ตอนที่ 741: กองหนุนใหญ่
บนยอดเขาหลัก เมื่อกวนสีหลิ่นเห็นเนี่ยเถิงก็กวาดมองอย่างขุ่นเคือง ยามนี้กลับไม่ได้เอาเรื่องเขาเรื่องความแค้นในวันวาน แต่ไปหาเยี่ยจิงและถามเรื่องราวให้ชัดเจน จากนั้นขณะที่พวกรองเจ้าสำนักออกไป ก็ตามไปด้วยกันกับพวกเขาด้วย
“พวกเจ้าจะไปทำอะไร? นั่นเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังแปดคน ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณอีกสี่คน หนำซ้ำยังไม่รู้ว่าวรยุทธ์แท้จริงพวกเขาอยู่ระดับใด กำลังอย่างพวกเจ้าไปก็หาที่ตายเปล่าๆ อยู่ที่นี่รอพวกเรากลับมาเถอะ!”
รองเจ้าสำนักพูดจบก็เห็นเจ้าสำนักพาเหล่าอาจารย์เร่งบินออกไปภายใต้การนำทางของเยี่ยจิง จึงสะบัดแขนเสื้อบอกเนี่ยเถิงกับกวนสีหลิ่นรวมถึงเซียวอี้หานว่า “รีบๆกลับไปซะ! อย่าทำให้เวลาช่วยเหลือต้องล่าช้า!” สิ้นเสียงก็สะบัดแขนเสื้อ ไม่ให้โอกาสพวกเขาพูด แล้วร่อนกระบี่ไล่ตามคนข้างหน้าไปโดยเร็ว
เนี่ยเถิงเหลือบมองกวนสีหลิ่น ก่อนจะเรียกพลังกระโดดขึ้นเหยียบกระบี่ตามไป
กวนสีหลิ่นเห็นเนี่ยเถิงตามไปด้วย ทันใดนั้นก็หยิบกระดานแปดทิศที่เฟิ่งจิ่วมอบให้เขาในวันนั้นมาโยนขึ้นกลางอากาศ กระโดดขึ้นไป แล้วตามหลังเขาไปติดๆ
“รอข้าด้วย!” เซียวอี้หานหยิบพาหนะเหาะเหินตามไปเช่นกัน
ภายในสำนักศึกษา พวกนักเรียนแต่ละสำนักทั้งหมดใจสั่นสะท้าน แต่ละคนมองผู้อาวุโสระดับกำเนิดวิญญาณสี่คน อาจารย์สำนักพลังวิญญาณระดับหลอมแก่นพลังสิบแปดคน รวมถึงอาจารย์สำนักพลังเร้นลับระดับปราชญ์นักรบอีกยี่สิบคนของสำนักศึกษาหมอกดาราด้วยความตกตะลึง ต่างพากันเคลื่อนทัพขี่กระบี่พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วภายใต้การนำทัพของเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนัก
“เฮือก! ถึงกับทุ่มกำลังคนระดับหลอมแก่นพลังขึ้นไปจากทั้งสำนักศึกษา! แม้แต่ผู้อาวุโสระดับกำเนิดวิญญาณทั้งสี่ยังปรากฏตัว เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักก็ไปด้วย กะ เกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นกันแน่?”
“คนที่เฟิ่งจิ่วคนนั้นไปยั่วยุเป็นใครกัน? ทำไมถึงต้องใช้กำลังต่อสู้เช่นนี้เข้าไปช่วยเหลือ? หนำซ้ำทำไมสำนักศึกษาถึงทุ่มกำลังต่อสู้จากทุกฝ่ายเข้าไปช่วยนักเรียนใหม่คนเดียว? เฟิ่งจิ่วคนนี้เป็นแค่บ้านนอกที่มาจากแคว้นระดับเก้าจริงๆหรือ?”
“ดูสิ! นั่นคุณชายโม่เฉิน! ลูกศิษย์ผู้เฒ่าเทียนจี นึกไม่ถึงว่าจะตามหลังไปด้วย” พวกนักเรียนด้านล่างชี้ยังร่างปานเทพจุตินั้นที่ตามหลังไปท้ายสุด ยามนี้ความประหลาดใจในหัวใจยากจะกล่าวเป็นคำพูด
อีกด้านหนึ่ง พวกหัวหน้ากงสามคนมาถึงป่าทึบแห่งนั้นแล้ว เพียงก้าวเข้าไปภายในป่าก็รู้สึกถึงกลิ่นอายแข็งแกร่งที่ทั้งกดดันและมืดมน ภายในอากาศเต็มไปด้วยจิตสังหารกระหายเลือดที่ทำให้ใจคนสั่นไหว ถึงกับมีกลิ่นคาวเลือดจางๆ กระจายอยู่ภายใน
“ภูตหมอคนนั้นคงไม่หรอกกระมัง?” ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนนั้นเอ่ยถาม
“เขาไม่น่าตายง่ายๆเพียงนั้น” หัวหน้ากงกล่าวเสียงเข้ม “สัตว์พันธสัญญาคู่ชีวิตของเขาคือหงส์ไฟหรือสัตว์เทวะในตำนาน ต่อให้ถึงยามที่ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย สัตว์พันธสัญญาคงออกมาปกป้องเขา จะกลัวก็กลัวเกิดเหตุไม่คาดฝันเถอะ”
“ทางนั้น!”
ชายชราคนนั้นกล่าว สายตาหยุดยังทิศทางหนึ่งด้านหน้า “กระแสลมด้านหน้าปั่นป่วนค่อนข้างมาก มีเสียงต่อสู้คมกระบี่กระทบกันลอยมาแว่วๆ พวกเขาคงอยู่ส่วนลึกของป่าทึบนี้”
“ไปเถอะ!”
ทั้งสามเอ่ยพร้อมพุ่งไปด้านในอย่างรวดเร็ว ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งรู้สึกว่ากระแสลมกับแรงกดดันในอากาศแตกต่างจากภายนอก ยิ่งเดินเข้าไปด้านในเลือดลมภายในร่างก็ยิ่งปั่นป่วน
หัวหน้ากงกับชายชราระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นยังดีอยู่ ทว่าผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังที่ตามมาด้วยกันต้องฝืนประคองกลิ่นอายในร่างไว้ เพื่อไม่ให้จิตใจล่องลอยจนกระแสลมในร่างเสียการควบคุม
เวลาประมาณครึ่งก้านธูป ทั้งสามถึงจะมาถึงจุดที่มีเสียงต่อสู้ดังขึ้น เมื่อเห็นร่างสีแดงนั้นถูกผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสี่คนกับผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังอีกสองคนล้อมโจมตี ม่านตาก็หดลงโดยฉับพลัน…
ตอนที่ 742: จุดเชื่อม
เฟิ่งจิ่วในชุดสีแดงนั้น ชุดคลุมสีแดงบนร่างเปื้อนเลือดไปหมด ซ้ำยังถูกใบมีดคมกรีดเป็นรอย เธอหอบหายใจพลางกึ่งทรุดลงบนพื้น ประคองร่างที่กลิ่นอายปั่นป่วนเล็กน้อยด้วยกระบี่ในมือ ท่าทางดูลำบากเช่นนั้น ทว่ายามนี้ดวงตากลับเต็มไปด้วยใจฮึดสู้และประกายหนาวเย็น เจิดจรัสดุจดวงดาวระยิบระยับจับตา!
สี่ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณกับสองผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังล้อมเฟิ่งจิ่วไว้ตรงกลาง กลิ่นอายทรงพลังที่พุ่งพล่านออกมาบนร่างทั้งหกคนทำให้สามคนที่ยืนอยู่ที่นี่เลือดในหัวใจเดือดพล่านอย่าง.อดไม่ได้ ส่วนเฟิ่งจิ่วตรงกลางนั้นกลับยังมีกลิ่นอายพลังวิญญาณเอ่อล้นบนร่าง และลุกขึ้นมาท่ามกลางพวกเขา…
ตามข้อมูลแล้ว เขาเป็นแค่ยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ…
สามารถประคองไว้ได้นานเพียงนี้ด้วยวรยุทธ์ยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ ช่างเห็นได้ยากยิ่ง ครั้นเห็นแววตาเขากวาด.มองมาทางพวกตน หัวหน้ากงก็บอกทันทีว่า “พวกเรามาช่วยเจ้า!” กล่าวจบก็ตวัดกระบี่คมในมือโจมตีไป คิดจะเปิดทางหนีให้เขาออกมา
แววตาเฟิ่งจิ่วฉายแววเล็กน้อย ถอนหายใจออกมา สายตามองผ่านบนร่างทั้งสามคนและเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็จัดการระดับหลอมแก่นพลังสองคนนั้นซะ”
ทั้งสามได้ยินคำพูดนี้ พลันปิดล้อมผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสองคนนั้นไว้ สองคนนี้ต่างมีวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุด เป็นขั้นสูงสุดในระดับหลอมแก่นพลัง แต่ในหมู่พวกเขาสามคนมีแค่หัวหน้ากงที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสุด ชายชราคนนั้นอยู่ระดับกำเนิดวิญญาณ ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังอีกคนกลับอยู่แค่ช่วงที่สาม
ด้วยกำลังพวกเขา คิดจะสู้กับระดับกำเนิดวิญญาณสี่คนนั้นก็ไม่ประมาณตนสักเท่าไรจริงๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาต้องดึงสองคนนี้ออกมา ฆ่าสองคนนี้ก่อนค่อยว่ากัน!
“เข้ามาตายซะ! ชีวิตพวกเจ้าสามคนพวกเราจะเก็บไว้เอง!” คนชุดดำระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุดสองคนนั้นกล่าวเสียงเข้ม แล้วเรียกพลังบินออกมายังสถานที่ไกลกว่าสามจั้งพร้อมกับพวกเขา
แม้หนึ่งในสามคนนั้นจะมีผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณ แต่สำหรับพวกเขากลับใช่ว่าจะสู้ไม่ชนะ เพราะพวกเขามีของวิเศษ! ยิ่งไปกว่านั้นผู้ฝึกตนในแคว้นระดับหกนี้กำลังต่อสู้จะเทียบกับพวกเขาได้อย่างไร?
“เฟิ่งจิ่ว ถ้าจะให้ดีที่สุดเจ้าก็ยอมร่วมมือเสียดีๆเถอะ มิเช่นนั้นจะลำบาก!”
ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณหนึ่งคนในนั้นแค่นเสียงหยัน “อย่าคิดว่าคนพวกนี้จะช่วยเจ้าได้ ต้องรู้ไว้ว่าพวกเราสี่คนต่างมีวรยุทธ์ระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุด แค่กระทืบเท้าก็ทำให้เมืองซิงอวิ๋นพินาศลงได้!”
ยามนี้พวกเขาเผยพละกำลังทั้งหมดของตนเองออกมา ไม่ได้เก็บกดวรยุทธ์ระดับกำเนิดวิญญาณไว้อีกต่อไป แต่ปล่อยกลิ่นอายและแรงกดดันที่ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดพึงมี!
นี่คือไพ่ตายของพวกเขา! สิ่งที่น่ากลัวของผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดคือสามารถทำลายเมืองหนึ่งได้ในชั่วอึดใจ หรือแม้แต่แคว้นแคว้นหนึ่ง! ต่อให้เป็นสำนักศึกษาหมอกดาราก็ไม่อยู่ในสายตาพวกเขา!
หลังจากเฟิ่งจิ่วหอบหายใจเล็กน้อยยามสงบจิตใจ มือก็จับกระบี่คมพยับลุกขึ้นมา ดูเหมือนกลิ่นอายบนร่างปั่นป่วนเล็กน้อย อันที่จริงตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าจุดเชื่อมนั้นที่เธอเฝ้ารอมาตลอดในที่สุดมาถึงแล้ว การไหลพล่านกับเสียงร่ำร้องจากเลือดภายในร่างกำลังขยายเส้นเลือดทุกเส้นและกล้ามเนื้อ เธอเพียงรู้สึกว่าเลือดกำลังเดือดพล่าน ราวกับกระแสน้ำที่ลงมาจากภูเขาสูงและหลั่งไหลสู่ท้องทะเล…
ตรงจุดตันเถียน หยดน้ำกลายเป็นวังน้ำวน กลิ่นอายพลังวิญญาณค่อยๆพรั่งพรูและรวมตัวกันขึ้นมา ยิ่งหมุนก็ยิ่งใหญ่ขึ้น มันกำลังดูดซับกลิ่นอายพลังวิญญาณราวกับวังวน แม้เธอรู้ว่ายามนี้ไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุดในการสร้างรากฐาน แต่กลับเป็นจุดเชื่อมนั้นที่เธอรอมาตลอดเช่นกัน!
“เช่นนั้นมาสู้กันเถอะ! ข้าก็อยากเรียนรู้เสียหน่อย ว่าระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดจะน่ากลัวเพียงใดกันแน่!”
ตอนที่ 743: กลิ่นอายพลังวิญญาณเอ่อล้น
เฟิ่งจิ่วมองผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณสี่คนตรงหน้านี้ ในดวงตามีความบ้าคลั่งที่จะสู้สุดชีวิต จิตวิญญาณต่อสู้ทั่วร่างถูกกระตุ้นออกมาในเวลานี้ กลิ่นอายพลังเร้นลับ กระแสลมพลังวิญญาณ ทั้งสองกระแสลมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วก่อตัวกลายเป็นกลิ่นอายมหาศาลที่น่าประหลาดใจและตกตะลึง จิตสังหารมืดฟ้ามัวดินกระจายจากร่าง บริเวณที่ห่างรอบกายออกไปไกลกว่าสามจั้ง กลิ่นอายในอากาศราวกับถูกเธอดูดเก็บไป ยามนี้บนร่างเธอมีอำนาจน่าหวาดกลัวที่สะเทือนฟ้าสะท้านดิน...
“ซี๊ด!”
“เป็นไปได้อย่างไร! เขาเป็นร่างเทพประทับ!”
“สวรรค์! ร่างเทพประทับ! เป็นร่างเทพประทับที่ยากจะเจอสักครั้งในรอบหมื่นปี!”
ยามนี้แม้แต่สี่ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณยังตื่นตะลึง เห็นกระแสลมทรงพลังนั้นที่พรั่งพรูขึ้นมาบนร่างเขา ในใจก็นึกถึงตำนานเกี่ยวกับร่างเทพประทับ
ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญของร่างเทพประทับนับเป็นสิบเท่าของผู้ฝึกตนมากพรสวรรค์! ถึงขั้นไม่มีขีดจำกัด! ต้องรู้ว่าภายในแปดจักรวรรดิใหญ่ยังไม่เคยมีคนที่มีร่างเทพประทับ นึกไม่ถึงว่าในแคว้นระดับล่าง แคว้นระดับเก้าที่ต่ำที่สุดจะมีร่างเทพประทับอยู่!
มิน่าท่านผู้นั้นถึงสนใจเขา แม้ตอนนี้จะธรรมดาไม่โดดเด่น อีกไม่กี่ปีรัศมีและวรยุทธ์ก็จะเหนือกว่าทุกคน!
“จะปล่อยเขารอดไปไม่ได้! ฆ่าเขาซะ!”
คนเช่นนี้ครอบครองร่างเทพประทับไว้ เช่นนั้นยิ่งปล่อยเขารอดไปไม่ได้! แม้เบื้องบนจะสั่งให้พากลับไปหลังจากหาเจอ แต่ยามนี้พวกเขารู้อย่างลึกซึ้งว่าไม่อาจปล่อยให้คนคนนี้มีชีวิตต่อไปได้! มิเช่นนั้นตัวแปรมากเกินไป ภัยอันตรายจะยิ่งมาก!
“ฆ่าเขาซะ!”
สิ้นเสียงดุร้ายกระหายเลือด สี่ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดก็ออกจู่โจมพร้อมๆกัน หากบอกว่าก่อนหน้านี้ยังมีช่องโหว่บางส่วน เพียงเพราะคิดจะจับไปเป็นๆ เช่นนั้นตอนนี้พวกเขาพูดได้เลยว่าจะไม่เหลือโอกาสให้รอดอีกต่อไป จะลงมือจัดการเขาให้ถึงที่ตาย!
