feng ep501-520

ตอนที่ 501: รู้ข่าวด้วยความประหลาดใจ


เห็นท่าทางเขา หลินป๋อเหิงก็หลุดหัวเราะพร้อมส่ายหน้า “เจ้านี่! ตัวอยู่ในความสุขกลับไม่รู้คุณค่า ซู่ซีไม่ดีตรงไหน? ถึงทำให้เจ้าต้องหลบราวกับเจองูพิษ”


ผู้เฒ่าเฟิ่งฝืนยิ้ม “พี่ใหญ่ ท่านอย่าแกล้งข้าเลย ท่านรู้ชัดเจนว่าซู่ซีดีเกินไป ข้าไม่คู่ควรกับนางจริงๆ หนำซ้ำข้าเป็นแค่ตาแก่ ไหนเลยจะกล้าเพ้อฝันเรื่องนั้น?”


“งั้นเจ้าจะทำยังไง? ซู่ซีไม่ได้พูดเล่น นางรอเจ้าได้ตั้งหลายสิบปี และจะรอต่อไปตลอด เจ้าหาทางเอาเองเถอะ! เรื่องนี้ข้าช่วยไม่ได้” เขาสาวก้าวเดินเข้าไป เห็นเขาเคลื่อนย้ายโต๊ะเก้าอี้ในห้องเสียจนรกรุงรัง จึงส่ายหน้าโดยฉับพลัน บอกว่า “นั่งตรงลานบ้านข้างนอกดีกว่า! เจ้าดูสิที่นี่กลายเป็นอะไรไปแล้ว?”


พูดจบก็หมุนตัวเดินออกมานั่งลงยังโต๊ะหินในลานบ้าน ก่อนจะสั่งคนเตรียมส่งน้ำชาเข้ามา


ผู้เฒ่าเฟิ่งตามเข้ามานั่งลงตรงข้ามเขา เร่งรีบเอ่ยถามด้วยความวิตก “พี่ใหญ่ ท่านบอกว่ามีข่าวตระกูลเฟิ่ง? ยังไงเป็นข่าวอะไร? หลานสาวข้าตอนนี้เป็นยังไง? มู่หรงป๋อคนนั้นสบโอกาสที่ข้าไม่อยู่รังแกนางหรือเปล่า?”


ตั้งเขาถูกจับตัวมา ในใจก็คิดถึงเรื่องในตระกูลมาตลอด เฟิ่งเซียวปรากฏตัวไม่ได้ ต้องให้แม่หนูเฟิ่งไปทำเรื่องทุกอย่าง ไม่รู้ว่ามู่หรงป๋อจะใช้ลูกไม้อะไรมาจัดการนางอีกหรือไม่? แม้นางจะโดดเด่นแต่ถึงอย่างไรอายุยังน้อย ไหนเลยจะเป็นคู่ต่อสู้ของมู่หรงป๋อได้?”


“เหอะๆ หลานสาวเจ้าไม่ธรรมดาเลย!” หลินป๋อเหิงหัวเราะ มองเขาพลางบอกว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเวลาสั้นๆ หลายวันนี้แคว้นแสงสุริยันเกิดเรื่องพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินอะไรขึ้น?”


เห็นสีหน้าเขาตึงเครียด ในดวงตามีความกังวลที่ไม่อาจปิดบัง เขาจึงกล่าวอย่างไม่เล่นตัว “ไม่มีแคว้นแสงสุริยัน มู่หรงป๋อตายแล้ว ตระกูลเฟิ่งดูแลแคว้นแห่งนั้น เปลี่ยนนามแคว้นกลายเป็นราชวงศ์เฟิ่งหวง ผู้ครองแคว้นก็คือลูกชายเจ้าเฟิ่งเซียว ข่าวนี้ไม่กี่วันก็กระจายออกไป”


“อะ อะไรนะ? นี่ นี่เป็นไปได้ยังไง?” ผู้เฒ่าเฟิ่งสีหน้าตกตะลึง ในใจเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เพิ่งไม่นายเท่าไหร่มู่หรงป๋อก็ตายแล้วหรือ? หนำซ้ำแคว้นแสงสุริยันยังถูกเปลี่ยนเป็นราชวงศ์เฟิ่งหวง? กลายเป็นของตระกูลเฟิ่งพวกเขา? นี่ นี่เป็นไปได้ยังไง?


“เป็นไปไม่ได้อะไรเล่า? หลานสาวเจ้านั้นไม่ธรรมดา!” เขายิ้มๆ นำข่าวที่ต้องรู้เล่าให้เขาฟังอย่างละเอียด เมื่อเล่าถึงว่ามีผู้แข็งแกร่งออกหน้าช่วยพวกเขาสังหารผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณ สีหน้าเขาก็มีความแปลกใจบางส่วน


ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณนั้นเห็นได้ยากมาก แต่ผู้แข็งแกร่งที่เพียงดีดนิ้วก็สังหารตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณได้ยิ่งเห็นยากนัก บุคคลเช่นนั้นไม่ได้มาจากแคว้นธรรมดาธรรมดาแน่ แต่ลำพังแค่แคว้นเล็กระดับเก้า ตระกูลเฟิ่งที่ไม่อยู่ในสายตาใครทำไมถึงมีผู้แข็งแกร่งเช่นนั้นมาเยือน? ซ้ำยังยื่นมือมาปกป้องอีก?


ส่วนผู้เฒ่าเฟิ่งที่ฟังเขาเล่าเรื่องพวกนั้นจบก็มีสีหน้าตื่นตะลึง หัวใจราวกับมีคลื่นโหมกระหน่ำ ไม่คิด ไม่คิดเลย! แสงสุริยันเปลี่ยนเป็นราชวงศ์เฟิ่งหวง หนำซ้ำยังกลายเป็นของตระกูลเฟิ่งพวกเขา ผู้ครองแคว้นยังเป็นลูกชายเขาด้วย นี่ นี่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนฝันไปเลย?


เฟิ่งเซียวกับแม่หนูเฟิ่งสองคนนี้จะใจกล้าเกินไปแล้วกระมัง?


“หลังจากได้รับข่าวข้าก็เข้ามาบอกเจ้าเลย เจ้าจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงอยู่ตลอดว่าตระกูลเฟิ่งจะเกิดเรื่องอะไร ตอนนี้ได้ยินข่าวเจ้าคงวางใจแล้วสิ?” เขายิ้มๆ มองผู้เฒ่าเฟิ่งที่มีสีหน้ายากจะเชื่อ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะ


ชัดเจนว่าซานหยวนไม่มีฝีมือและความกล้าเช่นหลานสาว แม้เขาไม่เห็นนางกับตาตนเอง แต่จากฝีมือและการกระทำที่เฉียบขาดก็มองออกได้ว่าผู้หญิงคนนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่.นอน!


ตอนที่ 502: เจ้าก็ยอมตามนางเถอะ


ผ่านไปเนิ่นนานผู้เฒ่าเฟิ่งที่ใจเย็นลงก็พูดพึมพำว่า “จะวางใจได้อย่างไร? การดูแลแคว้นๆหนึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่ายเพียงนั้นเชียวหรือ? ผู้ใหญ่เจ้าน้ำตาอย่างเฟิ่งเซียวเป็นแค่แม่ทัพคนหนึ่ง หากต้องคิดแผนการหรือใช้กลยุทธ์เขายังทำไม่เป็นเลย ยามนี้กลายเป็นผู้ครองแคว้นเกรงว่าแคว้นรอบๆคงอยู่ไม่นิ่ง ไม่ได้ไม่ได้ ข้าต้องรีบกลับไป ไม่กลับไปข้าก็ไม่วางใจหรอก!”


“เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ? ยามนี้กำลังลูกชายแกร่งกว่าเจ้า เขากลายเป็นจักรพรรดินักรบ หนำซ้ำคืนนั้นที่บรรลุขั้นยังมีคำอวยพรจากสวรรค์ ตำแหน่งผู้ครองแคว้นนี้เขานั่งได้อย่างมั่นคง เจ้าไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะทำให้ตำแหน่งเขาสั่นคลอน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผู้แข็งแกร่งคนนั้นอยู่ แคว้นเล็กรอบๆพวกนั้นไม่กล้าโจมตีราชวงศ์เฟิ่งหวงเจ้าหรอก”


หลินป๋อเหิงพูดจบ ก็กล่าวต่อไปว่า “ตามข่าวที่ส่งกลับมา ในความคิดข้าลูกชายกับหลานสาวเจ้าไม่ได้ไร้ประโยชน์เพียงนั้นอย่างเจ้าว่า คนของข้าบอกว่าราชวงศ์เฟิ่งหวงยามนี้มั่นคงในทุกๆด้าน หลังจากรู้เรื่องแคว้นเล็กๆรอบข้างก็ส่งคนเข้าไปมอบของขวัญแสดงความยินดี สามารถสร้างความมั่นคงทั้งภายในและนอกในเวลาสั้นๆเช่นนี้ได้ นอกจากความสามารถของลูกชายกับหลานสาวเจ้า ก็เป็นเพราะพวกเจ้ามีผู้แข็งแกร่งไม่น้อยคอยพิทักษ์”


“บอกว่ายังมีผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังอีกสี่คนไม่ใช่หรือ? ในแคว้นเล็กระดับเก้ามีผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังถึงสี่คนกองทัพทั่วไปไม่อาจต้านทานเทียบได้แน่นอน ดังนั้นเจ้าก็อยู่ที่นี่อย่างสบายใจเถอะ! อย่าคิดจะไปเลย ข้าเพิ่งได้ยินตอนซู่ซีออกไปยังกำชับข้าว่าจะปล่อยเจ้าแอบหนีไปไม่ได้ ข้าเป็นพี่ใหญ่จะทำให้นางผิดหวังไม่ได้แน่”


“พี่ใหญ่ งั้นท่านทนให้ข้าผิดหวังได้หรือ?” ผู้เฒ่าเฟิ่งอยากจะร้องไห้กลับไม่มีน้ำตา เดิมคิดจะสบโอกาสนี้กลับไป ใครจะรู้ว่าราชวงศ์เฟิ่งหวงจะมั่นคงสงบสุข และไม่ต้องการให้คนแก่อย่างเขาช่วยออกนั่งบัญชาการ พวกเขายังคิดจะให้เขาอยู่ที่นี่ ยังมีซู่ซีคนนั้นอีก แค่ลองคิดเขาก็ด้านชาไปทั้งหนังศีรษะแล้ว


“ข้าเป็นแค่ตาเฒ่าคนหนึ่ง ไม่คู่ควรกับซู่ซีจริงๆ พี่ใหญ่ ท่านชี้แนะนางหน่อยเถอะ!” ในเมืองอวิ๋นเยวี่ยเขาเดินได้อย่างอกผายไหล่ผึ่ง แต่มาถึงที่นี่กำลังแค่นั้นกลับไม่มากพอให้พวกเขาเชยชม ทำให้เขาแม้อยากจะหนียังไม่มีโอกาส


คิดๆแล้วก็น่าวิตก หากซู่ซีกลัวเขาแอบหนีไปจนต้องมาคุมตัวเขาไปกราบไหว้ฟ้าดินเพื่อแต่งงานจะทำยังไง? แค่คิดเขาก็เหงื่อออกท่วม มือเท้าสั่นเทิ้ม


“อืม ข้าก็บอกว่าเจ้าเป็นแค่ตาเฒ่าคนหนึ่ง ดูแล้วยังแก่กว่าข้า แต่ใครใช้ให้นางดื้อรั้นนักเล่า? ที่ควรแนะนำก็พูดไปหมดแล้ว ในเมื่อชี้แนะนางไม่ได้ดังนั้นพี่ใหญ่อย่างข้าจึงอยากแนะนำเจ้าเสียหน่อย ยากนักที่ซู่ซีจะจริงใจกับเจ้า งั้นเจ้าก็ยอมตามนางไปเถอะ!”


พูดถึงเขา แม้แต่ตนเองยังหัวเราะขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เอาเถอะ! เขาก็คิดว่าสองคนนี้มองยังไงก็แปลกอย่างงั้น ไม่เหมาะสมกันเท่าไหร่จริงๆ แต่บนโลกใบนี้ก็ไม่เคยได้ยินว่ามียาอายุวัฒนะหรือยาอะไรที่ทำให้คนกลับมาหนุ่มสาวได้? ไม่งั้นเขาก็ช่วยซานหยวนหามาได้ เช่นนี้เดาว่าในใจเขาคงรู้สึกดีขึ้นบ้าง


“พี่ใหญ่!”


ผู้เฒ่าเฟิ่งหมดคำพูด ทนกับการล้อเล่นของเขาไม่ได้จริงๆ เรื่องนี้ไม่ตลกแต่น่าขายหน้าเกินไป เขาไม่มีหน้าจะสู้จริงๆ


ในเมื่อแบบนี้ไม่ได้ผล งั้นค่อยลองคิดหาวิธีอื่นก็ได้ เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะหนีออกไปจากตระกูลหลินนี้ไม่ได้จริงๆ


ในใจคิดวางแผน ใบหน้ากลับไม่แสดงออกสักนิด เขามองหลินป๋อเหิงที่นั่งดื่มชาอยู่ตรงข้าม ในดวงตาเฉลียวฉลาดฉายประกายผ่าน ถามว่า “พี่ใหญ่ ข้ามาที่นี่ได้ระยะหนึ่ง คงจะออกไปเดินเล่นได้แล้วกระมัง?”


ตอนที่ 503: เข้าสู่แคว้นมหาสันติ


หลินป๋อเหิงใช้ชีวิตใกล้จะร้อยปีแล้ว จะไม่รู้ได้หรือว่าในใจเขากำลังวางแผนอะไร? เขาเพียงมองซานหยวนแวบหนึ่ง บอกยิ้มๆว่า “เรื่องนี้ได้แน่นอน เจ้าจะออกไปก็ให้ซู่ซีไปเป็นเพื่อนแล้วกัน! เจ้าไม่ได้มาตั้งหลายปีเพียงนี้ที่นี่เปลี่ยนไปมากนัก ไปเดินดูเดินเล่นเสียหน่อยก็ดีเหมือนกัน”


“พี่ใหญ่ บอกตามความจริง! ตอนนี้ข้าเห็นซู่ซีก็คิดเพียงจะหลบซ่อน ข้ากลัวนางมากจริงๆ” ผู้เฒ่าเฟิ่งไม่ได้ดื่มชา แต่หยิบน้ำเต้าเหล้ามาดื่ม บอกว่า “ท่านว่าหากให้ลูกชายกับหลานสาวข้ารู้เรื่องนี้ ข้าจะเอาหน้าแก่ๆนี้ไปไว้ที่ใด?”


ได้ยินคำพูดนี้หลินป๋อเหิงก็ไม่ค่อยชอบใจนัก จึงทำหน้าถมึงทึงขึ้นทันใด “ทำไม? น้องสาวข้าซู่ซีไม่เข้าตาเจ้าถึงเพียงนั้นเชียว? เจ้าเสียหน้าหรือ? เจ้าไม่ลองคิดเล่าว่าใครให้นางรอตั้งหลายปีเพียงนี้ เจ้าคิดถึงแต่หน้าแก่ๆของเจ้า ทำไมไม่ลองคิดว่าหลายปีนี้ผู้หญิงคนเดียวอย่างซู่ซีต้องทนรับคำครหามาเท่าไหร่? ทำไมไม่ลองคิดว่านางทำถึงขนาดนี้ต้องยากเย็นเพียงใด?”


“พี่ใหญ่ ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” ผู้เฒ่าเฟิ่งทอดถอนใจ ไม่รู้จะพูดยังไงดีแล้ว หากพูดต่อไปจะกลายเป็นยิ่งพูดยิ่งวุ่นวาย


หลินป๋อเหิงวางถ้วยชาลงลุกยืนขึ้น บอกว่า “ป่าแห่งนี้เจ้าเองก็คุ้นเคย นอกจากไม่หวังให้เจ้าไปภายในจวนก็เดินเหินได้ไม่จำกัด เจ้าอยากเดินไปไหนก็ไป อยากไปดูที่ไหนก็ไป ข้ากำชับไว้อย่างดี คนในจวนไม่กล้าไม่เคารพเจ้า ยังมีอะไรไม่พอใจอีก?”


“นอกนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น พวกเราพี่น้องไม่เจอกันตั้งหลายปีเช่นนี้ ยามนี้เจ้าอยู่ในตระกูลหลินก็ควรหาโอกาสมารวมตัวกันดื่มเหล้าเสียหน่อยใช่หรือไม่? แล้วดูสิเจ้าเหมือนอะไร? หลบอยู่ในเรือนนี้ทั้งวันไม่ออกไป ข้าละอายใจแทนเจ้านัก”


“อีกอย่าง ไม่ได้เจอซู่ซีมาหลายปีเจ้าจะไม่คุยกับนางดีๆหน่อยหรือ? ลองถามนางว่าหลายปีนี้เป็นยังไงบ้าง? เจ้าเองก็ลองคิดดีๆเถอะ! อย่าคิดแต่จะหนี หากเจ้าหนีไปข้าจะช่วยซู่ซีไปจับตัวถึงราชวงศ์เฟิ่งหวง”


หลังจากพูดเป็นชุดๆ หลินป๋อเหิงก็ไม่ได้หยุดลง แต่ก้าวเดินจากไป คิดจะให้ตัวเขาเองลองไตร่ตรองดีๆ


ผู้เฒ่าเฟิ่งถอนใจ นั่งดื่มเหล้าในลานบ้าน องครักษ์ลับพวกนั้นในมุมมืดเห็นแล้วก็มองหน้ากัน ไม่รู้จริงๆว่าเรื่องดีๆเช่นนี้มีอะไรยุ่งยากนัก


ผ่านไปสองสามวันเรื่องเหาะลำหนึ่งค่อยๆเข้าใกล้ชายแดนแคว้นมหาสันติ เดิมทีเฟิ่งจิ่วไม่อยากดึงดูดความสนใจเกินไปนัก เลยจะให้พวกเขาลงจากเรือเหาะให้หมดแล้วเดินหน้าไปบริเวณประตูเมือง ใครจะรู้ว่าหลิงโม่หานกลับบอกว่าไม่ต้องรีบ ดังนั้นเรือเหาะจึงจอดอยู่นอกประตูเมืองนั้นทันที


สำหรับแคว้นระดับสามเรือเหาะเป็นอะไรที่เห็นบ่อยมาก ไม่เหมือนกับคนแคว้นเล็กระดับเก้าที่เห็นว่ามีเรือเหาะก็จะเข้ามาล้อม แต่ยังโดนคนรอบข้างพินิจมองเหมือนเดิม เพราะนอกจากเรือเหาะลำหรูหรา เสื้อผ้าการแต่งตัว และรูปโฉมท่าทางพวกเขาล้วนโดดเด่นอย่างยิ่ง ไม่อยากดึงดูดความสนใจนั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ค่อยได้จริงๆ


คนคุ้มกันเมืองก็เห็นพวกเขาเป็นลูกชายจากตระกูลสูงศักดิ์ ด้วยเหตุนี้เมื่อพวกเขาเดินไปใกล้ๆ คนที่รับผิดชอบตรวจสอบตัวตนจึงอำนวยความสะดวกให้พวกเขามายังด้านหน้าป้ายหยกตรวจสอบตัวตนโดยไม่ต้องคัดออก


หลิงโม่หานยืนอยู่ข้างกายเฟิ่งจิ่วตลอดไม่เดินหน้าเข้าไป มีเพียงฮุยหลางเดินไปข้างหน้า หลังจากยื่นของบางอย่างคนที่คุ้มกันประตูเมืองก็มีท่าทีตกใจ คาราวะพวกเขาด้วยความเคารพ ก่อนจะเปิดประตูให้พวกเขาเข้าไปก่อนอย่างรวดเร็ว


ท่าทางยำเกรงของทหารอารักขา รวมถึงความสะดวกสบายที่ไม่ต้องตรวจสอบตัวตนอื่นๆ ก็เข้าไปได้ทันที ทำให้คนพวกนั้นที่ยังต่อแถวอิจฉาขึ้นมาอย่างอดไม่ได้


ตอนที่ 504: เสน่ห์ไร้ที่ติ


“ของอะไรของพวกท่านน่ะ? ทำไมแค่เอาออกมาก็เข้ามาได้ทันทีโดยไม่แม้แต่จะต้องถามอะไรเลย?” เฟิ่งจิ่วที่เข้ามาในเมืองพลิกตัวขึ้นนั่งขี่บนหลังเหล่าไป๋ ชุดสีแดงม้าสีขาวช่างงดงามเสียไม่มี


ในใจมีความอยากรู้อยากเห็น ตอนนั้นก็เห็นของที่ฮุยหลางถือไว้ไม่ชัด รู้เพียงว่าคล้ายกับป้ายหยกชิ้นหนึ่ง เป็นป้ายหยกแสดงตัวตนแบบไหนถึงทำให้ทหารอารักขาตรงประตูเมืองเผยท่าทียำเกรงเช่นนั้นได้?


“แน่นอนว่าเป็นของแทนตัวตนข้า” เขาเหลือบมองนางผู้แพรวพราวน่าหลงใหลที่นั่งขี่อยู่บนม้า เพียงคิดว่าชุดสีแดงกับม้าสีขาวช่างเหมาะสมกับนางมากจริงๆ


โดยเฉพาะที่นางแต่งกายชุดผู้ชาย ท่าทาง.องอาจห้าวหาญ แต่กลับยังมีกลิ่นอายที่ชั่วร้ายทรงเสน่ห์ หางตาเชิดขึ้นน้อยๆ มนตร์เสน่ห์ที่แผ่ออกมาจากแววตาราวกับทำให้สวรรค์ปั่นป่วน นางที่รู้แจ้งว่าเสน่ห์อันไร้ที่ติของตนฆ่าได้ทั้งชายหญิงยามนี้นั่งขี่บนหลังม้า ซ้ำยังโปรยเสน่ห์ผ่านดวงตาแวววาวไปทางเหล่าสาวน้อยวัยแรกแย้มสองข้างทางบ่อยครั้ง เขามองเสียจนทั้งใบหน้าดำคร่ำเครียดขึ้นมา


ผู้หญิงคนนี้เดินไปเดินมาด้วยตัวตนที่แต่งเป็นชาย เป็นดังคำนางพูดตามคาด เพื่อออกมายั่วยวนไปทั่วหนแห่ง


แววตาลึกล้ำกวาดมองผ่านถนนใหญ่ที่คึกคักตรงหน้า แล้วหยุดลงตรงโรงเหล้าแห่งหนึ่งที่ห่างออกไปประมาณร้อยเมตร ในน้ำเสียงทุ้มต่ำมีความเย็นเยียบ “ไปนั่งทางนั้นสักพักก่อน ให้ฮุยหลางไปซื้อแผนที่อาณาเขตแคว้นมหาสันติ พวกเราจะได้รู้ว่าสมาคมนักปรุงยาอยู่ที่ไหน”


ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วที่นั่งบนหลังเหล่าไป๋อย่างเอ้อระเหยก็กระพริบตา กำลังจะขานรับก็เห็นข้าวของกองหนึ่งโยนมาทางเธอ จึงรับไว้ตามสัญชาตญาณ เมื่อก้มหน้ามองก็อึ้งไปพักหนึ่ง มันคือผ้าเช็ดหน้าที่ห่อพวกผลไม้ตามฤดูกาลไว้


เธอเงยหน้ามองไปรอบๆ เพียงเห็นผู้หญิงสองสามคนตรงชั้นสองข้างๆ มองมาอย่างเขินอายแต่ดวงตาเป็นประกาย เมื่อเห็นเธอมองไปผู้หญิงพวกนั้นจึงส่งรอยยิ้มเหนียมอายมาให้


เห็นเช่นนี้ดวงตาวงคิ้วเธอก็เลิกขึ้นน้อยๆ มุมปากยกขึ้นเบาๆ แล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้มน่าหลงใหล ไม่ทันไรยังหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ห่อชมพู่น้ำดอกไม้ขึ้นมาดมกลิ่นสักพักด้วยสีหน้าสุขสำราญ ทำให้ผู้หญิงพวกนั้นดีใจเสียจนร้องเสียงหลง ก่อนจะนำผ้าเช็ดหน้าในมือห่อพวกผลหมากรากไม้โยนมาทางเธออย่างบ้าคลั่งอยู่บ้าง


ทันใดนั้นบนถนนใหญ่ก็ปรากฏภาพที่น่าตกตะลึง เพียงเห็นผู้หญิงข้างทาง หรือแม้แต่หญิงสาววัยแรกแย้มพวกนั้นบนตึกร้านค้าโรงน้ำชาสองฝั่งต่างพากันใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อผลไม้ฟักแฟงโยนไปหาคุณชายสูงศักดิ์ชุดแดงผู้หล่อเหลาที่นั่งขี่บนหลังม้าขาว


เพื่อไม่ให้โดนชนเฟิ่งจิ่วทำได้เพียงยื่นมือไปรับมาเก็บลงกระเป๋าทีละชิ้นสองชิ้น เปิดออกดูล้วนเป็นของจำพวกผลไม้ต่างๆ เห็นเช่นนี้บนใบหน้ารูปงามจึงมีความภาคภูมิใจน้อยๆอย่าง.อดไม่ได้ เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าช่างมีเสน่ห์ไร้ที่ติดังคาด ผลหมากรากไม้ตั้งมากมายเพียงนี้ ไม่ต้องซื้อแล้วล่ะ”


เหลิ่งหวาหยิบผลไม้พวกนั้นมาใส่ตะกร้าด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้ม เก็บเสียจนตะกร้าเต็มไปด้วยสีแดงสีเขียว รวมถึงผ้าเช็ดหน้าพวกนั้น ทำให้พวกเจ้าของร้านค้าสองฝั่งและหาบเร่บนถนนหนทางพากันส่งเสียงกระซิบกระซาบอย่างแปลกใจในทันใด


“นั่นใครกัน? เป็นคุณชายสูงศักดิ์รูปงามมาจากไหน? คนพวกนี้ดูแล้วคงเพิ่งเข้าเมืองมากระมัง? ทำให้ผู้หญิงกว่าครึ่งเมืองต่างวิ่งออกมา ช่างมีความสามารถจริงๆ”


ฮุยหลางกับอิ่งอีข้างๆ เห็นแล้วมุมปากกระตุก เห็นสีหน้าที่ถมึงทึงของนายท่าน ทั่วร่างมีไอเย็นหนาวเหน็บผุดขึ้น จึงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้างโดยฉับพลัน


ภูตหมอนี่จริงๆเลย ชัดเจนว่าเป็นผู้หญิงกลับไม่ชอบกระโปรงผู้หญิงแต่ชอบเสื้อผ้าผู้ชาย เปลี่ยนเป็นชุดผู้ชายก็เปลี่ยนไปเถอะ! แต่การเกี้ยวพาผู้หญิงพวกนั้นระหว่างทางนี่มันเรื่องอะไรกัน หากหญิงพวกนั้นรู้ว่าคุณชายสูงศักดิ์ที่ทำให้พวกนางหลงจนหัวปั่นแท้จริงแล้วเป็นผู้หญิง ไม่รู้จริงๆว่าสีหน้าจะประหลาดใจเพียงใด?


ตอนที่ 505: อบอุ่นดั่งไฟ


พวกเขามาถึงโรงเหล้าอย่างยากเย็น เฟิ่งจิ่วส่งเหล่าไป๋ให้เสี่ยวเอ้อร์พาไปล่ามไว้ข้างๆ ส่วนอสูรกลืนเมฆาน้อยก็ตามอยู่ข้างกายวิ่งไปด้านใน เมื่อหันกลับไปมองก็สะดุ้งตกใจเสียดื้อๆ ด้านหลังมีสาวน้อยวัยแรกแย้มกว่าสิบคน แต่ละคนมองเธอด้วยดวงตาฉายแววชื่นชม ทำให้รอยยิ้มมุมปากเธอแข็งทื่อไปทันที


“คุณชาย ท่านมาจากไหนเจ้าคะ?”


“คุณชาย บ้านข้าเปิดโรงเตี๊ยมอยู่ข้างหน้า หากคุณชายเข้าพักข้าจะไม่เก็บเงินก็ได้นะเจ้าคะ”


“คุณชาย ตระกูลข้าเป็นครอบครัวใหญ่ในเมือง มีเรือนสองสามหลังยังไม่มีใครอยู่ คุณชายจะเข้าไปพักในจวนข้าชั่วคราวไหมเจ้าคะ?”


“คุณชาย…”


ทุกการถามไถ่มีความกระตือรือร้นและตื่นเต้น แต่ละคนล้วนล้อมตรงเข้ามา ถูกดวงตาแต่ละคู่นั้นมองด้วยความรักใคร่เสน่หา เฟิ่งจิ่วยิ้มหน้าเจื่อนๆ มองหลิงโม่หานอย่างขอความช่วยเหลือ ใครจะรู้ว่าเขาแค่นเสียงเย็น แล้วสาวก้าวเดินเข้าไป


“น้ำใจของแม่นางทั้งหลายข้าขอรับไว้ด้วยใจ เชิญทุกท่านกลับไปเถอะขอรับ!” หลังจากเธอส่งยิ้มให้พวกนางก็ทิ้งคำพูดไว้อย่างลนลาน รีบร้อนเข้าโรงเหล้าไปยังห้องปีกชั้นสอง


ฮุยหลางยืนขวางไว้ กระทั่งเฟิ่งจิ่วขึ้นชั้นสองและเข้าห้องไป พวกเขาถึงจะหันตัวเดินตามไป


ผู้หญิงพวกนั้นเห็นเช่นนี้ถึงจะค่อยๆแยกย้าย แต่มีหนึ่งถึงสองคนยังคงเฝ้าอยู่นอกประตูไม่ยอมออกไป มองชั้นสองเช่นนั้นบ่อยครั้ง หวังว่าเฟิ่งจิ่วเดินออกมาอีกครั้ง จะได้ทำให้พวกเขาถูกใจ


มาถึงห้องปีกและนั่งลงข้างโต๊ะ เฟิ่งจิ่วถอนหายใจเบาๆ “แม่นางในเมืองนี้ช่างกระตือรือร้นจริงๆ” ซ้ำยังทำให้เธอตกใจนิดหน่อยจริงๆ ทำไมแต่ละคนถึงไล่ตามมากันหมดนะ?


“เจ้าพอใจนักไม่ใช่หรือ?” หลิงโม่หานกวาดมองนาง พลางกล่าวอย่างเย็นชา


“ยากจะยอมรับน้ำใจสาวงาม มากไปก็ไม่ดี เดี๋ยวเก็บไม่ไหว!” เธอยิ้มๆแล้วรินน้ำดื่ม


ยามนี้เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาสองคนเดินเข้ามา ส่วนอิ่งอีเฝ้านอกห้อง ฮุยหลางไปซื้อแผนที่แคว้นมหาสันติ


“นายท่าน ข้าล้างพวกผลไม้หมดแล้วขอรับ” เหลิ่งหวาวางผลไม้ในตะกร้าที่ล้างเรียบร้อยลงบนโต๊ะ จากนั้นค่อยถอยไปข้างๆ


“ไม่น้อยเลยจริงๆ” เธอผลไม้ชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน พลางบอกเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาว่า “หยิบเองเลย มากมายเพียงนี้ข้ากินไม่หมดหรอก” พูดจบก็ยื่นชิ้นหนึ่งให้หลิงโม่หานที่นั่งข้างๆกัน “นี่ คนที่ชื่นชอบข้าให้มา”


“ไม่ต้องหรอก” เขารินน้ำดื่ม หลับตาลงไม่มองนางและไม่รับผลไม้ชิ้นนั้น


เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ไม่ฝืนใจ หลังจากกินผลไม้ไปสองชิ้น กับข้าวบนโต๊ะก็ยกมาเกือบครบ เพราะมีไม่กี่คนเธอจึงให้เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวานั่งลงกินด้วยกัน และตะโกนไปด้านนอกว่า “อิ่งอี เข้ามากินด้วยกันสิ! พวกเรากินไปพลางรอฮุยพลางก็ได้”


อิ่งอีด้านนอกไม่กล้าเข้าไป ให้กินข้าวร่วมโต๊ะกับนายท่านเนี่ยนะ? เขากินลงก็แปลกแล้ว


“ไม่ต้องหรอก พวกเขาหิวก็หากินเองได้” หลิงโม่หานเอ่ย แล้วรินเหล้ากินคู่กับอาหาร


เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาไม่ได้เคร่งครัดมากเช่นพวกเขา เฟิ่งจิ่วให้นั่งกินด้วยพวกเขาจึงไม่เกรงใจ อยากกินอะไรก็คีบอันนั้น ช้ากว่าที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ ฮุยกลางรอจนพวกเขากินอิ่มถึงจะกลับมา


“นายท่าน ภูตหมอ นี่คือแผนที่แคว้นมหาสันติ บนนี้มีที่อยู่ของสมาคมนักปรุงยาด้วย อยู่ตรงนี้ขอรับ ข้าดูแล้วหากพวกเรานั่งเรือเหาะไปแค่ครึ่งวันก็ถึง” เขาพูดพลางชี้สถานที่หนึ่งในแผนที่ที่ทำเครื่องหมายไว้


“อืม เช่นนั้นหลังกินข้าวพวกเราก็ไปกันเถอะ!”


