ตอนที่ 621: ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ
เยี่ยจิงมองหนุ่มน้อยชุดแดงที่ถูกเหวี่ยงมาด้วยความตะลึง โต้ตอบไม่ได้ในทันที เพียงรู้สึกว่าหัวสมองขาวโพลน ร่างก้าวถอยหลังคิดจะหลบหลีกตามสัญชาตญาณ แต่ไม่รู้ทำไมคล้ายว่าขณะที่ถอยหลังจะเหยียบโดนชายกระโปรงตัวเอง ร่างนางจึงล้มไปด้านหลังเล็กน้อยอย่างเสียสมดุล แต่ไม่รอให้นางประคองตัวได้ก็โดนหนุ่มน้อยที่พุ่งมากะทันหันชนจนล้มไปกับพื้น
“อื้ม!”
เสียงร้องอู้อี้สองเสียงดังขึ้นพร้อมเสียงอุทานรอบๆ ทันใดนั้นผู้คนโดยรอบแต่ละคนต่างนิ่งไป มองหนุ่มน้อยชุดแดงที่พุ่งชนเยี่ยจิงล้มลงพื้นอย่างตะลึงและตกใจ
เฟิ่งจิ่วโดนเหวี่ยงไปกลับไม่มีความรู้สึกเจ็บยามที่ล้มลงพื้น ใต้ร่างช่างอ่อนนุ่ม ซ้ำยังมีกลิ่นหอมหญิงสาวจางๆ ขณะกำลังจะลุกขึ้นกลับรู้สึกไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่ เหมือนว่าสองมือจับของอะไรนุ่มๆไว้จึงขยับฝ่ามือบีบลงไปทันที
ทันใดนั้น ได้ยินเพียงเสียงสูดหายใจบริเวณรอบๆ ดังขึ้นพร้อมกับเสียงอุทาน เธอถึงกับไม่ทันได้คิดอย่างละเอียดว่าสัมผัสที่นุ่มนิ่มและเต็มไปด้วยความยืดหยุ่นในฝ่ามือคืออะไร ขณะเพิ่งเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับใบหน้าหญิงสาวใต้ร่างที่ตกใจอึ้งและตื่นตระหนก
เธอมองหญิงสาวรูปโฉมงดงามใต้ร่าง และนึกถึงการกระทำที่นางช่วยเด็กน้อยไว้ก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงเผยรอยยิ้มออกมา “ไง…”
ยังไม่ทันเอ่ย ก็เห็นสีหน้าคนใต้ร่างเปลี่ยนจากขาวเนียนเป็นแดงก่ำ ระหว่างที่โกรธเคืองและเขินอายนางสะบัดฝ่ามือตบไปทางเฟิ่งจิ่ว ขณะเดียวกันก็ส่งเสียงตะโกนด่าว่า “เจ้าคนบ้ากาม!”
“เฮ้ ยะ… อย่าทำข้า!”
เฟิ่งจิ่วยกมือขึ้นขวางไว้ตามธรรมชาติ แล้วเปลี่ยนจากล้มบนร่างหญิงสาวกลายเป็นนั่งตรงช่วงเอวนางแทน พอลุกขึ้นนั่งถึงจะพบว่าสัมผัสอ่อนนุ่มตรงฝ่ามือที่เธอทั้งจับทั้งบีบและรู้สึกคุ้นเคยนิดหน่อย คือหน้าอกอวบอิ่มของหญิงสาวใต้ร่างที่นุ่มนิ่มที่สุด…
เธอนิ่งและตาค้างไปทันที
มิน่าสีหน้าหญิงสาวถึงแดงก่ำทั้งอายทั้งโกรธ หรือว่าเสียงสูดหายใจรอบๆที่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงอุทาน เป็นเพราะเธอพุ่งชนสาวงามหนึ่งในสิบผู้มีพรสวรรค์แห่งสำนักศึกษาหมอกดารานามเยี่ยจิงต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้กลางถนน ซ้ำยังไม่ให้เกียรติหญิงสาว ทั้งจับทั้งบีบหน้าอกอวบอิ่มของหญิงสาวต่อหน้าทุกคน นะ นี่มัน…
“ข้าไม่ได้ตั้งใจ!”
เธอรีบร้อนเด้งตัวขึ้นมาส่งเสียงตะโกนลั่น ถึงกับรู้สึกผิดเพราะเหตุนี้และไม่กล้าลงมือกับหญิงสาว
หญิงชุดขาวคนข้างๆ คล้ายจะได้สติกลับมาจากความตกตะลึง ชี้เฟิ่งจิ่วอย่างเกรี้ยวกราดพลางตะโกนลั่น “เจ้าคนบ้ากาม! นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าจับนางกลางถนน จะ เจ้า… เจ้ารู้หรือไม่ว่านางคือเยี่ยจิง หนึ่งในสิบผู้มีพรสวรรค์แห่งสำนักศึกษาหมอกดารา!”
นางไม่พูดยังดีกว่า พอพูดไปเช่นนี้คนรอบข้างบางคนที่ไม่รู้จักเยี่ยจิงจึงพากันส่งเสียอุทาน
“ซี๊ด! ที่แท้นางคือเยี่ยจิงนี่เอง!”
“นางเป็นสิบผู้มีพรสวรรค์แห่งสำนักศึกษาหมอกดารา นอกจากรูปโฉมโดดเด่นวรยุทธ์ยังไม่เลว นึกไม่ถึงว่าจะโดนหนุ่มน้อยคนนั้นเอาเปรียบกลางถนน…”
ทันใดนั้น เสียงพูดคุยก็ดังขึ้นโดยรอบ สายตาแต่ละคนต่างมองหญิงสาวที่ลุกยืนขึ้นจากพื้นด้วยความอับอายและโกรธเคืองทั้งเบาตาแดงก่ำอย่างแปลกๆ
เฟิ่งจิ่วกลับไม่มองเยี่ยจิงที่ลุกขึ้นมา แต่เหลือบมองไปทางหญิงชุดขาวที่ประคองเยี่ยจิง
“เจ้าคนบ้ากาม! ข้าจะฆ่าเจ้า!”
ถึงอย่างไรก็เป็นแค่สาวน้อยอายุสิบหก นางที่แม้นิสัยสุภาพอ่อนโยนทว่าแต่ไหนแต่ไรยังไม่เคยได้รับความอับอายแสนลำบากเช่นนี้ยังเบ้าตาแดงจัด ละอองน้ำเกาะกันในดวงตา พร้อมสะบัดฝ่ามือโจมตีไปทางหนุ่มน้อยชุดแดงที่ถอยไปข้างๆ
“เฮ้ อย่าตี อย่าตี ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะ”
ตอนที่ 622: เฟิ่งจิ่วโดนตบ
เฟิ่งจิ่วกระโดดออกอย่างรวดเร็ว และก้าวถอยหลังหลบไป
เห็นสาวน้อยนามเยี่ยจิงทั้งอายและโกรธเช่นนั้น ซ้ำยังโดนผู้คนรอบข้างชี้นิ้วพูดคุยกัน ในใจเธอเสียใจอย่างยิ่ง แม้เธอเป็นผู้หญิงแต่ตอนนี้ยังสวมชุดผู้ชาย ในสายตาคนอื่นเธอจึงเป็นหนุ่มน้อยที่เอาเปรียบผู้หญิง จะพูดอย่างไรล้วนไม่มีเหตุผล
เพราะก่อนหน้านี้เห็นสาวน้อยนามเยี่ยจิงคนนี้ช่วยเด็กคนนั้นไว้ ซ้ำยังเห็นว่ากลิ่นอายบนร่างนางสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่ง เธอชื่นชมเยี่ยจิงคนนี้บางส่วน แต่ตอนนี้เห็นนางทั้งอายทั้งโกรธและยังตาแดงเพราะฝืนทนไม่ให้น้ำตาไหล เห็นแล้วก็เสียใจยิ่งนัก
ดังนั้นขณะที่หลบเธอจึงชะลอความเร็วลงบางส่วน ระหว่างที่ฝ่ามือนางตบมาก็ถอยหลังกลิ้งล้มไปกับพื้นอย่างไม่ทิ้งร่องรอย ในความเป็นจริงกลับไม่ทำให้นางบาดเจ็บแม้แต่น้อย เพราะขณะที่เยี่ยจิงทั้งอายทั้งโกรธ ฝ่ามือสะบัดไปอย่างไร้แบบแผน เหมือนนางแค่ระบายอารมณ์ ด้วยเหตุนี้เธอจึงวางแผนซ้อนแผนยอมตามนาง
“ซี๊ด! ยะ อย่าตีเลย ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ อ๊ะ!”
เธอโดนเตะกลิ้งลงพื้น ชุดสีแดงกลิ้นไปกับพื้นจนเปื้อนฝุ่นไปทั้งตัว พลางโบกมือร้องตะโกนอย่างขวัญหนีดีฝ่อ หลังจากลุกยืนขึ้นยังวิ่งให้นางไล่ตาม สภาพน่าอับอายตลกเสียจนทุกคนรอบๆ ที่ชี้นิ้วใส่เยี่ยจิงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ดูหนุ่มน้อยคนนั้นสิ โดนตบเสียจนน่าอับอายนัก”
“สมน้ำหน้า ใครใช้ให้เขาเอาเปรียบแม่นางคนนั้นกัน”
“จริงด้วย ควรจะระบายอารมร์กับเขาเสียหน่อย”
“พวกเจ้าดูม้าของหนุ่มน้อยคนนั้นสิ มีนายเช่นไรย่อมมีม้าเช่นนั้นจริงๆ ยังจะบิดสะโพกส่ายหางน้ำลายไหลอยู่ตรงนั้นอีก!”
“จริงด้วย เมื่อครู่ข้าก็เห็นว่าม้าตัวนั้นบ้างวิ่งบ้างกระโดดพลางบิดสะโพก เป็นม้าที่ประหลาดนัก มองพันธุ์ไม่ออกเลย”
“เหอะๆๆ เห็นนายโดนตบมันยังทำท่าตื่นเต้นดีใจอยู่ตรงนั้นอีก น่าขำจริงๆ”
ได้ยินทุกคนเคลื่อนการชี้นิ้วพูดคุยจากเยี่ยจิงมาบนร่างเธอกับเหล่าไป๋ เฟิ่งจิ่วจึงล้มลุกคลุกคลานวิ่งกลับไปข้างกายเหล่าไป๋ด้วยสีหน้าตื่นตกใจ พร้อมลากเหล่าไป๋ที่ยังน้ำลายไหลฉีกยิ้มให้เยี่ยจิงคนนั้นออกไป
“เร็ว เหล่าไป๋ วิ่งไปเร็ว!”
เธอลากไปอย่างยากลำบากและเหมือนจะลากไม่ไป สีหน้าแดงก่ำทั้งร้อนรนและตื่นตระหนก เห็นเยี่ยจิงคนนั้นยังไล่ตามสะบัดฝ่ามือมาทางเธอ ก็ตกใจเสียจนสะดุ้งโหยง ปากอุทานเสียงหลง
“อ๊ะ! มาอีกแล้ว มาอีกแล้ว! อย่าตบข้าอีกเลย ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ…”
ระหว่างอุทานเธอก็หลบไปอีกข้างของเหล่าไป๋ทันที
เหล่าไป๋เห็นสาวงามไล่ตามมา ปากก็อ้าน้ำลายไหล มันพ่นลมหายใจ แลบลิ้นจะไปเลียหน้าสาวน้อยคนนั้น
เยี่ยจิงเห็นหนุ่มน้อยคนนั้นหลบไปข้างตัวม้าด้วยท่าทางน่าอับอายและสีหน้าตกใจ หลังจากสงบลงถึงรู้ว่าหนุ่มน้อยคนนั้นโดนม้าเหวี่ยงมา แค่นางนึกถึงตอนที่โดนหนุ่มน้อยคนนั้นลูบคลำ ในใจยิ่งอายและขุ่นเคืองอย่างยิ่ง
ทว่ายามนี้ถอนหายใจสงบจิตใจลง เห็นหนุ่มน้อยโดนตบไปหลายที ความโกรธก็ระบายไปไม่น้อย และเห็นม้าตัวนั้นที่ทั้งประหลาดทั้งหื่นกามไปบ้างยื่นลิ้นมาหานาง ก็ตกใจเสียจนถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันที ถลึงตามองหนุ่มน้อยชุดแดงด้วยความขุ่นเคือง
“อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก!”
เฟิ่งจิ่วชะโงกหัวออกมากะพริบตาอย่างไร้เดียงสา เห็นนางลากหญิงชุดขาวคนนั้นเร่งฝีเท้าจากไป ก้มหน้ามองตนเองที่สภาพกระเซอะกระเซิง ก็ส่ายหน้าหลุดยิ้มทันควัน ถอนหายใจเสียงเบาพร้อมตบๆหลังหัวเหล่าไป๋และดึงหูมันไว้ทันที
“แกล้งนายท่าน? หืม? มีม้าที่แกล้งนายเช่นเจ้าด้วยหรือ?”
ตอนที่ 623: ปักหลัก
“ฮี้!”
เหล่าไป๋โน้มต่ำลงถึงกีบหน้า เชิดตั้งสะโพกสะบัดส่ายอย่างเอาใจ มันที่โดนดึงหูไว้ไม่กล้าหนีเลย ได้แต่ร้องเสียงเบาและพยายามทำให้นายท่านหายโกรธ
หนุ่มน้อยผิวคล้ำที่มองเสียจนตาค้างไปวิ่งตามมา มองม้าประหลาดที่มีพลังวิญญาณมากนัก แล้วมองหนุ่มน้อยชุดแดงที่เปื้อนฝุ่นขี้เถ้าไปทั้งตัว ขยับปากไม่รู้จะพูดอะไรดี
“ครั้งหน้าหากเจ้ากล้าเห็นสาวงามแล้วตื่นเต้นเสียจนเกินขอบเขต ข้าจะตอนเจ้าซะ”
เฟิ่งจิ่วหรี่เสียงลงพูดข้างหูเหล่าไป๋เบาๆ น้ำเสียงนั้นมีกลิ่นอายอันตรายบางส่วน เย็นเยียบ และเต็มไปด้วยเจตนาตักเตือน
เพียงเห็นเหล่าไป๋ได้ยินแล้วเหงาหงอยทันที สะโพกที่ส่ายสะบัดไม่กล้าขยับอีกต่อไป มันหมอบลงบนพื้นอย่างเป็นระเบียบ พร้อมทั้งร้องเสียงเบา
“หึ!”
เฟิ่งจิ่วแค่นเสียงเย็นถึงจะปล่อยมือที่ดึงหูมันออก ปัดๆฝุ่นขี้เถ้าบนตัว แล้วเหลือบมองหนุ่มน้อยที่ยืนอึ้งข้างๆ บอกว่า “ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าโรงเตี๊ยมไหนไม่เลวนะ? ตั้งอยู่ที่ใด? นำทางไปซิ!”