“ไม่ปล่อยให้ข้ารอด ข้าก็จะฆ่าเจ้าเช่นกัน!”
เปลวไฟลุกโหมผุดขึ้นบนร่างเฟิ่งจิ่ว นั่นเป็นเปลวไฟชีวิตของสัตว์เทวะในตำนานที่มาจากภายใน บนกระบี่คมพยับ นอกจากประกายสีดำที่พุ่งพล่านยามนี้ยังมีเปลวไฟล้อมรอบ เป็นการปกป้องจากแรงกดดันสัตว์เทวะในตำนาน แรงกดดันของสี่ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณจึงไม่เป็นอันตรายต่อเธอ
จิตวิญญาณต่อสู้เดือดพล่าน เจตนาสังหารปรากฏ!
กระแสลมน่าสะพรึงกับแรงกดดันน่าหวาดกลัวแทบจะกระจายไปทั่วผืนป่าทึบในชั่วขณะหนึ่ง แม้แต่พวกคนที่สู้กันห่างออกไปกว่าสามจั้ง ภายใต้กลิ่นอายแรงกดดันผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณทั้งสี่ รวมถึงกระแสลมทรงพลังที่พรั่งพรูออกมาจากเฟิ่งจิ่ว ก็ยังถูกกระแสลมที่เห็นได้ด้วยตาเปล่านั้นโจมตีกระเด็นออกไป
กระแสลมนั้นเป็นดั่งเกลียวคลื่นแต่ละชั้น หลั่งไหลปั่นป่วน หนึ่งชั้นโถมทับอีกชั้นจนปกคลุมป่าทึบทั้งหมด ไม่ว่าแผ่นดินหรือกลางเวหาล้วนล้นเปี่ยมไปด้วยกระแสลมกับแรงกดดันทรงพลังคล้ายลายน้ำนั้น…
“เปรี้ยง!”
“ฟิ้ว! สวบๆ!”
พวกคนที่ถูกโจมตีส่งออกไปชายขอบนอกป่าทึบติดๆกัน นอกจากชายชราระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้น คนอื่นๆ ต่างกลิ้งล้มลงไปกับพื้นอย่างไม่อาจควบคุม เมื่อได้ยินเสียงดังสนั่นที่ลอยมาจากส่วนลึกของป่าทึบนั้น ชายชราคนนั้นไม่ได้สืบหาความ แต่อาศัยตอนที่ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสองคนถูกกระแสลมทำให้ปั่นป่วนจนเสียสมดุลและกำลังต่อสู้ เรียกกระบี่สั้นสองเล่มปรากฏขึ้นในมือและแทงไปตรงจุดตันเถียนด้วยท่าทีปานสายฟ้า ทำลายแก่นพลังสองคนนั้นไป
ทันใดนั้นได้ยินเพียงเสียงดังขึ้นสองเสียง ชายชุดดำระดับหลอมแก่นพลังสองคนที่ไม่ทันได้ตอบโต้ล้มลงพื้น จ้องมองชายชราระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นนิ่งๆ ด้วยความไม่ยอมแพ้และโกรธแค้น...
ตอนที่ 744: แรงกดดันในตำนาน
ในเวลานี้เอง กลุ่มผู้ฝึกตนที่ร่อนกระบี่มาแต่ไกล หัวหน้าคือเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนัก เมื่อทั้งสองเห็นภาพป่าทึบเบื้องหน้าก็ตกใจเล็กน้อย เพราะจำได้ว่าหนึ่งคนในนั้นคือหัวหน้ากงจากตลาดมืด
ทันใดนั้นทั้งสองก็นำกำลังคนมาถึงด้านหลังพวกเขา
“ท่านหัวหน้ากง ทำไมพวกท่านมาอยู่ที่นี่?” เจ้าสำนักเอ่ยถาม สายตาหยุดลงบนร่างผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสองคนบนพื้นที่ตายไป ขณะเดียวกันข้างหูยังได้ยินเสียงต่อสู้ที่ลอยมาจากในป่าทึบ
“พวกท่านมาแล้วหรือ?” เมื่อหัวหน้ากงเห็นเจ้าสำนัก โดยเฉพาะเหล่าผู้ฝึกตนที่ตามหลังมาทีละคนทีละคน ในใจก็แปลกใจเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำให้พวกอาจารย์ทั้งสำนักศึกษาต้องมาช่วยเหลือ แต่…
“หลังได้รับข่าวพวกเราก็รีบมา เห็นเฟิ่งจิ่วข้างในแล้ว แต่ตอนนี้เกรงว่าคงเข้าไปไม่ได้ พวกท่านดูสิ” เขาให้สัญญาณมองไปยังป่าทึบด้านหน้า คือกระแสลมทรงพลังที่หลั่งไหลในอากาศ
“ด้านในมีผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดสี่คน แรงกดดันระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดกระจายออกไปปกคลุมทั้งผืนป่าทึบ สิ่งที่สำคัญที่สุด ท่ามกลางแรงกดดันผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดยังมี…”
เอ่ยถึงตรงนี้หัวหน้ากงลังเลไปสักพัก พลางมองป่าทึบตรงหน้านั้นโดยไม่พูดต่อไปอีก
เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักมองไปด้านใน ขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ว่านอกจากแรงกดดันของผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดที่เขาเอ่ยถึง ยังมี… กลิ่นอายสัตว์เทวะในตำนาน!
เป็นสัตว์พันธสัญญาคู่ชีวิตของเฟิ่งจิ่ว? สัตว์พันธสัญญาเขาเป็นสัตว์เทวะในตำนานหรือ?
ขณะเก็บความตกตะลึงในใจไว้ สองคนมองหน้ากัน ก็ได้ยินเสียงอุทานจากพวกอาจารย์ที่ล้อมเข้ามาด้านหลัง
“ซี๊ด! กระแสลมพลังวิญญาณที่ทรงพลังเพียงนี้ผันผวน เฟิ่งจิ่วคนนั้นยังรอดได้หรือ?”
“แรงกดดันที่แฝงอยู่ภายในกระแสลมพลังวิญญาณพวกนี้ทำให้ดวงจิตพวกเราสั่นไหว…”
“นี่มันแรงกดดันผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุด!” ผู้อาวุโสทั้งสี่ของสำนักศึกษากล่าวเป็นเสียงเดียวกัน เดินทัพผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดสี่คนออกมาสังหารนักเรียนคนเดียว? ช่างลงทุนจริงๆ
แตกต่างจากทุกคน กวนสีหลิ่นที่เหยียบกระดานแปดทิศตามมาด้านหลังเปิดการป้องกันบนกระดานบินทันที แล้วบินพุ่งไปด้านในโดยไม่แม้แต่จะหยุด เห็นเช่นนี้พวกเจ้าสำนักก็ตกใจยกใหญ่
“กลับมา! พวกเจ้าอยากตายรึ!”
สิ้นเสียงตะโกนเกรี้ยวกราด เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักรีบเรียกพลังไล่ตามไปโดยไม่สนใจอย่างอื่น จากนั้นผู้อาวุโสระดับกำเนิดวิญญาณสี่คนหลังจากชะงักไปเล็กน้อยก็ตามหลังไปติดๆ อาจารย์คนอื่นเห็นท่าทาง มองหน้ากันแวบหนึ่ง ต่างพากันหยิบของวิเศษออกมาเปิดการป้องกันแล้วตามเข้าไป
แรงกดดันมหาศาลเช่นนั้น ถึงเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังเกรงว่าแค่ก้าวเดียวยังลำบาก แต่โชคดีบนตัวพวกเขามีของวิเศษป้องกันตัว ทว่าภายใต้แรงกดดันและกลิ่นอายเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วที่เป็นนักเรียนเข้าใหม่ปีนี้ ซ้ำยังมาจากแคว้นระดับเก้า จะรอดชีวิตได้จริงๆหรือ?
“พวกเราก็เข้าไปเถอะ!” ชายชราระดับกำเนิดวิญญาณของหัวหน้ากงเอ่ยขึ้น สะบัดแขนเสื้อแล้วตรงไปด้านใน
“ไป!” พวกอาจารย์สำนักศึกษาล้วนมีของวิเศษป้องกันตัว แน่นอนว่าพวกเขาก็มี
เนี่ยเถิงกับเซียวอี้หานก็เข้าไปข้างในเช่นกัน ทั้งสองคนหนึ่งเป็นรัชทายาทแคว้นเหินเวหา อีกคนเป็นเชื้อสายตระกูลขุนนาง แน่นอนว่าไม่มีทางขาดของวิเศษ
ฝ่ายโม่เฉินในชุดขาวที่ตามหลังพวกเขามากลับหยุดชะงักกลางอากาศ ไม่ได้เหยียบกระบี่บินไปข้างหน้าต่อ แต่กำลังสัมผัสกระแสลมกับแรงกดดันที่พรั่งพรูในอากาศป่าทึบผืนนี้
กลิ่นอายนั้นที่ปะปนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันของผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุด ไม่ใช่กลิ่นอายระดับหลอมแก่นพลัง ไม่ใช่กลิ่นอายระดับกำเนิดวิญญาณ และยิ่งไม่ใช่กลิ่นอายสัตว์เทวะ แต่เป็น…แรงกดดันในตำนาน!
ตอนที่ 745: ฟันสังหารผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณ
โม่เฉินมองป่าทึบที่ถูกปกคลุมด้วยแรงกดดันกับกระแสลม อดไม่ได้ที่จะกระซิบครุ่นคิด ‘เฟิ่งจิ่วเป็นใครกันแน่?’ เขาสะบัดแขนเสื้อ ชุดขาวยกขึ้นเบาๆ จากนั้นมุ่งหน้าไปด้านใน…
ส่วนลึกของป่าทึบ ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสี่คนนั้นยิ่งสู้กับเฟิ่งจิ่วยิ่งตกใจ! แตกต่างจากพวกเขาที่เสียกลิ่นอายพลังวิญญาณเรื่อยๆ เฟิ่งจิ่วยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกที กลิ่นอายพลังวิญญาณไม่อ่อนแรงกลับสูงขึ้น ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างกำลังส่งพลังวิญญาณกับพลังเร้นลับให้ไม่ขาดสาย ยิ่งถึงช่วงท้ายความเร็วของนางยิ่งว่องไว กำลังต่อสู้ก็ยิ่งน่าตื่นตาตื่นใจ
โดยเฉพาะแรงกดดันในตำนานทั้งหมดที่ปล่อยออกมาจากร่างนาง ทำให้ความเร็วพวกเขาชะลอลงเสียดื้อๆ แม้พวกเขาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณ แต่จะเผชิญหน้ากับแรงกดดันในตำนาน ใจก็ยังเกิดความกลัวโดยไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อต่อสู้กันไปบนร่างพวกเขาก็บาดเจ็บหลายแห่ง บาดแผลที่โดนกระบี่คมพยับทำร้ายไม่มีเลือดไหล เพราะกระบี่คมพยับมีเปลวไฟ ขณะที่ฟันผ่านร่างพวกเขา เลือดยังไม่ทันไหลก็โดนเปลวไฟกับอุณหภูมิที่สูงมากลวกแผล ส่งกลิ่นไหม้เล็กน้อยออกมา
ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณทั้งสี่ แต่ละคนบนร่างมีบาดแผล ผมเผ้ายุ่งเหยิงน่าอับอายไม่สิ้นสุด หากไม่ประสบด้วยตนเอง ใครคงไม่เชื่อว่าผู้แข็งแกร่งระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณจะบีบพวกเขาจนกลายเป็นเช่นนี้ การต่อสู้กับนางทำให้พวกเขารู้ถึงความน่ากลัวของร่างเทพประทับอย่างชัดเจนอีกครั้ง หากไม่ใช่เพราะพวกเขาสี่คนล้วนเป็นผู้ชาย จะต้องยึดร่างนางไป แล้วใช้ร่างนี้มาฝึกบำเพ็ญเป็นแน่
หากคนภายนอกรู้ว่านางเป็นร่างเทพประทับ คนที่จะยึดร่างคงล้อมหน้าล้อมหลังเข้ามาแน่ๆ ร่างกายเช่นนี้คือความอยู่รอดของผู้ฝึกวิชาเซียนขั้นสูงสุด เป็นสิ่งล่อใจยิ่งใหญ่ที่ทำให้คนไม่มีทางปฏิเสธ น่าเสียดาย น่าเสียดาย…
“ฟิ้ว! ตู้ม!”
กระบี่คมพยับแผ่รัศมีวาดไปกลางอากาศเสียงดัง พร้อมด้วยจิตสังหารกระหายเลือดรุนแรง ขณะที่กระแสลมทรงพลังลอยตัดลงไป ก็สาดกระแสลมทั้งหมดแยกไปสองฝั่ง พลังกระบี่แฝงด้วยแรงกดดันในตำนานฟันลงไปอย่างป่าเถื่อน ก่อนจะตรงเข้าโจมตีผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคนหนึ่งในนั้น
ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณตกใจมาก ใช้กระบี่ในมือเข้าขวาง แล้วปล่อยพลังวิญญาณมากมายทั่วร่างเข้าไปคิดจะต้านทานจิตสังหารล้นฟ้าที่โจมตีมา ทว่าด้วยพลังระดับกำเนิดวิญญาณ เขาจึงโดนผลักถอยหลังไปทีละก้าวภายใต้พลังกระบี่อันแข็งแกร่งรวมถึงแรงกดดันในตำนาน กระแสลมทรงพลังที่เข้าปะทะหน้าพัดกระหน่ำเสียจนอวัยวะทั้งห้าบนหน้าแทบจะเปลี่ยนรูปไป เหมือนมีใบมีดคมกำลังพัดกรีดผิวหนัง แม้แต่ลืมตายังทำไม่ได้
“แกร๊ง! ตู้ม!”
