ตอนที่ 81: ชิงเกอแห่งจวนตระกูลเฟิ่ง!
กวนสีหลิ่นที่ได้ยินคำพูดนั้นก็พยักหน้า กล่าวย้ำอีกว่า “อืม ไม่เลว จำต้องดูแลให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องไม่ให้พวกบ้ากามเข้าใกล้เสียวจิ่ว”
กล่าวอย่างยิ่งคิดก็ยิ่งไม่วางใจ “อันที่จริงข้าควรตามไปด้วยถึงจะถูก” น่าเสียดาย เสียวจิ่วไม่ให้ตามไป หนำซ้ำเขาต้องอยู่ฝึกวิชาที่บ้าน
เหลิ่งซวงเห็นท่าทางเขากังวลไม่มีสิ้นสุด จึงบอกว่า “คุณชายไม่ต้องกังวล ข้าจะคอยอารักขานายท่านเองเจ้าค่ะ” ระหว่างที่พูด ก็กำชับกับเหลิ่งหวาอีกไม่กี่ประโยค ถึงจะเดินไปรอเฟิ่งจิ่วออกมาที่ประตู
ไม่นานนัก เฟิ่งจิ่วที่เปลี่ยนสวมชุดแดงก็สาวก้าวเดินออกมา แล้วเดินไปด้านนอกกับเหลิ่งซวง หลังจากขึ้นนั่งบนรถม้า เธอก็เอ่ยกับทั้งสองคนที่มาส่งถึงประตู “เราจะไปกันแล้ว พวกเจ้ากลับไปเถอะ!”
“เดินทางระวังตัวด้วย”
กวนสีหลิ่นบอก จริงๆแล้ว จากที่นี่ไปถึงอารามสวนท้อ นั่งรถม้าไปก็ใช้เวลาประมาณสองชั่วยาม เขากลับพูดเหมือนพวกนางจะไปกันไกลมาก ถึงได้กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเป็นแม่เฒ่าแก่ๆ
เฟิ่งจิ่วปล่อยม่านรถลง เหลิ่งซวงที่นั่งอยู่ด้านนอกถึงจะสั่งให้คนควบม้าเคลื่อนรถออกไปยังอารามสวนท้อ
และในขณะเดียวกันนี้ ที่จวนตระกูลเฟิ่ง เรือนสาวจันทรา
“เกอเอ๋อร์ เจ้าเรียบร้อยหรือยัง? อี้เซวียนรอเจ้าอยู่ด้านนอกนานแล้ว”
ท่านแม่ทัพใหญ่เฟิ่งผู้มีร่างกายกำยำสวมชุดสีดำกำลังเดินกระทืบเท้าไปมาอยู่ด้านนอก หันมองไปทางประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นประตูเปิดออก ขณะที่ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเดินออกมา จึงรีบร้อนเดินเข้าไป
“จะให้พ่อพูดอย่างไรกับเจ้าดีเล่า? ตั้งแต่รั่วอวิ๋นจากไป ข้างกายเจ้าแม้แต่สาวใช้สักคนก็ไม่มี ไม่ว่าเรื่องไหนๆก็ทำเองจนเหมือนอะไรไปเสียแล้ว? เจ้าเป็นลูกสาวข้าเฟิ่งเซียว จะต้องมีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติเจ้าตามที่ถูกที่ควร โดยที่เจ้าไม่ต้องทำอะไร เจ้าฟังพ่อนะ วันหลังค่อยหาสาวใช้สักคนมาคอยติดตาม หากไม่ได้จริงๆ พ่อจะคัดจากในพวกองครักษ์ออกมาให้เจ้าสักคน”
แววตาเฟิ่งชิงเกอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าอันงามเลิศมีความตำหนิติเตียน ก่อนจะยื่นมือไปกุมมือเขาไว้
“ท่านพ่อ ท่านอย่าได้กังวลเลย นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย ข้าจัดการเองได้เจ้าค่ะ นอกจากนี้ ข้าเป็นถึงลูกสาวของท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกร หากจะให้คนข้างกายคอยลงแรงดูแลเสียทุกเรื่อง คนจะไม่พูดว่าข้าอ่อนแออ้อนแอ้นไม่เหมาะสมรึเจ้าคะ?”
พอเฟิ่งเซียวได้ยิน คิ้วดาบหนาก็เลิกขึ้นมาทันใด ดวงตาพยัคฆ์จับจ้อง เอ่ยว่า “ใครกล้าพูด? หากมีใครกล้าพูด พ่อจะต้องสั่งสอนมันเสียหน่อย!”
น้ำเสียงชะงักลง เขากล่าวอีกว่า “เดิมทีลูกสาวต้องได้รับการเอาอกเอาใจ ยิ่งไปกว่านั้น พ่อก็มีลูกสาวสุดที่รักเช่นเจ้าเพียงคนเดียว หากไม่รักไม่หลงเจ้า แล้วจะให้ไปรักไปหลงใครเล่า?”
“เอาล่ะเอาล่ะ! เรื่องนี้ค่อยว่ากันทีหลัง ไปห้องรับรองกันเถอะเจ้าค่ะ อย่าให้พี่มู่หรงต้องรอนาน” นางดึงเขาเดินไปที่ห้องรับรอง
“เจ้ารู้นี่ว่าทำให้เขารอนาน? งั้นวันหลังก็รีบๆหาสาวใช้ซะ เรื่องพวกนี้หากมีคนคอยช่วยเจ้าทำ จะประหยัดเวลาได้ไม่น้อยเลย”
เขาตักเตือนไปพลางๆ ถึงแม้คำพูดหยาบกระด้างและใบหน้าขึงขัง แต่แววตากลับตามใจไปเสียหมด
“ก็ได้ ก็ได้ ข้าจะเชื่อฟังท่าน วันหลังค่อยหา จะหามาแน่ๆเจ้าค่ะ” นางตอบรับรัวๆ
เฟิ่งเซียวถึงจะพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วผุดรอยยิ้มออกมา “เช่นนี้ก็ยังดี”
ในห้องรับรอง มู่หรงอี้เซวียนที่ถือถ้วยชาอยู่กำลังมองน้ำชาในถ้วยอย่างเหม่อลอยเล็กน้อย ช่วงนี้ในหัวมักจะนึกถึงสาวน้อยชุดแดงที่พบกันในหมู่บ้านป่าหินครั้งนั้น
หาใช่เหตุอื่นใดไม่ เป็นเพียงเพราะความรู้สึกคุ้นเคยที่อธิบายไม่ได้
พอเขาสงสัยว่าชิงเกอจะถูกคนสลับตัว กลับพบว่าบางเรื่องที่พวกเขารู้กันแค่สองคน นางก็ล้วนรู้เรื่องดี
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าช่วงนี้เขาคิดมากไปเองรึ?
ตอนที่ 82: ปิดเขาสามวัน!
ขณะที่กำลังคิด ก็ได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะดังลอยมาจากด้านนอก เขาเปรยตามองไป จึงเห็นนางจูงเฟิ่งเซียวเดินมา
ความสนิทสนมระหว่างพ่อลูกคือเรื่องปกติ ทั้งท่าทางและความใกล้ชิดก็หาได้แปลกปลอม ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นตัวปลอมจริง เฟิ่งเซียวที่เป็นถึงพ่อ กับคนที่รักที่สุด จะมองไม่ออกได้อย่างไรเล่า?
อันที่จริงเขาก็ไม่รู้ สำหรับเฟิ่งเซียว เฟิ่งชิงเกอคือลูกสาวของเขา เป็นคนที่เขารักมากที่สุด ต่อให้จะสงสัยใคร ก็คงไม่ไปสงสัยลูกสาวตัวเองแน่
แม้รู้สึกว่านางแตกต่างจากก่อนหน้านี้นิดหน่อย ก็คงคิดไม่ถึงว่าลูกสาวตัวเองจะถูกคนสวมรอยแทนที่ เพราะเรื่องเช่นนั้น มันเหลือเชื่อเกินไป
อีกอย่าง ลูกสาวเขา มองยังไงก็ดีไปเสียหมด ไม่ว่านางจะทำอะไร จะเปลี่ยนไปเช่นไร ในสายตาและหัวใจ ก็เป็นลูกสาวเขา ซ้ำยิ่งไม่ควรถูกเคลือบแคลง
“ท่านพี่มู่หรงเจ้าคะ!”
เฟิ่งชิงเกอผละมือที่จูงเฟิ่งเซียวไว้ออก วิ่งเบาๆมาที่ข้างกายเขา แล้วมองด้วยแววตาอิ่มเอมที่มีความรักใคร่ “ท่านพี่รอนานไหมเจ้าคะ?”
เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านในใจ วางถ้วยชาในมือลง ก่อนจะลุกยืนขึ้น เผยรอยยิ้มจางๆที่สง่างามออกมา “ไม่หรอก พี่เพิ่งมาได้ไม่นาน”
เขามองเฟิ่งเซียวที่เดินเข้ามา จึงโค้งคารวะและเรียกท่าน “ท่านอาเซียว”
ในบ้านตระกูลเฟิ่ง เขาหาใช่ท่านอ๋องสามไม่ แต่เป็นว่าที่ลูกเขยในอนาคตของตระกูลเฟิ่ง เป็นมู่หรงอี้เซวียนที่พวกเขาเห็นกันมาแต่เล็กจนเติบใหญ่ ด้วยเหตุนี้ ที่ถูกต้องคือผู้น้อยต้องให้การคารวะ
“ฮ่าๆ อี้เซวียนเอ้ย! ยากนักที่เจ้าจะมีเวลาพาแม่หนูนี่ออกไป มีเจ้าอยู่เป็นเพื่อนนาง ข้าก็วางใจลงบ้าง”
เฟิ่งเซียวหัวเราะร่า เอ่ยว่า “อารามสวนท้อห่างจากที่นี่ต้องเดินทางสองชั่วยาม แม่หนูนี่เสียเวลาไปนานขนาดนี้ก็สายเสียแล้ว พวกเจ้ารีบออกเดินทางหน่อยเถอะ! อย่าไปถึงที่นั่นตอนเที่ยงเลย”
“ท่านพ่อ ท่านไม่ไปด้วยกันจริงๆรึเจ้าคะ? ยังไงซะท่านก็อยู่บ้านว่างๆออกไปด้วยกันดีกว่านะเจ้าคะ! ข้าจะได้ชมดอกท้อและทิวทัศน์ของอารามสวนท้อกับท่านด้วยพอดี!” นางกอดแขนเฟิ่งเซียวเขย่าเบาๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งเซียวก็หัวเราะลั่น “ฮะๆๆ ไม่ได้ไม่ได้ มีอี้เซวียนไปกับเจ้า พ่อไปก็เกะกะเปล่าๆ พวกเจ้าสองคนไปเที่ยวเล่นกันดีๆ ไม่ต้องรีบกลับมาล่ะ”
เขามองที่มู่หรงอี้เซวียน กล่าวว่า “อี้เซวียน แม่หนูคนนี้ รบกวนเจ้าดูแลให้ดีๆนะ”
กับว่าที่ลูกเขยคนนี้ เขายิ่งมองก็ยิ่งพอใจ สองคนนี้รู้จักกันมาแต่เด็ก ต่างรักใคร่ใจตรงกัน ตอนนี้แค่รอเลือกฤกษ์งามยามดีเพื่อจัดการเรื่องแต่งงานเสีย
“ท่านอาเซียวโปรดวางใจ ข้าจะดูแลชิงเกออย่างดีขอรับ”
เขามองเฟิ่งชิงเกอที่ใบหน้าเหนียมอาย บนริมฝีปากผุดรอยยิ้มออกมา และเก็บซ่อนความแปลกประหลาดในใจไป
เฟิ่งเซียวส่งทั้งสองขึ้นรถม้า หลังจากเห็นรถม้าเคลื่อนออกไปไกล ถึงจะเดินเข้าไปด้านในจวนตระกูลเฟิ่ง
อีกด้านหนึ่ง ที่อารามสวนท้อ
เฟิ่งจิ่วที่เดินตามถนนเส้นเล็กมาถึงด้านในอารามสวนท้อ ยิ่งมองทัศนียภาพด้านในนี้ก็ยิ่งพอใจนัก หากใช้สถานที่เช่นนี้มาเป็นที่พำนัก ถือว่าดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่เพียงเหมาะกับการฝึกฝนวิชา ซ้ำยังเหมาะกับการขัดเกลาจิตใจ
อารามสวนท้อตั้งอยู่ในป่าเขาทางทิศใต้ของเมืองอวิ๋นเยวี่ย ทั่วผืนป่าเขาล้วนเต็มไปด้วยดอกท้อหลากสี ที่ไม่อาจมองเห็นปลายทาง
ซ้ำอารามสวนท้อก็อยู่ในส่วนลึกของป่าต้นท้อ เป็นสถานที่งดงามราวสรวงสวรรค์ แต่ไม่อนุญาตให้คนนอกเหยียบย่างเข้ามา
ถึงอย่างงั้น เวลาเดือนสามของทุกปีที่ดอกท้อเบ่งบาน ก็ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวมาชมดอกไม้ที่ภูเขาท้อได้ไม่น้อย ยิ่งกว่านั้นยังอยากลักลอบเข้ามาที่อารามสวนท้อในส่วนลึกของป่าต้นท้ออีก และตอนนี้ อารามสวนท้อก็ตกอยู่ในมือเธอแล้ว
หลังจากเดินชมรอบๆ เธอก็หยุดฝีเท้าลง “เหลิ่งซวง เหยียนเหล่าที่ตลาดมือไม่ได้คัดกององครักษ์ตลาดมืดมารึ? เจ้าออกคำสั่งไป ให้พวกเขาเฝ้าอยู่ตรงตีนเขา แล้วปิดเขาไว้สามวัน”
ตอนที่ 83: ความกังวลในใจ!
“เจ้าค่ะ”
ไม่มีคำถาม และไม่คิดสงสัย หลังจากเหลิ่งซวงขานรับอย่างนอบน้อม ถึงจะเดินกลับไป เพื่อนำข่าวคราวไปส่งให้กององครักษ์ตลาดมืด
หลังจากกององครักษ์ได้รับคำสั่ง ก็ดำเนินการในทันที เพราะเป็นคำสั่งของเหยียนเหล่า ว่าต้องเชื่อฟังคำสั่งของคนผู้นั้นโดยไม่มีข้อแม้ จะไม่เคารพก็ไม่ได้
เมื่อออกคำสั่งปิดภูเขาไป พวกนักท่องเที่ยวบนเขาที่มาชมดอกไม้ก็ต้องถูกขับไล่กันออกไปเป็นปกติ อันที่จริงอารามสวนท้อเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ผู้เป็นเจ้าของต้องยินยอมให้พวกเขาเข้าไปชมดอกไม้ในป่าต้นท้อเท่านั้น หากไม่ยอม พวกเขาก็ทำได้เพียงจากไป
เพราะเวลายังเช้าอยู่ ในป่าต้นท้อมีคนไม่มาก ดังนั้น จึงใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็ไล่พวกนักท่องเที่ยวออกจากอาณาเขตอารามสวนท้อได้หมด
และเวลานี้เอง เฟิ่งจิ่วที่อยู่ในอารามสวนท้อก็เดินมาถึงศาลา เห็นชายชราชุดเทากำลังกวาดพื้นอยู่ในลานบ้าน เธอหยุดฝีเท้าลง ถามว่า “ข้ารับใช้ที่นี่ต่างไปกันหมดแล้ว ทำไมท่านยังอยู่อีกเล่า?”
ชายชราชุดเทาจับไม้กวาดหันตัวกลับมา มองเงาร่างสีแดงที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ใต้ต้นดอกท้อในสวน กล่าวว่า “กวาดพื้นอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปี จึงไม่อยากตัดใจจากไปเสียแล้ว”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็ผุดรอยยิ้มออกมา สายตาจับจ้องบนร่างชายชราชุดเทา ดวงตาเป็นประกายที่มีความนัยไม่ชัดเจน “ในเมื่อไม่อาจตัดใจลาจาก งั้นก็อยู่ต่อไปเถอะ!”
ชายชราชุดเทานิ่งงัน มองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะกวาดพื้นต่อไป โดยไม่ปริปากอีก
เฟิ่งจิ่วหันตัวจากไปอย่างไม่สนใจนัก และหลังจากนางจากไป ชายชราชุดเทาก็หยุดมือลง หันมองตามทิศทางที่นางจากไปแวบหนึ่ง แล้วดึงสายตากลับมากวาดพื้นต่อ
ขณะที่มู่หรงอี้เซวียนมาถึงอารามสวนท้อพร้อมกับเฟิ่งชิงเกอ ถึงรู้ว่าเจ้าของใหม่ของอารามสวนท้อได้สั่งปิดภูเขาไว้สามวัน
เห็นเช่นนี้ เขาจึงมองที่เฟิ่งชิงเกอข้างกาย เอ่ยว่า “พวกเรามาไม่ถูกเวลา ภูเขาถูกปิดสามวัน ทำได้เพียงมาอีกครั้งในอีกสามวันให้หลัง”
เพราะภูเขาปิด นางจึงไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไหร่ “อีกสามวันให้หลังท่านพี่ยังจะมากับข้าหรือไม่เจ้าคะ? หากถึงเวลานั้นแล้วท่านบอกว่าไม่ว่างจะทำเช่นไร?”