เธอไม่อยากอยู่ที่นี่นานเกินไป หลังจากรับเหรียญตรายาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ยังต้องสอบถามข่าวคราวท่านปู่อีก!


ตอนที่ 506: ตลาดมืดแคว้นมหาสันติ


ฮุยหลางกับอิ่งอีสั่งกับข้าวสองสามอย่าง หลังจากรอทั้งสองกินเสร็จพวกเขาก็จากไปอีกครั้ง ครั้งนี้เพราะเข้ามาชายแดนแคว้นมหาสันติแล้ว จึงหยิบเรือเหาะออกมาใช้ทันที


เฟิ่งจิ่วสะบัดแขนเสื้อเรือเหาะลำหรูหราก็ปรากฏ ในขณะที่ผู้คนส่งเสียงประหลาดใจพวกเขาขึ้นเรือไปตามๆ กัน เหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆาตัวน้อยกระโจนขึ้นไปเองอย่างเคยชิน แล้วหาตำแหน่งที่นอนลง


“ดูสิ! เรือเหาะลำนั้นหรูหรานัก คนพวกนั้นมาจากตระกูลสูงศักดิ์จริงๆ มีเพียงคนจากตระกูลสูงศักดิ์ถึงจะสามารถซื้อเรือเหาะลำหรูหราเช่นนั้นได้!”


“ท่าทางคุณชายชุดแดงโดดเด่นเช่นนั้น ดูแล้วไม่ใช่คนตระกูลธรรมดา”


“จริงด้วย พวกเจ้าดูพวกเขาเหล่านั้นสิ แต่ละคนดูไม่น่ายุแหย่ โดยเฉพาะชายที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราคนนั้น ไอเย็นทั่วร่างน่าสะพรึงยิ่ง”


เห็นคนพวกนั้นนั่งเรือเหาะลำหรูหราจากไป เหล่าหญิงสาวเต็มไปด้วยความเศร้าใจ คนเช่นนั้นโดดเด่นยิ่งนัก ต่างจากพวกนางคนละโลกเลย…


เวลาครึ่งวันพวกเขาก็มาถึงเมืองที่ตั้งสมาคมนักปรุงยา ลงจากเรือเหาะตรงประตูเมือง แล้วเดินเท้าเข้าไป


อาจเพราะโดนผู้หญิงแทบชายแดนทำให้ตกใจ เฟิ่งจิ่วจึงไม่กล้านั่งบนหลังเหล่าไป๋และแสร้งทำเป็นดูดี เพียงส่งเหล่าไป๋ให้เหลิ่งหวาจูง ส่วนอสูรกลืนเมฆาก็เดินตามอยู่ข้างๆอย่างเชื่องๆ รูปร่างกลมมนทั้งตัวขาวราวหิมะมักทำให้สายตาเหล่าสาวๆและเด็กน้อยต่างมองตาม


เฟิ่งจิ่วเห็นว่าตอนนี้เย็นแล้ว ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง จึงบอกว่า “ตอนนี้ท้องฟ้าเย็นค่ำแล้ว พวกเราหาที่พักสักคืนดีกว่า พรุ่งนี้เช้าค่อยไปกัน!”


“อืม” หลิงโม่หานขานรับ ส่งสัญญาณว่าไม่มีความเห็น


นายท่านทั้งสองล้วนไม่มีความเห็น พวกเขาด้านหลังยิ่งไม่มีความเห็นอย่างแน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงหาโรงเตี๊ยมที่ห่างจากสมาคมนักปรุงยาไม่ไกลนัก


หลังจากแบ่งห้องเรียบร้อย หลิงโม่หานคิดจะพานางออกไปเดินเล่นด้วยกัน ใครจะรู้ว่าเคาะประตูอยู่นานก็ไม่มีการตอบรับ ฮุยหลางจึงเข้าไปบอกว่า “นายท่าน ข้าน้อยเห็นภูต…” เขามองไปรอบๆ น้ำเสียงชะงักลง แล้วกลืนคำว่าภูตหมอลงไป เอ่ยว่า “เห็นคุณชายจิ่วพาพวกเขาสองคนไปเดินเล่นขอรับ”


ไม่พูดยังดีกว่า พูดไปสีหน้าหลิงโม่หานก็มืดลงทันใด กวาดมองเขาอย่างเย็นชา จากนั้นค่อยหมุนตัวกลับห้องไป


ฮุยหลางลูบๆจมูก มองอิ่งอีที่เฝ้าอยู่นอกประตูห้อง เอ่ยถามอย่างไร้เสียงว่า ‘ข้าพูดผิดอีกแล้วหรือ?’


อิ่งอีชำเลืองมองเขา แล้วละสายตาออกทันที


ส่วนทางอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่อารมณ์ดียิ่งพาเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวามาเดินเล่นบนถนนใหญ่ พูดกับเหลิ่งหวาว่า “เป็นยังไง? ข้างนอกนี้คึกคักกว่าใช่หรือไม่?”


เหลิ่งหวาสองตาเปล่งประกายดุจอัญมณี ท่าทางร่าเริงยากจะปิดบัง “อืม ขอบคุณนายท่านมากที่พาข้าออกมาขอรับ” ก่อนหน้านี้สุขภาพเขาไม่ดีจึงไม่อาจออกไปเดินเล่นมากๆได้ ภายหลังติดตามนายท่าน ส่วนใหญ่ก็อยู่แต่ในจวน นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาสถานที่เช่นนี้ และพบเห็นความรุ่งเรืองของแคว้นใหญ่


“ภายหลังยังมีโอกาสอีก” เธอหัวเราะเบาๆ แววตามองวนไปบนถนนใหญ่อย่างไร้จุดหมาย ทว่าเธอเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเหมือนมีทางต้องไป


สองคนด้านหลังตามไปเงียบๆโดยไม่ถามอะไรมาก กระทั่งเมื่อมาถึงสถานที่ที่ตรงประตูใหญ่แขวนอักษรสีทองตัวใหญ่เขียนว่าตลาดมืดฝีเท้าก็หยุดลง ยามนี้สองคนถึงจะรู้ว่าที่แท้นายท่านบอกว่าออกมาเดินเล่น คือจะมาตลาดมืด


“คุณชายท่านนี้ วันนี้พวกเราปิดตลาดแล้ว มีธุระอะไรค่อยมาพรุ่งนี้เถอะ” ยามเฝ้าประตูใหญ่ขวางทางเฟิ่งจิ่วไว้ เอ่ยอย่างเฉยชา


ตอนที่ 507: ป้ายประจำตลาดมืดออกโรง!


เฟิ่งจิ่วมองทั้งสองคน บอกว่า “ข้ามาหาผู้ดูแลพวกเจ้า” ระหว่างพูดก็ยื่นแผ่นป้ายไป


เมื่อทหารอารักขาเห็นแผ่นป้ายนั้น แววตาหดลง รีบร้อนใช้สองมือรับไปแล้วเอ่ยด้วยความเคารพ “เชิญคุณชายขอรับ ข้าน้อยจะไปรายงานผู้ดูแลเดี๋ยวนี้”


คนหนึ่งถือแผ่นป้ายไปรายงานผู้ดูแลอย่างรวดเร็ว อีกคนก็พาพวกเขาเข้าไป หลังจากส่งต่อให้คนด้านในทหารอารักขาก็ถอยออกไป คนด้านในพาพวกเขามายังห้องโถงวางเปล่า แล้วยกน้ำชากับขนมอบมาต้อนรับ


หลังจากผู้ดูแลที่กำลังพูดคุยกับชายวัยกลางคนสองคนในห้องปีกอีกห้องได้ยินเสียงเคาะประตู ก็สบถด่าโดยฉับพลัน “เจ้าพวกไร้มารยาท! ไม่รู้หรือว่าข้ากำลังรับรองแขกผู้มีเกียรติ?”


เสียงเคาะประตูด้านนอกชะงักไปพักหนึ่ง ทหารอารักขาลังเลสักพัก ยังคงรายงานว่า “ท่านผู้ดูแล มีคนถือป้ายประจำตลาดมืดมาขอพบท่านขอรับ”


ได้ยินเช่นนี้ผู้ดูแลด้านในแปลกใจเล็กน้อย มองสองคนที่เหลือเห็นพวกเขาพยักหน้า ถึงจะบอกว่า “เข้ามาสิ!”


ทหารอารักขาเข้ามาไม่กล้ามองสะเปะสะปะ เพียงยื่นป้ายประจำตลาดมืดในมือไปด้วยความยำเกรง “ท่านผู้ดูแล นี่คือป้ายประจำตลาดมืดพวกเรา ข้าน้อยไม่กล้าปล่อยปละละเลย จึงให้คนพาพวกเขาไปยังห้องโถงใหญ่แล้วขอรับ”


ผู้ดูแลรับมาดู เห็นเป็นแผ่นป้ายตลาดมืดพวกเขาที่แทนตัวแขกผู้มีเกียรติจึงแปลกใจอย่างอดไม่ได้ แล้วยื่นแผ่นป้ายนั้นให้สองคนที่นั่งข้างๆ ขณะเดียวกันก็ถามว่า “ผู้ที่ถือป้ายประจำตลาดมืดนี้มาเป็นคนเช่นไรหรือ?”


“เป็นคุณชายชุดแดงที่หน้าตางดงามมาก ท่าทางแค่อายุสิบห้าสิบหก ข้างกายมีเพียงผู้ติดตามชายหญิงสองคนขอรับ” ทหารอารักขาคนนั้นรายงาน


“อืม เจ้าออกไปก่อนเถอะ!” เขาโบกๆ มือให้สัญญาณเขาถอยไป


“ขอรับ”


ทหารอารักขาถอยไปและปิดประตูห้อง ยามนี้สามคนในห้องก็มีเสียงพูดคุยดังขึ้นอีกครั้ง


“ป้ายประจำตลาดมืดนี้เป็นของพวกเราจริงๆ ทุกคนที่ส่งมอบไปจะต้องลงบันทึกไว้ หนำซ้ำคนทั่วไปอยากจะได้ป้ายประจำตลาดมืดนี้ก็ยากเย็น เด็กหนุ่มที่อายุยังน้อย เหตุใดจึงมีป้ายประจำตลาดมืดเช่นนี้ได้?”


“ไม่ว่าเขาได้มายังไง ยามนี้ถือป้ายประจำตลาดมืดมาข้าต้องไปพบสักครั้ง” ผู้ดูแลกล่าว เมื่อจะหยิบแผ่นป้ายคืนกลับเห็นมือชายวัยกลางคนที่กำแผ่นป้ายไว้เคลื่อนหลบออก เขาตกใจเล็กน้อย ก่อนจะมองเขาอย่างไม่รู้เจตนา


“แผ่นป้ายนี้ไม่มีเจ้าของ” เขามองผู้ดูแลพลางเอ่ยคำพูดเช่นนั้นออกมาทันที


ผู้ดูแลกับชายวัยกลางคนข้างๆต่างตกใจ และชะงักไปทันใด ผ่านไปเนิ่นนานผู้ดูแลก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย บอกว่า “เช่นนี้เกรงว่าไม่ดีเท่าไหร่ พวกเราล้วนทำงานในตลาดมืดควรรู้กฎระเบียบ หนำซ้ำหนุ่มน้อยคนนั้นได้แผ่นป้ายมา ฐานะเขาเกรงว่าคงไม่ธรรมดา หากเบื้องบนรู้เข้าผลที่ตามมาไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะรับผอดชอบไหว”


“ข้าจะลองไปดูด้วยกันกับท่านแล้วกัน! ข้าก็อยากรู้ว่าหนุ่มน้อยคนนี้มีที่มาที่ไปเช่นไรกันแน่? นึกไม่ถึงว่าจะมีป้ายประจำตลาดมืดได้?” ชายวัยกลางคนผู้นั้นลุกยืนขึ้น มองๆแผ่นป้ายในมือ บอกว่า “ไม่แน่แผ่นป้ายนี้อาจไม่ใช่ของเขา”


คนข้างๆกันอยากแนะนำอะไรบ้าง เพียงขยับริมฝีปากสุดท้ายก็ไม่พูดอะไร แต่ลุกยืนขึ้นหมายความว่าคิดจะลองไปดูว่าผู้มาเยือนเป็นคนเช่นไร


ผู้ดูแลรู้ความคิดพวกเขา จึงถอนใจเบาๆ บอกว่า “แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อน อีกฝ่ายได้รับป้ายประจำตลาดมืดมา เป็นแขกผู้สูงศักดิ์ของตลาดมืดเรา พวกท่านจะก่อเรื่องไม่ได้”


“ก่อเรื่อง? เหอะๆ ท่านคิดมากไปแล้ว” ชายวัยกลางคนยิ้ม แล้วทำท่ามือเชื้อเชิญให้เขาเดินไปก่อน


ดังนั้นทั้งสามจึงออกจากห้องไปยังห้องโถงใหญ่…


ตอนที่ 508: ต่างกันหรือ?


เมื่อมาถึงนอกห้องโถงใหญ่และสาวก้าวเดินเข้าไปด้านใน สายตาพวกเขาหยุดลงบนร่างหนุ่มน้อยชุดแดงผู้นั้น เห็นหนุ่มน้อยงดงามโดดเด่นเช่นนี้ แววตาพวกเขาฉายแววเล็กน้อย แล้วเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ


หนุ่มน้อยที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายห้องโถง ชุดสีแดงแพรวพราวเปิดเผยชัดเจนดุจเปลวไฟ รูปโฉมหล่อเหลาประณีตเห็นได้ยากยิ่ง กลิ่นอายบนร่างเขามีเพียงกลิ่นอายพลังเร้นลับ หนำซ้ำยังเป็นกลิ่นอายระดับยอดปรมาจารย์นักรบ อายุน้อยเท่านี้มีวรยุทธ์ระดับยอดปรมาจารย์ มองออกได้ว่าเป็นเด็กหนุ่มมีชาติตระกูล และมีพรสวรรค์อยู่บ้าง


มองเด็กหนุ่มคนนั้นอีกครั้ง กลับไม่นั่งตัวตรงมีระเบียบเหมือนลูกชายตระกูลสูงศักดิ์ทั่วไป แต่สองเข่าซ้อนกันสองขายกขึ้นนั่งไขว่ห้าง ในความเกียจคร้านมีความซุกซนรักอิสระ และปล่อยตัวตามใจบางส่วน


นั่งในห้องโถงใหญ่ หนุ่มน้อยไม่มีความประหม่ากระวนกระวายสักนิด ตรงกันข้ามบนร่างเขามีกลิ่นอายหนาวเหน็บชั่วร้ายกระจายอยู่ เป็นกลิ่นอายชั่วร้ายที่ไม่ค่อยเข้าคู่กับรูปโฉมที่ดูเหมือนหล่อเหลาและไร้พิษสง ทำให้สามคนที่เข้ามาเก็บความคิดก่อนหน้าไป


ส่วนชายหญิงคู่นั้นที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาก็ถูกพวกเขามองข้ามไปทันที เพราะกำลังนั้นไม่มากพอให้เชยชมเท่าไหร่จริงๆ


“เหอะๆ ทำให้แขกผู้เกียรติต้องรอนานแล้ว” ผู้ดูแลเก็บความคิดไว้ บนหน้าเผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมา และเข้าไปประสานมือคาราวะโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหก


“ข้าแซ่หวง เป็นผู้ดูแลตลาดมืดที่นี่ ไม่ทราบว่าแขกผู้มีเกียรตินามว่าอะไรหรือขอรับ?”


