เมื่อ ‘ซ่งจื่อเซวียน’ ได้ค้นพบตำราสูตรอาหารลึกลับ ชีวิตของเขาก็พลิกผันเข้าสู่เส้นทางของ ‘สุดยอดเชฟมือทอง’
ชะตาชีวิตของ ‘ซ่งจื่อเซวียน’ เด็กหนุ่มธรรมดาผู้อาภัพ มีอันต้องพลิกผัน
เมื่อเขาได้พบกับหนังสือสูตรอาหารของห้องเครื่องสมัยราชวงศ์ชิง
ซึ่งเขียนไว้ว่าตอนทำอาหารจำต้องฝึกลมปราณควบคู่ไปด้วย?!
แม้จะงุนงงกับเนื้อหา แต่เมื่อลองทำตาม อาหารที่เขาทำก็กลายเป็นอาหารรสเลิศ!
อาหารจานแรกที่เขาทำออกมาคือ ‘ข้าวผัดจักรพรรดิ’
และคนแรกที่ได้ลิ้มลองก็คือคนใหญ่คนโตอย่าง ‘หลินเทียนหนาน’
ความอร่อยของข้าวผัดจักรพรรดิทำให้หลินเทียนหนานชวนซ่งจื่อเซวียนไปทำงานที่ร้านอาหาร
โดยให้ค่าจ้างถึง8หมื่นหยวน!
ข้าวผัดจักรพรรดิของเขากลายเป็นอาหารจานฮิต แม้จะมีราคาสูงถึงจานละ899หยวน!
และด้วยกระแสความร้อนแรงของข้าวผัดจักรพรรดินี้เอง คือจุดเริ่มต้น
ที่ทำให้ซ่งจื่อเซวียนต้องเข้าไปพัวพันกับผู้มีอิทธิพลในวงการอาหาร รวมถึงวงการใต้ดิน?!
เขาต้องหาทางปกป้องตัวเอง สร้างเนื้อสร้างตัวเพื่อครอบครัว
และกลายเป็นยอดเชฟเหรียญทองให้จงได้!
ตอนที่ 1: สูตรอาหารที่มีคราบสีเหลือง
“ก่อนหน้ามาเสียนหยางเพื่อเป็นอ๋อง หลังมาเสียนหยางสนับสนุนปกป้องกฎราชสำนัก!”
วิทยุตัวเก่าเล่นงิ้วเรื่อง ‘เซียวเหอไล่หานซิ่นใต้จันทรา’ ท่อนหนึ่งด้วยเสียงอู้อี้
ชายชราที่ผมขาวโพลนไปทั้งหัว สวมเสื้อยืดแนวนิยมของเหล่าผู้เฒ่า ตอนนี้กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่ง คลอนหัวเบาๆ การฟังงิ้วสำหรับคนรุ่นราวคราวนี้ก็เหมือนเป็นสิ่งบันเทิงใจที่สุด
“ปู่ วิทยุของปู่เครื่องนี้เปลี่ยนได้แล้วมั้ง”
ซ่งจื่อเซวียนเก็บตะเกียบบนโต๊ะพลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ
ชายชราค่อยๆลืมตากวาดมองเขาไปทีหนึ่ง ไม่ได้สนใจ หลับตาโคลงหัวเบาๆฟังงิ้วต่อ
ซ่งจื่อเซวียนก็คลี่ยิ้มบาง ไม่ได้พูดอะไร
เขามักจะมาปัดกวาดเช็ดถูที่บ้านของชายชราอยู่บ่อยๆ ชายชรามีชื่อว่าฟางจิ่งจือ ชาวปักกิ่ง เป็นชายชราที่ไม่มีลูก ตั้งแต่เด็กๆ ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่เคยเห็นภรรยาของเขา ได้ยินแค่เพียงว่าเสียชีวิตตั้งแต่ยังสาว ชายชราก็ไม่ได้หาภรรยาใหม่
จะว่าไปฟางจิ่งจือก็ประหลาด มักจะพูดว่าบรรพบุรุษของตัวเองเป็นบ่าวในราชวงศ์ชิง คุณปู่ยังเคยเป็นหัวหน้าพ่อครัวในห้องเครื่อง แม้ว่าพูดไปจะไม่มีคนเชื่อ แต่ชายชราก็อายุแปดสิบกว่าแล้ว ตามละแวกบ้านก็ไม่มีใครคิดเป็นจริงเป็นจังกับเขาจึงปล่อยเลยตามเลยไปอย่างนั้น
เก็บกวาดเสร็จ ซ่งจื่อเซวียนพับโต๊ะพิงกับกำแพง และเมียงมองตู้หนังสือข้างๆ หนังสือในกรุของฟางจิ่งจือ ซ่งจื่อเซวียนน่าจะเคยอ่านมาหมดแล้ว ล้วนเป็นพวกหนังสือประวัติศาสตร์ที่ไม่มีวางขายในตลาด และไม่รู้ว่าเป็นประวัติศาสตร์จริงๆหรือเรื่องเล่า สรุปแล้วก็ค่อนข้างน่าสนใจ
หนังสือเหล่านี้มีอายุอยู่บ้าง กระทั่งบางเล่มยังจัดตัวอักษรเป็นแนวตั้งเสียด้วยซ้ำ ซ่งจื่อเซวียนก็เป็นคนมีระเบียบมาก อ่านเสร็จยังจัดเก็บเข้าตู้ให้ชายชราที่เดิม ดังนั้นในบ้านของฟางจิ่งจือจึงถือว่าเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ
ตอนจะออกไป จู่ๆสายตาของซ่งจื่อเซวียนก็ไปหยุดอยู่ตรงหนังสือที่มีคราบเหลืองเล่มหนึ่งในตู้ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย หนังสือเล่มนี้…เหมือนจะไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
หนังสือบางมาก เสียบอยู่ระหว่างหนังสือสองเล่ม เพราะคราบเหลืองบนหนังสือสีเข้มมาก มองเห็นแค่ด้านข้างก็ชัดเจนมากว่าเล่มนี้น่าจะเก่ายิ่งกว่าหนังสือมีอายุเล่มอื่นของฟางจิ่งจือ
เพราะแวะเวียนมาบ่อย ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ได้เกรงใจ ยื่นมือไปหยิบหนังสือเล่มนั้นลงมา อาจจะเพราะเก่ามาก หนังสือเล่มนี้จึงไม่มีหน้าปกแล้ว เนื้อกระดาษเปราะบาง ด้านหน้างอจนกลายเป็นรอยคลื่น แต่เพราะมีรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ่งฉงนสนเท่ เปิดอ่านอย่างระมัดระวัง
ฟางจิ่งจือสังเกตเห็นท่าทางของซ่งจื่อเซวียน ก็เคร่งขรึมขึ้นมา “เด็กขี้ขโมย วางหนังสือฉันลงนะ!”
“เฮอะ ดูท่าทางหงุดหงิดของปู่สิ วันๆผมซื้อเหล้าเก็บกวาดห้องหับให้ ผมยังอ่านไม่ได้อีกเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
สีหน้าฟางจิ่งจือยังคงเคร่งขรึมดังเดิม “ฉันสั่งให้แกวางลงซะ!”
น้ำเสียงครั้งนี้จริงจังอย่างชัดเจน แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับไม่สนใจ อย่างไร…เขากับชายชราคนนี้ก็สนิทสนมกันมาก ว่ากันตามจริงความรู้สึกก็ไม่ต่างอะไรจากปู่แท้ๆ จึงไม่สนใจดังเดิม พลิกหน้าหนังสืออ่านต่อไป
“ปู่ นี่มัน…สูตรอาหารนี่”
ได้ยินประโยคนี้ จู่ๆสีหน้าฟางจิ่งจือก็เปลี่ยนเป็นตะลีตะลาน น้ำเสียงจากที่กำลังเคร่งขรึมแปรเปลี่ยนเป็นตกใจ “แก แกพูดว่าอะไรนะ แกมองออกว่านี่เป็นหนังสือสูตรอาหารงั้นเหรอ”
“ปู่พูดอย่างนี้ได้ไง ทุกวันนี้ผมทำงานอยู่ในร้านอาหารชุนเซียง ผมยังจะไม่รู้จักสูตรอาหารอีกเหรอ”
ฟางจิ่งจือค่อยๆหรี่ตาสองข้างลง ลอบสังเกตซ่งจื่อเซวียนอีกรอบ ดูเหมือน…สิบกว่าปีก่อนจะรู้จักอย่างผิวเผินไปเสียแล้ว วันนี้ถึงนับได้ว่าได้รู้จักเจ้าเด็กนี่ใหม่อีกรอบ
วิทยุเครื่องเก่ายังคงเล่นงิ้วสิ่งเสียงรบกวนไปทั่วห้อง แต่ฟางจิ่งจือกลับเหมือนเป็นใบ้ไปแล้ว ไม่พูดอะไรออกมาสักประโยค จ้องมองซ่งจื่อเซวียนอยู่อย่างนั้น และอีกฝ่ายก็เหมือนกัน จดจ่ออยู่กับหนังสือไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
ผ่านไปครู่ใหญ่ ซ่งจื่อเซวียนกลับสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง “หนังสือเล่มนี้แปลกดีแฮะ เหมือนจะเป็นสูตรอาหาร แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไร” ฟางจิ่งจือเอ่ยถามอย่างประหม่า
“บอกไม่ถูก ปู่ หนังสือเล่มนี้ชื่อว่าอะไรเหรอ ทำไมแม้แต่หน้าปกก็ไม่มีแล้ว”
ฟางจิ่งจือได้ยินดังนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง “หนังสือเล่มนี้…จะว่าไปก็อายุสามร้อยกว่าปีแล้ว ไหนเลยจะรักษาหน้าปกเอาไว้ได้ ยังดีที่เนื้อกระดาษดี เก็บรักษาไว้อย่างดี ไม่อย่างนั้นหนังสือคงเป็นผุยผงไปแล้ว”
“สามร้อยปีงั้นเหรอ ปู่ ไม่ใช่ว่าปู่จะพูดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่บรรพบุรุษของปู่ที่ทำงานในวังสมัยราชวงศ์ชิงทิ้งเอาไว้อีกแล้วหรอกนะ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
ฟางจิ่งจือชำเลืองมองเขารอบหนึ่ง “ไอ้หนู เด็กข้างนอกพวกนั้นไม่เชื่อฉัน แกก็ไม่เชื่อฉันเรอะ”
“ถุย! แต่เดิมมันก็เป็นเรื่องจริงอยู่แล้ว ฉันที่เป็นปู่แกจะหลอกได้ด้วยเหรอ” ฟางจิ่งจือกล่าวอย่างเคืองๆ
“เอาเถอะ ผมไม่พูดแล้ว ก็รู้อยู่ถ้าพูดไม่เข้าหูหน่อยปู่ก็เปิดปากด่า” ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางยักไหล่
ฟางจิ่งจือค่อยๆเอนกายพิงตั่ง ยกเอ้อร์กัวโถวขวดใสขึ้นดื่มหนึ่งอึก “พูดมาสิไอ้หนู ได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้บ้าง”
ซ่งจื่อเซวียนขมวดคิ้วน้อยๆอย่างครุ่นคิด “อืม…ปู่ หนังสือเล่มนี้มั่วซั่วไปหน่อย ด้านหน้าเขียนวิธีทำอาหาร แต่เขียนไปเขียนมาก็เปลี่ยนเป็นฝึกกำลังภายในเสียอย่างนั้น ผิดพลาดตอนเข้าเล่มหรือเปล่า”
ได้ยินคำพูดของซ่งจื่อเซวียน ในใจฟางจิ่งจือก็ตื่นเต้นอีกครั้ง เขาอ่านหนังสือเล่มนี้เข้าใจจริงๆหรือ
ซ่งจื่อเซวียนชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เล็ก โดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์ของฟางจิ่งจือที่ส่วนใหญ่เป็นคำโบราณ ดังนั้นอ่านหนังสือโบราณออกก็ไม่แปลกแต่อย่างใด แต่หนังสือเล่มนี้…แม้แต่ตัวฟางจิ่งจือในตอนแรกก็ต้องมีผู้อาวุโสคอยชี้แนะและอธิบายถึงจะอ่านเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร พรสวรรค์ของเจ้าเด็กนี่ชวนให้รู้สึกเหลือเชื่ออยู่เสมอ
“เหอะๆ แกอยากเป็นพ่อครัวเรอะ”
“อยากสิ ต้องอยากเป็นอยู่แล้ว!” ซ่งจื่อเซวียนพูดออกมาอย่างกระตือรือร้นฉับพลัน
ฐานะทางบ้านของซ่งจื่อเซวียนไม่ค่อยดี ขึ้นมัธยมต้นได้ปีกว่าก็ลาออกแล้ว จากนั้นก็ทำงานครัวที่ร้านอาหารชุนเซียงหน้าปากซอย สำหรับเขาแล้วถ้าเป็นพ่อครัวได้ ชีวิตในวันข้างหน้าก็มั่นคงแล้ว
เหมือนฟางจิ่งจือก็คิดเอาไว้แล้วว่าซ่งจื่อเซวียนจะตอบออกมาอย่างนี้ จึงยิ้มอย่างได้ใจ “เอาสิ อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อไป ฉันรับประกันเลยว่าแกจะเป็นพ่อครัวได้”
“จริงเหรอ จะให้หนังสือเล่มนี้กับผมเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนพูดอย่างตื่นเต้น แค่เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้เขาติดงอมแงมแล้ว
“แต่ว่า…”
“แต่ว่า?” ซ่งจื่อเซวียนสงสัย เขารู้อยู่แก่ใจว่าแม้ชายชราจะอายุมากแล้ว แต่ก็มักจะขี้เล่น อีกประเดี๋ยวจะต้องอุบอิบความคิดไม่ดีอะไรแน่ๆ
“หนังสือเล่มนี้อ่านได้แค่ที่นี่เท่านั้น และทุกครั้งที่แกมา จะต้องเอาเหล้ามาให้ฉันด้วยขวดหนึ่ง!” ฟางจิ่งจือพูดพลางปิดวิทยุโบราณไปด้วย เห็นได้ชัดว่าเตรียมเจรจาต่อรองแล้ว
“อะไรนะ” ซ่งจื่อเซวียนชะงัก เขารู้อยู่แล้วว่าชายชราชอบดื่มสุราเป็นชีวิตจิตใจ แต่พวกเขาตกลงกันไว้แล้วเช่นกันว่าสามวันหนึ่งขวด ถึงอย่างไรก็อายุแปดสิบกว่าแล้ว ดื่มสุรามากขนาดนั้นไม่ไหว ใครจะไปรู้ว่าตาแก่ที่ทำตัวเป็นเด็กคนนี้จะยกเรื่องสุรามาแลกเปลี่ยน
“ไม่ได้ ปู่ เราตกลงกันแล้วนี่ว่าสามวันหนึ่งขวดน่ะ!”
“ก็ได้ ในเมื่อแกไม่ตกลง งั้นก็ช่างมันแล้วกัน วางหนังสือปู่แกลง แล้วแกก็ไปเถอะ”
พูดจบ ฟางจิ่งจือนอนลงและพลิกตัวหันหลังไป เห็นได้ชัดว่ามั่นใจในตัวซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนสูดลมหายใจลึก ในใจก็คิดว่าต่อให้ไม่ได้เป็นพ่อครัวแล้วก็ตามใจตาแก่ที่ทำตัวเป็นเด็กคนนี้ไม่ได้ ถึงอย่างไรปู่ก็อายุมากแล้ว สุขภาพสำคัญที่สุด ถ้าปล่อยตามอำเภอใจไปอย่างนี้จะต้องเกิดเรื่องแน่ๆ
“ก็ได้ งั้นถือว่าผมกับหนังสือเล่มนี้ไม่มีชะตาต่อกันแล้ว ปู่พักผ่อนเถอะ”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็วางหนังสือลงจากนั้นก็เดินออกไปด้านนอก แต่ว่าฟางจิ่งจือหมุนตัวกลับมาทันที “ไอ้หนู คุยกันหน่อย”
ซ่งจื่อเซวียนอดทนไม่ให้ดีใจออกนอกหน้า “ไม่ต้องคุยกันหรอก ผมไม่อยากเป็นพ่อครัวแล้วทำให้ปู่กินเหล้าจนตาย”
“สองวันหนึ่งขวดได้ไหม”
“ปู่อย่าต่อรอง ผมไม่อ่านแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนี่!” ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางก้าวเท้าออกไปนอกประตู
“อย่างนั้นเปลี่ยนเป็นยี่ห้อขวดละสิบห้าหยวนโอเคไหม” ฟางจิ่งจือต่อรองอีกครั้ง
ซ่งจื่อเซวียนพอใจกับข้อตกลงนี้ หมุนตัวย่อคำนับเข่าเดียวอย่างมารยาทของราชวงศ์ซ่ง พูดว่า “ก็ได้ขอรับ นับแต่นี้ไปพวกเราจะดื่มสิบห้าหยวน!”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็จากไป เพราะวันถัดไปเป็นวันเสาร์ ร้านอาหารค่อนข้างยุ่ง ดังนั้นทุกคืนวันศุกร์เขาจึงไปร้านอาหารเพื่อเตรียมการสำหรับงานยุ่งของวันพรุ่งนี้
มองซ่งจื่อเซวียนจากไป ฟางจิ่งจืออดคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้ “ฮ่าๆ ไอ้เด็กเวร เก่งกว่าปู่เสียจริง!”
ออกจากบ้านชายชรา ซ่งจื่อเซวียนนึกถึงหนังสือสูตรอาหารที่เพิ่งอ่านเมื่อครู่ตลอดทาง ถึงแม้จะอ่านไปได้ไม่กี่หน้า แต่เนื้อหากลับวนเวียนไปมาในสมองของเขาอยู่นานแล้ว
จะว่าไปสูตรอาหารเมนูแรกก็น่าขบขัน เป็นข้าวผัดไข่ และขั้นตอนการทำก็ไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาด แต่สำหรับซ่งจื่อเซวียน กลับรู้สึกเหมือนอยู่ในหนัง ภาพทั้งหมดอยู่ตรงหน้าเขา เห็นข้าวผัดจานนั้นก็ชวนให้เคลิบเคลิ้ม
แต่หน้าหลังๆ เหมือนจะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับการฝึกลมปราณอะไรสักอย่าง กำลังนำเสนออาหารอยู่ดีๆ ทำไมถึงพูดถึงลมปราณเสียอย่างนั้นล่ะ
แม้ว่าจะไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับลมปราณเลย แต่เห็นคำศัพท์พวก ‘ตันเถียน’ ‘ลมปราณ’ ‘นั่งสมาธิ’ ซ่งจื่อเซวียนก็นึกถึงกำลังภายในของประเทศจีนในสมัยก่อนเป็นอย่างแรก
“หรือว่าจะหมายถึงต้องฝึกปราณไปด้วยผัดอาหารไปด้วย” ซงจื่อเซวียนพูดกับตัวเอง แต่ผ่านไปไม่นานก็หัวเราะออกมา ไร้สาระเกินไปแล้ว
เมื่อถึงร้านอาหาร พ่อครัวจางขุยก็หน้าดำพลางพูด “ทำไมมาดึกขนาดนี้ มีงานการรอให้แกทำเยอะแยะนะ!”
“เมื่อกี้เพิ่งไปช่วยปู่ฟางเก็บกวาดบ้านมาครับ!”
ซงจื่อเซวียนพูดพลางเดินเข้าไปหลังครัว แต่ก็ยังฟังคำพูดจากปากของจางขุยต่อ “ทั้งวันไม่ทำงานทำการ สมแล้วที่เป็นได้แค่เด็กในครัว ยังจะไปช่วยตาแก่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันทางสายเลือดอีก สมองมีปัญหารึไง!”
ซ่งจื่อเซวียนไม่สนใจ ปกติจางขุยก็ปฏิบัติกับเขาอย่างนี้อยู่แล้ว แค่เปิดปากมาก็ต่อว่าไปเรื่อย บางทีก็พูดไปด่าไป เขาเองก็ชินแล้ว
ถึงแม้เขาจะไม่ชอบจางขุย แต่เด็กในครัวคนไหนจะมีสิทธิ์ไปท้าทายพ่อครัวใหญ่เล่า
ก่นด่าไปอีกสักพัก จางขุยก็พูดขึ้นเสียง “ไอ้หนู ล้างผักเสร็จแล้วก็เอาไปเก็บไว้ในตู้แช่ เนื้อไก่นั่นก็สับให้เป็นชิ้นๆ ฉันจะไปเข้าส้วม!”
“รับทราบ”
ซ่งจื่อเซวียนรู้อยู่แล้วว่าจางขุยแอบไปอู้ โยนงานทั้งหมดให้เขา แต่เขาก็ชินแล้ว บ่นอะไรไม่ได้
เขาตระเตรียมวัตถุดิบทุกอย่างเสร็จ จากนั้นก็เก็บเข้าตู้แช่ ก็จะถือว่าเสร็จเรียบร้อย ขณะคิดจะไปนั่งพักสักครู่ ก็หันไปเห็นชายวัยกลางคนเดินเข้ามาในร้านอาหาร
ชายวัยกลางคนหน้าตาสุภาพอ่อนโยน ผมแสกข้าง ขมับทั้งสองฝั่งแซมผมขาวเล็กน้อย สวมกางสแล็ค เสื้อโปโลสอดในกางเกงเรียบร้อย ใบหน้าประดับรอยยิ้มบางดูเป็นมิตรอย่างมาก
เห็นชายวัยกลางคนคนนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็คิดในใจว่าคนคนนี้มีสไตล์เสียจริง แต่เขาไม่ใช่คนแถวนี้อย่างแน่นอน แถวนี้ค่อนข้างเป็นย่านชุมชน เอาตามจริงไม่เคยเห็นคนที่มีบรรยากาศรอบตัวแบบนี้มาก่อน
“เหอะๆ น้องชาย ผัดข้าวให้ฉันสักจานได้ไหม” ชายวัยกลางคนเอ่ยปาก
“ขอโทษด้วยครับ พวกเราปิดร้านแล้ว คุณไปร้านอื่นเถอะ” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยตอบอย่างมีมารยาท
ความจริงแล้วก็ไม่ได้ถือว่าปิดร้านหรอก พ่อครัวจางขุยไม่อยู่ก็ไม่มีคนผัดข้าวให้เขา อีกอย่างแต่ไหนแต่ไรจางขุยก็ไม่ให้คนอื่นแตะต้องเครื่องครัวของเขา
“คือ…ฉันเห็นร้านแถวนี้ปิดกันหมดแล้ว นายลอง…”
เห็นท่าทางของชายวัยกลางคน ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่อยากปฏิเสธอยู่บ้าง แต่ต่อให้ทำได้ เขาก็ไม่กล้าแตะต้องเครื่องครัวของจางขุยนะ
ขณะที่กำลังลำบากใจ สมองของเขาก็มีความคิดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นมา
“ทำข้าวผัดไข่ให้คุณหนึ่งชามโอเคไหม” ซ่งจื่อเซวียนพูด
[1] ก่อนหน้ามาเสียนหยางเพื่อเป็นอ๋อง หลังมาเสียนหยางสนับสนุนปกป้องกฎราชสำนัก เป็นคำพูดที่มาจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ โดยเล่าเรื่องราวช่วงสงครามระหว่างหลิวปัง ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์แรก (ฮั่นเกาจู่) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น และเซียงอวี่
[2] เอ้อร์กัวโถว: สุราดั้งเดิมของปักกิ่ง ระดับแอลกอฮอล์อยู่ที่ประมาณ55ดีกรี เป็นสุราขาว ความเข้มข้นสูง กลิ่นหอมกลมกล่อม
[3] ตันเถียน คือจุดศูนย์กลางของพลังภายในร่างกาย
ตอนที่ 2: ฝึกกำลังภายในลมหายใจเดียว
ซ่งจื่อเซวียนก็คิดว่ามีบางอย่างมาดลใจ ตนเองพูดประโยคนั้นออกไปได้อย่างไร ถ้าเป็นเวลาปกติ แม้แต่เครื่องครัวของจางขุยก็ไม่กล้าเข้าใกล้เสียด้วยซ้ำ แต่วันนี้…อดใจไม่ไหวอยากทำข้าวผัดไข่จริงๆ
“ได้สิ กินแก้หิวได้ก็พอ ลำบากน้องชายแล้ว” ชายวัยกลางคนพยักหน้าพร้อมยิ้มตอบ เห็นได้ชัดว่าหิวแล้ว มีอาหารตกถึงท้องก็เพียงพอ
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็เดินเข้าไปหลังครัว ในใจเขารู้ดีว่าเป็นเพราะเขาอ่านหนังสือสูตรอาหารนั่น เขาถึงได้บุ่มบ่ามอยากทำข้าวผัดไข่ขนาดนี้
เปิดเตา ตั้งกระทะใส่น้ำมันรอร้อน ผัดไข่ ผัดข้าว ทุกขั้นตอนธรรมดามาก ถึงอย่างไรก็เป็นอาหารที่หากินได้ทั่วไปอยู่แล้ว
แต่ในขณะที่กำลังผัดไปมา ซ่งจื่อเซวียนก็ชะงักค้างไปทั้งตัว จู่ๆในหัวสมองก็ปรากฏเนื้อหาของหนังสือสูตรอาหารที่อ่านก่อนหน้านี้
ในสูตรอาหาร วิธีการทำและการปรับลมหายใจตัดสลับกันไปมา ซ้ายเป็นวิธีทำ ขวาเป็นการปรับลมหายใจ ด้วยเหตุนี้ ซ่งจื่อเซวียนจึงคิดว่าหนังสือสูตรอาหารเล่มนี้เข้าเล่มมาผิด
ตอนนี้เอง ราวกับตัวอักษรทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นภาพ แท้จริงและลึกซึ้งอย่างมาก แต่จุดที่สำคัญที่สุดคือ ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกว่าตนเองถูกภาพเหล่านี้กระตุ้นอย่างควบคุมไม่ได้เสียแล้ว
ดวงตาสองข้างจดจ่ออยู่กับเปลวไฟ จากนั้นก็มองกระทะ และใส่วัตถุดิบลงไป ในสายตาของเขา ราวกับข้าวสวยและไข่ไก่ธรรมดาตรงหน้านั้นไม่ธรรมดาอีกต่อไป กลายเป็นอาหารที่ทำให้เกิดความรู้สึกเทิดทูนขึ้นมา
เนื้อหาทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นภาพฉายวาบอยู่ในสมองไม่หยุด ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกทำงานเกินขีดจำกัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้แล้ว เนื้อหาเหล่านั้นกำลังครอบครองจิตสำนึกของตนเองทั้งหมดโดยสิ้นเชิง
เวลานี้ กลิ่นข้าวผัดหอมตลบอบอวลไปทั้งครัว กระทั่งกลบกลิ่นคราบน้ำมันที่ฝังลึกมานานในห้องครัวไปด้วย ขณะเดียวกันนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ผ่อนลมหายใจยาวออกมา รู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ตักข้าวผัดใส่จาน
เขาหยิบผ้าขนหนูข้างๆมาเช็ดเหงื่อบนใบหน้า ถึงได้รู้สึกว่าเสื้อของตัวเองเปียกชุ่มไปหมดแล้ว เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าแค่ข้าวผัดไข่จานเดียวทำไมถึงทำให้ตนเองโทรมได้ขนาดนี้…
ยืนนิ่งอยู่หน้าเตาครู่หนึ่ง เขาถึงยกจานออกไป
เห็นซ่งจื่อเซวียนถือจานข้าวผัดอยู่ สีหน้าชายวัยกลางคนเผยสีหน้าแปลกใจอยู่บ้าง พูดว่า “น้องชาย ทำไมข้าวผัดของนายถึงได้หอมขนาดนี้ ฉันได้กลิ่นตอนที่นายผัดเมื่อกี้”
“แหะๆ อาจจะเพราะคุณหิวมากล่ะมั้งครับ” ซ่งจื่อเซวียนตอบกลับอย่างมีมารยาท แต่จุดนี้เขาก็แปลกใจเช่นกัน เมื่อครู่ตอนที่ผัดข้าวเขาก็ได้กลิ่น พูดถึงทักษะการทำอาหาร เขาไม่มีทางเทียบจางขุยติดอย่างแน่นอน แต่กลิ่นหอมของข้าวผัดเมื่อครู่ กลับหอมกว่าจานอาหารคาวที่จางขุยเคยทำทั้งหมด
ชายวัยกลางคนไม่ได้พูดอะไรอีก หยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวใส่ปากคำหนึ่ง ตอนที่อาหารเข้าไปในปาก ชายวัยกลางคนก็แทบจะนิ่งค้างไปแล้ว เม็ดข้าวอวบอิ่มและไข่หอมหวนทั้งหมดกระตุ้นต่อมรับรสของเขาอย่างรุนแรง ราวกับเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ดวงตาทั้งสองข้างของเขาจ้องมองจานข้าวผัดตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ หันไปมองซ่งจื่อเซวียนทันที
“นี่…นายเป็นคนผัดเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนนิ่งค้าง “เอ๋ หรือว่า…ไม่อร่อยเหรอครับ”
ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง อย่างไรเขาทำอาหารให้ลูกค้ากินในร้านโดยพลการ แบบนี้อาจทำให้ร้านอาหารชุนเซียงเสียชื่อได้
“ไม่ใช่” ชายวัยกลางคนมองซ่งจื่อเซวียนอย่างตกตะลึง “รสชาติแบบนี้…น่าจะมีแค่บนสวรรค์ที่เดียวสิ…”
พูดจบ ก็เริ่มตักคำใหญ่ๆเข้าปากทีละคำ ไม่นานก็หมดจานแล้ว
ซ่งจื่อเซวียนมองอึ้งๆ ชายสุภาพเรียบร้อยคนนี้ พอได้กินข้าวก็ตะกละมูมมามเสียอย่างนั้น แน่นอนว่าเขาไม่มีทางคิดว่าเป็นเพราะข้าวที่ตนเองผัดอร่อยเกินไป
“น้องชาย นายทำงานนี้มานานเท่าไรแล้ว” ชายวัยกลางคนวางช้อนในมือ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความพึงใจและความสุข
“หืม ผมเหรอ ทำมาปีกว่าแล้วครับ”
“เหอะๆ อายุเท่านี้มีรสมือแบบนี้ได้นี่ไม่ธรรมดาเลยนะ ร้านให้ค่าจ้างนายเท่าไรล่ะ” ชายวัยกลางคนถาม
ซ่งจื่อเซวียนเก็บจาน ตอบไปว่า “แปดร้อยหยวนครับ”
“อะไรนะ พ่อครัวคนนึงได้ค่าจ้างแปดร้อยหยวนเหรอ” ชายวัยกลางคนไม่เชื่อหูของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญที่สุดคือ…นี่เป็นพ่อครัวมีฝีมือที่ทำให้คนที่ได้ลิ้มรสตกตะลึงเลยนะ
“พ่อครัวอะไรกันครับ ฮ่าๆ ผมก็แค่เป็นเด็กในครัว คุณนั่งเถอะ ผมไปล้างจานแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนพูดแล้วก็เดินไปครัวด้านหลัง ชายวัยกลางคนกลับมีสีหน้าแปลกใจ พูดเสียงแผ่วว่า “ฝีมือแบบนี้ทำงานเบ็ดเตล็ดในครัวเหรอ ฉัน หลินเทียนหนานไม่กล้าพูดหรอกนะว่าได้ตระเวนชิมตั้งแต่เหนือจรดใต้แม่น้ำแยงซีเกียง เคยได้ชิมอาหารเลิศรสมาทุกประเภท ก็ยังไม่เคยได้ชิมอาหารรสชาติยอดเยี่ยมขนาดนี้เลยจริงๆ…”
พูดจบ เขาก็จุดบุหรี่มวนหนึ่ง สูบเข้าปอดลึกๆ ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
หลินเทียนหนานทำงานอสังหาริมทรัพย์มาสิบกว่าปี แต่เขาก็รับรู้มานานแล้วว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของจีนแผ่นดินใหญ่ใกล้จะถึงจุดอิ่มตัว และกิจการที่เทียบผลกำไรกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ก็คือธุรกิจอาหารอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ต่างอาชีพก็ต่างความรู้ความเข้าใจ คิดจะเติบโตในธุรกิจด้านอื่นแบบปุบปับเป็นเรื่องง่ายอย่างนั้นหรือ
ตอนที่เขาเสนอความคิดนี้ขึ้นมากลางโต๊ะอาหาร ก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า คิดจะเติบโตอย่างรวดเร็วในธุรกิจวงการอาหารและประสบสำเร็จเทียบเท่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เขาเคยทำได้ ก็ต้องนำเสนออาหารรสเลิศที่น่าอัศจรรย์ และระดับความน่าอัศจรรย์จะน้อยไปสักส่วนก็ไม่ได้
จากนั้นหลินเทียนหนานก็ถามเพิ่มว่าต้องทำอย่างไรถึงจะน่าอัศจรรย์ รุ่นพี่คนนั้นพูดว่ามีกรณีศึกษาเช่นนี้แค่อย่างเดียวเท่านั้น พ่อครัวคนหนึ่งในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีนมีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่เหนือจรดใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียงด้วยข้าวผัดอย่างเดียว ทำให้คนที่เคยกินหยุดกินไม่ได้ กระทั่งไม่คิดถึงอาหารรสเลิศอย่างอื่นอีก พ่อครัวบอกเพียงว่าสูตรนี้เป็นสูตรที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ปู่ของเขาเคยทำข้าวผัดแบบนี้ถวายจักรพรรดิตอนทำงานที่ห้องเครื่องในวัง จึงตั้งชื่อว่าข้าวผัดจักรพรรดิ!
