ตอนที่ 461: วาบหวามเกินไป
ฮุยหลางกับอิ่งอีด้านหลังเห็นหอตรงหน้า ในใจก็อดเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีอยู่รางๆไม่ได้ ทำไมการตกแต่งหอนี้ถึงคล้ายคลึงกับโรงค้าเด็กหนุ่มของเริ่นเสียงถึงเพียงนั้น? ที่นี่…คงไม่ใช่หอนางโลมหรอกกระมัง?
นึกถึงตรงนี้ริมฝีปากเขาก็ขยับ สีหน้าเปลี่ยนเป็นประหลาด อยากจะเอ่ยปาก แต่เห็นสีหน้าเฝ้ารอคอยของนายท่านแล้วปิดปากเงียบทันควัน ครั้นมองไปทางภูตหมอกลับเห็นบนหน้านางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เห็นเช่นนี้ เขาชำเลืองมองอิ่งอีอย่างอดไม่ไหว เห็นว่ายามนี้เห็นสหายจ้องมองหอนั้นอยู่เช่นกัน สีหน้าคล้ายกำลังครุ่นคิด
เขายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดๆ เหงื่อที่ไหลซึมตรงหน้าผาก หวังก็แต่ว่าเขาจะเดาคิดผิดไป! ไม่เช่นนั้น…พานายท่านมาเที่ยวหอนางโลม? เขาไม่กล้าจินตนาการจริงๆ ว่าหลังจากนายท่านเข้าไปแล้วจะแสดงท่าทีเช่นไร?
ความคิดเช่นนี้เดาว่าคนทั่วไปคงคิดไม่ได้โดยแท้ แต่เมื่ออยู่กับคนที่นิสัยประหลาดอย่างภูตหมอ เรื่องพิลึกเช่นนี้จึงเป็นปกติอย่างยิ่ง
เขาว่าแล้ว ภูตหมอจะรับปากไปเดินเล่นรอบๆกับนายท่านทั้งวันอย่างง่ายดายเพียงนั้นได้อย่างไร? ที่แท้ก็รอนายท่านอยู่ที่นี่เอง! หรือนางนึกว่าการส่งสาวงามสองสามคนให้แล้ว นายท่านจะหยุดความคิดที่มีต่อนางไป?
ต้องรู้ไว้ว่าสาวงามอะไรพวกนั้น ข้างในหอนารีวิไลของตำหนักยมราชยังมีมากกว่าสาวงามของที่ไหนๆ แต่ก็ไม่เคยเห็นนายท่านมีใจให้ใคร หากนายท่านฆ่าเวลากับพวกสาวงามได้จริงคงไม่รีบเดินทางตั้งไกลมาหาภูตหมอ พูดขึ้นมาแล้วเขาก็ยังแปลกใจจริงๆ
นายท่านชอบภูตหมอตรงไหนกันแน่? พูดถึงเรื่องความงาม แม้นางจะงามล้ำล่มเมือง แต่สำหรับพวกเขาที่เคยเห็นสาวงามมาทุกประเภท เรื่องความงามอะไรนั่นไม่ควรค่าให้พูดถึงเลยจริงๆ
หากพูดถึงวรยุทธ์และพรสวรรค์? สตรีที่มีพรสวรรค์มากกว่าภูตหมอมีถมเถไป เพราะนางกลั่นยาเซียนปรุงยาเป็น? นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งนายท่านไม่ใช่คนที่มีความคิดตื้นเขิน จะชอบพอและตกหลุมรักนางเพียงเพราะเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?
เช่นนั้น หรือว่านายท่านจะหลงรักนิสัยที่กลับกลอกเจ้าเล่ห์ราวจิ้งจอกและกลอุบายพิลึกพิลั่นนั่น?
นึกถึงตรงนี้แล้ว มุมปากเขากระตุกอย่างอดไม่ได้ นายท่านคงจะเป็นพวกที่ชอบความเจ็บปวดกระมัง! ยิ่งเสียเปรียบเพราะภูตหมอ เขายิ่งอยากกระโจนเข้าไปหา
“นายท่าน”
ทันใดนั้น เสียงอิ่งอีดึงจิตใจที่ล่องลอยของเขากลับมา เขาเหลือบมองอิ่งอีข้างๆ ก็เห็นว่ามือหนึ่งของอีกฝ่ายกุมท้องไว้ ใบหน้าเผยความเจ็บปวด “ข้าน้อยกินจนท้องเสีย ขอตัวก่อนได้หรือไม่ขอรับ?”
เจ้าตำหนักยมราชหันมาชำเลืองมองเขา แล้วเอ่ยเรียบๆ “ไปเถอะ!”
“ขอบคุณนายท่าน” อิ่งอีกล่าวจบก็หมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว ฮุยหลางข้างๆ กันมองเสียจนตาค้างด้วยความตกตะลึง
เจ้า เจ้าบ้านี่หนีไปซะแล้ว?
ขณะเขากำลังคิดว่าต้องเรียนรู้การหนีเอาตัวรอดเป็นยอดดีจากสหายหรือไม่ ก็เห็นภูตหมอพานายท่านเดินเข้าไปเสียแล้ว เห็นเช่นนี้เขาจึงทำได้เพียงเดินตามหลังไปด้วยใบหน้าอึดอัดใจ
อาจเพราะกันผู้คนออกไปแล้ว ภายในหอจึงไม่ได้อึกทึก มีเพียงหญิงงามอายุราวสามสิบกว่าถือพัดคนงามบิดสะโพกส่ายเอวบางเดินเข้ามาต้อนรับ
“อุ๊ยตาย คุณชายทั้งหลายมาถึงเสียที เหล่าแม่นางในหอเตรียมตัวเรียบร้อยนานแล้วเจ้าค่ะ เมื่อครู่ยังมีบางคนถามว่าทำไมพวกคุณชายยังไม่มา”
หญิงงามวัยออกเรือนสวมชุดแพรไหมเบาบางสีแดงที่ค่อนข้างโปร่งแสง สะโพกผายเอวบางเสริมด้วยหน้าอกขาวราวหิมะที่วับๆแวมๆ เหมือนจะกระเด้งออกมา ดูแล้วน่าเย้ายวนยิ่งนัก
มือหนึ่งของนางถือผ้าเช็ดหน้าสีแดงสะบัดลงบนร่างเฟิ่งจิ่วเบาๆ อีกมือใช้พัดบดบังริมฝีปากแดงสวยสดงดงามพลางหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นฟังแล้วทำให้อิ่งอีด้านหลังเจ้าตำหนักขนลุกซู่ทั้งร่าง
วาบหวามเกินไปชัดๆ…
ตอนที่ 462: อย่ามาแตะ!
เวลานี้เอง เจ้าตำหนักยมราชมองเห็นภาพเช่นนี้ สีหน้ากลับหมองคล้ำ กลิ่นอายชั่วร้ายทั่วร่างกระจายออกมาพร้อมกัน ทำให้แม่เล้าที่เดิมอยากจะเข้าใกล้หยุดนิ่งอยู่กับที่ทันที และทำไม่ได้แม้แต่จะยิ้มหัวต่อ!
เขาจ้องเฟิ่งจิ่วข้างกายด้วยสีหน้าถมึงทึง เอ่ยถามขณะกัดฟันกรอดเบาๆ “จุดสำคัญที่เจ้าบอกคือสิ่งนี้หรือ?”
“ฮี่ๆ ไม่ใช่สิ่งนี้ เป็นด้านหลังพวกนั้นต่างหาก”
เธอคล้ายมองไม่เห็นความโกรธของเขา พยักเพยิดสื่อให้เขามองไปทางเหล่าหญิงงามชดช้อยที่กำลังลงมาจากชั้นสอง พลางบอกว่า “ข้าจ่ายเงินราคาสูงเพื่อให้แม่เล้าคัดเลือกพวกนางโลมมาโดยเฉพาะ ท่านลองดูว่ามีที่ถูกตาต้องใจหรือไม่”
เจ้าตำหนักจ้องนางพลางอดกลั้นความคิดชั่ววูบที่อยากจะบีบนางให้ตายไว้ จากนั้นสะบัดแขนเสื้อเดินออกไป
“คุณชาย…”
แม่นางพวกนั้นเร่งฝีเท้าเดินลงมา ตรงเข้าไปล้อมพวกเขาไว้ เหลิ่งหวาเห็นก็ตะโกนทันที มือชี้ไปที่ฮุยหลาง “เขาเป็นคุณชายใหญ่ เขามีเงิน”
ฮุยหลางฟังน้ำเสียงเย้ายวนของแม่เล้าเสียจนขนลุกชัน ขณะลูบๆแขนอยู่เห็นนายท่านออกไปแล้วจึงจะตามไป ทว่าถูกเหล่านางโลมสิบกว่าคนที่สวมผ้าแพรบางล้อมไว้ เรือนร่างอวบอิ่มเรียบเนียนบีบเข้ามาหาเขา ลมเย็นที่เย้ายวนใจคนโชยมาแตะจมูก เขารู้สึกเพียงว่าหัวสมองระเบิด ความโกรธพุ่งขึ้นมา ใบหน้าพลันแดงก่ำ
“อย่ามาแตะข้า!”
“ไสหัวออกไป!”
“อย่าเข้ามาใกล้!”
“ออกไป!”
เขาโดนหญิงสาวสิบกว่าคนที่มีสัดส่วนงดงามล้อมไว้ บางคนโอบเอวเขาพลางสัมผัสสะเปะสะปะบนร่าง บางคนกอดคอแล้วโน้มเข้ามาใกล้หน้าเขา บ้างก็จับมือเขากดลงบนส่วนที่อ่อนนุ่ม เขาเพียงรู้สึกว่าร่างกายไม่สบายตัวในทันใด…
“ไสหัวไป!”
เสียงตะโกนเกรี้ยวอย่างโกรธเคืองนี้แฝงด้วยแรงกดดันพลังวิญญาณ พอเปล่งเสียงแรงกดดันก็กระเพื่อมออกไปปานลายน้ำ สะบัดเหล่านางโลมที่เกาะตัวและโอบรอบเอวเขาจนกระเด็นในพริบตา ชั่วเวลานั้นเสียงร้องครวญดังขึ้นโกลาหลภายในหอ
“พวกเจ้า พวกเจ้าคิดจะทำลายความบริสุทธิ์ของข้า!”
ฮุยหลางแทบจะร้องโหยหวนขึ้นมาแล้ว เขาที่ไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ใบหน้าแดงฉานไปหมด ถูกหญิงสาวสิบกว่าคนทั้งกอดทั้งรัด ไม่ทันไรยังมีคนจับมือเขาไปกดตรงหน้าอกนุ่มนิ่มของพวกนาง ไร้ยางอายเกินไปแล้ว!
ครั้งนั้นเขาโดนนายท่านลงโทษส่งไปโรงค้าเด็กหนุ่มและถูกเจ้าเด็กเริ่นเสียงบังคับให้เปลี่ยนมาใส่ชุดโปร่งบาง แต่ก็เพียงเพื่อเชยชม ไม่ยอมให้แตะต้อง ไหนเลยจะเหมือนหญิงพวกนี้ แขกมาคนหนึ่งก็ทำเอาตกใจราวกับหมาป่าหิวโหยตะครุบเหยื่อ คนพวกนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังผู้สง่างามเช่นเขา นึกไม่ถึงว่าจะโดนหญิงในหอนางโลมพวกนี้เอาเปรียบ พอคิดๆ ดูก็มีแม้กระทั่งใจที่อยากจะฆ่าคนแล้ว
ฮุยหลางจ้องเหลิ่งหวาที่ยืนอยู่ข้างๆอย่างขุ่นเคือง ทั้งหมดเป็นเพราะเขา หากไม่ตะโกนเช่นนั้น ผู้หญิงพวกนี้คงไม่พุ่งมากันหมด
ไม่ทันไร เขามองไปทางเฟิ่งจิ่วอยากระบายอารมณ์ใส่ แต่สุดท้ายกลับบอกเพียงว่า “เจ้าทำร้ายจิตใจนายท่านเกินไปแล้ว เขาจริงจังกับเจ้านะ” กล่าวจบก็หันตัวจากไป
เขาไม่เข้าใจเลย นายท่านยอดเยี่ยมเพียงนั้น ทำไมภูตหมอถึงไม่หวั่นไหว? นายท่านทำตัวออกนอกหน้าถึงเพียงนั้น ลดความถือตัวลงครั้งแล้วครั้งเล่า นางกลับผลักไสเสียทุกครั้งไป
จิตใจของสตรีช่างเหมือนเข็มในมหาสมุทรจริงๆ คาดเดายากและไม่อาจไขว่คว้า สงสารก็แต่นายท่านกับเขาที่โดนเอาเปรียบไปด้วย
เมื่อเห็นพวกเขาออกไป เหลิ่งหวาหยิบเงินออกมาจ่ายค่าทำขวัญ แล้วเดินออกจากหอบุปผาไป เห็นนายท่านมีสีหน้าไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่ไม่แยแสอะไร ใจเขาจึงบีบรัดเล็กน้อย
นายท่านไม่ได้ไม่สนใจเสียหน่อย…
ตอนที่ 463: ความทรงจำที่มีฝุ่นเกาะ
เขารู้ว่าเจ้าตำหนักยมราชผู้นั้นดีเลิศนัก วันนั้นตอนที่เจ้าตำหนักกับผู้นำตระกูลคุยกันเขาอยู่ด้วยตลอด จึงมองออกว่าคนผู้นี้รักนายท่านมาก เพราะทุกครั้งที่พูดถึงนายท่าน สีหน้าท่าทางนั้นล้วนอ่อนโยน
แม้เขาไม่รู้ว่าทำไมนายท่านถึงผลักไสเจ้าตำหนัก ไม่ตอบรับความรู้สึก แต่เขาเชื่อว่านายท่านต้องมีเหตุผลแน่นอน
“กลับกันเถอะ!” เฟิ่งจิ่วพูดจบก็สาวก้าวเดินไปทางจวนตระกูลเฟิ่ง
ครั้นกลับถึงเขตเรือน เหลิ่งซวงออกมาต้อนรับ เห็นว่ามีเพียงเฟิ่งจิ่วกับเหลิ่งหวาสองคนเท่านั้นจึงถามขึ้น “นายท่านทานอะไรหรือยังเจ้าคะ ต้องให้ห้องครัวเตรียมอาหารหรือไม่”
“ไม่ต้องหรอก ให้คนไปเตรียมน้ำมา ข้าจะอาบน้ำ” เธอเคลื่อนก้าวเดินเข้าไป ทิ้งพี่น้องเหลิ่งซวงเหลิ่งหวาไว้ด้านนอก
เหลิ่งซวงให้สัญญาณไปทางเหลิ่งหวา จากนั้นสองพี่น้องจึงเดินไปนอกเขตเรือน ไม่รอให้เหลิ่งซวงเอ่ยปาก เหลิ่งหวาที่รู้ว่านางจะถามก็เปิดปาก “นายท่านอารมณ์ไม่ค่อยดี พี่ปรนนิบัตินางอย่างระวังด้วย หากนายท่านไม่พูดก็อย่าถามเลย”
ได้ยินเช่นนี้เหลิ่งซวงก็แปลกใจเล็กน้อย แต่ยังคงพยักหน้า “อืม ข้ารู้แล้ว เจ้าไปสั่งคนเตรียมน้ำมาให้นายท่านอาบเถอะ” พูดจบถึงจะหมุนกายจากไป
หลังจากเหลิ่งหวามองเรือนหลักภายในเขตเรือนแวบหนึ่ง ก็เฝ้าอยู่ด้านนอกเงียบๆ
ไม่นานนักก็มีคนมาเตรียมน้ำร้อนในห้อง เฟิ่งจิ่วถอดเสื้อผ้าลงอาบน้ำในอ่าง เอนกายพิงข้างอ่างอาบน้ำ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางมองหลังคาผ่านละอองและไอน้ำ แล้วหลับตาลงช้าๆ
เรื่องหนึ่งในส่วนลึกความทรงจำที่ไม่อยากนึกถึงถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเพราะอารมณ์ว้าวุ่นในวันนี้…
เรื่องนั้นเกิดขึ้นในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด สำหรับเธอตอนนี้ถือเป็นเรื่องเมื่อชาติก่อน ทว่าในหัวใจกลับคล้ายเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ในฐานะหัวหน้าองค์กรลับยุคปัจจุบัน รวบรวมอัจฉริยะสติเพี้ยนที่เติบโตจากทุกตระกูลมา การอบรมสั่งสอนที่ได้รับมาตั้งแต่เด็กจึงแตกต่างจากคนปกติ เด็กอายุห้าขวบคนอื่นๆ กำลังเข้าโรงเรียนอนุบาล เธอก็เรียนรู้วิธีลอบสังหารแล้ว
ขณะที่ภายในห้องทดลองของคนอื่นกำลังทำการทดลอง เธอก็เป็นหมออัจฉริยะสติเฟื่องที่คนได้ยินชื่อแล้วเกรงกลัว เส้นทางซึ่งเธอเดินมาตั้งแต่เด็กไม่เหมือนกับคนทั่วไป เพราะไม่ใช่คนธรรมดา ดังนั้นจึงโหยหาการเป็นคนธรรมดา
กระทั่งปีนั้นตอนอายุสิบห้า เธอได้รับภารกิจลอบฆ่านั้นมา คนที่ต้องฆ่าคือชายอายุยี่สิบสาม เป็นพ่อมดแห่งวงการแพทย์ และเป็นชายหนุ่มที่อ่อนโยนราวแสงอาทิตย์อบอุ่น
ตอนนั้นหลังจากจดจำข้อมูลของเหยื่อไว้แล้ว เธออยากจะตรวจสอบสักหน่อย เพราะเธอไม่เคยฆ่าผู้บริสุทธิ์
เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าเพราะอยากจะเข้าใจ สุดท้ายจึงเดินไปด้วยกันกับเขา ยามนี้นึกถึงยังอยากหัวเราะอย่างอดไม่ไหว ตอนที่คิดหาวิธีใกล้ชิดเขาก็เกาะติดเขาไปเช่นนั้น
ผู้ชายคนนั้นรู้ชัดว่าเธอจงใจ กลับยังพาเธอกลับไปที่บ้าน จากนั้นเธอจึงถามเขาว่าทำไมตอนแรกถึงปล่อยให้เธอตามติด เขากลับยิ้มอย่างอ่อนโยน พร้อมใช้แววตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรู้สึกลึกซึ้งมองเธอโดยไม่พูดอะไร
เนื่องจากกลัวว่าตัวตนของเธอจะทำให้เขาตกใจ สามปีที่อยู่กับเขาเธอจึงทำตัวเหมือนเด็กดีคนหนึ่งตลอด เป็นสาวน้อยธรรมดาธรรมดาไปเข้าเรียน กลับบ้าน เดินเล่น พวกเขาถึงกับตกลงเรียบร้อยว่ารอเธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะแต่งงานกัน
แต่นึกไม่ถึงว่าโทรศัพท์ที่ได้รับจากห้องทดลองของพวกเขาในวันนั้น กลับเป็นข่าวว่าเขากำลังจะตาย เมื่อรีบไปถึง เธอเห็นเพียงเขาเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยคำขอโทษและอาลัยอาวรณ์…
กระทั่งตอนนี้ ทุกครั้งที่นึกถึงความอาลัยรักและอาวรณ์ในดวงตาคู่นั้น หัวใจก็ยังคงเจ็บปวด เธอพยายามเก็บกดความรู้สึกเช่นนี้ ฝังไว้ในส่วนลึกของจิตใจ แต่ความพยายามใกล้ชิดของเจ้าตำหนักยมราชกลับทำให้เธอทนไม่ไหวอยู่บ้าง หัวใจถึงกับว้าวุ่นอยู่รางๆ…
ตอนที่ 464: ที่แท้เป็นเธอ!
