feng ep721-740

ตอนที่ 721: ขโมยมาจากห้องครัว?


เสียงนั้นดังออกมาจากในอาศรม ไม่เห็นตัวคน ขณะที่ทุกคนด้านนอกตกตะลึง ร่างหนึ่งก็พุ่งเปิดเขตอาคมออกไปปานสายฟ้า แล้วตรงไปยังอาหารรสเลิศพวกนั้น

“พี่สีหลิ่น! ท่านคงไม่ได้วิ่งไปขโมยมาจากห้องครัวกระมัง?”

เฟิ่งจิ่วมองอาหารรสเลิศตรงหน้าที่สมบูรณ์ทั้งสีและกลิ่นด้วยความตกใจยินดี ไม่มีความง่วงงุนใดๆ ในดวงตามีเพียงของกินที่เรียงรายเบื้องหน้า เธอยื่นมือจะไปหยิบน้ำแกงเกี๊ยวเนื้อบางมากินอย่างอดใจไม่ไหว ทว่ามือนั้นยื่นออกไปยังไม่ทันแตะโดน ก็ถูกพี่ชายเธอขัดไว้ก่อน

“พี่ชาย ท่านทำอะไรน่ะ?” เธอถลึงตามองอย่างไม่พอใจ

“ไปจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนค่อยออกมากิน”

กวนสีหลิ่นพูดจบก็พยักเพยิดให้นางมองไปรอบๆ ในใจทั้งจนปัญญาและสงสาร นี่เสี่ยวจิ่วหิวจนน่าอนาถเพียงใดกัน? ในดวงตามีเพียงของกินพวกนี้ ไม่ได้สังเกตว่าคนรอบข้างแต่ละคนต่างถลึงตามองนางเลยหรือ?

เมื่อเขากล่าวเตือน เฟิ่งจิ่วถึงเงยหน้ามองไปรอบๆ เห็นเช่นนี้ก็งุนงงไปบ้างทันที พวกนักเรียนและอาจารย์แต่ละสำนักตั้งมากมาย แต่ละคนต่างมองเธอราวกับเห็นผี ทำให้เธอขณะที่ตกตะลึงอดสงสัยไม่ได้

“พี่ชาย ข้าแค่นอนหลับไป ทำไมตื่นมาถึงมีคนรายล้อมมากมายเพียงนี้? หรือว่าท่านไปขโมยของมาจากห้องครัวจนพวกเขาจับได้?” เธอเขยิบไปใกล้กวนสีหลิ่น แล้วกดเสียงเบาถาม

กวนสีหลิ่นได้ยินก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก “อย่าพูดจาส่งเดชสิ รีบเข้าไปอาบน้ำก่อนค่อยออกมา หากช้าไปของพวกนี้เย็นแล้วจะไม่อร่อย”

สิ้นเสียงเขา ก็เห็นเฟิ่งจิ่วที่เมื่อครู่ยังอยู่ใกล้ชิดข้างกายขานรับ จากนั้นตรงเข้าอาศรมไปดุจสายลม ความเร็วนั้นทำให้ทุกคนพูดไม่ออกไปสักพัก

หนุ่มน้อยคนนั้นที่ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนในสภาพเส้นผมยุ่งเหยิงและง่วงนอน หากพวกเขาไม่เห็นกับตาตนเอง ก็ยากจะเชื่อจริงๆ ว่าเขาคือหนุ่มน้อยรูปงามในชุดสีฟ้าแสนสง่างามเช่นวันวาน

นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะได้เห็นด้านเช่นนี้ของเขา!

เพียงแต่ประสาทรับกลิ่นของเขาเป็นอย่างไรกันแน่? ต้องชอบอาหารรสเลิศมากเพียงใด? พวกเขาตะโกนอยู่ข้างนอกนี้ตั้งนาน ระเบิดเขตอาคมตั้งหลายครั้ง และรอมานานถึงเพียงนี้ ยังไม่เห็นเขาตื่นขึ้นมาเลย

ใครรู้ว่าสุดท้ายจะถูกกลิ่นหอมอาหารปลุกให้ตื่น พวกเขาหมดคำพูดแล้วจริงๆ

ยามนี้ สายตาเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักสองคนหยุดลงบนร่างกวนสีหลิ่น คิดอีกครั้งว่าเฟิ่งจิ่วไม่เพียงไม่ธรรมดา แม้แต่คนข้างกายเขาก็เช่นกัน!

กวนสีหลิ่นคนนี้ไม่ใช่คนมากเรื่อง

มีอาหารรสเลิศเป็นตัวล่อ ความเร็วในการอาบน้ำจึงเร็วกว่าปกติไม่รู้กี่เท่า เมื่อเฟิ่งจิ่วออกมาอีกครั้ง ก็กลับมาเป็นหนุ่มน้อยผู้สง่างามที่ทุกคนเห็นในวันวาน

เธอไม่สนใจคนอื่นๆ รับตะเกียบที่กวนสีหลิ่นยื่นมาให้แล้วก็คีบเกี๊ยวเนื้อกิน พลางถามว่า “พี่สีหลิ่น พวกเขามาทำอะไรกัน?”

เยี่ยจิงข้างๆ ตักน้ำแกงโสมไก่วิญญาณให้นาง บอกว่า “กินน้ำแกงก่อนเถอะ ระวังลวกล่ะ”

“ขอบใจมาก”

เฟิ่งจิ่วส่งยิ้มให้นาง รับมาตักกินอย่างช้าๆ แล้วคีบเกี๊ยวกุ้งชิ้นหนึ่งพลางกล่าวงึมงำฟังไม่ชัดเจน “พวกท่านก็กินด้วยสิ! ข้าจะกินคนเดียวก็เกรงใจ”

แม้จะพูดไปเช่นนี้ ทว่าทุกคนเห็นท่าทางเขากินอาหารกลับไม่รู้สึกว่าเขาเกรงใจที่ตรงไหน

บนภูเขาบริเวณไม่ไกล โม่เฉินมองเด็กหนุ่มที่กำลังยัดของกินจนสองแก้มพองออก เผยรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว จากนั้นส่ายหน้าแล้วหันจากไป

อีกด้าน เจ้าสำนักเห็นว่าในที่สุดเฟิ่งจิ่วก็ออกมาแล้ว จึงบอกใบ้ให้รองเจ้าสำนักสั่งพวกนักเรียนโดยรอบแยกย้ายกันไป เวลานี้ถึงจะเดินไปหาเด็กหนุ่มที่กำลังกินอาหาร


ตอนที่ 722: ช่วยได้หรือไม่?


“เฟิ่งจิ่ว” เจ้าสำนักมาเรียกด้านหน้าเขา

“ท่านเจ้าสำนัก นั่งกินด้วยกันไหมขอรับ?”

เธอเงยหน้ามองเจ้าสำนักตรงหน้า ในใจรู้สึกแปลกๆ ทำไมพวกเขาถึงใจดีเลี้ยงอาหารเธอมื้อใหญ่เช่นนี้? หากบอกว่าพี่ชายเอากลับมาจากห้องครัว เช่นนั้นก็ไม่น่ามีคนมากมายเพียงนี้มาล้อมเธอไว้ที่นี่ หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?

“ไม่หรอก”

เขายิ้มๆ จากนั้นค่อยมีท่าทีจริงจัง เอ่ยว่า “อันที่จริงพวกเรามาหาเจ้า อยากจะเชิญเจ้าไปช่วยอาจารย์หลูเสียหน่อย ขอแค่เจ้ายอมช่วยเขา หากมีความต้องการหรือเงื่อนไขอะไรก็คุยกันได้ทั้งนั้น”

เฟิ่งจิ่วที่กินอาหารได้ยินคำพูดนี้ มือก็ชะงักไป “อาจารย์หลู? ล้มป่วยหรือ”

ระหว่างพูดคุยเธอยังยัดอาหารใส่ปาก ในหัวกำลังครุ่นคิดว่าที่แท้เป็นเพราะเรื่องนี้ แต่ทำไมพวกเขาถึงอยากมาหาเธอ? เพราะคำเตือนวันนั้นหรือ?

กวนสีหลิ่นหั่นเนื้อย่างให้นางพลางกล่าว “ใช่ ได้ยินว่าอาจารย์แซ่หลูคนนั้นล้มไประหว่างคาบเรียน พวกนักปรุงยากับหมอของสำนักศึกษาเข้าไปดูแล้ว อาการอันตรายมาก ซ้ำยังแจ้งว่าป่วยโรคร้ายแรง บอกว่าจะมีชีวิตอีกแค่ไม่กี่ชั่วยาม ตอนนี้คงเหลือเวลาแค่สองชั่วยามเท่านั้น”

เฟิ่งจิ่วกินน้ำแกงไก่ไปครึ่งค่อนชาม ดวงตาแวววาว ไม่พูดไม่จาทำแค่ฟังไป

กวนสีหลิ่นเล่าเรื่องราวคร่าวๆให้เฟิ่งจิ่วฟัง สุดท้ายยังบอกว่า “ข้าเห็นพวกเจ้าสำนักรออยู่นอกอาศรมเกือบสองชั่วยาม จึงถือป้ายคำสั่งรองเจ้าสำนักไปนำอาหารจากห้องครัวมาให้เจ้า”

ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเข้าใจเสียส่วนใหญ่แล้ว

เธอวางชามในมือลง เช็ดๆปากพลางมองเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนัก “พูดเช่นนี้ ทั้งสองท่านก็รู้แล้วสิ?” เธอไม่ได้บอกว่าพวกเขารู้อะไร แต่รู้ว่าทั้งสองคนฟังคำพูดประโยคนี้เข้าใจ

“เจ้าวางใจเถอะ เรื่องอื่นพวกเราจะไม่เอ่ยถึง”

ต่อให้เขารักษาอาจารย์หลูเรียบร้อย ทุกคนจะรู้แค่ว่าเขารู้ทักษะการแพทย์ แต่ไม่คิดเชื่อมโยงเขากับภูตหมอเข้าด้วยกัน ถึงอย่างไรใครก็นึกไม่ถึงว่าภูตหมอจะวิ่งโร่มาที่สำนักศึกษาของพวกเขา

เพียงแต่ แม้ได้ยินว่าภูตหมอมีทักษะการแพทย์ฟื้นชีวิตคนใกล้ตายได้ ทว่าอาการอาจารย์หลูคนนั้นก็ไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าเขาจะช่วยคนกลับมาได้หรือไม่?

“ข้าจะไปดูก่อนแล้วกัน!” เธอกล่าวจบก็ลุกขึ้นบอก “ต้องดูสักหน่อยว่าอาการเป็นอย่างไร ถึงจะรู้ว่าช่วยได้หรือไม่ เวลามีจำกัดจะรีรอไม่ได้” ระหว่างพูด เธอหยิบขนนกบินตรงเอวโยนขึ้นกลางอากาศ หลังจากขึ้นนั่งก็มุ่งหน้าไปยังห้องแนะแนวการสอน

เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักเห็นดังนั้นก็รีบตามไป

รอจนพวกเขาไปแล้ว เยี่ยจิงจึงมองกวนสีหลิ่นที่กำลังเก็บข้าวของ ถามว่า “เฟิ่งจิ่วมีวิธีช่วยจริงหรือ?”

“เสี่ยวจิ่วบอกแล้ว ต้องดูอาการก่อน” เขาแบ่งพวกเนื้อย่างให้เหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆาที่ออกมาจากด้านในอาศรมรวมถึงหมีดำตัวใหญ่ตัวนั้น ส่วนน้ำแกงโสมไก่วิญญาณก็ยกเข้าอาศรมเฟิ่งจิ่วไป ว่าจะเก็บไว้ให้นางบำรุงร่างกาย

ทำทุกอย่างเสร็จก็สั่งสามสัตว์อสูรให้เฝ้าอาศรมไว้ ถึงจะตอบเยี่ยจิงว่า “จะไปดูหน่อยหรือไม่?”

“ไป” เยี่ยจิงพยักหน้า ร่วมทางไปกับเขา

ครั้นมาถึงห้องแนะแนว เฟิ่งจิ่วเดินเข้าไปด้านในท่ามกลางสายตาของอาจารย์หลี่ว์ที่จ้องมองอย่างขุ่นเคือง มาตรวจอาการอย่างละเอียดถึงหน้าเตียงที่อาจารย์หลูนอนอยู่

“หลอดเลือดสมองเสียหาย เลือดออกในสมอง สาหัสมากจริงๆ” เธอเอ่ยอย่างเฉยชา พลางเปิดคอเสื้อเขาเพื่อตรวจดูปัญหาตับในร่างกาย

รองเจ้าสำนักแค่ได้ยินว่าหลอดเลือดสมองเสียหายและเลือดออกในสมอง ม่านตาก็หดลงทันที ถามเสียงสั่นเครือว่า “ชะ เช่นนั้นจะช่วยได้หรือไม่?”


ตอนที่ 723: ไม่เชื่อใจหรือ?


ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วแววตาสั่นไหวเล็กน้อย แล้วเผยรอยยิ้มออกมา “ช่วยน่ะช่วยได้ จะรักษาชีวิตเขาเดาว่าคงไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ฟื้นมาเป็นอย่างไรก็พูดได้ยาก รับประกันว่ารักษาได้ แต่ไม่รับประกันว่าจะหายดี”

“รักษาชีวิตไว้ได้ก็ดี ที่เหลือต้องดูวาสนาเขาแล้ว” เจ้าสำนักกล่าว ถามขณะมองเฟิ่งจิ่วว่า “จะช่วยอย่างไร? ต้องการของจำพวกยาทิพย์อะไรหรือไม่?”

“เรื่องนี้…”

หางเสียงเธอลากยาวเล็กน้อย มุมปากยกขึ้น มองเจ้าสำนักพลางบอกว่า “อยากจะช่วยเขาต้องล้างเลือดที่ไหลในสมอง ดังนั้นข้าต้องเปิดช่องบนศีรษะเขาเสียก่อน แล้วชำระล้างก้อนเลือดที่แข็งตัวและอุดตัน ยาทิพย์อะไรตอนนี้ยังไม่ใช้ แต่ข้าต้องการผู้ช่วยสองคน ท่านเจ้าสำนักเรียกหมอสองคนนั้นเข้ามาช่วยข้าอีกแรงแล้วกันขอรับ!”

แค่ได้ยินเช่นนี้ รองเจ้าสำนักไม่เพียงนิ่งงัน แม้แต่เจ้าสำนักเองยังอึ้งไปทันที ในดวงตามีความตะลึงจากความเหลือเชื่อ “เปิดช่องบนศีรษะเขา? ชะ เช่นนี้จะทำได้หรือ?”

เขาไม่เคยได้ยินว่าเปิดช่องตรงศีรษะได้ ส่วนศีรษะบอบบางและอันตรายถึงชีวิต จะเปิดช่องได้อย่างไร? นะ นี่คงไม่ใช่คำพูดไร้สาระกระมัง?

“เวลามีจำกัด ตอนนี้ให้หมอสองคนนั้นเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าสะอาดเสียใหม่และล้างมือก่อนเข้ามา” เฟิ่งจิ่วไม่ได้สนใจสองคนที่นิ่งอึ้ง กล่าวกับอาจารย์หลี่ว์ข้างๆ ที่แทบจะตกใจตาค้างว่า “รบกวนสั่งคนยกพวกน้ำสะอาดเข้ามาด้วยขอรับ”

ทว่ากลับไม่มีคนตอบรับคำพูดเธอหรือขยับเขยื้อนสักนิด เธอจึงขมวดคิ้วมองเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักอย่างอดไม่ได้ “คนคนนี้จะช่วยหรือไม่ช่วย? ถ้าไม่ช่วยข้าจะไปแล้ว”

สามคนในห้องได้ยินก็พลันได้สติกลับมา ไม่รอให้เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักเอ่ยปาก ก็ได้ยินอาจารย์หลี่ว์เอ่ยถามอย่างยากจะยอมรับอยู่บ้างว่า “เปิดช่องบนศีรษะ? แล้วคนคนนี้ยังมีชีวิตได้ด้วยหรือ?”