ภายใต้พลังกระบี่แข็งแกร่ง กระบี่คมที่ขวางเบื้องหน้าโดนหักแตก หลังจากส่วนหนึ่งกระเด็นไปด้านหลังและเหวี่ยงสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าก็ปักลงบนพื้น เวลานี้เอง แรงกดดันในตำนานที่ทรงพลังนั้นทำให้ร่างเขาสั่นสะท้าน เพียงรู้สึกว่าในฉับพลันที่ไม่ทันได้เตรียมตัว เสียงดังสนั่นกระทบลงบนหน้าอกและชนเขากระเด็นร่วงไปไกลหลายจั้งไม่อาจหยุดลง กลับโดนลากไปบนพื้นเป็นร่องรอยยาว
ในเวลานั้นที่ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณถูกแรงกดดันในตำนานชนร่วงลงพื้น ไม่มีใครได้ยินว่าร่างกายเขาส่งเสียงดังสวบคล้ายมีใบมีดคมแทงเข้าสู่ร่าง เป็นกระบี่หักครึ่งที่ปักอยู่บนพื้นนั่นเอง ฝุ่นบนพื้นพากันปลิวว่อน ใครก็ไม่สังเกตว่าในร่องยาวเหยียดที่ถูกผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณลากออกไปมีเลือดไหลหยด ส่วนร่างนั้นก็แข็งทื่อไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย ทว่าดวงตายังนิ่งจ้องเฟิ่งจิ่วในชุดสีแดงขาดวิ่นที่ลอยสูงกลางกระแสลม จนตายยังหลับตาไม่ลง…
ตอนที่ 746: ข้าไม่ไป
กระทั่งเวลานั้น ชีวิตของผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นสิ้นลง สามคนที่เหลือถึงจะได้สติกลับมาด้วยความตะลึงอย่างยิ่ง รู้สึกยากจะเชื่อ และไม่กล้าเชื่อว่าผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณคนหนึ่งจะ…จะตายอยู่ในกำมือผู้ฝึกตนระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณคนหนึ่งเช่นนี้…
แม้ยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณคนนี้เป็นร่างเทพประทับ แม้ว่าสัตว์พันธสัญญาณคู่ชีวิตนางเป็นสัตว์เทวะในตำนาน และถึงแม้ว่าร่างนางมีแรงกดดันในตำนาน แต่นั่นเป็นผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณเชียว! เป็นผู้แข็งแกร่งที่แม้กายเนื้อตายไป ก็ใช้วิญญาณต้นหนีเอาตัวรอดได้! จะ…จะตายเช่นนี้ได้อย่างไร…
เพราะไม่มีทางเชื่อ ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคนหนึ่งในนั้นจึงบินพุ่งเข้าไปประคองระดับกำเนิดวิญญาณที่ตายไปคนนั้นขึ้นมา เช่นนี้ถึงจะเห็นว่ากระบี่นั้นแทงเข้าจุดตันเถียนพอดี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีวิญญาณต้นอยู่ กระบี่หักส่วนนั้นเสียบทะลุร่างเขาเช่นนั้นโดยไม่มีการเตือน เผยให้เห็นเพียงปลายกระบี่เล็กน้อยตรงเสื้อคลุมตัวนอกที่เปรอะสีเลือดไปหมด
เวลานี้เอง ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณที่เดิมทีหน้าตายังวัยกลางคน เมื่อชีวิตสิ้นไป วิญญาณต้นดับสูญ รูปลักษณ์หน้าตาเขาก็แห้งเหี่ยวแก่ลงอย่างรวดเร็ว สุดท้ายกลายเป็นชายชราที่ทั้งผอมแห้งและแก่ชราเสียจนดูไม่ได้
บรรยากาศคล้ายจะถูกแช่แข็งไปในเวลานี้ กลิ่นอายที่ทั้งกดดันและมืดมนนั้นแผ่ออกมาจากร่างผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณสามคนที่เหลือนั้น จิตสังหารชั่วร้ายเอ่อล้นอยู่กลางอากาศ ก่อตัวกลายเป็นกระแสลมล้อมรอบบริเวณที่พวกเขาอยู่ ราวกับจะตัดการเชื่อมต่อระหว่างที่นี่กับโลกภายนอก ไม่เพียงแยกจากกัน ซ้ำยังปิดกั้นมุมมองจากภายนอก
พวกเจ้าสำนักยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งรู้สึกว่าเลือดลมพุ่งพล่านฝีเท้ายากจะขยับ คนอื่นที่อยู่ระดับกำเนิดวิญญาณเหมือนกันยังดีอยู่ แต่อาจารย์พวกนั้นก็ค่อยๆทิ้งระยะห่างจากพวกเจ้าสำนัก แม้อยากก้าวไปข้างหน้า กลับยังคงไม่มีทางเข้าใกล้เช่นเคย
นี่เป็นความแตกต่างของพละกำลัง ห่างกันหนึ่งระดับ ความต่างก็ไม่ใช่แค่เล็กน้อย
“เฟิ่งจิ่ว! ตายเสียเถอะ!”
น้ำเสียงเย็นเยียบที่แฝงด้วยจิตสังหารมากล้นดังออกมาจากด้านใน ขณะที่ทุกคนภายนอกแนวกั้นกระแสลมยังรู้สึกเหลือเชื่อ
เฟิ่งจิ่วยังมีชีวิตหรือ? ภายใต้เงื้อมมือผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณยังยืนหยัดได้นานเพียงนี้เชียว?
“เสี่ยวจิ่ว! เสี่ยวจิ่ว!”
กวนสีหลิ่นกังวลเสียจนตาแดงก่ำ แม้เขาอยู่ระดับบรรพชนนักรบ แต่ในเวลานี้ต่อให้เขาอยากจะกระโจนเข้าไปอย่างไม่คิดชีวิต แล้วพุ่งเข้าไปด้านในแนวกั้นกระแสลมนั้น ก็ยังไม่มีทางเคลื่อนเข้าไปได้อีกสักก้าว
ภายใต้แรงกดดันและกระแสลมทรงพลังที่กระจายไปในอากาศ ทุกก้าวของเขาเหมือนมีน้ำหนักเป็นพันชั่ง ทุกครั้งที่ลากเข้าไปใกล้หนึ่งก้าว เลือดลมในร่างต่างกำลังเดือดพล่านและปั่นป่วน คล้ายจะกระอักออกมาจาก.อก
เซียวอี้หานก็เหมือนกันกับเขา แม้เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน แต่ยามนี้ภายใต้แรงกดดันมหาศาลแค่ก้าวเดียวยังยากเลย ยิ่งเดินลำบากยิ่งตกตะลึง ขนาดพวกเขายังเคลื่อนไหวเช่นนี้ ด้วยวรยุทธ์เฟิ่งจิ่วจะทนอยู่ที่นี่นานเพียงนี้ได้เช่นไร?
“พวกเจ้าถอยไปข้างหลังก่อน แรงกดดันและกระแสลมที่นี่แข็งแกร่งเกินไป พวกเจ้ารับไม่ไหวหรอก” รองเจ้าสำนักกล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อ แล้วใช้แรงส่งทั้งสองคนออกไปไกลมากกว่าสามจั้ง
ทว่าขณะกำลังจะส่งเนี่ยเถิงออกไป กลับเห็นสายตาเย็นชาพร้อมด้วยไอหนาวเย็นน่าสะพรึงจ้องมองมา ทำให้เขาตกใจไปชั่วขณะ ทำไมเขาถึงตามมาด้วย? รู้ว่าต้องตามออกมาเสี่ยงอันตรายแท้ๆ หรือว่าเขาจะรู้จักกับเฟิ่งจิ่ว?
“ข้าไม่ไป!”
เนี่ยเถิงเอ่ยเสียงเข้ม หลังจากมองรองเจ้าสำนัก สายตาก็หยุดลงบริเวณกระแสลมเบื้องหน้า ยามได้ยินเสียงต่อสู้ที่ลอยมาจากด้านใน หัวใจเขาคร่ำเครียด ทันใดนั้นก็หยิบของสิ่งหนึ่งจากห้วงมิติออกมา
ตอนที่ 747: พวกเรามาแล้ว
นั่นคือลูกปัดเม็ดหนึ่ง เป็นลูกปัดทรงกลมที่เล็กกว่าไข่ไก่หน่อย ดูไม่ได้พิเศษอะไร ไม่ค่อยสะดุดตาเท่าไร คนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้เดาว่าคงมองมันเป็นแค่ลูกปัดของเล่นเท่านั้น
“ลูกปัดวิญญาณหินแก้ววายุ หนึ่งในสามสมบัติแคว้นราชวงศ์แคว้นเหินเวหา!”
เจ้าสำนักตกใจเล็กน้อย ไม่นึกว่าเนี่ยเถิงจะพกของล้ำค่าเช่นนี้ติดตัว ของสิ่งนี้เป็นของล้ำค่าจริงๆ เพราะสร้างจากหินแก้วภูเขาไฟ ซ้ำยังสลักค่ายกลป้องกัน ลำพังแค่การป้องกันยังต้านทานการโจมตีจากผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณได้ยี่สิบครั้ง นอกจากพลังป้องกันยังปั่นป่วนแรงลมในอากาศได้ ขณะเดียวกันหากผู้ฝึกตนธาตุลมได้มันไป ในการต่อสู้ลูกปัดเม็ดนี้จะแสดงประสิทธิภาพได้มากที่สุด
เพียงเห็นเนี่ยเถิงโยนลูกปัดในมือขึ้นบนอากาศ ลูกปัดเม็ดนั้นพลันหมุนวนพัดกระแสลมในอากาศรอบๆไปอีกทาง แล้วดูดกระแสลมทรงพลังที่ก่อตัวเป็นแนวกั้นนั้นมาไว้ด้านล่างลูกปัด กลายเป็นกระแสลมคล้ายลมกรด ไปยังในป่าอีกด้านหนึ่ง
เพราะกระแสลมที่ตั้งเป็นแนวกั้นนั้นโดนดูดออกไป ฉากต่อสู้ด้านในนั้นก็ปรากฏเบื้องหน้าทุกคน ทว่าเมื่อเห็นภาพตรงหน้านั้น กลับ.อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจ
เฟิ่งจิ่วในชุดสีแดงที่โดนกรีดออกเป็นช่องนับไม่ถ้วนบาดเจ็บไปทั้งร่าง ชุดสีแดงบนร่างแยกไม่ออกว่าพวกไหนเป็นเลือดเขา พวกไหนเป็นเลือดศัตรู เพียงรู้ว่าชุดสีแดงถูกเลือดย้อมเป็นสีแดงเข้ม สิ่งที่น่าสยดสยองคือบาดแผลแต่ละรอยนั้น รวมถึงไอสังหารกับแรงกดดันแข็งแกร่งที่ไหลพล่านบนร่างเขา
ทว่าตอนนี้ สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจที่สุดจนต้องสูดลมหายใจไม่ใช่เพราะสิ่งนี้ แต่เป็นกระบี่ยาวเล่มนั้นในมือผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณตรงหน้าที่แทงทะลุไหล่เขา ปลายกระบี่แหลมคมแทงเข้าไปจากข้างหน้าและทะลุออกด้านหลัง…
เทียบกับไหล่เขาที่ถูกแทงด้วยกระบี่คมของผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณ กระบี่ฉายประกายสีดำเล่มนั้นในมือเขาก็เสียบทะลุหัวใจผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้น พลังกระบี่พร้อมด้วยกระแสเปลวเพลิงวาดลงจากบริเวณหัวใจ และเผาทำลายวิญญาณต้นในทันใด
“เฮือก!”
คนที่เห็นภาพเช่นนี้ ไม่มีใครไม่สูดลมหายใจ แค่แวบเดียวพวกเขาก็มองออก ว่านี่คือวิธีสู้ที่ใช้บาดแผลแลกชีวิต! เป็นวิธีทำให้ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บโดยที่ตนเองเสียหายแปดร้อยแต่ศัตรูบาดเจ็บเป็นพัน!
ความเสี่ยงอันตรายนั้นทำให้พวกเขาเห็นยังอกสั่นขวัญแขวนอย่างอดไม่ได้ หากกระบี่ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นแทงโดน เช่นนั้นเกรงว่าเขาต้องจ่ายด้วยชีวิตแล้วจริงๆ…
“ตุบ!”
ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นตาเบิกกว้าง ซ้ำยังโดนเฟิ่งจิ่วถีบล้มลงไปอย่างมีความไม่ยอม วิญญาณต้นก็ถูกทำลายไปด้วย ไม่มีทางเหลือแม่แต่โอกาสรอด
“อื้ม!”
เพราะผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นล้มไปด้านหลังกระบี่ยาวที่แทงอยู่บนไหล่จึงถูกดึงตามออกไป ขณะที่กระบี่ยาวถูกดึง เธอก็ก้าวถอยหลังด้วยฝีเท้าซวนเซ ก่อนจะค้ำร่างไว้ด้วยกระบี่คมในมือพลางประคองฝีเท้าที่สั่นเล็กน้อย
เธอหันข้างมองยังทุกคนที่กรูกันเข้ามา เมื่อเห็นพวกเขาก็ตกใจโดยทันที คนที่ทั้งคุ้นและไม่คุ้นหน้า แต่ละคนต่างก็มา นี่อาจารย์ทั้งสำนักศึกษาที่มีกำลังต่อสู้มากันหมดเลยหรือ?
“เฟิ่งจิ่ว พวกเรามาแล้ว”
สายตาเจ้าสำนักหยุดลงบนร่างหนุ่มน้อย เห็นเขายืนหยัดมาถึงตอนนี้ได้ ประคองไว้จนพวกเขามาถึง ความรู้สึกตอนนี้ไม่มีทางบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เลย เพียงรู้ว่าเห็นเขายังมีชีวิต ความรู้สึกพวกเขานอกจากตื่นเต้นยังตื่นเต้นได้อีก
แววตาแสนปรีชาและดุร้ายเคลื่อนออกจากบนร่างเฟิ่งจิ่ว เจ้าสำนักมองยังผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสองคนที่เหลือนั้น น้ำเสียงแก่ชราและทุ้มเข้มเปล่งออกจากปากอย่างมีจิตสังหารดุดัน
“ฆ่ามันซะ!”
ตอนที่ 748: เฟิ่งจิ่วสร้างรากฐาน
“ฆ่า!”
“ฆ่า!”
สิ้นคำสั่งฆ่าจากเจ้าสำนัก ทุกคนก็ตะโกนเสียงดังพร้อมกัน สองคำว่าฆ่าที่ตะโกนออกมาติดๆ กันแฝงไปด้วยจิตสังหารและความดุร้ายมากล้น แม้พวกอาจารย์ส่วนมากจะเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังและระดับปราชญ์นักรบ แต่ก็ไม่มีใครถอยหรือหวาดกลัว แต่พุ่งเข้าไปล้อมโจมตีผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสองคนที่เหลือนั้น
หนึ่งคนแรงน้อย หลายคนมากพลัง พวกเขาทุกคนรวมพลังกันจะสังหารผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณไม่ได้ได้อย่างไร?
ไอสังหารพรั่งพรู จิตสังหารรุนแรงที่ระเบิดออกมาบนร่างพวกเขาก่อตัวกลายเป็นไอสังหารพุ่งตรงไปยังผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณสองคนนั้น แม้กำลังพวกเขาเทียบไม่ได้กับสองคนนั้น แต่ภายใต้การนำทัพของผู้อาวุโสระดับกำเนิดวิญญาณสี่คนตรงหน้า รวมถึงเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนัก แต่ละคนท่าทางสง่างามดุจสายรุ้ง และดุร้ายปานพยัคฆ์
“เสี่ยวจิ่ว!”
กวนสีหลิ่นวิ่งเข้ามาประคองนางที่บาดเจ็บไว้ มองเลือดทั่วร่างนาง ในใจเป็นกังวล “ข้าจะห้ามเลือดเจ้าก่อน”
“เฟิ่งจิ่ว เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ยังดีหรือเปล่า?” เซียวอี้หานเอ่ยถาม มองเขาอีกครั้ง ยามนี้คำว่าน้องเฟิ่งนั้นกลับยังเรียกไม่ออก
ใครจะกล้าเรียกเด็กหนุ่มที่สู้กับผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณได้โดยลำพังว่าน้องกัน? ก่อนหน้านี้ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับพลังเขา ยามนี้รู้แล้ว ไหนเลยยังกล้าเรียกคนที่กำลังทั้งแข็งแกร่งและน่ากลัวกว่าตนเองเป็นน้อง?
“ยา”
ขณะที่กวนสีหลิ่นจะหยิบยา ก็เห็นมือหนึ่งยื่นมาเบื้องหน้าเขา พร้อมส่งยาขวดหนึ่งให้ เงยหน้ามองเนี่ยเถิงคนนั้น ไม่ได้สนใจเขาแต่หยิบยาขวดหนึ่งจากในห้วงมิติเทลงตรงไหล่เฟิ่งจิ่ว
เนี่ยเถิงมองนางที่สีหน้าขาวซีด นี่คือครั้งแรกที่เขาเห็นนางเป็นเช่นนี้ แม้ทั่วร่างมีบาดแผลน่าอึดอัดใจไม่สิ้นสุด กลับยังคงไม่อาจบดบังความสง่างามแพรวพราวบนร่างนางไว้ได้
สู้กับผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณเพียงลำพัง กำลังนางแข็งแกร่งถึงขั้นนี้แล้วหรือ?
เฟิ่งจิ่วไม่สนใขเนี่ยเถิง แต่หยุดสายตาลงบนร่างทุกคนที่ล้อมโจมตีผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณสองคนนตรงหน้านั้น รู้สึกว่ากลิ่นอายในร่างปั่นป่วนขึ้นมาอย่างหยุดไม่ได้อีกต่อไป พลังวิญญาณทั่วร่างก็เริ่มไหลเวียน
“พี่ ข้าจะสร้างรากฐาน ช่วยปกป้องข้าที!”
เธอเอ่ยคำพูดแค่เท่านี้ ผลักเขาออกไป ขณะที่นั่งลงขัดสมาธิ สองมือวางตรงหน้าอกวาดเครื่องหมายซับซ้อนออกมา แล้ววางสองเขตอาคมติดๆ กันไว้บริเวณรอบกายนาง
กวนสีหลิ่นอึ้งไป สะ สร้างรากฐาน? ที่นี่? ตอนนี้หรือ?
