ตอนที่ 11: เฮ้ พี่รอง!
ฟางจิ่งจือเคยพูดว่า พวกการแข่งขันสุดยอดพ่อครัวระดับท้องถิ่นและระดับประเทศหลังยุคสมัยใหม่ล้วนมีเบื้องลึกเบื้องหลัง มีการจัดอันดับก่อนการแข่งขันอยู่แล้ว ดังนั้นพ่อครัวจริงๆ จะดูหมิ่นการแข่งขันประเภทนี้
สำหรับพ่อครัวแล้ว การได้พบกับคู่แข่งที่พอจะทำให้ตนเองนับถือได้จริงๆนั้นยาก หากพอจะศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้กันและกันได้สักครั้ง ก็จะทำให้พ่อครัวทุกคนรู้สึกตื่นเต้นได้ แต่ตอนนี้ จู่ๆซ่งจื่อเซวียนก็มีความรู้สึกนี้ขึ้นมา
มีดทำครัวของซางเทียนซั่วไม่เหมือนกับมีดทำครัวทั่วไปเล็กน้อย ด้ามมีดเป็นเนื้อไม้สีน้ำตาลแดง ส่วนปลายสลักรูปหัวหมาป่าเอาไว้ ตาและฟันของหมาป่าเสมือนจริง แม้แต่ลายเส้นขนบนใบหน้ายังสลักมา ยังไม่พูดถึงตัวมีด แค่มองจากฝีมือช่างที่ตีออกมาก็ดูรู้ว่าราคาไม่น้อยเลยทีเดียว
ส่วนบนของตัวมีดเป็นสีดำทึบไม่มีสีอื่นปะปน คมมีดถูกขัดจนขึ้นเงาสีเงิน ระหว่างที่สะบัดมีดก็เกือบจะสะท้อนแสงแยงตา ขณะที่ซางเทียนซั่วหั่นผัก แสงสีขาวนั่นก็สว่างวาบพาดผ่านบนวัตถุดิบ
ต้องกล่าวเลยว่า พ่อครัวต้านทานเครื่องครัวคุณภาพสูงไม่ได้ ซ่งจื่อเซวียนก็เช่นเดียวกัน เห็นท่าทางช่ำชองตอนซางเทียนซั่วสะบัดมีดไม่มีท่าทางเงอะงะเช่นก่อนหน้าเลยแม้แต่น้อย ประกอบกับแสงประกายใบมีดที่ทำให้คนตื่นตาตื่นใจนั่น เลือดในกายเขาก็เดือดพล่านตาม และที่สำคัญที่สุดก็คือพลังที่เขียนบรรยายไว้ในสูตรอาหารนั้น…ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง!
แต่ภาพถัดมากลับทำให้ซ่งจื่อเซวียนชะงักไป เห็นเพียงซางเทียนซั่วหั่นวัตถุดิบเสร็จด้วยท่าทางหล่อเท่ ตั้งกระทะผัดน้ำมัน ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไปในกระทะผัดจนไฟลุกขึ้นมา ที่สำคัญที่สุดก็คือใส่ข้าวสวยและไข่ไก่ดิบลงไปตามลำดับ
ซ่งจื่อเซวียนนิ่งไป ช่างมีความรู้น้อยเสียจริง บนโลกใบนี้ยังมีวิธีทำข้าวผัดแบบนี้ด้วยเหรอ ในขณะเดียวกันนั้น ความคิดที่อยากจะศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้สักครั้งก็มอดดับไปตามกัน
สำหรับส่วนผสมมากมายที่ใช้ในการทำอาหารนั้น แน่นอนว่าระยะเวลาในการทำขึ้นอยู่กับจุดเด่นเฉพาะตัวของส่วนผสมนั้นๆด้วย จึงไม่ควรจะใส่ลงไปในกระทะพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นจะมีทั้งส่วนผสมที่เละไปและส่วนผสมที่ไหม้เกรียมไปแล้ว โดยเฉพาะการใช้ไฟแรงทำอาหาร ก็จะยิ่งเป็นเช่นนี้
เป็นไปอย่างที่คิด ไม่นานทางซางเทียนซั่วก็เริ่มส่งกลิ่นไหม้ออกมา ซ่งจื่อเซวียนลอบหัวเราะเบาๆ เริ่มควบคุมไฟเตา
ถึงอย่างไรก็ไม่มีสิ่งที่มากระตุ้นความคิดที่จะศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้แล้ว ซ่งจื่อเซวียนจึงไม่คิดจะทำข้าวผัดตามวิธีของสูตรอาหารวังราชวงศ์ชิงมาใช้ เพียงยึดตามวิธีง่ายๆทั่วไปมาผัดกลับไปกลับมา แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ กลิ่นของข้าวผัดก็ยังดีกว่ากลิ่นไหม้ของซางเทียนซั่วอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ถึงห้านาที ข้าวผัดสองจานก็มาวางเสิร์ฟบนโต๊ะ
ซางเทียนซั่วเชิดหน้าเล็กน้อย “จริงสิ ขอฉันอธิบายก่อนสักหน่อย วันนี้ที่ฉันทำก็คือข้าวผัดรวมมิตรรมควัน เพราะงั้นเวลาพวกนายชิมก็อย่าคิดว่ามันไหม้ล่ะ นั่นคือพ่อครัวอย่างข้าตั้งใจผัดกลิ่นรมควันออกมาเอง เอาล่ะ พวกนายชิมได้เลย!”
ซ่งจื่อเซวียนอยากหัวเราะ คิดว่าถ้าเป็นการแข่งขันสุดยอดพ่อครัวจริงๆ ซางเทียนซั่วคงถูกยามไล่ออกไปทั้งอย่างนี้แน่…
เห็นข้าวผัดที่ไม่ต่างอะไรจากปกติทั้งสองจาน หยางเสวี่ยกับลูกน้องสองคนของซางเทียนซั่วก็ตักชิมกันคนละคำ ตอนที่ชิมข้าวผัดรวมมิตรรมควัน ทุกคนก็ขมวดคิ้ว นี่มันเรียกไหม้แล้วไม่ใช่เหรอ…
แต่เห็นได้ชัดว่าลูกน้องสองคนนั้นไม่กล้าพูดอะไร แถมยังฝืนกลืนลงไปด้วย
ส่วนซ่งจื่อเซวียนและซางเทียนซั่วก็ผลัดกันชิมข้าวผัดของกันและกันคนละคำ ตอนที่ชิมแล้วได้กลิ่นไหม้ ซ่งจื่อเซวียนก็บ้วนข้าวผัดใส่ถังขยะทันที
“ทำอะไรน่ะ นายไม่รู้จักการเคารพคู่แข่งหรือไง” ซางเทียนซั่วพูด
ซ่งจื่อเซวียนอาเจียนออกมาแล้วพูดว่า “นายค่อยเก็บไว้เคารพตัวเองเถอะ”
ซางเทียนซั่วขมวดคิ้วแล้วชิมอีกคำ ก็เกือบจะคายออกมา แต่ยังฝืนทนกลืนลงไปแล้วสูดลมหายใจลึกๆทันที “โธ่เว้ย เกิดปัญหาตรงไหนกันนะ หรือว่าข้าวผัดรมควันที่ฉันศึกษาค้นคว้าไม่สมเหตุสมผลกัน”
“พี่ซั่ว ผมคิดว่าข้าวผัดของพี่เหนือยิ่งกว่า ผมได้กินกุ้งด้วยนะ!” ลูกน้องคนหนึ่งพูด
“ใช่ครับ ใช่ครับ ผมไม่เคยกินข้าวผัดรมควันอะไรนี่มาก่อนเลย รสชาติดีมากจริงๆ”
ได้ยินคำพูดของลูกน้องสองคน ซางเทียนซั่วหันหน้าไปจ้องพวกเขาแวบหนึ่ง “พวกนายคิดว่าฉันโง่หรือไง คิดว่าฉันเสียประสาทรับรสไปเรอะ”
ถูกตวาดขนาดนี้ ทั้งสองคนก็ไม่กล้าพูดแล้ว ซางเทียนซั่วหันหน้ามามองซ่งจื่อเซวียน “ครั้งนี้นายชนะแล้ว แต่การแพ้ชนะเป็นเรื่องปกติในสงคราม ฉันจะไม่ยอมแพ้อย่างนี้หรอก หึ หวังว่าพวกเราจะมีโอกาสได้พบกันอีก”
พูดจบ ซางเทียนซั่วประสานหมัดคารวะเต็มพิธีการอย่างชาวยุทธจักร หันหลังเดินออกไปทันที ลูกน้องสองคนก็เดินตามไปด้วย
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม เดินเข้าไปเก็บกวาดเล็กน้อยในครัวด้านหลังทันที แต่เขาไม่ได้สังเกตถึงรายละเอียดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือครั้งนี้…หยางเสวี่ยไม่ได้ช่วยเขา แต่ยืนชะงักค้างเล็กน้อยอยู่ข้างเคาน์เตอร์บาร์
“เสี่ยวเสวี่ย พวกเรากลับกันไหม” ซ่งจื่อเซวียนที่ออกมาจากครัวด้านหลังพูด
“จื่อเซวียน…” ตอนที่กำลังจะออกจากร้าน หยางเสวี่ยยังอดพูดออกมาไม่ได้อยู่ดี
“หืม”
“อืม…ข้าวผัดเมื่อกี้นายทำเองเหรอ”
“ใช่ ทำไมเหรอ”
หยางเสวี่ยเม้มปาก…สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร พยักหน้า สาวเท้าออกจากร้านอาหาร
เห็นด้านหลังของหยางเสวี่ย ซ่งจื่อเซวียนกลับยืนอยู่ที่เดิม ในใจรู้สึกซับซ้อน เมื่อครู่ตอนที่หยางเสวี่ยอยากจะให้ตนทำข้าวผัดให้ทั้งออดอ้อนทั้งคาดหวัง แต่ตอนนี้จู่ๆความรู้สึกกลับลดลง หนึ่งในเหตุผลนั้น…ต่อให้เป็นคนโง่ก็คิดได้
เขาล็อกประตูร้านอาหารชุนเซียง ตัดสินใจว่าอย่างไรก็ต้องไปส่งหยางเสวี่ยกลับบ้าน หนึ่งคือแสดงถึงมารยาท สองคือซ่งจื่อเซวียนก็เป็นเหมือนสาวน้อยวัยแรกแย้มเช่นกัน สองวันมานี้หยางเสวี่ยเป็นห่วงเป็นใยและออดอ้อนตนทำให้ในใจเขาเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในใจเล็กน้อย
ตอนที่หันหลัง เขาเห็นหยางเสวี่ยเดินห่างออกไปเกือบร้อยเมตรแล้ว ขณะที่คิดจะตามไป กลับเห็นรถเก๋งสีดำคันหนึ่งจอดอยู่หน้าร้านอาหารชุนเซียง ประตูรถข้างคนขับเปิดออกมา คนที่ลงมาเป็นชายผมขาวคนหนึ่ง ชายคนนั้นมองมาทางตนแล้วเดินมา
ซ่งจื่อเซวียนไม่เข้าใจเรื่องรถเลย รู้แค่ว่าเป็นรถยี่ห้อเบนซ์ กลับไม่รู้ว่ารุ่นไหน ส่วนชายผมขาวคนนั้น ดูแล้วอายุราวๆหกสิบปี สวมชุดสูทเข้ารูป ทุกท่วงท่าระหว่างก้าวเดินมาพร้อมกับแรงกดดันหนักหน่วงและมารยาท
แต่สีหน้าของซ่งจื่อเซวียนก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเห็นหน้าชายคนนั้นชัดขึ้น จากนุ่มนวลอ่อนโยนเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเย็นชา
เขาจำใบหน้านี้ได้ ได้เจอคราวที่แล้วเห็นจะเป็นเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ตนยังเรียนอยู่ชั้นม.ต้น ก็เป็นรถสีดำคันนี้ที่อยู่หน้าประตูโรงเรียน และก็เป็นชายคนนี้เช่นกัน
เรื่องนี้แม่และพี่สาวไม่ได้รับรู้เลย หลังจากซ่งจื่อเซวียนกลับบ้านก็ไม่พูดถึงสักคำ
“จื่อเซวียน” ชายคนนั้นเรียกด้วยสีหน้าลำบากใจ
ซ่งจื่อเซวียนมองเขาอยู่นานก็ไม่ได้เปิดปากพูด และชายคนนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกเช่นกัน ก้มหน้าลงเล็กน้อย รอให้ซ่งจื่อเซวียนเปิดปากพูด
“ผมเคยพูดไปแล้วนี่ หวังว่าคุณจะไม่มาหาผมอีก” โทนเสียงซ่งจื่อเซวียนเย็นชามาก เย็นชาจนทำให้คนหวาดกลัว หากใครเห็นเข้าคงไม่รู้ว่าโทนเสียงนี้จะมาจากเด็กอายุสิบแปดคนหนึ่ง
“คุณซ่งยังหวังว่าจะได้เจอคุณสักครั้งนะครับ”
“อยากเจอเมื่อหลายปีก่อนก็เจอไปแล้วนี่” ซ่งจื่อเซวียนมองชายตรงหน้า แววตาไร้ประกาย แต่ชายคนนั้นกลับไม่กล้าจ้องตรงๆอยู่บ้าง
“จื่อเซวียน ที่คุณซ่งทำแบบนี้ความจริงเขาก็ลำบากใจนะ”
ซ่งจื่อเซวียนแค่นเสียงหัวเราะ ถ่มน้ำลายออกมาทันที “ถุย ความลำบากใจแบบนี้ทำผมจะคลื่นไส้ ตอนนี้ผมอายุสิบแปดแล้ว เติบโตมาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ในฐานะที่เป็นผู้ชาย เขาเป็นผู้ชายที่ผมดูถูก!”
ชายคนนั้นได้ยินก็มีความรู้สึกจนปัญญาและอยากขอโทษแปะอยู่บนใบหน้า เขาพยักหน้าเบาๆ “ก็เป็นเพราะแบบนี้ คุณซ่งถึงได้ส่งผมมา แทนที่จะบุ่มบ่ามมาด้วยตัวเอง”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า เงยหน้าพ่นลมหายใจออกมาฉับพลัน “เหอะๆ ก่อนหน้านี้ก็หน้าประตูโรงเรียน ตอนนี้ก็ตามมาถึงร้านอาหารชุนเซียง พวกคุณกำลังจับตามองผมอยู่เหรอ”
“คุณซ่งรู้ตัวว่าทำผิดต่อพวกคุณ ความจริงแล้วหลายปีมานี้จึงไม่ได้หยุดสืบหาข่าวของพวกคุณเลย รวมถึงที่คุณเลิกเรียนกลางคันแล้วมาทำงานที่ร้านอาหารชุนเซียง”
“ฮ่าๆๆ ฟังดูแล้วเหมือนเป็นห่วงนักเป็นห่วงหนาจริงๆ แต่…ผมไม่คิดว่าควรต้องรู้สึกขอบคุณเลยสักนิด” ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะเย็นชา ถามว่า “มีบุหรี่ไหม”
“คุณ…สูบบุหรี่เหรอ”
“สูบเล่นๆให้ผมมวนสิ”
ชายคนนั้นเชื่อฟังมาก ยื่นให้ซ่งจื่อเซวียนหนึ่งมวน ทั้งยังช่วยเขาจุดบุหรี่ด้วย
ซ่งจื่อเซวียนเรียนรู้วิธีสูบบุหรี่จากร้านอาหารชุนเซียง เวลาว่างๆ จางขุยก็สูบบุหรี่กับพนักงานสองสามคน บางทีก็ให้ซ่งจื่อเซวียนลองดู ไปๆมาๆเขาก็สูบเป็น แต่ปกติเขาไม่ได้สูบ อาจจะแค่ตอนนี้ที่อยากสูบขึ้นมาสักมวน
“ฝากคำพูดไปบอกเขาแทนผมหน่อยได้ไหม” ซ่งจื่อเซวียนพูดก่อนสูบเข้าปอดลึกๆ
ชายคนนั้นพยักหน้า “ได้ครับ คุณซ่งก็หวังว่าจะได้ฟังคำพูดของคุณ”
“หนึ่ง ผมไม่อยากให้พวกคุณโผล่หน้ามาอีก ชีวิตผม แม่ผม พี่ผมดีมาก ไม่ต้องการให้ใครช่วยเหลือ ยิ่งไม่คาดหวังจะไปรบกวนใครด้วย เข้าใจไหม”
ชายคนนั้นชะงัก เห็นชัดว่าไม่ได้คาดคิดว่าซ่งจื่อเซวียนจะพูดจาเด็ดขาดขนาดนี้ออกมา แต่ก็ยังพยักหน้าพลางพูด “ผม…จะแจ้งให้ครับ”
“สอง ผมรู้ว่าพวกคุณขับรถหรู คิดว่าคงจะมีเงินมากสินะ แต่เงินนั่นสำหรับผมมันไม่สำคัญ ผม ซ่งจื่อเซวียนอีกไม่นานก็สามารถพึ่งตัวเองหาเงินมาดูแลแม่ผมได้ ไม่มีเขา พวกเราก็ใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม”
ชายคนนั้นสูดลมหายใจลึก พูดว่า “ผมจะแจ้งให้ ยังมีอีกไหมครับ”
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้า “ไม่มีแล้ว จริงสิ…ผมไม่ชอบถูกจับตามอง ไม่ชอบมากๆ หวังว่าพวกคุณจะหยุดเสียนะ”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนสาวเท้าจากไป สายตาไม่เหลือบแลชายคนนั้นและรถเบนซ์อีก และไม่หันกลับไปสักครั้ง
เห็นแผ่นหลังของซ่งจื่อเซวียนเลือนรางไปช้าๆ ชายคนนั้นทอดถอนใจ “คุณซ่งครับ เขาโตแล้ว…”
“อืม…”
น้ำเสียงทุ้มลอดออกมาจากในรถ ฟิล์มรถมืดมาก แต่สามารถเห็นได้รางๆด้วยแสงไฟข้างทาง เงาร่างของชายคนหนึ่ง เขาเก็บแว่น ก้มหน้าลงใช้มือปกปิดดวงตาทั้งสองไว้ สั่นเทาน้อยๆ
เดินผ่านหัวมุมถนน ซ่งจื่อเซวียนพิงกับกำแพงทันที แหงนหน้ามองฟ้า ออกแรงสูดหายใจลึกอยู่หลายครั้ง
“แม่ แม่วางใจได้ ผมใช้ฝีมือทำอาหารเลี้ยงดูแม่ได้ ผมต้องเรียนรู้อาหารทั้งหมดในสูตรอาหารได้แน่นอน” ซ่งจื่อเซวียนกัดฟันพูดเน้นย้ำทีละคำ
หลายปีมานี้ เดิมทีแม่หานหรงและพี่สาวซ่งอีหนานไม่เคยได้ติดต่อกับพ่อแต่อย่างใด แต่เป็นเขาคนเดียวที่พ่อเคยติดต่อมา
ทว่าแต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่ได้พูดถึงมาก่อน แรงกดดันนี้กดทับใจของเด็กหนุ่มคนหนึ่งมานานหลายปี แค่คิดก็รู้สึกถึงน้ำหนักของมันได้
เดิมซ่งจื่อเซวียนคิดจะไปอยู่บ้านของชายชราสักพัก ตอนนี้สภาพจิตใจจมอยู่ในหุบเหวลึก จึงไม่คิดจะไปแล้ว สาวเท้าเดินกลับบ้านแทน
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง
“เฮ้ พี่รอง!”