แต่ข้าวผัดจักรพรรดิก็วางขายแค่ครึ่งปีเท่านั้น พ่อครัวคนนั้นอาจได้เงินเป็นกอบเป็นกำ หรืออาจถูกเพื่อนร่วมอาชีพเบียดเบียน หลังจากนั้นจึงไม่มีข้าวผัดจักรพรรดิอีกเลย
คิดถึงตรงนี้ หลินเทียนหนานกระทั่งเชื่อมโยงข้าวผัดที่กินไปเมื่อครู่กับข้าวผัดจักรพรรดิไว้ด้วยกัน ถึงแม้จะไม่เคยชิมข้าวผัดจักรพรรดิมาก่อน แต่รสชาตินี้ก็ไร้ที่ติแล้ว หรือว่า…นี่จะเป็นโอกาสจริงๆ
ไม่นานนัก ซ่งจื่อเซวียนก็เดินออกมา หลินเทียนหนานเอ่ย “น้องชาย คิดเงินหน่อย” เขาพูดพลางคลำหากระเป๋าสตางค์ แต่จู่ๆก็เผยสีหน้ากระอักกระอ่วน
ซ่งจื่อเซวียนดูออกว่าเขาไม่ได้พกกระเป๋าสตางค์มาแน่นอน เอ่ยกลั้วหัวเราะว่า “ช่างเถอะ แค่ข้าวผัดจานเดียว ไว้คราวหน้าก็ได้ครับ”
ประโยคนี้ทำให้หลินเทียนอบอุ่นในหัวใจ ได้ฟังคำพูดที่เรียบง่ายและเห็นใบหน้าประดับรอยยิ้มของซ่งจื่อเซวียน เขาจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ก็ได้ มื้อนี้ถือว่านายเลี้ยงฉันแล้วกัน แต่นายวางใจได้ ฉันต้องมาอีกแน่นอน”
“โอเคครับ”
“จริงสิ ยังไม่รู้ชื่อแซ่ของน้องชายเลย?”
“ผมชื่อซ่งจื่อเซวียนครับ!” ซ่งจื่อเซวียนชะงักไปเล็กน้อย ถึงอย่างไรตั้งแต่เล็กจนโตยังไม่เคยมีใครให้เกียรติเขาถึงขนาดนี้…
“อืม เป็นชื่อที่ดี” พูดจบ หลินเทียนหนานก็หันหลังเดินออกไปจากร้าน
มองหลินเทียนหนานจากไป ซ่งจื่อเซวียนคาดว่าจางขุยคงไม่กลับมาแล้ว หลังจากปิดร้านเสร็จตนถึงกลับบ้าน
ซ่งจื่อเซวียนโตมากับแม่ตั้งแต่เด็ก ในครอบครัวยังมีพี่สาวอีกคน แต่พี่สาวทำงานที่อื่น จึงไม่ค่อยกลับมา
ตั้งแต่เล็กๆ เขาได้ยินพี่สาวพูดว่าพ่อไม่ต้องการพวกเขาแล้วและก็ได้ยินแม่พูดว่า พ่อเป็นผู้ชายอบอุ่น ทั้งยังมีความรับผิดชอบมาก ส่วนความจริงจะเป็นอย่างไรนั้น เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงอย่างไร…เขาก็ไม่มีความทรงจำที่เกี่ยวกับพ่อเลยแม้แต่นิดเดียว
กลับถึงบ้าน กินอาหารง่ายๆไม่กี่คำ ซ่งจื่อเซวียนก็นอนลง แต่นอนบนเตียงชั่วโมงกว่าแล้วก็ยังนอนไม่หลับ
เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นฉายซ้ำในสมองเขาอีกครั้ง ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยเจอเรื่องมหัศจรรย์ขนาดนี้มาก่อน หนังสือสูตรอาหารที่มีคราบสีเหลือง เมนูข้าวผัดไข่ธรรมดาไม่มีอะไรแปลกประหลาด กลับทำให้เขาเอาแต่พลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง…
เขาเหลือบมองนาฬิกา ถึงแม้ว่าใกล้จะห้าทุ่มแล้ว แต่เขาก็ยังลุกขึ้นมาแต่งเนื้อแต่งตัว ตัดสินใจจะลองไปอ่านหนังสือสูตรอาหารเล่มนั้นที่บ้านตาเฒ่าฟางอีกรอบ ไม่อย่างนั้นคืนนี้คงนอนไม่หลับแน่
ซื้อสุราสิบห้าหยวนมาขวดหนึ่ง ซ่งจื่อเซวียนตรงไปที่ลานบ้านเล็กๆของฟางจิ่งจือ ลานบ้านไม่ได้กว้างขวาง ปกติก็เป็นซ่งจื่อเซวียนที่ปัดกวาดจนสะอาดเอี่ยมอ่อง
ทันที่ที่เข้าไปในลานบ้าน ซ่งจื่อเซวียนก็เผยยิ้มร้ายกาจ เปิดฝาขวดสุรา เดินช้าๆตรงไปทางห้องที่มีเสียงกรน
ไม่นานนัก ในห้องก็มีเสียงกรนของฟางจิ่งจือลอดออกมา
“อืม…หลานชาย สิบห้าหยวนสินะ เด็กดี!”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะออกมา เดินเข้าประตูห้องไป “ฮ่าๆ ปู่ คารวะจมูกสุนัขของปู่เลย ของจริง”
“เหลวไหล ไอ้หนูวางเหล้าลงแล้วไสหัวไปซะ!” ฟางจิ่งจือร้องด่า
“เอ๋ จะมีเรื่องดีอย่างนั้นได้ไง เราตกลงกันแล้วนี่ ผมให้เหล้าปู่ ปู่ก็ให้ผมอ่านสูตรอาหาร”
ฟางจิ่งจือได้ฟังก็เงียบไปแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาทันที “เหอะๆ พรวดพราดมาที่นี่เพราะสูตรอาหารเล่มนั้น ไม่ได้ตั้งใจมาหาปู่เรอะ”
ฟางจิ่งจือย่อมจงใจพูดไปอย่างนั้น ถึงอย่างไรตอนที่เขารู้ว่าซ่งจื่อเซวียนมีพรสวรรค์ในการอ่านสูตรอาหารเข้าใจได้ ก็มั่นใจว่าคืนนี้เจ้าเด็กนี่จะต้องมาแน่
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม เดินมาที่เตียง วางสุราไว้บนโต๊ะ พูดว่า “จะเป็นไปได้ยังไง ผมก็มาหาปู่นี่แหละ แต่ก็ถือโอกาสมาส่องๆสูตรอาหารนั่นด้วยไง”
“จิตใจดีเสียเหลือเกิน ไอ้เด็กเวร แกคิดจะหลอกปู่แกเรอะ คราวหน้าเอาถั่วลิสงมาสักหน่อยด้วยนะ เข้าใจรึยัง”
“ก็ได้ ผมจะเอาไก่ย่างมาให้ปู่ตัวนึงเลย”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็หยิบหนังสือสูตรอาหารในตู้ออกมาอ่าน เขาไม่ได้รีบพลิกไปอ่านเนื้อหาหลังๆ แต่กลับไปอ่านเนื้อหาที่อ่านเมื่อตอนเย็นอีกรอบ ถึงอย่างไรข้าวผัดไข่ของวันนี้ก็ทำให้เขาแปลกใจมาก
โดยเฉพาะตอนที่อ่านเนื้อหาเกี่ยวกับการกำหนดลมหายใจ เขาผงกหัวเงียบๆกับตัวเอง ใช่จริงด้วย นี่เป็นเป็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าตอนที่กำลังผัดข้าว
“ปู่ การกำหนดลมหายใจนี่…เป็นส่วนหนึ่งในสูตรอาหารจริงเหรอ”
ฟางจิ่งจือเหลือบมองเขาทีหนึ่ง “กำหนดลมหายใจอะไร…นั่นมันการบ่มเพาะกำลังภายในสำหรับทำอาหารต่างหากเล่า”
“กำลังภายใน? ล้อเล่นอะไรเนี่ยปู่ นิยายแนวจอมยุทธ์หรือไง” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“แกนี่มันไม่เปิดหูเปิดตาเลย กำลังภายในก็เป็นแค่นิยายแนวจอมยุทธ์งั้นรึ พ่อครัวน่ะนะ ถ้าพึ่งพาแค่วัตถุดิบจะทำอาหารได้ยังไง วัตถุดิบแบบเดียวกัน แต่ทำไมพ่อครัวสองคนถึงทำอาหารรสชาติต่างกันเล่า เพราะเครื่องปรุงรสรึ เพราะระดับความร้อนรึไง” ฟางจิ่งจือพูดพลางส่ายศีรษะช้าๆ
“เป็นเพราะ…กำลังภายในเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนมีท่าทางไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้างอย่างเห็นได้ชัด ถึงอย่างไรนี่ก็ต่างจากความรู้ความเข้าใจของเขาก่อนหน้านี้อยู่มาก
“ความจริงแล้วกำลังภายในก็คือลมหายใจและกำลัง เมื่อมีลมปราณ ก็จะมีกำลัง ไม่ว่าวัตถุดิบหรือส่วนผสมจะเป็นอะไร ไม่มีพลังนี้ สุดท้ายก็จะเป็นอาหารทั่วไป นี่ถึงจะเป็นฝึกกำลังภายในลมหายใจเดียว” ฟางจิ่งจือพูดพลางดื่มสุราอึกหนึ่ง
ซ่งจื่อเซวียนกลับนิ่งเงียบไปนาน ในสมองนึกย้อนถึงคำพูดของชายชราและเนื้อหาในสูตรอาหาร ที่แท้ ตอนที่เขาผัดข้าววันนี้ก็มีพลังแปลกๆอยู่นี่เอง แต่เห็นได้ชัดว่าเขายังควบคุมพลังนั่นไม่ได้ เหงื่อถึงได้ชุ่มโชกไปทั้งตัว
หลังจากนั้น เขากลับไปอ่านเนื้อหาเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็พบว่ามีความความรู้ความเข้าใจใหม่เพิ่มขึ้นมา เนื้อหาเหล่านี้เหมือนกลายเป็นภาพจริงๆ ฉายวาบผ่านตาซ้ำแล้วซ้ำอีก ภาพในความทรงจำก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น
เห็นท่าทางตั้งอกตั้งใจของซ่งจื่อเซวียน ฟางจิ่งจือก็ไม่ได้รบกวนเขาอีก และยังเผยสีหน้าพึงพอใจออกมาอีกด้วย เขาใช้เสียงที่แทบจะมีเพียงตนเองที่ได้ยินพูดกับตัวเองว่า “เจ้าเด็กน้อยนี่ จะตระหนักได้หรือไม่…ก็ต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาของแกแล้ว”
ต้องรู้ด้วยว่าสูตรอาหารที่สืบต่อกันมาของตระกูลฟาง ไม่มีผู้ใดสามารถตระหนักได้ทั้งหมด กระทั่งสมัยก่อนตอนที่ฟางจิ่งจือตระหนักรู้เนื้อหาในสูตรอาหารได้จนเกือบจะทำให้รุ่นพ่อตื่นเต้น ก็ต้องน่าเสียดายที่พรสวรรค์ของเขาตระหนักรู้ได้แค่เนื้อหาส่วนหน้าเท่านั้น มองซ่งจื่อเซวียนในตอนนี้ เขาก็คาดหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
พูดจบ ฟางจิ่งจือก็ทิ้งตัวพิงไปข้างๆ ส่งเสียงกรนเบาๆออกมา ส่วนซ่งจื่อเซวียนก็อ่านสูตรอาหารต่อไป
หากเป็นเวลาปกติ พอสี่ทุ่มกว่าเขาก็พักผ่อนแล้ว แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเหมือนได้ฉีดเลือดไก่หรืออย่างไร ไม่มีแม้แต่ความง่วงงุน กำลังวังชาทั้งหมดจดจ่ออยู่กับสูตรอาหาร เขาอ่านเนื้อหาตรงหน้าซ้ำไปซ้ำมา จนเกือบจะท่องออกมาได้ทั้งหมด
คืนนั้น ซ่งจื่อเซวียนอ่านจนถึงตีสองกว่า จนไม่ไหวแล้วจริงๆ ถึงได้ออกจากบ้านของตาเฒ่าฟาง กลับบ้านไปพักผ่อน ตอนตื่นขึ้นในวันถัดมา เขาก็เกือบจะลืมตาไม่ขึ้น…
แต่ทันทีที่เข้าไปในร้านอาหาร ซ่งจื่อเซวียนก็พลันได้สติ เพราะจางขุยที่ใบหน้าโกรธเกรี้ยวเดินมุ่งหน้ามาผลักหน้าอกเขาเต็มแรง
“ไอ้คนไม่ได้เรื่อง เมื่อวานแกแตะต้องเครื่องครัวของฉันเรอะ”
ซ่งจื่อเซวียนตื่นเต็มตาทันที ใช่แล้ว เขาแตะต้องเครื่องครัวไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำข้าวผัดมหัศจรรย์อีก แต่อยู่ต่อหน้าจางขุย เขาก็ไม่ค่อยกล้าจะยอมรับจริงๆ ถึงอย่างไรเจ้าหมอนี่ก็แข็งแรงมาก อีกทั้งแค่เปิดปากก็เอาแต่พ่นคำด่า จะลงมือตบตีคนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่…
เมื่อเทียบกันแล้ว ซ่งจื่อเซวียนกลับตัวเล็กกว่ามาก เขายืนชะงักค้างอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “ผม…เมื่อคืน…”
ตอนนี้เอง ก็มีชายอวบอ้วนคนหนึ่งอายุประมาณห้าสิบเดินออกมาจากเคาน์เตอร์บาร์ เหนือริมฝีปากยังมีหนวดน้อยๆสองแถบ เป็นหยางต้าฉุย เถ้าแก่ของร้านอาหารชุนเซียงนั่นเอง
หยางต้าฉุยหน้าดำคร่ำเคร่งมองไปทางซ่งจื่อเซวียน พูดว่า “เจ้ารองเอ๊ย ทำงานให้ฉันที่นี่มาหนึ่งปีแล้ว ทำไมถึงไม่รักษากฎข้อนี้เล่า แกแตะต้องเครื่องครัวของเหล่าจางทำไมกัน”
เพราะละแวกบ้านต่างรู้กันว่าบ้านของซ่งจื่อเซวียนยังมีพี่สาวอยู่อีกหนึ่งคน ดังนั้นคนคุ้นเคยจึงเรียกเขาว่าเจ้ารองกันทั้งนั้น
“ผม…” ซ่งจื่อเซวียนหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรจริงๆ เพราะรู้ดีว่าไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไร จางขุยก็ไม่เคยอนุญาตให้คนอื่นแตะต้องตะหลิวของเขา
“ฉันว่ามันเป็นพวกไม่มีใครสั่งสอนนั่นแหละ!” จางขุยพูดพลางยกมือขึ้นจะฟาด
ซ่งจื่อเซวียนยกมือขึ้นป้องทันทีตามสัญชาตญาณ ขณะเดียวกันร่างกายก็ถอยหลังมาหนึ่งก้าว แต่ตอนนี้เอง เขาก็รู้สึกว่ามีกำแพงที่แข็งมากอยู่ข้างหลัง
“ไม่ทราบว่า คุณซ่งอยู่ไหมครับ” เสียงทุ้มต่ำเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจดังมาจากด้านหลัง
[1] ฉีดเลือดไก่ เปรียบเปรยได้ว่าคึกคักผิดปกติ
ตอนที่ 3: ข้าวผัดจักรพรรดิ
ได้ยินเสียงนี้ แต่ละคนต่างชะงักค้างไป จางขุยก็ผ่อนมือที่ยกขึ้นเมื่อครู่ลงมาเช่นกัน ดวงตาสองข้างจ้องมองชายวัยกลางคนที่สวมสูทรองเท้าหนังด้านหลังซ่งจื่อเซวียน
ส่วนหยางต้าฉุยก็ตั้งใจยิ่งกว่า เขามองประเมินชายวัยกลางคนตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างรวดเร็วที่สุด ก็มั่นใจได้ในทันทีว่าฐานะของคนคนนี้ไม่ธรรมดา กระทั่งคำว่าคุณซ่งที่ออกมาจากปากของเขา ในร้านอาหารแห่งนี้นอกจากซ่งจื่อเซวียนก็ไม่มีซ่งคนที่สองแล้ว
เขามาหาเจ้ารองเหรอ เจ้ารองไปรู้จักมักจี่กับผู้ลากมากดีได้ยังไง แค่มองนาฬิกาโอเดอมาร์ส ปิเกต์บนข้อมือของชายคนนั้น ราคาขายอย่างเป็นทางการอย่างต่ำก็แสนกว่าๆ ตอนนี้ราคาที่เก็งกำไรเป็นสามสี่แสนก็ไม่นับว่ามากไปด้วยซ้ำ
ซ่งจื่อเซวียนหันไปมอง ก็ประหลาดใจเป็นอย่างแรก เขาย่อมรู้จักชายวัยกลางคนคนนี้อยู่แล้ว เมื่อคืนยังกินข้าวผัดของเขาที่นี่อยู่เลย เพียงแต่…วันนี้เหมือนว่าเขาจะเปี่ยมไปด้วยสง่าราศียิ่งกว่า อีกทั้งวันนี้ด้านหลังเขายังมีผู้ติดตามมาอีกสองคน คนหนึ่งอายุห้าสิบกว่า อีกคนอายุยี่สิบกว่า
“คุณนี่เอง!” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“ฮ่าๆ น้องซ่ง ฉันมาจ่ายค่าข้าว” หลินเทียนหนานพูดพลางระบายยิ้มสดชื่น
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินประโยคนี้ก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย จับท้ายทอยพูดพลางยิ้มแหย “แหะๆ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกครับ แค่ข้าวผัดจานเดียวเอง”
หลินเทียนหนานส่ายหน้าและยิ้ม “ข้าวผัดหนึ่งจานสำหรับนายอาจจะไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่สำหรับฉันกลับเป็นการเริ่มต้นที่ดี”
ซ่งจื่อเซวียนไม่เข้าใจคำพูดของหลินเทียนหนานอยู่บ้าง ในมุมมองของเขา หลินเทียนหนานเป็นคนพิถีพิถันมาก แค่ข้าวผัดจานละไม่กี่หยวนกลับจริงจังขนาดนี้
พูดพลาง หลินเทียนหนานก็มองข้างๆ พูดว่า “ท่านไหนเป็นเถ้าแก่ครับ”
“ผมครับ ผมครับ” หยางต้าฉุยรีบตอบรับ ขณะเดียวกันก็ยื่นมือไปคิดจะจับมือของอีกฝ่าย
ฟังบทสนทนาของพวกเขา หยางต้าฉุยก็เข้าใจเรื่องราวขึ้นหลายส่วน ดูท่าเจ้ารองจะโชคดีจริงๆ ไม่คิดว่าจะได้สานสัมพันธ์กับบุคคลที่มีภูมิหลังใหญ่โตขนาดนี้
มองมือของหยางต้าฉุยที่ยื่นมาให้ หลินเทียนหนานกลับไม่ได้ตอบสนองอะไร เห็นได้ชัดว่าไม่คิดจะจับมือของเขา ก่อนจะพูดต่อ “เมื่อวานผมได้กินข้าวผัดของคุณซ่ง ที่มาวันนี้ก็เพื่อมาจ่ายค่าอาหาร แต่ว่า…เหมือนผมจะได้รู้ว่ามีคนทำตัวไม่ค่อยมีมารยาทกับคุณซ่ง!”
ขณะที่พูด สายตาของหลินเทียนหนานก็ตวัดมองไปทางจางขุย จางขุยเป็นคนที่ไม่มีการศึกษา ปกติเวลาพูดจาก็มีแต่คำด่าหยาบคาย แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับสง่าราศีของหลินเทียนหนานก็ถูกกดดันไปชั่วขณะ เวลานี้พูดไม่ออกสักประโยค ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางหยางต้าฉุยอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรเขาก็เป็นเถ้าแก่ของที่นี่
ทว่าหยางต้าฉุยก็ส่งสายตากลับไปเช่นกัน เหมือนกำลังสื่อว่า ‘ฉันก็ช่วยอะไรแกไม่ได้เหมือนกัน เจ้าพ่อท่านนี้ดูไม่ธรรมดาเลย…’
“คุณผู้ชายท่านนี้ มาเยือนก็ถือว่าเป็นลูกค้าแล้ว พวกเรานั่งลงพูดคุยกันเถอะครับ” ถึงอย่างไรหยางต้าฉุยก็ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน สัมผัสได้ว่าหลินเทียนหนานไม่ใช่ปุถุชน จึงรีบเชิญให้นั่งลง ต้อนรับแขกอย่างสุภาพก่อน หลังจากนั้นค่อยช่วยพูดแก้ตัวให้จางขุย
หลังจากพวกเขานั่งลง หยางต้าฉุยก็สั่งให้บริกรชงชาใส่กา พูดว่า “ร้านเล็กเรียบง่ายจึงดูแลไม่ทั่วถึงเสียแล้ว ไม่ทราบว่าท่านชื่อ?”
