ตอนที่ 641: แลกแผลด้วยแผล
เห็นเช่นนี้ กวนสีหลิ่นไม่ถอยกลับตั้งรับ กลิ่นอายพลังเร้นลับบนร่างพุ่งพล่านขึ้นมา ร่างพุ่งออกไปราวพยัคฆ์ร้าย พร้อมเหวี่ยงหมัดจู่โจมไปทางอาจารย์คนนั้น
ตอนอยู่ข้างนอกฝึกวิชามามาก กลายเป็นคนรักศักดิ์ศรีและจิตใจเด็ดเดี่ยวไปเสียแล้ว อาจารย์คนนี้แค่เห็นต่างก็ใช้กำลัง ซ้ำยังรังแกกันด้วยพลังระดับบรรพชนนักรบ ต่อให้สู้ไม่ไหวแล้วเขาจะถอนตัวได้อย่างไร?
“ผัวะ!”
หมัดทั้งสองคนชกเข้าหากันอย่างรุนแรง สองกระแสลมและพลังต่างผลักออก กวนสีหลิ่นพลันถอยออกไปไกลหลายเมตร ส่วนอาจารย์คนนั้นก็ถอยไปสองก้าว
เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ ตกตะลึง อับอายและโกรธเคืองอยู่บ้าง นักเรียนคนหนึ่งกล้าต่อสู้กับเขา ซ้ำยังกระเทือนเขาถอยไปสองก้าว ช่างน่าขายหน้านัก!
“เจ้าหนู ดูท่าวันนี้ข้าต้องสั่งสอนเจ้าสักหน่อย!”
อาจารย์คนนั้นตะโกนด้วยความรู้สึกอับอายจนโกรธ แล้วพุ่งไปทางกวนสีหลิ่นอีกครั้ง ขณะที่ร่างขยับไป กลิ่นอายพลังเร้นลับที่มองเห็นด้วยตาเปล่าก็ปะทุขึ้นบนร่างปานวังวน เสียงโหยหวนรุนแรงราวกับคลื่นกระหน่ำกลางทะเลใหญ่ พัดคลื่นสูงพันชั้นโถมขึ้นมา ก่อนจะตรงไปหาคนตรงหน้าด้วยพลังบ้าคลั่งรุนแรง
“เฮือก! แย่แล้ว!”
คนอื่นข้างๆ เห็นเช่นนี้ต่างสูดหายใจ หนึ่งคนในนั้นก้าวถอยหลัง หันมองรอบข้างอย่างรวดเร็วแล้วสับขาวิ่งไป
เห็นว่าหมัดที่อาจารย์ชกมามีกระแสลมเอ่อล้นมากกว่าก่อนหน้านี้ แววตากวนสีหลิ่นเคร่งเครียดเล็กน้อย ครั้งนี้เขาไม่ได้รับการโจมตีซึ่งหน้า หลังจากเรียกรวมพลังเร้นลับในร่างก็แวบหลบอย่างรวดเร็ว พยายามหลบเลี่ยงการจู่โจมของศัตรู
แต่ถึงอย่างไรศัตรูก็เป็นอาจารย์ ซ้ำกำลังยังอยู่ระดับบรรพชนนักรบ กำลังแค่ยอดปรมาจารย์นักรบของเขายากจะเทียบเคียง โดยเฉพาะเมื่อแรงกดดันนั้นถาโถมมา ก็กัดเขาไว้ประหนึ่งพยัคฆ์ร้าย หากไม่ใช่เพราะสองสามเดือนนี้เขาอยู่ข้างนอกจนมีกำลังต้านทานเล็กน้อย ยามเผชิญหน้ากับอาจารย์ระดับบรรพชนนักรบเบื้องหน้าคงไม่มีแม้แต่โอกาสจะลงมือแน่นอน
เขารู้สถานการณ์ตอนนี้ดี กำลังเขามีขีดจำกัด คิดจะโจมตีศัตรูก็ต้องแลกแผลด้วยแผล!
ดังนั้นขณะที่กำลังแวบถอยไป เขาจึงเผยจุดอ่อน จุดอ่อนนี้ปกติมากในสายตาคนทั่วไป ถึงอย่างไรเขาก็เป็นยอดปรมาจารย์นักรบ เผยจุดอ่อนต่อหน้าบรรพชนนักรบจะแปลกอะไร?
อาจารย์ระดับบรรพชนนักรบคนนั้นเห็นจุดอ่อนนี้ก็หัวเราะเสียงเย็น เหวี่ยงหมัดชกไปตรงหน้าอกอีกฝ่ายอย่างแรง ทว่าในเวลานี้เอง กวนสีหลิ่นกลับขยับร่างหลบ หมัดกำแน่นพร้อมรวบรวมพลังลึกลับชกไปตรงซี่โครง อาจารย์คนนั้นตกใจ ขณะที่ตกตะลึงคิดจะถอยห่างก็ไม่ทันการณ์แล้ว
“ผัวะ!”
“ผัวะ!”
สองเสียงหมัดที่ชกลงอย่างแรงดังขึ้นพร้อมกันโดยไม่นัดหมาย เสียงกระดูกหักสองเสียงลอยตามมาเข้าหูคนอื่นข้างๆ พวกเขาตกใจจนเบิกตาโตอย่างเหลือเชื่อ และนิ่งมองภาพตรงหน้านั้น
สองหมัดชกออกไป หมัดอาจารย์ที่เดิมทีควรชกเข้าตรงอกกวนสีหลิ่นกลับพลาดโดนเพียงแขน กระดูกแขนคงหักภายใต้การโจมตีรุนแรง
ส่วนอาจารย์คนนั้นยามนี้พลันก้าวเท้าถอย ก้มหน้าลงอย่างยากจะเชื่อ มือหนึ่งประคองซี่โครงที่หักไปแล้ว เหมือนนึกไม่ถึงว่าตนจะโดนนักเรียนคนหนึ่งทำให้บาดเจ็บ ขณะที่ตกตะลึงเขายิ่งโกรธเคืองไม่มีสิ้นสุด ไฟโทสะเปี่ยมล้นพุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง แววตาเย็นเยียบแฝงด้วยความโกรธเกรี้ยวมองไปทางเด็กหนุ่มชุดดำที่ถอยไปไกลหลายเมตรทันที
แลกแผลด้วยแผล ความประมาทเล็กน้อยไม่ง่ายดายแค่บาดแผลเล็กๆ เด็กหนุ่มคนนี้ช่างกำเริบเสิบสานและหาญกล้าจริงๆ! แม้แต่อาจารย์ยังกล้าทำร้าย หากวันนี้ไม่ทำให้เขานอนหมอบบนพื้นจนลุกไม่ขึ้น ภายหน้าเขาจะยืนอยู่ในสำนักศึกษาอย่างไร?
ความโกรธและพลังเร้นลับผสานเข้าด้วยกัน กลิ่นอายน่าสะพรึงทำให้นักเรียนพวกนั้นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากห้ามปรามในที่สุด
ตอนที่ 642: กลับดำเป็นขาว
“ท่านอาจารย์ ท่านอย่าเพิ่งโกรธ อย่ามีเรื่องกับคนไม่รู้ความเช่นเขาเลยขอรับ”
“จริงด้วยท่านอาจารย์ ผู้ใหญ่อย่างท่านไม่ควรถือสาคนผู้น้อย อย่าเอาเรื่องเขาเลยขอรับ”
“ท่านอาจารย์ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรใช้กำลัง ขอท่านรีบยั้งมือไว้ก่อนเถอะ!”
“อย่าสู้กันอีกเลย หากสู้ต่อไปจะเป็นเรื่องใหญ่”
“หุบปาก!”
อาจารย์คนนั้นได้ยินเสียงคนอื่นห้ามปราม แววตาดุร้ายจึงกวาดมอง ตะโกนเสียงเข้ม เสียงดุจสายฟ้ามีแรงกดดันเอ่อล้น ทำให้พวกเขาหน้าซีดเผือดไม่กล้าปริปากอีกเสียดื้อๆ
“เด็กคนนี้โอหังอวดดี หากวันนี้ไม่สั่งสอนเจ้าดีๆ ข้าก็ไม่สมควรเป็นอาจารย์!”
เขาตะคอกเสียงเกรี้ยว เอ่ยอย่างน่าเกรงขามและมีความชอบธรรม กลับไม่รู้ว่าคำพูดนั้นคนอื่นได้ยินถึงหูแล้วช่างน่าขัน ขณะที่เขาจะสู้ต่อ กลับได้ยินเสียงหนึ่งลอยมา
“เร็วเข้า เร็วเข้า พวกเขาจะสู้กันแล้ว เด็กหนุ่มคนนั้นโดนซ้อมจนตายแน่!”
ทุกคนมองไป ที่แท้เป็นชายคนนั้นที่สับขาวิ่งออกไปก่อนหน้านี้ไปตามอาจารย์คนหนึ่งมาช่วย
อาจารย์คนนั้นเห็นภาพเช่นนั้นไกลๆ ก็แปลกใจเล็กน้อย รีบเปลี่ยนมาลากชายคนนั้นแทน แล้วเรียกพลังกระโจนมาเบื้องหน้าทุกคน เขามองอาจารย์ที่ไฟโกรธลุกโชนและใช้มือหนึ่งกุมตรงซี่โครงไว้ ถามอย่างแปลกใจเล็กน้อยว่า “นี่มันเรื่องอะไรกัน? ข้าได้ยินว่าเจ้าจะสู้กับนักเรียนที่มาลงชื่อสอบประเมินหรือ?”
ตอนที่ได้ยินเรื่องนี้ เขายังนึกว่าเด็กหนุ่มคนนั้นแกล้งหลอกเขา กลับไม่นึกว่าจะตามมาเห็นทั้งสองตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดจริง อาจารย์สู้กับนักเรียน? ช่างไร้เหตุผลจริงๆ
“หึ!”
เมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่คืออาจารย์สำนักศึกษา อาจารย์คนนั้นแค่นเสียงหยันหนักๆ ชี้ที่กวนสีหลิ่น “เด็กคนนี้โอหังเหิมเกริมเหลือเกิน! ถึงกับกล้าขวางทางข้าและอาศัยตอนที่ข้ายังไม่ตั้งตัวมาลอบทำร้ายข้า การกระทำเช่นนี้ช่างน่าไม่อาย!”
ได้ยินคำพูดนี้ เด็กหนุ่มคนอื่นข้างๆ ที่มองมาตั้งแต่ต้นจนจบต่างมีสีหน้าอึ้งงัน กะ การกลับดำเป็นขาวเช่นนี้จะไร้เหตุผลเกินไปแล้วกระมัง?
กวนสีหลิ่นได้ยินแล้วก็เพียงยกมุมปากขึ้น เดินทางฝึกฝนวิชาข้างนอก เห็นหน้าค่าตามามากมายหลายแบบ อาจารย์คนนี้ไม่มีท่าทางเช่นอาจารย์ ปากมีแต่คำพูดเพ้อเจ้อกลับดำเป็นขาว คาดไว้แล้วว่าจะเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา
“ไม่ใช่ขอรับ ไม่ใช่ขอรับ เรื่องทั้งหมดไม่ได้เป็นเช่นนั้น” เด็กหนุ่มที่ไปตามอาจารย์มาช่วยรีบบอก แต่เพิ่งเอ่ยปากก็ถูกสายตาหนึ่งจ้องมองอย่างดุร้าย สายตานั้นทั้งหนาวเหน็บและเย็นเยียบ ทำให้เขาราวกับถูกพิษ หัวใจหยุดเต้นพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
“อาจารย์เหออย่ายุ่งเรื่องนี้เลย รอข้าสั่งสอนเจ้าเด็กไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้ก่อนค่อยว่ากัน!” อาจารย์คนนั้นตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมกล้ำกลืนฝืนทนต่อไป ไม่สนว่าอาจารย์คนนั้นยังอยู่ข้างๆ กลิ่นอายเพิ่มพุ่งพรวด ร่างถลาเข้าเหวี่ยงหมัดโจมตีไปทางกวนสีหลิ่น
“หยุด!”
เสียงตะโกนดุจฟ้าผ่าดังมาจากท้องฟ้า แรงกดดันทรงพลังสะเทือนจนอาจารย์คนนั้นถอยไปดื้อๆ และหยุดยั้งการโจมตีของเขาที่หมายจะเอาชีวิตไว้ ทุกคนเงยหน้าอย่างประหลาดใจท่ามกลางเสียงดุจฟ้าร้องกระหึ่ม เห็นชายชราคนหนึ่งลอยมากลางอากาศ
“ทะ ท่านรองเจ้าสำนัก…” อาจารย์คนนั้นหน้าขาวซีดเล็กน้อย ยามนี้ถึงจะมีอารมณ์ตื่นตระหนก
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น? เป็นถึงอาจารย์ทำไมถึงลงมือกับนักเรียน?” ชายชราลงมาที่พื้นอย่างมั่นคง หลังแววตาดุดันมองผ่านเด็กหนุ่มชุดดำที่แขนข้างหนึ่งลู่ลงไร้เรี่ยวแรง ก็หยุดสายตาลงบนร่างอาจารย์ผู้มีสีหน้าซีดเผือด
เด็กหนุ่มคนนั้นที่ไปตามกำลังเสริมได้ยินคำเรียกจากอาจารย์คนนั้น จึงรู้ว่ารองเจ้าสำนักมา รีบร้อนบอกว่า “ท่านรองเจ้าสำนัก อาจารย์คนนี้ทำร้ายคนไม่แยกแยะถูกผิดขอรับ!”
ได้ยินเช่นนี้ รองเจ้าสำนักก็ขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งขรึม “เล่ามาอย่างละเอียดซิ! เกิดอะไรขึ้นกันแน่? หากโกหกปิดบังจำต้องถูกลงโทษ!”
ตอนที่ 643: สำนักศึกษาหมอกดารา ไม่ได้เข้าก็ไม่เป็นไร
ดังนั้นไม่รอคนอื่นเอ่ยปาก เด็กหนุ่มคนนั้นจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามจริง สุดท้ายยังบอกว่า “หลังจากนั้นข้าเห็นสถานการณ์ไม่ถูกต้อง จึงรีบวิ่งไปตามดูรอบๆ ว่ามีอาจารย์ท่านอื่นหรือไม่ พบอาจารย์ท่านนี้เข้าจึงลากมาด้วย หากอาจารย์ท่านนี้ไม่มาห้ามไว้ เดาว่าครั้งนี้เขาต้องถูกอาจารย์ทำร้ายบาดเจ็บสาหัสแน่ ข้ามองออกว่าอาจารย์ท่านนี้จะลงมืออย่างไร้ปรานีเป็นแน่ขอรับ”
คนอื่นๆเห็นท่าที ต่างพากันเล่าต่อว่า “ขอรับ เรื่องเป็นเช่นนี้ การโจมตีก่อนหน้านี้ของอาจารย์ท่านนั้นใช้แรงไม่ต่ำกว่าครึ่ง โชคดีที่หมัดนั้นชกโดนแขนเขา หากเป็นตรงอกเดาว่าคงลงจากเตียงไม่ได้ไปครึ่งเดือน หนำซ้ำที่ทำซี่โครงอาจารย์หักจะโทษเขาก็ไม่ได้ นั่นเป็นการป้องกันตัว เปลี่ยนเป็นใครก็คงทำเช่นนั้น”
สิ่งที่แตกต่างคือ พวกเขาไม่มีความกล้าและกำลังเช่นชายหนุ่มชุดดำเท่านั้นเอง
อาจารย์แซ่เหอข้างๆ ฟังต้นสายปลายเหตุ สายตามองยังกวนสีหลิ่นอย่างแปลกใจเล็กน้อย แม้แต่นัยน์ตาของรองเจ้าสำนักยังฉายประกาย สายตาหยุดพินิจมองบนร่างกวนสีหลิ่น จากนั้นเอ่ยปากเสียงเข้ม
“สำนักศึกษาหมอกดาราเราสามปีจะรับสมัครนักเรียนหนึ่งครั้ง แม้กำหนดการรับสมัครมีแค่วันเดียว ต่อให้ท้องฟ้ามืดลงก็ไม่ควรปฏิเสธนักเรียนลงชื่อสอบประเมินที่เหลือข้างนอก เช่นนี้จะเสียแนวคิดเราที่จะรับสมัครยอดฝีมือจากทุกที่มาสอนสั่งให้เป็นผู้มีความสามารถ”
เสียงเขาหยุดไป บอกว่า “เช่นนี้แล้วกัน! อาจารย์เหอ เจ้ามาเปลี่ยนตัวแทน ช่วยนักเรียนพวกนี้ลงทะเบียนประเมินทีเถอะ”
“ขอรับ” อาจารย์เหอคนนั้นพยักหน้ารับ
เหล่านักเรียนได้ยินแล้วต่างยินดีในใจ ใบหน้าล้วนเผยรอยยิ้มออกมา
“ส่วนอาจารย์หวัง เรื่องนี้เจ้าทำไม่ถูก จึงต้องลงโทษด้วยการอุทิศตนหนึ่งปี เจ้าจะคัดค้านหรือไม่?”