เฟิ่งจิ่วสงบหัวใจที่ว้าวุ่นเล็กน้อย สูดหายใจเข้าลึกๆให้ใจเย็นลง
ตอนแรกเขาตายอย่างกะทันหัน คนอื่นบอกว่าเขาถูกไอพิษเข้าตอนกำลังวิจัยยาจึงเสียชีวิต แต่ต่อมาเมื่อเธอลงมือตรวจสอบกลับพบว่าเป็นฝีมือผู้หญิงคนหนึ่งในห้องทดลองพวกเขา ทำเพื่อแก่งแย่งคุณวุฒิสำหรับไปวิจัยต่างประเทศ
เหอะ! คุณวุฒิไปวิจัยต่างประเทศ? วางแผนฆ่าเขาเพื่อเหตุผลน่าขันแบบนั้น
เธอไม่ได้จับผู้หญิงคนนั้นส่งเขาคุกให้ทางการลงโทษ แต่พากลับมาขังคุกในองค์กรลับด้วยตัวเอง และใช้เวลาหนึ่งปีทรมานให้ตายอย่างช้าๆ
กล้าลงมือกับคนของเธอ จะไม่ให้โดนทรมานจนตายได้อย่างไร?
นึกถึงตรงนี้ เฟิ่งจิ่วพลันลืมสองตาขึ้น นัยน์ตาฉายแววเย็นเยือกออกมา
เป็นเธอ!
คนคนนั้นที่สิงอยู่ในร่างซูรั่วอวิ๋นคือเธอ! เป็นผู้หญิงคนนั้นที่โดนทรมานจนตายเมื่อชาติก่อน! ในความทรงจำของเฟิ่งจิ่วไม่มีส่วนที่เกี่ยวกับซูรั่วอวิ๋นเลยสักนิด แต่ในความทรงจำของเฟิ่งชิงเกอกลับมี!
“บ้าจริง! ทำไมฉันเพิ่งคิดได้ตอนนี้!” เธอสบถเสียงเบา ในดวงตามีจิตสังหารเย็นเยียบ หากตอนนั้นรู้ว่าซูรั่วอวิ๋นคือผู้หญิงคนนั้นเมื่อชาติที่แล้ว คงไม่ให้นางตายอย่างง่ายดายเพียงนั้นแน่!
แต่ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงข้ามมิติมาที่นี่ด้วย หนำซ้ำยังมาก่อนเธออีก?
เมื่อนึกถึงซูรั่วอวิ๋น เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้วเบาๆ หัวใจกลับสั่นไหวเล็กน้อย เธอมา ผู้หญิงคนนั้นก็มาด้วย เช่นนั้นเขาจะอยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่?
พอนึกถึงความเป็นไปได้นี้ หัวใจพลันเต้นแรงขึ้นมา ทว่าเมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาก็ถูกเธอสะบัดทิ้งไป โลกนี้มีความเป็นไปได้มากมายเพียงนั้นเลยหรือ เรื่องแบบนั้นไม่น่าจะเกินขึ้นได้แน่
“นายท่าน น้ำเย็นไปหรือไม่เจ้าคะ? ต้องเติมน้ำร้อนเสียหน่อยหรือไม่?”
เสียงเหลิ่งซวงลอยมาจากด้านนอก นางเฝ้าด้านนอกเห็นเฟิ่งจิ่วแช่น้ำนานนักและยังไม่ให้คนเข้าไปเทน้ำ จึงเป็นห่วงว่าจะแช่น้ำนานเกินไป ถึงได้ส่งเสียงเอ่ยถาม
“ไม่ต้อง” เฟิ่งจิ่วจัดการอารมณ์พลางลุกขึ้นจากอ่าง หยิบผ้าขนหนูเช็ดคราบน้ำบนตัวให้แห้ง จากนั้นสวมเสื้อผ้าเดินไปด้านในห้องพลางว่า “ให้คนเข้ามาเทน้ำได้”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับ ก่อนจะให้สาวใช้สองคนเข้าไปเทน้ำทิ้ง และเก็บอ่างอาบน้ำไปไว้อีกห้อง
“นายท่าน ห้องครัวตุ๋นรังนกมาให้ท่าน ทานก่อนค่อยพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงยกชามรังนกเข้ามา เห็นนางนั่งพิงหัวเตียง จึงยกรังนกมาส่งตรงหัวเตียง
เฟิ่งจิ่วที่เดิมทีจะบอกให้นางกินไปก็ได้เงยหน้าขึ้น เห็นในดวงตานางมีความกังวลซึ่งยากจะปิดบัง จึงยิ้มๆ บอกว่า “ได้ ข้าไม่เป็นไร แค่รู้สึกไม่ค่อยดีเท่านั้น อาบน้ำก็ดีขึ้นมากแล้ว” ระหว่างพูดเธอก็รับรังนกขึ้นมากินอย่างช้าๆ
เห็นเช่นนี้ใจเหลิ่งซวงที่วิตกถึงจะค่อยๆ ผ่อนคลายลง รอเจ้านายกินเสร็จก็เก็บชามวางกลับลงถาด บอกว่า “นายท่านพักผ่อนเร็วหน่อยเถอะเจ้าค่ะ จริงด้วย เมื่อตอนเย็นพวกหลัวอวี่เข้ามาบอกว่ากำลังขององครักษ์ต่างพัฒนาขึ้นติดต่อกันสองสามระดับ พลังพวกเขาเองก็ก้าวหน้าขึ้นเช่นกัน”
“อืม รู้แล้ว” เธอพยักหน้าให้สัญญาณนางถอยไป
เหลิ่งซวงถึงจะคารวะแล้วยกถาดเดินออกไปข้างนอก
พอออกมาก็เห็นเหลิ่งหวาโดนฮุยหลางลากไปยังทางเดินเล็กๆบริเวณไม่ไกล ไม่รู้ว่าพูดอะไรกันอยู่ตรงนั้น เห็นเช่นนี้เธอจึงเดินไปเรียกใกล้ๆ “อาหวา”
“พี่สาว” เหลิ่งหวารีบเดินกลับมา ถามว่า “นายท่านทานรังนกหรือยัง?”
“อืม ทานแล้ว”
เหลิ่งซวงชำเลืองมองฮุยหลาง ก่อนบอกเหลิ่งหวาว่า “เจ้ากลับไปพักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ! ตรงนี้มีข้าเฝ้าไว้ก็พอ”
“นายท่านเจ้าไม่คิดจะไปดูนายท่านข้าหน่อยหรือ?” ฮุยหลางถลึงตา คิดว่าเย็นนี้ภูตหมอทำเรื่องเช่นนี้ จะอย่างไรก็ควรไปคุยกับนายท่านให้รู้เรื่อง
ตอนที่ 465: ความกังวลของเจ้าตำหนักยมราช
“นายท่านหลับไปแล้ว มีเรื่องอะไรพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” เหลิ่งซวงพูดพลางให้เหลิ่งหวากลับไปพักผ่อนก่อน
ฮุยหลางได้ยินแล้วนึกถึงเมื่อเย็นวันนี้ที่ตัวเองโดนผู้หญิงพวกนั้นเอารัดเอาเปรียบ จึงโกรธเคืองขึ้นมาบ้างทันใด “นายท่านเจ้าหลับได้ แต่นายท่านข้าหลับไม่ลง!” ตั้งแต่นายท่านกลับมาก็นั่งอยู่ตลอดจนตอนนี้ ทั่วร่างมีกลิ่นอายชั่วร้ายพวยพุ่ง เขาเห็นแล้วยังไม่กล้าเข้าใกล้
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น คืนนี้เขาไม่ต้องคิดจะนอนหลับเลย เดาว่าความโกรธในอกก็ไม่สงบลงเช่นกัน
“นอนไม่หลับแล้วเกี่ยวอะไรกับนายท่านข้า? ข้าขอเตือนเจ้าไว้ นายท่านข้าอารมณ์ไม่ดี เจ้าอย่าได้ไปรบกวนนาง” เหลิ่งซวงทิ้งคำพูดไว้อย่างเย็นชา ยื่นถาดให้สาวใช้ที่ผ่านมาข้างๆ ส่วนตัวเองกลับไปเฝ้าในเรือน
ฮุยหลางที่เดิมทียังมีไฟโกรธสุมอกได้ยินก็แปลกใจทันที ภูตหมออารมณ์ไม่ดี? ทำไมถึงอารมณ์ไม่ดี? นางอารมณ์ไม่ดีได้ด้วยรึ? หรือจะสำนึกเสียใจที่พานายท่านไปหอนางโลม?
เมื่อความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นมา แล้วนึกถึงว่าเขามักจะคิดมากเกิน จึงตามหลังเหลิ่งซวงไปเพื่อเลี่ยงไม่ให้ตนเองฟุ้งซ่าน พลางถามว่า “ทำไมนางอารมณ์ไม่ดี ใครทำให้นางโกรธ?”
เหลิ่งซวงไม่สนใจ แต่เห็นว่าจะเข้าใกล้เขตเรือนแล้ว กลัวว่าหากเขารบเร้าถามเช่นนี้จะรบกวนการพักผ่อนของนายท่าน จึงหยุดฝีเท้าลงหันกลับมาจ้องมองเขาอย่างเย็นชา
“ตั้งแต่กลับมาก็อารมณ์ไม่ดีแล้ว เหลิ่งหวาบอกว่าคืนนี้อยู่ด้านนอกนางไม่ได้กินอะไรเลย ตอนกลับมาข้าถามนางก็ไม่กิน เมื่อครู่เพิ่งกินรังนกไปครึ่งชาม เจ้าถามว่าทำไมนางอารมณ์ไม่ดี ข้าก็อยากถามว่าพวกเจ้าก่อเรื่องอะไรกันแน่?”
น้ำเสียงนางเย็นยะเยือก ซ้ำยังจ้องฮุยหลางด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ทำให้ฮุยหลางถอยหลังไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัวทันใด ไม่ใช่เพราะกลัวนาง แต่เพราะเห็นเรือนร่างนางที่งดงามประณีต แม้จะห่อหุ้มด้วยชุดสีดำ ทว่าหน้าอกอวบอิ่มที่นูนขึ้นมากลับชวนให้เขานึกถึงความทรงจำก่อนหน้าที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
ถึงขนาดว่าเมื่อนางหันตัวเข้าใกล้ เขาอยากจะถอยห่างโดยไม่รู้ตัว พอตอบสนองตามสัญชาตญาณเช่นนี้ไป หัวใจก็หวาดกลัวไปชั่วขณะ แอบตกตะลึงว่าเรื่องคืนนี้คงไม่ทำให้เขามีเงามืดในใจกระมัง? เขายังไม่มีภรรยาเลยนะ! หากเกิดกลัวผู้หญิงจริงๆ จะดีได้อย่างไร?
ครั้นนึกถึงตรงนี้ เขาพลันไม่มีแม้แต่ความรู้สึกจะสนใจว่านายท่านอารมณ์ไม่ดี หมุนตัวเดินกลับออกไป สติเตลิดเปิดเปิงไปบ้างและยังมีความตื่นตระหนกบางส่วน
กลับถึงภายในเขตเรือน อิ่งอีเห็นเขากลับมาท่าทางแปลกๆจึงถาม “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ข้าเพิ่งไปหาภูตหมอแต่ไม่ได้พบนาง รู้จากสองพี่น้องเหลิ่งซวงเหลิ่งหวาว่าภูตหมอเหมือนจะอารมณ์ไม่ค่อยดี หนำซ้ำคืนนี้ยังไม่ทันกินอะไรก็หลับไปแล้ว”
เสียงเขาไม่ได้กดเบาลง แต่พูดออกมาด้วยระดับเสียงปกติ เมื่อกล่าวจบยังมองไปทางด้านในเรือน ใช้นิ้วมือชี้ๆห้องเพื่อถามอิ่งอีถึงสถานการณ์ของนายท่าน หลังเห็นอิ่งอีส่ายหน้าให้ เขาก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วมานั่งลงข้างโต๊ะหินในลาน
ส่วนภายในเรือน หลังจากเจ้าตำหนักยมราชที่ดื่มอยู่คนเดียวได้ยินคำพูดฮุยหลางด้านนอก เขาหยุดมือที่รินเหล้าเล็กน้อย สีหน้าตกใจเบาๆ
นางก็อารมณ์ไม่ดีเช่นกัน? คืนนี้กลับมายังไม่ได้กินอะไร?
นึกถึงที่วันนี้นางไปเดินเล่นรอบๆด้านนอกเป็นเพื่อนเขาทั้งวัน นอกจากโจ๊กพวกนั้นที่กินตอนใกล้เที่ยงก็ยังไม่กินอะไรอีกเลย จึง.อดขมวดคิ้วไม่ได้
ผู้หญิงคนนี้ทำไมถึงไม่รู้จักดูแลตนเองเช่นนี้?
