ตอนที่ 661: ทำไมเป็นเจ้า!
“เจ้าเป็นอะไรไป?” ด้วยความตกใจและความสงสัยในใจ โม่เฉินจึงเอ่ยถามไป
เฟิ่งจิ่วสงบสติอารมณ์ มองไปยังคนตรงหน้าพร้อมถอนหายใจ แล้วโบกๆมือ “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร” เรื่องนี้ใครก็ช่วยเธอไม่ได้ ลองคิดหาวิธีด้วยตนเองดีกว่า!
เธอเดินไปข้างๆ แล้วโยนอสรพิษวิญญาณสีน้ำเงินออกไปนอกเขตอาคม ส่วนกวางคู่ทรัพย์หลังจากพันแผลให้แล้วก็ปล่อยไป พวกนี้ล้วนเป็นสัตว์วิญญาณสำหรับปรุงยาจะฆ่าไม่ได้ ภายหลังถึงเวลาต้องใช้จะได้ไม่หาไม่เจอ
โม่เฉินไม่ได้พูดอะไร แค่มองหนุ่มน้อยคนนั้นไปเงียบๆ เห็นเขาปล่อยสัตว์พวกนั้นไป แล้วจ้องมองเหล่าสัตว์ด้านนอกเขตอาคม ทันใดนั้นก็หันกลับมามองเขา
“พวกเราแยกกันตรงนี้! ยาเซียนเจ้ากลั่นสำเร็จแล้ว ข้ายังไม่คิดจะกลับไป เป็นเช่นนี้ก็แล้วกัน!” เฟิ่งจิ่วพูดจบ หลังจากเขย่งปลายเท้ากระโดดขึ้นกิ่งไม้ก็มุ่งหน้าไปยังป่าลึก
เห็นหนุ่มน้อยคนนั้นจากไปทันทีอย่างโดดเดี่ยว เขาแปลกใจเล็กน้อยแต่ไม่ได้ตามไป ด้วยพละกำลังที่สังหารราชาอสูรพิภพระดับเจ็ดได้ อยู่ในนี้ขอแค่ระวังเสียหน่อยคงไม่มีปัญหาอะไร
ยิ่งไปกว่านั้นคือกลั่นยาเซียนสำเร็จแล้ว เขายังต้องกลับไปสั่งคนส่งยานี้กลับ
ดังนั้นขณะสะบัดแขนเสื้อถอนเขตอาคมออก เขาก็กระโดดขึ้นกลางอากาศ และเหยียบขลุ่ยบินโผกลับไป…
เฟิ่งจิ่วพุ่งไปท่ามกลางป่าไม้ ตามร่องรอยอสูรเพลิงสองตนก่อนหน้านี้ไป จนหาที่ปักหลักของอสูรเพลิงพบ จากนั้นวางค่ายกลไว้รอบๆ ทำให้อสูรเพลิงพวกนั้นเดินออกไปไม่ได้ ถึงค่อยโยนเม็ดยาออกไปและเริ่มเก็บสะสมมณีเพลิง
ผ่านไปครึ่งเดือน นอกจากอสูรเพลิงเขาเดียว มณีเพลิงของพวกสัตว์วิญญาณธาตุไฟโดยรอบยังถูกเธอเก็บไปไม่น้อย สัตว์วิญญาณพวกนั้นที่เดิมทีสง่างามสูงส่งและน่าเกรงขามในทุกด้าน หลังจากกลั่นมณีเพลิงไปหลายสิบเม็ดต่างก็ซูบผอมลงไปรอบใหญ่ แต่ละตนแค่เห็นเฟิ่งจิ่วก็วิ่งเลี้ยวหนีแล้ว
ช่วงเย็นวันนี้ พลังงานธาตุไฟบนร่างสัตว์วิญญาณระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ตนหนึ่งถูกเค้นจนแทบแห้ง จึงนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น
“เอาละ ข้าจะเมตตาเจ้าเสียหน่อย พักผ่อนดีๆ กินให้อ้วนๆ ประเดี๋ยวข้าจะกลับมาอีก” เฟิ่งจิ่วตบๆหัวอสูรศักดิ์สิทธิ์ตนนั้นด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ยัดยารวมพลังให้มันไปเม็ดหนึ่ง ยามจะเตรียมตัวจากไปอย่างพอใจยิ่ง ก็ได้ยินเสียงคำรามสะเทือนหูลอยมาพร้อมกับเสียงตะโกนแจ่มชัดของหญิงสาว
เธอผงะไปเล็กน้อยและไล่ตามเสียงไป เมื่อเห็นเยี่ยจิงที่เคยมีวาสนาได้พบหน้ากันกำลังถูกหมีดำระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ตนหนึ่งไล่ต้อนอย่างน่าอับอาย ก็อดไม่ได้แปลกใจเล็กน้อย นางหายใจผิดจังหวะเล็กน้อย พลังวิญญาณถูกใช้ไปเสียจนเหลือไม่มาก ซ้ำยังได้รับผลจากกระแสลมที่กรงเล็บหมีดำตัวนั้นตวัดออกมาโดยไม่ทันหลบหลีก จนโซซัดโซเซล้มลงพื้นในสถานการณ์วิกฤต เฟิ่งจิ่วตะโกนเสียงดังพลางพุ่งออกไปทันที
“หยุดนะเสี่ยวเฮย!”
เสียงตะโกนรุนแรงดังขึ้น เมื่อหมีดำตัวนั้นได้ยินก็หดตัวลง อุ้งมือที่กำลังเตรียมจะตบลงไปค้างอยู่กลางอากาศเสียดื้อๆ มันหันกลับไปมองตามเสียง เห็นว่าเป็นมนุษย์คนนั้นดังคาดจึงห่อเหี่ยวลงทันใด จากนั้นเปล่งเสียงคำรามและนั่งหมอบลงบนพื้น
เยี่ยจิงตกใจ นึกว่าตัวเองจะโดนตบจนแบนแล้ว กลับนึกไม่ถึงว่าหลังจากได้ยินเสียงตะโกนลั่น หมีดำตัวนั้นจะไม่ตบอุ้งมือลงมา ในวินาทีเป็นตายนางตกใจเสียจนเหงื่อออกทั่วร่าง รีบร้อนลุกยืนขึ้นจากพื้น ขณะที่กำลังจะบอกขอบคุณคนคนนั้นที่ช่วยชีวิตนาง…
“ทำไมเป็นเจ้า!”
นางอุทานเสียงหลงอย่างตกตะลึง มองหนุ่มน้อยที่หยีตายิ้มเดินมาทางนาง ครั้นนึกถึงการกระทำหื่นกามของคนคนนี้สีหน้าก็ขาวซีดโดยฉับพลัน ก่อนจะก้าวถอยหลังไปตามสัญชาตญาณพลางจ้องมองเขาอย่างเตรียมรับมือ
ตอนที่ 662: เฟิ่งจิ่วบาดเจ็บหนัก
“เหอะๆ เป็นข้าไม่ได้หรือ”
เฟิ่งจิ่วยิ้มเจื่อนๆ เห็นเยี่ยจิงตั้งท่าป้องกันตัวราวกับเจอหมาป่าก็เกาหัว ยิ้มเอ่ยอย่างเขินอาย “บังเอิญจริงๆ! เจ้าบาดเจ็บหรือ? ข้าจะช่วยเจ้าพันแผลแล้วกัน!”
“จะ เจ้าอย่าเข้ามานะ!” เยี่ยจิงมีสีหน้าซีดเผือด ระหว่างที่เท้าก้าวถอยหลังอย่างซวนเซ ข้อเท้ากลับบิดจนทรุดกลับไปนั่งบนพื้น
“อ๊ะ!” นางร้องเสียงเบาแล้วสูดลมหายใจ มือหนึ่งจับไปตรงข้อเท้า เพียงรู้สึกเจ็บเสียจนเหงื่อออก
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนี้ก็ส่ายหน้าทันควัน “ดูเจ้าสิ บาดเจ็บหรือเปล่า? ข้าไม่ทำอะไรหรอก เจ้าจะเครียดอะไรเล่า?” เธอเดินเข้าไปนั่งย่อตรงหน้านางท่ามกลางสายตาระแวดระวังและตื่นตระหนก ยื่นมือไปจะดึงชายกระโปรงนางขึ้นเล็กน้อย ก็เห็นนางพลันหดตัวถอยหลังไป
“จะ เจ้าจะทำอะไร!”
เฟิ่งจิ่วทำหน้าใสซื่อ กางสองแขนออกพลางบอกว่า “ข้าแค่จะดูแผลเจ้าเสียหน่อย! กระโปรงเจ้าบังไว้มองไม่เห็น ต้องเลิกขึ้นนิดนึง”
“จะ เจ้าอย่าเข้ามา…” นึกถึงว่าที่นี่ไม่มีคนอื่น และหนุ่มน้อยคนนี้ยังเคยมีเรื่องมาก่อน สีหน้านางขาวซีด อยากประคองตัวลุกยืนขึ้น แต่พอขาอีกข้างออกแรงก็ทรุดลงไปอีก
เฟิ่งจิ่วนั่งย่ออยู่ตรงนั้นมองนางดิ้นไปดิ้นมา แล้วลูบๆหน้าตัวเองทันที แอบคิดว่า ‘หรือว่าเธอหน้าตาลามก?’
“อ๊ะ!” เยี่ยจิงล้มลงไปอีกครั้ง เหมือนจะทำให้แผลบนข้อเท้านั้นยิ่งแพลงหนักขึ้น หน้าผากจึงมีเหงื่อไหลออกมา
เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วถอนหายใจเบาๆ ส่ายหน้าเดินเข้าไปจับขานางไว้ ก่อนจะถอดรองเท้าออกให้
“เจ้าทำอะไรน่ะ! เจ้าคนบ้ากาม! ปล่อยข้านะ! ปล่อย!” เยี่ยจิงร้องอย่างตกใจ ดิ้นรนต่อสู้พลางตบตีหนุ่มน้อยคนนั้นที่ถอดรองเท้านางออก ทั้งอายทั้งโกรธทั้งตกใจ
ขาหญิงสาวจะให้ผู้ชายเห็นได้อย่างไร? เด็กหนุ่มคนนี้ช่างหื่นกามจริงๆ!
เฟิ่งจิ่วเห็นข้อเท้านางบวมหนัก ซ้ำยังเห็นนางดิ้นต่อสู้ไม่หยุด จึงหันหน้าไปกวักมือเรียกหมีดำตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างกันมา “เสี่ยวเฮย มา เข้ามาช่วยกดนางไว้ที อย่าให้นางวุ่นวาย”
“กรร!”
หมีดำตัวใหญ่ที่สูงประมาณสองสามเมตรคำรามเบาๆ แล้วลุกขึ้นเดินเข้ามาอย่างว่าง่ายทีละก้าวทีละก้าว สองอุ้งมือใหญ่โตกดเยี่ยจิงลงบนพื้นทันทีไม่ให้นางขยับ
“เบาหน่อย เบาหน่อย นี่สาวงามนะ อย่าหนักมือจนทำให้นางบาดเจ็บสิ”
เฟิ่งจิ่วเอ่ยปากกล่าวเตือน ไม่มีเจตนาอื่น แค่คิดว่าเยี่ยจิงเป็นสาวงามอ้อนแอ้นน่ารัก เสี่ยวเฮยจะได้ไม่มือหนักกดแรงเกินไปจนนางบาดเจ็บ ทว่าคำเตือนนี้ได้ยินถึงหูคนอื่นก็ไม่ใช่ความหมายเช่นนั้นแล้ว
“มะ ไม่นะ! ปล่อยข้า… รั่วเฟย รั่วเฟยช่วยข้าด้วย…”
ถึงอย่างไรก็เป็นหญิง ถูกหมีดำตัวใหญ่กดให้นอนลงบนพื้นโดยไม่อาจขยับเขยื้อน ตรงจุดที่มองไม่เห็นยังรู้สึกว่ากระโปรงโดนเจ้าบ้ากามคนนั้นเลิกขึ้นมา นางตกใจเสียจนสีหน้าขาวซีดไปหมด น้ำเสียงตื่นตระหนกดังขึ้นพร้อมเสียงร้องขอความช่วยเหลืออย่างตกใจกลัว หวังว่าพี่น้องนางจะได้ยินและเข้ามาช่วย
เฟิ่งจิ่วส่ายหน้า ไม่รู้เลยว่าเธอทำตัวเป็นคนดีได้ล้มเหลวถึงเพียงนี้ เดิมคิดว่าเยี่ยจิงคนนี้เคยช่วยเด็กคนนั้นไว้คงมีจิตใจไม่เลว จึงอยากช่วยนางบ้าง ไม่นึกว่านางจะมองว่าเป็นการขโมยเด็ดดอกฟ้า
แต่ว่า… รั่วเฟย? คนที่มาด้วยกันกับเยี่ยจิงหรือ?
ดวงตาเธอฉายประกาย เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วลอบมองไปทางต้นไม้บริเวณไม่ไกลอย่างไร้ร่องรอย เมื่อครู่ตรงนั้นมีกลิ่นอายที่ว้าวุ่นเล็กน้อยปรากฏ ยามนี้เงยหน้าเหลือบมองไปจึงเห็นหญิงคนหนึ่งแอบมองอยู่หลังต้นไม้
หากเธอมองไม่ผิด ผู้หญิงหลังต้นไม้น่าจะเป็นหญิงชุดขาวบนถนนใหญ่วันนั้น
ตอนที่ 663: ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่ายๆ
ยามนี้ หญิงชุดขาวคนนั้นหลังต้นไม้ไม่ไกลก็มองภาพตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว นึกไม่ถึงว่าหมีดำตัวใหญ่ระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นจะฟังคำพูดจากเด็กหนุ่มและกดร่างเยี่ยจิงลงบนพื้นอย่างว่าง่าย
นางจำได้ว่าเด็กหนุ่มชุดฟ้าคือเจ้าคนบ้ากามที่เอาเปรียบเยี่ยจิงบนถนนใหญ่วันนั้น!
ทว่าได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลืออย่างตื่นตระหนกของเยี่ยจิง แล้วเห็นท่าทางที่นางโดนกดร่างไว้บนพื้น แม้จะถูกหมีดำตัวใหญ่บังไว้จนเห็นไม่หมด แต่จากเสียงที่ตื่นตกใจและร้องให้ช่วยก็ฟังออกได้ ว่าเจ้าคนบ้ากามนั่นกำลังจะ… จะทำอย่างนั้น… กับนาง…
ฝ่ามือนางมีเหงื่อไหลออกมา หัวใจเต้นอย่างบ้าคลั่งด้วยความตึงเครียด หากเยี่ยจิงเสียความบริสุทธิ์ที่นี่ เช่นนั้น…
“กรร!”
ทันใดนั้นหมีดำตัวใหญ่ก็หันหน้าไปคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว เขี้ยวแหลมคมที่แยกให้เห็นนั้นเห็นแล้วชวนให้หัวใจหนาวสั่น แรงกดดันอสูรศักดิ์สิทธิ์ถูกปล่อยกวัดแกว่งออกไปราวกับลายน้ำ ไป๋รั่วเฟยที่หลบอยู่หลังต้นไม้ตกใจเสียจนวิ่งหนีไปอย่างไม่กล้าอยู่ต่อ
ไม่ว่าเยี่ยจิงจะเป็นหรือตาย จะเสียบริสุทธิ์หรือไม่ นั่นก็ไม่เกี่ยวกับไป๋รั่วเฟยแล้ว
เฟิ่งจิ่วเห็นหญิงชุดขาวคนนั้นหนีไป มุมปากยกขึ้นมองเยี่ยจิง บอกว่า “นี่ เพื่อนเจ้าคนนั้นหนีไปแล้ว”
เยี่ยจิงที่ตกอยู่ในความกลัวได้ยินคำพูดนี้ก็ตกใจ “จะ เจ้าว่าอะไรนะ?” ยามนี้ยังลืมแม้แต่จะดิ้นรนต่อสู้
“หญิงที่ยืนข้างกายเจ้าบนถนนใหญ่ครั้งนั้น เพิ่งได้ยินเสียงเจ้าร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตรงนั้นเอง แต่ตอนนี้หนีไปแล้ว” เธอกล่าวพลางตรวจดูข้อเท้านาง จึงเห็นว่าแพลงโดนแค่เส้นเอ็นไม่ได้บาดเจ็บถึงกระดูก ก่อนจะหยิบยามาทาให้ นวดไปสักพักน้ำยาก็ซึมเข้าผิวหนังไปบรรเทาอาการตรงเอ็นข้อเท้า
เยี่ยจิงตัวแข็งทื่อ ไม่สนใจการกระทำทั้งนวดทั้งกดของเฟิ่งจิ่วโดยสิ้นเชิง ห้วงความคิดกำลังคิดว่ารั่วเฟยได้ยินเสียงนางร้องขอความช่วยเหลือจริงๆหรือ? เช่นนั้นหรือว่าไปตามคนมาช่วย?
