feng ep481-500

ตอนที่ 481: ทำไมเจ้ายังไม่ตาย


แม้แต่มู่หรงป๋อที่เดิมทีพลังชีวิตแทบแห้งเหือดยังฟื้นคืนกำลังวังชามาบางส่วนภายใต้แสงเหล่านี้ เขามองท้องฟ้าที่มีประกายแสงโปรยปรายด้วยความอึ้งงัน พูดพึมพำว่า “เป็นไปได้อย่างไร? เป็นแบบนี้ได้อย่างไร? ใคร? ในจวนตระกูลเฟิ่งยังมีใครกำลังบรรลุขั้นอีก? ถึงขั้นพาความเมตตามาให้ชาวบ้านทั่วเมืองอวิ๋นเยวี่ยได้…”


ชาวบ้านในเมืองพากันแห่แหนมาทางจวนตระกูลเฟิ่ง เพราะเห็นว่าจุดที่มีแสงมากที่สุดคือที่ตั้งจวนนี้ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาวิ่งมาเห็นเหล่าทหารคุกเข่ากันเต็มพื้นที่ รวมถึงแสงตะวันรอนบนท้องฟ้าเหนือจวน แต่ละคนล้วนกระโดดโลดเต้นอย่างตื่นเต้นดีใจ


“เป็นจวนตระกูลเฟิ่ง! จวนตระกูลเฟิ่งนำแสงตะวันรอนมา!”


เหล่าคนจากตระกูลและกลุ่มอำนาจฝ่ายต่างๆโดยรอบต่างตกตะลึง แต่ละคนนิ่งอึ้งมองท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเฟิ่ง ในใจมีคลื่นคลั่งโหมซัดขึ้นมา


แม้แต่สวรรค์ยังช่วยจวนตระกูลเฟิ่ง!


ผ่านพ้นคืนนี้ไป ต่อให้แต่งตั้งคุณหนูใหญ่เฟิ่งขึ้นเป็นผู้ครองแคว้นแสงสุริยัน เดาว่าก็คงไม่มีใครคัดค้าน…


ทว่าเวลานี้เอง เสียงคำรามเกรี้ยวกราดดังมาจากในจวนตระกูลเฟิ่ง เสียงนั้นพิโรธดั่งฟ้าคำราม ฮึกเหิมทรงพลัง ดังชัดเจนอยู่ในหูผู้คนด้านนอก


“มู่หรงป๋อ! จะระรานตระกูลเฟิ่งข้าไม่ให้เหลือใครเลยจริงๆหรือ!”


“ฮึก!”


“เฮือก! นั่นเฟิ่งเซียว! เป็นเสียงเฟิ่งเซียว!”


“ซี๊ด! ปะ เป็นไปได้อย่างไร! เขาหมดสติไม่ฟื้นไม่ใช่หรือ?”


“สวรรค์! หรือคนที่บรรลุขั้นจะเป็นเฟิ่งเซียว?”


คำอุทานเสียงหลงดังมาจากผู้นำตระกูลเหล่านั้นรวมถึงพวกผู้ฝึกตนรอบๆ แต่ละคนเบิกตาโตมองไปทางจวนตระกูลเฟิ่งอย่างยากจะเชื่อ เมื่อเห็นร่างหนึ่งถือหอกออกมาจากในจวนอย่างรีบร้อน ทุกคนต่างนิ่งงัน


“มู่หรงป๋อ! เจ้าคนชั่วช้าสามานย์! ตระกูลเฟิ่งข้าถอยให้ครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงกับไม่เอาความเรื่องที่เจ้าลอบทำร้ายข้า ยามนี้ยังจะมาข่มเหงตระกูลข้า! ข่มเหงลูกสาวข้า! เจ้าสมควรตายนัก!”


เสียงดังสนั่นที่แฝงด้วยแรงกดดันทรงพลังของจักรพรรดินักรบเปล่งออกจากปากเฟิ่งเซียว ทุกถ้อยคำในเสียงนั้นล้วนดุดัน กึกก้องทรงพลังและเย็นเยียบ นั่นคือความอาจหาญไม่กลัวตายและจิตวิญญาณนักรบแรงกล้าที่ไม่ยอมให้ใครในฐานะแม่ทัพของเขา! ทุกน้ำเสียงกดดัน ทุกคำดั่งใบมีด ทิ่มแทงหัวใจของมู่หรงป๋อราวกับดาบคมที่รวดเร็วรุนแรง


เมื่อมู่หรงป๋อที่เดิมทีฟื้นคืนกำลังวังชากลับมาลุกยืนขึ้นเพราะแสงตะวันรอนได้ยินเสียงเดือดดาลจากเฟิ่งเซียวก็เบิกดวงตากว้างอย่างตกใจ ยามนี้ยังเห็นเฟิ่งเซียวถือหอกย่างสามขุมพุ่งออกมาอย่างเร่งร้อน ก่อนตวัดหอกในมือกระแทกลงพื้นอย่างรุนแรง มือหนึ่งชี้เขาอย่างโกรธกริ้ว ทำให้เลือดลมในอกเขาปั่นป่วนทันใด พลันกระอักเลือดในหัวใจออกมา


“อั่ก!”


ร่างกายและจิตใจถูกโจมตี จิตใจกระทบกระเทือนอย่างหนัก เขารู้สึกแต่ว่าเบื้องหน้าช่างมืดมน ไม่อาจจะเชื่อ และไม่ยอมเชื่อว่าเฟิ่งเซียวที่เขานึกว่าบาดเจ็บสาหัสไม่ฟื้น กลับมาปรากฏต่อหน้าเขาตัวเป็นๆอย่างสูงส่งน่าเกรงขาม งามสง่าองอาจ!


หนำซ้ำเฟิ่งเซียวที่เดิมยังเป็นแค่บรรพชนนักรบขั้นเริ่มต้น ยามนี้กลับบรรลุขั้นกลายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดินักรบ! นี่ นี่เป็นไปได้อย่างไร! เป็นไปอย่างไร…


“เฟิ่ง เฟิ่งเซียว!”


ครั้งนี้เขาไม่ทรุดนั่งลงไป เพราะมือข้างหนึ่งจับราชรถไว้แน่นเพื่อค้ำยันร่าง แววตาตื่นตกใจซึ่งมีความเหลือเชื่อและเคียดแค้นกำลังจ้องร่างอันสูงส่งน่ายำเกรงที่ย่างสามขุมตรงมายืนอยู่หน้าประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่ง


มุมปากเขามีเลือดไหลออกมา พ่นวาจาลอดไรฟันแบบเน้นย้ำทีละคำ “ทำไมเจ้ายังไม่ตาย!”


ตอนที่ 482: ความตายของมู่หรงป๋อ


“เป็นเฟิ่งเซียวจริงๆ…”


“เขาไม่เป็นไร…”


“ซ้ำยังบรรลุกลายเป็นจักรพรรดินักรบ! จักรพรรดินักรบที่อายุน้อยถึงเพียงนี้ เขาทำได้ยังไงกันแน่?”


ในใจทุกคนนอกจากประหลาดใจแล้วยังตกตะลึงอย่างบอกไม่ถูกด้วย บางคนฝึกบำเพ็ญตลอดชีวิตยังไม่สามารถพ้นจากบรรพชนนักรบ แม้แต่ผู้เฒ่าตระกูลเกิ่งแห่งเมืองอวิ๋นเยวี่ย ผู้เฒ่าเฟิ่งแห่งจวนตระกูลเฟิ่ง ฝึกบำเพ็ญมาทั้งชีวิตยังเป็นเพียงบรรพชนนักรบขั้นสูงสุด แต่เฟิ่งเซียวผู้ฝึกตนที่เดิมทีเป็นแค่บรรพชนนักรบขั้นเริ่มต้น แม้ให้เวลาเขาฝึกบำเพ็ญห้าสิบปี เกรงว่าก็ยังยากนักที่จะบรรลุถึงระดับจักรพรรดินักรบ


แต่ตอนนี้เขากลับทำได้ ไม่เพียงไม่หมดสติไม่ฟื้น ยังกลายเป็นจักรพรรดินักรบคนแรกของแคว้นแสงสุริยัน! จักรพรรดินักรบที่อายุไม่ถึงร้อยปี! นี่ นี่ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ…


“ตาย?”


เฟิ่งเซียวแค่นเสียงหนักๆ แล้วกระแทกหอกยาวในมืออีกครั้ง “ตายแล้วปล่อยให้เจ้าทำลายตระกูลเฟิ่ง รังแกลูกสาวข้าหรือน่ะหรือ? ตระกูลเฟิ่งข้าพิทักษ์แคว้นแสงสุริยันมาหลายต่อหลายรุ่น ภักดีต่อตระกูลมู่หรงของเจ้า แต่ท้ายที่สุดเล่า? เจ้ายังลอบสังหารข้า? ข้าเฟิ่งเซียวทำเรื่องชั่วร้ายอะไรที่ทำให้เจ้าจำต้องฆ่าข้าให้ได้กันแน่?”


ทุกเสียงซักถาม เฉือนใจทุกคำพูด ดวงตาพยัคฆ์ดุดันมองอีกฝ่ายอย่างขึ้งโกรธ “ข้าหลบซ่อนในจวนไม่ออกมา ส่งมอบอำนาจราชาให้ ไม่อยากเอาเรื่องที่เจ้าลอบโจมตีข้า แล้วเจ้าล่ะ? มู่หรงป๋อเจ้าคิดจะให้ลูกสาวข้าไปเป็นนางบำเรอ! อยากครองอำนาจตระกูลเฟิ่ง! ยึดองครักษ์ประจำตระกูลเฟิ่ง! และทำลายตระกูลเฟิ่งที่ก่อตั้งมาเป็นร้อยปี! ยามนี้หากข้ายังไม่ก้าวออกมาอีก จะสู้หน้าบรรพชนตระกูลเฟิ่งได้อย่างไร!”


“มู่หรงป๋อ! ยามนี้เจ้าสิ้นอนาคตหมดอายุขัย! ฆ่าเจ้าไปหอกในมือข้าคงแปดเปื้อน เจ้าฆ่าตัวตายเสียเถอะ! นอกจากเจ้าแล้ว ลูกหลานคนอื่นๆในตระกูลมู่หรง ข้าเฟิ่งเซียวขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ ขอแค่อยู่ในกฎระเบียบไม่เป็นปรปักษ์กับตระกูลเฟิ่ง ข้าจะไม่ทำร้ายพวกเขาแม้แต่น้อย!”


ได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนปลงอนิจจังในใจ เฟิ่งเซียวคนนี้ในใจยังมีความเมตตา เรื่องวันนี้หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น หลังจากสังหารมู่หรงป๋อต้องสังหารลูกหลานเขาด้วยแน่ เพื่อถอนรากถอนโคนไม่ให้พวกนั้นกลับมาล้างแค้น


แต่เฟิ่งเซียวอาจนึกถึงความสัมพันธ์ที่มีกับตระกูลมู่หรงมาตลอดชีพ ถึงได้ปล่อยพวกเขาไป ทำเช่นนี้ช่างเป็นการช่วยเหลือผู้หลงผิดโดยแท้


อาจเพราะตระหนักได้จริงๆว่าตัวเองหมดอนาคตแล้ว มู่หรงป๋อเวลานี้สองตาไร้แวว มองทหารทุกคนที่คุกเข่าไม่ยอมลุกอย่างอึ้งงัน ก่อนจะหันมองจวนตระกูลเฟิ่ง เขาเห็นเหล่าตระกูลและกลุ่มอำนาจยืนดูอยู่ไม่ไกล เห็นชาวบ้านแต่ละคนต่างชี้มือชี้ไม้มาที่เขาพร้อมพูดคุยกัน…


โลกใบนี้เหมือนเหลือเพียงเขาคนเดียว โดดเดี่ยว อ้างว้าง และน่าเศร้าเช่นนั้น


ตกอยู่ในจุดที่ทุกคนต่างตีตัวออกห่าง จะโทษใครได้?


ทำให้ทั้งราชวงศ์มู่หรงล่มสลาย จะโทษใครได้?


“ฮ่าๆๆ… ข้ามู่หรงป๋อ พลาดก้าวเดียวก็ผิดเสียทุกก้าว… ฮ่าๆๆ…”


เสียงหัวเราะลั่นที่เศร้าสร้อยราวกับผลาญกำลังเฮือกสุดท้ายของเขาจนสิ้น เพียงเห็นเขาแหงนหน้าทุบอกหัวเราะ กระอักเลือดออกจากปาก ฝีเท้าก้าวถอยหลังไปสองก้าว ร่างกายทรุดฮวบลงนั่งบนราชรถนั้น สองตานิ่งมองท้องฟ้าพลางสูดหายใจเฮือกสุดท้าย


ผู้ครองแคว้นของราชวงศ์หนึ่ง สิ้นลมอย่างน่าสลดเช่นนี้ภายใต้สถานการณ์ที่ทุกคนต่างตีตัวออกห่าง…


รอบด้านพลันเงียบลง แต่ละคนเห็นมู่หรงป๋อสูดลมหายใจเฮือกสุดท้าย สองตากลับไม่ปิดลงและจ้องมองท้องฟ้าแน่นิ่ง เวลานี้ในใจผู้คนสับสนอย่างบอกไม่ถูก ต่างก็เงียบกันไป


ยามนี้ ร่างสีแดงที่ยืนอยู่บนประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งบินโฉบลงมา ร่างปานห่านงามตีปีกหมุนตัวลงมาบนพื้นอย่างมั่นคง…


ตอนที่ 483: ราชวงศ์เฟิ่งหวง!


เฟิ่งจิ่วเดินนวยนาดมายังข้างกายบิดา น้ำเสียงเย็นๆแฝงกลิ่นอายพลังเร้นลับเอ่ยว่า “ตั้งแต่บัดนี้ไป บิดาข้าเฟิ่งเซีย วผู้นำตระกูลเฟิ่ง จะรับช่วงต่อแคว้นแสงสุริยันทั้งหมด เป็นผู้ครองแคว้นแสงสุริยันคนใหม่! แคว้นแสงสุริยันจะเปลี่ยนเป็นราชวงศ์เฟิ่งหวง! และเข้าดูแลราชวังอีกสามวันให้หลัง!”


เสียงเธอกังวานแจ่มชัดในยามค่ำคืน ดังชัดเจนอยู่ในหูทุกคน ทำให้เหล่าทหารและชาวบ้านพากันคุกเข่าคารวะด้วยความตื่นเต้นดีใจขณะที่หัวใจสั่นสะท้าน


“ถวายบังคมผู้ครองแคว้น! ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นหมื่นปี!”


“ถวายพระพรองค์หญิง! ขอทรงพระเจริญพันปีพันพันปี!”


“ราชวงศ์เฟิ่งหวง รุ่งเรืองเท่าเดือนและตะวัน คงอยู่นานหมื่นปี…” เสียงแซ่ซ้องอื้ออึงดังขึ้นล้นหลาม สนั่นหวั่นไหวไปทั่วฟากฟ้าเมืองอวิ๋นเยวี่ย กึกก้องอยู่เนิ่นนาน


คนจากตระกูลและกลุ่มอำนาจมองอย่างตกใจ ในใจมีความรู้สึกร้อยพัน ตระกูลเฟิ่งได้ใจจากราษฎร หากจะดูแลแคว้นนี้จึงไม่มีใครกล้าพูดอะไร ตั้งแต่คืนนี้ เวลานี้เป็นต้นไป แสงสุริยันลาลับลงแล้ว ที่ปรากฏขึ้นแทนคือราชวงศ์เฟิ่งหวงราชวงศ์ใหม่!


ยามเห็นภาพเบื้องหน้า เฟิ่งเซียวจับต้นชนปลายไม่ถูก มองลูกสาวข้างกายอย่างตะลึง ทำไมเขาออกมาเดี๋ยวเดียวก็กลายเป็นผู้ครองแคว้นเสียแล้ว? หนำซ้ำแสงสุริยันยังเปลี่ยนเป็นราชวงศ์เฟิ่งหวงอีก?


