ตอนที่ 521: คุมสอบด้วยตนเอง
แววตาเฟิ่งจิ่วสั่นไหวเล็กน้อย จัดเรียงยาทิพย์ในตะกร้าโดยไม่เงยหน้า มุมปากยกมุมโค้งขึ้นน้อยๆ
เพราะผู้อาวุโสสูงสุดออกปาก อาจารย์สามคนนั้นจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก สั่งคนไปเปลี่ยนอุปกรณ์เป็นระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ใหม่อย่างรวดเร็ว หนึ่งคนในนั้นก็ไปเชิญอวี๋เหล่ามาด้วยตนเอง
อวี๋เหล่าคือนักปรุงยาระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ของสมาคมนักปรุงยา ฐานะตำแหน่งเขาไม่ธรรมดาเลย ต้องรู้ไว้ว่า หากคิดจะหานักปรุงยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์สักสิบคนจากในแคว้นระดับสามหลายร้อยแคว้นนั้นยากยิ่ง ด้วยเหตุนี้แค่คิดดูก็รู้ถึงความหายากของนักปรุงยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว
นี่คือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาได้ยินเฟิ่งจิ่วบอกว่าจะสอบระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ถึงได้โกรธนัก เพราะพวกเขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะมีความสามารถสอบประเมินระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ได้ ถึงขั้นคิดว่าการที่เขาบอกจะสอบระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์เป็นการดูแคลนความสูงส่งของระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์นี้
ระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์อายุสิบหก? นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีทางมีอยู่แน่นอน!
ในหมู่คนที่รอการสอบประเมินด้านนอก พวกที่พิเศษจะมีนักปรุงยาหรือยอดนักปรุงยา กระทั่งยังมียอดนักปรุงยาเข้ามาสอบประเมินระดับยาทิพย์บรรพชนด้วย แต่สูงกว่านั้นไม่มีแล้ว ถึงอย่างไรระดับยาทิพย์บรรพชนก็พบเห็นได้ยากยิ่ง
ยามนี้ พวกเขาเห็นประตูห้องหินเปิดออก อาจารย์คุมสอบด้านในเดินออกมาอย่างลนลาน เพราะด้านในมีค่ายกลปิดกั้นไว้ พวกเขาจึงไม่ได้ยินว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ทำได้เพียงพูดคุยกันเสียงเบา
ผ่านไปไม่นาน เมื่อพวกเขาเห็นอาจารย์ที่ออกมาก่อนหน้านั้นเดินตามหลังชายชราคนหนึ่งด้วยความยำเกรง บางคนที่รู้ตัวตนของชายชราตื่นเต้นเสียจนหน้าแดงก่ำ ต่างอยากเข้าไปคารวะทักทาย ทว่าโดนทหารอารักขาสองสามคนที่เฝ้าอยู่ข้างกายชายชราขวางออกไป
จนกระทั่งชายชราคนนั้นกับอาจารย์คุมสอบเข้าไปในห้องหินแล้ว พวกเขาที่รู้ฐานะชายชราล้วนตื่นเต้นจนพูดจาสะเปะสะปะ “นั่นนักปรุงยาระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์แซ่อวี๋! ทั่วแคว้นมหาสันติมีเพียงระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์เช่นเขาคนเดียว ข้าเคยเห็นไกลๆครั้งหนึ่ง ได้ยินว่าปกตินักปรุงยาอวี๋เก็บตัวไม่ออกไปไหน ไม่นึกว่าวันนี้จะเห็นเขาในสมาคม”
“จริงด้วย! ข้าก็เคยเห็นเขาไกลๆครั้งหนึ่ง แต่เขามาได้อย่างไร ด้านในเป็นห้องสอบประเมิน หรือใครให้เขามาคุมสอบด้วยตนเองได้?” อีกคนหนึ่งแม้ท่าทางตื่นเต้นดีใจ แต่ก็สังเกตเห็นจุดที่แปลกไป
“คนที่เข้าไปก่อนหน้านี้เป็นเด็กหนุ่มชุดแดง ดูท่าทางอายุประมาณสิบห้าสิบหก เดาว่าคงมาสอบประเมินระดับนักปรุงยา ไม่น่าจะแตกตื่นไปถึงนักปรุงยาอวี๋ อาจเพราะมีเรื่องอื่นก็ได้”
ผู้คนด้านนอกกำลังพูดคุยกัน ส่วนด้านใน ยามนี้เฟิ่งจิ่วกำลังมองอุปกรณ์ใหม่ที่เพิ่งถูกเปลี่ยนอย่างพอใจ นี่สิถึงจะเป็นอุปกรณ์กลั่นยาระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์
เธอหยิบยาทิพย์ในตะกร้าออกมาวางเรียงอย่างดี ได้ยินเสียงชราทว่าเปี่ยมกําลังวังชาลอยมา
“สหายน้อยแซ่เฟิ่งนามว่าจิ่ว?”
เฟิ่งจิ่วเงยหน้ามองไป เห็นว่าเป็นชายชราชุดคลุมสีเทา เส้นผมสีเงิน ใบหน้าแดงก่ำมีชีวิตชีวา ยามนี้ดวงตาปราดเปรียวคู่นั้นกำลังมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ เห็นเช่นนี้เธอจึงยิ้มเล็กน้อย ตอบรับว่า “ใช่ขอรับ”
“ได้ยินว่าเจ้าจะสอบเหรียญตราระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์?” ชายชรายิ้มบางๆ ไม่มีการดูถูกดูแคลน และไม่ประหลาดใจเช่นกัน เพียงถามอย่างสงบนิ่งมาก ราวกับเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมาเนิ่นนาน สีหน้าท่าทางเป็นธรรมชาติ น้ำเสียงอบอุ่น
“ขอรับ” เธอพยักหน้า แววตาเป็นประกายหยุดลงบนร่างชายชรา
“เช่นนั้น ข้าจะมาคุมสอบเจ้าเอง”
ชายชรายิ้มอย่าง.อบอุ่น จากนั้นค่อยถอยมายังตำแหน่งผู้คุมสอบ ทำท่าเชื้อเชิญให้เฟิ่งจิ่ว “เวลาให้กลั่นยาระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์มีสี่ชั่วยาม เจ้าจงปรุงยาออกมาภายในเวลาสี่ชั่วยาม ขอแค่ยาตรงตามระดับนักปรุงยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ ข้าจะสวมเหรียญตราให้เจ้าด้วยตนเอง”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วยิ้มเล็กน้อย หลังจากมองชายชราคนนั้นแวบหนึ่งก็เริ่มลงมือจัดการกับยาทิพย์…
ตอนที่ 522: กลั่นยามั่วซั่ว?
อาจารย์คุมสอบสามคนนั้นมองอวี๋เหล่า ในใจนึกสงสัย แม้อวี๋เหล่าจะปฏิบัติตนอ่อนโยนน่าเคารพกับผู้อื่น แต่หนุ่มน้อยชุดแดงอายุแค่สิบหก! ไม่นึกว่าเขาจะเรียกสหายน้อย การปฏิบัติอย่างมีมารยาทเช่นนี้ทำให้พวกเขานึกไม่ถึงจริงๆ
อีกอย่าง ฟังจากคำพูดของอวี๋เหล่า มองท่าทีของเขา เหมือนคิดว่าหนุ่มน้อยคนนี้สามารถปรุงกลั่นยาระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ได้จริงๆ ซ้ำยังเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะเรื่องจะไปถึงผู้อาวุโสสูงสุด
ยามนี้ไม่ต้องพูด พวกเขาก็รู้ว่าผู้อาวุโสสูงสุดต้องแอบสังเกตการณ์การสอบประเมินที่นี่อยู่แน่
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงสงบจิตสงบใจ มองไปทางหนุ่มน้อยชุดแดง มองคราวนี้ในดวงตาฉายแววแปลกๆอย่าง.อดไม่ได้
ท่าทางที่เด็กหนุ่มชุดแดงจัดการกับยาทิพย์คล่องแคล่วนัก ไม่เร่งไม่ช้าและสง่างามอย่างยิ่ง นึกถึงตรงนี้ใบหน้าพวกเขาก็เผยอาการประหลาด สง่างาม? ทำไมพวกเขาถึงคิดเช่นนี้ได้? แม้รู้สึกว่าคำคำนี้ไม่ควรปรากฏอยู่ที่นี่ แต่การกระทำ การแสดงออก และอากัปกิริยาของเด็กหนุ่มกลับ.งดงาม ภาพที่มองเห็นช่างเป็นภาพที่เจริญตา
หนุ่มน้อยชุดแดงรูปโฉมหล่อเหลา ท่าทางตั้งอกตั้งใจ การกระทำกลับสง่างาม ทุกกิริยาทุกการยกมือ แขนเสื้อสีแดงวาดผ่านดุจดั่งภาพวาด ทำให้ใจคนสงบลงอย่างอธิบายไม่ถูก
ต่างจากที่อาจารย์คุมสอบสามคนนั้นสังเกตเห็น สิ่งที่อวี๋เหล่าสนใจกลับเป็นวิธีการที่เฟิ่งจิ่วจัดการยาทิพย์ รวมถึงลำดับการหยิบยาปรุงผสม สิ่งที่สังเกตพบคือท่าทางมุ่งมั่นตั้งใจ และความมั่นใจในตัวเองที่มีอยู่เต็มเปี่ยมแล้ว
สายตาเขามองผ่านยาทิพย์เหล่านั้นที่วางเรียงบนหน้าโต๊ะ แววตาวูบไหวเล็กน้อย ไม่รู้ว่าจะปรุงกลั่นยาแบบใด?
เขามองออกจากลีลาของเฟิ่งจิ่ว เด็กหนุ่มเป็นนักปรุงยาแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าจะปรุงยาระดับใดได้กันแน่? สามารถทำให้ผู้อาวุโสสูงสุดสนใจได้ หนุ่มน้อยคนนี้ไม่ธรรมดาเลย
เมื่อเวลาผ่านไป ครั้นจัดการยาทิพย์เรียบร้อยเฟิ่งจิ่วก็เริ่มสกัดของเหลวส่วนสำคัญจากยาทิพย์ หากบอกว่าเป็นการกลั่นยาเซียน เธอยังไม่ชำนาญพอจะทำสำเร็จได้ในครั้งเดียวจริงๆ แต่ถ้าเป็นยาน้ำ นั่นเป็นสิ่งที่เธอทำมาตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ยากแม้แต่น้อย
ทว่าวิธีการกลั่นยาของเธอไม่เหมือนกับการคาดเดาของพวกเขาสักเท่าไร ยาของนักปรุงยาที่นี่ต้องผ่านการต้มก่อนสกัดน้ำยา แต่เธอกลับสกัดส่วนสำคัญจากยาทิพย์ เพราะข้อนี้เองยาที่ปรุงออกมาจึงแตกต่าง
เมื่ออวี๋เหล่าเห็นว่าวิธีที่เฟิ่งจิ่วสกัดน้ำยาต่างจากที่เขาคาดคิดไว้ ในดวงตาก็ฉายแววสงสัย จากนั้นเห็นเด็กหนุ่มนำน้ำยาที่สกัดออกมาได้สองสามชนิดเทลงไปเช่นนั้นโดยไม่แบ่งก่อนหลัง ดูเหมือนใส่ไปตามใจ ผ่านไปทีละขั้นตอน สุดท้ายเพียงสกัดน้ำยาสีเขียวอ่อนน้อยกว่าครึ่งขวดออกมา
เฟิ่งจิ่วไม่สนใจว่าพวกเขากำลังมอง ไม่กลัวว่าพวกเขาจะเรียนรู้ฝีมือของตน เพียงจดจ่อกับงานในมือ ผ่านไปประมาณสองชั่วยาม เธอก็วางของเหลวส่วนสำคัญที่สกัดออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าเรียงไว้เรียบร้อย และเตรียมการผสมขั้นตอนสุดท้าย
อวี๋เหล่าขมวดคิ้วมองน้ำยาสีเขียวอ่อนใสในขวดใบเล็กที่อ่อนกว่าปกติ น่าแปลกว่าทำไมยาที่เฟิ่งจิ่วสกัดออกมาถึงไม่เหมือนกับน้ำสีเขียวของพวกเขา? ขณะกำลังคิด ก็เห็นหนุ่มน้อยคนนั้นนำน้ำยายี่สิบกว่าขวดที่เหลือจากการหลอมละลายผสมเข้าด้วยกันมั่วซั่ว ม่านตาเขาหดลงเมื่อเห็นการกระทำสุ่มๆนั้น คิดว่าผสมน้ำยาพวกนั้นลงไปจะต้องเกิดปฏิกิริยาขัดแย้งกันเป็นแน่ ยานี้เกรงว่าคงใช้ไม่ได้แล้ว!
แต่ใครจะรู้ ในเวลานี้กลับมีกลิ่นหอมยาที่เข้มข้นทั้งยังทำให้จิตใจคนสั่นไหวกระจายออกมา…
ตอนที่ 523: ผู้มีพรสวรรค์โดยกำเนิด!
ครั้นได้กลิ่นหอมยาที่เข้มข้นและทำให้จิตใจสั่นไหวนั้น อวี๋เหล่าพลันตกตะลึง สองตาเบิกกว้างอย่างตื่นตกใจ ร่างกายลุกยืนขึ้นทันใด มองหนุ่มน้อยที่กำลังคนน้ำยาช้าๆด้วยความเหลือเชื่อ ดวงตาจ้องน้ำยาที่ไม่ระเบิดเสียหายเพราะสรรพคุณไม่เข้ากันอย่างยากจะเชื่อ
เป็น เป็นไปได้อย่างไร!
เขาทำได้อย่างไร? ผสมน้ำยาเข้าไปด้วยกันเช่นนั้น ทำไมถึงไม่ปรากฏภาพที่สรรพคุณยาขัดแย้งกัน มีตรงไหนที่เขามองพลาดไปหรือ? เขา เขามองไม่ออกเลยว่าปัญหาอยู่ตรงไหนกันแน่
เช่นเดียวกับอวี๋เหล่า อาจารย์คุมสอบสามคนข้างๆ ต่างมีสีหน้าตะลึง แต่จุดที่พวกเขาตะลึงไม่ใช่สถานการณ์ที่น้ำยาของเฟิ่งจิ่วไม่ขัดกัน เพราะฝีมือและขั้นตอนการกลั่นยาเช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขามองแล้วจะเข้าใจได้ สิ่งที่ตกใจมีแค่ได้กลิ่นกลิ่นหอมยานั้น ไม่นึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะปรุงยาออกมาได้จริงๆ
แม้กลิ่นหอมยาเข้มจะตลบออกมา เฟิ่งจิ่วกลับยังไม่หยุดมือและเฝ้าสังเกตน้ำยา จากนั้นสกัดส่วนสำคัญสุดท้ายต่อไปด้วยวิธีการกลั่น
เวลาค่อยๆ ผ่านไป กลิ่นหอมยาที่ตลบกระจายอยู่กลางอากาศเจือจางลงทีละน้อย ชัดเจนว่าไม่มีกลิ่นหอมยาเช่นก่อนหน้านี้แล้ว แต่กลิ่นอายหอมสดชื่นเหมือนจะยิ่งบริสุทธิ์กว่าเดิม
อวี๋เหล่าเห็นเฟิ่งจิ่วนำน้ำยาขั้นสุดท้ายที่เป็นรูปเป็นร่างออกจากเครื่องกลั่น เห็นเด็กหนุ่มหยิบขวดใสสองใบมาจากในแขนเสื้อ ใส่น้ำยาสีเขียวอ่อนจางๆลงไป เช่นนี้เขาจึงรีบเดินเข้าไปยังหน้าลานกลั่นยา
“เรียบร้อยแล้ว เชิญตรวจสอบได้ขอรับ!” เฟิ่งจิ่วหยิบขวดหนึ่งให้อวี๋เหล่าตรวจสอบ
หลังดูตั้งแต่เริ่มจนจบ อวี๋เหล่าเข้าใจชัดเจนยิ่งนักว่าหนุ่มน้อยคนนี้เป็นนักปรุงยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์! ฝีมือเช่นนั้นช่างไร้ที่ติ ซ้ำยังคล้ายว่าเขาจะชำนาญความรู้ด้านการกลั่นยาที่แม้แต่อวี๋เหล่ายังไม่เข้าใจด้วย ขณะมองน้ำยาตรงหน้า เขาถึงกับมั่นใจได้ว่านี่คือยาที่พอจะเทียบได้กับยาน้ำวิญญาณได้แล้ว
อีกทั้ง นึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มจะกลั่นยาสำเร็จโดยใช้เวลาเพียงสามชั่วยาม ความเร็วเช่นนี้เกินความคาดหมายนัก
เขาข่มความตะลึงและตื่นเต้นในใจไว้ หยิบน้ำยาหลอดเล็กออกมาตรวจสอบเปรียบเทียบ ประเมินจากสี และกลิ่น สุดท้ายเขาก็มองเฟิ่งจิ่ว พร้อมถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างยากปิดบัง “สหายน้อย ขอบังอาจถามว่ายานี้มีสรรพคุณเช่นไร?”
