feng ep701-720

ตอนที่ 701: เหล่าไป๋พูดภาษาคน


เพียงเห็นเหล่าไป๋สะอึก ดวงตากลอกมองบน สองขาอ่อนแรงนอนลงบนพื้นหญ้า ลิ้นใหญ่ม้วนขึ้นไปบนปากม้า ร่างกายชักกระตุกเล็กน้อย

เฟิ่งจิ่วเห็นดังนั้นก็ตกใจ “เหล่าไป๋? เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เป็นไปไม่ได้! ข้าตรวจสอบแล้วว่ายาอายุวัฒนะนี้ไม่มีพิษ แม้สัตว์อสูรกินก็ไม่น่าจะมีพิษนี่นา!”

เธอเห็นท่าทางเหล่าไป๋แล้ว ในใจนึกเป็นกังวล กำลังคิดจะหยิบยาแก้พิษจากห้วงมิติมาให้มันกิน ก็ได้ยินเหล่าไป๋ที่เดิมทีตาเหลือกพลันมีสำหน้าเคลิบเคลิ้ม แล้วแลบลิ้นเลียหน้าเธออย่างไม่ทันให้ตั้งตัว ขณะกำลังจะส่งเสียงด่าด้วยความโกรธเคือง เสียงต่อมาที่ได้ยินกลับทำให้ร่างกายเธอแข็งทื่อและนิ่งอึ้งไป

“นายท่านงามนัก นายท่านผู้งดงามยิ่ง ท่านเป็นสตรีงดงามที่สุดที่ข้าเคยเห็น ข้าชอบนายท่านที่สุดเลย ข้ายังเคยแอบมองท่านอาบน้ำด้วย รูปร่างท่านดีจริงๆ นายท่าน...”

ได้ยินเหล่าไป๋พูดจาเจื้อยแจ้วด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้มอยู่ตรงนั้น มุมปากเฟิ่งจิ่วกระตุก หน้าผากมีเส้นเลือดดำนูนขึ้น ใครบอกได้บ้างว่าทำไมยาสัจจะที่เธอกลั่นถึงทำให้สัตว์อสูรที่ไม่ใช่สัตว์เทวะเอ่ยปากพูดภาษาคนได้?

หนำซ้ำยังแอบดูเธออาบน้ำ? เจ้าเหล่าไป๋นี่วอนหาเรื่องเสียแล้ว!

อสูรกลืนเมฆาข้างๆกันยังตะลึง ต้องรู้ไว้ว่ามีเพียงสัตว์เทวะเท่านั้นที่พูดภาษามนุษย์ได้ ส่วนสัตว์อสูรระดับต่ำกว่ามีเพียงทำพันธสัญญาด้วยถึงจะสามารถสื่อจิตกับเจ้านาย แม้ไม่รู้ว่าเหล่าไป๋เป็นสัตว์อสูรประเภทไหน และต่อให้พละกำลังแข็งแกร่งเช่นนั้น แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมามันพูดภาษามนุษย์ไม่ได้เลย ทำไม ทำไมกินยาอายุวัฒนะแค่เม็ดเดียวถึงเอ่ยปากพูดภาษามนุษย์ได้แล้ว?

แต่ว่าแอบดูนายท่านอาบน้ำ? มันช่างใจกล้าเสียจริง! ยังบอกอีกว่ารูปร่างนายท่านดีจริงๆ? จิ๊ๆ หากชายที่น่ากลัวคนนั้นรู้เข้าต้องหักคอมันแน่

มีเพียงหมีดำตัวใหญ่ที่นั่งงง แม้อสูรศักดิ์สิทธิ์จะชาญฉลาดเบิกปัญญาแล้ว แต่สำหรับเหล่าไป๋ที่ไม่ใช่แม้แต่อสูรศักดิ์สิทธิ์พูดภาษามนุษย์ สติปัญญามันมีขีดจำกัด จึงฟังไม่เข้าใจ…

ผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป เหล่าไป๋ซึ่งเล่าเรื่องเลวทรามที่ทำมาก่อนหน้านี้ด้วยเสียงเจื้อยแจ้วก็เลียมุมปากและหยุดลงในที่สุด มองนายท่านตรงหน้าที่หน้าดำทะมึนตาปริบๆ ก่อนจะคอตกหลบไปเบื้องหน้านางทันที ปิดปากไม่กล้าพูดอะไรอีก แต่หางม้ากลับส่ายสะบัดไปมาด้วยความดีใจยิ่ง

“เหล่าไป๋ พูดจบแล้วหรือ ไม่พูดอีกหน่อยเล่า?” เฟิ่งจิ่วบิดหูมัน จ้องมองมันด้วยรอยยิ้มจอมปลอม

“ซี๊ด! เจ็บๆๆ นายท่าน นายท่าน เบาๆขอรับ” เหล่าไป๋พลันสูดลมหายใจ เงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย

เฟิ่งจิ่วได้ยินว่าหลังจากยาออกฤทธิ์มันยังพูดภาษามนุษย์ได้ก็ตกตะลึง มือที่ดึงหูมันคลายออกทันที “จะ เจ้ายังพูดภาษาคนได้หรือ?”

สวรรค์ นั่นเป็นยาสัจจะไม่ใช่หรือ? หรือว่าทำพลาดตรงไหน?

เหล่าไป๋ฉีกยิ้มด้วยความเริงร่า เผยฟันม้าออกมา เอ่ยอย่างระริกระรี้ว่า “นายท่าน ข้าพูดได้ท่านไม่ดีใจหรือ ข้ายินดียิ่ง ในที่สุดเหล่าไป๋ก็พูดภาษามนุษย์ได้แล้ว นี่เป็นสิ่งสวยงามที่ข้าหวังมาเนิ่นนาน การติดตามนายท่านเป็นเรื่องที่ข้าเหล่าไป๋ทำถูกต้องที่สุดดังคาด นายท่านมียาอายุวัฒนะอะไรอื่นอีกหรือไม่? หากมีมาอีกเม็ดข้าอาจเปลี่ยนกลายเป็นคนได้นะขอรับ”

“เปลี่ยนกับผีน่ะสิ!”

เธอตบไปบนหัวมันทันที ถลึงตาบอกกับอสูรกลืนเมฆาข้างๆว่า “ดูไว้ดีๆ อย่าให้มันวิ่งโร่ไปก่อเรื่อง”

เธอต้องกลับไปศึกษาอีกหน่อยว่ายาสัจจะนี้มีปัญหาตรงไหน? ยามกำลังจะเดินไปยังด้านในอาศรม เสียงที่ดังมาด้านหลังกลับทำให้ฝีเท้าเธอซวนเซจนแทบจะหัวทิ่มลงไป

เหล่าไป๋ผิวปาก กล่าวอย่างลุ่มหลงว่า “แผ่นหลังนายท่านก็งดงามเช่นกันขอรับ”


ตอนที่ 702: ตัวทดลองยา


เฟิ่งจิ่วหันกลับไป จ้องมันอย่างดุร้าย “หุบปากเจ้าไปซะ! ข้าไม่อนุญาตให้พูดภาษามนุษย์ต่อหน้าคนอื่น มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าส่งเสียงไม่ได้ตลอดไป!”

สัตว์อสูรที่ไม่ใช่สัตว์เทวะเอ่ยปากพูดภาษามนุษย์ หากคนอื่นรู้เข้าจะเกิดปัญหาใหญ่เพียงใด?

เหล่าไป๋ได้ยินคำพูดนี้ ก็พลันปิดปากด้วยท่าทางเช่นมนุษย์ แล้วหมอบกลับลงไปบนพื้นหญ้าอย่างเชื่องๆ นายท่านเป็นคนพูดจริงทำจริง มันไม่กล้าท้าทายความ.อดทนของนาง

กระทั่งเฟิ่งจิ่วเข้าอาศรมไป อสูรกลืนเมฆากับหมีดำตัวใหญ่ด้านนอกกำลังนั่งหมอบ สี่ตาของสองสัตว์อสูรจ้องมองเหล่าไป๋ เหล่าไป๋เห็นเช่นนี้ก็เชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ แล้วจ้องไปยังอสูรกลืนเมฆา

“ทำไมรึ ข้าทำให้เจ้าตกใจหรือไม่? ข้าเคยบอกเจ้าตั้งแต่แรกแล้วว่าข้าไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา เป็นอย่างไรเล่า? เห็นหรือยัง? หึ ข้าไม่ใช่สัตว์เทวะยังพูดภาษาคนได้ ไหนเลยจะเหมือนเจ้า”

อสูรกลืนเมฆาชายตามองมัน “เจ้าได้ใจอะไรกัน? นายท่านบอกแล้วไม่ใช่หรือ? หากเจ้ากล้าโพล่งพูดภาษามนุษย์ออกมาต่อหน้าคนอื่น จะทำให้เจ้าส่งเสียงไม่ได้อีกตลอดไป อย่านึกว่านายท่านแค่พูดไปตามปาก เรื่องที่เจ้าไม่ใช่สัตว์เทวะแต่พูดภาษามนุษย์ได้ หากแพร่งพรายไปมีแต่จะสร้างปัญหาให้นายท่าน ดังนั้นดีที่สุดต้องหุบปากม้าของเจ้าไว้แน่นๆหน่อย”

เหล่าไป๋ได้ยินแล้วไม่พูดตอบอย่างที่เห็นได้ยาก ถึงอย่างไรความฉลาดมันก็ไม่ได้น้อย แม้จะบ้ากามไปหน่อย แต่เรื่องนี้มันยังรู้เรื่องดี

ภายในห้องยาประจำอาศรม เฟิ่งจิ่วมองยาอายุวัฒนะสองเม็ดที่เหลือ ไม่ว่าสีหรือการใช้ยาล้วนไม่มีผิดพลาด ทำไมถึงทำให้สัตว์อสูรพูดได้? แม้จะสงสัยแต่ยังคงมั่นใจ ตำรายานั้นเป็นตำรายาสัจจะไม่ผิดแน่ๆ เหล่าไป๋กินยาเม็ดนั้นไปถึงได้โพล่งเรื่องเบื้องหลังออกมาหมด ข้อนี้ไม่ต้องสงสัยเลย

“ต้องมีจุดที่พลาดแน่ๆตรงไหนกันล่ะ?” เธอหลับตาครุ่นคิด ภายในห้วงความคิดหวนนึกถึงกรรมวิธีและขั้นตอนการกลั่นยาเซียน หวนนึกถึงคุณสมบัติและสรรพคุณทางยาของสมุนไพรทุกอย่าง ทันใดนั้นห้วงความคิดก็มีแสงสว่างวาบ

“ใส่หญ้าวิญญาณทวีวาจามากไป!”

ดังนั้นเธอจึงเปิดเตาอีกครั้ง และกลั่นยาอายุวัฒนะใหม่ ครั้งนี้ตำรายาเหมือนเดิม แต่เธอปรับปริมาณสมุนไพรปรุงใหม่ ผ่านไปประมาณสองชั่วยาม ยาอายุวัฒนะก็ออกมาจากเตา

เธอนำยาเตานี้ออกมา เห็นว่าในนั้นเป็นยาอายุวัฒนะทั้งสามเม็ด แต่มีเพียงสองเม็ดที่สำเร็จ อีกเม็ดหนึ่งเป็นยาพิษ

เทียบกับสองเม็ดที่นำออกมาก่อนหน้านั้น สีสันและขนาดเหมือนกันทุกประการ สิ่งเดียวที่แตกต่างคือเพียงวินิจฉัยอย่างละเอียด จะได้กลิ่นว่ากลิ่นยาหนึ่งในนั้นค่อนข้างเจือจาง

“ครั้งนี้คงไม่พลาดแล้ว” เธอเอ่ยขึ้น ในใจกลับมีความมั่นใจแค่หกถึงเจ็ดจากสิบส่วน คิดๆแล้วก็ถือยาอายุวัฒนะเดินออกมา เห็นสัตว์อสูรสามตัวด้านนอกหมอบอยู่บนพื้นหญ้า ก็กำชับไว้สักประโยค ก่อนจะนั่งขนนกบินไปหาเยี่ยจิง

เห็นนายท่านออกไปแล้ว เหล่าไป๋ถึงขยับปาก “เจ้าว่าพวกเราต้องตามไปหรือไม่?”

อสูรกลืนเมฆาชายตา.มอง “ตามไปทำไม?”

“แน่นอนว่าต้องปกป้องนายท่านสิ!” เหล่าไป๋กล่าวอย่างสมเหตุสมผลและคึกคัก

อสูรกลืนเมฆาเห็นมันยืนขึ้นสะบัดหางก็หัวเราะเยาะ “เจ้าไม่ได้ยินนายท่านสั่งไม่ให้พวกเราวิ่งพล่านหรือ? อยากไปเจ้าก็ไปสิ ข้าไม่ไปหรอก”

“เสี่ยวเฮย เจ้าไปไหม?” เหล่าไป๋มองหมีดำตัวใหญ่พลางถาม

หมีดำตัวใหญ่เกาหัว มองๆเหล่าไป๋แล้วมองอสูรกลืนเมฆา สุดท้ายก็ส่ายหน้าไม่กล้าไป

เหล่าไป๋เห็นเช่นนี้ก็หัวเราะ หมอบกลับลงไปอย่างเบื่อหน่าย

อีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วตามหาที่พักไป๋รั่วเฟยพบ มาถึงบริเวณเรือนแล้ว เมื่อเห็นสองคนที่นั่งดื่มชาอยู่กลางลานบ้าน แววตาก็ฉายประกายพร้อมเผยรอยยิ้ม


ตอนที่ 703: เจ้าหน้าอ่อนเฟิ่งจิ่ว


“ฟะ เฟิ่งจิ่ว? เจ้ามาได้อย่างไร?” ไป๋รั่วเฟยแค่เห็นเขาก็ลุกขึ้นยืนทันที สีหน้าท่าทีที่เคยตึงเครียดยิ่งเครียดเข้าไปใหญ่

“ข้ามาหาเยี่ยจิง” มุมปากเธอยกเล็กน้อย มองไปยังเยี่ยจิง “ข้ามีธุระกับเจ้า”

เยี่ยจิงได้ยินเช่นนี้ หลังจากลุกขึ้นบอกลาไป๋รั่วเฟยก็เดินไปทางเฟิ่งจิ่ว และตามอีกฝ่ายมายังสถานที่ไร้ผู้คน จากนั้นจึงถาม “พวกเราจะไม่จับนางไปห้องเรียนหรือ?”

“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ข้ามีวิธีจัดการที่ดีกว่า” เธอหรี่ตายิ้ม กระดิกนิ้วให้สัญญาณเยี่ยจิงเข้ามาใกล้หน่อย

เยี่ยจิงเห็นเช่นนี้จึงเข้าไปใกล้เล็กน้อยและเอี้ยวหูเข้าไป ฟังเสียงกระซิบจากเฟิ่งจิ่วพลางพยักหน้า “อืม ข้ารู้แล้ว เช่นนั้นตอนนี้เจ้าไปเถอะ” กล่าวจบถึงหมุนตัวจากไป

ไม่นานนัก เฟิ่งจิ่วไปยังเรือนไป๋รั่วเฟยอีกครั้ง หลังจากกดจุดลมปราณทำให้สลบก็แบกนางไป

บริเวณประตูเขตเรือนของสำนักพลังวิญญาณ ไป๋รั่วเฟยที่สองมือถูกมัดไว้ด้วยกันห้อยอยู่ระหว่างเสาประตูหินสองขาลอยกลางอากาศห่างจากพื้นเกือบหนึ่งเมตร ซ้ำยังหมดสติและแกว่งไปมาอยู่ตรงนั้น น้ำหนักตัวถูกรับด้วยเชือกที่รัดไว้ เพราะเหตุนี้สองมือจึงโดนรัดจนมีรอยเลือด

“นั่นไป๋รั่วเฟยที่ตามอยู่ข้างกายเยี่ยจิงบ่อยๆไม่ใช่หรือ? ทำไมนางโดนห้อยไว้บนนั้น?”

“เป็นไป๋รั่วเฟยคนนั้น แล้วทำไมนางถึงหมดสติ?”

“ใครแขวนนางไว้ตรงนี้ นางไปขัดใจใครเข้าหรือ?”