เฟิ่งจิ่งได้ฟังแล้วเลิกคิ้ว “สงสัยในทักษะการแพทย์ข้าหรือ? ในเมื่อไม่เชื่อจะมาหาข้าทำไม?” เธอที่เดิมทีคิดจะเปลี่ยนเสื้อผ้าสีหน้าเย็นชา ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป

แคลงใจในทักษะการแพทย์ สำหรับหมอแล้วนี่คือการดูถูก

เธอไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องช่วยคน ในเมื่อพวกเขาไม่เชื่อ เช่นนั้นจะอยู่ไปทำไม?

เห็นเฟิ่งจิ่วหันกายเดินออกไปด้วยสีหน้าเฉยชา เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักตั้งสติกลับมาได้ พอนึกถึงตัวตนภูตหมอของเขาแล้ว ทั้งสองใจสั่นสะท้าน รีบไล่ตามไป

“เฟิ่งจิ่ว พวกเราเชื่อเจ้า หากไม่เชื่อคงไม่เชิญเจ้ามาช่วยเขาหรอก”

รองเจ้าสำนักเข้าขวางเบื้องหน้าเฟิ่งจิ่ว ปั้นหน้ายิ้มเอ่ยว่า “เจ้าอย่าใส่ใจคำพูดอาจารย์หลี่ว์เลย พวกเราไม่ได้ไม่เชื่อเจ้า แค่ไม่เคยได้ยินวิธีรักษาเช่นนี้ ดังนั้นจึงตกใจไปชั่วขณะหนึ่ง”

“จริงด้วยเฟิ่งจิ่ว เวลากระชั้นชิดแล้ว ขอเจ้ารักษาอาจารย์หลูไวหน่อยเถอะ!” เจ้าสำนักเอ่ยปากด้วย รู้สึกเสียใจกับความลังเลและสงสัยก่อนหน้านี้

พวกเขาไปขอร้องอีกฝ่ายมาช่วยรักษาอาจารย์หลู แต่มาถึงที่นี่ได้ยินคำพูดเขาแล้วกลับเกิดความเคลือบแคลงใจต่อเขา

อาจารย์หลี่ว์เห็นเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักเป็นเช่นนี้ ก็รู้ว่าตนเองพูดผิดไป จึงมาคำนับเบื้องหน้าเฟิ่งจิ่ว และเอ่ยอย่างขออภัย “ข้าแค่เป็นห่วงเหล่าหลู ไม่ได้มีเจตนาอื่น หากคำพูดข้าทำให้เจ้าโกรธ ข้าก็ต้องขออภัย ขออภัยด้วย”

เฟิ่งจิ่วแววตาวูบไหวเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าอาจารย์หลี่ว์บอกจะขอโทษก็ขอโทษเลย

รองเจ้าสำนักเห็นเฟิ่งจิ่วมองอาจารย์หลี่ว์โดยไม่พูดอะไร ก็นึกถึงตอนที่กวนสีหลิ่นใช้อาหารรสเลิศล่อเขาให้ตื่น ทันใดนั้นจึงกล่าวเลียนแบบ “เฟิ่งจิ่ว ขอแค่เจ้าออกหน้าช่วย ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร เจ้าอยู่ในสำนักศึกษา อาหารจากห้องครัวจะมีของเจ้าชุดหนึ่งไปตลอด”


ตอนที่ 724: รักษาม้าตายประหนึ่งม้าเป็น


เฟิ่งจิ่วที่เดิมทียังโกรธนิดหน่อยได้ยินคำพูดนี้ก็หลุดหัวเราะทันที

เธอมองรองเจ้าสำนักที่ขวางอยู่เบื้องหน้า เอ่ยเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้มว่า “ท่านรองเจ้าสำนัก ท่านเรียนรู้ไวนักขอรับ!”

“ฮี่ๆ ข้าไม่มีทางเลือก เจ้าชื่นชอบอาหารรสเลิศไม่ใช่หรือ? ห้องครัวมีอาหารอร่อยที่ด้านนอกหากินไม่ได้” รองเจ้าสำนักยิ้มอักอ่วน นึกไม่ถึงว่าจะมีวันได้ใช้อาหารรสเลิศมารั้งคนคนหนึ่งไว้

“เช่นนั้นก็ได้! รีบเรียกคนเข้ามาให้ข้าด้วยนะขอรับ” เฟิ่งจิ่วหมุนตัวเดินกลับไป อันที่จริง ตอนนั้นที่อาจารย์หลี่ว์กล่าวขอโทษก็ไม่คิดจะไปแล้ว

แม้เธอพูดคุยกับอาจารย์หลูไม่มาก แต่ได้ยินนักเรียนกับอาจารย์สำนักศึกษาต่างบอกว่าเขาเป็นคนเข้มงวดจริงจัง อาจารย์ที่ตั้งใจสอนนักเรียนเช่นนี้ พอเห็นเขากลายเป็นเช่นนั้น เธอไม่มีทางนิ่งดูดายได้จริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้นอาจารย์หลี่ว์ก็ขอโทษแล้ว เช่นนั้นยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธไม่ทำเพราะขัดข้องใจ

เมื่อเห็นเฟิ่งจิ่วกลับไปอีกครั้ง พวกเขาสามคนดีใจ หลังจากเรียกหมอสองคนมาและกำชับซ้ำๆแล้ว ถึงจะให้พวกเขาเข้าไปช่วยเฟิ่งจิ่วหลังเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่

ยามนี้กวนสีหลิ่นกับเยี่ยจิงมาถึงด้านนอก แต่เข้าใกล้ห้องแนะแนวการสอนไม่ได้

ส่วนเฟิ่งจิ่วด้านในห้อง หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างมือก็หยิบอุปกรณ์จากห้วงมิติมาพลางมองหมอสองคนนั้น ถามว่า “ท่านเจ้าสำนักบอกท่านสองคนแล้วหรือยัง? ทุกอย่างต้องฟังคำสั่งข้า ห้ามส่งเสียงอุทานใดๆรบกวนข้า ขณะเดียวกัน สิ่งที่พวกท่านเห็นที่นี่จะต้องไม่แพร่งพรายไปภายนอก”

“อืม พวกเรารู้ ท่านเจ้าสำนักสั่งไว้แล้ว” หมอทั้งสองพยักหน้าขานรับ ในใจนึกสงสัยยิ่งว่านักเรียนสำนักยาเซียนคนนี้จะมีทักษะการแพทย์ช่วยอาจารย์หลูให้รอดได้จริงหรือ?

“ให้พวกเขาดูทีว่าพี่ชายข้าอยู่ข้างนอกหรือไม่ หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างมือค่อยให้เขาเข้ามา”

ได้ยินเช่นนี้ หมอคนหนึ่งในนั้นเดินออกไปสั่งการ ไม่นานนักกวนสีหลิ่นก็เดินเข้ามา

“เสี่ยวจิ่ว ต้องการให้ข้าช่วยอะไร?” กวนสีหลิ่นถามขณะมายังข้างเตียง สายตามองผ่านบนร่างอาจารย์หลูคนนั้นแล้วก็หยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่ว

เฟิ่งจิ่วเงยหน้ามองเขา ยิ้มเอ่ยว่า “พี่สีหลิ่น นี่เป็นงานสำคัญมาก ประเดี๋ยวระหว่างที่ข้าผ่าตัด ท่านอย่าลืมเช็ดเหงื่อให้ข้าด้วย เหงื่อจะหยดลงไปไม่ได้เด็ดขาด”

“ไม่มีปัญหา” กวนสีหลิ่นยิ้มบอก

ห้องด้านในห้องแนะแนวถูกปิดซ่อนทุกอย่างไว้ คนภายนอกเพียงรู้ว่านักเรียนนามเฟิ่งจิ่วคนนั้นกำลังรักษาอาจารย์หลู แต่ไม่รู้ว่าเขารักษาอย่างไร

เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักที่เฝ้าข้างนอกมองหน้ากัน ในใจทั้งตึงเครียดและกังวล

แม้ได้ยินชื่อเสียงของภูตหมอมานาน แต่ไม่เคยเห็นทักษะการแพทย์เขาจริงๆเลย ยามนี้พวกเขาไม่มีทางวางใจได้อย่างสิ้นเชิงจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นในการรักษาโรคเช่นนี้ หมอคนไหนก็ไม่อาจรับประกันว่าจะรักษาหายขาด แล้วอาจารย์หลูจะเป็นเช่นไร ได้แต่ต้องดูผลลัพธ์หลังการรักษาเท่านั้น

“เฟิ่งจิ่วคนนั้นมีทักษะการแพทย์จริงหรือ? ทำไมพวกเจ้าสำนักถึงเชื่อใจ?”

“นั่นสิ เขาก็เป็นนักเรียนสำนักศึกษาเหมือนพวกเรา โรคที่พวกหมอกับนักปรุงยายังรักษาไม่ได้ คนที่ช่วยชีวิตไม่ได้ นึกไม่ถึงว่าเขาจะกล้ารับไปรักษา?”

“ข้าเดาว่าพวกเจ้าสำนักคงคิดรักษาม้าตายประหนึ่งม้าเป็น รองเจ้าสำนักไปตลาดมืดไม่ได้เบาะแสภูตหมอมา จึงได้แต่ให้เจ้าเด็กเฟิ่งจิ่วนั่นลองเสียหน่อย”

“เจ้านั่นช่างกล้านัก ไม่กลัวเลยว่าหากอาจารย์หลูตายในเงื้อมมือเขาแล้วจะจัดการอะไรไม่ได้”

ด้านนอกเขตเรือนของห้องแนะแนว ทุกคนที่เฝ้ารอกำลังพูดคุยพลางสังเกตการเคลื่อนไหวด้านใน แต่ผ่านไปหนึ่งชั่วยามยังคงไม่มีการเคลื่อนไหว สองชั่วยามผ่านไปก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว

กระทั่งหลังจากผ่านไปสี่ชั่วยาม ประตูห้องที่ปิดสนิทนั้นถึงจะเปิดออกมา…


ตอนที่ 725: เฟิ่งจิ่วเป็นใครกันแน่?


ชั่วขณะที่ประตูห้องเปิดออก เจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก รวมถึงอาจารย์หลูหันกลับไปมองทันควัน เห็นเฟิ่งจิ่วกับกวนสีหลิ่นในชุดสีฟ้าเดินออกมาพร้อมกัน สีหน้าท่าทีของสองคนเรียบเฉย ไม่มีอะไรพิเศษ แต่เมื่อเห็นสองคนเป็นเช่นนี้และไม่เห็นหมออีกสองคน หัวใจพวกเขาก็หนักอึ้งเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้

หรือว่ายังช่วยชีวิตไม่ได้? เวลาสี่ชั่วยาม ตามที่โม่เฉินพูดไว้ อาจารย์หลูคนนั้นน่าจะสิ้นใจไปตั้งแต่สองชั่วยามแล้วถึงจะถูก...

“ท่านเจ้าสำนัก ท่านรองเจ้าสำนัก คนอยู่ด้านใน ข้ากำชับหมอทั้งสองไว้แล้ว ที่เหลือพวกท่านก็จัดการตามสมควรแล้วกัน! ที่นี่คงไม่มีเรื่องอะไรอีก ข้าขอตัวกลับก่อน” เฟิ่งจิ่วกล่าวจบ ก็เดินออกไปพร้อมกวนสีหลิ่น

ครั้นทั้งสามได้ยินคำพูดเฟิ่งจิ่ว หัวใจก็เต้นสะดุด ตายแล้วจริงๆหรือ ถึงให้พวกเขาจัดการเรื่องต่อ?

พอนึกถึงตรงนี้ พวกเขารีบร้อนเดินไปข้างใน

ส่วนเฟิ่งจิ่วที่มาถึงด้านนอกบอกกวนสีหลิ่นกับเยี่ยจิงว่า “ไม่ไหวเลย เมื่อเช้าข้านอนไม่พอ ตอนนี้ยังทำงานจริงจังตั้งสี่ชั่วยาม ข้ากลับไปต้องงีบหลับพักผ่อนเสียหน่อย”

“อืม เช่นนั้นเจ้ารีบกลับไปพักผ่อนเถอะ วันนี้ข้าไม่เข้าไปรบกวนเจ้าแล้ว รอเที่ยงวันรุ่งขึ้นค่อยเข้าไปหาเจ้า” กวนสีหลิ่นยิ้มๆ แล้วบุ้ยใบ้ให้รีบกลับไป

“ได้ เช่นนั้นข้าไปก่อน”

เฟิ่งจิ่วพูดจบก็มองเยี่ยจิงที่อยากจะพูดแต่หยุดไว้ เผยรอยยิ้มกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง อาจารย์หลูไม่เป็นอะไร การผ่าตัดประสบความสำเร็จดียิ่ง เรื่องที่เหลือข้ากำชับหมอสองคนนั้นไว้แล้ว ผ่านไปสักสองวันเขาคงฟื้น หากฟื้นตัวดี ครึ่งเดือนก็ลงจากเตียงมาเดินได้”

เยี่ยจิงได้ยินเช่นนี้ หัวใจที่หวั่นๆ ในที่สุดก็ผ่อนคลายลง นางมองเฟิ่งจิ่ว ดึงๆแขนอีกฝ่ายพลางกล่าวด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณเจ้าด้วย เฟิ่งจิ่ว”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก”

เฟิ่งจิ่วโบกๆมือพลางยิ้ม หลังจากขึ้นนั่งขนนกบินก็มุ่งหน้าไปยังอาศรม ภายในใจทอดถอนใจเบาๆ รู้สึกว่าการฝึกบำเพ็ญในสำนักศึกษานี้จะยุ่งเกินไปแล้วจริงๆ มีเรื่องราวตั้งมากมาย จะนอนหลับเพื่อความงามยังยากเย็นเลย หากไม่ระวังเกรงว่าแม้แต่อาศรมอาจถูกคนระเบิดก็เป็นได้

เวลาเดียวกันนี้ เมื่อสามคนที่เข้าไปดูสถานการณ์ด้านในเห็นหมอสองคนสีหน้าขาวซีดริมฝีปากสั่นเครือเล็กน้อย ฝีเท้าที่เดิมทีจะก้าวไปข้างหน้าก็ชะงักโดยทันที

“อาจารย์หลูเป็นอย่างไรบ้าง?” เจ้าสำนักเอ่ยถาม สายตาหยุดลงบนร่างหมอสองคนนั้น

หมอสองคนเห็นพวกเขาก็ถอนหายใจเบาๆอย่าง.อดไม่ได้ สงบสติอารมณ์แล้วเอ่ยว่า “ท่านเจ้าสำนักวางใจเถอะ อาจารย์หลูไม่เป็นอะไรแล้วขอรับ”

“ไม่เป็นอะไร? ไม่เป็นอะไรจริงๆหรือ”

เสียงรองเจ้าสำนักขึ้นสูงเล็กน้อย พร้อมชี้คนบนเตียงที่นอนอยู่ด้านหลังพวกเขาอย่างค่อนข้างยากจะเชื่อ “มะ ไม่ใช่ว่าเปิดช่องบนศีรษะรึ? เช่นนี้จะไม่เป็นไรหรือ?”

ได้ยินรองเจ้าสำนักเอ่ยคำนี้ขึ้นอีกครั้ง สีหน้าของหมอทั้งสองขาวซีดบางส่วน แต่ยังคงพยักหน้า “ขอรับ เฟิ่งจิ่วบอกว่าไม่เป็นไร รักษาชีวิตไว้ได้ ผ่านไปสองวันคงฟื้น หากฟื้นตัวได้ค่อนข้างดีครึ่งเดือนก็จะลงจากเตียงได้”

อาจารย์หลูไม่เป็นไร แต่พวกเขาสองคนเกือบจะเป็นอะไรไปแล้ว

พวกเขาไม่เคยเห็นใครกล้าเปิดช่องบนศีรษะคนเลย เมื่อเห็นภาพเช่นนั้นแข้งขาก็อ่อนไปหมด รักษาชีวิตอาจารย์หลูไว้ได้ ทว่าพวกเขาสองคนที่เห็นตั้งแต่ต้นจนจบต้องฝืนประคองไว้ตลอดถึงจะไม่ตกใจจนเป็นลมไป

แม้ไม่อยากยอมรับ กลับจำต้องยอมรับว่าทักษะการแพทย์ของนักเรียนนามเฟิ่งจิ่วคนนั้นดีมากจริงๆ ทำให้พวกเขาทั้งหวาดกลัวและสั่นสะท้านตกใจในเวลาเดียวกัน

สำหรับหมอ พวกเขาชัดเจนยิ่งว่านี่เป็นวิธีรักษาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน วิธีรักษาที่คนโลกนี้ไม่รู้และควบคุมไม่ได้ ลึกๆในใจพวกเขาถึงกับเกิดความสงสัย

เฟิ่งจิ่วคนนี้เป็นใครกันแน่?


