first ep1-10

เสียงคำรามกราดเกรี้ยวดังเลือนลั่นฟ้า 

การจากไปของผู้ยิ่งใหญ่นำมาซึ่งความโกลาหนทั่วเก้ามหาแดนดิน 

เหล่าคนละโมบ ต่างคิดหมายแย่งชิง สิ่งวิเศษที่ผู้เป็นยอดปรมาจารย์เคยปกครองยุคสมัยครอบครอง 

ทว่านั่นหาใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้น! 

แท้จริงแล้วภายในโลงสัมฤทธิ์มันว่างเปล่า! ไร้ศพ ไร้คน และไร้ซึ่งดาบเก้าคุมขัง!!


'ซูอี้' หัวหน้าศิษย์สายนอก 'สำนักดาบชิงเหอ' บุตรเขยตระกูลเหวิน  ผู้สูญเสียพลังภายในตันเถียนไปทั้งหมด!


แท้จริงแล้วเมื่อหนึ่งปีก่อนเขาได้ตื่นขึ้น และจดจำเรื่องราวเมื่อครั้งยังเป็น ‘ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน’

อดีตผู้ปกครองเพียงหนึ่ง ณ ยุคสมัยแห่งเก้ามหาแดนดินได้!


……ครานั้น เหล่าคนต้อยต่ำต่างหมายแย่งชิงลักขโมยสิ่งของของข้า 

พวกมันกล้าวอ้างคุณธรรม บ้างก็อ้างป้ายสีใส่ร้ายข้า 

ทว่าบัดนี้ข้ากลับมาแล้ว! และอีกไม่นานจะกลับมาผงาดอีกครั้ง!


บทที่ 1: หอวิญญาณ


โลงศพสัมฤทธิ์วางอยู่ใจกลางหอ ทั่วโลงสลักด้วยลวดลายโบราณวิจิตรงดงามตระการตา มีทั้งรูปภาพวิหค แมลง มัจฉา ดวงตะวัน ดวงจันทร์ และดวงดาว


สตรีผู้หนึ่งในชุดคลุมสีขาวยาว กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าโลงแสดงท่วงท่าไว้อาลัยแก่ผู้วายชนม์ในโลง


ภายนอกหอวิญญาณ มันคือดินแดนที่ถูกสร้างโดยน้ำมือของผู้เป็นเจ้าของโลก ซึ่งขณะนี้กำลังมีเหล่าตัวตนที่น่าสะพรึงมากมายกำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดอยู่เต็มฟากฟ้า


เสียงสัประยุทธ์ดังสนั่นเลือนลั่นไปทั่วปฐพี โลหิตไหลนองแดงฉานไปทั่วหล้า


แต่กลับกันในหอวิญญาณยังคงเงียบสงัดไร้ซึ่งเสียงใด


สตรีชุดขาวยังคงก้มกราบคำนับอยู่เช่นเดิม สีหน้าของนางไร้อารมณ์ไม่มีทั้งเศร้าหรือสุข นางสงบนิ่งราวกับทะเลสาบที่เวิ้งว้าง


“เหอะๆ เป็นเช่นนี้งั้นหรือหลังจากที่ข้าตายจาก?”


ซูอี้หัวเราะ แต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา


มีเพียงเฉพาะตอนที่เขามองดูหญิงสาวเป็นครั้งคราวเท่านั้นที่แววตาของเขาอ่อนโยนลง


ก่อนที่เขาจะละสังขาร เขาเคยท่องไปทั่วทุกแดนดินและทุกชั้นสวรรค์ ใช้ดาบและสองมือสยบทุกโลกหล้าจนท้ายที่สุดก็กลายเป็นผู้นำแห่งเก้ามหาแดนดิน และได้รับสมญานามเป็น ‘ปรมาจารย์หมื่นวิถี’ ซึ่งเป็นผู้เดียวตั้งแต่บรรพกาลที่ได้รับสมญานามนี้ และนอกจากนี้ ด้วยความเลิศล้ำไร้เทียมทานในด้านดาบ เขายังได้รับอีกสมญานามหนึ่งคือ ‘ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน’


ทว่าในยามที่เรื่องราวความตายของเขาปรากฏ


ทุกสิ่งอย่างได้แปรเปลี่ยน!


“ฮ่าฮ่าฮ่า หรงชิงหมิง เหลียนต้าเต๋า นับตั้งแต่นี้ข้าขอรับหน้าที่ดูแล ‘เตาหลอมสวรรค์’ ของซูเสวียนจวินให้เอง!”


จู่ๆ เสียงร้องดังปรากฏภายนอกหอวิญญาณ น้ำเสียงแสดงถึงอาการยินดีอันเด่นชัด


ซูอี้เงยมองขึ้นเห็นปีกสีทองขนาดมหึมาของพญาปักษาตนหนึ่ง ปีกคู่นั้นกว้างใหญ่ราวกับมวลเมฆลอยล่องบนฟากฟ้าพร้อมทั้งสาดส่องแสงทองอร่ามปกคลุมไปทั่วภูเขาและแม่น้ำยาวไกลนับพันลี้


หลังจากสิ้นเสียงกู่ร้อง ปักษามหึมาก็โฉบลงผ่าฟากฟ้าก่อนจะยื่นสองกรงเล็บขนาดยักษ์ คว้าจับเข้าที่เตาหลอมสามขาสีแดงชาดใบหนึ่ง


“แม้แต่วิหคน้อยตัวนี้ก็ทรยศหักหลังข้า……” ซูอี้ถอนหายใจ


เรื่องราวเมื่อแปดหมื่นปีก่อนเขายังคงจดจำได้ พญาปักษาปีกทองคำตัวนี้เคยหมอบคลานมายังหน้าภูเขาทางเข้าตำหนักของเขา คุกเข่าอยู่สิบวันสิบคืน เพื่อร้องขอรับใช้และติดตามอยู่ใต้บัลลังก์


หากใจมันนั้นซื่อสัตย์ มันคงยังอยู่ที่เดิมและฝึกฝน


แต่แล้วขณะนี้เจ้าเดรัจฉานตัวนี้กลับแอบอ้างนามตัวซูอี้ และช่วงชิงเตาหลอมสวรรค์ไปเป็นของตนเอง


มันเป็นอีกหนึ่งในผู้ทรยศ!


“ซูเสวียนจวินติดค้างพวกเรา ‘สำนักดาบอิงฮัว’ อยู่แปดร้อยเก้าสิบสามชีวิต แถมยังช่วงชิงสิ่งตกทอดอันสูงสุดของสำนักข้า ‘คัมภีร์ดาบหมื่นทิศ’ วันนี้พวกเรามาทวงหนี้แค้น ผู้ใดกล้าหยุดยั้ง โทษของมันคือประหาร!”


หลังจากกล่าวคำจบ ผู้พูดฟาดฟันดาบอย่างรุนแรงส่งปราณดาบอัสนี เข้าใส่นักพรตเต๋าในชุดแดงผู้หนึ่งที่ยังคงภักดีต่อซูอี้


นักพรตเต๋าผู้นั้นกรีดร้องและถูกสังหารดับดิ้นภายใต้กระบวนท่าเดียว!


ซูอี้ขมวดคิ้ว


สำนักดาบอิงฮัว? เดิมนั้นเป็นเพียงสำนักอันเล็กจ้อย


บรรพชนของพวกเขา ครั้งหนึ่งเคยมีศิษย์เข้าร่วมเพียงสามสิบหกชีวิต


แต่ด้วยการคุ้มกันด้วยอำนาจของเขา ลานดาบทะยานจึงก้าวหน้าขึ้นเรื่อยมา จนกระทั่งกลายเป็นหนึ่งในสำนักใหญ่แห่งเก้ามหาแดนดิน


ทว่าขณะนี้ผู้คนของสำนักดาบอิงฮัวบุกมา กล่าววาจาอ้างว่าเขาติดค้างแปดร้อยเก้าสิบสามชีวิตต่อพวกมัน?


ไร้สาระสิ้นดี!!


อย่าได้กล่าวถึง ‘คัมภีร์ดาบหมื่นทิศ’ มันเป็นสิ่งที่เขามอบให้เจ้าสำนักดาบอิงฮัวด้วยตนเองซะด้วยซ้ำ!


เห็นได้ชัดว่าหลังจากทราบถึงความตายของเขา สำนักดาบอิงฮัวเกิดเหตุดลใจขึ้นมา กุเรื่องทวงหนี้แค้นเพื่อเป็นโอกาสในการปล้นชิง


“จิตใจผู้คนเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ครั้งบรรพกาล ไม่เคยเป็นอื่นใดเกินกว่านี้” ซูอี้อดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะ ห้วงอารมณ์ขณะนี้เริ่มดิ่งลง


ในช่วงก่อนที่จะตาย เขาหาได้เคยกระทำผิดต่อคนใกล้ตัวไม่


“เจ้าพวกใจคดทั้งหลาย! ซูเสวียนจวิน เป็น ‘ปรมาจารย์หมื่นวิถี’ ที่พวกเรานับถือ พวกเราจะไม่ทนเห็นการเอารัดเอาเปรียบของพวกเจ้าที่คิดช่วงชิงสมบัติของปรมาจารย์หมื่นวิถีไป!”


ท่ามกลางสมรภูมินองเลือด กลุ่มตัวตนที่น่าหวั่นเกรงตะโกนร้องเสียงดังด้วยท่าทีชอบธรรมราวกับเป็นผู้ผดุงคุณธรรม


“ฮึ่ม! วาจาสูงส่งสวนทางการกระทำ! พวกเจ้าเองก็มาที่นี่เพื่อปล้นชิงสมบัติเมื่อทราบถึงความตายของโจรเฒ่าซูไม่ใช่หรือไร?”


“ผายลมทั้งเพ!”


คนหนึ่งเอ่ยคำโต้แย้งแค่นเสียง


“จงดูในมือเจ้าก่อนเถอะ! นั่นคือเถาวัลย์เซียนพฤกษา ป้ายหยกใหญ่ โคมอัคคีเทวะเก้ามังกร ขวดหยกหมื่นประกาย……มีอันใดบ้างไม่ใช่ของที่ซูเสวียนจวินหลงเหลือไว้?”


“หากเจ้าจริงใจ เหตุใดไม่เอาสมบัติเหล่านั้นใส่ลงโลงศพซูเสวียนจวินและฝังกลบไปพร้อมกัน?”


……เหล่าตัวตนที่น่าเกรงขามต่างแค่นเสียง


โลกหล้ายังคงสั่นคลอน การสู้รบอันดุเดือดยังคงดำเนินไป


ร่างทั้งหลายที่เข้าร่วมศึกนองเลือด ล้วนเป็นยอดฝีมือจากเก้ามหาแดนดินทั้งสิ้น พวกเขาประมือกัน สังหารกัน เกิดเป็นภาพฉากอันชวนสะพรึง


แต่ในสายตาของซูอี้ เรื่องราวทั้งหมดล้วนน่าขบขัน!


ครั้งที่เขายังมีชีวิต สารเลวเหล่านี้ล้วนให้ความนอบน้อมและเชื่อฟัง


ทว่าหลัง ‘ความตาย’ ของตัวเขา พวกมันกลับแห่กันมาเพื่อปล้นชิงสมบัติของเขา!


“ก่อนตายและหลังความตาย ช่างแตกต่างยิ่งนัก”


ซูอี้ละสายตากลับมามองที่สตรีผู้ซึ่งคุกเข่าตรงหน้าโลงสัมฤทธิ์ในหอวิญญาณ ท่าทีค่อยผ่อนคลายลง “โชคยังดี เด็กน้อยชิงถังยังคงเป็นเหมือนเช่นเคย……”


ครั้งชิงถังอายุสิบสาม นางติดตามเขาเพื่อฝึกฝนจนเวลาผ่านพ้นไปหนึ่งหมื่นแปดพันเก้าร้อยปีที่เก้ามหาแดนดิน และได้รับสมญานาม ‘จักรพรรดินีชิงถัง’


ในสายตาของคนนอก ชิงถังคือจักรพรรดินีคือผู้สูงส่ง ผู้ซึ่งเป็นตัวตนที่น่าหวั่นเกรงลึกล้ำ แม้กระทั่งตัวตนในระดับเดียวกันยังต้องรู้สึกว่าด้อยกว่า


แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าซูอี้ นางไม่เคยแสดงท่าทีโอ้อวดหรือผยอง นอกจากการบ่มเพาะแล้ว นางเพียงอยู่รับใช้ข้างกายซูอี้ด้วยความเคารพนอบน้อมเสมอมา


“ศิษย์น้อง เจ้าพิทักษ์คุ้มกันวิญญาณอาจารย์มาเจ็ดวันแล้ว หากยังไม่ไปตอนนี้ พวกเราคงไม่อาจรอดพ้น!”


ทันใดนี้เองที่ร่างสูงสง่าพลันก้าวเดินเข้าสู่หอวิญญาณ ชุดสีขาวของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายพร้อมปรากฏคราบเลือดราวกับเพิ่งผ่านศึกนองเลือดครั้งใหญ่มา แต่กายของเขายังคงแผ่พลังอันชวนสะพรึงไม่ขาดสาย


ผีหมัว!


ผู้นำศิษย์ใกล้ชิดทั้งเก้าภายใต้บัลลังก์ซูอี้ นาม ‘จักรพรรดิสงครามผีหมัว’ เขาเป็นผู้ติดตามฝึกฝนข้างกายซูอี้มาทั้งสิ้นสามหมื่นเก้าพันปี


ชิงถังผู้ซึ่งคุกเข่าตรงหน้าโลงค่อยลุกขึ้น น้ำเสียงของนางเย็นเยือกและเฉยชา


“ศิษย์พี่ ก่อนที่อาจารย์ล่วงลับ เก้าผู้สืบทอดเช่นพวกเราต่างแยกย้ายกันไปแล้ว เหตุใด……ท่านจึงกลับมา?”


ผีหมัวขมวดคิ้วเล็กน้อย ถ้อยคำอันเที่ยงธรรมกล่าวออก “ข้าหรือจะสามารถทนรับชมเหล่าผู้ทรยศและศัตรูทำลายทุกสิ่งอย่างที่อาจารย์หลงเหลือไว้ได้? อย่าว่าแต่ข้าเลย แม้แต่เจ้า ศิษย์น้องกลับยังไม่ไปไหน แต่เลือกอยู่คุ้มกันวิญญาณที่นี่ ศิษย์พี่เช่นข้าจะไปที่ใดได้?”


ชิงถังสำรวจมองอีกฝ่าย ดวงตาอันงดงามจับจ้องผีหมัวอย่างเย็นเยือกประหนึ่งคมมีด “เรื่องราวดำเนินมาถึงขนาดนี้แล้ว ศิษย์พี่ยังไม่คิดกล่าวความจริงอีกงั้นหรือ?”


นัยน์ตาผีหมัวแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย “ศิษย์น้องหมายความถึงอะไร?”


“ยังจะมีอะไรอีกได้?”


ร่องรอยความเย้ยหยันปรากฏที่ริมฝีปากชิงถัง “ผู้อื่นอาจไม่ทราบ แต่ข้าทราบดี ศิษย์พี่ ตลอดมาท่านหมายตา ‘ดาบเก้าคุมขัง’ อยู่ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องนี้”


ผีหมัวสีหน้าแปรเปลี่ยน เสียงกลับกลายเป็นเงียบงัน ทว่าไม่ช้ากลับเผยยิ้ม สายตาพลันเย็นเยือก “ศิษย์น้องหญิง เจ้ากล้ากล่าวหรือไม่ว่าที่เจ้ายังคอยปกปักษ์วิญญาณที่นี่ ไม่ใช่เพราะดาบเล่มนั้นเช่นกัน?”


ชิงถังไม่ปฏิเสธ ใบหน้าขาวนวลงดงามของนางยังคงสงบเหมือนดังเคยพร้อมกล่าวคำ “ศิษย์พี่กล่าวได้ผิดแล้ว ข้าอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เพียงเพื่อดาบเก้าคุมขัง”


“แล้วเพื่ออะไรอีก?” ผีหมัวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม


ชิงถังมองออกไปภายนอกหอวิญญาณ รับชมเหล่าตัวตนใจคดทั้งหลายซึ่งกำลังต่อสู้กันเลือนลั่น ก่อนกล่าวถ้อยคำอันสงบออกมา “สิ่งที่อาจารย์เหลือไว้ก่อนตาย…ข้าต้องการทั้งหมด!”


ทุกถ้อยคำกล่าวออกด้วยท่าทีเรียบนิ่งและสงบ แต่ยามถึงถ้อยคำสุดท้าย ร่างอันเพรียวงามของชิงถัง กลับเผยสภาวะพลังอันยิ่งใหญ่ออกมา


“ทั้งหมด……”


ผีหมัวชะงักงันไปครู่ ไม่ช้าอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา สีหน้านั้นราวกับเผยการเย้ยหยัน


“เกินคาดคิดนัก ในบรรดาพวกเราเก้าผู้สืบทอด หนึ่งเดียวที่หิวกระหายกว่าผู้ใดกลับเป็นศิษย์น้องเล็ก! หากอาจารย์ยังมีชีวิตและได้เห็นเรื่องราว ท่านคงไม่นึกแน่ว่าชิงถัง ผู้ซึ่งตนรักและเชื่อใจที่สุดจะละโมบได้ถึงเพียงนี้!”


ผีหมัวเอ่ยเสียงดังลั่นโดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ซูอี้รับชมอยู่ข้างเคียงมาโดยตลอด


ซูอี้หาได้สนใจไม่ว่าพญาปักษาปีกทองหรือสำนักดาบอิงฮัวจะทรยศหักหลังเขาเช่นไร และยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกศัตรูผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นซึ่งมาย่ำเท้าหน้าประตู เขายิ่งไม่สนใจแล้วใหญ่


กระนั้นยามได้เห็นว่าผู้สืบทอดของตนที่เล็งเห็นค่าเอาไว้อย่างสูงล้ำ เช่นผีหมัว รวมถึงผู้ซึ่งตนเอ็นดูที่สุดเช่นชิงถัง ถึงกับมีแผนการเป็นของตนเองเช่นที่เห็นตอนนี้


เขากลายเป็นนิ่งงัน


เพียงสมบัติชิ้นเดียว กลับทำให้สองศิษย์หันเผชิญหน้าต่อกัน นี่เป็นเรื่องโศกโดยแท้!


ชิ้ง!


ฉับพลันชิงถังลงมือ โคจรพลังในชั่วพริบตาก่อนจะฟาดฟันดาบราวกับสายฟ้าฟาด! ผีหมัวไม่อาจต้านทานดาบศิษย์น้องของตนได้แม้แต่น้อย เขากลายเป็นบาดเจ็บสาหัสในชั่วพริบตา!


“ไม่นึกเลยว่าหญิงโสมมเช่นเจ้าจะเก็บซ่อนความแข็งแกร่งได้ดีเยี่ยมถึงเพียงนี้!”


ระหว่างตะโกนสบถอย่างอาฆาต ผีหมัวก็รีบหนีเอาชีวิตรอดออกจากหอวิญญาณอย่างตื่นตระหนก


เขาไม่เคยนึกว่าศิษย์น้องของตนจะถึงกับแปรเปลี่ยนเป็นชวนสะพรึงเกินคาดคิดได้


กระทั่งซูอี้ยังชะงักงัน การกระทำศิษย์คนเล็กของเขาผู้นี้เกินเลยจินตนาการของเขาไปไกล


ผีหมัวไม่คิดอยู่ต่อ เขาเร่งหลบหนีหายวับไปในชั่วอึดใจ


ชิงถังไม่ไล่ตาม ทว่ายืนโดดเดี่ยวตรงหน้าโลงสัมฤทธิ์ในหอวิญญาณ ริมฝีปากยังคงเหยียดอย่างเย้ยหยัน ทั้งยังพึมพำ


“หากอาจารย์ทราบว่าศิษย์เอกของตนเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดคนแรกกับสำนักหกมหาวิถีจะเป็นเช่นไร?”


“ยังคงมีศิษย์พี่สามหัวเหยา แม้ว่าเวลานี้ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม แต่เมื่อตอนที่เดินทางจากไปล่าสุดกลับขโมย ‘กระจกเทวะปฐมลึกล้ำ’ ไปด้วย เพียงแค่สมบัติชิ้นนั้น ก็มากพอทำให้เขาก้าวสู่ ‘ขอบเขตจักรพรรดิ’ แล้ว……”


ชิงถังถอนหายใจเสียงเบา


สีหน้าซูอี้กลายเป็นมืดหม่นยิ่งขึ้น


ยามนี้เขาได้ทราบ ว่าศิษย์เอกที่ตนเชื่อใจที่สุด แท้จริงกลับเลือกหักหลังนำหมาป่าเข้ามากัดตนถึงบ้าน!


และยังได้ทราบ หัวเหยาผู้เป็นศิษย์ลำดับที่สาม กลับขโมยสมบัติที่ค้ำจุนปกป้องดินแดนมาตุภูมิที่เขาสร้างแห่งนี้ ‘กระจกเทวะปฐมลึกล้ำ!’


ขณะนี้เขาไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเหล่าผู้ทรยศและศัตรูทั้งหลายถึงรุกรานเข้าพื้นที่ของตนเองง่ายดายเพียงนี้……


ยิ่งนึกถึง ซูอี้ทั้งกราดเกรี้ยวและผิดหวัง


ขณะนี้เอง ฉับพลันชิงถังก้าวเดินออกจากหอวิญญาณ


ร่างเพรียวบางอันงดงามของนาง ประหนึ่งโดดเดี่ยวในโลกหล้า ดวงตาคู่อันงดงามและเฉยชานั้นกวาดมอง พร้อมเอ่ยถ้อยคำอันเย็นเยือก


“นับจากวันนี้ ชิงถังผู้นี้จะเป็นผู้ปกครองแห่งมหาแดนดิน!”


ฟึ่บ!


ปราณดาบยักษ์พลันปรากฏจากกายนาง มันตวัดฟาดฟันขึ้นเบื้องบน ปกคลุมทั้งผืนฟ้าและผืนดิน ทำการสังหารเหล่าตัวตนผู้แข็งแกร่งไปคนแล้วคนเล่าอย่างง่ายดาย


เพียงชั่วอึดใจ


ปฐพีถูกอาบย้อมด้วยเลือดมากกว่าครู่ก่อนจนเปรียบได้ดั่งทะเลโลหิต!


เหล่าตัวตนผู้เลิศล้ำที่ซึ่งยังคงหลงเหลือชีวิตต่างหวาดเกรง พวกเขาต่างรู้สึกเย็นเยือกราวกับตกอยู่ในยุคน้ำแข็ง


“ยอมจำนนหรือรับความตาย… จงเลือกมา!”


บรรยากาศคาวเลือดอันชวนสะพรึง ชิงถังกล่าวคำออกอย่างเฉยชา น้ำเสียงนี้แผ่ขยายกว้างสู่ทั้งเก้าสวรรค์สิบชั้นดิน


“จักรพรรดินีจงเจริญ!”


“จักรพรรดินีจงเจริญ!”


เมื่อประจักษ์เห็นอำนาจที่สะท้านของชิงถัง เหล่าตัวตนผู้เป็นใหญ่ทั้งหลายทำได้เพียงโค้งศีรษะ!


“เด็กน้อยผู้นี้……”


นัยน์ตาของซูอี้หดเล็กลง ใจไม่อาจสงบนิ่งได้อีก เขาไม่นึกว่าศิษย์ตนเช่นชิงถังจะก้าวมาถึงจุดนี้


เดิมนั้นเขาผู้เป็นอาจารย์ควรแสดงความยินดี


ทว่าตอนนี้ มันมีเพียงความรู้สึกอันยากบรรยาย โดดเดี่ยว และอ้างว้าง


ชั่วขณะนี้ราวกับตัวเขาไม่เข้าใจ ศิษย์คนเล็กซึ่งตนรักและเอ็นดูที่สุด ไฉนจึงมีความคิดแอบแฝงต่อตัวเขาได้เช่นนี้?


ไม่นานจากนั้น ชิงถังสำรวจมองรอบก่อนจะเดินกลับเข้าหอวิญญาณ


นางมองไปยังโลงสัมฤทธิ์พร้อมโค้งกายทำความเคารพอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวถ้อยคำอันสงบออกมา


“อาจารย์ ศิษย์ชิงถังพิทักษ์วิญญาณท่านทั้งสิ้นเจ็ดวันแล้ว และช่วยท่านสยบเหล่าผู้ทรยศและศัตรู ความรักระหว่างศิษย์และอาจารย์คงต้องหมดลงที่ตรงนี้”


“นับจากนี้ข้าจะสืบทอดทุกสรรพสิ่งซึ่งท่านหลงเหลือเอาไว้เอง”


หลังจากพูดจบ นางเงยหน้าขึ้นและก้าวเดินต่อ เมื่อถึงโลงสัมฤทธิ์นางยกฝ่ามือทาบฝาโลงพร้อมเอ่ยถ้อยคำแผ่วเบา


“ข้ามิอาจปล่อยให้ดาบเก้าคุมขังฝังไปพร้อมกับท่านในกาลนี้ รอคอยศิษย์จนไขถึงความลับของดาบกระจ่าง ข้าจะนำมันหวนคืนสู่ท่านอาจารย์ หากถึงเวลานั้นขออย่าได้กล่าวโทษข้าที่รบกวนการหลับพักของท่าน……”


ตู้ม!


นางผลักฝาโลงสัมฤทธิ์จนกระเด็นออก


แต่พริบตานี้เอง ชิงถังผู้ซึ่งมีสีหน้าอันสงบมาโดยตลอด กลับต้องเผยสีหน้าแปรเปลี่ยนอันหาได้ยากยิ่ง


“เป็นไป……”


ภายในโลงสัมฤทธิ์ ว่างเปล่า!


อย่าได้กล่าวถึงดาบเก้าคุมขัง แต่กระทั่งร่างของซูอี้ก็เลือนหาย!


ซูอี้ผู้ซึ่งรับชมเรื่องราวโดยตลอด นัยน์ตาขณะนี้วาวโรจน์ด้วยโทสะ


แม้ก่อนตัดสินใจไปถือกำเนิดใหม่ เขาได้เตรียมใจเผื่อไว้แล้วว่าจะเกิดเรื่องราวหยาบช้าขึ้น


แต่กระนั้นเรื่องราวที่เขาประจักษ์ตอนนี้ มันถือเป็นเรื่องยากที่ใจเขาจะสงบโทสะอดกลั้นลงได้


อย่างไรก็ตามทีละน้อย โทสะในแววตาของซูอี้ลดเลือนลง สุดท้ายกลับเหลือซึ่งเพียงความเฉยชาและเย็นเยือก


“เมื่อใดข้าหวนคืน หวังว่าพวกเจ้าตัวสารเลวทั้งหลายจะยังมีชีวิต!”