ได้ฟังนางพูดเช่นนี้ เขาก็ยิ้มน้อยๆ เอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า “ไม่หรอก ในเมื่อพี่รับปากเจ้า ก็ต้องทำให้ได้”
“ไม่ได้นะ ไหนๆมาแล้ว แม้จะเข้าไปที่ภูเขาไม่ได้ งั้นพวกเราก็เดินวนรอบๆดีไหมเจ้าคะ?” ระหว่างพูด นางก็กอดแขนเขาไว้ กล่าวว่า “ท่านพี่มู่หรง ท่านลองไปเดินกับข้าเถอะเจ้าค่ะ!”
“ก็ได้” เขาพยักหน้า ถึงจะตอบรับไป
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งชิงเกอช่างเปรมปรีดิ์ยิ่งนัก จึงพูดอย่างชอบใจว่า “ท่านพี่มู่หรง ท่านช่างดีเสียจริง!”
มู่หรงอี้เซวียนยิ้มๆไม่พูดอะไรมาก เพียงเดินก้าวช้าๆไปกับนาง เพื่อเชยชมทิวทัศน์ภูเขา
อาจเพราะรู้สึกถึงความเย็นชาของเขา เฟิ่งชิงเกอจึงกังวลใจน้อยๆ ฝีเท้าพลันหยุดลง แล้วมองคนข้างกาย กัดริมฝีปากลงเบาๆ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงน้อยใจ “ท่านพี่มู่หรง ท่านพี่ไม่ชอบข้าแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
มู่หรงอี้เซวียนประหลาดใจเล็กน้อย “ไยจึงพูดเช่นนี้เล่า?”
“ช่วงนี้ข้ารู้สึกว่าท่านคล้ายจะเมินเฉยข้า และไม่ชอบอยู่ด้วยกันกับข้านัก” นางมองเขาแวบหนึ่ง ก็หลุบตาลงน้อยๆ “เมื่อก่อน ท่านไม่เคยเป็นเช่นนี้ ท่านไม่ชอบข้าแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“เจ้าเด็กโง่ จะเป็นไปได้อย่างไร” เขายิ้มพลางลูบศีรษะนาง “ข้าแค่กังวลใจเท่านั้นเอง”
“หา?” นางเงยหน้ามองเขาอย่างสงสัย
มู่หรงอี้เซวียนยิ้ม กล่าวว่า “สัตว์เทวะในตำนานปรากฏตัว ทว่าถึงเวลานี้ก็ยังไม่ได้ข่าวว่าใครเป็นผู้ครอบครอง ตอนนั้นยังนำพาผู้แกร่งกล้าจากต่างแคว้นมา เรื่องนี้ สำหรับเชื้อพระวงศ์ถือเป็นเรื่องใหญ่ ช่วงนี้ข้าจึงกังวลใจนัก อารมณ์ก็ตึงเครียดไปบ้าง ถึงได้ทำเจ้าคิดฟุ้งซ่าน”
ตอนที่ 84: เวิ้งสวนท้อ!
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งชิงเกอถึงจะวางใจลงได้ รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง “ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ท่านก็อย่าคิดเรื่องอื่นเลยเจ้าค่ะ ทิวทัศน์ภูเขาท้อสวยงามขนาดนี้ จะได้ผ่อนคลายกันพอดี”
“อืม” เขายิ้มขานรับ แล้วเดินไปตามทางเส้นเล็กในภูเขากับนาง
เวลาสามวัน ก็เพียงพอให้เฟิ่งจิ่วปรับปรุงอารามสวนท้อไปได้บ้าง
เธอเปลี่ยนจาก ‘อารามสวนท้อ’ มาเป็น ‘เวิ้งสวนท้อ’ ส่วนด้านในเวิ้งสวนท้อก็วางค่ายกลกระบี่ที่ร่ำเรียนมาไว้ เพื่อแยกด้านในกับด้านนอกออกจากกัน เช่นนี้แล้ว ก็ไม่ต้องกังวลว่าคนนอกจะหลงเข้ามาในเวิ้งสวนท้อ และมารบกวนความสงบ
ป่าต้นท้อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมกันได้ แต่เธอกำหนดไว้ข้อหนึ่ง ว่าถ้าจะเข้าป่าต้นท้อต้องเสียเงิน
ด้านในเวิ้งสวนท้อไม่มีใครอื่น นอกจากเฟิ่งจิ่วกับเหลิ่งซวง ก็มีแค่ชายชราที่กวาดพื้นท่านนั้น บริเวณรอบๆภูเขาท้อถูกล้อมเข้ามา เหลือเพียงทางเข้าออกเดียว ที่คอยเฝ้าเก็บเงินอยู่ตรงปากภูเขาก็เป็นองครักษ์ที่คัดมาจากตลาดมืด
สามวันให้หลัง ขณะที่นักท่องเที่ยวไม่น้อยมาเยือนภูเขาท้อกันอีกครั้ง นึกไม่ถึงว่าเข้าไปป่าต้นท้อต้องเสียเงิน คนมากมายจึงมีสีหน้าตกตะลึง
“เข้าภูเขาไปชมดอกไม้ยังต้องเสียเงินรึ? นี่มันกฎอะไรกัน?”
“จริงด้วย แต่ก่อนพวกเรามาก็ไม่ต้องเสีย ป่าต้นท้อผืนใหญ่โตขนาดนี้ไม่ได้เปิดไว้หรอกรึ? ไยต้องเสียเงินด้วยเล่า?”
บางคนก็จ้ององครักษ์สองสามนายที่เฝ้าอยู่ทางเข้าออกกันตาเขม็งด้วยความไม่พอใจ คิดว่าที่พวกเขาเรียกเก็บเงินช่างเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผลสิ้นดี และไม่อาจจะรับได้
บางคนก็แสดงท่าทีเข้าใจ ที่จริงป่าต้นท้อเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล พวกเขาจะเข้าไปเที่ยวเล่นในพื้นที่ส่วนบุคคล ต้องจ่ายเงินก็สมเหตุสมผลดี ใช้ใจแลกใจ หากที่นี่เป็นบ้านของพวกเขา คงไม่ให้คนที่อยากเข้ามาเที่ยวหรือชมทิวทัศน์ เข้ามาได้โดยไม่มีเหตุผลหรอก
องครักษ์ก็คงไม่ใจดีอธิบายเหตุผลให้ทุกคนฟัง หนึ่งในองครักษ์กวาดตามองผู้คนที่กำลังโห่ร้อง กล่าวด้วยเสียงทุ้มเข้มว่า “อยากเข้าไปต้องจ่ายเงิน ถ้าไม่ยอมจ่ายก็ไปอยู่ข้างๆซะ!”
คนพวกนั้นถูกพูดเสียขนาดนี้ จะไม่ยอมรับว่าตัวเองไม่ยอมเสียเงินเป็นธรรมดา เช่นนั้น จึงล้วงเงินออกมาทั้งใบหน้าแดงก่ำ ถึงจะเข้าป่าต้นท้อไปอย่างขุ่นเคือง
เฟิ่งชิงเกอที่อยู่ไม่ไกลจูงมือมู่หรงอี้เซวียนไว้ พอเห็นภาพตรงหน้านั้น ก็พูดด้วยความสงสัยเล็กน้อย “อารามสวนท้อเปลี่ยนเจ้าของเสียแล้วรึ? ไหนบอกว่าที่นี่เป็นที่ส่วนบุคคล จึงไม่ขายไม่ใช่หรือ? ผู้ใดมีความสามารถขนาดนั้น ถึงสามารถซื้อที่นี่ได้?”
ทว่าสายตามู่หรงอี้เซวียนกลับจับจ้องไปบนอักษรที่ดูโอหังเอาแต่ใจ เขียนไว้ว่า ‘เวิ้งสวนท้อ’ ดวงตาเป็นประกายน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยชมอย่างอดไม่ได้ “เขียนได้ดี!”
ตัวอักษรปราดเปรียวเรียบง่าย มีพลังที่ช่างรุนแรงเอาแต่ใจ ลำพังเห็นแค่ตัวอักษร ก็รู้ได้ว่าคนผู้นั้นต้องเป็นคนที่เอาแต่ใจและรักอิสระ พอคิดดู คนที่เขียนคำเวิ้งสวนท้อนี้ คือเจ้าของคนใหม่ของเวิ้งสวนท้อนี้เป็นแน่
หนำซ้ำ ตามข่าวเหมือนจะบอกว่า เจ้าของคนใหม่ของเวิ้งสวนท้อเป็นภูตหมอผู้ลึกลับที่ช่วงนี้ได้ยินกันเพียงชื่อเสียงแต่กลับไม่มีใครเคยเห็น
ได้ฟังคำชมที่จริงใจ เฟิ่งชิงเกอก็มองตามสายตาเขาไป จึงเห็นว่าอักษรเวิ้งสวนท้อนั้นช่างมีชีวิตชีวา โอหัง และเอาแต่ใจเสียจริง แม้นางจะไม่ชำนาญด้านอักษรก็ไม่อาจไม่ยอมรับ ว่าอักษรเหล่านั้นเขียนได้ดีมาก
“พวกเราไปกันเถอะ!”
มู่หรงอี้เซวียนยิ้มน้อยๆ พลางพูดกับเฟิ่งชิงเกอข้างกาย เดิมทีในใจไม่ได้รู้สึกอะไรกับการชมดอกไม้ แต่เวลานี้กลับยิ่งเพิ่มความสนใจขึ้นมาบ้าง
“อืม” เฟิ่งชิงเกอขานรับ แล้วเดินหน้าตามไปข้างกาย
ที่เรือนเล็กๆด้านในเวิ้งสวนท้อ เฟิ่งจิ่วกำลังนั่งชงชาชมดอกไม้อยู่ใต้ต้นดอกท้อต้นหนึ่ง ส่วนเหลิ่งซวงก็ยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกล
เมื่อสายลมแผ่วพัดมา กลีบดอกไม้สีแดงขาวก็ร่วงโรย…
ตอนที่ 85: ใจเต้นโครมคราม!
“เหลิ่งซวง”
“เจ้าคะ นายท่าน” เหลิ่งซวงที่ด้านหลังเดินเข้ามา
“เจ้ากลับไป บอกพี่ชายข้า รอเมื่อเขากลับไปงานคัดเลือกที่ตระกูลกวน ข้าค่อยกลับไป ให้เขาอย่าได้ฟุ้งซ่าน ตั้งใจฝึกฝนวิชา เหลิ่งหวาก็อยู่เป็นเพื่อนเขาที่นั่นก่อน ถึงเวลาค่อยมาพร้อมๆกัน!”
“เจ้าค่ะ”
นางขานรับแล้ว แต่กลับยังไม่ก้าวไป ลังเลอยู่สักพัก จึงเอ่ยถาม “นายท่าน หากข้ากลับไป ข้างกายท่านก็ไม่มีคนคอยอารักขาสิเจ้าคะ?”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มเบาๆอย่าง.อดไม่ได้ เลิกคิ้วมองนางอย่างหยอกล้อ “นี่เจ้าเห็นนายเจ้าเป็นคนอ่อนแอผอมบางเสียจนต้องมีคนคอยอารักขาอย่างใกล้ชิดเลยรึ?”
ไม่รอให้นางตอบ เธอก็โบกมือ พร้อมพูดเป็นสัญญาณว่า “ไปเถอะ! ที่นี่เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก”
อยู่ที่นี่มาสามวัน เธอเข้าไปฝึกวิชาในห้วงมิติทุกคืน พละกำลังจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพียงแต่เก็บซ่อนวรยุทธ์ในตัวไว้ ทำให้ผู้คนไม่อาจสัมผัสถึง
อันที่จริง ตัวตนนักปรุงยาภูตหมอก็ช่างดีเด่นยิ่งนัก หากมีคนรู้ว่าพลังเธอก้าวหน้ารวดเร็วชั่วข้ามคืน จำต้องทำให้คนพวกนั้นรู้สึกโดนคุกคาม ยิ่งไปกว่านั้น ในห้วงมิติยังมีสัตว์เทวะในตำนาน แม้ตอนนี้ยังเป็นแค่วัยเด็กน้อย ก็ให้ใครเห็นไม่ได้
พอเหลิ่งซวงออกไป เฟิ่งจิ่วก็ร่างกายเหนื่อยหน่ายขึ้นนิดหน่อย เหยียบย่างฝีเท้าเบาหวิวเดินออกจากเรือนเล็กในสวนท้อ
เธอที่สวมชุดแดงไม่ได้แต่งกายชุดชายชาตรี เส้นผมที่ปล่อยสยายใช้ริบบิ้นแดงผูกไว้หลวมๆ ไม่สวมรองเท้า กระโปรงแดงพลิ้วไหวจึงไม่อาจบดบังเท้าเล็กขาวราวหิมะเนียนประณีตคู่นั้นได้
เธอเหยียบไปเบาๆ บนเส้นทางหินเรียบราบที่คดเคี้ยวทีละก้าวๆ นิ้วเท้าละเอียดอ่อนที่ทาน้ำมันทาเล็บสีแดงน่าเย้ายวนโผล่พ้นออกมาจากกระโปรงแดงทีละน้อย ขณะที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็เดินมาไกลแล้ว ได้ยินเสียงพิณหวานหูที่ดังลอยมาจากด้านนอกอยู่แว่วๆ
“หืม?”
สายตาเธอหันไปน้อยๆ ในดวงตาฉายแววแปลกใจ จากนั้นจึงหยิบผ้าคลุมหน้าในแขนเสื้อออกมาปิดใบหน้าไว้ ปลายเท้าแตะเบาๆ ก่อนจะพุ่งตัวไปอยู่กลางเหล่าดอกท้อราวกับภูตพรายท่ามกลางดอกไม้ ไม่ทันไรก็ออกจากค่ายวงกตไป
เงาร่างสีแดงกระโดดขึ้นนั่งอยู่บนกิ่งต้นท้อที่กำลังผลิบานงดงาม สองขาขาวเนียนประณีตลู่ห้อยลงกลางอากาศพลางกวัดแกว่งไปมา ท่าทางสบายตัวมากอย่างเห็นได้ชัด
เธอเอนพิงกิ่งท้อด้านหลังอย่างเกียจคร้าน แล้วยื่นมือไปหักกิ่งต้นท้อลงมาเล่น ฟังเสียงพิณเอื้อยแอ้วที่ดังลอยมาไม่ไกล มุมปากใต้ผ้าคลุมก็ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
หนึ่งเพลงทำนองธิดาลั่วเฉิน เงียบสงบสง่างาม ราวไข่มุกร่วงลงจานหยก เอื้อยแอ้วใสแจ๋ว ซ้ำคล้ายสายธารกลางภูเขา ยามรีบยามช้า ต่างค่อยไหลยาวไป…
เพลงกู่เจิงเลื่องชื่อเช่นนี้ เธอไม่คิดเลยว่าโลกเทพเซียนที่น่าอัศจรรย์นี้จะมีด้วย
“ซูรั่วอวิ๋นเอ๋ย ซูรั่วอวิ๋น เจ้าว่าข้ายังไม่ทันไปหาเจ้า แล้วไฉนจึงวิ่งแจ้นมาเบื้องหน้าข้าหลายครั้งหลายครานักเล่า?”
เธอพึมพำเสียงเบา ดวงตางดงามที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งเป็นประกาย ภายในฉายแววยิ้มเยาะแปลกๆ ขณะที่กำลังคิดจะผุดลุกลอยตัวไปเบื้องหน้า พลันรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่ไม่อาจเพิกเฉยจับจ้องมาบนร่าง
เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย แล้วเสมองออกไปยังดอกท้อ เมื่อเห็นเช่นนี้ ในแววตาจึงมีแววยิ้มอ่อนโยนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ขณะที่แสงแวววาวไหลเวียน รอยยิ้มลอยชายออกไปน้อยๆ ราวกับดวงดาวอันแพรวพราว ทำให้คนหลงมองไปโดยไม่รู้ตัว…
เป็นนาง!
มู่หรงอี้เซวียนมองนางอย่างนิ่งงัน ในดวงตามีประกายความประหม่าและประหลาดใจที่ตัวเองต่างไม่เคยรู้สึก
เขามองเงาร่างสีแดงนั้นที่นั่งอยู่กลางหมู่มวลดอกท้อราวกับภูตพราย เห็นขาเล็กขาวเนียนละเอียดอ่อนกวัดแกว่งอยู่กลางอากาศอย่างซุกซน และศีรษะที่โผล่พ้นจากหลังต้นท้อ รวมถึงรอยยิ้มน้อยๆ น่าดึงดูดที่แฝงอยู่ในดวงตาที่ดูเหมือนพูดได้คู่นั้น…
เขาเพียงรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงตึกตัก ความรู้สึกแปลกประหลาดใจพร้อมทั้งใจเต้นโครมครามเอ่อล้นอยู่กลางอก มันค่อยๆล่องลอยออกไป หลงใหลมันเสียจนไม่อาจหักห้ามได้…
ตอนที่ 86: ยั่วผึ้งหยอกผีเสื้อ!
“พี่มู่หรง? ท่านมาทำอะไรตรงนี้เจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงด้านหลัง เขาก็ได้สติกลับมา และหันมองไปทางต้นเสียงตามสัญชาตญาณ “ชิงเกอ? เจ้ามาได้ยังไงกัน?”