เห็นบิดามองมาด้วยแววตางุนงงสงสัย เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ บอกว่า “ท่านพ่อ ไม่คิดว่าการที่ท่านเป็นผู้ครองแคว้นของราชวงศ์เฟิ่งหวงคือเรื่องดีที่สุดหรือเจ้าคะ? บ้านไม่อาจขาดผู้นำแม้หนึ่งวัน แคว้นไม่อาจขาดผู้ครองแม้หนึ่งคืน แม้ที่นี่เป็นแคว้นเล็กระดับเก้า แต่ถ้าข่าวในเมืองอวิ๋นเยวี่ยกระจายออกไป จะต้องนำมาซึ่งการช่วงชิงจากแคว้นอื่นๆแน่ มีเพียงท่านเป็นผู้ครองแคว้นแห่งนี้ถึงจะปกป้องชาวบ้านและแคว้นต่อไปได้”


“แต่ว่า…” เขาไม่อยากเป็นผู้ครองแคว้นนี่!


“ไม่มีแต่เจ้าค่ะ ลูกรู้ว่าท่านพ่อจะเป็นผู้ครองแคว้นที่ดีได้แน่ และรู้ว่าท่านพ่อมีความสามารถพอจะดูแลปกป้องแคว้นเรา” พูดถึงตรงนี้ เธอก็อมยิ้มอิ่มเอม ในแววตามีประกายและสีสันวาววับ


“ตอนนี้ท่านพ่อเป็นผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดินักรบ ตามที่ลูกรู้ ผู้ครองแคว้นเล็กระดับเก้ารอบๆนี้ไม่มีใครมีวรยุทธ์เช่นท่านพ่อ ลูกคิดว่าเมื่อข่าวนี้กระจายไป และได้รู้ว่าท่านพ่อกลายเป็นผู้ครองแคว้น พวกเขาจะส่งของกำนัลมาแสดงความยินดี ไม่กล้าสู้กับแคว้นราชวงศ์เฟิ่งหวงเราแน่นอนเจ้าค่ะ!”


“รอท่านพ่อดูแลไปช่วงเวลาหนึ่งค่อยเข้าร่วมการประเมินแคว้น ลูกเชื่อว่าระดับราชวงศ์เฟิ่งหวงจะสูงขึ้นอีก!”


เสียงเธอชะงักไป ก่อนเอ่ยด้วยแววตาวาววับ “ท่านพ่อ ราชวงศ์เฟิ่งหวงนี้เป็นของตระกูลเรา พวกเรามาปกป้องและทำให้มันยิ่งใหญ่ไปด้วยกันเถอะ!”


อาจเพราะรู้สึกร่วมไปกับคำพูดนาง และถูกดึงดูดด้วยอนาคตที่เธอวาดแผน ในแววตาเฉียบคมของเฟิ่งเซียวก็มีประกายแสงฉายออกมา พูดเสียงเข้มว่า “ดี! พวกเราจะปกป้องมันไปด้วยกัน! ที่นี่จะเป็นบ้านของพวกเราตลอดไป!”


พวกหลัวอวี่แปดคนถูกส่งไปจัดการเรื่องเบื้องหลังที่พระราชวัง ส่วนเฟิ่งเซียวอยู่จัดการปรับระบบเหล่าทหาร เป็นเช่นที่เขาพูดก่อนหน้านี้ พอมู่หรงป๋อตายเขาก็ไม่ตามไปซักไซ้คนอื่นๆในตระกูลมู่หรง แต่ขับไล่ทั้งหมดออกจากเมืองอวิ๋นเยวี่ย ให้พวกเขาไปตั้งหลักปักฐานในเมืองอื่น


เรื่องภายนอกเฟิ่งจิ่วไม่ได้รับช่วงต่ออีก หลังจากยกธุระให้พวกเขาจัดการ ตัวเองก็เข้าจวนไปก่อน เรื่องคืนนี้ราบรื่นกว่าที่เธอคาดการณ์ไว้ จัดการได้อย่างง่ายดายโดยไม่เสียทหารสักคน


ขณะเธอกำลังสาวก้าวเดินเข้าลานบ้านก็เห็นชายหนุ่มคนนั้นนั่งอยู่ด้านใน เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย


ตอนที่ 484: ช่วงนี้ข้างงดสุรา


“จัดการธุระได้อย่างงดงามยิ่ง” เจ้าตำหนักยมราชรินเหล้า มองนางพลางเอ่ยขึ้น


เฟิ่งจิ่วเดินเข้าไปนั่งลงข้างโต๊ะ “เวลานี้ค่ำแล้ว ท่านไม่กลับไปพักผ่อนหรือ?”


“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าจะรอเจ้ากลับมาดื่มเหล้าด้วย” เขายกแก้วเหล้าในมือขึ้น มุมปากเผยรอยยิ้มหยอกล้อ “เหล้าน่ะ ข้ามีมากพอ”


ได้ยินคำพูดนี้มุมปากเธอก็กระตุก ยิ้มกระอักกระอ่วน “ไม่ต้องหรอก ช่วงนี้ข้างดสุรา” ล้อเล่นรึเปล่า อีกรอบก็ได้หรือ? โดยเฉพาะการดื่มเหล้ากับผู้ชายคนนี้ อันตรายเกินไปแล้ว


“กลัวรึ?” เขาเลิกคิ้วขึ้น นึกไม่ถึงนิดหน่อย


“แหะ ท่านเจ้าตำหนัก คืนนี้ข้าเหนื่อยเหลือเกิน ไม่อย่างนั้นเอาแบบนี้ดีไหม! วันหลังเราค่อยคุยกัน? ท่านดูสิ ยามนี้พ่อข้าเพิ่งรับช่วงต่อแคว้นนี้ เรื่องที่ต้องจัดการมีมากมาย ช่วงนี้ข้าต้องช่วยเขาจัดการเรื่องบางอย่าง ต้องยุ่งมากแน่ๆ ดังนั้นท่านว่า…”


เจ้าตำหนักชำเลืองมองนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำมีแรงดึงดูดเอ่ยว่า “ในเมื่อตอนนี้วิกฤตของจวนตระกูลเฟิ่งผ่านไปแล้ว เจ้าควรจะจัดการเรื่องของเราสองคนเสียทีใช่หรือไม่?”


“หา? เราสองคนมีเรื่องอะไร?” เธอถามอย่างแสร้งโง่


“บิดาเจ้าพอใจข้าอย่างยิ่งในทุกๆด้าน” พูดถึงเรื่องนี้เขาภูมิใจยิ่งนัก เพราะจัดการเรื่องว่าที่พ่อตาได้แล้วอย่างง่ายดาย ตอนนี้ขอแค่นางพยักหน้า เรื่องนี้ก็สำเร็จแล้ว แต่ว่าอยากจะให้หญิงผู้นี้พยักหน้านั้นไม่ง่ายเลย!


“เหอะๆ ใช่รึ? พอใจก็ดี ท่านเป็นผู้มีพระคุณอย่างยิ่งของตระกูลเฟิ่งเรา จะไม่พอใจ ไม่ชอบหน้าท่านได้หรือ?” เธอยิ้มเก้อๆ ไม่ค่อยอยากคุยต่อสักเท่าไหร่แล้ว ดังนั้นจึงลุกยืนขึ้นก่อน


“คืนนี้ข้าง่วงนิดหน่อย เอาแบบนี้ไปก่อนแล้วกัน! ข้าจะไปนอนก่อน พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้าอีก อืม เท่านี้แหละ” เธอโบกๆมือ เท้าก้าวออกไปสองก้าวก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำที่มีแรงดึงดูดน่าเย้ายวนจากด้านหลังดังมา เมื่อได้ยินคำพูดน่าไม่อายจากเขา ฝีเท้าที่ก้าวออกไปสะดุดไปนิดจนแทบจะล้ม


“ข้าต้องอุ่นเตียงให้รึไม่ เรื่องนี้ข้าถนัดนัก”


เขามองนางเดินไปเรือนหลังนั้นราวกับหนีเอาชีวิตรอดโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะปิดประตูดังปัง เห็นเช่นนี้มุมปากจึงยกยิ้มขึ้นมา


แม้ระหว่างสองคนยังมีระยะห่าง แต่ความรู้สึกพิเศษที่ก่อเกิดจากระยะห่างนี้ก็ทำให้เขาสุขใจเสมอมา


ครั้นนึกถึงคำว่า ‘สาวงามแพ้ชายช่างตื๊อ’ ที่ฮุยหลางบอก ดูท่าการตื๊อไม้นี้จะได้ผล แต่สำหรับนางลำพังใช้แค่ลูกไม้นี้เหมือนจะยังไม่มากพอเท่าไหร่ เขาควรจะลองใช้เสน่ห์ชายชาตรีเกี้ยวพานางเสียหน่อยดีหรือไม่?


นึกถึงตรงนี้ ในดวงตาดำลึกล้ำก็มีความกระตือรือร้นอยากรู้อยากลองโลดแล่นขึ้นมา พลันรู้สึกว่าความคิดนี้ไม่เลวเลย


ภายในเรือน เฟิ่งจิ่วรินน้ำดื่ม สองดวงตากลิ้งหมุนมอง คิ้วขมวดเบาๆ คิดว่าเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ใช่ทางออก! เจ้าตำหนักยมราชคนนี้ เธอต้องคิดหาวิธีผลักไสเขาไปถึงจะถูก แต่มีวิธีใดไล่เขาไปได้บ้างเล่า?


หลังจากดื่มน้ำ เธอกลับไม่พักผ่อนบนเตียง แต่แวบกายเข้าห้วงมิติไป…


ในสองสามวันต่อมา ข่าวว่ามู่หรงป๋อสิ้นชีพก็กระจายออกไป พร้อมกับเรื่องที่แคว้นแสงสุริยันเปลี่ยนเป็นราชวงศ์เฟิ่งหวง เฟิ่งเซียวผู้นำตระกูลเฟิ่งกลายเป็นผู้ครองแคว้นคนแรกของราชวงศ์เฟิ่งหวง หนำซ้ำยังเป็นผู้ครองแคว้นที่พลังบรรลุถึงระดับจักรพรรดินักรบ ข่าวแพร่ออกไปจากเมืองอวิ๋นเยวี่ย กระจายไปแต่ละแคว้น แม้กระทั่งพวกแคว้นระดับเก้ารอบๆส่วนหนึ่ง ทุกเรื่องล้วนทำให้ผู้ครองแคว้นเล็กอื่นๆตกตะลึงไม่สิ้นสุด…


ตอนที่ 485: หาตัวไม่พบ


ผู้ครองแคว้นเล็กทั้งหลายพากันส่งคนไปสอบถามความจริงจากข่าว หลังจากรู้แน่ชัดว่าไม่ใช่ข่าวลือ ซ้ำยังได้ยินว่าอีกสามวันให้หลังเป็นวันที่เฟิ่งเซียวจะขึ้นครองราชย์ ต่างก็สั่งให้คนเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ ส่งไปให้ราชวงศ์เฟิ่งหวง


เพราะระยะทางห่างไกล อีกทั้งไม่มีเรือเหาะ จะส่งของขวัญภายในสามวันจึงเป็นไปไม่ได้ พวกเขาส่งคนไปก็เพื่อแสดงน้ำใจเท่านั้น ส่วนการเยี่ยมเยือนแสดงความยินดีแน่นอนว่าต้องเลือกไปวันอื่นแทน


สามวันต่อมาเฟิ่งเซียวขึ้นครองราชย์เป็นผู้ครองแคว้น แทบจะยินดีกันทั่วแคว้น ราษฎรร่วมเฉลิมฉลอง เพราะเดิมเฟิ่งเซียวเป็นทหารผู้ภักดี ซ้ำยังพิทักษ์แคว้นแห่งนี้มาหลายปี ยามนี้เขาขึ้นครองตำแหน่งผู้ครองแคว้น พวกชาวบ้านจึงแซ่ซ้องสรรเสริญเป็นธรรมดา


ภายในเมืองแห่งหนึ่ง มู่หรงอี้เซวียนผู้สวมชุดคลุมสีขาวจันทร์เห็นประกาศราชสำนักที่แปะบนป้ายประกาศ ก็ตกใจเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้


เขาจากไปแล้ว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของพวกเขา และไม่คิดจะไปถามว่าสุดท้ายท่านพ่อเขาเป็นเช่นไร แต่ตลอดทางที่เดินมาสองสามวันนี้ ไม่ว่าที่ไหนๆ ภายใต้การป่าวประกาศจากราชสำนัก ข่าวก็แพร่ไปรวดเร็วยิ่ง แม้เขาไม่ตั้งใจถามยังรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นได้


สำหรับการกระทำของตระกูลเฟิ่ง เขาหาข้อผิดพลาดไม่ได้เลย ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ได้ฆ่าท่านพ่อ หนำซ้ำตายไปคนอื่นๆในตระกูลกลับไม่มีอันตราย ผลลัพธ์เช่นนี้ดีเกินความคาดหมายของเขาแล้ว เขาจะไม่เคียดแค้นที่ตระกูลเฟิ่งช่วงชิงแคว้นของตระกูลมู่หรงไป และบีบให้พ่อเขาต้องตาย


หากไม่ใช่เพราะสิ่งที่พ่อเขาทำในวันนั้น ตระกูลมู่หรงจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร? เรื่องแบบนี้หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นต้องถอนรากถอนโคนตระกูลมู่หรงไม่เหลือแน่ แต่คนตระกูลเฟิ่งกลับไม่ทำ จุดนี้เขาซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง


ราชวงศ์เฟิ่งหวง นี่คือแคว้นราชวงศ์ของตระกูลเฟิ่งแล้ว อันที่จริงเดิมทีควรเป็นของตระกูลพวกเขา หากไม่มีตระกูลเฟิ่งพิทักษ์มาหลายต่อหลายรุ่น แผ่นดินนี้คงถูกควบรวมกับแคว้นเล็กแคว้นอื่นไปนานแล้ว คนตระกูลเฟิ่งทุ่มเทมากมายเพียงนั้น พวกเขาควรค่าที่จะมีทุกอย่างในตอนนี้


“กลายเป็นองค์หญิงราชวงศ์เฟิ่งหวงแล้ว ไม่รู้ว่าจากนี้นางคิดจะทำเช่นไร?” เขาพึมพำเบาๆ ในใจยังคงปล่อยวางนางไม่ได้


อาจเพียงเพราะไม่ได้มา ดังนั้นใจจึงคิดถึงเสมอ


เวลาเดียวกันนี้ ภายในเมืองอวิ๋นเยวี่ย เฟิ่งเซียวย้ายเข้าพระราชวัง ทิ้งจวนตระกูลเฟิ่งเดิมไว้ให้เฟิ่งจิ่ว เปลี่ยนเป็นคฤหาสน์ส่วนตัวของนาง แน่นอนว่าภายในพระราชวังก็มีตำหนักสำหรับนางด้วย แต่เทียบกับพระราชวังแล้ว นางเหมือนจะชอบพำนักอยู่ในจวนมากกว่า


เพราะแบบนี้เอง เฟิ่งเซียวอยากจะพบหน้านางก็ยากอยู่บ้าง ถึงอย่างไรอยากพบลูกสาวหลังจัดการราชกิจเสร็จกลับได้รับแจ้งว่านางไม่อยู่ในวังแทน คิดๆแล้วใจก็หดหู่


เฟิ่งเซียวแตกต่างจากผู้ครองแคว้นอื่นๆ แม้กลายเป็นผู้ครองแคว้นราชวงศ์เฟิ่งหวง แต่วังหลังยังคงว่างเปล่า คิดๆแล้วก่อนหน้านี้ภายในจวนตระกูลเฟิ่งก็ไม่เคยพาผู้หญิงมาสักคน หลังจากกลายเป็นผู้ครองแคว้นจึงไม่น่าจะเลือกผู้หญิงสักกลุ่มเข้าวังหลังเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้น ในใจเขามีเพียงแม่ของลูกสาวมาแต่ไหนแต่ไร…


เจ้าตำหนักยมราชก็เหมือนกับเฟิ่งเซียว หลังจากเฟิ่งเซียวเข้าวัง ตลอดมาก็หาตัวเฟิ่งจิ่วไม่พบ ทุกครั้งที่ไปหานางที่จวนตระกูลเฟิ่ง คนในจวนจะบอกว่านายท่านไปที่วัง พอไปถึงวังเฟิ่งเซียวก็จะบอกว่าลูกสาวตนอยู่ที่จวน


ทำให้เขาที่วิ่งไปมาสองรอบหาคนไม่พบ ถึงขั้นไม่เคยเห็นนางปรากฏตัว หากไม่รู้ว่านางไม่มีทางออกไปในเวลาที่เฟิ่งเซียวยังนั่งบัลลังก์ราชวงศ์เฟิ่งหวงได้ไม่มั่นคง เขาต้องสงสัยจริงๆ ไม่แน่ว่านางแอบหนีไปแล้วหรือไม่?