“นี่เป็นยาน้ำที่ช่วยบรรลุขั้นวรยุทธ์ ข้าเพิ่มยาเป็นสองเท่า ดังนั้นอย่างน้อยต้องเป็นผู้ฝึกตนวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลังหรือนักรบพลังเร้นลับระดับจักรพรรดินักรบถึงจะกินได้ ส่วนผลลัพธ์นั้น! ต้องดูที่สภาพการณ์ของแต่ละคน ข้าก็ไม่แน่ใจขอรับ” เธอพูดพลางยักไหล่ อย่างไรเสียก็รู้ว่ายาน้ำที่หยิบออกมามีปริมาณมากเพียงพอแล้ว
เห็นอวี๋เหล่าถือยาน้ำนั้นด้วยสองตาเป็นประกาย ผ่านไปสักพักกลับไม่พูดอะไรสักประโยค สามคนข้างๆจึงถามทันควัน “อวี๋เหล่า เขาผ่านหรือไม่ผ่าน? สีและกลิ่นของยานี้ถูกต้องหรือไม่กัน?”
ได้ยินคำพูดนี้ อวี๋เหล่าถึงจะตั้งสติกลับมา สายตาที่เขามองเฟิ่งจิ่วราวกับกำลังมองสมบัติแวววาว สองดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ “ดีๆๆ! ดีเลย! นักปรุงยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์อายุน้อยเช่นสหายน้อยผู้นี้ อย่าพูดว่าแคว้นระดับสามร้อยกว่าแคว้นไม่เคยปรากฏเลย เกรงว่าแม้เป็นแคว้นระดับสองก็ไม่เคยมี เจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์โดยกำเนิดจริงๆ ผู้มีพรสวรรค์!”
ได้ฟังเช่นนี้ อาจารย์คุมสอบทั้งสามตาค้างโดยพลัน แทบจะตกใจจนอ้าปากค้าง หนุ่มน้อยคนนี้บรรลุถึงระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์แล้วจริงหรือ?
อวี๋เหล่าเห็นสามคนนิ่งอึ้ง จึงตะโกนบอก “พวกเจ้ายังอึ้งอะไรอีก รีบไปเสีย หยิบเหรียญตรายาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์มา! ข้าจะช่วยสวมให้น้องเฟิ่งด้วยตนเอง!”
ตอนที่ 524: อยากเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์หรือไม่?
ได้ยินเขาเปลี่ยนจากสหายน้อยกลายเป็นน้องเฟิ่งทันควัน เฟิ่งจิ่วมีท่าทีกดดันอย่างมากกับการนับเป็นพี่เป็นน้องกับชายชราที่ไม่รู้ว่าอายุกี่ร้อยปีแล้ว
แต่โชคยังดี ความรู้สึกที่อวี๋เหล่ามอบให้เธอไม่ได้เลวร้าย คิดๆแล้วก็โล่งใจ คนเขาเรียกเธอน้องชายถือว่าให้ความสำคัญ ถึงอย่างไรการที่เขาเรียกน้องชายเช่นนี้ต่อไป ก็เป็นการปฏิบัติกับเธอเฉกเช่นคนรุ่นเดียวกัน
เพียงแต่เธอเป็นผู้หญิง? น้องชายคำนี้รู้สึกว่าจะไม่ค่อยเหมาะกับเธอเลย!
ดังนั้นเธอจึงยิ้มๆ บอกว่า “อวี๋เหล่าเรียกข้าเสี่ยวจิ่วก็ได้ขอรับ”
“ฮ่าๆๆ ได้ๆๆ เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าเสี่ยวจิ่ว” เขาหัวเราะลั่น ยิ่งมองอีกฝ่ายยิ่งพอใจ พลางบอกว่า “เสี่ยวจิ่ว พวกเราไปคุยกันอย่างละเอียดที่โถงใหญ่เถอะ เชิญ”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้า ก่อนจะสาวก้าวเดินออกไปพร้อมกับเขา
อาจารย์คุมสอบสามคนนั้นตกใจ อึ้งไปพักใหญ่ถึงจะได้สติกลับมา สามคนมองหน้ากัน แล้วรีบร้อนตามออกไป ยกงานสอบประเมินให้นักปรุงยาของสมาคมสามคนอื่น…
เมื่อผู้ที่รออยู่ด้านนอกเสียเนิ่นนานเห็นอวี๋เหล่ากับหนุ่มน้อยชุดแดงเดินออกมาพลางพูดคุยยิ้มหัว แต่ละคนต่างเบิกตาโต รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง แต่พวกเขาเข้าใกล้ไม่ได้ จึงทำได้เพียงมองสามสี่คนนั้นค่อยๆเดินไกลออกไป
“หนุ่มน้อยนั่นเป็นใครกัน?”
“เด็กหนุ่มนั่นเป็นคนแรกที่เข้าไปสอบประเมิน ดูท่าทางจะสอบผ่านแล้ว?”
“ต่อให้สอบผ่าน อวี๋เหล่ากับอาจารย์คุมสอบสามคนนั้นก็ไม่มีเหตุผลจะต้องมีท่าทีเช่นนั้นกระมัง? หรือว่าบ้านเด็กคนนั้นจะมีทรัพย์สินมากมาย?”
ครั้นเอ่ยเช่นนี้ พลันนำมาซึ่งสายตาเกลียดชังจากผู้คนโดยรอบ “ต่อให้บ้านมีทรัพย์สินมากกว่านี้ ก็ไม่อยู่ในสายตาของนักปรุงยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์อวี๋หรอก ต้องรู้ไว้ว่าแม้แต่คนจากราชวงศ์พวกนั้นก็ยังต้องประจบประแจงเขา ไหนเลยเขาต้องไปประจบประแจงคนอื่นด้วย?”
คนอื่นๆต่างพยักหน้า ถูกต้อง ไม่ว่านักปรุงยาหรือนักเล่นแร่แปรธาตุล้วนเป็นคนที่ฐานะสูงส่ง แม้แต่ผู้แข็งแกร่งที่มีวรยุทธ์แกร่งกล้า ตลอดชีวิตยังห่างจากนักปรุงยาหรือนักเล่นแร่แปรธาตุไม่ได้ ถึงขั้นแม้เป็นผู้แข็งแกร่งวรยุทธ์แกร่งกล้ากว่านี้ ปกติก็จะไม่จงเกลียดจงชังนักปรุงยาหรือนักเล่นแร่แปรธาตุ
ห้องโถงใหญ่ของสมาคมเป็นสถานที่รับรองแขก พวกนักปรุงยาที่เข้ามาสอบประเมินไม่อาจเหยียบย่างเข้ามา ยามนี้เฟิ่งจิ่วกลับมาถึงที่นี่ภายใต้การนำทางของอวี๋เหล่าตรงหน้า
เหล่าผู้เรียนปรุงยาอาศัยตอนส่งน้ำชากับขนมอบให้แอบพินิจมองเฟิ่งจิ่ว อยากรู้ว่าทำไมอวี๋เหล่าถึงให้ความสำคัญกับหนุ่มน้อยชุดแดงเช่นนี้ แต่พวกเขาไม่กล้าหยุดอยู่ต่อ หลังจากส่งน้ำชากับขนมอบก็ถอยออกไป
“มิน่าแม้แต่ผู้อาวุโสสูงสุดยังสนใจเจ้า เหอะๆ พรสวรรค์เช่นนี้หายากจริงๆ คิดดูแล้ว เจ้าต้องมาจากตระกูลหมอยาเป็นแน่?” อวี๋เหล่าลูบๆเคราพลางหยีตายิ้มมองเฟิ่งจิ่ว ในใจวางแผนว่าจะดึงตัวเด็กหนุ่มไว้อย่างไรดี หากเขากลายเป็นขุนนางคนต่างแคว้นของสมาคมนักปรุงยาได้ เช่นนั้นจะเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อสมาคมทีเดียว
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ ไม่ได้วางแผนอย่างละเอียด เพียงถามว่า “อวี๋เหล่า การสอบประเมินครั้งนี้ถือว่าสำเร็จแล้วกระมัง?”
“การสอบประเมินเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากรับเหรียญตราแค่ต้องหยดเลือดเจ้าลงไปรับรองก็พอ” อวี๋เหล่ากล่าวพลางหัวเราะ เสียงชะงักไป ก่อนเอ่ยอีก “เสี่ยวจิ่ว ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากปรึกษากับเจ้าเสียหน่อย”
“เชิญอวี๋เหล่าพูดมาเถอะขอรับ” เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบน้ำชาเบาๆ
“ยาน้ำที่เจ้าปรุงกลั่นออกมา ไม่ทราบว่าต้องการขายหรือไม่ ข้าจะเป็นตัวแทนสมาคมซื้อขายกับเจ้า ให้ราคาที่น่าพอใจได้แน่นอน”
เขายิ้มๆ สายตาหยุดลงที่เฟิ่งจิ่ว เอ่ยว่า “หนำซ้ำข้ายังอยากเชิญเจ้ามาเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมเรา ไม่ทราบว่าเจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
ตอนที่ 525: ขอให้เก็บเป็นความลับ
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วผุดรอยยิ้มออกมา วางถ้วยชาในมือลงแล้วมองเขา “ขออภัยจริงๆ ยาข้าปกติออกประมูลเท่านั้น หนำซ้ำตอนนี้ข้ายังไม่มีแผนจะขาย ส่วนตำแหน่งผู้อาวุโส…”
เสียงเธอหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มๆ “ข้าแค่ผ่านทางมาที่นี่ คงไม่อยู่นานเกินไปนัก จัดการธุระเรียบร้อยก็จะกลับไป ด้วยเหตุนี้ช่างมันดีกว่าขอรับ!”
เธอมาสมาคมนักปรุงยาเพื่อรับเหรียญตรา สอบใบรับรอง ไม่คิดจะเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์อะไรพวกนั้น มันยุ่งยากเกินไป สิ่งที่คนอย่างเธอไม่ชอบที่สุดก็คือความยุ่งยาก
“แต่ผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์แค่มอบชื่อ…”
เขายังอยากกล่าวแนะนำ ใครจะรู้ว่าเฟิ่งจิ่วกลับโบกๆมือ “อวี๋เหล่าไม่ต้องพูดอะไรมาก วันนี้ข้าแค่มาสอบเหรียญตรา ไม่อยากเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์อะไรนั่นจริงๆขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้ แม้แต่อวี๋เหล่ายังมุมปากกระตุกอย่างกลั้นไม่อยู่ สีหน้าหมดคำพูด ไม่รู้ว่าควรพูดชี้แนะอย่างไรอีกดี หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นทั่วไป พอได้ยินว่าจะได้เป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์แห่งสมาคมนักปรุงยาไม่รู้ว่าจะดีอกดีใจจนเป็นเช่นไร มีหนุ่มน้อยนิสัยแปลกคนนี้คนเดียวที่ไม่สนใจไยดี
เขาอยู่สมาคมนักปรุงยามาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นคนแปลกเช่นนี้
“อวี๋เหล่า เหรียญตรามาแล้วขอรับ”
อาจารย์คุมสอบสามคนเดินออกมา เวลานี้สายตาทั้งสามหยุดลงบนร่างหนุ่มน้อยชุดแดง รู้สึกราวกับฝันไป เด็กหนุ่มคนนี้ได้รับเหรียญตรายาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ!
หนำซ้ำระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์…เมื่ออยู่ต่อหน้าเฟิ่งจิ่ว แม้แต่พวกเขายังต้องเรียกว่านักปรุงยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งด้วยความเคารพ…
อวี๋เหล่ามองๆหนุ่มน้อยแล้วถึงจะรับเหรียญตรามา บอกเฟิ่งจิ่วว่าต้องลงนามรับรองเหรียญตราอย่างไร หลังจากผ่านขั้นตอนมากมาย ก็เห็นเขาถอนหายใจอย่างปลงอนิจจัง แล้วถามอีกว่า “เสี่ยวจิ่ว เจ้าจะไม่ไตร่ตรองหน่อยจริงหรือ? เป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมนักปรุงยาเรามีผลดีไม่น้อยเลยนะ”
ครั้นเอ่ยคำพูดนี้ไป ใบหน้าชราแดงขึ้นอย่างอดไม่ได้ นึกไม่ถึงว่าจะมีวันต้องใช้วิธีเช่นนี้มาล่อเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ให้เขากลายเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคม แต่หากวิธีนี้ได้ผลก็ยังดี กลับกลายเป็นว่าหนุ่มน้อยไม่สนใจตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์โดยสิ้นเชิง ชวนให้ปวดหัวเสียจริงๆ
ทว่าเฟิ่งจิ่วรับเหรียญตราที่ผ่านการตรวจสอบและยืนยันมาเก็บ จากนั้นเอ่ยยิ้มๆ “อวี๋เหล่า ข้าแค่ผ่านทางมาจริงๆขอรับ อยู่ที่นี่นานไม่ได้ น้ำใจของท่านข้าน้อมรับด้วยใจ สหายข้ายังรออยู่ด้านนอก! ต้องขอตัวก่อน”
แววตาเธอมีรอยยิ้ม ปลาบปลื้มอย่างยิ่งกับการมารับเหรียญตรายาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ เพียงแต่เมื่อเธอประสานมือคารวะและเตรียมตัวจะออกไป ฝีเท้ากลับชะงักลง หันกลับไปมองอวี๋เหล่าแล้วกล่าวว่า “อวี๋เหล่า เรื่องที่ข้าเป็นนักปรุงยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ขอให้เก็บไว้เป็นความลับด้วย โดยเฉพาะชื่อ ข้าไม่อยากให้มันแพร่งพรายออกไป”
ทุกคนในห้องโถงใหญ่มองตาปริบๆ เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ไม่อยากให้แพร่งพรายออกไป? ทำไมถึงไม่อยากแพร่งพรายออกไปเล่า?
นี่เป็นโอกาสดีที่จะสร้างชื่อเสียง ขอเพียงพวกเขาปล่อยข่าวที่นี่ออกไป ไม่เพียงแคว้นมหาสันติรู้จักเขา แม้แต่แคว้นอื่นๆ ก็จะรู้กันหมดว่าวันนี้สมาคมนักปรุงยาของพวกเขามีนักปรุงยาระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ผู้มากพรสวรรค์คนหนึ่งที่อายุสิบหกปี!