สิ้นสุดเสียง ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันมองไปที่ต้นดอกท้อต้นนั้น
ไม่เห็นสาวน้อยภูตพรายผู้นั้นเสียแล้ว ราวกับก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตา เห็นกลีบดอกไม้โดนสายลมอ่อนพัดร่วงโรยราเช่นฝนดอกไม้ชวนมอง ทว่าในใจกลับมีความอ้างว้างที่ไม่อาจอธิบายได้อยู่เลือนราง…
“ท่านยังมีหน้ามาพูดอีก! เดิมข้าอยากดีดพิณให้ท่านฟัง ใครจะรู้ว่าท่านกลับวิ่งมาชมดอกไม้ตรงนี้เสียแล้ว” นางมองตามสายตาเขาไป ก็เห็นเพียงกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นตามสายลมโปรยปรายลงพื้น
“ดอกท้อตรงนี้แดงขาวตัดสลับกันน่ามองยิ่งนัก ไม่ทันรู้ตัวก็มองจนเคลิ้มเสียแล้ว” เขากล่าวอย่างอบอุ่น บนใบหน้ามีรอยยิ้มจางๆ ดูใจลอยเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
เฟิ่งชิงเกอที่กำลังจะพูดว่าดอกท้อโดยรอบนี้ล้วนเหมือนๆกัน พลันขยับทำท่าทาง เอ่ยถาม “ท่านพี่มู่หรง ท่านได้กลิ่นหอมอะไรหรือไม่เจ้าคะ?”
“กลิ่นหอมรึ? ในอากาศล้วนมีแต่กลิ่นหอมดอกท้อ”
“ไม่ใช่นะเจ้าคะ” นางส่ายหัว “เหมือนยังมีอีกกลิ่นหนึ่งเจ้าค่ะ”
ขณะกำลังพูด พลันได้ยินเสียงหึ่งๆดังลอยมา นางหันมองไปตามเสียง เห็นเพียงฝูงผึ้งผืนใหญ่ดำตะคุ่มตะคุ่มอยู่ไม่ไกลกำลังบินมาด้านนี้ สีหน้าเปลี่ยนไปทันใด จึงส่งเสียงอุทานอย่างอดไว้ไม่ได้
“ผึ้ง!”
ขณะที่มู่หรงอี้เซวียนเห็นผึ้งฝูงใหญ่นั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปน้อยๆ ไม่นานนักจึงดึงมือนางวิ่งหนี ผึ้งนับพันนับหมื่นตัวพุ่งเข้ามา และไม่ใช่ว่าแขนสองคู่ของพวกเขาจะไล่พวกมันออกไปได้
ทว่า ถึงแม้ที่นี่จะมีผึ้งมารวมกันเก็บน้ำหวาน เพียงครู่เดียวก็ไม่ควรมีผึ้งโผล่พุ่งมาหาพวกเขาตั้งมากมายขนาดนี้!
“กรี๊ด!”
เฟิ่งชิงเกอกรีดร้องเจ็บปวด เพียงรู้สึกว่ามือถูกต่อยไปทีหนึ่ง ต่อจากนั้น ผึ้งสิบกว่าตัวก็ถาโถมเข้าหาร่าง นางตกใจเสียจนต้องตบลงบนร่างตัวเองในทันที
“ไปให้พ้นนะ! รีบไปให้พ้นๆ!”
คาดไม่ถึงว่าจะเห็นพวกผึ้งที่ล้อมเข้ามารุมต่อยนางเพียงคนเดียว มู่หรงอี้เซวียนนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะเร่งรีบถอดเสื้อคลุมมาห่อตัวนาง แต่ไม่ทันได้แตะตัว ก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง พลันนางตบลงบนร่างตัวเอง แล้ววิ่งออกไปหลายก้าวเพื่อหลบหนีผึ้งพวกนั้นที่ไล่ตามมา
“พี่มู่หรง! ท่านพี่มู่หรงมีผึ้งหลายตัวต่อยข้าเจ้าค่ะ กรี๊ด!”
นางตะโกนพลางวิ่ง ส่วนผึ้งพวกนั้นก็ตามหลังไปติดๆ โดยเฉพาะเมื่อวิ่งพรวดผ่านตรงด้านหน้าที่มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ นักท่องเที่ยวต่างตื่นตกใจ กุมหัวลงหมอบส่งเสียงกรีดร้อง กลับพบว่าผึ้งพวกนั้นไล่ตามแค่เฟิ่งชิงเกอคนเดียว
“นางไปโดนของอะไรเข้าหรือไม่? ไยจึงดึงดูดผึ้งมามากมายขนาดนี้ได้?”
“เมื่อครู่ที่นางวิ่งผ่านมาตรงนี้ บนตัวมีกลิ่นหอม อาจจะประโคมผงหอมมากเกินไปกระมัง”
“ถูกผึ้งตอมมากมายขนาดนั้น เดาว่าใบหน้าคงได้บวมเหมือนหัวหมูแน่”
นักท่องเที่ยวรอบๆ ไม่ว่าชายหรือหญิงต่างนิ่งดูดายมองเฟิ่งชิงเกอวิ่งไปทั่วป่าต้นท้อ ผู้หญิงบางพวกยังมองนางด้วยสายตาที่ขำขันในความโชคร้ายนี้
ผู้คนมองฝูงผึ้งด้านหลังที่ไล่ตามอยู่ไม่ลดละ พวกมันบินไปต่อยหน้าอย่างรวดเร็วในชั่วขณะ นำมาซึ่งเสียงกรีดร้องของนาง เมื่อนึกถึงความรู้สึกเจ็บปวดบนร่างตัวเอง ร่างกายก็ตึงเกร็งขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“กรี๊ด! พี่มู่หรง…พี่มู่หรงช่วยข้าด้วย…”
ทว่ามู่หรงอี้เซวียนในตอนนี้ก็ตกตะลึงเล็กน้อยเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ในตอนแรกจึงยังทำอะไรไม่ถูก
พอนึกขึ้นได้ว่าผึ้งกลัวไฟ ระหว่างที่เร่งรีบหยิบกระบอกจุดไฟออกมากะจะใช้ไฟไล่ กลับเห็นนางกรีดร้องพลางวิ่งออกไปไกลร้อยเมตร ก่อนจะโดดตู้มลงในสระน้ำที่ไว้สาดรดต้นท้อ…
ตอนที่ 87: ทำลายความสงบ!
“ซี๊ด!”
ผู้คนต่างสูดหายใจเข้า มองภาพตรงหน้าด้วยความเหลือเชื่อเล็กน้อย
มู่หรงอี้เซวียนได้สติกลับมา หลังจากเห็นผึ้งพวกนั้นบินวนหึ่งๆอยู่ด้านบนสักพัก ในที่สุดก็จากไป ถึงจะเร่งรีบเดินไปด้านหน้า ดึงนางขึ้นจากน้ำ แล้วใช้เสื้อนอกตัวเองคลุมนางไว้
“ชิงเกอ เจ้าเป็นยังไงบ้าง?” มู่หรงอี้เซวียนตื่นตกใจอยู่บ้าง เห็นทั้งบนมือบนหน้านางล้วนบวมเป่งขึ้นมา ก็ทุกข์ใจและรู้สึกผิดอย่างอดไม่ได้
ตอนก่อนออกมายังรับปากท่านอาเซียวว่าจะปกป้องนางให้ดี แต่ตอนนี้กลับปล่อยให้ถูกผึ้งไล่ต่อย ซ้ำยังกระโดดลงสระน้ำไปอย่างหมดหนทางหนี ทำให้ต้องอับอาย
เฟิ่งชิงเกอไม่พูดจา เพียงก้มหัวลงน้อยๆ ร่างกายสั่นเทิ้มอยู่บ้าง
มีคนเพ่งเล็งนาง!
เป็นกลิ่นหอมนั่น! ใครกัน? ใครจงใจทำร้ายนาง?
นึกถึงที่ตัวเองวิ่งไปทั่วป่าต้นท้อเพราะถูกผึ้งไล่ตามอย่างน่าอับอาย และยังโดดลงไปหลบผึ้งพวกนั้นในน้ำ ก็โกรธเสียจนสั่นเทาไปทั่วทั้งร่างแล้ว
มู่หรงอี้เซวียนนึกว่าตัวนางเปียกปอนสั่นเทิ้มเพราะความหนาว จึงรีบอุ้มนางขึ้น แล้วพาไปยังทิศทางรถม้าอย่างรวดเร็ว
เห็นมู่หรงอี้เซวียนอุ้มเฟิ่งชิงเกอจากไป นักท่องเที่ยวที่ชมดอกไม้อยู่รอบๆ ก็กระซิบกระซาบกันขึ้นมาเสียงเบา
ไม่มีใครสังเหตุเห็น ว่าบนต้นดอกท้อไม่ไกล มีเงาร่างสีแดงกำลังนอนยิ้มอ่อนอยู่บนกิ่งไม้…
เวลาต่อมา เงาร่างนางแวบไป โผผ่านกลางป่าต้นท้อราวกับนางฟ้าท่ามกลางดอกไม้ ก่อนจะหายตัวไปในป่าต้นท้อทันที
กลับมาถึงรอบใน นางเก็บผ้าคลุมหน้าลงพลางฮัมเพลงด้วยอารมณ์เปรมปรีดิ์ กระโดดเหยียบเบาๆไปบนหินปูทางที่ใต้เท้า เมื่อมาถึงด้านใน พบชายชราท่านนั้นยังกวาดพื้นอยู่ จึงหยุดลงมองเขาแวบหนึ่ง แล้วเดินเหยียบหินเข้าไปด้านในต่อ
รอเงาร่างสีแดงนั้นเดินไปด้านใน ชายชราที่กวาดพื้นอยู่ถึงเงยหน้าขึ้น มองไปทางนางแวบหนึ่ง แววตาสั่นไหวน้อยๆ ทว่าท่าทางกลับยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนจะก้มหน้ากวาดพื้นต่อไป
ในตอนเที่ยงเหลิ่งซวงก็กลับมาแล้ว ราวกับไม่วางใจที่ปล่อยนางอยู่ในเวิ้งสวนท้อตัวคนเดียว ด้วยเหตุนี้ หลังจากส่งข่าวจึงรีบกลับมาแทบจะทันที
เฟิ่งจิ่วทิ้งเพลงกระบี่ให้นางไว้เล่มหนึ่ง ให้นางหมั่นเพียรฝึกฝนวิชา ส่วนตัวเองก็ย้ายพวกยาเข้าห้องแล้วปิดประตู บางคราพอปิดประตูทีหนึ่ง ก็ปิดไปเลยทั้งวัน แม้แต่ข้าวยังไม่ยอมออกมากิน
ชีวิตในเวิ้งสวนท้อผ่านไปอย่างเงียบสงบสบายใจ บางเวลาเฟิ่งจิ่วก็บดผสมยา บางเวลาก็ฝึกฝนวิชา วันคืนจึงผ่านไปอย่างวุ่นวายและมั่งคั่ง
ไม่มีใครรู้ว่าตั้งแต่นางมาถึงเวิ้งสวนท้อ ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนวรยุทธ์ก็ก้าวหน้าถึงระดับปรมาจารย์นักรบพลังเร้นลับขั้นกลางแล้ว
คนอื่นๆต้องเสียเวลากันเป็นสิบปีหรือมากกว่านั้น ถึงจะได้ระดับที่ฝึกฝน เธอแค่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็ก้าวหน้าขึ้นหลายขั้นติดต่อกัน
ทว่าเธอในตอนนี้กลับไม่รู้ ว่าในเรือนที่กวนสีหลิ่นกับเหลิ่งหวาอยู่ มีฉากการสังหารเข้ามาทำลายซึ่งความสงบที่รักษากันไว้…
“พวกเจ้าเป็นใครกัน? ไยจึงบุกมาเรือนข้า!”
กวนสีหลิ่นที่สวมเพียงชุดซับในสีขาว ในมือถือกระบี่ไว้ พลางมองชายชุดดำสิบกว่านายที่บุกรุกเข้าเรือนมา ค่ายอาคมในเรือนถูกคนพวกนี้ทำลายสิ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พวกเขาที่นอนอยู่ต่างตื่นตกใจ
เหลิ่งหวาเร่งรีบสวมเสื้อผ้าออกมา เมื่อเห็นชายชุดดำสิบกว่านายที่ถือกระบี่ยาวอยู่ด้านนอก ก็ตกใจสะดุ้งโหยง ที่จริงแล้ว เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ ตอนนี้พอเห็นคนชุดดำพวกนั้นล้อมพวกเขาไว้ ประจันหน้ากับกระบี่ยาวกระหายเลือด จึงหวาดกลัวไม่สิ้นสุด
เรือนร่างสวมชุดคลุมสีดำมือไพล่หลังเดินออกมาจากด้านหลัง แววตาดุร้ายถลึงมองกวนสีหลิ่น พลางยิ้มเย็นเยือกน่าสะพรึง
“ฆ่าคนของตระกูลสวี่ข้า พวกเจ้าคิดว่าจะซ่อนตัวได้อีกรึ?”
ชายชราชุดเทาที่ติดตามอยู่ข้างกายเขากวาดตามองกวนสีหลิ่นกับเหลิ่งหวาแวบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้ว แล้วถามด้วยเสียงทุ้มเข้ม “ใครกันที่วางค่ายกลกระบี่นั่น?”
ตอนที่ 88: มีแต่พวกเศษสวะ!
“ที่แท้ก็เป็นท่านผู้นำตระกูลสวี่”
ได้ฟังคำพูดของชายวัยกลางคนชุดดำ กวนสีหลิ่นถึงจะนึกออกว่าเขาเป็นใคร ตระกูลสวี่ก็เหมือนกับตระกูลกวน ในเมืองอวิ๋นเยวี่ยเป็นได้แค่วงศ์ตระกูลขั้นกลาง แต่ตระกูลสวี่กับตระกูลกวนไม่ได้ไปมาหาสู่อะไรกัน ก่อนหน้านี้เขาจึงไม่เคยพบท่านผู้นำตระกูลสวี่ ทว่าตระกูลสวี่แห่งเมืองอวิ๋นเยวี่ยจัดอยู่ในอันดับต้นๆ และมีเพียงตระกูลเดียว
“ท่านผู้นำตระกูลสวี่บอกว่าข้าฆ่าคนของพวกท่านอะไรกัน? หรือว่าเรื่องนี้จะเข้าใจผิดอะไรไปหรือไม่?”
ถึงแม้จะพูดเช่นนี้ ในใจกลับหวนคิดอย่างรวดเร็ว เดาว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับเสี่ยวจิ่วไปไม่ได้เลย แต่ตอนนี้กลับไม่อาจยอมรับ
ส่วนชายชราชุดเทาก็น่าแปลกยิ่งนัก กวนสีหลิ่นไม่เคยเห็นคนผู้นั้น แต่เขากลับทำลายค่ายกลกระบี่ของเสี่ยวจิ่วได้ พอคิดดูแล้ว คงไม่ธรรมดาเช่นกัน
นึกถึงตรงนี้ เขาก็ขยับเข้าใกล้เหลิ่งหวาด้านหลัง พูดกดเสียงเบาว่า “เจ้าหาโอกาสหนีไปซะ! อย่าให้พวกเขาจับได้”
แม้ในใจเหลิ่งหวาจะตื่นตระหนกอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้ก็สงบลงมาแล้ว
ช่วงนี้สุขภาพเขาได้รับการฟื้นฟู ร่างกายก็ดีขึ้น แต่ยังไม่เคยฝึกฝนวิชา จึงไม่อาจต่อกรกับคนพวกนี้ได้แน่ หากเขายังอยู่ต่อ เกรงว่าจะทำให้คุณชายว้าวุ่นใจ ไม่สู้หนีออกไป แล้วค่อยคิดหาวิธีรายงานนายท่านกับท่านพี่ยังดีกว่า
นึกถึงตรงนี้ เขาก็ถอยหลังไปน้อยๆ
“เข้าใจผิดรึ? ฮะๆๆ! ช่างเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ!”
ท่านผู้นำตระกูลสวี่หัวเราะดังลั่น ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็หยุดลง ก่อนจะถลึงตามองเขาด้วยแววตาเคร่งขรึมกระหายเลือด “ลูกชายข้า น้องชายคนรองข้า แม้กระทั่งท่านผู้อาวุโสทั้งสองท่าของตระกูลสวี่ข้าล้วนตายในเงื้องมือนังเด็กเหลือขอนั่น เจ้าคิดว่าแค่บอกเข้าใจผิดแล้วจะจบเรื่องได้รึ? จะใสซื่อเกินไปหน่อยกระมัง!”
กะแล้วเชียว!
หัวใจกวนสีหลิ่นดังตึกตัก เป็นเสี่ยวจิ่วที่ฆ่าคนของตระกูลสวี่อย่างที่คิดไว้เลย แต่ว่า นี่มันเรื่องตั้งแต่เมื่อใดกัน? ไยเขาจึงไม่รู้เรื่อง?