ไม่รอหลินเทียนหนานเปิดปาก คนที่อายุประมาณห้าสิบที่อยู่ด้านข้าง ก็หยิบนามบัตรส่งให้หยางต้าฉุย
เห็นชื่อแซ่บนนามบัตร ตาทั้งสองของหยางต้าฉุยก็เบิกกว้างขึ้นชั่วขณะ “หลินเทียนหนาน? ท่านก็คือท่านประธานหลินแห่งจ้งอันกรุ๊ปเหรอครับ”
พูดประโยคนี้ออกมา ซ่งจื่อเซวียนก็แข็งค้างไปแล้ว ถึงแม้จะไม่รู้จักว่าเป็นบริษัทอะไร แต่ได้ยินคำว่าท่านประธานสามพยางค์นี้ ก็ยังรู้ฐานะของอีกฝ่ายได้ทันที
เป็นคนใหญ่คนโตจริงๆด้วย แต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็นท่านประธาน…
“ทำไมล่ะ ผมคือหลินเทียนหนานนี่แปลกมากเหรอครับ” หลินเทียนหนานพูดยิ้มๆ
“ไม่ๆๆ ผมแค่คาดไม่ถึงว่าร้านเล็กๆของพวกเราจะได้รับรองคนใหญ่คนโตอย่างท่าน” หยางต้าฉุยตอบ
“คนใหญ่คนโต? แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นนะ คนที่ใหญ่ที่สุดในร้านนี้คงจะเป็นคุณซ่งล่ะมั้ง” หลินเทียนหนานมองไปทางซ่งจื่อเซวียน ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าไม่ได้ล้อเล่นแน่นอน
หยางต้าฉุยก็มองไปทางซ่งจื่อเซวียนเช่นกัน เขาคิดไม่ออกว่าตกลงซ่งจื่อเซวียนก่อเรื่องอะไรไว้กันแน่ ถึงทำให้คนใหญ่คนโตท่านนี้พูดถ้อยคำเช่นนั้นออกมา
“ประธานหลิน ผมไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของท่านเท่าไร จื่อเซวียนเป็นพนักงานในร้านของผม หากว่าจุดไหนที่ทำให้ไม่พึงพอใจ ต้องขออภัยอย่างสูงนะครับ”
หยางต้าฉุยจงใจพูดออกมาเช่นนี้ ในใจเขารู้ดีว่าหลินเทียนหนานจะต้องชื่นชมซ่งจื่อเซวียนแน่นอน เขาแสร้งทำเป็นปกป้องตอนนี้ ก็ย่อมต้องได้การยอมรับจากอีกฝ่าย
“ไม่หรอก ไม่หรอก ไม่เพียงแค่บริการดีเท่านั้น คุณซ่งยังมอบมื้ออาหารที่น่าจดจำกับผมด้วย”
หลังจากนั้น หลินเทียนหนานก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังรอบหนึ่ง จนหยางต้าฉุยรู้ต้นสายปลายเหตุ จางขุยที่อยู่ข้างๆ ก็พูดว่า “เถ้าแก่ ต่อให้เป็นอย่างนั้นเขาก็จะแตะต้องเคาน์เตอร์ทำครัวของผมไม่ได้นะ”
“แกช่วยหุบปากทีเถอะ จื่อเซวียนคอยอยู่ดูหน้าร้าน แล้วแกมัวทำอะไรอยู่เล่า” หยางต้าฉุยถลึงตาใส่จางขุย ฝ่ายหลังจึงสงบปากสงบคำทัน
พูดจบ หยางต้าฉุยก็หันไปมองหลินเทียนหนาน พูดว่า “ประธานหลิน แค่ข้าวผัดจานเดียวเอง พวกเราจะกล้าเก็บเงินท่านได้ไงกัน”
หลินเทียนหนานพูดพลางโบกมือ “ฮ่าๆๆ เกรงใจไปแล้ว ต้องให้เงินสิ อีกทั้งผมยังมีคำเชิญเป็นกรณีพิเศษมาด้วย”
“คำเชิญเป็นกรณีพิเศษเหรอครับ” ซ่งจื่อเซวียนถาม
“อืม…คุณซ่ง หากคุณยอมไว้หน้าผมสักหน่อยน่ะ…คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าจะเปิดร้านอาหารแฟรนไชส์ในเครือจ้งอันกรุ๊ป อยากจะเชิญคุณมาให้คำแนะนำสักเล็กน้อย”
ได้ยินคำพูดนี้ หยางต้าฉุยก็มึนงงแล้ว คาดไม่ถึงว่าคนใหญ่คนโตอย่างหลินเทียนหนานจะใช้คำสุภาพกับซ่งจื่อเซวียนขนาดนี้ เหลือจะเชื่อเลยจริงๆ
แต่เขาก็ฟังความนัยอีกอย่างหนึ่งออก นั่นก็คือหลินเทียนหนานหยิบยื่นไมตรีให้แล้ว ส่วนเหตุผล…เขาคิดไม่ออก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบุญคุณ หรือเป็นเพราะข้าวผัดจานนั้น
หากว่าเป็นเพราะบุญคุณ บุคคลเช่นนี้ทำไมถึงมากินข้าวที่ร้านของตนดึกดื่นขนาดนั้น แล้วทำไมถึงขอบคุณซ่งจื่อเซวียนแบบนี้กัน ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไรเลย
แต่ถ้าเป็นเพราะข้าวผัด…เขา หยางต้าฉุยอยากรู้เสียจริงว่าข้าวผัดที่ซ่งจื่อเซวียนทำหน้าตาเป็นยังไง!
“เอ่อ…” ซ่งจื่อเซวียนลอบมองหยางต้าฉุยอย่างลำบากใจอยู่บ้าง
“ฮ่าๆ คุณซ่งไม่ต้องกังวล ผมจะจ่ายเงินเดือนที่เหมาะสมให้คุณแน่นอน คุณได้เงินค่าจ้างจากร้านอาหารชุนเซียงแปดร้อยหยวนใช่ไหม ผมให้คุณร้อยเท่า แปดหมื่นต่อเดือนเป็นยังไง”
พูดประโยคนี้ออกมา ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็นิ่งค้างกันหมด แต่ในมุมของหลินเทียนหนาน ซ่งจื่อเซวียนเหมาะสมกับเงินแปดหมื่น ถ้าเขาพึ่งฝีมือทำอาหารของซ่งจื่อเซวียนได้และทำให้ธุรกิจอาหารเติบโต จากประสบการณ์ในสายธุรกิจของเขา อัตราผลตอบแทนไม่มีทางต่ำกว่าหมื่นเปอร์เซ็นต์!
เหตุผลง่ายมาก ข้าวผัดจักรพรรดิแรกเริ่มเดิมทีก็โด่งดังเป็นที่นิยมตั้งแต่เหนือจรดใต้แม่น้ำแยงซีเกียง และข้าวผัดของซ่งจื่อเซวียนทำให้เขานึกถึงตำนานอาหารนั้นทันที เขาไม่กล้าพูดหรอกว่าที่ซ่งจื่อเซวียนผัดคือข้าวผัดจักรพรรดิ แต่เขายอมลงขันด้วยเงินเดือนแค่แปดหมื่น เดิมพันว่าข้าวผัดนี่จะสร้างตำนานในวงการอาหารได้อีกครั้ง
ซ่งจื่อเซวียนไม่อยากจะเชื่อเลยสักนิด แปดหมื่นหยวน? เงินจำนวนนี้สำหรับเขาแต่ไหนแต่ไรก็ไม่มีทางมาเกี่ยวข้องกันได้ เงินรายปีแปดหมื่นหยวนเขาก็ใช้อย่างมีความสุขแล้ว ถ้าเป็นเงินเดือนล่ะ
จางขุยที่อยู่ข้างๆ แข็งค้างยิ่งกว่า แปดหมื่น…ทุกวันนี้เขาคิดว่าตัวเองเจ๋งแล้ว ก็ยังได้เงินเดือนห้าพันหยวนเอง
“อะแฮ่ม จื่อเซวียน นี่เป็นโอกาสนะ ประธานหลินให้เกียรติแก แกควรจะขอบคุณนะ” หยางต้าฉุยฝืนยิ้มพลางพูด
“หา?” ซ่งจื่อเซวียนสับสนอยู่บ้าง บุญวาสนามาถึงกะทันหันเกินไป กระทั่งไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำว่าชีวิตของเขาในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้
หลินเทียนหนานคลี่ยิ้ม “ว่ายังไงคุณซ่ง คุณยอมรับข้อตกลงของผมไหม”
“ประธานหลิน จื่อเซวียนยังเด็ก อีกทั้งยังไม่ได้เห็นโลกภายนอกมากนัก เอาอย่างนี้ ผมตอบตกลงเรื่องนี้แทนเขาก็แล้วกัน แต่ท่านดูสิ แม้ว่าร้านเล็กๆของผมจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็จำเป็นต้องมีลูกมือ ท่านให้เวลาผมอีกสักหน่อย ให้ผมได้หาพนักงานมาแทนเขาได้ไหมครับ” หยางต้าฉุยเอ่ย
หลินเทียนหนานครุ่นคิดก่อนตอบ “ฟังความเห็นของคุณซ่งสักหน่อยน่าจะดีกว่า”
“ผม…เห็นตามเถ้าแก่ครับ” ซ่งจื่อเซวียนเหลือบมองหยางต้าฉุยแล้วพูด
ถึงอย่างไรตั้งแต่ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้เรียนหนังสือก็ทำงานอยู่ที่ร้านอาหารชุนเซียงมาตลอด ว่ากันตามเนื้อผ้า เขาก็ละอายเกินกว่าที่จะตอบตกลงหลินเทียนหนานอย่างไม่ลังเลแบบนั้น
ได้ยินดังนั้น หลินเทียนหนานก็ระบายยิ้มออกมา “โอเค งั้นก็ตกลงตามนี้ คุณซ่ง ผมจะรอข่าวคราวของคุณ”
หลินเทียนหนานพูดจบ ก็ลุกขึ้นพูดกับชายอายุห้าสิบกว่าปีข้างกายสองประโยค และเดินออกจากร้านอาหารไป
และชายคนนั้นก็เดินเข้ามาหาซ่งจื่อเซวียน หยิบนามบัตรสีทองและสีขาวออกมาอย่างละใบ พูดว่า “คุณซ่ง นี่เป็นนามบัตรของประธานหลิน มีเบอร์โทรศัพท์เขียนอยู่ คุณสามารถติดต่อได้ตลอดเวลาครับ ส่วนใบนี้เป็นบัตรวีไอพีของจ้งอันกรุ๊ป คุณสามารถใช้จ่ายสินค้าของร้านค้าใดก็ได้ในเครือบริษัท แต่บันทึกการใช้จ่ายของคุณจะเชื่อมกับบัญชีบริษัทโดยตรง หรือก็คือคุณไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าใช้จ่ายใดๆครับ”
ซ่งจื่อเซวียนที่กำลังถือบัตรอยู่พูดไม่ออก นามบัตรท่านประธานกับบัตรเงินสดอะไรสักอย่างของบริษัท เขาไม่เคยได้สัมผัสของแบบนี้มาก่อน…
หลังจากคนกลุ่มนี้จากไป จางขุยมองหยางต้าฉุยด้วยสีหน้าอัดอั้น “เถ้าแก่ เรื่องนี้…”
“เรื่องอะไร แกดูจื่อเซวียนเพื่อนเราเป็นคนสูงศักดิ์แบบไหน แตะต้องเครื่องครัวแกแล้วยังไง” หยางต้าฉุยจ้องจางขุยอย่างโกรธเคือง ท่าทางแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง…
จางขุยรู้สึกคั่งค้างอยู่ในใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ท่าทีของเถ้าแก่เปลี่ยนไปแล้ว เขาจะทำอะไรได้อีก ทำได้เพียงเก็บคำพูดนี้ไว้แล้วกลับไปทำอาหารในห้องครัว
ตกค่ำ หลังจากเลิกงาน หยางต้าฉุยสั่งให้ทุกคนกลับบ้านเร็วเสียหน่อย แต่ให้ซ่งจื่อเซวียนอยู่ก่อน
ซ่งจื่อเซวียนก็เข้าใจดี อีกไม่นานตนก็ต้องจากที่นี่ไปแล้ว บางทีเถ้าแก่อาจมีคำพูดบางอย่างจะสั่งสอนเขา
หยางต้าฉุยเป็นคนที่ขึ้นชื่อเรื่องตระหนี่ถี่เหนียวอยู่แล้ว นอกจากลูกสาวที่ตนจะใจกว้าง กับพนักงานถ้าให้น้อยได้ก็จะให้น้อย แต่ซ่งจื่อเซวียนก็ยังซาบซึ้งมาก อย่างไรหลังจากที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือก็มาทำงานอยู่ที่ร้านอาหารชุนเซียง ที่นี่ทำให้เขาพอมีเงินประทังชีวิตได้
หยางต้าฉุยชงชาแก้วหนึ่ง พูดว่า “เจ้ารอง วันนี้ที่ประธานหลินเชิญแกน่ะ แกคิดเห็นยังไง”
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนชะงักไปเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าเมื่อกลางวันหยางต้าฉุยตอบตกลงหลินเทียนหนานไปแล้วเหรอ ทำไมตอนนี้ถึงมาถามเขาอีกล่ะว่าคิดเห็นอย่างไร
“เถ้าแก่ ผมไม่ได้วางแผนอะไรเลย ยังไงผมก็ไม่คิดว่าผมจะมีฝีมือทำอาหารอะไร…”
หยางต้าฉุยพยักหน้าเบาๆ “คนหนุ่มสาวรู้จักข้อบกพร่องของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เงินเดือนแปดหมื่นนี้ไม่ใช่ว่าใครจะได้รับง่ายๆ บางทีก็ต้องอยู่กับความเป็นจริง แกว่าไหม”
ซ่งจื่อเซวียนเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่หยางต้าฉุยจะสื่อแล้ว เขา…เหมือนจะกำลังรั้งตนไว้
หลังจากผ่านเรื่องราวในคืนนั้น จู่ๆซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกว่าโลกของตนเองเปลี่ยนไปกะทันหัน ก่อนหน้านี้เถ้าแก่คร้านจะสนใจตนมาตลอด แต่มาวันนี้กลับพูดจาอยากจะรั้งเขาไว้อย่างจริงจังเสียอย่างนั้น ที่คนอย่างหลินเทียนหนานยื่นข้อเสนอให้ตัวเองก็เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า และทั้งหมดนี้…เหมือนจะเป็นเพราะหนังสือสูตรอาหารเล่มนั้น
“เอาอย่างนี้ แกผัดข้าวให้ฉันหน่อยเป็นไง” เห็นซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ตอบกลับ หยางต้าฉุยจึงพูดขึ้น
“หา? ผม…ผมผัดเหรอ”
“ใช่สิ ผัดวิธีเดียวกับที่ทำเหมือนเมื่อวานเลยนะ” หยางต้าฉุยพยักหน้าพลางตอบ
ซ่งจื่อเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็พยักหน้าหงึกหงัก เดินเข้าไปในครัว
ไม่นานนัก เสียงตรงเคาน์เตอร์ครัวดังขึ้น สักพักก็ส่งกลิ่นหอมออกมา หยางต้าฉุยได้กลิ่นนี้ก็แข็งค้างไป…
“นี่…นี่มัน…ข้าวผัดจักรพรรดิ?”
ตอนที่ 4: เด็กขอทาน
เมื่อพูดประโยคนี้ออกมา แม้แต่ตัวหยางต้าฉุยเองยังเผยสีหน้าเหลือเชื่อออกมาเสียเต็มประดา ถึงอย่างไรกลิ่นนี้ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของเขา อีกทั้งยังเป็นตอนที่เรียนทำอาหารสมัยหนุ่มๆ หากวันนี้ตนไม่ได้กลิ่นนี้เข้า เกรงว่าจะลืมไปจริงๆ…
ขณะกำลังรู้สึกทึ่งอยู่นั้น หยางต้าฉุยก็เริ่มพิจารณากลิ่นหอมนี้อีกครั้ง แล้วค่อยพยักหน้าอย่างจริงจัง “เป็นข้าวผัดจักรพรรดิจริงๆ หลังจากอาจารย์เสียไป เหมือนจะไม่เคยได้กลิ่นหอมแบบนี้อีกเลย…แต่เจ้ารอง…”
หยางต้าฉุยกำลังพูดกับตัวเอง ซ่งจื่อเซวียนก็ยกข้าวผัดจานหนึ่งจากหลังครัวออกมาแล้ว
“เถ้าแก่ ผมผัดเสร็จแล้ว” ซ่งจื่อเซวียนพูดอย่างเขินอายอยู่บ้าง ถึงอย่างไรการผัดอาหารในร้านชุนเซียงก็ยังไม่ถึงคราวของเขา
เขารู้มานานแล้วว่าเดิมทีเถ้าแก่หยางต้าฉุยก็เป็นพ่อครัวคนหนึ่ง อีกทั้งต่อให้เทียบกับจางขุย เขาก็ไม่มีคุณสมบัติได้สัมผัสตะหลิว
หยางต้าฉุยมองซ่งจื่อเซวียนพลางพยักหน้า เวลานี้สายตาเคร่งขรึมเป็นพิเศษ สายตาแบบนี้ทำให้ซ่งจื่อเซวียนตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง อย่างไรเถ้าแก่ก็ไม่เคยใช้สายตาแบบนี้มองเขามาก่อน
กินไปหนึ่งคำ ท่าทางหยางต้าฉุยก็แข็งทื่อไป แม้ว่าจะคุ้นเคยกับกลิ่นหอมนี้อยู่บ้าง แต่เรื่องกิน…กลับเป็นครั้งแรก ต้องรู้ก่อนว่าต่อให้เป็นตอนที่กำลังเรียนทำอาหารอยู่ เขาก็เคยแค่ได้กลิ่นข้าวผัดจักรพรรดิเท่านั้น…
สมัยที่เขาร่ำเรียนเป็นศิษย์ เคยได้ยินอาจารย์พูดไว้ว่า กลิ่นของข้าวผัดจักรพรรดิเกือบเปรียบได้กับอาหารรสเลิศใดๆ อีกทั้งมีประโยชน์ในการบำรุงร่างกายอย่างแน่นอน รสชาติในปากของเขาตอนนี้ราวกับได้พิสูจน์คำพูดของอาจารย์อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่นึกเลยว่าวัตถุดิบง่ายๆ จะผัดออกมาเป็นรสชาติอย่างนี้ได้…
“เจ้ารอง ในข้าวนี่ใส่อะไรเพิ่มหรือเปล่า”
หยางต้าฉุยเพิ่งจะพูดจบ เหมือนกับนึกอะไรได้ พูดต่อว่า “อ้อ ฉันไม่ได้มีเจตนาอื่นแฝงหรอก ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรถาม นี่เป็นความลับระหว่างพ่อครัวด้วยกัน แต่…ถึงยังไงฉันก็เป็นเถ้าแก่ร้านอาหารชุนเซียง ฉันมีเหตุผลที่ต้องรู้ว่าแกใส่อะไรที่พิเศษลงไปหรือเปล่า”
ซ่งจื่อเซวียนชะงักกับคำถามของหยางต้าฉุย คาดไม่ถึงว่าหยางต้าฉุยจะพูดว่านี่เป็นความลับระหว่างพ่อครัวด้วยกัน จะสื่อว่ามองตนเป็นพ่อครัวคนหนึ่งอย่างนั้นเหรอ
แต่นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่กล้าคิดถึงมาก่อนเลย ก็เหมือนที่พูดกับตาเฒ่าฟาง การได้เป็นพ่อครัวเป็นความฝันของเขาอย่างชัดเจน ความฝันนี้เป็นจริงเร็วไปแล้วมั้ง…
“ผม…ไม่ได้ใส่อะไรเพิ่มเลย มีแค่ข้าวสวย ไข่ อ้อ ยังมีต้นหอมซอยด้วย” ซ่งจื่อเซวียนตอบ
หยางต้าฉุยได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เขาเข้าใจซ่งจื่อเซวียนแจ่มแจ้ง เจ้าเด็กคนนี้ฉลาดแต่กลับไร้เดียงสา ยิ่งไม่มีทางโกหกเขาด้วย แต่…ข้าวผัดจักรพรรดิจะใช้วัตถุดิบธรรมดาธรรมดาแค่นี้ได้อย่างไร อย่างนั้นจะต่างอะไรกับข้าวผัดทั่วไปเล่า
“เถ้าแก่ไม่เชื่อผมเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนถาม เขาไม่ได้พูดโกหกจริงๆ ส่วนวัตถุดิบเขาก็ไม่ได้ใส่เครื่องปรุงอะไรลงไปเพิ่ม เพียงแต่วิธีการผัดกลับมาจากหนังสือสูตรอาหารเล่มนั้นของตาเฒ่าฟาง
ซ่งจื่อเซวียนไม่มีทางพูดความลับนี้ออกไปแน่นอน อย่างไรก็ต้องขึ้นอยู่กับชายชราด้วยว่ายินยอมหรือไม่
“อ้อ ไม่ใช่หรอก” หยางต้าฉุยตอบเร็วรี่
“เหอะๆ เจ้ารองเอ๊ย แกมาทำงานกับฉันใกล้จะครบปีแล้ว ฉันจะไม่รู้นิสัยของแกได้ยังไงกัน ดูท่าครั้งนี้ก้อนทองหล่นใส่หัวแกแล้วจริงๆ”
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้มบาง ไม่ได้พูดตอบรับประโยคนี้ของหยางต้าฉุย เขาเข้าใจ ถ้าพูดต่อไป เกรงว่าตนเองจะต้องหลุดพูดที่มาของวิธีการผัดนี้ไปแน่
ส่วนหยางต้าฉุยก็พยักหน้ายิ้มน้อยๆ เขาเคยเป็นพ่อครัวคนหนึ่ง จึงเข้าใจเหตุผลนี้ดี ในวงการอาหารความลับบางอย่างก็พูดออกมาไม่ได้
กินอีกสองคำ หยางต้าฉุยก็ไม่ได้อยากกินอีก แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะข้าวผัดจานนี้รสชาติไม่ดีพอ แต่เป็นเขาที่มีความคิดอัดแน่นอยู่ในหัวเต็มไปหมด
ต้องกล่าวเลยว่า ในใจของหยางต้าฉุยตอนนี้สับสนวุ่นวายเป็นที่สุด ซ่งจื่อเซวียนตอนนี้เป็นต้นไม้เรียกเงินเรียกทองที่เติบโตอย่างรวดเร็วจริงๆ ส่วนจะเรียกเงินให้ใครนั้น…ก็ต้องดูว่าใครเป็นคนมารดน้ำ
ตอนนี้หลินเทียนหนานยื่นไมตรีออกมาแล้ว เขา หยางต้าฉุยที่เป็นศาลาใกล้น้ำ ไม่มีทางปล่อยให้คนอื่นพรากซ่งจื่อเซวียนไปต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ได้ แต่เงินเดือนที่อีกฝ่ายเสนอให้…เขาตัดใจให้ไม่ได้จริงๆ
“เจ้ารอง ฉันกลับก่อนนะ แกเก็บกวาดลวกๆสักหน่อยแล้วกลับไปพักผ่อนเถอะ” หยางต้าฉุยลุกขึ้นพูด
“ครับเถ้าแก่ รักษาตัวด้วยนะครับ” ซ่งจื่อเซวียนออกปากอย่างมีมารยาท
เดินถึงหน้าประตู หยางต้าฉุยอดหันหน้ากลับมาอีกไม่ได้ “คือว่า…เจ้ารองเอ้ย ที่ฉันพูดไปเมื่อกี้น่ะ แกก็คิดๆดูนะ”
ซ่งจื่อเซวียนมองหยางต้าฉุย พยักหน้าหงึกหงัก แต่ไม่ได้พูดอะไร
หลังหยางต้าฉุยจากไป ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้รีบร้อนเก็บกวาด แต่นั่งลงบนม้านั่งครุ่นคิดเรื่องที่เกิดขึ้นในสองวันนี้อย่างละเอียด
ว่ากันตามตรงเงินเดือนที่หลินเทียนหนานเสนอให้เป็นจำนวนที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี่ฉุกละหุกเกินไปแล้ว ซ่งจื่อเซวียนจึงรู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่ กระทั่งตั้งรับไม่ทันอยู่บ้าง
แต่คิดๆ แล้วเรื่องเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ซ่งจื่อเซวียนรู้อยู่แก่ใจดี ไม่ว่าอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าตนเองจะเก็บเกี่ยวกลั่นกรองหนังสือสูตรอาหารเล่มนั้นของตาเฒ่าฟางได้หรือไม่ ดังนั้นต้องรีบเก็บกวาดแล้วไปบ้านตาเฒ่าฟางน่าจะดีกว่า
คิดถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนลุกขึ้นเก็บกวาดร้าน แต่ตอนนั้นเอง ประตูก็ถูกผลักเปิดเสียงดัง ‘ปัง’ เห็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน
เด็กคนนั้นดูอายุราวๆสิบกว่าปี เส้นผมระกับหูและบางส่วนมันเยิ้มจนติดกันแน่น แก้มและปลายจมูกกระดำกระด่าง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนคราบน้ำมันและเป็นรูขาดนับไม่ถ้วน พูดได้คำเดียวเลยว่า สกปรก!
แต่กระเป๋าหนังสือที่สะพายพาดอยู่ที่ไหล่ของเขากลับน่าสนใจมาก สายกระเป๋าสะพายสกปรกไม่ต่างจากเสื้อผ้า แต่ด้านล่างกลับเป็นกระเป๋าหนังสือใบเล็กสองใบ เข้ากับร่างที่ไม่สูงมากของเขา ดูน่ารักน่าเอ็นดูเลยทีเดียว
เด็กคนนั้นเดินเข้ามามองซ้ายมองขวาอย่างร้อนรน ตรงเข้าไปหลังครัวทันที ซ่งจื่อเซวียนก็ตกใจ ขณะจะพูดอะไรบางอย่าง กลับเห็นว่าเด็กคนนั้นหันหน้ามายิ้มให้เขา นิ้วชี้จรดริมฝีปากทำสัญญาณว่าให้เงียบๆ แล้วเข้าไปหลังครัว
ไม่นานนัก คนอีกสามคนก็พุ่งเข้ามาในร้าน คนที่นำหน้ามาเป็นผู้ชายอายุราวๆสามสิบปี ตัดสกินเฮดจนเกือบเห็นหนังศีรษะ สวมแจ็กเก็ตหนังแขนกุดสีดำ เผยให้เห็นรอยสักหลากสีสันบนแขนทั้งสองข้าง
“ไอ้หนู คนที่เพิ่งเข้ามาเมื่อกี้ล่ะ” ชายคนนั้นตะโกนถามซ่งจื่อเซวียนพร้อมกระหืดกระหอบ
ซ่งจื่อเซวียนถูกคนคนนี้ถามก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เขารู้ว่าสามคนตรงหน้านี้ต้องมาตามหาเด็กมอมแมมคนนั้นแน่นอน แต่จะบอกหรือไม่บอกพวกเขานั้น…กลับลังเลอยู่เล็กน้อย
หากว่ากันตามเหตุผล เขาควรจะบอกไปว่าเจ้าเด็กนั่นอยู่ในครัว อย่างไรทำเช่นนี้ก็จะไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายในร้าน แต่เห็นท่าทางหยาบคายของคนพวกนี้ ซ่งจื่อเซวียนจึงไม่อยากบอก
“หา? คนที่…เพิ่งเข้ามาเหรอ ผมไม่เห็นนะ” ซ่งจื่อเซวียนแสร้งพูดไม่รู้ไม่เห็น
“ฮึ่ม เข้าไปหา!” ชายผมสกินเฮดเอ่ยปาก ผู้ชายสองคนด้านหลังก็พุ่งเข้าไปในครัวด้านหลัง
ซ่งจื่อเซวียนสะดุ้ง เขาไม่คิดว่าคนพวกนี้จะปรี่เข้าไปในร้าน ใจเขาร่ำร้องเงียบๆว่าท่าไม่ดีแล้ว ถ้าถูกเจอตัวเข้า ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าพวกเขาอาจทุบตีเจ้าเด็กนั่นสักรอบ ดูท่าตนก็น่าจะตกกระไดพลอยโจนไปด้วย
คิดถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็แอบรู้สึกเสียใจ จะอย่างไรเท่าที่ดูคนพวกนี้ก็คือผู้มีอิทธิพล ตัวเองจะเอาอะไรไปสู้พวกเขา…
แต่ไม่นานนักชายสองคนก็เดินออกมาจากครัวด้านหลัง ส่ายหัวพร้อมกัน
“พี่หู่ ไม่มีครับ!”