หลังจากตกใจ เขาพลันสงบจิตใจ เห็นนางวางเขตอาคมพร้อมนั่งขัดสมาธิปรับกลิ่นอาย กลิ่นอายพลังวิญญาณบนร่างเอ่อล้นขึ้นมา ทันใดนั้นก็ปั้นหน้าเคร่งขรึม แล้วเฝ้าอยู่นอกเขตอาคมราวกับเทพารักษ์ คอยระวังรอบๆ ป้องกันผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณสองคนนั้นลงมือกับนางในตอนนี้
คนที่ตะลึงไม่ใช่แค่กวนสีหลิ่น แม้แต่เนี่ยเถิงยังตกใจไปสักพัก ไม่ได้พูดอะไร แค่เฝ้านอกเขตอาคมไปเงียบๆ เพื่อปกป้องนาง
ส่วนเซียวอี้หานก็ถลึงตาอย่างประหลาดใจ “สะ สร้างรากฐาน?” เจ้าบ้า! ไม่ได้ฟังผิดกระมัง? นึกไม่ถึงว่าเฟิ่งจิ่วจะสร้างรากฐานที่นี่? ไม่ได้กลัวจะปกป้องไม่ไหว หากเขตอาคมเขาถูกผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณนั่นทำลาย และขัดขวางการสร้างรากฐานเขาก็เสียแรงเปล่าสิ?
“พวกเราก็จะปกป้องเขาด้วย”
พวกหัวหน้ากงแห่งตลาดมืดไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้ล้อมจู่โจมด้านหน้า แต่เฝ้าด้านนอกเขตอาคมเฟิ่งจิ่วเพื่อปกป้องเขา
พวกเขาเฝ้าตรงเจตอาคม ทางนั้นพวกเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักกำลังล้อมโจมตีผู้ฝึกตนระดับ มีอาจารย์ไม่น้อยได้รับบาดเจ็บและถูกโจมตีกระเด็นออกไป ดวงตาเห็นพวกอาจารย์ระดับหลอมแก่นพลังในเงื้อมมือผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสองคนนั้นยังรับมือไม่ไหว ยิ่งเห็นก็ยิ่งวิตก
ทว่าในเวลาเดียวกันนี้ หลังจากผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณเหวี่ยงทุกคนออกไป ก็สะบัดมือมาทางเขตอาคมทันที…
ตอนที่ 749: ไม่ข้าไม่ได้
ชายชราผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณจากตลาดมืดลอยตัวออกไปทันที ฝ่ามือรวบรวมกลิ่นอายพลังวิญญาณโจมตีไปยังผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดคนนั้น สองคนต่างเป็นผู้ฝึกตนระดับกำเนิด สิ่งที่แตกต่างคือหนึ่งคนอยู่ขั้นสูงสุด อีกคนกลับเป็นเพียงชายชราที่อยู่ระดับกำเนิดวิญญาณขั้นกลางมานานไม่อาจบรรลุ
สองฝ่ามือต่อต้านกัน สองกลิ่นอายจู่โจมออกไปจากฝ่ามือเกิดเสียงดังสนั่น สองกระแสลมระเบิดออกโจมตีไปรอบๆ กลิ่นอายในอากาศสะเทือนเสียจนพรั่งพรูขึ้นมา
แข็งแกร่งกับอ่อนแอเทียบกันก็รู้ทันที เพียงเห็นว่าชายชราระดับกำเนิดวิญญาณจากตลาดมืดคนนั้นหลังจากสองฝ่ามือชนกัน ร่างกายก็โดนแรงปะทะชนไปด้านหลัง กระเด็นออกไปโดยที่อยากต้านทานยังทำไม่ได้ แล้วชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่อย่างแรง
“ตุบ!”
“อั่ก!”
ภายใต้การโจมตีอันรุนแรง เขาร่วงลงกับพื้น ปากยังกระอักเลือดออกมา เพิ่งลุกขึ้นกลับยังเซไปข้างหน้าและล้มลงไป
ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นไม่ได้สนใจใครอื่น ในสายตาเขาจะมีคนอื่นหรือไม่ไม่สำคัญ มีแค่เฟิ่งจิ่วคนนี้ที่ไม่ฆ่าไม่ได้! จะปล่อยนางบรรลุขั้นอย่างราบรื่นไม่ได้เด็ดขาด หากบรรลุขั้นจริงภายหน้าจะยิ่งเป็นปัญหาที่แก้ยาก!
“ท่านอา!”
หัวหน้ากงเห็นเช่นนี้ก็ร้องอุทาน เห็นผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นโดนโจมตีล้มไป เสียงดังสนั่น เมื่อเขตอาคมชั้นแรกถูกทำลายแตกในขณะที่ทุกคนไม่ทันห้ามปราม เขากัดฟันกรอด มือถือกระบี่คมจู่โจมไปข้างหน้า ใครรู้ว่ายังไม่ทันเข้าใกล้ข้างกายเขาก็โดนแขนเสื้อสะบัดกวาดออกไปไกลกว่าสามจั้ง
“ผัวะ!”
ร่างกายร่วงลงพื้นอย่างหนัก เลือดเอ่อล้นจากปากเขา แม้มีพลังระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุด จะเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณก็ไม่ง่ายดายสักนิด
“บ้าเอ้ย!”
เขาทุบพื้นทันใด เช็ดเลือดตรงมุมปากและลุกขึ้นอีกครั้ง กำลังจะพุ่งเข้าไปสู้กับเขาต่อ กลับเห็นผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณอย่างผู้อาวุโสสี่คน เจ้าสำนัก และรองเจ้าสำนักจากสำนักศึกษาแบ่งเป็นสองแถวล้อมผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคนนั้นไว้
ซ้ำยังท่านอาเขาไกลออกไปกว่าสามจั้งล้มอยู่บนพื้นสักพักยังไม่ลุกขั้นมา จึงพุ่งไปโดยเร็วทันที เพื่อประคองเขาขึ้นมา
“ท่านอา เป็นอย่างไรบ้าง? ยังดีอยู่หรือไม่?” เขาประคองคนขึ้นมา พลางเอ่ยถาม
“แค่กๆๆ…”
ชายชราพลันไอสองสามครั้ง ในปากมีเลือดล้นเอ่อ บอกว่า “ระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุด คิดไว้แล้วว่าต้องไม่ธรรมดา แม้แต่ข้าที่อยู่ระดับกำเนิดวิญญาณเหมือนกันยังต้านทางการโจมตีไม่ได้”
ขณะกำลังพูด เมื่อสายตาเคลื่อนไปเห็นเฟิ่งจิ่วภายในเขตอาคมใต้ต้นไม้ที่หมุนสองมือปล่อยกลิ่นอายพลังวิญญาณ ดวงตาก็เบิกกว้างอย่างตกตะลึง
“กะ กลิ่นอายบนร่างเขา…”
พลังวิญญาณกับพลังเร้นลับหลอมรวมกัน เพราะกลิ่นอายที่ปล่อยออกมาล้วนเป็นของเขาคนเดียว ซ้ำยังดูใกล้เคียงกันมาก ด้วยเหตุนี้เองพวกคนระดับหลอมแก่นพลังจึงมองไม่ออก มีเพียงผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณส่วนน้อยสองสามคนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น?
หัวหน้ากงเห็นท่าทีเขาแปลกไป ดังนั้นจึงเอ่ยถาม “กลิ่นอายบนร่างนางทำไมหรือ?”
แม้จะแข็งแกร่งไปเสียหน่อย แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจกระมัง? ถึงอย่างไรแต่ละเรื่องที่เฟิ่งจิ่วคนนี้ทำล้วนทำให้คนตกตะลึง เช่นเรื่องวันนี้ หากไม่เห็นกับตาตนเองพวกเขาจะเชื่อได้อย่างไร ว่าผู้ฝึกตนระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณคนเดียวจะสังหารผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณได้จริงๆ เรื่องเช่นนี้จะอยู่ที่ไหนๆ ก็คิดว่าน่าเหลือเชื่อทั้งนั้น
บริเวณไม่ไกล โม่เฉินในชุดสีขาวยืนอยู่บนกิ่งไม้ มือไพล่หลังรับลมพลางมองเด็กหนุ่มคนนั้นที่นั่งขัดสมาธิบนพื้นเตรียมจะบรรลุขั้น เห็นชุดสีแดงบนร่างเขามีรอยเปื้อนเลือด และมองท่าทางที่เขาหลับตา คล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
ทว่าระหว่างที่เขากำลังครุ่นคิด ในขณะที่คนพวกนั้นปกป้องเขา บนท้องฟ้าก็มีเมฆดำผืนใหญ่ลอยมา ก่อนจะมีเสียงฟ้าร้องลอยแว่วๆมาจากชั้นเมฆ…
ตอนที่ 750: รากฐานวิถีสวรรค์
เมฆดำผืนนั้นยิ่งรวมกันใหญ่ขึ้น แทบจะปกคลุมไปทั่วป่าทึบ แรงกดดันฟ้าดินอันทรงพลังกดลงมาจากผืนเมฆ แรงกดดันมหาศาลบนฟ้ากับแรงกดดันในป่าทึบด้านล่างผลักไสกันและกัน ระเบิดออกเป็นกระแสลมแข็งแกร่ง แผ่นดินสะเทือนเสียจนสั่นไหวเล้กน้อย ทำให้ทุกคนด้านล่างที่ล้อมผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณสองคนนั้นต่างตกใจ แล้วเงยหน้ามองไปด้วยความตกตะลึง
พวกเขารู้ว่าเฟิ่งจิ่วสร้างรากฐานและไม่ใช่ว่าไม่เคย แต่ก็ไม่ได้สร้างการเคลื่อนไหวยิ่งใหญ่เพียงนี้! หนำซ้ำทำไมแรงกดดันที่ปล่อยมาจากเมฆาดดำผืนนี้ถึงมีพลังแห่งฟ้าดินด้วย?
ในหมู่ทุกคนมีเพียงเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักรวมถึงสี่ผู้อาวุโสระดับกำเนิดวิญญาณที่สะดุ้งตกใจ เพราะพวกเขารู้ว่านั่นคืออะไร…
นั่นคือพลังแห่งฟ้าดิน! เขาดึงดูดพลังแห่งฟ้าดินมาสร้างรากฐาน นะ นี่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยจริงๆ…
ปกติแล้วผู้ฝึกตนสร้างรากฐานล้วนต้องการยาสร้างฐานพลัง แทบพูดได้เลยว่าไม่มีไม่ได้ หากสร้างรากฐานโดยไม่มียาสร้างฐานพลัง จะล้มเหลวถึงเก้าในสิบ สร้างรากฐานล้มเหลวไม่เพียงทำลายฐานพลัง ยังทำให้พละกำลังลดถอยไปหลายระดับ
ด้วยเหตุนี้ หากไม่มียาสร้างฐานพลัง แม้เป็นผู้มีพรสวรรค์ยังไม่กล้าสร้างรากฐานปุบปับ แต่ในตำนานมีรากฐานประเภทหนึ่ง เป็นรากฐานสมบูรณ์ รวบรวมพลังแห่งฟ้าดินมาสร้างรากฐานให้สำเร็จโดยไม่ต้องการตัวช่วยอย่างยาสร้างฐานพลัง หากสร้างรากฐานสำเร็จ นั่นจะเป็นรากฐานที่สร้างไว้พิเศษสำหรับการหลอมแก่นพลัง แต่รากฐานนี้ยังถูกเรียกว่ารากฐานวิถีสวรรค์ ยากจะหาได้สักคนในแสนคน
ยามนี้พวกเขากลับมาเห็นที่นี่ เห็นเฟิ่งจิ่วดึงดูดพลังแห่งฟ้าดิน และคิดจะใช้พลังแห่งฟ้าดินมาช่วยสร้างรากฐาน ความกล้าเช่นนี้ทำให้พวกเขาเหงื่อตกและหวั่นใจแทนจริงๆ
ยามนี้แม้รู้ว่าเขาเป็นอัจฉริยะในการฝึกบำเพ็ญ และรู้ว่าไม่อาจมองเขาเป็นผู้ฝึกตนธรรมดา ผู้มีพรสวรรค์ทั่วไปมาเห็นยังตะลึงยิ่งนัก
หากใช้ยาสร้างฐานพลังบรรลุระดับสร้างรากฐานจะเป็นรากฐานระดับธรรมดา สร้างรากฐานสำเร็จก็ก้าวเข้าสู่หนทางฝึกวิชาเซียนอย่างเป็นทางการ อายุขัยจะเพิ่มถึงสองร้อยปี
แต่ใช้พลังแห่งฟ้าดินสร้างรากฐาน เป็นรากฐานระดับสวรรค์ สร้างรากฐานสำเร็จ กำลังระดับสร้างรากฐานจะห่างไกลไม่อาจเทียบรากฐานระดับธรรมดาได้ หนำซ้ำอายุขัยยังเพิ่มถึงสามร้อยปี เทียบเท่าอายุขัยผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลัง จะไม่ให้พวกเขาตะลึงได้อย่างไร?
“เปรี้ยง!”
สายฟ้าแรกผ่าลงมาอย่างแรงในขณะที่ทุกคนตกใจ ทะลุผ่านเขตอาคมลงบนร่างเฟิ่งจิ่ว ขณะเดียวกันกระแสลมที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็กวัดแกว่งออกไปราวกับลายน้ำ กระจายไปด้านนอกทีละวงๆ
ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณที่โดนทุกคนล้อมโจมตีเสียจนกลิ่นอายปั่นป่วนเล็กน้อย เห็นสายฟ้าแรกผ่าลงมา ทันใดนั้นสองมือรวบรวมกระแสลมคิดจะฟาดไปตรงที่เฟิ่งจิ่วอยู่ พวกเจ้าสำนักเห็นท่าทางก็พยายามเข้าขวางเต็มที่ กลับยังคงโดนกระแสลมที่ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณรวบรวมด้วยแรงทั้งหมดโจมตี แต่ละคนจึงถูกชนกระเด็นออกไปไกลกว่าสามจั้ง
“เปรี้ยง!”
สายฟ้าที่สองผ่าลงมาในเวลานี้ แล้วหลอมรวบกับร่างกายและเส้นเอ็น กลิ่นอายมากมายบนร่างเธอพุ่งพล่าน ทำให้แถบผ้าที่รวบผมไว้ขาดเสียดื้อๆ เส้นผมจึงสยายออกท่ามกลางกระแสลม และปลิวไสวอย่างยุ่งเหยิง
“ตายซะเถอะ!”
ผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณสองคนออกโจมตีพร้อมกัน กระแสลมทรงพลังที่รวมกันขึ้นมาก่อตัวกลายเป็นวังวน พร้อมด้วยไอสังหารมืดฟ้ามัวดินจู่โจมไปทางเฟิ่งจิ่ว ตั้งใจจะทำให้เฟิ่งจิ่วเสียรากฐานทั้งหมดไปในการโจมตีนี้ จนเลือด.ลมระเบิดตายไป!
“เสี่ยวจิ่ว!”
“เฟิ่งจิ่ว!”
“เฟิ่งจิ่ว!”
กวนสีหลิ่นกับเนี่ยเถิงรวมถึงเซียวอี้หานสามคนเดิมถูกกระแสลมนั้นพุ่งชนออกไป ยามนี้เห็นภาพเช่นนี้ ก็พากันพุ่งเข้าไปจะขัดขวาง ทว่ายังมีร่างหนึ่งเร็วยิ่งกว่าพวกเขา…
ตอนที่ 751: ชุดแดงทรงเสน่ห์
โม่เฉินในชุดสีขาวในที่สุดก็แวบตัวพุ่งเขาไปในเวลานี้ และขวางอยู่เบื้องหน้าเขตอาคม สองมือรวบรวมกระแสลมแข็งแกร่งโจมตีออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อขัดขวางไอสังหารทรงพลังนั้นที่จู่โจมมา
ทว่าแม้เขาลงมือก็ยากจะต้านทานการรวมพลังของสองผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุด
กระแสลมสองฝ่ายโจมตีปะทะกันกลางอากาศ เกิดเสียงกระแสลมรุนแรง แรงกดดันและกระแสลมผู้แข็งแกร่งสามคนพุ่งชนกันและกัน สุดท้ายก็ระเบิดออกมา กลิ่นอายพลังลึกลับแข็งแกร่งผลักทั้งสองฝ่ายถอยไปไกลหลายจั้ง
ขณะที่สองฝ่ายถอยหลังไป เลือดก็ไหลจากมุมปากพวกเขา แรงปะทะทรงพลังชนพวกกวนสีหลิ่นสามคนที่พุ่งเข้าไปกระเด็นออกไปอีกครั้ง ส่วนแขตอาคมป้องกันสุดท้ายนั้นที่เฟิ่งจิ่ววางไว้ในยามนี้ก็มีเสียงแตก
“ปัง!”
