท้าตนเองตกใจเสียจนเหงื่อออกและไม่มีแรงจะลุกยืน


นานนักเขาถึงจะเรียกคนชุดดำนายหนึ่งมาปรากฏตัวยังกลางท้องพระโรง


“นายท่าน” คนชุดดำคารวะด้วยความเคารพ พร้อมทั้งขานเรียก


“เรียกบรรพชนนักรบที่ส่งไปอารักขาท่านอ๋องสามพวกนั้นกลับมา คืนนี้เพิ่มการป้องกันภายในวังให้แข็งแกร่งขึ้นด้วย” เขาสั่งการเสียงเข้ม หลังจากใจเย็นลงแล้วสมองก็เริ่มคิดได้


เดิมทีกังวลว่าวันนี้อี้เซวียนจะไปจวนตระกูลเฟิ่งเพื่อหยุดยั้งปัญหาที่จะเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงส่งบรรพชนนักรบสองสามคนไปเฝ้าเขาไว้ กักบริเวณเขาในจวนอ๋องไม่ให้ออกไปทำเสียเรื่อง โชคดีที่ส่งคนไปเฝ้า ไม่งั้นเรื่องวันนี้ทั้งหมดเกรงว่าเขาจะรับมือไม่ไหวจริง


“ขอรับ” คนชุดดำกลางท้องพระโรงขานรับ แล้วจากไปอย่างรวดเร็ว


เห็นเช่นนี้มู่หรงป๋อก็ครุ่นคิดเล็กน้อย คิดว่าชายที่เรียกว่าเจ้าตำหนักยมราชคนนั้นเป็นใครกันแน่? ทำไมแม้แต่คนแคว้นเหินเวหายังเขา? ซ้ำยังมีกำลังเช่นนั้น ถึงสามารถสังหารตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณได้ เขามีที่มาที่ไปยังไงกันแน่?


เรื่องที่เกิดขึ้นกับจวนตระกูลเฟิ่งกระจายไปทั่วเมืองอวิ๋นเยวี่ยราวกับสายลม แม้มู่หรงอี้เซวียนไม่ได้ออกจากจวน ยามนี้ก็ได้ยินข่าวเช่นกัน


เขานั่งอยู่ในศาลาภายในจวนพลางมองไปยังทิศทางจวนตระกูลเฟิ่ง แววตาลึกล้ำนั้นมีประกายสับสน


สังหารคนระดับกำเนิดวิญญาณ? ชายคนนั้นเป็นคนที่นางมอบใจให้งั้นหรือ? หากไม่ใช่งั้นนางก็เป็นคนที่ชายคนนั้นมอบใจให้ นางไปรู้จักคนเช่นนั้นมาจากไหน? หรือว่าพบกันในช่วงเวลานั้นที่ออกไปข้างนอก?


นึกถึงคำพูดเหล่านั้นที่นางบอกเขาว่าเป็นไปไม่ได้ ที่ผ่านมาเขามีความคิดที่ใสซื่อยิ่งนัก ขอแค่กำลังเขาฝึกบำเพ็ญถึงระดับที่มั่นคง จะให้นางเปลี่ยนมุมมองได้แน่ๆ ทว่าตอนนี้…


“เกรงว่าจะเป็นไปไม่ได้ตลอดกาลแล้วสินะ!” เขายิ้มขมขื่นพลางกระซิบเบาๆ ท่าทีทั้งอ้างว้างและโดดเดี่ยว


เขาอาจไม่ได้รักนางสุดหัวใจอย่างที่ตนเองจินตนาการไว้ มิเช่นนั้นหลังจากท่านพ่อสั่งคนมาเฝ้าจวนอ๋องไว้ ทำไมเขาถึงพยายามที่จะออกไป?


อันที่จริงในใจเขาชัดเจนยิ่ง มีเรื่องมากมายไม่อาจครอบครองได้พร้อมๆกัน ระหว่างนางกับตระกูลมู่หรง ทางที่เขาเลือกอย่างเฉียบขาดคือการปกป้องราชวงศ์ตระกูลมู่หรง เพื่อไม่ให้แคว้นต้องสั่นคลอน และไม่ให้แคว้นเหินเวหามีเหตุผลมาทำลายแคว้น ทว่าสิ่งนี้กลับลิขิตให้เขาต้องสูญเสียนางไปตลอดกาล…


“นายท่าน ท่านผู้ครองแคว้นถอนคนออกไปแล้วขอรับ” ทหารอารักขาชุดดำมาบอกยังด้านหลังเขา


มู่หรงอี้เซวียนเงียบไป นั่งอยู่นิ่งไม่เอ่ยปาก


ส่วนทหารอารักขาคนนั้นด้านหลังก็ยืนนิ่งไม่ไหวติงและไม่ออกไป เหมือนกำลังลังเลอะไรบางอย่าง


ผ่านไปสักพัก มู่หรงอี้เซวียนก็ถามว่า “มีเรื่องอะไรอีก?”


ทหารอารักขาคนนั้นถึงบอก “วันนี้ตอนรัชทายาทแคว้นเหินเวหาเผชิญหน้ากับคุณหนูใหญ่เฟิ่งอยู่ด้านหน้า ผู้ครองแคว้นพาคนบุกเข้าเรือนผู้นำตระกูลเฟิ่งจากด้านหลัง แต่ภายในเรือนนั้นมีบรรพชนนักรบแปดคนคุ้มกันไว้ ผู้ครองแคว้นจึงทำไม่สำเร็จ สูญเสียคนไปมากมายถึงจะหนีออกมาขอรับ”


มู่หรงอี้เซวียนได้ฟังคำพูดนี้ก็หันกลับมาทันใด ดวงตามีเส้นเลือดปรากฏ กำหมัดแน่นด้วยความโกรธเคืองที่ไม่อาจเก็บกลั้น…


ตอนที่ 446: จากไปด้วยความผิดหวัง


“นี่เขาคิดจะทำลายแคว้นที่บรรพชนตระกูลมู่หรงก่อตั้งขึ้นมาหลายร้อยปีรึ!”


เสียงเขากัดฟันกรอด มีความโกรธเกรี้ยวที่ยากเกินเชื่อ ไม่อาจจินตนาการและไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องทำถึงเพียงนี้? จวนตระกูลเฟิ่งเป็นผู้ที่คอยปกป้องตระกูลมู่หรงมาหลายชั่วอายุคน ไม่เพียงปกป้องตระกูลมู่หรง ซ้ำยังคอยพิทักษ์แคว้นแสงสุริยัน ทว่าตอนนี้เขากลับคิดจะทำลายตระกูลนี้ด้วยมือตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า!


เขาที่โกรธจัดลุกยืนขึ้น สะบัดแขนเสื้อ ก้าวยาวไปยังพระราชวัง ถึงกับไม่แม้แต่จะสั่งคนเตรียมรถม้า แล้วเรียกพลังโผบินไปทันที ใช้เวลาสั้นๆไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็มาถึงภายในพระราชวัง


มาถึงภายในวัง เขาตรงไปยังท้องพระโรง เห็นมู่หรงป๋อที่ไม่รู้กำลังพูดอะไรกับบรรพชนนักรบพวกนั้น สีหน้าก็ยิ่งถมึงทึง ตะโกนเสียงเกรี้ยวกราดว่า “เสด็จพ่อคิดจะทำอะไรกันแน่? หรือว่าต้องทำลายทุกอย่างท่านถึงจะยอมวางมือ? ท่านคิดว่าทุกอย่างที่ทำลงไปจะไม่มีใครรู้รึ? ช่างเพ้อฝันเกินไปแล้ว!”


หลังมู่หรงป๋อได้ยินคำพูดเขา สีหน้าก็คร่ำเครียด โบกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนในตำหนักถอยไป ถึงจะตะคอกว่า “เจ้าเป็นบ้าอะไรอีก!”


“บ้า? หึ! ลูกว่าคนที่บ้าไม่ใช่ลูกแต่เป็นท่าน! ท่านบ้าไปแล้ว! ท่านต้องบ้าไปแล้วถึงได้คิดจะทำลายตระกูลเฟิ่ง ถึงคิดจะทำลายตระกูลที่พิทักษ์แคว้นแสงสุริยันด้วยความภักดี!”


“ท่านคิดหรือว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องทั้งหลายที่ท่านทำ? ท่านคิดหรือว่าจะไม่มีใครรู้ว่าท่านส่งคนไปลอบสังหารท่านอาเซียว? ท่านคิดว่าการที่ท่านพาคนเข้าไปลักพาตัวคนตระกูลเฟิ่งจะไม่รู้หรือ? ฮ่าๆๆ เสด็จพ่อข้า ท่านกลายเป็นคนใส่ซื่อเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?” มู่หรงอี้เซวียนหัวเราะร่าอย่างเย้ยหยัน พลางมองเขาที่สีหน้าตกตะลึง แล้วหมุนตัวก้าวยาวออกไป…


เพราะคำพูดเขาสีหน้ามู่หรงป๋อจึงเปลี่ยนไปยกใหญ่ ร่างกายสั่นเทิ้ม มองเขาจากไป อยากจะเรียกเขาไว้ แล้วถามว่าเขารู้เรื่องที่ตนส่งคนไปซุ่มลอบสังการเฟิ่งเซียวได้ยังไง? แต่กลับเห็นเขาหายไปด้านนอกท้องพระโรงเสียแล้ว


“เป็นไปได้ยังไง? เขารู้ได้ยังไง? ชัดเจนว่าข้าจัดการอย่างสะอาดหมดจด ทำไมเขาถึงรู้ได้?” เขาพูดพึมพำ น้ำเสียงมีความสั่นกลัว “คนจวนตระกูลเฟิ่งก็รู้เรื่องด้วยรึ? พวกเขาจะรู้หรือเปล่า?”


มู่หรงอี้เซวียนที่ออกจากราชวังมีความอ้างว้างและเศร้าโศกกระจายอยู่ทั่วร่าง หันกลับไปมองราชวัง พระราชวังแห่งนี้เขาคิดว่าใช้เวลาไม่นานก็คงไม่มีอยู่อีกแล้ว…


ครั้งแรกคนจวนตระกูลเฟิ่งยังทนต่อไปได้ ส่งมอบอำนาจและลาออก แม้เฟิ่งเซียวจะหมดสติไม่ฟื้น จวนตระกูลเฟิ่งก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร และไม่มีแผนที่จะจัดการตระกูลมู่หรง ข้อนี้เขาที่เฝ้ามองตระกูลเฟิ่งมาตลอดย่อมชัดเจนดี


แต่ครั้งนี้เกรงว่าจะไปจบลงง่ายดายเช่นนั้น แม้จะไม่เข้าใจนางในตอนนี้นัก กลับยังมองออกว่านางไม่ใข่คนที่ยอมให้ใครมารังแก มิเช่นนั้นคนแคว้นเหินเวหาคงไม่ถูกสั่งสอนเสียทุกครั้ง


ทันใดนั้นเขาก็เหนื่อยหน่ายใจ มีแรงกระตุ้นที่ไม่อยากจะปกป้องแคว้นแห่งนี้อีกต่อไป และไม่อยากอยู่ต่อเพื่อเห็นแคว้นนี้ถูกทำลายสิ้นด้วยตาตนเอง ในใจมีแรงดลใจที่อยากจะจากไป แต่ในใจกลับยังคงนึกถึงคนคนนั้น


เดิมทีคิดจะไปพบนางที่จวนตระกูลเฟิ่งอีกครั้ง แต่พอนึกถึงเรื่องที่ท่านพ่อทำไว้ฝีเท้าก็หยุดลงเสียดื้อๆ ชะงักเล็กน้อยอยู่พักหนึ่ง มองไปยังทิศทางจวนตระกูลเฟิ่ง เพียงแวบหนึ่งนั้นยังมีความคิดถึงอยู่ลึกๆ และความอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง แม้เป็นเช่นนี้เขายังคงสาวก้าวออกไปด้วยความเด็ดขาด…


ภายในจวนตระกูลเฟิ่ง เรือนที่พำนักของเฟิ่งจิ่ว กวนสีหลิ่นกำลังบอกข่าวล่าสุดที่ตลาดมืดตรวจสอบมาได้กับเฟิ่งจิ่ว


“โชคดีที่สิ่งนี้ไม่ใช่ของธรรมดาธรรมดา ช่วงนี้ในที่สุดก็มีเบาะแสบ้างแล้ว”


ตอนที่ 447: หงส์กับสาวงาม


เสียงของกวนสีหลิ่นชะงักเล็กน้อย ลังเลนิดหน่อย “แต่ไม่นึกว่าแผ่นหยกชิ้นเล็กๆเท่านั้นจะมาจากแคว้นมหาสันติที่เป็นแคว้นรุ่งเรืองระดับสาม”


หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่แม้แต่จะกล้าคิดว่าคนแคว้นเล็กระดับเก้าเช่นพวกเขาจะสู้กับคนแคว้นระดับหกตัวต่อตัวโดยไม่ยำเกรง และไม่กล้าจินตนาการว่าพวกเขาจะมีวันได้สอบถามเรื่องของแคว้นรุ่งเรืองระดับสาม


เหมือนว่าตั้งแต่พบเสี่ยวจิ่ว ชีวิตเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ถึงกับมั่นใจได้ว่าไม่ต้องพูดถึงแคว้นระดับสามหรอก อนาคตแม้แต่แคว้นระดับหนึ่งเขาก็เดินเข้าไปได้


“โอ้? ผู้ดูแลเหยียนบอกว่าเป็นของจากมหาสันติแคว้นรุ่งเรืองระดับสาม?” เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว จากนั้นค่อยพยักหน้า “ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น”


“ทำไมล่ะ?” กวนสีหลิ่นเอ่ยถามอย่างแปลกใจ


“ตั้งแต่รู้ว่าท่านปู่โดนลักพากตัว ข้าก็เคยวิเคราะห์ไว้ วรยุทธ์อีกฝ่ายไม่อาจคาดเดา แอบเข้าจวนมาพาท่านปู่ไปอย่างง่ายดาย กลับไม่ได้ทำร้ายคนในจวน ยิ่งมั่นใจได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ทำร้ายท่านปู่ถึงชีวิต คนที่มีวรยุทธ์เช่นนั้นไม่มีทางเป็นคนแคว้นแสงสุริยัน งั้นคงเป็นแคว้นอื่น”


“ในเมื่อเป็นคนแคว้นอื่น ถึงมีวรยุทธ์เช่นนั้นกลับไม่ทำร้ายใคร ก็มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นคนที่ท่านปู่รู้จัก ด้วยเหตุนี้หลังจากข้าบอกกับท่านพ่อก็ไปค้นที่ห้องท่านปู่ จากนั้น ท่านเดาสิว่าข้าเจออะไร?” เธอหรี่ตาลง นัยน์ตาอมยิ้มเจ้าเล่ห์


เห็นท่าทางนางกวนสีหลิ่นก็ตกใจ พูดด้วยท่าทีแปลกๆว่า “อย่าบอกนะว่าเจ้ารู้แล้วว่าคนที่ลักพาตัวท่านปู่ไปเป็นใคร?”


“ฮิๆ เปล่าเสียหน่อย แต่มั่นใจได้ว่าท่านปู่ต้องรู้จัก ท่านดูสิ” เธอหยิบม้วนภาพจากห้วงมิติออกมาเปิด พลางเอ่ยว่า “ห้องท่านปู่ปกติไม่ให้ใครเข้าไป วันนั้นข้าจึงพลิกหาในห้องเขาถึงได้สังเกตเห็นสิ่งนี้”


“ภาพสาวงาม?”


กวนสีหลิ่นประหลาดใจเล็กน้อย ภาพวาดนี้แปลกๆนิดหน่อย เป็นภาพสาวงามที่ไม่ได้มีแค่สาวงาม แต่ยังมีหงส์ตัวหนึ่งมาด้วย ทว่าสิ่งที่แปลกคือหงส์ตัวนั้นที่กระพือปีกจะบินแต่ถูกสาวงามที่สวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนสง่างามในภาพดึงปีกเอาไว้


แววตาสดใสของสาวงามแฝงด้วยความโกรธ มองหงส์ตัวนั้นที่ตีปีกจะบินอย่างขุ่นเคืองแปลกๆ ท่าทางช่างสมจริงนัก รูปแบบก็แปลกพิลึก แตกต่างกับภาพสาวงามทั่วไป


เห็นม้วนภาพที่แปลกตาแต่น่าขัน เขาก็แย้มยิ้มขึ้นมา “ไม่นึกเลยว่าท่านปู่จะชอบเก็บภาพสาวงามด้วย! สาวงามในภาพสวยมากจริงๆ เป็นรูปเหมือนท่านย่าสมัยก่อนหรือเปล่า? แต่ทำไมถึงดึงหงส์ตัวนั้นไว้? เป็นรูปแบบที่ประหลาดนัก”


“เดิมทีข้าก็คิดเช่นกัน แต่ข้าเอาไปถามท่านพ่อแล้ว เขาบอกว่าไม่ใช่ ผู้หญิงในภาพนี้เขาไม่เคยเห็นเหมือนกัน หนำซ้ำท่านไม่คิดว่าภาพวาดนี้มีความหมายอื่นแอบแฝงรึ? อีกอย่างม้วนภาพนี้มีตราประทับวิญญาณด้วย” เธอหัวเราะเบาๆ นึกถึงความหมายแฝงในภาพนี้ รอยยิ้มตรงริมฝีปากก็ลึกขึ้นบางส่วนโดยฉับพลัน


ได้ยินเช่นนี้กวนสีหลิ่นก็อึ้งไป “ตราประทับวิญญาณ? คืออะไรกัน?”


“บนภาพสาวงามนี้มีพลังวิญญาณไหลเวียน พูดอีกนัยหนึ่งคือภาพนี้วาดโดยผู้ฝึกวิชาเซียน และใช้พลังวิญญาณวาดขึ้นมา ท่านเห็นลายนิ้วมือสองจุดด้านล่างนี้หรือไม่? นั่นไม่ใช่สีแดงแต่เป็นเลือด ภาพนี้ไม่เพียงไว้เชยชมยังมีประโยชน์อีกอย่าง หากรอยนิ้วมือสองจุดนี้หายไป แสดงว่าคนคนนั้นไม่อยู่แล้ว ตราประทับวิญญาณนี้คล้ายๆกับโคมไฟแห่งชีวิต ต่างมีประโยชน์เหมือนๆกัน แต่ยิ่งระดับสูง ข้าเคยค้นอ่านในตำราเก่าๆ แคว้นทั่วไปจะไม่มีตราประทับวิญญาณเช่นนี้ปรากฏ”


ตอนที่ 448: เบาะแสท่านปู่


ฟังนางอธิบาย กวนสีหลิ่นก็พยักหน้าเหมือนเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ สำหรับคาถาของผู้ฝึกวิชาเซียนอะไรนั่นเขาไม่เข้าใจเท่าไหร่จริงๆ พูดไปก็รู้แค่บางส่วนในความพร่ามัว ดังนั้นจึงมองไปที่ภาพนั้นแล้วถามว่า “งั้นความหมายแฝงที่เจ้าว่าคืออะไร? ภาพสาวงามนี้แม้รูปแบบการวาดจะแปลกไปหน่อย ดูแล้วก็ไม่มีความหมายอะไรนี่!”


“อืม หากเป็นนกชนิดอื่นยังดี แต่ในภาพกลับเป็นหงส์ตัวนี้ ท่านไม่ลองคิดดูเล่า ตระกูลเฟิ่งเราเป็นแซ่เฟิ่งพอดี ข้าเดาว่า แน่นอนว่าเป็นเพียงการคาดเดานะ หงส์ตัวนี้ที่ตีปีกจะบินคงหมายถึงใครคนหนึ่งในตระกูลเฟิ่งเรา” แววตาเธอยิ้มแย้ม มีความสงสัยอยากรู้อยากเห็นบางส่วนรางๆ


หากจริงอย่างที่นางคิด งั้นเรื่องท่านปู่โดนจับตัวไปเดาว่าคงน่าสนใจยิ่ง แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดา รายละเอียดเป็นยังไง รอถึงเวลานั้นจริงๆ เมื่อตรวจสอบชัดเจนถึงจะรู้ได้


ฟังนางพูดครึ่งหนึ่งไม่พูดอีกครึ่ง กวนสีหลิ่นก็ไม่เข้าใจว่าเรื่องอะไร “เจ้าพูดเสียตั้งนานข้ายังไม่เข้าใจ ท่านปู่โดนใครจับตัวไปกันแน่?”


“ข้าเดาว่าคงไม่มีทางไม่เกี่ยวข้องกับนาง” นิ้วมือนางชี้ลงไปยังตราประทับตรงมุมด้านล่าง


“แคว้นมหาสันติ ซู่ซี?” อ่านถึงสองคำนี้กวนสีหลิ่นก็ผงะไป “มีแค่ชื่อนี้จะหมายถึงอะไรได้?”


ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วจึงมองเขาตาเขม็ง “ข้าว่าสมองพี่คงคิดกลับไปกลับมาไม่เป็นเสียแล้ว! ทำไมท่านปู่ถึงแขวนภาพสาวงามนี้ไว้ในห้อง? ทำไมบนภาพสาวงามถึงมีหงส์? ในภาพนี้นอกจากตราประทับวิญญาณ ยังมีตัวอักษรเล็กๆจารึกไว้ตรงตราประทับว่าแคว้นมหาสันติ ซู่ซีหนำซ้ำแผ่นหยกที่หล่นอยู่ก็ชี้ชัดไปที่แคว้นมหาสันติ แคว้นรุ่งเรืองระดับสาม ข้อมูลมากมายเพียงนี้นำมารวมกันยังคิดไม่ออกอีกหรือ?”


“เช่นนั้นตอนนี้ท่านปู่อยู่ในแคว้นมหาสันติ หนึ่งในแคว้นรุ่งเรืองระดับสาม? และผู้หญิงที่ชื่อซู่ซีก็ส่งคนมาจับตัวไป? เป็นไปไม่ได้กระมัง?” ผู้หญิงจะจับคนไปปกติก็ควรจับคนที่อายุน้อยหน่อย แต่ไม่นึกว่าจะจับตัวผู้เฒ่าไป คิดยังไงก็แปลกๆ?


เฟิ่งจิ่วเก็บม้วนภาพ บอกอย่างยิ้มแย้มว่า “ดังนั้นข้าจึงไม่กังวลว่าท่านปู่จะมีอันตรายถึงชีวิต ข้าเคยบอกเรื่องนี้กับท่านพ่อแล้ว ว่าไม่ต้องเป็นห่วงท่านปู่หรอก รอจัดการเรื่องที่นี่เสร็จ ค่อยหาโอกาสไปดูที่นั่นเสียหน่อย”


“ในเมื่อรู้ว่าท่านปู่จะไม่มีอันตรายก็วางใจได้ แต่เจ้าตำหนักยมราชที่พักอยู่ที่นี่ตอนนี้ล่ะจะทำยังไง? ดูแล้วท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตรนัก เขาคิดจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน? คงไม่พาเจ้าไปด้วยหรอกนะ?” กวนสีหลิ่นท่าทางแปลกๆ นึกถึงเจ้าตำหนักที่สวมชุดคลุมสีดำน่าเกรงขามไร้คนเทียบก็ผวาอยู่บ้าง


แรงกดดันจากคนคนนั้นแข็งแกร่งเกินไป แค่มองไกลๆแวบเดียวยังรู้สึกได้ถึงความน่ากลัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่เห็นเขาสังหารตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณด้วยตาตนเอง


“อืม เจ้าหมอนั่นรับมือยากจริงๆ ข้าขอบอกท่าน ว่าข้ารู้สึกผิดต่อเขานิดหน่อย เพราะข้าก็ขโมยของเขามาไม่น้อย เฮ้อ! ทำเรื่องแย่ๆไว้เยอะเกินไป ตอนนี้เจ้ากรรมมาหาใจข้าก็สั่นๆ จะพูดยังไม่กล้าเลย”


สีหน้าเธอหมดหนทาง ในใจยิ่งหวาดกลัว นึกถึงโสมพันปีที่ขโมยมาจากเขา ยังมีของพวกนั้นที่เอามาจากหอสมบัติครั้งนั้นอีก คิดๆแล้วเธอก็เกรงใจนิดหน่อย


แม้เธอไม่ขาดเงิน แต่ด้วยกำลังทรัพย์ตนจะซื้อของพวกนั้นกลับไม่อาจทำเช่นเขาที่โบกมือให้เธอเลือกหยิบเก็บเข้าห้วงมิติตามใจชอบได้ ตอนนี้ดีแล้ว เอาเปรียบเขามากเกินไป พอเห็นเขาถึงอยากจะหาที่หลบขึ้นมาราวกับหนูเจอแมว


ตอนที่ 449: ชอบนางตรงไหน?


“ข้าได้ยินพวกเขาบอกว่าเขาไปที่เรือนพ่อบุญธรรม สองคนเหมือนจะคุยกันจนถึงตอนนี้” พบหน้ากันครั้งแรก มีเรื่องให้คุยมากมายเพียงนั้นเชียว?


ขณะกำลังพูดก็เห็นร่างชุดคลุมดำเอามือไพล่หลังเดินมาทางนี้ กวนสีหลิ่นเห็นก็พูดให้สัญญาณ “มาแล้ว”


“พี่ชาย เช่นนั้นข้าขอหลบหน้าไปอยู่กับท่านแล้วกัน!”