ส่วนเฟิ่งจิ่ว ไม่มีใครรู้เลยว่าช่วงนี้นางหลบอยู่ในห้วงมิติ…


ตอนที่ 486: ไม่ซ่อนแล้วหรือ?


ช่วงนี้เฟิ่งจิ่วที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด พบว่าวรยุทธ์พลังเร้นลับถึงระดับยอดปรมาจารย์นักรบขั้นสูงสุดก็ข้ามระดับไม่ได้อีกเลย อยากบรรลุถึงระดับบรรพชนนักรบ แต่มักจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่าง เธอไม่ใช้ยาอายุวัฒนะกับตนเอง แต่หลังจากบรรลุขั้นไม่ได้จึงมาปรึกษากับหงส์ไฟน้อย


“ข้ารู้สึกว่าขาดจุดประสานไปหนึ่งอย่าง เจ้าว่าเราหาเวลาออกไปเดินเล่นดีหรือไม่?” แววตาเธอวาววับเล็กน้อย สีหน้ากระฉับกระเฉง คล้ายว่าตัดสินใจเรื่องนี้มานานมากแล้ว


ใช่ เธอไล่เจ้าตำหนักยมราชไปไม่ได้ พาตนเองไปคงได้กระมัง?


หนำซ้ำธุระในมือท่านพ่อก็จัดการไปได้มากแล้ว ขอแค่ไม่มีแคว้นอื่นมาระราน และมีองครักษ์ตระกูลเฟิ่งคอยปกป้อง ตำแหน่งผู้ครองแคว้นจะมั่นคงจนไม่อาจมั่นคงไปกว่านี้อีกแล้ว


“ชายคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดา เจ้าคิดว่าจะหลบพ้นหรือ?” หงส์ไฟน้อยที่บนร่างอ้วนท้วนขาวเนียนสวมเพียงผ้าเตี่ยวเหลือบมองนางอย่างดูแคลน ในปากเคี้ยวโสมที่เฟิ่งจิ่วเก็บมาให้เขา แน่นอนว่าอายุยังห่างไกลสู้โสมพันปีไม่ได้


เขาชอบกินโสม ยังมีของจำพวกผลไม้วิญญาณกับยาทิพย์ที่มีธาตุไฟด้วย แต่ที่นี่มีของพวกนั้นน้อยมาก มีเพียงโสมอายุไม่กี่ร้อยปีที่คลายความอยากของเขาได้


แม้เป็นเช่นนี้ ช่วงนี้ก็ยังเลี้ยงเขาเสียจนขาวอ้วนท้วน แขนขาที่เผยออกมาขาวเนียนราวรากบัว เห็นแล้วชวนให้อยากกัดสักคำ


โดนเด็กน้อยมองเหยียด เฟิ่งจิ่วจึงยิ้มเจื่อนๆ จากนั้นค่อยเชิดคางขึ้นด้วยสีหน้าภูมิใจน้อยๆ “ใครใช้ให้ข้าเสน่ห์แรงจนแม้แต่เจ้าตำหนักยังไม่อาจต้านทานได้เล่า? เฮ้อ อันที่จริงข้าก็ไม่อยากหรอก”


เห็นท่าทางนางเสแสร้งแกล้งทำ หงส์ไฟน้อยกลอกตามอง กอดโสมที่กัดไปครึ่งหนึ่งพลางหันกายไปทันที ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังเจ้าเนื้อที่รัดสายผ้าเตี่ยวไว้กับบั้นท้ายเล็กๆมีเนื้อจ้ำม่ำ


เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วยื่นมือไปสะกิดบั้นท้ายเล็กนั้นอย่างชอบใจ เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมว่า “ทำไมช่วงนี้เจ้าชอบสวมผ้าเตี่ยวตัวเล็ก? ดูสิ บั้นท้ายโผล่ออกมาแล้ว”


“หึ! นกน้อยของคุณชายน้อยไม่โผล่ออกมาก็พอ”


เขาพูดโดยไม่หันหน้ากลับมา พลางโบกๆมือไปทางนางอย่างรังเกียจ “เจ้าอย่าอยู่ในนี้ทั้งวันเป็นเต่าหดหัวในกระดองรบกวนข้าเลย รีบๆออกไปซะ ข้างนอกตามหาเจ้าแทบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินแล้ว”


“เฮ้อ! หลบไม่พ้น งั้นก็ออกไปเถอะ!” เธอถอนใจเบาๆ ลุกยืนขึ้นปัดๆชุดกระโปรงบนตัว ก่อนจะแวบออกจากห้วงมิติ


“คนขี้ขลาด” หงส์ไฟน้อยกระซิบ กัดโสมนั้นหมดแล้วก็ไปพลิกหาตรงจุดที่วางยาทิพย์เรียงไว้


ด้านนอก กลางลานบ้าน เจ้าตำหนักยมราชที่หาตัวนางไม่พบนั่งเฝ้าต้นไม้รอกระต่ายในเขตเรือนนางอยู่ตลอด เมื่อเฟิ่งจิ่วออกจากห้วงมิติ เขาที่ดื่มชาอยู่ในลานบ้านจึงชะงักท่ายกถ้วยช้าเล็กน้อย ดวงตาดำขลับลึกล้ำฉายประกาย มองไปทางเรือนหลังนั้น


เดิมทีไม่มีกลิ่นอายนาง ตอนนี้อยู่ดีๆก็ปรากฏขึ้นทันใด


ยังคิดอยู่ว่าทำไมถึงหาตัวนางไม่พบ ที่แท้นางมีสมบัติห้วงมิติติดตัว มิน่าล่ะ


เมื่อประตูเรือนเปิดออก ร่างนั้นปรากฏตัวตรงประตู ก็มองมาทางเขาพร้อมเผยรอยยิ้มเอาอกเอาใจ “เหอะๆ ท่านเจ้าตำหนัก ทำไมท่านดื่มชาอยู่ในเรือนนี้เล่า? ต้องให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนหรือไม่?”


“ไม่ซ่อนแล้วหรือ?” เขาเลิกคิ้วขึ้น ดวงตาดำล้ำลึกหยุดลงบนร่างนาง มองเสียจนหนังศีรษะนางด้านชา


เฟิ่งจิ่วยิ้มเหยเก ชัดเจนว่าคนอื่นเธออยากปฏิเสธก็ปฏิเสธได้ แม้แต่มู่หรงอี้เซวียนที่เจ้าของร่างเดิมรักมาตั้งหลายปีเพียงนั้น แค่สองสามประโยคนางยังตัดความหวังเขาได้ แต่ทำไมพอเป็นผู้ชายคนนี้เธอถึงไม่กล้าเสียแล้ว?


ตอนที่ 487: ต้องดูอารมณ์ข้า


เพียงกวาดสายตาก็มองปัญหาด้านวรยุทธ์ของนางออก เจ้าตำหนักยมราชไม่สนใจหัวข้อสนทนาก่อนหน้านั้นอีก แต่เอ่ยถามขึ้นมาว่า “วรยุทธ์เจ้าถึงคอขวดแล้วล่ะสิ?”


ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วดวงตาเป็นประกาย รีบนั่งลงตรงข้ามเขา “ใช่ วรยุทธ์พลังเร้นลับข้าอยู่ระดับยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด แต่ช่วงนี้ฝึกบำเพ็ญมาตลอดกลับบรรลุไม่ได้ ข้ารู้สึกว่าอาจจะขาดจุดประสานไปอย่างหนึ่ง กำลังคิดว่าจะลองออกไปเดินหน่อยดีหรือไม่”


เจ้าตำหนักได้ฟังก็ชายตามองนางนิ่งๆ “จะสลัดข้าทิ้งแล้วออกไปซ่อนตัวกบดาน?”


“แหะๆ ที่ไหนกันเล่า ข้ากำลังอยากถามท่านหน่อยว่าจะไปด้วยกันหรือไม่?” ความคิดถูกมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เธอจึงยิ้มเจื่อนพลางรีบพูดแก้


“หึ! อยากเชิญข้าไปร่วมทาง ต้องดูๆหน่อยว่าข้ามีอารมณ์หรือไม่” เจ้าตำหนักแค่นเสียงเย็น ชัดเจนว่าในใจแสนเป็นสุข แต่กลับยังวางท่าอย่างหยิ่งยโส


“อย่างนี้เอง! ไม่เป็นไร ข้าไปเองก็ได้” ดวงตาเธออมยิ้ม มองเขาด้วยอาการเริงร่า


ได้ยินเช่นนี้และได้เห็นท่าทางระรื่นของนาง เจ้าตำหนักก็ถลึงตามอง “ใครบอกว่าข้าไม่ไป? เจ้าอย่าคิดจะทิ้งข้าไว้เชียว!”


มุมปากเธอกระตุกนิดๆ เจ้าผู้ชายจองหองแต่ไม่สำรวมนี่! ทำไมเขาไม่สำรวมต่ออีกสักหน่อยเล่า?


“อะแฮ่ม!”


มือข้างหนึ่งเจ้าตำหนักกำหมัดแตะริมฝีปากพลางกระแอมเบาๆ มองนางแล้วพูดต่อไปว่า “ฝึกบำเพ็ญไม่อาจสำเร็จในชั่วพริบตา ช่วงสองสามเดือนนี้วรยุทธ์เจ้าก้าวหน้ารวดเร็ว เป็นความเร็วในการฝึกบำเพ็ญที่คนมากมายไม่อาจเทียบ แต่จะฝึกบำเพ็ญเช่นนี้ไม่ได้ ทุกระดับล้วนต้องวางรากฐานให้มั่นคง มิเช่นนั้นวรยุทธ์ยิ่งสูง เจ้าจะยิ่งล้มเหลวได้ง่าย”


“ในเมื่อตอนนี้เจ้าพบจุดคอขวด ก็อาศัยโอกาสนี้ตามข้าออกไปฝึกฝนวิชา อย่าเพิ่งพุ่งชนอุปสรรคและพยายามบรรลุขั้นตอนนี้ มิเช่นนั้นจะไม่มีประโยชน์ต่อวรยุทธ์เจ้าในภายหน้า พวกยาอายุวัฒนะสำหรับบรรลุขั้นก็อย่ากิน วรยุทธ์ที่ใช้ยาผลักดันนั้นใช้ไม่ได้ กินยาอายุวัฒนะบ่อยๆ ทำให้เมื่อเจ้ายิ่งถึงวรยุทธ์ขั้นสุดท้ายก็จะยิ่งบรรลุไปได้ยาก”


ได้ยินแล้วเฟิ่งจิ่วก็พยักหน้าอย่างยากจะจริงจัง “อืม ข้ารู้แล้ว” จากนั้นจ้องเขาด้วยสีหน้าประหลาด ถามว่า “ท่านเจ้าตำหนัก ท่านว่างเพียงนั้นจริงเชียว? ไม่ต้องกลับไปบ้านท่านหรือ?”


มุมปากเจ้าตำหนักยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ไม่อาจสังเกตพบ มองนางแวบหนึ่งแล้วจึงถาม “ทำไม? เจ้าอยากถามถึงพื้นเพตระกูลข้าหรือ อยากถามก็ถามสิ ทำไมต้องพูดจาอ้อมค้อม หากเจ้าถามข้าจะบอกเจ้าแน่.นอน”


“ฮิๆ ไม่ต้องหรอก ข้าแค่ลองพูด ลองพูดเท่านั้น” เธอถอยห่างทันที ไม่อยากรู้ที่มาที่ไปหรือพื้นเพตระกูลเขาอีก รู้มากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อเธอ


เห็นนางพลันถอยกลับไปราวกับเต่าหดหัวเข้ากระดอง เจ้าตำหนักมองนางตาเขียวอย่างไม่ได้ดั่งใจ ผู้หญิงขี้ขลาดนี่! เขาพูดชัดเจนถึงเพียงนี้นางยังทำไขสืออีก!


แต่ไม่ต้องรีบร้อน เขามีเวลาพอมากจะใช้กับนางอย่างช้าๆ อย่างไรท้ายที่สุดนางก็จะเป็นผู้หญิงของเขาเท่านั้น


นึกถึงตรงนี้ จู่ๆอารมณ์ก็ดีขึ้นมา รอยยิ้มตรงมุมปากยกขึ้นเบาๆจากหัวใจ ใบหน้าหล่อเหลาองอาจปกติมักเย็นชาแข็งกร้าว ยามนี้ใบหน้าเย็นชาอ่อนโยนขึ้นเพราะรอยยิ้มที่ผุดมาจากใจ ท่าทางนุ่มนวลที่แสดงออกมาโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เฟิ่งจิ่วอึ้งมองอย่างอดไม่ได้…


เมื่อเจ้าตำหนักคืนสติกลับมา และเห็นเฟิ่งจิ่วจ้องมองเขาตรงๆด้วยสองตาเป็นประกาย รอยยิ้มตรงริมฝีปากก็หุบลง รอยยิ้มนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย กลับมามีท่าทางเย็นชาเอาแต่ใจ เฟิ่งจิ่วเห็นแล้วมุมปากกระตุก


ตอนที่ 488: ข้าจะตามเจ้าไปทุกเมื่อ


“ทำไม คิดว่าข้า.งดงามน่ากินอีกแล้วหรือ?” เจ้าตำหนักยมราชชายตามองเฟิ่งจิ่ว กล่าวอย่างเย็นชา “จะกินข้าไม่ง่ายนักหรอก หากกินแล้วไม่ยอมจ่ายหนี้ละก็ หึๆ!”


“แหะๆ จะกล้าได้ยังไง?” เธอยิ้มกระอักกระอ่วน เก็บท่าทางตะกละตะกลามทันใด แล้ววางสีหน้าจริงจัง “ท่านเจ้าตำหนัก เช่นนั้นท่านว่าพวกเราควรออกเดินทางเมื่อไหร่?”


เห็นนางทำสีหน้าจริงจังอย่างเสแสร้ง เขาแค่นเสียงเบาๆ “จะปล่อยพ่อเจ้าไว้ที่นี่ได้หรือ ขอแค่เจ้าปล่อยวางได้ ข้าตามเจ้าไปได้ทุกเมื่อ”


ได้ยินเช่นนี้แล้ว เฟิ่งจิ่วแอบๆกลอกตา ตามเธอไปเมื่อไหร่ก็ได้? พูดเสียจนเหมือนตามอะไรไป กระนั้นใบหน้านางก็ยังคงมีรอยยิ้มเอาใจ บอกว่า “ปล่อยวางได้ ปล่อยวางได้ ท่านพ่อทางนี้ข้าทิ้งผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสี่คนไว้ให้เขา อีกทั้งยังมีองครักษ์คอยปกป้อง คาดว่าแคว้นเล็กแคว้นอื่นคงไม่กล้ามารุกราน หากแคว้นเล็กอื่นๆไม่กล้า คนจากกลุ่มอำนาจทุกฝ่ายในราชวงศ์เฟิ่งหวงยิ่งไม่กล้า ก็ไม่มีเรื่องนั้นแล้ว”


“อีกอย่าง ข้ารู้ฝีมือความสามารถท่านพ่อดี ด้วยอำนาจและความารถในการจัดการ เขาจะดูแลราชวงศ์เฟิ่งหวงนี้ได้แน่.นอน โดยเฉพาะเมื่อพวกเราเดิมทีก็เกิดและโตที่นี่ คุ้นเคยเสียจนไม่อาจคุ้นเคยได้อีก ไม่มีอะไรไม่น่าวางใจ”


นี่คือสิ่งที่เธอเคยไตร่ตรองมาหลายครั้ง ท่านพ่อจะปลอดภัยมากที่นี่ และได้แสดงความสามารถเต็มที่ ต่อให้เธอไปสักปีหรือครึ่งปีก็สบายมาก


เห็นเช่นนี้ เจ้าตำหนักยมราชมองนางแวบหนึ่ง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จะไปตอนนี้เลย?”


