feng ep61-80

ตอนที่ 61: ค่ำคืนแห่งการเข่นฆ่า!


หลังจากตะลึงงันกันไปเช่นนั้นชั่วขณะ ทหารรับจ้างชุดดำทั้งสี่นายก็เผยแววตาหื่นกาม


“เป็นเธอ นึกไม่ถึงเลยว่าตัวจริงจะงดงามพราวเสน่ห์กว่ารูปวาดเสียอีก”


“ไม่เลวเลย จะฆ่าทั้งแบบนี้ก็น่าเสียดายแย่ ไม่สู้…”


อีกคนหนึ่งลูบคางพลางหัวเราะเหอะๆ แววตาดุร้ายพินิจมองเรือนร่างอรชรสีแดงฉานอย่างเปิดเผย


แม้จะรู้สึกว่าหญิงชุดแดงช่างงามเลิศภายใต้แสงจันทร์ และถึงแม้อีกสองคนจะคันหัวจิตหัวใจ แต่กลับยังต้องระวังตัวให้มากกว่าสองคนนั้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทางผ่าเผยใจเย็นโดยไม่ตื่นตระหนกตกใจของเธอ ก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ


ทหารรับจ้างนายหนึ่งผู้มีรอยแผลฉกรรจ์บนใบหน้า กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม “หญิงผู้นี้ท่าทีแปลกๆ อย่าได้นิ่งนอนใจไป นี่ยังเป็นภารกิจที่ต้องฆ่าให้ได้อยู่นะ”


“แค่สาวน้อยคนเดียว พี่สาม ท่านก็ให้ค่าเธอเกินไป” ทหารรับจ้างนายหนึ่งในพวกนั้นพูดอย่างดูถูก และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง


เมื่อเห็นสาวน้อยอ้อนแอ้นลอยละล่องอยู่กลางสายลมในค่ำคืน เขาก็หัวเราะเหอะๆขึ้นมา “ก็แค่สาวน้อยคนหนึ่ง ข้าคนเดียวก็กำราบเธอได้น่า”


ปลายเท้าเขาเหยียบไปบนกระเบื้องหลังคา และใช้พลังกระโดดขึ้นไปเผชิญหน้ากับเธอ


“จะฆ่าทิ้งก็น่าเสียดายนัก มาเล่นกับข้าซะดีๆก่อนเถอะ!” เขายิ้มอย่างชั่วร้าย ก่อนจะโน้มตัวยื่นมือออกไปจะจับตรงเสื้อบริเวณหน้าอกของเฟิ่งจิ่วที่กำลังนั่งอยู่บนหลังคาอย่างเกียจคร้าน


และในช่วงเวลานั้นเอง เฟิ่งจิ่วที่หรี่ดวงตาหงส์งามลงครึ่งหนึ่งก็มีแววเย็นเยียบฉายอยู่ในดวงตา พลันเอื้อมมือออกไปคว้าข้อมือของอีกฝ่ายที่ยื่นมา แล้วใช้แรงที่มือหักมันลง


“แกร๊ก!”


“อ๊าก!”


เสียงกระดูกแตกหักตัดผ่านท้องฟ้ายามราตรีไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องอันรุนแรง มันทำลายซึ่งความเงียบสงัดในยามวิกาล…


แทบจะในเวลาเดียวกัน เฟิ่งจิ่วที่เดิมทีเคยนั่งอยู่อาศัยแรงลุกยืนขึ้นมา เธอยกเท้าขึ้นเตะด้วยความโหดเหี้ยม จนปลายเท้าที่ใช้พลังเร้นลับเคลือบแฝง เตะโดนตรงเป้ากางเกงของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ


“อื้ม!”


เขาร้องไม่ออก มีเพียงเสียงอู้อี้ในลำคอเพราะหายใจไม่สะดวกนัก รวมถึงร่างกายที่เจ็บปวดจนต้องคดโก่งตัวขึ้นมาอย่างยากเกินทน สองขาที่สั่นไหวทรุดลงไปเป็นเสียงดังตุบ


“มีกำลังแค่นี้รึ?” เฟิ่งจิ่วส่งเสียงหึอย่างเย็นชา เธอคลายมือที่จับข้อมือเขาไว้ออก แล้วสับเปลี่ยนมาบีบที่ลำคอเขาแทน พอเสียงดังแกร๊ก คอเขาก็ถูกบิดหัก ก่อนจะผ่อนมือปล่อยร่างเขาร่วงลงไปในเรือน


“พี่สอง!”


เสียงอุทานหลายเสียงดังลอยออกมา สามคนนั้นมองเฟิ่งจิ่วอย่างโกรธเคือง ต่างตื่นตระหนกในฝีมืออันร้ายกาจของเธอ การเคลื่อนไหวที่ว่องไว ความเร็วเช่นนั้น ทำให้พวกเขาถึงกับไม่มีแม้แต่เวลาจะตอบโต้ จึงทำได้เพียงเบิกตามองเธอฆ่าพี่สองจนตาย!


“ฆ่านางซะ!”


น้ำเสียงอันชั่วร้ายของชายที่ค่อนข้างสูงอายุช่างมีความดุดันโหดเหี้ยม พอพูดไปเช่นนั้น ก็ดึงพลังขึ้นมา เขากระโดดขึ้นไปประจันหน้าบนหลังคา กระบี่ยาวในมือมีกลิ่นอายพลังเร้นลับพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง


“ระดับนักรบพลังเร้นลับขั้นกลาง?” คิ้วเธอเลิกขึ้นน้อยๆ เธอดูถูกพละกำลังของพวกเขาไปบ้างจริงๆ


พอขยับมือ มีดสั้นที่แหลมคมก็สะท้อนแสงกระหายเลือดที่เย็นเยียบอยู่ท่ามกลางค่ำคืน เธอหยัดตัวขึ้นทันใด เมื่อปลายดาบอยู่ห่างออกไปสามนิ้ว เธอก็เอี้ยวตัวออกด้านข้าง แล้วสะบัดมีดสั้นในมือไป ได้ยินเพียงเสียงอู้อี้ดังออกมา ดวงตาคู่นั้นของทหารรับจ้างที่อยู่ข้างกายเบิกโพลง ทั้งร่างเขาแข็งทื่อ ก่อนจะล้มตัวตรงลงไปด้านในเรือน


ฆ่าพี่ใหญ่ของพวกเขาได้ในหนึ่งกระบวนท่า?


สีหน้าเคร่งขรึมของอีกสองคนที่เหลือ มีความหวาดหวั่นท่วมท้นบนใบหน้า


แรงอาฆาตที่เอ่อล้นบนร่างหญิงสาว คละคลุ้งมายิ่งกว่าทหารรับจ้างจากตลาดมืดเช่นพวกเขาอีก ทำให้พวกเขาต่างขวัญหนีดีฝ่อกันอย่างไม่อาจควบคุม…


“รีบไปเร็ว!”


คนเช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ใช่คนที่พวกเขาจะฆ่าได้ หากยังไม่ไปอีก เกรงว่าชีวิตเล็กๆของพวกเขาก็ต้องจบเห่ลงที่นี่…


ตอนที่ 62: ทำลายร่างมลายสิ้น!


เมื่อเห็นเงาร่างนั้นวิ่งหนีกลับไป เฟิ่งจิ่วก็ยกริมฝีปากขึ้นยิ้มอย่างชั่วร้าย


“ในเมื่อมาแล้ว ก็อย่าได้คิดจะมีชีวิตกลับไปเลย!”


สิ้นคำพูดนั้น เงาร่างสีแดงก็โผตัวออก เธอพุ่งไปหาทั้งสองคนนั้นราวกับภูตผีในยามวิกาล กริชที่ถือไว้ในมือสะท้อนแสงเย็นเยียบที่มีความกระหายเลือดอยู่ท่ามกลางค่ำคืน เวลาต่อมา ก็เห็นร่างเธอแฉลบผ่านร่างทั้งสองคนไป สิ่งสีเลือดกระเซ็นออก เงาร่างที่เผ่นหนีของสองคนนั้นแข็งทื่อขึ้นมาชั่วขณะ ก่อนจะล้มตัวตรงลงไปด้านในลานบ้าน


“ฟุบ ฟุบ!”


ไร้ร่องรอยการต่อสู้ และไม่รบกวนผู้ใด ทหารรับจ้างจากตลาดมืดทั้งสี่นายจบชีวิตอยู่ในเงื้อมมือเธออย่างเงียบเชียบทั้งแบบนี้…


เฟิ่งจิ่วที่ยืนรับลมอยู่กำลังหรี่ตาลง เธอมองร่างทั้งสี่ศพบนลานกว้างของเรือน แววตาเธอสั่นไหวอยู่น้อยๆ


ผู้มีพลังเร้นลับ นอกจากฝึกฝนพลังเร้นลับแล้ว ก็ยังต้องฝึกศิลปะการต่อสู้ด้วย การผสมผสานของทั้งสองสิ่งถึงจะสามารถสำแดงพละกำลังของนักรบผู้มีพลังเร้นลับออกมาได้ ส่วนเธอ ด้วยพลังเร้นลับที่บรรลุถึงระดับนักรบที่มีพลังเร้นลับขั้นเริ่มต้น ควบคู่กับทักษะการลอบสังหารและการต่อสู้ที่เธอชำนาญมาแต่เดิม การต่อกรกับพวกนักรบพลังเร้นลับของหมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้จึงไม่ใช่ปัญหาเลย


แต่หากจากลาหมู่บ้านนี้ไป พลังเพียงน้อยนิดของเธอก็ยังต้องพัฒนาขึ้นอีก มิเช่นนั้น ถ้าวันหนึ่งได้พบกับคนที่มีกำลังแกร่งกว่า เธอก็ทำได้เพียงอยู่เฉยๆให้คนอื่นเฉือดฆ่า


พอกระโดนลงมาในลานบ้าน เธอก็เดินไปที่ข้างศพพวกนั้นเพื่อรื้อค้น บนร่างพวกเขาเธอค้นเจอเพียงแผ่นป้ายสีดำชิ้นหนึ่งที่เหมือนๆกัน บนนั้นเขียนไว้ว่า ‘ทหารรับจ้างตลาดมืด’


“ตลาดมืด?”


เธอพึมพำเสียงเบา แล้วค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับตลาดมืดในหัว


ทว่าเฟิ่งชิงเกอคนก่อนคลุกคลีกับเรื่องทำนองนี้ไม่บ่อยนักอย่างเห็นได้ชัด ในหัวเธอจึงมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดมืดอยู่เพียงน้อยนิดมาก


“ดูท่า ข้าจำเป็นจะต้องไปลองดูที่ตลาดมืดซะแล้ว” ริมฝีปากเธอยกยิ้ม เธอหยิบน้ำยาที่ปรุงไว้หลังจากกลับมาเมื่อตอนบ่ายออกจากห้วงมิติ มาสาดลงบนร่างทั้งสี่ศพนั้น


ได้ยินเพียงเสียงซ่าๆดังขึ้น ทั้งสี่ศพมีฟองเล็กๆสีขาวและควันไฟพวยพุ่งออกมา ก่อนจะกลายเป็นเลือดนองกองหนึ่งอย่างรวดเร็ว เหลือแค่เสื้อผ้าสีดำหลายตัวกำลังยับยู่ยี่อยู่ตรงนั้น…


วันรุ่งขึ้น


กวนสีหลิ่นเดินนวดๆคอออกมา เมื่อคืนนี้มันแปลกๆอยู่นิดหน่อย ทำไมตัวเองถึงหลับลึกได้ขนาดนั้นนะ?


เมื่อปรายตามองไป เขาเห็นเฟิ่งจิ่วกำลังฝึกวิชาหมัดที่ช่างอ่อนพลิ้วอยู่ในลานบ้าน จึงฉีกยิ้มขึ้นมาอย่าง.อดไม่ได้ “เสี่ยวจิ่ว หมัดนี้ไม่ได้ชกแบบนี้”


เขาพูดพลางก็เดินมาข้างๆเธอ ก้าวย่อขาลงอย่างมันคง กล่าวว่า “ดูไว้ การจะชกหมัด รากฐานต้องมั่นคง กำหมัดให้แน่น ออกหมัดต้องมีแรง และต้องแผดเสียงออกไป เรี่ยวแรงทั่วร่างจะขึ้นมาที่หมัด หมัดที่ชกออกแบบนี้ถึงจะแข็งแรง หากทำเหมือนเจ้าเช่นนั้น พอโดนคนชกมาเจ้าก็ล้มแล้ว”


เขาในตอนนี้ เหมือนจะลืมความไม่เกรงกลัวของเธอยามเมื่อเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าตัวคนเดียวในวันนั้น และลืมความดุร้ายราวปีศาจของเธอในยามที่ได้คร่าชีวิต


เขาจำได้เพียงว่าเธอเป็นเด็กสาว เป็นแค่เด็กสาวอายุสิบห้าคนหนึ่ง แม้เธอจะมีมุมที่บ้าคลั่งและโหดร้าย แต่ในใจเขา เธอเป็นเพียงน้องสาวที่ต้องให้เขาคอยปกป้อง


เฟิ่งจิ่วที่ได้ยินคำพูดเขา จึงยิ้มขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ท่านพี่ วิชาหมัดของท่านเป็นแบบที่ผู้ชายเขาฝึกกัน ต้องใช้ความแข็งแกร่ง วิชาหมัดของข้า ต้องอาศัยพลังโจมตี แบบสี่ตำลึงปาดพันชั่ง”


ขณะที่พูด ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอจึงถามว่า “ท่านพี่ ข้าจำได้ ท่านบอกว่าที่ท่านฝึกฝน คือวิชาพลังภายในของบ้านตระกูลกวนสินะ?”


“ใช่แล้ว เป็นวิชาพลังภายในของตระกูลกวน ศิลปะการต่อสู้ก็ด้วย เสี่ยวจิ่ว เจ้าอยากเรียนหรือไม่? พี่จะสอนเจ้าเอง”


เธอส่ายหน้ายิ้มๆ “เปล่าหรอก ข้ามีวิชาพลังภายในม้วนหนึ่งที่เหมาะจะให้ท่านฝึกมากๆเลย” เธอนำถุงห่อฟ้าดินที่กำจัดตราประทับวิญญาณไปแล้วยื่นให้เขา


“อยู่ด้านในนี้แหละ ช่วงนี้ท่านตั้งใจอ่านด้วย หมัดก็ไม่ต้องฝึกแล้ว มาฝึกวิชาพลังภายในม้วนนี้ก่อนเถอะ”


ตอนที่ 63: ตลาดมืดที่ซ่อนเร้น!


“เสียวจิ่ว เจ้าจะยกทั้งถุงฟ้าดินนี้ให้ข้ารึ? แล้วตัวเจ้าเองเล่าจะทำเช่นไร?”


หลังจากกวนสีหลิ่นเปิดถุงฟ้าดิน เห็นด้านในนอกจากจะมีม้วนตำราวิชาพลังภายในที่เขียนไว้ว่า ‘มังกรเพลิงพยัคฆ์ไฟ’ ก็ยังมีทรัพย์สินสิ่งของอีกไม่น้อย และพวกขวดอีกหลายใบ เขาถามด้วยความสงสัยอย่างอดไม่ได้ “เจ้าจะให้สิ่งของตั้งมากมายขนาดนี้กับข้าทำไมกัน?”


เขาหยิบม้วนตำราพลังภายในออกมาดู ดวงตาเขาเบิกกว้างอย่างอดไม่ได้ “พลัง พลังภายในระดับทวยเทพ? ข้า ข้าไม่ได้อ่านผิดใช่หรือไม่?” วิชาพลังภายในเช่นนี้ ต่อให้เป็นเชื้อพระวงศ์ของแสงสุริยันก็ไม่อาจหาได้สักม้วนเดียว!


ต้องรู้ไว้ ว่าตำราพลังภายในระดับทวยเทพนั้นเป็นของล้ำค่าท่ามกลางขุมทรัพย์ ในแคว้นเล็กๆระดับเก้าอย่างแคว้นแสงสุริยันไม่มีทางหาได้พบ เช่นนั้นเธอไปได้มาจากไหนกัน?


ในชั่วขณะนั้น มือเขาที่ถือตำราไว้สั่นอยู่เล็กน้อย มันคือความตื่นเต้น และความรู้สึกร้อนจนลวกมือ


เขานึกไม่ถึงว่าจะมีบุญได้เห็นตำราพลังภายในระดับทวยเทพ! นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!


