ตอนที่ 561: อยู่ที่ไหน?
ขณะกำลังคิด ก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังมาจากด้านนอก นางจึงนอนกลับลงไปบนเตียงทันทีและแสร้งว่ายังสลบอยู่ ก่อนจะได้ยินเสียงประตูเปิดลอยมา
“หญิงคนนี้ยังไม่ตื่นหรือ?” เสียงผู้ชายดังขึ้น เป็นชายอายุสามสิบกว่าที่สีหน้าค่อนข้างซีด ดวงตาโปนอยู่บ้าง และสองตามีประกายขุ่นมัว
“เรียนคุณชาย ยังไม่ตื่นขอรับ เดาว่าฝ่ามือนั้นคงแรงเกินไป” ใครคนหนึ่งข้างกันกล่าวตอบ
“ช่างเถอะ ตอนนี้เวลายังเช้าอยู่! รอถึงค่ำข้าจะมาอีก” ชายคนนั้นพูดจบกลับยังไม่ออกไป แต่เข้ามาใกล้ข้างเตียงจ้องมองสาวน้อยบนเตียงผู้เคร่งขรึมงดงามในชุดสีดำ สายตาพินิจมองไปมาบนเรือนร่างอวบอิ่มงดงาม พลางกลืนน้ำลายอย่างอดไม่ได้
“วันนี้สาวน้อยคนนี้ไม่เพียงหน้าตาไม่เลว รูปร่างยังเผ็ดร้อนยิ่งนัก ข้ามองแล้วทนไม่ค่อยจะไหว”
“สายตาคุณชายดีเลิศเสมอมา บนถนนมีผู้หญิงมากมายเพียงนั้น คุณชายยังถูกใจนางตั้งแต่แวบแรก ถือเป็นโชคดีของนาง” คนคนนั้นข้างๆ เอ่ยอย่างประจบประแจง
“ฮี่ๆ ใช่ โชคดีที่คุณชายอย่างข้าต้องตา ก็มีแต่ต้องกลายเป็นผู้หญิงของข้าแล้ว ช่างเถอะ ช่างเถอะ เวลานี้ไม่ต้องรีบร้อน อีกเดี๋ยวเจ้าสั่งข้ารับใช้ไว้ด้วย หากสาวงามผู้นี้ตื่นมาก็ช่วยนางแต่งตัวดีๆเสียหน่อย เย็นนี้ข้าจะเข้ามา” เขาพูดพลางหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงมีความระริกระรี้ที่ไม่ปกปิดแม้แต่น้อย
“ขอรับ ขอรับ”
เหลิ่งซวงฟังคำพูดเหล่านั้น ยับยั้งความรู้สึกชั่ววูบที่อยากจะลืมตามองไว้ เพียงรอจนทั้งสองคนออกไปและห้องกลับสู่ความเงียบเชียบ ถึงจะลืมตาขึ้นมา คายชิ้นผ้าตรงปากออก จ้องไปด้านนอกด้วยแววตาเย็นเยียบน่าขนลุก
นางคิดหาวิธี ในใจรู้ดีว่าหากนายท่านพบว่าตนหายไปจะต้องออกตามหาแน่ แต่นางกลับไม่อาจนั่งรอความตายที่นี่ จึงต้องคิดหาวิธีช่วยเหลือตนเอง หากแค่ต้องจัดการสองคนนั้นยังไม่ใช่ปัญหา ทว่านอกห้องยังมีคนที่วรยุทธ์สูงกว่านางเฝ้าไว้ คิดจะหนีออกไปก็ยากแล้ว
แต่นายท่านมอบยาป้องกันตัวให้นางไว้ไม่น้อย ขอแค่แก้เชือกบนมือและเท้าออกก็ใช้งานได้แล้ว
เวลาเดียวกันนี้เอง เมื่อเห็นท้องฟ้ามืดลงทีละน้อย กลับยังคงไม่มีข่าวคราวของเหลิ่งซวง สีหน้าเฟิ่งจิ่วยิ่งไม่น่ามองขึ้นทุกที ก่อนกลับไปโรงเตี๊ยมเธอตรวจสอบถามไถ่พวกตลาดมืดใต้ดินและหอนางโลม แต่ก็ไม่มีข่าวเหลิ่งซวงเช่นกัน
ในเมื่อคนตลาดมืดใต้ดินและหอนางโลมไม่ได้จับตัวไป เดาว่าคงเห็นเหลิ่งซวงรูปโฉมโดดเด่นจึงเกิดความคิดหื่นกาม หากเป็นเช่นนี้จริง ยิ่งรออีกสักนาทีเหลิ่งซวงก็จะยิ่งมีอันตราย
เซวียนหยวนโม่เจ๋อมองนาง เห็นกลิ่นอายหนาวเย็นกระจายทั่วร่าง จึงเอ่ยปากปลอบขวัญ “ไม่นานนักคงมีข่าว คนตลาดมืดกำลังตามหา คนตำหนักยมราชก็เช่นกัน แค่เมืองซานเจียงเล็กๆ มีสองกลุ่มอำนาจกำลังตามหาเบาะแสคนคนเดียว คงไม่ยากเย็นอะไร”
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเขา ไม่ได้พูดอะไร สายตาเพียงหยุดลงบนร่างเหลิ่งหวาที่ยืนมองไปด้านนอกตรงหน้าต่าง
เหลิ่งซวงหายไป คนที่เป็นห่วงที่สุดน่าจะเป็นเหลิ่งหวา ความรักของพี่น้องที่เชื่อมโยงด้วยสายเลือดและใช้ชีวิตพึ่งพากัน พี่สาวเกิดเรื่อง เขากลับช่วยอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงรออยู่ที่นี่ ความรู้สึกนั้นแค่คิดดูก็รู้แล้ว
ในเวลานี้เอง ฮุยหลางเร่งฝีเท้าเดินเข้ามา “นายท่าน คุณชายจิ่ว มีข่าวมาแล้วขอรับ!”
ได้ยินคำพูดนี้ เหลิ่งหวาที่ยืนตรงหน้าต่างพลันหันหน้ากลับมา รีบเดินมายังข้างกายฮุยหลางแล้วถามด้วยความร้อนใจ “หาพี่สาวข้าพบแล้วหรือ นางอยู่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง ยังดีอยู่หรือเปล่า?”
ตอนที่ 562: นิสัยดุดัน
“นางถูกชายแซ่จงจับตัวไป คนผู้นี้บ้าตัณหาเป็นนิสัย คงถูกใจในรูปโฉมเหลิ่งซวง ข้าให้คนเข้าไปช่วยก่อนแล้ว ส่วนตัวเองกลับมารายงาน”
เหลิ่งหวาได้ยินใจยิ่งตึงเครียด มองไปทางนายท่านของตนอย่างรวดเร็ว เขาก็อยากไปช่วยพี่สาวเช่นกัน…
เฟิ่งจิ่วมองเขาแล้วบอกกับฮุยหลาง “เจ้าพาเหลิ่งหวาไปด้วย”
“ขอบคุณนายท่านมากขอรับ” เหลิ่งหวาพูดจบก็ตามฮุยหลางออกไปโดยเร็ว
เฟิ่งจิ่วมองเซวียนหยวนโม่เจ๋อข้างกาย เอ่ยว่า “ท่านรออยู่ที่นี่แล้วกัน ข้าไปครู่เดียวก็กลับมา”
เขาไม่ได้ตามไปด้วย เพราะรู้ว่านางจัดการเองได้ ดังนั้นจึงแค่รอนางกลับมาอยู่ในโรงเตี๊ยม
เวลาเดียวกันนี้ ภายในเขตเรือนเล็กๆแห่งนั้น เหลิ่งซวงที่เปลี่ยนมาสวมชุดกระโปรงสีชมพูอมม่วงดูแล้วยิ่งงามล้ำ รูปโฉมนางงดงามมาแต่กำเนิด ชุดสีดำที่สวมมาตลอดปีไม่เคยเปลี่ยนยังไม่อาจปกปิดความงามของนางได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชุดกระโปรงสีชมพูม่วงที่งามตาตัวนี้
เมื่อชายผู้มีฝีเท้าเบาหวิวเล็กน้อยเดินเข้ามา เห็นสาวงามถูกมัดนั่งอยู่บนเตียง ดวงตาพลันฉายแววเจ้าเล่ห์ เต็มไปด้วยท่าทางละโมบ “เป็นสาวน้อยที่งามนัก ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
เหลิ่งซวงมองคนผู้นั้นอย่างเย็นชา เห็นว่าคนผู้นี้ถึงแม้สีหน้าหมกมุ่นสุดขีด กลับเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง ในใจก็คร่ำเครียดเล็กน้อยอย่างอดมิได้ มิน่าล่ะ มิน่าถึงแค่มัดมือเท้านางไว้ ที่แท้ก็คิดว่านางจะหนีจากเงื้อมมือเขาไม่พ้น
ทันใดนั้น ความคิดผุดขึ้นมาร้อยพัน นางหลุบตาลงเล็กน้อย เก็บกลิ่นอายเย็นเยียบบนร่าง แล้วเอ่ยปากเรียบๆว่า “คุณชายปฏิบัติกับสาวงามเช่นนี้หรือเจ้าคะ?”
ครั้นเอ่ยคำพูดนี้ไป ชายผู้นั้นดวงตาเป็นประกาย “ไม่ได้แน่นอน ข้าปฏิบัติกับสาวงามอย่างอ่อนโยนเสมอมา” ระหว่างพูดเขามายังข้างเตียง ก่อนจะถามหยั่งเชิง “คนงาม ข้าแก้เชือกให้เจ้าเป็นอย่างไร? เจ้าอย่าคิดหนีเชียว หากเจ้าหนีแล้วทำให้ข้าโกรธ ผลที่ตามมาจะร้ายแรงนัก”
เหลิ่งซวงไม่พูดอะไร แค่ยื่นมือที่ถูกมัดไว้ไปให้เขา
ชายผู้นั้นไม่ได้สนใจ หลังจากแก้เชือกบนมือนางออกก็นั่งจับจ้องนางอยู่ที่ข้างเตียง ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่าสาวงามคนนี้งดงามไร้ใครเทียบ ยิ่งเย็นชายิ่งเลิศรส เขามองเสียจนไฟในใจลุกโชนขึ้นมา ยื่นมือออกไปเชยคางนางขึ้น
“คนงาม เจ้ามีนามว่าอะไร?”
เหลิ่งซวงเบี่ยงหลบเล็กน้อย กวาดมองเขาอย่างเย็นชา พลางแก้เชือกตรงเท้าออก “เหลิ่งซวงเจ้าค่ะ”
“เหลิ่งซวง? เย็นดุจน้ำแข็ง เจ้าเหมาะกับชื่อนี้จริงๆ” ดวงตาเขาแวววับ นัยน์ตายิ่งมีประกายเจ้าเลห์ “ข้านึกว่าเจ้าจะไม่บอกชื่อเสียอีก นึกไม่ถึงว่าแค่ถามไปตามปากเจ้าก็ยังบอก ดูไปแล้วช่างรู้ความนัก”
“บอกไป ก็เพื่อให้ท่านรู้ว่าคนที่ฆ่าท่านเป็นใคร!” กล่าวจบนางพลันลงมือ โจมตีไปยังลำคอของคนผู้นั้นอย่างดุดันรุนแรง ความเร็วที่ว่องไว แม้แต่ชายผู้นั้นที่ระวังตัวมาตั้งแต่แรกยังอดตกใจไม่ได้ ลำคอเหมือนจะเจ็บและมีเลือดไหลออกมา
ชายที่ถอยห่างไปอย่างรวดเร็วคลำๆตรงลำคอ เห็นบนนิ้วมือเปื้อนเลือดก็หัวเราะชั่วร้าย แลบลิ้นเลียเลือด จากนั้นจ้องมองเหลิ่งซวงที่ลุกขึ้นยืนด้วยแววตาแปลกใจ
“ฝีมือคล่องแคล่วไม่เบาเหมือนกันนี่ นิสัยก็ดุดันเอาการ มีรสชาติดี ข้าชอบ” ขณะพูด เขาโน้มตัวตรงเข้าไปทันที และยื่นมือจู่โจมไปทางเหลิ่งซวง
สองคนต่อสู้กันในห้อง อีกสองคนที่เฝ้าด้านนอกเพียงฟังอยู่เงียบๆ ไม่ได้มีความคิดจะยื่นมือเข้าไปยุ่ง แค่ผู้ฝึกพลังเร้นลับตัวเล็กๆคนเดียวเท่านั้น โดนคุณชายแกล้งหยอกเล่น จะเป็นหรือตาย สุดท้ายคุณชายเป็นคนกำหนดไม่ใช่หรือ?
ตอนที่ 563: คนที่ฆ่าเจ้านามว่าเหลิ่งซวง
“แคว่ก!”
เสียงเสื้อผ้าฉีกขาดดังมาจากด้านใน ผู้ฝึกตนสองคนด้านนอกมองหน้ากันแล้วยิ้มขึ้นมา
ทว่าภายในห้อง ชายคนนั้นกำเศษผ้าที่ฉีกมาจากบนร่างเหลิ่งซวง ถือไว้ตรงจมูกพลางสูด.ดมลึกๆ สายตาจับจ้องผิวขาวราวหิมะที่เผยออกมา สีหน้าลุ่มหลง “เสื้อผ้าที่คนงามใส่ก็หอมนัก”
เหลิ่งซวงใบหน้าไร้อารมณ์ ท่าทางไม่สะทกสะท้าน เสื้อผ้าบนร่างถูกเปลี่ยน ไม่มีแม้แต่อาวุธให้ใช้ มิเช่นนั้นเมื่อครู่คงไม่แค่ฟันคอ แต่จะเอาชีวิตเขาเสีย!
ทว่าหากเปลี่ยนเป็นนายท่าน เชื่อว่าแค่ลงมือคนผู้นี้ก็ตายแล้ว นายท่านสังหารคนได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธ ดูท่านางยังต้องเรียนรู้วิธีสังหารคนจากนายท่านอีกมาก
“คนงาม มาเล่นด้วยกันอีก ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะใจเย็นเช่นนี้ไปได้ตลอด” ชายคนนั้นพูดจบก็จู่โจมเหลิ่งซวงอีกครั้ง นางหยิบแจกันข้างตัวขึ้นมาโยนออกไปทันที ชายคนนั้นหลบออกไป แจกันตกแตกบนพื้น
เหลิ่งซวงเข้าไปเผชิญหน้าโดยไม่หลบเลี่ยง สองคนสู้กันไม่กี่กระบวนท่า เสื้อตรงไหล่ซ้ายของนางก็โดนฉีกขาดอีกครั้ง เสื้อ.บนร่างคล้ายถูกชายคนนั้นฉีกดึงลง เผยให้เห็นผิวขาวราวหิมะผืนใหญ่ แม้แต่เนิน.อกยังวับๆแวมๆ ร่างกายยืนได้ไม่มั่นคงจึงล้มลงไปตรงเศษแจกัน แขนถูกเศษแจกันบนพื้นบาดจนเลือดไหล
“ดูเจ้าสิ ทำไมถึงไม่ระวังเช่นนี้ บาดเจ็บแล้วล่ะสิ?” ชายคนนั้นขมวดคิ้ว เห็นผิวขาวเนียนโดนบาดจนเลือดออกก็มีสีหน้าทุกข์ใจโดยพลัน แต่แววตากลับจ้องภาพ.งดงามที่เนิน.อก กลืนน้ำลาย อีกทั้งหายใจแรงขึ้นหลายส่วน
เหลิ่งซวงเงยหน้าขึ้นเห็นเขาเดินมา เวลาต่อมา ร่างพลันกระโดดขึ้นและพุ่งไปทางชายคนนั้น เขาหัวเราะเบาๆคล้ายไม่สนใจ ยื่นมือออกไปกอดนางไว้โดยไม่หลบหลีก ทว่าในเวลานี้เอง ร่างกายเขากลับแข็งทื่อ เบิกตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากตรงลำคอ เส้นเลือดโดนตัดขาด ชายคนนั้นใช้มือกุมไว้ แต่ก็หยุดเลือดที่ทะลักออกมาราวน้ำพุไม่ได้ เขาปล่อยเหลิ่งซวงไปพลางโงนเงนถอยหลัง ถลึงตาโตชี้ไปทางนาง
เหลิ่งซวงโยนเศษแจกันเปื้อนเลือดในมือทิ้ง มองชายคนนั้นอย่างเย็นชา พลางกระชับเสื้อผ้าบนร่างให้เรียบร้อย “จำไว้ คนที่ฆ่าเจ้ามีนามว่าเหลิ่งซวง”
“ตุบ!”