โม่เฉินหันกลับไปมองคนที่นั่งขัดสมาธิทั่วร่างมีกลิ่นอายเอ่อล้น เส้นผมสยายออกพลิ้วไหวยุ่งเหยิง รูปโฉมที่แต่ก่อนคิดว่าหล่อเหลาในยามนี้กลับดูงามเลิศ ภายใต้ชุดสีแดงนั้นยิ่งมีเสน่ห์ขึ้น และเสริมเสน่ห์งดงามเช่นหญิงสาวอย่างอธิบายไม่ได้ แววตาเขาสั่นไหวเล็กน้อย แล้วจ้องมองรูปโฉมที่ทรงเสน่ห์งามเลิศนั้น
เนิ่นนานกว่าเขาจะละสายตาไป หลังจากกวาดมองเขตอาคมแตกออก ตามด้วยพลังเร้นลับและพลังวิญญาณที่กระจายออกมาโดยมีเฟิ่งจิ่วเป็นจุดศูนย์กลางรวมถึงกระแสแรงกดดันทรงพลัง
เขาหันกลับไปช้าๆ มองไปยังผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดสองคนตรงหน้าที่สีหน้าขาวซีด ขณะเดียวกันก็ยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่ล้นเอ่อตรงมุมปาก
เห็นเลือดนั้นตรงปลายนิ้ว แววตาเขาสั่นไหวเล็กน้อย เขาที่เป็นดั่งเทพจุติยามนี้สิ่งที่กระจายจากบนร่างกลับเป็นไอสังหารน่าสะพรึง ขณะที่ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณสองคนนั้นยังตะลึงกับเขาที่ต้านทานการโจมตีทั้งหมดที่ทั้งสองคนร่วมมือกันได้ด้วยแรงตัวคนเดียว เห็นร่างสีขาวนั้นแวบไป พลันมาถึงเบื้องหน้า สองมือบีบคอพวกเขา ทันใดนั้นที่พวกเขาไม่ทันตอบโต้กลับมา ก็บีบคอพวกเขาหักเสียงดัง
การกระทำนั้นเอาแต่ใจยิ่ง และไม่ลำบากสักนิด กลับทำให้ทุกคนด้านหลังตกใจอึ้งเสียดื้อๆ…
ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณสองคนตายไป ใบหน้าเผยความหวาดกลัว แต่ในเวลานี้ สองร่างเล็กละเอียดก็บินออกจากร่างพวกเขาคิดจะหนี แต่ยังบินไปไม่ถึงจั้งก็โดนเฟิ่งจิ่วบีบคอตายอีกครั้ง
เห็นภาพเช่นนี้ ไม่เพียงเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนัก แม้แต่ผู้อาวุโสระดับกำเนิดวิญญาณของสำนักศึกษาทั้งสี่ยังกลืนน้ำลาย พร้อมมองเขาอย่างประหลาดใจ
คนที่เป็นดั่งเทพจุติและใสสะอาดเช่นนั้น ฆ่าคนขึ้นมากลับน่ากลัวและทำให้คนใจสั่นไหวเช่นนั้น…
แม้รู้ตั้งแต่แรกว่ากำลังเขาลึกล้ำยากคาดเดา แต่เมื่อเห็นเขาสังหารสองผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดโดยไม่เสียแรง ยังคงรู้สึกตะลึงไม่สิ้นสุดอย่างอดไม่ได้ วรยุทธ์เขาไม่ได้หยุดที่ระดับกำเนิดวิญญาณแล้วหรือ? หรือว่าพละกำลังเขาเหนือกว่าระดับกำเนิดวิญญาณ?
นึกถึงตรงนี้ทุกคนเพียงรู้สึกคันๆในหัวใจ โดยเฉพาะเมื่อเขาหมุนตัวมองมาทางพวกเขาด้วยท่าทีเฉยชา นอกจากเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนัก แต่ละคนยังอดไม่ได้ที่จะก้าวถอยหลังโดยไม่ตั้งใจ
“เปรี้ยง!”
สายฟ้าที่สามผ่าลงมาในยามนี้ ทำลายซึ่งบรรยากาศแปลกๆนั้น สายตาทุกคนในที่สุดก็ละจากบนร่างโม่เฉินผู้เป็นดั่งเทพจุติคนนั้น แล้วหยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่วที่นั่งขัดสมาธิบนพื้นนั้น
หลังจากเห็นสายฟ้าที่สามฟาดลงมา เมื่อกลิ่นอายพลังวิญญาณโดยรอบทั้งหมดไหลเข้าสู่ร่างเฟิ่งจิ่ว ระดับก็พุ่งขึ้นไปทีละขั้นๆ เห็นความเร็วในการพัฒนานั้น ทุกคนก็ตกใจจนกรามค้างอีกครั้ง
หนึ่งช่วง สามช่วง กระทั่งบรรลุระดับสร้างรากฐานก็ยังไม่หยุด…
ตอนที่ 752: เจ้าเป็นผู้หญิง
อาจารย์คนหนึ่งกลืนน้ำลาย พลางประคองคนข้างกาย กล่าวว่า “คนอื่นบรรลุขั้นหนึ่งช่วงสองช่วง เจ้าว่าทะ ทำไมเขาถึงบรรลุไปขั้นหนึ่งเลย? บรรลุระดับสร้างรากฐานทันที ผ่านขั้นต้น ขั้นกลางก็ยังไม่หยุด…”
“เหมือนรากฐานวิถีสวรรค์หรือเปล่า? ไม่เหมือนแน่ๆ”
“นั่นสิ อยู่สำนักศึกษามาตั้งหลายปีเพียงนี้ ยังไม่เคยเจอรากฐานวิถีสวรรค์ แค่เห็นแรงกดดันน่ากลัวตอนที่เฟิ่งจิ่วบรรลุขั้น ก็มั่นใจว่าต้องไม่เหมือนผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานทั่วไป”
ด้านหน้า เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักได้ยินเสียงพูดคุยของอาจารย์พวกนั้นด้านหลัง มุมปากกระตุกเล็กน้อยอย่างไม่อาจสังเกตเห็น พวกเขาไม่รู้ ไม่รู้ว่าเฟิ่งจิ่วคือร่างเทพประทับ นึกว่าแรงกดดันนั้นมาจากรากฐานวิถีสวรรค์
กลับไม่รู้ว่าคนที่มีร่างเทพประทับบรรลุ ขั้นจะไม่เหมือนคนอื่นๆ ตอนที่ผู้ฝึกตนทั่วไปบรรลุระดับกำเนิดวิญญาณ ก็หยุดอยู่ระดับสร้างรากฐานช่วงที่หนึ่ง ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนมากพรสวรรค์ อย่างมากตอนบรรลุขั้นก็หยุดอยู่ช่วงที่สองหรือสาม อย่างเช่นเฟิ่งจิ่วนี้ ทะลุผ่านขั้นต้นเข้าขั้นกลางทันทียังเป็นส่วนน้อยในส่วนน้อยอีกที
เวลาประมาณครึ่งก้านธูป กลิ่นอายพลังวิญญาณรอบข้างกลับเข้าร่างเฟิ่งจิ่วทั้งหมด ระดับวรยุทธ์เธอกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากบรรลุขั้นกลางก็พุ่งขึ้นไปติดต่อกัน กระทั่งขั้นท้ายยังไม่หยุด จนขั้นสูงสุดก็ยังไม่หยุด กลิ่นอายพลังวิญญาณยังไหลขึ้นไปตลอด ราวกับคิดจะพุ่งทลายด่านสุดท้ายนั้น ทว่าสุดท้ายความสามารถยังมีขีดจำกัด หลังจากพุ่งผ่านขั้นสูงสุดหลายครั้งกลิ่นอายพลังวิญญาณจึงค่อยๆอ่อนแรง ถึงจะหยุดลงในที่สุด
แม้เป็นเช่นนี้ วรยุทธ์ก้าวเข้าระดับสร้างรากฐานก็กลายเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุด ความเร็วการบรรลุขั้นเช่นนี้ ยังทำให้คนสูดลมหายใจ
ต้องรู้ว่าผู้ฝึกตนปกติจากขั้นต้นไปขั้นกลาง อย่างเร็วสุดต้องใช้เวลาเกือบสิบปี แต่เขา นึกไม่ถึงว่าจะบรรลุกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดภายในเวลาสั้นๆ ไม่ถึงครึ่งก้านธูป…
เฟิ่งจิ่วลืมตาขึ้นช้าๆ เวลานี้เธอรู้สึกถึงความแตกต่างของร่างกาย ตรงจุดตันเถียนเพราะบรรลุระดับสร้างรากฐาน ตรงนั้นก่อตัวเป็นจุดชี่ไห่เล็กๆ คือจุดบรรจบของพลังวิญญาณที่เป็นเช่นวังวน ก่อนจะหลั่งไหลเข้าจุดตันเถียนและห้อมล้อมเม็ดบัวเขียวเม็ดนั้นไว้
บรรลุระดับสร้างรากฐาน วิสัยทัศน์คล้ายจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ได้ยินพวกเสียงแผ่วเบาบริเวณไกลๆ และเห็นพวกสิ่งของเล็กๆได้ สรุปว่ารู้สึกแปลกอย่างยิ่ง
ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ คือเทพจุติชุดขาวไร้ตำหนิผู้นี้ ยามนี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้าพลางจ้องตรงมายังเธอ สายตาพินิจมองแปลกๆ เช่นนั้น เธอมองเสียจนอึ้งไปอย่างอดไม่ได้
“ทำอะไรน่ะ?”
เธอนั่งขัดสมาธิไม่ขยับ เพราะแม้จะบรรลุระดับสร้างรากฐาน แต่บาดแผลบนร่างกลับไม่หาย แค่ขยับยังคงทำให้เธอเจ็บเสียจบอยากจะด่ากราด
“เจ้าเป็นผู้หญิง” โม่เฉินจ้องนาง น้ำเสียงสงบนิ่ง แต่แววตาในดวงตารวมถึงใจเขากลับไม่สงบ
น้ำเสียงมั่นใจนั้นกล่าวจบ ทุกคนรอบข้าง นอกจากคนที่รู้ตัวตนนางอย่างสามคนนั้นจากตลาดมืดรวมถึงกวนสีหลิ่นกับเนี่ยเถิง คนอื่นๆ ต่างอ้าปากค้างด้วยความตะลึง มองไปยังเฟิ่งจิ่วอย่างตาค้างไปบ้าง
“ผะ ผู้หญิง?”
เนี่ยเถิงขมวดคิ้วจ้องโม่เฉินด้วยสีหน้าเย็นเยียบ กวนสีหลิ่นก็จ้องเขาอย่างเย็นชาเช่นกัน
เซียวอี้หานอ้าปากพะงาบพะงาบ พลางจ้องมองเฟิ่งจิ่วที่ปล่อยผมสยาย โม่เฉินไม่พูดอะไร และไม่ได้สนใจ ยามนี้มองอีกทีหนุ่มน้อยชุดแดงผมสีหมึกแผ่สยายนี้ ไหนเลยจะมีท่าทางเช่นเด็กหนุ่มสักนิด? ชัดเจนว่าเป็นสาวงามน่าตะลึงที่ทรงเสน่ห์งดงาม
[1] จุดชี่ไห่ ตำแหน่งกึ่งกลางท้องใต้สะดือ
ตอนที่ 753: อุ้มพาไป
เฟิ่งจิ่วที่นั่งขัดสมาธิได้ยินคำพูดนี้จึงกะพริบตามองโม่เฉินตรงหน้า เห็นท่าทีบนใบหน้าเขา รวมถึงสายตาตกตะลึงจากทุกคนรอบข้าง มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย แล้วยื่นมือไปเกี่ยวเส้นผมสีหมึกที่ลู่ลงปรกแก้มขึ้นมาพลางชำเลืองมอง ทัดไว้หลังใบหูอย่างลวกๆ แล้วถึงจะจับกระบี่คมพยับข้างกายลุกยืนขึ้น
ทว่าเพราะบาดแผลตรงไหล่และแผลอื่นๆบนร่าง แม้แต่ยืนขึ้นร่างกายยังสั่นเทาเล็กน้อย
เวลานี้ทุกคนเหมือนจะเพิ่งสังเกตเห็นคมพยับเล่มนั้นในมือนาง แต่ละคนต่างนิ่งอึ้ง ความเหนือคาดอย่างต่อเนื่องทำให้พวกเขาไม่รู้จะตอบโต้เช่นไร
“ขอบคุณท่านทั้งหลายมากที่มาช่วยเจ้าค่ะ เฟิ่งจิ่วขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย”
แม้สีหน้าของเฟิ่งจิ่วซีดเซียวเล็กน้อย แต่ยังคงถือกระบี่ในมือพลางคารวะไปทางพวกเขา สายตามองผ่านร่างอาจารย์แต่ละคนที่ได้รับบาดเจ็บรวมถึงสามคนนั้นจากตลาดมืด เมื่อสายตามองผ่านเนี่ยเถิงก็หยุดลงพักหนึ่ง จากนั้นค่อยหยุดลงบนร่างเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนัก
“ท่านทั้งหลายอาจไม่ค่อยรู้จักตัวตนข้า” เธอเผยรอยยิ้ม “ข้าคือองค์หญิงจากราชวงศ์เฟิ่งหวง แคว้นระดับเก้า ดังนั้นก็เป็นผู้หญิงจริงๆเจ้าค่ะ”
ประโยคสุดท้ายเธอมองไปยังโม่เฉินคนนั้น คล้ายว่ากำลังพูดกับเขา
ทั้งป่าทึบพลันเงียบลง ดวงตาแต่ละคู่ต่างหยุดลงบนร่างเฟิ่งจิ่ว เธอที่สวมชุดสีแดงในเวลานี้เส้นผมปล่อยสยาย แม้สีหน้าขาวซีดแต่กลางหว่างคิ้วยังมีความสง่าภาคภูมิ เจ้าเล่ห์มั่นใจ ทว่าไม่มีใครคิดอีกแล้วว่านี่เป็นเด็กหนุ่ม เพราะจะมองซ้ายหรือขวา มองอย่างไรก็เป็นสาวน้อยงามเลิศที่ทรงเสน่ห์
“ตะ แต่ที่กรอกไว้บนตารางลงชื่อเจ้าเป็นชาย…”
อาจารย์คนหนึ่งกลืนน้ำลาย เพียงรู้สึกว่าเหลือเชื่อ องค์หญิงแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวง แคว้นระดับเก้า? เฟิ่งจิ่ว? เป็นผู้หญิง? แล้วทำไมต้องแต่งตัวเป็นผู้ชายด้วย?
“ใช่เจ้าค่ะ!”