อาจารย์แซ่หวังคนนั้นกัดฟันกรอด กลับทำได้เพียงตอบรับว่า “ขอรับ ข้าไม่คัดค้าน”
รองเจ้าสำนักพยักหน้า มองยังกวนสีหลิ่นพร้อมเผยรอยยิ้มออกมา “ในเมื่อเจ้าสู้กับอาจารย์ได้ ฝีมือพละกำลังถือว่าผ่าน ก็ไม่ต้องประเมินและเข้าสำนักพลังเร้นลับเสียเลยเถอะ! ส่วนแขนที่บาดเจ็บ ประเดี๋ยวให้อาจารย์เหอพาเจ้าไปจัดการ”
เขาคิดว่าจัดการและลงโทษเช่นนี้ใช้ได้แล้ว ยกเว้นการประเมินของเด็กหนุ่มชุดดำคนนั้นและรับเขาไว้ทันที คงเห็นอีกฝ่ายเผยท่าทียินดีเป็นแน่ ใครจะรู้ว่าเด็กหนุ่มชุดดำกลับชำเลืองมองด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ กล่าวว่า “มีคนต่ำช้าไร้ยางอายและไม่มีความเป็นครูเช่นนี้เป็นอาจารย์ สำนักศึกษาหมอกดารานี้ ไม่ได้เข้าก็ไม่เป็นไร”
ได้ยินคำพูดนี้ แต่ละคนต่างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงราวกับยัดไข่เป็ดไว้ในปาก ใครก็นึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มชุดดำจะทิ้งโอกาสหายากเช่นนี้และไม่เข้าสำนักศึกษาหมอกดารา หนำซ้ำตั้งแต่เมื่อครู่ยังไม่ปริปากแก้ต่างสักประโยค ตอนนี้เอ่ยปากเพียงหนึ่งประโยคก็ตรงเข้ากลางใจ พูดประโยคนั้นที่นักเรียนคนอื่นไม่กล้าเอ่ย
ไม่มีคุณสมบัติความเป็นครู
“จะ จะ เจ้า…”
อาจารย์หวังโกรธเสียจนหน้าแดงก่ำ มองเด็กหนุ่มชุดดำคนนั้นด้วยความขุ่นเคือง หากรองเจ้าสำนักไม่อยู่ตรงนี้เขาต้องจัดการเด็กหนุ่มอย่างโหดเหี้ยมแน่นอน!
รองเจ้าสำนักมองกวนสีหลิ่นด้วยความตะลึงเช่นกัน ไม่นึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะกล้าเอ่ยคำนี้ออกมาจริงๆ หนำซ้ำกล่าวจบยังหมุนตัวเดินไป ยามกำลังจะเอ่ยปาก ก็เห็นเขาโยนของสิ่งหนึ่งลงบนพื้นโดยไม่หันหน้ากลับมา ขณะเดียวกันยังทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่งว่า
“ของสิ่งนี้ข้าคืนให้พวกท่าน”
แผ่นป้ายชิ้นหนึ่งร่วงลงพื้นเสียงดัง
รองเจ้าสำนักเห็นก็เบิกตาโตโดยฉับพลัน ก่อนจะรีบร้อนเข้าไปเก็บขึ้นมาดู จำได้ว่ามันคือป้ายประจำสำนักศึกษาหมอกดาราที่เขามอบให้หนุ่มน้อยชุดแดงนามเฟิ่งจิ่วนั่นเอง จึงรีบเรียกไว้ในทันที “ช้าก่อน”
ตอนที่ 644: เขาคือน้องชายข้า
ใครจะรู้ว่ากวนสีหลิ่นไม่มีแม้ท่าทีจะหยุดฝีเท้า ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงด้านหลังโดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งเดินหน้าต่อไป
เขากับเสี่ยวจิ่วสองคนล้วนมีจดหมายแนะนำจากตลาดมืด มีจดหมายแนะนำฉบับนั้น แม้มาจากแคว้นระดับเก้าก็เข้ามาลงชื่อที่สำนักศึกษาหมอกดาราได้โดยไม่ต้องผ่านการประลองคัดเลือกของแต่ละแคว้นระดับเก้า
นอกจากจดหมายแนะนำจากตลาดมืด เสี่ยวจิ่วยังมอบแผ่นป้ายที่เรียกว่าป้ายประจำสำนักศึกษาหมอกดาราไว้ให้เขา บอกว่าหากจดหมายแนะนำใช้ไม่ได้ก็ใช้ป้ายประจำสำนักศึกษาหมอกดารา แม้เขาเก็บไว้ แต่ไม่เคยคิดจะใช้แผ่นป้ายเข้าสำนักศึกษาโดยไม่ต้องประเมิน
เพราะเขาอยากพึ่งพากำลังของตนเอง และอยากลองดูว่าพลังกำลังอยู่ถึงระดับไหนแล้ว หากด้วยกำลังตนเองยังสอบไม่ผ่านจริงๆ เช่นนั้นค่อยใช้ป้ายประจำสำนักศึกษาหมอกดาราเข้าไปก็ไม่สาย
แต่นึกไม่ถึงว่าภายในสำนักศึกษาหมอกดาราที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในแคว้นระดับเก้าถึงหกจะมีอาจารย์แย่ๆเช่นนั้นอยู่ คนเป็นครูยิ่งควรใส่ใจทุกการกระทำของตัวเอง แต่อาจารย์ท่านนั้นไม่แยกแยะถูกผิดดำขาว ซ้ำยังต่อสู้กับนักเรียนโดยมีเจตนาสังหารซ่อนเร้น ไม่พูดไม่ได้ว่าการปฏิบัติเช่นนี้ของสำนักศึกษาหมอกดาราทำให้เขาผิดหวังมากจริงๆ
“ช้าก่อน รอเดี๋ยวก่อน” เห็นกวนสีหลิ่นไม่หยุด รองเจ้าสำนักรีบตามไปขวางเขาไว้
นักเรียนคนอื่นข้างๆ ไม่รู้จักป้ายประจำสำนักศึกษาหมอกดารา ด้วยเหตุนี้จึงไม่รู้ว่าสิ่งที่กวนสีหลิ่นทิ้งไปคืออะไรกันแน่ แต่อาจารย์สองคนนั้นรู้ เมื่อเห็นแผ่นป้ายนั้น สีหน้าอาจารย์หวังก็ขาวซีด หน้าผากมีเหงื่อไหลออกมาน้อยๆ
ส่วนอาจารย์เหอมีสีหน้าประหลาดใจ ไม่นึกเลยว่าเด็กหนุ่มชุดดำจะมีป้ายประจำสำนักศึกษาหมอกดาราด้วย
รองเจ้าสำนักขวางเขาไว้ มองกวนสีหลิ่น พินิจมองจากบนลงล่างก็ไม่เห็นว่าเขามีตรงไหนคล้ายกับหนุ่มน้อยชุดแดงนามเฟิ่งจิ่ว ดังนั้นจึงเอ่ยถาม “เจ้ามีความสัมพันธ์เช่นไรกับเฟิ่งจิ่ว?”
ได้ยินเช่นนี้ กวนสีหลิ่นมองรองเจ้าสำนัก นิ่งไปสักพักถึงจะบอกว่า “เขาคือน้องชายข้า”
น้องชาย?
รองเจ้าสำนักมองคิ้วตาเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก เห็นเขาคิ้วหนาตาโต หน้าตาหล่อเหลาทว่าไม่งดงาม ร่างสูงกำยำ ไม่มีส่วนที่คล้ายคลึงกับหนุ่มน้อยชุดแดงผู้งดงามและมีกลิ่นอายสูงศักดิ์แผ่ไปทั่วร่างเลยสักนิด จึงถามอีกแบบว่า “พวกเจ้าสองคนหน้าตาไม่คล้ายกันเลย? หรือว่ามีพ่อเดียวกันแต่คนละแม่?”
อาจารย์เหอกับนักเรียนด้านหลังได้ยินรองเจ้าสำนักซุบซิบเรื่องคนในครอบครัว ก็ต่างตาค้างไปโดยฉับพลัน นี่มันเรื่องอะไรกัน? ครอบครัวเดียวกันแต่คนละแม่แล้วเกี่ยวอะไรกับเขา?
หลังจากกวนสีหลิ่นได้ยินคำพูดรองเจ้าสำนักก็เผยสีหน้าแปลกๆ มองรองเจ้าสำนักและพูดว่า “พ่อเขาเป็นพ่อบุญธรรมข้า”
“อ้อ! ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง”
รองเจ้าสำนักพลันแจ่มแจ้ง เขาก็คิดอยู่ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่เหมือนเฟิ่งจิ่วเลยสักนิด ที่แท้ก็ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน เช่นนี้ไม่น่าแปลกใจ ขณะมองเด็กหนุ่มคนนี้ จิตใจเขาสั่นไหวเล็กน้อย ถามว่า “เช่นนั้นเจ้าชื่ออะไร?”
“กวนสีหลิ่น”
“ฮ่าๆๆ ตระกูลเดียวกับข้าเลย!” เขาแหงนหน้าหัวเราะร่า ตบๆไหล่แกร่งแข็งแรง “ข้าแซ่กวนเช่นกัน ดูท่าหากไม่ใช่คนบ้านเดียวกันก็ไม่เข้าประตูเดียวกัน มาๆๆ พวกเรามาคุยกันข้างๆนี้หน่อยเถอะ”
“ไม่แล้ว ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก” กวนสีหลิ่นกล่าวอย่างเย็นชา สาวก้าวจะออกไป
“เดี๋ยวๆๆ” รองเจ้าสำนักขวางเขาไว้อีกครั้ง ก่อนจะทอดถอนใจ “อารมณ์โกรธเจ้ามีบางส่วนคล้ายกับเฟิ่งจิ่ว หรือไม่พอใจเรื่องที่ข้าลงโทษอาจารย์หวัง? เจ้ารอก่อน”
รองเจ้าสำนักพูดปลอบกวนสีหลิ่นไม่ให้เขาจากไป พลางหันกลับไปตะคอกบอกอาจารย์หวังที่หน้าซีดเผือดหน้าผากมีเหงื่อไหลว่า “เจ้ากลับไปเก็บของ ออกไปเสียวันนี้เลยเถอะ! สำนักศึกษาหมอกดาราไม่ต้องการอาจารย์ที่ไม่มีความเป็นครูเช่นเจ้า!”
ตอนที่ 645: มาจากแคว้นระดับเก้า?
เอ่ยไปเช่นนี้ ทำให้ทุกคนตกใจทันที ต่างมองรองเจ้าสำนักด้วยความตกตะลึง
โดยเฉพาะอาจารย์แซ่หวังคนนั้น สองขายิ่งอ่อนยวบ พลันทรุดนั่งกับพื้น เขามองรองเจ้าสำนักด้วยสีหน้าขาวซีด อ้าปากพะงาบพะงาบ แต่กลับไม่พูดอะไรออกมาสักประโยค
เขามองไปทางชายหนุ่มชุดดำคนนั้น ในใจแสนเกลียดชัง หากไม่ใช่เพราะมันไหนเลยเขาจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้? ถูกไล่ออกจากสำนักศึกษาหมอกดารา นี่เป็นการทำลายอนาคตเขา และตัดเส้นทางไปสู่ตำแหน่งสูงส่ง!
“ยังไม่รีบไปอีก!” รองเจ้าสำนักถลึงมองเขาอย่างโกรธเคือง พร้อมทั้งตะโกนด้วยเสียงดั่งฟ้าร้อง
อาจารย์แซ่หวังคนนั้นกัดฟันกรอด หลังจากถอนหายใจก็ลุกยืนขึ้น เขาจ้องกวนสีหลิ่นด้วยความเคียดแค้น จากนั้นจึงหันกายออกไปอย่างไม่ยอม
แค้นนี้เขาต้องชำระแน่!
กวนสีหลิ่นมองรองเจ้าสำนัก นึกไม่ถึงว่าเขาจะไล่อาจารย์คนนั้นออก ถึงอย่างไรอาจารย์สำนักศึกษาหมอกดาราทุกคนก็ล้วนผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ด้านพละกำลังต่างค่อนข้างมีจุดที่โดดเด่น ยามนี้กลับโดนรองเจ้าสำนักไล่ออกด้วยคำพูดประโยคเดียว
เห็นเช่นนี้ เขาหลุบตาลง แววตาสั่นไหวเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไร
“เหอะๆ ตอนนี้พวกเราคุยกันได้แล้วกระมัง?” รองเจ้าสำนักมองเขา เห็นเขาพยักหน้าถึงบอกกับอาจารย์เหอข้างๆว่า “นักเรียนพวกนั้นก็ให้เจ้าประเมินไป ส่วนคนนี้…”
สายตาเขาหยุดลงบนร่างกวนสีหลิ่น ยิ้มแย้มแล้วบอกอาจารย์เหอคนนั้น “ข้าจะจัดการเขาเอง”
“ขอรับ”
อาจารย์แซ่เหอขานรับ เห็นรองเจ้าสำนักพากวนสีหลิ่นออกไปแล้วถึงจะดึงสายตากลับ พานักเรียนพวกนั้นมาลงทะเบียนข้างๆ และประเมินให้พวกเขา
ภายในเขตเรือนแห่งหนึ่ง ชายชราสั่งเด็กรับใช้พันแผลให้กวนสีหลิ่น พลางเอ่ยถาม “น้องชายเจ้าคนนั้นมอบป้ายประจำสำนักศึกษาหมอกดาราให้เจ้า เช่นนั้นเขาเล่า? ไม่มาแล้วหรือ?”
“เขามาขอรับ”
“มาแล้ว? เป็นไปไม่ได้กระมัง ทางสำนักพลังวิญญาณข้าหาเขาไม่เจอเลย สำนักพลังเร้นลับทางนี้ก็ไม่มีการลงชื่อประเมินของเขา”
ชายชราลูบๆเคราคิ้ว ขมวดเล็กน้อย ตั้งแต่เจอหนุ่มน้อยคนนั้นครั้งแรก เขาก็หวังมาตลอดว่าเขาจะมาสำนักศึกษาหมอกดารา และมีความรู้สึกว่าหากหนุ่มน้อยเข้ามาจะต้องสร้างเกียรติยศให้สำนักศึกษาพวกเขาได้เป็นแน่!
กวนสีหลิ่นได้ยินคำพูดนี้ แววตาสั่นไหวเล็กน้อย
เสี่ยวจิ่วไม่อยู่สำนักพลังวิญญาณ? และไม่อยู่สำนักพลังเร้นลับ? เช่นนั้นนางอยู่สำนักยาหรือสำนักยาเซียน? นางบอกว่าจะมา เช่นนั้นก็ต้องมาแน่นอน ไม่แน่ว่ายามนี้คงอยู่ในสำนักศึกษาแล้ว
แม้ในใจจะคาดเดา แต่ปากเขากลับไม่พูด แค่บอกว่า “เขาบอกว่าจะมาเช่นนั้นก็ต้องมาแน่ ท่านรองเจ้าสำนักแค่ต้องตรวจสอบเสียหน่อยก็รู้แล้ว”
“เจ้านึกว่าข้าไม่ตรวจสอบหรือ สองสำนักนั้นต่างไม่มี แล้วจะให้ข้าหาอย่างไร?” เขาทอดถอนใจ มองกวนสีหลิ่น แล้วยื่นใบลงชื่อให้
“กรอกข้อมูลลงบนนี้เสีย จากนี้ไปเจ้าคือนักเรียนสำนักพลังเร้นลับ ภายหลังหากมีเรื่องอะไรก็ไปหาอาจารย์ ถ้าไม่ได้ค่อยมาหาข้า อย่าเอะอะก็ลงไม้ลงมือ หากสู้กับอาจารย์ คนที่ลำบากมีแค่ตัวเจ้าเอง”
ได้ยินแล้ว กวนสีหลิ่นมองเขาแวบหนึ่งแล้วขานรับ และถึงจะรับใบลงชื่อนั้นมา ใช้แขนข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บเขียนกรอกลงไป
“ท่านรองเจ้าสำนัก เรียบร้อยแล้วขอรับ” ไม่นานนักเขาก็ยื่นใบข้อมูลส่งให้
ชายชรารับมาเหลือบมองโดยไม่ตั้งใจ เมื่อเห็นว่าเขามาจากแคว้นระดับเก้าก็อึ้งไปทันที มองยังอีกฝ่ายด้วยสีหน้าแปลกๆ “เจ้ามาจากแคว้นระดับเก้าหรือ?”