“นังเด็กเหลือขอนั่นเล่า? รีบเรียกนางออกมารับความตายซะ!” ท่านผู้นำตระกูลสวี่ตะเบ็งเสียงทุ้มเข้ม สายตากวาดมองไปรอบๆ กลับเห็นว่า ที่เคลื่อนไหวกันอึกทึกขนาดนี้ ในเรือนนอกจากกวนสีหลิ่น ก็มีเพียงเด็กหนุ่มที่ไร้วรยุทธ์อีกคนหนึ่งเท่านั้น
“ท่านผู้นำตระกูลสวี่ พวกเราตกลงกันแล้ว หากจับตัวได้อย่าเพิ่งฆ่า กระผมยังต้องลองถาม ว่าค่ายกลกระบี่ของนางไปเรียนมาจากที่ใด!” น้ำเสียงชายชราชุดเทาทุ้มหนัก ราวกับเป็นคนที่ตีฝ่าค่ายกลกระบี่ของเฟิ่งจิ่วออกมา
“เรื่องที่รับปากใต้เท้า ข้าจะต้องทำได้แน่ แต่ตอนนี้ ต้องรีบถามถึงที่อยู่ของนังเด็กเหลือขอนั่นเสียก่อน” สิ้นสุดน้ำเสียง เขาก็ให้สัญญาณ “จับพวกมันมาให้ข้า!”
“หนีเร็ว!” กวนสีหลิ่นตะโกน แล้วผลักเหลิ่งหวาไปด้านหลัง ส่วนตัวเองก็ขัดขวางการโจมตีเพื่อเขา
“แกร๊ง!”
“ฟิ้ว!”
เสียงคมกระบี่กระทบกันดังกังวานขึ้นในยามค่ำคืน กลิ่นอายอันรุนแรงตวัดฟิ้วๆผ่านไป มือกวนสีหลิ่นจับกระบี่ยาวขึ้นขัดการโจมตีของชายชุดดำพวกนั้น เพื่อยื้อเวลาเพิ่มให้เหลิ่งหวามีโอกาสหนีเอาชีวิตรอด
แต่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่ใช่เฟิ่งจิ่ว ถึงแม้กำลังต่อสู้จะก้าวหน้าขึ้น ทว่าเมื่อเทียบกับคนที่ท่านผู้นำตระกูลสวี่คัดเลือกมาอย่างถี่ถ้วน ก็เห็นได้ชัดว่าสู้ไม่ได้อยู่บ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ที่ต้องสู้คนเป็นสิบด้วยตัวคนเดียว เพียงไม่นานนัก ชุดซับในสีขาวบนร่างก็มีรอยเลือดแต่งแต้ม
แต่ชายชุดดำพวกนั้นจะต้องจับเขาโดยห้ามคร่าชีวิตเขา ช่างลำบากอยู่เล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น ท่านผู้นำตระกูลสวี่ที่มองมาสักพักจึงตวาดเสียงเข้ม
“มีแต่พวกเศษสวะทั้งนั้น!”
เขาลอยตัวออกไป และฝ่ามือที่แฝงด้วยกลิ่นอายพลังเร้นลับคละคลุ้งก็เข้าโจมตี
“ปัง!”
“พุ่ง!”
กวนสีหลิ่นถูกฝ่ามือเขาโจมตีกระเด็น ขณะที่ร่างลอยไปก็กระอักเลือดสดๆออกมา ก่อนจะล้มลงบนพื้น ยังไม่ทันได้ลุกยืนขึ้น กระบี่ยาวเกือบสิบเล่มก็จี้อยู่ตรงลำคอ ทำให้เขาไม่อาจขยับตัวแม้แต่เสี้ยววิ
ตอนที่ 89: ไทเก๊กช่วยชีวิต!
ตอนนี้องครักษ์ชุดดำก็รีบเดินปรี่มาข้างกายเขา “ท่านผู้นำตระกูล ค้นทั้งด้านนอกด้านในแล้ว ไม่พบใครอื่นเลย มีเพียงเด็กหนุ่มคนนั้นที่หนีไปด้านหลัง แต่พวกเรามีพี่น้องสองนายไล่ตามไปแล้วขอรับ”
และในเวลานี้ เหลิ่งหวาที่หนีไปจากประตูด้านหลังก็ถูกองครักษ์ชุดดำสองนายขวางไว้ เมื่อทั้งสองเห็นว่าเหลิ่งหวาเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีวรยุทธ์ จึงไม่เห็นเขาอยู่ในสายตานัก
“เจ้าหนีไม่พ้นแล้ว! ยอมให้จับโดยละม่อมเสียเถอะ!”
ระหว่างที่พูด ชายชุดดำคนหนึ่งโน้มตัวออกไปคว้าที่ข้อมือ คิดจะบิดดึงเขาหันกลับมา แต่ใครจะรู้ ว่ามือที่กะจะคว้าเด็กหนุ่มกลับถูกเด็กหนุ่มพลิกมือจับไว้ โดยไม่ทันสังเกต ทั้งร่างก็ถูกดึงและผลักไปชนชายชุดดำอีกคน
“ซี๊ด! เจ้าทำบ้าอะไรเนี่ย!”
อีกคนพอถูกชนเข้าที่หัว ก็ก่นด่าด้วยความขุ่นเคืองอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะผลักคนผู้นั้นออก เห็นเด็กหนุ่มสบโอกาสวิ่งหนีไปด้านนอก จึงโกรธขึ้นมา ตวัดกระบี่ยาวในมือ แล้วพลังดาบก็ลอยโจมตีออกไป
“รนหาที่ตาย!”
“อ๊าก!”
เหลิ่งหวากรีดร้องเจ็บปวด ฝีเท้าซวนเซลง เพียงรู้สึกถึงความเจ็บปวดร้อนผ่าวที่แผ่นหลัง สิ่งเหลวอุ่นๆไหลลงจากหลัง ทำให้สีหน้าเขาล้วนซีดเซียวขึ้นมา
แต่ฝีเท้ากลับไม่หยุดลง มันยังคงวิ่งไปด้านหน้าเช่นเดิม แต่กระนั้น ก็มีเงาร่างสีดำผุดลุกขึ้นมาแซงนำและขวางอยู่เบื้องหน้าอย่างง่ายดาย
“วิ่งสิ? ทำไมไม่วิ่งแล้วเล่า? หากแม้แต่เจ้าก็ยังจับไว้ไม่ได้ กลับไปจะไม่ถูกพวกเขาหัวเราะเยาะเอารึ?”
องครักษ์ชุดดำยิ้มเยือกเย็น จับกระบี่โจมตีออกไปอีกครั้ง เป้าหมายเพื่อแทงที่ขาซ้ายเขา แต่ใครจะรู้ เงาร่างเด็กหนุ่มที่เดิมทียังอยู่ด้านหน้ากลับแวบหลบการโจมตี แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่เขาไม่อาจโต้ตอบ มือที่จับกระบี่ก็ถูกสองมือเขาจับหักฟันไปที่ลำคอ
“ซี๊ด!”
“อ๊าก!”
องครักษ์ชุดดำผู้นั้นมาทันแค่ส่งเสียงสูดหายใจอย่างเหลือเชื่อ เห็นกระบี่ที่จับไว้ในมือถูกเขาตวัดฟันไปที่ลำคออย่างปุบปับ ความเร็วนั้น ทำให้อีกคนหนึ่งเข้ามาห้ามไว้ไม่ทัน
“ปัง!”
พอมีเสียงล้มหนักๆ ทั้งร่าง.องครักษ์ชุดดำก็ล้มลงไป สองดวงตาที่มีความไม่ยอมเบิกอ้ากว้าง บริเวณลำคอ บาดแผลที่ถูกฟันมีเลือดพวยพุ่งราวกับน้ำพุเลือด มันย้อมพื้นเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว
เหลิ่งหวาเหมือนจะตกใจกับการโต้กลับตามสัญชาตญาณของตัวเอง เขาไม่เคยฝึกฝนวิชา มีแค่ไทเก๊กที่ร่ำเรียนกับนายท่าน เวลาช่วงนี้ก็รำไทเก๊กทุกเช้าเย็น จนกระบวนท่ามือซึมเข้ากระดูกดำ ในยามเผชิญหน้าอันตราย จึงแทบจะใช้ไทเก๊กมาป้องกันตัวจากสัญชาตญาณ
เขารู้ว่าหากไม่ฆ่าชายชุดดำอีกคนเสีย ก็หนีไปไม่พ้นแน่ ดังนั้น เขาจึงยอมแพ้ที่จะวิ่งหนี และหันมององครักษ์ชุดดำที่สีหน้าตื่นตะลึง ค่อยๆโน้มตัวลง ยกสองมือขึ้นน้อยๆ และแอบท่องคาถาไทเก๊กไว้ในใจ
ผ่อนสองไหล่โน้มตัวเหยียดคอตามแนวสันหลัง ยืดอกออกปล่อยลมลงหยัดประคองส่วนกลาง…
“ช่างพิลึกพิลั่นเสียจริง!”
องครักษ์ชุดดำผู้นั้นเห็นคู่หูถูกฆ่า และนึกไม่ถึงว่าเด็กนั่นจะไม่หนีอีก ซ้ำยังร่ายรำเพลงหมัดที่พลิ้วไหวขึ้นมา จึงถือดาบโจมตีออกไปในทันที…
ส่วนที่ด้านหน้านั้น
“บอกมา! นังเด็กเหลือขอนั่นไปซ่อนตัวที่ไหนแล้ว?”
เขาใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบตรงหน้าอกกวนสีหลิ่น ทันใดนั้นในปากก็มีเลือดเอ่อล้นออกมาอีกครั้ง ร้องอู้อี้ในลำคอ ไม่ยอมปริปาก เพียงใช้ดวงตาถลึงมองเขาอย่างเกรี้ยวกราด
“พาเขากลับไป! ข้าไม่เชื่อหรอก ว่าจะง้างปากเขาไม่ได้!”
ท่านผู้นำตระกูลสวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม เห็นองค์รักษ์สองนายที่ไล่ตามเด็กหนุ่มไปยังไม่กลับมา ก็ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้น? แค่คนธรรมดาไร้วรยุทธ์คนเดียวก็ยังจับไม่ได้รึ? จับไม่ได้ก็ฆ่าทิ้งซะ! ไม่ต้องรักษาชีวิตมัน!”
ตอนที่ 90: หนีเอาตัวรอด!
เวลานี้ มีองครักษ์ชุดดำนายหนึ่งเร่งรีบวิ่งมา “ท่านผู้นำตระกูลขอรับ พี่น้องสองนายของพวกเราถูกฆ่า เด็กหนุ่มคนนั้นหนีไปแล้วขอรับ!”
“อะไรนะ? ถูกคนที่ไม่วรยุทธ์ฆ่ารึ?”
น้ำเสียงยกสูงขึ้นเล็กน้อย มีความโมโหโกรธา เขาก้าวยาวเดินไปประตูหลัง เป็นตามคาดคิด เห็นองครักษ์สองนายล้มนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น คนหนึ่งถูกฟันคอ ส่วนอีกคนถูกกระบี่แทงเข้ากลางอก
เห็นเช่นนี้ สีหน้าเขามืดลงน้อยๆ กำหมัดขึ้นแน่น “ดีมาก! ไม่นึกเลยว่าแค่เด็กไร้วรยุทธ์คนเดียว จะมีฝีมือมากถึงขนาดฆ่าคนของข้าได้!”
ชายชราที่ตามหลังมาลูบเคราครุ่นคิด ‘เห็นชัดๆว่าไม่มีวรยุทธ์ กลับสามารถสังหารผู้มีวรยุทธ์ได้ หนำซ้ำ นึกไม่ถึงว่าที่แห่งนี้จะมีปรมาจารย์ด้านค่ายกลกระบี่ด้วย ดูท่า บนกายสาวน้อยผู้นั้นยังมีความลับอยู่!’
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ดวงตาที่หรี่ลงน้อยๆก็ฉายแววประกายอย่างรวดเร็ว
“ชายที่ถูกจับกับสาวน้อยผู้นั้นมีความสัมพันธ์กันเช่นไร?” ชายชรามองถามท่านผู้นำตระกูลสวี่
พอได้ฟังคำถาม ผู้นำตระกูลสวี่จึงหันหน้ากลับมา กล่าวว่า “ชายผู้นั้นเป็นลูกชายของตระกูลกวน วงศ์ตระกูลขั้นกลางแห่งเมืองอวิ๋นเยวี่ย แต่ช่วงก่อนหน้า เล่ากันว่าตายในป่าเก้าหมอบ ข้าเดาว่าสาวน้อยผู้นั้นคงช่วยเขาไว้ ความสัมพันธ์สองคนนี้ไม่เลวเลย เหมือนจะเรียกกันเป็นพี่เป็นน้อง”
“พูดเสียขนาดนี้ หากนางรู้ว่าชายผู้นี้ถูกจับ คงจะโผล่หัวมาแน่ล่ะสิ?”
“อืม” ผู้นำตระกูลสวี่พยักหน้า ตอนนี้สีหน้าถึงจะผ่อนคลาย “ปล่อยให้เด็กหนุ่มนั่นหนีก็ดี ที่เขาหนี ก็คงไปหาสาวน้อยนั่นเพื่อบอกว่าเขาถูกจับ ข้าไม่เชื่อหรอก ว่ากวนสีหลิ่นอยู่ในมือข้าแล้วนางจะไม่มา!”
ชายชราขมวดคิ้วน้อยๆ เอ่ยถามเสียงเคร่งขรึม “หากตระกูลกวนรู้ว่าเขาอยู่ในมือท่าน จะไม่เคลื่อนไหวอะไรเลยรึ?”
“เหอะ จะเป็นไปได้เช่นไรเล่า? เจ้ากวนสีหลิ่นนี่เป็นเด็กที่ถูกทิ้งจากบ้านตระกูลกวน คู่หมั้นก็ถูกพี่ชายแย่งไป แค่คนคนหนึ่งที่ถูกตระกูลปล่อยปะละเลย ใครจะไปสนใจว่าเขาเป็นหรือตาย?”
“งั้นก็ดี ตราบใดที่ยังไม่ล่อสาวน้อยนั่นออกมา เขายังตายไม่ได้ และไม่ควรเกิดปัญหาอะไรขึ้นด้วย” ชายชรากำชับเสียงเข้ม
ได้ยินคำพูดนี้ ผู้นำตระกูลสวี่ก็ไหวใจน้อยๆ จึงมองชายชราด้วยความสงสัยอยู่บ้าง “ท่านผู้อาวุโส ท่านเป็นยอดฝีมือด้านค่ายกลกระบี่ ไยจึงสนใจค่ายกลกระบี่อันเปราะบางของแม่หนูน้อยนี่เล่า?”
ชายชราชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง สีหน้ามืดขรึมเล็กน้อย “เรื่องของกระผม ท่านผู้นำตระกูลสวี่อย่าได้สงสัย และอย่าได้ยุ่งนักจะดีกว่า จงรู้ไว้เถิด คนยิ่งรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งตายเร็วเท่านั้น!”
ถูกพูดขนาดนี้ ผู้นำตระกูลสวี่จึงไม่กล้าถามให้มากความอีก อันที่จริงฐานะของชายชราก็ไม่ใช่ที่เขาจะขัดใจได้
ส่วนอีกด้านหนึ่ง
เหลิ่งหวาที่หนีออกมาหลบหอบหายใจอยู่ในตรอก บนตัวเต็มไปด้วยเลือด ที่มีทั้งของเขา และขององครักษ์ที่ถูกฆ่าตาย
เป็นครั้งแรกที่ฆ่าคน กับเหตุการณ์อันตรายก่อนหน้าเขาไม่คิดมากนัก ทว่าเวลานี้ร่างกายกลับสั่นเทิ้มอยู่น้อยๆ มีความนึกกลัวในภายหลัง อารมณ์ก็ยากที่จะสงบลงได้
ซ่อนตัวอยู่ในตรอกสักพัก เห็นรอบด้านไม่มีการเคลื่อนไหว คนพวกนั้นก็ไม่ตามมา เขาถึงจะกัดฟันหยัดกำแพงลุกยืนขึ้นมา อาศัยค่ำคืนมืดมิดเดินทางไปยังเวิ้งสวนท้อ
เขารู้ว่าอีกตัวตนหนึ่งของนายท่านคือภูตหมอ มีความเกี่ยวพันกับตลาดมืด แต่ตอนนี้กลับไม่อาจไปที่ตลาดมืดได้ เพราะที่ผ่านมาล้วนเป็นพี่สาวเขาที่ไปตลาดมืด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่คนพวกนั้นไม่รู้จักเขา ต่อให้เขาเข้าไปได้จริงๆ ก็เกรงว่าจะทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ และเปิดเผยถึงตัวตนนายท่าน
บาดแผลบนหลังมีเลือดไหลอย่างไม่อาจพันแผลไว้ได้ ความเปียกแฉะชโลมอยู่บนร่าง ทุกก้าวที่เดินล้วนดึงบาดแผลให้เจ็บ ทำให้เขาที่ร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิม ยิ่งมีสีหน้าซีดเผือด ถึงเป็นเช่นนี้ ก็ยังคงกัดฟันเดินไป…
ตอนที่ 91: ขอความช่วยเหลือกลางดึก!
ยามที่ท้องฟ้าใกล้สว่าง ผืนฟ้ายังมีสีเทาหม่นๆ องครักษ์ตลาดมืดที่เฝ้าป่าต่างลาดตระเวนภูเขาพลางพูดคุยกัน เมื่อมาถึงด้านหน้า ขณะที่เห็นเงาร่างหนึ่งล้มลุกคลุกคลานมาทางด้านนี้ พวกเขาต่างมองกันเป็นตาเดียว แล้วรีบก้าวเดินไปด้านหน้า ตะโกนเสียงดัง
“ใครน่ะ!”