ตอนที่ 12: ตัดสินใจ
ตอนที่ซ่งจื่อเซวียนหันหลังไปเห็นหัวเล็กๆที่ยื่นออกมาจากมุมผนัง ก็ฝืนยิ้มจางๆออกมา
บางทีเวลานี้อาจจะมีแค่กู่เสี่ยวเป่าที่ทำให้ซ่งจื่อเซวียนยิ้มออกมาได้ ทุกวันเด็กขอทานคนนี้จะมีความสุขไร้ซึ่งความกังวล พูดจาตามอำเภอใจเป็นอิสระไม่ถูกบังคับ ช่างน่ารักจริงๆ
แต่คำว่าพี่รองคำนี้กลับทำให้ซ่งจื่อเซวียนตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง นอกจากกู่เสี่ยวเป่าแล้วยังไม่เคยมีใครเรียกเขาแบบนี้มาก่อน
“เหอะๆ เสี่ยวเป่าเหรอ ทำไมนายมาดึกขนาดนี้เล่า ร้านอาหารปิดหมดแล้ว”
กู่เสี่ยวเป่ายิ้มเผล่ เดินเต๊ะท่ามา “หึๆ ฉันกินไปแล้ว ก็เมื่อกี้เห็นพี่เดินก้มหน้าก้มตา เป็นอะไร อารมณ์ไม่ดีเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ใช่ ถ้าฉันเป็นเหมือนนายคงจะดี ทั้งวันไม่มีเรื่องให้ต้องกลุ้ม”
“หา? หึๆ ที่จริงแล้วทุกคนก็มีเรื่องให้กลุ้มกันทั้งนั้นแหละ แค่พี่ไม่จำเป็นต้องเห็นแค่นั้นเอง” กู่เสี่ยวเป่าพูดพลางพิงกับกำแพง ประสานมือสองข้างจับที่ท้ายทอย แสดงให้เห็นว่าปลงอยู่บ้าง
ซ่งจื่อเซวียนอดยิ้มออกมาไม่ได้ เจ้าเด็กคนนี้ทำท่าทางอย่างผู้ใหญ่ช่างน่ารักเสียจริง
“นายก็มีเรื่องให้กลุ้มเหรอ”
“แน่สิ แต่ฉันจะเอาเรื่องกลุ้มมาแปะไว้บนหน้าทุกวันไม่ได้หรอก นั่นไม่เศร้าตายเหรอ”
แม้คำพูดจะเรียบง่าย แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับรู้สึกว่ามีเหตุผล เขาพยักหน้าพูดว่า “ก็ถูก โยนเรื่องกลุ้มออกไป แล้วก็ต้องใช้ชีวิตแบบมีความสุขต่อ”
พูดพลาง ซ่งจื่อเซวียนก็นั่งลงที่ฐานของกำแพงข้างๆกู่เสี่ยวเป่า กู่เสี่ยวเป่าเห็นอย่างนั้นก็ยิ้ม นั่งลงเช่นกัน
“พี่รอง พี่เป็นอะไรไป เป็นเพราะคนที่พูดกับพี่เมื่อกี้หรือเปล่า”
ซ่งจื่อเซวียนชะงัก “เมื่อกี้…นายเห็นเหรอ”
“ใช่น่ะสิ คนที่ขับรถเก๋งสีดำคันนั้นเมื่อกี้ เขารังแกพี่ใช่ไหม ถ้าใช่พี่ก็บอกฉัน ฉันจะช่วยพี่เอง!” กู่เสี่ยวเป่าพูดพลางถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นต้นแขนบางๆที่เปรอะโคลนเล็กน้อย
เห็นท่าทางน่ารักของกู่เสี่ยวเป่าครั้งนี้ ซ่งจื่อเซวียนกลับยิ้มไม่ออก เขาพิงกำแพงแหงนหน้าขึ้น สูดลมหายใจลึกแล้วผ่อนออกมาช้าๆทันที
“เรื่องบางเรื่อง…ไม่มีใครช่วยฉันได้หรอก”
เห็นหน้าอึมครึมของซ่งจื่อเซวียน กู่เสี่ยวเป่าขยับเข้าใกล้เขาด้วยใบหน้าสงสัยเต็มประดา “พี่รอง พี่สนิทกับคนคนนั้นมากใช่ไหม”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ใช่…แต่ก็ไม่ใช่ ไอ้สนิทก็สนิทกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว แต่…กลับห่างไกลมาก เหอะๆ เสี่ยวเป่า นายคงไม่เข้าใจ”
“เข้าใจเยอะแล้วมันมีประโยชน์อะไรเหรอ แถมยังไม่ใช่เรื่องเจ็บปวดของตัวเองอีก ฉันคิดว่าแค่ได้กินข้าวก็เป็นความสุขแล้ว”
ได้ยินคำพูดนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้มอย่างรู้ใจ ลูบหัวกู่เสี่ยวเป่า “เหอะๆ เสี่ยวเป่า ความคิดของนายนี่เรียบง่ายจริงๆนะ แต่…กลับมีเหตุผลซะงั้น”
“นั่นแน่อยู่แล้ว กินอิ่มถึงจะสมเหตุสมผลที่สุด แม้แต่ข้าวยังไม่มีจะกิน จะมีเวลาไปมีความสุขหรือความทุกข์อีกเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนมองกู่เสี่ยวเป่า คำพูดง่ายๆแบบนี้กลับเหมือนแฝงเหตุผลหลักๆไว้ด้วย แท้จริงแล้ว ตัวเองในตอนนี้แม้แต่แม่ของตัวเองยังดูแลไม่ได้ ยังจะพูดถึงอารมณ์ดีไม่ดีอะไรนั่นอีกเหรอ
“เสี่ยวเป่า ตอนนี้ฉันกำลังเผชิญหน้ากับทางเลือกหนึ่ง ในใจสับสนสุดๆ”
“ฮะ ทางเลือกอะไรล่ะ”
หลังจากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็เล่าเรื่องสับสนในใจของตัวเองออกมา นั่นก็คือจะออกจากร้านอาหารชุนเซียงแล้วไปหาทางหลินเทียนหนานดีหรือไม่
กู่เสี่ยวเป่าพยักหน้า “ฉันเข้าใจแล้ว พี่รองพี่จะรวยแล้วใช่ไหมเนี่ย”
“อะไรเสี่ยวเป่า ฉันไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น แค่อยากจะทำให้ชีวิตแม่ดีขึ้นก็เท่านั้น ฉันไม่ได้อยากให้เขาที่อายุมากแล้วออกไปรับจ้างรายวันอีก”
“พี่รอง พี่นี่กตัญญูจริงๆ!” กู่เสี่ยวเป่ายกนิ้วโป้งให้ อย่างไรในยุคสมัยนี้ วัยรุ่นที่คิดอย่างซ่งจื่อเซวียนมีน้อยลงเรื่อยๆ
“แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าควรจะไปหรือไม่ไปดี ฉันต้องการเงินมากก็จริง แต่…”
“แต่พี่ก็ผูกพันกับร้านอาหารชุนเซียงอยู่บ้าง แถมยังมีพี่สาวคนสวยด้วยใช่ไหม” กู่เสี่ยวเป่าแลบลิ้นปลิ้นตาด้วยรอยยิ้ม
ซ่งจื่อเซวียนกลอกตาใส่เขา “ถ้าพูดถึงเรื่องความรู้สึก กับร้านอาหารมันก็ผูกพันบ้างอยู่แล้ว ยังไงหลังจากที่ฉันลาออกจากโรงเรียนก็ทำงานที่ร้านอาหารชุนเซียงมาตลอด แต่…ฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือฉันไม่มั่นใจว่าทำหน้าที่ได้”
“มั่นใจ? พี่รองหนอพี่รอง ต้องมั่นใจอะไรอีก เงินมากมายตั้งขนาดนี้จะไม่เอาเหรอ พี่บ้าไปแล้วจริงๆ ตอนนี้พี่ต้องการเงินถึงขนาดนั้น ต่อให้จะได้เงินเดือนแค่เดือนเดียวก็โอเคแล้วนี่”
ความจริงคำพูดนี้ของกู่เสี่ยวเป่า ซ่งจื่อเซวียนก็เคยคิดมาก่อน ต่อให้ได้ทำงานแค่หนึ่งเดือนแต่ได้มาแปดหมื่นก็พอแล้ว ทว่าเขาไม่อยากไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ หลังจากนั้นหลินเทียนหนานที่มีเจตนาดีก็จะรู้สึกผิดหวัง แล้วยังทำให้ร้านเขาวุ่นวายอีก
เห็นซ่งจื่อเซวียนก้มหน้าไม่พูดไม่จา กู่เสี่ยวเป่าก็พูดต่อ “พี่รอง ฉันรู้ว่าพี่อยากจะทำให้เรื่องนี้ให้ดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้พี่ไปกินข้าวก่อนดีไหม พี่แทบจะกินข้าวไม่ลงอยู่แล้ว ยังจะมาคิดว่าจะทำเรื่องนี้ได้ดีไหมอยู่อีกเหรอ”
ประโยคนี้ทำให้ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกตัวขึ้นมา “บางทีที่นายพูดอาจจะถูก ไม่ว่าจะเป็นยังไง ฉันต้องกลับไปกินข้าวกับแม่ก่อน จะปล่อยให้แม่เหนื่อยอีกขนาดนี้ไม่ได้…”
“อีกอย่างนะ…หึๆ พี่รอง พึ่งแค่ฝีมือของพี่ ฉันรับประกันเลยว่าพี่จะไม่เป็นไร”
“หืม พึ่งตัวข้าวผัดน่ะเหรอ”
“ฮ่าๆ ถูกต้อง พูดอย่างนี้พี่อาจจะไม่เชื่อนะ อาหารชั้นยอดที่ฉันเคยกินมีมากพอๆกับที่บอสใหญ่เคยกิน ข้าวผัดจานนั้นของพี่อร่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยกินมาแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม “เด็กขอทานอย่างนายวันๆเอาแต่ขอทานอยู่ตามถนน ถ้าพูดว่าเคยกินของอร่อยมาไม่น้อยฉันเชื่อนะ แต่จะไปมากเท่ากับพวกบอสใหญ่พวกนั้นได้ยังไง”
ได้ยินซ่งจื่อเซวียนพูดแบบนี้ กู่เสี่ยวเป่าพิงกำแพงยกยิ้มอย่างมั่นใจ ในรอยยิ้มแฝงความลึกลับไว้หลายส่วน
สองพี่น้องคุยกันอีกสักพัก ซ่งจื่อเซวียนเห็นว่าดึกมากแล้ว ถึงได้แยกกับกู่เสี่ยวเป่าอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก นับตั้งแต่ออกจากโรงเรียนกลางคัน หลักๆทุกวันเขาก็ไปทำงานที่ร้านอาหาร แม้กระทั่งเพื่อนก็ไม่มี คำว่าเพื่อนคำนี้มีค่ากับกู่เสี่ยวเป่ามาก แล้วทำไมจะไม่มีค่ากับซ่งจื่อเซวียนเล่า…
………
ที่โต๊ะกลาง หยางต้าฉุยยกชาผู่เอ่อร์มา.ดมด้วยใบหน้าเสพสุข จิบไปหนึ่งอึก คลอนหัวเบาๆ อย่างเคลิบเคลิ้ม
“สองร้อยหยวนห้าสิบกรัมไม่เสียเปล่า ชาดี ชาดีจริงๆ อารมณ์ดีก็ต้องดื่มชาดี ฮ่าๆ…”
หยางต้าฉุยพูดกับตัวพร้อมยิ้มออกมา ในวงการชา ใบชาห้าสิบกรัมสองร้อยหยวนส่วนใหญ่ถือเป็นราคาปกติ แต่สำหรับคนตระหนี่ถี่เหนียวอย่างหยางต้าฉุยก็ถือว่าแพงมากแล้ว นี่ก็เพราะใช้ต้อนรับผู้ตรวจสอบคุณภาพเมื่อปีที่แล้วถึงได้ซื้อมา หลังจากนั้นวางไว้เป็นปีถึงตัดใจดื่มได้สักกา
ขณะกำลังจิบ ก็ได้ยินเสียงลูกบิดเปิดประตู หยางต้าฉุยเห็นหยางเสวี่ยที่เดินเข้ามา พูดเจือหัวเราะว่า “เหอะๆ ลูกสาวพ่อ ทำไมถึงกลับมาเร็วขนาดนี้ล่ะ พ่ออยู่บ้านคนเดียวได้ พวกแกคุยกันเยอะๆอีกสักหน่อยสิ”
ปกติหยางต้าฉุยเป็นคนหัวโบราณ ตอนที่หยางเสวี่ยใส่น้อยชิ้นไปสักหน่อย เขาก็.อดไม่ไหวหยิบผ้าห่มมาปกปิดตัวลูกสาวเสียแน่น สั่งสอนเรื่องไม่อนุญาตให้มีความรักร้อยแปดสิบรอบเป็นอย่างน้อย เพราะเกิดกลัวว่าลูกสาวจะเสียหาย
แต่ครั้งนี้ เขามุ่งเป้าไปที่ซ่งจื่อเซวียนจริงๆ ถ้าพูดว่าคืนนี้ลูกสาวไม่กลับบ้าน เกรงว่าเขาคงหัวเราะออกเสียงด้วยซ้ำ เพราะนั่นอธิบายว่าลูกเขยเต่าทองคำอยู่ในมือแล้ว
เห็นใบหน้าหยางต้าฉุยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่หยางเสวี่ยไม่มีอารมณ์จะยิ้มออกมา เธอกลอกตา พูดว่า “ไม่ชอบที่ลูกกลับบ้านเร็วหรือไง หรือว่าพ่อคิดจะให้ลูกกับเจ้ารองนอนด้วยกันถึงจะดีใช่ไหม”
ประโยคนี้ทำหยางต้าฉุยชะงัก “หา? เป็นอะไรลูกสาวพ่อ ไม่ดีใจเหรอ โธ่ หรือว่าลูกไม่ชอบให้พ่อรีบร้อนใช่ไหม พ่อจะบอกลูกให้นะ โอกาสตอนนี้น่ะ ถ้าไม่รีบคว้าไว้มันจะไม่ทันนา พ่อดูออกนะว่าเจ้ารองคิดอะไรกับลูก บวกกับลูกสาวพ่องดงามดั่งบุปผา อยากจะจับเขาไว้ก็เป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเอง”
“เหอะ ใครอยากจะจับเขากัน บนโลกนี้ไม่มีพ่อที่เป็นอย่างพ่อแล้ว มีที่ไหนผลักลูกสาวของตัวเองไปในกองไฟล่ะ” หยางเสวี่ยพูดชิชะ หลังจากนั้นก็เดินไปที่โซฟา ยกชาขึ้นจิบหนึ่งอึก
เห็นหยางเสวี่ยโกรธ หยางต้าฉุยก็ขมวดคิ้วน้อยๆ “ลูกสาวพ่อ ตกลงเป็นอะไรกันแน่ พวกแกทะเลาะกันเหรอ ไม่น่านะ เจ้ารองนั่น…หรือว่าทำข้าวผัดจักรพรรดิได้แล้วอารมณ์ร้ายกว่าเดิม”
“พ่อเลิกพูดถึงข้าวผัดจักรพรรดินั่นของเขาสักที พ่อคิดว่าลูกสาวพ่อโง่ใช่ไหม นั่นเป็นแค่ข้าวผัดธรรมดาธรรมดา ลูกก็ผัดออกมาได้!”
“อะไรนะ ข้าวผัดธรรมดา ลูกชิมแล้วเหรอ”
“เพ้อเจ้อ ไม่อย่างนั้นลูกจะโมโหขนาดนี้เหรอ พ่อนี่เลอะเลือนไปแล้วจริงๆ!”
หยางเสวี่ยพูดจบ ก็เดินโมโหเข้าห้องไป ปิดประตูเสียงดังปัง
หยางต้าฉุยสูดลมหายใจ คิดไม่ออกจริงๆว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ลูกสาวกำลังหงุดหงิด เขาก็ไม่อยากยั่วโมโห จึงนั่งลงที่โซฟาอย่างไม่เข้าใจ พึมพำกับตัวเองว่า “ต้องไม่ใช่สิ วันนั้นฉันชิมแล้วจริงๆ อีกทั้งหลินเทียนหนาน…”
……………..
แยกกับกู่เสี่ยวเป่า ซ่งจื่อเซวียนซื้อสุราตรงไปในบ้านตาเฒ่าฟาง ทันทีที่เข้ามาในบ้านก็ได้ยินวิทยุทรานซิสเตอร์ส่งเสียงละครงิ้วท่อนหนึ่งแสบหู
“ปู่ รอผมเปลี่ยนงานก่อนนะ ผมจะเปลี่ยนวิทยุให้ก่อนเครื่องหนึ่ง” ซ่งจื่อเซวียนเดินมาใกล้ฟางจิ่งจือ วางสุราไว้บนโต๊ะเล็ก ดึงผ้าคลุมชายชราให้สูงขึ้นสักหน่อยทันที
ฟางจิ่งจือเลิกคิ้วมองซ่องจื่อเซวียนแวบหนึ่ง วางวิทยุทรานซิสเตอร์ลงเบาๆ “เสียงอะไรก็ฟังได้ไม่ใช่เหรอ เปลี่ยนมันไปก็เท่านั้น ซื้อเหล้ามาดีกว่า”
“หึ เปลี่ยนแล้วก็ต้องซื้อเหล้ามาให้ปู่อยู่ดีอะ”
“โห ได้ยินอย่างนี้แสดงว่าตัดสินใจได้แล้วเหรอ” ฟางจิ่งจือเงยหน้ามองซ่งจื่อเซวียน ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยดีใจอยู่หลายส่วน
สำหรับฟางจิ่งจือ ซ่งจื่อเซวียนมีพรสวรรค์อย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์มากแค่ไหน ก็ต้องฝึกฝน ต้องแสดงความสามารถ อุดอู้อยู่ในร้านอาหารชุนเซียงนั่นจะต้องไม่มีอนาคตแน่นอน
“อืม ปู่ ผมตัดสินใจแล้ว ต่อให้ไม่โอเคก็ต้องลองดู”
“เหลวไหล อะไรคือลองดูเล่า พูดอย่างนี้อย่างกับเป็นพวกผู้หญิง ผู้ชายน่ะจะทำสิ่งใดก็ต้องทำให้ดีสิ!”
ซ่งจื่อเซวียนกลอกตามองบนอย่างจำใจ “ตาเฒ่าอย่างปู่มีอารยะมากกว่านี้ไม่ได้เหรอ โชคดีนะที่ผมเป็นผู้ชาย ถ้าหลังจากนี้ผมยุ่งแล้วจะหาผู้หญิงสักคนมาดูแลปู่ ปู่ปากแบบนี้คงได้ทำให้คนเขาตกใจหนีไปหมด”
“อารยะทวดแกสิ ต่อปากต่อคำใช่ไหม ข้าจะได้ฉีกสูตรอาหารทิ้งซะ!” ฟางจิ่งจือพูดอย่างโมโหพลางจับเก้าอี้หยัดกายลุกขึ้นยืน
ซ่งจื่อเซวียนรีบเข้าไปพยุงชายชรา พูดกลั้วหัวเราะ “ดูปู่สิ จะรีบร้อนไปไหน ปู่อายุปูนนี้แล้วจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้ทำไม มา นั่งลงก่อน ผมผิดเองโอเคไหม”
“เปิดเหล้าให้ปู่สิ” ฟางจิ่งจือถึงได้เอนกายพิงพนักด้านหลัง
“ได้เลย” ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเผล่พลางเปิดขวดสุรา “ปู่ดื่มสิ จริงด้วย คราวที่แล้วปู่พูดถึงตะหลิวลายนกฟินิกซ์นั่นน่ะ…”
ฟางจิ่งจือเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย “เหอะ…หลาน นี่แกไม่ได้มาหาฉัน แต่ถ่อมาดูตะหลิวเชียวเหรอ”
“จะเป็นไปได้ยังไง นี่ผมตั้งใจแวะซื้อเหล้ามาให้ปู่ไม่ใช่เหรอ แต่ครั้งก่อนปู่ก็พูดไว้แล้วนี่ ถ้าไม่ได้เจอผมสักหน่อยในใจก็คันยุบยิบน่ะ” พูดพลาง ซ่งจื่อเซวียนก็ขยับเข้าใกล้ฟางจิ่งจือ “เหอะ ปู่คงไม่ได้เป็นตาแก่ขี้โม้พูดโกหกใช่ไหม”
ได้ยินดังนั้น ฟางจิ่งจือก็ปาแก้วในมือลงพื้นทันที “ไสหัวไป ข้าไม่เคยพูดโม้เลยทั้งชีวิต!”