“โอ้ ได้ๆ อยู่ข้างหน้าไม่ไกล คุณชายตามข้ามาเลย” หนุ่มน้อยได้สติกลับมาก็รีบเอ่ยไป เห็นคุณชายชุดแดงจูงม้าเอง เขาจึงนำทางอยู่ข้างหน้า
ความเชื่อในสิ่งที่เห็นก่อนหน้านี้ เห็นคุณชายชุดแดงในความเสเพลรักอิสระยังมีความเกียจคร้านบางส่วน เดิมนึกว่าเป็นคุณชายจากในตระกูลใหญ่ ต้องมาลงชื่อสมัครที่สำนักศึกษาหมอกดาราแน่ๆ แต่เมื่อเห็นภาพก่อนหน้านี้ เขาก็ทิ้งความเป็นไปได้นั้นไปทันที
คุณชายชุดแคงคนนี้หน้าตาหล่อเหลาโดดเด่น เขาอยู่เมืองซิงอวิ๋นมาหลายปียังไม่เคยเห็นชายคนไหนเทียบกับหน้าตาอัน.งดงามของเขาได้ แต่ภาพที่โดนตบเสียจนหัวซุกหัวซุนนั้นทำให้เขาเสียภาพลักษณ์ไปมากจริงๆ
อย่างไรเขาก็นึกไม่ถึงว่าคุณชายท่าทางสูงส่งเช่นนี้จะทำเรื่องน่าขายหน้าเช่นนั้นได้ เดาว่าถึงอยู่ในตระกูลก็คงเป็นแค่ลูกชายผู้ลากมากดีที่ไร้การศึกษา
“คุณชาย เป็นที่นี่แหละ”
หนุ่มน้อยผิวคล้ำพาเฟิ่งจิ่วมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมที่หรูหรา บอกว่า “โรงเตี๊ยมนี้มีชื่อเสียงในเมืองฝั่งตะวันออก พื้นที่ด้านในค่อนข้างใหญ่ ซ้ำยังมีเรือนให้คนในโรงเตี๊ยมสามารถดื่มชาพูดคุย ข้างในพักได้สะดวกสบายยิ่ง แต่ราคาก็สูงมากเช่นกัน”
“อืม” เฟิ่งจิ่วขานรับ พร้อมทั้งมองโรงเตี๊ยมนั้น
เห็นว่ามาแขกมาผู้ช่วยด้านในจึงออกมาต้อนรับ “คุณชายจะพักโรงเตี๊ยมหรือขอรับ? รีบเชิญด้านใน”
“ดูแลม้าข้าอย่างดีด้วย”
เธอยื่นเชือกม้าให้ผู้ช่วย ถึงจะบอกกับหนุ่มน้อยผิวคล้ำที่คอยอยู่ข้างๆว่า “เจ้ากลับไปเถอะ! ไม่ต้องนำทางข้าแล้ว” ตอนนี้เธอแค่อยากจะไปอาบน้ำและพักผ่อนสักพัก
หนุ่มน้อยผิวคล้ำเกาหัวอย่างเกรงใจนิดหน่อย “ชะ เช่นนั้นสิบเหรียญเงินนี้…” เขาแค่นำทางมาหนึ่งช่วงถนน และเล่าเรื่องไปบ้างคร่าวๆ จะเอาเงินเขาไปสิบเหรียญเงินเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไร
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ โบกๆมือ “เจ้ากลับไปได้แล้ว” กล่าวจบก็จะสาวก้าวเดินเข้าโรงเตี๊ยม ยามนี้กลับเห็นหนุ่มน้อยผิวคล้ำยื่นของสิ่งหนึ่งมาให้
เธอหันมองไปเล็กน้อย เห็นหนุ่มน้อยคนนั้นเอ่ยยิ้มๆอย่างเกรงใจ “นี่เป็นแผนที่เมืองซิงอวิ๋น ข้าวาดขายเอง สิ่งนี้ ข้าให้คุณชายไปแล้วกัน!” ระหว่างพูดหลังจากเขานำแผนที่ยัดใส่มือเฟิ่งจิ่วก็วิ่งไปโดยเร็ว
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็เลิกคิ้วและหลุดยิ้มเล็กน้อย มองแผนที่ในมือแล้วส่ายหน้าก้าวเดินเข้าโรงเตี๊ยมไป หลังจากจ่ายเงินถึงจะตามผู้ช่วยไปยังห้องปีกด้านหลัง…
ตอนที่ 624: เม็ดบัวเขียวในท้อง
เฟิ่งจิ่วที่อาบน้ำเสร็จเข้ามายังห้วงมิติ ภายในห้วงมิตินอกจากหงส์ไฟน้อยยังมีอสูรกลืนเมฆา
หลังจากอสูรกลืนเมฆาโดนเฟิ่งจิ่วส่งเข้าห้วงมิติมาอยู่เป็นเพื่อนหงส์ไฟน้อย ความหยิ่งผยองแต่ดั้งเดิมก็โดนขัดเกลาจนไม่เหลือ ต่อหน้าสัตว์เทวะในตำนาน แม้มันจะบรรลุกลายเป็นสัตว์เทวะแล้ว ก็ยังต้องเป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆตัวหนึ่ง
เมื่อเฟิ่งจิ่วที่เข้ามาห้วงมิติเห็นหงส์ไฟน้อยกำลังฝึกบำเพ็ญก็แปลกใจนิดหน่อย เจ้าหนูนี่ทำไมถึงว่าง่ายยอมเริ่มฝึกบำเพ็ญขึ้นมา? เธอนึกว่ามันจะยังแทะโสมอยู่ในนี้เสียอีก! ไม่นึกเลยว่ารอบนี้เธอไม่ต้องบอกก็ฝึกบำเพ็ญในห้วงมิติด้วยตนเองได้
เห็นเช่นนี้เธอนั่งขัดสมาธิในห้วงมิติ ชำเลืองมองอสูรกลืนเมฆาที่หมอบอยู่ข้างๆอย่างซื่อสัตย์ภักดี แล้วกระดิกนิ้วเรียก “มานี่”
อสูรกลืนเมฆาเห็นก็รีบเร่งลุกขึ้นเดินเข้ามาตรงหน้านางอย่างเอาอกเอาใจ
“อยู่ที่นี่เจ้าถูกหงส์ไฟน้อยรังแกหรือเปล่า?” เธอเอ่ยถามยิ้มๆ พลางลูบเส้นขนแสนปุกปุยของอสูรกลืนเมฆา
อสูรกลืนเมฆาได้ยินก็มองไปทางร่างเล็กที่กำลังฝึกบำเพ็ญ จากนั้นเอ่ยปาก “นายท่าน ข้าออกไปอยู่กับเหล่าไป๋ได้หรือไม่?” แม้ข้างในนี้จะอุดมไปด้วยพลังวิญญาณ แต่สัตว์เทวะในตำนานตนนั้นอยู่ที่นี่ แรงกดดันแข็งแกร่งเกินไป มันอกสั่นขวัญแขวนตลอดคงฝึกบำเพ็ญได้ไม่ดี
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเหลือบมองมัน “เหล่าไป๋เพิ่งสร้างปัญหาให้ข้า หากเจ้าออกไปสัตว์สองตัวอยู่ด้วยกันเรื่องวุ่นวายจะยิ่งมาก” พูดจบเธอก็ลุกยืนขึ้น บอกว่า “ตั้งใจฝึกบำเพ็ญเถอะ!”
เฟิ่งจิ่วออกจากห้วงมิติทันทีเพื่อไม่ให้มันพูดอะไรอีก ก่อนจะถอนหายใจเบาๆพลางส่ายหน้า ทอดถอนใจว่า “แต่ละตัวนี่อดห่วงไม่ได้เลย”
เธอไม่ได้ออกจากห้องแต่หลับอยู่ข้างในสักพัก กระทั่งท้องฟ้าค่อยๆมืดลงจนค่ำคืนมาเยือนถึงจะออกจากโรงเตี๊ยม และไปเดินเล่นตามสถานที่บนแผนที่ จนดึกดื่นถึงจะกลับมาพักผ่อนที่โรงเตี๊ยม
เพียงแต่หลังจากกลับมาเธอยังไม่เข้านอน แต่นั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญบนเตียง ทว่าเมื่อเธอเรียกรวมกลิ่นอายพลังวิญญาณให้ไหลเวียน กลับพบว่ากลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกอะไรบางอย่างดูดซับไว้ พลังวิญญาณจึงไม่อาจก่อตัวกันได้
“เป็นไปได้อย่างไร?”
สีหน้าเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย คิ้วขมวดกันขึ้นมา เธอรวบรวมกลิ่นอายพลังวิญญาณต่อไปอย่างไม่เชื่อ แต่ลองอยู่หลายครั้งกลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างล้วนไม่ก่อตัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามันจะไหลเวียนในร่าง
เพราะเหตุนี้เธอจึงเข้าไปห้วงมิติทันที นั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญ แต่เมื่อดูดซับกลิ่นอายพลังวิญญาณที่อบอวลในห้วงมิติเข้ารวมในร่างกลับยังคงหายไปอย่างน่าแปลกใจ ลองติดต่อกันหลายต่อหลายครั้งล้วนเป็นเช่นนี้
“ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ?”
เธอตกตะลึงนิดหน่อย จับชีพจรตนเองกลับไม่มีปัญหาอะไร หนำซ้ำเธอยังลองใช้กลิ่นอายพลังเร้นลับ พบว่ามันยังก่อตัวได้ มีแต่กลิ่นอายพลังวิญญาณที่พอเข้าสู่ร่างก็คล้ายจะถูกบางอย่างดูดซับ ราวกับหลุมลึกไร้ก้นบึ้ง และหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“หรือว่าเป็นจุดตันเถียน? ก็ไม่น่าใช่!”
เธอพึมพำเสียงเบา พยายามสงบจิตใจ หลังจากทำให้กลิ่นอายมั่นคงก็ผ่อนคลายร่างกายและหลับตาลง ใช้ดวงจิตสำรวจจุดตันเถียนในร่างกาย
ทว่าเมื่อเธอเห็นจุดตันเถียนของตนเอง กลับ.อดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นด้วยความตกตะลึง สีหน้าเหลือเชื่อ
“เป็นไปได้อย่างไร? ทำไมถึงเป็นเม็ดบัวเขียวเม็ดนั้น?”
ตรงจุดตันเถียนเหมือนจะมีเม็ดบัวสีเขียวเม็ดหนึ่งนอนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ แค่แวบเดียวก็จำได้ว่าเป็นเม็ดบัวสีเขียวบนข้าวต้มบัวที่ชายชรายกมาให้เธอในเวิ้งสวนท้อวันนั้น
ตอนนั้นเธอยังพยายามเคี้ยว แต่สุดท้ายกลับเคี้ยวอย่างไรก็ไม่แตก เพราะเม็ดบัวนั้นส่งกลิ่นหอม.อบอวล เธอจึงกลืนลงไปทันทีอย่างไม่ให้เสียของ แต่ใครจะรู้ เม็ดบัวเม็ดนั้นที่เดิมควรจะย่อยไปตั้งนานแล้วกลับมาปรากฏอยู่ในจุดตันเถียนของเธออย่างคาดไม่ถึง!
ตอนที่ 625: เม็ดบัวเขียวก่อกำเนิด
สีหน้าเฟิ่งจิ่วแปลกไปพลางนั่งมึนงง รู้สึกเพียงว่าเหลือเชื่อบวกด้วยความแปลกใจ ทำไมของที่กินลงไปถึงไม่ย่อย? ซ้ำยังวิ่งไปถึงจุดตันเถียนและดูดซับกลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างไว้ด้วย?
เม็ดบัวเม็ดนี้เป็นเม็ดบัวอะไรกันแน่?
หากไม่ห่างกันไกล เธออยากจะวิ่งกลับไปถามชายชราคนนั้นจริงๆ ว่าเอาเม็ดบัวจากไหนมาให้เธอกินกันแน่ ถึงอยู่ในจุดตันเถียนตลอดโดยไม่ย่อยสลาย เช่นนั้นรากฐานที่เธอเตรียมไว้แต่เดิมทียิ่งต้องล่าช้าไม่ใช่หรือ?
อสูรกลืนเมฆานอนอยู่ข้างๆอย่างเชื่องๆ ดวงตาคู่นั้นกลิ้งหันไปจ้องมองนายท่านที่ท่าทีแปลกๆ ไม่กล้ารบกวน เห็นนางเข้ามาอย่างกะทันหันและนั่งขันสมาธิฝึกบำเพ็ญอยู่ตรงนั้น จากนั้นก็นั่งนิ่งงันไปสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นไปพลิกหาหนังสือเก่าตรงที่เก็บตำราหนังสือข้างๆ แล้วหยิบมันแวบร่างออกไป
คืนนี้เฟิ่งจิ่วหาข้อมูลและพลิกอ่านตำราเก่าอยู่ในห้องทั้งคืน อ่านเรื่องเกี่ยวกับเม็ดบัวไปรอบหนึ่ง สุดท้ายก็อ่านเจอแค่ข้อมูลเล็กน้อยที่บันทึกถึงเม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดไว้หลังตำราเก่าเล่มหนึ่ง
“เม็ดบัวเขียวก่อกำเนิด? เป็นไปไม่ได้กระมัง?”
เธอตกตะลึงนิดหน่อย เทียบกับข้อมูลเล็กน้อยของเม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดที่บันทึกไว้ในตำราเก่า เธอในชาติภพก่อนเป็นถึงหัวหน้าองค์กรลับ จึงเคยได้ยินเรื่องเล่าของเม็ดบัวเขียวก่อกำเนิด แต่ตลอดมาเธอคิดว่านั่นเป็นแค่เรื่องเล่าเท่านั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเม็ดบัวเม็ดนั้นที่นอนอยู่ในจุดตันเถียนตอนนี้
เธอยื่นมือไปคลำตรงจุดตันเถียนตัวเอง พร้อมทั้งพึมพำเสียงเบาด้วยสีหน้าแปลกๆ “หากเป็นเม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดจริง เช่นนั้นก็เท่ากับเก็บได้สมบัติชิ้นใหญ่ แต่เม็ดบัวเขียวเม็ดนั้นอยู่ในจุดตันเถียน ซ้ำยังดูดซับกลิ่นอายพลังวิญญาณ หรือว่าต้องใช้พลังวิญญาณหล่อเลี้ยง?”
เธอคิดอยู่ในห้องนานมาก แม้มีแค่ความคิดเช่นนั้น แต่อย่างไรก็รู้สาเหตุที่พลังวิญญาณในร่างหายไปแล้ว และรู้ว่าแม้เม็ดบัวเขียวตรงจุดตันเถียนนั้นไม่ใช่เม็ดบัวเขียวก่อกำเนิด ก็คงไม่มีผลเสียอะไรต่อร่างกาย
แต่ไม่รู้ว่าต้องเลี้ยงเม็ดบัวเขียวเม็ดนี้ไปนานแค่ไหนถึงจะเห็นมันเติบโต?
เธอเก็บความคิดและความสงสัยนี้ไว้ ภายในเวลาต่อมา เดิมตั้งใจจะเดินเล่นในเมืองซิงอวิ๋น แต่เพราะเม็ดบัวเขียวตรงจุดตันเถียนเธอจึงเก็บตัวอยู่แต่ในโรงเตี๊ยม แล้วเข้าไปฝึกบำเพ็ญกลิ่นอายพลังวิญญาณในห้วงมิติทั้งวันทั้งคืน เหมือนอยากจะลองเสียหน่อยว่าต้องใช้กลิ่นอายพลังวิญญาณหล่อเลี้ยงเท่าไรกันแน่ถึงจะทำให้มันงอกงามได้
ทว่าตามเวลาที่เลยผ่าน วันคืนผ่านไปทีละวันทีละวัน จนถึงสามวันก่อนการรับสมัครนักเรียนของสำนักศึกษาหมอกดารา เม็ดบัวเขียวตรงจุดตันเถียนยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย กลิ่นอายพลังวิญญาณที่เธอฝึกบำเพ็ญหากเข้าสู่ร่างกายก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เช้าตรู่วันนี้ ในที่สุดเธอก็เก็บความคิดไป ก้าวออกจากห้องไปเดินเล่นในลานบ้านสาธารณะของโรงเตี๊ยมสักพัก แล้วนั่งลงตรงโต๊ะหิน นิ้วมือเคาะบนหน้าโต๊ะเบาๆ เดี๋ยวเคาะเดี๋ยวหยุดเป็นพักๆ ไม่รู้กำลังคิดอะไร
“น้องชายมาลงชื่อสมัครเรียนที่สำนักศึกษาหมอกดาราเช่นกันใช่หรือไม่?”
น้ำเสียงที่มีรอยยิ้มลอยมา เฟิ่งจิ่วได้สติกลับมาก็เงยหน้ามองไป เพียงเห็นชายชุดฟ้าท่าทางไม่ธรรมดาเดินออกมาจากห้องข้างๆเธอ มือหนึ่งไพล่หลังไว้ อีกมือหนึ่งวางไว้ด้านหน้าพลางเดินมาทางเธอ ในดวงตามีรอยยิ้มแปลกๆที่มองแล้วไม่เข้าใจ
“ใช่” เธอพยักหน้า เอ่ยถามพร้อมเผยรอยยิ้ม “พี่ชายด้วยหรือ?”