เหลิ่งหวาฝืนหยัดร่างอันหนักอึ้งเดินไปด้านหน้าทีละก้าว ทีละก้าว ร่างกายเซล้มลงเล็กน้อย ก่อนจะตะเกียดตะกายลุกขึ้นมาอีก แผลที่หลังเหมือนเลือดถูกแช่แข็งไว้ ไร้ซึ่งความรู้สึก เท้าก็หนักมาก ทุกก้าวที่เดินล้วนยากลำบากนัก ภาพตรงหน้าก็ค่อยๆพร่ามัว
เมื่อเห็นคนที่คอยลาดตระเวนยามดึก ขาก็สั่นล้มลงไปอีกครั้ง เขายื่นมือปริปากด้วยคอแห้งผาก “พาข้า พาข้าไปพบเหลิ่ง เหลิ่งซวง นาง นางเป็นพี่สาวข้า”
น้ำเสียงเขาช่างอ่อนรวยริน แต่องครักษ์ตลาดมืดยังคงได้ยินชัดเจน
น้องชายเหลิ่งซวงรึ?
ในดวงตาพวกเขาฉายแววแปลกใจ คนหนึ่งออกหน้าตรวจดูบาดแผล อีกคนก็พรวดพราดไปด้านในอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ ก็ต้องรายงานเหลิ่งซวงก่อนค่อยว่ากัน
“เจ้าว่าใครนะ? น้องชายข้ารึ?”
เหลิ่งหวาที่ได้ยินเสียงสั่นกระดิ่งจึงออกจากค่ายกลกระบี่มาตรวจดู หลังจากฟังคำพูดของหัวหน้ากององครักษ์ตลาดมืด หัวใจก็เต้นแรง “ตอนนี้คนเล่า? อยู่ที่ไหน? พาข้าไปดูเร็ว!”
อาหวาควรจะอยู่ในเรือนกับคุณชาย จะมาที่นี่ได้อย่างไร? หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
ขณะที่เหลิ่งซวงรีบร้อนมา เมื่อเห็นเหลิ่งหวาที่ทั่วตัวเต็มไปด้วยเลือด สีหน้าก็เปลี่ยนไปยกใหญ่ เสื้อผ้าสีฟ้าอ่อนบนตัวถูกย้อมเป็นชุดสีเลือด เห็นแล้วใจสั่นสะท้านไปชั่วขณะ
“อาหวา!”
นางเรียกเสียงสั่น อยากเข้าไปพยุงเขาไว้ แต่กลับไม่รู้ต้องเริ่มยังไงดี จึงทำได้เพียงตะโกนเสียงร้อนรน “เร็วเข้า! รีบพาเขาเข้ามา!”
หัวหน้าองครักษ์กับองครักษ์อีกคนที่ประคองเหลิ่งหวาไว้เดินตามอยู่ด้านหลังเหลิ่งซวง เมื่อมาถึงหน้าต้นท้อค่ายอาคม ทั้งสองก็คิดว่ารอบนี้อาจจะได้ลองเข้าไปดูด้านใน ใครก็คาดไม่ถึง ว่าเหลิ่งซวงด้านหน้ากลับหยุดฝีเท้าลง
“ส่งเขามาให้ข้า”
นางเดินหน้าเข้าไปพยุงรับเหลิ่งหวาจากในมือขององครักษ์ทั้งสองนายอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเดินเข้าต้นท้อค่ายอาคมไปทีละก้าวๆ ไม่นานนัก เงาร่างทั้งสองก็หายลับไปในค่ายอาคม
“ด้านในนั้นมีความลับอะไรกันแน่? พวกเราเฝ้าอยู่ตรงนี้ใกล้จะหนึ่งเดือนแล้ว แม้แต่ด้านในกลับไม่เคยเข้าไป พอลองทบทวนดู ก็ไม่ชอบใจเลยจริงๆ”
องครักษ์ตลาดมืดพึมพำเสียงเบา ในใจแสนจะอยากรู้เรื่องด้านในนั้น โดยเฉพาะคนที่พำนักอยู่
หัวหน้ากอง.องครักษ์ตลาดมืดมองไปด้านในอย่างมีความนัย แล้วดึงสายตากลับมามอง.องครักษ์ผู้นั้น เอ่ยเสียงเข้มว่า “เจ้าเป็นองครักษ์ตลาดมืดมาก็ไม่ใช่แค่วันสองวัน ต้องรู้กฎระเบียบของพวกเราอยู่ ที่ไม่ควรรู้ก็ไม่ต้องถามให้มากความ อย่าได้อยากรู้อยากเห็น มิเช่นนั้น มันไม่เป็นผลดีกับเจ้าแน่”
“ขอรับ” ถูกหัวหน้าสั่งสองซึ่งๆหน้า องครักษ์ผู้นั้นจึงรีบร้อนก้มหัวขานรับ
ส่วนด้านใน เหลิ่งซวงพาเหลิ่งหวาที่หมดสติเข้าไปในห้อง ตรวจดูบาดแผลเสียก่อน ค่อยพันแผลไปอย่างง่ายๆ ถึงจะรีบปรี่มายังหน้าห้องเฟิ่งจิ่ว ก่อนจะเคาะที่ประตู
“นายท่าน นายท่านเจ้าคะ” น้ำเสียงนางทั้งร้อนรนและตื่นตระหนกอยู่นิดหน่อย
หลังจากได้ยินเสียง เฟิ่งจิ่วที่หลับสนิทอยู่ในห้องก็ลืมตาขึ้น สวมเสื้อคลุมแล้วเปิดประตู “อะไรรึ?”
น้ำเสียงเธอมีความงัวเงียอยู่บางส่วน แต่แววตากลับไม่ง่วงเลยสักนิด เพราะเธอรู้ ถ้าไม่เกิดเรื่องด่วนอะไรขึ้น เหลิ่งซวงคงไม่มาเคาะประตูตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
“นายท่านเจ้าคะ อาหวามา บนตัวมีเลือดเต็มไปหมด คนก็หมดสติไปแล้ว เกรงว่าทางคุณชายด้านนั้นจะเกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ”
ได้ยินคำพูดนี้ หัวใจเฟิ่งจิ่วก็แทบร่วง “เขาอยู่ไหน? พาข้าไปดูสิ”
ตอนที่ 92: ขัดขวางการเข้าสู่ขั้นสูง!
เหลิ่งซวงนำเขามาไว้ในห้องตัวเอง เมื่อเข้าประตู เฟิ่งจิ่วก็ได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศ มาถึงข้างเตียง เห็นว่าเสื้อท่อนบนของเหลิ่งหวาถูกถอดไปแล้ว และกำลังนอนฟุบอยู่ ใบหน้าขาวซีดหันไปด้านนอกน้อยๆ
พอมองรอยกระบี่ลากยาวบนหลังเขา แววตาเฟิ่งจิ่วก็มืดลงเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือคลำชีพจร
เหลิ่งซวงที่ติดตามอยู่ข้างกาย ในดวงตามีแววความกระวนกระวายที่ยากจะปิดบัง เอ่ยว่า “แผลบนหลังอาหวาค่อนข้างหนัก แผลหลายรอยด้านหน้าเป็นแค่รอยขีดข่วนบนผิว ตอนที่ข้าประคองเขาเข้ามา เลือดบนปากแผลก็แข็งตัวแล้ว เรียกยังไงก็ไม่ฟื้นเลยเจ้าค่ะ”
หลังจากเฟิ่งจิ่วคลำชีพจร สายตาก็จับจ้องบนเท้าเขา เห็นรองเท้ายังไม่ถอดออก แต่บริเวณนิ้วเท้ากลับมีเลือดไหลอยู่ ซ้ำยังหลุดลุ่ยเป็นรูเล็กๆหลายรู
มือเธอยื่นเข้าไปในแขนเสื้อ สองนิ้วคีบเม็ดยาสีน้ำตาลยัดใส่ปากเหลิ่งหวา แล้วยื่นยาขวดหนึ่งให้เหลิ่งซวง กล่าวว่า “ถอดรองเท้าที ทำความสะอาดแผลที่เท้าเขาเสียหน่อย”
“เจ้าค่ะ”
เหลิ่งซวงรีบรับยาที่นางยื่นมา แล้วค่อยถอดรองเท้าของเหลิ่งหวาออกด้วยความระมัดระวัง ขณะที่เห็นสองเท้าผิวหนังหลุดลุ่ยเลือดไหลซิบ เพียงรู้สึกรอบดวงตาร้อนผ่าว และน้ำตาก็ร่วงลงมาอย่างไม่อาจหักห้ามได้
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วจึงเอ่ยเสียงเนิบว่า “บาดแผลบนหลังเขาไม่ใช่แค่ถากๆ ยังดีที่เลือดแข็งอยู่ตรงปากแผล ไม่งั้นจากที่นั่นมาถึงที่นี่เกือบสี่ชั่วยามเลือดก็แห้งไปนานแล้ว ส่วนแผลที่เท้าเป็นแค่แผลภายนอก ทายาผ่านไปสองวันก็หาย คงไม่มีอันตรายอะไรหรอก”
ตอนนี้เธอพะวงพี่ชายคนข้างกายผู้นั้นมากกว่า เหลิ่งหวาหมดสติ จึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
หลังจากได้ยินคำพูดนาง ใจที่กำลังเป็นกังวลของเหลิ่งซวงถึงจะวางใจลงได้
พอช่วยน้องชายพันแผลเรียบร้อยแล้ว ถึงจะสังเกตว่านายท่านไม่ได้อยู่ในห้อง จึงลุกขึ้นเดินออกไป เห็นนางยืนอยู่ในลานบ้าน ก็ถามว่า “นายท่าน จะให้ข้ากลับไปไถ่ถามข่าวคราวสักหน่อยไหมเจ้าคะ?”
เฟิ่งจิ่วสายหัว “ไม่ต้องหรอก รอเหลิ่งหวาฟื้นขึ้นมาก่อน เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่มีใครรู้ดียิ่งกว่าเขาแล้ว”
“นายท่านอย่าได้เป็นกังวล คุณชายต้องไม่เป็นอะไรแน่เจ้าค่ะ”
“อืม” เธอพยักหน้า เอ่ยว่า “เหลิ่งหวาตื่นแล้วค่อยมาบอกข้า” ถึงจะสาวเท้าก้าวกลับห้อง
เมื่อเข้าห้องมา เธอแวบตัวเข้าไปในห้วงมิติ เพียงพลิกมือ ยาเม็ดหนึ่งก็ปรากฏบนฝ่ามือ
นี่คือเม็ดยาที่ช่วยเธอยกระดับวรยุทธ์พลังเร้นลับได้ แต่อันที่จริง นี่เป็นครั้งแรกที่ปรับปรุงยา จึงไม่รู้ว่าฤทธิ์ยานี้แรงแค่ไหน? จะมีผลข้างเคียงอื่นๆหรือไม่? ด้วยเหตุนี้ แม้เธอจะพัฒนายาออกมา แต่กลับไม่เคยทานมาโดยตลอด
หงส์ไฟน้อยในห้วงมิติเห็นนางจ้องยาเม็ดนั้นในมือ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร จึงก้าวขาสั้นเล็กๆเดินเข้าไป เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่มีความสงสัย “เป็นเช่นไรเล่า?”
“ข้าอยากจะรีบรุดให้ถึงระดับปรมาจารย์นักรบพลังเร้นลับขั้นสูงสุด” เธอกุมเม็ดยาในมือ พลางกล่าวด้วยเสียงทุ้มน้อยๆ
พอหงส์ไฟน้อยได้ยิน ทันใดนั้น ก็ถลึงตาเบิกกว้างและพูดเจื้อยแจ้วอยู่ครู่หนึ่ง
“เจ้าบ้าไปแล้ว! ตอนนี้เพิ่งจะถึงระดับปรมาจารย์นักรบพลังเร้นลับขั้นกลางที่สาม วรยุทธ์ยิ่งสูงขึ้นก็ยิ่งสามารถเข้าถึงระดับได้ เจ้าอยากเข้าสู่ขั้นสูงสุด แม้จะมีจวนภูตในห้วงมิติ เจ้าก็ต้องใช้เวลากว่าครึ่งปีถึงจะทำได้ จะรีบรุดขึ้นขั้นสูง หากเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรเข้า สูญเสียวรยุทธ์ในตัวก็เรื่องหนึ่ง ที่ร้ายแรงคือแม้แต่ชีวิตก็ไม่อาจรักษาไว้ เจ้ารู้บ้างหรือไม่!”
เห็นนางไม่ตอบโต้อะไรเลยสักนิด จึงจ้องมองเม็ดยาในมือ รีบร้อนกล่าวอีกว่า “ยังมีอีกนะ! พลังเร้นลับกับศิลปะการต่อสู้ไม่อาจขาดกัน พลังเร้นลับแข็งแกร่งขึ้นหนึ่งขั้น หากศิลปะการต่อสู้ไม่อาจเข้าถึงแก่นแท้ ถึงมีเพียงวรยุทธ์พลังเร้นลับก็ไม่มีประโยชน์ เจ้ารู้หรือไม่เล่า?”
“กวนสีหลิ่นมีอันตราย”
เธอหลับตาลง “เขาเป็นพี่ชายข้า จะไม่แยแสเขาไม่ได้”
ตอนที่ 93: ที่แท้ก็ร้ายกาจยิ่งนัก!
“งั้นเจ้าก็ไม่ควรเอาชีวิตมาเดิมพัน!”
หงส์ไฟน้อยถลึงตามอง ใบหน้าเล็กอ้วนท้วมเป่าแก้มป่อง “หากเจ้าเข้าขั้นสูงแล้วเกิดอุบัติเหตุอะไรเข้า ใครจะไปช่วยเขา?”
“แม้วรยุทธ์ข้าในตอนนี้จะสามารถจัดการกับผู้ฝึกเซียนระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดได้ แต่ข้ากังวลว่าเมื่อถึงเวลา หากพละกำลังอีกฝ่ายเหนือกว่านี้ จำต้องเกิดสถานการณ์ที่ไม่อาจถอยกลับได้แน่”
น้ำเสียงเธอชะงักเล็กน้อย ครุ่นคิดนิดๆว่า “หนำซ้ำ ข้าวางค่ายกลกระบี่ไว้ในเรือน หากไม่ใช่นักวางค่ายกลก็ไม่มีทางแก้ออกได้แน่ ดังนั้น ถึงเหลิ่งหวาจะยังไม่ฟื้นขึ้นมาบอกเรื่องทั้งหมด ข้าก็รู้ว่าเรื่องครั้งนี้นั้นแตกต่างออกไป ศัตรูที่ข้าจะเผชิญต้องแข็งแกร่งมาก”
“ก็ได้ ก็ได้ เจ้าอย่ากินยานั่นเลย ถึงเวลาหากเจ้าสู้ไม่ไหวจริงๆ จะให้ดีก็ให้ข้าช่วยเจ้าเป็นพอ”
เมื่อฟังคำพูดนี้ สายตาเฟิ่งจิ่วก็จับจ้องบนเรือนร่างเล็กๆนั่นด้วยความสงสัยต่อคำพูดเขาที่ไม่อาจปิดบัง
“เจ้าเด็กน้อย ถึงเจ้าเป็นสัตว์เทวะในตำนาน แต่อันที่จริงตอนนี้ก็เป็นเพียงวัยเด็ก ซ้ำยังรูปลักษณ์เช่นมนุษย์เด็กน้อยสามขวบ หากเป็นคนที่แม้แต่ข้าก็ยังสู้ไม่ไหว เจ้าจะทำอะไรได้เล่า?”
เอาเถอะ! แต่ไหนแต่ไรเธอก็คิดว่าเด็กน้อยแขนขาสั้นตัวอ้วนจ้ำม่ำราวกับตุ๊กตานำโชคนี้ไม่เห็นมีกำลังต่อสู้อะไร ที่จริงแล้ว เขายังไม่โตเลยไม่ใช่หรือ?
ถ้าเจอกับผู้แข็งแกร่งที่แม้แต่เธอยังสู้ไม่ไหวเข้าจริงๆ ก็ไม่เชื่อหรอกว่าเขามีฝีมือพอจะช่วยได้
ทว่าหงส์ไฟน้อยพอฟังคำพูดนี้ก็ไม่ชอบใจนัก สองแขนเล็กๆยกขึ้นกอด.อก บั้นท้ายหย่อนลงนั่งบนพื้น แล้วถลึงมองนางด้วยแววตาขุ่นเคือง “เจ้าดูถูกกันให้น้อยๆหน่อย! ข้าไม่ไร้ประโยชน์เหมือนเด็กทารกมนุษย์อายุสามขวบของพวกเจ้า ข้าแข็งแกร่งมากนะ!”