ตั้งแต่เขาเข้ามาเฟิ่งจิ่วก็รู้สึกถึงสายตาที่พวกเขาพินิจมอง และไม่ไปสนใจ ยามนี้หลังจากจิบน้ำชาถึงจะเงยหน้ามองไปทางพวกเขา


แววตามองผ่านสองคนด้านหลังผู้ดูแลหวง และจับจ้องบนร่างผู้ดูแลหวงทันที กวาดมองคร่าวๆ ก็มองออกว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง ใช่แล้ว ยิ่งเป็นตลาดมืดในแคว้นระดับสูง กำลังผู้ดูแลยิ่งสูงตาม เธอจึงไม่แปลกใจที่เขามีระดับพลังเช่นนี้


ส่วนสองคนด้านหลังนั้นเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังเช่นกัน วรยุทธ์ล้วนอยู่ขั้นกลาง แต่สายตาคนหนึ่งในนั้นที่มองมา ทำไมเธอถึงไม่ชอบใจเท่าไหร่?


“ไม่ทราบว่าผู้ดูแลหวงจะมารับแขก? หรือมาพบข้า?” เธอหลุบตาลง มือหนึ่งถือถ้วยชาอีกมือใช้ฝาเกลี่ยน้ำชาเบาๆ พลางเอ่ยถามอย่างไม่สนใจใยดี


ได้ยินคำพูดนี้แววตาผู้ดูแลหวงก็ฉายแววเล็กน้อย ถึงจะเอ่ยยิ้มๆว่า “เหอะๆ ขอแนะนำให้แขกผู้มีเกียรติรู้จัก สองท่านนี้คือผู้รับใช้ตลาดมืดแคว้นมหาสันติ อันที่จริงครั้งนี้เข้ามาเพื่อปรึกษาเรื่องบางอย่างกับข้า พอดีได้ยินว่ามีคนถือป้ายประจำตลาดมืดมา ตอนแรกสงสัยจึงเข้ามาด้วยกัน หวังว่าท่านจะไม่ถือสา”


“โอ้? ที่แท้ก็เป็นคนของตลาดมืด” เธอถึงจะหยักหน้า วางถ้วยชาลงลุกยืนขึ้น สายตาหยุดลงบนร่างสองคนนั้น บอกว่า “ข้ามีธุระจะคุยกับผู้ดูแลเหิงเสียหน่อย สองท่านควรจะกลับไปก่อนใช่หรือไม่?”


“อันที่จริงข้าก็มีเรื่องจะคุยกับคุณชายพอดี ขอรบกวนเวลาคุณชายสักเดี๋ยวเถอะ” ชายวัยกลางคนพูดจบ สายตาก็จับจ้องบนร่างเฟิ่งจิ่วและไม่คิดจะกลับไป


ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็เลิกคิ้วขึ้น มองชายวัยกลางคนที่ใช้สายตาพินิจมองตั้งแต่เข้ามาเมื่อครู่ทำให้เธอไม่ชอบใจยิ่งนัก สะบัดเสื้อคลุมกลับไปนั่งบนเก้าอี้อีกรอบ เอนพิงพนักเก้าอี้พลางเอ่ยถามอย่างมีความสนใจบางส่วน “จะคุยกับข้าเรื่องอะไร? ลองว่ามาซิ”


“ไม่ทราบว่าป้ายประจำตลาดมืดนี้เป็นของคุณชาย? หรือพ่อท่าน?” ชายวัยกลางคนเอ่ยปากทันควัน


กล่าวไปเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วดวงตาฉายแวว รอยยิ้มตรงริมฝีปากยิ่งลึกขึ้น “แล้วมันต่างกันหรือ?”


ตอนที่ 509: ยื่นหงส์ขโมยมังกร


“หากเป็นของคุณชาย ข้าก็อยากหารือกับท่านว่าจะขอยืมป้ายประจำตลาดมืดท่านไปใช้ แน่นอนข้าจะไม่ทำให้ท่านเสียหาย ขอแค่เสนอราคาข้าจะเช่ายืมในราคาสูงก็ได้”


อาจเพราะเห็นเฟิ่งจิ่วอายุยังน้อย ชายวัยกลางคนจึงเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา พอกล่าวไปอีกคนข้างๆกับผู้ดูแลหวงก็มองเขาโดยฉับพลัน สองคนขยับริมฝีปากกลับไม่พูดอะไร แค่ใช้สายตาจับจ้องบนร่างหนุ่มน้อยชุดแดงผู้นั้น


เพียงแต่เฟิ่งจิ่วที่ได้ยินคำพูดนี้กลับยกริมฝีปากยิ้มไม่ตอบรับเขา แต่มองผู้ดูแลหวงพร้อมเอ่ยถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย “ป้ายประจำตลาดมืดสามารถปล่อยเช่าเช่นนี้ได้หรือ?”


ผู้ดูแลหวงยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน มองชายวัยกลางคนแวบหนึ่ง จากนั้นค่อยเอ่ยกับเฟิ่งจิ่วว่า “คุณชาย ตลาดมืดไม่มีกรณีเช่นนี้ขอรับ” สิ้นเสียงก็บอกชายวัยกลางคนว่า “พวกเจ้าไปรอข้าที่ห้องรับรองก่อนเถอะ!”


ทว่าชายวัยกลางคนกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะมองผู้ดูแลหวง “เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ ขอแค่คุณชายท่านนี้ยินยอมจะกลายเป็นการซื้อขายส่วนตัว หนำซ้ำข้าใช้ไม่นานมาก เวลาสักเดือนหนึ่งก็พอแล้ว”


แม้พวกเขาเป็นผู้รับใช้ตลาดมืดแต่ปกติจะดูแลงานภายนอก ไม่เหมือนกับตำแหน่งผู้ดูแลที่ดูแลตลาดมืด หากได้รับป้ายประจำตลาดมืดอย่างง่ายดาย เห็นโอกาสนี้ตรงหน้าเขาคงไม่คว้าไว้ไม่ปล่อยหรอก


อันที่จริงสำหรับเขาแม้ท่าทางหนุ่มน้อยชุดแดงคนนี้จะโดดเด่น แต่ถึงอย่างไรอายุยังน้อย ประสบการณ์ก็ไม่มากพอ หากเขาให้ผลประโยชน์มากพอ ก็ไม่ต้องกลัวว่าเด็กหนุ่มจะไม่ตอบรับการซื้อขายครั้งนี้


เห็นชายวัยกลางคนยังมุ่งหมายที่ป้ายประจำตลาดมืดไม่เลิกรา เธอก็ยกมุมปากขึ้นมองผู้ดูแลหวง “ป้ายประจำตลาดมืดของข้าล่ะ?”


ได้ยินเช่นนี้ผู้ดูแลหวงถึงจะนึกออกว่าแผ่นป้ายยังอยู่ในมือผู้รับใช้วัยกลางคน จึงรีบเร่งบอกว่า “น้องสวี่ รีบหยิบป้ายออกมาคืนให้คุณชายเร็ว”


“เหล่าสวี่ คืนป้ายให้คุณชายไปเถอะ! พวกเราค่อยหาวิธีอื่นก็ได้” ชายวัยกลางคนข้างๆเอ่ยขึ้นบ้าง ถึงอย่างไรเขาก็รู้ว่าเรื่องการเช่ายืมป้ายประจำตลาดมืดไม่เหมาะสมมาแต่ไหนแต่ไร


เห็นสายตาพวกเขาหยุดลงบนร่างเขา ชายวัยกลางคนแซ่สวี่ก็มองเฟิ่งจิ่ว ชะงักลงเล้กน้อยพักหนึ่ง แล้วหยิบป้ายจากในแขนเสื้อยื่นให้เฟิ่งจิ่ว บอกว่า “นี่ป้ายประจำตลาดมืดของคุณชาย เชิญเก็บไปเถอะ”


เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองชายวัยกลางคนที่สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าเธอ ยิ้มๆ พลางรับแผ่นป้ายนั้นมา แต่พอมือรับไว้แววตาก็สั่นไหวเล็กน้อยทันควัน มองป้ายประจำตลาดมืดในมือแล้วเลิกคิ้วขึ้น เอ่ยถามเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “นี่คือป้ายประจำตลาดมืดชิ้นนั้นของข้าหรือ?”


พูดไปเช่นนี้ท่าทีทั้งสามต่างเปลี่ยนไป โดยเฉพาะผู้ดูแลหวง เขารีบรับไปดู พอเห็นก็ตะลึงเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะมองชายวัยกลางคนแซ่สวี่ข้างกายที่ใบหน้าแข็งทื่อ


“น้องสวี่ นี่… เจ้า…”


เห็นเช่นนี้คิ้วชายวัยกลางคนข้างๆก็ขมวดขึ้นมา มองชายวัยกลางคนแซ่สวี่ แล้วมองป้ายประจำตลาดมืดในมือผู้ดูแลหวงคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไร


“คุณชายหมายความว่ายังไง? ชิ้นนี้ไม่ใช่ป้ายประจำตลาดมืดชิ้นนั้นของท่าน หรือจะมีของปลอม?” สีหน้าชายวัยกลางคนยิ่งคร่ำเครียด แรงกดดันผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังก็กระจายออกมาปกคลุมไปทางเฟิ่งจิ่ว


รู้สึกถึงแรงกัดดันโจมตีมา สีหน้าเหลิ่งซวงที่เดิมทีเฉยชาจึงยิ่งเย็นเยียบ เห็นน้องชายข้างกายเป็นเช่นเดียวกัน เขาฝืนตนรับไว้ไม่ขยับเขยื้อนแต่ตรงหน้าปากมีเหงื่อไหลออกมา เห็นเช่นนี้นางจึงมองชายวัยกลางคนผู้นั้น


จะใช้แรงกดดันทำให้นายท่านหวาดกลัว? คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ


ตอนที่ 510: กล้ำกลืนฝืนทน?


ทว่าสิ่งที่เหนือการคาดเดาของทุกคน คือเฟิ่งจิ่วกลับไม่โมโห ไม่โกรธเคือง และยิ่งไม่ลงมือทำร้ายใคร แต่หลังจากเผยรอยยิ้มแปลกๆ ก็คว้าป้ายประจำตลาดมืดในมือผู้ดูแลหวงมาดูแล้วดูอีก กล่าวว่า “อืม ดูให้ละเอียดหน่อยก็คล้ายๆชิ้นนั้นของข้า ใช่ นี่คือป้ายประจำตลาดมืด ใครเล่าจะกล้าทำของปลอม?”


เธอยิ้มพลางลุกยืนขึ้น มองไปทางผู้ดูแลหวงท่ามกลางท่าทีแปลกใจเล็กน้อยของทุกคน “ท่านผู้ดูแลหวง ตอนนี้ท่านมีเวลาหรือไม่กันแน่? ข้ามีเรื่องให้ท่านช่วยเหลือ”


“คุณชาย ป้ายประจำตลาดมืดนั่น…” ผู้ดูแลหวงอึ้งไป อยากจะเอ่ยปากก็ถูกเฟิ่งจิ่วตัดบท


“ในเมื่อท่านดูป้ายประจำตลาดมืด นั่นก็พอแล้ว” พูดจบก็มองสองคนข้างๆนั้น “ข้าว่าพวกท่านควรออกไปก่อนไม่ใช่หรือ?”


“ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราก็ขอตัวก่อน” ชายวัยกลางคนแซ่สวี่พูดจบก็สาวก้าวเดินออกไปทันทีโดยไม่รอให้ผู้ดูแลหวงพูดอะไร


ชายวัยกลางคนอีกคนเห็นเช่นนี้จึงชะงักไปเล็กน้อย ประสานมือคาราวะ สายตาหยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่วพักหนึ่งถึงจะหันตัวออกไป


เห็นสองคนจากไป ผู้ดูแลหวงอ้าปากไม่รู้จะพูดอะไรดี ผ่านไปสักพักก็หันหน้ากลับมามองเฟิ่งจิ่วแล้วถอนใจ ไม่รู้จะพูดยังไงทำได้เพียงเอ่ยถาม “คุณชายท่านนี้ บอกว่ามีเรื่องต้องการให้ตลาดมืดช่วย ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องอะไรขอรับ?”


ป้ายประจำตลาดมืดของจริง นึกไม่ถึงว่าเดินไปตลาดมืดก็ถูกเปลี่ยนเป็นของปลอม เรื่องเช่นนี้เขาเพิ่งเจอเป็นครั้งแรก หนำซ้ำเขายังพกป้ายปลอมติดตัวไป เรื่องนี้หากเขาไม่รายงานเบื้องบน น่ากลัวจริงๆ ว่าจะก่อให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง


อีกอย่างหนุ่มน้อยคนนี้โง่จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่? ถึงนิ่งดูดายมองป้ายประจำตลาดมืออันนั้นโดนสับเปลี่ยนไป? ชัดเจนว่าเขามองออกว่าป้ายนั้นไม่ใช่อันเดิมกลับยังคงยิ้มรับเก็บเอาไว้ หรือเพราะกลัวแรงกดดันระดับหลอมแก่นพลังจากเขา?


ทันใดนั้นสายตาตรวจมองก็หยุดลงบนร่างหนุ่มน้อยที่ใบหน้าประดับรอยยิ้ม ในใจมีเรื่องมากมายที่ไม่เข้าใจ


เฟิ่งจิ่วเล่นป้ายประจำตลาดมืดในมือ มุมปากที่ยกเล็กน้อยมีรอยยิ้มแปลกๆ ที่ทำให้คนไม่อาจคาดเดา ดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งฉายประกายแผนร้าย เธอที่เจ้าเล่ห์ปานจิ้งจอก จะกล้ำกลืนฝืนทนไปเช่นนี้จริงๆหรือ?


“ผู้ดูแลหวง ข้ามาขอให้ท่านตรวจสอบคนคนหนึ่ง” เธอยิ้มๆ มองไปทางผู้ดูแลที่กำลังกลัดกลุ้ม


“ไม่ทราบว่าคุณชายอยากตรวจสอบใครขอรับ?” ด้วยกลุ่มอำนาจตลาดมืด ไม่ต้องพูดถึงการตรวจสอบคนคนเดียว จะตรวจสอบตระกูลก็ไม่มีปัญหา


“ผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อซู่ซี ข้าต้องการรู้ที่อยู่ตระกูลนาง รวมถึงเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับนางและการเคลื่อนไหวช่วงนี้”


เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ความคิดแรกที่ผู้ดูแลหวงคิดคือหนุ่มน้อยคนนึ้คงไม่ได้ขโมยป้ายประจำตลาดมืดท่านพ่อออกมาไล่ตามแม่นางกระมัง? นึกถึงป้ายปลอมชิ้นนั้นเขาก็ปวดหัวยิ่งนัก จึงบอกว่า “คุณชาย ท่านต้องการตามหาแม่นางคนนี้มีภาพเหมือนหรือไม่? หรือแซ่อะไร? ลำพังแค่ชื่อต่อให้เป็นกลุ่มอำนาจตลาดมืดจะควานหาก็ไม่ง่ายหรอกนะขอรับ!”


“ภาพเหมือน?”


สีหน้าเธอแปลกใจ ภาพสาวงามนั้นไม่รู้ท่านปู่เก็บมากี่ปีแล้ว ผู้หญิงในภาพนั้นเดาว่าตอนนี้คงเป็นผู้หญิงที่แก่ประมาณท่านปู่ แม้เคยเห็นรูปเหมือนนางตอนสาวก็ไม่มีประโยชน์!


นึกถึงตรงนี้เธอจึงบอกว่า “เดาว่าตอนนี้นางคงไม่สาวแล้ว แต่ข้ารู้หน้าตาตอนนางยังสาว งั้นเอาแบบนี้เถอะ! ข้าจะวาดให้ท่านไปลองสอบถาม นอกจากนั้นผู้หญิงคนนี้ไม่น่าใช่คนจากตระกูลธรรมดาธรรมดา ท่านไปไถ่ถามกับพวกตระกูลและกลุ่มอำนาจคงยิ่งได้ข่าวเร็วขึ้น”


ตอนที่ 511: คุณชายมีนามว่าอะไร?


