ตอนที่ 581: สินสอดร้อยขวด
เฟิ่งจิ่วเห็นว่าหลังจากสิ้นเสียง เขามองเธออย่างมีนัยลึกซึ้งคราหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวอย่างเด็ดขาดแล้วสะบัดแขนเสื้อทะยานขึ้นไปในอากาศ มุ่งไปทางประตูวัง เธอเห็นชุดคลุมดำของเขาพลิ้วไหวท่ามกลางสายลม มองร่างเขาค่อยๆไกลห่างและจากไปโดยไม่หันกลับมา
“สิบปี หากหลังจากสิบปีท่านยังคงยืนกรานว่าท่านรักข้า ข้าจะแต่งงานกับท่าน” เธอกระซิบเสียงเบา สายตามองอยู่ตลอด กระทั่งร่างเขาหายลับไปจากครรลองสายตาโดยสมบูรณ์ถึงจะดึงสายตากลับ สะกดความอาลัยอาวรณ์ในใจไว้ แล้วทำจิตใจให้สดใส
“เวลาสิบปีมากพอให้ข้าเติบโต หลังจากสิบปี ข้าจะมีคุณสมบัติยืนข้างกายท่านแน่นอน!” ในดวงตาเธอฉายประกายมั่นใจออกมา หลังจากมองทิศทางที่เขาลาจากอีกคราถึงจะหมุนกายจากไป
ในวันต่อมา เฟิ่งจิ่วไม่ได้ฝึกบำเพ็ญแต่กำลังปรุงยา ยาแต่ละขวดประกอบขึ้นจากมือเธอ นอกจากยาบรรลุขั้นสำหรับท่านปู่ เธอยังต้องเตรียมบางส่วนส่งเป็นสินสอดให้ตระกูลหลินด้วย
ตระกูลหลินใหญ่โตเช่นนั้น ย่อมไม่ขาดของจำพวกทรัพย์สมบัติเงินทอง แม้ในสถานที่เช่นนั้นจะมียาระดับสูงน้อยนัก และถึงพวกเขาไม่ถือสาว่าท่านปู่จะหยิบยื่นสินสอดเช่นไรให้ แต่เธอคิดว่านี่เป็นหน้าเป็นตาของตระกูลเฟิ่ง ทั้งยังเป็นการให้ความสำคัญกับท่านน้าซู่ซี จะทำตามแต่ใจเกินไปนักไม่ได้
ตระกูลเช่นตระกูลหลิน เชื่อว่ายาเช่นนี้ต้องเป็นที่ต้องการมาก แน่ใจได้ว่ายาร้อยขวดนี้ในสินสอดจะทำให้พวกเขาประหลาดใจมากแน่ๆ
ภายในเรือนปรุงยา ยาทิพย์แต่ละชนิดวางเรียงอยู่บนโต๊ะ เหลิ่งซวงคอยแยกประเภทอยู่ข้างๆ นายบ่าวสองคนหนึ่งปรุงยาอีกหนึ่งแยกประเภทสมุนไพร เนื่องจากเธอออกคำสั่งเอาไว้ หากไม่มีเรื่องสำคัญก็ไม่มีใครเข้ามารบกวน แม้แต่พวกหลัวอวี่ยังเฝ้าอยู่นอกเขตเรือน เข้าไปข้างในไม่ได้
“นายท่าน สมุนไพรยี่สิบกว่าอย่างเหลือไม่ถึงสิบแล้วเจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงทำรายการยาที่มีไม่พอยื่นให้นายดู
เฟิ่งจิ่วรับมาดู บอกว่า “พวกนี้ล้วนต้องใช้เป็นหลัก ตอนนี้เจ้าไปตลาดมืดแล้วสั่งคนนำมาเติมโดยเร็ว อย่างช้าสุดให้พวกเขาส่งมาพรุ่งนี้”
“เจ้าค่ะ” นางขานรับ แล้วออกไปยังตลาดมืดอย่างรวดเร็ว
ตัวตนภูตหมอของเฟิ่งจิ่ว หลังจากเปิดเผยใบหน้าโดยไม่สวมหน้ากากที่ตลาดมืดแคว้นเหินเวหา ช่วงนี้คนในตลาดมืดเมืองอวิ๋นเยวี่ยก็ยังรู้ด้วย ถึงอย่างไรตอนนั้นเธอที่ไม่สวมหน้ากากในแคว้นเหินเวหาก็เป็นใบหน้าแท้จริง ไม่ได้ปลอมแปลงใดๆ
ขอแค่พวกเขาใช้รูปเหมือนเธอไปตรวจสอบเล็กน้อย ย่อมสืบหาได้อย่างง่ายดายเป็นธรรมดา เพียงแต่หลังจากรู้เรื่องนี้ เธอก็สั่งพวกเขาไม่ให้แพร่งพรายออกไป คนในตลาดมืดรู้เรื่องไม่เป็นไร ถึงอย่างไรพอรู้ตัวตนแท้จริงแล้วก็ทำอะไรสะดวกสบายขึ้น
และเพราะรู้ตัวตนเธอ อีกทั้งเธอยังเป็นผู้ค้ำจุนตลาดมืด ต่อให้หัวหน้าตลาดมืดพวกนั้นรู้ก็ไม่กล้าเปิดเผยตัวตนเธอออกไป เพราะข่าวทางด้านแคว้นมหาสันติกระจายไปยังตลาดมืดทุกแห่ง ชายวัยกลางคนที่พยายามสับเปลี่ยนป้ายประจำตลาดมืดไปคนนั้น จุดจบสุดท้ายต้องสะเทือนขวัญผู้คนได้แน่นอน
“มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง?” เธอเดินมาพักข้างโต๊ะแล้วขานเรียก
“นายท่าน ข้าอยู่ขอรับ”
เสียงหลัวอวี่ดังมาอย่างรีบร้อน เขาชะโงกศีรษะเข้าไปถามด้วยสีหน้าเอาอกเอาใจ “นายท่านมีคำสั่งอะไรหรือขอรับ ข้าน้อยต้องเข้าไปช่วยหรือไม่”
“นายท่าน พวกเราก็อยู่ขอรับ”
พวกฟั่นหลินเอ่ยปากบอกบ้าง แต่ละคนเดินจากนอกเขตเรือนมามองนางตรงประตู สายตามองๆภายในเรือนนั้น เพียงแต่นางไม่อนุญาต ใครก็ไม่กล้าเข้าไป
ตอนที่ 582: มุ่งหน้าไปตลาดมืด
เมื่อเห็นพวกเขาต่างเฝ้าอยู่นอกเขตเรือน เฟิ่งจิ่วส่ายหน้ายิ้มๆ “ที่นี่คือจวนตระกูลเฟิ่ง ต่อให้พวกเจ้าไม่เฝ้าไว้ก็ไม่มีใครกล้ามาโจมตีหรอก” เสียงเธอชะงักไป มองพวกเขาหลายคนแวบหนึ่ง “เช่นนี้แล้วกัน! หลัวอวี่เจ้าไปทำกระบอกระเบิดมาหน่อย ของพวกนั้นสอนองครักษ์ไว้จะดีที่สุด ให้พวกเขาทำออกมาวางเผื่อไว้ในวัง”
ได้ยินเช่นนี้ หลัวอวี่ก็หัวเราะเจ้าเล่ห์ “นายท่าน ตอนที่ท่านไปข้าสอนพวกเขาไว้แล้ว ตอนนี้ในถุงฟ้าดินทุกคนต่างมีกันหมด หนำซ้ำภายในวังยังมีเช่นกัน ต่อให้แคว้นอื่นมาโจมตี พวกเราก็มีกำลังทหารและกำลังต่อสู้มากพอจะต่อกรกับพวกเขา”
“อืม”
เธอพยักหน้า บอกว่า “เช่นนั้นพวกเจ้าไปฝึกบำเพ็ญเถอะ! การพัฒนากำลังของตนเองนั้นสำคัญที่สุด ส่วนฟั่นหลิน เจ้ารู้เรื่องการแพทย์ไม่ใช่หรือ? เข้ามาช่วยข้าอีกแรงแล้วกัน!”
ฟั่นหลินได้ยินเช่นนี้ก็ยินดียิ่ง รีบขานรับว่า “ขอรับ” จากนั้นเร่งฝีเท้าเดินเข้าไป เมื่อเห็นยาทิพย์พวกนั้นในเรือนก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
คนอื่นๆต่างจนปัญญา พวกเขาไม่รู้เรื่องของจำพวกยาเหล่านั้น แต่เรื่องฝึกบำเพ็ญพวกเขาทำได้ ดังนั้นจึงประสานมือบอกลา ไม่ได้เดินไปไกล แต่นั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญพลังเร้นลับอยู่นอกเขตเรือน
หลังพักผ่อนอีกสักพัก เฟิ่งจิ่วกำชับฟั่นหลินถึงของบางอย่างที่ต้องระวัง ก่อนจะปรุงยาของตัวเองต่อ…
สองวันต่อมา ยาอีกขวดหนึ่งถูกปรุงด้วยมือเธอ เธอถอนหายใจเบาๆ คิดว่าหลายวันนี้พยายามมากพอแล้วจริงๆ เวลาสั้นๆแค่ห้าหกวันก็ปรุงยาออกมาได้ร้อยขวด โชคดีที่จำนวนงานเช่นนี้ไม่ได้เป็นกิจวัตร มิเช่นนั้นเธอต้องเหนื่อยตายแน่
“นายท่าน ครบหนึ่งร้อยขวดพอดีขอรับ” ฟั่นหลินมองยาร้อยขวดที่วางเรียงบนโต๊ะในห้อง จิตใจค่อยๆสงบลง และกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว
หลายวันนี้ติดตามข้างกายนายท่าน เห็นยาพวกนั้นที่ต่อให้ขโมยไปข้างนอกก็ยังขายไม่ได้ถูกปรุงจากมือนางทีละขวด.ทีละขวด เขามีความรู้สึกปลาบปลื้มอย่างยิ่งกับความสำเร็จจากทุกขวด แต่เมื่อผ่านไปทีละน้อย เห็นยาของนายท่านที่แทบไม่มีข้อผิดพลาดด้านยา ซ้ำยังปรุงสำเร็จโดยไม่สิ้นเปลืองยาทิพย์เหล่านั้น ยามนี้เขาจึงสงบลงมาก คิดว่าควรเป็นเช่นนี้แล้ว
“นับให้เรียบร้อยค่อยเก็บ แล้วส่งยาร้อยขวดนี้เข้าไปในวังด้วยกันกับเหลิ่งซวง”
เธอโบกมือส่งสัญญาณให้เหลิ่งซวงกับฟั่นหลินสองคนเก็บยาและส่งเข้าพระราชวัง จากนั้นค่อยเรียกสาวใช้มาเตรียมน้ำร้อนอาบ ก่อนจะไปพักผ่อนที่เตียงสักพัก ขณะกึ่งหลับกึ่งตื่นก็เหมือนได้ยินเสียงฟ้าผ่าดังรางๆ
สองคนรับคำสั่งจากไป ส่วนพวกที่เหลืออยู่เฝ้าจวนตระกูลเฟิ่ง ผ่านไปประมาณสองชั่วยามพวกเขาก็กลับมา พร้อมทั้งนำข่าวดีกลับมาด้วย
เฟิ่งจิ่วที่ตื่นขึ้นมาหลังพักผ่อนไปประมาณสองชั่วยามกำลังนั่งกินขนมตรงลานบ้าน ก็เห็นสองคนนั้นเดินเข้ามา หลังจากคารว ะเหลิ่งซวงไปยืนข้างๆ ส่วนฟั่นหลินรายงานว่า
“นายท่าน ท่านผู้เฒ่าข้ามระดับบรรพชนนักรบ และก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดินักรบแล้วขอรับ”
“ข้าก็คิดเช่นกัน ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เดาว่าท่านปู่คงบรรลุขั้นแล้ว” เธอวางชามกับตะเกียบลง เช็ดๆปากก่อนเอ่ย “เหลิ่งซวง ไปตลาดมืดเป็นเพื่อนข้าที”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับ และมายังข้างกายนาง
“เจ้าเฝ้าเรือนไปเถอะ ควรทำอะไรก็ไปทำเสีย” เธอกล่าวกับฟั่นหลิน จากนั้นพาเหลิ่งซวงออกไปยังตลาดมืด
เฟิ่งจิ่วที่สวมกระโปรงขาวดูช่างงามผุดผ่องยิ่งนัก รูปโฉมที่เย้ายวนโดดเด่นยิ่งทำให้ไม่ว่าเธอออกมาเมื่อไรก็ล้วนดึงดูดสายตาตะลึงจากคนสัญจรบนท้องถนน
ตอนที่ 583: แลกเปลี่ยนสินค้า
เหล่าชาวบ้านเห็นสาวน้อยงามเลิศที่นั่งข้างในรถม้าเลิกผ้าม่านขึ้นเท้าแก้มมองไปด้านนอก ในใจแต่ละคนต่างรู้สึกทอดถอนใจอย่างยิ่ง
เวลานี้ไม่เหมือนวันวาน ฐานะนางจากคุณหนูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งกลายเป็นองค์หญิง ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลานั้นจวนตระกูลเฟิ่งปกครองโดยนาง วิธีการและความเยือกเย็นของนาง ชาวบ้านที่ไปมุงดูคืนนั้นต่างรู้ดี
สำหรับนาง นอกจากความตะลึงและอิจฉาก็เหลือเพียงความหวาดกลัวให้
เฟิ่งจิ่วข้างในรถม้าเคยชินกับสายตาเหล่านั้นจากชาวบ้านแล้ว แม้จะเท้าแก้มมองไปด้านนอก ความคิดกลับลอยไปไกล
ไม่รู้ว่าเซวียนหยวนโม่เจ๋อจะกลับถึงจักรวรรดิแล้วหรือยัง? การเดินทางจากที่นี่ไปจักรวรรดิต้องยาวไกลกว่าไปแคว้นระดับหนึ่งมากแน่ๆ สถานที่ที่ถูกเรียกว่าเมืองกลางเวหาจะเป็นสถานที่เช่นไรนะ? ว่ากันตามตรง เธอยังสงสัยมากจริงๆ
พี่ชายเธอออกไปฝึกวิชากับทหารรับจ้างตลาดมืด ตอนนี้ไม่รู้ว่าไปถึงไหนแล้ว อยากจะตามหาเขาก็หาไม่เจอ แม้ท่านพ่อปล่อยข่าวที่ท่านปู่จะแต่งงานออกไป กลับไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินข่าวหรือไม่?