“ไม่มีเหรอ บัดซบ เป็นไปไม่ได้ กูเห็นกับตาว่ามันวิ่งเข้ามาในนี้” ชายสกินเฮดที่ชื่อว่าพี่หู่แค่นเสียงขึ้นจมูก พูดด้วยสีหน้าสงสัย
หลังจากนั้นก็มองไปทางซ่งจื่อเซวียน “ไอ้หนู แกซ่อนเจ้าเด็กขอทานไว้ใช่ไหม ระวังฉันจะพังร้านพวกแก จะตัดขาแกด้วย!”
“ปะ เปล่านะ” ในใจซ่งจื่อเซวียนก็สับสน ครัวด้านหลังใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ เขาเห็นเด็กคนนั้นเข้าไปแล้วชัดๆ ทำไมถึงหาไม่เจอเล่า
คิดถึงตรงนี้ เขาก็พูดว่า “ผมไม่ทันเห็นจริงๆ พวกเราต้องปิดร้านแล้ว เมื่อกี้ผมกำลังล้างห้องน้ำอยู่”
พี่หู่ขมวดคิ้วแน่น “ฮึ่ม ฉันเตือนแกไว้เลยนะ ถ้ากล้าเล่นลิ้นล่ะก็ กูจะทำให้มึงพิการแน่!”
ในใจซ่งจื่อเซวียนหวาดกลัวจริงๆ เขาไม่เคยมีเรื่องมีราวกับผู้มีอิทธิพลมาก่อน เห็นหน้าตาดุร้ายของพี่หู่ ใจก็เต้นตุบตับ
แต่เขาก็ยังพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองลง พูดว่า “ร้านของพวกเราเล็กแค่นี้ พวกนายก็หาไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
“พี่หู่ ไม่งั้นพวกเรารีบออกไปดูข้างนอกดีกว่า อย่าปล่อยให้เจ้าเด็กนั่นหนีไปไกลเลย”
ได้ยินประโยคนี้ พี่หู่สูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง พยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม หน้าประตูมีทางแยกสามทาง พวกเราแยกกันหา ถ้ารอบนี้ปล่อยให้มันหนีไปได้อีก พวกเราได้จบเห่แน่”
พูดจบ ชายสามคนก็ออกไปจากร้านอาหาร
ซ่งจื่อเซวียนกลับยังยืนงงอยู่ที่เดิม ใจก็ยังไม่สงบ แทบจะรู้สึกได้ว่าหน้าอกกำลังเต้นแรง
เมื่อแน่ใจว่าสามคนนั้นไปไกลแล้ว เขาถึงเดินเข้าไปในครัว หันมองไปรอบๆ เห็นมุมอับหลายๆที่ก็ไม่มีเงาของเด็กคนเมื่อครู่จริงๆ นี่มันแปลกประหลาดไปแล้ว ร้านอาหารชุนเซียงที่แม้แต่ประตูด้านหลังยังไม่มี ครัวด้านหลังก็ไม่มีหน้าต่าง เขาจะหนีไปได้อย่างไร
ขณะกำลังครุ่นคิด ซ่งจื่อเซวียนก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่ด้านหลัง ก็เห็นเพียงประตูตู้แช่สแตนเลสถูกผลักเปิดออก เด็กคนนั้นพุ่งออกมาในฉับพลัน นั่งไร้เรี่ยวแรงอยู่บนพื้นอย่างนั้น ลูบถูสองแขนและหน้าอกอย่างแรง
“แม่เจ้าโว้ย จะแข็งตายอยู่แล้วฉัน ให้ตาย ถ้าถูกคนทุบตีจนตายถือว่าเป็นฮีโร่ล่ะก็ มาแข็งตายคงจะอับอายขายขี้หน้าน่าดูเลย” พูดประโยคนี้ น้ำมูกของเด็กคนนั้นก็ไหลลงมา ซ่งจื่อเซวียนที่เห็นเช่นนั้น ในกระเพาะก็ตีรวนขึ้นมา
“เมื่อกี้นายซ่อนอยู่ในตู้แช่เหรอ” ซ่งจื่อเซวียนถาม
เด็กคนนั้นหันมอง “ก็เห็นอยู่แล้วยังจะถามอีกเหรอ”
เขาพูดพลางลุกขึ้นยืน ยืดร่างกายไปด้วยหัวเราะคิกคักไปด้วย “แต่ต้องขอบคุณนายนะ ที่เมื่อกี้ไม่ได้โยนฉันออกไปน่ะ”
“ฮ่าๆ งั้นถ้านายยืนยันว่าฉันเข้ามา ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาคงหาเจอ ยังไงต้องขอบคุณล่ะนะ”
เด็กหนุ่มพูดพลางเดินไปโถงหน้าร้าน ซ่งจื่อเซวียนนับถือความกล้าหาญของเขาจริงๆ ยังไม่รู้เลยว่าสามคนนั้นจะกลับมาหรือเปล่า เขาก็จะออกไปแล้วเหรอ
“ว้าว ดีจัง มีข้าวให้กินด้วย หิวอยู่พอดีเลย”
เด็กคนนั้นมองข้าวผัดที่หยางต้าฉุยเหลือไว้เมื่อครู่ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ เขาย่อตัวลงนั่งบนเก้าอี้แล้วเริ่มกิน เนื่องจากเมื่อครู่ซ่งจื่อเซวียนเก็บช้อนไปแล้ว เขาจึงใช้มือจ้วงกินง่ายๆทั้งอย่างนั้น
“เฮ้ย เดี๋ยวฉันเอาตะเกียบให้”
“ไม่ต้อง ฮ่าๆ ใช้ตะเกียบน่าอายจะตาย” เด็กคนนั้นพูดกลั้วหัวเราะ
ซ่งจื่อเซวียนก็จนปัญญาแล้ว จึงนั่งลงตรงข้ามมองเขากิน “นี่เจ้าเด็กน้อย ทำไมถึงได้เหมือนเด็กขอทานอย่างนี้ล่ะ”
เพิ่งจะพูดจบ ซ่งจื่อเซวียนเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เมื่อครู่พี่หู่คนนั้นเหมือนจะพูดคำว่าเด็กขอทานเหมือนกัน
“สายตาใช้ได้นี่ พี่ชาย แวบเดียวก็มองออกแล้วว่าฉันทำอาชีพอะไร” ระหว่างที่เด็กขอทานพูด ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่รู้สึกถึงความสุขเลย เป็นครั้งแรกที่ได้เจอคนเป็นขอทานแล้วภาคภูมิใจขนาดนี้
“เหอะๆ นายนี่น่าสนใจจริงๆ กินช้าๆหน่อย ไม่พอเดี๋ยวฉันทำเพิ่มให้” ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางมองกระเป๋าหนังสือที่เอวของเด็กขอทาน
“กระเป๋าหนังสือใบนี้ของนายนี่น่าสนใจจริงๆนะ”
“กระเป๋าหนังสืออะไร นี่มันถุงผ้าต่างหาก นายทำข้าวผัดนี่อร่อยจริงๆนะ” เด็กขอทานตักคำสุดท้ายเข้าปาก พูดด้วยใบหน้าอิ่มเอม
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม ในใจก็คิดว่าเด็กขอทานนี่คงไม่ได้กินอาหารดีๆอะไรเท่าไร กินข้าวผัดเย็นๆก็ดีใจขนาดนี้แล้ว
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน ก็เกิดเสียง ‘ปัง’ ดังขึ้น ประตูถูกผลักเปิดกะทันหัน!
ชั่วขณะนั้น ดวงตาสองคู่ของซ่งจื่อเซวียนและเด็กขอทานชะงักค้างที่ตรงนั้น…
ตอนที่ 5: ไพ่ความรัก
ตอนที่ซ่งจื่อเซวียนเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาคือจางขุย จึงผ่อนลมหายใจได้จริงๆเสียที เขานึกว่าเป็นพวกพี่หู่ที่ย้อนกลับมาเสียแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้น คืนนี้เขากับเด็กขอทานคงโดนเล่นงานเป็นแน่
“พี่จาง ทำไมพี่…”
ไม่รอให้ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ จางขุยก็ถลึงตามองเด็กขอทาน สาวเท้าเดินมาอย่างรวดเร็ว คว้าปกคอเสื้อของเด็กขอทานขึ้น ร้องด่า “ไอ้เด็กขอทานนี่ ใครให้แกเข้ามา จะเอาข้าวก็ออกไปข้างนอกสิ!”
จางขุยพูดพลางหิ้วคอเสื้อเด็กขอทานแล้วเดินออกไปข้างนอก ลากเขาออกไปทั้งอย่างนั้น
ซ่งจื่อเซวียนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ได้เปิดปากพูด เพียงแค่มองเด็กของทานอย่างละอายใจเล็กน้อยเท่านั้น
แต่เด็กขอทานเหมือนว่าจะชินแล้ว เขาส่งยิ้มเซ่อซ่าให้กับซ่งจื่อเซวียน “ฮ่าๆ วันนี้ขอบคุณพวกพี่แล้ว ผมไปก่อนนะ!”
พูดจบ เขาก็วิ่งออกไปแล้ว จางขุยหน้าดำคล้ำหันมามองซ่งจื่อเซวียน “แกเป็นอะไร ถึงได้ให้ไอ้เด็กขอทานนั่นเข้ามา”
ขณะพูด จางขุยก็หันไปเห็นว่าบนโต๊ะมีจานเปล่าวางอยู่ “แกทำอาหารให้มันกินเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนอยากจะพูดว่าเขาทำให้หยางต้าฉุยกินต่างหาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอธิบาย เรื่องเมื่อกลางวันก็ทำให้จางขุยอับอายมากพอแล้ว เขาก็ไม่อยากจะสร้างความแตกแยกให้รุนแรงขึ้นอีก
เห็นซ่งจื่อเซวียนไม่ตอบ จางขุยก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เดินตรงเข้าไปเอากระเป๋าใบหนึ่งในครัวด้านหลังแล้วก็จากไป อย่างไรเสียเพราะการปรากฏตัวของหลินเทียนหนาน หยางต้าฉุยก็ปฏิบัติกับซ่งจื่อเซวียนไม่เหมือนเดิมแล้ว ต่อให้ปกติจางขุยจะข่มเหงรังแกเขาจนชินไปแล้ว ตอนนี้ก็พะว้าพะวังเล็กน้อย
หลังจากซ่งจื่อเซวียนล้างห้องน้ำสะอาดเรียบร้อย ก็ออกจากร้านไปเช่นกัน
ใต้แสงไฟสลัวในบ้าน มือของหยางต้าฉุยกดบนเครื่องคิดเลขไม่หยุด มองข้อมูลแต่ละอย่างที่บันทึกอยู่บนกระดาษ เขาขมวดคิ้วแน่นแล้วถอนหายใจออกมา
“ถ้าเป็นข้าวผัดจักรพรรดิจริงๆ จานหนึ่งขายแปดสิบหยวนขึ้นไปก็ไม่ใช่ปัญหาแน่นอน ถ้าเพิ่มการโปรโมตเข้าไปด้วย…” หยางต้าฉุยพึมพำกับตัวเองพลางค่อยๆทิ้งตัวพิงโซฟา
“เจ้ารองนี่…ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!”
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เขาก็หยิบโทรศัพท์กดเบอร์หนึ่งลงไป
“เสี่ยวเสวี่ย ลูกจะกลับมาเมื่อไร”
“พ่อ ไม่ใช่ว่าบอกพ่อไปแล้วเหรอ ลูกกับเพื่อนร่วมห้องไปปีนเขากัน อีกสองสามวันก็จะไปทะเล”
หยางต้าฉุยขมวดคิ้ว “เจ้าลูกสาวคนนี้ ปิดเทอมแล้วก็ไม่กลับมาช่วยงานที่บ้าน ในร้านมีเรื่องให้ทำตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมแกถึงยังทำตัวเป็นเด็กอย่างนี้นะ”
“อะไรกัน ไม่ใช่ว่าพ่ออนุญาตแล้วเหรอ”
“อนุญาตก็อนุญาต แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย ช่วงนี้ที่ร้านยุ่งวุ่นวายมาก แกรีบกลับมาเร็วเข้า! น้ำเสียงของหยางต้าฉุยเข้มงวดอย่างเห็นได้ชัด
“พ่อ…พ่อไม่รักษาคำพูดเลย ลูกไม่กลับ ลูกมากับเพื่อนร่วมห้อง กลับไปตอนนี้ได้ที่ไหนกันเล่า!”
“ไม่รู้แหละ ไม่ต้องพูดแล้ว ตอนนี้จองตั๋วรถ แล้วรีบกลับมาเดี๋ยวนี้เลย!”
พูดจบ หยางต้าฉุยก็วางสาย ส่ายหัวพูด “ตอนนี้เห็นทีคงจะมีแค่ไพ่ความรักเท่านั้นมั้งที่น่าจะได้ผล”
ลูกสาวของหยางต้าฉุยชื่อหยางเสวี่ย อายุสิบแปดปี รุ่นราวคราวเดียวกับซ่งจื่อเซวียน ตอนนี้ไปเรียนมัธยมปลายที่อื่น มีเพียงช่วงปิดเทอมฤดูหนาวเท่านั้นถึงจะกลับมาบ้าน
ตอนกลับมาคราวที่แล้ว หยางต้าฉุยก็เห็นว่าซ่งจื่อเซวียนชอบพอลูกสาวอยู่ไม่น้อย บวกกับหยางเสวี่ยหน้าตาดีมาตั้งแต่ยังเล็ก หากลองจับคู่สองคนนี้ บางที…น่าจะล่อตาล่อใจกว่าไมตรีของหลินเทียนหนานก็ได้ ถึงอย่างไรก็ยังหนุ่มยังสาว วัยคะนองกันทั้งคู่ ใช้อารมณ์ตัดสินเรื่องราวได้ง่าย
กำลังทรัพย์ของหยางต้าฉุยต่างจากหลินเทียนหนานมากโขเป็นแน่แท้ แต่ด้วยอายุของซ่งจื่อเซวียน…หยางเสวี่ยเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจมากที่สุดแน่นอน
“สาวน้อยเอ๋ย ที่พ่อทำอย่างนี้ก็เพื่อเส้นทางข้างหน้าของลูก เจ้ารองตอนนี้ทำให้ฉันต้องมองเขาใหม่เสียแล้ว”
ในลานบ้าน สายลมฤดูใบไม้ร่วงหนาวเย็นเล็กน้อย เสียงหัวเราะของสองปู่หลานทำให้สภาพแวดล้อมรอบๆ เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น
“ฮ่าๆ ปู่ ปู่พูดจริงดิ นั่นเป็นพ่อครัวชื่อดังแห่งเมืองหลวงผู้ยิ่งใหญ่เชียวนะ ต้องทำให้พ่อครัวนิรนามรุ่นน้องอับอายขนาดนั้นเลยเหรอ”
ฟางจิ่งจือพยักหน้าพลางหัวเราะเช่นกัน พูดว่า “แน่สิ ถ้าให้ฉันพูดก็คือเจ้าเหลียงทงนั่นทำตัวเหมือนนกอินทรีหางใหญ่ ฉายาพ่อครัวชื่อดังแห่งเมืองหลวง ไม่ใช่ว่าทุกคนไว้หน้าเขาถึงได้เรียกอย่างนั้นเหรอ ยโสโอหังไม่เห็นหัวผู้อื่นเอาเสียเลย”
“อย่างไรเหนือฟ้ายังมีฟ้า แต่ปู่ กลับกันไป๋เฟิงคนนั้นหลังจากนั้นเป็นยังไงล่ะ ชนะพ่อครัวชื่อดังแห่งเมืองหลวงก็น่าจะดังพลุแตกเลยมั้ง”
“เหอะๆ นั่นมันแน่อยู่แล้ว ตอนนั้นไป๋เฟิงเข้าตาท่านอ๋องคนหนึ่ง จากนั้นก็มีคนแนะนำให้เข้าวัง ต่อจากนั้นก็กลายเป็นพ่อครัวใหญ่ประจำห้องเครื่อง แกคิดว่าดังพลุแตกหรือเปล่าล่ะ”
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็สูดลมหายใจยาว ต้องรู้ด้วยว่าสมัยก่อน พ่อครัวคนหนึ่งสามารถเข้าไปทำงานในห้องเครื่องได้ นั่นก็เป็นความรุ่งโรจน์สูงสุดแล้วจริงๆ…
“ถือว่าโชคดีมากแล้ว แข่งขันครั้งเดียวก็ประสบความสำเร็จไปทั้งชีวิต เป็นเพราะโชคชะตาวาสนาเหรอ”
“ไม่ใช่อยู่แล้ว ใครจะมีโชคชะตาวาสนาอย่างนั้นได้เล่า ตั้งแต่ทักษะการใช้มีดไปจนถึงเทคนิคการปรุงอาหารของไป๋เฟิงไร้ที่ติ ที่สำคัญที่สุดก็คือกระทะเหล็กเย็นใบนั้น ไอ้หนู แกเคยได้ยินเรื่องกระทะเหล็กเย็นไหม”
ซ่งจื่อเซวียนอดหัวเราะไม่ได้ “เอาอีกแล้วนะปู่ ยังมีกระทะเหล็กเย็นอะไรอีก…ปู่จะบอกว่าไป๋เฟิงคนนี้ผัดสิบแปดครั้งปราบมังกรได้เหรอ”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็หัวเราะหนักกว่าเดิม ต้องพูดเลยว่า ตาเฒ่าฟางอายุอานามก็มากแล้ว เรื่องเล่าบางเรื่องพูดออกมาก็ทำให้คนฟังรู้สึกสนุกสนาน แต่บางเรื่องเล่าก็ไร้สาระจริงๆ แล้วเหล็กเย็นอะไรนี่ก็ต้องในนิยายจอมยุทธ์เท่านั้นแหละถึงจะมี
ฟางจิ่งจือชะงักก่อนจะขมวดคิ้วทันที “เด็กอย่างแกจะไปเข้าใจอะไรเล่า จะฟังเรื่องเล่าก็ฟังไป ไม่ฟังก็ไสหัวไป”
ซ่งจื่อเซวียนแค่คิดว่าปู่ของตนแก่จนเลอะเลือนแล้ว ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เลี่ยงไม่ให้ชายชราอารมณ์เสีย แต่ไม่นานนักเขาก็นึกถึงคำพูดของชายชราที่พูดเมื่อครั้งที่แล้ว…
เดิมเขาไม่เชื่อเรื่องกำลังภายในของชายชราที่พูดครั้งก่อน แต่ถ้ายึดตามวิธีผัดข้าวตามสูตรอาหารกลับรู้สึกถึงลมปราณสายหนึ่งกำลังส่งเสริมเขาอย่างชัดเจน คิดถึงตรงนี้ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา
“ปู่ ปู่ว่า…มีกระทะเหล็กเย็นจริงๆเหรอ”
“แกก็เพ้อเจ้อ! ตอนนั้นคนทั่วไปไม่เข้าใจอยู่แล้ว แต่ในวงการพ่อครัวกลับตื่นตระหนกกันไปหมด ถึงเหลียงทงจะแพ้โชคชะตาวาสนาของไป๋เฟิง แต่กลับนึกถึงกระทะเหล็กเย็นนั่นได้ ตอนนั้นไป๋เฟิงเป็นที่สนใจพอดี อีกทั้งท่านอ๋องยังให้ความสำคัญ เหลียงทงถึงไม่กล้าลงมือทำอะไร”
ซ่งจื่อเซวียนยิ่งฟังก็รู้สึกว่ายิ่งมหัศจรรย์ รีบถามต่อว่า “แล้วหลังจากนั้นล่ะ ไป๋เฟิงส่งกระทะให้รุ่นหลังเหรอ”
“ไม่ใช่หรอก เหลียงทงแค่ไม่ลงมือชั่วคราวเท่านั้น” ฟางจิ่งจือส่ายหน้าเบาๆ พูดต่ออย่างช้าเนิบว่า
“แม้ว่าเขาจะไม่มีกำลังมากพอ แต่กลับเอาเรื่องที่ไป๋เฟิงมีกระทะเหล็กเย็นไว้ในครอบครองป่าวประกาศไปทั่วหล้า ดึงดูดนักล่าสมบัติมาไม่น้อยเลย”
“หา ป่าวประกาศไปทั่วหล้าเลยเหรอ ปู่ ถ้าตามที่ปู่พูดนี่ต้องเป็นเรื่องในวงการพ่อครัวสิ ทำไมถึงสร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ขนาดนั้นได้ล่ะ”
“แกจะเข้าใจอะไร ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ไม่มีวงการพ่อครัว วงการอาหาร วงการของเลิศรสที่แท้จริงหรอก สิ่งเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับโลกใต้ดินทั้งนั้น ตอนนั้นหลานปังลวี่ของปลายราชวงศ์ชิงส่งคนมาล่าสมบัติก่อน ทั้งโลกใต้ดินกระทั่งราชวงศ์ก็ได้รับผลกระทบหมด”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าน้อยๆ “นี่ก็อาจเป็นได้ การปกครองช่วงปลายราชวงศ์ชิงวุ่นวาย กำลังอยู่ในช่วงระส่ำระสายพอดี ถ้างั้น…เขาทำสำเร็จไหม”
ฟางจิ่งจือส่ายหน้า “เหอะๆ ไม่เพียงแค่เจ้าหัวขโมยเหลียนทงนั่นใช้ประโยชน์จากความวุ่นวาย ร่วมมือกับชินอ๋องคนหนึ่งลอบสังหารไป๋เฟิงจนได้กระทะเหล็กเย็นมา หลังจากนั้นก็ได้ยินมาว่าขายให้คนฝรั่งเศสไป”
“ขายให้พวกต่างชาติไปแล้ว? ปู่ นี่นับว่าเป็นอาชญากรรมแล้วนะ” ซ่งจื่อเซวียนพูดอย่างมีน้ำโหเล็กน้อย
ซ่งจื่อเซวียนอ่านหนังสือโบราณที่บ้านของฟางจิ่งจือตั้งแต่ยังเล็ก ไม่เพียงแต่พัฒนาความรู้ด้านวัฒนธรรมในระดับหนึ่งเท่านั้น ยังมีมุมมองของตนเองต่อเรื่องสมบัติล้ำค่าของจีนแผ่นดินใหญ่ ยิ่งทนไม่ได้ที่สมบัติล้ำค่าในประเทศของตัวเองไปอยู่ในมือของต่างชาติ
“หลานเอ๊ย คำพูดนี้นับว่าถูกต้องแล้ว แม้คนเราจะขาดแคลนทุนทรัพย์เพียงใด แต่จะเอาของที่บรรพบุรุษเราทิ้งไว้ไปขายให้ต่างชาติไม่ได้!” ระหว่างที่ฟางจิ่งจือพูด สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นมา ดวงตาที่ปกติหรี่เล็กก็เบิกกว้างอย่างหาได้ยาก
ปู่หลานคุยกันอีกสักพัก ซ่งจื่อเซวียนก็บอกให้ปู่เข้าห้องไปพักผ่อน อย่างไรก็เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศค่อนข้างเย็นเล็กน้อย
ด้วยฤทธิ์ของสุราฟางจิ่งจือจึงหลับไปอย่างรวดเร็ว ส่วนซ่งจื่อเซวียนกำลังอ่านสูตรอาหารอยู่ข้างๆ
ทว่าครั้งนี้กลับไม่ราบรื่นเท่าไร เขาอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวกับการผัดข้าวอีกครั้ง แต่เนื้อหาหลังๆกลับเข้าใจยากอยู่บ้าง จุดที่สำคัญที่สุดก็คือเขาอ่านตัวอักษรออกทั้งหมด แต่กลับไม่เข้าใจความหมายของมันเลย
เห็นฟางจิ่งจือหลับสนิท คงไม่ดีถ้าเขาจะปลุกขึ้นมาสอบถาม จึงปิดหนังสือเก็บเข้าที่และกลับบ้านเสียเลย
ซ่งจื่อเซวียนคิดถึงเนื้อหาสูตรอาหารเหล่านั้นตลอดทาง ยังอยากใคร่ครวญให้ละเอียด แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ขณะกำลังเข้าบ้านก็ได้กลิ่นอาหารลอยมา
ซ่งจื่อเซวียนก็เคยชินแล้ว ไม่ว่าทุกวันนี้จะกลับบ้านดึกแค่ไหน แม่ก็มักจะรอเขากลับบ้าน อีกทั้งอาหารบนโต๊ะก็หอมเย้ายวนเสมอ
“แม่ วันนี้ดึกขนาดนี้แล้วแม่ยังไม่รีบพักผ่อนอีกนะ” ซ่งจื่อเซวียนเดินเข้าประตูไปก็พูดขึ้น
หานหรงผู้เป็นแม่หันหน้ามองซ่งจื่อเซวียน พูดว่า “แกยังไม่กลับบ้านฉันจะหลับลงได้ไง เร็ว ไปล้างมือแล้วมากินข้าว”
หานหรงเป็นแม่บ้าน แต่ภูมิหลังกลับต่างจากตอนนี้ เธอมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี ไม่สนเสียงคัดค้านของครอบครัว เพื่อจะคบหากับพ่อของซ่งจื่อเซวียน ถึงขั้นตัดความสัมพันธ์กับทางบ้านไปแล้ว
ต่อมา หานหรงอยากดูแลลูกและสามี จึงมุ่งมั่นตั้งใจเป็นแม่บ้าน แต่คิดไม่ถึงว่าสามีจะหายตัวไปกะทันหัน ทิ้งภาระหนักหน่วงไว้ให้เธอ ไม่เพียงแต่ต้องหาเลี้ยงที่บ้านด้วยการรับจ้างรายวัน ยังต้องดูแลซ่งจื่อเซวียนที่เพิ่งเกิดด้วย แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากบ้านเดิมของตัวเอง
ร่างกายของแม่ ย่อมอยู่ในสายตาลูก โดยเฉพาะพี่สาวอย่างซ่งอีหนานที่เป็นห่วงแม่มากเป็นพิเศษ แต่ขณะเดียวกันกลับเลิกเกลียดชังพ่อไม่ได้
ล้างมือเสร็จ มองอาหารบนโต๊ะ ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้มยิงฟัน “แหะๆ แม่ เป็นของที่ลูกชอบหมดเลยนี่”
หานหรงชำเลืองมองเขา “กินเถอะ เจ้ารอง ช่วงนี้ร่างกายคุณปู่เป็นยังไงบ้าง”
“แข็งแรงดีนะ นี่ลูกก็เพิ่งคุยกับปู่มา” ซ่งจื่อเซวียนเขี่ยข้าวพลางพูด
“แต่ปู่อายุมากแล้ว บางทีก็เลอะเลือน”
หานหรงป้องปากหัวเราะ “แกก็ดูออกใช่ไหมล่ะ ฉันจะบอกอะไรให้นะ เอาอกเอาใจคนแก่หน่อย อยู่ละแวกนี้มานานขนาดนี้แล้ว เขาก็ดีกับครอบครัวเราอยู่”
“เอาน่า แม่วางใจเถอะ ลูกรู้อยู่แล้ว จริงสิแม่ พี่เป็นไงบ้าง โทรมาหรือยัง”
“อืม บอกว่าตอนอยู่ที่หลานหยวนดูใจกับคนคนหนึ่งอยู่ พอใช้ได้ ฉันคิดว่าผ่านช่วงนี้ไปจะไปดูเสียหน่อย”
“แม่จะไปทำไม ถ้าพี่มีแฟนแล้ว ต้องให้เขาพามาให้แม่ดูสิถึงจะถูก!” ซ่งจื่อเซวียนพูดอย่างตั้งใจ ตั้งแต่เล็กๆก็โตมากับแม่ ซ่งจื่อเซวียนก็รู้จุดนี้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ต้องปกป้องแม่ไว้ก่อน
