ตอนที่ 681: เรื่องดีที่สองสัตว์อสูรทำ
หลังจากหาตำรากำลังภายในเจอเฟิ่งจิ่วก็ฝึกบำเพ็ญอยู่ในห้วงมิติ ภายในห้วงมิติพลังวิญญาณอบอวลกว่าข้างนอก ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญยิ่งไวกว่า และด้วยเหตุนี้เองการฝึกบำเพ็ญครั้งนี้จึงทำให้ลืมเลือนเรื่องภายนอก กระทั่งผ่านไปครึ่งเดือน
“เฟิ่งจิ่ว? เฟิ่งจิ่วเจ้าอยู่หรือไม่?”
เยี่ยจิงด้านนอกกำลังขานเรียก เพราะอาศรมวางเขตอาคมไว้นางเข้าไปไม่ได้ จึงได้แต่ตะโกนอยู่ข้างนอกนี้
เฟิ่งจิ่วภายในห้วงมิติได้ยินการเคลื่อนไหวด้านนอกถึงจะค่อยๆลืมตาข ไม่ได้ฝึกบำเพ็ญมาเนิ่นนานเพียงนี้จิตใจเธอกลับยิ่งดีขึ้น ภายใต้แรงกระตุ้นจากกำลังภายในก่อกำเนิด ในที่สุดกลิ่นอายพลังวิญญาณบนร่างก็ไหลเวียนขึ้นมาได้
ส่วนเม็ดบัวเขียวนั้น เพราะเหตุจากการบำเพ็ญกำลังภายในก่อกำเนิด ภายนอกเม็ดบัวเขียวจึงห่อหุ้มไปด้วยชั้นไอน้ำสีเทา และชั้นไอน้ำสีเทานี้ก็ขวางกั้นกลิ่นอายพลังวิญญาณที่เม็ดบัวเขียวดูดซับจากในร่างเธอ
“หล่อเลี้ยงเม็ดบัวเขียวไม่อาจทำได้ในวันเดียว อยากทำให้มันเบ่งบานในเวลาสั้นๆ คงเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ได้แต่ฝึกบำเพ็ญไปพลางแบ่งพลังวิญญาณมาหล่อเลี้ยง”
เธอพึมพำเสียงเบา หลังจากลุกขึ้นก็มองหงส์ไฟน้อยที่ยังทำสมาธิ เด็กน้อยคนนั้นราวกับกำลังหลับใหล ถูกเปลวไฟห้อมล้อมจึงได้แต่เห็นมันอยู่ในนั้นรางๆ
เธอได้ยินเสียงด้านนอกก็แวบร่างปรากฏกายในอาศรม ก้มหน้ามองชุดสีฟ้าที่ยับเล็กน้อย ดึงๆจับๆตามใจชอบ ถึงจะเปิดเขตอาคมเดินออกไป
“เยี่ยจิง? เจ้ามาได้อย่างไร?” เห็นนางเฟิ่งจิ่วยังคาดไม่ถึงจริงๆ และไม่นึกว่านางจะมาหา
“เจ้าให้ข้ามาบ่อยๆไม่ใช่หรือ?”
เยี่ยจิงยิ้มๆ เดินเข้าไปบอกว่า “อันที่จริงมาวันนี้ไม่ได้มาคุยเล่นกับเจ้า ท่านอาจารย์ให้ข้าเข้ามาดูเจ้าเสียหน่อย บอกว่ารองเจ้าสำนักให้เจ้าเข้าไปรายงานตัวที่สำนักพลังวิญญาณ ทำไมนานเพียงนี้แล้วยังไม่ไปอีก?”
“หา?”
เธอตกตะลึง ตบหน้าผากตนเอง แล้วเอ่ยอย่างขออภัย “ข้าลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย! ช่วงนี้ค่อนข้างยุ่ง พอยุ่งขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้”
เยี่ยจิงเม้มริมฝีปากยิ้ม “เช่นนั้นเจ้ารีบตามข้าไปเถอะ! คนในสำนักพลังวิญญาณต่างอยากรู้อยากเห็นเรื่องเจ้า”
“เจ้ารอข้าสักครู่ ข้าต้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนค่อยตามเจ้าไป ข้าไม่ได้อาบน้ำมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว บนตัวล้วนมีแต่กลิ่น” เธอดึงชุดสีฟ้าบนร่างขึ้นดมด้วยสีหน้ารังเกียจ
เยี่ยจิงได้ยินเช่นนี้ก็ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ บอกว่า “ได้ เช่นนั้นข้าจะรอเจ้าใต้ต้นไม้ เร็วหน่อยล่ะ” ดังนั้นจึงเดินไปนั่งข้างหมีดำตัวใหญ่ที่หมอบนั่งเฝ้าใต้ต้นไม้
สำหรับหมีดำตัวใหญ่นามเสี่ยวเฮยตัวนี้ นางไม่ได้หวาดกลัวเหมือนตอนแรงในเทือกเขาหมื่นอสูร เพราะรู้ว่ามันจะไม่ทำร้ายนาง ด้วยเหตุนี้จึงสบายใจขึ้นมาก
เฟิ่งจิ่วเห็นนางนั่งลงข้างกายเสี่ยวเฮยและพูดคุยกับมันก็อดยิ้มไม่ได้ พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ มองไปรอบๆ ไม่เห็นเหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆา จึงเลิกคิ้วขึ้นทันควัน
สัตว์อสูรสองตัวนั้นวิ่งไปไหนอีกแล้ว?
ช่วงนี้เธอไม่ได้สนใจพวกมันและไม่ได้สังเกตอะไรมาก ไม่รู้จริงๆว่าพวกมันวิ่งไปก่อปัญหาถึงไหน แต่คิดๆแล้วจะเดินไปอย่างไรคงอยู่แค่ภูเขาสำนักยาเซียนไม่ได้ไปที่อื่น ด้วยเหตุนี้จึงไม่สนใจ
เวลาประมาณหนึ่งก้านธูป เฟิ่งจิ่วที่อาบน้ำแล้วเปลี่ยนสวมชุดสีฟ้า สั่งเสี่ยวเฮยเฝ้าอาศรมไว้ จากนั้นถึงจะไปสำนักพลังวิญญาณพร้อมกับเยี่ยจิง
หลังจากสองคนไปไม่นาน เหล่าไป๋ที่กินเสียจนท้องอ้วนท้วนก้าวกีบม้าเดินหลับมา ส่วนอสูรกลืนเมฆาก็นอนอยู่บนหลังมัน
หมีดำตัวใหญ่เห็นสองสัตว์อสูรกลับมา ก็วิ่งเข้าไปพลางร้องคำรามอย่างตื่นเต้นดีใจ
เหล่าไป๋เหลือบมองมัน ปากม้าอ้าออก และยาทิพย์กองหนึ่งก็สำรอกออกมาจากปากทั้งรากทั้งใบ…
ตอนที่ 682: พวกเจ้ามีของล้ำค่าหรือไม่?
“กรร!”
หมีดำตัวใหญ่เห็นก็ร้องคำรามอย่างดีอกดีใจ นั่งลงบนพื้นหญ้าและคว้ายาทิพย์พวกนั้นขึ้นมากินทันที ในพวกนั้นมีโสมวิญญาณอยู่ไม่น้อย โสมวิญญาณพวกนั้นมีทั้งหนาทั้งบาง ชิ้นที่บางที่สุดขนาดแค่นิ้วมือ
สัตว์อสูรสามตัวหนึ่งตัวกำลังกิน สองตัวกำลังมอง ชัดเจนว่าเรื่องเช่นนี้ไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก
ที่แท้ตั้งแต่พวกมันมาถึงที่นี่ ภายในสำนักยาเซียนไม่มีของกิน จึงวิ่งไปแอบกินยาทิพย์และผลไม่วิญญาณถึงยอดเขาสำนักยาถัดจากสำนักยาเซียน
บนยอดเขาสำนักยา นอกจากยาทิพย์ยังมีผลไม้วิญญาณต่างๆ กินครั้งเดียวจนเสพติดแล้วแน่นอนว่าต้องมีครั้งต่อไป ประกอบกับระดับของสองสัตว์อสูรก็ไม่ได้ด้อย ความเร็วว่องไว จะทำเรื่องไม่ดีคนหนึ่งก็แอบเก็บของอีกคนก็ดูต้นทาง หนึ่งเดือนผ่านมานี้แม้จะก่อเรื่องเสียจนยอดเขาสำนักยาวุ่นวายไปหมด ตลอดมากลับสาวไม่ถึงตัวพวกมัน
ในขณะที่แอบเก็บยาทิพย์กับผลไม้วิญญาณเหล่าไป๋ก็ค้นพบความวิเศษใหม่ๆ ขอแค่มันกลืนของลงไปโดยไม่เคี้ยว ทุกอย่างจะเก็บไว้ในท้องมันได้ เมื่อสำรอกออกมาอีกครั้งจะเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนราวกับสมบูรณ์
ท้องของมันนั้นก็คล้ายกับถุงฟ้าดินเคลื่อนที่ เพียงแต่ส่วนที่ต่างจากถุงฟ้าดินคือแม้ยาทิพย์ที่เพิ่งเก็บจะลงท้องมันไปสองสามวันนำออกมาจะยังคงสดใหม่เช่นตอนแรก
เสี่ยวเฮยกลายเป็นน้องเล็กของสองสัตว์อสูรและรับผิดชอบเฝ้าอาศรม ส่วนสองสัตว์อสูรไปแอบเก็บของถึงสำนักยา แน่นอนว่านำกลับมาให้มันบ้าง เวลาสั้นๆแค่ครึ่งเดือน อาหารยาทิพย์โสมวิญญาณในทุกๆวัน เสี่ยวเฮยจึงถูกเลี้ยงดูไปไม่น้อย
ทางสำนักยานั้นแม้มีขโมยแอบเก็บยาทิพย์ แต่อย่างไรพวกเขาก็นึกไม่ถึงว่าที่วิ่งไปขโมยยาทิพย์ไม่ใช่คน แต่เป็นสัตว์อสูรสองตัว
ทางอีกด้าน เยี่ยจิงพาเฟิ่งจิ่วมาถึงสำนักพลังวิญญาณ เมื่อสองคนเดินเข้ามาสายตาเหล่านักเรียนสำนักพลังวิญญาณต่างหยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่ว แวบเดียวก็รู้ว่าหนุ่มน้อยชุดฟ้าคนนี้เป็นนักเรียนเข้าใหม่ที่ล้มนักเรียนสำนักพลังเร้นลับหลายสิบคนโดยไม่แม้แต่จะขยับมือถึงสำนักพลังเร้นลับ
และเป็นคนคนนั้นที่แลกขนนกเคลือบหลากสีหนึ่งในสามสมบัติหอสวรรค์ไป
สายตาทุกคนหยุดชะงักลงบนใบหน้าอัน.งดงามของหนุ่มน้อยสักพัก ก่อนจะเคลื่อนสายตาไปบนขนนกส่องแสงหลากสีชิ้นนั้นตรงเอว ไม่บอกไม่ได้ว่าเด็กหนุ่มรูปโฉม.งดงามคนนี้ประดับขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนี้แล้วน่ามองจริงๆ ทำให้คนอยากจะเมินเฉยยังยาก
“สำนักพลังวิญญาณจะแบ่งนักเรียนเป็นสี่ระดับคือสวรรค์ โลก นภา และแผ่นดิน นักเรียนระดับสวรรค์สำนักศึกษาจะให้ความสำคัญ นักเรียนทุกคนล้วนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างละเอียด เจ้าเป็นคนที่รองเจ้าสำนักเลือกมาด้วยตนเอง ขอแค่ลงชื่อบันทึกไว้ก็จะเป็นนักเรียนระดับสวรรค์ของสำนักพลังวิญญาณเรา”
เยี่ยจิงพูดพลางพาเฟิ่งจิ่วมาถึงจุดลงทะเบียนของอาจารย์ นางหยุดฝีเท้าลงนอกเรือน แล้วบอกกับเฟิ่งจิ่วข้างกายว่า “ข้างในนี้แหละ เจ้าเข้าไปเถอะ! ข้าจะรอเจ้าตรงนี้”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้า มาถึงจุดลงทะเบียนด้านในและบันทึกข้อมูลชื่อแซ่ สุดท้ายก็รับป้ายหยกเดินออกมา
เยี่ยจิงเห็นป้ายหยกชิ้นนั้นก็ยิ้มเดินเข้าไป “ข้าจะพาเจ้าไปเดินเล่นทำความคุ้นเคยรอบสำนักพลังวิญญาณเสียหน่อยแล้วกัน!”
เมื่อสองคนเดินออกมาถึงข้างนอก กลับเห็นว่านักเรียนระดับต่างๆของสำนักพลังวิญญาณล้อมเข้ามาเต็มด้านนอก สายตาแต่ละคนจ้องมองเฟิ่งจิ่วอย่างไม่เป็นมิตร
เยี่ยจิงเห็นเช่นนี้กำลังจะเอ่ยปาก ก็ถูกนักเรียนระดับสวรรค์คนหนึ่งขวางไว้
“รุ่นน้องเยี่ยจิง พวกเราอยากจะเรียนรู้และขอคำแนะนำกับรุ่นน้องมาใหม่สักรอบ เจ้าไม่ต้องยุ่งหรอก ดูอยู่ข้างๆก็พอ”
คำพูดนักเรียนคนนั้นกล่าวจบ ข้างๆก็มีผู้หญิงสองสามคนเดินออกมาพาเยี่ยจิงไปข้างๆ
เฟิ่งจิ่วเห็นท่าทางก็ลูบๆคางทันที ถามว่า “พวกเจ้ามีของล้ำค่าหรือไม่?”
ตอนที่ 683: จับมือกันเดินไป
ได้ยินเช่นนี้ทุกคนต่างอึ้งไป นักเรียนระดับสวรรค์คนหัวหน้านั้นขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยถามว่า “ของล้ำค่าอะไร?”
“อยากขอคำแนะนำจากข้าไม่ใช่หรือ? ไม่มีของล้ำค่าแต่อยากให้ข้าชี้แนะเจ้า?” เฟิ่งจิ่วชายตามองชายคนนั้นด้วยท่าทียียวน น้ำเสียงทั้งหยิ่งผยองและซุกซน “อยากจะสู้กับข้าต้องเตรียมของล้ำค่ามาก่อน มิเช่นนั้นใครจะว่างมาเล่นกับเจ้าเล่า?”
สิ้นเสียง เธอมองทุกคนที่หลังจากได้ยินคำพูดเธอก็มองมาด้วยสายตาโกรธเคือง ยิ้มบอกว่า “พวกเจ้าก็เหมือนกัน อยากสู้กับข้าต้องเตรียมของล้ำค่าดีๆมา หากข้าแพ้แน่นอนว่าจะไม่รับของล้ำค่าพวกเจ้า แต่หากข้าชนะ แหะๆ พวกเจ้าคงเข้าใจแล้ว”
ขณะมองเหล่านักเรียนแต่ละคนนวดกำปั้นพลังวิญญาณพุ่งพล่าน รอยยิ้มบนใบหน้า.งดงามก็ถูกเก็บไป ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง กล่าวเตือนพลางยกมุมปากเล็กน้อย “อย่าคิดอยากสู้โดยไม่มีของล้ำค่า หากพวกเจ้ากล้าสู้ข้าจะบอกท่านรองเจ้าสำนัก เชื่อว่าพวกเจ้าก็รู้ว่าท่านรองเจ้าสำนักเป็นผู้สนับสนุนข้า ถ้ากล้าก็มาท้าเลย”
เยี่ยจิงข้างๆที่โดนพวกผู้เล่าเรียนหญิงรั้งไว้ได้ยินคำพูดนี้ ก็เผยรอยยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ อ้างรองเจ้าสำนักออกมาเช่นนี้เขามั่นใจจริงๆ หรือว่าหลังจากรู้เรื่องรองเจ้าสำนักจะไม่วิ่งเต้น?
เดิมทีคนในสำนักศึกษาคิดว่าคะแนนคุณงามความดีของเขาได้มาอย่างแปลกๆ ตอนนี้เขาเอ่ยไปเช่นนี้ แต่ละคนต้องคิดว่ารองเจ้าสำนักแอบจัดการแน่ๆ
นักเรียนพวกนั้นแต่ละคนต่างตกตะลึง ไม่นึกว่าหนุ่มน้อยคนนี้จะกล่าวคำพูดกวนอารมณ์เช่นนี้ออกมา อยากสู้กับเขาต้องนำของล้ำค่ามา? หากนำของล้ำค่ามาไม่ได้เขายังจะไปฟ้องรองเจ้าสำนักอีก?
นะ นี่… จะน่าไม่อายเกินไปแล้ว!