ตอนที่ 726: ล้วนแล้วแต่อารมณ์


ข่าวที่ว่าอาจารย์หลูรอดชีวิตต่อไปได้กระจายออกไปว่องไวนัก ทั้งสำนักศึกษาต่างรู้ว่าเฟิ่งจิ่วช่วยเขาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าเฟิ่งจิ่วคนที่ไม่เอาไหนสักเท่าไรจะมีทักษะการแพทย์ล้ำหน้าหมอสองท่านของสำนักศึกษา

พวกนักเรียนสงสัยมากว่าเขารักษาอย่างไร? แต่สอบถามอย่างไรก็ไม่ได้ข้อมูล เพียงรู้ว่ารักษาชีวิตอาจารย์หลูไว้ได้

นอกจากหมอทั้งสองคนแล้ว มีเพียงเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักรวมถึงอาจารย์หลี่ว์สามคนที่เข้าไปเยี่ยมอาจารย์หลูได้ ด้วยเหตุนี้แม้แต่อาจารย์คนอื่นจึงไม่รู้ว่าด้านในเป็นอย่างไรบ้าง

แตกต่างจากที่นี่ ตั้งแต่กลับอาศรมไปเฟิ่งจิ่วก็งีบหลับจนถึงเที่ยงวันต่อมา ทางห้องครัวให้คนมาส่งสำรับอาหาร เธอกับกวนสีหลิ่นรวมถึงเยี่ยจิงสามคนกินด้วยกันบนโต๊ะหินใต้ต้นไม้ที่นำมาวางไว้ใหม่ หลังจากยกอาหารบนโต๊ะออกก็วางน้ำชาพลางคุยเล่นกัน

กระทั่งเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักมาที่อาศรม เยี่ยจิงกับกวนสีหลิ่นถึงจะขอตัวออกไปก่อน

“เจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก พวกท่านมาได้อย่างไร? คงไม่มีเรื่องอะไรกระมัง?” ครั้นเห็นทั้งสอง เธอก็คิดว่ามีเรื่องวุ่นวายอะไรอีกตามสัญชาตญาณ

พวกเขาเห็นดังนั้นก็ยิ้มทันควัน “วันนี้พวกเรามาคุยกับเจ้าเสียหน่อย” ทั้งสองนั่งลง มองยังเด็กหนุ่มเบื้องหน้า

“คุยอะไรหรือ?” เธอรินน้ำชาให้คนทั้งสองพลางเอ่ยถาม

“ขออภัยที่พูดตรงๆ ด้วยชื่อเสียงภูตหมอของเจ้า ทำไมถึงมาเข้าสำนักศึกษาหมอกดาราเรา?” เจ้าสำนักถามตรงไปตรงมา

“แน่นอนว่ามาเรียนกลั่นยาขอรับ!”

เธอตอบอย่างสมเหตุสมผล จากนั้นค่อยส่ายหน้า “แต่นึกไม่ถึงว่าสำนักยาเซียนที่นี่จะมีนักเรียนคนเดียว แถมยังต้องทำคะแนนคุณงามความดี ทักษะด้านยาเซียนของอาจารย์ก็เหมือนจะไม่สูงมาก ต้องบอกว่าผิดหวังอยู่บ้างจริงๆ”

สองคนได้ยินเช่นนี้ก็ตกใจไปครู่ จากนั้นค่อยยิ้มเอ่ย “สำนักยาเซียนไม่มีอาจารย์ระดับสูง แต่เพราะสำนักศึกษาไม่มีนักเรียนเข้าร่วมการแข่งยาเซียนมาหลายปีติดต่อกัน พวกนักเล่นแร่แปรธาตุระดับสูงๆ จึงถูกสำนักศึกษาอื่นแย่งไปเท่านั้น”

“นอกจากนักเล่นแร่แปรธาตุสองคน อันที่จริงยามนี้สำนักยาเซียนมีบรรพชนนักเล่นแร่แปรธาตุอีกคน เพียงแต่ฐานะเขาไม่ธรรมดา ปกติจะไม่ออกมาสอน นักเรียนจึงมีนักเล่นแร่แปรธาตุสองคนคอยสอนกลั่นยาเซียน”

“บรรพชนนักเล่นแร่แปรธาตุ?” แววตาเธอสั่นระริกเล็กน้อย ถามว่า “ผู้ชายที่สวมชุดขาวราวเทพจุติคนนั้นใช่หรือไม่?”

เธอแค่เคยเห็นเจ้าหมอนั่นกลั่นยาเซียน ซ้ำยังเป็นยาอายุวัฒนะที่ระดับไม่ได้ต่ำ เดาว่าเขาคงเป็นอาจารย์ อาจเป็นบรรพชนนักเล่นแร่แปรธาตุคนนั้นที่ทั้งสองเอ่ยถึงกระมัง?

“ชุดขาวเทพจุติ?”

เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักมองหน้ากัน อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอก ท่านนั้นที่เจ้าพูดถึงคงเป็นคุณชายโม่เฉิน เขาเป็นแขกของเรา ไม่ใช่นักเล่นแร่แปรธาตุในสำนักศึกษา แต่ทักษะเขาในด้านยาเซียนโดดเด่นมากจริงๆ แม้แต่ภายในแคว้นระดับหนึ่งยังมีคนเช่นเขาน้อยนัก”

กล่าวถึงตรงนี้ เจ้าสำนักก็ยิ้มๆ กล่าว “วันนี้ที่เข้ามา นอกจากจะขอบคุณเจ้า ยังอยากถามเสียหน่อยว่าเจ้าต้องการรางวัลอะไร ขอแค่สำนักศึกษามี พวกเราก็รับปากได้ทั้งนั้น”

เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ ก็ยิ้มพลางเลิกคิ้ว “รางวัลก็ให้แล้วไม่ใช่หรือ? เตรียมอาหารให้ข้าในสำนักศึกษาวันละสามมื้อก็พอแล้ว”

ได้ยินคำพูดนี้ คนทั้งสองตกใจเบาๆ “ได้อย่างไรเล่า? เช่นนี้…” ยังเอ่ยไม่ทันจบก็เห็นอีกฝ่ายโบกๆมือตัดบทพวกเขา

“ข้าบอกว่าได้ก็ได้ เพียงแต่ตัวตนภูตหมอนี้พวกท่านต้องเก็บเป็นความลับอย่างดี อย่าพูดออกไปเป็นพอ ข้าไม่อยากให้มีคนวิ่งมาขอร้องขอยาอะไรไม่เว้นวัน”

ทั้งสองคนได้ยืนยันนิสัยแปลกๆของเขาอีกครั้ง เป็นจริงดังที่ภายนอกเล่าลือ เขาช่วยคนล้วนแล้วแต่อารมณ์ทั้งนั้น


ตอนที่ 727: เจ้าเด็กนั่นหน้าไม่อายเสียจริง


“เจ้าวางใจเถอะ พวกเรารู้แล้ว”

ทั้งสองยิ้มรับรอง ในใจปลงอนิจจังไม่สิ้นสุด แม้บอกว่าภูตหมอช่วยคนตามอารมณ์ แต่ไม่บอกไม่ได้ว่าเขาช่วยชีวิตอาจารย์หลูได้โดยไม่คิดเล็กคิดน้อย ซ้ำยังไม่แก้แค้นเอาคืนกัน จิตใจเช่นนี้ก็มากพอจะทำให้พวกเขาชื่นชมแล้ว

สุดท้ายแม้ทั้งสองไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องรางวัลอีก แต่ยังจำเรื่องนี้ไว้ในใจ พยายามอำนวยความสะดวกให้เขาด้วยวิธีอื่นๆ หลังจากนั่งคุยเล่นกันสักพัก ทั้งสองถึงจะลุกขึ้นบอกลา ก่อนจะไปเหมือนนึกเรื่องอะไรได้ รองเจ้าสำนักจึงหันกลับไป

“เฟิ่งจิ่ว ข้าได้ยินว่าโอวหยางซิวเอ่ยท้าประลองกับเจ้าหรือ?”

“ขอรับ คล้ายว่าจะมีเรื่องนี้” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า

เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักได้ยินคำพูดนี้ มุมปากก็กระตุกเล็กน้อย จากคำพูดเขา ชัดเจนว่าไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลย แต่ถึงเขาไม่สนใจ โอวหยางซิวคนนั้นไม่แน่ว่าจะไม่สน เดาว่าคงกำลังเตรียมตัวพบกับเขาบนลานประลองวายุเมฆาในอีกสามวันแล้ว!

“อืม เอาเช่นนี้แล้วกัน! หากมีปัญหาอะไรที่แก้ไขไม่ได้ก็เข้ามาหาพวกเรา” ทั้งสองกล่าวจบ ถึงค่อยเหยียบขึ้นกระบี่บินออกไป

รอจนพวกเขาจากไปแล้ว เฟิ่งจิ่วหยิบป้ายคำสั่งอันนั้นที่เจ้าสำนักทิ้งไว้ให้เธอขึ้นมาดู บอกว่าหากมีของสิ่งนี้เธอจะเข้าออกสำนักศึกษาได้ตามใจชอบ หนำซ้ำมีป้ายคำสั่งนี้ในมือยังมีประโยชน์อีกมากมาย

“ได้กำไรจริงๆ ช่วยอาจารย์หลูไม่เพียงห้องครัวจะทำกับข้าวให้ ซ้ำยังได้ของเช่นนี้มาอีก ช่างคุ้มค่าเสียจริงๆ” เธอยิ้มตาหยี เก็บป้ายคำสั่ง แล้วกลับไปฝึกบำเพ็ญภายในอาศรม

เฟิ่งจิ่วไม่ได้เก็บเรื่องท้าประลองมาใส่ใจ ทว่าโอวหยางซิว สามวันผ่านไปเขาในชุดสำนักศึกษาสีขาวมารอบนลานประลองวายุเมฆาตั้งแต่เช้า ด้านล่างมีนักเรียนสำนักพลังวิญญาณและสำนักพลังเร้นลับรวมตัวกันเต็มไปหมด แต่ละคนเต็มไปด้วยความเฝ้ารอคอย

แม้พวกเขาคิดว่าเฟิ่งจิ่วคนนั้นไม่กล้ามาประลองที่นี่ แต่ในใจยังคาดหวังว่าเขาจะมา เช่นนี้พวกเขาจะได้เห็นสภาพที่เขาถูกโอวหยางซิวจัดการ

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เหล่านักเรียนที่รอชมการประลองยิ่งมารวมตัวกันมากขึ้น โอวหยางซิวบนลานประลองยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ส่วนเด็กหนุ่มชุดฟ้ากลับไม่เห็นแม้เงา…

“เฟิ่งจิ่วคงไม่ใช่จะไม่มากระมัง?”

“เป็นไปได้ เจ้าเด็กนั่นดูเป็นคนไม่เอาไหน เขาเคยได้ยินความเก่งกาจของศิษย์พี่โอวหยางซิว จะยังกล้ารับคำท้าอีกหรือ?”

“จริงด้วย เดาว่าคงไม่กล้ารับคำท้าและไปซ่อนตัว”

“น่าเสียดาย ข้ายังอยากเห็นเขาโดนศิษย์พี่โอวหยางซิวจัดการนะ!”

นักเรียนคนหนึ่งได้ยินเสียงพูดคุยจากทุกคน ก็กดเสียงเบากล่าวว่า “คำพวกนี้พวกเจ้าคุยกันที่นี่เป็นพอ อย่าให้พวกอาจารย์ได้ยินเชียว มิเช่นนั้นก็เตรียมรับโทษหนัก”

“ทำไมรึ หรือว่าไม่ให้พูด?” อีกคนหนึ่งไม่สนใจเท่าไร

“พวกเจ้ายังไม่ได้ยินหรือ เมื่อเช้านี้อาจารย์หลูฟื้นแล้ว ตอนนี้พวกอาจารย์ยอมรับในทักษะการแพทย์ของเฟิ่งจิ่วอย่างสุดใจ แต่ละคนต่างพูดปกป้องเขา หากพวกเขาได้ยินเราบอกว่าอยากให้เฟิ่งจิ่วโดนเล่นงาน จะไม่จัดการพวกเราได้หรือ?”

“หา? อาจารย์หลูฟื้นแล้วจริงหรือ”

“ใช่! ฟื้นแล้ว เมื่อเช้าเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักเข้าไปดู”

“นึกไม่ถึงเลย! เจ้านั่นเก่งจริงๆ”

“นั่นสิ เล่ากันว่าวันนั้นหมอสองคนของสำนักศึกษาแค่เป็นผู้ช่วยให้เขา จิ๊ ได้หน้าไปมากโขเลย หมอของสำนักศึกษาที่แม้ตระกูลข้าอยากเชิญยังเชิญไปไม่ได้ กลับไปเป็นผู้ช่วยให้เจ้านั่นเสียนี่”

“นี่ๆๆ ไม่ต้องพูดแล้ว พวกเจ้าดูสิ ศิษย์พี่โอวหยางซิวไปแล้ว” คนหนึ่งด้านล่างพูดขึ้น แล้วสื่อให้คนข้างกายมองคนที่เหยียบกระบี่บินไปยังสำนักยาเซียน


ตอนที่ 728: เจ้ามาทำอะไรที่นี่?


“คงไม่ได้ไปหาเรื่องเฟิ่งจิ่วที่นั่นกระมัง?”

“ถุย! หากเจ้าเด็กนั่นซ่อนตัวอยู่ในอาศรม เดาว่าศิษย์พี่โอวหยางไปก็เปล่าประโยชน์ เขตอาคมที่นั่นเสริมความแข็งแกร่ง ว่ากันว่าหากเจ้าเด็กนั่นกำลังหลับจะวางเขตอาคมกันเสียงไว้ ไม่ว่าด้านนอกเสียงดังเพียงใด ข้างในถึงฟ้าผ่าก็ยังไม่ขยับ”

“ไปๆๆ ไปดูเสียหน่อย”

เหล่านักเรียนสนทนากัน แต่ละคนตามหลังไปยังอาศรมของเฟิ่งจิ่ว

กวนสีหลิ่นได้ยินข่าวยังไม่สนใจ คนชื่อโอวหยางซิวนั่นไปก็ไม่มีประโยชน์ เสี่ยวจิ่วไม่ได้อยากสู้กับเขาเลย ยิ่งไปกว่านั้นวรยุทธ์ระดับสร้างรากฐานขั้นกลางก็ไม่น่าเป็นคู่ต่อสู้เสี่ยวจิ่วได้

ข่าวว่าโอวหยางซิวไปหาเฟิ่งจิ่วถึงอาศรมกระจายไปอย่างรวดเร็ว เหล่าอาจารย์กับเจ้าสำนักรวมถึงรองเจ้าสำนักได้ยินข่าวแต่ไม่ได้สนใจ คิดว่าเรื่องนี้ปล่อยพวกคนหนุ่มสาวแก้ปัญหากันเองดีกว่า

เป็นดังทุกคนคาดการณ์ไว้ โอวหยางซิวมาถึงอาศรมเฟิ่งจิ่ว แน่นอนว่าไม่เห็นแม้แต่คน สามสัตว์อสูรที่เฝ้านอกอาศรมเพียงชำเลืองมองเขาแล้วแยกย้ายไปหาที่เดินเล่น

เมื่อไม่เห็นตัวเฟิ่งจิ่ว โอวหยางซิวไม่กลับไป แต่นั่งลงขัดสมาธิด้านนอกอาศรม เริ่มหลับตาฝึกจิต คิดจะเฝ้าอยู่ที่นี่จนกว่าเขาจะออกมา

เมื่อเยี่ยจิงที่ได้ยินข่าวมาถึง เห็นเขานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าอาศรมและไม่มีท่าทีว่าจะจากไป นางลังเลสักพัก สุดท้ายยังคงเข้าไปเรียก “ศิษย์พี่โอวหยาง”

ทั้งสำนักศึกษาต่างรู้ว่าเขาชอบพอนาง แต่นางไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น เยี่ยจิงคิดเหมือนพวกนักเรียนว่าเขาจะประลองกับเฟิ่งจิ่วเพราะตัวเอง

ทั้งที่นางเคยบอกเขาไปตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ได้รู้สึกอะไรด้วย เขาก็เคยบอกว่ารู้ว่าตนเองต้องทำอย่างไรต่อจากนี้ แต่ทำไมถึงยังท้าประลองกับเฟิ่งจิ่ว?