เหล่านักเรียนสำนักพลังวิญญาณโดยรอบยิ่งมารวมตัวกันมากขึ้น แต่ละคนต่างชี้มือชี้ไม้ไปยังไป๋รั่วเฟยที่ถูกแขวนไว้ กลับไม่มีใครคิดจะปล่อยนางลงมา

บริเวณไม่ไกล เฟิ่งจิ่วเห็นนักเรียนรอบๆ รวมตัวกันไม่น้อยแล้วก็ยกริมฝีปาก เก็บหินก้อนเล็กขึ้นมา จากนั้นยื่นแขนดีดออกไปคลายจุดลมปราณ ครั้นจุดลมปราณถูกคลาย เพียงได้ยินไป๋รั่วเฟยคนนั้นร้องอู้อี้ ด้วยเหตุนี้ยาอายุวัฒนะที่เฟิ่งจิ่วใส่ไว้ในปากนางจึงลื่นลงคอไปในทันทีโดยที่ยังไม่ทันตอบสนองอะไร

“เฮือก!”

เมื่อฟื้นคืนสติ ความเจ็บบนมือทำให้นางสูดลมหายใจ ดิ้นรนคิดจะแก้มันออก แต่พบว่าตัวเองห้อยอยู่กลางอากาศ ตนเองถูกมัดสองมือไว้แน่นย่อมแก้ไม่ออกแน่นอน และไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ เห็นแต่โดยรอบมีนักเรียนไม่น้อยล้อมไว้ จึงร้องขอความช่วยเหลือ

“ใครก็ได้ปล่อยข้าลงไปที ช่วยข้าหน่อยสิ แก้เชือกปล่อยข้าลงไป”

“เจ้าคือคนคนนั้นที่ตามอยู่ข้างศิษย์พี่เยี่ยจิงบ่อยๆไม่ใช่หรือ ทำไมถึงถูกแขวนไว้ตรงนี้? เจ้าไปขัดใจใครหรือไม่?” มีนักเรียนถามเสียงสูงพร้อมเดินเข้าไปจะแก้เชือกออก ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดต่อมา ร่างกายก็ชะงักทันควัน แล้วมองไปยังหญิงชุดขาวคนนั้นด้วยความตกตะลึง

“เยี่ยจิง? ใช่ๆๆ ข้ากับเยี่ยจิงเป็นพี่น้องกัน พวกเรา…ใครเป็นเป็นพี่น้องกับนางกัน? นางแพศยานั่นวางท่าถือตัวทั้งวัน…”

เอ่ยเช่นนี้ออกไป ไป๋รั่วเฟยก็ตื่นตกใจ สีหน้าพลันขาวซีดขึ้นมา แต่ไม่รู้เป็นอะไรนางถึงเหมือนอยากจะกล่าวคำพูดในใจออกมา ตนเองอยากควบคุมยังทำไม่ได้ แม้คิดปิดปากก็ยังอ้าปากพูดต่อไปโดยไม่รู้ตัว

“นางแพศยาเยี่ยจิงถือสิทธิ์อะไรศิษย์พี่โอวหยางถึงชอบนาง? นางไม่มีค่าพอจะทำให้ศิษย์พี่โอวหยางหวั่นไหวด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่ข้าเห็นนางล้วนอยากจะฉีกหน้ากากแสนเย่อหยิ่งนั่นทิ้ง เสียดายที่หาโอกาสไม่ได้ เหอะๆ นางน่ะเป็นคนโง่ถึงได้ตามข้าไปเทือกเขาหมื่นอสูร ข้าจงใจหลอกล่ออสูรศักดิ์สิทธิ์ไปไล่ฆ่านาง ไม่นึกว่านางจะโชคดีแม้เป็นเช่นนั้นแล้วก็ยังไม่ตาย เจ้าหน้าอ่อนสมควรตายเฟิ่งจิ่วนั่นช่วยนางไว้ เฮอะ ในเมื่อฆ่าไม่ได้ข้าก็จะทำลายนางเสีย นางเดินชิดใกล้เจ้าหน้าอ่อนนั่นไม่ใช่หรือ? ข้าแค่…”


ตอนที่ 704: ไล่ออกจากสำนักศึกษา


ผู้คนด้านล่างต่างอึ้งตกใจ มองไป๋รั่วเฟยคนนั้นเล่าความลับต่างๆไม่หยุดหย่อน ฟังว่านางพูดเรื่องใส่ร้ายเยี่ยจิงและปล่อยข่าวลืออย่างไรตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่นักเรียนสำนักพลังวิญญาณพวกนั้นสูดลมหายใจ ภายในความคิดมีเพียงคำพูดประโยคหนึ่งผุดขึ้นมา

พิษร้ายแรงที่สุดคือหัวใจหญิงสาว!

เยี่ยจิงปฏิบัติต่อนางเฉกเช่นพี่น้อง นางกลับใส่ร้ายและทำลายชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของเยี่ยจิงเพราะความริษยา ผู้หญิงคนนี้…ใจดำเกินไปจริงๆ

บริเวณไม่ไกล เฟิ่งจิ่วลูบๆคาง ‘เจ้าหน้าอ่อน? เธอหน้าตาเหมือนเจ้าหน้าอ่อนหรือ? โกหกชัดๆ! ชัดเจนว่าเธอเป็นเพียงหนุ่มน้อยรูปงามที่ใครเห็นก็รักดอกไม้เห็นยังเบ่งบาน’

ดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งเหลือบมอง สายตาหยุดลงบนร่างอาจารย์สองสามคนกับเยี่ยจิงที่อยู่ไม่ไกล ดูท่าทางเรื่องนี้เธอคงไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว ดังนั้นจึงหมุนตัวเตรียมจะจากไป ตอนกลับจะถือโอกาสแวะเก็บของกินที่ห้องครัวอีกนิดหน่อยด้วย…

รอจนฤทธิ์ยาผ่านไป ไป๋รั่วเฟยที่หน้าขาวซีดเห็นสายตากล่าวโทษจากผู้คนเบื้องล่าง ได้ยินพวกเขาชี้นิ้วด่าทอ เห็นท่าทางโกรธเคืองของอาจารย์พวกนั้น ใจนางหล่นวูบ รู้ว่าตนเองแย่แล้ว

เลือดลมพุ่งขึ้นมา เบื้องหน้าพลันดำมืด ก่อนจะเป็นลมไปเพราะยอมรับเหตุการณ์ต่อไปไม่ได้

“น่ารังเกียจเกินไปแล้ว! สำนักศึกษามีนักเรียนเช่นนี้ น่าเกลียดเหลือเกิน!” อาจารย์หลูผู้อารมณ์ฉุนเฉียวคนนั้นด่ากราด สั่งกับนักเรียนโดยรอบว่า “แก้เชือกนางลงมา คุมตัวไปห้องแนะแนวรอให้รองเจ้าสำนักจัดการ!”

“เยี่ยจิง? เยี่ยจิง?”

เมื่อพวกอาจารย์จะเรียกเยี่ยจิงมาสอบถามสาเหตุ ถึงสังเกตว่าสาวน้อยที่เมื่อครู่ยังอยู่ข้างกายไม่รู้ไปไหนแล้ว เห็นเช่นนี้พวกเขาก็ไม่สนใจ แต่สั่งพวกนักเรียนพาไป๋รั่วเฟยคนนั้นกลับไปรอรับการลงโทษ

ภายในยอดเขาหลัก

“พูดออกมาเอง?” รองเจ้าสำนักมองอาจารย์หลี่ว์ที่เข้ามารายงานอย่างแปลกใจ ถามว่า “ไม่มีใครบังคับถามก็พูดออกมาเอง?”

“ขอรับ เป็นเช่นนี้ ตอนที่พวกเรารีบไปนักเรียนผู้นั้นถูกแขวนไว้บนเสาหินประตูของสำนักพลังวิญญาณ ท่าทางนางตื่นตระหนกและหวาดกลัว อยากจะปิดปากหลายครั้งกลับยังพูดอย่างควบคุมไม่ได้ นักเรียนคนนี้โดนคุมตัวไปห้องแนะแนวการสอนแล้ว รอท่านรองเจ้าสำนักคิดว่าจะจัดการอย่างไร”

“ไล่ออกจากสำนักศึกษา บันทึกเข้าบัญชีดำ ไม่รับเข้าเรียนอีกตลอดไป” รองเจ้าสำนักพูดจบ ก็โบกๆมือให้สัญญาณอาจารย์หลี่ว์ถอยไป

อาจารย์หลี่ว์ได้ยินเช่นนี้ หลังจากขานรับแล้วถึงถอยหลังไป ก่อนจะออกไปยังเงยหน้ามองชายหนุ่มชุดขาวคนข้างๆอย่าง.อดไม่ได้ คนคนนี้ว่ากันว่าเป็นคุณชายโม่เฉิน ศิษย์ผู้เฒ่าเทียนจี

“ทำไมถึงพูดความจริงออกมาเอง? เป็นใครคงไม่ทำเช่นนี้กระมัง หรือว่าถูกบังคับ?” รองเจ้าสำนักพึมพำ ลูบเคราพลางครุ่นคิด

โม่เฉินยกถ้วยชาขึ้นเกลี่ยน้ำชาเบาๆ มองใบชาที่ลอยบนน้ำชาเหล่านั้น แววตาเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอย่างนาบเนิบ “ยาสัจจะ”

“อะไรนะ?” รองเจ้าสำนักหันกลับไปมองเขา

“บนโลกใบนี้เคยมียาอายุวัฒนะชนิดหนึ่งเรียกว่ายาสัจจะ แค่กินเข้าไปจะทำให้คนพูดความจริงด้วยตัวเอง แต่ตำรายานี้สูญหายไปหลายปีแล้ว”

“ยาสัจจะ?”

รองเจ้าสำนักตกใจเล็กน้อย กล่าวด้วยสีหน้าแปลกๆว่า “สำนักศึกษาเราทำไมถึงมียาอายุวัฒนะเช่นนี้ได้? ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าบอกว่าตำรายานั้นสูญหายไปเนิ่นนานแล้ว”

ทว่าสิ้นเสียงก็เหมือนนึกอะไรออก ท่าทีเปลี่ยนไปเป็นพิลึกยิ่ง “เรื่องนี้…จะเป็นฝีมือเฟิ่งจิ่วหรือไม่? แต่เขาเป็นนักเรียนสำนักยาเซียนที่เพิ่งเข้ามา ต่อให้มีตำรายาก็ไม่น่ากลั่นยาสัจจะออกมาได้กระมัง?”

“ยาสัจจะเป็นยาอายุวัฒนะระดับสอง” โม่เฉินหลับตาลง กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ไม่ใช่สิ่งที่นักเรียนผู้สัมผัสยาอายุวัฒนะครั้งแรกจะกลั่นได้แน่นอน”


ตอนที่ 705: ท่านกลายเป็นบรรพชนนักรบแล้ว?


รองเจ้าสำนักได้ยินก็ลูบๆเคราหรี่ตาลง “หากเป็นเช่นนี้จริง เช่นนั้นก็ดี”

เขาเผยรอยยิ้มออกมา “สำนักยาเซียนของหมอกดาราเราใกล้จะถูกลืมแล้ว โดยเฉพาะการแข่งขันแลกเปลี่ยนเชื่อมสัมพันธ์กับพวกสำนักศึกษาระดับหกขึ้นไป พวกเราถึงกับไม่มีแม้แต่นักเรียนที่เข้าแข่งได้ หากเขาชำนาญด้านกลั่นยาเซียนจริง ต่อให้อนาคตไม่มีทางสร้างรากฐานได้ แต่ถ้าประสบความสำเร็จด้านยาเซียนคงไม่โดนใครดูถูก”

เช้าตรู่วันต่อมา ขณะที่เฟิ่งจิ่วยังนอนตื่นสาย ด้านนอกอาศรมก็มีเสียงกวนสีหลิ่นแว่วมา

“เสี่ยวจิ่ว? เสี่ยวจิ่ว?”

เขาสวมชุดนักเรียนสีน้ำเงินของสำนักพลังเร้นลับ รูปร่างสูงโปร่งบึกบึน ท่าทางฮึกเหิมองอาจ ท่ามกลางความเฉียบแหลมในดวงตายังซ้อนเร้นคมมีดไว้ ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายเช่นผู้แข็งแกร่ง

ใช่แล้ว ในช่วงเวลาสั้นๆไม่ถึงสามเดือน เขาผ่านหอคอยพลังเร้นลับชั้นเก้าแล้ว ศักยภาพเพิ่มพูนขึ้น ยามนี้เป็นผู้ฝึกตนระดับบรรพชนนักรบ พลังเช่นนี้ในหมู่นักเรียนสำนักพลังเร้นลับมีน้อยคนนักจะเทียบได้

หลังออกจากหอคอยพลังเร้นลับ ไม่ถึงหนึ่งวันชื่อเสียงของกวนสีหลิ่นก็กระจายไปทั่วสำนักพลังเร้นลับ เพราะเขาที่เป็นนักเรียนใหม่แทบจะกลายเป็นอันดับหนึ่งของสำนักพลังเร้นลับภายในเวลาไม่กี่เดือน

เรียกไปสองสามครั้งยังไม่ได้ยินความเคลื่อนไหว คิดว่าหลับสนิท เขาจึงยิ้มๆแล้วนั่งลงใต้ต้นไม้ มองไปยังหมีดำตัวใหญ่ที่เฝ้าอยู่ข้างอาศรม ยิ้มเอ่ยด้วยว่า “เจ้าเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ตัวที่เสี่ยวจิ่วพากลับมาจากเทือกเขาหมื่นอสูรสินะ? นึกไม่ถึงว่าตัวใหญ่เพียงนี้นางก็ยังเก็บไว้”

“กรร!”

โดนเขม่นเข้าแล้ว เสี่ยวเฮยคำรามแต่ไม่ได้โจมตีเขา เพียงหมอบจ้องมองอย่างระวังตัว

“ไม่ต้องคำรามเลย เจ้าขู่ข้าไม่ได้หรอก ข้าเป็นพี่ชายของนายเจ้า เข้าใจหรือไม่?” กวนสีหลิ่นกล่าวยิ้มๆ สายตาเหลือบมองไปโดยไม่ตั้งใจ ก็เห็นเหล่าไป๋โผล่ออกมาจากพงหญ้าไม่ไกล

“ฮี่! กวนกวน เจ้ามาแล้ว!”

เหล่าไป๋เห็นกวนสีหลิ่นก็ทักทายด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างอดไม่ได้ พลางส่ายสะบัดหางย่างกีบม้าเดินเข้ามา ทั้งภูมิใจและเย่อหยิ่ง “กวนกวน ข้าเหล่าไป๋พูดได้แล้ว ตกใจหรือไม่? ฮ่าๆๆ!”

ครั้นได้ยินเหล่าไป๋เอ่ยปากพูดภาษามนุษย์ ซ้ำยังหัวเราะฮี่ๆ และเรียกเขาว่ากวนกวนอะไรนั่น กวนสีหลิ่นเพียงรู้สึกว่าหน่ายใจ สีหน้ายังแปลกๆขึ้นมา เห็นมันเดินเข้ามาใกล้ก็พินิจมองจากหัวจรดเท้า ถามว่า “เหล่าไป๋ เจ้าก็ยังเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่สัตว์เทวะ แล้วจะพูดได้อย่างไร?”

“ทำไมจะพูดไม่ได้? เดิมทีข้าเหล่าไป๋ไม่ใช่ม้าทั่วไป อีกทั้งยังมีนายท่านที่ไม่ธรรมดา จะพูดภาษามนุษย์ก็เป็นเรื่องที่ไม่ช้าก็เร็ว”

น้ำเสียงของมันมีความอวดดีที่ยากจะปกปิด หากเปล่งจากปากคนก็ไม่แปลกอะไรนัก แต่ดันมาจากปากม้าตัวนี้ พอเข้าคู่กับสายตาแสนย่ามใจ มองอย่างไรก็ทำให้มุมปากกระตุก รู้สึกแต่ว่าน่าเหลือเชื่อ

“พี่สีหลิ่น? ท่านออกมาจากหอคอยพลังเร้นลับแล้วหรือ”

เสียงงัวเงียของเฟิ่งจิ่วดังขึ้น กวนสีหลิ่นมองไปเห็นนางเดินหาวออกมา ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง ท่าทางยังไม่ตื่นดี ดังนั้นจึงยิ้มเอ่ยว่า “ข้าออกมาเมื่อคืน ได้ยินเรื่องเจ้าในสำนักศึกษาช่วงนี้ เช้านี้จึงมาหา เจ้าเนี่ยนะ ไปที่ไหนก็เด่นสะดุดตาเสียจริง มาซ่อนตัวถึงสำนักยาเซียนที่แทบจะร้างยังก่อเรื่องได้มากมายเพียงนั้นอีก”

“โทษข้าไม่ได้นะ พวกเขามาหาเรื่องข้าทั้งนั้น”

เธอกล่าวอย่างเกียจคร้าน มานั่งลงข้างกายเขา เบิกตาเล็กน้อยพลางพินิจจ้องมองเขา ไม่นานนักก็ถามอย่างแปลกใจ “พี่สีหลิ่น ท่านกลายเป็นบรรพชนนักรบแล้ว?”