เห็นแก้วที่แตกอยู่บนพื้น ซ่งจื่อเซวียนก็กลืนน้ำลายหนึ่งอึก “โธ่ ใจร้อนอีกแล้ว แต่เราก็คุยกันแล้วนี่ รอผมเข้าใจสูตรอาหารจานที่สองก่อน ปู่ถึงจะเอามาให้ผมดูน่ะ”
ฟางจิ่งจือยักไหล่พลางยิ้มเย็น “ปู่พูดคำไหนคำนั้น ฉันก็กลัวว่าเด็กอย่างแกทั้งชีวิตนี้จะไม่เข้าใจน่ะสิ”
“ล้อกันเล่นแล้ว พรสวรรค์ผมเหนือกว่าปู่เยอะ” พูดพลาง ซ่งจื่อเซวียนก็เดินเข้าห้องไป หยิบสูตรอาหารออกมาอ่าน
ในบ้านกลับมามีเสียงงิ้วดังขึ้นอีกครั้ง สองคนปู่หลานไม่ได้พูดอะไรกันอีก แต่ฟางจิ่งจือที่พิงอยู่กับพนักเก้าอี้เผยรอยยิ้มอย่างเข้าใจออกมา
………………
[1] ชาผู่เอ่อร์ เป็นชาหมัก มีน้ำชาสีดำ มีกลิ่นและรสชาติเข้มข้น ผลิตจากใบชาที่ชนกลุ่มน้อยอำเภอผู่เอ่อร์เป็นผู้ปลูกอยู่ทางใต้ของมณฑลยูนนาน ประเทศจีน
ตอนที่ 13: เหมือนว่าจะเคยเห็นมาก่อน
ซ่งจื่อเซวียนอยู่บ้านฟางจิ่งจือจนถึงสี่ทุ่มกว่า ชายชราก็นอนอยู่บนเตียงด้วยความง่วงงุนแล้ว เขาถึงได้จากไป
ตอนที่กลับถึงบ้าน แม่ก็ยังรอเขาเหมือนเดิม อุ่นกับข้าวกับปลาเล็กน้อย ยกขึ้นโต๊ะ
กินไปได้สองคำ ซ่งจื่อเซวียนก็พูดว่า “แม่ ลูกตัดสินใจแล้วนะ ลูกอยากไปทำงานกับหลินเทียนหนาน”
หานหรงพยักหน้า “แกตัดสินใจได้แล้วก็ดี เจ้ารองเอ๊ย แกก็โตแล้ว แม่ก้าวก่ายอะไรแกไม่ได้ ขอแค่แกเดินทางที่ถูกต้อง แม่ก็สนับสนุนแกทั้งนั้น”
ฟังคำแม่ ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกใจหนักอึ้ง ออกแรงพยักหน้า หลังจากนั้นก็กินข้าวเข้าไปคำใหญ่
หานหรงยิ้มเล็กน้อย เดินไปที่หัวเตียงทันที หยิบกระเป๋าสตางค์ผ้าออกมาจากใต้หมอน กระเป๋าสตางค์มีรอยขาดหลุดรุ่ยหลายจุด ทั้งยังมีร่องรอยที่เคยปะชุนบางส่วน เห็นได้ชัดว่าใช้มานานแล้ว
หานหรงเปิดกระเป๋าสตางค์ดูใบธนบัตรสีแดงไม่กี่ใบในนั้น หยิบออกมาสามใบยื่นให้ซ่งจื่อเซวียน
“แม่ นี่แม่ทำอะไรเนี่ย” ซ่งจื่อเซวียนพูดทั้งๆที่ชะงักค้าง
นับตั้งแต่ที่เขาลาออกจากโรงเรียน เงินที่เขาหามาได้ก็ให้แม่หมด และตนเองก็เหลือเก็บเล็กน้อยไว้ติดกระเป๋า ส่วนใหญ่ก็ใช้ซื้อสุราให้ตาเฒ่าฟาง อีกทั้งยังไม่เคยขอเงินจากแม่มาก่อน
“อะไรคือทำอะไร แกเก็บไว้เถอะ แกต้องไปทำงานให้ทางเขาก็ต้องซื้อเสื้อผ้าดีๆใส่นะ” หานหรงพูด
“ไม่ต้องหรอก ลูกมีเงิน แม่ เงินนี่แม่เก็บไว้ใช้เถอะ” ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางกินต่อ
หานหรงยิ้มน้อยๆ พูดว่า “เจ้าเด็กโง่ เงินสามสิบสี่สิบหยวนในกระเป๋าแกน่ะ แม่จะไม่รู้ได้ไง ไม่พอซื้ออะไรหรอก แกฟังที่แม่พูด เอาไป”
ซ่งจื่อเซวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไม่ต้อง…ลูกก็แค่ไปทำงาน ไม่ได้ไปเดินแบบ จะเอาเงินไปทำไมเล่า!”
“เด็กอย่างแกนี่ทำไมถึงรั้นแบบนี้นะ อีกสองวันแม่จะไปบ้านพี่สาวแกสักหน่อย ไม่ได้ใช้อะไรมากมาย ถ้ากระเป๋าแกไม่มีเงิน แม่ไปก็ไม่สบายใจ เอาไป!”
พูดพลาง หานหรงก็ยัดเงินใส่กระเป๋ากางเกงของซ่งจื่อเซวียน ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกหน้าร้อนผ่าว ละอายใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ถึงอย่างไรก็เป็นแม่แท้ๆ เขามีเงินติดตัวอยู่เล็กน้อย แม่ก็สบายใจ
“ขอบคุณครับแม่!”
“เด็กโง่ ยังจะขอบคุณอะไรอีก รีบกินเข้า กินเสร็จก็รีบๆล้างแล้วเข้านอน พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้าอีก ในเมื่อแกคิดจะไป ก็ต้องทำหน้าที่สุดท้ายให้เต็มที่นะ
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ครับ ลูกฟังแม่ พรุ่งนี้ลูกจะไปที่ร้านอาหารก่อน”
วันถัดมา ซ่งจื่อเซวียนก็ไปที่ร้านอาหารชุนเซียงตามปกติ แต่เขาก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่เช้าตรู่ แม้ว่าหยางเสวี่ยจะอยู่ที่ร้าน แต่ก็ไม่ได้เข้ามาพูดคุยกับเขา ส่วนหยางต้าฉุย…ก็แค่พูดสุภาพอยู่สองสามประโยค
สำหรับหยางต้าฉุย เขาจะบ่ายเบี่ยงซ่งจื่อเซวียนเพราะคำพูดของลูกสาวไม่ได้ แต่ตอนนี้หยางเสวี่ยกำลังหงุดหงิดอยู่ ถ้าเขารั้นต่อไป บางทีถ้าหยางเสวี่ยโกรธขึ้นมาจริงๆ อาจจะทำให้เรื่องราวเลวร้ายกว่าเดิมได้ เขาจึงคิดจะหาโอกาสพูดคุยกับซ่งจื่อเซวียนเป็นการส่วนตัว
ผ่านช่วงเที่ยงที่ยุ่งที่สุดไป ซ่งจื่อเซวียนก็ขอลางานกับหยางต้าฉุย บอกว่าจะกลับมาก่อนมื้อค่ำ หยางต้าฉุยตอบรับอย่างรวดเร็ว ความจริงตัดปัจจัยอย่างหยางเสวี่ยทิ้งไป เขาก็ยังคิดจะพยายามรั้งซ่งจื่อเซวียนไว้ก่อน ส่วนฝีมือการทำอาหารซ่งจื่อเซวียน…ไว้เขาหาโอกาสพิสูจน์ทีหลัง
ออกมาจากร้านอาหาร ซ่งจื่อเซวียนก็กังวลเล็กน้อย แม่สั่งให้เขาไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ แต่ตัวเขาเองไม่เคยซื้อเสื้อผ้ามาก่อน ต่อให้เป็นเป็นเสื้อผ้าที่ใส่ก่อนหน้านี้ก็เป็นชุดที่แม่ซื้อให้หรือไม่ก็ทำเองกับมือ ไม่รู้จริงๆว่าควรไปซื้อที่ไหน ซื้ออย่างไร…
ขณะที่กำลังกังวล ก็มีคนมาตีไหล่เขา เพิ่งจะหันหลังไปก็เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของกู่เสี่ยวเป่า
“ไฮ พี่รอง!”
การทักทายแบบนี้ทำซ่งจื่อเซวียนมึนงง แต่ทุกครั้งที่ได้ยินกู่เสี่ยวเป่าตะโกนเรียก อารมณ์ก็ดีขึ้นเล็กน้อย
“เหอะๆ เสี่ยวเป่า ฉันคิดจะออกไปข้างนอกสักหน่อย นายมากินข้าวใช่ไหม” ซ่งจื่อเซวียนถาม
“ไม่ใช่ไม่ใช่ ฮ่าๆ จะมากินข้าวพี่ที่นี่ทุกวันไม่ได้สิ กินมากไปฉันก็เลี่ยน ฉันกินไปแล้ว!” กู่เสี่ยวเป่ายิ้มตอบ
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม เด็กขอทานคนนี้น่าสนใจ ขอทานคนอื่นมีอะไรให้กินก็พอแล้ว เขายังเลือกมากอีก
ซ่งจื่อเซวียนรู้ปัจจุบันนี้มีขอทานบางคน ที่จริงๆแล้วไม่ได้ต้องการข้าว แต่ต้องการเงิน อายุยังน้อยๆ งานการไม่ยอมทำ ขอแต่ทานผู้อื่น แต่กู่เสี่ยวเป่าไม่ใช่ สำหรับเขาแล้ว กู่เสี่ยวเป่าเป็นขอทานที่ใสซื่อบริสุทธ์ และก็เป็นประเภทที่แค่มีกินก็พอใจแล้ว
“อย่างนั้นก็ดี”
“พี่รองจะไปทำอะไร”
“ฉันจะไปซื้อเสื้อผ้าใหม่” พูดพลาง ซ่งจื่อเซวียนก็ลากกู่เสี่ยวเป่าออกมาให้ห่างจากข้างๆร้านอาหารชุนเซียงเสียหน่อย พูดเสียงเบา “ไม่ใช่ว่าฉันเคยพูดกับนายแล้วเหรอว่าจะไปทำงานที่นั่นน่ะ แม่ฉันให้ฉันใส่เสื้อผ้าที่มันดูภูมิฐานสักหน่อย”
“ซื้อเสื้อผ้าเหรอ พาฉันไปด้วยสิ ยังไงกินอิ่มแล้วก็ไม่มีอะไรทำ” กู่เสี่ยวเป่าพูดอย่างกระตือรือร้น
ประโยคนี้ไม่เลวเลย ซ่งจื่อเซวียนลอบยิ้มเงียบๆ เจ้าเด็กคนนี้อิ่มแล้วจริงๆ ถึงไม่มีอะไรให้ทำ
“ได้ ไปสิ แต่ฉันก็ไม่เคยซื้อเสื้อผ้ามาก่อน ไม่รู้ว่าจะไปซื้อที่ไหน”
“โธ่…ฉันรู้ ไป ฉันพาพี่ไปเอง!”
พรวด…ซ่งจื่อเซวียนเกือบจะระเบิดหัวเราะออกมา เจ้าเด็กขอทานคนนี้ยังรู้เรื่องดีไม่น้อย แต่พอคิดก็ไม่เลวเลย ทุกวันเขาเอาแต่ขอทาน มักจะไปพวกสถานที่ที่คึกคักอย่างเลี่ยงไม่ได้บ่อยๆ บางทีอาจจะรู้จริงๆก็ได้
กู่เสี่ยวเป่าเดินอยู่ทุกวัน ก็ไม่เคยเห็นขอทานคนไหนออกจากบ้านแล้วเรียกรถ ส่วนซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ได้สนใจ เรียกรถต้องใช้เงิน เขาตัดใจไม่ลง ดังนั้นทั้งสองจึงเดินเกือบสี่สิบนาทีกว่าจะถึงถนนคนเดินเมืองตู้เหมิน
เมืองตู้เหมินเป็นเมืองใหญ่ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่อย่างสมบูรณ์ นอกจากย่านเก่าที่พวกซ่งจื่อเซวียนอาศัยอยู่ ที่อื่นส่วนใหญ่ก็เป็นห้องพักสุดหรู ตึกสูงสิบกว่าชั้น หรือไม่ก็ตึกสำนักงาน
เดินมาถึงถนนคนเดิน ซ่งจื่อเซวียนมองซ้ายมองขวา สีหน้าตื่นตะลึง เขาโตที่ย่านเก่าตั้งแต่ยังเด็ก ทุกวันแม่ทำแต่งานรับจ้างรายวันจึงไม่ได้มีโอกาสพาพวกเขาออกมา จำได้ว่าครั้งก่อนที่เคยมาเดินกับพี่สาวก็ตอนอายุสิบขวบ แต่ที่มาครั้งนั้นไม่ได้ซื้ออะไรเลย
“เสี่ยวเป่า ที่นี่…ก็เมืองตู้เหมินเหรอ”
กู่เสี่ยวเป่ายิ้ม “พี่รอง พี่ทำงานที่ร้านอาหารจนโง่ไปแล้วเหรอ เดิมทีเมืองตู้เหมินก็เป็นเมืองใหญ่อยู่แล้ว จะเป็นอย่างย่านที่พวกพี่อยู่หมดได้ยังไง”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็ยิ้มเผล่ จริงสิ เทียบกันแล้ว…บางทีเขาอาจจะไม่ได้มีประสบการณ์เหมือนกู่เสี่ยวเป่า
เดินกับกู่เสี่ยวเป่า ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติเท่าไร ไม่เคยเห็นใครเดินซื้อของกับขอทานมาก่อน แต่เขาไม่ได้พูดอะไร ถึงอย่างไรในใจเขา เสี่ยวเป่าก็คือเพื่อน
ทันทีที่เดินเข้าไปในถนนคนเดิน กู่เสี่ยวเป่าก็ลากซ่งจื่อเซวียนเข้าไปในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
เห็นสภาพแวดล้อมในห้างสรรพสินค้า ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกว่างเปล่าเล็กน้อย “เสี่ยวเป่า…ที่นี่…แพงไปมั้ง”
สำหรับเขา ซื้อพวกเสื้อผ้าตัวละเจ็ดสิบแปดสิบหยวนจากร้านเล็กก็พอแล้ว บางทีอาจจะต้องต่อราคา ห้างสรรพสินค้าเช่นนี้…แม้แต่คิดก็ยังไม่เคยคิดมาก่อน
“โธ่ พี่รอง พี่มีความสามารถขนาดนั้น ก็ต้องใส่เสื้อผ้าดีๆสิ ไปกันเถอะ!”
“แต่…” ซ่งจื่อเซวียนยังรั้งกู่เสี่ยวเป่าเอาไว้
กู่เสี่ยวเป่าหันมามองสีหน้าลำบากใจของซ่งจื่อเซวียน พูดว่า “พี่รอง หรือว่าพี่…กลัวว่ามันจะแพงเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “เสี่ยวเป่า ฉันไม่ปิดนาย ในกระเป๋าของฉันมีอยู่แค่สามร้อยหยวน แม่ฉันเพิ่งให้มา อีกอย่าง…ฉันก็ไม่อยากใช้จนหมด”
“ฮ่าๆ ฉันเดาถูกซะด้วย วางใจเถอะ มีฉันทั้งคน!”
พูดแล้ว กู่เสี่ยวเป่าก็ลากเขาเข้าไปด้านใน ซ่งจื่อเซวียนมึนงง มีนายทั้งคน? มีนายที่เป็นขอทานมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้านายมีเงินทำไมยังจะต้องมาขอข้าวกินเล่า
แต่เขาก็ไม่ได้หมดอารมณ์ ถือโอกาสเดินเข้าไปด้านในกับกู่เสี่ยวเป่าให้รู้แล้วรู้รอด อย่างมากเห็นของแพงแค่ไม่ซื้อก็สิ้นเรื่อง
เหมือนกู่เสี่ยวเป่าจะคุ้นเคยกับเส้นทางดี เขาพาซ่งจื่อเซวียนตรงไปชั้นสาม ยังบอกกับปากอีกว่า “ไปกัน เสื้อผ้าผู้ชายอยู่ชั้นสาม”
ซ่งจื่อเซวียนไม่เข้าใจอยู่บ้างจริงๆ เด็กคนนี้จะเทพเกินไปแล้ว นี่ก็รู้เหรอ หรือปกติเขาเข้ามาขอทานที่นี่กัน
ไม่นานนักก็ถึงชั้นสาม ซ่งจื่อเซวียนเห็นเคาน์เตอร์ใหญ่โตด้านหน้า รู้สึกวิงเวียนอยู่เล็กน้อย นี่ก็คุณภาพดีไปแล้วมั้ง…
เดินเข้าไปในเคาน์เตอร์หนึ่ง พนักงานหญิงเห็นแล้วก็นิ่งไป เดี๋ยวนี้ขอทานมาเดินชอปปิ้งกันแล้วเหรอ
“เฮ้ มาขอข้าวที่นี่ไม่ได้ รีบออกไปเดี๋ยวนี้!” พนักงานตวาด
กู่เสี่ยวเป่าจ้องมองเธอแวบหนึ่ง “เธอใช้ตาไหนมองว่าฉันมาขออาหารเล่า ฉันมาซื้อเสื้อผ้าไม่ได้เหรอ พวกเธอดูแลลูกค้าแบบนี้เหรอ”
“นายเป็นลูกค้าเหรอ ล้อเล่นอะไรน่ะ นายคิดว่าจะมาซื้ออะไรได้เหรอ”
กู่เสี่ยวเป่ามองพนักงานคนนั้น ท่าทางเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาฉับพลัน แม้ใบหน้าเล็กๆจะยังคงเป็นเด็กไม่บรรลุนิติภาวะ แต่สายตาเย็นเยียบนั่นกลับบีบคั้นมาก ไม่ต้องพูดถึงว่าดุดันมากแค่ไหน แม้แต่ซ่งจื่อเซวียนเห็นแล้วยังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย สายตานี้…เหมือนกับไม่ใช่กู่เสี่ยวเป่าตัวจริงอย่างไรอย่างนั้น
“หนูน้อย นายมองอะไรของนาย!”