“ว่าอย่างไร? ใจไม่กล้าข้าก็ต้องไปแล้ว” เธอพูดจบก็มองเหล่าผู้เล่าเรียนหญิงที่รั้งเยี่ยจิงไว้ แล้วเผยรอยยิ้มทรงเสน่ห์ออกมา “พี่สาวคนสวยทั้งหลาย พวกท่านอย่ารั้งสาวงามเยี่ยจิงของข้าไว้เลย!”
ผู้เล่าเรียนหญิงพวกนั้นตกใจ เห็นเด็กหนุ่มมองมาทางพวกนาง นัยน์ตามากเสน่ห์คู่นั้นเผยรอยยิ้ม ราวกับวังวนแสนมัวเมาทำให้พวกนางตาค้างไปทันที
เยี่ยจิงเม้มปากยิ้ม เดินเข้ามาจับมือเฟิ่งจิ่วอย่างเป็นธรรมชาติพลางเอ่ยว่า “ไปเถอะ! ข้าจะพาเจ้าไปดูรอบๆเสียหน่อย ครั้งหน้าเจ้าจะได้รู้จักสถานที่แห่งนี้”
คนอื่นๆมองทั้งสองจากไป แต่ละคนมองไปยังนักเรียนระดับสวรรค์คนหัวหน้านั้น เห็นเขาไม่พูดไม่จา พวกเขาจึงเอ่ยถามอย่าง.อดไม่ได้ “รุ่นพี่หลี่ ทำอะไรเขาไม่ได้แล้วหรือ?”
ชายแซ่หลี่คนนั้นจ้องมองเยี่ยจิงจับมือเด็กหนุ่ม กัดฟันกรอด “หึ! นำของล้ำค่ามาเพื่อสู้กับเขา? จะเสียเปรียบเขาเกินไปแล้ว ข้าจะไปหาพวกรุ่นพี่โอวหยาง กล้ามายุ่งกับรุ่นน้องเยี่ยจิงที่รุ่นพี่โอวหยางชอบ เจ้าหนูนี้อยากตายเสียแล้ว!”
ทุกคนได้ยินดวงตาก็เป็นประกาย เขาอยากให้สิบผู้มีพรสวรรค์ของสำนักศึกษาลงมือ? เช่นนี้แม้เป็นรองเจ้าสำนักพวกเขาคงจะไม่พูดอะไรอีกกระมัง?
หากพวกรุ่นพี่โอวหยางลงมือ เจ้าหนูนี่ต้องโดนจัดการอย่างน่าเวทนาเป็นแน่! นึกถึงตรงนี้แต่ละคนก็มีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ส่วนเฟิ่งจิ่วที่ตามเยี่ยจิงออกไปยามนี้ยังก้มหน้ามองมือที่โดนจับไว้ เลิกคิ้วขึ้นทันใด มองไปทางเยี่ยจิงเห็นนางก็มองมาเช่นกัน นัยน์ตายิ้มแย้มและมีประกายที่เธอมองไม่เข้าใจ
ระหว่างทางพบนักเรียนไม่น้อย นางก็ไม่ได้ปล่อยมือที่จับไว้ออก ทำให้เฟิ่งจิ่วแปลกใจไม่สิ้นสุด สาวงามเยี่ยจิงคนนี้ทำไมถึงใจกล้าเพียงนี้? ไม่กลัวคนเข้าใจผิดหรือ?
ในใจนึกสงสัย ขณะกำลังจะเอ่ยถามไปก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังมา
“อาจิง”
หญิงชุดขาวคนหนึ่งยืนมองทั้งสองอยู่ไม่ไกล สายตาหยุดลงบนสองมือของสองคนที่จับกันไว้ แววตาสั่นไหวเล็กน้อย
ตอนที่ 684: พวกเรารังแกนางเสียแล้วหรือ?
เยี่ยจิงได้ยินเสียงก็มองไป เมื่อเห็นไป๋รั่วเฟยที่ยืนอยู่ไม่ไกลรอยยิ้มบนใบหน้าโดนเก็บไปเล็กน้อย พยักหน้าเบาๆ “รั่วเฟย”
หลังจากทักทายกัน นางบอกเฟิ่งจิ่วว่า “พวกเราไปกันเถอะ!”
เฟิ่งจิ่วมองทั้งสองอย่างซุกซน หยักหน้า “อืม” แล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกันกับนางโดยไม่พูดอะไร ทว่าเมื่อผ่านข้างกายไป๋รั่วเฟยคนนั้น กลับเห็นนางขวางอยู่เบื้องหน้าเยี่ยจิง
“อาจิง ทำไมช่วงนี้เจ้าไม่สนใจข้าเลย?” นางกล่าวอย่างน้อยใจเล็กน้อย พลางยื่นมือไปดึงแขนเสื้อเยี่ยจิงเขย่าเบาๆ
“ช่วงนี้ข้าค่อนข้างยุ่ง”
เยี่ยจิงพูดจบ แม้ท่าทางจะอ่อนโยนตามปกติแต่ท่าทีบนใบหน้ากลับเฉยชา มองคนตรงหน้าพลางบอกเสียงเบา “หากเจ้าไม่มีธุระอื่น พวกเราต้องไปก่อน ข้ายังต้องพาเขาไปทำความคุ้นเคยกับสำนักพลังวิญญาณ”
“ข้าไม่ได้มีธุระอะไร จะไปด้วยกันกับพวกเจ้าแล้วกัน!”
นางเอ่ยพลางมองๆเฟิ่งจิ่วข้างๆ แล้วเผยรอยยิ้มที่คิดว่าอ่อนหวาน “เจ้าชื่อเฟิ่งจิ่วสินะ? ข้าชื่อไป๋รั่วเฟย เรียกข้าว่ารั่วเฟยหรือเสี่ยวเฟยก็ได้”
เฟิ่งจิ่วมองนาง ในดวงตาฉายแววขี้เล่น บอกว่า “ข้าคิดว่าดอกไม้ขาวน้อยเหมาะสบกับเจ้ามากกว่า”
“หา?” ไป๋รั่วเฟยตกใจเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่านั่นหมายความเช่นไร
รอยยิ้มเฟิ่งจิ่วยิ่งลึกขึ้น “อืม ดอกไม้ขาวน้อย เป็นดอกไม้ขาวน้อยบอบบางน่าสงสาร”
ได้ยินคำพูดนี้และเห็นสายตาทรงเสน่ห์ของเด็กหนุ่มหยุดนิ่งบนร่างไป๋รั่วเฟย ใบหน้านางอดไม่ได้ที่จะแดงจัด ขณะที่ดวงตาหลุบลงเล็กน้อยสายตาก็หยุดลงบนขนนกเคลือบหลากสีชิ้นนั้นตรงเอวเขา
ภายในสำนักศึกษาต่างพูดต่อๆกันว่าหนุ่มน้อยคนนี้มีคนหนุนหลังที่แข็งแกร่ง และไม่รู้ว่ากำลังเขาเป็นอย่างไร แต่เรื่องมีคนหนุนหลังกลับเป็นเรื่องจริง มิเช่นนั้นขนนกเคลือบหลากสีที่สิบผู้มีพรสวรรค์ยังแลกมาไม่ได้กลับถูกเขาแลกไป
หนำซ้ำรองเจ้าสำนักยังไปหาเขาถึงสำนักยาเซียนด้วยตนเอง และยืนกรานจะย้ายเขาไปเป็นนักเรียนระดับสวรรค์ที่สำนักพลังวิญญาณ ยังมีรายงานว่าทั้งสำนักศึกษามีเขาคนเดียวที่ควบสองสำนัก
เป็นทั้งนักเรียนสำนักยาเซียนและสำนักพลังวิญญาณ นี่เป็นเรื่องที่สำนักศึกษาหมอกดาราหลายปีมานี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น
เยี่ยจิงข้างๆเห็นเช่นนี้ เพียงมองเฟิ่งจิ่วโดยไม่พูดอะไร
วันนั้นเฟิ่งจิ่วเอ่ยเตือนนางถึงจะระวัง หลังจากกลับมาคิดอย่างละเอียดย่อมสังเกตเห็นจุดผิดปกติ แต่สิ่งที่นึกไม่ถึงคือคนที่เห็นเป็นพี่เป็นน้องจะทำกับนางแบบนี้ เวลาช่วงนี้นางจึงจงใจเหินห่างจากไป๋รั่วเฟย
“ข้ากับอาจิงเป็นพี่เป็นน้องกัน เพื่อนนางก็เป็นเพื่อนข้าเหมือนกัน ภายหน้าอยู่สำนักพลังวิญญาณอย่างไรหรือมีอะไรต้องการให้ข้าช่วยแค่บอกมาตรงๆ” นางเผยรอยยิ้มหอมหวานพลางเอ่ยมองเด็กหนุ่ม
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองป้ายหยกแสดงตัวตนชิ้นนั้นตรงเอวนาง “เจ้าเป็นนักเรียนระดับโลกสินะ? ข้าได้ยินว่าระดับแตกต่าง สถานที่เรียนและฝึกบำเพ็ญจะไม่เหมือนกัน ใช่หรือไม่เยี่ยจิง?”
เยี่ยจิงพยักหน้า “อืม ระดับสวรรค์เป็นป้ายหยกสีหมึก ระดับโลกเป็นหยกขาว ระดับนภาเป็นหยกเขียว ระดับแผ่นดินเป็นหยกเหลือง ความแตกต่างของนักเรียนระดับต่างๆก็ไม่เหมือนกัน นักเรียนระดับสวรรค์เป็นนักเรียนเมล็ดพันธุ์จึงจะเน้นการฝึกอบรมมาเสมอ”
ไป๋รั่วเฟยได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนจากแดงเป็นขาว มองเยี่ยจิงอย่างเขินอายอยู่บ้าง จากนั้นค่อยก้มหน้าต่ำลง “ขะ ข้านึกได้ว่ามีธุระ ไม่ไปกับพวกเจ้าแล้ว” นางเอ่ยเสียงค่อย แล้ววิ่งไปทั้งดวงตาแดงก่ำด้วยท่าทางราวกับน้อย.อกน้อยใจ
เฟิ่งจิ่วส่งเสียงจิ๊จ๊ะ “เฮ้ ดอกไม้ขาวน้อยจะร้องไห้แล้ว พวกเรารังแกนางเสียแล้วหรือ? เหมือนจะไม่นี่?” เธอเอ่ยถามพลางมองยังเยี่ยจิง
“ไม่หรอก แค่พูดตามความจริง” เธอชำเลืองมองคนที่วิ่งไปไกล และดึงสายตากลับมาอย่างเย็นชา
ตอนที่ 685: ดาราหงส์ปรากฏ ดวงวิญญาณเข้ามาสู่โลก
เยี่ยจิงพาเฟิ่งจิ่วไปทำความคุ้นเคยรอบสำนักพลังวิญญาณ และพูดถึงอาจารย์ของแต่ละเขตรวมถึงนักเรียนระดับสวรรค์ให้เธอฟัง สุดท้ายเห็นท้องฟ้ามืดแล้ว จึงบอกว่า “วันนี้แค่นี้แหละ พรุ่งนี้เช้าเจ้าก็อย่าลืมมา บทเรียนวันพรุ่งนี้ของอาจารย์หลี่ว์หลักๆ จะสอนพวกเราว่าต้องควบคุมพลังวิญญาณขับเคลื่อนธาตุในร่างอย่างไร บทเรียนนี้สำคัญมาก เจ้าอย่าสายล่ะ”
“รู้แล้ว รู้แล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน”
เธอเอ่ยพลางโบกๆมือ ถอดขนนกตรงเอวออก แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งเบาๆ ขณะกำลังเตรียมตัวออกไปก็เหมือนคิดอะไรได้ ยิ้มเอ่ยถามอย่างหยอกล้อ “จริงด้วยเยี่ยจิง วันนี้ทำไมเจ้าถึงกระตือรือร้นเพียงนี้? ไม่กลัวข้าเอาเปรียบเจ้าหรือ? วันนี้เจ้าจูงเดินไปทั่ว นักเรียนไม่น้อยต่างเห็น เจ้าไม่กลัวเราสองคนจะมีข่าวลืออะไรหรือ?”
เยี่ยจิงได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะเบาๆ “กับเจ้าจะมีข่าวลืออะไรได้หรือ? รีบกลับไปเถอะ!”
เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว ยิ้มบอกว่า “หรือเจ้าคิดว่าคำแนะนำของข้าครั้งก่อนไม่เลว และคิดจะผูกไมตรีกับข้าก่อนภายหน้าจะได้มาเป็นพี่สะใภ้?”
กล่าวจบเธอก็ลูบๆคาง “แต่เจ้าคงยังไม่เคยเจอพี่ชายข้ากระมัง?”
เยี่ยจิงโดนเขาพูดเสียจนหน้าแดง เอ็ดไปว่า “อย่าพูดอะไรไร้สาระ รีบกลับไปเลย”
“ฮ่าๆๆ ได้! เช่นนั้นข้าไปแล้ว พรุ่งนี้เจอกัน”
เยี่ยจิงเห็นเขาโบกมือหัวเราะร่า ขณะกำลังเตรียมจะจากไปยังเห็นเขาหันกลับมา จึงถลึงมองอย่างน่าขันนิดหน่อย “เจ้าอยากพูดอะไรอีก? เจ้าอย่าคิดเลอะเทอะเชียว”
“แหะๆ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ข้าแค่อยากถามว่าเจ้าคงจะกินยาเลี่ยงธัญพืชเหมือนพวกเขาสินะ?”
“นอกจากพวกอาจารย์แล้วนักเรียนของสำนักศึกษาก็กินยาเลี่ยงธัญพืชกันหมด”
“อืม รู้แล้ว เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าข้าจะนำของกินมาให้เจ้า” เธอขยิบตาไปทางเยี่ยจิง ถึงจะนั่งขนนกลอยออกไป คิดว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยไปหาของกินที่ห้องครัวเสียหน่อย
ภายในเรือนแห่งหนึ่งบนยอดเขาหลัก โม่เฉินในชุดสีขาวกำลังเล่นหมากรุกกับเจ้าสำนัก
“คนที่กวนเหล่าตามหาตั้งนานนึกไม่ถึงว่าจะไปสำนักยาเซียน ได้ยินกวนเหล่าบอกว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา เพียงแต่ เหอะๆๆ ฝีมือการก่อปัญหาของเด็กหนุ่มคนนี้คนอื่นก็เทียบไม่ได้เช่นกัน”
ได้ยินคำพูดที่มีรอยยิ้มของเจ้าสำนัก โม่เฉินที่เพิ่งล้มหมากตัวหนึ่งแววตาสั่นไหวเบาๆ ในดวงตาลึกล้ำสงบนิ่งฉายแววยิ้มเยาะ
หนุ่มน้อยคนนั้นไม่เพียงสร้างปัญหาเก่ง ยังแอบขโมยอาหารจากห้องครัวได้อย่างเงียบเชียบไร้เสียงอีกด้วย
“คนคนนั้นที่ข้าต้องการตามหามีข่าวอะไรหรือยัง?” โม่เฉินเอ่ยถามเสียงเนิบ น้ำเสียงใสดุจน้ำพุ และเฉยชาราวกับเทพ
ได้ยินเช่นนี้ มือของเจ้าสำนักที่กำลังจะวางหมากชะงักเล็กน้อย เงยหน้ามองเขา “เจ้ามั่นใจหรือว่าคนคนนั้นอยู่สำนักหมอกดาราจริงๆ?”
“อืม ท่านอาจารย์ข้าบอกว่าอยู่ที่นี่ เช่นนั้นต้องอยู่ที่นี่แน่นอน”
“แต่…”
เจ้าสำนักขมวดคิ้วเล็กน้อย บอกว่า “คนคนนั้นมีเอกลักษณ์อะไรแม้แต่เจ้ายังไม่รู้ แค่รู้ว่าเป็นสาวน้อยอายุสิบหก นักเรียนหญิงอายุสิบหกในสำนักศึกษาหมอกดาราอันใหญ่โตมีเป็นพันเป็นหมื่น ตามหาเช่นนี้ต้องไม่ได้เรื่องแน่ๆ”
เจ้าสำนักพูดไป สิ้นเสียงยังถามว่า “อาจารย์เจ้าว่าอย่างไรบ้าง? หรือแค่บอกให้เจ้ามาตามหาสาวน้อยอายุสิบหกที่สำนักศึกษาหมอกดารา?”