ได้ยินเช่นนี้ กวนสีหลิ่นจึงมองนางแวบหนึ่ง บอกว่า “เจ้าอย่าไปดีกว่า เขามาหาเจ้าตั้งไกล เจ้าเลี่ยงไม่ได้หรอก” พูดจบก็ลุกขึ้นมาฉีกยิ้มกว้าง “เสี่ยวจิ่ว ข้าจะกลับไปก่อน มีเรื่องอะไรค่อยส่งคนไปตามข้าแล้วกัน”


สิ้นเสียง ไม่รอให้นางพูดอะไรก็เร่งฝีเท้าเดินออกจากห้อง เมื่อผ่านข้างกายเจ้าตำหนักยมราชคนนั้นก็ประสานมือคารวะ แล้วเดินไปข้างนอก


เห็นเป็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็แอบถอนใจ ทำได้เพียงลุกขึ้นเดินออกมายืนตรงประตูห้องพลางมองเจ้าตำหนักในลานบ้าน ถามว่า “ท่านจะพักอยู่ที่นี่นานแค่ไหน ข้าจะให้คนไปจัดแจงเรือนให้”


“เรือนเจ้านี้ดียิ่งนัก”


เจ้าตำหนักเอ่ยด้วยเสียงเนิบๆ นั่งลงข้างโต๊ะในลานบ้าน “ช่วงนี้ข้าไม่มีธุระอะไร จะพักอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก เจ้าซึ่งเป็นถึงเจ้าบ้านต้องรู้ไว้ว่าจะละเลยแขกไม่ได้ หนำซ้ำบิดาเจ้ายังบอกให้เจ้าหาเวลาไปเดินเล่นในเมืองเป็นเพื่อนข้า ชมทิวทัศน์เมืองอวิ๋นเยวี่ยและธรรมเนียมพื้นเมืองของที่นี่เสียหน่อย”


“ข้ายุ่งมาก ไม่มีเวลาว่างไปเดินเล่นกับท่าน หากท่านสนใจข้าหาสักสองสามคนไปเป็นเพื่อนให้ได้” สองแขนเธอกอดอก ร่างเอนพิงประตูห้องเล็กน้อย ทำท่าทางบอกว่า ‘ข้าไม่มีเวลาไปสนใจท่าน’ อย่างชัดเจน


“ยังต้องทำอะไรอีก? ให้ข้าช่วยเจ้าได้”


เขามองนางที่ยืนพิงอยู่ข้างประตู เห็นนางสวมชุดกระโปรงสีแดง ทั้งที่รูปโฉมงามเลิศ รูปร่างเพรียวบาง ทว่าท่าทางที่สองแขนกอดอกอย่างเกียจคร้านกลับมีความดื้อรั้นเยี่ยงบุรุษอยู่บ้าง คางมนสวยได้รูปเชิดขึ้นเล็กน้อย บนใบหน้ามีความเย็นชาส่วนหนึ่ง ความชั่วร้ายส่วนหนึ่ง ช่างคล้ายคลึงกับพวกอันธพาล


เห็นนางเป็นเช่นนี้ ในใจเขาประหลาดใจยิ่ง ไม่เข้าใจว่านางมีโฉมหน้าที่เปลี่ยนไปและท่าทีที่แตกต่างมากมายเพียงนั้นได้อย่างไร?


เห็นชัดว่าเป็นคนคนเดียวกัน แต่กลับกลายเป็นว่าหากนางอยากสูงส่งดุจนางเซียนก็วางท่าสง่างามเรียบร้อย หากอยากชั่วร้าย เกียจคร้าน ซุกซน และเอาแต่ใจ ก็แผ่กลิ่นอายทรงเสน่ห์ที่น่าหลงใหลและเย้ายวนกระชากใจคนได้เช่นกัน


นางสามารถทำใสซื่อไร้เดียงสาราวกระต่ายน้อย ไร้พิษสงเสียจนเหมือนใครๆก็พุ่งเข้าไปกัดได้ และยังสามารถเจ้าเล่ห์ปานจิ้งจอก วางแผนกำจัดศัตรูด้วยอุบายร้อยพัน ทำให้ศัตรูพ่ายแพ้ได้เลวร้ายที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวที่สุด


นิสัยนางทั้งแปลกและดื้อรั้น เสื้อผ้าขอทานสกปรกก็กล้าเอามาใส่ เจอคนยังกล้าพุ่งเข้าไปเกาะขา ทำกับศัตรูด้วยวิธีการโหดร้ายไร้เมตตา ท่าร่างแปลกตาพิลึกพิลั่น คร่าชีวิตคนได้ขณะที่หัวเราะพูดคุย


แต่นางที่เป็นแบบนี้ ไม่รู้ว่าเข้าตาและเข้ามาอยู่ในใจเขาได้อย่างไร ถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าตัวเองชอบนางตรงไหนกันแน่?


สิ่งที่เกลียดที่สุดคือ เขาจัดการเรื่องอย่างออกนอกหน้าเพียงนี้ นึกไม่ถึงว่านางยังมีสีหน้ารังเกียจ ทำท่าทางหลบหน้า ทุกครั้งที่เขานึกถึงก็โกรธเสียจนกัดฟันกรอด อยากจะกดนางลงบนเตียงแล้วสั่งสอนให้หนัก


อืม เหมือนครั้งนั้นเมื่อตอนกลางวันนั่นแหละ


นึกถึงภาพนั้นเมื่อกลางวัน ใบหน้าหล่อเหลาที่บึ้งตึงจึงผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากบางที่เม้มอยู่ยกขึ้นยิ้มชอบใจเล็กน้อย


แต่ท่าทางเช่นนี้ของเขา ในสายตาเฟิ่งจิ่วกลับกลายเป็นอีกท่าทางหนึ่ง


“ท่านเจ้าตำหนัก ท่านอย่าแสดงสีหน้าท่าทางวาบหวามเคลิบเคลิ้มเช่นนั้นได้หรือไม่? ข้าขนลุกขึ้นมาทั้งตัวแล้ว”


ตอนที่ 450: กลับมาแล้ว


เป็นดังคาด เมื่อได้ยินคำพูดขัดอารมณ์นี้ รอยยิ้มตรงริมฝีปากเจ้าตำหนักยมราชก็แข็งทื่อ ก่อนจะกวาดมองเฟิ่งจิ่วที่มีสีหน้าท่าทางยียวนด้วยความโกรธเคือง


ผู้หญิงคนนี้ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องระหว่างชายหญิงอยู่ดี


“เจ้าตำหนัก ช่วงนี้เรื่องที่ข้าต้องทำมีเยอะมากจริงๆ ท่านจะพักอยู่บ้านข้ายังไง ช่วงนี้ก็อย่ามารบกวนข้าแล้วกัน” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม เห็นเขาสีหน้าไม่ดีจึงพูดต่อไปว่า “แม้ข้าจะซาบซึ้งมากที่ท่านช่วยตระกูลเฟิ่งเราไว้ครั้งใหญ่ แต่เรื่องที่มีความสามารถพอ ข้าก็หวังว่าจะทำด้วยตนเองได้”


แต่ไหนแต่ไรเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่พึ่งพาผู้ชาย หลายเรื่องล้วนจัดการเองจนเคยชิน หากพึ่งคนอื่นตลอด สุดท้ายก็จะติดนิสัยชอบพึ่งผู้อื่น ผู้หญิงที่พึ่งคนอื่นเป็นนิสัยจะมีชีวิตอยู่โดยยึดติดกับผู้ชาย แต่เธอไม่อนุญาตให้ตัวเองกลายเป็นผู้หญิงเช่นนั้นแน่นอน


ได้ยินเช่นนี้ เจ้าตำหนักมองลึกที่นาง เห็นใบหน้านางอมยิ้ม แต่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความจริงจัง คิดเพียงเล็กน้อยก็รู้ความหมายของนาง ด้วยเหตุนี้จึงละสายตาออก เอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำน่าดึงดูดซึ่งเจือความหยิ่งยโสบางส่วน “ข้าก็ไม่ใช่คนที่จะช่วยอะไรใครไปเสียหมด”


“เช่นนี้ก็ดี เหลิ่งซวง พาเจ้าตำหนักยมราชไปพักผ่อนที่เรือนเขาเถอะ!” เธอตะโกนออกไป เห็นเหลิ่งซวงเดินเข้ามาจากด้านนอก และทำท่ามือเชื้อเชิญให้เจ้าตำหนัก


“เชิญตามข้ามาเจ้าค่ะ”


แม้หนังหน้าเขาจะหนา แต่โดนนางผลักไสครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ สีหน้าก็อับอายอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงทำหน้าเคร่งขรึมลุกขึ้นมา หลังจากชายตามองนางก็สาวก้าวเดินออกไป


อิ่งอีชำเลืองมองเฟิ่งจิ่วที่พิงข้างประตู แล้วตามฝีเท้านายท่านออกจากเขตเรือนนี้ไป ในใจแอบทอดถอนใจว่า ‘นายท่านกับภูตหมอเป็นคนรักกันแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมการไปมาหาสู่ของสองคนถึงพิกลเช่นนี้?’


ยามมองพวกเขาออกไป แววตาเฟิ่งจิ่วยิ่งลึกล้ำ เนิ่นนานถึงจะดึงสายตากลับมาและหมุนตัวเข้าห้อง หลังจากปิดประตูก็เข้าห้วงมิติไปฝึกบำเพ็ญ…


เมื่อค่ำคืนมาเยือน ฮุยหลางที่ทำตามคำสั่งมุ่งหน้าไปพระราชวังเพียงคนเดียว และแอบเข้าตำหนักมู่หรงป๋ออย่างเงียบเชียบ ครั้นเห็นว่าตำหนักมีคนไม่น้อยเฝ้าอยู่โดยรอบก็แอบหัวเราะเยาะ


คนแค่นี้หรือจะคุ้มกันได้? อย่าฝันเฟื่องเกินไปหน่อยเลย ล่วงเกินเขาถือเป็นเรื่องเล็ก แต่หากล่วงเกินภูตหมอนายหญิงในอนาคตของนายท่าน ปัญหานั้นก็ใหญ่หลวงแล้ว


นึกถึงยาขวดนั้นที่ภูตหมอให้มา เขาจึงหยิบออกมาเล่นในมือพลางกลอกตาขบคิด ก่อนเก็บมันกลับเข้าห้วงมิติ จากนั้นโฉบกายลงมาด้านล่าง ส่วนมู่หรงป๋อที่ระวังอยู่ตลอดก็ไม่รู้เลยว่ามีคนแอบเข้าตำหนักมาถึงข้างกายเงียบๆ แล้ว…


เที่ยงคืนผ่านไป ฮุยหลางกลับถึงจวนตระกูลเฟิ่งก็มายังเรือนของเฟิ่งจิ่ว กลับเห็นว่าไฟดับไปแล้ว จึงจำใจกลับไปหานายท่านก่อน ทว่ายังไม่ทันเข้าเขตเรือนก็เห็นอิ่งอีในลานบ้านเหลือบมองมา เอ่ยถามว่า “เจ้าไปไหนมา?”


“ข้าไปช่วยภูตหมอทำธุระ” เขาฉีกยิ้มกว้าง พูดอย่างดีอกดีใจ กำลังจะบอกว่าคืนนี้เขาไปทำเรื่องสนุกอะไรมา ก็ได้ยินเสียงนายท่านลอยดังมาจากในห้อง


“เข้ามา”


เมื่อได้ยินน้ำเสียงเคร่งเครียด แววตาฮุยหลางพลันเปลี่ยน ถามว่า “อารมณ์นายท่านเป็นอย่างไร?” หลังจากรับคำสั่งภูตหมอก็ออกจากจวนไปศึกษาเส้นทางให้คุ้นเคย ด้วยเหตุนี้ภายในจวนเกิดอะไรขึ้นบ้างจึงไม่รู้เรื่องเลยสักนิด


“เจ้าเข้าไปก็รู้เอง” อิ่งอีให้สัญญาณเขาเข้าไปโดยไม่พูดอะไรมาก


ได้ยินเช่นนี้ ฮุยหลางเลยจำต้องฝืนใจเดินเข้าห้องไป เห็นนายท่านนั่งอยู่ข้างโต๊ะจึงเข้าไปคารวะ “นายท่าน ข้าน้อยกลับมาแล้วขอรับ”


ตอนที่ 451: ไม่ตายก็น่าสังเวช


เจ้าตำหนักยมราชดื่มเหล้าอยู่ เอ่ยถามโดยไม่เงยหน้า “ไปช่วยนางทำเรื่องอะไร?”