โอวหยางซิวที่หลับตาลืมตาขึ้น มองเยี่ยจิงตรงหน้า ไม่รอนางเอ่ยปากก็กล่าวว่า “ข้าท้าประลองกับเขาไม่ใช่เพราะเจ้า”

เยี่ยจิงได้ยินดังนี้ก็ถอนหายใจโล่งอกพร้อมเอ่ยเสียงเบา “เขาคงไม่รับคำท้า การรับคำท้าสำหรับเขาคือปัญหายุ่งยาก คนอย่างเขานั้นเกลียดความยุ่งยากนัก”

“เหมือนเจ้าจะเข้าใจเขามาก” เขามองนางนิ่งๆ ถามว่า “เจ้าชอบเขาหรือ?”

เยี่ยจิงยิ้มน้อยๆ “เขาเป็นเพื่อนข้า”

“เช่นนั้นเจ้าควรแนะนำให้เขาออกมาประลองกับข้าเสีย มิเช่นนั้นข้าจะไม่กลับไป” เขากล่าวเสียงเข้ม สายตาหยุดลงบนอาศรมเบื้องหน้า ตอนที่พบหนุ่มน้อยครั้งแรก ก็แค่อยากเห็นเสียหน่อยว่าเฟิ่งจิ่วคนนี้เป็นคนเช่นไรกันแน่

ทว่าหลังจากเห็นเขา กลับมีความรู้สึกชั่ววูบว่าอยากจะประลองด้วย สัญชาตญาณบอกเขาว่าเฟิ่งจิ่วไม่ใช่นักเรียนทั่วไป!

เยี่ยจิงส่ายหน้า “เรื่องนี้ข้าทำไม่ได้ หากเจ้าจะรอที่นี่ก็รอไปเถอะ! แต่สุดท้ายเจ้าก็มาแค่เสียเวลาอยู่ที่นี่เท่านั้น” นางพูดจบก็มองอาศรม หมุนตัวออกไปไม่อยู่ต่ออีก

โอวหยางซิวเห็นเช่นนั้นก็หลับตาลง ไม่สนใจนาง แต่นั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญเงียบๆ

พวกนักเรียนที่ตามมาเห็นดังนั้นจึงทยอยกันออกไป

ดูท่าทางนักเรียนโอวหยางคิดจะเฝ้าอยู่หน้าอาศรม แต่เฟิ่งจิ่วคนนั้นท่าทางจะไม่ออกมา สองคนนี้มีเวลาให้เสียไปที่นี่ ทว่าพวกเขาไม่มี

ถึงเวลาอาหารเย็น เขตอาคมเปิดออก เฟิ่งจิ่วในชุดสีฟ้าเดินบิดขี้เกียจออกมา เมื่อเห็นร่างนั้นนั่งอยู่หน้าอาศรมก็สะดุ้งตกใจ

“โอวหยางซิว? เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” เธอเบิกตาโตเอ่ยถาม


ตอนที่ 729: ผู้ที่กลับมายามค่ำคืน


โอวหยางซิวมองหนุ่มน้อยชุดฟ้าที่เดินออกมา กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ข้าท้าประลองเจ้าไว้ ลืมแล้วหรือ?”

เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็ฉีกยิ้ม “ไม่ลืมหรอก แต่ข้าไม่ได้รับปากนี่!”

ได้ฟังแล้วเขาผุดลุกยืนขึ้น สายตาคมกริบคาดคั้นหนุ่มน้อยชุดฟ้าตรงหน้า “กำลังเจ้าไม่ได้อ่อนแอ ทำไมถึงไม่รับคำท้าข้า?”

“ไม่รับก็คือไม่รับ ไหนเลยต้องมีเหตุผลมากมาย?” เธอกลอกตาก่อนเดินผ่านเขามานั่งลงยังโต๊ะหินใต้ต้นไม้ สองมือวางลงเคาะบนโต๊ะเบาๆ สายตาก็มองไปทิศทางที่อาหารจะมาส่ง

โอวหยางซิวเห็นเช่นนี้ พลังวิญญาณบนร่างปั่นป่วน คิดจะบังคับให้อีกฝ่ายสู้ แต่เมื่อพลังวิญญาณบนร่างพรั่งพรู ยังไม่ทันเข้าใกล้เด็กหนุ่มชุดฟ้าที่นั่งใต้ต้นไม้ก็ได้ยินเสียงเรียกอย่างเฉยเมย

“เสี่ยวเฮย”

สิ้นเสียงเกียจคร้านนั้น ก็เห็นหมีดำตัวใหญ่ที่เดิมทีหมอบอยู่นิ่งๆ พลันลุกขึ้นกระโจนมาทางเขาด้วยท่าทางดุร้าย ทำให้เขาเกือบหลบไม่ได้ในทันที

เขายกแขนเสื้อขึ้นมองรอยสองสามรอยที่โดนกรงเล็บตะปบขาด แววตาคมปลาบสั่นไหว ชั่วเวลาต่อมาก็โจมตีไปทางหมีดำตัวใหญ่ตัวนั้น

ใต้ต้นไม้ เฟิ่งจิ่วยกมือขึ้นเท้าคาง หันมองการต่อสู้ระหว่างคนกับหมีเล็กน้อย

ท่ากายของโอวหยางซิวว่องไว โจมตีดุดัน แม้ต่อสู้ด้วยมือเปล่า แต่กลิ่นอายพลังวิญญาณที่เอ่อล้นระหว่างสองมือกลับเป็นดั่งกระบี่คม ส่งเสียงฟึ่บฟั่บกลางอากาศอย่างเฉียบคมหาได้เปรียบ

“โฮก!”

เสี่ยวเฮยคำราม แรงกดดันของอสูรศักดิ์สิทธิ์จู่โจมออกไป ทำเอาเขาตกใจจนถอยหลังไปสองสามก้าวทันที

โอวหยางซิวสีหน้าคร่ำเครียดเล็กน้อย แม้เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน แต่ยามเผชิญหน้าอสูรศักดิ์สิทธิ์ยังทำได้แค่ฝืนโต้กลับ ภายใต้แรงกดดันของอสูรศักดิ์สิทธิ์ ร่างกายถูกแรงกดดันที่เห็นได้ด้วยตาเปล่านั้นสะเทือนจนแข็งทื่อ ความเร็วจึงชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด

เสี่ยวเฮยมีคำสั่งจากเฟิ่งจิ่ว จะไม่ทำร้ายเขาจริงๆ ด้วยเหตุนี้จึงแค่กำลังแกล้งเขาเล่นเท่านั้น

ที่ใต้ต้นไม้ เมื่อเฟิ่งจิ่วเห็นว่าคนส่งอาหารมาถึงตรงหน้าไม่ไกล ดวงตาก็เป็นประกาย ร่างหายวับพุ่งไปทางคนคนนั้น หลังจากรับกล่องข้าวสามชั้นใส่อาหารจากมือเขามา ก็กลับเข้าอาศรมและปิดเขตอาคมทันที

โอวหยางซิวเห็นเช่นนี้ก็โกรธจัด “เฟิ่งจิ่ว! เจ้าออกมา!”

เขาไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน ท้าประลองกับใครคนหนึ่งแต่นึกไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามจะซ่อนตัวไม่ยอมสู้ ทั้งยังสั่งอสูรสัตว์เลี้ยงมารับคำท้า หนำซ้ำอสูรสัตว์เลี้ยงก็ไม่ใช่ระดับธรรมดา แต่เป็นระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ มีกำลังต่อสู้เทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง ระดับสร้างรากฐานขั้นกลางเช่นเขาจะสู้ได้อย่างไร!

เหล่าไป๋ที่กำลังเดินลอยชายถูกผ้ามัดปากไว้ เฟิ่งจิ่วผูกไว้โดยเฉพาะเพื่อกันไม่ให้มันพูด ยามนี้มันเห็นโอวหยางซิวมีสภาพน่าอับอายหลังจากต่อสู้กับเสี่ยวเฮย ปากก็ส่งเสียงงึมงำฟังไม่ชัด

โอวหยางซิวฟังไม่เข้าใจ หากฟังเข้าใจคงรู้ว่ามันกำลังพูดว่า ‘แม้แต่เสี่ยวเฮยยังสู้ไม่ได้ยังอยากจะประมือกับนายท่าน? หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ’

สุดท้าย ภายใต้การขับไล่ไสส่งของเสี่ยวเฮย โอวหยางซิวก็จากไปอย่างขุ่นเคือง

ครั้งแรกที่พบเฟิ่งจิ่ว เขาแค่อยากเห็นเสียหน่อยว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนเช่นไรกันแน่ แต่หลังจากเห็นเด็กหนุ่ม เขาก็เกิดใจร้อนอยากประลองกับเฟิ่งจิ่ว

รอบนลานประลองตั้งครึ่งวันกว่ายังไม่เห็นตัวคน เขามาดักเจอหน้าอาศรม ไหนเลยจะรู้ว่าสุดท้ายอีกฝ่ายจะให้หมีดำตัวใหญ่มาไล่กวดเขา นี่ไม่เพียงทำลายความตั้งใจที่จะสู้กับเฟิ่งจิ่วไม่ได้ กลับทำให้ความตั้งใจของเขายิ่งมากล้น

วันนี้ไม่มีโอกาสไม่เป็นไร เขาต้องหาโอกาสประลองกับเฟิ่งจิ่วให้ได้!

ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง ทว่ายามนี้ มีร่างหนึ่งมาถึงประตูด้านข้างสำนักพลังวิญญาณของสำนักศึกษาภายใต้การคุ้มกันของคนกลุ่มหนึ่ง…


ตอนที่ 730: ผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งกลับมาแล้ว


คนสวมชุดคลุมสีม่วงหยุดฝีเท้าลงตรงประตูข้างของสำนักพลังวิญญาณ หันกลับไปบอกกลุ่มคนที่มาคุ้มกันว่า “พวกเจ้ากลับไปเถอะ!”

“ขอรับ” คนกลุ่มนั้นขานรับ เมื่อเห็นเขาก้าวเข้าสำนักศึกษาหลังจากหยิบป้ายหยกแสดงตัวตนออกมา ถึงจะหมุนตัวจากไป

ยามนี้แม้บอกว่าท้องฟ้าค่อยๆมืดลง แต่ภายในสำนักพลังวิญญาณยังคงมีนักเรียนไม่น้อยเดินไปมา จับกลุ่มคุยเล่นกันสามถึงห้าคน เมื่อพวกเขาเห็นร่างนั้นปรากฏในสำนักพลังวิญญาณ นักเรียนที่เดิมทีนั่งบนพื้นหญ้าต่างพากันลุกขึ้น แล้วคารวะไปทางเขาด้วยความนบนอบ

“คารวะศิษย์พี่เนี่ย”

“ศิษย์พี่เนี่ย ท่านกลับมาแล้ว”

“ศิษย์พี่เนี่ย ท่านกลับมาได้พอดีเหลือเกิน”

เหล่านักเรียนพากันล้อมเข้ามา แม้พวกเขาเป็นนักเรียนสำนักพลังวิญญาณ แต่เมื่อเห็นคนคนนี้ แต่ละคนยังอดเผยท่าทีเคารพและเอาอกเอาใจไม่ได้

เพราะเขาไม่เพียงเป็นนักเรียนระดับสวรรค์ในสำนักพลังวิญญาณ แต่ยังเป็นนักเรียนอันดับหนึ่งในบรรดาสิบผู้มีพรสวรรค์ของสำนักศึกษา เนี่ยเถิง!

นอกจากเป็นอันดับหนึ่งในสำนักศึกษาหมอกดารา เขายังเป็นรัชทายาทแห่งแคว้นเหินเวหา เป็นนักเรียนที่พวกเจ้าสำนักคาดหวังไว้สูงยิ่ง เจ้าสำนักเคยบอกว่าในหมู่นักเรียนของสำนักศึกษาหมอกดารา เนี่ยเถิงมีความหวังที่จะบรรลุเป็นผู้ฝึกตนวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลังภายในห้าสิบปีมากที่สุด

และเพราะเช่นนี้เอง เขาจึงมีผู้สนับสนุนมากมายภายในสำนักศึกษา ไม่ว่าสำนักพลังวิญญาณหรือสำนักพลังเร้นลับ ล้วนมีนักเรียนที่แอบพึ่งใบบุญเขาอยู่

แม้สำนักศึกษาจะเปิดเรียนมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เล่ากันว่าเขามีเรื่องบางอย่างรั้งไว้ ถอนตัวกลับมาสำนักศึกษาไม่ได้ชั่วคราว ด้วยเหตุนี้ถึงเลื่อนเวลากลับสำนักศึกษาออกไป

ยามนี้ผู้คนเห็นเขากลับมา แต่ละคนก็เต็มไปด้วยความยินดี ต่างพากันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นภายในสำนักศึกษาระหว่างที่เขาไม่อยู่ให้ฟัง

“ศิษย์พี่เนี่ย เฟิ่งจิ่วคนนั้นเข้ามาเวลาสั้นๆแค่ไม่กี่เดือน ก็แทบจะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลของสำนักศึกษานี้ไปแล้ว หากเอ่ยชื่อเขาถึงขั้นที่ไม่มีใครไม่รู้จัก”

เนี่ยเถิงที่เดินไปด้านในท่ามกลางกลุ่มคนทั้งเย็นเยือกและเฉยชา เดิมทีเพียงฟังคนข้างกายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เงียบๆ ทว่าเมื่อได้ยินชื่อนั้น หัวใจเขาก็สั่นสะท้าน ฝีเท้าพลันหยุดลง สายตาเฉียบคมมองนักเรียนที่พูดคนนั้นทันควัน

“เจ้าบอกว่าใครนะ? เฟิ่งจิ่ว?”

“ใช่ เป็นเฟิ่งจิ่ว เจ้าเด็กนั่นเป็นนักเรียนใหม่ของสำนักยาเซียนปีนี้ แต่กลับทำให้พวกเจ้าสำนักกับรองเจ้าต่างสนใจเขา”

“ใช่แล้ว ความโดดเด่นของเขาตอนนี้แทบจะแซงหน้าสิบผู้มีพรสวรรค์ไปแล้ว”

“สามวันก่อนศิษย์พี่โอวหยางเอ่ยท้าประลองเขา นัดกันสู้บนลานประลองวายุเมฆา ใครจะรู้ว่าเขากลับซ่อนตัวเป็นเต่าหดหัวในกระดอง อยู่ในอาศรมไม่กล้าออกมาเจอคน”

“เจ้านั่นรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของศิษย์พี่โอวหยาง ถึงไม่กล้ารับคำท้าแน่ๆ”

“หากเขารู้ว่าศิษย์พี่เนี่ยผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งของสำนักศึกษาเรากลับมา คงกลัวจนหลบในอาศรมไม่กล้าออกมาเป็นแน่”

“ฮ่าๆๆ ใช่ๆ”

นักเรียนข้างกายพวกนั้นกำลังพูดอะไร เนี่ยเถิงไม่ได้ยินแล้ว ห้วงความคิดเขามีเสียงดังสนั่น และมีเพียงข้อความเดียวดังก้อง

เฟิ่งจิ่ว… นึกไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนั้นจะอยู่ในสำนักศึกษาหมอกดารา!

หนำซ้ำยังแต่งตัวเป็นชายปะปนเข้ามา? เป็นนางจริงๆ? หรือแค่มีชื่อแซ่เดียวกันเท่านั้น?