“แม่รู้ว่าแกคิดยังไง แต่ฉันลางานไม่กี่วัน ก็ไม่เกิดเรื่องอะไรนี่? พวกเขายังเด็ก ฉันไปดูพวกเขาเสียหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย” หานหรงยิ้มบางพลางมองซ่งจื่อเซวียน รอยยิ้มบนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรักลึกซึ้ง
ซ่งจื่อเซวียนก้มหน้าเล็กน้อย “แม่ ลูกไม่ได้เรื่องเอง ว่ากันตามอายุแม่แล้วควรจะพักผ่อน…”
ได้ยินดังนั้น หานหรงก็ยิ้มอย่างปลื้มใจ แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ลูบหัวลูกชาย
เงียบอยู่ครู่หนึ่ง เสียงเคาะประตูช้าเนิบก็ดังขึ้น เห็นได้ชัดว่ามีมารยาทมาก
สองแม่ลูกมองตากัน ในสายตาเผยแววประหลาดใจอยู่บ้าง นั่นเพราะ…ปกติก็ไม่มีใครแวะเวียนมาที่บ้าน โดยเฉพาะตอนดึกขนาดนี้
[1] นกอินทรีหางใหญ่ เปรียบเปรยถึงคนที่คิดว่าตัวเองเก่ง หยิ่งยโส
[2] ชินอ๋อง เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ลำดับที่1 โดยส่วนมากจะเป็นโอรส พระเชษฐา หรือพระอนุชาของจักรพรรดิ มีศักดิ์รองจากตำแหน่งรัชทายาท
ตอนที่ 6: เสียแสนห้าไปฟรีๆ
เห็นหานหรงจะลุกขึ้น ซ่งจื่อเซวียนรีบคีบข้าวเข้าปากคำหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ยื่นมือไปรั้งแม่ไว้ ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูเอง
เห็นว่าเป็นหยางต้าฉุย อีกทั้งสองมือก็หิ้วของมาสองถุงใหญ่ ซ่งจื่อเซวียนมึนงงเล็กน้อย พูดว่า “เถ้าแก่มาได้ยังไงครับ”
หยางต้าฉุยยกยิ้ม ถือของเดินเข้ามา เพราะร่างกายอวบอ้วน ท่าทางจึงดูงุ่มง่ามอยู่บ้าง
“แหะๆ ปกติที่ร้านค่อนข้างยุ่ง ไม่ได้มาเยี่ยมพี่สาวเลย” หยางต้าฉุยเดินตรงเข้าไปหาหานหรง
หานหรงลุกขึ้นยิ้มตอบ “ไอหยา เถ้าแก่หยาง ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ มาก็มาเฉยๆสิ ยังหอบข้าวหอบของมาเยอะขนาดนี้ทำไมกัน”
หยางต้าฉุยวางข้าวของไว้บนพื้น นั่งกับโต๊ะพลางหอบหายใจเล็กน้อย “ดูพี่พูดสิ ผมเอาของมานิดๆหน่อยๆ ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งหลายปี ผมเลยซื้อพวกของจำเป็นมาให้พี่บ้าง”
หานหรงชำเลืองมองพวกนั้นแวบหนึ่ง เอาเถอะ ยังไงก็เป็นพวกเนื้อกับผักแพงๆทั้งนั้น อีกอย่างยังมีข้าวห้ากิโลกระสอบใหญ่ เธอจึงเหลือบไปมองซ่งจื่อเซวียนอีกรอบทันที
แม้จะเป็นแม่บ้าน แต่หานหรงก็ได้รับการศึกษาที่สูง อีกทั้งยังฉลาดมาก เธอก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าคนที่ขึ้นชื่อเรื่องตระหนี่ถี่เหนียวอย่างหยางต้าฉุยขนข้าวของมาเยี่ยมตน จะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ และจะต้องเป็นเพราะซ่งจื่อเซวียน
เธอรู้จักลูกชายของตนเองดี แม้ซ่งจื่อเซวียนจะไม่ได้ขี้ขลาดตาขาว แต่ก็ไม่ได้ชอบหาเรื่อง ดังนั้นจึงไม่ใช่เพราะเขาประมาทเลินเล่อแน่นอน ตรงกันข้าม หยางต้าฉุยจะต้องมาเอาอกเอาใจซ่งจื่อเซวียนแน่ถึงได้มาที่นี่ ส่วนเหตุผลที่มาเอาอกเอาใจนั้น เธอคิดไม่ออก
“แหะๆ เถ้าแก่หยางก็เกรงใจเกินไปแล้ว ของในบ้านก็มีพอถมเถ ทำเถ้าแก่สิ้นเปลืองอย่างนี้พวกเราเกรงใจแย่เลย” หานหรงพูด
หยางต้าฉุยมองไปทางซ่งจื่อเซวียนด้วยรอยยิ้ม “พี่สาวก็พูดเสียยืดยาว เจ้ารองทำงานในร้านก็นับว่าช่วยผมได้เยอะ ถ้าไม่ใช่เพราะที่ร้านมีเรื่องให้จัดการค่อนข้างเยอะ ผมคงมาเยี่ยมพี่นานแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนสีหน้ากระอักกระอ่วนไม่รู้จะพูดอะไร หานหรงจึงพูดขึ้นว่า “นั่นเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เจ้ารอง แกก็อย่าเพิ่งกิน ไปเอาน้ำมาให้เถ้าแก่หน่อยไป”
“ไม่ต้องไม่ต้อง ให้เจ้ารองกินข้าวไปเถอะครับ” หยางต้าฉุยรีบโบกมือ
“พี่สาว ผมแค่มาเยี่ยมพี่ เลยถือโอกาสเอาของเล็กๆน้อยๆมาให้ด้วย นี่ก็ดึกแล้ว ผมกลับก่อนนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าผมมาเยี่ยมใหม่ พวกเราจะได้พูดคุยกันอีกที”
“ไม่ล่ะครับ พี่ก็รีบพักผ่อนนะครับ” พูดพลาง หยางต้าฉุยก็เดินออกไปแล้วปิดประตู
หานหรงมองหยางต้าฉุยที่เดินจากไปไกลผ่านทางหน้าต่าง หันหลังกลับมาพูด “ลูกชาย บอกแม่ที เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ หยางต้าฉุยขึ้นชื่อเรื่องเดาใจยาก จู่ๆวันนี้โรคเก่ากำเริบขึ้นมาหรือไงถึงได้เอาของมาให้บ้านเราน่ะ”
หลังจากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็เล่าที่มาที่ไปให้ฟังรอบหนึ่ง แน่นอนว่าเรื่องสูตรอาหารเขายังเก็บไว้เป็นความลับ จุดนี้ก็เพื่อให้เกียรติฟางจิ่งจือ
ฟังเรื่องที่ลูกชายเล่าจบ หานหรงก็พยักหน้า “ที่แท้ก็เรื่องก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ดูท่าหยางต้าฉุยคนนี้พยายามยื้อลูกไว้สุดกำลังเลยนะ เจ้ารอง แกคิดว่าไง จะอยู่หรือจะไปล่ะ”
“ลูก…แม่ ลูกอยากไปทำงานที่ร้านหลินเทียนหนานจริงๆ เพราะยังไงถ้าลูกได้เงินเดือนแปดหมื่นหยวน ลูกคงไม่ให้แม่ไปรับจ้างรายวันแล้ว แต่…”
“แกกลัวว่าแกจะมีความสามารถไม่พอที่จะรักษาหม้อข้าวหม้อแกงไว้ได้เหรอ” หานหรงก็ยังเข้าใจในตัวลูกชายเหมือนเดิม เวลาซ่งจื่อเซวียนคิดจะทำอะไรก็จะระมัดระวังแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เรื่องที่ควบคุมไม่ได้จะไม่ยอมเสี่ยงลงมือทำ
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าหงึกหงัก ไม่ได้พูดอะไร
หานหรงเงียบไปพักใหญ่ พูดว่า “เจ้ารอง เรื่องนี้แม่ตัดสินให้แกไม่ได้ แกโตแล้วนะ ต้องจัดการเรื่องต่างๆด้วยตัวเองเหมือนผู้ใหญ่ได้แล้ว แต่จำคำแม่ไว้นะ จะทำเรื่องอะไรก็ต้องมีจิตสำนึก จะทำร้ายผู้อื่นไม่ได้!”
ได้ยินที่แม่กำชับ ซ่งจื่อเซวียนเงยหน้าขึ้นพยักหน้าสุดแรง “แม่ ลูกเข้าใจแล้ว”
ผ่านไปสองวันก็นับว่าสงบสุขดี หลังจากซ่งจื่อเซวียนเลิกงานก็ไปอ่านสูตรอาหารทุกวัน แต่กลับไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เหมือนกับจะไม่มีหนทางตระหนักถึงเนื้อหาส่วนหลังได้ แต่เขาก็ยังรู้สึกถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของหยางต้าฉุยขณะอยู่ที่ร้านได้อย่างชัดเจน
เมื่อก่อน หยางต้าฉุยแทบจะไม่มองเขาด้วยซ้ำ มากสุดก็ตอนจะใช้เขาทำงานถึงจะตะโกนเรียกเขา แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว กระทั่งสองวันมานี้ยังสั่งให้จางขุยทำอาหารกลางวันให้ซ่งจื่อเซวียนด้วยตัวเอง
ผ่านช่วงกลางวันที่ยุ่งเหยิงที่สุดไป หยางต้าฉุยได้รับออร์เดอร์เดลิเวอรีมาออร์เดอร์หนึ่ง “เจ้ารอง แกเอาออร์เดอร์นี้ไปส่งบ้านพี่สาวจางที่ชุมชนฉางโช่ว แกรู้จักใช่ไหม”
ซ่งจื่อเซวียนรู้จักอยู่แล้ว พี่สาวจางที่ว่านั่นคือจางเหม่ยหลิง แม่หม้ายที่อายุสี่สิบกว่าปี เปิดร้านทำผม แต่ปกติไม่รู้ว่าไปมาอย่างไร เธอถึงมากินข้าวที่ร้านอาหารชุนเซียงบ่อยครั้ง และทุกครั้งก็จะเล่นหูเล่นตากับหยางต้าฉุย มีครั้งหนึ่งซ่งจื่อเซวียนเห็นหยางต้าฉุยหยิกก้นพี่สาวจางกับตาตัวเอง
หยางต้าฉุยยิ้มๆ “อืม ช่วงบ่ายไม่ได้ยุ่งมาก แกก็ไม่ต้องรีบกลับมา ค่อยกลับมามื้อเย็นก็ได้ ฉันจะสั่งให้จางขุยทำหมูสองไฟให้กิน”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเจื่อนๆ ไม่รู้จะตอบกลับอย่างไร สองวันมานี้ก็ถือว่าหยางต้าฉุยดูแลเขาดีสุดๆ แล้ว…
เดินไปสิบกว่านาที ซ่งจื่อเซวียนก็มาถึงชุมชนฉางโช่ว ตอนที่จางเหม่ยหลิงได้รับอาหารที่สั่งก็เย็นชาห่างเหินใส่ แทบจะไม่มองซ่งจื่อเซวียนด้วยซ้ำ
แต่ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ได้ใส่ใจ ดูท่าจางเหม่ยหลิงคนนั้นจะหัวสูง ต้องดูถูกตัวเองที่เป็นเด็กครัวตัวเล็กๆ แน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ได้สนใจ
ส่งอาหารเสร็จ ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อดี หยางต้าฉุยบอกให้เขาไม่ต้องรีบกลับ แต่เขาก็ไม่มีที่ให้ไป ถึงอย่างไรเขาก็วนเวียนอยู่แค่สามที่นั่นคือร้านอาหาร บ้าน และก็บ้านของตาเฒ่าฟางเท่านั้น
แต่เดิมคิดจะไปอยู่ที่บ้านฟางจิ่งจือ คุยเล่นกับชายชราสักครู่ แต่ตอนที่กำลังเดินไป ซ่งจื่อเซวียนก็สังเกตเห็นความรื่นเริงข้างหน้า เงยหน้ามองก็เห็นตัวอักษรตัวใหญ่สีทองที่สลักไว้ตรงซุ้มประตูบานใหญ่ ตลาดโบราณเมืองตู้เหมิน
ตลาดโบราณของเมืองตู้เหมินอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง ไม่กี่ปีก่อนซ่งจื่อเซวียนเคยมากับฟางจิ่งจือครั้งหนึ่ง ตอนนั้นชายชรายังเดินได้คล่องแคล่วอยู่ หัวสมองยังจดจำได้ดี เขาจำได้ว่าครั้งนั้นชายชราซื้อแก้วสีเขียวใบหนึ่งกลับไป
ตอนนั้นซ่งจื่อเซวียนยังไม่เข้าใจ หลังจากนั้นฟางจิ่งจือก็บอกเขาว่านั่นคือแก้วเรืองแสงของราชวงศ์ซ่ง และตั้งแต่นั้นมาเขาก็เริ่มสนใจพวกวัตถุโบราณเล็กน้อย ประกอบกับอ่านหนังสือโบราณและหนังสือประวัติศาสตร์มาไม่น้อย จึงยิ่งสนใจเรื่องพวกนี้มากขึ้นอีก
หยุดยืนอยู่พักหนึ่ง ซ่งจื่อเซวียนก็เดินเข้าไปในตลาดโบราณ
แผงลอยของพ่อค้าแม่ขายเรียงรายเป็นแถว มองไม่เห็นปลายทาง แต่สินค้าที่วางบนแผงลอยเป็นพวกงานหัตถกรรมร่วมสมัยเสียส่วนใหญ่ มากที่สุดจะเป็นพวกเลียนแบบ ซ่งจื่อเซวียนจึงยิ่งไม่สนใจ
จนเดินมาถึงแผงลอยแผงหนึ่ง ซ่งจื่อเซวียนถึงได้ย่อตัวลง สองตามองไปที่ป้ายสีเขียวชิ้นหนึ่งตรงมุมแผง
พื้นผิวป้ายสีเขียวสีกระดำกระด่าง ดูขรุขระ ผ่านมรสุมมามากมาย สายคล้องสีน้ำตาลก็ทำขึ้นมาหยาบๆไม่พิถีพิถัน มีบางช่วงเปื่อยแล้วเล็กน้อย เหมือนเจ้าของไม่ได้ใช้อย่างทะนุถนอมเท่าไร วางทิ้งไว้ส่งๆ
ซ่งจื่อเซวียนค้ำพื้นเอื้อมไปหาป้ายชิ้นนั้น หยิบขึ้นมาดู พื้นผิวมีรอยแตกอยู่ไม่น้อย ในร่องแตกเต็มไปด้วยคราบไคล ตอนอยู่บนมือกลับไม่ได้เบาเหมือนกับที่เห็น
“เถ้าแก่ ป้ายนี่ขายเท่าไร” ซ่งจื่อเซวียนใช้มือชั่งน้ำหนักแผ่นป้ายพลางถาม
ฟางจิ่งจือเป็นชาวปักกิ่ง ชอบดูของพวกนี้ และเคยให้ความรู้เรื่องของโบราณกับซ่งจื่อเซวียนไม่น้อย ที่สำคัญที่สุดก็คือการจะซื้อของพวกนี้ต้องซื้ออย่างไร
สิ่งสำคัญที่สุดเวลาจะซื้อของโบราณก็คือการจับผิด อย่างแรกจะทำให้เจ้าของแผงรู้ไม่ได้ว่าคุณสนใจของชิ้นนี้ กระทั่งบางครั้งจะดูเป็นรอบที่สองก็ไม่ได้ เพราะถ้าคุณมองมัน ก็เท่ากับแจ้งเตือนเจ้าของแผงแล้ว
และด้วยเหตุนี้ ซ่งจื่อเซวียนจึงทำท่าชั่งน้ำหนักป้ายอยู่ในมือ สีหน้าไม่ได้แสดงออกมาว่าชอบแต่อย่างใด
“อ้อ อันนั้นเหรอ ฉันขายให้ห้าร้อยหยวนละกัน” เจ้าของแผงตอบส่งๆ
ซ่งจื่อเซวียนลอบยิ้ม เขารู้ดีว่าเจ้าของแผงตั้งใจทำแบบนี้ ถ้าบอกราคาต่ำไปส่งๆ คนจะต้องรับเลยแน่นอน ดังนั้นการบอกราคาสูงเต็มที่และทำเป็นไม่สนใจ ไม่เพียงแค่แสดงออกว่าเป็นของดีแล้ว ยังเอาเปรียบคนที่หลอกง่ายได้อีกด้วย
แต่ซ่งจื่อเซวียนเพียงแค่ส่ายหน้าแล้วยิ้มบาง เอาของวางกลับที่เดิม มองของอย่างอื่นต่อ
เห็นอย่างนั้น เจ้าของแผงก็พูดว่า “น้องชาย ถ้าสนใจจริงๆ พี่ลดให้อีกหน่อยได้นะ”
“แหะๆ ไม่ใช่เรื่องลดให้หรอกครับ ผมแค่มองสุ่มๆ ซื้อเล่นๆไม่ได้คิดจะใช้เงินเยอะขนาดนั้น” ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางตอบ ขณะพูดก็ไม่ได้มองไปที่ป้ายสีเขียวนั่นอีก
“งั้นน้องคิดว่าจะใช้เงินเท่าไรล่ะ”
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็มั่นใจแล้ว เจ้าของแผงคนนี้ไม่ได้มองว่าป้ายสีเขียวนี่เป็นของดีอย่างเห็นได้ชัด ถึงอยากรีบขายออกไปเร็วๆ
“ผมก็ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับของพวกนี้เท่าไร ก็แค่อยากซื้อของฝากให้น้องชายดีใจเฉยๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวผมเหลือแค่ยี่สิบหยวนแล้ว พี่ขายให้ผมราคานี้ได้ไหม ถ้าขายไม่ได้ผมก็จะดูอย่างอื่น”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็ลุกขึ้นยืน เจ้าของแผงจึงรีบพูด “ยี่สิบหยวน ล้อกันเล่นหรือไง น้อยชาย เอาอย่างนี้แล้วกัน ให้พี่ห้าสิบหยวนเป็นไง พี่ขายให้!”
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้ายิ้มๆ “จุดสำคัญคือผมเหลือแค่ยี่สิบหยวนแล้ว ไว้ผมดูอย่างอื่นดีกว่าครับ”
“ก็ได้ พี่ให้ยี่สิบ แต่ไม่มีกล่องให้นะ ต้นทุนกล่องพี่ก็ห้าหยวนแล้ว” เจ้าของแผงพูด หยิบแผ่นป้ายสีเขียวขึ้นมาถูๆบนตัวแล้วส่งให้ซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนรื่นเริงในใจ รีบรับป้ายสีเขียวใส่เข้าไปในกระเป๋า ขณะเดียวกันก็จ่ายเงินให้เจ้าของแผงยี่สิบหยวน
ในร้านของโบราณ ต่อให้เป็นของดีก็เรียกว่าของเล่น ถ้าสนใจของขึ้นมา การเจรจาก็คือไหวพริบ ถ้าคุณใจอ่อนล่ะก็ อีกฝ่ายได้หลอกคุณจนล้มละลายแน่ จึงจำเป็นต้องชั่วร้ายเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางเอาตัวรอดได้
ขณะซ่งจื่อเซวียนดีอกดีใจกำลังจะออกจากร้าน ก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งเดินเข้าไปในฝูงชน เด็กสาวคนนั้นสวมกางเกงยีนส์ ขาเรียวยาว ใส่เสื้อสีขาวเรียบๆ นอกจากเครื่องหมายการค้าที่กระบอกแขนเสื้อก็ไม่ได้ตกแต่งมากมายอีก ส่วนเครื่องหมายการค้านั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่รู้จักว่าเป็นแบรนด์อะไร
ไม่แต่งหน้าออกมาข้างนอก ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนที่แต่งหน้าจัดหรือบางเบา คิ้วรูปใบหลิวทอดยาว เหนือริมฝีปากรูปสีเชอร์รี่ก็เป็นจมูกโด่งสวยได้รูป แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับน้ำเปล่า
พูดได้เลยว่า เครื่องหน้านี้จวนเจียนจะไร้ที่ติ บวกกับบนแก้มขาวนวลอมชมพู จะเรียกว่าสมบูรณ์แบบก็ได้
เห็นเด็กสาวคนนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ชะงักค้างทั้งตัวไปหลายวินาที โตมาขนาดนี้แล้ว…ยังไม่เคยเจอเด็กสาวที่สวยขนาดนี้มาก่อนเลย…
เด็กสาวคนนั้นย่อตัวลงนั่งยองๆ ทัดผมยาวข้างหนึ่งขึ้นเบาๆ กลิ่นหอมกลิ่นหนึ่งก็ฟุ้งกำจายออกมา โดนใจจังๆ
“เถ้าแก่ แจกันนี่ราคาเท่าไรเหรอ”
เด็กสาวเพิ่งจะพูดจบ เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังก็ย่อตัวลงนั่งยองๆเช่นกัน พูดด้วยใบหน้าอ่อนโยน “เหอะๆ ของชิ้นนี้ไม่เลวเลยนะ เธอชอบหรือเปล่า หย่าฉี เดี๋ยวฉันซื้อให้”
เด็กสาวที่ชื่อหย่าฉีหันหน้าไปมองเขาแวบหนึ่ง “ไม่ต้อง ฉันมีเงิน”
“สาวน้อย หนูตาดีนะเนี่ย นี่เป็นของจากราชวงศ์หมิง อย่างน้อยๆก็น่าจะอยู่ในยุคจักรพรรดิหย่งเล่อ ถ้าหนูชอบจริงๆ พวกเราต่อรองราคากันได้” เจ้าของแผงยิ้มกลั้วหัวเราะ
ได้ยินดังนั้น ผู้ชายก็พูดว่า “ต่อรองราคา? คุณคิดว่าราคาจะทำให้ผมตกใจตายได้เหรอ”
“จะเป็นไปได้ยังไง พี่ชายท่านนี้ดูท่าจะเป็นคนมีฐานะสินะ แต่ทำธุรกิจก็ยังต้องพูดคุยเรื่องราคาไม่ใช่เหรอ” เจ้าของแผงตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็ลองพูดมาสิว่าเท่าไร”
“หนึ่งแสนห้าหมื่น ไม่ต่อรอง!”
เจ้าของแผงพูดจบ ผู้ชายก็หยิบแจกันลายครามขึ้นมาดู พยักหน้าเบาๆ “อืม…อยู่ในยุคราชวงศ์หมิง หย่าฉี พ่อของฉันก็เก็บสะสมของเก่าไว้ไม่น้อยเหมือนกัน ฉันพอรู้เรื่องเกี่ยวกับของพวกนี้อยู่บ้าง ฉันซื้อให้เธอใบหนึ่งแล้วกัน”
หย่าฉีพูดอย่างสงสัยเล็กน้อย “นายว่า…นี่เป็นของจริงเหรอ”
“เหอะๆ วางใจเถอะ ของโบราณในบ้านฉันมีมากไปแล้วล่ะ สายตาของฉันเทียบกับกึ่งผู้เชี่ยวชาญได้แล้วนะ” ผู้ชายพูดกลั้วหัวเราะอย่างอบอุ่น
พูดจบ ผู้ชายก็หยิบบัตรเครดิตจะจ่ายเงิน และเจ้าของแผงก็หยิบเครื่องรูดบัตรออกมา
ในตอนนี้เอง ข้างๆก็มีเสียงหัวเราะดังมา “เหอะๆ ร่ำรวยจริงๆ เสียแสนห้าไปฟรีๆ”
[1] รักษาหม้อข้าวหม้อแกง เปรียบเปรยได้ว่ารักษาอาชีพของตนเองเพื่อให้มีหลักประกันในชีวิต
[2] หมูสองไฟ หรือ หุยกัวโร่ว คืออาหารเสฉวน ใช้หมูสามชั้นผัดกับผัดกาด พริกหยวก ต้นหอม หัวหอมและซอสพิเศษ จุดเด่นคือจะนำเนื้อหมูมาเคี่ยวกับเครื่องเทศต่างๆ จากนั้นก็นำไปแช่แข็งอีกครั้งแล้วนำมาหั่นก่อนจะไปคั่วในกระทะอีกครั้ง รสชาติเผ็ดอ่อนๆ
[3] จักรพรรดิหย่งเล่อ เป็นจักรพรรดิองค์ที่3แห่งราชวงศ์หมิง ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ.1402 ถึง ค.ศ.1424
ตอนที่ 7: สายตาดี
ได้ยินเสียงนี้ หย่าฉีและผู้ชายคนนั้นก็หันมามอง คนที่พูดคือซ่งจื่อเซวียนนั่นเอง
“นายพูดกับฉันเหรอ” ผู้ชายพูดพลางมองซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนยักไหล่ “เปล่า แค่พูดไปเรื่อย”
ผู้ชายหัวเราะในลำคอ “เหอะๆ พูดไปเรื่อย? ไม่ใช่ว่านายพูดว่าฉันเสียเงินแสนห้าไปฟรีๆเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนเพียงหัวเราะในร่วนไม่ได้พูดอะไร
ชายคนนั้นชำเลืองมองซ่งจื่อเซวียน รับแจกันลายครามจากมือเจ้าของแผงมาดูอีกรอบทันทีแล้วเผยรอยยิ้มเย็น
“แจกันเครื่องลายคราม ยุคราชวงศ์หมิง เนื้อกระเบื้องหนาหนัก สีและความแวววาวค่อนข้างขุ่น ด้านในไม่สม่ำเสมอเป็นลักษณะเด่น ทุกอย่างตรงตามข้อมูล นี่เป็นของจริง” ผู้ชายกล่าวและมองไปทางเจ้าของแผง “เหอะๆ เถ้าแก่ ราคานี่เพิ่มไม่ได้นะ”
คนรอบๆที่มามุงดูไม่น้อยหัวเราะกันออกมา อย่างไรที่หลี่เจียหาวพูดก็ดูเชี่ยวชาญมาก ในสายตาของทุกคนเขาจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญแน่ๆ แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับดูเหมือนตัวตลก
เจ้าของแผงยิ้มกว้าง “แหะๆ สายตาพี่ชายดีจริง ผมยังไม่มีสายตาที่เชี่ยวชาญขนาดนี้เลย ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามราคานี้แล้วกัน คุณจะรูดบัตรใช่ไหม”
“หลี่เจียหาว นายจะไม่ลองคิดดูอีกหน่อยเหรอ ยังไงแสนห้าก็ไม่ใช่ถูกๆนะ” หย่าฉีพูดขึ้นตอนนี้เอง
หลี่เจียหาวหัวเราะอย่างมั่นใจ “เหอะๆ หย่าฉี เธอสงสัยในสายตาของฉันเหรอ อย่าลืมสิ ฉันดูของมีค่ามาตั้งแต่เล็กจนโตนะ สายตาสองข้างของฉันเนี่ยเป็นเครื่องประเมินราคาของมีค่า มา รูดบัตร!”