ได้ยินเช่นนี้ ฮุยหลางรีบตอบว่า “ข้าน้อยนำยาที่ภูตหมอให้มาไปยังวังหลวง แล้วใส่ของบางอย่างให้มู่หรงป๋อเพื่อสั่งสอนเสียหน่อยขอรับ”


“ไม่ได้ฆ่ารึ” เขาเลิกคิ้วขึ้น เดิมทีนึกว่าหลังจากรู้ว่ามู่หรงป๋อลงมือลับหลังนางจะฆ่าเขา แต่ดูจากสถานการณ์เหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้น?


เขาส่ายหน้า “ไม่ขอรับ ภูตหมอกำชับว่าไม่ต้องปลิดชีวิต นางมีวิธีทำให้เขาอยู่อย่างตายทั้งเป็น” อันที่จริงเขาก็อยากรู้ผลลัพธ์ของยานั้นยิ่งนัก ไม่รู้ว่าจะมีผลอะไร?


เจ้าตำหนักครุ่นคิด เนิ่นนานถึงจะบอกว่า “ในเมื่อนางยอมเรียกใช้ เจ้าก็เดินไปเดินมาต่อหน้านางบ่อยๆ หากนางมีธุระจะสั่งเจ้า ก็ทำให้เรียบร้อยหมดจด”


ได้ยินคำพูดนี้ ฮุยหลางตกใจเล็กน้อย แต่ยังคงขานรับ “ขอรับ”


“ออกไปซะ!”


“ขอรับ”


เขาขานรับแล้วเดินออกไปอย่างงุนงง น่าแปลก ทำไมถึงรู้สึกว่านายท่านแปลกๆไป? เหมือนมีตรงไหนผิดปกติ? คงไม่เก็บความโมโหกลับมาจากภูตหมออีกหรอกกระมัง?


เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขามารอนอกเขตเรือนของเฟิ่งจิ่วตั้งแต่เช้า เพียงแต่ไม่นึกว่านางจะไม่ตื่นเช้า เวลาใกล้เที่ยงถึงจะเปิดประตูเรือนเดินออกมา


“ภูต…เอ่อ คุณหนูใหญ่ เรื่องที่ท่านสั่งมาเมื่อคืนข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว เดิมคิดจะเข้ามาบอก แต่เห็นท่านดับไฟแต่หัวค่ำ จึงไม่อยากรบกวนการพักผ่อน” เขาฉีกยิ้มกว้าง เห็นวันนี้นางสวมชุดสีขาว รู้สึกว่าไม่ว่าชุดสีขาวหรือชุดสีแดง นางสวมแล้วก็ล้วนเผยความเป็นตัวเองออกมาได้


อืม มองอย่างไรก็สวยอย่างนั้น มีแค่นางเท่านั้นถึงจะเหมาะสมกับนายท่าน และมีเพียงนิสัยแปลกพิลึกเช่นนี้ถึงจะมัดใจนายท่านไว้ได้


ไม่รู้เมื่อวานนางทำอะไรให้นายท่านโกรธอีก? เมื่อคืนเขาถามตั้งนาน อิ่งอีก็ไม่ยอมพูดอะไรเลย ทำให้ในใจเขาสงสัยอยู่ตลอด กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแม้แต่นอนยังนอนไม่หลับ


“ไม่ได้ทำให้คนข้างกายเขาแตกตื่นใช่ไหม?” เฟิ่งจิ่วเดินมานั่งลงข้างโต๊ะพลางเอ่ยถาม


“ไม่เลย ข้าจับตามองอยู่ตรงนั้นนานมาก ถึงค่อยฆ่าคนข้างกายเขาไปคนหนึ่งแล้วเข้าสวมรอยแทน ขนาดข้าเดินอยู่ข้างกาย ยกชา รินน้ำ ยื่นของให้ เขายังไม่รู้เลย แต่เห็นสีหน้ามู่หรงป๋อคนนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เดาว่าหลังจากกลับไปคงองสั่นขวัญแขวนอยู่ตลอด”


ด้วยฝีมือเขาจึงจัดการเรื่องนี้ได้ง่ายดายนัก


“ดีมาก ลำบากเจ้าแล้ว” เธอพยักหน้าด้วยความพอใจ


“แหะ ไม่ลำบาก ไม่ลำบาก ทีหลังหากท่านมีเรื่องที่ไม่สะดวกออกหน้าหรือลงมือเองก็ยกให้ข้าไปทำได้ จริงด้วยคุณหนูใหญ่ ยานั้นมีสรรพคุณอะไรกันแน่ จะทำให้คนอยู่เหมือนตายทั้งเป็นได้จริงหรือ?” เขาทำหน้าอยากรู้อยากเห็น เพราะไม่ได้ชำนาญด้านยานัก จึงไม่รู้จริงๆว่ายาในขวดนั้นมีผลเช่นไรกันแน่


“หากเจ้าอยากรู้ คืนนี้ไปดูเองเสียหน่อยก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ?”


เธอยกริมฝีปากยิ้ม รอยยิ้มตรงริมฝีปากดูประหลาดและเย็นเยียบอยู่บ้าง “หลังจากมู่หรงป๋อกินยาเข้าไปแล้วร่างกายออกอาการ คงไม่ให้ข่าวแพร่งพรายออกมา แต่สุดท้ายกระดาษก็ห่อไฟไว้ไม่อยู่ เรื่องนี้ปิดได้ไม่นานหรอก ข้าจะลองดูซิ ปกป้องตัวเองยังยากแล้วจะทำร้ายจวนข้าได้อย่างไร”


เห็นรอยยิ้มตรงริมฝีปาก ฮุยหลางก็นึกถึงวิธีลงมือของนางขึ้นมาโดยฉับพลัน และนึกว่าตนยังเคยประสบมากับตัว จึงอดไม่ได้ที่จะหนาวสั่น แอบคิดว่าต่อให้ไม่เห็น เขาก็ยังรู้ว่าแม้มู่หรงป๋อไม่ตายก็คงถูกทรมานเสียจนน่าสังเวช…


ตอนที่ 452: ทุกเรื่องต้องมีสาเหตุ


เป็นอย่างที่ฮุยหลางคิดไว้ ยามนี้ในพระราชวัง ภายในตำหนักของมู่หรงป๋อกำลังตึงเครียดและอึมครึม ผู้ครองแคว้นที่เมื่อคืนยังดีๆอยู่ เช้านี้กลับไม่ตื่นขึ้นมา ไม่เพียงเท่านี้ เส้นผมยังร่วงเสียจนหมดเกลี้ยง ศีรษะจึงเรียบเนียนดุจกระจก โล่งเตียนเหมือนไม่มีหญ้าขึ้น


ส่วนมู่หรงป๋อที่เดิมทีเข้าสู่วัยกลางคนพอดีก็แก่ชราลงอย่างรวดเร็ว ราวกับโดนดึงพลังชีวิตออกไปในระหว่างค่ำคืน แค่คืนเดียว จากชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกลับกลายเป็นคนแก่อายุห้าสิบกว่า


ผิวพรรณทั้งใบหน้าและร่างกายเหี่ยวย่นภายในหนึ่งคืน แห้งกร้านเหมือนโดนดูดน้ำจนเหือดแห้ง สิ่งที่ทำให้รู้สึกตกใจที่สุดคือ วรยุทธ์เขาถดถอยจากบรรพชนนักรบมายังระดับยอดปรมาจารย์ การเปลี่ยนแปลงนี้ประหลาดอย่างยิ่ง ไม่อาจหาสาเหตุพบ และไม่มีใครสามารถรักษาได้


ขณะเดียวกันก็ทำให้มู่หรงป๋อตื่นตกใจสุดขีด


“หากหาสาเหตุไม่ได้ข้าจะจัดการพวกเจ้าซะ!”


เขาแผดเสียงเกรี้ยวกราด ยกเท้าขึ้นถีบไปทางหมอคนหนึ่งที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า หมอคนนั้นไม่กล้าหลบหลีก นิ่งรับเท้าเขาจนทรุดลงไปนั่งปาดเหงื่อบนพื้น


น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว…


ภายในคืนเดียว เส้นผมผู้ครองแคว้นร่วงหมดเกลี้ยง พลังตกลงไปหนึ่งระดับ หนำซ้ำดูท่าทางคล้ายจะยังไม่หยุด ราวกับยังคงดิ่งลงต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะโอกาสรอด วรยุทธ์ หรือพลังชีวิตล้วนกำลังหายไป


ทำให้พวกเขาแต่ละคนที่ไม่เคยพบเห็นอาการเช่นนี้ต่างอกสั่นขวัญแขวน ตื่นตระหนกไม่หยุด คนคนหนึ่งวินิจฉัยไม่ได้ก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าคนทั้งกลุ่มยังวินิจฉัยไม่ได้ นั่นก็เป็นโรคนิรนามแล้ว


หรือจะเป็นเหตุจากความกังวลของผู้ครองแคว้น? ไม่อย่างนั้น ทำไมถึงกลายเป็นเช่นนี้โดยไร้สาเหตุได้?


ชายชราคนหนึ่งที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ สงบสติอารมณ์ เอ่ยอย่างพยายามใจเย็น “ท่านผู้ครองแคว้นโปรดระงับโทสะ กระหม่อมวินิจฉัยแล้ว ฝ่าบาทไม่มีร่องรอยว่าถูกวางยา ชีพจรทุกส่วนก็ปกติ จู่ๆเป็นเช่นนี้อาจเพราะฝ่าบาทกังวลกับราชกิจ หะ…หากได้ผ่อนคลายจิตใจ ร่างกายอาจค่อยๆฟื้นคืนพ่ะย่ะค่ะ”


“ค่อยๆฟื้นคืน?”


มู่หรงป๋อหน้าถมึงทึง ด่ากราดเสียงสั่นเครือขณะที่ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกอย่างยากจะปิดบัง “เจ้าพวกไร้ประโยชน์! ไม่เห็นหรือว่าข้ากำลังแก่ลงทุกช่วงเวลา ไม่เห็นหรือว่าวรยุทธ์ข้ากำลังหายไปทุกชั่วขณะ ค่อยๆฟื้นคืน? จะให้ข้านั่งรอความตายรึ?”


หมอสิบกว่าคนไม่กล้าขานรับ แต่ละคนก้มลงคุกเข่าไม่กล้าเงยหน้า พวกเขาไม่เคยเห็นการวินิจฉัยเช่นนี้มาก่อน แล้วจะรักษาได้อย่างไร?


“ท่านผู้ครองแคว้น ไม่สู้มีพระราชโองการออกไปตามหาเบาะแสภูตหมอดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ ด้วยพรสวรรค์ด้านการแพทย์ของภูตหมอ ต้องสามารถวินิจฉัยอาการของฝ่าบาทได้แน่นอน” หมอคนหนึ่งแนะนำอย่างใจกล้า


“ไป! ไสหัวออกไปให้หมด! เจ้าพวกไร้ประโยชน์!”


มู่หรงป๋อตะโกนอย่างขุ่นเคือง คว้าของข้างมือโยนไปทางพวกเขา ออกพระราชโองการ? นั่นคือการบอกคนทั้งใต้หล้าอย่างเปิดเผยว่าผู้ครองแคว้นคนนี้ไม่ไหวแล้วไม่ใช่หรือ? ถึงเวลานั้นไม่ต้องให้แคว้นอื่นมารุกราน หากคนใต้อาณัติลุกฮือขึ้นมาก็ไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ!


“ทุกเรื่องต้องมีสาเหตุ ไม่น่าเป็นเช่นนี้โดยไม่มีเหตุผล เรื่องนี้ต้องมีต้นเหตุแน่ๆ ให้ข้าลองคิด… ลองคิดดู…”


เขาบังคับตัวเองให้สงบลง ตั้งแต่เมื่อวานถึงวันนี้ทำอะไร กินอะไร และพบอะไรบ้าง ในห้วงความคิดหวนนึกรอบหนึ่ง แต่ความหวาดกลัวในใจมีมากเกินไป หัวใจสับสนว้าวุ่น ไม่มีทางสงบใจคิดอย่างถี่ถ้วนได้เลย แต่มั่นใจได้ว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับคนจวนตระกูลเฟิ่งแน่นอน!


“ต้องเป็นพวกเขา…เป็นพวกเขาแน่!”


ตอนที่ 453: ล่วงเกินภูตหมอไม่ได้


นึกถึงตรงนี้ หัวใจเขาก็สั่นแวบหนึ่ง พลันตะโกนลั่นว่า “ทหาร! ทหาร!”