ร่างชายคนนั้นล้มลงไป จนกระทั่งตายก็ไม่อาจตายตาหลับ อย่างไรเขาก็ไม่นึกว่าผู้ฝึกพลังเร้นลับตัวเล็กๆ ที่ตนไม่เคยเห็นอยู่ในสายตาจะสังหารผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังผู้สง่างามเช่นเขาได้
เขาจะรู้ได้อย่างไร สิ่งที่เหลิ่งซวงเรียนจากเฟิ่งจิ่วคือวิธีฆ่าคนอย่างไรโดยไม่มีอาวุธติดมือ ขอแค่มีของมีคม ก็สามารถคร่าชีวิตคนได้ทุกเมื่อ!
เหลิ่งซวงคว้าถุงฟ้าดินมาจากชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นค้นหาถุงฟ้าดินของตัวเองด้านใน และคว้ากริชออกมา เวลานี้เอง ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังด้านนอกรู้สึกผิดแปลกจึงผลักเปิดประตูเข้ามา
เมื่อได้กลิ่นคาวเลือดในห้อง และยังเห็นชายคนนั้นที่ล้มอยู่กลางห้องด้านนอก ม่านตาของผู้ฝึกตนทั้งสองหดลง พลันโจมตีไปทางเหลิ่งซวง
เหลิ่งซวงปลิดชีพผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้น และสบโอกาสที่ศัตรูไม่ทันระวัง ใช้ความไขว้เขวเป็นโอกาสในการฆ่า แต่สองผู้ฝึกตนกลับเข้าสู้ซึ่งหน้า นางไม่อาจต้านทานจิตสังหารที่โหดเหี้ยมในทุกกระบวนท่าของพวกเขาได้
“ตุบ!”
นางถูกหนึ่งคนในนั้นโจมตี ร่างกายเหมือนจะเสียสมดุลและกระเด็นออกไปนอกห้อง เดิมทีนึกว่าจะตกลงบนพื้น ไม่นึกเลยว่าจะมีคนรับไว้
ตอนที่ 564: แสงไฟยามวิกาล
ชายชราระดับกำเนิดวิญญาณคนหนึ่งชำเลืองมองสองคนด้านใน ผลักเหลิ่งซวงไปข้างๆ “ไปยืนข้างๆ” สิ้นเสียงร่างเขาพลันพุ่งไปด้านใน ได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนสองเสียงดังมา จากนั้นทั้งเรือนก็กลับสู่ความเงียบสงบทันที
“พี่เหลิ่งซวง!”
เหลิ่งหวาให้ฮุยหลางพามา เมื่อเห็นพี่สาวในลานบ้านที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งก็สูดหายใจเฮือก รีบร้อนถอดเสื้อนอกบนร่างคลุมมาให้นาง “พี่เหลิ่งซวง ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
ฮุยหลางพินิจมองนางจากบนลงล่าง เห็นว่าแค่คอเสื้อถูกฉีกขาด แขนโดนกรีดบาดเจ็บเลือดไหลเล็กน้อย ถึงจะแอบโล่งใจ โชคดีที่ไม่เป็นอะไร หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงนั่นต้องเป็นปัญหาแน่
“ข้าไม่เป็นไร” เหลิ่งซวงส่ายหน้า เห็นสีหน้าเขาเป็นกังวลจึงเสริมอีกประโยค “แค่โดนเศษแก้วบาด”
เหลิ่งหวาพันแผลหยุดเลือดให้นางโดยเร็ว พลางบอกว่า “พี่เหลิ่งซวง ท่านไม่รู้หรอกว่าตอนท่านหายไปข้ากับนายท่านร้อนใจแทบตาย นายท่านให้คนของเจ้าตำหนักยมราชตรวจสอบ ซ้ำยังไปตลาดมืดให้คนช่วยดูอีก นางพาข้าวิ่งไปตามหาท่านตั้งหลายที่ โชคดีที่ท่านไม่เป็นอะไร”
ได้ยินเช่นนี้ เหลิ่งซวง.อบอุ่นในใจ ขณะกำลังจะพูดก็เห็นร่างสีแดงโผเข้ามา จึงขานเรียกทันที “นายท่าน”
เฟิ่งจิ่วมองนาง พินิจมองจากบนลงล่างเสียก่อนถึงจะพยักหน้า “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” จากนั้นสายตามองไปด้านในเรือน
เห็นชายชราชุดเทาคนนั้นเดินออกมา สายตาหยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่ว ชะงักเล็กน้อยแล้วจึงพยักหน้า บอกว่า “ไม่มีใครเหลือรอดขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วมองชายชราแวบหนึ่ง บอกเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาว่า “พวกเจ้ากลับไปเถอะ ฮุยหลาง เผาเรือนหลังนี้ทิ้งซะ”
“ขอรับ”
พวกเขาขานรับ แล้วตามหลังนางจากไป ส่วนชายชรากระโจนขึ้น หายลับไปกลางค่ำคืนมืดมิด เปลวไฟแล่นตรงไปในเขตเรือนและลุกโชนขึ้นมา แสงไฟส่องสว่างไปกว่าครึ่งฟ้าราตรี กลุ่มอำนาจแต่ละฝ่ายภายในเมืองซานเจียงต่างแตกตื่นเช่นกัน…
บ้านตระกูลหลิน
“ทำไมทางตะวันตกของเมืองถึงมีไฟไหม้ รู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น?” ผู้นำตระกูลหลินสอบถามกลุ่มคนที่นั่งด้านล่าง
“เรือนหลังนั้นเป็นที่พำนักของลูกหลานสายตรงของตระกูลจงคนหนึ่งที่พฤติกรรมค่อนข้างเหลวไหล ใช้สำหรับซ่อนผู้หญิงโดยเฉพาะ เดาว่าคงไปล่วงเกินใครเข้าถึงถูกวางเพลิง ส่วนที่ว่าใครเป็นคนทำนั้นยังไม่ทราบ ที่นั่นไม่มีใครเหลือรอดสักคน” หลินเฉิงจื้อแจ้งข่าวที่ได้รับมาให้ทุกคนทราบ
“บุตรชายตระกูลจงคนนั้นไม่ได้เป็นเช่นนี้แค่ปีสองปี คนในเมืองซานเจียงต่างไม่ไปต่อกรกับเขา เดาว่าคงเป็นคนจากต่างถิ่นถึงกล้าลงมือเช่นนี้อย่างไม่เกรงกลัว” หลินป๋อเหิงเอ่ยขึ้น ให้สัญญาณว่า “เรื่องไม่เกี่ยวกับพวกเราก็อย่าไปสนใจเลย ดูแลตระกูลตัวเองให้ดีพอ”
“ขอรับ” ทุกคนเบื้องล่างขานรับ
“พูดเรื่องชาวบ้านจบแล้ว เช่นนั้นก็มาพูดเรื่องจริงจังกัน” หลินป๋อเหิงมองเหล่าบุตรชายที่นั่งอยู่เบื้องล่าง กล่าวว่า “เรื่องงานแต่งของท่านน้าพวกเจ้าถือว่าตกลงแล้ว แม้ยังไม่จัดพิธีหมั้นหมาย แต่หลังจากพวกเจ้าแต่ละคนกลับไปก็ควรเตรียมตัวเสียหน่อย เตรียมของขวัญให้ท่านน้าพวกเจ้าดีๆ”
“ท่านพ่อ เรื่องนี้พวกเราต่างรู้ดีว่าต้องทำอย่างไร ท่านไม่ต้องเป็นห่วง” หลินเฉิงจื้อพูดยิ้มๆ แล้วมองไปทางพวกน้องชาย
“จริงด้วยท่านพ่อ เรื่องนี้ท่านวางใจเถอะ! พวกเราจะเตรียมการอย่างดี” คนตรงลำดับที่สองก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม สำหรับเรื่องที่ท่านน้าจะแต่งงาน พวกเขาล้วนยินดีจากก้นบึ้งหัวใจ
หลินป๋อเหิงพยักหน้าอย่างพอใจ “อืม ในเมื่อรู้แล้วข้าจะไม่พูดมาก อีกสองสามวันข้าจะส่งซานหยวนกลับไปด้วยตัวเอง ถึงเวลานั้นตระกูลหลินจะให้ผู้อาวุโสดูแลแทน”
ตอนที่ 565: ไม่เหมือนกัน
“ท่านพ่อวางใจเถิด หากท่านพ่อไม่อยู่บ้าน ข้ากับพวกน้องๆจะคุ้มกันตระกูลหลินเราอย่างดี” หลิงเฉิงจื้อลุกขึ้นพูด
“อืม”
หลินป๋อเหิงพยักหน้าอย่างปลื้มใจ ลูกชายพวกนี้เกิดจากท้องเดียวกัน ทุกคนรักใคร่กลมเกลียว ไม่เข่นฆ่าชิงดีชิงเด่นกันเหมือนตระกูลอื่น และเพราะมีผู้อาวุโสเช่นพวกเขาเป็นแบบอย่างที่ดี พวกลูกหลานเบื้องล่างแต่ละคนจึงประพฤติตัวเหมาะสม ชื่อเสียงตระกูลหลินในเมืองซานเจียงถึงได้ดีเช่นนี้
อีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่กลับถึงโรงเตี๊ยมให้เหลิ่งซวงไปอาบน้ำเสียหน่อย จากนั้นค่อยมาพันแผลใหม่ และตรวจให้แน่ใจว่าบาดแผลไม่เป็นอะไร ถึงจะให้นางไปพักผ่อน
ด้านนอก เซวียนหยวนโม่เจ๋อนั่งอยู่ตรงโต๊ะ ครั้นเห็นนางออกมาก็รินเหล้าให้ เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำด้วยท่าทางเหมือนไม่สนใจ “เจ้าใส่ใจคนข้างกายเช่นนี้เสมอหรือ?”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเขา “คนอื่นปฏิบัติกับข้าอย่างจริงใจ แน่นอนว่าข้าย่อมปฏิบัติกับเขาอย่างจริงใจเช่นกัน มีอะไรน่าสงสัย?” เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาสองคนแม้ติดตามข้างกายเธอมาไม่นาน แต่เชื่อว่าหากเธอมีอันตราย พวกเขาสองคนจะไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเองแน่นอน
หากบอกว่าทั้งสองเห็นเธอเป็นเจ้านาย ไม่สู้บอกว่าเห็นเป็นครอบครัว เห็นเป็นคนสำคัญ เธอรู้สึกได้ถึงการปฏิบัติอย่างจริงใจจากพวกเขา จึงเป็นธรรมดาที่จะปฏิบัติกับพวกเขาด้วยความจริงใจเช่นกัน
ได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาดำขลับลึกล้ำของเซวียนหยวนโม่เจ๋อก็ฉายประกาย “พูดถึงเพียงนั้น ข้ายังทำได้ดีไม่พอ?”
เฟิ่งจิ่วกลอกตา “นี่มันไม่เหมือนกัน”
“ไม่เหมือนกันอย่างไร?”
เฟิ่งจิ่วทำพียงชายตามองเขา สายตาลึกซึ้ง แต่กลับไม่เอ่ยปากพูดต่อ แค่บอกว่า “ข้ากลับไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้จะไปบ้านตระกูลหลินแต่เช้า” กล่าวจบก็หมุนตัวกลับห้องไป
เห็นนางเข้าห้องไปแล้ว แม้แต่ประตูยังลงกลอน นิ้วมือเขาเคาะๆหน้าโต๊ะอย่างใจลอย ถามขึ้นว่า “ทำไมไม่เหมือนกัน?” สายตากวาดมองไปทางอิ่งอีข้างๆ ที่เป็นเช่นมนุษย์ล่องหน “เจ้ารู้หรือไม่?”
อิ่งอีถูกสายตานายท่านกวาดมอง จึงฝืนใจเดินเข้าไป ชะงักไปนิดและเอ่ยว่า “ข้าน้อยมีความเห็นข้อหนึ่ง หากพูดผิดไป หวังว่านายท่านจะไม่ถือสา”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อชำเลืองมองเขา “ว่ามา”
“ขอรับ”
อิ่งอีขานรับ กล่าวว่า “ข้าน้อยไม่รู้ว่า ‘ไม่เหมือนกัน’ ที่คุณชายจิ่วว่าคืออะไร แต่ข้าน้อยมั่นใจได้ว่าคุณชายจิ่วปฏิบัติกับนายท่านต่างจากคนอื่น”
“โอ้?” แววตาเขาวูบไหวเล็กน้อย “ว่าต่อสิ”
“คนอื่นไม่อาจเข้าใกล้ตัวคุณชายจิ่ว แต่นายท่านทำได้ นี่คือสิ่งที่แตกต่างขอรับ”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อได้ยินดังนั้นก็คล้ายขบคิดอะไรบางอย่าง ตนเองเป็นคนในสถานการณ์จึงหลงทาง ไม่รู้สึกแตกต่างอะไรจริงๆ แต่อิ่งอีเอ่ยถึงเพียงนี้ ดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้จริงๆ
เขาเก็บอารมณ์ มองไปทางอิ่งอีที่ก้มหัวลงน้อยๆ “เจ้ามีประสบการณ์ด้านนี้มาก แต่ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นเจ้าเข้าใกล้ผู้หญิงคนไหนเลย?”
ได้ยินคำพูดนี้ อิ่งอีแข็งทื่อโดยฉับพลัน ไม่รู้จะตอบอย่างไร โชคดีที่นายท่านไม่ได้รอคำตอบ หลังจากจิบเหล้าก็ลุกขึ้นกลับห้อง เห็นเจ้านายเข้าห้องไปแล้วถึงจะลอบถอนหายใจ
แอบคิดว่าไม่รู้ว่าเจ้าฮุยหลางหนีไปไหนแล้ว หากเจ้านั่นอยู่ตรงนี้ คำถามเช่นนี้อย่างไรก็ไม่พ้นต้องให้เขามาตอบ
เช้าตรู่วันต่อมา เฟิ่งจิ่วในชุดสีแดงเดินออกจากห้องอย่างง่วงงุนเล็กน้อย เห็นเซวียนหยวนโม่เจ๋อนั่งอยู่ตรงหน้าต่าง จึงหาวหวอดๆ พลางเดินเข้าไป
“ท่านตื่นเช้ามากเลย!”
ตอนที่ 566: เยี่ยมเยือนถึงบ้าน
เหลิ่งหวาเห็นว่าทั้งสองตื่นกันหมดแล้ว จึงสั่งคนยกอาหารเช้ามา จากนั้นค่อยถอยไปอีกโต๊ะหนึ่ง
“หลังจากพบท่านปู่เจ้า คิดจะทำอย่างไร?” เซวียนหยวนโม่เจ๋อกินอาหารเช้าพลางถาม
“แน่นอนว่าต้องลองถามความเห็นท่านปู่! หากเขาอยากกลับไป ข้าก็จะกลับด้วยกันกับเขา หากเขาต้องการอยู่ที่นี่ ข้าจะกลับไปบอกเรื่องราวกับท่านพ่อเสียหน่อย เพื่อไม่ให้เขากังวลใจอยู่ตลอด” เธอกินข้าวต้มคู่กับกับข้าว ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนถามอีกว่า “ท่านล่ะ ไม่ต้องกลับไปหรือ”
“ข้าไม่รีบ” หลังจากกินอะไรไปบ้างแล้วเขาก็หยุดตะเกียบมองนางกิน
“ไม่กินแล้ว?” เธอเลิกคิ้วมองเขา “หรือว่าไม่ถูกปาก?”