“ใช่แล้ว! ความหวังของผู้อาวุโสในตระกูล ไม่มาไม่ได้”
เขาพูดพลางหัวเราะเสียงดัง แล้วมานั่งลงข้างกายเฟิ่งจิ่ว มองเธอด้วยดวงตามีรอยยิ้ม “พักอยู่ที่นี่มาสักพักแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะพบน้องชายที่นี่”
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วก็เลิกคิ้วขึ้น
ตอนที่ 626: ร่วมทางไปด้วยกัน
เห็นเช่นนี้ ชายชุดฟ้าก็หัวเราะลั่นและกล่าวเพื่อคลายความสงสัย “วันนั้นบนถนนใหญ่ ข้าเห็นน้องชายโดนม้าตัวนั้นเหวี่ยงออกไปพอดี”
“โอ้ ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง!” ได้ยินคำพูดเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มเจื่อนๆ เฮ้อ! ช่วงนี้ฝึกบำเพ็ญจนลืมเรื่องที่เธอเอาเปรียบเยี่ยจิงคนนั้น ตอนนี้ถูกเอ่ยถึงยังน่าอายอยู่บ้าง
“อันที่จริงสถานการณ์ตอนนั้นก็โทษน้องชายไม่ได้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องชายจะน่าสนใจเช่นนั้น ถึงกล้าเอาเปรียบเยี่ยจิงคนนั้นกลางถนน ข้อนี้ทำให้พี่ชายชื่นชมยิ่งนัก” คำพูดเขาดูหยอกล้อ มองเฟิ่งจิ่วด้วยท่าทางยิ้มเยาะ
มุมปากเฟิ่งจิ่วกระตุก คิดว่าคนคนนี้เป็นคนแปลกๆ ชื่นชมหรือ? คนอื่นเห็นเช่นนี้ล้วนมองเธอเป็นพวกบ้ากาม แต่คนคนนี้สายตาใจกว้างใจโต มีเพียงความยิ้มเยาะและหยอกล้อ ทำให้เธอไม่รู้จะพูดอะไรดี
“ข้าเห็นน้องชายก็รู้สึกถูกชะตาเป็นพิเศษ พวกเราออกไปดื่มข้างนอกกันสักแก้วไม่ดีกว่าหรือ?” เขาลุกยืนขึ้นและส่งคำเชิญชวนให้เฟิ่งจิ่ว
“เช่นนี้…”
เธอคิดๆเห็นชายตรงหน้ามองมาด้วยแววตามีรอยยิ้มและสีหน้าเฝ้ารอ ในใจทอดถอนใจเบาๆ ก่อนจะลุกยืนขึ้น “ก็ได้ ออกไปดื่มกันสักแก้ว” อย่างไรเสียก็ว่างไม่มีอะไรทำ ออกไปเดินเล่นสักหน่อยแล้วกัน!
สองคนออกจากโรงเตี๊ยมไป ระหว่าทางก็คุยเล่นไปพลางๆ หลังจากสองฝ่ายลงชื่อเฟิ่งจิ่วก็รู้ว่าเขาคนนี้เป็นลูกชายตระกูลที่มาจากแคว้นระดับหกอีกแคว้นหนึ่ง นามว่าเซียวอี้หาน เป็นคนที่ค่อนข้างเสเพลรักอิสระ แม้เป็นผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นแต่ไม่ได้กระตือรือร้นกับการเข้าไปฝึกบำเพ็ญในสำนักศึกษาหมอกดาราเท่าไร ครั้งนี้เป็นเพราะพ่อแม่ออกคำสั่งเข้มงวดถึงจะมาลงชื่อสมัครที่สำนักศึกษาหมอกดารา
ในใจเธอสั่นไหวเล็กน้อย ระดับแคว้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากจริงๆ มองไปยังแคว้นระดับเก้าถึงหก มีเพียงแคว้นระดับเก้ากับแปดที่อยากจะเข้าสำนักศึกษาต้องแข่งขันกัน สองสามชื่อแรกถึงจะมีคุณสมบัติเข้ามาลงชื่อที่สำนักศึกษา แต่ก็แค่ลงชื่อไว้เข้าได้ไม่ได้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ลูกตระกูลจากแคว้นระดับเจ็ดและหกกลับมาลงชื่อเข้าร่วมการประเมินที่สำนักศึกษาได้ทันที นี่คือข้อแตกต่างที่ไม่เหมือนกัน
“น้องเฟิ่ง? น้องเฟิ่ง?”
เฟิ่งจิ่วที่กำลังคิดเรื่องอื่นได้ยินเสียงเรียกน้องเฟิ่ง มุมปากจึงกระตุก ถึงจะเดินไปหนึ่งช่วงถนนและคุยกันไปสักพัก หลังจากรู้ว่าเธอชื่อเฟิ่งจิ่วก็เปลี่ยนจากน้องชายเป็นน้องเฟิ่งทันที คนคนนี้เธอไม่รู้แล้วว่าจะว่าเขาอย่างไรดี
น้องเฟิ่ง? นี่เป็นครั้งแรกเลยจริงๆ ที่มีคนเรียกเธอเช่นนี้ คำเรียกนี้มากพอจะทำให้เธอหมดคำพูดจริงๆ
“พี่เซียว มีเรื่องอะไรหรือ?” เธอเอ่ยถามพลางมองยังเขา
เซียวอี้หานมองหนุ่มน้อยชุดแดงข้างกายที่หน้าตาหล่อเหลา เอ่ยยิ้มๆอย่างหยอกล้อ “หรือว่ากำลังคิดถึงสาวงามคนไหน? พี่ชายเรียกตั้งหลายครั้งเจ้าถึงจะได้สติกลับมา”
“พี่เซียวไม่ต้องแกล้งข้าแล้ว” เธอส่ายหน้าพร้อมหลุดยิ้ม
“ได้ แค่ล้อเจ้าเล่นเอง เจ้าดูสิ โรงเหล้าร้านนี้มีชื่อเสียงมากในเมืองฝั่งตะวันออก หากมาช้าก็ไม่เหลือที่แล้ว” เขาพูดพลางสาวก้าวเดินไปด้านใน บอกว่า “รีบตามพี่ชายเข้ามาสิ”
เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วถึงจะก้าวเดินเข้าไป ก็ได้ยินเสี่ยวเอ้อกำลังคุยกับเขาว่าไม่มีห้องเหลือมีแต่ที่นั่งเล่นตรงชั้นสอง
“เช่นนั้นก็ได้! ที่นั่งเล่นก็ที่นั่งเล่น” เซียวอี้หานโบกมือ บอกกับเฟิ่งจิ่วว่า “น้องเฟิ่ง ไม่มีห้องเหลือมีแต่ที่นั่งเล่น เจ้าคงไม่รังเกียจกระมัง?”
“ไม่แน่นอน” เธอพูดยิ้มๆ แล้วเดินไปยังที่นั่งเล่นชั้นสองพร้อมกับเขา
สองคนสั่งอาหารแนะนำมาแปดอย่าง สั่งเหล้ามาสองไห กินกันไปคุยกันไปพลางๆ เซียวอี้หานเห็นหนุ่มน้อยชุดแดงยกเหล้าขึ้นจิบน้อยๆ ก็เอ่ยอย่างยิ้มแย้มว่า “น้องเฟิ่ง การสมัครสอบอีกสามวันให้หลัง พวกเราไปด้วยกันเถอะ!”
ตอนที่ 627: นางฟ้าอย่าไป
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มๆ “พี่เซียวรอบรู้ไม่ธรรมดา ได้ร่วมทางไปด้วยกันกับพี่เซียว ข้าน้อมรับด้วยความยินดี”
พูดขึ้นมาแล้ว อีกสามวันก็เป็นวันลงชื่อเข้าร่วมการประเมิน ไม่รู้ว่าพี่ชายเธอจะมาถึงเมืองซิงอวิ๋นหรือยัง?
“ฮ่าๆ น้องเฟิ่ง ขอแค่เจ้าผ่านการประเมิน จากนี้ไปพี่ชายจะปกป้องเจ้าในสำนักศึกษาเอง!” เขาหัวเราะเสียงดัง แล้วยกไหเหล้ารินให้เฟิ่งจิ่ว “มา! ดื่มให้การรู้จักกันของพวกเรา”
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็ยกแก้วเหล้าขึ้น ยิ้มให้สัญญาณเล็กน้อย ก่อนจะแหงนหน้าดื่มจนหมด
“มาๆๆ กินอาหารกัน” เขาเรียกด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสุขใจ รวมกับยินดีที่ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนที่ถูกชะตา
ดังนั้นสองคนจึงกินอาหารพลางพูดคุยกันในโรงเหล้า ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เฟิ่งจิ่วที่ดื่มเหล่าไปไม่น้อยลุกยืนขึ้น บอกว่า “พี่เซียวกินไปก่อนเถอะ น้องชายจะไปเข้าห้องน้ำ”
“ฮ่าๆ ไปเถอะ ไปเถอะ! ให้เสี่ยวเอ้อพาเจ้าไปจะได้ไม่หลงทาง” ดังนั้นเขาจึงกวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์มา “พาน้องชายข้าคนนี้ไปห้องน้ำซิ”
“คุณชายท่านนี้ เชิญขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์โรงเหล้าใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมทั้งโค้งกายเล็กน้อยนำทางให้เฟิ่งจิ่ว เดินลงชั้นหนึ่งไปยังด้านหลัง
หลังจากเสี่ยวเอ้อร์ชี้ทางให้ เฟิ่งจิ่วก็ถอยออกไป ส่วนเฟิ่งจิ่วมายังด้านหลังชั้นหนึ่ง แค่ล้างมือล้างหน้า
เซียวอี้หานคนนั้นจะดื่มเก่งเกินไปแล้วจริงๆ ดื่มเก่งก็เรื่องหนึ่ง ยังหาคำพูดมาชนแก้วกับเธอได้อีก แม้เธอดื่มเหล้าได้ไม่เลวแต่จะดื่มขนาดนั้นก็ไม่ไหวจริงๆ จึงอ้างว่าไปเข้าห้องน้ำเพื่อออกมาล้างหน้าให้สร่างเมา
“ไปๆๆ ข้าไม่ได้เมา เจ้าไม่ต้องพยุง”
น้ำเสียงเมามายลอยมา เธอที่ล้างหน้าเสร็จหันกลับไปมอง ก็เห็นชายชุดหรูหราที่เมาเหล้าเล็กน้อยคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซเข้ามาภายใต้การประคับประคองของเสี่ยวเอ้อ หลังจากเธอชำเลืองมองก็ดึงสายตากลับ หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดคราบน้ำบนมือให้แห้งแล้วเตรียมจะกลับไป
ทว่าชายที่เมาเหล้าคนนั้นหลังจากผลักเสี่ยวเอ้อร์ออก ก็หรี่ดวงตาเมามายเห็นนางฟ้าชุดแดงตรงหน้าเดินมาช้าๆ ท่ามกลางม่านหมอกภายใต้ฤทธิ์เหล้า เพียงเห็นว่านางฟ้าคนนั้นงามเสียจนน่าตะลึง ทำให้เขายื่นมือออกไปลูบคลำใบหน้านางฟ้าคนนั้นอย่างอดไม่ได้ ปากยังเรียกพึมพำอย่างหลงใหล “นางฟ้า…”
เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย หลบออกจากฝ่ามือที่ยื่นมา กวาดมองชายคนนั้นอย่างไม่ชอบใจ ครั้นเห็นว่าเขาเมาหนักมากจึงไม่เอาเรื่องเขา เดินผ่านตัวเขาไปข้างนอก ใครจะรู้ว่าชายผู้เมามายกลับหัวเราะ ร่างที่โงนเงนเล็กน้อยโผเข้ามาหา รั้งเอวจะกอดเธอไว้
เห็นท่าทางเธอก็ยกขาเตะไปโดยไม่ต้องคิด จนคนที่โผเข้ามานั้นล้มลงไปกับพื้นทันที แล้วบอกกับเสี่ยวเอ้อร์ที่ยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ข้างๆ “ประคองแขกที่เมาเหล้าคนนี้กลับไปซะ”
“ขอรับ ขอรับ”
เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นไม่นึกว่าจะเจอเรื่องเช่นนี้ รีบร้อนเข้าไปประคองชายชุดหรูหราที่โดนเตะล้มลงกับพื้นขึ้นมา แต่ใครจะรู้ว่าชายคนนั้นกลับผลักเสี่ยวเอ้อร์ออกและลุกขึ้นพุ่งไปทางเฟิ่งจิ่วอีกครั้ง
“นางฟ้า อย่าไป…”
เสี่ยวเอ้อร์เห็นชายคนนั้นที่พุ่งเข้าไปโดนคุณชายชุดแดงถีบล้มลงพื้นอีกครั้ง มุมปากยังกระแทกพื้นจนแตก เลือดสดๆไหลออกมา ทำให้เขาตกใจเสียจนสีหน้าขาวซีด
นั่นเป็นแขกในห้องพิเศษ เลือดไหลเช่นนี้จะดีได้อย่างไร? ตอนนี้เขาไม่กล้าอยู่ต่ออีก จึงรีบเร่งวิ่งไปเชิญเจ้าของร้านด้านหน้ามา และไปแจ้งให้แขกท่านอื่นในห้องพิเศษที่มาด้วยกันกับชายชุดหรูหรา
ยามนี้เฟิ่งจิ่วเห็นขาถูกชายคนนั้นกอดไว้ก็ยิ่งโกรธ ชัดเจนว่าไม่อยากเอาเรื่องกับคนเมา แต่ใครจะรู้ว่าเขาโผเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า รอบนี้ยังเข้ามากอดขาเธอจากด้านหลังอีก
ตอนที่ 628: ล้วนแปลกประหลาด
เฟิ่งจิ่วที่เหลือ.อดเหลือทนแย้มยิ้ม โน้มตัวลงหันกลับไปมองชายชุดหรูหราที่กอดขาเธอไว้ ก่อนลูบๆหัวเขา “เด็กดี ปล่อยมือเถอะ”
ชายคนนั้นมองนางอย่างหลงใหล แววตาเคลิบเคลิ้ม “นางฟ้า… งามนัก…” เมื่อได้ยินคำพูดที่แสนอ่อนโยนนั้น และรู้สึกว่ามือนางฟ้าลูบหัวเขาเบาๆ เขาฉีกยิ้มโง่ๆ ขณะเดียวกันก็ปล่อยมือที่กอดขานางไว้
“เห็นโอ่งน้ำนั่นหรือไม่?” เธอเผยรอยยิ้มทรงเสน่ห์ พลางชี้ที่โอ่งน้ำข้างๆ
ไม่รู้ว่าเมาเสียจนพร่ามัวหรือหลงในรอยยิ้มเธอเสียจนหน้ามืด ถึงเห็นชายคนชุดหรูหราคนนั้นนอนลงบนพื้นและพยักหน้าอย่างโง่เขลา “อืม เห็นสิ”
“กลิ่นเหล้าบนตัวเจ้าแรงมาก เข้าไปอาบเสียหน่อยเถอะ” เธอเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม ไม่ทันไรยังเสริมอีกประโยคว่า “ข้าไม่ไปไหนหรอก จะรอเจ้าที่นี่แหละ”
ได้ยินเช่นนี้ ชายชุดหรูหราดวงตาเป็นประกาย “จริงหรือ? ข้าจะไปอาบ นางฟ้าอย่าไปไหนนะ” ระหว่างพูดก็ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้วโดนลงอ่างน้ำเสียงดังตู้ม
เมื่อร่างกายแช่ในน้ำเย็นเฉียบ ความเมาแต่เดิมทีกลับสลายไปและตื่นตัวขึ้นมาทันที โอ่งน้ำใหญ่มาก ชายคนนั้นนั่งอยู่ด้านในก็ยังเผยให้เห็นแค่ศีรษะ ยามนี้ทั้งร่างเปียกไปด้วยน้ำเย็นเยียบ นั่งอยู่ในโอ่งน้ำพลางมองหนุ่มน้อยชุดแดงที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความตกใจ
สร่างเมาแล้ว แน่นอนว่าคงไม่เข้าใจผิดว่าหนุ่มน้อยชุดแดงตรงหน้าเป็นผู้หญิงอีก โดยเฉพาะความโอหัง ซุกซนและชั่วร้ายตรงกลางหว่างคิ้วของหนุ่มน้อยนั้นไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวจะมีแน่นอน แต่รูปโฉม.งดงามนั้นช่างทำให้คนเห็นยากจะลืมจริงๆ มิน่าเขาที่เมาเหล้าถึงมองหนุ่มน้อยคนนี้ผิดเป็นนางฟ้า
นึกถึงว่าเมื่อครู่ตนเองยังพุ่งล้มลงพื้น และกอดขาเด็กหนุ่มไว้ไม่ปล่อย แม้เป็นผู้ชายด้วยกัน ยามนี้เขาที่สร่างเมายังมีสีหน้าแดงก่ำโดยฉับพลัน ท่าทางเขินอายเล็กน้อย
“เช่นนั้น คุณชายท่านนี้ ข้าขอโทษด้วยจริงๆ ขะ ข้าดื่มจนเมา ถึงมองคุณชายผิดเป็นผู้หญิง…” แววตาเขาเลื่อนลอย มองหนุ่มน้อยคนนั้นอย่างขออภัย
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วเล็กน้อย ในดวงตาฉายแววแปลกใจ นึกไม่ถึงว่าหลังจากชายชุดหรูหราคนนี้สร่างเมาจะขอโทษ เห็นเช่นนี้เธอจึงไม่ได้ยื้อไว้ไม่ปล่อย ถึงอย่างไรก็แกล้งเขาไปแล้ว
ดังนั้นจึงแค่เหลือบมองชายคนนั้น บอกว่า “ดื่มเหล้าไม่เก่งก็ดื่มให้น้อยหน่อย วันนี้โชดดีเจอข้า มิเช่นนั้นคงไม่ให้เจ้าแค่โดดลงโอ่งน้ำก็จบเรื่อง” สิ้นเสียงก็ปัดๆเสื้อคลุมแล้วเดินออกไป
ชายที่นั่งในโอ่งน้ำได้ยินมีอาการเก้อเขิน เมื่อนึกถึงก่อนหน้านี้ที่หนุ่มน้อยคนนั้นโน้มตัวลงตรงหน้าเขา คำพูดประโยคนั้นที่เอ่ยกับเขาด้วยเสียงเล็กๆ ยังมีภาพนั้นที่ลูบหัวเขาเบาๆ สีหน้าเขาก็แปลกประหลาดขึ้นมา
เมื่อสหายเขากับเจ้าของร้านรีบมาถึง ก็เห็นเพียงว่าชายชุดหรูหราคนนั้นนั่งนิ่งอึ้งอยู่ในโอ่งน้ำ ไม่รู้กำลังคิดอะไร แม้แต่ใบหูยังแดงก่ำ แต่เอ่ยถามไปเขากลับบอกว่าไม่มีอะไร แค่เข้าใจผิดกันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงสงบลงอย่างเงียบเชียบไร้เสียง
เฟิ่งจิ่วกลับถึงชั้นสอง เห็นเซียวอี้หานยังดื่มเหล้าอยู่ จึงส่ายหน้าทันควัน “พี่เซียว ดื่มเหล้ามากทำลายสุขภาพ อย่าดื่มมากนักเลย” เธอมานั่งลงตรงโต๊ะ ไปเดินรอบหนึ่ง กลับมาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะกินอาหารดื่มเหล้าอีกแล้ว
“น้องเฟิ่ง ความสามารถในการดื่มเหล้าของพี่ชายน้อยคนนักจะเทียบได้ นึกไม่ถึงว่าเจ้าดูท่าทางบอบบาง ยังดื่มเป็นเพื่อนข้าได้นานถึงเพียงนี้โดยไม่เมา ความสามารถในการดื่มเหล้าเจ้าดีไม่ธรรมดาเลย!”