ที่ผ่านมานางไม่เคยนึกถึงเพื่อนในด้านที่เห็นคนลำบากแล้วไม่ยอมช่วย คิดว่าที่นี่มีเจ้าบ้ากามคนนี้ ซ้ำยังมีหมีดำตัวใหญ่ระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้น รั่วเฟยไม่กล้าเข้ามาช่วยนางก็เป็นเรื่องปกติ น่าจะไปตามกำลังเสริมมา
“เสร็จแล้ว” เฟิ่งจิ่วลุกยืนขึ้นถอยออกมา แล้วให้สัญญาณว่า “เสี่ยวเฮย ปล่อยนางซะ”
หมีดำตัวใหญ่ร้องคำรามและปล่อยมือออกอย่างเชื่องๆ อยากจะไปแต่ยังแอบมองเฟิ่งจิ่ว เห็นนางกำลังยิ้มหยีตามองมัน จึงตกใจจนหมอบนั่งข้างๆอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เยี่ยจิงที่นอนบนพื้นได้ยินเสียงก็ได้สติกลับมา มองเด็กหนุ่มที่ถอยออกไปแล้ว สายตาหยุดลงบนข้อเท้าที่ทายาและพันแผลไว้ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที มีทั้งความกระอักกระอ่วน รู้สึกเสียใจ และคาดไม่ถึงอยู่บ้าง
ดูท่าทางนางจะเข้าใจหนุ่มน้อยคนนี้ผิดไปจริงๆ
“ขอโทษ” นางก้มหน้าเล็กน้อยพลางพูดอย่างเสียใจ
“ไม่เป็นไร ใครใช้ให้ข้าหน้าตาเหมือนคนหื่นกามเล่า!” เฟิ่งจิ่วโบกมือถอนหายใจเอ่ย
ได้ยินเช่นนี้สีหน้าเยี่ยจิงก็แดงก่ำ ศีรษะยิ่งก้มต่ำลง “ขอโทษด้วย ข้ามะ ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าใจเจ้าผิดจริงๆ”
“รู้แล้ว รู้แล้ว ใครใช้ให้ข้าจับหน้าอกเจ้าตั้งแต่เจอกันครั้งแรกล่ะ! เจ้าจะเข้าใจผิดก็ปกติ” เธอกล่าวไปด้วยความปากไว แม้เป็นเรื่องจริง แต่ได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่รู้สึกอะไร ถึงอย่างไรผู้หญิงสองคนก็ไม่มีอะไรต้องอายกัน
แต่เยี่ยจิงกลับแตกต่าง ได้ยินคำนี้ทั้งใบหน้ายิ่งแดงจนเหมือนกุ้งต้มสุก รีบเงยหน้ามองหนุ่มน้อยโดยเร็ว กลับเห็นท่าทางเขาเฉยเมย ชัดเจนว่าไม่ตั้งใจจะกล่าวถึงเช่นนั้น จึงกัดฟันก้มหน้าลงทันควัน
ข้างกายนางไม่เคยเจอคนอย่างหนุ่มน้อยคนนี้มาก่อนเลย
ตอนที่ 664: เสี่ยวเฮยที่เชื่อฟังเฟิ่งจิ่ว
“เจ้าทำให้เสี่ยวเฮยโกรธได้อย่างไร ช่วงนี้มันว่านอนสอนง่ายไม่ทำร้ายมนุษย์ ทำไมถึงไล่ตามเจ้าไม่ปล่อย?” เฟิ่งจิ่วเดินเข้าไปถามพลางตบๆหมีดำตัวใหญ่ที่หมอบนั่งอย่างเชื่อฟัง
“สะ เสี่ยวเฮย?” เยี่ยจิงมองหมีดำตัวใหญ่สูงสองสามเมตรตัวนั้น หนังตากระตุก นั่นเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์แสนสง่างาม มองไม่ออกจริงๆว่าเล็กน้อยตรงไหน
“อืม เสี่ยวเฮย ข้าช่วยมันไว้ เจ้าอย่ามองที่รูปลักษณ์เชียว จริงๆแล้วมันเป็นแค่เจ้ายักษ์โง่” เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยีมองพลางตบๆหมีดำตัวใหญ่ เห็นมันก้มหน้าลงส่งเสียงร้องก็หยิบยาเม็ดหนึ่งออกมาวางบนฝ่ามือทันที
“นี่ กินสิ!”
เมื่อหมีดำตัวใหญ่เห็นยาอายุวัฒนะบนฝ่ามือ ดวงตาเป็นประกาย อ้าปากพุ่งไปข้างหน้าทันที
เยี่ยจิงมองภาพเช่นนี้แล้วหวั่นๆใจ มือเด็กหนุ่มคนนั้นคงไม่โดนกัดกระมัง? ทว่าภาพนั้นที่นางเป็นกังวลไม่ได้เกิดขึ้น แต่หมีดำตัวใหญ่ตวัดลิ้นกินยาเม็ดนั้นไป ขณะเดียวกันยังยื่นลิ้นออกไปจะเลียหน้าเด็กหนุ่ม
เฟิ่งจิ่วยิ้มพลางหันหน้าหนี บอกว่า “อย่าสร้างปัญหาน่า นั่งดีๆ”
เยี่ยจิงมองด้วยความประหลาดใจ สายตาพินิจมองไปบนร่างเฟิ่งจิ่ว เห็นเขาสวมเครื่องแบบนักเรียนสำนักศึกษาหมอกดารา จึงเอ่ยถามทันที “เจ้าเป็นนักเรียนสำนักยาหรือ? เพิ่งเข้ามาปีนี้สินะ?” สำนักยาและสำนักยาเซียนต่างสวมชุดสีฟ้า ว่ากันว่าสำนักยาเซียนปีนี้รับมาแค่คนเดียว คิดแล้วไม่น่าจะใช่หนุ่มน้อยคนนี้ เช่นนั้นเขาคงอยู่สำนักยา
“อืม ข้าเพิ่งเข้ามาปีนี้” เฟิ่งจิ่วกล่าวจบก็ปัดๆชุดคลุมบนร่างพลางบอก “ข้าต้องกลับไปแล้ว เจ้าล่ะ?”
เยี่ยจิงได้ยินดังนั้น มือก็จับไปบนข้อเท้าทันควันแล้วส่ายหน้า “ข้าเดินไม่ได้”
“ข้ารู้ว่าเจ้าเดินไม่ได้ จึงจะถามว่าอยากให้ข้าไปส่งหรือไม่?”
“ไปส่งอย่างไร?” เยี่ยจิงมองเด็กหนุ่มอย่างตกใจเล็กน้อย
เฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดนางก็เผยรอยยิ้มออกมา พร้อมตบๆหมีดำตัวใหญ่ข้างกาย “เสี่ยวเฮย อุ้มนางขึ้นมา”
“กรร!”
หมีดำตัวใหญ่ที่เพิ่งกินของหวานไปร้องขานรับ เข้ามาอุ้มมนุษย์ที่เป็นเพียงจุดเล็กๆ ในสายตามันขึ้นมา จากนั้นค่อยมองไปทางเฟิ่งจิ่ว
“ไปกันเถอะ!” อยู่ที่นี่มาครึ่งเดือนกว่า เก็บสะสมมณีเพลิงมาไม่น้อย มากพอที่เธอจะไปแลกของในหอสวรรค์แล้ว
“เดี๋ยวๆ” เยี่ยจิงที่โดนหมีดำตัวใหญ่อุ้มไว้มองไปหาเฟิ่งจิ่วอย่างไม่กล้าขยับเขยื้อน “เพื่อนข้าคนนั้น…” ยังเอ่ยไม่ทันจบก็เห็นหนุ่มน้อยเบ้ปากตัดบทนาง
“ดูแลตัวเองดีๆเถอะ! เพื่อนเจ้าคนนั้นฉลาดกว่าเจ้ามาก” เฟิ่งจิ่วเรียกพลังพุ่งไปข้างหน้าและหลัง ส่วนหมีดำตัวใหญ่ด้านหลังก็วิ่งตามเฟิ่งจิ่วไป
ผ่านไปหนึ่งวัน ทั้งสองก็ออกจากเทือกเขาหมื่นอสูร
เฟิ่งจิ่วมองเยี่ยจิงที่หลับไปในอ้อมแขนเสี่ยวเฮย คิดๆแล้วบอกว่า “เสี่ยวเฮย เป็นคนดีต้องทำให้ถึงที่สุด ส่งนางกลับไปสำนักพลังวิญญาณเถอะ!”
หมีดำตัวใหญ่นิ่งมองนาง ไม่รู้ว่าสำนักพลังวิญญาณอยู่ที่ไหน
ทว่าเธอยังลูบคางครุ่นคิด กล่าวว่า “ช่างมันแล้วกัน ไปกับข้าก่อนเถอะ! เจ้าเด่นสะดุดตาเกินไป หากไปสำนักพลังวิญญาณก็ไม่รู้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง” ดังนั้นสุดท้ายจึงพาหมีดำตัวใหญ่ไปยังอาศรมของเธอ
หลังจากวางเยี่ยจิงที่หลับสนิทไว้ในอาศรมและเดินออกมา กลับเห็นหมีดำตัวใหญ่นั่นยังหมอบนั่งอยู่หน้าอาศรมไม่จากไป จึง.อดแปลกใจไม่ได้ “เสี่ยวเฮย ทำไมเจ้ายังอยู่ที่นี่? รีบๆกลับไปสิ!”
“กรร” หมีดำตัวใหญ่คำรามเบาๆ แล้วยื่นอุ้งมือใหญ่ออกไปตบพื้นหญ้า
เฟิ่งจิ่วเห็นก็ตาค้างไปบ้าง “จะ เจ้าคงไม่ได้อยากบอกว่าเจ้าไม่อยากกลับไป แต่อยากอยู่ต่อกระมัง?”
ตอนที่ 665: ไม่ได้ทำเรื่องดี
“กรร!” หมีดำตัวใหญ่คำรามเสียงเบา แล้วคลอเคลียเฟิ่งจิ่ว เดิมทีมันกลัวนางมาก แต่ที่นี่มียาเม็ดพวกนั้นให้กินเรื่อยๆ จึงไม่อยากกลับไป
เฟิ่งจิ่วตาค้าง นิ่งอึ้งไปสักพัก “นะ นี่ไม่ค่อยดีกระมัง?”
สัตว์อสูรเธอมีไม่น้อยแล้ว ไม่ต้องการได้หมีดำตัวใหญ่มาอีกตัวจริงๆ! หนำซ้ำมันยังเดินกรีดกรายไปตามตลาดเป็นพาหนะเช่นเหล่าไป๋ไม่ได้ หดตัวเล็กลงเท่าลูกหนังเหมือนอสูรกลืนเมฆาก็ไม่ได้ และยิ่งไม่อาจแปลงกายเป็นเด็กน้อยตัวอ้วนอย่างหงส์ไฟน้อย จึงไม่อยากเก็บมันไว้จริงๆ
“กรร!”
ทันใดนั้นมันลุกยืนขึ้น สองอุ้งมือทุบตีหน้าอกตนเองอย่างแรงจนเกิดเสียงดังตุบๆๆ คล้ายจะบอกเธอว่ามันแข็งแกร่งมาก
“หยุดๆๆ” เธอรีบเร่งห้ามปราม แม้บอกว่าที่นี่ไม่มีใคร แต่การทุบตีเช่นนี้ก็น่ากลัวแปลกๆ
เธอถอนหายใจ คิดๆแล้วบอกว่า “เช่นนี้แล้วกัน! เจ้าไม่อยากกลับไปก็ช่วยข้าเฝ้าอาศรมอยู่ที่นี่ชั่วคราว! เดี๋ยวทีหลังเจ้าอยากกลับไปก็ไป ข้าจะไม่รั้งเจ้าไว้ ตอนนี้เจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่อย่างว่าง่าย ข้าต้องไป…”
ยังพูดไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงกีบม้ากับอสูรกลืนเมฆาดังมา
“นายท่าน”
เฟิ่งจิ่วหันกลับไป เห็นอสูรกลืนเมฆาหมอบบนอยู่หลังเหล่าไป๋ จึงแปลกใจโดยฉับพลัน ทำไมเหล่าไป๋ถึงยอมให้อสูรกลืนเมฆานอนบนหลังมัน? หนำซ้ำไม่เจอกันแค่ครึ่งเดือน สัตว์สองตัวนี้ไม่เห็นผอมลงกลับยังอ้วนพีได้อย่างไร?
“ช่วงนี้พวกเจ้าทำเรื่องอะไรดีๆมา? ข้าสั่งพวกเจ้าเฝ้าอาศรมไว้ไม่มีเรื่องอะไรก็อย่าวิ่งเพ่นพ่านไม่ใช่หรือ?” สายตาเธอหยุดลงบนร่างอสูรกลืนเมฆา เทียบกับเหล่าไป๋ที่ได้แต่พ่นลมหายใจแล้ว อสูรกลืนเมฆายังพูดจาได้
“นายท่าน พวกเราไม่ได้ทำเรื่องดีอะไร” อสูรกลืนเมฆาเอ่ย ดวงตาเผยความดุร้ายจ้องมองบนร่างหมีดำตัวใหญ่ที่หดตัวถอยไปด้านหลังนายท่าน
“กรร” หมีดำตัวใหญ่พลันหมอบลงไปหลบด้านหลังเฟิ่งจิ่วตัวสั่นเทา ในเทือกเขาหมื่นอสูรมันเป็นราชา มาถึงที่นี่กลับเห็นว่ามีสัตว์เทวะด้วย…
“ไม่ได้ทำเรื่องดี เช่นนั้นคงทำเรื่องแย่สินะ?” เฟิ่งจิ่วกวาดมองอสูรกลืนเมฆา คิดว่าสำนักยาเซียนนี้ไม่มีอะไรที่พวกมันจะทำพังเสียหายได้
“นายท่าน พี่ชายท่านมาหา บอกว่าเขาอยู่สำนักพลังเร้นลับ” อสูรกลืนเมฆารีบร้อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา จากนั้นค่อยหมอบลงบนหัวเหล่าไป๋ไม่กล้าเงยหน้า
เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วจึงเลิกคิ้ว ไม่ถามพวกมันให้มากความอีกว่าช่วงนี้ก่อเรื่องอะไรไว้กันแน่ แต่หลังจากกำชับไม่กี่ประโยคก็ไปยังจุดแลกเปลี่ยน คิดจะนำมณีเพลิงไปแลกของดีๆสักสองสามชิ้นที่หอสวรรค์ แล้วค่อยไปดูกวนสีหลิ่นที่สำนักพลังเร้นลับ
อสูรกลืนเมฆาเห็นนางจากไปก็ลอบถอนหายใจ ยามนี้สายตามันหยุดลงบนร่างหมีดำตัวใหญ่ที่หดหัวอยู่หลังต้นไม้…
เฟิ่งจิ่วยืนอยู่ที่จุดแลกเปลี่ยนของสำนักศึกษา มองผู้ดูแลวัยกลางคนตรงจุดแลกเปลี่ยน ถามว่า “ขออนุญาตถามขอรับ มณีเพลิงจำนวนมากแลกคะแนนคุณงามความดีได้เลยหรือเปล่า?”
“ได้สิ ได้สิ แค่เจ้านำออกมาพวกเราจะเก็บไว้ และคะแนนคุณงามความดีจะนับเท่ากับบนกระดานภารกิจ” ผู้ดูแลวัยกลางคนตอบอย่างเฉยชา ไม่คิดด้วยซ้ำว่าเด็กหนุ่มเช่นนี้จะนำมาเท่าไรได้ ต้องรู้ไว้ว่ามณีเพลิงของอสูรเพลิงเขาเดียวหนึ่งปีจะมีแค่หนึ่งชิ้น ยิ่งไปกว่านั้นอสูรเพลิงปกป้องมณีเพลิงเม็ดนั้นอย่างกับอะไรดี จะได้มาง่ายๆเพียงนั้นได้อย่างไร?
ทว่าเมื่อเฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดเขา ก็หยิบมณีเพลิงพวกนั้นออกมาจากถุงฟ้าดินทันที ชายวัยกลางคนตรงจุดแลกเปลี่ยนตาค้างทันใด แม้แต่นักเรียนที่ต่อแถวรอส่งภารกิจด้านหลังแต่ละคนยังจับจ้องมณีเพลิงกองเท่าภูเขาเล็กนั้นด้วยความตะลึงไม่สิ้นสุด พูดอะไรไม่ออกกันไปสักพัก…
ตอนที่ 666: เจ้าหนู เจ้ามาจากสำนักยาหรือ?