“ข้าอิ่มแล้ว” เขาบอก มองนางพลางพูดอีกว่า “เจ้าก็กินเยอะๆหน่อย”
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ และไม่ปริปากอีก จัดการอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว เช็ดๆมุมปากแล้วลุกขึ้นยืน “ไปกันเถอะ!”
เห็นนางกระดกกินข้าวต้มนั้นสองสามครั้ง เขาก็ขมวดคิ้ว “คราวหลังกินอาหารอย่ารีบถึงเพียงนั้น ไม่ได้รีบเร่งอะไร”
“ได้ๆ ข้ารู้แล้ว” เธอขานรับอย่างหมดคำจะพูด คิดว่าเขาแทบไม่ต่างจากแม่เฒ่า จู้จี้ขี้บ่น อะไรๆล้วนต้องดูแล
เมื่อนายท่านทั้งสองกินเสร็จแล้ว พวกเขาอีกโต๊ะหนึ่งจึงจัดการอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว และตามหลังพวกเขาออกจากโรงเตี๊ยมไปยังบ้านตระกูลหลิน โรงเตี๊ยมห่างจากบ้านตระกูลหลินไม่ไกล ฝีเท้าพวกเขาไม่เร่งรีบ เดินนวยนาดไปประมาณครึ่งชั่วยามจึงจะมาถึงหน้าประตูใหญ่ตระกูลหลิน
เหลิ่งหวาเข้าไปเคาะประตู ส่วนคนอื่นยืนรอข้างๆ
ชายชราคนหนึ่งเข้ามาเปิดประตู หลังจากเห็นเหลิ่งหวาที่เคาะประตูก็พินิจมองแวบหนึ่ง แล้วจึงมองเหล่าคนข้างๆนั้น ถามว่า “พวกท่านมาหาใคร?”
“เรามาหา…” เฟิ่งจิ่วเอ่ยปาก เสียงชะงักไป พลันฉุกคิดขึ้นได้ ยิ้มเอ่ยว่า “ท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง”
พอได้ยินว่ามาหาท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง ชายชราคนนั้นรีบร้อนเปิดประตูออก “เชิญทุกท่านเข้ามาขอรับ ข้าจะไปรายงานก่อน” พูดจบก็สั่งคนพาพวกเขาไปจิบชายังห้องรับแขก ส่วนตนเองไปรายงานผู้นำตระกูล
หลินป๋อเหิงที่กำลังทานอาหารเช้าในเรือนได้ยินคำพ่อบ้านก็อึ้งไป “เจ้าบอกว่าใครนะ? หนุ่มน้อยชุดแดงกับชายชุดดำ? บอกว่ามาหาซานหยวนหรือ” ซานหยวนอยู่ที่นี่นอกจากพวกเขาก็ไม่มีคนรู้จักอื่น ทำไมถึงมีคนมาหาได้?
“ขอรับ ข้าน้อยเห็นพวกเขาท่าทางไม่ธรรมดา ไม่เหมือนคนทั่วไป ซ้ำยังมาหาท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง จึงเชิญพวกเขามาจิบชายังห้องรับแขกขอรับ”
“อืม เจ้าไปบอกซานหยวน ข้าจะลองไปดูก่อน” เขาลุกขึ้นบอก สั่งพ่อบ้านไปรายงาน ส่วนตนเองไปยังห้องรับแขกที่เรือนด้านหน้า
เมื่อมาถึงห้องรับแขกก็เห็นสองร่างหนึ่งดำหนึ่งแดงนั่งอยู่ด้านใน ด้านหลังสองคนยังมีชายสามหญิงหนึ่งยืนอยู่ เห็นเช่นนี้เขาจึงใช้สายตาจับจ้องร่างทั้งสองที่นั่งอยู่นั้น แอบพินิจมอง แต่เมื่อสายตาหยุดลงบนร่างชายชุดคลุมดำ จิตใจเขาอดสั่นสะท้านไม่ได้ และละสายตาหนีอย่างอึดอัดใจ
ในใจตกใจเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาเดินเข้าไปกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ข้าหลินป๋อเหิงผู้นำตระกูลหลิน ได้ยินพ่อบ้านบอกว่าในจวนมีแขกมา ไม่ทราบว่าแขกผู้มีเกียรติทั้งสองมาจากที่ใด?” ระหว่างพูด เขามานั่งลงตรงตำแหน่งผู้อาวุโส สายตาหยุดลงบนร่างหนุ่มน้อยชุดแดง
เห็นหนุ่มน้อยคนนั้น เขาแอบชื่นชมอย่างอดไม่ได้ ช่างเป็นหนุ่มน้อยรูปงามที่เปิดเผยไม่เกรงกลัวใคร ในกลิ่นอายสง่างามที่คึกคะนองรักอิสระมีกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่เป็นธรรมชาติอยู่ ทั้งร้ายกาจและเอาแต่ใจ พอจะเห็นได้ว่าคนคนนี้เป็นผู้มีใจทะเยอทะยานอย่างแน่นอน
ส่วนชายชุดคลุมดำคนนั้น ลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา แม้แต่เขายังไม่กล้าวิเคราะห์ประเมิน รู้แค่ว่าสองคนที่มาวันนี้ไม่ธรรรมดาอย่างยิ่ง
ตอนที่ 567: ใครมาหาข้า?
“ข้าน้อยเฟิ่งจิ่ว คารวะท่านผู้นำตระกูลหลิน” เฟิ่งจิ่วลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะ
ได้ยินแล้ว หลินป๋อเหิงตรงตำแหน่งผู้อาวุโสนิ่งอึ้ง เบิกตาโตจ้องนางอย่างตกใจ “จะ เจ้าคือเฟิ่งจิ่ว? เฟิ่งชิงเกอ? หลานสาวซานหยวน?” เขาพินิจมองจากบนลงล่าง ไม่นึกว่าจะมองไม่ออกว่าหนุ่มน้อยเบื้องหน้าคนนี้เป็นผู้หญิง?
ผู้หญิงคนไหนจะแต่งตัวเป็นชายแล้วทั่วร่างไม่มีท่าทางชดช้อยเยี่ยงสตรีแม้แต่น้อยเช่นนางได้? แล้วใครบ้างที่กิริยาเต็มไปด้วยความงามสง่าไม่แยแสใครเช่นนางได้? หากนางไม่แจ้งเขาคงไม่เชื่อ ว่าคนตรงหน้าคือหลานสาวคนนั้นของซานหยวน
เขาเคยสั่งคนไปตรวจสอบแล้ว จึงรู้แน่นอนว่าหลานสาวของซานหยวนเดิมทีมีนามว่าเฟิ่งชิงเกอ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นเฟิ่งจิ่ว แต่ในใจเขานึกสงสัย นางรู้เรื่องที่ซานหยวนอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ซ้ำยังมาหาถึงบ้านอีก?
หลานสาวซานหยวนคนนี้ จากข่าวที่สืบกลับมาก็รู้ว่าไม่ธรรมดา นึกไม่ถึงว่าเมื่อเห็นด้วยตาตัวเองจะยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ
ยังมีชายชุดคลุมดำคนนั้นอีก…
สายตาเขามองที่ร่างชายชุดคลุมดำ แอบคิดว่านี่คงเป็นผู้แข็งแกร่งที่ช่วยพวกเขากำจัดผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณ! สังหารระดับกำเนิดวิญญาณภายในเสี้ยวพริบตา คนคนนี้อันตรายจริงๆ’
“ใช่เจ้าค่ะ” เฟิ่งจิ่วผุดรอยยิ้ม “รู้ว่าท่านปู่อยู่ที่นี่ ข้าจึงมาดูเสียหน่อย”
ได้ยินดังนี้ หลินป๋อเหิงสีหน้าแปลกไป ในใจไตร่ตรองคำพูดประโยคนี้อย่างละเอียด ‘รู้ว่าปู่นางอยู่ที่นี่ ดังนั้นจึงเข้ามาดูเสียหน่อย? แค่ดูหรือ?’
“แค่กๆ!”
เขากระแอมไอ ใบหน้าน่าเกรงขามฉีกยิ้มที่คิดเอาเองว่าเป็นมิตรออกมา “เช่นนั้น เจ้าหนูเฟิ่ง เอ่อ ไม่สิ แม่หนูเฟิ่ง ข้ากับปู่เจ้าเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าผู้นำตระกูลหลินหรอก เรียกข้าว่าท่านปู่หลินก็ได้”
“เจ้าค่ะ ท่านปู่หลิน” ใบหน้าเฟิ่งจิ่วมีรอยยิ้ม ราวกับคนช่างพูดช่างจา ท่าทางน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
“เรื่องนี้ แม้ตอนนั้นจะลักพา…เอ่อ เชิญปู่เจ้ามา แต่พวกเราก็สนใจสถานการณ์ทางฝั่งพวกเจ้า เดิมคิดว่าหากถึงเวลาต้องการความช่วยเหลือจะลงมือ แต่คาดไม่ถึงว่าเจ้ากับพ่อจะจัดการเรื่องได้ดีถึงเพียงนั้น หลังจากรู้เรื่องข้ายังบอกปู่เจ้าเป็นพิเศษว่าเขามีหลานสาวดี”
สีหน้าหลินป๋อเหิงกระอักกระอ่วน ลักพาตัวปู่นางมาแล้วหลานสาวเขามาหาถึงบ้าน เขารู้สึกร้อนตัวอย่างที่อธิบายไม่ถูก โดยเฉพาะเมื่อชายชุดคลุมดำคนนั้นกวาดมองมาทางเขาอยู่บ่อยครั้ง ความรู้สึกกดดันมหาศาลยิ่งทำให้ฝ่ามือเขามีเหงื่อซึม ในใจกลืนไม่เอาคลายไม่ออก ถึงขั้นตึงเครียด
“ท่านปู่หลินไม่จำเป็นต้องกระวนกระวายใจ ข้าไม่ได้ถือโทษพวกท่าน” เฟิ่งจิ่วเอ่ยยิ้มๆ “ข้ามาหาถึงที่นี่ได้ ก็สืบเจอเรื่องท่านปู่และท่านน้าซู่ซี ครั้งนี้มาดูเสียหน่อยว่าท่านปู่มีแผนการเช่นไร หากเขาอยากอยู่ที่นี่ข้าจะกลับไปบอกท่านพ่อเสียก่อน ท่านพ่อจะได้ไม่เป็นห่วง”
“เหอะๆ ที่แท้เจ้าก็รู้เรื่องพวกเขาสองคนแล้ว?” หลินป๋อเหิงถอนหายใจเบาๆ บอกว่า “อันที่จริงพวกเขาสองคนพูดชัดเจนแล้ว วันนั้นปู่เจ้ายังบอกว่าจะกลับไปก่อน ให้คนเตรียมการดีๆเสียหน่อย จะได้สู่ขอซู่ซีให้เรียบร้อย หากเขารู้ว่าเจ้ามาจะต้องดีใจมากแน่ๆ”
ได้ยินเช่นนี้ รอยยิ้มบนหน้าเฟิ่งจิ่วยิ่งกว้างขึ้น “เจ้าค่ะ ข้าก็คิดว่าหากเขาพบข้าน่าจะประหลาดใจมาก” ขณะกำลังพูดก็ได้ยินเสียงท่านปู่ลอยมาจากด้านนอก
“ใคร? ใครมาหาข้า?” ผู้เฒ่าเฟิ่งสาวก้าวเดินมา พลางถามพ่อบ้านที่นำทางอยู่
ตอนที่ 568: แย่แล้ว แม่หนูเฟิ่งมา
“ผู้เฒ่าเฟิ่งเข้าไปก็รู้เองขอรับ” พ่อบ้านกล่าวยิ้มๆ หยุดฝีเท้าลงไม่เดินหน้าต่อ เพราะตรงหน้าเป็นห้องรับแขกแล้ว
เห็นเช่นนี้ผู้เฒ่าเฟิ่งจึงเอามือไพล่หลังเดินไปด้านหน้า เมื่อก้าวเข้าห้องรับแขกและเงยหน้ามองไปด้านใน แวบแรกเขาก็ตกใจจนร่างสะดุ้งโหยง ยามสบดวงตายิ้มแย้มคู่นั้น ใบหน้าเขายิ่งแดงก่ำไปหมด ถึงกับวิ่งหนีออกไป หายลับไร้ร่องรอย
“ท่านปู่…”
เฟิ่งจิ่วตกตะลึง เพิ่งลุกขึ้นยืนเรียกไปหนึ่งคำถึงจะเห็นท่านปู่ นึกไม่ถึงว่าเขา…จะตกใจเธอจนวิ่งหนีไปแล้ว?
“หรือว่าข้าเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม? ไม่นึกเลยว่าจะทำให้ท่านปู่ตกใจ?” เธอขมวดคิ้ว มือหนึ่งลูบๆหน้าตัวเอง มองไปทางเซวียนหยวนโม่เจ๋อด้วยสีหน้าแปลกๆ
“เหอะๆ ซานหยวนรู้สึกว่าไม่คู่ควรกับซู่ซีมาตลอด และคิดว่าตัวเองอายุมากแล้ว แต่ซู่ซีกลับมีรูปโฉมอายุยี่สิบ เดาว่าจู่ๆพบเจ้าที่นี่คงไม่ทันได้เตรียมตัวกระมัง!” หลินป๋อเหิงยิ้มๆ ลุกขึ้นเอ่ยอย่างจนใจ “ข้าจะพาพวกเจ้าไปที่เรือนเขาแล้วกัน! เขาต้องซ่อนตัวไม่กล้าพบใครแน่”
ได้ยินแล้วเฟิ่งจิ่วนิ่งไป จากนั้นค่อยมองฮุยหลางและนึกถึงคำพูดของเขาตอนนั้น จึงหัวเราะขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “ไม่นึกว่าท่านปู่เห็นข้าจะไม่ประหลาดใจ แต่ตกใจเสียมากกว่า! เฮ้อ! นี่ข้าไม่ควรมาใช่ไหม?”
ยามนี้แม้แต่เซวียนหยวนโม่เจ๋อยังยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่าง.อดไม่ไหว ลุกขึ้นยืนพร้อมๆกับนาง จากนั้นตามหลินป๋อเหิงไปยังเรือนของผู้เฒ่าเฟิ่ง
เวลานี้เอง ผู้เฒ่าเฟิ่งหน้าแดงก่ำกำลังวิ่งไปยังเรือนราวกับมีไฟลนก้น กระซิบพึมพำตลอดทางว่า “แย่แล้วแย่แล้ว ทำไมแม่หนูเฟิ่งถึงมาหา? หะ หากนางรู้เรื่องข้ากับซู่ซี จะเอาหน้าแก่ๆนี้ไปไว้ที่ไหน?”
ช่วงเวลานี้ ไหนเลยเขาจะยังจำคำพูดพวกนั้นตอนที่หลินป๋อเหิงสอนสั่งได้? สิ่งที่เขานึกถึงยามนี้มีเพียงหลานสาวเขามาแล้ว แต่ที่นี่เขายังมีผู้หญิงอีกคน! หากนางรู้เรื่องจะคิดอย่างไรกับคนที่เป็นปู่เช่นเขา? จะคิดว่าเขาแก่แล้วไม่รู้จักเคารพตัวเองหรือไม่?
“ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี? จะทำอย่างไรดี?”
“ทำอย่างไรอะไร?”