ร่างวิญญาณของซูอี้ที่ไม่มีผู้ใดตระหนักทราบ ค่อยๆ เลือนหายไปเรื่อยๆ จนเป็นการหายไปโดยสมบูรณ์…


……


ในปีที่หนึ่งแสนแปดพันแห่งมหาแดนดิน ‘ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน’ ผู้เป็นเอกอุเพียงหนึ่งเดียวในเก้ามหาแดนดินได้ลาลับโลก ส่งผลให้เก้าแคว้นต้องสะเทือน


เจ็ดวันให้หลัง


ศิษย์ของปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน จักรพรรดินีชิงถังได้ทำหกพันธสัญญา นำความสงบกลับคืนสู่ทวีปเทวะมวลสวรรค์ ทั้งยังได้รับเกียรติอันสูงสุดแห่งโลก


……


ห้าร้อยปีให้หลัง


อาณาจักรโจว เขตปกครองอวิ๋นเหอ เมืองกว่างหลิง (นครมหาสุสาน)


ในช่วงเย็นที่อาทิตย์ใกล้อัสดง


ภายนอกสำนักดาบซ่งอวิ๋น


ซูอี้ยืนเพียงลำพังไกลห่าง รอคอยเหวินหลิงเสวี่ยผู้เป็นน้องภรรยากลับออกจากสำนัก


[1] ซูเสวียนจวิน หมายความถึง มหาลึกล้ำแห่งซู เป็นหนึ่งในสมญานามของซูอี้


บทที่ 2: ลูกเขย ซูอี้


“ดูนั่น ซูอี้ไม่ใช่หรือ!”


“หนึ่งปีก่อน เขาเป็นหัวหน้าศิษย์สายนอกแห่งสำนักดาบชิงเหอ ชื่อเสียงโด่งดัง ทว่าเพราะอุบัติเหตุ จึงได้สูญเสียพลังในตันเถียนไปเสียหมด ทั้งยังตกเป็นบุตรเขยจวนตระกูลเหวิน……เฮ้อ น่าเสียดายนัก”


“น่าเสียดาย? เป็นหญิงงามเช่นเหวินหลิงเจาต่างหากที่น่าเสียดาย! นางคือผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองกว่างหลิงของเรา แต่ตอนนี้กลับต้องแต่งงานกับเศษเดนไร้ค่าเช่นนี้ เฮ้อ!”


ด้านหน้าสำนัก


ปรากฏร่างหนึ่งเดินเข้าใกล้ประตูสำนักดาบซ่งอวิ๋น ไม่ว่าชายหรือหญิงล้วนเผยสีหน้าประหลาดใจเมื่อพบเห็นซูอี้จากระยะไกล เสียงสนทนาซุบซิบต่างดังขึ้น


ริมฝีปากซูอี้ไม่ปรากฏอาการใด เพียงรู้สึกขบขันเล็กน้อยเท่านั้น


เขาไม่ได้พบเจอ ‘การนินทา’ เช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว?


ชีวิตก่อนหน้า ในเก้ามหาแดนดิน มีบุคคลมากมายนับไม่ถ้วนแข่งขันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งแนวหน้า


สำนักหกมหาวิถีอยู่จุดเหนือสุด รับชมความเป็นไปของเหล่าสรรพชีวิต


สำนักสามมหาอสูรแข็งแกร่งยืนหยัด กำลังทหารทั้งหมดล้วนกล้าแกร่งสร้างความโกลาหลไปทุกหย่อมหญ้า


แต่แล้วเมื่อถึงปีที่หนึ่งแสนแปดพัน กลับมีคนผู้หนึ่งที่สามารถสยบทั้งเก้าแคว้นได้ ซึ่งคนผู้นั้นคือ ซูเสวียนจวิน! ตัวตนซึ่งอยู่เหนือยิ่งกว่า ‘ ‘ขอบเขตจักรพรรดิ’ ผู้คนทั้งหลายทำได้เพียงหลับตาโค้งศีรษะเอ่ยคำยกย่องเป็น ‘ฝ่าบาท’ !


“หากผู้คนในชีวิตที่แล้วพบเห็นข้าเป็นเช่นนี้ เกรงว่าพวกเขาคงหัวเราะเยาะจนท้องแตก……”


ซูอี้ลอบส่ายศีรษะ


กลิ่นอายความเย็นชาแผ่กระจายจากร่างผอมสูง ซึ่งมีใบหน้ากระจ่าง สวมใส่เสื้อคลุมสีฟ้า ยืนโดดเด่นสองมือไพล่หลัง


“กระนั้น ก็มีสิ่งหนึ่งที่ผู้คนพูดถูก ตัวข้าในตอนนี้ช่างดูไร้ค่ายิ่งนัก……”


ซูอี้หลับตาลงจมดิ่งในห้วงภวังค์ความคิด


เดิมทีร่างกายนี้เป็นบุตรชายของอนุภรรยาที่ถูกทอดทิ้งแห่งตระกูลซู ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองอวี้จิงแห่งอาณาจักรโจว


ครั้งอายุห้าขวบ มารดาของเขา ‘เยี่ยอวี่เฟย’ ป่วยหนักและตายจากไป


เมื่ออายุสิบสี่ ตัวเขาเข้าสู่ ‘สำนักดาบชิงเหอ’ ในเขตปกครองอวิ๋นเหอเพื่อฝึกฝน


ด้วยเวลาเพียงสองปี ขณะอายุสิบหก เขาได้รับตำแหน่งหัวหน้าศิษย์สายนอกแห่งสำนักดาบชิงเหอ ทั้งยังได้รับการเรียกขานเป็น ‘ดาบอันดับหนึ่งแห่งศิษย์สายนอก’


แต่หลังจากนั้นต่อมาได้มีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้นทำให้เขาสูญเสียพลังในตันเถียนไปทั้งหมด


และไม่นานนัก ด้วยอำนาจจัดการของตระกูลซูแห่งเมืองอวี้จิง เขาจึงกลายเป็นบุตรเขยของ ‘ตระกูลเหวิน’ ที่เป็นถึงหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ในเมืองกว่างหลิง


“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต่อให้ชีวิตในอดีตของร่างนี้จะเคยเป็นเช่นใด นับจากนี้ข้าจะเป็นผู้เปลี่ยนเส้นทางเดินที่มีอยู่ไปตลอดกาล……”


ห้วงอารมณ์แปลกประหลาดผุดขึ้นในใจซูอี้ แววตานั้นทอประกายลุ่มลึกยากบรรยาย


ชิ้ง!


สติซูอี้ถูกดึงฟื้นคืนกลับ เสียงดาบเย็นเยียบดังชัดในจิตใจ ก่อนจะเงียบลงอีกครั้ง


มันคือดาบปริศนาในตำนานซึ่งกักเก็บความลับสุดหยั่ง!


นามแห่งดาบนั้นคือ ‘เก้าคุมขัง’ !


ดาบนี้ถูกจองจำไว้โดย ‘โซ่เทวะ’ ทั้งเก้าเส้น


หนึ่งปีก่อน ก่อนคืนวัน ‘ทดสอบทักษะดาบ’ ซึ่งจะเกิดขึ้นในสำนักดาบชิงเหอ


เวลานั้นเมื่อซูอี้ทะลวงเข้าขอบเขต ‘รวบรวมลมปราณ’ จู่ๆ ภาพเงาของ ‘ดาบเก้าคุมขัง’ พลันปรากฏขึ้นในใจ


แต่สิ่งที่เขาต้องแลกมา……มันคือระดับการบ่มเพาะทั้งหมด!


นั่นคือสาเหตุแท้จริงที่ซูอี้สูญเสียการบ่มเพาะทั้งหมดไปนับตั้งแต่นั้น


หลังจากนั้นในช่วงปีที่เขาได้เข้าร่วมกับตระกูลเหวิน ซูอี้ตระหนักได้ถึงร่างเงาดาบเก้าคุมขังในจิตใจตลอดเวลา เขาใช้เวลาทั้งวันและคืนเพื่อไขความลับของดาบเล่มนี้


สามคืนก่อนหน้า ซูอี้พยายามสื่อสารกับดาบเก้าคุมขังอีกครั้ง และบังเอิญคลายโซ่ผนึกเส้นแรกที่บนตัวดาบได้ ซึ่งมันทำให้ความทรงจำของ ‘ซูเสวียนจวิน’ ในชีวิตก่อนหน้าของเขาฟื้นคืนกลับขึ้นมา


“สิบเจ็ดปีผ่านไปเร็วราวกับฝัน ในตอนนี้ข้าได้ทราบแล้วว่าแท้จริงตนเองเป็นใคร!”


ซูอี้ครุ่นคิดกับตนเอง


ขณะนี้ตัวเขาอายุสิบเจ็ด อยู่ในวัยที่แข็งแรง ไม่ต่างอะไรกับดวงอาทิตย์ที่ขึ้นในทุกอรุณรุ่ง ทุกวันเปี่ยมด้วยความหวัง


“แม้ตอนนี้อยู่ในสภาพอันน่าอับอาย แต่ด้วยประสบการณ์และความรู้จากชีวิตก่อนหน้านี้ มันย่อมไม่ใช่ปัญหาแม้แต่น้อยในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์”


มือของซูอี้ไพล่หลัง ขณะหลับตา ผู้คนอื่นที่เดินผ่านไปมาเมื่อเห็นก็เกิดรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ราวกับบุคลิกความเงียบสงบของเขาไม่สอดคล้องกับอายุของตัวเขาเท่าใดนัก


“การหวนคืนชีวิตครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นโอกาสอันดีที่ตัวข้าจะทะลวงกำแพงแห่งการบ่มเพาะที่เคยอยู่ในช่วงชีวิตก่อนหน้า ข้าจะพิสูจน์ให้ทั่วเก้าสวรรค์สิบปฐพีได้เห็นถึงวิถีดาบอันแท้จริง และไม่ช้าก็เร็ว……ข้าจะกลับไปยังเก้ามหาแดนดิน เพื่อชำระเรื่องอันต่ำตมในอดีตให้สิ้น!”


ในห้วงความเงียบงัน ภาพฉากมากมายในชีวิตก่อนปรากฏขึ้นในห้วงความคิด


จักรพรรดิสงครามผีหมัว จักรพรรดินีชิงถัง พญาปักษา สำนักดาบอิงฮัว สำนักหกมหาวิถี…


หืม?


ขณะนี้เอง ซูอี้ลืมตาตื่น สายตามองไปยังประตูของสำนักดาบซ่งอวิ๋น


ในเวลานี้เด็กสาวและเด็กหนุ่มหลายคนเริ่มทยอยเดินกันออกมาจากประตูสำนักแล้ว บรรยากาศโดยรอบครึกครื้นสนุกสนาน ดูผ่อนคลายชวนให้นึกถึงช่วงเวลาหนุ่มสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาแรกแย้ม


ทว่าทันใดนี้ บรรยากาศที่เคยคึกคักพลันเงียบลงอย่างกะทันหัน


ที่ประตูสำนักดาบซ่งอวิ๋น กลุ่มคนแยกตัวออก หลีกทางให้กับบางสิ่งโดยเงียบงัน


ภายใต้สายตาผู้คนจับจ้อง เด็กสาวผู้หนึ่งก้าวเดินออกจากประตูสำนักดาบซ่งอวิ๋น


ด้วยอายุเพียงสิบสี่หรือสิบห้า เส้นผมสีดำพลิ้วไหวนุ่มนวล คิ้วโค้งเรียวได้รูป ผิวขาวราวหิมะ รูปลักษณ์ทั้งหมดลงตัวอย่างงดงาม


นางสวมใส่ชุดสีครามตัวหลวมที่น่ารับชม ร่างกายวิจิตรบริสุทธิ์ รับกับสัดส่วนอันเลิศล้ำขับเน้นเปล่งประกาย ราวกับภาพลวงตาในยามอาทิตย์อัสดง


เปรียบดังนางเซียนผู้เลอโฉม!


สายตาของผู้คนใกล้เคียงต่างเบิกโพลงจ้องเขม้น


พวกเขาส่วนใหญ่อายุสิบห้า อยู่ในวัยหนุ่มแน่น ดังนั้นจึงไม่อาจปิดบังความชื่นชมและหลงใหลผ่านทางสายตา


เด็กหนุ่มที่เขินอายบางคน ถึงขนาดก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาเพราะเคอะเขิน


ทว่ากับสตรีผู้อื่น สีหน้านั้นแสดงแตกต่างกันออกไป บ้างก็ชื่นชม บ้างก็อิจฉา ขณะที่บางคนกลับโศกเศร้า


ในกลุ่มคนยังมีผู้ที่เปี่ยมเสน่ห์และงดงามเช่นกัน ทว่าหากเทียบกับหญิงสาวในชุดสีคราม ก็ยังด้อยกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง


ราวกับหิ่งห้อยและดวงจันทรา ที่ไม่อาจขันแข่งด้านแสงสว่าง บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัด


เด็กสาวในชุดสีครามก้าวเดินเชื่องช้า ใบหน้าไร้อารมณ์และมั่นคง ดวงตากลมโตทั้งสองลุ่มลึกและแน่วแน่


ท่าทีเย็นชาราวภูเขาน้ำแข็งเช่นนี้ สร้างบรรยากาศราวกับนางเป็นอิสระจากโลกใบนี้ ทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้


เหวินหลิงเสวี่ย


นางอยู่ที่สำนักดาบซ่งอวิ๋นมาหนึ่งปีแล้ว ทั้งยังได้รับฉายา ‘อัจฉริยะผู้ปราดเปรื่อง’ ทว่าแม้ในสายตาของผู้เป็นอาจารย์ นางก็ยังเป็นภูเขาน้ำแข็งอันงดงามที่สูงส่ง


เซี่ยจิ่วเว่ยผู้เป็นนายใหญ่แห่งสำนักดาบซ่งอวิ๋นยังยกย่อง ว่านางงดงามราวน้ำแข็งและเหมันต์บริสุทธิ์ ราวกับไข่มุกอันเจิดจรัสแห่งสำนักดาบซ่งอวิ๋น


ทว่าในสายตาซูอี้ นางผู้นี้สามารถดึงดูดความสนใจได้ในทุกที่ที่ย่างกราย และเป็นน้องสาวของเหวินหลิงเจา


รวมถึง……เป็นน้องภรรยาของเขาด้วย


“เด็กน้อยผู้นี้นับวันยิ่งงดงามมากขึ้น”


ซูอี้เลิกคิ้วสูง


ช่วงปีที่เขาเข้าร่วมกับตระกูลเหวิน เกือบทุกคนต่างดูถูก เย้ยหยัน และเหยียดหยามตัวเขาในทุกวิถีทาง


มีเพียงเหวินหลิงเสวี่ยที่ปฏิบัติต่อตัวเขาในฐานะ ‘พี่เขย’ ทั้งยังให้การปกป้องโดยเสมอมา


“พี่เขย ลมอันใดหอบท่านมาที่นี่กัน?”


นางพบเห็นร่างของซูอี้แต่ไกล ดวงตาลุ่มลึกประดุจอัญมณีเม็ดงามจึงพลันแสดงอาการประหลาดใจออกมาอย่างไม่อาจควบคุม


ริมฝีปากชมพูบางยกยิ้มจากใจ


เป็นรอยยิ้มดั่งแสงตะวันเจิดจ้า จนแม้แต่ภูเขาน้ำแข็งก็ละลายได้


เด็กหนุ่มหลายคนถึงกับตกในห้วงภวังค์ หัวใจพวกเขาเต้นระรัวจนแทบทะลุจากหน้าอก


“งดงามนัก……”


คนหนึ่งหลุดปากออกมาโดยไม่ตั้งใจ


“นาง… นางกำลังยิ้มอยู่…”


ทุกคนตกอยู่ในภวังค์


“กล่าวไปเจ้าอาจไม่เชื่อ แต่หนึ่งปีมานี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นรอยยิ้มของหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งสำนักดาบซ่งอวิ๋นของเรา!”


ผู้คนต่างถอนหายใจ


เรื่องราวนี้สะท้อนหลายสิ่ง ในห้วงความทรงจำพวกเขา สตรีหิมะเหวินหลิงเสวี่ยมีบุคลิกสมดังชื่อ รูปลักษณ์ที่งามงด กระนั้นกลับเย็นเยือกราวน้ำแข็งและหิมะอันอ้างว้าง


แม้ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน แต่นางกลับไม่เคยยิ้มให้ผู้ใดพบเห็น!


“เฮ้อ หากข้าเองสวยเหมือนเช่นนาง! ตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้าคงสมหวังกับศิษย์พี่เซียว”


เด็กสาวคนหนึ่งพึมพำด้วยสีหน้าซับซ้อน


แม้เป็นอิสตรีเช่นกัน แต่นางก็ต้องยอมรับในรูปลักษณ์ของเหวินหลิงเสวี่ย ที่งดงามเสียจนทำให้เพื่อนร่วมชั้นหญิงทุกคนต่างรู้สึกกดดันไม่ต่างกัน


ที่สำนักดาบซ่งอวิ๋น หากไม่จำเป็น ไม่ว่าสตรีใดก็ไม่อยากยืนอยู่เคียงข้างเหวินหลิงเสวี่ย เพราะมันยิ่งทำให้ความงามของเหวินหลิงเสวี่ยน่าทึ่งมากขึ้นไปอีก


ภายใต้ทุกสายตา เหวินหลิงเสวี่ยที่เคยเดินเชื่องช้า ขณะนี้ก้าวเท้ารวดเร็วเดินเข้าหาซูอี้!


นัยน์ตาของเด็กหนุ่มทั้งหลายเบิกกว้างแตกตื่น


“เมื่อครู่……เมื่อครู่เหวินหลิงเสวี่ยยิ้มให้ไอ้หน้าโง่นั่น?”


พวกเขามองกันเองราวไม่เชื่อสายตา


เท่าที่พวกเขาทราบ แม้ซูอี้เป็นพี่เขยเหวินหลิงเสวี่ย แต่ก็เป็นได้แค่ลูกเขยแต่งเข้าบ้าน*[1] เท่านั้น


ด้วยสถานะอันน่าอับอายดังกล่าว ไม่เพียงแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในตระกูลเหวินจะดูหมิ่น แม้แต่บรรดาคนรับใช้ตระกูลเหวินยังกล้าเย้ยหยันชายหนุ่มต่อหน้าด้วยซ้ำ


เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีทั่วทั้งเมืองกว่างหลิง


แต่แล้วขณะนี้……ท่าทีของเหวินหลิงเสวี่ยกลับดูสนิทสนมกับซูอี้ยิ่งนัก เรียกได้ว่าท่าทีของนางดูผิดแปลกอย่างสิ้นเชิงยามได้พบซูอี้!


ตราบเท่าที่ไม่ได้ตาบอด ผู้ใดบ้างจะไม่พบเห็นว่าเหวินหลิงเสวี่ยยินดีเพียงใด?


แปลกประหลาด!


แปลกประหลาดเกินไปแล้ว!


บรรดาหนุ่มสาวราวกับแทบไม่เชื่อสายตาตนเองไปครู่


ขณะมองรอยยิ้มสดใสและงดงามของเด็กสาวตรงหน้า ซูอี้ยิ้มรับพร้อมกล่าวคำ “ยามอยู่ที่สำนัก เจ้าเป็นเช่นนี้นี่เอง”


นับเป็นครั้งแรกที่เขามารับเหวินหลิงเสวี่ยถึงหน้าสำนัก


และนี่ยังเป็นครั้งแรก ที่เขาได้เห็นท่าทีอันเย็นชายะเยือกของเหวินหลิงเสวี่ย


ในห้วงความจำของซูอี้ เหวินหลิงเสวี่ยสดใส มีชีวิตชีวา มีเสน่ห์และขี้เล่นอยู่โดยตลอดต่อหน้าพี่เขยเช่นตน นานนับปีที่เขาเป็นบุตรเขยตระกูลเหวิน ไม่มีสักครั้งที่สัมผัสถึงคำว่าภูเขาน้ำแข็ง


“หากข้าไม่แสดงท่าทีเย็นชาที่นี่ ก็ไม่ทราบว่าจะมีผู้ชายน่ารำคาญมาวุ่นวายสักกี่คน และนั่น……มันก็เป็นเรื่องน่ารำคาญจนเกินไป”


เหวินหลิงเสวี่ยเม้มริมฝีปากพร้อมเผยยิ้ม เสียงที่กล่าววาจาช่างฟังดูสดใสและหวานประดุจน้ำพุวิเศษ


ซูอี้นึกประหลาดใจ


ก็สมควรเป็นดั่งที่นางว่า เพราะแม้แต่ในชีวิตก่อนหน้านี้ของตัวเขา เหวินหลิงเสวี่ยก็ยังจัดได้ว่าเป็นสาวงามอันดับหนึ่ง ยิ่งนางเติบโตขึ้น นางก็ยิ่งงดงามมากขึ้น


กับความงามอันน่าทึ่งนี้ คงยากเป็นไปได้ที่จะไร้ผู้ใดมาตามรังควาน


ขณะนี้เอง เหวินหลิงเสวี่ยมองไปยังแววตาประหลาดใจและตกตะลึงของบรรดาสหายร่วมสำนัก นางพลันรู้สึกว่าตนเองทำเรื่องผิดพลาดขึ้นมา ก่อนที่ริมฝีปากจะยกขึ้นบ่นพึมพำด้วยความโกรธเคือง


“หมดกัน เพราะเมื่อครู่ยินดีเกินไป บุคลิกเย็นชาที่สร้างสมมานานปีของข้าเพื่อเสแสร้งเลยพังทลายสิ้น……”


แต่จากนั้น เด็กสาวยกยิ้มพร้อมกับส่ายหัวอย่างไม่แยแส “ช่างมันประไร ไม่ต้องสนใจแล้ว แค่ข้ายินดีก็พอแล้วนี่นา”


นางคว้ามือซูอี้ด้วยเสน่หา พร้อมยกยิ้มราวนกนางแอ่นเริงร่าและกล่าวคำออก “พี่เขย เรากลับบ้านกันเถอะ”


“อืม”


ซูอี้พยักหน้าและยิ้มรับ ก่อนจะเดินกลับไปพร้อมกัน


กระทั่งคนทั้งสองเลือนหาย ทิ้งสำนักดาบซ่งอวิ๋นให้ตกอยู่ในความเงียบงัน


“ผู้ใดก็ได้บอกข้าที แม่นางหลิงเสวี่ยไปใกล้ชิดกับคนไร้ประโยชน์นั่นได้อย่างไร?”


หนึ่งในชายหนุ่มรูปงามกัดฟันเอ่ยคำถาม


ผู้คนต่างมองหน้ากันเอง ราวกับไม่อาจเข้าใจได้


“ลูกเขยแต่งเข้าบ้านที่ผู้คนในเมืองกว่างหลิงเยาะเย้ย ขยะที่ไร้ตันเถียน มันไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะแต่งกับหญิงงามเช่นเหวินหลิงเจาด้วยซ้ำ กระนั้นกลับกล้ายื่นมือโสโครกนั่นแตะต้องน้องภรรยาตนเองอีกงั้นหรือ? สารเลว!”


เด็กหนุ่มทุกผู้คนต่างไม่พอใจ ในห้วงความคิดพวกเขามีเพียงความริษยาแรงกล้าต่อซูอี้


ในเวลาเช่นนี้ แม้แต่เด็กสาวทั้งหลายก็ไม่อาจเข้าใจเช่นกัน กระทั่งบางคนเกิดความรู้สึกว่ามันแปลกเกินไป!


เหวินหลิงเสวี่ยที่เย่อหยิ่งและเย็นชา ไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์ทางการบ่มเพาะยอดเยี่ยม แต่ระดับการบ่มเพาะยังเป็นอันดับต้นๆ ในบรรดาศิษย์ร่วมสำนักดาบซ่งอวิ๋น


นาง…


นางสนิทสนมกับซูอี้ได้อย่างไร?


แม้ซูอี้เป็นพี่เขยของนาง แต่ตามข่าวลือ ชายคนนี้คือสิ่งที่เหวินหลิงเจา ผู้ซึ่งเป็นพี่สาวนางทั้งเกลียดชังและปฏิเสธอย่างถึงที่สุด!


“พี่เขย ปกติท่านไม่ออกไปไหน เหตุใดวันนี้มารับข้าได้กัน?”


ระหว่างทางกลับ เหวินหลิงเสวี่ยกะพริบตาออดอ้อนเอ่ยคำถามอย่างสงสัย


“พี่สาวเจ้ากลับมาแล้ว”


ซูอี้กล่าวตอบอย่างไม่จริงจัง ห้วงอารมณ์บางประการปรากฏในใจเขาอย่างยากอธิบาย


ดวงตาเป็นประกายของเหวินหลิงเสวี่ยปรากฏความประหลาดใจ “พี่หญิง……ในที่สุดก็เต็มใจกลับมาแล้วหรือ?”


หนึ่งปีก่อนหน้า เหวินหลิงเจาจากไปอย่างไร้คำลาในคืนแต่งงานกับซูอี้ นางหลบไปบ่มเพาะในสำนักดาบชิงเหอซึ่งอยู่ในเขตปกครองอวิ๋นเหอเช่นเดียวกัน


ทุกคนต่างเดาไม่ยากว่ามันคือการแสดงออกว่าเหวินหลิงเจาไม่ต้องการแต่งงาน ทั้งยังซ่อนความเกลียดชังไว้ในใจ


นอกจากนี้เหวินหลิงเสวี่ยยังทราบดี ว่าที่เหวินหลิงเจาปฏิเสธและไม่ยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ ด้วยในใจของเหวินหลิงเจานั้นไม่เคยยอมรับซูอี้แม้แต่น้อย!


ทว่าขณะนี้ หนึ่งปีล่วงเลย เหวินหลิงเจากลับมาแล้ว!


[1] ลูกเขยแต่งเข้าบ้าน หมายความว่า ลูกเขยที่แต่งเข้าบ้านภรรยา


บทที่ 3: ภรรยา เหวินหลิงเจา


หลังจากเหวินหลิงเสวี่ยเรียกสติฟื้นคืนกลับมา นางสังเกตเห็นถึงบางอย่าง นัยน์ตาสดใสราวกับน้ำในฤดูใบไม้ร่วงของเด็กสาวจับจ้องซูอี้พร้อมกล่าวคำ


“พี่เขย นับตั้งแต่ท่านเข้าร่วมตระกูลเหวินของเรา ท่านเอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือน ดูหดหู่ราวกับกำลังเป็นทุกข์ที่ไม่อาจปลงตก ข้าคิดกังวลมานาน กลัวเหลือเกินว่าวันหนึ่งท่านจะคิดสั้นทำอะไรลงไปโดยไม่คิดให้ดี”


เด็กสาวจ้องมองซูอี้พร้อมกล่าวถามด้วยความสงสัย “แต่หลังจากที่พวกเราไม่พบเจอกันหนึ่งเดือน พี่เขย ท่านกลับดูผิดแปลกไปจากเดิม”


ซูอี้เผยสีหน้าประหลาดใจ สตรีผู้นี้มีสายตาที่เฉียบแหลมนัก!


สำนักดาบซ่งอวิ๋นมีวันหยุดสองวันในทุกเดือน ซูอี้จึงไม่ได้พบเจอเหวินหลิงเสวี่ยมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว


เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าเหวินหลิงเสวี่ยจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทันทีที่ได้พบกัน


“เมื่อไม่นานที่ผ่านมา ข้าบังเอิญบรรลุสัจธรรมบางเรื่อง นับจากนี้ข้าจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว” ซูอี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม


“ข้าเข้าใจแล้ว”


เหวินหลิงเสวี่ยมีความสุขมาก รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้าที่งดงาม ก่อนจะกล่าวอย่างเบิกบาน “ประเสริฐนัก ข้าชอบที่พี่เขยเป็นเช่นนี้ มันเป็นความรู้สึกที่… เยี่ยงไรนะ ใช่แล้ว! ดังตำราที่กล่าวไว้ ยืนหยัดเปรียบดังกล้วยไม้และต้นหยก ยิ้มให้สว่างดุจแสงจันทร์ สงบนิ่งและยิ่งใหญ่ วางตัวให้เหนือโลกหล้า”


มือของเด็กสาวไพล่อยู่ด้านหลัง ชุดสีครามของนางดูคล้ายกับหยก รอยยิ้มเปรียบได้กับดอกไม้งาม มันเป็นความสุขที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ ดูแตกต่างจากรูปลักษณ์เย็นชาเมื่ออยู่ในสำนักดาบซ่งอวิ๋นเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง


หากสหายร่วมสำนักของนางได้เห็นสิ่งนี้ พวกเขาคงจะประหลาดใจและตกตะลึงอีกครั้ง แล้วจากนั้นคงรู้สึกเศร้าใจไม่น้อย


ทว่าซูอี้เพียงหัวเราะออกมาอย่างโง่เขลา


การเปลี่ยนแปลงของบุคคลมักเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคื


ยิ่งไปกว่านั้นด้วยประสบการณ์และความคิดของเขาในชาติที่แล้ว อารมณ์ของเขาย่อมแตกต่างจากเดิมอย่างแน่นอน!