เธอพยักหน้า กล่าวว่า “เพราะเป็นผู้ชายจะเดินเหินสะดวก หนำซ้ำ…”
เสียงเธอชะงักไป ดวงตาที่แวววาวราวดวงดาวหรี่ลงครึ่งหนึ่ง ท่ามกลางรอยยิ้มอิ่มเอมยังเจือความหยอกล้อและเจ้าเล่ห์ ยิ้มเอ่ยอย่างทีเล่นทีจริงว่า “หนำซ้ำรูปโฉมข้างามเลิศล่มเมือง งามสง่าทั่วหล้าไร้คนเทียบเคียง หากแต่งตัวเป็นหญิงไปเดินข้างนอก ผู้ที่หลงใหลข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง ข้ารับไม่ไหวจริงๆ ทว่าแต่งตัวเป็นผู้ชายจะแตกต่างกัน มีอิสระ สุภาพอ่อนโยน และหล่อเหลาไม่ธรรมดา ทำให้หญิงสาวนับหมื่นนับพันต้องหลงใหล ดีกว่าแต่งเป็นผู้หญิงมากนักจริงๆ”
หน้าผากทุกคนมีเงาดำวาบผ่าน มุมปากกระตุกพร้อมๆกัน และละสายตาไปอย่างหมดคำพูดไปบ้าง
อันตรายครั้งนี้เพิ่งคลี่คลาย นางก็กลับมามีท่าทางไม่เอาไหนเช่นวันวาน ยามนี้ไหนเลยจะมีความโหดเหี้ยมดุดันอย่างตอนที่สู้กับผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณเพียงลำพังและได้รับความช่วยเหลือ หรือมีความน่าเกรงขามสุดสะพรึงเช่นก่อนหน้านี้สักนิด?
เฟิ่งจิ่วคนนี้ อาจารย์ส่วนใหญ่ที่ไม่เคยพูดคุยด้วยรู้เพียงว่านางนิสัยแปลกๆ วันนี้มาเห็นถึงได้พิสูจน์คำวิจารณ์ที่ทุกคนในสำนักศึกษามีต่อนาง
แต่ตามที่พวกเขารู้ ต่อให้นางแต่งตัวเป็นผู้ชายแล้วยังหล่อเหลาสง่างาม แต่ท่ามกลางนักเรียนชายและนักเรียนหญิงไม่น้อยก็ยังคงมีคนตั้งฉายาให้เฟิ่งจิ่วว่าเจ้าหน้าอ่อน…
ครั้นเห็นสีหน้าทุกคนแปลกไป เธอยิ้มเจื่อนๆ คำอวดโอ้หลงตัวเองทำให้เธอเขินอายเกินกว่าจะกล่าวต่อไปอีก ดังนั้นจึงเก็บกระบี่คมพยับขึ้นมา มือหนึ่งเกาะไหล่กวนสีหลิ่น ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“พี่สีหลิ่น ท่านแบกข้ากลับไปแล้วกัน! บาดแผลเต็มตัวข้าเจ็บแทบตายแล้ว”
ทว่าสิ้นเสียงเธอ ขณะที่กวนสีหลิ่นกำลังจะแบกเธอขึ้นหลังกลับเห็นร่างสีขาวเข้ามา อุ้มเฟิ่งจิ่วขึ้นมาท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน แล้วเหินกระบี่มุ่งไปยังสำนักศึกษา…
ตอนที่ 754: ปิดปากเงียบ
เนี่ยเถิงเห็นภาพเช่นนี้สีหน้าก็คร่ำเครียดทันใด สายตาถมึงทึงจ้องมองร่างที่ห่างออกไปไกลในพริบตา มุมปากเหยียดเม้มเป็นเส้นตรง สุดท้ายก็เรียกพลังขึ้นตามติดพวกเขาไปยังสำนักศึกษา…
สีหน้ากวนสีหลิ่นไม่ค่อยดีเท่าไร เดิมทีย่อเข่าลงครึ่งหนึ่งกำลังจะแบกน้องสาวตน ใครรู้ว่าจะถูกโม่เฉินอุ้มไป หากเปลี่ยนเป็นใครก็ไม่ชอบใจทั้งนั้น ยามนี้จึงโยนกระดานผังแปดทิศไล่ตามพวกเขาไปโดยเร็ว
มีเพียงเซียวอี้หานที่ยืนนิ่งกับที่อย่างอึ้งๆ เขายังไม่ได้สติกลับมาจากคำพูดของเฟิ่งจิ่วก่อนหน้านี้ ก็เห็นเฟิ่งจิ่วถูกโม่เฉินอุ้มไปเสียแล้ว
เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักสองคนมองหน้ากัน นึกแปลกใจเล็กน้อย พวกเขาเข้าใจโม่เฉิน เขาไม่ใช่คนที่จะทำอะไรเช่นนี้ ทำไม…ถึงอุ้มเฟิ่งจิ่วไปโดยไม่พูดอะไรสักประโยคเดียว?
“อะแฮ่ม!”
เจ้าสำนักกระแอมไอ แววตาน่าเกรงขามมองไปยังทุกคน ก่อนสั่งว่า “ในเมื่อเฟิ่งจิ่วแต่งตัวเป็นชาย และไม่อยากให้คนอื่นรู้ตัวตนว่าเป็นหญิง หลังจากกลับไปก็อย่าเอ่ยถึงเรื่องเกี่ยวกับที่นี่แม้สักคำ”
อาจารย์คนหนึ่งลังเลสักพัก ถึงถามว่า “ท่านเจ้าสำนักขอรับ กระบี่เล่มนั้นที่นางถือไว้เมื่อครู่…หรือจะเป็นคมพยับ กระบี่เทวะในตำนาน?”
เจ้าสำนักได้ยิน แววตาคร่ำเคร่งก็หยุดลงบนร่างอาจารย์คนนั้น เอ่ยเสียงเข้มว่า “เป็นกระบี่คมพยับ กระบี่เทวะในตำนานไม่มีผิด นางต้องมีวาสนาเป็นแน่ถึงได้กระบี่มา กระบี่เล่มนี้เกี่ยวพันกับอะไรหลายอย่าง เรื่องที่เห็นและได้ยินที่นี่ก็เอ่ยถึงอีกไม่ได้เช่นกัน”
“ขอรับ พวกเราทราบแล้ว”
ทุกคนพยักหน้าขานรับอย่างตั้งใจจริง และรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับเรื่องใหญ่ยิ่ง หากทำพลาดไป ไม่เพียงจะสร้างปัญหาให้เฟิ่งจิ่ว ยังจะนำหายนะมาให้สำนักศึกษาพวกเขาด้วย
“เจ้าได้ยินหรือยัง?” สายตาเจ้าสำนักหยุดลงบนร่างเซียวอี้หานที่ยังเหม่อลอย
เซียวอี้หานดึงสติกลับมา ทำสีหน้าจริงจังบอกว่า “ท่านเจ้าสำนักโปรดวางใจ ข้าจะไม่พูดแน่นอน”
ในใจเขามีเพียงความประหลาดใจ ไหนเลยจะคิดพูดเรื่องนี้ออกไป ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องที่เจอวันนี้ทำให้เขายากจะเชื่อเกินไปจริงๆ คนที่ถูกเขาเรียกว่าน้องชาย นึกไม่ถึงว่าจะมีกำลังพอต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดวิญญาณได้เพียงลำพัง หนำซ้ำยังเป็นผู้หญิงอีก
“ดี กลับไปเถอะ! คนที่บาดเจ็บไม่มากประคองคนบาดเจ็บหนักด้วย” เจ้าสำนักกล่าวจบถึงจะนำออกไปก่อน ให้รองเจ้าสำนักพาคนอื่นด้านหลังกลับไป
ส่วนอีกด้านหนึ่ง โม่เฉินที่อุ้มเฟิ่งจิ่วร่อนกระบี่สายตามองไปด้านหน้า หัวใจกลับสั่นไหวเล็กน้อย ร่างกายแข็งทื่อ เพราะตั้งแต่ถูกเขาอุ้มมาคนในอ้อมแขนก็จ้องมองเขาตลอด สายตาพินิจมองนั้นชัดเจนไม่มีปิดบังแม้แต่น้อย ทำให้เขาไม่อาจผ่อนคลายลงได้
“คุณชายโม่เฉิน?” เฟิ่งจิ่วจ้องมองเทพจุติที่กำลังเม้มริมฝีปาก
เขาได้ยินเช่นนี้แต่ไม่ก้มหน้าลง เพียงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “มีอะไรก็พูดมา”
“ท่านกอดข้าแน่นเกินไปแล้ว” เฟิ่งจิ่วกล่าวอย่างหยอกล้อ
โม่เฉินตัวแข็งไปนิดแล้วก้มหน้าลงทันที จึงสบกับสายตาเย้าหยอกของอีกฝ่ายเข้าพอดี เขามองนางแวบหนึ่งถึงจะละสายตาออกไป แขนที่กอดนางไว้จึงคลายลงไปบ้างตามร่างกายที่ผ่อนคลาย
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ ค่อยๆสบายขึ้น หลับตาลงบอกว่า “ข้าเหนื่อยนิดหน่อย จะหลับสักพัก” หลังผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมา สิ่งที่เหลือมีเพียงบาดแผลกับความเหนื่อยล้า ผ่านพ้นวิกฤตร่างกายก็อ่อนปวกเปียก แล้วผล็อยหลับไป
เนิ่นนานโม่เฉินถึงค่อยก้มหน้าลงมองสาวน้อยที่หลับไปในอ้อมแขนเขา ในดวงตาฉายแววสับสน
ไม่ต้องถามเขาก็รู้ คนคนนั้นที่เขาตามหาก็คือนาง
แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะพบนางตั้งแต่แรก และยิ่งนึกไม่ถึงว่าจะเป็นนาง
ตอนที่ 755: กลับสำนักศึกษา
ประตูทางเข้าสำนักศึกษา เยี่ยจิงรออย่างกังวลอยู่ตรงนั้น เดิมจะตามไปกับพวกเจ้าสำนัก แต่หลังจากพวกเขาไปยังถนนใหญ่ในเมืองพร้อมกัน พวกชาวบ้านก็บอกว่าคนพวกนั้นมุ่งหน้าไปทางป่าทึบ
นางคิดจะตามไปทว่าถูกรองเจ้าสำนักสั่งให้กลับมา เพราะวรยุทธ์นางอ่อนแอที่สุดในหมู่ทุกคน กลัวว่าไปแล้วจะต้องดูแลนางอีก ด้วยเหตุนี้จึงได้แต่กลับมารอก่อนเพื่อไม่ให้เป็นตัวถ่วง
แต่กลับมารอที่นี่ตั้งนานเพียงนี้กลับยังคงไม่เห็นพวกเขากลับมา เวลายิ่งผ่านไปเนิ่นนาน ในใจนางยิ่งไม่สงบ
“ไม่รู้พวกเขาจะช่วยเฟิ่งจิ่วกลับมาได้หรือไม่ ภายใต้เงื้อมมือของผู้แข็งแกร่งพวกนั้น เฟิ่งจิ่วจะยื้อไว้จนพวกเจ้าสำนักไปถึงไหมนะ?”
นางกระซิบกระซาบพลางเดินกลับไปกลับไปมาอย่างไม่สงบใจ เงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าฝั่งตะวันออกบ่อยครั้ง หวังว่าจะเห็นพวกเขาขี่กระบี่กลับมา ทว่ากระทั่งผ่านไปเนิ่นนานแล้วถึงจะเห็นบนท้องฟ้ามีร่างเหินกระบี่มา
นางดีใจทันที มองอย่างละเอียดก็เห็นเป็นคุณชายโม่เฉินท่านนั้น ส่วนคนที่เขาอุ้มไว้ในอ้อมแขนคือเฟิ่งจิ่วในชุดสีแดงขาดวิ่น เส้นผมสีหมึกปล่อยสยาย
“เฟิ่งจิ่ว!”
นางขานเรียกด้วยความยินดี เห็นคุณชายโม่เฉินอุ้มเฟิ่งจิ่วร่อนกระบี่มุ่งตรงไปด้านในสำนักศึกษาโดยไม่คิดหยุด จึงหยิบพาหนะเหาะเหินออกมาและตามไปด้วยความรวดเร็วทันที
ด้านหลังนั้นเอง เนี่ยเถิงกับกวนสีหลิ่นสองคนตามมาติดๆ สายตาของสองคนจ้องโม่เฉินที่อุ้มเฟิ่งจิ่วไว้ เห็นเขาพาเฟิ่งจิ่วไปยอดเขาหลัก ก็ตามไปยอดเขาหลักด้วย
หลังจากวางเฟิ่งจิ่วไว้ห้องข้างๆห้องปีกของเขา โม่เฉินดูบาดแผลบนร่างนางคร่าวๆ เพราะบนร่างมีบาดแผลมากมาย จะถอดเสื้อผ้านางตรวจดูคงไม่ดีนัก ดังนั้นจึงถอยออกมา
“นี่เป็นยาทาแผล เจ้าเข้าไปช่วยนางทำแผลที” เขาบอกกับเยี่ยจิงที่ตามมาติดๆ ขณะเดียวกันก็ยื่นยาขวดหนึ่งให้
“ได้” เยี่ยจิงขานรับ หลังรับยามาก็เข้าไปข้างในโดยเร็ว
เนี่ยเถิงกับกวนสีหลิ่นสองคนก็ตามลงมาในเรือนเช่นกัน เห็นโม่เฉินนั่งอยู่ในลานบ้าน สองคนกำลังคิดจะเข้าไปดูเสียหน่อยก็ได้ยินเสียงเขาดังมา
“นักเรียนหญิงคนหนึ่งกำลังช่วยนางพันแผล”
ฝีเท้าชะงักลงเมื่อได้ยินเช่นนี้ นึกถึงว่าบนร่างนางมีบาดแผลเต็มไปหมดจึงไม่ได้เข้าไปด้วย แต่ถอยมาในลานบ้าน มองชายราวเทพจุติคนนั้นที่นั่งตรงโต๊ะหินโดยไม่พูดอะไร
เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักตามมาถึง สองคนก็นั่งลงในลานบ้านเช่นกัน ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม รอจนประตูเรือนเปิดออก เยี่ยจิงถึงจะเดินออกมาจากด้านใน
“เยี่ยจิง เสี่ยวจิ่วเป็นอย่างไรบ้าง?” กวนสีหลิ่นเข้าไปถาม
สายตาของคนอื่นๆหยุดลงที่นาง
“ยังดีอยู่ บาดแผลตรงไหล่ค่อนข้างรุนแรง แต่พันแผลไว้แล้ว นางหลับไปสักพักก็ตื่นขึ้นมากินยาเอง จากนั้นค่อยหลับไป” เห็นว่าเฟิ่งจิ่วยังรอดชีวิตได้ นางก็รู้สึกดีใจมากแล้ว
ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ว่าใครจะมีชีวิตรอดได้ภายใต้การไล่ล่าของผู้แข็งแกร่งเช่นนั้น
“ข้าจะเข้าไปดูหน่อย”
กวนสีหลินเอ่ยขึ้น สาวก้าวจะเดินไปด้านใน ทว่าขณะกำลังจะผลักประตูเรือนออกก็หยุดฝีเท้าลง แล้วขมวดคิ้วมองเนี่ยเถิงที่ตามมาข้างๆ
“เจ้าจะตามมาทำไม?”
เนี่ยเถิงเหลือบมองเขา กล่าวเสียงเข้มว่า “หลบไป”
“หึ! หลบไป? เจ้าคิดจะเข้าไป? เจ้าเป็นใครกัน?” กวนสีหลิ่นหลุดหัวเราะ ขวางประตูไม่ให้เขาเข้าไป
เนี่ยเถิงได้ยินเช่นนี้ แววตาคร่ำเครียดเล็กน้อย พลังวิญญาณบนร่างพุ่งพล่าน ขณะจะลงไม้ลงมือก็ได้ยินเสียงของรองเจ้าสำนักลอยมา
“เอาละเอาละ พวกเจ้าสองคนอย่าสร้างปัญหาที่นี่เลย”
รองเจ้าสำนักเข้าขวางระหว่างสองคนไว้ ขมวดคิ้วว่า “หากนางรู้ว่าพวกเจ้าสู้กันที่นี่ นางจะพักฟื้นดีๆได้อย่างไร?”