น้ำเสียงอ่อนโยนที่เจือความสงสัยดังมา เขาตกใจสะดุ้งเสียดื้อๆ พลันตบๆหน้าอกแล้วมองผู้มาใหม่ “ซู่ซี? ทำไมเป็นเจ้า? เจ้ามาได้อย่างไร”
“ข้าอยากมากินอาหารเช้ากับท่าน หลังจากสั่งคนเตรียมอาหารก็ไม่เห็นท่านแล้ว ได้ยินว่ามีคนมาหา กำลังคิดจะไปดูเสียหน่อยก็เห็นท่านวิ่งลนลานเข้ามา แม้แต่ข้าอยู่ตรงนี้ท่านยังไม่เห็น ทั้งยังพึมพำว่าทำอย่างไรดีๆ? เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
“นะ นี่…”
ผู้เฒ่าเฟิ่งไม่รู้จะพูดเช่นไรไปชั่วขณะ ทำได้เพียงนั่งลงบนม้านั่งหินพลางร้อนใจ
เมื่อเห็นเช่นนี้ นางถามอย่างสงสัยทันที “ใครมาหาท่าน ที่นี่ไม่มีคนรู้จักท่านไม่ใช่หรือ?”
“เฮ้อ! แม่หนูเฟิ่งมา หลานสาวข้า หลานสาวข้ามาแล้ว” เขาทำหน้าโศกสลด กลัวว่าหลังจากแม่หนูเฟิ่งรู้เรื่องนี้จะรับไม่ได้ จะโกรธเขาหรือไม่? และจะไม่ยอมรับปู่อย่างเขาคนนี้หรือเปล่า?
“แม่หนูเฟิ่ง? แม่นางน้อยมากฝีมือคนนั้นน่ะหรือ?” ซู่ซีอึ้งไปสักพัก จากนั้นค่อยยิ้ม “นางมาได้พอดีเลย ข้าอยากเจอนางเสียหน่อย! สองสามวันก่อนท่านยังคุยว่าคิดถึงนางไม่ใช่หรือ ทำไมนางมากลับวิ่งกลับมาซ่อนเล่า?”
“นี่ ข้า…” เขากำลังจะเอ่ยปาก สีหน้าท่าทางพลันแข็งทื่อ ได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะลอยมาก็ตกใจจนผลุงขึ้นจากม้านั่งหิน
“แย่แล้ว แย่แล้ว พวกเขามาแล้ว”
ตอนที่ 569: ข้าต้องกลับไป
ซู่ซีเห็นเขาร้อนใจจนวิ่งวนไปมาอยู่ตรงนั้นก็นิ่งงันไป ไม่ไปสนใจเขา แต่เดินออกไปนอกเขตเรือนเพื่อต้อนรับกลุ่มคนที่เดินมาทางด้านนี้ เมื่อมองผ่านไปบนร่างพวกเขา สายตาก็หยุดลงบนร่างเหลิ่งซวงในชุดรัดรูปสีดำ
แต่มองไปพักหนึ่งก็รู้สึกว่าไม่เหมือน สายตาจึงเคลื่อนไปหยุดบนร่างหนุ่มน้อยที่สวมชุดแดง พินิจมองจากบนลงล่างก็ยังมองไม่ออกว่าหนุ่มน้อยคนนี้เป็นผู้หญิง ดังนั้นจึงจำใจถาม “พี่ใหญ่ ข้าได้ยินซานหยวนบอกว่าแม่หนูเฟิ่งมา นี่… คือคนไหนหรือ”
“ฮ่าๆ เจ้าก็มองไม่ออกหรือ? เป็นนาง แม่หนูคนนี้แต่งตัวเป็นชายมา แม้แต่ข้ายังดูไม่ออกเลย!” หลินป๋อเหิงหัวเราะเสียงดัง ถามว่า “ซานหยวนเล่า? เจ้าว่าเขาเป็นอะไรไป? หลานสาวมาหาไม่นึกว่าจะซ่อนตัวไม่พบใคร? มีปู่เช่นนี้อยู่ด้วยหรือ?”
“บอกว่าเห็นหลานสาวมา ร้อนรนจนวิ่งวนไปมาอยู่ด้านใน ข้าเห็นท่าทางเขา เหลือแค่ยังไม่หารูเข้าไปซ่อนเท่านั้นเอง” ซู่ซีปิดปากหัวเราะเบาๆ ก่อนมองไปทางเฟิ่งจิ่ว “เจ้าคือแม่หนูเฟิ่งสินะ? แต่งชุดบุรุษได้ดีกว่าบุรุษจริงๆเสียอีก หากไม่บอกก็มองไม่ออกเลยจริงๆ”
“ท่านน้าซู่ซี” เฟิ่งจิ่วยิ้มพลางขานเรียก “ท่านน้าซู่ซีตัวจริงงามกว่าในรูปวาดอีกเจ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนี้ ซู่ซีนิ่งงันไปนิด “รูปวาด?”
“ใช่เจ้าค่ะ! ข้าเห็นรูปวาดท่านน้าซู่ซีที่อยู่กับท่านปู่ เป็นเช่นนี้จึงมาหาถึงที่นี่ได้” ขณะพูด เฟิ่งจิ่วมองอีกฝ่ายตาปริบๆ “ท่านปู่ข้ารักถนอมรูปวาดสาวงามนั้นมาก”
ซู่ซีได้ฟังก็เม้มปากยิ้ม “มิน่าล่ะปู่เจ้าถึงบอกว่าเจ้าเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย วันนี้นับว่าข้าเข้าใจแล้ว” แค่คำพูดสั้นๆไม่กี่ประโยค นางก็รู้สึกได้ถึงความเป็นมิตรที่เฟิ่งจิ่วส่งมา ในใจจึงอิ่มเอมเช่นกัน
“ข้าจะเข้าไปหาท่านปู่ก่อน มาหาตั้งไกลเพียงนี้ เห็นข้าเขาไม่ประหลาดใจกลับตกใจเสียจนต้องซ่อนตัว ช่างทำร้ายจิตใจข้าจริงๆ” เธอกล่าวอย่างยิ้มแย้ม จากนั้นสาวก้าวเดินไปด้านใน ก็เห็นผู้เฒ่าที่คิดจะซ่อนตัวแต่อายที่จะทำเช่นนั้นหันกลับมามองอย่างกระดาก
“มะ แม่หนูเฟิ่ง! หลานมาได้อย่างไร?” หลบก็ไม่ได้ เลี่ยงก็ไม่ได้ ผู้เฒ่าเฟิ่งได้แต่ต้องเผชิญหน้า แต่คิดว่าหากจะให้หลานสาวรู้เรื่องความหลังรักๆใคร่ๆของตาเฒ่าเช่นเขาก็เขินอายอยู่บ้าง
“ท่านปู่ ท่านไม่ดีใจที่เห็นข้าหรือ?” เธอเก็บรอยยิ้มบนหน้าไป และเผยสีหน้าน้อยอกน้อยใจ “หรือท่านคิดถึงแต่ท่านน้าซู่ซี จึงไม่ต้องการแม่หนูเฟิ่งแล้ว?”
“ไม่ๆๆ ไม่ใช่ ไม่ใช่จริงๆ” ผู้เฒ่าเฟิ่งโบกมือรัวๆ วิตกกังวลจนเหงื่อออก
“หึ!”
เห็นท่าทางเขาแล้ว เฟิ่งจิ่วหลุดหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่ “พอแล้วท่านปู่ ข้าแกล้งท่านเล่นน่ะ! เรื่องท่านกับท่านน้าซู่ซีข้ารู้หมดแล้ว ครั้งนี้มาแค่อยากเห็นเสียหน่อยว่าท่านสบายดีหรือไม่ จากนี้ไปจะทำเช่นไร? ข้ารู้ว่าท่านปลอดภัยไม่เป็นอะไร แต่ท่านพ่อยังเป็นห่วงนะเจ้าคะ!”
แม้เธอบอกท่านพ่อว่าท่านปู่จะไม่เป็นอะไรแน่ แต่ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง เขาจะวางใจลงได้อย่างไร?
ผู้เฒ่าเฟิ่งยิ้มเจื่อนๆ ชำเลืองมองทุกคน สายตาหยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่ว บอกว่า “แม่หนูเฟิ่ง เดิมทีปู่คิดว่าอีกสองวันจะกลับไป ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมาหา”
ได้ยินเช่นนี้ แววตาเฟิ่งจิ่วอมยิ้ม “เช่นนั้นท่านปู่จะกลับไปหรืออยู่ที่นี่ก่อน? ข้ากลับไปบอกให้ท่านพ่อเตรียมตัวก็ได้?”
“ไม่ๆๆ ข้าต้องกลับไป” เขารีบร้อนบอก เสียงพูดหยุดไป มองซู่ซีและกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าต้องกลับไปจัดการด้วยตนเอง”
ตอนที่ 570: กล่าวถึงรายชื่อผู้มีพรสวรรค์ครั้งแรก
ซู่ซีเผยรอยยิ้มอ่อนโยน “เช่นนั้นก็กลับไปเถอะ! กลับไปด้วยกันกับแม่หนูเฟิ่ง ข้าจะรอท่านที่นี่”
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วจึงเอ่ยยิ้มๆ “ข้าเพิ่งมาเอง! อย่างไรก็ต้องเที่ยวเล่นที่นี่สักพัก ท่านปู่อยากกลับต้องรออีกหลายวันถึงจะได้”
ผู้เฒ่าเฟิ่งมองนาง ยิ้มเก้อเขิน ไม่ได้ปริปาก ซู่ซีกล่าวยิ้มๆว่า “ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ในเมื่อมาแล้วก็พักอยู่ที่นี่ก่อนสักระยะเถอะ ไม่ต้องรีบกลับไปเดี๋ยวนี้หรอก”
“จริงด้วย! มาแล้วก็ต้องไปดูทิวทัศน์เมืองซานเจียงเสียหน่อย ในเมืองมีสถานที่เที่ยวเล่นไม่น้อย ถึงเวลานั้นจะให้ซู่ซีพาพวกเจ้าไปเดินเล่น” หลินป๋อเหิงพูด มองพวกเขาแวบหนึ่งก่อนกล่าว “พวกเจ้าคุยกันไปก่อน ข้าต้องไปจัดการด้านหน้า คืนนี้จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้พวกเจ้า”
จากนั้นค่อยกำชับซู่ซี “ซู่ซี รับรองพวกแม่หนูเฟิ่งดีๆ อย่าได้ละเลย”
“พี่ใหญ่โปรดวางใจ ข้ารู้แล้ว” ซู่ซีพยักหน้ายิ้มให้ รอเขาออกไปแล้วก็มองทางเฟิ่งจิ่ว แล้วมองเซวียนหยวนโม่เจ๋อ จากนั้นถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านผู้นี้มีนามว่าอะไร?”
“เขาแซ่หลิง เป็นสหายข้าเจ้าค่ะ” เฟิ่งจิ่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“อ้อ คุณชายหลิง” เธอพยักหน้าทักทายเล็กน้อยพลางถามว่า “ข้าพาพวกเจ้าไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้เป็นอย่างไร?”
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ท่านน้าซู่ซี ท่านกับท่านปู่คงยังไม่ได้กินอาหารเช้ากระมัง? พวกท่านกินก่อนเถอะ พวกเราไปเดินกันเองก็ได้ เมื่อครู่ตอนเข้ามาเห็นสวนดอกไม้จึงรู้แล้วว่าอยู่ที่ไหน” เธอเห็นนานแล้วว่าบนโต๊ะมีอาหารเช้าวางไว้ เดาว่าสองคนนี้คงยังไม่ได้กิน
“เช่นนั้นได้อย่างไร” ซู่ซีส่ายหน้าหลุดยิ้ม
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แม่หนูเฟิ่งหาใช่คนอื่นคนไกล”
ผู้เฒ่าเฟิ่งพูดขึ้น พลางบอกกับเฟิ่งจิ่วว่า “แม่หนูเฟิ่ง เจ้าไปเถอะ! รอปู่กินอาหารเช้าเสร็จสักพักจะเข้าไปหาเจ้า” หัวใจเขายามนี้ยังตื่นตระหนก การปรากฏตัวกะทันหันทำให้เขาตกใจจนยังไม่ทันได้ตั้งสติกลับมา อย่างไรก็ต้องพักก่อนเสียหน่อย
“เช่นนั้นก็ดี!” ซู่ซีจนปัญญา ทว่าไม่ให้พวกเขาไปกันเอง แต่เรียกสาวใช้มานำทางไป
“ท่านปู่ เดี๋ยวเจอกันนะเจ้าคะ” เฟิ่งจิ่วขยิบตาไปทางท่านปู่พร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ จากนั้นถึงจะออกไปกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อ
เดินไปรอบๆจวนตระกูลหลิน นอกจากพวกข้ารับใช้กับทหารอารักขาก็ไม่เห็นมีผู้น้อยในตระกูลปรากฏตัว ดังนั้นเฟิ่งจิ่วจึงถามอย่างแปลกใจอยู่บ้าง “ตระกูลหลินนี้คงมีลูกชายไม่น้อย แต่ทำไมไม่เห็นใครเลย?”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อชำเลืองมองนาง เห็นสีหน้านางไม่เข้าใจ จึงเอ่ยปากคลายความสงสัย “หากเป็นลูกชายตระกูลใหญ่ ทั้งคนโตคนเล็กล้วนต้องถูกส่งเข้าไปฝึกบำเพ็ญและร่ำเรียนในสำนักศึกษา หนึ่งปีจะกลับมาหนึ่งถึงสองครั้ง เป็นปกติที่จะไม่เห็นใคร”
“อ้อ? เช่นนั้นทำไมพวกตระกูลในราชวงศ์เฟิ่งหวงข้าถึงไม่มี?” เธอกะพริบตาถาม
“แคว้นเล็กระดับเก้ายังไม่ถึงระดับนั้น แม้อยากส่งเข้าสำนักศึกษาก็ยังไม่มีคุณสมบัติ แต่ข้าจำได้ว่าทุกสามปีพวกเจ้าจะมีการแข่งขันเกณฑ์คนเข้าสำนักศึกษาหนึ่งครั้ง”
“อืม เหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่ว่ากันว่าแม้จะเข้าร่วมได้ ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องของพวกเรา เพราะว่าถูกปัดตกไป” เธอกล่าว คิดๆแล้วยังถามอีกว่า “เริ่มจากสำนักศึกษาหกดาราแห่งแคว้นเหินเวหาแล้วกัน คล้ายจะเคยอ่านข้อมูลมาว่าสำนักศึกษาที่ดีที่สุดสำหรับแคว้นระดับหกลงไปคือสำนักศึกษาหกดารา”
“ไม่เลว” เขาพยักหน้า ดวงตาลึกล้ำหยุดลงบนร่างนาง “รอจัดการเรื่องปู่เจ้าเรียบร้อยก็เข้าไปฝึกบำเพ็ญที่สำนักศึกษาหกดาราเสีย! ด้วยคุณสมบัติเจ้า หากเข้าไปอยู่ในรายชื่อผู้มีพรสวรรค์ได้ภายในหนึ่งปีก็เข้าร่วมการคัดเลือกของสำนักศึกษาอื่นได้แล้ว”
ตอนที่ 571: วางแผน
เสียงเซวียนหยวนโม่เจ๋อชะงักไป ก่อนเอ่ยว่า “สำนักศึกษามีอาจารย์คอยชี้แนะ ย่อมดีกว่าเจ้าฝึกบำเพ็ญเองลำพัง แต่เจ้าต้องจำไว้ ไม่ว่าสำนักศึกษาใดก็อย่าได้รับใครเป็นอาจารย์”
ได้ยินคำพูดนี้ แม้เฟิ่งจิ่วจะสงสัยในคำที่เขาบอกว่าอย่าได้รับใครเป็นอาจารย์ แต่ก็ไม่ถามอะไรมาก อยากให้เธอรับเป็นอาจารย์นั้นไม่ง่ายนัก มาตรฐานเธอค่อนข้างสูง คนธรรมดาไม่มีทางเข้าตาเธอแน่นอน
“อืม ข้ารู้” เธอขานรับ พอลองคิดว่าจะเข้าเรียนในสำนักศึกษา และกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง ก็พลันมีความรู้สึกตื่นเต้นเฝ้ารอคอย
ทว่าชะงักไปแค่พักหนึ่ง สีหน้าเธอก็แปลกขึ้นอีก ถามว่า “ท่านคิดว่าข้าควรเป็นลูกศิษย์หรืออาจารย์ดี?” แน่นอนว่าต้องเป็นอาจารย์ทางด้านยา หนำซ้ำด้วยระดับยา เธอเป็นอาจารย์ในสำนักศึกษาหกดาราก็เหลือเฟือแล้ว
เขามองอย่างลึกล้ำไปที่นาง เสียงทุ้มต่ำค่อยๆเปล่งออกมา “ไม้เด่นเกินไพรย่อมถูกลมพัดหักโค่น โลกใบนี้มีผู้แข็งแกร่งมากมาย คนที่ยังห่างชั้นในตอนนี้ต่างเข้าใจดี วันใดเจ้าเข้าไปยังสำนักศึกษาหกดาราจงเก็บรัศมีบนร่างไว้จะดีที่สุด ตัวตนเหล่านั้นก็อย่าให้ใครรู้”
เห็นเขากล่าวอย่างเคร่งขรึม คำพูดมีการสั่งสอน เฟิ่งจิ่วจึงเก็บเสียงหัวเราะไว้ ก่อนพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “อืม ข้ารู้แล้ว ท่านสบายใจเถอะ! แม้ข้าทำอะไรตามใจ บางครั้งยังหลงตัวเองไปบ้าง แต่เรื่องนี้ข้ารู้ดี”
เรื่องอะไรทำได้หรือไม่ได้? ในใจเธอล้วนมีความคิดของตนเอง
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม ผู้เฒ่าเฟิ่งก็มาหาพวกเขา เมื่อรู้ว่าเซวียนหยวนโม่เจ๋อคือผู้แข็งแกร่งท่านนั้นที่ช่วยตระกูลเฟิ่งไว้ จึงคารวะกล่าวขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สำหรับเซวียนหยวนโม่เจ๋อที่กำลังคิดว่าจะเอาอกเอาใจคนตระกูลเฟิ่งอย่างไร กลับไม่กล้ารับการคารวะจากผู้เฒ่า
เขาพาฮุยหลางกับอิ่งอีออกไป บอกว่ามีธุระต้องไปจัดการ จะเข้ามาค่ำๆ ด้วยเหตุนี้จึงหายไปจากสายตาของผู้เฒ่าอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาแม้อยากจะคารวะก็หาตัวไม่เจอ
“ท่านปู่ ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ มองเขาเป็นคนรุ่นเดียวกันกับข้าก็ได้ เขาไม่กล้ารับการคารวะจากท่านหรอก” เฟิ่งจิ่วพูดยิ้มๆ แล้วประคองเขาไปนั่งลงในศาลา
“เขาชอบเจ้าใช่หรือไม่? ข้าเห็นว่าสายตาที่เขามองเจ้าไม่ธรรมดาเท่าไร” ผู้เฒ่าแม้อายุมากแล้ว แต่สายตากลับเฉียบแหลมยิ่ง แวบเดียวก็มองออกถึงความผิดปกติระหว่างทั้งสองคน
มุมปากเฟิ่งจิ่วกระตุก มองเขาอย่างจนใจ “ท่านปู่ ท่านไม่ต้องคุยเรื่องข้าเลย เรามาพูดเรื่องท่านน้าซู่ซีกันดีกว่า!”