ตอนที่ 706: หอคอยพลังเร้นลับชั้นเก้า


กวนสีหลิ่นพยักหน้ายิ้มๆ “อืม ถูกต้อง ข้าบรรลุเป็นบรรพชนนักรบภายในหอคอยพลังเร้นลับ อันที่จริงตอนข้าตามกลุ่มทหารรับจ้างไปฝึกวิชาสองสามเดือน ไม่ว่าความเร็ว ศิลปะการต่อสู้ หรือการโต้ตอบแบบทันท่วงทีก็ล้วนพัฒนาขึ้นตลอด ขาดแค่จุดพลิกผันบรรลุขั้นเท่านั้น การผ่านหอคอยพลังเร้นลับครั้งนี้ช่วยได้อีกแรงพอดี ถึงขั้นทำให้ข้าบรรลุเข้าสู่ระดับบรรพชนนักรบได้รวดเร็วเพียงนี้”

“หอคอยพลังเร้นลับนั้นคืออะไรกันแน่? ด้านในนั้นเป็นอย่างไร? คนเยอะหรือเปล่า?” เฟิ่งจิ่วถามอย่างอยากรู้อยู่บ้าง แค่ได้ยินว่าหอคอยพลังเร้นลับนั้นเป็นสถานที่ให้นักเรียนสำนักพลังเร้นลับพัฒนาศักยภาพตัวเอง เธอเข้าสำนักศึกษามาตั้งนานกลับไม่เคยเห็น

“ด้านในคนไม่เยอะ พวกที่เข้าไปล้วนเป็นนักเรียนระดับยอดปรมาจารย์นักรบ ภายในแบ่งเป็นเก้าชั้น ยิ่งสูงยิ่งผ่านยาก นักเรียนบางคนติดอยู่ชั้นสามชั้นสี่ไม่มีทางผ่านได้อีก ข้างในนี้นอกจากศิลปะการต่อสู้ ยังพัฒนาความเร็วท่าร่างและการยกระดับพลังเร้นลับของนักเรียนได้เร็วยิ่ง ส่วนที่ลึกลับยากคาดเดาที่สุดคือชั้นเก้า หอคอยพลังเร้นลับชั้นที่เก้าจะเปลี่ยนไปตามทุกคนที่เข้าไป ตอนนั้นข้าเข้าไปเจอแดนมายา ใช้เวลาครึ่งเดือนเต็มๆ ถึงจะเดินออกมาจากแดนมายาได้”

“ร้ายกาจเพียงนี้เชียว?” เธอลูบๆคาง แววตาสั่นไหวเล็กน้อย

“ใช่ ข้าคิดว่าเจ้าหาเวลาไปลองที่หอคอยพลังเร้นลับเสียหน่อยได้” เขากล่าวจบก็เล่าเรื่องต่างๆ ที่เจอมาระหว่างฝึกวิชาด้านนอก สุดท้ายยังถามว่า “เจ้ายังไม่ได้สร้างรากฐานหรือ? ข้าจำได้ว่าเจ้าชะงักอยู่ระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณนานมากแล้ว”

“ยังเลย เมื่อวานคิดจะรับภารกิจออกไปเดินเล่น ใครรู้ว่าจะเจอเรื่องแม่ดอกไม้ขาวน้อยนั่นเข้าถึงได้ล่าช้า สำนักศึกษานี้ปล่อยคนออกไปตามใจชอบไม่ได้ ซ้ำยังไม่มีของกิน ช่วงนี้ข้าหิวโหยแทบตายแล้ว”

กวนสีหลิ่นได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มขึ้นมา “สำนักศึกษานี้ไม่มี แต่ข้าได้ยินว่าเจ้าเคยไปเทือกเขาหมื่นอสูรไม่ใช่หรือ ไปฝึกบำเพ็ญที่นั่นยังมีหมูป่าอะไรต่างๆ จับมาย่างได้”

“ข้าไปมาแล้ว ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงแคว้นระดับหก สัตว์อสูรระดับสูงสุดมีแค่อสูรศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่สัตว์เทวะยังไม่เคยเห็น ไม่ได้ลำบากอะไรสำหรับข้าเลย ไปแล้วรู้สึกน่าเบื่อ” เธอโบกมือ เห็นเหล่าไป๋ที่เดิมทีเดินเล่นอยู่รอบๆ บิดบั้นท้ายส่ายหางวิ่งไปไม่ไกลด้วยท่าทางดีอกดีใจ

“ฮี่! เยี่ยจิงคนงาม เจ้าสวยขึ้นทุกวันเลย…”

มุมปากเฟิ่งจิ่วกับกวนสีหลิ่นกระตุกพร้อมกัน เยี่ยจิงมองเหล่าไป๋แล้วมองเฟิ่งจิ่ว ถามว่า “เหล่าไป๋เป็นอะไรไป? ทำไมถึงพูดได้?” ม้าประหลาดบ้ากามเพียงนี้ไม่พูดยังน้ำลายไหลใส่หญิงงามได้ หากพูดได้จะแย่สักเท่าไร?

เขาถึงกับคาดการณ์ได้ว่า ภายหน้าหากเฟิ่งจิ่วขี่มันไปบนถนน มันจะผิวปากหยอกล้อพวกสาวๆตามทางหรือไม่?

เฟิ่งจิ่วมองเยี่ยจิงที่นิ่งกับที่อย่างตกใจเล็กน้อย บอกอย่างจนปัญญาว่า “เมื่อวานมันกินยาสัจจะผิดแปลกที่ข้ากลั่นออกมาใหม่จึงกลายเป็นเช่นนี้ เหล่าไป๋ ข้าสั่งแล้วว่าไม่ให้เจ้าพูดต่อหน้าคนอื่นจะได้ไม่ทำให้ตกใจ แต่ดูท่าทางแค่เห็นสาวงามเจ้าก็ลืมไปหมดแล้ว”

เธอพูดพลางใช้ศอกกระทุ้งคนข้างกาย แล้วเผยรอยยิ้มเฝ้ารอออกมา “พี่สีหลิ่น ข้าขอบอกท่าน เยี่ยจิงคนนี้ไม่เลวเลย นางเป็นสาวงามอันอับหนึ่งของสำนักพลังวิญญาณ นิสัยใจคอไม่เลว วรยุทธ์ก็เช่นกัน ข้าคิดว่าน่ามองยิ่ง ครั้งก่อนว่าจะแนะนำให้ท่านรู้จักเสียหน่อย จริงด้วย แม่นางคนนี้ใจกว้างนัก แม้แต่เรื่องที่ข้าเป็นหญิงแต่งชายยังรู้เลย”

กวนสีหลิ่นได้ยินจึงยิ้มเอ่ย “คนที่ทำให้เจ้ารู้สึกเจริญตาได้ เห็นได้ชัดว่าต้องดีแน่นอน”


ตอนที่ 707: สามคนสามสัตว์อสูร


“ใช่ ไม่เลวเลย ข้ายังคิดว่า…”

เฟิ่งจิ่วยังเอ่ยไม่ทันจบ ก็เห็นเยี่ยจิงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตะลึง เดินไปพลางหันมองเหล่าไป๋ที่ตามราวกับคุณชายเจ้าชู้อยู่ข้างกาย

“เฟิ่งจิ่ว เหล่าไป๋เป็นอะไรไป?” นางมายังเบื้องหน้าเฟิ่งจิ่ว หลังตั้งสติกลับมาถึงจะสังเกตว่ายังมีชายอีกคนอยู่ จึงพยักหน้าเล็กน้อยพลางเผยรอยยิ้มบางๆ

“เยี่ยจิงเจ้ามาแล้ว พอดีเลย พอดีเลย มาๆๆ นั่งสิ” เฟิ่งจิ่วยื่นมือดึงนางมานั่งบนพื้นหญ้า ยิ้มแนะนำตัวให้ทั้งสองคน “เยี่ยจิง นี่พี่ชายข้า กวนสีหลิ่น พี่สีหลิ่น นางคือเยี่ยจิงเพื่อนข้า สาวงามอันดับหนึ่งของสำนักศึกษา”

กวนสีหลิ่นพยักหน้าไปทางนาง เผยรอยยิ้มเอ่ยว่า “ยินดีที่ได้รู้จักเจ้า”

เยี่ยจิงตกใจเล็กน้อย ยามเห็นรอยยิ้มที่ชายหนุ่มตรงหน้าเผยออกมา หัวใจก็เต้นรัวทันควัน ใบหน้าแดงก่ำน้อยๆ พยายามสะกดไว้สุดแรงถึงจะกลับมายิ้มอ่อนโยนได้ “ข้าได้ยินเฟิ่งจิ่วพูดถึงเจ้าบ่อยๆ วันนี้เพิ่งจะเห็นตัวจริง ช่างนึกไม่ถึงจริงๆ”

“นึกไม่ถึง?”

“ใช่ เจ้าเหมือนอย่างที่ข้าจินตนาการไว้เสียที่ไหน” นางก้มลงเล็กน้อยพลางพูดด้วยแววตายิ้มแย้ม เก็บซ่อนความประหม่าในหัวใจไว้

ช่างทำให้นางคาดไม่ถึงจริงๆ นางนึกว่าพี่ชายของเฟิ่งจิ่วเป็นคนอ่อนโยนสง่างาม ไม่เคยคิดว่าจะเป็นชายแกร่งกล้าเช่นนี้ แม้เพียงพบกันครั้งแรก แต่จำต้องเอ่ยเลยว่าชายตรงหน้าทำให้นางรู้สึกวิเศษมาก

เฟิ่งจิ่วข้างๆมองทั้งสอง แววตาสั่นไหววูบหนึ่ง จากนั้นยิ้มพลางลุกยืนขึ้น “เช่นนั้น ข้าเพิ่งตื่นนอนยังไม่ได้อาบน้ำเลย! พวกเจ้าคุยกันไปก่อน เดี๋ยวข้ามา” พูดจบก็จูงเหล่าไป๋ที่นอนอยู่ข้างกายเยี่ยจิงไปทันที จะได้ไม่รบกวนการพูดคุยทำความรู้จักของคนทั้งสอง

“นี่ เฟิ่งจิ่ว…”

เยี่ยจิงเห็นเฟิ่งจิ่วออกไปก็ยิ่งตึงเครียด นึกถึงครั้งก่อนนางบอกจะแนะนำพี่ชายตัวเองให้รู้จัก ก็ไม่รู้ว่านางบอกพี่ชายไปแล้วหรือยัง? ยามนี้เหลือสองคนเพียงลำพัง ทำให้นางที่ไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร

กวนสีหลิ่นมองออกว่านางประหม่า จึง.อดชะงักไม่ได้ ลูบๆคางแล้วถามด้วยความสงสัยว่า “ชัดเจนว่าข้าโกนหนวดเคราก่อนออกมา หรือว่าตอนนี้ดูแล้วยังน่ากลัวอีก?”

“หา? ไม่ ไม่หรอก” นางเงยหน้าอย่างตกใจ หลังสบสายตาที่มีรอยยิ้มจากเขาก็ละออกไปด้วยความตื่นตระหนก

กวนสีหลิ่นเห็นท่าทาง แม้รู้สึกแปลกๆแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ ยิ้มถามไปว่า “เจ้าเป็นคนแคว้นเหินเวหารึ? หรือว่าแคว้นอื่น?”

เมื่อเปิดหัวข้อสนทนา เยี่ยจิงค่อยๆกลับมาใจเย็นอ่อนโยนเช่นปกติ นางพบว่ากวนสีหลิ่นรู้กว้างไม่น้อย ฟังเขาเล่าเรื่องที่ตามกลุ่มทหารรับจ้างไปฝึกวิชาข้างนอก ทั้งสองจึงค่อยๆสนทนากันได้

เฟิ่งจิ่วด้านในอาศรมเห็นเช่นนี้ ก็เม้มริมฝีปากยิ้มอย่างอดไม่ได้ เธอบอกแล้วว่าสองคนนี้เหมาะสมกัน

คุยกันได้ก็ดี ไปงีบอีกหน่อยค่อยออกมาแล้วกัน เฟิ่งจิ่วคิดพลางเดินหาวเข้าห้องไปพักผ่อน…

จนกระทั่งเกือบๆเที่ยง สองคนถึงนึกได้ว่าเฟิ่งจิ่วเข้าไปตั้งนานยังไม่เห็นเงา กวนสีหลิ่นจึงยิ้มพลางลุกยืนขึ้น “เยี่ยจิง เจ้านั่งรอสักครู่ ข้าจะไปเรียกเสี่ยวจิ่วมา แล้วค่อยไปกินปลาย่างตรงลำธารในภูเขาด้วยกัน”

“ได้สิ” นางพยักหน้าขานรับ มองเขาเดินไปยังอาศรมที่ไม่ได้ปิดเขตอาคมไว้

เวลาประมาณครึ่งก้านธูป เฟิ่งจิ่วที่อาบน้ำเรียบร้อยกับกวนสีหลิ่นก็เดินออกมาพร้อมกัน พอได้ยินว่าจะไปจับปลาตรงลำธาร เธอจึงมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจ ความง่วงงุนใดๆ หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“ทำไมข้าถึงไม่นึกว่ายังไปจับปลากันได้? แต่วันนี้ในที่สุดก็ได้กินแล้ว” เธอกล่าวอย่างตื่นเต้นดีใจ เรียกเหล่าไป๋กับเสี่ยวเฮยรวมถึงอสูรกลืนเมฆามา แล้วสามคนสามสัตว์อสูรก็เดินไปยังภูเขาด้านหลังใกล้ๆเทือกเขาหมื่นอสูร


ตอนที่ 708: โอหยางซิวกล่าวท้าประลอง


ตอนเย็น ทั้งสามที่เที่ยวเล่นแทบทั้งวันก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันตรงทางแยก

ขณะที่เฟิ่งจิ่วกำลังพาสามสัตว์อสูรเดินไปยังอาศรม เดินไปได้ระยะหนึ่งกลับเห็นนักเรียนระดับสวรรค์สวมชุดสำนักพลังวิญญาณคนหนึ่งยืนหันหลังให้เธอบนทางเบื้องหน้า แม้เธอกับสามสัตว์อสูรเดินเข้าใกล้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหลบ เห็นเช่นนี้จึงเลิกคิ้วทันที

“รบกวนหลีกทางหน่อย”

ยามนี้ ชายที่หันหลังให้เธอก็หันกลับมา เมื่อสี่ดวงตาสบกัน นัยน์ตาทั้งสองต่างฉายประกายหม่น

เฟิ่งจิ่วนั่งบนหลังเหล่าไป๋พลางพินิจมองคนตรงหน้า เครื่องแบบสำนักศึกษาบนร่างยังปกปิดกลิ่นอายหลักแหลมบนร่างเขา รวมถึงท่าทางเช่นผู้เหนือกว่าไม่ได้ คนคนนี้ต่อให้เป็นนักเรียนในสำนักศึกษา ก็คงเป็นนักเรียนที่มีอิทธิพลสามอันดับแรกในสิบผู้มีพรสวรรค์ของสำนัก

ไม่เพียงมีหน้าตาโดดเด่น แต่ยังมีพละกำลังไม่ธรรมดา และมีฐานะสูงกว่าใครๆ คนคนนี้เป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย

ภายในสำนักศึกษาหมอกดารา ในหมู่สิบผู้มีพรสวรรค์ คนที่มีบุคลิกและรูปลักษณ์เช่นนี้ได้ นอกจากเนี่ยเถิงคนนั้นแล้ว คงมีแค่รัชทายาทโอวหยางซิวผู้มาจากแคว้นระดับหกอีกคน

โอวหยางซิวเป็นนักเรียนระดับสร้างรากฐานคนที่สองของสำนักพลังวิญญาณ พลังอยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง เพราะเนี่ยเถิงอยู่สร้างรากฐานขั้นท้ายสุด เขาจึงโดนเนี่ยเถิงกดไว้อันดับสองของสิบผู้มีพรสวรรค์มาโดยตลอด

บอกได้เลยว่าเป็นรองเรื่อยมา

ระหว่างที่เฟิ่งจิ่วพินิจมอง โอวหยางซิวก็กำลังพินิจมองหนุ่มน้อยที่ขี่บนหลังม้าขาวเช่นกัน

ชุดสำนักศึกษาสีฟ้าที่ไม่โดดเด่น กลับมีความสง่างามน่าเกรงขามที่ไม่อาจปกปิด รูปโฉมงดงามปานเทพบุตรของหนุ่มน้อยลิขิตให้เขาเดินไปที่ไหนก็ล้วนเป็นที่สนใจ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจโอวหยางซิวยิ่งกว่ากลับเป็นบุคลิกและดวงตาสดใสที่ลึกลับจนไม่เห็นก้นบึ้ง

ชัดเจนว่าเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบหก สวมเพียงชุดสีฟ้าไม่สะดุดตา กลับสง่างามอย่างยากจะปิดบัง เขานั่งขี่บนม้าขาว ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายเกียจคร้าน และแสดงท่าทีเฉยเมย ราวกับเด็กหนุ่มเจ้าสำราญเช่นนั้น

ทว่าเมื่อหนุ่มน้อยเงยหน้าขึ้น ดวงตาสดใสที่ลึกล้ำจนไม่เห็นก้นบึ้งและแฝงความลึกลับกลับแอบซ่อนความดุร้ายและแรงกดดันไว้ มองแค่แวบเดียวก็ทำให้หัวใจเขาสั่นสะท้าน!