“ถูกต้อง นี่คือตำราพลังภายในระดับทวยเทพ ตำราชุดนี้ก็ใช้ฝึกพลังเหมือนกัน เหมาะสมกับท่านพอดิบพอดีเลย” เธอยิ้มๆ กล่าวอีกว่า “มือท่านในตอนนี้ไม่อาจฝึกหมัดซ้อมกระบี่ ก็อย่าเพิ่งฝึกไปก่อน อาศัยช่วงเวลานี้ท่องจำตำราให้เคยชิน เมื่อถึงเวลา ข้าค่อยให้ม้วนตำราศิลปะการต่อสู้ระดับทวยเทพให้ท่านอีกนะ”


ตำราพลังภายในนี้ แน่.นอนว่าเธอหามาจากในหมู่สิ่งของที่ท่านอาจารย์เธอมอบให้ เมื่อคืนวานคิดว่าตำรานี้เหมาะกับเขาดี ถึงได้หยิบมันออกมา


“ข้าฝึกได้จริงๆรึ?” เขามองเธอด้วยดวงตาเป็นประกาย


“แน่.นอน” เธอพยักหน้า “ถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ท่านถามข้าได้”


“ดีเลย งั้นตอนนี้ข้าจะกลับเข้าห้องไปฝึกคาถาพลังภายในนะ” เขาที่ถือตำราไว้อิ่มเอมใจอยู่น้อยๆ เขากลับห้องไปฝึกฝนวิชาอย่างอดใจรอไม่ไหว


พอเห็นเช่นนั้นเฟิ่งจิ่วก็ยิ้มๆ เธอรำไทเก๊กออกกำลังกายกระดูกและกล้ามเนื้อไปอีกสักพัก ถึงจะกลับไปฝึกวิชาที่ห้องบ้าง


ในค่ำคืนอีกหลายวันหลังจากนั้น ก็มีทหารรับจ้างจากตลาดมืดมาเยี่ยมเยือนเรือนเล็กๆของพวกเขาแทบทุกคืน แต่ทหารรับจ้างทุกคนที่มาล้วนไม่เคยได้กลับไป…


และทั้งหมดนี้ กวนสีหลิ่นไม่รู้เรื่องอะไรเลย


เพราะทุกๆคืน เฟิ่งจิ่วจะใช้เข็มเงินบริหารเส้นเอ็นแขนขวาให้เขา และสุดท้ายเธอจะจี้จุดเส้นประสาทที่ทำให้สลบ จนเขานอนหลับยาวถึงวันรุ่งขึ้น…


อีกหลายวันให้หลัง เฟิ่งจิ่ววางวงกตล่องหนไว้ในสวน หลังจากอธิบายความกับกวนสีหลิ่น เธอถึงจะออกเดินทางไปยังตลาดมืด


และในขณะเดียวกัน ชายวัยกลางคนที่รออยู่โรงเตี๊ยมหลายวันโดยไม่มีข่าวคราว ใบหน้าเขาเคร่งขรึม เขาลุกขึ้นไปที่ตลาดมืด พลางด่าว่าอย่างขุ่นเคือง “มีแต่พวกไม่ได้เรื่องไร้ประโยชน์! แค่ผู้หญิงคนเดียวก็ยังจัดการไม่ได้!”


ขณะที่ด่าทอออกไปเช่นนั้น มันช่างชัดเจน ว่าเขาได้หลงลืมความจริงที่ว่าตัวเองก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเฟิ่งจิ่วเช่นกัน


ตลาดมืด เป็นสถานที่ทำการค้าลับ ในตลาดมืดไม่เพียงแต่มียาสมุนไพรล้ำค่าที่พบเห็นได้ยาก แต่ยังมีสิ่งของทั้งหมดที่ผู้ฝึกฝนวิชาต่างก็ต้องการ เช่นยาอายุวัฒนะและอาวุธต่างๆ


ในตลาดมืดมีลานประลอง ที่ต้องใช้ศิลปะการต่อสู้ในการประลองฝีมือ เป็นลานประลองที่ใช้กำลังความสามารถเพื่อหาเงินและสร้างชื่อเสียง


ส่วนทหารรับจ้างที่กระจายตัวอยู่ ก็เป็นพวกเดนตายที่ป่าเถื่อนโหดร้าย พวกเขาไม่ได้รับการยอมรับจากสมาคมทหารรับจ้างตามมาตรฐาน ในตลาดมืดนี้ พวกเขามีทั้งที่เดินทางโดดเดี่ยว และเกาะกันเป็นกลุ่ม ภารกิจที่รับก็มีแต่พวกภารกิจลอบสังหารที่ทหารรับจ้างปกติไม่ทำ


อยู่ที่นี่ พวกเขารู้จักเพียงเงิน ก็แค่ขายชีวิตเพื่อเงินทอง


ขณะที่ชายหนุ่มสวมชุดแดงแพรวพราวเดินเข้ามาในตลาดมืด สายตาของผู้คนไม่น้อยต่างมีประกายตื่นตะลึงในความงามอย่างไม่อาจปิดบัง


ชายหนุ่มผู้นั้นร่างกายสูงเพรียว กลิ่นอายของเสน่ห์อันชั่วร้ายกระจายอยู่ทั่วร่าง บนหน้ากากสีทองแสนประณีตมีดอกลำโพงสีแดงงดงามกำลังเบ่งบาน ทั้งที่มองไม่เห็นใบหน้าเขา แต่กลับมีความรู้สึกลึกลับอยู่จางๆ


ทว่าที่สำคัญกว่าก็คือ ไม่มีใครสามารถมองเห็นถึงวรยุทธ์ของเขา


อาจหาญเดินกรีดกรายเข้ามาในตลาดมืดเช่นนี้ จะเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีวรยุทธ์ได้อย่างไร? ในเมื่อไม่ใช่คนธรรมดา งั้นก็เหลือแค่ความเป็นไปได้เดียว


พละกำลังของอีกฝ่ายอาจลึกซึ้งเกินคาดเดา…


ตอนที่ 64: น้ำยาเร่งรวมพลัง


ท่ามกลางสายตาสำรวจคาดเดาของฝูงชน ก็มีชายชราสวมชุดสีเทาท่านหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมใบหน้าประดับรอยยิ้ม เขาโค้งคำนับคารวะ “คารวะใต้เท้า กระผมแซ่จู เป็นรองหัวหน้าผู้ดูแลที่นี่ ไม่ทราบว่าใต้เท้ามีอะไรให้กระผมช่วยรึขอรับ?”


เฟิ่งจิ่วที่มองไปรอบๆ ดึงสายตากลับมามองผู้ดูแลตรงหน้า เธอกล่าวว่า “หาห้องส่วนตัวที่สามารถชมการต่อสู้บนลานประลองให้ข้าสักห้องสิ”


ได้ยินเช่นนั้น รองหัวหน้าผู้ดูแลก็ยิ้มๆ เขากล่าว “เชิญใต้เท้าตามกระผมมา ลานประลองอยู่ด้านหน้าขอรับ” เขานำทางอยู่เบื้องหน้า พาเฟิ่งจิ่วไปยังห้องส่วนตัวที่ชั้นสองของลานประลอง


“เชิญใต้เท้าลองดู ท่านพอใจหรือไม่ขอรับ” หลังจากเปิดหน้าต่างให้ เขาก็ถอยมาอยู่ข้างๆ


เฟิ่งจิ่วเดินไปด้านหน้า เห็นเพียงลานกว้างทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านล่าง บริเวณรอบๆ นอกจากที่นั่งแต่ละแถวตรงชั้นหนึ่ง ชั้นสองทั้งหมดก็เป็นห้องส่วนตัว ทั้งบนล่างรวมสองชั้นรับรองคนได้เกือบพัน


และตอนนี้ บนลานประลองมีนักรบสองท่านกำลังต่อสู้กัน ฉากเบื้องหน้าช่างเข้มข้นอย่างมาก เสียงกู่ร้องของผู้ชมรอบๆ ต่างแซ่ซ้องกันล้นหลาม


“ที่พวกเราอยู่ตรงนี้เป็นตลาดย่อย มีแค่ลานประลอง ด้วยเหตุนี้ ที่นี่จึงมีป้ายรายชื่อสีเหลืองอยู่เพียงป้ายเดียว หากวันใดใต้เท้าไปถึงเมืองอวิ๋นเยวี่ย ก็ลองไปดูที่ตลาดหลักของพวกเราได้ มีเพียงทางด้านนั้นถึงจะมีป้ายรายชื่อผู้มีพลังเร้นลับในใต้หล้าทั้งสามป้ายใหญ่ตั้งอยู่ขอรับ”


เห็นเฟิ่งจิ่วกำลังมองโดยไม่พูดไม่จา ผู้ดูแลจึงพูดอย่างยิ้มๆอีกว่า “หากใต้เท้าสนใจ ท่านสามารถวางเดิมพันเพื่อซื้อตัวนักรบผู้ชนะที่ท่านถูกตาต้องใจได้ อัตราการต่อรองอยู่ที่หนึ่งต่อสิบขอรับ”


เพียงมองอยู่สักพัก เฟิ่งจิ่วก็ดึงสายตากลับอย่างไม่สนใจนัก เธอมองไปทางผู้ดูแล แล้วถามว่า “ที่นี่พวกท่านมีนักวิเคราะห์หรือไม่?”


ผู้ดูแลนิ่งไปสักพัก ก่อนจะพยักหน้า “มีขอรับ ไม่ทราบว่าใต้เท้าอยากวิเคราะห์สิ่งใด?”


“พวกยาน่ะ”


ได้ยินคำพูดนั้น บนใบหน้าผู้ดูแลก็มีความจริงจังอยู่บางส่วน “ใต้เท้าโปรดรอสักครู่ เดี๋ยวกระผมจะไปเชิญนักวิเคราะห์มาขอรับ” ขณะที่พูด เขาโค้งตัวคารวะ ถึงจะถอยออกไป


ในเวลานั้นที่ประตูปิดลง ผู้ดูแลหันมองกลับไปที่ห้องแวบหนึ่งอย่างมีความนัย จากนั้นจึงเร่งฝีเท้าจากไป


เวลาประมาณครึ่งก้านธูป ผู้ดูแลจูก็พาชายชราสองท่านกลับมา พอเข้าประตู เขาแนะนำอย่างยิ้มแย้มกับเฟิ่งจิ่วว่า “เรียกใต้เท้า ท่านผู้นี้แซ่ต่ง เป็นหัวหน้าผู้ดูแลตลาดมืดของพวกเรา ส่วนท่านนี้ เติ้งเหล่า เป็นนักวิเคราะห์ยาของพวกเราขอรับ”


ทั้งสองท่านที่เข้ามา พินิจมองคนในห้องอย่างสงบนิ่ง


เห็นเขาในชุดแดงนั่งเอียงตัวไปทางหน้าต่าง มือหนึ่งเท้าคางมองการแข่งขันบนลานประลองด้านล่าง บนหน้ากากสีทองมีดอกลำโพงแห่งแดนนรกที่งามตาผลิบานอยู่ ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายมนต์เสน่ห์แสนร้ายกาจ ทว่าในกลิ่นอายนี้กลับยังมีความสูงศักดิ์ที่สูงส่งเกินอาจเอื้อม ทำให้ผู้คนหวั่นเกรงขึ้นในใจอย่างไม่อาจควบคุม


ขณะที่เขาได้ยินเสียงจนหันกลับมามอง แววตานั้นลึกล้ำราวกับบ่อน้ำที่ไม่อาจมองเห็นก้นบึ้ง มันมีความเอื่อยเฉื่อยอยู่สามส่วน กับความหลักแหลมอีกเจ็ดส่วน


เพียงพินิจมองภาพตรงหน้า ทั้งสองก็รู้ ว่าชายหนุ่มชุดแดงผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่.นอน


“ข้าน้อยแซ่ต่ง ขอคารวะใต้เท้า ไม่ทราบว่าใต้เท้าต้องการวิเคราะห์ยาแบบไหนขอรับ?”


ยา คือสิ่งที่ต้องฝึกฝนการเป็นนักปรุงยาถึงจะผสมออกมาได้ ไม่ต้องพูดถึงหมู่บ้านเล็กๆของพวกเขาเลย ต่อให้เป็นเมืองอวิ๋นเยวี่ย ก็เกรงว่าจะพบได้น้อยยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้ ตอนที่ได้ยินว่ามีคนต้องการวิเคราะห์ยา เขาจึงเร่งรีบมา


เฟิ่งจิ่วมองพวกเขา จากนั้นจึงหยิบขวดใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อส่งให้ผู้ดูแลจูที่อยู่ข้างๆ น้ำเสียงเฉื่อยชาดังลอยมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน


“ขวดนี้คือน้ำยาเร่งรวมพลัง มันทำให้คนที่พลังเร้นลับอ่อนแรงสามารถระเบิดพลังออกมาได้เป็นสามเท่าจากปกติในเพียงชั่วครู่ และจะคงอยู่เป็นเวลาครึ่งชั่วยาม”


“อะไรนะ?” ทั้งสามคนในห้องอุทานออกมาอย่างเหลือเชื่อ


ตอนที่ 65: ลานประลอง!


“นี่ นี่ทำให้คนที่พลังเร้นลับอ่อนแอกลับฟื้นคืนระเบิดพลังออกมาเป็นสามเท่าในชั่วขณะจริงรึขอรับ?”


ขนาดน้ำเสียงนักวิเคราะห์ยาอย่างเติ้งเหล่ายังสั่นเทา เขาออกหน้ารับยามา ในใจมีความตื่นเต้นที่เหลือเชื่อ


เฟิ่งจิ่วไม่พูดอะไร เพราะหางตาเธอชำเลืองเห็นเงาร่างที่ไม่นับว่าแปลกหน้าเดินอยู่ด้านล่าง คนคนนั้น ไม่ใช่คนที่เธอกำลังตามหาอยู่รึ?


มุมปากยกขึ้นน้อยๆ ในดวงตาฉายแววยิ้มเยาะมีเลศนัยแปลกๆ เธอเห็นเขานั่งลงตรงแถวหน้า เรียกคนของตลาดมืดผู้หนึ่งมา ไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรกัน


ตอนนี้ ความสนใจของทั้งสามคนในห้องล้วนอยู่ที่ขวดยานั้น ผู้ดูแลสองท่านมองเติ้งเหล่าเปิดดมกลิ่นยาน้ำในขวด ผ่านไปสักพัก กลับเห็นท่าทางเขาไม่ได้ทำอะไรต่อ ผู้ดูแลต่งจึงอดไม่ได้ที่จะเรียก “เติ้งเหล่า?”


เติ้งเหล่ายิ้มขมขื่น เขามองทั้งสองคนและเฟิ่งจิ่วที่พิงอยู่ข้างหน้าต่าง กล่าวว่า “น่าละอายใจจริงๆ แม้กระผมจะเป็นนักวิเคราะห์ยา กลับไม่เคยวิเคราะห์ยาเช่นนี้มาก่อน”


ความหมายของคำพูดนั้นก็คือ เขาไม่อาจตรวจสอบได้เลยว่าที่เฟิ่งจิ่วกล่าวมาเป็นความจริงหรือไม่


ได้ยินเช่นนั้น ผู้ดูแลทั้งสองท่านก็ตกตะลึงอย่างอดไม่ได้ สถานการณ์เช่นนี้พวกเขายังไม่เคยเจอจริงๆ


“พวกท่านคิดว่าสตรีกับบุรุษสองคนนั้น สุดท้ายใครจะชนะ?” จู่ๆเสียงเฟิ่งจิ่วก็ดังลอยมา ทำให้สามท่านในห้องต่างนิ่งงัน


พอพวกเขาได้ยินจึงเดินไปข้างหน้าและมองไปที่ลานประลองชั้นหนึ่ง เห็นสาวน้อยอายุราวสิบหกสิบเจ็ดกำลังต่อสู้กับบุรุษอีกนาย แต่เธอหาใช่คู่ต่อสู้ของบุรุษผู้นั้นไม่ ตอนนี้จึงถูกซ้อมเสียจนปางตาย กลับยังอยากจะยืนขึ้นอย่างดื้อรั้น


ผู้ดูแลจูมองด้านล่าง ก็พูดว่า “เธอแค่ระดับนักรบวรยุทธ์ขั้นหก คู่ต่อสู้ของเธอกลับเป็นระดับนักรบวรยุทธ์พลังเร้นลับขั้นเริ่มต้นที่สอง บุรุษผู้นั้นชนะแน่.นอน หนำซ้ำ เห็นๆอยู่ว่าเหนื่อยล้าหมดเรี่ยวสิ้นแรงก็ยังจะสู้อีก”


เฟิ่งจิ่วยกริมฝีปากขึ้นยิ้ม แล้วส่ายหน้า “ไม่ เธอจะชนะ”


สายตาเธอจับจ้องไปบนร่างสาวน้อยที่ฮึดสู้ไม่ถอยอยู่ด้านล่าง เอ่ยว่า “ท่านถือยาน้ำขวดนั้นไปให้เธอดื่มเสีย เช่นนี้ ผลลัพธ์ของการวิเคราะห์ก็จะเผยออกมาแน่นอน”


สามคนในห้องดวงตาเป็นประกาย จริงด้วย! วิธีนี้ทั้งง่ายดายและเถรตรง เป็นเช่นนี้ พวกเขาก็สามารถรู้ได้ ว่ายาน้ำขวดนี้จะวิเศษอย่างที่เขาบอกจริงๆหรือไม่ หนำซ้ำให้สาวน้อยผู้หมดแรงสู้ดื่มน้ำยานี้ที่ลานประลอง หากชนะจริง ก็จะเป็นป้ายประกาศโฆษณาที่มีชีวิต


“กระผมจะนำลงไป” ผู้ดูแลจูบ.อก ถึงจะหยิบยาขวดนั้นเร่งรีบลงไปที่ลานประลองชั้นหนึ่ง


ที่ลานประลอง


“ฮ่าๆๆ สาวน้อย เจ้ารีบยอมแพ้เสียก่อนเถอะ! ต่อให้เจ้าฝึกฝนอีกเป็นสิบปีก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า” พอคิดว่าพวกทรัพย์สินเงินทองที่มาซื้อตัวเองตอนได้ชัยชนะจะกลายเป็นสิบเท่า เขาก็หัวเราะร่าขึ้นมาด้วยความดีใจจนลืมตัวอย่างอดไม่ได้


สาวน้อยถ่มเลือดออกมา ร่างกายราวกับถูกรถม้าวิ่งทับ เจ็บเสียจนไร้ความรู้สึก ซ้ำยังดึงพลังขึ้นมาไม่ได้เลย


ทว่าเธอยังไม่ยอม ทั้งไม่เต็มใจและไม่ยินยอมจะแพ้เช่นนี้!


