ตอนที่ 541: ม้วนเช่นนี้จะนอนอย่างไร
“ดึกดื่นมืดค่ำ ควรนอนได้แล้ว”
หลิงโม่หานอุ้มนางพลางสาวก้าวเดินไปห้องด้านใน ไม่สนใจว่านางจะดิ้นร้องเสียงเบา จนกระทั่งมาถึงข้างเตียงถึงจะวางนางลงด้านบน จากนั้นค่อยแก้เสื้อคลุมตัวนอก ดึงเคราหนาบนหน้าออก พลางมองสาวน้อยที่กำลังกอดผ้าห่มก+ถลึงมองเขา “เจ้านอนฝั่งใน ข้านอนฝั่งนอก”
“นะ นะ นี่ท่านจะนอนที่นี่หรือ?”
เธอเบิกตากว้าง ผู้ชายคนนี้พูดเองว่าตั้งแต่พบเธอก็ควบคุมตัวเองไม่ได้แม้แต่น้อย นึกไม่ถึงว่ายังกล้าวิ่งมาเบียดบนเตียงเดียวกันกับเธออีก? นี่มันจังหวะฟืนแห้งไฟแรงแค่แตะก็ปะทุแล้ว!
“ใช่” เขาพยักหน้า นัยน์ตาฉายยิ้มวาบผ่าน
“ไม่ได้!” เธอปฏิเสธโดยไม่แม้แต่จะคิด ครอบครองอาณาเขตของตนเองราวกับเสือน้อย “ท่านกลับไปห้องข้างๆเลย!”
“เพื่อรับประกันความปลอดภัยเจ้า ตลอดทางต่อจากนี้ข้าจะพักห้องเดียวกับเจ้า นอนร่วมเตียงเดียวกัน ปฏิเสธไปก็เปล่าประโยชน์ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว” เขาถอดเสื้อนอกและยังแก้เชือกชุดซับใน เฟิ่งจิ่วที่ครอบครองทั้งเตียงไว้เห็นแล้วดวงตาเบิกโต สีหน้าตกตะลึง
“ยะ ยะ อย่าบอกข้านะว่าปกติท่านไม่สวมเสื้อผ้านอน?” พูดออกไปแล้วเธอก็กลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว สองตาฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมา
เห็นก่อนหน้านี้นางยังปฏิเสธ ถลึงตาจ้องเขาอย่างเกรี้ยวกราด เวลานี้กลับกลืนน้ำลายลงคอ สองตายิ่งฉายแววเจ้าเล่ห์จ้องมองเขาถอดเสื้อตรงๆ หลิงโม่หานจึงชายตามองอย่างอดไม่ได้ มุมปากยกขึ้นน้อยๆอย่างที่ไม่อาจสังเกต “หากเจ้ามีความคิดเช่นนั้น ข้ายินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมด้วย”
“เฮ้อ! ท่านทำเช่นนี้ข้าคงขายไม่ออก” ตอนเห็นเขาถอดรองเท้านั่งลงข้างเตียง เธอทอดถอนใจขึ้นมาอย่างจนใจ
“ไม่เป็นไร เพราะสุดท้ายเจ้าจะแต่งกับข้าเท่านั้น” คำพูดเขาเอาแต่ใจ ยิ้มหัวอยู่บ้าง ไม่ได้นอนลงทันทีแต่หยิบผ้าห่มมาห่อนางเป็นก้อน จากนั้นค่อยนอนลงฝั่งด้านนอกและโอบนางไว้ในอ้อมกอดทันที
เขาไม่สนใจสาวน้อยที่เบิกตาด้วยสีหน้าตะลึง เพียงลูบศีรษะนางเบาๆ “เด็กดี นอนเสียเถอะ!”
“ท่านห่อข้าเช่นนี้จะนอนได้อย่างไร?” เธอถลึงตา เห็นแขนขาตัวเองล้วนถูกห่อไว้ในผ้าห่ม ทั้งร่างเผยให้เห็นเพียงศีรษะ สีหน้าจึงหมดคำพูดทันใด
เช่นนี้จะนอนได้หรือ เช่นนี้นางจะหลับลงหรือ ม้วนเธอเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน?
“หลับตาก็นอนได้แล้ว” เขาโอบกอดสาวน้อยในผ้าห่ม คิดว่าทำเช่นนี้ตนจะไม่คิดฟุ้งซ่าน
“ท่าน…” เฟิ่งจิ่วถลึงตามอง เพิ่งเอ่ยก็ถูกจี้จุดชีพจรไว้ หลับสนิทไปทันที
“เช่นนี้ก็หลับได้แล้ว นอนเถอะ! รอข้าควบคุมตัวเองได้ดีขึ้นอีกหน่อย เจ้าจะไม่ต้องโดนห่อเช่นนี้” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงขบขัน คิดว่าคุ้นชินกับการมีนางนอนข้างกายเสียก่อนสักสองสามวัน ถึงเวลานั้นถึงนอนโอบนางไว้ในอ้อมกอดตรงๆ คงจะไม่คิดฟุ้งซ่านแล้ว
ค่ำคืนเคลื่อนคล้อย หลิงโม่หานบนเตียงกอดสาวน้อยที่นอนหลับและโดนห่อด้วยผ้าห่มหลับไปด้วยความอิ่มเอม เพราะความสุขและสำราญในใจ แม้จะหลับไป มุมปากก็ยังยกโค้งบางๆ…
ฮุยหลางกับอิ่งอีที่เฝ้าด้านนอกมองหน้ากัน ต่างถอนหายใจเบาๆ สุดท้ายนายท่านก็ใช้อำนาจอย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้ พวกเขาสองคนเฝ้าอยู่ข้างนอกตั้งนาน ยังกลัวจริงๆว่าเจ้านายจะถูกภูตหมอไล่ออกมา!
แต่ตอนนี้ไม่ได้ยินเสียงข้างใน คงจะพักผ่อนกันหมดแล้ว อืม พักผ่อนเรียบร้อย วันคืนค่อยๆยาวนานขึ้น ทั้งหมดก็เป็นไปตามเหตุและผลแล้ว
ตอนที่ 542: อวี๋เหล่ามาเยี่ยมเยือน
เช้าตรู่วันต่อมา ไม่ว่าบนถนนใหญ่หรือภายในโรงเตี๊ยม ทุกอย่างเหมือนจะเป็นปกติ ในความเงียบสงบมีความคึกครื้น การต่อสู้บนถนนเมื่อคืนคล้ายเป็นเพียงภาพหลอน ไม่มีศพ ไม่มีเลือด
พ่อค้าหาบเร่เริ่มจัดแผงอีกครั้ง พร้อมตะโกนขายของ เริ่มทำงานในวันใหม่
ภายในเวลาประมาณชั่วยามหนึ่ง อวี๋เหล่าจากสมาคมนักปรุงยาและหัวหน้าสมาคมมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งนี้ พวกเขาสอบถามเล็กน้อย ได้รู้ว่าเฟิ่งจิ่วพักอยู่โรงเตี๊ยมพรห้าประการ ดังนั้นวันนี้จึงเข้ามาแต่เช้าตรู่
เมื่อวานตอนออกจากการสอบประเมิน ผู้อาวุโสสูงสุดก็เรียกเขาไป แม้แต่หัวหน้าที่เก็บตัวปรุงยายังตกใจ ทั้งสามปรึกษาหารือกัน ยิ่งคิดว่าไม่อาจปล่อยนักปรุงยามากพรสวรรค์ที่อนาคตยาวไกลเช่นนี้หลุดลอยไปได้
ยากนักที่เขาจะมาสอบประเมินเหรียญตราถึงสมาคมนักปรุงยา สอบคราวนี้เป็นระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ ระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์อายุสิบหก หากผ่านไปอีกสองสามปีจะต้องยิ่งโดดเด่นแน่ ถ้าพวกเขาปล่อยผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้ไป เกรงว่าวันหลังจะต้องเสียใจมากแน่นอน
ด้วยเหตุนี้หลังจากหารือกัน อวี๋เหล่ากับหัวหน้าสมาคมจึงมาเยือนด้วยตัวเอง คิดว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพูดโน้มน้าวเฟิ่งจิ่วให้มาเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมนักปรุงยาให้ได้ พวกเขาเข้าใจแจ่มแจ้งนัก ใช้เวลาอีกไม่กี่ปี ความสำเร็จของเด็กหนุ่มจะยิ่งใหญ่กว่าเดิม ถึงเวลานั้นหากพวกเขาอยากผูกไมตรีกับคนผู้นี้จะยิ่งทำไม่ได้
“คุณชายทั้งสอง ทะ ท่านหัวหน้าสมาคมนักปรุงยามาหาคุณชายชุดแดงท่านนั้นขอรับ”
เถ้าแก่นำทางขึ้นมาด้วยตัวเอง หัวใจเต้นรัวโครมคราม เขาเปิดโรงเตี๊ยมมาตั้งหลายปีเพียงนี้ยังเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก หัวหน้าตลาดมืดมาเยี่ยมเยือนเอง แม้แต่หัวหน้าสมาคมนักปรุงยากับนักปรุงยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์แซ่อวี๋ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังยังมาพบคุณชายชุดแดงถึงโรงเตี๊ยมพวกเขา
ความจริงทุกปีล้วนมีเรื่องแปลก ปีนี้ยิ่งมีมากเป็นพิเศษ หัวใจเขารู้สึกว่าตั้งแต่พวกคุณชายชุดแดงเข้ามาพักก็ต้องเตรียมรับการปะทะตลอด หากยังมีเรื่องเช่นนี้อีกสองสามครั้ง เดาว่าคงได้ล้มป่วยจริงๆแล้ว
ฮุยหลางกับอิ่งอีต่างไม่รู้จักหัวหน้าสมาคมนักปรุงยากับนักปรุงยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์แซ่อวี๋ ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้ยินว่าคนที่มาหาเป็นหัวหน้าสมาคมนักปรุงยา จึงพินิจมองทั้งสองอย่างค่อนข้างแปลกใจ ไม่รู้ว่าเป็นคนไหน
ในขณะที่ฮุยหลางกับอิ่งอีพินิจมองคนทั้งสอง พวกเขาสองคนก็มองประเมินพวกเขา เห็นสองคนแม้แต่งกายเช่นทหารอารักขา แต่กลิ่นอายวรยุทธ์กลับน่าสะพรึงอย่างยิ่ง ในใจเลยแอบเสียขวัญโดยอย่างห้ามไม่อยู่
ใบหน้าอวี๋เหล่าเผยแววยิ้มออกมาอย่างไม่ชัดเจน บอกว่า “ข้าผู้เฒ่าแซ่อวี๋ ท่านนี้คือหัวหน้าสมาคมเรา วันนี้มาหาเสี่ยวจิ่วเพราะมีเรื่องอยากคุยด้วย สองท่านไปบอกต่อแทนทีเถอะ!”
ได้ยินเช่นนี้ ฮุยหลางสวนทันทีว่า “อ้อ ที่แท้ท่านคือ… นักปรุงยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์อวี๋เหล่า!” เดิมเขาจะพูดว่าที่แท้ท่านคือตาเฒ่าอวี๋ที่คุณชายจิ่วเคยพูดไว้! แต่คิดๆแล้ว เมื่อคำพูดมาถึงปากก็เปลี่ยนไป
“เป็นข้าเอง” อวี๋เหล่าไม่รู้ความคิดเขา และไม่รู้ว่าหลังจากกลับมาเฟิ่งจิ่วตีโพยตีพายเพราะพลาดเสียผลประโยชน์ ยามนี้ยังคงเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้ม “ไม่ทราบว่าเสี่ยวจิ่วเขา…”
“คุณชายจิ่ว! เมื่อคืนเหมือนจะนอนค่อนข้างดึกจึงยังไม่ตื่นขอรับ” ฮุยหลางพูด “เช่นนั้นทั้งสองท่านไปนั่งชั้นล่างก่อนเถอะ ข้าจะไปรายงาน…”
ยังเอ่ยไม่ทันจบ ก็เห็นหลิงโม่หานในชุดคลุมสีดำไว้เคราหนาเดินออกมา ชำเลืองมองเหล่าคนนอกห้อง สายตาหยุดลงบนร่างอวี๋เหล่ากับหัวหน้าสมาคม ถามเสียงเข้มว่า “พวกเจ้ามาหานางเรื่องอะไร?”
“ใต้เท้าคือ?”
“เขาคือนายท่านของพวกเรา และเป็น…ของคุณชายจิ่ว…อืม…” ฮุยหลางพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ไม่รู้จะเอ่ยคำด้านหลังอย่างไร
ตอนที่ 543: แอบดีใจ
อาจเพราะเห็นว่ากลิ่นอายทั่วร่างหลิงโม่หานไม่ธรรมดา หัวหน้าสมาคมข้างๆ จึงกล่าวว่า “พวกเรามาหาเขามีเรื่องอยากคุยด้วย แต่ไม่สะดวกจะพูดกับคนนอก รบกวนใต้เท้าช่วยบอกต่อทีเถอะ”
ได้ยินเช่นนี้ หลิงโม่หานเหลือบมองพวกเขาแวบหนึ่ง ก่อนสาวก้าวเดินเข้าห้องปีกข้างกัน พร้อมบอกเหลิ่งซวงข้างๆโดยไม่หันกลับไป “เข้าไปบอกนายท่านเจ้าที”
เหลิ่งซวงพยักหน้าแล้วเข้าห้องปีกไป ยามมาถึงห้องด้านใน เห็นนายท่านโดนม้วนเป็นก้อนเผยให้เห็นเพียงศีรษะ ดวงตานางก็วาววับ เข้าไปเรียกอย่างค่อนข้างแปลกใจ “นายท่าน?”
“อืม…” เฟิ่งจิ่วขานรับอย่างเกียจคร้านและไม่ลืมตา
“หัวหน้าสมาคมนักปรุงยากับอวี๋เหล่ามาเจ้าค่ะ”
กล่าวไปตามนั้น ก็เห็นนายท่านที่เดิมยังมีสีหน้าง่วงงุนกระเด้งขึ้นมาจากเตียงพลางลืมตามองนาง ทำให้นางสะดุ้งตกใจเสียดื้อๆ
“เจ้าบอกว่าตาเฒ่าอวี๋มา?”
“เจ้าค่ะ หัวหน้าพวกเขาก็มาด้วย บอกว่ามีเรื่องจะคุยกับนายท่าน”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วกลอกตาขบคิด จากนั้นค่อยยิ้มขึ้นมา พลางบอกว่า “รีบช่วยข้าดึงผ้าห่มออก นึกไม่ถึงว่าเจ้าหมอนั่นจะม้วนข้าจนเป็นเช่นนี้ ทำเอาข้านอนไม่หลับทั้งคืนเลย”
ในดวงตาเหลิ่งซวงฉายรอยยิ้ม ช่วยเจ้านายดึงผ้าห่มออก ปรนนิบัตินางอาบน้ำสวมเสื้อผ้า จากนั้นคุณชายผู้สูงส่งสง่าผ่าเผยและชั่วร้ายงดงามก็ปรากฏตัว
เฟิ่งจิ่วลงมาจากด้านบน เมื่อเห็นอีกฝ่ายปรากฏตัว อวี๋เหล่ากับหัวหน้าสมาคมที่ชั้นล่างก็ลุกยืน
“เหอะๆ เสี่ยวจิ่ว เจ้าตื่นแล้ว” อวี๋เหล่ามองหนุ่มน้อยที่เดินลงมาพลางหัวเราะ
“อวี๋เหล่า? ท่านมาได้อย่างไรขอรับ?” เฟิ่งจิ่วเอ่ยถาม มาที่เบื้องหน้าของทั้งสอง
อวี๋เหล่ายิ้มๆ บอกว่า “ข้าเหมาห้องปีกไว้ในเหลาสุราด้านหน้าไม่ไกล ไปถึงที่นั่นค่อยคุยกันเป็นอย่างไร?”