โม่เฉินได้ยินเช่นนี้ก็มองไปบนท้องฟ้า เอ่ยเสียงเบาว่า “ดาราหงส์ปรากฏ ดวงวิญญาณเข้ามาสู่โลก นางมาจากโลกอื่น ทำลายซึ่งกฎแห่งสวรรค์ทั้งแปด และจำต้องกลายเป็นเจ้าแห่งใต้หล้า”
สิ้นเสียงเขาก็เงียบไปเนิ่นนาน เมื่อเจ้าสำนักสงสัยในความหมายของคำพูดเขา ก็มองไปทางเจ้าสำนักและบอกว่า “นี่เป็นคำพูดเดิมของอาจารย์ข้า คนคนนี้ต้องหาให้เจอ”
เขาไม่ได้บอกว่านอกจากนี้อาจารย์ยังพูดบางอย่างเกี่ยวกับเขาและนาง…
ตอนที่ 686: รู้ได้อย่างไร?
ยามนี้อย่างไรพวกเขาก็นึกไม่ถึง ว่าสาวน้อยคนนั้นที่พวกเขาตามหาจะแต่งกายเป็นผู้ชายปะปนเข้ามาในสำนักศึกษาหมอกดารา และเลี่ยงไม่ให้รู้ถึงหูทุกคน หนำซ้ำยังเจอกับโม่เฉินแล้วด้วย…
เช้าตรู่วันต่อมาเฟิ่งจิ่วที่ล่วงหน้าแวะไปเก็บอาหารยังห้องครัวนั่งขนนกบินไปยังสำนักพลังวิญญาณ หลังจากพบเยี่ยจิงก็ลากนางไปยังสถานที่ไร้ผู้คนและยื่นซาลาเปาร้อนๆให้ถุงหนึ่ง
“นี่ ข้าเอามาให้เจ้า” เธอให้สัญญาณ พร้อมทั้งยัดซาลาเปาไส้เนื้อในถุงใส่มือนาง
เมื่อเยี่ยจิงเห็นซาลาเปาไส้เนื้อที่ยังมีไอร้อนก็อึ้งไปพักหนึ่ง แล้วเบิกตาโตทันที “จะ เจ้าไปขโมยจากห้องครัวหรือ?”
เฟิ่งจิ่วได้ยินก็รีบปิดปากนางไว้ มองซ้ายมองขวา “เจ้าเบาเสียงหน่อย อย่าให้คนอื่นได้ยิน ขโมยไม่ขโมยอะไร ข้าแค่ไปหยิบมา”
เยี่ยจิงปัดมือเขาทิ้ง ถึงจะบอกว่า “เจ้าจะใจกล้าเกินไปแล้ว หากโดนจับได้จะถูกลงโทษร้ายแรง”
“แหะๆ เจ้ารีบกินเถอะ กินหมดก็ไม่มีใครรู้แล้ว” เธอหรี่ตายิ้มเอ่ย
เยี่ยจิงได้ยินเช่นนี้ก็จนปัญญา จึงจำใจหยิบขึ้นมากิน แล้วยื่นส่วนที่เหลือให้เขาไป “ช่วยกินเร็วๆด้วย”
“ข้ากินไปแล้ว” ซาลาเปาหลายสิบลูกเต็มๆ เข่งใหญ่นั้นถูกเธอทั้งกินทั้งหยิบไปไม่น้อย
“เจ้ากินซะ ข้าจะดูต้นทางให้” เธอพูดจบก็มองไปรอบๆ เผื่อมีคนเข้ามา
เจอเรื่องขโมยของกินเช่นนี้ครั้งแรก ทั้งแปลกใหม่และตึงเครียด ชัดเจนว่าเป็นซาลาเปาหอมกรุ่นร้อนๆ เยี่ยจิงกลับลองไม่รู้รสอะไรเลย กินซาลาเปาพวกนั้นไปอย่างรวดเร็ว แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดๆมุมปาก
“เยี่ยจิง เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่?” เธอเลิกคิ้วมองสาวงามเยี่ยจิงที่กำลังเช็ดปาก
“รู้อะไรหรือ?” เธอดึงแขนเสื้อขึ้นดมว่าบนร่างยังมีกลิ่นซาลาเปาไส้เนื้อหรือไม่ จึงเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้า
“อย่าแกล้งเลย หากไม่รู้เรื่องจะกล้าเข้ามาใกล้ข้างกายข้าอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ได้อย่างไร?”
เยี่ยจิงได้ยินคำพูดนี้ก็ตกใจ เงยหน้ามองนางถึงจะเผยรอยยิ้มออกมา “หลังจากกลับไปข้ารู้สึกไม่ถูกต้อง คิดอย่างละเอียดถึงเดาออก”
“เดาออกว่าอย่างไร?” เห็นชัดว่าเธอไม่เผยท่าทางเช่นผู้หญิงแม้แต่น้อย แล้วเยี่ยจิงมองออกได้อย่างไร?
“ลักษณะท่าทางดูไม่ออกหรอก แต่มือเจ้านุ่มมากไม่ใช่มือผู้ชาย หนำซ้ำ…”
น้ำเสียงนางชะงักไป สายตาหยุดลงตรงติ่งหูเฟิ่งจิ่ว “แม้เจ้าจะแปลงโฉม แต่วันนั้นตอนที่ข้าเข้าใกล้ข้างกายเจ้า กลับสังเกตว่าเจ้าเจาะหู ยังมีอีกอย่างคือกลิ่นกายหอมของผู้หญิง”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็เข้าใจทันที ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ไม่แปลกใจเลย แต่คนตั้งมากมายเพียงนี้ยังไม่มีใครรู้ นางกลับสังเกตรายละเอียดเล็กน้อยพวกนี้ ได้แต่บอกว่านางละเอียดถี่ถ้วนมากจริงๆ
“แต่เดิมทีข้าแค่คาดเดา หากเจ้าให้ข้าลูบคลำเสียหน่อย อาจจะยิ่งแน่ใจได้” สายตานางหยุดลงตรงหน้าอกแบนราบของเฟิ่งจิ่ว เอ่ยพลางยิ้มแย้ม
เฟิ่งจิ่วได้ยินก็ได้สติกลับมาทันควัน สองแขนกอดอกถลึงตามองตามสัญชาตญาณ ยิ้มขู่ว่า “เจ้าอย่าแม้แต่จะคิดเชียว”
“ไม่เป็นไร อีกหน่อยคงหาโอกาสได้” เยี่ยจิงยิ้มเอ่ย มองรูปลักษณ์เฟิ่งจิ่วที่แยกเพศไม่ออก ในใจทอดถอนใจเบา สวรรค์รู้ดีว่าตอนที่คาดเดาเช่นนี้นางตะลึงมาแค่ไหน?
นางคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ถึงอย่างไรคำพูดท่าทางของผู้หญิงคนหนึ่งไม่น่าจะซุกซนรักอิสระและชั่วร้ายเช่นนั้น แต่เฟิ่งจิ่วดันทำได้
สำหรับเฟิ่งจิ่วคนนี้ที่เปลี่ยนบุคลิกได้มากมาย นางได้แต่ถอนใจยอมรับทั้งปากและใจ
ตอนที่ 687: เข้าเรียนสำนักพลังวิญญาณ
สองคนมุ่งไปยังสถานที่ฝึกบำเพ็ญของวันนี้ด้วยกัน เพราะอาจารย์แซ่หลี่ว์จะเข้ามาสอนบทเรียนการใช้พลังวิญญาณควบคุมธาตุ นอกจากพวกนักเรียนที่เก็บตัวฝึกบำเพ็ญ นักเรียนระดับสวรรค์ไม่น้อยก็รออยู่ที่นั่นตั้งแต่เช้า
“ดูสิ เฟิ่งจิ่วคนนั้นมาแล้ว”
“ไม่ต้องสอบประเมินก็กลายเป็นนักเรียนระดับสวรรค์ เขาเป็นคนแรกเลย”
“เยี่ยจิงเดินใกล้กับเขามาก”
“เยี่ยจิงเป็นผู้หญิงที่รุ่นพี่โอวหยางถูกใจ ทั่วสำนักศึกษาใครบ้างไม่รู้? เจ้าหนูนี่กล้าเดินใกล้นางเพียงนั้น ไม่ได้เห็นรุ่นพี่โอวหยางในสายตาเลยจริงๆ”
“ช่วงนี้รุ่นพี่โอวหยางกำลังเก็บตัวฝึกบำเพ็ญไม่ใช่หรือ? เรื่องไม่นานมานี้เดาว่าเขาคงไม่รู้”
“หึ ไม่ช้าก็จะรู้”
เฟิ่งจิ่วกับเยี่ยจิงสองคนมาด้วยกัน ยังเดินไปไม่ใกล้ก็ได้ยินเสียงซุบซิบจากนักเรียนพวกนั้น เห็นเช่นนี้เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว ยิ้มบอกเยี่ยจิงว่า “คนที่ชื่นชอบเจ้ามีไม่น้อยเลย! แต่ละคนต่างเพ่งเล็งข้าทำอย่างไรดี?”
เยี่ยจิงเม้มริมฝีปากยิ้ม “ต่อให้ไม่มีพวกเขาก็เพ่งเล็งเจ้า ใครใช้ให้เจ้ากลายเป็นนักเรียนระดับสวรรค์โดยไม่ต้องสอบประเมินเล่า?”
“นี่ไม่เกี่ยวกับข้านะ เป็นความคิดรองเจ้าสำนักทั้งนั้น ข้าน้อยใจนัก”
“ได้ประโยชน์แล้วยังทำเป็นไม่ชอบใจอีก” เธอหัวเราะเบาๆ แล้วพาเฟิ่งจิ่วมาคอยข้างๆ และไม่ยืนด้วยกันกับคนอื่นๆ เช่นนี้ถึงจะเลี่ยงไม่ให้นักเรียนคนอื่นมาท้าประลองกับเฟิ่งจิ่วอีก
นักเรียนไม่น้อยทยอยกันเข้ามาแล้ว เมื่อทุกคนมาถึงต่างเหลือบมองไปทางเฟิ่งจิ่ว สายตานั้นมีความดูถูกและเหยียดหยาม ชัดเจนว่าแต่ละคนคิดว่าคนคนนี้ไม่มีฝีมืออะไร แค่อาศัยรองเจ้าสำนักเข้ามา
“ระดับสวรรค์มีแค่สองร้อยกว่าคนหรือ?” เฟิ่งจิ่วกวาดมองไป เห็นว่านักเรียนระดับสวรรค์โดยรอบอยู่ด้วยกันไม่ถึงสามร้อยคน
“แค่?”
เยี่ยจิงมองนาง บอกว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการเข้ามาเป็นนักเรียนระดับสวรรค์ต้องผ่านการสอบประเมินเช่นไร? ที่นี่ทุกคนล้วนเป็นสิบอันดับแรกของนักเรียนระดับโลก”
เฟิ่งจิ่วเพียงกวาดมองระดับพลังวิญญาณของนักเรียนพวกนั้น ทั้งหมดเป็นระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ ส่วนมากจะอยู่ระดับยอดปรมาจารย์ช่วงที่หนึ่ง สูงสุดก็แค่นักเรียนระดับยอดปรมาจารย์ช่วงที่สาม ส่วนเยี่ยจิงเป็นนักเรียนระดับยอมปรมาจารย์ช่วงที่สามเช่นกัน
ว่ากันตามจริง สำหรับนักเรียนแล้วพละกำลังระดับยอดปรมาจารย์ช่วงที่สามก็โดดเด่นมากจริงๆ ถึงอย่างไรผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานปกติจะอายุหลายสิบปี แน่นอนว่าอย่างพวกฮุยหลางนั้นไม่เหมือนกัน
สถานที่ที่พวกฮุยหลางเกินแตกต่างจากพวกเขา และยังคัดเลือกคนที่โดดเด่นจากในหมู่พวกเขามาฝึกอบรมเพิ่ม เสริมด้วยยาอายุวัฒนะ การบรรลุเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสำหรับพวกเขาจึงไม่ใช่เรื่องยาก
แต่อยู่ที่นี่แม้เป็นคนจากแคว้นระดับหนึ่ง อยากจะบรรลุกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังตอนอายุประมาณยี่สิบพูดได้เลยว่าเป็นส่วนน้อยในน้อยอีกที นอกจากพรสวรรค์ของตนเองยังต้องมียาอายุวัฒนะช่วยในช่วงหลัง มิเช่นนั้นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังจะบรรลุง่ายดายเพียงนั้นได้เช่นไร? ต้องรู้ไว้ว่าผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ก็ร่วงลงมาตอนที่กำลังบรรลุระดับหลอมแก่นพลังนี่เอง
“ไม่ต้องพูดแล้ว อาจารย์หลี่ว์มาแล้ว ชั้นเรียนเขาไม่ชอบให้นักเรียนไม่มีระเบียบเป็นที่สุด” เยี่ยจิงลากเฟิ่งจิ่วเดินไปข้างหน้าพวกนักเรียน แต่ละคนยืนเรียงกันเรียบร้อย มองไปยังอาจารย์วัยกลางคนที่มือไพล่หลังเดินมา
เฟิ่งจิ่วเห็นสถานที่ที่เดิมทีมีเสียงกระซิบดังระงมเงียบลงเพราะการมาถึงของอาจารย์ สายตาก็หยุดลงบนร่างอาจารย์คนนั้นโดยทันที และพินิจมองอย่างเงียบๆ
“เรื่องที่เราจะพูดกันวันนี้คือการควบคุมธาตุทั้งห้าในร่าง พวกเจ้า…”
ขณะกำลังพูดสายตาเขาหยุดลงบนร่างเด็กหนุ่มชุดเขียวตรงแถวหน้า กวาดมองลงไปผ่านขนนกเคลือบหลากสีตรงเอวจึงรู้ตัวตนของอีกฝ่าย
ตอนที่ 688: ข้าอายเกินไปที่จะบอก
“เจ้าคือเฟิ่งจิ่วสินะ?”
เขาถามพลางมองหนุ่มน้อย หลังจากจำได้ว่าเขาคือหนุ่มน้อยคนนั้นที่รองเจ้าสำนักพูดถึง สายตาก็กวาดมองบนร่างเขากลับแปลกใจนิดหน่อย บนร่างเด็กหนุ่มไม่เห็นกลิ่นอายพลังวิญญาณแม้แต่น้อย
เก็บซ่อนไว้หรือ? ในใจนึกสงสัยจึงใช้ดวงจิตไปสำรวจกำลังของเด็กหนุ่ม แต่สิ่งที่ทำให้เขานึกไม่ถึงคือใช้ดวงจิตสำรวจแล้วก็ยังไม่เห็นวรยุทธ์พลังวิญญาณของเด็กหนุ่ม ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะสนใจ
“คารวะท่านอาจารย์ ข้าคือเฟิ่งจิ่วขอรับ” เฟิ่งจิ่วก้าวเข้าไปคารวะด้วยความเคารพ
อาจารย์หลี่ว์เห็นเช่นนี้ก็พยักหน้า ถามว่า “พลังวิญญาณเจ้าธาตุอะไร?” กล่าวจบยังบอกอีกว่า “ข้าได้ยินว่าเจ้าเป็นนักเรียนสำนักยาเซียนด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ต้องมีธาตุไฟแน่ แค่รากฐานวิญญาณธาตุไฟ? หรือว่ามีอย่างอื่นอีก?”
“เรื่องนี้…” เธอคิดๆแล้วบอกว่า “คล้ายว่าข้าจะยังไม่เคยวัด ลืมไปแล้วขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้อาจารย์หลี่ว์ตกใจ “ตอนที่เจ้าฝึกบำเพ็ญพลังวิญญาณก่อนหน้านี้ไม่ได้ลองวัดหรือ? แม้เป็นตระกูลทั่วไปก็ควรมีกระมัง? หรือว่าอาจารย์ที่ชี้แนะเจ้าไม่ได้บอก?”
เฟิ่งจิ่วยิ้มเจื่อนๆ “ข้าฝึกบำเพ็ญแค่พลังวิญญาณมาตลอด ก่อนหน้านี้ไม่มีอาจารย์ชี้แนะ ข้าแค่… ฝึกบำเพ็ญด้วยตนเองขอรับ”
ได้ยินคำพูดเฟิ่งจิ่วเหล่านักเรียนด้านหลังแต่ละคนต่างตะลึง แม้แต่อาจารย์หลี่ว์ยังเบิกตาโตด้วยความตกใจ
“มะ ไม่มีอาจารย์ชี้แนะ? แล้วระดับของเจ้า…”
ไม่มีอาจารย์ชี้แนะ ทำไมเขาถึงไม่มีอาการธาตุไฟเข้าแทรก? หรือเด็กหนุ่มคนนี้มีโชคอะไรน่าเหลือเชื่อ?