ในขณะที่เธอกำลังครุ่นคิด รถม้าก็หยุดลง เสียงเหลิ่งซวงลอยมาจากด้านนอก “นายท่าน ถึงแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม” เธอได้สติกลับมา ถึงค่อยเปิดผ้าม่านลงจากรถม้า และเดินเข้าไปด้านในตลาดมืด
ผู้ดูแลเหยียนได้ยินว่าเฟิ่งจิ่วมาจึงรีบไปเชิญหัวหน้า จากนั้นถึงจะตามหลังหัวหน้ามายังด้านหน้าด้วยกัน เห็นภูตหมอสวมชุดสีขาว ไม่เห็นกลิ่นอายชั่วร้ายเช่นวันวานโดยสิ้นเชิง ก็เร่งก้มสายตาที่พินิจมองลง และยืนอยู่ด้านหลังหัวหน้าอย่างเคร่งครัด
“เหอะๆ องค์หญิง เชิญที่ห้องปีกชั้นบนพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าตลาดมืดมองเฟิ่งจิ่วพลางหัวเราะ พร้อมทำท่ามือเชื้อเชิญขณะนำทางไปข้างหน้า จนกระทั่งเข้าห้องมา ผู้ดูแลเหยียนเฝ้าหน้าประตูด้วยตนเอง ส่วนหัวหน้ารับรองนางอยู่ด้านใน
“ได้ยินว่าใกล้ถึงงานมงคงของจักรพรรดิหลวงแล้ว ทำไมช่วงนี้ภูตหมอถึงยังมีเวลามาตลาดมืดได้?” หัวหน้าตลาดมืดถามหยอกพร้อมหัวเราะเสียงดัง จำได้ว่าตอนนั้นที่แคว้นเหินเวหาส่งรูปเหมือนมา พวกเขายังสะดุ้งตกใจเสียดื้อๆ
หากไม่ตรวจให้แน่ชัดครั้งแล้วครั้งเล่า จะอย่างไรก็คาดไม่ถึงว่าภูตหมอคนนี้คือเฟิ่งชิงเกอคุณหนูใหญ่แห่งจวนตระกูลเฟิ่ง และยังเป็น.องค์หญิงคนปัจจุบัน แต่หลังจากรู้เรื่องที่นางคุ้มกันจวนตระเฟิ่ง ซ้ำยังต่อต้านเชื้อพระวงศ์แคว้นเหินเวหา เขากลับคิดว่าแบบนั้นต่างหากถึงจะเป็นวิธีจัดการของภูตหมอ
เมื่อนึกถึงว่าภูตหมออยู่ในเมืองอวิ๋นเยวี่ย หนำซ้ำยังเป็น.องค์หญิงราชวงศ์เฟิ่งหวง หัวใจเขาตื่นเต้นขึ้นมา เดิมคิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าอยู่ที่นี่ก็เป็นเพียงเครื่องเรือนตกแต่ง ทว่าหลังจากรู้ว่านางคือภูตหมอ เขาก็ตื่นเต้นดีใจมาตลอด
“ในตลาดมืดมีของมากมาย แต่ที่เมืองอวิ๋นเยวี่ยนี้กลับมีของดีเยี่ยมน้อยนัก ด้วยเหตุนี้วันนี้ข้าจึงมาเพื่อขอความช่วยเหลือจากท่านหัวหน้า” เฟิ่งจิ่วยิ้มมองชายตรงหน้า
ได้ยินเช่นนี้ หัวหน้าคนนั้นก็ยิ้มๆ ถามว่า “เชิญภูตหมอว่ามาเถิด”
“ข้าต้องการพวกของวิเศษหรือวัตถุวิญญาณ ทั้งต่อสู้และป้องกันตัวข้าต้องการทั้งหมด ยังมีพาหนะเหาะเหินสองชิ้น ของพวกนี้ข้าอยากจะซื้อผ่านตลาดมืด ราคาจะต่ำเกินไปไม่ได้ นอกจากซื้อด้วยเงิน ข้ายังแลกเปลี่ยนด้วยสินค้าได้เช่นกัน”
ได้ยินคำพูดนี้ หัวหน้าคนนั้นอึ้งไปสักพัก จากนั้นในดวงตาถึงเผยความยินดี “ภูตหมอหมายความว่า ขอแค่เป็นวัตถุเวทที่ท่านถูกตาต้องใจ ก็สามารถแลกเปลี่ยนยากับทางท่านได้หรือ?”
“ใช่” เธอพยักหน้า เห็นว่าหลังจากหัวหน้าคนนั้นนิ่งไปพักหนึ่ง นัยน์ตาก็ฉายประกายตื่นเต้นยินดี
“ใต้เท้าภูตหมอ ส่วนตัวข้าก็เก็บสะสมของวิเศษไว้สองสามชิ้น ไม่รู้ว่าจะเข้าตาท่านหรือไม่”
ตอนที่ 584: ใครจะไปดี?
เขาพูดพลางหยิบของวิเศษหลายชิ้นออกมาจากในห้วงมิติ พร้อมทั้งแนะนำคุณสมบัติ แต่ของวิเศษมากมายสุดท้ายเฟิ่งจิ่วกลับถูกใจแค่อย่างเดียว เป็นพาหนะเหาะเหินที่ชื่อว่าวงล้อเหินฟ้า
“ชิ้นนี้แลกได้หรือไม่?” เธอถามพลางมองหัวหน้าตลาดมืด
“แลกได้ แลกได้แน่นอน” หัวหน้าตลาดมืดหัวเราะ ถามด้วยวาจาตั้งตารอ “ไม่ทราบว่าใต้เท้าภูตหมอจะแลกเปลี่ยนอย่างไร?”
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ยิ้ม เธอชำเลืองมองหัวหน้าตลาดมืดที่มีสีหน้าเฝ้ารอคอย บอกว่า “ท่านหัวหน้าคิดอย่างไรเล่า?” ยามนี้น้ำเสียงเธอเย็นลงเล็กน้อย สายตาที่เหลือบมองไปทางเขายังมีการกล่าวเตือนบางส่วน
เห็นเช่นนี้ หัวหน้าตลาดมืดยิ้มเจื่อน ปัดความคิดที่อยากจะรีดไถยาจากนางมาสักสองสามขวดไป
เมื่อครู่เขามีความคิดเช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ คิดว่านางคงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเช่นนี้ หากแลกเปลี่ยนวงล้อเหินฟ้ากับยาสองสามขวดได้ เช่นนั้นเขาก็ได้กำไรครั้งใหญ่ ถึงอย่างไรแม้วงล้อเหินฟ้านั้นก็เป็นพาหนะเหาะเหินที่ไม่เลว แต่ตนมีแค่ชิ้นเดียว เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่สู้นำออกมาแลกกับพวกยาสำหรับบรรลุขั้นยังดีกว่า
เขาได้รับข่าวว่าผู้เฒ่าเฟิ่งกลับมาไม่นานก็บรรลุกลายเป็นจักรพรรดินักรบแล้ว คนอื่นไม่รู้แต่เขารู้ ต้องเป็นฝีมือภูตหมอที่ใช้ยาช่วยให้บรรลุขั้นแน่
หากวรยุทธ์เขาบรรลุขั้นได้อีก ขอแค่พลังผ่านเกณฑ์ก็ย้ายไปที่อื่นได้แล้ว แม้ยามนี้ราชวงศ์เฟิ่งหวงไม่เหมือนแต่ก่อน แต่เขายังอยากทำงานในตลาดมืดของแคว้นระดับสูงพวกนั้น
มีเพียงสถานที่เช่นนั้น เรื่องและข้อมูลที่ได้สัมผัสถึงจะยิ่งมากขึ้น
“เรื่องนี้ว่ากันตามราคาท้องตลาด แลกกับยาบรรลุขั้นของภูตหมอหนึ่งขวดถึงจะได้”
เขาเอ่ยปาก สีหน้าเกรงใจอยู่บ้าง เห็นสายตานางจ้องเขาตลอด เหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม จึงพูดขึ้นทันควัน “อืม เช่นนี้แล้วกัน! ของวิเศษชิ้นนี้ภูตหมอเก็บไว้เถอะ เป็นเช่นนี้จริงๆก็ได้แล้ว”
ในใจเขาทอดถอนใจเบาๆ เดิมอยากรีดไถนางสักก้อนใหญ่ ใครจะรู้ว่าไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วถึงจะหยิบยาออกมาหนึ่งขวด ขณะเดียวกันก็เก็บวัตถุเวทสองชิ้นมา บอกว่า “เช่นนี้ก่อนแล้วกัน! ที่เหลือยังต้องขอท่านหัวหน้าช่วยข้าคอยระวัง ข้าต้องไปก่อน” หลังจากพยักหน้า เธอก็พาเหลิ่งซวงออกจากห้องปีก
หลังออกจากตลาดมืด เธอนั่งรถม้ามุ่งไปยังพระราชวัง
บนท้องพระโรง เฟิ่งเซียวกำลังปรึกษาหารืออะไรบางอย่างกับคนอื่นๆ ได้ยินทหารอารักขาด้านนอกเข้ามารายงาน บอกว่าองค์หญิงกลับมาแล้ว จึงเงยหน้ามองไปโดยพลัน กลับไม่เห็นแม้แต่เงาคน กระทั่งผ่านไปสักพักถึงจะเห็นลูกสาวเดินมาทางนี้ด้วยฝีเท้านวยนาด
“ท่านพ่อ” เธอขานเรียก ก่อนจะเดินเข้ามา สายตามองผ่านบนร่างเหล่าองครักษ์วัยกลางคน
“คุณหนูใหญ่” พวกเขาคารวะ กล่าวกับเฟิ่งเซียวว่า “ข้าน้อยขอตัวก่อน” พูดจบก็ถอยห่างออกไป
“เสี่ยวจิ่ว ข้ากำลังจะไปหาเจ้าเลย! มาสิ มานั่งตรงนี้ ข้าจะให้เจ้าดูกำหนดการช่วงนี้เสียหน่อย” เขากวักมือเรียกให้เธอเดินเข้าไป
เฟิ่งจิ่วเดินหน้ามานั่งลงข้างกายเขา
“สินสอดทั้งหมดเตรียมไว้พอประมาณแล้ว ข้าอยากถามว่าการส่งสินสอดให้ใครไปจะเหมาะสมที่สุด?” เรื่องนี้เดิมควรเป็นเรื่องที่คนเบื้องล่างต้องจัดการ แต่เฟิ่งจิ่วมีความคิดของตัวเองเสมอมา เขาคิดว่าเรื่องนี้ลองถามนางเสียหน่อยอาจจะดีกว่า
“เรื่องนี้หรือ!” แววตาเธอสั่นไหวเล็กน้อย คิดไปคิดมาก็เอ่ยยิ้มๆว่า “เช่นนั้น ถึงเวลาข้าจะไปเป็นตัวแทนท่านปู่เองเจ้าค่ะ!”
ตอนที่ 585: ส่งสินสอดเมืองซานเจียง
เฟิ่งเซียวได้ยินเช่นนี้แล้วลังเลนิดหน่อย “ชะ เช่นนี้จะเหมาะสมหรือ?”
“ทำไมจะไม่เหมาะ? หนำซ้ำสินสอดมากมายเพียงนั้นต้องใช้เรือเหาะส่งไปถึงจะได้ มิเช่นนั้นจะส่งไปอย่างไรกัน? ดังนั้นหากพูดถึงเรื่องนี้ ให้ข้าไปเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วเจ้าค่ะ” เฟิ่งจิ่วยิ้มเบาๆ ถามอีกว่า “แต่ท่านพ่อ ถึงเวลานั้นพวกเราต้องไปสู่ขอที่เมืองซานเจียง หรือพวกเขาต้องมาหาที่พักที่นี่ก่อน แล้วเราค่อยไปสู่ขอเจ้าคะ? เหมือนข้าจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้สักนิดจริงๆ!”
“เรื่องนี้เอง เจ้าไปถึงที่นั่นก็ถามเสียหน่อยแล้วกัน พวกเขาคงมีกำหนดการของตัวเอง” เขาพูดจบก็ครุ่นคิดเล็กน้อย บอกว่า “เด็กผู้หญิงไปคนเดียวคงไม่ได้ เช่นนี้แล้วกัน! ไปเชิญผู้เฒ่าเกิ่งมาร่วมทางกับเจ้า ถือว่ามีผู้อาวุโสสักคนข้างกาย หากมีตรงไหนไม่เข้าใจเขาจะบอกได้”
ครั้นได้ยินว่าเป็นผู้เฒ่าเกิ่ง เฟิ่งจิ่วพยักหน้า “ได้เจ้าค่ะ”
“ข้าวของสินสอดเตรียมไว้เรียบร้อยหมดแล้ว เจ้าคิดจะเริ่มเดินทางเมื่อใด?” เขาถามอีก
เฟิ่งจิ่วขบคิดในใจเล็กน้อย คิดๆแล้วก็บอกว่า “พรุ่งนี้เจ้าค่ะ! ประเดี๋ยวข้าจะจอดเรือเหาะไว้หน้าประตูวัง ขนย้ายสินสอดขึ้นไปก่อน แล้วสำรวจคนที่จะไปส่งสินสอดพร้อมกันให้เรียบร้อย พรุ่งนี้ก็ออกเดินทางเจ้าค่ะ”
“ดี เช่นนั้นเจ้าไปบอกท่านปู่ด้วย ข้าจะไปตระกูลเกิ่งด้วยตัวเอง เพื่อเชิญผู้เฒ่าเกิ่งร่วมทางไปกับเจ้า” กล่าวจบเขาลุกยืนขึ้นแล้วเดินออกไป
เฟิ่งจิ่วมายังสถานที่ที่ท่านปู่ฝึกบำเพ็ญ เมื่อหาเขาพบก็บอกกล่าวเรื่องราวกับเขาสักพัก ซ้ำยังตรวจดูสภาพร่างกาย และให้ยาบรรลุขั้นเขาไว้อีกหน่อย
“ท่านปู่ แม้ยาจะช่วยให้บรรลุขั้นได้แต่ก็ไม่ต้องหักโหม ในช่วงนี้ตามสภาพร่างกายท่าน จะใช้ได้แค่สองขวดนะเจ้าคะ”
เธอมองท่านปู่ตรงหน้าที่บรรลุระดับจักรพรรดินักรบแล้ว รูปลักษณ์จึงเปลี่ยนไปบ้าง กล่าวต่อไปว่า “ยาสองขวดนี้ใช้หมด ไม่ว่าท่านบรรลุถึงระดับไหน ก็ได้แต่ต้องหยุดไว้ก่อน จะฝึกบำเพ็ญอีกไม่ได้”
“เหอะๆ แม่หนูเฟิ่ง เจ้าวางใจเถอะ! ปู่กินเกลือมายังมากกว่าเจ้ากินข้าวอีก เหตุผลข้อนี้ข้ารู้ดี สบายใจเถอะ! จิตใจข้าตอนนี้ไม่เหมือนตอนนั้นแล้ว” ผู้เฒ่าเฟิ่งพูดยิ้มพลางลูบเครา แล้วกำชับอีกว่า “มีตาเฒ่าเกิ่งไปเป็นเพื่อนเจ้า ปู่ก็สบายใจ”
“เช่นนั้นก็ดี ข้ากลับไปก่อนนะเจ้าคะ ยังต้องจัดการธุระอีกหน่อย” เธอพูดยิ้มๆ หลังจากบอกลาเขาถึงจะหมุนตัวจากไป
การส่งสินสอดครั้งนี้ นอกจากคนที่ท่านพ่อจัดแจงไว้เรียบร้อย เธอยังต้องพาพวกหลัวอวี่แปดคนกับเหลิ่งซวงไปด้วย ส่วนเหลิ่งหวาก็อยู่ดูแลงานต่างๆในจวนตระกูลเฟิ่งไป
เช้าตรู่วันต่อมา เมื่อเรือเหาะลำหรูหราจอดลงตรงประตูวังก็ทำให้พวกชาวบ้านพากันมุงดู โดยเฉพาะอักษรคู่สีแดงพวกนั้นที่แปะไว้บนเรือ ยิ่งทำให้ชาวบ้านต่างประหลาดใจ
“ได้ยินว่าคนที่จักรพรรดิหลวงจะไปสู่ขอเป็นบุตรสาวตระกูลหนึ่งในแคว้นใหญ่ระดับสาม นี่คงไปส่งสินสอดสินะ!”
