feng ep601-620

ตอนที่ 601: องค์ชายในวัง


เด็กน้อยไม่เห็นด้วย ร่างเดิมเขาเป็นธาตุไฟ เหล้าช่วยเพิ่มกำลังวังชา โสมยังเป็นสิ่งเสริมพลังชีวิต แม้สองสิ่งรวมเข้าด้วยกันแล้วคนอื่นๆจะรับไม่ไหว แต่เขาคงไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน อย่างมากเปลวไฟในร่างจะลุกโชนขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นเอง


“นายท่าน นี่เป็นข้อมูลเจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงเดินออกมา วางอาหารลงตรงหน้านาง หลังจากเหลือบมองหงส์ไฟน้อยก็ไปยืนข้างๆ


เฟิ่งจิ่วกินอาหารพลางพลิกอ่านข้อมูลบนนั้น นอกจากข้อมูลยังมีภาพเหมือนของคนในข้อมูลด้วย ด้วยเหตุนี้แค่มองก็รู้ได้ชัดเจนว่าคนที่ข้อมูลกล่าวถึงเป็นคนไหน


กินข้าวไปประมาณหนึ่งชั่วยาม หลังจากยื่นข้อมูลที่อ่านเสร็จให้เหลิ่งซวงเธอก็ถาม “รถม้าเตรียมไว้เรียบร้อยหรือยัง? เรียกพวกเขาเข้าวังไปพร้อมกันด้วย”


“เตรียมไว้แล้วเจ้าค่ะ พวกเขาคอยอยู่นอกเรือน”


“อืม” เธอขานรับ มือหนึ่งจูงหงส์ไฟน้อยเดินออกไปด้วยกัน


เมื่อมายังด้านนอก พวกหลัวอวี่เห็นหงส์ไฟน้อย สีหน้าแต่ละคนสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเห็นเด็กน้อยคนนี้ครั้งหนึ่ง ปรากฏตัวกะทันหันและหายไปทันที ไม่นึกว่าตอนนี้ยังโผล่หน้ามาในจวนอีก


“คารวะนายท่าน” ทั้งแปดคนดึงสติกลับมา คารวะด้วยความเคารพ


เฟิ่งจิ่วมองพวกเขา สั่งการว่า “หลังจากเข้าวังพวกเจ้าก็ไปรับช่วงต่อดูแลองครักษ์เสีย พาแต่ละกองพลย่อยไปลาดตระเวนภายในวัง อย่าให้เกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรในช่วงเวลานี้”


“ขอรับ”


พวกเขาขานรับ มองนางพาเด็กน้อยที่ตัวอ้วนกลมอย่างเห็นได้ชัดขึ้นรถม้า จากนั้นถึงค่อยร่วมทางไปข้างๆ ตามรถม้าไปยังพระราชวังพร้อมกัน


ภายในพระราชวังยามนี้ ผู้ครองแต่ละแคว้นเล็กโดยรอบกับเหล่าองค์ชายที่ติดตามมาล้วนเข้าพักในตำหนัก พวกเขาเดินไปมาที่นี่ได้อิสระ ด้วยเหตุนี้บริเวณศาลา ภูเขาจำลอง หรือตามสวนดอกไม้จึงมักจะเห็นองค์ชายหนุ่มหลายคนมารวมตัวกัน


ดื่มน้ำชา ลิ้มรสเหล้า ชมดอกไม้ คุยถึงสาวงาม เป็นเรื่องที่องค์ชายพวกนี้มารวมตัวกันและพูดถึงมากที่สุด สำหรับช่วงนี้ เรื่องที่พวกเขาคุยกันมากยิ่งกว่าคือองค์หญิงแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวงเฟิ่งชิงเกอ


“ได้ยินว่าองค์หญิงราชวงศ์เฟิ่งหวงรูปโฉมงามล่มเมือง มากพรสวรรค์ไร้คนเทียบ น่าเสียดาย เหมือนปกติจะไม่พักในวังแต่พักที่จวนตระกูลเฟิ่ง พวกเรามาถึงตั้งหลายวันยังไม่พบหน้าองค์หญิงท่านนี้เลย อยากรู้จริงๆว่านางจะงามเลิศราวกับมาจากโลกอื่นจริงหรือไม่?”


“ตามที่ข้ารู้มา นางไม่เพียงงดงามไร้ใครเทียบ ฝีมือและรัศมียิ่งไม่ธรรมดา ก่อนจะกลายเป็น.องค์หญิงยังกล้าปฏิเสธคำขอแต่งงานจากรัชทายาทแคว้นเหินเวหา ความอาจหาญเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่หญิงทั่วไปจะมีได้ มาถึงที่นี่แล้วอยากจะพบองค์หญิงนามเฟิ่งชิงเกอผู้นี้จริงๆ” ชายในชุดหรูหราเล่นถ้วยในมือพลางเอ่ยขึ้นลอยๆ


ดวงตางามปานหญิงสาวคู่นั้นฉายประกายคมดุจหมาป่า แววสนุกสนานแวบผ่านในดวงตาเขา อีกทั้งใบหน้ายังเผยท่าทีสนใจ


“ถูกต้อง อยากจะพบนางจริงๆ แต่ไม่ต้องรีบหรอก ถึงวันงานแต่งครั้งใหญ่ของจักรพรรดิหลวงแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวง นางต้องปรากฏตัวแน่นอน”


องค์ชายอีกคนหนึ่งพูดขึ้น เทียบกับ.องค์ชายคนที่งามปานสตรี องค์ชายผู้นี้เป็นคนที่ดูท่าทางมีพละกำลัง อย่าว่าแต่หน้าตาเขาเลย แค่ร่างที่เอวเท่าเสือหลังเท่าหมียังทำให้คนรู้สึกว่าทรงพลังยิ่งนัก


“อยู่ในวังนี้ว่างๆไม่มีอะไรทำ ไม่สู้พวกเราออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันเป็นอย่างไร?” องค์ชายคนหนึ่งในนั้นแนะนำพลางมองไปทางคนอื่นๆ


หนึ่งคนในนั้นกำลังจะพยักหน้า ก็เห็นร่างหนึ่งเดินมาจากที่ไม่ไกล ดวงตาเป็นประกายทันควัน


ตอนที่ 602: องค์ชายขวางทาง


“นึกไม่ถึงว่าในวังจะมีคนงดงามเช่นนี้ด้วย พวกเจ้าดู สตรีคนนั้นหน้าตาสะสวยจริงๆ” เขาให้สัญญาณทุกคนมองไป


ทุกคนมองตามสายตาเขา เห็นเพียงว่าหญิงสาวชุดขาวคนหนึ่งเดินนวยนาดอยู่ไม่ไกล ชุดขาวสง่างาม รูปร่างงดงามอ่อนช้อย สิ่งที่ดึงดูดความสนใจพวกเขาที่สุดคือรูปโฉมงามเลิศนั้นช่างเย้ายวนและน่าตะลึงจริงๆ ทำให้เบื้องหน้าเหล่าองค์ชายที่เห็นสาวงามจนชินตาแล้วสว่างไสวขึ้นทันใด นัยน์ตาเผยประกายตกตะลึงในความงาม


“หญิงคนนี้ท่าทางโดดเด่น แต่งตัวเรียบง่ายสง่างาม รูปโฉมงามล่มเมือง เดาว่าคงเป็นเฟิ่งชิงเกอคนนั้นเอง” องค์ชายรูปงามคนนั้นพินิจมองเฟิ่งจิ่วที่อยู่ไม่ไกล แล้วประเมินออกมา


ทุกคนได้ยินคำพูดนี้สีหน้าก็แปลกไป “นางคือองค์หญิงแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวง? งามตราตรึงใจเช่นนี้เอง มิน่าแม้แต่รัชทายาทแคว้นเหินเวหายังตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบได้ งามเสียจนคนไม่อาจละสายตาจริงๆ”


“เมื่อครู่ยังบอกว่าไม่มีโอกาสพบ ตอนนี้ก็โผล่มาเสียแล้ว ช่างมีวาสนาจริงๆ! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมพวกเราไม่เชิญนางมาร่วมวงเล่า? นางเป็นเจ้าบ้าน แน่นอนว่าต้องไม่ละเลยแขกอย่างพวกเราสิถึงจะถูก พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร?” องค์ชายที่อายุยังไม่มากแต่หน้าตาค่อนข้างน่ากลัวเอ่ยปากถามยิ้มๆ สายตาก็จ้องเฟิ่งจิ่วที่อยู่ไม่ไกลตาเขม็ง


กลุ่มคนได้ยินแล้วดวงตาเป็นประกาย “เช่นนี้ดีแน่นอน มีองค์หญิงผู้งดงามเช่นนี้อยู่ด้วย นับเป็นเกียรติของพวกเราไม่ใช่หรือ?”


ขณะพูดคุยกัน พวกเขาแต่ละคนยิ้มพลางเดินไปทางนั้น คิดจะขวางทางเฟิ่งจิ่วไว้และเชิญนางมายังศาลา


เฟิ่งจิ่วมือจูงหงส์ไฟน้อยเดินไปยังตำหนัก คนที่ตามมาด้านหลังคือเหลิ่งซวงในชุดสีดำ ส่วนพวกหลัวอวี่ไปกับทางด้านองครักษ์ตระกูลเฟิ่ง


“คนพวกนั้นจ้องเจ้าตลอดเลย” หงส์ไฟน้อยจูงมือเฟิ่งจิ่ว สาวเท้าเล็กขาสั้นตามอยู่ข้างกายนาง สายตามองไปทางคนพวกนั้นอย่างไม่ชอบใจ


“คงเป็นองค์ชายจากแคว้นใกล้เคียงพวกนั้น ไม่ต้องสนใจพวกเขาหรอก” เฟิ่งจิ่วไม่แม้แต่จะมองไปทางนั้น เดินหน้าต่อไป เธอคิดจะเข้าวังมาดูเสียหน่อยว่าท่านปู่ฝึกบำเพ็ญเป็นอย่างไรบ้างแล้ว และไม่คิดจะเสียเวลาอยู่กับคนพวกนั้น


“แต่พวกเขามาแล้วนะ” หงส์ไฟน้อยเอ่ย ดวงตาคู่นั้นกลิ้งกลอกไปมา ไม่รู้กำลังวางแผนร้ายอะไร เมื่อสิ้นเสียงเขาชายเจ็ดแปดคนนั้นก็มายังถึงเบื้องหน้า และขวางทางพวกเขาไว้


“ท่านนี้คงเป็นองค์หญิงแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวงเป็นแน่ นึกไม่ถึงว่าจะได้พบองค์หญิงเร็วเพียงนี้ ทำให้พวกเราประหลาดใจไม่สิ้นสุดจริงๆ” องค์ชายคนหนึ่งเอ่ยปากด้วยรอยยิ้ม สายตาพินิจมองเฟิ่งจิ่วผู้มีรูปโฉมโดดเด่นอย่างไม่เกรงใจ สายตาเสมองไป แม้แต่เหลิ่งซวงด้านหลังก็ยังไม่เว้น


“ได้ยินว่าองค์หญิงแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวงรูปโฉมงามล่มเมือง วันนี้ได้พบถึงรู้ว่าสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น องค์หญิง พวกเรากำลังดื่มเหล้าชมบุปผากันอยู่ทางนั้น ไม่ทราบว่าองค์หญิงจะให้เกียรติร่วมวงด้วยได้หรือไม่?” องค์ชายอีกคนหนึ่งพูดขึ้นบ้าง สายตาหยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่วอย่างรุกราน


เหลิ่งซวงที่ตามอยู่ด้านหลังเฟิ่งจิ่วเผยสีหน้าเย็นชา โดยเฉพาะเมื่อเห็นพวกเขาแต่ละคนใช้สายตาน่ารังเกียจเช่นนั้นพินิจมองนายท่านของตนอย่างแทะโลม ไอสังหารบนร่างนางยิ่งปะทุออกมา แต่นายท่านไม่ปริปาก นางจะบังอาจไม่ได้ ทำได้เพียงฝืนกดความรู้สึกชั่ววูบว่าอยากจะฆ่าคนไว้


แม้แต่เฟิ่งจิ่วยามนี้ยังขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตากวาดมองทางคนตรงหน้าพวกนี้ น้ำเสียงสดใสทว่าห่างเหิน “ขออภัย ข้ามีธุระจึงไม่อาจร่วมด้วย” กล่าวจบก็จูงหงส์ไฟน้อยเดินไปข้างหน้า ทว่ามือคู่หนึ่งกลับกางขวางตรงหน้าเธอ


ตอนที่ 603: เฟิ่งจิ่วหลอกล่อ


เฟิ่งจิ่วหลุบตาลงเล็กน้อย มองแขนตรงหน้าด้วยแววตาเย็นเยียบ เมื่อเธอเงยหน้ามอง สิ่งที่ปรากฏในแววตากลับเป็นรอยยิ้ม เห็นแต่คิ้วตาเธอหยีโค้งเผยรอยยิ้มไร้พิษสง สายตามองผ่านชายร่างกำยำที่หลังเท่าเสือเอวเท่าหมีตรงหน้า แล้วมองไปทางคนอื่นข้างๆ เอ่ยยิ้มๆว่า “องค์ชายทั้งหลายอยากจะอยู่ด้วยกันกับข้าจริงหรือ?”


ทุกคนเห็นนางเผยท่าทางอ้อนแอ้นเช่นสาวน้อยออกมา ก็ต่างพากันยิ้มอยู่ในใจ แค่สาวน้อยอายุสิบห้าสิบหก ถูกคนมากมายเพียงนี้ขวางไว้ จะจากไปอย่างสงบได้หรือ?


ทันใดนั้นก็มีคนกล่าวทั้งรอยยิ้มว่า “องค์หญิงเป็นเจ้าบ้าน อย่างไรก็ต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านให้ดีที่สุดจริงไหมเล่า?”


“จริงด้วย พวกเราพบองค์หญิงที่นี่ จึงอยากเชิญองค์หญิงมาร่วมชมดอกไม้ดื่มสุราที่ศาลา คุยเล่นกันสักสองสามประโยค หวังว่าองค์หญิงจะไม่ปฏิเสธ”


“หากองค์หญิงไม่ชอบดื่มสุรา จะเดินเล่นรอบๆในวังเป็นเพื่อนพวกเราก็ได้ ขอแค่มีองค์หญิงอยู่ด้วย พวกเราต่างยินดี” องค์ชายอีกคนหนึ่งกล่าว จ้องมองนางด้วยดวงตาเป็นประกาย


เมื่อเห็นสายตาเหมือนเสือคล้ายหมาป่าแต่ละคู่นั้นหยุดลงบนร่างเธอ ราวกับเธอเป็นเพียงแกะน้อยไร้พิษสงที่รอโดนเชือด รอยยิ้มบนหน้าเฟิ่งจิ่วยิ่งลึกล้ำขึ้น มองคนพวกนั้นแวบหนึ่ง ขบคิดในใจแล้วส่ายหน้า


“ดื่มเหล้าชมดอกไม้จะไปสนุกอะไร ข้าไม่ชอบหรอก”


“โอ้? เช่นนั้นองค์หญิงชอบอะไรเล่า” องค์ชายรูปงามคนนั้นถาม แววตาคมกริบจ้องมองนาง พลางคิดว่าองค์หญิงแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวงก็แค่นี้เอง


เธอเหลือบมองคนคนนั้น เอ่ยด้วยใบหน้ามีรอยยิ้มว่า “เวลาว่างๆ ข้าชอบแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนอื่นมากกว่า”


ได้ยินคำพูดเช่นนี้ ทุกคนต่างมีท่าทีแปลกใจ ไม่ปริปากในทันที ทำแค่จ้องมองนาง


“หากองค์ชายทั้งหลายสนใจ ข้ายินดีอย่างยิ่งที่จะแลกเปลี่ยนฝีมือกับพวกท่าน แต่ไม่รู้ว่า…พวกท่านจะกล้าพอหรือไม่?”


เธอเลิกคิ้วมองพวกเขาเล็กน้อย อยากให้เธออยู่ด้วยไม่ใช่หรือ? เธอรับปากได้ แต่พวกเขาจะกล้าหรือเปล่า?