เฟิ่งจิ่วเห็นอาจารย์เบิกตาจ้องมองเธอก็เกาๆหัว “ใช่ขอรับ! ข้าฝึกบำเพ็ญด้วยตนเองตามตำราดูดซับพลัง ฝึกไปฝึกไปก็กลายเป็นยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณแล้ว”
เธอไม่รู้จริงๆ ธาตุพลังวิญญาณควบคุมอย่างไร ปกติสู้กับคนอื่นส่วนมากจะใช้พลังเร้นลับ พลังวิญญาณใช้มากสุดแค่ย้ายกลิ่นอายพลังวิญญาณธาตุไฟในร่างมาใช้กลั่นยาเซียน
แต่ร่างแท้จริงของหงส์ไฟน้อยที่ทำสัญญากับเธอก็มีไฟเทวะโบราณ เธอไม่เข้าใจ อย่างไรเสียการไหลเวียนพลังวิญญาณเธอก็ทำตามหัวใจมาตลอด และไม่เห็นว่าจะเกิดปัญหาอะไร
ยิ่งไปกว่านั้นเธอฝึกบำเพ็ญพลังวิญญาณมาไม่นานเท่าไร เพียงแต่เพราะเดิมเป็นร่างเทพประทับ ระดับพลังวิญญาณจึงพุ่งขึ้นค่อนข้างเร็วเท่านั้นเอง
เหล่านักเรียนด้านหลังได้ยินคำพูดเขาแต่ละคนต่างหน้าแดงก่ำ เบิกตาแดงฉาน ผ่านไปสักพักถึงจะสบถออกมา “บ้าไปแล้ว!”
อะไรคือฝึกไปฝึกไปก็กลายเป็นยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ?
พวกเขานักเรียนระดับสวรรค์คนไหนบ้างในตระกูลไม่มีอาจารย์ชี้แนะและต้องฝึกอบรบอย่างพิถีพิถัน? เจ้าหนูนี่… นึกไม่ถึงว่าเจ้าหนูนี่จะบอกว่าเขาแค่ฝึกไปฝึกไปด้วยตนเองก็กลายเป็นยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณแล้ว นี่มาชกหน้าพวกเขาหรือไร?
ยามนี้อาจารย์หลี่ว์ยังมีสีหน้าตะลึงและพูดอะไรไม่ออก สอนนักเรียนผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นมามากมายเพียงนั้น ยังไม่เคยเจอใครเหมือนหนุ่มน้อยคนนี้เลย ไม่มีใครชี้แนะก็กลายเป็นยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณได้
ขณะบรรลุขั้นเขายังไม่ธาตุไฟแตก ไม่นอกลู่นอกทาง ทำให้คนเหงื่อเย็นไปทั้งฝ่ามือจริงๆ!
เยี่ยจิงแปลกใจเล็กน้อย นึกว่าเฟิ่งจิ่วอย่างมากก็เป็นแค่ปรมาจารย์พลังวิญญาณ ถึงอย่างไรครั้งนั้นบนถนนใหญ่นางยังถูกตนเองไล่ตีเสียจนไม่มีโอกาสโต้กลับ ทว่าหลังจากได้ยินคำพูดต่อมา แม้แต่สีหน้านางยังเปลี่ยนไปเป็นแปลกประหลาด
“เช่นนั้นเฟิ่งจิ่ว เจ้าเพิ่งบรรลุระดับยอดปรมาจารย์ได้ไม่นานใช่หรือไม่? แล้วขั้นของระดับปรมาจารย์เล่า?” อาจารย์หลี่ว์เอ่ยถามอีกครั้งพลางจ้องมองเฟิ่งจิ่วด้วยดวงตาฉายประกายเฝ้ารอ หนุ่มน้อยคนนี้เขามองไม่ออกเลยจริงๆ
“เรื่องนี้…”
เธอมองอาจารย์ แล้วหันไปเล็กน้อยเหลือบมองนักเรียนระดับสวรรค์แต่ละคนที่กลั้นหายใจจนหน้าแดงและถลึงตาจ้องมองมา บอกว่า “ข้าอายเกินกว่าจะบอกขอรับ” เธอกลัวจะตอกหน้าพวกเขาเกินไป
ตอนที่ 689: ยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด
ทุกคนได้ยินคำพูดนี้ ท่าทีก็แปลกไป อายที่จะบอก? ทำไมถึงอายที่จะบอก? อย่างไรก็บรรลุระดับยอดปรมาจารย์แล้ว แม้เป็นแค่ยอดปรมาจารย์ช่วงที่หนึ่งก็ไม่มีอะไรน่าขายหน้า
“เหอะๆ ไม่เป็นไร เจ้าพูดเถอะ! บอกมาข้าถึงจะรู้ว่าพละกำลังเจ้าถึงระดับใด และดูว่าเจ้าเหมาะกับวิธีฝึกบำเพ็ญแบบไหน” อาจารย์หลี่ว์ยิ้มเอ่ย พลางมองหนุ่มน้อยผู้มีสีหน้าเขินอายด้วยสายตาให้กำลังใจ
“เจ้าไม่ต้องรู้สึกอาย พวกนักเรียนที่นี่ต่างผ่านการฝึกบำเพ็ญมาสิบกว่าปี ตระกูลฝึกอบรมมาอย่างหนัก มีอาจารย์ชี้แนะและยาอายุวัฒนะเป็นตัวช่วยถึงจะมีกำลังระดับยอดปรมาจารย์ช่วงที่หนึ่งถึงสามในวันนี้ เจ้าสามารถฝึกบำเพ็ญด้วยตนเองจนถึงระดับยอดปรมาจารย์แล้วช่าง…”
“ตอนนี้ข้าเป็นยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุดขอรับ”
คำพูดอาจารย์หลี่ว์ยังเอ่ยไม่ทันจบ ก็ได้ยินเด็กหนุ่มคนนั้นหลังจากมองทุกคนรอบข้างก็บอกขั้นของระดับยอดปรมาจารย์ตนเองออกมา ได้ยินคำพูดนั้นเขาก็อึ้ง ผ่านไปสักพักยังไม่ได้สติกลับมา
ทุกคนรอบๆก็เช่นกัน แต่ละคนนิ่งไป และจ้องมองหนุ่มน้อยคนนั้นอย่างเหลือเชื่อ นึกว่าตนเองฟังผิด
“มะ เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ? ขั้นไหนแล้ว?” อาจารย์หลี่ว์เอ่ยถามอย่างตะกุกตะกัก
“ยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุดขอรับ แค่รอจุดเชื่อมต่อก็สร้างฐานพลังได้” เธอหรี่ตายิ้มมองอาจารย์หลี่ว์ที่เบิกตาโตอย่างเพิ่งรู้เรื่อง
รอบข้างพลันเงียบลง บรรยากาศหยุดนิ่งราวกับโดนแช่แข็ง ขณะที่มึนงงมีเพียงเสียงแผ่วของสายลมอ่อนที่พัดผ่านใบไม้มา…
เฟิ่งจิ่วเห็นเหล่านักเรียนแต่ละคนเบิกตากว้าง ก็เผยรอยยิ้มเขินอายออกมา กล่าวอย่างไร้เดียงสายิ่งว่า “ข้าบอกแล้ว! มันน่าอายเกินจะเอ่ยจริงๆ กลัวจะตอกหน้าพวกท่าน จริงๆนะ”
ทุกคนอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออกไปสักพัก โดนตอกหน้าจริงๆแล้ว เหมือนที่อาจารย์หลี่ว์บอก พวกเขาล้วนเป็นลูกหลานที่ตระกูลฝึกอบรมอย่างหนัก เทียบกับความผิดเพี้ยนนี้ไม่มีทางเทียบได้เลย
เยี่ยจิงมองเฟิ่งจิ่วด้วยท่าทีแปลกประหลาด ที่แท้ตอนนั้นบนถนนนางยอมอ่อนให้ ยังคิดจริงๆว่านางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตน นึกไม่ถึงว่านางจะเป็นผู้ฝึกตนระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุด
ยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุด ขาดแค่ก้าวเดียวก็บรรลุระดับสร้างรากฐาน กำลังของเขาไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะเทียบได้ มองไปยังนักเรียนระดับสวรรค์ทั่วสำนักศึกษายังไม่มีใครบรรลุถึงระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุดด้วยซ้ำ
เวลานี้ ในที่สุดเยี่ยจิงก็รู้ว่าทำไมรองเจ้าสำนักถึงทำทุกวิถีทางเพื่อพานางมาจากสำนักยาเซียน
ไม่เพียงแต่เยี่ยจิง แม้แต่อาจารย์หลี่ว์รวมถึงพวกนักเรียนคนอื่นๆ หลังจากได้ยินคำพูดจากเฟิ่งจิ่ว ในที่สุดก็รู้ว่าทำไมรองเจ้าสำนักถึงปฏิบัติกับนางอย่างดี พละกำลังและพรสวรรค์เช่นนี้ต้องฝึกอบรมอย่างหนักจริงๆ
ไม่แน่ว่าอนาคตยังมีโอกาสจะชิงอันดับบนกระดานมังกรหลบของสำนักศึกษาทั้งหลาย ทำให้สำนักศึกษาหมอกดาราโดดเด่นออกมาท่ามกลางเหล่าสำนักศึกษา!
นึกถึงข้อนี้ลมหายใจทุกคนหนังขึ้นทันใด
ในฐานะนักเรียนเมล็ดพันธุ์ของสำนักศึกษาหมอกดาราต้องรู้เรื่องการจัดอันดับมังกรหลบ การจัดอันดับครั้งล่าสุดสำนักศึกษาหมอกดารายังไม่มีแม้แต่นักเรียนที่เข้ารอบ แต่หากครั้งต่อไป…
สายตาทุกคนหยุดลงบนร่างหนุ่มน้อยชุดฟ้าคนนั้นทันควัน หากเป็นเขาอาจจะมีความเป็นไปได้นั้นจริงๆใช่หรือเปล่า? แต่ลำพังแค่นักเรียนเข้าใหม่คนเดียว จะสามารถชิงอันดับบนกระดานมังกรหลบได้จริงๆหรือ?
นึกถึงตรงนี้ท่าทีทุกคนก็แปลกไป พูดตรงๆคือไม่เชื่อว่าเฟิ่งจิ่วคนนี้จะมีกำลังเช่นนั้นจริงๆ
“มาๆ เฟิ่งจิ่ว เจ้ามาวัดธาตุทั้งห้าในร่างก่อน” หลังจากอาจารย์หลี่ว์ได้สติกลับมาอย่างยากเย็น ก็กวักมือให้สัญญาณเธอเข้าไป
ตอนที่ 690: รากฐานพลังวิญญาณห้าธาตุ
เห็นอาจารย์หลี่ว์นำอุปกรณ์ทดสอบออกมา เฟิ่งจิ่วชะงักเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไป
“มาๆ เจ้าวางมือไว้ด้านบน แล้วปล่อยกลิ่นอายพลังวิญญาณเข้าไปเป็นพอ” อาจารย์หลี่ว์พูดพลางมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าเฝ้ารอ อยากรู้นักว่าเด็กหนุ่มมีธาตุอะไรกันแน่? จะเป็นฐานพลังวิญญาณธาตุไฟอย่างเดียวหรือเปล่า?
ด้วยพรสวรรค์และความเร็วในการฝึกบำเพ็ญ ความเป็นไปได้ของฐานพลังวิญญาณสวรรค์ค่อนข้างสูง มีเพียงพลังวิญญาณของฐานพลังวิญญาณสวรรค์ ความเร็วในด้านการฝึกบำเพ็ญถึงจะไวกว่าคนอื่น
สำหรับนักเรียนเมล็ดพันธุ์พวกนั้น ทุกคนล้วนเป็นผู้มีฐานพลังวิญญาณสวรรค์ มิเช่นนั้นอายุสิบกว่าถึงยี่สิบก็ไม่อาจบรรลุระดับยอดปรมาจารย์ได้
นักเรียนคนอื่นเห็นอาจารย์หลี่ว์นำอุปกรณ์ทดสอบออกมา ก็ล้อมเข้าไปกันทันที
พวกเขาอยากรู้ว่าเฟิ่งจิ่วคนนี้มีธาตุอะไร แต่ในเมื่อกลั่นยาเซียนได้ในร่างก็ควรมีธาตุไฟ จะมีแค่ธาตุไฟอย่างเดียวหรือเปล่า?
เยี่ยจิงยืนข้างกายเฟิ่งจิ่ว เมื่อเห็นนางยื่นมือออกไปวางไว้บนอุปกรณ์ทดสอบและปล่อยกลิ่นอายพลังวิญญาณเข้าไปก็กลั้นหายใจอย่างอดไม่ได้ ในใจเริ่มคร่ำเครียด
เทียบกับความตึงเครียดและเฝ้ารอของพวกเขา เฟิ่งจิ่วกลับไม่ได้รู้สึกอะไร อาจารย์บอกว่าเธอเป็นร่างเทพประทับ ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญย่อมเป็นสิบเท่าของคนอื่น ส่วนฐานพลังวิญญาณเป็นธาตุอะไรเขาไม่ได้บอก
ชัดเจนว่าขอแค่เธอฝึกบำเพ็ญกำลังภายในพลังวิญญาณอย่างดี การควบคุมธาตุคงไม่ใช่ปัญหาอะไร ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าเธอจะมีฐานพลังวิญญาณธาตุอะไรก็ไม่กังวลเลยสักนิดจริงๆ
หลังจากเธอปล่อยกลิ่นอายพลังวิญญาณ เมื่อเห็นประกายแสงเปลวไฟที่ปรากฏขึ้นบนอุปกรณ์ทดสอบ เธอกลับคิดจะนำอุปกรณ์ทดสอบกลับไปราชวงศ์เฟิ่งหวง เช่นนี้พวกเขาจะได้ทดสอบว่ามีฐานพลังวิญญาณหรือไม่
“ดูสิ! เป็นธาตุไฟ เขาเป็นธาตุไฟเดี่ยว…”
คำพูดนักเรียนคนหนึ่งยังกล่าวไม่ทันจบ ก็เห็นวังวนกลุ่มเล็กผุดขึ้นบนอุปกรณ์ทดสอบอีกครั้ง วังวนนั้นก่อตัวเป็นกระแสลมปรากฏขึ้น ทุกคนมองเสียจนนิ่งไป
“ธาตุลม? เขายังมีธาตุลมด้วย? ซี๊ด! ไม่ใช่! พวกเจ้าดูสิ! นั่นธาตุไม้!”
ท่ามกลางเสียงอุทาน เพียงเห็นพลังชีวิตสีเขียวขจีก่อตัวขึ้นมา และธาตุต้นไม้ก็ปรากฏ ครั้งนี้ทุกคนเงียบกันไปหมด เพราะแต่ละครต่างเบิกตาโตด้วยสีหน้าตกตะลึง
เพียงเห็นว่าขณะที่พลังชีวิตธาตุไม้สีเขียวนั้นปรากฏ ก็เผยให้เห็นธาตุทองและน้ำต่อๆกัน สุดท้ายแม้แต่ธาตุดินยังโผล่ออกมา เห็นเช่นนี้ทุกคนเพียงรู้สึกว่าหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ในที่สุดเมื่อเห็นธาตุทั้งห้าต่างปรากฏ ไม่มีธาตุไหนโดดเด่นแต่เท่ากันทั้งห้าธาตุ แต่ละคนล้วนพูดอะไรไม่ออก
ใครบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะ? ใครบอกว่าเขาเป็นพวกเพี้ยน? เป็นห้าธาตุไร้ประโยชน์ชัดๆ!
เห็นทุกคนจ้องมองเธอด้วยท่าทางเหมือนเห็นผี เฟิ่งจิ่วดึงมือกลับและไม่รู้สึกว่าธาตุทั้งห้าจะมีอะไรไม่ดี อย่างน้อยคนอื่นใช้ได้แค่ธาตุเดียวแต่เธอกลับใช้ได้ตั้งห้า
“ท่านอาจารย์หลี่ว์?” เห็นอาจารย์ตรงหน้ามองเธอด้วยสีหน้าเสียใจ เฟิ่งจิ่วจึงถาม “ทำไมหรือขอรับ?”
“เฮ้อ!”