‘ตระกูลเหวิน’ หนึ่งในสามตระกูลหลักของเมืองกว่างหลิง ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมือง ครอบคลุมพื้นที่กว่าร้อยไร่ มีสนามหญ้าและตำหนักกระจัดกระจายราวกับแมกไม้ในป่าใหญ่


ตกกลางคืน


หลังจากซูอี้และเหวินหลิงเสวี่ยกลับมา พวกเขาเห็นร่างหนึ่งยืนรออยู่ในลานบ้าน ท่าทางของอีกฝ่ายดูเป็นกังวล


ฉินชิ่ง แม่ยายของซูอี้ แม้ว่านางจะมีอายุมาก แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาที่สง่างามและผ่องใส ทำให้แม่ยายของชายหนุ่มมีเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่ซึ่งไม่เหมือนผู้ใด เดาได้เลยว่าในวัยเยาว์นางย่อมงดงามไม่แพ้ผู้ใด


“คนไร้ค่าอย่างเจ้านี่มันเลี้ยงเสียข้าวสุกเสียจริง! ข้าเพียงขอให้เจ้าไปรับเหวินเสวี่ยกลับจากสำนัก เหตุใดเจ้าจึงกลับมาช้าเช่นนี้!!” ฉินชิ่งหงุดหงิดพร้อมจ้องมองซูอี้อย่างขุ่นเคืองใจ


เมื่อเห็นซูอี้ นางโกรธจัดทันที เป็นเพราะลูกเขยคนนี้ นางจึงต้องเผชิญกับคำเยาะเย้ยและการซุบซิบนินทาตั้งไม่รู้กี่ครั้ง


แต่การแสดงออกของซูอี้กลับเฉยเมย เขาไม่สนใจคำกล่าวของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย


เป็นเวลาหนึ่งปีแล้วที่ชายหนุ่มเข้าร่วมกับตระกูลเหวิน ดังนั้นเขาย่อมรู้ดีว่าแม่ยายของตนอารมณ์ร้ายเพียงใด


อย่างไรก็ตาม ซูอี้รู้ดีว่าฉินชิ่งไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของเขากับเหวินหลิงเจาตั้งแต่แรก นางเผยท่าทีปฏิเสธและไม่พอใจชายหนุ่มออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง


แต่การแต่งงานในครั้งนั้นเป็นคำสั่งโดยตรงจากนายหญิงเฒ่าของตระกูลเหวิน ฉินชิ่งจึงไร้หนทางที่จะต่อต้าน


“ท่านแม่ เป็นข้าเองที่ออกจากสำนักช้า…” เหวินหลิงเสวี่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างเปิดปากอธิบายแทนซูอี้


“เอาล่ะ รีบๆเข้าไปกินข้าวได้แล้ว!”


ฉินชิ่งโบกมือด้วยความไม่พอใจ จากนั้นเหลือบมองซูอี้อย่างเย็นชา “ตามข้ามา ท่านผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสคนอื่นๆกำลังรออยู่ที่ห้องโถงของตระกูล!”


เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหวินหลิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะถาม “ห้องโถงของตระกูล? รอพี่เขยของข้าหรือ? มีเรื่องใดกัน?”


“นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องใส่ใจเสวี่ยเอ๋อร์! เจ้าต้องอยู่แต่ในเรือน และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหน เข้าใจหรือไม่?” คำพูดของฉินชิ่งเป็นคำสั่งเด็ดขาด


เหวินหลิงเสวี่ยถอนหายใจแรง นางเหลือบมองซูอี้ที่อยู่ในท่าทีสงบ ด้วยแววตากังวล


ทว่าซูอี้เพียงยิ้มพร้อมเอ่ยคำ “เป็นเด็กดีเชื่อฟังแม่ของเจ้า ไปกินข้าวเถอะ”


เหวินหลิงเสวี่ยหันหลังกลับพร้อมเดินเข้าไปในเรือน


ฉินชิ่งเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน นางถึงกับตื่นตระหนกพร้อมกล่าวด้วยสีหน้ามืดหม่น “หลิงเสวี่ยยังเด็ก หากเจ้ากล้าคิดเรื่องบัดสี ตัวข้ายินยอมละทิ้งทุกสิ่งเพื่อฆ่าเจ้าซะ!”


ริมฝีปากของซูอี้ถึงกับกระตุก ซูเสวียนจวินผู้นี้เคยเป็นคนหยาบช้าอย่างที่เจ้าเข้าใจตั้งแต่เมื่อไหร่?


“ตามข้ามา!” ฉินชิ่งหยุดพูดเรื่องไร้สาระ ไม่คิดสนใจที่จะมองซูอี้อีกต่อไป ด้วยนางเกรงว่าจะไม่สามารถระงับความเกลียดชังและเริ่มเหยียดหยามลูกเขยคนนี้อีกครั้ง


ห้องโถงของตระกูลเหวิน


ภายในห้องโถงสว่างไสวรุ่งโรจน์ ผู้นำตระกูลเหวิน เหวินฉางจิ้ง และกลุ่มคนสำคัญทั้งหมดมาถึงแล้ว พวกเขานั่งบนที่นั่งทั้งสองข้างของห้องโถง ทุกคนต่างพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน


บรรยากาศทั้งหมดผ่อนคลายและมีชีวิตชีวา ทว่า เมื่อซูอี้เดินเข้ามาในห้องโถง ทุกคนก็หยุดพูดพร้อมจ้องมองไปที่ซูอี้


นัยน์ตาของคนใหญ่คนโตเหล่านี้แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน มีทั้งขบขัน ดูถูก สมเพช และเหยียดหยาม


บรรยากาศที่เคยสนุกสนานก่อนหน้าพลันกลับกลายเป็นเหนื่อยหน่าย


เมื่อเห็นว่ามีแต่สายตาดูถูกจับจ้องซูอี้ ฉินชิ่งจึงรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย นางจึงกล่าวคำเสียงต่ำ


“ข้าพาเขามาแล้ว”


เมื่อกล่าวจบ นางรีบตรงเข้าไปหาเหวินฉางไท่ผู้เป็นสามีพร้อมนั่งลงด้านข้าง


ทางด้านของซูอี้ ชายหนุ่มยืนอยู่ลำพังกลางห้องโถง ดวงตาของเขากวาดมองไปทั่วห้องโถง และไปสะดุดอยู่ตรงที่ใบหน้าของหญิงสาวที่งดงามซึ่งเขาคุ้นเคย


คิ้วของหญิงสาวโค้งโก่งคล้ายกับเนินเขาที่สมส่วน ดวงตาของนางเป็นประกาย ใบหน้าผ่องใส อีกฝ่ายอยู่ในชุดสีฟ้าอ่อน และขาเรียวขาวราวกับหยกกำลังไขว้กันอยู่ นางไม่มีเครื่องประดับใดบนร่างกาย ทุกสิ่งดูใสบริสุทธิ์ราวกับน้ำในลำธาร


นี่คือความงดงามที่แท้จริง!


อย่างไรก็ตาม ดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววเย็นชา ท่าทีเด็ดเดี่ยวและอหังการราวกับปฏิเสธผู้คนแม้พบเจออยู่ห่างไกลนับพันลี้


เหวินหลิงเจา!


นางคือภรรยาของเขา!


ความงามที่ไร้ผู้ใดเทียบได้ในเมืองกว่างหลิง รูปลักษณ์สง่างามราวกับนางเซียนผู้เลอโฉม และด้วยพรสวรรค์ในด้านการบ่มเพาะอันน่าทึ่งของนางจึงทำให้มีบุรุษรูปงามมากมายต่างหมายปอง


“ดูเหมือนว่าความเย็นชาที่หลิงเสวี่ยแสดงออกเมื่อตอนอยู่ในสำนักดาบซ่งอวิ๋น นางคงเรียนรู้มาจากพี่สาวของตน” ซูอี้พึมพำเสียงเบา


เหวินหลิงเสวี่ยแสร้งทำเป็นเย็นชา แต่เหวินหลิงเจาเย็นชาอย่างแท้จริง ราวกับว่าความเย็นชากับความว่างเปล่าหลอมรวมกันและฝังลึกในกระดูกของนางไปเสียแล้ว


ในเวลาเดียวกัน


เหวินหลิงเจาสังเกตเห็นการจับจ้องของซูอี้อย่างชัดเจน คิ้วของนางขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะสงบลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาเย็นชาของหญิงสาวไม่สนใจซูอี้เลยตั้งแต่ต้นจนจบ……นางไม่คิดจะชายตามองเขาแม้แต่น้อย!


ผ่านไปหนึ่งปี สองสามีภรรยาได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ทว่าทั้งคู่ยังคงเป็นคนแปลกหน้าต่อกันเช่นเคย!


“ซูอี้ ที่ข้าเรียกหาเจ้าในคราวนี้เพราะมีเรื่องต้องบอกกล่าว”


บนที่นั่งหลักของห้องโถงใหญ่ เหวินฉางจิ้งซึ่งเป็นผู้นำตระกูลเหวินกล่าวออกด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย เสียงของเขาดึงดูดสายตาทุกคนที่อยู่ในห้องโถงไปรวมที่ตน


คนผู้นี้แต่งกายด้วยชุดคลุมสีม่วง หนวดเคราเรียบลื่นคล้ายขนนกกระเรียน ลำตัวตั้งตรง มือวางบนพนักเก้าอี้ ท่วงท่าสง่าผ่าเผยราวขุนเขา


“พรสวรรค์ของหลิงเจานับว่าเป็นเลิศ ในระหว่างปีที่ผ่านมา นางได้รับการสั่งสอนจากสำนักดาบชิงเหอ และต่อมานางโชคดีได้พบกับคนใหญ่คนโต คนผู้นั้นแนะนำให้นางไปร่ำเรียนต่อที่ตำหนักเทียนหยวน”


“กล่าวอีกนัยหนึ่ง หลิงเจาเป็นศิษย์ของตำหนักเทียนหยวนแล้ว!”


เหวินฉางจิ้งมองซูอี้ด้วยอารมณ์เฉยชา “เจ้าที่เคยเป็นหัวหน้าศิษย์สายนอกของสำนักดาบชิงเหอ แม้ตอนนี้จะเป็นเพียงขยะ แต่เจ้าก็น่าจะเคยได้ยินมาบ้างว่าตำหนักเทียนหยวนนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด สำหรับตระกูลเหวินของเรานั้น……พวกเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่หลิงเจาได้เข้าไปร่ำเรียนที่นั่น นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุด!”


เข้าใจแล้ว!


เป็นตอนนี้เองที่ซูอี้เข้าใจเหตุผลว่าเหตุใดบุคคลสำคัญจากตระกูลเหวินเหล่านี้จึงเรียกหาเขาในค่ำวันนี้!


ตำหนักเทียนหยวนเป็นสำนักศึกษาอันดับหนึ่งของอาณาจักรโจว ใครก็ตามที่สามารถเป็นศิษย์ของตำหนักเทียนหยวนได้ ก็เกือบได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะชั้นเลิศของแคว้น!


ปีที่แล้ว เหวินหลิงเจาเข้าไปร่ำเรียนในสำนักดาบชิงเหอ และอีกหนึ่งปีต่อมานางได้มีโอกาสเข้าไปร่ำเรียนในตำหนักเทียนหยวนอีกครั้ง การที่นางได้รับสิทธิเช่นนี้เป็นเครื่องบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านางมีพรสวรรค์ในด้านการบ่มเพาะน่าทึ่งเพียงใด


นี่คือเรื่องราวที่น่ายินดีสำหรับตระกูลเหวิน


แต่สำหรับซูอี้ มันหมายความว่านับต่อจากนี้ไป ชายหนุ่มจะไม่มีวันได้พบหน้าภรรยาของตนอีก


เมื่อตระหนักได้แล้ว ซูอี้ก็เหลือบมองเหวินหลิงเจาซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ซึ่งนางยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม


“นี่ท่านผู้นำและเหล่าผู้อาวุโสต้องการถามความคิดเห็นของข้างั้นหรือ?” ซูอี้เอ่ยปาก


ทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องโถงต่างเผยสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำถามนี้


เสียงเยาะเย้ยดังขึ้นในทันที “ซูอี้ เจ้าสำคัญตัวมากเกินไปแล้ว เรื่องนี้เจ้าไม่อาจต่อรองได้ แม้ว่าจะไม่เห็นด้วย อนาคตที่สดใสของหลิงเจาย่อมไม่สมควรถูกขยะอย่างเจ้าฉุดรั้ง!”


เหวินฉางชิง!


เขาคือลุงคนที่สองของเหวินหลิงเจา แต่งกายด้วยเสื้อคลุมยาวสีขาว ใบหน้าขาวสะอาดไร้หนวดเครา ดวงตาเย็นชาและเคร่งขรึม


เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นเบาๆ ในห้องโถง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะขบขันไม่น้อยกับคำพูดของซูอี้


เป็นเพียงลูกเขยแต่งเข้าบ้าน แต่กลับกล้าที่จะออกความเห็นในเรื่องนี้?


เด็กคนนี้ไม่รู้หรือเลยว่าในสายตาของตระกูลเหวินแล้ว เขาเป็นเพียงเศษขยะที่ไร้ประโยชน์ ไม่มีซึ่งความสำคัญใด?


แต่เหนือความคาดหมายของตระกูลเหวินทุกคน… ซูอี้ ขณะนี้กลับยังคงสงบนิ่ง ราวกับว่าเขาไม่สนใจผู้ใดเลย


ความเฉยเมยและไม่แยแสที่ชายหนุ่มแสดงออก ทำให้หลายคนที่กำลังขบขันกลายเป็นรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย


“ในเมื่อพวกท่านตัดสินใจแล้ว เหตุใดจึงเรียกข้ามาที่นี่?” ซูอี้ถามอย่างไร้อารมณ์


หากความทรงจำในอดีตไม่ตื่นขึ้นมา ป่านนี้เขาคงระเบิดอารมณ์ไปแล้วแน่นอนเมื่อเผชิญกับการถูกทำให้อับอายเช่นนี้


แต่ซูอี้คนเดิมหายไปแล้ว ตอนนี้ใครจะสนใจเรื่องพรรค์นี้กัน?


“เป็นข้าเองที่ต้องการใช้โอกาสนี้เพื่อได้พบกับศิษย์พี่ซู!” เสียงดังชัดเจนดังขึ้นนอกห้องโถง ชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีขาวเดินเข้ามาด้วยท่าทางสง่างามพร้อมใบหน้าที่หล่อเหลา


ทันใดนั้น เหวินฉางชิง ผู้นำตระกูลเหวินและผู้อาวุโสทุกคนพลันยืนขึ้นพร้อมกัน การแสดงออกของพวกเขาล้วนแต่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น


“นายน้อยเว่ยมาถึงแล้ว เชิญนั่งก่อนเถิด!”


“นายน้อยเว่ย เดิมทีเราคิดจะให้ซูอี้ไปเยี่ยมเยียนท่านด้วยตนเอง ท่านไม่เห็นจำเป็นต้องลำบากมาที่นี่เลย สิ่งนี้ทำให้พวกข้าล้วนละอายนัก และข้าหวังว่าท่านจะยกโทษให้ข้าสำหรับความผิดคราวนี้”


ในคำขอโทษ ยังมีคำกล่าวเยินยอไม่รู้จบ มันคือการยกยออย่างเปิดเผย ในทุกถ้อยคำล้วนเต็มไปด้วยความประจบประแจง


ผู้นำตระกูลเหวินฉางจิ้งกล่าวต้อนรับ ‘นายน้อยเว่ย’ ให้เข้ามาด้านในห้องโถงนี้ด้วยตนเอง


เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ซูอี้อดไม่ได้ที่จะลอบส่ายศีรษะอย่างลับๆ ความคิดของคนเหล่านี้ช่างน่าขยะแขยงยิ่ง…


“ศิษย์พี่ซู ไม่เจอกันเสียนาน” เวลานี้ชายหนุ่มชุดขาวเดินตรงเข้ามาในห้องโถง เขาหยุดยืนข้างซูอี้ด้วยท่าทางหยิ่งทะนงและก้าวร้าว


[1] เป็นคำเปรียบเปรย หมายความถึงการเป็นบุรุษที่ดี หรือศิษย์ที่ควรค่า


บทที่ 4: พลิกแม่น้ำด้วยฝ่ามือเดียว


เว่ยเจิงหยาง


ศิษย์สายนอกของสำนักดาบชิงเหอ เขาเป็นผู้สืบทอดสายตรงของตระกูลเว่ย ซึ่งเป็นตระกูลอันดับต้นๆ ในเขตปกครองอวิ๋นเหอ


ตัวตนเช่นนี้เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตระกูลเหวินยอมสยบให้


“ที่แท้ก็ศิษย์น้องเว่ย” ซูอี้พยักหน้าเล็กน้อย


ช่วงสามปีของการบ่มเพาะในสำนักดาบชิงเหอ เว่ยเจิงหยางมองว่าซูอี้เป็นคู่แข่งมาโดยตลอด


โดยในช่วงสามปีที่ผ่านมา เว่ยเจิงหยางพยายามฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งเหนือกว่าเขา


กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เว่ยเจิงหยางอาศัยอยู่ใต้เงาของซูอี้มาโดยตลอด!


ในเวลานี้ เว่ยเจิงหยางมองซูอี้ด้วยสายตาเย้ยหยันอย่างเปิดเผย จากนั้นเขาถอนหายใจยาวพร้อมกล่าวคำ


“ใครจะไปคาดคิดว่าหัวหน้าศิษย์สายนอกของสำนักดาบชิงเหอที่เคยโดดเด่นจะกลายเป็นเศษขยะไปซะแล้ว ไม่เพียงแต่สูญเสียตันเถียนของตน แต่ยังกลายเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านอีกด้วย มันช่างน่าเศร้าจริงๆ ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก” เสียงนั่นแผ่ก้องชัดเจนดังไปทั่วห้องโถง


แน่นอนว่าแทบทุกคนในห้องโถงต่างพยักหน้าเห็นด้วย


ซูอี้ยิ้มก่อนจะกล่าวตอบ “ดูเหมือนตอนนี้ศิษย์น้องเว่ยคงจะลืมบทเรียนในอดีตไปหมดซะแล้ว ให้ข้าช่วยทบทวนความจำให้อีกครั้งดีหรือไม่?”


คำพูดจี้ใจดำนี้ทำให้เว่ยเจิงหยางนึกถึงภาพในอดีตที่เขาเคยปราชัยพ่ายแพ้ต่อซูอี้ ทำเอาใบหน้าของนายน้อยเว่ยถึงกับแปรเปลี่ยน สีหน้าดำคล้ำอย่างไม่พอใจ


“ซูอี้ เจ้าอย่าได้หยาบคายกับนายน้อยเว่ย!” ผู้นำตระกูลเหวินฉางจิ้งลุกขึ้นพร้อมตวาดใส่เขาอย่างรุนแรง ดวงตาฉายแววเฉยชาพร้อมข่มขู่


แม้ซูอี้จะรู้ดีอยู่แล้วว่าตระกูลเหวินนั้นดูแคลนเขาอยู่ตลอด แต่ชายหนุ่มก็ยังคงรู้สึกแปลกใจไม่น้อย


นี่หรือผู้นำแห่งตระกูลเหวินอันทรงเกียรติ?


ตอนนี้อีกฝ่ายกลับกำลังช่วยคนนอกข่มขู่ลูกเขยของตัวเองต่อหน้าทุกคน?


เมื่อมองไปที่คนอื่นๆ ภายในตระกูลเหวิน ทุกคนต่างแสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยามบนใบหน้าเช่นกัน ไม่มีใครรู้สึกว่าคำพูดของเหวินฉางจิ้งไม่ถูกต้อง


ในใจของพวกเขาทุกคน ลูกเขยเช่นซูอี้เป็นเพียงขยะที่สามารถบดขยี้มันอย่างไรก็ย่อมได้


“ก็ได้”


ขณะนี้ ท่าทีของซูอี้ยิ่งเผยความเฉยเมยมากขึ้นเรื่อยๆ ในใจของเขาได้ทำการขีดเส้นแบ่งระหว่างตนกับตระกูลเหวินอย่างสมบูรณ์


“ซูอี้ ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังเจ้ากล่าววาจาไร้สาระ!” เว่ยเจิงหยางกล่าวออกอย่างเย็นชา เมื่อเห็นว่าความคิดของทุกคนในตระกูลเหวินที่มีต่อซูอี้ย่ำแย่ หัวใจของเขาพลันมั่นคงขึ้นมาทันที


“โอ้ แล้วเจ้ามาทำไมกัน?” ซูอี้ถาม


ริมฝีปากของเว่ยเจิงหยางบิดเบี้ยวเล็กน้อย ดวงตาของเขาจับจ้องซูอี้ราวกับเหยี่ยว เขากางสองนิ้วออกพร้อมกล่าวคำต่อ


“ข้ามาเพื่อพูดสองสิ่ง”


“ประการแรก พรุ่งนี้ข้าจะไปร่ำเรียนที่ตำหนักเทียนหยวนกับหลิงเจา ไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลแม่นางหลิงเจาเป็นอย่างดีและสัญญาว่าจะไม่ทำสิ่งใดให้นางต้องทุกข์ใจ!”


“ประการที่สอง จงสำเหนียกตัวตนของเจ้าให้ดี ลูกเขยที่ไม่มีแม้ตันเถียนสำหรับบ่มเพาะอย่างเจ้าไม่คู่ควรกับหลิงเจาแม้แต่นิดเดียว!”


“ในอนาคต เมื่อข้ามาที่ตระกูลเหวินอีกครา ข้าจะให้หลิงเจาหย่ากับเจ้า… ถึงวันนั้นเจ้าต้องถูกขับไล่ออกจากตระกูล!”


“แต่ถ้าหากในตอนนั้นเจ้าไม่มีหนทางจะไป ตัวข้ายินดีรับเจ้ามาอยู่เคียงข้างข้าเพื่อเป็นทาสรับใช้ และไม่รังเกียจที่จะมอบเศษเงินให้กับขยะอย่างเจ้า!”


คำพูดนั้นหนักแน่นและชัดเจน เต็มไปด้วยคารมคมคาย


เว่ยเจิงหยางมองซูอี้ด้วยท่าทางที่ภาคภูมิใจยิ่ง


คำพูดดังกล่าวทำให้ทั้งห้องโถงพลันเปลี่ยนเป็นเงียบงัน


ทุกคนเผยสีหน้าที่แตกต่าง


ไม่ว่าอย่างไร ซูอี้และเหวินหลิงเจาก็มีสถานะเป็นสามีภรรยากัน


แต่เว่ยเจิงหยางกลับกล่าวคำเหล่านี้ต่อหน้าผู้นำตระกูลเหวิน แน่นอนว่านี่คือการดูหมิ่นที่ชัดเจนสำหรับซูอี้!


อย่างไรก็ตาม ความหมายของคำกล่าวที่เว่ยเจิงหยางพูดออกมา ทำให้เหวินฉางจิ้งและเหล่าอาวุโสรู้สึกอึดอัดไม่น้อย


แต่ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวคำคัดค้าน


ตระกูลเว่ยเป็นตระกูลระดับสูง ทั้งยังมีอิทธิพลต่อเมืองทั้งสิบเก้าแห่งของเขตปกครองอวิ๋นเหอ!


และเว่ยเจิงหยางก็เป็นทายาทสายตรงของผู้นำตระกูลเว่ยคนปัจจุบัน


ในทางกลับกัน แววตาของฉินชิ่งกลับเป็นประกายเจิดจ้า นางจ้องมองเว่ยเจิงหยางอย่างลับๆ ทว่าเมื่อหันไปเทียบกับซูอี้ นางก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดใจมากยิ่งขึ้น


หากลูกสาวของนางได้แต่งงานกับนายน้อยตระกูลเว่ยคนนี้… แล้วตระกูลเหวินจะมีผู้ใดกล้าดูถูกนางอีก?


แต่น่าแปลกใจ…


แม้ว่าซูอี้จะได้รับความอับอายถึงเพียงนี้ การแสดงออกของชายหนุ่มกลับยังคงสงบนิ่ง ความสงบและเฉยเมยของเขาทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย


ชายหนุ่มคนนี้…


ไม่โกรธเลยงั้นหรือ?


เว่ยเจิงหยางขมวดคิ้วมุ่น เขามาเพื่อแสดงอำนาจและใช้วิธีการสกปรกเพื่อ ‘ลักภรรยาของอีกฝ่ายไป’ ทั้งหมดเพื่อทำให้ซูอี้ต้องอับอาย


แต่ใครจะไปคาดคิดว่าซูอี้จะไม่แยแสสิ่งใดเช่นนี้ มันราวกับว่าสิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไปทั้งหมดก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยหมัดใส่ปุยฝ้ายนุ่มๆแทน


ซูอี้มองไปรอบๆ เพื่อดูท่าทีของทุกคน สายตาของเขาเรียบเฉยราวกับเทพสวรรค์กำลังมองเรื่องขบขันบนโลกใบนี้


ในสายตาของข้า ยกเว้นเหวินหลิงเสวี่ย พวกเจ้าทุกคนมีค่าไม่ต่างอะไรกับเห็บหมัด! การแสดงของพวกเจ้ามันช่างน่าขันนัก!


ณ เวลานี้เอง


ซูอี้เหลือบมองทุกคนในห้องโถงก่อนจะกล่าวอย่างใจเย็น “ไม่ว่าพวกท่านทุกคนจะมองข้าเป็นอย่างไร แต่ตราบใดที่สัญญาการแต่งงานยังคงอยู่ ข้าก็ยังคงเป็นสามีของเหวินหลิงเจา และเป็นลูกเขยของตระกูลเหวิน”


“อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คนนอกกำลังยืนอยู่ในห้องโถงใหญ่ของตระกูลเหวิน อีกทั้งเขายังพูดจาอย่างเปิดเผยว่าจะดูแลภรรยาของข้าแทนตัวข้าในอนาคต”


“ทุกท่าน หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ผู้อื่นจะคิดอย่างไรกับตระกูลเหวิน?”


“โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเจ้าล่ะคิดเห็นอย่างไร… เหวินหลิงเจา?”


เพียงคำไม่กี่คำ บรรยากาศในห้องโถงคล้ายกับมีสายฟ้าฟาดลงมาที่กลางห้องโถง!


ใบหน้าของเหวินฉางจิ้งและอาวุโสคนอื่นๆ ถึงกับแปรเปลี่ยน พวกเขารู้สึกว่าก้นตัวเองกำลังร้อนรุ่มและนั่งไม่ติด


ถึงแม้พวกเขาทั้งหมดจะไม่สนใจความรู้สึกของซูอี้ แต่พวกเขาต้องสนใจชื่อเสียงและใบหน้าของตระกูลเหวิน!