“ขอรับ” เธอยิ้มรับ แล้วพาเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาออกไป
บริเวณชั้นสอง หลิงโม่หานเห็นนางตามพวกเขาออกไป ก็ดึงสายตากลับแล้วเรียกฮุยหลางกับอิ่งอีขึ้นมา
หลังจากมาถึงห้องปีกในเหลาสุรา อวี๋เหล่าช่วยทั้งสองแนะนำตัวเสียก่อน จากนั้นถึงเอ่ยปากบอก “ดังนั้นหลังจากหัวหน้ารู้เรื่องก็บอกว่าจะมาเยี่ยมเจ้าด้วยตัวเองสักหน่อย อยากลองโน้มน้าวเจ้าอีกครั้งว่าจะรับตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ที่สมาคมเราได้หรือไม่”
“ถูกต้อง คุณชายจิ่ว ข้าปรับสิทธิพิเศษให้สูงขึ้นได้อีก ท่านจะได้รับของบรรณาการและผลประโยชน์เป็นสองเท่า ซ้ำยังจะรายงานให้สมาคมระดับหนึ่งกับระดับสองทราบ เป็นเช่นนี้ไม่ว่าแคว้นใด ขอเพียงท่านไปที่นั่นก็รับสิทธิประโยชน์สูงสุดของผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ได้ เพียงแต่ข้อนี้ หากในอนาคตทางสมาคมมีเรื่องอะไรที่จำเป็นต้องให้ช่วย ก็ขอคุณชายโปรดช่วยเหลือด้วย”
หัวหน้าสมาคมกลัวว่าเขาจะไม่สนใจผลประโยชน์เดิม ด้วยเหตุนี้จึงบอกว่าจะปรับผลประโยชน์ขึ้นอีก รวมถึงลงบันทึกเข้าสมาคมระดับหนึ่งและสอง หวังเพียงว่าเด็กหนุ่มจะตอบรับค่าตอบแทนดีๆเช่นนี้
“เช่นนี้เอง…”
เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้ว สีหน้าลังเล แต่ในใจกลับดีอกดีใจเป็นล้นพ้น เมื่อวานยังบอกว่าตาเฒ่าอวี๋พูดครึ่งๆกลางๆ ทำให้เธอเสียโอกาสดีไป นึกไม่ถึงว่าวันนี้พวกเขาจะมาหาถึงหน้าประตู
อืม โอกาสเช่นนี้แน่นอนว่าไม่เลวเลย หากเธอปฏิเสธอีกก็ผิดธรรมชาติแล้วจริงๆ
ตาเฒ่าอวี๋กับหัวหน้าสมาคมมองหน้ากัน หัวใจนึกหวั่นๆขึ้นมา เกิดกลัวว่าเขาจะปฏิเสธอีก ดังนั้นจึงบอกว่า “เสี่ยวจิ่ว เจ้าคิดว่าอย่างไร? หากมีตรงไหนไม่พอใจ เจ้าเสนอมาได้”
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วยิ้มน้อยๆ “ยากนักที่ท่านหัวหน้ากับอวี๋เหล่าจะมีน้ำใจเพียงนี้ หากข้ายังปฏิเสธอีกก็ไม่รู้กาลเทศะเกินไปหน่อย”
ตอนที่ 544: ผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์
ได้ยินดังนี้ ในใจทั้งสองคนต่างเป็นสุข หลังจากมองหน้ากันก็หัวเราะขึ้นมา “ดีๆๆ! เช่นนั้นพวกเราก็ตกลงกันตามนี้”
หัวหน้าสมาคมล้วงเอาป้ายหยกแทนตัวผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ออกมาทันที “ข้าเอามากระทั่งป้ายหยกผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ พอดีเลย พวกเราจัดการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว ค่อยมาฉลองกันเสียหน่อย”
เฟิ่งจิ่วได้ฟังแล้วหลุดยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ กลัวว่าเธอจะหนีหรือไร?
พวกเขาจัดการขั้นตอนทั้งหมดเรียบร้อย เหล้าอาหารต่างยกมาครบ เพราะตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนขึ้น อืม ว่าตามความจริงก็แค่มีความเกี่ยวโยงกันเช่นนั้น ในเมื่อยืนในเส้นทางเดียวกันแล้ว เป็นปกติที่จะแตกต่างจากก่อนหน้านี้
กินอาหารกันจนเกือบถึงเที่ยง ตอนพวกเขาเดินออกจากเหลาสุรา อวี๋เหล่าบอกจะส่งเฟิ่งจิ่วกลับแต่ก็ถูกปฏิเสธ
“ไม่ต้องหรอก อยู่ใกล้ๆข้างหน้านี้เอง พวกท่านกลับไปเถอะ ไม่ต้องไปส่ง” เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ พลางบอกกับทั้งสอง
“เช่นนั้นก็ดี อีกหน่อยคงมีโอกาสพบกันอีกแน่นอน” สองคนพูดจบถึงจะประสานมือบอกลา มุ่งหน้าไปยังสมาคมอย่างเต็มไปด้วยความสุข
รอจนพวกเขาเดินไปไกล เฟิ่งจิ่วโยนๆป้ายหยกในมือ เอ่ยอย่างยิ้มแย้มว่า “สิ่งที่ควรเป็นของเจ้าก็จะเป็นของเจ้า หนีไม่พ้นหรอก”
เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาที่ยืนอยู่ด้านหลังนางมองหน้ากัน ต่างเผยรอยยิ้มออกมา สำหรับพวกเขาแค่นายท่านมีความสุขก็พอแล้ว
เฟิ่งจิ่วเห็นถนนใหญ่มีคนสัญจรไปมาคึกครื้น แววตาวูบไหวเล็กน้อย ภาพเมื่อคืนเหมือนไม่เคยมีอยู่ ซ้ำยังกลับคืนเป็นปกติ มีฝีมือและวิธีจัดการเช่นนี้ เห็นทีภูมิหลังหลิงโม่หานจะไม่ธรรมดาจริงๆ
เป็นตระกูลชั้นสูงจากแคว้นระดับสาม? หรือเป็นเชื้อพระวงศ์? เดาว่าตัวตนเขาคงสูงส่งห่างไกลกว่านี้อีก!
ครั้นมาถึงโรงเตี๊ยมกลับไม่เห็นหลิงโม่หานอย่างเกินคาด มีเพียงฮุยหลางเฝ้าอยู่ในโรงเตี๊ยมรอพวกเขา แม้แต่อิ่งอ็ยังไม่เห็น
“นายท่านเจ้าล่ะ? ออกไปแล้วหรือ?” เธอแปลกใจอยู่บ้าง นึกไม่ถึงว่าเจ้าหมอนั่นจะออกไปข้างนอก
“นายท่านออกไปทำธุระนิดหน่อย อาจจะกลับมาเย็นๆ บอกว่าคุณชายจิ่วไม่ต้องรอ ควรกินก็กิน ควรดื่มก็ดื่ม” ฮุยหลางฉีกยิ้มกว้าง พลางส่งต่อคำพูดของนายท่านตัวเอง
“หึ ใครจะรอกัน” เธอเดินไปชั้นบน มาถึงชั้นบนแล้วถึงกวักมือเรียกฮุยหลาง
ฮุยหลางประหลาดใจ แต่ยังคงเดินตามเข้าห้องไป “คุณชายจิ่ว มีเรื่องอะไรหรือ?”
“เจ้าดูสิ” เธอโยนๆป้ายหยกอย่างเริงร่า แย้มยิ้มเจ้าเล่ห์ “ตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์มาส่งถึงที่ หนำซ้ำผลประโยชน์ยิ่งมากขึ้น กำไรชัดๆเลยใช่ไหม?”
“แหะๆ นายท่านข้ารู้แต่แรกแล้ว เขาบอกว่าคุณชายจิ่วจะไม่กลับมามือเปล่าแน่นอน”
ได้ยินเช่นนี้ เธอเบื่อหน่ายทันที “นายเจ้าเป็นเทพ แค่หยักนิ้วทำนายก็รู้เรื่องแล้ว เดิมทีข้าคิดจะรอเขากลับมาและทำให้ประหลาดใจเสียหน่อย!” เธอพลางโบกๆมือ “เจ้าออกไปเถอะ ข้าจะฝึกบำเพ็ญสักพัก อย่าให้ใครรบกวนข้า”
“ขอรับ” ตอนนี้ฮุยหลางเชื่อฟังและทำตามคำพูดนาง เพราะนายท่านมีคำสั่งมา นางจะเป็นผู้หญิงของเขาและเป็นนายหญิงพวกเขา จึงย่อมไม่เคารพไม่ได้เป็นธรรมดา
รอหลังจากปิดประตูห้องลง เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองอสูรกลืนเมฆาที่นอนอยู่ตรงมุมห้องปีก ก่อนจะแวบร่างเข้าห้วงมิติ
คอยถึงตอนเย็น หลิงโม่หานกลับมาแล้ว หลังจากรู้เรื่องที่นางกลายเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ก็เพียงยิ้มๆ เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว สมาคมนักปรุงยาคงไม่ปล่อยโอกาสรั้งตัวดีๆเช่นนี้ไป
ตอนกลางคืน เฟิ่งจิ่วปิดประตูหน้าต่างไว้เสียเนิ่นๆ เพื่อป้องกันเขา หลิงโม่หานจึงทำได้เพียงกลับไปนอนห้องข้างๆ
ผ่านไปสองวัน หัวหน้าตลาดมืดมาเยี่ยมอีกครั้ง พร้อมมีข้อมูลเรื่องซู่ซีมาด้วย…
ตอนที่ 545: ท่านน้าซู่ซี
“คุณชายจิ่ว ข่าวที่ท่านสั่งให้ไปตรวจสอบถูกส่งมาวันนี้แล้ว พอข้ารู้ข่าวก็มาหาท่านทันที” หัวหน้าเคอแห่งตลาดมืดพูดยิ้มๆ ขณะก้าวเดินเข้าห้องปีกของเฟิ่งจิ่ว
“อ้อ ไวเพียงนี้เชียว?” เธอแปลกใจนิดหน่อยกับความเร็วในการหาข้อมูล เวลาเพิ่งผ่านไปสองสามวัน นึกไม่ถึงว่าจะหามาได้แล้ว? ความสามารถในการจัดการไม่เลวเลยจริงๆ!
“เหอะๆ ช่วยคุณชายจิ่วทำธุระ ย่อมประวิงเวลาไม่ได้อยู่แล้ว” หัวหน้าเคอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เห็นในห้องล้วนเป็นคนของพวกเขาเองจึงบอกทันที “จะว่าไปหญิงที่ชื่อซู่ซีก็เป็นคนเก่งกาจ มิเช่นนั้นคงไม่หาตัวเจอเร็วเช่นนี้”
“ข้าได้ยินที่คุณชายจิ่วบอก จึงไปตรวจสอบทางด้านตระกูลใหญ่ ตรวจสอบไปก็เจอจริงๆ ซู่ซีในภาพนั้นแซ่หลิน เป็นเชื้อสายตระกูลหลินในเมืองซานเจียง แคว้นมหาสันติ หนุ่มสาวตระกูลหลินล้วนให้เกียรติเรียกนางว่าท่านน้าซู่ซี พี่ชายนางคือผู้นำตระกูลหลิน เป็นผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณ หลินซู่ซีอายุหกสิบกว่าแล้ว แต่ข้าตรวจสอบรู้มาว่านางกินยาคงรูปลักษณ์มาหลายปี รูปโฉมจึงคงอยู่ที่อายุยี่สิบตลอดมา”
เอ่ยถึงตรงนี้ หัวหน้าเคอยิ้มขึ้นมาทันควัน ใบหน้าเผยความยินดี “เพราะตรวจสอบลึกลงไป จึงรู้ความลับบางอย่างด้วย ที่แท้หลายสิบปีก่อนนางหลงรักเฟิ่งซานหยวนน้องชายร่วมสาบานของพี่ชายนาง จะว่าไปเฟิ่งซานหยวนคนนี้มาจากแคว้นเล็กระดับเก้า ไม่นึกว่าจะทำให้ซู่ซีท่านนี้หลงรักตั้งแต่แรกเห็นและไม่ยอมแต่งงาน คิดว่าคงมีส่วนที่โดดเด่นไม่ธรรมดาเป็นแน่”
หัวหน้าเคอที่กำลังพูดไม่ได้สังเกตเห็นอาการแปลกใจของเฟิ่งจิ่ว เล่าต่อว่า “แต่น่าเสียดาย ตอนนั้นเฟิ่งซานหยวนแต่งงานแล้ว ว่ากันว่าตอนนั้นพ่อกับพวกพี่น้องของนางล้วนตัดสินใจให้เฟิ่งซานหยวนรับนางเป็นภรรยารอง แต่ภายหลังคุณหนูตระกูลหลินท่านนี้ปฏิเสธเสียเอง ว่ากันว่าเป็นเพราะ…”
เฟิ่งจิ่วฟังหัวหน้าเคอบอกข้อมูลที่ตรวจสอบมาอย่างละเอียด บางข้อมูลที่คนนอกไม่รู้ ภายใต้การสืบหาอย่างตั้งใจของตลาดมืดก็ยังรู้ได้ละเอียดนัก ยิ่งฟังดวงตายิ่งเป็นประกาย และชื่นชมน้าซู่ซีที่ยังไม่เคยพบหน้ากันท่านนี้อย่างยิ่ง
เธอคิดว่าคนที่ลักพาตัวท่านปู่ไปไม่ใช่ศัตรู มิเช่นนั้นคงไม่ได้ไม่ทำร้ายคนตระกูลเฟิ่งสักคน ยิ่งไปกว่านั้นยังเผยเบาะแสมากมาย ต้องเป็นคนที่รู้จักท่านปู่แน่ แต่อย่างไรก็นึกไม่ถึงว่าท่านปู่ที่เหมือนเฒ่าทารกจะมีความหลังรักๆใคร่ๆเช่นนี้ด้วย
ได้ยินข้อมูลที่หัวหน้าเคอบอก ในที่สุดเธอก็รู้ว่าทำไมเขาถึงบอกว่าท่านน้าซู่ซีคนนี้เป็นคนเก่งกาจ ผู้หญิงคนหนึ่งหลงรักชายที่มีภรรยาแล้ว ซ้ำยังมีตระกูลและกลุ่มอำนาจเช่นนั้น ขอแค่นางมีใจคิดร้ายขึ้นมา ก็ไม่ต้องรอเวลาถึงหลายปีเพียงนี้เลย
แต่นางไม่ทำ กลับเลือกที่จะไม่ทำลายครอบครัวของคนที่ตนรัก ปกป้องและเฝ้ารอเงียบๆมาหลายสิบปี
ความรักของนางไม่ใช่การครอบครอง แต่เป็นการปกป้อง ความรักเช่นนี้น่าซาบซึ้งใจนัก
“ตามข่าวที่สืบมาช่วงนี้ บอกว่าในตระกูลหลินคล้ายจะมีผู้เฒ่าที่ห้อยน้ำเต้าเหล้าไว้ตรงเอว ว่ากันว่าซู่ซีท่านนี้ส่งคนไปจับตัวมาหลังออกจากการเก็บตัวฝึกบำเพ็ญ การกระทำเช่นนี้หาญกล้าจริงๆ แต่ชายหนุ่มรูปงามเมื่อหลายสิบปีก่อนยามนี้กลายเป็นตาเฒ่า เกรงว่าสองคนนี้คงเดินไปด้วยกันยากแล้ว”
พูดถึงตรงนี้ หัวหน้าเคอส่ายหัวถอนหายใจ ด้วยเป็นผู้ชายเหมือนกันเขาย่อมเข้าใจดี หากรักใครคนหนึ่งจริง คงไม่มีทางรับตนเองได้แล้วสู้หน้าคนรักที่ยังเป็นสาวอายุยี่สิบด้วยรูปลักษณ์แก่ชราแน่ เพราะแบบนั้นมันโหดร้ายเกินไป แม้คนรักไม่สนใจ แต่ตัวเองในฐานะที่เป็นผู้ชายไม่อาจทำเป็นไม่สนใจได้
ตอนที่ 546: ไม่ใช่การข่มขู่แน่นอน
เฟิ่งจิ่วที่ฟังถึงตรงนี้ยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ในที่สุด ยังไม่ต้องพูดอะไร แค่เธอนึกภาพที่ท่านปู่ถูกหญิงรูปโฉมอายุยี่สิบบีบบังคับให้แต่งงาน ทำไมถึงนึกสนุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่เล่า? แม้ไม่เห็นกับตาตัวเอง แต่ภาพเช่นนั้นต้องน่าสนใจมากแน่ๆ
“ขอบคุณท่านหัวหน้าเคอมาก ข้ารู้แล้ว” เธอยิ้มกล่าว สำหรับพวกเขาที่เป็นห่วงท่านปู่มาตลอด เรื่องนี้ถือเป็นข่าวดี
ได้ยินเช่นนี้หัวเคอจึงลุกยืนขึ้นมา ประสานมือบอกว่า “เช่นนั้นข้าคงไม่อยู่นาน คุณชายจิ่ว ขอตัวก่อน หากวันใดพบกันอีก ข้าจะทำหน้าที่เจ้าบ้านให้ดีที่สุด”
เฟิ่งจิ่วลุกขึ้นส่งแขก ขณะเดียวกันก็ยื่นยาขวดหนึ่งให้เขา “นี่คือยาที่ปรุงออกมาในสองวันนี้ ถือเป็นของขวัญขอบคุณเล็กน้อยจากข้า แม้ไม่อาจรักษาแผลเก่าแต่ก็บรรเทาอาการบาดแผลได้”
ได้ยินเช่นนี้ หัวหน้าเคอนั้นแสนยินดี บอกขอบคุณรัวๆแล้วถึงจะจากไป
ภายในห้อง หลิงโม่หานมองนางเดินเข้ามาพลางถาม “จะไปเมื่อไร?”