เธอกัดฟันพลางฝืนหยัดลุกขึ้นมา แต่กลับทรุดลงไปอีก ทำให้ผู้คนที่ชมอยู่ในลานต่างหัวเราะดังฮ่าๆขึ้นมา


“รีบยอมแพ้ซะ! รอบต่อไป! รอบต่อไป! อย่ามาทำพวกเราเสียเวลา!” มีคนตะโกนมาอย่างทนไม่ไหว


และในตอนนั้นเอง ผู้ดูแลจูก็ถือน้ำยามาข้างกายสาวน้อย ไม่รู้ว่าพูดอะไรกับเธอ สาวน้อยถึงรับขวดใบนั้นมาดื่มของด้านในอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย


ในระหว่างที่ทุกคนต่างแปลกใจกับท่าทางเช่นนี้ของผู้ดูแลจู กลับเห็นบนร่างสาวน้อยผู้นั้นมีกลิ่นอายพลังเร้นลับสีแดงคละคลุ้งพรั่งพรูอยู่จางๆ


“ชิ! เป็นไปได้อย่างไร!”


ตอนที่ 66: ช่างน่าเหลือเชื่อ!


ผู้ชมทั่วทั้งลานประลองเปล่งเสียงอุทานอย่างยากที่จะเชื่อ มีคนไม่น้อยผุดลุกยืนขึ้นเพราะความตกใจ และมองสาวน้อยผู้มีกลิ่นอายพลังเร้นลับพรั่งพรูทั่วร่างด้วยความเหลือเชื่อ


กลิ่นอายพลังเร้นลับที่เห็นได้ด้วยตาเปล่านั้นไม่ใช่ของปลอม!


พลังที่กระจายออกมาทั่วร่างยิ่งเป็นของจริง!


แต่ช่วงก่อนหน้านี้ เห็นชัดๆว่าขนาดยืนยังไม่อาจลุกไหว เวลาต่อมานางกลับมีกลิ่นอายพลังเร้นลับที่คละคลุ้งกว่าตอนแรกพวยพุ่งไปทั่วร่าง หากไม่เห็นด้วยตาตัวเอง พวกเขาก็ไม่มีทางเชื่อเลยจริงๆ…


ตอนนี้ บนลานประลอง ในดวงตาสาวน้อยผู้นั้นมีทั้งความแปลกใจ ประหลาดใจ และความตื่นเต้น


สองมือนางกำหมัดแน่น ขณะที่รู้สึกถึงกลิ่นอายพลังเร้นลับที่แนบแฝงอยู่ในหมัด ทันใดนั้น ก็เปรยตามองไปทางบุรุษผู้กำลังตะลึงงัน “แพ้ชนะยังไม่ตัดสิน!” พอสิ้นเสียง ทั้งร่างก็ระเบิดพลังชกหมัดที่รวดเร็วกว่าปกติถึงสามเท่าออกไป


บนหมัดของนาง กลิ่นอายพลังเร้นลับที่พุ่งพล่านก่อตัวเป็นคลื่นพลังส่งเสียงหึ่งๆ ในสายตายากจะเชื่อของบุรุษผู้นั้น เขาถูกหมัดโจมตีออกไปไกลถึงสิบเมตร แรงมหาศาล ท่าทางโหดเหี้ยม ทำให้ผู้ชมในลานต่างพากันสูดหายใจเฮือก


บรรยากาศถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ ราวกับไม่อาจคืนสติมาอย่างช้าๆ จนกระทั่ง หลังจากผ่านไปสักพัก ผู้ชมพันกว่าท่านทั่วทั้งลานประลองก็ลุกยืนขึ้นมา เสียงปรบมือดั่งฟ้าร้อง เสียงแซ่ซ้องโห่ร้องกันกึกก้อง…


เทียบกับผู้คนในลาน ในใจผู้ดูแลจูยังตื่นเต้นยิ่งกว่า เขามองเวทีประลองที่ตัดสินแพ้ชนะแวบหนึ่ง จากนั้นจึงเร่งฝีเท้าเดินกลับไป


ส่วนในลานประลอง ไม่ว่าผู้ชมชั้นหนึ่ง หรือแขกผู้มีเกียรติชั้นสอง หลังจากเห็นผู้ดูแลจูรีบเดินจากไป ล้วนเผยสีหน้าที่มีความนัย แต่ละคนต่างเรียกข้าทาสบริวาร ให้พวกเขาไปไต่ถามเสียหน่อย ว่าในขวดเมื่อครู่นั้นคืออะไรกันแน่?


เทียบกับความตื่นเต้นคึกคักที่ชั้นล่าง เฟิ่งจิ่วในห้องปีกด้านบนสงบนิ่งมากอย่างเห็นได้ชัด เพราะผลลัพธ์อยู่ในการคาดเดา เธอจึงไม่รู้สึกประหลาดใจ


ด้วยความฮึดสู้ไม่ย่อท้อที่ไม่ยอมรับความรับพ่ายแพ้ของสาวน้อย หากได้ยาช่วยแล้วยังไม่มีทางชนะ นั่นก็คงแปลกพิลึก


เทียบกับความใจเย็นของเธอ เติ้งเหล่ากับผู้ดูแลต่งกลับระทึกใจเสียจนหน้าแดงก่ำ สายตาพวกเขาที่มองเฟิ่งจิ่วฉายแววประกายหวาดหวั่น ราบกับได้พบขุมทรัพย์ก้อนโต มันทั้งตื่นตาตื่นใจและมีความลิงโลด


“ท่านที่เคารพ ยานั้นยังมีอยู่อีกเท่าไหร่? และไม่ทราบว่าท่านคิดจะทำการค้ากับพวกเราเช่นไรขอรับ?”


หลังจากผู้ดูแลต่งได้สติกลับมา คำเรียกล้วนเปลี่ยนไป ท่าทีก็ยิ่งดีขึ้นด้วย ต้องรู้ไว้ หากน้ำยาวิเศษเช่นนี้ไปถึงตลาดมืดทางด้านเมืองอวิ๋นเยวี่ยก็คงเป็นที่ฮือฮากันแน่! ถึงอย่างไร ในแคว้นเล็กๆระดับเก้าของพวกเขา แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยพบเห็นยาแบบนี้


ถ้ามียานี้ไว้สักขวดหนึ่ง นั่นเท่ากับเป็นการเพิ่มยันต์คุ้มภัยติดตัว ต่อให้พบคู่ปรับที่ไม่อาจสู้ ก็สามารถใช้หนีเอาตัวรอด จะไม่ทำให้คนใจเต้นได้เช่นไรเล่า?


“ยานี้ท่านฝึกปรุงเองรึขอรับ? หรือว่าท่านเป็นผู้ฝึกฝนวิชานักปรุงยา?” เติ้งเหล่ามองเฟิ่งจิ่วด้วยดวงตาเป็นประกาย ในสายตาคือความนับถือและความเร่าร้อน


ได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งจิ่วเหลียวมองเขาแวบหนึ่ง น้ำเสียงมีความเอื่อยเฉื่อยและเย็นชาอยู่บางส่วน “ข้าเป็นใคร เหมือนจะไม่จำเป็นต้องบอกท่านกระมัง?”


เมื่อรู้ว่าตัวเองล่วงเกิน เติ้งเหล่าจึงรีบร้อนก้มหัวเคารพ “ขอท่านที่เคารพอย่าได้ถือสา กระผมแค่ตื่นเต้นไปชั่วครู่ ถึงได้เลอะเลือน”


ใช่สิ! จะไม่ตื่นเต้นได้รึ? คนตรงหน้ามีความเป็นได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นนักปรุงยา ต้องรู้ไว้ ว่าแคว้นแสงสุริยันของพวกเขาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีนักปรุงยาโผล่มาสักคน


ตอนที่ 67: ฐานะสูงศักดิ์!


หลังจากกวาดตามองทั้งสองคน เธอถึงจะเอ่ยว่า “ตรงนี้ข้ายังมียาอีกสองขวด แต่ว่าข้าคิดจะขายด้วยราคาประมูล และยังข้อมูลเกี่ยวกับข้า พวกท่านอย่าได้เปิดเผยไปแม้แต่น้อย”


เมื่อได้ยินว่ามีอีกสองขวด ผู้ดูแลต่งดวงตาเป็นประกาย กล่าวยิ้มๆว่า “แม้ที่นี่เป็นตลาดมืด แต่ถ้าท่านไม่อนุญาต พวกเราก็จะไม่แพร่งพรายข้อมูลส่วนตัวของท่าน ขอท่านโปรดวางใจ”


เฟิ่งจิ่วพยักหน้า บอกว่า “นอกจากนี้ ข้ายังต้องการให้พวกท่านช่วยข้าหายาทิพย์จิตวิญญาณอีกสองสามอย่าง”


น้ำเสียงเธอชะงักเล็กน้อย พูดอีกว่า “ถึงเวลา ข้าจะให้น้ำยาเร่งรวมพลังเป็นของตอบแทน แน่.นอนว่าราคายาทิพย์จิตวิญญาณจะคิดแยกต่างหาก ข้าไม่เอาเปรียบพวกท่านแน่”


พอสองท่านฟังดวงตาก็ลุกวาว รีบถามว่าเป็นยาทิพย์จิตวิญญาณอะไร?


สุดท้าย เฟิ่งจิ่วให้พวกเขาหยิบกระดาษกับพู่กันมา หลังจากเขียนรายการยาทิพย์จิตวิญญาณที่ต้องการ ก็ยื่นให้พวกเขา


“นายท่าน หากเขาหายาทิพย์พบ พวกเราจะเรียนบอกท่านเช่นไรขอรับ?” ผู้ดูแลต่งเอ่ยถาม


เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “อีกหลายวันข้าค่อยกลับมา เรื่องนี้พวกท่านไม่ต้องกังวล” เธอปัดๆชุดแดงแล้วลุกยืนขึ้น ทิ้งยาสองขวดไว้ ก่อนจะสาวเท้าเดินออกไป


“ช้าก่อนท่าน” ผู้ดูแลต่งเรียก และรีบร้อนมายังข้างกายเขาเพื่อยื่นป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งให้ “นี่คือป้ายคำสั่งมืดของตลาดมืดเรา เป็นตัวแทนแขกชั้นสูง ขอท่านโปรดเก็บไว้”


ได้ยินคำพูดนั้น เฟิ่งจิ่วจึงยื่นมือรับเก็บมันเข้าแขนเสื้อ ถึงจะก้าวเท้าเดินจากไป


เห็นเช่นนี้ หลังจากสองท่านเก็บยาขึ้นมา ก็เร่งรีบส่งแขก พอออกไปด้านนอก ถึงได้เห็นผู้ดูแลจูเดินกลับมาหน้าตายิ้มแย้มพอดิบพอดี


“คารวะนายท่าน” ผู้ดูแลจูรีบทำความเคารพ กำลังจะพูดด้วยท่าทีตื่นเต้น ก็ถูกยกมือขึ้นปราม


“พวกท่านไม่ต้องไปส่ง ข้าเดินวนดูรอบๆเองก็พอ” เธอปฏิเสธไม่ให้พวกเขาไปส่ง แล้วสาวเท้าเดินไปด้านหน้า


พอทั้งสามคนเห็นเงาร่างสีแดงนั้นเลี้ยวหายไป ถึงจะดึงสายตากลับมาส่งสัญญาณสักพัก เพื่อกลับเข้าห้องปีกกันอีกครั้ง


“เมื่อครู่มีคนมาถามข้าไม่น้อยเลย ว่าในขวดนั้นใส่อะไรไว้?”


ผู้ดูแลจูกล่าวด้วยท่าทีตื่นเต้น “แม้พวกเขาไม่รู้เรื่องแน่ชัด แต่คงคาดเดากันว่าเป็นยา ถึงอย่างไร ก็มีแค่ยาถึงจะสามารถได้ผลอัศจรรย์ขนาดนี้”


“อย่าได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับท่านผู้นั้นออกไป รายงานเบื้องบนอย่างลับๆก็พอ” ผู้ดูแลต่งพูดเสียงเคร่งขรึม


“งั้นไม่ต้องส่งคนตามไปรึ?”


“ไม่ต้อง”


ผู้ดูแลต่งส่ายหน้า “พวกเรายังไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่คนเช่นนี้ก็ไม่ควรไปขัดใจ หากส่งคนตาม เกรงว่าจะยิ่งยุให้เขาไม่ชอบใจ ถึงเวลานั้นคงได้ไม่คุ้มเสีย”


และตอนนี้ เติ้งเหล่าที่ไม่พูดไม่จามาตลอด จู่ๆกลับปริปากว่า “กลัวว่ายาทิพย์จิตวิญญาณบนนี้จะหาไม่ง่ายนัก”


“หืม? ทำไมพูดเช่นนั้น?” ผู้ดูแลต่งมองเขา เพราะเขาไม่ได้คุ้นเคยกับยานัก จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่รู้ว่ายาทิพย์จิตวิญญาณในรายการนั้นใช้ทำอะไรบ้าง


“พวกนี้ เห็นได้น้อยยิ่งนักในแคว้นแสงสุริยันเรา เกรงว่าต้องรวบรวมจากแคว้นอื่น” เขามองพวกเขาอีกสองท่าน ในแววตามีชีวิตชีวา “ข้าสรุปได้เลย ท่านนี้ต้องเป็นนักปรุงยาแน่! ถึงขั้นว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ!”


“อะไรนะ?”


สองท่านอุทาน “นักเล่นแร่แปรธาตุ? ตำแหน่งสูงศักดิ์เช่นนั้น เป็นไปได้รึ? ประเมิณจากน้ำเสียงเขา คงยังอายุน้อยมาก จะเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุได้อย่างไร?”


ต้องรู้ไว้ ว่านักเล่นแร่แปรธาตุคือตำแหน่งที่เหนือชั้นกว่านักปรุงยา ไม่ต้องพูดถึงแคว้นเล็กๆระดับเก้าของพวกเขาหรอก ต่อให้เป็นแคว้นขั้นกลางระดับหกก็เกรงว่ายังยากมากที่จะหาได้สักคน


และตอนนี้คนที่พวกเขาพูดถึงกำลังยืนอยู่หน้ารายชื่อสำหรับทหารรับจ้างตลาดมืด พอเห็นรางวัลนำจับด้านบน มุมปากเธอก็ยกขึ้นผุดรอยยิ้มน้อยๆ


ตอนที่ 68: ผู้แข็งแกร่งทั้งสองท่าน


นึกไม่ถึงเลยว่าเงินรางวัลของเธอจะอยู่สามอันดับแรก จิ๊ๆ ช่างน่าประหลาดใจเสียจริง!


ขณะกำลังคิด พลันได้ยินเสียงพูดคุยลอยมาข้างหู


“ทำไมรูปเหมือนสาวคนนั้นขึ้นมาอยู่สามอันอับแรกได้เล่า? ไม่คิดเลยว่าเงินรางวัลจะถึงห้าแสนเลยรึ?”


“เจ้าเพิ่งกลับมายังไม่รู้หรอก ตอนนี้ไม่มีทหารรับจ้างคนไหนกล้ารับภารกิจตามล่านี้แล้ว”


“เพราะเหตุใดรึ?”


“เพราะทหารทุกคนที่รับภารกิจนี้ออกไป ไม่เคยมีชีวิตรอดกลับมา ในเวลาสั้นๆ ไม่ถึงครึ่งเดือนก็มีทหารรับจ้างไม่น้อยที่พ่ายแพ้แก่นาง”


ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากัน เห็นชายหนุ่มชุดแดงยืนอยู่หน้าป้ายรายชื่อ ก็แปลกใจอยู่เล็กน้อย หนึ่งในนั้นจึงถามว่า “ใต้เท้าต้องการลงภารกิจไว้รึขอรับ?” ถึงอย่างไร คนที่รับภารกิจบนนี้ มีเพียงทหารรับจ้างตลาดมืดเช่นพวกเขาที่รับได้


เฟิ่งจิ่วดึงสายตากลับมามองสองคนนั้นแวบหนึ่ง เธอส่ายหน้ายิ้มๆ หางตาชำเลืองเห็นชายวัยกลางคนเดินออกไปด้านนอก จึงสาวเท้าก้าวตาม


รอจนนางจากไป ทหารรับจ้างตลาดมืดในตำแหน่งสามก็.อดไม่ได้ที่จะพูดเสียงเบา “ดูเหมือนคนผู้นั้นจะมาเป็นครั้งแรก กลิ่นอายบนร่างช่างน่าดึงดูดนัก ไม่รู้ว่ามาจากที่ใดกัน?”


“อย่าสนใจเลยว่าเขาจะมาจากที่ใด ไปเถอะ ข้าเลี้ยงเหล้าเจ้าเอง” อีกคนหนึ่งอ้าแขนกว้างโอบไหล่พาเดินไปด้านนอก


ชายวัยกลางคนที่เดินไปโรงเตี๊ยมพลันชะงักย่างก้าวลงเล็กน้อย มองไปด้านหลัง และขมวดคิ้วเบาๆอย่าง.อดไม่ได้ เขาเร่งฝีเท้าเลี้ยวเข้าตรอกแล้วหยุดก้าวลง ตะโกนไปเสียงเข้ม


“ใครน่ะ! ออกมานะ!”