หนึ่งมื้ออาหารผ่านไป เขาแค่คิดว่าหนุ่มน้อยตรงหน้าทำให้เขารู้สึกแปลกยิ่งนัก ยิ่งคบหายิ่งคิดว่าหนุ่มน้อยคนนี้มีหลายด้าน
ตอนที่ 629: ลานประลองตลาดมืด
ท่าทางน่าขันที่หนีกระเจิดกระเจิงบนถนนใหญ่ การนั่งเงียบขมวดคิ้วครุ่นคิดในลานบ้านของโรงเตี๊ยม ความอิสระซุกซนบนโต๊ะเหล้า กลิ่นอายสูงศักดิ์และความใจเย็นในทุกท่าทาง ทำให้เซียวอี้หานไม่เข้าใจเท่าไรว่าเฟิ่งจิ่วเป็นคนเช่นไรกันแน่?
แค่สิ่งเดียวที่มั่นใจได้คือ หนุ่มน้อยคนนี้เป็นคนแรกที่เขาชื่นชมตั้งแต่มาถึงเมืองซิงอวิ๋นนี้ และเป็นคนแรกที่เขาตั้งใจเข้าไปทำความรู้จักด้วยตนเอง
“น้องเฟิ่ง เจ้ารู้จักกับคนคนนั้นหรือ?”
ระหว่างพูด เซียวอี้หานก็ให้สัญญาณ สายตาหยุดลงบนร่างชายคนนั้นที่เปียกปอนไปทั้งร่าง เห็นอีกฝ่ายเนื้อตัวกระเซอะกระเซิง ดวงตาคู่นั้นหลังจากเห็นเฟิ่งจิ่วก็ละสายตาไปอย่างร้อนรน แต่กลับยังมองมาอย่างอดไม่ได้ น่าแปลกเสียจริง
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองคนคนนั้น เห็นว่าเขาละสายตาออกอย่างลนลานและเร่งรีบไปยังห้องปีก ไม่นานนักหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดแห้งออกมา ตอนที่ลงไปชั้นล่างฝีเท้าก็หยุกชะงัก ประสานมือคารวะมาทางเธอตรงนี้ แล้วจากไปด้วยความร้อนรน
“ไม่รู้จัก” เธอตอบช้าไปครึ่งจังหวะ
เห็นเขาไม่กินต่อแล้ว เซียวอี้หานจึงเรียกเสี่ยวเอ้อมาเก็บเงิน ก่อนจะเดินออกจากโรงเตี๊ยมไปพร้อมกับเฟิ่งจิ่ว “น้องเฟิ่ง เวลาตอนนี้ยังเช้า พวกเราไปดูการประลองที่ตลาดมืดเป็นอย่างไร?”
“ได้ยินว่าการประลองที่ตลาดมืดโหดร้ายที่สุด ข้าอยากลองไปดูตั้งนานแล้ว”
“ฮ่าๆๆ เช่นนั้นก็ไปเถอะ” เขาหัวเราะเสียงดัง แล้วไปยังตลาดมืดพร้อมกับเฟิ่งจิ่ว
เข้าตลาดมืดไม่ต้องใช้เงิน เข้าลานประลองชมการประลองต้องจ่ายค่าเข้าชม ดังนั้นเมื่อเซียวอี้หานกำลังจะจ่ายเงิน เฟิ่งจิ่วก็ยื่นไปเสียก่อน จากนั้นยิ้มเดินเข้าไปท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงของเขา
เห็นเช่นนี้เซียวอี้ก็หานยิ้มๆ แล้วตามเข้าไปด้วย พอเข้าไปลานประลอง ก็รู้สึกว่าบรรยากาศที่นี่แตกต่างจากด้านนอกทันใด
นอกจากเสียงโห่ร้องดังสนั่นด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านของผู้ชมที่นั่งล้อมวงชมโดยรอบ ยังมีกลิ่นคาวเลือดจางๆกระจายอยู่ในอากาศ จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และกลิ่นอายที่เอ่อล้นของสองคนที่ประชันกันบนเวที ก่อเกิดเป็นการต่อสู้ การโจมตีและต่อสู้ที่ป่าเถื่อนซึ่งมาพร้อมกับเลือดและหยาดเหงื่อ ทำให้ทุกคนทั้งลานประลองตื่นเต้นเสียจนเลือดร้อนเดือดพล่าน
ภายใต้การนำของผู้นำทาง ทั้งสองคนนั่งลงตรงที่นั่งด้านหน้าและชมการประลองบนเวที
“คุณชายทั้งสอง จะวางเดิมพันหรือไม่? ตอนนี้ยังวางเดิมพันได้นะขอรับ” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งยกถาดเดินเข้ามาถาม
เฟิ่งจิ่วมองถาดนั้น ด้านบนวางสองป้ายหนึ่งดำหนึ่งแดงแยกกันไว้ ระบุว่าเดิมพันขั้นต่ำสุดคือหนึ่งร้อยเหรียญเงิน
“ห้าร้อยเหรียญเงิน ซื้อฝ่ายแดงชนะ” เซียวอี้หานบอกกับชายวัยกลางคน จากนั้นค่อยมองยังเฟิ่งจิ่ว
เฟิ่งจิ่วส่ายหน้า กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าไม่ค่อยชอบเล่นอะไรพวกนี้”
ดังนั้นขณะที่ชายวัยกลางคนถอยออกไป ก็สั่งคนส่งน้ำชาสองถ้วยกับขนมอบหนึ่งชุดไปให้สองคนที่นั่งแถวหนึ่ง
บนเวทีมีทั้งเหงื่อและเลือดไหลหยด ด้านล่างเวทีรื่นเริงนัก เห็นหน้าสองฝ่ายโดนซ้อมจนบวม กระดูกแขนโดนตีจนหัก แววตาเฟิ่งจิ่วยิ่งคร่ำเครียด
นี่คือการเอาชีวิตมาสู้อย่างเต็มที่ เพียงเพื่อเงินจากหยาดเหงื่อหยาดเลือดที่น้อยนิดจนน่าเวทนา
เสียงที่ดังขึ้นข้างหูคือเสียงกู่ร้องโดยรอบ ทว่าสิ่งที่กระเซ็นบนเวทีกลับเป็นเลือด เห็นการเปรียบเทียบที่เด่นชัดระหว่างบนและล่างเวที อารมณ์เธอยิ่งหนักอึ้งขึ้นมา
“พี่เซียวดูไปก่อน ข้าจะไปทำธุระนิดหน่อย” เธอลุกยืนขึ้นบอก แล้วให้คนตลาดมืดนำทางไปหาผู้ดูแล คิดจะสอบถามเสียหน่อยว่าตลาดมืดที่นี่มีข่าวพี่ชายเธอหรือไม่
เซียวอี้หานมองเขาเดินจากไป ทันใดนั้นความเคร่งเครียดในดวงตาหนุ่มน้อยก็สะท้อนเข้าสู่สายตา ทำให้เขาแปลกใจเล็กน้อย
ตอนที่ 630: คุ้นตานิดหน่อย
ทางด้านนั้น หลังจากเฟิ่งจิ่วสอบถาม ถึงรู้ว่ากวนสีหลิ่นยังไม่ได้มาที่ตลาดมืด จึงทิ้งข้อความบอกแจ้งถึงโรงเตี๊ยมที่เธอพักอยู่ตอนนี้ แล้วเดินกลับลานประลองไปนั่งชมการประลองตรงแถวแรกต่อ
หลังจากเฟิ่งจิ่วออกไป ชายชราคนหนึ่งก็ลูบเคราเดินออกมาจากมุมมืด จ้องมองทิศทางที่เฟิ่งจิ่วจากไปเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ผู้ดูแลวัยกลางคนอ่านข้อความที่เฟิ่งจิ่วทิ้งไว้ แล้วถือติดมือไปวางข้างๆโดยไม่สนใจสักเท่าใด ทว่าเมื่อหางตาเหลือบเห็นผู้อาวุโสตลาดมืดพวกเขาปรากฏตัวข้างๆ ด้านหลังเขาอย่างเงียบเชียบไร้เสียง ก็ตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี ก่อนจะรีบเร่งเดินเข้าไปคารวะด้วยความเคารพ
“ท่านผู้อาวุโส ท่านมาได้อย่างไร มีอะไรจะสั่งการหรือขอรับ?”
ชายชราชำเลืองทองผู้ดูแล ถามว่า “หนุ่มน้อยชุดแดงคนนั้นพูดอะไรกับเจ้า?”
ได้ยินคำพูดนี้ ผู้ดูแลบอกอย่างรีบร้อนว่า “หนุ่มน้อยคนนั้นเข้ามาถามหาคนชื่อกวนสีหลิ่น บอกว่าเขาติดตามกลุ่มทหารรับจ้างของตลาดมืดเราออกไปฝึกวิชา จึงมาถามที่นี่ว่าเคยได้ยินข่าวเขาหรือไม่ ข้าน้อยไม่เคยได้ยินชื่อคนคนนั้นจึงบอกเขาว่าไม่มี หนุ่มน้อยคนนั้นทิ้งที่อยู่ไว้ บอกว่าหากกวนสีหลิ่นมาถามก็บอกชื่อโรงเตี๊ยมที่เขาพักอยู่ไป”
ระหว่างพูดเขาก็ยื่นที่อยู่ที่วางไว้ข้างๆ ให้ชายชราด้วยสองมืออย่างร้อนรน
ชายชรารับมาเหลือบมอง ถามว่า “ตลาดมืดเรามีกลุ่มทหารรับจ้างออกไปทำภารกิจหรือไม่?”
“ทางพวกเรานี้ไม่มีขอรับ เดาว่าคงเป็นกลุ่มทหารรับจ้างสาขาอื่น” ผู้ดูแลพูดจบ เห็นท่าทางชายชราคล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่าง จึงเอ่ยปากถาม “ท่านผู้อาวุโส หนุ่มน้อยคนนั้นมีอะไรผิดปกติหรือ? ต้องให้ข้าน้อยส่งคนไปจับตาดูหรือไม่ขอรับ?”
ได้ยินเช่นนี้ชายชราก็เหลือบมองเขา สั่งการว่า “อย่าจัดการซี้ซั้ว ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จัดการเรื่องที่เขาสั่งดีๆก็พอ” ชายชรายื่นที่อยู่กลับไปให้ผู้ดูแล แล้วเดินมือไพล่หลังเลี้ยวเข้าด้านหลังไป
เห็นเช่นนี้ ในใจผู้ดูแลแอบแปลกใจเล็กน้อย ผู้อาวุโสถึงกับออกคำสั่งให้เขาจัดการเรื่องของหนุ่มน้อยให้ดี เห็นได้ชัดว่าหนุ่มน้อยคนนั้นที่มาไม่ธรรมดา อาจจะเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่? แต่ด้วยกลุ่มอำนาจตลาดมืดพวกเขา จะไม่ทำทีเป็นมิตรกับลูกหลานตระกูลไหนมาแต่ไหนแต่ไร เช่นนั้นหนุ่มน้อยคนนั้นเป็นใครกันแน่?
แม้ในใจยังสงสัยกลับรู้ว่าผู้อาวุโสจะไม่บอก และไม่ใช่สิ่งที่เขาควรถาม ดังนั้นเขาจึงบันทึกที่อยู่นั้นไว้ แล้วกำชับคนเบื้องล่างให้คอยสังเกตช่วงสองวันนี้ว่ามีคนชื่อกวนสีหลิ่นเข้ามาหรือไม่
ส่วนผู้อาวุโสท่านนั้นยังครุ่นคิดอะไรบางอย่างมาตลอดทาง ท่าทางเหมือนจะเคยพบหนุ่มน้อยคนนั้นที่ไหน แต่นึกไม่ออกในทันที
ตรงแถวหน้าของลานประลอง เซียวอี้หานมองหนุ่มน้อยที่ชมการต่อสู้บนเวทีอย่างเงียบๆมาตลอด ยิ้มบอกว่า “น้องชาย เจ้าไม่เคยเห็นการต่อสู้เช่นนี้มาก่อนใช่หรือไม่? อันที่จริงพวกนี้ล้วนเป็นนักสู้มืออาชีพ ตลาดมืดมีกฎไม่ให้บาดเจ็บถึงชีวิต ต่อให้บาดเจ็บไปทั้งตัวคนตลาดมืดก็จะเตรียมการรักษาให้”
ได้ยินแล้วเฟิ่งจิ่วแปลกใจเล็กน้อย หลังจากมองเขาก็รู้ว่าทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น จึงยิ้มขึ้นทันที “อืม ข้ารู้แล้ว โลกก็เป็นจริงเช่นนี้ แม้บางคนไม่สนใจก็ยังโดนแบ่งแยกเป็นระดับสามหกเก้า”
เขาอึ้งไปพักหนึ่ง จากนั้นค่อยยิ้มให้ “ถูกต้อง นี่คือกฎของโลกใบนี้ ขอแค่มีพละกำลังถึงจะพูดอะไรได้ ผู้แข็งแกร่งอยู่รอด การถือกำเนิดของผู้แข็งแกร่งไม่ใช่แค่เกียรติยศ ทั้งยังหนุนให้ตระกูลของเขายิ่งเรืองอำนาจและไม่มีใครกล้าข่มเหง”
เอ่ยถึงตรงนี้เขาก็ยิ้มเยาะ “ตระกูลข้ายื่นคำขาดกับข้า ว่าต้องกลายสิบผู้มีพรสวรรค์ของสำนักศึกษาหมอกดาราให้ได้ภายในหนึ่งปี”
ตอนที่ 631: วันลงชื่อรับสมัครของสำนักศึกษาหมอกดารา
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่ง จิ่วก็ยิ้มเอ่ยอย่างหยอกล้อ “สิบผู้มีพรสวรรค์? นั่นล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลในสำนักศึกษา หากข้าเข้าเรียนในสำนักศึกษาหมอกดาราจริง พี่เซียวจะปกป้องข้าจริงหรือ?”