“ผู้ครองแคว้นประกาศข่าวเอง คำเชิญสำหรับทุกแคว้นโดยรอบล้วนส่งไปหมดแล้ว วันมงคลใหญ่คือวันที่สิบสามเดือนสิบสอง ถึงเวลาต้องคึกคักมากแน่ๆ”
“เป็นเช่นนั้นแน่นอน นี่เป็นงานของท่านผู้เฒ่า ไม่สิ เป็นงานแต่งของจักรพรรดิหลวง ต้องจัดอย่างสมเกียรติแน่นอน”
“พวกเจ้าดูสิ นั่นท่านผู้เฒ่าเกิ่ง ได้ยินว่าเมื่อวานผู้ครองแคว้นไปเยี่ยมด้วยตัวเองเพื่อเชิญเขาร่วมไปส่งสินสอดด้วย”
ด้านหน้าเรือเหาะ ผู้เฒ่าเกิ่งที่ไม่ได้สวมชุดคลุมสีเทาเช่นเมื่อก่อนสวมชุดคลุมทำขึ้นใหม่ ชุดคลุมสีน้ำตาลซึ่งมีลวดลายเล็กน้อยทำให้เขาดูมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น เมื่อเขาเห็นร่างนั้นเดินออกมาจากด้านใน ดวงตาก็เป็นประกาย
ตอนที่ 586: ยึดติด
ร่างสีขาวที่เดินมาจากประตูวังมีย่างก้าวอ่อนช้อยสง่างาม ชุดกระโปรงพลิ้วไหวเบาๆ ท่ามกลางสายลมอ่อน นางวางท่าผ่าเผยสละสลวย มีกลิ่นอายสูงศักดิ์ ผู้ติดตามข้างกายคือเหลิ่งซวงผู้มีรูปโฉม.งดงามเย็นชาในชุดสีดำ ห่างไปอีกหนึ่งก้าวด้านหลังคือองครักษ์ตระกูลเฟิ่งทั้งแปดผู้มีหน้าตาหล่อเหลาท่าทางโดดเด่น ภายใต้กลุ่มคนที่รายล้อมพวกนี้ เฟิ่งจิ่วในชุดสีขาวยิ่งดูสูงส่งไร้คนเทียบเทียม
“ท่านปู่เกิ่ง” เฟิ่งจิ่วขานเรียก ทักทายด้วยใบหน้ามีรอยยิ้ม “ต้องรบกวนท่านแล้ว”
“เหอะๆๆ ไม่หรอก ไม่หรอก เป็นเกียรติของข้าเช่นกัน! ฮ่าๆๆ” เขาหัวเราะเสียงดัง ท่าทางอารมณ์ดียิ่ง
เฟิ่งจิ่วยิ้มเล็กน้อย บอกกับพวกคนด้านหลังว่า “ไปดูทีว่าของเตรียมไว้ดีแล้วหรือยัง?”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ”
พวกเขาเดินไปทางเรือเหาะ หัวใจต่างประหม่าขึ้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาตามนายท่านออกไปด้านนอก แม้ใบหน้าไม่แสดงออก แต่หลังจากรู้ข่าวนี้ตั้งแต่เมื่อคืน พวกเขาก็นอนไม่หลับมาตลอด
เฟิ่งจิ่วกับผู้เฒ่าเกิ่งกำลังคุยกัน ส่วนทางนั้นตรวจนับสินสอดกับไพร่พล ไม่นานนักพวกเขาก็เดินเข้ามารายงาน
“นายท่าน สินสอดและไพร่พลต่างครบถ้วนแล้ว เตรียมตัวออกเดินทางได้ทุกเมื่อขอรับ”
ผู้เฒ่าเกิ่งพยักหน้า หันกายก้าวขึ้นเรือเหาะ ขณะที่เหยียบลงบนเรือเหาะลำนี้ ในใจเขาเต็มไปด้วยความทอดถอนใจ ไม่นึกว่าการนั่งเรือเหาะครั้งแรกจะเป็นการเดินทางไปส่งสินสอดให้เหล่าเฟิ่ง ช่างนึกไม่ถึงจริงๆ!
รอจนทุกคนขึ้นเรือแล้ว หลังจากให้พวกเขานั่งกันเรียบร้อย เฟิ่งจิ่วก็เริ่มเคลื่อนเรือเหาะไปยังแคว้นมหาสันติ…
ทางอีกด้านหนึ่ง ณ แคว้นเหินเวหา ภายในพระราชวัง ยามได้ยินข่าวล่าสุดที่ราชวงศ์เฟิ่งหวงส่งมา รัชทายาทเนี่ยเถิงนั่งขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ แววตาทั้งชั่วร้ายและไม่ยอมแพ้ เทียบกับท่าทางยามที่พบเฟิ่งจิ่วครั้งแรก ตอนนี้ทั่วร่างเขามีกลิ่นอายร้ายกาจกระจายออกมา
“ราชวงศ์เฟิ่งหวง เฟิ่งชิงเกอ? หรือว่าเฟิ่งจิ่ว? ยังมีผู้ชายคนนั้นอีก? เป็นใครกันแน่?”
หลังจากกลับมา เขาถูกเสด็จพ่อสั่งสอนอย่างดุร้าย ซ้ำยังสั่งแล้วสั่งอีกว่าอย่าไปยั่วยุคนราชวงศ์เฟิ่งหวง ก่อนจะเรียกคนข้างกายเขาพวกนั้นที่ใช้การได้กลับไป ด้วยเกรงว่าเขาจะทนไม่ไหวและไปยุ่งกับราชวงศ์เฟิ่งหวงอีก
แต่เขาได้รับความอับอายมากเพียงนั้น จะยอมแพ้เช่นนี้ได้อย่างไร!
สำหรับสาวน้อยงามล้ำที่ซุกซนเอาแต่ใจและงดงามราวเปลวไฟ เขาเปลี่ยนจากความชอบใจในวินาทีแรกกลายเป็นความยึด ให้เขาปล่อยไปหรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร!
แต่เมื่อนึกถึงชายชุดคลุมดำคนนั้นและกลุ่มอำนาจเบื้องหลัง เนี่ยเถิงกลับไร้เรี่ยวแรงไปชั่วขณะหนึ่ง
เจ้าตำหนักยมราช ชายคนนั้นเป็นเจ้าแห่งตำหนักยมราชกลุ่มอำนาจที่กระจายไปทั่วทุกแคว้นใหญ่! เนี่ยเถิงจะมีกำลังไปสู้กับเขาได้เช่นไร? แค่นึกถึงแรงกดดันทำลายล้างโลกที่แฝงมากับแววตาเย็นเยียบดุดัน ถึงตอนนี้หัวใจเขาก็ยังคงสั่นเทิ้มอยู่บ้าง
มือเขากำหมัดขึ้นแน่น นัยน์ตาฉายประกายว่าจะต้องได้มาครอง กล่าวเสียงเบาว่า “ข้าไม่ปล่อยไปหรอก! เฟิ่งชิงเกอ ข้าจะต้องได้ตัวเจ้ามา!”
แคว้นมหาสันติ ภายในตระกูลหลินเมืองซานเจียง
ตั้งแต่ผู้เฒ่าเฟิ่งจากไป ซู่ซีก็นั่งเกียจคร้านมาตลอด เฝ้ามองไปโดยไม่สนใจอะไรเลย หลายวันนี้พูดได้ว่าใช้ชีวิตนับวันเวลาไปวันๆ
เมื่อหลินป๋อเหิงกับหลินเฉิงจื้อเดินเข้ามา เห็นนางนั่งเท้าคางอยู่ในลานบ้าน สองคนมองหน้ากัน จากนั้นหลินเฉิงจื้อขานเรียกอย่างยิ้มแย้ม “ท่านน้า วันนี้อากาศไม่เลว ออกไปเดินเล่นไม่ดีกว่าหรือ?”
ตอนที่ 587: รู้กันทั่วเมือง
ซู่ซีมองพวกเขาสองคน กล่าวว่า “ไม่ละ ประเดี๋ยวข้ายังต้องปักปลอกหมอนลายเป็ดยวนยางอีก!” ชุดแต่งงานนางเป็นของที่มารดาทิ้งไว้ให้ เดิมนึกว่าคงไม่ได้ใช้ แต่เก็บมาหลายปีเพียงนี้ ในที่สุดก็ได้เอาออกมาใช้แล้ว
ชุดแต่งงานไม่ต้องปัก นางจึงปักปลอกหมอนลายเป็ดยวนยางไว้คู่หนึ่ง แต่ครั้งนี้เป็นเจ้าสาวรองานแต่งก็วุ่นวายไปหมด ไม่รู้ว่าควรทำอะไรบ้าง ประกอบกับคนที่อยากเจอไม่อยู่ข้างกาย จึงเกียจคร้านทั้งวัน ไม่มีอารมณ์ทำอะไรเลย
ทั้งสองได้ยินคำพูดนางก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา พร้อมหัวเราะออกมา ปลอกหมอนเป็ดยวนยางปักตั้งแต่ซานหยวนจากไปจนถึงตอนนี้ยังไม่เรียบร้อย ความเร็วนี้จริงๆแล้วถือว่าช้าเลยทีเดียว โชคดีที่นางไม่ต้องปักชุดแต่งงาน มิเช่นนั้นต้องปักไปถึงเมื่อไรไม่รู้
พ่อลูกสองคนนั่งเป็นเพื่อนนางในลานบ้านสักพัก คุยเล่นกันไป ผ่านไปพักหนึ่งเมื่อสองคนคิดจะกลับ ก็เห็นพ่อบ้านร้อนรนวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“มะ มาแล้ว! ท่านผู้นำตระกูล มะ มาแล้วขอรับ!”
“อะไรมารึ?” หลินป๋อเหิงถามพลางเหลือบมองเขา
แม้แต่หลินเฉิงจื้อกับซู่ซียังมองตามไป สายตาหยุดลงบนร่างพ่อบ้านที่มีสีหน้าตื่นเต้นดีใจ
“สินสอดส่งมาแล้วขอรับ!” พ่อบ้านกล่าวด้วยสีหน้าดีอกดีใจ
“อะไรนะ สินสอดส่งมาแล้ว?” หลินป๋อเหิงกับหลินเฉิงจื้อมองหน้ากัน นี่จะเร็วเกินไปกระมัง? เพิ่งกลับไปไม่ถึงสิบวันก็ส่งสินสอดมาไวถึงเพียงนี้เชียว?
ส่วนซู่ซีก็ลุกยืนขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ ถามว่า “จริงหรือ ซานหยวนล่ะ? เขามาส่งสินสอดด้วยหรือไม่?”
“ยังไม่เห็นขอรับ รู้แค่ว่าขบวนใหญ่มาก เรือเหาะลำหรูหรานั้นบินตรงเข้าเมืองซานเจียง กำลังมุ่งมายังจวนตระกูลหลินเรา บนตัวเรือติดอักษรมงคลคู่ตัวใหญ่ไว้ ทำให้ทุกคนในเมืองพูดคุยกันด้วยความตกใจ และตามหลังเรือเหาะมามุงดูเรื่องคึกคักทางตระกูลหลินเราขอรับ”
ได้ยินคำพูดเช่นนี้พ่อลูกสองคนก็ตาค้าง รีบเอ่ยว่า “เร็ว รีบตามข้าออกไปดูหน่อย” หลินป๋อเหิงพูดจบ ยังสั่งซู่ซีอีกว่า “เจ้าอยู่ในเรือนอย่าออกไป หญิงรองานแต่งจะโผล่หน้าออกไปไม่ได้ ประเดี๋ยวหากซานหยวนมา พี่ใหญ่จะส่งคนมาบอกเจ้าเอง”
ซู่ซียินดีอยู่ในใจ รู้ว่าธรรมเนียมเป็นเช่นนี้จึงพยักหน้า กล่าวเตือนด้วยสีหน้าแดงก่ำดูเหนียมอาย “ข้ารู้แล้ว พี่ใหญ่ พวกท่านรีบไปดูเถอะ”
“ฮ่าๆๆ พี่ใหญ่รู้แล้ว เฉิงจื้อ ไปกันเถอะ!” หลินป๋อเหิงมองตาลูกชาย จากนั้นก้าวยาวเดินออกไป
ยามนี้ทุกคนในจวนตระกูลหลินต่างรู้ข่าว จึงพากันเร่งเดินออกมา เมื่อพวกเขามาถึงประตูใหญ่ก็เห็นเรือเหาะที่ติดอักษรมงคลคู่ตัวใหญ่บินมาทางนี้ ความเร็วของเรือเหาะชี้อีกทั้งบินต่ำมาก เสียงดอกไม้ไฟแต่ละเสียงลอยมาจากบนเรือเหาะ เสียงตู้มดังขึ้นกลางอากาศ ดอกไม้ระย้าหลากสีสันกระจายออกมา ปลิวร่วงลงจากเวหา ช่าง.งดงามยิ่งนัก
นอกจากดอกไม้ไฟ หลังจากเข้ามาในเมืองยังมีลูกกวาดมงคลโปรยลงมาตลอดทาง ยิ่งทำให้ชาวบ้านในเมืองกู่ร้องแซ่ซ้องไม่สิ้นสุด
ทั้งเมืองซานเจียงคึกคักขึ้นมา เสียงกู่ร้องดังไม่ขาดสาย พวกกลุ่มอำนาจกับตระกูลพากันออกมาชมด้วยความแปลกใจอย่างยิ่ง ต้องรู้ไว้ว่า ปกติแล้วเรือเหาะเข้ามาในเมืองไม่ได้ แต่เรือเหาะลำนี้กลับบินตรงเข้ามา เห็นได้ว่าผู้ครอบครองเรือเหาะมีภูมิหลังไม่ธรรมดา
ได้ยินเสียงแซ่ซ้องในเมืองดังไม่ขาดสาย รวมถึงฝูงชนซึ่งรวมตัวมามุงดูเรื่องครึกครื้นที่จวนตระกูลหลิน ขณะที่ทุกคนในตระกูลหลินต่างแปลกใจกันมาก ก็ปีติยินดียิ่งเช่นกัน ขบวนและการเคลื่อนไหวเช่นนี้ ทั่วเมืองรู้กันหมดแล้วว่าตระกูลหลินจะตบแต่งสามีให้สตรี ช่างวิเศษเสียจริงๆ! อีกทั้งยังให้เกียรติพวกเขามากพอด้วย
ตอนที่ 588: ชื่อเสียงเกรียงไกร
ดอกไม้ไฟและลูกกวาดมงคลหลากสีโปรยปรายอยู่เหนือประตูใหญ่ตระกูลหลิน เมื่อเรือเหาะกลางอากาศค่อยๆลดต่ำลงมาที่พื้น บริเวณโดยรอบก็เต็มไปด้วยคนที่มามุงดูเรื่องคึกคัก
คนตระกูลหลินล้อมอยู่หน้าประตู มองภาพรื่นเริงตรงหน้านี้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ในใจตื่นเต้นอย่างยิ่ง การส่งสินสอดที่มีรูปแบบแตกต่างและการเคลื่อนไหวที่สนั่นหวั่นไหวทั่วเมืองเช่นนี้ คนที่ไม่รู้ยังนึกว่าตระกูลหลินของพวกเขาจะตบแต่งหญิงสาวกันวันนี้เลย!
อันที่จริง วันนี้แค่ส่งสินสอดเท่านั้นเอง
ในเวลานี้เอง ผู้คนรอบๆ ประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะพากันพูดคุย บนเรือเหาะมีหนุ่มน้อยรูปงามที่สวมชุดคลุมสีแดงเดินออกมา หนุ่มน้อยรูปโฉมโดดเด่น หล่อเหลาเป็นที่หนึ่ง กลางหว่างคิ้วมีกลิ่นอายซุกซนเปิดเผยกระจายออกมา เมื่อปรากฏตัวก็ดึงดูดเสียงอุทานและสายตาตกตะลึงจากผู้คนโดยรอบ
“ดูสิ หนุ่มน้อยคนนั้นหน้าตาโดดเด่นจริงๆ!”
“ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่งดงามนัก!”
“เป็นเด็กหนุ่มบ้านไหนกันแน่ ท่าทางไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”
“ไม่รู้ว่าหนุ่มน้อยคนนี้แต่งงานหรือยัง?”