เห็นท่าทางเด็กหนุ่มจริงจัง สายตาระยิบระยับจับจ้องแน่นิ่งมาที่ตน อวี๋เหล่าถอนหายใจ ลุกขึ้นบอกว่า “เจ้าวางใจเถอะ เรื่องนี้ข้าจะสั่งเก็บเป็นความลับ ชื่อเจ้าจะไม่เปิดเผยออกไปแน่นอน”
ได้ยินเช่นนี้ รอยยิ้มตรงริมฝีปากเฟิ่งจิ่วยิ่งกว้างขึ้น มองอย่างลึกซึ้งไปที่เขา “ขอบคุณมากขอรับ” กล่างจบถึงค่อยเดินออกไป
ตอนที่ 526: ภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
อาจารย์คุมสอบทั้งสามถลึงตาจ้องมองร่างเด็กหนุ่มที่จากไป กระทั่งหายลับไปถึงจะหันกลับมามองอวี๋เหล่า หนึ่งในนั้นถามอย่างโง่เขลา “นี่ นี่เราจะเก็บเป็นความลับจริงๆหรือขอรับ?”
อวี๋เหล่าฟังแล้วดวงตาจ้องเขม็ง “อะไรคือจะเก็บความลับจริงหรือ? สิ่งที่ข้าพูดไปเป็นการหลอกลวงเขาหรือไร? ต้องเก็บเป็นความลับอยู่แล้ว! พวกเจ้าสามคนรู้เรื่องนี้เป็นพอ ต่อให้ใครถามก็อย่าบอกออกไป!”
“ขอรับ ขอรับ” ทั้งสามรีบร้อนขานรับ เช็ดปาดเหงื่อ ไม่ต้องให้อวี๋เหล่าบอกพวกเขาก็รู้ว่าการผิดใจกับนักปรุงยาระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวเพียงใด
หากผิดใจกับนักปรุงยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจะจัดการใครไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตนเอง แค่ต้องมอบยาหนึ่งขวดให้ผู้แข็งแกร่งช่วยจัดการโดยตรงก็ได้แล้ว เรื่องเช่นนี้พวกเขาเคยเห็นมามากมายนัก จึงไม่กล้าก่อปัญหาติดตัว
ทางอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่ออกจากสมาคมอารมณ์ดีมาก สูดหายใจเข้าลึกและถอนออกเบาๆ สายตาหันมองไปหยุดลงบนโรงน้ำชาไม่ไกล แล้วสาวก้าวเดินไปทางนั้น
ยังไม่ทันเข้าไปโรงน้ำชา เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาก็ออกมาต้อนรับ
“นายท่าน ท่านกลับมาแล้ว! เหนื่อยหรือไม่? มาพักผ่อนในโรงน้ำชาเร็วขอรับ”
เหลิ่งซวงทำแค่มองเธอเงียบๆ ในแววตามีความยินดี ส่วนเหลิ่งหวาใบหน้ามีรอยยิ้มเริงร่า ถามว่าเธอเข้าไปนานเพียงนี้การสอบประเมินเหนื่อยหรือไม่พลางนำทางอยู่ด้านหน้า พาเธอขึ้นบนชั้นสองที่เจ้าตำหนักยมราชเหมาไว้ทั้งหมด
เมื่อเดินขึ้นมาถึง เธอกวาดมองชั้นสองที่ว่างโล่งและเงียบสงบ สายตาหันไปหยุดลงบนร่างหลิงโม่หานที่นั่งดื่มชาตรงด้านหน้า เอ่ยยิ้มๆว่า “สมกับเป็นคนร่ำรวย! แค่ดื่มชายังเหมาไว้ได้ทั้งชั้นสอง”
ดวงตาดำลึกล้ำของหลิงโม่หานมองไปทางนาง สายตามองจากบนลงล่างอย่างแนบเนียน เห็นนางร่างกายสะอาดสะอ้านเหมือนตอนเข้าไปและไม่เกิดอุบัติเหตุอะไรก็ละสายตากลับ เสียงทุ้มต่ำเปล่งออกมาจากปากเขาอย่างเนิบๆ
“ได้เหรียญตราแล้วทำไมไม่สวมไว้?”
“ฮ่าๆ ข้าเป็นคนโอ้อวดเช่นนั้นหรือ? ข้าไม่สนใจลาภยศสรรเสริญ หากไม่ใช่ว่าต้องใช้เหรียญตรายาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ข้าก็คร้านจะไปสอบ” ระหว่างพูดก็โยนๆเหรียญตราอยู่ในมือ
ขณะเดียวกัน เธอมองหลิงโม่หาน แววตามีรอยยิ้ม ใบหน้าเล็กมีความภูมิใจบางส่วน “ข้าจะบอกพวกท่าน ตอนที่ข้าสอบประเมินผ่าน อวี๋เหล่าคนนั้นยืนกรานอยากจะรั้งข้าไว้ บอกว่าอยากซื้อยาข้าในราคาสูง ซ้ำยังจะเชิญข้าไปเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมพวกเขาด้วย”
ได้ยินคำพูดนี้ ฮุยหลางกับอิ่งอีที่คอยอยู่ข้างๆ เบิกตาโตโดยพลัน มองไปทางนางด้วยความตะลึง
แม้แต่หลิงโม่หานที่กำลังดื่มชาแววตายังสั่นไหวเล็กน้อย สายตาหยุดลงบนร่างสาวน้อยที่ภาคภูมิใจอย่างยิ่งพร้อมกระดิกหางราวจิ้งจอกน้อย น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามเจือแววยิ้มหัว “เช่นนั้นเจ้าว่าอย่างไร?”
มือหนึ่งเขาเล่นถ้วยชา ดวงตาดำลึกล้ำมองนางยิ้มๆ คิดว่าด้วยนิสัยแปลกๆของนาง เขาไม่อาจคาดหวังอะไรมากเกินไปนัก
ฮุยหลางกับอิ่งอีได้ยินนายท่านถามคำถามที่พวกเขาเองก็อยากรู้ จึง.อดไม่ได้กลืนน้ำลาย ก่อนจะมองทางเฟิ่งจิ่ว
ผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมนักปรุงยา! นั่นไม่ใช่ตำแหน่งที่ใครอยากเป็นก็ล้วนเป็นได้ ภูตหมอตอบรับหรือไม่กันแน่? คงจะตอบรับกระมัง มีแต่คนโง่ถึงจะผลักไสเรื่องดีๆเช่นนี้
มีเพียงเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาที่ยังมีท่าทางสงบนิ่ง นายท่านจะตัดสินใจเช่นไร พวกเขาคิดว่าถูกทั้งนั้น
เห็นสายตาทุกคนจับจ้องมาที่เธอ และเห็นท่าทางอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาแต่ละคน เธอยิ่งรู้สึกว่าการที่ตนผลักไสตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ไปเป็นเรื่องมีเกียรติยิ่ง
ดังนั้นเธอจึงกระแอมเบาๆ ใบหน้าเล็กมีสีหน้าได้ใจ “ข้าไม่ตอบรับแน่นอน! บอกปัดไปทันทีด้วย!”
เมื่อเธอเอ่ยออกไป ชั้นสองพลันเงียบสงัดลง…
ตอนที่ 527: จะแต่งกับข้าหรือไม่?
ในดวงตาดำลึกล้ำของหลิงโม่หานฉายแววบอกว่า ‘ข้ารู้อยู่แล้ว’ วาบผ่านไป ชัดเจนว่าทำหน้าแข็งกระด้างเย็นชา แต่ริมฝีปากบางที่ปกปิดด้วยเคราหนาเผยรอยยิ้มออกมาอย่างไม่อาจกลั้น รอยยิ้มนั้นค่อยๆขยายกว้าง ยกขึ้นอย่างห้ามไม่ไหว เพียงแต่หนวดเครามากเกินไปจึงไม่มีใครมองเห็น
ฮุยหลางกับอิ่งอีตาค้าง คิดว่าตนเองฟังผิดไป
นางพูดว่าอะไรนะ? บอกว่าปฏิเสธไปทันทีหรือ
ทั้งสองเบิกตา ชั่วขณะหนึ่งถึงขนาดพูดอะไรไม่ออก รู้สึกเพียงว่าเหลือเชื่อ น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว… บนโลกใบนี้ยังมีคนโง่ระดับที่ผลประโยชน์มาถึงมือแต่ไม่ต้องการอีกหรือ? หนำซ้ำนึกไม่ถึงว่าคนโง่คนนี้จะเป็นภูตหมอที่หลักแหลมเจ้าเล่ห์ปานจิ้งจอก?
เฟิ่งจิ่วเอ่ยออกไป เห็นสีหน้าท่าทางแต่ละคนไม่ถูกต้อง จึงพลันเอ่ยถามอย่างอึ้งๆ “ทำไมรึ มีอะไรไม่ถูกต้อง?”
ยามนี้ควรบอกเธอว่า ‘สมกับเป็นภูตหมอจริงๆ ถึงมีความหาญกล้าเช่นนี้’ ไม่ใช่หรือ?
ยามนี้ควรบอกเธอว่า ‘ภูตหมอ ข้านับถือเจ้ายิ่งนัก! มีเพียงเจ้าที่กล้าบอกปัดตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมนักปรุงยา’ ไม่ใช่หรือไร?
ท่าทางพวกเขาเหมือนว่า… มีตรงไหนไม่ถูกต้อง?
“ภูตหมอ เจ้าบอกปัดไม่ให้เขาซื้อยา หรือบอกปัดตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์กันแน่” ฮุยหลางถามอย่างระแวดระวัง
เฟิ่งจิ่วที่เคร่งเครียดขึ้นมาเพราะพวกเขากะพริบตาปริบๆ สีหน้าไม่เข้าใจเหตุผล กล่าวว่า “ข้าบอกปัดไปทั้งสองอย่างเลย!” กล่าวจบก็เห็นฮุยหลางกลายเป็นหิน แข็งทื่อมองเธออยู่ตรงนั้น จึงมองทางหลิงโม่หานที่ดื่มชาอย่าง.อดไม่ได้
“ท่านอา? ข้าทำผิดไปหรือ?”
หลิงโม่หานจิบน้ำชา เหลือบมองนางที่ทำหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราว ก่อนจะบอก “ผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมนักปรุงยามีที่ให้แค่สี่คน พลังแทนตัวพวกเขาไม่ธรรมดา อีกอย่างผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์แค่แขวนชื่อไว้เท่านั้น แต่สามารถสุขสมกับผลประโยชน์ต่างๆ จากสมาคมนักปรุงยารวมถึงที่พักพิงของสมาคมด้วย”
น้ำเสียงเขาชะงัก มองสาวน้อยที่ตาค้างไปบ้างแล้ว ตรงริมฝีปากเผยรอยยิ้มและกล่าวต่อไปว่า “หนำซ้ำทุกปียังมีของบรรณาการมากมายและยาทิพย์ล้ำค่าอีกหลายร้อย นอกจากนี้ยังเข้าร่วมกิจกรรมใหญ่ๆที่สมาคมจัดขึ้นได้โดยอิสระ ยามเข้าออกสาขาต่างๆของสมาคมก็จะได้รับการปฏิบัติอย่างมีมารยาทในทุกๆด้าน หากเป็นสถานที่ที่มีสาขาของสมาคมผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ยิ่งมีความสะดวกสบายมากมาย”
เขาเล่นถ้วยชาในมือ พูดอีกว่า “สมาคมนักปรุงยาที่เจ้าไปสอบประเมินนี้เป็นสมาคมทั่วไป ผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์มีเพียงหนึ่งตำแหน่ง หมายความว่ายิ่งไม่ธรรมดา” พูดถึงตรงนี้นัยน์ตาเขาฉายแววหยอกล้อ “แต่นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่สนใจลาภยศเช่นนี้ ถึงปฏิเสธไปทันที”
“ตาเฒ่าอวี๋คนนี้! ตาเฒ่าอวี๋คนนี้นี่!”
สีหน้าเฟิ่งจิ่วเสียใจและเจ็บใจ “ตาเฒ่าอวี๋แค่บอกข้าว่ามีผลประโยชน์ ข้านึกว่าเป็นประโยชน์ทั่วไป…ใครจะรู้ว่ามีผลดีมากมายเพียงนี้! จะรั้งคนไว้ยังบอกผลประโยชน์คลุมเครือ นี่ นี่จะโทษข้าไม่ได้นะ!”
แต่ไหนแต่ไรเธอไม่รู้ว่ามีผลดีมากเช่นนี้! หากรู้คงตอบรับไปนานแล้ว
นึกถึงตรงนี้ เธอมาที่ข้างโต๊ะมองหลิงโม่หานด้วยความกระตือรือร้น ถามว่า “ท่านอา ท่านว่าข้ากลับไปรับตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์คืนมาตอนนี้จะเป็นอย่างไร?”
ทว่าไม่รอเขาเอ่ยปาก สองมือเธอก็ตบลงบนโต๊ะอย่างแรง ตะโกนด้วยใบหน้าสับสน “แบบนี้ไม่ได้! ความหยิ่งยโสล่ะ ความจองหองของข้าล่ะ? ข้าจะไปตามเอากลับมาถึงที่ได้อย่างไร? อ๊าๆๆ! ต้องโทษตาเฒ่าอวี๋นั่นเลย!”
เห็นเช่นนี้ หลิงโม่หานชำเลืองมองนางอย่างขบขัน แววตาสั่นไหวเล็กน้อย แนะนำว่า “หากเจ้าตกลงแต่งงานกับข้า ผลประโยชน์ยิ่งมากมายกว่านี้อีก เจ้าจะพิจารณาสักหน่อยหรือไม่?”
ตอนที่ 528: ผู้หญิงขี้ขลาด
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเก็บอารมณ์บนใบหน้า มองซ้ายแลขวาสักพัก จากนั้นหันมองเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาโดยแสร้งทำว่าไม่ได้ยิน “อืม พวกเราออกมากันสักพักแล้ว กลับโรงเตี๊ยมไปพักผ่อนก่อนเถอะ แล้วค่อยสั่งอาหารดีๆสองสามอย่างมาฉลองที่ข้าได้รับเหรียญตรายาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์”
เหลิ่งหวายิ้มกว้าง บอกว่า “นายท่าน ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินคนบอกว่าในเมืองมีร้านขายขาหมูน้ำแดงอร่อยมาก ประเดี๋ยวข้าจะไปซื้อกลับมาเพิ่มที่โรงเตี๊ยมนะขอรับ”
เธอเดินมาข้างกายเหลิ่งหวาแล้วตบๆบ่าเขา เอ่ยยิ้มๆด้วยว่า “เจ้าไม่ต้องไปหรอก ให้ฮุยหลางไปสิ ฮุยหลางวิ่งเร็วกว่า” พูดจบก็หันไปเหลือบมองฮุยหลาง
เห็นเช่นนี้ฮุยหลางจึงยิ้มเจื่อนๆ “คุณชายจิ่วโปรดวางใจ เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ข้าเอง เรื่องวิ่งๆอะไรพวกนี้ข้าช่ำชองที่สุด” ให้ผู้แข็งแกร่งระดับหลอมแก่นพลังวิ่งไปซื้อขาหมู เรื่องเช่นนี้มีเพียงภูตหมอที่ทำได้
“อืม ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ยกให้เจ้าดีที่สุด วันหลังข้าจะส่งของให้เจ้าบ้าง” เธอพูดพลางยิ้มตาหยี กล่าวจบก็ลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว และมุ่งไปยังโรงเตี๊ยม
“หึ! ผู้หญิงขี้ขลาดนี่!” เห็นนางจากไปเหมือนหลบหนี หลิงโม่หานแค่นเสียงเย็นอย่างอดไม่ได้ รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เบี่ยงประเด็น เขาเอ่ยคำพูดออกมาหมดแล้วก็ยังไม่กล้าตอบรับ
ฮุยหลางกับอิ่งอีก้มหน้าลง ยืนด้วยความเคารพนบนอบพลางแสร้งว่าไม่ได้ยิน
หลิงโม่หานลุกขึ้นเดินผ่านข้างกายทั้งสองไป ก่อนชะงักฝีเท้า แล้วเหลือบมองฮุยหลาง “ของที่นางให้เจ้าต้องส่งมาให้ข้าด้วย” กล้ารับของจากผู้หญิงของเขาหรือ? คงไม่อยากมีชีวิตอยู่จนแทบทนไม่ไหวแล้ว
ฮุยหลางยังไม่ทันได้สติจากความดี.อกดีใจที่ภูตหมอจะมอบของให้เขา ได้ยินเช่นนี้ก็รีบร้อนขานรับ “ขอรับ ข้าน้อยจะส่งคืนแน่นอน”
“หึ!” หลิงโม่หานแค่นเสียงหยัน เอามือไพล่หลังเดินลงไป
ยามนี้ ฮุยหลางถึงจะถอนหายใจเบาๆ เช็ดปาดเหงื่อ แล้วมองอิ่งอีด้วยใบหน้าโศกา “เจ้าว่าทำไมภูตหมอถึงชอบสั่งข้าไปทำธุระขนาดนั้น ทำไมข้าไม่เคยเห็นนางสั่งเจ้าวิ่งไปทำอะไรบ้าง?”