“ขอรับ”
เห็นเขาขานรับอย่างตรงไปตรงมา รองเจ้าสำนักไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี อย่างไรก็นึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มที่ฝีมือไม่เลวเช่นนี้จะมาจากแคว้นระดับเก้า ล้วนบอกกันว่าแคว้นระดับเก้าไม่มีทางมีคนโดดเด่นอะไรไม่ใช่หรือ?
ตอนที่ 646: แค่เจ้าคนเดียว
สุดท้าย รองเจ้าสำนักเพียงมองกวนสีหลิ่นพยักหน้า พูดให้กำลังใจว่า “อยู่ในสำนักศึกษาต้องตั้งใจเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ หากเจ้าแสดงฝีมือเหนือกว่าคนมากมายเพียงนั้นได้ ก็พิสูจน์ได้ว่าเจ้าโดดเด่น”
สิ้นเสียง เขายังบอกอีกว่า “เดี๋ยวเจ้าไปรายงานตัวที่สำนักพลังเร้นลับ ไปหาอาจารย์เหอก็ได้ ให้เขาจัดการให้เจ้าเสียหน่อย นอกจากนั้นหากน้องชายเจ้าเฟิ่งจิ่วมาหา เจ้าอย่าลืมมาแจ้งข้าด้วย”
“ขอรับ” กวนสีหลิ่นขานรับ เห็นว่าพันแผลเรียบร้อยแล้วจึงคารวะและถอยออกไป จากนั้นมุ่งหน้าไปรายงานตัวที่สำนักพลังเร้นลับ
เช้าตรู่วันต่อมา เฟิ่งจิ่วเก็บข้าวของเรียบร้อยตั้งแต่เช้า แวะกินอะไรนิดหน่อยแล้วก็ออกไปรายงานตัวที่สำนักยาเซียน
วันนี้เป็นวันรวมพลผู้เล่าเรียนเข้าใหม่ของสำนักยาเซียน เธอเต็มไปด้วยความเฝ้ารอคอย ถึงแม้เธอศึกษาด้านยาเซียนมา แต่จะทดลองโดยไม่มีคนชี้แนะก็เปลืองแรงเกินไป หากมีคนคอยชี้แนะ ด้านยาเซียนของเธออาจจะก้าวหน้าเร็วขึ้น
เธอโอบกอดความคาดหวังที่มากล้นตรงไปยังสำนักยาเซียน เมื่อมาถึงสำนักยาเซียนหลังจากผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม กลับเห็นว่ารอบข้างยังว่างเปล่าไม่มีใครสักคน คิดว่าเพราะตนเองมาเร็ว ดังนั้นจึงเดินเล่นในสำนักยาเซียนก่อน มองๆห้องปรุงยาแต่ละห้องภายในสำนัก และเตากลั่นยาแต่ละใบที่วางเรียงราย
“ทำไมถึงรกเพียงนี้? น่าแปลก ห้องปรุงยาพวกนี้ดูเหมือนจะไม่มีใครใช้มานานมาก” เธอพึมพำเสียงเบา หลังจากเดินวนไปห้องปรุงยาทุกห้อง สุดท้ายก็กลับมารอด้านหน้า
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม สำนักยาเซียนที่ว่างเปล่ายังคงมีเธอยืนอยู่แค่คนเดียว สายลมยามเช้าพัดมาสะบัดถูกใบไม้ร่วงของต้นไม้ใหญ่ในลานบ้าน ให้ความรู้สึกเงียบเหงาอยู่บางส่วน…
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม เธอที่หาที่นั่งรอมีท่าทีแปลกๆแล้ว นานเพียงนี้ยังมีเธอมาแค่คนเดียว? ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไรกระมัง?
ขณะกำลังคิดพลันได้ยินเสียงพูดคุยลอยมา เธอรีบมองไปตามเสียงนั้น ก็เห็นอาจารย์สองคนนั้นที่สอบประเมินให้เธอเมื่อวานสนทนากันพลางเดินเข้ามา
เมื่อทั้งสองเห็นหนุ่มน้อยชุดฟ้านั่งนิ่งอยู่ในลาน เสียงพูดคุยก็หยุดลงทันใด ท่าทางตกใจเล็กน้อย คล้ายเพิ่งจะนึกอะไรขึ้นมาได้ หนึ่งคนในนั้นรีบขานเรียก “เฟิ่งจิ่ว? เจ้ารออยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว?”
เด็กคนนี้ทำไมถึงมารอเหงาๆอยู่ที่นี่เล่า? สำนักยาเซียนตั้งกว้างขวางมีเขานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว เฮ้อ! เด็กคนนี้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา รอไปไม่เจอใครก็ไม่รู้จักไปถามหากับผู้ดูแลซุน ต้องโทษพวกเขาที่เมื่อวานไม่ได้บอกให้ชัดเจน
“ท่านอาจารย์ พวกท่านมาแล้ว?”
เฟิ่งจิ่วเห็นคนทั้งสองก็รีบลุกขึ้นเดินเข้าไป มายังเบื้องหน้าพวกเขาพร้อมเผยรอยยิ้ม “ผู้ดูแลซุนบอกว่าวันนี้เป็นวันรวมพลนักเรียนเข้าใหม่ของสำนักยาเซียน ข้าเข้ามารอแต่เช้า ทว่ารอตั้งนานยังไม่เห็นคนอื่น ตอนนี้ดีเลย ในที่สุดท่านอาจารย์ทั้งสองก็มา”
ทั้งสองได้ยินคำพูดนี้ต่างมองหน้ากันและยิ้มอักอ่วน พวกเขามาที่นี่ไม่ใช่เพราะจำได้ว่าวันนี้เป็นวันรวมพลนักเรียนเข้าใหม่ แต่เข้ามาที่นี่เพราะมีธุระบางอย่างพอดี แต่แม้เป็นเช่นนี้ก็ไม่อาจพูดออกมาตรงๆ
หนึ่งคนในนั้นจึงกระแอมเบาๆ กล่าวว่า “เช่นนี้เอง! ได้ วันนี้พวกเราจะพูดถึงขั้นตอนพื้นฐานการกลั่นยาเซียนบางส่วนกับเจ้า”
“ท่านอาจารย์ ไม่ต้องรอคนอื่นหรือขอรับ?” เธอถามอย่างปรารถนาดี
“เหอะๆ ไม่ต้อง ไม่ต้อง” อาจารย์อีกคนโบกๆมือ เผยยิ้มใจดีอ่อนโยน “ปีนี้สำนักยาเซียนรับเจ้าเป็นนักเรียนแค่คนเดียว”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็กะพริบตาอย่างตะลึง ชี้หน้าตัวเองพลางถาม “ระ รับแค่ข้าคนเดียว?” ไม่ใช่กระมัง? วันรับสมัครนักเรียนที่สามปีมีครั้ง แต่รับเธอแค่คนเดียวเนี่ยนะ?
ตอนที่ 647: ย้ายไปแล้ว
“ใช่ สำนักยาเซียนเรายอมขาดคนดีกว่ารับคนไร้ความสามารถ” สีหน้าอาจารย์คนนั้นจริงจัง กระแอมไอเบาๆ แล้วบอกว่า “สำนักอื่นเลือกหนึ่งในพัน เราเลือกหนึ่งในหมื่น อยากเข้าสำนักยาเซียนนั้นไม่ง่าย”
พูดจบ เขาตบๆไหล่เฟิ่งจิ่ว กล่าวด้วยสีหน้าวาดหวัง “ดังนั้นเจ้าจำต้องขยันตั้งใจ เจ้าคือความหวังของสำนักยาเซียนเรา”
“หา? คะ ความหวัง?”
เฟิ่งจิ่วมองพวกเขาอย่างตกตะลึง ในใจพลันมีลางสังหรณ์ไม่ดี จึงถามว่า “เช่นนั้น ท่านอาจารย์ ตอนนี้สำนักยาเซียนเรามีนักเรียนกี่คนขอรับ?”
กล่าวจบก็เห็นสองคนมองหน้ากันด้วยสีหน้าอึดอัดใจ จากนั้นค่อยวางท่าจริงจังมองมาทางเธอ
“เฟิ่งจิ่ว ข้าจะบอกเจ้าตามความจริงแล้วกัน! ตอนนี้สำนักยาเซียนเรามีเจ้าเป็นนักเรียนคนเดียว”
เป็นไปตามคาด…
มุมปากเธอกระตุก ตั้งแต่เข้ามายังพื้นที่สำนักยาเซียนก็คิดว่าแปลกๆ เก็บตัวกลั่นยาเอย ไปทำภารกิจเก็บแลกคะแนนคุณงามความดีอะไรเอย ล้วนเป็นคำพูดเกินจริงทั้งนั้น ที่นี่ไม่มีนักเรียนเลยต่างหาก!
“อะแฮ่ม อะแฮ่ม!”
อาจารย์อีกท่านมือหนึ่งกำปั้นกระแอมไอ พูดว่า “เป็นเช่นนี้ เมื่อก่อนสำนักยาเซียนเรามีนักเรียนมากมาย เพียงแต่สามปีจะรับสมัครนักเรียนหนึ่งครั้ง คนที่ถูกเลือกจึงน้อยมากจริงๆ หนำซ้ำคนที่เลือกเข้ามาสำนักยาเซียนยังแทบจะไม่มีใครอยู่ต่อได้สักคน บางคนอยู่แค่ปีเดียวก็ไป เช่นนี้สำนักยาเซียนจึงค่อยๆ ไม่มีนักเรียนอะไรเลย”
“อืม แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป สำนักยาเซียนเรายังมีนักเล่นแร่แปรธาตุอีก นอกจากพวกเราสองคน สำนักเรายังมีนักเล่นแร่แปรธาตุสองสามคนกับปรมาจารย์นักเล่นแร่แปรธาตุอีกคนหนึ่ง เจ้าต้องขยันตั้งใจ ภายหลังจะมีโอกาสเจอกันแน่นอน”
“มาๆ ถุงฟ้าดินใบนี้ข้าให้เจ้า สิ่งของด้านในเจ้าลองกลับไปดูจะรู้ หากเจอตรงไหนไม่เข้าใจก็ใช้หยกส่งสารมาสอบถามพวกเราได้”
ดังนั้นพวกเขาจึงยัดเยียดถุงฟ้าดินให้เธอ แล้วอธิบายขั้นตอนทั่วไปในการกลั่นยาเซียน ก่อนจะให้เธอกลับไปศึกษาทดลองด้วยตัวเอง
เฟิ่งจิ่วถือถุงฟ้าดินใบนั้นไปยังอาศรมของตน ระหว่างทางรู้สึกแต่ว่าสับสนงุนงง เดิมทีคิดว่าเข้ามาในสำนักยาเซียนจะได้เรียนรู้และสังเกตุการณ์จากอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง แต่ใครรู้ว่าที่แท้จะให้เธอเรียนด้วยตนเอง!
เธอเดินๆไปหาที่นั่งและตรวจดูสิ่งของในถุงฟ้าดิน เห็นว่าด้านในเป็นหนังสืออธิบายขั้นตอนพื้นฐานการกลั่นยาเซียน นอกจากนี้ยังมีป้ายหยกสองชิ้นกับเมล็ดพันธุ์ยาทิพย์ถุงเล็กๆ
เธอมองๆเมล็ดพันธุ์นั้น คิดว่าปลูกสิ่งนี้ลงบนไร่ยาทิพย์ยังไม่สู้ปลูกพวกผักพลังวิญญาณ ถึงขนาดใช้เวลาไม่นานมากก็เก็บมากินได้
ดังนั้นเธอที่เดิมทีวางแผนกลับอาศรมจึงมุ่งหน้าไปยังตีนเขา คิดจะไปดูที่ร้านค้าเสียหน่อยว่ามีของจำพวกเมล็ดพันธุ์พืชผักหรือไม่ ใครจะรู้ เมื่อเธอมาถึงตรงนั้นกลับเห็นว่าบ้านไม้ร้านค้าโดนรื้อทิ้งไปแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น? เมื่อวานยังอยู่เลยนี่ วันนี้โดนรื้อไปแล้ว?” เธอตาค้างไปเล็กน้อย ยอดเขาที่ตั้งสำนักยาเซียนใหญ่โตเพียงนี้ มีแค่ที่นี่ที่มีร้านค้าเช่นนี้ ตอนนี้กลับถูกรื้อไปแล้ว? เช่นนั้นหากเธอต้องการซื้อของจะทำอย่างไร
ผู้ดูแลซุนเดินมาจากบริเวณไม่ไกล เห็นหนุ่มน้อยคนหนึ่งนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น จึงเอ่ยปาก “เฟิ่งจิ่ว? เจ้าทำอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะ?”
“ท่านผู้ดูแลซุน ที่นี่…” เธอยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นผู้ดูแลซุนแย้มยิ้ม
“ที่แท้เจ้ามาหาร้านค้าหรือ พวกนั้นย้ายไปแล้ว เบื้องบนออกคำสั่งให้จัดระเบียบใหม่ ยามนี้ทั้งสำนักศึกษาไม่มีร้านค้า มีแค่จุดแลกเปลี่ยนสินค้า หากเจ้าต้องการสิ่งของอะไรต้องออกจากสำนักยาเซียนไปยังจุดแลกเปลี่ยนตรงตีนภูเขาเขียวสงบเท่านั้น”
ตอนที่ 648: เทือกเขาหมื่นอสูร
เฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดนี้ ปฏิกิริยาแรกคือถามว่า “ท่านผู้ดูแลซุน จากที่นี่ถึงตีนภูเขาเขียวสงบต้องใช้เวลานานแค่ไหนขอรับ?”
“ภูเขาเขียวสงบเป็นจุดเชื่อมต่อของใจกลางแต่ละสำนัก ด้วยเหตุนี้จากที่นี่เดินไปอย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาสองสามชั่วยาม แต่หากเจ้ามีพาหนะเหาะเหินหรือขี่กระบี่เดินทาง เช่นนั้นจะเร็วขึ้นหน่อย”
ได้ฟังแล้วเธอถอนหายใจเบาๆ “ข้ารู้แล้วขอรับ” สิ้นเสียงก็หันกายเดินกลับไป
เรือเหาะเธอหรูหราโดดเด่นเกินไป หยิบออกมาใช้ไม่ได้แน่นอน ได้พาหนะเหาะเหินมาจากตลาดมืดสองสามชิ้นกลับทิ้งไว้ให้พวกท่านพ่อใช้ ส่วนการขี่กระบี่นั้นไม่ต้องคิดเลย หากไม่มีพื้นฐานก็ขี่กระบี่ไม่ได้
ผู้ดูแลซุนเห็นเฟิ่งจิ่วหมุนตัวเดินกลับไปก็ชะงักไปเล็กน้อย ตะโกนบอกว่า “หากไม่มี ขอแค่เจ้ามีคะแนนคุณงามความดีห้าพัน ก็สามารถเข้าไปแลกพาหนะเหาะเหินจากหอสวรรค์ของสำนักศึกษาได้”
เฟิ่งจิ่วที่ก้าวเท้าออกไปได้ยินเช่นนี้ ฝีเท้าก็หยุดชะงัก แล้วหันกลับมามองเขาด้วยดวงตาเปล่งประกาย “ท่านบอกว่าสำนักศึกษานี้มีที่แลกของวิเศษหรือขอรับ ของวิเศษอะไรก็มีหมดใช่หรือไม่? นอกจากของวิเศษยังมีอย่างอื่นอีกหรือเปล่า?”
“สมบัติในหอสวรรค์ของสำนักศึกษามีมากมายนับไม่ถ้วน ด้านในไม่ต้องกลัวว่าจะหาสมบัติที่ต้องการไม่พบ แค่เกรงว่าเจ้าจะไม่มีคะแนนคุณงามความดีแลกได้” ผู้ดูแลซุนหัวเราะ บอกเตือนว่า “ที่นั่นจะแลกเปลี่ยนให้เฉพาะนักเรียนของสำนักศึกษาเท่านั้น”
“ใช้เงินซื้อไม่ได้หรือขอรับ?”
มุมปากผู้ดูแลซุนกระตุก มองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง “เจ้าคิดว่าสำนักศึกษาหมอกดาราจะขาดเงินหรือ?”
“คะแนนคุณงามความดีห้าพัน? ป้ายหยกข้าเหมือนจะมีคะแนนคุณงามความดีแค่หนึ่งร้อย เช่นนั้นต้องทำภารกิจ?” เธอตกตะลึงอยู่บ้าง เพิ่งเข้าสำนักศึกษามาเองนะ! เตาปรุงยายังไม่ได้เปิดก็ต้องวิ่งแจ้นไปทำภารกิจเพื่อคะแนนคุณงามความดีแล้ว?