ได้ยินเช่นนี้ ผู้เฒ่าเฟิ่งเหนียมอายขึ้นมาทันที ใบหน้าชราแดงก่ำเล็กน้อย สีหน้าเขินอาย “ระ เรื่องนั้น แม่หนูเฟิ่ง! นะ นี่น่ะ…”
“ท่านปู่ ท่านไม่ต้องเขินหรอก อายุพวกท่านสองคนต่างกันไม่มาก เพียงแต่รูปโฉมท่านน้าซู่ซียังรักษาไว้ในสภาพดีที่สุดเท่านั้น ข้าจะบอกท่านนะ ข้ารู้เรื่องพวกท่านตั้งแต่แรกแล้ว ท่านน้าซู่ซีเป็นผู้หญิงที่หายากนัก ท่านปู่อย่าทำให้นางเสียใจเลย”
“ได้ๆ ข้ารู้แล้ว” เขาพยักหน้า หลานสาวพูดถึงเพียงนี้ก็ยังขัดเขินอยู่ดี
“ข้าคิดว่าหลังจากกลับราชวงศ์เฟิ่งหวงจะช่วยท่านปรุงยาบรรลุขั้น ขอแค่บรรลุถึงระดับนักรบทรงเกียรติก็หนุ่มลงได้หลายสิบปีแล้ว ท่านคิดว่าอย่างไร ความคิดนี้ไม่เลวใช่หรือไม่?” เธอมองเขาอย่างยิ้มแย้ม ด้วยพรสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญประกอบกับยาของเธอ การบรรลุระดับนักรบทรงเกียรติคงไม่ยากเย็นอะไร
ผู้เฒ่าเฟิ่งได้ยินเช่นนี้ก็ซาบซึ้งในใจ หลานสาวช่วยวางแผนเสียดิบดี ยังมีอะไรต้องพูดอีก?
เขายื่นมือไปตบๆมือนาง เบ้าตาแดงเล็กน้อย “แม่หนูเฟิ่ง ขอบใจเจ้ามาก”
ตอนที่ 572: กลับราชวงศ์เฟิ่งหวง
เมื่อได้ยิน เฟิ่งจิ่วนิ่งไปพักหนึ่ง บอกด้วยรอยยิ้มว่า “เห็นท่านปู่มีคนรู้ใจดีๆอย่างท่านน้าซู่ซีอยู่ด้วย ข้าดีใจกับท่านมาก รอหลังจากท่านปู่กับท่านน้าซู่ซีแต่งงานกัน ข้าคงไม่ต้องอยู่ราชวงศ์เฟิ่งหวงไปตลอดแล้ว”
“ไม่อยู่ที่นั่น? เช่นนั้นเจ้าจะไปไหน” ท่านปู่ตกใจ รีบถามไป
เธอแย้มยิ้ม “ข้าจะไปฝึกบำเพ็ญที่สำนักศึกษาเจ้าค่ะ! อืม ถึงเวลานั้นจะไปสำนักศึกษาหกดาราก่อน พี่สีหลิ่นก็จะไปด้วย”
พอได้ยินว่าจะไปสำนักศึกษา ผู้เฒ่าเฟิ่งถึงจะโล่งอกได้ “ไปสำนักศึกษาก็ดี ที่นั่นมีอาจารย์คอยดูแล ข้าก็วางใจได้”
หลานปู่สองคนคุยกันอยู่ตรงนี้ จนกระทั่งช่วงเย็นหลินป๋อเหิงเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับพวกเขา เฟิ่งจิ่วกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อถึงจะเข้ามาพร้อมกัน พวกเขาอยู่เมืองซานเจียงไม่นาน หลังจากเที่ยวเล่นสองสามวันก็เตรียมตัวจากไป
หลินป๋อเหิง ซู่ซี และหลินเฉิงจื้อมาส่งพวกเขาถึงนอกเมือง เมื่อเห็นเรือเหาะลำหรูหรา ดวงตาทั้งสามคนต่างฉายแววแปลกใจ นึกไม่ถึงว่าเฟิ่งจิ่วจะมีเรือเหาะลำหรูหราเช่นนี้ ต้องรู้ไว้ว่าเรือเหาะที่หรูหราเช่นนี้ แม้แต่ลำของตระกูลพวกเขายังเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ
เรือเหาะเช่นนี้ลำพังแค่มีเงินยังซื้อไม่ได้เลย นี่อาจจะไม่ใช่ของเฟิ่งจิ่ว แต่เป็นของชายชุดคลุมดำผู้นั้น
“พี่ใหญ่ ซู่ซี เฉิงจื้อ พวกเจ้ากลับไปเถอะ! ไม่ต้องไปส่งแล้ว” ผู้เฒ่าเฟิ่งเอ่ย สายตาหยุดลงบนร่างซู่ซีพร้อมบอกว่า “ซู่ซี ข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องรอนาน”
ซู่ซีเผยรอยยิ้มอ่อนโยน พยักหน้ากล่าว “เดินทางระมัดระวัง ข้าจะรอท่านกลับมา”
“ท่านอาเฟิ่ง ทุกท่าน เดินทางดูแลตัวเองกันด้วย” หลินเฉิงจื้อยิ้มพลางประสานมือคารวะ
“เหอะๆ ดูเจ้าสิ ข้าบอกเสียดิบดีว่าจะส่งเจ้ากลับไป ตอนนี้กลับบอกว่าไม่ต้องไปส่งแล้ว” หลินป๋อเหิงส่ายหน้า “ในเมื่อมีแม่หนูเฟิ่งกับคุณชายหลิงเดินทางไปด้วย ซานหยวน ข้าไม่ไปส่งแล้ว พวกเราจะรอจดหมายเจ้าอยู่ที่นี่”
“ขอรับ”
ผู้เฒ่าเฟิ่งพยักหน้า มองซู่ซีแวบหนึ่ง แล้วบอกกับพ่อลูกตระกูลหลินว่า “ขอพี่ใหญ่กับเฉิงจื้อดูแลซู่ซีให้มากๆ รอข้ากลับมาจะขอบคุณพวกท่านแน่นอน”
“ท่านอาเฟิ่งวางใจเถอะ! พวกเราจะดูแลท่านน้าเป็นอย่างดี” หลินเฉิงจื้อกล่าว
ส่วนซู่ซีแค่ยิ้มเล็กน้อย ใบหน้ามีความสุขใจที่ไม่อาจปิดบัง ในใจกลับอาลัยอาวรณ์อยู่รางๆ หากไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ก็อยากตามเขาไปราชวงศ์เฟิ่งหวงด้วยจริงๆ
“ไปเถอะ ไปเถอะ! หากเจ้ายังจู้จี้ต่อไปฟ้าคงใกล้มืด” หลินป๋อเหิงยิ้มหยอกล้อ ทำท่าสื่อให้พวกเขารีบขึ้นเรือเหาะ
“ท่านปู่หลิน ท่านอาหลิน ท่านน้าซู่ซี พวกเราจะพบกันอีกในไม่ช้า” เฟิ่งจิ่วเอ่ย มองพวกเขาคราหนึ่งแล้วถึงจะหันกายขึ้นเรือเหาะไป
ผู้เฒ่าเฟิ่งแม้ไม่อยากจากไป แต่ยามนี้ก็เดินขึ้นเรือเหาะเช่นกัน รอจนเรือเหาะบินขึ้นถึงจะโบกมือให้พวกเขา และทำท่าทางให้พวกเขากลับไป
มองเห็นเรือเหาะลอยไกลออกไป หายไปกลางอากาศ หลินป๋อเหิงจึงมองน้องสาวข้างกาย “ซู่ซี พวกเรากลับกันเถอะ!”
หลินเฉิงจื้อข้างๆ เผยรอยยิ้มออกมา “จริงด้วยท่านน้า อีกไม่นานท่านอาเฟิ่งจะกลับมารับท่านแน่”
ซู่ซียิ้มๆ พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปพร้อมกับพวกเขา…
ราชวงศ์เฟิ่งหวง
ผู้เฒ่าไม่อยู่ บุตรสาวก็ไม่อยู่ ทำให้เฟิ่งเซียวที่เดิมมีสีหน้าเคร่งขรึมใบหน้าบึ้งตึงมาตลอดตั้งแต่นางจากไป เห็นชัดว่าอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าใด จนกระทั่งวันนี้ได้ยินเสียงระรื่นขององครักษ์ดังมาจากด้านนอก
“นายท่าน ท่านผู้เฒ่ากับคุณหนูใหญ่กลับมาแล้วขอรับ!”
ตอนที่ 573: มีชีวิตชีวา
แม้เฟิ่งเซียวนายท่านของพวกเขาเป็นผู้ครองแคว้น และคุณหนูใหญ่มีศักดิ์เป็นองค์หญิง ทว่าคนพวกนี้ที่ติดตามข้างกายมาหลายปีก็ยังเรียกว่านายท่านกับคุณหนูใหญ่ด้วยความเคยชิน เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร นายท่านยังคงเป็นนายท่าน และคุณหนูใหญ่ก็ยังเป็นคุณหนูใหญ่ของพวกเขา
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งเซียวลุกขึ้นยืนด้วยความประหลาดใจ แล้วเร่งฝีเท้าเดินออกไป “เจ้าบอกว่าเสี่ยวจิ่วกับท่านผู้เฒ่ากลับมากันแล้วหรือ”
“ขอรับ มาถึงหน้าประตูเมืองแล้ว ข้าน้อยได้รับข่าวจึงเข้ามารายงานทันที”
“ท่านผู้เฒ่าเป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพเป็นอย่างไร ยังสบายดีหรือไม่” ใจเฟิ่งเซียวว้าวุ่นอยู่บ้าง แม้เสี่ยวจิ่วจะบอกตลอดว่าคนที่ลักพาตัวผู้เฒ่าไปคงไม่ใช่ศัตรู แต่ไม่เห็นบิดากลับมาอย่างปลอดภัย จึงยังคงไม่วางใจ
องครักษ์วัยกลางคนเอ่ยยิ้มๆว่า “นายท่านโปรดวางใจ ได้ยินคนเบื้องล่างบอกว่าท่านผู้เฒ่ามีชีวิตชีวา สภาพจิตใจดีเต็มร้อยขอรับ”
“ฮ่าๆๆ! ดีๆๆ กลับมาอย่างปลอดภัยก็ดี กลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว!” เขาก้าวยาวเดินออกไป คิดจะไปต้อนรับหน้าประตูวังด้วยตนเอง
ในขณะเดียวกันนี้ เฟิ่งจิ่วที่เปลี่ยนกลับเป็นชุดผู้หญิงสวมกระโปรงขาวกำลังประคองผู้เฒ่าเฟิ่งเดินเข้าประตูเมืองอวิ๋นเยวี่ย ด้านหลังมีเพียงเหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาจูงเหล่าไป๋และอสูรกลืนเมฆาตามมาด้วย ส่วนเซวียนหยวนโม่เจ๋อกับฮุยหลางรวมถึงอิ่งอีสามคนก้าวเข้าพระราชวังไปก่อน
เธอจอดเรือเหาะไว้หน้าประตูวังตรงๆ แต่ลงจากเรือเหาะตั้งแต่นอกเมือง เพื่อจะเดินเข้าเมืองอวิ๋นเยวี่ยพร้อมๆกับท่านปู่ และบอกทุกคนว่าท่านปู่กลับมาแล้ว!
หลังจากแต่ละตระกูลในเมืองได้ยินข่าวนี้ ก็ต่างพากันตกตะลึง
“อะไรนะ ผู้เฒ่าเฟิ่งกลับมาแล้ว?”
“ทำไมจู่ๆถึงกลับมา? ไม่ใช่ว่าหายตัวไปอย่างลึกลับหรือ”
“เขากลับมากับใคร? แล้วช่วงนี้ไปอยู่ไหนมา? โดนใครลักพาตัวไป?”
แต่ละคำถามดังออกมาจากแต่ละตระกูล ผู้เฒ่าเฟิ่งยามนี้เป็นจักรพรรดิหลวงแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวงแล้ว สิ่งที่ตระกูลเฟิ่งประสบพบเจอในช่วงนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเหลือเชื่อจริงๆ
เฟิ่งเซียวที่วินิจฉัยว่าจะหมดสติไม่ฟื้นจู่ๆก็ฟื้นขึ้นมา ซ้ำยังบรรลุขั้นกลายเป็นจักรพรรดินักรบ และกลายเป็นผู้ครองแคว้นแทนที่คนตระกูลมู่หรง ยามนี้นึกไม่ถึงว่าผู้เฒ่าเฟิ่งที่ไม่รู้แจ้งเบาะแสยังบอกว่ากลับมาแล้ว?