เขาวางกาสุราลงและลุกยืนขึ้นโดยไม่คิดสักนิด เมื่อเดินถึงประตูห้องและจะเปิดมันออก มือกลับชะงักเล็กน้อย…
ตอนที่ 466: หัวใจบีบรัด
แค่ชะงักไปนิดชั่วขณะหนึ่ง เขาก็เปิดประตูเดินออกไปยังด้านนอก พลางบอกสองคนในลานว่า “สั่งทางครัวเตรียมกับข้าวมาสองสามอย่าง ข้าวสองชามและน้ำแกงหนึ่ง ส่งไปที่เรือนนาง”
ระหว่างที่พูดเขาเดินออกจากเรือนมาแล้ว เอามือไพล่หลังมุ่งหน้าไปยังเรือนเฟิ่งจิ่ว สองคนด้านหลังเห็นเข้าจึงมองหน้ากัน
“นายท่านไปหาภูตหมออีกแล้ว? เขาโกรธนางอยู่ไม่ใช่หรือ?” ฮุยหลางตะลึงอยู่บ้าง คิดว่าทำไมยามนายท่านพบภูตหมอแม้แต่ความขี้โมโหสักนิดก็ไม่มีแล้ว? ตอนที่กลับมายังมีไฟโกรธในใจ แต่เพิ่งได้ยินเขาบอกว่าภูตหมอยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย ก็กุลีกุจอรีบออกไปเสียแล้ว!
“นี่เขาเรียกว่าคนกลัวเมีย อีกหน่อยแต่งงานกับภูตหมอแล้ว นายท่านต้องถูกกินตายแน่ๆ” อิ่งอีพูดจบก็บอก “เจ้าไปสั่งห้องครัวเตรียมข้าวปลาอาหารเถอะ”
“เฮ้อ! หนึ่งสิ่งย่อมกำราบอีกหนึ่งสิ่งสินะ” ฮุยหลางส่ายหน้า เดินตามออกไปเช่นกัน อยากไปดูเสียหน่อยว่าแม้แต่เขตเรือนของภูตหมอนายท่านจะเข้าไปได้หรือไม่
อีกทางหนึ่ง ภายในเขตเรือนของเฟิ่งจิ่ว เมื่อเหลิ่งซวงที่เฝ้าอยู่ในสวนหน้าเรือนเห็นเจ้าตำหนักยมราชเดินมาก็ตกใจเล็กน้อย แต่ยังคงมาด้านหน้าเขาเพื่อขวางฝีเท้าเขาไว้ “นายท่านหลับไปแล้ว ท่านเจ้าตำหนักมีธุระอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้เถอะเจ้าค่ะ”
เจ้าตำหนักยมราชกวาดมองนาง แล้วสาวก้าวเดินเข้าไป เดินสองสามก้าวมาถึงหน้าเรือนก็ผลักเปิดประตูเข้าไป จากนั้นกลับไม่ได้ตรงไปยังห้องด้านใน แต่นั่งลงข้างโต๊ะตรงห้องด้านนอก
“ข้ามาดื่มเหล้ากับเจ้า”
คำพูดหนึ่งประโยคที่ทั้งแข็งกระด้างและทุ้มต่ำ ทำให้เฟิ่งจิ่วที่นอนบนเตียงห้องด้านในและยังไม่หลับฟังแล้วตกใจเบาๆ สีหน้าประหลาดพิกล
เหลิ่งซวงเห็นว่าขวางเขาไม่ได้ จึงเข้าไปบอกเฟิ่งจิ่วยังห้องด้านใน เฟิ่งจิ่วให้สัญญาณนางถอยไป ส่วนตัวเองลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมเดินออกมา เมื่อเห็นเจ้าตำหนักนั่งอยู่ข้างโต๊ะพลางจ้องมองเธอด้วยแววตาลึกล้ำ จึงกระชับเสื้อคลุมบนร่างพลางเดินเข้าไปถาม “ท่านมีเหล้าหรือไม่?”
ได้ยินคำถามนี้ เจ้าตำหนักชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะยกไหหนึ่งออกมาจากในห้วงมิติทันที “เหล้าวิญญาณชั้นเลิศ” ขณะเดียวกันยังหยิบแก้วเหล้าใบเล็กสีหยกออกมาสองใบ
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนี้ก็ยิ้ม ก่อนร้องเรียก “เหลิ่งซวง หยิบชามมาสองใบ”
เจ้าตำหนักยมราชมองนาง แล้วเก็บแก้วเหล้าใบเล็กสองใบนั้นกลับ
ฮุยหลางที่ยืนมองภาพนี้อยู่ตรงประตูตาค้างไปบ้าง นั่นคือเหล้าวิญญาณชั้นเลิศ! หนึ่งหยดราคาพันชั่ง นึกไม่ถึงว่าภูตหมอคนนี้ยังจะใช้ชามดื่ม? ไม่สิ้นเปลืองบ้างได้ไหม?
หลังวางชามใบเล็กสองใบลง เหลิ่งซวงถอยออกไปยืนมองทั้งสองคนตรงประตู
“รินเหล้าสิ!” เฟิ่งจิ่วให้สัญญาณ เห็นเขาถือไหเหล้าไว้ทว่ากลับไม่ขยับ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
“ไม่ต้องรีบ กับแกล้มยังไม่มาเลย” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างมีแรงดึงดูด ประหนึ่งสุราเลิศรสกลมกล่อม ทำให้เมามายอย่างยิ่งในยามค่ำคืน
“ดื่มเหล้าไหนเลยต้องมีกับแกล้มอะไร? ท่านไม่ดื่มงั้นข้ารินก่อน จะลองชิมว่าเหล้าวิญญาณชั้นเลิศมีรสชาติเช่นไร” เธอพูดจบก็ยื่นมือจะหยิบเหล้าไหนั้น ใครจะรู้ มือที่ยืนออกไปจับกลับโดนมือเขากดไว้
เธอเงยหน้ามองและพลันยิ้มขึ้นมา “อย่าเอาเปรียบข้าได้ไหม? ถึงจะแค่มือ แต่ก็เป็นมือของผู้หญิง!”
มุมปากเจ้าตำหนักกระตุกเล็กน้อยอย่างที่ไม่อาจสังเกต แววตาลึกล้ำจับจ้องนาง เขามองออกว่านางในคืนนี้ไม่ค่อยปกติจริงๆ เพราะเหตุใดกัน? เห็นชัดว่ากำลังยิ้ม แต่ดวงตาคู่นั้นกลับมีความอ้างว้างและโดดเดี่ยวบางส่วน เขามองแล้วหัวใจบีบรัด
ชัดเจนว่าคนที่ถูกทำให้โกรธคือเขา คนที่ควรโมโหก็คือเขา แต่ทำไมดูแล้วเหมือนนางต่างหากที่เป็นคนน้อยใจ?
ตอนที่ 467: คิดเพ้อฝัน
ฮุยหลางกับเหลิ่งซวงตรงประตูมองไปด้านใน เห็นเจ้าตำหนักยมราชใช้มือหนึ่งจับไหเหล้า อีกมือหนึ่งกดมือเฟิ่งจิ่วซึ่งจับไหไว้ ทั้งสองสบตากันเช่นนี้ คนหนึ่งกำลังยิ้ม คนหนึ่งกำลังมอง สองคนที่เฝ้าประตูเห็นบรรยากาศแล้วเกิดความแปลกใจ ยังดีที่ไม่นานความประหลาดนี้ก็ถูกทำลายลง
อิ่งอีเดินเข้ามาโดยมีคนรับใช้สองสามคนที่ถืออาหารตามอยู่ด้านหลัง พอเห็นสองคนซึ่งเฝ้าตรงประตูจ้องไปด้านใน จึงมองตามไปบ้าง เมื่อเห็นภาพนั้นในห้องก็กระแอมเบาๆ “นายท่าน อาหารค่ำมาแล้วขอรับ”
“เข้ามา” เจ้าตำหนักสั่งการ ปัดมือนางออก จัดวางชามสองใบให้เรียบร้อย แล้วเปิดไหรินเหล้าลงไปครึ่งชาม
อิ่งอีสั่งคนวางอาหารเสร็จจึงถอยออกไป ขณะเดียวกันก็ตะโกนเรียกสองคนที่เฝ้าตรงประตูออกไปข้างนอก และถือโอกาสปิดประตู ปล่อยให้สองคนอยู่ในห้องตามลำพัง
เจ้าตำหนักยมราชเห็นเฟิ่งจิ่วยกชามเหล้าขึ้นเงยหน้าดื่มรวดเดียว ก็.อดขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้ คีบอาหารลงในชามเล็กตรงหน้านาง “ดื่มเหล้าตอนท้องว่างไม่ดีต่อร่างกาย กินอาหารหน่อยเถอะ”
หลังจากเฟิ่งจิ่วดื่มเหล้าครึ่งชามนั้น ดวงตาก็เป็นประกายเล็กน้อย “เป็นเหล้าวิญญาณชั้นเลิศอย่างที่คิด! ทั้งหอมทั้งกลมกล่อม! เอามาอีกชาม!” รู้สึกได้ว่าเหล้าวิญญาณไหลผ่านลำคอ ปั่นป่วนอยู่ในท้อง กลิ่นอายพลังวิญญาณพุ่งขึ้นตามมา เมื่อเส้นลมปราณในร่างชุ่มฉ่ำก็รู้แล้วว่านี่เป็นเหล้าวิญญาณที่หายากยิ่ง
เหล้าวิญญาณพวกที่ก่อนหน้านี้เธอหามาให้ท่านปู่ไม่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณคละคลุ้ง รสชาติก็ไม่หอมกลมกล่อมเช่นนี้ แต่นับว่าเป็นของชั้นดีแล้ว เหล้าชนิดนี้อย่างน้อยเธอก็ยังไม่เคยเห็นในแคว้นเหินเวหาด้วยซ้ำ
เจ้าตำหนักยมราชชายตามองเธอ “อีกชาม? เจ้าคิดว่านี่เป็นน้ำเปล่าหรืออย่างไร? กินอาหารเถอะ!”
“ดื่มน้อยเกินไป ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกอะไรเลย” เธอเท้าคางยิ้มมองเขา “ท่านมาดื่มเหล้ากับข้าไม่ใช่หรือ ในเมื่อมาแล้วก็อย่างกเลย ดื่มเหล้าจะไม่สนุกกันเต็มที่ได้อย่างไรเล่า?
“เหล้านี้ฤทธิ์แรงมาก เจ้าจะรับไม่ไหวเอา”
“วางใจเถอะ ข้าไม่เมาหรอก ถึงเมาก็จะไม่ทำอะไรรุ่มร่าม สบายใจได้!” เธอพูดพลางโบกๆมือ ไม่ใส่ใจอะไร
ทว่าเมื่อชายหนุ่มได้ยินคำว่าทำอะไรรุ่มร่าม ดวงตาดำขลับลึกล้ำมองนางแวบหนึ่ง เห็นนางดื่มเหล้าไปแค่ครึ่งชามดวงตาก็เลื่อนลอยบ้างแล้ว บอกว่าไม่เมา แต่สีหน้าที่คล้ายเมาคล้ายไม่เมานั้นกลับทรงเสน่ห์ยิ่งนัก เขามองเสียจนหัวใจเต้นรัว
ทันใดนั้นในหัวก็คิดเพ้อฝันจิตนาการ ทำอะไรรุ่มร่ามยามเมา…
“ท่านจะนิ่งกอดไหเหล้าทำไม? รีบรินเหล้าสิ!”
เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้ว เพราะดื่มเหล้าทั้งที่ท้องว่าง ซ้ำยังดื่มเสียหนัก ใบหน้างามเพริศพริ้งจึงขึ้นสีแดง ดูน่าหลงใหลภายใต้แสงเทียน นางในเวลานี้ต่างไปจากปกติ ภายในความเอื่อยเฉื่อยยังมีความเย้ายวนทรงเสน่ห์ มองเช่นไรก็น่าดึงดูดเช่นนั้น
เขากลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว แววตาลึกล้ำละจากใบหน้านางที่ออกจะเมามายเย้ายวนใจ กระแอมเบาๆก่อนกล่าว “กินอาหารก่อนข้าค่อยริน” ยังไม่ทันจบก็เสริมอีกประโยคว่า “คืนนี้มีเหล้ามากพอสำหรับเจ้า”
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ยิ้ม ตบมือลงบนโต๊ะ หัวเราะร่าด้วยท่าทางระรื่น “ดี! ท่านพูดแล้วนะ! ไม่เมาไม่กลับ!” ฤทธิ์เหล้าแรงอะไรกัน? ชัดเจนว่าเขายอมให้เธอดื่มไม่ลง คนขี้เหนียวนี่ คืนนี้เธอจะดื่มเหล้าเขาให้เกลี้ยงเลย!
ภายในลานบ้าน ครั้นได้ยินบนสนทนาจากในบ้าน ฮุยหลางกับอิ่งอีแอบมองหน้ากันอย่างแนบเนียน
ได้โอกาสแล้ว!
ตอนที่ 468: อาการเมามายที่งดงาม
มิน่านายท่านถึงหยิบเหล้าวิญญาณชั้นเลิศราคาเป็นพันชั่งออกมา ที่แท้ก็รอภูตหมอจังหวะนี้อยู่? แต่นายท่านจะมอมเหล้าภูตหมอจริงหรือ?
สองคนชำเลืองมองเหลิ่งซวงด้านข้าง คิดว่าควรให้นางไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นต่อให้ภูตหมอเมา แต่หากยังมีแม่สาวคนนี้อยู่ นายท่านคิดจะทำอะไรสักหน่อยคงไม่สะดวก!
ดังนั้นฮุยหลางจึงหันไป เอ่ยยิ้มๆว่า “เหลิ่งซวง เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ! ตรงนี้พวกข้าเฝ้าไว้ก็ได้”
เหลิ่งซวงเหลือบมองพวกเขา ไม่พูดไม่จา ยังคงยืนเงียบๆอยู่ในลาน คำพูดในเรือนนางก็ได้ยินเช่นกัน จึงกลัวว่านายท่านอารมณ์ไม่ดีดื่มมากไปจะก่อเรื่องอะไรขึ้นมา
พวกเขาเห็นนางไม่ใจสักนิด ฮุยหลางส่งสายตาไปทางอิ่งอี ส่วนตัวเองฉีกยิ้มถาม “เหลิ่งซวง เจ้าติดตามอยู่ข้างกายภูตหมอมานานแค่ไหนแล้ว มองออกเลยว่านางเชื่อใจเจ้ามาก! ครั้งก่อนไปแคว้นเหินเวหายังพาเจ้าไปแค่คนเดียว”
ยามมองทั้งสองคนเดินเข้ามาใกล้ นางขมวดคิ้ว “พวกเจ้า…” เพิ่งจะเอ่ยก็เจ็บตรงหลังคอ เหลิ่งซวงหมดสติไป
เห็นเหลิ่งซวงล้มลงบนพื้น ฮุยหลางถลึงตามองอิ่งอี “ทำไมเจ้าไม่รับนางไว้?”
อิ่งอีมองค้อนเขา บอกว่า “ทำไมเจ้าไม่รับเองเล่า”
“ข้าเห็นว่าเจ้าอยู่ใกล้กว่า!”
“ข้านึกว่าเจ้าจะรับ”
สองคนพูดจบก็ยืนมองตาปริบๆโดยพูดไม่ออกอยู่นาน ผ่านไปสักพัก ฮุยหลางถึงจะเอ่ยว่า “เจ้ารีบๆอุ้มนางไปห้องทางนั้นเถอะ”
“เจ้าอุ้มสิ ข้าไม่อุ้มหรอก” อิ่งอีถอยห่างทันที ไม่แม้แต่จะมองเขา
ได้ยินเช่นนี้ อีกทั้งเห็นกิริยาที่อีกฝ่ายหลบเลี่ยงอย่างรวดเร็ว ฮุยหลางแทบอยากจะเข้าไปถีบขาคู่ เขาถลึงมองอิ่งอีด้วยความโหดเหี้ยม และมองเหลิ่งซวงที่หมดสติอยู่บนพื้น ลังเลสักพักถึงจะเข้าไปโน้มกายอุ้มขึ้นมา และพาเข้าห้องไป
ส่วนสองคนที่ดื่มเหล้าอยู่ในเรือนกลับเป็นอีกภาพหนึ่ง
เฟิ่งจิ่วที่เดิมแค่คลุมเสื้อคลุม ยามนี้เสื้อคลุมบนร่างหลุดร่วงลงแล้ว เธอที่สวมเพียงชุดซับในยกชามดื่มเหล้าไปอึกใหญ่จนหมดเกลี้ยง แล้ววางชามลงบนโต๊ะอย่างแรง “รินมาอีก!”