พนักงานคนนั้นลดเสียงลง กู่เสี่ยวเป่าพูดว่า “มองว่าเธอเป็นอะไร ใต้หล้านี้มีคนสองแบบที่ดึงดูดให้คนสนใจ อย่างแรกคือคนงาม แน่นอนว่าคนงามจะดึงดูดให้คนชื่นชม อย่างที่สองก็คือผีขี้เหร่ ดูเทียบอัตราส่วนมีจำนวนมากกว่าคนงามมาก เธอคิดว่าเธอเป็นประเภทไหน”
คำพูดนี้ ซ่งจื่อเซวียนเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา เจ้าเด็กขอทานนี่ ปากคอเราะร้ายจริงๆ
“นาย…” พนักงานคนนั้นโมโห เติบโตมาจนถึงขนาดนี้ยังไม่เคยถูกเรียกว่าผีขี้เหร่มาก่อน เธอสูดลมหายใจลึกๆ “ก็ได้ ฉันไม่พูดกับนายแล้ว ฉันจะเรียกรปภ.”
“แล้วแต่เธอเถอะ” กู่เสี่ยวเป่ายักไหล่ หันไปมองซ่งจื่อเซวียน “มา พี่รอง พวกเราเลือกเสื้อผ้ากัน”
พูดจบ กู่เสี่ยวเป่าก็ลากซ่งจื่อเซวียนไปที่ราวแขวนเสื้อผ้า เลือกออกมาทีละตัว มองดูพลางส่ายหน้าเป็นครั้งคราว ไม่ต้องพูดถึงท่าทางว่าตั้งใจมาก
“โธ่ นายอย่าจับเสื้อผ้าของฉันสิ นี่เป็นเวอร์ซาเชทั้งนั้นเลยนะ นายไม่มีทางซื้อไหวหรอก”
ขณะพนักงานกำลังจะยกหูเรียกรปภ. เห็นกู่เสี่ยวเป่าเริ่มจับเสื้อผ้าพลิกไปมา ก็รีบวิ่งมาทันที จะคว้าเสื้อผ้าไปจากมือกู่เสี่ยวเป่า
กู่เสี่ยวเป่าหันหน้าไปจ้องพนักงาน “เธอใช้ตาไหนมองว่าฉันจะซื้อไม่ไหวล่ะ”
“หึ ขอทานตัวน้อย ตาไหนของฉันก็ดูออกหมดแหละว่านายซื้อไม่ไหว รีบออกไปได้แล้ว อย่ามาทำให้ร้านของฉันสกปรก ออกไปเดี๋ยวนี้!” พนักงานพูดพลางผลักซ่งจื่อเซวียนกับกู่เสี่ยวเป่าออกไปด้านนอก
ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกไม่เต็มใจเล็กน้อย ต้องพูดเลยว่า กู่เสี่ยวเป่าเข้าไปในร้านแบบนี้รู้สึกว่าไม่เหมาะเท่าไร แต่ก็เหมือนที่เขาบอก ตอนนี้เขาไม่ใช่ขอทาน แต่มาเลือกซื้อของ มีเหตุผลที่ไหนมาผลักลูกค้าออกจากร้านแบบนี้
“มีอย่างพวกคุณที่ไหนกัน ถ้าวันนี้ผมซื้อไหวล่ะ”
ประโยคนี้เป็นซ่งจื่อเซวียนกัดฟันพูด ไม่ใช่แค่โมโห ในใจก็ไม่มีความมั่นใจ ถึงอย่างไรก็มีแค่เขาที่รู้ ในกระเป๋าของตนมีแบงค์แดงอยู่แค่สามใบ เมื่อครู่ตอนที่กู่เสี่ยวเป่าถือเสื้อผ้า เขาก็เห็นป้ายราคาพวงนั้นอย่างชัดเจน จำนวนตัวเลขอย่างน้อยๆก็ห้าหลัก…
แต่ขณะที่พูด ซ่งจื่อเซวียนกับกู่เสี่ยวเป่าก็ถูกผลักออกมาจากร้าน จู่ๆสายตาของซ่งจื่อเซวียนก็สังเกตเห็นที่ประตูร้าน นอกจากชื่อร้านแล้ว ยังมีภาพแปลกๆอีกอันหนึ่ง และภาพนี้…เหมือนว่าจะเคยเห็นมาก่อน
ไม่ใช่แค่ร้านนี้ ในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ก็มีร้านค้าไม่น้อยที่มีภาพนี้ เขากล้ายืนยันว่าภาพนี้เขาเคยเห็นมาก่อน!
หรือว่าจะเป็น…ซ่งจื่อเซวียนคิด มือก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงในเวลาเดียวกัน
ตอนที่ 14: สวัสดีครับ คุณลูกค้าวีไอพี
มือของซ่งจื่อเซวียนยังไม่ออกจากกระเป๋า ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลัง
“ฮ่าๆๆ ฉันก็ว่าทำไมคุ้นตาขนาดนี้ โลกแคบจริงๆ”
ขณะที่ซ่งจื่อเซวียนและกู่เสี่ยวเป่าหันไป ก็เห็นชายคนหนึ่งอายุยี่สิบกว่าปียืนอยู่ด้านหลังพวกเขา ชายคนนั้นเชิดหน้ามองซ่งจื่อเซวียนด้วยความเย่อหยิ่งและดูถูก สองมือล้วงกระเป๋า ท่าทางวางโต
และซ่งจื่อเซวียนมองแวบเดียวก็จำชายคนนั้นได้ เป็นหลี่เจียหาวที่พบที่ตลาดโบราณ เพียงแต่วันนี้ข้างๆ หลี่เจียหาวไม่ใช่ถังหย่าฉี แต่มากับชายที่อายุไม่ต่างกันสองคน คนหนึ่งเป็นคนอ้วนหัวโล้น อีกคนผอมสูง
“มีอะไร” ซ่งจื่อเซวียนพูดเรียบๆ
หลี่เจียหาวยักไหล่ด้วยรอยยิ้ม “เจอนายจะมีเรื่องอะไรได้ นายคู่ควรเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็มองหลี่เจียหาวอย่างเย็นชา ความจริงแล้วทั้งสองคนก็ไม่นับว่าสนิทสนมคุ้นเคย หากพูดว่ามีเรื่องขัดแย้งกัน ก็เป็นเพราะหลี่เจียหาวจิตใจคับแคบเอง
ตอนที่อยู่ที่ตลาดโบราณ ซ่งจื่อเซวียนพูดว่าเครื่องลายครามอันนั้นเป็นของปลอม ความจริงแล้วก็คือการเตือนเขา หลีกเลี่ยงไม่ให้เขาซื้อเครื่องลายครามของปลอม แต่สำหรับหลี่เจียหาวแล้ว กลับเป็นการเหยียดหยามเสียอย่างนั้น
ถึงอย่างไรเกิดมาร่ำรวย ที่บ้านก็มีของโบราณอยู่ไม่น้อย ตอนซื้อของพวกนั้นถูกคนพูดใส่ว่าตนเองดูผิด แทบจะเทียบเท่ากับถูกตบหน้า บวกกับเขาใจคอคับแคบ จึงเป็นธรรมดาที่จะรับไม่ได้
สำหรับเขาแล้ว ต่อให้ซื้อของปลอมมาก็ควรจะกลับไปคับแค้นใจที่บ้าน อยู่ต่อหน้าผู้คนถูกพูดว่าดูผิด นั่นเรียกว่าอับอายขายขี้หน้า!
และคนที่ทำให้เขาผู้นี้อับอายขายขี้หน้า เขาไม่มีทางลืมแน่นอน หากไม่เจอกันอีกก็แล้วไป แต่วันนี้ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียจริงๆ ที่ได้เจอกันอีก
ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้พูดอะไร แต่กู่เสี่ยวเป่ากลับใจร้อน ตะโกนว่า “หมาจากที่ไหนเนี่ย นายก็คู่ควรที่จะพูดคุยกับพี่รองฉันงั้นเหรอ ไม่มีเรื่องอะไรแล้วที่นายเห่านี่เรียกอะไร ไสหัวไป!”
“ขอทานตัวจ้อย นายอยากตายหรือไง” หลี่เจียหาวตะโกน “แม่มันเถอะ ใครให้ขอทานเข้ามาเนี่ย รกหูรกตาฉันจริงๆ ผู้ดูแลชั้นนี้ล่ะ ไม่สิ ผู้จัดการร้านล่ะ รีบโผล่หัวออกมาหาฉันเลย!”
พนักงานหญิงข้างๆรีบพูด “คุณชายหลี่ ฉันก็ไม่รู้เช่นกันค่ะว่าเด็กขอทานนี่เข้ามาได้ยังไง ฉันจะเรียกรปภ.เดี๋ยวนี้”
“เร็วเข้าสิ!”
ฟังจากคำพูดของพนักงานหญิงก็รู้ได้ว่าหลี่เจียหาวเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ คงใช้จ่ายกับเสื้อผ้าแบรนด์หรูไปไม่น้อย ไม่อย่างนั้นพนักงานก็คงไม่เรียกเขาว่าคุณชายหลี่
หลี่เจียหาวจ้องกู่เสี่ยวเป่าแวบหนึ่ง แล้วมองไปที่ซ่งจื่อเซวียน พูดว่า “หึ วันนั้นฉันยังนึกว่าเป็นคนแบบไหนกัน ที่ไหนได้ก็เป็นไอ้กระจอก!”
“นั่นสิครับ คุณชายหลี่ ยังไม่เคยเจอจริงๆ ที่พาขอทานมาเดินชอปปิ้งด้วย วันนี้พวกเราก็นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว!”
ชายอ้วนหัวโล้นพูดจบ หลี่เจียหาวและชายผอมสูงก็หัวเราะออกมา จริงๆแล้ว ในโลกของพวกเขา นี่ก็น่าขันมากพอแล้ว
แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับไม่ได้โกรธเคือง กลับกันยังหัวเราะออกมาเบาๆ พูดว่า “เหอะๆ นายยังเอาหมาสองตัวเข้ามาได้เลย ฉันพาคนมามันจะเป็นอะไรล่ะ”
ได้ยินดังนั้น ชายอ้วนหัวโล้นก็ชี้หน้าต่อว่าซ่งจื่อเซวียน “อ้าว พูดว่าใครเป็นหมาวะ ไอ้เด็กเวร อยากตายใช่ไหม”
“ฮ่าๆ ตลกจริงๆ ฉันแค่พูดลอยๆก็มีคนมารับซะงั้น เดี๋ยวนี้แปลกจริงๆ เป็นหมาก็แย่งกันเป็น!” ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะลั่น
พูดไปอย่างนั้น กู่เสี่ยวเป่าก็หัวเราะขึ้นมาด้วยเหมือนกัน เดิมทีเสื้อผ้าที่สกปรกอยู่แล้วก็ไม่กลัวสกปรก ลงไปนอนหัวเราะอยู่กับพื้น ท่าทางแบบนั้นอย่าพูดถึงว่าโอเวอร์มากขนาดไหน
“แก…” หลี่เจียหาวโมโห ถึงแม้คำพูดนี้จะไม่ได้ว่าเขา แต่กลับเป็นการตบหน้าเขา เป็นทายาทเศรษฐีรุ่นสองในเมืองตู้เหมินมาหลายปี ยังไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเขาขนาดนี้
“คุณชายหลี่ ไม่ต้องไปคุยไร้สาระกับพวกเขา เด็กเวรสองคนนี้ต้องจัดการ!”
พูดพลาง ชายอ้วนหัวโล้นก็ถลกแขนเสื้อเดินขึ้นหน้ามา หลี่เจียหาวดึงเขาไว้ “จัดการอะไร ไม่เห็นเหรอว่าที่นี่ที่ไหนน่ะ!”
ขณะหลี่เจียหาวพูด ก็มองสภาพแวดล้อมรอบๆแวบหนึ่ง ถึงอย่างไรในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ กล้องวงจรปิดรอบๆไม่รู้ว่ามีกี่ตัว ถึงแม้ว่าทุบตีซ่งจื่อเซวียนและกู่เสี่ยวเป่าสักทีแล้วต้องจ่ายเงินชดเชยเขาก็ไม่สนใจ แต่ถ้าก่อเรื่องแล้วตำรวจมา ก็นับว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก
พูดพลาง ผู้ดูแลพารปภ.สองคนเดินมา เมื่อเห็นร่างของหลี่เจียหาวไกลๆ ผู้ดูแลชั้นก็รีบวิ่งเหยาะๆเข้ามา
“คุณชายหลี่ มีเรื่องอะไรทำให้คุณโกรธเหรอครับ” ผู้ดูแลหอบแฮกๆ พลางถาม
หลี่เจียหาวเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “เรื่องอะไรน่ะเหรอ หึ ห้างของพวกนายไม่คิดจะทำงานกันแล้วใช่ไหม ขอทานก็เข้ามาได้ แม่มันเถอะ รกหูรกตาฉันจริงๆ พวกเขาจับเสื้อผ้าฉันจะเลือกได้ยังไง ผู้จัดการของพวกนายล่ะ!”
“คุณชายหลี่ คุณอย่าโกรธไปเลยครับ เรื่องนี้ผมจัดการให้เรียบร้อยได้แน่นอน” เห็นหลี่เจียหาวโกรธแล้วจริงๆ ผู้ดูแลพยักหน้าพูดทันที “นี่เป็นความผิดพลาดของพวกเราเองครับ ไม่ได้สังเกตว่าเด็กขอทานวิ่งเข้ามา ผมจะรีบไล่เขาออกไปเดี๋ยวนี้ครับ”
พูดจบ เขาก็หันหน้าไปพูดกับรปภ.สองคนว่า “ทำงานอะไรของพวกนาย ถ้ายังมีครั้งหน้าอีกก็ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันทั้งหมด รีบไล่สองคนนี้ออกไปเร็วเข้า!”
“พวกคุณถือดียังไงมาไล่ล่ะ ห้างเขียนไว้เหรอว่าห้ามไม่ให้คนประเภทไหนเข้าบ้าง” ซ่งจื่อเซวียนกัดฟันพูด หน้าตาเอาจริงเอาจัง
ผู้คนรอบๆ บางส่วนเริ่มมามุงดูความขัดแย้ง ถ้าเป็นความขัดแย้งธรรมดาก็แล้วไป แต่ได้เห็นเด็กขอทานในห้างสรรพสินค้าใหญ่โตก็ยิ่งดึงดูดคนไม่น้อยให้เดินเข้ามา
ผู้ดูแลแค่นเสียงเย็น “หึ ไม่ได้เขียนไว้หรอก แต่ตอนนี้พวกนายส่งผลกระทบต่อลูกค้าวีไอพีของเรา ใช่ไหมครับคุณชายหลี่”
หลี่เจียหาวเชิดหน้าขึ้นยิ้มเย็น “ถูกต้อง ไอ้หนู ได้ยินแล้วหรือยัง ฉันเป็นลูกค้าวีไอพีของที่นี่ ส่วนนาย…ฉันแนะนำว่านายไปดูตามร้านแผงลอยจะดีกว่า ราคาของที่นี่ไม่เหมาะกับนาย!”
ชายอ้วนหัวโล้นก็หัวเราะ “นั่นสิครับ ดูเสื้อผ้าที่ไอ้หนูคนนี้ใส่สิ กับไอ้เด็กขอทานนั่นก็ไม่ต่างกันเท่าไร จะมาซื้อของที่นี่? รีบไสหัวไปเถอะไป ฮ่าๆ!”
“นาย…” ซ่งจื่อเซวียนกำหมัดขึ้น อยากจะซัดไปที่ปากของหลี่เจียหาวอย่างเหลืออด
“เป็นอะไร ไม่พอใจหรือไง ไอ้หนู ถ้าตอนนี้ไม่ได้อยู่ในห้างจ้งอัน ฉันคงทำให้พวกนายขาเป๋กลับบ้านไปแล้ว!” หลี่เจียหาวถลึงตาพูด
“คุณชายหลี่ คุณอย่าโกรธไปเลยครับ ผมจะรีบพาพวกเขาออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่ให้คุณเสียอารมณ์อีก! พวกนายสองคนยังนิ่งกันอยู่ทำไม พาพวกเขาออกไป!”
“เดี๋ยวก่อน!”
สิ้นเสียง กู่เสี่ยวเป่ายกมือขึ้นข้างหนึ่งแล้วพูด สีหน้าจริงจังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะบนใบหน้าของเด็กไม่กี่ขวบคนนี้ จริงจังอย่างชัดเจน!