ทหารอารักขาชุดดำคนหนึ่งโฉบกายเข้ามา ไม่กล้าไปมองคนด้านบนนั้น แต่คุกเข่าข้างเดียวด้วยความเคารพ “นายท่าน”


“ไป! ไปจวนอ๋องเดี๋ยวนี้! เรียกอี้เซวียนมา!” เขาพยายามสงบสติอารมณ์ไว้สุดฤทธิ์ แต่เสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยยังคงมีความหวาดกลัวเผยออกมา


“ขอรับ!” คนชุดดำขานรับ แล้วออกไปอย่างรวดเร็ว


“ต้องเป็นพวกเขาแน่! แต่พวกเขาลงมือตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้างกายข้าล้วนเป็นคนสนิท…” เขาพึมพำอย่างกระวนกระวาย พูดถึงตรงนี้เสียงก็ชะงักไป นึกอะไรขึ้นได้ทันใด จึงกำหมัดแน่นพลางตะโกนเสียงดัง “ทหาร! ทหาร!”


คนชุดดำมากมายกรูเข้ามา ได้ยินเสียงสั่นเครือนั้นบอกว่า “นับจำนวนคนหน่อย! ลองดูว่าขาดใครไปหรือไม่! เร็วเข้า! เดี๋ยวนี้เลย!”


“ขอรับ!”


พวกเขาขานรับ ถอยห่างอย่างว่องไวเพื่อสำรวจจำนวนคน เมื่อพบว่าขาดไปหนึ่งคน ผู้ที่ตรวจนับผงะไปแล้วนับอีกรอบหนึ่ง หลังจากยืนยันชัดเจนจึงรีบเข้าไปรายงาน


“นายท่าน คนของพวกเราขาดไปหนึ่งขอรับ”


“เป็นอย่างที่คิดไว้…เป็นอย่างที่คิดไว้เลย…” มู่หรงป๋อซวนเซถอยไปสองสามก้าว สีหน้าตกตะลึงและกระจ่างแจ้ง


ยามนี้เอง องครักษ์เงาที่ส่งไปจวนอ๋องก่อนหน้านี้กลับมารายงาน “นายท่าน ตามที่คนของจวนอ๋องบอกมา เมื่อวานท่านอ๋องสามไม่ได้กลับจวน คนที่พวกเขาส่งไปในเมืองก็ตามหาร่องรอยไม่พบ ทางประตูเมืองบอกว่าเห็นท่านอ๋องสามออกจากเมือง ไม่รู้ไปไหนขอรับ”


ได้ยินเช่นนี้ ร่างกายมู่หรงป๋อก็อ่อนเปลี้ยทรุดลงบนพื้น ในหัวขาวโพลนไปหมด คนที่เดิมทีดูแก่ชราในเวลานี้เหมือนแก่ลงไปอีกสิบปี เขานั่งอ่อนแรงอยู่บนพื้น มองไปด้านหน้าด้วยแววตาว่างเปล่า พูดอะไรไม่ได้อยู่นานนัก…


คนในตำหนักเห็นเช่นนี้ก็มองหน้ากัน ก่อนจะถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ


แม้มู่หรงป๋ออยากจะปิดข่าวไว้ แต่ข่าวที่วรยุทธ์เขาค่อยๆหายไปและใบหน้าแก่.ลงช้าๆ ก็ยังแพร่ออกไป หนำซ้ำข่าวที่มู่หรงอี้เซวียนจากไปก็มีคนรู้ทีละน้อย หลังจากได้ยินข่าวนี้ คลื่นใต้น้ำในเมืองอวิ๋นเยวี่ยที่เดิมทีไม่นับว่าสงบเท่าไหร่นักก็เริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง


ภายในจวนตระกูลเฟิ่ง เรือนที่พำนักของเจ้าตำหนักยมราช


“อึก! ข้าจะบอกนะ เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าตกใจแค่ไหนตอนเห็นภาพเช่นนั้น เกือบจะอดใจไม่อยู่อุทานเสียงหลงออกมาแล้ว เจ้าจินตนาการไม่ได้แน่ คนที่วันก่อนยังดีๆอยู่ วันต่อมาข้าไปดูก็กลายเป็นตาแก่อายุห้าหกสิบไปแล้ว”


ฮุยหลางพูดกับอิ่งอีอยู่ในลานบ้าน “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือวรยุทธ์เขาจะถูกทำลาย การหายไปช้าๆนั่นแหละทำให้คนเสียสติ แม้วรยุทธ์อยู่ระดับบรรพชนนักรบ ก็ต้องตรากตรำฝึกบำเพ็ญมาหลายสิบปี มาโดนทำลายทีเดียวเช่นนี้ จิ๊ๆ ยาของภูตหมอไม่ธรรมดาดังคาด ดังนั้นถึงบอกว่าจะล่วงเกินใครก็ได้แต่อย่าล่วงเกินภูตหมอ”


อิ่งอีฟังแล้วดวงตาฉายประกายเล็กน้อย วิธีของภูตหมอแน่นอนว่าเขาก็เคยเห็นมา แต่ไม่นึกว่าจะมียาแปลกๆเช่นนั้นด้วย ทำให้คนแก่.ลงทุกวันทุกวัน? พลังวรยุทธ์ยังค่อยๆหายไปด้วย? นั่นทำให้คนอยู่เหมือนตายทั้งเป็นได้อย่างแน่นอน ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวและตื่นตระหนกถึงขีดสุด วิธีการเช่นนี้ทำให้เขาตายทั้งเป็นได้ยิ่งกว่าฆ่าในดาบเดียวเสียอีก


“แต่ยาที่ทำให้หัวล้านนั่นข้าเป็นคนใส่เอง เดิมทีอยากจะจัดการเขา ทว่านึกถึงคำพูดภูตหมอ เฮ้อ! ข้าจึงไม่ได้ลงมือ” เขาเอ่ยอย่างเสียดายเล็กน้อย กับมู่หรงป๋อคนนั้น หากเปลี่ยนเป็นเขาคงได้จัดการในดาบเดียวจริงๆแล้ว


กล่าวจบเขาพลันมองไปทางเรือน ถามเสียงเบาว่า “สองวันนี้นายท่านเป็นอะไร อยู่ในห้องไม่ออกมาเลย?”


ตอนที่ 454: คิดจะทิ้งข้า?


ได้ยินเช่นนี้อิ่งอีก็มองไปในเรือนแวบหนึ่ง กดเสียงพูดว่า “เดาว่าคงรอภูตหมอเสร็จธุระแล้วนึกถึงเขาเมื่อไหร่ค่อยออกมากระมัง!” นายท่านอารมณ์ไม่ดี พวกเขาที่เป็นข้ารับใช้จึงต้องให้กำลังใจเสียหน่อย


สองวันนี้ฮุยหลางกล้ากระโดดโลดเต้นเสียเริงร่า แต่เขายังไม่กล้าแม้แต่จะยิ้มสักที


“รอภูตหมอคิดถึงเขา?”


ฮุยหลางสีทำหน้าประหลาด บอกว่า “เทียบกับเรื่องนี้ ข้าคิดว่านายท่านไปป้วนเปี้ยนแถวเรือนภูตหมอ เดินไปเดินมาต่อหน้านางเอง ถึงจะพอเข้าเค้าหน่อย”


รอภูตหมอคิดถึงนายท่าน? เหอะ! กล่าวเช่นนี้ไม่น่าฟังเท่าไหร่ เดาว่านายท่านรอไปเรื่อยๆ ภูตหมอก็ลืมเขาแล้ว


อิ่งอีมองเขาแวบหนึ่ง แนะนำว่า “ไม่เช่นนั้นเจ้าก็ลองเข้าไปแนะนำนายท่านสิ?”


“ข้าอีกแล้ว?”


ฮุยหลางถลึงตาขึ้นมา “เจ้าอย่าใจดำเกินนักเลย ทำไมถึงแนะนำข้าไปทำแต่เรื่องไม่ดีทั้งนั้น? เจ้ากล้าก็ไปเองสิ ข้าไม่ไปหรอก”


“ไม่ไปหานายท่าน เจ้าไปหาภูตหมอก็ได้!” อิ่งอีเอ่ยต่อไป “สองวันนี้เจ้าวิ่งแจ้นไปหาภูตหมอบ่อยๆไม่ใช่หรือ? ลองพูดดีๆถึงนายท่านต่อหน้านาง บอกเตือนเสียหน่อย นางอาจจะเข้ามา”


ได้ยินเช่นนี้ ฮุยหลางถึงบอกว่า “แม้สองสามวันนี้ข้าวนเวียนอยู่ใกล้ภูตหมอบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยเจอตัวนางเท่าไหร่ นางคล้ายกำลังยุ่งกับธุระมากมาย หนำซ้ำยังสั่งงานบางอย่างกับองครักษ์พวกนั้น ก่อนจะฝึกบำเพ็ญอยู่ในห้องไม่ออกมา และไม่ให้ใครรบกวน ถึงข้าอยากพูดดีๆถึงนายท่านก็ไม่มีโอกาสเลย!”


พูดจบก็เหมือนนึกอะไรได้ เอ่ยถามอีกว่า “นายท่านกับผู้นำตระกูลเฟิ่งคุยกันสนิทสนมดีไม่ใช่หรือ? สองวันนี้ทำไมถึงไม่ไป?” การผูกมิตรกับว่าที่พ่อตาเป็นเรื่องสำคัญมาก ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นานๆทีพวกเขาจะมาอยู่จวนตระกูลเฟิ่ง โอกาสเช่นนี้จะพลาดไปไม่ได้


“สองวันนี้ผู้นำตระกูลเฟิ่งเก็บตัวฝึกบำเพ็ญ นายท่านย่อมไม่ไปรบกวนอยู่แล้ว” อิ่งอีบอกไป


“โอ้ ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง” ฮุยหลางพยักหน้า คิดๆแล้วก็บอกว่า “เช่นนั้นข้าจะลองไปดูทางด้านภูตหมอแล้วกัน! เจ้าก็ชี้แนะนายท่านให้มากหน่อย อย่าฝึกบำเพ็ญอยู่ในห้องบ่อยนัก อาศัยที่ตอนนี้พวกเราพักอยู่จวนตระกูลเฟิ่ง จะต้องคว้าโอกาสไว้ให้มั่น”


เขาพูดพลางเดินไปด้านนอก จะไปดูสถานการณ์ทางด้านเฟิ่งจิ่วเสียหน่อย


ส่วนภายในเรือน เจ้าตำหนักยมราชไม่ได้ฝึกบำเพ็ญ และได้ยินเสียงสองคนคุยกันด้านนอกกับหู เขาคิดไปคิดมาตนเองเดินทางไกลพันลี้มาที่นี่ หรือยังอายที่จะไปอยู่ใกล้ๆนางอีก?


ผู้หญิงคนนั้นไม่เข้าใจเรื่องความรู้สึกเช่นนั้น เขาก็รู้ตั้งแต่แรกไม่ใช่หรือ? แล้วจะต่อปากต่อคำกับนางทำไม? ไม่แน่ยิ่งเขาต่อล้อต่อเถียง ยิ่งไม่ไปหา นางจะยิ่งเริงร่าอย่างสงบสุข


นึกถึงตรงนี้แล้วแววตาเขายิ่งลึกล้ำ แค่นเสียงเย็นเอ่ยว่า “หึ! คิดจะทิ้งข้ารึ? เจ้าไม่มีโอกาสหรอก” พอตัดสินใจแน่วแน่ก็ลุกขึ้นเดินออกจากประตูห้องไป


อิ่งอีด้านนอกเห็นเขาออกมา จึงเข้าไปคารวะทันที “นายท่าน”


“อืม” เจ้าตำหนักขานรับ ฝีเท้าเดินไปด้านนอกไม่หยุด เมื่อไปถึงเรือนของเฟิ่งจิ่วกลับพบฮุยหลางกำลังเดินกลับมาพอดี


“นายท่าน คุณหนูใหญ่ไม่อยู่ในเรือน ได้ยินว่าไปภูเขาด้านหลังขอรับ”


เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาดำของเขาก็ฉายประกายจางๆวาบผ่าน แปลกใจอยู่บ้าง “ภูเขาด้านหลัง? ช่วงนี้องครักษ์พวกนั้นก็ถอยไปตรงนั้นไม่ใช่หรือ นางไปทำอะไรที่นั่น?”


“เรื่องนี้ข้าน้อยไม่รู้ชัด แต่สองวันนี้เห็นนางสั่งงานบางอย่างกับองครักษ์ หนำซ้ำยังแอบระดมพลกลุ่มอำนาจส่วนหนึ่งในเมืองอวิ๋นเยวี่ย เหมือนจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นขอรับ”


ตอนที่ 455: คำสาบานต่อฟ้าดิน!