ท่ามกลางเสียงพูดคุยของทุกคน เฟิ่งจิ่วในชุดสีแดงสาวก้าวเดินลงมาจากเรือเหาะ คล้อยหลังเธอเดินลงมา ผู้เฒ่าเกิ่ง เหลิ่งซวง และพวกหลัวอวี่ทุกคนต่างตามมาด้านหลัง นอกจากชุดสีดำของเหลิ่งซวง ยามนี้บนร่าง.องครักษ์ทั้งแปดสวมชุดคลุมสีเงินของ.องครักษ์ตระกูลเฟิ่งเหมือนๆกัน รูปโฉมหล่อเหลา ทั่วร่างมีกลิ่นอายดุร้ายกระจายอยู่ น่าสะพรึงราวกับกระบี่คมที่รอออกจากฝัก
ท่ามกลางกลุ่มคนพวกนี้ หนุ่มน้อยชุดแดงที่เดินตรงหน้ายิ่งดูแพรวพราวไม่ธรรมดา นายบ่าวแบ่งแยกกันชัดเจน แค่แวบเดียวทุกคนก็มองออกว่าหนุ่มน้อยรูปหล่อที่อายุยังน้อยเป็นนายของคนพวกนั้น
“ท่านปู่หลิน ข้ามาส่งสินสอดแทนท่านปู่ขอรับ” เฟิ่งจิ่วก้าวไปข้างหน้าพลางประสานมือพูดยิ้มๆ จนกระทั่งมาถึงตรงหน้าพวกเขา
“ฮ่าๆๆ ที่แท้เป็นเสี่ยวจิ่ว!” หลินป๋อเหิงเดิมจะเรียกแม่หนูเฟิ่ง แต่เห็นนางยังคงสวมชุดผู้ชาย ดังนั้นจึงเปลี่ยนมาเรียกเสี่ยวจิ่วแทน ขณะเดียวกันสายตาก็กวาดผ่านบนร่างนาง และมองไปยังผู้เฒ่าเกิ่งข้างๆ
“ท่านนี้เป็นสหายรักของท่านปู่ ท่านผู้เฒ่าตระกูลเกิ่งแห่งเมืองอวิ๋นเยวี่ยเรา ครั้งนี้ได้รับความไว้วางใจจากท่านปู่กับท่านพ่อให้เข้ามาพร้อมกับข้า” เฟิ่งจิ่วยิ้มพลางแนะนำให้ทั้งสองรู้จัก
“ท่านผู้นำตระกูลหลิน ข้านับถือท่านมานาน” ผู้เฒ่าเกิ่งประสานมือยิ้ม สำหรับหลินป๋อเหิง เขาเพิ่งได้ยินแม่หนูเฟิ่งเอ่ยถึงระหว่างทาง จึงชื่นชมในวิธีการจัดการและนิสัยใจคอของคนคนนี้มาก
ได้ยินเช่นนี้ หลินป๋อเหิงก็ยิ้มพลางคารวะกลับ “ที่แท้เป็นสหายรักของซานหยวน เชิญๆๆ เสี่ยวจิ่ว สหายเกิ่ง เชิญด้านในเถอะ” เขาทำมือเชื้อเชิญให้พวกเขาเข้าไปด้านใน
เฟิ่งจิ่วยิ้มเล็กน้อย สาวก้าวเดินไปด้านในพร้อมกับผู้เฒ่าเกิ่ง เหลิ่งซวงตามหลังไปติดๆ ส่วน.องครักษ์ทั้งแปดอยู่สั่งไพร่พลที่ตามมาให้ยกสินสอดลงมาทีละกล่องๆ จากนั้นขนย้ายไปในจวนตระกูลหลิน
ทุกคนที่มุงดูเห็นสินสอดแต่ละกล่องถูกยกไปยังจวนตระกูลหลิน แต่ละคนต่างตะลึงไม่สิ้นสุด
“นี่แค่ส่งสินสอดหรือ? ข้านึกว่าเข้ามาสู่ขอเสียอีก! ขบวนส่งสินสอดนี้จะใหญ่เกินไปแล้วกระมัง?”
“เจ้าจะรู้อะไร? ว่ากันว่าคนตระกูลหลินที่แต่งงานคือหญิงนามว่าซู่ซีท่านนั้น เป็นน้องสาวแท้ๆของผู้นำตระกูลหลิน คนที่แต่งกับนางคือจักรพรรดิหลวงราชวงศ์เฟิ่งหวง เล่ากันว่าราชวงศ์เฟิ่งหวงนี่เป็นราชวงศ์ที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ หนำซ้ำจักรพรรดิหลวงกับผู้นำตระกูลหลินยังเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันด้วย”
“แล้วหนุ่มน้อยชุดแดงนั่นเป็นใคร? หรือเป็น.องค์ชายจากราชวงศ์เฟิ่งหวง?”
“นี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่ากันว่าผู้ครองแคว้นราชวงศ์เฟิ่งหวงมีบุตรสาวแค่คนเดียว ไม่เคยได้ยินว่ามีบุตรชาย”
ตอนที่ 589: ส่งมอบสินสอด
ด้านนอก ผู้คนกำลังพูดคุยกันพลางมองสินสอดแต่ละกล่องถูกยกเข้าจวนตระกูลหลิน ต่างชื่นชมการส่งสินสอดอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา สินสอดที่มีอย่างน้อยร้อยกล่องทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจจริงๆ!
ส่วนด้านใน นอกจากสมาชิกคนสำคัญของจวนตระกูลหลิน ผู้หญิงพวกนั้นล้วนไม่ได้เข้าไปห้องโถงใหญ่ แต่ให้เหล่าทหารอารักขาในจวนเชิญออกจากพื้นที่ สินสอดร้อยกล่องวางไว้ในลานบ้านหน้าห้องโถงก่อน สินสอดร้อยกล่องที่อัดเต็มวางแน่นขนัดไปทั้งเรือน ทำให้ผู้หญิงพวกนั้นมองจนอิจฉาในใจไม่หยุด
ภายในห้องโถงใหญ่ คนที่นั่งตรงตำแหน่งอาวุโสคือหลินป๋อเหิงผู้นำตระกูลหลิน เฟิ่งจิ่วกับผู้เฒ่าเกิ่งสองคนนั่งตรงตำแหน่งที่หนึ่งและสองด้านล่างซ้าย หลินเฉิงจื้อนั่งถัดจากพวกเขา ส่วนคนที่นั่งด้านล่างขวาก็คือลูกชายคนอื่นๆอีกสองสามคนของเขากับเหล่าผู้อาวุโส
“แม่หนูเฟิ่ง วันที่พวกเจ้าเลือกคือวันไหน ทำไมถึงส่งสินสอดมาเร็วเพียงนี้ ยังมีท่านปู่เจ้าอีก? ทำไมเขาไม่มาด้วย?” หลินป๋อเหิ่งเอ่ยถาม อันที่จริงไม่ได้สนใจว่าคนที่ส่งสินสอดจะเป็นผู้เฒ่าเฟิ่งหรือไม่ แค่นึกว่าเขาจะมาแต่กลับไม่เห็น จึงถามไปเช่นนี้
เฟิ่งจิ่วมองไปทางเขา กล่าวยิ้มๆว่า “เลือกวันเรียบร้อยแล้วขอรับ เป็นวันที่สิบสามเดือนสิบสอง พวกเราวางแผนว่าจะส่งสินสอดก่อนวันมงคล ส่วนท่านปู่ หลังจากกลับไปเขาเก็บตัวฝึกบำเพ็ญตลอด ยามนี้บรรลุจากระดับบรรพชนนักรบไประดับจักรพรรดินักรบแล้ว ช่วงนี้เขายังอยากบรรลุขั้นอีกเพื่อไปให้ถึงระดับนักรบทรงเกียรติ ด้วยเหตุนี้จึงได้แต่ให้ข้ากับท่านปู่เกิ่งมาส่งสินสอดแทน”
พูดถึงตรงนี้ เธอยิ้มเล็กน้อย ประสานมือบอกว่า “หากมีตรงไหนที่ทำได้ไม่ดี หวังว่าท่านปู่หลินกับท่านทั้งหลายจะไม่ถือสา”
“ฮ่าๆๆ ไม่หรอก”
หลินป๋อเหิงหัวเราะเสียงดัง ในใจกลับประหลาดใจ จึงถามว่า “ซานหยวนเพิ่งกลับไปไม่นานก็บรรลุระดับจักรพรรดินักรบแล้ว? ทำไมถึงรวดเร็วเพียงนี้ บรรลุระดับนักรบทรงเกียรติภายในเวลาสั้นๆ? อาจจะทำไม่ได้กระมัง?”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็เอ่ยอย่างยิ้มแย้ม “ข้ายังบอกว่าให้เขาทำเท่าที่ได้ก็พอ บรรลุขั้นได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แค่พยายามถึงที่สุดก็เพียงพอแล้ว”
“ใช่! พยายามถึงที่สุดก็พอ เขาแค่สนใจสายตาคนอื่นเกินไป” เขาส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม แล้วมองไปทางผู้เฒ่าเกิ่ง “ครั้งนี้รบกวนสหายเกิ่งจริงๆ การเดินทางครั้งนี้พวกเจ้าเหน็ดเหนื่อยแล้ว ต้องพักผ่อนในจวนสักสองวันล่ะ”
“ไม่ลำบากเลย ได้มาส่งสินสอดแทนซานหยวนถึงจวนอันสูงศักดิ์ก็เป็นเกียรติแก่ข้าเช่นกัน”
ผู้เฒ่าเกิ่งพูดยิ้มๆ ตอนนี้พวกเขาคุยกันไปสักพัก จนกระทั่ง.องครักษ์ด้านนอกเข้ามารายงานว่าสินสอดร้อยกล่องถูกขนเข้ามาหมดแล้ว ถึงจะหยิบรายการสินสอดออกมา พร้อมเดินเข้าไปมอบให้ด้วยสองมือ
“ท่านผู้นำตระกูลหลิน นี่คือรายการสินสอด ขอเชิญทุกท่านตามข้าออกไปตรวจนับและส่งมอบสินสอดขอรับ”
“ดี เช่นนั้นพวกเราก็ไปด้วยกันเลย” หลินป๋อเหิงพยักหน้า ให้สัญญาณไปทางผู้อาวุโสพวกนั้น ก่อนจะเดินออกไปพร้อมๆกัน ครั้นมาถึงด้านนอก เมื่อเห็นสินสอดที่กองเรียงรายเต็มเรือน ใบหน้าแต่ละคนต่างมีรอยยิ้ม
สินสอดร้อยกล่องก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาตระกูลหลินจะไม่เคยเห็น เพียงแต่การที่พวกเขานำสินสอดร้อยกล่องมาได้ จะเห็นได้ถึงความสำคัญที่พวกเขามีให้กับงานแต่งครั้งนี้ ทำให้ตระกูลหลินปลาบปลื้มในใจอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ต้องพูดถึงสินสอด ลำพังแค่พวกเขาเข้าเมืองมาส่งสินสอดให้ ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรตลอดทางมานี้ก็ให้เกียรติตระกูลหลินมากพอแล้ว
รายการสินสอดทั้งหมดแบ่งเป็นสามส่วน ฝ่ายชายหนึ่งส่วน ฝ่ายหญิงหนึ่งส่วน และครอบครัวฝ่ายหญิงอีกหนึ่งส่วน ยามนี้ผู้เฒ่าเกิ่งถือหนึ่งส่วนในนั้นไว้พลางอ่านสินสอดในรายการ มีทหารอารักขายกกล่องมาวางเบื้องหน้าทุกคน เปิดให้พวกคนตระกูลหลินดู จากนั้นค่อยปิดลง และยกส่วนของครอบครัวฝ่ายหญิงไปวางไว้ในคลัง
ตอนที่ 590: เป็นไปไม่ได้
ทุกคนฟังผู้เฒ่าเกิ่งอ่านชื่อสมบัติล้ำค่า ก็เห็นทหารอารักขาพวกนั้นที่มาส่งสินสอดยกกล่องมาเปิดออก เพชรนิลจินดามากมายทอแสงวาววับ แวววาวเสียจนพวกเขาเห็นแล้วแอบอุทานในใจ
ไข่มุกทะเลใต้เอย คทาทองคทาหยกต่างๆเอย กล่องทุกใบถูกเปิดออกเบื้องหน้าพวกเขาอย่างเต็มตา แม้จะเตรียมใจมาแต่แรก พวกเขาก็ยังคงตั้งตารออย่างตื่นเต้นไปตามการตรวจนับของผู้เฒ่าเกิ่ง
ทรัพย์สินล้ำค่า ผ้าไหมผ้าแพร สมบัติเก่าแก่ และสมุนไพรเลอค่าทั้งร้อยกล่อง หลังจากประทับตราก็ยกเข้าคลังตระกูลหลินไปทีละกล่อง.ทีละกล่อง จนกระทั่งถึงกล่องที่เหลือใบสุดท้าย กลับเห็นว่าเสียงผู้เฒ่าเกิ่งคนนั้นชะงัก มองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง ก่อนจะกระแอมไอภายใต้การส่งสัญญาณจากนาง
“กล่องใบสุดท้าย ยาล้ำค่าหนึ่งร้อยขวด!”
ได้ยินคำพูดนี้ ผู้คนตระกูลหลินต่างนิ่งไปสักพัก ทุกคนมองหน้ากัน หมายความว่าอย่างไร? ยาล้ำค่าหนึ่งร้อยกล่อง? ของปลอมหรือเปล่า ราชวงศ์เฟิ่งหวงแค่ปกครองแคว้นเล็กระดับเก้า แล้วไปได้ยาล้ำค่าร้อยขวดมาจากไหน? น่าจะเป็นยาทั่วๆไป จากนั้นคงอายที่จะพูดจึงบอกว่าเป็นยาล้ำค่ากระมัง?
ทุกคนมีสีหน้าท่าทีแปลกใจ ใครๆก็ไม่คิดว่าคำพูดนี้เป็นจริง ถึงอย่างไรยาล้ำค่าร้อยขวด เรื่องเช่นนั้นมันเหลือเชื่อเกินไป ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่
จนกระทั่งกล่องใบสุดท้ายนั้นถูกยกเข้ามาและเปิดกล่องออก ยาที่วางไว้ห้าสิบขวดทั้งหมดสองชั้นจึงปรากฏอยู่เบื้องหน้าทุกคน ถึงเวลานี้เมื่อเห็นยาทั้งร้อยขวดนั้น สีหน้าพวกเขายังคงแปลกพิกล
เฟิ่งจิ่วเห็นท่าทีพวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงเผยรอยยิ้มลึกซึ้งออกมา ไม่มีคำอธิบายใดๆให้มาก แค่เงียบมองกล่องใบนั้นถูกปิดลง ตีตราประทับ และถูกยกเข้าคลังไป
มีเพียงหลินเฉิงจื้อที่สังเกตเห็นรอยยิ้มลึกซึ้งตรงริมฝีปากนาง เขาไม่ปริปากแค่แอบคิดในใจ
หลังจากส่งมอบเรียบร้อย คนตระกูลหลินก็จัดเลี้ยงต้อนรับพวกเขา ระหว่างงานเลี้ยงซู่ซีโผล่มารับรองทุกคน และจัดเตรียมสถานที่พักผ่อนให้พวกเขา หลังจากงานเลี้ยง เฟิ่งจิ่วมาที่เรือนของซู่ซี คุยกับนางสักพักเพื่อบอกเรื่องที่ตอนนี้ผู้เฒ่าเฟิ่งกำลังฝึกบำเพ็ญ
“หากไม่ใช่เพราะกำลังฝึกบำเพ็ญ ท่านปู่คงมาด้วยตัวเองแล้ว เขาให้ข้ามาบอก ขอให้ท่านน้าซู่ซีอย่าได้ถือโทษเขา” เฟิ่งจิ่วมองหญิงผู้อ่อนโยนเบื้องหน้าคนนี้ ในดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ซู่ซีสีหน้าเบิกบาน ขานรับว่า “อืม ข้ารู้แล้ว หลังเจ้ากลับไปให้เขาระวังสุขภาพด้วย อย่าหักโหมนัก”
เฟิ่งจิ่วยิ้มรับ แล้วยื่นรายการสินสอดให้นาง “แผ่นนี้ให้ท่านน้าซู่ซี เก็บไว้ดีๆนะเจ้าคะ”
“ได้” นางรับมาเก็บไว้ บอกว่า “เจ้าเดินทางมาคงเหนื่อยแล้ว กลับไปพักผ่อนแต่หัวค่ำเถอะ! พรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปทานอาหารเช้าด้วยกันกับเจ้า”
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะกลับไปก่อน” เธอยิ้มรับ จากนั้นหมุนตัวจากไป
ส่วนภายในเรือนอีกด้านหนึ่ง เมื่อหลินเฉิงจื้อนึกถึงรอยยิ้มที่เฟิ่งจิ่วเผยออกมาตอนส่งมอบสินสอดวันนี้ ในใจเขาสงสัยอยู่ตลอด ยาร้อยขวดนั้นจะเป็นแค่ยาทั่วไปจริงหรือ? หากเป็นยาธรรมดาพวกเขาคงไม่ส่งมาเป็นสินสอด แต่หากเป็นยาล้ำค่าจริงก็เป็นไปไม่ค่อยได้เท่าไร!
ถึงอย่างไรยาล้ำค่าก็เป็นของหายาก ทุกขวดล้วนมีราคาที่เงินไม่อาจซื้อได้ แค่เดี๋ยวเดียวพวกเขาจะหามาร้อยขวดได้อย่างไร?
“อืม เหมือนจะเป็นไปไม่ได้เท่าไร” เขาพึมพำ เสียงเบาเสียจนมีเพียงตนเองที่ได้ยิน
ฮูหยินใหญ่เห็นสามีนางเดินไปเดินมาอยู่ตรงนั้นตลอด ไม่รู้กำลังคิดอะไร บ้างขมวดคิ้วบ้างพูดกับตัวเองเป็นครั้งคราว จึงเอ่ยถามยิ้มๆอย่าง.อดไม่ได้ “ท่านเป็นอะไรมาทั้งคืน? ท่านเดินวนไปมาไม่เวียนหัว แต่ข้ามองจนเวียนหัวไปหมดแล้ว”
ตอนที่ 591: ต่างคนต่างเตรียมของขวัญ
“ข้ากำลังคิดเรื่องสินสอด เจ้าไปนอนเถอะ ไม่ต้องรอข้า” เขาโบกๆมือ คิดว่าต้องไปคุยกับบิดาเสียหน่อยหรือไม่?