เขาเน้นย้ำอีกครั้ง แม้เฟิ่งจิ่วจะไม่คิดว่าคำพูดเขาเป็นความจริงก็ตาม
“นายท่าน อาหวาฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”
ด้านนอกมีเสียงเหลิ่งซวงดังลอยมา
พอเฟิ่งจิ่วในห้วงมิติได้ยิน ก็มองเม็ดยาในมือแวบหนึ่ง คิดแล้วคิดอีก จึงเก็บมันขึ้นมา ก่อนจะกำชับว่า “เจ้าอยู่ฝึกฝนวิชาด้านในนี้อย่างว่าง่ายไปเถิด” ขณะที่พูด ถึงจะแวบตัวออกจากห้วงมิติ
เมื่อเปิดประตูห้องออก ก็เห็นใบหน้าระรื่นของเหลิ่งซวง
“นายท่าน อาหวาฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม” เธอพยักหน้า ถึงจะสาวเท้าก้าวเดินไปยังห้องของเหลิ่งซวง
มาถึงในห้อง เห็นเหลิ่งหวาบนเตียงลืมตาขึ้นมาแล้ว พอเห็นเธอมาจึงคิดจะลุกขึ้น แต่ก็โดนเธอกดไว้ “บนตัวเจ้ามีแผล นอนไปดีกว่านะ”
“นายท่านขอรับ คุณชายถูกจับไปแล้ว” น้ำเสียงเขาอ่อนรวยรินนัก แต่ดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้มาก
“รู้รึว่าคนพวกนั้นเป็นใคร?” เธอแอบเดา แค่ถูกจับก็ยังดี ไม่ถูกฆ่าเป็นพอ
“ชายวัยกลางคนนั่นบอกว่าเป็นคนตระกูลสวี่ หาว่านายท่านฆ่าลูกชาย น้องชายคนรอง และยังมีผู้อาวุโสอีกสองท่านของเขา จึงจะมาคิดบัญชีกับนายท่านขอรับ”
พอได้ยินคำพูดนี้ เหลิ่งซวงก็แปลกใจน้อยๆ นายท่านฆ่าคนรึ? จะเป็นไปได้ยังไง? พละกำลังของนายท่านอย่างมากก็ได้เพียงทำทีเป็นเก่งกาจแต่ไร้ความสามารถ จะฆ่าคนระดับอาวุโสของตระกูลได้อย่างไรเล่า?
ทว่าเฟิ่งจิ่วที่ฟังอยู่ แววตากลับเป็นประกายน้อยๆ ในใจนึกขึ้นได้ทันใด ที่แท้ก็เป็นตระกูลสวี่
คุณชายรองตระกูลสวี่และคนพวกนั้นล้วนถูกเธอสังหาร พวกเขารู้ได้ยังไงว่าเธอเป็นคนฆ่า? หรือว่าเจอรูปวาดภาพเหมือนจากรางวัลนำจับในตลาดมืดนั้น จึงคาดเดาได้?
“พวกเขาพาคนที่ชำนาญค่ายกลกระบี่ไปด้วยหรือไม่? แล้วเจ้าหนีออกมาได้อย่างไร? เล่าให้ข้าฟังโดยละเอียดทีสิ”
“ผู้นำตระกูลสวี่ผู้นั้นพาชายชราชุดเทาไปด้วยขอรับ เขาเป็นคนทำลายค่ายกล ส่วนข้า…”
น้ำเสียงเขาชะงักน้อยๆ เมื่อคิดถึงสถานการณ์ในตอนนั้น ก็ยังคงรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง “นายท่าน ที่แท้หมัดไทเก๊กอันพลิ้วไหวนั่นช่างร้ายกาจยิ่งนักขอรับ!”
ตอนที่ 94: ถูกทรมาน!
“ตอนนั้นข้าแทบจะโต้กลับไปตามสัญชาตญาณ หากไม่ใช่เพราะหมัดไทเก๊กที่นายท่านสอนสั่ง เดาว่าคงตายอยู่ใต้คมกระบี่ของสองคนนั้นแล้วขอรับ”
นึกถึงตรงนี้ ในใจเขายังคงมีความหวาดกลัวในภายหลัง อันที่จริง ชีวิตก่อนหน้านี้ ก็มีพี่สาวคอยปกป้องมาตลอด ร่างกายยังอ่อนแอ ป่วยติดเตียงมาตลอดปี เรื่องอย่างเช่นในคืนนั้น ที่ผ่านมาก็ไม่กล้านึกฝัน
ทว่า หลังจากผ่านคืนนั้นมา ความคิดอันเดือดพล่านกลับเป็นรูปเป็นร่างอยู่ในหัวใจ
เขาต้องฝึกฝนวิชาบ้าง! แม้จะไม่อาจเทียบกับพี่สาว ก็ยังต้องฝึกฝน! เมื่อเป็นเช่นนี้ จะไม่ต้องให้คนอื่นคอยปกป้อง หนำซ้ำ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ ก็สามารถปกป้องพวกเขาได้
เมื่อฟังคำพูดเขาเรียบร้อย เหลิ่งซวงก็หันมองนายท่านอย่างอดไม่ได้ ในใจรู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย
หมัดที่นายท่านฝึกฝนใช้โต้ตอบศัตรูได้ด้วยรึ?
ตลอดมานางคิดว่านายท่านนั้นฝึกฝนเพื่อออกกำลังแขนขา นึกไม่ถึงว่ารอบนี้ จะเป็นหมัดไทเก๊กนั่นที่ช่วยอาหวาไว้
หลังจากฟังคำพูดเขาจบ เธอก็พยักหน้ากำชับว่า “เจ้ารักษาแผลดีๆ ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น” ก่อนจะหันตัวเดินออกไปด้านนอก
เหลิ่งซวงตามออกมา เห็นนางยืนอยู่ในลานบ้าน จึงเอ่ยถาม “นายท่าน จากนี้ไปพวกเราจะทำเช่นไรเจ้าคะ?”
“ข้าจะกลับไปเสียหน่อย เจ้าอยู่ดูแลที่นี่ดีๆก็พอ”
“นายท่านคิดจะไปช่วยคุณชายคนเดียวรึเจ้าคะ?”
นางตกตะลึงเล็กน้อย จากนั้นจึงพูดอย่างกังวลใจ “กำลังของคนพวกนั้น แม้แต่คุณชายก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ หากนายท่านไปคงจะไม่…”
โยนตัวเองลงตาข่าย? ประโยคนี้ไม่ได้พูดออกมา ในสายตานาง แม้นายท่านจะฝึกฝนหมัดไทเก๊กเสียจนคล่องแคล่ว ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้นำตระกูลอย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้น นางแค่ตัวคนเดียว แต่อีกฝ่ายกลับมีมาทั้งวงศ์ตระกูล
ไม่ต้องพูดถึงความต่างด้านพละกำลัง จำนวนคนก็แตกต่างกันมากเกินไป นางจะปล่อยให้นายท่านไปตายได้อย่างไรเล่า?
“เรื่องพวกนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล ทำเรื่องที่ข้ากำชับไว้ให้ดีก็พอ”
เธอหันตัวกลับห้อง เปลี่ยนสวมชุดผู้ชาย สวมหน้ากากสีทองลายดอกลำโพง กลิ่นอายทั่วร่างก็เหมือนจะเปลี่ยนตามไปด้วย
เป็นกลิ่นอายที่รุนแรง เฉื่อยชา และมีความลึกลับ อันตรายราวกับท่านชายแห่งรัตติกาล สัดส่วนบนร่างถูกผูกรัดไว้เสมอ ท่าทางที่เก็บซ่อนไว้ ก็เปิดเผยออกมาในช่วงเวลานี้ ทำให้ผู้คนยากที่จะละสายตา
เธอออกจากเรือนพุ่งไปยังด้านนอกป่า พลังเร้นลับพรั่งพรู ย่างก้าวแปรปรวนแปลกๆ ทำให้เธอรวดเร็วราวกับภูตผีที่ไปมาอย่างไร้ร่องรอย…
ในคุกใต้ดินบ้านตระกูลสวี่
“ฟิ้ว! ผัวะ!”
“อื้ม!”
เสียงตวัดกวัดแกว่งแส้มีเสียงลมดังฟิ้วๆ เมื่อแส้ตีไปแต่ละครั้ง ก็ตามมาด้วยเสียงร้องคร่ำครวญดังขึ้นระงม กลิ่นคาวเลือดที่ปะปนกันหนาแน่นฟุ้งกระจายอยู่ในคุกใต้ดินอันมืดสลัวและชื้นแฉะ
กวนสีหลิ่นที่มีแผลทั่วร่างถูกผูกตรึงไว้บนเสาไม้รูปกางเขน รอยแส้บนตัวต่างทับซ้อนกันไป เลือดสดไหลลงมาพร้อมหยาดเหงื่อ ทำให้เสื้อเปราะเลือดตัวรุ่งริ่งบนร่างเปียกชื้น
ตั้งแต่ถูกจับตัวกลับมา แส้ก็หวดไม่เคยหยุดอยู่เช่นนี้ เขาแสนเหนื่อยล้า แม้แต่เสียงตะโกนยังร้องไม่ออก ทั่วทั้งร่างกายเหมือนไม่ใช่เขา เจ็บเสียจนไร้ความรู้สึก ไม่อาจเงยศีรษะขึ้นได้แล้ว แต่คนที่หวดแส้กลับไม่ผ่อนมือลงเลย ยังคงก่นด่าพลางตวัดแส้ไป
“สำหรับพวกเจ้าที่ฆ่าลูกชายข้า!”
“สำหรับพวกเจ้าที่ฆ่าน้องรองข้า!”
“สำหรับพวกเจ้าที่สังหารผู้อาวุโสทั้งสอง!”
“และสำหรับพวกเจ้าที่เป็นศัตรูกับตระกูลสวี่ข้า!”
องครักษ์ข้างๆ เห็นว่ากวนสีหลิ่นห้อยหัวก้มลงหมดสติไปด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย จึงอดไม่ได้ที่จะปริปากอย่างระแวดระวัง “ท่านผู้นำตระกูล เขาสลบไปแล้วขอรับ”
“หยิบเอาเหล็กร้อนเผาไฟมา! ลนมันให้ตื่นทั้งสดๆเลย!”
ตอนที่ 95: เยือนจวนตระกูลสวี่ยามวิกาล
องครักษ์ฟังแล้วหัวใจสั่นไหว กลับยังคงรีบร้อนขานรับ ก่อนจะเดินไปหยิบเหล็กเผาไฟร้อนจากด้านหลังมายื่นให้ท่านผู้นำตระกูลอย่างระวัง
“ข้าอยากลองดูนัก ว่ากระดูกเจ้าจะทนทานสักเพียงใด!”
ผู้นำตระกูลสวี่เอ่ยเสียงทุ้มเข้ม เหล็กร้อนในมือกำลังจะลนลงไปบนร่างกวนสีหลิ่น เหล็กที่เผาไฟร้อนนั้นยังมีไอร้อนซ่าๆแผ่ออกมา แม้แต่องครักษ์ด้านข้างก็ไม่กล้าหันไปมอง
“หยุดนะ!”
น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยแรงกดดันดังลอยมา ทำให้ท่านผู้นำตระกูลสวี่ที่กำลังจะนาบเหล็กร้อนลงไปต้องหยุดมือไว้ทั้งอย่างงั้น ขมวดคิ้วน้อยๆ พลางหันมองไป
ชายชราชุดเทาย่างก้าวเดินเข้ามา พอได้กลิ่นคาวเลือดในคุกใต้ดินนี้ และยังมีกวนสีหลิ่นที่หมดสติไป ก็ขมวดคิ้วขึ้นพร้อมใบหน้ามืดลง ถลึงมองท่านผู้นำตระกูลสวี่ด้วยสีหน้าไม่ชอบใจนัก
“คนยังมีประโยชน์อยู่ หากท่านทำเขาตาย สาวน้อยผู้นั้นไม่มา กระผมจะไปหาใครได้?”
ฟังคำพูดนี้ ผู้นำตระกูลสวี่ก็ไม่พูดอะไรอีก เพียงยื่นเหล็กร้อนส่งให้องครักษ์ข้างๆ “ท่านผู้อาวุโสไม่ต้องกังวลไป นังเด็กเหลือขอนั่นจะมาแน่นอน!”
ต่อให้ไม่มา เขาก็จะพลิกหาทั้งเมืองอวิ๋นเยวี่ยให้นางโผล่หัวออกมาให้ได้!
เมื่อรัตติกาลมาเยือน ในจวนตระกูลสวี่ยังคงมีแสงโคมสว่างราวกลางวัน ทั้งด้านในด้านนอกล้วนมีองครักษ์แต่ละกองลาดตระเวนสอดส่องอยู่ แหฟ้าตาข่ายดินที่วางไว้ แค่สำหรับเหยื่อที่อาจมาเยือนในค่ำคืนนี้
เฟิ่งจิ่วซ่อนตัวสังเกตการณ์อยู่ในมุมมืดเพียงเพื่อรอถึงพลบค่ำ จู่ๆก็เห็นเงาร่างสีดำที่แสนคุ้นตา จึงขมวดคิ้วขึ้น ร่างสีแดงแวบพุ่งไปยังเงาร่างนั้น
เหลิ่งซวงกำลังจะกระโดดขึ้นกำแพงทางเข้าจวนตระกูลสวี่ ทันใดนั้น มีมือหนึ่งคว้าเข้าที่ไหล่ ส่วนอีกข้างปิดปากไว้และลากนางไปยังมุมมืด พอจะสู้ตอบ ก็ได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นเคยดังลอยมาเบาๆ
“ข้าเอง”
ในขณะที่ปริปาก เฟิ่งจิ่วก็ปล่อยมือออก แล้วขมวดคิ้วน้อยๆ พลางมองนางที่หมุนหันตัวมา “ข้าให้เจ้าคอยดูแลเวิ้งสวนท้อไม่ใช่หรือ? ไยจึงมาอยู่นี่?”
“นายท่าน?”
ดวงตาเหลิ่งซวงเป็นประกายน้อยๆ “ข้าเป็นห่วงท่าน ดังนั้นจึงตามมาเจ้าค่ะ” ปล่อยนางมาช่วยคนเสียเอง จึงยังคงไม่วางใจอยู่บ้าง ดังนั้น หลังจากกำชับอาหวาให้ดูแลตัวเองดีๆก็ตามมาเลย
“หาเรื่องใส่ตัว!”
น้ำเสียงเธอเข้มขึ้นน้อยๆ “หากข้าไม่รั้งเจ้าไว้ คืนนี้คงทำข้าเสียเรื่องเป็นแน่”
ฟังคำพูดนี้ เหลิ่งซวงก็ก้มหน้าลงอย่างอดไม่ได้ “ขอโทษเจ้าค่ะ นายท่าน”
“กลับไปเดี๋ยวนี้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางจึงเงยหน้าขึ้นมาทันใด แล้วส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น “ข้าไม่กลับเจ้าค่ะ! ข้าอยากช่วยนายท่านช่วยคุณชาย!”
“หากเข้าไปแล้ว เจ้าอาจตายได้นะ!”
นางมองนายท่านด้วยแววตายืนหยัดหนักแน่น “ชีวิตเหลิ่งซวงเป็นของนายท่าน ต่อให้ตาย เหลิ่งซวงก็ไม่อาจให้นายท่านไปเสี่ยงอันตรายตัวคนเดียวเจ้าค่ะ!”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็มองนางอย่างลึกซึ้งอยู่นานนัก ถึงจะละสายตาออกไป “ในเมื่อไม่กลัวตาย ก็ตามมา!”
“เจ้าค่ะ!” นางระรื่นอยู่ในใจ ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา
เฟิ่งจิ่วพานางกระโดดขึ้นไปหลังกำแพงอย่างเงียบเชียบ แอบในมุมมืด เพียงเห็นก็มองออกว่าสถานที่รอบนอกจวนตระกูลสวี่ที่ไม่มีองครักษ์ลาดตระเวนล้วนมีค่ายกลกระบี่วางไว้ หากอยากจะเข้าไป จำต้องผ่านค่ายกลนั้น
“ด้านในมีค่ายกลกระบี่ ตามติดข้ามา ห้ามเดินผิดแม้แต่ก้าวเดียว” สิ้นสุดคำพูด ก็โดดลงด้านล่าง พาเหลิ่งซวงเดินเข้าไปในค่ายกล
และที่ด้านในจวนตระกูลสวี่ บริเวณลานบ้าน
ผู้นำตระกูลสวี่กำลังจิบชาอยู่ เอ่ยถามอย่างไม่วางใจเล็กน้อย “ท่านผู้อาวุโส ค่ายกลกระบี่นั้นจะดักจับคนได้จริงๆรึ? หากนางมาแล้วพวกเราจะไม่รู้หรือไม่?”
“ไม่มีทางหรอก”
ชายชราส่ายหัว กล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ “ค่ายกลกระบี่ของกระผม ในแคว้นแสงสุริยันนี้ไม่มีผู้ใดแก้ได้มาแต่ไหนแต่ไร ขอเพียงนางกล้าเข้ามา พวกเราก็ไม่ต้องลงมือ นางจำต้องถูกดักจับอยู่ในค่ายกลโดยไม่มีทางออกมาได้แน่!”
ตอนที่ 96: ไฟไหม้จวนตระกูลสวี่!