ดีกับเขาเกินไปจนนายท่านจวนจะไม่พอใจแล้ว
อิ่งอีเหลือบมองเขา บอกว่า “เจ้าเพิ่งพูดไปไม่ใช่หรือ เรื่องวิ่งอะไรพวกนี้เจ้าช่ำชองที่สุด ไม่สั่งเจ้าแล้วจะสั่งใคร?” พูดจบก็ตามนายท่านข้างหน้าไปอย่างรวดเร็ว
มุมปากฮุยหลางกระตุก ตัวเองเป็นคนเสนอเอง จึงทำได้เพียงวิ่งไปซื้อขาหมูอย่างว่าง่าย
อีกด้านหนึ่ง เจ้าของโรงเตี๊ยมตรงโต๊ะรับแขกเช็ดเหงื่ออยู่ตลอดเวลา เห็นหัวหน้าตลาดมืดนั่งอยู่ชั้นหนึ่งมาชั่วยามกว่าแล้ว สองขาจึงอดสั่นเทาเล็กน้อยไม่ได้
หรือคนพวกนั้นที่พักชั้นสองจะยั่วยุคนตลาดมืดโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ มิเช่นนั้นหัวหน้าตลาดมืดคนนี้จะนั่งอยู่ที่นี่มาชั่วยามกว่าไม่ไปไหนได้อย่างไร ขณะคิดอย่างอดสั่นขวัญแขวน ก็ได้ยินเสียงหัวหน้าตลาดมืดคนนั้นลอยมา
“เถ้าแก่”
“ทะ ท่านหัวหน้าเคอ ไม่ทราบว่าท่านมีอะไรจะสั่งหรือขอรับ?” เขารีบร้อนมาตรงหน้าลูกค้า ยืนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะตกใจเสียงจึงสั่นเครืออยู่บ้าง
หัวหน้าเคอมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนถามเสียงเข้ม “เจ้าลองคิดอีกที คุณชายชุดแดงท่านนั้นบอกหรือไม่ว่าไปไหน?”
“มะ ไม่ได้บอกขอรับ”
เจ้าของโรงเตี๊ยมเช็ดๆเหงื่อที่ไหลตรงหน้าผากพลางเอ่ย “แต่พวกเขาคงไม่หนี ม้าพวกเขายังอยู่ด้านหลังเลยขอรับ! ตอนเสี่ยวเอ้อร์เข้าไปทำความสะอาดเห็นสัตว์เลี้ยงของพวกเขายังถูกขังอยู่ในห้อง คง คงจะออกไปทำธุระกันขอรับ”
ขณะกำลังพูด หางตาก็เหลือบเห็นร่างสีแดงแสบตานั้นเดินมาจากที่ไม่ไกล เถ้าแก่ดีใจจนรีบชี้พวกเขาพร้อมส่งเสียงตะโกน “มาแล้วมาแล้ว หัวหน้าเคอ ท่านรีบดูสิ คุณชายชุดแดงท่านนั้นกลับมาแล้วขอรับ”
ตอนที่ 529: มีเรื่องขอร้อง
หัวหน้าเคอหันไปมอง เป็นภูตหมอดังคาด จึงรีบร้อนลุกขึ้นไปต้อนรับ ตอนกำลังจะเรียกออกไปว่าภูตหมอก็นึกถึงคำพูดที่อีกฝ่ายกำชับไว้จึงเปลี่ยนคำ ขานเรียกด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มว่า “คุณชายจิ่ว ท่านกลับมาแล้ว”
“ท่านหัวหน้าเคอ?” เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วขึ้น มองคนที่เข้ามาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“รู้ว่าคุณชายจิ่วพักอยู่ที่นี่ ข้าจึงมาเยี่ยมโดยเฉพาะ” เขายิ้มหยีตา รอยยิ้มที่เป็นมิตรทำให้เขาดูแล้วเหมือนจะน่าคบหายิ่งนัก
แต่ใครๆต่างรู้กัน เป็นหัวหน้าตลาดมืดได้จะเป็นคนน่าคบหาได้อย่างไร? แค่เขามีท่าทีแตกต่างออกไปกับแต่ละคนที่ต่างกันเท่านั้นเอง
“ข้าออกไปแต่เช้าตรู่ คิดว่าหัวหน้าเคอคงรอนานแล้วกระมัง?” เธอยิ้มๆ เห็นเขามาถึงที่นี่แล้ว ย่อมไม่อาจเสียมารยาทเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงทำมือเชื้อเชิญ “เชิญหัวหน้าเคอด้านใน ข้าเพิ่งกลับมาจากข้างนอกพอดี ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงเลย มาด้วยกันสิ!”
ได้ยินคำพูดนี้ ไฟโกรธในใจหัวหน้าเคอที่รอมากว่าชั่วยามพลันหายไป รอยยิ้มบนหน้ายิ่งกว้างขึ้น รีบบอกว่า “น้ำใจของคุณชายจิ่ว ทำให้ข้าปลาบปลื้มใจจริงๆ”
ขณะพูดก็เห็นชายไว้เคราหนาสวมชุดคลุมสีดำเดินเข้ามา ฝีเท้าหยุดลงข้างกายเฟิ่งจิ่ว เห็นเช่นนี้เขาจึงถาม “ไม่ทราบว่าท่านนี้คือ?”
“เขาเป็นเพื่อนข้า แซ่หลิง” เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ มองหลิงโม่หานข้างกายและเอ่ยว่า “ท่านนี้คือหัวหน้าตลาดมืด”
หลิงโม่หานทำเพียงกวาดมองหัวหน้าเคอ ก่อนสาวก้าวเดินไปด้านในโดยไม่แม้แต่จะทักทาย
แม้เป็นเช่นนี้ ใบหน้าหัวหน้าเคอกลับไม่กล้ามีอาการไม่พอใจเพราะเพิ่งโดนชายคนนั้นกวาดตามอง เมื่อแววตาเฉียบคมลึกล้ำนั้นมองผ่านบนร่างเขา พริบตานั้นร่างกายเหมือนถูกกลิ่นอายหนาวเหน็บเย็นเยียบปกคลุม ทำเอาใจเขาหวาดหวั่น
แค่แววตาเดียวยังทำให้เขาหวาดกลัวได้ ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ!
“ขออภัยด้วย เขาเป็นคนแบบนี้แหละ” เฟิ่งจิ่วยิ้มขอโทษ
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” หัวหน้าเคอหัวเราะร่า จากนั้นถึงตามเขาเข้าไปด้านใน
เหลิ่งหวาสั่งเถ้าแก่เตรียมพวกอาหารส่งขึ้นมาบนห้องปีกชั้นสอง เถ้าแก่ไม่กล้าละเลย รีบสั่งเสี่ยวเอ้อร์ไปจัดการ ในใจถอนหายใจเบาๆ ดีแล้วที่ไม่ได้มาหาเรื่องกัน เขาก็กลัวว่าโรงเตี๊ยมนี้จะโดนถล่มเสียแล้ว
ห้องปีกชั้นสอง เฟิ่งจิ่วกับหลิงโม่หานรวมถึงหัวหน้าเคอสามคนนั่งลงตรงโต๊ะในห้องด้านนอก สุราอาหารยังไม่มา เหลิ่งหวาข้างๆ จึงรินน้ำชาให้ทั้งสามคน จากนั้นไปยืนเงียบอยู่อีกด้าน
“คุณชายจิ่ว นี่เป็นของขวัญที่เตรียมไว้ให้ท่านเป็นพิเศษ” หัวหน้าเคอส่งสัญญาณให้คนนำของขวัญเข้ามา
“ไม่มีผลงานไม่รับสินจ้าง ของขวัญชิ้นนี้ข้าจะรับไว้ได้อย่างไร!”
หัวหน้าเคอยิ้มๆ “เป็นของเฉพาะในท้องถิ่นเล็กๆน้อยๆทั้งนั้น ไม่ใช่ของขวัญล้ำค่าอะไร คุณชายจิ่วโปรดรับไว้ด้วย!”
กล่าวไปเช่นนี้ หากเฟิ่งจิ่วไม่กล้าก็ไม่ไว้หน้ากันแล้ว ดังนั้นเธอจึงให้สัญญาณเหลิ่งหวามมาเก็บของไป พลางบอกกับหัวหน้าเคอ “เช่นนั้นต้องขอบคุณหัวหน้าเคอมาก”
“ข้าขอละลาบละล้วง อันที่จริงวันนี้มาเยี่ยมเยือน แท้จริงมีเรื่องจะขอร้อง” เขาไม่อ้อมค้อม บอกเจตนาที่มาหาตามตรง
ได้ยินแล้วเฟิ่งจิ่วเหลือบมองหลิงโม่หานที่ดื่มชาอยู่เงียบๆ แล้วมองหัวหน้าเคอ เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “หัวหน้าเคอเป็นถึงหัวหน้าตลาดมืด เรื่องที่แม้แต่หัวหน้าเคอยังทำไม่ได้ เกรงว่าจะช่วยอะไรได้ยากนัก”
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวหน้าเคอรีบบอก “ไม่ๆๆ เรื่องนี้มีเพียงคุณชายจิ่วที่ช่วยเหลือได้”
ตอนที่ 530: เป็นพวกรักร่วมเพศ?
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนี้ก็จนปัญญา จำใจบอกว่า “หัวหน้าเคอเล่ามาให้ฟังหน่อยเถอะ!”
“ไม่ปิดบังคุณชายจิ่ว วรยุทธ์ข้าตั้งแต่บรรลุถึงกำเนิดวิญญาณก็หยุดนิ่งไม่ก้าวหน้า ตลอดมาหาปัญหาไม่พบ ข้าได้ยินน้องชายร่วมตระกูลเอ่ยถึง และรู้ว่าคุณชายจิ่วมีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม ครั้งนี้ยากนักที่จะได้พบคุณชายจิ่วที่นี่ ดังนั้นจึงอยากขอให้คุณชายจิ่วช่วยข้าดูหน่อยเถอะ”
“โอ้?”
เฟิ่งจิ่วแปลกใจ เดิมทียังคิดว่าเขามาขอยาอายุวัฒนะ หากเป็นเช่นนั้นเธอจะปฏิเสธทันที เพราะช่วงนี้เธอไม่ได้กลั่นยาเซียนเลย หนำซ้ำความชำนาญด้านยาอายุวัฒนะยังไม่ดีไปกว่ายาปกติ แต่ในเมื่อมาขอรักษาก็ไม่มีปัญหา
“ท่านยื่นแขนออกมา ข้าจะดูเสียหน่อย” เธอส่งสัญญาณให้เขายื่นข้อมือมา
เมื่อได้ยินหัวหน้าเคอดีใจมาก พลันม้วนแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย เปิดเผยข้อมือวางลงตรงโต๊ะ เห็นว่าภูตหมอยกมือขึ้นจะตรวจชีพจรเขา แต่ในเวลานี้เอง…
“แค่ก!”
เสียงไอเบาๆดังมา ทำให้เขากับภูตหมอตกใจกันหมด มองไปทางหลิงโม่หานที่กำลังจ้องมองพวกเขาทางนี้ มือข้างหนึ่งหลังจากปิดปากและไอเบาๆ ก็ค่อยๆวางลง ไม่เข้าใจความหมาย
หลิงโม่หานเหลือบมองทั้งสองคน แววตาลึกล้ำกวาดมอง ก่อนหยุดลงบนร่างเหลิ่งหวาข้างๆ สั่งเสียงเข้มว่า “ยังไม่รีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาให้นายท่านเจ้าอีก?”
คนในห้องพลันกลายเป็นหินเมื่อได้ยิน ความตกตะลึงบนหน้าเผยออกมาทันใดอย่างไม่อาจปิดบัง
โดยเฉพาะหัวหน้าเคอ ยิ่งอ้าปากค้างด้วยความตื่นตกใจ มองชายที่ไว้เคราหนาอย่างตาค้างไปบ้าง คะ คำพูดนี้หมายความว่าอะไร? จะให้มือคุณชายจิ่วแตะมือเขาไม่ได้หรือ?
ริมฝีปากขยับ อยากจะส่งเสียงเอ่ยถาม แต่เมื่อเห็นสายตาชายหนุ่มที่นั่งตัวตรงสุขุมมั่นคงกวาดมองมาอย่างเย็นชา ก็รู้สึกเพียงว่าเย็นวาบบนแผ่นหลัง กระสับกระส่ายทันใด
ได้ยินเช่นนี้ เหลิ่งหวามองนายท่านแวบหนึ่ง แล้วถึงจะหยิบผ้าเช็ดหน้าบางๆ ผืนเล็กจากในแขนเสื้อออกมาปิดบริเวณข้อมือของหัวหน้าเคอ พลางพูดอธิบาย “นายท่านข้าจะตรวจชีพจรเช่นนี้เสมอแหละขอรับ”
“ข้าไม่รู้ระเบียบของคุณชายจิ่ว โชคดีที่…ที่คุณชายหลิงท่านนี้เตือนไว้” เขายิ้มหน้าเหยเก หัวหน้าตลาดมืดผู้สง่างามกลับหวาดกลัวเมื่ออยู่ต่อหน้าชายมีเคราหนาผู้นี้ เดาว่าพูดออกไปคงไม่มีใครเชื่อ
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองหลิงโม่หานเหมือนยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม จากนั้นยื่นนิ้วออกมาสองสามนิ้วและกดลงบนข้อมือหัวหน้าเคอ พอตรวจไปก็ตกใจอย่างอดไม่ได้ ต่อมาจึงค่อยยิ้ม “หัวหน้าเคอ ท่านไม่ต้องกังวลไป ผ่อนคลายหน่อย ชีพจรเต้นเร็วเกินไปจะวินิจฉัยไม่แม่นยำ”
“อ้อ ได้ๆๆ” แม้เขาจะรับปากไปเช่นนี้ แต่เห็นดวงตาชายเคราหนาจับจ้องพวกเขาตรงนี้ตลอด ร่างกายจึงไม่อาจผ่อนคลายลงได้
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ดึงมือกลับมา “เช่นนี้ไม่ได้ ตรวจไม่พบเลย กินอะไรก่อนดีกว่า ประเดี๋ยวค่อยตรวจอีกแล้วกัน!” พูดจบเธอก็มองหลิงโม่หาน ถามด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ “ท่านอา ข้าเห็นช่วงนี้ท่านไอบ่อยๆ อายุมากแล้วสุขภาพไม่ค่อยดีใช่หรือไม่? หรือว่าต้องให้ข้าดูหน่อย?”
หลิงโม่หานได้ยินเช่นนี้ก็ยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มน้ำอีกครั้งอย่างค่อนข้างเก้กัง ดวงตามองไปอีกทางหนึ่ง ไม่ได้ตอบรับคำพูดนาง
สายตาหัวหน้าเคอพินิจมองทั้งสองคนกลับไปกลับมา เห็นพวกเขาท่าทางแปลกๆเช่นนี้ ในหัวก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ‘สองคนนี้คงไม่ได้เป็นพวกรักร่วมเพศกระมัง?’