ฉินชิ่งและเหวินฉางไท่พลันรู้สึกตัวได้อย่างกะทันหัน พวกเขากังวลถึงชื่อเสียงและใบหน้าของตนจนวิตก หากเรื่องเช่นนี้แพร่กระจายออกไป คนที่น่าอับอายที่สุดคงหนีไม่พ้นบิดาและมารดาเช่นพวกเขา!


ในเวลานี้แม้แต่ใบหน้าเย็นชาที่งดงามของเหวินหลิงเจายังต้องเปลี่ยนแปร แววตานั้นฉายแววบูดบึ้งอย่างชัดเจน


เว่ยเจิงหยางรู้สึกว่าหัวใจของตนกำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง


เขาไม่เคยคิดเลยว่าคำพูดไม่กี่คำของซูอี้จะเปลี่ยนความคิดของตระกูลเหวินได้ในพริบตา หากไม่มีคำอธิบายที่ดี มันจะกลายเป็นความเข้าใจผิดที่ใหญ่หลวง!


อย่างไรก็ตาม ซูอี้ไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดต่อ ชายหนุ่มยังคงกล่าวต่อด้วยอาการไม่แยแส


“เจ้าเองก็เช่นกัน ศิษย์น้องเว่ย หากตระกูลเว่ยของเจ้าทราบข่าวว่าเจ้ามีแผนจะลักตัวภรรยาของผู้อื่นไป พวกเขาจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร?”


“เมื่อถึงเวลานั้น เขตปกครองอวิ๋นเหอทั้งหมดคงจะรู้ว่าทายาทสายตรงของผู้นำตระกูลเว่ยผู้มีเกียรติชื่นชอบการบังคับขืนใจภรรยาของผู้อื่นด้วยอิทธิพล”


ซูอี้มองเว่ยเจิงหยางด้วยแววตาสมเพช “เมื่อมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นแล้ว มันจะติดเป็นตราบาปไม่อาจชำระล้างได้ชั่วชีวิต”


“แม้ว่าเจ้าจะเป็นทายาทสายตรงของผู้นำตระกูลเว่ย แต่เรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้ย่อมต้องทำให้เจ้าได้รับผลกระทบรุนแรง ผลที่จะตามมา… เจ้าสามารถรับได้หรือไม่?”


เมื่อกล่าวจบแล้ว เขาตบลงบนบ่าของเว่ยเจิงหยาง “นี่คือผลลัพธ์ที่จะต้องเกิดขึ้นกับเจ้าแน่นอนหากเจ้ายังคงดึงดัน เจ้าจงคิดไตร่ตรองให้ดี”


บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเงียบงัน


เสียงของซูอี้ก้องกังวานอยู่ในใจของทุกคนราวกับฟ้าร้อง ใบหน้าของพวกเขาพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาว


เมื่อมองเว่ยเจิงหยางอีกครั้ง แก้มสองข้างเปลี่ยนเป็นสีแดงก่อน จากนั้นจึงซีดขาว หน้าผากปูดโปนจนเห็นเส้นเลือดคล้ำเขียว ร่างกายสั่นเทาด้วยโกรธและอับอาย


“เจ้า…” เขาโกรธจัดจนต้องการจะสังหารซูอี้ในหมัดเดียว


เหวินหลิงเจาลุกยืนขึ้นทันที นางจ้องมองเว่ยเจิงหยางอย่างเย็นชา “พี่เว่ย กล่าวจบแล้วหรือยัง?”


ใบหน้างดงามของนางเย็นชาราวกับน้ำแข็งและหิมะหลอมรวม เช่นเดียวกับเสียงของนางที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด


“ศิษย์น้องหลิงเจา โปรดอย่าเข้าใจข้าผิด ข้ากล้าสาบานต่อสวรรค์ว่าข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!”


เว่ยเจิงหยางซึ่งกำลังโกรธจัด ตอนนี้คล้ายกับถูกน้ำเย็นจัดสาดใส่ร่างกาย


เขารีบอธิบายให้เหวินหลิงเจาฟังอย่างร้อนรน “ข้าแค่วางแผนว่าในระหว่างที่เราอยู่ในตำหนักเทียนหยวนเราจะสามารถดูแลกันและคอยช่วยเหลือกันได้ อย่างไรแล้วเราก็ใกล้ชิดกันดีในเขตปกครองอวิ๋นเหอ คนอื่นๆ ต่างมองว่าเราเป็น…เราเป็น… เพื่อน… และในหมู่เพื่อนฝูงด้วยกัน มีเหตุผลใดเล่าที่เราจะไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน?”


“ข้าเหนื่อยแล้ว ขอตัวไปพักผ่อนก่อน!” ใบหน้างดงามของเหวินหลิงเจาเย็นชาราวกับน้ำแข็ง หลังกล่าวจบนางออกจากห้องโถงไปทันที


แต่ขณะที่นางกำลังเดินผ่านซูอี้ ดวงตาของนางพลันฉายแววประหลาดใจที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก


หลังจากถูกกลั่นแกล้ง แต่ชายผู้นี้ยังรักษาความสงบเอาไว้ได้ แม้กระทั่งในขณะที่ถูกถากถางและหัวเราะเยาะ เขาก็ยังจัดการสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ผู้ชายคนนี้… ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่คนไร้ประโยชน์อย่างที่นางคิด…


แต่สุดท้ายนางก็ลอบส่ายศีรษะอย่างลับๆ


สุดท้ายแล้ว ทั้งนางและเขาต่างเป็นเพียงคนแปลกหน้าต่อกัน


ซูอี้ก็คือซูอี้


นางก็คือนาง


แม้จะมีชื่อว่าเป็นสามีภรรยากัน แต่ในชีวิตนี้คงจะเป็นการดีหากไม่พบเจอกันอีก!


เว่ยเจิงหยางยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด


เขากังวลว่าเหวินหลิงเจาจะเข้าใจผิด ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงตอนนี้คล้ายกับมดที่ปีนป่ายอยู่บนหม้อไฟ พวกเขาต่างสับสนและไม่รู้จะทำอย่างไร


ซูอี้ยืนเอามือไพล่หลังเช่นเคย เขามองดูบรรยากาศรอบๆ ด้วยแววตาไร้อารมณ์


เขาไม่สนใจว่าเหวินหลิงเจาจะมองตนอย่างไร


แต่หากเหวินหลิงเจาและเว่ยเจิงหยางคิดอยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยา ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือการสวมหมวกสีเขียวให้กับซูอี้


การมีชื่อเสียงเช่นนั้นย่อมไม่เป็นที่ยอมรับโดยสังคมอย่างแน่นอน มันจะกลายเป็นตราบาปไปชั่วชีวิตของเขา


ไม่ว่าจิตใจของซูอี้จะกล้าแกร่งเพียงใด แต่เขาก็ไม่อาจอดทนต่อสถานการณ์เช่นนั้นได้


ดังนั้นเขาจึงพูดกล่าวออกมาเพื่อพลิกสถานการณ์ทั้งหมดในทันที!


‘ในภายหน้า หากมีโอกาส ข้าจะกำจัดเว่ยเจิงหยางทิ้ง ตัวบัดซบนี่คิดไม่ซื่อกับเหวินหลิงเจา ข้าไม่อาจปล่อยให้ตัวเองถูกสวมหมวกเขียว…’


เมื่อคิดได้เช่นนี้ ซูอี้ก็ไม่สนใจที่จะรับชมความสนุกใดๆต่อ


“เอาล่ะ ทุกท่าน ข้าเองก็เหนื่อยแล้วเช่นกัน ข้าคงต้องขอตัวก่อน” ซูอี้กล่าวคำอำลา ก่อนจะหันหลังกลับและจากไปทันที


“ซูอี้ ข้าขอสั่งให้เจ้าหยุด!” เว่ยเจิงหยางที่กำลังโกรธจัดร้องตะโกนอย่างรวดเร็ว


“ศิษย์น้องเว่ย คำพูดทุกคำย่อมมีผลลัพธ์ ข้าขอแนะนำให้เจ้าคิดไตร่ตรองในทุกชั่วขณะก่อนที่จะเปล่งคำใดๆ ออกมา หากไม่อย่างนั้นแล้วหายนะจะปรากฏจากถ้อยคำของเจ้าเอง”


ซูอี้โบกมืออย่างไม่ยี่หระ ฝีเท้าของเขาก้าวออกไปอย่างสบายๆ สุดท้ายร่างของเขาก็หายลับไปอย่างรวดเร็วในยามค่ำคืนภายนอกห้องโถงใหญ่


ภายในห้องโถงใหญ่ ภายใต้แสงจากโคมเทียน ใบหน้าของทุกคนล้วนบิดเบี้ยว


นอกห้องโถงใหญ่ ดวงจันทราส่องแสงบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน ลมเย็นโชยพัดมาอย่างสบายๆ เช่นเดียวกับอารมณ์ของซูอี้ที่กำลังผ่อนคลายและสงบ


มันก็เพียงเรื่องขบขันเล็กน้อยไม่คู่ควรเก็บมาใส่ใจ ใช้เพียงฝ่ามือเดียวกระแสน้ำก็ถูกเปลี่ยนแล้ว!


[1] หมวกเขียว เป็นความหมายคล้าย การสวมเขาเล่นชู้ของไทย


บทที่ 5: เส้นทางการบ่มเพาะนับพัน


ค่ำคืนมืดมิด ท้องฟ้าดำมืดราวกับถูกทาด้วยสีหมึกดำ หมู่แมลงพากันส่งเสียงร้องระงม


หลังจากกลับถึงเรือนแล้ว ซูอี้ยืนอยู่ในห้องผ่อนคลายจิตใจเตรียมเข้าสู่การทำสมาธิ เมื่อร่างกายบางเบาและจิตใจว่างเปล่า จากนั้นเขาจึงตั้งท่าและเริ่มฝึกเพลงหมัดมวย


สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องโถงของตระกูลเหวินนั้นไร้ค่าไม่ควรเก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย


สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการบ่มเพาะ!


ขั้นการบ่มเพาะหลักๆ แบ่งออกเป็นสี่ลำดับขั้นวิถีใหญ่ ได้แก่หนึ่งวิถียุทธ์ สองวิถีแรกเริ่ม สามวิถีวิญญาณ สี่วิถีลึกล้ำ โดยแต่ละวิถีจะมีขอบเขตแยกย่อยแบ่งออกเป็นสี่ขอบเขต ซึ่งแต่ละขอบเขตก็จะมีระดับที่ต้องบ่มเพาะฝ่าฟัน 3-5ระดับแตกต่างกันไป


ช่วงชีวิตก่อนหน้านี้ ในฐานะ ‘ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน’ ซูอี้ดำรงอยู่มาแล้วกว่าหนึ่งแสนแปดพันปี และขอบเขตการบ่มเพาะของเขาก้าวไปถึงขั้นสุดท้ายของวิถีลึกล้ำ


ขอบเขตพันธะลึกล้ำ!


……อันเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘ขอบเขตมหาจักรพรรดิ’ หรือก็คือจุดสูงสุดในบรรดาจักรพรรดิทุกผู้นาม ในประวัติศาสตร์นับล้านปีของเก้ามหาแดนดิน เขานับได้ว่าเป็นตัวตนที่อยู่ในอันดับต้นๆของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด


ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ยังมีพลังขอบเขตพันธะลึกล้ำ ซูอี้มีสมญานามมากมาย


อย่างเช่น ผู้นำมหาแดนดิน มหาจักรพรรดิไร้พ่าย ปรมาจารย์หมื่นวิถี ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินและอื่นๆ


ในเก้ามหาแดนดิน คนที่จะต่อกรกับซูอี้ได้นั้นนับนิ้วแล้วไม่เกินห้า!


แต่สำหรับซูอี้ในตอนนี้ ขอบเขตพันธะลึกล้ำนั้นอยู่ไกลเกินไป


ภารกิจเร่งด่วนในเวลานี้คือการเริ่มต้นบ่มเพาะใหม่อีกครั้ง และต้องวางรากฐานให้มั่นคงกว่าชีวิตที่แล้ว


วิถียุทธ์ คือขั้นวิถีแรกแห่งการบ่มเพาะ และเป็นจุดเริ่มต้นแห่งเต๋า ซึ่งมีขอบเขตแบ่งออกเป็นสี่ขอบเขต ได้แก่ 1.ขอบเขตโคจรโลหิต 2.ขอบเขตรวบรวมลมปราณ 3.ขอบเขตหลอมกำเนิด 4.ขอบเขตไร้แพร่งพราย


นี่คือ ‘สี่ขอบเขตแห่งวิถียุทธ์’


ในขอบเขตโคจรโลหิต จะถูกแบ่งออกเป็นสี่ระดับคือ 1.ขัดเกลาภายนอก 2.ขัดเกลาภายใน 3.ขัดเกลาเส้นเอ็น และ 4.ขัดเกลากระดูก หรือตามภาษาที่ผู้คนทั่วไปเรียกกันสั้นๆง่ายๆก็คือ ขั้นหนึ่ง ขั้นสอง ขั้นสาม และขั้นสี่!


เมื่อบรรลุถึงขั้นสี่ พลังปราณและโลหิตจะแข็งแกร่งขึ้น ผิวหนังแข็งแกร่งดั่งทองแดง กระดูกแข็งแกร่งราวเหล็กกล้า สามารถฉีกร่างของเสือโคร่งได้ราวกับฉีกหยวกกล้วย


ผู้ที่เข้าสู่ขอบเขตนี้จะถูกเรียกอีกอย่างว่า ‘นักสู้’


ณ ลานกว้าง แสงจันทราสาดส่อง ค่ำคืนเงียบสงัดไร้ซึ่งสิ่งรบกวนใด


การเคลื่อนไหวของซูอี้เต็มไปด้วยความไหลลื่น เขาเคลื่อนไหวอย่างคงที่ แข็งแกร่งแต่ไม่ทื่อ นุ่มนวลแต่ไม่อ่อนแอ ทุกลมหายใจมีจังหวะที่เป็นเอกลักษณ์


เคลื่อนไหวประดุจกระเรียนสยายปีก อิสระและเบาหวิว


เมื่อต้องตั้งรับก็เปรียบกับต้นสนเขียวขจีริมหน้าผาที่หยั่งรากลึกในกำแพงหิน


เคล็ดวิชาหลอมกายกระเรียนลอยล่อง


มีเก้าจังหวะและสิบแปดรูปแบบ


นี่คือวิชาบทแรกจากคัมภีร์แปดยอดมหายุทธ์ สำหรับบ่มเพาะรากฐานวิถียุทธ์โดยเฉพาะ!


คัมภีร์แปดยอดมหายุทธ์ถูกสร้างขึ้นจากสหายที่เลิศล้ำผู้หนึ่งของซูอี้ มีนามว่า ‘กงเหยี่ยฉือ’


กงเหยี่ยฉือ เป็นหนึ่งในตัวตนอันดับต้นๆของเก้ามหาดินแดน เป็นปรมาจารย์ผู้เลิศล้ำ ที่เรียกขนานนามตนเองว่า ‘บุรุษหนึ่งกองทัพ’


แต่ผู้คนในเก้ามหาแดนดินขนานนามเรียกเขาอีกอย่างว่า ‘จักรพรรดิมหายุทธ์’ เขาคือยอดคนที่บรรดามหาอำนาจทั้งหลายต่างต้องยอมยกย่อง!


เส้นทางการสร้างชื่อของกงเหยี่ยฉือเต็มไปด้วยเรื่องน่าตื่นตะลึง……


เขาทั้งป่าเถื่อนและดุร้าย อหังการและน่าสะพรึง ครั้งหนึ่งเขาเคยสยบสำนักหกมหาวิถีแห่งเก้ามหาแดนดิน และเคยเอาชนะอสูรเฒ่าจากสำนักสามมหาอสูร


อันที่จริงไม่มีใครทราบอย่างชัดเจนว่ามีกี่ตัวตนที่น่าหวั่นเกรงที่ถูกกำราบโดยกงเหยี่ยฉือ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คนผู้นี้ก็ยังมีอีกฉายานาม นั่นคือ ‘ผู้ไร้พ่าย’ !


แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้จักกงเหยี่ยฉือผู้ไม่พ่ายแพ้ใคร!


แต่แล้วสมญานาม ‘ไร้พ่าย’ ของเขากลับถูกสยบเมื่อครั้งได้พบพานกับซูอี้ซึ่งเป็นปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินในตอนนั้น และผลลัพธ์ก็คือ กงเหยี่ยฉือด้อยกว่าเพียงเล็กน้อย จนสุดท้ายจึงพ่ายแพ้ไปขณะการแลกกระบวนท่าสุดท้ายซึ่งซูอี้เอาชนะได้อย่างหวุดหวิดเพราะชำนาญดาบยิ่งกว่า


หลังจากการต่อสู้ในครั้งนั้น ทั้งสองจึงกลายเป็นสนิทสนมและเป็นสหายกันในที่สุด


ต่อมากงเหยี่ยฉือมอบคัมภีร์แปดยอดมหายุทธ์ให้กับซูอี้ โดยเขาเขียนมันขึ้นมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิตที่ใช้ทั้งการสังเกตและศึกษา


หลังจากอ่าน ‘เคล็ดวิชาหลอมกายกระเรียนลอยล่อง’ ที่บันทึกเอาไว้ ซูอี้ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ


“เคล็ดวิชานี้เลิศล้ำจนเกือบเทียบเคียงกับเต๋าได้ ข้าไม่อาจตัดทอนหรือเสริมเข้าไปได้แม้แต่น้อย”


ยิ่งไปกว่านั้น ซูอี้ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเคล็ดวิชาหลอมกายกระเรียนลอยล่องของกงเหยี่ยฉือ เป็นเคล็ดวิชาที่เหนือกว่าของตนเองในแง่สำหรับฝึกวิถีแรก หรือก็คือวิถียุทธ์อย่างชัดเจน


หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือแม้แต่ในเก้ามหาแดนดินทั้งหมดก็ยังไม่มีเคล็ดวิชาใดที่สามารถเทียบได้กับเคล็ดวิชานี้ของกงเหยี่ยฉือซึ่งเอาไว้สำหรับฝึกฝนวิถียุทธ์ทั้งสี่ขอบเขตแรกได้


ดังนั้นสำหรับการฝึกฝนใหม่ของซูอี้ในคราวนี้ เขาจึงเลือกที่จะใช้ ‘เคล็ดวิชาหลอมกายกระเรียนลอยล่อง’ เพื่อบ่มเพาะในขั้นวิถียุทธ์ ด้วยวิธีการนี้รากฐานของเขาจะมั่นคงและแข็งแกร่งกว่าชีวิตที่แล้วของตนเองแน่นอน


จากประสบการณ์การบ่มเพาะในชาติที่แล้ว ทำให้ซูอี้มีเส้นทางการบ่มเพาะที่ชัดเจนสำหรับสร้างเส้นทางของชีวิตใหม่…


ทุกขอบเขตที่สร้างขึ้นใหม่ในชีวิตนี้จะต้องแข็งแกร่งกว่าชาติก่อน!!


และด้วยวิธีนี้เท่านั้น ที่เขาจะสามารถสร้างเส้นทางที่ยิ่งใหญ่กว่าชาติก่อนได้!


หลังจากจุดธูปหอมและฝึกฝนเคล็ดวิชาหลอมกายกระเรียนลอยล่องไปสามรอบ ร่างกายของซูอี้ก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาหายใจหอบเล็กน้อย


นี่คือขีดจำกัดปัจจุบันของเขา


พลังใจของเขาดีมาก ร่างสูงและผอมบางอาบไล้แสงจันทร์อันอบอุ่น ฉายพลังวัยหนุ่มกระฉับกระเฉงของชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดปี


“หลังจากที่ข้าฟื้นคืนความทรงจำของชาติที่แล้วได้ นี่คือวันที่สามของการบ่มเพาะครั้งใหม่”


“แต่การที่ข้าฝึกได้เพียงสามรอบ ทว่าเหงื่อออกมากเช่นนี้…”


ท้ายที่สุดร่างกายนี้ก็อ่อนแอเกินไป สิบเจ็ดปีก่อนหน้านี้ ร่างกายนี้บ่มเพาะอย่างไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก มันจึงทำให้รากฐานของเขาไม่ค่อยสู้ดี


ซูอี้ยืนคิดไตร่ตรองชีวิตขณะหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดเหงื่อ


แม้ว่าที่ผ่านมาชีวิตนี้ของเขาจะเคยเป็นหัวหน้าศิษย์สายนอกของสำนักดาบชิงเหอ มีชื่อเสียงโด่งดังในเขตปกครองอวิ๋นเหอ


แต่ในสายตาของ ‘ชาติก่อน’ ความสำเร็จเพียงเท่านี้ช่างเล็กจ้อยกว่าเศษฝุ่น


“ตอนนี้อายุสิบเจ็ด ข้าพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มบ่มเพาะไปแล้ว อย่างไรก็ตามมันไม่ได้ยากเย็นหากจะแก้ไขและลดช่องว่างเวลาในการบ่มเพาะที่เสียไปด้วยเคล็ดวิชาหลอมกายกระเรียนลอยล่อง”


“เพียงว่าติดปัญหาเล็กน้อยตรงที่พลังวิญญาณของโลกนี้เบาบางเกินไป…” ซูอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย


สามวันหลังจากปลุกความทรงจำของชาติก่อนขึ้นมาได้ เขาจึงเริ่มเข้าใจโลกที่เขาอยู่ในขณะนี้อย่างชัดเจน


มหาทวีปคังชิง


มหาทวีปนี้ประกอบด้วยหลายร้อยอาณาจักร ทั้งใหญ่และเล็ก อีกทั้งอาณาเขตของมันยังกว้างใหญ่ราวกับไร้จุดสิ้นสุด


‘อาณาจักรโจว’ ที่เขาอาศัยอยู่ในตอนนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยอาณาจักรของมหาทวีปคังชิง


เมื่อชีวิตก่อนหน้านี้ ซูอี้ไม่เคยได้ยินเรื่องราวของมหาทวีปคังชิงมาก่อน แต่เขามั่นใจว่าโลกนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเก้ามหาแดนดินแน่นอน


เหตุผลนั้นง่ายดายยิ่ง เพราะวิธีการบ่มเพาะที่มีอยู่ในมหาทวีปคังชินมีต้นกำเนิดเดียวกันกับเก้ามหาแดนดิน!


อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพลังวิญญาณในมหาทวีปคังชิงนั้นดูหร่อยหรอจนราวกับใกล้จะหมดลงแล้ว ผู้คนทั่วไปจึงเข้าใจกันไปว่าขีดจำกัดของผู้บ่มเพาะที่จะบ่มเพาะไปกันได้มีแค่เพียงสองขั้นวิถีแรกเท่านั้นซึ่งก็คือ วิถียุทธ์ และวิถีแรกเริ่ม


สำหรับขั้นวิถีบ่มเพาะที่สูงขึ้นไปอย่างเช่น วิถีวิญญาณ กับวิถีลึกล้ำ ทั้งสองขั้นนี้แทบจะสูญหายไปจากมหาทวีปคังชิงแล้ว มันจึงเหลือไว้เพียงชื่อในตำนานเท่านั้น


ในอาณาจักรโจว มีการกล่าวขานว่าตัวตนที่ยังคงดำรงอยู่ซึ่งทรงพลังที่สุดนั้นอยู่ใน ‘วิถีแรกเริ่ม’ เท่านั้น และตัวตนเช่นนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘เทพเซียนเดินดิน’ !


จากเรื่องเล่านี้ สามารถบอกได้ว่าพลังวิญญาณของมหาทวีปคังชิงนั้นขาดแคลนและแห้งแล้งเพียงใด


“แม้ข้าจะรู้เส้นทางการบ่มเพาะนับพันหรือมีเคล็ดวิชาที่เลิศเลอมากมายเพียงใด แต่การได้กลับมาเกิดในพื้นที่แห้งแล้งเช่นนี้ ความรู้ที่ข้ามีอยู่จึงค่อนข้างนำออกมาใช้งานได้อย่างจำกัด…” ซูอี้ครุ่นคิด


“หากข้าสามารถหาสถานที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นเพื่อฝึกฝนได้ ข้าจะได้รับผลตอบแทนเป็นสองเท่าโดยใช้ความพยายามเพียงครึ่ง”


“แล้วหากข้าสามารถหาสมุนไพรวิเศษหรือสมบัติวิเศษได้ อย่างน้อยที่สุดภายในสามเดือน ข้าจะสามารถฝ่าฟันขั้นวิถียุทธ์ และเข้าสู่ขั้นวิถีแรกเริ่มได้แน่นอน…”


เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ซูอี้ก็หัวเราะกับตนเอง “ข้าคงหวังมากเกินไป พลังวิญญาณในฟ้าดินแห้งแล้งขนาดนี้ มันเป็นไปไม่ได้ที่สมุนไพรวิเศษหรือสมบัติวิเศษจะบังเกิดขึ้น”


“อย่างไรก็ตาม หากข้าสามารถเข้าสู่ขั้นวิถีแรกเริ่มในโลกที่ขาดแคลนพลังวิญญาณได้ และเมื่อรวมกับความรู้ที่ข้ามี ข้าคิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะยกระดับการบ่มเพาะของตัวเองให้สูงกว่าชาติก่อน!”


เหตุใดจึงต้องกลับมาเกิดและเริ่มต้นบ่มเพาะใหม่อีกครั้ง?


แน่นอนว่ามันเป็นเพราะเขาต้องการหาโอกาสทะลวงไปสู่ระดับที่สูงกว่าชาติก่อน!