“ไม่จำเป็นต้องรีบถึงเพียงนั้น ยังไงก็ต้องเตรียมการสักพัก!” เธอคิดๆแล้วจึงบอกว่า “สามวัน สามวันให้หลังค่อยไป ข้ายังต้องเข้าวังไปบอกท่านพ่อเรื่องนี้เสียหน่อย”


“เข้าวัง? ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า” พูดจบเขาก็ปัดชุดคลุมพลางลุกยืนขึ้น


เธอมองเขาเมื่อได้ยินเช่นนี้ ถามว่า “ข้าเข้าวังไปบอกลาท่านพ่อ ท่านจะตามไปด้วยทำไม? คงไม่กลัวข้าแอบหนีไปอีกหรอกนะ?”


“แค่ก!”


เจ้าตำหนักกระแอมไอ ในใจกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่ใบหน้าไม่แสดงออกสักนิด แววตาลึกล้ำเคลื่อนจากใบหน้านางไปมองอีกด้าน กล่าวเบาๆว่า “ข้าต้องไปบอกลาเช่นกัน ถึงอย่างไรก็เป็นผู้อาวุโสกว่า”


“ก็ได้! งั้นไปด้วยกัน” เสียงชะงักไป เธอลังเลพักหนึ่ง ก่อนจะมองเขาพลางบอกอีกว่า “แต่ไปหาพ่อข้าแล้ว ท่านอย่าพูดจาซี้ซั้วล่ะ!”


“พูดจาซี้ซั้วอะไร?” ทีแรกเขาไม่เข้าใจจึงเพ่งมองนาง แต่เมื่อเห็นท่าทางนางเล่นหูเล่นตาก็รู้ในทันที


มุมปากเขากระตุก มองท้องฟ้าอย่างหมดคำพูด ผู้หญิงคนนี้กลัวว่าเขาจะพูดเรื่องคืนนั้นที่นางเมาเละเทะหรือ?


“อืม เจ้าเตือนข้าพอดีเลย หากพ่อเจ้ารู้ว่าเราสองคนไปถึงขั้นนั้นแล้ว จะยิ่งวางใจให้เจ้าติดตามข้างกายข้าแน่” เขาเอ่ยอย่างจริงจัง ในดวงตาดำขลับลึกล้ำกลับมีรอยยิ้มแวบผ่าน มุมปากยังยกมุมโค้งเล็กน้อยอย่างที่ไม่อาจสังเกต


เห็นเขาเอามือไพล่หลังสาวก้าวเดินออกไป เฟิ่งจิ่วก็ตกใจ รีบร้อนวิ่งตามไป “ท่านเจ้าตำหนัก ข้าเห็นว่าช่วงนี้ท่านผู้อาวุโสทั้งหล่อ เสน่ห์ความเป็นชายมากล้น…”


“ผู้อาวุโส?”


“แหะๆ พูดผิดไป ท่านนับเป็นผู้อาวุโสไม่ได้ อย่างมากก็เป็นเสน่ห์ชายชาตรีระดับท่านอา”


“ท่านอา?” เจ้าตำหนักแค่นเสียงหยัน “ปีนี้ข้าเพิ่งอายุยี่สิบห้า มากกว่าเจ้าเก้าปีเท่านั้น”


“อืม… เช่นนั้นเรียกพี่ใหญ่?” เธอถามอย่างระมัดระวัง


เจ้าตำหนักชายตามองนาง กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ทำไมตอนเจ้าทั้งลูบทั้งกอดข้าถึงไม่เรียกพี่ใหญ่บ้าง?”


ตอนที่ 489: คนที่ถูกลืม


เฟิ่งจิ่วมึนงงไปทันที คนคนนี้ชอบจับประเด็นเรื่องนี้ไม่ปล่อยเลย? แม้คืนนั้นเธอจะลวนลามเขาไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้จู่โจมเขาไม่ใช่หรือ? อีกอย่าง ใครกันบอกว่าเหล้านั้นฤทธิ์แรงมาก จากนั้นหลังได้ยินนางบอกว่าจะไม่ทำอะไรรุ่มร่ามยังเสริมอีกว่ามีเหล้ามากพอ?


ชัดเจนว่าเขามีเจตนามิดีมิร้าย โดนเธอเอารัดเอาเปรียบกลับไม่ว่าอะไร


เอ่อ อันที่จริงเธอคิดว่าหากคืนนั้นตนไม่อาเจียนใส่เขา เดาว่าคนที่โดนเอาเปรียบคงกลายเป็นเธอเองจริงๆ


ดังนั้นภายหลังมาคิดๆดูแล้วเธอถึงสบายใจได้ ใครใช้ให้เขาคิดมิดีมิร้ายก่อนเล่า?


ยามออกจากเรือน ฮุยหลางกับอิ่งอีก็ตามหลังพวกเขาสองคนไป ส่วนเหลิ่งซวงที่รู้ว่าเฟิ่งจิ่วจะเข้าวังก็ล่วงหน้าไปเตรียมรถม้า ถึงอย่างไรจากที่นี่ไปพระราชวังยังห่างกันหนึ่งช่วงถนน แน่นอนว่าเดินเข้าไปไม่ได้


ทว่าเพิ่งออกจากประตูใหญ่จวน ก็เห็นกวนสีหลิ่นเดินมารับหน้า


“เสี่ยวจิ่ว? ข้ากำลังจะไปหาเจ้าพอดีเลย!” เมื่อเห็นนางกวนสีหลิ่นก็ฉีกยิ้มกว้าง เห็นเจ้าตำหนักยมราชอยู่ข้างๆ จึงประสานมือคารวะและเอ่ยปากทักทาย


“พี่สีหลิ่น ตอนนี้ท่านควรอยู่ตลาดมืดไม่ใช่หรือ? มาได้ยังไง?” เธอถามพลางเดินไปหาเขา


“อืม ข้ามีเรื่องต้องบอกเจ้า ตอนนี้เจ้ามีเวลาหรือไม่?” สายตาเขาหันมองเฟิ่งจิ่วกับเจ้าตำหนัก สองคนนี้คงไม่ได้นัดกันออกไปเดินเล่นกระมัง?


“ข้ากำลังจะเข้าวัง มีเรื่องต้องบอกกับท่านพ่อ ท่านจะไปด้วยกันหรือไม่? พวกเราจะได้คุยกันระหว่างทาง” เธอส่งสัญญาณไปทางรถม้าข้างๆกัน


กวนสีหลิ่นที่กำลังจะพยักหน้าหางตาเหลือบเห็นสายตาของเจ้าตำหนักที่กวาดมองมา แล้วมองรถม้าคันนั้นอีกที จากนั้นยิ้มเหยเกโดยพลัน “เช่นนี้เอง! ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย! อืม ข้าขี่ม้าไปก็ได้ พวกเจ้าสองคนนั่งรถม้าไปเถอะ!”


“รถม้าคันนี้กว้างมาก นั่งสามคนได้ไม่เป็น…” ขณะกำลังพูดก็ถูกตัดบท


“สายแล้ว เดินไปคุยไปเถอะ!” ระหว่างพูด เจ้าตำหนักยมราชก็สาวเท้าเหยียบขึ้นรถม้า เข้าไปเสียเอง


กวนสีหลิ่นเห็นเช่นนี้เลยรีบร้อนบอก “เสี่ยวจิ่ว เจ้าขึ้นรถม้าไปเถอะ พวกเราไปคุยในวังก็ได้เหมือนกัน” แรงกดดันจากเจ้าตำหนักคนนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนปกติจะรับไหว หากเขากล้านั่งรถม้าคันเดียวกับพวกเขา เดาว่าคงหนาวตายระหว่างทางเพราะไอเย็นจากร่างเจ้าตำหนัก


“ก็ได้! ถึงวังแล้วค่อยคุยกัน” เธอยิ้มๆ ไม่ฝืนบังคับเขา จากนั้นถึงจะขึ้นรถม้าไป


เหลิ่งซวงคุมรถ ฮุยหลางกับอิ่งอีตามอยู่ซ้ายขวา ส่วนกวนสีหลิ่นสั่งในจวนจูงม้าออกมาตัวหนึ่ง แล้วตามพวกเขาไปยังพระราชวัง


เวลานี้ที่พระราชวัง ภายในตำหนักที่เฟิ่งเซียวอยู่ หลังจัดการราชกิจเสร็จก็นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ เขาในเวลานี้ไร้ซึ่งความสง่างามเด็ดเดี่ยวเช่นตอนปกติ


ในมือเขาถือปิ่นหยกขาวประดับอัญมณีสีม่วง เขาใช้ปลายนิ้วแตะปิ่นหยกขาวประดับอัญมณีสีม่วงอันนั้นเบาๆ ราวกับสัมผัสคนรักอย่างเบามือ ยามนี้ในดวงตาเขามีความคิดถึง อ่อนโยน และเจ็บปวดที่ปกติไม่เคยเผยให้เห็นปรากฏขึ้น…


“หวั่นหรง ลูกสาวเราโตขึ้นแล้ว เจ้ารู้ไหม นางโดดเด่นมากจริงๆ หากเจ้าอยู่ข้างกายพวกเราได้คงดีมาก…”


เขากระซิบเบาๆ เสียงสะอื้นเล็กน้อย ชายชาตรีจะไม่เสียน้ำตาโดยง่าย แต่เวลานี้เบ้าตาเขากลับมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ


หลายปีเพียงนี้แล้ว ความทรงจำที่ไม่ควรถูกลืมโดนฝุ่นเกาะ คนในดวงใจที่ไม่ควรลืมเลือนกลับไม่ได้นึกถึงมานานหลายปี ในใจมีทั้งความละอาย เจ็บปวด และมีความอาลัยอาวรณ์ที่เปี่ยมล้น


หากนางอยู่ข้างกายเขาจะดีแค่สักไหนกัน?


ตอนที่ 490: แม่ของเฟิ่งจิ่ว


“ท่านพ่อ ลูกมาแล้วเจ้าค่ะ”


ด้านนอกมีเสียงเฟิ่งจิ่วดังมา เฟิ่งเซียวหน้าโต๊ะหนังสือได้ยินก็รีบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดๆหางตา จัดการอารมณ์เสร็จถึงจะเงยหน้ามองไป และเห็นลูกสาวเขาเข้ามาแล้ว


“ท่านพ่อ? ท่านเป็นอะไรเจ้าคะ” เฟิ่งจิ่วที่มายังเบื้องหน้าเขาเห็นรอบดวงตาเขาแดงเล็กน้อย จึง.อดไม่ได้ที่จะตะลึงไปบ้าง เห็นในมือเขาถือปิ่นหยกขาวประดับอัญมณีสีม่วง แววตาจึงสั่นไหว


“ไม่เป็นอะไรหรอก” เขาส่ายหน้า ไม่อยากพูดอะไรมาก


“ไม่เป็นอะไร? เช่นนั้นนี่อะไรเจ้าคะ?” เธอยื่นมือแย่งปิ่นหยกขาวประดับอัญมณีสีม่วงอันนั้นมาจากมือเขา ถามอย่างยิ้มแย้มพลางมองพ่อที่สีหน้าคร่ำเครียด


“เสี่ยวจิ่ว ระวังหน่อย อย่าทำตกแตกล่ะ” เขารีบร้อนลุกยืนขึ้น กลัวว่านางจะทำปิ่นอันนั้นตกแตกโดยไม่ระวัง


เฟิ่งจิ่วเห็นท่าทางเขาเคร่งเครียด ก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ท่านพ่อ นี่เป็นของท่านแม่หรือ? ท่านแอบคิดถึงท่านแม่อยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?” สิ้นเสียง เธอคล้ายจะพบว่าตนไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่เลย แม้แต่ภายในจวน ตลอดมายังไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน


“เฮ้อ!” เฟิ่งเซียวถอนหายใจแล้วนั่งลง


เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วจึงหุบยิ้มลง ยกเก้าอี้มานั่งลงข้างกายเขา ก่อนจะยื่นปิ่นหยกขาวประดับอัญมณีสีม่วงในมือคืนให้ “ท่านพ่อ เล่าเรื่องท่านแม่ให้ลูกฟังหน่อยสิเจ้าคะ! นางยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า? ลูกอายุสิบหกแล้ว ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยได้ยินพวกท่านเอ่ยถึงท่านแม่เลย ท่านเล่าเรื่องนางให้ฟังหน่อยเถอะ!”


ทำให้พ่อเธอไม่แต่งงานอีกเลยตั้งหลายปีเพียงนี้ และข้างกายยังไม่มีผู้หญิงสักคน เขาต้องรักนางมากแน่ แต่ไม่รู้ว่าแม่เป็นผู้หญิงแบบไหน? ถึงทำให้ชายแกร่งผู้ซื่อสัตย์เถรตรงแอบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ถือของเก่าที่เห็นแล้วนึกถึงนางพลางรู้สึกหดหู่ใจ


เฟิ่งเซียวรับปิ่นหยกขาวประดับอัญมณีสีม่วงนั้นมา บอกว่า “ปิ่นหยกขาวผลึกม่วงอันนี้เป็นของแม่เจ้าจริงๆ นอกจากนางจะทิ้งเจ้าไว้ให้พ่อ ก็มีเพียงปิ่นปักผมชิ้นนี้เอง”


“ในเมื่อท่านพ่อรักท่านแม่มาก ทำไมหลายปีมานี้ไม่เคยได้ยินท่านเอ่ยถึงนางเลย? ท่านแม่ล่ะ? นางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่เจ้าคะ?” เธอถามอีกครั้ง


เฟิ่งเซียวมองปิ่นปักผมในมือ เอ่ยอย่างแผ่วเบาว่า “ไม่ใช่ว่าพ่อไม่อยากเอ่ยถึง แต่ก่อนหน้านี้พ่อลืมนางไป ไม่รู้ว่านางเป็นใคร อยู่ไหน และเป็นคนที่ใดด้วย รู้เพียงว่าในใจพ่อมีผู้หญิงคนเดียว ผู้หญิงที่พยายามนึกถึงมาตลอดแต่กลับจำนางไม่ได้”


“หา? เป็นไปได้ยังไงเจ้าคะ?” เธอตกใจเล็กน้อย จำไม่ได้? จะเป็นไปได้ยังไง?


“อืม จำไม่ได้ หลังฟื้นจากตอนที่ถูกมู่หรงป๋อลอบโจมตีครั้งนั้นถึงจะจำทุกอย่างเกี่ยวกับแม่เจ้าได้ แม่เจ้าเป็นหญิงงามอ่อนโยนที่จิตใจดีมีเมตตา นางเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่งามที่สุดเท่าที่พ่อเคยเห็น แต่นึกไม่ถึงว่าต้องหลายปีเพียงนี้ถึงจะจำนางได้ พ่อสมควรตายจริงๆ…”


เห็นพ่อมีสีหน้าโทษตนเอง รู้สึกผิด และเจ็บปวดใจ แววตาเธอหม่นลงเล็กน้อย ถามไปว่า “มีใครทำอะไรท่านพ่อหรือ?” ทำไปทำไมกัน? หรือว่าฐานะท่านแม่ไม่ธรรมดา?