ตั้งแต่เข้ามาเมื่อครู่ สายตาของชายไว้เคราหนาก็จับจ้องบนตัวภูตหมอตลอด ภูตหมอจะจับชีพจรให้ตนเขายังให้ใช้ผ้าเช็ดหน้ากั้นไว้ นึกถึงตรงนี้ ใบหน้าชราแดงเรื่อ ใช้ชีวิตมาจนแก่เฒ่าเพียงนี้แล้วเพิ่งเคยเจอพวกตัดแขนเสื้อเป็นครั้งแรก
ตอนที่ 531: ยาฟื้นสภาพวิญญาณต้นระดับหก
ตลอดมื้ออาหาร เฟิ่งจิ่วทานอาหารเรียบร้อยโดยมีหลิ่งโม่หานช่วยคีบอาหารให้เรื่อยๆ หัวหน้าเคอทั้งกินและพูดคุยอยู่ด้วยกัน อาหารมื้อหนึ่งผ่านไป รู้สึกว่ากินบางอย่างแต่กลับไม่รู้ว่ากินอะไรไปบ้าง
สรุปคือทานอาหารไม่รู้รส
เฟิ่งจิ่วเห็นว่าหลิงโม่หานอยู่ที่นี่ หัวหน้าเคอก็มีท่าทางตึงเครียดตลอด จึงเผยรอยยิ้มโดยพลัน มองใครคนนั้นที่นั่งตัวตรงอยู่ “ท่านอา ท่านไม่ลองออกไปเดินเล่นดู ย่อยอาหารเสียหน่อย?”
ได้ยินแล้วหลิงโม่หานชำเลืองมองนาง แล้วมองๆหัวหน้าเคอที่เกร็งประหม่า
ภายใต้สายตาเขา หัวหน้าเคอรีบร้อนบอก “ระ เรื่องนั้น…เช่นนั้นข้า…” ยังเอ่ยไม่ทันจบก็เห็นชายเคราหนายืนขึ้น แล้วเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรสักประโยค
“หัวหน้าเคอ ท่านผ่อนคลายหน่อยเถอะ อย่ากังวลเกินไป”
เธอหลุดยิ้มอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ หัวหน้าตลาดมืดผู้สง่างามนึกไม่ถึงว่าจะตกใจหลิงโม่หานจนพูดเสียงสั่นเครือ แต่ก็ใช่ รัศมีและแรงกดดันบนร่างเจ้าคนนั้นคนทั่วไปเทียบด้วยไม่ได้ น่ากลัวมากจริงๆ
หัวหน้าเคอยิ้มอย่างเก้อกระดาก ผ่อนคลายอารมณ์ที่ตึงเครียดลง ก่อนจะยื่นมือออกมา
เฟิ่งจิ่วตรวจชีพจร คิ้วขมวดเล็กน้อย ผ่านไปสักพักถึงบอกว่า “สุขภาพท่านดีมากในทุกๆด้าน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เหตุที่ตลอดมาไม่มีทางบรรลุขั้นและติดอยู่ระดับกำเนิดวิญญาณขั้นเริ่มต้น นั่นเป็นเพราะร่างท่านมีบาดแผลเก่า แผลเก่านี้สร้างความเสียหายและขัดขวางการบรรลุขั้น ช่วงท้องด้านซ้ายต่ำลงไปสองนิ้วจะมีอาการเจ็บทุกช่วงเวลาหนึ่งใช่หรือไม่?”
หัวหน้าเคอตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดของเฟิ่งจิ่ว ม่านตาค่อยๆขยายกว้างเพราะความตกใจ “ถูกต้องแล้ว ถูกต้องแล้ว บริเวณนั้นจะเจ็บเป็นบางครั้ง หนำซ้ำตรงนั้นยังเป็นบาดแผลเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ข้าเคยถามพวกหมอแล้ว ต่างบอกว่านานเกินไปไม่มีทางรักษา ไม่นึกว่าปัญหาจะเกิดจากแผลเก่านี้”
“รักษายากจริงๆ เพราะเวลานานเกินไป” เฟิ่งจิ่วพูดพลางขมวดคิ้วน้อยๆ “จะรักษาด้วยยายิ่งยากนัก แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่ง”
“ขอคุณชายจิ่วโปรดชี้แนะ”
“ตามหายาฟื้นสภาพวิญญาณต้นระดับหก บาดแผลเก่าท่านมีเพียงยาฟื้นสภาพวิญญาณต้นระดับหกที่จะรักษาได้ ถึงเป็นยาทั่วไปก็ไม่ถึงขั้นมีฤทธิ์ฟื้นฟู” ยาฟื้นสภาพวิญญาณต้นระดับหกเป็นยาอายุวัฒนะฟื้นสภาพบาดแผลภายใน ขณะเดียวกันยังมีคุณสมบัติรักษาบาดแผลเก่า เพียงแต่ตอนนี้เธอยังปรุงกลั่นยาฟื้นสภาพวิญญาณต้นระดับหกนี้ไม่ได้
ได้ยินคำพูดเฟิ่งจิ่ว หัวหน้าเคอถอนหายใจเบาๆ “เฮ้อ! ยาฟื้นสภาพวิญญาณต้นระดับหกที่คุณชายจิ่วบอก ข้าก็เคยได้ยินมา แต่นั่นเป็นยาอายุวัฒนะระดับหก ทั่วแคว้นมหาสันติยังหาไม่ได้สักเม็ดเลย!”
แม้นักเล่นแร่แปรธาตุจะไม่ต่างจากนักปรุงยาเท่าไร แต่ฤทธิ์ยาอายุวัฒนะดีเยี่ยมห่างชั้นกว่ายาทั่วไป เพราะความรุนแรงของฤทธิ์ยา ยาอายุวัฒนะจึงมียาพิษไม่น้อยเช่นกัน ยาอายุวัฒนะยิ่งระดับสูงยิ่งปรุงกลั่นสำเร็จยาก ยาอายุวัฒนะระดับหก ในแคว้นระดับสามโดยรอบยังได้ยินน้อยนัก
ต่อให้มีก็ถูกพวกกลุ่มอำนาจและตระกูลใหญ่เก็บไปนานแล้ว แม้กลุ่มอำนาจตลาดมืดจะใหญ่โต เขาก็เป็นแค่หัวหน้า ไหนเลยจะมียาอายุวัฒนะล้ำค่าราคาสูงเช่นนั้นได้?
ดังนั้นเขาจึงฝากความหวังไว้กับตัวเฟิ่งจิ่วอีกครั้ง “คุณชายจิ่ว ข้าได้ยินน้องชายร่วมตระกูลบอกว่านอกจากท่านจะเป็นนักปรุงยา ยังเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุด้วย หรือแม้แต่ท่านก็ยังไม่มีวิธีช่วย?”
เฟิ่งจิ่วโบกๆมือ บอกว่า “เรื่องนี้ข้าไม่มีทางช่วยจริงๆ บาดแผลท่านหากไม่มียาอายุวัฒนะระดับหกก็รักษาไม่ได้ ต่อให้เป็นยาระดับห้าก็ไม่มีผลอะไร และต่อให้ข้ากลั่นยาเซียนเป็น แต่ก็ไม่ชำนาญด้านยาเซียน ยาอายุวัฒนะระดับสูงเช่นนั้นตอนนี้ข้ายังกลั่นไม่ได้เลย”
ตอนที่ 532: ทรัพย์สินทางบ้านมหาศาล
ในตอนนี้ เฟิ่งจิ่วคิดว่ารอหาตัวท่านปู่พบแล้วเธอจะกลับไปศึกษาด้านยาเซียนที่ราชวงศ์เฟิ่งหวงเสียก่อน แล้วค่อยเตรียมตัวสร้างรากฐานเพื่อบรรลุขั้น เช่นนั้นน่าจะพอได้แล้ว ส่วนเรื่องท่านแม่เธอ ด้วยกำลังของเธอตอนนี้ไปแคว้นรุ่งเรืองระดับหนึ่งเกรงว่าก็ยังทำอะไรไม่ได้ ไม่สู้สร้างรากฐานก่อนดีกว่า
ขณะกำลังคิด ก็เห็นหัวหน้าเคอที่นั่งตรงหน้ามีสีหน้าเศร้าหมอง นึกได้ว่าเขาเป็นพี่ชายร่วมตระกูลของหัวหน้าเคอแห่งแคว้นเหินเวหา หัวหน้าเคอคนนั้นช่วยเหลือเธอไว้ไม่น้อย ซ้ำยังมอบเรือเหาะลำหรูหราให้อีก
ดังนั้นคิดๆแล้ว จึงเอ่ยปากบอกว่า “หัวหน้าเคอ อันที่จริงตอนนี้ท่านไม่จำเป็นต้องกังวล บาดแผลนี้ภายในห้าสิบปีจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไร แต่ในด้านวรยุทธ์อยากจะบรรลุขั้นอีกก็ยากนัก ทว่าหากรักษาหายได้ การบรรลุขั้นก็เป็นเรื่องที่จะเป็นจริงได้ในไม่ช้า”
ใครจะรู้ เธอไม่พูดเสียยังดีกว่า พอบอกไปสีหน้าหัวหน้าเคอก็เปลี่ยนเป็นขาวซีด “อะ อะไรนะ? ภายในห้าสิบปีจะไม่มีปัญหาใหญ่? คุณชายจิ่วหมายความว่าหลังจากห้าสิบปีอาจจะเกิดเรื่องขึ้นหรือ?”
“หากฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอดละก็ บาดแผลภายในนี้จะถูกกระตุ้น ดังนั้นข้าขอแนะนำว่าก่อนรักษาบาดแผลจนหาย ให้ประคองวรยุทธ์ไว้จะดีที่สุด และอย่าพยายามบรรลุขั้นอีก” ที่เธอพูดไม่ได้จะทำให้เขาตกใจ มีแผลเก่าติดตัวยังพยายามบรรลุขั้นมาตลอด บาดแผลภายในจึงถูกกระตุ้นออกมา
ได้ยินเช่นนี้ หัวหน้าเคอก็ถอนใจ “เฮ้อ! น่าเสียดายที่บาดแผลนี้ได้รับมาหลังจากบรรลุระดับกำเนิดวิญญาณ หากบาดเจ็บก่อนบรรลุระดับ วันที่วิญญาณต้นก่อตัวร่างกายจะหลอมขึ้นใหม่ด้วย และคงไม่มีเรื่องเช่นนี้อยู่”
พูดถึงตรงนี้ เขาลุกยืนขึ้นประสานมือคารวะไปทางเฟิ่งจิ่ว “ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ก็ต้องขอบคุณคุณชายจิ่วมาก หลายปีนี้ข้าเคยถามหมอมาไม่น้อยกลับไม่มีใครบอกปัญหาได้ วันนี้คุณชายจิ่วเอ่ยถึง ข้ารู้แล้วว่าวันหลังจะทำเช่นไร”
เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วไม่รู้จะพูดอะไรดี หลังจากแนะนำเขาก็ไปส่งเขากลับด้วยตัวเอง
รอจนหัวหน้าเคอจากไป เฟิ่งจิ่วมองรอบๆ ไม่เห็นร่างของหลิงโม่หาน ซ้ำยังเห็นว่าอิ่งอีกับฮุยหลางยังอยู่ที่นี่และไม่ได้ตามนายท่านพวกเขาไป จึงถามว่า “นายท่านเจ้าล่ะ? ทำไมพวกเจ้าสองคนเฝ้าอยู่ที่นี่ไม่ตามไป?”
“นายท่านบอกว่าจะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย ไม่ต้องตามไป ให้พวกเราเฝ้าคุณชายจิ่วไว้ก็พอ” อิ่งอีตอบกลับ พร้อมยืนตัวตรงอยู่ตรงประตู
“ฮี่ๆ คุณชายจิ่ว นายท่านเป็นห่วงท่าน! ดังนั้นถึงให้พวกเราเฝ้าไว้” ฮุยหลางฉีกยิ้มกว้าง ถามอีกว่า “คุณชายจิ่ว ก่อนหน้านี้ท่านบอกจะมอบของให้ข้า เป็นของอะไรหรือ?”
ครั้นได้ยินเช่นนี้ แม้แต่อิ่งอียังมองไปทางเฟิ่งจิ่ว แต่คิดว่าอย่างมากนางคงให้ของจำพวกยาป้องกันตัว เพราะตัวนางเป็นนักปรุงยา สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่สุดก็คือยา
“ฮุยหลาง เจ้าอยู่ระดับหลอมแก่นพลังมานานมากแล้วสินะ?” เธอถามอย่างยิ้มแย้ม จ้องพินิจมองเขาจากบนลงล่าง
“อันที่จริงยังไม่นาน ข้าบรรลุระดับหลอมแก่นพลังเร็วกว่าคนทั่วไปมาก นายท่านมอบยาอายุวัฒนะเสริมระดับพลังให้พวกเราไม่น้อย”
ฐานะของนายท่านพวกเขาไม่ได้ขาดยาอายุวัฒนะอะไรพวกนั้น ด้วยเหตุนี้พวกเขาที่ติดตามอยู่ข้างกายนายท่าน นอกจากพรสวรรค์ของตัวเองก็ยังมีการช่วยเหลือจากยาอายุวัฒนะ ถึงจะบรรลุขั้นได้รวดเร็วเพียงนี้ มิเช่นนั้นอายุเช่นนี้ไม่มีทางบรรลุถึงวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลังได้แน่
ประโยคเดียวมีข้อมูลรั่วไหลมากมายนัก ทำให้ดวงตาเฟิ่งจิ่วเป็นประกายขึ้นมา “ดูท่านายท่านเจ้าจะมีทรัพย์สินทางบ้านมหาศาลเลย!”