ได้ยินเช่นนี้ผู้ดูแลหวงก็พยักหน้า “เช่นนี้ยิ่งดีขอรับ” ดังนั้นจึงสั่งคนเตรียมพู่กัน หมึก และกระดาษมาให้เฟิ่งจิ่ววาดรูปคน


ผ่านไปสักพัก เฟิ่งจิ่วถึงจะส่งภาพเหมือนให้เขา บอกว่า “ช่วงนี้ข้าจะอยู่ที่นี่สักระยะ อืม ข้าพักที่โรงเตี๊ยมพรห้าประการ หากมีข่าวค่อยส่งไปที่นั่น เรื่องนี้ท่านต้องรีบจัดการโดยเร็ว ข้าจะรอ”


“ขอรับ ข้าจะรีบให้คนไปตรวจสอบ” ผู้ดูแลหวงตอบรับ ถือภาพเหมือนเดินออกจากห้องโถงไปสั่งการข้ารับใช้ หลังจากยื่นภาพเหมือนให้ชายชราคนหนึ่งก็เดินกลับมาห้องโถงอีกครั้ง


เขาเห็นเฟิ่งจิ่วเล่นป้ายประจำตลาดมืดของปลอมในมืออยู่ตรงนั้น แอบถอนหายใจ ขณะกำลังจะเอ่ยปากก็ตกใจจนเบิกตากว้างกับภาพตรงหน้า


เห็นเพียงเด็กหนุ่มบีบป้ายที่เล่นอยู่จนแตกด้วยมือเดียว กลายเป็นซากเถ้ากระจัดกระจายลงพื้นทันใด เมื่อเห็นฝีมือกับการกระทำนี้อีก ผู้ดูแลหวงพลันเหงื่อออกท่วม ในใจกระซิบไม่หยุดว่า แย่แล้วแย่แล้ว เขาคิดว่าหนุ่มน้อยคนนี้ไม่ใช่คนที่ขัดใจได้ง่ายๆ แม้ป้ายประจำตลาดมืดอันนี้เป็นของปลอม แต่ก็ไม่ได้ทำจากวัสดุทั่วๆไป ยามนี้กลับถูกเด็กหนุ่มบีบกลายเป็นผุยผง…


เฟิ่งจิ่วเป่าเศษผงที่เปื้อนบนมือจนสะอาด แล้วรับผ้าเปียกที่เหลิ่งหวายื่นให้มาเช็ดๆมือ จากนั้นถึงมองผู้ดูแลหวงที่เบิกตาโตด้วยสีหน้าตกตะลึง เอ่ยพลางหรี่ตายิ้ม “ผู้ดูแลหวง ยังมีอีกเรื่องที่ท่านต้องไปรายงายเสียหน่อย”


“ระ ระ เรื่องอะไรขอรับ?”


ผู้ดูแลหวงคนนั้นเห็นรอยยิ้มเด็กหนุ่มที่ยิ้มเพียงภายนอก แม้แต่พูดจายังตะกุกตะกักอยู่บ้าง ใครบอกเขาได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนุ่มน้อยที่กลิ่นอายทั่วร่างพลันเปลี่ยนไป? แล้วเด็กหนุ่มที่ทั่วร่างมีแรงกดดันทรงพลังน่าสะพรึงกระจายอยู่คนนี้เป็นอะไร?


เมื่อครู่เขายังนึกอยู่เลยว่า หนุ่มน้อยคนนี้ตกใจกลัวแรงกดดันระดับหลอมแก่นพลังของเหล่าสวี่หรือไม่ แต่ตอนนี้เห็นแรงกดดันและรัศมีที่กระจายบนร่าง ขาสองข้างของเขากลับสั่นเทิ้ม…


น่ากลัว…เป็นเด็กหนุ่มที่แปลกแท้…โผล่มาจากที่ใดกัน?


“อันที่จริงก็ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อะไร แค่ป้ายประจำตลาดมืดของข้าถูกคนขโมยไป ท่านขึ้นไปรายงานหน่อยเถอะ! ให้คนช่วยข้าตามหาที”


ผู้ดูแลหวงตาค้าง เด็กหนุ่มคนนี้พอหันหน้าก็พูดออกมาเช่นนี้ ที่แท้เขารอเรื่องนี้อยู่ตั้งแต่แรกหรอกหรือ?


ได้ยินน้ำเสียงอีกฝ่ายมีความไม่สนใจใยดีบางส่วน เขาจึงเช็ดๆเหงื่ออย่างอดไม่ไหว “คุณชาย ระ เรื่องนี้…” เขาอยากพูดว่าป้ายประจำตลาดมือล้วนเหมือนๆกัน ท่านทำหายแล้วไม่มีหลักฐาน นอกจากจะขึ้นไปรายงานการสูญหาย อยากจะตามหาชิ้นเดิมกลับมาก็ไม่ง่ายดายเพียงนั้น


ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันเอ่ย ก็ได้ยินเสียงหนุ่มน้อยคนนั้นดังมาอีกครั้ง


“จริงด้วย เหมือนข้าจะลืมบอกท่านไป ป้ายประจำตลาดมืดอันนั้น นอกจากข้าแล้วคนอื่นก็ใช้ไม่ได้”


“อะ อะไรนะขอรับ?”


ผู้ดูแลหวงอุทานเสียงหลง สีหน้าพลันขาวซีด เดิมทีสองขาแค่สั่นงันงก ตอนนี้กลับสั่นเทาไปทั้งร่าง เหงื่อตรงหน้าผากหยดลงมาเม็ดใหญ่ เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ยิ้มด้วยสีหน้าไร้พิษสงด้วยความตะลึงและประหลาดใจ รู้สึกว่าแม้แต่ฟันยังสั่นด้วย


หาก หากป้ายประจำตลาดมืดอันนั้นเป็นจริงอย่างที่เด็กหนุ่มตรงหน้าบอก นอกจากเขาแล้วคนอื่นใช้ไม่ได้ นะ นะ นั่นต้องเป็นป้ายประจำตลาดมืดขั้นหนึ่งแน่! แต่ก่อนหน้าเขาแค่เห็นว่าเป็นป้ายประจำตลาดมืด ไม่ได้สังเกตว่าบนป้ายนั้นมีเครื่องหมายขั้นหนึ่ง ทว่าตอนนี้ดูจากสีหน้าท่าทีและคำพูดอีกฝ่าย ชัดเจนว่าเป็นป้ายประจำตลาดมืดขั้นหนึ่ง!


ป้ายประจำตลาดมืดขั้นหนึ่ง ใช้เลือดเป็นเครื่องหมาย! บนป้ายนั้นมีเพียงผู้ถือครองถึงจะกระตุ้นเครื่องหมายโลหิตได้!


“คะ คะ คุณชาย ทะ ทะ ท่านมะ มีนามว่าอะไรหรือขอรับ?”


ตอนที่ 512: ป้ายประจำตลาดมืดขั้นหนึ่ง


เห็นผู้ดูแลหวงตกใจจนกลายเป็นเช่นนั้น จู่ๆเฟิ่งจิ่วก็อารมณ์ดียิ่ง ดังนั้นจึงหัวเราะเบาๆ พูดอย่างหยอกล้อว่า “ข้ามีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่ถ้าบอกว่าข้าแซ่ภูต ท่านจะเชื่อหรือไม่? ช่างมันเถอะ ข้าจะไม่พูดเรื่องนี้กับท่าน ไปเชิญหัวหน้าพวกท่านมาเถอะ! ข้าจะคุยกับเขาสักหน่อย” เหมือนตอนที่ลงบันทึกจะใช้แค่ภูตหมอสองคำ


ความจริงแล้วตอนแรกสุดที่ได้รับป้ายประจำตลาดมืดนี้มา ก็เป็นแค่ป้ายประจำตลาดมืดธรรมดาจริงๆ เป็นป้ายที่สามารถทำให้ตลาดมืดปฏิบัติกับเธอเช่นแขกผู้มีเกียรติ แต่ภายหลังคบหาสมาคมกับหัวหน้าเคอแห่งตลาดมืดแคว้นเหินเวหา เขารู้ว่าเธอมีป้ายประจำตลาดมืด จึงออกปากช่วยขอป้ายขั้นหนึ่งมาให้ บอกว่าสิทธิพิเศษใดๆจะยิ่งมากขึ้น การปรนนิบัติก็ยิ่งดี


แต่เธอไม่ได้สนใจเท่าไหร่ ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ป้ายคำสั่งอันหนึ่ง จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ไม่นึกว่ามาถึงที่นี่จะเจอเรื่องเช่นนี้ เดิมทีเธอคิดว่ายกเรื่องการตรวจสอบให้ผู้ดูแลตลาดมืดไปก็เพียงพอแล้ว ไม่อยากรบกวนหัวหน้าตลาดมืด แต่ไม่คิดว่าจะมีคนใช้อุบายกับป้ายประจำตลาดมืดของเธอ


เหอะๆ กล้าฉวยของไปจากมือเธอ? น่าสนใจจริงๆ!


สีหน้าผู้ดูแลหวงซีดเผือด ถูกอยู่ที่เขาเป็นผู้ดูแลตลาดมืด ปกติเรื่องเล็กใหญ่ภายในเขาก็จัดการได้ไม่เลว แต่แท้จริงผู้จัดการดูแลตลาดมืดแห่งนี้คือหัวหน้าที่อยู่เหนือกว่าเขาต่างหาก!


หากให้อีกฝ่ายรู้เรื่องนี้ ไม่กล้าจินตนาการจริงๆว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร…


และตอนนี้ เด็กหนุ่มตรงหน้าเปิดเผยตัวตนผู้ถือครองป้ายขั้นหนึ่ง แม้ตนเป็นผู้ดูแลตลาดมืดก็เกรงว่าคงมีคุณสมบัติไม่พอจะรับรองเขา คิดถึงตรงนี้ผู้ดูแลหวงก็กลืนน้ำลาย เอ่ยเสียงสั่นว่า “คะ คุณชายเชิญนั่งรอสักครู่ ขะ ข้าจะรีบสั่งคนไปเชิญหัวหน้ามา”


หัวหน้าตลาดมืดปกติจะไม่ลงมือจัดการธุระเอง เพราะเวลาส่วนใหญ่พวกเขามักฝึกบำเพ็ญ เว้นแต่จะมีเรื่องอะไรร้ายแรงจนผู้ดูแลไม่อาจจัดการได้จริงๆ พวกเขาถึงออกหน้า ทว่าเรื่องตอนนี้มีแต่ต้องให้หัวหน้าจัดการแล้ว


เขาไม่กล้าสั่งคนไปเชิญ แต่ไปเชิญหัวหน้าด้วยตัวเอง เขาลนลานมาถึงเขตเรือนเดี่ยวที่หัวหน้าฝึกบำเพ็ญ เฝ้าอยู่นอกเรือน แล้วสั่งให้คนคุ้มกันเข้าไปแจ้งเรื่องเร่งด่วน ไม่นานนักก็เห็นชายสวมชุดคลุมสีเทาอายุราวห้าสิบเดินออกมา


คนผู้นี้คือหัวหน้าตลาดมืดแคว้นมหาสันติ เป็นผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณที่ทั่วร่างมีกลิ่นอายผู้แข็งแกร่งกระจายอยู่


“เกิดอะไรขึ้น?” เขามีสีหน้าคร่ำเครียด มองผู้ดูแลหวงแวบหนึ่ง น้ำเสียงน่ากรงขามและมีแรงกดดันเช่นผู้แข็งแกร่ง เพียงเอ่ยปากก็ทำให้ใจสั่นไหวเล็กน้อย


เมื่อเห็นเขา สองขาของผู้ดูแลหวงสั่นเทาและทรุดลงไปทันที กล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า “ท่านหัวหน้า…ขะ ข้าก่อเรื่องใหญ่แล้วขอรับ ขอท่านหัวหน้าช่วยข้าด้วย…”


ได้ยินเช่นนี้ คิ้วเขายิ่งขมวดมากขึ้น ยังไม่ให้ลุกขึ้นมา แต่ถามว่า “พูดมาอย่างละเอียดให้ชัดเจน!”


ผู้ดูแลหวงจึงไม่กล้าปิดบังแม้แต่น้อย เล่าเรื่องที่สองคนนั้นมาหาเขา รวมถึงเรื่องป้ายประจำตลาดมืดที่เด็กหนุ่มชุดแดงถือมาโดนสับเปลี่ยนไป เล่าถึงตรงนี้เขาก็ทำหน้าร้องไห้ สีหน้าตื่นตกใจ “ขะ ข้าไม่รู้จริงๆว่าป้ายประจำตลาดมืดนั้นเป็นป้ายขั้นหนึ่ง ของอย่างป้ายประจำตลาดมืดขั้นหนึ่งมีน้อยมาก ไม่นึกเลยว่าจะปรากฏที่แคว้นมหาสันติ หนำซ้ำผู้ถือครองยังเป็นเด็กหนุ่ม ขะ ข้า…”


“เด็กหนุ่มชุดแดง?”


หลังจากหัวหน้าคนนั้นฟังคำอธิบายผู้ดูแลหวง ในดวงตาก็เผยความประหลาดใจ เหมือนนึกเรื่องบางอย่างได้ ท่าทางตื่นเต้นเล็กน้อย รีบเอ่ยถามว่า “ตอนนี้เด็กหนุ่มคนนั้นอยู่ที่ไหน?”


“ยะ อยู่ในโถงใหญ่ตลาดมืดขอรับ” กล่าวจบก็เห็นหัวหน้าก้าวยาวตรงไปด้านหน้า เห็นเช่นนั้นเขาจึงรีบเร่งตามไปด้วย


ตอนที่ 513: ภูตหมอเฉลียวฉลาด


ทันใดนั้น มีลมกระโชกผ่านมา แววตาเฟิ่งจิ่วที่นั่งดื่มชาในห้องโถงใหญ่วูบไหวเล็กน้อย เงยหน้ามองไปก็เห็นชายในชุดคลุมสีเทาอายุประมาณห้าสิบยืนอยู่ตรงหน้า ไม่รอเธอเอ่ยปาก หลังจากอีกฝ่ายมองเธอแวบหนึ่งก็หัวเราะลั่นแล้วประสานมือคารวะ


“ไม่ทราบว่าภูตหมอเดินทางมาไกล หากมีตรงไหนละเลยไป หวังว่าภูตหมอจะไม่ถือสา”


ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วขึ้น “ใต้เท้าคือหัวหน้าที่นี่หรือ?” นึกไม่ถึงว่าจะรู้ตัวตนเธอในแวบเดียว ไม่ธรรมดาเลย!


“เหอะๆ ข้าน้อยแซ่เคอ ภูตหมอเรียกข้าแค่เคอเหล่าก็พอ” ใบหน้าเขาระรื่นจนยากจะปิดบัง มานั่งลงตรงตำแหน่งผู้อาวุโส


“เคอ?” สีหน้าเฟิ่งจิ่วชะงักเล็กน้อย ถามว่า “หรือว่าเป็นคนบ้านเดียวกับหัวหน้าเคอแห่งแคว้นเหินเวหา?”


ได้ยินเช่นนี้ เขาพยักหน้าเอ่ยยิ้มๆ “ภูตหมอเฉลียวฉลาดนัก แค่พูดก็เดาถูกแล้ว เขาเป็นพี่น้องร่วมตระกูลของข้าเอง ข้าเคยได้ยินเขาเอ่ยถึงใต้เท้าภูตหมอถึงได้รู้ แต่ไม่นึกว่าใต้เท้าภูตหมอจะมาแคว้นมหาสันติโดยกะทันหัน ทำเอาข้าประหลาดใจมากจริงๆ”


ได้ยินเขาบอกว่าเป็นคนตระกูลเดียวกับหัวหน้าเคอแห่งแคว้นเหินเวหา เฟิ่งจิ่วโล่งใจ มิน่าถึงได้มองเธอออกในแวบเดียว ในเมื่อรู้ตัวตนเธอก็ไม่ต้องอ้อมค้อมอีก แต่เหลือบเห็นผู้ดูแลหวงยืนตรงประตูไม่กล้าเข้ามา จึงเอ่ยปากทันใด


“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หัวหน้าเคอ เรื่องวันนี้หวังว่าท่านจะจัดการให้ข้าได้”


“ภูตหมอโปรดวางใจ เรื่องนี้ข้าทราบแล้ว จะลงโทษอย่างเข้มงวดแน่นอน! ป้ายประจำตลาดมืดขั้นหนึ่งของภูตหมอต่อให้คนแซ่สวี่นั่นเอาไปก็ใช้อะไรไม่ได้ ขอแค่ข้าถ่ายทอดคำสั่งลงไป ไม่ถึงหนึ่งวันเขาต้องส่งป้ายประจำตลาดมืดกลับคืนแน่”


เขารับประกัน ขณะเดียวกันก็ตะโกนบอกผู้ดูแลหวงที่ยืนสั่นอยู่ตรงประตูว่า “ยังไม่เข้ามาอีก!”