ทว่า ทั้งสองท่านในเวลานี้กลับไม่รู้ ว่าคนที่กล่าวถึงกันอยู่ ได้เดินออกจากค่ายกลนั้นอย่างปลอดภัยไร้อุปสรรค…
เมื่อออกจากค่ายกลกระบี่ พวกนางก็พบกับองครักษ์ลาดตระเวนกะดึกกองหนึ่งที่เดินมา ขณะที่เหลิ่งซวงยังไม่ทันได้หลบ ก็ถูกเฟิ่งจิ่วลากพามาอีกด้านหนึ่ง เงาร่างแวบผ่านรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ทำให้คนที่ลาดตระเวนกะดึกไม่ได้สังเกตเลยสักนิด
ยืนรออยู่นิ่ง เหลิ่งซวงตกใจน้อยๆ ก่อนจะมองนายท่านข้างกายด้วยแววตาที่มีความเหลือเชื่อ ท่วงท่าเช่นนั้น เดาว่าต่อให้นางฝึกฝนวิชาอีกสิบปีก็ยังเทียบได้ไม่ติด
“ไป!”
เฟิ่งจิ่วบอกเสียงเบา แล้วพานางเดินไปอีกด้าน ตลอดเส้นทาง ถึงแม้จะพบเจอองครักษ์ลาดตระเวนกะดึกของตระกูลสวี่อยู่เรื่อยๆ แต่ก็ล้วนถูกทั้งสองหลบเลี่ยง จึงไม่ทำให้พวกเขาไหวตัวทัน
ในที่สุดเหลิ่งซวงก็รู้ถึงความหมายคำพูดก่อนหน้าของนายท่าน
รอบนอกด้านในนี้เป็นค่ายกลกระบี่ ภายในกลับเห็นองครักษ์ลาดตระเวนกะดึกอยู่ทุกหนแห่ง หากนางเข้ามาเสียเอง เดาว่าคงถูกพบตัวนานแล้ว
“รออยู่ตรงนี้นะ”
หลังจากเฟิ่งจิ่วทิ้งคำพูดไว้ ก็พุ่งตัวออกไปอย่างเงียบงัน ล็อคตัวปิดปากองครักษ์นายหนึ่งที่อยู่ทิ้งท้ายหลังสุดลากไปยังมุมมืด รอกององครักษ์นั้นเดินไปไกล ค่อยเอ่ยถามกดเสียงเบา “กวนสีหลิ่นอยู่ที่ไหน?”
องครักษ์ผู้นั้นเบิกดวงตาอย่างตื่นตระหนก ในแววตาร้องขอความเมตตา ก่อนจะยื่นมือชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง ถีบขาคิดจะดิ้นรนหนีไป เห็นเช่นนี้ แววตาเฟิ่งจิ่วเย็นเยียบ ใช้มือหนึ่งจับหักคอเขา แล้วลากไปทิ้งไว้ยังมุมมืด
ทั้งสองออกมาอีกครั้ง มองหาไปตามทิศทางนั้น พอพบองครักษ์ลาดตระเวนกะดึกก็หลบเลี่ยง จนกระทั่ง เมื่อมาถึงด้านในบริเวณข้างภูเขาจำลอง เฟิ่งจิ่วถึงจะหยุดฝีเท้าลง
เหลิ่งซวงใช้สายตามองเป็นคำถาม ไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงหยุดลงอย่างกะทันหัน
และทุกที่ด้านหน้าที่สายตาเฟิ่งจิ่วหันแฉลบมองไป เห็นที่ไกลๆ ตรงด้านข้างภูเขาจำลองมีองครักษ์สี่นายเฝ้าอยู่ นอกจากนี้ มุมมืดบริเวณรอบๆ ยังมีคนซ่อนตัวอยู่อีกไม่น้อย
แววตาเธอครุ่นคิด รู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางจัดการทั้งคนในที่แจ้งและที่ลับได้เพียงชั่วอึดใจ เช่นนั้นก็เหลือแค่ใช้ยาแล้ว
พอพลิกฝ่ามือ ก็หยิบขวดยาออกมาจากในห้วงมิติ แอบขึ้นไปเหนือลมอย่างเงียบสงัด อาศัยสายลมยามวิกาลสลัดน้ำยาในมือออกไป จากนั้นค่อยรออยู่นิ่งๆ จนกระทั่ง คนทั้งในที่ลับที่แจ้งต่างล้มกันลงไป ถึงจะส่งสัญญาณให้เหลิ่งซวงออกมา
“เจ้าเฝ้าไว้ ข้าจะลองเข้าไปดู” สิ้นสุดน้ำเสียง ก็งัดเปิดประตูหินเดินเข้าไป
พอเข้ามาด้านใน กลิ่นที่มืดสลัวและชื้นแฉะก็ปะทะโดนใบหน้า กลิ่นคาวเลือดฉุนกึกทำให้เธอขมวดคิ้วแน่นขึ้น โดยเฉพาะ เมื่อเห็นคนที่เนื้อเหวอะหวะช้ำเลือดช้ำหนองถูกผูกตรึงไว้บนเสาไม้ ใจยิ่งร้อนรน ไอกระหายเลือดเอ่อล้นไปทั่วร่าง
“ท่านพี่!”
เธอเรียกเสียงเบา แต่เขาหมดสติไป จึงไม่รู้สึกตัวแล้ว
เห็นเช่นนี้ จึงยัดเม็ดยาใส่ในปากเขาอย่างรวดเร็ว ตัดเชือกปล่อยคนลงมาและพาออกไป
“ข้าจะล่อคนไป เจ้าหาโอกาสพาเขาออกไปก่อนนะ”
เหลิ่งซวงที่ประคองกวนสีหลิ่นอยู่พยักหน้า กล่าวเตือนอย่างไม่วางใจ “นายท่าน ระวังตัวหน่อยนะเจ้าคะ”
“อืม รีบไปซะ”
เธอรับปาก พอเห็นพวกเขาเดินไปอีกด้าน ถึงจะเบนสายตามาจับจ้องที่เรือนหลักในส่วนที่พำนัก แววตามีจิตสังหารอันกระหายเลือดเยือกเย็น และน้ำเสียงทุ้มต่ำก็ดังออกมาจากปาก
“ข้าจะทำให้พวกเจ้ารู้ ว่าคนแบบไหนไม่ควรยุแหย่!”
“ไฟไหม้! ไฟไหม้แล้ว! รีบดับไฟเร็ว!”
ท่านผู้นำตระกูลสวี่กับชายชราที่พูดคุยกันอยู่ในลานบ้าน เมื่อได้ยินเสียงเรียกดับไฟดังลอยมาจากด้านนอก ก็พลันลุกยืน “เกิดอะไรขึ้น?”
องครักษ์นายหนึ่งท่าทางรีบร้อนเข้ามา “ท่านผู้นำตระกูล แย่แล้วขอรับ ด้านในจวนเกิดเพลิงไหม้ขึ้นหลายแห่ง ไฟโหมรุนแรงมาก ใกล้จะลามมาถึงด้านนี้แล้วขอรับ!”
พอสองท่านได้ยิน สีหน้าก็เปลี่ยนไปยกใหญ่ ก่อนจะพุ่งไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว…
ตอนที่ 97: คำสั่งสังหาร!
แต่ขณะที่พวกเขามาถึงด้านนอก เมื่อท่านผู้นำตระกูลสวี่เห็นเหตุการณ์ กลับแทบจะเป็นลมล้มไป
จวนตระกูลสวี่อันใหญ่โตโอ่อ่า มีองครักษ์อยู่อย่างต่ำร้อยกว่าคน ทว่าตอนนี้คนพวกนี้แต่ละคนต่างล้มอยู่บนพื้น ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย เหลือเพียงผู้อาวุโสสองท่านและหัวหน้ากองระดับปรมาจารย์นักรบในจวนตระกูลสวี่อีกสี่ท่าน
และบนกำแพงประตูนั้น เงาร่างสีแดงมองลงมาเบื้องล่างจากบนที่สูง ชุดสีแดงทรงเสน่ห์ราวเปลวไฟโหมพลิ้วไหวอยู่ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน หน้ากากลายดอกลำโพงสีทองยิ่งดูลึกลับและแปลกตาภายใต้เปลวเพลิงส่องสว่างไสว
ทว่า เมื่อเห็นหน้ากากสีทองลายดอกลำโพงบนใบหน้านาง รวมถึงชุดสีแดงบนร่าง ท่านผู้นำตระกูลสวี่กลับมีสีหน้าซีดเผือดเล็กน้อย “เจ้า เจ้าคือภูตหมอ!”
ภูตหมอ!
บุคคลลึกลับที่ทุกคนต่างยำเกรง ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาเป็นชายหรือหญิง กลับรู้ว่าเขามักจะสวมชุดสีแดงดูเปิดเผยร้ายกาจ อีกทั้งยังสวมหน้ากากสีทองที่มีดอกลำโพงเบ่งบานอยู่!
คนของตระกูลใหญ่ทั้งหลายในเมืองอวิ๋นเยวี่ยต้องการจะขอพบเขา ก็ถูกปฏิเสธ!
เจ้าเมืองอวิ๋นเยวี่ยอยากพบเขา ก็ถูกปฏิเสธมาเช่นกัน!
กองกำลังตลาดมืดที่กระจายอยู่ตามแต่ละแว่นแคว้นต่างให้ความเคารพยิ่งนัก จึงมองเขาเป็นเช่นแขกผู้สูงศักดิ์!
เล่าลือกันว่าเขามีฝีมือการรักษาที่ฟื้นชีวิตคนตายได้!
ลือกันว่ายาขวดหนึ่งของเขาทำให้พละกำลังของนักรบท่านหนึ่งเพิ่มขึ้นมาได้ชั่วขณะ!
ลือกันว่า…
ลือกันไปมากมาย แต่ว่า คนที่อยู่เพียงในคำเล่าขานสำหรับพวกเขา วันนี้กลับมาเยือนถึงบ้านตระกูลสวี่ ซ้ำยังมาปรากฎตัวที่นี่ด้วยวิธีการเช่นนี้อีก จะไม่ทำให้เขาหวั่นใจไปพักหนึ่งได้เช่นไร…
เขาเป็นผู้ที่กองกำลังตลาดมืดต่างต้องคอยปกป้อง หากกองกำลังนั้นรู้เข้า ตระกูลสวี่ก็ไม่มีที่ตั้งหลักปักฐานในเมืองอวิ๋นเยวี่ยแน่แล้ว!
ทว่า ขณะที่ความสั่นเครือแวบผ่านในหัวใจ ความคิดอันบ้าคลั่งก็ท่วมท้นขึ้นตามมา
ฆ่านางซะ! ขอแค่นางตาย คนของกองกำลังตลาดมืดก็จะไม่รู้ว่าเขาเคยทำอะไรนาง! ขอเพียงนางตาย ตระกูลสวี่ก็ไม่ต้องกังวลใจว่าจะถูกกองกำลังตลาดมืดตามแก้แค้น!
“ฆ่านางซะ! ฆ่านางให้ข้าเสีย!”
ทันทีที่เขาคืนสติ ก็ตะโกนร้องลั่น นิ้วมือชี้ไปยังเงาร่างสีแดงที่ยืนอยู่บนที่สูง น้ำเสียงทั้งดุร้ายและเต็มไปด้วยความอาฆาตที่บ้าระห่ำ
“จะให้นางมีชีวิตรอดออกจากที่นี่ไปไม่ได้แน่!”
ชายชราชุดเทาข้างกายขมวดคิ้วกวาดมองท่านผู้นำตระกูลสวี่ จากนั้นจึงละสายตาออก ขณะที่จับจ้องไปบนเงาร่างสีแดงนั้น ในแววตาก็มีประกายความตื่นเต้นและเฝ้ารอโลดแล่นอยู่
“ไม่ได้! กระผมต้องการนางแบบเป็นๆ!”
ผู้อาวุโสสองท่านเร่งฝีเท้ามาข้างกายท่านผู้นำตระกูล เสื้อคลุมบนตัวพวกเขาถูกไฟเผาไปบ้าง เพราะหนีออกมาจากกองเพลิง เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อน เวลานี้ทั่วทั้งตัวดูแล้วน่าขายหน้าอยู่เล็กน้อย
“ท่านผู้นำตระกูล ในเปลวเพลิงมียาหลงพราย! คนด้านในจวนที่ระดับต่ำกว่าปรมาจารย์นักรบล้วนหมดสติไปแล้วขอรับ!”
“ฆ่า นาง ซะ!”
ท่านผู้นำตระกูลสวี่กล่าวทีละคำทีละคำ ด้วยน้ำเสียงหมนหมอง ตะโกนสั่งให้ปรมาจารย์นักรบทั้งสี่ท่านร่วมกันสังหารเงาร่างสีแดงนั้น ขณะเดียวกันแววตาก็กวาดมองที่ชายชราชุดเทาข้างกาย ก่อนจะตั้งคำถามด้วยความโมโหโกรธาและเสียสติเล็กน้อย
“ท่านบอกว่านางไม่อาจก้าวออกจากค่ายกลกระบี่ได้ไม่ใช่หรือ?”
“ท่านบอกว่าพอนางเข้ามาจะต้องรับรู้ได้ไม่ใช่หรือ?”
“นางวางเพลิงทำลายจวนตระกูลสวี่ข้าที่ลงรากปักฐานกันมาเป็นร้อยปี! วันนี้หากไม่เด็ดหัวนางร่วงพื้นและใช้เลือดล้างจวนตระกูลสวี่ ข้าสาบานว่าจะไม่หยุด! อั่ก!”
เมื่อสิ้นสุดคำพูด เขาก็กระอักเลือดออกมาทันใด ทั้งร่างถูกหมัดโจมตีกระเด็นออกไปชนเข้ามุมกำแพงอย่างรุนแรง กลิ้งร่วงลงพื้นหล่นลงในกองเพลิง ถึงกับไม่ทันได้กู่ร้อง ก็ได้ยินเสียงครืนดังลั่น ทั้งผืนกำแพงล่มทลายลง กลบฝังท่านผู้นำตระกูลสวี่ไว้ด้านใน
“ท่านผู้นำตระกูล!”
ตอนที่ 98: รัตติกาลสีเลือด!
ผู้อาวุโสสองท่านกู่ร้องเสียงหลง หัวหน้าระดับปรมาจารย์นักรบทั้งสี่ก็เปลี่ยนสีหน้ายกใหญ่ สายตาหวาดกลัวมองไปยังชายชราชุดเทาผู้นั้นที่ลงมืออย่างกะทันหัน
ทว่าชายชรากลับหรี่สายตาลงน้อยๆ กลิ่นอายกระหายเลือดดุร้ายเอ่อล้นอยู่ทั่วร่าง น้ำเสียงปรามาสเยือกเย็นดังออกมาจากปากอย่างเนิบๆ
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? ถึงกล้ามาย้อนถามข้า?”
แววตาอำมหิตกราดมอง ทำให้ผู้อาวุโสสองท่านข้างกายใจสั่นสะท้านขึ้นมาทันใด ก่อนจะเผลอถอยหลังไปสองก้าวอย่างไม่รู้ตัว
หมัดเดียว!
หมัดเดียวก็สังหารท่านผู้นำตระกูลที่มีพละกำลังระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดได้แล้วรึ? เพียงหมัดเดียวก็ทำให้ผู้นำตระกูลพวกเขาต้องจบชีวิตลงในเงื้อมมืออย่างไม่มีแม้แต่โอกาสจะยืนขึ้นมาด้วยซ้ำ!
ในกองเพลิงโหมกระหน่ำ ใต้กองหินผุพังนั้น ท่านผู้นำแห่งบ้านตระกูลสวี่ที่ก่อตั้งมาเป็นร้อยปี ก็หมดลมหายใจไปอย่างสิ้นท่าและคาดไม่ถึงเช่นนี้…
เฟิ่งจิ่วที่ยืนอยู่บนที่สูง เรียวคิ้วภายใต้หน้ากากยกขึ้นน้อยๆ นัยน์ตาฉายแววประหลาดใจ
สองคนนี้เป็นพวกเดียวกันไม่ใช่หรือ? นึกไม่ถึงว่าจะลงมือฆ่าท่านผู้นำตระกูลสวี่ไปเสียแล้ว?
สังหารในหมัดเดียว…
สายตาเธอจับจ้องไปบนร่างชายชราชุดเทา เห็นกลิ่นอายพลังเร้นลับที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าผสานกันอยู่บนฝ่ามือ
มหาปรมาจารย์นักรบ!
พละกำลังของชายชราชุดเทาผู้นี้อยู่ในระดับมหาปรมาจารย์นักรบที่เหนือชั้นกว่าระดับปรมาจารย์นักรบทั่วไปเสียอีก! ซ้ำยังกำราบปรมาจารย์นักรบขั้นสูงสุดได้ในหมัดเดียว พลังแท้จริงจึงสูงกว่าผู้นำตระกูลสวี่อยู่มากเป็นธรรมดา
แต่ว่า มหาปรมาจารย์นักรบ…
เธอในตอนนี้ จะจัดการคนระดับเช่นผู้นำตระกูลสวี่ท่านนั้นก็ไม่มีปัญหา แต่การต่อกรกับมหาปรมาจารย์นักรบ หนำซ้ำเหมือนจะเป็นมหาปรมาจารย์นักรบที่มีพละกำลังมากกว่าพลังเร้นลับขั้นเริ่มต้น เห็นได้ชัด ว่าต่อให้เธอมีสองคนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายอยู่ดี
“ไปซะ จับนางมาให้ข้า จำไว้ ว่าข้าต้องการแบบเป็นๆ”
ชายชราชุดเทายืนนิ่งไม่ไหวติง สองมือประสานเก็บไว้ในแขนเสื้อ ยืนอยู่ด้านล่างเงียบๆ เช่นนั้น พลางมองเงาร่างสีแดงแพรวพราวร้ายกาจด้วยแววตาที่มีความตื่นเต้นและเฝ้ารอ แววตานั้น น่าแปลกเสียจนรู้สึกขนพองสยองเกล้า
“ขอรับ ขอรับ”
ไม่ว่าจะเป็นท่านผู้อาวุโสทั้งสอง หรือหัวหน้ากองระดับปรมาจารย์ แม้จะเห็นท่านผู้นำตระกูลถูกเขาฆ่าตาย ก็ไม่กล้าทวงแค้น เพราะรู้ดีอยู่ลึกๆ ว่าพลังแท้จริงของอีกฝ่ายเหนือชั้นไปไกลนัก หากไม่เชื่อฟัง ที่ต้องตายเป็นรายต่อไปก็คือพวกเขา!