หลังจากได้ยินคำพูดนาง ความคิดแรกในห้วงความคิดของทุกคนคือ ว่ากันว่าองค์หญิงราชวงศ์เฟิ่งหวงคนนี้ไม่ธรรมดา? สายพวกเขาพินิจมองไปมาบนร่างนางพร้อมทั้งมีคำถามเช่นนี้ มองอย่างไรก็นึกภาพไม่ออกว่าสาวน้อยที่ดูงดงามพริ้งเพริศคนนี้จะน่ากลัวตรงไหน


อีกทั้งยังถูกนางใช้คำพูดยั่วยุ เหล่าองค์ชายผู้หยิ่งยโสไม่ยอมพูดว่าตนเองไม่กล้า ดังนั้นจึงพากันตอบรับ


“จะไม่กล้าได้อย่างไร? มีองค์หญิงมาฝึกฝนด้วยกัน พวกเราน้อมรับด้วยความยินดี!”


“ถูกต้อง ได้ยินมานานแล้วว่าฝีมือ.องค์หญิงไม่ธรรมดา ข้าอยากจะเรียนสักครั้งจริงๆ”


“ฮ่าๆๆ ข้าก็อยากเจอ.องค์หญิงตั้งนานแล้ว มีโอกาสเช่นนี้จะไม่พลาดแน่นอน”


องค์ชายทั้งเจ็ดคนนั้นยิ้มอย่างจองหองยิ่งนัก ไม่คิดสักนิดว่าฝีมือและกำลังของสาวน้อยตรงหน้านี้จะอยู่เหนือกว่าพวกเขา ต้องรู้ไว้ว่าพวกเขาตามบิดามาถึงที่นี่ได้ ย่อมต้องเป็นคนที่กำลังวรยุทธ์โดดเด่นที่สุดในหมู่องค์ชายทั้งหลายแน่ จะกลัวแค่สาวน้อยคนเดียวจริงๆหรือ?


ในเมื่อนางเอ่ยปากเองว่าจะประลอง เช่นนั้นพวกเขาก็ใช้โอกาสนี้ทำลายชื่อเสียงราชวงศ์เฟิ่งหวงเสีย ชายหญิงประมือกัน ในการประลองหากมีการแตะต้องตัวที่ไม่พึงกระทำก็ได้แต่อ้างว่าไม่มีเจตนาอะไร โอกาสเช่นนี้พวกเขาจะปล่อยไปได้อย่างไร?


ทว่าขณะที่พวกเขาแต่ละคนต่างตื่นเต้นและเฝ้ารอในใจ กลับเห็นว่าสาวงามผู้มีรูปโฉมล่มเมืองคิ้วขมวดเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าด้วยใบหน้าเผยความลำบากใจ


“พบกันครั้งแรกก็เสียมารยาทฝึกซ้อมกับองค์ชายทั้งหลาย หากไม่ระวังจนทำร้ายท่านทั้งหลาย คงขุ่นเคืองถึงผู้ครองแคว้นทุกท่านเป็นแน่ และยังเสียมิตรภาพระหว่างสองแคว้น คิดๆแล้วก็ช่างมันเถิด!”


ตอนที่ 604: หลุมพรางแสนลึก


ช่างมัน? ช่างมันอะไรกัน?


เมื่อพวกเขาเฝ้ารอจะประชันฝีมือกับนางอย่างตื่นเต้นเสียเต็มประดา กลับได้ยินนางบอกว่าช่างเถอะ? จะช่างมันได้อย่างไร?


บริเวณรอบๆพลันเงียบลง พวกเขาแต่ละคนเบิกตาจ้องนางด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ปากที่เปิดอ้าเล็กน้อยเพราะความอึ้งแทบจะยัดไข่เป็ดลงไปได้ทั้งใบ


โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทางนางมีสีหน้าลำบากใจ ลังเล และมั่นใจในชัยชนะ ยิ่งทำให้พวกเขาโกรธจัด


หงส์ไฟน้อยที่เฟิ่งจิ่วจูงมือไว้กลอกตามองบน รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ต้องการจะหลอกล่อคน ประชันฝีมือกับนางหรือ? เจ้าโง่ตรงหน้าพวกนี้ถือว่าปรี่เข้ามาให้นางซ้อมโดยแท้


“องค์หญิงคิดว่าตนเองเก่งกว่าพวกเรา ด้วยเหตุนี้ถึงกล้ากระมัง?”


“จริงด้วย องค์หญิงจะดูถูกพวกเราเกินไปแล้ว หากพวกเราฝึกซ้อมแพ้ท่าน จะไปต่อว่ากับเสด็จพ่อพวกเราหรือ?”


“แลกเปลี่ยนฝีมือกันแค่เล็กน้อยคงไม่บาดเจ็บถึงชีวิต เช่นนี้ก็ไม่เสียหายถึงความสัมพันธ์ของสองแคว้น เรื่องนี้องค์หญิงวางใจได้”


“ถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้นองค์หญิงรู้ได้อย่างไรว่าพวกเราจะแพ้? ฝึกซ้อมผลัดกันรุกผลัดกันรับ พวกเราอาจจะทำร้ายองค์หญิงโดยไม่ตั้งใจก็ได้?”


เห็นทุกคนพูดคนละหนึ่งประโยค องค์ชายโฉมงามข้างๆ กลับไม่ปริปาก เพียงใช้ดวงตาคู่นั้นพินิจมองเฟิ่งจิ่ว เนิ่นนานถึงจะเอ่ยว่า “หากองค์หญิงเป็นกังวลจริง ไม่สู้พวกเราลงนามหนังสือรับประกันการฝึกซ้อมไว้ ไม่ว่าองค์หญิงหรือพวกเราล้วนฝึกซ้อมโดยสมัครใจ แค่ฝึกซ้อมเพียงเล็กน้อย แม้พลาดบาดเจ็บก็จะไม่เอาความ เป็นอย่างไร?”


“อืม ข้าคิดว่าความคิดนี้ดียิ่งนัก”


“ไม่เลว ข้าตกลงด้วย”


“จริงด้วย ลงนามหนังสือรับประกัน เป็นเช่นนี้ก็ยิ่งสะดวกสบาย”


ได้ยินว่าพวกเขาแต่ละคนต่างเห็นด้วย ดวงตาทุกคู่จ้องมองมา รอให้เธอเอ่ยปาก เฟิ่งจิ่วจึงหัวเราะ เผยรอยยิ้มบริสุทธิ์ไร้พิษสงออกมา “แน่นอน เป็นเช่นนี้ข้าก็ไม่ต้องกังวลแล้ว”


เมื่อเธอกล่าวจบ เหลิ่งซวงหยิบพู่กัน หมึก แท่นฝนหมึก และกระดาษมาจากห้วงมิติ สองมือยกมายังเบื้องหน้าเฟิ่งจิ่ว


เฟิ่งจิ่วถือพู่กันเขียนข้อบังคับรับประกันการฝึกซ้อมอย่างกระฉับกระเฉง ทั้งหมดล้วนเป็นความสมัครใจทั้งสองฝ่าย หากพลาดบาดเจ็บจะไม่เอาความ และจะไม่เสียหายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น สุดท้ายเธอลงนามว่าเฟิ่งชิงเกอ พร้อมทั้งให้สัญญาณพวกเขาทุกคนมาลงนามด้วย


ทุกคนเดินเข้ามาอ่านทีละคน คิดว่าใช้ได้แล้ว จึงพากันลงนามชื่อตนเอง


หลังจากเฟิ่งจิ่วเก็บกระดาษแผ่นนั้นไป ริมฝีปากก็เผยรอยยิ้ม มองพวกเขาแวบหนึ่ง แล้วพาทุกคนไปยังลานฝึกประลองยุทธ์


ยามนี้เหล่าองค์ชายทั้งเจ็ดแปดคน ในใจทั้งตื่นเต้นและเฝ้ารอ คิดจะเอาเปรียบนางระหว่างฝึกซ้อม เชิดชูศักดิ์ศรีของตนเอง กลับไม่รู้ว่าตนตกหลุมพรางที่เฟิ่งจิ่วขุดไว้ให้พวกเขาอย่างดี…


เพราะภายในพระราชวังมีคนจากแต่ละแคว้นมารวมตัวกัน องครักษ์กับทหารอารักขาต่างเพิ่มกำลังลาดตระเวน ลานฝึกประลองยุทธ์ที่แต่ก่อนอย่างไรก็มีคนมาฝึกซ้อมกันไม่น้อยจึงว่างโล่ง


เห็นว่าโดยรอบลานฝึกประลองยุทธ์มีเพียงทหารอารักขาสิบกว่าคน องค์ชายรูปงามคนนั้นจึงมองไปทางเฟิ่งจิ่ว ถามว่า “ไม่ทราบว่าองค์หญิงต้องการฝึกซ้อมเช่นไร?”


เฟิ่งจิ่วมองเขา ให้สัญญาณหงส์ไฟน้อยตามไปข้างกายเหลิ่งซวงและอย่าวิ่งเพ่นพ่าน ก่อนจะเดินขึ้นเวทีประลองไป ยืนอยู่ด้านบนพลางมอง.องค์ชายพวกนั้นด้านล่าง กล่าวยิ้มๆว่า “ข้ายังมีธุระอีก และไม่มีเวลาให้ประวิงนานนัก เข้ามาทีละคนต้องใช้เวลามาก เอาเช่นนี้แล้วกัน! พวกท่านเข้ามาพร้อมกันเลย ทั้งง่าย สะดวก ซ้ำยังรวดเร็วด้วย”


ได้ยินคำพูดนี้ องค์ชายเจ็ดแปดคนด้านล่างแต่ละคนก็โกรธขึ้นมา หนึ่งสู้แปด? นางช่างกล้าพูดจริงๆ!


หนึ่งคนในนั้นกระโดดขึ้นเวทีอย่างทนไม่ไหว แค่นเสียงเย็นเอ่ย “ให้ข้าประชันฝีมือกับองค์หญิงก่อนแล้วกัน!”


ตอนที่ 605: ทำไมไม่ลงมือ?


เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มๆ บอกว่า “ดี หากต้องการหยุดการฝึกซ้อม แค่เอ่ยปากยอมแพ้เป็นพอ”


“ยอมแพ้? เหอะๆ องค์หญิงช่างตลกจริงๆ” องค์ชายผู้นั้นยิ้มเย็น ประสานมือคารวะไปทางนางอย่างนึกสนุก “เชิญ” กล่าวจบก็ไม่มีมารยาทเช่นสุภาพชนใดๆอีก ลงมือโจมตีไปทางเฟิ่งจิ่วทันที


มุมปากเฟิ่งจิ่วยกขึ้นเล็กน้อย สำหรับเธอความเร็วในการจู่โจมของศัตรูช้าเกินไป การโจมตียังเต็มไปด้วยจุดอ่อน หากไม่คิดจะใช้โอกาสนี้จัดการพวกเขาเสียก็คร้านจะลงมือด้วยตัวเองจริงๆ


เบื้องหน้ามีฝ่ามือลมสะบัดมาหา ฝีเท้าเธอเคลื่อนเล็กน้อยพร้อมเอี้ยวตัวหลบ สองมือไม่ขยับ เพียงยกขาเตะไปตรงหลังเข่าศัตรูด้วยความว่องไว องค์ชายคนนั้นที่ช่วงล่างไม่มั่นคงสูดลมหายใจเฮือกอย่างเจ็บปวด หลังเข่ารับแรงไม่ไหวจึงโค้งงอจนร่างพลาดโผไปข้างหน้า และแทบจะล้มลงพื้นอย่างน่าอับอาย


เขาหันกลับไปมอง เห็นนางใช้แค่ขาโดยไม่แม้แต่จะขยับมือ ไฟโทสะก็ลุกโชนขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่ รู้สึกว่าถูกทำให้เสียเกียรติ จึงถามอย่างเกรี้ยวกราด “ทำไมท่านไม่ลงมือ?”


เฟิ่งจิ่วกะพริบตา วางสีหน้ามีเจตนาดี ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมากลับทำให้เขาโมโหเสียจนสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง


“ข้าคิดว่าใช้แค่ขาก็พอ ลงมือไปเกรงว่าองค์ชายจะรับไม่ไหว”


“เจ้า!”


ความโกรธเคืองยิ่งมากขึ้น เขาไม่เห็นนางเป็นผู้หญิงอีกแล้ว ฝ่ามือพลังเร้นลับเคลื่อนโถมไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน ฝ่ามือลมรุนแรงตัดไปตรงคอนางจากบนลงล่าง กลับนึกไม่ถึงว่าเฟิ่งจิ่วจะยกขาขึ้นเตะ ปลายเท้าเต็มไปด้วยกลิ่นอายพลังเร้นลับที่ดูเหมือนไร้เรี่ยวแรงทว่ามีพลังลับแฝงไว้เตะเข้าตรงง่ามระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ขณะที่ง่ามนิ้วเขาเกิดอาการชา ฝ่ามือพลังเร้นลับพลันเปลี่ยนไป ก็เห็นเพียงนางลอยตัวหมุนมาเตะบนร่างเขาหลายครั้งติดต่อกัน


“อ๊าก!” เขาร้องอย่างเจ็บปวด ร่างกายเสียสมดุล เท้าก้าวถอยหลังไป


คนอื่นด้านล่างเห็นเช่นนั้น จิตใจก็สั่นไหวเล็กน้อย อีกคนหนึ่งจึงกระโดดขึ้นมา “ข้าขอประชันฝีมือกับองค์หญิง!”


สิ้นเสียง องค์ชายคนนั้นกระโจนขึ้นกลางอากาศสะบัดขากวาดออกไปด้วยพลังที่กวาดล้างศัตรู ทว่าเมื่อถูกเฟิ่งจิ่วถีบเข้าเส้นลมปราณตรงข้างต้นขา ความรู้สึกชาก็ถาโถมเข้ามาอย่างยากจะทน จากนั้นร่วงลงบนเวทีทันทีอย่างน่าอาย


สองขาหนีบกันแน่น อยากจะยื่นมือไปนวดจุดที่ด้านชา แต่ยังฝืนทนเพราะมันใกล้กับตรงเป้าและไม่อยากเสียมารยาทต่อหน้าคนอื่น เวลานั้นเห็นเพียงว่าเขาบิดซ้ายบิดขวาพลางลอบสูดหายใจ แม้แต่สีหน้ายังแปลกพิลึก


“องค์ชายท่านนี้ ท่านยังดีอยู่หรือไม่?” เฟิ่งจิ่วเผยสีหน้าเป็นกังวล เอ่ยถามด้วยเจตนาดี คิดๆแล้วจึงบอกอีกว่า “อันที่จริงลูกเตะนั่นข้าใช้แรงไปไม่เท่าไร คงไม่เจ็บมากนักหรอก”


องค์ชายคนนั้นใบหน้าแดงก่ำพลางกลั้นหายใจ แม้แต่คำพูดยังพูดไม่ออก


ไม่ได้เจ็บ แต่ความรู้สึกด้านชาเช่นนั้นเหมือนมีมดแมลงนับพันกำลังกัดแทะ ชาจนเข้ากระดูก เขาอดทนจนขนลุกไปหมดทั้งร่าง ทำให้เขาทรมานยิ่งกว่าความเจ็บปวดเสียอีก


เห็นสองคนที่ขึ้นเวทีตามกันไปพ่ายแพ้ในหนึ่งกระบวนท่า สีหน้าคนอื่นด้านล่างก็ดูไม่ได้อยู่บ้าง คิดแค่ว่าองค์ชายสองแคว้นนั้นฝีมือและกำลังอ่อนแอเกินไป นึกไม่ถึงว่ากระบวนท่าเช่นนั้นยังรับไว้ไม่ได้ น่าขายหน้าพวกเขาจริงๆ


คนอื่นที่เหลือมองหน้ากัน จากนั้นบอกว่า “องค์หญิงฝีมือไม่ธรรมดาดังคาด เพื่อไม่ให้พวกเราตกอยู่ในสภาพเช่นองค์ชายสองท่านนั้น พวกเราจะไม่เกรงใจ”


กล่าวจบพวกเขาก็กระโดดขึ้นเวที แยกกันยืนรอบๆเฟิ่งจิ่ว ล้อมนางไว้ตรงกลาง


“องค์หญิง หากรับกระบวนท่าไม่ไหวต้องตะโกนยอมแพ้ พวกเราจะหยุดทันทีแน่นอน”


ตอนที่ 606: ไม่ตายก็เจ็บหนัก


ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วหัวเราะ สายตามองผ่านบนร่างพวกเขา “ดี หากข้าสู้ไม่ไหวจะเอ่ยปากยอมแพ้แน่นอน แต่พวกท่านต้องระวังด้วย”


เธอกล่าวจบร่างพลันพุ่งออกไป มือกำหมัดโจมตีไปทางองค์ชายคนหนึ่งเบื้องหน้า ความเร็วที่ว่องไวทำให้องค์ชายคนนั้นไม่ทันได้หลบออกก็ถูกหมัดนั้นชกเข้าเบ้าตา


“ผัวะ!”