เวลานี้ ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่าทำไมนักเรียนสำนักยาเซียนถึงหายหน้าไปกันหมด ที่แท้เรื่องเป็นแบบนี้เอง…
แม้เป็นเช่นนี้ สุดท้ายเธอก็ไปตรวจดูที่จุดรับภารกิจว่ามีภารกิจอะไรง่ายๆ และได้คะแนนคุณงามความดีเยอะๆบ้าง ขณะกำลังตรวจดูกระดานภารกิจ ในที่สุดสายตาก็หยุดลงบนภารกิจสองสามอย่างด้านบนสุด
ภารกิจแรกคือคุ้มกันการส่งสิ่งของ กำหนดว่าต้องมีวรยุทธ์ระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ คะแนนคุณงามความดีห้าร้อย ภารกิจที่สองคือรวบรวมมณีเพลิงจากอสูรเพลิงเขาเดียวในเทือกเขาหมื่นอสูร มณีเพลิงทุกหนึ่งเม็ดเท่ากับคะแนนคุณงามความดีห้าร้อย ระยะเวลาหนึ่งเดือน
อ่านถึงภารกิจที่สอง เธอก็สนใจขึ้นมาทันที อสูงเพลิงเขาเดียวเป็นสัตว์วิญญาณระดับเจ็ด เพราะว่องไวนัก คิดจะจับจึงยากมาก หนำซ้ำอสูรเพลิงเขาเดียวหนึ่งตัวปีหนึ่งจะผลิตมณีเพลิงได้แค่เม็ดเดียว ทว่าอสูรเพลิงเขาเดียวในเทือกเขาหมื่นอสูรต้องมีมากกว่าตัวเดียวแน่! จำนวนยิ่งมาก จะเก็บคะแนนคุณงามความดีห้าพันได้ก็ง่ายมากไม่ใช่หรือ?
เฟิ่งจิ่วตัดสินใจแน่วแน่ รับภารกิจนั้นมาทันที เธอลงชื่อไว้บนกระดานภารกิจ ก่อนจะกลับอาศรมไปเตรียมตัว เธอไม่คิดพาเหล่าไป๋ไปด้วย แม้แต่อสูรกลืนเมฆาในห้วงมิติยังโดนเรียกออกมา วางแผนว่าจะเลี้ยงปล่อยๆ ให้พวกมันเฝ้าอาศรมและหาอาหารกินเอง
หลังจากเตรียมตัวเรียบร้อย และกำชับสองอสูรอีกหลายครั้ง ถึงค่อยออกจากสำนักยาเซียนอย่างฮึกเหิม มุ่งไปยังเทือกเขาหมื่นอสูรตามที่แผนที่ระบุ
หลังจากเฟิ่งจิ่วออกไปไม่นาน กวนสีหลิ่นสอบถามมาว่านางอยู่สำนักยาเซียน ดังนั้นจึงเข้ามาหาและพบอาศรมนางจากการถามไถ่ กลับเห็นว่ามีค่ายกลตั้งไว้เข้าไปไม่ได้ แต่เห็นเหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆาอยู่รอบๆ อาศรม
“อสูรกลืนเมฆา เสี่ยวจิ่วเล่า?” เขารู้ว่าอสูรกลืนเมฆาที่บรรลุเป็นสัตว์เทวะเอ่ยปากพูดคุยได้แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงถามไป
อสูรกลืนเมฆาที่นอนบนพื้นหญ้าอย่างเกียจคร้านเหลือบมองเขา จากนั้นตอบว่า “นายท่านไปทำภารกิจ อีกหนึ่งเดือนถึงจะกลับมา”
ตอนที่ 649: ขโมยกิน
ได้ยินเช่นนี้ กวนสีหลิ่นตกใจเล็กน้อย เพิ่งเข้าสำนักศึกษาก็ออกไปทำภารกิจแล้ว?
เขารู้ว่าภายในสำนักศึกษานี้มีหลายอย่างต้องการคะแนนคุณงามความดี แต่นางคงไม่ค่อยต้องการของพวกนี้กระมัง? ถึงแม้ต้องการก็ไม่น่ารีบร้อนเพียงนี้?
ชะงักไปสักพัก เขาถามว่า “เช่นนั้นนางบอกหรือเปล่าว่าไปที่ไหน ทำไมต้องหนึ่งเดือน?”
“ไม่ได้บอก” มันนอนไม่ขยับ ไม่สนใจเขาอีก
เห็นเช่นนี้กวนสีหลิ่นจึงไม่ถามอะไรมาก อยู่ในสำนักศึกษาปกติก็ไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง เดิมแค่อยากคุยด้วยเสียหน่อย ตอนนี้กลับต้องรออีกหนึ่งเดือน
“เช่นนั้นข้าไปละ นางกลับมาเจ้าก็บอกนางด้วยว่าข้ามาหา และเข้าเรียนที่สำนักพลังวิญญาณ รอมีเวลาข้าจะเข้ามาหานางอีก” หลังจากทิ้งคำพูดไว้เขาก็หมุนตัวจากไป ก่อนหน้านี้รีบมาหานางจึงไม่ได้สังเกตอะไรมาก ยามนี้เพิ่งเห็นว่าที่พักนางห่างไกลมากทีเดียว
ไม่เพียงแค่นี้ ตั้งแต่เข้าเดินเข้าสำนักยาเซียนนี้มาก็ไม่เจอนักเรียนในสำนักเลย ซ้ำยังตามหาผู้ดูแลซุนคนนั้นอย่างยากเย็น เทียบกับความคึกคักมีชีวิตชีวาในสำนักพลังเร้นลับพวกเขา ที่นี่ช่างเหมือนกับสถานที่ที่ถูกลืมเลยจริงๆ
เวลาเดียวกันนี้ เฟิ่งจิ่วที่มุ่งไปยังเทือกเขาหมื่นอสูรอยู่เพียงลำพัง ขณะกำลังเตรียมจะข้ามภูเขาไป กลิ่นหอมเนื้อก็ลอยมาตามสายลมหนาว และหยุดฝีเท้าเธอไว้เสียดื้อๆ
“หอมมาก!” ดวงตาเธอเป็นประกาย กลืนน้ำลายลงคอ
ของกินสองวันนี้คือพวกขนมอบในห้วงมิติ แม้แต่น้ำแกงเธอยังไม่ได้กิน ยามนี้ได้กลิ่นหอมเช่นนี้ รู้สึกเพียงว่าน้ำลายไหล จึงไปตามกลิ่นหอมนั้นทันที
เมื่อเธอตามกลิ่นหอมนั้นไป เห็นนอกเรือนแห่งหนึ่งแขวนแผ่นป้ายไม้ไว้และเขียนว่า ‘ห้องครัวสำคัญ ไม่มีกิจห้ามเข้า’ ก็กลืนน้ำลายอย่างอดไม่อยู่
นี่คือสถานที่ทำอาหารให้เหล่าอาจารย์สำนักศึกษาโดยเฉพาะ!
เธอได้กลิ่นหอมนั้น ท้องก็ร้องโครกครากขึ้นมา เดิมทียังไม่รู้สึกหิว ตอนนี้กลับหิวอย่างมาก
เธอเก็บกลิ่นอายพลางชะโงกหน้ามองเล็กน้อย เห็นแต่ภายในห้องครัวกว้างขวางมีแค่คนสองคนกำลังยุ่งวุ่น เหมือนว่าสองคนนั้นจะเป็นพ่อครัว ทุกเรื่องล้วนต้องผ่านมือทั้งสอง แต่ด้านนอกห้องครัวกลับมีลูกมือสิบกว่าคนคอยส่งผักและเนื้อที่เตรียมไว้ไปด้านใน เห็นกับข้าวแต่ละอย่างที่ทอดเสร็จวางเรียงไว้บนโต๊ะในห้องครัว ในที่สุดเธอก็วนไปด้านหลังห้องครัวอย่างทนไม่ไหว แล้วสบโอกาสที่ไม่มีคนสังเกตลอบกระโจนเข้าไปจากทางหน้าต่างและหลบอยู่ใต้โต๊ะ
เธอแอบชะโงกหัวออกมามองรอบๆ เห็นพ่อครัวสองคนนั้นไม่ได้สังเกตทางนี้เลย ซ้ำลูกมือด้านนอกยังมองไม่เห็นตรงนี้ ดังนั้นมือหนึ่งจึงยื่นออกไปสำรวจบนโต๊ะเงียบๆ จากนั้นยกไก่ย่างตัวหนึ่งบนโต๊ะยัดเข้าห้วงมิติไปทั้งจาน
ฝีเท้าย่องขยับไปเล็กน้อย เปิดฝาหม้อตุ๋นใบใหญ่เบาๆ เห็นพ่อครัวสองคนกำลังพูดคุยกัน เธอจึงรีบคว้าหม้อใบข้างๆ ที่ใส่นกพิราบลงไปได้ตัวหนึ่งมา หลังจากเติมน้ำแกงกับเนื้อจนเต็มก็ซ่อนไว้ในห้วงมิติ
เมื่อเห็นน้ำแกงตุ๋นที่เหลือไม่ถึงครึ่ง เธอก็คิดไปคิดมา ก่อนจะตักน้ำจากข้างๆ เท.ลงไปด้วย อืม แล้วตุ๋นต่อไปอีก แม้รสชาติจะอ่อนลงไปบ้างก็เป็นน้ำแกงเหมือนกัน
“คุณชายโม่เฉินที่มาใหม่ท่านนั้นจะกินอาหารยังเลือก ตอนเที่ยงส่งอาหารเข้าไปสิบสองอย่างก็ส่งกลับมาแทบจะไม่ได้แตะเลย เจ้าสำนักยังกำชับพวกเราว่าต้องทำอย่างละเอียด คำพูดนี้ทำตามไม่ง่ายเลยจริงๆ!”
“ไม่เป็นไรหรอก แกงนกพิราบวิญญาณแปดขุมทรัพย์หม้อที่ตุ๋นวันนี้ต้องทำให้เขาพอใจแน่นอน พวกเราตุ๋นมาตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ เจ้าลองดมกลิ่นซิ ฝาหม้อปิดไว้ได้กลิ่นกลิ่นหอมนั้นยาก”
ตอนที่ 650: พรหมลิขิตบนและใต้ต้นไม้
พ่อครัวคนนั้นหลับตาลงเล็กน้อยพลางสูดหายใจเข้าลึก เพื่อดมกลิ่นหอมของน้ำแกงวิญญาณที่อยู่ในอากาศด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
เฟิ่งจิ่วได้ยิน มุมปากก็กระตุก ปิดฝาหม้ออย่างรีบร้อน ของที่เธอหยิบมามีหลายอย่าง เดาว่าคงเตรียมให้อาจารย์ทุกคนเหมือนๆกัน บางอย่างน้อยสุดมีแค่ชุดเดียว พวกที่มีแค่หนึ่งชุดเธอหยิบไปหมดไม่ได้ จึงหยิบแค่ครึ่งเดียว
สุดท้ายหลังจากเธอตักข้าววิญญาณมาเต็มๆหนึ่งโถ ถึงจะหนีไปด้านหลังอย่างเงียบเชียบ…
“หือ? ขาหมูน้ำแดงที่รองเจ้าสำนักสั่งทำ ทำไมถึงเหลือแค่ตัวเดียว?”
“เนื้อวิญญาณผัดเห็ดสนจานนี้ของเจ้าสำนัก ทำไมถึงพร่องไปกว่าครึ่ง? ข้าจำได้ชัดเจนว่ามีมาเต็มจาน”
ได้ยินคำพูดพ่อครัวคนนั้น พ่อครัวอีกคนก็ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้ายุ่งจนลืมหรือเปล่า ที่นี่ไม่มีใครกล้าเจ้ามาวุ่นวาย ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราสองคนอยู่ที่นี่ จะเข้ามาขโมยของในห้องครัวยิ่งเป็นไปไม่ได้”
ต้องรู้ไว้ว่า แม้พวกเขาสองคนเป็นพ่อครัวแต่ก็มีวรยุทธ์ระดับสร้างรากฐาน ใครจะกล้าเข้ามาขโมยของในห้องครัวภายใต้สายตาพวกเขา?
“อืม นี่ก็ใช่ ข้าอาจจะจำผิดไป” พ่อครัวคนนั้นหัวเราะพลางส่ายหน้ามองไปยังน้ำแกงหม้อใหญ่ เมื่อเปิดน้ำแกงนั้นกลับเห็นว่าไม่มีแม้แต่ควันพวยพุ่งขึ้นมา จึงอึ้งไปสักพักทันที ก่อนจะก้มไปดูไฟด้วยสีหน้าแปลกๆ
เขาจำได้ว่าน้ำแกงนี้เพิ่งเสร็จเมื่อครู่ แค่อุ่นไว้ตลอด ทำไมตอนนี้กลับไม่มีแม้แต่ไอร้อนสักนิด?
อีกด้านหนึ่ง หลังออกจากห้องครัวมา เฟิ่งจิ่วก็มุ่งไปยังทิศทางเทือกเขาหมื่นอสูร เรียกพลังพุ่งไปด้วยความเร็วสูง และหายไปท่ามกลางป่าเขาในไม่กี่ชั่วครู่ จนกระทั่งมาถึงสถานที่ไร้ผู้คน ถึงจะหยิบอาหารที่ฉวยมาจากห้องครัวออกจากห้วงมิติมาวางเรียงบนพื้นทีละอย่างๆ
“นึกไม่ถึงเลย! ว่าวันหนึ่งห้วงมิตินี้จะมีประโยชน์เช่นนี้ด้วย” เธอถอนหายใจเบาๆ มองอาหารสิบกว่าอย่างกับน้ำแกงตุ๋นหนึ่งหม้อตรงหน้าที่เต็มไปหมด แล้วยิ้มเสียจนไม่เห็นแม้แต่ดวงตา
“นี่ไม่ยุติธรรมหรือเปล่า? นักเรียนไม่มีกิน คนเป็นอาจารย์อาหารที่กินยังไม่ใช่ของทั่วไป ทั้งหมดเป็นพวกเนื้อวิญญาณเอย โสมวิญญาณเอย ไก่วิญญาณเอย หากข้าไม่ช่วยพวกเจ้าแบ่งใครจะแบ่งเล่า? เฮ้อ!”
เธอส่ายหน้าด้วยสีหน้าภูมิใจ ม้วนแขนเสื้อขึ้นทันที จากนั้นเริ่มดื่มน้ำแกงแสนหอมหวนก่อน พอน้ำแกงเข้าปากกลิ่นหอมอบอวลก็กระจายบนปลายลิ้นพร้อมกับกลิ่นอายพลังวิญญาณ น้ำแกงลงท้องไปไม่กี่คำ เพียงรู้สึกว่าพลังวิญญาณไหลไปยังจุดตันเถียน หล่อเลี้ยงเม็ดบัวเขียวตรงจุดตันเถียนของเธอ
“จิ๊ๆ หอมจริงๆ! นี่หรือของที่คุณชายโม่เฉินอะไรนั่นกิน? แหะๆ หม้อแรกอยู่กับข้าตรงนี้แล้ว เจ้าก็กินส่วนที่ข้าผสมน้ำแก้ขัดไปแล้วกัน!”
เธอไม่รู้เลยว่าบนต้นไม่ใหญ่ด้านหลังตรงที่นั่งอยู่นั้น มีร่างสีขาวกำลังนั่งด้านบนและมองเธอที่อยู่ใต้ต้นไม้เงียบๆ
แววตาลึกล้ำที่สงบนิ่งเฉยชากำลังมองเด็กหนุ่มที่มานั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้ หยิบอาหารสิบกว่าอย่างออกจากในห้วงมิติ อาหารพวกนั้นบางอย่างเป็นอาหารอย่างเดียวทั้งหมด บางอย่างกลับเป็นอาหารสองอย่างรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เมื่อเห็นหนุ่มน้อยคนนั้นซดน้ำแกงพลางเอ่ยคำพูดประโยคสุดท้ายอย่างพอใจยิ่ง นัยน์ตาโม่เฉินบนต้นไม้ก็ฉายประกาย
เขามองหนุ่มน้อยม้วนแขนเสื้อฉีกน่องไก่วิญญาณกินไปคำโต พลางพูดว่าหิวแทบตาย ตั้งแต่เข้าสำนักศึกษายังไม่เคยกินอะไรดีๆสักมื้อเลย จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ
เขาจำหนุ่มน้อยคนนี้ได้ เป็นหนุ่มน้อยชุดแดงคนนั้นใต้ต้นไม้หน้าสำนักศึกษา แต่นึกไม่ถึงว่าจะมาพบกันที่นี่อีก หนำซ้ำยังเป็นใต้ต้นไม้ เสียแต่ว่าครั้งนี้กลับเห็นอีกฝ่ายมาขโมยของกินที่นี่
ตอนที่ 651: เจ้ากินน้ำแกงก่อน
“เฮ้อ! ข้าเสียใจ สำนักยาเซียนไม่มีอะไรเลย แม้แต่คนยังน้อยเสียจนน่าสงสาร คนคุยด้วยไม่มีไม่เท่าไร ซ้ำยังไม่ดูแลเรื่องข้าวปลาอาหาร หากท่านพ่อท่านปู่รู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ถูกปล่อยให้หิวจนกลายเป็นเช่นนี้ จะต้องเจ็บปวดใจสักแค่ไหน?”