เฟิ่งจิ่วผลักมณีเพลิงกองเท่าภูเขาเล็กไปข้างหน้า “ทั้งหมดสามพันเก้าร้อยแปดสิบเม็ด เชิญขอรับ”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นกลืนน้ำลาย มองหนุ่มน้อยตรงหน้าด้วยท่าทีแปลกๆ “นะ นี่เจ้าเก็บมาเองทั้งหมดหรือ?”
“ใช่ขอรับ!”
เธอแทบจะจับสัตว์วิญญาณธาตุไฟในเทือกเขาหมื่นอสูรมาเรียบ ถึงจะเก็บมามากมายเพียงนี้ แต่คิดว่าน่าจะพอแล้ว มาแลกคะแนนคุณงามความดีที่นี่ได้เกือบสองล้าน และไม่ต้องไปทำภารกิจอีกนาน หนำซ้ำไม่ต้องจ่ายเงินก็แลกของล้ำค่าได้ ช่างคุ้มค่านัก
“เฮือก! เป็นไปได้อย่างไร! เขาสวมชุดสีฟ้าเป็นนักเรียนสำนักยาสินะ? สำนักยาไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่มัด แล้วจะเก็บมณีเพลิงมามากมายเพียงนี้ได้เช่นไร?”
“ก็ใช่ พวกนี้ต้องเป็นสัตว์วิญญาณธาตุไฟระดับหกขึ้นไปถึงจะกลั่นมณีเพลิงออกมาได้ ที่เทือกเขาหมื่นอสูรนั่นระดับต่ำสุดมีแต่อสูรเพลิงเขาเดียว ความเร็วของอสูรตนนี้ว่องไวนัก ไม่ใช่อสูรที่คนทั่วไปจะจับได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแกะมณีเพลิงจากพวกมันเลย”
ยามนี้นักเรียนระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณคนหนึ่งด้านหลังชะงักไปเล็กน้อย แล้วตะโกนขึ้นมา
“ข้ารู้แล้ว! เขาต้องใช้ยากับอสูรวิญญาณพวกนั้นเป็นแน่ ข้าออกไปทำภารกิจที่เทือกเขาหมื่นอสูร หลายวันนี้พบว่ามณีเพลิงของสัตว์วิญญาณธาตุไฟระดับหกขึ้นไปล้วนโดนคนแกะไปตลอด หนำซ้ำสัตว์วิญญาณพวกนั้นแต่ละตัวยังซูบผอมลงไปรอบใหญ่ ท่าทางทนทุกข์ทรมาน เขาต้องเป็นคนทำแน่ๆ!”
เฟิ่งจิ่วด้านหน้าได้ยินคำพูดนี้ก็หันกลับไปกะพริบตาปริบๆ มองไปยังคนคนนั้นที่ขุ่นเคืองไม่สงบใจ สงสัยนิดหน่อยว่าจะได้รับหรือนำมาอย่างไรแล้วเกี่ยวอะไรกับเขา? คนพวกนี้กินอิ่มจนว่างไม่มีอะไรทำหรือ?
เธอคร้านจะเอาเรื่องพวกเขา เคาะๆหน้าโต๊ะ ก่อนจะบอกว่า “แลกให้ข้าเร็วๆหน่อย ข้ายังมีธุระ!”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นมองหนุ่มน้อยตรงหน้า แล้วจึงตรวจนับมณีเพลิงกองเท่าภูเขาเล็กนั้น นับไปพลางปาดเหงื่อ ภาระงานเช่นนี้และมณีเพลิงมากมายเพียงนี้ เขาอยู่ที่นี่มานานยังไม่เคยเจอ แลกครั้งเดียวได้คะแนนคุณงามความดีเกือบสองล้าน เกรงว่าเรื่องนี้คงแตกตื่นไปถึงอาจารย์แต่ละสำนักและพวกเจ้าสำนักแน่
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หลังตรวจนับถูกต้องแล้ว ชายวัยกลางคนก็เพิ่มคะแนนคุณงามความดีลงในป้ายหยกและลงบันทึกไว้ เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นหมุนตัวจากไป ในใจนึกแปลกใจทันที เดิมนึกว่ามาจากสำนักยา กลับไม่นึกว่าเป็นสำนักยาเซียน ช่วงนี้สำนักยาเซียนไม่มีนักเรียนมาหลายปี หนุ่มน้อยคงเป็นคนเดียวที่เพิ่งเข้ามาปีนี้
ครั้นเห็นเด็กหนุ่มจากไป พวกนักเรียนที่มาแลกคะแนนคุณงามความดีก็มองหน้ากัน แล้วตามออกไป
ชายวัยกลางคนผู้นั้นเห็นท่าที จึงตะโกนไปว่า “เฮ้ย พวกเจ้ามาแลกคะแนนไม่ใช่หรือ? ทำไมไปเสียแล้วล่ะ?”
เฟิ่งจิ่วเดินไปพลางคิดว่าหอสวรรค์จะมีของล้ำค่าอะไรกันแน่ คะแนนคุณงามความดีเกือบสองล้านจะแลกของแบบไหนได้บ้าง? คิดๆแล้วยังเฝ้ารอคอย หลังจากเดินไปสักระยะหนึ่ง เส้นทางตรงหน้ากลับถูกกลุ่มคนขวางไว้
เธอเงยหน้ามองพวกที่ยืนด้านหลังเธอตรงจุดแลกเปลี่ยนเมื่อครู่อย่างแปลกใจ ถามว่า “จะทำอะไร?”
“เจ้าหนู เจ้ามาจากสำนักยาหรือ? นักเรียนสำนักยาคงมีของดีๆไม่น้อยเลยกระมัง?”
หนึ่งคนในนั้นสองมือกอดอก ยิ้มมองหนุ่มน้อยร่างผอมบางตรงหน้า และไม่สนใจสายตาเหล่านักเรียนรอบข้างโดยสิ้นเชิง ชัดเจนว่าไม่ได้ทำเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรก
เฟิ่งจิ่วตกตะลึง ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้าง นี่เป็นการข่มขู่! นักเรียนเก่ารังแกนักเรียนใหม่? ได้ยินมาตั้งนานแล้วว่าภายในสำนักศึกษาต่างๆจะมีเรื่องเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าเธอจะเจอเข้า
ความรู้สึกสดใหม่นี้ช่าง…วิเศษมากจริงๆ
ตอนที่ 667: ข้ามาแลกสมบัติ
พวกเขามีกันตั้งหลายคน! บนร่างเป็นชุดสีน้ำเงินของสำนักพลังเร้นลับ ยามนี้เธอควรมอบถุงฟ้าดินให้ด้วยสองมือใช่หรือไม่? หรือจัดการพวกเขาก่อนค่อยว่ากัน? หรือวางยาพวกเขาอย่างไร้เสียงไร้กลิ่น?
หากเจอคนที่ไม่มีแรงต่อสู้ต้องตอบโต้อย่างไร?
เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้วคิดหนัก คิดๆแล้วก็ช่างปะไร สำนักศึกษาแห่งนี้ห้ามต่อสู้กันภายใน หากอยากสู้ก็ต้องขึ้นไปสู้กันบนลานประลอง
เธอเหลือบเห็นว่าพวกเขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย สีหน้าท่าทางราวกับคิดว่าเธอไม่กล้าเท่าไร จึงเผยรอยยิ้มออกมาทันใด “ที่นี่คนเยอะ พวกเราไม่ไปทางนั้นเล่า?” มือเล็กชี้ไปยังทางโค้งเล็กๆไม่ไกล
พวกเขามองตามพร้อมฉีกยิ้มกว้าง ให้สัญญาณเฟิ่งจิ่วเดินนำก่อน แล้วตามหลังเธอไปยังทางเล็กๆนั้น
เหล่านักเรียนโดยรอบเห็นเหตุการณ์ก็ส่ายหน้า “ทำไมนักเรียนสำนักยาถึงโดนคนพวกนั้นเพ่งเล็ง? พวกเขาเป็นจอมอันธพาล แอบทำเรื่องเช่นนี้มาไม่น้อยแล้ว”
“หนุ่มน้อยคนนั้นดูเป็นนักเรียนเข้ามาใหม่ จะไม่รู้อะไรเลยก็ไม่แปลก”
“เรื่องนี้จะไม่ไปแจ้งท่านอาจารย์เสียหน่อยหรือ?”
“เรื่องไม่เกี่ยวกับพวกเรา จะไปยุ่งมากมายเพียงนั้นทำไม? หากคนพวกนั้นรู้จะไม่จัดการพวกเราหรือ?”
นักเรียนโดยรอบพูดกันอยู่ตรงนั้นคนละประโยค เพียงเฝ้าดูกลับไม่คิดจะยื่นมือไปยุ่งเกี่ยว ทว่าไม่นานนักเมื่อพวกเขาเห็นหนุ่มน้อยชุดฟ้าคนนั้นปัดๆมือเดินออกมาจากทางโค้งเล็กตรงไปยังอีกทิศทาง ก็ตกใจเล็กน้อยทันที
“ทำไมเด็กหนุ่มออกมาแล้ว? คนพวกนั้นล่ะ?”
“จริงด้วย คนพวกนั้นไปไหน?”
แต่ละคนเอ่ยขึ้นด้วยความตะลึงไม่สิ้นสุด สุดท้ายก็ทนความสงสัยในใจไม่ไหว พวกเขาเดินไปยังทางโค้งเล็กๆนั่น แต่เมื่อเห็นภาพบนทางเล็กก็เบิกตาโตทันควันด้วยสีหน้างุนงง
นะ นี่มันไม่ค่อยเหมือนกับที่พวกเขานึกภาพไว้เท่าไรเลย…
เพียงเห็นคนพวกนั้นโดนห้อยกลับหัวอยู่บนต้นไม้สองฝั่งข้างทาง ร่างถูกถอดเสื้อเหลือแค่กางเกงชั้นใน ยามนี้แต่ละคนต่างหมดสติ แกว่งไปมาบนต้นไม้ราวกับโคมไฟห้อยกลับหัว น่าแปลกอย่างยิ่ง
นักเรียนพวกนั้นกลืนน้ำลาย ถามว่า “พวกเจ้าคิดว่าต้องเข้าไปปล่อยพวกเขาลงมาหรือไม่?”
“คงกินอิ่มจนไม่มีอะไรทำกระมัง? พวกเราไม่ได้เป็นคนขึ้นไปผูก เดี๋ยวมาโยนความผิดให้เราจะทำอย่างไร?”
“รีบไปกันเถอะ! คนพวกนี้สมควรโดนแล้ว ปล่อยพวกเขาโดนแขวนอยู่ตรงนั้นให้ขายหน้าบ้างก็ดี”
นักเรียนพวกนั้นพูดจบ ก็มองคนพวกนั้นที่หมดสติและโดนแขวนกลับหัว แล้วจากไปอย่างรวดเร็วโดยทำเป็นไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้
อีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วฮัมเพลงมาถึงหอสวรรค์แล้วถึงจะชะลอฝีเท้าเดินเข้าไป ยื่นป้ายหยกแสดงตัวตนให้ชายชราที่เฝ้าหอสวรรค์ พร้อมหยีตายิ้มบอกว่า “ท่านอาจารย์ ข้ามาแลกสมบัติขอรับ”
ชายชรารับป้ายหยกมาพลางเหลือบมองหนุ่มน้อย แลกสมบัติ? นี่เป็นครั้งแรกเลยที่มีคนบอกเป้าหมายการมาตรงๆ
“คะแนนคุณงามความดีที่แลกเปลี่ยนของวิเศษทุกชิ้นล้วนแตกต่างกัน เจ้าเข้าไปดูเถอะ! หากพบของที่ถูกใจและคะแนนคุณงามความดีมากพอก็แลกได้” ชายชรากล่าวพลางบันทึกข้อมูลบนป้ายหยกไว้
นักเรียนสำนักยาเซียน เฟิ่งจิ่ว อายุสิบหก
“ขอบคุณมากขอรับท่านอาจารย์”
เฟิ่งจิ่วรับป้ายหยกคืนกลับไม่สาวก้าวเดินเข้าไป แต่มองไปยังชายชรา ยิ้มตาหยีถามว่า “ท่านอาจารย์ ข้าได้ยินพวกนักเรียนตรงตีนภูเขาบอกว่าท่านชี้แนะนักเรียนได้ว่าควรเลือกของวิเศษอย่างไร? เช่นนั้นตามความเห็นท่าน ข้าควรเลือกของวิเศษแบบไหนดีขอรับ”
ตอนที่ 668: ขนนกเคลือบหลากสี
ได้ยินเช่นนี้ชายชราก็เลิกคิ้วเล็กน้อย จากนั้นมองตรงไปยังหนุ่มน้อยเบื้องหน้า “ได้ยินนักเรียนตรงตีนภูเขาบอก? ข้าอยู่ที่นี่มาหลายปีเพียงนี้ เคยแนะนำแค่ไม่กี่คนเท่านั้น นักเรียนตรงตีนภูเขาไม่มีเกียรติพอจะได้รับคำชี้แนะจากข้าหรอก”
เฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดชายชรา รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งกดลึกขึ้น “ขอรับ ขอรับ ข้ารู้ว่าท่านอาจารย์แนะนำใครไม่บ่อย หากแนะนำต้องช่วยนักเรียนเลือกของล้ำค่าที่เหมาะสมที่สุดได้แน่นอน ท่านอาจารย์ เช่นนั้นท่านเห็นว่าอย่างไร? ภายในหอสวรรค์มีของชิ้นไหนเหมาะกับข้าบ้างขอรับ?”
เธอมองเขาด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ และเฝ้ารอเขาชี้แนะ
ชายชราเห็นเช่นนี้ก็เผยรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเคร่งขรึม นักเรียนคนไหนบ้างที่มาที่นี่แล้วไม่เคารพหรือมีมารยาท? เจ้าเด็กคนนี้กลับยังหน้าด้านตีสนิทด้วย
“ช่างเถอะ ข้าขอถามว่าเจ้าอยากได้ของวิเศษสำหรับใช้งานอะไร?”
“ข้าบินไม่ได้ไม่ใช่หรือ? ข้าอยากได้ยานพาหนะเหาะเหิน ไม่ต้องหรูหราและใหญ่เกินไป ใช้เดินทางเข้าออก หากเป็นอาวุธหรือมีคุณสมบัติป้องกันตัวได้ยิ่งดีขอรับ” เธอยิ้มหน้าเก้กัง แววตาฉายประกายจ้องมองชายชรา
“หึ! คำขอไม่น้อยเลย”
เขาหลุดหัวเราะ ชำเลืองมองเฟิ่งจิ่ว “บนสุดชั้นวางของที่ด้านในสุดชั้นสองมีกล่องไม้สีแดง ข้างในมีขนนกเคลือบหลากสี หลังจากหยดเลือดแสดงความเป็นเจ้าของก็ใช้เป็นพาหนะได้ และยังเป็นของประดับข้างเอวได้ ขณะเดียวกันขนนกชิ้นนี้ยังมีคุณสมบัติป้องกันตัว ของวิเศษชิ้นนี้สร้างโดยช่างทำอาวุธผู้อาวุโสท่านก่อนของสำนักศึกษา ทนต่อการโจมตีของผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังได้สามครั้ง ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณหนึ่งครั้ง นักเรียนในสำนักศึกษามีคนที่ต้องการขนนกเคลือบหลากสีนี้อยู่ไม่น้อย เพียงแต่คะแนนคุณงามความดีสำหรับแลกขนนกคือหนึ่งล้านแปดแสน”
กล่าวถึงตรงนี้เขาก็เหลือบมองหนุ่มน้อย “ของดีคะแนนคุณงามความดียิ่งสูง ของที่คะแนนคุณงามความดีต่ำไม่ใช่ว่าไม่มี ชั้นหนึ่งตรงชั้นที่สองแถวที่สามก็มีพาหนะเหาะเหิน ต้องการคะแนนคุณงามความดีเพียงห้าพัน”
“ขอบคุณท่านอาจารย์มากขอรับ”
เฟิ่งจิ่วคารวะไปทางเขาด้วยความเคารพ คะแนนคุณงามความดีหนึ่งล้านแปดแสน นี่มันแทบจะทั้งเนื้อทั้งตัวเธอเลย คิดว่าแลกคะแนนคุณงามความดีมามากมายเพียงนี้จะไม่ต้องกลุ้มใจเพราะมันไปอีกนาน นึกไม่ถึงว่าเดินมาหอสวรรค์ก็ไม่เหลือแล้ว
ขนนกเคลือบหลากสี? ต้องดูเสียหน่อยว่าเป็นขนนกแบบไหนกัน ถึงมีมูลค่าเท่าคะแนนคุณงามความดีมากมายเพียงนี้
ตามที่ชายชราพูดไว้ เธอมายังชั้นวางด้านในสุดชั้นสองทันที หยิบกล่องไม้สีแดงจากชั้นบนสุด ทันทีที่เปิดออกเพียงเห็นลำแสงเจ็ดสายส่องออกมาราวกับสายรุ้ง ลำแสงงดงามแพรวพราวนั้นทำให้เธอเห็นแล้วถูกใจทันใด
ไม่มีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธสิ่งของสวยงาม ขนนกชิ้นนี้งามเหลือเกินจริงๆ มันมีความยาวแค่ฝ่ามือ ดูแล้วคล้ายกับขนนกทั่วไป สิ่งที่แตกต่างคือลำแสงเจ็ดสีที่ไหลเวียนอยู่ ลำแสงแต่ละชั้นบนขนนกวาววับ ซ้อนกันทีละชั้นราวกับลายน้ำ ช่างงดงามแวววาวจริงๆ
“มันนี่แหละ!” เธอถือกล่องไม้สีแดงใบนั้นเดินออกไปหาชายชรา และวางกล่องลงตรงหน้าเขา “ท่านอาจารย์ ข้าแลกมันขอรับ”
ชายชราชำเลืองมองกล่องไม้สีแดง ถามว่า “คะแนนคุณงามความดีเจ้ามีมากมายเพียงนั้นเชียว?”