ยามนี้ หัวใจที่สงบเงียบมาเนิ่นนานเต้นแรงอีกครั้งเพราะได้ยินข่าวนาง ทั้งเฝ้ารอ ตื่นเต้น และสุขใจ ความยินดีเข้ามาเติมเต็มหัวใจของเขาอย่างยากจะยับยั้งได้

ทำให้เขาอยากจะไปที่ที่นางอยู่เสียเดี๋ยวนี้ ไปดูสักหน่อยว่าคนคนนั้นคือหญิงคนที่ทำให้เขาทั้งรักทั้งแค้น อยากจะลืมกลับลืมไม่ลงหรือไม่?


ตอนที่ 731: พบชายปลิ้นปล้อนกลางถนน


เช้าตรู่วันต่อมา เนี่ยเถิงที่เปลี่ยนมาสวมชุดนักเรียนมายังยอดเขาสำนักยาเซียนภายใต้การนำทางของนักเรียนคนหนึ่ง

เขาไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ แค่มองอยู่ไกลๆ อากาศในป่าเขายามเช้าหอมสดชื่น ใบไม้พลิ้วไหวเบาๆ ท่ามกลางสายลม นกน้อยที่หยุดลงบนกิ่งไม้กระโดดโลดเต้นอย่างเริงร่าพร้อมขานร้องเจื้อยแจ้ว

อาศรมนั้นเงียบเชียบ ไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าอาศรมมีหมีดำตัวใหญ่นั่งเฝ้า และยังมีม้าประหลาดนอนส่ายหางอยู่บนพื้นหญ้า

ยามเห็นม้าขาวที่แสนคุ้นเคยตัวนั้น ม่านตาเขาหดลงเล็กน้อย หัวใจสั่นไหว

เป็นนางจริงๆ!

แม้ไม่เห็นคน แต่ม้าชื่อเหล่าไป๋ตัวนั้นอยู่ตรงนั้น นางต้องอยู่ที่นี่แน่นอน

เดิมนึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีก กลับนึกไม่ถึงว่าเมื่อพบอีกครั้งจะอยู่ในสำนักศึกษาเดียวกัน ซ้ำยังกลายเป็นนักเรียนสำนักศึกษาเดียวกับนาง ยามนี้หัวใจที่เดียวดายของเขาเหมือนมีชีวิตชีวา เริ่มเต้นขึ้นมาอีกครั้ง

เขาไม่ได้อยู่นานนัก หลังจากมั่นใจก็หมุนตัวจากไป

เขาไปได้ไม่นานมากนัก เฟิ่งจิ่วในอาศรมถอดชุดสีฟ้าเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมสีแดง หลังจากกำชับสามสัตว์อสูรให้อยู่เฝ้าอาศรม ก็มุ่งหน้าไปยังสำนักพลังเร้นลับและสำนักพลังวิญญาณ คิดจะไปตามพี่ชายกับเยี่ยจิงออกจากสำนักศึกษาไปเดินเล่นด้วยกัน

ทว่าเมื่อมาถึงสำนักพลังเร้นลับ กลับได้รู้ว่าพี่ชายไปเรียนการต่อสู้กับนักเรียนสำนักพลังเร้นลับแล้ว เธอจึงมาเรือนของเยี่ยจิงที่สำนักพลังวิญญาณ

“เฟิ่งจิ่ว? เจ้ามาได้อย่างไร?” เยี่ยจิงประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นนาง

เธอขยิบตาไปทางเยี่ยจิง เอ่ยว่า “ข้ามาถามว่าเจ้าจะไปเดินเล่นในเมืองกับข้าหรือไม่?” ระหว่างพูดก็โยนๆป้ายคำสั่งในมือเล่น

เยี่ยจิงแปลกใจอยู่บ้าง “เจ้าได้ป้ายคำสั่งจากเจ้าสำนักมาหรือ?”

“เจ้าสำนักมอบให้ข้า จะไปหรือเปล่า?”

“ไปสิ ไปแน่นอน” นางยิ้มเอ่ย “เจ้ารอข้าสักครู่ ข้าจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า” กล่าวจบก็เข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ทั้งสองมาถึงภายในเมืองซิงอวิ๋น ด้วยรูปโฉมโดดเด่นบุคลิกสง่างาม แค่ปรากฏตัวก็ดึงดูดสายตาคนสัญจรไปมาไม่น้อย แม้ภายในเมืองนี้จะรวบรวมผู้โดดเด่นจากแต่ละที่ไว้ แต่หน้าตาท่าทางของทั้งสองก็ยังทำให้เป็นดั่งกระเรียนในฝูงไก่ สะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง

“หาที่กินอาหารก่อนค่อยเดินเล่นเถอะ” เฟิ่งจิ่วกล่าว สิ่งที่นึกถึงในทีแรกไม่ใช่อย่างอื่น แต่เป็นอาหารรสเลิศ

“ข้าค่อนข้างคุ้นเคยภายในเมือง ข้าจะพาเจ้าไปแล้วกัน! มีแต่อาหารดั้งเดิมที่สุดของที่นี่ทั้งนั้น” เยี่ยจิงพูดพลางพาเฟิ่งจิ่วข้ามถนนใหญ่ไปยังอีกตรอกหนึ่ง

เมื่อผ่านตรอกไป มีชายวัยกลางคนร่างผอมสูงเดินสวนมาด้านหน้า สวมชุดผ้าแพรหรูหรา เดินไปพลางมองแผงลอยที่วางเรียงรายบนพื้นตรอกไปพลาง เมื่อเห็นสองคนเบื้องหน้า ดวงตาพลันเป็นประกาย สายตาหยุดมองบนร่างเยี่ยจิงในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนนุ่มนวลน่าหลงใหล

แม้เป็นตรอกแต่ก็ไม่เล็ก หากตัดที่วางแผงลอยบนพื้นสองฝั่งไป ตรงกลางยังเดินเรียงหน้ากระดานได้ประมาณสามคน เยี่ยจิงกับเฟิ่งจิ่วสองคนเดินไปพลางพูดคุยกัน

สายตาเฟิ่งจิ่วสนใจแผงลอยพวกนั้นบนพื้น เห็นว่าสิ่งที่วางขายบนแผง นอกจากของเล็กๆน้อยๆ ยังมีพวกสมุนไพรด้วย

เยี่ยจิงแม้มองไปเบื้องหน้า ยังสังเกตเห็นสายตาจากชายวัยกลางคนร่างผอมสูงคนนั้น แต่ว่าไม่ได้สนใจ เมื่อเดินไปเผชิญหน้ากันก็เอี้ยวตัวผ่าน ขยับก้าวไปทางเฟิ่งจิ่วเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยงชายวัยกลางคน

ทว่าสองคนที่เดิมไม่น่าชนกัน ขณะนางเบี่ยงตัวผ่าน ชายวัยกลางคนกลับยกแขนขึ้นเอี้ยวกายเล็กน้อยจะชนหน้าอกนางด้วยท่าทางเหมือนไม่ได้ตั้งใจ

เยี่ยจิงเห็นเช่นนี้ก็รีบเอนตัวไปทางเฟิ่งจิ่วเพื่อหลบมือที่เฉียดผ่านมา นางโกรธเคืองเล็กน้อย หันกลับไปมองคนคนนั้นอย่างเกรี้ยวกราด


ตอนที่ 732: ดูข้านะ


“เป็นอะไรไป?”

เฟิ่งจิ่วหันกลับมามองเยี่ยจิง เห็นนางมองชายร่างสูงโปรงที่สาวก้าวเดินไปไกลอย่างขุ่นเคือง สายตาจึงหยุดพินิจมองร่างคนคนนั้น

“ไม่มีอะไร ไปกันเถอะ!” เยี่ยจิงกดโทสะในใจไว้ เอ่ยพลางดึงสายตากลับมา

เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพราะไม่ได้สังเกตจึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่เห็นนางไม่บอก คิดว่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยไม่ได้ถามอะไรมากอีก

ทว่าเมื่อสองคนเดินกลับไปอีกครั้งหลังกินอาหาร คิดจะไปดูร้านยาทิพย์เสียหน่อย ก็ยังพบชายวัยกลางคนร่างผอมสูงคนก่อนหน้านั้นบนถนนใหญ่อีก

ตรงแผงลอยบนถนนใหญ่มีหญิงอ้วนท้วนอายุสามสิบกว่าสวมชุดกระโปรงสีสันสดใสกำลังเท้าสะเอวชี้พ่อค้าหาบเร่พลางด่ากราด บริเวณรอบๆมีคนไม่น้อยมามุงดู ชายวัยกลางคนร่างผอมสูงก็เบียดเสียดไปมาข้างกายเหล่าหญิงสาวตรงข้างทาง พร้อมยกมือชนหน้าอกพวกนางด้วยท่าทางเหมือนไม่ได้ตั้งใจ

เฟิ่งจิ่วเห็นภาพเช่นนี้ แววตาเย็นเยียบเล็กน้อย สักพักก็นึกถึงตอนที่เบี่ยงตัวผ่านในตรอกก่อนหน้านี้ ชายวัยกลางคนต้องใช้วิธีนี้เอาเปรียบเยี่ยจิงเป็นแน่ เป็นไปตามคาด มองเยี่ยจิงข้างกายก็เห็นสีหน้านางเย็นชาขึ้นมาเช่นกัน

“คนเช่นนี้ เจอหนึ่งครั้งต้องสั่งสอนหนึ่งครั้ง ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ หากรู้คงทำให้เขาออกจากตรอกนั้นไม่ได้แน่” เฟิ่งจิ่วกล่าว สายตาหยุดลงบนร่างชายวัยกลางคนร่างผอมสูงคนนั้น

“ข้าหลบแล้ว แต่ยังโมโหนิดหน่อย”

หน้าตาเยี่ยจิงโดดเด่นไม่เลว แต่เพราะมีฐานะดี รวมถึงมีวรยุทธ์ติดตัว คนปกติจึงไม่กล้าเอาเปรียบนาง และนางก็ไม่เคยเจอชายปลิ้นปล้อนที่มีอายุเช่นนี้

ในความคิดนาง เป็นถึงคนมีอายุแล้ว อย่างไรก็ไม่น่าทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนี้ ทว่าชัดเจนมากว่านางแค่ไม่เคยเจอเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนเช่นนี้อยู่

“เจ้าดูข้านะ”

เฟิ่งจิ่วเผยรอยยิ้มให้นาง สาวก้าวเดินไปยังฝูงชนที่คึกคักเบื้องหน้าแล้วเบียดเสียดเข้าไป จนมาถึงข้างกายชายวัยกลางคนร่างผอมสูง เห็นเขากำลังแสร้งโน้มตัวเข้าไปมุงดู แต่กลับแอบๆใช้แขนถูไถหญิงสาวข้างกาย ริมฝีปากยกโค้งขึ้นอย่าง.อดไม่ได้ เขายื่นมือออกไปบีบบั้นท้ายหญิงอ้วนที่กำลังเท้าสะเอวด่าทอเสียงดังคนนั้นอย่างแรง จากนั้นค่อยก้าวถอยอย่างเงียบเชียบ

หญิงอ้วนที่กำลังด่านิ่งไป ใบหน้าที่เดิมทีมีความโกรธยามนี้ยิ่งเดือดดาลกว่าเก่า ทันทีที่หันกลับไป ก็เห็นชายร่างผอมสูงด้านหลังกำลังใช้หางตามองหญิงคนหนึ่งข้างกาย ก่อนจะยกข้อศอกชนหน้าอกหญิงคนนั้นคล้ายไม่ได้เจตนา

นางเห็นเช่นนี้ก็ถลึงตาอย่างโกรธเกรี้ยว ริมฝีปากที่ทาสีแดงจัดอ้ากว้างก่นด่าราวกับกระถางเลือด “ไอ้ลูกหมาสารเลว! แม้แต่ข้ายังกล้าเอาเปรียบ ข้าว่าเจ้าคงอยากตายเสียแล้ว!”

มือนางดึงคอเสื้อเขาไว้แล้วยกเขาลากมาข้างหน้าทั้งตัว ด่าเสียงดังเสียจนน้ำลายกระเซ็น “บั้นท้ายอวบๆของข้าใครหน้าไหนก็จับได้หรือ? ตาแก่อย่างเจ้าไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตนเองเสียบ้าง อัปลักษณ์เช่นนั้นยังจะเบียดเสียดในกลุ่มหญิงสาวเดี๋ยวชนโน่นชนนี่? ดูท่าข้าต้องจัดการไอ้บัดซบอย่างเจ้าเสียหน่อย!”

ระหว่างด่าทอ นางที่โกรธจัดใช้สองมือดึงชายร่างผอมสูงขึ้นกลางอากาศ เตรียมจะเหวี่ยงลงพื้นอย่างรุนแรง ชายวัยกลางคนตกใจจนหน้าถอดสี “ยะ อย่าๆ…เจ้าอย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา…อ๊าก!”

ยังไม่ทันสิ้นเสียงที่สั่นเครือก็ได้ยินเสียงเขาอุทานตกใจ จากนั้นเห็นเขาถูกหญิงอ้วนเหวี่ยงลงพื้นอย่างโหดร้าย ไม่ทันไรบั้นท้ายอวบๆ ก็นั่งทับบนท้องเขาเต็มรัก…


ตอนที่ 733: อันตราย! ผู้แข็งแกร่งซุ่มโจมตี


ผู้คนโดยรอบที่ตกตะลึงเพียงได้ยินเสียงดังตุบ ตอนหญิงอ้วนท้วนคนนั้นนั่งลงบนท้องชายร่างผอมสูงเต็มแรง ก็รู้สึกว่าพื้นสั่นสะเทือนเล็กน้อย

“อั่ก!”

ชายร่างผอมสูงไม่ได้ร้องควรญ เพราะแม้แต่เสียงร้องยังเปล่งออกมาไม่ได้ ยามถูกหญิงอ้วนนั่งทับบนท้องอย่างแรง เขาเพียงพ่นฟองสีขาวออกจากปาก สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นขาวซีด จะส่งเสียงสักนิดยังทำไม่ได้

ก็ใช่ อย่างมากเขาก็น้ำหนักเก้าสิบกว่าชั่ง แต่หญิงอ้วนอายุสามสิบกว่ากลับหนักเกือบสองร้อยกว่าชั่ง น้ำหนักสุทธินี้กระแทกลงไปย่อมทำให้คนเหมือนตายทั้งเป็น ยิ่งไปกว่านั้นยังนั่งเสียแรงเพียงนั้น กระอักฟองขาวยังถือว่าเบาแล้ว

เยี่ยจิงที่อยู่ไม่ไกลมองจนอ้าปากค้างเล็กน้อย สีหน้าทั้งประหลาดใจและตกตะลึง กระทั่งเฟิ่งจิ่วมาถึงข้างกายนางก็ยังตั้งสติกลับมาไม่ได้

“เป็นอย่างไร? ข้าจะจัดการใครไม่ต้องลงมือเองหรอก ได้ระบายอารมณ์ ซ้ำยังประหยัดแรงด้วย”

แววตาเฟิ่งจิ่วมีรอยยิ้ม คางเชิดขึ้นเบาๆ ใบหน้างดงามเปล่งประกายและมีชีวิตชีวา ทั่วร่างดูไปแล้วแวววับจับตา ชั่วร้ายทรงเสน่ห์ ดึงดูดสายตาเหล่าหญิงสาววัยแรกแย้มรอบข้างให้มองร่างเธออยู่เนิ่นนานจนไม่อาจถอนกลับ

“ฟิ้ว!”

จู่ๆ ก็มีเสียงอาวุธเยียบเย็นจู่โจมมา เสียงนี้ไม่ได้ดังชัดบนถนนใหญ่แสนคึกคัก ถึงขั้นพูดได้ว่าเสียงกระแสลมรุนแรงนั้นแทบจะถูกเสียงอึกทึกครึกโครมบนถนนใหญ่กลบไปหมด

เยี่ยจิงได้ยินคำพูดเฟิ่งจิ่วจึงเผยรอยยิ้มออกมาทันควัน อารมณ์ที่เคยดำดิ่งเบิกบานขึ้นมาเพราะเห็นชายร่างผอมสูงคนนั้นโดนสั่งสอน ขณะกำลังจะพูดกลับเห็นสีหน้าภาคภูมิใจของเฟิ่งจิ่วเปลี่ยนไปในพริบตา ไม่รอให้นางถามไถ่หรือตอบสนอง ร่างก็ถูกเฟิ่งจิ่วโอบพาถอยไปทางขวาทันที

“ฟิ้ว! ตูม!”