ได้ยินคำพูดนี้ เจ้าตำหนักยมราชเอามือไพล่หลังยืนเงียบสักพัก ถึงจะเดินไปยังภูเขาด้านหลัง ไม่ได้ไปช่วย แค่ไปดูเสียหน่อยว่านางกำลังทำอะไร? รู้จักกันมานานเพียงนี้ เขาควรจะรู้แต่แรกว่านางเป็นคนเข้มแข็ง มีเรื่องอะไรล้วนวางแผนจัดการและแบกรับด้วยตนเอง ในเมื่อเป็นเช่นนี้เขาแค่คอยมองอยู่ข้างๆก็พอ


จริงอยู่ที่โลกกว้างใหญ่เพียงนี้ ผู้แข็งแกร่งห่างชั้นกันแค่ไหน นางในตอนนี้ไม่อาจรู้ได้ คนที่ต้องการออกจากแคว้นเล็กระดับเก้าอย่างนางไม่อาจให้เขาปกป้องได้ตลอด หากคอยปกป้องนางร่ำไป เกรงว่าอนาคตจะยิ่งลำบาก


นึกถึงตรงนี้ ริมฝีปากบางก็เม้มเบาๆ ดวงตาดำสงบลึกล้ำ ในใจมีความรู้สึกที่พูดออกมาไม่ได้


ในเวลาเดียวกันนี้ ภูเขาด้านหลัง


ยามนี้เป็นครั้งแรกที่เฟิ่งจิ่วเรียกเหล่าองครักษ์ประจำตระกูลมา และเป็นครั้งแรกที่ให้พวกเขาแต่งตัวเต็มยศมาปรากฏตัวต่อหน้าเธอ ระหว่างมองเหล่าทหารอารักขารวมถึงหัวหน้าทั้งแปดที่ยืนอยู่หน้าทุกกองย่อย ก็เปล่งเสียงเย็นออกมา


“ตั้งแต่ข้ารับช่วงต่อองครักษ์ตระกูลเฟิ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เรียกพวกเจ้ามาพูดคุย พวกเจ้าทุกคนล้วนมีตระกูลเฟิ่งชุบเลี้ยง เป็นทหารอารักขาผู้โดดเด่นที่สุดที่คัดเลือกมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน บ้างก็ติดตามพ่อข้าไปสังหารศัตรูหลายร้อยครั้ง ข้าจึงไม่เคยสงสัยในความภักดีของพวกเจ้า แต่ว่า!”


เหล่าองครักษ์หวั่นใจเล็กน้อย ได้ยินนางพูดคำว่าแต่แล้วหยุดชะงักไม่พูดต่อไป พวกเขากลั้นลมหายใจโดยพลัน แต่ละสายตาจับจ้องบนร่างนาง คิดว่านางจะพูดอะไรต่อไป?


สำหรับนายใหม่คนนี้ พวกเขายังรู้จักนางไม่ลึกซึ้ง ถึงกับพูดได้เลยว่ามีเพียงภาพประทับใจที่นางมอบให้พวกเขาหน้าประตูจวนวันนั้น หลังจากผู้เฒ่ากับผู้นำตระกูลเกิดเรื่องกันต่อเนื่อง ในใจจึงสงสัยในพละกำลังของนาง


ทว่าหลังจากเผชิญหน้ากับแคว้นเหินเวหาวันนั้น พวกเขารู้ได้ว่านายท่านคนนี้ไม่ได้อ่อนแอไร้ความสามารถอย่างที่คนภายนอกบอกกัน ตรงกันข้าม ภาพนั้นที่นางสังหารแม่ทัพที่ผู้ครองแคว้นส่งมาอย่างเด็ดขาดยังคงฝังลึกในห้วงความทรงจำของพวกเขา


คนที่กล้าลงมือเช่นนั้นหรือจะเป็นผู้อ่อนแอไร้ความสามารถ? เหอะ! อย่าล้อเล่นเลย!


หากอ่อนแอไร้ความสามารถจริง หัวหน้าแต่ละกองย่อยคงไม่นับถือนางเป็นนาย แต่…คล้ายว่านอกจากหลัวอวี่แล้ว หัวหน้ากองย่อยคนอื่นๆ แม้จะเรียกนางว่านายท่านกลับเหมือนว่ายังไม่ยอมรับ?


นึกถึงตรงนี้ สีหน้าพวกเขาก็เผยความแปลกใจบางส่วน พากันมองไปทางพวกหัวหน้ากองตรงหน้า


เฟิ่งจิ่วชายตามองทุกคน น้ำเสียงเย็นเปล่งขึ้นอีกครั้ง “แต่ข้าต้องการให้พวกเจ้ายอมรับเป็นนายอีกครั้ง! ปฏิญาณด้วยคำสาบานต่อฟ้าดิน! สาบานว่าจะสวามิภักดิ์ต่อข้าเพียงผู้เดียว และจะไม่มีวันทรยศหักหลังตระกูลเฟิ่ง!”


ครั้นได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าพวกเขาแปรเปลี่ยนวูบหนึ่ง ปฏิญาณคำสาบานต่อฟ้าดิน? คำสาบานเช่นนี้พวกเขารู้จัก เป็นการใช้พลังเร้นลับในร่างตอบรับพลังแห่งฟ้าดินเพื่อเอ่ยคำสัตย์สร้างพันธสัญญา เมื่อเอ่ยคำสาบานเช่นนี้ไว้ หากพบว่ามีการทรยศหักหลัง ถึงขั้นที่ว่านายท่านไม่ต้องลงโทษ ฟ้าดินก็จะใช้สายฟ้าลงทัณฑ์ผู้ทรยศเอง!


แม้พวกเขาเป็นองครักษ์ตระกูลเฟิ่ง แต่ตลอดมาไม่เคยปฏิญาณด้วยคำสาบานเช่นนี้ นายท่านให้พวกเขาทำแบบนี้หมายความเช่นไร? หรือในใจยังไว้วางใจพวกเขาไม่มากพอ?


นึกถึงตรงนี้ สีหน้าท่าทีแต่ละคนต่างสั่นไหวเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ยินยอม แต่รู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง ในเมื่อไม่สงสัยในความภักดีของพวกเขา ทำไมยังต้องทำมากพิธีเพียงนี้อีก?


ทว่าในเวลานี้ หัวหน้ากองย่อยทั้งแปดเบื้องหน้ากลับคุกเข่าลงข้างหนึ่ง นิ้วชี้ขึ้นฟ้า น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคร่งขรึมและจริงจังเปล่งออกจากปากพวกเขา…


ตอนที่ 456: นายท่านคือภูตหมอ


“ข้าหลัวอวี่!”


“ฟั่นหลิน!”


“ฉีคัง!”


“เว่ยเฟิง!”


“หลู่อวิ๋น!”


“กู่โม่!”


“สวี่ตัว!”


“ฟางเฉิง!”


“ขอปฏิญาณตน ณ ที่นี้ ชีวิตนี้จะติดตามนายท่าน ไม่มีวันทรยศหักหลัง จงรักภักดีจวบจนวันตาย! หากผิดคำสาบานขอให้ฟ้าดินลงทัณฑ์!”


เสียงที่ทุ้มต่ำและเคร่งขรึมทั้งแปดดังขึ้นและกล่าวจบพร้อมๆกัน เสียงกังวานทรงพลังของพวกเขาพร้อมกับคำสาบานดังเข้าหูเหล่าองครักษ์ด้านหลังรวมถึงตัวเฟิ่งจิ่วตรงหน้า เมื่อสิ้นเสียงพวกเขา ลวดลายอักขระเก่าแก่ซับซ้อนทั้งแปดก็ปรากฏขึ้นบนพื้นดินใต้ร่าง ก่อนจะกลายเป็นลำแสงพุ่งเข้ากลางหว่างคิ้วพวกเขาและหายไป


ในเวลานี้ เหล่าองครักษ์ด้านหลังเห็นแล้วก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที แววตาต่างจับจ้องบนร่างเฟิ่งจิ่ว เสียงกึกก้องมากด้วยพลังที่ทรงอำนาจราวกับจะสังหารศัตรูกระหึ่มขึ้นตรงภูเขาด้านหลังอย่างพร้อมเพรียงและขึงขัง


“พวกข้าขอปฏิญาณตนไว้ ณ ที่นี้ ชีวิตนี้จะติดตามนายท่าน ไม่มีวันทรยศหักหลัง จงรักภักดีจวบจนวันตาย! หากผิดคำสาบานขอให้ฟ้าดินลงทัณฑ์!”


ลวดลายอักขระขนาดใหญ่อันหนึ่งค่อยๆกระจายออกไปใต้ฝีเท้าองครักษ์ทุกคน หลังจากรวมกับกลิ่นอายพลังเร้นลับของพวกเขา ก็กลายเป็นลำแสงแต่ละสายพุ่งเข้ากลางหว่างคิ้ว ความงดงามของภาพนั้นทำให้เจ้าตำหนักยมราชที่อยู่ไม่ไกลเห็นแล้วยังจิตใจสั่นไหวอย่างอดไม่ได้ แววตาลึกล้ำไร้ก้นบึ้งมองไปทางร่างสีแดงนั้น


อิ่งอีกับฮุยหลางตามอยู่ด้านหลัง ยามเห็นภาพเช่นนั้นใจก็ตกตะลึงไปบ้าง ทำให้คนพวกนั้นยินยอมพร้อมใจรับนางเป็นนาย และปฏิญาณด้วยคำสาบานฟ้าดินได้ นางไม่ธรรมดาจริงๆ


ต้องรู้ไว้ว่า การปฏิญาณคำสาบานต่อฟ้าดินนั้นเท่ากับมอบชีวิตไว้ในกำมือนาง แค่คนสองคนยังไม่เท่าไหร่ แต่องครักษ์หลายร้อยคนนี้กลับทำตามโดยไม่รีรอ ทำให้พวกเขาประหลาดใจจริงๆ ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขายิ่งแปลกใจกว่าคือคำพูดต่อมาของภูตหมอ


“เหลิ่งซวง เหลิ่งหวา ส่งของที่เตรียมไว้ไป”


“ขอรับ/เจ้าค่ะ!” เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาที่ยืนอยู่ด้านหลังเฟิ่งจิ่วขานรับ ก่อนมาด้านหน้าพวกหลัวอวี่แล้วแบ่งกันยื่นกล่องใบหนึ่งให้พวกเขา ด้านในใส่ขวดที่บรรจุยาอายุวัฒนะไว้


“พวกเจ้าส่งต่อไปกันเองเถอะ!”


หลัวอวี่รับมาแล้วมองแวบหนึ่ง มองเฟิ่งจิ่วด้วยความตื่นเต้น “นายท่าน นี่คือ?” สวรรค์! คงไม่ใช่อย่างที่เขาคิดกระมัง?


เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเขา เปล่งเสียงออกไปพร้อมกับกลิ่นอายพลังเร้นลับ “นี่คือยาอายุวัฒนะที่สามารถช่วยพวกเจ้าบรรลุขั้นวรยุทธ์ หลังรับยาอายุวัฒนะไป พวกเจ้าก็กินและฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่เสีย บริเวณรอบๆนี้จะมีผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนคอยคุ้มกัน ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนรบกวน”


ได้ยินคำพูดนี้แล้วทุกคนต่างฮือฮาขึ้นมา อุทานกันเสียงหลง “อะไรนะ? ยาอายุวัฒนะ? นี่เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับบรรลุขั้นจริงๆหรือ?”


“ของจริงๆ พวกเจ้าดูสิ ข้าได้มาแล้ว!” องครักษ์นายหนึ่งที่รับยาอายุวัฒนะไปแล้วยกเม็ดยาในมือขึ้นมา “มันคือยาอายุวัฒนะ ด้านบนมีลวดลายเม็ดยาด้วย!”


“ซี๊ด! นี่ นี่มียาอายุวัฒนะตั้งเท่าไหร่กันเนี่ย! นายท่านได้มาจากไหนกัน?” พวกเขาต่างสูดหายใจอย่างเหลือเชื่อ ในแคว้นเล็กระดับเก้าเช่นนี้ แค่ยายังเห็นได้ยากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงของหายากอย่างยาอายุวัฒนะเลย


“พวกเจ้ายังไม่รู้อีกรึ? อีกตัวตนหนึ่งของข้าคือภูตหมอ ของจำพวกยาหรือยาอายุวัฒนะ อีกหน่อยพวกเจ้าก็มีไม่ขาดแล้ว” เฟิ่งจิ่วพูดพลางยกริมฝีปากขึ้นยิ้ม น้ำเสียงเนิบๆ กลับทำให้องครักษ์ทุกคนใจเต้นขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง


สวรรค์! นายท่านคือภูตหมอ? หนำซ้ำนอกจากเป็นนักปรุงยายังเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุด้วย? มิน่านางถึงให้พวกเขาสาบานตน ตัวตนเช่นนี้ หากพวกเขาไม่เอ่ยคำสาบายต่อฟ้าดินก็ให้รู้ไม่ได้แน่ เพราะมันน่าตกใจเกินไปจริงๆ!