เฟิ่งจิ่วพูดพร่ำพลางกัดเนื้อน่องไก่วิญญาณในมือ จัดการอย่างรวดเร็ว โยนกระดูกไปด้านหลังทันที แล้วหยิบขาหมูน้ำแดงขึ้นมาแทะ
อาจเพราะเห็นเด็กหนุ่มด้านล่างกินเต็มปากเต็มคำ ความอยากอาหารที่ดียิ่งนั้นจึงทำให้โม่เฉินบนต้นไม้มองเสียจนท้องร้องโครกคราก
เสียงนี้ไม่ได้ดัง แต่ในเวลานี้กลับดังชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อได้ยินถึงหูเฟิ่งจิ่วที่ใต้ต้นไม้ นั่นยิ่งเป็นเสียงดังราวกับฟ้าผ่า เธอตะลึงจนต้องเงยหน้าไปตามสัญชาตญาณ มองไปก็ตกใจจนขาหมูในมือตกลงพื้นทันที เนื้อในปากยังกลืนไม่ลง ทำให้สำลักและไอขึ้นมาทันที
“แค่กๆๆ…”
เธอลุกยืนขึ้นพลางตบๆหน้าอก เดิมคิดจะต่อว่าคนคนนี้ที่ซ่อนอยู่ตรงนั้นอย่างเทพไม่รู้ผีไม่เห็นทำให้คนตกใจ แต่นึกถึงคำพูดที่เธอเอ่ยเมื่อครู่ ทันใดนั้นก็ร้อนเนื้อร้อนตัว ก่อนจะสงบสติอารมณ์ทันที เก็บกดไฟโทสะไว้แล้วฉีกยิ้มให้
“คือว่า…เจ้าก็หิวหรือ? ลงมากินด้วยกันสิ กินด้วยกันเถอะ อาหารข้ามีเยอะนะ!”
โม่เฉินบนต้นไม้เห็นว่าหลังจากเด็กหนุ่มด้านล่างตื่นตกใจก็ยังมีความขุ่นเคือง ตามมาด้วยท่าทางร้อนตัว เขามองแล้วแววตาสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าไม่ลงไปและยังคงนั่งมองเงียบๆ
เห็นเขาไม่สนใจใยดีเธอเลย เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มกระอักกระอ่วน แล้วบอกอีกว่า “เจ้าเป็นนักเรียนสำนักพลังวิญญาณหรือ? พวกเราเคยเจอกันข้างนอกสำนักศึกษาบนต้นไม้และใต้ต้นไม้เหมือนกัน ช่างเป็นพรหมลิขิตจริงๆ!”
ใช่! แต่จะเป็นแค่พรหมลิขิตแน่หรือ? เธอวิ่งมาขโมยของกินถึงที่นี่ นึกไม่ถึงว่าจะถูกคนพบเข้า หนำซ้ำยังเป็นบุรุษเทพจุติที่ชัดเจนว่าพละกำลังเหนือกว่าเธอ เขามาตั้งแต่เมื่อไรยังไม่รู้เลย พอนึกถึงว่าก่อนหน้านี้ตนหยิบอาหารออกมาจากห้วงมิติภายใต้สายตาเขา ก็ร้อนเนื้อร้อนตัวอย่างอดไม่ได้
เขาน่าจะไม่สังเกตเห็นว่าห้วงมิติเธอไม่เหมือนห้วงมิติทั่วไป
เวลาคล้ายจะหยุดลง เฟิ่งจิ่วใต้ต้นไม้ยิ้มจนหน้าแข็งทื่อ ก็ไม่เห็นว่าคนด้านบนจะมีปฏิกิริยาใดๆ กระทั่งหลังจากผ่านไปสักพัก ขณะที่เธอคิดว่าจะกระโจนขึ้นต้นไม้เอาไปยัดเยียดให้เขาเสียหน่อยดีหรือไม่ ก็เห็นเทพจุติชุดขาวบนต้นไม้กระโดดเบาๆ และลงมายืนตรงหน้าเธออย่างมั่นคง
เห็นเช่นนี้ ดวงตาเธอเป็นประกาย รีบลากเขามาตรงพื้นหญ้าข้างๆ อาหารพวกนั้นและกดเขาให้นั่งลง “นั่งๆๆ เจ้านั่งไว้ก็พอ ข้าจะตักน้ำแกงให้เจ้า รสชาติน้ำแกงนี้ดีมาก ข้าได้ยินคนในห้องครัวบอกว่าเตรียมไว้ให้คุณชายโม่เฉินอะไรนั่น ข้าเพิ่งกินไปชามเดียว ไม่เลวเลยจริงๆ”
เธอพูดพลางตักน้ำแกงให้เขาเต็มๆหนึ่งชามอย่างเริงร่า จากนั้นค่อยยกไปตรงหน้าเขาด้วยสองมืออย่างเอาใจใส่ ทว่าเมื่อเทพจุติชุดขาวที่นั่งบนพื้นหญ้าหันหน้ามาเล็กน้อย และเห็นรอยประทับอุ้งมือมันๆ สองรอยบนแขนเสื้อสีขาวบริสุทธิ์ของเขา เธอก็แข็งทื่อทันใด ยิ้มอย่างขออภัยอยู่บ้าง
“นั่น…นี่…ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าแค่ตื่นเต้นเกินไป”
ใช่ ตื่นเต้นเกินไป ถูกพบตอนขโมยของกิน อย่างไรก็ต้องดึงคนคนนี้เข้ามา เช่นนี้ก็เป็นพันธมิตรกันแล้ว เธอไม่เชื่อหรอกว่าหลังจากกินน้ำแกงชามนี้แล้วเขาจะพูดเรื่องที่เจอวันนี้ออกไป
ทว่า เห็นเขาจ้องมองรอยอุ้งมือมันเยิ้มสองรอยนั้นบนแขนเสื้ออยู่เนิ่นนาน ซ้ำยังชำเลืองมองอีกรอยบนไหล่ ในที่สุดเธอก็เอ่ยไปอย่างกลั้นไม่อยู่ “ไม่เช่นนั้นก็เอาแบบนี้แล้วกัน! เจ้ากินน้ำแกงไปก่อน ส่วนเสื้อคลุมตัวนี้เดี๋ยวเจ้าถอดออกมา ข้าจะซักให้สะอาดเลย”
ตอนที่ 652: ผิดพลาด
สิ้นคำพูดนี้ เทพจุติชุดขาวผู้นั้นเงยหน้ามองมาทางเธอ
“เหอะๆ ข้าไม่มีเจตนาอื่น แค่คิดว่ามือข้าทำให้สกปรก จะช่วยเจ้าซักให้สะอาดก็เป็นเรื่องสมควร” เธอยิ้มเจื่อนๆ พร้อมยื่นน้ำแกงที่ถือไว้ไปข้างหน้า แล้วกล่าวด้วยเสียงเบาลง “เจ้ากินน้ำแกงก่อนเถอะ! น้ำแกงนี้เย็นแล้วไม่อร่อยหรอก”
โม่เฉินมองเธออย่างแฝงความนัย ถึงค่อยยื่นแขนเรียวยาวขาวเนียนออกไปรับน้ำแกงชามนั้นมากิน
เห็นเช่นนี้ ใจเฟิ่งจิ่วที่เคยหวั่นๆ ในที่สุดก็ปล่อยวางลง แล้วลอบถอนหายใจเบาๆ เธอนั่งขัดสมาธิข้างกายเขา ท่าทางคึกคักขึ้นมา ก่อนจะดึงน่องไก่วิญญาณอีกข้างหนึ่งยื่นให้เขา “มาๆ กินสิ มีเยอะแยะเลย!”
โม่เฉินมองมือหนุ่มน้อยที่ถือน่องไก่ไว้ เนิ่นนานไม่ยื่นมือไปรับ ในประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาไม่เคยกินอาหารโดยใช้มือถือกินตรงๆ ความรู้สึกเช่นนี้ไม่รู้จะพูดอย่างไร
เฟิ่งจิ่วเห็นก็รู้ความคิดเขา ยิ่งเห็นท่าทางปานเทพจุติยิ่งรู้ว่าไม่เคยลองวิธีกินเช่นนี้ ดังนั้นจึงยิ้มเอ่ย “กินเนื้อชิ้นใหญ่เช่นนี้รสชาติยิ่งโอชา เป็นความรู้สึกที่ต่างจากการใช้ตะเกียบกินอาหารแน่นอน เจ้าลองแล้วจะรู้”
เห็นเช่นนี้ โม่เฉินลังเลสักพัก ยังคงยื่นมือไปรับ แต่เขาไม่ได้กินคำโตเหมือนเฟิ่งจิ่ว แต่ฉีกชิ้นเล็กกินอย่างเชื่องช้า
เฟิ่งจิ่วหัวเราะเสียงดังลั่น หยิบตะเกียบวางลงตรงหน้าเขา เดี๋ยวเขาจะได้คีบอาหารกิน ส่วนตัวเองลงมือฉีกเนื้อชิ้นหนึ่งกินอย่างไม่เกรงใจ ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง อาหารที่เรียงรายบนพื้นหญ้าก็เหลือแต่ความเลอะเทอะ
โม่เฉินเห็นดังนั้นก็รู้สึกเสียมารยาทเล็กน้อย ถึงอย่างไรปกติเขาจะไม่ทำให้โต๊ะกลายเป็นเช่นนี้ แม้ที่นี่จะเรียกว่าเป็นโต๊ะไม่ได้ แต่ยังคงรู้สึกว่าเสียความสง่างาม ทว่าเมื่อเห็นหนุ่มน้อยคนนั้นขุดหลุมฝังของพวกนั้นลงไปอยู่ข้างๆ ก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
“ข้างหน้ามีลำธารเล็กๆ พวกเราไปล้างมือที่นั่นเถอะ!” หลังจากเฟิ่งจิ่วฝังของจำพวกกระดูกกับจานลงดิน ก็ปัดๆมือพลางเรียกเขาเดินไปยังลำธารที่อยู่ไม่ไกล
ตรงลำธาร เธอล้างมือล้างหน้า ขณะกำลังคิดจะหาที่นอนพักผ่อนสักเดี๋ยว ก็เห็นชุดคลุมตัวหนึ่งยื่นมาตรงหน้า
“ซักให้สะอาด”
น้ำเสียงอ่อนโยนแผ่วเบาราวสายน้ำบนภูเขาสูง ทั้งใสและเสนาะหู
เธอหันหน้าไปเล็กน้อย ชะโงกหน้าออกจากเสื้อคลุมที่ขวางอยู่ตรงหน้า และมองชายคนนี้ที่ยืนอยู่พร้อมยื่นเสื้อคลุมมาให้ ยามนี้บนร่างเขาสวมเพียงชุดซับใน กำลังก้มมองเธอด้วยท่าทีเย็นชา
“อ้อ ได้” เธอขานรับ หลังจากรับมาก็เริ่มซักในลำธาร แต่ไม่ซักยังดีกว่า พอซักไปแล้ว…
หน้าผากเฟิ่งจิ่วมีเหงื่อไหล มองเสื้อคลุมที่ยิ่งซักยิ่งสกปรกโดยไม่กล้าหันกลับไป
ด้านหลังเธอไม่ไกล โม่เฉินมองแผ่นหลังเฟิ่งจิ่วด้วยสีหน้าเฉยชา แล้วมองท้องฟ้าที่พระอาทิตย์คล้อยลง เนิ่นนานหลังจากนั้น ได้ยินเพียงเสียงผ้าฉีกขาดแว่วมา เขาจึงคืนสติและมองไปทางหนุ่มน้อยคนนั้น จึงเห็นอีกฝ่ายถือชุดคลุมเหม่อลอยอย่างนิ่งอึ้ง
เขาลุกขึ้นเดินไปดู พอมองไปหนังตาก็กระตุกเล็กน้อย
เพียงเห็นว่ารอยอุ้งมือมันๆ บนชุดคลุมไหมสวรรค์ตัวนั้นถูกซักจนจางลง แต่หลังจากจางไปมันกลับเปลี่ยนสภาพทำให้บนชุดสีขาวมีรอยดำผืนใหญ่ ไม่รู้ว่าหนุ่มน้อยคนนี้ซักอย่างไรกันแน่ ถึงซักเสื้อคลุมไหมสวรรค์ตัวนั้นจนขาดได้ ยามมองรูนั้นบนเสื้อคลุม เขารู้สึกแต่ว่าหมดคำจะพูด
ตอนที่ 653: เดินตามท้าย
“นี่…” เฟิ่งจิ่วมองเขาอย่างขออภัยไปบ้าง “เช่นนั้น ข้าจะชดเชยให้เจ้าทีหลังแล้วกัน!”
“เจ้าชดใช้ไม่ไหวหรอก มันทอมาจากไหมสวรรค์ที่ปล่อยเส้นไหมสามปีครั้ง”
ได้ยินเช่นนี้มุมปากเฟิ่งจิ่วกระตุก เห็นท่าทางเขาสงบนิ่ง จึงเอ่ยถามหน้าเจื่อน “ชะ เช่นนั้นจะทำอย่างไร? ก็ของมันเสียไปแล้ว”
“เจ้าบอกว่าเจ้าอยู่สำนักยาเซียน” เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้า น้ำเสียงใจเย็น
“เหอะ… ใช่ ข้าเพิ่งเข้ามายังกลั่นยาเซียนไม่เป็น” เธอรีบบอก กลัวอีกฝ่ายนึกว่าเธออยู่สำนักยาเซียน ดังนั้นจึงจะให้เธอช่วยกลั่นยาเซียน
โม่เฉินชายตามองเฟิ่งจิ่ว พอสะบัดมือกระดาษแผ่นหนึ่งก็แผ่หราอยู่บนมือ “ช่วยข้าตามหายาทิพย์ห้าอย่างในนี้”
เฟิ่งจิ่วไม่รับแต่ขมวดคิ้ว บอกว่า “เจ้าต้องการยาทิพย์ไปแลกเอาไม่ได้หรือ? สถานที่เช่นภูเขาลึกป่าทึบนี้ข้าจะไปหายาทิพย์ที่ไหนให้เจ้า! ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังมีเรื่องต้องทำ! แม้เสื้อผ้าเจ้ามีค่าก็เป็นแค่เสื้อผ้า อย่างมากข้าจะชดใช้ให้เจ้าทีหลังสิบชุดยังได้เลยกระมัง? ไหมสวรรค์คงไม่ล้ำค่ามากไปกว่าไหมน้ำแข็ง เดี๋ยวข้าออกจากสำนักศึกษาก็มีวิธีช่วยเจ้าเอามาเอง”
“ของพวกนี้ข้าต้องการแบบสดใหม่ ที่จุดแลกเปลี่ยนไม่มีหรอก”
ได้ยินเช่นนี้เธอก็มองเขา ในใจนึกสงสัย สดใหม่หรือ?
เธอยื่นมือไปรับมากวาดดูยาทิพย์ในนั้น เมื่อเห็นยาทิพย์ห้าอย่างนั้นก็ถลึงตาขึ้นทันใด กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ทั้งหมดนี้เป็นยาทิพย์ระดับสามขึ้นไป ที่นี่มียาทิพย์ระดับสามด้วยหรือ? ต่อให้มีอยากจะหาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย! อสรพิษวิญญาณสีน้ำเงินเป็นงูพิษระดับเก้า ตัวมันใหญ่เท่าแค่ตะเกียบ ความเร็วเอาสายฟ้ามาเทียบยังไม่ถือว่าเกินไป เจ้าต้องการนำเกล็ดสีน้ำเงินบนตัวมันมาทำยา? จะทำได้อย่างไรเล่า?”