เด็กหนุ่มที่ชื่อเฟิ่งจิ่วคนนี้มาจากแคว้นระดับเก้าจริงหรือ?

บุคลิกท่าทาง รูปโฉมหน้าตา และความแพรวพราวสง่างามเช่นนี้ เขาจะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร?

“เฟิ่งจิ่ว?” เสียงเขาดังมา ในความทุ้มต่ำมีความดุดัน

“โอวหยางซิว?” เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วขึ้นเบาๆ

ดวงตาของโอวหยางซิวหรี่ลง “ข้าได้ยินชื่อเสียงเจ้ามานานแล้ว”

“เช่นกัน เช่นกัน” มุมปากเฟิ่งจิ่วยกขึ้นเล็กน้อย เหมือนยิ้มแต่ก็ใช่ไม่ยิ้ม

เขามองลึกล้ำที่หนุ่มน้อยบนหลังม้า อยากจะมองให้รู้ตื้นลึกหนาบาง ดังนั้นจึงกล่าวว่า “อีกสามวันให้หลัง ข้าจะรอเจ้าที่ลานประลองวายุเมฆา” กล่าวจบ ไม่รอให้เฟิ่งจิ่วพูดตอบก็หมุนตัวจากไปทันที

ในความคิดเขา คนอย่างเฟิ่งจิ่วผู้นี้ หากตนเองกล่าวท้าประลอง อีกฝ่ายไม่มีทางไม่มา

แต่เขายังไม่เข้าใจและประเมินเฟิ่งจิ่วต่ำไป จึงไม่รู้เลยว่าเฟิ่งจิ่วแค่ฟังคำพูดนี้ไปโดยไม่แม้แต่จะเก็บมาใส่ใจ

ขณะมองร่างที่เดินไกลออกไป รอยยิ้มตรงริมฝีปากเฟิ่งจิ่วยิ่งกว้างขึ้น เธอตบๆหัวเหล่าไป๋แล้วพูดกับหมีดำตัวใหญ่ข้างๆว่า “เสี่ยวเฮย พวกเราไปกันเถอะ!”

หนึ่งคนสามสัตว์อสูรย่างฝีเท้ามุ่งไปยังอาศรมอีกครั้ง

ทางด้านนี้โอวหยางซิวเพิ่งท้าประลองกับเฟิ่งจิ่ว อีกด้านไม่เพียงสำนักพลังวิญญาณ แต่นักเรียนแทบทั้งสำนักศึกษาล้วนได้ยินข่าวอย่างรวดเร็ว ต่างรู้ว่าอีกสามวันให้หลังโอวหยางซิวจะประลองกับเฟิ่งจิ่วที่ลานประลองวายุเมฆา…


ตอนที่ 709: อาจารย์หลูหมดสติ


เช้าตรู่วันต่อมา

“เสี่ยวจิ่ว? เสี่ยวจิ่ว?”

หลังจากได้ยินข่าว กวนสีหลิ่นเข้ามาหาแต่เช้า ยังมีเยี่ยจิงร่วมทางมากับเขาด้วย ทั้งสองบังเอิญพบกันระหว่างทาง

เหล่าไป๋สาวก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างาม คลอเคลียอยู่ข้างกายเยี่ยจิง บอกกับทั้งสองว่า “เมื่อคืนนายท่านนอนดึกมาก วันนี้ไม่ถึงเที่ยงวันคงไม่ตื่น ภายในห้องนางยังกันเสียงไว้ด้วย พวกเจ้าตะโกนอย่างไรนางก็ไม่ได้ยินหรอก”

“พวกเราได้ยินว่าโอวหยางซิวมาท้าประลองกับเฟิ่งจิ่ว? เมื่อวานพวกเจ้าเจอเขาที่ไหน?” กวนสีหลิ่นถามพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ระหว่างทางกลับมา นายท่านบอกว่าหากพวกเจ้ามาก็ให้กลับไปไม่ต้องเป็นห่วง นางไม่คิดจะรับคำท้าแต่ไหนแต่ไรแล้ว” เหล่าไป๋สูดหายใจเข้าลึกๆ และดมกลิ่นหอมบนร่างเยี่ยจิง

อืม กลิ่นหอมของหญิงสาว

“โอวหยางซิวเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง วรยุทธ์ของเขาในหมู่คนรุ่นเดียวกันถือว่ายอดเยี่ยม นักเรียนหลายคนของสำนักศึกษามีเพียงเนี่ยเถิงที่ข่มเขาได้ หากเฟิ่งจิ่วสู้กับเขา เกรงว่า…” เยี่ยจิงค่อนข้างกังวลใจ คิดว่าเรื่องนี้น่าจะเกิดขึ้นเพราะนาง ในใจจึงไม่สงบสักเท่าไร

กวนสีหลิ่นกลับไม่กังวลว่าเฟิ่งจิ่วจะไม่ใช่คู่มือของโอวหยางซิว เพราะพลังนางเป็นอย่างไรเขาชัดเจนยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงนักเรียนของสำนักศึกษานี้ แม้แต่อาจารย์ยังเกรงว่าบางคนจะไม่ใช่คู่ต่อสู้นาง และเพียงคิดว่านางอยู่ที่นี่หากถูกคนอื่นท้าประลองบ่อยครั้งก็ไม่ใช่เรื่องดี การฝึกบำเพ็ญต้องมีอุปสรรคแน่

ถ้าใครๆต่างมาท้าประลองก็ได้ประลองกับนาง ไหนเลยนางจะมีเวลามากมายเพียงนั้นไปฝึกบำเพ็ญและไปทำเรื่องของตนเองเล่า?

“พวกเจ้ากลับไปเถอะ! ที่นี่นายท่านไม่เป็นอะไร ไม่ต้องเป็นห่วง” เหล่าไป๋พูดแล้วยังสูดหายใจเข้าลึกๆด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม

เยี่ยจิงเห็นก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง “เหล่าไป๋ เจ้าอย่าหื่นกามเพียงนี้จะได้ไหม?” ยืนสูดกลิ่นข้างกายนางไม่หยุดหย่อน กลิ่นหอมเพียงนั้นเชียวหรือ?

“ไม่ได้หรอก ข้าชื่นชอบสาวงาม โดยเฉพาะสาวงามที่รูปงามใจงาม เยี่ยจิงคนงาม ข้าอยากบอกเจ้ามานานแล้ว เจ้าหอมมากจริงๆ! มีกลิ่นหอมหญิงสาวเต็มไปหมด ไม่ได้ ไม่ได้ ขาข้าอ่อนแล้ว”

เหล่าไป๋มีสีหน้าเคลิบเคลิ้ม เอ่ยพลางนอนหมอบลงไป แล้วทำท่าทางว่าแข้งขาอ่อนแรง ท่าทางต่ำทรามและสีหน้าบ้ากามนั้นกลับยิ่งเหมือนมนุษย์เป็นที่สุด ทำให้คนอยากจะเกลียดก็เกลียดไม่ลง

กวนสีหลิ่นเห็นก็ถลึงตามองเหล่าไป๋ แสนจะหมดคำพูดเช่นกัน “เหล่าไป๋ นิสัยหื่นกามนี้เจ้าไปเรียนมาจากไหนกันแน่? เสี่ยวจิ่วก็ไม่ได้บ้ากาม! หรือว่าเป็นเจ้านายคนก่อน?”

“นายคนก่อนของข้าโง่ แต่ก็เป็นคนดี มิเช่นนั้นคงไม่ส่งข้าให้เสี่ยวจิ๋วจิ่วหรอก” ปากม้าของมันขยับพูดอย่างคล่องแคล่ว ครั้นเอ่ยว่า ‘เสี่ยวจิ๋วจิ่ว’ ออกมา ดวงตาพลันเปล่งประกาย “อ้า! จากนี้ไปข้าจะเรียกนายท่านว่าเสี่ยวจิ๋วจิ่ว เสี่ยวจิ๋วจิ่ว ไพเราะจริงๆ”

สองคนเห็นดังนั้นต่างส่ายหน้าอย่างจนปัญญาและหมดซึ่งคำพูด ก่อนจะยิ้มมองหน้ากัน

ทว่าภายในสำนักพลังวิญญาณ ยามนี้กลับยุ่งวุ่นวาย ขณะที่อาจารย์แซ่หลูคนนั้นกำลังสอนบทเรียนแก่นักเรียนสำนักพลังวิญญาณ เขาหมดสติล้มลงกับพื้นหลังระเบิดอารมณ์ด่าว่านักเรียนที่เรียนไม่ดีซ้ำยังใจลอย

ยามนักเรียนพวกนั้นส่งอาจารย์ไปห้องแนะแนวด้วยความแตกตื่น อาจารย์หลูคนนั้นร่างกายแข็งทื่อไม่ได้สติโดยสิ้นเชิง หลังจากได้รับข่าว พวกนักปรุงยาจากสำนักยาและหมอของสำนักศึกษาต่างรีบมายังห้องแนะแนว ในห้องจึงแน่นขนัดไปด้วยผู้คน

เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักก็มายังห้องแนะแนวหลังจากได้ยินข่าว เห็นคนล้อมกันเต็มห้อง รองเจ้าสำนักเอ่ยถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมอาจารย์หลูอยู่ดีๆถึงหมดสติไป?”


ตอนที่ 710: ไม่มีความสามารถพอ


อาจารย์หลี่ว์เห็นทั้งสองมาก็รีบร้อนคารวะ บอกว่า “เป็นเช่นนี้ขอรับ นักเรียนสำนักพลังวิญญาณส่งอาจารย์หลูเข้ามา บอกว่าตอนเข้าเรียนนักเรียนคนหนึ่งเรียนการใช้พลังวิญญาณได้ไม่ดีอีกทั้งยังใจลอย สุดท้ายจึงโดนอาจารย์หลูด่าว่าเสียงดัง ตอนนั้นเห็นเพียงอาจารย์หลูโกรธเกรี้ยว ด่าไม่กี่ประโยคก็ล้มลงไป”

เสียงเขาชะงักไป ก่อนกล่าวว่า “ข้าสั่งให้นักปรุงยากับหมอเข้ามาตรวจดูแล้ว บอกว่าเป็นโรคที่เกิดจากตับ แต่พบช้าไป ทำให้เขาระเบิดอารมณ์จนเลือด.ลมพุ่งขึ้นมาทำอันตรายถึงสมอง ปัญหาตรงอวัยวะภายในคงรักษาได้ไม่ยาก ทว่ายามนี้มีภาวะแทรกซ้อนนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ก็รักษาไม่ง่ายแล้ว”

“ร้ายแรงเพียงนี้เชียว?”

เจ้าสำนักขมวดคิ้ว มองไปยังอาจารย์หลูที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง สังเกตเห็นว่าร่างกายเขาแข็งทื่อ จึงถามว่า “ทำไมข้าเห็นว่าร่างกายเขาเหมือนจะไม่ปกติ?”

“นักปรุงยาตรวจไม่ทราบสาเหตุ แต่หมอบอกว่าบาดเจ็บถึงภายในสมอง ทำให้ร่างกายเป็นอัมพาต ทว่าหมอของสำนักศึกษาเราก็บอกว่าไม่มีวิธีรักษาเช่นกัน ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี” อาจารย์หลี่ว์มีสีหน้ากังวลไม่แพ้กัน ในใจวิตกไม่สิ้นสุด

แม้อาจารย์หลูจะโมโหร้าย แต่ตั้งใจกับการสอนอย่างยิ่ง มิเช่นนั้นสำนักศึกษาหมอกดาราคงไม่รับไว้เป็นอาจารย์ หนำซ้ำยังสอนที่นี่มาหลายสิบปีแล้ว ยามนี้เห็นเขานอนอยู่บนเตียงไม่ขยับเขยื้อนและไม่มีแม้แต่สติ พวกเขาเห็นแล้วก็ไม่สบายใจนัก

เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักได้ยิน สีหน้าต่างคร่ำเครียดขึ้นมา แต่พวกเขาไม่ชำนาญการแพทย์สักนิด ช่วยอะไรไม่ได้ แม้จะเก็บยาอายุวัฒนะช่วยชีวิตไว้บ้าง แต่ยาอายุวัฒนะพวกนั้นเป็นเพียงยาจำพวกรักษาแผลภายใน เรื่องการทำงานของตับในร่างกายมีปัญหาและส่งผลกระทบไปถึงสมอง พวกเขายิ่งไม่เคยเจอมาก่อน

“เช่นนี้แล้วกัน! เหล่ากวน เจ้าไปเชิญคุณชายโม่เฉินมาดูที เขาชำนาญด้านยาอายุวัฒนะ อาจลองดูได้ว่ามียาอายุวัฒนะอะไรให้อาจารย์หลูกินได้” เจ้าสำนักหันไปสั่งกับรองเจ้าสำนัก

“ขอรับ ข้าจะไปเชิญมาเดี๋ยวนี้” รองเจ้าสำนักกล่าวจบจึงลนลานออกจากห้องแนะแนว ไปยังเรือนที่โม่เฉินพักอยู่

บนเตียงภายในห้องเรียน นักปรุงยาพวกนั้นกับหมอสองคนต่างล้อมวงหารืออาการป่วยของอาจารย์หลู บางคนบอกว่าอาจจะออกไปเชิญพวกหมอที่มีทักษะการแพทย์ดีกว่ามารักษา บางคนก็บอกว่าต้องไปตามหายังแคว้นระดับห้าขึ้นไป ต่างคนต่างพูด จนกระทั่งเห็นรองเจ้าสำนักพาชายหนุ่มชุดขาวคนนั้นมาถึงห้องแนะแนว แต่ละคนถึงเงียบเสียงลง

อาจารย์และหมออย่างพวกเขาล้วนเคยได้ยินชื่อคุณชายโม่เฉิน อาจารย์ของเขาคือผู้เฒ่าเทียนจี ส่วนตัวเขาก็เป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวของผู้เฒ่าเทียนจี เล่าลือกันว่าชำนาญด้านยาอายุวัฒนะ แม้แต่ยาอายุวัฒนะระดับหกยังกลั่นออกมาได้ เป็นอัจฉริยะด้านยาเซียนที่หาได้ยากยิ่ง

ทุกคนเปิดทางให้รองเจ้าสำนักกับโม่เฉินเข้าไป ครั้นมาถึงด้านใน โม่เฉินจับชีพจรอาจารย์หลูแล้วตรวจร่างกาย เพียงไม่กี่ชั่วอึดใจ เขาก็ลุกขึ้นมองไปยังพวกเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักข้างๆ พร้อมส่ายหน้า

“เขาไม่ได้บาดเจ็บ แต่เป็นโรค ยาอายุวัฒนะรักษาบาดแผลได้ ทว่าการรักษาโรคต้องใช้ยาให้ตรงกับโรคและหาต้นตอให้เจอ ส่วนอาการของเขา ข้าไม่มีความสามารถพอ”

“นะ นี่แม้แต่เจ้ายังไม่มีวิธี?” รองเจ้าสำนักใจหายวาบ

โม่เฉินมองทุกคน พยักหน้าอย่างเนิบๆ “ใช่ หนำซ้ำดูจากอาการเขาก็ร้ายแรงมาก หากภายในสามชั่วยามยังหาวิธีรักษาไม่ได้ เช่นนั้นมีความเป็นไปได้ที่เขาจะหมดสติไปตลอดกาล หรือกระทั่ง…สิ้นใจ”


ตอนที่ 711: รู้จักภูตหมอหรือไม่?