“แม่เจ้าอยู่ด้วยกันกับพ่อ โดยที่ตระกูลกับพ่อของนางไม่อนุญาต ทุกคนต่างคัดค้าน เพราะนางโดดเด่นและงดงามเช่นนั้น แต่พ่อเป็นเพียงนักรบคนหนึ่ง พ่อไม่คู่ควรกับนางเลย ทว่านางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นางละทิ้งทุกสิ่งเพียงเพื่ออยู่ด้วยกันกับพ่อ แม้ว่าพ่อไม่อาจจัดงานแต่งที่ดีพอให้นางได้ก็ตาม”


เฟิ่งเซียวพูดพึมพำ สายตาหยุดลงบนปิ่นหยกขาวประดับอัญมณีสีม่วงในมือ ห้วงความคิดหวนนึกถึงภาพต่างๆในปีนั้น…


ตอนที่ 491: ชาติกำเนิดไม่ธรรมดา


“แม่เจ้ามีนามว่าซั่งกวนหวั่นหรง พ่อพบนางตอนออกไปฝึกวิชา ตอนนั้นพ่อรับภารกิจทหารรับจ้างจึงได้พบนางที่มาเก็บยา คนที่ติดตามนางถูกสังหารไป ส่วนตัวเองยังได้รับบาดเจ็บสาหัส พ่อพานางไปซ่อนตัวจากคนพวกนั้นที่ตามลอบฆ่า เจ้าไม่รู้หรอก! แม่เจ้าเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ และเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่มีพรสวรรค์มากล้น…”


เฟิ่งจิ่วฟังอยู่เงียบๆ ฟังพ่อเล่าถึงอดีตที่ได้พบเจอ รู้จัก และรักกับแม่อย่างละเอียด ฟังเขาเล่าถึงอุปสรรคที่ทั้งสองประสบพบเจอในช่วงเวลานั้น เล่าว่าระหว่างทางที่แม่อุ้มท้องเธอ ขณะกำลังตามเขากลับแคว้นแสงสุริยันก็ถูกตระกูลนางหาตัวพบ


“ถูกคนจากตระกูลท่านแม่กีดกัน? แล้วหลังจากนั้นล่ะเจ้าคะ?” เธอหวั่นใจเล็กน้อย ฟังจากความทรงจำของพ่อเธอราวกับเห็นภาพสุดระทึกตอนนั้นได้


ตระกูลสูงศักดิ์ คุณหนูใหญ่ที่กำลังหนีออกจากบ้าน หนำซ้ำยังเป็นคุณหนูใหญ่ที่ตั้งครรภ์ลูกสาวทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ในตระกูล ถูกตระกูลและพ่อนางไล่ตามจนทัน ผลที่ตามมานั้น เธอไม่กล้าจินตนาการจริงๆ


“พ่อนางต้องการฆ่าพ่อ และยังต้องการฆ่าเจ้าที่ใกล้จะเกิด นางจึงใช้ความตายข่มขู่ บอกว่าหากพ่อกับลูกใครมีอันเป็นไป นางจะไม่ใช้ชีวิตอย่างเดียวดายแน่นอน จากนั้นพ่อนางถึงยอมถอยหนึ่งก้าว ให้นางคลอดลูกและให้พ่อพาลูกจากไปโดยไม่อนุญาตให้พบหน้านางอีกตลอดกาล ส่วนนางโดนจับกลับไป ที่พ่อจำไม่ได้เป็นจึงเพราะพ่อนางปิดผนึกความทรงจำเอาไว้ ปิดผนึกความทรงจำทั้งหมดที่เกี่ยวกับนาง ครั้งนั้นถึงค่อยคลายออกเพราะความผิดพลาด”


“แม้หลายปีนี้พ่อจะจำแม่และเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับนางไม่ได้ แต่ในใจพ่อรู้มาตลอด ในใจมีคนคนหนึ่ง คนที่ไม่ควรลืมแต่กลับถูกลืม หากความผิดพลาดครั้งนั้นไม่ทำลายผนึกที่ปิดไว้ พ่อก็ไม่รู้จริงๆว่านางจะถูกพ่อลืม ไม่ถูกนึกถึงไปตลอดเลยหรือไม่”


เล่าถึงตรงนี้ เสียงเขาสั่นเครือเล็กน้อย คิดจนตายก็จำไม่ได้ว่าคนที่เขารักเป็นใคร จำทุกอย่างเกี่ยวกับนางไม่ได้ หัวใจยิ่งสั่นสะท้านอย่างไม่อาจห้าม…


แววตาหม่นหมองของเฟิ่งจิ่วสั่นไหวเล็กน้อย เอ่ยถามว่า “ท่านพ่อ ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลย ท่านแม่เป็นคนแคว้นใด?”


“นางเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลซั่งกวนแห่งแคว้นสวรรค์บันดาล แคว้นรุ่งเรืองระดับหนึ่งในแดนตะวันออก”


กล่าวจบเฟิ่งเซียวมองนาง เอ่ยด้วยท่าทีเคร่งขรึมจริงจัง “เสี่ยวจิ่ว พ่อรู้ว่าลูกโดดเด่นยิ่งนัก แต่แคว้นรุ่งเรืองระดับหนึ่งเช่นนั้น สำหรับแคว้นเล็กระดับเก้าอย่างเรายังสูงเกินจะอาจเอื้อม ผู้แข็งแกร่งที่นั่นมีมากดั่งป่าไม้ แม้เป็นตระกูลเล็กๆจากแคว้นรุ่งเรืองระดับหนึ่ง ความสามารถเราในตอนนี้ก็ไม่มีทางสู้ได้ ลูกต้องรู้ไว้ว่าในแดนตะวันออกมีแคว้นเล็กระดับเก้านับพัน แต่แคว้นรุ่งเรืองระดับหนึ่งทั่วแดนตะวันออกยังมีแค่สิบ ความแข็งแกร่งนั้นแม้แต่แคว้นเหินเวหาแคว้นระดับหกร้อยแคว้นยังเทียบไม่ได้เลย”


“ลูกต้องรับปากพ่อ เก็บซ่อนเรื่องนี้ไว้ในใจ ลูกรู้ว่าแม่คือซั่งกวนหวั่นหรง นางมาจากไหน และยังมีชีวิตอยู่ก็พอ หากคนตระกูลนางรู้ว่าผนึกที่ปิดไว้ถูกทำลายจนพ่อจำเรื่องทั้งหมดได้ สิ่งที่รอเราอยู่เกรงว่าจะเป็นการสังหารโดยไม่ลังเลสักนิด เพราะพวกเขาไม่ยอมให้คนจากแคว้นเล็กระดับเก้าอย่างเราไปทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาตระกูลสูงศักดิ์แห่งแคว้นรุ่งเรืองต้องแปดเปื้อน ไม่ยอมให้ใครรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคุณหนูใหญ่ตระกูลซั่งกวนกับเรา และยิ่งไม่ยอมให้คนตระกูลพวกเขามาเกลือกกลั้วสัมพันธ์กับเราด้วย”


ได้ยินคำพูดนี้ หัวใจเฟิ่งจิ่วสั่นไหวเล็กน้อย เห็นเขากังวลใจจึงเผยรอยยิ้มออกมา “ท่านพ่อโปรดวางใจ ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ”


ตอนที่ 492: พาใครไปด้วย?


ใช่ เฟิ่งจิ่วรู้แล้ว รู้ว่าต้องทำอย่างไร รู้ว่าแม่บังเกิดเกล้ายังมีชีวิตอยู่ และรู้ว่านางเป็นคนอย่างไร เช่นนั้นเธอจึงรู้ว่าควรทำอย่างไรแล้ว


ในดวงตายิ้มแย้มของมีประกายจางวาบผ่าน ปลอบโยนพ่อเธอด้วยรอยยิ้ม แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา บอกว่า “ท่านพ่อ อันที่จริงลูกเข้ามาวันนี้เพราะมีเรื่องต้องบอกท่านพ่อเจ้าค่ะ”


เฟิ่งเซียวจัดการอารมณ์ ถามว่า “เรื่องอะไรรึ?”


“ช่วงนี้วรยุทธ์ลูกถึงจุดคอขวด ตลอดมาไม่อาจบรรลุได้ ภายหลังหลิงโม่หานบอกว่าช่วงนี้ลูกไม่ต้องรีบบรรลุขั้นวรยุทธ์ และบอกว่าสิ่งที่ลูกขาดคือจุดประสาน ดังนั้นจึงต้องออกไปฝึกฝนวิชา เขาว่าจะไปด้วยกันกับลูก จะได้คอยชี้แนะอยู่ข้างๆ เช่นนั้นวันนี้พวกเราจึงเข้ามาบอกเรื่องนี้กับท่านเจ้าค่ะ”


เสียงเธอชะงักไป แล้วนึกอะไรบางอย่างได้ “โอ้ จริงสิ ตอนพวกเราออกมายังพบพี่สีหลิ่นด้วย ระหว่างทางเขาบอกลูกว่าตอนนี้ตลาดมืดให้โอกาสเขาออกไปได้แล้ว มีกลุ่มทหารรับจ้างให้เขาไปเข้าร่วม เขาคิดว่าไม่ช้าก็เร็วต้องไปจากที่นี่ จึงจะออกไปฝึกฝนวิชาก่อน ถึงเวลาค่อยอาศัยพละกำลังเข้าไปฝึกบำเพ็ญในสำนักศึกษาเจ้าค่ะ”


ได้ยินเช่นนี้แล้วเฟิ่งเซียวพยักหน้า “นี่เป็นเรื่องดี พรสวรรค์ของสีหลิ่นไม่ได้ด้อย ขอแค่แสดงฝีมือดีๆ ความสำเร็จในอนาคตต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ มีโอกาสเข้าร่วมกลุ่มทหารรับจ้างเช่นนี้ไม่เลวเลย พ่อเห็นด้วย แต่ลูกกับโม่หาน…”


เขามองนาง เห็นท่าทางนางไม่คิดอะไรมากนัก จึงถอนใจอย่างอดไม่ได้ “ลูกคิดว่ายังไง? พ่อว่าเขาไม่เลวเลยจริงๆ ไม่ว่าความสามารถหรือบุคลิกล้วนโดดเด่นเป็นที่สุด สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือพ่อมองออกว่าเขาจริงใจกับลูก”


“ท่านพ่อ เรื่องลูกท่านไม่ต้องกังวล ลูกจะตัดสินใจเองเจ้าค่ะ” เธอกอดแขนเขาพลางเขย่าเบาๆ ร่างกายเอนพิงไหล่ บอกว่า “ท่านพ่อ ลูกไปครั้งนี้ไม่รู้ว่านานแค่ไหนจะกลับมา แต่ท่านไม่ต้องเป็นห่วงไป ลูกจะดูแลตัวเองดีๆ หากมีโอกาสจะถามหาข่าวคราวท่านปู่เสียหน่อย ดังนั้นท่านก็ไม่ต้องกังวลเรื่องท่านปู่ ขอแค่มีข่าวลูกจะส่งกลับมา ลูกไม่อยู่ข้างกาย ท่านต้องดูแลตัวเองดีๆ รอพวกเรากลับมานะเจ้าคะ”


ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งเซียวเผยรอยยิ้มปลาบปลื้มออกมา ตบมือนางเบาๆ และกล่าวว่า “ดีๆๆ พ่อรู้แล้ว เจ้าอยู่ข้างนอกดูแลตัวเองดีๆก็พอ พ่อจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเจ้า”


“ลูกทิ้งผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่ไว้ให้ท่านเรียกใช้ นอกจากนั้นข้ายังกำชับองครักษ์อย่างดี พวกหลัวอวี่ก็อยู่ด้วย ท่านพ่อมีเรื่องอะไรใช้พวกเขาไปทำได้ ลูกจะพาเหลิ่งซวงไป ส่วนเหลิ่งหวาให้อยู่นี่คอยดูแลท่านแล้วกัน!”


“ไม่พาพวกหลัวอวี่ไป?” เขาแปลกใจนิดหน่อย นึกว่านางจะพาพวกหลัวอวี่ไปฝึกวิชาด้วยกัน


เธอบอกอย่างยิ้มแย้มว่า “ให้พวกเขาอยู่ที่นี่แหละ พวกเขาคุ้นเคยกับการควบคุมองครักษ์ หนำซ้ำพาพวกเขาแปดคนไปจะวุ่นวายเกิน”


“เจ้านี่นะ!”


เฟิ่งเซียวส่ายหน้าอย่างจนปัญญา แววตารักใคร่หยุดลงบนร่างนาง กล่าวยิ้มๆว่า “ไม่พาพวกเขาไปก็ได้ แต่พาเด็กเหลิ่งหวาคนนั้นไปด้วยเถอะ! เขาใส่ใจรู้จักดูแลคน หนำซ้ำร่างกายเขาลูกก็รักษาจนหายดีนานแล้ว แม้ไม่มีพลังเร้นลับในร่างแต่ก็รำไทเก๊กได้ไม่เลว อีกทั้งยังเป็นพี่น้องกับเหลิ่งซวง สองคนนี้มีความเอาใจใส่เหมือนๆกัน ติดตามข้างกายลูกไปพ่อยิ่งวางใจ”


ตอนที่ 493: ออกจากบ้านอยู่ข้างนอกอย่าดื่มเหล้า


“เหลิ่งหวา!” เธอนึกขึ้นได้ คิดๆแล้วก็พยักหน้า “อืม ก็ได้เจ้าค่ะ เขาไม่เคยไปที่ไหนเลย ครั้งนี้จะพาเขาออกไปเล่นด้วยกันเสียหน่อย”


เธอยิ้มร่ามองเขา บอกอีกว่า “ท่านพ่อ ตอนนี้ท่านเป็นผู้ครองแคว้นแล้ว ยามนี้วังหลังยังว่างเปล่า ตอนที่รอลูกกลับมาอย่าได้หาผู้หญิงมากสีหลายสันมาให้ลูกเชียวนะเจ้าคะ!”


ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งเซียวก็นิ่งไปพักหนึ่ง จากนั้นค่อยดุอย่างติดตลกว่า “เจ้าเด็กคนนี้ พูดเหลวไหลอะไรเนี่ย? พ่อเป็นคนเช่นนั้นหรือไร?”


“จิ๊ๆ ลูกรู้เจ้าค่ะว่าท่านพ่อไม่ใช่ แต่ไม่แน่ว่าคนเบื้องล่างพวกนั้นจะยัดเยียดผู้หญิงให้ท่าน!”


เฟิ่งเซียวทนฟังต่อไปไม่ได้ ลุกยืนขึ้นส่ายหน้าทันที “ก็ได้ ก็ได้ พูดต่อไปคงไม่ได้ความ ลูกบอกว่าสีหลิ่นกับโม่หานมาด้วยไม่ใช่หรือ พวกเขาอยู่ไหนล่ะ เราไปดูกันหน่อยเถอะ”


“อยู่ที่ศาลาตรงภูเขาจำลอง ลูกให้พวกเขาสองคนรอที่นั่น” เธอยิ้มหยีตาแล้วดึงแขนเขาเดินออกไป ในใจกำลังคิดว่าทีหลังต้องกำชับพวกหลัวอวี่สักหน่อย ว่าอย่าให้ใครสบโอกาสนี้มายัดเยียดผู้หญิงไว้ข้างกายท่านพ่อ เพราะเธอคิดจะไปตามหาท่านแม่กลับมา!


พ่อลูกสองคนมาถึงตรงศาลา เจ้าตำหนักยมราชกับกวนสีหลิ่นที่นั่งพูดคุยกันจึงลุกยืนขึ้นกล่าวทักทายกับเฟิ่งเซียว และนั่งลงพร้อมๆกันภายใต้สัญญาณจากเขา


“พ่อบุญธรรม ข้าคิดจะเข้าร่วมกลุ่มทหารรับจ้างออกไปท่องยุทธภพสักระยะ พรุ่งนี้ก็จะออกเดินทางแล้ว วันนี้จึงเข้ามาบอกพวกท่านขอรับ” กวนสีหลิ่นพูดก่อน


“ไปพรุ่งนี้? เร็วถึงเพียงนั้นเชียว?” เฟิ่งเซียวแปลกใจเล็กน้อย ถามว่า “เรื่องภายในจวนเจ้าจัดการเรียบร้อยแล้วหรือ จะออกเดินทางไกล สัมภาระเตรียมไว้เพียงพอหรือไม่?”