“มีขอรับ! ข้าเพิ่งทำภารกิจกลับมาแลก” เธอฉีกยิ้มกว้าง แล้วยื่นป้ายหยกไปให้อีกครั้ง
ชายชรารับมาอย่างเชื่อครึ่งสงสัยครึ่ง ก่อนหน้านี้ไม่ได้ตรวจดูคะแนนคุณงามความดีในป้ายหยก ด้วยเหตุนี้จึงไม่รู้ว่าในนั้นมีคะแนนคุณงามความดีเท่าไร ยามนี้พอตรวจดู เมื่อเห็นจำนวนแม้แต่เขาที่หน้าบูดบึ้งเป็นนิจยังเบิกตาโตขึ้นมาด้วยความตะลึงอย่างกลั้นไม่อยู่
ตอนที่ 669: ได้ยินหรือเปล่า?
“มากมายเพียงนี้เชียว? ข้อมูลบนป้ายหยกแสดงตัวตนบอกว่าเจ้าเพิ่งเข้าสำนักศึกษามาไม่ใช่หรือ?” เขาอดไม่ได้ที่จะถาม พร้อมถลึงมองหนุ่มน้อยคนนั้น “หรือว่าเจ้ามีใครคอยหนุนหลัง?”
“เอ่อ…”
เฟิ่งจิ่วอึ้งไป เกาหัวด้วยใบหน้าอักอ่วน ทำสีหน้าไร้เดียงสา “ข้าไม่มีใครคอยหนุนหลังหรอก! ข้าหามาด้วยตนเองจริงๆ เป็นคะแนนคุณงามความดีที่ข้าไปเก็บมณีเพลิงจากเทือกเขาหมื่นอสูรกลับมาแลก เพิ่งแลกไปเองขอรับ!”
เธอไม่น่าเชื่อถือเพียงนั้นเชียวหรือ? ชัดเจนว่าพูดความจริง ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อเล่า?
เธอไม่บอกว่าไปเก็บมณีเพลิงที่เทือกเขาหมื่นอสูรยังดีกว่า เอ่ยไปเช่นนี้ชายชรายิ่งไม่เชื่อ
แม้ในใจยังสงสัยชายชรากลับไม่พูดอะไรมากอีก แต่ช่วยเฟิ่งจิ่วแลกขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นไป ถึงอย่างไรก็มีคะแนนคุณงามความดีมากพอ ไม่มีเหตุผลจะไม่ให้เขาแลก แต่คิดว่ากลับไปต้องให้คนตรวจสอบว่าหนุ่มน้อยคนนี้มีที่มาอย่างไรกันแน่? หรือว่าจะเป็นญาติเจ้าสำนัก? เจ้าสำนักจึงแอบให้คะแนนคุณงามความดีกับเขา?
แต่ความคิดนี้พอผุดขึ้นก็ถูกเขายับยั้งไว้ เป็นไปไม่ได้ เจ้าสำนักไม่ใช่คนเช่นนั้น
หลังจากแลกเปลี่ยน เฟิ่งจิ่วหยดเลือดลงบนขนนกนั้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ จากนั้นค่อยหยิบแถบผ้าสีแดงมาผูกมันไว้ตรงเอว มองขนนกเคลือบแวววาวสะดุดตานั้นตรงเอวแล้วเอ่ยชมทันทีว่า “สวยจริงๆ”
“ขอบคุณท่านอาจารย์มากที่ชี้แนะขอรับ ข้าต้องไปแล้ว ครั้งหน้าค่อยมาอีก” เธอโบกๆมือ แล้วมุ่งไปยังสำนักพลังเร้นลับท่ามกลางสายตาชายชราที่ถลึงมอง
ยามเดินไปตลอดทาง เหล่านักเรียนที่พบเธอพากันส่งสายตาไปที่ขนนกตรงข้างเอวเธอ นัยน์ตาแต่ละคนต่างแปลกใจ
ขนนกเคลือบหลากสีเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสามสมบัติที่นักเรียนอยากแลกที่สุดในหอสวรรค์ของสำนักศึกษา ขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นสร้างขึ้นโดยช่างทำอาวุธผู้อาวุโสคนก่อนของสำนักศึกษา ขนนกแทบจะไร้น้ำหนัก แต่ลำแสงหลากสีดุจสายรุ้งกลับไหลเวียนผ่านบนขนนกเฉกเช่นคลื่นน้ำ แต่ละชั้นเป็นเหมือนลายน้ำงดงามอย่างยิ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้คนอยากได้ที่สุดคือ นอกจากมันจะเป็นพาหนะเหาะเหินที่มีความเร็วแสนว่องไว ยังสามารถต้านทานการโจมตีจากผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังได้สามครั้ง ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณหนึ่งครั้ง เป็นวัตถุเวทป้องกันตัว
พวกเขารู้ดีว่าสิบผู้มีพรสวรรค์ในสำนักศึกษาเพ่งเล็งสามสมบัติของหอสวรรค์ไว้ แต่คะแนนคุณงามความดีไม่ได้หามาง่ายดายเพียงนั้น โดยเฉพาะคะแนนคุณงามความดีสำหรับแลกสามสมบัติสูงยิ่งกว่าเช่นนั้น นักเรียนธรรมดาใช้เวลากว่าหลายสิบปียังแลกไม่ได้เลย
นึกไม่ถึงว่าวันนี้กลับเห็นอยู่ตรงเอวนักเรียนสำนักยาที่สวมชุดสีฟ้า ข่าวนี้แทบจะแพร่ออกไปในสำนักศึกษาอย่างรวดเร็วราวสายลม…
“รู้หรือยัง? หนึ่งในสามสมบัติหอสวรรค์ ขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นถูกนักเรียนชุดฟ้าแลกไปแล้ว”
“ได้ยินหรือเปล่า? ขนนกเคลือบหลากสีโดนนักเรียนสำนักยาแลกไป ว่ากันว่านักเรียนคนนั้นเป็นนักเรียนที่เพิ่งเข้ามาปีนี้ด้วย”
“ได้ยินแล้ว มีคนเดาว่านักเรียนชุดฟ้าคนนี้คงมีคนหนุนหลัง”
“จริงด้วย มิเช่นนั้นเพิ่งเข้ามาปีนี้จะแลกขนนกเคลือบหลากสีหนึ่งในสามสมบัตินั้นได้อย่างไร?”
“ท่านอาจารย์สำนักศึกษายังไม่มีอำนาจให้คะแนนคุณงามความดี เป็นไปได้มากว่านักเรียนชุดฟ้าคนนี้จะเป็นลูกหลานตระกูลท่านเจ้าสำนักหรือรองเจ้าสำนัก”
“เป็นไปไม่ได้ ได้ยินว่าตระกูลท่านเจ้าสำนักไม่ได้อยู่ที่นี่ ยิ่งไม่ต้องพูดว่ามีลูกหลานตระกูลอะไรนั่นเลย”
“เช่นนั้นก็เป็นรองเจ้าสำนัก มิเช่นนั้นขนนกชิ้นนั้นต้องแลกด้วยคะแนนคุณงามความดีหนึ่งล้านแปดแสน นักเรียนคนนั้นจะหามาได้เช่นไร?”
“เรื่องนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ข้าได้ยินว่าสิบผู้มีพรสวรรค์ของสำนักศึกษาเรารู้เรื่องนี้ ก็ออกไปตามหาหนุ่มน้อยชุดฟ้าคนนั้นแล้ว”
เวลาเดียวกัน เฟิ่งจิ่วที่ยังไม่รู้ว่าตนเองกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในสำนักศึกษาก็มาถึงสำนักพลังเร้นลับแล้ว…
ตอนที่ 670: ครั้งหน้าข้าค่อยมา
ปีนขึ้นยอดเขาสำนักพลังเร้นลับ เห็นนักเรียนพวกนั้นที่เกาะกลุ่มกันสามคนห้าคน บางคนฝึกศิลปะการต่อสู้อยู่ใต้ต้นไม้ พูดคุยเรื่องศิลปะการต่อสู้ บางคนนั่งคุยเล่นบนพื้นหญ้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม บางคนสองขาแขวนไว้บนต้นไม้ห้อยหัวลงมาหลับตาไม่พูดไม่คุย บางคน…
“เฮ้อ! ล้วนเป็นนักเรียนสำนักศึกษาหมอกดาราทั้งนั้น สำนักยาเซียนไม่มีทางเทียบกับสำนักพลังเร้นลับได้เลย!” เธอถอนหายใจเบาๆ คิดว่าคนบนยอดเขาสำนักพลังเร้นลับนี้เยอะดีจริงๆ เยอะเสียจนนับไม่ไหว บรรยากาศที่นี่ยังคึกคักกลมเกลียว เทียบกับสำนักยาเซียนอันเงียบเหงานั้นแล้วแตกต่างกันอย่างยิ่ง
เธอเดินหน้าเข้าไป บนใบหน้างดงามมีรอยยิ้มไร้พิษภัยที่เธอคิดเอาเองว่ามีเสน่ห์ ประสานมือสอบถามนักเรียนสำนักพลังเร้นลับอย่างมีมารยาทยิ่งว่า “ขอถาม…”
เพิ่งเอ่ยไปและยังไม่ทันเดินเข้าใกล้นักเรียนคนนั้น ก็เห็นเขาชี้เธอพลางอุทานเสียงหลง
“ดูสิ! เด็กหนุ่มชุดฟ้าคนนี้อยู่ที่นี่! เขาวิ่งมาสำนักพลังเร้นลับเราแล้ว!”
แทบทันทีที่คำพูดนี้ถูกเปล่งออกมา สายตาผู้คนโดยรอบล้วนหันขวับมองมาทางเธอ แม้แต่คนบนต้นไม้ที่หลับตาไม่พูดไม่จายังพลิกตัวกระโดดขึ้น และลืมตาจ้องตรงมาหาเธอ
“เอ่อ… นะ นี่ทำอะไรน่ะ?”
เธอเอ่ยถามอย่างงุนงงอยู่บ้าง มองนักเรียนแต่ละคนล้อมเข้ามาหาพลางก้าวถอยหลังไปทันควัน กลับเห็นว่าแม้แต่ทางด้านหลังยังมีคนเข้ามาล้อม แต่ละคนต่างจ้องมองเธอ จากนั้นสายตาก็หยุดลงบนขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นตรงเอวที่ใช้เป็นของประดับ
“ทำ ทำอะไรกัน? นี่ข้าแลกมา” เธอคว้าขนนกชิ้นนั้นตรงเอวไว้ตามสัญชาตญาณ แล้วจ้องมองทุกคนอย่างระวังตัว
“เจ้าหนู เจ้ามีที่มาอย่างไรกัน? เข้าสำนักศึกษามาใหม่ไม่ถึงหนึ่งเดือนก็แลกขนนกเคลือบหลากสีไปแล้ว?”
“ที่มาอะไร?”
เฟิ่งจิ่วตกใจ เอ่ยอย่างไร้เดียงสาว่า “ข้าไม่ได้มีที่มาอะไร นี่เป็นของที่ข้าหามาเอง” สวรรค์รู้ดีว่าเธอลำบากทำภารกิจเก็บคะแนนคุณงามความดีอย่างเชื่อฟัง ทำไมแต่ละคนถึงถามว่าเธอมีที่มาอย่างไร?
“ล้อเล่นกระมัง? เจ้าหามาเอง? ขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นสิบผู้มีพรสวรรค์แห่งสำนักศึกษาต่างก็เพ่งเล็ง! พวกเขายังหาคะแนนคุณงามความดีหนึ่งล้านแปดแสนไปแลกไม่ได้ มือใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักศึกษามาอย่างเจ้าไม่ถึงเดือนก็หามาได้แล้ว? พูดไปใครจะเชื่อ?”
มุมปากเฟิ่งจิ่วกระตุก มือใหม่? เธอถูกเรียกว่ามือใหม่อีกแล้ว แม้เป็นมือใหม่แต่ก็ไม่ได้ใหม่จริงๆนี่?
“เจ้านี่เดิมทีข้าได้มาเอง ขนนกชิ้นนี้ข้าหยดเลือดแสดงความเป็นเจ้าของแล้ว เรื่องราวชัดเจนพวกเจ้าไม่เชื่อข้าก็หมดหนทาง แต่พวกเจ้าจะเชื่อหรือไม่มันเกี่ยวอะไรกับข้า?” คนพวกนี้ เธอแลกขนนกมาง่ายๆหรือ? ขนนกชิ้นนี้เสียคะแนนคุณงามความดีไปหนึ่งล้านแปดแสน เธอก็น้อยใจนะ!
ทว่าทุกคนได้ยินคำพูดนี้ก็โกรธ แต่ละคนมองหนุ่มน้อยตรงหน้าที่ยังมีสีหน้าไร้เสียงสาและน้อยอกน้อยใจด้วยความขุ่นเคือง
“ทำไมจะไม่เกี่ยว? พวกเราแลกไม่ได้ นักเรียนเข้าใหม่จากสำนักยาเช่นเจ้ากลับแลกได้ หากไม่ใช่เส้นสายจะเป็นอะไรได้?”
“ใช่ ของล้ำค่าที่สิบผู้มีพรสวรรค์ในสำนักศึกษายังแลกไม่ได้ มือใหม่อย่างเจ้ากลับได้มา จะไม่เกี่ยวกับพวกเราได้หรือ?”
“รุ่นพี่โจวบอกว่าอยากแลกขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนี้มาตั้งแต่เข้าสำนักศึกษา เพื่อขนนกชิ้นนี้ตอนที่ฝึกบำเพ็ญอย่างหนัก นางยังขยันหาคะแนนคุณงามความดีอีก เจ้าคิดว่าหากนางรู้ว่าขนนกชิ้นนี้ที่ถูกใจมีมือใหม่ได้ไป นางจะเจ็บใจสักแค่ไหน?”
ขณะมองนักเรียนพวกนั้นกล่าวคนละประโยคเสียจนหน้าดำหน้าแดง น้ำลายพุ่งกระจายโมโหปึงปัง เหมือนอยากจะกำหมัดซัดมาทางเธอ เฟิ่งจิ่วถอยหลังเพื่อกันน้ำลายพวกเขากระเด็นโดนพลางพูดว่า “พวกเจ้าอย่าเพิ่งตื่นเต้น ครั้งหน้าข้าค่อยมาหาคนแล้วกัน”
ตอนที่ 671: บอกแล้วว่าข้าซ้อมคนเป็น
ทว่าฝีเท้าเพิ่งก้าวถอยหลัง ก็ถูกนักเรียนข้างหลังขวางไว้
“จะไปหรือ? ในเมื่อเจ้ามาแล้ว ไม่คุยให้ชัดเจนก็อย่าคิดไปเชียว” นักเรียนคนหนึ่งแค่นเสียงเย็น สองแขนกอดอกจ้องมองหนุ่มน้อยชุดฟ้าคนนั้นอย่างเย็นเยียบ
“ใช่ ไม่คุยให้รู้เรื่องก็ไปไม่ได้!” นักเรียนอีกคนพูดจบก็ขวางทางถอยเฟิ่งจิ่วไว้
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนี้ก็กะพริบตาจ้องมองพวกเขาด้วยความตะลึง “พวกเจ้าคิดจะทำอะไร? รังแกคนอื่นหรือ? ข้าขอบอกพวกเจ้า อย่าเข้ามายุ่งเชียว!”