“พรุ่งนี้ข้าจะออกไปเดินเล่นนอกเมืองเพื่อดูว่าจะมีสถานที่ที่มี ‘พลังวิญญาณ’ เหมาะสมสำหรับฝึกฝนได้หรือไม่”


เมื่อคิดเช่นนี้ ซูอี้เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่สว่างไสวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างสบายตา แววตาทอประกายวูบไหวเย้ากับแสงจันทร์เจิดจ้า นัยน์ตาเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป


บทที่ 6: เผชิญหน้าริมแม่น้ำ


ด้านนอกเมืองกว่างหลิง


แม่น้ำสายใหญ่ไหลเชี่ยว เป็นแม่น้ำกว้างใหญ่กว่าพันจั้ง นามว่า ‘แม่น้ำต้าฉาง’


นี่คือแม่น้ำที่ยาวที่สุดในเขตปกครองอวิ๋นเหอ มันคดเคี้ยวหลายพันลี้


เช้าตรู่


ซูอี้สวมชุดสีฟ้าเดินขึ้นไปทางเหนือตลอดตามชายฝั่งของแม่น้ำต้าฉาง


ขณะที่เดิน เขาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังวิญญาณ


สังเกตจากกระแสของภูเขาและแม่น้ำ สังเกตปรากฏการณ์ของพลังวิญญาณ


นี่คือวิชาและหลักแห่งธรรมชาติที่เรียกว่า ‘ฮวงจุ้ย’


แม้ว่าซูอี้จะไม่มีตันเถียนสำหรับบ่มเพาะ แต่เขาก็ยังมีความรู้และประสบการณ์จากชีวิตในชาติก่อน


สิ่งนี้ทำให้เขารับรู้ได้ถึงร่องรอยที่แผ่กระจายออกของพลังวิญญาณจากกระแสของภูเขาและแม่น้ำ


ชายหนุ่มเดินไปตามริมฝั่งแม่น้ำไกลกว่าสิบลี้ และในที่สุดก็หยุดยืนด้วยแววตาที่พึงพอใจ


ด้านหน้าเป็นเทือกเขาใหญ่ ยอดเขาสูงถูกปกคลุมด้วยหมอกตลอดปี


เทือกเขาเมฆาคราม


มันทอดยาวไปกว่าแปดร้อยลี้และอยู่ติดกับแม่น้ำต้าฉาง


“ไปต่อทางทิศนั้นคือ ‘สันเขามารดาภูตผี’ ของเทือกเขาเมฆาครามที่ทำให้ผู้คนในเขตปกครองเมฆาหวาดกลัว…”


ซูอี้เอามือไพล่หลังก่อนจะทอดสายตาออกไประยะไกล


เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เทือกเขาเมฆาครามได้ชื่อว่าเป็น ‘ฆาตกรนิรนาม’


มีข่าวลือเมื่อนานมาแล้วว่าบริเวณหนึ่งของสถานที่แห่งนี้คือสนามรบโบราณ ซึ่งมีวิญญาณชั่วร้ายแข็งแกร่งมากกว่าภูตผีที่ดุร้ายทั่วไปสถิตอยู่ มันน่าหวาดกลัวและตามหลอกหลอนผู้คนตลอดปี


เรื่องราวของภูตผีที่แพร่กระจายอยู่ในเขตลำน้ำปกครองเมฆาส่วนใหญ่แล้วมาจาก ‘สันเขามารดาภูตผี’ นี้เอง


“พลังหยินอยู่ในภูเขา หมอกไม่จางหายไป นี่เป็น ‘แดนประทานพร’ ของบรรดาภูตผีอย่างแท้จริง”


หลังจากนั้นไม่นาน ซูอี้หลับตาลงพร้อมถอนหายใจ “โชคร้ายที่ข้ายังไม่ได้บ่มเพาะ ไม่เช่นนั้นข้าคงจะเข้าไปเดินเล่นแล้วจับภูตผีสักสองสามตัวเพื่อช่วยหาสมุนไพรวิเศษบนภูเขาสักหน่อย หากทำได้เช่นนั้น ข้าคงไม่ต้องทำงานหนักด้วยการเดินออกนอกเมืองเพื่อบ่มเพาะในที่ห่างไกล…”


โลกนี้มีภูตผีจริงๆ!


ซูอี้ตระหนักถึงเรื่องราวนี้อย่างชัดเจน ภูตผีนั้นแบ่งออกเป็น ผีหยิน ผีอสูร ผีประหลาด ผีวิญญาณ และอื่นๆ


ในเก้ามหาแดนดิน ‘จักรพรรดิผีซีหมิง’ มีชาติกำเนิดที่ลึกลับที่สุด แต่เดิมเป็น ‘ภูตผี’ ที่เกิดในสนามรบโบราณซึ่งต่อมากลายเป็นตำนานแห่งบรรดาภูตผีทั้งหลาย


“แม้พลังวิญญาณที่นี่จะบางเบานัก แต่เพียงเท่านี้ก็นับได้ว่าดียิ่งแล้วสำหรับข้า”


ในที่สุด ซูอี้ก็ตัดสินใจได้ว่าจะบ่มเพาะที่นี่


ตรงจุดที่เขาอยู่คือป่าหม่อนติดกับแม่น้ำต้าฉางและมีเทือกเขาเมฆาครามอยู่ด้านหน้า


สายลมของแม่น้ำพัดโชยมา บรรยากาศนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายและปลอดโปร่ง


อ่า~


ซูอี้สูดดมอากาศบริสุทธิ์นี้อยู่เนิ่นนาน ร่างกายและจิตใจของเขาค่อยๆแจ่มชัดราวกับพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าสีคราม


จากนั้นเขาพลันค่อยๆผ่อนคลายท่าทีพร้อมเริ่มบ่มเพาะเคล็ดวิชาหลอมกายกระเรียนลอยล่อง


“แน่นอนว่าผลลัพธ์ของมันย่อมไม่เหมือนกับตอนที่ข้าบ่มเพาะในตระกูลเหวิน……”


แค่เวลาเพียงชั่วครู่ ซูอี้ที่กำลังบ่มเพาะอยู่พลันสังเกตเห็นว่าบริเวณที่ว่างเปล่าในระยะรัศมีสิบสองจั้งรอบๆ นั้นมีพลังวิญญาณเส้นหนึ่งพุ่งเข้ามาและฝังเข้าไปในร่างกายของเขา


มันคล้ายกับลมในฤดูใบไม้ผลิและสายฝนที่ให้ความชุ่มชื้น


พลังวิญญาณและเลือดของชายหนุ่มเริ่มโคจรอย่างมีชีวิตชีวาราวกับส่งเสียงโห่ร้องกระโดดโลดเต้น พวกมันเต็มไปด้วยพลัง


ซูอี้ละทิ้งความคิดวอกแวกเหล่านี้ไปอย่างรวดเร็วและเริ่มหมกมุ่นอยู่กับการบ่มเพาะร่างกายและจิตใจ


ตอนกลางวัน เวลาเที่ยง


คราวนี้ซูอี้บ่มเพาะได้นานกว่าหนึ่งชั่วยามครึ่ง!


โชคดีที่ป่าหม่อนนี้อยู่ห่างไกลจากเมืองมาก และมันยังอยู่ติดกับสันเขามารดาภูตผีซึ่งเป็นดินแดนที่อันตรายไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้าใกล้หากไม่จำเป็น เช่นนี้จึงไม่มีใครเข้ามารบกวนการบ่มเพาะของซูอี้


กรึบ! กร๊อบ!


ทันใดนั้นมีเสียงคมชัดจากกล้ามเนื้อและกระดูกของซูอี้ราวกับว่าเขาได้ทะลวงขีดจำกัดของร่างกาย โลหิตภายในสูบฉีดรุนแรงราวกับแม่น้ำแยงซี


เวลานี้เขารู้สึกว่าตนเปรียบกับต้นสนโบราณที่สูงใหญ่ตระหง่านเชื่อมท้องฟ้ากับพื้นดินเอาไว้!


โลหิตที่เดือดพล่านกำลังโคจรอย่างมีชีวิตชีวาบนร่างกายนี้ เขาเปรียบเสมือนนกกระเรียนที่กระพือปีกบินไปบนท้องฟ้าสีคราม ทั้งอิสระและง่ายดาย ความลึกลับที่เผชิญนั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์ให้ค้นหา


ต้นสนและนกกระเรียนเหมาะสมต่อการเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ มันรวมอยู่ด้วยกันและใช้งานได้จริง!


ณ ช่วงเวลานี้


ซูอี้ได้เข้าใจถึงแก่นแท้และเสน่ห์ของเคล็ดวิชาหลอมกายกระเรียนลอยล่องโดยสมบูรณ์แล้ว


และเขาก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแรกของวิถียุทธ์ ‘ขอบเขตโคจรโลหิต’ ได้เรียบร้อย!


ขอบเขตโคจรโลหิตเป็นขอบเขตแรกของวิถียุทธ์ เป็นจุดเริ่มต้นของการบ่มเพาะ ซึ่งภายในขอบเขตโคจรโลหิตแบ่งออกเป็นสี่ระดับคือ ขั้นหนึ่ง ขั้นสอง ขั้นสาม และขั้นสี่


หลังจากผ่านไปหนึ่งปีที่ร่างนี้ของซูอี้ไร้ซึ่งปราณในตันเถียน บัดนี้ตันเถียนของเขาฟื้นฟูได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว!


ชิ้ง!


เสียงดาบที่คุ้นเคยดังก้องอยู่ในวิญญาณของซูอี้ เขาสัมผัสได้ถึงความปีติยินดีและตื่นเต้น


ดาบเก้าคุมขัง!


“เจ้าเองก็ยินดีกับข้าด้วยงั้นเหรอ?”


แววตาของซูอี้แปรเปลี่ยนเล็กน้อย


ในชีวิตที่แล้ว เมื่อครั้งตอนเขายังหนุ่มแน่นและเริ่มบ่มเพาะ ดาบเก้าคุมขังอยู่ข้างกายไม่ห่าง มันติดตามเขาไปทุกที่ที่ย่างก้าว


แต่ถึงแม้เมื่อชาติที่แล้วเขาจะมีระดับการบ่มเพาะที่น่าสะพรึงกลัวใน ‘ขอบเขตพันธะลึกล้ำ’ ชายหนุ่มก็ยังไม่อาจค้นพบต้นกำเนิดหรือความลับใดๆของดาบเก้าคุมขังได้


ดาบเล่มนี้ที่ถูกผนึกเอาไว้ด้วยโซ่เทวะเก้าชั้นนั้นเต็มไปด้วยความลึกลับอย่างแท้จริง


ซูอี้สามารถละทิ้งความมั่งคั่งและชื่อเสียงที่สะสมมาทั้งชีวิตได้


แต่สิ่งเดียวที่เขาไม่อาจละทิ้งได้คือดาบเก้าคุมขัง!


เช่นนี้ ก่อนที่เขาจะกลับชาติมาเกิดในชาติที่แล้ว ซูอี้ไม่ลังเลใจเลยที่จะผนึกความทรงจำตลอดชีวิตที่ผ่านมาของตนไว้ในดาบเล่มนี้ แล้วเขาจึงกลับมาเกิดอีกครั้งพร้อมกับดาบเล่มนี้


ดาบเล่มนี้เปรียบเสมือนชีวิต เขาไม่อาจยอมสูญเสียมันได้!


ในไม่ช้า ซูอี้สั่นศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเข้าสู่สมาธิ ลมหายใจของเขาเปลี่ยนเป็นสม่ำเสมอ


“รู้สึกยอดเยี่ยมจริงๆ ที่ตอนนี้แค่เพียงสูดลมหายใจข้าก็สามารถดูดพลังวิญญาณเข้าไปเพื่อบ่มเพาะได้”


หลังจากปลุกความทรงจำของชาติที่แล้วได้ เขาจึงเริ่มบ่มเพาะเป็นเวลาสามวันที่ตระกูลเหวิน


แต่เมื่อลองเทียบกันแล้ว การบ่มเพาะที่ตระกูลเหวินสามวันยังได้ผลน้อยกว่าการบ่มเพาะหนึ่งชั่วยามครึ่งที่ริมฝั่งแม่น้ำต้าฉาง


แตกต่างราวกับฟ้าและเหว!


“หากบ่มเพาะที่นี่ ข้าจะใช้เวลาเพียงสามวันในการทะลวงไปถึงขอบเขตโคจรโลหิตขั้นสองได้” เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ซูอี้ส่ายศีรษะ


“การเพิ่มระดับการบ่มเพาะให้รวดเร็ว มันไม่ใช่เรื่องยากแม้แต่น้อยสำหรับข้า แต่ในชีวิตนี้สิ่งที่ข้าต้องการคือการข้ามผ่านความสำเร็จของชีวิตที่แล้ว!”


“เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย ข้าจะต้องวางรากฐานให้มั่นคงในทุกขอบเขตและทุกขั้นตอน”


“ข้าไม่อาจรีบร้อนได้”


ซูอี้ลอบเตือนตัวเองเบาๆ


ขอบเขตโคจรโลหิตเป็นเพียงจุดเริ่มตอนแห่งวิถียุทธ์


แต่แม้ว่าจะอยู่ในขั้นแรกเริ่ม ทว่ามันก็สำคัญที่สุดเช่นกัน มันเพียงพอที่จะส่งผลกระทบต่อเส้นทางการบ่มเพาะในอนาคตว่าจะสามารถก้าวผ่านชีวิตที่แล้วของเขาไปต่อได้หรือไม่


เขาบ่มเพาะด้วยเคล็ดวิชาหลอมกายกระเรียนลอยล่อง จุดประสงค์หลักก็คือเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เหนือกว่าตัวตนในชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาหากอยู่ในระดับวิถียุทธ์


“น่าเสียดายตอนนี้ข้าไม่เหลือเงินแล้ว หากข้ามีเงินสักหน่อย คงพอซื้อสมุนไพรในเมืองได้ มันคงจะดีหากหลังจากบ่มเพาะทุกวันข้าได้อาบน้ำสมุนไพรเหล่านั้นเพื่อหล่อหลอมร่างกายเพิ่มความแข็งแกร่งทางกายภาพให้มากยิ่งขึ้น”


“ต่อไป ข้าคงต้องจริงจังในเรื่องการหาเงิน…”


ซูอี้กำลังคิดเกี่ยวกับแผนการบ่มเพาะในอนาคตของตนเอง


ทันใดนั้นเอง มีเสียงไอรุนแรงลอยมาตามลม


ซูอี้หันศีรษะไปทางทิศนั้น เขาเห็นสองร่างที่อยู่ในระยะไกลกำลังเข้าใกล้สันเขามารดาภูตผี


ชายชราในชุดคลุมและหญิงสาวชุดสีม่วง


ชายชราในชุดคลุมดูเฉื่อยชา ใบหน้าของเขาซีดขาวและเขาไออย่างรุนแรงในขณะเดิน ดูเหมือนว่าเขากำลังหายใจไม่ออก


หญิงสาวชุดม่วงเดินอยู่เคียงข้างชายชรา ใบหน้าของนางเผยความกังวลออก


เสื้อผ้าสีม่วงพลิ้วไหวไปตามแรงลม เข็ดขัดหยกขาวพันรอบเอวดูสง่างาม นางมีรูปร่างที่สูงโปร่ง ทั้งรูปลักษณ์ยังโดดเด่น


แต่สิ่งที่หาพบได้ยากคือกลิ่นอายของนางสูงส่งยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป


“ไม่ว่าจะเป็นชายชราหรือเด็กสาวคนนั้น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาน่าจะเป็นผู้คนระดับสูงจากที่ไหนสักแห่ง”


ซูอี้เพียงชำเลืองมอง จากนั้นจึงละสายตาไป


แต่เมื่อเขากำลังจะเดินจากไป ก็จำต้องหยุดและหันกลับไปยืนมองชายชราในชุดคลุมอีกครั้ง


ทันใดนั้นเขาได้ค้นพบบางอย่าง แววตาของชายหนุ่มพลันทอประกายวูบไหว


ทางด้านของชายชราและหญิงสาวชุดม่วงสังเกตเห็นซูอี้เช่นกัน แต่พวกเขาไม่ได้สนใจอะไรนัก


แต่เมื่อซูอี้มองชายชราในชุดคลุมเป็นครั้งที่สอง หญิงสาวชุดม่วงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าบูดบึ้งปรากฏบนใบหน้างดงามนั้น


“ฮึ่ม! เจ้ามองอะไรนักหนา! หรือว่าเจ้าอยากจะมีปัญหากับเรา?” ใบหน้าของนางมองมาที่ซูอี้ด้วยแววตาเย็นเยือก


ซูอี้ประหลาดใจเมื่อเห็นอาการหุนหันพลันแล่นของสตรีผู้นี้


“จื่อจิ่นอย่าได้หยาบคาย แม้เจ้าจะกังวลเรื่องการบาดเจ็บของปู่ แต่เจ้าก็ไม่อาจเกรี้ยวกราดใส่ผู้บริสุทธิ์ได้” ชายชราในชุดคลุมกล่าวออกด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “การดำรงชีวิตในโลกหล้า เจ้าจำเป็นต้องหัดยับยั้งชั่งใจตนเองและสงวนท่าทีไม่กล่าวตอบโต้ หากเจ้าสามารถกระทำเช่นที่ปู่บอกได้ เจ้าจะได้ครองสภาวะอันสงบ ไม่หลงไปตามสัมผัสทั้งหก”


เด็กสาวที่ชื่อจื่อจิ่นกล่าวคำด้วยน้ำเสียงกังวล “ท่านปู่ ท่านเจ็บป่วยขนาดนี้ ข้าไม่มีใจจะฟังสิ่งใดทั้งสิ้น ข้าอยากให้ท่านหายเพื่อสอนบทเรียนแก่ข้าไปอีกพันหมื่นปี”


ชายชราในชุดคลุมหัวเราะออกมาพร้อมส่ายศีรษะเบาๆ จากนั้นจึงยกมือให้ซูอี้เล็กน้อย “หากข้าทำให้ขุ่นเคืองใจ โปรดยกโทษให้ข้าด้วย”


ขณะที่พูด เขาไอออกมาอย่างรุนแรง เส้นเลือดสีน้ำเงินเข้มปูดโปนขึ้นที่หน้าผากอย่างเด่นชัด ชายชราไอราวกับว่าต้องการจะคายหัวใจและปอดออกมา


“ท่านปู่ อย่ากล่าวคำใดอีกเลย!”


ใบหน้างดงามของจื่อจิ่นเต็มไปด้วยความกังวล ดูเหมือนนางจะกังวลยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เด็กสาวค่อยๆเอื้อมมือไปคว้ามือชายชราไว้อย่างระมัดระวัง “ข้าจะเข้าเมือง ข้าจะไปหาหมอที่ดีที่สุดมารักษาท่าน!”


ในขณะนั้น ซูอี้ก็พูดขึ้น “หมอธรรมดาไม่อาจรักษาอาการเจ็บป่วยเช่นนี้ได้ หากยังล่าช้าอยู่ ภายในสามวันเขาจะตาย”


จื่อจิ่นเบิกตากว้างด้วยความโกรธ พร้อมกล่าวตะหวาดเสียงดัง “เจ้ากล้าดีอย่างไรมาสาปแช่งให้ปู่ของข้าตายตก?”


แต่ชายชราในชุดคลุมกลับกล่าวกับนางด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว “จื่อจิ่น สหายน้อยผู้นี้กล่าวถูกต้องแล้ว อาการบาดเจ็บของปู่ไม่มีทางรักษาหาย”


“เรื่องนี้…”


จื่อจิ่นเจ็บปวดราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางดวงใจ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “ท่านปู่ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ท่านเป็นอะไร! ข้าจะพาท่านกลับไปที่เขตปกครองอวิ๋นเหอ!”


ชายชราในชุดคลุมยิ้มพร้อมกล่าวตอบ “อย่าได้ตื่นกลัว ชีวิตและความตายล้วนถูกลิขิต ข้าที่ต่อสู้มาทั้งชีวิตได้ปล่อยวางแล้ว”


เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ เขาหันกลับมามองซูอี้ด้วยแววตาอ่อนโยน “สหายน้อย ข้าขออนุญาตล่วงเกินถาม เจ้าเห็นอาการบาดเจ็บของชายชราผู้นี้ได้อย่างไร?”


ซูอี้รู้สึกประทับใจชายชราที่สวมเสื้อคลุมนี้ เขาจึงกล่าวคำโดยไม่คิดปิดบังและสุภาพ “สีแดงที่ระหว่างคิ้วคือจิตมาร ซีดเผือดและไร้สีเลือด ปอดถูกรุกล้ำโดยพิษอันชั่วร้าย พลังจากร่างที่เย็นชืดราวกับซากศพตามร่างกาย หากข้าคาดเดาไม่ผิด ท่านเพิ่งพบเจอกับ 'ซากศพหยินหกสมบูรณ์’ มาเป็นแน่”


ชายชราในชุดคลุมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจสั่น “สายตาเฉียบแหลม!”


จื่อจิ่นที่ยืนอยู่ด้านข้างถามออกด้วยความสงสัย “แบบนี้ไม่ถูกต้องสิ! ท่านปู่ ท่านไม่ได้บอกกับข้าก่อนหน้านี้หรือว่าเขตปกครองอวิ๋นเหอแห่งนี้น้อยนักที่จะมีคนรู้ถึงการมีอยู่ของศพหยินหกสมบูรณ์ที่เกิดในสันเขามารดาภูตผีของเทือกเขาเมฆาคราม?”


นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมชายชราในชุดคลุมถึงรู้สึกใจสั่น


ไม่ต้องกล่าวถึงเมืองกว่างหลิง ในเขตปกครองอวิ๋นเหอทั้งหมดแทบไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความลับนี้


แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเพียงแค่เห็นอาการบาดเจ็บก็พูดกล่าวได้อย่างชัดเจน!


ซูอี้กล่าวคำอย่างเฉยเมย “ข้าคิดว่าตอนนี้ท่านคงกำลังค้นหา หญ้าหกหยิน และดอกไม้แสงตะวันใช่หรือไม่?”


“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” จื่อจิ่นตื่นตระหนกจนถึงกับอุทานออก


ใบหน้าของชายชราเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ราวกับมีพายุคลั่งอยู่ในจิตใจ


ชายหนุ่มที่เพิ่งได้พบกันสามารถมองเห็นอาการบาดเจ็บของเขาและยังรู้จุดประสงค์ของการเดินทางครั้งนี้ได้เพียงใช้ตาเปล่ามองดู


เรื่องนี้มันน่าสะพรึงเกินไป!


“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”


ซูอี้ส่ายศีรษะก่อนจะหัวเราะออกมา “แม่นางไม่ทราบงั้นหรือ ว่า ‘ซากศพหยินหกสมบูรณ์’ นั้นไม่ว่าอยู่ที่ใด ที่นั่นจะปรากฏหญ้าหกหยิน? มันคือสมุนไพรวิเศษอันเย็นเยือกที่เปี่ยมด้วยพลังหยินอันยิ่งใหญ่ หากมีหยินย่อมมีหยาง หมายความถึงสถานที่ซึ่งมีหญ้าหกหยินปรากฏ มันย่อมต้องมีดอกไม้แสงตะวัน”


เรื่องนี้เป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกคนในเก้ามหาแดนดินรู้ดี!


แต่ในทางกลับกันขณะนี้จื่อจิ่นกำลังแสดงอาการตื่นตระหนกอย่างชัดเจนและพูดไม่ออก


แม้แต่สีหน้าของชายชราสวมชุดคลุมก็ยังเปลี่ยนไปเช่นกัน


ในสายตาของชายชรา ชายหนุ่มร่างสูงผอมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นมีความลึกลับยากเกินจะหยั่งถึง!


[1] ซีหมิง หมายความถึงทะเลตะวันตก


[2] 1ชั่วยาม = 2ชั่วโมง ดังนั้น 1ชั่วยามครึ่งจึงเท่ากับ3ชั่วโมง


บทที่ 7: นิสัยของเทพเซียนเดินดิน


ชายชราในชุดคลุมสงบสติอารมณ์ตนเองอย่างรวดเร็ว


เขาอยู่ในกองทัพมาทั้งชีวิตและผ่านการสู้รบนองเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน มีสถานการณ์น่าอกสั่นใดบ้างที่เขาไม่เคยประสบมาก่อน?


เขาตระหนักรู้อยู่แล้วว่าโลกใบนี้มีบางผู้คนที่มีทักษะอันน่าทึ่ง


ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้คือคนที่พบเจอได้ยาก!


“ก่อนหน้านี้เจ้าแอบตามพวกเรามาใช่หรือไม่?” จื่อจิ่นขมวดคิ้วทันที


ชายชราที่สวมชุดคลุมตื่นตระหนก เขาไม่รอให้ซูอี้ตอบและชิงพูดก่อน “หลานปู่อย่าได้กล่าววาจาไร้สาระ ด้วยความสามารถของสหายน้อยผู้นี้ เขาจะทำเรื่องไม่สมควรเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”


ขณะที่พูด ชายชราโบกมือให้ซูอี้ด้วยใบหน้าชื่นชม “ว่าแต่สหายน้อย ข้าขอถามสหายน้อยอีกครั้ง เจ้าเห็นสิ่งใดอีกหรือไม่?”


ท่านปู่ของนางตอนนี้…


กำลังแสดงสีหน้าตื่นเต้นอย่างแปลกประหลาดออกมา!


ด้วยสถานะของท่านปู่แล้ว ทั้งสิบเก้าเมืองในเขตปกครองอวิ๋นเหอ ไม่มีผู้ใดที่ปู่ของนางจำเป็นต้องกล่าวด้วยอย่างสุภาพแบบนี้


เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองซูอี้อีกครั้ง ร่างกายของเขาสูงโปร่ง ใบหน้าขาวสะอาด นับว่าดูดีไม่น้อย


แต่ว่าคลื่นพลังของเขานั้นเบาบางและเกือบจะธรรมดา ราวกับว่าเขาไม่มีตันเถียนสำหรับบ่มเพาะ…


เป็นไปได้หรือไม่ว่า…


ขอบเขตการบ่มเพาะของบุคคลผู้นี้จะอยู่ในระดับที่น่าสะพรึงกลัวจนนางไม่อาจคาดเดาได้?


นางมีภูมิหลังจากตระกูลที่ไม่ธรรมดา จึงเคยได้ยินอาวุโสในตระกูลกล่าวไว้เมื่อยังเยาว์ว่าในโลกนี้มีคนที่เลิศล้ำดุจดั่งเทพเซียน พวกเขาดูคล้ายกับมนุษย์ธรรมดา แต่แท้จริงแล้วพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัว ขอบเขตพลังของพวกเขาอยู่เหนือวิถียุทธ์และวิถีแรกเริ่ม!


คนตรงหน้านี้อาจจะไม่ใช่ชายหนุ่ม แต่เป็นผู้อาวุโสผู้มีตบะเป็นเลิศใช่หรือไม่?


เมื่อไตร่ตรองแล้ว หัวใจของจื่อจิ่นพลันสั่นสะท้าน แววตาฉายความประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจน


ซูอี้คงคิดไม่ถึงแม้แต่น้อยว่าจื่อจิ่นจะคิดไปไกลได้ถึงเพียงนี้เพียงแค่เพราะว่านางเห็นปู่ของนางแสดงท่าทีนอบน้อมต่อเขา


เมื่อเผชิญกับคำถามของชายชรา ซูอี้กล่าวตอบเสียงเรียบ


“กล่าวก็คือ ด้วยการบ่มเพาะขั้นสามในเขตหลอมกำเนิดของท่าน แม้คราวนี้ท่านจะสามารถเก็บเกี่ยวหญ้าหกหยินและดอกทานตะวันได้ ข้าก็เกรงว่าท่านจะยังไม่อาจทะลวงข้ามขอบเขตไปได้”


หลังจากหยุดชั่วขณะ เขาจึงกล่าวต่อ “กล่าวอีกนัยหนึ่ง ท่านคงจะคาดเดาไว้แล้วว่าด้วยอายุและรากฐานในปัจจุบันของตน เพียงแค่วิธีการบ่มเพาะธรรมดา ท่านจะไม่สามารถก้าวหน้าในวิถียุทธ์ได้ ดังนั้นท่านจึงคิดว่าจะใช้สองสมุนไพรวิเศษนี้เพื่อทะลวงผ่านขอบเขตใช่หรือไม่?”


ร่างกายของชายชราในชุดคลุมแข็งค้าง แผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มเหงื่อ ราวกับว่าความลับทั้งหมดในจิตใจถูกมองทะลุผ่านได้


หากซูอี้คาดเดาที่มาของอาการบาดเจ็บได้เพียงอย่างเดียว เขาคงรู้สึกสงสัยเล็กน้อยเท่านั้น


แต่ตอนนี้เขามั่นใจยิ่งว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้ต้องเป็นผู้เลิศล้ำแน่นอน!


“ท่านปู่ เขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร…” จื่อจิ่นอุทานออก


นางไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้อีกต่อไป ใบหน้างดงามเผยความตื่นตระหนกออกอย่างชัดเจน


แต่สำหรับซูอี้ที่ผ่านการฟื้นคืนความทรงจำของชาติที่แล้วได้ การพูดกล่าวเพียงแค่นี้ยังเป็นเรื่องง่ายดายเกินไป


“ดวงตาของเซียนเชิง คมปลาบราวกับเหยี่ยว ชายชราผู้นี้นับถือนัก!”