“แน่นอนว่ายิ่งเร็วยิ่งดี ตอนนี้ข้าอยากพบท่านน้าซู่ซีเสียหน่อย” ดวงตาเธอหรี่ลง เอ่ยด้วยแววตายิ้มแย้ม ผู้หญิงเช่นนั้นหายากจริงๆในโลกนี้ ทำไมท่านปู่ถึงพลาดไปได้?
เห็นสีหน้าท่าทางนาง มุมปากหลิงโม่หานยกขึ้นเล็กน้อย บอกว่า “โลกนี้มีเพียงยาคงรูปลักษณ์ กลับยังไม่มียาน้ำหรือยาเซียนที่ทำให้คนกินแล้วอายุน้อยลง หากท่านปู่เจ้ากับซู่ซีคนนั้นอยากเดินไปด้วยกันก็ยากเย็นจริงดั่งคำพูดคนแซ่เคอนั่น”
หากเป็นคนอื่น ขอเพียงมีความสามารถเช่นนั้น แต่งภรรยาหลวงรับภรรยารองก็ล้วนเลือกผู้ที่งามราวบุปผา แม้เป็นตัวประหลาดเฒ่าระดับกำเนิดวิญญาณอายุหลายร้อยปีก็เลือกหญิงสาวอายุสิบกว่าถึงยี่สิบมาอุ่นเตียงให้ได้ ความแตกต่างด้านเลขอายุไม่ใช่ปัญหาเลย
แต่คนเช่นท่านปู่นางกลับยากยิ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งทำเช่นนั้นเพื่อเขา หากเขายังหนุ่มก็คงดี แต่เขาตอนนี้อายุมากแล้ว จะยอมรับรูปลักษณ์ตัวเองที่แก่ชราและไปปรากฏตัวต่อหน้าคนรักในทุกๆวันได้อย่างไร?
“โลกก็มหัศจรรย์เช่นนี้ ไม่ว่ายาเซียนหรือยาทั่วไปล้วนเปลี่ยนแปลงไม่มีสิ้นสุด แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าโลกนี้จะไม่มียาเซียนที่สามารถทำให้คนกลับมาหนุ่มสาวอีกครั้ง?”
เธอเลิกคิ้วมองเขา กลางหว่างคิ้วเต็มไปด้วยความมั่นใจ “ความลึกลับของศาสตร์ยาเปลี่ยนแปลงไปมาก ขอแค่ศึกษาลงลึก ข้าเชื่อว่าการพัฒนายาเซียนไม่ใช่ปัญหา หนำซ้ำในเมื่อโลกนี้ยังไม่มียาเซียนเช่นนั้นปรากฏ เช่นนั้นหากข้าพัฒนาออกมาได้ นามภูตหมอก็จะโด่งดังไปทั่วหล้า”
เห็นนางทำหน้าได้ใจ ท่าทางมีชีวิตชีวา รอยยิ้มตรงริมฝีปากเขายิ่งกดลึกขึ้นอย่างอดไม่ไหว “อืม คนอื่นข้าไม่รู้ แต่หากคนคนนี้เป็นเจ้า ข้าเชื่อว่าต้องทำได้แน่” กล่าวจบก็ยกน้ำชาขึ้นจิบเบาๆ
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเขา “เล่นไม้นี้ให้น้อยหน่อย คืนนี้ต่างคนต่างนอน หากท่านกล้าบุกรุกห้องข้ากลางดึก หึๆ! จะทำให้ท่านไม่ขันทุกนาทีเสียเลย”
“แค่กๆ!”
น้ำชาที่ยังไม่ทันกลืนถูกสำลักออกมาเพราะคำพูดนาง เขากระแอมเบาๆสองครั้ง วางถ้วยชาลงกวาดมองนางด้วยสีหน้าขุ่นเคืองเล็กน้อย ผู้หญิงคนนี้อยู่ต่อหน้าผู้รับใช้สี่คนไม่ว่าอะไรก็กล้าพูดจริงๆ
ฮุยหลางกับอิ่งอีที่ยืนข้างๆ ก้มหน้าหัวเราะอู้อี้อย่างกลั้นไม่ไหว
เหลิ่งซวงยังคงมีสีหน้าเย็นชา แต่นัยน์ตากลับฉายแววยิ้มหัว มีเพียงเหลิ่งหวาที่ฉีกยิ้มกว้างออกมา ไม่อาจปิดบังรอยยิ้มบนใบหน้า
เฟิ่งจิ่วยักคิ้วไปทางเขา เอ่ยพร้อมหัวเราะเบาๆ “อย่าคิดว่าข้าพูดเล่น ข้าพูดจริง หากท่านอยากลิ้มรสชาติอย่างฮุยหลางตอนแรกก็ลองได้”
ฮุยหลางที่หัวเราะอู้อี้ได้ยิน จู่ๆ รอยยิ้มบนหน้าก็แข็งทื่อ ยิ้มไม่ออกทันที…
ตอนที่ 547: หน้าชราแดงก่ำ
ไม่ขันอะไรกัน นั่นเป็นฝันร้ายสำหรับฮุยหลางแน่นอน เขาไม่อยากนึกถึงประสบการณ์ที่ตอนนั้นโดนภูตหมอฝังเข็ม ซ้ำยังถูกนายท่านส่งไปโรงค้าเด็กหนุ่มอีก หากภูตหมอไม่ได้เพิ่งเอ่ยถึงเรื่องนี้ เขาก็ลืมไปแล้วจริงๆ
“เหลิ่งซวง เหลิ่งหวา เก็บข้าวของที พวกเราเตรียมตัวออกเดินทาง” เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ พลางหมุนตัวเดินออกจากห้อง ลงไปรอพวกเขาชั้นล่าง
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” ทั้งสองขานรับ แล้วเก็บข้าวของบางอย่างในห้อง
หลิงโม่หานลุกยืนขึ้นเดินตามลงไปด้านล่าง อิ่งอีตามอยู่ด้านหลัง ส่วนฮุยหลางกลับไปห้องข้างๆ เก็บพวกสิ่งของที่นำมากลับเข้าห้วงมิติ แล้วถึงจะไปรวมตัวข้างล่าง
อสูรกลืนเมฆาตัวน้อยวิ่งลงไปเอง เหล่าไป๋ด้านหลังถูกจูงออกมา พวกเขาบอกว่าจะไปก็ไป ออกนอกประตูเมืองขึ้นนั่งเรือเหาะตรงไปยังเมืองซานเจียง…
เวลานี้ ณ ตระกูลหลิน
ผู้เฒ่าเฟิ่งยังคงสวมชุดสีเทาไม่สะดุดตา ข้างเอวห้อยน้ำเต้าสุรา ยามนี้เขากำลังเดินเอามือไพล่หลังอยู่ในจวนตระกูลหลิน ฝีเท้าลนลาน หันกลับไปเหลือบมองคนข้างหลังในระยะสามเมตรเป็นครั้งคราว แล้วเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
ทว่าพอฝีเท้าเขาเร็วขึ้น คนข้างหลังก็ยิ่งเร่งฝีเท้าตาม สุดท้ายจึงรักษาระยะห่างสามเมตรไว้โดยไม่โดนทิ้งห่าง
คนในจวนเห็นก็ทำเพียงเม้มริมฝีปากยิ้มและคารวะ จากนั้นต่างคนต่างทำหน้าที่ตัวเอง ภาพเช่นนี้จะปรากฏภายในจวนในช่วงสองสามวันนี้ คนที่เดินด้านหน้าคือผู้เฒ่าเฟิ่ง คนที่ตามด้านหลังแน่นอนว่าเป็นท่านน้าซู่ซีแห่งจวนตระกูลหลิน
ผู้คนมากมายไม่เข้าใจ ทำไมท่านน้าผู้มีรูปโฉมงดงามถึงหลงรักตาเฒ่าเช่นนี้ได้? แม้จะสงสัย กลับไม่มีใครกล้าถาม และไม่มีใครกล้าไม่เคารพผู้เฒ่าเฟิ่ง เพราะท่านน้าซู่ซีไม่เพียงกล่าวเตือน แม้แต่ผู้นำตระกูลยังออกปากว่านั่นเป็นน้องชายร่วมสาบานของเขา ใครกล้าไม่เคารพ อีกเดี๋ยวจะไล่ออกจากจวน!
เมื่อมาถึงตรงศาลา ผู้เฒ่าเฟิ่งที่จนปัญญาหยุดฝีเท้าลงและหันกลับไปมอง บอกว่า “ซู่ซี เจ้าไม่ต้องตามคนแก่อย่างข้าแล้ว เจ้าปล่อยข้าไปเถอะ! เจ้าว่าเจ้าลักพาตัวข้ามาที่นี่ ไม่ได้เห็นลูกชายก็แล้วไป แต่ขนาดหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนข้าก็ไม่ได้พบ นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“พี่ซานหยวน หากท่านพยักหน้าตกลง ข้าจะไม่ทิ้งท่านไว้ที่นี่ ขอเพียงพยักหน้า ไม่ต้องพูดถึงกลับไปราชวงศ์เฟิ่งหวง แม้แต่หุบเขาลึกป่าใหญ่ข้าจะตามท่านไปด้วยทุกที่” นางกล่าวเสียงเบา มองเขาด้วยแววตาเร่าร้อน
“ซู่ซี ข้าบอกแล้วทำไมเจ้า…เจ้ายังดื้อดึงถึงเพียงนี้? พวกเราสองคนไม่เหมาะสมกันจริงๆ”
ผู้เฒ่าเฟิ่งหมดหนทางจริงๆ พูดอย่างไรนางก็ไม่ฟัง สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงที่สุดคือ ทั้งจวนตระกูลหลินไม่ว่าผู้อาวุโสหรือผู้น้อย แต่ละคนต่างปล่อยนางมา ไม่นึกว่าจะยังนิ่งเฉยอยู่ แล้วเขาจะทำเช่นไรได้?
ซู่ซีมองเขาแววตาเศร้าหมอง นัยน์ตามีความเจ็บปวดที่ยากจะปิดบัง “เมื่อก่อนไม่ได้ ไม่เหมาะสมจริงๆ เพราะท่านแต่งงานแล้ว แต่ตอนนี้ภรรยาท่านเสียไปหลายปี ลูกชายท่านกลายเป็นผู้ครองแคว้น หลานสาวยังเติบใหญ่เพียงนั้น มีอะไรไม่เหมาะสมอีก? ข้ารอท่านมาหลายปีเพียงนี้ หรือท่านอยากให้ข้ารอต่อไปไม่สิ้นสุด?”
“ตะ แต่ปะ ปัญหาไม่ใช่เรื่องพวกนี้…” เผชิญหน้ากับสายตานาง เขายิ่งกระสับกระส่าย แม้แต่พูดจายังเสียงเบาลง
นางเคลื่อนตัวมาตรงหน้าเขาในใพริบตา เรือนร่างหญิงสาวอิ่มเอิบขวางอยู่เบื้องหน้า เข้าใกล้ทีละก้าว “เพราะข้ายังสาวและงดงามเกินไปไม่ใช่หรือ? คนอื่นหวังให้ผู้หญิงของตนสาวและสวยตลอดไปยังหวังไม่ได้! ท่านกลับใช้เรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างผลักไสข้า”
เห็นสัดส่วน.งดงามที่ขวางอยู่ตรงหน้าตนเอง ใบหน้าชราของผู้เฒ่าเฟิ่งแดงก่ำ ถอยห่างไม่ทัน จึงตกใจจนทรุดนั่งลงบนพื้น
ตอนที่ 548: ความจนใจของผู้เฒ่าเฟิ่ง
ซู่ซีเห็นแล้วถลึงตาคู่งาม รีบร้อนโน้มร่างลงประคองเขาขึ้น “ดูท่านสิ กลัวถึงเพียงนั้นเชียว?”
“อย่าๆๆ ข้าลุกเองได้” ผู้เฒ่าเฟิ่งโบกมือรัวๆ ตกใจจนขยับไปด้านหลัง สองตาไม่แม้แต่จะกล้ามองนาง
เห็นดังนั้นซู่ซีก็กัดฟันกรอด ทั้งเขินอายจนโกรธเคืองและเจ็บใจนิดหน่อย มองเขาทั้งเบ้าตาแดงเรื่อ ก่อนจะใช้แขนเสื้อปิดหน้าวิ่งหนีไปโดยเร็ว
“เฮ้อ!”
ผู้เฒ่าเฟิ่งถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ในใจมีความรู้สึกที่ไม่อาจเอ่ย เขายังไม่ลุกขึ้น นั่งอยู่บนพื้นเช่นนั้น สองขาขัดสมาธิ แล้วหยิบน้ำเต้าสุราตรงเอวมาดื่ม ผ่านไปนานถึงจะลุกขึ้นปัดๆชุดคลุมที่เปื้อนฝุ่น เดินเอามือไพล่หลังออกไป
ตรงมุมมืด องครักษ์ลับสองคนแอบตามไป ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากตาม แต่ผู้นำตระกูลสั่งไว้ว่าจะปล่อยเป้าหมายหนีไปไม่ได้
เดินออกประตูใหญ่บ้านตระกูลหลินมาแล้ว ผู้เฒ่าเฟิ่งสูดหายใจเข้าลึกๆ จัดระเบียบชุดคลุมเดินไปทางถนนใหญ่ เขาเป็นแค่ตาเฒ่าคนหนึ่ง สวมชุดคลุมสีเทาไม่สะดุดตา สิ่งเดียวที่พิเศษคือน้ำเต้าสุราตรงเอว เขาเดินคนเดียวบนถนนใหญ่เช่นนี้ไม่ดึงดูดสายตาคนอื่นแน่นอน
เขาหันมองรอบๆด้านนอก เห็นคนสัญจรไปมาบนถนนคึกคัก เขาไม่ได้ไปสถานที่อย่างโรงเหล้าหรือโรงเตี๊ยม แต่หามุมตามใจ แล้วนั่งขัดสมาธิบนถนนพลางดื่มเหล้า ไม่รู้กำลังคิดอะไร
อาจเพราะเขาดูแล้วไม่ต่างอะไรกับขอทานพเนจรแก่ๆ ถึงมีคนโยนเหรียญเงินให้ เสียงเหรียญกระทบดังขัดจังหวะความคิดของผู้เฒ่าเฟิ่ง พอได้สติกลับมาก็เก็บเหรียญเงินบนพื้นขึ้นมาอย่างตกใจเล็กน้อย สีหน้าแปลกใจ
องครักษ์ลับตรงมุมมืดเห็นแล้วมุมปาก.อดกระตุกไม่ได้ เพราะผู้เฒ่าเฟิ่งคนนี้อยู่บ้านตระกูลหลินมาหลายวันแล้ว ผู้นำตระกูลยังเคยสั่งองครักษ์ลับไปสอบถามเรื่องทางราชวงศ์เฟิ่งหวง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงรู้ว่าผู้เฒ่าคนนี้เป็นบิดาของผู้ครองแคว้นราชวงศ์เฟิ่งหวง
แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะไม่วางท่าเลยสักนิด หลังจากเดินเล่นบนถนนใหญ่สองสามรอบก็หามุมนั่งขัดสมาธิดื่มเหล้า ไม่นึกว่ายังมีคนโยนเหรียญเงินให้อีก นี่เห็นเขาเป็นขอทานหรือ?