อย่ามองว่ากู่เสี่ยวเป่าอายุยังน้อย อีกทั้งยังเป็นเด็กขอทาน แต่เสียงนี้กลับทำให้คนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นเงียบกันไปหลายวินาที
คนทั้งหมดมองไปทางใบหน้าที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกู่เสี่ยวเป่า เกินคาดที่ไม่มีใครเปิดปากพูด
เงียบไปสามสี่วินาที ผู้ดูแลก็พูดขึ้นว่า “ไอ้เด็กขอทาน แกจะทำอะไร”
กู่เสี่ยวเป่ายักไหล่ยิ้มเย็น “เปิดห้างก็ดี เปิดร้านอาหารก็ดี ซื้อได้ก็คือพระเจ้า ถูกต้องไหม”
ผู้ดูแลมองกู่เสี่ยวเป่า เหมือนกับกำลังพิจารณาอีกรอบ หัวเราะเยาะทันที “เหอะๆ ที่นายพูดก็ถูก ถ้าสามารถซื้อได้ก็คือพระเจ้า ที่สำคัญนายต้องดูว่าที่นี่คือที่ไหน! ที่นี่ไม่ใช่แผงเซาปิ่งหรือแผงหมั่นโถว ที่นี่คือห้างจ้งอัน เสื้อผ้าแบรนด์แนวหน้าเนี่ยพวกนายซื้อไหวเหรอ”
ผู้ดูแลพูดจบ พวกหลี่เจียหาวก็ส่ายหน้าหัวเราะเด็กขอทานคนนี้ที่ไม่มีความรู้ นี่ไม่ใช่ว่าขี้โม้ไม่แยกสถานการณ์เหรอ
พูดกันถึงตรงนี้ คนรอบๆก็มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้คนรุมซ้อนกันอยู่สามสี่ชั้น ท่าทางส่วนใหญ่ยิ้มเมียงมองมา แน่นอน ว่ายิ้มเยาะซ่งจื่อเซวียนและกู่เสี่ยวเป่า
“เหอะๆ ฉันถึงถามไง ถ้าฉันซื้อได้ จะว่ายังไง”
ไม่รอให้ผู้ดูแลตอบกลับ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็เดินเข้ามา ชายคนนั้นอยู่ในชุดสูทสีเทาไม่เหมือนกับผู้ดูแล ชุดสูทไม่ได้เรียบร้อยขนาดนั้น เห็นได้ชัดว่าดูผ่อนคลายอยู่เล็กน้อย และไม่ได้ผูกเนกไท เสื้อเชิ้ตด้านในปลดกระดุมเม็ดบนสุดออกเม็ดหนึ่ง
“ฮ่าๆ ซื้อไหวก็ย่อมต้องว่าเป็นลูกค้า เช่นนั้น…เชิญคุณซื้อเถอะ”
ชายวัยกลางคนยิ้มน้อยๆ มีรัศมีมากกว่าผู้ดูแลอยู่มากอย่างเห็นได้ชัด ท่วงท่าขณะก้าวเดินแสดงให้เห็นถึงความมั่นคง แต่จากคำพูดของเขาก็รู้ได้ว่า เขาจะต้องเกี่ยวข้องกับห้างสรรพสินค้าแน่นอน
“ผู้จัดการจ้าว คุณมาแล้ว” ผู้ดูแลเคารพนบนอบพูดทันที
ผู้จัดการจ้าวพยักหน้า มองไปที่หลี่เจียหาวทันที “คุณชายหลี่ ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”
“เหอะๆ ผมก็ว่าใคร ที่แท้ก็ผู้จัดการจ้าวนี่เอง คุณดูสิ ผมเพิ่มปัญหาให้คุณแล้วใช่ไหมครับ” หลี่เจียหาวยิ้มอวดดีเล็กน้อยพลางพูด
“ที่ไหนกันครับ คุณเป็นลูกค้าวีไอพีของเรา คำขอของคุณพวกเราเต็มใจอยู่แล้ว” แม้ผู้จัดการจ้าวจะพูดอย่างเกรงอกเกรงใจมาก แต่ไม่ได้ประจบประแจงเท่าผู้ดูแล ถึงอย่างไรก็เป็นผู้จัดการของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ นับว่ามีตำแหน่งอยู่บ้างในเมืองนี้
กู่เสี่ยวเป่ามองผู้จัดการจ้าว พูดว่า “ฉันซื้อไหวก็เป็นพระเจ้าใช่ไหม ดี พี่รอง พวกเราไปเลือกเสื้อผ้ากันสักหน่อยเถอะ”
พูดจบ กู่เสี่ยวเป่าก็เดินเข้าไปในเคาน์เตอร์
“เฮ้ย…เสี่ยวเป่า!” ซ่งจื่อเซวียนมึนงง ไม่รู้ว่ากู่เสี่ยวเป่าจะเอายังไงกันแน่ ถึงอย่างไรความจริงในกระเป๋าของเขาก็มีอยู่แค่สามร้อย กู่เสี่ยวเป่ายิ่งไม่ต้องพูดถึง เป็นขอทานจะซื้อไหวได้ยังไง ก่อเรื่องวุ่นวายจริงๆ…
กู่เสี่ยวเป่ามองไปที่เสื้อผ้าเลือกผ่านๆ พนักงานหญิงสีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ เป็นใครก็ไม่อยากยอมให้ขอทานแตะเสื้อผ้าร้านตัวเอง
“เฮ้ย นายทำเสื้อผ้าสกปรกหมดแล้ว”
ผู้ดูแลพูดพลางจะเดินมาด้านหน้า แต่ผู้จัดการจ้าวรั้งเขาไว้ ส่ายหัวน้อยๆ เขาถึงไม่ขยับอีก
ไม่นานนัก กู่เสี่ยวเป่าก็เลือกเสื้อผ้ามาสองชุด ชุดสูทหนึ่งชุดกับชุดลำลองหนึ่งชุด ยังไม่พูดถึงสไตล์เสื้อผ้านั้นดูดีหรือไม่ แค่ราคาห้าหลักเพียงอย่างเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกวิงเวียนได้
ซ่งจื่อเซวียนลอบทอดถอนใจ เสี่ยวเป่าหนอเสี่ยวเป่า นายนี่มันตัวก่อความวุ่นวายจริงๆ…
ผู้จัดการจ้าวยิ้มๆ “ที่นายเลือกนี่มีสไตล์มากเลยนะ เอาล่ะ คุณเก็บเงินหน่อย”
กู่เสี่ยวเป่าหัวเราะน้อยๆ เอาเสื้อผ้าไปวางที่เคาน์เตอร์คิดเงินทันที พนักงานหญิงคนนั้นรีบรับมาด้วยสองมือ กลัวว่าเสื้อผ้าจะตกพื้น ถึงอย่างไรสินค้าราคาเป็นหมื่น ถ้าสกปรกขึ้นมาเธอก็รับผิดชอบไม่ไหว
“คิดเงินตรงไหน พาฉันไปสิ!”
ขณะที่กู่เสี่ยวเป่าพูด ก็เหมือนเถ้าแก่ที่มั่งคั่งร่ำรวย ไม่ลุกลี้ลุกลนเลยแม้แต่น้อย ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้า เจ้าเด็กคนนี้บ้าไปแล้ว หรือว่าจะไปคิดเงินจริงๆ
“เหอะๆ เจ้าเด็กขอทานนี่บ้าหรือเปล่า” ชายร่างผอมสูงพูด
หลี่เจียหาวส่ายหัวพลางยิ้ม “มีคนยอมเสียหน้า พวกเราแค่มองก็พอแล้ว ช่างเขาสิ”
ขณะที่พูด เขาก็ไม่ลืมจ้องซ่งจื่อเซวียนแวบหนึ่งด้วยสายตาเกลียดชังสุดกำลัง
ซ่งจื่อเซวียนคร้านจะสนใจ แต่ ณ เวลานี้ เขาสังเกตเห็นที่หน้าอกของผู้จัดการจ้าวมีป้ายกลมอันหนึ่งติดอยู่ ซ่งจื่อเซวียนเหมือนจะรู้สึกคุ้นตาภาพบนป้ายกลมนั้น
เมื่อดูอีกครั้ง เขาก็รีบล้วงเข้าไปในกระเป๋าหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาคิดจะเทียบสักหน่อย แต่ไม่รอให้เขาพูดอะไร ก็เห็นสีหน้าของผู้จัดการจ้าวเปลี่ยนไปอย่างมาก เดินปรี่เข้ามาหาซ่งจื่อเซวียนแล้วโค้งคำนับให้
“คุณลูกค้าวีไอพี สวัสดีครับ คุณมาพักผ่อนที่ห้องลูกค้าวีไอพีสักหน่อยดีไหมครับ ถ้าหากเห็นว่ามีสินค้าชิ้นไหนถูกใจ ผมจะสั่งให้เขาเอาไปให้คุณเลือกที่ห้องลูกค้าวีไอพีเองครับ!”
ประโยคนี้ของผู้จัดการจ้าว พวกหลี่เจียหาวก็อึ้งตะลึงตะลานกันหมดเจ้าหมอนี่…บ้าไปแล้วมั้ง ต่อให้เป็นหลี่เจียหาว เขาก็ไม่ได้เกรงอกเกรงใจขนาดนี้นี่
[1] เซาปิ่ง หรือแป้งทอด หรือขนมเปี๊ยะสด เป็นขนมโบราณของจีน ทำจากแป้งหรือแป้งผสมมันเทศบด ยัดไส้ด้วยถั่วเหลืองหรือเผือก กดให้แบนแล้วนำไปทอด อาจโรยงาด้วยก็ได้
ตอนที่ 15: ฉันจำเธอได้
ไม่เพียงแค่พวกหลี่เจียหาว แม้แต่กู่เสี่ยวเป่าและซ่งจื่อเซวียนเองก็ชะงักค้างไป คำว่าวีไอพีจากปากผู้จัดการจ้าวเห็นได้ชัดว่าชี้ไปที่ซ่งจื่อเซวียน…
“หา? ลูกค้าวีไอพี?” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“ผู้จัดการจ้าว ไม่ใช่ว่าคุณกำลังล้อเล่นเหรอครับ คุณว่าคนคนนี้เป็นลูกค้าวีไอพีเหรอ” หลี่เจียหาวถลึงตาถาม
ผู้จัดการจ้าวไม่ได้จดจ่อกับคำพูดของหลี่เจียหาว สายตามองที่ซ่งจื่อเซวียน ใบหน้ายิ้มอย่างนอบน้อม “ใช่ครับ ลูกค้าวีไอพี เชิญมากับผมทางนี้เถอะครับ ในห้องลูกค้าวีไอพีมีโซฟา คอมพิวเตอร์ แล้วก็เครื่องดื่มพวกกาแฟด้วย คุณลูกค้าไปพักผ่อนที่นั่นสักหน่อยเถอะครับ”
ซ่งจื่อเซวียนสบตากับกู่เสี่ยวเป่าแวบหนึ่ง สายตาสื่อถึงความไม่เข้าใจเลย แต่ซ่งจื่อเซวียนก็ยังคงพยักหน้า “ก็ได้ครับ ไปกันเถอะ”
ขณะที่พูด เขาก็ไม่ลืมมองหลี่เจียหาวแวบหนึ่ง ไร้ซึ่งสายตาดูถูกเหยียดหยามของหลี่เจียหาว แต่เป็นความเย็นชาไม่ชอบใจอย่างสิ้นเชิง
หลี่เจียหาวกรุ่นโกรธ เห็นผู้จัดการจ้าวโค้งตัวนอบน้อมนำทางซ่งจื่อเซวียน เขากัดฟันพูด “ผู้ดูแล ผู้จัดการจ้าวของพวกคุณกินยาผิดแล้วหรือเปล่า แม่มันเถอะ พาขอทานสองคนไปห้องลูกค้าวีไอพีเรอะ”
“เอ่อ…คุณชายหลี่ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าเรื่องราวเป็นยังไงกันแน่ ผู้จัดการจ้าวไม่เคยเป็นแบบนี้เลย”
ผู้ดูแลสีหน้าสับสน ในความทรงจำของเขา นอกจากสำนักงานใหญ่ลงมาตรวจสอบ ผู้จัดการจ้าวไม่เคยเกรงอกเกรงใจอย่างนี้มาก่อน ต่อให้เป็นคุณชายบ้านรวยอย่างหลี่เจียหาว ก็ไม่ถึงขนาดถ่อมตัวกับเขาอย่างนี้ นี่ตกลงมันเป็นยังไงกันแน่…
หลี่เจียหาวหรี่ตามองแผ่นหลังของซ่งจื่อเซวียน มือกำหมัดทั้งสองข้าง “โหวจื่อ ตรวจสอบพื้นเพไอ้เด็กนี่ให้ฉันหน่อย ตกลงมันทำงานอะไรกันแน่!”
“เข้าใจแล้วครับ พี่!” ชายร่างผอมสูงพูด
ห้างสรรพสินค้าจ้งอันมีทั้งหมดเก้าชั้น ชั้นหนึ่งถึงชั้นแปดล้วนเป็นเสื้อผ้าแบรนด์เนม ร้านอาหารเครื่องดื่มและสิ่งบันเทิงทั้งหมด แต่ชั้นเก้าและดาดฟ้าเป็นสำนักงานของห้าง ห้องลูกค้าวีไอพีก็อยู่ที่ชั้นเก้า
ผู้จัดการจ้าวพาซ่งจื่อเซวียนและกู่เสี่ยวเป่าโดยสารลิฟต์ตรงขึ้นมาที่ชั้นเก้า พูดว่า “คุณลูกค้าครับ ผมชื่อจ้าวจิ้งอวิ๋น เป็นผู้จัดการของห้างจ้งอันในเมืองตู้เหมิน เมื่อสักครู่ผมไม่ทราบว่าคุณเป็นลูกค้าวีไอพี จึงต้อนรับไม่ดีเล็กน้อย ขอร้องคุณอย่าถือโทษเลยนะครับ มาครับ เชิญทางนี้”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ผู้จัดการจ้าวเกรงใจไปแล้ว ผมก็ไม่ได้คิดจะพูดอยู่แล้ว แต่เมื่อกี้รู้สึกอึดอัดอยู่นิดหน่อยจริงๆ”
จนถึงตอนนี้ ในใจซ่งจื่อเซวียนก็เข้าใจขึ้นหลายส่วนแล้ว คิดว่าสถานะลูกค้าวีไอพีคงมาจากการ์ดใบนั้นของตนเอง และการ์ดใบนั้นก็เป็นการ์ดที่หลินเทียนหนานให้ตนเองมา
“แบบนั้นก็ดีมากเลยครับ ขอทราบชื่อคุณได้ไหมครับ”
“ซ่งจื่อเซวียนครับ”
“คุณซ่ง คุณนั่งที่นี่สักครู่นะครับ เครื่องทำเครื่องดื่มทั้งหมดเป็นแบบหน้าจอสัมผัสอัจฉริยะ คุณสามารถใช้ได้ตามสบาย คุณจะดื่มอะไรไหมครับ” จ้าวจิ้งอวิ๋นพูด
ขณะที่พูดคุยกัน คนหลายคนก็เดินเข้ามาที่ห้องของชั้นเก้า ห้องเป็นโครงสร้างกระจก นอกจากประตูแล้วห้องก็เป็นกระจกแบบฝ้า บรรยากาศธุรกิจเข้มข้นมาก
ซ่งจื่อเซวียนมองกู่เสี่ยวเป่า “เสี่ยวเป่า นายจะดื่มอะไร”
“อะไรก็ได้พี่ จะให้ดีก็หวานๆหน่อย”
จ้าวจิ้งอวิ๋นได้ยินก็ยิ้ม “เอาอย่างนี้ ผมจะกดน้ำผลไม้ให้พวกคุณทั้งสองสักหน่อย แล้วก็ช็อกโกแลตร้อนอีกแก้วก็แล้วกันนะครับ”
“ดีครับ ช็อกโกแลตร้อนก็ดี!” กู่เสี่ยวเป่ารีบพูด
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบาง “รบกวนด้วยครับ”
“เกรงใจไปแล้วครับคุณซ่ง วันนี้คุณมาที่จ้งอันคิดจะซื้อพวกเสื้อผ้าใช่ไหมครับ ต้องการอะไรคุณสามารถบอกผมได้ ผมจะไปเรียกพวกที่รับผิดชอบหลักๆประจำเคาน์เตอร์ให้เลือกหลายๆชุดมาให้คุณได้เลือกสรรที่นี่ครับ”
พูดถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย ถึงอย่างไรในกระเป๋าเขาก็มีอยู่สามร้อยหยวนไม่พอซื้อของในห้างจ้งอันแน่นอน
“อืม…”
“แหะๆ คุณซ่งครับ ผมขอดูการ์ดวีไอพีใบนั้นของคุณได้ไหมครับ” เห็นท่าทางซ่งจื่อเซวียนลำบากใจอยู่เล็กน้อย จ้าวจิ้งอวิ๋นจึงพูดขึ้น
“หืม อันนี้ใช่ไหมครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางเอาการ์ดส่งให้เขา
เห็นการ์ดวีไอพีก่อนหน้านี้ จ้าวจิ้งอวิ๋นก็ประหลาดใจมากอยู่แล้ว แต่ตอนนี้…ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปทั้งหมด
ต้องทราบก่อนว่าการ์ดวีไอพีของห้างจ้งอันแบ่งเป็นสามประเภท ประเภทที่หนึ่งคือบัตรสะสมแต้มสมาชิก ประเภทนี้ลูกค้าจำนวนไม่น้อยก็มีได้ รวมถึงลูกค้าประจำอย่างหลี่เจียหาว ประเภทที่สองคือการ์ดภายใน ก็คือมีเพียงเหล่าผู้จัดการระดับสูงและผู้บริหารที่ติดต่อธุรกิจกับจ้งอันถึงจะมีได้
แต่ประเภทที่สาม…เป็นการ์ดบริษัทระดับสูงของห้างสรรพสินค้า การ์ดประเภทนี้มีเพียงเหล่าผู้บริหารที่มีอำนาจสูงสุดของกรุ๊ปเท่านั้นถึงจะมีได้ อีกทั้งยังมีจำนวนทั้งหมดไม่ถึงสิบใบ!
จ้าวจิ้งอวิ๋นรู้สึกโชคดีในใจเงียบๆ หากวันนี้ทำให้คุณซ่งที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ขุ่นเคืองเพื่อหลี่เจียหาวล่ะก็ เกรงว่าแม้แต่อาชีพก็คงสูญเสียไปทั้งหมด
“คุณซ่งครับ คุณไม่ต้องคิดมากเลย ค่าใช้จ่ายในจ้งอันกรุ๊ปทั้งหมดวันนี้คุณไม่ต้องจ่ายเลยครับ”
จ้าวจิ้งอวิ๋นพูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็ชะงักค้างไป มีเรื่องดีๆแบบนี้ด้วยเหรอ แต่ไม่นานนักเขาก็นึกขึ้นได้ว่าวันนั้นลูกน้องของหลินเทียนหนานเคยพูดกับตนแล้ว ด้วยการ์ดใบนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเขาไม่ต้องจ่าย และเชื่อม.กับบัญชีจ้งอันกรุ๊ปโดยตรง
“ไม่ต้องใช้เงินทั้งหมดเลยเหรอ พระเจ้าช่วย ถ้าอย่างนั้นเอามาให้หมดเลยเถอะ!” กู่เสี่ยวเป่าพูดอย่างตื่นเต้น
จ้าวจิ้งอวิ๋นสีหน้าลำบากใจ แต่ยังรักษารอยยิ้มไว้ได้ เห็นได้ชัดว่าเขามีคุณสมบัติของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่
“เสี่ยวเป่า…” ซ่งจื่อเซวียนกลอกตาใส่เขา “เอาอย่างนี้แล้วกันครับผู้จัดการจ้าว เอาแค่เสื้อผ้าที่เคาน์เตอร์เมื่อกี้ก็พอ แล้วก็…ผมหวังว่าจะเรียกผู้ดูแลคนเมื่อกี้มาด้วยได้นะครับ”
“ได้ครับ คุณรอสักครู่”
จ้าวจิ้งอวิ๋นไม่ได้พูดอะไรให้เกินจำเป็นอีกแม้แต่ครึ่งคำ รีบหันหลังเดินออกไปทันที
อย่างแรก เขาไม่กล้าหมางเมินลูกค้าวีไอพีอย่างซ่งจื่อเซวียน อย่างที่สอง มีลูกค้าวีไอพีแบบนี้อยู่ ประกอบกับกู่เสี่ยวเป่าที่พูดไปเรื่อย จะมากจะน้อยอย่างไรเขารู้สึกกดดันอยู่บ้าง ต้องรีบออกไปปรับตัวสักหน่อย
กู่เสี่ยวเป่าผิวปาก พิงโซฟาสีหน้าพึงพอใจ “นุ่มจริงๆ พี่รอง ช็อกโกแลตนี่ก็อร่อยมากๆ!”