พูดจบ เขาก็รูดบัตรที่เครื่องแล้วกดรหัส ซื้อขายสำเร็จ
หลี่เจียหาวกอดแจกันลายครามเอาไว้ พูดว่า “เหอะๆ ไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอคนที่ไม่รู้แต่แสร้งทำเป็นรู้ในตลาดโบราณเข้าจริงๆ หย่าฉี พวกเราไปกันเลยไหม เดี๋ยวฉันส่งมันไปให้ที่บ้าน”
“นายจะให้ฉันจริงๆเหรอ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก แพงเกินไป” หย่าฉีพูด
“ของล้ำค่าคู่ควรกับสาวงามอยู่แล้ว จะยังไงเธอก็เป็นคนที่ฉันรักนี่”
หย่าฉีหน้าแดง “นาย…นายพูดเพ้อเจ้ออะไรเล่า สรุปแล้วฉันไม่เอานะ ถ้าบ้านนายเก็บสะสมอยู่แล้ว นายก็เอากลับไปเถอะ”
“เอาล่ะ ไม่พูดแล้ว พวกเราขับรถกลับกันก่อนดีไหม ยังไงจะมัวแต่ถือของมีค่าไว้มันก็ไม่สะดวก”
พูดพลาง หลี่เจียหาวก็จะพาหย่าฉีจากไป แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับแค่นหัวเราะ “เนื้อกระเบื้องหนา สีแววขุ่น ด้านในไม่สม่ำเสมอ ก็สร้างจากมือมนุษย์ได้ทั้งนั้นแหละ ดูที่ก้นแจกันนั่นสิ”
ได้ยินประโยคนี้ ฝูงชนที่เดิมทีตั้งใจจะแยกย้ายก็หยุดฝีเท้า แต่ละคนมองไปที่แจกันลายคราม ของล้ำค่าชิ้นนั้นที่เพิ่งซื้อขายสำเร็จด้วยราคาแสนห้าในมือของหลี่เจียหาวอีกครั้ง
หลี่เจียหาวมองก้นแจกันพลางลูบคลำ ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ยังไงล่ะ ร่องรอยตรงนี้บันทึกกาลเวลาและการผ่านเหตุการณ์มามากมายไง อาจจะมีคราบโคลนบ้างแต่ถ้าลองเช็ดก็ยังเช็ดออกได้ แน่นอนว่าฉันจะไม่ทำอย่างนั้นหรอกนะ”
“ฮ่าๆ นั่นก็แน่อยู่แล้ว ที่ก้นภาชนะเครื่องลายครามในสมัยราชวงศ์หมิง…หรือก็คือก้นขวดจะเป็นแบบก้นทราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคจักรพรรดิหย่งเล่อก็จะเป็นก้นทรายสีขาว คุณไม่รู้หรอกเหรอ”
จบประโยคนี้ของซ่งจื่อเซวียน บรรยากาศก็เปลี่ยนไปหมด ประโยคนี้เชี่ยวชาญยิ่งกว่าการประเมินของหลี่เจียหาวก่อนหน้าเสียอีก
คนที่เดินดูของในตลาดโบราณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทั้งหมด ส่วนใหญ่ก็มาเพื่อชมความคึกคัก โดยเฉพาะเมื่อบังเอิญเจอกับการซื้อขายที่มีราคาสูงก็ยิ่งมุงเข้ามาดูกันง่าย ตอนนี้ คนที่มามุงดูเยอะขึ้นเรื่อยๆ เกือบจะซ้อนกันสองถึงสามชั้น
หลี่เจียหาวหน้าเขียว ลูบคลำก้นแจกันอีกครั้ง เป็นอย่างที่ซ่งจื่อเซวียนพูดจริงๆ แม้ว่าก้นแจกันจะมีรอยขรุขระและคราบโคลนบ้างประปราย แต่มีสิ่งเคลือบอยู่เรียบเนียน ไม่ใช่ก้นทรายแต่เดิมอยู่แล้ว
“เหอะๆ น้องชาย นายคิดว่านายรู้เรื่องพวกนี้ดีมากใช่ไหม แต่น่าเสียดายคนที่นายเจอก็ไม่ใช่คนนอกวงการ ฉันดูของโบราณมาตั้งแต่เล็กจนโต เครื่องลายครามในยุคสมัยหย่งเล่อไม่ได้เป็นก้นทรายสีขาวทั้งหมด!”
ถึงแม้หลี่เจียหาวจะพูดอย่างนั้น แต่ในใจก็กำลังเต้นแรง อย่างไรเสียก็โยนเงินแสนห้าออกไปแล้ว เป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลย ที่พูดแบบนี้ไปก็เพื่อรักษาหน้าของตัวเองไว้ รอกลับถึงบ้านเขาต้องพิสูจน์เสียหน่อย
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มสบายๆ “ตามใจ ยังไงเงินที่จ่ายไปก็เป็นเงินคุณอยู่ดี คุณคิดว่าเป็นของจริงก็ดี แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไรอีก” หลี่เจียหาวมึนงงอยู่บ้างจริงๆ เด็กผู้ชายที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ หักหน้าตนเองก็ช่างเถอะ แต่ที่สำคัญคือตอนนี้ยังอยู่ต่อหน้าถังหย่าฉีน่ะสิ!
“แต่คุณดูที่ตัวอักษรนั่นสิ แหะๆ ยุคหย่งเล่อใช้ตัวอักษรแบบจ้วน แต่ในมือคุณนั่นน่ะเป็นตัวอักษรแบบข่าย”
“นาย…นายบอกอักษรจ้วนก็ต้องเป็นอักษรจ้วนเหรอ ฉันว่ามันเป็นอักษรข่าย!” หลี่เจียหาวโกรธสุดๆแล้วจริงๆ เขาพูดตะคอก
ผู้คนในฝูงชนไม่น้อยกำลังป้องปากหัวเราะ เหตุผลง่ายๆก็คือหลี่เจียหาวที่มั่นใจเต็มเปี่ยมเมื่อครู่ ทั้งยังพูดว่าสายตาของตัวเองเป็นเครื่องประเมินของมีค่าอะไรนั่น ตนเองดูพวกของโบราณมาตั้งแต่เล็กจนโตนั่นอีก แต่ตอนนี้…ชัดเจนว่าใช้เงินซื้อของปลอมไปแล้วแสนห้า
เพิ่งจะเดินออกมาจากฝูงชน ซ่งจื่อเซวียนก็ได้ยินเสียงแตกเพล้งเสียงหนึ่ง มีเศษเครื่องลายครามชิ้นหนึ่งกระเด็นมาที่เท้าเขาด้วย เขามองดูแวบหนึ่ง ก็เผยยิ้มเจื่อนออกมา
หลี่เจียหาวโมโหจนปาเครื่องลายครามแตก ถังหย่าฉีตกใจจนกรีดร้อง “หลี่เจียหาว นายทำอะไรเนี่ย”
พูดจบ เธอก็หันหลังวิ่งออกมาจากฝูงชน ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ยืนใกล้หลี่เจียหาวไปหน่อย อายคนชะมัด…
หลี่เจียหาวหอบหายใจแรง คว้าคอของเจ้าของแผงไว้แน่น พูดว่า “แม่มันเถอะ ขายของปลอมให้ฉันเหรอ”
“ผม…ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ พี่ชาย ของโบราณต้องขึ้นอยู่กับสายตา คุณมองไม่ออกเองก็โทษผมไม่ได้สิ อีกอย่าง…คุณไม่ประเมินดีๆเอง มีสิทธิอะไรมาหาว่าผมขายของปลอมเล่า”
ได้ยินดังนั้น หลี่เจียหาวทั้งโกรธ ขณะเดียวกันก็เสียใจอย่างสุดซึ้ง เมื่อครู่บุ่มบ่ามไปแล้ว ดีร้ายยังไงก็น่าจะรอผลประเมินก่อนว่าเป็นของปลอมถึงค่อยปาลงพื้น
ตอนนั้น เขาที่อยู่ในฝูงชนก็เหมือนกับเป็นตัวตลก อยากจะหาซักซอกมุดเข้าไปเสียเหลือเกินเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของผู้คนรอบๆ เขาก็กัดฟันคิดเงียบๆ ไอ้เด็กเวรที่โผล่หัวมาจากไหนก็ไม่รู้ รอเจอแกอีกรอบก่อนเถอะ จะสับแกให้เป็นชิ้นๆเลย!
และซ่งจื่อเซวียนที่เพิ่งเดินออกมาจากฝูงชน ก็มีมือหนึ่งวางที่ไหล่เขา หันกลับไปมองก็เป็นชายอายุห้าสิบกว่าปีคนหนึ่ง
ผมสั้นของชายคนนั้นยุ่งเล็กน้อย เส้นผมสีดำไม่ได้มากกว่าผมขาวมากนัก เสื้อเชิ้ตตัวเก่าสีขาวเปรอะคราบดำเต็มไปหมด เขาสวมแจ็กเก็ตสีน้ำเงินไว้ด้านนอก แขนเสื้อแจ็กเก็ตสองข้างมีรอยขาด บวกกับบนแก้มและปลายจมูกก็มีคราบสกปรก ซ่งจื่อเซวียนเกือบคิดว่าเขาเป็นพวกเดียวกันกับเด็กขอทานคนนั้นจริงๆ…
“คุณลุง มีเรื่องอะไรเหรอครับ”
ชายคนนั้นยิ้ม “ไม่มีอะไรหรอก อยากจะคุยกับนายสักประโยคน่ะ”
“หืม”
“ไม่ต้องกังวลขนาดนั้น แค่สามคำเท่านั้น สายตาดี!”
ได้ยินคำพูดของชายคนนั้น ซ่งจื่อเซวียนไม่เข้าใจนิดหน่อย “คุณหมายถึง ตอนที่ผมอยู่ที่แผงนั่นน่ะเหรอ”
“แหะๆ ฉันไม่ได้สนใจเครื่องลายครามปลอมนั่นหรอก ของจริงที่นายซื้อมาชิ้นนั้นไม่เลวเลย ให้ฉันดูหน่อยได้ไหม” ชายคนนั้นกล่าวยิ้มๆ
ซ่งจื่อเซวียนล้วงป้ายหยกชิ้นนั้นออกมา ยื่นให้ชายคนนั้น พูดว่า “คุณหมายถึงนี่เหรอ ดูสิ”
ชายคนนั้นรับป้ายไปแล้วมองซ่งจื่อเซวียน “ใจกว้างมาก เหอะๆ ป้ายดีขนาดนี้ไม่กลัวฉันจะขโมยไปเหรอ”
“คุณบอกได้ว่าเครื่องลายครามนั่นเป็นของปลอม ก็หมายความว่าคุณเข้าใจ คุณอยากดูป้ายชิ้นนี้ ก็หมายความคุณก็เข้าใจเรื่องนี้เหมือนกัน อาจารย์ของผมเคยพูดไว้ว่าของดีๆ ต้องอยู่ในมือคนที่รู้เรื่อง ถ้าคุณขโมยไปก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย”
ชายคนนั้นพยักหน้าพลางยิ้ม ขณะเดียวกันก็พิจารณาป้ายหยกในมือ “ป้ายนี่ซื้อมายี่สิบเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าหงึกๆ
“นายนี่เจ๋งดีนี่หว่า ได้หยกแท้ธรรมชาติขนาดนี้มาชิ้นหนึ่งด้วยเงินยี่สิบหยวนเนี่ย”
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็มั่นใจได้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆ เขายิ้มตอบ “ที่จริงเจ้าของแผงจะเอาห้าร้อยก็ราคาถูกแล้วแหละ แต่จุดสำคัญคือในกระเป๋าผมมันไม่มีจริงๆน่ะสิ”
“เหอะๆ ใช้ได้ ไอ้หนูเจ๋งจริงๆ” พูดพลาง ชายคนนั้นก็คืนป้ายหยกให้ซ่งจื่อเซวียน ขณะเดียวกันก็ล้วงสุราไหเล็กออกมาออกมาดื่ม “เก็บไว้เถอะ หยกแท้นี่ถ้าเอาไปขัดเงา คงสวยตายแน่เลย”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ลุงคนนี้น่าสนใจอยู่หน่อยๆ นิสัยเหมือนตาเฒ่าอย่างหนึ่ง สุราไม่ห่างกาย
“ไว้เจอกันนะ!” ดื่มเหล้าเสร็จ ลุงคนนั้นก็หันหลังเดินออกไปนอกตลาดโบราณ ขณะเดียวกันก็โบกมือมาด้านหลัง ท่าทางดูขี้เกียจอยู่บ้าง แต่สำหรับซ่งจื่อเซวียนก็ดูเก๋อยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าความเก๋นี้ไม่ได้ขัดกับเสื้อขาดๆที่สวมอยู่เลย
“เหอะๆ ตาลุงคนนี้น่าสนใจจริงๆ ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกไหม”
ที่ร้านอาหารซุนเซียง
หลังจากช่วงเวลาเร่งรีบอย่างมื้อเที่ยงผ่านไป พวกจางขุยก็เก็บกวาดโถงร้าน ขณะเดียวกันก็เริ่มตระเตรียมทำอาหารมื้อเย็น แต่หยางต้าฉุยกลับยืนคำนวณบัญชีที่หลังเคาน์เตอร์
ร้านอาหารชุนเซียงไม่ได้เป็นร้านอาหารใหญ่โตอะไร แต่เนื่องจากเปิดกิจการมาสิบกว่าปีแล้ว มีลูกค้าประจำในละแวกใกล้เคียงอยู่ไม่น้อย การค้าขายหมุนเวียนในทุกวันไม่เลวเลย
ตรวจบัญชีระหว่างวันเป็นตอนที่หยางต้าฉุยมีความสุขที่สุด อย่างไรก็ทำเงินได้ แต่วันนี้นับอยู่นานก็ยังไม่เสร็จเสียที หลายวันมานี้ในหัวของเขาเต็มไปด้วยเรื่องที่จะรั้งซ่งจื่อเซวียนไว้ที่นี่ ไม่ได้จดจ่ออยู่กับเงินในมือเลย
พอดีกับที่ใจว้าวุ่น ก็มีเด็กสาวอายุไม่ถึงยี่สิบดีคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน เด็กสาวสวมกางเกงยีนส์ ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาอมชมพู ผมหยักศกเป็นลอนทิ้งตัว ยิ่งทำให้เครื่องหน้าประณีตมากขึ้น
เด็กสาวเดินเข้ามา โยนกระเป๋าเป้ใบใหญ่ไว้บนเคาน์เตอร์บาร์ พูดว่า “พ่อ ลูกหิวแล้ว”
หยางต้าฉุยเงยหน้าขึ้น เห็นหยางเสวี่ยผู้เป็นลูกสาว ในที่สุดก็ผ่อนลมหายใจได้แล้ว “ไอ้เด็กแสบ แกกลับมาได้สักที”
พูดพลาง เขาก็เลิกม่านครัวด้านหลัง “จางขุย เสี่ยวเสวี่ยกลับมาแล้ว ผัดกับข้าวให้สักสองอย่างละกัน”
“รับทราบ!” จางขุยตอบรับ
หยางต้าฉุยเทน้ำร้อนใส่แก้วส่งให้หยางเสวี่ย “มานี่สิ ลูกสาวพ่อ นั่งก่อน ให้พ่อดูหน่อยสิ”
หยางเสวี่ยอายุสิบแปดปีเท่ากับซ่งจื่อเซวียน ปีนี้เรียนจบมัธยมปลายแล้ว สอบติดมหาวิทยาลัยหนานเฟิงที่เมืองตู้เหมินแล้ว และด้วยเหตุนี้หยางต้าฉุยถึงได้โอนเงินให้เธอไปเที่ยวกับเพื่อนๆในชั้นเรียน
“พ่อ ทำไมพ่อกลับกลอกอย่างนี้นะ ลูกกับเพื่อนๆกำลังเที่ยวอยู่ก็เรียกลูกกลับมาซะงั้น ทีหลังลูกจะเจอหน้าเพื่อนได้ยังไง” หยางเสวี่ยบ่น
“เหอะๆ ไม่ใช่เพราะที่ร้านยุ่งหรือไง อีกอย่างพ่อก็คิดถึงแกจะแย่แล้ว” ขณะพูดอยู่ จางขุยก็ยกกับข้าวสองอย่างมาให้ หยางต้าฉุยพูดว่า “มา ลูกสาวพ่อ รีบกินข้าว”
หยางเสวี่ยยกชามขึ้นกินหนึ่งคำ มองซ้ายมองขวา “ยุ่งที่ไหนกัน แล้วยังจะท่าทางแบบนั้นอีก พวกพ่อตั้งกี่คนยังยุ่งกันอีกเหรอ เอ๊ะ พ่อ เจ้ารองล่ะ”
เห็นหยางเสวี่ยเริ่มถามถึงซ่งจื่อเซวียน หยางต้าฉุยยิ้มตอบ “เจ้ารองเด็กคนนี้หน่วยก้านใช้ได้แถมยังฉลาดอีก ช่วงนี่เหนื่อยเกินไป พ่อเลยให้เขาพักครึ่งวัน แหะๆ จริงสิลูกสาวพ่อ แกก็ไม่เด็กแล้ว นี่ก็ใกล้จะไปเรียนต่อมหาลัย มีผู้ชายที่สนใจบ้างหรือเปล่า”
ความจริงหยางต้าฉุยก็แค่ลองถามหยั่งเชิงลูกสาวเท่านั้น ถ้าหยางเสวี่ยตอบว่าไม่มี อย่างนั้นก็จับคู่กับซ่งจื่อเซวียนได้พอดี แต่ถ้าตอบว่ามีล่ะก็…อย่างนั้นก็จับแยกแล้วจับคู่ใหม่เสียก็สิ้นเรื่อง!
“ฮัลโหล นี่พ่อใช่พ่อแท้ๆของลูกจริงไหมเนี่ย ลูกยังไม่ทันได้เรียนมหาลัยเลย พ่อแม่คนอื่นเขาไม่ยอมให้ลูกรีบมีความรักกันทั้งนั้น แต่พ่อกลับเป็นอย่างนี้ซะงั้น ลูกเพิ่งเรียนจบม.ปลายก็เริ่มถามเรื่องมีแฟนแล้วเหรอ” หยางเสวี่ยเลิกคิ้วใบหลิวพลางมุ่ยปากพูด
หยางต้าฉุยหัวเราะ “ฮ่าๆๆ อย่างนั้นก็ยังไม่มีล่ะสิ ลูกสาวพ่อนี่เรียบร้อยดีจริงๆ แต่พ่อว่านะ…มีก็ไม่เป็นไร ถือเป็นการซ้อมไปก่อนล่วงหน้าไง จะปล่อยให้ไร้ประสบการณ์เรื่องความรักไม่ได้สิ”
หยางเสวี่ยแทบจะสำลักข้าวออกมา “พ่อพูดอะไรเนี่ย”
ได้ยินดังนั้น หยางเสวี่ยก็ชะงักไป “ตัวเลือก? แถมยัง…ตัวเลือกดีๆด้วย?”
“ใช่แล้ว แกคิดว่าเจ้ารองเป็นยังไง”
[1] ตัวอักษรจ้วน หรือจ้วนซู เป็นตัวอักษรที่เกิดขึ้นหลังจากที่จิ๋นซีฮ่องเต้รวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียว และได้ทำการปฏิวัติตัวอักษรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงสูง ขนาดตัวอักษรสม่ำเสมอเท่ากัน ความเป็นภาพวาดหายไป
[2] ตัวอักษรข่าย หรือข่ายซู มีรูปแบบที่วิจิตรบรรจง เป็นมาตรฐานตัวอักษรจีนในปัจจุบัน มีต้นกำเนิดในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขีดเป็นระเบียบ เส้นพู่กันชัด อ่านเขียนง่าย
ตอนที่ 8: ลูกเขยเต่าทองคำ[1]
“อะไรนะ เจ้ารองเหรอ”
ครั้งนี้ หยางเสวี่ยสำลักข้าวออกมาจริงๆ พร้อมพูดเสียงดัง
หยางเสวี่ยลอบดูปฏิกิริยาของจางขุย กดเสียงต่ำพูดทันที “พ่อ พ่อไม่ได้มีไข้ใช่ไหม ลูกเพิ่งกลับมาก็ล้อลูกเล่นแบบนี้เนี่ยนะ”
หยางต้าฉุยส่ายหน้าเบาๆ พูดด้วยรอยยิ้ม “พ่อไม่ได้ล้อเล่น พ่อพูดจริง แกก็ลองคิดดูแล้วกัน เจ้ารองคนนี้ไม่เลวเลยนะ”
“พ่อนี่เพี้ยนแล้วนะ ลูกกับเจ้ารองเนี่ยนะ จะเป็นไปได้ยังไง”
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ เจ้ารองเด็กคนนี้ดีมาก ไม่เหมาะสมกับแกเหรอ”
หยางเสวี่ยสับสนแล้วจริงๆ เธอคิดว่าหยางต้าฉุยกำลังบังคับคลุมถุงชนเธอ ถึงซ่งจื่อเซวียนเป็นคนดีเพียงใดแต่ก็เป็นพนักงานคนหนึ่ง กระทั่งยังเทียบจางขุยไม่ได้ แต่เธอเพิ่งสอบติดมหาวิทยาลัย อนาคตข้างหน้าสว่างไสว คนสองคนต่างกันราวฟ้ากับเหว
อีกทั้งต่อให้จะหาแฟน เธอก็ไม่มีทางคิดถึงซ่งจื่อเซวียน เธอใฝ่ฝันอยากจะไปเดินเล่นที่สนามหญ้าในรั้วมหาวิทยาลัยกับแฟนหนุ่มด้วยกัน ถึงอีกฝ่ายจะไม่ใช่ทายาทรุ่นสองของมหาเศรษฐี ก็ควรจะมีภูมิหลังที่ดี อย่างไรก็ไม่มีทางเป็นซ่งจื่อเซวียนได้!
“พ่อ ล้มเลิกความคิดนี้ไปเถอะ ลูกหาแฟนในตอนนี้ไม่ได้หรอก ต่อให้หาก็ไม่มีทางเป็นเจ้ารองได้!” หยางเสวี่ยกลอกตามองหยางต้าฉุยแวบหนึ่งพลางพูด
เห็นลูกสาวเริ่มโมโหแล้ว หยางต้าฉุยก็ไม่พูดอีก จุดเด่นเขาคนนี้ปกติมีอยู่สองอย่าง อย่างหนึ่งคือตระหนี่ถี่เหนียว อีกอย่างก็คือรักลูกสาวตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ยิ่งทนดูลูกสาวโกรธไม่ได้เลย
แต่ในใจเขาก็ไม่ได้ยอมแพ้ แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่อะไร แต่ประสบการณ์ที่ทำการค้าขายมาหลายสิบปี สายตาก็ยังพอมีแววบ้าง เห็นแก่ที่ซ่งจื่อเซวียนทำข้าวผัดจักรพรรดิได้ ศักยภาพเขาประเมินค่าไม่ได้แน่นอน
ระหว่างที่กินข้าว ในสมองหยางเสวี่ยก็มีคำพูดก่อนหน้านี้ของหยางต้าฉุยสะท้อนก้อง เธอไม่เข้าใจ ว่าอะไรทำให้พ่อมีความคิดแบบนี้ จะจับคู่ลูกสาวหัวแก้หัวแหวนของตัวเองกับพนักงานตัวเล็กๆ ในร้านอาหาร…
“พ่อ สรุปเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่เนี่ย เมื่อก่อนพ่อไม่ได้มีท่าทีอย่างนี้กับเจ้ารองนี่ พ่อยังพูดอยู่เลยว่าให้ลูกสอบเข้ามหาลัย หาลูกเขยเต่าทองคำให้พ่อ แต่วันนี้พ่อกลับให้ลูกกับเจ้ารอง…” หยางเสวี่ยถาม
หยางต้าฉุยเก็บเงินใส่กล่องเก็บเงิน พูดว่า “ลูกสาวพ่อ ถ้าพ่อบอกว่าเจ้ารองเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือแล้ว เขาเป็นลูกเขยเต่าทองคำ แกจะเชื่อไหม”
“หมายความว่ายังไงน่ะ” ท่าทีของหยางเสวี่ยจริงจังขึ้นมา
“เจ้ารองเด็กคนนี้ไม่รู้ว่าไปเรียนเทคนิคจากที่ไหน ทำข้าวผัดออกมาเป็นอาหารชั้นยอดได้ แกรู้ไหมว่านี่หมายความว่ายังไง” หยางต้าฉุยพูด
“ข้าวผัดชั้นยอดเหรอ พ่อกำลังล้อลูกเล่นอยู่เหรอ ข้าวผัดชั้นยอดแค่ไหนแล้วมันยังไงล่ะ”
“ไอหยา ลูกสาวพ่อ แกยังรู้น้อยไปน่ะสิ ในวงการอาหารเนี่ย อาหารที่โดดเด่นทำให้ร้านอาหารสามชั้นโด่งดังเป็นสิบปีได้เลยนะ!” หยางต้าฉุยพูดพลางตื่นเต้นขึ้นมา
“แต่นี่ก็แค่ข้าวผัดชามเดียวเองนี่!”