ตอนที่ 533: พาผู้หญิงกลับมา
ได้ยินเช่นนี้ ฮุยหลางตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง “อืม นายท่านพวกเราฐานะสูงส่งยิ่งนัก คุณชายจิ่ว ท่านจะพลาดโอกาสไม่ได้เชียว”
เฟิ่งจิ่วมุมปากกระตุก มองเขาอย่างหมดคำจะพูด ว่าแล้วว่ามีนายเช่นไรย่อมมีข้ารับใช้เช่นนั้น
“คุณชายจิ่ว ของขวัญข้าเล่า?” ดวงตาเขาเป็นประกาย แม้ของขวัญต้องส่งมอบให้นาย แต่คิดๆดูแล้วภูตหมอมอบอะไรให้เขาก็คุ้มค่าที่จะดีใจทั้งนั้น
“ยาที่ข้าปรุงออกมาตอนสอบประเมิน” เธอนำยานั้นจากในห้วงมิติยื่นให้เขา พลางบอก “แม้นายท่านเจ้ามียาอายุวัฒนะ แต่นี่ก็เป็นน้ำใจจากข้า ถือว่าขอบคุณเจ้าที่ช่วงนั้นช่วยข้าวิ่งทำธุระ” เธอหมายถึงเรื่องที่สั่งเขาไปวางยามู่หรงป๋อยามวิกาล
“ขอบคุณคุณชายจิ่วมาก”
ฮุยหลางตาเป็นประกาย รับมาด้วยความยินดีพลางบอก “ยาของคุณชายจิ่วถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้ ไม่เหมือนยาพวกนั้นที่นายท่านให้ แต่ว่า คุณชายจิ่วบอกผลลัพธ์กับฤทธิ์ของยานี้ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
“มันช่วยเจ้าเสริมกำลังได้ เหมาะจะให้ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังใช้” เธอพูดพลางเดินกลับห้อง
วันนี้ไปสอบประเมินที่สมาคมนักปรุงยาแต่เช้าตรู่ เวลานี้ความจริงง่วงนอนนิดหน่อยแล้ว กลับไปนอนสักพักค่อยตื่นขึ้นมาคุยดีกว่า ขณะที่เดินเข้าห้องไปก็เอ่ยกับเหลิ่งซวงด้านหลังว่า “ข้าจะนอนสักพัก อย่าให้ใครมารบกวนข้า”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับ ช่วยปิดประตูเรียบร้อย จากนั้นจึงยืนเฝ้าตรงหน้าประตูต่อ
อิ่งอีเห็นเฟิ่งจิ่วกลับห้องไปแล้ว จึงมองทางฮุยหลาง “เจ้านี่โชคดีไม่เบา ยาที่คุณชายจิ่วปรุงออกมาฤทธิ์ยาไม่ด้อยไปกว่าของคนพวกนั้นแน่นอน ไม่แน่ว่าหากเจ้าดื่มยาขวดนี้ลงไป คงบรรลุถึงระดับกำเนิดวิญญาณได้ทันที”
ยามนี้ฮุยหลางลิงโลดอย่างยิ่ง ทว่ายังไม่ลืมตัว เก็บยานั้นไปอย่างระมัดระวัง “นายท่านบอกว่าช่วงนี้อย่าเพิ่งบรรลุระดับกำเนิดวิญญาณ ให้ข้าวางรากฐานจนมั่นคงเสียหน่อย รอเขาบอกว่าได้ค่อยบรรลุขั้น ถึงเวลานั้นรากฐานจะมั่นคงมาก หนทางการฝึกบำเพ็ญจะยิ่งยืนยาว”
“นี่ เจ้าว่านายท่านไปไหนแล้ว ทำไมออกไปนานเพียงนี้ยังไม่กลับมาอีก?” ฮุยหลางมองไปรอบๆ ไม่เห็นร่างนายท่านเขาจริงๆ จึง.อดไม่ได้ที่จะแปลกใจอยู่บ้าง
นิสัยนายท่านเป็นคนชอบอยู่ในห้องมากกว่า และไม่อยากออกไปเดินเหิน เดิมคิดว่าไปเดินเล่นละแวกนี้สักพักจะกลับมา ใครจะรู้ว่าตอนนี้ยังไม่เห็นตัวคน
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองต่างนึกไม่ถึงคือ หลังจากเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป นายท่านของพวกเขาก็กลับมา แต่ด้านหลังกลับมีผู้หญิงคนหนึ่งตามมาด้วย!
“ไม่ใช่กระมัง? ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร” ฮุยหลางตาค้าง นายท่านออกไปรอบเดียวก็ยั่วยวนใครจากที่ไหนมาแล้ว?
“ดูแล้วเหมือนจะคุ้นตานิดหน่อย” อิ่งอีพูดพลางจ้องมองผู้หญิงคนนั้นที่ตามอยู่ด้านหลังนาย
“คุ้นตา? นึกไม่ออกเลย ข้ารู้แค่ว่าหากคุณชายจิ่วรู้ เดาว่าคงเป็นเรื่องใหญ่แน่” ฮุยหลางกล่าวไปเช่นนี้ แม้แต่อิ่งอียังนิ่งเงียบไปเช่นกัน
สีหน้าหลิงโม่หานถมึงทึงเล็กน้อย ไอเย็นกระจายทั่วร่าง แต่คนที่ตามอยู่ข้างกายกลับคล้ายไม่รู้ตัว เดินตามข้างกายตลอดพลางพยายามพูดคุยกับเขา
เมื่อเข้ามาในโรงเตี๊ยมตรงขึ้นไปชั้นสอง หลิงโม่หานกวาดมองห้องปีกที่ปิดสนิท มองฮุยหลางก่อนถาม “นางล่ะ?”
“คุณชายจิ่วกำลังนอนกลางวันขอรับ”
ฮุยหลางรีบร้อนกล่าว มองผู้หญิงด้านล่างที่กำลังมองไปรอบๆ พร้อมเรียกเถ้าแก่เข้าไปคุยด้วย จากนั้นถามเสียงเบาว่า “นายท่าน ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครรึขอรับ?”
ตอนที่ 534: ข้ามองผิดไปกระมัง?
หลิงโม่หานกวาดมองเขาแวบหนึ่ง เข้าห้องไปทันทีโดยไม่ตอบกลับ แค่ทิ้งคำพูดประโยคหนึ่งไว้ว่า “อย่าให้ใครรบกวนข้าพักผ่อน”
ประตูห้องปิดลงดังปัง ฮุยหลางเช็ดๆจมูกพลางมองทางอิ่งอี เห็นสหายมีสีหน้าครุ่นคิดจึงถามขึ้น “คิดอะไรอยู่?”
“ผู้หญิงคนนั้น ข้านึกออกแล้ว” อิ่งอีพูดจบ สายตาก็เคลื่อนจากร่างของผู้หญิงด้านล่างมาหยุดลงที่ฮุยหลาง
“ใคร?” เขาเองก็ตามรับใช้อยู่ข้างกายนายท่านบ่อยครั้ง ทำไมถึงนึกไม่ออกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร
“อาจารย์สำนักศึกษาหกดาราจากแคว้นระดับสาม และก็เป็นคนที่ชอบพอนายท่าน” อิ่งอีพูดพลางมองผู้หญิงที่ชั้นล่าง “นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอหน้ากันที่นี่”
พูดถึงตรงนี้ สีหน้าเขาฉายแววประหลาดบางส่วน กำลังคิดว่าหากภูตหมอเห็นหญิงคนนี้จะเป็นเช่นไร? นี่ถึงเป็นคนที่ชอบพอนายท่านเลยเชียว
“อ้อ? นางนั่นเอง! มิน่าถึงบอกว่ารู้สึกคุ้นตา” ทันใดนั้น ในที่สุดฮุยหลางก็นึกออกว่าผู้หญิงตรงชั้นล่างนั้นเป็นใคร
ตอนที่นายท่านปะปนอยู่ในสำนักศึกษาหกดาราแห่งแคว้นเหินเวหาด้วยตัวตนหลิงโม่หาน ว่ากันว่าผู้หญิงคนนี้ตามตื๊อนายท่านตลอด พวกเขายังเคยเห็นเลย แต่ไม่นึกว่าอาจารย์หญิงคนนั้นจากสำนักศึกษาหกดาราจะมาที่นี่ และยังพบกับนายท่านอีก
“นี่ เจ้าว่าหากภูตหมอเห็นผู้หญิงด้านล่างคนนั้นจะเป็นอย่างไร?” ฮุยหลางถามอย่างอยากรู้อยู่บ้าง ดวงตาคู่นั้นฉายประกายตื่นเต้นดีใจ
อิ่งอีชำเลืองมองเขา “ถึงเวลาก็รู้เองไม่ใช่หรือ?”
ได้ยินคำพูดนี้ แม้รู้ว่าเป็นความจริง แต่ยามนี้หัวใจกลับตื่นเต้น พวกเขาไม่กังวลว่าภูตหมอจะลำบากใจใต้เงื้อมมือผู้หญิงคนนั้น พวกเขาแค่อยากรู้ว่าหากเห็นว่ามีผู้หญิงกล้ามาตามติดนายท่าน ภูตหมอจะเป็นเช่นไร?
หึงหวง? พวกเขาเหมือนจะไม่เคยได้ยินว่าภูตหมอหึงหวงมีท่าทางเช่นไร ไม่อาจจินตนาการภาพนั้นได้โดยสิ้นเชิง
โกรธเคือง? ข้อนี้กลับเป็นไปได้ยิ่งนัก
ทว่า สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องรอนานคือเฟิ่งจิ่วกลับหลับจนท้องฟ้าค่อยๆมืดเสียได้ ถนนใหญ่เริ่มจุดโคมไฟสีแดง แม้แต่นายท่านพวกเขายังตื่นนอนเดินออกจากห้อง มานั่งยังบริเวณชั้นหนึ่งแล้ว
ส่วนผู้หญิงคนนั้น หลังจากตามหลังเจ้าตำหนักกลับมาก็ยังไม่ออกไป ด้วยเหตุนี้เมื่อหลิงโม่หานลงมาดื่มชาที่ชั้นหนึ่ง นางจึงนั่งลงที่โต๊ะเขาโดนไม่เกรงกลัวไอเย็นบนร่าง พร้อมหาเรื่องพูดคุยสร้างความคุ้นเคย
แน่นอนว่าหลิงโม่หานเพียงดื่มชาเงียบๆ ไม่ตอบกลับสักประโยค ถึงกับไม่แม้แต่จะมองหญิงผู้มีรูปโฉมโดดเด่นคนนั้น
จนกระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตูห้องปีกตรงชั้นสองดังมา แววตาถึงจะสั่นไหวเล็กน้อย คล้ายกำลังนั่งคอยอะไรบางอย่างเงียบๆ
เฟิ่งจิ่วที่เพิ่งตื่นนอนใบหน้างดงามยังดูง่วงงุนงง ดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งมีความเกียจคร้านอยู่บางส่วน ชุดสีแดงแสบตาสวมอยู่บนร่าง อาจเพราะเพิ่งตื่นนอน ตรงปกสาบเสื้อด้านหน้าจึงยังจัดการไม่เรียบร้อย ซ้ำยังเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นผิวพรรณขาวราวหิมะ ระหว่างเคลื่อนไหวทั่วร่างมีกลิ่นอายเฉื่อยชา เธอยกมือขึ้นพลางหาวหวอด ถามเหลิ่งซวงที่เฝ้าอยู่ตรงประตูไปเรื่อยเปื่อย
“ท่านอากลับมาหรือยัง?”
“กลับมาแล้วเจ้าค่ะ นั่งอยู่ชั้นล่าง” เหลิ่งซวงตอบกลับ สายตามองไปชั้นล่าง
เฟิ่งจิ่วได้ยินก็เดินมาก้มลงมองบริเวณระเบียง เห็นแล้วเธอเบิกตาโตทันที ความง่วงงุนทั่วทั้งร่างพลันตื่นตัวขึ้นมาเกินครึ่ง สีหน้าทั้งเหลือเชื่อและสงสัย
“ข้ามองผิดไปกระมัง? นึกไม่ถึงว่าท่านอาจะพาผู้หญิงกลับมาด้วย?”
ตอนที่ 535: ท่านอาช่างไร้ยางอาย
ได้ยินคำพูดนี้ ฮุยหลางที่คอยอยู่ข้างๆ และรอเธอตื่นมาตลอดจึงรีบบอก “ไม่ใช่ ไม่ใช่ คุณชายจิ่ว ท่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิด นายท่านไม่ได้พานางกลับมา นางตามกลับมาเองต่างหาก”
เฟิ่งจิ่วกะพริบตาเมื่อได้ฟัง สีหน้าอยากรู้อยากเห็น “คนรู้จัก?” เป็นคนไม่รู้จักยังกล้าตามติดท่านอา? ความกล้ามีมากล้นนัก
“นางเป็นอาจารย์สำนักศึกษาหกดาราแห่งแคว้นเหินเวหา เป็นคนที่มาชอบพอนายท่าน ว่ากันว่าเป็นหญิงตระกูลสูงศักดิ์จากแคว้นระดับสาม ไม่รู้ทำไมถึงตามตื๊อนายท่านตลอด” พูดถึงตรงนี้ เขาก็รีบรับประกัน “แต่นายท่านข้าแต่ไหนแต่ไรไม่เคยไว้หน้านาง ท่านอย่าได้เข้าใจผิดไป”
“เข้าใจผิด?”
เธอกลอกตาขบคิด นัยน์ตาฉายประกายเจ้าเล่ห์มองหลิงโม่หานตรงชั้นล่างที่กำลังนั่งดื่มชา แต่กลับไม่ไล่ผู้หญิงคนนั้นไป รอยยิ้มที่ยกขึ้นตรงริมฝีปากถึงกขั้นแปลกอยู่บ้างในเวลานี้
“ไม่ๆ ข้าไม่เข้าใจผิดหรอก” เธอยิ้มหยีตาโบกๆมือ แล้วสาวก้าวเดินลงไป
ในใจหลิงโม่หานที่ดื่มชาอยู่เฝ้ารอเล็กน้อย เขาอยากรู้จริงๆ เมื่อเห็นว่ามีผู้หญิงมาตามพันพันเขา นางจะจัดการอย่างไร?
หึงหวง? เดาว่าเป็นไปไม่ได้เท่าไร ผู้หญิงคนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหึงหวงคืออะไร
ดีใจ? อืม ข้อนี้ค่อนข้างเข้าท่า เดาว่าคงพยายามจะขายๆเขาออกไปน่ะสิ!
“โม่หาน บ้านข้าอยู่ในละแวกนี้ ในเมื่อเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว ไปพักบ้านข้าไม่ดีกว่าหรือ? พักโรงเตี๊ยมไหนเลยจะสบายเท่าพักในบ้านตนเอง” หญิงสาวเอ่ยเสียงอ่อนโยนแผ่วเบา ในดวงตา.งดงามมีประกายระรื่นอยู่ตลอด
นางนึกไม่ถึงว่าจะพบได้กับคนที่ไม่มีข่าวคราวมาเนิ่นนานที่นี่ หากไม่ใช่วาสนาแล้วจะเป็นอะไร?
“ท่านอา พี่สาวคนสวยท่านนี้เป็นใครกันขอรับ?”
เฟิ่งจิ่วหยีตายิ้ม ใบหน้างดงามละเอียดลออวางท่าใสซื่อไร้พิษสง ขณะมองผู้หญิงคนนั้น สองแขนก็โอบไหล่หลิงโม่หานไว้ ทำให้เขาตกใจหันไปเล็กน้อย มองนิ้วมือเรียวเล็กปานขิงอ่อน
ผู้หญิงคนนั้นได้ยินคำพูดของเฟิ่งจิ่วยังชอบใจ แต่เมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่เป็นหนุ่มน้อยรูปงาม หนำซ้ำยังใช้แขนโอบไหล่หลิงโม่หาน ร่างโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยพลางยิ้มหยีตาพลางถามไถ่ ก็ไม่พอใจทันที
นางรู้ว่าหลิงโม่หานตรงหน้าผู้ไว้เคราหนาไม่ชอบให้คนอื่นแตะเนื้อต้องตัวเป็นที่สุด กำลังจะส่งเสียงตำหนิ กลับเห็นภาพที่ทำให้นางตาค้างไป
“ตื่นแล้วหรือ หลับสบายหรือไม่?” น้ำเสียงทรงเสน่ห์ที่ทั้งทุ้มต่ำและมีแรงดึงดูดถูกเปล่งออกมา กลมกล่อมดั่งสุรารสเลิศ ทำให้คนฟังแล้วมัวเมาอย่าง.อดไม่ได้
แต่เห็นว่าหลังจากเขาหันมองมือบนไหล่เล็กน้อย แววตาลึกล้ำสั่นไหว เขาเอื้อมมือไปกุมมือเฟิ่งจิ่วไว้อย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะดึงเข้ามาในอ้อมแขนและกอดไว้ไม่ปล่อย
ภาพเช่นนี้ไม่เพียงผู้หญิงคนนั้นที่เบิกดวงตากว้างอย่างตกใจ แม้แต่เหล่าแขกชั้นหนึ่งยังพากันหันมาจ้องทั้งสองด้วยความตะลึง เพียงแต่สิ่งที่แตกต่างคือพวกเขาท่าทางชัดเจนกว่าผู้หญิงคนนั้นมาก
คล้ายกำลังบอกว่า พวกเขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะเป็นเช่นนี้
เฟิ่งจิ่วก็เบิกตาโต ไม่นึกว่าท่านอาจะ…จะไร้ยางอายถึงเพียงนี้!
เธอคิดว่าแกล้งเขาเล่นก็ไม่เลว ใครจะรู้ว่าเขากลับวางแผนซ้อนแผน? นี่เธอปรี่เข้ามาให้เขาเอาเปรียบเลยไม่ใช่หรือ?
หนำซ้ำนี่เป็นชั้นหนึ่ง! เขาโอบเธอที่แต่งตัวเป็นชายไว้ในอ้อมแขนเช่นนี้ ไม่สนใจสายตาคนอื่นสักนิด นี่เป็นการบีบให้เธอออกมาแสดงความรักไม่ใช่หรือ?