“ขอรับ เรื่องภายในจวนข้าจัดการแล้ว ในบ้านไม่มีใคร สั่งพ่อบ้านคอยเฝ้ายามไว้ก็พอ หนำซ้ำยังใกล้กับจวนตระกูลเฟิ่ง ปกติจึงไม่มีเรื่องอะไร สัมภาระสำหรับเดินทางก็เตรียมไว้เพียงพอขอรับ”


เฟิ่งเซียวพยักหน้า กำชับว่า “อืม เช่นนั้นก็ดี ออกไปข้างนอกต้องระวังความปลอดภัย ทุกเรื่องล้วนต้องระมัดระวัง หากมีเรื่องอะไรก็ให้คนส่งข่าวกลับมา”


เมื่อได้ยินเช่นนี้ กวนสีหลิ่นก็ฉีกยิ้มกว้าง “ขอรับ”


“ท่านอาเฟิ่ง สามวันให้หลังข้ากับเฟิ่งจิ่วจะออกไปด้วยกัน วันนี้จึงเข้ามากล่าวลาโดยเฉพาะ” หลิงโม่หานปริปากบอก ต่อหน้าเฟิ่งเซียวเขาไม่เคยวางท่าเช่นเจ้าตำหนักยมราช ทำตัวเป็นผู้น้อยมาโดยตลอด


“เสี่ยวจิ่วเพิ่งบอกข้า พวกเจ้าก็ด้วย ออกไปอยู่ข้างนอกจำต้องระมัดระวังอย่าได้ประมาท” เฟิ่งเซียวมองเขา เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “มีเจ้าคอยชี้แนะอยู่ข้างกายเสี่ยวจิ่ว ข้าถึงวางใจมาก”


“ท่านพ่อ ข้าอยู่ข้างนอกคนเดียวท่านก็ควรสบายใจ ท่านเคยเห็นครั้งไหนข้าถูกคนรังแกด้วยหรือเจ้าคะ?”


เฟิ่งจิ่วพูดจบก็ยกชาบนโต๊ะขึ้นดื่ม หยิบขนมชิ้นหนึ่งมากิน พลางกล่าวอย่างไม่แยแส “ตลอดมาล้วนเป็นข้าที่รังแกคนอื่น คนอื่นจะรังแกข้า หึๆ ยาก”


“วันนั้นข้าได้ยินว่าเจ้าเมาเหล้าอยู่ในจวน เจ้าเป็นเด็กสาวมีสกุล จำไว้ว่าออกไปข้างนอกต้องห้ามดื่มเหล้า เมาเหล้าในบ้านไม่เป็นไร แต่ไปเมาอยู่ข้างนอก ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดเรื่องอะไร” เฟิ่งเซียวเพิ่งพูดจบก็เห็นลูกสาวที่กำลังกินขนมอบข้างๆ คล้ายจะสำลัก ใบหน้างามเปลี่ยนเป็นสีแดงจัด


“แค่กๆ! แค่ก…”


เฟิ่งจิ่วไอสองสามครั้ง รีบร้อนยกน้ำชาดื่มถึงจะดีขึ้นบ้าง ยังไม่ทันโล่งอกก็ได้ยินเสียงท่านพ่อลอยมา


“เจ้าดูสิ กินขนมอบยังสำลักได้ หากเจ้าชอบ ถึงเวลานั้นก็เอาติดไปเป็นขนมไว้กินระหว่างทาง”


ตอนที่ 494: จัดการ


ได้ยินเฟิ่งจิ่วถูกสั่งสอน อีกทั้งเห็นท่าทางที่นางกินขนมอบจนสำลัก หลิงโม่หานหลับตาลงยกถ้วยขึ้นจิบน้ำชา ใช้ถ้วยชาปิดบังมุมปากที่มีรอยยิ้ม


กวนสีหลิ่นข้างๆ ก็รินน้ำชาให้เฟิ่งจิ่วพลางกล่าว “รีบดื่มน้ำชาเยอะๆ เจ้านี่จริงๆเลย ทำไมกินขนมอบยังสำลักได้?”


เฟิ่งจิ่วทำหน้ากระอักกระอ่วน หน้าแดงก่ำเล็กน้อย ถลึงมองคนคนนั้นที่ทำทีเสแสร้ง แล้วบอกทั้งสองคนว่า “ข้าไม่เป็นไร แค่สำลักโดยไม่ระวังเอง”


จากนั้นค่อยกล่าวอีก “ท่านพ่อ ข้ารู้แล้ว อยู่ข้างนอกจะไม่ดื่มเหล้าเมาเจ้าค่ะ” มิเช่นนั้นใครบางคนคงมอมเหล้าเธอด้วยเจตนามิดีมิร้าย ไหนเลยจะเมาเหล้าได้? คอเธอแข็งดีนักหรือ?


“ท่านพ่อ สองวันนี้ข้าจะพักในวังนะเจ้าคะ”


“ให้ย้ายเข้ามาตั้งนานลูกก็ไม่ย้าย ดูพ่อตอนนี้สิ ทั้งวันยังไม่เห็นเงาลูกเลย” เฟิ่งเซียวส่ายๆหน้า “ในเมื่อจะออกเดินทาง กลับไปอย่าลืมสั่งเหลิ่งซวงเตรียมสัมภาระให้เพียงพอ”


“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ ลูกรู้แล้ว ลูกจะลองไปดูก่อนว่าพวกหลัวอวี่อยู่ไหน จะได้กำชับเรื่องบ้างอย่าง” เธอลุกยืนขึ้น บอกกวนสีหลิ่นว่า “พี่สีหลิ่น พรุ่งนี้ข้าจะไปส่งท่าน”


“ไม่ต้องหรอก เจ้าทำธุระของเจ้าไปเถอะ พรุ่งนี้ไม่ต้องไปส่งข้า” กวนสีหลิ่นพูดพลางโบกๆมือและลุกขึ้น “ข้าก็อยู่นานไม่ได้ ขอตัวกลับจวนก่อนนะขอรับ” พูดจบก็บอกลาพวกเขา จากนั้นเดินออกไปก่อน


“โม่หาน พวกเราเดินหมากกันสักหน่อยเป็นอย่างไร?” เฟิ่งเซียวถามพลางมองเจ้าตำหนักยมราชฝั่งตรงข้าม


ในเมื่อเฟิ่งเซียวเอ่ยปาก เขาจะไม่ปฏิเสธแน่นอน ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงสั่งคนนำกระดานหมากมาวาง และเริ่มเล่นหมากรุกกันในศาลาแห่งนี้


ส่วนอีกด้าน เฟิ่งจิ่วออกไปก่อนก้าวหนึ่ง หลังจากเดินไปหนึ่งช่วงถนนก็ตบๆหน้าอกถอนหายใจเบาๆอย่าง.อดไม่ได้ “เราไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีอะไรเสียหน่อย ทำไมต้องตกใจโดยใช่เหตุถึงขนาดนี้ด้วย?”


เหลิ่งซวงที่ตามมาด้านหลังได้ยินเข้า ใบหน้าเผยรอยยิ้มน้อยๆที่ไม่อาจสังเกตเห็น “พวกฮุยหลางบอกว่านายท่านเป็นตัวซวยของเจ้าตำหนักยมราช ข้ากลับเห็นว่าเจ้าตำหนักต่างหากเป็นตัวซวยของนายท่าน”


ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วหันกลับมา พูดพลางยิ้มหยีตา “เหลิ่งซวง ที่เจ้าพูดมาก็ถูก เจ้าหมอนั่นเป็นตัวซวยของข้า ปกติเจอเขาทีไรไม่เคยมีเรื่องดี”


เหลิ่งซวงไม่ตอบรับอะไร ทำแค่ตามไปเงียบๆ


หลังจากเสียงเฟิ่งจิ่วชะงักไป ยังบอกอีกว่า “จริงด้วย ออกไปครั้งนี้ข้าว่าจะพาเหลิ่งหวาไปด้วย เมื่อครู่ข้าไม่เห็นเขาเลย เจ้าลองไปดูสิว่าเขาอยู่ไหน บอกเขาทีว่าถึงเวลาค่อยไปด้วยกันกับพวกเรา”


เมื่อได้ยิน เหลิ่งซวงดวงตาเป็นประกาย ใบหน้ามีความยินดีเอ่อล้นออกมาโดยพลัน “ขอบคุณนายท่านมากเจ้าค่ะ” ขอบคุณที่ให้โอกาสน้องชายนางได้ออกไปเปิดหูเปิดตา


“มีอะไรต้องขอบคุณ? ไปเถอะ ไปเถอะ! ข้าเองจะแวบไปดูพวกหลัวอวี่เสียหน่อย จะได้กำชับเรื่องที่ต้องจับตาให้มากๆ” เธอโบกๆมือ ให้สัญญาณนางออกไปหาเหลิ่งหวาก่อน


“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับอย่างซาบซึ้ง แล้วถึงจะไปหาน้องชายเพื่อบอกข่าวดีกับเขา


เมื่อเฟิ่งจิ่วหาพวกหลัวอวี่พบ พวกเขากำลังประลองยุทธ์กับองครักษ์อยู่ในลานฝึกยุทธ์ เห็นเช่นนี้เธอจึงเรียกพวกเขามาข้างๆเพื่อบอกธุระ


ทว่าเพิ่งพูดออกไปไม่ทันไร ก็ได้ยินหลัวอวี่ส่งเสียงอุทานอย่างตกตะลึง “หา? นายท่านจะออกไปอีกแล้ว? ซ้ำยังไม่พาพวกเราไปด้วย? นายท่าน แม้ท่านไม่พาพวกเราแปดคนไป อย่างไรก็พาข้าไปด้วยเถอะ! ข้าตามไปคุ้มกันท่านได้นะขอรับ!”


ได้ฟังเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็มองเขาอย่างไม่ปิดบังความรังเกียจแม้แต่น้อย “แค่เจ้า?”


ตอนที่ 495: จากไป


“นายท่าน พวกเราอยากออกไปฝึกวิชาด้วยกันกับท่านจริงๆ พาพวกเราไปด้วยเถอะ!”


คนอื่นๆเห็นหลัวอวี่เอ่ยปากก็รีบร้อนบอก พวกเขาอยากตามนางออกไปจริงๆ โดยเฉพาะหลังจากครั้งก่อน หลัวอวี่กลับมาเล่าเรื่องที่ออกไปพบเจอกับนายท่านให้ฟัง พวกเขาก็เฝ้ารอมาโดยตลอด


แม้การฝึกวิชาจะพบอันตราย แต่สำหรับคนที่ฝึกบำเพ็ญ นั่นเป็นเส้นทางการเติบโตที่ขาดไปไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อการติดตามข้างกายนายท่านยังทำให้เข้าใจนางได้มากขึ้น อยู่ข้างนอกนางจะได้ชี้แนะพวกเขาบ้าง ต้องเป็นผลดีต่อพวกเขาแน่นอน


ทว่าเฟิ่งจิ่วไม่คิดจะพาพวกเขาไป ด้วยเหตุนี้จึงบอกว่า “ยามนี้ราชวงศ์เฟิ่งหวงยังไม่สงบปลอดภัยมากนัก ตำแหน่งผู้ครองแคว้นของพ่อข้านี้ก็เพิ่งขึ้นครองไปไม่นาน ข้าไม่มีทางอยู่ที่นี่ได้ตลอด แต่พวกเจ้าทำได้ พวกเจ้าต้องช่วยข้าอารักขาอย่างดี จากนี้จะขาดพวกเจ้าไปไม่ได้ รออนาคตมีโอกาส ข้าจะให้พวกเจ้าออกไปด้วยกัน แต่คงไม่ใช่ตอนนี้”


ฟังนางพูดถึงเพียงนี้ พวกเขารู้ว่าหมดหวังจึงไม่เอ่ยถึงอีก ถึงอย่างไรท่าทีนางเหมือนไม่ได้กำลังล้อเล่น คำสั่งนายท่านเป็นเช่นนี้ พวกเขาแค่ต้องทำตาม ดังนั้นทั้งแปดคนจึงมองหน้ากัน ต่างขานรับเสียงเข้มว่า “ขอรับ! นายท่านโปรดวางใจ พวกเราจะอารักขาผู้ครองแคว้น และพิทักษ์เมืองอวิ๋นเยวี่ยอย่างดี”


เฟิ่งจิ่วกำชับพวกเขา ซ้ำยังสั่งสอนเหล่าองครักษ์ จากนั้นถึงจะเดินไปทางตำหนักของเธอ ยามนี้เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาเฝ้าอยู่ในตำหนักแล้ว ครั้นเห็นเธอกลับมาทั้งสองก็เข้ามาต้อนรับ


“นายท่าน”


“อืม” เธอขานรับ สายตาจับจ้องเหลิ่งหวาที่สีหน้าตื่นเต้นดีใจ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าเตรียมตัวดีๆ ครั้งนี้จะพาเจ้าออกไปฝึกวิชา แม้เจ้าไม่มีวรยุทธ์แต่มีไทเก๊กติดตัวก็พอฝืนปกป้องตัวเองได้ หากมีวาสนาไม่แน่เจ้าอาจฝึกบำเพ็ญได้ด้วย”


ได้ยินคำพูดนี้ เหลิ่งหวาดวงตาเป็นประกายวาววับ ถามอย่างตื่นเต้นและเริงร่าว่า “นายท่านว่าข้าก็มีโอกาสฝึกบำเพ็ญหรือ แต่ข้าฝึกบำเพ็ญพลังเร้นลับไม่ได้ไม่ใช่หรือขอรับ?”


“เจ้ามีพลังเร้นลับไม่ได้ แต่ถึงเวลาออกไปข้างนอก ข้าหาโอกาสตรวจสักหน่อยว่าเจ้ามีรากฐานพลังวิญญาณหรือไม่ ก็ฝึกบำเพ็ญได้แล้วไม่ใช่หรือ?” เธอยิ้มๆ เมื่อสาวก้าวเดินหน้าเข้าไปในห้องนอน ก็เห็นบนโต๊ะมีถาดมากมายวางไว้ ด้านบนมีเสื้อผ้าสิบกว่าชุดทั้งแดงและขาววางอยู่


เหลิ่งหวาที่ตื่นเต้นเพราะคำพูดนางรีบตามเข้ามา เห็นนางกำลังมองเสื้อผ้าจึงเอ่ยปากบอก “หลายวันก่อนในวังมีช่างตัดเสื้อมาช่วยผู้ครองแคว้นตัดชุดคลุมตั้งมากมาย ตอนนั้นหานายท่านไม่พบ ท่านผู้ครองแคว้นจึงสั่งข้าหยิบเสื้อผ้านายท่านชุดหนึ่งให้ช่างตัดมายี่สิบแบบแตกต่างกัน ข้าให้พวกเขาตัดเป็นชุดผู้ชายสิบผู้หญิงสิบ วันนี้ทำเสร็จ เพิ่งส่งเข้ามาเลยขอรับ”


เฟิ่งจิ่วหยิบชุดหนึ่งขึ้นมาดูและทาบเทียบกับตัว ใบหน้าผุดรอยยิ้ม “อืม ไม่เลว สวยงามยิ่งนัก พอดีเลย ครั้งนี้ออกไปก็ไม่ต้องกังวลว่าเสื้อผ้าจะไม่พอแล้ว”


เธอหันกลับไปมองทั้งสองคน กล่าวยิ้มๆว่า “พวกเจ้าออกไปเถอะ! ไม่ต้องปรนนิบัติอยู่ที่นี่ กลับไปเตรียมตัวดีๆ จริงสิ สั่งคนพาเหล่าไป๋กับฉิวฉิวออกมา ถึงเวลาพวกเราจะออกเดินทางจากวังทันที”


“ขอรับ/เจ้าค่ะ” ทั้งสองขานรับแล้วจึงถอยออกไป


สามวันต่อมา


ภายในตำหนักของเฟิ่งจิ่ว เมื่อเจ้าตำหนักยมราชเห็นม้าที่ชื่อเหล่าไป๋ก้าวเดินไปเดินมาในลานบ้านอย่างตื่นเต้น ไม่เห็นเฟิ่งจิ่ว มีเพียงเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาสองคน จึงถามขึ้น “นายท่านพวกเจ้าจะพาม้าอ้วนตัวนี้ไปด้วยหรือ?” ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้อยากไปฝึกวิชา แต่อยากไปเที่ยวเล่นกระมัง?