“เสี่ยวเป่า นายนี่นะ คราวหลังจะทำอะไรก็ต้องระวังหน่อยสิ เมื่อกี้นายจะไปจ่ายเงิน ถ้าเขาให้นายจ่ายจริงๆ นายจะทำยังไง ในกระเป๋าฉันมีอยู่สามร้อย นายก็เป็นเด็กขอทาน ข้าวก็ไม่มีจะกิน มันไม่ซี้ซั้วไปหน่อยเหรอ”
ได้ยินดังนั้น กู่เสี่ยวเป่าจับท้ายทอยอย่างเซ่อซ่า พูดว่า “หึๆ เพราะฉันโกรธหรอกน่า พี่รอง การ์ดใบนั้นของพี่นั่นการ์ดอะไร ทำไมมันสุดยอดขนาดนั้น”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะ “การ์ดที่หลินเทียนหนานให้ฉันมาน่ะ ความจริงแล้วตอนแรกฉันก็ไม่แน่ใจ แค่คิดว่าในห้างนี้มีรูปภาพคุ้นตาเยอะเท่านั้น จนตอนที่หยิบการ์ดออกมาเทียบถึงได้รู้ว่าเหมือนกันนั่นแหละ”
“อ้อ…ถ้าอย่างนั้นก็พูดได้ว่าหลินเทียนหนานเป็นเถ้าแก่ใหญ่ของที่นี่เหรอ” กู่เสี่ยวเป่าถาม
“น่าจะใช่ ฉันก็ไม่ค่อยมั่นใจ แต่วันนี้การ์ดใบนี้ช่วยพวกเราเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคงไม่จบไม่สิ้น ครั้งหน้านายอย่าทำอย่างนี้อีกนะ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“พี่รอง ฉันเข้าใจแล้ว”
กู่เสี่ยวเป่าดื่มช็อกโกแลตร้อนแก้วแล้วแก้วเล่า ส่วนซ่งจื่อเซวียนยืนขึ้นเดินไปรอบๆห้องลูกค้าวีไอพีอย่างเบื่อหน่าย ขณะมองไปเรื่อยเปื่อย จู่ๆเขาก็เห็นร่างหนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตาผ่านประตูกระจก
เด็กสาวคนหนึ่งกำลังเดินเหลือบซ้ายแลขวาที่โถงทางเดิน เหมือนกำลังหาอะไรอยู่ และการปรากฏตัวครั้งนี้ เด็กสาวเหมือนจะสวยกว่าคราวที่แล้ว
สวมชุดสูทพอดีตัว ห่อหุ้มร่างอย่างงดงามประณีต ปกคอเสื้อเชิ้ตสีขาวพาดอยู่กับปกคอเสื้อสูทด้านนอก ลำคอขาวเนียนสวมสร้อยคอทองคำขาวเส้นเล็กเส้นหนึ่ง มีรสนิยมและไม่มากเกิน
ยังคงเป็นใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติเช่นเคย ผมยาวระดับกลางๆถูกมัดรวบเป็นหางม้ากลางกระหม่อมด้านหลัง ดูมีชีวิตชีวามากกว่าตอนเจอครั้งที่แล้วหลายส่วน
ชั่วขณะนั้น ซ่งจื่อเซวียนชะงักไปเล็กน้อย หากว่าหยางเสวี่ยเป็นคนสวย เทียบกันแล้ว เด็กสาวที่ชื่อถังหย่าฉีก็ถือว่าเป็นเซียนบนสวรรค์ก็คงไม่มีคนคัดค้าน
“ไฮ! เป็นนายนี่เอง…” ขณะที่ทั้งสองคนบังเอิญสบตากัน ก็เป็นถังหย่าฉีที่ทักทายก่อน
เขาเพียงแค่โบกมือทื่อๆ ปากก็พูดว่าไฮในระดับเสียงที่แทบจะมีแค่ตัวเองที่ได้ยิน
ถังหย่าฉีไม่เพียงแต่มีหน้าตาสะสวย จุดสำคัญที่สุดคือรัศมีเทพธิดาที่ทำให้คนต้องแหงนหน้ามอง ต่อให้จะชื่นชมเพียงไหน ก็เกรงว่าไม่มีความมั่นใจมากพอที่จะกล้าเข้าไปใกล้ๆ
เห็นซ่งจื่อเซวียนทำท่าทางเหมือนหุ่นยนต์อยู่ด้านในประตูกระจก ถังหย่าฉีก็.อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ทันทีที่หัวเราะ ดวงตาโตทั้งสองก็กลายเป็นพระจันทร์เสี้ยว สวยเสียจนทำคนแทบขาดอากาศหายใจ
เธอเดินมาใกล้ ผลักเปิดประตูกระจกเบาๆ พูดว่า “ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ”
“หา? ฉัน…ฉันก็คือ…” ซ่งจื่อเซวียนพูดตะกุกตะกักขึ้นมาชั่วขณะเสียอย่างนั้น
“ฉันมาหาคนน่ะ เดาว่าเขาคงไม่มาที่นี่เร็วๆนี้ ฉันเข้าไปอยู่ด้วยสักแป๊บได้ไหม” ถังหย่าฉีพูด
“แน่ แน่นอนสิ มา เดิมทีที่นี่ก็เป็นห้องพักอยู่แล้ว” ซ่งจื่อเซวียนเกลียดที่จู่ๆ ลิ้นไก่ของตนก็สั้นขึ้นมากะทันหัน ทำไมประโยคแค่ไม่กี่โยคก็พูดติดๆขัดๆขนาดนี้
ถังหย่าฉียิ้ม แล้วเดินเข้ามา เห็นกู่เสี่ยวเป่าที่นั่งอยู่บนโซฟา เธอก็ส่งเสียงไฮอย่างสบายๆ ลูกตาสองข้างของกู่เสี่ยวเป่าขยายขึ้น ท่าทางเหมือนกับซ่งจื่อเซวียนก่อนหน้านี้ โบกมือทื่อๆ…
“ไฮ…” กู่เสี่ยวเป่าสองตาจ้องถังหย่าฉี เขาสาบานเลยว่าตนเองอายุเท่านี้ไม่เคยเห็นพี่สาวนางฟ้าที่สวยขนาดนี้มาก่อน เขาพูดทั้งที่ไม่ได้มองซ่งจื่อเซวียน “พี่ พี่รอง นี่เป็น…แฟนพี่เหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนกลอกตามองเขา “ทำไมพอเป็นผู้หญิงก็ต้องเป็นแฟนฉันแล้วล่ะ นี่…ฉันกลับคิดว่า…”
“คิดๆอยู่ก็ดี ต้องตามจีบ…”
ฟังกู่เสี่ยวเป่าพูดสะเปะสะปะ ซ่งจื่อเซวียนคร้านจะสนใจเขา ถึงอย่างไรตนเองตอนเด็กๆก็เป็นแบบนี้
ถังหย่าฉีชงกาแฟแก้วหนึ่ง จากนั้นก็นั่งบนโซฟา พูดว่า “จริงสิ ที่ตลาดโบราณครั้งที่แล้ว…นายรู้เรื่องเกี่ยวกับของโบราณเยอะเลยเหรอ”
ผ่านประสบการณ์ที่กวางน้อยวิ่งอย่างบ้าคลั่งอยู่ในใจมาแล้วเมื่อครู่ ตอนนี้ซ่งจื่อเซวียนก็สงบจิตสงบใจได้บ้างแล้ว เขายิ้ม “ไม่ได้รู้เรื่องขนาดนั้นหรอก เพียงแต่อาจารย์ของฉันเขาเป็นคนแก่ที่ชอบของเก่าๆน่ะ นานๆถึงจะพูดที บวกกับอ่านพวกหนังสือประวัติศาสตร์มาบ้าง เลยรู้มานิดหน่อย”
“โอ้ ที่แท้นายก็มีอาจารย์ที่มีความรู้นี่เอง เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญของโบราณเหรอ” เหมือนถังหย่าฉีจะสนใจซ่งจื่อเซวียนอยู่บ้าง แต่นี่ก็ไม่แปลก คราวก่อนซ่งจื่อเซวียนมองของปลอมที่หลี่เจียหาวซื้อออกภายในแวบเดียว แค่จุดนี้จุดเดียวก็ไม่ง่ายเลย!
“ผู้เชี่ยวชาญเหรอ” ในสมองซ่งจื่อเซวียนมีท่าทางของฟางจิ่งจือโผล่ขึ้นมา ก็.อดลอบยิ้มในใจไม่ได้ ส่ายหน้าพูดว่า “ไม่ใช่หรอก เขาเป็น…คนแก่คนหนึ่งที่อ่านหนังสือมาเยอะน่ะ เมตตามาก แล้วก็…น่ารักมาก”
ฟังถึงตรงนี้ ถังหย่าฉีก็ยิ้มออกมา “คิดว่าความสัมพันธ์ของพวกนายจะต้องดีมากแน่ๆ นายคงจะเข้าใจประวัติศาสตร์มากล่ะสิ ตอนนี้ในยุคสมัยนี้ คนที่ชอบประวัติศาสตร์มีไม่เยอะแล้ว”
“ฉัน…คงนับว่าชอบมากแหละมั้ง ประวัติศาสตร์ที่มีบันทึกจริงไม่มีอะไรน่าสนใจ ฉันชอบพวกประวัติศาสตร์ที่ไม่เป็นทางการมากกว่า แน่นอนว่าต้องเป็นประเภทที่มีอ้างอิงด้วย”
“จริงเหรอ ฉันก็ชอบเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสนายเล่าให้ฉันฟังได้ไหม” ถังหย่าฉีถามอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย
“ด้วยความยินดีครับ” คำพูดของซ่งจื่อเซวียนดูเหมือนจะนิ่งสงบ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่เผชิญหน้ากับคำขอร้องของถังหย่าฉี ใจเขาก็ตื่นเต้นสุดยอดไปแล้ว
“ฮ่าๆ นายชื่ออะไรล่ะ”
“ซ่งจื่อเซวียน”
“ฉันชื่อ…”
“ถังหย่าฉี ฉันจำเธอได้” ไม่รอให้ถังหย่าฉีได้แนะนำตัว ซ่งจื่อเซวียนก็เปิดปากพูด
ถังหย่าฉีได้ยินก็ชะงักไป แก้มขาว.อมชมพูของเธอก็ปรากฏริ้วแดงขึ้นมา แม้ว่าจะไม่ชัด แต่กลับเห็นได้จากในตาของซ่งจื่อเซวียน
ขณะทั้งสองกำลังพูด จ้าวจิ้งอวิ๋นก็เคาะประตูแล้วเดินเข้ามา “คุณซ่ง พวกเรา…หืม คุณถัง ทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่”
ซ่งจื่อเซวียนชะงักไปเล็กน้อย จ้าวจิ้งอวิ๋นแวบเดียวก็จำถังหย่าฉีได้ อีกทั้งยังเรียกว่าคุณถัง ดูท่าเด็กสาวคนนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว…
ตอนที่ 16: แตกคอ
ถังหย่าฉีลุกขึ้นยิ้มน้อยๆ รอยยิ้มพองามมาพร้อมกับบุคลิกและความสุขุมที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ก็ยิ่งเหมือนกับนางฟ้า
“ผู้จัดการจ้าว ไม่เจอกันนานเลยนะคะ ฉันมาพบท่านประธานหลิน นัดไว้ตอนบ่ายสามโมงครึ่ง ฉันมาเร็วไปหน่อยค่ะ”
“ผมรู้ว่าท่านประธานจะมา แต่ไม่ทราบว่านัดคุณถังเอาไว้ ผมเสียมารยาทแล้วจริงๆครับ” ขณะที่จ้าวจิ้งอวิ๋นพูด ฝีเท้าหยุดไว้ที่นอกประตูตลอด เห็นได้ชัดว่าเขาเคารพถังหย่าฉีเต็มที่
และซ่งจื่อเซวียนก็เหมือนเข้าใจความหมายนั้น ประธานหลินในคำพูดของพวกเขาคงจะเป็นหลินเทียนหนาน ดูท่าจะเป็นเรื่องบังเอิญที่เขาก็สามารถพูดคุยเรื่องงานกับหลินเทียนหนานได้
“ผู้จัดการจ้าวเกรงใจไปแล้วค่ะ พวกเขาดันราวเสื้อผ้ามา…” เห็นคนด้านหลังของจ้าวจิ้งอวิ๋นกำลังดันราวเสื้อผ้าสองราว ถังหย่าฉีจึงอดถามไม่ได้
“อ้อ นี่เอามาให้คุณซ่งเลือกน่ะครับ” พูดถึงตรงนี้ จ้าวจิ้งอวิ๋นถึงได้เดินเข้ามา “คุณซ่งครับ เคาน์เตอร์แบรนด์เวอร์ซาเชเลือกเสื้อผ้ามาให้คุณเลือกสิบสองชุด มีแบบทางการและแบบชุดลำลอง คุณลองที่นี่ได้เลยนะครับ”
ซ่งจื่อเซวียนชะงักไป ก่อนหน้านี้เป็นแม่หรือพี่สาวที่พาเขาไปซื้อเสื้อผ้าที่ร้ายขายเสื้อผ้าถูกๆ หรือไม่ก็ร้านแผงลอย แต่ตอนนี้อยู่ในห้องลูกค้าวีไอพี คนอื่นเอาเสื้อผ้าราคาห้าหลักมาให้เขาเลือก…
“เอ๋ นายซื้อเสื้อผ้าเหรอ” ถังหย่าฉีถามอย่างแปลกใจ
“อืม…ใช่ ฉันต้องไปทำงานที่ใหม่น่ะ แม่ฉันสั่งให้ฉันมาเลือกเสื้อผ้า” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“อย่างนี้นี่เอง ฉันช่วยนายเลือกเป็นไง”
ซ่งจื่อเซวียนชะงัก ไม่รู้จะตอบอย่างไร ความสุขนี้มากะทันหันไปมั้ง…
เห็นซ่งจื่อเซวียนไม่ตอบ ถังหย่าฉีโค้งตัวลงเล็กน้อยมองใบหน้าของเขา “เป็นอะไรไป นายสงสัยเทสฉันเหรอ”
“หา? ไม่ๆๆ จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง ถ้างั้น…รบกวนเธอแล้ว”
กู่เสี่ยวเป่าที่อยู่ข้างๆ วางช็อกโกแลตในมือลง พูดว่า “พี่รอง ฉันก็จะช่วยพี่เลือก”
“นายอยู่เฉยๆเถอะ นั่งนั่นแหละ ดื่มช็อกโกแลตของนายไป ได้ยินหรือยัง” ซ่งจื่อเซวียนหันไปทางกู่เสี่ยวเป่าพูดอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็แอบขยิบตาให้
กู่เสี่ยวเป่าเข้าใจทันที ลอบยิ้ม นั่งกลับไปที่เดิม พูดพึมพำว่า “หึๆ วาสนาของพี่รองแล้ว พี่สาวนางฟ้าคนนี้หน้าตาดีจริงๆ…”
ถังหย่าฉีให้คนดันเสื้อผ้าเข้ามา หลังจากนั้นดูทีละชุดรอบหนึ่ง “งานใหม่ต้องใช้สูทหรือเปล่า ชุดนี้เป็นไง ค่อนข้างทางการ ถ้าพอดีตัวเกินไปจะทำให้ดูขี้เหนียว ชุดนี้กำลังดีเลย”
“สะ…สูทเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนชะงัก ตั้งแต่เด็กจนโตเขาไม่เคยใส่สูทมาก่อน เขาไม่กล้าจินตนาการถึงตัวเองเวลาใส่สูทจะเป็นอย่างไร ก่อนที่จะมาที่นี่ เขาคิดว่าซื้อชุดออกกำลังกายใหม่ตัวเดียวก็พอแล้วจริงๆ แค่สะอาดสะอ้านก็เพียงพอแล้ว
“ใช่ มา ลองดูสิ!”
พูดพลาง ถังหย่าฉีก็หยิบสูทมาส่งให้ซ่งจื่อเซวียน จ้าวจิ้งอวิ๋นก็ตาแหลมมาก หยิบเสื้อเชิ้ตและรองเท้าหนังมาจับคู่ให้ซ่งจื่อเซวียน
ในห้องลูกค้าวีไอพีมีห้องแต่งตัวโดยเฉพาะ จึงไม่ต้องหลีกเลี่ยงอะไร สี่ห้านาที ร่างซ่งจื่อเซวียนที่ใส่ชุดสูทก็เดินออกมาจากห้องแต่งตัว
หน้าตาซ่งจื่อเซวียนเดิมก็น่ามองอยู่แล้ว แม้ร่างกายจะไม่ได้ถือว่ากำยำ แต่ก็ไม่อ้วนหรือไม่ผอม พอเปลี่ยนไปใส่สูท ก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาหลายสิบเท่าจริงๆ
กู่เสี่ยวเป่าตกตะลึง เบิกตากว้างพูดว่า “ว้าว…นี่ใช่พี่รองของฉันใช่ไหมเนี่ย ฉันต้องเรียกว่านายท่านรองแล้วมั้งถึงจะเหมาะ โคตรหล่อเลย”
ถังหย่าฉียิ้ม มองซ่งจื่อเซวียนแล้วพยักหน้าน้อยๆ ราวกับพอใจกับเสื้อผ้าที่ตัวเองเลือกให้ซ่งจื่อเซวียนมาก
ซ่งจื่อเซวียนก็พิจารณาตัวเองในกระจกลองเสื้อผ้ารอบหนึ่ง ต้องพูดเลยว่า เขาก็ตกใจตัวเองเหมือนกัน มีชีวิตมาสิบแปดปี เป็นครั้งแรกที่เห็นตัวเองแบบนี้
แต่เขาไม่ได้แสดงท่าทางอะไรออกมา หันไปมองจ้าวจิ้งอวิ๋น พูดว่า “ผู้จัดการจ้าว เสื้อผ้าชุดนี้เท่าไรเหรอครับ”
จ้าวจิ้งอวิ๋นตอบว่า “สูทสองหมื่นเก้าพันแปดร้อย กางเกงสองหมื่นสี่พันแปดร้อย เสื้อเชิ้ตและรองเท้าหนังผมจัดให้เข้าชุดกัน ส่วนราคาคุณไม่ได้ต้องคิดครับ ทางห้างเราจะชำระเงินให้กับทางร้านโดยตรงจากการเงินของบริษัทครับ”
ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกอัดอั้นตันใจ เสื้อผ้าราคาห้าหกหมื่น เพิ่มเสื้อเชิ้ตกับรองเท้าหนังที่สวมอยู่บนตัว สำหรับเขาแล้วเหมือนเขากำลังฝันไปชัดๆ
ถังหย่าฉีก็อดมองซ่งจื่อเซวียนมากอีกหน่อยไม่ได้ ถอดชุดสูทชุดนี้ทิ้งไป ที่ซ่งจื่อเซวียนสวมเมื่อครู่ถือว่าธรรมดามากๆ ถึงขั้นแย่ด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงเป็นลูกค้าวีไอพีระดับสูงของห้างจ้งอันไปได้ ถึงขนาดที่รายจ่ายของเขาจ้งอันกรุ๊ปก็จ่ายให้…
“เฮ้ ในเมื่อพวกคุณเป็นคนจ่าย พี่รองของฉันเลือกเพิ่มอีกสองชุดได้ไหม” กู่เสี่ยวเป่าที่อยู่ข้างๆถาม
ได้ยินดังนั้น หลายคนก็ยิ้ม เหมือนกับกำลังพูดว่า คนที่ควรเลือกเสื้อผ้าที่สุดก็คือเด็กขอทานคนนี้ล่ะมั้ง เขาเป็นขอทานคนแรกในห้องลูกค้าวีไอพีแน่นอน
“แน่นอนครับ น้องชายตัวน้อย คุณซ่งคือลูกค้าวีไอพีระดับสูงของจ้งอัน เขาสามารถใช้จ่ายในจ้งอันได้ตามใจ” จ้าวจิ้งอวิ๋นพูดจาเหมาะสมมาก ตอนนี้เรียกกู่เสี่ยวเป่าว่าน้องชายตัวน้อยเหมือนจะไม่มีอะไรเหมาะสมไปมากกว่านี้แล้ว
และถังหย่าฉีก็เหมือนจะรู้สึกสนใจขึ้นมาแล้ว เลือกชุดลำลองให้ซ่งจื่อเซวียนอีกชุด กระทั่งรองเท้าเข้าคู่กันหนึ่งคู่
ซ่งจื่อเซวียนยืนอยู่หน้ากระจกลองเสื้อผ้าอีกครั้ง เปลี่ยนเป็นอีกแนวหนึ่ง แต่ออร่าความหล่อยังเจิดจ้าและเป็นวัยรุ่นอยู่
ลองเสื้อผ้าเสร็จ จ้าวจิ้งอวิ๋นก็สั่งให้พนักงานนำไปบรรจุใส่หีบห่อ และเรียกผู้ดูแลชั้นก่อนหน้านี้ให้เข้ามาทันที ชายคนนี้คือคนที่ซ่งจื่อเซวียนอยากเจอ รออยู่ด้านนอกได้ครู่หนึ่งแล้ว สำหรับเขาแล้ว รอครึ่งชั่วโมงแทบจะไม่มีนาทีไหนที่ไม่กังวลเลย
ผู้ดูแลชื่อว่าจางกัง ทำงานที่ห้างจ้งอันได้สองปีกว่าแล้ว ไม่เพียงเงินเดือนของห้างจ้งอันสูงกว่าที่อื่นเท่านั้น สวัสดิการก็ไม่เลวเลย และเป็นเพราะแบบนี้เอง ถึงทำให้สองปีมานี้ลอยตัวไม่น้อย
จางกังก็เข้ามาในห้องลูกค้าวีไอพีเป็นครั้งแรก ถึงอย่างไรระดับของเขาก็ยังไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้ามาที่นี่ แต่คิดไม่ถึงว่าครั้งแรกที่ได้เข้ามาจะเป็นวิธีการแบบนี้
“คุณซ่งครับ ตอนที่คุณกำลังเลือกเสื้อผ้าเมื่อครู่ จางกังก็รออยู่ที่ด้านนอกแล้ว คุณคิดจะจัดการยังไงครับ”
เทียบกันแล้ว แม้จางกังจะเป็นผู้ดูแลชั้น ก็นับว่าเป็นคนของตนเอง แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับเป็นลูกค้าวีไอพี บางทีอาจจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบอส จ้าวจิ้งอวิ๋นไม่มีทางถือหางปกป้องแน่นอน
เห็นจางกังด้านหน้าก้มหน้าก้มตาไม่พูดจา ในสมองซ่งจื่อเซวียนก็เป็นภาพเหตุการณ์หน้าร้านเมื่อครู่ เขาและเสี่ยวเป่าถูกจางกังและรปภ.สองคนขับไล่ และพวกหลี่เจียหาวยังหัวเราะเยาะพวกเขาด้วย…
“จัดการเหรอ ง่ายมาก ผมไม่อยากเห็นเขาที่ห้างจ้งอันอีก!”