คำพูดโม่เฉินทำให้จิตใจทุกคนล้วนหนักอึ้ง ยามเห็นกลิ่นอายความตายที่ปกคลุมบนร่างอาจารย์หลู บรรยากาศทั่วห้องเรียนก็เคร่งเครียดยิ่งขึ้นเพราะเหตุนี้ แต่ละคนต่างครุ่นคิดโดยไม่ได้พูดอะไร และไม่รู้จะพูดอะไรดี

แม้อาจารย์หลูยังไม่ตาย กลับอยู่ไม่ห่างไกลจากความตายแล้ว กลิ่นอายความตายที่ปรากฏบนร่างเขา ผู้ฝึกวิชาเซียนทุกคนที่นี่ต่างมองออก พลังวิญญาณบนร่างเขาค่อยๆอ่อนแรง ราวกับเปลวไฟโดนสาดซัดท่ามกลางสายฝน ค่อยๆเล็กลงทุกที…

โลกนี้มีผู้ฝึกเซียนมากมาย ด้วยเหตุนี้จึงมีนักเล่นแร่แปรธาตุกับนักปรุงยา แต่กลับมีหมอน้อย ฐานะของหมอในสายตาผู้ฝึกเซียนห่างชั้นจากนักเล่นแร่แปรธาตุกับนักปรุงยาไปไกลโข เพราะหมอส่วนมากได้แต่รักษาคนทั่วไป สำหรับร่างกายผู้ฝึกเซียนปกติจะมีปัญหาน้อยนัก

เพราะเป็นเช่นนี้เอง ในด้านการแพทย์หมอที่มีผลงานและทักษะการแพทย์ทำให้คนเคารพเชื่อถือได้ยิ่งน้อยกว่า ถึงอย่างไรยอดฝีมือการแพทย์ที่แท้จริงก็เห็นได้น้อยนัก อย่างน้อยภายในแคว้นระดับหกพวกเขานี้ก็ไม่น่ามี

“ไม่ทราบว่าพวกท่านเคยได้ยินชื่อภูตหมอหรือไม่?”

จู่ๆ หมอคนหนึ่งก็พูดขึ้น แล้วมองไปทางทุกคน “หากหาภูตหมอพบข้าคิดว่าน่าจะช่วยอาจารย์หลูได้ แต่ภูตหมอคนนี้ที่อยู่ลึกลับ ยากมากที่จะตามหาเขา อีกทั้งยังมีเวลาแค่สามชั่วยาม ต่อให้ตามหาก็สายเกินไป”

เอ่ยถึงสุดท้ายเขายังถอนหายใจ แล้วส่ายหน้าเดินออกไป พูดไปก็เหมือนไม่ได้พูด คิดจะตามภูตหมอมาช่วยชีวิตภายในสามชั่วยาม จะทำได้อย่างไรเล่า?

ตามความคิดเขาเกรงว่าคงช่วยอาจารย์หลูไม่ได้แล้ว หากบาดเจ็บ สำหรับผู้ฝึกเซียนเช่นพวกเขา ในมือยังมีพวกยาอายุวัฒนะกับยาช่วยชีวิตหรือยังช่วยเหลือได้ แต่โรคนี้… เช่นนั้นก็อันตรายถึงชีวิตแล้วจริงๆ

“ชื่อเสียงภูตหมอในแคว้นเหินเวหาบอกได้เลยว่าแทบไม่มีใครไม่รู้จัก ทว่าคนที่เคยพบเขาค่อนข้างน้อย แต่เขามีความสัมพันธ์ค่อนข้างดีกับคนตลาดมืด ก่อนหน้านี้เขายังเคยปรากฏตัวในแคว้นเหินเวหา คนตลาดมืดอาจจะรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน” รองเจ้าสำนักครุ่นคิด บอกกับรองเจ้าสำนักว่า “เหล่ากวน เจ้าเดินไปที ถือป้ายคำสั่งข้าไปขอให้ตลาดมืดช่วย”

“นี่…ได้หรือขอรับ? กลุ่มอำนาจตลาดมืดแม้แต่พวกเรายังต้องถอยห่าง ข้ากังวลว่าต่อให้พวกเขารู้คงไม่ยอมเปิดเผย”

“ได้ไม่ได้ก็ต้องไป ไปเถอะ! หัวหน้าตลาดมืดมีมิตรภาพกับข้าอยู่บ้าง หากเขารู้ที่อยู่ภูตหมอคงจะช่วยเรื่องนี้” เจ้าสำนักยื่นป้ายคำสั่งไป แล้วสะบัดมือให้สัญญาณเขารีบไป

“เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะไป” กวนเหล่ารับป้ายแสดงตัวตนของเจ้าสำนักมา ก่อนจะรีบไปยังตลาดมืด

“โม่เฉิน เจ้ามีวิธียื้อชีวิตเขาหรือไม่? แม้วันเดียวหรือสองสามชั่วยามก็ยังดี”

เจ้าสำนักมองอาจารย์หลูที่นอนบนเตียง แล้วถอนหายใจ เอ่ยว่า “เหล่าหลูคนนี้ข้ารับเข้ามาด้วยตนเอง เขาสอนเหล่านักเรียนในสำนักศึกษาหมอกดารามาหลายสิบปี ตลอดมาล้วนเป็นอาจารย์ที่เข้มงวดและจริงจัง ข้าไม่หวังให้เขาเป็นเช่นนี้จริงๆ…”

“ข้าใช้พลังวิญญาณผนึกพลังชีวิตในร่างเขาไว้ได้ เส้นเลือดและเส้นลมปราณทั่วร่างทุกส่วนจะหยุดไหลเวียน ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพแกล้งตาย แต่ทำได้เพียงประคองไว้สองชั่วยาม ผ่านไปสองชั่วยามเขาจะยังคงเหลือเวลาแค่สามชั่วยาม” โม่เฉินกล่าวอย่างเฉยชา สายตากวาดมองไปบนร่างอาจารย์หลูบนเตียง สำหรับเขาอาจารย์หลูเป็นเพียงคนแปลกหน้าเท่านั้น หากเจ้าสำนักไม่ขอร้องครั้งแล้วครั้งเล่าเขาคงไม่เอ่ยปากเช่นนี้เป็นแน่

“สองชั่วยาม?” เจ้าสำนักผงะสักพัก เอ่ยอย่างไม่ลังเลว่า “สองชั่วยามก็เป็นเวลา อยู่หรือตายต้องดูที่วาสนาเขาแล้ว”


ตอนที่ 712: ไปตามเฟิ่งจิ่วมา


ได้ยินเช่นนี้ โม่เฉินเดินมายังข้างเตียงโดยไม่พูดอะไรมาก แค่ยกมือขึ้นกลิ่นอายพลังวิญญาณที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็พุ่งพล่าน เวลาต่อมาเพียงเห็นเขาผนึกจุดลมปราณสองสามตำแหน่งบนร่างของอาจารย์หลูไว้ด้วยวิธีการอันรวดเร็ว ทันใดนั้นเอง กลิ่นอายบนร่างอาจารย์หลูหายไปทันที เหมือนตายไปแล้ว ไม่มีแม้แต่ลมหายใจสักนิด

ในสถานการณ์นี้ ทางอาจารย์สองสามคนรอบๆ ที่หัวใจแทบหยุดเต้นกำลังจะเอ่ยปากถาม กลับเห็นคุณชายโม่เฉินสะบัดแขนเสื้อ หันกายเดินออกไปแล้ว ขณะเดียวกันยังทิ้งคำพูดเย็นชาไว้

“ก่อนหน้านั้น อย่าวุ่นวายกับเขา”

ทุกคนมองเขาจากไป เมื่อร่างหายไปจากห้องแนะแนว สายตาแต่ละคนก็มองไปยังเจ้าสำนักโดยทันที เจ้าสำนักเข้าไปดู แววตาเฉียบแหลมสั่นไหวเล็กน้อย พลังวิญญาณผนึกจุดลมปราณบนร่างเขาไว้ นอกจากรู้จุดลมปราณอย่างแม่นยำ ยังต้องมีกลิ่นอายพลังวิญญาณหนาแน่น ลำพังแค่สภาพแกล้งตายสองชั่วยามนี้ต้องเสียพลังวิญญาณไปไม่น้อยเลย

เจ้าสำนักมองอาจารย์หลูที่นอนอยู่บนเตียง อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ เอ่ยเสียงเนิบว่า “ผู้ฝึกวิชาเซียนได้รับบาดเจ็บไม่เคยกลัว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือป่วยโดยไม่รู้ตัว โรคนี้มาอย่างฉับไวรุนแรงและไร้สัญญาณเตือน จะคร่าชีวิตเขาเมื่อไรก็ได้จริงๆ!”

เจ้าสำนักกล่าวคำพูดนี้ออกมาอย่างปลงอนิจจัง ทว่ายามได้ยินถึงหูอาจารย์หลี่ว์กลับดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า สะท้านถึงในจิตใจ ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเรื่องเมื่อสองวันก่อน...

ครั้นนึกถึงภาพนั้นเมื่อสองวันก่อน แล้วหันมองเรื่องวันนี้ อาจารย์หลี่ว์เช็ดๆเหงื่อที่ไหลตรงหน้าผากอย่างอดไม่ได้ ใบหน้ามีความเหลือเชื่อที่ยากจะปกปิด

“อาจารย์หลี่ว์ เจ้าเป็นอะไรไป?” เจ้าสำนักสังเกตเห็นท่าทีเขาผิดปกติจึงเอ่ยถาม

อาจารย์หลี่ว์ได้ยินเสียงของเจ้าสำนักก็กลืนน้ำลาย มองทางอีกฝ่ายแล้วบอกว่า “จะ เจ้าสำนักขอรับ จะ จู่ๆข้าก็นึกเรื่องสำคัญมากขึ้นมาได้”

“เรื่องอะไร?”

“เรื่องนั้น มะ เมื่อสองวันก่อนไป๋รั่วเฟยคนนั้นใส่ความเฟิ่งจิ่วกับเยี่ยจิง พวกเราจึงเรียกพวกเขาสองคนมาที่ห้องแนะแนว ตอนนั้นอาจารย์หลูชี้ทั้งสองด้วยความเดือดดาล ตอนนั้น ตอนนั้น…”

“ตอนนั้นทำไม?” เจ้าสำนักถามเสียงเข้ม

“อ้อ! เรื่องนี้ข้านึกออกแล้ว ตอนนั้นเฟิ่งจิ่วด่าเขาว่าป่วย” อาจารย์คนหนึ่งพูดขึ้นมา

อีกคนได้ยินก็ส่ายหน้า “ไม่ใช่ ไม่ใช่ ตอนนั้นน้ำเสียงเขาไม่เหมือนด่า แต่เหมือนเป็นการเตือน”

“ใช่ ตอนนั้นพวกเราไม่ได้สังเกต ก่อนหน้านี้ยังนึกไม่ออก แต่เมื่อครู่ท่านเจ้าสำนักเอ่ยถึงข้าจึงจะนึกได้ ตอนนั้นเฟิ่งจิ่วบอกกับอาจารย์หลูว่า ท่านอาจารย์ ท่านป่วย ต้องรักษา” อาจารย์หลี่ว์กล่าวพลางกลืนน้ำลาย เสียงชะงักไป ก่อนกล่าวอีกว่า “ตอนนั้นบรรยากาศวุ่นวายเสียจนไม่ค่อยดี พวกเรานึกว่าเขาพูดด้วยอารมณ์โกรธ แต่ข้าเพิ่งนึกได้ เฟิ่งจิ่วบอกว่าไม่พ้นสามวันต้องล้มป่วยแน่”

เจ้าสำนักได้ยินเช่นนี้ หัวใจก็สั่นสะท้าน ม่านตาหดเล็กลง “เจ้าหมายความว่า สามวันก่อนเขามองออกว่าร่างกายอาจารย์หลูมีปัญหาหรือ?”

“ใช่ขอรับ ข้าคิดว่าเป็นเช่นนี้ ข้ากำลังคิดว่าในเมื่อเขาเรียนกลั่นยาเซียน น่าจะชำนาญด้านการแพทย์ด้วยหรือไม่?” อาจารย์หลี่ว์ถามพลางมองยังเจ้าสำนัก แต่นึกถึงข้อนี้ในใจกลับคิดว่าเป็นไปไม่ค่อยได้

เฟิ่งจิ่วเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวของสำนักยาเซียน และเป็นนักเรียนระดับสวรรค์ของสำนักพลังวิญญาณ หากมีทักษะการแพทย์ติดตัวอีก หนุ่มน้อยคนนี้ก็น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

“ตอนนี้เฟิ่งจิ่วอยู่ที่ใด?” เจ้าสำนักถามทันที

“ตอนนี้หากไม่อยู่สำนักพลังวิญญาณก็อยู่สำนักยาเซียนแน่นอนขอรับ” อาจารย์หลี่ว์ขานรับ

เจ้าสำนักได้ยินเช่นนี้ก็โบกมือบอกว่า “ไป ส่งคนไปตามเขามา”


ตอนที่ 713: เขตอาคมกันเสียง


“ขอรับ ข้าจะสั่งคนไปตามเขามาเดี๋ยวนี้” อาจารย์หลี่ว์กล่าว จากนั้นมายังด้านนอกอย่างรวดเร็ว และสั่งให้นักเรียนสำนักพลังวิญญาณสองคนเร่งไปตามเฟิ่งจิ่วมาจากสำนักยาเซียนโดยเร็ว

ทางนี้ข่าวที่อาจารย์หลูหมดสติกะทันหันและอาการร่อแร่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว อาจารย์กับนักเรียนสำนักพลังวิญญาณและสำนักพลังเร้นลับจึงต่างได้ยินข่าว แม้แต่ทางยอดเขาสำนักยา ก็รู้ว่ามีอาจารย์กำลังอยู่ระหว่างความเป็นความตายเพราะมีนักปรุงยาสองสามคนมา

ทว่าภายในสำนักยาเซียนที่แทบจะถูกปิดเงียบ ณ ที่ตั้งอาศรมของเฟิ่งจิ่ว บนยอดเขาสำนักยาเซียนที่ขวางกั้นด้วยภูเขาสองสามลูก กลับไม่รู้เรื่องทางนั้นเลย ยิ่งไปกว่านั้นยามนี้เฟิ่งจิ่วยังหลับสนิทอยู่ในอาศรม จึงไม่ได้นึกถึงเรื่องภายนอก

กวนสีหลิ่นกับเยี่ยจิงสองคนนั่งอยู่ด้านนอกอาศรม คุยเล่นพลางรอเฟิ่งจิ่วตื่น เพราะหากเขตอาคมรอบอาศรมไม่เปิด พวกเขาก็เข้าไปไม่ได้ ตะโกนยังไม่ได้ยิน ได้แต่รออยู่ด้านนอกนี้

คนทั้งสองเข้ามาแต่เช้า ด้วยเหตุนี้จึงไม่รู้เรื่องที่สำนักพลังวิญญาณกับสำนักพลังเร้นลับปล่อยข่าวว่าอาจารย์หลูอาการเฉียดตายเช่นกัน

จนกระทั่งนักเรียนสำนักพลังวิญญาณสองคนนั่งนกกระเรียนบินมาด้วยความร้อนรน เมื่อพวกเขาเห็นสองคนที่นั่งพูดคุยหัวเราะอยู่ใต้ต้นไม้ก็ตกใจ มองหน้ากันแวบหนึ่งแล้วเดินเข้าไป

“ศิษย์พี่เยี่ยจิง”

ทั้งสองขานเรียก สายตาหยุดลงบนร่างชายหนุ่มชุดนักเรียนสำนักพลังเร้นลับ หลังจากพินิจมอง หนึ่งคนในนั้นก็มาตะโกนด้านหน้าอาศรม “เฟิ่งจิ่ว! เฟิ่งจิ่วออกมาเร็ว ท่านอาจารย์หลี่ว์ตามหาเจ้า”

เยี่ยจิงกับกวนสีหลิ่นได้ยินดังนั้นก็ตกใจ หลังจากมองหน้ากัน เยี่ยจิงถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? แล้วตามหาเฟิ่งจิ่วด้วยเรื่องอะไรกัน?”