“นั่นไม่มีทางเป็นข้าวผัดธรรมดาธรรมดาหรอกนะ แต่เป็นข้าวผัดจักรพรรดิ พ่อถามใจตัวเองว่าทั้งชีวิตนี้อาจจะผัดออกมาไม่ได้ด้วยซ้ำ แค่อาศัยเทคนิคนี้เขาก็เก่งพอที่จะเป็นอาจารย์ของพ่อแล้ว”
ประโยคนี้ของหยางต้าฉุยทำหยางเสวี่ยประหลาดใจ เธอรู้ดีว่าถึงพ่อจะเปิดร้านอาหารเล็กๆ แต่ฝีมือทำอาหารไม่ธรรมดาแน่นอน เป็นถึงอาจารย์ของหยางต้าฉุยได้ ประโยคนี้หนักหน่วงมากจริงๆ
ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่เคยพูดกับเธอว่า หยางต้าฉุยเคยเป็นพ่อครัวชั้นแนวหน้าในภาคเหนือของจีนแผ่นดินใหญ่ แต่เพราะตอนที่แข่งขันสุดยอดพ่อครัวระดับท้องถิ่นจงใจอ่อนให้คู่แข่งจนสูญเสียชื่อเสียงและเกียรติยศ ถึงได้มาเป็นเถ้าแก่ที่ร้านอาหารชุนเซียง
“ข้าวผัดจักรพรรดิ…”
“ลูกสาวพ่อ แกเข้าใจพ่อหรือยัง” หยางต้าฉุยพูดพลาง ในดวงตาก็เหมือนมีเปลวไฟ หยางเสวี่ยเห็นความปรารถนาในตัวซ่งจื่อเซวียนของพ่ออย่างชัดเจน
หยางเสวี่ยเงียบไปพักหนึ่ง พยักหน้าค่อยๆ “พ่อ ที่พูดนี่จริงเหรอ”
“จริงแท้แน่นอน พันเปอร์เซ็นต์หมื่นเปอร์เซ็นต์”
“ก็ได้ ลูกจะลองคิดดู”
พูดจบ หยางเสวี่ยก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆทีหนึ่ง และหาที่นั่ง
หยางต้าฉุยเป็นคนฉลาดมากๆคนหนึ่ง ลูกสาวก็ต้องมีหัวคิดอยู่บ้าง แม้ว่าเธอจะยังเด็ก แต่ก็เข้าใจเหตุผลที่ว่าผู้หญิงยุคนี้จะขยันแค่ไหนก็ไม่เท่าหาผู้ชายดีๆสักคน เพียงแต่ว่ากับซ่งจื่อเซวียน…เธอยังไม่ทันได้เตรียมตัวจริงๆ
เธอเคยคิดว่าจะหาผู้ชายที่ภูมิหลังดีๆสักคนในมหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบไม่ต้องขยันมากก็มีชีวิตอู้ฟู่ได้ แต่ถ้าศักยภาพของซ่งจื่อเซวียนเป็นอย่างที่หยางต้าฉุยพูดจริงๆ ก็ย่อมเป็นโอกาสอย่างแน่นอน
ในบ้านเล็กๆของฟางจิ่งจือ
ฟางจิ่งจือนั่งโยกเบาๆบนเก้าอี้ไม้ไผ่ แต่เพราะกลัวแดดร่มลมตกจะหนาวเย็น ซ่งจื่อเซวียนจึงนำผ้าผืนบางมาคลุมให้เขาอย่างใส่ใจ
“ปู่ ผมไม่เข้าใจเนื้อหาข้างหลังในหนังสือสูตรอาหารเล่มนี้เลย ตกลงว่ามันหมายความว่ายังไง” ซ่งจื่อเซวียนกำลังถือหนังสือสูตรอาหาร เดาะลิ้นถาม
ฟางจิ่งจือยิ้มบางๆ “หึ หลานเอ๊ย แกอ่านสูตรอาหารนี่ได้ก็ทำปู่ตกใจแล้ว แกรู้ไหมว่าเจ้าของหนังสือเล่มนี้คนแรกใช้เวลาอ่านนานเท่าไรเล่า”
ซ่งจื่อเซวียนมองฟางจิ่งจืออย่างสงสัย ไม่ได้ตอบกลับ
“เขาใช้เวลาสี่ปีถึงจะอ่านสูตรอาหารจานที่หนึ่งเข้าใจได้ จากนั้นอ่านอีกเจ็ดปีถึงจะเข้าใจได้ห้าเมนู”
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็ชะงักค้างไปทั้งตัว ในใจก็นับถือขึ้นมาทันที และที่นับถือไม่ใช่แค่เจ้าของสูตรอาหารคนเก่า แต่ยังมีหนังสือสูตรอาหารเล่มนี้ด้วย
“สี่ปี…เจ็ดปี…” ซ่งจื่อเซวียนพึมพำ
ฟางจิ่งจือยิ้ม “ถูกต้อง ดังนั้นแกยังคิดว่าจะอ่านหนังสือสูตรนี่เข้าใจในรวดเดียวอีกไหมล่ะ”
“ผมเข้าใจแล้วปู่ ผมจะค่อยๆศึกษาดู”
“หึ อ่านเนื้อหาข้างหลังไม่เข้าใจมีแค่สามความเป็นไปได้เท่านั้น หนึ่งคือใจแกไม่สงบ รวบรวมสมาธิไปตระหนักเนื้อหาไม่ได้ สองคือข้อจำกัดด้านสติปัญญา พออ่านเนื้อหาแรกสุดเข้าใจได้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว แต่ข้อสาม…ก็คือพื้นฐานแกไม่มั่นคง แต่เดิมเทคนิคทำอาหารไม่ได้มีพื้นฐานอะไรมากมาย ก็เป็นธรรมดาที่จะทำความเข้าใจได้ช้า”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าน้อยๆ “ที่ปู่พูดก็ถูก ผม…ไม่มีพื้นฐานจริงๆ อีกทั้งจิตใจก็ไม่สงบ”
ได้ยินดังนั้น ฟางจิ่งจือก็แค่นเสียงหัวเราะ “ไอ้หนู เป็นเพราะข้าวผัดหยกทองเหรอ”
“ข้าวผัดหยกทอง?” ซ่งจื่อเซวียนชะงัก ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย เขาเคยได้ยินแค่หยางต้าฉุยบอกว่านี่คือข้าวผัดจักรพรรดิ
“ถูกต้อง สูตรอาหารจานที่หนึ่งก็เกี่ยวกับข้าวผักหยกทองนี่แหละ แกน่าจะเข้าใจแล้วใช่ไหม”
“ครับ ปู่ ผม…เคยทำไปแล้วด้วยสองครั้ง”
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นมาสองวันก่อนให้ฟางจิ่งจือฟัง
ฟางจิ่งจือหรี่ตาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “อืม ได้สิ ได้เงินตั้งแปดหมื่อนหยวนเชียวนะ เหอะๆ หลังจากนี้แกก็ไม่ต้องมาดูแลคนแก่อย่างฉันแล้ว”
“ปู่พูดอะไรเนี่ย ผมจะได้เงินเท่าไรก็ต้องคอยดูแลปู่อยู่แล้ว ผมก็แค่อยากให้แม่มีชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าปู่ไม่อยากให้ผมไป พรุ่งนี้ผมก็จะปฏิเสธหลินเทียนหนานไปเลย” ซ่งจื่อเซวียนลุกขึ้นสวนเร็วรี่ สีหน้าจริงจังคร่ำเคร่ง
“เหลวไหล!” ฟางจิ่งจือถลึงตา สายตามองซ่งจื่อเซวียนอย่างดุดัน ในความทรงจำของซ่งจื่อเซวียน เหมือนจะยังไม่เคยเห็นปู่โมโหขนาดนี้มาก่อน
“ปู่ นี่ปู่…”
“แกไม่มีเงิน ข้าจะหาเหล้าดีๆที่ไหนดื่มเล่า แกนี่มันไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย สามร้อยหกสิบอาชีพ ทุกๆอาชีพมีจอหงวน อาชีพไหนที่ไม่ใช่ทำเพื่อเงินเล่า”
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็หัวเราะออกมา “ฮ่าๆ ปู่ ไม่คิดว่าเลยปู่จะเป็นคนหยาบคายนะเนี่ย”
“เพ้อเจ้อ ถ้าข้าเป็นคนหยาบคาย ก็ต้อง.อดตายก่อน” ฟางจิ่งจือชำเลืองมองซ่งจื่อเซวียนแวบหนึ่ง หรี่ตาลงทันที “แต่หลานเอ๊ย แกจำไว้นะ ถ้าคิดจะเอาเทคนิคนี้ไปหาเงิน ต้องศึกษาเทคนิคทำอาหารเป็นอย่างแรก อย่านึกว่าข้าวผัดอย่างเดียวจะเลี้ยงแกได้ทั้งชีวิต”
“ครับปู่ ผมเข้าใจแล้ว!”
“อย่างที่สอง ก่อนที่แกจะเผยพลังที่แท้จริงออกมา ใครให้แกผัดข้าวก็ห้ามแสดงฝีมือเด็ดขาด แก้วแหวนเงินทองใดๆมากเกินไปก็ไม่มีค่าแล้ว ฝีมือทำอาหารก็เช่นกัน!” ฟางจิ่งจือพูดช้าเนิบ
ซ่งจื่อเซวียนเข้าใจที่ปู่จะสื่อแล้ว นั่นก็คือบอกกับตนเองว่าก่อนที่จะไปทำงานกับหลินเทียนหนาน ห้ามไปทำข้าวผัดหยกทองให้ใครเห็นอีกเด็ดขาด หากทำมากไปก็ไม่มีใครประหลาดใจแล้ว และตัวเขาเองก็เป็นไปได้มากว่าจะไม่เหมาะสมกับเงินเดือนแปดหมื่นอีกต่อไป
“ผมเข้าใจแล้วครับปู่ ปู่วางใจได้ ผมจะไม่ทำให้ใครเห็นอีกแล้วครับ อีกอย่างต่อให้ไปทำงานกับทางหลินเทียนหนาน ผมก็จะเสนอเงื่อนไขว่าทุกวันทำได้มากสุดเท่าไร”
ฟางจิ่งจือได้ยินก็ยิ้ม “ฉลาดเหลือเกินนะ ชอบไอ้เด็กเวรที่ฉลาดแบบแกเสียจริง”
“หึๆ ปู่ ยังไงผมก็ไม่เข้าใจเนื้อหาหน้าถัดไปเลย ไม่งั้นปู่อธิบายให้ผมฟังสักหน่อยได้ไหม”
“ไสหัวไป ของแบบนี้ต้องตระหนักด้วยตัวเอง ฉันไม่พูดให้แกฟังหรอก”
“ชิ ทำเป็นฉุนเฉียว พรุ่งนี้ไม่ซื้อเหล้ามาให้แล้ว”
“เจ้าเด็กคนนี้ แกก็ลองดูสิ ข้าจะฉีกหนังสือสูตรทิ้ง!” ฟางจิ่งจือพูดอย่างเคืองๆ
“อย่าๆๆ อย่านะปู่ หึๆ ถ้างั้น…ปู่ เรามาพูดเรื่องคราวที่แล้วกันต่อดีกว่า พ่อครัวพเนจรในยุคจักรพรรดิยงเจิ้งที่เปิดร้านอาหารแปดแห่งในเวลาห้าปีคนนั้นที่พึ่งตะหลิวลายนกฟีนิกซ์นั่นอย่างเดียว แล้วหลังจากนั้นตะหลิวนั่นเป็นยังไงต่อ”
“เหอะๆ อยากฟังเหรอ” ฟางจิ่งจือยกขวดสุราข้างๆขึ้น เคาะขวดเล็กน้อย
“ได้ พรุ่งนี้ผมซื้อให้อีก ปู่เล่าก่อนโอเคไหม”
ฟางจิ่งจือยิ้มน้อยๆ “ก็ได้ ตะหลิวลายฟีนิกซ์นั่นน่ะ…หลังจากนั้นไม่รู้หรอก จะยังไงตอนที่ฉันอายุสามสิบ ก็ใช้เงินเจ็ดสิบหยวนซื้อมันมาแล้ว!”
“เจ็ดสิบ? ปู่ล้อเล่นอะไรเนี่ย จริงหรือหลอก? ปู่เอามาให้ผมดูเป็นบุญตาหน่อยสิ!” ซ่งจื่อเซวียนสนใจขึ้นมาทันที เดิมทีเขาก็สนใจสิ่งของของชายชราอยู่แล้ว บวกกับเป็นเครื่องครัวแล้วด้วย เขาอดใจรอไม่ไหวจริงๆ
ฟางจิ่งจือกลับไม่สนใจ ลุกขึ้นยืนด้วยรอยยิ้ม “อยากดูเหรอ รอแกเข้าใจสูตรอาหารจานที่สองก่อนแล้วกัน ฉันค่อยให้แกดู!”
พูดจบ ฟางจิ่งจือเปิดวิทยุ เดินเอ้อระเหยเข้าไปในห้อง
ซ่งจื่อเซวียนเบะปาก “ตาเฒ่านี่ใจแคบเสียจริง…”
เช้าวันถัดมา ซ่งจื่อเซวียนก็มาถึงร้านอาหารชุนเซียง ถึงอย่างไรช่วงเช้าก็เป็นช่วงที่มีงานให้ทำมากที่สุด เก็บผัก ล้างผัก งานเบ็ดเตล็ดอื่นๆก็เป็นเขาที่ทำทั้งหมด
แต่ที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจก็คือ หยางต้าฉุยมาร้านอาหารแต่เช้าตรู่ ต้องรู้ว่าปกติเขาไม่ได้มาทุกวัน ต่อให้มาก็จะมาหลังสิบโมง เพราะเขาไม่ใช่คนตื่นเช้า
“เจ้ารองมาแล้ว กินข้าวเช้าหรือยัง” หยางต้าฉุยเห็นซ่งจื่อเซวียนเดินเข้าร้านมา รีบเอ่ยถาม
“ยังเลยครับ เถ้าแก่ ผมไปทำงานก่อนแล้วกัน ทำเสร็จค่อยกิน” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“อย่าเลย แกดูสิ เสี่ยวเสวี่ยเคี่ยวโจ๊กที่บ้านตั้งแต่เช้ามืด แกมาชิมดูสิ” หยางต้าฉุยพูด หยางเสวี่ยก็เดินออกมาจากครัวด้านหลังแล้ว ทั้งยังถือกระติกเก็บอุณหภูมิไว้ด้วย ตักมาให้ซ่งจื่อเซวียนชามหนึ่งทันที
“เอ่อ…ไม่ค่อยเหมาะมั้งครับ เถ้าแก่ เสี่ยวเสวี่ยกลับมาแล้วเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“อืม เจ้าเด็กคนนี้โตแล้ว ปิดเทอมก็รีบกลับมาทันทีเชียว รู้จักช่วยเหลือจุนเจือที่บ้านแล้ว เหอะๆ เจ้ารอง เสี่ยวเสวี่ยช่างเป็นเด็กดีมีคุณธรรมเสียจริง”
“ใช่ ใช่ นั่นแน่อยู่แล้วครับ” ซ่งจื่อเซวียนยิ้มซื่อ รับโจ๊กมากินคำหนึ่ง
หยางเสวี่ยมองซ่งจื่อเซวียน หน้าแดงเล็กน้อย “ระวังลวกปากล่ะ จื่อเซวียน รสชาติถูกปากไหม”
ซ่งจื่อเซวียนชะงักค้างไป นี่เป็นอะไรกัน เมื่อก่อนตอนอยู่ที่ร้าน แต่ไหนแต่ไรมาหยางเสวี่ยไม่เคยทักทายเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องยกโจ๊กมาให้แล้วเรียกเขาว่าจื่อเซวียนเลย…
หยางต้าฉุยข้างๆ กลับพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ลูกสาวเขาช่างรู้เรื่องรู้ราวดีจริง…
[1] ลูกเขยเต่าทองคำ หมายถึง ลูกเขยที่มีฐานะร่ำรวย โดยในอดีตเต่าสีทองเป็นสัญลักษณ์ของขุนนางชั้นสูงในสมัยราชวงศ์ถัง
[2] สามร้อยหกสิบอาชีพ ทุกๆอาชีพมีจอหงวน เปรียบถึง อาชีพใดก็ตาม หากทุ่มเทก็จะสามารถเป็นที่หนึ่งในสายอาชีพนั้นได้
[3] จักรพรรดิยงเจิ้ง เป็นจักรพรรดิองค์ที่5แห่งราชวงศ์ชิง ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ.1722 ถึง ค.ศ.1735
ตอนที่ 9: หยั่งเชิง
ตอนที่ซ่งจื่อเซวียนรับชามมาไม่รู้จะพูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าฉีกยิ้มกระอักกระอ่วน
หยางเสวี่ยคลี่ยิ้มบาง ใบหน้าขาวนวลเผยความชุ่มชื้น ต้องพูดเลยว่าความงดงามของเด็กสาวแผ่ออกมาถึงขีดสุด
ซ่งจื่อเซวียนมองหยางเสวี่ย รู้สึกว่ากวางน้อยในใจของเขากระโดดไปมารอบๆ ไม่รู้ว่าตัวเองสูญเสียสติสัมปชัญญะไปกี่ครั้งแล้ว
“เหอะๆ ค่อยๆกินล่ะ ผักของวันนี้ตอนเช้าฉันล้างเสร็จแล้ว เก็บให้อาจางเรียบร้อยแล้วด้วย”
หยางเสวี่ยพูดจบ เอามือเท้าคาง เอียงศีรษะมองซ่งจื่อเซวียน เหมือนว่าอยากจ้องเขากินโจ๊กชามนี้จนหมด
ซ่งจื่อเซวียนกินโจ๊กอีกคำ อยากมองใบหน้าของจางเสวี่ย กลับรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย กล้าแค่เหลือบมองด้วยหางตาแวบหนึ่งเท่านั้น เขาแอบคิดเงียบๆในใจว่า เสี่ยวเสวี่ยสวยจริงๆ อยากจะหยุดเวลาในวินาทีนี้ไว้ตลอดไปเลย
แม้ว่าหากมองแค่หน้าตาเพียงอย่างเดียว บางทีหยางเสวี่ยอาจจะเทียบกับความประณีตไร้ที่ติของถังหย่าฉีที่ซ่งจื่อเซวียนเจอในตลาดโบราณไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรหยางเสวี่ยก็อยู่ใกล้ตัว อีกทั้งยังแผ่กลิ่นอายนุ่มนวลอ่อนโยนให้เขา สำหรับซ่งจื่อเซวียนที่ไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกอย่างนี้มาก่อน จึงได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง
เห็นภาพนี้ หยางต้าฉุยก็ดีใจ ในใจลอบชื่นชมลูกสาวแสนดีของตัวเองเงียบๆ
“พวกแกสองคนรอแป๊บนะ ฉันไปดูบัญชีเมื่อวานก่อน ฮ่าๆ” พูดจบ เขาก็เดินไปที่เคาน์เตอร์บาร์ ให้ซ่งจื่อเซวียนกับหยางเสวี่ยมีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง
“โจ๊กชามหนึ่งพอไหม ฉันจะได้เพิ่มให้นายอีกชาม?” เห็นซ่งจื่อเซวียนกินหมด หยางเสวี่ยก็ยืดตัวตรงพูด
“พอแล้ว แหะๆ ฉันไปทำงานก่อนนะ”
ซ่งจื่อเซวียนกำลังจะลุกขึ้น หยางเสวี่ยก็รั้งเขาไว้ “โธ่ ไม่ใช่ว่าบอกนายไปแล้วหรือไงว่าฉันล้างผักไปแล้ว ครัวข้างหลังก็จัดการเสร็จหมดแล้ว นายดูสิ โต๊ะพวกนี้ฉันก็เช็ดหมดแล้ว นายก็นั่งอยู่นี่แหละ เดี๋ยวฉันเอาน้ำมาให้ รอนี่นะ”
พูดจบ หยางเสวี่ยงก็เดินไปเทน้ำร้อนใส่แก้วที่เคาน์เตอร์บาร์ หยางต้าฉุยลอบยกนิ้วโป้งให้ลูกสาว แต่หยางเสวี่ยกลับเบะปากใส่เขา เหมือนกับไม่เต็มใจ
แต่ว่าซ่งจื่อเซวียนสับสนจริงๆ เช้านี้มีเรื่องสุขใจเข้ามากะทันหันเกินไป นึกไม่ถึงเลยว่าเทพธิดาจะมาเคี่ยวโจ๊กเสิร์ฟน้ำให้ตัวเองขนาดนี้ หากเป็นเมื่อก่อนแม้แต่จะคิดเขายังไม่เคยคิดมาก่อนเลย
ตอนนี้เอง ได้ยินเพียงเสียงนกหวีดดังมาจากข้างนอก ซ่งจื่อเซวียนจึงหันหน้าไปมอง ก็ยิ้มออกมาทันที
หัวเล็กๆที่พาดหน้าคว่ำอยู่กับขอบประตูทำให้ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะ เป็นเด็กขอทานที่มาซ่อนตัวจากอันธพาลในร้านวันนั้นนั่นเอง
“เป็นนายนี่เอง นายมาได้ยังไงเนี่ย” ซ่งจื่อเซวียนลุกขึ้นวิ่งออกไป พูดกับเด็กขอทาน
“หึๆ ฉันไม่มีอะไรทำ เลยวิ่งมาดูนายสักหน่อย เป็นไง คนร้ายพวกนั้นไม่ได้มาก่อความวุ่นวายใช่ไหม” เด็กขอทานยิ้ม
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้าพูด “ไม่ได้มา เหอะๆ นายบอกมาซิ ว่าเด็กขอทานอย่างนายไปยั่วโมโหพวกอันธพาลพวกนั้นได้ยังไง”
“โธ่ เรื่องมันยาวน่ะ”
พูดพลาง เด็กขอทานนั่งไขว้ขาบนพื้น ทำหน้าราวกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง มองซ่งจื่อเซวียนที่หลุดยิ้มออกมาอย่าง.อดไม่ได้ เจ้าเด็กขอทานคนนี้น่ารักเสียจริง
“ดูนายสิ นายเพิ่งอายุเท่าไรเอง”
เด็กขอทานส่ายหน้าน้อยๆทอดถอนใจ “เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับอายุหรอก ที่แบกอยู่บนบ่าหนักมากเกินไป กดดันมากจริงๆ บางทีเพิ่งจะกินข้าวไปแป๊บเดียวก็หิวอีกแล้ว จริงสิ มีอะไรให้กินไหม”
“หา? มี มีน่ะมี แต่เถ้าแก่อยู่ ไม่งั้น…นายค่อยมาตอนค่ำๆโอเคไหม” ซ่งจื่อเซวียนพูดอย่างลำบากใจ
เพิ่งจะพูด หยางเสวี่ยก็เดินออกมาจากร้าน เห็นเด็กขอทานข้างๆ ซ่งจื่อเซวียนก็ตกใจ หยางเสวี่ยยังเป็นวัยรุ่นอายุสิบแปดปี อีกทั้งยังเป็นเด็กผู้หญิง รักสะอาดถือเป็นเรื่องปกติ เด็กขอทานที่เนื้อตัวสกปรกและผมเหนียวเหนอะหนะตรงหน้านี้ ทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้อยู่เล็กน้อย
“นาย…ถ้าจะเอาข้าวก็ไปร้านอื่นเถอะ อย่ามายืนที่หน้าร้านฉันเลย” หยางเสวี่ยพูดออกไปตามจิตใต้สำนึก
เห็นได้ชัดว่าเด็กขอทานชินแล้ว จึงไม่พูดอะไร เพียงหันมาฉีกยิ้มให้ซ่งจื่อเซวียน แต่ตอนนั้นเอง ซ่งจื่อเซวียนกลับเห็นว่าในรอยยิ้มนั้นแฝงความช่วยไม่ได้อยู่รางๆ ความจริงก็เป็นอย่างนี้ ถ้าหากมีเงิน ใครจะยอมมาขอทานสกปรก.สกปรกแบบนี้เล่า
“เสี่ยวเสวี่ย เขา…เป็นเพื่อนของฉันน่ะ” ซ่งจื่อเซวียนพูดอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่ในใจก็เอื้อเอ็นดูเด็กขอทานถึงทำให้เขาพูดออกมา
ประโยคนี้กลับทำให้รอบดวงตาเด็กขอทานชุ่มไปด้วยน้ำ หลายปีมานี้…เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกว่าเขาเป็นเพื่อน อีกทั้งยังพูดต่อหน้าคนอื่นอีกด้วย
เขาตบไหล่ซ่งจื่อเซวียน “พี่ชาย ฉัน กู่เสี่ยวเป่าจดจำประโยคนี้ไว้แล้ว นายก็จำไว้นะ นับแต่วันนี้ไป นายคือเพื่อนของฉัน!”
ระหว่างที่พูด กู่เสี่ยวเป่าแผ่รัศมีครอบงำออกมา ถึงขนาดกับทำให้ซ่งจื่อเซวียนแยกแยะไม่ได้ชั่วขณะหนึ่ง น้ำเสียงนี้เหมือนกับเด็กขอทานคนนี้ไม่ได้เป็นคนพูดออกมาจริงๆ
“เพื่อน? แต่เขา…” หยางเสวี่ยมองไปที่กู่เสี่ยวเป่าอย่างรังเกียจ แต่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ ถึงอย่างไรตอนนี้เธอต้องตีสนิทซ่งจื่อเซวียนให้ได้
“เพื่อน? ฮ่าๆ เพื่อนเจ้ารองก็เป็นเพื่อนกับร้านเราเหมือนกันนะ หนุ่มน้อย เข้ามาสิ” หยางเสวี่ยกำลังมึนงงอยู่ หยางต้าฉุยที่อยู่ข้างหลังก็เดินตรงออกมา ต้องพูดเลยว่า ขอเพียงรั้งซ่งจื่อเซวียนไว้ได้ จะให้เขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
ซ่งจื่อเซวียนไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเถ้าแก่เป็นอะไรไปแล้ว หลายวันมานี้เปลี่ยนตัวเองใหม่หมดเพื่อรั้งตัวเองไว้ แต่หยางต้าฉุยก็พูดอย่างนั้นมาแล้ว เขาจึงพยักหน้า “นี่คือเถ้าแก่ของพวกเรา เขาเป็นคนดีนะ เข้ามาสิ”
กู่เสี่ยวเป่าย่อมไม่เกรงใจ ได้ยินดังนั้นจึงเดินกร่างเขาไปในร้าน หยางต้าฉุยก็กำชับให้จางขุยทำกับข้าวให้เขาเล็กน้อย
สำหรับหยางต้าฉุย ซ่งจื่อเซวียนในร้านตอนนี้เป็นสมบัติล้ำค่า ลูกสาวเป็นยิ่งกว่าสมบัติล้ำค่า แน่นอนว่าหน้าที่จึงต้องตกเป็นของจางขุยแล้ว
กู่เสี่ยวเป่าหยิบเมนูอาหารขึ้นมาดู ชี้ภาพบนเมนูแล้วพูดว่า “เอาอันนี้จานหนึ่ง อืม นี่ก็ด้วย ใช่ อันนี้ก็ด้วย นี่ก็ไม่เลว มาอีกจาน แล้วก็เกี๊ยวต้มอีกนิดหน่อย จากนั้น…”
“อะแฮ่ม นายกินไหวเหรอ” จางขุยพูดดูถูก
“เฮ้ย ท่าทางอะไรของนายเนี่ย ฉันเป็นคนที่เถ้าแก่พวกนายเชิญเข้ามานะ นายจะขัดคำสั่งเหรอ” กู่เสี่ยวเป่าห้าวหาญ แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็มีกลิ่นเหมือนกิ้งก่าได้ทองอยู่เล็กน้อย
“นาย…” จางขุยฉุน หันหน้าไปมองหยางต้าฉุยแวบหนึ่งทันที แต่คนด้านหลังเพียงยักไหล่อย่างอับจนหนทางเท่านั้น จางขุยกัดฟันพูดว่า “กินไปเลย ระวังจะอิ่มจนท้องแตกตายแล้วกัน!”
กู่เสี่ยวเป่ากลอกตาใส่เขาแวบหนึ่ง ไม่สนใจ “ไปเถอะ สั่งเยอะขนาดนี้ ฉันชอบอาหารรสไม่จัด ทำรสอ่อนลงหน่อย ถ้าเค็มทำมาใหม่ด้วย!”