“สินสอด? นั่นเป็นของท่านน้า ท่านจะกังวลใจไปเหนื่อยเปล่าทำไมเล่า?” ฮูหยินใหญ่อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
“เรื่องนี้เจ้าไม่เข้าใจหรอก” เขาพูดพลางเดินเอามือไพล่หลังอยู่ในห้อง บอกว่า “ข้าไปคุยกับท่านพ่อหน่อยดีกว่า” เอ่ยจบก็คิดจะไปข้างนอก แต่กลับถูกรั้งไว้
ฮูหยินใหญ่มองเขาอย่างจนปัญญา กล่าวว่า “ท่านดูซิว่าตอนนี้เป็นเวลาไหน มีเรื่องอะไรรอคุยพรุ่งนี้ไม่ได้หรือ? อีกอย่างสินสอดนี้ปิดตราประทับส่งเข้าคลังไปแล้ว แขกก็ยังอยู่ในจวน ท่านกำลังกังวลเรื่องสินสอด ไม่รู้พวกเขาจะคิดเช่นไร!”
หลินเฉิงจื้ออึ้งไป มองนางพลางถามว่า “คิดอย่างไรหรือ?” เขารู้สึกว่าไม่ค่อยถูกต้องอยู่บ้าง จึงอยากลองคุยกับท่านพ่อเท่านั้นเอง
“ท่านพี่ สินสอดนั้นมอบให้ท่านน้า แม้เป็นท่านพ่อก็คงไม่ไปยุ่งกับสินสอดพวกนั้น พอถึงเวลาแน่นอนว่าต้องให้ท่านน้านำกลับไปราชวงศ์เฟิ่งหวงโดยยังคงสภาพเดิมไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่นาง ดังนั้นข้าคิดว่าเรื่องนี้ท่านไม่ต้องยุ่งหรอก ท่านพ่อยังไม่พูดอะไรเลย ต่อให้มีอะไร นั่นก็เป็นเรื่องที่ท่านพ่อต้องถาม ไม่ใช่ท่าน”
น้ำเสียงนางชะงักไปนิด บอกว่า “ฐานะท่านเป็นแค่หลานชาย ยังห่างกันหนึ่งรุ่น!”
หลังจากฟังคำพูดนาง หลินเฉิงจื้อคิดๆดูแล้วก็ยอมแพ้ “ช่างเถอะ เรื่องนี้รอพวกเขากลับไปค่อยคุยแล้วกัน! ตอนนี้แขกยังอยู่ในเรือน ก็ยากจะพูดเรื่องสินสอดจริงๆ”
เขาจึงเก็บเรื่องนี้ไว้เช่นนี้ แต่ในใจยังนึกถึงยาร้อยขวดนั้น คิดว่าต้องหาโอกาสดูเสียหน่อยจะดีกว่า
เช้าตรู่วันต่อมา หลังจากเฟิ่งจิ่วกินอาหารเช้ากับซู่ซี ก็ออกไปข้างนอกกับผู้เฒ่าเกิ่ง เหลิ่งซวง และองครักษ์ทั้งแปด เธอมาถึงที่นี่วางแผนจะพาพวกเขาไปเดินเล่นรอบๆ และชมความรุ่งเรืองในเมืองซานเจียงของแคว้นใหญ่ระดับสามเสียหน่อย
เมื่อหลินป๋อเหิงจะไปพูดคุยดื่มชากับเฟิ่งจิ่วและผู้เฒ่าเกิ่ง กลับได้รับแจ้งว่าพวกเขาออกไปข้างนอกแต่เช้า วางแผนจะไปเที่ยวเล่นกัน
“ไม่มีใครไปกับพวกเขาหรือ?” หลินป๋อเหิงขมวดคิ้วถาม คิดว่าเช่นนี้เป็นการรับรองแขกที่บกพร่อง
“พี่ใหญ่”
ซู่ซีเดินเข้ามา ได้ยินคำพูดเขาก็บอกยิ้มๆว่า “เดิมทีข้าจะไปกับพวกเขา แต่แม่หนูเฟิ่งบอกว่านางเคยมาและคุ้นเคยกับที่นี่ จึงพาพวกเขาออกไปด้วยตนเอง ข้าเห็นว่าพวกเขามีคนไม่น้อยเลยไม่ได้ตามไปด้วย”
“ให้แขกไปเดินเล่นในเมืองกันเอง เสียมารยาทมาก” หลินป๋อเหิงพูดพลางส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรหรอก คนกันเองทั้งนั้น” ซู่ซีพูดอย่างยิ้มแย้ม ควงแขนเขาและเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ได้ยินว่าสินสอดร้อยกล่องทำให้คนในตระกูลไม่น้อยมองจนตาลาย? ข้ายังไม่เห็นเลย!”
“ฮ่าๆๆ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง พวกนั้นล้วนเป็นของเจ้า พี่ใหญ่จะไม่ยุ่ง ถึงเวลานั้นนอกจากสินสอดชุดนี้ พี่ใหญ่จะเตรียมให้เจ้าอีกชุดหนึ่ง หนำซ้ำพี่ๆคนอื่นก็บอกว่าถึงเวลาจะเตรียมให้เจ้าอีกชุด ยังมีพวกหลานชายอีก ถึงตอนนั้นสินเดิมเจ้าสาวของเจ้าจะมีแต่มากไม่มีน้อย เจ้าจะแต่งออกไปอย่างสมเกียรติแน่นอน”
“พี่ใหญ่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” นางหัวเราะอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ได้ยินพี่ๆบอกว่าพวกเขาแต่ละคนต่างเตรียมสินเดิมเจ้าสาวให้นาง ในใจจึงซาบซึ้งอย่างยิ่ง
หลินป๋อเหิงหัวเราะเสียงดัง “พวกแม่หนูเฟิ่งมาส่งสินสอดกะทันหัน ข้าก็ไม่ทันได้บอกท่านพ่อท่านแม่ แต่ถึงเวลาเจ้าแต่งออกไป พวกเขาต้องรีบกลับมาแน่นอน”
ครั้นนึกถึงพ่อแม่พวกเขา รอยยิ้มบนใบหน้าทั้งสองยิ่งมากขึ้น
ตอนที่ 592: ตัดสินใจ
พ่อแม่พวกเขาอายุร้อยกว่าปีแล้ว สุขภาพทั้งสองแข็งแรงมาก และไม่ได้พำนักในบ้านหลักของตระกูล แต่จะพักอยู่กับพวกลูกๆแต่ละคนช่วงหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ช่วงสองสามเดือนนี้จึงไม่ได้พักที่นี่ แต่พวกเขาก็รู้เรื่องงานแต่งงานนี้
“พี่ใหญ่ ในเมื่อวันแต่งงานคือวันที่สิบสามเดือนสิบสอง เช่นนั้นก็ให้ท่านพ่อท่านแม่กับพวกพี่ชายกลับมาพร้อมกันเถอะ!” ซู่ซีพูดพลางเผยรอยยิ้ม พอคิดว่าจะได้พบพวกเขาอีก ในใจก็แสนยินดี
ในตระกูลใหญ่ พวกลูกชายลูกสาวหลังจากเติบใหญ่แต่ละคนจะแยกบ้านกันอยู่ ผู้สืบทอดบ้านหลักนี้คือหลินป๋อเหิงที่มีฐานะเป็นลูกชายคนโต ส่วนน้องชายคนอื่นๆ ก็ต่างคนต่างแยกย้ายออกไปตั้งหลักปักฐาน เพราะไม่ได้อยู่ในเมืองเดียวกัน มีเพียงใครคนหนึ่งเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นถึงจะมารวมตัวกันได้
“เหอะๆ เมื่อวานข้าให้คนส่งข่าวออกไปตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว เดาว่าอย่างช้าสุดพรุ่งนี้ก็ถึง”
“เช่นนั้นก็ดี” เธอพยักหน้า บอกยิ้มๆว่า “ข้าต้องกลับไปก่อน ปลอกหมอนลายนกยวนยางยังปักไม่เสร็จเลย!”
ได้ยินเช่นนี้เขาก็ส่ายหน้า โบกมือให้สัญญาณนางกลับไป
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วพาพวกเขาไปเดินเล่นรอบๆในเมืองซานเจียง กระทั่งเวลาเที่ยงวัน พวกเขาเข้าไปยังชั้นสองของเหลาสุราแห่งหนึ่ง จองโต๊ะไว้สองโต๊ะและนั่งลงสั่งเหล้าปลาอาหารมากินกัน
“ท่านปู่เกิ่ง ถึงเวลานั้นท่านปู่ข้าต้องมารับตัวเจ้าสาวด้วยตัวเองที่เมืองซานเจียง หรือต้องทำอย่างไรเจ้าคะ?” เธอถามอย่างสงสัยอยู่บ้าง พลางรินเหล้าให้เขา
ผู้เฒ่าเกิ่งมือหนึ่งลูบเครา กล่าวว่า “เรื่องนี้รอพวกเรากลับไปปรึกษาหารือกับคนตระกูลหลินเถอะ เมืองซานเขียงนี้ห่างไกลจากพวกเรา หากมารับตัวเจ้าสาว เกรงว่าบนหนทางยาวไกลอาจเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้วิธีที่ดีที่สุดคือรับคนมาอยู่ที่เมืองอวิ๋นเยวี่ยเสียก่อน รอถึงวันมงคลค่อยรับเข้าวัง”
น้ำเสียงเขาชะงักไป บอกอีกว่า “เรื่องนี้พวกเราก็คุยกันที่นี่ก่อนเถอะ ส่วนสุดท้ายจะตัดสินใจเช่นไรยังต้องปรึกษากับคนตระกูลหลินเสียหน่อย”
“เจ้าค่ะ” เธอพยักหน้า เชื่อว่าควรเป็นเช่นนี้เช่นกัน
หลังจากพวกเขาทุกคนทานอาหารในเหลาสุราแล้ว ก็ออกมาเดินเล่นข้างนอกอีกสักสองสามรอบ กระทั่งตกเย็นถึงจะกลับไปตระกูลหลิน และปรึกษาเรื่องที่ว่าถึงเวลาจะรับตัวเจ้าสาวกันอย่างไร
ได้ยินคำพูดจากผู้เฒ่าเกิ่ง หลินป๋อเหิงพยักหน้าเห็นด้วย “อืม เป็นเช่นนี้จริง ที่นี่ห่างจากราชวงศ์เฟิ่งหวงค่อนข้างไกล แม้แต่เรือเหาะยังต้องใช้เวลาสองวัน ถึงเวลาหากมารับตัวเจ้าสาวที่นี่ก็มีหลายอย่างไม่สะดวกจริงๆ”
เสียงเขาหยุดไป กล่าวอีกว่า “เช่นนี้แล้วกัน! ถึงเวลานั้นพวกเราจะส่งตัวเจ้าสาว พวกเจ้าก็หาที่ให้พวกเราพักในเมืองอวิ๋นเยวี่ยก่อน รอถึงวันเวลามงคลค่อยให้ซานหยวนมารับตัวเจ้าสาวก็พอ เป็นเช่นนี้ถึงจะสะดวกทั้งสองฝ่าย ซ้ำยังลดเรื่องต่างๆไปได้ไม่น้อย และสามารถลดเหตุไม่คาดฝันที่จะเกิดขึ้นได้”
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วกับผู้เฒ่าเกิ่งมองหน้ากัน ก่อนจะเอ่ยปากพร้อมกันโดยไม่นัดหมาย “เช่นนี้ดีมาก พวกเราเห็นด้วยแน่นอน”
“อืม เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้” หลินป๋อเหิงหัวเราะเสียงดัง
จากนั้นเฟิ่งจิ่วเอ่ยถึงเรื่องที่จะกลับไปพรุ่งนี้ ครั้นรู้ว่าพวกเขาต้องไปแล้ว หลินป๋อเหิงจึงถามว่า “ไม่อยู่ต่ออีกวันหรือ? ท่านพ่อท่านแม่ข้าจะรีบกลับมาแล้ว อย่างช้าสุดคงมาถึงพรุ่งนี้”
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ พูดว่า “อีกหน่อยต้องมีโอกาสได้พบหน้าแน่นอน เส้นทางไปกลับยังยาวไกล ข้าคิดว่ากลับไปเร็วหน่อยดีกว่า พวกเขาจะได้ไม่เป็นห่วงเจ้าค่ะ”
“อย่างนั้นก็ได้! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจะไม่รั้งพวกเจ้าไว้ พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปส่งพวกเจ้าแล้วกัน!”
ได้ยินเช่นนี้ เธอพยักหน้าด้วยนัยน์ตาฉายยิ้ม “เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านปู่หลินมาก”
ตอนที่ 593: สองผู้อาวุโสกลับจวน
วันต่อมา พวกเฟิ่งจิ่วนั่งเรือเหาะออกไปเช่นเดียวกับตอนมาโดยมีเหล่าคนตระกูลหลินไปส่ง การเดินทางมาแคว้นมหาสันติทำให้ผู้เฒ่าเกิ่งได้เปิดหูเปิดตา และยิ่งตั้งมั่นที่จะฝึกบำเพ็ญให้บรรลุขั้น
มองเรือเหาะพวกเขาจากไปจนกระทั่งหายลับเข้ากลีบเมฆแล้ว เหล่าคนตระกูลหลินถึงจะพูดคุยพลางหันกายเดินกลับไปด้านในจวน
“ท่านพ่อ ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านขอรับ” หลินเฉิงจื้อเก็บคำพูดมาสองวัน หลังจากเห็นพวกเฟิ่งจิ่วจากไป ในที่สุดก็.อดกลั้นไว้ไม่อยู่
หลินป๋อเหิงหันกลับไปมองเขา เอ่ยให้สัญญาณว่า “มาที่ห้องหนังสือ” พูดจบก็สาวก้าวเดินไปด้านใน
ภายในห้องหนังสือ หลินป๋อเหิงนั่งลงมองลูกชายที่ตามเข้ามา ถามว่า “ว่ามา! มีเรื่องอะไร?”
“เป็นเรื่องสินสอดพวกนั้นของท่านน้าขอรับ” หลินเฉิงจื้อนั่งลงตรงโต๊ะ “ยาร้อยขวดนั้น ข้าคิดว่าคงไม่ใช่อย่างที่พวกเราคิด”
“ยาร้อยขวด?” หลินป๋อเหิงมองลูกชาย “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าเป็นอย่างไร? ราชวงศ์เฟิ่งหวงเพิ่งก่อตั้งมาแค่ไม่นาน เดิมทีจวนตระกูลเฟิ่งแม้เป็นกลุ่มอำนาจที่แข็งแกร่ง แต่ในสถานที่อย่างแคว้นระดับเก้าจะมียาดีแบบไหนได้?”
หลินป๋อเหิงรินน้ำชาดื่มพลางกล่าว “แต่ยานี้จะดีหรือไม่ก็เป็นน้ำใจจากพวกเขา พวกเราจะรังเกียจไม่ได้ เรื่องนี้เจ้าอย่าพูดถึงอีกเลย”
ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้ว่าบิดาเข้าใจเจตนาในคำพูดเขาผิดไป จึงส่ายหน้าโดยพลัน เอ่ยยิ้มๆว่า “ท่านพ่อ ไม่ใช่แบบนั้น แต่ข้าคิดว่ายานั้นไม่ธรรมดา เกรงว่าจะเป็นยาล้ำค่าจริงๆ”
หลินป๋อเหิงที่ดื่มน้ำชาชายตามองเขา เอ่ยถามอย่างใจเย็นว่า “ทำไมเจ้าคิดเช่นนั้น?”
“ท่านพ่อลืมเรื่องที่ตรวจสอบตอนนั้นแล้วหรือ? เฟิ่งจิ่วหลานสาวท่านอาเฟิ่งคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา หนำซ้ำท่านอาเฟิ่งเพิ่งกลับไปนานแค่ไหนเอง นึกไม่ถึงว่าจะบรรลุระดับจักรพรรดินักรบแล้ว จากข้อนี้ก็พอรู้ได้ว่าต้องมียาช่วยแน่ๆ ประกอบกับพวกเขายังส่งยาร้อยขวดมาอีก จึงยิ่งพิสูจน์เรื่องนี้ได้”
“เจ้าหมายความว่าพวกเขามีนักปรุงยา?”