เมื่อเห็นพวกเขาที่ล้อมโจมตีมาหาเธอ ดวงตาก็เป็นประกายน้อยๆ ดึงมีดสั้นออกมาพลิกจับไว้ในมือ เรียกพลังขึ้นกระโดดลงบนหลังคาบริเวณไม่ไกล
คนพวกนั้นเร่งตามกันมา ไร้อาวุธในมือ คล้ายว่าเพราะเกรงกลัวชายชราท่านนั้น จึงไม่กล้าใช้อาวุธกับเธอ แต่กลับไม่รู้เลย ว่านี่เป็นโอกาสให้เธอปลิดชีวิตพวกเขาได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
“จะหนีไปไหน!”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งตะคอกมา ยื่นมือคว้าไปที่หัวไหล่เฟิ่งจิ่ว กลิ่นอายพลังเร้นลับที่พรั่งพรู และแรงกดดันของปรมาจารย์นักรบต่างจู่โจมออกมาพร้อมๆกันในเวลานี้ เดิมคิดว่าหลังจากทำให้นางตกตะลึง จะลงมือจับกุมได้ง่ายขึ้น นึกไม่ถึงว่ามือกลับถูกพลิกจับหักบิดไปด้านหลัง ท่วงท่ากายราวกับภูตผี อีกทั้งท่ามือแปลกตาพิกล ทำให้เขาตกอยู่ในเงื้อมมือนางอย่างไม่อาจหลบเลี่ยง
ในสถานการณ์ที่ยังไม่ทันได้ถอยออก มีดสั้นเย็นเยียบก็จี้อยู่บนลำคอเขาอย่างง่ายดาย
เมื่อคนอื่นๆเห็น หัวใจก็หยุดนิ่งลงเล็กน้อยด้วยความตกใจและเหลือเชื่อ พวกเขาต่างรู้ถึงพลังแท้จริงของผู้อาวุโสสาม ทว่าตอนนี้ กลับถูกนางพลิกจับไว้อย่างง่ายดายเสียแล้ว? ซ้ำยังตกอยู่ในเงื้องมือนาง จะเป็นหรือตายอยู่ที่นางตัดสิน?
“อย่า อย่าฆ่าข้าเลย…”
ผู้อาวุโสสามเสียขวัญอยู่บ้าง ไม่กล้าเชื่อว่าเพียงในชั่วพริบตา ภาพเช่นนี้ที่อยู่ในจินตนาการก็เกิดขึ้น แต่คนที่ถูกจับกุมไว้เป็นเบี้ยล่างกลับกลายเป็นเขา
“สายไปแล้ว”
เฟิ่งจิ่วเอ่ยเสียงเย็น พอดึงลากมีดสั้นในมือ ก็เห็นเลือดสดทะลักออกมาจากปากแผลปาดลึกบริเวณลำคอ
ตอนที่ 99: คิดไม่ซื่อ!
“พี่สาม!”
ผู้อาวุโสสองอุทานเสียงสั่น เห็นผู้อาวุโสสามที่สนิทกันเช่นพี่น้องถูกปาดคอในมีดเดียว เลือดสดที่พวยพุ่งช่างทิ่มแทงหัวใจ และแผดเผาดวงตา
สองมือกำหมัดขึ้นแน่น ส่งเสียงข้อต่อดังกรอบแกรบ ความขุ่นข้องในหัวใจเดือดสุมอยู่กลางอก ราวกับลาวาร้อนระอุคล้ายจะทะลักออกมา
ผู้นำตระกูลสิ้นแล้ว ผู้อาวุโสทั้งสี่เหลือเพียงเขาผู้เดียว บ้านตระกูลสวี่ก็ลุกไหม้อยู่ในกองไฟ สุดท้ายคงกลายเป็นเพียงซากปรักหักพักอย่างไม่ต้องแปลกใจ ตระกูลสวี่ สูญสิ้นแล้ว…
และทั้งหมด ล้วนเกิดจากคนตรงหน้านี้!
เขาต้องฆ่านางซะ! เพียงแค่ฆ่านาง ก็จะสามารถระบายไฟโทสะอันล้นเหลือนี้! แค่ฆ่านาง ก็จะเป็นอนุสรณ์แก่คนในจวนตระกูลสวี่ทั้งหนึ่งร้อยสามสิบสี่คนนี้ได้!
“ชิ้ง!”
ลำแสงเยือกเย็นแวบผ่าน กระบี่ยาวประกายออกมาจากในแขนเสื้อ ปลายกระบี่แหลมคมเฉียงชี้ลงผิวพื้น แววตาหม่นหมองที่แฝงด้วยจิตสังหารจับจ้องถลึงมองเงาร่างสีแดงนั้น กลิ่นอายพลังเร้นลับทั่วร่างกระจายออกมาบรรจบกับไอสังหาร นั่นคือการปลุกระดมพลังทั้งหมดของตัวเองออกมา เพียงเพื่อยืนหยัดสู้จนตัวตาย!
ในขณะนั้นที่เห็นผู้อาวุโสสามถูกฆ่า หัวหน้ากองพลระดับปรมาจารย์นักรบทั้งสี่ต่างเกร็งไปทั้งตัว คิดหนีตามสัญชาตญาณ ทว่า เมื่อเพิ่งจะถลาตัวออกวิ่ง เข็มเงินมากมายก็พุ่งโจมตีเข้าที่ต้นคอ ทั้งสี่เพียงส่งเสียงร้องในลำคอ ร่างกายแข็งทื่อ แล้วร่างคนก็ร่วงลงด้านล่างอย่างไร้เรี่ยวแรง และกลิ้งหล่นเข้ากองไฟ
“ซี๊ดอ๊าก! อ๊า…”
เสียงกรีดร้องดังออกมาจากเปลวไฟ สี่คนนั้นเกลือกกลิ้งอยู่ในเพลิงไหม้ ดิ้นรนอยากจะลุกขึ้นหนีจาก แต่สุดท้าย กลับยังคงถูกกองเพลิงกลืนกินอย่างไม่ปราณี…
“ข้าขอสาบานด้วยนามของผู้อาวุโสตระกูลสวี่! ต่อให้ตาย ก็จะลากเจ้าตามไปด้วย!”
น้ำเสียงดุร้ายเยือกเย็นของผู้อาวุโสสองดังลอยมา พลังเร้นลับพรั่งพรู ปลายกระบี่มีพลังกระบี่น่าสะพรึงกระจายออก พลังกระบี่ที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าราวกับงูพิษ โจมตีมาหานางด้วยท่วงท่ารวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด ความเร็วว่องไว กระบวนดาบโหดเหี้ยม มาพร้อมกับใจแน่วแน่บ้าคลั่งที่หมายมั่นให้นางตาย!
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วไม่อาจเลินเล่อ ปล่อยพลังเร้นลับลงมีดสั้นในมือเพื่อหักล้าง ขณะที่มีดกับกระบี่ต้องกระทบกัน เสียงแกร๊งก็ดังไม่หยุดหย่อน กระแสพลังอันรุนแรงกระจายออกมาระหว่างทั้งสองคนดังอยู่ฮึมๆ
ส่วนด้านล่าง เมื่อเห็นว่ากระบวนท่าที่ผู้อาวุโสสองใช้โจมตีคนผู้นั้นทั้งบ้าคลั่งและหมายเอาชีวิต แววตาชายชราชุดเทาก็มืดลงอย่างอดไม่ได้ พลางจ้องมองสองคนด้านบนด้วยใบหน้าไม่ยินดีนัก
สำหรับเขา สาวน้อยผู้นั้นยังมีประโยชน์มากนัก จะให้ถูกฆ่าตายไม่ได้
แต่ว่า หลังจากเห็นสาวน้อยสามารถผ่านกระบวนท่ามากมายภายใต้เงื้องมือผู้อาวุโสสองได้โดยไม่มีบาดแผลสักนิด แววตาที่มองก็คาดไม่ถึงเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ อันที่จริง ในสายตาเขา ในเมื่อนางมีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งค่ายกลกระบี่และวิชาการยา ในด้านวรยุทธ์การต่อสู้จำต้องไม่อาจใส่ใจ กลับไม่คิดเลย ว่าจะทำให้เขาแปลกใจครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่เลว ช่างน่าประหลาดนัก
เขาหลงนึกว่านางไม่มีทางตีฝ่าค่ายกลกระบี่ที่วางไว้ได้ ขอแค่เข้ามาในค่ายกล จำจะต้องติดกับดัก แต่นางกลับเดินลอยชายออกมาได้ ซ้ำยังไม่ทำให้เขาที่วางค่ายกลได้ไหวตัว แค่คิดก็รู้แล้ว ว่าวรยุทธ์ค่ายกลกระบี่ยังลึกซึ้งกว่าที่จินตนาการไว้
หนำซ้ำ ก็ยิ่งแน่ใจว่าบนตัวนางต้องมีพวกตำราค่ายกลกระบี่โบราณที่เขาไม่เคยร่ำเคยเรียนอยู่แน่ๆ!
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ดวงตาเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันใด ตำราค่ายกลกระบี่โบราณ!
นึกไม่ถึงว่าจะพบของดีๆเช่นนั้นที่แคว้นเล็กกระจ้อยร่อยระดับเก้านี้ ในเมื่อเจอแล้ว เขาจะไม่ปล่อยไปอย่างแน่นอน!
รวมถึงสาวน้อยผู้นี้ เขาก็ต้องการด้วย!
แววตาบอกเป็นนัยถึงความตื่นเต้นจับจ้องอยู่บนเรือนร่างที่น่าหลงใหลยิ่ง เดาว่าภายใต้หน้ากากนั้นคงเป็นใบหน้าที่งามเพริศพริ้ง ในใจแอบวางแผนไว้ ว่าหลังจากได้ตำราค่ายกลกระบี่โบราณมา สาวน้อยที่ทั้งซุกซนและแพรวพราวผู้นี้ ต้องตกเป็นเครื่องมือฝึกฝนวิชาของเขาแน่!
ตอนที่ 100: ปั่นป่วนทั่วสารทิศ!
“อ๊าก!”
เสียงร้องเจ็บปวดคร่ำครวญดังลอยมา เห็นเพียงกระบี่ยาวในมือผู้อาวุโสสองบนหลังคาถูกเตะกระเด็นตัดผ่านกลางอากาศร่วงหล่นลงสู่กองเพลิงเบื้องล่าง
เพราะถูกเตะไปทีหนึ่ง ง่ามระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้จึงเจ็บปวดด้านชา เหมือนว่ากระดูกข้อมือก็ถูกถีบหัก เจ็บเสียจนไม่อาจยกขึ้น ทำได้เพียงห้อยลู่ลงอย่างหมดเรี่ยวแรง สั่นเทาเล็กน้อย ก่อนจะมองเงาร่างสีแดงตรงหน้าด้วยใบหน้าขาวซีด
เงาร่างนั้นยิ่งดูแวววับจับตาอยู่ภายใต้เปลวไฟด้านล่างที่ช่วยเสริมให้โดดเด่น เส้นผมสีหมึกดำถูกสายลมกลางคืนพัดสยายขึ้น ราวกับมีมือคู่หนึ่งกำลังยกเส้นผมขึ้นพลิ้วไหวเบาๆอยู่กลางค่ำคืน หน้ากากสีทองมีดอกลำโพงพราวเสน่ห์ผลิบานอยู่ ทำให้นางดูช่างลึกลับแปลกตา
บนร่างนางมีกลิ่นอายสังหารกระหายเลือดกระจายอยู่เข้มข้นนัก ถึงขั้นทำให้เขารู้สึกอกสั่นขวัญแขวน
เช่นเดียวกัน หากอีกฝ่ายเป็นคนอื่นทั่วไป พวกเขาเหล่าผู้อาวุโสคงไม่… แพ้พ่ายอยู่ในเงื้อมมือนาง แม้แต่ท่านผู้นำตระกูลต้องชดใช้ด้วยทั้งบ้านตระกูลสวี่ก็เพราะนาง…
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ก็กัดฟันกรอด เขาดึงพลังเร้นลับในร่างปะทุขึ้นมาถึงจุดเลือดลมใต้สะดือ เพียงชั่วพริบตา ทั่วทั้งร่างก็คล้ายลูกหนังอัดลมที่โป่งพองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้แต่ชุดคลุมบนร่างก็ปริแตกเพราะเหตุนี้ จึงเผยให้เห็นร่างกายที่ผองแห้งมาแต่ดั้งเดิม
ทว่าเรือนร่างที่ซูบผอมตอนนี้กลับพองขยายด้วยความรวดเร็ว การโป่งพองของกระแสลม ทำให้เส้นเอ็นทั้งหมดใต้ผิวหนังปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน กลับดูเหมือนจะระเบิดเมื่อไหร่ก็ได้
“ข้าบอกแล้วไง ต่อให้ตาย ก็จะลากเจ้าตามไปด้วย!”
ผู้อาวุโสสองแผดเสียงตะโกนด้วยความบ้าคลั่ง เส้นผมสีเทาขาวลอยขึ้นยุ่งเหยิงท่ามกลางกระแสลมที่หมุนเวียนอยู่ทั่วร่าง สองแขนอ้ากางออก ก่อนจะพุ่งไปทางเฟิ่งจิ่วตรงหน้าอย่างบ้าระห่ำ ความเร็วนั้นไวกว่าตอนที่ประมือกันก่อนหน้านี้สองเท่า
ขณะที่ชายชราชุดเทาด้านล่างเห็นว่าผู้อาวุโสสองคิดจะระเบิดตัวเองตายไปพร้อมกับหญิงสาวผู้นั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปยกใหญ่ ตะโกนอย่างลนลานว่า “เจ้าบ้าเอ๊ย! ข้าบอกแล้วไงว่าต้องการแบบมีชีวิต! แบบเป็นๆน่ะ!”
พอก้าวเท้าไปบนพื้น เงาร่างสีเทาก็พลันยกขึ้น ความเร็วนั้นไวกว่าผู้อาวุโสสองที่ปล่อยพลังเร้นลับทั้งหมดเพื่อจะระเบิดตัวเองอยู่หลายเท่านัก
เฟิ่งจิ่วเริ่มตั้งท่าป้องกันตั้งแต่ที่ผู้อาวุโสสองเผยสีหน้าอันบ้าคลั่ง ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นเขากะจะระเบิดพลังเร้นลับเพื่อตายไปพร้อมกับเธอ แววตาก็เผยความประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่าจะทำถึงขั้นนี้เพียงเพื่อตระกูลสวี่
ทันใดนั้น เธอถอยหลังอย่างว่องไว แต่ละก้าวที่โยกย้ายเพื่อจะหลบหลีกโดยเร็วที่สุด อันที่จริง การระเบิดตัวของระดับปรมาจารย์นักรบขั้นสูงสุดก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย จึงไม่คิดประมาทเสียจนต้องชดใช้ด้วยชีวิตตัวเอง
แต่ว่า ในระหว่างที่ถอยหลัง เงาร่างสีเทากลับพุ่งมารวดเร็วปานภูตผี เธอถึงกับมองเงาร่างเขาได้ไม่ชัดเจนนัก ก่อนจะเห็นผู้อาวุโสสองที่กระโจนมาถูกเงาร่างชุดเทาถีบกระเด็นลอยไปบนท้องฟ้า
“อ๊าก! ข้าไม่ยอมแพ้หรอก…”
“ปัง! ครืน!”
เสียงขับข้องใจด้วยความไม่ยอมของผู้อาวุโสสองดังกึกก้องอยู่ท่ามกลางท้องฟ้ายามวิกาล ยังไม่ทันสิ้นสุดน้ำเสียง ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังปัง ร่างกายระเบิดออกกลางอากาศ ส่งเสียงครืนดังลั่น แสงไฟที่พุ่งทะยานไปบนฟากฟ้า รวมถึงเสียงที่ดังกระหึ่ม ทำลายซึ่งความสงบกลางดึก แทบจะทำให้ผู้คนทั่วทั้งเมืองอวิ๋นเยวี่ยล้วนแตกตื่นขึ้นมาในทันใด
ในยามที่ผู้ฝึกฝนวิชาจากแต่ละที่ในเมืองอวิ๋นเยวี่ยต่างพากันพุ่งมายังสถานที่แห่งนี้ บนหลังคานั้น ชายชราชุดเทาเผชิญหน้ากับเฟิ่งจิ่ว เผยรอยยิ้มที่จริงใจ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจ้องนางราวกับมองเหยื่อด้วยประกายตื่นเต้นแปลกตาที่โลดแล่นอยู่
จบตอน
Comments
Post a Comment