“อั่ก!”


องค์ชายคนนั้นสูดหายใจ โดนหมัดชกจนถอยหลังไปทันที ความเจ็บที่แล่นมาตรงเบ้าตาทำให้แม้แต่ลืมตายังทำไม่ได้ รู้สึกเพียงเจ็บร้อนผ่าวๆ


“เคลื่อนไหวเร็วมาก! พวกเราจะไม่เกรงใจเช่นกัน!”


เสียงจากคนหนึ่งเปล่งออกมา เห็นร่างมากมายพลันลงมือจู่โจมไปทางเฟิ่งจิ่ว การล้อมโจมตีมาจากทุกทิศทาง ทุกกระบวนท่าล้วนโหดเหี้ยม ไม่คิดจะเหลือทางรอดให้สักนิด พวกเขาเพียงคิดจะสั่งสอนองค์หญิงราชวงศ์เฟิ่งหวงผู้หยิ่งผยองคนนี้เสียหน่อย!


ทว่าเมื่อเห็นพวกเขาลงมือ มุมปากเฟิ่งจิ่วยกยิ้ม ก่อนจะรวบรวมกลิ่นอายพลังเร้นลับบนร่างขึ้นมา ร่างสีขาวพุ่งไปหาพวกเขาด้วยความเร็วที่มากกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า ได้ยินเพียงเสียงหมัดกระทบตามด้วยกรีดร้องเจ็บปวดแต่ละเสียงดังขึ้นรางๆ


“อึก!”


“อ๊าก!”


“อั่ก! ตาข้า…”


ได้ยินเสียงร้องเจ็บปวดที่ลอยมาจากบนเวที เหล่าทหารอารักขาที่เฝ้าอยู่ลานฝึกประลองยุทธ์จึงหันมองไปบนเวทีเงียบๆ เมื่อเห็นคนเจ็ดแปดคนบนเวทีล้อมโจมตีองค์หญิงพวกเขา แต่ละคนต่างแอบส่ายหน้า


นั่นเป็น.องค์หญิงแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวง และเป็นนายแห่ง.องครักษ์ตระกูลเฟิ่ง ไม่ต้องพูดถึงว่าแค่มีคนเจ็ดแปดคนล้อมโจมตีเลย พวกเขาอยู่ที่นี่เคยเห็นคนเป็นสิบล้อมโจมตียังทำร้ายนายท่านไม่ได้แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม สุดท้ายทุกคนก็ถูกจัดการอย่างป่าเถื่อน


องค์ชายพวกนั้นช่างกล้านัก คิดจะสู้กับนายท่านพวกเขากลับไม่สอบถามเสียหน่อย น่ากวนใจจริงๆ


เมื่อเห็นภาพเช่นนั้นบนเวที ด้านล่าง หงส์ไฟน้อยหยิบโสมชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ กัดไปพลางชมไปพลาง ถามว่า “เจ้าว่าพวกเขาจะบาดเจ็บหนักหรือเปล่า?”


เหลิ่งซวงก้มหน้าลงมองเขาเล็กน้อย บอกว่า “ถึงไม่ตายก็ต้องเจ็บหนัก”


หากพวกเขาไม่ใช่องค์ชายต่างแคว้นที่มาเข้าร่วมงานแต่งท่านผู้เฒ่า แค่พวกเขากล้าใช้สายตาแทะโลมเช่นนั้นจ้องมองนายท่านก็มากพอจะให้พวกเขาตายสักร้อยครั้งแล้ว


“อืม ข้าก็คิดเช่นนั้น หนำซ้ำยังถูกซ้อมไปเสียเปล่าอีก” เด็กน้อยพยักหน้า มองคนพวกนั้นด้วยสีหน้าเห็นใจ คิดว่าคนพวกนี้โง่เขลาจนทำให้เขาหมดคำพูดจริงๆ


คนเช่นนี้หรือเป็น.องค์ชายของแคว้นได้? เห็นได้เลยว่าแคว้นพวกเขาแม้อยากจะพัฒนาอย่างไรก็ทำไม่ได้หรอก


สองคนดูอยู่ด้านล่าง เวลาแค่ครึ่งก้านธูป พวกเขาก็เห็นว่าบางคนจมูกช้ำหน้าบวมจนน่ากลัว พออ้าปากตะโกนคำว่าข้า ก็มีหมัดหนึ่งลอยมาชก ขัดจังหวะคำพูดยอมแพ้ที่เขาอยากจะพูดออกมา


“อ๊าก!”


เสียงร้องเจ็บปวดดังขึ้น องค์ชายคนนั้นปิดมุมปากไว้พลางจ้องมองเฟิ่งจิ่วที่มีสีหน้าใสซื่ออย่างตกตะลึง อ้าปากพะงาบพะงาบ เนิ่นนานก็พูดอะไรออกมาไม่ได้ พอมองคนข้างกายก็เห็นว่าพวกเขาแต่ละคนต่างจมูกช้ำหน้าบวม เบ้าตามีรอยฟกช้ำ บ้างก็กุมท้องที่โดนเตะถอยไปข้างๆ


เห็นภาพเช่นนี้ องค์ชายคนนั้นกลืนน้ำลาย แล้วยื่นมือออกมา “ข้ายอม… แพ้…อั่ก!”


สิ้นเสียง ร่างเขาก็โดนถีบลงเวทีและสลบไปทันที คนพวกนั้นบนเวทีแต่ละคนเห็นแล้วอับอายจนกลายเป็นโกรธเคืองอย่างยิ่ง เดิมอยากเอ่ยปากยอมแพ้ แต่เห็นเช่นนี้แล้ว ทุกคนล้วนสู้สุดกำลัง รวบรวมกลิ่นอายพลังเร้นลับทั้งหมดขึ้นมาทันที


ตอนที่ 607: ไม่เล่นกับพวกเจ้าแล้ว


เพียงเห็นว่าหลังจากรวมกลิ่นอายพลังเร้นลับ พวกเขาก็พุ่งไปข้างหน้าทันที คิดจะกอดขาและร่างนางไว้ ทำให้นางเหนื่อยเสียก่อนค่อยจัดการ


แม้แต่องค์ชายโฉมงามกับองค์ชายร่างใหญ่กำยำ ยามนี้ก็ยังไม่ไว้หน้า เพราะแต่ละคนโดนเฟิ่งจิ่วซ้อมเสียจนกลายเป็นหัวหมูไปหมด ในใจทั้งอับอายและโกรธเกรี้ยว คิดแต่จะสั่งสอนนาง ด้วยเหตุนี้จึงพุ่งตามไปข้างหน้าด้วย


เฟิ่งจิ่วที่เห็นภาพเช่นนี้ หลังจากนิ่งไปพักหนึ่ง ก็หลุดยิ้มพูดว่า “องค์ชายทั้งหลาย หากพวกท่านไม่อยากฝึกซ้อมจะเอ่ยปากยอมแพ้ก็ได้ เข้ามารุมกันทำไมเล่า? จะเสียมารยาทเกินไปแล้ว”


ใครจะรู้ว่านางไม่พูดเช่นนี้ยังดีกว่า เอ่ยเช่นนี้ไป แต่ละคนก็หน้าดำทะมึนจนไม่น่ามอง


ยอมแพ้? พวกเขาไม่อยากยอมแพ้หรือ ชัดเจนว่านางไม่มีแม้แต่โอกาสให้พวกเขาเอ่ยปากยอมแพ้ ไม่เห็นหรือว่าองค์ชายที่คิดยอมแพ้ยังโดนซ้อมทุกครั้งที่จะเอ่ยปาก? ซ้ำยังถูกถีบลงเวทีไปทันทีอีก


ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นองค์ชาย จะเสียหน้าเช่นนั้นได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาไม่เชื่อจริงๆ ว่าคนมากมายเพียงนี้จะสู้ชนะนางคนเดียวไม่ได้!


เวลานี้ พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าการเข้ามารุมกันทีเดียวยังน่าขายหน้าเจ้าชายอย่างพวกเขามากกว่าการยอมแพ้เสียอีก


เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็ไม่อยากเล่นกับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เห็นอาการพวกเขาแต่ละคนจมูกช้ำหน้าบวม ความฮึกเหิมเธอก็เหือดหายไป ถึงอย่างไรก็เป็นผู้มาเข้าร่วมงานแต่งท่านปู่ จะทำเกินไปไม่ได้อยู่แล้ว


ดังนั้นเมื่อเห็นพวกเขาทะยานเข้ามา เธอจึงเตะพวกเขาลงเวทีไปทันที บางคนโดนเตะไหล่กลิ้งตกเวที บางคนซวยหน่อยก็โดนเธอเตะเข้าที่หน้า ยังมีบางคนโดนเตะเข้าท้องจนกระเด็นไปทันใด


“อึก!”


“อ๊าก!”


ทุกคนกลิ้งตกเวทีไป เสียงร้องอู้อี้ด้วยความเจ็บปวดแต่ละเสียงดังขึ้น เหล่าองค์ชายในชุดหรูหราที่เดิมทีเสื้อผ้าสว่างเจิดจ้า ยามนี้ต่างมีสภาพจนตรอก ใบหน้าซ้ายช้ำขวาบวม น่าขบขันอย่างยิ่ง


พวกเขาตะเกียกตะกายขึ้นมาจากพื้น จิตวิญญาณก่อนหน้านี้โดนกำราบเสียจนไม่เหลือ ยังมีความหวาดกลัวที่มาจากหมัดนั้นหลงเหลืออยู่เลือนราง แม้พวกเขาจะทะนงตนไปบ้าง แต่ในใจรู้ว่าเฟิ่งชิงเกอคนนี้สู้หนึ่งต่อแปดได้เพราะฝีมือและวรยุทธ์ของนางยอดเยี่ยม


เวลานี้ พวกเขาถึงจะเข้าใจว่าทำไมนางกล้าปฏิเสธการหมั้นหมายจากรัชทายาทแคว้นเหินเวหา และทำไมในขณะที่จวนตระกูลเฟิ่งเหลือนางดูแลเพียงคนเดียวถึงกล้าเป็นศัตรูกับมู่หรงป๋อ


นอกจากฝีมือและวรยุทธ์ แผนการพวกเขายังเทียบนางไม่ได้เลย นางอาศัยการดูถูกที่พวกเขาไม่เห็นนางในสายตา ขุดหลุมพรางจัดการพวกเขา


นี่เรียกให้น่าฟังว่าการฝึกซ้อม พูดตามจริงคือการชดใช้ให้ความทะนงตน พวกเขาปรี่เข้ามาให้นางซ้อมโดยเปล่าประโยชน์


ครั้นนึกถึงหนังสือรับประกันที่ลงนามก่อนหน้านี้ ในใจแต่ละคนต่างอัดอั้นจนโกรธเคือง นางวางแผนเล่นงานพวกเขาตั้งแต่แรก ซ้ำยังทำให้พวกเขาภาคภูมิใจและเฝ้ารอที่จะสบโอกาสเอาเปรียบนางตอนฝึกซ้อมไปเปล่าๆ


ใครจะรู้ว่าไม่ได้เอาเปรียบ แต่กลับโดนจัดการอย่างโหดเหี้ยมแทน


“ท่านทั้งหลาย การฝึกซ้อมครั้งนี้ท่าจะจบลงแล้ว ข้าจะไม่อยู่เล่นกับพวกท่านแล้ว หากพวกท่านรู้สึกว่ายังไม่หนำใจ จะอยู่ที่นี่ต่อไปก็ได้ ข้าต้องขอตัวก่อน”


เธอหัวเราะเบาๆ กระโปรงขาวพลิ้วไหว เสื้อคลุมสะบัดน้อยๆ ใบหน้างามเลิศมีรอยยิ้มบางๆ ขณะยืนบนเวทีมองลงไปยังพวกเขา หลังจากเห็นความอับอายของพวกเขาทั้งหมดสู่สายตา รอยยิ้มตรงริมฝีปากยิ่งกดลึกขึ้น จากนั้นถึงจะก้าวลงจากเวที แล้วพาหงส์ไฟน้อยกับเหลิ่งซวงออกไปพร้อมกัน ทิ้งไว้เพียงพวกคนด้านหลังที่มองหน้ากันพร้อมทั้งเก็บกลั้นความโกรธไว้อย่างน่าอับอาย…


ตอนที่ 608: สายตาเลื่อนลอย


เฟิ่งจิ่วที่จากไปเดิมคิดจะไปพบท่านพ่อเสียก่อน แต่ได้ยิน.องครักษ์บอกว่าบิดากำลังคุยเล่นอยู่กับผู้ครองแคว้นอื่น ดังนั้นเธอจึงไปหาท่านปู่ก่อน


ทว่าเธอกลับหาตัวเขาในตำหนักไม่พบ หลังจากถามถึงจะรู้ว่าที่แท้เขาไปยังป่าไผ่ในวัง


“เจ้าพาหงส์ไฟน้อยไปหาเหลิ่งหวา จากนั้นก็ไปเดินเล่นตามใจชอบเถอะ” เธอสั่งการ ให้สัญญาณเหลิ่งซวงพาหงส์ไฟน้อยไปหาเหลิ่งหวา


“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับ แล้วมองหงส์ไฟน้อย


หงส์ไฟน้อยมองเฟิ่งจิ่ว ก่อนจะตามเหลิ่งซวงออกไปโดยไม่พูดอะไร


เฟิ่งจิ่วมาที่ป่าไผ่ในวังเป็นครั้งแรก เพราะเธอไม่ค่อยพักอยู่ในวัง สถานที่แห่งนี้แค่เคยได้ยินเท่านั้น วันนี้เพิ่งมาเหยียบที่นี่เป็นครั้งแรก


เดินไปด้านในได้สักระยะ เห็นต้นไผ่เขียวขจีสะท้อนสู่สายตา เมื่อกลิ่นหอมไผ่จางๆ กระจายไปกลางอากาศตามสายลมแผ่วเบา จิตใจก็สงบลงไปด้วย


เธอเดินไปด้วยฝีเท้านวยนาด อาจเพราะจิตใจสงบ เวลานี้จึงคิดถึงเซวียนหยวนโม่เจ๋อที่จากไปสองเดือนกว่าแล้วขึ้นมา ผ่านไปนานเพียงนี้ เขาคงกลับถึงจักรวรรดิแล้วกระมัง?


พิษเหมันต์พันปีในร่างเขายังไม่รักษา ยาเม็ดระงับอาการพวกนั้นเกรงว่าคงประคองไว้ไม่ได้นานมาก หลังจากกลับไป ทางนั้นจะมีนักเล่นแร่แปรธาตุที่สามารถปรุงยาแก้ให้เขาได้จริงๆหรือไม่?


นึกได้ว่าในห้วงมิติยังมีเลือดเขาอยู่ขวดหนึ่ง รอเสร็จจากงานแต่งท่านปู่ค่อยหาเวลานำมาศึกษาเสียหน่อย เธอไม่เชื่อหรอกว่าด้วยพรสวรรค์ด้านยาของเธอจะรักษาพิษเหมันต์พันปีนั้นไม่ได้


เมื่อมาถึงด้านใน ก็เห็นเพียงผู้เฒ่าชุดเทากำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาฝึกบำเพ็ญบนก้อนหินใหญ่กลางป่า อาจเพราะบรรลุกลายเป็นจักรพรรดินักรบ เส้นผมที่เคยเป็นสีเงินขาวจึงค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเทาขาว รูปลักษณ์เขาก็ไม่แก่ชราเหมือนเดิมแล้ว แต่ดูอ่อนวัยลงกว่าเมื่อก่อนสิบปี


สุดท้ายเขาก็ไม่อาจบรรลุกลายเป็นนักรบทรงเกียรติได้


จริงอยู่ว่าการกลายเป็นนักรบทรงเกียรติภายในเวลาสั้นๆเพียงนี้ แม้มียาช่วยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน น่าเสียดายที่ด้านการกลั่นยาเซียนของเธอยังขาดความชำนาญอยู่ แม้ตั้งใจจะปรุงกลั่นยาคืนรูปลักษณ์ แต่สุดท้ายยังต้องศึกษาและเข้าใจด้านยาเซียนอย่างลึกซึ้ง


อาจเพราะรู้สึกถึงการมาของนาง ผู้เฒ่าที่เดิมทีหลับตาอยู่จึงค่อยๆลืมตาขึ้น เมื่อสายตาหยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่ว ในดวงตาก็เผยความรักใคร่เอ็นดู


“แม่หนูเฟิ่ง มาแล้วทำไมถึงยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆเล่า?”