ชายชราในชุดคลุมถอนหายใจพร้อมกับยกมือคำนับ เขาเปลี่ยนสรรพนามเรียกซูอี้จากสหายน้อยเป็น ‘เซียนเชิง’ และไม่กล้าถามสิ่งใดต่อ


ซูอี้พยักหน้ารับอย่างเงียบงัน


ขอบเขตหลอมกำเนิด หรือเรียกอีกอย่างว่าขอบเขตปรมาจารย์!


จากประสบการณ์สิบเจ็ดปีของชายหนุ่มในโลกใบนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าด้วยสถานะของปรมาจารย์แห่งวิถียุทธ์ของชายชราสวมเสื้อคลุม ไม่ต้องพูดถึงในเมืองกว่างหลิง แม้แต่ในเขตปกครองอวิ๋นเหอทั้งหมดเขาก็ยังถูกมองว่าเป็น ‘ยักษ์ใหญ่!’ ผู้น่าเกรงขาม


อย่างไรแล้วอาณาจักรโจวก็ขาดแคลนซึ่งพลังวิญญาณ ดังนั้นผู้ที่บ่มเพาะมาจนถึงขอบเขตปรมาจารย์ได้ ย่อมสมควรได้รับบรรดาศักดิ์เป็นองค์ชายอย่างสมเกียรติ


ตามปกติแล้ว เป็นเรื่องยากมากที่ชายชราสวมชุดคลุมจะปฏิบัติตนอย่างนอบน้อมต่อผู้อื่น ด้วยฐานะปรมาจารย์ของอาณาจักรโจว


“เซียนเชิง หากท่านสามารถมองเห็นอาการบาดเจ็บของปู่ข้าได้ อย่างนั้นท่านก็คงมีวิธีรักษาอาการบาดเจ็บของปู่ข้าด้วยใช่หรือไม่?”


จื่อจิ่นอดไม่ได้ที่จะถาม ใบหน้ารูปไข่เผยความสัตย์ซื่อออกมา นางค่อนข้างคาดหวังกับคำตอบยิ่ง


ในอาณาจักรโจว เหล่าปรมาจารย์ถูกมองเสมือนกับมังกร ทุกคนย่อมต้องให้ความเคารพ


แค่ปรมาจารย์เพียงคนเดียวก็เพียงพอที่จะกำหนดชะตาของตระกูลว่าจะรุ่งโรจน์หรือล่มสลายได้


และต้องรู้ว่าปู่ของนางนั้นแข็งแกร่งมากกว่าปรมาจารย์วิถียุทธ์ทั่วไปอีกต่างหาก


หากปู่ของนางเป็นอะไรไปขึ้นมาเพราะอาการบาดเจ็บเช่นนี้ เรื่องนี้ย่อมทำให้ทุกคนในตระกูลได้รับผลกระทบร้ายแรง!


เมื่อเห็นความสามารถอันน่าอัศจรรย์ของซูอี้แล้ว จื่อจิ่นที่กำลังกังวลดูเหมือนว่าจะเห็นแสงสว่างอันริบหรี่ขึ้นมา


“ชายชราผู้นี้มีนามว่าเซียวเทียนเชวี่ย ในเขตปกครองอวิ๋นเหอแห่งนี้ชายชราผู้นี้พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง หากเซียนเชิงสามารถช่วยชีวิตข้าได้ ข้าจะไม่มีวันลืมความเมตตาของท่านเลย!”


ชายชราในชุดคลุมลอบมีความหวังเล็กๆในใจ เขาก้มศีรษะลงพร้อมยกมือคำนับอย่างน้อบน้อม


ในฐานะปรมาจารย์วิถียุทธ์ที่ครองอำนาจมาหลายปี เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือผู้ที่เหนือกว่าตนเอง เพราะถ้าสมมติเป็นตัวเขาเองมาเห็นสภาพร่างกายของเขาตอนนี้ เขาย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมองเห็นอาการบาดเจ็บนี้ได้อย่างรวดเร็ว


ด้วยเหตุนี้ ชายชราจึงยกสถานะของซูอี้ไว้ในจุดที่เรียกขานว่า ‘ผู้ลึกล้ำยากหยั่งถึง’


“หากข้ารักษาอาการบาดเจ็บนี้ไม่ได้ แล้วข้าจะพูดสิ่งก่อนหน้านี้ไปได้อย่างไร?” ซูอี้หัวเราะออกมา


ดวงตาของเซียวเทียนเชวี่ยและหลานสาวจื่อจิ่นทอประกายแห่งความหวัง


“ตราบใดที่เซียนเชิงช่วยรักษาโรคของชายชราผู้นี้ได้ ข้ายินยอมทำตามทุกสิ่งที่ร้องขอ!”


การแสดงออกของเซียวเทียนเชวี่ยเปลี่ยนเป็นจริงจัง และน้ำเสียงนั้นก็กังวานขึ้นด้วย


อย่างไรก็ตาม เขาอดไม่ได้ที่จะกังวล


ในความคิดของเขา สำหรับความอัศจรรย์ของซูอี้แล้ว เพียงแค่ ‘รางวัล’ ทั่วไปคงไม่เพียงพอแน่!


เขารู้ดีว่าราคาที่ต้องจ่ายย่อมไม่ใช่เล็กน้อย


แต่ตราบใดที่มีชีวิตรอด ต่อให้ต้องจ่ายเท่าไหร่เขาก็ยินดี!


“สำหรับเจ้า เจ้าคงคิดว่าสิ่งนี้เป็นหนี้ชีวิตต่อกัน แต่สำหรับข้ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เอาล่ะ เพียงให้ค่าคำปรึกษากับข้าสักเล็กน้อยก็เพียงพอ” ซูอี้คิดไตร่ตรองก่อนจะกล่าวตอบ


“หา?” เซียวเทียนเชวี่ยและจื่อจิ่นต่างตกตะลึง พวกเขาแทบไม่เชื่อหูของตัวเอง


“มีปัญหาหรือ?” ซูอี้ถาม


“ไม่ ไม่มี”


จื่อจิ่นรีบส่ายศีรษะด้วยท่าทางแปลกๆ อีกทั้งนางยังกล่าวติดขัด “ข้าไม่ได้คาดหวัง… ว่า… ที่จริง… มันจะง่ายดาย…”


เมื่อกล่าวตรงนี้ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความสับสน


ซูอี้อดไม่ได้ที่จะไม่หัวเราะ การช่วยเหลือเพียงแค่นี้สำหรับเขามันง่ายไม่ต่างกับการโบกมือ ดังนั้นเหตุใดเขาจึงต้องทำให้คนพวกนี้ยากลำบากด้วย?


เซียวเทียนเชวี่ยถอนหายใจพร้อมยิ้มอย่างขมขื่น “หลานปู่ เจ้ารู้หรือไม่ ในสายตาของตัวตนอย่างท่านเซียนเชิง เงินตราคือสิ่งไร้ค่า แต่เหตุผลที่ท่านเซียนเชิงร้องขอจากเราเป็นเพราะเขาไม่ต้องการให้เราติดค้างบุญคุญต่อกัน”


“เป็นเช่นนั้นนี่เอง” จื่อจิ่นตกตะลึง


นี่คือวิสัยแห่งผู้เลิศล้ำ เขาไม่สนใจที่จะให้ใครเป็นหนี้บุญคุญต่อตน!


จื่อจิ่นหยิบตั๋วเงินออกมาจากกระเป๋าของตนอย่างรวดเร็ว และยื่นมันให้ซูอี้ด้วยมือทั้งสองข้างก่อนจะกล่าว


“เซียนเชิง นี่คือตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน มันคือสิ่งตอบแทนจากท่านปู่และข้า โปรดรับไว้เถิด”


ตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน ยื่นมันออกมาง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ?


ซูอี้อดไม่ได้ที่จะแปลกใจ ก่อนจะตระหนักว่าทั้งปู่และหลานสาวตรงหน้าตนอาจจะร่ำรวยกว่าที่เขาคิดก็ได้


ที่ชายหนุ่มมีความคิดเช่นนี้เป็นเพราะเขาเห็นการกระทำของตระกูลเหวินมาโดยตลอด แม้ตระกูลเหวินจะมีฐานะเป็นหนึ่งในสามตระกูลหลักของเมืองกว่างหลิง แต่ตระกูลเหวินก็ยังแจกจ่ายค่าขนมให้กับพี่น้องเหวินหลิงเจาและเหวินหลิงเสวี่ยเพียงเดือนละสามร้อยตำลึงเงินเท่านั้น


“หนึ่งหมื่นตำลึงเงินนั้นมากเกินไป” ซูอี้ส่ายศีรษะ


แม้จะต้องการเงินเร่งด่วนเพื่อไปซื้อสมุนไพร แต่เขาก็ไม่สนใจที่จะรับลาภลอยเช่นนี้


เซียวเทียนเชวี่ยลอบถอนหายใจอีกครั้ง


เขามั่นใจมากขึ้นอีกว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้ไม่สนใจว่าเขาจะมีเงินเท่าไหร่


กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในสายตาของผู้เลิศล้ำคนนี้… บางทีการรักษาอาการบาดเจ็บนี้นั้นมันไม่สำคัญเลยจริงๆ ก็เป็นได้!


ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ละโมบอยากรับเงิน ทั้งยังไม่เต็มใจที่จะติดค้างหนี้บุญคุณต่อกัน แถมยังสามารถมองเห็นรายละเอียดของตนได้ในพริบตา หากอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้เลิศล้ำในตำนาน ตัวเขาเองคงเป็นได้แค่ขอทานเท่านั้น!


ยิ่งเซียวเทียนเชวี่ยได้เผชิญหน้ากับซูอี้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งให้ความเคารพอีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น


เขากำลังวางแผนและเริ่มมองอนาคตในระยะยาว ทั้งยังลอบตัดสินใจว่าหากอาการบาดเจ็บหายดีแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามเขาจะต้องสานสัมพันธ์กับชายหนุ่มผู้นี้ให้ได้!


ในเวลานี้ จื่อจิ่นยิ่งเผยท่าทางประหม่าพร้อมกล่าวต่อ “แต่ในบรรดาตั๋วเงินที่ข้าพกอยู่ทั้งหมดมูลค่าต่ำสุดที่มีคือหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน…”


ซูอี้ “…”


ในอาณาจักรโจวแห่งนี้ ตระกูลนี้ต้องร่ำรวยเพียงใดจึงให้เด็กสาวคนนี้ถือเงินติดตัวมากขนาดนี้?


อย่างไรก็ตาม เซียวเทียนเชวี่ยเผยน้ำเสียงจริงจัง “เซียนเชิง สำหรับมนุษย์ธรรมดาในโลกนี้ ตั๋วเงินจำนวนหนึ่งหมื่นตำลึงเงินนั้นมหาศาลก็จริง แต่สำหรับเราแล้ว มันไม่มีความหมายใด และมันก็ยังห่างไกลจากสิ่งที่ข้าควรตอบแทนต่อท่าน”


“อย่างที่ท่านได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ สำหรับท่านแล้วมันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับชายชราผู้นี้ มันคือหนี้ชีวิต!”


หลังกล่าวจบเขาโค้งคำนับอย่างจริงใจ “ข้าขอวิงวอนให้ท่านยอมรับตั๋วเงินของเราด้วยเพื่อให้ชายชราและหลานสาวได้สบายใจเถิด”


เมื่อเห็นท่านปู่กล่าวเช่นนี้ จื่อจิ่นจึงกังวลพร้อมกล่าวอย่างเคารพ


“เซียนเชิง โปรดอย่าได้ขบขันในการกระทำของเราปู่หลานเลย ในเมืองกว่างหลิง ต่อให้ต้องใช้ตั๋วเงินจำนวนหนึ่งล้านตำลึงเงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับชีวิตของท่านปู่ พวกข้าก็ไม่คิดลังเล แล้วนับประสาอะไรกับตั๋วเงินเพียงหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน?”


“ท่าน… ได้โปรดรับมันไว้ ไม่อย่างนั้นท่านปู่และข้าคงต้องรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต” ขณะที่นางกล่าวคำออก นางก็ได้โค้งคำนับพร้อมยื่นตั๋วเงินด้วยสองมืออีกครั้ง


เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูอี้ก็หัวเราะออกมา


เดิมทีเขามีความคิดที่จะยกให้ แต่เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าอีกฝ่ายจะยืนกรานมอบเงินเช่นนี้…


เขาขี้เกียจเกินกว่าจะปฏิเสธอีกต่อไป จึงรับตั๋วเงินนั้นไว้และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ก็ได้ ก็ได้ แต่หลังจากนี้พวกเจ้าทั้งสองไม่จำเป็นต้องมอบของขวัญอะไรให้ข้าอีกแล้ว มิฉะนั้นค่ารักษาคงจะมากเกินไป”


เซียวเทียนเชวี่ยเงยหน้าขึ้นพร้อมยิ้มกว้างทันที


จื่อจิ่นถอนหายใจด้วยความโล่งอก ใบหน้านั้นผ่อนคลายลงและเปี่ยมความสุข


“หากเจ้าต้องการรักษาอาการบาดเจ็บ นอกจากจะต้องกินยาติดต่อกันเป็นเวลาเจ็ดวัน เจ้ายังต้องใช้ทักษะลับเพื่อขับพิษศพหกหยินออกจากอวัยวะภายในทั้งห้า ด้วยวิธีนี้พิษร้ายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่จะถูกกำจัดออกไปโดยสมบูรณ์”


ซูอี้กล่าวคำก่อนจะเขียนใบสั่งยา มีสมุนไพรมากกว่าสามสิบชนิด ซึ่งไม่มีสมุนไพรใดที่เป็นของหายาก


มีเพียงส่วนผสมที่ไม่ใช่สนไพรเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่หายากและมีค่ายิ่ง มันคือคราบคางคกหยกอายุสิบปี


อย่างไรก็ตาม ซูอี้เชื่อว่าคนระดับปรมาจารย์อย่างเซียวเทียนเชวี่ยย่อมสามารถหามันได้


“ขอขอบคุณเซียนเชิงยิ่งสำหรับใบสั่งยานี้!”


หลังจากจดจำยาทั้งหมดได้แม่นยำแล้ว เซียวเทียนเชวี่ยโค้งคำนับครั้งแล้วครั้งเล่า เขารู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย


ซูอี้พยักหน้ารับและกล่าวว่า “ใช้ยาพวกนี้เป็นเวลาเจ็ดวัน หลังจากผ่านไปเจ็ดวัน มารอข้าที่นี่ แล้วข้าจะช่วยกำจัดพิษที่ตกค้างในร่างกายเจ้าให้สมบูรณ์”


“ตอนนี้ข้ามีเรื่องอื่นต้องทำ ขอตัวก่อน” หลังจากพูดจบ ซูอี้จึงหันหลังกลับ


จนกระทั่งร่างของซูอี้หายลับไป


จากนั้นจื่อจิ่นค่อยสงบใจลง น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาคู่สวย นางกล่าวคำเบา


“ท่านปู่ หากเซียนเชิงผู้นั้นไม่ล่วงรู้ความลับของท่านมากขนาดนี้ ข้าคงมองว่าเขาเป็นเพียงนักต้มตุ๋นเท่านั้น”


เซียวเทียนเชวี่ยหัวเราะก่อนจะตอบคำ “หลานปู่ เจ้าอย่าพูดจาไร้สาระ มันก็แค่ตั๋วเงินเพียงหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน เจ้ามองบุรุษผู้นั้นผิดแปลกไปได้อย่างไร ดูจากการกระทำของเซียนเชิงแล้ว อย่างไรก็คือผู้ที่อยู่เหนือเราทั้งสอง!”


“จำไว้เถิด คราวหน้าหากได้พบกับเขาอีกครั้ง เจ้าต้องถ่อมตัวและนอบน้อมให้ยิ่งกว่า ห้ามละเลยเด็ดขาด!”


ถึงตอนนี้ ท่าทีของชายชราพลันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา


จื่อจิ่นพยักหน้าพร้อมตอบกลับอย่างเชื่อฟัง “ท่านปู่ไม่ต้องกังวล ข้าย่อมจดจำ”


เซียวเทียนเชวี่ยถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “ข้าเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าข้าคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วันหลังกลับจากสันเขามารดาภูตผี ใครจะคาดคิดว่าข้าจะพบผู้เลิศล้ำโดยบังเอิญ แถมเขายังให้คำแนะนำแก่ข้า ใบสั่งยานี้คือของขวัญล้ำค่า… นี่ข้าโชคดีเพียงใดกัน?”


เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ จู่ๆ เขาก็ยกมือตบศีรษะตนเองอย่างแรง ด้วยนึกอะไรบางอย่างออกอย่างกระทันหันก่อนจะสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “บัดซบ เมื่อครู่ข้าก็ลืมถามชื่อของเซียนเชิงไปเสียสนิท!”


[1] เซียนเชิงเป็นสรรพนามยกย่องบุรุษ


บทที่ 8: วันเกิดของหญิงสาว


“สันเขามารดาภูตผีมีซากศพหยินหกสมบูรณ์ดำรงอยู่……”


“เช่นนี้ก็น่าจะมีชิ้นส่วนชีพจรวิญญาณหยินฝังอยู่ที่นั่น!”


“มีเพียงเหตุนี้เท่านั้นที่เหล่าภูตผีในสันเขามารดาภูตผีจะกลายเป็นซากศพหยินหกสมบูรณ์ได้”


“ในเก้ามหาแดนดินชีพจรวิญญาณหยินเป็นของธรรมดา แต่ในอาณาจักรโจวที่มีปราณวิญญาณน้อย มันจึงเป็นของหายาก……”


ขณะคิดถึงเรื่องนี้ ซูอี้ก็เดินตรงไปเมืองกว่างหลิงเลียบลำแม่น้ำต้าฉาง


“ขอบเขตที่สามของวิถียุทธ์ ขอบเขตหลอมกำเนิด จำเป็นต้องบ่มเพาะอวัยวะภายในทั้งห้า การใช้ ‘ชีพจรวิญญาณหยิน’ บ่มเพาะอวัยวะภายในทั้งห้าจะได้ผลสองเท่าโดยใช้ความพยายามเพียงครึ่งเดียว”


“นอกจากนี้บนยอดเขามารดาภูตผียังมีหญ้าหกหยินและดอกไม้แสงตะวัน ที่เป็นของสำคัญในการฝึกขอบเขตหลอมกำเนิด”


“เมื่อข้าสำเร็จขอบเขตโคจรโลหิต ข้าคงต้องขึ้นไปเดินเล่นเสียหน่อย”


ซูอี้ตัดสินใจแล้ว


การเผชิญหน้ากับเซียวเทียนเชวี่ยและจื่อจิ่นในครั้งนี้ทำให้เขาได้อะไรมากมาย


เงินหมื่นตำลึงก็เพียงพอแล้วที่เขาจะซื้อยาทุกชนิดที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูและบ่มเพาะร่างกายในทีเดียว


ในเวลาเดียวกัน ข่าวอันมีค่าเกี่ยวกับยอดเขามารดาภูตผีก็ถูกรับรู้ด้วย


เป็นต้นว่ามีชีพจรวิญญาณหยิน!


เมื่อซูอี้มาถึงประตูเมืองกว่างหลิง เขาก็เห็นเหล่าทหารประจำการอยู่ที่นั่นด้วยยุทโธปกรณ์ครบครัน


ที่ด้านหน้าแถวทหารหลวงยังมีคนจำนวนมากรออยู่ที่นั่น ทุกคนมีท่าทีที่ไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยู่ในตำแหน่งเบื้องบนมาเป็นเวลานานจนดูโดดเด่นกว่าผู้บ่มเพาะทั่วไป


เหตุการณ์การรวมกลุ่มกันของคนชั้นสูงเช่นนี้หาได้ยากมากในเมืองกว่างหลิง


คนที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวประตูเมืองต่างตกตะลึง และรู้สึกสงสัยเมื่อเดินผ่านมา


“ท่านเจ้าเมืองกับทหารของเขาออกมายืนกันที่หน้าประตูมืองทำไม? นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”


บทสนทนาดังจอแจ


“เป็นเจ้าเมืองฟู่ซานกับทหารของเขา……”


แม้ซูอี้จะคิดสงสัย แต่เขาก็ไม่คิดอยากสอดรู้ ชายหนุ่มเดินตรงไปที่ประตูเมืองเพื่อผ่านเข้าไปด้านใน


แต่แล้วในขณะที่เขาเดินผ่าน มีเสียงพูดคุยของคนใหญ่คนโตดังมาจากด้านหลัง


“ดูสิ นั่นซูอี้ลูกเขยตระกูลเหวินไม่ใช่หรือ? เขาเคยเป็นหัวหน้าศิษย์สายนอกของสำนักดาบชิงเหอ เป็นชายหนุ่มอัจฉริยะคนหนึ่ง”


“น่าเสียดายจริงๆ”


“ในความเห็นข้ามันน่าเสียดายจริงๆ ที่เหวินหลิงเจา ผู้มีพรสวรรค์ด้านการบ่มเพาะเป็นเลิศแถมยังมีความงามที่หาได้ยากยิ่งต้องมาแต่งงานกับซูอี้คนนี้ นางช่างโชคร้ายจริงๆ”


ซูอี้ยิ้มไม่สนใจ ก่อนที่จะหายตัวไปจากถนนอันพลุกพล่านนั้นอย่างรวดเร็ว


จากนั้นไม่นาน


เซียวเทียนเชวี่ยและจื่อจิ่นก็ปรากฏตัวนอกกำแพงเมืองแต่ไกล


“ผู้น้อยฟู่ซาน คารวะนายท่าน คารวะคุณหนู!”


แทบจะในบัดดลนั้น ฟู่ซานเจ้าเมืองกว่างหลิงก็ดูเคร่งขรึมก่อนก้าวไปด้านหน้าเพื่อค้อมคำนับ และพูดด้วยเสียงดังก้อง


“ผู้น้อยขอคารวะจวิ้นอ๋อง คารวะคุณหนู!”


คนใหญ่คนโตที่อยู่ด้านหลังฟู่ซาน รวมถึงเหล่าทหารต่างตกตะลึงและพากันคำนับตาม


ทั้งด้านนอกและด้านในเมืองพลันเงียบลงถนัดตา


คนที่เดินผ่านไปมาพากันหวาดหวั่น และเงียบลงเหมือนจักจั่นหยุดร้อง


ไม่ไกลจากนั้น เซียวเทียนเชวี่ยเอามือไพล่หลังพลางพยักหน้าเล็กน้อย เผยลักษณะความยิ่งใหญ่ออกมาตามวิสัยผู้ซึ่งมีตัวตนที่อยู่ในตำแหน่งสูงส่งมาช้านาน


เมื่อมองไปยังจื่อจิ่นอีกครั้ง ร่างสูงระหงนั้นก็ยืนตัวตรง ใบหน้ารูปไข่ที่ดูสง่างามนั้นแสดงรัศมีความสูงส่งราวกับให้คนเห็นได้ตั้งแต่พันลี้


“ฟู่ซาน ข้าไม่ใช่จวิ้นอ๋องอะไรอีกแล้ว ให้ทุกคนกลับไปเสีย อย่าได้รบกวนชาวบ้าน!” เซียวเทียนเชวี่ยขมวดคิ้ว


“ผู้น้อยรับบัญชา!” เจ้าเมืองฟู่ซานตอบรับด้วยความเคารพ จากนั้นเขาจึงโบกมือ


ทันใดนั้นกลุ่มคนระดับสูงและทหารในบริเวณใกล้เคียงก็รีบทำตามคำสั่งทันที ไม่มีผู้ใดกล้าชักช้า


“ท่านอาฟู่ได้โปรดไปซื้อยาตามใบสั่งนี้ด้วย ข้าต้องใช้พวกมันทุกวันเป็นเวลาเจ็ดวันติดต่อกัน และโปรดเตรียมเรือนเงียบๆให้ข้าและท่านปู่ด้วย”


จื่อจิ่นก้าวไปด้านหน้าก่อนจะยื่นใบสั่งยาให้


“ผู้น้อยจะทำตามบัญชาท่านหญิงมิให้ขาดตกบกพร่อง!”


เจ้าเมืองฟู่ซานประสานกำปั้นด้วยความหวั่นเกรง


เซียวเทียนเชวี่ยพยักหน้าและไม่พูดอะไรอีก ก่อนเข้าไปในประตูเมืองพร้อมกับจื่อจิ่น


ฟู่ซานรีบตามทั้งสองไป


กระทั่งคนพวกนั้นไปหมดแล้ว ผู้คนบริเวณประตูเมืองก็ราวกับตื่นจากความฝัน และเริ่มพูดกันจอแจอีกครั้ง


ฟู่ซานคือเจ้าเมืองกว่างหลิง เขากุมอำนาจและปกครองเมืองอย่างเบ็ดเสร็จด้วยตัวคนเดียว นอกจากนี้เขายังเป็นผู้นำของหนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองกว่างหลิงด้วย


ทว่าตอนนี้เขากลับทำตัวราวกับสุนัขเชื่องเมื่ออยู่ต่อหน้าคู่ปู่หลานนี้!


สิ่งนี้ได้เปิดหูเปิดตาผู้คน และพวกเขาล้วนพากันคาดเดาตัวตนของเซียวเทียนเชวี่ยและจื่อจิ่นไปต่างๆ นานา


ณ ตระกูลเหวิน


ในห้องนั้น ซูอี้นั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำ


ดวงตาของเขาหลับอยู่ ระหว่างลมหายใจแต่ละเฮือกมีอากาศสีขาวจางๆ ล่องลอยอยู่ในอากาศคล้ายกับลิ้นงู ดูเป็นจังหวะน่าอัศจรรย์


นี่คือวิธีฝึกปราณแบบ ‘เคล็ดวิชาหลอมกายกระเรียนลอยล่อง’


ในอ่างอาบน้ำมียาต้มที่ทำจากสมุนไพรมากกว่าห้าสิบชนิด ที่ต้มมาแล้วกว่าหนึ่งชั่วยาม


ถึงแม้ว่าสมุนไพรพวกนี้มิใช่ ‘สมุนไพรวิเศษ’ ที่เหล่าผู้บ่มเพาะเสาะแสวงหา ทว่าแต่ละชนิดก็มีราคาที่แพงมาก รวมราคาได้ราวห้าร้อยตำลึง!


สำหรับคนทั่วไปในเมืองกว่างหลิง ค่าใช้จ่ายรายปีพวกเขาคิดเป็นเพียงเงินราวสิบตำลึงเงินเท่านั้น


จากการเปรียบนี้แสดงให้เห็นว่า ‘ยากจนเป็นบุ๋น มั่งมีเป็นบู๊!’


มีเพียงคนร่ำรวยเท่านั้นที่มีคุณสมบัติจะบ่มเพาะได้


แม้แต่ตระกูลเหวินที่เป็นหนึ่งในสามตระกูลหลักแห่งเมืองกว่างหลิงซึ่งมีสมาชิกในตระกูลนับพันคน ยังมีคนในตระกูลเพียงน้อยนิดที่ได้รับการส่งเสริมให้บ่มเพาะตั้งแต่วัยเด็ก


ไม่มีทางที่ตระกูลไหนในเมืองกว่างหลิงที่จะสามารถส่งเสียรุ่นเยาว์ของตนบ่มเพาะได้ครบทุกคน ด้วยการบ่มเพาะนั้นมีราคาสูงเกินไป!