อาจารย์หลี่ว์ทอดถอนใจ มองหนุ่มน้อยตรงหน้าพลางบอกว่า “เสียดาย น่าเสียดาย ธาตุทั้งห้าเป็นฐานพลังวิญญาณที่แย่ที่สุดในหมู่พลังวิญญาณ ถูกเรียกว่าฐานพลังวิญญาณร้อยแปด ฝึกบำเพ็ญช้าไม่ต้องพูดถึง ชีวิตนี้เกรงว่าอยากบรรลุระดับสร้างรากฐานยังยาก เสียดาย น่าเสียดายจริงๆ”
เขาส่ายหน้าถอนหายใจ คิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีวรยุทธ์ระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณเช่นตอนนี้ได้ คงเจอโชคดีอะไรมามาก แต่เกรงว่าหนทางฝึกเซียนของเขาคงจบลงตรงนี้ ยากจะก้าวไปต่อแล้ว
ตอนที่ 691: ฐานพลังวิญญาณต้นกำเนิด
เฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดนี้ดวงตาก็ฉายแวว นัยน์ตาเผยความแปลกใจ ฐานพลังวิญญาณที่แย่ที่สุด? ดูท่าทางแม้แต่อาจารย์หลี่ว์ยังไม่รู้ว่าฐานพลังวิญญาณห้าธาตุนี้ สำหรับผู้ฝึกเซียนเป็นฐานพลังที่ปรากฏแรกสุด ยังถูกเรียกว่าฐานพลังวิญญาณต้นกำเนิด
เธอเคยอ่านตำราในห้วงมิติ ฐานพลังวิญญาณต้นกำเนิดเป็นจุดเริ่มต้นของฐานพลัง ร่างมีทั้งธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน เพียงแต่เพราะการควบคุมธาตุทั้งห้าในร่างไม่ใช่เรื่องง่าย การฝึกบำเพ็ญธาตุทั้งห้ายังยากลำบากกว่าธาตุเดียว ดังนั้นจึงถูกเรียกว่าฐานพลังวิญญาณร้อยแปด
ภายหลังผ่านการเปลี่ยนแปลง ฐานพลังวิญญาณยิ่งฝึกบำเพ็ญน้อยยิ่งปรากฏน้อย นั่นเพราะในร่างมีเพียงธาตุเดียว การควบคุมธาตุเดียวค่อนข้างเข้ามือง่ายกว่า แต่ฐานพลังวิญญาณต้นกำเนิดหากควบคู่กับการฝึกบำเพ็ญด้วยกำลังภายในก่อกำเนิด กลับยิ่งเติมเต็มซึ่งกันและกัน ธาตุทั้งห้าจะยิ่งสำเร็จได้
เธอหลุบสายตาลงปิดบังประกายในดวงตา นี่ก็เหมือนกับร่างเทพประทับ จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้จริงๆ ในเมื่อพวกเขาเข้าใจผิดว่าเป็นฐานพลังวิญญาณร้อยแปด เช่นนั้นก็เป็นฐานพลังวิญญาณร้อยแปดไปแล้วกัน!
“ข้านึกว่าจะเป็นอัจฉริยะจริงๆ ที่แท้เป็นพวกไร้ประโยชน์”
“ก่อนหน้านี้ฝึกบำเพ็ญเร็วแล้วอย่างไร? สร้างฐานพลังไม่ได้ก็เปล่าประโยชน์ แม้โชคดีสร้างฐานพลังได้แต่ผ่านระดับหลอมแก่นพลังไปไม่ได้หรอก ชีวิตก็เช่นนี้แหละ”
“ใช่ คนฝึกวิชาเซียนรุ่นข้าเป้าหมายเพื่อหนทางชีวิตยืนยาวและวรยุทธ์สูงสุด จะหยุดอยู่แค่ระดับสร้างรากฐานเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“แหะ พวกเจ้าไม่รู้สินะ? ข้าตรวจสอบมาแล้ว เจ้าหนูนี่เป็นคนจากแคว้นระดับเก้า จะเก่งกาจได้สักแค่ไหนกัน?”
“อะไรนะ? แคว้นระดับเก้าต่ำสุด? ทำไมเจ้าไม่บอกก่อนเล่า? ข้ายังรอลุ้นเลย”
“ข้าก็อยากพูด แต่เขาบอกว่าเป็นยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุด ข้าก็อึ้งไปทันที นึกว่าข่าวจะผิดไป”
“ยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณขั้นสูงสุด? เหอะๆ เจ้าหนูนี่ไม่รู้ฝึกวิธีเก็บกลิ่นอายแบบใดมา แม้แต่อาจารย์หลี่ว์ยังมองระดับการฝึกบำเพ็ญไม่ออก เขามีฐานพลังวิญญาณร้อยแปดห้าธาตุ ไม่แน่ว่าอาจไม่ใช่แม้แต่ยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ”
“อืม ก็เป็นไปได้ มิเช่นนั้นเจ้าว่าทำไมเขาถึงวิ่งไปสำนักยาเซียน? สำนักยาเซียนนั้นแทบจะรกร้าง ทุกปีล้วนรับนักเรียนไม่ได้สักคน มีแค่คนโง่ถึงจะไปที่นั่น”
“พวกเจ้าหุบปากซะ!” เยี่ยจิงตะโกนเสียงดังด้วยสีหน้าเยียบเย็น เห็นท่าทางเฟิ่งจิ่วก้มหน้าต่ำ ในใจก็อึดอัดอยู่บ้าง
นักเรียนคนอื่นเห็นเป็นเยี่ยจิง แต่ละคนต่างขยับปากและไม่เอาเรื่องนาง ด้วยเหตุนี้เสียงพูดจาเยาะเย้ยจึงหยุดลง
เฟิ่งจิ่วที่หลุบตาลงเล็กน้อยได้ยินเสียงหัวเราะเยาะพวกนั้นลอยมาข้างหู และได้ยินเสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดของเยี่ยจิง นัยน์ตาฉายแววยิ้มแย้มโดยฉับพลัน เงยหน้ามองไปทางเยี่ยจิงและเผยรอยยิ้มให้ไป ความหมายคือ ‘ข้าไม่เป็นไร’
“เอาล่ะ เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว พวกเรามาเริ่มเรียนกัน วันนี้จะสอนพวกเจ้าว่าต้องใช้ธาตุในร่างอย่างไร…” อาจารย์หลี่ว์พูดจบ ก็ให้สัญญาณทุกคนเงียบ ก่อนจะสอนพวกเขาว่าธาตุทั้งห้าต้องใช้และฝึกบำเพ็ญอย่างไร…
หลังเลิกเรียนอาจารย์หลี่ว์กำลังจะไป เฟิ่งจิ่วจึงเรียกเขาไว้ “ท่านอาจารย์ขอรับ”
“หืม? มีเรื่องอะไรหรือ?” อาจารย์หลี่ว์มองไปยังเฟิ่งจิ่ว ใบหน้ามีความเสียใจที่ไม่อาจปิดบัง
“ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์สอนการควบคุมฐานพลังวิญญาณแบบเดี่ยว เช่นนั้นอย่างของข้าต้องจำแนกธาตุทั้งห้าในร่างให้กลายเป็นห้าพลังวิญญาณก่อนใช่หรือไม่ขอรับ?”
ได้ยินเช่นนี้อาจารย์หลี่ว์แปลกใจ มองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่งถึงจะบอกว่า “ถูกต้อง ฐานพลังวิญญาณร้อยแปดต้องฝึกบำเพ็ญเช่นนี้ จำแนกแยกธาตุทั้งห้าก่อน รวบรวมประกายแสงของทุกธาตุเป็นหนึ่งเดียว เพียงแต่ความยากมันอยู่ตรงนี้แหละ หากไม่มีกำลังภายในที่เข้ากับธาตุทั้งห้า เจ้าก็ไม่มีทางแยกประกายแสงของธาตุทั้งหมดออกมาได้”
ตอนที่ 692: ข้าจะปกป้องเจ้า
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วเผยรอยยิ้ม ก่อนคารวะให้เขาด้วยความเคารพ “ขอบคุณท่านอาจารย์มากที่ชี้แนะ ข้ารู้แล้วขอรับ”
อาจารย์หลี่ว์พยักหน้า ถึงจะหมุนตัวเดินออกไป
“เฟิ่งจิ่ว…” เยี่ยจิงมองนาง ในดวงตามีความเป็นห่วง
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนี้ก็เปล่งเสียงหัวเราะเบาๆอย่างกลั้นไม่อยู่ “เจ้ากังวลอะไร? เป็นห่วงว่าข้ามีฐานพลังวิญญาณร้อยแปดแล้วจะสร้างฐานพลังไม่ได้หรือ? เจ้าอย่าลืมสิ วรยุทธ์ข้าตอนนี้ยังสูงกว่าเจ้าอีกนะ”
เห็นท่าทีนางยังคงเหมือนเดิม ไม่หมดสภาพเพราะทดสอบออกมาเป็นฐานพลังวิญญาณร้อยแปด ใจที่หวั่นๆถึงจะปล่อยวาง “อืม โลกกว้างใหญ่เพียงนี้ย่อมมีโอกาส แม้เจ้ามีฐานพลังวิญญาณร้อยแปด อาจเพราะอนาคตจะมีโอกาสสร้างรากฐานถึงขั้นบรรลุระดับหลอมแก่นพลัง”
“อืม โลกกว้างใหญ่เพียงนี้ ข้ายังอยากไปดูเสียหน่อย!” เธอหรี่ตามองท้องฟ้า ในแปดจักรวรรดิใหญ่เมืองลอยฟ้าที่ห่างไกลและเหนือกว่าแคว้นต่างยังมีคนคนหนึ่งทำสัญญาสิบปีกับเธอไว้
สัญญาสิบปี? เธอจะปล่อยให้ตนเองหยุดอยู่ในแคว้นเหล่านี้สิบปีเชียวหรือ? คำตอบคือไม่
ในวันต่อมาเรื่องที่เฟิ่งจิ่วมีฐานพลังวิญญาณร้อยแปดก็แพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นเดาว่าพวกนักเรียนในสำนักศึกษาคงไม่สนใจเช่นนั้น แต่ดันเป็นเฟิ่งจิ่วคนนี้ เฟิ่งจิ่วคนนี้ที่เพิ่งเข้ามาก็แลกขนนกเคลือบหลากสีไป ซ้ำยังทำให้คนสำนักพลังเร้นลับลำบากและไม่มีที่ระบายอารมณ์ เป็นเฟิ่งจิ่วที่รองเจ้าสำนักให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ระหว่างที่เป็นนักเรียนสำนักยาเซียนยังถึงกับย้ายเขาไปเป็นหนึ่งในนักเรียนระดับสวรรค์ของสำนักพลังวิญญาณ
ทุกๆการกระทำของเขาแทบจะอยู่ในความสนใจทุกคนทั้งหมด ทว่าเมื่อข่าวนี้กระจายออกไป แต่ละคนก็รู้สึกยินดีในความโชคร้ายนี้ไม่สิ้นสุด
ส่วนเฟิ่งจิ่วยามนี้หลังจากไปรายงานตัววันนั้น รวมถึงไปฟังบทเรียนวันถัดไป วันต่อมาก็ไม่ได้ไปสำนักพลังวิญญาณ เพราะยุ่งอยู่กับการฝึกบำเพ็ญของตนเองจนไม่มีเวลาไปสอบถามข่าวคราวภายนอก
กวนสีหลิ่นยังไม่ออกมาจากหอคอยพลังเร้นลับ แต่วันนี้เซียนอี้หานกลับมาหา
“น้องเฟิ่ง? น้องเฟิ่ง?”
เขาตะโกนอยู่ด้านนอกอาศรม ขณะเดียวกันก็มองหมีดำตัวใหญ่ระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นที่เฝ้าอยู่นอกอาศรมด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ช่วงนี้ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเฟิ่งจิ่วมาไม่น้อย และได้ยินว่าที่นี่นอกจากม้าประหลาดกับหมาน้อยตัวเท่าก้อนเนื้อ ยังมีหมีดำตัวใหญ่ที่น่ากลัวเป็นพิเศษ ดังนั้นตอนที่เขาซ่อนตัวอยู่ในอาศรมไม่ออกมาคนพวกนั้นที่อยากจะหาเรื่องเขาจึงไม่กล้าเข้ามายุ่ง
อืม ไม่เลว ช่วงนี้ในสำนักศึกษาไม่เห็นร่างเฟิ่งจิ่วเดินไปเดินมา ทุกคนต่างบอกว่าเขาเก็บตัวไม่กล้าเจอใคร
“พี่เซียว?” เฟิ่งจิ่วเปิดเขตอาคมเดินออกมา แปลกใจนิดหน่อยกันการมาของเขา “ท่านมาได้อย่างไร?”
“ทำไม? ข้ามาไม่ได้หรือ?”
เขายิ้มๆ บอกว่า “ข้าเพิ่งออกไปทำภารกิจกลับมา ได้ยินว่าเจ้าอยู่ที่นี่จึงเข้ามาดื่มเหล้ากับเจ้า เจ้าดูสิ แม้แต่ไก่ย่างข้ายังเอามาด้วย” เขาหยิบไก่ย่างสองห่อที่ห่อไว้อย่างดีออกมาจากห้วงมิติพลางยิ้มเอ่ย
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนี้ก็เชิญเขาเข้าอาศรมมา ใครจะรู้ว่าเขากลับโบกบ่ายมือ “เราสองคนไม่ใช่คนอื่นไกล มาๆๆ ดื่มใต้ต้นไม้ก็ได้”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มทันที จากนั้นมายังพื้นหญ้าใต้ต้นไม้พร้อมๆกันแล้วนั่งลงกับพื้น
“เจ้าไม่รู้หรือ? ข้าก็เป็นนักเรียนระดับสวรรค์ของสำนักพลังวิญญาณ แต่วันนั้นที่เจ้าไปฟังบนเรียนข้าไม่อยู่ จึงไม่ได้พบเจ้า ภายหลังยังออกไปรับภารกิจ ครั้งนี้ข้ามาหาเจ้าแล้ว ข้ามีน้ำใจใช่ไหมล่ะ?”
เขาหยิบชามเล็กๆสองใบออกจากห้วงมิติมารินเหล้า “เรื่องเจ้าข้าได้ยินมาแล้ว ฐานพลังวิญญาณร้อยแปดใช่หรือเปล่า? ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย วางใจเถอะ อีกหน่อยหากในสำนักศึกษามีคนมาหาเรื่องเจ้าก็บอกข้า ข้าจะช่วยเจ้าจัดการเขาเอง”
ตอนที่ 693: ความโกรธเคืองของยอดเขาสำนักยา
เฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ้มขึ้นมา “ได้ ข้าจะจำไว้”
เธอยกชามเหล้าขึ้นคารวะ แล้วมองเขาอย่างลึกซึ้ง “พี่เซียว ข้าขอคารวะท่าน”
คารวะท่านที่ยังมาเชิญข้าดื่มเหล้าถึงอาศรม ในขณะที่ทุกคนหลบข้าไม่ยอมเข้าหา
คารวะท่านที่แม้เป็นแค่มิตรสหายจากความบังเอิญกลับกล้าออกตัวเพื่อข้า
มิตรภาพนี้ ข้าเฟิ่งจิ่วจะไม่ลืม
“ฮ่าๆๆ มา หมดชาม!”
เขาหัวเราะร่า ยกชามเหล้าขึ้นแหงนหน้าดื่มรวดเดียวหมด ทั้งสองดื่มเหล้ากินเนื้อและคุยกันอย่างเต็มที่อยู่ใต้ต้นไม้ ส่วนทางด้านนั้น สามสัตว์อสูรนอนหมอบกลืนน้ำลายมองอยู่บนพื้นหญ้า…
อีกด้านหนึ่งเจ้าสำนักกำลังจิบชากับรองเจ้าสำนักและโม่เฉิน เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักคุยเรื่องภายในสำนักศึกษาช่วงนี้ไปพลางๆ ส่วนโม่เฉินแค่ฟังเงียบๆ
“เฮ้อ! เรื่องนี้นึกไม่ถึงจริงๆ ศักยภาพของเฟิ่งจิ่วโดดเด่นเช่นนั้น ความเร็วในการบรรลุขั้นยิ่งไม่ธรรมดา ทำไมถึงเป็นฐานพลังวิญญาณร้อยแปดห้าธาตุไปได้?” รองเจ้าสำนักส่ายหน้า รับความจริงข้อนี้ไม่ได้อยู่บ้าง
“อาจเพราะเขาเจอโชคดีอะไร มิเช่นนั้นจะบรรลุขั้นรวดเร็วเพียงนั้นได้เช่นไร? เจ้ากับข้าต่างรู้เรื่องฐานพลังวิญญาณร้อยแปดห้าธาตุดี อยากจะบรรลุระดับสร้างรากฐานเป็นเรื่องยาก ตลอดชีวิตนี้เกรงว่าคงได้แต่หยุดอยู่ระดับยอดปรมาจารย์เท่านั้น” เจ้าสำนักกล่าว ก่อนจะจิบน้ำชาเบาๆ
“ข้าไม่อยากเชื่อว่าต้นกล้าดีๆเพียงนั้น…”
“ตามที่ข้ารู้ ฐานพลังวิญญาณห้าธาตุยังเป็นธาตุพลังวิญญาณต้นกำเนิดด้วย”
ได้ยินคำพูดนี้ รองเจ้าสำนักมองไปยังโม่เฉินที่จิบชาเบาๆ “ฐานพลังวิญญาณต้นกำเนิด?”