เฟิ่งจิ่วเผยรอยยิ้มออกมา ยิ้มพลางเดินเข้าไป “ข้าอยากดูว่าท่านปู่จะสังเกตเห็นว่าข้ามาเมื่อไรน่ะสิเจ้าคะ!”


“เหอะๆ เจ้าเข้าป่าไผ่มาปู่ก็รู้แล้ว” เขาพูดยิ้มๆ ทำท่าเชื้อเชิญให้นางเข้ามานั่งลงบนก้อนหินใหญ่ ถามว่า “ข้าได้ยินพวกองครักษ์บอกว่าเจ้าเก็บตัวฝึกบำเพ็ญ ออกมาตั้งแต่เมื่อใด?”


ระหว่างพูด สายตาเขากวาดผ่านไปบนร่างนาง เมื่อเห็นว่านางบรรลุถึงระดับบรรพชนนักรบก็แปลกใจเล็กน้อยอย่าง.อดไม่ได้ “เจ้าเป็นบรรพชนนักรบแล้ว?” กลายเป็นบรรพชนนักรบภายในเวลาสั้นๆเพียงนี้ พรสวรรค์นางช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ


เฟิ่งจิ่วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม และมานั่งลงข้างกายเขา


เธอไม่ได้เก็บซ่อนวรยุทธ์ เขาจึงมองออกได้ แต่เขาทำได้เพียงเห็นวรยุทธ์พลังเร้นลับ ส่วนวรยุทธ์พลังวิญญาณกลับเขามองไม่เห็น


“เดิมทีจะบรรลุผ่านบรรพชนนักรบ แต่ถึงตรงนี้แล้วก็ติดขัดบรรลุขั้นไม่ได้มาตลอด ดังนั้นข้าจึงไม่ฝึกบำเพ็ญต่อ คิดว่าค่อยเป็นค่อยไปแล้วกันเจ้าค่ะ!”


เธอหรี่ตายิ้ม มองเขาพลางถามด้วยความสงสัย “ท่านปู่ ท่านน้าซู่ซีมาถึงที่นี่แล้ว ท่านจะแอบๆไปดูสักหน่อยไหมเจ้าคะ?”


ได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าผู้เฒ่าเฟิ่งก็เผยแววอึดอัดใจ กระแอมไอเบาๆ ขณะที่สายตาเลื่อนลอย…


ตอนที่ 609: รวมตัวเพื่อเปรียบเทียบ


ภายใต้สายตาหลานสาว ผู้เฒ่าเผยรอยยิ้มกระอักกระอ่วน จำใจบอกว่า “ไม่ได้แอบไปดูเสียหน่อย แค่ไปดื่มเหล้ากับพี่ใหญ่สักสองแก้ว”


“เอาละ! ข้าไม่แกล้งท่านปู่แล้วเจ้าค่ะ” เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆอย่างกลั้นไม่อยู่ บอกว่า “วันนี้ข้าแค่เข้ามาดูเสียหน่อยว่าท่านปู่เตรียมตัวเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เห็นท่าทางดียิ่ง เช่นนั้นข้าก็วางใจ”


“อืม ปู่สบายดีมาก เจ้าวางใจเถอะ!” ผู้เฒ่าหรี่ตายิ้มมองนาง ในใจปลาบปลื้มอย่างยิ่ง ถึงอย่างไรก็ไม่นึกว่าเขาอายุมากถึงเพียงนี้จะได้แต่งงานอีกครั้ง


“อีกสองวันเป็นวันมงคลใหญ่ของท่านปู่ สองวันนี้ไม่ต้องฝึกบำเพ็ญ พักผ่อนดีๆเถอะเจ้าค่ะ!” เธอกล่าวเตือน กังวลว่าเขาฝึกบำเพ็ญมากเกินไป ก่อนงานแต่งยิ่งยุ่งมาก ร่างกายจะทนไม่ไหว


“รู้แล้ว รู้แล้ว ปู่รู้ดี” เขาหรี่ตาพลางพยักหน้า แล้วกล่าวเหมือนคิดอะไรบางอย่างได้ “จริงสิแม่หนูเฟิ่ง คนตระกูลหลินคล้ายจะคาดเดาตัวตนภูตหมอของเจ้าออกแล้ว หากวันนั้นพี่ใหญ่ไม่พูดขึ้นมา ปู่ก็ไม่รู้เลยว่าในสินสอดนั้นเจ้าเพิ่มยาร้อยขวดไปด้วย”


เรื่องสินสอดล้วนให้พวกเขาจัดการ ลูกชายไม่บอกเขาก็ไม่เคยถาม ถึงอย่างไรก็สั่งแล้วว่าต้องเตรียมการอย่างดีและจะเสียมารยาทไม่ได้ แต่ไม่นึกว่าสินสอดนี้จะมากมายเสียจนเขายังประหลาดใจ


โดยเฉพาะยาร้อยขวดนั้น ด้วยชื่อภูตหมอของแม่หนูเฟิ่ง ยาที่นางปรุงออกมาทุกขวดล้วนมีราคาที่ไม่อาจซื้อได้ นางกลับปรุงมาใช้เป็นสินสอดร้อยขวดภายในเวลาสั้นๆแค่นั้น


หลังจากเขารู้เรื่องนี้ นอกจากความประหลาดใจ ในใจก็มีเพียงความซาบซึ้ง


นางจัดการทุกอย่างเรียบร้อยเสียเนิ่นๆ เพื่อเป็นหน้าเป็นตาแก่เขา แล้วจะไม่ให้ปู่เช่นเขาซึ้งใจได้อย่างไร?


ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มแย้ม “ท่านปู่แต่งงาน เช่นนั้นหลานสาวอย่างข้าจึงต้องให้ของขวัญด้วย! ข้าไม่มีอะไรอย่างอื่น ยาพวกนี้ปรุงเสียหน่อยก็ได้มาแล้ว”


“เจ้านี่นะ!” เขาส่ายหน้า มองนางอย่างรักใคร่และเอ็นดู


ของล้ำค่ามีราคาที่คนอื่นยากจะได้ครอง พอมาถึงนางกลับกลายเป็นสิ่งของที่จะปรุงเมื่อไรก็ได้ หากคนอื่นรู้ว่าภูตหมอผู้มีชื่อเสียงไปทั่วทุกแคว้นคือหลานสาวเขา ธรณีประตูนี้ต้องถูกคนที่มาขอแต่งงานเหยียบจนราบคาบแน่นอน


เฟิ่งจิ่วคุยเล่นเป็นเพื่อนเขาสักพัก ซ้ำยังเล่าเรื่องที่พบองค์ชายพวกนั้นเมื่อครู่และสบโอกาสจัดการพวกเขา ทำให้ผู้เฒ่าหัวเราะดังลั่น สุดท้ายเห็นว่าท้องฟ้ามืดลงแล้ว ถึงจะออกไปหาบิดาเสียก่อน


แต่ใครก็นึกไม่ถึง องค์ชายพวกนั้นที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากลานฝึกประลองยุทธ์และคิดจะกลับไปยังไม่ทันถึงที่พัก เสด็จพ่อพวกเขาก็ส่งคนมาเรียกตัวแล้ว


ภายในตำหนักของเฟิ่งเซียว ผู้ครองแคว้นทุกท่านรวมตัวอยู่ในห้องโถง ผู้ครองแคว้นเล็กระดับเก้าสิบกว่าแคว้นโดยรอบต่างมาถึงแล้ว หลังจากพวกเขาคุยกันก็บอกว่าจะเรียกพวกลูกชายเข้ามาคารวะ


อันที่จริงแค่อยากให้องค์ชายแต่ละแคว้นมารวมตัว และเปรียบเทียบกันว่าลักษณะท่าทางใครจะโดดเด่นกว่าเท่านั้นเอง


องค์ชายพวกนี้บางคนอยู่ด้วยกัน บางคนก็ไม่รวมกลุ่ม ด้วยเหตุนี้นอกจากแปดคนที่โดนเฟิ่งจิ่วจัดการ ยังมีอีกหกเจ็ดคนที่แยกย้ายกันไปฝึกบำเพ็ญในห้องอีก


หลังจากหกเจ็ดคนนั้นเข้ามาคารวะ ก็นั่งลงด้านหลังเสด็จพ่อพวกเขา แต่ละคนสวมเสื้อผ้าหรูหรา บุคลิกท่าทางก็โดดเด่น


ทว่าระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยหัวเราะกัน ทหารอารักขาก็รายงานว่าองค์ชายท่านอื่นๆมาถึงแล้ว ทุกคนในท้องพระโรงต่างยิ้มและมองไปตรงประตู เฟิ่งเซียวตรงตำแหน่งผู้อาวุโสยิ้มพลางสั่งให้รีบเชิญพวกเขาเข้ามา


แต่เมื่อเห็นองค์ชายทั้งแปดเข้ามาพร้อมกัน ท่าทางหลบๆซ่อนๆนั้นทำให้ทุกคนในท้องพระโรงแปลกใจ เมื่อพวกเขาเงยหน้ามองมา ทุกคนก็ตกตะลึง


ตอนที่ 610: ประโยชน์มากมาย


“นะ…นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ผู้ครองแคว้นท่านหนึ่งลุกขึ้นมาด้วยความโมโห มองลูกชายที่เข้ามาอย่างโกรธเคือง


จะพาลูกชายมาราชวงศ์เฟิ่งหวงนี้ได้ ต้องเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่ลูกชายทั้งหลาย เดิมอยากให้ทุกคนเห็นบุคลิกท่าทางและความสง่างามของลูกชายเขาเสียหน่อย ใครจะนึกว่ากลับเห็นเขาจมูกช้ำหน้าบวมเข้ามาอย่างหลบๆซ่อนๆ


“เกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้ากันแน่ ภายในพระราชวังราชวงศ์เฟิ่งซวงนี้มีคนกล้าทำร้ายพวกเจ้าหรือ?” ผู้ครองแคว้นอีกคนเอ่ยเสียงเข้ม แรงกดดันทั่วร่างกระจายออกมา ทั่วท้องพระโรงต่างรู้สึกถึงบรรยากาศตึงเครียด


หลังจากได้ยินคำพูดที่ผู้ครองแคว้นท่านนั้นเอ่ยออกมา คนอื่นๆก็ไม่ปริปากอีก พวกเขาเพียงมองลูกชายที่จมูกช้ำหน้าบวมพลางเก็บกดความโกรธในใจไว้ ช่างน่าขายหน้าพวกเขาจริงๆ


มีเพียงผู้ครองแคว้นท่านอื่นที่สีหน้ายิ้มแย้ม หลังจากแววตาน่าเกรงขามมองผ่านแปดคนนั้น ก็ยกน้ำชาขึ้นจิบต่อเบาๆ


พวกเขาไม่ต้องสนใจ คนที่เสียหน้าไม่ใช่ลูกชายของพวกเขา


อืม พอเปรียบเทียบและมองเช่นนี้ องค์ชายแคว้นอื่นๆก็แค่นี้เอง


องค์ชายพวกนั้นที่นั่งอยู่ด้านหลังเสด็จพ่อพวกตน ยามนี้ในดวงตาเผยความแปลกใจ มาถึงวังไม่กี่วัน คนพวกนี้พวกเขาก็ไม่เคยพบหน้า แค่รังเกียจที่จะคบหากับพวกเขา


ไม่นึกว่าวันนี้จะเห็นพวกเขาแต่ละคนปรากฏตัวทั้งจมูกช้ำหน้าบวม น่าสงสัยจริงๆ ว่าพวกเขาบาดเจ็บไปทั้งหน้าเช่นนี้ได้อย่างไร? จะน่าเกลียดเกินไปแล้ว


ยามนี้องค์ชายแปดคนที่เดินเข้ามาต่างอึดอัดในใจ ใบหน้าร้อนผ่าว ไม่รู้ว่าอายหรือเจ็บกันแน่


พวกเขาได้ยินว่าเสด็จพ่อเรียกตัว จึงกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยเฉพาะและถึงจะเข้ามา มิเช่นนั้นยามนี้คงยิ่งน่าอับอาย แต่เสียหน้าต่อหน้าผู้ครองแคว้นและองค์ชายแต่ละแคว้นเช่นนี้ พวกเขาก็ละอายใจที่จะพบหน้าอยู่บ้าง


พวกเขาใช้แปดรุมหนึ่ง แต่สุดท้ายยังพ่ายแพ้ แพ้เสียจนเงยหน้าไม่ขึ้นเช่นนี้


หลังจากพวกเขามองหน้ากัน ก็คารวะไปทางผู้ครองแคว้นทั้งหลายโดยพร้อมเพรียง องค์ชายโฉมงามคนนั้นถึงค่อยเอ่ยปากว่า “เป็นเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ พวกเรารวมตัวกันว่างๆ ไม่มีอะไรทำจึงอยากฝึกซ้อมฝีมือ แต่ไม่นึกว่าจะลงมือแรงไปหน่อย ถึงทำให้บาดเจ็บทั้งหน้าเช่นนี้ ทำให้เสด็จพ่อกับท่านผู้ครองแคว้นทั้งหลายเป็นกังวล พวกเราไม่ควรเลยจริงๆ”


ได้ยินคำพูดนี้ คนอื่นๆก็รีบร้อนเข้าไปกล่าว “ใช่พ่ะย่ะค่ะ พวกเราไม่ควรเลย ครั้งนี้แค่ฝึกซ้อมกัน ไม่นึกว่าไปๆมาๆ จะลงมือหนักเกิน พวกเราก็นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้”


ได้ยินเช่นนี้ ท่าทีทุกคนในท้องพระโรงต่างแปลกใจ การจะเป็นผู้ครองแคว้นได้แน่นอนว่าต้องเป็นผู้ปราดเปรื่อง วาทศิลป์ของพวกเขาหลอกคนอื่นได้ หากเหล่าผู้ครองแคว้นเชื่อสิถึงจะแปลก


แต่ผู้ที่จัดการพวกเขาทั้งหมดได้ ซ้ำยังทำให้พวกเขาช่วยกันปิดบังไม่กล้าพูดออกมา ภายในพระราชวังนี้มีคนเช่นนี้ด้วยหรือ?


พวกเขาคาดไม่ถึง แต่เฟิ่งเซียวตรงตำแหน่งผู้อาวุโสเห็น.องค์ชายพวกนั้นกลับกระแอมไอเบาๆ ยกน้ำชาขึ้นจิบ หลังจากปกปิดรอยยิ้มตรงริมฝีปากถึงจะเอ่ยปากว่า


“การฝึกซ้อมมีประโยชน์ต่อการพัฒนาพละกำลัง องค์ชายทั้งหลายก่อนหน้านี้ต่างอยู่กันคนละแคว้น ยากนักที่จะพบกัน มีโอกาสได้ฝึกซ้อมย่อมเป็นประโยชน์มากแน่นอน”


ทั้งแปดคนได้ยินคำพูดนี้ ต่างก้มหัวลงเล็กน้อยและขานรับอย่างไม่ชัดเจนนัก


เสด็จพ่อพวกเขาเห็นเช่นนี้ แม้ในใจมีความขุ่นเคือง กลับยากจะแสดงออกมา ขณะกำลังจะไล่พวกเขาถอยไปก็ได้ยินเสียงรายงานดังมาจากด้านนอก…


ตอนที่ 611: เฟิ่งจิ่วคนนั้น


เสียงขานว่าองค์หญิงเสด็จทำให้ทุกคนในท้องพระโรงต่างพากันมองไป องค์หญิงราชวงศ์เฟิ่งหวงถือเป็นบุคคลในตำนาน ตอนแรกโดนสวมรอย ถูกทำร้ายจนเสียโฉมยังกลับมาอีกครั้งเพื่อทวงตัวตนคืนและรับช่วงต่อป้ายประจำตระกูลเฟิ่ง จากนั้นค่อยถอนหมั้นกับมู่หรงอี้เซวียน ยามที่จวนตระกูลเฟิ่งเกิดวิกฤติ นางยังประคับประคองจวนเพียงลำพัง ทำให้กลุ่มอำนาจแต่ละฝ่ายไม่มีใครกล้ามาโจมตี


ยามไปถูกตาต้องใจรัชทายาทแคว้นเหินเวหากลับยังกล้าปฏิเสธไปตรงๆ คนมาบังคับแต่งงานถึงหน้าประตูจวน นางแค่ลงมือก็ทำให้เหล่าทหารแคว้นเหินเวหาพ่ายแพ้ยับเยิน คร่าชีวิตนายพลได้เพียงชั่วอึดใจ และกล้าปล่อยให้เลือดผู้มาระรานสาดหน้าประตูจวน!