ผู้บ่มเพาะทั่วไปต้องกินอาหารบำรุงหลายชนิดทุกวันเพื่อตอบสนองความต้องการของร่างกาย และต้องการสมุนไพรอีกหลายชนิดมาช่วยเรื่องการบ่มเพาะพลังด้วย


ครอบครัวชาวบ้านไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้เลย


นี่เป็นเรื่องธรรมดาในอาณาจักรโจว


เวลาผ่านไป เงาตะวันก็เบี่ยงไปทางทิศประจิม


ซูอี้นั่งทำสมาธิได้หนึ่งชั่วยามครึ่ง และทันใดนั้นก็มีกระแสลมสองเส้นพวยพุ่งออกจากรูจมูกของเขา


กระแสการพุ่งของลมสองเส้นนั้นรุนแรงราวกับลูกเกาทัณฑ์ มันพุ่งออกไปราวสามคืบเสียดสีกับอากาศจนส่งเสียงได้ยินชัดเจน


นี่คือสัญญาณของพลังปราณในร่างกายที่กำลังพลุ่งพล่าน


ขณะนี้ ซูอี้ลืมตาขึ้นก่อนมีแสงสว่างวาบผ่านรูม่านตาของเขา ดูราวกับสายฟ้าที่แปลบปลาบ และใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะหายไป


“ตอนเช้าวันนี้ข้าได้ใช้ปราณวิญญาณฟ้าดินเพื่อฝึกฝนที่ริมฝั่งแม่น้ำต้าฉางนอกเมือง ตอนเที่ยงข้าแช่น้ำสมุนไพรเพื่อคงสภาพร่างกาย ในเวลาน้อยกว่าหนึ่งวัน รากฐานของขอบเขตโคจรโลหิตขั้นหนึ่งของข้ามั่นคงโดยสมบูรณ์แล้ว……”


ซูอี้ลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำ ก่อนสวมเสื้อผ้าและเดินตรงไปยังลานบ้าน


แสงตะวันกำลังลาลับฟ้า


ต้นพุทราในลานบ้านถูกสาดส่องด้วยแสงนวลตา


ร่างของซูอี้ยืนอย่างตระหง่านมั่นคง เขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณและโลหิตในร่างกาย ทันใดนั้นชายหนุ่มก็ชี้นิ้วส่งพลังดัชนีออกไปยังกิ่งของต้นพุทราราวกับแทงกระบี่


เปรี้ยง!


กิ่งไม้แตกเป็นเสี่ยงๆ และสลายกลายเป็นผุยผง


ที่น่าอัศจรรย์คือใบไม้สีเขียวบนกิ่งนั้นมิได้สูญสลายไปด้วย


ซูอี้เก็บนิ้ว และผงกศีรษะเงียบๆ


ในช่วงต้นของการบ่มเพาะ ร่างกายและพลังปราณและโลหิตจะถูกปรับแต่งใหม่ ดังนั้นจุดสำคัญคือต้องรู้กำลังตัวเองอยู่ตลอดและต้องควบคุมพลังของตัวเองให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเสมอ


เฉกเช่นเดียวกับพลังดัชนีของซูอี้


ถึงมันจะดูธรรมดา ทว่าอันที่จริงมันเคลื่อนที่ราวกับสายฟ้าแลบ!


และพลังดัชนีนั้นก็ทำลายกิ่งของต้นพุทราได้อย่างหมดจด ในขณะที่ใบพุทราอันแสนบอบบางนั้นกลับคงสภาพอยู่โดยสมบูรณ์


การควบคุมพลังได้เช่นนี้จริงๆ แล้วมันยากเกินอธิบายได้ แต่เขากลับทำมันได้อย่างง่ายดายและสมบูรณ์แบบจนน่าตื่นตกตะลึง


อย่างไรก็ดี หากเทียบกับพลังของเขาเมื่อชีวิตที่แล้วที่แค่เพียงดัชนีเดียวก็สามารถทำให้ภูผาป่นปี้ได้อย่างง่ายดาย ทักษะนี้ก็นับว่าเล็กน้อยจนไม่น่ากล่าวถึง


ในยามเช้าห้าวันต่อมา ซูอี้ออกนอกเมืองไปเพื่อบ่มเพาะที่ริมแม่น้ำต้าฉางเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา และก่อนยามเที่ยงเขาก็กลับมาแช่น้ำสมุนไพรเพื่อคงสภาพร่างกาย


……ความแข็งแกร่งของชายหนุ่ม ตอนนี้เรียกได้ว่าร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไปราวกับพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน!


ในช่วงทีผ่านมานี้ เหวินหลิงเสวี่ยน้องภรรยาของเขาก็กลับไปบ่มเพาะที่สำนักดาบซ่งอวิ๋น


แต่ก่อนที่นางจะจากไป เด็กสาวได้กำชับซูอี้เป็นพิเศษด้วยว่า อีกไม่กี่วันจะเป็นวันเกิดปีที่สิบหกของนาง และหวังว่าซูอี้จะเข้าร่วมด้วย


สำหรับเรื่องนี้ ซูอี้ก็ตอบรับโดยไม่ลังเล


“ขอบเขตโคจรโลหิตขั้นหนึ่งสำเร็จแล้ว!”


ในเช้านี้ หลังจากที่กลับจากแม่น้ำต้าฉางข้างนอกเมืองมาถึงเรือนพัก เขาก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย รอยยิ้มแห่งความพอใจปรากฏขึ้นที่ริมฝีปาก


เคล็ดวิชาหลอมกายกระเรียนลอยล่องนั้นคู่ควรจะเป็นยอดวิธีรวมชีพจรในเก้ามหาแดนดินนี้!


หลังจากบรรลุถึงแก่นแท้และความพิศวงของมันแล้ว ภายในห้าวัน เขาก็ได้เปลี่ยนแปลงร่างกายจนแข็งแกร่งไร้เทียมทานหากเทียบกับผู้บ่มเพาะระดับเดียวกัน!


แน่นอนว่าถ้าเทียบกับตัวเขาในภพชาติก่อนหน้า ก็ถือว่าแข็งแกร่งกว่าด้วย!


“ด้วยพลังกายของข้าตอนนี้ ผู้บ่มเพาะขอบเขตโคจรโลหิตคนอื่นๆ ไม่มีทางเทียบข้าได้……”


ซูอี้มีความทรงจำและประสบการณ์ในชีวิตตลอดช่วงสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา หลังจากเปรียบเทียบส่วนหนึ่ง ก็มีสิ่งที่พอยืนยันได้


ว่าแม้แต่ศิษย์เอกในสำนักดาบชิงเหอที่สำเร็จขอบเขตโคจรโลหิตแล้ว คนผู้นั้นก็ยังต้องแพ้ราบคาบหากมาเผชิญหน้ากับเขา!!!


แต่ขอบเขตโคจรโลหิตก็เป็นเพียงก้าวแรกของวิถียุทธ์เท่านั้น แม้จะแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปแต่ก็ถือว่าอยู่ในขั้น ‘ธรรมดา’ หากเทียบกับผู้บ่มเพาะที่แท้จริงอยู่ดี


“ในเวลาแค่ห้าวัน ข้าใช้เงินไปแล้วสองพันห้าร้อยตำลึง และนี่ยังเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น……”


“คาดว่าส่วนผสมสมุนไพรที่จำเป็นสำหรับการบ่มเพาะในอนาคตจะต้องเพิ่มเป็นสองเท่า ซึ่งเงินที่จำเป็นต้องใช้ในส่วนนี้ก็คงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”


“ไม่ว่ายังไงหากข้าต้องการบ่มเพาะได้อย่างราบรื่น ข้าคงจำเป็นต้องคิดเกี่ยวกับการหาเงินให้ได้มากๆ ควบคู่ไปด้วย” ซูอี้พูดเบาๆ


มิตรสหายและความมั่งมี คือสิ่งจำเป็นต่อการบ่มเพาะ


และคำว่า ‘มั่งมี’ สำคัญเป็นอันดับหนึ่ง!


ซูอี้รู้ดีว่าอนาคตเมื่อหนทางของเขาก้าวหน้าไปเรื่อยๆ สินทรัพย์ที่เขาต้องการก็จะยิ่งมากขึ้นตามตัว


ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับผู้บ่มเพาะ ‘ความมั่งคั่ง’ มิใช่เพียงเงินและทองเท่านั้น แต่หมายถึงสมบัติที่สำคัญต่อการบ่มเพาะทั้งหมด


เป็นต้นว่าสมุนไพรวิเศษ โอสถสวรรค์ สมบัติศักดิ์สิทธิ์ และของอื่นๆ อีกมาก


“อันที่จริงหากตัวข้าเข้าร่วมกับสำนักชั้นนำได้ ข้าคงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเงินๆ ทองๆ เลย……”


แต่เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ซูอี้ก็ส่ายหน้าและปฏิเสธความคิดนั้น


เขายังไม่มีความคิดที่จะออกจากเมืองกว่างหลิงในตอนนี้


ขณะที่คิดเรื่องนี้อยู่ ซูอี้ก็กลับไปยังจวนตระกูลเหวิน


แต่ไกลๆนั้น เขาเห็นเรือนร่างเพรียวงามร่างหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูจวน


เหวินหลิงเสวี่ย


หญิงสาวสวมชุดสีม่วงเข้ม พันผ้าไหมสีครามไว้ที่มวยผม เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆงามประณีต แววตาใสเป็นประกายราวกับดวงดารา


นางโบกมือ และยืนอยู่ตรงนั้นดูน่ารัก มีคิ้วที่โค้งงามราวกับภาพวาด บ่งบอกถึงความฉลาดหลักแหลมของนาง


“ท่านพี่เขย!”


เมื่อเห็นซูอี้แต่ไกล เหวินหลิงเสวี่ยก็ยิ้มและโบกมือด้วยความร่าเริง


ขณะนั้นเอง รัศมีที่เปล่งประกายก็แผ่ออกมาจากร่างของเด็กสาว ชวนให้ผู้คนรู้สึกว่าแสงตะวันดูมืดสลัวไป


“ทำไมเจ้าไม่ไปเรียนล่ะ เจ้ากลับมาทำไม?” ซูอี้ยิ้มทักทายนาง


“วันนี้เป็นวันเกิดของข้าไง!”


เหวินหลิงเสวี่ยยิ้มก่อนพูด “ข้าจัดงานเลี้ยงและจองห้องในภัตตาคารวมเซียนที่อยู่ในเมือง ข้าเชิญสหายร่วมสำนักของข้าบางคนไปด้วย พวกเรารีบไปที่นั่นกันเถอะ!”


ขณะที่พูด นางก็จับแขนซูอี้ด้วยเสน่หาและเดินออกไป


ซูอี้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย


ทุกวันนี้เขาเอาแต่จดจ่อกับการบ่มเพาะจนลืมไปหมดแล้ว ซึ่งมันไม่ควรเป็นเช่นนี้เลย


พอคิดเรื่องนี้แล้ว เขาพลันเหล่มองหญิงสาวที่อยู่ด้านข้าง แววตาของนางเปี่ยมไปด้วยความหวัง ดูมีเสน่ห์และสดใสยิ่งนัก และยิ่งไปกว่านั้น เด็กสาวไม่ได้คิดจะกล่าวโทษเขาเลย


แต่ในทางกลับกันยิ่งซูอี้คิดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งลำบากใจมากเท่านั้น


หลังจากคิดดูแล้ว สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจได้


ข้าจะให้ของขวัญวันเกิดที่ดีงามอย่างหนึ่งแก่นาง!


บทที่ 9: เนี่ยเถิง


“เหวินเสวี่ย วันเกิดนี้เจ้าไม่อยู่กับพ่อแม่ที่บ้านหรือ?”


ในระหว่างทางไปสู่ภัตตาคารรวมเซียนนั้น ซูอี้ก็ถามตามปกติ


“ข้าอายุสิบหกแล้ว ในเมื่อวันนี้เป็นวันเกิดของข้า ข้าก็ย่อมตัดสินใจเองได้”


เด็กสาวที่อยู่ด้านข้างเขากะพริบดวงตาอันงดงาม และพูดด้วยรอยยิ้ม “แต่อย่างไร ตอนเย็นข้าก็จะไปอยู่กับท่านพ่อและท่านแม่อยู่ดี”


หลังจากที่หยุดไปครู่หนึ่ง นางก็พูดต่อ “อีกอย่างหนึ่ง วันมะรืนนี้ก็จะเป็นวันเกิดปีที่แปดสิบของท่านย่าข้าด้วย เป็นงานใหญ่เลยทีเดียว ท่านพ่อกับท่านแม่ และคนอื่นในตระกูลต่างก็ยุ่งเพราะเรื่องนี้ พวกเขาจะมีเวลามาสนใจข้าได้อย่างไร”


ซูอี้หรี่ตาลงเล็กน้อยและพยักหน้า


ย่าของเหวินหลิงเสวี่ย คือแม่เฒ่าเหลียงเวินปี้ นายหญิงใหญ่แห่งตระกูลเหวิน ตำแหน่งของนางในสกุลเหวินนั้นเป็นที่น่าเกรงขาม กระทั่งผู้นำตระกูลเช่นเหวินฉางจิ้งยังไม่กล้าขัดใจนาง


ในวันเกิดปีที่แปดสิบของนาง คนในตระกูลเหวินย่อมไม่กล้าละเลย


“ท่านพี่เขย เรารีบเร่งฝีเท้ากันเถอะ ตอนนี้เที่ยงวันแล้ว” เหวินหลิงเสวี่ยหมดความอดทนอย่างเห็นได้ชัด


“เอาสิ” ซูอี้ยิ้มและตามไป


อย่างไรน้องสาวของเขาก็อายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น


รูปโฉมงดงาม อยู่ในวัยเริงร่าไร้เดียงสา


ภัตตาคารรวมเซียน


ภัตตาคารที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองกว่างหลิง พูดได้ว่าเป็นที่หนึ่งของเมืองกว่างหลิงนี้


คนที่เข้าออกภัตตาคารแห่งนี้ ต่างเป็นผู้ดีมีสกุล


มีเรื่องขำขันที่ว่าแก้วสุราในภัตตาคารรวมเซียน มีมูลค่าขนาดช่วยครอบครัวอนาถาได้เป็นสิบปี!


……และเรื่องที่ว่า มันก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแม้แต่น้อย!!


เมื่อซูอี้และเหวินหลิงเสวี่ยมาถึง พวกเขาก็ถูกบริกรภัตตาคารนำไปอย่างอบอุ่นด้วยความเคารพ พาไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสามที่แต่งกลิ่นอบอวลด้วยเครื่องหอมแบบโบราณ


ในห้องส่วนตัวนั้นมีคนราวเจ็ดแปดคน นอกเสียจากเด็กหนุ่มคนหนึ่ง คนที่เหลือล้วนเป็นสตรีอายุราวสิบห้าสิบหกทั้งสิ้น


เมื่อเหวินหลิงเสวี่ยมาถึง นางก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นทันที


“หลิงเสวี่ย วันนี้เจ้าสวยมาก นี่คือของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าเป็นพิเศษ ข้าขออวยพรให้เจ้าเข้าสำนักดาบชิงเหอได้ก่อนวัย!”


“ฮิฮิ ถ้าเหล่าสหายร่วมชั้นของเรารู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของโฉมงามอันดับหนึ่งในสำนักดาบซ่งอวิ๋นล่ะก็ ข้าเกรงว่าพวกเขาทั้งหมดคงจะรีบเข้ามาต่อแถวมอบของขวัญให้กับเจ้า”


……บรรดาหญิงงามกำลังพูดคุยกับเหวินหลิงเสวี่ย ในขณะที่มอบของขวัญที่ตนเองได้เตรียมมาให้นาง


ซูอี้ชำเลืองดูภาพที่เกิดขึ้น และเห็นความเป็นไปในแง่ที่แตกต่าง


เหวินหลิงเสวี่ยกับสหายร่วมชั้นกลุ่มนี้เเต่งกายเเบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เห็นได้ชัดว่าพวกนางมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา และมาจากตระกูลที่สำคัญไม่ใช่น้อย


บ้างก็ร่าเริงและใจกว้าง บ้างก็อ่อนโยนและช่างเก็บตัว บ้างก็ดูกล้าหาญ……อีกทั้งรูปลักษณ์และอุปนิสัยของพวกนางก็ดีมากเช่นกัน


อย่างไรก็ดี เสื้อผ้าของเหวินหลิงเสวี่ยในวันนี้อาจสวยและดูแพรวพราวมากเกินไปหน่อย


เมื่อหญิงสหายร่วมชั้นเหล่านี้กำลังคุยกับเหวินหลิงเสวี่ย พวกนางต่างก็ลอบแสดงอาการอิจฉาตาร้อนซึ่งไม่อาจหาได้ง่ายๆ


แม้พวกนางจะปกปิดอาการนี้ไว้อย่างดี แต่ก็ไม่อาจพ้นจากสายตาของซูอี้ได้


เขาอดขบขันไม่ได้ มิตรภาพระหว่างหญิงงามเหล่านี้แม้จะดูสนิทสนมดี แต่ความจริงแล้วพวกนางต่างก็เก็บซ่อนความคิดของตัวเองไว้


เดชะบุญที่สิ่งนี้มิได้เป็นพิษภัยแต่อย่างใด


“เนี่ยเถิง เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?” เหวินหลิงเสวี่ยรีบชายตาไปยังเด็กหนุ่มคนเดียวในห้อง พลางคิ้วยับย่นลงเล็กน้อย การแสดงออกของนางดูเย็นชาขึ้นมาก


บรรยากาศที่ครึกครื้นพลันรู้สึกกร่อยลงไป


เด็กหนุ่มผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีเขียวอ่อนราวกับหยก คิ้วคมเหมือนดาบ ตาเป็นประกายดังดวงดาว ลักษณะดูมีภูมิฐานยิ่งนัก


เขายกยิ้มก่อนก้าวมาด้านหน้าแล้วพูด “หลิงเสวี่ย วันนี้เป็นวันเกิดของเจ้า นี่เป็นของเล็กๆ น้อยๆ จากข้า ได้โปรดรับไว้ด้วย”


เขาหยิบกล่องสมบัติที่ฝังประดับด้วยทองและหยกในมือทั้งสองข้าง ก่อนจะเปิดออกอย่างเบามือ


ปิ่นหยกสีม่วงอ่อนอันหนึ่งปรากฏแก่สายตาของทุกคน


ปิ่นหยกอันนี้ใช้วิธีอันละเอียดประณีตในการแกะสลักเป็นรูปนกหลวนที่กำลังกระพือปีก มันประณีตมากจนดูราวกับมีชีวิต มองปราดเดียวก็เห็นว่านี่เป็นผลงานจากช่างยอดฝีมือ


“ปิ่นนกหลวนม่วงทะยานนภา! นี่เป็นผลงานอันแสนภูมิใจของปรมาจารย์โม่จากเขตปกครองอวิ๋นเหอ ว่ากันว่าวัสดุนี้เป็นชิ้นส่วนของหยกวิญญาณเยือกแข็งสีม่วงในธรรมชาติ แค่เฉพาะตัวก้อนหยกอย่างเดียวก็มีราคาถึงสามร้อยตำลึงเงิน!”


“และหลังจากถูกแกะสลักโดยฝีมือของปรมาจารย์โม่ มูลค่าของปิ่นหยกนี้ ก็แพงถึงหนึ่งพันตำลึงเงิน”


บรรดาเด็กสาวที่อยู่ในห้องดวงตาพลันเป็นประกาย หลังจากรู้ที่มาของปิ่นปักผมอันนี้แล้ว


“นี่……มันจะไม่แพงเกินไปหรือ?” เด็กสาวที่มีชาติตระกูลดีบางคนอดที่จะเดาะลิ้นตัวเองไม่ได้ และนึกฉงนกับความใจป้ำของเนี่ยเถิง


เนี่ยเถิงพึงพอใจกับผลเช่นนี้มาก ก่อนยิ้มจางๆ และพูดด้วยเสียงนุ่มนวล “หลิงเสวี่ย เจ้าชอบหรือเปล่า? ข้าเตรียมให้เจ้าเป็นพิเศษเลยนะ”


เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเด็กสาวที่อยู่รอบๆเขาก็เปลี่ยนไป และพวกนางก็อดไม่ได้ที่จะริษยาเหวินหลิงเสวี่ย


เนี่ยเถิง บุตรชายคนโตของเนี่ยเป๋ยหู่ผู้บัญชาการกองทหารองค์รักษ์จวนเจ้าเมือง เขาเป็นบุรุษที่เก่งกล้าสามารถ รูปโฉมงดงามราวต้นหยกลู่ลม


เขามีอายุเพียงสิบหกปี และเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในสำนักดาบซ่งอวิ๋น และมักจะได้รับการชื่นชมจากสหายร่วมสำนักรุ่นหนุ่มสาวอีกหลายคน


คนมีความสามารถเช่นเขาใช้เงินจำนวนมากในการแสดง ‘น้ำใจ’ ผ่านของขวัญปิ่นหยกชิ้นนี้ นี่ถือเป็นสิ่งที่รักษาหน้าฝ่ายหญิงเป็นอย่างมาก


ผู้ใดบ้างที่ไม่อยากให้เหตุเช่นนี้เกิดขึ้นกับตนเอง?


กระนั้นคิ้วของเหวินหลิงเสวี่ยกลับยับย่นมากขึ้นเรื่อยๆ และท่าทีการแสดงออกของเด็กสาวก็เฉยชามากขึ้น นางกล่าวว่า “ของขวัญชิ้นนี้สูงค่าเกินไป เจ้าเอากลับไปเถอะ”


ท่าทีของเนี่ยเถิงหยุดชะงัก ความอับอายปรากฏขึ้นผ่านคิ้วของเขา


และก่อนที่เขาจะทันพูด เหวินหลิงเสวี่ยก็ได้กล่าวทักทายขอให้ทุกคนนั่งลง และเจาะจงให้ซูอี้นั่งข้างตนเอง


ตั้งแต่ต้นจนจบนั้น เนี่ยเถิงถูกเมินเฉยโดยสิ้นเชิง


อย่างไรก็ดี เมื่อเห็นเนี่ยเถิงตกอยู่ในสถานการณ์น่าขายหน้า เหล่าหญิงงามบางคนกลับทนไม่ได้ ดังนั้นพวกนางจึงกล่าวทักทายเนี่ยเถิงเพื่อชักชวนให้นั่งลงด้วย


เนี่ยเถิงรีบเปลี่ยนอารมณ์และนั่งลงพร้อมรอยยิ้ม ราวกับว่าเขาได้ลืมเรื่องน่าอายที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้แล้ว


อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเผลอชำเลืองไปยังซูอี้ที่นั่งด้านข้างเหวินหลิงเสวี่ย เขาพลันรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก


อันที่จริงแล้วไม่ว่าจะเนี่ยเถิงหรือเด็กสาวคนอื่นๆ พวกเขาต่างก็สงสัยว่าเหตุใดเหวินหลิงเสวี่ยจึงพาซูอี้มาในงานเลี้ยงนี้


อย่างไรก็ตามด้วยฐานะที่เหวินหลิงเสวี่ยเป็นเจ้าของวันเกิด พวกเขาจึงไม่กล้าพูดอะไร


ตั้งแต่แรกจนบัดนี้นั้น ไม่มีผู้ใดมีปฏิสัมพันธ์กับซูอี้เลย และคงไม่ต้องกล่าวถึงการทักทายและแสดงไมตรีจิต


หากไม่ใช่เพราะเหวินหลิงเสวี่ย พวกนางก็คงไม่เต็มใจจะนั่งร่วมห้องกับซูอี้


ผู้ใดเล่าอยากจะสานสัมพันธ์กับบุตรเขยที่ทุกคนหยามเหยียด?


แม้ซูอี้จะนั่งอยู่ที่นั่น แต่ก็ถูกเมินเฉย และถูกมองข้ามราวกับเป็นอากาศธาตุ


“ท่านพี่เขยไม่ต้องกังวล แม้พวกนางจะเมินเฉยต่อท่าน แต่ข้าจะคอยดูแลท่านเอง ท่านอย่าได้เก็บใส่ใจเลย” เหวินหลิงเสวี่ยฉวยโอกาสขณะที่ทุกคนกำลังนั่งลง เข้ากระซิบข้างหูของซูอี้


ลมหายใจของเด็กสาวแผ่วเบานุ่มนวลราวกับบุปผชาติ ดวงตานางเป็นประกายเหมือนน้ำ ใบหน้าเรียวเล็กเต็มไปด้วยสีสันละมุนตา


ทำเอาซูอี้เคลิบเคลิ้ม


จิตของเขาราวกับกำลังเกิดใหม่ แล้วเขาจะสนใจเรื่องไร้สาระอื่นได้อย่างไรอีก?


ไม่นานนักเหล่าสาวใช้แสนสวยก็เข้ามา พร้อมกับยกอาหารอันโอชะซึ่งล้วนแต่เป็นของที่หาได้ยากยิ่ง


เหวินหลิงเสวี่ยนึกสงสัย “ข้าไม่ได้สั่งอาหารมากมายขนาดนี้นี่?”


เนี่ยเถิงรู้สึกชื่นบานก่อนพูดด้วยเสียงอันดังว่า “หลิงเสวี่ย วันนี้เป็นวันเกิดของเจ้า จะให้เจ้าเป็นคนออกเงินได้อย่างไร? ให้ค่าใช้จ่ายในภัตตาคารรวมเซียนวันนี้เป็นหน้าที่ของข้าเอง!”


เขาชำเลืองมองเด็กสาวคนอื่นๆ และกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “วันนี้ทุกคนโปรดกินดื่มกันให้อิ่มหนำสำราญ เช่นนั้นก็จะเป็นคำอวยพรอันประเสริฐแก่หลิงเสวี่ย”


หญิงงามทุกคนพากันหัวเราะร่า


แม้พวกนางจะมาจากภูมิหลังอันสูงส่ง แต่พวกนางก็ไม่มีโอกาสมากนักในการมาดื่มกินใน ‘แหล่งละลายทรัพย์’ อย่างภัตตาคารรวมเซียนได้


เหวินหลิงเสวี่ยรู้สึกลำบากใจ และกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “วันนี้เจ้าใช้เงินไปเท่าไหร่ เดี๋ยวข้าจะคืนเงินให้เจ้าวันหลัง”


เนี่ยเถิงยิ้มและพูด “เหวินเสวี่ย เจ้าอย่าได้เกรงใจเลย มันก็แค่มื้ออาหารเท่านั้น หากเจ้าคิดจะใช้คืนข้าจริงๆ ข้าคงถูกมิตรสหายในสำนักดาบซ่งอวิ๋นดูแคลนเอาแน่”


เด็กสาวหลายคนหัวเราะเห็นดีด้วย พวกนางพยายามเกลี้ยกล่อมเหวินหลิงเสวี่ยว่าอย่าได้สนใจเรื่องนี้มากนัก


เหวินหลิงเสวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จนที่สุดนางก็ไม่พูดอะไร


อย่างไรก็ดี นางกระซิบเบาๆข้างหูของซูอี้ “ชายคนนี้ก็เป็นเช่นนี้แหละ ชอบทำตัวให้เป็นที่โดดเด่นยามที่อยู่ในสำนักดาบซ่งอวิ๋น คนเช่นนี้คือแบบที่ทำให้ข้ารำคาญมากที่สุด ไร้สาระสิ้นดี!”


“อีกอย่างข้าก็ไม่ได้เชิญเขามางานเลี้ยงนี้ด้วย เขามาที่นี่ด้วยตัวเอง เขาช่างหน้าด้านจริงๆ!”