ผู้ดูแลหวงแม้แต่หน้ายังขาวซีด ได้ยินแต่หัวหน้าเรียกเด็กหนุ่มว่าภูตหมอ รู้แค่ว่าหลังจากเห็นเด็กหนุ่มคนนี้หัวหน้าก็ประหลาดใจระคนยินดียิ่ง ท่าทีก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ยิ่งเป็นเช่นนี้หัวใจเขายิ่งสั่นสะท้าน เข้าห้องโถงมาคุกเข่าลงเสียงดังตุบ


“ขออภัยท่านด้วย ขออภัยให้ด้วย…”


เฟิ่งจิ่วไม่ปริปาก แค่มองไปทางหัวหน้าเคอ หมายความว่าให้เขาจัดการทั้งหมดเอง


“ปิดบังเบื้องบนรังแกคนอื่น ขนาดกฎระเบียบก็ไม่มีแม้แต่น้อย ตำแหน่งผู้ดูแลเจ้ามาถึงจุดจบแล้ว! ตั้งแต่วันนี้จงไสหัวไปคุกมืด มองกำแพงสำนึกผิดสิบปี!” หัวหน้าเคอตะคอกเสียงเข้ม ยกมือขึ้นสะบัดแขนเสื้อคลุม สายลมแรงโหมขึ้นมา พัดผู้ดูแลหวงกระเด็นออกไปทันที


“ใครก็ได้!”


เมื่อตะโกนเสียงเข้ม สองร่างสีดำปรากฏตัวขึ้นในห้องโถงใหญ่ จากนั้นคารวะด้วยความเคารพ พร้อมก้มศีรษะฟังคำสั่ง


“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป! ตรวจสอบทุกจุดสำคัญอย่างเข้มงวด! หากเห็นผู้ฝึกตนแซ่สวี่ที่นำป้ายประจำตลาดมืดขั้นหนึ่งไปต้องจับตัวกลับมาทันที!”


พอออกคำสั่ง สองคนนั้นขานรับด้วยความยำเกรง แล้วหายไปจากที่เดิมทันใด


หัวหน้าเคอถึงค่อยมองไปทางเฟิ่งจิ่วในชุดสีแดง บอกว่า “ได้ยินว่าตอนนี้ภูตหมอปักหลักอยู่โรงเตี๊ยมพรห้าประการ? ไหนเลยโรงเตี๊ยมจะสบายกว่าตลาดมืด ไม่สู้ภูตหมอย้ายมาพักที่ตลาดมืดจะดีกว่า! ตลาดมืดมีเรือนที่ยังว่าง พักอยู่ที่นี่ทั้งสะดวกสบายและเงียบสงบ ข้าจะได้ทำหน้าที่เจ้าบ้านอย่างดีที่สุด และต้อนรับภูตหมออย่างดีด้วย”


“ไม่ต้องหรอก พักโรงเตี๊ยมสะดวกกว่า” เธอโบกๆมือพลางลุกยืนขึ้น “เสียเวลาที่นี่ไปไม่น้อย ยามนี้ฟ้ามืดแล้ว ข้าขอตัวก่อน”


ได้ยินแล้วหัวหน้าเคอจึงเร่งรีบลุกขึ้นส่งแขก เอ่ยว่า “ให้ข้าไปส่งภูตหมอเถอะ! จริงด้วย ภูตหมอโปรดวางใจ เรื่องตรวจสอบข้าจะให้พวกเขาเร่งมือ ข้ามั่นใจว่าต้องทำให้ภูตหมอพอใจภายในเวลาที่สั้นที่สุด”


“เช่นนั้นต้องขอขอบคุณมาก” เธอเผยรอยยิ้มออกมา กลับเห็นเขาทำท่าทางคล้ายอยากจะพูดแต่หยุดไว้ เห็นเช่นนี้เธอพลันแสร้งมองไม่เห็น ก่อนสาวก้าวเดินออกไป


ตอนที่ 514: คนบางคนที่โกรธเคือง


ตั้งแต่รู้ตัวตนเฟิ่งจิ่วจากหัวหน้าเคอแห่งแคว้นเหินเวหา ทั้งยังคุ้นเคยกับเธอ เขาย่อมรู้แน่ว่าเธอกลั่นยาเซียนและปรุงยาเป็น ดูจากสีหน้าท่าทางเขา เป็นไปได้มากว่าถ้าไม่ขอยาอายุวัฒนะก็ขอยาอื่น ทำเป็นไม่เห็นไปเสียจะดีกว่า


เห็นเฟิ่งจิ่วเดินออกไป เมินเฉยต่อท่าทางเขาที่อยากพูดแต่หยุดไว้ หัวหน้าเคอยิ้มเจื่อนในฉับพลัน นิสัยใจคอภูตหมอผู้นี้เป็นดั่งที่น้องชายร่วมตระกูลเขาพูดไว้จริงๆ ทั้งพิลึกและประหลาด แต่เฉลียวฉลาดไม่มีใครเทียบ


ชัดเจนว่ารู้ความคิดตน กลับไม่พูดให้ชัดเจนและไม่เปิดโปง เดินไปทันทีโดยทำเป็นไม่เห็น เรื่องเช่นนี้เดาว่าคงมีเพียงเขาที่ทำได้


เขาทอดถอนใจเบาๆอยู่ในใจ ตามหลังไปส่งพวกเขากลับ เดิมอยากจะเอ่ยปาก แต่คิดว่าเจอกันครั้งแรกก็ขอยาอายุวัฒนะเลยเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไร ยามนี้รู้ว่าอีกฝ่ายพักที่ไหน ดังนั้นต้องฝืนใจอดทนไว้ คิดว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยไปเยี่ยมที่โรงเตี๊ยมพรห้าประการเอา


คนตลาดมืดนึกไม่ถึงว่าจะเห็นหัวหน้าออกมาส่งเด็กหนุ่มชุดแดงด้วยตัวเอง แต่ละคนต่างหันมองพวกเขาอย่างอดไม่ได้ พร้อมแอบคาดเดาตัวตนของหนุ่มน้อยชุดแดงคนนั้น


ตอนนี้เอง เฟิ่งจิ่วที่มาถึงนอกประตูใหญ่ตลาดมืดก็หยุดฝีเท้าลง บอกกับหัวหน้าเคอที่มาส่งว่า “หัวหน้าเคอเรียกข้าว่าคุณชายจิ่วก็ได้ ส่วนตัวตนรวมถึงเบาะแสข้า ข้าไม่ต้องการให้ใครรับรู้”


ได้ยินเช่นนี้หัวหน้าเคอก็รีบร้อนขานรับ “ขอรับ คุณชายจิ่วโปรดวางใจ ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร”


เฟิ่งจิ่วพยักหน้า เห็นท้องฟ้าด้านนอกมืดลงแล้ว จึงนึกถึงชายหนุ่มที่ถูกเธอลืมไว้ในโรงเตี๊ยม ใจก็รู้สึกผิดทันควัน รีบเร่งพาเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวากลับไป


หัวหน้าเคอเห็นร่างเขาหายไปบนถนนใหญ่แล้วถึงจะหันตัวกลับ แอบคิดว่าต้องทำเช่นไรถึงจะขอยาอายุวัฒนะจากภูตหมอมาได้? เขาหยุดอยู่ระดับกำเนิดวิญญาณมานานนัก ขาดแค่ยาอายุวัฒนะที่สามารถช่วยเขาบรรลุ ซ้ำเขายังเคยได้ยินว่าภูตหมอเชี่ยวชาญเกี่ยวกับของจำพวกยาอายุวัฒนะด้วย


เพียงแต่ จะขอยาอายุวัฒนะเกรงว่าคงไม่ง่าย! นิสัยเขาประหลาดพิลึก อย่างเช่นเรื่องในวันนี้ หากภูตหมอเผยตัวตนตั้งแต่แรกคงไม่เกิดเรื่องภายหลัง แต่ดันมองอยู่เช่นนั้นและปล่อยให้เรื่องบานปลาย เป็นเช่นนี้ ผู้ฝึกตนแซ่สวี่ที่สับเปลี่ยนป้ายประจำตลาดมืดไปต้องลำบากเสียแล้ว


ไม่ต้องให้ฝ่ายนั้นลงมือสั่งสอนเอง พวกเขาตลาดมืดก็ต้องจัดการให้ วิธีการและอุบายเช่นนี้ทำให้เขาที่พบภูตหมอเป็นครั้งแรกเข้าใจ ที่น้องชายร่วมตระกูลเขาบอกว่าภูตหมอนิสัยแปลกๆนั้นหมายความเช่นไร…


เวลานี้ ภายในโรงเตี๊ยม ไอหนาวทั่วร่างเจ้าตำหนักยมราชมากพอจะทำให้อุณหภูมิในห้องเปลี่ยนจากฤดูร้อนกลายเป็นฤดูหนาว


ยามมองนายท่านที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะไม่รู้ว่าดื่มน้ำชาไปมากเท่าไหร่แล้ว ฮุยหลางไม่กล้าเอ่ยปากและไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อยจริงๆ ทำได้เพียงยืนตัวเกร็งอยู่ข้างๆอย่างไม่สะดุดตานัก


ทำไมต้องคอยอยู่ตรงนี้หรือ? ไม่มีเหตุผลอื่นใด เพราะทุกชั่วขณะนายท่านจะให้เขาลองออกไปดูว่าภูตหมอกลับมาหรือยัง ตั้งแต่ภูตหมอออกไปเดินเล่น เขาเดินออกไปดูประตูห้องข้างๆกี่รอบแล้วก็ไม่รู้


ขณะกำลังคิดอยู่ จู่ๆก็เห็นนายท่านที่ดื่มน้ำชาอีกแก้ววางแก้วชาลงอย่างแรง จากนั้นลุกยืนขึ้นมาทันที เขาตกใจจนหัวใจสั่นสะท้าน รีบถามว่า “นะ นายท่าน เป็นอะไรขอรับ?”


หลิงโม่หานหันไปชำเลืองมองเขา สาวก้าวเดินออกประตูห้องไปยังชั้นหนึ่งโดยไม่พูดไม่จา และมานั่งลงข้างโต๊ะที่ใกล้ประตูใหญ่ที่สุด


ฮุยหลางตามออกมา เห็นอิ่งอีที่เฝ้าอยู่นอกประตูห้องก็กดเสียงเบาถาม “อิ่งอี เจ้าว่าต้องออกไปตามหาภูตหมอเสียหน่อยหรือไม่?”


ตอนที่ 515: ท่านอาโกรธเสียแล้ว?


“ตอนนี้ค่ำแล้ว ข้าคิดว่านางคงใกล้กลับมาแล้วละ” อิ่งอีพูดพลางมองนายท่านที่ชั้นล่าง ก่อนจะเดินลงไปเช่นกัน


ได้ยินเช่นนี้ ฮุยหลางมองท้องฟ้าด้านนอกแวบหนึ่ง กระซิบว่า “เกรงว่านางคงเล่นสนุกด้านนอกจนลืมว่านายท่านยังรออยู่ที่โรงเตี๊ยม!” เขาแอบคิดในใจ ‘เฮ้อ! สองคนเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่พักห้องเดียวกันไปเลยเล่า? เช่นนี้หากภูตหมอออกไปนายท่านจะได้รู้เสียแต่แรก!’


เขาเดินลงมาพลางมองไปข้างนอก มาถึงชั้นหนึ่งกลับไม่เฝ้าข้างกายนายท่านแต่มารออยู่ด้านนอกแทน เพื่อดูๆว่าร่างภูตหมอปรากฏอยู่บนถนนใหญ่หรือไม่


เวลารอคอยใครเป็นช่วงที่กระวนกระวายใจที่สุด ชัดเจนว่าเวลาไม่นาน กลับยังทำให้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ผ่านไปนานแล้วคนที่รอก็ยังไม่กลับมา


เห็นนายท่านที่นั่งอยู่ตรงนั้นเปลี่ยนมาดื่มเหล้า ฮุยหลางกวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์เข้าไป สั่งให้ยกกับแกล้มมาให้นายท่านสักสองสามอย่าง


รออีกประมาณครึ่งก้านธูป เมื่อเห็นร่างสีแดงนั้นปรากฏตัวขึ้นในสายตา ฮุยหลางก็ส่งเสียงร้องดีใจ หันบอกนายท่านด้านในทันที “นายท่าน คุณชายจิ่วกลับมาแล้วขอรับ!”


สีหน้าท่าทางรวมถึงน้ำเสียงแสนระรื่น และยังมีคำพูดเขาอีก ล้วนทำให้แขกเหรื่อที่นั่งดื่มเหล้าพูดคุยอยู่โรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งหันไปมองด้วยความแปลกใจ สงสัยกันเล็กน้อย


เพราะท่าทางนั้นคล้ายกำลังตะโกนว่า ‘นายท่าน นายหญิงกลับมาแล้ว’ แต่กลับกลายเป็นว่าคนในคำพูดที่เขาตะโกนคือคุณชายจิ่ว เป็นผู้ชายคนหนึ่ง


“นายท่าน ฮุยหลางเหมือนกำลังรอพวกเรานะขอรับ” เหลิ่งหวาเห็นฮุยหลางตรงประตูโรงเตี๊ยมแต่ไกลๆ ประหลาดใจอยู่บ้างที่เขามารออยู่ตรงนั้น แต่คิดๆแล้วอาจไม่ใช่เขาที่กำลังรอพวกตน เป็นเจ้าตำหนักยมราชกำลังรอนายท่านต่างหาก


เฟิ่งจิ่วกระชับของในมือ กล่าวยิ้มๆอย่าง.อดไม่ได้ “เดาว่าเจ้าคนจองหองนั่นคงกำลังงอนกันอีกแล้ว”


ได้ยินคำพูดนี้ เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาข้างๆมองหน้ากัน ต่างผุดรอยยิ้มออกมา


ใช่แล้ว คนที่เย็นชาบ้าอำนาจอย่างเจ้าตำหนัก เมื่อพบนายท่านกลับเหมือนเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง จิตใจคับแคบและความหยิ่งยโสใดๆล้วนเห็นได้จากตัวเขา ฮุยหลางพูดได้ถูกต้อง มีเพียงตอนอยู่ด้วยกันกับนายท่าน เจ้าตำหนักถึงจะมีความรู้สึกสามัญเช่นคนทั่วไป และกลายเป็นอีกคนได้


ครั้นมาถึงหน้าประตูโรงเตี๊ยม ยังไม่ทันเข้าไปด้านในก็เห็นร่างที่นั่งอยู่ตรงชั้นหนึ่ง เห็นเช่นนี้แววตาเฟิ่งจิ่ววูบไหวเล็กน้อย ฮุยหลางที่อยู่ข้างๆเข้ามาใกล้ พูดเสียงเบาว่า “คุณชายจิ่ว ท่านกลับมาแล้ว นายท่านรอนานมากแล้วนะ”


เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ หลังจากเหลือบมองฮุยหลางก็เดินเข้าไปหาหลิงโม่หาน ขานเรียกอย่างยิ้มแย้ม “ท่านอา ดูสิ ข้าเอาอะไรกลับมาให้ท่าน?” เธอยกๆของในมือ ดวงตาคู่งามหรี่ลงเป็นรูปจันทร์เสี้ยวพลางมองชายหนุ่มที่ดื่มเหล้าย้อมใจ


เมื่อได้ยินว่ามีของมาฝาก ดวงตาลึกล้ำของหลิงโม่หานฉายประกาย แทบจะหันไปมองคนคนนั้นทันทีอย่างไม่อาจหักห้ามใจ รวมถึงของที่นางนำกลับมาให้เขาด้วย ทว่านึกถึงที่นางออกไปโดยไม่บอกเขา ในใจก็นึกโกรธ ด้วยเหตุนี้จึงไม่สนใจ ดูแลตัวเองดื่มเหล้าไป


“ท่านอา ท่านไม่โกรธแล้วกระมัง?”