ประโยคง่ายๆเพียงประโยคเดียว จางกังก็เหมือนถูกไฟช็อตไปแล้วทั้งตัว ชีวิตของเขาเมื่อก่อนลำบากมาก เงินเดือนสองสามพันหยวนแม้แต่จะแต่งงานก็ยังทำไม่ได้ แต่มาทำงานที่ห้างจ้งอัน เงินเดือนและสวัสดิการของเขาก็เพิ่มมากขึ้น เขาไม่อยากเสียงานนี้ไปจริงๆ
“คุณซ่ง ท่านซ่ง ขอร้องคุณอย่า…”
“เอาล่ะจางกัง นายไม่ได้ยินคำพูดของคุณซ่งเหรอ นายไปทำเรื่องที่ฝ่ายบุคคลเถอะ” จ้าวจิ้งอวิ๋นพูดอย่างเย็นชา ไม่มีแม้แต่เยื่อใย
“ผู้จัดการจ้าว คุณเป็นคนเลื่อนขั้นผมขึ้นมานะครับ คุณจะปล่อยผมไปอย่างนี้ไม่ได้นะ” จางกังน้ำตาไหลออกมาอย่างรวดเร็ว
“ผมเลื่อนขั้นให้คุณเหรอ เหอะๆ ดูท่าตอนนั้นผมคงจะตาบอด รีบไปทำเรื่องเถอะ ที่นี่คือห้องลูกค้าวีไอพี เดิมทีก็ไม่ใช่ที่ที่นายจะมาได้อยู่แล้ว”
“ท่านซ่ง…ขอร้องล่ะครับ คุณช่วยผมพูดหน่อยเถอะ ผมตกงานไม่ได้จริงๆ…” จางกังแทบจะคลานมาด้านหน้าซ่งจื่อเซวียน พูดพลางสะอื้นไห้
ซ่งจื่อเซวียนมองจางกัง ใจจริงรู้สึกเศร้าอยู่บ้าง ผู้ชายตัวใหญ่คนหนึ่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าตัวเองขนาดนี้ รู้สึกสะเทือนใจจริงๆ
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เปิดปากพูด ท่าทางเด็ดเดี่ยวอย่างชัดเจน
“รีบไสหัวไปได้แล้ว หึ นายลืมไปแล้วเหรอว่าเมื่อกี้นายทำกับพวกเรายังไง” กู่เสี่ยวเป่าตวาดพลางกำหมัดเล็กแน่น
ไม่นานนัก จ้าวจิ้งอวิ๋นก็เรียกรปภ.สองคนมาลากจางกังออกไป ห้องลูกค้าวีไอพีถึงได้กลับมาสงบอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ถังหย่าฉีเห็นก็ไม่ได้พูดอะไร รอจนคนจากไปแล้วถึงได้ถามขึ้น “ซ่งจื่อเซวียน นาย…ทำไมถึงต้องไล่เขาไปด้วยล่ะ เขาก็ยอมรับผิดแล้ว ขอร้องนายก็แล้ว ถึงกับคุกเข่าแล้วด้วยซ้ำ พวกนายแค้นใจอะไร ต้องต้อนเขาให้จนมุมเลยเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนเข้าใจ คำพูดของถังหย่าฉีเห็นได้ชัดว่าไม่พอใจท่าทางของเขาเมื่อครู่ แต่เขาก็ไม่ได้ประหลาดใจ ถึงอย่างไรถังหย่าฉีไม่ได้เห็นหน้าของจางกังก่อนหน้านี้
แต่ไม่รอให้ซ่งจื่อเซวียนได้อธิบาย กู่เสี่ยวเป่าก็พูดว่า “คนแบบนี้ให้เขาตกงานก็เบาแล้ว ถ้าเป็นฉันคงตัดขาเขาทั้งสองข้างทำให้เขาแทบไม่ต่างจากขอทานเลยคอยดู!”
ถังหย่าฉีไม่ได้สนใจคำพูดของกู่เสี่ยวเป่า ถึงอย่างไรถ้าเทียบกันแล้ว เขาก็ยังเด็ก เธอยังคงมองซ่งจื่อเซวียน “บางทีถ้ามันไม่หนักหนาขนาดนั้นก็ช่างมันเถอะ คนคนนั้นอาจจะมีคนที่รอเขาหาเงินกลับไปเลี้ยงที่บ้านอยู่ก็ได้ ถ้านายทำอย่างนี้ ก็เท่ากับนายทำลายครอบครัวหนึ่งเลยนะ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็หันหน้าไปมองถังหย่าฉี “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เขาก็ควรจะทะนุถนอมงานนี้ ไม่ควรจะอาศัยอำนาจในมือรังแกคนอื่น”
“นาย…เขาจะรังแกอะไรพวกนายได้ แต่ที่เถียงไปหลายประโยคก็แล้วไปเถอะ นายอายุยังน้อยทำไมถึงได้ใจคอคับแคบขนาดนี้นะ”
ซ่งจื่อเซวียนจนปัญญาอยู่บ้าง ถังหย่าฉีเป็นคนสวยที่ไม่หยาบคายก็จริง แต่ไม่รู้เรื่องราวชัดเจนก็สรุปมั่วๆเองคนเดียวแบบนี้ก็เป็นปัญหาของผู้หญิงที่สะท้อนในตัวเธอเช่นกัน
“เหอะๆ ฉันไม่อยากอธิบายแล้ว ทางห้างก็แค่ถามฉันว่าฉันอยากจะจัดการยังไง ฉันก็แค่พูดสิ่งที่ฉันคิด ส่วนจะทำยังไง…ก็เป็นเรื่องของพวกเขา” ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ ก็ทิ้งตัวพิงโซฟา เห็นได้ชัดว่าคร้านจะอธิบายแล้ว
“นาย” จู่ๆถังหย่าฉีก็รู้สึกว่าตนเองมองซ่งจื่อเซวียนผิดไป ผู้ชายคนนี้ดูท่าทางซื่อๆ อีกทั้งดูเหมือนจะมีฝีมืออยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่าจริงๆแล้วจะเป็นผู้ชายใจคอคับแคบขนาดนี้!
ตอนนี้บรรยากาศกระอักกระอ่วนขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าถังหย่าฉีไม่พอใจการกระทำของซ่งจื่อเซวียน หันหลังไปไม่พูดไม่จาอีก และซ่งจื่อเซวียนก็เช่นกัน ด้วยนิสัยของเขา ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้จะรีบร้อนไปอธิบายอะไรไม่ได้ แม้ว่าเขาต้องยอมรับว่าในใจชอบหญิงสาวคนนี้มาก
กู่เสี่ยวเป่าดื่มช็อกโกแลตร้อนไปแล้วหลายแก้ว มีหลายครั้งที่คิดจะเปิดปากพูด แต่สัมผัสได้ว่าบรรยากาศเย็นเยียบ จึงไม่พูดอะไรเหมือนกัน ทำได้เพียงดื่มต่อไป
บรรยากาศกระอักกระอ่วนดำเนินไปเกือบหนึ่งถึงสองนาที จ้าวจิ้งอวิ๋นเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา “คุณถัง คุณซ่ง ประธานหลินมาแล้วครับ กำลังรอทั้งสองท่านที่ห้องทำงานของท่านประธาน พวกคุณลองคุยกันดูว่าท่านไหนจะไปก่อนนะครับ”
ซ่งจื่อเซวียนมองถังหย่าฉี “เธอไปก่อนเถอะ”
“ฉันไม่สนใจจะแย่งกับคนใจคอคับแคบ” ถังหย่าฉียักไหล่ชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง มองไปทางจ้าวจิ้งอวิ๋นทันที “ผู้จัดการจ้าว ฉันจะไปเดินดูหลายๆร้านก่อน คนคนนั้นเสร็จแล้วค่อยแจ้งฉันนะคะ”
พูดจบ ถังหย่าฉีก็เดินออกจากห้องลูกค้าวีไอพีไป จ้าวจิ้งอวิ๋นสับสน สองคนหนุ่มสาวนี่เป็นอะไรไป เมื่อกี้ยังเลือกเสื้อผ้าด้วยกันอยู่เลย ไม่กี่นาทีผ่านไปก็แตกคอกันเสียแล้วเหรอ
ตอนที่ 17: ย่านศูนย์กลางธุรกิจอาหาร
พาซ่งจื่อเซวียนมาส่งที่ห้องทำงานท่านประธานเรียบร้อย จ้าวจิ้งอวิ๋นก็จากไป เขารู้จักความพอเหมาะพอดีมาก เขาเป็นแค่ผู้จัดการห้าง แต่คนอย่างหลินเทียนหนานมีอสังหาริมทรัพย์แบบนี้อยู่ในครอบครองเพียงที่เดียวหรือไง
แม้ซ่งจื่อเซวียนจะใส่เสื้อผ้าธรรมดา ด้านข้างยังมากับเด็กขอทาน แต่การ์ดใบนั้นกลับมีสถานะสูงส่งเหลือเกิน อีกทั้งตอนนี้หลินเทียนหนานเรียกเขามาพบ เห็นได้ชัดว่าการ์ดใบนี้เป็นของเขาจริงๆ การพบหน้ากันเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรจ้าวจิ้งอวิ๋นก็ไม่มีคุณสมบัติเข้าไปในห้องได้
เดินเข้าไปในห้องทำงาน ซ่งจื่อเซวียนมองซ้ายมองขวา ห้องทำงานของหลินเทียนหนานใหญ่มาก ทันทีที่เข้าไปก็เป็นทางเดินเข้าไปลึกสามเมตร ตามด้วยโถงรับแขก โถงรับแขกสี่ด้านมีประตูสามบาน หนึ่งในนั้นมีบานหนึ่งเปิดออกมา มองจากประตูเข้าไปเป็นฉากไม้แดง จึงคิดได้ว่าด้านในก็คือพื้นที่ทำงานแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยสายตาของซ่งจื่อเซวียนก็มองออกทันทีว่าฉากนั่นเป็นไม้จันทน์แดงสีม่วงเข้ม ลายขนวัว พื้นผิวมันเงาราวกับกระจก พื้นที่ส่วนหนึ่งแขวนด้วยโซ่สีทอง เป็นลักษณะพิเศษของของเก่าถึงจะมี!
สมแล้วที่เป็นประธานของจ้งอันกรุ๊ป ไม่คิดเลยว่าห้องทำงานจะหรูหราฟุ่มเฟือยขนาดนี้…
ซ่งจื่อเซวียนเดินเข้าไปใกล้ เคาะที่ประตูเบาๆสามครั้ง ด้านในก็ส่งเสียงก้าวเดินทันที ไม่นานหลินเทียนหนานก็สาวเท้าไวเดินออกมา
“น้องซ่ง ในที่สุดนายก็มาสักที”
หลินเทียนหนานสวมชุดสบายๆ กางเกงออกกำลังกายสีเข้ม เสื้อหม่ากว้ากระดุมถัก ท่าทางอย่างเถ้าแก่ร่ำรวย
“ประธานหลิน” ซ่งจื่อเซวียนทักทายอย่างมีมารยาท
“มาๆ พวกเรามานั่งคุยกันหน่อย”
เดินผ่านฉาก เป็นห้องทำงานขนาดร้อยกว่าตารางเมตร พื้นเป็นไม้พะยูง ผนังและชั้นหนังสือก็ทำจากไม้พะยูง มุมหน้าต่างสองด้านสูงจากพื้นจรดเพดาน มีแจกันจิ่งไท่หลานลายมังกรขนาดสูงกว่าหนึ่งเมตรวางอยู่สองอัน แม้ว่าจะไม่ใช่ของโบราณ แต่ต่อให้เป็นงานฝีมือราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ
หลินเทียนหนานหยิบโคล่าเย็นขวดหนึ่งมาจากตู้เย็นส่งให้ซ่งจื่อเซวียน “ดื่มนี่ได้ไหม”
“อะไรก็ได้ครับ ประธานหลิน ที่ผมมาคราวนี้ก็แค่อยากพูดคุยกับคุณว่าผมตัดสินใจจะไปทำงานกับคุณครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูดตรงประเด็น ถึงอย่างไรเงินก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้
หลินเทียนหนานได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ “ฮ่าๆ ฉันคิดไว้อยู่แล้วว่านายจะต้องเลือกแบบนี้ เถ้าแก่ร้านนั่นของพวกนายยังไม่ค่อยอยากปล่อยนายมาเท่าไรเลย แต่…น้องซ่ง นายเลือกแบบนี้ก็ถูกแล้ว”
“ร้านอยู่ที่ไหนเหรอครับ ผมเริ่มงานได้เมื่อไร” ซ่งจื่อเซวียนถาม
“เหอะๆ ตามสะดวกเลย ร้านอาหารอยู่ที่เขตเฉิงซี ตกแต่งเสร็จแล้ว รอแค่นายที่เป็นพ่อครัวใหญ่แล้ว!”
หลินเทียนหนานพูดด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ความจริงร้านอาหารตกแต่งเสร็จมาหลายเดือนแล้ว เพราะเขาอยากทำร้านอาหารไม่ใช่แค่วันสองวันนี้ แต่เนื่องจากไม่ได้คิดโครงการดีๆเอาไว้ จึงยังไม่ได้ดำเนินการทางธุรกิจมาตลอด อย่างไรเสียที่ทางก็เป็นของตนเอง ไม่มีค่าเช่า แน่นอนว่าเขาก็ไม่อยากแบกรับความเสี่ยงเปิดกิจการ
“ครับ อย่างนั้นคุณให้ที่อยู่ผมมาเถอะครับ ผมอยากเริ่มงานเร็วๆ”
ความจริงแล้วซ่งจื่อเซวียนไม่ได้พูดคำพูดจากจิตใต้สำนึกออกมา นั่นก็คือเขาอยากหาเงินเร็วๆสักหน่อย เขาไม่อยากให้แม่ที่มีอายุเท่านี้ไปทำงานรับจ้างรายวันอีกแล้ว อีกทั้งก็อยากทำอะไรสักอย่างให้พ่อตนเองได้เห็นว่าไม่มีเขา ตนเองก็แบกรับภาระของครอบครัวได้!
“ไม่ต้องรีบ น้องซ่งนายวางใจเถอะ ตำแหน่งนี้เป็นของนายแต่เพียงผู้เดียว แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ฉันหวังว่าพวกเราจะพูดคุยกันได้” หลินเทียนหนานพูด
“พูดคุย? เกี่ยวกับร้านอาหารเหรอครับ”
“ถูกต้อง ฉัน หลินเทียนหนานไม่ชอบทำอะไรครึ่งๆกลางๆ ถ้าไม่ใช่เสียเงินและยอมรับความล้มเหลว ก็ต้องทำเงินได้มากมาย นี่ถึงจะน่าตื่นเต้น!”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางๆ เขากลับเห็นด้วยกับคำพูดของหลินเทียนหนาน เป็นผู้ชายจะทำอะไรต้องทำให้ใหญ่โตเข้าไว้ ไม่อย่างนั้นจะไม่ต่างอะไรกับการไม่ลงมือทำ เพียงแต่เขาไม่มีเงิน และไม่มีคุณสมบัติที่จะพูดคำพูดแบบนี้ออกมา
“น้องซ่ง ร้านอาหารนี้ฉันคิดจะทำให้มันใหญ่โต ให้ข้าวผัดของนายเป็นเมนูซิกเนเชอร์ ส่วนอาหารอย่างอื่นเป็นตัวช่วยให้นาย นายคิดว่ายังไง”
“เอ่อ…” ซ่งจื่อเซวียนไม่มั่นใจเล็กน้อย ต้องพูดว่าเขาตอนนี้ทำข้าวผัดได้แล้วจริงๆ แต่เมนูอื่น…เขายังไม่นับว่ามีคุณสมบัติพ่อครัวจริงๆ ถึงอย่างไรก็ไม่มีพ่อครัวที่ไหนทำได้แค่ข้าวผัด
หลินเทียนหนานทำห้างสรรพสินค้ามาหลายปี มองแวบเดียวก็รู้ความคิดของซ่งจื่อเซวียน ยิ้มพลางพูด “น้องชายวางใจได้ ฉันจะหาทีมพ่อครัวมาให้ นายแค่รับผิดชอบทำข้าวผัดก็พอ อย่างอื่นก็ให้พวกเขาทำไป”
“ให้ผมมาดูแลเหรอครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“ใช่ ครัวด้านหลังนายรับผิดชอบ แต่หน้าร้านฉันสามารถหาผู้จัดการที่เชี่ยวชาญมาดูแลได้ ทำอย่างนี้นายจะได้ไม่กดดันมากไป ส่วนเงินเดือน…ฉันเคยรับปากนายไปแล้ว แปดหมื่นไม่เปลี่ยน!”
ได้ยินประโยคนี้ซ่งจื่อเซวียนก็มั่นใจแล้ว ถึงอย่างไรเขาก็หาเงินได้เร็วๆนี้ เพียงแค่มีแปดหมื่นหยวนในมือ เขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในบ้านตอนนี้ได้
“ผมตกลง แต่…ประธานหลินครับ ผมมีเรื่องจะขอร้อง”
“หืม นายพูดมาสิน้องซ่ง”
“ข้าวผัดของผมทำได้แค่ยี่สิบที่ต่อวันครับ ถ้ามากกว่านี้ผมทำให้ไม่ได้!”