ตอนที่ 457: เจ้าตำหนักยมราชผู้หยิ่งยโส


เวลานี้ ในที่สุดพวกเขาก็รู้ว่าทำไมแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังพวกนั้นยังรับนายท่านเป็นนาย สามารถกลั่นยาอายุวัฒนะได้มากมายเพียงนี้ ระดับการกลั่นยาเซียนต้องน่ากลัวสักแค่ไหน? เกรงว่านักเล่นแร่แปรธาตุหลายคนยังเทียบนางไม่ได้เลยกระมัง!


ยามนี้พวกเขาอดคิดไม่ได้ ทั้งม้าและสุนัขตัวน้อยข้างกายนางล้วนไม่ธรรมดาเช่นนั้น คงเพราะนายท่านให้อาหารพวกมันด้วยยาอายุวัฒนะหรือยาอะไรหรือไม่? ไม่เช่นนั้นเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวกลมขาวราวหิมะจะพลันกลายร่างตัวใหญ่กว่าสิงโตได้อย่างไร? ท่าทางที่ดุร้ายนั้นโหดเหี้ยมกว่าสัตว์ร้ายชัดๆ


ยังมีเหล่าไป๋ตัวนั้นอีก ตลอดมาพวกเขาไม่เข้าใจว่ามันช่วยผู้นำตระกูลจากเงื้อมมือบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดได้อย่างไร แต่ดูท่ายามนี้แล้ว อืม ปกติคงกินยาอายุวัฒนะหรือยาต่างๆ ที่นายท่านกลั่นไปไม่น้อยเลยกระมัง!


หลังจากโอบกอดความรู้สึกตื่นเต้นพลางรับยาอายุวัฒนะมา พวกเขาแต่ละคนถือยาอายุวัฒนะขึ้นพินิจมอง เห็นลวดลายเม็ดยาบนนั้นกลับไม่รู้ว่าเป็นยาระดับไหน แต่ได้ยินนายท่านบอกว่ารอบๆนี้มีผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนคอยคุ้มกัน ดังนั้นทุกคนจึงลงนั่งขัดสมาธิ กินยาอายุวัฒนะและเริ่มฝึกบำเพ็ญ


เฟิ่งเห็นเหล่าองครักษ์ที่เริ่มฝึกบำเพ็ญหลังกินยาอายุวัฒนะ จึงสั่งเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวากลับจวนไปจัดการงาน ถึงอย่างไรช่วงนี้ท่านพ่อก็กำลังบรรลุขั้นวรยุทธ์ ยามนี้เหล่าองครักษ์เองก็เช่นกัน พวกเรื่องยิบย่อยภายในจวนจะไม่มีคนจัดการไม่ได้


หลายวันนี้เธอมัวแต่ปรุงกลั่นยาอายุวัฒนะอยู่ในห้วงมิติ ไม่อย่างนั้นก็เร่งทำยาออกมาให้พวกองครักษ์ใช้กันไม่ทัน อีกทั้งมู่หรงป๋อใกล้จะระงับอารมณ์ไม่อยู่ คงมีการเคลื่อนไหวภายในสองวันนี้


ขณะกำลังจะกลับไปก็เห็นร่างทั้งสามอยู่ตรงหน้าไม่ไกล เมื่อเห็นพวกเขาแววตาเธอสั่นไหวเล็กน้อย บนใบหน้างามล้ำผุดรอยยิ้มออกมา “ท่านเจ้าตำหนัก ท่านมาที่นี่ได้ยังไง?” เจ้าหมอนี่ได้ยินว่าสองสามวันนี้ไม่ออกมาเลย นึกว่าเขาจะทนอยู่แต่ในห้องได้เสียอีก! คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะวิ่งแจ้นออกมา


เฮ้อ! อันที่จริงเธออยากพูดเหลือเกินว่าท่านอยู่ในเรือนนั้นอีกสักหลายวันเถอะ! เพราะเขามองมาด้วยสายตาเร่าร้อนเช่นนั้น เธอทนไม่ไหวแล้วจริงๆ!


กลัวจริงๆว่าหากวันหนึ่งเธอทนไม่ไหว จะพุ่งเข้าไปกินเขาเสีย


เจ้าตำหนักยมราชไม่รู้ความคิดนาง ยามนี้เห็นใบหน้านางประดับรอยยิ้ม ตาคิ้วโค้งมนเสียน่ารักน่าชัง ก็ลืมคำพูดที่นางบอกว่าเขาเคลิบเคลิ้มหวาบหวามอะไรนั่นไปแล้ว และเพราะเห็นนางกับรอยยิ้มนั้นหัวใจจึงลอยล่องขึ้นมา เพียงแต่แม้เป็นเช่นนี้เขาก็ยังวางท่าทีเย็นเยือกเฉยชา หลังจากชำเลืองมองนางแวบหนึ่งก็มองไปยังทิวทัศน์รอบๆ


ปริปากเอ่ยว่า “ข้าว่างไม่มีอะไรทำจึงมาเดินเล่นตรงภูเขาด้านหลังนี้”


“โอ้? ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง! งั้นท่านเดินเล่นต่อไปเถอะ ข้าจะไม่รบกวนอารมณ์สุนทรีย์ของท่าน” เธอพยักหน้าทันควัน พูดจบด้วยรอยยิ้มร่าก็เตรียมตัวจะจากไป ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินเสียงทุ้มต่ำนั้นลอยมาอย่างขุ่นเคือง


“ตอนนี้ข้ายังไม่มีอารมณ์สุนทรีย์”


เธอหดคอมองไปทางอื่นสักพัก เบาเสียงฝีเท้าลงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วเร่งความเร็วคิดจะผ่านข้างกายเขาไป เธอไม่คิดจะตัวติดกับเจ้าคนนี้ตลอดเวลา


ฮุยหลางกับอิ่งอีเห็นนางเดินย่องไปโดยแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เหมือนไม่คิดจะสนใจนายท่านพวกตน ทั้งสองจึงมองหน้ากัน มุมปากกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเห็นร่างนายท่านพุ่งไปขวางตรงหน้านาง ภูตหมอที่รั้งฝีเท้าไม่ทันจึงชนเข้าไปในอ้อมกอดเขาอย่างจัง เห็นเช่นนี้พวกเขาก็ฉีกยิ้มกว้าง ถอยออกไปอย่างรู้งาน


ตอนที่ 458: เจ้าตำหนักยมราชอารมณ์ดี


เฟิ่งจิ่วลูบๆจมูก แล้วเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยถามพลางยิ้มตาหยีว่า “ท่านเจ้าตำหนักมีธุระอะไรหรือ?”


“ข้ามาตั้งหลายวันแล้ว เจ้ากลับไม่พยายามทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี หรือว่าจะไม่หาเวลาสักวันไปเดินเล่นรอบๆเป็นเพื่อนข้า?” เขากล่าวเสียงเข้ม แววตาลึกล้ำจ้องมองนาง หากฟังอย่างละเอียดจะได้ยินความไม่พอใจในน้ำเสียง ราวกับสามีขี้บ่นที่ถูกทิ้งให้เฝ้าห้องอันว่างเปล่าเพียงลำพัง


“เหอะๆ คือว่า…”


เห็นนางยิ้มหน้าเจื่อนๆ ดวงตาดำก็หมุนกลอกไปมา คล้ายกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นเขาจึงตัดบทคำพูดนาง ขู่บังคับอย่างชั่วร้าย “เจ้าลองกล้าหาข้ออ้างอีกทีสิ”


มุมปากเฟิ่งจิ่วกระตุกเมื่อได้ยินเช่นนี้ มองเขาแวบหนึ่งแล้วยิ้มเอ่ยด้วยดวงตาวงคิ้วโค้งมน “ท่านเจ้าตำหนัก ท่านคิดมากไปแล้ว ข้าแค่อยากบอกว่าจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปเป็นเพื่อนท่าน”


ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าเจ้าตำหนักยมราชถึงจะผ่อนคลายลง เหลือบมองชุดสีแดงบนร่างนางและเอ่ยว่า “อาภรณ์ชุดนี้ก็สวยดี” ความหมายของคำพูดคือข้าเห็นแล้วคิดว่าสวยมาก ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก


“ได้ยังไง? ออกไปเดินเล่นกับท่านเจ้าตำหนักจะไม่แต่งตัวใหม่เสียหน่อยได้อย่างไร? ฮี่ๆ ท่านวางใจได้ ข้าไม่บ่ายเบี่ยงไม่ไปหรอก แค่กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า อืม ใช้เวลาไม่นานมาก ท่านไปรอที่โถงด้านหน้าก่อนก็ได้”


เจ้าตำหนักขมวดคิ้ว แต่กลับไม่พูดอะไรมากอีก แค่บอกว่า “ข้าจะไปรอที่เรือนเจ้า” เพราะโดนผลักไสมาหลายครั้งเกินไป ครั้งนี้นางตอบรับว่าจะออกไปเป็นเพื่อนเขาอย่างสบายๆ ปานนี้จึงรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง


“ได้” เฟิ่งจิ่วขานรับด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม จากนั้นเดินกลับไปพร้อมกับเขา


เห็นทั้งสองเดินกลับไป ฮุยหลางกับอิ่งอีที่อยู่ไม่ไกลจึงมองหน้ากัน ฮุยหลางถามขึ้น “เจ้าว่าภูตหมอคิดจะทำอะไร จะออกไปเดินเล่นเป็นเพื่อนนายท่านจริงๆหรือ ทำไมข้ารู้สึกว่านางกำลังคิดแผนการร้ายอะไรอีก”


“เจ้าไม่เห็นหรือนายท่านบอกว่าจะไปรอที่เรือนนาง? น่าจะไม่โดนผลักไสอีก” อิ่งอีพูดจบก็ตามสองคนด้านหน้าไป


เห็นเช่นนี้ฮุยหลางจึงตามไปด้วย ในใจกลับกำลังคิดว่าหากคนอื่นพูดเช่นนี้เขาคงไม่คิดมาก เพียงแต่เมื่อเป็นภูตหมอคนนี้…ก็พูดยากนัก


เฟิ่งจิ่วที่กลับถึงเรือนแล้วสั่งคนยกน้ำชามาให้เจ้าตำหนักยมราช ส่วนตัวเองเข้าบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า


ฮุยหลางกับอิ่งอีคอยอยู่ด้านหลังเจ้าตำหนัก ทั้งสองคนสังเกตเห็น เหมือนว่าตั้งแต่ภูตหมอบอกว่าจะออกไปเดินเล่นเป็นเพื่อนนายท่าน ริมฝีปากเขาก็มีรอยยิ้มที่คล้ายมีคล้ายไม่มีอยู่ตลอด เดาว่าเขาเองคงไม่รู้ว่าอารมณ์บนใบหน้าตอนนี้ทั้งอ่อนโยนและเบิกบานเพียงใด ทั้งที่กำลังยกน้ำชาขึ้นดื่ม ทว่าจิบหนึ่งครั้งก็หันมองหลายครั้ง ท่าทางที่มองไปยังประตูห้องที่ปิดสนิทนั้นทำให้สองคนด้านหลังมองท้องฟ้าอย่างหมดคำพูด


คิดว่าตอนนี้นายท่านช่างเหมือนหนุ่มน้อย ตื่นเต้นดีใจอย่างไร้ที่สิ้นสุดแล้ว


ภูตหมอเพิ่งบอกว่าจะออกไปเดินเล่นด้วยก็ตื่นเต้นเสียจนกลายเป็นเช่นนี้ หากอนาคตถึงคืนเข้าหอ เขาจะตื่นเต้นคึกคักขนาดไหน?


แค่ลองคิดดู ตอนนี้พวกเขาก็เป็นห่วงนายท่านขึ้นมาอย่างอดใจไม่อยู่


เดิมทีนึกว่าวันนั้นในห้องนายท่านจะกินภูตหมอไปแล้ว แต่เห็นท่าทางที่พวกเขาไปมาหาสู่กันสองสามวันนี้ ก็รู้ว่านายท่านยังไม่ได้ลงมือด้วยซ้ำ หากลงมือจะเป็นเช่นนี้หรือ?


เฮ้อ! มาเจอเจ้านายที่ไม่ค่อยเปิดหูเปิดตาเรื่องรักๆใคร่ๆเท่าไหร่ ข้ารับใช้อย่างพวกเขากังวลใจมากจริงๆ!