“จริงด้วย ข้านึกขึ้นได้ ฐานพลังวิญญาณห้าธาตุคือฐานพลังวิญญาณต้นกำเนิดจริงๆ นั่นเป็นรากเหง้าของฐานพลังวิญญาณ เพียงแต่ผ่านการวิวัฒนาการมาหลายปี ฐานพลังวิญญาณห้าธาตุจึงมีน้อยยิ่ง อย่างมากจะเป็นฐานพลังหนึ่งเดียวหรือคู่ เพราะฐานพลังวิญญาณห้าธาตุฝึกบำเพ็ญได้เชื่องช้ามาก ถึงค่อยๆถูกคนเรียกว่าเป็นฐานพลังวิญญาณร้อยแปด และเรียกว่าเป็นฐานพลังวิญญาณไร้ประโยชน์”
เจ้าสำนักกล่าวจบก็มองทางโม่เฉินพลางบอก “เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าแก่มาก ทำไมเจ้าถึงรู้ได้?”
“ข้าเคยอ่านตำราเก่าและถามท่านอาจารย์มา เขาบอกไว้ว่าผู้ที่มีฐานพลังวิญญาณต้นกำเนิดเป็นผู้รับพรจากสวรรค์” โม่เฉินจิบชาน้อยๆ น้ำเสียงทั้งเฉยเมยและนาบเนิบ สิ่งที่คิดในหัวกลับเป็นใบหน้าประดับรอยยิ้มของหนุ่มน้อยคนนั้น
รู้ว่าตนเองมีฐานพลังวิญญาณห้าธาตุ เขาจะซ่อนตัวไม่กล้าออกมาอย่างที่นักเรียนพวกนั้นพูดจริงๆหรือไม่?
แม้จะรู้จักกับเขาเพียงผิวเผิน คบหากันไม่ลึกซึ้ง กลับยังรู้ได้ว่านิสัยใจคอเด็กหนุ่มคนนั้นเทียบไม่ได้กับคนทั่วไป เทียบกับการซ่อนตัวอย่างหมดสภาพ โม่เฉินคิดว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่เด็กหนุ่มกำลังคิดหาวิธีอะไรมาแก้ไข
ผ่านไปอีกสองสามวัน
วันนี้ พวกอาจารย์สำนักยาพากันมาหาเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักอย่างโมโหปึงปัง
“แต่ละคนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟด้วยเรื่องอะไรกัน?” รองเจ้าสำนักมองเหล่าอาจารย์สำนักยาแต่ละคนที่โมโหฉุนเฉียวเข้ามา นึกแปลกใจอยู่บ้าง หรือว่ามีใครทำให้อาจารย์สำนักยาพวกนี้โกรธเคือง?
“ท่านเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก เรื่องนี้ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด และต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดขอรับ!” อาจารย์คนหนึ่งเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ
“ต้องจัดการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเรื่องอะไร?” เจ้าสำนักแปลกใจ
“ท่านเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก มีหัวขโมยมาขโมยยาทิพย์ขอรับ ยาทิพย์บนยอดเขาสำนักยาเราหลายแห่งโดนขโมยเก็บไปเป็นประจำ แม้แต่พวกผลไม้วิญญาณยังโดนเก็บไป พวกโสมวิญญาณอายุหลายปีถูกถอนไปหมด สิ่งที่น่าแค้นใจที่สุดคือพวกโสมวิญญาณอ่อนที่มีขนาดแค่ตะเกียบยังโดนถอนด้วย นี่เป็นการตัดรากถอนโคนยอดเขาสำนักยาเราชัดๆ!”
“ใครกันใจกล้าเพียงนี้ ถึงกับกล้าก่อเรื่องเช่นนี้ขึ้น?” ทั้งสองต่างตกตะลึง ถามว่า “พวกเจ้าไม่ได้ตรวจสอบ? ไม่ได้ป้องกันหรือ?”
ครั้นได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าอาจารย์ทั้งหลายแดงก่ำ บอกอย่างโกรธเคืองว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร! พวกเราป้องกันแล้วขอรับ ส่งนักเรียนไปเฝ้าก็โดนขโมย ส่งอาจารย์ไปเฝ้ายังโดนขโมยอีก”
ตอนที่ 694: มีปัญหาแล้ว
ได้ยินเช่นนี้ เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักก็มองหน้ากัน ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถามว่า “ที่ถูกขโมยไปเป็นยาทิพย์อะไร พวกเจ้ามีรายการหรือไม่ ลองไปดูตรงจุดแลกคะแนนคุณงามความดีหรือยัง พวกนักเรียนอาจจะขโมยเก็บไปแลกคะแนนคุณงามความดี?”
“ตรวจสอบแล้วขอรับ ไม่มีเลย หนำซ้ำยาทิพย์ที่โดนเก็บไปก็มีหลายอย่าง ส่วนมากหลักๆเป็นโสมวิญญาณ ตอนนี้โสมวิญญาณบนยอดเขาสำนักยาเหลือไม่ถึงหนึ่งในสาม พวกเรากังวลว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปโสมวิญญาณของสำนักศึกษาจะยิ่งขาดแคลน สมุนไพรมากมายกับยาที่เหล่านักเล่นแร่แปรธาตุสำนักยาเซียนต้องใช้คงไม่อาจเตรียมหรือจัดหาให้ได้”
ได้ยินคำพูดนี้ก็ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหาได้ เจ้าสำนักจึงบอกกับรองเจ้าสำนักว่า “เจ้าตามเรื่องนี้ให้ที หลังจากลองดูสถานการณ์ค่อยจัดคนจากสำนักยาหรือสำนักพลังเร้นลับสองสามคนเข้าไปเฝ้า จำต้องจับหัวขโมยสมุนไพรคนนี้ให้จงได้”
“ขอรับ ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้” กวนเหล่าพยักหน้า มองไปยังพวกนั้นพลางถาม “หัวขโมยสมุนไพรคนนี้ปกติจะเข้าไปขโมยช่วงเวลาไหน พวกเจ้ามีบันทึกไว้หรือไม่?”
“มีขอรับ ปกติเป็นเวลาอาหาร” อาจารย์หนึ่งคนในนั้นบอก
“เวลาอาหาร?”
รองเจ้าสำนักตกใจ พยักหน้าให้ “ใช่สิ เวลาอาหารพวกอาจารย์ต่างกำลังทานอาหาร แน่นอนว่าเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะลงมือ อืม ข้ารู้แล้ว พวกเจ้ากลับไปก่อน รอข้าไปคัดคนจากสำนักยากับสำนักพลังเร้นลับสักสองสามคนมา แล้วค่อยไปดูที่ยอดเขาสำนักยาเสียหน่อย”
อาจารย์พวกนั้นได้ยินคำพูดเขาถึงค่อยวางใจ พยักหน้าขานรับและออกไปพร้อมๆ กัน
อีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่ผ่านการฝึกฝนช่วงนี้และจัดการกับธาตุทั้งห้าในร่างในที่สุดก็ถอนหายใจอย่างผ่อนคลายสบายใจ ไม่ได้ออกมาข้างนอกตั้งนาน จึงสั่งสามสัตว์อสูรให้คอยดูอาศรม ส่วนตนเองนั่งขนนกบินไปถามที่สำนักพลังเร้นลับเสียหน่อยว่าพี่ชายเธอออกจากหอคอยพลังเร้นลับแล้วหรือยัง?
เมื่อเธอมาถึงสำนักพลังเร้นลับ ก็เห็นรองเจ้าสำนักกำลังพานักเรียนสำนักพลังวิญญาณสองสามคน และนักเรียนสำนักพลังเร้นลับอีกสองสามคนเดินออกมา เจอหน้ากันเธอจะเสียมารยาทไม่ได้ ดังนั้นจึงเข้าไปคารวะ
“รองเจ้าสำนัก”
“โอ้? เฟิ่งจิ่ว! ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่?” กวนเหล่าถามด้วยรอยยิ้ม ยามเห็นหนุ่มน้อยคนนี้ ในใจก็มีความรู้สึกมากมาย
“ออกมาเดินเล่นยามว่างพอดีขอรับ ท่านรองเจ้าสำนัก พวกท่านจะไปทำอะไรกันหรือ?” เธอมองนักเรียนสำนักพลังวิญญาณด้านหลัง ล้วนเป็นนักเรียนระดับสวรรค์ นักเรียนสำนักพลังเร้นลับพวกนั้นก็เช่นกัน
“ช่วงนี้ยาทิพย์กับโสมวิญญาณบนยอดสำนักยามักจะถูกขโมย อาจารย์จากยอดเขาสำนักยาเข้ามาหาข้ากับเจ้าสำนัก ดังนั้นจึงวางแผนส่งนักเรียนสองสามคนไปจับตาดูเสียหน่อย ดูว่าใครกันแน่ที่ใจกล้าเพียงนี้ถึงกล้าขโมยยาทิพย์บนยอดเขาสำนักยา”
“อ้อ ที่แท้เป็นแบบนี้เอง เช่นนั้นข้าไม่รบกวนรองเจ้าสำนักแล้ว” เธอคารวะและเบี่ยงกายไปข้างๆเล็กน้อย ให้พวกเขาเดินแถวไปกันไกลๆ ในใจกลับสงสัยขึ้นมา
ยาทิพย์กับโสมวิญญาณถูกขโมย?
ฝีเท้าที่มุ่งเดินไปสำนักพลังเร้นลับพลันชะงักลงเหมือนนึกอะไรได้ มุมปากก็กระตุก ช่วงนี้สัตว์อสูรสามตัวของเธอกินอะไรกัน?
ไม่ได้ กลับไปดูเสีนหน่อยดีกว่า
ทันใดนั้น เธอกระโดดขึ้นขนนกบินไปยังอาศรมอย่างรวดเร็ว หลังจากมาถึงอาศรมกลับเห็นว่ามีเพียงเสี่ยวเฮยเฝ้าอยู่ด้านนอก ไม่เห็นวี่แววเหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆาตัวน้อย เห็นเช่นนี้ใจเธอพลันสะดุดกึก แอบร้องว่าแย่แล้ว
ยอดเขาสำนักยาอยู่ถัดจากยอดเขาสำนักยาเซียน หากเจ้าสองตัวมีความเป็นไปได้นั้นจริงๆ ด้วยความเร็วของอสูรกลืนเมฆาประกอบกับเหล่าไป๋ หากขโมยของขึ้นมาคงไม่มีใครพบแน่ๆ
เธอนั่งขนนกบินตามหาไปกลางอากาศ มองด้านล่างบ่อยครั้งด้วยความกังวลอย่างยิ่ง
ด้านหนึ่งก็คิดว่ารองเจ้าสำนักพานักเรียนระดับสวรรค์ของสำนักพลังวิญญาณกับนักเรียนสำนักพลังเร้นลับไปจับตาดูถึงบนยอดเขาสำนักยา หากเจ้าโง่สองตัวนั้นโดนพวกเขาเจอเข้าพอดี เช่นนั้นเธอก็มีปัญหาแล้ว
ตอนที่ 695: พาไปทันที
เมื่อเห็นเหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆาบนทางกลางภูเขาระหว่างยอดเขาสำนักยากับสำนักยาเซียน เธออดถลึงตาไม่ได้
เป็นเรื่องที่เจ้าสองตัวนี้ก่อไว้จริงๆด้วย!
เห็นว่าบริเวณหน้ายอดเขาสำนักยามีนักเรียนสำนักพลังวิญญาณสองสามคนลาดตระเวนอยู่กลางไร่สมุนไพร หัวใจเธอหวั่นๆขึ้นมาทันใด จึงลอยร่อนลงไปหาสัตว์อสูรสองตัวนั้นด้านล่าง
“ฮี้!”
เหล่าไป๋เห็นเฟิ่งจิ่วก็สะบัดหางพ่นลมหายใจวิ่งไปทางเธออย่างตื่นเต้น ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันเดินเข้าใกล้ ก็โดนแขนเสื้อเฟิ่งจิ่วม้วนพาเข้าไปห้วงมิติทันที ทางอสูรกลืนเมฆาเห็นแล้วกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าก็โดนเก็บเข้าไปด้วย
หลังจากเฟิ่งจิ่วส่งสัตว์อสูรทั้งสองเข้าห้วงมิติ ก็ถอยห่างจากเขตอาคมของยอดเขาสำนักยาอย่างว่องไว กลับไปยอดเขาสำนักยาเซียนด้วยความเงียบเชียบ และมุ่งไปทางอาศรม กลับถึงหน้าอาศรมแล้วถึงค่อยปล่อยสัตว์อสูรทั้งสองออกมา
“พวกเจ้าบังอาจมาก!” เธอมองสองสัตว์อสูรอย่างโกรธเกรี้ยว
“นายท่าน...” อสูรเมฆาหมอบลงไปไม่กล้าเงยหน้า
“ฮี้!” เหล่าไป๋หมอบลงตามเช่นกัน พร้อมทั้งส่ายหาง
ทางหมีดำตัวใหญ่เอียงหัวมองเล็กน้อย นั่งนิ่งไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร
“ยาทิพย์ที่ขโมยไปกินหมดแล้วสินะ? นึกไม่ถึงว่าจะวิ่งไปขโมยยาทิพย์ถึงยอดเขาสำนักยาโดยไม่บอกนาย? พวกเจ้าสองตัวนี่ ดี! ช่างกล้าดีจริงๆ!”