ตอนที่ 496: ชุดขอทานดีกว่า


“ข้าจะพาเหล่าไป๋ไปด้วย! อสูรกลืนเมฆาตัวน้อยนั้นก็จะพาไป นี่ ท่านดูสิ” เฟิ่งจิ่วในชุดสีแดงปรากฏตัวตรงหน้าพวกเขาด้วยชุดผู้ชาย ก้าวเดินออกมาพร้อมเชิดคางน้อยๆ ส่งสัญญาณให้เจ้าตำหนักยมราชมองฉิวฉิวข้างๆ


ตั้งแต่เห็นฉิวฉิวคืนร่างเดิมยามกลืนกินวิญญาณต้น เธอก็เรียกมันว่าฉิวฉิวน้อยมาก เปลี่ยนไปเรียกอสูรกลืนเมฆาตัวน้อยทันที ถึงอย่างไรภาพที่มันกลืนวิญญาณต้นไปช่างทำให้เธอยากจะลืมจริงๆ มองอย่างไรก็รู้สึกว่าฉิวฉิวสองคำนี้ไม่เหมาะกับมัน


เห็นนางปรากฏตัวด้วยชุดผู้ชาย ชุดสีแดงแพรวพราวยังคงเปิดเผยชัดเจนเช่นนั้น ไม่ใช่ชุดกระโปรงผู้หญิงแต่เป็นชุดคลุมผู้ชาย เพราะนางแต่งตัวเป็นชาย ร่างกายจึงมีกลิ่นอายชั่วร้ายและรักอิสระกระจายออกมา คล้ายคลึงกับคุณชายน้อยผู้สูงศักดิ์ยิ่งนัก รูปโฉม.งดงามโดดเด่นเป็นที่สุด แม้แต่งตัวเป็นผู้ชาย เขาเห็นแล้วแววตายังวูบไหวเล็กน้อย


ทันใดนั้นเขาคิดว่าชุดขอทานยังเหมาะกับนางมากกว่า อืม ดีที่สุดบนหน้าต้องทาโคลนหรือสมุนไพรอีกสักหน่อย นั่นถึงจะดีกว่า


เฟิ่งจิ่วที่เดินออกมาชำเลืองมองเขา ถามว่า “ท่านคงไม่คิดจะออกไปทั้งแบบนี้กระมัง?”


เจ้าตำหนักยมราชเลิกคิ้วขึ้น “ไม่อย่างนั้นเล่า?”


“ติดหนวดเคราท่านอา แล้วเปลี่ยนใส่ชุดคลุมที่ไม่โดนเด่นสิ!” เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อย สีหน้าหลงตัวเองอยู่บ้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงสุขใจเจือยิ้มหัว “คนงามมีแค่ข้าก็พอ ไม่อย่างนั้นเดินไปด้วยกันจะดึงดูดสายตาคนเกินไป เฮ้อ ภาพเช่นนั้นคิดๆแล้วข้าว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก”


ได้ยินนางนางแล้ว หน้าผากเจ้าตำหนักยมราชมีเส้นเลือดสีดำปูดขึ้นมา เหลือบมองนางด้วยสีหน้าแปลกๆ “ข้าคิดว่าเจ้าเปลี่ยนเป็นชุดขอทานและทาขี้เถ้าบนหน้าจะดีกว่า เจ้าจะไปเปลี่ยนหรือไม่?”


“ได้ยังไงกันเล่า!”


เฟิ่งจิ่วถลึงตาที่เปล่งประกาย “ข้าว่าจะออกไปยั่วยวนสาวงามสักสองสามคน!” พูดออกไป แม้แต่ตนเองยังยิ้มขึ้นมา “หนำซ้ำข้าคิดว่าด้วยรูปโฉม.งดงาม บุคลิกงามสง่า ออกไปครั้งนี้จะต้องทำให้เหล่าแม่นางผู้เพริศพริ้งหัวใจเต้นรัวเป็นแน่ ดังนั้นท่านอย่าทำข้าเสียเรื่อง รีบๆเปลี่ยนชุดนั้นเถอะ ติดหนวดเคราหนาๆ เปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ท่านอาจะดีมาก”


เหลิ่งซวงข้างๆ มองเฟิ่งจิ่วด้วยดวงตาฉายแววอ่อนโยน ตรงริมฝีปากมีรอยยิ้มบางๆ ส่วนเหลิ่งหวาข้างกันก็ผุดยิ้มทันใด มองนายท่านในชุดสีแดงแวววับแสบตาหาเรื่องเจ้าตำหนักยมราชด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ


ฮุยหลางกับอิ่งอีที่ตามอยู่ด้านหลังเจ้าตำหนักต่างมองหน้ากัน สองคนถอยไปด้านนอกโดยไม่ส่งเสียงดัง เสียแรงที่ก่อนนายท่านออกมายังพลิกหาเสื้อผ้า ทั้งเลือกเข็มขัดหยกและสีชุดคลุม ไม่เคยคิดว่ามาถึงที่นี่ ภูตหมอกลับคิดว่าเขาหล่อเหลาสะดุดตาเกินไป กลัวเขาแย่งแสงนาง จึงให้นายท่านเปลี่ยนเป็นชุดอย่างท่านอา


อืม แม้ตัวตนของหลิงโม่หานยามอยู่ข้างนอกจะเดินไปไหนมาไหนสะดวกหน่อย แต่นายท่านคิดจะแสดงเสน่ห์ความเป็นชายอันไร้ที่ติของตนระหว่างทาง ซ้ำยังคิดจะใช้เสน่ห์ชายยั่วยวนภูตหมอ ตอนนี้หากเปลี่ยนเป็นชุดท่านอา ความตั้งใจนี้จะได้ผลได้อย่างไร?


สองคนเหลือบมองนายท่านอย่างเงียบเชียบ อดไม่ได้ที่จะอาลัยให้เขา ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าสุดท้ายนายท่านจะยอมตามคำพูดภูตหมอ เปลี่ยนสวมชุดท่านอาออกไป


เป็นไปตามคาด สองคนทางนี้เพิ่งกำลังคิดในใจ ทางนั้นก็ได้ยินเสียงนายท่านลอยมา


“เช่นนั้นข้าจะเปลี่ยนที่นี่ เจ้าเข้ามาช่วยข้าด้วย” พูดจบก็เดินไปยังเรือนของเฟิ่งจิ่ว


ฮุยหลางกับอิ่งอีได้ยินคำพูดนี้ก็ส่ายหน้าทันควัน ในหัวคิดว่า ‘กลัวเมียชัดๆ!’


ตอนที่ 497: ท่านปู่ปรากฏตัว


การออกเดินทางของเฟิ่งจิ่วไม่ได้ขี่ม้าหรือนั่งรถม้า แต่นั่งเรือเหาะออกไปทันที คนมาส่งนอกจากเหล่าองครักษ์ที่อาลัยอาวรณ์ ก็มีเพียงเฟิ่งเซียวที่ในใจยังกังวล


ตระกูลเฟิ่งยามนี้เป็นราชวงศ์เฟิ่งหวงแล้ว ซ้ำยังมีผู้แข็งแกร่งคอยปกป้อง ตั้งแต่กลายเป็นคนไม่ธรรมดา แม้คนในเมืองจะเห็นเรือเหาะลอยออกมาจากพระราชวัง หลังจากแค่ประหลาดใจแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก


ส่วนบนเรือเหาะ อสูรกลืนเมฆาน้อยกับเหล่าไป๋ต่างนอนอยู่ด้านนอก ชะโงกหัวมองผืนเมฆเบื้องหน้าบนท้องฟ้าด้านนอกเรือบ่อยครั้ง


ใบหน้าเหลิ่งหวาอมยิ้มเบิกบานอยู่ตลอด เริงร่าราวกับเด็กน้อยที่ตามผู้ใหญ่ออกไปเที่ยวเล่น นอกจากความหวาดกลัวที่ได้นั่งเรือเหาะและก้มลงไปมองท้องฟ้าสูงเป็นแรก บนใบหน้าเขาที่ค่อยๆปรับตัวก็เหลือเพียงความสุขใจ


ต่างจากคนอื่นที่นั่งอยู่ เขาทำความคุ้นเคยกับทั้งนอกและในเรือเหาะก่อน จากนั้นค่อยเตรียมน้ำชากับของว่างให้พวกเขา ทุกคนจะได้ดื่มชา กินขนม และพูดคุยกันบนเรืออย่างผ่อนคลายอารมณ์


เจ้าตำหนักยมราชที่นั่งอยู่ข้างนอกมองเรือเหาะลอยไปด้านหน้า ชำเลืองมองเฟิ่งจิ่วที่ตั้งแต่ขึ้นเรือเหาะมาดวงตางดงามก็ฉายประกายเจ้าเล่ห์ และจ้องมองเขาอย่างยิ้มแย้มอยู่ตลอด จากนั้นเขายกน้ำชาที่เหลิ่งหวาชงไว้เรียบร้อยขึ้นจิบเบาๆ


“พูดมาเถอะ! ว่าเจ้าวางแผนร้ายอะไรไว้อีก?”


“แหะๆ” เฟิ่งจิ่วหัวเราะเจื่อนๆ กลับมองเขาด้วยดวงตาเปล่งประกายดุจอัญมณี “ท่านอา ด้วยฐานะตำแหน่งท่าน คงจะเข้าไปแคว้นระดับสามได้กระมัง?”


ยิ่งเป็นแคว้นรุ่งเรือง อยากจะเข้าไปยิ่งต้องใช้สิ่งรับรองตัวตน ป้ายหยกผ่านทางหนึ่งอันไม่ได้ได้มาง่ายๆ


“จะไปแคว้นระดับสาม? ไปแคว้นไหน? มีเหตุผลอะไร?” เขาไม่รับคำนางทันที แต่เอ่ยถามไป


ได้ยินแล้วเฟิ่งจิ่วนั่งตัวตรง เก็บรอยยิ้มแย้มบนใบหน้า บอกว่า “ข้ามีเบาะแส ท่านปู่ข้าคงอยู่ในแคว้นมหาสันติแคว้นระดับสาม ออกมาครั้งนี้ข้าไม่ได้อยากไปขึ้นเขาเข้าป่าอะไร แค่จะไปสอบถามข่าวคราวที่แคว้นมหาสันติเสียหน่อย”


หลิงโม่หานชำเลืองมองนาง “เจ้าจะเป็นนักปรุงยาไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่ไปสอบเหรียญตรายาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ที่สมาคมนักปรุงยาเล่า? ด้วยพรสวรรค์ด้านยาของเจ้าคงบรรลุถึงระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว หากมีฐานะเช่นนี้ไม่ต้องพูดถึงแคว้นระดับสามหรอก แม้เป็นแคว้นระดับหนึ่งหรือสองก็เข้าไปได้อย่างอิสระ”


เธอขมวดคิ้วกล่าวว่า “แต่ข้าเคยอ่านข้อมูลมา การประเมินระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์มีเพียงสมาคมนักปรุงยาในแคว้นระดับสามถึงจะมีความสามารถประเมิน ต่ำกว่าแคว้นระดับสามอย่างมากก็มีถึงแค่ระดับยาทิพย์บรรพชน”


“จะไปแคว้นมหาสันติไม่ใช่หรือ? ถึงเวลาเจ้าก็หาโอกาสไปสอบเหรียญตรายาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์กลับมาก่อน” ในใจแอบคิดว่า ลำพังแค่ฐานะองค์หญิงราชวงศ์เฟิ่งหวงยังไม่อยู่ในสายตาคนพวกนั้นหรอก แต่หากนางนำเหรียญตราพลังด้านนักปรุงยาหรือนักเล่นแร่แปรธาตุที่น่าทึ่งมาได้ก็จะแตกต่างออกไป


ส่วนเฟิ่งจิ่วที่ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรในใจกำลังวางแผน ท่านแม่ก็อยู่แคว้นสวรรค์บันดาลระดับหนึ่ง กำลังคิดว่าจะไปทางนั้นได้อย่างไร ในเมื่อเหรียญตราระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งรับรอบตัวตนที่ผ่านได้ทุกแคว้น ถ้าอย่างนั้นไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องคว้ามา!


เรือเหาะแล่นไปท่ามกลางผืนเมฆอย่างราบรื่น นำพาความคิดและการตั้งตารอของทุกคนบนเรือไปยังแคว้นมหาสันติ…


เวลานี้เอง ตระกูลหนึ่งในแคว้นมหาสันติ ผู้เฒ่าเฟิ่งที่ท่าทางกระฉับกระเฉงตรงเอวห้อยน้ำเต้าสุราซึ่งเฟิ่งจิ่วให้ไว้หนีมาทางหลังกำแพงเงียบๆ ชะโงกหน้ามองซ้ายขวา หลังจากเห็นว่าไม่มีใครก็คิดจะแอบปีนกำแพงหนีไป


“จะไปไหน?”


เสียงผู้หญิงที่อ่อนโยนดังขึ้น เขาตกใจจนก้าวเท้าลื่น ตกลงมาจากบนกำแพงทันที


ตอนที่ 498: ยากจะตอบรับน้ำใจสาวงาม


ทว่าสิ่งที่รอเขาอยู่กลับไม่ใช่พื้นดินแข็งๆ แต่เป็นอ้อมแขน.อบอุ่นและหอมหวน


ผู้เฒ่าเฟิ่งร่างแข็งทื่อพลันไม่กล้าแม้แต่ขยับ เพียงได้ยินเสียงเขาเบากว่ายุงเล็กน้อยเอ่ยว่า “เรื่องนั้น ซู่ ซู่ซี! เช่นนี้ไม่งามเท่าไหร่ เจ้ารีบปล่อยมือวางข้าลงเถอะ”


องครักษ์ลับในมุมมืดเห็นภาพเช่นนั้น มุมปากก็กระตุก ก่อนจะละสายตาไปทันที


จะงามได้อย่างไร? ตาเฒ่าคนหนึ่งถูกหญิงงามที่ดูแล้วยังอายุแค่ยี่สิบอุ้มไว้ในอ้อมแขน ภาพนั้นแค่เห็นก็ทนดูไม่ได้แล้ว


ผู้หญิงคนนั้นสวมชุดกระโปรงสีเขียวเข้มงามสง่า ตรงเอวผูกผ้าคาดเอวสีเดียวกัน พู่ชิ้นงามลู่ห้อยอยู่ข้างเอว กระโปรงสะบัดพลิ้วกลางสายลมอ่อน เส้นผมสีหมึกถูกรวบไว้หลวมๆ นัยน์ตาวงคิ้วราวภาพวาด ทั้งอ่อนหวานและสวยงาม


ยามนี้คิ้วตานางโค้งน้อยๆ ในดวงตาดุจสายน้ำฤดูใบไม้ร่วงปรากฏรอยยิ้ม มองคนที่ถูกรับอุ้มไว้ในอ้อมแขน เอ่ยน้ำเสียงนาบเนิบเจือความหยอกล้อเล็กน้อย “เช่นนี้ไม่งามเท่าไหร่หรือ? ได้อย่างไรกัน? ข้าคิดว่าดียิ่งนัก”


รู้สึกได้ถึงความเกร็งจากเขา นางขมวดคิ้วงามขึ้น กล่าวตำหนิว่า “ท่านนี่จริงๆเลย ยามนี้อายุไม่น้อยแล้ว ทำไมยังคิดจะปีนกำแพงเป็นเด็กเล็กๆไปได้? โชคดีที่ข้ารับเอาไว้ หากไม่รับไว้แล้วตกลงมากระดูกหัก ดูซิท่านจะทำยังไง”


ผู้เฒ่าเฟิ่งอับอายจนอยากหาทีมุดซ่อน ตั้งแต่โดนรับไว้เขาก็ใช่แขนเสื้อปิดหน้าไม่กล้ามอง แต่ดันโดนอุ้มไว้จึงไม่กล้าขัดขืน และไม่กล้าขยับเขยื้อน สวรรค์รู้ดีว่าเขาใช้ชีวิตมาหลายปีเพียงนี้ สิ่งที่กลัวที่สุดไม่ใช่พ่อที่ตายไป และไม่ใช่ภรรยาที่ลาลับ แต่เป็นหญิงคนนี้ที่ไม่ยอมแต่งงานตลอดชีวิตเพื่อเขา เฝ้ารออยู่เงียบๆมาตลอด


นางเกิดในแคว้นมหาสันติระดับสาม มีชาติตระกูลที่ทำให้ใครๆอิจฉา รูปโฉมกิริยาล้วนเป็นเลิศ แต่กลับไม่ยอมแต่งงานทั้งชีวิตเพื่อเขา เฝ้ารออย่างเงียบเชียบ ในใจเขาแสนละอาย ด้วยเหตุนี้เมื่อโดนคนของนางจับตัวมา แม้เขาจะโกรธเคืองจึงไม่มีทางพาลใส่นาง ยิ่งไปกว่านั้นพี่ชายนางกับเขายังเป็นพี่น้องร่วมสาบาน นี่ช่าง…ช่างทำให้เขาปวดหัวมากจริงๆ


เขาเป็นตาเฒ่าแล้ว แม้นางจะเด็กกว่าเขาสิบปี แต่เพื่อรักษารูปโฉมในขั้นสูงสุดไว้จึงกินยาคงรูปลักษณ์ หน้าตาจึงไม่เคยแก่ลงตลอด ราวกับหญิงอายุยี่สิบ แล้วตาแก่อย่างเขาไหนเลยจะกล้าเพ้อฝัน?