เงาร่างสีแดงสาวเท้าก้าวนวยนาดออกมาอย่างผ่าเผย ยังคงเป็นชุดสีแดงแพรวพราว เส้นผมสีดำใช้เพียงริบบิ้นแดงผูกไว้ จะแตกต่างก็แค่ ที่สวมบนใบหน้าคือหน้ากากสีทองที่มีดองลำโพงแห่งแดนนรกเบ่งบานอยู่


เมื่อเห็นผู้นั้นเดินกรีดกรายออกมา แววตาเขาหรี่ลง ในหัวก็คาดเดาขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่กลับปฏิเสธอย่างทันควัน


ไม่ คงไม่ใช่สาวน้อยคนนั้น ชายหนุ่มชุดแดงเบื้องหน้าสูงกว่าสาวน้อยอยู่บ้าง คงไม่ใช่นางหรอก


“ไม่ได้เจอกันนานมากจริงๆ”


น้ำเสียงเฟิ่งจิ่วช่างเอื่อยเฉื่อย มันมีทั้งความหยอกล้อ เย็นชา และแรงอาฆาต


“เป็นเจ้า!”


หลังจากได้ยินเสียงอันคุ้นเคย สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย น้ำเสียงล้วนสั่นเทา ความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณทำให้เขาถอยไปสองเก้าในคราแรก ร่างกายเตรียมป้องกันตัวอย่างตึงเครียด ยังไม่ทันลงไม้ลงมือ ก็กลับเหงื่อออกซกเสียแล้ว


ไม่แปลกใจที่ปรมาจารย์นักรบผู้ทรงเกียรติเช่นเขาจะเกรงกลัวนักรบอย่างนาง เพราะเขาเคยประมือกับนาง จึงรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจ เมื่อนึกถึงครั้งก่อนที่เกือบตายในเงื้อมมือนาง และนึกถึงแขนที่เสียไป ในใจก็เกิดความขลาดกลัวขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม


นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไปลงภารกิจตามล่าไว้ที่ตลาดมืด แต่กลับไม่กล้าสู้กับนางตรงๆ


พอเห็นปฏิกิริยาเขา เฟิ่งจิ่วจึงหัวเราะออกมาเบาๆอย่าง.อดไม่ได้ “ในเมื่อท่านกลัวข้าเสียขนาดนี้ ทำไมถึงยังลงภารกิจตามล่าไว้เพื่อฆ่าข้าด้วยเล่า?”


เธอเดินเยื้องย่างออกหน้าเข้าใกล้ไปทีละก้าวทีละก้าว “เดิมทีข้าเกือบลืมว่ายังมีคนเช่นท่านนี้อยู่ ใครจะรู้ ว่าท่านยังวิ่งมาตรงหน้าข้าด้วยตัวเอง”


สิ้นเสียงนั้น ก็ได้ยินการเคลื่อนไหวด้านหลัง เธอเลิกคิ้วน้อยๆ แล้วดึงสายตามองไป


จึงเห็นชายวัยกลางคนกับชายแก่ที่ไม่รู้ว่ามาปรากฏตัวกันด้านหลังนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งสองท่านกลิ่นอายแรงกล้า แววตาเผยคมเฉียบแหลม แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างสองท่าน แรงอาฆาตที่กำลังเอ่อล้น ท่วมท้นอยู่ในตรอกเล็กแห่งนี้


“ฮ่าๆๆ! อยากฆ่าข้ารึ? งั้นจะดูว่าเจ้ามีปัญญาหรือไม่!” ชายวัยกลางคนแปรผันความตื่นตระหนกและหวาดกลัวก่อนหน้า มามองสองท่านนั้นด้วยสายตาที่มีความลิงโลดใจ


“ท่านผู้อาวุโสใหญ่ และผู้อาวุโสสี่ เป็นเจ้านี่ คือนังคนที่ฆ่าเผิงเอ๋อร์!”


ตอนที่ 69: กระบี่คมพยับออกโรง!


ผู้อาวุโสรึ?


แววตาเธอสั่นไหว ใช้ดวงจิตตรวจสอบดู สองท่านนี้เป็นปรมาจารย์นักรบขั้นสมบูรณ์แบบ จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะปรากฏตัวด้านหลังเธอได้อย่างเงียบเชียบไร้เสียง


ช่างแตกต่างกับความมั่นใจในชัยชนะที่ชายวัยกลางคนกุมไว้ ผู้อาวุโสใหญ่กับผู้อาวุโสสี่ต่างพินิจมองเฟิ่งจิ่วผู้สวมชุดแดงงดงามร้ายกาจ


หากไม่มีคนคอยชี้ชัด พวกเขาก็ดูไม่ออกเลยว่าเด็กหนุ่มที่แต่งชุดชายชาตรีตรงหน้าจะเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง


แม้สองท่านจะผ่านโลกมาไม่น้อยก็ไม่อาจไม่ยอมรับได้ ว่าบนร่างคนคนนี้มีกลิ่นอายที่จำแนกชายหญิงไม่ออกอยู่


หนำซ้ำ…ยังลึกซึ้งเกินคาดเดา


ด้วยพลังของพวกเขา นึกไม่ถึงว่าจะมองวรยุทธ์นางไม่ออก? หากไม่ใช่ยากเกินคาดเดาจะเรียกว่าอะไรได้?


ตั้งแต่พวกเขาโผล่มา ไม่เห็นนางมีท่าทีตื่นตกใจ ริมฝีปากที่ปรากฏอยู่นอกหน้ากากยังอมยิ้มชั่วร้าย ทำให้ในใจพวกเขายิ่งระวังตัวมากขึ้นบ้างอย่างอดไม่ได้


“ใต้เท้าเป็นใครกันแน่? ไยต้องมาเป็นศัตรูกับตระกูลสวี่เราด้วย?”


ท่านผู้อาวุโสใหญ่เค้นเสียงถาม แววตาแหลมคมเพ่งมองร่างสีแดงตรงหน้า


เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองผู้อาวุโสใหญ่แวบหนึ่ง น้ำเสียงมีความแปลกใจอยู่บางส่วน “เป็นศัตรูกับพวกท่านรึ? ไม่ถูกกระมัง? ตลอดมานี้คือพวกท่านที่เป็นศัตรูกับข้า ไยข้าต้องหาเรื่องใส่ตัวก่อน?”


น้ำเสียงชะงักลง เธอเหลือบมองชายวัยกลางคนตรงหน้าแวบหนึ่งด้วยท่าทางเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “หากไม่ใช่เพราะคุณชายรองตระกูลท่านวิ่งแจ้นไปตั้งรางวัลค่าหัวข้าที่ตลาดมืด ข้าจะหาเขาพบได้เช่นไรเล่า?”


“แม้จะเป็นเช่นนั้น เรื่องที่ฆ่านายน้อยตระกูลสวี่ และทำลายแขนข้างหนึ่งของคุณชายรอง เจ้าล้วนไม่อาจปฏิเสธได้”


“อ้อ? พูดขนาดนี้ หากพวกท่านต้องการฆ่าข้า ข้าก็ทำได้เพียงยื่นคอให้พวกท่านเชือดงั้นสิ?” เธอเลิกคิ้ว รอยยิ้มที่ริมฝีปากยังคงอยู่ เพียงในแววตานั้นเย็นเยียบน้อยๆ


สีหน้าผู้อาวุโสใหญ่มืดลงไปบ้าง พลางยิ้มเย็น “พูดได้เพียงว่าเจ้าดันไปยุแหย่คนที่ไม่ควรยุ่ง! ตระกูลสวี่อันมีเกียรติของข้าสืบเชื้อสายกันมาเป็นร้อยปี เจ้าจะมาดูหมิ่นได้เยี่ยงไร? ในเมื่อรู้แล้ว ทางที่ดีก็ยอมให้จับโดยละม่อม มิเช่นนั้น…”


“มิเช่นนั้น?”


มุมปากเธอยกขึ้นส่งเสียงหัวเราะอย่างป่าเถื่อน กล่าวถามด้วยความรู้สึกสนใจหน่อยๆ “มิเช่นนั้นจะยังไง? จะฆ่าข้ารึ?”


“มิเช่นนั้น ข้าจะยกหัวเจ้ากลับไปรายงานเสีย!” สิ้นน้ำเสียงเยือกเย็นของท่านผู้อาวุโสใหญ่ นิ้วมือจับกลายเป็นกรงเล็บ เพียงออกท่วงท่าก็รู้ว่าฝึกเคล็ดวิชาจับจุดมาอย่างทะลุปรุโปร่ง


“งั้นข้าจะสนองพวกท่านอย่างดี!” เธอยิ้มเย็น พลันขยับร่างปะทะออกไปซึ่งๆหน้า


มือหนึ่งของผู้อาวุโสใหญ่ที่แฝงไปด้วยพลังเร้นลับอันแกร่งกล้าเข้าจับข้อมือนางบิดไปด้านหลัง แต่ใครจะรู้ว่านางดิ้นหลุดได้ทันทีราวกับงูผี ข้อมือกลับถูกนางจับดึงไปด้านหน้า ฐานล่างโดนโจมตี เพียงรู้สึกถึงพลังที่กระจายออกมาจากในมือนั้น ทั่วทั้งร่างก็ถูกนางยกเหวี่ยงออกไป


เขาถ่ายพลังเข้าปรับสมดุลร่างกายกลิ้งตัวลงบนพื้น สีหน้าหมองลงเล็กน้อย “ถือว่ามีฝีมือจริงๆ น่าเสียดาย ที่วันนี้เจ้าต้องตายที่นี่!”


“ช่างน่าเสียดายเหลือเกินนะ” เธอพยักหน้าเห็นด้วย มองเขาอย่างเวทนาและเห็นใจ ราวกับคนที่มั่นใจว่าต้องตายจะเป็นท่านอาวุโสใหญ่อย่างแน่.นอน


แววตาเสียดายและเห็นอกเห็นใจทำให้ท่านผู้อาวุโสใหญ่โกรธเคือง จึงดึงกระบี่ยาวออกมาชี้ตรงไปที่นาง แผดเสียงร้องเกรี้ยวกราด “เจ้าเด็กโอหัง! เจ้าจะต้องชดใช้ความจองหองพองขนของเจ้าด้วยความทุกข์ทรมาน! หัวของเจ้า! ข้าจะจัดการเอง!”


ปลายดาบชี้ตรง พลังเร้นลับแข็งแกร่งพรั่งพรูออกจากร่างราวกับน้ำไหลทะลัก มาบรรจบกันบนคมกระบี่ ทันใดนั้น พลังดาบอันรุนแรงที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตเยือกเย็นก็พลุ่งพล่านออกมา! เขาพลันเคลื่อนตัวไปด้านหน้า แรงอาฆาตน่าหวาดหวั่นถาโถมเข้าหาเงาร่างสีแดงด้วยความเร็วดั่งสายฟ้าแลบ


“ชิ้ง!”


กระบี่ยาวฉายแสงสีดำขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า สองกระบี่กระทบกัน พลังกระบี่อันรุนแรงไม่มีใครยอมใคร และในเวลาเดียวกันนี้ ก็มีเสียงสูดหายใจและเสียงร้องอุทานดังขึ้น


“กระ กระบี่คมพยับ!”


ตอนที่ 70: คมพยับลิ้มรสเลือด


“แกร๊ง!”


“ชิ้ง!”


เสียงแตกหักดังแกร๊งลอยมา ผู้อาวุโสใหญ่เบิกสองตากว้างอย่างตื่นตกใจ เห็นกระบี่คมทอแสงสีดำในมือนาง และยังรอยตำหนิแตกร้าวบนกระบี่ในมือตัวเอง หัวใจก็หนักอึ้งตึกตัก


เวลาต่อมา กระบี่ยาวในมือสั่นสะเทือนเพราะพลังกระบี่อีกฝ่ายอย่างแข็งกระด้าง เสียงร่วงหล่นลงพื้นดังชิ้ง ตัวเขาถึงกับถูกพลังกระบี่ที่น่าหวาดกลัวนั้นสะเทือนออกไปโดยไม่อาจถอยหนีได้ทันท่วงที


“ซี๊ด!”


“อ๊าก!”


ร่างกายเขาถอยหลังไปอย่างเสียหลัก โชคดีที่ผู้อาวุโสสี่ด้านหลังประคองเขาไว้ เลี่ยงไม่ให้เขาล้มลงไปบนพื้นด้วยความอับอาย


“เป็นไปได้อย่างไร? จะเป็นคมพยับได้อย่างไรเล่า?”


เขามองกระบี่ที่กำลังประกายแสงสีดำในมือนางอย่างยากจะเชื่อ รัศมีสีดำบนคมกระบี่ช่างแพรวพราววาววับ หากเปิดตามองทั่วใต้หล้า ก็มีแค่กระบี่คมพยับที่มีแสงสีดำในตัวเอง!


ไม่เพียงแต่เขา ตอนนี้บนใบหน้าผู้อาวุโสสี่และคุณชายรองตระกูลสวี่ต่างก็ตกใจกันอย่างมาก ทว่าพวกเขานอกจากความตะลึงที่มากล้น ก็ยังมีความละโมบ เป็นความละโมบที่มีต่อกระบี่เล่มนั้น


กระบี่คมพยับ เป็นสิ่งล้ำค่าท่ามกลางเหล่ากระบี่!


กระบี่คมพยับที่หายสาบสูญไปหลายปีนึกไม่ถึงว่าจะมีวันได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกครั้ง หนำซ้ำพวกเขายังได้มาพบมัน จะไม่ตื่นเต้นได้เช่นไร? และจะไม่ให้ใจเกิดความละโมบอยากครอบครองมันเป็นของตนเองได้อย่างไรเล่า?


คมพยับเฉียงชี้ไปบนพื้น รัศมีสีดำลอยอยู่จางๆ ชุดสีแดงบินพลิ้วไหว กลิ่นอายกระหายเลือดกระจายออกมาจากร่างนาง


เธอมองสามท่านนั้นที่ทั้งตกตะลึงและมีความโลภ แนวโค้งที่มุมปากยกขึ้นน้อยๆ ปรากฏรอยยิ้มดุร้ายเยือกเย็น “คนที่เห็นกระบี่ข้าเล่มนี้ ล้วนต้องตาย!”


พอสิ้นสุดเสียง เงาร่างสีแดงก็พุ่งออกไปราวกับภูตผี ทว่า เธอกลับไม่ไปทางผู้อาวุโสใหญ่กับผู้อาวุโสสี่ แต่หมุนกลับหลัง กวัดแกว่งคมพยับในมือ พลังกระบี่อันรุนแรงตวัดผ่านกลางอากาศดังฟิ้ว


“ซี๊ด!”


คุณชายรองตระกูลสวี่ผู้นั้นถูกกระบี่ปาดคอโดยไม่ได้ป้องกันตัวเลยแม้แต่น้อย!


เพราะไม่ทันตั้งตัว และ… หลบได้ไม่ทัน!


จนเขาตาย สองตาก็เบิกกว้างอย่างไม่มีทางเชื่อ ถึงตาย แม้แต่ลมหายใจสุดท้ายก็ไม่อาจได้สูดเข้าไป เพราะใจยังไม่ยอม…


“คุณชายรอง!”


ผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสสี่อุทานอย่างตกใจ เห็นเงาร่างนั้นแข็งทื่อล้มลงไป เพียงชั่วพริบตา ชีวิตหนึ่งก็สูญสลายไปต่อหน้า


เพราะกระบี่นางเร็วเกินไป เลือดสดบริเวณคอถึงกับไม่ไหลออกมาในตอนแรก จนกระทั่งเมื่อเขาล้มลง กระเทือนถึงบาดแผลบริเวณลำคอที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต เลือดสีแดงสดถึงจะพุ่งตรงออกมาราวกับน้ำพุโลหิต ย้อมพื้นดินเสียแดงฉาน…


นั่นคือน้องชายที่ผู้นำตระกูลให้ความสำคัญที่สุด ตอนนี้ก็ตายไปเสียแล้ว… พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้เลย ว่าหลังจากกลับไป ท่านเจ้าบ้านจะโกรธเกรี้ยวสักเพียงใด?


เมื่อเห็นท่าทางบนใบหน้าสองท่าน เฟิ่งจิ่วก็ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ “พวกท่านคิดว่า จะยังมีชีวิตรอดกลับไปได้รึ?”


ตั้งแต่เธอดึงดาบคมพยับออกมา ก็ไม่คิดให้พวกเขาทั้งสามคนได้มีชีวิตรอดออกไปอีก


ในตรอกเล็กๆนี้ จะเป็นที่จบชีวิตของพวกเขา!


ดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งฉายแววเยือกเย็น แรงอาฆาตพวยพุ่ง เงาร่างสีแดงโผตามสองท่านไป คมพยับในมือขยับเล็กน้อย และพลังกระบี่อันเย็นเยียบก็กลายเป็นคมกระบี่ที่จู่โจมออกไปทีละเล่มๆ!


“ฆ่านางซะ!”


สองท่านแผดเสียงเกรี้ยวกราด ผู้อาวุโสใหญ่ตวัดกระบี่หักขึ้นรับหน้า ส่วนผู้อาวุโสสี่ก็ดึงกระบี่คมออกเข้าล้อมโจมตี สองท่านร่วมมือกัน ทันใดนนั้น แรงกดดันและกลิ่นอายของปรมาจารย์นักรบขั้นสมบูรณ์ก็กระจายอยู่ในตรอกเล็กนี้ ทำให้กลิ่นอายในอากาศยิ่งเยือกแข็งและกดดัน


“แกร๊ง! ฟิ้ว! ฟิ้วๆ!”


ระหว่างที่คมกระบี่ปะทะกัน กระแสลมและเสียงแกร๊งอันรุนแรงดังไม่หยุดไม่หย่อน แต่ที่ทำให้สองท่านประหลาดใจคือแรงอาฆาตกระหายเลือด รวมถึงการโจมตีหมายเอาชีวิตมากร้อยเล่ห์เหลี่ยม ที่ทำให้พวกเขามีความรู้สึกเสียขวัญจนเกินรับมืออยู่บ้าง


“ไม่!”