ตอนที่ 536: พวกท่านต่อเถอะ พวกเราจะทำเป็นไม่เห็น
ในเมื่อเขาอยากเล่น เธอจะอยู่ด้วยจนสุดทางเลยแล้วกัน!
ดังนั้นสองแขนเฟิ่งจิ่วจึงโอบคอเขา ซุกหน้าไปตรงซอกคอ กระซิบเบาๆด้วยน้ำเสียงที่เอื่อยเฉื่อยและเหมือนจะออดอ้อนเล็กน้อย “ท่านอาไม่อยู่ข้างกาย ข้านอนไม่หลับเลย”
ร่างหลิงโม่หานแข็งทื่อทันใด ร่างกายเกร็งๆขึ้นมา เพียงเพราะสาวน้อยผู้น่ารังเกียจในอ้อมแขนพ่นลมหายใจรดซอกคอเขาอย่างตั้งใจและก็เหมือนไม่ตั้งใจ เสียงกระซิบชิดใกล้ราวลูกแมวนั้น ยิ่งทำให้เขาไฟลุกโชนอย่างง่ายดาย
เขารู้สึกว่าร่างกายร้อนรุ่มขึ้นมา ในใจอดไม่ได้ที่จะฝืนยิ้ม นี่เขาหาเรื่องใส่ตัวเสียแล้วหรือ? ไม่นึกเลยว่าตั้งแต่พบกับนางเขาก็สูญเสียการควบคุมตนเองที่ภาคภูมิใจเสมอมา สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดคือ สาวน้อยในอ้อมกอดยังเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆด้วยสีหน้าเหนียมอาย
“ท่านอา รีบปล่อยข้าเถอะ! นี่เป็นชั้นหนึ่งนะขอรับ! คนมากมายเพียงนี้มองอยู่จะส่งผลเสียไม่น้อย”
สีหน้าของผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวซีด มองๆหลิงโม่หานอย่างตกตะลึงและเหลือเชื่อ แล้วมองหนุ่มน้อยรูปงามที่ร่างมีกลิ่นอายทรงเสน่ห์น่าหลงใหล เวลานี้ ในที่สุดก็รู้ว่าทำไมที่ผ่านมาหลิงโม่หานถึงไม่ไว้หน้านางเลย!
ทะ ที่แท้ไม่ใช่เพราะนางไม่มีเสน่ห์ ไม่ใช่ว่านางไม่ดีพอ ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาเขาเป็นพวกรักร่วมเพศ! ชอบแต่ผู้ชาย!
ส่วนอีกสี่คนที่ยืนข้างๆกัน เมื่อเห็นนายท่านทั้งสองแสดงออกเช่นนี้ต่อหน้าคนมากมาย ในใจแต่ละคนต่างจนปัญญาอย่างยิ่ง เจ้านายสองคนนี้หยอกล้อกันไม่สนใจสายตาคนอื่น พวกเขาไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อเห็นสายตาแต่ละคู่ที่ทั้งแปลกใจและตื่นตะลึงรอบด้านกลับรู้สึกขนลุกซู่
“ไม่เป็นไร ข้าไม่สนใจหรอก” มือหนึ่งของเขาโอบกอดเฟิ่งจิ่ว อีกมือหนึ่งยกน้ำชาขึ้นจิบปกปิดรอยยิ้มตรงริมฝีปาก ถามอีกว่า “หิวน้ำหรือไม่?”
เห็นเขาถือถ้วยชาใบนั้นไว้ไม่วาง ซ้ำยังจ้องตรงมาที่เธอด้วยดวงตาคู่วาววับ มุมปากเฟิ่งจิ่วก็กระตุก ยิ้มเก้อเขิน “มะ ไม่หิวขอรับ” เธอไม่อยากดื่มถ้วยที่เขาเคยดื่ม
“คือว่า อะ อาจารย์หลิง จู่ๆข้านึกขึ้นได้ว่าที่บ้านมีธุระ ขะ ข้าไม่รบกวนพะ พวกท่านแล้ว” สุดท้ายหญิงสาวตรงหน้าทนดูต่อไปไม่ได้ ครั้นคิดถึงว่าชายที่ตัวเองหมายปองเป็นพวกรักร่วมเพศ ยามนี้นางจึงมีแม้แต่ใจคิดยอมแพ้เสียแล้ว
โชคดี โชคดีที่พบเสียตอนนี้ มิเช่นนั้นนางคงยังคิดอยู่ตลอดว่าจะตามหาเขาเช่นไร!
สองคนพากันหันมองหญิงสาวคนนั้นลุกหนีจากไปอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าดูไม่ได้ เฟิ่งจิ่วอึ้งไปสักพัก ก่อนส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ฮ่าๆๆ… ท่านอา ดูท่าทางคนที่ชอบพอท่านคนนี้จะไม่เท่าไรเลย!”
ขณะกำลังหัวเราะ ก็เห็นดวงตาดำลึกล้ำของชายหนุ่มมองมาอย่างเป็นประกาย มองจนเธอร้อนตัว ถามว่า “ทำ ทำไมหรือ?”
“เมื่อครู่ เหมือนเจ้าจะบอกว่าไม่มีข้าแล้วนอนไม่หลับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือยิ้มหัว ยามนี้ในดวงตาคู่นั้นปรากฏรอยยิ้มและความอ่อนโยน แววตาอบอุ่นที่มีพลังสังหารมากล้นทำให้เฟิ่งจิ่วละสายตาออกอย่างไม่อาจมองตรงๆ แล้วเริ่มเสแสร้งแกล้งโง่
“หา? ใช่หรือ ทำไมข้าจำไม่ได้เลย?”
ตอนพูดก็ดิ้นรนอยากจะหนีจากอ้อมแขนเขา แต่กลับถูกแขนที่โอบเอวไว้กอดรัดแน่น ดิ้นไม่หลุดสักนิด เห็นเช่นนี้จึงทำได้เพียงยิ้มเจื่อนๆมองเขา “ท่านอา ท่านดูสิ ที่นี่เป็นชั้นหนึ่ง ทุกคนมองอยู่!”
แขกพวกนั้นได้ยินคำพูดของทั้งสองก็.อดหัวเราะลั่นขึ้นมาไม่ได้ โบกมือให้รัวๆ “ไม่เป็นไรไม่เป็นไร พวกท่านต่อเถอะ พวกเราจะทำเป็นไม่เห็น”
ตอนที่ 537: การจู่โจมกลางค่ำคืน
ได้ยินคำพูดนี้ แม้เฟิ่งจิ่วจะหน้าหนา ยามนี้ก็เขินอายขึ้นมาเช่นกัน ใบหน้ารูปไข่งามลออแดงระเรื่อ เข้าคู่กับท่าทางขัดเขินเสียจนโกรธเคืองนั้น ในสายตาหลิงโม่หานนับเป็นภาพน่าหลงใหลที่เจริญตาเจริญใจ
หลิงโม่หานไม่ทำอะไรต่อ เพียงยกมุมปากเล็กน้อย เผยรอยยิ้มตรงริมฝีปาก เสียแต่เคราหนาเกินไปจึงมองไม่เห็น
“ข้าจะไปเดินเล่นตลาดกลางคืนในเมืองเป็นเพื่อนเจ้าแล้วกัน!” เขาจูงมือนางลุกยืนขึ้น พาเดินออกไปโดยไม่รอนางปฏิเสธ
สี่คนด้านหลังมองหน้ากัน ต่างยิ้มแย้มและตามออกไป
เหล่าแขกชั้นหนึ่งหัวเราะเสียงดัง เห็นของแปลกมามากมายเสียจนชินตาแล้ว หนำซ้ำตั้งแต่คนพวกนี้เข้ามาพักพวกเขาก็มองออกว่าสองคนนี้มีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา ไม่ผิดคาด วันนี้เพิ่งจะได้รับการยืนยัน
ดูท่าทางสายตาพวกเขายังร้ายกาจอยู่มาก การหยอกเย้าทางสายตาระหว่างชายหนุ่มทั้งสองไม่มีทางหนีรอดสายตาพวกเขาไปได้
ตอนที่เฟิ่งจิ่วตื่นเย็นย่ำแล้ว ซ้ำยังใช้เวลาอยู่ชั้นหนึ่งอีกสักพัก ยามนี้ถูกเขาจูงออกจากโรงเตี๊ยม เห็นร้านค้าแผงลอยสองฝั่งด้านนอกแขวนโคมไฟสีแดง คนสัญจรบนถนนคึกคักยิ่ง จึงทิ้งเรื่องภายในโรงเตี๊ยมไว้เบื้องหลัง
แต่เมื่อเธอก้มหน้ามองมือที่ชายหนุ่มจับจูงไว้ สิบนิ้วสอดประสาน ทำไมถึงได้รู้สึกแปลกๆ?
“ท่านอา ท่านคิดจะพาข้าเดินเล่นเช่นนี้หรือ?” เธอยกๆมือที่สิบนิ้วเกี่ยวกัน พร้อมยิ้มตาหยีจ้องเขา “นี่ท่านคิดจะดึงดูดสายตาคนทั้งตลาดหรือไร!”
เดาว่ามองไปทั่วตลาดกลางคืนก็หาคู่ที่เหมือนกับพวกเขาไม่ได้
เฮ้ยๆๆ! คู่อะไร? เธอไม่ได้คู่กับเขาเสียหน่อย
“ข้าไม่สนใจ เจ้าจะสนอะไร?” เขาชายตามองนาง ความรู้สึกกลับสุขใจนัก
ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าเขาจะจูงมือผู้หญิงคนหนึ่ง สิบนิ้วประสานกับนางพลางเดินเล่นบนถนนใหญ่ช้าๆ เขารู้แต่ว่าความรู้สึกเช่นนี้วิเศษนัก ทำให้หัวใจเขาแสนสุขสม
หางตามองสาวน้อยข้างกายที่กำลังมองไปรอบๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย รู้สึกว่ามีนางข้างกายก็เหมือนมีโลกทั้งใบ ความรู้สึกอิ่มเอมและสุขใจเช่นนั้น คนอื่นๆไม่มีทางเข้าใจ
แต่คว้าตัวนางช่างง่ายดาย คว้าหัวใจกลับยากเย็น เขาต้องทำอย่างไรนางถึงจะรักเขาบ้าง?
ดูท่าเขาต้องคิดดีๆเสียหน่อยว่าจะลองใช้แผนหนุ่มรูปงามดีหรือไม่
หลังจากสองคนเดินเล่นจนดึกดื่นและกินมื้อเย็นแล้วถึงจะกลับไป คนสัญจรบนถนนบางตาลง มีเพียงโคมไฟสีแดงที่แขวนสูงเหนือหน้าร้านค้าสองฝั่งแกว่งเบาๆท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน ดูแล้วเงียบสงบอย่างยิ่ง
“เทียบกับของในเหลาสุราโรงเตี๊ยม ของว่างตามถนนมีเอกลักษณ์มากกว่าจริงๆ คืนนี้ข้ากินอิ่มมาก ถึงตอนนี้ก็ยังยัดไหว” ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยยิ้มอิ่มใจ
เห็นเธอพอใจง่ายดายเพียงนั้น นัยน์ตาหลิงโม่หานฉายแววยิ้มและอ่อนโยนเล็กน้อย “ในเมื่อเจ้าชอบ คราวหลังข้าจะพาเจ้าไปกินของว่างท้องถิ่นในทุกที่ที่ไป”
ได้ยินคำพูดนี้ หัวใจเธอสั่นไหวน้อยๆ สายตามองเขาที่ข้างกาย ความรู้สึกร้อยพันผสมปนเป ถึงขั้นรู้สึกปวดใจ
“เป็นอะไรไป?” หลิงโม่หานเอ่ยถาม เห็นนางก้มหน้าลงเล็กน้อย จึงแปลกใจกับอารมณ์ที่เปลี่ยนไป
เฟิ่งจิ่วส่ายหน้า เพราะไม่รู้จะพูดอย่างไร ไม่รู้ว่าจะบอกเขาเช่นไร ไม่เข้าใจว่าต้องตอบรับความรู้สึกอย่างไร กลัวว่าจะตอบรับการทุ่มเทและความรักจากเขาไม่ได้
เห็นเช่นนี้ หลิงโม่หานกำลังจะเอ่ยปาก ทว่ากลิ่นอายทั่วร่างกลับเปลี่ยนไปทันใด ยื่นมือออกไปปกป้องเฟิ่งจิ่วไว้ในอ้อมแขน แววตาพลันเปลี่ยน สายตาดุร้ายมองไปยังจุดหนึ่ง
ตอนที่ 538: เขายิ้มแล้ว
เห็นเพียงบนถนนใหญ่ที่เดิมทีเหลือคนไม่กี่คน มีคนชุดดำหลายสิบคนโผล่ออกมาโดยพลัน บนร่างแต่ละคนต่างมีไอสังหารกระหายเลือดแผ่กระจาย มือถือกระบี่ยาวจู่โจมเข้ามาทางนี้ เพราะการปรากฏตัวของคนหลายสิบ เหล่าคนบนถนนที่เดิมทีกำลังเก็บร้านจึงตื่นตกใจ ต่างพากันทิ้งข้าวของหนีเอาชีวิตรอด
บรรยากาศทั่วท้องถนนพลันเปลี่ยนไปเพราะการปรากฏตัวของคนชุดดำหลายสิบคน กลิ่นอายและแรงกดดันกระหายเลือดเช่นนั้นปกคลุมบริเวณโดยรอบไว้ทันที ทำให้อากาศยิ่งหนาวเย็นขึ้น
เฟิ่งจิ่วที่รู้สึกผิดปกติถูกหลิงโม่หานคุ้มกันไว้ในอ้อมแขน ดวงตาฉายประกายเล็กน้อย ก่อนตบๆแขนเขา “ปล่อยข้า” กำลังของคนพวกนี้ไม่ธรรมดาโดยสิ้นเชิง อย่างต่ำสุดก็มีวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลัง หนำซ้ำในหมู่พวกนั้นยังมีหลายคนเป็นผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณ!
ผู้แข็งแกร่งที่ลงมือเช่นนี้ไม่น่าจะพุ่งเป้ามาหาเธอแน่นอน แต่เป็นหลิงโม่หานต่างหาก
ไม่สิ อาจจะไม่ได้หมายหัวฐานะหลิงโม่หาน แต่เป็นฐานะที่แท้จริงของเขา! มิเช่นนั้นกลุ่มอำนาจไหนๆก็ไม่มีทางส่งผู้แข็งแกร่งมากมายเพียงนี้มาตามฆ่าในคราเดียว ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ลงมือ จะต้องคิดเอาชีวิตเขาเป็นแน่!
จริงด้วย คืนนี้เหมือนจะเป็นวันที่สิบห้า คนพวกนี้คล้ายจะชอบลงมือวันที่สิบห้า คิดแล้วคงนึกว่าร่างกายหลิงโม่หานในคืนที่สิบห้าอ่อนแอที่สุด เพราะไอเหมันต์พันปีในร่างจะออกฤทธิ์กระมัง!