“เหอะๆ เจ้ากล้าสวมขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นเดินกรีดกรายไปทั่ว ยังกลัวคนเข้ามายุ่งอีกหรือ?”
นักเรียนคนหนึ่งจับจ้องเฟิ่งจิ่ว บอกว่า “ขนนกเคลือบหลากสีเป็นหนึ่งในสามสมบัติหอสวรรค์ ข่าวว่ามันถูกแลกไปแพร่ออกมาแล้ว ไม่ใช่แค่พวกเรา คนทั้งสำนักศึกษาก็กำลังตามหาเจ้า! หนำซ้ำเดาว่าสิบผู้มีพรสวรรค์ของสำนักศึกษาคงอยากเห็นเสียหน่อย ว่านักเรียนเข้าใหม่ชุดฟ้าอย่างเจ้ามีฝีมือแค่ไหนกันแน่ถึงแลกขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนี้มาได้”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเบิกตาโตจ้องมองพวกเขาอย่างโกรธเคือง ทั้งน้อยใจและขุ่นข้องใจ “พวกเจ้าจะรังแกกันเกินไปแล้ว! ชัดเจนว่านี่เป็นของวิเศษที่ข้าหากลับมา อีกอย่างข้าเดินกรีดกรายไปทั่วเสียที่ไหน? ขนนกชิ้นนี้เดิมทีใช้เป็นของประดับเอวได้ ไม่สวมตรงเอวจะไปสวมตรงไหน!”
“เหอะๆ หามาเอง? พวกเจ้าเชื่อหรือเปล่า?” นักเรียนคนหนึ่งหัวเราะเสียงดัง มองไปยังเหล่านักเรียนโดยรอบพลางเอ่ยถาม
“ไม่เชื่อ!” พวกนักเรียนรอบข้างยิ้มรับ แต่ละคนต่างแหงนหน้าหัวเราะร่า
“จะรังแกกันเกินไปแล้ว! รังแกกันเกินไปแล้ว!” เธอเอ่ยอย่างโมโหปึงปัง กวาดมองพวกเขาพลางกล่าวเตือน “พวกจะ พวกเจ้าอย่าให้มันเกินไปนัก หากทำข้าโกรธจริงๆ ขะ ข้าจะ…”
“เจ้าจะอย่างไร?” มีนักเรียนเอ่ยถามพลางหัวเราะเยาะ
ในแววตาเธอฉายประกาย พลันยิ้มขึ้นมา “ข้าก็ซ้อมคนเป็น”
“ฮ่าๆๆ… ซ้อมคน? เจ้าเนี่ยนะ?”
“อืม ข้าซ้อมคนเป็นจริงๆนะ” เธอกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“คนสำนักยาบอกคนสำนักพลังเร้นลับอย่างพวกเราว่าซ้อมคนเป็น? ฮ่าๆๆ พวกเจ้าคิดว่าคำพูดนี้น่าขันหรือไม่? เจ้าซ้อมคนเป็น? เจ้าก็ลองดูหน่อยสิ! ข้าอยากขอคำแนะนำเสียหน่อยว่าเจ้าซ้อมคนอย่างไร ฮ่าๆ…”
ทว่าเฟิ่งจิ่วส่ายหน้า ถอนใจบอกว่า “ไม่ได้หรอก! ภายในสำนักศึกษาไม่อนุญาตให้สู้กันไม่ใช่หรือ? แล้วข้าจะสู้กับพวกเจ้าได้เช่นไร! ประเดี๋ยวท่านอาจารย์มาเอาเรื่องข้าจะทำอย่างไร? พวกเจ้าปล่อยข้าไปดีกว่า! มิเช่นนั้นหากทำให้ข้าโกรธ ข้าจะซ้อมพวกเจ้าจริงๆ”
“จริงด้วย จริงด้วย! เจ้าก็สู้ให้ดูหน่อยสิ! ฮ่าๆๆ เจ้าหนู เจ้าไม่รู้ล่ะสิว่าที่นี่คือที่ไหน? ที่นี่คือสำนักพลังเร้นลับ บอกว่าจะสู้กับคนสำนักพลังเร้นลับเรา? เหอะ เจ้าใจกล้าไม่น้อยเลย!”
“ใช่ ข้าอยู่สำนักพลังเร้นลับมาหลายปีเพียงนี้ ยังไม่เคยเจอเรื่องน่าสนุกเช่นนี้เลย นักเรียนสำนักยาบอกว่าจะสู้ในสำนักพลังเร้นลับเรา? ฮ่าๆๆ ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าหนูนี้ฝีมือเป็นอย่างไร”
“เจ้าหนู มาๆๆ ซ้อมให้พวกเราดูสักหมัด เจ้าออกหมัดเป็นหรือเปล่า? ต้องให้ข้าสอน…”
นักเรียนคนนั้นที่ยืนอยู่หน้าเฟิ่งจิ่วยิ้มเอ่ยอย่างเยาะเย้ย แต่ยังพูดไม่ทันจบก็เห็นหมัดหนึ่งพลันเหวี่ยงเข้ามา หมัดที่ออกมาอย่างกะทันหันนั้นทำให้นักเรียนคนนั้นยากจะตั้งรับ เพียงได้ยินเสียงผัวะ ขณะที่ดวงตารู้สึกเจ็บเบื้องหน้าก็มืดมัว และล้มลงไปทันควัน
“ซี๊ด!”
“จะ เจ้ากล้าสู้จริงๆด้วย!”
“เจ้าบ้า! เจ้าหนู เจ้าอยากตายรึ!”
เฟิ่งจิ่วนวดๆมือ พร้อมมองไปยังทุกคนรอบข้างที่มีสีหน้าตะตะลึง กล่าวอย่างใสซื่อว่า “เรื่องนี้โทษข้าไม่ได้จริงๆ บอกแล้วว่าข้าซ้อมคนเป็น พวกเจ้ายังไม่เชื่อ”
ตอนที่ 672: ศิษย์น้องคนนี้นามว่าอะไร?
ทุกคนมองนักเรียนสำนักพลังเร้นลับที่โดนหนุ่มน้อยชกไปหนึ่งหมัดจนสลบไป แต่ละคนด่าทออย่างขุ่นเคือง พลางชี้ยังหนุ่มน้อยผู้มีสีหน้าไร้เดียงสาคนนั้น คิดว่าคนคนนี้ช่างน่ารังเกียจ บอกว่าจะลงมือก็ลงมือ อาศัยจังหวะตอนคนไม่ระวังราวกับลอบโจมตี ไร้ยางอายเกินไปแล้ว!
“กล้ามาทำกำเริบเสิบสานถึงสำนักพลังเร้นลับพวกเรา เหล่าสหาย จัดการเขาซะ!”
นักเรียนพวกนั้นด่าทออย่างเกรี้ยวกราด แต่ละคนเหวี่ยงหมัดไปทางเด็กหนุ่มชุดฟ้าผู้มีสีหน้าใสซื่อ ทุกคนล้อมเข้ามาพร้อมกัน เฟิ่งจิ่วจึงตกใจเสียจนร้องอุทาน
“อ๊ะ! พวกเจ้าอย่าเข้ามา!” ร่างเธอแวบหลบ เท้าพลันก้าวเคลื่อนทะลุผ่านข้างกายพวกเขาไป ขณะกำลังหนีไปด้านล่างสำนักพลังเร้นลับ ก็เห็นร่างคู่ชายหญิงขี่นกกระเรียนขาวมาทางนี้
“อ๊ะ! ศิษย์พี่โจวกับศิษย์พี่เกิ่ง!”
“จริงด้วย พวกเขามากันจริงๆแล้ว!”
“เด็กหนุ่มคนนี้แย่เสียแล้วล่ะ!”
“ใช่ นักเรียนเข้าใหม่แลกขนนกเคลือบหลากสีหนึ่งในสามสมบัติหอสวรรค์ไป พวกเขาต้องมาดูแน่ๆ ว่าหนุ่มน้อยคนนี้วิเศษวิโสอย่างไรกัน”
“ลำพังแค่นักเรียนเข้าใหม่คนเดียว ทำให้สิบผู้มีพรสวรรค์แห่งสำนักศึกษาเราแตกตื่นได้ เข้าช่างมีหน้ามีตานัก”
“ฮ่าๆๆ พวกเรารอดูเขาโดนจัดการเถอะ ศิษย์พี่โจวกับศิษย์พี่เกิ่งเป็นคนจากสำนักพลังวิญญาณ นอกจากนี้เบื้องหลังพวกเขายังมีกลุ่มอำนาจและคนหนุนหลังมากมาย แม้แต่ของที่พวกเขาถูกใจยังกล้าแย่ง เด็กหนุ่มคนนี้วอนหาเรื่องจริงๆ”
ระหว่างที่ทุกคนพูดคุยกัน สองคนที่ขี่นกกระเรียนขาวมานั้นยังไม่ลงมา แต่หยุดอยู่กลางอากาศ และพินิจมองเด็กหนุ่มชุดฟ้าเบื้องล่างจากบนลงล่าง โดยเฉพาะเมื่อเห็นขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นตรงเอวหนุ่มน้อย นัยน์ตาต่างเปล่งประกาย
ชายชุดขาวที่นั่งบนนกกระเรียนขาวจับจ้องเฟิ่งจิ่วด้านล่างด้วยแววตาคมกริบ ถามไปว่า “ศิษย์น้องคนนี้นามว่าอะไร?”
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองสองคนด้านบนและไม่คิดจะเอ่ยปาก แต่มองไปรอบๆ แล้วผลักคนที่ขวางทางออกเตรียมจะจากไป
น่าตลกจริงๆ เขาถามเธอต้องตอบด้วยหรือ? มีด้วยหรือการวางท่าถามคนอื่นจากด้านบนเนี่ย? เธอคร้านจะสนใจเขาแล้ว
เมื่อทุกคนเห็นหนุ่มน้อยชุดฟ้าคนนั้นหลังจากแค่ชำเลืองมองศิษย์พี่เกิ่งก็ผลักนักเรียนที่ขวางทางและเตรียมจะออกไป แต่ละคนต่างแอบสูดลมหายใจ
เด็กหนุ่มชุดฟ้าคนนี้จะหยิ่งยโสเกินไปแล้วกระมัง? ถึงกล้าเมินศิษย์พี่เกิ่ง?
ชายชุดขาวบนนกกระเรียนขาวเห็นเช่นนี้ แววตายิ่งเย็นชา จ้องมองหนุ่มน้อยคนนั้นพลางเอ่ยถามออกไปอีกครั้ง “ศิษย์น้องคนนี้ มีนามว่าอะไร?”
น้ำเสียงเขามีความเย็นเยียบ หนำซ้ำยังแฝงด้วยแรงกดดันพลังวิญญาณ นั่นเป็นแรงกดดันระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ ยามนี้ทั้งหมดล้วนจู่โจมไปทางเฟิ่งจิ่ว
นักเรียนโดยรอบสำนักพลังเร้นลับรู้สึกได้ถึงแรงกดดันระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณที่กวัดแกว่งไปในอากาศ แต่หนุ่มน้อยชุดฟ้าคนนั้นกลับเหมือนว่าไม่เป็นอะไร ยังเดินต่อไปโดยไม่เงยหน้ามอง และไม่ได้รับผลกระทบสักนิด
“เฮ้! เจ้าหนู ไม่ได้ยินที่ศิษย์พี่เกิ่งถามเจ้าหรือ?”
“เจ้าหนู เจ้ารู้จักระเบียบหรือเปล่า?”
นักเรียนรอบสำนักพลังเร้นลับตะโกนไป พร้อมล้อมเข้ามาขวางทางเฟิ่งจิ่วไว้อีกครั้ง
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนี้ก็ถอนหายใจเบาๆ มองพวกเขาพลางบอกว่า “พวกเจ้าทำอะไรเนี่ย? เป็นนักเรียนสำนักเดียวกันทั้งนั้น จะทำให้ข้าลำบากใจทำไม? ข้าไม่อยากโต้เถียงด้วย พวกเจ้ากลับยังไม่เลิกรา ไม่รู้หรือว่านักปราชญ์ก็มีโทสะ?”
คนพวกนี้สู้กันไปก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้เธอ ยังปรี่มาตรงหน้าเธอโดยไม่รู้จักประเมินตนแม้แต่น้อย เดิมทีนางเป็นคนใสซื่อ เรื่องการใช้อำนาจรังแกคนอ่อนแอเช่นนี้ไม่เหมาะกับเธอเลยจริงๆ
ตอนที่ 673: สาวงามขวางทาง
“โอ้? เจ้าโกรธเป็นด้วยหรือ? ฮ่าๆๆ เจ้าโกรธให้ดูหน่อยสิ!”
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองพวกเขาและไม่ได้พูดอะไร ไม่มีใครเห็นว่ามือเธอใต้แขนเสื้อขยับเล็กน้อย เธอเงยหน้ามองใบไม้ต้นข้างๆที่ถูกลมพัดไหวเบาๆ แล้วค่อยๆยกแขนขึ้นทัดผม
ไม่กี่ชั่วอึดใจเธอมองนักเรียนพวกนั้นพลางก้าวเดินต่อไป คิดว่าวันนี้ไม่ได้เจอพี่ชายเธอ เช่นนั้นค่อยมาครั้งหน้าดีกว่า! อืม หรือไม่ก็ให้พี่ชายเธอไปหายังได้ อย่างไรซะวันนี้หากการเคลื่อนไหวที่นี่แพร่ออกไป เขาคงรู้ว่าเธอมาหา
“เจ้าหนู ใครอนุญาตให้เจ้า…”
คำว่า ‘เดิน’ ยังไม่ทันเอ่ยออกมา สองขานักเรียนคนนั้นที่คิดจะก้าวเข้าไปดึงตัวหนุ่มน้อยก็อ่อนยวบ ร่างกายพุ่งไปข้างหน้าและล้มลงพื้นเพราะแรงเฉื่อยทันที
“อ๊าก!”
“เฮือก!”
“เกิดอะไรขึ้น?”
เสียงอุทานดังขึ้นเรื่อยๆ นักเรียนพวกนั้นที่อยู่ใต้ลมแต่ละคนร่างอ่อนยวบล้มลงบนพื้นแม้แต่ยืนยังทำไม่ได้ ส่วนพวกที่อยู่เหนือลมก็ตกใจกับภาพตรงหน้า ทุกคนล้วนถลึงตาจ้องมองเฟิ่งจิ่ว
“เจ้า! เป็นเจ้าใช่หรือไม่? เจ้าเป็นนักเรียนสำนักยา เจ้าต้องลูกไม้กลโกงอะไรแน่ๆ”
นักเรียนพวกนั้นที่อยู่เหนือลมกำลังด่าทอ ก็เห็นหนุ่มน้อยชุดฟ้ายกมือขึ้นพลิกสะบัดกระแสลมมาปะทะหน้า พวกเขาสูดเข้าไปตามสัญชาตญาณ รอจนมีปฏิกิริยาโต้ตอบคิดจะกลั้นลมหายใจก็ไม่ทันเสียแล้ว เพียงรู้สึกว่ากลิ่นอายนั้นแล่นเข้าสู่ร่างกาย เวลาต่อมาสองขาก็อ่อนเปลี้ยทรุดลงกับพื้น
เฟิ่งจิ่วเห็นนักเรียนสำนักพลังวิญญาณรอบข้างทรุดลงไปทีละคนทีละคน กล่าวอย่างจนใจยิ่ง “บอกพวกเจ้าว่าอย่าขวางทางดันไม่ฟังเสียนี่ แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรกับพวกเจ้าดี?”
เหล่านักเรียนแต่ละคนต่างถลึงตามองเด็กหนุ่มชุดฟ้าที่มีสีหน้าจนปัญญาอย่างโกรธเกรี้ยว คิดว่าเขาช่างต่ำช้าไร้ยางอาย! หากจะลงมือแค่นิ้วเดียวพวกเขาก็บดขยี้เขาได้!