ครั้นเห็นท้องฟ้าค่อยๆมืดลง เขาก็ไม่มีความคิดจะกลับไป องครักษ์ลับทั้งสองพูดคุยเสียงเบา หนึ่งคนในนั้นมุ่งไปยังจวน
ซู่ซีในชุดกระโปรงงามสง่าตามองครักษ์ลับมา เห็นร่างนั้นนั่งเหม่อลอยตรงมุมถนนอยู่ไกลๆ ไม่รู้กำลังคิดอะไร ท่าทางเซื่องซึมไร้สติ คิ้วขมวดเล็กน้อย ใบหน้ามีความเศร้าหม่นที่ไม่แปรเปลี่ยนไป
นางเห็นเขาเป็นเช่นนี้พลันเจ็บปวดใจ ในใจหดหู่ขึ้นมา เอ่ยถามตัวเองเสียงเบาอย่าง.อดไม่ได้ว่าไม่ควรบังคับเขาเช่นนี้ใช่หรือไม่?
ฝีเท้าที่เดิมทีเตรียมจะเดินเข้าไป เพราะเห็นเขานั่งงงงันอยู่ตรงนั้นจึงก้าวไม่ออก นางยืนมองตรงมุมถนน อยู่เป็นเพื่อนเขาเงียบๆ
องครักษ์ลับสองคนเห็นเช่นนี้ก็มองหน้ากันทันควัน มองตาเฒ่าที่นั่งตรงมุมถนน แล้วมองท่านน้าซู่ซีที่ยืนตรงมุมถนนอีกด้าน ทั้งสองต่างหมดคำจะพูด
จนกระทั่งท้องฟ้ามืดลงแล้ว ผู้เฒ่าเฟิ่งถึงจะลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า มือไพล่หลังพลางเดินไปยังบ้านตระกูลหลิน
มุมถนนอีกด้านหนึ่ง ซู่ซียังไม่ปรากฏตัว เพียงมองอยู่ไกลๆ ตามไปอย่างเงียบเชียบ รอจนเขาผ่านประตูใหญ่เข้าไปภายในเขตเรือน ถึงจะสั่งคนรับใช้ในจวนเตรียมพวกของกินส่งไปให้เขา
ชายอายุสี่สิบกว่าผู้หนึ่งเดินออกมา เมื่อเห็นซู่ซีจึงเผยรอยยิ้มออกมา “ท่านน้า ท่านพ่อตามหาท่าน บอกว่าท่านกลับมาแล้วให้ไปที่ห้องหนังสือหน่อยขอรับ”
ตอนที่ 549: มอมเหล้า
“อืม” ซู่ซีขานรับ เผยรอยยิ้มเสี้ยวหนึ่งให้เขา จากนั้นถึงจะเดินไปด้านใน
ครั้นเห็นนางเดินไปข้างใน เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนเรียกองครักษ์ลับมาถามไถ่สักพัก จึงรู้ว่านางออกไปหาผู้เฒ่าเฟิ่งคนนั้น ทั้งสองกลับกลับมาโดยคนหนึ่งนำหน้าอีกคนตามหลัง
“สั่งห้องครัวทำกับแกล้มเหล้ามาสองอย่าง นอกจากนี้หยิบเหล้าวิญญาณที่ข้าเก็บไว้ออกมาด้วย ข้าจะดื่มกับท่านอาเฟิ่งสักสองสามแก้ว” เขายิ้มๆ ให้สัญญาณทหารอารักขาไปหยิบเหล้าที่เรือนของเขามา
ไม่นานนักทหารอารักขาก็นำเหล้ามาให้ แล้วจึงเขาถือเหล้าเดินไปยังเขตเรือนของผู้เฒ่าเฟิ่ง
ผู้เฒ่าเฟิ่งยามนี้กำลังนั่งดื่มเหล้าตรงลานบ้าน มองแสงจันทร์เหนือหัว คิดว่าเขาถูกพาตัวมาเช่นนี้ ไม่รู้ว่าแม่หนูเฟิ่งจะร้อนใจเพียงใด? แม้ตอนนี้เรื่องทางนั้นจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่คนของพี่ชายร่วมสาบานเขาคงไม่ได้บอกเฟิ่งเซียวกับแม่หนูเฟิ่งว่าเขาอยู่ที่นี่
“เฮ้อ!”
“ท่านอาเฟิ่ง ถอนหายใจทำไม?” ชายวัยกลางคนเดินเข้ามา ยิ้มมองผู้เฒ่าเฟิ่งที่นั่งอยู่ตรงลานบ้าน
“เฉิงจื้อนี่เอง! เจ้ามาได้อย่างไร?” ผู้เฒ่าเฟิ่งเห็นว่าผู้มาใหม่คือบุตรชายคนโตของพี่ชายร่วมสาบาน จึงทำท่าเชื้อเชิญพลางบอก “นั่งสิ”
“ข้าได้ยินคนเฝ้าประตูบอกว่าท่านเพิ่งกลับมา จึงอยากเข้ามาดื่มกับท่านเสียหน่อย ท่านดูสิ ข้ารู้ว่าท่านชื่นชอบเหล้ารสเลิศ แม้แต่เหล้าวิญญาณที่เก็บไว้ยังนำมาด้วยเลย” เขาหัวเราะร่า พลางถือไหเหล้ามานั่งลงตรงโต๊ะ
เมื่อได้ยินว่ามีเหล้ารสเลิศ ผู้เฒ่าเฟิ่งมีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย “เจ้าเก็บไว้หรือ ครั้งก่อนพ่อก็เจ้านำมาให้ข้าไหหนึ่ง จิ๊ๆ เหล้านั้นกลมกล่อมจนตอนนี้ข้านึกถึงยังน้ำลายไหล เหล้าชั้นเลิศที่นี่มีมากมายดังคาด!”
“ของข้าไม่ได้ด้อยไปกว่าของท่านพ่อหรอก ไม่เชื่อท่านลองชิมดู” เขาหยิบแก้วมา รินให้อีกฝ่ายไม่ถึงครึ่งแก้ว
ผู้เฒ่าเฟิ่งเห็นว่ามีเพียงไม่ถึงครึ่งแก้วจึงหรี่ตา “เจ้าหนูนี่ขี้เหนียวกว่าบิดาเสียอีก น้อยเพียงนี้จะชิมรู้รสได้อย่างไร?”
ได้ยินคำพูดนี้ หลินเฉิงจื้อส่ายหน้าหลุดยิ้มทันควัน “เหอะๆ ท่านอาเฟิ่ง ท่านยังไม่ได้กินอะไรเลยกระมัง? ท้องว่างดื่มเหล้าไม่ดี ชิมเพียงน้อยๆก่อน ข้าสั่งคนเตรียมกับแกล้มเหล้าสองสามอย่าง ประเดี๋ยวจะยกเข้ามาแล้ว”
ขณะกำลังพูด ก็เห็นสาวใช้สองสามคนยกอะไรบางอย่างเข้ามา กลับไม่ใช่กับแกล้มเหล้าที่เขาสั่ง แต่เป็นอาหารเย็นที่ซู่ซีสั่งห้องครัวเตรียมมาให้
“ท่านน้าสั่งห้องครัวเตรียมมาให้เจ้าค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งบอก แล้วถอยออกไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ภายในจวนตระกูลหลิน ทุกคนต่างเรียกซู่ซีว่าท่านน้า
“เหอะๆ ท่านอาเฟิ่ง ท่านกินก่อนเถอะ อย่ากินอิ่มเกินไปเล่า มิอย่างนั้นเดี๋ยวจะดื่มได้ไม่เท่าไร” เขายิ้มๆ ตบไหเหล้าพลางบอก “เหล้าไหนี้ข้าหยิบมาแล้ว ไม่คิดจะนำกลับไป”
“ฮ่าๆๆ ดี! เจ้ารอไปก่อน คืนนี้ข้าจะดื่มกับเจ้าไม่เมาไม่เลิก!” ผู้เฒ่าเฟิ่งหัวเราะเสียงดัง กินอาหารก่อนเสียหน่อย เห็นกับแกล้มเหล้ายกมาจึงค่อยยกอาหารเย็นพวกนั้นออกไป และเริ่มดื่มเหล้ากับหลินเฉิงจื้อ
ช่วงนี้ผู้เฒ่าห่างบ้าน ในใจจึงมีความกังวล อีกทั้งยังติดพันกับซู่ซีอยู่ที่จวนตระกูลหลินนี้ ความสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดและยุ่งวุ่นวายทำให้เขาทุกข์ใจไม่สิ้นสุด คืนนี้ดื่มเหล้าจึงปล่อยใจให้สบาย จากแก้วเล็กแรกสุดจนแก้วสุดท้าย ทั้งสองคนดื่มกันตลอดจนดึกดื่น
อันที่จริง หลินเฉิงจื้อดื่มไปไม่เท่าไร แต่ผู้เฒ่าเฟิ่งดื่มเยอะมาก ยามนี้เห็นผู้เฒ่าเฟิ่งเมาหนักมากแล้ว หลินเฉิงจื้อถึงเผยรอยยิ้มออกมา ชำเลืองมองท่านน้าที่มองอยู่ตรงมุมมืดตลอดไม่ยอมเดินเข้ามา ถามว่า “ท่านอาเฟิ่ง ในใจท่านมีท่านน้าข้าอยู่บ้างหรือไม่?”
ตอนที่ 550: คืนนี้คือโอกาส
ซู่ซีตรงมุมมืดได้ยินคำพูดนี้ หัวใจก็อดหวั่นๆขึ้นมาไม่ได้ มองคนที่เมามายหน้าแดงก่ำอย่างแอบประหม่า
“อะ อะไรนะ?” ผู้เฒ่าเฟิ่งเมาจนมึน จึงได้ยินไม่ชัดว่าเขาพูดอะไร
เห็นเช่นนี้ ในดวงตาเขาฉายแววยิ้มเยาะ ถามต่อไปว่า “ท่านอาเฟิ่ง ในใจท่านมีท่านน้าข้าอยู่กระมัง?”
“น้าเจ้า?” ผู้เฒ่าเฟิ่งสะอึกเหล้า ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง มือข้างหนึ่งค้ำศีรษะไว้ขณะโงนเงนคล้ายจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
“ใช่ ท่านน้าข้า ซู่ซี”
“ซู่ซี ซู่ซีก็แค่ผู้หญิงโง่เขลา เจ้าว่าทำไมนางต้องหลงรักตาแก่เช่นข้าด้วย? ข้าเป็นเพียงตาเฒ่าคนหนึ่ง ไม่ ไม่คู่ควรกับนางหรอก” เขาพูดพลางโบกๆมือ
“แต่ท่านคงรู้ว่าท่านน้าข้าไม่สนใจ”
“แต่ข้าสน!”
จู่ๆ เขาเหมือนจะโกรธขึ้นมาเล็กน้อย กระแทกชามเหล้าในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง เหล้าครึ่งชามจึงกระฉอกออกมา ได้ยินเขาพูดอีกว่า “ในใจมีนางแล้วอย่างไร? หากรักนางก็ควรมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้นาง ข้าให้ไม่ได้ ดังนั้นทุกครั้งถึงผลักไสนางไป ตะ…แต่หญิงโง่คนนั้นโผเข้ามาแต่ละครั้ง ก็ถูกข้าทำร้ายจิตใจทุกครั้งไป เจ้าว่า เจ้าว่านางโง่หรือไม่? โง่ใช่ไหม?”
“ข้าอยากหนี วันนี้ตอนบ่ายข้าก็คิดจะหนี!” เขาเอ่ยทันทีอย่างเต็มปากเต็มคำ แล้วถือชามเหล้ากระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง เวลาต่อมากลับขมวดคิ้ว สีหน้าลำบากใจ “แต่คิดอีกที หากข้าหนีไปนางจะรอข้าอีก เช่นนั้นข้าก็มีความผิดใหญ่หลวงแล้วจริงๆ ข้าคิดมาตลอดบ่ายยังคิดหาทางออกไปไม่ได้ เจ้าว่าข้าควรทำเช่นไร?”
เขายกชามเหล้าขึ้นดื่มถึงจะรู้ว่าเหล้าในชามหกหมดแล้ว จึงตะโกนเสียงดัง “รินเหล้า!”
หลินเฉิงจื้อสะดุ้งตกใจทันที มองผู้เฒ่าด้วยสายตาแปลกๆแวบบหนึ่ง ก่อนจะรีบร้อนรินเหล้าให้เขา “เช่นนั้นก็แต่งกับนางเสียเลยสิ! ความจริงนี่ไม่ใช่ปัญหาอะไรที่ไม่มีทางแก้ อย่างไรเสียท่านน้าก็ชอบพอท่าน ไม่สนใจเรื่องที่ท่านแก่กว่านางหรอก” เขาเองก็ดื่มเหล้าอึกหนึ่ง สงบหัวใจที่ตื่นตกใจจนเต้นรัว
“ไม่ได้! หนังข้าเหี่ยวย่นหมดแล้ว จะทำลายเกียรติของซู่ซีได้อย่างไร? ไม่ได้ ไม่ได้”
“พรวด! แค่กๆ!”
หลินเฉิงจื้อได้ยินคำพูดเขาก็สำลักเหล้าทันใด ดวงตาเบิกกว้าง รู้สึกว่าความคิดกับวิธีพูดจาของท่านอาเฟิ่งช่างยากเกินคาดเดา แม้แต่คำว่าหนังเหี่ยวย่นเช่นนี้ยังเอ่ยออกมาได้ ทำให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ
“มาๆ ท่านอาเฟิ่ง ดื่มอีกสิ” เขายิ้มอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ พลางรินเหล้าให้อีกฝ่ายอีก
ทว่าหลังจากดื่มเหล้าไปสองชาม ในที่สุดผู้เฒ่าเฟิ่งก็เมาจนไม่ไหว ฟุบลงกับโต๊ะทันที ปากยังกระซิบตลอดว่า “ไม่ได้…ไม่ได้…”
“ท่านอาเฟิ่ง? ท่านอาเฟิ่ง?” หลินเฉิงจื้อเรียกถึงสองครั้ง เห็นผู้เฒ่าไม่ตอบจึงมองไปยังมุมมืด เอ่ยยิ้มๆว่า “ท่านน้า ท่านอาเฟิ่งเมาแล้ว”
ซู่ซีเดินออกมาจากมุมมืด เคลื่อนฝีเท้ามาตรงโต๊ะเบาๆ ครั้นเห็นว่าผู้เฒ่าเฟิ่งเมาจนหมดสติไม่รับรู้อะไร จึงยิ้มกล่าว “ทำไมเจ้าถึงคิดจะดื่มเหล้ากับเขาล่ะ?”