“ฮ่าๆๆ พูดได้ดี พูดได้ดี” เขาตบๆไหล่เฟิ่งจิ่วด้วยท่าทางว่าทุกเรื่องข้าจัดการได้
หลังจากสองคนชมการประลองไปสองสามรอบ เซียวอี้หานลงเดิมพันไปสองรอบชนะไปรอบเดียว รวมชนะทั้งหมดห้าร้อยเหรียญทอง และออกไปยังโรงเตี๊ยมก่อนพร้อมกับเฟิ่งจิ่ว
สองวันต่อมา เฟิ่งจิ่วนอกจากฝึกบำเพ็ญในโรงเตี๊ยม บางครั้งก็ยังออกมากินข้าวพูดคุยด้วยกันกับเซียวอี้หาน รออยู่ในโรงเตี๊ยมสองวันก็ยังคงไม่เห็นว่าพี่ชายเธอจะมาหา จึง.อดไม่ได้เป็นห่วงขึ้นมา
เช้าตรู่วันที่สาม เธอออกมาสอบถามเจ้าของร้านที่โรงเตี้ยมแต่เช้าก็ยังคงไม่มีข่าวคราว ทำให้เธอเป็นกังวลอยู่บ้าง ตอนที่ออกไปทำภารกิจกับพวกทหารรับจ้างคงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกระมัง?
เซียวอี้หานเดินออกจากห้องมายังชั้นหนึ่ง เห็นร่างสีแดงนั่งกินอาหารอยู่ตรงนั้น ก็ประหลาดใจอย่าง.อดไม่ได้ “เช้าเพียงนี้เชียว? คงจะไม่ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างกระมัง?”
เห็นเขามาหา เฟิ่งจิ่วจึงเชิญเขานั่งลง และให้เสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารเช้าเขาเข้ามา จากนั้นบอกว่า “เพิ่งตื่นมาสักพัก อยากจะลองไปดูทางด้านสำนักศึกษาแต่เช้าหน่อย หนำซ้ำจากที่นี้ไปต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองชั่วยาม จึงต้องตื่นเช้ามาเตรียมตัวเป็นธรรมดา”
เซียวอี้หานนั่งลง ยิ้มบอกว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อวานข้าสั่งคนไว้แล้ว ประเดี๋ยวจะมีรถลากสัตว์วิญญาณเข้ามารับ ประมาณหนึ่งชั่วยามก็ไปถึงสำนักศึกษา”
เขากินอาหารเช้าที่เสี่ยวเอ้อร์ยกเข้ามาพลางเอ่ย “หลักๆข้าจะฝึกพลังวิญญาณ รอบนี้ที่ลงชื่อคือทางสำนักพลังวิญญาณ น้องเฟิ่ง ข้าเห็นบนตัวเจ้าไม่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณ วรยุทธ์พลังเร้นลับก็อยู่แค่ปรมาจารย์นักรบขั้นต้น พลังเช่นนี้อยากจะเข้าสำนักพลังเร้นลับยังยากไปบ้าง ไม่รู้ว่าเจ้าวางแผนเช่นไร?”
เฟิ่งจิ่วยกยิ้ม กล่าวว่า “ข้าหาข้อมูลการประเมินรับสมัครนักเรียนของสำนักศึกษาหมอกดารามาแล้ว พวกเขาไม่ได้ดูระดับสูงต่ำของพลัง แต่ขอแค่ผ่านการประเมินทั้งสามด่านก็พอ”
“เหอะๆ ถูกต้อง การประเมินครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ผู้ฝึกบำเพ็ญพลังวิญญาณนอกจากมีพรสวรรค์ยังต้องดูแรงกายกับความสัมพันธ์กันของธาตุทั้งห้า ขอแค่ได้ถึงมาตรฐานปกติจะเข้าเรียนในสำนักศึกษาหมอกดาราได้ ส่วนการประเมินพลังเร้นลับ ข้าไม่ได้สนใจเท่าไร แต่ว่ากันว่านอกจากความแรงกาย ยังต้องดูความเร็วกับศิลปะการต่อสู้ด้วย”
“อืม เหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่ข้าคิดจะสมัครเข้าร่วมการประเมินสำนักกลั่นยาเซียน” เธอกล่าวยิ้มๆ กินข้าวต้มในชามเสร็จแล้วก็วางตะเกียบลง
ได้ยินคำพูดเช่นนี้ เขาแปลกใจเล็กน้อย “อ้อ? เจ้าอยากเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ? แม้บอกว่าไม่เป็นที่นิยม แต่ความยากยิ่งมากกว่า ถึงจะเป็นการประเมินผู้เรียนปรุงยาก็เข้มงวดยิ่งนัก”
“ไม่เป็นไร ข้าทำการบ้านมาอย่างดี ถึงเวลาก็พยายามให้ถึงที่สุดเป็นพอ หากไม่ได้ข้าก็กลับบ้าน” เธอพูดทีเล่นทีจริง
“ถูกแล้ว พยายามให้ถึงที่สุดก็พอ” เขาพยักหน้าและไม่ได้พูดอะไรอีก หลังจากจัดการอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว รถลากสัตว์วิญญาณที่เข้ามารับพวกเขาก็มาถึงหน้าประตูโรงเตี๊ยม
เฟิ่งจิ่วพาเหล่าไป๋ไปด้วยแต่ไม่ได้ขี่มัน แค่ล่ามมันไว้ด้านหลังรถลากสัตว์วิญญาณ ส่วนตัวเองก็นั่งรถคันเดียวกับเซียวอี้หาน ตรงไปยังสำนักศึกษาหมอกดาราพร้อมๆกัน…
ส่วนทางเหนือของเมือง กวนสีหลิ่นที่ร่างกายแข็งแรงกำยำและทั่วร่างมีกลิ่นอายเด็ดเดี่ยวกระจายอยู่ถอดชุดทหารรับจ้างบนตัวออก พลางหยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งจากในถุงฟ้าดินมาสวมบนร่าง ถึงขั้นมาไม่ทันหาที่อาบน้ำ แค่ใช้น้ำล้างหน้าอย่างง่ายๆ แล้วมุ่งไปยังสำนักศึกษาหมอกดาราด้วยความรีบร้อน
ตอนที่ 632: งามดุจเทพจุติ
วันรับสมัครนักเรียนของสำนักศึกษาหมอกดาราจัดสามปีครั้ง ลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์จากแต่ละแคว้นและผู้ลากมากดีจากแต่ละถิ่นต่างมารวมตัวกันหน้าประตูใหญ่สำนักศึกษาหมอกดารา รถลากสัตว์วิญญาณแต่ละคันเรียงรายเต็มสองฝั่ง เหล่าคนหนุ่มสาวที่รวมกลุ่มกันสามถึงห้าคนรวมตัวกันพูดคุยพลางรอประตูสำนักศึกษาเปิด สายตามองไปล้วนแน่นขนัดไปด้วยเหล่าคนหนุ่มสาวที่สวมชุดผ้าแพรหรูหรา
เมื่อเฟิ่งจิ่วกับเซียวอี้หานมาถึง ด้านหน้ามีรถลากสัตว์วิญญาณมากเกินไป แทรกเข้าไปไม่ได้ พวกเขาจึงจำใจต้องลงรถเดินไป แล้วส่งเหล่าไป๋ให้คนที่คุมรถลากสัตว์วิญญาณเฝ้าไว้
ยามมาถึงด้านหน้า เห็นว่าทั้งหน้าประตูใหญ่สำนักศึกษาหมอกดาราหนาแน่นไปด้วยคน ความคึกคักและฝูงชนที่คับคั่งทำให้เฟิ่งจิ่วพูดไม่ออกทันที
“ไม่นึกเลยว่าคนจะมากมายเพียงนี้”
“ที่นี่มีอย่างน้อยหลายพันคน แต่ตามสถิติ ผู้ผ่านการประเมินในอดีตที่ผ่านมาจะมีแค่หนึ่งในร้อยคน ด้วยเหตุนี้สุดท้ายอย่างมากหลายร้อยคนถึงจะมีโอกาสเข้าเรียนในสำนักศึกษา และกลายเป็นนักเรียนสำนักศึกษาหมอกดารา” เขาคลายความสงสัย สายตาหยุดลงบนประตูใหญ่สำนักศึกษาที่ยังไม่เปิดออก
“ภายในชั่วยามประตูสำนักศึกษาถึงจะเปิด ถึงเวลานั้นจะมีผู้เล่าเรียนด้านในคอยจัดการต้อนรับ แต่ละจุดลงชื่อกับสถานที่ประเมินล้วนแตกต่างกัน รอเดี๋ยวพวกเราคงไม่ได้เจอกัน เจ้าต้องตั้งใจให้มากหน่อย ตอนที่ประเมินก็อย่าเครียด พยายามให้ถึงที่สุดพอ” เขากำชับ อันที่จริงในใจคิดว่าเฟิ่งจิ่วคงไม่ได้เข้าเรียน ถึงอย่างไรสำนักกลั่นยาเซียนเทียบกับสำนักอื่นๆแล้ว ความยากก็ยิ่งสูงกว่า มิเช่นนั้นคงไม่ไม่เป็นที่นิยมเช่นนั้น
“อืม ข้ารู้แล้ว” เธอยิ้มน้อยๆ สายตามองไปรอบๆ อยากดูเสียหน่อยว่าพี่ชายเธอหรือไม่
เสียงพูดคุยของผู้คนรอบๆปะปนเข้าด้วยกัน วุ่นวายอยู่บ้างอย่างชัดเจน ขณะที่เดินไปยังประตูเบื้องหน้าสองคนก็ถูกคนพวกนั้นที่พุ่งไปข้างหน้าเบียดเสียดจนแยกจากกัน เซียวอี้หานมองร่างสีแดงนั้นที่โดนฝูงชนผลักออกไปไกลเรื่อยๆ คิดจะดึงเขาไว้ กลับเห็นว่าแค่ชั่วพริบตาก็ไม่รู้ว่าถูกผลักไปถึงไหนแล้ว
“ช่างเถอะ หากเขาเข้าสำนักศึกษาได้ อยู่ด้านในสุดท้ายเดี๋ยวก็เจอกัน” เขาพึมพำเสียงเบา ไม่ตามหาเฟิ่งจิ่วอีก ก่อนจะถูกผู้คนด้านหลังผลักดันไปยังประตูใหญ่เบื้องหน้า
ขอแค่ยิ่งเข้าใกล้จะยิ่งได้อยู่แถวด้านหน้าและเข้าประเมินก่อน ไม่ต้องแออัดอยู่ท่ามกลางผู้คน ด้วยเหตุนี้ทุกคนที่เข้ามาประเมินจึงต่างพุ่งไปข้างหน้า โดยเฉพาะตอนที่ประตูยังไม่เปิด หากปรี่ไปข้างหน้าก่อน รอแค่ประตูเปิดออก แต่ละคนก็จะวิ่งไปยังสำนักที่เลือกสมัคร
ทว่าแตกต่างกับคนพวกนั้นที่พุ่งไปข้างหน้า ขณะที่โดนผลักเบียดเสียด ในที่สุดเฟิ่งจิ่วก็วิ่งถอยออกไปด้วยทนไม่ไหว เดินมาถอนหายใจเบาๆใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างๆ
“ฮู่! คนเบียดเสียดกันเสียจนบีบคนตายได้จริงๆ ประตูสำนักศึกษายังไม่เปิด รีบไปเกิดใหม่ยังไม่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้เลย!”
สิ้นเสียงก็เงยหน้ามองไปโดยไม่ตั้งใจ ทว่ากลับทำให้เธอสะดุ้งตกใจเสียดื้อๆ ร่างกายถอยไปหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณพลางจ้องมองร่างสีขาวที่นั่งพิงอยู่เหนือต้นไม้ เมื่อเห็นหน้าตาคนคนนั้น เธอก็อึ้งไปทันที
ชายรูปงาม…
เดิมทีไม่ควรใช้คำว่างามมาพรรณนาบุรุษ แต่ตอนนี้นอกจากคำว่างาม เธอก็หาคำอื่นมาบรรยายชายชุดขาวที่นั่งพิงบนต้นไม้คนนั้นไม่ได้
ขณะที่เขานั่งพิงบนกิ่งไม้เงียบๆ ใบไม้เขียวเป็นเช่นพื้นหลัง ดวงตาคู่นั้นทั้งสงบนิ่งและอ่อนโยน ทว่าในความอ่อนโยนนั้นยังมีความเฉยชาและห่างเหินที่ผลักไสผู้คนออกไปไกลพันลี้ เขานั่งมองเธออยู่บนต้นไม้เงียบๆ เช่นนั้น เสื้อคลุมสีขาวลู่ลงกลางอากาศสะบัดไหวเบาๆอย่างเป็นธรรมชาติ แถบผ้าสีขาวที่ผูกเส้นผมสีหมึกไว้ด้านหลังยังพลิ้วไปตามสายลม ราวกับเทพจุติที่หลุดมายังโลกมนุษย์ ไม่แปดเปื้อนด้วยเรื่องทางโลกแม้แต่น้อย งามเสียจนทำให้คนแทบลืมหายใจ…
ตอนที่ 633: การจ้องมองแวบนั้น
หน้าตาของเซวียนหยวนโม่เจ๋อราวกับสวรรค์สลักสรรสร้างมาอย่างประณีต เพียงแต่เขารูปงามแข็งแกร่ง สิ่งที่กระจายบนร่างคือความสูงศักดิ์และพลังอำนาจแห่งราชันที่มีมาแต่กำเนิด เฉกเช่นกษัตริย์ผู้ปกครองสรรพสิ่งในสวรรค์ทั้งเก้า
แต่ชายชุดขาวคนนี้ที่นั่งบนต้นไม้ รูปโฉม.งดงามยิ่งกว่าหญิงสาวงามเลิศทรงเสน่ห์เป็นสามเท่า บนร่างเขาไม่เห็นกลิ่นอายกระหายเลือดที่ดุร้ายและมีจิตสังหาร มีแต่ท่าทางเช่นเทพจุติที่ไม่แปดเปื้อนเรื่องทางโลก บรรยากาศทั่วร่างสะอาดสะอ้านเสียจนทำให้คนรู้สึกว่าตนต่ำต้อยด้อยค่า
สองคนมองกันเงียบๆ หนึ่งคนนั่งบนต้นไม้ อีกคนหนึ่งยืนอยู่ด้านล่าง ไม่มีใครพูดอะไร
จนกระทั่งเฟิ่งจิ่วรู้สึกว่าสองคนมองกันไม่พูดไม่จาเช่นนี้ช่างแปลกมากจริงๆ เพราะชายชุดขาวไม่ได้ละสายตาไป แค่มองเธอเงียบๆตลอดเช่นนั้นโดยที่สีหน้าท่าทีไม่เปลี่ยนไป เห็นเช่นนี้เธอจึงกระแอมไอ ขณะกำลังจะพูด กลับเห็นชายชุดขาวคนนั้นดึงสายตากลับและหลับตาลง ชัดเจนว่าไม่คิดจะพูดคุยกับเธอ
เธอขยับปาก ตะลึงไปบ้าง เนิ่นนานกว่าจะจับจมูกทั้งหน้าเจื่อนๆ ครั้นได้ยินเสียงตื่นเต้นดีใจที่ดังมาจากด้านหลังจึงหันกลับไป เห็นประตูใหญ่สำนักศึกษาเปิดออก ทุกคนต่างปรี่กันเข้าไป แค่ชั่วพริบตาเดียว หน้าประตูสำนักที่เดิมทีคึกคักยิ่งกว่าตลาดนัดก็ไม่เหลือใครเดินสักคนเดียว มีเพียงเหล่ารถลากสัตว์วิญญาณที่เฝ้ารอข่าวคราวคอยอยู่สองฝั่งซ้ายขวา
เห็นเช่นนี้ เธอเงยหน้ามองชายคล้ายเทพจุติคนนั้นบนต้นไม้ แล้วหมุนตัวก้าวไปยังสำนักศึกษา
เมื่อเธอหันกายมุ่งไปยังสำนักศึกษา ชายชุดขาวบนต้นไม้ถึงค่อยๆลืมตาขึ้น สายตาที่สงบนิ่งลึกล้ำหยุดลงบนร่างสีแดงนั้นอีกครั้งผ่านใบไม้ตะคุ่มตะคุ่ม มองไปเงียบๆ จนกระทั่งร่างนั้นหายไปตรงประตูสำนักสักพักใหญ่
เมื่อเฟิ่งจิ่วที่เข้าไปสำนักศึกษาเห็นสถานที่ที่ใหญ่โตเสียจนน่าเหลือเชื่อ ก็กะพริบตาอย่างอดไม่ได้ สีหน้าแปลกใหม่ “ใหญ่จริงๆเลย! นี่แค่สำนักศึกษาเดียวจริงหรือ? หากไม่รู้ยังนึกว่าเป็นเมืองเสียอีก!”