หลินเฉิงจื้อพยักหน้า “ขอรับ หนำซ้ำเดาว่าคงเป็นนักปรุงยาที่ระดับไม่ได้ด้อยด้วย ดังนั้นข้าจึงคิดว่ายาร้อยขวดนั้นไม่ธรรมดา”
ได้ยินเช่นนี้แล้ว หลินป๋อเหิงครุ่นคิดสักพัก บอกว่า “พวกเราคลุกคลีกับเรื่องยาค่อนข้างน้อย หากอยากรู้จริง เดาว่ามีแต่ต้องนำไปให้สมาคมนักปรุงยาตรวจสอบเสียหน่อย” ขณะพูดก็ได้ยินเสียงพ่อบ้านรายงานดังมาจากด้านนอก
“ท่านผู้นำตระกูล พวกท่านผู้เฒ่ากลับมาแล้วขอรับ”
สองคนพ่อลูกในห้องหนังสือได้ยินคำพูดเช่นนี้ก็ต่างตกใจ รีบลุกขึ้นเดินออกไป หลินป๋อเหิงถามว่า “อยู่ที่ใด?”
“ตอนนี้อยู่ในห้องโถงใหญ่ขอรับ” เพิ่งสิ้นเสียงพ่อบ้าน หลินป๋อเหิงกับหลินเฉิงจื้อก็ไปยังห้องโถงใหญ่แล้ว
เมื่อมาถึงนอกเรือน ยังไม่ทันเข้าห้องโถง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะครึกครื้นจากด้านใน พวกเขาสองคนสาวก้าวเดินเข้าไป เห็นสองคนที่นั่งตรงตำแหน่งอาวุโส หลินป๋อเหิงก็รีบคารวะด้วยความเคารพ
“ท่านพ่อ ท่านแม่”
“เป็นเจ้าใหญ่กับเฉิงจื้อนี่เอง!” ฮูหยินเฒ่าที่นั่งตรงตำแหน่งอาวุโสดูแล้วอายุประมาณหกสิบกว่า หน้าตาอ่อนโยน มองลูกชายและหลานชายด้วยแววตามีรอยยิ้ม
“เฉิงจื้อคารวะท่านปู่ท่านย่าขอรับ” หลินเฉิงจื้อคุกเข่าคารวะด้วยความเคารพ พร้อมก้มคำนับให้ผู้อาวุโสทั้งสอง
“ดีๆๆ ลุกขึ้น.ลุกขึ้น เฉิงจื้อ เข้ามาให้ย่าดูหน่อย ช่วงนี้เจ้าไม่ได้ฝึกบำเพ็ญใช่หรือไม่ ทำไมวรยุทธ์ถึงไม่พัฒนาอะไรเลย?”
ได้ยินดังนี้ หลินเฉิงจื้อผุดรอยยิ้มเจื่อนทันควัน “ท่านย่า ข้ายังฝึกบำเพ็ญอยู่ เพียงแค่วรยุทธ์ยิ่งถึงขั้นสุดท้ายยิ่งบรรลุขั้นยาก หลานก็พยายามแล้วขอรับ”
ตอนที่ 594: ขวดนี้คุ้นตานิดหน่อย
“ผู้ฝึกวิชาเซียนเช่นพวกเรา การฝึกบำเพ็ญเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ขอแค่กำลังยิ่งแข็งแกร่ง อายุขัยถึงจะยิ่งมาก พวกเจ้าจะเกียจคร้านไม่ได้ จำต้องขยันฝึกบำเพ็ญรู้ไหม?”
“เอาละเอาละ เพิ่งกลับมาอย่าคุยกันเรื่องนี้เลย” ผู้เฒ่าข้างๆ เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นพูดพลางหัวเราะกับหลานชายคนโต “ค่อยๆฝึกบำเพ็ญไป ไม่ต้องรีบร้อน วันนี้พวกเราอย่าพูดเรื่องนี้เลย”
สิ้นเสียงเขาก็มองลูกชายข้างๆ ถามว่า “พวกเราเข้าเมืองมาก็ได้ยินว่าสินสอดถูกส่งมาอย่างเอิกเกริก พวกเขาล่ะ? ยังอยู่ในจวนหรือไม่?”
หลินป๋อเหิงได้ยินท่านพ่อถาม ก็รีบตอบว่า “กลับไปแล้วขอรับ เพิ่งไปไม่นาน” พูดจบก็ยื่นรายการสินสอดให้ “นี่เป็นรายการสินสอด อยากให้ท่านพ่อท่านแม่ดูก่อน”
ผู้เฒ่ารับมาอ่านคร่าวๆสักครู่ เมื่ออ่านถึงยาล้ำค่าร้อยขวดท้ายสุดก็ลูบๆเครา “ยาร้อยขวดนี้เจ้าเคยเห็นหรือยัง ล้ำค่า? แคว้นเล็กๆพวกเขาอยู่แค่ระดับเก้า แล้วยาล้ำค่ามาจากไหนกัน?”
ต้องรู้ไว้ว่า ของเช่นนี้แม้แต่ตระกูลพวกเขาอยากจะหามาสักสองสามขวดยังยากเย็น ฝ่ายนั้นกลับนำมาถึงร้อยขวด? คงเป็นยาทั่วไปกระมัง ทว่าหากเป็นแค่ยาธรรมดาก็ไม่น่าจะส่งมาเป็นสินสอดทองหมั้น
“นับเก็บไปแล้วขอรับ ส่วนยาร้อยขวดที่ว่าในรายการลูกยังไม่เคยเปิดดู”
“เช่นนั้นก็ส่งไปให้สมาคมนักปรุงยาตรวจสอบเสียหน่อยเถอะ!” ซู่ซียิ้มพลางเดินเข้ามายข้างกายมารดา และจับมือนางไว้อย่างสนิทสนม “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านกลับมาแล้ว”
“แม่หนูซู่ซี เจ้ายังกล้าพูดอีก!” ผู้เฒ่าถลึงตา “เจ้าคิดว่าเจ้าทำอะไรลงไป? ทำไมถึงส่งคนไปลักพาตัวซานหยวนกลับมา? เรื่องนี้ช่างทำได้เหลวไหลเสียจริง!”
“พอได้แล้ว แล้วท่านคิดว่านางทำอะไรเล่า?” ฮูหยินเฒ่าเห็นแล้วไม่พอใจ จึงถลึงตามองผู้เฒ่า ตบๆมือซู่ซีพลางเอ่ยยิ้มๆว่า “เจ้าอย่าไปฟังพ่อเจ้าเลย ตาแก่นั่นหัวโบราณนัก เจ้าทำดีแล้ว ควรทำเช่นนี้แหละ”
ได้ยินคำพูดเช่นนี้ พวกผู้อาวุโสกับลูกชายเบื้องล่างต่างพากันก้มหน้าหรือมองไปทางอื่น บ้างก็หลุดยิ้มอย่างกลั้นไม่ไหว
ผู้เฒ่าจ้องมองอย่างฉุนเฉียวขุ่นเคือง ปากขยับแต่กลับไม่พูดอะไร เพียงแค่นเสียงหยัน เบนสายตาหนี
“น้องสาว เจ้าเห็นท่านพ่อท่านแม่แล้ว ทำไมไม่เห็นพี่สามเช่นข้าบ้างเล่า?” ชายวัยกลางคนที่นั่งข้างกันเอ่ยยิ้มๆอย่างหยอกล้อ “พี่สามได้ยินว่าเจ้าจะแต่งงาน จึงให้พี่สะใภ้เจ้าเตรียมของขวัญให้ เจ้าจะไม่แสดงท่าทีอะไรหน่อยหรือ?”
ซู่ซีได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะเบาๆ บอกว่า “พี่สาม ข้าได้ยินว่าพวกท่านกลับมาด้วยกัน จึงไปห้องครัวสั่งคนให้ทำอาหารที่พวกท่านชอบกินที่สุดให้ มิเช่นนั้นคงไม่รอจนตอนนี้ถึงจะมาหรอก”
“ฮ่าๆๆ ข้ารู้ว่าน้องเล็กใส่ใจพวกเราที่สุด ระหว่างทางพวกเราคุยกันแล้ว กลับมาครั้งนี้จะพักจนถึงตอนเจ้าแต่งออกไป จริงด้วย ถึงเวลาซานหยวนจะมาสู่ขอที่เมืองซานเจียงหรือทำอย่างไร? เรื่องพวกนี้จัดการเรียบร้อยหมดหรือยัง?” พี่ชายซู่ซีตรงแถวที่สองเอ่ยถาม มองน้องสาวตนด้วยแววตายิ้มแย้ม
“พี่ใหญ่จัดการเรียบร้อยแล้ว” นางยิ้มเหนียมอาย มีความขวยเขินของหญิงที่รองานแต่ง
“แม่หนูซู่ซี ไป ไปเดินเล่นเรือนเจ้าเป็นเพื่อนแม่หน่อย ที่นี่ให้พวกเขาคุยกันให้เรียบร้อยเถอะ” ฮูหยินเฒ่าให้สัญญาณ ลุกยืนขึ้นโดยมีซู่ซีคอยประคอง
หลังจากซู่ซีบอกกล่าวกับทุกคน ก็ออกไปพร้อมมารดาก่อน
รอจนพวกเขาออกไป ทุกคนก็เก็บอารมณ์พูดคุยยิ้มหัว ผู้เฒ่าสั่งว่า “เจ้าใหญ่ เจ้าให้คนไปยกกล่องที่ใส่ยาร้อยขวดไว้มา”
“ขอรับ” หลินป๋อเหิงขานรับแล้วออกไปด้วยตนเอง พาคนยกกล่องใบนั้นเข้ามา วางไว้กลางห้องโถงใหญ่อย่างระมัดระวัง
ตอนที่ 595: เหมือนกันทุกประการ
“เปิด” ผู้เฒ่าให้สัญญาณ
หลังจากหลินป๋อเหิงเปิดตราประทับ ทุกคนก็เห็นขวดที่จัดวางไว้ในกล่องชั้นบนห้าสิบขวด ขวดนั้นประณีตอย่างยิ่ง เหมือนว่าทุกขวดทำขึ้นอย่างบรรจง
ผู้เฒ่าเข้าไปหยิบขึ้นมาดูขวดหนึ่ง ดวงตาเฉียบคมเห็นว่าตรงใต้ขวดสลักลวดลายพิเศษไว้ จึงตกใจไปนิดอย่าง.อดไม่ได้ กวักมือบอกว่า “เจ้ารอง มาดูลวดลายบนขวดนี้สิ คุ้นตาอยู่บ้างใช่หรือไม่?”
ได้ยินดังนี้ หลินเหล่าคนรองก็เดินเข้ามารับไปดู นอกจากเห็นว่าขวดใบนี้งดงามยิ่ง ยังค่อนข้างคุ้นตากับลวดลายตรงใต้ขวด จึงขมวดคิ้วครุ่นคิดทันใด “คล้ายจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน”
ขณะเขากล่าว ความคิดพลันแวบผ่านในหัว ตบฉาดเข้าที่ต้นขา “จริงด้วย!” เขารีบหยิบกระดาษภาพแผ่นหนึ่งออกมา บนนั้นวาดรูปขวดใบหนึ่งที่งามประณีตไว้ รวมถึงลวดลายที่ประทับไว้ข้างใต้ขวด
สองอย่างเทียบกัน เห็นเช่นนี้สองพ่อลูกก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว ในดวงตาต่างฉายแววเหลือเชื่อ
คนอื่นข้างๆ เห็นพวกเขาเป็นเช่นนี้ ในใจนึกสงสัยจึงเอ่ยถาม “คุ้นตาอะไร? พวกท่านเคยเห็นขวดใบนี้หรือ?”
ทว่าสองพ่อลูกไม่ได้พูดอะไร แล้วหยิบขึ้นมาตรวจดูอีกสองสามขวด ล้วนเห็นว่าด้านล่างขวดมีลวดลายที่เหมือนๆกัน จึงนิ่งอึ้งไปโดยฉับพลัน เอ่ยอย่างเหลือเชื่อว่า “นะ นี่คงไม่ได้ฝันไปกระมัง?”
“พี่ใหญ่ ยากล่องนี้ราชวงศ์เฟิ่งหวงเป็นคนส่งมาจริงๆหรือ?” หลินเหล่าคนรองเก็บความตกตะลึงในใจไว้ และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“ใช่สิ เป็นอะไร? ยานี้มีปัญหาหรือ?” เห็นท่าทีทั้งสอง ทำไมถึงแปลกๆเช่นนั้น?
หลินเหล่าคนรองกลืนน้ำลาย พยายามใช้เสียงสงบนิ่งเอ่ยถาม “พี่ใหญ่ ท่านทั้งหลาย พวกท่านเคยได้ยินเรื่องนักปรุงยานามว่าภูตหมอหรือไม่?”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งในนั้นกล่าวว่า “เคยได้ยินสิ ว่ากันว่ายาที่คนคนนี้ปรุงกลั่นล้ำค่ายิ่งนัก เป็นของมีราคาที่ไม่อาจซื้อได้ในทุกแคว้นใหญ่ คนคนนี้จึงถูกร่ำลือกันว่าเป็นตำนาน”
“ยิ่งกว่าตำนานอีก! ยาที่เขาปรุงออกมามีน้อยนัก แต่ทุกขวดล้วนล้ำค่าไร้สิ่งใดเทียบ ตัวประหลาดเฒ่าที่วรยุทธ์หยุดชะงักตั้งกี่คน แค่ใช้ยาบรรลุขั้นของเขาล้วนสามารถข้ามผ่านธรณีประตูและบรรลุขั้นได้อย่างราบรื่น ยาของเขาทุกๆขวดต่างมีราคาล้ำค่า แม้มีคนเสนอราคาสูงเทียมฟ้ายังไม่แน่ว่าจะซื้อได้” เขาเอ่ยอย่างเร้าอารมณ์พลางมองท่าทางทุกคน เพียงรู้สึกตื่นเต้นไม่อาจสงบ
ยามนี้แม้แต่ผู้เฒ่ายังตื่นเต้นเสียจนร่างกายสั่นเทิ้มเล็กน้อย ใบหน้าแดงก่ำ สองตาฉายประกายเร่าร้อน “ตอนนี้พวกเราเห็นว่ามียาบรรลุขั้นของภูตหมอขวดหนึ่งถูกปล่อยประมูลในงานประมูลตลาดมืด ข้าไปดูมาแล้ว ที่นั่นตัวประหลาดเฒ่าจากแต่ละตระกูลและกลุ่มอำนาจต่างออกมาเคลื่อนไหว เพื่อแย่งชิงยาบรรลุขั้นขวดนั้น สุดท้ายราคาที่ประมูลยาขวดนั้นออกไปยิ่งสูงเสียจนน่าตกใจ…”
หลินเหล่าคนรองกล่าวต่อไปว่า “เดิมท่านพ่ออยากเสนอราคา แต่ทำอย่างไรได้ราคานั้นสูงเกินไปจริงๆ จึงประมูลมาไม่ได้ แต่ภายหลังข้ายังหาทางได้ลวดลายเอกลักษณ์ของภูตหมอมา พวกท่านดูสิ เจ้านี่แหละคือสิ่งที่ข้าหากลับมาอย่างยากเย็น”
ทุกคนต่างนิ่งงัน ไม่ได้โต้ตอบกลับมาทันที “จากนั้นเล่า? เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับยาพวกนี้?”
มีเพียงสองพ่อลูกหลินป๋อเหิงกับหลินเฉิงจื้อที่หัวใจสั่นสะท้าน พลันก้าวยาวเข้าไปหยิบยาขวดหนึ่งขึ้นมาเทียบกับลวดลายบนกระดาษภาพแผ่นนั้น เทียบกันแล้วลวดที่เหมือนกันทุกประการทำให้สองคนมองเสียจนจิตใจต่างสั่นไหว แล้วเบิกตาโตอย่างเหลือเชื่อ
“ละ ลวดลายสองอย่างนี้เหมือนกันทุกประการ!”
ตอนที่ 596: ยาของภูตหมอ
“อะไรนะ!”