อสูรกลืนเมฆาได้ยินก็นิ่งไป เห็นนายท่านด่าว่าอย่างโกรธเคืองเช่นนั้น ก็มั่นใจว่านายท่านโกรธเพราะพวกมันไม่ได้ส่งยาทิพย์ต่างๆให้ แต่ยักยอกเก็บไว้เอง? นึกถึงตรงนี้อสูรกลืนเมฆาก็ชะงัก บอกว่า “นายท่าน หากต้องการโสมวิญญาณ ข้าไปถอนมาอีกได้”
“ถอนหัวเจ้าน่ะสิ”
เฟิ่งจิ่วตบลงบนหัวมัน “เจ้าไม่รู้หรือว่าเรื่องนี้กระเทือนแม้แต่รองเจ้าสำนัก? เมื่อครู่หากข้าไม่ไปพาพวกเจ้ากลับมา ตอนนี้คงโดนจับไปแล้ว ถึงเวลานั้นแม้แต่ข้ายังต้องซวยไปด้วย”
อสูรกลืนเมฆาหดหัว กล่าวเสียงค่อยว่า “แต่นายท่าน ที่นี่ไม่มีอะไรที่เรากินได้เลย มีเพียงยอดเขาสำนักยาทางนั้นที่มี”
“พวกเจ้าจะไปยอดเขาสำนักยาอีกไม่ได้ เฝ้าอาศรมอย่างว่าง่ายอย่าให้คนอื่นมาก่อเรื่อง แล้วข้าจะกลั่นพวกยาอายุวัฒนะให้” ในห้วงมิติเธอมียาทิพย์ไม่น้อย ยังเอามาฝึกฝีมือได้
อาจารย์เธอพูดไว้ไม่ผิดเลย ร่างเทพประทับฝึกบำเพ็ญเร็วกว่าคนอื่นมากเป็นสิบเท่าจริงๆ ประกอบกับใช้กำลังภายในก่อกำเนิดเสริมกันและกัน ในเวลาสั้นๆ ไม่ถึงสิบวันเธอจึงควบคุมธาตุทั้งห้าในร่างได้ทั้งหมด ยามนี้ทุกวันเวลาฝึกบำเพ็ญเธอจะแบ่งกลิ่นอายพลังวิญญาณมาปรับอุณหภูมิเม็ดบัวเขียวเม็ดนั้นตรงจุดตันเถียน
พลังวิญญาณบรรลุถึงระดับยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุด ขาดแค่โอกาสเดียวจะสร้างรากฐานได้ แต่หากอยู่ในสำนักศึกษา เกรงว่าอยากจะหาโอกาสเช่นนี้คงยากมาก รอผ่านไปสักสองสามวันเธอค่อยหาโอกาสออกจากสำนักศึกษาไปเสี่ยงโชคเสียหน่อย
หลังจากจัดการกับสามสัตว์อสูร เธอเข้าอาศรมไปกลั่นยาเซียน เปิดเตาที่นี่และกลั่นยาเซียนในอาศรมเป็นครั้งแรก ภายใต้การป้องกันของเขตอาคม เสียงการเคลื่อนไหวจะเบามาก คนภายนอกแทบไม่รู้ว่าเธอกำลังกลั่นยาเซียนในห้องหินปรุงยาของอาศรม
โชคดีที่ไม่รู้ มิเช่นนั้นหากอาจารย์สำนักยาเซียนสองคนนั้นเห็นเข้า ต้องตกใจจนพูดอะไรไม่ออกเป็นแน่ นักเรียนที่เพิ่งเข้าสำนักยาเซียนแค่ไม่กี่เดือนบอกจะเปิดเตาก็เปิด บอกจะกลั่นยาเซียนก็กลั่น ตั้งแต่เย็นถึงเช้าตรู่ปรุงกลั่นยาอายุวัฒนะระดับหนึ่งออกมาแล้วเกือบสิบขวดเป็นอาหารให้สัตว์อสูรทั้งสาม
เทียบกับสามสัตว์อสูรทางนี้ที่หมอบเฝ้าอาศรมอย่างเป็นระเบียบ พวกนักเรียนตรงยอดเขาสำนักยาด้านนั้นกำลังซุ่มซ่อนอยู่ท่ามกลางยาทิพย์หรือต้นไม้ เตรียมตัวว่าขอแค่มีหัวขโมยสมุนไพรมาก็จะจับได้ทันที ทว่าเฝ้าอยู่ที่นั่นติดต่อกันสามวันยังไม่เห็นคนน่าสงสัยปรากฏตัวออกมาเลย…
ตอนที่ 696: เสื่อมเสียชื่อเสียง
วันนี้ เฟิ่งจิ่วนั่งขนนกบินมายังจุดรับภารกิจ คิดว่าหลังจากเลือกรับภารกิจจะออกจากสำนักศึกษาไปเดินเล่นเสียหน่อย แล้วแวะทำคะแนนคุณงามความดี ใครจะรู้ว่าเพิ่งลงมาจากขนนก ก็เห็นเหล่านักเรียนโดยรอบชี้มือชี้ไม้มาทางเธอพลางพูดคุยเสียงเบา
เฟิ่งจิ่วนึกว่ากำลังพูดเรื่องที่เธอมีฐานพลังวิญญาณห้าธาตุ ด้วยเหตุนี้จึงไม่สนใจและเดินหน้าต่อไป ทว่าคำพูดของนักเรียนพวกนั้นยิ่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ แทบทันทีที่เสียงนั้นชัดเจนจนเธอได้ยินก็หยุดฝีเท้าลง แล้วมองไปยังนักเรียนพวกนั้นที่พูดคุยกัน
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
ในความเนิบช้าของน้ำเสียงมีความเย็นเยียบที่ยากจะสัมผัสพบ บนใบหน้างดงามไม่มีความเอ้อระเหยลอยชายเช่นปกติ สิ่งที่ปรากฏคือสีหน้าเย็นเยือกที่เธอเผยให้เห็นน้อยนักภายในสำนักศึกษา
สีหน้าเธอเคร่งขรึม รอยยิ้มบนใบหน้าถูกเก็บไป ดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งฉายประกายหนาวเหน็บ รูปโค้งตรงมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยนั้นมีกลิ่นอายอันตราย น้ำเสียงยังแผ่วเบาเรียบเรื่อยเช่นนั้น แต่กลับทำให้คนรอบข้างเงียบลงในพริบตา
เฟิ่งจิ่วที่เป็นเช่นนี้ ภายในสำนักศึกษาไม่มีใครเคยเห็น ถึงขั้นพูดได้ว่าตั้งแต่เขาเข้าสำนักศึกษามายังไม่เคยเห็นเขามีมุมเช่นนี้มาก่อน
สูงส่งน่าเกรงขาม ดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งแฝงกลิ่นอายเย็นชา รอยยิ้มบางๆ ตรงริมฝีปากเหมือนมีแต่ก็เหมือนไม่มี กลิ่นอายทั่วร่างเปลี่ยนไปทันควัน เขาในรูปแบบนี้ทำให้คนรู้สึก…อันตรายอย่างบอกไม่ถูก!
“เมื่อครู่พวกเจ้าว่าอะไรนะ?”
เฟิ่งจิ่วสาวก้าวเดินเข้าใกล้คนพวกนั้นเบาๆทีละก้าว น้ำเสียงทั้งเนิบนาบและเยียบเย็นแฝงด้วยความเย็นชาที่ทำให้คนอกสั่นขวัญแขวน “อย่าให้ข้าต้องถามอีกเป็นครั้งที่สาม มิเช่นนั้นข้ามีวิธีทำให้พวกเจ้าพูดไม่ได้ตลอดไป”
ได้ยินคำพูดนี้ แล้วนึกถึงว่าเขาเป็นนักเรียนสำนักยาเซียน ซ้ำยังเคยล้มนักเรียนสำนักพลังเร้นลับหลายสิบคนอย่างไร้กลิ่นไร้เสียง ชัดเจนว่าชำนาญด้านการวางยาอย่างยิ่ง นึกถึงข้อนี้ นักเรียนพวกนั้นถอยหลังไปก้าวหนึ่งทันที หน้าผากมีเหงื่อไหล เสียงที่พูดจาสั่นเครือเล็กน้อย
“พะ พวกเราไม่ได้ปล่อยข่าวนะ คนทั้งสำนักศึกษาตะ ต่างพูดกัน พวกระ เราก็ได้ยินมา”
“ชะ ใช่ พวกเราไม่ได้ปล่อยข่าวว่าเจ้าขะ ขืนใจเยี่ยจิง…”
“อ้อ? เช่นนั้นเป็นใคร?” เธอเอ่ยถามเสียงเบา ใบหน้ามีรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา
สำหรับผู้หญิงชื่อเสียงสำคัญกว่าทุกสิ่ง เยี่ยจิงเกิดในตระกูลชั้นสูง ถูกคนปล่อยข่าวว่าเธอกับเยี่ยจิงมีเรื่องเช่นนี้ หากไม่เปิดโปงคนที่อยู่เบื้องหลังออกมา ภายหน้าพวกเธอสองคนจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
ขืนใจเยี่ยจิง? เหอะ คนที่ปล่อยข่าวเช่นนี้ไม่เพียงต้องการจัดการเธอ ยังต้องการทำลายชื่อเสียงเยี่ยจิงด้วย สงสัยจริงๆ ว่าใครกันแน่ที่ทำเรื่องนี้?
นักเรียนพวกนั้นเห็นชัดๆว่าเฟิ่งจิ่วกำลังยิ้ม แต่กลับยิ้มได้แปลกและทำให้คนหวาดกลัวเช่นนั้น จึงอดเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือมิได้ “นะ ไหนเลยข้าจะรู้ว่าใครปล่อยข่าว? พวกเราก็ได้ยินมา คนทั้งสำนักศึกษาต่างแอบรู้กันหมดแล้ว”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็ชำเลืองมองพวกเขา แล้วหมุนตัวมุ่งไปยังสำนักพลังวิญญาณ
ช่วงนี้หากเธอไม่ฝึกบำเพ็ญก็กลั่นยาเซียน และไม่ได้ออกจากสำนักยาเซียน อีกทั้งข่าวในสำนักยาเซียนยังถูกปิดไว้ หากวันนี้ไม่ได้มาจุดรับภารกิจที่นี่ ก็ไม่รู้จริงๆว่าภายในสำนักศึกษามีข่าวเช่นนี้ถูกปล่อยออกไป
เมื่อเธอนั่งขนนกมาถึงที่พักของเยี่ยจิง กลับรู้ว่านางโดนอาจารย์เรียกตัวไป ดังนั้นนางจึงไปหาอาจารย์ที่สำนักพลังวิญญาณ เธอที่เพิ่งเดินออกมาสักระยะโดนนักเรียนสำนักพลังวิญญาณสองสามคนขวางทางไว้
“เฟิ่งจิ่ว ท่านอาจารย์ให้พวกเรามาพาเจ้าไป”
ตอนที่ 697: จะปล่อยไปได้อย่างไร?
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองพวกเขา และตามไปด้วยกันโดยไม่ปฏิเสธจนมาถึงเรือนแห่งหนึ่ง พอเข้ามาข้างในก็เห็นว่านอกจากอาจารย์หลี่ว์ที่เธอคุ้นเคย ยังมีอาจารย์คนอื่นอีกสี่คน เยี่ยจิงก็อยู่ในนั้นด้วย
“เฟิ่งจิ่วคารวะท่านอาจารย์ทั้งหลาย”
เธอเข้าไปคารวะ จากนั้นเงยหน้ามองไปยังเยี่ยจิง ทว่าเวลานี้เอง เสียงตะโกนดุดันดังออกมาจากปากอาจารย์คนหนึ่งในนั้น และยังมีแรงกดดันจากอาจารย์คนนั้นแผ่มาพร้อมเสียงตะโกน
“ช่างกล้านักเฟิ่งจิ่ว เจ้ารู้ความผิดหรือไม่!”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็เลิกคิ้วขึ้น มองอาจารย์คนนั้นด้วยท่าทีเช่นตอนแรก ถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์หมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
“หมายความว่าอย่างไร? เจ้าจะไม่รู้เรื่องได้หรือ?” อาจารย์คนนั้นแค่นเสียงหยันอย่างขุ่นเคือง “ข้ามาถามเจ้า ข่าวที่ลือกันในสำนักศึกษาเป็นเรื่องจริงหรือไม่?”
“ท่านอาจารย์บอกว่าเป็นข่าวลือในสำนักศึกษา ในเมื่อเป็นข่าวลือ เช่นนั้นก็ต้องไม่จริงแน่นอน จะเป็นเรื่องจริงไปได้อย่างไรขอรับ?” เธอกล่าวอย่างไม่แยแส แล้วมองยังเยี่ยจิงข้างๆ พลางเอ่ย “ยิ่งไปกว่านั้น ข้ากับเยี่ยจิงถือว่าสนิทกัน เรื่องเช่นนั้นพวกเราสองคนเป็นต้นเรื่อง ย่อมรู้แจ้งกว่าไม่ใช่หรือ?”
ยามนี้บนหน้าเยี่ยจิงยังมีความโกรธเคือง เธอมองไปทางเฟิ่งจิ่วแล้วกล่าว “เรื่องนี้ข้าอธิบายกับท่านอาจารย์ทั้งหลายแล้ว แต่พวกเขาไม่เชื่อ จึงต้องบังคับเจ้าเข้ามาสอบสวนอย่างเข้มงวด”
“อืม ต้องสอบสวนอย่างเข้มงวด” เฟิ่งจิ่วพยักหน้าเอ่ย แล้วกล่าวท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเยี่ยจิง “คนคนนี้ใส่ร้ายพวกเราสองคนก็เรื่องหนึ่ง ซ้ำยังทำให้ชื่อเสียงสำนักศึกษาเสื่อมเสียอีก เรื่องนี้ต้องสอบสวนจริงๆ”
อาจารย์ทั้งหลายเห็นเช่นนี้ ในใจก็นึกสงสัย หรือว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง? หากไม่ใช่เรื่องจริง ทำไมถึงไม่ลือเรื่องอื่นแต่ลือเรื่องของพวกเขาสองคน?
“เฟิ่งจิ่ว เรื่องนี้แค่มีคนใส่ร้ายพวกเจ้าสองคนจริงหรือ?” อาจารย์หลี่ว์ขมวดคิ้วถาม แม้เฟิ่งจิ่วจะเข้าเรียนแค่ครั้งเดียว แต่เขาประทับใจเด็กหนุ่มคนนี้มาก สายตาเขาไม่น่าจะมองผิดไป เด็กหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เยี่ยจิงยังบอกเองว่าไม่มีเรื่องเช่นนี้แน่นอน ดังนั้นเขาจึงเชื่อจริงๆ
“ขอรับ ไม่มีเรื่องเช่นนี้แน่นอน ข้ากับเยี่ยจิงเป็นเพื่อนกัน ไม่มีทางทำเรื่องเช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้นข้าเฟิ่งจิ่วเป็นคนประเภทนั้นหรือ?”
อาจารย์หลี่ว์ได้ยินคำพูดเด็กหนุ่มก็พยักหน้า มั่นใจว่าเห็นเฟิ่งจิ่วไม่ใช่คนเช่นนั้น
ดังนั้นเขากับอาจารย์คนอื่นจึงกระซิบคุยกัน และกำลังจะจบเรื่องนี้ ใครเลยจะรู้ว่าอาจารย์คนก่อนหน้านั้นกลับเอ่ยด้วยเสียงเกรี้ยว “หากไม่มีเรื่องเช่นนี้คนจะเล่าลือกันได้อย่างไร ข้าได้ยินว่าเจ้ายังไม่ได้เข้าสำนักศึกษาก็เจอกับเยี่ยจิงแล้ว ตอนนั้นเจ้ายังเอาเปรียบนางทั้งที่คนเต็มถนน เจ้ากล้าบอกหรือไม่ว่าไม่มีเรื่องเช่นนี้?”
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วกับเยี่ยจิงมองหน้ากัน หากบอกว่าก่อนหน้านี้ยังไม่รู้ว่าใครปล่อยข่าวลือนี้ไป เช่นนั้นหลังจากอาจารย์คนนี้กล่าวมา ทั้งสองก็พอจะนึกได้แค่คนเดียว
ภายในสำนักศึกษา คนที่รู้เรื่องนี้ซ้ำยังบังเอิญอยู่ในเหตุการณ์ ก็มีแค่คนคนนั้นไม่มีใครอื่น
เมื่อรู้ว่าเป็นฝีมือดอกไม้ขาวดอกน้อยนั้น เฟิ่งจิ่วไม่รู้สึกแปลกใจ ทว่าเยี่ยจิงกลับเป็นอีกอย่าง ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่รู้จักกันมาหลายปี ยามนี้มาทำเช่นนี้กับนาง คิดๆแล้วก็น่าใจหาย
อาจารย์คนนั้นที่ตะคอกเสียงดังเห็นทั้งสองยังยักคิ้วหลิ่วตาต่อหน้าพวกเขาก็อดโมโหไม่ได้ “ยังบอกว่าไม่มีอีกหรือ? พวกเจ้าสองคนจะปฏิบัติตนขัดประเพณีเกินไปแล้วจริงๆ! ชื่อเสียงพวกเจ้าแปดเปื้อนก็ช่างเถอะ แต่ยังทำให้ชื่อเสียงสำนักศึกษาเสื่อมเสียไปด้วย นักเรียนอย่างพวกเจ้าจะปล่อยไว้ภายในสำนักศึกษาต่อไปได้อย่างไร?”
ตอนที่ 698: ท่านอาจารย์ ท่านป่วย
เฟิ่งจิ่วได้ยิน สายตาก็หันมองไปอาจารย์คนนั้นที่อารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร ครั้นเห็นเขาหน้าแดงก่ำถลึงตามอง ตรงคอมีเส้นเลือดดำปรากฏจางๆ หายใจถี่รัวและโมโหเดือดดาล ก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
“ท่านอาจารย์ ท่านป่วยขอรับ”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกไป อาจารย์คนอื่นพลันตกใจ จากนั้นค่อยขมวดคิ้วมองไปยังเฟิ่งจิ่วอย่างไม่เห็นด้วยเท่าใด แม้อาจารย์คนนั้นจะระเบิดอารมณ์ไปบ้าง แต่อย่างไรก็เป็นอาจารย์ เขาบอกว่าอาจารย์ป่วยเช่นนี้ ช่างเสียมารยาทจริงๆ
สีหน้าท่าทีเยี่ยจิงประหลาดเช่นกัน แต่นางไม่ได้คิดว่าเฟิ่งจิ่วเสียมารยาท แต่แปลกใจว่าทำไมเอ่ยเช่นนี้?
อาจารย์ที่อารมณ์ร้ายคนนั้นได้ยินก็เหมือนจะระเบิดอารมณ์ได้ง่ายๆ แรงกดดันทั่วร่างถูกปล่อยออกมาจู่โจมไปทางเฟิ่งจิ่ว ก่อนจะตะคอกด้วยน้ำเสียงดุจสายฟ้า “เฟิ่งจิ่ว! เจ้าโอหังเกินไปแล้ว! บังอาจเหลือเกินจริงๆ บังอาจนัก! ข้าจะรายงานรองเจ้าสำนักให้ไล่เจ้าออกจากสำนักศึกษา!”