แค่ลองคิด เขาก็อายเสียจนต้องหาหลุมมุดลงไปซ่อน


เห็นเขาอายเสียจนใช้แขนเสื้อปิดหน้า หลินซู่ซีเม้มริมฝีปากยิ้มก่อนจะวางเขาลง ใครจะรู้ว่าพอลงพื้นก็เห็นเขาวิ่งกลับเข้าบ้านฝุ่นตลบ นางเห็นแล้วถลึงตาส่งเสียงดุอย่างน่ารักด้วยความโกรธระคนเขินอาย


“เฟิ่งซานหยวน! ท่านคิดว่าจะหลบพ้นหรือ? หลบๆซ่อนๆ! อายุตั้งเท่าไหร่แล้วยังคิดจะซ่อนอีก? เชื่อหรือไม่ว่าคืนนี้ข้าจะจัดการท่านทันที!”


ได้ยินคำพูดนี้ ผู้เฒ่าเฟิ่งที่ก้าวเหยียบบนธรณีประตูตกใจล้มลงพื้นดังตุบ หัวชนประตูบ้านเปิดและกลิ้งออกไปทันที เขาหันกลับไปมองหญิงงามที่ดวงตาคู่งามทั้งอายทั้งโมโหแวบหนึ่ง สีหน้าขาวซีด ก่อนจะรีบร้อนปิดประตูห้องอย่างแน่นหนา จากนั้นเสียงปึงปังก็ดังขึ้นเหมือนกำลังหยิบข้าวของในบ้านมากั้นประตูหน้าต่าง


เหล่าองครักษ์ลับที่รับผิดชอบเฝ้าในมุมมืดตกใจกับคำพูดห้าวหาญนี้จนแม้แต่กรามยังแทบอ้าค้าง พวกเขากลืนน้ำลาย มองหญิงงามที่อ่อนหวานสง่างามแท้ๆ แต่หากไม่ได้ฟังกับหูตนเองคงไม่เชื่อจริงๆ ว่าคำพูดใจกล้าเช่นนี้จะเอ่ยออกมาจากปากนาง


ส่วนหลินซู่ซีเห็นท่าทางเขาตกใจจนหน้าซีดขาว ปิดประตูดังปัง และกั้นประตูหน้าต่างไว้ทันที สีหน้าก็ตกตะลึง…


ตอนที่ 499: หญิงผู้โง่เขลา


“ฮ่าๆๆ…”


เสียงหัวเราะลั่นลอยมา ชายที่ดูแล้วอายุราวๆสี่สิบกว่าสาวเท้าออกมา เขาสวมชุดคลุมสีดำเรียบง่าย ใบหน้าที่ปกติจะสง่างามยามนี้กลับผุดรอยยิ้มอย่างไม่อาจกลั้นไว้ โดยเฉพาะเมื่อแววตานั้นหยุดลงบนร่างหญิงงาม ยิ่งมีความจนใจบางส่วน


“ซู่ซี แบบนี้เจ้าจะทำให้ซานหยวนตกใจนะ”


ผู้มาใหม่คือผู้นำตระกูลหลินนามว่าหลินป๋อเหิง เป็นพี่ชายของหลินซู่ซีและพี่ชายร่วมสาบานของผู้เฒ่าเฟิ่ง


หลินป๋อเหิงคนนี้แม้อายุมากกว่าผู้เฒ่าเฟิ่ง แต่ใบหน้ากลับคงรูปลักษณ์ยามที่ดีที่สุดไว้ตลอด ดูแล้วเหมือนชายที่เพิ่งก้าวเข้าวัยกลางคน ไม่เห็นความแก่เลยสักนิด แต่ตัวเป็นถึงผู้นำตระกูลหลิน วรยุทธ์ย่อมไม่ธรรมดา ช่วงก่อนหน้านี้ก็เพิ่งบรรลุกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณ


“พี่ใหญ่”


นางหันกลับไปเรียกอย่างจนใจ เมื่อมองประตูที่ปิดสนิทคิ้วงามก็ขมวดแน่น สีหน้าเป็นกังวล “ท่านดูสิ เขาหลบข้าเหมือนหนูเจอแมว ราวกับข้าเป็นเสือโคร่งดุร้าย ข้าน่ากลัวถึงเพียงนั้นจริงหรือ?”


ระหว่างพูดก็ลูบบนใบหน้าตนเองอย่างอดไม่ไหว เป็นครั้งแรกที่เกิดไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ตนเอง ถึงกับคิดว่าการที่ปีนั้นนางกินยาคงรูปลักษณ์เพื่อรักษารูปโฉมไว้ไม่เปลี่ยนแปลงนั้นถูกต้องจริงๆหรือไม่? หากวันนี้นางแก่ลงเหมือนกัน เขาจะยอมรับนางอย่างง่ายดายหรือไม่?


ยามมองน้องสาวคนนี้ ดวงตาหลินป๋อเหิงเต็มไปด้วยความสงสาร พวกเขาสี่คนพี่น้องร่วมตระกูลมีน้องสาวคนนี้แค่คนเดียว ไม่เพียงพ่อแม่พวกเขาจะรักนางดั่งไข่มุกล้ำค่า แม้แต่พี่ชายทั้งสี่ยังปกป้องนางกับมือมาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่


แต่นึกไม่ถึงว่าการที่เขาพาน้องชายร่วมสาบานที่รู้จักกันข้างนอกกลับมาบ้านในปีนั้น ผลลัพธ์คือเด็กคนนี้หลงรักเขาตั้งแต่แวบแรก ทว่าตอนนั้นซานหยวนแต่งงานแล้ว ซ้ำภรรยายังตั้งท้องลูกชาย ตอนนั้นทุกคนต่างแนะนำนาง แม้จะรวบรวมภาพเหมือนเด็กหนุ่มผู้โดดเด่นที่ยังไม่แต่งงานทั่วเมืองมาให้นางเลือกสรร แต่แม่เด็กคนนี้ก็ยังดื้อรั้น


เห็นนางยอมรับซานหยวนแล้ว เขาจึงเรียกคนทั้งตระกูลมารวมตัว เพื่อปรึกษากันว่าจะตามซานหยวนมาคุยเสียหน่อย พวกเขาไม่ถือสาที่เฟิ่งเซียวเป็นคนแคว้นระดับเก้า หวังเพียงว่าจะสามารถดูแลซู่ซีอย่างดี ให้เขารับซู่ซีไว้เป็นภรรยารอง


ใครจะรู้ว่าหลังจากแม่เด็กนี่รู้เข้าก็ปฏิเสธเรื่องนี้ทันที ตอนนี้เขายังจำได้อย่างชัดเจน นางในตอนนั้นเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า ‘ข้าหลินซู่ซีไม่ผิดที่หลงรักเฟิ่งซานหยวน แต่จะไม่ยอมเป็นหญิงชั่วที่ทำลายครอบครัวใคร ความรักยากทนทานมือที่สาม ในเมื่อเขาแต่งงานกับภรรยาแล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าจะรอ’


รอ หนึ่งคำว่ารอทำให้นางรอมาเต็มๆหลายสิบปี


นางมองอยู่ห่างๆ โดยไม่ไปทำลายตระกูลเขาตามที่พูด ไม่ให้ภรรยาเขารู้ว่ามีผู้หญิงอย่างนางเฝ้ารออย่างโง่เขลา เห็นเขามีลูก เห็นความรักของภรรยาเขา เห็นลูกชายพวกเขาเติบใหญ่ และเห็นพวกเขามีหลานสาว…


การเฝ้ารออย่างโง่งมมากว่าสิบปีทำให้นางเหนื่อยใจ ชอกช้ำระกำใจ ภายใต้การแนะนำจากครอบครัว นางเก็บตัวฝึกตน เปลี่ยนความคิดถึงเป็นแรงจูงใจในการฝึกบำเพ็ญ ฝึกบำเพ็ญทั้งวันทั้งคืนไม่ฟังข่าวคราวภายนอก และไม่คิดถึงคนคนนั้น


กระทั่งช่วงนี้ออกจากการเก็บตัวฝึกบำเพ็ญ นางรู้ว่าภรรยาเขาตายไปตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเรื่องที่นางส่งคนไปลักพาคนมา


นึกถึงตรงนี้แล้ว หลินป๋อเหิงก็ถอนใจเบาๆ “ซู่ซี ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ ซานหยวนเขารู้ใจเจ้าดี แต่ความละอายใจทำให้เขาไม่อาจสู้หน้าเจ้า กว่าสิบปีเจ้ายังรอได้ เวลาแค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก”


ตอนที่ 500: เหงื่อโซมกาย


“ข้ารู้” คิ้วนางคลายออก เผยรอยยิ้มอ่อนโยน “ตอนนี้ได้เห็นเขาอยู่ข้างกาย ข้าก็มีความสุขแล้ว”


ได้ยินเช่นนี้ หลินป๋อเหิงมองนางด้วยสีหน้าประหลาดอยู่บ้าง กระแอมไอถามว่า “ตอนนี้เขาเป็นแค่ตาแก่ เจ้ายังชอบเขาจริงหรือ? แม้บอกว่าพวกเจ้าสองคนอายุห่างกันแค่สิบปี แต่รูปลักษณ์เจ้าจะคงอยู่ตลอดไปไม่เปลี่ยนแปลง เขากลับไม่เหมือนกัน หรือเจ้าจะลองคิดอีกที?”


เอาเถอะ! อันที่จริงเขาก็ไม่เข้าใจว่าน้องสาวตนชอบซานหยวนตรงไหนกันแน่? ตอนวัยหนุ่มรูปลักษณ์ภายนอกยังดูดี แต่ตอนนี้อายุหกสิบกว่าแล้ว ทำไมนางยังรักตาเฒ่านี่อีก?


หนำซ้ำเขาไม่อยากพูด! แต่ตอนนี้รูปลักษณ์ทั้งสองคนแตกต่างกันเกินไป เห็นแล้วน่าอึดอัดใจมากจริงๆ เพราะซานหยวนแก่ถึงเพียงนี้ ซู่ซีกลับยังอ่อนเยาว์ หลายปีนี้แม้รู้ว่าภรรยาเขาจากไป หลินป๋อเหิงจึงยังไม่บอกซู่ซีมาตลอด แต่ใครจะรู้…


ใครจะรู้ว่าซู่ซียิ้มขึ้นเล็กน้อย มองหลินป๋อเหิงพลางบอกว่า “พี่ใหญ่ เขายังเป็นพี่ซานหยวนเสมอ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”


“เฮ้อ! ช่างมันเถอะ ช่างมันเถอะ ตามใจเจ้าแล้วกัน! อย่างไรเสียเจ้าก็จับตัวมาแล้ว ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย” เขาพูดพลางโบกๆมือ กิริยาพลันชะงักไป บอกว่า “ดูซิ โดนเรื่องเจ้ามารบกวน แทบจะลืมเรื่องสำคัญไปเลย”


“เรื่องสำคัญอะไร?” นางเอ่ยปากถาม


“ข้าจะไปเรียกซานหยวนออกมา เรื่องนี้เป็นเรื่องทางด้านตระกูลเฟิ่ง” หลินป๋อเหิงกล่าว ยิ้มพลางเดินไปทางประตูที่ปิดสนิทและตะโกนว่า “ซานหยวน รีบออกมาเถอะ ข้ามีข่าวดีมาบอกเจ้า”


“พี่ใหญ่ ท่าน ท่านมีอะไรก็บอกมา ตรงนี้ข้าฟังได้ยินอยู่ จะไม่ออกไปหรอก” ผู้เฒ่าเฟิ่งที่หลบอยู่ด้านในกันตรงประตูไว้ แล้วดื่มเหล้าเพื่อปลอบขวัญ ใบหน้าชราแดงก่ำ มือเท้าสั่นเทาเล็กน้อย เหมือนจะตกใจมากจริงๆ


ไม่ตกใจได้ด้วยหรือ? เขาแก่ชราแล้วจึง.อดตกใจไม่ได้จริงๆ


ได้ยินเสียงเขาด้านในสั่นเครือเล็กน้อย หลินป๋อเหิงก็หันกลับมามองน้องสาวตาเขียวว่าทำให้คนตกใจเสียจนพูดจายังเสียงสั่น


ซู่ซีเพิ่งถูกเขาทำให้โกรธ ถึงจะพูดออกไปเช่นนั้น ยามนี้ใจเย็นลงแล้วก็รู้สึกขอโทษพอควร ยิ่งเห็นเขาตกใจเพราะคำพูดนางจริงๆ ทันใดนั้นจึงทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง


นางไม่อยากทำให้เขาตกใจจริงๆ


“พี่ซานหยวน ท่านออกมาเถอะ! ข้าแค่พูดเล่น” นางเอ่ยปากด้วยความเสียใจ


ผู้เฒ่าเฟิ่งด้านในนั่งบังประตูอยู่บนพื้น อ้อมแขนกอดน้ำเต้าดื่มเหล้าอีกสองสามอึก ได้ยินคำนางก็ส่ายหน้าตามสัญชาตญาณ “ไม่ ตีให้ตายข้าก็ไม่ออกไป!”


เห็นเช่นนี้ ซู่ซีจึงมองพี่ชายอย่างขอความช่วยเหลือ


“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ! ข้าจะลองคุยกับเขา” หลินป๋อเหิงยิ้มๆ โบกมือให้สัญญาณนางออกไปก่อน


“ก็ได้!” เมื่อไม่มีทางเลือกก็ทำได้เพียงขานรับ ทว่าคิดๆแล้วนางยังบอกอย่างไม่วางใจ “แต่พี่ใหญ่ ท่านอย่าให้พี่ซานหยวนไปนะ หากปล่อยไปจริงเขาจะต้องไปซ่อนตัวแน่ๆ”


“รู้แล้ว รู้แล้ว


ในใจหลินป๋อเหิงแอบทอดถอนใจ เห็นนางจากไปแล้วถึงจะส่ายหน้า แล้วเคาะประตู “ซานหยวน ซู่ซีไปแล้ว เจ้าเปิดประตูเถอะ ข้ามีเรื่องจะบอกจริงๆ เป็นเรื่องตระกูลเฟิ่งพวกเจ้า”


ผู้เฒ่าเฟิ่งในบ้านได้ยิน นึกถึงเรื่องทางด้านตระกูลเฟิ่งก็เป็นกังวล จึงถามทันใด “นางไปแล้วจริงหรือ?”


“อืม ไปแล้ว” หลินป๋อเหิงยิ้มรับ


ได้ยินแล้วผู้เฒ่าเฟิ่งด้านในถึงจะย้ายโต๊ะเก้าอี้ที่กั้นประตูไว้ออก เปิดประตูอย่างระมัดระวัง แล้วชะโงกหน้าออกมามองสักพัก หลังจากแน่ใจว่าไม่เห็นนางถึงถอนหายใจออกมาเบาๆ


“ฮู่! ข้าตกใจจนเหงื่อออกท่วมตัวเลย”


จบตอน

Comments