“ฮี่ๆ ท่านน้า ข้ารู้จักท่านอาเฟิ่งตั้งแต่เขามาเมื่อหลายสิบปีก่อน ช่วงนี้ไม่มีเวลารำลึกความหลังกับเขา คืนนี้มีเวลาพอดี จึงถือเหล้าเข้ามาดื่มและคุยเล่นกับท่านอาเฟิ่งเสียหน่อย”
ระหว่างพูดเขาลุกขึ้นยืน มองท่านน้าพร้อมเผยรอยยิ้มที่ค่อนข้างมีเลศนัย “ท่านน้า วิธีของท่านกับท่านพ่อข้ายังอ่อนเกินไป จะปล่อยท่านอาเฟิ่งไปเช่นนี้ไม่ได้ เขาไม่กล้าก้าวไปถึงขั้นนั้น หากท่านน้าตัดสินใจแน่วแน่ว่าชีวิตนี้จะไม่แต่งงานกับใครอื่นจริง เช่นนั้นคืนนี้ก็เป็นโอกาสแล้ว”
ตอนที่ 551: ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก
ได้ยินคำพูดนี้ ซู่ซีมองเขาแล้วมองผู้เฒ่าเฟิ่งที่เมาไม่รู้เรื่อง หัวใจสั่นไหววูบหนึ่ง
“ท่านน้า คืนนี้ดึกแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน” หลินเฉิงจื้อก้มคารวะ และจากไปทั้งรอยยิ้ม
ซู่ซีมองคนที่นอนฟุบอยู่บนโต๊ะ ชะงักเล็กน้อยก่อนก้าวเข้าไปเรียก “พี่ซานหยวน? พี่ซานหยวน?”
“อืม? ซะ ซู่ซี?” ผู้เฒ่าเฟิ่งขานเรียกอย่างไร้สติ แม้ดวงตาเปิดครึ่งหนึ่ง แต่เมาเสียจนแยกแยะอะไรไม่ชัดเจนแล้ว
ซู่ซีผุดรอยยิ้มอ่อนโยน “ข้าเอง ท่านเมามาก ข้าจะประคองท่านเข้าไปแล้วกัน!” พูดพลางพยุงเขาขึ้นมา จากนั้นเดินไปยังตัวเรือน
องครักษ์ตรงมุมมืดจ้องมองสองคนเข้าเรือนไป ตาค้างกันทันที ท่านน้าซู่ซีคงไม่คิดจะ…คิดจะทำเช่นนั้นจริงกระมัง?
เป็นไปตามคาด เรื่องนี้ต้องให้คุณชายใหญ่ลงมือ คุณชายใหญ่ถือไหเหล้ามาก็จัดการเรื่องนี้เสร็จสรรพทันที
ภายในห้อง ซู่ซีช่วยเขาล้างหน้าล้างตา ก่อนเปลี่ยนชุดซับในตัวสะอาดให้แล้วประคองเขามานอนบนเตียง ขณะมองคนที่นอนอยู่บนเตียง นัยน์ตานางมีความลังเล นางไม่รังเกียจที่เขาชรา แต่เกรงว่าหากทำเช่นนั้นจริง พรุ่งนี้เขาตื่นขึ้นมาจะกล่าวโทษนางหรือไม่?
ระหว่างที่หัวใจกำลังขัดแย้ง ก็นึกถึงคำพูดคืนนี้ที่เขาบอกกับเฉิงจื้อ เป็นดั่งเฉิงจื้อพูดไว้ เขาไม่กล้าข้ามไปถึงขั้นนั้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมไม่ให้นางก้าวข้ามขั้นนี้เสียเองเล่า?
อย่างไรเสียชีวิตนี้นางก็เลือกเขาแล้ว
หลังจากตัดสินใจได้ ในใจมีทั้งความตื่นเต้น เขินอาย กระวนกระวาย และไม่สงบใจ นางยืนอยู่ข้างเตียงสักพัก นึกได้ว่าภายในเรือนนี้ยังมีองครักษ์ลับคอยคุ้มกัน ดังนั้นจึงเดินออกไปด้านนอกและกวาดมองตรงมุมมืด “พวกเจ้าถอยไปให้หมด ไปเฝ้านอกเขตเรือนไว้อย่าให้ใครมารบกวน”
“ขอรับ!” องครักษ์ลับสองสามคนดวงตาเป็นประกาย พากันกระโดดออกไปเฝ้านอกเขตเรือน เสียงตอบรับนี้ระรื่นอย่างยิ่ง
ซู่ซีมองด้านนอกแวบหนึ่ง ปิดประตูลงอีกครั้ง หมุนตัวเดินเข้าด้านในและมายังเตียงนอน นางมองคนบนเตียงพลางก้มหน้าลงอย่างเหนียมอายเล็กน้อย แล้วยกมือขึ้นค่อยๆแก้เสื้อผ้าของตนออก…
ในอีกเขตเรือนหนึ่ง หลินเฉิงจื้อที่ตัวมีกลิ่นเหล้ากลับถึงเรือนตนเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ยังไม่ทันเข้าห้องก็เห็นภรรยาเขาเปิดประตูออกมาต้อนรับ
“ท่านพี่ ข้าได้ยินว่าท่านไปดื่มเหล้ากับท่านอาเฟิ่งหรือเจ้าคะ?” ฮูหยินใหญ่มายังข้างกายเขา ได้กลิ่นเหล้าบนตัว และเห็นสีหน้าเขายิ้มแย้ม จึง.อดแปลกใจไม่ได้ ถามยิ้มๆว่า “ดูท่าทางท่านพี่เหมือนจะมีความสุขมาก? คุยกับท่านอาเฟิ่งถูกคอนักหรือเจ้าคะ”
“ฮี่ๆ ท่านอาเฟิ่งคนนี้ยังชอบดื่มเหล้าเหมือนเมื่อก่อนเลย” เขาส่ายหน้าพูดด้วยรอยยิ้ม มือหนึ่งโอบเอวพานางเข้าเรือนด้วยกัน “คืนนี้ข้ามีความสุขมากจริงๆ อืม เทียบกับคืนนี้แล้ว ข้ายังอยากรู้เรื่องพรุ่งนี้เช้ามากกว่า”
เอ่ยถึงตรงนี้เขาก็ยิ้มอีกครั้ง ภรรยาเขาเห็นแล้วทำสีหน้าแปลกใจ ยกน้ำเข้ามาให้เขาล้างหน้าพลางถามว่า “พรุ่งนี้เช้ามีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ ดูจากท่าทางท่าน หรือว่าจะมีเรื่องน่ายินดีอะไร?”
ออกไปแล้วกลับมาคราวนี้ ทำตัวมีลับลมคมในนัก
“ข้าถือเหล้าวิญญาณที่เก็บไว้ไปให้ท่านอาเฟิ่งดื่ม แต่ดูท่าทางคืนนี้ของดีที่ข้าเก็บมาหลายปีจะไม่สูญเปล่า” เขายิ้มๆ ล้างมือล้างหน้าและรับผ้ามาเช็ด จากนั้นไล่ข้ารับใช้ออกไป ถอดเสื้อนอกแล้วบอกว่า “ตระกูลเราน่าจะใกล้มีเรื่องมงคลแล้ว พรุ่งนี้เช้าเจ้าเรียกพวกพี่น้องมาด้วย ทุกคนต้องช่วยท่านน้าเตรียมงานอย่างดี พวกเรามีท่านน้าเช่นนี้เพียงคนเดียว งานแต่งท่านน้าต้องจัดให้อย่างสมเกียรติ”
ตอนที่ 552: ไม่มีหน้าจะพบเจ้า
ได้ยินเช่นนี้ ฮูหยินใหญ่นิ่งไปสักพัก ก่อนถามอย่างตะลึง “ทะ ท่านคงไม่ได้มอมเหล้าท่านอาเฟิ่งหรอกใช่ไหม? ท่านน้าก็อยู่ด้วยหรือ?”
“ท่านพ่อกับท่านน้าบอกตลอดว่าจะไม่บีบบังคับท่านอาเฟิ่ง แต่ตามที่ข้าเห็น ท่านอาเฟิ่งเป็นฝ่ายที่ไม่กล้าเลยเถิดไปถึงขั้นนั้น แต่ท่านน้าก็ยังเลือกเพียงเขา ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจึงเติมไฟช่วยท่านน้าอีกแรง” เอ่ยถึงตรงนี้เขาก็ยิ้มๆ บอกว่า “ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้หลังจากท่านพ่อรู้เรื่องจะเฆี่ยนตีข้าหรือไม่ ช่างปะไร คืนนี้ข้าก็เหนื่อยเหลือเกินเพื่อมอมเหล้าท่านอาเฟิ่ง ข้าไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้เช้าเจ้าอย่าลืมปลุกข้าล่ะ”
พูดจบเขาถึงจะเดินไปยังห้องนอนด้านใน ปล่อยให้ฮูหยินใหญ่ที่มึนงงเล็กน้อยยืนเหม่ออยู่ตรงนั้น
คืนนี้ดูเหมือนเงียบสงบ ไม่แตกต่างจากวันวาน ทว่าคืนนี้ถึงคราวต้องเกิดเรื่องและการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างแล้ว…
เมื่อแสงอาทิตย์แรกในยามเช้าส่องเข้ามาทางหน้าต่าง สาดลงบนพื้นภายในห้อง หลังม่านเตียงบางเห็นสองร่างนอนอิงแอบกันรางๆ
ผู้เฒ่าเฟิ่งที่หลับสนิทรู้สึกเพียงหลับสบายยิ่ง โดยเฉพาะความฝันเมื่อคืนยิ่งวิเศษมาก ทำให้เขาไม่อยากตื่นขึ้นมา
เมื่อขยับมือเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงผิวอันนุ่มลื่น ถึงขั้นรู้สึกว่าเหมือนมีร่างเปลือยเปล่ากำลังแนบชิดร่างตน อุณหภูมิร่างกายทั้งสองหลอมรวมเข้าด้วยกัน ชิดใกล้ไร้ช่องว่าง ซ้ำยัง.อบอุ่นและสบายตัวอย่างประหลาด
เขาถึงกับอาลัยอาวรณ์ไม่อยากละมือจากและสัมผัสอีกครั้ง แต่เมื่อได้ยินเสียงครางแผ่วเบาดังรางๆข้างหูร่างกายเขาแข็งทื่อ ตกใจจนลืมตาขึ้นมาทันที มองคราวนี้แย่แล้ว เขาตระหนกเสียจนหน้าซีดไปหมด กอดผ้าห่มเด้งตัวขึ้นมาโดยพลัน ก่อนจะสะดุดผ้าห่มกลิ้งตกเตียงเสียงดังตุบ
“อึก! อ๊าก!”
เขาล้มลงไปบนพื้น ร่างที่เปลือยเปล่ากอดผ้าห่มไว้แน่น สีหน้าทั้งตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ จ้องมองหญิงบนเตียงที่ตนทำให้ตกใจตื่นอยู่อย่างนั้น เมื่อเห็นผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นมานั่งด้วยร่างไร้อาภรณ์เช่นเดียวกัน ใบหน้าชราของเขายิ่งเปลี่ยนจากขาวเป็นแดง เขาดึงผ้าห่มลงมาด้วยนางจึงไม่มีสิ่งใดปกปิดร่างกาย
“ซะ ซะ ซะ ซู่ซี… ขะ ขะ ข้า…”
ห้วงความคิดเขาว่างเปล่า ยามนี้ไม่รู้จะพูดอะไรดี โดยเฉพาะเมื่อเห็นซู่ซีบนเตียงที่ตกใจแล้วกำลังยกแขนเลิกผ้าม่านขึ้น เรือนร่างเยาว์วัย.งดงามที่เดิมทียังเลือนรางปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขาเช่นนั้น เอวงามน่าโอบกอดยิ่ง ผิวขาวราวหิมะเต็มไปด้วยรอยแดง เรือนร่างอิ่มเอิบน่าหลงใหลทั้งเร่าร้อนและเย้ายวน เขารู้สึกแต่ว่ามีไอร้อนพวยพุ่ง จมูกร้อนฉ่าเหมือนมีอะไรไหลออกมา
ครั้นเห็นเขาจ้องเขม็งมา ซ้ำยังมีเลือดกำเดาไหล นางตกใจทันควัน ก้มหน้าลงมองถึงจะพบว่าร่างตัวเองล่อนจ้อน ทันใดนั้นใบหน้างดงามก็แดงก่ำเพราะความเขินอาย รีบปล่อยผ้าม่านในมือแล้วหยิบเสื้อผ้าจากในห้วงมิติมาสวม
“ตุบ!”
ผู้เฒ่าเฟิ่งที่เดิมทีกลิ้งตกลงมานั่งกอดผ้าห่มอยู่บนพื้น หลังจากเห็นภาพที่งดงามเช่นนั้น ความทรงจำเมื่อคืนก็พรั่งพรูเข้ามาราวกับน้ำท่วม เขาอ้าปากพะงาบ.พะงาบ แต่กลับพูดอะไรไม่ออก ในความคิดปรากฏเพียงคำพูดหนึ่งประโยค
จบเห่…เขาผิดศีลตอนแก่เสียแล้ว…
ซู่ซีที่เพิ่งสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยออกมาก็เห็นเขาล้มลงไปเช่นนั้น จึงตกใจจนรีบร้อนลงจากเตียงไปประคองเขาขึ้นมา “พี่ซานหยวน? ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” พลางจับจุดเหรินจง ทำให้เขาได้สติกลับมา
จุดเหรินจงถูกกระตุ้น ผู้เฒ่าเฟิ่งที่เป็นลมไปจึงรู้สึกตัวอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าซู่ซีประคองตนไว้ก็ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะและกลิ้งไปบนพื้นทันที “ซู่ซี…ข้าไม่มีหน้าจะพบเจ้าแล้ว…”
ตอนที่ 553: ในใจมีเจ้า
ซู่ซีมองคนที่มุดหัวซ่อนในผ้าห่มแล้วกลิ้งไปบนพื้น ตกใจไปชั่วขณะหนึ่ง นึกว่าตื่นมาแล้วเขาจะโกรธ ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับซ่อนตัวในผ้าห่มแล้วกลิ้งออกไป ละอายใจที่จะพบหน้าใครยิ่งกว่านางที่เสียตัวครั้งแรกเสียอีก?
ยามมองคนที่ซ่อนอยู่ในผ้าห่ม ใจนางหวั่นไหวเล็กน้อย และนึกถึงท่าทางที่เขาหลีกหนีความจริง ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว หากไม่เติมไฟเข้าไปอีก เดาว่าเขาคงได้หดหัวกลับไป ดังนั้นนางจึงฝืนทำหน้ายิ้ม ไม่ไปเรียกเขา เพียงนั่งมองบนเตียงเงียบๆ
ผู้เฒ่าเฟิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มอับอายเสียจนอยากจะหารูเข้าไปหลบ นึก…นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำให้ซู่ ซู่ซี…
นึกถึงรอยแดงบนร่างนางยามที่ไร้อาภรณ์ รวมถึงภาพวาบหวามเมื่อคืนในหัวที่เขาคิดว่าเป็นความฝันอัน.งดงาม เขาที่อยู่ใต้ผ้าห่มรู้สึกเพียงว่าตรงจมูกเริ่มมีเลือดกำเดาไหลอีกแล้ว
เขาฝึกบำเพ็ญตนอบรมนิสัยมาหลายปีเพียงนี้ ตั้งแต่ภรรยาเขาจากไปก็ไม่เคยแตะต้องผู้หญิงอีก ยะ ยามนี้กะ กลับ…
เสียคนตอนแก่ เสียคนตอนแก่เสียแล้ว!
หากลูกชายเขาหรือแม่หนูเฟิ่งรู้เข้า ได้ขายขี้หน้าแก่ๆนี้ตาย
ตะ แต่เขานอนกับนางไปแล้ว อย่างไรก็ต้องให้คำอธิบายใช่หรือไม่? นึกถึงตรงนี้ หัวใจเขาเต้นตึกตักขึ้นมาอย่างน่าผิดหวัง เพียงรู้สึกว่ามันเต้นโครมครามเหมือนกลับไปตอนยังหนุ่ม เมื่อความรู้สึกเช่นนี้ปรากฏ ทันใดนั้นก็ทำให้เขาละอายใจเกินจะรับ
นะ นี่จะดีได้เช่นไร? หือ? ทำไมถึงเงียบไป? ไม่ได้ยินเสียงนางเลย?