จากนั้นปลดมู่หรงป๋อผู้ครองแคว้นคนก่อนลง ผลักดันบิดาขึ้นรับตำแหน่ง เปลี่ยนชื่อแคว้นเป็นราชวงศ์เฟิ่งหวง ไปส่งสินสอดให้ปู่นางถึงตระกูลหลินแคว้นรุ่งเรืองระดับสาม แต่ละอย่างล้วนเทียบไม่ได้กับผู้หญิงทั่วไป


สำหรับองค์หญิงแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวง พวกเขาต่างสงสัยอยู่ลึกๆในใจ แทนที่จะบอกว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นการมาร่วมงานแต่งครั้งใหญ่ของจักรพรรดิหลวงแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวง ไม่สู้บอกว่ามาพบหน้าองค์หญิงราชวงศ์เฟิ่งหวงยังดีกว่า


จะพาลูกชายที่พวกเขาคิดว่าโดดเด่นที่สุดมามีเพียงเจตนาเดียว คืออยากจะเห็นองค์หญิงราชวงศ์เฟิ่งหวงเสียหน่อย หลังจากรู้ภูมิหลังค่อยดูว่าจะคุยเรื่องแต่งงานสานสัมพันธ์ได้หรือไม่


ตอนนี้ราชวงศ์เฟิ่งหวงก่อตั้งขึ้น หากองค์หญิงคนนี้เก่งกาจจริงตามคำเล่าลือ พวกเขาก็หวังว่าจะสามารถจองตัวสาวน้อยผู้โดดเด่นคนนี้ไว้ให้โอรสของพวกเขาได้ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่พวกเขาไม่กังวล เรื่องของคนหนุ่มสาวให้พวกเขาจัดการกันเอง ยังคงต้องลองแม้โอกาสจะเลือนราง แต่หากสำเร็จได้จริงเล่า?


แตกต่างจากเสด็จพ่อพวกเขา องค์ชายพวกนั้นที่โดนเฟิ่งจิ่วจัดการ หลังจากได้ยินว่าองค์หญิงเสด็จก็ไปยืนข้างๆตามสัญชาตญาณ คิดว่าตนเองยืนอยู่ยังค่อนข้างสะดุดตา ดังนั้นจึงพากันมานั่งลงด้านหลังเสด็จพ่อพวกตน


องค์ชายคนอื่นหลังจากสังเกตเห็นท่าทางแปลกๆของพวกเขาก็แปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนความคิดและมองไปตรงประตู


เห็นแต่สาวน้อยชุดขาวเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าเนิบนาบ ข้างกายนางไม่มีคนติดตาม เดินเข้ามาด้วยฝีเท้าเบาหวิวอย่างไม่หยิ่งผยองไม่ถ่อมตัวและใจเย็น แวบแรกที่เห็นสาวน้อยคนนั้น องค์ชายวัยหนุ่มหลายคนรู้สึกเพียงว่าเบื้องหน้าสว่างไสว


ความงามที่น่าตะลึงเช่นนั้นนับเป็นเรื่องหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่สง่างามไร้คนเทียบเคียงบนร่างนาง กระโปรงขาวพลิ้วไหว เส้นผมสีหมึกสยายอยู่ด้านหลัง วางท่าสง่างามสบายๆ และงดงามไร้ที่ติ


พวกเขาเพียงเห็นว่าใบหน้างามเลิศนั้นดูเย็นชา ริมฝีปากมีรอยยิ้มบางๆ ความลึกลับในดวงตาสดใสยิ่งยกระดับความงามของนางไปอีกขั้น


นั่นไม่ใช่ความงามที่อ่อนโยนนุ่มนวลเฉกเช่นหญิงทั่วไป ไม่ใช่ความงามที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง และยิ่งไม่ใช่ความงามที่ร้อนแรงทรงเสน่ห์


กลางหว่างคิ้วนางมีรัศมีแพรวพราวราวแสงอาทิตย์แผ่กระจาย สีหน้าเจือความเฉื่อยชาไว้รางๆ กิริยาท่าทางมีความใจเย็นและมั่นใจสะท้อนออกมา นั่นเป็นความซุกซนรักอิสระจากในเนื้อแท้ แม้มีท่าทางเกียจคร้านของผู้หญิง ก็ยังมีความสบายๆขี้เล่นที่ไม่ด้อยไปกว่าผู้ชาย ช่างทำให้คนเห็นแล้วตกตะลึง เนิ่นนานก็ไม่อาจลืมเลือน…


เฟิ่งจิ่วเดินเข้าท้องพระโรงด้วยฝีเท้าเนิบช้า สายตาเหลือบมองผ่านทุกคนในท้องพระโรงไปตามใจ เมื่อเห็นคนพวกนั้นที่นั่งก้มหัวเล็กน้อยและปิดหน้าปิดตาอยู่ด้านหลังเสด็จพ่อพวกตน ในดวงตาก็ฉายแววยิ้มเยาะ


คนพวกนี้ ไม่นึกเลยว่าจะมาถึงที่นี่ น่าสนใจจริงๆ


เมื่อมาถึงด้านในท้องพระโรง เธอคารวะไปทางบิดาตรงตำแหน่งผู้อาวุโสก่อน จากนั้นถึงจะคารวะไปทางผู้ครองแคว้นแต่ละท่านที่นั่งอยู่ เอ่ยยิ้มๆด้วยท่าทางไม่เร่งรีบว่า “ได้ยินตั้งนานแล้วว่าท่านผู้ครองแคว้นทั้งหลายมาเยือน ที่ผ่านมายังไม่เคยมาคารวะ หวังว่าท่านผู้ครองแคว้นทั้งหลายจะไม่ถือสาที่เสียมารยาท”


ตอนที่ 612: ขอองค์หญิงโปรดชี้แนะให้มาก


สายตาผู้ครองแคว้นทุกคนพินิจมองบนร่างนางสักพัก รอยยิ้มบนหน้ายิ่งลึกล้ำขึ้น แม้แต่น้ำเสียงยังผ่อนคลายลงบางส่วน ไม่น่าเกรงขามแข็งกร้าวเช่นที่สั่งสอนโอรสพวกตนก่อนหน้านี้


“เหอะๆ ได้ยินมานานว่าองค์หญิงลักษณะท่าทางโดดเด่น วันนี้ได้เห็นถึงจะรู้ว่าข่าวลือยังเล่าไม่ถึงหนึ่งในสิบด้วยซ้ำ!”


“ถูกต้อง อายุสิบหกก็บรรลุถึงระดับบรรพชนนักรบ พรสวรรค์เช่นนี้หายากจริงๆ”


“เทียบกับองค์หญิงแล้ว องค์ชายพวกเรานี้ไม่อยู่ในสายตาเท่าไรเลยจริงๆ”


ผู้ครองแคว้นทุกท่านกล่าวยิ้มๆ ในเวลานี้ที่เห็นเฟิ่งจิ่ว พวกเขาตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าอย่างไรจะต้องสานสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์เฟิ่งหวง มีสาวน้อยมากพรสวรรค์ที่โดดเด่นเช่นนี้อยู่ อีกทั้งตัวเฟิ่งเซียวเอง ผู้เฒ่าเฟิ่ง และคนตระกูลหลินจากแคว้นรุ่งเรืองระดับสาม แล้วจะมีความสัมพันธ์ไม่ดีกับราชวงศ์เฟิ่งหวงได้อย่างไร?


เมื่อเสด็จพ่อพวกเขากล่าวว่าเฟิ่งจิ่วมีวรยุทธ์ระดับบรรพชนนักรบ องค์ชายแปดคนนั้นที่ก้มหน้าไม่กล้าให้เฟิ่งจิ่วเห็นมาตลอดก็เงยหน้าขึ้นทันที แววตาโกรธเกรี้ยวจ้องเขม็งไปทางสาวน้อยผู้งดงามผ่าเผยอย่างตกตะลึง ในใจขุ่นเคืองไม่สิ้นสุด


นึกไม่ถึงว่านางจะเป็นบรรพชนนักรบ! นางเป็นบรรพชนนักรบได้อย่างไรกัน?


บรรพชนนักรบคนหนึ่งฝึกซ้อมวิชากับคนที่อยู่แค่ระดับยอดปรมาจารย์นักรบเช่นพวกเขาอย่างไม่เกรงใจ? จะหน้าด้านไร้ยางอายเกินไปแล้ว!


พวกเขาแต่ละคนถลึงตามองสาวน้อยที่ยิ้มแย้มพูดคุยกับเสด็จพ่อพวกเขาด้วยความโกรธเคือง นางในยามนี้ท่าทางงามสง่าไม่ธรรมดา ไหนเลยจะมีท่าทีบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเช่นยามที่ล่อลวงพวกเขาตกหลุมพรางแม้สักนิด?


แค่กระต่ายขาวน้อยที่ภายนอกไร้พิษสง แท้จริงกลับเป็นนางจิ้งจอกหน้ากากหยกแสนเจ้าเล่ห์!


ขณะที่พวกเขากำลังถลึงมองนางอย่างเดือดดาล ก็ได้ยินน้ำเสียงของเสด็จพ่อพวกเขาที่เจือยิ้มเยาะดังขึ้น พวกเขาตกใจจนรีบร้อนเก็บความโกรธบนใบหน้าไป นั่งเป็นระเบียบเรียบร้อย และหลุบตาเล็กน้อยพร้อมฟังความ


“ลูกข้า ยากนักที่จะมาถึงราชวงศ์เฟิ่งหวง องค์หญิงที่โดดเด่นเช่นนี้ พวกเจ้าต้องคว้าโอกาสครั้งนี้ไว้ และขอองค์หญิงชี้แนะพวกเจ้าให้มากๆหน่อย”


ได้ยินคำพูดนี้ เหล่าองค์ชายแปดคนนั้นที่หลุบตาลงแต่ละคนแอบกัดฟันกรอดอย่างขุ่นเคือง พวกเขาโดนชี้แนะไปตั้งแต่แรกแล้ว หน้าบวมช้ำเช่นนี้ต้องขอบคุณนางไม่ใช่หรือ?


ทว่าพวกเขากลับไม่กล้าไม่เชื่อฟัง จึงจำใจขานรับว่า “พ่ะย่ะค่ะ พวกเราจะจำคำแนะนำเสด็จพ่อไว้ และจะให้องค์หญิงคอยชี้แนะแน่นอน”


เฟิ่งจิ่วฟังแล้วกลับยิ้ม บอกว่า “ข้าไม่กล้าชี้แนะ หากองค์ชายทั้งหลายไม่ยอมแพ้ ข้าก็เต็มใจอย่างยิ่งที่จะฝึกซ้อมกับพวกท่านให้มากๆเพ.คะ”


ครั้นเอ่ยถึงคำว่าฝึกซ้อม แววตาเธอที่ยิ้มแย้มก็หยุดลงบนร่างคนพวกนั้น นัยน์ตายังมีรอยยิ้มซึ่งมีเพียงพวกเขาที่เข้าใจ


“ฮ่าๆๆ ดีๆๆ องค์หญิงเอ่ยเช่นนี้พวกเราก็วางใจ” ผู้ครองแคว้นทุกท่านหัวเราะเสียงดัง สำหรับพวกเขา การฝึกซ้อมกับเฟิ่งจิ่ว หนึ่งคือได้รับการชี้แนะจากนาง สองคือได้กระชับความสัมพันธ์ มีแต่ประโยชน์ไม่มีผลเสีย


หลังจากได้ยินคำพูดนาง มีเพียงองค์ชายแปดคนนั้นที่จับใบหน้าตนเองโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าบาดแผลบนหน้าเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง…


ผ่านไปอีกสักพัก หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไป ภายในท้องพระโรงก็เหลือแค่พ่อลูกสองคน เฟิ่งเซียวยิ้มมองนาง เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “คนพวกนั้นขัดใจอะไรเจ้าหรือ? โดนเจ้าซ้อมไปทั้งหน้า จะให้คนไม่สังเกตเห็นพวกเขายังยากเลยจริงๆ!”


เฟิ่งจิ่วยิ้มแย้ม มานั่งลงข้างกายพร้อมเกาะแขนเขา “ตอนข้าเข้าวังพวกเขามาขวางข้าไว้ จะให้ข้าไปดื่มเหล้าชมดอกไม้กับพวกเขา ข้าบอกว่าดื่มเหล้าชมดอกไม้ไม่สนุก พาพวกเขาไปเล่นกันยังสนุกกว่า”


“เช่นนั้นทำไมพวกเขาถึงไม่กล้าแม้แต่จะฟ้องเล่า? เจ้าทำอะไรอีก?” ใครจะรู้จักลูกสาวได้ดีเท่าพ่อ แค่นางเอ่ยออกมา เฟิ่งเซียวก็รู้แล้วว่าคงไม่ธรรมดาเช่นนั้นแน่


ตอนที่ 613: งานแต่งครั้งใหญ่


ดังนั้นเฟิ่งจิ่วจึงเล่าว่าทำอย่างไรให้พวกเขาลงนามในหนังสือรับประกัน ทำให้บิดาส่งเสียงหัวเราะลั่น…


สองวันต่อมา เฟิ่งจิ่วพักอยู่ในพระราชวัง ช่วยรับรองผู้ครองแต่ละแคว้น ส่วนเรื่องงานแต่งพวกเขาก็เชิญผู้เฒ่าเกิ่งกับพวกคนเก่าคนแก่ในวังไปจัดการ ความวุ่นวายผ่านไป สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจคือในที่สุดกวนสีหลิ่นก็รีบกลับมาเมืองอวิ๋นเยวี่ยหนึ่งวันก่อนงานแต่งท่านผู้เฒ่า


วันที่สิบสามเดือนสิบสอง เช้าตรู่วันงานแต่ง เสียงประทัดมงคลสามครั้งดังขึ้นตรงหน้าประตูพระราชวัง


ผู้ฝึกตนสิบสองคนขี่กระบี่ออกมาจากพระราชวัง บนกระบี่บินของผู้ขี่กระบี่ทุกคนต่างมีนางกำนัลสาวแรกแย้มถือตะกร้าดอกไม้ยืนอยู่ สวมชุดกระโปรงสีชมพูเหมือนๆกัน คิ้วงามงอนปัดไว้อ่อนๆ แต่ละคน.งดงามอ่อนช้อยและมีเสน่ห์อย่างยิ่ง


เหล่าผู้ฝึกตนต้องพาพวกนางบินไปเหนือท้องฟ้าเมืองอวิ๋นเยวี่ย แล้วโปรยลูกกวาดมงคลที่เตรียมไว้ลงมา เสียงประทัดมงคลดังอึกทึกกระจายตามออกไปกลางอากาศ หลังจากเบ่งบานราวกับดอกไม้ไฟสว่างไสวก็ร่วงลงสู่เบื้องล่าง


ทันใดนั้น แค่เงยหน้ามองไปก็จะเห็นว่าทั่วท้องฟ้าเมืองอวิ๋นเยวี่ยทุกหนแห่งมีประทัดมงคลที่เหมือนดอกไม้ไฟเบ่งบานอยู่ นางกำนัลแต่ละคนโปรยลูกกวาดลงมาจากท้องฟ้า ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั้งเมืองสนุกสนานรื่นเริง…


ผู้เฒ่าเฟิ่งที่สวมชุดคลุมสีแดงมงคลนั่งบนหลังเหล่าไป๋ นอกจากผ้าจีบดอกไม้แดงดอกใหญ่ที่ผูกไว้ข้างตัวเหล่าไป๋ บนร่างเขายังมีผ้าจีบดอกไม้แดงอีกดอกผูกคาดไว้ วันนี้เขาดีมีชีวิตชีวา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความปีติ


ด้านหลังเขามีเกี้ยวใหญ่เท่าแปดคนแบก ด้านหน้าและด้านหลังเกี้ยวเจ้าสาวมีนางกำนัลถือตะกร้าดอกไม้แปดคนคอยติดตาม เดินไปพลางโปรยกลีบดอกไม้สด เสียงเป่าแตรตีกลองต่างรื่นเริงยินดี ทำให้ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในเมืองพากันมุงดู และตามขบวนแห่ไปรับตัวเจ้าสาว


ขณะผู้เฒ่ามุ่งหน้าไปรับตัวเจ้าสาว ภายในพระราชวัง เฟิ่งเซียวกับเฟิ่งจิ่วสองคนยืนบนหลังวังมองอยู่ไกลๆ เห็นขบวนรับตัวเจ้าสาวเคลื่อนไปอย่างเอิกเกริก เฟิ่งเซียวเอ่ยยิ้มๆอย่างทอดถอนใจโดยพลัน “เห็นผู้เฒ่าแต่งงาน ข้ากลับรู้สึกเหมือนมองลูกชายแต่งภรรยา”


“หึ!”


ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ในดวงตามีรอยยิ้มที่ไม่อาจทนเก็บไว้ กล่าวอย่างหยอกล้อว่า “ที่แท้ไม่ใช่ข้าคนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าท่านพ่อก็ด้วย!”


“ฮ่าๆๆ คำพูดเช่นนี้เราสองพ่อลูกคุยกันที่นี่ก็พอ จะให้ผู้เฒ่าได้ยินไม่ได้ มิเช่นนั้นต้องตำหนิพวกเราแน่”


เฟิ่งเซียวหัวเราะลั่น มีความรู้สึกเช่นนั้นได้ จริงๆก็เพราะครอบครัวพวกเขาไม่ได้จัดงานมงคลมานานมากแล้ว โดยเฉพาะเมื่องานมงคลนี้ไม่ได้จัดให้ลูกสาวแต่เป็นพ่อของเขา จึงรู้สึกแปลกๆเป็นธรรมดา


ยามสองพ่อลูกมองขบวนรับตัวเจ้าสาวจากมุมสูงพลางพูดคุยกัน ทางตระกูลหลินก็ทั้งตื่นเต้นและคึกคัก…


“เกี้ยวเจ้าสาวใกล้มาถึงแล้ว ซู่ซีเตรียมตัวเป็นอย่างไรบ้าง?” หลินป๋อเหิงสาวก้าวเดินเข้ามา เห็นในห้องยุ่งวุ่นวาย บางคนถือนั่นบางคนถือนี่


“ใกล้แล้วใกล้แล้ว ผ้าคลุมหน้าล่ะ? ผ้าคลุมหน้าอยู่ไหน? รีบคลุมให้เจ้าสาวเร็ว” เพื่อนเจ้าสาวรีบขานเรียก ทุกคนที่ช่วยงานในห้องจึงตามหาผ้าคลุมหน้ากันอย่างร้อนรน


ตอนที่ 614: เป็นคนตระกูลเฟิ่งตั้งแต่นี้ไป


ท่ามกลางความกระวนกระวาย ด้านนอกมีเสียงบอกว่าเกี้ยวเจ้าสาวมาถึงหน้าประตูแล้วดังขึ้น ดังนั้นหลินป๋อเหิงจึงมายังข้างกายซู่ซี “ซู่ซี ซานหยวนมารับเจ้าแล้ว พี่ใหญ่จะส่งเจ้าขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว”


“ต้องรบกวนพี่ใหญ่แล้ว” ใต้ผ้าคลุมหน้า ซู่ซีผู้งดงามราวบุปผาเอ่ยเสียงเบา


หลินป๋อเหิงโน้มตัวลงแบกนางขึ้นหลัง ก่อนจะส่งนางออกไปขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวด้วยตนเอง…


ในระหว่างพิธีการมากมาย หลังจากขบวนแห่รับตัวเจ้าสาวแล้วก็มุ่งไปพระราชวังอย่างยิ่งใหญ่ เหล่าคนตระกูลหลินยังร่วมทางไปส่งตัวเจ้าสาวและเข้าวังพร้อมๆกัน


ชาวบ้านในเมืองตามไปตลอดทาง จนมาถึงประตูวัง ก็เห็นจักรพรรดิหลวงพลิกตัวลงจากม้า ถีบเปิดประตูเกี้ยวและจูงมือเจ้าสาวเข้าวังไปด้วยตัวเอง จนกระทั่งไม่เห็นร่างเจ้าบ่าวเจ้าสาวคู่นั้นแล้ว ทุกคนถึงจะจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์


เพราะขบวนรับตัวเจ้าสาวต้องเดินวนรอบเมือง ผ่านไปสักพักเวลาก็สายแล้ว แต่พวกเขายังมารับตัวเจ้าสาวถึงที่พักตระกูลหลินได้ตามเวลาฤกษ์ที่คำนวณไว้ จากนั้นค่อยกลับวัง เป็นเช่นนี้มาเวลาก็ผ่านพ้นเที่ยงวันแล้ว จนกระทั่งคู่บ่าวสาวเข้าวัง หลังจากคารวะบรรพบุรุษตระกูลเฟิ่งถึงจะส่งตัวเข้าห้องหอ และงานเลี้ยงด้านนอกก็เริ่มขึ้น


อาจเพราะโดนเฟิ่งจิ่วซ้อมไปหรือผู้ครองแคว้นต่างๆ มีคำสั่งไว้ ในงานแต่ง คนจากแต่ละแคว้นจึงอยู่ในความสงบไม่มีเรื่องทะเลาะวิวาทและไม่สร้างปัญหา ทำให้เฟิ่งเซียวแอบโล่งใจ


ภายในงานเลี้ยง เฟิ่งเซียวรับผิดชอบดูแลผู้ครองแต่ละแคว้นรวมถึงองค์ชายทั้งหลาย ผู้เฒ่าเกิ่งกับกวนสีหลิ่นมีหน้าที่ต้อนรับพวกผู้นำจากแต่ละตระกูล ส่วนเฟิ่งจิ่วคอยรับรองคนตระกูลหลิน จึงเห็นลูกหลานคนหนุ่มในตระกูลหลินด้วย


ระหว่างงานเลี้ยง ผู้เฒ่าออกมาต้อนรับแขกและดื่มเหล้าแสดงความเคารพทีละโต๊ะ วันนี้ทั้งวันใบหน้าเขาล้วนมีรอยยิ้มที่ไม่อาจเก็บซ่อนไว้ รอยยิ้มที่เอ่อล้นจากก้นบึ้งหัวใจนั้นทำให้ทุกคนเห็นแล้วยินดีแทนเขา


ถึงอย่างไรก็เป็นจักรพรรดิหลวง ห้องหอเขาไม่มีใครกล้ารบกวน ด้วยเหตุนี้หลังจากดื่มเหล้าแสดงความเคารพผู้เฒ่าจึงออกไปก่อน ส่วนทุกคนก็ดื่มกันเต็มที่มาตลอดจนดึกดื่นถึงจะแยกย้ายกันไป…


คืนนี้หลังจากเฟิ่งเซียวกับเฟิ่งจิ่วที่เป็นเจ้าภาพงานส่งแขกไปหมดแล้ว สองพ่อลูกก็มองหน้ายิ้มให้กัน


เฟิ่งจิ่วมองไปยังตำหนักท่านปู่ แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “ท่านพ่อ พวกเขาไปกันหมดแล้ว ท่านว่าเราสองพ่อลูกไปก่อกวนห้องหอท่านปู่เสียหน่อยดีหรือไม่?”


เฟิ่งเซียวได้ยินเช่นนี้ก็ผงะเล็กน้อย จากนั้นจึงหลุดยิ้ม “กลับไปพักผ่อนไป เจ้าอย่าสร้างปัญหาเลย จะได้ไม่ทำให้พวกท่านปู่เจ้าตกใจ”


พูดจบเขาก็หาว กล่าวว่า “วันนี้ยุ่งมาทั้งวัน ข้าจะกลับไปพักผ่อนก่อน เจ้าก็รีบๆกลับไปเถอะ!” กล่าวจบก็เดินออกไปโดยไม่รอให้นางพูดอะไร ฝีเท้านั้นเร็วเล็กน้อย เหมือนกลัวว่าหากนางพูดอะไรออกมาอีกจะทำให้เขาตอบกลับคำพูดไม่ได้


ตอนมองแผ่นหลังท่านพ่อที่หนีไป เธอกลอกตาพลางลูบๆคาง พูดกับตนเองว่า “จะตกใจหรือ? เฮ้อ ช่างเถอะ! คืนนี้เป็นคืนแต่งงานของท่านปู่ อย่าไปก่อเรื่องจะดีกว่า”


เธอหัวเราะเบาๆ จากนั้นถึงจะหมุนตัวกลับตำหนักไป…


วันต่อมาเวลาประมาณยามเฉิน เฟิ่งเซียวกับเฟิ่งจิ่วสองพ่อลูกมายังตำหนักกลาง ดื่มชาคารวะผู้เฒ่ากับซู่ซี


ชาถ้วยนี้คือการยอมรับว่านางจะเป็นคนตระกูลพวกเขานับแต่นี้ไป และยังเป็นการคารวะผู้อาวุโส


“ท่านพ่อ ท่านแม่ เชิญดื่มชาขอรับ” เฟิ่งเซียวยกน้ำชาให้ทั้งสองด้วยความเคารพ ในใจมีความอึดอัดเล็กน้อยยามที่เรียกออกไปว่าท่านแม่ ถึงอย่างไรคนที่เขาเรียกว่าท่านแม่ก็หน้าตาอย่างกับลูกสาวเขา ความลำบากใจนี้แค่คิดดูก็รู้แล้ว


แต่เขาไม่รังเกียจที่จะยอมรับนาง แม่ผู้ให้กำเนิดเขาเรียกว่าท่านแม่ ส่วนคำเรียกท่านแม่เช่นนี้ก็เป็นการให้เกียรตินาง


ตอนที่ 615: เร็วเกินไปที่จะดีใจ


ผู้เฒ่ากับซู่ซีมองหน้ากัน ใบหน้าทั้งสองต่างมีรอยยิ้ม หลังดื่มชาจากเฟิ่งเซียว ซู่ซีก็มอบของขวัญให้เขา


จากนั้นเฟิ่งจิ่วยกน้ำชาให้ทั้งสอง และรับของขวัญที่ซู่ซีเตรียมไว้ให้เธอเช่นกัน


พวกเขาคุยกันในตำหนักสักพัก เฟิ่งเซียวก็ออกไปก่อน เพราะวันนี้พวกผู้ครองแต่ละแคว้นจะกลับไปแล้ว เขาจึงต้องจัดการไปส่ง


ส่วนเฟิ่งจิ่วหลังจากอยู่คุยกันพักหนึ่งก็ตามออกไปบ้าง เพราะงานแต่งท่านปู่ผ่านไปแล้ว เธอคิดจะไปเก็บตัวฝึกบำเพ็ญที่เวิ้งสวนท้อ เพื่อรอถึงวันที่สำนักศึกษาหกดาราจะรับสมัครนักเรียน


“วันนี้พวกพี่ใหญ่จะกลับไปแล้ว พวกเราก็ไปส่งพวกเขาสักหน่อยเถอะ!” ซู่ซีเอ่ยพลางมองคนข้างกาย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เฝ้ารอมาหลายปี ในที่สุดก็เห็นผล ใจจึงเต็มไปด้วยความยินดีเป็นธรรมดา


“ได้สิ” ผู้เฒ่าเฟิ่งขานรับ แล้วออกไปส่งเป็นเพื่อนนาง


ก่อนหน้างานแต่งของทั้งสอง สมาชิกแต่ละฝ่ายต่างมากันจนครึกครื้น หลังงานแต่งต่างคนต่างกลับไป แม้แต่กวนสีหลิ่นยังตามกองทหารรับจ้างตลาดมืดออกไปฝึกวิชาอีกครั้ง…


เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปสามเดือนแล้ว


ภายในเวิ้งสวนท้อ ชายชราที่กวาดพื้นได้ยินเสียงเตาระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง จึงเงยหน้ามองไปทางห้องปรุงยาเซียนทันที นี่เป็นครั้งที่สี่สิบสองของเดือนนี้แล้วที่เตาระเบิด ช่วงนี้คนทางตลาดมืดก็ขยันมากันบ่อย ต่างวุ่นอยู่กับการส่งเตากลั่นยาเซียนมาให้นาง


“แค่กๆ”


เฟิ่งจิ่วตัวดำสนิท แม้แต่เส้นผมยังโดนเปลวไฟที่ลุกขึ้นมาจากเตากลั่นที่ระเบิดเสียหายเผาไหม้ ม้วนขึ้นมาเล็กน้อยและส่งกลิ่นเหม็นไหม้ หน้ากระดำกระด่างราวกับหมาป่าที่ขนยุ่งอย่างยิ่ง


เธอปิดปากปิดจมูกวิ่งออกจากห้องยามาสูดหายใจเข้าลึกๆยังลานบ้าน คิ้วขมวดกันแน่นขณะพูดกับตนเองว่า “ไม่ถูกต้องเลย! ชัดเจนว่าเราควบคุมไฟได้ดีมากแท้ๆ ทำไมยังระเบิดอีกล่ะ? ผิดพลาดตรงไหนกัน?”


“หรือว่าปริมาณหญ้าร้อยแห้งจะมากไป?” พอนึกได้เธอก็วิ่งเข้าห้องยาไปอีกครั้ง หยิบเตากลั่นใบใหม่ออกมาจากห้วงมิติ แล้วเริ่มทดลองใหม่อีกเตา


ทว่าผ่านไปสองชั่วยาม เสียงระเบิดก็ดังสนั่นขึ้นอีก รอบนี้เตากลั่นไม่เสียหาย แต่ภายในเตาพลันมีกระแสลมพุ่งออกมา ยาทิพย์ในเตากลั่นเสียไปทั้งหมด และเป็นอีกครั้งที่ล้มเหลว


“ครั้งนี้เตาไม่ระเบิด ปริมาณหญ้าร้อยแห้งไม่ได้มากเกิน เช่นนั้นก็เหลือแค่คุณสมบัติยาขัดกัน…”


เธอนั่งขัดสมาธิหน้าเตากลั่น เนื้อตัวมอมแมม ขมวดคิ้วครุ่นคิดทั้งในดวงตาเต็มไปด้วยความบากบั่น สามเดือนมานี้นอกจากปรุงยาให้ตลาดมืดไปประมูลขายเธอก็ศึกษาด้านยาเซียน


แต่นึกไม่ถึงเลย ยาทิพย์ที่ดึงดูดสายฟ้าเธอยังปรุงออกมาได้ แต่ยาเพิ่มอายุขัยขั้นสามกลับทำอย่างไรก็ปรุงไม่สำเร็จ ทำให้เธออดสงสัยไม่ได้ ยาอายุวัฒนะที่ปรุงออกมาครั้งนั้นแค่โชคดีจริงๆหรือ?


“ข้าไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ!” ดวงตาเธอเผยความแน่วแน่ ก่อนจะดำเนินการทดลองอีกครั้ง


ใต้ต้นดอกท้อในลานบ้าน ชายชรานั่งอยู่เงียบๆ มองที่ตั้งห้องปรุงยานั้น เมื่อผ่านไปสองชั่วยามยังไม่ได้ยินเสียงเตาระเบิดดังออกมาจากเรือนนั้นอีกเขาก็ค่อยๆหลับตาลง และนั่งไปอย่างเงียบเชียบราวกับนักบวชเฒ่านั่งสมาธิ


กระทั่งผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะร่าของสาวน้อยคนนั้นลอยมาจากในเรือน เขาถึงจะลืมตา ลุกขึ้นหันตัวจากไปอย่างช้าๆ


ภายในห้องยา เฟิ่งจิ่วกำลังหัวเราะลั่นด้วยความยินดีที่ความล้มเหลวหลายสิบครั้ง ในที่สุดก็ปรุงยาเพิ่มอายุขัยสำเร็จ!


ตอนนี้เธอใช้คาถายาเซียนกะเทาะออก ช่วงเวลานั้นที่ยาอายุวัฒนะในเตาลอยออกมาก็ยื่นมือไปรับไว้ แต่เมื่อเห็นยาอายุวัฒนะสองเม็ดนั้นปรากฏบนฝ่ามือ รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งทื่อไป


ตอนที่ 616: ยาเพิ่มอายุขัยปรุงสำเร็จ


ยาอายุวัฒนะขนาดเท่าลูกลำไยสองเม็ดบนฝ่ามือ เม็ดหนึ่งสีแดงเข้ม อีกเม็ดสีดำ บนยาอายุวัฒนะสองเม็ดนี้ไม่มีแม้แต่ลวดลายยา กลับยังแผ่กลิ่นหอมอบอวล ไม่ใช่ยาที่ใช้การไม่ได้แต่ก็ไม่ใช่ยาพิษ เฟิ่งจิ่วกลับไม่รู้เลยเพราะไม่เหมือนกับสีที่ระบุไว้ในตำรายา


“เตากลั่นไม่ระเบิด ยาทิพย์ไม่ผิดพลาด ซ้ำกลิ่นหอมยายังลอยออกมา ทำไมถึงกลายเป็นยาประหลาดสองเม็ด? ยาอายุวัฒนะเช่นนี้ไม่ใช่ยาเพิ่มอายุขัยแน่นอน แต่ที่ใช้ก็เป็นยาทิพย์จำเป็นสำหรับยาเพิ่มอายุขัยนี่นา!”