ซูอี้ยิ้ม


ก็แค่เรื่องไร้สาระ ปัญหาทั่วไปของคนหนุ่มสาว มันไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้น


ในขณะนี้ เนี่ยเถิงก็หันมาทันที


เขาไม่ได้ยินสิ่งที่เหวินหลิงเสวี่ยบอกกับซูอี้ในก่อนหน้านี้เลย


แต่เขากลับเห็นความสนิทสนมของเหวินหลิงเสวี่ย โดยดูจากริมฝีปากสีชมพูที่กระซิบข้างหูของซูอี้!


สิ่งนี้ทำให้รอยยิ้มของเด็กหนุ่มหุบลง ความหึงหวงอันยากจะควบคุมผุดขึ้นมาในใจ เขาอยากจะลุกขึ้นและเข้าไปทุบตีซูอี้อย่างแรง และโยนอีกฝ่ายให้หายไปจากสายตาของตนในทันที


เขาระงับความรู้สึกเกลียดชังเอาไว้ในใจก่อนที่จะแสร้งเป็นผ่อนคลาย และพูดด้วยความสงสัย


“ซูอี้ เจ้าเป็นพี่เขยของหลิงเสวี่ย และไหนๆเจ้าก็ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย ข้าเลยสงสัยว่าครั้งนี้เจ้าจะมอบของสิ่งไหนให้เป็นของขวัญแก่หลิงเสวี่ยหรือ?”


ริมฝีปากของซูอี้ปรากฏแนวโค้งจางๆ


อีกฝ่ายเป็นคนอย่างไรนั้น เพียงมองปราดตาเดียวก็เห็นอย่างชัดเจนว่าเด็กหนุ่มอีกฝั่งคนนี้ดูไม่พอใจ และคิดจะมีเรื่องกับเขา!


แน่นอนว่าในสายตาของคนอื่น ทุกคนต่างมองด้วยท่าทีที่ต่างกัน ทว่าทุกคนต่างเดาไปว่าเนี่ยเถิงมีความคิดที่จะประชันกับซูอี้


เนี่ยเถิงอาจใช้โอกาสนี้เพื่อทำให้ซูอี้ขายหน้า


และเมื่อพินิจดูแล้ว บุตรเขยขยะผู้นี้มีคุณสมบัติอะไรที่จะมานั่งกับคนอย่างพวกเขา?


ทำให้ตัวเองขายหน้าอย่างไม่รู้ตัวโดยแท้!


“เนี่ยเถิงผู้นี้น่ารำคาญเสียจริง!”


เหวินหลิงเสวี่ยมีน้ำโหเล็กน้อย นางรู้ว่าซูอี้ลืมวันเกิดของตนเอง ดังนั้นเขาจะไปเตรียมของขวัญได้อย่างไร?


อย่างไรก็ดี ตอนนี้เนี่ยเถิงดันหยิบกาที่น้ำยังไม่ทันเดือดเสียได้!


แต่ก่อนที่เหวินหลิงเสวี่ยจะทันพูด ซูอี้กลับเอ่ยขอโทษเสียก่อน


“คราวนี้ด้วยธุระต่างๆที่ข้าหมกมุ่น ข้าจึงเผลอลืมวันเกิดของหลิงเสวี่ยจนไม่มีเวลาได้เตรียมของขวัญล่วงหน้า แต่ข้าจะชดเชยให้นางทีหลังเมื่อกลับถึงจวนคืนนี้”


ขณะที่พูด เขาก็หันไปทางเหวินหลิงเสวี่ย


ด้วยที่ประโยคดังกล่าวตั้งใจจะพูดเพื่อเหวินหลิงเสวี่ย เขาจึงไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร


เหวินหลิงเสวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง นางเม้มริมฝีปากสีชมพูเล็กน้อย หัวใจรู้สึกเปี่ยมสุขอย่างอธิบายไม่ได้ ท่านพี่เขย……เขายังใส่ใจวันเกิดของข้า!


อืม เขาแค่ยุ่งเกินไปจนเผลอลืมชั่วขณะเท่านั้น


พอคิดดังนี้แล้ว ดวงตาและริมฝีปากของนางก็ค่อยๆผุดรอยยิ้มอย่างแช่มช้า


“ดังนั้นก็เลยไม่ได้เตรียมของขวัญ……”


ครั้งนี้เนี่ยเถิงผู้มีใจริษยาก็ได้โอกาสระบายโทสะ และอดกล่าวถากถางไม่ได้ “เสียแรงที่หลิงเสวี่ยใจดีกับพี่เขยอย่างเจ้า ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะลืมกระทั่งวันเกิดของนาง!”


เด็กสาวคนอื่นในห้องเองก็ส่ายหัวเช่นกัน


ว่าง่ายๆ ซูอี้เป็นดั่งโคลนที่ไม่อาจค้ำจุนกำแพงได้


เมื่อคิดในทางกลับกัน เขาก็เป็นเพียงบุตรเขยที่อยู่กินอย่างเสียข้าวสุกในบ้านตระกูลเหวิน ดังนั้นเขาจะเอาปัญญาจากไหนมาหาของขวัญได้?


ซูอี้ไม่มีทางจะหาของขวัญที่เทียบเทียมได้กับปิ่นหลวนหยกสีม่วงของศิษย์พี่เนี่ยเถิงได้หรอก!


ไม่อาจรู้จริงๆ ว่าเหตุใดเหวินหลิงเสวี่ยจึงสนใจพี่เขยของตัวเองอย่างมาก


เด็กสาวหลายคนต่างงงงวยกับเรื่องนี้มาก และพวกนางก็นึกดูถูกซูอี้ในใจมากขึ้น


เมื่อเห็นเหตุทุกอย่างแล้ว เนี่ยเถิงก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เขาคิดจะฉวยโอกาสตีเหล็กตอนร้อน และเหยียบเท้าซูอี้อย่างแรง แต่ทันใดนั้น!


ปัง!


ประตูห้องส่วนตัวที่ปิดอยู่กลับถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน!


[1] หยิบกาที่น้ำยังไม่ทันเดือด หมายถึง พูดในประเด็นที่ไม่ควรเอามาพูด


บทที่ 10: ประสาคนหนุ่มสาว


เสียงผลักเปิดประตูนั้นดังและดูหยาบคาย


ทุกคนในห้องส่วนตัวต่างขมวดคิ้ว ที่นี่คือภัตตาคารรวมเซียน……ภัตตาคารอันดับหนึ่งในเมืองกว่างหลิง!


ใครกันที่กล้าบุกเข้ามาโดยไม่พูดจาปราศรัยอันใดเช่นนี้?


ช่างอุกอาจนัก!


ด้วยจิตใต้สำนึก ดวงตาของทุกคนจึงมองไปทางนั้น


เมื่อพวกเขาเห็นรูปลักษณ์ของคนที่เข้ามา สีหน้าของทุกคนรวมถึงเหวินหลิงเสวี่ยและเนี่ยเถิงก็เปลี่ยนไปอย่างมาก


เจ้าคนนี้มันมาที่นี่ได้อย่างไร?


“หลิงเสวี่ยฉลองวันเกิดตัวเองที่นี่ทั้งที แม้จะไม่ได้รับเชิญ ข้าก็อยากมา ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าทำให้พวกเจ้ากลัวหรือไม่?”


คนที่เข้ามาเป็นบุรุษหนุ่มในเสื้อคลุมรูปแบบจีนโบราณ ปล่อยผมยาวตรง ใบหน้าหล่อเหลา ทว่ามีกลิ่นฉุนของสุราอบอวลทั่วร่าง และมีรอยยิ้มหยาบโลนประดับบนหน้า


หวงเฉียนจวิน!


ทายาทสายตรงแห่งตระกูลหวง หนึ่งในสามตระกูลหลักของเมืองกว่างหลิง บิดาของเขาคือผู้นำตระกูลหวงคนปัจจุบัน……นามหวงอวิ๋นชง!


หวงเฉียนจวินมีอุปนิสัยเย่อหยิ่ง มุทะลุและก้าวร้าว แม้จะอายุเพียงสิบเจ็ดปี แต่วีรกรรมชั่วช้าของคนผู้นี้กลับมีมากมาย เรียกได้ว่าคนคนนี้ทำหลายสิ่งที่ชวนให้ผู้คนจำนวนมากขุ่นเคืองและอาฆาตแค้น!!


แต่ถึงจะเป็นกระนั้น เพราะได้รับความคุ้มครองจากบิดาตน เขาจึงยังสามารถมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายดี ซึ่งยิ่งกระตุ้นให้เจ้าตัวหยิ่งผยองพองขนมากกว่าเดิม!


เมื่อบรรดาผู้คนในห้องรู้ว่าผู้ที่มาใหม่คือหวงเฉียนจวิน เด็กสาวในห้องที่กำลังโกรธเคืองอยู่ก็พากันเงียบ ความตื่นตระหนกปรากฏชัดบนใบหน้างดงามของพวกนาง


แน่นอนว่าพวกนางเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องขึ้นชื่อของชายผู้นี้


แม้แต่เหวินหลิงเสวี่ยและเนี่ยเถิงก็ขมวดคิ้วดูเคร่งเครียดไม่น้อย


ในสายตาของลูกหลานตระกูลใหญ่อย่างพวกเขา หวงเฉียนจวินเป็นคนใจโฉด โหดเหี้ยมไร้ยางอาย และไม่มีผู้ใดอยากอยู่กับเขา แต่ก็ขับไล่ไปไม่ได้เช่นกัน!


บรรยากาศในห้องส่วนตัวเริ่มอึมครึมในทันที


มีเพียงซูอี้เท่านั้นที่ยังคงเฉยเมย เขาไม่รู้จักหวงเฉียนจวิน แต่ก็เห็นได้ว่าเหวินหลิงเสวี่ยและคนอื่นๆกำลังตึงเครียดและกระสับกระส่าย


“วันเกิดของข้าเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย ขอเชิญเจ้าออกไปตอนนี้เสียดีกว่า!” เหวินหลิงเสวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนพูดอย่างเย็นชา ใบหน้าของนางขณะนี้เย็นชาราวกับน้ำแข็ง ทั้งยังไม่ได้ปิดบังท่าทีการปฏิเสธและความรู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย


อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าหวงเฉียนจวินไม่ได้สนใจเลย เขามองนางด้วยกิริยาต่ำตม และพูดพร้อมกับรอยยิ้ม “หึหึ สมกับเป็นน้องสาวของเหวินหลิงเจา มีเพียงสาวงามชั้นหนึ่งเช่นนี้เท่านั้นที่จะคู่ควรกับข้า”


“เจ้า……” ใบหน้างามของเหวินหลิงเสวี่ยแดงก่ำ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยโทสะ


“พวกเจ้าดูสิ สาวงามก็คือสาวงาม แม้ในยามโกรธก็ยังดูสวยไร้ที่ติ ไหนพวกเจ้าลองออกความเห็นที หากข้าแต่งนางเข้าบ้านได้ ท่านพ่อจะต้องพอใจมากแน่ใช่หรือไม่?” หวงเฉียนจวินหัวเราะอย่างหยาบโลน


ด้านหลังของเขา มีผู้คุ้มกันกลุ่มหนึ่งติดตามมาด้วยรอยยิ้มหยิ่งผยอง


เหล่าเด็กสาวที่นั่งอยู่ต่างดูหวาดกลัว พวกนางมองไปยังเนี่ยเถิงโดยจิตใต้สำนึก และฝากความหวังไว้ที่ทายาทผู้บัญชาการกองทหารองค์รักษ์จวนเจ้าเมือง


เนี่ยเถิงสูดหายใจเข้าลึก สำนึกว่าตนเองจำเป็นต้องยืนขึ้นในครั้งนี้ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่อาจเชิดหน้าขึ้นอีกได้ในอนาคต


“สหายหวง ที่นี่คือภัตตาคารรวมเซียน กรุณามีสัมมาคารวะด้วย มันมิใช่เรื่องเหมาะควรที่ใครจะมาทำลายความสงบ!” เนี่ยเถิงกัดฟันแสร้งทำเป็นสงบ


ใบหน้าที่ยังคงยิ้มอยู่ของหวงเฉียนจวินพลันหุบลง ดวงตาของเขากลับกลายเป็นเกรี้ยวกราด “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร กล้าดีอย่างไรมาสอนข้า?”


ใบหน้าของเนี่ยเถิงดูไม่ได้ขึ้นมาทันที หน้าของเขาถอดสีดูซีดไปถนัดตา


สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้ซูอี้ตระหนักว่าแม้แต่เนี่ยเถิงก็เกรงกลัวชายหนุ่มผู้โอหังคนนี้


“นายน้อย นี่คือบุตรชายของเนี่ยเป๋ยหู่ ผู้บัญชาการกองทหารองค์รักษ์จวนเจ้าเมือง ท่านผู้นำตระกูลกับเนี่ยเป๋ยหู่นั้นนับได้ว่าเป็นมิตรต่อกัน”


ผู้คุ้มกันยิ้มและพูดเตือน “แต่อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้วว่าท่านตัดสินใจจะทำอะไร”


หวงเฉียนจวินพูดในทันที ‘โอ้~’


พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า เขากล่าวว่า “เนี่ยเถิงสินะ? ข้าจะให้โอกาสเจ้ารีบไปให้พ้นสายตาข้าเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่เกรงใจที่จะกระทืบและโยนเจ้าออกไปถนนนอกภัตตาคารรวมเซียนเหมือนซากสุนัขตาย!”


ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่วาจากลับแข็งกระด้างและเต็มไปด้วยความหยาบช้าอย่างหาที่เปรียบมิได้ “ถึงตอนนั้น ข้าเกรงว่าเจ้าจะกลายเป็นตัวตลกของทั้งเมืองกว่างหลิง เจ้าจะต้องขายหน้าจนไม่อาจเชิดหน้าชูตาได้อีก!”


ร่างของเนี่ยเถิงแข็งทื่อ มือของเขากำแน่นจนนิ้วมือเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด เส้นเลือดดำที่หลังมือของเด็กหนุ่มแทบปริออก เช่นเดียวกับโทสะอันยากอธิบายที่มีเต็มอกของเขา


เมื่อเห็นดังนี้ เด็กสาวที่อยู่โดยรอบก็พากันหน้าซีด พวกนางรู้สึกตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก


ในห้องส่วนตัวแห่งนี้ ทั้งในแง่สถานะและตัวตน ไม่มีใครเทียบได้กับเนี่ยเถิงแล้ว เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีประโยชน์อันใดเลย แล้วจะไม่ให้คนอื่นรู้สึกร้อนรนได้อย่างไร?


ครั้งนี้เหวินหลิงเสวี่ยพูดอย่างเย็นชา “หวงเฉียนจวิน เจ้าคิดทำอะไรกันแน่?”


หวงเฉียนจวินตบมือและหัวเราะ จดจ้องเหวินหลิงเสวี่ยด้วยแววตาเร่าร้อน แล้วพูดว่า “เป็นคำถามที่ดี! เช่นนั้นข้าจะบอกให้ อีกไม่นานข้าจะให้ท่านพ่อของข้าไปบ้านตระกูลเหวินเพื่อสู่ขอเจ้าแต่งงาน หลังจากนั้นเราจะเป็นครอบครัวเดียวกัน!”


ผู้คุ้มกันข้างๆ พากันโห่ร้อง


“นายน้อยช่างตาถึงจริงๆ!”


“พวกเรา! ในอนาคตแม่นางผู้นี้จะมาเป็นนายหญิงของเรา!”


“เช่นนั้นเราขอแสดงความยินดีกับนายน้อยล่วงหน้าด้วย ฮ่าฮ่า”


เหวินหลิงเสวี่ยรู้สึกอับอายและโมโหมาก ดวงตากลมโตของนางเบิกกว้าง จึงกัดฟันกรอดแล้วพูด “น่าขำ ข้าเหวินหลิงเสวี่ยจะไม่มีวันแต่งงานกับคนสามานย์อย่างเจ้า!”


ซูอี้ลุกขึ้นอย่างเงียบๆ ความเย็นเยียบส่องประกายอยู่ในดวงตาที่เคยเฉยเมยของเขา


ชายหนุ่มยืนเงียบอยู่ตรงนั้น ดวงตาของเขาสงบนิ่ง


หากเป็นในเก้ามหาแดนดิน คนที่คุ้นเคยกับซูเสวียนจวินจะรู้ดีว่ายิ่งแววตาของซูเสวียนจวินสงบเท่าใด นั่นย่อมหมายถึงความตายที่กำลังมาเยือน!


“วาจาคงไม่อาจกล่าวตรงๆได้ ทว่าเหวินหลิงเจาผู้เป็นพี่สาวเจ้าเป็นคนสูงส่งเพียงไร แต่สุดท้ายกลับต้องแต่งงานกับเศษเดนอย่างเจ้านั่นไม่ใช่หรือ?”


เมื่อหวงเฉียนจวินกล่าวในตอนท้าย เขาพลันยกมือขึ้นและชี้ไปที่ซูอี้ ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยการดูถูกและเหยียดหยาม “ถึงข้าจะเป็นคนโอหัง แต่ข้าก็รู้ว่าการแต่งงานของตระกูลนั้นไม่ได้ขึ้นกับคนรุ่นลูกอย่างเจ้ากับข้า!”


หลังจากหยุดพูด เขาก็หัวเราะอีกครั้ง น้ำเสียงฟังดูเย่อหยิ่งลำพองใจยิ่งนัก “เหวินหลิงเสวี่ย ข้าแนะนำให้เจ้าเตรียมใจไว้ ภายในเดือนนี้ ตระกูลหวงของข้าจะทำให้ตระกูลเหวินรับปากว่าจะให้เจ้าแต่งออกเรือนกับข้าแน่!”


ทันใดนั้นดวงหน้างดงามของเหวินหลิงเสวี่ยพลันซีดเผือดไป และร่างเพรียวงามของนางก็สั่นเล็กน้อย


คำพูดของหวงเฉียนจวินทำร้ายจิตใจนาง!


ตอนนั้น พี่สาวของนางขัดขืนงานแต่งครั้งนั้นเท่าใด แม้แต่พ่อแม่ของนางก็คัดค้านอย่างรุนแรงด้วย แต่สุดท้ายพี่สาวนางกลับไม่อาจขัดความประสงค์ของแม่เฒ่าใหญ่ได้ และสุดท้ายก็ต้องแต่งกับพี่เขยของนาง!


ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เหวินหลิงเสวี่ยกังวลว่าตระกูลเหวินจะปฏิบัตินางแบบนั้นหรือไม่ หากว่าหวงเฉียนจวินมาสู่ขอตนจริงๆ


เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ริมฝีปากของเหวินหลิงเสวี่ยก็แทบจะปริแตกจากการกัดริมฝีปากแน่น ใจของนางรู้สึกร้อนรน ดวงตาของเด็กสาวเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก นางจะต้องแต่งกับคนโฉดชั่วผู้นี้จริงหรือ?


ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็สู้เชือดคอตัวเองตายจะดีกว่า!


“ไม่ต้องห่วง เรื่องแบบนั้นจะไม่มีทางเกิดกับเจ้า”


ฝ่ามืออุ่นๆ ทาบลงบนไหล่ของเหวินหลิงเสวี่ย ทำให้เจ้าตัวเบนสายตาไปเห็นใบหน้าอันสงบและนิ่งเฉยของซูอี้


“ท่านพี่เขย……” เหวินหลิงเสวี่ยที่กำลังใจเสียดูเหมือนจะพบที่พึ่งพิงเข้าแล้ว ในใจนางถูกเติมด้วยความรู้สึกอบอุ่นอันยากจะอธิบาย และน้ำเสียงของนางก็สะอึกสะอื้นอยู่เบาๆ


“งานเลี้ยงนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว ให้ข้าพาเจ้ากลับบ้านดีหรือไม่?” ซูอี้กล่าวเบาๆ


“อื้ม!” เหวินหลิงเสวี่ยพยักหน้าโดยไม่ทันรู้ตัว แต่ก็แสดงความกังวลทันที “ต……แต่ท่านพี่เขย……พวกเขา……”


“วางใจเถอะ ให้ข้าจัดการเอง” ซูอี้ตบบ่านางพร้อมน้ำเสียงอันอ่อนโยน


ขณะที่พูดคำดังกล่าว เขาชำเลืองไปยังเนี่ยเถิงและเด็กสาวคนอื่นก่อนพูด “พวกเจ้าประสงค์จะกลับด้วยหรือไม่?”


เนี่ยเถิงและคนอื่นๆล้วนตกใจ พากันตกตะลึงกับคำพูดของชายหนุ่ม


……นี่ซูอี้บ้าไปแล้วหรือ!!?


ไม่เห็นหรือว่าหวงเฉียนจวินกับผู้คุ้มกันของเขายังคงขวางหน้าประตูอยู่?


ผู้ใดจะจินตนาการได้ว่าบุตรเขยผู้สูญเสียรากฐานการบ่มเพาะ และถูกทุกคนในเมืองกว่างหลิงเยาะเย้ยจะกล้าพูดเช่นนี้ออกมา!?


“เจ้าว่าอย่างไรนะ? พาพวกนี้ไปจากที่นี่งั้นรึ?”


ขณะนี้ หวงเฉียนจวินแคะหูตัวเองและหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง “ซูอี้ ข้าไม่นึกจริงๆว่าเศษเดนอย่างเจ้าจะกล้าพูดเรื่องที่บ้าบิ่นกว่าข้าเสียอีก ฮ่าฮ่า ข้าอยากรู้จริงๆว่าใครสอนให้เจ้ากล้าดีเช่นนี้?”


เหล่าผู้คุ้มกันหัวเราะตาม ราวกับกำลังได้ยินเรื่องชวนหัวที่สุดในโลก


“ซูอี้ เจ้าอย่ารนหาที่เลยเข้าใจไหม!!”


เนี่ยเถิงรู้สึกหัวเสียเล็กน้อย ใบหน้าของเขาหม่นหมองและซีดเผือด ปากเอ่ยคำต่อคำออกมาว่า “ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง เจ้าแค่อยู่เฉยๆก็พอ! หากเจ้าสร้างปัญหาเพิ่มก็อย่าหาว่าข้าไม่มีน้ำใจ!”


คำพูดประโยคนี้ดูมีมโนธรรมและทรงอำนาจนัก จนเหล่าเด็กสาวในห้องนั้นอดรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้ และพากันรู้สึกว่าเนี่ยเถิงช่างสมกับเป็นชายชาตรียิ่งนัก!


เทียบกับการแสดงออกครั้งก่อนหน้าของซูอี้……นั่นมันกลับดูน่าขยะแขยงจริงๆ!


ชายไร้ประโยชน์ผู้นี้คิดจะพาพวกเขาออกไปด้วยตัวเองงั้นหรือ?


ช่างน่าหัวร่อ!


“ในฐานะเป็นหนุ่มวัยแรกรุ่น เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่เจ้าควรมีจิตใจกล้าหาญเช่นนี้ ครั้งนี้เจ้าทำให้ข้าประทับใจไม่เบาเลย” ซูอี้ปรายตามองเนี่ยเถิงและพยักหน้า


เนี่ยเถิงตะลึงงัน น้ำเสียงของชายคนนี้คืออะไร……ทำไมเขาชมข้าอย่างกับเขาเป็นตาแก่เสียอย่างงั้น……


แต่ก่อนที่เขาจะได้สติ หวงเฉียนจวินที่ยืนอยู่หน้าประตูก็พลันหมดความอดทนและโบกมือ


“พวกเจ้าทุกคนไปเอาตัวไอ้ขยะนั่นมาให้ข้า! แก้ผ้าของมันออก แล้วจับมันไปขึงไว้ที่ประตูเมือง ข้าจะให้คนทั้งเมืองเห็นสภาพอัปลักษณ์ของมัน!”


“รับบัญชานายน้อย!” ผู้คุ้มกันที่ไม่อาจรอคอยนานได้พลันพุ่งออกไปเป็นคนแรก


“ไอ้หนู พวกข้ามาเล่นกับเจ้าแล้ว!”


ผู้คุ้มกันคนนั้นดูแข็งแกร่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ สีหน้าเหี้ยมเกรียมของเขาทำให้ผู้คนต่างรู้สึกหวาดเกรงอย่างมาก เช่นเดียวกับใบหน้าของเด็กสาวรอบๆที่ซีดเผือด เพราะรูปลักษณ์น่าหวาดหวั่นนั่นทำให้พวกนางขวัญเสีย!


หยางเชิ่ง! ผู้คุ้มกันฝีมือดีของหวงเฉียนจวินที่มีระดับการบ่มเพาะอยู่ในขอบเขตโคจรโลหิตขั้นสอง คนผู้นี้มีเนื้อหนังที่แกร่งราวกับโลหะ กำลังวังชาดุจกระทิง และช่ำชองทักษะ ‘ฝ่ามือบดศิลา’


การฉีกเอ็นหักกระดูกเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขา ที่ผ่านมาศัตรูของชายผู้นี้……หากไม่ตายก็คางเหลือง!


ขณะที่กำลังพูด เขาก็ได้ซัดฝ่ามือใส่ซูอี้อย่างรุนแรงเต็มกำลัง


“ท่านพี่เขยหลบเร็ว!” เหวินหลิงเสวี่ยกรีดร้อง ใบหน้างามซีดเผือด และด้วยระยะของนาง ทุกอย่างก็ดูจะสายเกินหยุดเสียแล้ว


“อย่าได้ตื่นตกใจไป ภายใต้ขอบเขตโคจรโลหิตไม่มีใครทำร้ายพี่เขยของเจ้าได้หรอก” ในน้ำเสียงเฉยชานั้น เห็นได้ว่าร่างผอมสูงของซูอี้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว!


เขากระโจนไปข้างหน้าราวนกเหยี่ยวที่กำลังขย้ำกระต่าย ด้วยมือข้างเดียวนั่น ชายหนุ่มคว้าข้อมือบริเวณจุดชีพจรของหยางเชิ่งด้วยความแม่นยำ และซูอี้ก็พลันออกแรงสะบัดมือหนึ่งครั้งอย่างหนักหน่วง


ร่างกำยำของหยางเชิ่งถูกทุ่มลงที่พื้นอย่างแรง อวัยวะภายในของเขาบาดเจ็บสาหัสจากแรงสั่นสะเทือนโดย ‘แรงสะบัด’ ที่ว่า!


เขารู้สึกว่าภายในร่างตัวเองสั่นจนเหมือนจะสลายไป!


นี่เป็นวิธีการใช้ออกด้วยพลังอันยอดเยี่ยม


หากซูอี้ต้องการ เขาสามารถสังหารศัตรูได้โดยการโคจรพลังของตนเองผ่านจุดชีพจรของศัตรูเพื่อสร้างคลื่นสั่นพ้อง ซึ่งทำให้ทั้งเลือดเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของอีกฝ่ายถูกเขย่าอย่างรุนแรงจนแหลกสลายได้!


บัดนี้แม้หยางเชิ่งจะไม่ได้ตายคาที่ แต่อวัยวะภายในของเขาเสียหายหนักมาก!!


พริบตาต่อมา ซูอี้ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เขาเตะร่างอีกฝ่ายออกไป


ตูม!


ในสายตาที่รู้สึกเหลือเชื่อของทุกคน ร่างของหยางเชิ่งลอยคว้างและกระแทกเข้ากับผนังด้านข้างของห้องส่วนตัวอย่างแรง


เขาสั่นกระตุกอย่างรุนแรง และมีเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด!


ภาพตรงหน้าทำให้ผู้เห็นเหตุการณ์ทุกคนต่างตกตะลึงตาค้างจนลืมหายใจกันเลยทีเดียว!!!


จบตอน

Comments