ในใจเขานึกสงสัย กระวนกระวายไม่สงบใจ จึงดึงผ้าห่มออกอย่างระมัดระวัง แล้วโผล่หัวออกมาจากข้างในมองไปทางบนเตียง เห็นแต่นางนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยเบ้าตาแดงเล็กน้อย ยกแขนเสื้อขึ้นร่ำไห้เบาๆ
เห็นเช่นนี้ จู่ๆหัวใจเขาก็บีบรัดขึ้นมา ขานเรียกอย่างขาดความมั่นใจและขลาดกลัวว่า “ซะ ซู่ซี?”
ซู่ซีวางแขนเสื้อลง มองไปทางเขาทั้งเบ้าตาแดงเรื่อ กัดปากเบาๆ พลางมองเขาอย่างลึกซึ้ง “พี่ซานหยวน หญิงบริสุทธิ์ผุดผ่องเช่นข้ามอบกายให้ท่านแล้ว จะไม่ยอมรับหรือ? หากท่านไม่อยากแต่งกับข้าจริง เช่นนั้นตอนนี้ข้าจะบอกพี่ใหญ่ให้เตรียมคนส่งท่านกลับไป จากนี้ข้าจะไม่ตามตื๊อท่านอีกแล้ว” พูดจบนางก็ลุกขึ้นเดินออกไป
“ไม่ใช่ ซู่ซี เจ้าอย่าเข้าใจผิด ขะ ข้า…”
มือข้างหนึ่งรีบร้อนดึงนางไว้ อีกมือกอดผ้าห่มปิดร่างพลางลุกขึ้นยืน เห็นนางที่เบ้าตาแดงก่ำ เขาก็ทอดถอนใจอยู่ในใจ บอกไปอย่างสัตย์จริงว่า “ขะ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“ไม่ได้หมายความเช่นนั้น? ไม่เคยคิดจะแต่งกับข้าใช่หรือไม่? ข้ารู้ รู้ว่าในใจท่านไม่มีข้า ดังนั้นถึงปล่อยให้ข้ารอท่านมาตลอด รอมาหลายสิบปีท่านก็ไม่มีทีท่าอะไร ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตอนนี้ข้าจะให้พี่ใหญ่ส่งท่านกลับไปหาลูกชายกับหลานสาวที่ใจท่านคิดถึงเสมอมา”
“ไม่ๆๆ ในใจข้ามีเจ้า มีเจ้าอยู่ เสียแต่ขะ ข้า…”
ผู้เฒ่าเฟิ่งร้อนใจจนไม่รู้จะเอ่ยปากเช่นไร และไม่รู้ต้องพูดอย่างไรถึงจะดี เขานึกไม่ถึงว่าเรื่องจะกลายเป็นเช่นนี้ ดื่มเหล้าแล้วเสียเรื่องดังคาด หากไม่เมาเรื่องคงไม่มาถึงขั้นจัดการไม่ได้เช่นนี้
“ทำไมพวกเจ้ามาเฝ้านอกเรือน แล้วซานหยวนตื่นหรือยัง?”
ผู้เฒ่าเฟิ่งที่มือหนึ่งกอดผ้าห่มได้ยินเสียงพี่ชายร่วมสาบานด้านนอก ก็ตกใจเสียจนหน้าซีด พูดจายังเสียงสั่นเครือ “ยะ แย่แล้ว! พี่ใหญ่มา! ทำไมเขาถึงมาแต่เช้า?”
ได้ยินเขายอมรับว่าในใจมีนาง ซู่ซีลิงโลดในใจ เห็นเขาวิ่งพล่านไปทั่วอย่างร้อนใจ ทั้งตื่นตระหนกและกังวล แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังไม่ทันสวม กอดผ้าห่มวิ่งวนอยู่ตรงนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะแล้วโยนเสื้อผ้าให้เขา เอ่ยฉุนๆว่า “ยังไม่รีบใส่อีก”
ตอนที่ 554: วรยุทธ์ยิ่งสูงยิ่งอ่อนวัย
ยามนี้ที่นอกเขตเรือน องครักษ์ลับสองสามคนมีท่าทีแปลกๆ ในดวงตากลับมีรอยยิ้ม มองผู้นำตระกูลพลางบอกว่า “ท่านน้าซู่ซีอยู่ด้านในขอรับ”
หลินป๋อเหิงที่กำลังจะก้าวเข้าไปได้ยินแล้วอึ้งไปพักหนึ่ง คิดว่าตนเองฟังผิด จึงมอง.องครักษ์ลับพลางถาม “เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ? ใครอยู่ข้างใน?”
“ท่านน้าซู่ซีขอรับ”
ได้ยินคำพูดนี้ เขาอ้าปากค้าง ชี้ๆไปด้านใน “ซะ ซู่ซี?”
“ใช่ขอรับ”
ขณะกำลังตกตะลึง ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยลอยมา “พี่ใหญ่”
เขามองไปทางต้นเสียง เห็นน้องสาวตนกำลังเดินออกมาจากเรือนด้านใน คนที่ตามมาด้านหลังคือเฟิ่งซานหยวนที่กำลังก้มหน้าก้มตา ปากก็ขยับโดยฉับพลัน มองผู้เฒ่าเฟิ่งอย่างโกรธเคือง “เฟิ่งซานหยวน! มาหาข้าที่ห้องหนังสือ!” เสียงตะโกนเกรี้ยวกราดสิ้นสุดลง พอหมุนตัวกลับก็เปลี่ยนไป ในใจกลับมีความยินดี สองคนนี้นับว่าเดินไปด้วยกันแล้ว
ความจริงแล้วเรื่องที่ซานหยวนอายุมากไม่ใช่ปัญหายากเย็น หากเป็นผู้ฝึกวิชาเซียนเช่นพวกเขา ขอแค่บรรลุขั้นวรยุทธ์ถึงระดับกำเนิดวิญญาณถึงแขนขาดก็งอกใหม่ได้ เพราะวิญญาณต้นก่อร่างสำเร็จ ทุกอย่างจะเหมือนเกิดใหม่ ผู้ฝึกตนที่บรรลุระดับกำเนิดวิญญาณรักษารูปลักษณ์ไว้ในสภาพที่ตนเองต้องการได้ ขอแค่บรรลุขั้นต่อไปภายในเวลาที่จำกัด การจะรักษาสภาพขั้นสูงสุดตลอดไปก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมคนที่วรยุทธ์ยิ่งสูงยิ่งอ่อนวัย
แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ฝึกพลังเร้นลับ หาใช่ผู้ฝึกพลังวิญญาณ ผู้ฝึกพลังเร้นลับเมื่อบรรลุระดับจักรพรรดินักรบรูปลักษณ์ถึงจะหนุ่มขึ้นสิบปี เมื่อบรรลุระดับนักรบทรงเกียรติก็จะย้อนวัยกลับไปได้อีกยี่สิบปี หมายความว่าเขาต้องฝึกบำเพ็ญถึงพลังระดับนักรบทรงเกียรติถึงจะกลับไปอายุราวๆสี่สิบ เพียงแต่ตอนนี้เขาเพิ่งถึงระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุด อยากบรรลุระดับนักรบทรงเกียรติจะง่ายดายเพียงนั้นเสียที่ไหน?
ผู้เฒ่าเฟิ่งตามหลังไปอย่างอับอายตลอดทางจนมาถึงห้องหนังสือ หลังจากเข้าห้องและปิดประตูลง เขามองพี่ชายร่วมสาบานที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ ทันใดนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากอย่างไร ทำได้เพียงเปลี่ยนเป็นอีกประโยคหนึ่ง “พี่ใหญ่ ขออภัยด้วย ข้านึกไม่ถึงว่าเรื่องจะกลายเป็นเช่นนี้”
“เจ้าไม่ต้องขอโทษข้า คนที่เจ้าต้องขอโทษคือซู่ซี เจ้าคิดว่าจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร?” เขาทำนิ่งหน้าพลางถามน้ำเสียงทุ้ม
อันที่จริง ภาพนี้ทั้งตลกและน่าแปลกอย่างยิ่ง หลินป๋อเหิงที่นั่งหน้าโต๊ะหนังสือดูแล้วลักษณะยังเป็นวัยกลางคน ท่าทางผึ่งผายยิ่งนัก แต่ผู้เฒ่าเฟิ่งซึ่งยืนเบื้องหน้ากลับห่อไหล่ก้มหน้าลง ราวกับเด็กน้อยที่อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ ยืนโดนสั่งสอนอยู่ตรงนั้นอย่างขลาดกลัว
“ดะ เดิมคิดว่ารอข้าบรรลุระดับนักรบทรงเกียรติก่อนค่อยแต่งกับซู่ซี อย่างน้อยถึงเวลานั้นข้าจะยิ่งมีความกล้ายืนต่อหน้านาง แต่นึกไม่ถึงว่าดื่มเหล้าแล้วจะกลายเป็นเช่นนี้” เขาเอ่ยเสียงค่อย คิดว่าเรื่องเกิดขึ้นไปแล้ว อย่างไรก็ต้องมีวิธีแก้ไข ดังนั้นจึงก้มหน้าลงด้วยสีหน้าละอายใจ
“เรื่องนี้ข้าจะเชื่อฟังพี่ใหญ่ พี่ใหญ่พูดอย่างไรก็อย่างนั้น”
เห็นเขาเป็นเช่นนี้ หลินป๋อเหิงแค่นเสียงหยันหนักๆ สั่งสอนว่า “เจ้าเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญ ยิ่งควรเข้าใจว่าจะสนใจสายตาคนพวกนั้นไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญ แตกต่างจากคนธรรมดา เรื่องที่วรยุทธ์ยิ่งสูงรูปลักษณ์ยิ่งอ่อนวัยลงได้เจ้าไม่มีทางไม่รู้ สำหรับเมืองซานเจียงเรา บรรพบุรุษของตระกูลชั้นสูงอายุหลายร้อยปีแล้วยังมีหน้าตาเช่นคุณชายสูงศักดิ์อายุยี่สิบกว่า ลูกหลานเขาอะไรพวกนั้นแต่ละคนรูปลักษณ์ยังแก่กว่าเขาเสียอีก หรือลูกหลานพวกนั้นอยู่ต่อหน้าเขาจะต้องอับอายจนแทรกแผ่นดินหนีด้วย?”
ตอนที่ 555: เฟิ่งจิ่วเยือนซานเจียง
ผู้เฒ่าเฟิ่งก้มหน้าไม่พูดไม่จา เรื่องพวกนั้นที่หลินป๋อเหิงบอกเขาล้วนเข้าใจ แต่ทำได้ยากเสียหน่อยเท่านั้นเอง ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นคนละเรื่องกันเลย
“ผู้ฝึกเซียนหากสนใจสายตาคนมากไป จะเดินเส้นทางนี้ได้ไม่ไกล ซานหยวน เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมคนทั้งจวนข้าถึงเห็นด้วยกับงานแต่งของเจ้ากับซู่ซี เพราะพวกเขาต่างเข้าใจข้อนี้ ขอเพียงบรรลุขั้นวรยุทธ์ สองคนรักใคร่กันดี รูปลักษณ์อายุก็ไม่ใช่อุปสรรคที่คนรักกันสองคนจะอยู่ด้วยกัน คนที่มองอยู่ข้างๆอย่างพวกเราเห็นชัดเจนและเข้าใจ คนในเหตุการณ์เช่นเจ้ากลับหลงทางอยู่ในนั้นมาตลอด ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”
เขาส่ายหน้าทอดถอนใจ เห็นซานหยวนอยากเอ่ยปากกลับไม่เอ่ยอะไร จึงพูดต่อไปว่า “หากในตระกูลข้ามีคนไม่สนับสนุนก็อีกเรื่อง แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งตระกูลหลินข้าต่างสนับสนุน เจ้าพะว้าพะวังอะไรอีก? เจ้าใช้ชีวิตมาหลายสิบปีทำไมเรื่องแค่นี้ถึงไม่เข้าใจ?”
“พี่ใหญ่…”
ผู้เฒ่าเฟิ่งสะอึก ในใจมีความรู้สึกที่พูดไม่ถูก รู้ว่าหลินป๋อเหิงดีต่อเขา กำลังสอนสั่งเขา และรู้ว่าตนครุ่นคิดถึงอุปสรรคในใจที่ก้าวผ่านไม่ได้มาตลอด
หลินป๋อเหิงลุกขึ้นยืน เดินมาข้างกายและตบๆไหล่เขา บอกว่า “เรื่องนี้ก็สรุปเช่นนี้แล้วกัน ประเดี๋ยวพี่ใหญ่จะสั่งคนไปดูฤกษ์ และช่วยพวกเจ้าสองคนจัดการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด”
“พี่ใหญ่ ไม่ได้นะ” เขาพูดพลางส่ายหน้า
“อะไรนะ! ไม่ได้?” หลินป๋อเหิงได้ยินก็พลันโมโห ขมวดคิ้วมองเขาอย่างขุ่นเคือง
แม้แต่ซู่ซีที่แอบฟังอยู่ด้านนอกด้วยกันกับหลินเฉิงจื้อได้ยินก็ยังโกรธเคือง นึกว่าเขาจะปฏิเสธอีก ยามกำลังจะเข้าไปกลับถูกเฉิงจื้อกดไหล่ไว้ให้สัญญาณนางว่าคอยอีกประเดี๋ยวและฟังต่อไป
ผู้เฒ่าเฟิ่งในห้องรีบร้อนโบกมือพลางบอก “ไม่ใช่ไม่ใช่ พี่ใหญ่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากแต่งงานกับซู่ซี แต่ซู่ซีรอข้ามาหลายปีเพียงนี้ ข้าคิดว่าจะกลับไปราชวงศ์เฟิ่งหวงให้เฟิ่งเซียวเตรียมตัวเสียหน่อย ข้าจะแต่งซู่ซีกลับบ้านอย่างสมเกียรติ และจัดงานแต่งใหญ่โตให้นาง มิเช่นนั้นคงผิดต่อการรอคอยหลายปีนี้ของนางเกินไป”
อาจเพราะได้คำพูดหลินป๋อเหิงสอนสั่ง ผู้เฒ่าเฟิ่งจึงไม่ติดใจถือสาความต่างของรูปลักษณ์ทั้งสองคนอีกแล้ว ยามนี้ในใจเขาตัดสินใจว่าจะต้องขยันฝึกบำเพ็ญ บรรลุระดับนักรบทรงเกียรติโดยเร็วที่สุด รอกลับถึงราชวงศ์เฟิ่งหวงเขาจะต้องให้แม่หนูเฟิ่งเร่งปรุงยาที่ช่วยให้บรรลุขั้นได้
ได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าหลินป๋อเหิงถึงจะเผยรอยยิ้มออกมา ตบๆบ่าเขาอย่างแรง “ดีๆๆ! เจ้ามีความคิดเช่นนี้พี่ใหญ่ดีใจมาก ฮ่าๆๆ!”
ทางด้านนอก ซู่ซีที่แอบฟังได้ยินคำพูดด้านในแล้ว ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มสุขใจออกมาโดยพลัน ในที่สุดเขาก็ตกลงแล้ว
หลินเฉิงจื้อลากท่านน้าออกมาข้างนอก เอ่ยด้วยรอยยิ้มหยอกล้อว่า “ท่านน้า ความคิดข้าดีกว่าใช่หรือไม่? พอลงมือไปเช่นนี้ท่านอาเฟิ่งก็กลายเป็นอาเขยแล้ว ถึงเวลานั้นท่านน้าอย่าได้ลืมหลานชายพ่อสื่อเช่นข้าเชียว”
“วางใจเถอะ ข้าไม่ลืมเจ้าหรอก” นางหัวเราะเบาๆ หลังจากคุยกับเขาไม่กี่ประโยคก็ออกไปก่อน
เวลานี้ นอกเมืองซานเจียง เรือเหาะลำหรูหราร่อนลงจอด หลังจากเก็บเรือเหาะ พวกเฟิ่งจิ่วก็จูงเหล่าไป๋เดินมาทางเมือง เมื่อเห็นเมืองซานเจียงใกล้ๆตรงหน้า เธอยิ้มเอ่ยอย่างอารมณ์ดี “พวกท่านว่าหากท่านปู่เห็นข้าจะประหลาดใจมากหรือไม่?”