“ท่านอาจารย์ อย่าโมโหเกินไปนัก ข้าพูดเรื่องจริง ท่านป่วยจริงๆขอรับ ต้องรักษา” เธอทอดถอนใจ มองอาจารย์ผู้โมโหร้ายจนพ่นน้ำลายเละเทะ พร้อมถอยหลังไปเล็กน้อยก้าวหนึ่งตามสัญชาตญาณ
ส่วนอาจารย์พวกนั้นในยามนี้ก็สังเกตเห็น แรงกดดันระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดของอาจารย์คนนั้นโจมตีไปทางเฟิ่งจิ่ว แรงกดดันนั้นแทบจะปกคลุมไปทั่วร่างหนุ่มน้อย ทว่าท่าทีเขากลับไม่เห็นเปลี่ยนไปสักนิด แววตามีรอยยิ้ม ยังคงมีท่าทีเช่นตอนแรก
พวกเขาเห็นถึงจุดนี้ก็ตกใจเล็กน้อย ค่อนข้างประหลาดใจและสงสัย ปกติแล้วผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานจะสูงกว่ายอดปรมาจารย์พลังวิญญาณหนึ่งระดับ แต่ระดับนี้มักเป็นระยะห่างที่ผู้ฝึกวิชาเซียนมากมายไม่มีทางก้าวข้ามได้ พลังและแรงกดดันที่ต่างกันหนึ่งระดับล้วนไม่เหมือนกัน ระดับสร้างรากฐานมีความเป็นไปได้ที่จะเอาชนะยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณได้แน่นอน แรงกดดันของผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานยังทำให้ยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณนิ่งอึ้งอยู่กับที่ เลือดในร่างปั่นป่วนพูดอะไรไม่ได้
มาถึงเฟิ่งจิ่วทำไมถึงเป็นเช่นนี้?
“เฟิ่งจิ่ว อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย” อาจารย์หลี่ว์กล่าวด้วยเสียงทุ้มเข้ม คิดว่าหนุ่มน้อยกำลังล้ออาจารย์เล่น
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วยักไหล่ “เอาเถอะ! ไม่เชื่อก็แล้วไป แต่ดูอาการท่านอาจารย์ ไม่พ้นสามวันต้องล้มป่วยแน่นอนขอรับ”
“จะ เจ้า…” อาจารย์คนนั้นได้ยินก็โกรธเสียจนหอบหายใจหนัก หากอาจารย์สองคนข้างกายไม่รั้งไว้ต้องปรี่เข้าไปสั่งสอนเฟิ่งจิ่วแน่ๆ
“เหล่าหลู เจ้าอย่าถือสาเด็กเลย มาๆๆ นั่งลงดื่มน้ำข้างๆก่อน เรื่องนี้ข้าจะถามเขาเอง” อาจารย์หลี่ว์ลากอาจารย์หลูที่มีสีหน้าขุ่นเคืองมานั่งลงข้างกัน จากนั้นค่อยมายังเบื้องหน้าเฟิ่งจิ่วกับเยี่ยจิง
“พวกเจ้าสองคนคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ มีแผนอะไรหรือไม่ หากบอกว่ามีคนใส่ร้ายพวกเจ้า เช่นนั้นคนคนนี้เป็นใคร พวกเจ้ามีหลักฐานหรือไม่?”
ได้ยินคำพูดของอาจารย์หลี่ว์ ทั้งสองมองหน้ากัน จากนั้นเฟิ่งจิ่วก็ยิ้มเอ่ย “ท่านอาจารย์หลี่ว์ เรื่องนี้ให้พวกเราจัดการเถอะขอรับ! ข้าจะลากคนออกมาด้วยตนเอง”
เห็นเขาเอ่ยเช่นนี้ออกมา ชัดเจนว่ามีความมั่นใจในเรื่องนี้ ดังนั้นจึงถามว่า “ต้องนานเท่าไร?”
“วันเดียวก็มากพอแล้วขอรับ” มุมปากเธออมยิ้มเล็กน้อย เอ่ยด้วยยิ้มบางๆ
“เช่นนั้นก็ดี ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งวัน ออกไปเถอะ! หากเรื่องนี้จัดการไม่เรียบร้อย พวกเจ้าสองคน…” เขาไม่ได้พูดต่อไป แค่กล่าวเตือนเท่านั้น
“ขอรับ พวกเรารู้แล้ว”
ทั้งสองขานรับ ขณะหมุนตัวกำลังจะเดินออกไป ฝีเท้าเฟิ่งจิ่วชะงักลง จากนั้นหันกลับไปมองอาจารย์แซ่หลูคนนั้น และพลันฉีกยิ้มกว้าง “ท่านอาจารย์ ข้าพูดเรื่องจริงนะขอรับ ท่านป่วยจริงๆ ช่วงนี้อย่าโมโหเกินไปนัก มิเช่นนั้นจะยิ่งยุ่งยาก”
ตอนที่ 699: รู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนทำ
เฟิ่งจิ่วกล่าวจบก็ก้าวเดินออกไปพร้อมเยี่ยจิงต่อหน้าอาจารย์ผู้โกรธเกรี้ยวคนนั้น มาถึงด้านนอกแล้วยังได้ยินอาจารย์คนอื่นๆ กำลังปลอบอาจารย์หลู
“ทำไมเจ้าถึงบอกว่าท่านอาจารย์หลูป่วย? เขาป่วยจริงหรือ?” เยี่ยจิงมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มทันที กล่าวอย่างจนปัญญายิ่งว่า “อืม ป่วยจริงๆ เพียงแต่ข้าบอกแล้วเขาไม่เชื่อ!” เธอส่ายหน้าและไม่พูดอะไรมากอีก “หลังจากเจ้ากลับไป อย่างดีที่สุดก็จับตาดูดอกไม้ขาวน้อยดอกนั้นไว้ก่อน ข้าจะเข้าไปหาเจ้าช้าหน่อย”
เยี่ยจิงฟังแล้วก็ตกใจเล็กน้อย “พวกเราจะไม่ไปหานางตอนนี้หรือ?”
“ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องรีบ พวกเรามีเวลาหนึ่งวัน ข้าต้องกลับไปเตรียมของนิดหน่อยก่อน” เธอยิ้มๆ ระหว่างที่นัยน์ตาเป็นประกายวูบไหว มีความเย็นเยียบบางๆฉายผ่านไป
“เช่นนั้นก็ดี! เจอกันยามเย็น” เยี่ยจิงพูดแล้วถึงจะเดินออกไปก่อน
หลังจากนางจากไป เฟิ่งจิ่วก็นั่งขนนกบินไปยังอาศรมสำนักยาเซียน
อีกด้านหนึ่ง เมื่อไป๋รั่วเฟยรู้ว่าเฟิ่งจิ่วกับเยี่ยจิถูกพาไปยังห้องเรียน ใจก็หวั่นๆขึ้นมา ทั้งตื่นเต้นและตึงเครียด พวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง? จะโดนไล่ออกจากสำนักศึกษาหรือไม่? ยามนี้คนทั่วสำนักศึกษาเห็นพวกเขาคงนินทาลับหลังกันเป็นแน่ ชื่อเสียงทั้งสองก็นับว่าเสื่อมเสียไปด้วย แต่ว่านางไม่ได้โกหก เห็นชัดๆว่าภายในเทือกเขาหมื่นอสูรเฟิ่งจิ่วคนนั้นกระโจนเข้าใส่เยี่ยจิง
“สตรีตกอับไร้เกียรติ วันๆยังกล้าวางท่าทางถือตัว เยี่ยจิง ดูซิว่าครั้งนี้เจ้าจะยังถือตัวได้อย่างไร!” นางเอ่ยด้วยความชิงชัง รูปโฉมที่ยังนับว่าสะสวยบิดเบี้ยวเพราะความอิจฉาและแค้นใจ ดูไม่น่ามองผิดปกติ
ทว่าในเวลานี้เอง เสียงเยี่ยจิงก็ลอยมาจากด้านนอก “รั่วเฟย เจ้าอยู่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ร่างนางสะดุ้ง พลันลุกยืนขึ้นด้วยอาการตื่นตระหนก นิ่งไปเล็กน้อยแล้วถึงจะเดินออกไปพลางถามว่า “อะ อาจิง? เจ้าเองหรือ? มาได้อย่างไร?”
ระหว่างพูดก็เห็นร่างชุดขาวด้านนอกเดินเข้ามาแล้ว ทันใดนั้นนางรีบร้อนเผยรอยยิ้มหวานพลางเข้าไปต้อนรับ “อาจิง ในที่สุดเจ้าก็ยอมมาหาข้า ช่วงนี้เจ้าไม่สนใจข้าเลย แม้แต่คนคุยด้วยสักคนข้ายังไม่มี”
เยี่ยจิงเดินเข้ามา เห็นสาวน้อยมีรอยยิ้มหวานฉ่ำบนใบหน้า แววตาสั่นไหวเล็กน้อย “ช่วงนี้เจ้ากำลังยุ่งเรื่องอะไร ไม่ออกไปเดินเล่นข้างนอกหรือ?”
“เจ้าไม่สนใจข้า ช่วงนี้ข้ากำลังฝึกบำเพ็ญ ไม่ได้ออกไปไหน ทำไมหรือ?” ใจนางหวั่นๆเล็กน้อย ฝ่ามือมีเหงื่อไหล
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ช่วงนี้ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ภายในสำนักศึกษาต่างลือกันเรื่องข้ากับเฟิ่งจิ่ว พูดได้ไม่น่าฟังยิ่งนัก” เยี่ยจิงเอ่ยพลางนั่งลงข้างโต๊ะ เห็นภายในเรือนมีนางแค่คนเดียว จึงถามว่า “คนพวกนั้นที่พักอยู่กับเจ้าล่ะ ไม่อยู่หรือ?”
สำนักศึกษามีเพียงนักเรียนระดับสวรรค์ที่พักเรือนเล็กคนเดียวได้ นักเรียนต่ำกว่าระดับสวรรค์ลงไปจะอยู่เรือนเดียวกันสองสามคน
“พวกนางออกไปแล้ว ยังไม่กลับมาเลย” นางกล่าวพลางรินชาให้เยี่ยจิง เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “อาจิง ทำไมเจ้านึกอยากเข้ามาหาข้า?”
“ข้าเข้ามาหาเจ้าไม่ได้หรือ?”
“มะ ไม่ใช่นะ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” นางรีบบอก ยามมองหญิงที่มีน้ำเสียงอ่อนโยนแต่ท่าทีเย็นชา นางพลันไม่แน่ใจสักเท่าไร
นางคงไม่คิดว่าเรื่องด้านนอกพวกนั้นเป็นฝีมือตนกระมัง?
ขณะกำลังคิดก็ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวว่า “ข้าเข้ามาหาเจ้าเพราะอยากถามเสียหน่อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวลือด้านนอก?”
ไป๋รั่วเฟยหัวใจเต้นตึกตักทันที สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ตอนที่ 700: ยาสัจจะระดับสอง
“ขะ ข่าวลืออะไร?”
เยี่ยจิงมองไป๋รั่วเฟยนิ่งๆ ไม่ได้ตอบกลับ ผ่านไปสักพักก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา “ก็ใช่ เจ้าไปฝึกบำเพ็ญไหนเลยจะรู้ ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องนั้นแล้ว วันนี้ข้าแค่เข้ามานั่งเล่นพูดคุยกับเจ้าสักหน่อย”
ไป๋รั่วเฟยแอบถอนหายใจโล่ง.อก มองนางที่หลับตาลงดื่มชา จากนั้นถึงจะพูดเรื่องอื่นและคุยเล่นด้วย…
อีกด้านหนึ่ง ภายในอาศรมของเฟิ่งจิ่ว
เฟิ่งจิ่วกลับมาก็เข้าไปยังอาศรม เปิดเตาเริ่มกลั่นยาเซียน ในหมู่ตำรายาเซียนที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้เธอ มียาอายุวัฒนะที่เรียกว่ายาสัจจะอยู่ เป็นยาอายุวัฒนะระดับสอง ด้วยทักษะยาเซียนของเธอในตอนนี้ อยากจะกลั่นยาสัจจะระดับสองสักเม็ดจริงๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร
นายท่านภายในอาศรมกำลังกลั่นยาเซียน ส่วนสัตว์อสูรสามตัวด้านนอกก็นอนเรียงกันพลางมองอาศรมนั้นโดยไม่เข้าไปรบกวน หลังจากวันนั้น พวกมันไม่ได้ไปขโมยโสมวิญญาณอะไรอีกเลย เพราะยาอายุวัฒนะที่นายท่านปรุงให้พวกมันเป็นของดียิ่งกว่า กินเม็ดเดียวอยู่ได้ครึ่งเดือน หนำซ้ำยังเสริมกลิ่นอายพลังในร่างพวกมันได้ด้วย เทียบกับการกินยาทิพย์โสมวิญญาณสดๆแล้วดีกว่ามากนัก
ทางยอดเขาสำนักยา เรื่องนี้ก็ค่อยๆถูกเก็บเงียบไว้ และจบลงอย่างไม่มีบทสรุป เพราะยาทิพย์โสมวิญญาณไม่ได้ถูกขโมยไปอีก
ภายในห้องปรุงยาเฟิ่งจิ่วผสมสมุนไพรเช่นลำโพงม่วงกับถั่วเพรียวตามตำรายาเซียน ควบคุมแหล่งพลังไฟในร่างมาปรุงกลั่น ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม กลิ่นหอมยาก็กระจายออกมา กลิ่นหอมยานั้นแม้แต่เธอได้กลิ่นจิตใจยังเลื่อนลอยอย่างอดไม่ไหว
“สมกับเป็นยาสัจจะ ลำพังแค่กลิ่นหอมยายังทำให้เกราะป้องกันจิตใจพังทลาย หากนำของชิ้นนี้มาประมูล เดาว่าคงมีคนต้องการไม่น้อยเลยกระมัง?” เธอพึมพำเสียงเบา ช่วงนี้ไม่ได้ส่งยาใหม่ๆเข้าตลาด แต่ยังส่งยาอายุวัฒนะไปประมูลยังตลาดมืดได้
ในใจกำลังคิดแต่กลับไม่ได้ใจลอย เห็นยาอายุวัฒนะจวนจะสำเร็จแล้ว ก็พลันพลิกมือเพิ่มไฟไปอีก กลิ่นอายพลังวิญญาณถูกส่งเข้าไป สุดท้ายก็เคาะไปยังตัวเตาและนำยาอายุวัฒนะข้างในออกมา
“ยาสัจจะระดับสอง มีลวดลายยาสี่สาย ยังถือว่าไม่เลว แต่ไม่รู้ว่าผลของยาจะเป็นเช่นไร?” เธอกระซิบเสียงค่อย พลางมองยาสัจจะสามเม็ดบนมือ คิดว่ายาอายุวัฒนะนี้ควรหาคนมาทดลองเสียก่อน จะได้รู้ผลลัพธ์ของมัน แต่จะหาใครมาลองเล่า?
เธอเดินพึมพำออกไปนอกอาศรม ถือยาอายุวัฒนะไว้ในมือพลางมองไป ครุ่นคิดว่าจะให้ใครมาทดลองยาดี? แม้บอกว่าปรุงตามตำรายาเซียน แต่ไม่รู้อาจารย์เธอเอาตำราพวกนั้นมาจากไหน เคยปรุงตามพวกตำราสมัยก่อนก็กลั่นได้ยาอายุวัฒนะแปลกๆ ด้วยเหตุนี้แม้รู้ว่าพวกยาอายุวัฒนะที่ปรุงออกมาไม่มีพิษอะไร ก็ต้องทดลองยาเสียหน่อยถึงจะวางใจ
เพราะกลิ่นที่ปล่อยออกมาจากยาอายุวัฒนะสามเม็ดบนมือยากเกินกว่าจะต้านทาน สัตว์อสูรสามตัวที่นอนอยู่ด้วยกันได้กลิ่นยาก็ลุกขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่นัดหมาย และจ้องมองยาอายุวัฒนะในมือเธอด้วยท่าทางละโมบ
เฟิ่งจิ่วเห็นเช่นนี้ก็ยิ้มเอ่ยอย่าง.อดไม่ได้ “นี่ไม่ใช่ของกินพวกเจ้า สามเม็ดนี้เป็นยาสัจจะ ใช้ทำให้คนพูดความจริง คงไม่มีประโยชน์กับสัตว์อสูร”
เธอนั่งลงบนพื้นหญ้า หยิบขวดออกมากำลังจะใส่ยาอายุวัฒนะทั้งสามเม็ด ใครจะรู้ว่ามีลิ้นใหญ่ม้วนกินยาอายุวัฒนะหนึ่งเม็ดสุดท้ายในมือไป เธออึ้งไปสักพัก มองทางเหล่าไป๋แล้วถลึงตาทันใด
“เหล่าไป๋! เจ้าผีจอมตะกละ! นั่นเป็นยาสัจจะ! ไม่ใช่ของกินสัตว์อสูร แต่เป็นของมนุษย์! หนำซ้ำยังไม่ได้ผ่านการทดสอบ หากเจ้ากินแล้วมีผลลัพธ์ดีเลวอะไรขึ้นมา อย่ามาหาว่าข้าไม่เตือน”
“เอิ้ก!”
จบตอน
Comments
Post a Comment