เรื่องแปลกใหม่เช่นนี้ แต่ละคนล้วนสงสัย รู้ว่าพวกเขากำลังเข้าประตูเมืองมา ดังนั้นจึงพากันรีบออกไปดูเสียหน่อย คนตระกูลเฟิ่งมีศักดิ์เป็นเชื้อพระวงศ์ ไม่ใช่ว่าคนจากตระกูลเช่นพวกเขาอยากจะเยี่ยมเยียนก็พบได้
“ท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง ท่านกลับมาแล้ว!”
“ผู้เฒ่าเฟิ่งอะไร? ตอนนี้เป็นจักรพรรดิหลวงแล้ว”
ชาวบ้านในเมืองที่รู้จักเขาต่างพากันทักทายเขา เมื่อมีคนเอ่ยถึงฐานะเขาตอนนี้ที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว ทุกคนจึงเปลี่ยนคำเรียกเป็นจักรพรรดิหลวงแทน
“เหอะๆ ข้ากลับมาแล้ว ทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วงเสียแล้ว” ผู้เฒ่ากล่าวทักทายชาวบ้านในเมืองด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เห็นเหล่าคนท่าทางยินดีมีสุข รอยยิ้มบนหน้ายิ่งกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ท่านปู่ ทุกคนเห็นท่านกลับมาล้วนดีใจกันมากเลยเจ้าค่ะ!” เฟิ่งจิ่วพยุงเขาเดินไปทางประตูราชวัง ใบหน้ามีรอยยิ้มอิ่มเอมเช่นกัน
“จริงด้วย! ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาตั้งหลายปีเพียงนี้ ทุกคนต่างรู้จักกัน ต้องดีใจเป็นธรรมดา” เขาพยักหน้าอย่างทอดถอนใจ เห็นร่างที่คุ้นเคยมาทางด้านนี้จากไกลๆ เมื่อเห็นร่างนั้นดวงตาเขาพลันเป็นประกาย
“ตาเฒ่าเกิ่ง! ตาแก่อย่างเจ้าออกจากการเก็บตัวฝึกบำเพ็ญแล้วรึ ฮ่าๆๆ!” ผู้เฒ่าเฟิ่งเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้า กอดกับผู้เฒ่าเกิ่งที่ออกมาต้อนรับพร้อมตบๆบ่ากันและกัน
ตอนที่ 574: การรวมตัวหน้าประตูวัง
“เหล่าเฟิ่ง เจ้ากลับมาแล้ว!”
ผู้เฒ่าเกิ่งหัวเราะเสียงดัง พินิจมองจากบนลงล่าง เห็นว่าเขาไม่เป็นอะไร สภาพจิตใจกลับดียิ่งด้วยซ้ำ จึงถามด้วยความแปลกใจโดยพลัน “ช่วงนี้เจ้าไปไหนมา ดูท่าทางคงไม่ได้ลำบากกระมัง? ทำไม่ถึงเห็นเจ้าอารมณ์ดีกว่าข้าเสียอีก?”
ได้ยินคำพูดนี้ ผู้เฒ่าเฟิ่งไม่รู้จะตอบอย่างไร มาเจอหน้าเพื่อนเก่า บอกว่าเขาว่าตนจะแต่งงาน คำพูดนี้เอ่ยยากอยู่บ้าง รู้สึกว่าน่าอายเกินไปจริงๆ
ครั้นเห็นท่านปู่ยิ้มอักอ่วนอยู่ตรงนั้น เฟิ่งจิ่วเม้มริมฝีปากยิ้มทันใด “ท่านปู่เกิ่ง”
“เหอะๆ แม่หนูตระกูลเฟิ่ง! เจ้าไปตามหาปู่ที่ไหน? ดูท่าทางแปลกๆ ถามเขาแล้วยังทำหน้าเขินอายอีก” ผู้เฒ่าเกิ่งเอ่ยอย่างรู้สึกแปลกใหม่ ทั้งยังพินิจมองผู้เฒ่าเฟิ่งเป็นครั้งคราว
เฟิ่งจิ่วยิ้มเจ้าเล่ห์ กล่าวอย่างมีลับลมคมในว่า “ท่านปู่เจอเรื่องน่ายินดีจึงอารมณ์ดีนัก ท่านปู่เกิ่ง เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับชั่วคราวนะเจ้าคะ แต่อีกไม่นานข่าวก็จะออกมาแล้ว ถึงเวลานั้นรับประกันว่าท่านต้องตกใจจนเนื้อเต้น” เธอฉีกยิ้ม
ผู้เฒ่าเฟิ่งนิ่งอึ้งไป จากนั้นค่อยหัวเราะลั่น “ดีๆๆ เช่นนั้นข้าจะรอ ดูซิว่าจะเป็นเรื่องน่ายินดีอะไรกันแน่” เสียงเขาชะงักไป “พวกเจ้าเพิ่งกลับมา ข้าจะไม่ทำให้พวกเจ้าเสียเวลากลับวัง รอมีเวลาแล้วค่อยคุยกันเถอะ”
“ดี เช่นนั้นพวกเราจะกลับไปก่อน รออีกสักสองวันข้าค่อยไปดื่มเหล้ากับเจ้าที่บ้านตระกูลเกิ่ง” ผู้เฒ่าเฟิ่งพูดพลางตบๆบ่าสหาย จากนั้นเดินไปพร้อมกับหลานสาว
บนถนน คนจากตระกูลไม่น้อยเข้ามาแสดงความยินดี เขาก็คารวะตอบกลับไปตลอดทาง ให้ทุกคนเห็นว่าเขากลับมาอย่างปลอดภัย จนกระทั่งมาถึงพระราชวัง เห็นผู้คนที่เฝ้ารออยู่ตรงประตูวัง ผู้เฒ่าเฟิ่งซาบซึ้งใจอย่างไร้สาเหตุ
อย่างไรเขาก็นึกไม่ถึง ว่าจะมีวันที่ลูกหลานตระกูลเฟิ่งขึ้นรับตำแหน่งผู้ครองแคว้นแทนที่ตระกูลมู่หรง และยิ่งไม่นึกว่าเขาออกไปครั้งเดียวกลับมา ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
“ท่านพ่อ!”
เฟิ่งเซียวเข้ามาต้อนรับ เห็นบิดาปลอดภัยไม่เกิดเรื่องอะไร ใจที่เป็นห่วงมาตลอดก็ปล่อยวางได้ในที่สุด เอ่ยอย่างตื่นเต้นและยินดีว่า “กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้วขอรับ!”
“ท่านพ่อ บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าท่านปู่จะไม่เป็นอะไร?” ตอนเฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ ก็ได้ยินพวกหลัวอวี่ที่เดินตามมาล้อมเข้ามาคารวะอย่างยินดี
“ข้าน้อยคารวะนายท่าน!”
“ลุกขึ้นเถอะ!” เฟิ่งจิ่วโบกๆมือ ให้สัญญาณพวกเขาลุกขึ้น
“นายท่าน ท่านกลับมาแล้ว!” หลัวอวี่มองนาง กล่าวว่า “ท่านไม่อยู่พวกเราต่างเป็นห่วงอยู่ตลอด และหวังว่านายท่านจะกลับมาได้โดยเร็ว”
“กลับมาจัดการพวกเจ้าโดยเร็วหรือ?” เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ สายตามองผ่านบนร่างพวกเขา
ได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างหัวเราะขึ้นมา บรรยากาศรื่นเริงกระจายอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน
“ดี เข้าไปในวังกันก่อน คุยกันตรงนี้เหมือนเป็นอะไรไปเสียแล้ว” เฟิ่งเซียวกล่าว มายังข้างกายผู้เฒ่าพลางบอก “ท่านพ่อ ช่วงที่ท่านไม่อยู่เกิดเรื่องมากมาย ไม่รู้เสี่ยวจิ่วบอกท่านหรือยัง หากไม่ละก็ ประเดี๋ยวข้าจะบอกท่านอย่างละเอียด”
“เรื่องที่นี่ข้ารู้หมดแล้ว แม่หนูเฟิ่งก็เล่าให้ฟัง เจ้าทำได้ถูกต้องแล้ว ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น การตัดสินใจเช่นนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง” ผู้เฒ่าเฟิ่งเดินไปด้านในกับเขาพลางกล่าว “แค่ไม่นึกว่าแม่หนูเฟิ่งจะมีความกล้าหาญเช่นนี้ ถึงกับยกเจ้าขึ้นรับตำแหน่งผู้ครองแคว้น”
[1] จักรพรรดิหลวง ในที่นี้คือพระเจ้าหลวง หรือกษัตริย์ที่สละราชสมบัติให้รัชทายาทเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทน
ตอนที่ 575: ท่านพ่อ ใครจะแต่งกับท่าน?
พ่อลูกสองคนเดินไปด้านในราชวังพลางพูดคุยกัน ส่วนเฟิ่งจิ่วถูกพวกหลัวอวี่ล้อมไว้ โดยเฉพาะหลัวอวี่ที่ถามบ่อยครั้งว่าพวกเขาออกไปครั้งนี้เจอเรื่องน่าสนใจอะไรหรือไม่
เพราะเฟิ่งจิ่วไม่พูดอะไร หนำซ้ำเหลิ่งซวงไม่ชอบเอ่ยปากอีก สุดท้ายจึงไปตามตื๊อเหลิ่งหวาเสีย ทำให้เหลิ่งหวาต้องเล่าเรื่องที่ไปพบเจอข้างนอกในช่วงนี้ให้พวกเขาฟังเสียหน่อย
เฟิ่งจิ่วไม่ได้กลับไปพักผ่อนในตำหนัก แต่ตรงไปหาท่านพ่อกับท่านปู่ทันที คิดจะปรึกษาพวกเขาเรื่องงานแต่งของท่านปู่กับท่านน้าซู่ซีเสียก่อน
ภายในท้องพระโรง ท่านพ่อกับท่านปู่ของเธอสองคนกำลังพูดคุยกัน เมื่อเห็นเธอเข้ามาจึงกวักมือเรียก
“เสี่ยวจิ่ว เจ้าเพิ่งบอกตอนอยู่ด้านนอกว่าจะจัดงานมงคล เป็นงานมงคลอะไรกัน?” เฟิ่งเซียวถามยิ้มๆ ขณะมองลูกสาวที่เดินเข้ามา
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วมองท่านปู่อย่างแปลกใจ “ท่านปู่ ท่านยังไม่บอกหรือเจ้าคะ?”
“เหอะๆ ต้องรอเจ้าพูดด้วยกันไม่ใช่หรือ?” ผู้เฒ่าเฟิ่งยิ้มเจื่อน สงบสติอารมณ์ เก็บรอยยิ้มบนหน้าและมองเฟิ่งเซียวด้วยสีหน้าจริงจัง สีหน้าท่าทางที่เคร่งขรึมจริงจังทำให้เฟิ่งเซียวเห็นแล้วหวั่นๆใจขึ้นมา ก่อนจะกลั้นหายใจรอฟังคำพูดเขา
“ข้าจะแต่งงาน ประเดี๋ยวเจ้าสั่งคนไปหาฤกษ์งามยามดี ลองดูว่าช่วงนี้มีวันดีๆหรือไม่ จากนั้นค่อยลงมือเร่งเตรียมเรื่องงานแต่ง”
เมื่อได้ยินผู้เฒ่าทำหน้าเคร่งพลางเอ่ยว่าตนจะแต่งงาน เฟิ่งเซียวงุนงงไปหมด นึกว่าฟังผิดไป ถามว่า “ท่านพ่อ เมื่อครู่ท่านบอกว่าอะไรนะ? ใครจะแต่งงาน?”
“แค่กๆ!”
ผู้เฒ่าเฟิ่งกระแอมไอสองครั้ง ถลึงตามอง “ข้า หรือพ่อของเจ้าจะแต่งงานอีกครั้ง รอบนี้ฟังเข้าใจหรือยัง?”
“อะ อะไรนะขอรับ? ท่านจะแต่งงาน?” เฟิ่งเซียวตาค้าง มองเขาด้วยสีหน้าตะลึง
“ท่านพ่อ นี่เป็นเรื่องมงคลครั้งใหญ่ที่บ้านเราต้องจัดการนะเจ้าคะ!” เฟิ่งจิ่วเม้มริมฝีปากยิ้มน้อยๆ เห็นท่าทางตาค้างและตกตะลึงของบิดา ก็รู้สึกว่าจิตใจเป็นสุขยิ่งนัก
ดูเถอะ! รู้ข่าวเช่นนี้ ไม่ใช่เธอคนเดียวเสียหน่อยที่มีปฏิกิริยาเช่นนี้
ผ่านไปสักพัก เฟิ่งเซียวถึงจะได้สติกลับมาท่ามกลางการถลึงตามองจากผู้เฒ่า แต่เขายังมองผู้เฒ่าด้วยสีหน้าแปลกๆ และถามว่า “ท่านพ่อ ใครจะแต่งกับท่านขอรับ?” พ่อเขาอายุปูนนี้ แม้บอกว่าในโลกผู้ฝึกวิชาเซียนอายุยังไม่ถือว่ามาก แต่รูปลักษณ์ผู้เฒ่าแก่ชราแล้ว ใครกันจะแต่งงานกับเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เฒ่าหายไปนานเพียงนี้ กลับมาบอกว่าจะแต่งงาน เปลี่ยนเป็นใครอื่นก็งุนงงกันทั้งนั้น
ได้ยินเช่นนี้ ผู้เฒ่าเฟิ่งถลึงมองเขาด้วยสีหน้าแดงก่ำ สะบัดแขนเสื้อลุกขึ้นยืน “เร่งจัดการเรื่องนี้ให้ข้าด้วย อย่าถามอะไรมากความ ข้าเหนื่อยแล้ว จะไปพักผ่อนก่อนเสียหน่อย”
เห็นผู้เฒ่าสะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างเขินอายเสียจนโกรธเคือง พ่อลูกในท้องพระโรงนิ่งงันกันไป จากนั้นจึงยิ้มขึ้นมา
“เสี่ยวจิ่ว นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมท่านผู้เฒ่ากลับมาก็บอกว่าจะแต่งงาน? ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่ไหน เชื่อถือได้หรือ?” เฟิ่งเซียวเอ่ยถามพลางมองลูกสาว กลัวจริงๆว่าผู้เฒ่าจะไม่รู้จักนางดี
“ท่านพ่อโปรดวางใจ เรื่องนี้เชื่อถือได้แน่นอน ข้าจะเล่าให้ท่านฟังแล้วกัน! เรื่องเป็นเช่นนี้…”
เธอยิ้มพลางเล่าเรื่องท่านปู่กับท่านน้าซู่ซีให้บิดาฟังคร่าวๆ สุดท้ายจึงเอ่ยด้วยสีหน้าแปลกพิกล “นอกจากนั้น! เหมือนในวันที่ลูกไป เรื่องท่านปู่กับท่านน้าซู่ซีก็เลยเถิดเกินจะแก้ไขแล้ว ดังนั้นจึงต้องเร่งเลือกวันให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยสั่งให้คนทำรายการสินสอดทองหมั้น ถึงเวลานั้นก็ส่งฤกษ์กับสินสอดไปให้ตระกูลหลินที่เมืองซานเจียงก่อน งานนี้พวกเราจำต้องจัดอย่างสมเกียรติ”
ตอนที่ 576: แค่รอฤกษ์แต่งงาน
เฟิ่งเซียวฟังแล้วนิ่งอึ้งไป ท่าทางงุนงง ไม่นึกว่าผู้เฒ่าจะมีความหลังรักๆใคร่ๆเช่นนี้ด้วย ยังมีหญิงนามว่าซู่ซีคนนั้นอีก ผ่านมาตั้งหลายปีเพียงนั้นก็ยังรักและเฝ้ารอผู้เฒ่ามาตลอด
เรื่องนี้แม้แต่มารดาเขาก็ยังไม่รู้ นึกถึงตรงนี้เขาก็สงบจิตสงบใจลง บอกว่า “วางใจเถอะ! พ่อรู้ว่าต้องทำเช่นไร ยากนักที่จะมีคนปฏิบัติกับท่านผู้เฒ่าด้วยความจริงใจเช่นนี้ คนเป็นลูกหลานอย่างพวกเราย่อมต้องช่วยเหลือบ้างเป็นธรรมดา วันหน้าข้างกายเขามีคนอยู่เป็นเพื่อนคอยดูแล พวกเราก็ยิ่งวางใจได้”
“ถูกต้องเจ้าค่ะ ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน” เฟิ่งจิ่วพยักหน้าอย่างยิ้มแย้ม “ท่านปู่เขินอายเกินไป! เรื่องนี้ท่านพ่อสั่งข้ารับใช้ไปเตรียมและจัดการเถอะ! ได้ฤกษ์แล้วก็บอกข้าหน่อย ข้าต้องคำนวณเวลาเพราะจะช่วยท่านปู่ปรุงยาบรรลุขั้น ทำให้เขาสามารถบรรลุขั้นกลายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับนักรบทรงเกียรติภายในเวลาสั้นที่สุด”
“ดี เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว เจ้ารีบกลับมาเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนก่อนเถอะ! เรื่องอื่นยกให้พ่อจัดการเอง” เขาพูดยิ้มๆ และให้นางกลับไปพักผ่อนก่อน
เฟิ่งจิ่วพยักหน้า “เช่นนั้นข้ากลับก่อนนะเจ้าคะ”
“ไปเถอะ!” เขาโบกมือให้สัญญาณ หลังจากส่งนางกลับก็ชะงักไปสักพัก ก่อนจะเรียกคนเข้ามา สั่งเลือกฤกษ์ที่เหมาะสมกับงานแต่ง พร้อมทั้งเริ่มเตรียมสินสอด
วันต่อมา เฟิ่งเซียวนำฤกษ์ที่เลือกมาเรียบร้อยให้เฟิ่งจิ่วกับผู้เฒ่าดู กล่าวว่า “ปีนี้มีฤกษ์งามยามดีที่เหมาะสมกับงานแต่งเพียงวันเดียว คือวันที่สิบสามเดือนสิบสอง ใกล้วันปีใหม่ ห่างจากตอนนี้เป็นเวลาไม่ถึงสามเดือน พวกท่านคิดว่าวันที่นี้เป็นอย่างไร?”