คนอื่นๆเพียงยิ้มไม่ปริปาก มีแต่ฮุยหลางที่หัวเราะเบาๆ “แหะ คุณชายจิ่ว ข้ากลับคิดว่าผู้เฒ่าเฟิ่งเห็นท่านจะต้องตกใจแน่นอน”
ตอนที่ 556: ข้าชื่อเซวียนหยวนโม่เจ๋อ!
เฟิ่งจิ่วสงสัยเมื่อได้ยินเช่นนี้ ถามว่า “ตกใจ? ทำไม?” ไม่เจอกันนานเพียงนี้ เห็นเธอโผล่มาที่นี่แน่นอนว่าควรจะประหลาดใจสิ!
“แหะๆ รอท่านพบเขาก็รู้แล้วว่าจะประหลาดใจหรือตกใจ” ฮุยหลางหัวเราะ ตาเฒ่าคนหนึ่งถูกหญิงงามที่ดูคล้ายจะยังอายุยี่สิบรวบตัวมาไว้ที่นี่ หลานสาวมาหา เขาต้องตกใจแน่นอน
ได้ยินเช่นนี้เธอเลิกคิ้วขึ้น จะตกใจเธอจริงหรือ? คงไม่กระมัง?
“พวกเราจะหาที่พัก หรือไปบ้านตระกูลหลินก่อน?” หลิงโม่หานข้างๆ ถามพลางมองหญิงข้างกาย ตอนอยู่บนเรือเหาะเขาเอาเคราออกไปหมดแล้ว จึงเผยให้เห็นรูปโฉมดั้งเดิม
เธอขบคิดแล้วบอกว่า “พวกท่านหาที่พักเสียก่อนเถอะ ส่วนท่านปู่ทางนั้นข้าจะแอบๆไปดูก่อน”
“เจ้าจะไปเอง?” เขาเลิกคิ้ว “ตระกูลหลินไม่ได้เข้าไปง่ายๆ”
“เช่นนั้นพวกเราจะเข้าไปหาทันทีหรือ ทำให้ท่านปู่รับมือไม่ทัน?” แววตาเฟิ่งจิ่วอมยิ้มเจ้าเล่ห์ จู่ๆก็คิดว่าควรทำให้ท่านปู่ประหลาดใจอย่างตั้งตัวไม่ทัน อืม อาจจะจริงอย่างที่ฮุยหลางบอก ต้องตกใจแน่
“พวกเรามีคนเยอะ หาโรงเตี๊ยมกันก่อนดีกว่า! หากเจ้าอยากไปดูก่อน ประเดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไป” หลิงโม่หานพูดจบก็พานางเดินตรงไปข้างหน้า คิดว่าต้องหาที่ปักหลักก่อน
“ก็ได้” เธอขานรับ แล้วจึงเรียก “ฮุยหลาง เจ้าสอบถามที่อยู่ตระกูลหลินให้ทีสิ”
“ขอรับ” ฮุยหลางยิ้มรับ
พวกเขาไปหาโรงเตี๊ยมกันก่อน เหมาไว้ทั้งชั้นสอง ส่วนฮุยหลางไปสอบถามที่อยู่จวนตระกูลหลินมา
เวลาแค่ครึ่งก้านธูป ฮุยหลางก็กลับมา บอกเฟิ่งจิ่วที่นั่งอยู่กับนายท่านตรงหน้าต่างชั้นสองว่า “คุณชายจิ่ว จวนตระกูลหลินห่างจากที่นี่เวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป เลี้ยวผ่านถนนไม่กี่เส้นก็ถึง จวนตระกูลหลินเป็นตระกูลเก่าแก่ของที่นี่ แค่สอบถามก็รู้ที่ตั้งแล้ว”
“อ้อ เช่นนั้นก็ไม่ไกล” เธอพยักหน้า ให้สัญญาณเขาไปพักผ่อนอีกโต๊ะหนึ่ง
หลิงโม่หานช่วยเฟิ่งจิ่วคีบพวกอาหาร พูดว่า “กินอะไรเสียหน่อย เดี๋ยวข้าจะออกไปเดินเล่นเป็นเพื่อนเจ้า”
“ได้” เธอยิ้มพลางพยักหน้า มองเขาที่นั่งอยู่ตรงข้ามพลางถามยิ้มๆ “ท่านถอดเคราออกแล้ว ข้าต้องเรียกท่านว่าเจ้าตำหนักยมราชหรือท่านอากันแน่?”
ได้ยินแล้วดวงตาลึกล้ำหยุดชะงักบนใบหน้านางที่มีรอยยิ้มสักพัก เขาวางตะเกียบในมือลงขณะมองนาง นิ้วมือขยับร่ายเขตอาคมกันเสียงโอบล้อมทั้งสองไว้ ในเวลานี้เอง เสียงที่ทั้งทุ้มต่ำและมีแรงดึงดูดเปล่งออกมาจากปากเขาอย่างไม่เร่งไม่ช้า
“ข้าแซ่เซวียนหยวนสองคำ นามว่าโม่เจ๋อ จำไว้อย่าได้ลืม”
“เซวียนหยวนโม่เจ๋อ?”
เธอตกตะลึงอย่างมาก เซวียนหยวนเป็นสกุลของราชวงศ์! และเป็นสกุลเชื้อพระวงศ์ที่สูงส่งที่สุด เขามาจากตระกูลเชื้อพระวงศ์จริงๆหรือนี่? มิน่า มิน่าล่ะถึงมีคนตามฆ่าเขา หนำซ้ำกำลังของนักฆ่าที่ส่งมายังแข็งแกร่งเช่นนั้น สกุลเซวียนหยวนไม่ใช่แม้แต่แคว้นใหญ่ระดับหนึ่ง แต่พวกเขาอยู่ในแปดจักรวรรดิใหญ่สูงสุด!
แปดจักรวรรดิใหญ่เหนือกว่าแคว้นใหญ่ระดับหนึ่ง ลือกันว่าแปดจักรวรรดิใหญ่เป็นจักรวรรดิที่ลอยเหนือท้องฟ้าและแยกจากคนธรรมดาโดยสิ้นเชิง จึงถูกเรียกว่าเมืองกลางเวหาอันลึกลับ
ที่นั่นมีระบบการขับไล่คนที่โหดเหี้ยมที่สุด ภายในจักรวรรดิทั้งหมด ไม่ว่าพ่อค้าหาบเร่หรือประชาชนล้วนเป็นผู้มีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา ตามคำอธิบาย ที่นั่นเป็นจักรวรรดิในฝันของผู้ฝึกวิชาเซียน ขอเพียงก้าวเข้าไปและปักหลักอยู่ที่นั่น แม้เป็นผู้ฝึกตนเล็กๆในจักรวรรดิ ก็ทำให้เหล่าตระกูลในแคว้นต่ำกว่าระดับแปดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงแล้ว…
ตอนที่ 557: พบเจอ
เห็นท่าทางนางตกตะลึง มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย “ดังนั้นเจ้าต้องแกร่งขึ้น มีเพียงแข็งแกร่งขึ้นถึงจะสามารถจับมือข้ารับมือพายุฝนในอนาคต เป็นผู้หญิงของข้าจะอ่อนแอเกินไปไม่ได้”
เฟิ่งจิ่วขยับปาก พูดอะไรออกมาไม่ได้สักพัก รู้สึกเพียงว่าเหลือเชื่อ นึกไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะมาจากตระกูลเชื้อพระวงศ์ของแปดจักรวรรดิใหญ่! ต้องรู้ไว้ว่า สถานที่และกลุ่มอำนาจเช่นนั้น ไม่ต้องพูดถึงแคว้นเล็กระดับเก้าอย่างพวกเขาเลย แม้แต่แคว้นระดับหนึ่งยังต้องแหงนหน้ามอง
“ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดกับเจ้า เรื่องพวกนี้อีกหน่อยเจ้าจะค่อยๆรู้เอง” ระหว่างพูดเขาสะบัดแขนเสื้อ ถอนเขตอาคมออกไป แล้วหยิบตะเกียบคีบอาหารให้นางอีก “มา กินเยอะๆหน่อย”
เฟิ่งจิ่วมองเขา ยกชามข้าวขึ้นกินพลางย่อยข้อมูลนี้ เรื่องนี้ทำให้เธอตะลึงยิ่งกว่ารู้ว่าท่านปู่มีความหลังรักๆใคร่ๆเช่นนั้นอีก แปดจักรวรรดิใหญ่ สถานที่เหมือนตำนานนั้นเป็นที่ที่ผู้ฝึกบำเพ็ญมากมายอยากจะสัมผัสก็ทำไม่ได้ แต่กลับมีคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าเธอ
ซ้ำยังเป็นเชื้อพระวงศ์ เซวียนหยวนโม่เจ๋อ ข้อมูลจากนามนี้จะมากเกินไปแล้ว
“นายท่าน นั่นเหมือนจะ เหมือนจะเป็นท่านผู้เฒ่า?”
เสียงของเหลิ่งหวาพลันดังมาอย่างแปลกใจ เฟิ่งจิ่วมองไป เห็นสายตาเขาหยุดอยู่บนถนนใหญ่ เธอมองตามสายตาเขาไป นัยน์ตาก็เผยความประหลาดใจระคนยินดี “เป็นท่านปู่จริงๆด้วย!”
เฟิ่งจิ่ววางชามข้าวในมือลง หมอบลงมองตรงหน้าต่างอย่างอยากรู้อยากเห็น เพราะตอนนี้ท่านปู่กำลังเดินตามอยู่ข้างกายหญิงสวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนอย่างเป็นสงบเสงี่ยม ซ้ำยังจงใจตามหลังอยู่ครึ่งก้าว คล้ายคิดจะทิ้งระยะห่าง ทว่าถูกหญิงคนนั้นยื่นมือไปรั้งไว้และลากกลับมาข้างกาย
“หรือว่าคนนั้นเป็นท่านน้าซู่ซี?” เธอกะพริบตาด้วยความสงสัย ในดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“น่าจะใช่”
สายตาเซวียนหยวนโม่เจ๋อมองไปทางสองคนบนถนนใหญ่ หยุดลงบนร่างสองคนที่ภายนอกต่างกันยิ่งนัก บอกว่า “ผู้หญิงคนนั้นจริงใจกับปู่เจ้าแน่นอน”
หญิงตระกูลคนหนึ่ง ทั้งครอบครัวและความประพฤติล้วนเพียบพร้อม กลับมาหลงรักเพียงตาเฒ่าอายุมากคนเดียว หากไม่ใช่รักแท้จะไล่ตามเขาทำไม?
“อือ ข้าก็คิดเช่นนั้น” เฟิ่งจิ่วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “แม้รู้ว่าสองคนอายุต่างกันไม่มาก แต่แม่นางซู่ซีรักษาตัวดีถึงเพียงนี้ ท่านปู่เดินด้วยกันกับนาง แรงกดดันมากเกินไปจริงๆ”
เขามองทางนาง ดวงตาดำลึกล้ำฉายแววยิ้มแย้ม “เจ้าจะปรุงกลั่นยาคืนรูปไม่ใช่หรือ? ทำไม? จะถอยเสียแล้ว?”
“ได้อย่างไรกัน?” เธอเอ่ยเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย “ข้าแค่กำลังคิดว่าเรื่องนี้ระดับความยากอาจจะมากนัก โดยเฉพาะเมื่อฝีมือด้านยาเซียนข้ายังสู้ยาทั่วไปไม่ได้ หากคิดจะพัฒนายาเซียนเช่นนั้นออกมาเอง มีแต่ข้าต้องเจาะลึกด้านยาเซียนต่อไป และขึ้นไปอีกขั้นได้ มิเช่นนั้นก็ยากเย็นจริงๆ”
“ข้าจำได้ว่าครั้งก่อนเจ้าไม่ได้พูดเช่นนี้” เขาเอ่ยอย่างขบขันอยู่บ้าง
เธอไม่เขินอายสักนิด สองตากลับมีรอยยิ้มและประกายสดใส “ใช่แล้ว! ถึงคุยโม้โอ้อวด แต่ข้ามีความคิดเช่นนั้นจริงๆ และจะทดลองอย่างแน่นอน เพียงแต่ก่อนหน้านี้เทียบกับการพัฒนายาคืนรูปแล้ว ช่วยท่านปู่บรรลุขั้นอีกครั้งยังดีเสียกว่า แม้ผู้ฝึกพลังเร้นลับจะไม่อาจเทียบผู้ฝึกพลังวิญญาณ แต่ขอแค่ระดับวรยุทธ์มั่นคงแน่นอน เขาก็สามารถหนุ่มขึ้นได้!”
วิธีนี้เธอคิดหลายครั้งแล้ว ตอนนี้ท่านปู่อยู่ระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุด หากเธอปรุงยามาช่วยเขาบรรลุขั้น เช่นนั้นจะยิ่งเร็วกว่าพัฒนายาคืนรูป ด้วยเหตุนี้เธอจึงมีความคิดเช่นนี้
ตอนที่ 558: แอบฟัง
“วิธีนี้สำหรับคนอื่นยากนัก สำหรับเจ้ากลับง่ายดายยิ่ง” เซวียนหยวนโม่เจ๋อยิ้มเรียบๆ มองไปทางสองคนบนถนนใหญ่ “คนอื่นต้องการยาบรรลุขั้นสักขวด ต่อให้จ่ายราคาเท่าฟ้ายังยากจะได้รับมา แต่เจ้ากลับปรุงออกมาได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้การช่วยเขาบรรลุขึ้นจึงไม่ยากเย็นอะไร”
ยามนี้สายตาเฟิ่งจิ่วจับจ้องบนร่างสองคนบนถนนใหญ่ ดวงตาทั้งเป็นประกายและเจ้าเล่ห์ “เทียบกับเรื่องนี้แล้ว ตอนนี้ข้าว่าพวกเราตามไปดูเสียหน่อยจะน่าสนใจกว่า ท่านปู่เดินเล่นเป็นเพื่อนสตรี! ภาพเช่นนี้ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ”
เห็นเช่นนี้ เขาส่ายหน้าอย่างกลั้นไม่อยู่ “จะตามไปดู? เจ้าไปเถอะ! ข้าไม่ไปหรอก” เขาไม่มีนิสัยชอบสะกดรอยตามคน ต่อให้มีก็สนใจเพียงแค่นาง
“ได้ เช่นนั้นท่านก็อยู่พักผ่อนที่โรงเตี๊ยมแล้วกัน! ข้าจะตามไปดูพวกเขาเสียหน่อย” เธอลุกขึ้นยืนทันที เรียกเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาตามออกจากโรงเตี๊ยมไปยังถนนใหญ่
ยามนี้ ผู้เฒ่าเฟิ่งที่ถูกซู่ซีดึงไว้บนถนนใบหน้าชราแดงขึ้นเล็กน้อย ถามนางที่อยู่ข้างกายเสียงเบาว่า “ซะ ซู่ซี พวกเราจะไปไหนกัน?”
“ท่านบอกว่าจะออกมาเดินเล่นซื้อของเป็นเพื่อนข้าไม่ใช่หรือ” ซู่ซีเอ่ยไป “พี่ใหญ่เพิ่งบอกไว้แล้ว อีกสองวันจะส่งท่านกลับไป แต่ท่านต้องจำคำที่เคยพูดไว้ด้วย หลังจากกลับไปจะให้คนเข้ามาขอหมั้นข้า อย่าได้ไปแล้วไม่มีข่าวคราว”
“ไม่มีทาง ไม่มีทาง” ผู้เฒ่าเฟิ่งพูดพลางโบกมือรัวๆ
เฟิ่งจิ่วทางด้านหลังไม่ไกลพาเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาตามมา เดินๆหยุดๆ บางครั้งจะหยุดดูของบนแผงลอยข้างทาง ความจริงกลับเงี่ยหูแอบฟังสองคนด้านหน้าคุยกัน
เมื่อได้ยินท่านน้าซู่ซีบอกว่าหลังจากกลับไปต้องให้คนมาขอหมั้น เธอพูดไม่ออกอย่าง.อดไม่ได้ ท่านปูกับท่านน้าซู่ซีพัฒนาความสัมพันธ์กันรวดเร็วเพียงนี้เชียว? แม้แต่เรื่องแต่งงานยังคุยกันแล้ว?