“เฟิ่งจิ่ว เฟิ่งจิ่วรีบออกมา ท่านอาจารย์หลี่ว์ตามหาเจ้า”

นักเรียนคนนั้นตะโกนเสียงดัง เสียงแทรกด้วยกลิ่นอายพลังวิญญาณ หากไม่มีเขตอาคมกันเสียงที่เฟิ่งจิ่ววางไว้คงดี แต่ยามนี้ภายในอาศรมถูกปิดกั้นเสียงไว้ ไม่ว่าพวกเขาตะโกนเสียงดังแค่ไหนคนด้านในที่หลับสนิทก็ไม่ได้ยิน

ทั้งสองเห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย จึงหันกลับไปถามเยี่ยจิง “ศิษย์พี่เยี่ยจิง ท่านอาจารย์หลี่ว์ให้เฟิ่งจิ่วเข้าไปห้องแนะแนวการสอนโดยเร็ว เขาอยู่ไหน หรือว่าออกไปแล้ว ทำไมพวกเราเรียกตั้งนานยังไม่ตอบ?”

“เขาอยู่ในอาศรม แต่อาศรมวางเขตอาคมกันเสียงไว้ เสียงข้างนอกนี้เข้าไปไม่ถึงหรอก ได้ยินสัตว์อสูรบอกว่าเมื่อคืนเขานอนดึกมาก วันนี้เดาว่าอย่างเร็วที่สุดต้องรอถึงเที่ยงเขาถึงจะตื่น”

“ถึงเที่ยง?” สีหน้านักเรียนทั้งสองเปลี่ยนไป “เช่นนั้นได้อย่างไร เรื่องนี้รอไม่ได้!”

“เรื่องอะไรถึงรอไม่ได้?” กวนสีหลิ่นเอ่ยปากถาม ขมวดคิ้วเบาๆ พลางมองสองนักเรียนที่ท่าทีเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ท่านอาจารย์หลูรอไม่ได้! ท่านอาจารย์หลูใกล้จะสิ้นใจแล้ว อาจารย์หลี่ว์บอกว่าเฟิ่งจิ่วอาจช่วยได้ จึงสั่งพวกเราเข้ามาตามเขาไปโดยเร็ว”

นักเรียนสองคนกล่าว อันที่จริงเรื่องที่เฟิ่งจิ่วช่วยอาจารย์หลูได้ ลึกๆในใจพวกเขาไม่ได้เชื่อมาก ถึงอย่างไรก็เป็นนักเรียนเข้าใหม่ คนที่แม้แต่นักปรุงยากับหมอยังช่วยไม่ได้ เขาจะช่วยได้อย่างไร? เดาว่าพวกอาจารย์หลี่ว์คงไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ ถึงได้คิดจะรักษาม้าตายประหนึ่งม้าเป็น

ตอนที่เจ้าสำนักกับพวกอาจารย์หลี่ว์คุยกันพวกเขาเฝ้าอยู่ข้างนอก พอได้ยินเสียงจากด้านในถึงมาตามเฟิ่งจิ่วไป คล้ายว่าสองวันก่อนเฟิ่งจิ่วเคยบอกว่าอาจารย์หลูป่วยต้องรักษา ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาจึงอยากตามเฟิ่งจิ่วเข้าไปดูอาการ ใครจะรู้ว่ามาถึงที่นี่ เฟิ่งจิ่วคนนี้ยังวางเขตอาคมกันเสียงไว้ภายในอาศรมอีก ช่างน่ารังเกียจจริงๆ!

“อาจารย์หลูอาการไม่สู้ดี? เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?” เยี่ยจิงได้ยินข่าวนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไป


ตอนที่ 714: ขอหัวหน้ากงโปรดช่วย


“ตอนที่เขาตะคอกด่าด้วยความโมโหระหว่างเรียนก็ล้มลงไป อาการร้ายแรงมาก อาจารย์จากยอดเขาสำนักยาเข้าไปดู หมอของสำนักศึกษาก็เช่นกัน แม้แต่คุณชายโม่เฉินยังไปด้วย ต่างบอกว่าช่วยไม่ได้ทั้งนั้น”

นักเรียนคนหนึ่งพูดอย่างร้อนใจ “อาจารย์หลี่ว์สั่งพวกข้ามาตามเฟิ่งจิ่วไปเดี๋ยวนี้ แต่ยามนี้เขาวางเขตอาคมกันเสียงไว้จะทำอย่างไรดี?”

“เฟิ่งจิ่วไม่มีทักษะด้านการแพทย์ พวกเจ้ามาหาเขาก็เปล่าประโยชน์! หรือว่าเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักไม่สนใจ? ด้วยเส้นสายพวกเขา คงตามหาหมอที่มีทักษะการแพทย์ยอดเยี่ยมในแคว้นเหินเวหาได้ ทำไมถึงวิ่งโร่มาหาเฟิ่งจิ่ว?”

เยี่ยจิงพูดพลางขมวดคิ้ว นึกได้ว่าอาจารย์หลูคนนั้นอาการเฉียดตายอย่างคาดไม่ถึง จึงบอกกวนสีหลิ่นว่า “อาจารย์หลูเป็นอาจารย์ของข้า มีบุญคุณที่คอยชี้แนะ ข้าต้องรีบกลับไปดูเสียหน่อย” สิ้นเสียงก็เร่งรีบออกไปโดยไม่รอกวนสีหลิ่นเอ่ยปาก

กวนสีหลิ่นมองเยี่ยจิงจากไป จากนั้นหันไปมองนักเรียนสองคนนั้นที่มีสีหน้ากังวล แววตาสั่นไหวเล็กน้อย ถามว่า “แม้แต่หมอกับอาจารย์จากยอดเขาสำนักยายังช่วยไม่ได้ ทำไมถึงมาหาเฟิ่งจิ่ว?” ตัวตนภูตหมอของเฟิ่งจิ่ว คนภายในสำนักศึกษานี้ไม่ควรรู้สิถึงจะถูก

“วันนั้นเฟิ่งจิ่วบอกว่าภายในสามวันอาจารย์หลูจะล้มป่วย นึกไม่ถึงว่าคนปากพล่อยอย่างเขาจะพูดถูก นี่อย่างไร อาจารย์หลี่ว์ถึงสั่งพวกเรามาตามเขาเข้าไป” คนหนึ่งในนั้นกล่าว เห็นว่ารออยู่ที่นี่ก็ไม่มีทางแก้ จึงผลุนผลันออกไป กลับไปรายงานว่าพวกเขาเข้าอาศรมไม่ได้ แม้แต่เสียงยังดังไปไม่ถึง

ห้องแนะแนว

“อะไรนะ? ไม่เจอหรือ แม้แต่อาศรมยังเข้าไปไม่ได้ด้วย?” อาจารย์หลี่ว์ถลึงตา ด่ากราดว่า “พวกเจ้าเข้าไปไม่ได้ทำไมไม่ตะโกนเรียก? มีปากไว้เปล่าประโยชน์นัก!”

นักเรียนทั้งสองรีบบอก “ตะโกนแล้วขอรับ พวกเราตะโกนแล้ว แต่เจ้านั่นหลับซ้ำยังวางเขตอาคมกันเสียงไว้ เสียงด้านนอกจึงดังเข้าไปไม่ถึงขอรับ!”

ได้ยินคำพูดนี้ อาจารย์หลี่ว์ก็นิ่งไป แม้แต่พวกอาจารย์ข้างๆ ที่ตามออกมายังเบิกตาโตด้วยความตกตะลึง “เฟิ่งจิ่วคนนี้ทำบ้าอะไรกัน แม้แต่นอนยังต้องวางเขตอาคมกันเสียง? ทะ ทำไมนิสัยเขาถึงต่างจากคนอื่นเช่นนี้?”

“ข้าเคยได้ยินเขาบอกว่าตนเองมักจะหงุดหงิดตอนตื่นนอน หากนอนไม่พอแล้วถูกปลุกเสียงดังจะอารมณ์ไม่ดีมาก อีกทั้งเมื่อคืนเขาคงนอนดึกนัก วันนี้ไม่อยากโดนใครรบกวน ถึงได้วางเขตอาคมกันเสียงไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าอาจารย์หลูจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”

เยี่ยจิ่งเดินเข้ามาบอก นางเพิ่งเข้าไปดูอาจารย์หลูมา เจ้าสำนักบอกว่าทำได้เพียงประคองไว้ชั่วคราวสองสามชั่วยาม เวลาผ่านไปหากไม่มีใครช่วยเขาได้ เช่นนั้นเกรงว่า…

“ข้าจะลองเข้าไปดู” อาจารย์หลี่ว์กล่าว ตัดสินใจว่าจะไปตามด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงให้นักเรียนทั้งสองคนนำทาง ก่อนจะเรียกพลังมุ่งไปยังอาศรมเฟิ่งจิ่วอย่างรวดเร็ว

เวลาเดียวกันนี้ รองเจ้าสำนักที่รีบมาตลาดมืดเร่งความเร็วขึ้น ยามก้าวเข้าประตูใหญ่ตลาดมืดกลิ่นอายจึงว้าวุ่นเล็กน้อย หลังจากยื่นป้ายคำสั่งจากเจ้าสำนักให้ก็ถูกเชิญเข้าไปด้านใน ไม่นานนักหัวหน้าตลาดมืดเดินยิ้มออกมา

“รองเจ้าสำนัก ทำไมถึงมีเวลามาหาพวกเราที่นี่ได้?” เขายกมือสั่งคนรับใช้ให้ยกน้ำชามา

หลังจากทำให้กลิ่นอายพลังมั่นคง เหล่ากวนก็ประสานมือเอ่ย “หัวหน้ากง ข้ามาหากะทันหันต้องขออภัยด้วย อันที่จริงมีเรื่องจะขอร้อง”

“โอ้? มีเรื่องขอร้อง? เหอะๆๆ รองเจ้าสำนักกวนต้องล้อกันเล่นแน่ กลุ่มอำนาจสำนักศึกษาหมอกดารายิ่งใหญ่เพียงใด ยังมีอะไรต้องให้ตลาดมืดเราช่วยอีกหรือ?” หัวหน้าตลาดมืดหัวเราะเบาๆ ยกน้ำชาขึ้นจิบเล็กน้อย

“ไม่ๆ เป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ วันนี้เข้ามาเป็นพิเศษ อันที่จริงข้ารับคำสั่งจากเจ้าสำนักให้เข้ามาสอบถามที่อยู่ภูตหมอ หวังว่าหัวหน้ากงจะบอกได้”


ตอนที่ 715: เจ้าเด็กเหลือขอเฟิ่งจิ่ว!


หัวหน้ากงที่ดื่มชาได้ยินมือก็ชะงักเล็กน้อย ดวงตาฉายแววแปลกใจ มองไปยังรองเจ้าสำนักกวนที่มีสีหน้าวิตก และถามว่า “ทำไมรองเจ้าสำนักกวนถึงอยากตามหาภูตหมอ?”

“ไม่ปิดบังหัวหน้ากง สำนักศึกษาเรามีอาจารย์ล้มป่วยกะทันหัน อาการร่อแร่ นักปรุงยา นักเล่นแร่แปรธาตุ รวมถึงหมอภายในสำนักศึกษาต่างไม่มีวิธีช่วย ด้วยเหตุนี้จึงนึกถึงชื่อเสียงภูตหมอ ตามรายงานบอกว่าทักษะการแพทย์เขาแม้แต่คนตายยังช่วยชีวิตไว้ได้ เจ้าสำนักเราไม่มีทางเลือก จึงสั่งให้ข้าเข้ามาสอบถามที่อยู่ภูตหมอ หากเขาอยู่เมืองซิงอวิ๋นพอดี เช่นนั้นอาจจะช่วยชีวิตอาจารย์สำนักข้าได้”

“เหอะๆ ความสัมพันธ์ของตลาดมืดเรากับภูตหมอธรรมดาก็จริง เพียงแต่เขาเคยสั่งไว้ว่าจะเปิดเผยข้อมูลที่อยู่ของเขาไม่ได้ คำขอนี้ของรองเจ้าสำนักกวน ขออภัยด้วยที่ข้าช่วยไม่ได้จริงๆ!” เขาส่ายหน้า แล้วบอกอีกว่า “ยิ่งไปกว่านั้น น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้ตัว พวกท่านตามหาหมอคนอื่นเถอะ!”

“หัวหน้ากง นี่คือชีวิตคนเชียว ขอหัวหน้ากงโปรดช่วยด้วยเถอะ!” รองเจ้าสำนักลุกขึ้นพูดพลางคารวะ

หัวหน้ากงเห็นเช่นนี้ก็ถอนหายใจเบาๆ กล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ช่วย แต่ไม่มีทางช่วยต่างหาก ข้ามีฐานะเป็นหัวหน้าตลาดมืด แน่นอนว่าต้องรับผิดชอบดูแลตลาดมืด ฐานะของเขาในตลาดมืด แม้แต่ข้าเจอยังต้องคารวะอย่างเชื่อฟังและทำอะไรไร้มารยาทไม่ได้เลย

พวกท่านไม่รู้จักภูตหมอ เขาช่วยคนตามใจชอบทั้งนั้น ต่อให้ท่านหาเขาพบแล้วอย่างไร? มีแต่จะเสียแรงไปเปล่าๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อเบื้องบนสั่งการลงมา เช่นนั้นข้อมูลของเขาอยู่กับพวกเราที่นี่ก็ต้องเก็บเป็นความลับ จะเปิดเผยแก่ภายนอกไม่ได้”

“ท่านหัวหน้ากง…”

หัวหน้ากงสาวก้าวเดินออกไป ก่อนออกจากห้องก็ชะงักฝีเท้า หันกลับไปมองรองเจ้าสำนักกวน เอ่ยอย่างมีความหมายแฝงว่า “หากอยากจะช่วยคน ไยต้องทิ้งสิบเบี้ยใกล้มือด้วย?”

ได้ยินคำพูดนี้ รองเจ้าสำนักกวนเผยสีหน้าตกใจ ฝีเท้าที่เดิมทีจะไล่ตามหยุดลงทันควัน ฟังคำพูดแฝงนัยของหัวหน้ากงก่อนออกไปแล้ว ก็อดพึมพำไม่ได้ “อยากจะช่วยคน ไยต้องทิ้งสิบเบี้ยใกล้มือ? สิบเบี้ยใกล้มือ? สิบเบี้ยใกล้มือ… คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร ทิ้งสิบเบี้ยใกล้มือ… สิบเบี้ยใกล้มือ… ใกล้…”

ห้วงความคิดพลันสว่างวาบ สีหน้าเขาเปลี่ยนไปแวบหนึ่ง พึมพำว่า “หรือว่าจะอยู่ในสำนักศึกษาเรา?” ทิ้งสถานที่ใกล้ตัวไป แต่ดันวิ่งโร่มาร้องถามถึงที่นี่ หากเข้าใจจริงๆ เช่นนั้นก็ได้แต่เข้าใจเช่นนี้แล้ว

แต่คนของสำนักศึกษาพวกเขาส่วนมากเคยลองกันแล้ว หรือว่ายังมีใครมีความสามารถเช่นนี้อีก?

ในใจนึกสงสัย กลับไม่กล้าประวิงเวลา จึงมุ่งไปยังสำนักศึกษาอย่างรวดเร็ว

หลังจากเขาเดินออกประตูใหญ่ตลาดมืดไป หัวหน้ากงที่เดินมาจากด้านในยิ้มน้อยๆ เวลานี้เอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นถามไถ่ข้างกาย

“หัวหน้า ทำไมต้องเปิดเผยที่อยู่ภูตหมอกับเขาขอรับ?” ชายชราคนหนึ่งปรากฏตัวข้างกายเขาพลางถามด้วยความสงสัย

“ข้าแค่บอกว่าทำไมต้องทิ้งสิบเบี้ยใกล้มือ หากเขาเดาออกจริงก็นับว่ามีฝีมือ” เขากล่าวด้วยเสียงกลั้วยิ้ม และเอ่ยอีกว่า “แค่รู้สึกว่าน่าสนใจยิ่งนัก ภูตหมอกลายเป็นนักเรียนของสำนักศึกษา พวกเขากลับไม่รู้ ซ้ำยังวิ่งมาตามหาถึงตลาดมืด เหอะๆ น่าสนใจจริงๆ”

เวลาเดียวกัน ตรงหน้าอาศรมเฟิ่งจิ่ว อาจารย์หลี่ว์เหวี่ยงพลังวิญญาณหลายสายออกไปโจมตีรัวๆ ก็ยังทำลายเขตอาคมไม่ได้ จึงอดไม่ได้ที่จะถลึงตา กัดฟันกรอดด่าว่าอย่างขายหน้า อับอาย และกังวลอยู่บ้าง

“เจ้าเด็กเหลือขอเฟิ่งจิ่ว! ไม่เพียงวางเขตอาคมกันเสียงด้านใน แม้แต่เขตอาคมด้านนอกยังเสริมความแข็งแกร่งด้วย! นี่เขาป้องกันโจรหรือนักฆ่ากันเนี่ย?”