ตอนที่ 71: ไม่เหลือพยานปากใด


เมื่อเสียงอุทานดัง ผู้อาวุโสสี่ที่ล่าถอยถึงกับปรามไว้ไม่ทัน จึงเบิกตามองกระบี่หักของผู้อาวุโสใหญ่ใหญ่ถูกโจมตีลอยไป ก่อนที่กระบี่คมพยับทอแสงสีดำจะแทงเข้าที่หน้าอกเขา…


เขาถึงกับยังเห็นแววตาที่ยากจะเชื่อของผู้อาวุโสใหญ่ในเวลานั้นได้


เขาทั้งไม่ยอมแพ้ และตกตะลึงอยู่เช่นนั้น ราวกับไม่กล้าเชื่อ ว่าตัวเองจะตายอยู่ในเงื้อมมือของคนที่ถูกเขาดูถูกดูแคลนไว้


เมื่อมองดูร่างท่านผู้อาวุโสใหญ่กระตุกล้มลง และดวงตาที่ตายตาไม่หลับ หัวใจเขาก็สั่นสะท้าน พอมองไปทางสาวน้อยชุดแดงพลิ้วไหว เห็นนางกำลังดึงดาบมองมาหาเขา ในช่วงเวลานั้น เขาแทบอยากจะวิ่งหนีไปตามสัญชาติญาณ!


ใช่แล้ว ต้องหนี!


ในหัวมีเพียงความคิดนี้ ส่วนร่างกายก็โต้ตอบทำท่าจะถอยหนีตามสัญชาตญาณ แต่ทว่า พอฝีเท้าเพิ่งจะขยับ น้ำเสียงราวกับภูตผีก็ลอยเข้ามาในหู


“ข้าพูดไว้แล้ว คนที่เคยเห็นกระบี่คมพยับ ล้วนต้องตาย!”


สิ้นสุดน้ำเสียงเยือกเย็นกระหายเลือด ชุดแดงแวววามขวางอยู่เบื้องหน้าผู้อาวุโสสี่ เธอมองคนที่มีสีหน้าซีดเซียวกับดวงตาหวาดผวา


“เจ้าคิดจะหนีไปไหนรึ?”


“อ๊าก!”


เขาแผดเสียงดัง กระบี่ยาวในมือยกขึ้น หลังจากซึมซับกลิ่นอายพลังเร้นลับ ก็จู่โจมเข้าหานางอย่างดุร้าย


เขาที่หมดทางหนีทำได้เพียงสู้จนตัวตาย! ถึงแม้ ตอนที่ประมือกับนางก่อนหน้านี้ จะตกใจกับฝีมือแปลกๆนั้น แต่เวลานี้ไม่มีทางเลือก เพื่อจะมีชีวิตต่อไป เขาระเบิดพลังเร้นลับทั่วร่างออกมา เมื่อกลิ่นอายของปรมาจารย์นักรบขั้นสมบูรณ์ได้พรั่งพรู ฝุ่นทรายบนพื้นต่างก็หมุนตลบขึ้นมา


“ข้าไม่เชื่อ ว่าปรมาจารย์นักรบขั้นสมบูรณ์ผู้ทรงเกียรติเช่นข้าจะแพ้ให้กับนังเด็กเหลือขอคนเดียวอย่างเจ้า!”


เขาตวาดอย่างดุดัน กลิ่นอายพลังเร้นลับที่พวยพุ่งทั่วร่างทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นถึงขีดสุด ขณะที่พุ่งออกไป เงาร่างนั้นทั้งว่องไวดั่งลมกรดและดุร้ายดั่งเสือคลั่ง


เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเองก็ปล่อยพลังเร้นลับทั่วร่างขึ้น ทว่าความได้เปรียบกลับไม่ใช่พลังเร้นลับ แต่เป็นกระบี่คมพยับในมือ และการโจมตีจุดตายที่ซ่อนเล่ห์เหลี่ยม!


เธอไม่คิดจะทุ่มพลังเร้นลับยิ่งกว่าเขา ที่ต้องทำก็แค่ฆ่าอีกฝ่ายให้ตายภายในเวลาที่สั้นที่สุด มิเช่นนั้น การเคลื่อนไหวตรงนี้ อีกไม่นานคงเรียกพวกเซียนมา ถึงเวลานั้นคิดจะถอนตัวก็ยากแล้ว


เงาร่างสีแดงพุ่งออกไป อาศัยความป่าเถื่อนของคมพยับ ทุกหนึ่งกระบี่ล้วนเป็นกระบวนท่าที่หมายเอาชีวิต ท่วงท่าว่องไวดุร้าย แม้ผู้อาวุโสสี่จะระวังตัว ก็ขวางการฟาดฟันของกระบี่คมพยับและการโจมตีจุดตายของนางไว้ไม่อยู่


“มันจบแล้ว!”


สองมือเธอจับกระบี่ ในชั่วขณะที่เขาล่าถอย ก็ปล่อยพลังเร้นลับซึมเข้าในกระบี่คมพยับ ก่อนจะฟาดไปทางเขาอย่างโหดเหี้ยมด้วยความรวดเร็วร้ายกาจ


ผู้อาวุโสสี่ใช้กระบี่คมในมือไปขวางไว้ตามสัญชาตญาณ ทว่า…


“ชิ้ง!”


“เฮือก!”


เสียงสูดหายใจกรีดร้องลั่นตัดผ่านท้องฟ้า กระบี่ในมือผู้อาวุโสสี่ถูกเฟิ่งจิ่วฟันหักไปเสียดื้อๆ แม้แต่ร่างก็ถูกฟันขาดครึ่งออกเป็นสองส่วนและล้มไปบนพื้นเช่นกัน


หลังจากสายตาเฟิ่งจิ่วเหลียวมองบนร่างศพทั้งสาม ก็ใช้กระบี่คมพยับในมือเก็บถุงห่อฟ้าดินตรงเอวพวกเขาขึ้น แล้วดึงพลังกระโดดหนีข้ามตรอกเล็กๆนี้ตีจากไปอย่างรวดเร็ว…


ขณะที่นางเพิ่งล้ำหน้าออกไปก่อน ในตรอกเล็กก็มีพวกเซียนเร่งฝีเท้าพุ่งตามหลังกันเข้ามาไม่น้อย พวกเขามาเพราะได้ยินการเคลื่อนไหว ทว่าเมื่อเข้าตรอกเล็กมาเห็นภาพนองเลือดด้านใน สีหน้ากลับเปลี่ยนไปยกใหญ่ บางคนก็อาเจียนขึ้นมาในจุดเกิดเหตุอย่างอดไม่ได้


ฆ่าคนแค่เล็งที่หัว แต่ภาพด้านในกลับนองเลือดเกินไป ทำให้พวกเขาเห็นแล้วต่างก็รับไม่ได้อยู่นิดหน่อย


“สามท่านที่ตายไปล้วนเป็นปรมาจารย์นักรบ!”


ท่านเซียนสูงอายุผู้หาญกล้าสำรวจมองทั้งสามท่านที่สิ้นใจไป หลังจากได้รู้ถึงระดับพลังพวกเขา ก็ตื่นตกใจอย่างมาก


สามารถฆ่าปรมาจารย์นักรบทั้งสามคนได้ พละกำลังของคนผู้นั้นต้องแกร่งสักเพียงใด?


ตอนที่ 72: น้อยอกน้อยใจ!


ทางด้านนี้ ปรมาจารย์นักรบที่ตายไปทั้งสามท่านไม่เพียงเป็นที่ตื่นตาสำหรับเหล่าเซียนรอบๆ และยังเป็นที่ตกใจแก่ถิงจั่งในหมู่บ้านเล็ก


ทว่าปกติ ถิงจั่งแค่รักษาความสงบเรียบร้อยของราษฎรในหมู่บ้าน สำหรับเรื่องผู้ฝึกเซียนเช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรพวกเขาไม่อาจยื่นมือเข้าแทรก ยิ่งไปกว่านั้น พวกที่ตายไปยังเป็นผู้ฝึกวิชาเซียนระดับปรมาจารย์นักรบ ยิ่งทำให้พวกเขาคิดว่าเป็นปัญหาที่ยากเกินแก้


ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงทำได้เพียงคิดหาวิธีตรวจสอบฐานะปรมาจารย์นักรบทั้งสามก่อน จากนั้นค่อยแจ้งกับตระกูลพวกเขา


แต่ไม่นานนักข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปในหมู่บ้าน ถึงอย่างไรทันทีที่ปรมาจารย์สามท่านสิ้นใจ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆในหมู่บ้านอีกแล้ว


ทว่าเรื่องพวกนี้ เฟิ่งจิ่วกลับไม่สนใจ หลังจากเธอกลับเรือนก็เข้าไปฝึกวิชาในห้วงมิติ


ทหารรับจ้างตลาดมืดในหมู่บ้านเล็กๆ เหมือนแทบจะหลีกเลี่ยงภารกิจตามล่าเธอกันไปเอง อีกหลายวันหลังจากนั้นจึงผ่านไปอย่างสงบสุขยิ่ง ทั้งสองคนต่างยุ่งอยู่กับการฝึกวิชา จนกระทั่งไม่กี่วันต่อมา กวนสีหลิ่นที่ออกไปซื้ออาหารกลับมา เดินเข้าเรือนอย่างจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว


“ท่านพี่?” เฟิ่งจิ่วที่กำลังรำไทเก๊กอยู่ในลานบ้านเห็นเขาท่าทางผิดปกติเล็กน้อย พอเรียกไปก็ไม่ตอบ


“ท่านพี่?” เธอเรียกอีกรอบ ถึงจะเห็นเขาพลันได้สติกลับมา


“อ๊ะ? เสียวจิ่ว เจ้าเรียกข้ารึ?” เขาจัดการอารมณ์ตัวเองแล้วมองนาง ถึงจะเผยรอยยิ้มออกมา แต่เขากลับไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มนั้นดูฝืนใจมากอย่างเห็นได้ชัด


“ท่านเป็นอะไรไป? เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเปล่า?” เธอเดินเข้าไปถามเขา


กวนสีหลิ่นเงียบพลางก้มหัวน้อยๆไม่ยอมพูดจา


“ไม่อยากบอกข้ารึ? งั้นข้าไม่ถามแล้วก็ได้”


เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็รีบร้อนเงยหน้าขึ้น “ไม่ใช่นะ เสียวจิ่ว ก็แค่ แค่…”


เขามองนางอยู่นาน น้ำเสียงไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก “ตอนออกไปซื้อของ ข้าได้ยินข่าวในตระกูลมาว่าญาติผู้พี่ข้าจะแต่งงานแล้ว”


รู้จักกันมาเนิ่นนานขนาดนี้ เธอไม่เคยถามทั้งภูมิหลังและชาติตระกูลเขา เช่นเดียวกัน เขาก็ไม่เคยถามเรื่องวงศ์ตระกูลเธอ แต่ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเขาพูดถึงเรื่องในตระกูล


“ท่านอยากกลับไปร่วมงานแต่งเขารึ?”


มือเขาลูบบนบาดแผลตรงช่วงเอวที่หายดีแล้วโดยไม่รู้ตัว กล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่น้อยๆ “เสียวจิ่ว เจ้ารู้หรือไม่? ตั้งแต่ข้าอายุหกขวบก็ถูกเลี้ยงอยู่ใต้อาณัติท่านลุง ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ร่วมกับพี่ชาย แม้ไม่ได้เกิดจากท้องแม่คนเดียวกัน แต่ข้าก็เคารพนับถือเขาเสมอ เห็นเขาเป็นเช่นพี่ชายแท้ๆ ทว่า ข้าไม่นึกเลยว่าจู่ๆเขาจะลงมือสังหารฆ่าจากด้านหลัง”


“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าช่วยข้าไว้ คิดว่าตอนนี้ข้าอาจตายไปแล้ว เดิมทีข้าคิดมาตลอดก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมเขาต้องฆ่าข้า แต่พอได้ยินว่าเขาจะแต่งงาน ถึงได้รู้ว่าที่แท้ก็เพื่อนาง”


“นาง?” เธองงงันเล็กน้อย


“อืม ผู้หญิงคนนั้นที่เขาแต่งงานด้วย คือคุณหนูที่สามแห่งบ้านตระกูลเคอ นามว่าเคอซินหย่า นางเป็นคู่หมั้นที่ท่านพ่อหมายปองให้ข้าในปีนั้น”


ได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งจิ่วก็ถลึงดวงตาด้วยความตกตะลึงอยู่บ้าง นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? ถูกพี่ชายคนญาติลอบฆ่า ซ้ำยังโดนแย่งตัวคู่หมั้นอีก? เธอมองเขาด้วยความเห็นใจน้อยๆ รู้สึกว่าพี่ชายคนใกล้ตัวผู้นี้ช่างน่าสงสารอย่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ


เห็นเขาท่าทางอ้างว้าง เธอจึงถามอย่างสงสัยน้อยๆ “ท่านพี่ ท่านชอบผู้หญิงคนนั้นรึ?”


กวนสีหลิ่นส่ายหัว “พูดไม่ได้ว่าชอบ ทว่าตั้งแต่เล็กก็รู้ว่านางจะโตมาเป็นผู้หญิงของข้า นึกไม่ถึงเลย พอตอนนี้ได้ยินว่านางจะแต่งงานกับคนอื่น หนำซ้ำคนผู้นั้นยังเป็นพี่ชายข้า ข้าก็ไม่สบายใจและรู้สึกน้อยใจ”


“ฮะๆ!”


เธอ.อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เมื่อเห็นแววตาเขาถลึงมองมาด้วยความอับอายและขุ่นเคือง เธอก็รีบกลั้นไว้ “ก็ได้ก็ได้ ข้าไม่หัวเราะ ไม่หัวเราะแล้ว” แต่มุมปากที่ยิ้มกว้างกลับมีความยิ้มเยาะเอ่อล้นอย่างไม่อาจหักห้ามได้


ตอนที่ 73: ถึงคราต้องลาจาก


“เสี่ยวจิ่ว ข้ากำลังไม่สบายใจนะ! เจ้าไม่ปลอบใจข้าก็แล้ว ยังจะหัวเราะเยาะข้าอีก” เขาถลึงมองนางอย่างขัดเขินขุ่นเคืองน้อยๆ แต่ความรู้สึกอึดอัดในใจกลับเลือนหายไปไม่น้อยเพราะเสียงหัวเราะนั้น


“ไม่ใช่นะ ข้าเคยเห็นมุมแบบนี้ของท่านเสียเมื่อไหร่เล่า? ถึงได้รู้สึกแปลกใหม่มากเลย เหอะๆ”


มันช่างแปลกใหม่จริงๆ คุณคิดดู ถึงแม้เขาจะหน้าตาหล่อเหลา แต่ร่างกายแข็งแรงกำยำเสียจนแทบกล่าวขึ้นมาพร้อมกันได้ว่า เอวหนาเท่าหมี หลังกว้างเท่าเสือ ตอนนี้ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เช่นนี้กลับมีสีหน้าน้อยอกน้อยใจ ทุกข์ระทมราวกับหญิงสาวที่ถูกชายรักทอดทิ้งก็ไม่ปาน แล้วจะไม่ให้เธอหัวเราะได้อย่างไร?


“แต่ว่า พ่อแม่ท่านเล่า? ในเมื่อเป็นการแต่งงานที่พ่อท่านช่วยหมายหมั้น งั้นก็คงคัดค้านเรื่องนี้สิ?” เธอสงสัยนิดหน่อย เขาเกิดเรื่องมานานแค่ไหนกัน? คนพวกนั้นถึงคิดว่าเขาตายไปแล้วจริงๆ?