เธอโน้มตัวลงข้างๆเขา เอียงหน้ามองเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม เห็นใบหล่อเหลาที่ปกปิดไว้ด้วยเครายาวยังคงถมึงทึง จึงพูดอธิบาย “ข้าออกไปทำธุระ ดูสิ กลับมายังนำของมาให้ท่านโดยเฉพาะเลย!”


ระหว่างพูดเธอก็วางของในมือลงตรงหน้าเขา


ตอนที่ 516: บรรเทาไอเย็นจากเจ้าตำหนักยมราช


เฟิ่งจิ่วนั่งลงข้างๆ มือหนึ่งเท้าคางมองเขา เอ่ยด้วยรอยยิ้มเริงร่า “ได้ยินฮุยหลางบอกว่าในบรรดาขนมอบ ท่านชอบกินขนมมันฮ่อ ตอนเพิ่งกลับมาเห็นร้านขนมอบจึงซื้อกลับมาให้ท่านนิดหน่อย ลองกินซิว่ารสชาติเป็นอย่างไร”


ได้ยินคำพูดนี้ สุดท้ายเขาก็อดไม่ได้หันมองนาง หัวใจลิงโลดขึ้นมาอย่างน่าผิดหวัง ความเบิกบานที่เต้นเร่าอยู่รางๆ ทำให้ไอหนาวเย็นบนร่างพลันจางหาย ฮุยหลางกับอิ่งอีข้างๆ เห็นแล้วพูดไม่ออก


รู้อยู่แล้วว่าภูตหมอช่วยบรรเทาไอเย็นทั่วร่างนายท่าน ขอเพียงมีนางอยู่ฤดูหนาวก็เปลี่ยนเป็นใบไม้ผลิได้


เห็นท่าทีเปลี่ยนไป ทำให้พวกเขาประหลาดใจยิ่งนัก แต่ลองคิดๆดูแล้วก็ปกติ ใครใช้ให้นายท่านหลงภูตหมอเสียจนจิตใจเคลิบเคลิ้มเล่า? เฮ้อ! ตกลงไปในกับดักรักที่ภูตหมอถักทอขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว โดนพันรัดไว้อย่างยินยอมพร้อมใจ


“ฮึ! อย่าคิดจะถือขนมมันฮ่อไม่กี่ชิ้นมาจัดการข้า หากเจ้าไม่เล่าให้ชัดเจน คอยดูซิว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!” ชัดเจนว่าสุขใจจนยากจะปิดบัง กลับยังคงทำหน้าเย่อหยิ่ง กล่าวพลางเปิดขนมมันฮ่อถุงนั้นแล้วหักขึ้นมากิน


เหล่าแขกที่ชั้นหนึ่งได้ยินคำพูดและเห็นท่าทางของทั้งสอง สีหน้าก็อดแปลกใจขึ้นมาไม่ได้ สายตาแต่ละคนวนมองบนร่างพวกเขา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร


“ข้ายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย! กินไปพลางเล่าไปพลางเถอะ!” เธอเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นคีบอาหารกิน


เห็นเช่นนี้ หลิงโม่หานกวาดตามองฮุยหลางข้างๆกัน “เอาชามข้าวมาให้นาง สั่งเสี่ยวเอ้อร์เพิ่มอาหารสักสองสามอย่าง” เสียงเขาชะงักไป เขามองร่างเล็กๆของนางพร้อมบอก “เพิ่มเนื้อกับผัก แล้วเอาน้ำแกงมาอีกหนึ่งด้วย”


“ขอรับ” ฮุยหลางฉีกยิ้มกว้าง รีบเรียกให้เสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารมาโดยเร็ว ส่วนตัวเองวิ่งไปห้องครัวและยกข้าวขาวหนึ่งโถเล็กออกมาให้พวกเขา


เฟิ่งจิ่วกินพลางเล่าว่า “ข้าเพิ่งไปตลาดมืดมา สั่งพวกเขาสืบข่าวคราวให้เสียหน่อย ลองดูว่าจะไปตามหาท่านปู่ได้ที่ไหน แต่ถูกเรื่องบางอย่างประวิงเวลาไว้ มิเช่นนั้นคงกลับมานานแล้ว”


ได้ฟังเช่นนี้ หลิงโม่หานยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ ไม่ปริปากตอบรับอะไรอีก เดิมทีเขาก็ให้ฮุยหลางสั่งคนไปตรวจสอบแล้ว แต่ไม่ทันบอกนางก็วิ่งออกไปเสียเอง


เห็นนางกินข้าวปลาอาหารอย่างเจริญอาหารยิ่ง เขาวางแก้วเหล้าลง หยิบตะเกียบคีบเนื้อให้นางชิ้นหนึ่ง “กินเนื้อเยอะๆหน่อย เจ้าผอมเกินไปแล้ว”


เฟิ่งจิ่วไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตากินอาหาร คิดว่ารีบๆกินให้เสร็จแล้วกลับห้องไปพักผ่อนเสียหน่อยดีกว่า สายตาเขาเร่าร้อนลุกวาวเช่นนี้เธอรับไม่ไหวหรอก!


ทันทีที่ทานอาหารเสร็จ เธอรีบร้อนเอ่ยว่า “วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน ท่านอาพักผ่อนเร็วหน่อยแล้วกัน! ข้าจะกลับห้องก่อน พรุ่งนี้เจอกัน!” สิ้นเสียงก็ขึ้นไปห้องปีกชั้นสองทันทีโดยไม่รอให้เขาพูดอะไร


เห็นร่างผู้หญิงคนนั้นที่คล้ายหนีไป หลิงโม่หานแค่นเสียงเย็น ทว่าไม่เอ่ยอะไร แต่ถือขนมมันฮ่อถุงนั้นที่นางนำกลับมาขึ้นไปชั้นสอง


ครั้นเห็นพวกเขาขึ้นไปกันหมดแล้ว พวกแขกชั้นล่างถึงจะพูดคุยกัน


“สายตาที่หนุ่มนั่นมองเด็กหนุ่มคนนั้นแปลกจริงๆ”


“อืม นั่นคือสายตาที่มองผู้หญิง”


“แต่หนุ่มน้อยคนนั้นก็หน้าตาดีจริงๆ”


“ดูท่าทางความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจะไม่ธรรมดาเลย พวกเจ้าคิดว่าเป็นพวกตัดแขนเสื้อหรือไม่?”


อิ่งอีที่เฝ้าตรงประตูห้องปีกชั้นสองได้ยินคำพูดด้านล่าง มุมปากก็กระตุก แหงนมองฟ้าอย่างหมดคำพูด


รุ่งเช้าวันต่อมา เมื่อหัวหน้าเคอคนนั้นนำของขวัญมาเยี่ยมถึงโรงเตี๊ยมด้วยตนเอง กลับแจ้งว่าคนที่เขามาหาออกไปแต่เช้าตรู่แล้ว


ส่วนพวกเฟิ่งจิ่ว เวลานี้มายังหน้าประตูใหญ่ของสมาคมนักปรุงยา…


[1] ขนมมันฮ่อ หรือคุกกี้เหอเถา ส่วนประกอบหลักคือวอลนัทกับพุทราจีน เป็นของกินเล่นที่ทำในแถบเหนือและใต้ของจีน แต่ละที่รสชาติจะแตกต่างกันไป


ตอนที่ 517: การประเมินของสมาคม


“ที่นี่ไม่เห็นมีใครสักคน!” เฟิ่งจิ่วมองประตูใหญ่สมาคมที่ไม่มีคนเลย มองจากด้านนอกนี้ ข้างในช่างเงียบเหงา มีเพียงคนเดินไปมาไม่กี่คน


หลิงโม่หานเหลือบมองนาง “เจ้านึกว่านักปรุงยาเป็นผักกาดขาวหรือ ถึงจะมีอยู่ทุกที่?”


ได้ฟังเช่นนี้เธอก็หัวเราะเก้อๆ ถามว่า “ข้าเข้าไปก็พอ พวกท่านหาที่รอข้าเถอะ! เมื่อครู่ตอนเข้ามาทางนั้นมีโรงน้ำชาด้วย ข้าประเมินเสร็จแล้วจะเข้าไปหาพวกท่าน”


“ได้” ด้วยรู้ว่าการประเมินต้องใช้เวลาสองสามชั่วยาม หลิงโม่หานจึงขานรับ กำชับบางอย่างแล้วถึงจะพาฮุยหลางกับอิ่งอีไปยังโรงน้ำชา


“พวกเจ้าสองคนก็ตามไปด้วยเถอะ ไม่ต้องรออยู่ที่นี่หรอก มันต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม” เธอส่งสัญญาณให้เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาไปโรงน้ำชาด้วยกันกับพวกเขา


“ขอรับ/เจ้าค่ะ” ทั้งสองขานรับ โรงน้ำชาห่างจากที่นี่ไม่ไกล ตรงชั้นสองมองเห็นประตูใหญ่ของสมาคมนักปรุงยาได้ ด้วยเหตุนี้จึงมุ่งไปยังโรงน้ำชานั้น


ยามนี้ เฟิ่งจิ่วถึงจะเดินไปด้านในสมาคมนักปรุงยา เข้าไปข้างในหานักปรุงยาของสมาคมที่คอยต้อนรับสักคนแล้วแจ้งจุดประสงค์การมาเยือน


“สอบประเมินเหรียญตรา?” นักปรุงยาคนนั้นพินิจมองเฟิ่งจิ่วจากบนลงล่าง แล้วชี้อีกโต๊ะหนึ่งข้างๆ “ไปชำระค่าประเมินทางนั้นก่อน แล้วค่อยเข้ามาหยิบหมายเลข”


การสอบประเมินเหรียญตรานักปรุงยาต้องใช้ยาทิพย์ ดังนั้นนักปรุงยาทุกคนที่มาประเมิน ทุกระดับนักปรุงยาที่แตกต่างกัน จึงต้องจ่ายค่ายาทิพย์ที่สอดคล้องกัน เฟิ่งจิ่วที่รู้ข้อนี้จ่ายเงินอย่างพร้อมใจ แล้วถือใบรับรองมารับหมายเลขตรงนักปรุงยาคนนั้น


“เข้าไปรอข้างใน เจ้ามาแต่เช้า ได้เลขลำดับที่หนึ่ง” นักปรุงยาคนนั้นกล่าวด้วยท่าทีเฉยเมย ก่อนยื่นแผ่นป้ายไม้ให้เธอ


ทุกวันจะมีคนมาสอบประเมิน แต่คนที่สอบผ่านได้กลับน้อยยิ่งนัก หนุ่มน้อยคนนี้อายุแค่สิบห้าสิบหก เขาถึงกับหยิบหมายเลขส่งให้เข้าไปทันที โดยไม่มองว่าที่เด็กหนุ่มจ่ายไปเป็นราคาเท่าไรและจะสอบประเมินเหรียญตรานักปรุงยาระดับใด


สำหรับเขา หนุ่มน้อยคนนี้ไม่มีทางสอบผ่าน ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้ไว้หน้าหรือสำรวมท่าทีอะไรมาก


เฟิ่งจิ่วไม่เก็บมาใส่ใจ หยิบแผ่นป้ายเดินไปด้านใน เมื่อเข้ามาแล้วถึงจะเห็นว่าเป็นห้องหินใหญ่ที่แยกออกมา นอกห้องมีผู้เรียนปรุงยาคนหนึ่งยืนอยู่ พอเห็นเธอเข้ามาก็พินิจมอง


“เจ้ามาสอบประเมินหรือ? รออีกสักครู่ คนที่รับผิดชอบการประเมินยังไม่มา”


เธอพยักหน้าเมื่อได้ยิน เพราะไม่เคยมาที่นี่ จึงอาศัยโอกาสที่ยังเช้ามองสังเกตโดยรอบ กลางอากาศมีกลิ่นหอมยาจางๆกระจายอยู่ สายตาเธอหยุดลงบนประตูหินตรงหน้าที่ปิดไว้ แอบคิดว่าจะสอบประเมินข้างในนี้หรือ ทำมิดชิดเกินไปแล้วกระมัง? ข้างในจะมีแสงหรือเปล่า?


หลังผ่านไปครึ่งก้านธูป มีคนสิบกว่าคนทยอยกันเข้ามา ต่างถือป้ายไม้รอทดสอบ ผ่านไปหนึ่งก้านธูป นักปรุงยาที่รับผิดชอบการประเมินถึงจะเข้ามาห้องโถงหินอย่างเอ้อระเหย


“หมายเลขลำดับที่หนึ่งเข้ามา” ผู้เรียนปรุงยาที่เฝ้าตรงประตูหินตะโกนขึ้น


ทุกคนมองๆดู ก็เห็นเด็กหนุ่มรูปงามสวมชุดสีแดงแพรวพราวยิ้มตาหยีพลางยื่นแผ่นป้ายไม้ของตนให้


“ข้าคือหมายเลขหนึ่ง”


เฟิ่งจิ่วยามนี้แสนสุขใจ ตะเกียกตะกายขึ้นมาแต่เช้าตรู่เป็นเรื่องที่คิดถูกแล้วดังคาด อย่างน้อยเธอก็เป็นผู้สอบประเมินคนแรก


“เข้าไปเถอะ!” ผู้เรียนปรุงยาเก็บป้ายไม้ เปิดประตูหินให้เธอเข้าไป


ครั้นเหยียบเข้าไปด้านใน นัยน์ตาเฟิ่งจิ่วฉายประกายแปลกๆ มองจากด้านนอกเป็นห้องหินที่ปิดมิดชิด แต่เข้ามาด้านในถึงจะรู้ว่านอกจากกำแพงสี่ด้านที่ล้อมขึ้นมา เหนือศีรษะยังเป็นท้องฟ้ากับเมฆขาว


แต่สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจคือ ที่นี่มีค่ายกลด้วย


ตอนที่ 518: ข้าชื่อเฟิ่งจิ่ว


ผู้ประเมินสามคนด้านในชำเลืองมองคนที่เข้ามา เห็นเป็นเด็กหนุ่มชุดแดงที่อายุยังน้อยนัก พอเข้ามาก็พินิจมองรอบๆด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น ดูจากท่าทางก็รู้ว่าเข้ามาสมาคมนักปรุงยาเป็นครั้งแรก


เห็นเช่นนี้ หนึ่งคนในนั้นกระแอมเบาๆ บอกว่า “เข้ามาลงบันทึกเสียสิ เจ้าชื่ออะไร? อายุเท่าไรแล้ว?”


การสอบประเมินต้องลงแค่ชื่อกับอายุพอ ชื่อเป็นนามแทนตัว แต่อายุไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาต้องรู้อายุผู้เข้าสอบทุกคนรวมถึงระดับนักปรุงยาที่จะสอบ เพื่อสะดวกให้นักปรุงยาจัดทำสถิติ


ยามนี้เฟิ่งจิ่วหยุดสายตาลงบนร่างทั้งสามคน เห็นเป็นชายวัยกลางคนสองคนกับชายชราอีกหนึ่ง จึงเดินเข้าไปคารวะ ใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ไร้พิษสง


“คารวะอาจารย์ทั้งสาม ข้ามีนามว่าเฟิ่งจิ่ว อายุสิบหกขอรับ”


สามคนเห็นหนุ่มน้อยรูปโฉมงดงามตรงหน้า น้ำเสียงสดใสมีชีวิตชีวา บนใบหน้ามีความโง่เขลาไม่เข้าใจโลก แต่กลับมีมารยาทครบถ้วนรู้จักควบคุมตัวเอง แต่ละคนต่างลอบพยักหน้า คิดว่าเด็กคนนี้คงมาจากตระกูลสูงศักดิ์


ชายวัยกลางคนที่เขียนบันทึกจดชื่อกับอายุลงไปแล้ว ก็ชี้ประตูหินด้านหลัง บอกว่า “ด้านนั้นเป็นห้องเก็บยาทิพย์ มียาทิพย์หลากหลายชนิด เจ้าต้องแยกแยะยาทิพย์และคัดเลือกสมุนไพรด้วยตนเอง เลือกสมุนไพรที่ต้องการให้เรียบร้อย แล้วไปปรุงกลั่นยาตรงลานกลั่นยาทางนั้น”


เฟิ่งจิ่วมองยังทิศทางที่เขาชี้ พยักหน้าตอบ “ขอรับ”


ต่อมาจึงเดินไปทางนั้นและผลักเปิดประตูหิน ด้านในเป็นอีกโลกหนึ่ง แม้บอกว่าเป็นห้องเก็บยาทิพย์ กลับยังต้องออกไปอีกเกือบสิบเมตร เมื่อมาถึงห้องเก็บยาทิพย์ แทนที่จะบอกว่าเป็นห้อง สู้เรียกว่าหอโอสถสามชั้นยังดีกว่า


หน้าหอมีโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็ก ตรงนั้นมีชายชราคนหนึ่งนั่งเอามือเท้าคางสัปหงก อาจเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าถึงได้ลืมตาขึ้นมา


“หยิบใบรับรองการชำระเงินมาลงบันทึกด้วย” ชายชราเหลือบมองเฟิ่งจิ่ว นิ้วมือเคาะๆลงบนหน้าโต๊ะ


ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็หยิบใบรับรองการชำระเงินก่อนหน้านี้ยื่นให้ แอบคิดในใจว่าที่นี่มีเรื่องยุ่งยากไม่น้อยเลย แต่ละด่านเคร่งครัดนัก


ชายชราอ่านวันที่ชำระเงินสักพัก เมื่อสายตามองผ่านตรงราคาที่จ่ายโดยบังเอิญ ดวงตาพลันเบิกกว้าง ขยี้ตาด้วยนึกว่าตนเองมองผิดไป แต่มองอีกครั้งก็ยังคงเป็นตัวเลขนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าอย่างตกตะลึง กวาดมองเด็กหนุ่มชุดแดงตรงหน้าขึ้นลงด้วยความแปลกใจ


“เข้าไปเถอะ!”