ตอนที่ 756: คนคนนั้นคือนาง
ทั้งสองได้ยินเช่นนี้ถึงค่อยหยุดมือ
เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักมองหน้ากัน จากนั้นเดินไปด้านในด้วยฝีเท้าเบาๆ ด้านหลังมีโม่เฉินตามเข้าไปด้วย กวนสีหลิ่น เนี่ยเถิง รวมถึงเยี่ยจิงก็ตามเข้าไปเช่นกัน
ไม่นานพวกเขาก็ยืนล้อมรอบเตียง ส่วนเฟิ่งจิ่วบนเตียงหลับไปแล้ว แม้สีหน้าซีดเซียว แต่กลิ่นอายกลับไม่มีวี่แววว่าจะอ่อนแรงหรือปั่นป่วน ทำให้พวกเขาวางใจลงได้
เห็นนางไม่ได้เป็นถึงอันตรายถึงชีวิต พวกเขาถึงจะเดินออกไปพร้อมกัน
“ไม่เป็นไรก็ดี ที่นี่ยกให้พวกเขาไป ข้าจะไปดูพวกอาจารย์ที่บาดเจ็บเสียหน่อย” เจ้าสำนักกล่าวจบก็สาวก้าวเดินออกไป
เนี่ยเถิงชะงักพักหนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปเช่นกัน
ส่วนกวนสีหลิ่นก็อยู่ต่อไม่ไปไหน บอกว่า “ข้าจะรอเฟิ่งจิ่วตื่น ยังต้องพานางกลับไปอาศรมอีก”
รองเจ้าสำนักมองพวกคนในเรือนแวบหนึ่ง กระแอมไอเบาๆ เอ่ยว่า “ข้าจะไปสั่งฝ่ายครัวต้มพวกข้าวต้มยาให้นางกิน แผลจะได้หายเร็วหน่อย” พูดจบก็จากไป
ภายในเขตเรือนเหลือเพียงกวนสีหลิ่นกับเยี่ยจิง รวมถึงโม่เฉิน สามคนไม่ได้พูดอะไรกัน บรรยากาศแปลกไปบ้างอย่างชัดเจน
ผ่านไปนาน เยี่ยจิงมองยังกวนสีหลิ่นพลางกล่าวว่า “บนตัวเจ้ามีแผล ข้าจะช่วยพันแผลให้แล้วกัน”
“ไม่เป็นไร แค่แผลถากๆเท่านั้น”
เขาชำเลืองมองบาดแผลเล็กๆบนแขนตนเองอย่างไม่ใส่ใจนัก ส่วนแผลภายในที่บาดเจ็บจากกระแสลม ระหว่างทางกลับมาเขากินยาอายุวัฒนะไปแล้ว ค่อยยังชั่วขึ้นมาเยอะ ด้วยเหตุนี้จึงไม่เป็นไร
เวลาประมาณช่วงเย็น เซียวอี้หานซึ่งช่วยพวกอาจารย์ที่บาดเจ็บพันแผลหลังจากกลับสำนักก็มาเยือน เห็นเทพจุติชุดขาวในเรือนนั่งไม่ขยับเขยื้อน จึงลากกวนสีหลิ่นมาข้างๆ แล้วกดเสียงถาม “เฟิ่งจิ่วรู้จักเขาหรือ?”
“ก็อาจจะกระมัง!” กวนสีหลิ่นบอก ตนเองก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโม่เฉินมากนัก
“ข้าได้ยินเจ้าสำนักบอกว่าเฟิ่งจิ่วไม่มีปัญหาใหญ่อะไร ถึงตอนนี้นางยังไม่ตื่นอีกหรือ?” เขามองประตูเรือนที่ปิดสนิทนั้นพลางถามไถ่
“เพิ่งตื่นมาไม่นาน เยี่ยจิงช่วยนางเปลี่ยนยาอยู่ด้านใน”
เขาได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มๆ เห็นบรรยากาศที่นี่ตึงเครียดไปบ้าง จึงบอกว่า “ในเมื่อไม่เป็นไร เช่นนั้นข้าจะกลับไปก่อน รอนางกลับถึงอาศรมข้าค่อยไปเยี่ยมนางอีกที”
กวนสีหลิ่นขานรับ หลังจากมองส่งเขาออกไปถึงดึงสายตากลับ แล้วมองยังโม่เฉินที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ ผ่านไปสักพักค่อยสะลายตา
ประตูเรือนถูกเปิดออก เยี่ยจิงเดินออกมาจากด้านใน “เฟิ่งจิ่วบอกว่าจะกลับไปพักฟื้นที่อาศรม”
กวนสีหลิ่นได้ยินเช่นนี้ก็หันกายเดินเข้าไป “ข้าจะพานางกลับไปเอง”
ตรงโต๊ะหิน โม่เฉินแววตาสั่นไหวเล็กน้อย แต่กลับไม่พูดอะไร เพียงนั่งไปเงียบๆ
ไม่นานนักกวนสีหลิ่นก็แบกเฟิ่งจิ่วเดินออกมา นางที่เปลี่ยนมาสวมชุดสำนักศึกษาขาดการขับเน้นของชุดสีแดง สีหน้าจึงยิ่งซีดเผือดอย่างชัดเจน ทว่ายังรู้สึกตัวอยู่
“ขอบคุณมาก”
เมื่อกวนสีหลิ่นแบกเธอเดินผ่านข้างกายโม่เฉิน ปากเธอเปล่งเสียงคำขอบคุณออกมา
เยี่ยจิงคอยประคองข้างๆ และออกไปพร้อมกับพวกเขา
รอจนพวกเขาออกไปแล้ว โม่เฉินถึงค่อยวางหนังสือในมือลง เงยหน้ามองไปแล้วครุ่นคิดเสียเนิ่นนาน
“เป็นนาง? คนที่เจ้าต้องตามหาคือนางหรือ”
เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักเดินเข้ามา มองคนที่นั่งอึ้งตกใจอยู่ตรงโต๊ะพลางเอ่ยปากถาม อันที่จริงในใจของทั้งสองต่างรู้แล้วว่าคนคนนั้นที่เขาต้องการตามหาคงเป็นเฟิ่งจิ่วนี่เอง
หากมองไปทั่วสำนักศึกษา มีเพียงนางที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ และมีเพียงนางที่สามารถทำให้โม่เฉินผู้ไม่เคยเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตาเกิดจิตสังหาร สองมือเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดได้
โม่เฉินมองพวกเขา หลังผ่านไปนานก็เพียงบอกว่า “รอแผลนางหายดีแล้ว ข้าจะต้องกลับไป”
ตอนที่ 757: สองสัตว์อสูรติดกับ
เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักได้ยินเช่นนี้ก็ตกใจ ชะงักไปเล็กน้อย เจ้าสำนักเพียงบอกว่า “เช่นนั้นฝากทักทายอาจารย์เจ้าแทนข้าด้วย”
“ขอรับ” โม่เฉินขานรับ สายตามองไปบนท้องฟ้า ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร
ส่วนอีกด้านหนึ่ง กวนสีหลิ่นที่แบกเฟิ่งจิ่วกลับมาถึงยอดเขาสำนักยาเซียนไม่ได้สังเกตว่าเหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆาหายไป แต่เฟิ่งจิ่วที่นอนบนหลังเขากลับสังเกตพบ
“ทำไมเหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆาไม่อยู่? พี่สีหลิ่น ประเดี๋ยวท่านช่วยข้าหาหน่อย อาจจะอาศัยโอกาสตอนที่ข้าไม่อยู่วิ่งแจ้นไปก่อเรื่องถึงยอดเขาสำนักยา”
“ได้ เดี๋ยวข้าจะลองไปหาดู”
กวนสีหลิ่นกล่าว แบกนางเข้าไปวางไว้ห้องนอนหลังจากเฟิ่งจิ่วเปิดเขตอาคมอาศรมและให้เยี่ยจิงดูแล จากนั้นจึงออกไปตามหาเหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆาสองสัตว์อสูรในละแวกใกล้เคียง
ทว่าหาไปรอบหนึ่งยังไม่เจอสัตว์อสูรทั้งสอง ดังนั้นจึงไปตามหาที่ยอดเขาสำนักยา แต่ก็ไม่เห็นเงา สุดท้ายต้องมาสอบถามกับทางสำนักพลังเร้นลับ
“อะไรนะ? เจ้ากำลังตามหาม้าประหลาดตัวนั้นกับเจ้าก้อนเนื้อกลมนั่นรึ? พวกมันออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว เหมือนจะออกไปก่อนที่พวกเจ้าสำนักร่อนกระบี่ไปช่วยเฟิ่งจิ่วเสียอีก แต่เห็นแค่ออกไปไม่เห็นกลับมา”
นักเรียนคนหนึ่งเอ่ย ชะงักไปนิด แล้วถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “ใครกันแน่คิดจะฆ่าเฟิ่งจิ่ว ทำไมแม้แต่เจ้าสำนักกับท่านอาจารย์ทั้งหลายถึงเดินทัพไปกันหมด? พวกเจ้าตามไปดู คงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกระมัง?”
กวนสีหลิ่นไม่แยแสความสงสัยของเขา แต่กลับตกตะลึง “เจ้าบอกว่าออกไป? ออกจากสำนักศึกษาหรือ” สิ้นเสียงก็ไม่รอนักเรียนคนนั้นตอบกลับ ไปถามคนเฝ้าประตูต่อ
“โอ้ เจ้าหมายถึงม้าประหลาดตัวนั้นกับก้อนเนื้อกลมนั่นรึ? พวกมันออกไปแล้ว พุ่งออกจากประตูข้างของสำนักพลังวิญญาณ ไวเสียจนข้าคิดจะรั้งไว้ยังทำไม่ได้ แต่ออกไปได้สักพัก จนพวกเจ้าสำนักกลับมา ก็ไม่เห็นสัตว์อสูรสองตัวนั้นกลับมาด้วย”
กวนสีหลิ่นได้ยินคำพูดของคนเฝ้าประตู ก็เอ่ยทันทีว่า “ข้าจะออกไปหาเสียหน่อย”
“เฮ้ยๆๆ ไม่ได้! นักเรียนยังไม่ได้รับอนุญาต ออกไปพลการไม่ได้ นี่เป็นกฎ” คนเฝ้าประตูขวางเขาไว้ กล่าวว่า “แม้ม้าตัวนั้นแปลกไปหน่อย แต่จะดีจะเลวก็เป็นสัตว์วิญญาณ คงรู้ทางกลับมา ไม่ต้องกังวลไปหรอก”
กวนสีหลิ่นเห็นว่าโดนขวางไว้ไม่ให้ออกไปก็ชะงักเล็กน้อย จากนั้นหันกายตรงไปหารองเจ้าสำนักที่ยอดเขาหลัก เล่าเรื่องราวให้เขาฟัง พร้อมยื่นคำร้องขอออกไปตามหาเหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆา
“สัตว์วิญญาณต่างรู้ทาง เอาเช่นนี้แล้วกัน! หากพรุ่งนี้เช้ายังไม่กลับมา ข้าจะให้เจ้าออกไปตามหา วันนี้เจ้าก็บาดเจ็บเช่นกัน พักรักษาตัวก่อนเถอะ ไม่แน่ว่าเย็นๆ สัตว์อสูรสองตัวนั้นอาจกลับมาแล้ว”
เสียงหยุดไป เจ้าสำนักเอ่ยว่า “เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะสั่งคนเฝ้าประตูไว้ว่าหากสองสัตว์อสูรกลับมาจะไม่รั้งไว้”
กวนสีหลิ่นได้ยินเช่นนี้ถึงจะพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดีขอรับ ข้าขอไปบอกเฟิ่งจิ่วที่อาศรมก่อน นางจะได้ไม่เป็นห่วง”
“อืม ไปเถอะ! ข้าจะสั่งคนส่งข้าวต้มยาเข้าไปให้นาง อย่าลืมให้นางกินเล่า”
“ขอบคุณท่านรองเจ้าสำนักมากขอรับ” เขาประสานมือคารวะแล้วจึงถอยออกไป
เวลาเดียวกันนี้ ภายในป่าที่ห่างจากสำนักศึกษาไม่ไกล เหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆาที่หลงเข้ามาในค่ายกลถูกขังอยู่ด้านใน เดินมาสองสามชั่วยามยังออกไปไม่ได้ ทำให้สัตว์อสูรทั้งสองที่เป็นห่วงเฟิ่งจิ่วยิ่งรู้สึกหงุดหงิด
“ไหนบอกว่าเจ้ารู้ทางและแยกทิศเป็น ตอนนี้ดีนัก บุกเข้ามาภายในค่ายกลนี้ วนอยู่ตั้งนานยังไม่ได้ออกไป รอจนพวกเราออกไปได้ไม่แน่นายท่านคงตายไปแล้ว” อสูรกลืนเมฆาโมโหไม่น้อย ไฟโกรธจากการที่ต้องติดอยู่ในค่ายกลล้วนแผ่ลามไปบนร่างเหล่าไป๋
เหล่าไป๋พ่นลมหายใจออกจมูก กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ใครรู้ว่าสถานที่บ้านี่จะมีค่ายกลด้วย หากรู้แต่แรกคงไม่เดินมาทางนี้หรอก”
ตอนที่ 758: ช่วยด้วย
เหล่าไป๋เดินวนด้านในรอบหนึ่ง เอ่ยว่า “ทำอย่างไรดี? พวกเราติดอยู่ข้างในนี้นานมากแล้ว นายท่านคงไม่ตายไปแล้วจริงๆหรอกกระมัง?”
“ฮึ! รู้จักเป็นห่วงด้วยหรือ”
อสูรกลืนเมฆาแค่นเสียงหยัน นอนอยู่บนหลังมันไม่ขยับเขยื้อน คิดๆแล้วยังบอกอีกว่า “ข้ากับนายท่านมีพันธสัญญากัน หากนายท่านมีเรื่องอันตรายถึงชีวิตจะรู้สึกถึงได้ ตอนนี้ข้าไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น น่าจะไม่มีอันตรายถึงชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้นนายท่านยังมีสัตว์พันธสัญญาคู่ชีวิต นั่นคือสัตว์เทวะโบราณ ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นก็คงปกป้องนายท่านได้ ก่อนหน้านี้พวกเราออกมาก็กังวลกันเกินไป ควรจะถามเสียก่อน”
“เช่นนั้นตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรกัน รอคนมาช่วยหรือ? สถานที่บ้านี่ปกติอาจจะไม่มีคนเข้ามาเสียด้วยซ้ำ” เหล่าไป๋พูดพลางกระทืบกีบม้า
“ที่นี่วางค่ายกลไว้ หากเป็นเขตอาคมเราสองคนอาจยังร่วมแรงชนได้ แต่ค่ายกลนี้กลับชนไม่ได้ ต้องทำลายเท่านั้น จะทำลายค่ายกลต้องตามหาดวงตาค่ายกลพวกนั้นก่อน แต่ข้าไม่คุ้นเคยกับค่ายกล ไม่มีทางแก้จริงๆ”
“เช่นนั้นต้องรอหรือ?”
“รอเถอะ!”
“จะไม่ตะโกนขอความช่วยเหลือหน่อยรึ?” เหล่าไป๋แนะนำ คิดว่าน่าจะเอาอย่างพวกมนุษย์
“เรื่องขายหน้าเพียงนี้ จะตะโกนเจ้าก็ตะโกนไปเถอะ” อสูรกลืนเมฆาเบ้ปากแล้วหันหน้าไปอีกทาง
“ไม่รอดชีวิตสิถึงจะขายหน้า”
เหล่าไป๋พ่นลมหายใจ เดินวนไปมา ก่อนจะแหกปากตะโกนว่า “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! มีใครอยู่บ้าง? รีบมาช่วยเร็ว…”
เช้าตรู่วันต่อมา เพราะไม่เห็นสองสัตว์อสูรกลับมาเสียที กวนสีหลิ่นกับเยี่ยจิงจึงพานักเรียนสิบคนออกจากสำนักศึกษาไปถามในเมืองว่ามีใครเห็นร่องรอยสัตว์อสูรทั้งสองหรือไม่
ทว่าจนกระทั่งเที่ยงวันกลับมายังหาไม่เจอ ระหว่างทางกวนสีหลิ่นกระซิบบอกว่า “ในเมืองไม่มีใครเห็นพวกมัน หรือว่าพวกมันจะไม่ได้ไปในเมือง?”