“เวลาไม่ถึงสามเดือน? จะรีบร้อนไปหน่อยหรือไม่” ท่านผู้เฒ่าถาม กังวลว่าเวลากระชั้นชิดเพียงนี้จะจัดการเรื่องมากมายได้ไม่เรียบร้อยทั้งหมด
“หากไม่แต่งปีนี้ มีเพียงต้องรอปีหน้าแล้ว” เฟิ่งเซียวยิ้มเอ่ย มองไปทางผู้เฒ่า “อันที่จริงท่านพ่อไม่ต้องเป็นกังวล เรื่องพวกนี้สั่งการลงไปให้พวกเขาจัดการ กำลังคนพร้อมพรักย่อมจัดการได้รวดเร็วนัก”
เฟิ่งจิ่วที่อยู่ข้างๆพยักหน้า “เจ้าค่ะ ข้าคิดว่าได้แล้ว แม้มีเวลาไม่ถึงสามเดือน แต่ทุกฝ่ายน่าจะจัดการอย่างเหมาะสมได้”
“แต่…” ผู้เฒ่าเฟิ่งลังเล คิดว่าจะบรรลุถึงระดับนักรบทรงเกียรติด้วยเวลาไม่ถึงสามเดือน เรื่องเช่นนี้เขาไม่กล้าจินตนาการเลย
เฟิ่งจิ่วเห็นเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและลังเล ก็รู้ว่าเขาเป็นห่วงอะไร จึงกล่าวยิ้มๆว่า “ท่านปู่ ทำให้ดีที่สุดก็พอเจ้าค่ะ อย่างไรเสียท่านน้าซู่ซีก็ไม่รังเกียจที่ท่านเป็นคนแก่คนเฒ่า หากบรรลุระดับนักรบทรงเกียรติได้ภายในสามเดือนย่อมเป็นเรื่องดี หากทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร รอหลังแต่งงานยังมีเวลาอีก”
ได้ยินเช่นนี้ ผู้เฒ่าเฟิ่งถึงจะคลายหัวคิ้ว ใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมา “เช่นนั้นก็ดี! เรื่องนี้จัดการตามพวกเจ้าว่าเลย แล้วเรื่องสินสอดเล่า?”
“เรื่องสินสอดท่านพ่อจะสั่งคนทำรายการออกมา นอกจากนี้ หากข้าปรุงพวกยาน้ำหรือยาเซียนเสริมเข้าไปอีกเท่าก็ได้แล้วเจ้าค่ะ” เฟิ่งจิ่วพูดพลางหยิบยาสองขวดยื่นให้เขา “ท่านปู่ ตอนนี้ท่านห่างจากระดับจักรพรรดินักรบแค่หนึ่งระดับ ยาสองขวดนี้ท่านรับเอาไว้ แล้วไปเก็บตัวฝึกบำเพ็ญเสียก่อน พอบรรลุขั้นข้าค่อยปรุงให้ท่านต่ออีก”
“ได้”
ผู้เฒ่าพยักหน้า หลังจากรับยามาก็บอกกับเฟิ่งเซียวและเฟิ่งจิ่ว “เช่นนั้นก็ยกเรื่องด้านนอกให้พวกเจ้าจัดการ จริงด้วย วันนั้นข้าบอกว่าจะไปดื่มเหล้ากับเหล่าเกิ่ง ยามนี้เกรงว่าจะไม่มีเวลาแล้ว แม่หนูเฟิ่ง เจ้าส่งคนเข้าไปบอกที เขาจะได้ไม่ต้องรอไปตลอด”
ตอนที่ 577: เกิดเรื่องอะไรขึ้น?
“เจ้าค่ะ ท่านปู่โปรดวางใจ เรื่องนี้ข้าจะสั่งคนไปบอกเอง”
“เช่นนั้นก็ดี ข้าไปก่อนละ” เขาถึงค่อยสาวก้าวเดินออกไป เตรียมตัวเก็บตัวฝึกบำเพ็ญ
หลังจากเห็นเขาออกไปแล้ว เฟิ่งจิ่วถึงถามขึ้น “ท่านพ่อ เรื่องที่ท่านปู่แต่งงาน ท่านมีแผนจะส่งคำเชิญไปแต่ละแคว้นโดยรอบรวมถึงพวกตระกูลในเมืองหรือไม่เจ้าคะ”
“แน่นอน ท่านผู้เฒ่าแต่งงาน ซ้ำยังเป็นจักรพรรดิหลวงแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวง ต้องส่งคำเชิญไปให้ทุกแคว้นรอบๆเป็นธรรมดา แต่ข้ากังวลเล็กน้อยว่าถึงเวลานั้นพวกคนจากต่างแคว้นจะสบโอกาสนี้สร้างปัญหา”
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนเอ่ย “พ่อลองคิดแล้ว ราชวงศ์เฟิ่งหวงเราก่อตั้งไม่นาน แม้บอกว่ากลุ่มอำนาจองครักษ์ตระกูลเฟิ่งไม่อ่อนแอไปกว่าพวกเขา แต่ถึงอย่างไรรากฐานก็ไม่มั่นคง หากพวกเขาคิดจะใช้โอกาสนี้ก่อเรื่อง ข้าเกรงว่าจะทำให้เสียเรื่องมงคล ถึงเวลานั้นหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันอะไรคงแก้ยาก หนำซ้ำ…”
เสียงเขาชะงักไป ดูลังเลเล็กน้อย “พวกเราจะเอาแต่พึ่งโม่หานเป็นคนสนับสนุนเราไม่ได้ด้วย ถึงอย่างไรเราก็เป็นแคว้นหนึ่ง ปกครองแคว้นหากพึ่งพาคนนอกเสียทุกเรื่อง กลุ่มอำนาจคงโดนคนดูถูกเอา หนำซ้ำโม่หานไม่มีทางปกป้องเราไปได้ตลอด ด้วยเหตุนี้เรื่องคำเชิญจึงบอกได้ว่าลำบากใจทั้งสองด้าน”
ได้ยินเช่นนี้ แววตาเฟิ่งจิ่ววูบไหว มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “ไม่เป็นไร เชิญไปเถอะเจ้าค่ะ! ถึงเวลานั้นหากพวกเขาเข้าร่วมงานแต่งของท่านผู้เฒ่าอย่างสงบจนเสร็จสิ้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง หากก่อเรื่องในงานจริง เช่นนั้นจะได้สั่งสอนพวกเขาพอดี ทำให้พวกเขารู้ว่าจะมารังแกเราไม่ได้ง่ายๆ มิเช่นนั้น ถ้าปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปต้องเป็นปัญหาภายหลังแน่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จัดการให้เรียบร้อยเสียทีเดียวยังดีกว่า”
“เสี่ยวจิ่ว เจ้าต้องคิดให้แจ่มแจ้ง หากตัดสินใจแล้วจริงๆ ถึงเวลานั้นคนที่ออกหน้ามาทำให้ลำบากใจจะไม่ใช่ผู้ครองแคว้นพวกเขา คงเป็นเพียงเหล่าองค์ชาย.องค์หญิง พ่อไม่อาจออกหน้าจัดการ ได้แต่ต้องให้เจ้าแก้ปัญหา เจ้าคิดดีแล้วจริงหรือ แน่ใจหรือไม่?”
“ท่านพ่อโปรดวางใจ!” เธอยิ้มๆ เอ่ยว่า “ข้าต้องกลับไปแล้ว เรื่องสินสอด งานแต่ง และคำเชิญต้องให้ท่านพ่อไปจัดการ ท่านปู่เก็บตัวฝึกบำเพ็ญ ข้ายังต้องเร่งเวลาปรุงยาอีก ช่วงนี้คาดว่าคงไม่ค่อยได้ออกมา”
“เจ้ายุ่งกับการปรุงยา แล้วโม่หานเล่า เขาอยู่ในวังหรือจวนตระกูลเฟิ่ง?”
“เขาอยู่จวนตระกูลเฟิ่งเจ้าค่ะ บอกว่าช่วงนี้ไม่มีธุระอะไร อยู่ที่นี่ได้อีกสักพัก เดาว่ารอหลังจัดงานแต่งท่านปู่เสร็จเขาก็ต้องกลับไปเช่นกัน” เฟิ่งจิ่วพูดพลางโบกๆมือให้อีกฝ่าย “ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ข้ายังมีธุระต้องไปหาเหลิ่งหวา”
ยามมองนางออกไปจากท้องพระโรง เฟิ่งเซียวส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ยังอยากถามเสียหน่อยว่านางกับโม่หานเป็นอย่างไรกันแน่ แม่หนูคนนี้ก็เผ่นแน่บไปเสียแล้ว
เฮ้อ! ช่างเถอะ ลูกสาวโตแล้วย่อมมีความคิดและแผนการของตัวเอง คนเป็นพ่ออย่างเขายุ่งน้อยๆหน่อยจะดีกว่า ปล่อยพวกเขาไปเถอะ!
ออกจากท้องพระโรงมา เฟิ่งจิ่วไม่ได้ไปยังตำหนัก แต่หลังจากสั่งการพวกองครักษ์ก็กำชับเหลิ่งหวาให้อยู่ในวัง ส่วนตนพาเหลิ่งซวงกลับจวน วางแผนว่าจะไปปรุงยาที่จวนตระกูลเฟิ่ง อีกอย่าง เซวียนหยวนโม่เจ๋อยังรอเธออยู่ในจวนด้วย!
ทว่าเธอยังไม่ทันออกจากประตูวัง ก็เห็นร่างสีดำปรากฏตัวต่อหน้า ครั้นตั้งใจมองไป จึงเห็นว่าเป็นเซวียนหยวนโม่เจ๋อนั่นเอง ด้านหลังเขามีฮุยหลางกับอิ่งอีตามมา แต่ยามนี้สีหน้าท่าทางของฮุยหลางกับอิ่งอีต่างหนักใจอยู่บ้าง
เห็นเช่นนี้ แววตาเธอสั่นไหวเล็กน้อย มองทางเขาที่ยืนอยู่ตรงหน้า ถามว่า “เป็นอะไรไป?”
เขาต้องรอเธออยู่ในจวนตระกูลเฟิ่งไม่ใช่หรือ ทำไมถึงมาที่นี่? หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
ตอนที่ 578: ข้าต้องไปแล้ว
ทว่าเพิ่งเอ่ยออกไป เซวียนหยวนโม่เจ๋อก็โอบเอวเฟิ่งจิ่ว เรียกพลังพุ่งตัวขึ้น และหายไปต่อหน้าสองคนด้านหลัง
ฮุยหลางกับอิ่งอีมองหน้ากัน แต่ไม่ได้ตามไป
เซวียนหยวนโม่เจ๋อโอบเธอไว้ในอ้อมแขน ยามร่างกายแนบชิดติดกับอกแกร่งของเขา ได้กลิ่นกลิ่นอายบนร่างที่เป็นเอกลักษณ์ หัวใจเฟิ่งจิ่วค่อยๆผ่อนคลายลง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เหมือนว่าขอเพียงมีเขาข้างกาย เธอก็จะรู้สึกสงบใจได้
แม้เธอจะไม่ยอมรับ ในหัวใจก็มีบางอย่างกำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ…
หมุนร่างบินวนคราหนึ่ง ชุดคลุมสีดำกับสีขาวเกี่ยวพันกันอยู่ท่ามกลางสายลม เขาโอบเธอลงมาเหนือยอดตำหนักที่สูงที่สุดในพระราชวัง ยามนี้ยังเป็นตอนเช้า แสงอาทิตย์จึงไม่แยงตา สายลมแผ่วกระทบใบหน้าช่างสบายยิ่ง
เห็นเขาโอบเธอมายืนตรงนี้เงียบๆ แต่กลับไม่ได้เอ่ยปากอะไร เพียงใช้ดวงตาดำลึกล้ำจับจ้อง ราวกับอยากจะจดจำรูปโฉมเธอไว้ในห้วงความทรงจำ หัวใจเฟิ่งจิ่วสั่นไหวเล็กน้อย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ก่อนจะถอยออกจากอ้อมแขนเขา และนั่งลงตามแต่ใจ ถามว่า “ท่านต้องไปแล้วหรือ?”
“ใช่ เพิ่งได้รับข่าว ต้องรีบกลับไปเดี๋ยวนี้เลย”
น้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและมีแรงดึงดูดขานรับ เขามองเธอ เหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่หลังจากชะงักไปสักพักเขาแค่บอกว่า “กลับไปครั้งนี้อยากจะมาหาก็ไม่ง่ายดายเพียงนั้นแล้ว”
“จะกลับไปจักรวรรดินั้นหรือ”
จำได้ว่าครั้งก่อนฮุยหลางเคยบอกไว้ พวกเขาแค่จะกลับไปจัดการธุระที่ฐานทัพในแคว้นระดับหนึ่ง หากกลับไปจักรวรรดิ หนทางยาวไกลนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง สิ่งที่สำคัญกว่าคืออยากจะกลับมาอีกก็ยากยิ่ง หากไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการสร้างกลุ่มอำนาจไว้ที่นี่ เดาว่าคงไม่จากจักรวรรดิมาถึงตรงนี้
“อืม”
เขาขานรับ ดวงตาสีดำมองนางพลางบอก “กลับไปครั้งนี้ ข้าไม่อาจมาหาได้อีกหลายปี เจ้าต้องดูแลตัวเองดีๆ เดิมทียังอยากร่วมงานแต่งปู่เจ้า และส่งเจ้าเข้าเรียนยังสำนักศึกษาหกดารา ยามนี้ทำไม่ได้เสียแล้ว”
“อืม ข้าจะทำตาม” เธอพยักหน้าให้ น้ำเสียงชะงักไป ก่อนบอกอีกว่า “ไม่เป็นไร สำนักศึกษาหกดาราข้าจะไปเอง ส่วนทางท่านปู่ข้าจะบอกพวกเขาเสียหน่อย”
ดวงตาดำขลับของเขาสั่นไหวเล็กน้อย มองนางที่สีหน้าสงบ ถามว่า “เจ้าไม่มีอะไรจะบอกข้าหรือ?”