เฟิ่งจิ่วมองพวกเขา ราวกับเดาว่าพวกเขาคิดอะไรในใจ ก่อนจะเผยรอยยิ้มมีเลศนัยออกมา “พวกเจ้าควรดีใจว่าที่ข้าใช้เป็นยา”
เธอสะบัดแขนเสื้อและก้าวเดินไปข้างหน้า ทว่าร่างสีขาวกลับกรีดกรายร่อนลงตรงหน้าเธอ
“รุ่นน้องคนนี้ ข้านามว่าโจวเซวียน เป็นนักเรียนสำนักพลังวิญญาณ ข้าอยากถามว่าขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนี้ตรงเอวเจ้าขายต่อได้หรือไม่? ข้าซื้อในราคาสูงได้นะ”
โจวเซวียนผู้สวมเครื่องแบบนักเรียนสีขาวของสำนักพลังวิญญาณมองหนุ่มน้อยชุดฟ้าตรงหน้าด้วยแววตางดงามที่มีความอ่อนโยน น้ำเสียงทั้งแผ่วเบาและเสนาะหู นุ่มนวลประทับใจเหล่าบุรุษ ทำให้คนหัวใจอ่อนปวกเปียก จนแทบอยากจะมอบขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นที่ตนเองครอบครองให้ด้วยสองมือแลกกับความรักจากสาวงาม
เฟิ่งจิ่วพินิจมองสาวน้อยชุดขาวที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้า เห็นนางอายุแค่สิบหกสิบเจ็ดเหมือนกัน รูปโฉมมีความงามชดช้อย กลิ่นอายบนร่างยิ่งอ่อนโยน น่าเสียดายที่ความหยิ่งผยองตรงกลางหว่างคิ้วนั้นทำลายสิ้นซึ่งความงาม ทำให้นางดูลดทอนลงไปมาก
เทียบกับความงามของเยี่ยจิง สาวน้อยนามโจวเซวียนคนนี้ด้อยกว่าไม่น้อยเลย
ใช่ เยี่ยจิงไม่เพียงเป็นหนึ่งในสิบผู้มีพรสวรรค์ ยังเป็นสาวงามอันดับหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับของสำนักศึกษา ความโดดเด่นไม่ใช่ที่คนทั่วไปจะเทียบได้
เห็นสายตาหนุ่มน้อยชุดฟ้าตรงหน้ากำลังพินิจมองบนร่างตนเอง โจวเซวียนฝืนกลั้นความเกลียดชังและรักษารอยยิ้มอบอุ่นไว้ พลางมองเด็กหนุ่มชุดฟ้าตรงหน้าด้วยแววตาอ่อนโยนมีความเหนียมอายบางส่วน
ก่อนหน้านี้เหลือบมองแค่เผินๆ ยามนี้ดูใกล้ๆ ถึงพบว่าหนุ่มน้อยคนนี้หน้าตางดงามเช่นนั้น
ความซุกซนร่าเริงตรงกลางหว่างคิ้ว ท่าทีมั่นใจในแววตา และความแพรวพราวสะดุดตา ทำให้คนเห็นแค่แวบเดียวก็ไม่อาจละสายตาได้อีก
ตอนที่ 674: เสน่ห์ยากต้านทาน
อาจเพราะใบหน้าหนุ่มน้อยงดงามเกินไป หรืออาจเพราะแววตาเขาทั้งลึกล้ำและน่าพิศวง จากความเกลียดชังในคราแรกมาถึงความอึดอัดบ้างเล็กน้อยในยามนี้ สีหน้าโจวเซวียนก็ค่อยๆแดงก่ำขึ้นมาจริงๆ ท่าทีมีความอ้อนแอ้นเหนียมอายเช่นสาวน้อย
ภายใต้การจับตามองของหนุ่มน้อย แววตางดงามหลุบต่ำลงเล็กน้อยอย่างเขินอาย ในใจมีความประหม่าที่ไม่ควรมี
เฟิ่งจิ่วไม่ได้สังเกตว่าท่าทีก่อนหลังนางเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม เพียงเปรียบเทียบโจวเซวียนตรงหน้ากับเยี่ยจิงเท่านั้นเอง ไม่ได้ใช้ความคิดอะไรมากมายเลยจริงๆ
อืม ยิ่งไปกว่านั้นเดิมทีเธอก็เป็นผู้หญิง แม้จะชื่นชมสาวงามแต่ก็แค่ชื่นชม ไม่มีทางมีความคิดอื่นใด
ดังนั้นเธอจึงเผยรอยยิ้ม และเอ่ยอย่างเสียใจ “ขอโทษจริงๆ ขนนกชิ้นนี้ข้าเองก็ชอบเช่นกัน ไม่คิดจะปล่อยขายหรอก”
โจวเซวียนเห็นรอยยิ้มทรงเสน่ห์เบ่งบานบนใบหน้างดงามของหนุ่มน้อย ก็หลงมันไปโดยไม่ตั้งใจ มองด้วยความตกใจ แล้วกระซิบเสียงเบา “โอ้ ไม่เป็นไร ข้าแค่ลองถาม”
กลางอากาศ เมื่อรุ่นพี่เกิ่งคนนั้นเห็นโจวเซวียนมองเด็กหนุ่มด้วยแววตาเผยความหลงใหล ดวงตาฉายแววเย็นเยียบโดยไม่รู้ตัว แววตาคร่ำเครียดเล็กน้อย ยามที่สายตาหยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่วก็เผยจิตสังหารผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กหนุ่มชุดฟ้าคนนี้หน้าตาโดดเด่นมากจริงๆ ความ.งดงามบนใบหน้าทั่วทั้งในสำนักศึกษาช่างเห็นได้ยากยิ่ง ก่อนหน้านี้เขายังไม่เผยรอยยิ้มก็เรื่องหนึ่ง ใบหน้าหลังเผยรอยยิ้มยิ่งแตกต่าง มิน่ารุ่นพี่โจวถึงมองเสียจนตาค้าง
หนุ่มน้อยคนนี้ มีแค่เขาที่ยอมรับว่าเด็กหนุ่มมีคุณสมบัติมากพอให้ผู้หญิงหลงใหลจริงๆ
เหล่านักเรียนสำนักพลังเร้นลับที่โดนวางยาและนอนอยู่บนพื้นแต่ละคนต่างมองกันตาค้าง สำนักพลังเร้นลับส่วนมากเป็นผู้ชาย ยามนี้พวกที่รับเข้ามาก็แทบจะเป็นนักเรียนชายเหมือนกันหมด และในหมู่พวกเขายังมีคนไม่น้อยที่หลงรักโจวเซวียนคนสวยมากเสน่ห์ตรงหน้าผู้นี้
แต่เมื่อพวกเขาเห็นผู้หญิงที่ตนหลงรักแม้แต่รอยยิ้มหนุ่มน้อยคนนั้นยังหลงอย่างไม่อาจต้านทาน ขณะที่ตกตะลึงก็ยิ่งโกรธเคือง
น่ารังเกียจเกินไปแล้ว!
วิ่งมาโอ้อวดของวิเศษถึงสำนักพลังเร้นลับพวกเขาไม่พอ ยังวางยาทำให้พวกเขาแต่ละคนร่างกายอ่อนเปลี้ยยืนไม่ขึ้น แต่สิ่งที่เกลียดที่สุดคือหนุ่มน้อยคนนี้ยังกล้ายั่วยวนรุ่นพี่โจวต่อหน้าคนมากมายเพียงนี้ และทำเหมือนไม่มีพวกเขาอยู่ด้วย! ระรานกันมากเกินไปแล้วจริงๆ!
“เอาละ ข้าต้องไปก่อน” เฟิ่งจิ่วหรี่ตายิ้มเอ่ย มองโจวเซวียนที่ยังนิ่งอึ้งจ้องเธอ ถึงจะสาวก้าวออกไป
ครั้งนี้ไม่มีใครห้ามปรามและไม่มีใครเข้าไปขวาง
ทุกคนต่างมองหนุ่มน้อยชุดฟ้าคนนั้นเดินวางมาดจากไป ในทางตรงกันข้าม ที่สำนักพลังเร้นลับนั้นกลับมีนักเรียนหลายสิบคนนอนอยู่…
ขณะที่เดินไปตลอดทาง ลูกศิษย์สำนักศึกษาที่พบระหว่างทางแต่ละคนล้วนใช้สายตาจับจ้องเธอ รวมถึงขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นตรงเอวด้วย เธอเห็นเสียจนขนลุก สุดท้ายจึงเก็บขนนกชิ้นนั้นตรงเอวไปอย่างรับไม่ไหว
“จริงๆเลย แต่ละคนทำเหมือนไม่เคยเห็นโลกกว้าง แค่ขนนกชิ้นเดียว? ก็แค่วัตถุเวทไม่ใช่หรือ? ทุกคนต่างจ้องมองราวกับหมาป่าหิวโหยจ้องเนื้อ ท่าทางน้ำลายสอเช่นนั้นข้ารับไม่ไหวจริงๆ”
เธอพึมพำ แล้วเลือกเดินไปตามถนนเส้นเล็กมายังสถานที่ที่ค่อนข้างห่างไกลถึงจะโยนขนนกชิ้นนั้นขึ้น เห็นมันขยายใหญ่พร้อมปล่อยลำแสงเต็มไปด้วยสีสันอยู่เบื้องหน้า ดวงตาเธอเปล่งประกาย กระโดดขึ้นไปนั่งเบาๆ ถึงจะมุ่งไปยังอาศรม
ตอนเธอแลกสมบัติมาทำให้แต่ละสำนักต่างฮือฮา ตอนไปกลับเงียบเชียบไร้เสียง ถึงขั้นที่นักเรียนพวกนั้นนึกว่าเธอเป็นนักเรียนสำนักยา…
ตอนที่ 675: ข้ามีพี่ชาย
เมื่อกลับถึงอาศรม เห็นเสี่ยวเหยนั่งเฝ้าอยู่ด้านนอกอย่างเชื่อฟัง เหล่าไป๋เดินไปรอบๆนอกอาศรม ส่วนอสูรกลืนเมฆาก็นอนบนพื้นหญ้าโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าด้วยความเกียจคร้าน
เยี่ยจิงยังไม่ตื่นหรือ? ในใจเฟิ่งจิ่วนึกสงสัย เดินผ่านสามอสูรเข้าอาศรมไปดู ถึงจะเห็นว่าเยี่ยจิ่งที่ตื่นมาแล้วนั่งอยู่ตรงโต๊ะหิน
“เจ้าตื่นแล้วหรือ?” ตื่นแล้วทำไมยังไม่ไปอีก? คำพูดนี้เธอไม่ได้ถามออกไป
เยี่ยจิ่งหันกลับไปเห็นตรงเอวหนุ่มน้อยมีขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นประดับไว้ ก็แปลกใจทันที “เจ้ามีสิ่งนี้ได้อย่างไร?”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็ยกริมฝีปากขึ้นยิ้ม นั่งลงตรงโต๊ะ แล้วหยิบขนนกชิ้นนั้นมาเล่นในมือ “แน่นอนว่าข้าใช้คะแนนคุณงามความดีแลกกลับมา!”
ได้ยินคำพูดนี้แล้วเยี่ยจิงตกใจ นึกถึงว่าหมีดำตัวใหญ่ระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์นั่นก็เชื่อฟังคำพูดเขาอย่างว่าง่าย จึงขยับปากทันทีแต่ไม่ได้ถามอะไร แม้จะคิดว่าเหลือเชื่อไปหน่อย
แต่ตลอดทางที่ตามเด็กหนุ่มออกมา สัตว์อสูรต่างๆในเทือกเขาหมื่นอสูรเห็นเขาแล้วไม่หลบก็หนี ปรากฏการณ์แปลกๆเช่นนั้นเธอบอกไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร
ชัดเจนว่าเด็กหนุ่มคนนี้พละกำลังดูไม่แข็งแกร่ง ครั้งก่อนบนถนนใหญ่ยังโดนนางไล่กวดไปทั่วท้องถนนจนต้องซ่อนตัว แต่กับสัตว์อสูรดันเหมือนเป็นอีกอย่าง
“ขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนี้มีนักเรียนเพ่งเล็งไม่น้อย เจ้าต้องระวังหน่อย พวกเขาจะได้ไม่มาหาเรื่องเจ้า” นางกล่าวเตือนเสียงเบา
“แหะๆ ข้ารู้แล้ว” เฟิ่งจิ่วยิ้มรับ ไม่ได้บอกนางว่าเมื่อครู่โดนคนขัดขวางเสียจนเกือบจะกลับมาไม่ได้
นางมองหนุ่มน้อยผู้ไม่ยี่หระคนนี้ พร้อมเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาน้อยๆ “ขอบใจเจ้านะ” เห็นเด็กหนุ่มโบกๆมืออย่างไม่แยแส จึงเอ่ยถามเสียงค่อย “เจ้าเป็นนักเรียนสำนักยาเซียนที่เข้ามาใหม่ปีนี้หรือ?”
“อืม” เฟิ่งจิ่วขานรับ ล้วงผลไม้ออกมาจากในแขนเสื้อ แล้วโยนให้นางลูกหนึ่ง
เยี่ยจิงรับไว้ จากนั้นค่อยถามว่า “ข้ายังไม่รู้เลยว่าเจ้าชื่ออะไร! บอกข้าได้หรือไม่?”
“เฟิ่งจิ่ว”
“ข้าเยี่ยจิง” นางยิ้มเล็กน้อย บอกอีกว่า “เจ้าก็รู้แล้ว”
“อืม รู้แล้ว รู้แล้ว หนึ่งในสิบผู้มีพรสวรรค์ของสำนักศึกษา ซ้ำยังเป็นสาวงามอันดับหนึ่ง” เฟิ่งจิ่วยิ้มเอ่ย มองเยี่ยจิงพลางพยักหน้า “สมกับฉายานามสาวงามอันดับหนึ่งจริงๆ”
เยี่ยจิงได้ยินเช่นนี้ก็เอ่ยยิ้มๆอย่างกลั้นไม่อยู่ “สาวงามอันดับหนึ่งอะไร? เป็นเรื่องที่นักเรียนในสำนักศึกษาพูดเล่นๆกันทั้งนั้น”
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนี้ก็ขบคิดในใจ จ้องมองนางเนิ่นนาน ก่อนจะหรี่ตายิ้มถามว่า “ข้าขอถามเจ้าเรื่องหนึ่งสิ!”
เห็นหนุ่มน้อยจ้องมองตนเองเช่นนั้น เยี่ยจิงเขินอายนิดหน่อย แล้วถามว่า “เรื่องอะไรหรือ?”
เด็กหนุ่มคนนี้หน้าตางดงามจริงๆ แต่ให้ความรู้สึกแปลกมากๆ เห็นชัดๆว่าเขากำลังมองนาง นัยน์ตากลับไม่มีความละโมบหรือลุ่มหลงเหมือนคนอื่น มีเพียงความชื่นชมอย่างใจกว้าง ทำให้เธอมองมุมต่างออกไปบ้าง
“เจ้าหมั้นแล้วหรือยัง? มีคนที่ชอบไหม?”
“หา?”
นึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มจะถามเช่นนี้ออกมา เยี่ยจิงอึ้งไปพักหนึ่ง สีหน้าแดงก่ำเล็กน้อย หากไม่เห็นว่าในดวงตาเขาไม่มีความนัยอื่น คงคิดว่าเขามีใจให้กับนางจริงๆ!
“ข้ายังไม่ได้หมั้น และไม่มีคนที่ชอบ” กล่าวคำพูดนี้จบ นางก็เขินไปหมดแล้ว ถามว่า “เจ้าถามเรื่องนี้ทำไม?”
“แหะๆ เรื่องนี้ ข้าจะบอกกับเจ้านะ!”
เฟิ่งจิ่วหรี่ตามยิ้มจ้องมองนาง ยิ่งมองยิ่งพอใจ “ข้ามีพี่ชายชื่อกวนสีหลิ่น หน้าตาดีเหมือนกัน ร่างกายกำยำแข็งแรง นิสัยแน่วแน่ใจดีกับคนมีใจรับผิดชอบ พละกำลังก็โดดเด่นอย่างยิ่ง เจ้าจะพิจารณาเสียหน่อยหรือไม่? เขาไม่เลวเลยนะ”
ตอนที่ 676: เจ้าหนูนั่นอยู่สำนักยาเซียน!
เยี่ยจิงได้ยินก็อ้าปากค้างด้วยความตะลึง พลางมองหนุ่มน้อยที่ยิ้มแย้มรับหน้าที่เป็นพ่อสื่ออย่างเสียอาการไปบ้าง และพูดอะไรไม่ออกไปสักพัก
“เป็นอย่างไร? อันที่จริงไม่ต้องรีบตอบหรอก เจอกันสักหน่อย ลองดูความรู้สึกแรกพบและทุกอย่าง รู้สึกว่าไม่เลวค่อยพัฒนาไปอีกขั้นก็ได้ ข้าขอบอกเจ้านะ ข้าเห็นว่าเป็นเจ้าถึงได้แนะนำพี่ชายข้าให้ ผู้หญิงคนอื่นอยากได้โอกาสเช่นนี้ยังไม่มีเลย!”