เจ้าตำหนักยมราชที่นั่งอยู่ข้างๆ ชำเลืองมองสาวน้อยที่เมามายจนดวงตาพร่ามัวใบหน้าแดงก่ำ แววตาลึกล้ำสั่นไหว ไม่ได้รินเหล้าอีกแต่คีบอาหารให้นาง “กินอาหารบ้างสิ”
“เหล้า ข้าต้องการเหล้า” เฟิ่งจิ่วโบกๆมือ ผลักชามเหล้าไปตรงหน้าเขา แล้วชี้ลงในชาม “ตรงนี้ รินมา”
เห็นเช่นนั้น เจ้าตำหนักจึงยกไหเหล้าขึ้นรินให้นางอีกชาม นี่เป็นเหล้าวิญญาณ แม้ฤทธิ์จะแรงมากแต่ก็ไม่ค่อยทำลายสุขภาพนัก หนำซ้ำอย่างน้อยๆนางก็กินอาหารบ้าง ดื่มมากหน่อยคงไม่เป็นไร
เมื่อนางดื่มชามแล้วชามเล่า เหล้าวิญญาณไหหนึ่งก็จวนจะเห็นก้นไห เจ้าตำหนักเขย่าไหเหล้าที่ว่างเปล่า มองไปทางสาวน้อยข้างกาย มองคราวนี้คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อยทันควัน “มองข้าทำไม?”
สาวน้อยที่ดื่มจนเมายามนี้กำลังใช้สองมือเท้าคางพลางยิ้มหยีตามองเขาทั้งใบหน้าแดงก่ำ ศีรษะที่โคลงไปมา รวมถึงดวงตาคู่นั้นที่ทอประกาย ทำให้เขาเห็นแล้วรู้สึกสนใจอย่างอดไม่ได้
ที่แท้ตอนนางเมาน่ารักเพียงนี้เลย
น่ารัก? ไม่เคยนึกว่าคำเช่นนี้จะผุดขึ้นมาในความคิดเขา
“ข้าจะแอบบอกท่านเรื่องหนึ่ง เข้ามาสิ” เธอหรี่ดวงตาเมามายที่น่าหลงใหลและทรงเสน่ห์ พลางกระดิกนิ้วไปทางเขา
หัวใจเจ้าตำหนักเต้นแรงเล็กน้อยเมื่อเห็นเช่นนี้ เต้นตึกตักเหมือนมีกวางตัวน้อยๆพุ่งชนสะเปะสะปะ โน้มเข้าไปใกล้นางโดยไม่รู้ตัวราวกับโดนผีเข้าสิง เห็นริมฝีปากชุ่มฉ่ำน่าหลงใหลที่งามหยดย้อยอยู่ตรงหน้า ลมหายใจเขาหนักขึ้นเล็กน้อยโดยพลัน
ตอนที่ 469: เจ้าแกล้งข้า
แต่สิ่งที่ไม่ว่าอย่างไรเจ้าตำหนักยมราชก็นึกไม่ถึงคือ สตรีคนนี้ใช้มือหนึ่งโอบคอเขาไว้และดึงไปข้างกายนาง ริมฝีปากอุ่นร้อนเข้ามาแนบชิดข้างหู ลมหายใจอุ่นร้อนและความรู้สึกชาวาบทำให้ร่างกายเขาพลันแข็งทื่อ รู้สึกแต่ว่าไอร้อนพุ่งลงไปยังท้อง
สาวน้อยผู้เมามายบางคนยังไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป ยังคงพ่นลมหายใจร้อนรินรดข้างหูเขา ถึงขั้นขึ้นเสียงหัวเราะที่หยอกเย้าเสนาะหูราวกระดิ่งเงิน
“ฮิๆๆ… ข้าจะบอกท่านนะ จริงๆท่านหน้าตาทั้งหล่อทั้งเท่ อืม…ระรื่นหูระรื่นตามาก”
ไม่ทันไร มือที่กดคอเจ้าตำหนักไว้ก็ไต่ขึ้นไปลูบใบหน้าเขา เฟิ่งจิ่วหัวเราะขึ้นมา เอ่ยอย่างคนพาลว่า “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าทั้งวันท่านเอาแต่เดินไปมาต่อหน้าข้าเหมือนนกยูงรำแพนเพื่อจะยั่วยวนข้า ท่านเชื่อไหมว่าข้าทนไม่ไหว เอิ๊ก…ถึงได้กระโจนใส่ท่าน?”
เธอเรอครั้งหนึ่ง มือข้างหนึ่งลูบๆหน้าอก สายตาฉ่ำเยิ้มเห็นชายตรงหน้าจ้องตรงมาอย่างเร่าร้อนด้วยดวงตาดำลึกล้ำ เธอพลันหงุดหงิด ริมฝีปากแดงพึมพำว่า “มองอะไร? หากมองอีกเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะจัดการท่านเสีย!”
“อ้อ? เจ้าจะจัดการข้าอย่างไรรึ? พูดมาตามตรง เจ้าต้องการข้ามานานแล้วใช่หรือไม่?”
น้ำเสียงเขาทั้งทุ้มต่ำและแหบพร่า มีเสน่ห์ดึงดูดที่ทำให้ใจคนลุ่มหลง เปล่งออกมาเบาๆ ก็เสมือนจะล่อลวงและยั่วยวน ดวงตาดำขลับล้ำลึกฉายประกายร้อนแรงแผดเผากำลังจ้องมองสาวน้อยตรงหน้าที่เมามายได้ที่ รู้สึกเพียงว่ามีมือหนึ่งกำลังหยอกล้อหัวใจเขาเบาๆ สะกิดจนหัวใจทั้งคันยิบและอ่อนยวบ…
“หึๆๆ…”
เธอหัวเราะเบาๆ แล้วลุกยืนขึ้นยื่นสองมือออกไปประคองใบหน้าเขา ดวงตาคู่งามที่มึนเมาจับจ้องรูปโฉมองอาจหล่อเหลาเบื้องหน้า จากนั้นหัวเราะเจ้าเล่ห์ “ข้าจะตรงไปตรงมากับท่านแล้วกัน! ข้าปรารถนาความงามของท่านมาตั้งนานแล้ว ท่านว่า ทำไมถึงมีคนที่งดงามเช่นท่านได้? อืม ไม่ใช่สิ ท่านไม่ใช่คน…”
ยามได้ยินคำพูดนาง หัวใจเขาร้อนรุ่มไปหมด ประกายที่สว่างวาบในดวงตาดำช่างน่าตกใจ นั่นคือความปลาบปลื้มและสุขใจ เป็นความรู้สึกพิเศษที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยอย่างหนึ่ง เขารู้แค่ว่านางดื่มเหล้าเมาจนสติเลอะเลือน แต่คำพูดที่เอ่ยกลับทำให้หัวใจเขาลอยล่องขึ้นมา
ความโกรธสุมอกเอย หญิงหอนางโลมเอย หรือการปฏิเสธซ้ำๆ อะไรเอย ยามนี้ล้วนถูกโยนทิ้งไปจากห้วงความคิด หายไปอย่างไร้ร่องรอย เขารู้แค่ว่ากับผู้หญิงคนนี้ ชั่วชีวิตนี้เขาจะไม่ปล่อยมือไป!
“ข้าไม่ใช่คน? เช่นนั้นเป็นอะไร?” เขาเอ่ยถามอย่างขบขัน มือหนึ่งโอบพานางที่ยืนอยู่ตรงหน้าเข้ามาในอ้อมอก ให้นั่งลงบนตักตัวเอง
เฟิ่งจิ่วเมาเสียจนกู่ไม่กลับ คำพูดจาล้วนล่องลอย คำใดที่ปกติไม่พูด ยามนี้ล้วนเอ่ยออกจากปากได้ ครั้นรู้สึกว่าโดนเขาดึงมานั่งลงบนตัก เธอหัวเราะคิกคักพลางโอบคอเขาด้วยใบหน้างามเลิศที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“เป็นเก้าอี้ที่นุ่มมาก” ระหว่างพูด เธอจงใจบิดตัวเล็กน้อย สัมผัสความนุ่มสบายของเก้าอี้ แต่ไม่นานนักเธอก็ขมวดคิ้วขึ้นมา พึมพำว่า “เอาท่อนไม้ออกไป…”
ขณะยื่นมือไปขยับ กลับได้ยินเสียงบางคนสูดหายใจหนักหน่วง ทั้งร่างก็หดเกร็งขึ้นมาพร้อมกัน
“หือ?” เธอกะพริบดวงตาที่มองเห็นไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ก่อนจะโน้มไปใกล้หน้าเขาราวเด็กน้อยขี้สงสัย “ท่านเป็นอะไร?”
เจ้าตำหนักยมราชรู้สึกแต่ว่าบางจุดขยายตัวเสียจนเจ็บปวด เมื่อมองสาวน้อยที่มีสีหน้างุนงงและป่วยการจะสอนสั่งในอ้อมแขนอีกที เขากัดฟันกรอดพลางอุ้มนางขึ้นมา
“เจ้าแกล้งข้า!”
ตอนที่ 470: ปรารถนาในความงาม
เฟิ่งจิ่วที่ทั้งร่างโดนอุ้มลอยเตะสองขา พลางหัวเราะคิกคัก “ข้าไม่ได้แกล้งท่าน…”
“แกล้งสิ!”
เฟิ่งจิ่วที่โดนอุ้มเดินไปยังห้องด้านในขยี้ดวงตาพร่ามัว เมื่อเห็นรูปโฉมหล่อเหลาและเต็มไปด้วยเสน่ห์เยี่ยงบุรุษตรงหน้า เธอพยักหน้า พูดอย่างเป็นปกติว่า “อืม แกล้งสิ”
ทว่าเวลาต่อมา ท่าทางปกตินั้นก็เปลี่ยนไป เธอยิ้มได้ราวกับเด็กน้อยซุกซน สองมือลูบไล้สะเปะสะปะบนร่างชายหนุ่ม “ท่านอา แกล้งคนใช้แค่ลมปากไม่ได้ ต้องใช้มือเท้าด้วย มาๆๆ ข้าขอลูบคลำกล้ามเนื้อบนร่างท่านหน่อย ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบท่านข้าก็อยากลูบไล้กล้ามเนื้อท่านแล้ว แหะๆๆ…”
ได้ยินเช่นนี้ แววตาเจ้าตำหนักยมราชยิ่งล้ำลึก มุมปากกลับยกขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เขามองสาวน้อยในอ้อมแขนที่เมามายจนแยกทิศแยกทางไม่ออกพลางบอกว่า “อ้อ? ที่แท้เจ้าคิดลามกกับข้าตั้งแต่ในป่าเก้าหมอบแล้ว”
“แหะๆ ข้าแค่คิด…” เธอยิ้มหยีตาที่มึนเมา คลอเคลียในอ้อมแขนเขาประหนึ่งแมวน้อย
รอยยิ้มบนหน้าเจ้าตำหนักยมราชผุดขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่อาจห้าม เพียงสองสามก้าวก็มาถึงห้องด้านใน ทว่าเวลานี้เอง กลับเห็นสาวน้อยที่ซุกอยู่ในอ้อมอกตบๆตรงแขนเขา
“ปล่อยข้าลง”
“เอิ๊ก! รีบๆปล่อยข้าลงสิ…” เธอเรออีกครั้ง สีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
“ไม่ปล่อย” เตียงใหญ่อยู่ใกล้แค่ตรงหน้า มอมเหล้านางไม่ใช่ง่ายๆ โอกาสเช่นนี้จะพลาดได้อย่างไร?
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ขมวดคิ้ว สองมือเลิกสาบเสื้อตรงหน้าอกเขาออก ซุกหน้าเล็กๆไปด้านในแล้วอาเจียนทันที…
เจ้าตำหนักที่เดิมทีพูดอย่างไรก็ไม่ปล่อย และในดวงตามีเพียงเตียงใหญ่หลังนั้น ยามนี้ร่างกายแข็งทื่อ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างยากจะเชื่อ
เขาก้มหน้ามองสาวน้อยในอ้อมกอด เห็นเพียงว่านางอาเจียนเสร็จสักพักก็เอามุมเสื้อเขามาเช็ดปาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างใสซื่อ คล้ายกำลังบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า ท่านไม่ยอมปล่อยข้าลงเอง…
“เอ่อ ข้ากลั้นไม่อยู่จริงๆ” เธอกะพริบดวงตา ใบหน้าไร้เดียงสา เพราะดื่มเหล้าไปจึงรู้สึกว่าหนังตาหนักขึ้นเรื่อยๆ หลังจากอาเจียนออกมาตอนนี้ร่างกายสบายขึ้นไม่น้อย ด้วยเหตุนี้จึงฉีกยิ้ม หลับไปอย่างช้าๆ
“เฟิ่งจิ่ว!”
เจ้าตำหนักยมราชร้องลั่นอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เสียงนี้ดังชัดเจนอย่างยิ่งในยามค่ำคืน แทบทำให้คนทั้งจวนตระกูลเฟิ่งแตกตื่น…
เวลาเที่ยงวันต่อมา เฟิ่งจิ่วเพิ่งตื่นนอน เมื่อคืนดื่มเหล้ามากเกินไป วันนี้ตื่นมาหัวจึงหนักอึ้งไปหมด ตรงขมับยังปวดอยู่บ้าง
เธอที่นอนอยู่บนเตียงค่อยๆฟื้นคืนสติ ทันใดนั้นก็นึกถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมา จึงกะพริบตาอย่างอดไม่ได้ “เมื่อคืนเราทำอะไรลงไป?”
ภายในห้วงความคิดมีภาพบางส่วนปรากฏขึ้นวูบวาบ บางคำพูดที่เธอเคยเอ่ย เรื่องที่เคยทำ ค่อยๆเด่นชัดและปรากฏในความคิดตามจิตใต้สำนึก สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นแปลกใจตามกันไป
นึกถึงเรื่องพวกนั้นที่เธอทำไปเมื่อคืน แล้วคิดว่ายังต้องพบหน้าเจ้าตำหนักยมราชอีก ชั่วเวลานั้นเธอคิดแค่ว่าควรจะไปหลบที่เวิ้งสวนท้อสักสองสามวันดีหรือไม่?
ตอนที่ 471: มึนตึงไม่รู้จักกัน
หลังจากลุกขึ้นอาบน้ำเรียบร้อยก็เปิดประตูเดินออกไป กลับไม่เห็นเหลิ่งซวงอยู่ด้านนอก เรียกไปไม่มีเสียงตอบ จึงไปดูที่เรือนของนางเสียหน่อย กลับเห็นเด็กสาวคนนั้นนอนอยู่บนเตียงโดยไม่ถอดแม้แต่ชุดแนบเนื้อกับรองเท้า
เธอเลิกคิ้วเดินเข้าไปดู จากนั้นค่อยกดลงตรงจุดเหรินจง จึงค่อยเห็นเหลิ่งซวงตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ
“นายท่าน?”
เหลิ่งซวงเห็นนาง เหมือนนึกอะไรบางอย่างได้จึงผุดลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว “นายท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมเจ้าคะ?”