เฟิ่งจิ่วหันหน้ามองเขาเล็กน้อย เผยรอยยิ้มออกมา “ดูแลตัวเองด้วย”
ได้ยินเช่นนี้ ใจเขาไร้เรี่ยวแรงไปชั่วขณะ ถามว่า “ข้าคิดอย่างไรกับเจ้า หรือว่าที่ผ่านมานี้เจ้าไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด?” กล่าวจบ ไม่รอเธอเอ่ยปากก็บอกอีกว่า “จากไปครั้งนี้ข้าไม่อาจมาหาได้อีก คำถามนี้เจ้าอย่าเก็บซ่อนความรู้สึกอีกเลย ตอบข้ามาเถอะ”
เมื่อได้ยินคำพูดช่วงท้ายที่ทั้งแข็งกร้าวและเอาแต่ใจ เธอเงยหน้ามองเขา ถามว่า “หากข้าบอกว่าไม่รับ ท่านจะปล่อยไปเช่นนี้หรือ?” คำพูดนี้เหมือนเฟิ่งจิ่วเคยถามไปแล้ว
ทว่า หลังจากเซวียนหยวนโม่เจ๋อได้ยินคำพูดนี้ก็มองลึกซึ้งที่นาง เอ่ยอย่างเอาแต่ใจว่า “ไม่มีทาง! เจ้าเป็นผู้หญิงที่ข้าถูกใจ จะเป็นได้เพียงผู้หญิงของข้าเท่านั้น!”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่ ใบหน้าที่งดงามไร้คนเทียบแย้มยิ้มออกมา นั่นเป็นรอยยิ้มที่แสนสุขสบายใจ เป็นรอยยิ้มที่มาจากหัวใจ ทั้งงดงามและเจิดจรัสชวนให้หวั่นไหว
เขามองเฟิ่งจิ่วเงียบๆจ้องมองนาง พร้อมทั้งจดจำใบหน้ายิ้มแย้มไว้ในห้วงความทรงจำ มองรอยยิ้มที่เบ่งบาน มองดวงตาโค้งยิ้มที่ฉายประกายบางๆ ความตึงเครียดบนร่างเขาค่อยๆจางหายไป รู้สึกเพียงว่ารอยยิ้มที่งดงามที่สุดในโลกหล้าก็คือรอยยิ้มตรงหน้านี้…
ตอนที่ 579: ข้ารักเจ้า
ขณะมองใบหน้ายิ้มแย้มตรงหน้า คำพูดประโยคหนึ่งก็ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ และเอ่ยโพล่งไปอย่างคุมตนเองไม่อยู่
“เฟิ่งจิ่ว ข้ารักเจ้า”
เฟิ่งจิ่วหัวใจสั่นสะท้าน สิ่งที่ดังก้องข้างหูคือประโยคนั้นของเขา ‘เฟิ่งจิ่ว ข้ารักเจ้า’
เธอมองเซวียนหยวนโม่เจ๋อ เห็นว่าเขาจ้องมองมาเงียบๆ ความรักและความอ่อนโยนในดวงตานั้นทำให้หัวใจเธอสั่นไหวโดยไม่รู้ตัว เธอเก็บรอยยิ้ม สายตาหยุดบนใบหน้าหล่อเหลาองอาจ ก่อนจะตอบกลับความรู้สึกเขาต่อหน้าเป็นครั้งแรก
“ความรักและหวังดีจากท่าน ข้ารู้สึกได้ทั้งหมด แต่ในใจข้ามีปมที่ยังไม่แก้ไข จึงไม่หวังและไม่อยากรับความรู้สึกจากท่านภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หนำซ้ำฐานะตำแหน่งท่านไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าความรู้สึกของท่านจะคงอยู่ได้นานแค่ไหน ความรักที่ท่านมีต่อข้าจะผ่านบททดสอบจากเวลาและอำนาจได้หรือไม่?”
“เมื่อสตรีทุ่มเทให้ความรัก จะทุ่มสุดหัวใจโดยไม่อาจถอนตัวกลับ เมื่อบุรุษได้รับความรัก ความอบอุ่นกลับค่อยๆน้อยลง ในเมื่อต้องการให้ข้าให้คำตอบก่อนท่านจะจากไป เช่นนั้นคำตอบของข้าคือ ท่านกล้าทำสัญญาสิบปีกับข้าหรือไม่?”
เธอมองเขา ครั้งนี้ไม่ได้หลบเลี่ยง บ่ายเบี่ยงไม่ตอบ หรือแสร้งทำงุนงงอีกแล้ว แต่พูดจาชัดเจนด้วยถ้อยคำแจ่มแจ้ง
“หลังจากนี้สิบปี หากท่านยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ยังยึดมั่นกับการตัดสินใจในวันนี้ และยังกล้าบอกข้าว่า ‘เฟิ่งจิ่ว ข้ารักเจ้า’ เช่นนั้นข้าจะแต่งงานกับท่าน”
ได้ยินคำพูดนี้แล้ว หัวใจเซวียนหยวนโม่เจ๋อสั่นไหวเบาๆ รู้สึกถึงความหวาดกลัวที่นางมีต่อความรัก กลัวว่าจะเจ็บปวด กลัวว่าหลังจากนางมอบความรักไปและหลงรักเขาแล้ว เขาจะผ่านบททดสอบแห่งเวลาและอำนาจไม่ได้ กลัวว่าภายในเวลายาวนานหลายปี ความรักที่เขามีต่อนางจะถูกกาลเวลาและอำนาจกัดกร่อนจนไม่เหลือแม้แต่น้อย
ครั้นเห็นนางที่ไม่มั่นใจ สร้างกำแพงหัวใจไว้สูง และไม่มีความรู้สึกปลอดภัยเช่นนี้ ในใจเขาเต็มไปด้วยความสงสารและทุกข์ใจ
เขาอยากบอกนางว่าไม่มีทาง ชีวิตนี้ข้ารักเจ้าแค่คนเดียว! ไม่ว่าเวลาหรืออำนาจล้วนไม่อาจลบล้างความรักที่ข้ามีต่อเจ้าได้
แต่เขาไม่ได้เอ่ยออกมา แทนที่จะพูดออกไป ไม่สู้ใช้เวลาและการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ เขาจะทำให้นางรู้ว่าเขารักนาง ไม่เปลี่ยนแปลงในชั่วชีวิตนี้!
“สัญญาณสิบปีนี้ ข้ารับปาก” เขามองนางพลางกล่าว ท่าทางทั้งเคร่งขรึมและจริงจัง
“ภายในสิบปีนี้ท่านไม่ต้องมาหาอีก รอข้าที่จักรวรรดินั้นเถอะ! หลังจากผ่านไปสิบปี ข้าจะไปฟังคำตอบจากท่าน” เฟิ่งจิ่วยืนขึ้นมา ชุดสีขาวผมสีหมึกพลิ้วไหวท่ามกลางสายลม เธอเงยหน้ามองชายตรงหน้า ได้ความมั่นใจและร้ายกาจเฉกเช่นวันวานกลับมาแล้ว สิ่งที่กระจายอยู่กลางใบหน้าคือความกำแหงไม่กลัวใคร
“ข้าเชิดชูความรักที่สองคนครองคู่กันไปตลอดชีวิต ภายในสัญญาสิบปี ท่านต้องรักษาตัวดั่งหยก หากข้ารู้ว่าข้างกายท่านมีผู้หญิงคนอื่น เช่นนั้นไม่ต้องรอถึงสิบปีท่านก็หมดสิทธิ์ทันที และข้าจะไม่ให้โอกาสอีก”
ครั้นได้ยินคำพูดที่เอาแต่ใจและเย่อหยิ่งนี้ มุมปากเซวียนหยวนโม่เจ๋อยกขึ้นเล็กน้อย ในดวงตาดำลึกล้ำมีรอยยิ้มปรากฏ “เจ้าคนเดียวยังทำให้ข้ากระสับกระส่ายจนทนไม่ไหว ไหนเลยจะกล้ายั่วยวนผู้อื่น?”
เขาหันหลังให้แสงอาทิตย์ยามเช้า คิ้วเลิกขึ้นเบาๆ ดวงตาดำขลับลึกล้ำจ้องมองนางอย่างลึกลับและแฝงด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง ริมฝีปากบางเย้ายวนยกมุมโค้งเล็กน้อย เผยรอยยิ้มมีเสน่ห์ที่ผู้คนต่างพิสมัยออกมา
ทันใดนั้น เธอเพียงรู้สึกว่าเสน่ห์ของชายตรงหน้าล้นหลามออกมา เท้าเขย่งขึ้นอย่างควบคุมตนเองไม่ได้ มือข้างหนึ่งโน้มคอเขาลงมา แล้วจุมพิตลงบนริมฝีปากบางน่าหลงใหลท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงของเขา…
ตอนที่ 580: สัญญาสิบปี แล้วเจอกันที่จักรวรรดิ
ร่างเซวียนหยวนโม่เจ๋อสั่นสะท้าน เขาเห็นนางเขย่งเท้ายื่นแขนออกมาโน้มคอเขา ก่อนจะจูบบนริมฝีปาก สัมผัสอ่อนนุ่มนั้นทำให้เขาที่ตะลึงค้างพลันได้สติกลับมา มือหนึ่งโอบเอวนางไว้ อีกมือหนึ่งกดตรงท้ายทอยนาง เปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำกลายเป็นผู้กระทำ พร้อมทั้งทำให้จูบนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เมื่อรู้สึกถึงจุมพิตที่ไม่ลื่นไหลจากชายหนุ่ม เฟิ่งจิ่วแอบยิ้มเยาะในใจอย่างกลั้นไม่อยู่พลางชี้นำเขา ป้องกันไม่ให้ริมฝีปากตัวเองโดนเขากัดจนเลือดออก
เซวียนหยวนโม่เจ๋อรู้สึกได้ถึงจูบอันช่ำชองของนาง แววตาพลันเคร่งขรึม ต่างหยอกล้อกันภายใต้การนำจากนาง จนกระทั่งเมื่อรู้สึกว่าสาวน้อยอิงแอบลงในอ้อมแขนเขาอย่างอ่อนแรงถึงจะปล่อยนางไป
เขามองนางที่สีหน้าแดงก่ำและลมหายใจว้าวุ่นเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่ามีความรู้สึกที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ถามอย่างทำอะไรไม่ถูกว่า “ใครสอนเจ้า”
“อะไร?”
เฟิ่งจิ่วโดนจูบเสียจนมึน ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง จนกระทั่งเห็นแววตาลึกล้ำจ้องมองริมฝีปากเธอ และเห็นอารมณ์บนหน้าเขา ถึงจะส่งเสียงหัวเราะเบาๆอย่าง.อดไม่อยู่
“แม้ไม่เคยฝึกปฏิบัติ ในหนังสือก็มีบอก! ไม่เข้าใจหรือ?”
ผู้ชายคนนี้ ขี้หึงนักนะ!
ได้ยินเช่นนี้ ดวงตาเขาฉายแววทันใด ที่แท้ในหนังสือก็มีสอนเรื่องนี้? ดูท่ากลับไปต้องสั่งฮุยหลางหามาให้เขาศึกษาสักสองสามเล่มแล้ว
“จริงด้วย ยาระงับพิษเหมันต์ท่านคงเหลือไม่เท่าไรแล้วกระมัง ตอนนี้ข้าก็ไม่ได้ปรุง ท่านไปเช่นนี้พิษเหมันต์จะไม่…”
เขาโอบกอดนาง มองสีหน้าเป็นกังวลของสาวน้อยในอ้อมแขน แล้วเอ่ยยิ้มๆว่า “ไม่ต้องหรอก พิษเหมันต์พันปีจะระงับไว้ตลอดไม่ได้ มิเช่นนั้นหากกำเริบผลที่ตามมาจะยิ่งรุนแรง”
“เช่นนั้นหากพิษเหมันต์ออกฤทธิ์จะทำอย่างไร?” สถานการณ์ของเขาคงอันตรายมาก โดยเฉพาะเมื่อคนพวกนั้นเลือกลงมือคืนวันที่สิบห้า ยิ่งอธิบายได้ว่าพวกเขารู้ว่าคืนนั้นกำลังของเขาจะอ่อนแอที่สุด คร่าชีวิตเขาได้ง่ายดายที่สุด
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้ามีความคิดของตนเอง” เขาพูดพลางหยิบสร้อยคอออกมาสวมให้นาง “สร้อยเส้นนี้เป็นของวิเศษป้องกันตัว ไม่ว่าเมื่อใดเจ้าก็อย่าถอดออก”
ตรงหน้าอกรู้สึกเย็นๆ เฟิ่งจิ่วก้มหน้าลงเล็กน้อย เห็นว่านั่นเป็นจี้ทรงหยดน้ำสีม่วงที่เปล่งประกายลึกลับ ภายในจี้หยดน้ำที่แวววาวมีดวงดาวเล็กๆสีเหลืองอ่อนเจ็ดดวง ไม่รู้ว่าทำจากวัสดุอะไร หักเหกับแสงแดดแล้วช่าง.งดงามแพรวพราวอย่างยิ่ง
“ขอบคุณ” เธอกล่าวขอบคุณเสียงเบาพลางเล่นจี้อันนั้น และพบว่าตัวเองไม่มีของจะให้เขา ทว่าดวงตาฉายแววรางๆ เหมือนนึกอะไรบางอย่างได้ บอกกับเขาว่า “ท่านรอเดี๋ยว”
นัยน์ตาเขามีรอยยิ้ม มองนางไปเงียบๆเช่นนี้ เห็นนางหยิบเชือกสีแดงจากห้วงมิติ และหยิบเส้นผมนางเส้นหนึ่งมาถักเข้ากับเชือกสีแดง สุดท้ายก็ให้เขายื่นมือไป แล้วผูกมันไว้บนข้อมือเขาตามขนาด
“เชือกสุขสงบ เป็นของขวัญตอบแทนจากข้า”
ขณะมองเชือกสีแดงที่ถักสานเรียบร้อยบนข้อมือ มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย “อืม ของขวัญชิ้นนี้ดีมาก ข้าจะสวมไว้ตลอด”
เธอมองอย่างลึกซึ้งที่เขาแวบหนึ่ง ราวกับต้องการจดจำใบหน้าเขาไว้ในความทรงจำ พร้อมทั้งปกปิดความอาลัยอาวรณ์ในใจ เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าจะส่งท่านออกนอกเมืองแล้วกัน!”
“ไม่ต้องหรอก”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเปล่งออกจากปากเขา ดวงตาดำล้ำลึกมองเข้าไปในดวงตานาง กล่าวเสียงเนิบว่า “อย่างไรก็ต้องจากกัน เจ้าส่งถึงตรงนี้พอ” ระหว่างพูดเขาก้มหน้าลงเล็กน้อย และจูบลงบนหน้าผากนางเบาๆ
“อย่าลืมสัญญาสิบปี ข้าจะรอเจ้าที่จักรวรรดิ”
จบตอน
Comments
Post a Comment