เขายื่นใบรับรองคืนให้เฟิ่งจิ่ว แววตาประหลาดจับจ้องเด็กหนุ่มที่เข้าไปด้านในอยู่ตลอด ก่อนกระซิบเสียงเบา “นึกไม่ถึงว่าราคาที่จ่ายจะเป็นระดับสูงสุด หนุ่มน้อยคนนี้สอบเหรียญตราระดับไหนกัน?”


เมื่อเข้ามาแล้ว เฟิ่งจิ่วรู้สึกว่ามุมมืดในหอสามชั้นนี้ปกคลุมไปด้วยจิตของผู้แข็งแกร่ง คล้ายมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังสังเกตทุกอย่างด้านในนี้ เธอไม่สนใจ หยิบตะกร้ามาเลือกพวกยาทิพย์ที่ต้องใช้ ในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็ถือยาทิพย์สองตะกร้าเดินออกมา


ครั้นเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นถือยาทิพย์สองตะกร้าเดินมา ชายชราที่นั่งข้างโต๊ะจ้องมองอย่างตาค้างไปบ้าง ยาทิพย์มากมายเพียงนั้น หนำซ้ำยังไม่ใช่ยาทิพย์ทั่วไป ต่อให้จ่ายเงินอีกรอบก็ชดเชยกลับมาไม่ได้หรอก!


การชำระเงินของสมาคมแบ่งออกเป็นสามระดับ ปกติคนที่มาสอบประเมินเหรียญตราล้วนเลือกอะไรที่ถนัด แม้เป็นยาทิพย์สำหรับกลั่นยาทิพย์ระดับบรรพชนก็ไม่มากเกินกว่าห้าสิบต้น แต่เมื่อครู่เด็กหนุ่มคนนั้นเข้าไปใช้เวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็ถือออกมาสองตะกร้าแล้ว


ตอนนี้เขาเพียงอยากรู้ว่า หากอาจารย์สองสามท่านด้านหน้าเห็นหนุ่มน้อยถือยาทิพย์ออกไปสองตะกร้าจะแสดงอาการเช่นไร…


ตอนที่ 519: ข้ามาสอบระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์


สามคนในห้องหินสอบประเมินนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย ปกติการสอบประเมินในสมาคมทุกๆวันจะมีสิบกว่าถึงยี่สิบคน ถึงแม้การสอบเสร็จสิ้นหนึ่งครั้งต้องใช้เวลาสองสามชั่วยามบ้าง แต่บางคนก็เกิดปัญหาระหว่างขั้นตอนการผสมปรุงยาจนไม่อาจทำต่อไปได้


ด้วยเหตุนี้คนที่ใช้เวลาครึ่งก้านธูปหรือสั้นยิ่งกว่าและสอบประเมินล้มเหลวก็มีเช่นกัน สำหรับพวกเขาการสอบประเมินจึงเป็นงานที่สบายมาก


พวกเขาสามคนกำลังคุยกัน บนหน้ายังมีรอยยิ้ม เมื่อได้ยินเสียงประตูหินดังมาก็เหลือบมองตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อเห็นในมือหนุ่มน้อยชุดแดงถือยาทิพย์เต็มสองตะกร้าเข้ามา รอยยิ้มบนหน้าต่างแข็งทื่อ ถลึงดวงตาลุกพรวดขึ้นมา


แค่เห็นยาทิพย์ในตะกร้าสองสามชนิดที่มีราคาสูงลิ่ว พวกเขาก็ตาค้าง ของพวกนั้นคือยาทิพย์จากหอสามชั้น ทำไมเขาถึงหยิบมาได้?


ยาทิพย์มากมายเพียงนั้น ซ้ำยังเป็นพวกที่มีอายุหลายปี สุ่มเลือกมาหนึ่งต้นยังเทียบกับราคาที่เขาจ่ายไม่ได้เลย ดังนั้นจึงมีคนปริปากอย่างไม่อดไม่ไหว


“เฟิ่งจิ่ว เจ้าจะหยิบยาทิพย์มากมายเพียงนี้ไปทำอะไร?”


ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วมองอาจารย์ที่เอ่ยถามอย่างแปลกใจ ตอบกลับอย่างสมเหตุสมผลว่า “กลั่นยาไงขอรับ!” หากไม่ใช้กลั่นยาเธอจะหยิบไปมากเพียงนี้ทำไม? นี่เป็นคำถามไร้สาระไม่ใช่หรือ?


แต่ว่า ฮี่ๆ สมาคมนักปรุงยานี้ไม่เลวเลยจริงๆ! ราคาที่เธอจ่ายไปเทียบกับยาทิพย์ในตะกร้าแล้วไม่คุ้มค่าให้กล่าวถึงเลยจริงๆ


เมื่อได้ยินคำตอบสมเหตุสมผลของเด็กหนุ่ม และเห็นสีหน้าท่าทางที่บอกว่าท่านกำลังถามไร้สาระ หน้าผากเขามีเส้นเลือดปรากฏ มุมปากกระตุก บอกอีกครั้งว่า “ยาทิพย์มากเพียงนั้นเจ้าปรุงได้หมดรึ? เจ้าต้องรู้ไว้ แม้จ่ายเงินไปแล้วแต่ยาทิพย์จะใช้สิ้นเปลืองไม่ได้ ทำได้เพียงหยิบยาทิพย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการปรุงกลั่นยาไป หากชัดเจนว่าสิ้นเปลืองยาทิพย์โดยไม่จำเป็นจะต้องจ่ายเงินสิบเท่าของราคา”


เธอขมวดคิ้ว “แต่นี่ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าต้องใช้” ระหว่างพูดก็ถือยาทิพย์สองตะกร้ามายังลานกลั่นยา


เห็นดังนั้น สุดท้ายอาจารย์อีกสองคนก็ตะโกนบอกอย่างเหลืออด “สิ่งที่ต้องใช้? เจ้าจะใช้อย่างไร? เจ้ารู้และเข้าใจชื่อกับสรรพคุณยาทิพย์พวกนั้นหมดแล้วหรือ? หนำซ้ำยาทิพย์สองตะกร้ายังมีอายุหลายปี นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ”


อาจเพราะนึกอะไรได้ เฟิ่งจิ่วที่เดิมทีขมวดคิ้วจึงเงยหน้ามองพวกเขา สีหน้าประหลาดอยู่บ้าง ถามว่า “อาจารย์ทั้งสาม พวกท่านรู้หรือไม่ว่าข้ามาสอบเหรียญตราอะไร?”


“เหรียญตรานักปรุงยาไม่ใช่หรือ?” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น เพราะตั้งแต่เข้ามาจนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่ได้ถาม แต่ดูจากอายุของเด็กหนุ่มก็น่าจะมาสอบประเมินเหรียญตรานักปรุงยา!


อาจารย์สองคนข้างๆ มองหนุ่มน้อยแวบหนึ่ง แล้วชำเลืองมองยาทิพย์เต็มสองตะกร้าที่มีอายุหลายปี ก่อนจะส่ายหน้ายกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมา คิดจะดื่มน้ำชาอย่างช้าๆ


หนุ่มน้อยคนนี้มาสอบประเมินครั้งแรก แม้แต่กฎระเบียบของที่นี่ยังไม่เข้าใจ อย่าหวังว่าเขาจะสอบผ่านได้เลย ต้องรู้ไว้ว่าแม้เป็นนักปรุงยาก็ใช่ว่าจะรับเหรียญตราไปได้ง่ายดายเพียงนั้น


ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วฉีกยิ้มกว้าง เผยรอยยิ้มแวววับเด่นตาออกมา เอ่ยอย่างรวดเร็วว่า “ไม่ใช่ขอรับ! ข้ามาสอบเหรียญตราระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์”


“พรวด!”


“แค่กๆ…”


อาจารย์สองคนที่ดื่มชา น้ำชาเพิ่งเข้าปากก็พ่นออกมาทันที สำลักน้ำชาเสียจนไอ ผ่านไปสักพักสองคนถึงถอนหายใจโล่งอก จ้องมองเฟิ่งจิ่วอย่างโกรธเคือง หนึ่งในนั้นตะโกนบอก “เป็นเด็กตัวปัญหาจากไหนกัน? สอบประเมินระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์? อยากอยู่ระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าบ้าไปแล้วกระมัง!”


ตอนที่ 520: รบกวน


เฟิ่งจิ่วกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา เอ่ยตอบจริงจัง “ข้ามาสอบระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ! เงินที่ข้าจ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายการสอบประเมินระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ขอรับ!”


พวกเขาดูถูกเธอแน่.นอน คิดว่าเธอมาเที่ยวเล่นหรือ?


ก่อนหน้านี้ อาจารย์ที่ช่วยเฟิ่งจิ่วจดบันทึกยังมองเธออย่างไม่เห็นด้วย ทว่าเมื่อเห็นความไร้เดียงสาบนใบหน้าเด็กหนุ่มและท่าทางจริงจัง ดังนั้นจึงสงบอารมณ์ ก่อนถามเสียงเข้มว่า “เจ้ามีเหรียญตราระดับยาทิพย์บรรพชนแล้ว?”


เฟิ่งจิ่วส่ายหน้า “ไม่มีขอรับ”


“เช่นนั้นเหรียญตราระดับยอดนักปรุงยาเล่า?”


“ไม่มีขอรับ” เธอส่ายหน้าอีกครั้ง


อาจารย์ท่านนั้นฟังแล้วใบหน้าเผยความไม่พอใจ แต่ยังคงถาม “แล้วเหรียญตรานักปรุงยาเล่า?”


“ไม่มีเช่นกันขอรับ! ข้าไม่เคยสอบ นี่เป็นครั้งแรกที่มาสมาคมนักปรุงยา” แม้เธอกลั่นยาเซียนเป็น แต่ไม่มีเหรียญตราพวกนั้นเลยจริงๆ! หากมีเธอจะวิ่งตั้งไกลโขมาที่นี่เพื่ออะไร?


ได้ยินคำพูดเฟิ่งจิ่ว อาจารย์อีกสองคนกล่าวด้วยความขุ่นเคืองอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ “เจ้าไม่ใช่แม้แต่นักปรุงยา จะมาสอบระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์อะไร? นี่ไม่เรียกว่าบ้าหรอกหรือ? ชัดเจนว่าคิดเพ้อฝันอยากอยู่ระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์! เสียเวลาพวกเราแต่เช้าตรู่ เจ้า เจ้ารีบออกไปเดี๋ยวนี้เลย!”


แม้โดนพวกเขาตะคอกใส่ เฟิ่งจิ่วกลับไม่โมโห อาจเพราะเข้าใจความรู้สึกพวกเขา! และคิดว่าที่พวกเขารู้สึกเช่นนี้เป็นเรื่องปกติยิ่งนัก ถึงอย่างไรการที่ไม่มีแม้แต่เหรียญตรานักปรุงยาแต่อยากสอบระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างเพ้อฝันจริง


ดังนั้นเธอจึงยิ้มอย่างอารมณ์ดี นัยน์ตาสาดประกายแวววาว “อาจารย์ทั้งสาม เช้าๆอย่าเพิ่งอารมณ์เสียเกินไปนัก จะส่งผลเสียต่อสุขภาพเอา! อย่างไรก็ฟังข้าพูดให้จบก่อนเถอะ!”


เห็นพวกเขาถลึงตามอง เธอก็ไม่รอให้พวกเขาเอ่ยปาก บอกว่า “ถูกต้อง แม้ข้าไม่มีเหรียญตรานักปรุงยาแสดงตัวตน แต่ข้าเป็นนักปรุงยาจริง ส่วนที่จะสอบเหรียญตรายาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์เลยทันที เพราะคิดว่ามีความสามารถพอจะรับเหรียญตราและเป็นนักปรุงยาระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ได้ มิเช่นนั้นการสอบประเมินแต่ละด่านนี้ก็เสียเวลาข้ามากเช่นกัน”


ได้ยินเช่นนี้ ทั้งสามที่เดิมทีขุ่นเคืองก็ยิ่งโกรธเกรี้ยว คิดว่าหนุ่มน้อยคนนี้จะไม่รู้เรื่องรู้ราวเกินไปแล้ว! ถึงกล้าพูดจาโอ้อวดในสถานที่อย่างสมาคมนักปรุงยา ซ้ำยังพูดอีกว่าการสอบประเมินแต่ละด่านก็เสียเวลาเขาด้วย


เดิมทีคิดว่าหนุ่มน้อยคนนี้รูปโฉมโดดเด่น รุกถอยมีจังหวะ มารยาทพร้อม เรียบร้อยน่าเอ็นดู แต่ยามนี้มองอีกครา พวกเขายังไม่เคยเจอใครที่ชั่วร้ายยิ่งไปกว่าคนผู้นี้เลย!


“ได้! พวกเราจะดูซิว่าเจ้าจะปรุงยาระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้อย่างไร! แต่พวกเราบอกเจ้าไว้ก่อน ยาทิพย์สองตะกร้าที่เจ้าหยิบไป หากปรุงมั่วซั่วจนเสียของ ต้องจ่ายเงินเป็นสิบเท่า!”


เฟิ่งจิ่วเช็ดๆจมูกอย่างใสซื่อ เธอแค่พูดตามความจริงเท่านั้น ไม่นึกว่าสามคนนี้จะยิ่งโกรธกว่าเมื่อครู่เสียอีก เฮ้อ! เธอใสซื่อมากไปหรือ?


แม้ช่วงนี้จะพักอยู่ที่นี่ ยังมีเวลาอีก แต่เธอไม่อยากเสียเวลาที่สมาคมนี้ต่อไปแล้ว จึงสำรวจมองข้าวของบนลานกลั่นยาสักพัก เห็นว่าอุปกรณ์พวกนั้นไม่มีปัญหากับการปรุงยาทั่วไป แต่หากจะปรุงกลั่นให้เพียงพอสำหรับระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ กลับยังด้อยเกิน


ดังนั้นเธอจึงมองทั้งสามคน “อุปกรณ์ด้อยเกินไป รบกวนเปลี่ยนเป็นระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยขอรับ”


ครั้นได้ยินดังนี้ ทั้งสามคนนอกจากถลึงตามองก็พูดอะไรไม่ออกแล้ว ทว่าในที่นั้น มีเสียงแก่ชราลอยเข้ามา


“เปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ให้เขาเสีย แล้วให้อวี๋เหล่าเข้ามาคุมสอบเอง”


เมื่อเสียงนี้ดังมา อาจารย์ทั้งสามตกใจโดยพลัน ใบหน้าเผยความตกตะลึง นี่…นี่รบกวนไปถึงผู้อาวุโสสูงสุดแล้วหรือ?


จบตอน

Comments