“นาย…ครับ ไอ้หนู เยี่ยมจริงๆ”
จางขุยเดินสะบัดสะบิ้งเข้าครัวด้านหลังไป เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาถูกขอทานตำหนิ ที่สำคัญที่สุดคือถูกตำหนิแล้ว ยังต้องทำกับข้าวมาให้กินด้วย ทำไม่อร่อยก็ต้องทำใหม่ จางขุยรู้สึกว่าในใจเขามีอัลปาก้าหมื่นตัวล่องลอยผ่านไป ตกลงเถ้าแก่เป็นอะไรไปแล้วเนี่ย…
ไม่นานนัก กับข้าวมากมายก็มาเสิร์ฟ กู่เสี่ยวเป่าเหมือนพายุพัดหอบเศษปุยเมฆ ดูออกว่าหิวแล้ว ตะเกียบก็ไม่ใช้ นั่งยองๆบนเก้าอี้ใช้มือหยิบ น้ำมันจากอาหารเปรอะเปื้อนไปทั่ว สำหรับซ่งจื่อเซวียนเขาเคยเห็นภาพนี้มาแล้ว แต่พ่อลูกหยางต้าฉุยกับจางขุยตะลึงตะลานไปแล้ว…
หลังจากกินจนอิ่มแล้ว กู่เสี่ยวเป่าพิงกับพนักเก้าอี้พลางตบหน้าท้อง “อิ่มแล้ว ถึงรสชาติจะไม่ได้นับว่าดีอะไร แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดกับกลืนไม่ลง ไม่ต้องทำใหม่แล้ว”
จางขุยโกรธจนหน้าดำคล้ำ อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ยังอดทนไว้ได้ ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ต้องจริงจังกับแค่ขอทานคนหนึ่ง
“เสี่ยวเป่า ไม่งั้นนายห่อกลับบ้านสักหน่อยไหม ตอนค่ำจะได้ไม่ต้องหิวอีก”
กู่เสี่ยวเป่าหยิบไม้จิ้มฟันมาแคะ ยิ้มตอบ “ไม่ต้องหรอก นายเคยเห็นขอทานที่ไหนกินเสร็จแล้วยังห่อกลับบ้านล่ะ ถ้าหิวตอนค่ำๆค่อยว่ากัน กินมื้อนี้แล้วไม่มีมื้อหน้าให้กินถึงจะเรียกว่าขอทานนะ ฮ่าๆ”
“สมน้ำหน้าที่นายต้องขอข้าวกินไปทั้งชีวิต!” จางขุยบ่นพึมพำกลั้วหัวเราะ
“ประโยคนี้ของนายไม่น่าฟังเลย ขอทานแล้วยังไงเล่า ฉันเป็นขอทานแต่มีเกียรตินะ!” กู่เสี่ยวเป่าชำเลืองมองจางขุยแวบหนึ่ง กระโดดลงจากเก้าอี้
ซ่งจื่อเซวียนส่งสายตาขอโทษไปทางจางขุย ถึงอย่างไรเขาก็มองว่ากู่เสี่ยวเป่าทำเกินไปหน่อยจริงๆ คนทำอาหารให้กิน ยังจะโวยวายอีก ไม่ว่าว่าขอทานมีเกียรติแค่ไหนแต่ก็ไม่ได้มีสิทธิพิเศษนี้นี่…
อิ่มหนำสำราญ กู่เสี่ยวเป่าก็เดินกร่างออกมาจากร้านอาหารชุนเซียง หยางต้าฉุยสั่งให้จางขุยรีบเก็บกวาด กินเปรอะน้ำมันไปทั่ว ลูกค้าคนอื่นมาจะกินอย่างไร…
“เสี่ยวเป่า เมื่อกี้นายทำเกินไปหน่อยนะ ยังไงเขาก็ทำอาหารให้นายกิน” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“ฮ่าๆ ก็แค่ล้อเล่นเอง พี่จะจริงจังทำไม จริงสิพี่ชาย พวกเราสองคนเป็นเพื่อนกันแล้วยังไม่รู้เลยว่าพี่ชื่ออะไร”
“ฉันชื่อซ่งจื่อเซวียน เป็นลูกคนที่สองของบ้าน พวกเขาเรียกฉันว่าเจ้ารองกันทั้งนั้น นายจะเรียกฉันว่าอะไรก็แล้วแต่นาย”
“อ้อ พี่ซ่ง พี่รอง เข้าใจแล้ว ฮ่า ผมไปก่อนนะ!” กู่เสี่ยวเป่าพูดจบก็เดินด้วยร่างอุ้ยอ้ายจากไป ดูขี้เกียจเสียจริง
โดนกู่เสี่ยวเป่าทำให้ขาดทุนขนาดนี้ พวกหยางต้าฉุยจึงไม่ได้กินข้าวเที่ยง ถึงอย่างไรพอเห็นท่าทางการกินอย่างนั้น ก็ไม่อยากกินอะไรแล้ว
ตอนค่ำ หลังจากลูกค้าไปหมดแล้ว ทำความสะอาดร้านเสร็จ หยางต้าฉุยก็พูดว่า “เสี่ยวเสวี่ย เจ้ารอง ฉันเหนื่อยนิดหน่อยขอกลับก่อนนะ พวกแกสองคนยังหนุ่มยังสาวคงมีเรื่องให้คุยกันเยอะ ค่อยๆคุยกันไปนะ”
ซ่งจื่อเซวียนกระอักกระอ่วน หยางเสวี่ยกลับตอบรับอย่างแจ่มใส
หลังจากหยางต้าฉุยเดินออกไปก็ไม่ลืมปิดประตูให้สนิท ปล่อยให้สองคนหนุ่มสาวได้มีเวลาด้วยกัน
หยางเสวี่ยหยิบน้ำอัดลมมาให้ซ่งจื่อเซวียน นั่งลงที่โต๊ะทันที พูดว่า “จื่อเซวียน ฉันได้ยินมาว่าตอนนี้นายเริ่มทำอาหารแล้วเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนเป็นคนซื่อสัตย์ แต่เนื้อในไม่ใช่คนโง่ ไม่ว่าจะหยางต้าฉุยหรือจะหยางเสวี่ย ซ่งจื่อเซวียนล้วนเข้าใจจุดประสงค์พวกเขา ตนเองเป็นแค่เด็กครัวคนหนึ่ง เถ้าแก่กับลูกสาวของเถ้าแก่จะมาทำดีกับตนเองขนาดนี้โดยไม่หวังผลประโยชน์ได้อย่างไร
“แหะๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก คนทำอาหารก็ต้องเป็นอาจางอยู่แล้วสิ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
หยางเสวี่ยได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม ขยับเข้าไปใกล้ซ่งจื่อเซวียนทันที “หืม แต่ฉันได้ยินมาว่านายทำข้าวผัดให้พ่อฉันจานหนึ่งนี่ ดูน่ากินมากเลยเนอะ ไม่สนแหละ ฉันก็อยากกินเหมือนกัน!”
เห็นท่าทางออดอ้อนของหยางเสวี่ย ซ่งจื่อเซวียนก็ทนไม่ไหวอยู่บ้าง ถึงอย่างไรก็ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องแบบนี้ โดนหยอกล้อเช่นนี้ ย่อมต้านทานไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
“ฉัน…” ซ่งจื่อเซวียนกลืนน้ำลาย เดิมคิดจะทำให้หยางเสวี่ยกิน แต่ก็นึกถึงคำพูดของฟางจิ่งจือขึ้นได้ จึงล้มเลิกความคิดนี้ ก่อนที่ข้าวผัดจะได้แสดงคุณค่าของตัวมัน จะทำส่งๆตามใจไม่ได้เด็ดขาด “ฉันทำไม่ได้จริงๆ ที่ฉันทำก็รสชาติทั่วๆไปนี่แหละ เถ้าแก่ก็แค่ชมฉันเกินไปเท่านั้น”
ซ่งจื่อเซวียนไม่คิดจะแสดงฝีมือ หยางเสวี่ยมุ่ยปาก “ฮึ นายเกลียดฉันใช่ไหม เลยไม่ทำให้ฉันกิน เด็กขอทานนั่นทำฉันกินข้าวไม่ได้ทั้งวัน ตอนนี้หิวจะตายแล้ว นายทนเห็นฉันหิวได้เหรอ”
หยางเสวี่ยพูดอย่างนี้ต้องมีเป้าหมายของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าไม่ทดสอบฝีมือทำอาหารของซ่งจื่อเซวียนสักหน่อย ไม่แน่ใจว่าเขามีศักยภาพจริงหรือเปล่า หยางเสวี่ยจะให้ตัวเองคบกับเขาไปได้อย่างไร
“ฉัน…”
“ปัง! ปัง! ปัง!”
ซ่งจื่อเซวียนกำลังลำบากใจ เสียงเคาะประตูร้อนอกร้อนใจก็ดังเข้ามา
[1] กวางน้อยกระโดดไปมารอบๆ เป็นสำนวน หมายถึง กระสับกระส่าย กระวนกระวาย
[2] อัลปาก้าหมื่นตัวล่องลอยผ่านไป หมายถึง ไม่พอใจอย่างรุนแรง
[3] พายุพัดหอบเศษปุยเมฆ หมายถึง ทำให้สลายหายไปจนหมดสิ้น
ตอนที่ 10: ท้าประลอง
ถึงอย่างไรตอนนี้ก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว มาเคาะประตูในเวลานี้ อีกทั้งเสียงเคาะยังหนักและรุนแรง ทำเอาซ่งจื่อเซวียนและหยางเสวี่ยสะดุ้งตัวโยน
“จื่อเซวียน…”
หยางเสวี่ยหลบหลังซ่งจื่อเซวียนทันที มือหยกเกาะที่ไหล่ของเขา แสดงท่าทางสาวน้อยต้องการการปกป้องออกมาอย่างชัดเจน
ซ่งจื่อเซวียนทำใจให้สงบ พูดว่า “ฉันไปดูก่อนนะ”
“ฮะ จื่อเซวียน ไม่อย่างนั้นโทรหาพ่อฉันก่อนสิ!” อย่างไรหยางเสวี่ยยังเป็นนักเรียนคนหนึ่ง เจอเรื่องแบบนี้เข้าก็ต้องนึกถึงพ่อเป็นคนแรก
“ไม่ทันหรอก เถ้าแก่เดินไปนานแล้ว ตอนนี้พวกเราจะไม่เปิดประตูไม่ได้”
พูดพลาง เขาก็เดินไปที่ประตู แม้หยางเสวี่ยจะหวาดกลัวเล็กน้อย ก็ยังเกาะอยู่ด้านหลังเดินไปพร้อมกับซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนเพิ่งจะบิดเปิดประตู ประตูก็ถูกผลักเปิด เป็นวัยรุ่นเดินเข้ามาสามคน ดูแล้วล้วนเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบสามคน ดูจากการแต่งตัวก็รู้ว่าเป็นนักเลงน้อย
ชายหนุ่มคนแรกสวมชุดยีนส์สีซีด เสื้อยืดด้านในนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าเสียเงินไปเท่าไร โครงหน้าตาดุคิ้วกระบี่ นับว่าเป็นหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่ง แต่กลับคาบบุหรี่ไว้ในปาก ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูไม่ดีทันที เมื่อเข้ามาก็มองซ้ายมองขวาไปรอบๆ
“ร้านอาหารชุนเซียง ที่นี่ใช่ไหม” ชายหนุ่มพูด
“ใช่ครับ พี่ซั่ว ที่นี่แหละ” คนข้างหลังอีกคนหนึ่งพยักหน้า มองไปที่ซ่งจื่อเซวียนทันที “พี่ซั่ว เป็นเขานั่นแหละ วันนั้นผมเห็นว่ามีคนจะให้เงินเดือนเขาแปดหมื่น”
เห็นปลายนิ้วชี้มาทางซ่งจื่อเซวียน หยางเสวี่ยมีความกล้าเดินออกมาด้านหน้า พูดว่า “เฮ้ย พวกนายนี่มันยังไงกัน พวกเราปิดร้านแล้วนะ”
เห็นภาพนี้ ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ และนี่ยังเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ซ่งจื่อเซวียนถูกผู้หญิงปกป้อง…
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าพี่ซั่วยกไหล่กลั้วหัวเราะ “ปิดร้าน? เกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ ข้าไม่ได้มากินข้าวเสียหน่อย”
“ไม่ได้มากินข้าว? งั้นพวกนายมาทำไม” ซ่งจื่อเซวียนพูด ขณะพูดก็เดินมาด้านหน้าหยางเสวี่ย เขาเองก็ไม่ได้มีพละกำลังอะไร แต่ตอนนี้จะให้เด็กสาวมาปกป้องตนเองไม่ได้จริงๆ
ได้ยินแบบนี้พี่ซั่วก็หัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆ เป็นเขาเหรอ ดูแล้วก็ไม่ได้แก่กว่าฉันนี่ ดีๆๆ วันนี้ขอฉันรังแกเด็กสักครั้งเถอะ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็สับสน ไม่เข้าใจจริงๆว่าเจ้าหมอนี่จะทำอะไรกันแน่…
“พวกนายคิดจะทำอะไรเนี่ย!” หยางเสวี่ยร้องตะโกน
“ทำอะไรน่ะเหรอ หึ” พี่ซั่วก้าวขึ้นมา ประสานหมัดทันที ท่าทางอย่างนักเลง “ข้าก็เป็นพ่อครัว ได้ยินมาว่าที่นี่มีพ่อครัวเงินเดือนแปดหมื่นคนหนึ่ง ข้าจึงตั้งใจมาท้าประลองสักครา!”
ได้ยินคำพูดกึ่งโบราณผสมปัจจุบันของพี่ซั่ว ซ่งจื่อเซวียนเกือบจะหัวเราะไม่ออก ผู้ชายคนนี้เป็นคนไร้การศึกษาที่หัวโบราณจริงๆเลย
“ท้าประลอง? ประลองกับฉันเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนถามอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“ถูกต้อง ฉัน ซางเทียนซั่วอยากจะยืนอยู่ในวงการอาหารเมืองตู้เหมินอย่างมั่นคง ก็ต้องมีสนามสร้างชื่อ เหอะๆ เป็นหินปูทางให้ฉันไปสู่ความสำเร็จได้ ก็ถือเป็นเกียรติของนายแล้ว” ซางเทียนซั่วก้มหน้าน้อยๆ เก๊กพูดเสียงต่ำ โดยเฉพาะเสียงหัวเราะเย็นๆนั่น เต็มไปด้วยพลัง และเสียงค่อนข้างทุ้มต่ำเล็กน้อย
ซ่งจื่อเซวียนกับหยางเสวี่ยมองตากันแวบหนึ่ง ท่าทางของทั้งคู่เหมือนกำลังพูดว่า นี่คนบ้าโผล่มาจากไหนเนี่ย มาท้าประลองฝีมือทำอาหารกันกลางดึก แถมยังพูดสนามสร้างชื่ออะไรนั่นอีก…
แต่ในใจหยางเสวี่ยกลับตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อครู่เธออยากหยั่งเชิงฝีมือการทำอาหารของซ่งจื่อเซวียนก็ไม่เป็นผล ตอนนี้มาได้จังหวะพอดี ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนถึงมาท้าประลองกันได้ บางทีอาจจะทำให้เขาแสดงฝีมือออกมาก็ได้…
ถ้าเป็นอย่างที่หยางต้าฉุยบอกว่าซ่งจื่อเซวียนสามารถทำข้าวผัดจักรพรรดิได้จริงๆ อย่างนั้นเขาก็จะเป็นผู้ชายในอุดมคติที่หนึ่งไม่มีสองของตน แต่ถ้าไม่ใช่…เธอก็จะไม่เสียเวลาไปกับไอ้ขยะนี่แน่นอน
“ขอโทษนะ ฉันไม่เข้าใจที่นายพูดน่ะ” ซ่งจื่อเซวียนพูดพร้อมรอยยิ้มมารยาท
“ไม่เข้าใจ? ข้าอยากจะท้าประลองกับนายไง ถ้านายแพ้ ก็ป่าวประกาศกับทุกคนว่าฝีมือของฉันเหนือกว่านาย” ซางเทียนซั่วตวาด
“ขอโทษด้วย ฉันรับคำท้านายไม่ได้” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“ฮ่าๆ นายไม่กล้าเหรอ”
“นายจะคิดอย่างนั้นก็ได้” ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ ก็หันหลังเดินไปที่เคาน์เตอร์บาร์ “เสี่ยวเสวี่ย พวกเราไปกันเถอะ”
ซางเทียนซั่วเห็นท่าทีของซ่งจื่อเซวียนก็เริ่มร้อนรน เดินเข้าไปใกล้แล้วพูดว่า “ไปแล้วเหรอ หึ วันนี้ถ้าไม่แข่งกับฉัน ไม่ว่าใครก็ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!”
แน่นอนว่าหยางเสวี่ยก็ไม่อยากจะพลาดโอกาสนี้ไปเช่นกัน เธออยากชิมว่าข้าวผัดจักรพรรดิที่พ่อว่านั่นรสชาติเป็นอย่างไรกันแน่
เธอขยับเข้าไปใกล้ช้าๆ พูดเสียงเบาว่า “จื่อเซวียน ไม่อย่างนั้นนายก็แข่งกับเขาสักยกเถอะ ฉันว่าถ้าวันนี้ไม่ได้รู้ผล พวกเขาไม่มีทางหยุดระรานแน่ อีกอย่างพวกเขาก็ดูน่ากลัวขนาดนั้น…”
พูดพลาง หยางเสวี่ยก็แสร้งทำท่าหวาดกลัว อ่อนแอน่าสงสาร ท่าทางขอร้องอ้อนวอนเต็มที่
ซ่งจื่อเซวียนเงียบไปครู่หนึ่ง ซางเทียนซั่วรอไม่ไหวพูดว่า “ว่ายังไง ได้แข่งทำอาหารกับฉันสักครั้งอาจจะเป็นเกียรติของนายก็ได้ ถึงยังไงฉันก็เป็นแนวหน้าของวงการอาหารเมืองตู้เหมินในอนาคตอยู่แล้ว ฉันแนะนำว่านายควรเห็นคุณค่าโอกาสนี้นะ”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนกลับยิ้มแย้ม “ไม่เอา!”
ความจริงซางเทียนซั่วมาผิดจังหวะไปจริงๆ ถ้าหากมาก่อนหน้านี้สักวัน บางทีซ่งจื่อเซวียนอาจจะแสดงฝีมือก็ได้ ไม่เพียงแต่ทำให้เขาเลื่อมใสอย่างสุดจิตสุดใจแล้ว แม้แต่หยางเสวี่ยก็ได้เปิดโลกทัศน์ด้วย
แต่ฟางจิ่งจือเพิ่งจะกำชับซ่งจื่อเซวียนมา วันนี้ เขาลงมือไม่ได้จริงๆ
“นาย…” ซางเทียนซั่วฉุนเฉียว ตวาดดังลั่น “ไม่ชอบดื่มสุราคารวะ ชอบสุราลงทัณฑ์ พวกเอ็ง จับตัวมันไว้ ฉันอยากจะรู้นักว่าเขาจะรับคำท้าหรือเปล่า!”
“ครับ!”
ลูกน้องสองคนของอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ทันที จับตัวซ่งจื่อเซวียนเอาไว้ เนื่องจากซ่งจื่อเซวียนค่อนข้างผอม หลังจากถูกจับตัวไว้ก็ไม่มีทางขัดขืนได้
หยางเสวี่ยก็ตกใจ ที่จริงเธอหวังให้ซ่งจื่อเซวียนทำข้าวผัดจักรพรรดิสักจาน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะลงมือจริงๆ
ซางเทียนซั่วยิ้มเย็น “รับคำท้าไหม”
“ไม่!”
แม้ร่างกายซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่นิสัยกลับดื้อรั้นมาก ถึงจะถูกจับไว้ กลับกัดฟันปฏิเสธดังเดิม
“โห ฉันว่านายมันปากแข็ง!”
พูดพลาง ซางเทียนซั่วก็หยิบน้ำมันพริกบนโต๊ะมา พูดต่อว่า “เหอะๆ ไอ้หนู วันนี้ข้าจะสอนนายทำอาหารเสฉวน!”
เห็นน้ำมันพริกเข้ามาใกล้ปากตนเอง ซ่งจื่อเซวียนก็ออกแรงดิ้น แต่ด้วยเรี่ยวแรงเขาดิ้นอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด
“จะไม่ยอมรับคำท้าจริงๆเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนกัดปากแน่น “ฉันไม่รับ!”
ขณะที่ซ่งจื่อเซวียนพูด ซางเทียนซั่วก็ตักน้ำมันพริกช้อนหนึ่งยัดปากเขา รสชาติเผ็ดร้อนแรงกระตุ้นลิ้นในปาก ซ่งจื่อเซวียนจึงไอรุนแรงออกมาทันที
“ให้โอกาสนายอีกครั้ง!”
“ก็ไม่!”
หยางเสวี่ยกลัวแล้วจริงๆ “เฮ้ย ถ้าพวกนายยังก่อเรื่องอยู่อีกฉันจะแจ้งตำรวจแล้วนะ!”
“แจ้งตำรวจ? แจ้งอะไร ป้อนพริกให้กินผิดกฎหมายข้อไหน” ซางเทียนซั่วพูดพลางถอดรองเท้าของซ่งจื่อเซวียนออก มือหนึ่งจับขาซ่งจื่อเซวียนไว้ อีกมือก็จั๊กจี้ที่ฝ่าเท้า
“ฮ่าๆ ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ…” เสียงหัวเราะดังลั่นของซ่งจื่อเซวียนแทบจะดังออกมานอกร้าน
ต้องพูดเลยว่า แม้จั๊กจี้ฝ่าเท้าจะทำให้อีกฝ่ายหัวเราะออกมา แต่ก็นับว่าเป็นการทรมาน ความทรมานอย่างนี้เลวร้ายยิ่งกว่าความเจ็บปวดเสียอีก
“เป็นยังไง จะรับไม่รับ!” ซางเทียนซั่วพูดอย่างดุดัน
“ฮ่าๆๆ…ไม่ ฉันบอกว่าไม่…ฮ่าๆๆ…” ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะจนน้ำตาแทบไหล พูดในใจ ไอ้หนู สักวันฉันเอาคืนสิบเท่าแน่…
ซางเทียนซั่วโมโหแล้วจริงๆ จึงถอดรองเท้าถุงเท้าออกอีก แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ของซ่งจื่อเซวียน กลับเป็นของเขาเอง
เขายื่นถุงเท้ามาใกล้ซ่งจื่อเซวียน ยิ้มเยาะพลางพูด “หึๆ จะรับหรือไม่รับ ฉันจะถามนายอีกครั้ง!”
“ก็ได้ ฉันรับคำท้า ฉันจะแข่งกับนายสักรอบ!”
ซ่งจื่อเซวียนโพล่งออกไปโดยไม่ต้องคิดเลย
เห็นถุงเท้าสีขาวคราบดำคู่นั้นของซางเทียนซั่ว ห่างเมตรกว่ายังได้กลิ่น บวกกับในปากยังไม่หายเผ็ด ถ้าโดนของเหม็นๆอัดเข้ามาอีก แปรงฟันสักสิบรอบยังไม่แน่ใจเลยว่า…
ซางเทียนซั่วก็ชะงักค้างไป ทรมานไปตั้งขนาดนั้นเขาก็ไม่ยอมตอบรับ นี่…แป๊บเดียวก็ยอมแล้วเหรอ
หยางเสวี่ยรีบเข้าไปพยุงซ่งจื่อเซวียน “จื่อเซวียน นายไม่เป็นไรใช่ไหม”
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้าพร้อมไอโขลกพลางสวมถุงเท้าและรองเท้า ในใจก็คิดว่าจะแข่งก็แข่งสักรอบ แต่จะแข่งด้วยข้าวผัดจักรพรรดิไม่ได้ ทำอาหารสักอย่างไล่พวกเขาไปได้ก็พอแล้ว
อย่างน้อยที่สุดซ่งจื่อเซวียนก็มั่นใจได้นิดหน่อย แม้พวกเขาเหมือนจะเป็นนักเลง แต่ก็คงไม่ได้เป็นอันธพาลจริงๆ อย่างแรกคือพวกเขายังเด็กมาก อย่างที่สองคือวิธีการของเขา…ถ้าเป็นอันธพาลจริงๆ เดาได้ว่าคงทุบตีเขาไปนานแล้ว
“ไอ้หนู แข่งอะไร”
“แข่งทำข้าวผัดกันเถอะ” จุดประสงค์ของซ่งจื่อเซวียนชัดเจนอย่างมาก อย่างแรกเขาต้องไล่ซางเทียนซั่วออกไป อย่างที่สองเขาต้องการหลอกหยางเสวี่ยชั่วคราว อย่างน้อยที่สุดก็ไม่รบเร้าให้เขาทำข้าวผัดจักรพรรดิอีก
เขาคิดว่าหลังจากที่ข้าวผัดได้แสดงคุณค่าที่แท้จริงออกมาแล้ว เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะทำให้เสี่ยวเสวี่ยกิน แต่ฟางจิ่งจือพูดถูก ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา
“ข้าวผัด? นายเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า นายกำลังสบประมาทพ่อครัวอย่างข้างั้นเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “อาหารที่ง่ายที่สุดถึงจะแฝงฝีมือการทำอาหารได้ลึกล้ำที่สุด ถ้าจะแข่งก็ต้องแข่งผัดข้าว ถ้าไม่แข่งงั้นก็ช่างแล้วกัน”
“หึ เห็นแก่นายที่จะทำให้ฉันได้สร้างชื่อจากสนามแข่ง อีกทั้งยังมีหน้ามีตาก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของวงการอาหารในเมืองตู้เหมิน ถึงจะแข่งผัดข้าวกับนายสักครั้งหรอกนะ”
พูดจบ ทั้งสองก็เดินเข้าครัวด้านหลังไป ร้านอาหารชุนเซียงมีสองเตา ทั้งสองจึงทำอาหารพร้อมกันได้พอดี
การทำข้าวผัดแน่นอนว่านับเป็นอาหารที่มีขั้นตอนง่ายที่สุด แต่ก็มีความแตกต่างกันที่ความมุ่งมั่นของพ่อครัว
ข้าวผัดของซ่งจื่อเซวียนเลือกใช้วัตถุดิบสามอย่างได้แก่ ต้นหอมสับ ข้าวสวยและไข่ไก่ ไม่มีอย่างอื่นอีก เพราะในสูตรอาหารราชวงศ์ชิงก็บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า ยิ่งอาหารง่ายเท่าไรวิธีการทำก็ยิ่งยากเท่านั้น พึ่งความหลากหลายของวัตถุดิบมาเสริมรสชาติเป็นวิธีที่โง่เง่าอย่างแน่นอน
และซางเทียนซั่วเป็นประเภทหลังอย่างชัดเจน เขาหยิบพริกหยวก แตงกวา ไส้กรอก แครอท กุ้งแช่เข็ง เนื้อวัวเจ็ดแปดอย่างออกมาจากกระเป๋าเป้ที่เอามาเอง บวกกับใช้ข้าวสวยและไข่ในร้านด้วย วัตถุดิบของข้าวผัดไข่จานนี้ละลานตาจริงๆ
เห็นซางเทียนซั่วจัดวัตถุดิบให้เรียบร้อยด้วยท่าทางเงอะงะเล็กน้อย ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกว่าน่าขันอยู่บ้าง แต่ยังกลั้นไว้ได้ ถึงอย่างนั้นซางเทียนซั่วก็ยังสังเกตเห็น เขายกมีดทำครัวขึ้นแล้ววาดไปทางซ่งจื่อเซวียนสองครั้ง พูดว่า “ไอ้หนู ดูให้ดีเล่า”
สิ้นเสียง มีดในมือซางเทียนซั่วก็ไปอยู่บนเขียง เมื่อยกมีดอีกครั้งก็หั่นวัตถุดิบเป็นชิ้นเหมือนกับภาพลวงตา อีกทั้งระหว่างที่หั่นมีดก็ไม่ได้สัมผัสกับเขียงเลยสักครั้ง จังหวะกระบวนมีดทั้งหมดรวดเร็วและเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง
เห็นภาพนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็แน่นิ่งไป วิถีมีดนี้…ยอดเยี่ยมจริงๆ
เขากับหยางเสวี่ยเมื่อครู่ยังคิดว่าซางเทียนซั่วเป็นคนบ้าอยู่เลย แต่ตอนนี้เขารู้สึกนับถือคู่แข่งคนนี้ในทันใด
จู่ๆเขาก็มีแรงกระตุ้น คิดจะเอาข้าวผัดจักรพรรดิมาวัดกับคนคนนี้จริงๆสักครั้ง
[1] ไม่ชอบดื่มสุราคารวะ ชอบสุราลงทัณฑ์ เปรียบเปรยได้ว่าในเมื่อพูดด้วยดีๆไม่ยอมทำตาม ก็คงต้องใช้กำลังบังคับ
จบตอน
Comments
Post a Comment