ได้ยินเช่นนี้ ความขุ่นข้องใจบนใบหน้ากวนสีหลิ่นก็จางหายไป กลายเป็นความเศร้าใจน้อยๆ “ตั้งแต่ข้าเกิดมาก็ไม่เคยเห็นหน้าท่านแม่ ตอนอายุหกขวบ ท่านพ่อสอบถามได้ข่าวคราวของท่านแม่จึงออกไปตามหา แต่ตลอดมาก็ไม่เคยได้กลับ และไม่มีข่าวคราวส่งมาถึงบ้านตระกูลกวนเลย คนในบ้านจึงต่างพูดว่าท่านตายแล้ว”


เขาเดินไปข้างโต๊ะหินเพื่อวางของลง “แต่ข้าไม่เชื่อหรอก พรสวรรค์ท่านพ่อเป็นเลิศที่สุดในประวัติศาสตร์ตระกูลกวน ข้าไม่เชื่อว่าท่านตาย ดังนั้นตอนที่ยังเด็กมาก ข้าตั้งมั่นปณิธานไว้ว่าต้องสร้างชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วยุทธภพให้จงได้! เช่นนี้แล้ว ขอแค่ท่านพ่อท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ จะต้องรู้เรื่องข้าแน่.นอน”


เห็นเขาท่าทางขึงขังเอาจริงเอาจัง เฟิ่งจิ่วก็แอบพยักหน้ากับตัวเอง ไม่แปลกใจเลย ถึงแม้วรยุทธ์พลังเร้นลับเขาจะไม่สูงนัก แต่พลังระเบิดกลับแข็งแกร่งมาก กล้ามเนื้อแขนขาก็กำยำล่ำสัน คิดๆแล้ว ยามปกติต้องฝึกหนักมาไม่น้อย


“ท่านพี่ ข้าเชื่อว่าท่านทำได้แน่!” เธอตบไหล่ให้กำลังใจเขา “ตั้งใจฝึกฝนนะ พรสวรรค์ท่านก็ไม่ได้ด้อยเลย ภายภาคหน้าจะเหนือกว่าพ่อท่านแน่.นอน”


พอสิ้นสุดเสียง แววตาเธอฉายแววเป็นประกาย กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “แต่ท่านพี่ ในเมื่อพี่ชายท่านจะแต่งงาน ยังไงท่านต้องกลับไปอวยพรเสียหน่อย! ไม่งั้นก็ไร้เหตุผลเกินไป”


“หา?” เขามองนางอย่างไม่เข้าใจอยู่เล็กน้อย


“อืม งั้นตามนี้แหละ! ข้าจะไปกับท่านด้วย”


ยังไงซะก็อยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ ไม่งั้นเดี๋ยวคนตระกูลสวี่ได้รับข่าวจะมาหาเรื่องเอา เธอในตอนนี้ยังไม่มีพลังพอจะต่อกรกับคนทั้งตระกูลหนึ่ง จึงเป็นธรรมดาที่ต้องเก็บซ่อนพรสวรรค์ และรู้จักหลบเลี่ยงคมหอกคมดาบ


หนำซ้ำ เธอก็อยากลองกลับไปที่เมืองอวิ๋นเยวี่ยดู


“สักพักท่านก็ไปซื้อรถม้าสักคัน ข้าจะออกไปสักครู่ เดี๋ยวกลับมา” เธอกลับเข้าห้องเพื่อเปลี่ยนใส่ชุดผู้ชาย หลังจากสวมหน้ากาก ก็เดินออกไปด้านนอก


กวนสีหลิ่นเห็นนางเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่งตัวออกไป เพียงแปลกใจสักพัก แต่กลับไม่ถามอะไร หลังจากทานอาหารพวกนั้น ก็ออกไปซื้อรถม้ามาใช้เดินทางแทนการเดินเท้า


ขณะเฟิ่งจิ่วมาถึงตลาดมืด ก็พบสาวน้อยชุดดำคนหนึ่งนั่งคุกเข่าเอวตั้งตรงอยู่บริเวณทางเข้า


เธอชำเลืองมองแวบหนึ่ง เห็นเพียงใบหน้าดำคล้ำ และดวงตาที่หลุบ.ลงน้อยๆ พอสาวเท้าเดินเข้าไป ก็ไม่สนใจสาวน้อยชุดดำผู้นั้นอีก


ทว่าสาวน้อยชุดดำกลับเปรยตาขึ้นมองในตอนที่นางเดินผ่านข้างกาย ดวงตาคู่นั้นที่เคยหดหู่โดดเดี่ยวปรากฏแสงแวววาวขึ้นทันใด นางจับจ้องเงาร่างสีแดงที่เดินเข้าไปด้านในราวกับเห็นดวงดาวแพรวพราวยามเที่ยงคืน


“ท่านจะไปแล้วรึขอรับ?”


ในห้องปีก ผู้ดูแลต่งสีหน้าร้อนรน “แต่พวกเรายังรวบรวมยาทิพย์จิตวิญญาณพวกนั้นได้ไม่ครบนะขอรับ”


“ที่เมืองอวิ๋นเยวี่ยก็มีตลาดมืดของพวกท่านไม่ใช่หรือ? เมื่อถึงเวลา พวกท่านก็นำยาทิพย์ส่งไปที่นั่นก็พอ” บัตรอัญมณีแผ่นบางที่เธอเล่นอยู่ในมือ ด้านในนี้คือเงินที่ได้รับจากการประมูลยาทั้งสองขวด


ตอนที่ 74: คำพูดที่น่าประหลาดใจ!


คาดไม่ถึงเลย ว่าสุดท้ายทักษะการรักษาของเธอก็มีประโยชน์ที่สุด แต่ว่าของพวกนี้เป็นเพียงยาที่ปรุงออกมา หากเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุของโลกนี้ล่ะก็…


พอนึกถึงเรื่องนี้ ในดวงตาที่หรี่ลงฉายแววเป็นประกาย ความคิดในใจก็ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่าง


เธอเปรยตาขึ้นมองใบหน้าผู้ดูแลต่ง เอ่ยถาม “ข้าเห็นสาวน้อยชุดดำคุกเข่าอยู่ด้านนอก คล้ายว่าจะเป็นคนที่ดื่มยาไปเมื่อวันนั้นสินะ?”


“ใช่ขอรับ เป็นนาง นางคุกเข่าอยู่ตรงนั้นสองวันแล้ว ที่จริงก็เพื่อพบหน้าท่านขอรับ”


“พบข้ารึ?” เธอเลิกคิ้วแปลกใจเล็กน้อย


“ขอรับ นางเป็นนักรบของลานประลองตลาดมืดที่พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง กล่าวกันว่ายังมีน้องชายอีกคน แต่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เงินที่นางชนะการประลองที่นี่ล้วนนำไปรักษาน้อง ทว่าหมอหลายท่านที่เคยไปตรวจดูต่างบอกว่าน้องชายนางมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน”


ขณะที่ผู้ดูแลต่งพูด เห็นเฟิ่งจิ่วค่อนข้างสนอกสนใจ จึงกล่าวอีกว่า “สองวันก่อนได้ยินว่าน้องชายนางหมดสติไม่รู้สึกตัว หมอในหมู่บ้านล้วนหมดหนทาง ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นางถึงเหยียบเข้ามาที่นี่ พูดร้องขอพบท่าน พวกเรารับปากว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆของท่าน แน่.นอนว่าเราจึงไม่ตอบรับนาง ดังนั้น นางจึงคุกเข่าอยู่เช่นนั้นมาตลอด ไล่ก็ไล่ไม่ไป”


เฟิ่งจิ่วพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรมากมาย ผ่านไปสักพัก หลังจากอธิบายเรื่องยาทิพย์จิตวิญญาณกับเขาอีกหน่อย เธอก็ลุกขึ้นจากไป


ขณะที่ก้าวเดินออกประตูตลาดมืด พอผ่านข้างกายสาวน้อยชุดดำ ก็สังเกตเห็นแววตานาง เฟิ่งจิ่วจึงชะงักเท้าลง เหลียวมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าก้าวจากไป


สาวน้อยชุดดำหันตัวมองตามเงาร่างที่จากไป แววตาเป็นประกาย ก่อนจะลุกขึ้นตามไปทันที


หลังจากเฟิ่งจิ่วเดินอยู่นานสักพัก ฝีเท้าพลันหยุดลง น้ำเสียงหยอกล้อก็ดังลอยตามมา


“ตามมานานขนาดนี้ หรือเจ้าคิดจะปล้นข้า?” ระหว่างที่พูด เธอก็หันตัวกลับไป


เงาร่างสีดำเดินออกมาจากด้านหลัง เป็นสาวน้อยหน้าคล้ำผู้นั้นเอง นางมองร่างสีแดงเบื้องหน้า ริมฝีปากที่เคยเม้มอยู่ปริปากเอ่ยว่า “บนตัวท่านมีกลิ่นยา ท่านเป็นนักปรุงยาที่ทำยานั้น”


เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ สองมือกอด.อกมองนาง มุมปากที่ยกขึ้นน้อยๆ มีความดุร้ายอยู่บางส่วน “แล้วยังไงต่อรึ?”


สาวน้อยชุดดำมองเฟิ่งจิ่ว เงียบไปอยู่นานโข ก็โน้มคุกเข่าลง แล้วก้มหัว “ขอท่านช่วยน้องชายข้าด้วยเจ้าค่ะ”


น้ำเสียงนางหนักแน่นและเย็นเยียบ ถึงแม้จะคุกเข่าลง แต่ช่วงเอวกลับตั้งตรง เห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่อ้อนวอนใครไม่เป็น


รอยยิ้มบนริมฝีปากยิ่งลึกขึ้น เฟิ่งจิ่วกลับส่ายหน้า “ข้าไม่ช่วย”


พอสิ้นน้ำเสียง เธอก็หันตัวก้าวเท้าเดินไปด้านหน้า


ทว่าครั้งนี้ ร่างที่เคยคุกเข่าอยู่กลับโผล่มาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเธอในระยะห่างสามก้าว


“ขอท่านช่วยน้องชายข้าด้วยเจ้าค่ะ”


ยังคงเป็นน้ำเสียงที่หนักแน่น และลำตัวที่ตั้งตรงเช่นเดิม


เฟิ่งจิ่วเห็นแล้วนึกถึงนางตอนที่อยู่บนลานประลองในวันนั้น แววตาดั่งสัตว์ร้ายตัวน้อย ทั้งดื้อรั้นและแน่วแน่


“ไหนเจ้าลองบอกสิ เหตุใดข้าต้องช่วยน้องชายเจ้าด้วย?”


“ข้าช่วยท่านฆ่าคนได้เจ้าค่ะ”


เฟิ่งจิ่วส่ายหน้า “เรื่องฆ่าคนก็มีนักฆ่าตลาดมือที่ทำงานนี้โดยเฉพาะแล้ว”


“ชีวิตข้าก็ให้ท่านได้เจ้าค่ะ”


เธอส่ายหน้าอีกครา “ได้ชีวิตเจ้าไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี”


ได้ยินเช่นนี้ นางจึงเงยหน้าขึ้นใช้สายตามองคนเบื้องหน้าไปตรงๆ “งั้นท่านต้องการอะไรเจ้าคะ?”


พอสายตาเฟิ่งจิ่วพินิจมองเรือนร่างนางจากบนลงล่าง ก็ส่ายหน้า และยิ้มอย่างชั่วร้าย ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก


เมื่อเห็นเงาร่างที่ค่อยๆเดินห่างออกไป สาวน้อยชุดดำก็ลุกยืนขึ้น ตะโกนบอกว่า “ข้ามอบค่ำคืนอันอบอุ่นให้ท่านได้นะเจ้าคะ!”


เฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดด้านหลัง ขาก็ซวนเซเสียจนแทบจะล้มลงบนพื้น


ตอนที่ 75: เพิ่มเติมอีกสองคน!


เธอหันกลับไปมองสาวน้อยชุดดำอย่างตกตะลึงน้อยๆ กล่าวถามด้วยความไม่แน่ใจนัก “เจ้าว่าอะไรนะ?”


สาวน้อยเม้มริมฝีปาก ดวงตามองจับนิ่งที่เงาร่างสีแดง “ข้ามอบค่ำคืนอันอบอุ่นให้ท่านได้เจ้าค่ะ?”


เฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดนี้ ก็.อดกลั้นความรู้สึกชั่ววูบที่อยากจะเงยหน้าหัวเราะร่าไว้ แล้วเอ่ยอย่างล้อเล่น “ข้าชอบสาวงามมากกว่า ต้องให้แม่หนูน้อยหน้าหมองคล้ำเช่นเจ้ามามอบค่ำคืนอันอบอุ่นให้ด้วยรึ?”


ฟังความเช่นนี้ สาวน้อยชุดดำจึงยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดๆหน้า เผยให้เห็นรูปโฉมดังเดิม


“ข้าไม่ได้อัปลักษณ์นะเจ้าคะ” นางพูดพลางมองเฟิ่งจิ่ว


จริงเสียด้วย สาวน้อยไม่เพียงไม่หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ซ้ำยังงดงามน่าตะลึงอย่างมาก รูปโฉมพริ้งเพรามาแต่กำเนิด เมื่ออวัยวะทั้งห้าที่ประณีตมาจับคู่กับใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือ ช่างเป็นสาวน้อยงามเลิศที่สวยงามจับใจ


ทว่าบนกายสาวน้อยกลับไม่มีท่าทางเหนียมอายเช่นหญิงสาว มีเพียงความเย็นชาและเฉยเมย แต่กลิ่นอายเย็นเยียบบนร่างก็แสดงถึงความรู้สึกของสาวงามผู้เย็นชา


นอกจากใบหน้ามอมแมมที่โดดเด่น เรียวคิ้วและดวงตาก็ยังถูกเติมแต่ง ด้วยเหตุนี้ เดิมทีจึงดูไม่น่าดึงดูดสักเท่าไหร่


ไม่ต้องมอง ก็เดาได้แน่นอนว่าช่วง.อกที่แบนราบนั้นก็รัดผ้าเอาไว้


โชคดีที่นางเฉลียวฉลาด รู้จักเก็บซ่อนรูปโฉมแสนสะดุดตา ไม่เช่นนั้น ใบหน้าเกลี้ยงเกลานี้ก็มากพอจะเรียกปัญหามาได้ไม่น้อยเลย


เธอก้าวยาวเดินกลับไปข้างกายสาวน้อยชุดดำ มองนางด้วยแววตาที่เผยความซุกซน “จะมอบค่ำคืนอบอุ่นให้ข้าจริงรึ?”


“ขอแค่ท่านช่วยชีวิตน้องชายข้า ชีวิตนี้ล้วนเป็นของท่าน จึงไม่ต้องพูดถึงเรือนร่างกายนี้เลยเจ้าค่ะ”


นางแสดงท่าทีเมินเฉยอย่างมาก ราวกับไม่สนใจอะไรเลย แต่เพราะการเข้าใกล้ของเฟิ่งจิ่วทำให้ร่างกายตึงเกร็ง รวมถึงมือที่กำขึ้นเบาๆ กลับบอกเฟิ่งจิ่ว ว่านางไม่ได้ไม่ถือสาอย่างที่แสดงออกมา


ก็ใช่สิ เด็กสาวคนไหนจะให้ค่ำคืนอันอบอุ่นกับคนอื่นตามอำเภอใจโดยไม่ถือสาบ้าง? ซ้ำยังมอบชีวิตตัวเองให้ตามใจชอบอีก?


เธอมองลึกไปที่นางแวบหนึ่ง มุมปากยกขึ้นน้อยๆ “นำทางซิ!”


“เจ้าค่ะ”


ดวงตาสาวน้อยหลุบลงขานรับ ถึงจะนำพาเธอไปยังสถานที่พักอาศัยของตน


ครึ่งชั่วยามให้หลัง


เฟิ่งจิ่วมองบ้านตรงหน้าที่ซอมซ่อเสียจนลมพัดก็แทบจะล้ม ก่อนจะมองสาวน้อยชุดดำที่เปิดประตูเร่งฝีเท้าเดินเข้าไป แล้วค่อยสาวเท้าเดินตาม พอเข้าด้านในก็เห็นเด็กหนุ่มนอนอยู่บนเตียงไม้


สาวน้อยชุดดำนำผ้าล้างน้ำให้เขาเช็ดหน้าผากและฝ่ามือ จากนั้นจึงมองที่เฟิ่งจิ่ว “เขาคือน้องชายข้า สองวันก่อนหลังทานยาก็กระอักเลือดหมดสติไปเจ้าค่ะ”


เฟิ่งจิ่วเดินไปข้างหน้า เห็นเด็กหนุ่มซูบผอมเสียจนปลายคางคมชัด สีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด มองเพียงแวบเดียว ก็ยื่นมือไปจับข้อมือเรียวเล็กเพื่อคลำชีพจร


ดึงมือกลับ แล้วสั่งการว่า “ถอดเสื้อท่อนบนเขาซะ” ระหว่างที่พูดก็หยิบเข็มเงินออกมา


สาวน้อยชุดดำถอดเสื้อท่อนบนของน้องชายออกตามคำสั่ง เห็นนางหยิบเข็มเงินจิ้มเข้าไปตามหลายจุดเส้นประสาทบนร่างกายเขาราวกับทำไปอย่างสุ่มๆ ก็หวั่นใจอยู่น้อยๆ ฝืนทนไม่ให้ผลีผลามออกไปห้ามปราม แววตายิ่งจับจ้องน้องชายไว้นิ่ง เพียงกลัวว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น


ผ่านไปสักพัก เฟิ่งจิ่วเก็บเข็มเงินกลับแล้วลุกยืนขึ้น “แบกเขาเดินตามข้ามา” ขณะที่พูด ก็หันตัวเดินออกไปด้านนอก


สาวน้อยชุดดำเห็นท่า จึงเร่งรีบแบกน้องชายผู้หมดสติขึ้นหลัง ก่อนจะตามหลังนางไปติดๆ


เมื่อเฟิ่งจิ่วมาถึงลานบ้าน ก็เห็นกวนสีหลิ่นกำลังย้ายเตียงไม้นุ่มขึ้นรถม้า พอเห็นนางกลับมา จึงเรียกด้วยท่าทางระรื่น “เสียวจิ่ว เจ้าว่ารถม้าคันนี้เป็นยังไง? ข้าตั้งใจซื้อที่ใหญ่ที่สุด แบบนี้ระหว่างทาง หากเจ้าอยากพักผ่อนก็สามารถนอนหลับด้านในได้เลย จะสะดวกกว่านะ”


พอสายตาเห็นสองคนนั้นที่ตามหลังนางมา ก็แปลกใจนิดหน่อย จึงเอ่ยถาม “พวกเขามาทำอะไรกัน?”


เฟิ่งจิ่วยิ้มเจ้าเล่ห์ “ค่ำคืนอันอบอุ่นยังไงล่ะ”


ตอนที่ 76: ความโกรธเกรี้ยวของตระกูลสวี่!


กวนสีหลิ่นฟังแล้วนิ่งงันไปด้วยความประหลาดใจน้อยๆ ทำไมถึงพาสองคนนี้กลับมานะ?


“ขึ้นรถเถอะ!” เฟิ่งจิ่วส่งสัญญาณ ให้สาวน้อยแบกน้องชายขึ้นรถมาก่อน


“เจ้าค่ะ” นางขานรับ ถึงจะเดินไปที่รถม้า


กวนสีหลิ่นลางนางไปอีกด้าน เอ่ยถามเสียงเบาว่า “เสี่ยวจิ่ว เจ้าคิดจะพาสองคนนี้ไปด้วยกันรึ? หนุ่มน้อยนั่นดูเหมือนร่างกายไม่ค่อยสู้ดีเอาเสียเลย! แบบนี้จะเดินทางได้รึ? จะเกิดเรื่องอะไรระหว่างทางหรือไม่?”