ตอนที่ 716: เขามีทักษะการแพทย์หรือไม่?


อาศรมพวกนี้ของสำนักยาเซียนมีเขตอาคมป้องกันไว้ไม่ผิด แต่เขตอาคมไม่ได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้! แม้แต่อาจารย์ระดับหลอมแก่นพลังเช่นเขายังทำลายเขตอาคมนี้ไม่ได้ นี่ต้องให้เขาหงุดหงิดใจสักเพียงใด?

นอกจากนักเรียนสองคนนั้นที่ตามมา พวกนักเรียนระดับสวรรค์คนอื่นก็ตามมาด้วย ยามนี้เมื่อเห็นอาจารย์หลี่ว์ระเบิดโจมตีตั้งหลายครั้งยังทำลายเขตอาคมนั้นไม่ได้ แต่ละคนจึงตาค้างไปทันที

เฟิ่งจิ่วคนนี้มีฝีมือพอจะเสริมพลังเขตอาคมให้แข็งแกร่งถึงระดับนี้เชียว? แม้แต่อาจารย์หลี่ว์ระดับหลอมแก่นพลังยังตีไม่แตก? ยามเห็นเขตอาคมที่ลวดลายสายลมแทบจะไม่ขยับ มุมปากพวกเขาก็กระตุก อยากถามว่า ‘เอาไว้ป้องกันโจรหรือนักฆ่ากันแน่?’

อันที่จริง เฟิ่งจิ่วไม่คิดจะป้องกันอะไร เธอเสริมเขตอาคมเพียงเพราะกลัวว่าเสียงกลั่นยาเซียนจะดังออกไป ส่วนเขตอาคมกันเสียง นั่นก็แค่เพราะเธออยากนอนสบายๆโดยไม่ถูกรบกวน ใครจะนึกว่าคนพวกนี้จะมาหานางแต่เช้าเล่า?

“ตู้ม! เปรี้ยงๆๆ!”

เสียงการโจมตีดังขึ้นไม่ขาดสาย เหล่านักเรียนโดยรอบเห็นอาจารย์หลี่ว์เหงื่อออกเปียกซ่กหอบหายใจไม่หยุด จึงมองหน้ากันอย่าง.อดไม่ได้ หนึ่งคนในนั้นเดินเข้าไปแนะนำอย่างระมัดระวัง

“ทะ ท่านอาจารย์หลี่ว์?”

เขตอาคมทำลายไม่ได้ ใบหน้าไร้อารมณ์ เมื่อนึกถึงอาจารย์หลูอาการใกล้สิ้นใจที่รออยู่ทางนั้น ทำให้เขาระเบิดอารมณ์ทันใด ครั้นเห็นนักเรียนคนนั้นเข้ามาก็พลันตะโกนเสียงเกรี้ยวกราด “ทำอะไร!”

นักเรียนคนนั้นโดนตะคอกจนไหล่ห่อ พูดว่า “ท่านอาจารย์หลี่ว์ ต้องให้พวกเราไปเชิญเจ้าสำนักมาหรือไม่ขอรับ?”

อาจารย์หลี่ว์หน้าแดงก่ำ ถลึงตามองอาศรมที่ไม่มีการเคลื่อนไหวสักนิดอย่างโกรธจัด จากนั้นสะบัดแขนเสื้อกล่าวว่า “ข้าจะไปเอง!” สิ้นเสียงก็มุ่งไปยังห้องแนะแนวการสอนอย่างรวดเร็ว ไม่กล้ารีรอแม้แต่นิด

กวนสีหลิ่นซึ่งเรียกหมีดำตัวใหญ่กับเหล่าไป๋มานั่งด้วยกันใต้ต้นไม้ไม่ไกลเหลือบมองอาจารย์คนนั้นที่กลับไป แววตาวูบไหวเล็กน้อย ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่

อาจารย์หลี่ว์ที่รีบร้อนกลับถึงห้องแนะแนวมาหาเจ้าสำนักทั้งใบหน้าแดงก่ำ “ท่านเจ้าสำนัก เจ้าเด็กเหลือขอนั่นนอนหลับ ไม่เพียงวางเขตอาคมกันเสียง ยังเสริมพลังเขตอาคมตรงอาศรมอีก ขะ ข้าทำลายเขตอาคมเขาไม่ได้”

เจ้าสำนักได้ยินก็แปลกใจเล็กน้อย “เขาเสริมพลังเขตอาคม? หนำซ้ำแม้แต่เจ้ายังทำลายไม่ได้?”

ในใจเขาตกตะลึง เป็นแค่นักเรียนทำไมถึงมีความสามารถเช่นนั้นได้? ควรรู้ไว้ว่าอาจารย์หลี่ว์เป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง แม้แต่เขตอาคมของนักเรียนยังทำลายไม่ได้ นี่มัน…

“ข้าจะไปดูเสียหน่อย! เจ้าเฝ้าที่นี่ไว้” เจ้าสำนักสั่งการ แล้วมายังอาศรมที่เฟิ่งจิ่วพักอยู่ภายใต้การนำทางของนักเรียน

เมื่อเขามาถึงอาศรม สายตามองผ่านนักเรียนสำนักพลังวิญญาณและสำนักพลังเร้นลับไม่น้อยที่ล้อมอยู่รอบๆ ก่อนจะหยุดลงบนร่างหมีดำตัวใหญ่กับม้าประหลาดใต้ต้นไม้ นี่เป็นอสูรสัตว์เลี้ยงของเฟิ่งจิ่วหรือ?

ขณะมองม้าประหลาดตัวนั้น พลันเห็นมันที่ไม่รู้เป็นพันธุ์ใดฉีกยิ้มเผยฟันม้าเรียงกันออกมาให้เห็น

ดวงตาเฉียบแหลมของเขาสั่นไหวเบาๆ หลังจากมองม้าประหลาดตัวนั้น สายตาก็หันไปหยุดลงบนร่างนักเรียนสวมเครื่องแบบสำนักพลังเร้นลับ ไม่ไปทำลายเขตอาคมอาศรมก่อน แต่สาวก้าวเดินไปทางเขา

“เจ้าคือกวนสีหลิ่น พี่ชายของเฟิ่งจิ่วเป็นแน่” เจ้าสำนักเอ่ยปาก คำพูดมีความมั่นใจ ใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมา

กวนสีหลิ่นมองเจ้าสำนัก ลุกยืนขึ้นคารวะด้วยความเคารพ “กวนสีหลิ่นคารวะท่านเจ้าสำนัก”

“ในเมื่อเจ้าเป็นพี่ชายเฟิ่งจิ่ว ก็น่าจะรู้ว่าเขามีทักษะการแพทย์หรือไม่กระมัง?” เจ้าสำนักมองเขาพลางถาม

ได้ยินคำพูดนี้ กวนสีหลิ่นแววตาวูบไหว แล้วมองเจ้าสำนักตรงหน้าเงียบๆ


ตอนที่ 717: ตกใจเมื่อได้รู้ เป็นเขานี่เอง!


บนภูเขาห่างจากที่นี่ไม่ไกล โม่เฉินที่เดิมทีออกไปจากห้องแนะแนวการสอนแล้วได้ยินว่าพวกอาจารย์หลี่ว์มาตามหาเฟิ่งจิ่วแต่ไม่ได้เจอ บอกว่าเขตอาคมถูกเสริมพลัง ซ้ำยังวางเขตอาคมกันเสียงไว้ ด้วยนึกประหลาดใจจึงเข้ามาดู

นึกไม่ถึงว่าจะเห็นเจ้าสำนักมาด้วย

ทำไมถึงต้องเป็นเด็กหนุ่มคนนั้น? หรือว่าเขารู้เรื่องการแพทย์?

สายตาเขาเคลื่อนไปหยุดลงบนร่างชายสวมเครื่องแบบสำนักพลังเร้นลับคนนั้น นี่ก็คือกวนสีหลิ่น พี่ชายร่วมสาบานของหนุ่มน้อยคนนั้นหรือ?

โม่เฉินได้ยินเจ้าสำนักเอ่ยถามจึงมองอยู่เงียบๆ ในเมื่อเป็นพี่ชายของหนุ่มน้อยคนนั้น เด็กหนุ่มจะรู้เรื่องการแพทย์หรือไม่เขาย่อมชัดเจนยิ่ง หากเขาบอกว่าเด็กหนุ่มไม่รู้ บางทีอาจจะไม่ต้องทำลายเขตอาคมนั้น

แต่แม้จะรู้เรื่องแพทย์ อาการของอาจารย์หลูคนนั้นก็หนักหนาเกินไป เขาเป็นแค่เด็กหนุ่มจะช่วยได้อย่างไร?

ใต้ต้นไม้ เจ้าสำนักมองกวนสีหลิ่นอย่างไม่เร่งเร้าและสงบนิ่ง รอคอยคำตอบจากเขา

กวนสีหลิ่นมองอีกฝ่าย ครุ่นคิดเนิ่นนานถึงจะเอ่ยปากเสียงเข้ม “เทียบกับเรื่องที่เขามีทักษะการแพทย์หรือไม่ ข้าคิดว่าสิ่งที่ท่านเจ้าสำนักกังวลยิ่งกว่า…คือเขาจะช่วย? หรือไม่ช่วย?”

เจ้าสำนักได้ยินคำพูดนี้จิตใจก็สั่นสะท้าน ความหมายที่ซ่อนไว้ทำให้หัวใจเขามีคลื่นซัดโถม ตกใจไม่มีสิ้นสุด

คำพูดนี้เขาฟังเข้าใจ

หากถามว่าเฟิ่งจิ่วมีทักษะการแพทย์หรือไม่ สิ่งที่พวกเขาเป็นห่วงยิ่งกว่าคือเฟิ่งจิ่วจะช่วยอาจารย์หลูหรือไม่? หากช่วย เช่นนั้นเขาก็มีทักษะการแพทย์ หากไม่อยากช่วยก็แค่ต้องบอกว่าเขาไม่มี…

ตั้งแต่ต้นจนจบมีใครบ้างไม่นึกถึงปัญหาข้อนี้ ตอนที่รู้เรื่องเฟิ่งจิ่วรู้ว่าร่างกายอาจารย์หลูมีปัญหาเมื่อสองวันก่อน พวกเขาส่งนักเรียนมาตามก่อน จากนั้นอาจารย์หลี่ว์เข้ามาอยากจะทำลายเขตอาคมเพื่อเรียกเฟิ่งจิ่วไป ยามนี้เขาถึงมาเรียกเฟิ่งจิ่วไปด้วยตัวเอง…

พวกเขาต่างคิดว่าทุกอย่างนี้เป็นเรื่องแน่นอน ควรจะเป็นเช่นนี้ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ และเป็น…ขอแค่พวกเขาสั่งเพียงประโยคเดียว เฟิ่งจิ่วก็ไม่ปฏิบัติตามไม่ได้…

ทันใดนั้นเขาถึงได้เข้าใจ ระหว่างที่ตกใจยังตกตะลึง หากไม่ได้การกล่าวเตือนจากหนุ่มตรงหน้า เกรงว่าต่อให้พวกเขาทำลายเขตอาคมและปลุกเฟิ่งจิ่ว เฟิ่วจิ่วก็ไม่จำเป็นต้องออกหน้าช่วย

นึกถึงตรงนี้แล้ว เขามองลึกล้ำที่กวนสีหลิ่น แล้วประสานมือคำนับอย่างสุดซึ้ง “ขอบคุณมาก”

ขอบคุณมาก ขอบคุณคำเตือนจากเขา เป็นคำพูดเขานี่เองที่เตือนสติ

กวนสีหลิ่นมองเจ้าสำนัก โน้มตัวลงเล็กน้อยแค่รับการคารวะ ขณะเดียวกันยังคารวะกลับ “มิกล้า”

ทุกคนรอบข้างเห็นรองเจ้าสำนักคำนับคนหนุ่มใต้ต้นไม้คนนั้น ต่างพากันเบิกตาโตอย่างตกใจและมองภาพนี้ด้วยความเหลือเชื่อ คิดเพียงว่าภาพนี้ไม่ใช่เรื่องจริง

บนภูเขาบริเวณไม่ไกล โม่เฉินที่ได้ยินคำพูดทั้งสอง ยามนี้แววตาวูบไหวเล็กน้อยเช่นกัน เขาไม่ได้จากไปไหน เพียงยืนมองอาศรมอยู่ตรงนั้นเงียบๆ มองเจ้าสำนักที่ยืนใต้ต้นไม้และไม่คิดจะไปทำลายเขตอาคม

เวลาเดียวกันนี้ หลังจากรองเจ้าสำนักรีบกลับไปห้องแนะแนว และได้ยินคำพูดของอาจารย์หลี่ว์ ภายในห้วงความคิดก็มีแสงสว่างวาบ จิตใจสั่นสะท้าน จากนั้นนึกถึงข่าวลือภูตหมอจากภายนอกขึ้นมา

ภูตหมอสวมชุดสีแดง เป็นหนุ่มน้อยผู้งดงาม…

ก่อนจะนึกถึงคำพูดนั้นของหัวหน้าตลาดมืด ‘ช่วยคน ไยต้องทิ้งสิบเบี้ยใกล้มือ…’

รองเจ้าสำนักเพียงรู้สึกว่าในความคิดมีเสียงดังสนั่น ราวกับมีสายฟ้าระเบิดอยู่ภายใน ว่างเปล่าไปทันที

“เป็นเขา! เขานี่เอง! ที่แท้เป็นเขา!”

สีหน้าท่าทางเขาตื่นเต้น ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุม ได้ยินแต่เขาตะโกนยินดีอย่างประหลาดใจและตื่นเต้น ร่างพุ่งไปยังอาศรมของเฟิ่งจิ่วราวกับลำแสงในพริบตา…


ตอนที่ 718: เกิดอะไรขึ้น?


ตอนนักเรียนทุกคนโดยรอบเห็นเจ้าสำนักยืนเงียบอยู่ใต้ต้นไม้ แปลกใจว่าทำไมเขาไม่ทำลายเขตอาคมเพื่อเรียกเจ้าเด็กเฟิ่งจิ่วนั่นออกมา ก็ได้ยินเสียงที่ทั้งตื่นเต้นและประหลาดใจลอยมาแต่ไกล

“ท่านเจ้าสำนัก! ท่านเจ้าสำนักข้ารู้แล้ว! เป็นเขา เป็นเขา!”

ร่างของรองเจ้าสำนักมายังเบื้องหน้าเจ้าสำนักทันควันดุจลำแสง เมื่อเขาที่ท่าทางตื่นเต้นจิตใจฮึกเหิมกำลังจะเอ่ยปาก ก็เห็นเจ้าสำนักยกมือขึ้นวางเขตอาคมกันเสียง

“เป็นเขาอะไร? ข้าสั่งเจ้าไปสอบถามข่าวภูตหมอที่ตลาดมืดไม่ใช่หรือ มีข่าวอะไรรึไม่” เจ้าสำนักเอ่ยถาม เพราะปิดกั้นเสียงไว้ นอกจากกวนสีหลิ่นที่ยืนข้างกายเขาแล้ว คนด้านนอกไม่ได้ยินคำพูดของทั้งสองแน่นอน

กวนสีหลิ่นที่ได้ยินมองเจ้าสำนัก แล้วมองยังรองเจ้าสำนักที่มีสีหน้าตื่นเต้น จากนั้นค่อยหลุบตาลง

“เป็นเขา เป็นเฟิ่งจิ่ว! เขาคือภูตหมอ เขาน่าจะเป็นภูตหมอขอรับ!”

รองเจ้าสำนักกล่าวอย่างตื่นเต้น พร้อมจับแขนเจ้าสำนักไว้อย่างดีอกดีใจเต็มเปี่ยม “ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเขาไม่ธรรมดา? ไม่เพียงมีวรยุทธ์พลังวิญญาณโดดเด่น พรสวรรค์ยังโดดเด่น กลั่นยาเซียนได้ ที่สำคัญที่สุด เขาคือภูตหมอคนนั้น! ภูตหมอเป็นนักปรุงยา! เล่ากันว่ายาเขาบรรลุถึงระดับยาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยามนี้อัจฉริยะผู้นี้เป็นนักเรียนในสำนักศึกษาเรา ระ…เรื่องดีๆที่ใหญ่โตเช่นนี้ทำไมถึงตกมาอยู่กับสำนักศึกษาหมอกดาราเราได้?”