ผู้เล่าเรียนเก่ามากมายภายในสำนักศึกษากำลังชี้แนะและนำทาง ด้านหน้าทุกๆสำนักมีป้ายแขวนไว้อย่างดีเพื่อแจ้งว่าเป็นจุดลงชื่อประเมินของสำนักไหน เธอเห็นเพียงกลุ่มคนสองฝั่งซ้ายขวาเรียงแถวราวกับมังกรตัวยาว
เธอเดินไปมองข้างหน้า เห็นว่ากลุ่มคนสองแถวที่เรียงยาวราวมังกรทางซ้ายเป็นสำนักพลังวิญญาณ ทางขวาเป็นสำนักพลังเร้นลับ นอกจากสองสำนักนี้แล้ว กลับไม่เห็นสำนักยากับสำนักยาเซียนจึงอดแปลกใจไม่ได้
“พี่ชายท่านนี้ ข้าขอหน่อยถามว่าจุดลงชื่อประเมินของสำนักยาเซียนอยู่ที่ไหน?” เธอรั้งชายที่สวมชุดลูกศิษย์ไว้พลางเอ่ยถาม
“เจ้าจะสมัครสำนักยาเซียนหรือ” ชายคนนั้นพินิจมองเฟิ่งจิ่วจากบนลงล่าง จากนั้นค่อยชี้บอก “เห็นตรงนั้นหรือไม่? เดินตรงไปตามทางเส้นนี้หนึ่งลี้ ทางซ้ายคือจุดลงชื่อประเมินของสำนักยาเซียน ขวาก็คือของสำนักยา”
“ขอบคุณท่านมากที่ชี้แนะ” เธอยิ้มพลางประสานมือคารวะ จากนั้นหาไปตามจุดที่ชายคนนั้นชี้บอก
ชายคนนั้นมองหนุ่มน้อยชุดแดงมุ่งไปทางสำนักยาเซียน แล้วส่ายหน้าเดินจากไปทันทีพลางพึมพำเสียงเบา “แค่นั้นหรือจะสมัครสอบสำนักยาเซียน? เป็นคนโง่ที่เพ้อฝันเสียจริง”
และเวลาเดียวกันนี้ สถานที่แห่งหนึ่งในสำนักศึกษา กวนเหล่ารองเจ้าสำนักเดินวนไปมาและมองทางเจ้าสำนักที่นั่งดื่มชาอยู่ ถามว่า “ท่านว่าหนุ่มน้อยนามเฟิ่งจิ่วคนนั้นจะมาหรือไม่ขอรับ?”
เจ้าสำนักได้ยินก็ส่ายหน้ายิ้มๆ “เหล่ากวน เจ้าถามอยู่ที่นี่มาตลอดเช้าไม่ต่ำกว่าสิบรอบแล้ว”
“ก็ข้ากังวลใจ นั่นเป็นกล้าต้นงามจริงๆ กลัวว่าเขาจะไม่มา!”
“เจ้าให้ป้ายสำนักศึกษาหมอกดารากับเขาไปแล้ว ไม่ต้องประเมินก็เข้าสำนักได้ทันที ข้าคิดว่าน่าจะมา” เจ้าสำนักยิ้มๆ ไม่ได้วิตก
ตอนที่ 634: คุณชายโม่เฉิน
ได้ยินเช่นนี้ กวนเหล่าก็ถอนใจ “ท่านไม่รู้หรอก หนุ่มน้อยคนนั้นน่ะ” เสียงเขาชะงักไป ไม่รู้จะบรรยายเช่นไร
“หากเจ้ากังวลนักก็ไปดูที่จุดสอบประเมินเสียหน่อยเถอะ แต่วันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญกว่าต้องบอกกับเจ้า” สุดท้ายเจ้าสำนักวางถ้วยชาลง แล้วยิ้มมองรองเจ้าสำนัก
“เรื่องที่สำคัญกว่า?” กวนเหล่ามองไปทางเขา “เรื่องอะไรหรือขอรับ”
“คุณชายโม่เฉินมา บอกว่าจะพักอยู่ที่นี่สักระยะ” เจ้าสำนักพูดพลางมองกวนเหล่าที่มีสีหน้าแปลกใจและตกตะลึง
“จะ จริงหรือ?”
กวนเหล่าทำหน้าตื่นเต้น “มาวันนี้หรือ? ทำไมข้ายังไม่เห็น?”
เจ้าสำนักพยักหน้า “คงจะมาในสองวันนี้”
“ไม่ได้ไม่ได้ ข้าต้องออกไปดูสักหน่อย” พูดจบเขาก็ออกไปข้างนอกโดยไม่รอให้เจ้าสำนักตอบกลับ
ยามนี้ เฟิ่งจิ่วยืนอยู่ตรงกลางทางแยกของสำนักยาเซียนและสำนักยา พลางมองจุดลงชื่อสองด้านซ้ายขวาอย่างงุนงงอยู่บ้าง
เทียบกับกลุ่มคนด้านหน้าที่เรียงแถวยาวราวมังกร ที่นี่นอกจากทางฝั่งยาที่มีคนสิบกว่าคน นึกไม่ถึงว่าฝั่งยาเซียนจะมีแค่ชายชราคนหนึ่งเท้าแขนงีบหลับอยู่ตรงนั้น เห็นแล้วพูดไม่ออกจริงๆ
ความแตกต่างต้องมากถึงเพียงนี้เชียว? บอกว่านักเล่นแร่แปรธาตุเป็นที่สนใจเป็นพิเศษไม่ใช่หรือ? ไม่ใช่ว่าฐานะนักเล่นแร่แปรธาตุสูงส่งกว่าหรือ? ลูกหลานนับพันนับหมื่นที่เข้ามาลงชื่อ มีแค่เธอคนเดียวที่มาลงชื่อสอบสำนักยาเซียน?
ขณะที่เธอกำลังคิด ก็เห็นว่าเรือนด้านหลังชายชราคนนั้นมีชายสองสามคนเดินออกมาอย่างท้อแท้ใจ และเดินไปยังทิศประตูสำนักศึกษาด้วยท่าทางเตรียมรับการลงโทษ
“เจ้ามาลงชื่อรับการประเมินสำนักยาเซียนหรือ?” ชายชราคนนั้นเห็นหนุ่มน้อยชุดแดงยืนอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานก็ไม่เดินไปข้างหน้า จึงเอ่ยปากถามพลางเชื้อเชิญ “เข้ามาสิ เข้ามาสิ”
เฟิ่งจิ่วได้สติกลับมา เดินหน้าเข้าไปคารวะ “คารวะท่านอาจารย์” ไม่ว่าเขาจะใช่หรือไม่ใช่อาจารย์ ยิ่งมีมารยาทคนยิ่งไม่ถือโทษ
“ลงบันทึกข้อมูลก่อนเถอะ” ชายชราเลื่อนแบบกรอกข้อมูลบนโต๊ะมาให้ทันที
เฟิ่งจิ่วรับแบบกรอกข้อมูลมาอ่าน เห็นว่าต้องบันทึกพวกข้อมูลพื้นฐาน ดังนั้นจึงหยิบพู่กันบนโต๊ะขึ้นมาเขียน แม้มีป้ายประจำสำนักศึกษาหมอกดาราที่เข้าสำนักศึกษาได้ทันทีโดยไม่ต้องประเมิน แต่เธอก็อยากรู้ว่าการประเมินของสำนักศึกษาหมอกดารานี้จะเข้มงวดสักแค่ไหน
ส่วนชายชราคนนั้นก็ชำเลืองมองหนุ่มน้อยชุดแดง สายตากวาดมองข้อมูลในตารางโดยไม่ตั้งใจ เมื่อเห็นว่าระดับแคว้นคือเก้า ดวงตาก็ถลึงมองพร้อมนั่งตัวตรงขึ้นมา
“เจ้ามาจากแคว้นระดับเก้า?”
“ใช่ขอรับ!” เธอพยักหน้าตอบรับ
ได้ยินเช่นนี้ ชายชราจึงจ้องเขม็งพลางสั่งสอน “ใช่อะไรกันเล่า? คนทั้งสิบจากแคว้นระดับเก้าของปีนี้เข้ามาแสดงตัวตั้งนานแล้ว เจ้าโผล่มาจากไหนอีก? ไม่รู้หรือว่าจำนวนลงชื่อจากแคว้นระดับเก้ามีแค่สิบคน ในสิบคนนั้นไม่มีใครประเมินผ่านสักคน เจ้าเข้ามาซื่อๆ จะทำให้ข้าเสียเวลาใช่หรือไม่?”
“แต่ข้ามีจดหมายแนะนำนะขอรับ!” ระหว่างพูดเธอยื่นจดหมายแนะนำให้ สิ่งนี้ได้มาจากตลาดมืด มีของชิ้นนี้แม้มาจากแคว้นระดับเก้าก็เข้าร่วมการประเมินได้ ทางด้านพี่ชายเธอยังมีไว้ฉบับหนึ่งเช่นกัน
พอเห็นจดหมายแนะนำ ชายชราก็เบิกตาพูดอะไรไม่ออกราวกับกินแมลงวันเข้าไป หยิบจดหมายแนะนำฉบับนั้นขึ้นมาอ่านแล้วอ่านอีก เห็นนามบนจดหมายแนะนำ จึงยืนยันอีกครั้ง “เจ้าชื่อเฟิ่งจิ่วหรือ”
“ขอรับ!” เธอพยักหน้า มองเขาด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
เห็นเช่นนี้ ในที่สุดชายชราก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เข้าไปเถอะ เข้าไปเถอะ! ดูท่าทางเจ้าคงสอบไม่ผ่านหรอก แค่เข้ามากวนเล่นเฉยๆ”
ตอนที่ 635: เฟิ่งจิ่วผู้ใสสื่อและฉลาดเฉลียว
ได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งจิ่วมองเขาพลางยิ้มเยาะ ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในโดยไม่พูดอะไร เมื่อมาถึงด้านใน เห็นเพียงนักเล่นแร่แปรธาตุสองคนกำลังนั่งพูดคุยกัน สายตาเธอกวาดมองผ่านเหรียญตราตรงหน้าอกของทั้งสอง เป็นเหรียญตรานักเล่นแร่แปรธาตุระดับสอง
“คารวะท่านอาจารย์ทั้งสอง” เธอเดินเข้าไปคารวะ
สองคนที่คุยกันจึงหยุดลง และมองเฟิ่งจิ่วพร้อมกันโดยไม่นัดหมาย หนึ่งคนในนั้นถามว่า “ก่อนหน้านี้เคยคลุกคลีกับของจำพวกยาเซียนหรือไม่?”
“เคยขอรับ”
“เคยอ่านสารานุกรมยาทิพย์หรือไม่?”
“เคยอ่านขอรับ”
“จำได้ขึ้นใจแค่ไหน?”
“ไม่เต็มสิบก็เก้าขอรับ”
ได้ยินคำพูดนี้ อาจารย์สองท่านก็ยิ้มขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่นัดหมาย และไม่ได้พูดอะไร แค่บอกว่า “ด้านนั้นมีกระดาษกับพู่กัน เจ้าจงเขียนยาทิพย์ระดับหนึ่งลงไปร้อยชนิด ระบุสรรพคุณทางยา รวมถึงสิ่งที่เสริมข่มกัน”
“ได้ขอรับ” เธอขานรับ เดินมาตรงโต๊ะแล้วหยิบพู่กันเริ่มเขียน
สองคนมองพลางส่ายหน้า เขียนยาทิพย์ระดับหนึ่งยังไม่ยาก แต่ต้องเขียนระบุสรรพคุณรวมถึงสิ่งที่เสริมข่มกันของยาทิพย์ทุกชนิดด้วยก็ไม่ง่ายเลย
หนุ่มน้อยคนนั้นตอบรับอย่างง่ายดายโดยไม่พูดอะไร หากไม่มีความมั่นใจอยู่เต็มอก ก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวจนเกินไป สำหรับพวกเขา หนุ่มน้อยคนนี้อายุแค่สิบห้าสิบหก อายุเท่านี้จะมีความสามารถด้านยาเซียน จำสารานุกรมยาทิพย์จนขึ้นใจ และจำสิ่งที่เสริมข่มกันกับยาทิพย์ได้ แทบเป็นไปไม่ได้เลย
ดังนั้นสองคนจึงเริ่มคุยกัน พูดถึงว่านักเรียนที่มาลงชื่อประเมินสำนักยาเซียนทุกวันนี้ค่อยๆลดลง ถึงตอนนี้ยังไม่มีใครผ่านและรับเข้ามาสักคน พร้อมปรึกษากันว่าต้องแจ้งเจ้าสำนัก ลองดูว่าต้องปรับลดเกณฑ์รับเข้าหรือไม่
เฟิ่งจิ่วฟังสองคนคุยกันตรงนั้น พลางเขียนสรรพคุณกับสิ่งที่เสริมข่มกันของยาทิพย์ร้อยชนิดลงไป สารานุกรมยาทิพย์เธอเคยศึกษามาแล้วจริงๆ อีกทั้งร่างเดิมยังชำนาญด้านยายิ่งนัก สรรพคุณและผลกระทบของยาพวกนั้นก็เข้าใจเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ด่านนี้สำหรับเธอจึงยังเท่าไหร่เลยจริงๆ
ประมาณครึ่งชั่วยาม เธอก็ยื่นกระดาษสองสามหน้าที่เขียนครบถ้วนให้คนทั้งสอง “เขียนเรียบร้อยแล้วขอรับ เชิญท่านอาจารย์ทั้งสองดู”
สองคนต่างตกใจ มองหนุ่มน้อยคนนั้นและรับมาดู พอเห็นก็รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง เพราะทั้งหมดไม่มีผิดเลยสักข้อ ความแม่นยำเช่นนี้ยืนยันสิ่งที่หนุ่มน้อยบอกไว้ก่อนหน้าได้จริง อ่านสารานุกรมยาทิพย์จนขึ้นใจ ไม่เต็มสิบก็เก้า
เดิมนึกว่าแค่คุยโวโอ้อวด ไม่รู้เรื่องอะไร ยามนี้ได้เห็นแล้วในใจสองคนจึงตื่นเต้นขึ้นมาทันที จากนั้นมองหน้ากัน ดี ครั้งนี้ดีมาก! สำนักยาเซียนพวกเขาไม่ได้รับผู้เล่าเรียนมาสองสามปีแล้ว
เด็กหนุ่มคนนี้ จู่ๆพวกเขาก็มีความรู้สึกว่าเขาต้องผ่านการประเมินได้แน่.นอน
ยามนี้ใบหน้าสองคนล้วนเผยรอยยิ้มออกมา จากความเฉยชาเมื่อครู่จนเป็นสีหน้าใกล้ชิดสนิทสนมอ่อนโยนในยามนี้ เฟิ่งจิ่วเห็นแล้วอึ้งทึ่ง
“เจ้าชื่อเฟิ่งจิ่วใช่ไหม ปีนี้อายุสิบหก? มาจากแคว้นระดับเก้าหรือ?”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้า พลางมองสองคนอย่างแปลกๆ
“ไม่เลวไม่เลว เฟิ่งจิ่ว เจ้าเป็นนักเรียนที่วันนี้พวกเราสองคนเห็นและโดดเด่นที่สุดจริงๆ มาๆๆ นั่งคุยกับพวกเราก่อนเถอะ” สองคนกวักมือ สื่อให้เขาย้ายเก้าอี้มานั่งตรงหน้าพวกเขา
เฟิ่งจิ่วกะพริบตาอึ้งไปสักพัก ถึงจะร้องอ๋อก่อนย้ายเก้าอี้มานั่งลงตรงหน้าทั้งสองอย่างว่านอนสอนง่าย ท่าทางใสซื่อเฉลียวฉลาด อาจารย์ทั้งสองเห็นแล้วใจตื่นเต้นยิ่ง อารมณ์บนใบหน้ายิ่งอ่อนโยน
คิดแค่ว่าเด็กคนนี้ไม่เพียงหน้าตาดี แต่ยังมีท่าทางฉลาดไร้เดียงสา มองแวบแรกเป็นเด็กดีที่ไม่มีเล่ห์กลอะไร
ตอนที่ 636: ยกเว้นค่าเล่าเรียนทั้งหมด
“ท่านอาจารย์ ยังต้องสอบหรือไม่ขอรับ?” เฟิ่งจิ่วถามอย่างสงสัย ทำไมสอบได้ครึ่งทางก็ให้เธอมาคุยเล่นเสียแล้ว?