“วางใจเถอะ ไม่เกิดเรื่องหรอก พวกเราไปกันเถอะ!” ขณะที่พูด เธอไม่เห็นคนขับรถม้า จึงถามว่า “ท่านพี่ ท่านคงไม่ได้คิดจะขับม้าเองใช่หรือไม่?”


“อืม ข้าขับม้าให้ก็พอแล้ว วางใจเถอะ แค่แขนข้างเดียวข้าก็ขับได้” เขาฉีกยิ้มกว้าง เป็นสัญญาณให้นางรีบขึ้นรถ


ได้ยินเขาพูดเสียขนาดนี้ เธอก็ไม่พูดอะไรอีก ถึงจะโดดขึ้นรถม้า แล้วเข้าไปด้านใน


หลังจากพวกเขาขึ้นรถม้า กวนสีหลิ่นก็ขึ้นไปนั่งบ้าง หนึ่งแขนควบรถม้าเคลื่อนออกไปนอกประตูหมู่บ้าน มุ่งหน้ากลับบ้านที่เมืองอวิ๋นเยวี่ย…


ทางอีกด้านหนึ่ง ที่เมืองอวิ๋นเยวี่ย บ้านตระกูลสวี่


“ปัง!”


ชายวัยกลางคนผู้นำสูงสุดใช้มือหนึ่งตบลงบนหน้าโต๊ะอย่างแรง พลันลุกยืนขึ้นด้วยความเหลือเชื่อ มองคาดโทษองครักษ์ที่คุกเข่าอยู่ด้านล่าง น้ำเสียงทั้งตกใจและเยือกเย็น


“อะไร? เจ้าว่าอะไรนะ? พูดให้ข้าฟังอีกรอบซิ!”


ท่าทางเช่นผู้เหนือกว่า รวมถึงกลิ่นอายผู้แกร่งกล้าทำให้องครักษ์ที่คุกเข่าอยู่มีสีหน้าซีดเซียว เหงื่อไหลออกโซก ขณะที่ใจประหวั่นพรั่นพรึง กลับจะไม่ปริปากพูดก็ไม่ได้


“เรียน เรียนท่าน ท่านเจ้าบ้าน ถิงจั่งของหมู่บ้านป่าหินส่งคนมาบอก บอกว่าพบศพ ศพท่านปรมาจารย์นักรบทั้งสาม สงสัย สงสัยว่าจะเป็นคนของตระกูล ตระกูลสวี่เราขอรับ”


“ปัง!”


ทั้งร่างเขาทรุดกลับไปนั่งลงอย่างสิ้นเสียสติ เอ่ยด้วยความไม่อยากเชื่อว่า “เป็นไปได้ยังไง? เป็นไปได้ยังไงกัน? ด้วยกำลังของผู้อาวุโสใหญ่กับผู้อาวุโสสี่ สถานที่เช่นหมู่บ้านป่าหินจะมีคนฆ่าพวกเขาได้เช่นไรเล่า?”


องครักษ์ที่หมอบคุกเข่าอยู่ไม่กล้าเอ่ยปาก แต่ร่างก็สั่นเทิ้มอยู่ตลอด


“เป็นใคร? ใครฆ่าพวกเขา?” เขาจ้องมององครักษ์เบื้องล่างด้วยแววตากระหายเลือด “องครักษ์สองนายที่มาด้วยกันเล่า? พวกเขายังไม่กลับมารึ?”


องครักษ์ที่คุกเข่ากล่าวเสียงสั่น “ไม่ ไม่ทราบว่าใครฆ่าขอรับ องครักษ์สองนายที่ติดตามกลัวโดนท่านเจ้าบ้านลงโทษ จึงหนีไปแล้วขอรับ”


ผู้อาวุโสใหญ่กับผู้อาวุโสสี่ รวมถึงคุณชายรองล้วนถูกฆ่า หากพวกเขาสองคนกลับมา ความพิโรธของท่านเจ้าบ้านหาใช่ที่น่าสบายใจนัก จึงสบโอกาสที่อยู่ด้านนอกหนีไปเป็นธรรมดา


“ดี! ดีมาก!”


มือเขากำหมัดแน่น น้ำเสียงทุ้มเข้มทั้งเย็นเยียบและกระหายเลือด “ไปสืบมาให้ข้า! สืบมาให้ดีๆล่ะ!”


ตระกูลสวี่เดิมเป็นวงศ์ตระกูลระดับกลางของเมืองอวิ๋นเยวี่ย ถึงแม้พละกำลังอำนาจจะด้อยกว่าแปดตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจ แต่ทางด้านนี้ก็มีชื่อเสียงอยู่บ้าง ตอนนี้ในเวลาสั้นๆไม่ถึงหนึ่งเดือน ทั้งลูกชาย น้องชาย แม้กระทั่งผู้อาวุโสใหญ่กับผู้อาวุโสสี่ต่างก็ถูกฆ่า!


หากไม่สืบหาคนร้าย เขาจะกล้ำกลืนฝืนทนต่อไปได้อย่างไร!


ที่ลานบ้านสักแห่งในเมืองอวิ๋นเยวี่ย


เหลิ่งซวงในชุดสีดำรูปโฉมโดดเด่นเห็นร่างสวมเสื้อซับในสีขาวกำลังร่ายกระบวนหมัดพลิ้วไหวอยู่ในลานบ้าน แววตาก็สับสนเล็กน้อย


วันนั้นน้องชายนางฟื้นขึ้นมา ในคืนวันเดียวกัน นางจึงนอนเปลือยกายอยู่บนเตียงเขาตามสัญญา เวลานี้นางยังจำได้ว่าตอนที่เขาเปิดผ้าห่มมาเห็นเรือนร่างเปลือยเปล่า ท่าทางนั้นทั้งตกตะลึงและกระอักกระอ่วน


ครานั้นเองนางถึงได้รู้ว่าแท้จริงเขาเป็นผู้หญิง


ในเมื่อไม่ต้องการค่ำคืนอันอบอุ่น และไม่ได้ถูกใจในความงาม ไยนางถึงยอมช่วยกันเล่า?


แต่ไม่ว่าเพราะเหตุใด เริ่มตั้งแต่ที่มอบชีวิตให้ นางก็เป็นเช่นเจ้านาย เรื่องนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้


“เหลิ่งซวง ท่านพี่ข้ากลับมาหรือยัง?”


ตอนที่ 77: เยี่ยมเยือนถึงบ้าน


เฟิ่งจิ่วดึงหมัดกลับ แล้วมองไปทางสาวน้อยคนงามที่ยืนอยู่บนพื้นต่างระดับ ยิ่งมอง ก็ยิ่งรู้สึกเบิกบานหัวใจ


เหลิ่งซวงได้สติกลับมา จึงเดินไปหานาง ก้มหัวลงน้อยๆ และเอ่ยอย่างนอบน้อม “นายท่าน คุณชายยังไม่กลับมาเจ้าค่ะ”


“เขาออกไปตั้งแต่รุ่งสาง จนตอนนี้ก็ยังไม่กลับมารึ?” เธอพูดด้วยความแปลกใจ กล่าวถามอีกว่า “งานแต่งของตระกูลกวนกับตระกูลเคอไม่ใช่อีกสามวันจากนี้รึ?”


“อีกสามวันจากนี้เจ้าค่ะ”


เหลิ่งซวงตอบ น้ำเสียงชะงักลง ก่อนจะกล่าวอีกว่า “แต่ตอนที่ออกไปคุณชายบอกไว้ ว่าท่านอยากกลับไปก่อนล่วงหน้า ไม่อยากให้นายท่านตามไป ท่านว่าเรื่องนี้จะจัดการเองเจ้าค่ะ”


ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มๆ คิดว่าเขากังวล ว่าหากเธอไปอยู่ในเหตุการณ์จะจัดการอะไรได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก หนำซ้ำ ในใจคงยังไม่เชื่อว่าตระกูลกวนจะโหดร้ายกับเขาขนาดนี้ และยิ่งไม่เชื่อว่าพี่น้องร่วมสกุลจะละเลยเขาในยามที่ผลประโยชน์อยู่เบื้องหน้า


แบบนี้ก็ดี ให้ไปจัดการเสียเอง เขาถึงจะรู้ ว่าบางคนเมื่อผลประโยชน์มากองอยู่ตรงหน้า แม้จะเป็นพี่น้องร่วมสกุลก็ยังใจจืดใจดำกันได้ลงคอ


เรื่องวงศ์ตระกูลของเขานั้น เธอไม่ได้รู้สึกดีกับพวกเขาเลยสักนิดเดียว


แต่กับตระกูลเฟิ่ง…


เมื่อคิดถึงเรื่องที่ได้รู้เกี่ยวกับตระกูลเฟิ่งหลังจากกลับมาถึงเมืองอวิ๋นเยวี่ย ความสับสนก็แวบเข้ามาในหัวใจเธอ


คนตระกูลเฟิ่งช่างรักใคร่เอ็นดูเฟิ่งชิงเกอจริงๆ ทว่าพวกเขาไม่รู้เลย ว่าตอนนี้เฟิ่งชิงเกอที่พวกเขาโอบอุ้มไว้ในมือกลับทำให้ลูกสาวพวกเขาต้องตาย


เหลิ่งซวงที่อยู่ข้างๆ มองรอยแผลที่ยุ่งเหยิงอยู่เล็กน้อยบนใบหน้าเฟิ่งจิ่ว แววตาเป็นประกายน้อยๆอย่าง.อดไม่ได้


รอยมีดแต่ละรอยปาดแนวขวางอยู่บนใบหน้านายท่านอย่างสะเปะสะปะ รอยแผลนับไม่ถ้วนบดบังรูปโฉมดั้งเดิม พอมองดูแล้ว มันช่างเป็นรอยแผลที่ทำให้คนหวั่นใจอยู่บ้าง


นางไม่อาจจิตนาการได้เลยจริงๆ ว่าใครกันแน่ที่ทำลายใบหน้าของสาวน้อยคนหนึ่งได้หนักหนาถึงเพียงนี้? และต้องเกลียดชังกันขนาดไหนถึงลงมือกันได้ขนาดนี้?


เมื่อนึกถึงเจ้านายที่ยังไม่มีพลังปกป้องตัวเอง นางจึงแอบๆตั้งมั่นในใจ ว่าจากนี้ไปจะต้องปกป้องนางอย่างใกล้ชิดให้จงได้


เหลิ่งซวงในตอนนี้ ยังไม่รู้ถึงฝีมือและพละกำลังของเฟิ่งจิ่ว เพราะตั้งแต่ที่ติดตามนางมา ก็เห็นเพียงวิชาหมัดอันพลิ้วไหวไร้พลังทำลายที่นางร่ายรำในลานบ้านอยู่ทุกเช้าตรู่


ประกอบกับที่ตัวนางเป็นนักปรุงยา ด้วยเหตุนี้ความคิดแรกเริ่มที่เชื่อก็ทำให้เข้าใจว่านางชำนาญเพียงด้านยา แต่กลับอ่อนด้อยด้านวรยุทธ์


เฟิ่งจิ่วที่กำลังคิดเรื่องอื่นอยู่สังเหตเห็นสายตาเหลิ่งซวง จึงหันหน้าไปมองนาง เอ่ยถามว่า “เป็นอะไรรึ?”


เหลิ่งซวงส่ายหน้า แล้วก้มหัวลงเล็กน้อย


เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้ ก็จับใบหน้าตัวเอง พลางยิ้มเบาๆ “สงสัยว่าทำไมใบหน้าข้าเสียโฉมเช่นนี้รึ?”


น้ำเสียงเธอชะงักน้อยๆ ก่อนจะกล่าวต่ออย่างไม่สนใจอะไรนัก “อันที่จริง ตอนนี้ที่เห็นก็ดีขึ้นมากแล้ว ตอนช่วงเริ่มแรก ขนาดตัวข้าเองยังทนมองตรงๆไม่ได้เลย”


เธอกลับไม่กังวลใจกับบาดแผลบนใบหน้าเท่าไหร่ ถึงอย่างไร ขอแค่รวบรวมยาทิพย์จิตวิญญาณครบ ไม่ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนก็สามารถทำให้ใบหน้ากลับมาเหมือนเดิมได้ ตอนนี้ที่น่ากังวลมากกว่า คือแขนของพี่ชายคนข้างกายผู้นั้น


มีข่าวคราวมาจากด้านตลาดมืด บอกว่ายาทิพย์ที่เธอต้องการช่างหาได้ยากยิ่ง จนถึงตอนนี้ก็ยังหาไม่ครบ


หนึ่งวันที่ยายังไม่ครบ เท่ากับหนึ่งวันที่แขนเขายังไม่มีทางหาย และเป็นอีกหนึ่งวันที่เธอเองก็ไม่อาจโล่งใจ หากหายาทิพย์จิตวิญญาณไม่ครบจริงๆ ก็ทำได้เพียงใช้วิธีการแลกเปลี่ยนมาทำการค้าขายกับคนพวกนั้นที่ถือครองยาทิพย์จิตวิญญาณ


ในตอนนี้เอง ที่บ้านตระกูลเคอ


ใบหน้าหล่อเหลาของกวนสีหลิ่นในชุดคลุมสีน้ำเงินมืดลงเล็กน้อย กำลังมองหญิงสาวที่รูปโฉมพริ้งพรายตรงหน้า เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง “เจ้าจะแต่งงานกับพี่ชายข้าจริงรึ? เจ้ายอมรับด้วยตัวเอง? หรือคนที่บ้านบีบบังคับ?”


ตอนที่ 78: หนึ่งความคิดที่ยึดมั่น


เคอซินหย่าตกใจกับกวนสีหลิ่นที่ผลีผลามเข้ามาอย่างกะทันหัน


พวกเขาต่างบอกว่าเขาตาย นางเองก็คิดเช่นนั้น ดังนั้นเมื่อจู่ๆเห็นเขามาปรากฏตัวต่อหน้าในเวลานี้ มันไม่ใช่ความยินดี แต่เป็นความประหลาดใจ


“เจ้า เจ้าตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?” สีหน้านางขาวซีดเล็กน้อย ขณะที่มองเขาน้ำเสียงก็สั่นเทาอยู่บ้าง


กวนสีหลิ่นมองนางด้วยแววตาสับสน ตัวเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงวิ่งแจ้นมาที่นี่ อาจเป็นความไม่ยินยอมในใจ เพราะคิดว่านางเป็นผู้หญิงของเขามาโดยตลอด


เฟิ่งจิ่วเคยถามว่าเขาชอบเคอซินหย่าหรือไม่? เขาบอกนางว่าพูดไม่ได้ว่าชอบ ทว่าในใจยังมีความชอบพออยู่นิดหน่อย ถึงอย่างไร ตั้งแต่เด็กก็รู้ว่านางจะโตมาเป็นผู้หญิงของเขา ทั้งแววตาที่มองและความคิดที่ปฏิบัติต่อนาง จึงแตกต่างจากคนอื่นๆเป็นธรรมดา


แต่คนที่คิดไว้เสมอว่าจะกลายเป็นผู้หญิงของเขา ตอนนี้กลับจะแต่งงานเสียแล้ว ซ้ำยังแต่งกับพี่ชายเขา เหตุบังเอิญนี้ ทำให้เขาไม่สบายใจเอามากๆ


ทว่าเวลานี้ เขาเพียงอยากรู้ ว่านางยินยอมด้วยตัวเองหรือไม่?


ขณะที่นายท่านกับฮูหยินเคอที่ได้ยินข่าวคราวจึงรีบมา เห็นเงาร่างสูงโปร่งของลูกสาวในลานบ้าน เสียงหัวใจก็ดังตึกตัก สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย


“สีหลิ่น?”


กวนสีหลิ่นหันกลับไปเห็นสองผู้อาวุโสแห่งจวนตระกูลเคอ จึงเอ่ยด้วยใบหน้าที่ยิ่งมืดลง “ที่ข้ามาต้องการแค่ประโยคเดียว” ระหว่างที่พูด ก็ไม่หันมองพวกเขา ซ้ำยังจับจ้องเคอซินหย่าตรงหน้า


เห็นลูกสาวสีหน้าซีดน้อยๆ ซ้ำสายตายังหลบเลี่ยงไม่กล้ามองเขา ฮูหยินเคอจึงออกหน้าโอบป้องนางไว้ในอ้อมแขนอย่างกระวนกระวาย พลางถลึงตามองกวนสีหลิ่นด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง


“เจ้าจะทำอะไร? เรื่องหมั้นหมายของเจ้ากับเสียวหย่าถูกยกเลิกไปแล้ว เสียวหย่าจะแต่งงานกับใคร มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?”