เสียงกระแสลมดุดันวาดผ่านไป ยิงถูกเสาร้านค้าด้านหลังเฟิ่งจิ่วจนล้มลงเสียงดัง เห็นภาพนี้ท่าทีเยี่ยจิงก็เปลี่ยนไป หัวใจหวาดกลัวไม่สิ้นสุด

นางถึงกับไม่ได้ยินเสียงนั้นและไม่รู้สึกถึงมัน หากเมื่อครู่เฟิ่งจิ่วไม่พานางหลบออกไป อาวุธเย็นเยียบนั้นคงยิงถูกร่างเฟิ่งจิ่วเป็นแน่

รอยยิ้มบนหน้าถูกเก็บไป เฟิ่งจิ่วที่มีสีหน้าเย็นชานัยน์ตาสดใสฉายประกายหนาวเหน็บ เธอกวาดมองเกาทัณฑ์แขนเสื้อดอกนั้นที่ปักบนเสา ก่อนบอกเยี่ยจิงว่า “มันโจมตีมาหาข้า เจ้ากลับสำนักศึกษาไปก่อน”

ในใจกำลังครุ่นคิดว่าเป็นใครกัน? ใครจะทำร้ายเธอ? เกาทัณฑ์แขนเสื้อดอกนั้นแค่ลองเชิงการโต้ตอบของเธอ ไม่ได้ต้องการเอาชีวิต เพราะเธอมั่นใจได้ว่ากำลังของคนที่ยิงเกาทัณฑ์อย่างน้อยที่สุดก็เป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง แต่แรงซึ่งเกาทัณฑ์ถูกยิงออกมากลับมีแค่สามจากสิบส่วน

เวลานี้เอง คนชุดดำสิบสองคนโผล่ออกมาจากมุมมืด แปดคนในนั้นถือกระบี่ยาว ส่องประกายเย็นเยียบข่มขวัญคน ไอสังหารเอ่อล้น แววตาที่ทั้งเฉียบคมและเย็นเยือกหยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่วในชุดสีแดง

เมื่อพวกเขาปรากฏตัว ไอสังหารรุนแรงน่ากลัวก็ถาโถมไปทั่วถนนใหญ่ แรงกดดันทรงพลังทำให้อากาศหนาวเย็นทันใด แรงกดดันซึ่งปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายของผู้แข็งแกร่งที่มาเยือน ทำให้ทุกคนตกใจจนร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนก ต่างล้มลุกคลุกคลานหนีไปหลบซ่อนยังสถานที่ปลอดภัย

“ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคน ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสี่คน ช่างลงทุนนัก!” เฟิ่งจิ่วแค่นเสียงหยัน สายตาหยุดลงบนร่างสิบสองคนนั้น ขณะเดียวกันเยี่ยจิงข้างๆ ที่ตกใจก็โดนผลักไปข้างหลัง

“ไปเร็ว!” เธอตะโกนเสียงเบา หากรู้ว่าออกมาจะเจอการซุ่มโจมตี คงไม่พาเยี่ยจิงออกมาด้วยแน่

“ฟะ เฟิ่งจิ่ว…” ภายใต้แรงกดดันมหาศาลนั้น สองขาเยี่ยจิงอ่อนยวบเล็กน้อย สีหน้าซีดเผือด


ตอนที่ 734: สู้ไม่ได้ก็หนี


โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเฟิ่งจิ่วพูดว่าผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคน ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสี่คน หัวใจยิ่งหวาดหวั่น

ภายใต้กำลังต่อสู้และการซุ่มโจมตีเช่นนี้ จะมีโอกาสรอดได้หรือ?

ในตระกูลของเยี่ยจิง มีเพียงปรมาจารย์ในตระกูลถึงจะมีวรยุทธ์ระดับกำเนิดวิญญาณ ยามนี้นึกไม่ถึงว่าจู่ๆ จะมีผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสี่คนกับผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคนปรากฏตัว แรงสั่นสะเทือนจากผู้แข็งแกร่งที่มาเยือน อานุภาพจากไอสังหารและแรงกดดันเช่นนี้ ทำให้สองขานางก้าวไม่ออก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหนีไปเลย

นางเป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับยอดปรมาจารย์ช่วงสาม นางที่ไม่ใช่แม้แต่ระดับสร้างรากฐาน ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้เลือดลมในร่างไม่แล่นพลุ่งพล่านก็ถือว่าดีแล้ว

“เฟิ่งจิ่ว ขะ ข้าหนีไม่ได้”

นางฝืนรับแรงกดดันพลางเอ่ยประโยคนี้ออกมาอย่างยากลำบาก ยามนี้นางเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเฟิ่งจิ่วเป็นเรื่องโง่เขลา มีแต่ต้องกลับสำนักศึกษาไปขอความช่วยเหลือโดยเร็ว ถึงอาจจะช่วยชีวิตเฟิ่งจิ่วได้

เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็หันไปเหลือบมอง เห็นสีหน้านางขาวซีด มุมปากมีเลือดไหล หน้าผากมีเหงื่อซึม ฝ่ามือจึงเรียกกลิ่นอายพลังวิญญาณแล้วยื่นมือส่งเยี่ยจิงออกไปไกลกว่าสามจั้ง

เยี่ยจิงมองลึกไปที่นางโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะเรียกพลังออกดั้นด้นไปยังสำนักศึกษาอย่างรวดเร็ว…

สิบสองคนนั้นไม่สนใจการจากไปของเยี่ยจิง อาจคิดว่าไม่ควรค่าอยู่ในสายตา หรือคิดว่าต่อให้นางตามกำลังเสริมมาก็ไม่น่าเป็นคู่มือของพวกเขา

ภารกิจของพวกเขา ในสายตาของพวกเขา มีเพียงคนนามว่าเฟิ่งจิ่วคนนี้!

“เจ้าจะไปด้วยกันดีๆ หรือจะให้พวกเราลงมือ?” หัวหน้าหนึ่งในสี่ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณเอ่ยเสียงเข้ม แววตาที่ทั้งคมกริบและเย็นชาจับจ้องหนุ่มน้อยชุดแดงคนนั้น

“ใครส่งพวกเจ้ามา?” เธอเอ่ยถาม ในใจคิดคำนวณอย่างว่องไวว่ายังมีโอกาสรอดเท่าไร รวมถึงใครเป็นคนส่งคนพวกนี้มากันแน่

คนที่ถูกส่งมา ในนั้นมีระดับหลอมแก่นพลังแปดคน ระดับกำเนิดวิญญาณสี่คน ชัดเจนว่าประเมินกำลังเธอไว้แล้ว หากเป็นแค่ระดับหลอมแก่นพลังยังดี แต่สิ่งที่แย่ที่สุดคือผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสี่คนนั้น ถึงแม้เธอมั่นใจแต่ก็ไม่หลงตัวเอง ด้วยกำลังของเธอ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะต่อกรคนตรงหน้าพวกนี้

หนำซ้ำแม้เยี่ยจิงกลับสำนักศึกษาไปขอความช่วยเหลือ เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักเข้ามาช่วย ก็ยังเกรงว่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนพวกนี้

สมควรตาย! เห็นชัดๆว่าเธอไม่ได้ไปยั่วยุกลุ่มอำนาจที่แข็งแกร่งทรงพลังเช่นนี้!

ทว่าพอความคิดนี้ตกไปกลับตกใจทันที แววตาปรากฏความตะลึงและกระจ่างแจ้งบางส่วน

“พวกเจ้าเป็นคนจากแปดจักรวรรดิใหญ่!”

ไม่ใช่คำถามแต่เป็นการยืนยัน มีเพียงกลุ่มอำนาจของแปดจักรวรรดิใหญ่ถึงจะส่งคนระดับหลอมแก่นพลังแปดคนกับระดับกำเนิดวิญญาณสี่คนเช่นนี้มาได้ตามใจชอบ บอกว่าให้ไปกับพวกเขา? หรือว่าเซวียนหยวนโม่เจ๋อจะเจอเรื่องยุ่งยากอะไรเข้า ถึงทำให้คนพวกนี้หันมาสนใจเธอ?

และมีเพียงคนแปดจักรวรรดิใหญ่ที่หาญกล้าป่าเถื่อนเช่นนี้ ถึงกับลงมือกลางวันแสกๆ โดยไม่กลัวว่าเจ้าเมืองซิงอวิ๋นหรือพวกเจ้าสำนักศึกษาจะแตกตื่น หยิ่งยโสจองหองพองขน ไม่เห็นพวกเขาในสายตา!

ได้ยินเฟิ่งจิ่วกล่าวคำว่าแปดจักรวรรดิออกมาตรงๆ หัวหน้าหนึ่งในสี่ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณแววตาสั่นไหวเล็กน้อย ยกมือขึ้นให้สัญญาณ จากนั้นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคนด้านหลังตวัดกระบี่ยาวในมือ กระบี่ยาวที่ส่องประกายเย็นเยียบพลันโจมตีไปทางร่างสีแดงเบื้องหน้าพร้อมกระแสลมรุนแรง

เฟิ่งจิ่วที่สังเกตมาตลอดเห็นพวกเขาลงมือก็ไม่ได้สู้ตอบ แต่ก้าวถอยไปเล็กน้อย แล้วหมุนตัวหนีไปทันที…


ตอนที่ 735: ใครจะยอมไปช่วยกับข้า?


ฝืนสู้ตอบทั้งที่พลังเหลื่อมล้ำเป็นการเดินหาความตายเสียเอง เฟิ่งจิ่วคงไม่ยอมสูญเสียชีวิตเพราะความหุนหันพลันแล่น

แม้ดูเหมือนหนีไปด้วยความตื่นตระหนก แต่ทิศทางที่หนีกลับเป็นป่าทึบทางตะวันออกเมือง ต่อให้สุดท้ายต้องต่อสู้อย่างไม่อาจเลี่ยง ก็หวังว่าจะลดการบาดเจ็บให้น้อยที่สุดได้ มิเช่นนั้นหากสู้กันที่นี่ ภายใต้แรงกดดันและจิตสังหารผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณ แม้ชาวบ้านพวกนั้นหลบเข้าบ้านไปแล้วก็ยังคงต้องตายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

“หนี? หึ! เจ้าหนีไม่พ้นหรอก!”

หัวหน้าหนึ่งในสี่ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณแค่นเสียงเย็น เสียงแค่นหนักๆนั้นก่อตัวกลายเป็นกระแสลมที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าจู่โจมไปทางเฟิ่งจิ่วที่หนีห่างราวกับระลอกคลื่น แรงกดดันระดับกำเนิดวิญญาณพลันกระจายออกมา และตรงเข้าบีบคั้นร่างข้างหน้านั้น

“ซู่! ฟิ้ว!”

เสียงกระแสลมรุนแรงด้านหลังส่งเสียงหวีดหวิวโจมตีมา เธอเร่งความเร็วให้ไวที่สุด พลันรู้สึกว่ากระแสลมจากผู้แข็งแกร่งด้านหลังกดลงมาหาเธอราวกับภูเขาใหญ่ ทันทีที่หันกลับไปมอง ก็เห็นแรงกดดันดุจลายน้ำนั้นโถมลงมาด้วยท่าทางดุดันโดยฉับพลัน ทันใดนั้นก็ดึงขนนกบินตรงเอวมาโยนขึ้นกลางอากาศแล้วเขย่งปลายเท้ากระโดดขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

“จะจับข้าหรือ? ต้องดูว่าพวกเจ้าไล่ตามข้าทันหรือไม่!”

เสียงเธอลอยไปกลางเวหาไกลออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงเสียงสะท้อน เวลานั้นที่เธอกระโดดขึ้นขนนกบิน กระแสลมดุดันก็โจมตีลงบนพื้นอย่างแรง

“ตู้ม!”

เสียงระเบิดดังสนั่น ขณะที่ฝุ่นลอยฟุ้งแรงกดดันกับกระแสลมก็กวัดแกว่งออกไป แรงพุ่งชนมหาศาลทำให้พื้นเกิดหลุมขนาดใหญ่ เศษหินปลิวว่อน เหล่าชาวบ้านที่ซ่อนตัวภายในร้านค้าตกใจจนสีหน้าขาวซีด

สิบสองคนนั้นสะบัดแขนเสื้อปัดฝุ่นตรงหน้าออก เห็นร่างสีแดงนั้นที่หนีห่างไปรวดเร็ว จึงกระโดดขึ้นกระบี่บินไล่ตามไปติดๆทันที…

เห็นคนพวกนั้นจากไป พวกชาวบ้านที่ซ่อนตัวถึงจะพากันเดินออกมา เห็นหลุมขนาดใหญ่ที่ถูกระเบิดออกมาบนถนนใหญ่ แต่ละคนต่างกลืนน้ำลายอย่างเสียขวัญยิ่ง

การเคลื่อนไหวบนถนนใหญ่นี้เสียงดังมาก ข่าวก็แพร่ออกไปเร็วยิ่ง โดยเฉพาะที่นี่เป็นฝั่งตะวันออกเมือง คนตลาดมืดจึงได้รับข่าวตั้งแต่ช่วงแรกๆ

หลังหัวหน้าตลาดมืดได้รับข่าว อย่างแรกก็เรียกประชุมผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังขึ้นไปภายในตลาดมืด รวมถึงผู้อาวุโสระดับกำเนิดวิญญาณสองท่าน เห็นทั้งแปดคนนั่งในโถงห้องประชุม สีหน้าหัวหน้ากงยิ่งหนักใจ

“ข้าเพิ่งได้รับข่าวว่ามีผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคน ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณอีกสี่คนต่อสู้กับเด็กหนุ่มชุดแดงคนหนึ่งบนถนนใหญ่ทางตะวันออก ตามที่ชาวบ้านอธิบาย เด็กหนุ่มชุดแดงคนนี้มีความเป็นไปได้ยิ่งที่จะเป็นภูตหมอผู้ถือครองป้ายประจำตลาดมืดระดับหนึ่งของตลาดมืดเรา พวกชาวบ้านบอกว่าพวกเขามุ่งไปยังป่าทึบทางตะวันออก ข้าวางแผนจะพาคนเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ทราบว่ามีใครยินยอมร่วมทางไปกับข้าบ้าง?”

คนที่นั่งด้านล่างได้ยินคำพูดนี้ แต่ละคนต่างมีสีหน้าตกตะลึงและตกใจ ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคน ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสี่คน? กำลังไล่ฆ่าภูตหมอ? จึงถามพวกเขาว่าใครจะยอมร่วมทางไปช่วยกับเขา?

นี่มัน…

ตลาดมืดสาขาย่อยของพวกเขามีแค่ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังหกคน ผู้อาวุโสระดับกำเนิดวิญญาณที่นั่งบัญชาการอีกสองคนรวมมีแปดคน ต่อให้รวมหัวหน้ายังไม่ถึงสิบ แล้วจะไปสู้ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคน กับผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสี่คนนั้นได้อย่างไร?

ยิ่งไปกว่านั้นบอกแค่ว่าเป็นผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณ กลับไม่รู้ว่าเป็นผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณขั้นใด เข้าไปอย่างปุบปับเช่นนี้ หากช่วยคนไม่สำเร็จกลับถูกฆ่าเอง เช่นนั้น…

นึกถึงตรงนี้ ทุกคนเบื้องล่างต่างลังเลขึ้นมา

“ท่านหัวหน้า ข้อมูลผิดพลาดหรือเปล่า? ไม่ได้ยินว่าภูตหมอมายังเมืองซิงอวิ๋นเลย! พวกเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาคือผู้ถือครองป้ายประจำตลาดมืดระดับหนึ่งแน่ๆ? ควรจะค่อยเป็นค่อยไป หลังสืบข่าวคราวค่อยตัดสินใจดีหรือไม่?”