“ไม่รีบไม่รีบ ที่นี่คนลงชื่อประเมินน้อยมาแต่ไหนแต่ไร พวกเราคุยกันก่อนเถอะ” สองคนเผยรอยยิ้มสนิทสนมอ่อนโยนพลางมองเฟิ่งจิ่ว หนึ่งคนในนั้นยิ้มถามว่า “เจ้าจำสารานุกรมยาทิพย์ได้ขึ้นใจ และแยกแยะพวกยาทิพย์ที่คล้ายคลึงกันได้หรือ?”
“ขอรับ ข้าแยกได้อย่างชัดเจน” เธอขานรับ เห็นอีกคนหนึ่งล้วงหยิบยาทิพย์สองอย่างออกจากในแขนเสื้อมาวางไว้บนโต๊ะ
“เช่นนั้นเจ้าลองว่ามาซิ ยาทิพย์สองอย่างนี้เรียกว่าอะไรและต่างกันอย่างไร”
เฟิ่งจิ่วมองยาทิพย์ระดับหนึ่งสองอย่างบนโต๊ะ บอกว่า “ทางซ้ายนี้คือเก้าพลิกชีวิต ยาทิพย์ระดับหนึ่ง หรืออีกชื่อว่าไก่อ่อนเหล็กกล้า รากแข็งแรงก้านสั้นตั้งตรง ส่วนยอดมีเกล็ดทรงใบหอกสีแดงสดงอกชิดติดกัน สรรพคุณยามีความเย็น รักษาบาดแผลและกระดูกหักได้”
นักเล่นแร่แปรธาตุทั้งสองมองหน้ากันและพยักหน้า
“ทางขวานี้คือหญ้าบึงแดง ยาทิพย์ระดับสอง รูปร่างคล้ายคลึงกับเก้าพลิกชีวิตมาก แต่ความแตกต่างอยู่ที่รากหญ้าบึงแดงจะมีขนเล็กๆ ยาจะมีพิษเล็กน้อย หากจะใช้ต้องผ่านการจัดการ เป็นยาบรรเทาอาการปวดได้”
ได้ยินเช่นนี้ ทั้งสองคนต่างยินดียิ่ง กล่าวชมไม่ขาดปาก “ดีๆๆ! ไม่เลวจริงๆ ไม่เลวเลย ฮ่าๆๆ…”
เห็นทั้งสองมีความสุขเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วยังเขินๆนิดหน่อย แกล้งซื่อแสร้งโง่หลอกคนแก่ จึงอายที่จะสู้สายตาที่เต็มไปด้วยความยินดีของทั้งสอง
ทว่าท่าทางเขินอายกลับมีความหมายไม่เหมือนกันในสายตาอาจารย์ทั้งสอง คิดว่าเด็กคนนี้แค่ซื่อตรง หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นโดนเขาชมเช่นนี้ คงยกหางทั้งสีหน้าภาคภูมิใจเป็นแน่ เด็กคนนี้กลับมีสีหน้าเขินอาย ช่างน่ารักสงบเสงี่ยมเสียจริง
“เอาละเอาละ ไม่ต้องสอบประเมินแล้ว พวกเราให้เจ้าเป็นผู้เล่าเรียนอันดับหนึ่งทันที ผู้เล่าเรียนอันดับหนึ่งไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน เจ้าจะประหยัดเงินไปได้ก้อนใหญ่” อาจารย์ทั้งสองต่างยิ้ม สะบัดพู่กันลงชื่อกรอกลงบนใบข้อมูลเฟิ่งจิ่วว่าผ่านเกณฑ์ และระบุว่าเป็นผู้เล่าเรียนอันดับหนึ่งไว้โดยเฉพาะ
เฟิ่งจิ่วฟังแล้วกะพริบตา สีหน้านิ่งอึ้ง “แค่นี้ก็เสร็จแล้ว? ค่าเล่าเรียนยังยกเว้นด้วย?”
“อืม เสร็จแล้ว เริ่มจากวันนี้ไป เจ้าคือผู้เล่าเรียนของสำนักยาเซียนแห่งสำนักศึกษาหมอกดาราเรา ค่าเล่าเรียนเราจะยกเว้นให้เจ้า เฟิ่งจิ่ว! เจ้าอย่าทำให้พวกเราผิดหวังล่ะ! จงทำให้สำนักยาเซียนเรายิ่งเจริญรุ่งเรือง และทำให้สำนักอื่นรู้ว่าสำนักยาเซียนเราจะไม่เงียบเชียบไร้ชื่อไปตลอดด้วย” สองคนตบๆไหล่เขา มองด้วยสีหน้าเฝ้ารอ
“เอ่อ… ขอรับ”
ได้ยินคำพูดทั้งสองและเห็นสีหน้าวาดหวังเช่นนั้น ไม่รู้ทำไมจู่ๆถึงมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร สำนักยาเซียนนี้… เป็นสถานที่เช่นไรกันแน่? ทำไมพวกเขาถึงมีท่าทางเช่นนี้?
“มาๆ นี่คือป้ายหยกแสดงนเจ้า หลังจากหยดเลือดลงไปก็ใช้ป้ายหยกแทนตัวเดินเข้าออกภายในสำนักศึกษาได้” อาจารย์คนหนึ่งในนั้นหยิบป้ายหยกแทนตัวยื่นให้
เฟิ่งจิ่วรับมาอย่างแปลกใจ รับรองตัวตนท่ามกลางสายตารอคอยของทั้งสอง สุดท้ายยังเดินออกไปอย่างสับสนงุนงงท่ามกลางสายตาส่งศิษย์จากสองอาจารย์
เมื่อมาถึงด้านนอก เธอกะพริบตา ตกใจเล็กน้อย ใบหน้ามีอาการแปลกๆ แค่นี้ก็เสร็จแล้ว? ไหนว่าการประเมินสำนักยาเซียนเข้มงวดมากไม่ใช่หรือ?
“เหอะๆ เป็นอย่างไร? ล้มเหลวล่ะสิ? ข้าก็บอกว่าเจ้าไม่ผ่านยังไม่เชื่อ คนจากแคว้นระดับหกจะสอบเข้าสำนักยาเซียนยังยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับเก้า…”
คำพูดชายชราชะงักลงทันที ตาค้างจ้องมองหนุ่มน้อยคนนั้นที่ถือป้ายหยกส่องสะท้อนภายใต้แสงแดด…
ตอนที่ 637: ตบหน้า
“อาจารย์บอกว่ายกเว้นค่าเล่าเรียนทั้งหมด เช่นนั้นจึงไม่ต้องจ่ายเงิน ประหยัดเงินไปได้ก้อนใหญ่จริงๆ!” เฟิ่งจิ่วโยนป้ายหยกในมือ เดินผ่านข้างกายชายชราพลางกระซิบเบาๆ เสียงไม่ดังไม่เบา แต่พอจะทำให้ชายชราคนนั้นได้ยินชัดเจน
ชายชราอ้าปากกว้างอึ้งมองหนุ่มน้อยชุดแดงที่เดินผ่านข้างกายไป อีกทั้งโยนป้ายหยกในมือเล่นพลางกระซิบเสียงค่อย รู้สึกแต่ว่าหัวใจเต้นสะดุด เบื้องหน้าค่อนข้างดำมืด
หนุ่มน้อยคนนั้นสอบผ่านจริงๆ? เป็นผู้เล่าเรียนอันดับหนึ่ง? ค่าเล่าเรียนยังยกเว้นให้ทั้งหมด? นะ นี่เรื่องจริงหรือ?
ทันใดนั้นคล้ายจะคิดอะไรได้ เขาเร่งฝีเท้าวิ่งไปในเรือนสอบประเมิน มาถึงข้างในเห็นอาจารย์ทั้งสองใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มยินดี จึงจัดการความคิดโดยทันที และคารวะอย่างเคารพ
“ท่านอาจารย์ทั้งสอง เมื่อครู่หนุ่มน้อยชุดแดงคนนั้น…”
เขายังเอ่ยไม่จบ ก็เห็นสองคนยิ้มเดินเข้ามาตบๆไหล่เขา “ซุนเหล่า วันนี้เจ้าทำได้ไม่เลวเลยจริงๆ”
ได้ยินคำพูดนี้ หน้าผากชายชราก็มีเหงื่อไหลซึม ยิ้มหน้าเจื่อนๆ “เรื่องนั้น…”
“ถูกต้อง วันนี้โชคดีมีเจ้าคอยรับสมัครนักเรียนอยู่ข้างนอก หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นเห็นเฟิ่งจิ่วมาจากแคว้นระดับเก้า อาจไม่ให้แม้แต่โอกาสเป็นแน่ เจ้าไม่รู้หรอกว่าเด็กคนนี้เยี่ยมมาก! ไม่เพียงมีพรสวรรค์โดดเด่น นิสัยยังน่ารักไร้เดียงสา เป็นเด็กใสซื่อบริสุทธิ์คนหนึ่ง”
ชายชราฟังไปพลางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อตรงหน้าผาก ยิ้มถามหน้ากระอักกระอ่วนว่า “เมื่อครู่เขาเหมือนบอกว่าได้เป็นผู้เล่าเรียนอันดับหนึ่งอะไรด้วย? นะ นี่เป็นเรื่องจริงหรือ?”
“แน่นอน ต้นกล้าดีๆเช่นนี้สำนักยาเซียนเราไม่ได้พบมาเนิ่นนาน ถึงยกเว้นค่าเล่าเรียนทั้งหมดให้ผู้เล่าเรียนอันดับหนึ่งเช่นเขาแล้วอย่างไร? เด็กคนนั้นยิ่งมองข้ายิ่งชอบ เจ้าไม่รู้หรอก นึกไม่ถึงว่าเขาจะศึกษาสารานุกรมยาทิพย์มาจนคุ้นเคยจริงๆ ยังรู้แม้แต่สรรพคุณฤทธิ์ยารวมถึงสิ่งที่เสริมข่มกัน ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดาเลย!”
“อืม เจ้าก็เคยพบเฟิ่งจิ่ว เล่าให้ฟังหน่อยซิ รองานรับสมัครนักเรียนวันนี้เสร็จสิ้นหมด ค่อยลองพาเขาไปดูที่สำนักยาเซียน แล้วหาอาศรมใหญ่ๆให้เขาด้วย”
“ขอรับ ขอรับ” ชายชราปาดเหงื่อขานรับแล้วถึงจะถอยออกไป
ครั้นมาถึงด้านนอก สุดท้ายก็ถอนหายใจเบาๆ หัวใจเต้นตึกตัก หากอาจารย์ทั้งสองรู้ว่าก่อนหน้านี้เขาเยาะเย้ยหนุ่มน้อยคนนั้นละก็…
แค่ลองคิดก็หนาวสั่นแล้ว ยามนี้เขาหยิบหยกส่งสารออกมาเรียกอีกคนหนึ่งมาแทนที่ ส่วนตนเองไปตามหาหนุ่มน้อยชุดแดงคนนั้น
เฟิ่งจิ่วในตอนนี้ หลังจากสอบประเมินผ่านก็ออกจากประตูใหญ่สำนักศึกษาไปจูงเหล่าไป๋เข้ามาก่อน เมื่อผ่านต้นไม้ใหญ่ก่อนหน้านี้ ฝีเท้าเธอชะงักเล็กน้อยและมองไปยังทิศทางนั้น ชายชุดขาวคนนั้นไม่อยู่เสียแล้ว
เธอส่ายหน้า ไม่รู้ทำไมตนเองถึงหยุดมอง อาจเพราะกลิ่นอายรอบกายชายชุดขาวคนนั้นสะอาดบริสุทธิ์มากจริงๆกระมัง!
หลังมาถึงประตูใหญ่สำนักศึกษา ขณะกำลังเข้าไปกลับโดนคนเฝ้าประตูขวางไว้
“นักเรียนที่เข้ามาลงชื่อประเมินจะนำพาหนะไปข้างในไม่ได้”
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วจึงหยิบป้ายหยกมาชู “ข้าสอบผ่านแล้ว พาเข้าไปได้”
คนเฝ้าประตูเห็นป้ายหยกในมือเขาก็แปลกใจเล็กน้อย มองเขาอย่างแปลกๆ จากนั้นถึงค่อยปล่อยไป
“เฟิ่งจิ่ว เฟิ่งจิ่ว ฮู่! ข้าหาเจ้าพบเสียที” ชายชราคนที่วิ่งมาทางนี้หอบหายใจตะโกนบอกเฟิ่งจิ่ว
เธอเห็นว่าเป็นชายชราคนนั้นจึงเลิกคิ้วขึ้น เพียงถามว่า “มีเรื่องอะไรหรือ?” ตาสุนัขมักดูถูกคนอื่น เธอไม่ชอบคนจำพวกนี้เลยจริงๆ
ตอนที่ 638: อาศรมสำนักยาเซียน
เห็นหนุ่มน้อยมีท่าทีเฉยชา เขากลับไม่ต่อว่า ถึงอย่างไรตนก็ดูถูกคนอื่นก่อน ดังนั้นจึงพูดพลางยิ้มขอโทษ “ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวเอง อันที่จริงข้าคือผู้ดูแลสำนักยาเซียน คอยดูแลพวกเรื่องเล็กๆน้อยๆในสำนัก เรียกข้าว่าผู้ดูแลซุนเถอะ”
“โอ้ ท่านผู้ดูแลซุน มาหาข้ามีเรื่องอะไรหรือ?” เฟิ่งจิ่วขานรับอย่างไม่แยแส มือหนึ่งลูบหัวเหล่าไป๋
“เหอะๆ เป็นเช่นนี้ เจ้าเป็นนักเรียนของสำนักยาเซียนแห่งสำนักศึกษาหมอกดาราแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปดูสำนักยาเซียนเสียหน่อย หนำซ้ำเจ้ายังเป็นนักเรียนสำนักยาเซียนที่รับเข้ามาเป็นคนแรกในตอนนี้ ยามนี้จึงเข้าไปเลือกอาศรมที่จะเข้าพักก่อนได้ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ได้ยินแล้วเฟิ่งจิ่วมองเขา ชะงักไปเล็กน้อยถึงจะบอกว่า “เช่นนั้นต้องรบกวนท่านผู้ดูแลซุนด้วย”
“ไม่รบกวนเลย ไม่รบกวนเลย นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำ” เขารีบร้อนเอ่ยยิ้มๆ ลังเลครู่หนึ่งจึงบอกว่า “เช่นนั้น เฟิ่งจิ่ว หากก่อนหน้านี้มีตรงไหนไม่พอใจ หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสา”
“ไม่หรอกขอรับ” เธอพูดพร้อมรอยยิ้ม
เห็นเช่นนี้ใจของผู้ดูแลซุนที่หวั่นๆ ในที่สุดก็ปล่อยวางได้ จากนั้นพาเขาไปเลือกอาศรมก่อนด้วยใจที่เต็มไปด้วยความเบิกบาน
แต่เมื่อเฟิ่งจิ่วเดินตามเขาไปได้เกือบชั่วยาม ยิ่งเดินยิ่งไปยังสถานที่ห่างไกล จึง.อดถามไม่ได้ว่า “ผู้ดูแลซุน สำนักยาเซียนไม่ได้อยู่ข้างหน้าหรือ ทำไมถึงมายังสถานที่ห่างไกลเช่นนี้?”