“ยังมีเลือดกวางคู่ทรัพย์ สิ่งนี้มีค่าแค่ไหนเจ้ารู้หรือเปล่า? เลือดกวางเชียวนะ! เจ้าเอาเลือดข้าไปยังดีกว่า! ซักเสื้อผ้าเจ้าขาดแล้วต้องหาของบ้าๆพวกนี้ให้เจ้า หากหาของพวกนี้พบข้าคงเก็บไว้เอง ต้องให้เจ้าด้วยหรือ?” เธอมองเขาราวกับมองคนโง่ ขยำกระดาษนั้นเป็นก้อนและยัดกลับ.อกเสื้อเขา
“ข้าคร้านจะสนใจเจ้า น้ำแกงเจ้าก็กินไปแล้ว เนื้อเจ้าก็กินไปแล้ว จึงถือว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดการขโมยอาหาร ข้าไม่กลัวเจ้าไปฟ้องหรอก” เธอแค่นเสียงหยัน แล้วเดินกร่างผ่านข้างกายเขาไป
“โอกาสหน้าคงได้พบกันอีก!”
น้ำเสียงเริงร่าลอยมาไกลๆ ก็เห็นเฟิ่งจิ่วเรียกพลังยกแขนพุ่งไปยังเทือกเขาหมื่นอสูร โดยไม่สนใจว่าตอนนี้ท้องฟ้ามืดลงแล้ว…
โม่เฉินมองร่างหนุ่มน้อยคนนั้นมุ่งไปยังเทือกเขาหมื่นอสูร แววตาฉายประกายเล็กน้อย อันที่จริงเขาให้หนุ่มน้อยช่วยเก็บสมุนไพรพวกนั้น แค่คิดว่าหลังจากตนเองหาพบจะให้หนุ่มน้อยช่วยเก็บ คล้ายกับเป็นผู้ช่วย แต่ยังพูดไม่ทันจบความรู้ของหนุ่มน้อยกลับทำให้เขาประหลาดใจมาก
ยามนี้เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นพุ่งไปยังเทือกเขาหมื่นอสูรราวกับสายลม นึกถึงว่าก่อนหน้านี้เขาบอกยังมีเรื่องต้องทำ คงจะไปที่เทือกเขาหมื่นอสูร ในเมื่อเป็นเช่นนี้…
เขาชำเลืองมองเสื้อคลุมที่ถูกโยนลงบนพื้น แล้วดึงสายตากลับมา จากนั้นค่อยสาวก้าวตามหลังหนุ่มน้อยคนนั้นไปยังเทือกเขาหมื่นอสูร
เฟิ่งจิ่วที่เดินทางอาศัยความมืดหลังจากเดินไปได้ระยะหนึ่งก็หันกลับไปมอง และใช้ดวงจิตค้นหาอย่างละเอียด มั่นใจว่าชายชุดขาวคนนั้นไม่ตามมาแล้ว ถึงจะฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ฝีเท้าเธอไม่หยุด ขณะที่เคลื่อนไหวความเร็วของย่างก้าวอันแปลกประหลาดช่างว่องไว
ร่างสีขาวค่อยๆเดินออกมาจากหลังต้นไม้ มองฝีเท้าและความเร็วแปลกประหลาดของหนุ่มน้อยคนนั้น ในดวงตาเขาฉายแววแปลกๆ แล้วตามไปเงียบๆ
ตอนที่ 654: โม่เฉินผู้เย่อหยิ่งเย็นชาน่ารัก
แสงอาทิตย์แรกยามเช้าตรู่ส่องผ่านใบไม้ตรงตามเวลา เฟิ่งจิ่วที่เอนหลังนอนบนต้นไม้กำลังพลิกตัวอย่างเกียจคร้าน ทว่าเมื่อนึกถึงสถานที่ที่อยู่ตอนนี้ ถึงค่อยขยี้ตาหาวหวอดอย่างนิ่งไว้ไม่ไหวติง
“อากาศในป่าช่างดีจริงๆ!”
เธอหยีตาฟังเสียงลมเย็นยามเช้าพัดผ่านใบไม้ นกบนต้นไม้ร้องเจื้อยแจ้ว อารมณ์ไม่อาจผ่อนคลาย เพียงรู้สึกปล่อยวางเป็นอิสระ ในเวลานี้เองเมื่อหางตาเหลือบเห็นคนคนนั้นนั่งพิงบนกิ่งไม้ข้างกัน และกำลังมองเธออยู่เงียบๆ ทันใดนั้นก็ตกใจเสียจนแทบจะหัวทิ่มลงพื้น
เธอเกาะค้ำกิ่งไม้ไว้ พลางตบๆอกมองเขาอย่างขุ่นเคือง “ทำไมเจ้ายังตามมาอีก? ไม่ส่งเสียงอะไรบ้างเล่า? ไม่รู้หรือว่าคนจะตกใจตายได้?” เช้าตรู่เช่นนี้นึกไม่ถึงว่าจะลืมตามาเห็นผู้ชายคนนี้
ยามนี้ในสายตาเธอคนคนนี้ไม่ใช่เทพจุติที่เจอกันตอนแรก แค่รู้สึกคล้ายกับวิญญาณที่มักจะปรากฏตัวข้างกายอย่างเทพไม่รู้ผีไม่เห็น นี่มันตั้งกี่ครั้งแล้ว?
“ข้าต้องการให้เจ้าช่วย”
โม่เฉินเอ่ยเสียงค่อย สายตาหยุดลงในป่า “ที่นี่มียาทิพย์ห้าอย่างที่ข้าต้องการ”
“อย่ามาล้อเล่นน่า กำลังเจ้าอยู่เหนือกว่าข้า ไหนเลยต้องให้ข้าช่วยอะไรด้วย?” เฟิ่งจิ่วโบกๆมือ “ยาทิพย์ห้าอย่างนั้นทั้งหมดมีสี่อย่างต้องเก็บจากร่างสัตว์วิญญาณ เจ้าต้องไปจัดการเอง อย่าดึงข้าไปเกี่ยว ข้าไม่คิดจะชดใช้ด้วยชีวิตของข้า!”
โม่เฉินมองนาง บอกว่า “เจ้าไม่ต้องจับ แค่ต้องช่วยข้าเก็บ เป็นผู้ช่วย”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็ตกใจเล็กน้อย มองเขาแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยถาม “เจ้าเป็นนักเรียนสำนักพลังวิญญาณสินะ? นักเรียนสำนักพลังวิญญาณทำอะไรถึงต้องตามหาสมุนไพรพวกนั้น? หรือว่าเป็นสำนักยา? ไม่ใช่สิ บนตัวเจ้าไม่มีกลิ่นยา เป็นคนสำนักไหนกันแน่?”
โม่เฉินมองเฟิ่งจิ่ว ไม่ตอบคำถามแต่เอ่ยว่า “เจ้าซักชุดไหมสวรรค์ข้าขาด”
ได้ยินคำพูดนี้มุมปากเฟิ่งจิ่วกระตุก พร้อมหันหน้าหนีอย่างหมดคำพูด ทันใดนั้นเธอก็พบว่าชายชุดขาวคนนี้ช่างเหมือนเทพจุติจริงๆ และสง่างามไม่ธรรมดา แค่ซักเสื้อผ้าเขาขาดไม่ใช่หรือ? ต้องกล่าวโทษซ้ำๆเช่นนี้เลย?
“เอาละ เอาละ ข้าไม่ถามแล้วตกลงไหม? เจ้าพูดแล้วนะว่าจะไปจับเอง ข้าแค่รับผิดชอบเป็นผู้ช่วยให้เจ้า ข้ายังมีเรื่องของตนเองต้องทำ! ไม่มีธุระก็อย่ามารบกวนข้า” เธอพูดพลางเบ้ปาก กระโดดเบาๆลงพื้นอย่างมั่นคง แล้วมองสิ่งแวดล้อมรอบข้าง จากนั้นค่อยนั่งลงบนพื้นและหยิบสมุนไหรออกมาเริ่มบด
ไปตามหาอสูรเพลิงเขาเดียวทั่วป่านั้นยุ่งยากเกินไป หากทำให้พวกมันมาหาเธออย่างว่าง่าย เช่นนั้นการเก็บมณีเพลิงคงง่ายขึ้นเยอะ
เห็นหนุ่มน้อยนั่งบดสมุนไพรบนพื้น เขาผงะไปนิดแล้วจึงถามว่า “เจ้าต้องการเวลาเท่าไร?”
“ครึ่งชั่วยาม” เธอพูดโดยไม่เงยหน้า
“ผ่านไปครึ่งชั่วยามค่อยตามข้าเข้ามาใจกลางเทือกเขาหมื่นอสูร” สมุนไพรพวกนั้นที่เขาต้องหาล้วนอยู่ใจกลางนั้น รอบนอกนี้ไม่มีหรอก
“รู้แล้ว รู้แล้ว ข้าก็ต้องไปที่นั่น” เธอพูดพลางจัดการสมุนไพรบนมืออย่างรวดเร็ว
ประมาณครึ่งชั่วยามผงยาเต็มๆสองขวดก็ถูกเก็บเข้าแขนเสื้อ ถึงจะลุกขึ้นยืนตบๆเสื้อคลุม บอกคนที่ยืนมองอยู่ข้างๆตลอดว่า “ไปเถอะ!”
โม่เฉินเห็นเขาจัดการเรื่องในมือเรียบร้อยแล้ว ซ้ำยังได้ยินคำพูดเขา จึงสาวก้าวเดินไปข้างหน้า ทว่าฝีเท้าเพิ่งออกก้าวก็โดนหนุ่มน้อยดึงแขนเสื้อไว้
เขาหันกลับไปมอง สิ่งแรกที่มองไม่ใช่ใบหน้าเด็กหนุ่ม แต่เป็นมือที่คว้าแขนเสื้อเขา
“วางใจเถอะ มือข้าสะอาดแล้วน่า!” เฟิ่งจิ่วกลอกตามอง บอกว่า “เจ้าคงไม่คิดจะเดินเข้าไปกระมัง? ขี่กระบี่ไม่เป็นหรือ?”
ตอนที่ 655: หรือว่าเป็นอาจารย์?
โม่เฉินมองหนุ่มน้อยเหมือนจะคิดอะไรได้ จึงสะบัดแขนเสื้อ ขลุ่ยไม้ไผ่สีเขียวเข้มพร้อมด้วยพู่หยกเขียวปรากฏเบื้องหน้าเขา ปลายเท้าเขาเขย่งกระโดดขึ้นไป ตอนกำลังจะเรียกเด็กหนุ่มขึ้นมาก็เห็นเขาจ้องมองขลุ่ยสีเขียวเข้มใต้เท้าที่ยืนอยู่ด้วยดวงตาเป็นประกาย ซ้ำยังยื่นมือไปแตะพู่ตรงปลายขลุ่ย
“ขลุ่ยนี้สวยจริงๆ เป็นขลุ่ยไผ่ใช่ไหม? ผ่านการสกัดมาหรือ? แล้วไม้ไผ่นี้ได้มาจากไหน? สีเขียวนี้เขียวสะดุดตาจริงๆ!”
สายตาเฟิ่งจิ่วหยุดอยู่บนขลุ่ยนั้นไม่อาจละสายตา ขลุ่ยนั้นเปลี่ยนจากเล็กเป็นใหญ่ บนตัวขลุ่ยเผยกลิ่นอายพลังวิญญาณ แม้ชายชุดขาวจะเหยียบอยู่ด้านบนแต่ไม่ได้เหยียบถึงตัวขลุ่ย ซ้ำพู่ตรงปลายขลุ่ยนั้นยังพลิ้วไหวเบาๆ ช่างงดงามจริงๆ
โม่เฉินกำลังจะเรียกเขาขึ้นมาก็เห็นว่าขลุ่ยมันสั่นๆ เด็กหนุ่มคนนั้นกระโดดขึ้นมาแล้ว มือหนึ่งยังเกาะบนไหล่เขา
“ปล่อย”
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ที่ผ่านมาไม่ชอบให้ใครแตะ กลับถูกเด็กหนุ่มถูกเนื้อต้องตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ไม่มีความรู้สึกรังเกียจแต่ในใจยังคงไม่ชอบ โดยเฉพาะที่เด็กหนุ่มยังทำเสื้อคลุมเขาขาด
“ปล่อยได้อย่างไรเล่า? ปล่อยแล้วข้าตกลงไปจะทำเช่นไร? ข้าบินไม่ได้หรอกนะ” เฟิ่งจิ่วบอกพลางจ้องมองขลุ่ยใต้เท้า คิดว่าหากตนเองมีของแบบนี้แขวนไว้ตรงเอวบ้างก็ไม่เลว
โม่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ชะงักไปสักพัก แล้วบอกว่า “จับชายเสื้อ” กล่าวจบก็เห็นหนุ่มน้อยคว้าแขนเสื้อเขาไว้ในมือแน่น ดวงตาคู่นั้นยังนิ่งจ้องมองไผ่สีเขียวเข้มใต้เท้า
เขาเห็นเช่นนี้จึงไม่พูดอะไรมากอีก ก่อนจะใช้พลังวิญญาณคุมขลุ่ยที่เหยียบไว้ใต้เท้ามุ่งไปยังใจกลางเทือกเขาหมื่นอสูรทันที…
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเหยียบพาหนะเหาะเหินโผบินไปบนอากาศเช่นนี้ สายลมโหยหวนพัดผ่านจากใบหน้า ไม่มีกระแสลมก่อตัวเป็นเกราะกำบังเหมือนเรือเหาะ หนำซ้ำยืนอยู่บนนี้ยังต้องกังวลถึงความเป็นไปได้ที่เท้าจะลื่นตกลงไปจากกลางเวหา แต่ไม่ยอมรับไม่ได้ว่าความรู้สึกเช่นนี้ช่างทำให้คนตื่นเต้นจริงๆ
“เจ้ามาตามหาอะไรที่นี่?”
เฟิ่งจิ่วที่กำลังคิดเรื่องอื่นพลันได้ยินชายชุดขาวตรงหน้าถามเธอ จึงบอกว่า “มาเก็บมณีเพลิงจากอสูรเพลิงเขาเดียวไปรับคะแนนคุณงามความดี” สิ้นเสียงเธอยังเอ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง “เจ้าจะเอาสมุนไพรพวกนั้นไปทำอะไร? เจ้าเป็นนักเรียนสำนักยาหรือ? หรือว่าสำนักพลังวิญญาณ?”
สำหรับเรื่องนี้เธอสงสัยอย่างมาก
คนเบื้องหน้าไม่พูดไม่จาคล้ายว่าไม่ได้ยิน พลางมองไปตรงหน้าด้วยท่าทีสบายๆ กระทั่งเมื่อมาถึงใจกลางเทือกเขาวงแหวนล้อมรอบ ถึงจะร่อนลงจากกลางอากาศ
เฟิ่งจิ่วกระโดดลงบนพื้น เห็นเขาเก็บขลุ่ยนั้นไป จึงมองๆตรงเอวเขาทันใด นี่เก็บเข้าห้วงมิติแล้วหรือ?
ขณะกำลังคิดก็เห็นมือหนึ่งเขาจับข้อนิ้วแล้ววางเขตอาคมไว้ เห็นมือข้างที่โผล่ออกมาของเขาดวงตาเธอก็หดลงเล็กน้อย
เขาไม่ใช่นักเรียน!
แม้นักเรียนสำนักศึกษาหมอกดาราจะโดดเด่น ก็ไม่น่าจับข้อนิ้วร่ายคาถาวางเขตอาคมออกมาได้
“ที่นี่จะปกป้องเจ้าให้ปลอดภัย หากพบเจออันตรายก็เข้ามา สัตว์วิญญาณกับสัตว์ร้ายที่นี่ล้วนไม่อาจเข้าเขตอาคมนี้ได้” หลังจากทิ้งคำพูดไว้เขาก็เขย่งปลายเท้า และหายไปต่อหน้าเฟิ่งจิ่ว
“เฮ้…” เฟิ่งจิ่วตะโกน กลับเห็นคนคนนั้นเข้าไปในป่าลึก พริบตาเดียวก็ไม่เห็นร่องรอยแล้ว
“หรือว่าเป็นอาจารย์? สำนักศึกษาแห่งนี้มีอาจารย์อายุน้อยเช่นนี้ด้วยหรือ?” เธอพึมพำและไม่ไปสนใจอีก แต่เดินออกจากเขตอาคมไปเตรียมแผนการวางกับดัก
ทว่าเมื่อเดินออกจากเขตอาคม ท่ามกลางใบไม้อุดมสมบูรณ์ ดวงตาดุร้ายกระหายเลือดแต่ละคู่ยืนจ้องมองมา ขณะที่เธอออกจากเขตอาคมนั้นไปประมาณสิบเมตร ตรงมุมมืดพลันมีร่างมากมายพุ่งออกมา…
ตอนที่ 656: ราชาอสูรพิภพระดับเก้า
“กรร!”