เธอยังสับสน ชัดเจนว่าปรุงตามตำรายา ขั้นตอนไม่มีผิดพลาดและไม่ได้ใส่ยาผิด แต่ทำไมสิ่งที่ปรุงออกมากลับเป็นยาประหลาดสองเม็ดที่แม้แต่เธอก็ไม่รู้ว่าคืออะไร?


เธอถือยาประหลาดสองเม็ดนั้นมาข้างๆ แล้วหยิบตำรายาที่รวบรวมข้อมูลมากมายจากห้วงมิติมาดูเทียบกันโดยละเอียด แต่กลับหาเบาะแสไม่พบเลยแม้แต่น้อย สุดท้ายเธอจึงใช้เข็มเงินลองตรวจว่ายาสองเม็ดนี้มีพิษหรือไม่


หลังจากตรวจไปเข็มเงินยังคงเป็นสีเงินขาวเช่นเดิม เธอทำได้เพียงลงบันทึกขั้นตอนการปรุง วิธีการ รวมถึงปริมาณยาที่ใช้ของยาประหลาดสองเม็ดนี้ ก่อนจะเก็บยาประหลาดสองเม็ดนั้นไป แล้วค่อยทดลองต่อ


แม้ไม่ใช่ยาเพิ่มอายุขัย แต่ก็เป็นยาเซียนที่ปรุงสำเร็จไม่ใช่หรือ?


ดังนั้นเธอจึงกลั่นยาเซียนอีกครั้ง ลองเปลี่ยนตำรายา และเพิ่มยาทิพย์บางอย่างที่เธอคิดว่าใช้ได้ การทดลองครั้งนี้ยิ่งใช้เวลาผ่านไปอีกครึ่งเดือน


หลายวันที่ผ่านมานี้เธอลืมความตั้งใจแรกเริ่มที่จะปรุงยาเพิ่มอายุขัยไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้เพราะความล้มเหลวและการลองเปลี่ยนแต่ละครั้ง เพียงเพื่อบากบั่นกลั่นมันให้สำเร็จ ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับจนแทบจะเป็นบ้าไปแล้ว


สุดท้ายผ่านไปครึ่งเดือน เมื่อเห็นยาเซียนที่กลั่นสำเร็จ และเห็นยาเพิ่มอายุขัยสีน้ำตาลมีลวดลายยาไหลเวียนสองเม็ดนั้น เธอก็เผยรอยยิ้มเริงร่าที่ผ่อนคลายออกมาในที่สุด


“ในที่สุดก็สำเร็จ! ยาเพิ่มอายุขัยขึ้นสาม เป็นยาเพิ่มอายุขัยที่ผ่านการปรับปรุงมาแล้ว ยาเพิ่มอายุขัยขั้นสามเม็ดหนึ่งสามารถต่ออายุขัยได้สามปี ในที่สุดข้าก็ปรุงออกมาได้!”


ในดวงตาเปล่งประกายระรื่น เธอรีบจดบันทึกวิธีปรุงกลั่นลงไป หลังจากเก็บยาเพิ่มอายุขัยสองเม็ดนั้นขึ้นมาถึงจะสาวก้าวเดินออกจากห้องปรุงยา ขณะที่คิดจะกลับเรือนไปทำความสะอาดเสื้อผ้าที่ไม่ได้เปลี่ยนซักมาเนิ่นนาน ก็เห็นชายชราคนนั้นกวาดใบไม้อยู่ไม่ไกล แววตาสั่นไหวเล็กน้อย ฝีเท้าเลี้ยวเดินไปทางเขา


เมื่อมาถึงเบื้องหน้าเขา เธอหยิบขวดใบหนึ่งมาจากห้วงมิติ “นี่เป็นยาเพิ่มอายุขัยที่ข้าปรุงกลั่นออกมา ข้าให้ท่าน” ระหว่างพูดก็ยัดขวดใส่มือเขาก่อนจะเดินไป


แววตาชายชราที่หลุบลงสั่นไหวเล็กน้อย มองขวดใบนั้นในมือ แล้วเงยหน้าขึ้นช้าๆ มองตามร่างมอมแมมที่หันกายจากไป ริมฝีปากเม้มขึ้นมาเบาๆ เพียงยื่นอยู่เงียบๆตรงนั้น เทยาอายุวัฒนะในขวดออกมาพร้อมทั้งครุ่นคิดเสียเนิ่นนาน


เฟิ่งจิ่วกลับไปจัดการตนเองเสียใหม่ เพราะมาเก็บตัวฝึกบำเพ็ญที่นี่ แม้แต่เหลิ่งซวงยังไม่พามาด้วยกัน ด้วยเหตุนี้เรื่องพวกนี้จึงต้องลงมือทำด้วยตนเอง


หลังจากอาบน้ำ เมื่อเห็นเส้นผมสีหมึกที่ไหม้เกรียมซ้ำยังยาวออกมาในกระจก ก็ส่ายหน้าพลางส่งเสียงหัวเราะเบาๆอย่าง.อดไม่ได้ “ยาอายุวัฒนะสองเม็ดทำให้ตัวเองกลายเป็นเช่นนี้ ช่างน่าอายจริงๆ”


“ยาอายุวัฒนะเทียบไม่ได้กับยาทั่วไปดังที่คาดไว้ สรรพคุณยาโดดเด่นเกิดคาด เริ่มปรุงขึ้นมากลับไม่ง่ายดายเช่นนั้น!” เธอถอนใจเบาๆ หลังจากตัดแต่งเส้นผมก็ดื่มยาหนึ่งขวดแล้วขึ้นเตียงนอน


ครั้งนี้เธอหลับไปสองวันสองคืนเต็มๆ สุดท้ายด้วยความหิวโหยถึงจะลุกขึ้นมา


เมื่อเธอเดินออกจากเรือนมายังห้องครัวและเห็นว่าไม่มีอะไรกิน ก็เห็นชายชราคนนั้นกำลังนั่งกำลังกินอาหารอยู่ที่โต๊ะหินนอกห้องครัว


ตอนที่ 617: ทะยานฟ้าสู่แคว้นเหินเวหา


ชายชราเงยหน้าเหลือบมองนาง แล้วลุกขึ้นกลับไปในห้องครัว ไม่นานนักก็ยกข้าวต้มชามหนึ่งเดินออกมาและวางไว้ตรงข้ามเขา ขณะเดียวกันยังขยับเครื่องเคียงตรงหน้าตนเองเข้าไป ก่อนจะก้มหน้ากินต่อไปโดยไม่พูดอะไร


เฟิ่งจิ่วเห็นก็แปลกใจเล็กน้อย เดินเข้าไปนั่งลงและมองข้าวต้มตรงหน้าที่ดูเหมือนข้าวต้มกุ๊ยแต่กลับวางเม็ดบัวสีเขียวไว้ตรงกลาง ซ้ำยังส่งกลิ่นหอมบัว “ให้ข้าหรือ?”


ชายชราไม่ขานรับเฟิ่งจิ่วก็ไม่รอเขาตอบ ใช้ช้อนกินข้าวต้มไปสองคำ แล้วตักเม็ดบัวสีเขียวเม็ดนั้นขึ้นมาดู ถามว่า “เม็ดบัวนี้ยังไม่สุกเลยกระมัง? ทำไมถึงมีกลิ่นหอมบัวอบอวลเช่นนี้?”


ระหว่างพูดเธอกินเม็ดบัวสีเขียวเม็ดนั้นเข้าปาก เคี้ยวไปสักพักกลับขมวดคิ้ว “ไม่สุกอย่างที่คิดไว้ หนำซ้ำยังแข็งเกินกัดไม่เข้า”


เธอเคี้ยวไปในปากสักพักยังเคี้ยวไม่เข้าจริงๆ แต่กลิ่นหอมเม็ดบัวกลับตลบอบอวล ดังนั้นจึงเห็นนางคลายคิ้วพูดด้วยรอยยิ้ม “หอมจริงๆ เคี้ยวไม่เข้าก็กลืนไปเลยแล้วกัน! จะได้ไม่สิ้นเปลือง!”


ได้ยินเช่นนี้ ชายชราเงยหน้ามองไปเห็นนางกลืนเม็ดบังลงท้อง แววตาสั่นไหวเล็กน้อย แล้วกินข้าวต้มตรงหน้าต่อไปโดยไม่พูดไม่จา


เฟิ่งจิ่วตักๆไปในข้าวต้ม ถามว่า “ทำไมถึงมีเม็ดบัวแค่เม็ดเดียว?” แม้เม็ดบัวนั้นจะเคี้ยวไม่ได้ แต่ข้าวต้มชามนี้ก็วางไว้แค่เม็ดเดียว จะน้อยเกินไปหรือเปล่า? เธอยังอยากกินอีกสักสองสามเม็ด!


มือชายชราที่ตักข้าวต้มชะงักลง เอ่ยปากโดยไม่เงยหน้า “เม็ดเดียวก็มากพอแล้ว”


ระหว่างพูดเขาก็กินข้าวต้มเสร็จ เก็บข้าวของตรงหน้าตน แล้วหันตัวเดินเข้าห้องครัวไป ไม่นานนักก็เดินออกมา และจากไปทันทีโดยไม่บอกอะไรสักคำ


เฟิ่งจิ่วมือหนึ่งเท้าแก้มกะพริบตามองร่างชายชราที่ไกลออกไป เอ่ยถามเสียงเบาราวกับกระซิบว่า “นี่เพิ่งเดือนสามเอง มีเม็ดบัวแล้วหรือ? แต่กลิ่นเม็ดบัวนี้หอมจริงๆ ไม่รู้เลยว่าเป็นชนิดไหน?”


เธอกินข้าวต้มอีกสองสามคำ กลิ่นหอมเม็ดบัวที่เข้าปากกระจายอยู่ปลายลิ้น ช่างเป็นรสชาติที่ติดลิ้นยิ่งนัก


หลังจากเติมท้องจนอิ่ม เธอก็กลับเรือนไปฝึกบำเพ็ญ เรื่องที่กลืนเม็ดบัวเขียวซึ่งส่งกลิ่นหอมอบอวลเม็ดนั้นไปจึงถูกเธอลืมทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เพราะตามเวลาที่ผ่านไปก็ใกล้จะถึงวันรับสมัครนักเรียนของสำนักศึกษาหมอกดาราเข้าไปทุกที


วันนี้หลังจากเธอสั่งการเรื่องบางอย่างกับวิญญาณผู้ฝึกตนสองสามตนที่ฝึกบำเพ็ญในเวิ้งสวนท้อ ก็สั่งเสียกับชายชราคนกวาดพื้น ใจความสำคัญว่าเธอต้องออกไปฝึกบำเพ็ญที่สำนักศึกษาหกดาราแคว้นเหินเวหา จะไม่กลับมาในเวลาสั้นๆ จึงให้พวกเขาคอยดูแลที่นี่แล้วกลับไปพระราชวัง


หลังจากจัดการธุระเรียบร้อย เธอก็คุยกับครอบครัวในท้องพระโรงสักพัก และฟังคำกำชับตักเตือนจากพวกเขา


“เสี่ยวจิ่ว เจ้าออกไปครั้งนี้จะไม่พาใครไปด้วยหรือ? จะไปสำนักศึกษาหกดาราคนเดียวโดยที่ข้างกายไม่มีใครสักคนได้อย่างไร? เช่นนั้นก็เรียกเหลิ่งซวงกลับมาจากค่ายองครักษ์ และไปด้วยกันกับเจ้าเถอะ!”


“ไม่ต้องไม่ต้อง ข้าให้นางอยู่ฝึกบำเพ็ญที่ค่าย.องครักษ์ ข้าไปสำนักศึกษาคนเดียวก็ได้ ไปถึงที่นั่นคงมีของเตรียมไว้” เธอยิ้มพลางโบกๆมือ บอกว่า “หากมีเรื่องอะไรก็ส่งจดหมายมาให้ข้านะเจ้าคะ”


“สีหลิ่นส่งจดหมายมาบอกว่าเขาตามทหารรับจ้างไปข้างนอก ถึงเวลาจะไปสำนักศึกษาหมอกดาราทันทีโดยไม่กลับมา เช่นนั้นการเดินทางครั้งนี้เจ้าก็ต้องไปคนเดียวสิ?” ผู้เฒ่ามองนางอย่างไม่วางใจเท่าไหร่


แม้บอกว่ากำลังนางโดดเด่น แต่คนในสำนักศึกษาหมอกดาราล้วนเป็นลูกหลานชนชั้นสูงที่มาจากแต่ละแคว้น พรสวรรค์ของทุกคนต่างอัศจรรย์ แล้วนางจะไปคนเดียวโดยไม่มีคนดูแลได้เช่นไร?


เฟิ่งจิ่วยิ้มน้อยๆ พร้อมลุกขึ้นมายังทางเข้าท้องพระโรง เงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าห่างไกล เอ่ยเสียงเบาว่า “ทำไมจะไม่ได้เจ้าคะ? นี่เป็นเพียงก้าวแรกที่ข้าจะเดินออกไปเท่านั้น”


ตอนที่ 618: เมืองซิงอวิ๋น


สามวันต่อมา บนเส้นทางกลางภูเขานอกเมืองแห่งหนึ่งในแคว้นเหินเวหา เฟิ่งจิ่วที่สวมชุดคลุมสีแดงงดงามไม่ธรรมดานั่งขี่บนหลังเหล่าไป๋ ชัดเจนว่าเป็นหนุ่มน้อยแสนสง่าผู้หล่อเหลาโดดเด่น เป็นคุณชายสูงศักดิ์ที่ทั่วร่างล้วนมีกลิ่นอายสูงส่ง แต่ดันมอบกลิ่นอายเกียจคร้านที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวแก่ผู้คน


เพียงเห็นขาข้างหนึ่งนางห้อยอยู่ข้างตัวเหล่าไป๋อย่างเป็นธรรมชาติ ขาอีกข้างกลับขัดสมาธิบนหลังเหล่าไป๋ ในปากคาบหญ้าหางสุนัขที่เก็บจากข้างทางไว้ และมุ่งไปยังเมืองด้านหน้าอย่างโซซัดโซเซ


เดินทางไกลยังมีเรือเหาะ การเดินทางจะไม่เสียเวลามากเกินไป หลังจากลาจากครอบครัววันนั้นเธอก็ก้าวเข้าอาณาเขตแคว้นเหินเวหาคนเดียวอีกครั้ง ขี่เหล่าไป๋โซเซไปยังเมืองซิงอวิ๋นที่ตั้งสำนักศึกษาหมอกดารา


เมืองชิงอวิ๋นเป็นเมืองที่ตั้งอยู่เหนือสุดแคว้นเหินเวหา ด้านหลังใกล้กับป่าทรายดำที่อันตรายที่สุด แม้บอกว่าเมืองชิงอวิ๋นอยู่ในอาณาเขตแคว้นเหินเวหา แต่มันเป็นสถานที่ที่ไม่ขึ้นกับอำนาจราชวงศ์ชิงอวิ๋น กลับเป็นเมืองหลักที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในแคว้น


ตระกูลที่ตั้งรกรากในเมืองซิงอวิ๋นได้ ไม่มีตระกูลไหนไม่ใช่ตระกูลใหญ่ที่ราชวงศ์เหินเวหายังต้องให้เกียรติ และที่นี่ยังเป็นจุดที่แต่ละแคว้นเดินทางมาบรรจบกัน ส่วนสำนักศึกษาหมอกดาราเป็นสำนักศึกษาหกดารา แม้แต่ตระกูลใหญ่กับกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่นี่ยังไม่กล้าบาดหมางด้วย


เพราะที่นี่พวกเขาเป็นเพียงสำนักศึกษาย่อย และเป็นฐานใหญ่ของสำนักศึกษาหมอกดารา ตระกูลใดๆจึงไม่อาจต่อต้านหรือเหิมเกริมกับพวกเขา


สำหรับสำนักศึกษาหมอกดารานี้ ในใจเธอเฝ้ารออย่างยิ่ง


ตลอดทางเข้าเมือง หลังจากจ่ายค่าเข้าเมืองก็ปล่อยเหล่าไป๋เดินหน้าไปด้วยตนเอง และส่งตนเข้าเมืองอย่างซวนเซ


“จิ๊ๆ สมแล้วที่เป็นเมืองซิงอวิ๋น สถานที่แห่งนี้คึกคักกว่าเมืองซานเจียงแคว้นมหาสันติยิ่งนัก”


เธอส่งเสียงจิ๊ปากพร้อมทั้งพึมพำเสียงเบา มองคนสัญจรไปมาบนถนนใหญ่ที่กว้างขวาง ในหมู่การขนส่งรถสัตว์วิญญาณมีคนหนุ่มสาวไม่น้อยที่นั่งขี่บนหลังสัตว์วิญญาณเหมือนกับเธอ สองฝั่งถนนใหญ่มีร้านค้าเรียงราย ตามตรอกซอกซอยมีพ่อค้าหาบเร่ที่จัดเรียงร้านค้าตะโกนกันเสียงดัง และยังมีคนทำการค้าซื้อขาย ระหว่างที่กำลังต่อรองราคาก็โต้เถียงกันเสียจนหน้าร้อนหูแดง


“คุณชาย คุณชาย”


มีคนกำลังตะโกนเรียก เฟิ่งจิ่วไม่สนใจและยังคงพินิจมองรอบๆไม่หยุดหย่อน ก็ได้ยินเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง


“คุณชายท่านนั้น คุณชายท่านนั้นที่สวมชุดแดงขี่ม้าขาวน่ะ ดูตรงนี้ดูตรงนี้”


คุณชายที่สวมชุดแดงขี่ม้าขาว? เธอหรือ?