ตอนที่ 736: ลอบสังหาร


หัวหน้ากงได้ยินเช่นนี้ ก็ลุกขึ้นมาด้วยสีหน้าคร่ำเครียดเล็กน้อย “ช่วยคนเท่ากับช่วยชีวิต จะช้าได้อย่างไร? หากท่านทั้งหลายไม่ยอมไป ข้าก็ไม่บังคับ ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันถึงความเป็นความตาย”

ระหว่างพูด เขาสาวก้าวเดินออกไป ทว่าหลังจากย่างฝีเท้าไปสองก้าว ชายชราคนหนึ่งก็ลุกขึ้นมา

“ท่านหัวหน้า ข้าจะไปกับท่านด้วย”

ชายชราชุดเทาไม่เด่นสะดุดตาเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสระดับกำเนิดวิญญาณสองท่านของตลาดมืด วันนั้นที่เฟิ่งจิ่วมาถึงตลาดมืด ยังเป็นคนที่บอกกับหัวหน้าหลังสังเกตเห็นเฟิ่งจิ่วจากมุมมืด

เขาแซ่กง เป็นท่านอาของหัวหน้ากง พละกำลังอยู่ระดับกำเนิดวิญญาณช่วงที่สอง

“ท่านหัวหน้า ข้าก็ไปด้วย” ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนหนึ่งลุกขึ้นกล่าว

หัวหน้ากงได้ยินเช่นนี้ก็หันกลับไปมองเขาสองคน จากนั้นค่อยพยักหน้า “ไปกันเถอะ” สิ้นเสียงก็มุ่งไปยังป่าทึบทางตะวันออกพร้อมกับทั้งสอง

คนอื่นๆที่เหลือในห้องประชุมต่างครุ่นคิดโดยไม่ขยับเขยื้อน ธรรมชาติมนุษย์ล้วนเห็นแก่ตัว ในสถานการณ์ที่รู้แจ้งว่าต้องไปเจออันตรายไม่แปดก็เก้าในสิบ ใครจะยังโง่เข้าไปตายเล่า?

กว่าพวกเขาจึงฝึกบำเพ็ญถึงระดับนี้ได้ไม่ใช่ง่ายๆ พวกเขาหวงแหนชีวิตยิ่ง จึงไม่ยอมมอบชีวิตให้ไปเช่นนี้

ขณะเดียวกันนี้ สิบสองคนนั้นไล่ตามมาถึงภายในป่าทึบแห่งนี้ เห็นป่าทึบที่ว่างเปล่าไร้ผู้คนถึงกับไม่มีแม้แต่กลิ่นอายมนุษย์ ดวงตาชั่วร้ายของหัวหน้าหนึ่งในสี่ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณก็หรี่ลง ก่อนจะตะคอกเสียงเข้ม “ไปตามหา!”

“ขอรับ!” ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคนขานรับ แล้วแยกย้ายกันพุ่งออกไปจากตรงกลางทันใด ตามหาคนคนหนึ่งในสถานที่หนึ่ง จึงตั้งใจจะตามหาคนคนนั้นให้เจอภายในเวลาที่สั้นที่สุด

ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณหนึ่งในนั้นกวาดมองไปทางป่าทึบที่เงียบเชียบไร้ผู้คน จากนั้นค่อยหลับตาลง ปล่อยดวงจิตออกตามหากลิ่นอายของเฟิ่งจิ่ว ผ่านไปสักพักเขาถึงลืมตา แววตาเคร่งขรึมเล็กน้อย

“เป็นอย่างไร?” คนข้างๆเอ่ยถาม

“ไม่มีกลิ่นอายสักนิด” ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นกล่าว เสียงเขานิ่งๆ ไม่มีขึ้นมีลงหรือความรู้สึกราวกับศพที่แห้งเหี่ยว หนาวเย็นจนทำให้คนใจสั่น

“เช่นนั้นก็ตามหา! นางหนีไม่พ้นหรอก!” อีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เมื่อกล่าวจบก็พุ่งไปยังป่าไม้

คนอื่นอีกสามคนเห็นเช่นนี้ ก็แยกย้ายเดินไปอีกสามทิศทางนอกนั้น

เหนือใต้ออกตกสี่ทิศทางต่างมีผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณหนึ่งคนออกไปตามหา หนึ่งในนั้นแปดทิศทางย่อยภายในสี่ทิศทางนี้ ยังมีผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคนกำลังตามหา ค้นหาด้วยวิธีปิดล้อมที่หนาแน่นเช่นนี้ แม้เฟิ่งจิ่วจะซ่อนตัวอยู่มุมไหนในป่าแห่งนี้ เกรงว่าคงหลบการค้นหาของพวกเขาไม่ได้

เฟิ่งจิ่วไม่ได้คิดจะซ่อนไปตลอด หนึ่งคนสู้กับสิบสองผู้แข็งแกร่งเธอสู้ไม่ได้ แต่ถ้าพวกเขาแยกกัน เธอคนเดียวกลับโจมตีลอบสังหารได้

เฟิ่งจิ่วหนีมาถึงป่าทึบนี้ คิดว่าที่นี่จะเป็นที่ซ่อนให้เธอได้ ในเมื่อคนพวกนี้มาหา เช่นนี้ก็ต้องไม่ให้เหลือรอดสักคน มิเช่นนั้นภายหน้าคงมีปัญหาไม่หยุดหย่อนเป็นแน่

ขณะหยิบกริชหงส์เล่มนั้นที่เซวียนหยวนโม่เจ๋อมอบให้มาถือไว้ เธอที่อาศัยที่กำบังซ่อนตัวบนต้นไม้ตามหาเป้าหมายราวกับเสือแผ้ว เมื่อเห็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังกำลังมาตามหาทางนี้ก็เก็บกลิ่นอาย ร่างกายเหมือนหลอมรวมไปกับธรรมชาติ

ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้น พละกำลังเหนือกว่าขั้นสูงสุด ยามนี้ค่อยๆเข้าใกล้บริเวณที่เฟิ่งจิ่วอยู่ แต่ยังไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายอันตรายแม้แต่น้อย และไม่รู้ว่ามีร่างสีแดงนั้นซ่อนบนต้นไม้

ทว่าเมื่อเขาผ่านใต้ต้นไม้นั้นไป ทันใดนั้นคนบนต้นไม้พลันกระโจนลงมา มือหนึ่งปิดปากเขา อีกมือก็ปาดกริชหงส์ที่แหลมคมไปตรงลำคอ…


ตอนที่ 737: เกิดจิตสังหาร


เลือดพลันไหลทะลักจากลำคอ ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้นเบิกตาพลางเตะเท้า ร่างกายแข็งทื่อ คอหักไปข้างๆ และสิ้นลมหายใจไป

ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังโดนเฟิ่งจิ่วปาดคออย่างเงียบเชียบเช่นนี้ โดยไม่ส่งเสียงเคลื่อนไหวสักนิด

เธอหยิบแหวนมิติบนมือเขาไปอย่างรวดเร็ว ขยับมือโปรยพวกผงยาลงบนศพนั้น อาศัยตอนที่กลิ่นคาวเลือดยังไม่ถูกลมพัดไปไกลถอยกลับโดยเร็ว แล้วเข้าไปซ่อนภายในป่าทึบอีกครั้ง

ไม่นานนักผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังอีกคนที่ออกตามหาในพื้นที่นี้ก็ไล่ตามกลิ่นคาวเลือดมา ย่อลงตรวจดูเพื่อนที่ถูกฆ่า เห็นทั้งร่างมีเพียงบาดแผลปลิดชีพตรงคอ หนำซ้ำแหวนมิติบนมือยังถูกเก็บไป

ทันใดนั้นผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณในทิศทางนี้ก็เข้ามา ครั้นเห็นคนที่ตายไปบนพื้น แววตาก็หรี่ลงเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มเข้มว่า “เขาตายได้อย่างไร?”

“ปลิดชีพในหนึ่งมีด คมมีดปาดขึ้น เฟิ่งจิ่วคนนั้นคงโถมตัวลงมาจากบนต้นไม้ อาศัยตอนที่คนของเราไม่ได้เตรียมตัวปาด…”

ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้นยังเอ่ยไม่ทันจบก็เห็นสีหน้าเปลี่ยนไป มุมปากมีเลือดไหล แทบไม่มีแม้แต่เวลาจะตอบโต้ ก่อนล้มลงไปทั้งตัว

ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นเห็นเช่นนี้ ม่านตาก็หดลงเล็กน้อยพลางก้าวถอยหลังไป ฝ่ามือใต้แขนเสื้อกำขึ้นแน่น “เจ้าเฟิ่งจิ่ว!”

ยังไม่ทันเห็นร่างนางก็เสียผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังไปสองคนแล้ว มิน่าเบื้องบนถึงส่งผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณเช่นพวกเขาสี่คนมา ใช่ หากเป็นคนทั่วไปจะอยู่ในสายตาท่านผู้นั้นได้อย่างไร?

นึกถึงตรงนี้เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ น้ำเสียงชั่วร้ายเปล่งออกจากปากพร้อมด้วยกลิ่นอายพลังวิญญาณ “ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังตายไปสองคน ทุกคนต้องระวังตัวมากขึ้น จับกลุ่มสองคนอย่าเดินไปลำพัง ระวังนางจะใช้ยาพิษ!”

เสียงเขากระเพื่อมไปกลางอากาศดุจลายน้ำ แรงกดดันกับกลิ่นอายพลังวิญญาณผู้แข็งแกร่งกระจายไปอย่างเด่นชัด กึกก้องอยู่ภายในป่าทึบแห่งนี้ทีละรอบๆ เพื่อเตือนให้คนอื่นที่นี่ระวังตัวมากขึ้น

ทว่าแม้มีคำเตือนจากผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณ ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังบางคนยังไม่ค่อยเชื่อนัก ถึงอย่างไรเฟิ่งจิ่วก็เป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ จะสังหารผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังได้อย่างไร? ตามความคิดพวกเขา สองคนนั้นคงประมาทเกินไปถึงทำให้เฟิ่งจิ่วมีโอกาสได้

แม้ในใจไม่ค่อยเชื่อเท่าไร แต่คนที่อยู่พื้นทีเดียวกันก็ยังคงรีบมาอยู่ด้วยกัน สองผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังจึงรวมกันกลายเป็นกลุ่มเล็กๆเข้าไปตามหา

ภายในป่าแห่งนี้ เฟิ่งจิ่วที่ได้ยินคำพูดที่ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นกล่าวไปเช่นกัน ยามนี้สายตากำลังเพ่งเล็งผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังที่อยู่ลำพัง

เธอพุ่งไปจากด้านหลังอย่างไร้เสียง ขณะที่เตรียมตัวจะมือ ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้นที่ดูเหมือนสัมผัสไม่ได้กลับหันมาทันที ในเวลาเดียวกัน ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังอีกคนก็ปรากฏตัวจากมุมมืด สองคนล้อมเฟิ่งจิ่วไว้ทั้งหน้าหลัง

“ข้าขอดูสิว่าครั้งนี้เจ้าจะหนีไปไหน!”

แววตาเฟิ่งจิ่วสั่นไหว คิ้วเลิกขึ้นเบาๆ “หนี? ข้าไม่ได้คิดหนีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว! สิ่งที่ข้าต้องการคือชีวิตพวกเจ้า!” กริชในมือเธอถูกเก็บไป กระบี่คมพยับที่ไม่ได้เห็นเลือดมานานปรากฏในมือ

เมื่อกระบี่คมพยับปรากฏ ไอสังหารกระหายเลือดก็ทะลักออกมาจากตัวกระบี่ พลังกระบี่ที่ไหลพล่านบนตัวกระบี่พร้อมด้วยประกายสีดำเย็นเยียบ พลันแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นอายกลางอากาศ

ไอหนาวกระจายออกไป ไอสังหารเอ่อล้นพุ่งพล่าน ร่างสีแดงพุ่งไปทันทีโดยไม่ให้โอกาสผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสองคนนั้นตะลึงและได้สติกลับมา ท่วงท่าราวภูตผีพร้อมไอสังหารดุดันโจมตีไปทางผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนหนึ่งในนั้นด้วยความเร็วปานสายฟ้า…


ตอนที่ 738: ขอความช่วยเหลือที่สำนักศึกษา


“คมพยับ กระบี่เทวะในตำนาน!”

สองผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังเห็นกระบี่เล่มนั้น ดวงตาเอ่อล้นด้วยความบ้าคลั่ง ความคิดบ้าๆที่อยากจะครอบครองมันไว้เสียเองทำให้พวกเขายกกระบี่ขึ้นรับทันควัน จะอาศัยตอนที่พวกผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณยังไม่มาถึงชิงกระบี่เล่มนี้มาจากมือนางซะ เช่นนั้นกระบี่ก็เป็นของพวกเขาแล้ว!

แรงกดดันผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งหมดแผ่ออกมาในชั่วครู่ บนร่างทั้งสองพลันมีกระแสลมพลังวิญญาณสูงสิบจั้งก่อตัว ใบไม้ร่วงในป่าถูกกระแสลมนั้นม้วนขึ้นมา ฝุ่นผงปลิวไปทั่วท้องฟ้าท่ามกลางกระแสลมหมุน

เฟิ่งจิ่วไม่ได้สนใจคนที่จู่โจมมาด้านหลัง ยามนี้แค่อยากฟันฆ่าไปสักคนหนึ่งก่อนแล้วค่อยสู้กับอีกคน ด้วยเหตุนี้ขณะที่คนด้านหลังปล่อยแรงกดดันระดับหลอมแก่นพลังโจมตีมา กลิ่นอายพลังวิญญาณบนร่างก็ไหลเวียนขึ้นมาโดยเร็ว

คมพยับในมือเปล่งประกายสีดำ พลังกระบี่ที่พุ่งพล่านด้วยเสียงโหยหวนรวบกระแสลมรอบๆ เข้าสู่ตัวกระบี่ กระบี่คมพยับในมือเธอยกขึ้นตัดไปข้างหน้าอย่างโหดเหี้ยมพร้อมกับไอสังหารดุร้ายกระหายเลือด เวลานี้คมพยับเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าในทันที แค่ตัดลงไปก็ฟันกระบี่ในมือของผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้นหักเสียดื้อๆ

“แกร๊ง!”

เสียงคมกระบี่แตกหักดังกังวานกลางกระแสลม สองตาของผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้นเบิกกว้างอย่างตื่นตกใจ ขณะที่ก้าวเท้าถอยหลังไปด้วยความรวดเร็ว กลับเห็นกระบี่เล่มนั้นฟันตรงลงมาจากเหนือศีรษะเขาราวกับตกจากฟากฟ้า ลมหายใจเขาหยุดนิ่งเพียงกรีดร้องได้ทัน

“อ๊าก!”

“อั่ก! ฟิ้ว!”

เมื่อคมพยับตัดลงไปก็ฟันผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้นออกเป็นสองซีกเสียดื้อๆ ขณะที่ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแหลกสลายยังโดนระเบิดออกจนเลือดกระเซ็นลงพื้น แต่เฟิ่งจิ่วไม่ได้หยุดมือ หลังจากกระบี่คมพยับฟันสังหารผู้ฝึกตนเบื้องหน้า มือยังหมุนคมพยับกวาดกลับไปยังคนที่โจมตีมาด้านหลัง

“วูบ! ฟิ้ว!”

พลังกระบี่มหาศาลกวาดผ่านไป กลืนกินกระแสลมที่จู่โจมมาจากกระบี่คมในมือเขา สองกระแสลมปะทะเข้าหากัน พลังที่อ่อนแอถูกกลืนกินพลังที่แข็งแกร่งยังคงอยู่! ยืนไปไม่ทันไรเขาก็ถูกฟันเข้ากลางเอวในทันที และตัดผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังที่ไม่ทันตอบโต้กลับมาออกเป็นสองส่วน!

“ฟิ้ว!”

ไม่ได้อุทานหรือกรีดร้อง หลังจากเลือดกระเซ็นออกมามีเพียงร่างครึ่งบนที่กระเด็นไปไกลมากกว่าสามจั้ง ก่อนจะกลิ้งหล่นลงพื้นสาดเลือดไปทั่ว เฟิ่งจิ่วหยิบแหวนมิติบนตัวเขามา จากนั้นวิ่งหนีไปที่อื่นอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดจะหยุดอยู่ต่อ…

เมื่อผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณละแวกใกล้ๆมาถึง และเห็นภาพที่ทั้งนองเลือดทารุณ สองมือก็กำหมัดพลางแหงนหน้าคำรามอย่างเกรี้ยวกราด “เฟิ่งจิ่ว! กล้าก็ออกมาสิ! ออกมา! ออกมาซะ!”