“สีหลิ่นเอ๋ย! การหมั้นหมายของพวกเจ้า หลังจากตระกูลกวนกับตระกูลเคอหารือกันถึงได้ยกเลิก ส่วนงานแต่งของเสียวหย่ากับพี่ชายเจ้าก็เป็นผู้ใหญ่ตระกูลกวนที่ล้วนเห็นชอบ” นายท่านเคอมองกวนสีหลิ่น พลางถอนใจเล็กน้อย


กล้าอ่อนถือเป็นต้นกล้าดี แต่น่าเสียดายที่เขาไร้พ่อขาดแม่ ในตระกูลกวน อย่างไรก็ไม่อาจทัดเทียมกับฐานะของพี่ชายเขาได้


“เจ้าเองก็เห็นด้วยใช่หรือไม่?” เขามองไปที่เคอซินหย่า ตั้งมั่นอยากจะถามให้ชัดเจน


ทว่าเมื่อเห็นเขาไต่ถามลูกสาวนางอีกครั้ง ฮูหยินเคอก็โกรธกริ้ว


“เสียวหย่าเห็นด้วยแล้วยังไง? แต่งงานกับกวนสีหร่วนจะย่ำแย่ไม่เท่าแต่งกับเจ้าหรือ? เจ้าไม่ลองดูตัวเองเล่าว่ามีอะไรบ้าง? ทั้งพ่อแม่ล้วนไม่มี ฐานะในตระกูลกวนไหนเลยจะเทียบกับสีหร่วนได้?”


คำพูดนางกลับกลอกปลิ้นปล้อน มีความเยาะเย้ยถากถาง ยังกล่าวต่ออีกว่า “บอกเจ้าไปก็ไม่เป็นไร ทำเจ้าถอดใจได้ยิ่งดี ผู้ใหญ่ตระกูลกวนพูดไว้แล้ว อีกสามเดือนให้หลังจะมีการชิงตำแหน่งนายน้อยของเหล่าลูกหลานตระกูลกวน ถึงเวลานั้นกวนสีหร่วนจะชนะและกลายเป็นนายน้อยอย่างแน่นอน หากเป็นเช่นนี้ เสียวหย่าของข้าก็จะเป็นฮูหยินของนายน้อย ภายหน้าพอสีหร่วนเป็นเจ้าบ้าน นางก็เป็นฮูหยินของเจ้าบ้านตระกูลกวน หากแต่งกับเจ้าจะมีอะไรได้บ้างเล่า?”


ได้ฟังคำพูดนาง กวนสีหลิ่นก็ไม่ปริปาก เพียงแต่จ้องมองเคอซินหย่าที่ถูกนางกันไว้ข้างกายด้วยแววตาลึกล้ำอยู่นานนัก ก่อนจะสาวเท้าก้าวจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก


นายท่านเคอเห็นแขนเขาแนบอยู่ข้างกายอย่างไร้เรี่ยวแรง ก็ประหลาดใจเล็กน้อย “ไยแขนขวาเขาถึงคล้ายว่าพิการไปเสียแล้ว?”


ฮูหยินเคอเอ่ยอย่างไม่สนใจใยดี “จะสนใจเขาขนาดนั้นไปทำไม อย่างไรซะ อีกหน่อยเขากับเสียวหย่าของเราก็ไม่เกี่ยวข้องกันอีกแล้ว”


“ข้ากลับห้องก่อนนะเจ้าคะ”


เคอซินหย่ากล่าว ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง ปิดประตูและเดินไปนั่งที่ด้านหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองๆดูปิ่นไม้ชิ้นหนึ่งในกล่องเครื่องประดับ หลังจากหยิบมันขึ้นมา ก็โยนทิ้งลงในตะกร้ามุมกำแพง


“ทางเลือกของข้าหาไม่ผิดพลาด ข้าจะไม่เสียใจ จะไม่เสียใจแน่!”


นางละทิ้งความอึดอัดในจิตใจ แววตาหนักแน่น เพราะรู้ดีว่าถึงแม้กวนสีหลิ่นจะดีกับนาง แต่ยังไม่อาจให้สิ่งที่นางต้องการได้


ตอนที่ 79: ฉายาภูตหมอ!


“ข้ากลับมาแล้ว”


เฟิ่งจิ่วในลานบ้านเปรยตาขึ้นมองไป เห็นเขากลับมาอย่างหัวเสีย จึงยิ้มถามอย่างอดไม่ได้ “เป็นอย่างไร? ใครแกล้งท่านรึ?”


“ข้าไปบ้านตระกูลเคอมา” เขาเดินไปนั่งลงตรงโต๊ะ แล้วรินน้ำใส่แก้ว


“ไปบ้านตระกูลเคอ?” เธอมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ “ข้านึกว่าท่านกลับไปบ้านตระกูลกวนเสียอีก!”


“ข้าไม่กลับไปบ้านตระกูลกวนหรอก รอสามเดือนให้หลังค่อยกลับไป! สามเดือนนี้ข้าจะเก็บตัวฝึกฝนวิชา!”


ได้ยินเช่นนี้ เธอกะพริบตาอย่างตกใจน้อยๆ “ไฉนพอออกไปก็มีความกระตือรือร้นมากถึงเพียงนี้เล่า?”


เขานำคำพูดของคนตระกูลเคอมาบอกกล่าวกับนาง สุดท้ายก็เอ่ยว่า “ดังนั้น ข้าตัดสินใจแล้ว ในเมื่อพวกเขาอย่างแต่งงานนัก ก็ให้สมใจเสียให้พอ! ยังไงซะ รอถึงงานคัดเลือกของตระกูลในอีกสามเดือนให้หลัง ข้าจะโค่นล้มกวนสีหร่วนลงได้แน่! ให้พวกเขาได้รู้ ว่าข้ากวนสีหลิ่นไม่ใช่คนที่จะรังแกกันได้ง่ายๆ!”


จะต้องทำให้พวกเขาเสียใจ ไม่เพียงแต่ตระกูลเคอ ยังมีพวกผู้ใหญ่แห่งบ้านตระกูลกวน พวกเขาแต่ละคนล้วนคิดว่าเขาไม่อาจทัดเทียมกวนสีหร่วน ทว่าเขาจะพิสูจน์ให้เห็นแน่.นอน ว่ากวนสีหร่วนต่างหากที่สู้เขาไม่ได้!


เฟิ่งจิ่วพยักหน้า “อืม ข้าเห็นด้วย ข้ากำลังจะให้เหลิ่งซวงไปตลาดมืด ในเวลาสามเดือน ข้าจะทำให้แขนท่านฟื้นคืนกลับมาดังเดิม”


เขาอบอุ่นขึ้นในใจ จึงพูดอย่างเผยรอยยิ้มออกมา “เสียวจิ่ว ขอบคุณนะ”


“ท่านเป็นพี่ชายข้า ยังต้องขอบคุณอะไรอีกเล่า? ดีล่ะ ท่านกลับห้องไปฝึกวิชาเถอะ! ในขณะที่แขนยังไม่หาย ฝึกวิชาพลังภายในให้ดีเสียก่อน พอถึงเวลาก็จะเสียแรงน้อยแต่ได้ผลมากยิ่ง”


“ได้สิ งั้นข้ากลับห้องก่อนนะ” เขาลุกยืนขึ้น ถึงจะเดินเข้าไปในห้อง


วันต่อมา ทั้งสงบเงียบและวุ่นวาย กวนสีหลิ่นยุ่งอยู่กับการฝึกฝนพลังภายใน ส่วนเฟิ่งจิ่วก็วุ่นอยู่กับการฝึกวิชา ปรับปรุงตัวยา เพราะวันคืนที่ยุ่งยาก เวลาจึงผ่านไปเพียงชั่วพริบตา


ระหว่างที่ไม่ทันรู้ตัว พวกเขาก็อยู่เมืองอวิ๋นเยวี่ยมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว


หนำซ้ำ ด้วยวิธีการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ไม่ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนยาที่ต้องการก็รวบรวมมาครบ ใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนครึ่ง เธอจึงรักษาแขนพี่ชายจนหายดี


เวลาสองเดือนนี้ ทำให้ชื่อเสียงของเธอในเมืองอวิ๋นเยวี่ยค่อยๆแพร่สะพัดไป โดยไม่มีเหตุผลแน่ชัด เพราะต่อให้เป็นคนที่ไม่เคยไปตลาดมืดก็ยังรู้ ว่าในเมืองอวิ๋นเยวี่ยมีภูตหมออยู่ท่านหนึ่ง ไม่เพียงมีฝีมือการรักษาที่ยอดเยี่ยม ซ้ำยังชำนาญเรื่องการยา


เป็นดั่งเทพมังกรที่เห็นหัวไม่เห็นหาง ได้ยินเพียงชื่อเสียงภูตหมอ แต่กลับไม่เคยเห็นหน้าค่าตา


ทั่วทั้งเมืองอวิ๋นเยวี่ย หากจะมีคนที่รู้ว่าท่านภูตหมอคือใคร? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นผู้ดูแลตลาดมืด ทว่า ตลาดมืดก็มีอำนาจที่ไม่ธรรมดาอยู่ อิทธิพลของตลาดมืดแพร่กระจายไปหลายแว่นแคว้น ต่อให้เป็นเจ้าผู้ครองแคว้นแสงสุริยันก็ไม่มีอาจง้างปากคนที่ตลาดมืดให้บอกตัวตนของภูตหมอได้


กองกำลังไม่น้อยต่างมาขอเข้าพบด้วยความเลื่อมใส น่าเสียดาย…ที่ถูกปฏิเสธ ขนาดเจ้าผู้ครองแคว้นแสงสุริยันมาด้วยตัวเอง ก็ยังไม่อาจได้พบหน้าภูตหมอ


เพราะแบบนี้เอง ตัวตนของภูตหมอจึงยิ่งลึกลับ และยิ่งทำให้ผู้คนอยากรู้อยากเห็น


เช้าตรู่ในลานบ้าน


เฟิ่งจิ่วกำลังสอนเหลิ่งหวาน้องชายเหลิ่งซวงรำไทเก๊ก ก็ได้ยินเสียงที่มีความระรื่นอยู่บางส่วนของกวนสีหลิ่นดังลอยมาแต่ไกล


“เสียวจิ่ว ดอกท้อในอารามสวนท้อบานแล้ว เจ้าบอกว่าอยากไปชมไม่ใช่หรือ? วันนี้ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง!”


เฟิ่งจิ่วค่อยๆดึงหมัดกลับ ถอนหายใจออกเบาๆ แล้วบอกกับเหลิ่งหวาว่า “เจ้าฝึกต่อไปนะ”


ถึงจะหันมองกวนสีหลิ่น กล่าวว่า “ท่านพี่ ข้าให้เหลิ่งซวงไปเตรียมตัว ประเดี๋ยวก็ไปแล้ว แต่ว่า เหอะๆ ท่านไม่ต้องไปหรอก”


พอได้ยินว่าไม่ให้เขาไป ก็ร้อนรนเล็กน้อย “ทำไมข้าจะไปไม่ได้? จะให้เจ้ากับเหลิ่งซวงไปกันสองคนได้อย่างไร? หากเจอปัญหาอะไรเข้า จะทำเช่นไรเล่า?”


ตอนที่ 80: ดอกท้อบานเดือนสาม!


เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ บอกว่า “ทำไมล่ะ? ฝีมือเหลิ่งซวง ท่านก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้ นอกจากนี้ อย่าลืมสิ ว่าอีกหนึ่งเดือนให้หลังท่านต้องโค่นกวนสีหร่วนต่อหน้าฝูงชนตระกูลกวน หากไม่ฝึกให้มากๆ จะทำได้เช่นไรเล่า?”


น้ำเสียงเธอชะงักน้อยๆ กล่าวอีกว่า “ยิ่งไปกว่านั้น ได้ยินมาว่าทิวทัศน์ของอารามสวนท้อนั้นไม่เลวเลย ข้ากะจะพักอยู่ที่นั่นสักสองสามวันแล้วค่อยกลับมานะ!”


“พักอยู่สองสามวัน?”


เขานิ่งงันไป เอ่ยว่า “ทว่าที่อารามสวนท้อไม่ให้คนพักค้างแรมมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่!”


เฟิ่งจิ่วยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่ให้คนพักค้างแรม แต่ว่า… ท่านดูสิว่านี่คืออะไร?” เธอหยิบของจากในห้วงมิติมาชูอยู่เบื้องหน้าเขา


พอกวนสีหลิ่นรับมาดู ก็อุทานพลางเบิกตากว้างอย่างอดไม่ได้ “โฉนดที่ดิน? โฉนดที่ดินของอารามสวนท้อรึ? เจ้า เจ้าได้มาได้ยังไงกัน?”


“เมื่อเดือนก่อนมีคนมาขอพบข้าที่ตลาดมืด เดิมทีข้าไม่อยากสนใจ แต่พอเห็นว่าค่าตอบแทนคืออารามสวนท้อจึงรับมา ดังนั้น จากนี้ไปที่แห่งนี้ล้วนเป็นของพวกเราแล้ว”


เธอยิ้ม ก่อนจะเก็บโฉนดที่ดินไป กล่าวอีกว่า “อาศัยที่ช่วงนี้มีเวลาว่างพอดี ข้าเลยจะไปดูเสียหน่อย หนึ่งเพื่อชมดอกท้อ สองเพื่อลองดูสถานที่ หากรู้สึกว่ามันใช้ได้จริงๆ อีกหน่อยก็ค่อยใช้เป็นที่ปักหลักของภูตหมอ”


กวนสีหลิ่นดวงตาเป็นประกาย เอ่ยว่า “ดอกท้อของอารามสวนท้อเป็นผืนกว้างใหญ่ รอบนอกล้วนปลูกล้อมด้วยดอกท้อหลากสี แต่ชื่อของมัน ถึงจะเรียกว่าอารามสวนท้อ ทว่าที่จริงกลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัดวาอารามเลย ก่อนหน้านี้ข้าเคยมองจากที่ไกลๆอยู่ครั้งหนึ่ง เห็นศาลาด้านในงดงามยิ่งนัก หนำซ้ำได้ยินมาว่า ส่วนด้านในที่ไม่ให้คนเข้าไปนั้นเป็นเหล่าดอกท้อที่ย้ายมาปลูกจากต่างถิ่น เบ่งบานตลอดทั้งปี สวยงามเกินบรรยาย”


ได้ฟังเช่นนี้ เฟิ่งจิ่งจึงชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง พูดอย่างหยอกล้อว่า “ท่านพี่ ท่านช่างรู้ดีเสียจริง!”


กวนสีหลิ่นเกาศีรษะ ยิ้มอย่างเขินอาย “เมื่อก่อนข้าเคยไปกับพวกเพื่อนฝูงมาครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงรู้เรื่องอยู่บ้าง”


ขณะที่พูด ก็เห็นว่านางยังยิ้มจ้องเขาอยู่ จึงโบกมือรัวอย่างอ.ดไม่ได้ “พวกเจ้าไปเถอะ! ข้าไม่ตามไปแล้ว รอคราหน้าข้าค่อยไปด้วย”


“อืม รอจัดการด้านนั้นเรียบร้อย ท่านกับเหลิ่งหวาค่อยไปก็ยังไม่สาย” เธอพยักหน้า แล้วมองไปยังเหลิ่งหวาที่ฝึกรำไทเก๊กอยู่ด้านหลัง บอกว่า “เจ้ามานี่สิ”


หลังจากเหลิ่งหวาเก็บมือกลับ ก็ถอนหายใจออกเบาๆ ถึงจะเร่งฝีเท้าก้าวมาข้างกายนาง


“ขอรับ นายท่าน”


ตั้งแต่ฟื้นมา ร่างกายก็ดีขึ้นทุกวันทุกวัน เขาที่เมื่อก่อนแค่เดินไม่กี่ก้าวยังรู้สึกลำบาก ตอนนี้ยังมาฝึกรำไทเก๊กกับนายท่านได้


ถึงแม้จะคิดว่าการรำไทเก๊กที่อ่อนพลิ้วนี้หาได้มีประโยชน์อะไร แต่ในเมื่อนายท่านบอกว่ามันเป็นผลดีต่อร่างกาย ดังนั้น จึงยอมฝึกฝนตาม


พอเห็นหนุ่มน้อยที่ชุบเลี้ยงมาสองเดือนอ้วนขึ้นบ้าง เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มๆ สั่งว่า “ข้าจะไปอารามสวนท้อกับพี่สาวเจ้า เจ้าอยู่ดูแลรักษาตัวให้ดีต่อไป ยังมีอีก จับตาดูพี่ชายข้าด้วย ดูว่าเขาจะเกียจคร้านหรือไม่”


เหลิ่งหวามองไปทางกวนสีหลิ่นที่ข้างกาย ก่อนจะพยักหน้ากล่าวอย่างจริงจัง “ขอรับ ข้าจะจับตาดูคุณชายไว้”


“ไหนเลยต้องให้เขามาจับตาดูข้า? เจ้าเด็กคนนี้แค่ดูแลตัวเองได้ก็ไม่เลวแล้ว” กวนสีหลิ่นกระซิบเสียงเบา


เฟิ่งจิ่วไม่สนใจ เอ่ยต่อไปอีกว่า “อีกอย่างนะ รำไทเก๊กต้องฝึกทั้งเช้าเย็น”


“ได้ขอรับ” เขาขานรับอีกครั้ง


เวลานี้ เหลิ่งซวงในชุดแนบเนื้อสีดำเดินเข้ามา เห็นพวกเขาต่างอยู่ในลานบ้าน ก็มาที่ข้างกายเฟิ่งจิ่ว บอกว่า “นายท่าน เตรียมรถม้าไว้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”


“อืม ข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนค่อยไป” เธอพูดพลางเดินไปที่ห้อง


เหลิ่งซวงถึงจะมองน้องชายด้วยแววตาอ่อนโยนอยู่บ้าง กำชับด้วยเสียงอบอุ่นว่า “ข้าจะตามนายท่านออกไปข้างนอก เจ้าอยู่บ้านดูแลตัวเองดีๆล่ะ”


เหลิ่งหวาพยักหน้า กล่าวอย่างไม่วางใจนัก “ท่านพี่ ท่านก็ต้องอารักขานายท่านให้ดี อย่าให้คนอื่นมารังแกได้”



จบตอน

Comments