เสียงคำรามเบาๆลอยมา ร่างหนึ่งในนั้นพุ่งไปทางเฟิ่งจิ่ว กรงเล็บแหลมคมวาดกระแสลมไปกลางอากาศ เฟิ่งจิ่วที่หันหลังรู้สึกถึงอันตรายด้านหลังจึงหลบถอยไปข้างๆ ทันทีและหันกลับไปอย่างรวดเร็ว มองไปก็หัวเราะขึ้นมาเบาๆ
“ข้าคิดอยู่ว่าคืออะไร! ที่แท้เป็นราชาอสูรพิภพระดับเก้านี่เอง!”
เธอยิ้มน้อยๆ สายตามองผ่านราชาอสูรพิภพหกตนที่ล้อมเข้ามาหาเธอ สัตว์พวกนี้รูปร่างคล้ายสุนัข กลับมีเขาเช่นวัว ฟันแหลมคมราวกับหมาป่า บนตัวยังมีเกล็ดสีดำเหมือนเกล็ดปลา สัตว์พวกนี้สูงประมาณหนึ่งเมตรกว่า ยามนี้กำลังเขม็งมองเธอ ซ้ำยังแยกเขี้ยวน้ำลายไหล
เวลาต่อมา ราชาอสูรพิภพสองตนด้านหลังก็กระโจนเข้ามาทันที ปากใหญ่อ้าออกเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมกัดมายังลำคอ ทันใดนั้นเธอหยิบกริชจากในรองเท้าออกมาพลางเขย่งปลายเท้ากระโดดไปบนหลังตัวหนึ่งในนั้น ส่งกลิ่นอายพลังเร้นลับสู่กริชในมือ แล้วแทงเข้ากลางเหนือหัวซึ่งเป็นจุดตายที่สุดของราชาอสูรพิภพอย่างแรง
“สวบ!”
“กรร!”
เสียงใบมีดคมที่แทงลงไปดังมาพร้อมกลิ่นอายรุนแรง เพียงเห็นราชาอสูรพิภพตนนั้นหอนเบาๆ และนอนลงไปเสียงดังตุบทันทีในตอนที่เฟิ่งจิ่วดึงกริชออกจนเลือดสาดกระเซ็น
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งพลันกระจายไปในอากาศ เธอมองราชาอสูรพิภพตนนั้น หลังจากชักดิ้นชักงอบนพื้นไปสักพักก็สิ้นลมหายใจ ดวงตาอสูรอีกห้าตนที่เหลือต่างแดงฉาน ก่อนจะเห่าหอนพร้อมพุ่งไปทางเฟิ่งจิ่วอีกครั้ง
ราชาอสูรพิภพระดับเก้าห้าตนนั้นแผ่แรงกดดันออกมา กลิ่นอายในอากาศยิ่งหนาแน่นขึ้น กระแสลมโหยหวนรุนแรงดั่งมีด ไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกตนระดับบรรพชนนักรบเลยสักนิด หากพบนักเรียนคนอื่นถูกราชาอสูรพิภพระดับเก้าห้าหกตนล้อมโจมตี เดาว่าคงทนไม่ไหวไปตั้งนานแล้ว
แต่เฟิ่งจิ่วกลับอาศัยท่ากายและความเร็วแปลกๆ จัดการอยู่ในวงพวกมัน แค่ลงมือก็คร่าชีวิตได้ในเสี้ยววินาที ด้วยกำลังเธอจึงไม่ได้ยากเลยที่จะต่อกรกับราชาอสูรพิภพระดับเก้า
ทว่าราชาอสูรพิภพพวกนี้เห็นได้ชัดว่าแสนรู้นัก หลังจากอีกสี่ตัวถูกฆ่าตายเธอก็กระโดดขึ้นหลังอีกตัว มือหนึ่งจับเขาบนหัวมันไว้ อีกมือตวัดกริชกำลังจะแทง กลับเห็นว่าเขาของราชาอสูรพิภพตนที่พุ่งชนเข้ามากะทันหันอย่างไม่คิดชีวิตกรีดมือเธอบาดเจ็บ กริชในมือร่วงลงพื้นตามไป
เพราะถูกชนร่างจึงลื่นหล่นจากหลังอสูร และในเวลานี้ ราชาอสูรพิภพตนนั้นก็วิ่งพล่านขึ้นมา บ้างวิ่งบ้างเหวี่ยงสะบัดชนเสียวุ่นวาย คล้ายว่าคิดจะใช้แรงพุ่งชนเธอให้ตาย ไม่เพียงเท่านี้อสูรตัวด้านหลังยังไล่ตามเข้ามาชนอีก
ทันใดนั้นเธอก็ทำอะไรไม่ถูก คิดจะถอนตัวยิ่งไม่มีทาง จึงทำได้เพียงจับเขาอสูรไว้แน่นและพยายามหยิบกริชออกมาอีก แต่ระหว่างที่ควบตะบึงก็ชนต้นไม้มั่วซั่ว ทำให้เธอไม่มีโอกาสจะประคับประคองตัวเลย ร่างกายที่ลื่นไปอีกข้างเล็กน้อย เธอยิ่งต้องยื่นมืออีกข้างออกไปจับเขาอสูรไว้แน่นๆ ถึงจะไม่โดนเหวี่ยงจนร่วง
“บ้าเอ๊ย!”
กิ่งไม้วาดผ่านร่างไป ทำให้ชุดสีฟ้าบนร่างขาดหลุดลุ่ย ความเจ็บปวดร้อนผ่าวถาโถมเข้ามา ขณะที่ผิวหนังมีเลือดไหล
ความเร็วในการวิ่งของราชาอสูรพิภพว่องไวยิ่งนัก มันอาละวาดพุ่งชนเพียงเพื่อสะบัดเธอออก หลังจากถูกราชาอสูรพิภพพาพุ่งออกจากป่าทึบ ข้างหูก็ได้ยินเสียงสายน้ำไหลแรงลอยมาจากที่ไม่ไกลรางๆ จึงเงยหน้ามองไป และตกใจโดยฉับพลัน
“บ้าเอ๊ย! รีบหยุดสิ!”
ตรงหน้าคือกระแสน้ำเชี่ยวกราก กระแสน้ำที่คลื่นเต็มไปด้วยโคลนขุ่นมองไม่เห็นก้นบึ้ง หากหัวทิ่มลงไปล่ะก็…
เธอตัดสินใจทันควัน กระโดดลงจากหลังราชาอสูรพิภพโดยต้องไม่คิด ทว่าในเวลานี้เอง ขณะที่เธอกระโดดลงมาราชาอสูรพิภพตนนั้นที่ตามท้ายมาตลอดก็พุ่งชนจากด้านหลังอย่างโหดเหี้ยม ทำให้เธอตกลงไปยังกระแสน้ำเชี่ยวเบื้องหน้า…
ตอนที่ 657: ให้เจ้า
เฟิ่งจิ่วใจหายวาบ รู้สึกว่าร่างกายตนเองลอยละลิ่วพุ่งไปข้างหน้าด้วยแรงพุ่งชนและแรงเฉื่อยมหาศาลจากด้านหลัง แม้เธออยากประคองดึงร่างกลับยังทำไม่ได้ ในเวลานี้จึงเห็นตนเองหัวทิ่มลงกลางกระแสน้ำเชี่ยว โดยที่เธอไม่แม้แต่จะตะโกนออกมาได้
ในห้วงความคิดกำลังวางแผน ว่าพอร่วงลงน้ำเธอต้องเข้าห้วงมิติไปทันที เป็นเช่นนี้อย่างไรก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้ ทว่าความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นเมื่อครู่ ก็เห็นร่างสีขาวลอยมากลางอากาศ และยกคอเสื้อดึงเธอกลับมายังริมน้ำ
ทันใดนั้นเธอเพียงรู้สึกว่าหัวสมองมึนงงไปบ้าง ผ่านไปสักพักถึงจะได้สติกลับมา เห็นคนตรงหน้าสะบัดแขนเสื้อ และกลิ่นอายพลังวิญญาณที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็กวัดแกว่งออกมา พัดราชาอสูรพิภพสองตนนั้นที่กำลังจะวิ่งหนีเหวี่ยงตกลงกลางกระแสน้ำ
“กรร…”
เสียงร้องตื่นตกใจดังขึ้น และพลันถูกจมไปใต้น้ำ เธอมองไปทางกระแสน้ำเชี่ยวกราก ได้ยินเพียงเสียงน้ำไหลหลากกลืนกินราชาอสูรพิภพสองตนนั้น
“แม้แต่ราชาอสูรพิภพระดับเก้ายังกล้าไปยุ่ง เจ้าอยากตายนักหรือ?”
ในดวงตาโม่เฉินมีความโกรธเคือง หากตนเองไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวและรีบกลับมา หนุ่มน้อยคนนี้ก็ต้องตายอยู่ที่นี่!
เฟิ่งจิ่วลูบๆจมูก บอกว่า “ข้าไม่ได้ไปยุ่ง พวกมันวิ่งมาล้อมโจมตีข้า ตอนนั้นข้าวิ่งเข้าเขตอาคมไม่ได้ด้วยซ้ำ!” นึกไม่ถึงว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้ อสูรศักดิ์สิทธิ์ล้วนไม่อยู่ในสายตาเธอ ใครจะรู้ว่ากลับเกือบตกอยู่ในเงื้อมมือสัตว์วิญญาณระดับเก้าสองสามตน พูดออกมาก็ขายหน้าแย่
โม่เฉินกวาดมองเด็กหนุ่มคนนั้นอย่างเย็นชา สะบัดแขนเสื้อ แล้วหมุนตัวเดินกลับไป
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนี้จึงถอนหายใจเบาๆ ได้แต่ตามหลังเขาไปอย่างว่าง่าย บอกว่า “ขอบคุณที่ช่วยข้า”
คนตรงหน้าไม่พูดอะไรสักคำ พลางสาวก้าวเดินต่อไป
เฟิ่งจิ่ววิ่งตามไปข้างกายเขา ถามว่า “เจ้าไปจับสัตว์อะไรพวกนั้นไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงได้ยินการเคลื่อนไหวทางนี้ได้? เจ้าเป็นอาจารย์สินะ? อาจารย์สำนักพลังวิญญาณหรือ?”
โม่เฉินไม่พูดไม่จาไปตลอดทางที่เดินกลับมาตรงเขตอาคม ทว่าเมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณทั้งสี่ของราชาอสูรพิภพระดับเก้าหน้าเขตอาคม แววตาก็ฉายประกายทันควัน มองไปทางหนุ่มน้อยข้างกาย “เจ้าเป็นคนฆ่าทั้งหมดหรือ?”
เธอเกาศีรษะมองซ้ายมองขวา ถามว่า “ที่นี่มีคนอื่นด้วยหรือ?”
โม่เฉินมองลึกที่เขา หนึ่งมีดสังหารเข้ากลางจุดตาย รอยมีดเรียบร้อยมั่นคง เห็นได้ถึงความเร็วที่ว่องไวนัก สำหรับการควบคุมพลังเร้นลับยิ่งละเอียดมาก มิเช่นนั้นคงทำแบบนี้ไม่ได้
หนุ่มน้อยคนนี้สร้างความประหลาดใจให้เขาทุกครั้งเลยจริงๆ
“เจ้าเข้าเขตอาคมไปจัดการบาดแผลบนร่างเสีย อย่าเดินเพ่นพ่าน” เขาทิ้งคำพูดไว้ แล้วมองเฟิ่งจิ่วเดินเข้าเขตอาคม ถึงจะออกไปอีกครั้ง
เฟิ่งจิ่วพันแผลที่ถูกกิ่งไม้ข่วนอย่างลวกๆ เห็นเขาจากไปก็มองโดยรอบ เดินออกมาจากเขตอาคม ลากราชาอสูรพิภพพวกนั้นเข้ามาด้านใน และเริ่มลอกหนังส่วนที่ใช้ได้ออกมา หลังจากจัดการร่างพวกราชาอสูรพิภพ ก็เห็นชายชุดขาวคนนั้นกลับมาอีกครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้เธอคาดไม่ถึงคือเขาจับอสูรเพลิงเขาเดียวสองตนกลับมาให้เธอด้วย
“ข้าให้เจ้า” เขาทิ้งคำพูดพร้อมวางเขตอาคมล้อมอสูรเพลิงเขาเดียวสองตนนั้นไว้ แล้วหมุนตัวจากไป
เฟิ่งจิ่วกะพริบตาปริบๆอย่างตกตะลึง มองอสูรเพลิงเขาเดียวสองตนนั้นที่โดนขังในเขตอาคมออกไปไหนไม่ได้ แล้วมองร่างสีขาวนั้นที่หันตัวจากไป ทันใดนั้นก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
เธอมายังอีกเขตอาคมหนึ่งและใช้กริชแกะมณีเพลิงสองชิ้นออกมา มองอสูรเพลิงสองตนด้านในเขตอาคม แววตาฉายประกาย แล้วความคิดอันหาญกล้าก็ผุดขึ้นในหัวใจทันที
ตอนที่ 658: กลั่นมณีเพลิง
อสูรเพลิงเขาเดียวมีธาตุเป็นไฟ ด้วยเหตุนี้ทุกหนึ่งปีจึงกลั่นมณีเพลิงออกมาได้ แต่มณีเพลิงที่ถูกกลั่นหลุดออกมานี้มักจะถูกอสูรเพลิงกลืนกินกลายเป็นพลังงานธาตุไฟในร่างตนเอง หากเธอสามารถกระตุ้นพลังงานธาตุไฟในร่างพวกมันได้ และทำให้มันกลั่นมณีเพลิงโดยไม่ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเล่า?
อืม ลองสักหน่อยก็ได้
สมุนไพรที่กระตุ้นธาตุไฟไม่ใช่ของมีค่าพิเศษอะไร แค่ผสมสมุนไพรธาตุไฟทั่วไปไม่กี่อย่างน่าจะสำเร็จผลลัพธ์เช่นนี้ได้ ดังนั้นพอความคิดผุดขึ้น บอกว่าจะทำก็ทำ จึงกลับไปบดยายังอีกเขตอาคมหนึ่งทันที
ประมาณครึ่งชั่วยามยาขนาดเท่าลูกลำไยแต่ละเม็ดก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นในมือเธอ ดูแล้วคล้ายโคลนแต่ไม่ใช่โคลน ไม่มีกลิ่นสมุนไพร ตรงกันข้ามมันกลับมีกลิ่นคล้ายๆเนื้อบางส่วน
“มาๆ กินเถอะ กินเถอะ!” เธอนั่งย่ออยู่นอกเขตอาคม พร้อมโยนยาสองเม็ดออกไป เห็นอสูรเพลิงสองตนนั้นเพียงชำเลืองมองส่งเสียงร้องและหันหน้าหนี แต่เมื่อได้กลิ่นนั้นก็หันกลับมาโดยฉับพลัน คาบเม็ดหนึ่งขึ้นมาราวกับจะกินช้าๆอย่างหวาดกลัว
เฟิ่งจิ่วจ้องมองปฏิกิริยาอสูรเพลิงทั้งสองตน เห็นว่าหลังจากกินไปพวกมันยังไม่เป็นอะไร แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วอึดใจก็เห็นพวกมันเดินไปเดินมาภายในเขตอาคมด้วยความหงุดหงิด ตรงเหนือหัวอสูรที่ใช้เก็บมณีเพลิงนั้นค่อยๆพรั่งพรูไปด้วยกระแสลมที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า กระแสลมนั้นก่อตัวด้วยพลังวิญญาณ มันรวมตัวเป็นรูปเป็นร่างอย่างช้าๆ และกลั่นกลายเป็นมณีทีละน้อย ทีละน้อย
เฟิ่งจิ่วเห็นความเร็วในการควบแน่นมณี ก็เบิกตาโตอย่างตื่นเต้นโดนฉับพลัน แม้จะเพิ่มปริมาณยาแต่ไม่นึกว่าจะกลั่นมณีได้รวดเร็วเพียงนี้!
แทบจะไม่กี่ชั่วอึดใจมณีเพลิงเม็ดหนึ่งควบแน่นก่อตัวขึ้นตรงหน้าผาก หลังจากเป็นรูปเป็นร่างในขณะที่พลังงานธาตุไฟในร่างอสูรเพลิงพุ่งพล่านมันก็หลุดออกมาอีกครั้ง ซ้ำยังกลั่นออกมาติดๆกันเจ็ดแปดเม็ด กระแสลมธาตุไฟบนร่างอสูรเพลิงนั้นถึงจะค่อยๆสงบลง
เฟิ่งจิ่วอึ้งไปพักหนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะร่าออกมาอย่างระรื่น มองมณีเพลิงสิบกว่าเม็ดที่อสูรเพลิงทั้งสองตนกลั่นออกมา ดวงตาเป็นประกาย เห็นเพียงคะแนนคุณงามความดีมากมายกำลังกวักมือเรียกเธอ ดังนั้นเธอจึงป้อนไปอีกสองเม็ด แล้วนั่งย่อเก็บรวบรวมมณีเพลิงอยู่ตรงนั้น
เมื่อโม่เฉินกลับมาเห็นอสูรเพลิงสองตนนอนอยู่ในเขตอาคมด้วยท่าทางที่หายใจรวยริน ร่างเหมือนจะซูบผอมลงไปรอบใหญ่ กลิ่นอายธาตุไฟบนร่างอสูรเพลิงยังอ่อนแอเสียจนแทบจะมองไม่เห็น ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นกลับนั่งนับ… มณีเพลิงด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม?