ได้ยินคำพูดนี้เยี่ยจิงพูดไม่ออกบอกไม่ถูกนิดหน่อย หนุ่มน้อยคนนี้เปลี่ยนความประทับใจที่นางมีต่อเขาใหม่อีกครั้ง ช่าง… พูดอย่างไรดี? เป็นความแปลกระคนน่าสนใจ
“เวลาก็ค่ำแล้ว ข้าต้องกลับไป” นางลุกยืนขึ้นยิ้ม ปัดๆกระโปรงพลางมองเด็กหนุ่ม
“ขาเจ้าเดินได้แล้วหรือ? ต้องให้ข้าไปส่งหรือเปล่า?” เฟิ่งจิ่วยืนขึ้นเอ่ยถาม
นางส่ายหน้ายิ้มๆ “ไม่ต้องหรอก ก่อนเจ้ากลับมาข้าเป่านกหวีดเรียกนกกระเรียนขาวมา คงจะถึงแล้ว”
ดังนั้นเฟิ่งจิ่วจึงแค่ส่งนางออกจากอาศรม และคอยอยู่ด้านนอกเป็นเพื่อนนาง พลางบอกว่า “ข้าพูดจริงๆนะ เจ้าพิจารณาเสียหน่อย รอครั้งหน้ามีโอกาสข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก”
เยี่ยจิงแค่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร เมื่อนางเห็นหมีดำตัวใหญ่ยังหมอบนั่งอยู่ตรงนั้น ก็ถามทันทีว่า “มันไม่กลับไปหรือ? ทำไมยังอยู่ที่นี่อีก?”
“อืม มันติดข้าเสียแล้ว” เฟิ่งจิ่วกางแขนเอ่ยอย่างจนปัญญา
เยี่ยจิงเห็นเช่นนี้ก็ตกใจเล็กน้อย จากนั้นค่อยส่งเสียงหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นนกกระเรียนขาวบินมากลางเวหา บินวนสักพักและร่อนลงเบื้องหน้า ก็มองไปยังหนุ่มน้อยข้างกาย บอกว่า “เฟิ่งจิ่ว ข้ายินดีที่ได้รู้จักเจ้า ครั้งหน้าข้าจะมาอีก”
ได้ยินเช่นนี้รอยยิ้มบนหน้าเฟิ่งจิ่วยิ่งลึกขึ้น “อืม ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าเช่นกัน มีเวลามาอีกข้าก็ยินดีต้อนรับ” เธอยิ้มกล่าว แล้วมองนางนั่งนกกระเรียนขาวออกไป และหายไปยังอีกด้านหนึ่งของภูเขา
เวลาเดียวกันนี้ นักเรียนสำนักพลังเร้นลับพวกนั้นหลังจากฟื้นตัวต่างพาคนเร่งไปยังสำนักยา วางแผนคิดบัญชีกับหนุ่มน้อยชุดฟ้า ใครจะรู้ว่าถามไปทั่วสำนักก็บอกว่าไม่มีคนคนนั้น
“หา! ข้าได้ยินว่าปีนี้สำนักยาเซียนมีนักเรียนเข้าใหม่คนเดียว เจ้าหนูนั่นจะเป็นคนสำนักยาเซียนหรือเปล่า?”
“ไป! ไปดูเสียหน่อย! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะจัดการเขาไม่ได้!”
ดังนั้นคนกลุ่มใหญ่จึงมุ่งไปยังสำนักยาเซียนอย่างเอิกเกริก…
ส่วนทางอีกด้านหนึ่ง ชายชราที่หอสวรรค์ก็ตามหาเจ้าสำนักกับรองเจ้านักพบ แล้วเล่าเรื่องเฟิ่งจิ่วคนนี้ให้พวกเขาฟังสักพัก อยากเห็นเสียหน่อยว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นไร ถึงอย่างไรการที่นักเรียนเข้าใหม่คนนี้นำคะแนนคุณงามความดีหนึ่งล้านแปดแสนมาแลกของล้ำค่าไปก็ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่!
ใครจะรู้ว่าสองคนที่เดิมทีไม่ค่อยสนใจหลังจากได้ยินคำพูดชายชราต่างอึ้งไปพักหนึ่ง หลังจากได้สติรองเจ้าสำนักก็ลุกยืนขึ้นด้วยความตกใจ “เจ้าบอกว่าใครนะ? เฟิ่งจิ่ว? ชื่อเฟิ่งจิ่วจริงๆหรือ?”
“อืม เป็นเด็กหนุ่มอายุสิบหกนามเฟิ่งจิ่ว รูปร่างหน้าตา.งดงามยิ่ง” ชายชราพยักหน้า เห็นรองเจ้าสำนักท่าทางตื่นเต้น เปลือกตายกขึ้นเล็กน้อย ถามว่า “หนุ่มน้อยคนนี้เป็นญาติท่านรองเจ้าสำนักหรือ?”
“ฮ่าๆๆ พูดอะไรน่ะ? หากข้ามีญาติเช่นนี้ก็ดีสิ ข้าจะบอกเจ้าว่าข้าตามหาเด็กหนุ่มคนนี้มานานแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะเข้ามาสำนักศึกษาหมอกดาราเราจริงๆ และยิ่งไม่คิดว่าเขาจะวิ่งไปสำนักยาเซียน เจ้าหนูนี่ยังไม่เข้าใจการกลั่นยาเซียนหรือไร?” นึกถึงความเป็นไปได้นี้ ทั้งหัวใจรองเจ้าสำนักก็ตื่นเต้นไปหมด
ชายชราเห็นเช่นนี้จึงสงสัยอยู่บ้าง ถามว่า “ท่านตื่นเต้นอะไร? แค่เด็กหนุ่มคนเดียวไม่ใช่หรือ?”
“เฮ้อ เจ้าไม่รู้เรื่องหรอก!” เขาโบกๆมือ “พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ ไม่ได้ ข้าต้องรีบไปดูเสียหน่อย”
ตอนที่ 677: ปิดล้อมอาศรม
รองเจ้าสำนักกล่าวพลางหัวเราะร่า กำลังจะไปดูที่สำนักยาเซียนเสียหน่อย ก็เห็นอาจารย์คนหนึ่งเดินรีบร้อนเข้ามา “ท่านเจ้าสำนัก แย่แล้ว พวกนักเรียนสำนักพลังวิญญาณพูดอะไรก็ไม่ฟัง แต่ละคนบอกจะไปคิดบัญชีคน คนเกือบร้อยวิ่งไปสำนักยาเซียนกันหมดแล้วขอรับ”
พวกเขาได้ยินก็อึ้งไปสักพัก เจ้าสำนักถามว่า “นี่มันเรื่องอะไรกัน? วิ่งไปคิดบัญชีคนถึงสำนักยาเซียน?”
“ใช่ขอรับ! ขนนกเคลือบหลากสีหนึ่งในสามสมบัติหอสวรรค์ถูกเด็กหนุ่มชุดฟ้าแลกไป ขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นเป็นสมบัติที่สิบผู้มีพรสวรรค์ของสำนักศึกษาต่างจับจ้อง ยามนี้กลับมีนักเรียนเข้าใหม่ได้ไป อย่าว่าแต่พวกเขายังไม่เท่าไร คนในสำนักศึกษาเห็นเด็กหนุ่มประดับขนนกชิ้นนั้นไว้ตรงเอวและเดินกรีดกรายไปทั่วแต่ละคนล้วนโดนปลุกปั่น”
อาจารย์คนนั้นปาดเหงื่อ บอกอีกว่า “แต่เด็กหนุ่มคนนี้ไม่รู้เป็นมาอย่างไร วิ่งไปสำนักพลังเร้นลับ ลูกศิษย์สำนักพลังเร้นลับพวกนั้นขวางเขาไว้และถามว่าเขามีคนหนุนหลังหรือไม่ ภายหลังเกิดทะเลาะวิวาท ยังไม่ทันลงมือพวกนักเรียนสำนักพลังเร้นลับก็ล้มกันหมด แต่ละคนร่างนอนอยู่บนพื้นเกือบหนึ่งชั่วยามอย่างไร้เรี่ยวแรง”
ชายชราคนนั้นจากหอสวรรค์ได้ยินก็ขยับปากและพูดอะไรไม่ออกสักพัก
“คนสำนักพลังเร้นลับหลังจากฟื้นตัวกลับมาก็ไปตามหาถึงสำนักยา ที่นั่นบอกว่าไม่มีคนคนนั้น พวกเขายังวิ่งไปสำนักยาเซียน คนกว่าร้อยคนเชียวนะขอรับ! รั้งไว้ก็ไม่อยู่ ข้ากลัวจะเกิดเรื่องจึงเข้ามาถามว่าเรื่องนี้ต้องจัดการอย่างไร?”
“สร้างปัญหาอีกแล้ว!”
รองเจ้าสำนักตะโกนลั่น แม้รู้ว่าหนุ่มน้อยคนนั้นพลังแข็งแกร่ง มีพรสวรรค์สูง กลับถ่อมตัวและใจดี จะจงใจประดับขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นเดินโอ้อวดไปทั่วได้เช่นไร?
เขาไปสำนักพลังเร้นลับคงไปหากวนสีหลิ่น พี่ชายคนนั้นของเขา แต่ลูกศิษย์สำนักพลังเร้นลับพวกนี้ก็เกินไป ด้วยพละกำลังวรยุทธ์ของเด็กหนุ่ม หลังจากเข้าสำนักจะหาคะแนนคุณงามความดีเกือบสองล้านไม่ได้ได้อย่างไร?
อะแฮ่ม!
แม้เรื่องนี้จะเหลือเชื่อไปหน่อยจริงๆ แต่สำหรับหนุ่มน้อยผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นคงไม่ใช่เรื่องยากอะไรไม่ใช่หรือ? แต่คนสำนักพลังเร้นลับก็ทำเกินไป ตนเองแลกไม่ได้ยังไม่ให้คนอื่นแลกอีกหรือ?
นึกถึงตรงนี้ รองเจ้าสำนักก็ตะคอกด้วยสีหน้าโกรธเคือง “แข็งข้อกันไปหมดแล้ว! ยังมีระเบียบอยู่อีกหรือ?” เขาหันกลับไปบอกเจ้าสำนัก แล้วพาอาจารย์สำนักพลังเร้นลับคนนั้นไปยังสำนักยาเซียน
ชายชราจากหอสวรรค์เห็นท่าทางรองเจ้าสำนักสะบัดแขนเสื้อไปอย่างเกรี้ยวกราด ก็มองไปยังเจ้าสำนัก และถามว่า “เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ใช่ญาติเขาจริงๆหรือ?”
เจ้าสำนักหรี่ตายิ้มลูบๆเครา “เหอะๆๆ มา นั่งเถอะ! ข้าจะเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟังเสียหน่อย…”
นักเรียนสำนักพลังเร้นลับบ้างมียานพาหนะเหาะเหิน บ้างไม่มี ด้วยเหตุนี้คนที่มีจึงพาคนไม่มีติดไปด้วย คนร้อยกว่าคนมาถึงยอดเขาสำนักยาเซียนอย่างยิ่งใหญ่โดยใช้เวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป พวกเขาตามหาไปรอบๆ รู้ทางไปอาศรมของเฟิ่งจิ่วจากผู้ดูแลซุน แล้วทุกคนก็รีบเร่งมา
ผู้ดูแลซุนเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดี จึงรีบร้อนไปหาเหล่าอาจารย์สำนักยาเซียน
ส่วนเฟิ่งจิ่วยามนี้ หลังจากส่งเยี่ยจิงไปก็กลับเข้าอาศรมมาแช่น้ำอย่างสบายใจ ด้วยเหตุนี้จึงไม่รู้เรื่องภายนอก
คนสำนักพลังเร้นลับมาถึงอาศรมที่เฟิ่งจิ่วอยู่อย่างโมโหปึงปัง ล้อมอาศรมไว้พลางตะโกนเสียงเกรี้ยวกราด “เจ้าหนู! ออกมาซะ!”
“ออกมา!”
“ออกมาเร็วเข้า!”
เฟิ่งจิ่วที่แช่น้ำได้ยินการเคลื่อนไหวด้านนอกก็ผงะไปเล็กน้อยสักพัก ยังคงลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า
ส่วนด้านนอกหมีดำตัวใหญ่ที่หาอาหารกับเหล่าไป๋ในป่าละแวกใกล้เคียงหลังจากได้ยินการเคลื่อนไหวที่อาศรมนี้ก็วิ่งกลับมาทันควัน เมื่อเห็นที่นั่นมีคนไม่น้อยล้อมไว้ ทันใดนั้นก็คำรามอย่างโมโหและกระโจนไปทางคนพวกนั้น
“กรร!”
ทุกคนได้ยินเสียงหมีคำราม หันกลับไปมองก็ตกใจเสียจนถอยห่างอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าเปลี่ยนไปยกใหญ่ทันที…
ตอนที่ 678: พวกเจ้าบังคับข้า!
“ตุบ!”
หมีดำตัวใหญ่กระโจนลงพื้นอย่างแรง เฝ้าอยู่ด้านหน้าอาศรมพลางแยกเขี้ยวแหลมคมจ้องเหล่านักเรียนโดยรอบที่ถอยห่างด้วยความรวดเร็ว กลิ่นอายอสูรศักดิ์สิทธิ์ทั่วร่างจู่โจมไปพร้อมกับเสียงคำรามทุ้มต่ำ นักเรียนพวกนั้นตกใจเสียจนสีหน้าขาวซีด หวาดกลัวไม่สิ้นสุด
“สวรรค์! ทำไมที่นี่ถึงมีหมีดำตัวใหญ่ระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ด้วยล่ะ!”
เหล่านักเรียนที่เดิมทีปิดล้อมอาศรมไว้สีหน้าซีดเผือดไม่กล้าเข้าไป ด้วยวรยุทธ์พวกเขาสู้อสูรศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้แน่นอน แต่อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่ควรอยู่ในส่วนลึกของเทือกเขาหมื่นอสูรทำไมถึงวิ่งมาที่นี่?
“กรร!”
หมีดำตัวใหญ่คำรามด้วยความโมโห กลับไม่ได้กระโจนเข้าไป เพราะเฟิ่งจิ่วเคยสั่งไว้ว่าอยู่สำนักศึกษานี้จะทำร้ายคนด้านในไม่ได้ ด้วยเหตุนี้มันจึงแค่ขู่พวกเขา
บริเวณไม่ไกลเหล่าไป๋ย่างกีบม้าเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า เงยหน้ากวาดมองนักเรียนรอบๆ จมูกพ่นลมหายใจสองสาย เห็นในหมู่พวกนั้นไม่มีแม้แต่สาวงาม จึงสะบัดหางอย่างเบื่อหน่าย แล้วหาที่นอนหมอบลง
“เจ้าบ้า! นั่นม้าประหลาดอะไรกัน? ภายในสำนักศึกษาทำไมถึงมีของเช่นนี้?”
“ดูสิ! ทางเข้าอาศรมยังมีหมาน้อยด้วย!”
นักเรียนคนหนึ่งอุทานขึ้น พลางชี้อสูรกลืนเมฆาที่ก้าวเท้าเล็กสั้นเดินออกมาจากในอาศรม และนอนลงตรงทางเข้า อสูรกลืนเมฆาตัวน้อยขนปุกปุยดูไม่มีอันตรายเช่นนี้ ใครก็มองไม่ออกว่ามันเป็นสัตว์เทวะ
“ที่นี่เป็นที่พักในสำนักยาเซียนของเจ้าหนูนั่นจริงหรือ? ไม่ใช่สถานเลี้ยงสัตว์หรือ?”
ยามนี้เฟิ่งจิ่วที่สวมชุดสีฟ้าประดับขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นไว้ตรงเอวเดินออกมา มองคนกว่าร้อยคนนั้นแล้วยิ้มๆ “นี่พวกเจ้าทำอะไรกัน?”
“เจ้าหนู เจ้ายังกล้ายิ้มอีก!” หนึ่งคนในนั้นเห็นเฟิ่งจิ่วเดินออกมา ก็มองอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าไปอวดโอ้ถึงสำนักพลังเร้นลับ วันนี้พวกเราไม่ปล่อยเจ้าแน่!”
“จริงด้วย! เจ้าหนู เจ้าออกมา พวกเราต้องท้าประลองกับเจ้า!”