“ข้าเหมือนจะไม่เป็นอะไร แต่ทำไมเจ้าถึงถูกทำให้สลบไป ซ้ำยังลงมือรุนแรงเพียงนี้?” หัวเธอคิดย้อนไป คนที่กล้าทำให้เหลิ่งซวงสลบภายในจวนตระกูลเฟิ่งนี้ นอกจากฮุยหลางกับอิ่งอีเดาว่าคงไม่มีใครอื่นอีกแล้ว
“เมื่อคืนพวกเขาสองคนเป็นคนลงมือเจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขมวดคิ้วพูด นึกถึงแผนร้ายของฮุยหลางกับอิ่งอีเมื่อคืน ใบหน้าเล็กที่งดงามเย็นชาก็เย็นเยียบขึ้นราวกับน้ำค้างแข็ง
“เดิมทีจะลองถามเจ้าว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ดูท่าทางเจ้ายิ่งไม่รู้กว่าข้าเสียอีก!” เฟิ่งจิ่วถอนใจเบาๆ แล้วโบกๆมือ “ช่างมันเถอะ ข้าจะไปกินอะไรก่อน จากนั้นค่อยไปดูองครักษ์เสียหน่อย”
เห็นนายท่านหมุนตัวจากไป เหลิ่งซวงกัดฟันกรอด หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยก็สวมชุดสีดำเดินออกมา ไม่ได้ไปหาเรื่องฮุยหลางกับอิ่งอีเพราะพลังกำลังสู้พวกเขาสองคนไม่ได้ หากต้องสู้ก็สู้ไม่ไหวแน่นอน
ด้วยเหตุนี้เมื่อเห็นนายท่านกำลังทานอาหารในลานบ้าน นางปริปากเอ่ยว่า “นายท่าน ข้าอยากสั่งสอนฮุยหลางกับอิ่งอี แต่ข้าสู้พวกเขาไม่ได้เจ้าค่ะ”
เฟิ่งจิ่วคีบอาหารขึ้นมากินแล้วซดน้ำแกง หลังจากได้ยินคำพูดนางแววตาฉายประกายเล็กน้อย ในดวงตามีแววเจ้าเล่ห์ “เรื่องนี้ง่ายมาก ข้ามีวิธีจัดการพวกเขาอยู่” เธอวางชามในมือลง เช็ดๆมุมปากแล้วหยิบยาขวดหนึ่งออกมาจากในห้วงมิติ
“นี่ แค่ขวดเดียวก็จัดการเรียบร้อย” เธอยิ้มปานจิ้งจอกน้อยเจ้าเล่ห์ บอกว่า “แบบนี้ระบายอารมณ์ได้ดียิ่งกว่าซัดพวกเขาสักชุดอีก”
ได้ยินเช่นนี้ เหลิ่งซวงรับยาขวดนั้นมาดูแล้วเก็บมันไว้ คารวะเสร็จก็เดินไปยังห้องครัว
พวกเขาพำนักในจวนตระกูลเฟิ่ง ในห้องครัวล้วนเป็นคนของจวน คิดจะทำอะไรหน่อยก็สะดวกสบายยิ่งนัก
เห็นเหลิ่งซวงไปห้องครัว เฟิ่งจิ่วเดินออกจากเรือนคิดจะไปดูที่ภูเขาด้านหลังเสียหน่อย ใครจะรู้ว่าเพิ่งเดินออกมาหนึ่งช่วงถนนก็เห็นร่างหนึ่งเดินมาจากด้านหน้า เห็นเขาแล้วเธออยากแอบหลบไปตามสัญชาตญาณ
และเธอก็ทำตามนั้น คิดจะอาศัยตอนที่เขายังไม่เห็นรีบๆไปซ่อนเสีย ไม่คิดว่าเพิ่งหันตัวก้าวออกไปหนึ่งก้าว เสียงนั้นก็ลอยผ่านมา
“อะไรกัน? เมื่อคืนทั้งกอดทั้งลูบข้า วันนี้ตื่นมาก็จะมึนตึงไม่รู้จักกันเสียแล้ว?”
เจ้าตำหนักยมราชแค่นเสียงเย็น เดินเข้ามาด้วยย่างก้าวมั่นคง เมื่อคืนเขาต้องแช่น้ำเย็นคืนหนึ่งเต็มๆ ผิวหนังทั่วร่างเหี่ยวย่นหมดถึงจะสยบไฟนั้นลงได้ หญิงคนนี้หลังจากยั่วให้ไฟเขาลุกโชนกลับไม่รับผิดชอบดับไฟ หากเรื่องเช่นเมื่อคืนเกิดขึ้นอีกสองสามครั้ง เดาว่าตรงนั้นคงอดกลั้นเสียจนเสื่อมสภาพแล้ว
“ฮ่าๆ ท่านเจ้าตำหนัก อรุณสวัสดิ์!”
เธอยิ้มเจื่อนๆ พร้อมหันตัวกลับมาทักทาย กลับประหลาดใจเมื่อพบว่าแม้ชายคนนั้นจะใบหน้าแข็งทื่อ แต่สีหน้าท่าทางไม่เห็นความโกรธเคือง ตรงกันข้ามกลับจนปัญญาเสียมากกว่า เห็นเช่นนี้ในใจจึงรู้สึกแปลกๆอย่าง.อดไม่ได้
เพราะเห็นเขา ห้วงความคิดเธอจึงนึกถึงภาพเมื่อคืนอย่างที่อธิบายไม่ได้ ตอนตื่นนอนพอนึกถึงว่าทั้งกอด ทั้งลูบ และพูดจาหยอกล้อกับเขา สุดท้ายยังอาเจียนใส่เขาอีก นั่นก็ทำให้เธอไม่มีหน้าไปพบใครและอยากหาที่มุดเข้าไปซ่อนแล้ว
ครั้งนี้เห็นเขา สายตาเธอกลับเคลื่อนไปใต้เอวเขาทันควัน แววตาเป็นประกาย…
สวรรค์! เป็นไปไม่ได้กระมัง!
ตอนที่ 472: ตาเจ้ามองไปตรงไหน?
อืม! คงเป็นไปไม่ได้หรอก! เธอคิดมากไปแน่ๆ
แม้ในใจจะคิดเช่นนี้ แต่หัวใจกลับร้อนตัวอย่างอธิบายไม่ถูก ศีรษะยิ่งก้มต่ำลงมา แววตาฉายประกายไม่กล้ามองไปยังชายหนุ่มคนนั้น
เจ้าตำหนักยมราชเห็นอากัปกิริยาร้อนตัวนั้น เห็นสองตานางกวาดมองบนร่างเขาแล้วก็เคลื่อนลงไปมองบริเวณใต้ท้อง ร่างกายจึงเกร็งทันควัน ท่ามกลางสายตาเร่าร้อนที่นางจ้องตรงมา บริเวณนั้นมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ตรงนั้น ใบหน้าเขามีความกระอักกระอ่วนผุดขึ้นมา ถลึงตามองสาวน้อยที่ไม่รู้จักอายอย่างโกรธเคือง น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความเขินอายและขุ่นเคืองเปล่งออกจากปาก
“กลางวันแสกๆ ตาเจ้าจ้องไปตรงไหนกัน!”
เฟิ่งจิ่วรีบแหงนหน้ามองฟ้า “ไม่ได้มองตรงไหน แค่เห็นว่าอากาศวันนี้คล้ายจะไม่เลวเลย”
“หึ!”
เขาแค่นเสียงเย็น สูดหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลายร่างกายที่ตึงเครียดลง กลิ่นอายหนาวเหน็บภายในร่างโคจรเงียบๆ เมื่อไอเย็นพัดผ่านไปทั่วร่าง เปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นกึ่งกลางใต้ท้องก็สลายไปตามกัน
สายลมเบาพัดผ่านชั่วครู่ มีกลิ่นอายหนาวเย็นเล็กน้อย เฟิ่งจิ่วที่รู้สึกได้มองเขาแวบหนึ่ง นึกได้ว่าพิษเหมันต์พันปีในร่างเขายังไม่ได้รักษา จึงขบคิดสักพักแล้วบอกว่า “เช่นนั้น ท่านเจ้าตำหนัก! พิษเหมันต์ในร่างท่านตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ออกฤทธิ์อีกแล้วใช่หรือไม่? ยาเม็ดที่ฮุยหลางนำไปให้ตอนนั้นได้ผลหรือเปล่า?”
เจ้าตำหนักที่ผ่อนคลายลงแล้วเม้มริมฝีปากบางพลางกวาดมองนาง ก่อนตอบว่า “อืม กินยาเม็ดพวกนั้นของเจ้า ทุกเดือนวันที่สิบห้าจึงไม่ออกอาการอีก”
“เช่นนั้นก็ดี เมื่อไหร่ท่านจะให้เลือดท่านมาสักหนึ่งขวดเล็กเล่า! ข้ามีเวลาจะได้ศึกษามันเสียหน่อย จากนั้นค่อยลองดูว่ามีวิธีรักษาพิษเหมันต์ให้ท่านหรือไม่” เธอเอ่ยอย่างเอาใจอยู่บ้าง อันที่จริงเขาช่วยจวนตระกูลเฟิ่งไว้ครั้งใหญ่ ซ้ำยังมาหาจากที่ห่างไกลเพียงนั้นโดยเฉพาะ เธอรู้เจตนานั้นดี สำหรับพิษเหมันต์พันปีในร่างเขา หากมีวิธีรักษาก็หวังว่าจะช่วยเขาบรรเทาได้
ครั้งนั้นในป่าเก้าหมอบยังเคยเห็นท่าทางเมื่อพิษเหมันต์ของเขากำเริบ ช่างบีบหัวใจจริงๆ แต่น่าเสียดาย ถึงอย่างไรก็เป็นพิษเหมันต์พันปี หากเป็นพิษเหมันต์ทั่วไปคงไม่ต้องลงแรงรักษาเช่นนี้
ได้ยินดังนั้น เจ้าตำหนักก็ไม่พูดอะไร หยิบกริชออกมาปาดข้อมือทันที แล้วหยิบขวดใบเล็กมารองเลือดยื่นให้นาง
เฟิ่งจิ่วเบิกตาอย่างตกตะลึง มองข้อมือที่ยังมีเลือดหยด เปล่งเสียงสบถอย่างอดไม่ได้ “สมองท่านมีปัญหาแล้วกระมัง? ข้าบอกว่าต้องการเลือดหนึ่งขวดเล็กก้ไม่ใช่ว่าต้องการเดี๋ยวนี้! ท่านจะปาดข้อมือโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงไปทำไม? รังเกียจเลือดมากนักหรือ?”
แม้จะด่าว่า กลับยังคงรับขวดเล็กใบนั้นที่เขายื่นมาให้ แล้วหยิบยากับผ้าพันแผลจากห้วงมิติออกมาทำแผลให้เขาอย่างรวดเร็ว
เจ้าตำหนักก้มหน้ามองสาวน้อยที่กำลังทำแผลให้พลางสอนสั่งไม่หยุดหย่อน ด่าไปกลับ.อดรู้สึกอบอุ่นใจไม่ได้ ดวงตาดำลึกล้ำคู่นั้นยามนี้ฉายแววอ่อนโยน รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นตรงริมฝีปากเขาอย่างที่ไม่อาจสังเกต
“ไม่เป็นไร เลือดนิดเดียวเท่านั้น”
เขาปริปากเอ่ย น้ำเสียงนุ่มนวลผิดปกติ สำหรับเขามันเป็นแค่เลือดเล็กน้อยจริงๆ บาดแผลแค่นี้ปกติล้วนไม่ใช่เรื่องใหญ่ จะพันหรือไม่พันแผลก็ไม่เป็นไร
“เรียบร้อยแล้ว” เฟิ่งจิ่วพูดพลางมองข้อมือเขาอย่างพึงพอใจ แล้วถอยห่างไปหนึ่งก้าว
เมื่อสายตาเจ้าตำหนักเคลื่อนออกจากร่างนาง หยุดลงบนข้อมือที่นางพันแผลให้เรียบร้อย มุมปากกลับกระตุก
ใช้ผ้าพันแผลสีแดงน่ะไม่เท่าไหร่ ผ้าพันแผลนั้นเห็นแล้วก็รู้ว่าฉีกมาจากชุดสีแดงพวกนั้น แต่ทำไมถึงต้องผูกเป็นเงื่อนผีเสื้อเสียใหญ่โต? เด่นชัดเช่นนั้น กลัวคนอื่นไม่เห็นหรือไร?
[1] จุดเหรินจง ตำแหน่งระหว่างริมฝีปากบนกับรูจมูก การกดจุดนี้จะช่วยเพิ่มการทำงานของสมอง อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจให้กลับมาเป็นปกติ ใช้กับอาการช็อค หมดสติ โคม่า ลมแดด ชักแบบเฉียบพลัน
ตอนที่ 473: เตรียมการลงมือ!
เห็นเขามองเงื่อนผีเสื้อในมือ เฟิ่งจิ่วก็สบโอกาสคิดจะหนีไป “เรียบร้อย ข้ายังมีธุระอีก ต้องไปแล้ว”
เจ้าตำหนักยมราชเงยหน้ามองไป กลับเห็นว่าร่างสาวน้อยนางนั้นจากไปแล้วราวสายลม เห็นเช่นนี้เขาจึงแอบส่ายหัว ก่อนจะสาวก้าวเดินหน้าต่อไป
เวลาเดียวกันนี้ ภายในพระราชวัง มู่หรงป๋อที่ร่างกายชราลงทุกวันอารมณ์ยิ่งเดือดดาลขึ้นทุกทีท่ามกลางความตื่นตระหนก เวลาสั้นๆเพียงไม่กี่วันก็สังหารทหารอารักขาไปไม่น้อย ทำเอาคนพวกนั้นที่เดินไปมาต่อหน้าเขาต่างขวัญหนีดีฝ่อและกระวนกระวายยากจะสงบใจ
ไม่อาจหาวิธีรักษาได้ ตามหาเบาะแสภูตหมอไม่พบ และทุกวันเว้นวันร่างกายเขายังแก่ลงไปสิบปี ผ่านไปเพียงสองสามวัน ร่างกายเขาก็เปลี่ยนไปมากแล้ว เกรงว่าหากเฟิ่งจิ่วอยู่ที่นี่ก็จำเขาไม่ได้
“เรียกรวมพลให้หมด! คืนนี้ไปล้อมโจมตีจวนตระกูลเฟิ่ง จู่โจมพวกเขาเสีย! จับเฟิ่งชิงเกอได้ก็จับมา หากจับนางไม่ได้ก็จับเฟิ่งเซียวที่หลับไม่ฟื้นมา! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาตกอยู่ในกำมือข้าแล้วจะไม่ยอมส่งยาแก้ให้!”
เขาร้องสั่งอย่างเกรี้ยวกราด น้ำเสียงทั้งแก่ชราและแหบแห้งปานตาเฒ่าที่จวนจะลงโลง กำลังวังชาทั่วร่างเหือดหายไปแล้ว ประหนึ่งจะสิ้นลมเมื่อไหร่ก็ได้
แต่การส่งเสียงบันดาลโทสะก็ทำให้ร่างกายเขารับไม่ไหวจนไอทันใด เหล่าแม่ทัพและทหารอารักขาชุดดำที่คุกเข่าด้านล่างมองอย่างหวั่นๆใจ
คนผู้หนึ่งลังเลสักพัก เอ่ยว่า “ท่านผู้ครองแคว้น เกรงว่าคงไม่เหมาะสม ยามนี้จวนตระกูลเฟิ่งมีผู้แข็งแกร่งคอยพิทักษ์ กลัวว่า…ผัวะ! เคร้ง!”
ยังไม่ทันพูดจบ ถ้วยชาใบหนึ่งก็ปะทะหน้าผากเขา จากนั้นร่วงลงพื้นแตกเป็นเสี่ยง เลือดอุ่นๆไหลออกมาจากบริเวณหน้าผากคนผู้นั้น เขาไม่กล้าเช็ด เพียงรีบก้มหน้าลงไม่พูดอะไรอีก
“พูดมา! ลองห้ามดูอีกสิ!”
มู่หรงป๋อจ้องมองทุกคนเบื้องล่างด้วยแววตาดุร้าย “ใครกล้าขัดขวางอีก ข้าจะฆ่ามันก่อน!”
“กระหม่อมจะเร่งไปรวมพลล้อมโจมตีจวนตระกูลเฟิ่งคืนนี้! และจะจับกุมเฟิ่งชิงเกอกับเฟิ่งเซียวกลับมามอบให้ท่านผู้ครองแคว้นจัดการพ่ะย่ะค่ะ!” ด้านล่างมีคนรีบเอ่ยขึ้น ไม่กล้าขัดความตั้งใจเขาอีก
อันที่จริง ทุกคนต่างรู้ว่าจวนตระกูลเฟิ่งยามนี้ไม่อาจแตะต้องได้ แต่ผู้ครองแคว้นมีบัญชาลงมา พวกเขาจะไม่ทำได้อย่างไร? หากไม่ทำตามถึงเวลาไม่ต้องถูกฆ่าตาย เกรงว่าคงโดนเขาฆ่าเสียตรงนี้แล้ว
สำหรับการล้อมโจมตีจวนตระกูลเฟิ่ง ทุกคนเหมือนจะจินตนาการถึงภาพนั้นได้ นั่นคือทั้งกองทัพพินาศสิ้น!
ตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณก็มากพอจะบดขยี้ทั้งแคว้นแสงสุริยันได้แล้ว ยิ่งกว่านั้นผู้แข็งแกร่งที่แค่ดีดนิ้วก็คร่าชีวิตตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณนั่นได้ยังอยู่ในจวนตระกูลเฟิ่ง สั่งพวกเขาไปล้อมโจมตี ถือว่ารนหาที่ตายชัดๆเลยไม่ใช่หรือ?
ผู้ครองแคว้นทรมานเพราะโรคนั้นจนเสียสติถึงได้คิดเพ้อฝันเช่นนี้ พวกเขาทำไม่ได้ และเข้าใจชัดเจนว่าจุดจบจากการล้อมโจมตีจวนตระกูลเฟิ่งคืออะไร ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้น…
ความคิดหนึ่งก่อตัวขึ้นในใจพวกเขา แต่ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าพูด ยังคงคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงด้วยความเคารพ ตั้งใจฟังคำสั่งการและกำชับจากมู่หรงป๋อด้านบน
“พอแล้ว ถอยออกไปให้หมด! คืนนี้ตามไปพร้อมกับข้า ข้าไม่เชื่อหรอกว่าลำพังแค่จวนตระกูลเฟิ่งกับผู้แข็งแกร่งคนเดียวจะต่อต้านทหารองครักษ์นับพันนับหมื่นของข้าได้!” น้ำเสียงเขาคร่ำเครียด โบกๆมือส่งสัญญาณให้ทุกคนเบื้องล่างแยกย้ายไป
ผู้คนเบื้องล่างเดิมทีคุกเข่าไม่กล้าขยับเขยื้อน ยามนี้ได้ยินคำพูดเขาต่างก็พากันขานรับด้วยความยำเกรง หลังจากคารวะถึงจะลุกขึ้นถอยไป ออกจากท้องพระโรงมายังด้านนอก แล้วจึงถอนหายใจเบาๆ
พวกเขาหันกลับไปมองท้องพระโรง ต่างแอบทอดถอนใจพร้อมส่ายหน้า และจากไปตามๆกัน…
ตอนที่ 474: รนหาที่ตายเอง
ดูเหมือนกลุ่มอำนาจแต่ละฝ่ายต่างก็ได้รับข่าวคราว ร้านค้าสองข้างทางและแผงลอยที่เรียงรายริมถนนต่างพากันปิดร้านเก็บแผงตั้งแต่ฟ้ามืด เมื่อค่ำคืนมาเยือน บนถนนใหญ่เมืองอวิ๋นเยวี่ยตั้งแต่หัวค่ำก็ไม่เห็นใครเลยสักคน เงียบสงัดจนประหลาด บรรยากาศอึมครึมจนรู้สึกเคร่งเครียด
จนกระทั่งบนถนนใหญ่ถูกทัพทหารแต่ละกองล้อมไว้ ทหาร.องครักษ์แต่ละกองวิ่งไปทางจวนตระกูลเฟิ่ง เสียงฝีเท้าวุ่นวายดังขึ้นบนท้องถนน ชัดเจนอย่างยิ่งในยามวิกาล
บริเวณมุมมืด หลังจากคนที่แต่ละกลุ่มอำนาจและตระกูลส่งมาเพราะได้ยินข่าวลือเห็นทหาร.องครักษ์พวกนั้น ก็พากันให้คนส่งข่าวสถานการณ์ที่นี่กลับไปตระกูลโดยเร็ว
แคว้นแสงสุริยันโกลาหลแล้ว! แคว้นแสงสุริยันจะโกลาหลใหญ่แล้ว!
เมืองอวิ๋นเยวี่ยคืนนี้ถึงคราวไม่สงบแน่ ถูกกำหนดแล้วว่าต้องเกิดภาพนองเลือด ใครชนะใครแพ้ แม้ยังไม่เห็นผลลัพธ์พวกเขาก็คาดการณ์ได้
ท่านอ๋องสามบุตรชายที่โดดเด่นที่สุดในตระกูลมู่หรงออกจากเมืองอวิ๋นเยวี่ยไม่รู้ไปไหน ลูกหลานคนอื่นๆยิ่งไม่เป็นโล้เป็นพาย นอกจากเหล่าผู้อาวุโสในราชวงศ์ที่เก็บตัวฝึกบำเพ็ญ ตระกูลมู่หรงก็เหลือเพียงมู่หรงป๋อคนเดียว และตอนนี้ยังได้ยินว่าตัวเขาป่วยเป็นโรคประหลาด วรยุทธ์หายสิ้น ใบหน้าแก่ชรา ว่ากันว่าป่วยแค่ไม่กี่วัน เขาที่อายุวัยกลางคนก็กลายเป็นคนแก่เฒ่าจวนจะลงโลง
ตระกูลมู่หรงชะตาขาดแล้ว ยามนี้ยังรวบรวมกำลังทหารทั้งเมืองอวิ๋นเยวี่ยมาล้อมโจมตีจวนตระกูลเฟิ่งอีก ตามข่าวที่เปิดเผยมา มู่หรงป๋อสงสัยว่าโรคประหลาดนี้เป็นฝีมือจวนตระกูลเฟิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงต้องการจับตัวคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งกับเฟิ่งเซียวที่ยังไม่ฟื้น เพื่อบังคับให้พวกเขาส่งยาถอนพิษมาให้
เพียงแต่ได้ยินเรื่องเช่นนี้กับหูเอง พวกเขากลับรู้สึกเหลือเชื่อ
ความภักดีของจวนตระกูลเฟิ่งมองไปทั่วแคว้นแสงสุริยันยังไม่มีใครเทียบได้ แล้วพวกเขาจะวางยาทำร้ายมู่หรงป๋อได้อย่างไร? หากเป็นเรื่องจริง มู่หรงป๋อต้องทำเรื่องอะไรที่ไม่น่าให้อภัยกับจวนตระกูลเฟิ่งเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นจวนตระกูลเฟิ่งจะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้เฟิ่งเซียวหมดสติไม่ฟื้น ผู้เฒ่าเฟิ่งหายไปไม่รู้เบาะแส ตระกูลเฟิ่งมีเพียงคุณหนูใหญ่เฟิ่งคอยค้ำจุน แล้วนางจะลงมือกับมู่หรงป๋อได้เช่นไร?
คนไม่น้อยต่างคิดว่าที่มู่หรงป๋อสงสัยเช่นนั้นเป็นเพราะป่วยหนักมากเกิน มิเช่นนั้นภายใต้สถานการณ์ที่รู้แจ้งว่าจวนตระกูลเฟิ่งมีผู้แข็งแกร่งคอยพิทักษ์ ใครเล่าจะรวบรวมกำลังทหารทั้งเมืองมาล้อมโจมตีจวน? นี่เท่ากับเอาไข่กะเทาะหินรนหาที่ตายเองไม่ใช่หรือ?
คนของแต่ละตระกูลและกลุ่มอำนาจตามหลังไปยังจวนตระกูลเฟิ่ง พวกเขาไม่คิดจะร่วมด้วย แค่อยากไปดูสถานการณ์เสียหน่อยเพื่อยืนยันการคาดการณ์ในใจพวกเขา
ภายในจวนตระกูลเฟิ่งต่างจากข้างนอก ทุกอย่างเป็นปกติ เฟิ่งเซียวเก็บตัวฝึกบำเพ็ญไม่ออกมา ทุกอย่างในจวนมีเฟิ่งจิ่วคอยจัดการ ส่วนองครักษ์ในจวน เมื่อได้ยินข่าวก็ไปอารักขาแต่ละจุดในจวนก่อนแล้ว
ครั้งนี้พวกเขาไม่เฝ้าด้านนอก แค่อารักขาอยู่ด้านในจวน และเตรียมพร้อมต่อสู้
ส่วนเฟิ่งจิ่วยามนี้กำลังเช็ดขัดกริชอยู่ในเรือน เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวายืนอยู่ด้านหลังเธอ ยามนี้ด้านนอกมีเสียงปู้ดป้าดหลายเสียงดังมา ได้ยินเสียงนี้ มุมปากของสามคนในเรือนก็ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ไหว ในดวงตามีรอยยิ้มที่ไม่อาจหักห้าม
“ห่างตั้งใกล้ยังได้ยินเสียงไม่ดีไม่งามนี่ ข้านึกว่าพวกเจ้าสองคนจะหลบอยู่ในห้องไม่ออกมาเสียแล้ว!” เฟิ่งจิ่วเงยหน้ามองไป สายตาไม่ได้จับจ้องร่างเจ้าตำหนักยมราชตรงหน้า แต่หยุดอยู่บนร่างสองคนด้านหลังเขาที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน
“ภูตหมอ คุณหนูใหญ่ของข้า ท่านมีจิตใจดีงาม เมตตาพวกเราด้วยเถิด!” ฮุยหลางเอ่ยอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก สองขาหนีบติดกันแน่น อดกลั้นจนทรมานยิ่ง ทว่าท้องยังร้องครืดคราดสักพัก จากนั้นส่งเสียงปู้ดออกมาอีก
ตอนที่ 475: ส่งมอบป้ายตำหนักยมราช
เห็นความกระอักกระอ่วนบนใบหน้าทั้งสอง รวมถึงท่าทางหนีบขาเกร็งสะโพกไว้ตลอด เหลิ่งซวงรู้สึกสะใจอย่างยิ่ง นายท่านบอกว่าแค่ขวดเดียวความโกรธใดๆก็ระบายได้หมด มีเหตุมีผลดังคาด
เดิมทีนางไม่รู้ว่ายานั้นมีผลเช่นไร แต่เห็นท่าทางทั้งสองตอนนี้ ยังดีกว่าซัดพวกเขาสักยกจริงๆ
เจ้าตำหนักยมราชชำเลืองมองสองคนด้านหลัง ขมวดคิ้วบอกว่า “ไปยืนนอกเรือน” ความหมายคือรังเกียจ ก็ใช่ คิดดูว่าสองคนที่ติดตามข้างกายเดินผายลมมาตลอดทาง จะไม่รังเกียจได้หรือ?
“นายท่านช่วยพวกเราพูดกับภูตหมอหน่อยสิขอรับ ขอยาแก้มาเถอะ! ท่านดู พวกเราสองคนเป็นเช่นนี้ ดูไม่งามเลยขอรับ!” ฮุยหลางกล่าวอย่างอึดอัดใจ สิ้นเสียงก็ผายลมอีก ทางเขาเพิ่งผายลมหนึ่งครั้ง ทางอิ่งอียังปล่อยตามมาอีกสองครั้ง ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าตำหนักยมราชทะมึนลงทันใด
“เฮ้อ ไม่มีวิธี ไม่มียาแก้” เฟิ่งจิ่วยิ้มหยีตาเอ่ยปาก เก็บกริชในมือพลางพูด “ยานี้ฆ่าคนไม่ตายหรอก ไม่เจ็บไม่ระคาย มากสุดก็ทำให้พวกเจ้าผายลมไปสามวันสามคืนเท่านั้น พอดีเลย จะได้ล้างลมพิษในท้องพวกเจ้า”
กล่าวจบเธอก็หัวเราะชั่วร้าย “ไม่ต้องขอบคุณข้า ข้าไม่เก็บเงินพวกเจ้าหรอก”
ได้ยินนางบอกว่าไม่มียาแก้ ฮุยหลางกับอิ่งอีหงอยไปทันใด ก้มหน้าต่ำลงทั้งสีหน้าซีดเซียว รู้สึกว่าจะกลั้นไม่อยู่อีกแล้ว จึงรีบร้อนกระโดดโหยงเหยงออกไปนอกเรือน สองสามคนด้านในถึงจะได้ยินเสียงผายลมดังมา
เจ้าตำหนักไม่สนใจพวกเขา แต่มองไปยังเฟิ่งจิ่ว ถามว่า “คืนนี้ต้องให้ข้าช่วยหรือไม่” เขาจำได้ว่านางเคยบอกว่าชอบจัดการธุระด้วยตนเอง ไม่ชอบให้เขายื่นมือช่วยสุ่มสี่สุ่มห้า ด้วยเหตุนี้จึงเข้ามาถามเสียหน่อย ถึงอย่างไรก็ไม่รู้ว่าผู้ครองแคว้นแสงสุริยันคนนั้นมีกำลังซ่อนไว้เท่าใด แล้วนางจะรับมือได้หรือไม่
“ไม่ต้อง เรื่องนี้ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว คงไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันอะไร มู่หรงป๋อตอนนี้เป็นแค่คนไร้ประโยชน์เท่านั้น ส่วนคนใต้อาณัติเขาพวกนั้น ในเมื่อเจ้านายไม่ได้เรื่อง ข้าไม่เชื่อว่าพวกเขาจะภักดีด้วย”
คืนนี้เธอต้องการให้มู่หรงป๋อรู้ เมื่อยั่วยุตระกูลเฟิ่งกับเธอแล้ว ไม่ใช่บอกว่าจะถอนตัวก็ถอนตัวได้แน่! เขาจะต้องชดใช้อย่างเจ็บปวดเพราะความโง่เขลาของตน! ไม่ว่าใครก็เปลี่ยนชะตาเขาไม่ได้!
เห็นกลางหว่างคิ้วนางเต็มไปด้วยประกายแสงเช่นปกติ เหมือนเรื่องทุกอย่างมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เขาจึงพยักหน้า “ข้ารู้แล้ว ข้าจะไม่ยุ่ง”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีแรงดึงดูดกล่าวจบ เขามองอย่างลึกล้ำไปที่นาง บอกอีกว่า “แต่อนาคตไม่ว่าเมื่อไหร่ หากต้องการให้ข้าช่วยเหลือเจ้าจะต้องบอก ไม่ว่าเมื่อไหร่ ข้าล้วนเป็นที่พึ่งที่แข็งแกร่งและทรงอำนาจสำหรับเจ้า” เขายื่นมือออกไป ส่งป้ายคำสั่งให้
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วดวงตาฉายแววเล็กน้อย หัวใจสั่นไหวเบาๆ ยามมองชายหนุ่มตรงหน้าที่มีท่าทางจริงจัง เธอไม่รู้จะพูดอะไรดี สายตาเคลื่อนไปหยุดลงบนป้ายคำสั่งแผ่นนั้นในมือเขา มีอักษรเขียนว่า ‘ป้ายตำหนักยมราช’ ไว้ชัดเจนยิ่ง
“นี่คือป้ายตำหนักยมราชของท่าน?” เธอไม่ได้รับมา ทำแค่มองเขา ป้ายคำสั่งที่หยิบมาจากในมือเขาได้ เกรงว่าคงไม่ใช่ป้ายธรรมดาธรรมดากระมัง!
ดวงตาดำลึกล้ำจับจ้องบนร่างนาง เห็นสีหน้านางก็พยักหน้า “ใช่ นี่คือป้ายตำหนักยมราช และเป็นป้ายคำสั่งที่แสดงถึงตำแหน่งสูงสุด เห็นป้ายดั่งเห็นคน เก็บป้ายแผ่นนี้ของข้าไว้ ไม่ว่าเป็นคนหรือกลุ่มอำนาจของตำหนักยมราช เจ้าล้วนมีอำนาจระดมพลได้”
ตอนที่ 476: เปิดจวนต้อนรับ!
“ไม่ค่อยดีกระมัง?” เฟิ่งจิ่วเอ่ยปาก จะให้ควบคุมกลุ่มอำนาจที่กระจายตัวไปทุกถิ่นเช่นนี้ เธอไม่กล้ารับไว้สักเท่าไหร่!
“รับไว้เถอะ!” เจ้าตำหนักยมราชยัดป้ายคำสั่งนั้นใส่มือนางแล้วหันกายเดินออกไป พลางบอกว่า “จัดการเรื่องนี้เสร็จ ข้าจะมาดื่มเหล้าด้วย”
ได้ยินคำพูดนี้ มุมปากเฟิ่งจิ่วก็กระตุก ยิ่งเห็นใบหูแดงก่ำของชายหนุ่มที่จากไป รอยยิ้มจึงเบ่งบานบนริมฝีปากโดยฉับพลัน
ชายที่ทั้งเสแสร้งทั้งหยิ่งยโสคนนี้ เธอเมาเหล้าครั้งเดียว จะมีครั้งที่สองอีกได้อย่างไร?