“เหอะๆ เจ้าเป็นผู้เล่าเรียนเข้าใหม่จึงยังไม่รู้ สำนักศึกษาหมอกดาราเราพื้นที่กว้างขวางนัก สถานที่ตั้งแต่ละสำนักยังแตกต่างกัน เด็กที่รับสมัครเข้ามา นอกจากจะรวมกลุ่มตามแต่ละสำนัก วันธรรมดาแทบไม่ได้อยู่ด้วยกันเลย ประตูใหญ่สำนักศึกษาก็ไม่ได้เปิดบ่อย จะเปิดแค่วันรับสมัครนักเรียนครั้งใหญ่ทุกสามปี ปกติที่ออกไปจะเป็นประตูข้างของแต่ละสำนัก”
ระหว่างพูด เขาชี้ตรงภูเขาข้างหน้า บอกว่า “แค่ข้ามภูเขาลูกนี้ไปก็คือที่ตั้งสำนักยาเซียนแล้ว”
ได้ยินคำเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วประหลาดใจนิดหน่อย แม้สำนักศึกษาหมอกดาราจะใหญ่เทียบเท่าเมืองหลวง แต่เมื่อเดินอยู่ด้านในนี้ถึงได้รู้ว่าใหญ่เกินเหตุเช่นนี้ เห็นว่ายังต้องข้ามภูเขาตรงหน้าอีก ดังนั้นจึงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
ระหว่างทางผู้ดูแลซุนบอกเธอว่า ทั้งสำนักศึกษาหมอกดารามีเพียงสำนักยาเซียนที่นักเรียนพักอยู่อาศรม ส่วนนักเรียนสำนักอื่นพักอยู่ที่เรือน เพราะทุกๆอาศรมของนักเรียนสำนักยาเซียนล้วนจัดวางห้องปรุงยา ห้องนอนรวมถึงห้องอาบน้ำและห้องเก็บของไว้ อีกทั้งเพราะการกลั่นยาเซียนจะมีอันตรายจากเตาระเบิด ด้วยเหตุนี้ทุกๆอาศรมจึงวางค่ายกลไว้
ข้อนี้คือสิ่งที่เทียบไม่ได้กับสำนักอื่น แต่ก็มีข้อเสียคือสำนักยาเซียนต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ผู้เล่าเรียนทุกคนต้องแบ่งกันดูแลไร่ยาทิพย์ สมุนไพรสำหรับกลั่นยาเซียนผู้เล่าเรียนก็ต้องเก็บคะแนนคุณงามความดีไปแลกมาเอง
ภายใต้การนำทางของผู้ดูแลซุน เฟิ่งจิ่วเลือกอาศรมบริเวณค่อนข้างห่างไกลแต่ใหญ่กว่า หลังจากเข้าไปเดินรอบๆอาศรม เธอก็ล่ามเหล่าไป๋ไว้ข้างนอก ก่อนจะตามผู้ดูแลซุนไปดูที่ตั้งสำนักยาเซียนที่ปกติอาจารย์สอนกลั่นยาเซียน
หลังจากคุ้นเคยกับสถานที่แล้ว เธอถามอย่างสงสัยอยู่บ้างว่า “ผู้ดูแลซุน พวกเราเดินผ่านมาตั้งหลายที่ ทำไมถึงไม่เห็นนักเรียนสำนักยาเซียนคนอื่นๆเลย?” จะแปลกเกินไปแล้ว สำนักยาเซียนแห่งนี้พื้นที่ไม่ใช่เล็กๆ แต่เดินวนไปรอบหนึ่งกลับไม่เห็นใครเลยสักคน
“เหอะๆ เรื่องนี้น่ะ…”
ผู้ดูแลซุนยิ้มเจื่อน บอกว่า “อาจจะมีบางคนไปทำภารกิจเก็บคะแนนคุณงามความดี บ้างก็อาจกลั่นยาเซียนในอาศรมตนเอง สำนักยาเซียนนี้ก็เป็นเช่นนี้แหละ ปกติน้อยนักที่จะเห็นใคร เจ้าอยู่นานๆไปก็รู้เอง”
ตอนที่ 639: ทำไมถึงไม่มา?
ผู้ดูแลซุนเอ่ยพลางยื่นชุดสีฟ้าของสำนักยาเซียนสองชุดให้เฟิ่งจิ่ว บอกว่า “สำนักศึกษามีข้อกำหนดไว้ นักเรียนอยู่ในสำนักศึกษาต้องสวมเครื่องแบบสำนัก เครื่องแบบแต่ละสำนักสีจะไม่เหมือนกัน ของสำนักเราเป็นชุดสีฟ้า”
“ขอรับ ข้าทราบแล้ว” เฟิ่งจิ่วรับชุดสีฟ้าสองชุดนั้นมา
ผู้ดูแลซุนให้เธอตรวจดูกฎสำนักยาเซียนในป้ายหยก กำชับอะไรอีกหน่อยถึงจะออกไป
เธอเก็บชุดสีฟ้าสองชุดเข้าห้วงมิติ เข้าอาศรมหยิบป้ายหยกออกมาแล้วแทรกดวงจิตเข้าไปตรวจดู หลังจำกฎสำนักด้านในได้ขึ้นใจ ก็รู้ว่านักเรียนใหม่เข้าสำนักในวันต่อไปต้องไปรับเมล็ดพันธุ์สมุนไพรถุงเล็กที่สำนักยาเซียน และฟังอาจารย์สั่งสอนชี้แนะ
สำหรับเรื่องนี้ เธอค่อนข้างเฝ้ารออยู่บ้าง ยามนี้เก็บกวาดอาศรมเสียใหม่ คิดว่าอาศรมแห่งนี้ก็ไม่เลวเลย สิ่งของต่างๆครบครัน แม้แต่อาบน้ำยังไม่ต้องยกน้ำ แค่กดหัวเปิดปิดบนกำแพงก็มีน้ำร้อนใช้
เธออาบน้ำเปลี่ยนมาสวมชุดสีฟ้าของสำนักยาเซียน เมื่อชุดสีฟ้าอยู่บนร่าง ถึงพบว่าบนเสื้อผ้ามีกลิ่นอายพลังวิญญาณจางๆ ซ้ำยังมีผลป้องกันด้วย
จุดเดียวที่รู้สึกไม่ดีคือ สำนักศึกษาเตรียมให้แค่อาหารของเหล่าอาจารย์ ส่วนพวกผู้เล่าเรียนต้องจัดการเอง ข้อนี้ไม่ค่อยดีเลยจริงๆ
โชคดีที่ตรงเชิงเขาสำนักยาเซียนมีร้านค้า สิ่งของบางอย่างยังหาซื้อได้
ดังนั้นเธอจึงออกไปซื้อของต่างๆที่ต้องใช้กลับมา วุ่นวายมาตลอดจนถึงเย็นจึงไม่มีเวลาออกไปสอบถามว่าพี่ชายเธอมาหรือยัง
“เดิมทีนึกว่าเข้าสำนักศึกษาเดียวกันจะเจอหน้ากันบ่อยๆ ใครจะรู้ว่าเข้ามาในนี้กลับมีระยะห่างเท่าภูเขาใหญ่สองสามลูกขวางกั้นไว้ แค่อยากรู้ข่าวคราวอะไรบ้างหรือจะหาคนยังยากเลย!”
เธอนอนทอดถอนใจอยู่ในห้องนอนพลางลูบท้องที่เริ่มหิว หลังนึกได้ว่าห้วงมิติยังมีของกินจึงหยิบออกมาเติมท้องให้อิ่ม และรีบพักผ่อนแต่หัวค่ำ รอรวมพลนักเรียนใหม่สำนักยาเซียนวันพรุ่งนี้
ขณะที่เฟิ่งจิ่วหลับอยู่ในอาศรม ยามนี้รองเจ้าสำนักที่รออยู่ในสนามสอบประเมินสำนักพลังวิญญาณมาเต็มๆ ตลอดทั้งวันกลับถลึงตา จับจ้องอาจารย์คนที่มาส่งรายชื่อนักเรียนสำนักยาเซียนซึ่งรับเข้ามาให้แก่เขา
“ทำไมถึงไม่มี? หรือพวกเจ้าคัดเขาออก? เป็นไปไม่ได้! เขามีป้ายสำนักศึกษาหมอกดารา ไม่ต้องประเมินก็เข้าสำนักศึกษาหมอกดาราได้เลย หรือว่าเขาไม่มา?” พูดถึงท้ายสุด เขาก็ขมวดคิ้วขึ้นพึมพำเบาๆกับตนเอง
อาจารย์คนนั้นเช็ดๆเหงื่อ บอกว่า “ท่านรองเจ้าสำนัก นักเรียนคนนั้นไปที่สำนักพลังเร้นลับหรือไม่ขอรับ ท่านไม่ไปถามทางสำนักพลังเร้นลับเสียหน่อยเล่า?”
รองเจ้าสำนักได้ยินก็พยักหน้า “มีเหตุผล ไม่แน่ว่าเขาอาจจะวิ่งไปสำนักพลังเร้นลับ เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะไปดูสักหน่อย” เขาสะบัดแขนเสื้อ หมุนตัวเดินออกจากสำนักพลังวิญญาณ และแปลงกายเป็นลำแสงพุ่งไปยังทิศทางที่ตั้งสำนักพลังเร้นลับ
อาจารย์คนนั้นเห็นว่าเขาไปแล้ว จึงถอนหายใจเบาๆทันที แอบคิดว่า ‘นักเรียนที่ชื่อเฟิ่งจิ่วคนนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่? ไม่นึกว่ารองเจ้าสำนักจะบอกว่าในมือเขามีป้ายสำนักศึกษาหมอกดาราไว้ในครอบครอง?’
ภายในสำนักพลังเร้นลับ คนที่ลงชื่อสอบประเมินมีมากมาย ยามนี้ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง จึงมีนักเรียนเจ็ดแปดคนที่ยังไม่ได้ลงชื่อประเมิน ยามนี้อาจารย์ด้านหน้าที่รับผิดชอบการประเมินกวาดมองคนพวกนั้นแล้ว ก็จัดการข้อมูลที่ลงชื่อไว้บนโต๊ะ แล้วเอ่ยปากว่า “การลงชื่อประเมินในวันนี้จบลงเพียงเท่านี้ พวกเจ้าที่ยังไม่ได้ลงชื่ออีกสามปีค่อยมาแล้วกัน!”
“อะไรนะ? เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร พวกเราต่อแถวตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้”
“เลยเวลาประเมินแล้ว” อาจารย์คนนั้นเอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ เก็บข้อมูลจะจากไป ทว่าฝีเท้าถูกนักเรียนผู้แข็งแรงบึกบึนขวางเอาไว้
ตอนที่ 640: การดูถูกของอาจารย์
“ท่านอาจารย์ พวกเราต่างเร่งมาจากต่างถิ่น โอกาสที่สามปีมีครั้งหนึ่งสำคัญสำหรับพวกเรามาก ยามนี้ฟ้ายังไม่มืดสนิท ท่านอาจารย์ให้พวกเราลงชื่อประเมินก่อนค่อยไปเถอะ!”
กวนสีหลิ่นในชุดสีดำ กล้ามเนื้อแข็งแรง ชุดคลุมถูกดึงจนยับยู่ยี่ เพราะวิ่งตากแดดข้างนอกบ่อยๆ สีผิวจึงกลายเป็นสีน้ำตาลแก่ค่อนข้างเข้ม ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและหาญกล้าไม่กลัวตาย
ครั้นเห็นว่านักเรียนคนหนึ่งที่เข้ามาลงชื่อประเมินกล้าขวางทางเขา สีหน้าอาจารย์คนนั้นถมึงทึงทันที กวาดมองกวนสีหลิ่นอย่างเย็นชา แล้วตะคอกอย่างเหลืออด “ไสหัวออกไปซะ!”
เมื่อคำพูดเปล่งไป แรงกดดันบรรพชนนักรบก็เอ่อล้นตามมา น้ำเสียงดุจสายฟ้าผลักกวนสีหลิ่นตรงหน้าถอยออกไปไกลหลายเมตรเสียดื้อๆ เลือดลมในร่างพลุ่งพล่านขึ้นมาเพราะเสียงตะโกนเคร่งขรึมที่แฝงด้วยแรงกดดันบรรพชนนักรบ ข้างในอกยังปั่นป่วนจนเลือดพุ่งขึ้นมาตรงลำคอและไหลออกจากมุมปาก
เห็นภาพเช่นนี้ สีหน้านักเรียนคนอื่นๆ ที่เดิมคิดจะเข้าไปก็เปลี่ยนไป ฝีเท้าที่เคยจะก้าวชะงักลงทันที สีหน้าพวกเขาดูไม่ได้อยู่บ้าง
ในหมู่พวกเขาส่วนมากเป็นปรมาจารย์นักรบ ไหนเลยจะทนต่อเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดดุจสายฟ้าของอาจารย์ระดับบรรพชนนักรบได้? แต่อาจารย์คนนี้จะทำกันเกินไปแล้ว ใช้แรงกดดันโจมตีคนอื่นได้อย่างไร? หนำซ้ำยังเป็นนักเรียนที่เข้ามาลงชื่อประเมิน ด้วยกำลังพวกเขาย่อมต้านทานเสียงตะโกนที่มีแรงกดดันจากเขาได้ไม่ไหวแน่นอน
ชายอายุน้อยสองสามคนใช้สายตามองชายหนุ่มชุดดำผู้มีร่างกำยำคนนั้น ดูท่าทางเขาจะอายุประมาณพวกเขา แต่กลับทำให้พวกเขารู้สึกคาดไม่ถึง
เสียงตะคอกด้วยความโกรธที่มีแรงกดดันจากอาจารย์คนนั้นล้วนพุ่งไปหาเขา พวกเขาอยู่ตรงนี้ยังฟังเสียจนแก้วหูสะเทือน เลือดลมในร่างปั่นป่วน แต่ชายหนุ่มชุดดำคนนั้นกลับต้านรับไว้ได้ ไม่นึกเลยจริงๆว่าจะไม่ล้มลงไป
กวนสีหลิ่นยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดตรงมุมปาก สายตาคร่ำเคร่งจ้องอาจารย์คนนั้น เนิ่นนานถึงจะบอกว่า “ได้ยินว่าหมอกดาราเป็นสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดในแคว้นเหินเวหา กลับไม่เคยคิดว่าอาจารย์ที่นี่จะมีธาตุแท้เช่นนี้ ช่างทำให้คนคาดไม่ถึงจริงๆ”
ได้ยินคำพูดเสียดสีเช่นนี้ สีหน้าอาจารย์คนนั้นเดี๋ยวดำเดี๋ยวแดงปนกัน ไม่รู้ว่าโกรธหรืออาย สีหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดดำตรงลำคอปรากฏ หมัดใต้แขนเสื้อยิ่งกำแน่นจนส่งเสียงกรอบแกรบ
เห็นเช่นนี้ สีหน้านักเรียนพวกนั้นที่รอลงชื่อประเมินก็เปลี่ยนไป นัยน์ตาเผยความเป็นกังวล
เพราะท้องฟ้ามืดลงแล้ว คนด้านหน้าที่มาประเมินไม่ว่าจะสอบผ่านหรือไม่ผ่านจึงต่างออกไปหมด เดิมทีที่นี่มีอาจารย์สองคน อีกคนหนึ่งออกไปก่อนแล้ว การประเมินทางด้านสำนักพลังวิญญาณก็เสร็จสิ้นไปนานแล้ว ยามนี้ที่นี่จึงเหลือเพียงพวกเขาและอาจารย์คนนั้น แม้แต่นักเรียนคนอื่นของสำนักศึกษาหมอกดารายังไม่เห็นเลยสักคน หากอาจารย์ท่านนี้ลงมือจริงๆ เช่นนั้น…
นึกถึงตรงนี้ พวกเขามองหน้ากัน คิดว่าต้องไปหาดูรอบๆเสียหน่อยว่ายังมีอาจารย์สำนักศึกษาท่านอื่นหรือไม่ เผื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้วจัดการไม่ได้ ถึงอย่างไรหากอาจารย์คนนั้นลงมือจริง เกรงว่าชายหนุ่มชุดดำถึงไม่ตายก็พิการ
อาจารย์คนนั้นมองกวนสีหลิ่นอย่างโกรธเคือง ขณะที่สบเข้ากับสายตาเยาะเย้ยจากเขา ความโกรธในใจราวกับถูกจุดระเบิด กลิ่นอายพลังเร้นลับทั่วร่างต่างพรั่งพรูขึ้นมา น้ำเสียงทั้งทุ้มเข้มและโกรธเกรี้ยว
“เจ้าอยากสอบประเมินใช่หรือไม่? ดี เช่นนั้นข้าจะประเมินเจ้าเอง ดูซิว่าเจ้าจะมีฝีมือสักแค่ไหน ถึงกล้าเหิมเกริมโอหังไม่เคารพผู้ใหญ่ในสำนักศึกษาหมอกดาราแห่งนี้!”
น้ำเสียงทุ้มเข้มเจือความขุ่นเคืองกล่าวจบ ก็เห็นร่างอาจารย์คนนั้นพุ่งไป ฝ่ามือซึ่งมีกลิ่นอายพลังเร้นลับแข็งแกร่งโจมตีไปทางกวนสีหลิ่น
จบตอน
Comments
Post a Comment