แต่พวกเขาไม่รู้ว่ามียาเม็ดของเธอระงับอาการไว้ พิษเหมันต์พันปีแม้ไม่อาจแก้ได้ในตอนนี้ แต่ก็ไม่กำเริบแล้ว
บนร่างเธอมีอานุภาพกดดันจากสัตว์เทวะโบราณ ซ้ำยังมีหลิงโม่หานคุ้มครอง จึงไม่เกรงกลัวแรงกดดันและไอสังหารที่มาจากทุกทิศทาง ทว่าเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาที่ตามมาด้านหลังกลับสีหน้าขาวซีดภายใต้แรงกดดันนี้ และกระอักเลือดออกมา
ฮุยหลางกับอิ่งอีขวางอยู่ด้านหน้านายทั้งสองในพริบตา ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณออกไป ระเบิดเบ่งบานกลางท้องฟ้ายามราตรีดุจดอกไม้ไฟ ทันใดนั้นคนชุดดำอีกหลายสิบปรากฏกายแล้วเข้าโจมตีคนชุดดำเบื้องหน้าจากทางด้านหลัง
“เหลิ่งซวงเหลิ่งหวาเข้ามานี่!” เธอตะโกนอย่างรวดเร็วให้ทั้งสองเข้ามาใกล้ ขณะเดียวกันก็แผ่กลิ่นอายเก่าแก่บนร่างออกมาก่อตัวเป็นเกราะกั้นพวกเขาจากแรงกดดันของผู้แข็งแกร่งโดยรอบ
เห็นภาพเช่นนี้ หลิงโม่หานก้มหน้ามอง แต่กลับไม่ปล่อยนางไป ยังคงโอบนางไว้ข้างกายและปกป้องในอ้อมแขน
กำลังของผู้มาเยือนต่ำที่สุดคือระดับหลอมแก่นพลัง แม้ฝีมือนางไม่เลว เขาก็ยังคงไม่วางใจให้นางออกห่างจากข้างกาย มีเพียงคุ้มกันไว้ในอ้อมแขน เขาถึงแน่ใจได้ว่านางจะไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
“คนพวกนี้มาตามล่าท่าน”
เฟิ่งจิ่วเอ่ยปากพร้อมขมวดคิ้ว “กำลังแข็งแกร่งมาก กลิ่นอายกระหายเลือดบนร่างแต่ละคนคละคลุ้งกว่านักฆ่าทั่วไป หนำซ้ำยังใช้วิธีสู้แบบไม่เสียดายชีวิต คู่ต่อสู้ท่านไม่ธรรมดาเลย!”
“กลัวแล้วรึ?” มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย แววตาลึกล้ำหยุดลงบนใบหน้านาง
“กลัว?” เธอเลิกคิ้วขึ้นมองเขา ยิ้มตาหยีพลางถาม “หากข้าบอกว่ากลัว ท่านจะปล่อยมือหรือ?”
“ไม่มีทาง”
เขากอดนางแน่นขึ้น ดวงตาดำขลับจ้องมองนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีแรงดึงดูดทั้งจริงจังและเอาแต่ใจ “สำหรับเจ้าข้าไม่มีวันปล่อยไป แต่เจ้าไม่ต้องกลัว แม้มีอันตรายข้าก็จะปกป้องเจ้า จะไม่ให้ใครทำร้ายเจ้าแม้แต่น้อยนิด”
ได้ยินคำพูดนี้ หัวใจเฟิ่งจิ่วสั่นสะท้านวูบหนึ่ง เต้นรัวตึกตักอย่างน่าผิดหวัง ท่ามกลางคมหอกคมดาบ เธอมองเขาอย่างตกใจ ก้นบึ้งหัวใจคล้ายมีเสียงหนึ่งกำลังบอกว่าอย่าลังเล ไม่ต้องหวาดกลัว ลองที่จะเชื่อ และลองที่จะรัก…
ทว่าคำพูดที่เปล่งออกไปกลับเป็น “เฮ้อ! ข้าก็รู้อยู่แล้วว่าอยู่ใกล้กับท่านไม่มีเรื่องดี”
เห็นสาวน้อยมีสีหน้าจนใจทว่าไม่เกรงกลัว เขาก็ยิ้มออก
ตอนที่ 539: ท่านมาทำไม?
เฟิ่งจิ่วกลับกลอกตาอย่างไม่ไว้หน้า เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “มีคนจะฆ่าท่านนะ! ยังยิ้มได้อีก” น้ำเสียงชะงักไป จากนั้นสายตาหยุดลงบนร่างคนชุดดำพวกนั้น สีหน้าแปลกใจ “ทำไมข้าไม่รู้ว่ามุมมืดยังมียอดฝีมือมากมายเพียงนี้คอยอารักขา?”
แต่ละคนไม่ใช่ระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุดก็เป็นกำเนิดวิญญาณ รู้สึกเหมือนเป็นสิ่งที่หาได้ถมเถ เจ้าคนนี้มาจากที่ไหนกันแน่? กลุ่มอำนาจเช่นนี้ ต่อให้เป็นตระกูลชั้นสูงสุดก็ยังไม่มีทางเทียบได้!
หนำซ้ำที่ผ่านมา การระแวดระวังภัยของเธอไม่ได้ด้อย! คนมากมายเพียงนี้คุ้มกันอยู่ในมุมมืด นึกไม่ถึงว่าตลอดทางล้วนไม่ทันสังเกตพบ? การระวังภัยของเธอแย่ลง หรือฝีมือในการเก็บซ่อนกลิ่นอายของคนพวกนี้ยอดเยี่ยมกันแน่?
“เจ้าไม่รู้จักพวกเขา แต่พวกเขารู้จักเจ้า” หลิงโม่หานกล่าว แล้วมองเหล่าคนตรงหน้าที่กำลังต่อสู้กัน โอบเอวนางไว้พลางเอ่ย “ที่นี่ยกให้พวกเขาจัดการ พวกเรากลับกันก่อนเถอะ”
ได้ยินแล้วเฟิ่งจิ่วมองเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวา มีเธอคอยขวางกั้นแรงกดดันให้พวกเขา ยามนี้สีหน้าของสองคนจึงค่อยยังชั่วขึ้นมาก แต่กลิ่นอายการต่อสู้ที่นี่แข็งแกร่งเกินไป ด้วยกำลังพวกเขาคงรับไม่ไหวจริง ดังนั้นจึงพยักหน้าลง
“ได้ พวกเรากลับไปกันก่อนเถอะ!”
ฮุยหลางกับอิ่งอีคุ้มกันพวกเขาออกไป ส่วนคนชุดดำพวกนั้นที่ออกมาจู่โจมก็ถูกคนของหลิงโม่หานล้อมโจมตี…
โชคดีที่บนถนนยามดึกไม่มีชาวบ้าน ส่วนร้านค้าสองฝั่งก็ปิดประตูหน้าต่างซ่อนตัวนานแล้ว ภาพการต่อสู้นี้เริ่มขึ้นกลางดึก และจบลงกลางดึก
ครั้นกลับถึงโรงเตี๊ยม เฟิ่งจิ่วสั่งคนเตรียมน้ำอาบ หลังจากเช็ดผมจนแห้งก็สวมชุดซับในออกมา เรียกเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาด้านนอกมาหา “พวกเจ้าสองคนเข้ามา”
“นายท่าน” คนทั้งสองเข้าห้องแล้วมายังเบื้องหน้าเฟิ่งจิ่ว
เฟิ่งจิ่วมองสองคนที่แม้กลิ่นอายจะผ่อนคลายลง แต่สีหน้ายังคงขาวซีดเล็กน้อย หยิบขวดยาสองใบจากในห้วงมิติออกมา “ยาสองขวดนี้พวกเจ้าดื่มคนละขวด คืนนี้ก็พักผ่อนแต่หัวค่ำแล้วกัน!”
สองคนไม่รับ แต่ก้มหน้าลงต่ำ “นายท่าน ขออภัยด้วย”
เวลานี้พวกเขาถึงจะรู้ ในราชวงศ์เฟิ่งหวงพวกเขาอาจคุ้มกันอยู่เบื้องหน้านายท่านได้ แต่เมื่อมาข้างนอก ด้วยกำลังของพวกเขา หากพบกับผู้แข็งแกร่งเข้า แม้แต่ตัวเองพวกเขายังดูแลไม่ได้ด้วยซ้ำ
ทว่าเฟิ่งจิ่วกลับยิ้มน้อยๆ พูดเสียงเบาว่า “กำลังของคนพวกนั้นต่ำสุดยังอยู่ระดับหลอมแก่นพลัง เอะอะก็ใช้ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณหลายคนจัดการ ที่มาพวกเขาต้องไม่ธรรมดาแน่ ไม่ต้องพูดถึงพวกเจ้าหรอก หากข้ากับหงส์ไฟน้อยไม่มีพันธสัญญาณกันก็ขวางแรงกดดันจากผู้แข็งแกร่งเช่นนั้นไม่ไหว”
“อีกอย่าง พวกนั้นล้วนเป็นตัวประหลาดเฒ่าที่มีอายุ พวกเจ้าอายุยังน้อย ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆฝึกบำเพ็ญไปย่อมมีสักวันที่จะแข็งแกร่งขึ้นแน่” ขณะที่เอ่ยคำพูดนี้ จู่ๆเธอก็นึกขึ้นได้ คนพวกนั้นเป็นตัวประหลาดเฒ่ามีอายุ เช่นนั้นหลิงโม่หานเล่า? วรยุทธ์เขาลึกซึ้งไม่อาจประมาณ อายุยี่สิบห้า ทำไมถึงมีบุคคลพิสดารผิดธรรมชาติเช่นนั้นอยู่ได้?
เมื่อได้ยินคำพูดนาง สองคนพี่น้องก็มองหน้ากัน ในใจมีกระแสธารอุ่นแวบผ่าน นายท่านยังปลอบโยนและให้กำลังใจพวกเขาในเวลาเช่นนี้ พวกเขาจะทำให้นางผิดหวังได้อย่างไร?
“ขอบคุณนายท่านมาก พวกเราทราบแล้ว” ทั้งสองคนคารวะด้วยความเคารพ หลังจากรับยามาถึงจะออกจากห้องไป
อีกด้านหนึ่ง หลังจากสั่งการฮุยหลางกับอิ่งอีให้เตรียมการบางอย่าง หลิงโม่หานก็มาที่ห้องของเฟิ่งจิ่ว เห็นนางเท้าแก้มนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงโต๊ะ จึงเอ่ยถาม “กำลังคิดอะไร?”
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเขา ถามว่า “ท่านมาทำไม?”
ตอนที่ 540: สวยหรือไม่?
หลิงโม่หานเห็นนางสวมแค่ชุดซับใน ตรงคอเสื้อยังหลวมโพรก แววตาจึง.อดวูบไหวเล็กน้อยไม่ได้ “เจ้าบอกไม่ใช่หรือว่าไม่มีข้าอยู่ข้างกายแล้วนอนไม่หลับ?”
เขามานั่งลงข้างโต๊ะ สายตากวาดมองและหยุดลงตรงเนินอกนั้นโดยไม่รู้ตัว “ดังนั้นข้าจึงเข้ามา”
เห็นดวงตาเขามองคอเสื้อเธอตลอด เฟิ่งจิ่วก้มหน้ามอง เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จไม่ได้รัดหน้าอก เสื้อซับในหลวมเล็กน้อย ตรงคอเสื้อจึงเห็นเนินอกวับๆแวมๆ อันที่จริงก็เห็นเพียงผิวขาวราวหิมะ ซ้ำยังมองไม่เห็นอย่างอื่นจริงๆ
แต่ดวงตาของชายคนนั้น ตั้งแต่เข้ามาสักพักหนึ่งก็มองตรงคอเสื้อเธอถึงสองรอบแล้ว หรือว่าผู้ชายเป็นเช่นนี้กันหมด? เห็นภาพเนินอกงดงามก็จะลอบมองโดยไม่รู้ตัว?
“สวยหรือไม่?” มุมปากเธอโค้งขึ้นเล็กน้อย เอ่ยถามอย่างยิ้มแย้ม
“อะแฮ่ม” หลิงโม่หานกระแอมไอ ละสายตาออกไปอย่างขัดเขิน มีความกระอักกระอ่วนที่แอบมองแล้วถูกจับได้คาตา
“เช่นนี้เล่า?” เธอดึงๆเสื้อซับในตัวหลวม เผยให้เห็นหัวไหล่กลมมนขาวเนียนเกลี้ยงเกลา ไม่ทันไรก็ขยิบตาให้เขาอีก
หลิงโม่หานที่เดิมทีละสายตาไปอย่างเก้อกระดาก ยามนี้มองไปทางนางอีกตามสัญชาตญาณ สายตาหยุดลงบนหัวไหล่น่าเย้ายวน แววตาลึกซึ้งและมีความเร่าร้อน ถามด้วยเสียงแหบพร่าว่า “นี่เจ้ากำลังยั่วยวนข้ารึ?”
“หึ! ไม่ได้เรื่อง”
เฟิ่งจิ่วหลุดหัวเราะพลางชำเลืองมองเขาอย่างขบขัน ดึงชุดซับในให้เรียบร้อย “คุมตัวเองได้แค่นี้ยังกล้าวิ่งมาห้องข้ากลางค่ำกลางคืนอีก?”
เขาสงบจิตสงบใจลงเมื่อได้ยิน ชายตามองนาง “ตั้งแต่พบเจ้าข้าก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ดังนั้นเจ้าอย่าพยายามยั่วยวนข้าจะดีที่สุด มิเช่นนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจะโทษข้าไม่ได้”
“จัดการคนพวกนั้นแล้วหรือ?” นางมองเขาพลางรินน้ำให้
หลิงโม่หานรับน้ำไปจิบเพื่อระงับไฟในใจ “อืม จัดการหมดแล้ว” ท่าทางเขาสงบนิ่งนัก น้ำเสียงกระทั่งว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ชัดเจนว่าเรื่องเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก และคุ้นเคยจนกลายเป็นเรื่องปกตินานแล้ว
“คืนนี้เป็นวันที่สิบห้า เหมือนจะชอบเลือกลงมือคืนที่สิบห้า” มือหนึ่งของเธอเท้าแก้ม มองเขาพลางถาม “ยาท่านยังเหลืออีกเท่าไร กินแล้วคงไม่มีปฏิกิริยาอะไรกระมัง?”
“แม้เป็นยาทิพย์ธาตุไฟที่ล้ำค่าก็ยังระงับไอเหมันต์พันปีในร่างข้าไม่ได้ เจ้าคงใช้เลือดหงส์ไฟในตำนานสินะ!” ชัดเจนว่าเป็นคำถาม แต่ความหมายในคำพูดกลับมั่นใจยิ่งนัก
“อืม ฉลาดมาก” เธอแย้มยิ้ม แววตาพลันเปลี่ยน น้ำเสียงมีความภูมิใจเล็กน้อย “เพราะอย่างนั้น เรื่องที่ข้าขโมยโสมพันปีและยังมีเรื่องที่โกงเงินท่าน เทียบแล้วถือว่ามากพอกัน ต้องรู้ไว้ว่ายาของข้าขอไม่ได้ง่ายๆ”
ได้ยินคำพูดนี้ หลิงโม่หานหลุดยิ้มโดยพลัน บอกว่า “ทีหลังเจ้าต้องการสิ่งใดก็เอ่ยปากบอกข้าตรงๆเถอะ”
“บอกแล้วท่านจะให้หรือ?” เธอขบคิดในใจ ถามพลางหยีตายิ้ม
“ใช่ ของของข้าจะเป็นของเจ้าทั้งหมด” กล่าวจบ เขามองนางอย่างลึกซึ้ง “แม้แต่ข้าก็ยังเป็นของเจ้า”
“เหอะๆ ไม่ต้องหรอกท่าน!”
เธอยิ้มอย่างกระดาก แม้หื่นกามแต่ก็ไม่มีความกล้าจะกระโจนหาเขา แค่นึกภาพว่าเขาถูกเธอกดไว้บนร่าง เอ่อ ภาพเช่นนั้น.งดงามยิ่ง ไม่มีทางจินตนาการได้…
หลังจากดื่มน้ำ หลิงโม่หานวางแก้วในมือลง แววตาลึกล้ำหยุดลงบนร่างนางแล้วลุกยืนขึ้นทันใด ยื่นมือออกไปอุ้มร่างนางขึ้นมา เฟิ่งจิ่วตกใจจนร้องเบาๆ “ท่านทำอะไร? ดึกดื่นมืดค่ำ รีบวางข้าลง”
จบตอน
Comments
Post a Comment