กล่าวถึงท้ายสุด ชัดเจนว่าเขาตื่นเต้นเกินเหตุจนพูดสะเปะสะปะ และไม่รู้ด้วยว่าตนเองกำลังพูดอะไร ภายในห้วงความคิดมีเพียงข่าวเดียวกำลังกึกก้อง นั่นคือเฟิ่งจิ่ว หนุ่มน้อยชุดแดงคนนั้น หนุ่มน้อยชุดแดงที่เขาถูกใจคนนั้นคือภูตหมอผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง!

เจ้าสำนักได้ยินแล้วยังหัวใจสั่นสะท้าน สายตาหยุดบนร่างกวนสีหลิ่นข้างกายตามสัญชาตญาณ เมื่อเห็นใบหน้าเขาสงบนิ่ง ถึงรู้ว่ารองเจ้าสำนักพูดความจริง

ไม่จำเป็นต้องยืนยันหรือสอบถาม แค่มองกวนสีหลิ่นก็รู้แล้ว

เขาเป็นพี่ชายเฟิ่งจิ่ว ต้องรู้เรื่องนี้แน่นอน ประกอบกับคำเตือนก่อนหน้านี้ ยามนี้จึงมั่นใจว่าเฟิ่งจิ่วคือภูตหมออย่างไม่ต้องสงสัย!

แต่อย่างไรเขาก็นึกไม่ถึงว่าคนที่ตามหาจะอยู่ในสำนักศึกษาของพวกเขา และยิ่งคาดไม่ถึงว่านักเรียนในสำนักศึกษาที่เก็บตัวในอาศรม หน้าตาค่อนข้างทะเล้น ให้ความรู้สึกเกียจคร้านเฉื่อยชา จิตใจบริสุทธิ์น่ารังแก จะเป็นภูตหมอผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรคนนั้น

ไม่มีใครรู้ว่ายามนี้ใจเขาตกตะลึงเพียงใด และยิ่งไม่มีใครรู้ว่าใจเขาเต้นรัวมากเท่าไร

ยามนี้เขาเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมกวนสีหลิ่นถึงกล่าวเตือนเขาด้วยคำพูดนั้น หากเป็นแค่นักเรียนธรรมดา พวกเขาไม่จำเป็นต้องสนใจเลย แต่หากคนคนนี้เป็นภูตหมอ… ผลที่ตามมาย่อมสำคัญยิ่งอย่างละเลยไม่ได้

รองเจ้าสำนักที่มีสีหน้าตื่นเต้นเห็นเจ้าสำนักดูตกใจเล็กน้อย คล้ายจะใจลอยไปบ้าง จึงตะโกนทันทีว่า “ท่านเจ้าสำนัก? ท่านเจ้าสำนัก? ท่านได้ยินข้าพูดหรือไม่?”

เจ้าสำนักได้สติกลับมา เก็บความคิดที่ปั่นป่วนไว้ แล้วมองรองเจ้าสำนัก “เหล่ากวน เจ้าไม่ใช่เด็กๆแล้ว ทำอะไรต้องไตร่ตรองให้มากๆ วิ่งตะโกนโหวกเหวกมาตลอดทาง ท่าทางเสียสติเช่นนี้จะให้พวกนักเรียนกับอาจารย์มองเจ้าอย่างไร?”

“ข้าไม่ได้ตื่นเต้น…”

“จะตื่นเต้นก็ต้องมีขอบเขต อย่าวุ่นวายเกินพอดี” เจ้าสำนักเอ่ยเสียงเข้ม

ได้ยินเสียงเจ้าสักนักเคร่งขรึมเล็กน้อย ในที่สุดรองเจ้าสำนักก็ค่อยๆสงบจิตใจลง ก่อนหน้านี้ตื่นเต้นเกินไปจึงไม่ทันสังเกต ยามนี้กลับรู้สึกว่าผิดปกติแล้ว

หลังจากมองกวนสีหลิ่นข้างๆแวบหนึ่ง เขาถามว่า “เจ้าสำนัก ท่านมาหาเฟิ่งจิ่วที่นี่ไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงยืนอยู่ตรงนี้ขอรับ?”


ตอนที่ 719: ได้ประมาณหนึ่ง


เจ้าสำนักได้ยินคำพูดรองเจ้าสำนักก็ถอนหายใจช้าๆ แววตาเฉียบแหลมหยุดลงบนอาศรมนั้น เอ่ยเสียงเนิบว่า “ข้าจะรอตรงนี้”

“รอ?”

รองเจ้าสำนักตกใจ บอกว่า “พวกเรารอได้ แต่อาจารย์หลูรอไม่ได้นะขอรับ! เช่นนี้แล้วกัน! ข้าจะไปเรียกเขาเอง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตคน หากเป็นเมื่อก่อนก็ไม่เป็นไร แต่ยามนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตอาจารย์คนหนึ่ง รอไม่ได้จริงๆ”

เขากล่าวจบก็ทำท่าจะเดินไป ขณะที่ย่างฝีเท้ากลับถูกเจ้าสำนักตะโกนปรามไว้ “ข้าบอกว่ารอ เช่นนั้นก็รอ! จะมีชีวิตรอดหรือไม่ ต้องดูที่วาสนาอาจารย์หลูแล้ว”

“แต่…”

รองเจ้าสำนักหันกลับมามองเจ้าสำนักที่มีสีหน้าจริงจัง รวมถึงกวนสีหลิ่นที่หลุบตาลงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมต้องรอ?

เจ้าสำนักเห็นเช่นนี้จึงถอนหายใจ “เหล่ากวน! เจ้าเพิ่งบอกว่าเขาเป็นใคร?”

“ภูตหมอขอรับ! เฟิ่งจิ่วคือภูตหมอ!”

เอ่ยถึงตรงนี้ ดวงตาเขาเป็นประกายขึ้นมา ทว่าสิ้นเสียงถึงเหมือนนึกอะไรได้ ท่าทางค่อยๆเปลี่ยนไปทันใด จากตื่นเต้นเป็นสงบเงียบ ยามนี้เขารู้ความหมายของเจ้าสำนักแล้ว

ใช่ เฟิ่งจิ่วคือภูตหมอ ภูตหมอไม่ใช่คนที่พวกเขาอยากให้ทำอะไรเขาก็ทำ ต่อให้อยู่สำนักศึกษาของพวกเขาแล้วอย่างไร? ตามที่เขารู้มา ภูตหมอมีนิสัยแปลกๆ ทำอะไรตามแต่ใจทุกอย่าง หากเขาไม่ตอบรับและไม่ยอมช่วย เช่นนั้นพวกเขาร้อนใจอยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร

อยากขอให้เขาช่วยคน เช่นนั้นจะมองเขาเป็นนักเรียนของสำนักศึกษาไม่ได้ ต้องมองเป็นภูตหมอ และให้ความเคารพตามที่ภูตหมอสมควรมี มิเช่นนั้นเกรงว่าเรื่องนี้คงได้ผลตรงกันข้าม

ยังมีอีกอย่าง ในเมื่อฝ่ายนั้นเข้าสำนักศึกษาของพวกเขา เช่นนั้นก็ย่อมไม่อยากให้ตัวตนภูตหมอถูกเปิดเผย หากพวกเขาเปิดโปงตัวตนนี้ไป น่ากลัวว่า…

คิดถึงตรงนี้ และนึกถึงเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นตลอดทางเมื่อครู่ ยามนี้เขาเลยอดปาดเหงื่อไม่ได้

เขาเคยเจอนิสัยแปลกๆของเฟิ่งจิ่วมาแล้ว เสี่ยงจริงๆ เสี่ยงมาก...

ยามนี้ หลังจากสงบความคิดที่ว้าวุ่นลง เขามองเจ้าสำนักแล้วหยุดสายตาลงบนร่างกวนสีหลิ่นข้างๆที่ไม่พูดไม่จา จากนั้นถามด้วยใบหน้าเผยรอยยิ้ม “สีหลิ่นเอ๋ย! เฟิ่งจิ่วนอนอยู่ข้างในหรือ?”

กวนสีหลิ่นได้ยินก็มองเขา พยักหน้ารับ “ขอรับ”

“โอ้ เป็นเช่นนี้เอง! ปกติเขาหลับนานแค่ไหนถึงจะตื่น?” อาจารย์หลูมีเวลาแค่ไม่กี่ชั่วยาม หากปล่อยเฟิ่งจิ่วนอนไปเช่นนี้คง…

“พูดยากขอรับ” เขาส่ายหน้าและไม่เอ่ยปากอีก

“เช่นนั้นก็รอเถอะ!” รองเจ้าสำนักถอนหายใจเบาๆ ยืนอยู่ข้างกายเจ้าสำนัก สายตามองที่อาศรมนั้น

ทุกคนรอบๆ เห็นรองเจ้าสำนักยืนรอตรงนั้นเช่นกัน แต่ละคนก็ตะลึงไปบ้าง มาตามเฟิ่งจิ่วไม่ใช่หรือ? ทำไมเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักถึงไม่ทำลายเขตอาคมเข้าไปเรียกออกมา?

นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?

เยี่ยจิงมาถึงที่นี่แล้วเช่นกัน แต่เมื่อเห็นภาพแปลกๆนั้น ใจก็สั่นไหวเล็กน้อย สายตาหยุดลงบนอาศรม

ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักทางนั้นยังคงไม่มีความเคลื่อนไหว ผ่านไปสองชั่วยามก็ยังคงไม่ไหวติง ทุกคนเริ่มสับสนวุ่นวาย ต่างพากันพูดคุยเสียงเบา

หักลบเวลาก่อนหน้านี้ไป ตอนนี้เหลือไม่ถึงสองชั่วยามแล้ว แม้แต่รองเจ้าสำนักเอง ยามนี้ในใจยังกังวลอย่างอดไม่ได้ แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่หวังว่าเฟิ่งจิ่วจะตื่นมาและออกจากอาศรมโดยเร็ว

กวนสีหลิ่นที่ไม่พูดอะไรมาตลอดเห็นว่าได้ประมาณหนึ่งแล้ว ด้วยเหตุนี้ถึงมองไปยังรองเจ้าสำนัก กล่าวเสียงเนิบว่า “ท่านรองเจ้าสำนัก ข้ามีเรื่องต้องการให้ท่านช่วย”


ตอนที่ 720: ตื่นมาเช่นนี้


ยามนี้รองเจ้าสำนักค่อนข้างวิตก ไม่ได้สนใจเขามาก เพียงถามว่า “เรื่องอะไร? เจ้าว่ามาซิ”

“ข้าขอยืมใช้ป้ายคำสั่งท่านรองเจ้าสำนักได้หรือไม่?” กวนสีหลิ่นมองเขาพลางถาม

รองเจ้าสำนักตกใจ หลังจากมองเขาแวบหนึ่ง สายตาก็มองที่เจ้าสำนัก ครั้นเห็นเจ้าสำนักพยักหน้าถึงค่อยหยิบป้ายคำสั่งออกมาให้เขา พลางถามว่า “เจ้าจะใช้ป้ายคำสั่งทำอะไรหรือ?”

ใบหน้าองอาจของกวนสีหลิ่นที่รับป้ายคำสั่งมาเผยรอยยิ้มในที่สุด เขาไม่ได้ตอบ แต่หลังจากคารวะคนทั้งสองก็เดินออกไปเรียกเยี่ยจิง ก่อนออกไปกันอย่างรวดเร็ว

“เขาคิดจะทำอะไร?” รองเจ้าสำนักมองสองคนที่จากไป ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“รอเห็นก็รู้เอง”

เจ้าสำนักกล่าวจบก็ดึงสายตากลับไปมองอาศรมที่ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ข้างในใจทอดถอนใจอย่าง.อดไม่ได้ เฟิ่งจิ่วคนนี้จะหลับเก่งเกินไปแล้ว

เวลาประมาณครึ่งก้านธูปผ่านไป ทุกคนเห็นกวนสีหลิ่นกับเยี่ยจิงที่ออกไปก่อนหน้านี้กลับมาอีกครั้ง ในมือทั้งสองถือของไว้ ด้านหลังมีนักเรียนสำนักพลังวิญญาณสองสามคนช่วยถือของตามมาด้วย

ท่ามกลางสายตาสงสัยของทุกคน เพียงเห็นกวนสีหลิ่นสั่งให้คนวางเรียงของไว้ตรงเขตอาคมด้านหน้าอาศรม หนึ่งในนั้นตั้งเตาไฟอุ่นแกงโสมไก่วิญญาณไว้

ไม่เพียงเท่านี้ หลังจากเปิดฝาของอื่นๆออก ทุกคนต่างเบิกตากว้างทันที เกี๊ยวเนื้อบางห่อน้ำแกงเอย ไก่วิญญาณย่างอะไรเอย รวมถึงเนื้อหมูวิญญาณหนึ่งขาใหญ่ก็ยังถูกวางย่างไว้บนตะแกรงไฟ ขณะตกตะลึงทุกคนมองเสียจนน้ำลายไหล

“พวกเขาทำอะไรน่ะ หิวเสียแล้วหรือ? นึกไม่ถึงว่าจะไปหยิบอาหารจากครัวมา? นั่นเป็นอาหารที่เตรียมให้พวกอาจารย์ทั้งนั้น ทำไมพวกเขาถึงยกของกินมากมายเพียงนั้นมาที่นี่?”

“ใช่ หนำซ้ำเวลาและสถานการณ์ตอนนี้ กินอาหารตรงนี้จะเหมาะสมจริงๆหรือ?”

นักเรียนพวกนั้นพากันวิจารณ์ แม้แต่เหล่าอาจารย์ที่ตามมาเห็นแล้วยังขุ่นข้องใจยิ่ง แต่เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักไม่พูดอะไร จึงเอ่ยปากไม่ได้ เพราะพวกเขาเห็นรองเจ้าสำนักมอบป้ายคำสั่งให้กวนสีหลิ่นไป มิเช่นนั้นเขาคงเข้าห้องครัวไม่ได้

เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าอาศรม มองชายหนุ่มนามกวนสีหลิ่นวางอาหารรสเลิศที่แผ่ไอร้อนพวกนั้นไว้หน้าเขตอาคม โม่เฉินซึ่งยืนบนภูเขาไม่ไกลแววตาวาบไหวเล็กน้อย ดวงตาฉายแววยิ้ม

ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง

ยามนี้เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักต่างครุ่นคิด ทั้งสองมองกวนสีหลิ่นถือพัดพัดลมเหมือนคิดอะไรอยู่ ยามเห็นเขาส่งกลิ่นหอมที่ลอยมาจากอาหารรสเลิศเข้าไปด้านในเขตอาคม หลังตกใจเล็กน้อยแล้ว ดวงตาก็เป็นประกาย

ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง! เขาคิดจะใช้กลิ่นหอมของอาหารปลุกเฟิ่งจิ่วด้านในอาศรม? แต่เช่นนี้จะได้หรือ?

ในใจทั้งสองอดไม่ได้ที่จะสงสัย

ทว่าความสงสัยนี้ ไม่กี่ชั่วอึดใจก็กลายเป็นความตกตะลึงและยินดี

เฟิ่งจิ่วตื่นมาด้วยความหิว เธอพลิกตัวอย่างเกียจคร้านขณะท้องร้องโครกคราก ระหว่างกึ่งหลับกึ่งตื่น กลิ่นหอมเนื้อที่เหมือนมีแต่ก็เหมือนไม่มีลอยเข้ามาให้เธอดมกลิ่นสักพัก

“หอมจริง…”

เธอคิดว่ากำลังฝันแน่ๆ เพราะอยู่ในอาศรมนี้หรือแม้แต่ทั้งภูเขานี้ ไม่น่ามีกลิ่นหอมอาหารรสเลิศได้

ดังนั้นเธอจึงพลิกตัว ครั้งนี้หันหน้าไปข้างนอก ดมกลิ่นหอมเนื้อนั้นและหลับไปอย่างอิ่มเอม

ทว่าเมื่อกลิ่นหอมนั้นยิ่งอบอวลทุกที จนเธอถึงกับดมกลิ่นแล้วพูดชื่ออาหารรสเลิศพวกนั้นออกมาได้ เสียงท้องร้องโครกครากยิ่งดังขึ้น

จู่ๆ เธอก็ลืมตา สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วนิ่งเหม่อไป เวลาต่อมา หลังจากพลิกร่างกระโดดขึ้นมาในสภาพผมยุ่งเหยิงสวมเสื้อผ้าลวกๆ ก็พุ่งออกไปข้างนอก

“ใคร! ใครนำอาหารรสเลิศมายั่วใจข้า!”


จบตอน

Comments