“ใช่! ต้องทำให้เจ้ารู้ถึงความร้ายกาจของพวกเรา!”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะเบาๆ สองแขนกอด.อกพิงอาศรม “ช่างมันเถอะ! พวกเจ้าอ่อนแอเกินไปจริงๆ จะสู้กับพวกเจ้าก็น่าอายเกินไปหน่อย รีบๆกลับไปเสีย! เสี่ยวเฮยของข้าจะได้ไม่โกรธ ข้าเองยังรั้งไม่ไหว”
“กรร!”
ราวกับยืนยันคำพูดเฟิ่งจิ่ว หลังสิ้นเสียงเธอหมีดำตัวใหญ่นั่นก็คำรามเสียงต่ำ
ลูกศิษย์สำนักพลังเร้นลับพวกนั้นที่กำลังจะเข้าไปเห็นยังถอยหลังไปก้าวหนึ่งทันที ทั้งขุ่นเคืองและไม่ยอมอยู่บ้าง พร้อมจ้องมองหนุ่มน้อยชุดฟ้าคนนั้นอย่างมีความเคียดแค้น
“เข้ามาให้หมด! พวกเราไม่เชื่อหรอกว่าจะจัดการเจ้าหนูนี่ไม่ได้!” นักเรียนคนหนึ่งตะโกนเสียงดัง และเป็นผู้นำพุ่งเข้าไป
คนอื่นๆ เห็นท่าทางแต่ละคนจึงกำหมัดพุ่งไปข้างหน้า คนครึ่งหนึ่งล้อมโจมตีหมีดำตัวใหญ่นั่น ส่วนอีกครึ่งกลับทำลายเขตอาคมของอาศรม
เห็นภาพด้านนอกที่วุ่นวายไปหมด เฟิ่งจิ่วยังสะดุ้งใจจริงๆ รีบตะโกนไปว่า “พวกเจ้าอยากตายจริงหรือ? เสี่ยวเฮยของข้าเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ แค่หนึ่งฝ่ามือก็มากพอจะกินพวกเจ้าในหม้อเดียวแล้ว”
“หึ! แค่ต้องกำราบเจ้า! แล้วจัดการอสูรศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่น! หากพวกเรามาเสียเที่ยว เช่นนั้นถึงจะขายหน้า!”
“จริงด้วย! แค่ต้องกำราบเจ้า!”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็ถลึงตา “พวกจะ พวกเจ้าจะรังแกกันเกินไปแล้ว!” มีอย่างที่ไหนคนกว่าร้อยล้อมโจมตีเธอคนเดียว? คนพวกนี้ทำเกินไปแล้ว คิดว่าจะรังแกเธอได้ง่ายๆจริงหรือ?
“ได้! พวกเจ้าบังคับข้า เช่นนั้นก็อย่ามาโทษกัน!”
เธอเอ่ยอย่างฉุนเฉียว พลางม้วนแขนเสื้อขึ้นคิดจะพุ่งออกไปซ้อมพวกเขาสักยก แต่ในเวลานี้เอง มีเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดดังมาจากฟากฟ้า
ตอนที่ 679: ไม่ได้เด็ดขาด
“ทุกคนหยุด!”
เสียงตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวปานสายฟ้าลอยมาจากเบื้องบน แรงกดดันดุจลายน้ำกวัดแกว่งไปรอบๆ ทำให้ทุกคนเบื้องล่างถอยไปหลายก้าวด้วยฝีเท้าซวนเซ แต่ละคนเลือดลมภายในร่างปั่นป่วนคล้ายจะพุ่งขึ้นลำคอ ขณะที่ตกใจพวกเขามองไปบนท้องฟ้า มองไปก็กระสับกระส่ายทันที
“ท่านรองเจ้าสำนัก!”
“ท่านรองเจ้าสำนักมาได้อย่างไร?”
“เรื่องนี้แม้แต่รองเจ้าสำนักยังแตกตื่น!”
เฟิ่งจิ่วเงยหน้ามองไป เห็นชายชราคนนั้นชุดคลุมพลิ้วไหวพาอาจารย์คนหนึ่งบินมาบนฟ้าและร่อนลงหน้าอาศรมในชั่วพริบตา เมื่อเธอเห็นชายชราคนนั้นมาทางนี้ ดวงตาเผยความประหลาดใจ มุมปากกระตุกทันที ก่อนจะก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย
“ใครเป็นผู้นำมาก่อเรื่องถึงที่นี่?” รองเจ้าสำนักถลึงตากวาดมองเหล่านักเรียนแต่ละคนที่ก้มหน้าก้มตา ตะคอกบอกว่า “อยากโดนไล่ออกหรือไร? ยังไม่รีบไสหัวกลับไปอีก!”
ทุกคนได้ยินคำว่าไล่ออกก็ตกใจเสียจนเหงื่อออกฝ่ามือ ไม่กล้าอยู่ต่อและจากไปอย่างลนลานทันที ไม่ทันไรก็วิ่งไปจนไม่เหลือสักคน
อาจารย์คนนั้นที่มาด้วยกันกับรองเจ้าสำนักเห็นเช่นนี้ก็ส่ายหน้า ถอนหายใจเบาๆ ถึงจะมองไปยังหนุ่มน้อยชุดฟ้าที่ยืนอยู่ในอาศรม
“เหอะๆ เฟิ่งจิ่ว เจ้าไม่รีบเปิดเขตอาคมให้ข้าเข้าไปเล่า?” รองเจ้าสำนักหรี่ตายิ้มมองเฟิ่งจิ่ว เห็นเด็กหนุ่มคนนี้อีกครั้งเพียงรู้สึกระรื่นในใจ
เขาเห็นกำลังและพรสวรรค์ของเด็กหนุ่มมากับตาตนเอง จึงมั่นใจว่าหากเป็นเขา การแข่งขันครั้งใหญ่สามปีครั้งสำนักศึกษาหมอกดาราพวกเขาจำต้องแตกหน่อออกลายท่ามกลางสำนักศึกษาทั้งหลายได้!
เฟิ่งจิ่วเกาๆหัวยิ้มหน้าเจื่อน ถึงจะเปิดเขตอาคมเชิญเขาเข้ามา “รองเจ้าสำนักกวน ไม่เจอกันตั้งนานเลยขอรับ”
“ข้ารอเจ้ามานานแล้ว นึกว่าเจ้าไม่มา! ไม่คิดว่าเจ้ากลับวิ่งมายังสำนักยาเซียนนี้” เขายิ้มเดินเข้าไป มองด้านในอาศรม จากนั้นค่อยมองไปทางเฟิ่งจิ่ว “เจ้ากลั่นยาเซียนเป็นด้วยหรือ?”
“เหอะๆ กำลังศึกษา กำลังศึกษาอยู่ขอรับ”
กวนเหล่านั่งลงตรงโต๊ะหิน มองเฟิ่งจิ่วพลางบอกว่า “เป็นเช่นนี้ ข้าได้ยินว่าเจ้าไปสำนักพลังเร้นลับ รู้ว่าเจ้าต้องไปหาพี่ชายแน่ๆ”
เฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดนี้ก็แปลกใจ “หรือว่าพี่ชายข้าถือป้ายประจำสำนักศึกษาหมอกดาราเข้าสำนักศึกษามาแล้ว?” เป็นไปไม่ค่อยได้เท่าไหร่กระมัง? เธอรู้นิสัยเขาดี ต่อให้ใช้เส้นสายได้แต่ด้วยนิสัยเขาคงหวังใช้พละกำลังตนเองเป็นแน่
“เหอะๆ ไม่ใช่อย่างนั้น เรื่องเป็นเช่นนี้…”
กวนเหล่ายิ้มๆ แล้วเล่าเรื่องที่รับกวนสีหลิ่นเข้าสำนักศึกษาให้เฟิ่งจิ่วฟังคร่าวๆ สุดท้ายยังบอกว่า “ข้าเห็นว่าในเมื่อเขาเป็นพี่บุญธรรมเจ้า ก็อยากดูแลเขาเสียหน่อย ให้เขารีบไปหอคอยพลังเร้นลับ ดังนั้นตอนนี้เขาจึงไม่อยู่ที่สำนัก”
ได้ยินคำพูดเช่นนี้เธอถึงจะรู้แจ้งทันที “โอ้ ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ข้ายังคิดว่าตนเองไปก่อเรื่องเคลื่อนไหวเสียใหญ่โตเพียงนั้นถึงสำนักพลังเร้นลับทำไมเขาถึงไม่ออกมา!”
“เจ้าอยู่สำนักยาเซียนต้องเก็บซ่อนพรสวรรค์ ข้าอยากย้ายเจ้าไปสำนักพลังวิญญาณ เจ้าคิดอย่างไร?”
“ไม่ได้! อย่างไรก็ไม่ได้!”
เฟิ่งจิ่วยังไม่ได้พูดอะไร ก็ได้ยินสองเสียงที่เอ่ยเป็นเสียงเดียวกันลอยมาจากด้านนอก ทั้งสองหันกลับไปมอง จึงเห็นนักเล่นแร่แปรธาตุสองคนที่ช่วยเฟิ่งจิ่วสอบประเมินวันนั้นเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ
“ท่านรองเจ้าสำนัก เราสองคนรับเฟิ่งจิ่วเข้ามา เขาเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวของสำนักยาเซียน พวกเราหวังกับเขาไว้มาก ท่านจะย้ายเขาไปสำนักพลังวิญญาณได้อย่างไร? ไปสำนักพลังวิญญาณถึงจะเป็นการปิดกั้นพรสวรรค์ในการกลั่นยาของเขา เรื่องนี้ไม่ได้แน่นอน ไม่ได้เด็ดขาด
สองคนเดินลนลานเข้ามาดึงเฟิ่งจิ่วมาด้านหลังพวกเขา แล้วจ้องมองรองเจ้าสำนักราวกับป้องกันตัว ทำให้รองเจ้าสำนักกับเฟิ่งจิ่วตกตะลึงไม่สิ้นสุด
ตอนที่ 680: พลังภายในก่อกำเนิด
หลังจากรองเจ้าสำนักนิ่งไป ก็บอกกับทั้งสองว่า “พวกเจ้าไม่รู้หรอก เขาไปสำนักพลังวิญญาณถึงจะไม่ปิดกั้นพรสวรรค์เขา หนำซ้ำตั้งแต่เขายังไม่เข้ามาสำนักศึกษาข้าก็พบเขาแล้ว ซ้ำยังมอบป้ายประจำสำนักศึกษาหมอกดาราให้เขามายังสำนักศึกษาหมอกดารา ใครรู้ว่าเขาจะวิ่งมาสำนักยาเซียน ดังนั้นข้าจึงอยากย้ายเขามาสำนักพลังวิญญาณ”
“ไม่ได้ๆ หากเขาไปสำนักพลังวิญญาณ เช่นนั้นสำนักยาเซียนเราจะทำอย่างไร? เขาเป็นนักเรียนที่พวกเราเพิ่งรับเข้ามาอย่างยากลำบาก สำนักยาเซียนมีนักเรียนคนเดียว หากย้ายเขาไปสำนักพลังวิญญาณ ชะ เช่นนั้นสำนักยาเซียนจะไม่…”
สองนักเล่นแร่แปรธาตุร้อนรน นักเรียนที่รับเข้ามาอย่างยากเย็น รองเจ้าสำนักบอกว่าจะย้ายไปสำนักพลังวิญญาณ? ได้อย่างไรกันเล่า?
หมีดำตัวใหญ่กับเหล่าไป๋ข้างนอกมองไปด้านในอาศรม จากนั้นค่อยเดินออกไป
รองเจ้าสำนักกับสองนักเล่นแร่แปรธาตุภายในอาศรมโต้เถียงกันมาตลอด เห็นเช่นนี้เมื่อเฟิ่งจิ่วเตรียมจะหนีออกไปเงียบๆ ฝีเท้าเพิ่งก้าวออกอาศรม ด้านหลังก็มีเสียงรองเจ้าสำนักตะโกนลั่น
“ได้! อย่าทะเลาะกันเลย อย่างไรซะก็เป็นนักเรียนสำนักศึกษา เช่นนี้แล้วกัน!”
รองเจ้าสำนักกล่าวจบ มองไปยังเฟิ่งจิ่วกลับสังเกตเห็นเขาเดินไปถึงประตูอาศรมแล้วจึงส่ายหน้าทันที บอกว่า “เฟิ่งจิ่ว เจ้าอยู่สำนักยาเซียนต่อไปได้ แต่ถึงเวลาการแข่งขันสำนักศึกษาเจ้าต้องเข้าร่วม”
“ท่านรองเจ้าสำนัก นี่ไม่ดีเท่าไหน่กระมัง? ข้า…” คำพูดยังเอ่ยไม่ทันจบก็โดนตัดบท
“ไม่มีอะไรไม่ดีหรอก ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้เจ้าไปรายงานตัวที่สำนักพลังวิญญาณก่อน อืม เรื่องนี้ก็ตัดสินเช่นนี้แหละ” เขาพูดจบก็ไม่ว่าอะไรมากอีก และเดินออกไปขี่กระบี่บินจากไปทันที
สองนักเล่นแร่แปรธาตุเห็นท่าทาง แล้วมองไปยังพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “วรยุทธ์พลังวิญญาณเจ้าถึงระดับใด?” คนในสำนักศึกษามีมากมายเพียงนั้น รองเจ้าสำนักดันจับจ้องเขา หรือว่าพรสวรรค์เขาด้านวรยุทธ์พลังวิญญาณจะน่าเหลือเชื่อมาก?
“เรื่องนี้… แค่ป้องกันตัวได้ขอรับ!” เธอกล่าวหน้าเจื่อนๆ ตอนนี้พลังวิญญาณใช้การไม่ได้ ซ้ำยังโดนยัดเข้าสำนักพลังวิญญาณอีก เพียงรู้ว่าการหาทางแก้ปัญหาจะรอช้าต่อไปไม่ได้แล้ว
สองนักเล่นแร่แปรธาตุได้ยินเช่นนี้ยังถามอีกว่าช่วงนี้เขาเรียนพื้นฐานการกลั่นยาเป็นอย่างไรบ้าง? และสั่งว่าหากไม่เข้าใจก็ไปถามพวกเขา บอกว่าสำนักยาเซียนนี้ต้องพึ่งเขาแล้ว ให้เขาขยันตั้งใจ สุดท้ายถึงจะออกไปพร้อมกัน
“เฮ้อ! ทำอย่างไรดี?” เธอนอนลงถอนหายใจเบาๆ บนพื้นหญ้าใต้ต้นไม้นอกอาศรม คิดว่าเรื่องพวกนี้วุ่นวายเหลือเกิน
หงส์ไฟกำลังทำสมาธิ มิเช่นนั้นเธอคงถามมันได้ว่าเม็ดบัวเขียวนั้นคืออะไรกันแน่ ทว่าตอนนี้แม้แต่คนที่ปรึกษาได้ยังไม่มี
“จริงด้วย หอสมุดสำนักศึกษาอาจมีคำตอบที่ข้าต้องการ!” เธอพลิกตัวกระโดดขึ้นมุ่งไปยังหอสมุดทันที
เธออยู่หอสมุดถึงสามวันสามคืน และอยู่ข้างในไม่ออกมาเป็นเวลาเต็มๆ สามวันสามคืน แทบจะอ่านตำราที่เกี่ยวข้องไปแล้วทั้งหมด สุดท้ายถึงจะมีเบาะแสบ้าง
เธอที่ไม่ได้พักผ่อนมาสามวันสามคืนท่าทีเหนื่อยล้านิดหน่อย แต่ดวงตาคู่นั้นยามนี้ยังฉายประกายแวววาว
เป็นเม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดไม่ผิดแน่! หากเป็นเม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดก็บำเพ็ญพลังภายในก่อกำเนิดได้! สองสิ่งนี้เกิดมาควบคู่กัน พลังภายในก่อกำเนิดจึงสามารถหล่อเลี้ยงเม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดได้!
นึกถึงข้อนี้เธอก็กลับไปอาศรมอย่างรวดเร็ว แวบร่างเข้าห้วงมิติ แล้วหาเจอตำราเก่าๆเล่มหนึ่งในกองตำรากำลังภายในพวกนั้นที่อาจารย์เธอทิ้งไว้
“มันนั่นเอง!”
เธออ่านตำราเก่าในมือที่เขียนว่ากำลังภายในก่อกำเนิดด้วยอารมณ์ตื่นเต้น แม้อาจารย์จะไม่ได้สอนอะไรเธอ แต่ก็ทิ้งสมบัติไว้ให้เธอไม่น้อยเลยจริงๆ ตำรากำลังภายในทุกอย่างในนี้ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าข้างนอก ต่อให้ทุบหัวยังแย่งไปไม่ได้
จบตอน
Comments
Post a Comment