ผู้อาวุโสและคนอื่นข้างๆ ได้ยินคำพูดนี้ต่างล้อมเข้ามา แต่ไม่รอให้พวกเขาเข้ามาใกล้ก็โดนผู้เฒ่าตะคอกห้ามไว้
“ยืนให้เรียบร้อย อย่าขยับ!”
สิ้นเสียงผู้เฒ่า ทุกคนพลันยืนนิ่ง แต่ละคนร่างกายแข็งทื่อ มองผู้เฒ่าแล้วมองขวดในมือหลินเหล่ารวมถึงกระดาษภาพแผ่นนั้น อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ภายใต้สายตาผู้เฒ่า ใครก็ไม่กล้าเอ่ยปากหรือขยับเขยื้อน ทั้งห้องโถงใหญ่จึงเงียบลงทันที
“เอะอะโวยวายจนเหมือนอะไรกันไปแล้ว? หากชนยาตกพื้นจะทำอย่างไร?” ผู้เฒ่าเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ พร้อมทั้งจ้องมองพวกเขา บอกว่า “กลับไปนั่งที่ให้หมด”
“ขอรับ”
ทุกคนใบหน้าร้อนฉ่า รู้สึกว่าตนเองลืมตัวจึงก้มหน้าลงอย่างอับอาย หลังจากพากันขานรับก็กลับไปนั่งประจำตำแหน่ง ดวงตาแต่ละคนต่างหยุดลงบนร่างผู้เฒ่า
หลังจากเห็นทุกคนกลับไปนั่งกันเรียบร้อย ผู้เฒ่าถึงจะกระแอมไอ กล่าวว่า “ยาขวดนี้แม้จะเหมือนกับขวดที่เป็นเอกลักษณ์ของภูตหมอ แต่ยาด้านในนี้ยังไม่ชัดเจนนัก ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นยากว่าร้อยขวด หากเป็นยาภูตหมอจริง เช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้ว”
น้ำเสียงเขาชะงักไป กวาดมองผ่านทุกคนด้วยแววตาเฉียมคม “วันนี้ทุกคนที่นี่ได้ยินกันแล้ว รู้แค่ตนเองพอ แม้แต่ภรรยาหรือลูกชายลูกสาวพวกเจ้าก็อย่าได้เอ่ยถึง หากเป็นยาภูตหมอจริง ยามข่าวแพร่งพรายออกไปจะต้องนำหายนะมาสู่ตระกูลหลินเรา แต่ขอแค่พวกเราใช้มันอย่างดี นี่กลับเป็นโอกาสให้พวกเราพัฒนาขึ้นอีกระดับ” พูดจนถึงท้ายสุด น้ำเสียงเขาสั่นเครือเล็กน้อย
ทุกคนมองหน้ากัน พยักหน้าและตอบรับว่า “ขอรับ พวกเรารู้แล้ว จะไม่รั่วไหลออกไปแน่นอน”
“อืม” ผู้เฒ่าพยักหน้า ถามว่า “เจ้าใหญ่ พวกเขามาส่งสินสอดไม่ได้บอกว่าเป็นยาอะไรใช่หรือไม่?”
หลินป๋อเหิงส่ายหน้าอย่างละอายใจอยู่บ้าง “ข้านึกว่าเป็นแค่ยาทั่วไปขอรับ จึงไม่ได้สนใจและไม่ถามอะไรมาก”
“ยาภูตหมอมีมากมายหลายชนิด ทุกชนิดต่างไม่เหมือนกัน พี่ใหญ่ ทั้งหมดสองชั้นนี้เหมือนกันหมดหรือเปล่า เจ้าเคยเปิดดูหรือไม่?” หลินเหล่าคนรองกล่าว สายตาหยุดลงบนร่างหลินป๋อเหิง
“เช่นนั้นก็เปิดชั้นล่างออกเสีย จริงๆเลย นึกไม่ถึงว่ามาส่งสินสอดพวกเจ้ากลับไม่ถามเสียหน่อย” ผู้เฒ่าถลึงตาและให้สัญญาณเขาเข้าไปหยิบชั้นบนออก
หลินป๋อเหิงเข้าไปตามคำสั่ง เมื่อเปิดชั้นบนออกและเผยให้เห็นชั้นล่าง ถึงจะเห็นว่าด้านในมีกระดาษแผ่นหนึ่ง จึงหยิบขึ้นมาดู จากนั้นยื่นให้ผู้เฒ่าด้วยอาการตื่นเต้น “ท่านพ่อดูสิ บะ บนนี้เขียนไว้หมดแล้วขอรับ”
ผู้เฒ่ารับมาดูก็มือสั่นเล็กน้อยทันใด สีหน้าแดงก่ำขึ้นมา ตื่นเต้นไม่สิ้นสุด “ดีๆๆ! ดีเหลือเกิน! ดีเหลือเกิน! ฮ่าๆๆ…”
“ท่านผู้เฒ่า บนนั้นเขียนอะไรไว้ขอรับ?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งถามขึ้น
“บนนี้เขียนไว้ว่าในกล่องนี้มียาบรรลุขั้นห้าสิบขวด นอกนั้นเป็นพวกยารักษาแผลภายนอกและภายในรวมถึงยาแก้พิษอย่างละสิบขวด รวมเป็นยาทั้งหมดร้อยขวด ล้วนมาจากมือภูตหมอ!”
ผู้เฒ่าเอ่ยด้วยท่าทางตื่นเต้น สีหน้าเหลือเชื่อ “พวกเขามียามากมายเพียงนี้ได้อย่างไรกันแน่? ลำพังแค่ยาร้อยขวดนี้ แม้แต่สินสอดร้อยกล่องนั้นยังไม่มีทางเทียบได้เลย ช่างทำอะไรได้ใหญ่โตเสียจริง ตระกูลหลินเรามีโชคแล้ว! ฮ่าๆๆ…”
เห็นท่าทางตื่นเต้นยินดีของท่านปู่ และเห็นพวกผู้อาวุโสกับท่านพ่อรวมถึงท่านอาทั้งหลายพูดคุยกันอย่างตื่นตาตื่นใจยิ่ง หลินเฉิงจื้อคิดๆไป ก็มองทุกคนและพูดทำลายบรรยากาศเล็กน้อย “เรื่องนั้น ท่านปู่ นี่เป็นสินสอดให้ท่านน้านะขอรับ”
เมื่อเอ่ยคำพูดนี้ออกไป ห้องโถงใหญ่พลันเงียบลง บรรยากาศแปลกขึ้นทันที…
ตอนที่ 597: นางคือภูตหมอ?
ทุกคนมองหน้ากัน คล้ายจะกลั้นหายใจขึ้นมาทันใด มองไปมองมาอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก สุดท้ายก็พากันยิ้มหน้าเจื่อน แล้วมองไปทางผู้เฒ่า
“จริงด้วย นี่เป็นสินสอดให้แม่หนูซู่ซี ท่านผู้เฒ่า ท่านดูนี่สิ…”
“หากเฉิงจื้อไม่เอ่ยถึงข้ายังคิดว่าเป็นของตระกูลหลินเรา แม้เป็นของตระกูลหลินแต่ก็เป็นของแม่หนูซู่ซีเช่นกัน สรุปว่ามอบให้ตระกูลหลินเรา? หรือให้แม่หนูซู่ซีกันแน่?”
“ให้ตระกูลหลินให้แม่หนูซู่ซีอะไรกัน? วุ่นวายเสียจนข้าฟังยังสับสนเลย” ผู้เฒ่าจ้องผู้อาวุโสคนนั้น ก่อนจะกระแอมไอ “สินสอดนี้แต่เดิมเป็นสินสอดที่มอบให้ครอบครัวฝ่ายหญิง พวกเราเป็นพ่อแม่และผู้อาวุโส ครอบครัวร่ำรวยจะไม่เก็บไว้ ถึงเวลาแต่งออกไปลูกสาวจะนำกลับไปด้วยเพื่อเป็นเกียรติแก่นาง หากครอบครัวไม่มีเงินทอง เก็บไว้บ้างยังนับว่าเหมาะสม”
น้ำเสียงเขาหยุดไป ก่อนบอกว่า “แต่เดิมทีพวกเราคุยกันไว้ ได้สินสอดซานหยวนมาแล้ว ถึงเวลานั้นจะให้ซู่ซีไปในสภาพเดิม ทว่าดูท่าตอนนี้ ยานี้ไม่ธรรมดาเลย พวกเรายังต้องปรึกษาหารือกับซู่ซีเสียหน่อย พวกเขาส่งสินสอดพวกนี้มาแน่นอนว่าคงไม่อยากให้นำกลับไป แต่ทุกท่านก็รู้ว่านี่เป็นยาของภูตหมอ หนึ่งขวดราคาล้ำค่า หากตระกูลหลินเราเก็บสินสอดกล่องนี้ไว้ สินเดิมเจ้าสาวที่พวกเรามอบให้ซู่ซียิ่งต้องเพิ่มขึ้นอีกเท่า”
ได้ยินคำพูดเขา ทุกคนก็พยักหน้า และคิดว่ามีเหตุผล “ก็ทำตามที่ท่านผู้เฒ่าว่า เรื่องนี้ต้องคุยกับซู่ซีเสียก่อน หากตระกูลหลินเราจะเก็บสินสอดกล่องนี้ไว้ สินเดิมเจ้าสาวนั้นจะให้นางน้อยกว่าไม่ได้แน่นอน”
หลินป๋อเหิงครุ่นคิดสักพัก บอกว่า “เรื่องนี้ให้ข้าไปคุยกับซู่ซีหน่อยแล้วกัน!”
หลินเหล่าคนรองข้างๆ คิดๆแล้วจึงถาม “ท่านพ่อ เช่นนั้นยานี้พวกเรายังต้องนำไปให้สมาคมนักปรุงยาตรวจสอบหรือไม่ขอรับ?”
ได้ยินคำพูดนี้ สายตาทุกคนมองไปทางผู้เฒ่าอีกครั้ง ถูกทุกคนมองเสียจนไฟโทสะลุกโชนขึ้นมา จึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้ากลัวจะไม่มีใครรู้ว่าตระกูลเรามียาร้อยขวดหรือ? ยังจะนำไปให้สมาคมนักปรุงยาตรวจสอบอีก? ลวดลายบนขวดนี้เขียนไว้ชัดเจน ยังมีอะไรผิดไปหรือไร?”
โดนสั่งสอนเช่นนี้ หลินเหล่าคนรองยิ้มหน้าเหยเก พร้อมก้มหน้าลงอย่างอับอาย
“เจ้าใหญ่ เจ้าเก็บยาร้อยขวดนี้ไปด้วยตนเองเถอะ รอผ่านไปสักระยะค่อยจัดการ ทุกขวดล้วนล้ำค่ายิ่งนัก จะใช้พร่ำเพรื่อไม่ได้เด็ดขาด” ผู้เฒ่ากำชับ
“ขอรับ” หลินป๋อเหิงขานรับอย่างจริงจัง แล้วเก็บกล่องเข้าห้องมิติไปก่อน
หลินเฉิงจื้อเห็นผู้เฒ่าเอามือไพล่หลังพลางครุ่นคิด จึงถามว่า “ท่านปู่ ยังมีอะไรไม่ถูกต้องหรือไม่ขอรับ?”
“ข้ากำลังคิดว่าราชวงศ์เฟิ่งหวงเป็นแค่แคว้นเล็กระดับเก้า จะหายาภูตหมอร้อยขวดมาได้อย่างไร ได้ยินพวกเจ้าเอ่ยถึงรูปร่างหน้าตาแม่หนูที่ชื่อเฟิ่งจิ่วคนนั้น…” น้ำเสียงผู้เฒ่าชะงักไป ไม่ได้พูดอะไรต่อ
หลินเหล่าคนรองสะดุดใจทันที ห้วงความคิดมีอะไรบางอย่างฉายผ่าน ก่อนจะตกใจทันที “หรือว่าเขาจะเป็นภูตหมอ?”
ครั้นเอ่ยคำพูดนี้ออกไป ภายในห้องโถงก็เงียบลง หลินป๋อเหิงกล่าวอย่างค่อนข้างตะลึง “ภูตหมอ? เป็นไปได้อย่างไร แม้แม่หนูเฟิ่งชอบแต่งตัวเป็นชายด้วยชุดสีแดง แต่นางเพิ่งอายุสิบห้าสิบหก จะปรุงยาบรรลุระดับสูงเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร? ไม่น่าเป็นไปได้…”
เขาพูดพลางโบกมือ แต่พูดถึงประโยคสุดท้ายกลับชะงัก สองตาเบิกกว้างอย่างช้าๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและเหลือเชื่อ หัวใจเต้นตึกตัก สุดท้ายถึงเข้าใจทันที “นางบอกว่าหลังจากซานหยวนกลับไปก็ข้ามผ่านระดับบรรพชนนักรบ บรรลุถึงระดับจักรพรรดินักรบแล้ว…”
ตอนที่ 598: ไม่อาจมีความคิดที่ไม่ควรมี
ทุกคนในห้องโถงเบิกตาโตด้วยความตกใจ หะ หะ หากนี่เป็นเรื่องจริง ชะ ชะ เช่นนั้นพวกเขาก็จะกลายเป็นทองแผ่นเดียวกันกับภูตหมอไม่ใช่หรือ?
นึกถึงข้อนี้ แต่ละคนล้วนตื่นเต้นเสียจนสีหน้าแดงก่ำขึ้นมา ความรู้สึกตื่นเต้นปั่นป่วนดุจเกลียวคลื่น สาดซัดหัวใจพวกเขาทีละคลื่น.ทีละคลื่น จนเกิดเป็นคลื่นสูงพันชั้น!
หลินเฉิงจื้อก็ตกใจเช่นกัน ผ่านไปสักพักถึงถามว่า “ท่านปู่ ท่านพ่อ พวกท่านคิดว่าต้องเรียกเด็กๆ หนุ่มสาวกลับมาจากสำนักศึกษาหรือไม่ขอรับ?”
ได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนนิ่งไปสักพัก ทันทีที่คิดก็รู้ความหมายในคำพูดเขา แต่ละคนจึงตบขาเห็นดีเห็นงามด้วย
“เรียก! เรียก! เรียก! ต้องเรียกกลับมา ต้องเรียกกลับมาสิ!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งหัวเราะร่าขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “ซู่ซีแต่งงาน คนผู้น้อยเช่นพวกเขาจะไม่กลับมาได้อย่างไร”
“ใช่แล้ว.ใช่แล้ว ต้องกลับมาสิต้องกลับมา ตอนนี้ยังมีเวลา ประเดี๋ยวพวกท่านก็ปล่อยข่าวออกไป ให้พวกเขารีบกลับมาร่วมงานแต่งซู่ซีเสีย”
“ถูกต้อง.ถูกต้อง เรื่องมงคลครั้งใหญ่เช่นนี้จะไม่ให้พวกเขากลับมาได้อย่างไร?”