“ตู้มๆๆ…”

คำว่าออกมาทั้งสามเสียงยิ่งดังขึ้นแต่ละเสียง แรงกดดันทรงพลังก็บีบคั้นออกไป ระหว่างที่กระแสลมพุ่งทะยานขึ้นมายังส่งเสียงดังสนั่นไปรอบๆเขา ทั้งผืนป่าทึบถูกสะเทือนจนสั่นไหวเล็กน้อย

ขณะเดียวกันนี้ เยี่ยจิงที่เร่งร้อนกลับสำนักศึกษามาขอความช่วยเหลือร่นเวลาที่เดิมต้องใช้หนึ่งชั่วยามถึงจะบินกลับถึงสำนักศึกษา เหลือแค่ประมาณครึ่งชั่วยามก็กลับไปถึงแล้ว นางที่มาถึงประตูด้านข้างสำนักพลังวิญญาณ ทั่วร่างเหงื่อออกเปียกชุ่ม หอบหายใจไม่หยุด

เพื่อซื้อเวลาให้มากโดยเร็วที่สุด นางใช้พลังวิญญาณฝืนเร่งความเร็วพาหนะเหาะเหิน เพียงเพื่อจะเร่งกลับมาเร็วหน่อยให้เฟิ่งจิ่วมีโอกาสรอดมากขึ้น

“เยี่ยจิง? เจ้าเป็นอะไรไป?” อาจารย์หลี่ว์ผ่านทางมาพอดี เห็นท่าทางนางใช้พลังวิญญาณมากเกินไปและหอบหายใจไม่หยุดก็ตกใจยิ่ง จึงรีบเร่งเข้าไปประคองนางไว้

“ฟะ เฟิ่งจิ่วกำลังลำบาก ระ รีบพาข้าไปพบเจ้าสำนัก…เร็วเจ้าค่ะ!”

เยี่ยจิงเกาะแขนอาจารย์หลี่ว์ไว้เพื่อประคองสองขาที่อ่อนแรง นางที่ในใจทั้งหวาดกลัวและกังวลร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว กลัวว่าตนเองขอความช่วยเหลือช้าไป กลับไปจะเห็นแค่ศพเฟิ่งจิ่ว…


ตอนที่ 739: เนี่ยเถิงกระวนกระวาย


อาจารย์หลี่ว์ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าเปลี่ยนไปยกใหญ่ ตอนนี้ไม่ต้องถามอะไรมาก รีบร้อนพาเยี่ยจิงกระโดดขึ้นกระบี่บินมุ่งไปยังยอดเขาหลักของเจ้าสำนักทันที…

เหล่านักเรียนโดยรอบเห็นเยี่ยจิงใช้พลังวิญญาณมากเกินไปท่าทางไม่ปกติ จึงเงี่ยหูฟังมาตลอดตั้งแต่แรก เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยจิงก็พากันมีท่าทีแปลกไป

เฟิ่งจิ่วกำลังลำบาก? หึ! จะลำบากอะไรได้? เดาว่าอยู่ข้างนอกคงไปขัดใจใครเข้าโดยไม่ระวังจนถูกสั่งสอนกระมัง! เยี่ยจิงก็แค่เป็นกระต่ายตื่นตูม

ยามนี้ใครก็ไม่นึก ที่เยี่ยจิงบอกว่าเฟิ่งจิ่วกำลังลำบากเป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิต และยิ่งนึกไม่ถึงว่าพวกที่สู้กับเฟิ่งจิ่วจะเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคนกับผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสี่คน…

แต่ละคนยังพูดคุยเสียงเบาอย่างยินดีในความโชคร้าย บอกว่ามีคนสั่งสอนเขาเสียบ้างถึงจะดี

“เจ้าเด็กนั่นอยู่ในสำนักศึกษามีพวกอาจารย์คอยปกป้อง เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักยังปกป้อง ครั้งนี้ดีแล้ว ออกไปโดนคนจัดการข้างนอก กลับมาต้องจมูกช้ำหน้าบวมเป็นแน่”

“สมน้ำหน้า ความโดดเด่นของนักเรียนใหม่คนเดียวยังเกินหน้าเกินตานักเรียนเก่าอย่างพวกเรา สมควรแล้วที่มีคนจัดการเขา”

“พวกเจ้ากำลังพูดถึงใคร?”

เสียงทุ้มเข้มพลันดังขึ้นด้านหลังนักเรียนสองสามคนที่พูดคุยกันเสียงเบา คนพวกนั้นตกใจเสียจนรีบหันกลับไป หลังจากเห็นว่าเป็นเนี่ยเถิงก็แอบโล่งอก

“ศิษย์พี่เนี่ย ท่านนั่นเอง พวกเราตกใจหมดเลย” นักเรียนคนหนึ่งพูดพลางตบๆหน้าอก

“พวกเจ้ากำลังพูดถึงใคร?” เนี่ยเถิงถามอีกครั้ง เพิ่งกลับมาจากยอดเขาสำนักยาเซียน ไม่เห็นเฟิ่งจิ่วที่นั่น ขณะกำลังคิดจะกลับเรือน ยามผ่านมาทางนี้กลับได้ยินพวกเขากำลังคุยกันเสียงเบา

“เฟิ่งจิ่ว พวกเรากำลังพูดถึงเจ้าเด็กเฟิ่งจิ่วนั่น พวกอาจารย์กับเจ้าสำนักในสำนักศึกษาต่างปกป้องเขา ครั้งนี้ดีแล้ว ได้ยินว่าเมื่อเช้าเขาถือป้ายคำสั่งเจ้าสำนักไปเดินเล่นในเมืองกับเยี่ยจิง เมื่อครู่กลับเห็นเยี่ยจิงกลับมาขอความช่วยเหลือ บอกว่าเฟิ่งจิ่วกำลังลำบากให้อาจารย์หลี่ว์พาไปพบเจ้าสำนักอะไรนี่แหละ”

“พวกเราเดาว่าเจ้าเด็กนั่นคงไปขัดใจใครด้านนอกเข้าจนถูกจัดการ อย่างมากก็โดนซ้อม เยี่ยจิงรู้น้อยถึงเห็นเป็นเรื่องประหลาด”

ทว่านักเรียนพวกนั้นกลับเห็นว่าหลังจากได้ยินคำพูดพวกเขา สีหน้าเนี่ยเถิงก็เปลี่ยนไป ก่อนที่เขาจะร่อนกระบี่บินมุ่งไปยังยอดเขาหลัก

“ศิษย์พี่เนี่ยเป็นอะไรไป?”

“ได้ยินว่าเจ้าเด็กเฟิ่งจิ่วนั่นกำลังลำบาก สีหน้าเขาคล้ายจะไม่ค่อยดีนัก”

“หรือว่าศิษย์พี่เนี่ยจะรู้จักเจ้าเด็กนั่น?”

“เป็นไปไม่ได้กระมัง?”

ขณะที่พวกเขาพูดในใจยังนึกสงสัย ทว่าไม่ได้สนใจมากนัก นั่งลงคุยเล่นกันอีกครั้ง

เนี่ยเถิงที่ขี่กระบี่ไปยังยอดเขาหลักหวั่นใจขึ้นมาในยามนี้ คนในสำนักศึกษาไม่รู้จักเฟิ่งจิ่วคนนั้น แต่เขารู้ หากไม่เกิดปัญหาใหญ่จริงๆ นางจะต้องการคนช่วยไปทำไม?

แต่ในพื้นที่เมืองซิงอวิ๋น แคว้นเหินเวหานี้ ใครเล่าจะกล้าทำร้ายนักเรียนสำนักศึกษาหมอกดารา?

ภายในยอดเขาหลัก เจ้าสำนักกำลังเดินหมากกับโม่เฉิน ส่วนรองเจ้าสำนักนั่งดูข้างๆ และคอยเติมน้ำชาให้ทั้งสองเรื่อยๆ สิ่งที่กระจายไปทั่วเรือนคือบรรยากาศเรื่อยเฉื่อยตามสบาย กระทั่งเสียงกระวนกระวายของอาจารย์หลี่ว์ลอยมาจากด้านนอก ถึงจะทำลายซึ่งความเงียบสงบภายในเรือนแห่งนี้

“ท่านเจ้าสำนัก ท่านเจ้าสำนักแย่แล้วขอรับ! เกิดเรื่องแล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

อาจารย์หลี่ว์พาเยี่ยจิงเข้ามาด้วยความลนลาน แล้วผลักเยี่ยจิงไปตรงหน้าพวกเจ้าสำนักโดยไม่สนใจจะคารวะ กล่าวอย่างวิตกว่า “ท่านเจ้าสำนัก เยี่ยจิงบอกว่าเฟิ่งจิ่วถูกคนไล่ฆ่าอยู่ข้างนอก คนที่ตามล่ายังไม่ใช่คนธรรมดา บอกว่าเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคน ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณอีกสี่คน ท่านเจ้าสำนัก ทำอย่างไรดี? ตอนนี้ควรทำอย่างไรดีขอรับ?”

“อะไรนะ?”

รองเจ้าสำนักลุกขึ้นมาอย่างตกตะลึงทันใด เอ่ยถามอย่างยากจะเชื่ออยู่บ้าง “ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคน ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสี่คนกะ…กำลังไล่ฆ่าเฟิ่งจิ่ว?”


ตอนที่ 740: เสียงระฆังกึกก้อง


“เจ้าค่ะ คนพวกนั้นปรากฏตัวบนถนนใหญ่ แรงกดดันแข็งแกร่งมาก หากเฟิ่งจิ่วไม่ใช้พลังส่งข้า ภายใต้แรงกดดันพวกเขาคงไม่มีทางหนีกลับมาขอความช่วยเหลือ ท่านเจ้าสำนัก ท่านรองเจ้าสำนัก พวกท่านได้โปรดช่วยเฟิ่งจิ่วด้วย หากพวกเราไม่ช่วย เขาต้องไม่รอดแน่…”

กำลังต่อสู้และผู้แข็งแกร่งเช่นนั้น ผู้ฝึกตนระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณเช่นนางจะรอดชีวิตจากเงื้อมมือพวกเขาได้อย่างไร?

เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าหนักใจขึ้นมาทันที โม่เฉินที่หนีบตัวหมากไว้ในมือยามนี้แววตาสั่นไหวเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววแปลกใจ

ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคน ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสี่คน ทำไมเขาถึงไปยั่วยุคนเช่นนั้นได้?

เวลานี้เองเจ้าสำนักก็สั่งการเสียงเข้ม “อาจารย์หลี่ว์ เจ้าไปเคาะระฆังใหญ่บนยอดเขาหลักเดี๋ยวนี้ เรียกประชุมอาจารย์จากสำนักพลังวิญญาณและสำนักพลังเร้นลับไปช่วยคนด้วยกันกับพวกข้า!”

“ขอรับ!”

อาจารย์หลี่ว์ขานรับแล้วออกไปเคาะระฆังใหญ่บนยอดเขาหลักอย่างรวดเร็ว เสียงระฆังแต่ละเสียงลอยออกไปจากยอดเขาหลัก ขณะที่กึกก้องไปแต่ละสำนัก หลังจากได้ยินเสียงระฆังพวกอาจารย์ก็พากันตกใจ วางเรื่องในมือลงและรีบไปยังยอดเขาหลักโดยเร็ว

ขณะเดียวกันเจ้าสำนักมองยังรองเจ้าสำนัก สั่งว่า “เหล่ากวน เจ้ารีบไปข้างนอก แล้วรวบรวมพวกอาจารย์ที่มีวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลังและระดับปราชญ์นักรบมาไว้ด้วยกัน”

“ขอรับ!” รองเจ้าสำนักขานรับก่อนจะออกไปโดยเร็ว เยี่ยจิงเห็นเช่นนี้จึงรีบเร่งตามไป นางก็ต้องไปช่วยกับพวกเขาด้วย!”

ยามนี้เจ้าสำนักถึงจะมองยังโม่เฉิน บอกว่า “นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วเป็นนักเรียนสำนักศึกษา ยามนี้โดนผู้แข็งแกร่งไล่ล่า พวกเราจำต้องไปช่วย” กล่าวจบ หลังจากประสานมือคารวะถึงจะเร่งฝีเท้าวิ่งไปข้างนอก

เมื่อเนี่ยเถิงที่เร่งไปยังยอดเขาหลักได้ยินเสียงระฆังดังขึ้น ใจยิ่งตึงเครียด ในฐานะนักเรียนสำนักศึกษาย่อมรู้แน่นอนว่าเสียงระฆังนี้หมายถึงอะไร แต่นึกไม่ถึงว่าสถานการณ์จะร้ายแรงเช่นนี้ ทำให้เจ้าสำนักต้องลั่นระฆังเรียกประชุม

เห็นกลางอากาศมีพวกอาจารย์แต่ละสำนักร่อนกระบี่มุ่งไปยังยอดเขาหลัก เขายิ่งเร่งความเร็วขึ้น ขณะเดียวกันนี้กวนสีหลิ่นกับเซียวอี้หานที่ได้ยินข่าวก็รีบไปยังยอดเขาหลักเช่นกัน…

เวลาเดียวกันนี้เหล่าไป๋อาศัยตอนที่นายท่านไม่อยู่ออกไปเดินเล่น เดิมคิดจะไปแกล้งพวกนักเรียนหญิงเล่นในสถานที่ที่พวกนางรวมกลุ่มกันบ่อยๆ ใครจะรู้กลับได้ยินข่าวว่านายท่านเจออันตราย จึงเร่งกีบม้าวิ่งกลับอาศรมทันที

“อสูรกลืนเมฆา อสูรกลืนเมฆา!” ปากถูกมัดไว้ด้วยชิ้นผ้า คำพูดที่เอ่ยออกมาจึงงึมงำไม่ชัดเจน

อสูรกลืนเมฆาที่นอนใต้ต้นไม้ชำเลืองมองเหล่าไป๋ที่ตะโกนวิ่งแจ้นกลับมา ถามว่า “มีเรื่องอะไร? หรือว่าเจ้าไปแอบดูนักเรียนหญิงอาบน้ำตรงภูเขาด้านหลังยอดเขาสำนักยาแล้วโดนจับได้?”

“อู้ๆๆ…” เหล่าไป๋วิ่งกลับมา นอนลงบนพื้นแล้วใช้สองกีบม้าดึงผ้าตรงปาก แต่ยิ่งดึงยิ่งกลายเป็นเงื่อนตาย

อสูรกลืนเมฆาเห็นเชชั้น กรงเล็บก็ฉายแสงข่วนตัดชิ้นผ้านั้นไป ยังไม่ทันเอ่ยปากก็ได้ยินมันกล่าวอย่างลนลาน “แย่แล้ว แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

“เกิดเรื่องใหญ่อะไร?”

“ข้าได้ยินคนพวกนั้นบอกว่านายท่านอยู่ในอันตราย คนของสำนักศึกษาเคาะระฆังเรียกประชุมอาจารย์หลายคนเพื่อรีบไปช่วยนายท่าน! เหมือนจะมีปัญหาใหญ่มาก พวกเราก็ต้องไปช่วยด้วยสิ!”

เพียงได้ยินคำพูดนี้ อสูรกลืนเมฆาที่เดิมทีนอนอยู่พลันลุกขึ้นมา ท่าทางเกียจคร้านหายไป สิ่งที่ปรากฏคือความดุร้ายและกระหายเลือด มันกระโดดขึ้นบนหลังเหล่าไป๋ ตะโกนบอกว่า “รีบไป!”

เหล่าไป๋เร่งกีบม้าปรี่ไปยังประตูใหญ่สำนักศึกษา ความเร็วสูงราวกับสี่กีบบินสู่ท้องฟ้า ความว่องไวที่วิ่งถลาไปไม่ด้อยไปกว่าอาจารย์พวกนั้นที่ขี่กระบี่ไปแม้แต่น้อย พวกมันไม่ได้ไปที่ยอดเขาหลัก แต่วิ่งตรงออกจากประตูสำนักตามกลิ่นอายนายท่านไป…


จบตอน

Comments