“พวกมันออกจากสำนักศึกษาไป หรือว่า…”
เยี่ยจิงมองไปยังป่าฝั่งตะวันออกของสำนักศึกษา เอ่ยคล้ายกำลังครุ่นคิด “ป่าผืนตรงหน้าวางค่ายกลไว้ไม่น้อย พวกมันคงไม่ได้หลงเข้าไปด้านในกระมัง?”
“ไปดูหน่อยเถอะ”
“ด้านในมีค่ายกลไม่น้อย ตอนหาต้องระวังหน่อย อย่าติดกับอยู่ในนั้นเชียว” นางกล่าวเตือน
“ได้” กวนสีหลิ่นขานรับ แยกกับนางออกไปตามหาพลางตะโกน “เหล่าไป๋ อสูรกลืนเมฆา…”
สองสัตว์อสูรที่ติดอยู่ในป่าเดิมทีกำลังนอนหลับ เมื่อได้ยินเสียงเรียกดังขึ้นก็กระโดดผลุงขึ้นมาทันที
“เยี่ยจิงคนงาม” เหล่าไป๋ดวงตาเป็นประกาย เอ่ยด้วยความประหลาดใจ
“คล้ายจะยังมีพี่ชายของนายท่านด้วย” อสูรกลืนเมฆากล่าว
“ต้องมาตามหาพวกเราแน่ๆ” เหล่าไป๋เดินวนไปมาด้วยความระรื่น พลางแหกปากตะโกนว่า “พวกเราอยู่ที่นี่ พวกเราอยู่ที่นี่! เยี่ยจิงคนงาม พวกเราอยู่ตรงนี้!”
เยี่ยจิงที่พานักเรียนสิบคนมาตามหาในป่าพลันได้ยินเสียงที่ทั้งแหบแห้งและตื่นเต้นดีใจ นางถามนักเรียนด้านหลังว่า “พวกเจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่ ทำไมข้าได้ยินคล้ายว่ามีคนกำลังตะโกนเรียกข้า?”
“หรือจะเป็นนักเรียนสำนักศึกษาที่หลงเข้าค่ายกลมา?”
นักเรียนคนหนึ่งถาม ไม่ได้นึกเลยว่าจะเป็นสัตว์อสูรสองตัวนั้น ถึงอย่างไรสัตว์อสูรที่ระดับไม่ถึงสัตว์เทวะล้วนไม่เอ่ยปากพูดภาษามนุษย์ เหล่าไป๋เป็นเพียงม้าประหลาด เจ้าตัวเล็กนั่นก็ยังเป็นแค่สัตว์เลี้ยงตัวน้อย ไม่ว่าใครก็ไม่คิดไปทางนั้น
“ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ก็ต้องเข้าไปดูเสียหน่อย” เยี่ยจิงพูดจบก็ตามหาไปทางเสียงนั้น ยิ่งเข้าใกล้เสียงนั้นยิ่งชัดเจน
“เยี่ยจิงคนงาม เยี่ยจิงคนงาม ช่วยด้วย ช่วยด้วย เยี่ยจิงคนงาม…”
“เจ้าอย่าตะโกนได้หรือไม่ หนวกหูจะตายอยู่แล้ว”
ตอนที่ 759: ทะเลาะเบาะแว้ง
“หากไม่ตะโกนเรียกเยี่ยจิงคนงามไหนเลยจะได้ยิน หากไม่ตะโกนเจ้าช่วยข้าออกไปได้หรือ?” เหล่าไป๋กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ หันมาถลึงมองอสูรกลืนเมฆาข้างๆกัน
“คนมากันแล้วยังจะตะโกนอีก เจ้าไม่อายแต่ข้าอาย!”
“เจ้าก้อนเนื้อน้อยจะมีอะไรให้น่าอายกัน?”
“เจ้าก้อนเนื้อน้อยอะไร? เจ้าอยากหาเรื่องหรือไร?”
“มาก็มาสิ ใครจะกลัวเจ้า?”
เยี่ยจิงตาค้าง นักเรียนสิบคนที่ออกตามหามาด้วยกันก็เช่นกัน เมื่อพวกเขาเปิดค่ายกล สิ่งที่เห็นคือม้าประหลาดเหล่าไป๋กับสัตว์เลี้ยงนามอสูรกลืนเมฆากำลังทะเลาะกันตรงนั้น…
อืม ฟังไม่ผิดและมองไม่พลาด ทะเลาะ สัตว์อสูรสองตัวกำลังทะเลาะกัน ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว
พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าสัตว์อสูรที่ไม่ใช่สัตว์เทวะจะพูดภาษามนุษย์ได้ด้วย หนำซ้ำยังเจอครั้งเดียวสองตัว นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? อย่าบอกพวกเขาเชียวว่าเหล่าไป๋ที่หื่นกามเป็นนิสัยตัวนี้เป็นสัตว์เทวะ ซ้อมพวกเขาให้ตายยังไม่เชื่อเลย
อย่าบอกนะว่าเจ้าก้อนเนื้อเล็กนั่นเป็นสัตว์เทวะ อย่างมากก็เป็นแค่สัตว์เลี้ยง แต่ทำไมถึงพูดได้ล่ะ?
เหล่าไป๋กำลังถลึงตาแหกปากทะเลาะกับอสูรกลืนเมฆา จู่ๆ เห็นมันเงียบลงแล้วหันหัวมองไปด้านหน้า จึงหันหน้าตามไป เมื่อเห็นเยี่ยจิงคนงามปรากฏตัวเบื้องหน้า ดวงตาก็เป็นประกายในทันใด
“เยี่ยจิงคนงาม เจ้ามาช่วยข้าแล้ว”
สิ้นเสียงประหลาดใจระคนยินดี มันก็โผไปทางนางทันควัน เยี่ยจิงตกใจจนต้องรีบใช้สองแขนขวางหน้ามันที่พุ่งเข้ามาไว้พลางถามว่า “เหล่าไป๋ ทะ ทำไมพวกเจ้าถึงพูดได้?”
นางไปอาศรมนั้นไม่ใช่แค่รอบสองรอบ ยังไม่ได้ยินเหล่าไป๋พูดเลย!
เหล่าไป๋ได้ยินเช่นนี้ก็ตกใจ ยามนี้ถึงค่อยนึกถึงคำเตือนนายท่าน และอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้ม “วันนั้นข้ากินของผิดไปโดยไม่ระวัง ถึงพูดได้แล้ว”
แย่ละ นายท่านคงไม่ทำให้มันพูดไม่ได้ตลอดไปจริงๆหรอกใช่ไหม?
นึกถึงตรงนี้ ความเบิกบานที่ได้รับความช่วยเหลือก็หายไปทันใด มันคลอเคลียข้างกายเยี่ยจิง บอกว่า “เยี่ยจิงคนงาม นายท่านไม่ให้ข้าพูด ซ้ำยังใช้เชือกผ้ามัดปากข้าไว้ กลัวว่าข้าจะทำให้คนตกใจ ตอนนี้พวกเจ้าได้ยินแล้ว กลับไปเจ้าช่วยขอร้องนางหน่อยได้หรือไม่ จริงด้วย นายท่านคงไม่เป็นไรกระมัง?”
เยี่ยจิงจ้องมองเหล่าไป๋ มองไม่ออกว่ามีอะไรแปลกไป นางนึกประหลาดใจ แต่ยังคงกล่าวว่า “เจ้าวางใจเถอะ นางไม่เป็นไร แต่ได้รับบาดเจ็บตอนนี้พักฟื้นอยู่ในอาศรม พอเห็นพวกเจ้าหายไป ถึงให้พวกเราออกมาตามหา”
“ได้รับบาดเจ็บ? เช่นนั้นพวกเราต้องกลับไปเร็วหน่อย” เหล่าไป๋ได้ยินก็เครียดขึ้นมา “ใบหน้าไม่บาดเจ็บใช่หรือไม่?”
ทุกคนได้ยินเช่นนี้มุมปากก็กระตุก ไม่รู้จริงๆ ว่าเหล่าไป๋ตัวนี้เป็นห่วงว่านายจะบาดเจ็บ หรือเป็นห่วงว่าจะบาดเจ็บโดนใบหน้า?
เยี่ยจิงยิ้ม “กลับไปเห็นเจ้าก็รู้เอง” นางบอกนักเรียนด้านหลังว่า “พวกเจ้าตะโกนบอกพวกเขาทีว่าหาเจอแล้ว”
“ได้” พวกนักเรียนขานรับ แจ้งบอกกลุ่มกวนสีหลิ่น จากนั้นมุ่งไปยังสำนักศึกษาพร้อมกัน
ทว่าเมื่อกลับถึงสำนักศึกษา ข่าวว่าสองสัตว์อสูรพูดได้ก็แพร่ไปในสำนักศึกษาอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วครู่เหล่าไป๋กับอสูรกลืนเมฆาก็แทบจะกลายเป็นขวัญใจตัวใหม่ของสำนักศึกษา แต่ละคนต่างไปยังอาศรมของเฟิ่งจิ่วบนยอดเขาสำนักยาเซียนเป็นพิเศษเพื่อดูเสียหน่อยว่าสองสัตว์อสูรมีอะไรแตกต่างกันแน่…
เทียบกับความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนแล้ว เนี่ยเถิงกลับรู้อยู่แก่ใจ
เขาไม่รู้ว่าม้าประหลาดตัวนั้นอยู่ระดับใด แต่เขารู้จักเจ้าก้อนเนื้อน้อยนั่น ตอนแรกวิญญาณต้นของผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณคนหนึ่งถูกมันกลืนกินไป เช่นนั้นคงเป็นสัตว์เทวะ ใช่สัตว์เลี้ยงตัวน้อยอะไรเสียที่ไหน?
เขาเห็นเหล่านักเรียนไปเยี่ยมเฟิ่งจิ่ว ตนเองกลับได้แต่มองอยู่ไกลๆ…
ตอนที่ 760: มีเสน่ห์ไม่มากไปกว่าข้า
เขารู้ว่าตนเองไม่ได้รับการต้อนรับ ต่อให้ไปก็ไม่ได้พบนาง
หลายวันนี้คนที่มีชีวิตชีวาที่สุดเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเหล่าไป๋ นักเรียนหญิงที่เข้ามาเยี่ยมพวกนั้นแต่ละคนแทบจะโดนมันเอาเปรียบเสียหมด โดยเฉพาะปากมัน คำพูดที่เอ่ยออกมาหยอกเย้าเสียจนนักเรียนหญิงแต่ละคนต่างจิตใจเบิกบาน แม้รู้ว่ามันมาคลอเคลียในอ้อมแขนพวกนางยังไม่คิดถือสา
ถึงอย่างไรในสายตาทุกคนมันก็เป็นเพียงสัตว์ตัวหนึ่ง ม้าตัวหนึ่ง โดนมันเอาเปรียบนิดหน่อยก็ไม่เป็นอะไร
พักฟื้นผ่านไปสองสามวัน ประกอบกับมียาของตัวเองรักษา บาดแผลบนร่างเฟิ่งจิ่วจึงค่อยๆดีขึ้น
วันนี้เธอสวมชุดสีฟ้าของสำนักยาเซียนเดินออกจากอาศรมมา ก็ได้ยินเหล่าไป๋คุยโม้กับพวกนักเรียนหญิงสำนักพลังวิญญาณอย่างไพเราะน่าฟังอยู่ตรงนั้น เห็นภาพเช่นนั้นก็ยิ้มๆ ไม่ได้เดินเข้าไปแต่ยืนมองพิงตรงประตูอาศรม
“ศิษย์พี่เฉิน ข้าว่าท่านสวยกว่าเมื่อวานนิดหน่อยนะ”
“ศิษย์พี่หวัง สีหน้าท่านวันนี้ดีกว่าเมื่อวานอีก ผิวนุ่มเสียจนเหมือนปุยนุ่นเลย”
“ศิษย์พี่หลี่ กายท่านหอมนัก! นี่เป็นกลิ่นหญิงสาวตามธรรมชาติ ช่างหอมจริงๆ”
นักเรียนหญิงพวกนั้นได้ยินคำพูดเหล่าไป๋ แต่ละคนปิดปากหัวเราะเบาๆ “เหล่าไป๋ ทำไมเจ้าถึงบ้ากามเพียงนี้? ปากเจ้านี้แม้แต่คุณชายเจ้าสำราญยังเทียบไม่ได้เลย”
“ใช่ หากเจ้าจะอ้อน นกบนต้นไม้เจ้ายังอ้อนลงมาได้เลย”
“เรียนมาจากนายเจ้าใช่หรือเปล่า? เจ้าดูสิ เยี่ยจิงสาวงามอันดับหนึ่งของสำนักศึกษาเราเดินใกล้เขามาก ภายในสำนักศึกษามีคนตามเกี้ยวนางไม่น้อยแต่นางไม่สนใจ ดันมาถูกใจนายเจ้า”
“ไม่หรอก นี่เป็นพรสวรรค์พิเศษจากฟ้า” เหล่าไป๋ฉีกยิ้มกว้าง “อีกอย่างนายท่านงดงามไม่ธรรมดา หล่อเหลาคมคาย ดอกไม้เห็นยังแย้มบาน ม้าเห็นต้องเข้ามามุง เยี่ยจิงคนงามนั่นตาดีนัก”
ผู้หญิงพวกนั้นได้ยินเช่นนี้ก็ปิดปากหัวเราะ
อสูรกลืนเมฆาที่นอนข้างๆ ชำเลืองมองเหล่าไป๋อย่างรังเกียจก่อนหันหน้าไปอีกด้าน เพราะไม่ชอบให้ใครแตะต้อง คนพวกนั้นอยากจะแตะ มันยังทำให้กลัวจนต้องถอยไป แต่เหล่าไป๋ม้าหื่นนั่นกลับพุ่งหานักเรียนหญิงตรงหน้าไม่หยุดหย่อน น่าขายหน้าจริงๆ
มันหันไปก็เห็นนายท่านยืนพิงอาศรมยิ้มมองมาทางนี้ จึงลุกขึ้นวิ่งไปทางนางทันที
เหล่าไป๋กับพวกนักเรียนหญิงเห็นดังนั้นต่างหันกลับไปมอง เห็นว่าเฟิ่งจิ่วยืนอยู่ตรงนั้น นักเรียนแต่ละคนจึงลุกขึ้นยืนอย่างเขินอาย
“เฟิ่งจิ่ว วันนี้ร่างกายเจ้าดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
“ลงจากเตียงมาเดินได้ คงดีขึ้นแล้วกระมัง?”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้า ยิ้มเอ่ยว่า “มีสาวงามมาเยี่ยมข้าทุกวัน ข้าจะไม่สบายยังยากเลย!” พูดจบก็ยิ้มเดินมานั่งลงตรงโต๊ะหิน แล้วเลิกคิ้วเบาๆมองพวกนาง “พวกเรามาคุยเล่นกันหน่อยไหม?”
พวกนางถูกสายตามีรอยยิ้มนั้นจ้องมอง ก็.อดรู้สึกเหนียมอายไม่ได้ รีบบอกว่า “ไม่ๆ พวกเราออกมานานมากแล้ว ต้องกลับไปก่อน ครั้งหน้าแล้วกันนะ! ครั้งหน้าค่อยมาดูเจ้าอีก”
“เช่นนั้นก็ดี เหล่าไป๋ ไปส่งศิษย์คนงามทั้งหลายหน่อย” เธอให้สัญญาณไปทางเหล่าไป๋ข้างๆ
“ยกให้ข้าจัดการเถอะขอรับ!” เหล่าไป๋ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเข้าไปใกล้หนึ่งคนในนั้น “ศิษย์พี่เฉิน ให้ข้าเดินไปเป็นเพื่อนท่านดีไหม?”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง พวกเราเดินไปกันเองก็ได้” ใบหน้าพวกนางแดงเล็กน้อย รีบร้อนโบกมือพลางเร่งฝีเท้าออกไป
เหล่าไป๋เห็นว่าแม้แต่มันยังไม่ต้องไปส่ง จึงเดินกลับมาข้างกายเฟิ่งจิ่ว กล่าวว่า “นายท่าน เสน่ห์ท่านไม่ได้มากไปกว่าข้าเลย ดูสิ ท่านออกมาก็ทำให้คนตกใจวิ่งหนีไปแล้ว”
จบตอน
Comments
Post a Comment