“ไม่ๆๆ ลูกหลานในตระกูลมีตั้งมากมาย หากกลับมากันหมดคนจะเยอะเกินไป ให้พวกทายาทโดยตรงที่อายุสิบหกขึ้นไปกลับมาก็พอ อืม แค่ผู้ชาย ผู้หญิงไม่ต้องกลับมาหรอก”
เห็นท่าทางตื่นเต้นของเหล่าผู้อาวุโสที่ดีใจเสียจนออกนอกหน้า หลินป๋อเหิงก็อึ้งไป เห็นผู้เฒ่าสีหน้ายิ้มแย้มไม่เอ่ยปากอะไร จึงกวาดมองลูกชายข้างๆด้วยท่าทีแปลกๆ จากนั้นค่อยกระแอมไอ
“เรื่องนี้ ข้าคิดว่าให้ลูกหลานในจวนใช้โอกาสนี้ลองไปดูที่ราชวงศ์เฟิ่งหวง จะสนิทกับแม่หนูเฟิ่งมากหน่อยก็เป็นเรื่องดี แต่ความคิดอื่นข้าไม่แนะนำ”
พูดถึงตรงนี้ หลินป๋อเหิงก็วางท่าเช่นผู้นำตระกูล บอกว่า “แม่หนูเฟิ่งมีศักดิ์เป็นถึง.องค์หญิงของราชวงศ์เฟิ่งหวงคือข้อหนึ่ง ข้อสอง อย่าว่าแต่นางจะใช่หรือไม่ใช่ภูตหมอ สำหรับวิธีจัดการและอำนาจรัศมีของนาง ไม่ต้องพูดถึงลูกหลานคนวัยหนุ่ม แม้แต่คนรุ่นพวกเรายังด้อยกว่านางเลย ข้อสามท่านพ่อกับน้องรองยังไม่รู้แต่ท่านทั้งหลายกลับรู้ ชายชุดคลุมดำที่มาด้วยกันกับนางครั้งก่อนคือเจ้าตำหนักยมราช นายแห่งตำหนักยมราช เขากับแม่หนูเฟิ่งมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา ให้ลูกหลานในตระกูลเราไปสนิทสนมกับนาง มีแต่จะได้ผลตรงกันข้าม”
ได้ยินคำพูดนี้ทุกคนถึงจะค่อยๆใจเย็นลง วิเคราะห์จากจุดที่เป็นข้อได้เปรียบแล้ว ก็มองหน้ากันโดยไม่นัดหมายพร้อมทั้งพยักหน้า
“เช่นนั้นถึงเวลาส่งตัวเจ้าสาวก็ให้ลูกหลานคนหนุ่มในตระกูลไปด้วยกัน ให้พวกเขาเปิดโลกเสียบ้างเป็นพอ และอย่าได้มีความคิดเลอะเทอะ อีกอย่างเรื่องเกี่ยวกับการคาดเดานี้พวกเรารู้ไว้ก็พอ จะพูดออกไปไม่ได้เด็ดขาด”
ผู้เฒ่าเอ่ยออกไปพลางมองทุกคนเชิงตักเตือน หลังจากทุกคนขานรับด้วยความเคารพ ถึงจะพูดให้สัญญาณว่า “เอาละ ควรทำอะไรก็ไปทำ แยกย้ายกันเถอะ!”
“ขอรับ พวกเราขอตัวก่อน” ทุกคนคารวะแล้วถึงจะต่างคนต่างแยกย้ายกันไป
“เฉิงจื้อ” หลินป๋อเหิงเรียกลูกชายไว้
“ท่านพ่อ” เขาหันกลับมามองบิดาและผู้เฒ่าที่นั่งตรงตำแหน่งอาวุโส
“เจ้าเป็นผู้ถูกเลือกให้รับตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไป การจัดการและคำพูดคำจาล้วนต้องคิดให้ดีๆก่อน เจ้าเป็นทายาทสายตรงคนโต ทุกคำพูดและการกระทำเป็นตัวแทนของตระกูลหลินเรา ทุกอย่างจะเดินผิดก้าวพลาดไม่ได้” หลินป๋อเหิงตักเตือนเสียงเข้ม
ได้ยินเช่นนี้หลินเฉิงจื้อก็ตกใจ จากนั้นถึงยิ้มพลางตอบรับ “ท่านพ่อโปรดวางใจ ลูกทราบแล้ว ลูกเอ่ยประโยคนั้นไปไม่ได้มีความหมายอื่น แต่อยากให้ลูกหลานในตระกูลได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตา งานแต่งท่านน้ายังมีคนจากแคว้นต่างๆโดยรอบด้วย ข้าจึงคิดจะให้พวกเขากลับมาเข้าร่วมงานด้วยกัน”
ตอนที่ 599: ฝึกบำเพ็ญยากบรรลุ
หลินป๋อเหิงโบกๆมือ “อืม ออกไปเถอะ!” หลังจากไล่ทุกคนออกไปก็คุยกับผู้เฒ่าในห้องโถงอีกสักพัก ถึงจะออกไปพร้อมกัน
สองวันต่อมา พวกเฟิ่งจิ่วกลับถึงราชวงศ์เฟิ่งหวง หลังจากติดต่อเรื่องต่างๆเรียบร้อย เธอก็กลับไปเก็บตัวฝึกบำเพ็ญที่จวนตระกูลเฟิ่ง
จัดการเรื่องส่งสินสอดเสร็จสิ้น เรื่องต่อจากนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีเธอ ส่วนทางท่านปู่เธอเตรียมยาบรรลุขั้นไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ต้องดูว่าวรยุทธ์เขาสามารถบรรลุได้ถึงระดับไหน
จัดการเรื่องพวกเขาเรียบร้อย เธอยังต้องเก็บตัวฝึกบำเพ็ญเช่นกัน ถึงเวลานั้นงานแต่งครั้งใหญ่ของท่านปู่จะต้องคึกคักมาก ก่อนหน้านั้นพละกำลังเธอต้องพัฒนาขึ้นอีก วรยุทธ์พลังวิญญาณไม่มีทางบรรลุขั้น เช่นนั้นเธอจะฝึกบำเพ็ญพลังเร้นลับเอา
เธอฝึกบำเพ็ญในห้วงมิติอย่างใจจดใจจ่อ ไม่สนใจเรื่องโลกภายนอก และในช่วงเวลานี้เอง คำเชิญงานแต่งก็ส่งไปถึงมือผู้ครองแคว้นแต่ละคนจากแคว้นระดับเก้าโดยรอบ คนของเหล่าตระกูลในเมืองอวิ๋นเยวี่ยหลายคนยังได้รับคำเชิญด้วย ยิ่งเวลาใกล้เข้ามา สมาชิกจากแต่ละแคว้นก็ค่อยๆทยอยมาถึง
ภายในครึ่งเดือนก่อนงานแต่ง คนตระกูลหลินนำโดยหลินป๋อเหิงมาส่งน้องสาวของเขาด้วยตัวเองถึงเมืองอวิ๋นเยวี่ย และเข้าพักในเรือนที่เตรียมไว้อย่างดี ซ้ำยังมีพวกพี่ชายของหลินซู่ซีเดินทางมาด้วยกัน รวมถึงลูกหลานคนหนุ่มในตระกูลหลินด้วย
พวกเขานั่งเรือเหาะมาอย่างยิ่งใหญ่ ผู้คนในเมืองต่างรู้ว่าเป็นคนตระกูลหลินที่จักรพรรดิหลวงสมรสด้วย แม้จะสงสัยกลับไม่อาจสอดรู้เรื่องราวได้ เพราะคนที่ตามมาส่งตัวเจ้าสาวมีหลายคนอยู่ระดับกำเนิดวิญญาณ คนทั่วไปจึงเข้าใกล้ไม่ได้เลย
เวลานี้เอง ภายในห้วงมิติของเฟิ่งจิ่ว เธอที่นั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญหลุดเข้าไปในโลกของตัวเอง ลืมทั้งเวลา สถานที่ และวันมงคลใหญ่ของท่านปู่ ยามนี้ทั่วร่างมีกลิ่นอายพลังเร้นลับอันแข็งแกร่งกระจายอยู่ มันเคลื่อนที่ไหลเวียนบนร่างเธอทีละวงๆ
เดิมเธอเป็นร่างเทพประทับ หลังจากเส้นโลหิตถูกเปิดออก ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญเทียบกับคนอื่นแล้วยังเร็วกว่ามาก ประกอบกับมีห้วงมิติที่แฝงด้วยพลังวิญญาณในฟ้าดินเป็นสถานที่ฝึกบำเพ็ญ รวมถึงมียาเป็นตัวช่วย ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญจึงไม่ธรรมดา
ช่วงนี้จดจ่อกับการฝึกบำเพ็ญในห้วงมิติ ความเร็วของการบรรลุระดับพลังเร้นลับรวดเร็วมาก เธอในตอนนี้จึงบรรลุถึงระดับบรรพชนนักรบขั้นเริ่มต้น แม้เป็นเช่นนี้กลับยังไม่คิดจะหยุด อยากลองข้ามผ่านระดับบรรพชนนักรบและบรรลุไปถึงระดับจักรพรรดินักรบ
แต่หลังจากบรรลุระดับบรรพชนนักรบ ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญยิ่งช้าลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนมีพลังที่ไร้รูปร่างขัดขวางอยู่ ทำให้เธอไม่อาจบรรลุขั้นต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้เธอจึงดื่มยาไปขวดหนึ่ง แต่ยังบรรลุได้ถึงแค่ระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุด อย่างไรก็ก้าวผ่านธรณีประตูด่านสุดท้ายนั้นไปไม่ได้
ดังนั้นเธอจึงหยุดฝึกบำเพ็ญพลังเร้นลับ แต่ทบทวนศิลปะการต่อสู้ในสมาธิแทน ภายในห้วงความคิด เธอทบทวนศิลปะการต่อสู้ต่างๆ ทีละรอบ.ทีละรอบ จนกระทั่งเมื่อร่างกายคล้ายก้าวสู่สภาพเหนื่อยล้าและไม่อาจฝึกสมาธิต่อไปได้ถึงจะหยุดลง
“ฮู่!”
เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ เก็บกลิ่นอายทั่วร่างไปแล้วค่อยๆลืมตาขึ้น ทันทีที่เธอลืมตา เหมือนว่ากลิ่นอายรอบกายจะเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนมากๆ มีเพียงหงส์ไฟน้อยที่นั่งแทะโสมจ้องเธออยู่ไม่ไกลเท่านั้นที่สังเกตุเห็น
“ข้าให้เจ้าชิ้นหนึ่งไปเสริมพลังชีวิตเสียหน่อย” เสียงเด็กน้อยดังขึ้นอย่างอ่อนโยน มีโสมชิ้นหนึ่งโยนมาทางเธอ
เฟิ่งจิ่วตกใจ มองโสมชิ้นนั้นที่ร่วงลงในอ้อมแขน แล้วยิ้มพลางส่ายหน้า ทำเพียงดึงโสมก้านหนึ่งมาเคี้ยวไว้ในปาก
ตอนที่ 600: แต่ละฝ่ายเคลื่อนไหว
“ของแบบนี้ข้ากินไม่หมดหรอก เจ้าเก็บไว้เองเถอะ!” ในปากเฟิ่งจิ่วเคี้ยวโสมนั้น ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเข้ามาเป็นเวลานานมากแล้ว จึงรีบร้อนลุกขึ้น “ข้าต้องออกไป เลี่ยงไม่ให้พวกเขาเกิดเรื่องแล้วตามหาข้าไม่เจอ”
พูดจบเธอก็มองหงส์ไฟน้อยข้างกายที่สวมแค่ผ้าเตี่ยวนั่งกอดโสมชิ้นหนึ่งอยู่ตรงนั้น เห็นได้ชัดว่าช่วงนี้อ้วนขึ้นไม่ใช่แค่น้อยนิด จึงถามว่า “เจ้าจะออกไปหรือไม่? ข้าว่าเจ้าตามข้าออกไปดีกว่า ดูเจ้าสิ ทั้งวันอยู่แต่ในนี้ไม่ได้ฝึกบำเพ็ญอะไรเลย กินโสมทุกวัน เลี้ยงเสียจนตนเองอ้วนท้วน หากอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่แน่ครั้งหน้าข้าเข้ามาเจ้าคงอ้วนจนกลายเป็นลูกหนังแล้ว”
ได้ยินคำพูดนี้ หงส์ไฟน้อยก้มหน้ามองตัวเองตามสัญชาตญาณ “อ้วนตรงไหน? ข้ามองไม่ออกเลย” ระหว่างพูดก็ดึงโสมชิ้นหนึ่งออกมาจากด้านหลัง หยิบขึ้นมาตรงปากแล้วกัดคำหนึ่งกินอย่างออกรสออกชาติ
มุมปากเฟิ่งจิ่วกระตุก เดินเข้าไปหาอย่างจนปัญญา แล้วอุ้มเขาขึ้นมาทันที กอดเด็กเมื่อวานซืนตัวนุ่มนิ่มไว้ในอ้อมแขนแล้วทำให้รู้สึกดีอย่างยิ่ง เธอจึงผุดรอยยิ้มโดยฉับพลัน “ถึงเนื้อจะเยอะไปหน่อย แต่ใครใช้ให้เจ้าหน้าตาน่ารักกันเล่า ไปเถอะ! พาเจ้าออกไปเที่ยวเล่นเสียหน่อย อย่าอยู่แต่ในนี้เลย”
หงส์ไฟน้อยที่เดิมทีไม่ค่อยอยากออกไปได้ยินนางป้อยอเขา ปากเล็กก็โค้งยิ้มขึ้นมาเงียบๆ “เช่นนั้นก็ได้! ในเมื่อเจ้าอยากให้ข้าออกไปถึงเพียงนั้น ข้าก็จะออกไปดูสักหน่อยแล้วกัน!”
“เจ้าเด็กเมื่อวานซืน”
เธอหัวเราะเบาๆ พร้อมตบบั้นท้ายเล็กเจ้าเนื้อ ทำให้เขาถลึงตาทั้งใบหน้าแดงเรื่อ “ข้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าค่อยออกไป!”
สุดท้ายหงส์ไฟน้อยที่เปลี่ยนเสื้อผ้าก็ถูกเฟิ่งจิ่วพาออกไปด้วย หลังจากปรากฏตัวในห้องก็ให้หงส์ไฟน้อยไปเล่นในจวนเสียเอง ส่วนเธอสั่งเหลิ่งซวงเตรียมน้ำร้อนมาให้อาบน้ำ พลางถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงนี้
“คนตระกูลหลินมาถึงเมืองอวิ๋นเยวี่ยแล้วเจ้าค่ะ สองวันก่อนลูกหลานคนหนุ่มในตระกูลหลินเข้ามาเยี่ยม แต่เข้ามาในเรือนไม่ได้ หลัวอวี่ขวางพวกเขากลับไป บอกพวกเขาว่านายท่านกำลังฝึกบำเพ็ญ ไม่ขอรับแขก”
“ผู้ครองแคว้นแต่ละแคว้นเล็กก็ทยอยมาถึงกันแล้ว ยังมีเหล่าลูกหลานเชื้อพระวงศ์ตามมาด้วย ทั้งหมดจัดให้เข้าพักในพระราชวัง องครักษ์จัดการข้อมูลของผู้ครองแต่ละแคว้นและลูกหลานเชื้อพระวงศ์ออกมาหมดแล้ว รอแค่นายท่านออกจากเก็บตัวฝึกบำเพ็ญก็ตรวจดูได้เจ้าค่ะ”
ขณะอาบน้ำร้อนพลางฟังเหลิ่งซวงรายงานอยู่ข้างๆ เธอขานรับ หลังจากลุกขึ้นเช็ดน้ำบนร่างออกก็สวมเสื้อผ้าและมานั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ส่วนเหลิ่งซวงเข้ามาบีบผมเธอให้แห้ง
“เตรียมของกินให้ข้าหน่อย อีกเดี๋ยวค่อยสั่งพวกเขาเอาข้อมูลเข้ามา เตรียมตัวด้วย ประเดี๋ยวเจ้าต้องเข้าวังไปพร้อมกับข้า” เธอสั่งการและให้สัญญาณนางออกไปเตรียมตัว
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับก่อนจะเดินออกไป
หลังจากบิดผมจนแห้ง เฟิ่งจิ่วก็จัดการอะไรเล็กน้อยสักพัก หยิบแถบแพรสีเงินออกมารวบเส้นผมสีหมึกเป็นมวยเล็ก ส่วนที่เหลือปล่อยลู่ลงด้านหลังอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งเรียบง่ายและสบายๆ แต่กลับไม่เสียความภูมิฐานสง่างาม
เฟิ่งจิ่วมาที่ตู้เสื้อผ้า เลือกชุดกระโปรงสีขาวที่ปักรูปลายเมฆสีเงินตรงคอเสื้อ แขนเสื้อ และชายเสื้อมาสวม หลังจากแต่งตัวเรียบร้อยก็ออกจากห้องไป สาวใช้วางอาหารไว้บนโต๊ะอย่างดี หงส์ไฟน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำนั่งแอบรินเหล้าดื่มอยู่ตรงนั้น
ครั้นเห็นใบหน้าเล็กของหงส์ไฟน้อยแดงก่ำ เธอตกใจเล็กน้อย “เจ้าแอบดื่มเหล้าหรือ?”
“เปล่า” เด็กน้อยเห็นนางมาจึงปฏิเสธทันที แต่กลิ่นเหล้าทั่วตัวและใบหน้าเล็กที่แดงก่ำจะอย่างไรก็หลอกคนไม่ได้
เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วจึงส่ายหน้า “เพิ่งกินโสมไปก็ดื่มเหล้า? อีกเดี๋ยวอย่ามาหาข้าเชียว”
จบตอน
Comments
Post a Comment