ในใจนึกสงสัย ฟังต่อไปอีกก็ได้ยินข่าวที่ทำให้เธอไม่ค่อยสงบใจเท่าไร
“เจ้าต้องจำไว้ ข้าเป็นคนของท่านแล้ว อย่าให้ข้ารอนานเกินไป”
ผู้เฒ่าเฟิ่งได้ยินแล้วแม้แต่ใบหูยังแดงก่ำ เอ่ยเสียงเบาว่า “ซู่ซี นี่มันบนถนนใหญ่นะ!”
“บนถนนใหญ่แล้วอย่างไร? สิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริง”
“ใช่ๆๆ ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว” เขาเช็ดเหงื่อ แอบคิดว่า ‘โชคดีที่ไม่มีคนรู้จัก มิเช่นนั้นคงรักษาหน้าแก่ๆไว้ไม่อยู่แล้ว’
เฟิ่งจิ่วถือพัดปิดปากที่อ้าค้างด้วยความตกใจ มองแม่นางน้อยตรงหน้าที่ขายพัดอยู่อย่างนั้น มองเสียจนแม่นางน้อยหน้าแดงไปหมด
“คะ คุณชาย ท่านชอบพัดอันนี้หรือเจ้าคะ?”
ผ่านไปสักพัก เฟิ่งจิ่วถึงคืนสติกลับมา สงบจิตสงบใจยิ้มให้สาวน้อยคนนั้น “ชอบสิ ข้าซื้อพัดอันนี้แหละ” พลางให้สัญญาณเหลิ่งหวาจ่ายเงิน
เธอมองสองคนที่ค่อยๆเดินไกลออกไป แต่กลับไม่ตามต่อ เพียงรู้สึกว่าวันนี้รู้ข่าวใหญ่สองเรื่องติดกัน หัวใจดวงนี้ทนรับไม่ไหวแล้ว ยามนี้ยังเต้นรัวตึกตัก เธอมองร่างของท่านน้าซู่ซี แอบชื่นชมอย่าง.อดไม่ได้
ท่านน้าซู่ซีคนนี้ไม่ธรรมดาเลย! ร้ายกาจเหลือเกิน! เธอต้องใช้คำว่ายอมรับตัวใหญ่เลย ต้องยอมรับนางจริงๆ นึกไม่ถึงว่าจะจัดการท่านปู่ได้รวดเร็วเพียงนี้?
ดูจากท่าทางของท่านปู่ อนาคตสองคนแต่งงานกันไป เป็นไปได้มากว่าจะกลายเป็นคนกลัวภรรยา
“นายท่าน พวกเขาเดินไปไกลแล้ว” เหลิ่งหวาเห็นนางนิ่งเหม่อ จึงกล่าวเตือนเสียงเบา
“ไม่ต้องตามแล้ว ไม่ต้องตามแล้ว ข้าต้องหาที่พักเสียหน่อย” เธอถอนหายใจเบาๆ เอ่ยพลางตบๆหน้าอก
“ทางนั้นมีร้านน้ำชาเล็กๆอยู่ นายท่านจะไปนั่งหน่อยไหมขอรับ?” เหลิ่งหวามองเจ้านายพลางชี้ร้านน้ำชาตรงมุมถนน
ตอนที่ 559: หายไป
เฟิ่งจิ่วเห็นว่ากลับโรงเตี๊ยมไปยังมีเวลาเหลือ ร้านน้ำชาเล็กๆมุมถนนก็มีคนไม่กี่คน เธอจึงพยักหน้า “ก็ดี” จากนั้นค่อยสาวก้าวเดินไปทางนั้น และนั่งลงตรงโต๊ะหัวมุม
“พวกเจ้านั่งลงเถอะ!” เธอให้สัญญาณ มือหนึ่งเท้าคางบอกว่า “เดิมทีเป็นห่วงว่าท่านปู่กับท่านน้าซู่ซีไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะเดินไปด้วยกันได้ นึกไม่ถึงว่าสองคนนี้มือเท้าเร็วยิ่งนัก ดูท่าข้าคงกังวลไปเสียเปล่า”
เหลิ่งหวาช่วยนางรินน้ำชา พลางเอ่ยยิ้มๆ “หากนายท่านรู้เรื่องนี้ เดาว่าคงตกใจจนสะดุ้งเหมือนกัน”
“เหอะๆ แน่นอน อย่างไรเขาก็คงไม่นึกว่าท่านปู่จะสุขกายสบายใจอยู่ที่นี่ เฮ้อ ท่านปู่นี่ไม่ไหวเลย! ในเมื่อยังดีๆอยู่ ไม่รู้จักสั่งคนส่งจดหมายกลับไป ทำให้พวกเราเป็นห่วงตั้งนาน”
เธอพูดพลางยกน้ำชาขึ้นจิบ นัยน์ตาฉายประกายหยอกล้อ “แต่เดิมคิดว่าจะทำให้ท่านปู่ประหลาดใจเสียหน่อย แต่เห็นสถานการณ์เช่นนี้แล้ว เฮ้อ! ช่างเถอะ! ข้าเห็นเขาตามอยู่ข้างกายท่านน้าซู่ซี แม้แต่คอยังแดงเถือก โบราณว่ารับมือจิตใจหญิงงามนั้นยากเย็นที่สุด คำพูดนี้ไม่ผิดเลยจริงๆ!”
เธอใช้มือข้างหนึ่งเคาะโต๊ะเบาๆ กำลังคิดว่าความรักของท่านปู่ยังมีทางไป เช่นนั้นเรื่องท่านพ่อกับท่านแม่เธอก็ต้องตั้งใจหน่อย อย่างดีที่สุดครอบครัวต้องกลับมารวมตัวกันพร้อมหน้า เช่นนั้นถึงจะมีความสุขได้
“หืม? กลิ่นอะไรหอมเช่นนี้?” เธอ.ดมๆดู กลางอากาศมีกลิ่นหอมอบอวล “เหมือนจะเป็นกลิ่นไก่”
ชายแก่ร้านน้ำชาบอกยิ้มๆว่า “จมูกคุณชายดีจริงๆ เมื่อครู่มีคนถือของเดินผ่านท่านยังได้กลิ่นรู้ว่าเป็นไก่ เหอะๆ นี่เป็นอาหารรสเลิศขึ้นชื่อของท้องถิ่นเมืองซานเจียงเรา เรียกว่าไก่ย่างหอมหวน อยู่ในร้านห่างออกไปสองถนนใหญ่ ทุกวันมีเพียงร้อยตัว ขายหมดก็ไม่มีอีกแล้ว”
“นายท่านอยากกินหรือขอรับ? ข้าจะไปซื้อให้!” เหลิ่งหวาเอ่ยยิ้มๆ ทำท่าจะลุกขึ้นยืน
“ข้าไปเอง” เหลิ่งซวงบอก ให้สัญญาณเขาอยู่ติดตามนายท่านไป
“อืม หากมีก็ซื้อกลับมาสักสองตัว เดี๋ยวจะถือกลับไปกินที่โรงเตี๊ยม”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับ หลังจากถามทางก็เดินออกไป
เหลิ่งหวาเฝ้าอยู่ข้างกายเฟิ่งจิ่วไปเงียบๆ บางครั้งก็ช่วยนางรินน้ำชา เห็นมือหนึ่งของนางเท้าแก้มคิดอะไรอยู่ตรงนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปทีละน้อย กลับยังไม่เห็นพี่สาวของเขากลับมา จึง.อดแปลกใจไม่ได้
เขาลุกขึ้นเดินมาตรงหน้าชายชราที่ร้านน้ำชา “เถ้าแก่ ท่านบอกว่าร้านนั้นห่างจากที่นี่ไม่ไกล?”
“ใช่! ไม่ไกล เลี้ยวผ่านถนนสองเส้นก็ถึง ใกล้มากๆ” ชายชราเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทำงานต่อไปพลางถาม “ลูกค้า จะเติมน้ำชาอีกหรือไม่?”
“ไม่ต้องหรอก” เหลิ่งหวาส่ายหน้า ถามอีกว่า “ร้านนั้นค้าขายอย่างไร? ต้องเข้าแถวหรือ?”
ชายชราโบกๆมือ ตอบว่า “ปกติไม่ต้อง เพราะไก่ย่างหอมหวนราคาไม่ใช่ถูกๆ คนปกติจะไม่ซื้อกันบ่อยๆ ไก่ย่างร้อยตัวอย่างไรก็ต้องขายถึงบ่าย”
ได้ยินเช่นนี้ เหลิ่งหวากลับมาบอกเฟิ่งจิ่วที่โต๊ะ “นายท่าน พี่สาวข้ายังไม่กลับมาเลย ไม่เช่นนั้นให้ข้าลองไปดูสักหน่อย?” ระยะห่างสองถนนไม่ควรไปนานเพียงนี้ อีกอย่างนายท่านยังรออยู่ที่นี่ หากไม่มีเรื่องอะไรรั้งไว้ก็ควรกลับมาตั้งนานแล้ว
เฟิ่งจิ่วตั้งสติกลับมา ถึงจะสังเกตว่าเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว เหลิ่งซวงยังไม่กลับมา จึงลุกขึ้นยืน “ไปด้วยกันเถอะ! นั่งที่นี่มาสักพักแล้ว”
หลังจากสองคนจ่ายค่าน้ำชาก็มุ่งหน้าไปยังร้านไก่ย่าง สอบถามทางด้านนั้นถึงรู้ว่าเหลิ่งซวงไม่ได้ผ่านมาที่ร้านเลย…
ตอนที่ 560: ตามหาคน
“ไม่ได้มา?” เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว ชำเลืองมองเสี่ยวเอ้อร์ร้านนั้น ก่อนจะเดินออกมา
“กลับโรงเตี๊ยมไปแล้วหรือเปล่าขอรับ?” เหลิ่งหวาเอ่ย แต่ในใจกระวนกระวายอยู่รางๆ
เฟิ่งจิ่วครุ่นคิดแล้วบอกว่า “ไม่น่าเป็นไปได้ ข้าเดาว่าคงเกิดเรื่องขึ้น แต่ต้องไปดูที่โรงเตี๊ยมก่อน ถามฮุยหลางว่าที่นี่มีคนของพวกเขาหรือไม่ ไปเถอะ!” พูดจบก็ไปยังโรงเตี๊ยมพร้อมกันกับเขา
สีหน้าเธอยามนี้เคร่งเครียดเล็กน้อย เพราะไม่นึกว่าเหลิ่งซวงไปซื้อของห่างไปแค่สองถนนก็หายไปเสียแล้ว คนที่นี่ป่าเถื่อนเช่นนั้นเชียว ถึงกล้าลักพาคนกลางวันแสกๆ? หนำซ้ำยังไม่มีความเคลื่อนไหวสักนิด เห็นได้เลยว่าคนที่เหลิ่งซวงพบต้องมีกำลังแกร่งกว่านางมากนัก
เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยมชั้นสอง เห็นฮุยหลางกับอิ่งอีเฝ้าหน้าประตูห้อง เฟิ่งจิ่วจึงถามว่า “ฮุยหลาง ในเมืองซานเจียงมีคนของตำหนักยมราชอยู่หรือไม่?”
ได้ยินคำพูดนี้ ฮุยหลางอึ้งไปสักครู่ “แน่นอนว่ามี ตำหนักยมราชเรากระจายตัวอยู่ทุกที่ ในเมืองนี้ก็มีฐานที่มั่นเช่นกัน” พูดจบก็ถามว่า “ทำไมรึ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่?”
ทำไมออกไปพักหนึ่งกลับมาสีหน้าก็ดูไม่ดีเสียแล้ว?
“เหลิ่งซวงหายไป เจ้าต้องช่วยข้าตรวจสอบโดยเร็วที่สุด” ผู้หญิงคนหนึ่งตกอยู่ในเงื้อมมือผู้อื่นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? ช่างพูดได้ยากจริงๆ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องตามหานางอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นไม่รู้จริงๆว่าจะเกิดเรื่องอะไร
ได้ยินแล้วฮุยหลางกับอิ่งอีต่างตกใจ เหลิ่งซวงหายตัวไป? ฮุยหลางถามขึ้นทันที “หายไปที่ไหน เรื่องเป็นมาอย่างไร ข้าจะสั่งคนไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้”
“พวกเราพักผ่อนอยู่ตรงมุมถนน จากนั้นพี่สาวข้าก็ไปซื้อไก่ย่างเตรียมจะนำกลับมาโรงเตี๊ยม แต่รอตั้งนานก็ไม่เห็น พวกเราออกไปตามหา คนในร้านนั้นก็บอกว่าพี่สาวข้าไม่ได้ไป” เหลิ่งหวาเล่าพลางขมวดคิ้ว ในดวงตามีความกังวล “หายไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ แต่มั่นใจได้ว่าต้องถูกคนจับไปแน่ๆ”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อที่นั่งขัดสมาธิปรับกลิ่นอายพลังอยู่ในห้องได้ยินเสียงพูดคุยเบาๆหน้าประตู จึงเดินออกมาสั่ง “สั่งคนไปตรวจสอบก่อน ต้องรู้ข่าวก่อนฟ้ามืด”
“ขอรับ!” ฮุยหลางขานรับแล้วโผร่างออกไปอย่างรวดเร็ว
เขามองเฟิ่งจิ่ว บอกว่า “กังวลไปก็เสียเปล่า รอก่อนเถอะ!”
เฟิ่งจิ่วครุ่นคิดดู ไม่ได้รออยู่ในโรงเตี๊ยมอย่างที่เขาบอก แต่เอ่ยว่า “ข้าจะพาเหลิ่งหวาไปถามที่ตลาดมืดเสียหน่อย” พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปข้างนอก
เห็นนางก้าวจากไป เซวียนหยวนโม่เจ๋อก็มองไปทางอิ่งอีก่อนสั่งการ “ให้คนที่อารักขานางอย่างลับๆตามไปติดๆ อย่าให้นางเกิดเรื่องอะไร”
“ขอรับ”
อิ่งอีขานรับและเดินตามลงไป ในมุมมืดมีคนคอยอารักขานายท่าน ซ้ำยังสั่งคนแอบตามคุ้มกันภูตหมอ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเจอการซุ่มโจมตีหรือลอบสังหาร
ครั้นมาถึงตลาดมืด เฟิ่งจิ่วแสดงป้ายคำสั่งทันที เธอไปพบหัวหน้าตลาดมืดและบอกแจ้งเหตุผล ให้เขาช่วยเร่งตามหาคน
เมื่อเห็นป้ายประจำตลาดมืด แน่นอนว่าหัวหน้าตลาดมืดไม่มีทางไม่ช่วยเหลือ ดังนั้นจึงส่งคนออกไปตรวจสอบเรื่องนี้
เวลานี้เอง เหลิ่งซวงที่หมดสติฟื้นขึ้นมา พบว่ามือเท้าถูกมัด ตรงปากยังมีแถบผ้ารัดไว้ และโดนขังอยู่ภายในห้อง ในใจก็ตื่นตกใจโดยพลัน ดิ้นรนคิดจะแก้เชือกออก แต่เชือกนั้นมัดแน่นเกินไป ดึงอย่างไรก็ไม่มีทางคลายออก
ดวงจิตนางสัมผัสได้ว่าด้านนอกมีผู้ฝึกตนสองคนที่พลังห่างชั้นกว่านางเฝ้าอยู่ นอกจากเครื่องเรือนภายในห้องที่สะท้อนสู่สายตา ก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่อีก
นางจำได้ว่าตอนนั้นถูกคนทำให้สลบจากด้านหลัง ตื่นมาก็มาอยู่ที่นี่แล้ว ใครเป็นคนจับนางมา และคิดจะทำอะไรกันแน่?
จบตอน
Comments
Post a Comment