เห็นเขาดื่มชาหนึ่งแก้วก็รินอีกแก้ว แล้วมองไปทางประตูอีกครา ฮุยหลางจึงกระแอมไอเบาๆ ก่อนก้าวเข้าไป…


ตอนที่ 459: หญิงสาวแต่งหน้าเพื่อชายคนรัก


“นายท่าน ไม่ต้องกังวลขอรับ ภูตหมอยิ่งแต่งตัวนานยิ่งแสดงว่าใส่ใจท่าน คำโบราณว่าไว้ไม่ใช่หรือ? หญิงสาวแต่งหน้าเพื่อชายคนรัก นางกำลังแต่งตัวเพื่อนายท่าน! ไม่เช่นนั้นคงไม่กลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อออกไปกับนายท่านโดยเฉพาะหรอกขอรับ”


ได้ยินคำพูดนี้ หัวใจเจ้าตำหนักยมราชเต้นแรงอย่างไร้การควบคุม มือที่ยกน้ำชาไว้สั่นเล็กน้อยจนไม่อาจสังเกต ดวงตาดำลึกล้ำที่ฉายประกายมองไปทางเรือนหลังนั้น แอบคิดว่านางกำลังแต่งตัวเพื่อเขาจริงหรือ?


อืม ใช่แล้ว ไม่อย่างนั้นแค่ออกไปกับเขาจะกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าทำไม? ดังคำที่ว่าหญิงสาวแต่งตัวเพื่อชายคนรัก พูดแบบนี้หรือว่านางก็ใส่ใจเขาเช่นกัน?


นึกถึงตรงนี้ หัวใจก็อดตั้งตารอขึ้นมาไม่ได้


เห็นนายท่านกลับมาสงบนิ่งและเย็นชาตามปกติ ฮุยหลางจึงฉีกยิ้มถอยกลับไปด้านหลัง เพยิดคางไปทางอิ่งอีคล้ายกำลังบอกว่า ‘เป็นอย่างไร? ครั้งนี้ข้าฉลาดแล้วหรือยัง? เลือกพูดคำที่นายท่านอยากฟังที่สุดแล้ว’


อิ่งอีชำเลืองมองเขา ทว่าไม่พูดไม่จา


อาจเพราะคำพูดฮุยหลางก่อนหน้านี้ได้ผล ต่อมารอไปช่วงหนึ่ง เจ้าตำหนักก็ล้วนดื่มน้ำชาอย่างอารมณ์ดี


จนกระทั่งหลังจากผ่านไปนานก็ได้ยินเสียงประตูเปิดออก หัวใจเขาเต้นวูบหนึ่ง แทบจะมองไปตรงประตูเรือนตามสัญชาตญาณ หัวใจแอบเฝ้ารออยู่บ้าง ทว่าเมื่อเห็นคนที่เดินออกมา มุมปากก็กระตุกอย่างที่ไม่ทันสังเกต ความคาดหวังและเริงร่าใดๆหายไปในทันที เหลือเพียงความอึดอัดใจ


สายตาเขาเคลื่อนออกจากบนร่างเฟิ่งจิ่ว เหลือบมองไปทางฮุยหลางด้านหลังด้วยแววตาเย็นเยียบ


เมื่อฮุยหลางเห็นเฟิ่งจิ่วซึ่งเดินออกมา ปากก็อ้าออกเล็กน้อย สีหน้าตกตะลึง โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกถึงสายตาหนาวเหน็บที่นายท่านกวาดมองมา ยิ่งรู้สึกว่ามีไอเย็นแล่นขึ้นมาด้านหลัง จึงหนาวสั่นทันใด ในใจยังกล่าวร้องทุกข์


ด้วยเหตุนี้เขาจึงทำสีหน้าลำบากใจ ถามพลางมองที่เฟิ่งจิ่ว “คุณหนูใหญ่ ทำไมท่านสวมเสื้อผ้าเช่นนี้?” จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนแค่เสื้อผ้า แต่การแต่งหน้านี่ยังไง? หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้แต่แรก เมื่อครู่เขาคงไม่พูดแบบนั้น


“หือ? ข้าแต่งแบบนี้ไม่ดีหรือ” เฟิ่งจิ่วก้มหน้ามองชุดคลุมบุรุษสีขาวจันทร์ เส้นผมสีหมึกถูกรวบขึ้น สิ่งที่มีคือลักษณะเช่นคุณชายผู้สูงศักดิ์สง่างาม แต่เธอรู้สึกว่าน่ามองยิ่งนัก


“เสื้อผ้าน่ะงามยิ่ง แต่เมื่ออยู่กับคิ้วกระบี่ดำหนาที่แต่งเติมเพิ่มของเจ้า เหมือนจะไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่” ใบหน้าดีๆนางยังแต่งออกมาได้อีกแบบ ไม่ต้องพูดถึงว่านายท่านเห็นแล้วอึดอัดใจ แม้แต่เขายังรู้สึกกลุ้ม นี่จะได้เดินเล่นกันดีๆรึไม่?


“ท่านคิดว่ายังไงบ้าง?” เฟิ่งจิ่วมองเจ้าตำหนักยมราชที่ใบหน้าไร้อารมณ์ด้วยรอยยิ้มร่า พบว่าใบหน้าเขาคล้ายจะเกร็งๆขึ้นมา


เจ้าตำหนักเหลือบมองนาง ริมฝีปากบางเม้มเล็กน้อย บอกว่า “เจ้าคิดว่าดีก็พอ”


“อืม ข้าคิดว่าแบบนี้ก็ไม่เลว ไปเถอะ วันนี้ข้าจะเดินเล่นเป็นเพื่อนท่านวันหนึ่ง ไม่ถึงเวลาฟ้ามืดไม่ต้องกลับมา” เธอจัดแจงชุดคลุมสีขาวจันทร์บนร่าง จากนั้นค่อยหยิบพัดข้างเอวออกมาคลี่ออก มือหนึ่งไพล่ไว้ด้านหลัง อีกข้างถือพัดแนบไว้ข้างหน้าพลางโบกเบาๆ พร้อมสาวก้าวเดินไปด้านนอก


ได้ยินนางบอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อนเขาทั้งวัน ฟ้าไม่มืดไม่ต้องกลับ สีหน้าเจ้าตำหนักที่แข็งเกร็งจึงผ่อนคลายลงในที่สุด เขาชายตามองฮุยหลางที่ถอยไปด้านหลังอิ่งอี ก่อนจะก้าวยาวตามนางไป เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ออกไปนอกจวนด้วยกัน…


ตอนที่ 460: จุดสำคัญ


เจ้าตำหนักยมราชที่ออกจากจวนสวมหน้ากากไว้ ด้านหลังมีฮุยหลางกับอิ่งอีคอยติดตาม ด้านหลังเฟิ่งจิ่วมีเพียงเหลิ่งหวา ส่วนเหลิ่งซวงรั้งอยู่ในจวน เมื่อพวกเขาเดินออกมา บุคลิกท่าทางที่โดดเด่นทำให้สตรีบนถนนต่างหันมองเล่นหูเล่นตาบ่อยครั้ง


แต่บางคนยังจำได้ว่าเจ้าตำหนักซึ่งสวมหน้ากากคือคนที่สังหารตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณหน้าประตูจวนในวันนั้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป ทำได้เพียงมองอยู่ห่างๆ พลางพูดคุยเสียงเบา


เฟิ่งจิ่วไม่เอาความสนใจของชาวบ้านในเมืองมาใส่ใจ แต่ยิ้มบอกกับเจ้าตำหนักข้างกายว่า “ในเมืองนี้มีร้านหนึ่งต้มโจ๊กได้ไม่เลว พวกเรากินก่อนค่อยเดินเล่นดีหรือไม่?”


ครั้นได้ยินเช่นนี้ เจ้าตำหนักก็รู้ว่าเช้านี้นางยังไม่ได้กินอะไร ดังนั้นจึงพยักหน้า “ได้ เจ้านำทางสิ”


“อยู่ด้านหน้านี้เอง เลี้ยวผ่านถนนใหญ่เส้นหนึ่งก็ถึง” เธอพูดด้วยรอยยิ้ม พาพวกเขาเดินไปแผงร้านโจ๊ก


โจ๊กร้านนั้นอยู่ตรงมุมถนน เจ้าของร้านคือสามีภรรยาเฒ่าคู่หนึ่ง ปกติบางครั้งจะมีคนมากินประมาณสามถึงห้าคน อาจเพราะใกล้จะเที่ยงแล้ว ตรงนั้นจึงไม่มีใครเลย


เจ้าตำหนักยมราชกับเฟิ่งจิ่วนั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน ฮุยหลางกับอิ่งอีรวมถึงเหลิ่งหวานั่งกันอีกโต๊ะ แต่ละโต๊ะสั่งโจ๊กรวมมิตรมาหนึ่งหม้อ เจ้าของร้านเห็นว่ามีลูกค้ามาก่อนจะเก็บร้านก็ยิ้มตาหยี แล้วนำเครื่องเคียงสองสามจานไปให้พวกเขาสองโต๊ะ


“ลองชิมสิ” เฟิ่งจิ่วตักโจ๊กชามหนึ่งวางลงตรงหน้าเขา “กินคู่กับเครื่องเคียงจะยิ่งอร่อย”


เจ้าตำหนักมองนางแวบหนึ่ง เห็นนางช่วยตนตักโจ๊ก จึงลงมือตักให้นางบ้าง “กินซะ ไม่พอค่อยสั่งเพิ่มอีกหม้อ”


เมื่อเห็นเขาช่วยตักโจ๊กให้ แววตาเธอเป็นประกายเล็กน้อย แต่พอได้ยินคำพูดเขากลับยิ้มแห้งๆอย่าง.อดไม่ได้ “สองคนกินหมดหม้อหนึ่งถือว่าดีแล้ว หนำซ้ำในเมืองนี้มีของว่างมากมาย สิ่งที่ไม่ต้องกังวลที่สุดตลอดทางก็คือของกินพวกนั้นนั่นแหละ”


พูดจบก็คีบเครื่องเคียงขึ้นมากินคู่กับโจ๊กรวมมิตร ตลอดเช้านี้เธอยังไม่ได้กินอะไรเลยจริงๆ เดิมคิดว่าหลังจากจัดการเรื่องฝั่ง.องครักษ์ค่อยกลับเรือนไปกินอะไรเสียหน่อย ใครจะรู้ว่ากลับพบเขา ในเมื่ออยากเดินเล่น ฮึ ถ้าอย่างนั้นก็เดินเล่นเถอะ!


เจ้าตำหนักยมราชเห็นนางกินอย่างสุขใจ จึงกินตามไปสองสามคำ พลางช่วยคีบเครื่องเคียงวางลงในชามนาง สุดท้ายโจ๊กหนึ่งหม้อที่กินได้ประมาณสี่ห้าชาม นอกจากหนึ่งชามที่เขากินแล้ว ที่เหลือล้วนให้นางกินหมด


“อิ่มแล้ว?”


“อืม อิ่มแล้ว” เธอลูบๆท้อง กินโจ๊กหม้อเดียวก็อิ่มแล้วจริงๆ หนำซ้ำพอกินอิ่มยังไม่ค่อยอยากขยับตัวสักเท่าไหร่ ทำยังไงดี?


“เอิ๊ก!”


เธอเรอไปทีหนึ่ง ก่อนยิ้มเก้อๆ “ไปเดินเล่นย่อยอาหารกันเถอะ! จากนั้นค่อยหาที่ฟังดนตรีชมทิวทัศน์”


จะไปไหนเจ้าตำหนักยมราชไม่มีความเห็น แต่ไหนแต่ไรก็ทำเพื่อเวลาและโอกาสที่จะได้ไปมาหาสู่กับนางสักหน่อย ด้วยเหตุนี้ตลอดทางนางบอกจะไปไหนก็ไปที่นั่น เดินเล่นตามนางตั้งแต่เช้าจนฟ้าค่อยๆมืด จนกระทั่งเหลิ่งหวาโดนนางแยกออกไปก่อน บอกว่าจะไปจัดแจงสถานที่อะไร


เห็นเช่นนี้แววตาดำขลับจึงไหววูบเล็กน้อย นางอยู่เป็นเพื่อนเขาทั้งวันจริงๆ ยามนี้ฟ้าจะมืดแล้ว หรือยังเตรียมการแสดงอะไรไว้ให้เขาอีก?


นึกถึงตรงนี้ หัวใจเขาหวั่นไหวเบาๆ แอบเฝ้ารอคอยเล็กน้อย


“นายท่าน สั่งการไปเรียบร้อยแล้วขอรับ” เหลิ่งหวากลับมารายงาน ยืนอยู่ด้านหลังนางอย่างมีระเบียบ


“ท่านเจ้าตำหนัก ไปกันเถอะ! มาถึงจุดสำคัญของวันนี้แล้ว ข้าเตรียมการเพื่อท่านเป็นพิเศษเลย”


เธอยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ในแววตามีความลึกลับที่คนไม่อาจคาดเดาได้เล็กน้อย ก่อนจะพาเขาเดินหน้าต่อไป จนกระทั่งมาถึงด้านหน้าหอที่บนประตูทางเข้าแขวนโคมไฟสีแดงอยู่สองอันถึงจะหยุดฝีเท้าลง…


จบตอน

Comments