เห็นมณีเพลิงพวกนั้นในอ้อมแขนหนุ่มน้อย แม้แต่เขายังอดไม่ได้ที่จะตะลึง อสูรเพลิงมีแค่สองตนเท่านั้น อย่างมากก็มีแค่สองเม็ด แล้วทำไมตรงหน้าหนุ่มน้อยกลับมีมากมายเพียงนั้น? เขาไปได้มาจากไหน?
“อ้าว? เจ้ากลับมาแล้วหรือ?” เฟิ่งจิ่วเงยหน้ามองไปทางเขา เมื่อเห็นมือซ้ายพันไปด้วยงูตัวเล็กที่บนร่างมีเกล็ดสีน้ำเงิน ส่วนมือขวาแบกกวางคู่ทรัพย์ตัวหนึ่งที่แน่นิ่งไม่ขยับ ดวงตาเป็นประกายโดยฉับพลัน
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะจับมาได้เร็วเพียงนี้? ซี๊ด! นี่มันอสรพิษเกล็ดน้ำเงิน! ยังมีกวางคู่ทรัพย์ตัวนั้นอีก เล่ากันว่าว่องไวนัก เจ้าจับมาได้จริงๆเสียด้วย?” เธอรีบเร่งเก็บมณีเพลิงและวิ่งเข้าไป รู้สึกแปลกใหม่กับกวางและงูในมือเขา
สายตาโม่เฉินมองหนุ่มน้อยอย่างแปลกๆ ไม่ถามว่าเขาได้มณีเพลิงพวกนั้นมาอย่างไร มือแค่ขยับแขนเสื้อเชือกสองเส้นก็ลอยออกมา หลังจากผูกงูกับกวางไว้ยังบอกอีกว่า “อย่าเข้าใกล้พวกมัน” กล่าวจบก็ถอนเขตอาคมที่ขังอสูรเพลิง ขณะเดียวกันยังวางเขตอาคมระหว่างงูกับกวางเผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
เห็นอสูรเพลิงสองตนนั้นมองเธอแวบหนึ่งหลังจากถอนเขตอาคมออกแล้ววิ่งหนีไปโดยเร็ว เธอเบิกตามองอย่างตกตะลึง ท่าทางใกล้ตายก่อนหน้านี้แค่แกล้งหลอกหรือ?
ตอนที่ 659: ยาวิญญาณต้นระดับหก
โม่เฉินมองอสูรเพลิงสองตนนั้นที่วิ่งหนีไปอย่างแปลกใจเช่นกัน ไม่ได้แปลกใจที่พวกมันยังหนีไปได้ แต่แปลกใจกับท่าทางตื่นตกใจของอสูรสองตนนั้นยามที่มองไปยังหนุ่มน้อย
เขามองไปทางเด็กหนุ่มคนนั้น เห็นเด็กหนุ่มเบิกตามองก็กำชับ จากนั้นค่อยจากไป
ผ่านไปอีกประมาณหนึ่งชั่วยาม โม่เฉินจับสัตว์กลับมาอีกสองตัว เมื่อเห็นหนุ่มน้อยนั่งบดนวดยาเม็ดอยู่ในเขตอาคม ก็เรียกไปว่า “เสร็จแล้วมาช่วยที”
เฟิ่งจิ่วเงยหน้ามองเขา นวดโคลนยาส่วนสุดท้ายกลายเป็นเม็ดยาและเก็บไปโดยเร็ว ล้างมือก่อนจะเดินไปหาเขา เห็นว่าสิ่งที่เขานำกลับมาครั้งนี้คือสัตว์วิญญาณระดับเจ็ดสองตัว เธอพินิจมองสัตว์วิญญาณสองตัวนั้นสักพัก ก่อนถามว่า “ข้าต้องช่วยอย่างไร?”
“เก็บสมุนไพรพวกนั้นที่ข้าต้องใช้เสีย ส่วนเลือดกวางคู่ทรัพย์รอถึงเวลาข้าสั่งเจ้าค่อยเก็บ” เขาสั่งโดยไม่เงยหน้า หมุนตัวเดินไปวางเขตอาคมบริเวณไม่ไกล จากนั้นค่อยหยิบเตาปรุงยาจากห้วงมิติมาเริ่มเตรียมยา
เฟิ่งจิ่วเห็นเตาปรุงยาใบนั้นก็อ้าปากค้าง ขะ ขะ เขาจะกลั่นยาเซียน? เขาเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุหรือ
ครั้นนึกถึงความเป็นไปได้นี้ หัวใจเธอตื่นเต้นขึ้นมา ลงมือขอดเกล็ดสีน้ำเงินบนตัวอสรพิษวิญญาณสีน้ำเงินอย่างรวดเร็วโดยทันที แล้วเก็บไขมันใต้ผิวหนังสัตว์สามสี
นักเล่นแร่แปรธาตุเชียวนะ! เธอเข้าสำนักศึกษามายังไม่เห็นนักเล่นแร่แปรธาตุกลั่นยาเซียนเลย ยากนักที่เธอจะพบสักคน อย่างไรเธอก็ต้องดูเสียหน่อยว่าวิธีกลั่นยาเซียนของเขามีอะไรต่างกับเธอบ้าง
ทางด้านนั้น โม่เฉินจุดดวงไฟใจกลางพิภพขึ้นและเปิดเตาเตรียมการ เขาเข้ามาเทือกเขาแห่งนี้ก็เพื่อยาวิญญาณต้นระดับหก ยานี้ต้องใช้ดวงไฟใจกลางพิภพปรุงกลั่น พวกสมุนไพรในนั้นยังต้องผสมทั้งสดใหม่ สำหรับเลือดกวางคู่ทรัพย์จำต้องเก็บเลือดที่ยังอุ่นๆ มากลั่นกับสมุนไพร ด้วยเหตุนี้เขาจึงเดินทางมายังเทือกเขาหมื่นอสูร
เฟิ่งจิ่วทำตามที่เขาบอก เก็บสมุนไพรที่ใช้ได้จากร่างสัตว์พวกนั้น แล้วมาดูอยู่ด้านหลังเขาอย่างรวดเร็ว เห็นเขาจุดดวงไฟใจกลางพิภพก็แปลกใจในทันที นักเล่นแร่แปรธาตุนอกจากเปลวไฟจากธาตุไฟในร่างยังสามารถจุดดวงไฟใจกลางพิภพมากลั่นยาเซียนได้ด้วย แต่ถึงอย่างไรดวงไฟใจกลางพิภพก็ไม่ใช่เปลวไฟในร่างตนเอง หากควบคุมไม่ถูกต้องแม้เพียงเล็กน้อยเตากลั่นยาเซียนจะเสีย ด้วยเหตุนี้จึงมีน้อยคนนักที่จะใช้ดวงไฟใจกลางพิภพมากลั่นยา
ในเมื่อเขากล้าใช้ก็เห็นได้ชัดว่าเขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ความมั่นใจเช่นนี้ เขาคงเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ? หรือบรรพชนนักปรุงยา?
เห็นไฟใต้เตาเขายังลุกโชน หนำซ้ำยังใช้กิ่งหลิวเป็นเชื้อเพลิง เธอมองเสียจนแววตาสั่นไหวเล็กน้อย ตั้งใจดูชายชุดขาวคนนั้นจับข้อนิ้ว พลางเติมสมุนไพรลงในเตาปรุงยา ท่าทางคล่องแคล่วและวิธีกลั่นยาเซียนที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนั้นทำให้เธอได้เปิดโลก
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม ข้างในเตามีกลิ่นหอมยาลอยออกมาจางๆ กลิ่นหอมยากระจายไปและล่องลอยท่ามกลางป่าไม้ ดึงดูดสัตว์วิญญาณกับสัตว์ร้ายกลุ่มใหญ่มา ทว่าสัตว์พวกนั้นกลับถูกแยกไว้นอกเขตอาคม พยายามจะพุ่งชนแต่ทำลายไม่ได้ ทำได้เพียงเดินวนไปมาและหมอบเฝ้าอยู่นอกเขตอาคม
“เอาเลือดกวางคู่ทรัพย์มา!”
หน้าผากโม่เฉินมีเหงื่อไหล การกลั่นยาเซียนใช้พลังวิญญาณเขาไปไม่น้อย ยามนี้เขาจดจ่ออยู่กับยาเซียนในเตา พร้อมสั่งกับเฟิ่งจิ่วโดยไม่หันกลับมา
“โอ้! ได้”
เฟิ่งจิ่วได้สติและมาข้างหน้ากวางคู่ทรัพย์ที่ล่ามไว้ด้วยความรวดเร็ว ใช้กริชกรีดเปิดแผลเล็กๆ นำเลือดกว่าครึ่งค่อนชามมายังข้างกายเขา เพียงเห็นเขาใช้มือรวบรวมพลัง แล้วเลือดกวางในชามก็ถูกดูดเข้าเตาปรุงยาโดยไม่เหลือสักหยด
เธอถอยไปสองสามก้าว มองเขากำลังทำการกลั่นยาขั้นสุดท้าย ทว่าในเวลานี้เอง เสียงฟ้าร้องพลันดังขึ้นกลางอากาศ เหมือนจะมีสายฟ้าฟาดลงมา…
ตอนที่ 660: กลั่นยาเซียนไม่ได้
เฟิ่งจิ่วเงยหน้าอย่างตกตะลึง มองชั้นเมฆหมุนตลบกลางอากาศ เมฆลมกระโชกแรงและเสียงฟ้าร้องแต่ละเสียง จึงอดไม่ได้ที่จะมองไปทางชายชุดขาวคนนั้นด้วยหัวใจที่ตื่นเต้น
เขากำลังกลั่นยาเซียนระดับห้าขึ้นไป!
สำหรับนักเล่นแร่แปรธาตุแล้ว ตำรายาเซียนเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างยิ่ง แม้ในห้วงมิติจะมีตำรายาเซียนไม่น้อย แต่ตำรายาเซียนทั่วไปส่วนใหญ่มียาเซียนระดับห้าขึ้นไปแค่สองสามอย่าง ยามนี้เธอก็มองไม่ออกว่าที่เขากำลังกลั่นคือยาเซียนชนิดไหน
เดิมเธอนึกว่าชั้นเมฆบนท้องฟ้าปั่นป่วน และเขากำลังกลั่นยาขั้นสุดท้าย ในไม่ช้าสายฟ้าคงจะกระตุ้นการกลั่นขั้นท้ายสุด แต่ไม่คิดว่าผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามเสียงฟ้าร้องจะยังคงเหมือนเดิม เนิ่นนานสายฟ้ากลับไม่ผ่าลงมา
เธอมองอยู่ข้างกันใจยังหวั่นๆ ขึ้นมา ยาทิพย์พวกนั้นที่ใส่ลงเตาไปล้วนเป็นยาทิพย์แสนล้ำค่า หนำซ้ำดูท่าทางเขาจะเตรียมไว้แค่ชุดเดียว หากล้มเหลวล่ะก็…
ชัดเจนว่าเธอไม่ได้กำลังกลั่นยา ยามนี้กลับเคร่งเครียดเป็นกังวลยิ่งกว่าคนกลั่นยา
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม ขณะที่โม่เฉินเก็บมือกลับและก้าวถอยไปด้านหลัง สายฟ้าสามสายก็ฟาดลงมาจากฟากฟ้า ผ่าลงบนเตาปรุงยาทันที หลังจากเสียงฟ้าร้องสามครั้งสิ้นสุดลง ทุกอย่างรอบข้างก็เหมือนกลับสู่ความสงบ มีเพียงกลิ่นหอมยาที่อบอวลและส่งกลิ่นหอมกรุ่นกระจายไปในอากาศ…
สำเร็จแล้ว? กลั่นยาเซียนสำเร็จแล้วหรือ?
เธอมองด้วยความตกใจ เห็นเขาสะบัดพลิกฝ่ามือ แล้วยาเซียนในเตาปรุงยาก็ลอยออกมา มีแค่เม็ดเดียว
“นี่มันยาอายุวัฒนะระดับหกนี่!”
เธอร้องอุทาน พลางมองลวดลายบนยาอายุวัฒนะเม็ดนั้นที่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณพรั่งพรู จากนั้น…จากนั้นเธอก็แข็งทื่อไป
กลิ่นอายพลังวิญญาณ… ลวดลายเม็ดยา…นะ นี่… เธอลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปได้อย่างไร?
พลังวิญญาณ! ตอนนี้เธอมีพลังวิญญาณอยู่ในจุดตันเถียน แต่เธอรวบรวมขึ้นมาไม่ได้! พอฝึกบำเพ็ญรวบรวมพลังวิญญาณเข้าร่าง ก็จะถูกดูดไปหล่อเลี้ยงเม็ดบัวเขียวเม็ดนั้นตรงจุดตันเถียนทันที ไม่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณก็ไม่มีทางกลั่นยาเซียนได้เลย!
สวรรค์!
เธอทำผิดพลาดใหญ่หลวงเพียงนี้ได้เช่นไร? ทำไมตอนนี้ถึงเพิ่งนึกได้ว่าตนกลั่นยาเซียนไม่ได้? ตอนนั้นที่กลั่นยาเพิ่มอายุขัยสำเร็จเธอยังไม่ได้กินเม็ดบัวเขียวลงไป ภายหลังจึงฝึกบำเพ็ญเพียงกลิ่นอายพลังเร้นลับมาตลอด ตอนออกจากราชวงศ์เฟิ่งหวงนั่งเรือเหาะก็มีมณีวิญญาณควบคุม
มาถึงที่นี่แม้รู้ว่ากลิ่นอายพลังวิญญาณตนเองต้องใช้หล่อเลี้ยงเม็ดบัวเขียวในท้อง แต่เธอคิดว่าจะเลี้ยงจนเม็ดบัวเขียวเบ่งบานได้กระมัง? หากฝึกบำเพ็ญพลังวิญญาณไม่สำเร็จจึงไม่อาจสร้างรากฐานได้ชั่วคราว ก็ฝึกบำเพ็ญพลังเร้นลับไป ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย
ดังนั้นเธอจึงไม่สมัครสำนักพลังวิญญาณและสำนักพลังเร้นลับ ดันวิ่งไปสมัครสำนักยาเซียน กลับลืมไปว่ากลั่นยาเซียนต้องใช้กลิ่นอายพลังวิญญาณด้วย!
มิน่าวันนั้นที่เธอสอบประเมินถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ทว่าบอกไม่ถูก วันนั้นอาจารย์สองท่านแค่ถามเรื่องยาทิพย์ ไม่ได้ตรวจวัดพลังวิญญาณเลย!
แย่ละ… ครั้งนี้แย่แล้วจริงๆ…
เธอทำผิดพลาดใหญ่หลวงเช่นนี้ได้อย่างไร? รวบรวมกลิ่นอายพลังวิญญาณไม่ได้ แล้วจะกลั่นยาเซียนเช่นไร? สำนักยาเซียนนี้มีแค่เธอเป็นนักเรียนคนเดียวเสียด้วย หากพวกเขารู้เรื่อง…
นึกถึงข้อนี้ หัวเธอแทบโต
เธอไม่รู้เรื่องเพราะบนร่างไม่ได้ไม่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณโดยสิ้นเชิงเลย ถึงอย่างไรตรงจุดตันเถียนในร่างก็มีกลิ่นอายพลังวิญญาณ ฝึกบำเพ็ญมานานเพียงนั้น ต่อให้รวบรวมขึ้นมาไม่ได้บนร่างก็ยังคงมีกลิ่นอายพลังวิญญาณ และข้อนี้เองถึงทำให้อาจารย์ทั้งสองหรือแม้แต่โม่เฉินนึกไม่ถึงว่าเธอจะรวบรวมกลิ่นอายพลังวิญญาณไม่ได้
โม่เฉินเหลือบมองหนุ่มน้อยข้างกาย เห็นเขาร่างกายแข็งทื่อ พลางจ้องยาวิญญาณต้นในมือตนเองด้วยสีหน้าขาวซีด ท่าทางราวกับฟ้าถล่มลงมา เขามองเสียจนแววตาสั่นไหวเล็กน้อย
จบตอน
Comments
Post a Comment