“ไปเถอะ! ไปดูเสียหน่อยว่าผู้ครองแคว้นเรายามนี้เปลี่ยนไปเป็นอย่างไรแล้ว” เธอเก็บป้ายคำสั่ง ก่อนจะเคลื่อนฝีเท้าเดินออกไป
เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาด้านหลังมองหน้ากัน ยิ้มเล็กน้อย ก่อนเดินตามหลังนางไปข้างนอก
คืนนี้คนจวนตระกูลเฟิ่งพูดได้ว่านอกจากเฟิ่งเซียวที่เก็บตัวฝึกบำเพ็ญ รวมถึงองครักษ์วัยกลางคนทั้งแปดที่ปกป้องเฟิ่งเซียว คนอื่นๆต่างเตรียมพร้อมต่อสู้กับมู่หรงป๋อ ทั้งหมดแต่งเครื่องแบบรอรับคำสั่ง เพียงรอคำสั่งคำเดียวจากเฟิ่งจิ่ว
“นายท่าน”
พวกหลัวอวี่ทั้งแปดคนเฝ้าอยู่ด้านในประตูใหญ่ ยังไม่ได้รับคำสั่งจากเฟิ่งจิ่ว พวกเขาก็ไม่เปิดประตูออกไป ยามนี้เห็นนางเดินมาต่างคาราวะด้วยความเคารพพร้อมขานเรียก
“อืม”
เฟิ่งจิ่วมองพวกเขา จากนั้นค่อยเขย่งปลายเท้าส่งพลังกระโจนขึ้นไป ร่างสีแดงโผบินไปกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนราวห่านตกใจตีปีก แล้วร่อนลงยืนเหนือประตูใหญ่จวนอย่างมั่นคงด้วยท่วงท่าแพรวพราว
พวกหลัวอวี่เงยหน้าขึ้น เห็นนายท่านในชุดสีแดงที่เปิดเผยเด่นตายืนเอามือไพล่หลังอยู่บนประตูใหญ่ ชุดสีแดงผมสีหมึกลอยพลิ้วรับลม ทั่วร่างมีรัศมีจองหองย่ามใจกระจายอยู่ และมีความเด็ดเดี่ยวดุดันคล้ายบอกว่า ‘ให้ทหารกล้านับร้อยพันของเจ้าดาหน้ามา ข้าก็ต้องทำลายพวกเจ้าให้สิ้นซาก’ มองเสียจนหัวใจพวกเขาสะท้านตาม จึงพากันเรียกพลังกระโจนขึ้น ร่อนลงมาตรงสองข้างกายนาง
ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนไม่รู้ว่าโผล่ออกมาตั้งแต่เมี่อไหร่ สี่คนยืนอยู่ไม่ไกล มือไพล่หลังพลางมองทหารองครักษ์ที่แต่งเครื่องแบบครบก้าวมาด้วยฝีเท้ารีบร้อน และล้อมรอบทั้งจวนตระกูลเฟิ่งไว้หลายรอบวง ไอสังหารทั่วร่างกระจายออกมา แรงกดดันระดับหลอมแก่นพลังแผ่ไปเหมือนมีเหมือนไม่มี รอเพียงเฟิ่งจิ่วสั่งการก็จะลงมือทำลายคนเบื้องล่างเสีย
เมื่อเหล่าทหารองครักษ์ด้านล่างรวมถึงคนในมุมมืดจากตระกูลและกลุ่มอำนาจเห็นร่างที่ยืนอยู่บนประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่ง ม่านตาก็หดตัวเล็กน้อย
เทียบกับทหารองครักษ์ที่นับไม่ถ้วน คนตระกูลเฟิ่งพวกนั้นไม่เท่าไหร่จริงๆ แต่หากพูดถึงกำลัง อย่าว่าแต่พวกคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งเลย แค่ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนนั้นเกรงว่าก็พอจะกวาดล้างทุกอย่างได้แล้ว
คนจวนตระกูลเฟิ่งปรากฏตัว เช่นนั้นมู่หรงป๋อเล่า? ได้ยินว่าตั้งแต่เขาป่วยรูปลักษณ์ก็เปลี่ยนไป ไม่รู้ว่าเป็นเช่นไรกันแน่?
ขณะที่พวกเขากำลังแอบคิด ราชรถที่แบกมาด้วยบรรพชนนักรบแปดคนก็ลอยผ่านเข้ามา ลงจอดห่างจากหน้าประตูจวนห้าสิบเมตรอย่างมั่นคง รอบๆราชรถนั้น นอกจากบรรพชนนักรบคนสนิทแปดคน ยังมีองครักษ์เงาสิบกว่าคนคอยอารักขา
โดยรอบราชรถมีผ้าบางปิดไว้ครึ่งหนึ่ง คนรอบๆจึงเห็นไม่ชัดเจนว่ามู่หรงป๋อที่นั่งอยู่ด้านในมีสภาพเช่นไร แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ คนของตระกูลพวกนั้นยิ่งอยากรู้ว่ามู่หรงป๋อมีสภาพแบบไหน ถึงไม่กล้าออกมาพบใคร และต้องร้ายแรงเพียงใดถึงตัดสินใจอย่างไร้เหตุผลภายใต้สถานการณ์เช่นนี้?
“ยินดีต้อนรับท่านผู้ครองแคว้นสู่จวนตระกูลเฟิ่ง ฝ่าบาทนำแสงสว่างมาให้จวนเราจริงๆ หากไม่เปิดประตูจวนต้อนรับ คงไม่อาจแสดงถึงความตื่นเต้นในใจหม่อมฉันได้”
สิ้นเสียงนาง ประตูใหญ่จวนก็เปิดออก องครักษ์ตระกูลเฟิ่งในชุดเกราะสีเงินเหมือนกันเดินออกมาอย่างรวดเร็ว…
ตอนที่ 477: ทำลายราบคาบ!
องครักษ์แต่ละคนท่าทางสง่าผ่าเผย จิตใจฮึดสู้แกร่งกล้ากระจายทั่วร่าง ม่านตาทหารองครักษ์เหล่านั้นต่างหดเล็กลง ในดวงตามีความยำเกรง หากพูดถึงทหารองครักษ์ องครักษ์ตระกูลเฟิ่งสิถึงจะสมชื่ออันดับหนึ่ง!
พวกเขาทุกคนหนึ่งสู้สิบยังทำได้ แม้สู้เป็นร้อยก็ไหว! พวกเขาติดตามผู้นำตระกูลเฟิ่งไปสังหารศัตรูในสนามรบ องครักษ์ตระกูลเฟิ่งคือมีดปลายแหลมที่คมกริบที่สุดของตระกูลเฟิ่งและแคว้นแสงสุริยัน หากเป็นต่างแคว้น พวกเขาคงกู่ร้องแซ่ซ้องเพื่อมีดปลายแหลมนี้ แต่ภายในแคว้น เมื่อคนที่มีดปลายแหลมจะเผชิญหน้าคือพวกเขา นอกจากความเกรงกลัวยังมีความหวาดหวั่น เป็นความหวาดหวั่นที่ผุดขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ
เพราะพวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมีดปลายแหลมนี้ แม้จำนวนคนจะเยอะกว่าพวกเขามากโข แต่เมื่อในใจทุกคนต่างชัดเจนว่าผลลัพธ์ของการเข้าไปสู้สุดชีวิตคือความตาย ความหวาดกลัวยิ่งยึดครองหัวใจและกลืนกินจิตฮึดสู้ ทำให้พวกเขาไม่อาจสู้ต่อไปได้อีก
ต่างจากสิ่งที่ทหาร.องครักษ์เหล่านั้นเห็น พวกผู้นำตระกูลมองเห็น.องครักษ์ตระกูลเฟิ่งที่แต่งเครื่องแบบกรีธาทัพ แววตาแต่ละคนหดลงเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววเหลือเชื่อ
เพิ่งผ่านไปนานแค่ไหนเอง? ทำไมกลิ่นอายและราศีบนร่างพวกเขาถึงเปลี่ยนไปแล้ว? คล้ายว่าทุกคนต่างบรรลุขั้น กลิ่นอายพลังเร้นลับบนร่างแกร่งขึ้นไม่น้อย พลังเร้นลับนั้นรวมเข้าด้วยกัน จิตใจฮึดสู้ที่เอ่อล้นออกมาจึงรุนแรงกว่าเดิม
แต่จะบรรลุขั้นทุกคนได้อย่างไร? ชัดเจนว่าคือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ยามนี้กลับปรากฏอยู่เบื้องหน้าพวกเขา จะเหลือเชื่อเกินไปแล้วกระมัง?
เมื่อองครักษ์ตระกูลเฟิ่งปรากฏตัว ทหาร.องครักษ์ทุกคนต่างถอยหลังโดยไม่รู้ตัว แววตามู่หรงป๋อบนราชรถทั้งอำมหิตและบ้าคลั่ง มือจับสองข้างราชรถไว้แน่น พลางมองร่างสีแดงที่ยืนเหนือประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งอย่างกรุ่นโกรธ
“เฟิ่งชิงเกอ! อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าวางยาข้า! ส่งยาถอนพิษมาซะ! มิเช่นนั้นคืนนี้ข้าจะทำลายจวนตระกูลเฟิ่งให้ราบคาบแน่!”
ยามเสียงที่แก่ชราและแหบแห้งเปล่งออกไปด้วยอารมณ์รุนแรง คนจากตระกูลเหล่านั้นก็.อดไม่ได้ที่จะตกใจ ป่วยหนักเพียงนั้นเชียว? เสียงนั้นไม่มีกลิ่นอายพลังเร้นลับสักนิด เหมือนกับคนแก่ธรรมดาธรรมดา ซ้ำยังเป็นคนแก่ที่พลังชีวิตจวนจะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง มิน่าเขาถึงออกคำสั่งและทำเรื่องไร้เหตุผลเช่นนี้ ไม่ว่าจะทำหรือไม่ จุดจบที่รอเขาอยู่มีเพียงความตาย ในเมื่อเป็นเช่นนี้เขาจะไม่สู้สุดชีวิตได้อย่างไร? อาจเพราะสำหรับเขา มีเพียงคาดคั้นให้คนจวนตระกูลเฟิ่งส่งยาแก้มาเขาถึงจะมีชีวิตรอดได้ แต่ทำไมถึงคิดว่าเป็นคนจวนตระกูลเฟิ่งที่ทำร้ายเขา?
ขณะกำลังคิด ก็ได้ยินเสียงเย็นเยือกเจือความเกียจคร้านลอยชายอยู่บางส่วนดังขึ้นกลางค่ำคืน
“ผู้ครองแคว้น ตระกูลเฟิ่งซื่อสัตย์ภักดีมาหลายต่อหลายรุ่น ฝ่าบาทจะให้ร้ายพวกเราเช่นนี้ได้อย่างไร? ทรงตรัสว่าหม่อมฉันทำร้ายฝ่าบาท หม่อมฉันมีเหตุจูงใจหรือเพคะ?”
“เหตุจูงใจ? ฮ่าๆๆ! เฟิ่งชิงเกอ เจ้ารู้ตั้งแต่แรกว่าข้าส่งคนไปซุ่มลอบสังหารเฟิ่งเซียวมิใช่หรือ? ดังนั้นเจ้าถึงวางยาให้ข้าทรมานจนตาย! ถูกต้อง! ข้าพาคนไปซุ่มโจมตีพ่อเจ้าเอง น่าเสียดายที่ตอนนั้นไม่อาจสังหารเขา ซ้ำยังทำให้เขายื้อชีวิตรอดไปได้ แต่ยามนี้เขามีชีวิตแทบไม่ต่างกับตาย คนที่หมดสติไม่ฟื้นกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ ต่อให้มีชีวิตอยู่จะมีความหมายอะไร?”
“ฮ่าๆๆ…วันนี้ข้าไม่สนว่าเจ้าจะส่งยาแก้มาหรือไม่ เรื่องที่ข้าทำไป ตอนนี้ไม่กลัวใครจะรู้แล้ว ขอเพียงเจ้ารู้ว่าหากข้าไม่รอด จวนตระกูลเฟิ่งเจ้าก็ต้องรับเคราะห์ไปด้วย!”
ตอนที่ 478: ล้มล้างตระกูลมู่หรง
ทุกคนต่างเบิกตาโตมองมู่หรงป๋อที่เหมือนบ้าแล้วด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ ใครก็นึกไม่ถึงว่าเขาที่ใกล้บ้าคลั่งจะพูดจาเช่นนี้ออกมา ต้องรู้ไว้ว่า ต่อให้เขาพาคนไปจู่โจมเฟิ่งเซียวจริง ก็พูดเรื่องนี้ออกมาต่อหน้าคนมากมายเพียงนี้ไม่ได้ ไม่เพียงสูญเสียใจจากชาวปประชา แต่ยิ่งทำให้ผู้คนผิดหวัง…
เป็นไปตามคาด เหล่าทหารองครักษ์ได้ยินคำพูดเขาต่างระส่ำระสายกันชั่วขณะ ทั้งที่ตรงนั้นโกลาหลขึ้นมาเล็กน้อย
ส่วนมู่หรงป๋อยามนี้เหมือนไม่สนใจ ใช่แล้ว เขาไม่สนใจอีก เพราะเขาในตอนนี้ไม่เหมือนทั้งคนและผี เหลือเพียงความบ้าคลั่งเท่านั้น ถูกคำพูดเฟิ่งจิ่วกระตุ้นจึงพูดอะไรออกมาหมด
ในห้วงความคิดเขามีเพียงยาแก้พิษ ยาแก้พิษ และยาแก้พิษ! นอกจากยาแก้พิษยังมีความคิดรุนแรงที่ต้องการโค่นล้มจวนตระกูลเฟิ่ง และทำลายให้ราบคาบ!
สำหรับเขา การต้องมีจุดจบเช่นตอนนี้ล้วนเป็นเพราะกลุ่มอำนาจจวนตระกูลเฟิ่งข่มเหงนาย แต่เขากลับไม่เคยคิดเลย จวนตระกูลเฟิ่งไม่เคยข่มเหงนาย พวกเขาถึงขั้นปกปักแคว้นแสงสุริยันและพิทักษ์ตระกูลมู่หรงมาโดยตลอด เพราะเขาหลงคิดจะทำร้ายคนที่จงรักภักดีต่อตนโดยไม่มีจิตใจเอื้อเฟื้อ จึงตกอยู่ในสภาพเช่นตอนนี้
ส่วนเฟิ่งจิ่วที่ได้ยินเขาพูดเรื่องนั้นออกมายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย บนใบหน้าเผยรอยยิ้มบางๆ ยาที่เธอให้ฮุยหลางใส่ไป นอกจากแก่ลงแล้วยังทำให้เขาเสียสติท่ามกลางความตื่นตระหนก ถูกกระตุ้นได้ง่ายดาย
ต่อให้เธอวางแผนจัดการเขา ล้มล้างแคว้น โค่นล้มราชวงศ์ ก็ต้องทำให้ทุกคนรู้ด้วยว่ามู่หรงป๋อมีเจตนาร้ายต่อจวนตระกูลเฟิ่ง และบีบบังคับให้จวนตระกูลเฟิ่งต้องก่อกบฏเอง
อาศัยชื่อเสียงที่ซื่อสัตย์ภักดีมาหลายต่อหลายรุ่น เชื่อว่าหลังจากล้มล้างอำนาจมู่หรงป๋อ พ่อเธอจะรับช่วงต่อปกครองแคว้นแสงสุริยันอย่างง่ายดาย และขึ้นเป็นกษัตริย์ผู้ครองแคว้นนี้!
ถูกต้อง! เธอตัดสินใจเช่นนี้เสมอมา หลังจากมู่หรงป๋อลงมืออีกครั้ง เธอก็ตัดสินใจทำเช่นนี้!