เธอก้มหน้ามองชุดคลุมสีแดงบนร่าง ดึงหญ้าหางสุนัขในปากออก แล้วเงยหน้ามองไปตามเสียงนั้น


เพียงเห็นหนุ่มน้อยร่างผอมแห้งอายุสิบสี่สิบห้ายืนกวักมือเรียกเธออยู่หน้าร้านค้า ใบหน้ายิ้มแย้ม แบกกล่องไม้เล็กๆไว้ตรงหน้าอก ไม่รู้ว่ากำลังขายของอะไร ยามนี้มือหนึ่งยังหยิบของขายพลางยุ่งกับการเก็บเงิน


เธอเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ นิ้วมือชี้ๆที่ตนเอง “เรียกข้าหรือ?”


“ใช่ๆ” หนุ่มน้อยร่างผอมแห้งคนนั้นรีบร้อนพยักหน้ารับ ยิ้มพลางเอ่ยกับคนที่มาซื้อของว่าครั้งหน้าค่อยมาอีก แล้ววิ่งมาทางเธออย่างร้อนรน


“คุณชาย ท่านเป็นคนต่างถิ่นใช่ไหม? คุ้นเคยกับในเมืองหรือเปล่า? ต้องการคนนำทางหรือไม่? ข้าคุ้นเคยกับเมืองซิงอวิ๋นมาก ท่านอยากไปที่ไหน อยากรู้ว่าที่ไหนทิวทัศน์งามที่สุด โรงเตี๊ยมไหนสบายที่สุด ของกินเล่นตรอกเส้นไหนมีเอกลักษณ์ที่สุด ข้ารู้ทั้งหมดเลย”


อาจเพราะตากแดดบ่อยผิวพรรณหนุ่มน้อยร่างผมจึงคล้ำ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสดใสมีชีวิตชีวา จึงให้ความรู้สึกหลักแหลมและคล่องแคล่ว


เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มน้อยๆ ถามว่า “ราคาเท่าไร?”


ตอนที่ 619: สาวงามบนถนน


ได้ยินคำพูดเช่นนี้ ภายใต้แสงแดดเด็กหนุ่มก็ฉีกยิ้ม เผยให้เห็นฟันขาวบริสุทธิ์ “ไม่มากหรอก แค่สิบเหรียญเงินก็พอ”


ดังนั้นเฟิ่งจิ่วจึงหยิบเหรียญเงินสิบเหรียญยื่นให้เขา แล้วตามหนุ่มน้อยไปเดินเล่นรอบเมืองซิงอวิ๋น หนุ่มน้อยคนนั้นจูงเหล่าไป๋ไปตลอดทาง พลางเล่าเรื่องเมืองซิงอวิ๋นให้เธอฟัง ประกอบด้วยผู้นำตระกูลไหนแข็งแกร่งที่สุดจนยุ่งเกี่ยวไม่ได้ คุณชายตระกูลไหนโดดเด่นที่สุด และลูกสาวบ้านไหนงดงามที่สุด…


“เมืองซิงอวิ๋นรวบรวมสิ่งที่สุดในแต่ละที่ไว้ และยังเป็นเมืองสี่ใหญ่เหนือใต้ออกตก ตะวันออกมีตลาดมืด ตะวันตกมีสมาคมนักปรุงยา ทางใต้มีแหล่งประมูลที่ใหญ่ที่สุด ส่วนทางเหนือก็มีสมาคมทหารรับจ้าง คุณชายอยู่ในเมืองซิงอวิ๋นนอกจากจะยุ่งเกี่ยวกับตระกูลพวกนั้นไม่ได้ กลุ่มอำนาจทั้งสี่นี้ก็แตะไม่ได้เช่นกัน”


หนุ่มน้อยพูดพลางหันกลับไปมองหนุ่มน้อยชุดแดงที่นั่งบนหลังม้าบ่อยครั้ง เห็นเขาเล่นหญ้าหางสุนัขในมือ และมองไปสองฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า พินิจมองด้วยสีหน้าแปลกใหม่ ไม่รู้ว่าฟังเขาพูดอยู่หรือไม่


เห็นเช่นนี้เขาก็พูดต่อไปว่า “หากพูดถึงโรงเตี๊ยมที่จะเข้าพัก เช่นนั้นในเมืองซิงอวิ๋น…” ยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นรถสัตว์วิญญาณคันหรูหราตรงหน้าแล่นเข้ามา เขารีบร้อนจูงเหล่าไป๋หลีกทาง เพื่อไม่ให้ชนกับรถสัตว์วิญญาณคันนั้น


เฟิ่งจิ่วมองไปเห็นสัตว์วิญญาณสี่ตัวที่ลากรถอยู่เบื้องหน้าเรียงหน้ากระดาน เหมือนม้าแต่ไม่ใช่ม้า มีความคล้ายแรดบางส่วน เคลื่อนไปบนถนนใหญ่ที่คนสัญจรไปมาโดยไม่ชะลอความเร็ว ชาวบ้านบนถนนตกใจเสียจนพากันอุทานและหลบเลี่ยง


ท่ามกลางความเร่งรีบ เด็กน้อยคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าน้ำตาลปั้นรูปคนปากอมนิ้วมือพลางมองพ่อค้าหาบเร่ที่กำลังทำน้ำตาลปั้นรูปคน ทว่าพ่อค้าหาบเร่คนนั้นเห็นรถลากสัตว์วิญญาณสี่ตัวเคลื่อนมาจึงตกใจเสียจนรีบลากร้านหลบ เด็กน้อยเห็นแล้วคิดจะตามไปกลับโดนชาวบ้านวิ่งชน ร่างเล็กกลิ้งไปบนถนนใหญ่ เห็นรถสัตว์วิญญาณแล่นเข้ามา และเห็นเด็กน้อยที่ทรุดนั่งร้องไห้ไม่รู้ถึงอันตราย ชาวบ้านรอบๆ ก็พากันสูดลมหายใจ พร้อมทั้งส่งเสียงอุทาน


“เฮือก! รถสัตว์วิญญาณคันนั้นไม่หยุดเลย!”


“เด็กคนนั้นยังอยู่กลางถนนนะ!”


“นั่นลูกใครกัน?”


เวลานี้หญิงคนหนึ่งวิ่งออกมาจากร้านค้า เมื่อเห็นเด็กน้อยบนถนนก็ตกใจเสียจนสีหน้าขาวซีด “ลูกแม่!” นางวิ่งเข้าไปแต่ความเร็วของรถสัตว์วิญญาณคันนั้นยังเร็วกว่านางไม่รู้กี่เท่า


เฟิ่งจิ่วที่นั่งบนหลังเหล่าไป๋เห็นว่ารถสัตว์วิญญาณคันนั้นไม่หยุดลง คนคุมรถยังสะบัดแส้ตะโกนเร่งเหมือนไม่เห็นชีวิตนั้นในสายตา จึงขมวดคิ้วโดยฉับพลัน กำลังจะโผตัวพุ่งไปพาเด็กคนนั้นหลบ ก็เห็นร่างงดงามสีฟ้าอ่อนลอยพุ่งลงมาจากชั้นสองของโรงเหล้า


แค่ทักษะชั่วพริบตาก็ช่วยเด็กคนนั้นไว้ และพามาส่งให้แม่ของเด็กน้อย คล้ายกำลังเตือนอะไรบางอย่าง หญิงคนนั้นพยักหน้ารัวๆ แล้วขอบคุณผู้หญิงคนนั้นด้วยความซาบซึ้งใจ


รถสัตว์วิญญาณเคลื่อนผ่านไปไม่ได้หยุดลง เพียงปล่อยฝุ่นควันตลบขึ้นบนพื้นถนน…


หัวใจทุกคนหยุดนิ่งไปเล็กน้อย หัวใจที่หวั่นๆอย่างตื่นตระหนกหลังจากเห็นหญิงวัยแรกแย้มคนนั้นช่วยเด็กชายไว้ แต่ละคนก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงกู่ร้อง


“ดี!”


“เป็นท่ากายที่อ่อนช้อยมาก!”


“เป็นความเร็วที่ไวยิ่งนัก!”


เสียงแซ่ซ้องและชมเชยดังขึ้น สายตาทุกคนหยุดลงบนร่างหญิงวัยแรกแย้มที่สวมชุดกระโปรง เมื่อเห็นหน้านางชัดๆ นัยน์ตาแต่ละคนก็เผยประกายตกตะลึงอย่างอดไม่ได้ อีกทั้งยังมีคนจำผู้หญิงคนนี้ได้ จึงตะโกนออกมาอย่างประหลาดใจ


“เยี่ยจิง! หนึ่งในสิบผู้มีพรสวรรค์ของสำนักศึกษาหมอกดารา เยี่ยจิง!”


ตอนที่ 620: โดนเหล่าไป๋แกล้งเสียแล้ว


ยามนี้หญิงผู้งดงามในชุดกระโปรงสีขาวเร่งฝีเท้าเดินลงมาจากโรงเหล้า มายังเบื้องหน้าเยี่ยจิงและเอ่ยด้วยคำพูดตำหนิติเตียน “อาจิง เจ้าทำข้าตกใจแทบตาย ทำไมเจ้าโดดลงจากชั้นสองเช่นนั้น รถลากสัตว์วิญญาณแล่นเร็วถึงเพียงนั้น หนำซ้ำยังมาพร้อมสัตว์วิญญาณสี่ตัว หากเจ้าช้าไปครึ่งก้าวจนโดนชนจะทำเช่นไร?”


เยี่ยจิงเผยรอยยิ้มจางๆที่อ่อนโยน “ไม่หรอก ข้าเห็นว่าช่วยได้ถึงโดดลงมาจากชั้นสอง ข้ารู้ขีดจำกัดตนเองดีจะไม่บาดเจ็บแน่ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนั้นสถานการณ์เด็กคนนั้นก็อันตราย”


“ได้ๆๆ เจ้าเอาแต่ห่วงคนอื่นโดยไม่สนใจตนเอง ทำให้ข้าตกใจเสียจนเหงื่อออกไปหมดแล้ว” หญิงชุดขาวกล่าวตำหนิต่อไป พร้อมพินิจมองนางจากบนลงล่าง บอกว่า “ไม่บาดเจ็บจริงหรือ?”


เยี่ยจิงส่ายหน้าเบาๆ พลางยิ้มน้อยๆ “ข้าไม่ได้บาดเจ็บ”


“ไม่บาดเจ็บก็ดีแล้ว เจ้าดูสิ พอออกมานอกสำนักวิชาก็ได้อวดฝีไม้ลายมือเสียยกใหญ่ สมกับเป็นเยี่ยจิง หนึ่งในสิบผู้มีพรสวรรค์ของสำนักศึกษาเราจริงๆ” หญิงชุดขาวพูดอย่างหยอกล้อ


เยี่ยจิงยิ้มๆ บอกว่า “พวกเราไปกันเถอะ!”


“ได้สิ” หญิงชุดขาวขานรับ ก่อนจะจับมือกับนางและจากไปพร้อมๆกันท่ามกลางสายตาทุกคน


เฟิ่งจิ่วลูบคางมองร่างสาวงามค่อยๆเดินไกลออกไป ในสายตาเธอ เยี่ยจิงคนนั้นช่างเป็นสาวงามที่เห็นได้ยากจริงๆ ท่ากายที่โดดลงจากชั้นสองนั้นยิ่งยอดเยี่ยม เห็นได้เลยว่าไม่ใช่แค่รูปโฉมโดดเด่นแม้แต่วรยุทธ์ยังไม่เลว


สิบผู้มีพรสวรรค์ของสำนักศึกษาหมอกดารา? อืม ช่างทำให้คนตั้งตารอเสียจริง!


“อ๊ะ! นั่นเยี่ยจิง นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้เห็นนางที่นี่ นางเป็นเทพธิดาของข้า!” หนุ่มน้อยผิวคล้ำที่จูงเหล่าไป๋มองสาวงามที่เดินไปไกลด้วยท่าทางตื่นเต้น เพราะความตื่นเต้นจึงไม่รู้ว่าเชือกที่จูงไว้คลายออก


เฟิ่งไม่ได้สังเกต เห็นท่าทางตื่นเต้นของหนุ่มน้อยผิวคล้ำก็หลุดยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ กำลังคิดจะใช้หญ้าหางสุนัขในมือเรียกสติเขากลับมา ก็เห็นจมูกเหล่าไป๋ด้านล่างพ่นล้มหายใจออกมา กระทืบกีบม้าอย่างตื่นตาตื่นใจ แล้วสับขาไล่ตามสาวงามเยี่ยจิงด้านหน้าไป


“เหล่าไป๋? เจ้าทำอะไรเนี่ย?”


เฟิ่งจิ่วสีหน้าตื่นตระหนก เดิมทีขาขัดสมาธิไว้ข้างหนึ่งพอเหล่าไป๋วิ่งเตลิดก็แทบจะตกลงมาจากหลังม้า ยังดีที่เธอรีบปรับท่านั่งดีๆ สองขาหนีบท้องเหล่าไป๋ไว้แน่น แม้เป็นเช่นนี้ ภายใต้การวิ่งเตลิดที่ลิงโลดราวกับกินยากระตุ้น เธอที่ได้แต่อาศัยสองขาซึ่งหนีบท้องเหล่าไป๋ไว้แน่นเพื่อให้นั่งอย่างมั่นคงก็ยังเสี่ยงถูกเหวี่ยงทิ้งหลายต่อหลายครั้ง


“เหล่าไป๋ รีบหยุดสิ!”


เธอตะโกนไป เชือกม้าที่อยู่ตรงหน้ามือก็เริ่มคว้าไว้ไม่ไหว ประกอบกับเหล่าไป๋วิ่งพลางกระโดดโลดเต้นและบิดสะโพกอย่างตื่นเต้นเสียเต็มที่ ตะโกนอย่างไรก็ไม่หยุด เหล่าไป๋ที่กระโดดส่ายขยับวุ่นวายสั่นสะเทือนเสียจนบั้นท้ายเธอเจ็บไปหมด ขณะกำลังโน้มตัวลงเล็กน้อยและลองไปดึงเชือกไว้ก็เห็นว่าเหล่าไป๋ที่วิ่งพล่านหยุดลงทันใด


มันหยุดลงอย่างไม่สนใจ ขณะที่มันหยุดกำลังและความรุนแรงจากการวิ่งนั้นกลับทำให้ร่างเธอพลันพุ่งออกไปข้างหน้า…


เยี่ยจิงกับหญิงชุดขาวคนนั้นที่ได้ยินการเคลื่อนไหวด้านหลังหยุดฝีเท้าหันกลับไปมองพร้อมๆกัน เห็นเช่นนี้สองคนก็ตกใจโดยฉับพลัน เมื่อเห็นม้าขาวตัวนั้นบ้างกระโดดโลดเต้นบ้างขยับส่ายสะโพก หนุ่มน้อยชุดแดงที่นั่งบนหลังม้ายิ่งสะเทือนเสียจนโงนเงนและเกือบตกลงมาหลายต่อหลายครั้ง


ภาพอันน่าขันนั้นทำให้เยี่ยจิงที่ไม่เคยเห็นม้าประหลาดเช่นนี้มาก่อนเผยรอยยิ้มทรงเสน่ห์ออกมาอย่างกลั้นไม่ได้ และในเวลานี้เองม้าตัวนั้นพลันหยุดกีบม้า ปากอ้าเล็กน้อยมีน้ำลายไหลออกมา แล้วหนุ่มน้อยชุดแดงคนนั้นก็โดนเหวี่ยงพุ่งตรงมาทางนาง…


จบตอน

Comments