เดิมทีคิดจะพาท่านพ่อกับท่านปู่ไปแคว้นอื่น แต่ลองคิดดูแล้ว นกที่ขนยังขึ้นไม่ทั่วตัวอย่างเธอ ยามไปแคว้นอื่นหากอยู่ข้างกายเธอยังปกป้องพวกเขาได้ แต่ถ้าเธอออกไปพเนจรหรือฝึกบำเพ็ญ กลับยังกังวลว่าไปอยู่ที่ใหม่แล้วพวกเขาจะโดนกลุ่มอำนาจต่างๆกดขี่
อีกอย่าง ตระกูลเฟิ่งอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายรุ่น แม้แสงสุริยันเป็นแคว้นเล็กระดับเก้า แต่ท่านปู่ท่านพ่อใช้ชีวิตและเติบโตที่นี่ อย่างไรก็มีความรู้สึกอยู่ หนำซ้ำตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราวท่านปู่ หากจากไป ในอนาคตเกรงว่าท่านปู่จะหาพวกเขาไม่พบ
ดังนั้นเธอจึงมีความคิดที่จะผลักดันท่านพ่อขึ้นรับตำแหน่ง ขอเพียงท่านพ่อขึ้นรับตำแหน่งกลายเป็นผู้ครองแคว้นคนใหม่ของแสงสุริยัน เช่นนั้นเขาก็ไม่ต้องตามเธอไปร่อนเร่ ไม่ต้องฝึกบำเพ็ญข้างนอกจนตกอยู่ในอันตราย ซ้ำยังรอท่านปู่กลับมาที่นี่ได้ด้วย
เฟิ่งจิ่วครุ่นคิดมาหลายตลบแล้ว รู้สึกว่าไปที่ไหนก็ล้วนไม่ดีเท่าการตัดสินใจเปลี่ยนแคว้นแสงสุริยันเป็นของพวกเขาตระกูลเฟิ่ง
ด้วยกำลังเธอกับเหล่าคนตระกูลเฟิ่ง ท่านพ่อจะนั่งตำแหน่งผู้ครองแคว้นแสงสุริยันได้มั่นคงแน่.นอน! แม้ตอนนี้เป็นแค่แคว้นเล็กๆระดับเก้า แต่ในอนาคตแคว้นพวกเธอต้องได้รับการประเมินระดับสูงยิ่งขึ้นแน่!
เวลานี้ ในดวงตาเธอมีประกายแสงเจิดจ้า น้ำเสียงเย็นๆเปล่งออกมาพร้อมกลิ่นอายพลังเร้นลับ ดังชัดเจนในหูผู้คนเบื้องล่าง เสียงที่มีแรงกดดันและความดุร้ายรวมถึงคำพูดเหล่านั้น ยิ่งส่งผลรุนแรงให้ใจของทุกคนเกิดความบ้าคลั่งที่ทำให้จิตวิญญาณสั่นสะท้าน…
ตอนที่ 479: ดันใครขึ้นรับตำแหน่ง?
“ตระกูลเฟิ่งเราซื่อสัตย์ภักดีมาหลายต่อหลายรุ่น คอยพิทักษ์แคว้นแสงสุริยันนี้ น่าเสียดายที่ผู้นำโหดร้ายไร้ศีลธรรม สังหารผู้ภักดีตามอำเภอใจ! มู่หรงป๋อ! ในเมื่อตามบีบบังคับทุกฝีก้าว ก็อย่าหาว่าจวนตระกูลเฟิ่งกบฏต่อตระกูลมู่หรง! วันนี้ข้าจะลากตระกูลมู่หรงลงจากตำแหน่งราชวงศ์! หากทหารที่นี่วางอาวุธในมือลงและจำนนต่อตระกูลเฟิ่งตอนนี้ จะไว้ชีวิตให้ทั้งหมด! มิเช่นนั้น พวกเจ้าทหารกล้านับร้อยนับพันได้จบสิ้นที่นี่ทั้งหมดแน่!”
“จำนนต่อตระกูลเฟิ่ง แล้วจะไว้ชีวิต!”
“จำนนต่อตระกูลเฟิ่ง แล้วจะไว้ชีวิต!”
“จำนนต่อตระกูลเฟิ่ง แล้วจะไว้ชีวิต!”
เสียงของเฟิ่งจิ่วเปล่งออกไปอย่างทุ้มต่ำและมีพลัง แต่ละเสียงกำลังก้องกังวาน ดังเข้าในหูทุกคน สั่นสะเทือนหัวใจที่เดิมทีก็ไม่หนักแน่นเท่าใด ด้วยกำลังต่อสู้จวนตระกูลเฟิ่ง อีกทั้งยังมีผู้แข็งแกร่งพวกนั้นคอยอารักขา แต่เดิมพวกเขาไม่มีความเป็นไปได้ที่จะสู้ชนะอยู่แล้ว ครั้นได้ยินคำพูดของผู้ครองแคว้น รวมถึงการยอมจำนนที่คุณหนูใหญ่เฟิ่งบอก เวลานี้หลังจากครุ่นคิด แต่ละคนก็ทิ้งอาวุธในมือและคุกเข่าลงข้างหนึ่ง
“พวกข้าขอยอมจำนนต่อตระกูลเฟิ่ง!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น จากนั้นทหารแถบหนึ่งก็ทิ้งอาวุธลงคุกเข่าอีก “พวกข้าก็ขอยอมจำนนต่อตระกูลเฟิ่ง!”
เมื่อเสียงนั้นดังตามมาเป็นระลอก.ระลอก มู่หรงป๋อบนรราชรถจึงนั่งไม่นิ่งแล้ว เขาแหวกเปิดผ้าม่านลุกขึ้นยืน มองเหล่าทหารรอบๆที่คุกเข่ากันหมดอย่างโกรธเคือง เสียงที่แก่ชราและแหบแห้งสั่นเครือ ด่าทอเสียงเกรี้ยวว่า “พวกเจ้า พวกเจ้าบังอาจนัก! ทหาร! ทหาร! ฆ่าพวกมันให้หมด! ฆ่ามันซะ!”
เขาไม่พูดยังดีกว่า พอพูดเช่นนี้ ทหารที่เดิมทียังลังเลอยู่บ้างต่างพากันทิ้งอาวุธลงคุกเข่า หันหน้าไปทางจวนตระกูลเฟิ่ง “พวกข้าก็ขอยอมจำนน สวามิภักดิ์ต่อตระกูลเฟิ่ง!”
“อั่ก!”
ไฟแห่งความกระวนกระวายจู่โจมหัวใจ เขาจึงกระอักเลือดออกมา ร่างกายทรุดนั่งกลับไปด้านในราชรถ หน้าอกกระเพื่อมอย่างรุนแรง สองดวงตาจ้องเหล่าทหารที่คุกเข่ารอบๆเขม็ง รวมทั้งร่างสีแดงที่ยืนอยู่เหนือประตูใหญ่จวนด้วย
“เฟิ่ง ชิง เกอ! ฆ่านางซะ! ฆ่านาง! แค่กๆๆ…”
เขาชี้เฟิ่งจิ่วด้วยความโมโห สั่งให้บรรพชนนักรบข้างกายเข้าไปสังหารเฟิ่งชิงเกอ บรรพชนนักรบเหล่านั้นก็จนปัญญา แม้รู้ดีว่าไม่ควรสู้ แต่ยามนี้จะไม่เข้าไปก็ไม่ได้ เพราะพวกเขาล้วนมีพันธสัญญาฟ้าดิน หากหักหลังมู่หรงป๋อ จุดจบของพวกเขามีเพียงความตายเท่านั้น
ทว่า เมื่อบรรพชนนักรบแปดคนนั้นพุ่งเข้าไปหาเฟิ่งจิ่ว ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนพลันลงมือ ในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วอึดใจก็บดขยี้สังหารบรรพชนนักรบทั้งแปด.ลงที่นี่
บนพื้นมีร่างบรรพชนนักรบที่โดนสังหารเพิ่มมา กลิ่นคาวเลือดกระจายออกไปในอากาศ ทำให้ทั่วพื้นที่เงียบเชียบไร้เสียง…
โดยเฉพาะตระกูลและกลุ่มอำนาจเหล่านั้นที่มองอยู่ไม่ไกล แต่ละคนอึ้งตาค้างไปบ้าง แค่คำพูดไม่กี่ประโยคก็ทำให้ทหารพวกนั้นวางอาวุธยอมจำนน นี่ นี่จะเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
เดิมทีพวกเขาคิดอยู่ว่าจะอย่างไรก็คงสู้กัน แต่ดูจากผู้แข็งแกร่งพวกนั้นของจวนตระกูลเฟิ่ง จะต่อกรกับคนพวกนี้ไม่ใช่ปัญหา ไม่นึกว่าพวกเขาไม่ต้องลงมือสักนิด แต่ละคนก็ยอมจำนนต่อตระกูลเฟิ่งแล้ว
“คุณหนูใหญ่เฟิ่งปลดมู่หรงป๋อ แล้วจะดันใครขึ้นรับตำแหน่ง?” ผู้นำตระกูลคนหนึ่งกระซิบ ในใจค่อนข้างสับสน แคว้นไม่อาจขาดผู้ครองแม้หนึ่งวัน หากมู่หรงป๋อถูกปลด ตำแหน่งผู้ครองแคว้นแสงสุริยันยังมีใครอีกที่สามารถนั่งได้อย่างมั่นคง?
เวลานี้ ในใจทุกคนมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา คุณหนูใหญ่เฟิ่งคนนี้คงไม่คิดจะนั่งตำแหน่งผู้ครองแคว้นแสงสุริยันเองกระมัง?
ตอนที่ 480: สวรรค์อำนวยพร
ถึงอย่างไรเฟิ่งเซียวก็ยังไม่ฟื้น เหลือแต่นางคนเดียว แน่.นอนว่าหากนางไม่นั่งตำแหน่งนั้น อาจจะหาใครสักคนจากเครือญาติตระกูลเฟิ่งมารับตำแหน่ง?
คิดๆดูแล้วทุกคนก็รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้เท่าไหร่ เครือญาติตระกูลเฟิ่งไม่มีใครมีความสามารถพอจะนั่งตำแหน่งผู้ครองแคว้นได้อย่างมั่นคง แม้มีตระกูลเฟิ่งคอยหนุนหลัง หากไม่มีความสามารถในทุกๆด้าน จะนั่งตำแหน่งผู้ครองแคว้นดีๆได้อย่างไร?
ทว่าในเวลานี้เอง กลางท้องฟ้ายามค่ำคืนพลันมีเมฆฝนผืนใหญ่ลอยมาปกคลุมเหนือจวนตระกูลเฟิ่ง มีสายฟ้าแลบแวบผ่านรางๆ เสียงกระหึ่มดังมาจากชั้นเมฆ ผู้คนด้านล่างตกใจจนเงยหน้าขึ้นทันที
“เกิดอะไรขึ้น? นะ นี่หิมะจะตกหรือฟ้าจะร้องกันแน่?”
มีคนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าประหลาด บางคนก็จ้องมองชั้นเมฆที่ปกคลุมเพียงท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเฟิ่ง ในดวงตาเผยความตกตะลึง
“ฮ่าๆๆ! เฟิ่งชิงเกอ! พวกเจ้าจวนตระกูลเฟิ่งใช้อำนาจข่มเหงนาย แม้แต่สวรรค์ยังทนดูไม่ได้กระมัง! ฮ่าๆๆ! ผ่าลงมาเลย! ฟาดพวกมันให้ตาย! ผ่าพวกมันให้ตายไปซะ…”
มู่หรงป๋อหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง แต่เสียงนั้นแก่ชราไร้เรี่ยวแรงเกินไป ฟังแล้วบาดหูเป็นที่สุด
บางคนที่เดิมทีมีสีหน้าประหลาด หลังจากได้ยินคำพูดของมู่หรงป๋อ แววตาก็หยุดบนผืนเมฆเหนือท้องฟ้าจวนตระกูลเฟิ่ง พลางแอบคิดว่าคงไม่เป็นจริงอย่างที่มู่หรงป๋อพูด ว่าจวนตระกูลเฟิ่งทำเรื่องอะไรที่สวรรค์และมนุษย์พิโรธจนเกิดสายฟ้าฟาด?
ขณะกำลังคิด สายฟ้าแลบแวบผ่านกลางท้องฟ้ายามค่ำคืน สายฟ้าเส้นหนึ่งฟาดผ่าลงในจวนตระกูลเฟิ่งเสียงดังสนั่น แม้แต่แผ่นดินยังสะเทือน
ยามนี้ แม้แต่เหล่าองครักษ์ตระกูลเฟิ่งยังเงยหน้าอย่างตกใจ นึกแปลกใจอยู่บ้าง สายฟ้าฟาดนี้ทำไมถึงผ่าลงมาแค่ในจวนตระกูลเฟิ่งของพวกเขา?
มีเพียงเฟิ่งจิ่วที่เห็นสายฟ้านั้นแล้วดวงตาเป็นประกาย ใบหน้าเผยความประหลาดใจอย่างรวดเร็ว เธอมองลำแสงจากสายฟ้าครั้งที่สองซึ่งผ่าเสียงดังกระหึ่มลงบางจุดภายในจวน รอยยิ้มตรงริมฝีปากยิ่งค่อยๆกดลึกขึ้น
เมื่อผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่เห็นสายฟ้าและกลิ่นอายที่เอ่อล้นกลางเวหาผ่าลงมาในจวน ในดวงตาก็ฉายแววแปลกใจ จากนั้นทำแค่ยิ้ม เร็วกว่าที่พวกเขาคาดการณ์ไว้เสียอีก อีกทั้งดูท่าทางจะเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่เสียด้วย
ผู้ฝึกพลังเร้นลับต่างจากผู้ฝึกวิชาเซียน มีเพียงบรรลุระดับบรรพชนนักรบข้ามไประดับจักรพรรดินักรบถึงจะดึงดูดสายฟ้าสวรรค์ได้ หากรับสายฟ้าสามครั้งได้ บรรพชนนักรบก็จะข้ามขั้นกลายเป็นจักรพรรดินักรบสำเร็จ!
และยามนี้ คนในจวนที่กำลังบรรลุขั้นเหมือนจะมีแค่ผู้นำตระกูลเฟิ่งเซียวคนเดียว
“เปรี้ยง!”
เมื่อสายฟ้าครั้งที่สามผ่าเปรี้ยงลงมา เมฆดำผืนนั้นบนท้องฟ้าหายไปทันใด แสงตะวันรอนปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้าราตรี แสงนั้นแยกเป็นเจ็ดสีและค่อยๆแผ่ขยายออกไป แทบจะปกคลุมทั่วเมืองอวิ๋นเยวี่ย ท้องฟ้าที่เดิมทีเข้าสู่ช่วงกลางคืนจึงสว่างไสวเฉกเช่นกลางวันท่ามกลางแสงตะวันรอนเจ็ดสี สีทั้งเจ็ดที่ตัดสะท้อนกันปกคลุมทั้งเมืองอวิ๋นเยวี่ยไว้ ก่อนจะกลายเป็นประกายแสงเล็กๆโปรยปรายลงมาดั่งเม็ดฝน ทำให้คนทั้งเมืองอวิ๋นเยวี่ยต่างฮือฮา พากันวิ่งออกมาชม
“เฮือก! ภะ ภายในจวนตระกูลเฟิ่งมีคนกำลังบรรลุขั้น! แสงตะวันรอนปกคลุม! สวรรค์อำนวยพร!”
“สวรรค์! ข้าได้เห็นภาพเช่นนี้ด้วย! สวรรค์อำนวยพร ต้องเป็นคนที่ฐานะตำแหน่งสูง ซ้ำยังได้รับความโปรดปรานจากสวรรค์ มีโชคลาภติดกาย ถึงจะเหนี่ยวนำให้สวรรค์อำนวยพรลงมาเมตตาชาวบ้านได้…”
“เหลือเชื่อเกินไปแล้ว… ข้าเองก็เพิ่งเห็นสวรรค์อำนวยพรเป็นครั้งแรก…”
ผู้เฒ่าตระกูลเกิ่งมองประกายแสงเล็กๆที่ร่วงหล่นจากท้องฟ้าอย่างอัศจรรย์ใจ เมื่อแสงพวกนั้นหล่นลงซึมเข้าร่างกาย ความรู้สึกพิเศษที่ไม่อาจอธิบายได้ก็พัดผ่านร่างกาย ช่างสบายยิ่งนัก
จบตอน
Comments
Post a Comment