ที่ซ่งจื่อเซวียนพูดอย่างนี้ เป็นเพราะคำพูดของฟางจิ่งจือ ไม่ว่าสิ่งใดทำมากไปก็ไม่มีคุณค่าแล้ว ทว่าคุณค่านี้ไม่ใช่เพียงพุ่งเป้าไปที่ราคาของข้าวผัด ยังพุ่งเป้าไปที่ฝีมือของซ่งจื่อเซวียนด้วย หากสามารถกินข้าวผัดของเขาได้ตามใจ ฝีมือนี้ก็ถือว่าธรรมดาทั่วไปแล้ว
แต่หลินเทียนหนานกลับชะงัก เทียบกันแล้ว หลินเทียนหนานเป็นนักธุรกิจ ไม่มีทางคำนึงถึงปัญหาที่ซ่งจื่อเซวียนคิด ที่เขาใส่ใจก็คือค่าใช้จ่าย กำไรและปริมาณ
“ทำไมล่ะ ยี่สิบที่? น้องซ่ง นี่นาย…เหมือนกำลังล้อฉันเล่นเลยนะ” แม้บนใบหน้าหลินเทียนหนานจะยังประดับรอยยิ้มไว้อยู่ แต่เห็นได้ชัดว่าน้ำเสียงไม่สบายใจอยู่บ้าง ถึงอย่างไรตามปกติไม่เคยมีใครกล้าต่อรองกับเขามาก่อน
แม้ซ่งจื่อเซวียนจะยังเด็ก แต่อยู่ข้างๆฟางจิ่งจือตลอดทั้งปี ก็เปลี่ยนเป็นใจเย็นมาก แม้จะมองอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของหลินเทียนหนานออก แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนไปสักนิด
“นี่คือหลักการของผม ประธานหลินคุณลองพิจารณาดูนะครับ”
ได้ยินประโยคนี้ หลินเทียนหนานก็ยิ่งแปลกใจกว่าเดิม แรกเริ่มเขากล้ามั่นใจว่าซ่งจื่อเซวียนขัดสน ร้านเล็กๆที่เงินเดือนแปดร้อยหยวนนั่นไม่พอกินพอใช้แน่ เงินเดือนแปดหมื่นหยวนยังต้องพูดเรื่องหลักการอะไรอีกเล่า
แต่ที่ทำให้หลินเทียนหนานแปลกใจที่สุดก็คือ ต่อให้เป็นพวกที่มีชื่อเสียงทางสังคมบางคนเห็นเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก็ตกใจจนตัวสั่นได้ รัศมีของเขากลับกดดันเด็กชายสิบกว่าปีตรงหน้าไม่ได้ สถานการณ์เช่นนี้กลับเป็นครั้งแรกที่เขาประสบพบเจอ
เห็นใบหน้าที่สงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นของซ่งจื่อเซวียน กระทั่งหลินเทียนหนานยังรู้สึกเหมือนถูกรัศมีของอีกฝ่ายกดไว้ เขาพูด “หลักการ…นายไม่กลัวว่าถ้ายึดหลักการนี้แล้วฉันจะกลับคำจริงๆเหรอ”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้มออกมา “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมก็เชื่อว่าผมกับประธานหลินไม่มีโชคชะตาต่อกัน ผมยอมรับได้อยู่แล้ว”
“ฮ่าๆๆ ดี ก็ตามคำพูดของนายนี้ ฉันยอมรับหลักการของนาย แต่…” หลินเทียนหนานพูดกลั้วหัวเราะ เห็นได้ชัดว่าสนใจนิสัยใจคอของซ่งจื่อเซวียนแล้ว “นายก็ต้องยอมรับคำขอร้องของฉันอย่างหนึ่งด้วย เป็นยังไง”
“เชิญคุณพูดเลยครับ”
“ดูท่านายจะมั่นใจกับข้าวผัดของนายมากกว่าฉันอีกนะ ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ฉันก็หวังว่าจะตั้งราคาของมันให้สูง ทำให้มันกลายเป็นสินค้าหายากของเมืองนี้ จานละแปดร้อยหยวนเป็นยังไง”
“อะไรนะ แปดร้อยหยวน?” ซ่งจื่อเซวียนพยายามรักษาความสงบเสงี่ยมไว้จนถึงที่สุด แต่ใจก็ยังเต้นตุบๆ
ต้องรู้ว่าการตั้งราคาของข้าวผัดจานนี้สูงกว่าเงินเดือนของเขาที่ทำงานอย่างหนักมาหนึ่งเดือนเชียวนะ พูดอีกนัยหนึ่ง เขาขยันมาหนึ่งเดือนถึงจะเพียงพอกินข้าวผัดได้ที่เดียว พูดแบบนี้ช่างไร้สาระเสียจริง…
“ถูกต้อง นายมีหลักการของนาย ฉันก็มีหลักการของฉัน นั่นก็คือกำไร ถ้านายทำข้าวได้วันละยี่สิบที่ งั้นฉันก็ต้องพึ่งราคาเพิ่มกำไร” หลินเทียนหนานพูดอย่างตั้งใจ
“แต่…ราคานี้…คุณแน่ใจเหรอว่าจะขายได้”
ซ่งจื่อเซวียนไม่เข้าใจธุรกิจ ดังนั้นขณะที่พูดหลักการของตัวเองก็ไม่ได้พิจารณาถึงกำไรอาหาร แต่เขารู้ว่าขายแพงเกินไปก็อาจจะขายไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าวผัดของเขาก็ไม่มีคุณค่าเหมือนกัน มีราคาแต่ไม่มีตลาดก็สูญเปล่า
หลินเทียนหนานยิ้มน้อยๆ “แม้ว่าฉัน หลินเทียนหนานจะไม่เคยทำอาหารมาก่อน แต่ทำธุรกิจมาหลายสิบปีแล้ว บางสิ่งบางอย่างยิ่งแพงก็ยิ่งถูกช่วงชิงกันได้ง่ายเท่านั้น เหตุผลนี้ฉันเข้าใจ ก็เทียบกับย่านศูนย์กลางธุรกิจชั้นนำในที่ดินทำเลทอง เงื่อนไขและตึกสำนักงานรอบๆเมืองต่างกัน แต่กลับเป็นสัญลักษณ์ของสถานะ ฉันหวังว่าจะสามารถสร้างย่านศูนย์กลางธุรกิจอาหารได้ และน้องชาย ข้าวผัดของนายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแน่นอน”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด สุดท้ายก็พยักหน้า ถึงอย่างไรสิ่งที่ต้องการที่สุดก็คือเงิน ต่อให้จะแค่เดือนแรกก็ตาม…
“ครับ ผมคิดว่าได้”
“งั้นก็ร่วมมือด้วยดีแล้วเหรอ”
“ร่วมมือด้วยดีครับ!” ซ่งจื่อเซวียนยิ้มสมวัยออกมาอย่างเห็นได้ยาก ยื่นมือไปจับมือของหลินเทียนหนาน
จากนั้น หลินเทียนหนานก็เรียกผู้ช่วยให้เอาข้อมูลมาให้ซ่งจื่อเซวียน รวมถึงแผนภาพโครงสร้างของร้าน รูปภาพหน้าประตูและตำแหน่งที่ตั้ง ตกลงกันว่าใช้เวลาสามวันในการเดินเรื่องใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องเรียบร้อย หลังจากนั้นสามวัน ซ่งจื่อเซวียนถึงจะเริ่มงาน
ชั้นสามห้างจ้งอัน ถังหย่าฉีเดินอย่างเบื่อหน่าย เธอไม่ได้สนใจสินค้าเคาน์เตอร์แบรนด์พวกนี้มากนัก เทียบกันแล้ว ปกติเธอจะชอบอ่านหนังสือ ฟังเพลงมากกว่า ดังนั้นตอนนี้สำหรับเธอแล้วเป็นการฆ่าเวลาได้อย่างหมดจด
ขณะที่กำลังเดิน จ้าวจิ้งอวิ๋นก็เดินออกมาจากลิฟต์ ถังหย่าฉีรีบเดินไปด้านหน้า ถามว่า “ผู้จัดการจ้าว ฉันอยากถามอะไรสักหน่อยน่ะค่ะ เมื่อกี้ตกลงซ่งจื่อเซวียนคนนั้น…กับผู้ดูแลชั้นขัดแย้งอะไรกันเหรอคะ”
“หืม ทำไมคุณถังถึงถามอย่างนี้ล่ะครับ”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่ถามไปอย่างนั้น ไม่สะดวกพูดเหรอคะ” ถังหย่าฉีกล่าว
“ไม่ครับไม่ ไม่ได้มีอะไรไม่สะดวกหรอกครับ ความจริงแล้วผมไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนที่ผมมา พวกเขาก็ขัดแย้งกันแล้ว ผมแค่เห็นการ์ดวีไอพีของคุณซ่ง ถึงได้เชิญเขาไปที่ห้องลูกค้าวีไอพี แต่จางกังก็อวดดีอยู่บ้างจริงๆแหละครับ ครั้งนี้ก็ถือว่าเขาหาเรื่องใส่ตัวแล้ว”
ถังหย่าฉีพยักหน้าน้อยๆ “คืออย่างนี้ค่ะ อืม…ผู้จัดการจ้าว ฉันมีเรื่องให้คุณช่วยเล็กน้อย ไม่ทราบว่าสะดวกไหมคะ ฉันอยากดูมอนิเตอร์เรื่องเมื่อครู่สักหน่อยน่ะค่ะ”
“มอนิเตอร์เหรอครับ” ถ้าเป็นคนทั่วไปขอ จ้าวจิ้งอวิ๋นคงไม่ยอมตกลงแน่ นี่เป็นข้อมูลของห้างจ้งอัน แต่พิจารณาถึงสถานะของถังหย่าฉีแล้ว เขาก็ตอบตกลง “ก็ได้ครับ คุณถังตามผมมา”
เป้าหมายนี้ของถังหย่าฉีง่ายๆ เธอไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ซ่งจื่อเซวียนทำเมื่อครู่มากๆ ฆ่าคนได้โดยไม่ก้มหน้ามองพื้น ในเมื่อจางกังก็สำนึกผิดแล้ว ทำไมยังต้องสั่งประหารเขาอีกล่ะ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอก็ยังอยากจะรู้จริงๆว่าขัดแย้งกันอย่างไรถึงทำให้ซ่งจื่อเซวียนทำอย่างนี้เป็นการแก้แค้น!
ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินไปที่ห้องมอนิเตอร์ เสียงหนึ่งก็หยุดถังหย่าฉีไว้
“หย่าฉี เธอมาได้ยังไง”
ถังหย่าฉีหันหน้าไป ก็เป็นหลี่เจียหาวเดินมา
[1] ไม้จันทน์แดง เป็นไม้เขตร้อน เนื้อแน่น หนัก สีโทนดำม่วงหรือดำแดง ลายละเอียดเหมือนเส้นผม เนื่องจากหาได้ยากและโตช้ามาก จึงมีราคาแพงมาก นิยมใช้ทำเฟอร์นิเจอร์จีนมากในสมัยราชวงศ์ชิง
[2] เสื้อหม่ากว้า เป็นเสื้อผ่ากลางกลัดกระดุมไว้ข้างหน้า เดิมใช้สำหรับขี่ม้าเดินทางในสมัยราชวงศ์ชิง แต่ภายหลังใช้ในชีวิตประจำวัน
[3] ไม้พะยูง เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีลวดลายสวยงามจากต้นพะยูง เป็นไม้มงคลที่มีราคาสูง
[4] จิ่งไท่หลาน เป็นเครื่องเคลือบที่มีรูปทรงสง่างามสีสันสดใส มีประวัตินิยมมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์หยวน ปรากฏครั้งแรกในราชวงศ์ชิง เป็นสุดยอดหัตถกรรมจีน
ตอนที่ 18: สูญเสียความมั่งคั่ง
หลี่เจียหาวเป็นเพื่อนม.ปลายของถังหย่าฉี และเป็นคนที่รุกตามจีบเธอ เพียงแต่ว่าตามจีบมาตั้งแต่ม.ปลายจนเรียนจบก็ไม่ได้ผล หลักๆเป็นเพราะถังหย่าฉีไม่ชอบที่เขาเป็นคุณชายทายาทเศรษฐี
“หลี่เจียหาว?
“ฮ่าๆ ฉันก็มาเดินชอปปิ้งที่นี่เหมือนกัน เธอจะซื้ออะไรเหรอหย่าฉี ไปด้วยกันเถอะ ฉันจะจ่ายให้” หลี่เจียหาวพูดอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม
ถังหย่าฉียิ้มอย่างเกรงใจ “ไม่ต้องหรอก ขอบคุณนะ ฉันแค่เดินไปเรื่อยๆเท่านั้น”
“จริงสิ เธอรู้ไหมว่าฉันบังเอิญเจอใคร” หลี่เจียหาวยังคงไม่อยากแยกตัวออกไป พูดต่อว่า “ยังจำผู้ชายคนนั้นที่เราเจอที่ตลาดโบราณได้ไหม ที่พูดว่าฉันซื้อของปลอมคนนั้นน่ะ!”
“อ้อ จำได้ ทำไมล่ะ”
“ฮ่าๆ ฉันบังเอิญเจอผู้ชายคนนั้นน่ะสิ เธอลองเดาดูสิว่าเป็นยังไง ความจริงแล้วเขาพาเด็กขอทานมาเดินชอปปิ้งที่นี่ ไม่ต้องพูดเลยว่าฉากนั้นมันตลกแค่ไหน เป็นครั้งแรกเลยที่เห็นเด็กขอทานมาเดินห้าง ให้ฉันเดานะ สมองคนคนนั้นมากน้อยจะต้องมีปัญหาแน่ คราวก่อนก็พูดจาเพ้อเจ้อ”
ได้ยินดังนั้น ถังหย่าฉีก็เหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง “จริงเหรอ ไม่ใช่ว่านายปาเครื่องลายครามทิ้งไปแล้วหรือไง”
“ฉัน…” พูดถึงตรงนี้ หลี่เจียหาวก็กระอักกระอ่วนอยู่พักหนึ่ง “เป็นฉันที่ไม่ระวังเอง ถึงยังไงนั่นก็ไม่ได้หมายความฉันดูไม่ออกนะ เขาพูดจาส่งเดชแท้ๆเลย”
“เอาเถอะ นายจะพูดอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ หลังจากนั้นล่ะ” ถังหย่าฉีถาม
“หลังจากนั้นเหรอ หลังจากนั้นผู้ชายคนนั้นก็ถูกรปภ.ลากตัวออกไปน่ะสิ ห้างจ้งอันเป็นห้างที่มีแต่แบรนด์ชั้นแนวหน้า จะให้ขอทานเข้ามาได้ยังไง ฉันพูดถูกไหม ผู้จัดการจ้าว” พูดจบ หลี่เจียหาวก็ไม่ลืมพูดกับจ้าวจิ้งอวิ๋น ขณะเดียวกันก็ขยิบตาส่งสัญญาณ
“หา? อ้อ…ใช่ ใช่ครับ” จ้าวจิ้งอวิ๋นกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในใจก็คิดว่าถังหย่าฉีเจอซ่งจื่อเซวียนที่ห้องลูกค้าวีไอพีแล้ว นายจะพูดเรื่องไร้สาระนี่อีกเหรอ ถึงกระนั้นเขาก็ยังไว้หน้าหลี่เจียหาว
“เหอะๆ ตามสะดวกเถอะ ฉันนัดเพื่อนไว้ ไปก่อนนะ”
พูดจบ ถังหย่าฉีก็เดินไปด้านหน้าต่อ และจ้าวจิ้งอวิ๋นก็เดินตามอยู่ด้านหลัง
เขาหน้าดำคล้ำพูดว่า “โหวจื่อ มีข่าวคราวหรือยัง”
ชายร่างผอมสูงข้างๆ ถือโทรศัพท์อยู่ พูดว่า “คุณชายหลี่ มีแล้วครับ ผมมีพี่น้องที่รู้จักไอ้เด็กนี่ บอกว่าเดิมเขาก็ไม่ได้มีความสามารถอะไร ทำงานอยู่ในร้านอาหารเล็กๆที่หลี่จวงฝั่งตะวันตกของเมืองครับ”
“หลี่จวง? นั่นมันเขตสลัมของเมืองตู้เหมินใช่ไหม เหอะๆ ไม่เลวเลยจริงๆ เป็นคนจนอวดรวยนี่ หึ ดูท่า…การ์ดอะไรนั่นใบนั้นก็ไม่จริงน่ะสิ” หลี่เจียหาวกำหมัด
“แต่…คุณชายหลี่ ผู้จัดการจ้าวรู้จักการ์ดใบนั้น น่าจะเป็นของจริงหรือเปล่าครับ” ชายอ้วนหัวโล้นพูด
“แล้วยังไงล่ะ เขาอาจจะเก็บได้ก็ได้ หึ คนแบบนั้นฉันเจอมาเยอะแล้ว มีโอกาสฉันจัดการเขาแน่!” หลี่เจียหาวกัดฟัน
เดินเข้าไปในลิฟต์ ถังหย่าฉีก็คิดเรื่องเมื่อครู่ พูดว่า “ผู้จัดการจ้าวคะ เมื่อกี้หลี่เจียหาวก็อยู่ด้วยเหรอ”
“เอ่อ…แหะๆ คุณถังครับ คุณไปดูมอนิเตอร์เองดีกว่า” จ้าวจิ้งอวิ๋นยิ้มกระอักกระอ่วนอยู่เล็กน้อย ถึงอย่าไรเรื่องราวระหว่างคุณหนูคุณชายพวกนี้ เขาไม่อยากจะพูดอะไร ยิ่งไม่อยากแสดงความคิดเห็นด้วย
ถึงห้องมอนิเตอร์ จ้าวจิ้งอวิ๋นสั่งให้เจ้าหน้าที่เปิดวิดีโอช่วงเวลานั้น ฉากด้านหน้าร้านเวอร์ซาเชก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
กล้องวงจรปิดของห้างจ้งอันหลักๆ เป็นอุปกรณ์ชั้นยอด เป็นตัวช่วยการสืบสวนสอบสวนของตำรวจได้ดีอย่างยิ่ง ด้วยภาพคมชัดและเสียงที่บันทึกภาพรวมทำให้ถังหย่าฉีเห็นสถานการณ์ตอนนั้นได้
การดูครั้งนี้ ไม่เพียงเห็นหน้าตาขี้ประจบของจางกังก่อนหน้านี้เท่านั้น ยังได้เห็นฉากที่หลี่เจียหาวรังแกผู้อื่นด้วย ถังหย่าฉีที่เห็นคิ้วใบหลิวของเธอก็ขมวดขึ้นเล็กน้อย ปากเล็กๆก็คว่ำลง
โดยเฉพาะประกอบกับคำพูดก่อนหน้าของหลี่เจียหาว ที่เขาคิดไม่ถึงสักนิดว่าเดิมถังหย่าฉีจะไปดูกล้องวงจรปิด ตอนนี้ ภาพจำของเขาในสายตาของถังหย่าฉีก็ต่ำลงสู่ก้นเหว
ด้านจ้าวจิ้งอวิ๋นสังเกตท่าทางของถังหย่าฉีอยู่ตลอด แต่เขาไม่ได้พูดอะไรสักประโยค เพียงแค่ดูเท่านั้น พิจารณาความสัมพันธ์ของถังหย่าฉี หลี่เจียหาวและซ่งจื่อเซวียนด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ บริหารจัดการมาหลายปี ดูทุกอย่างออกแต่ไม่พูดอะไรเป็นความเคยชินของเขาตั้งนานแล้ว
ดูจนเห็นตอนที่จ้าวจิ้งอวิ๋นเชิญซ่งจื่อเซวียนไปที่ห้องลูกค้าวีไอพี บวกกับใบหน้ากรุ่นโกรธและตกใจของจางกังและหลี่เจียหาวนั้น ถังหย่าฉีก็ดูต่อจนจบไม่ไหวแล้ว เธอพูดอย่างโกรธเคือง “นี่…นี่มันคนต่ำทรามชัดๆเลยนี่…”
จ้าวจิ้งอวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง พูดว่า “คุณถังครับ ความจริงแล้วคุณซ่ง…”
“ที่เขาทำก็ถูกแล้ว คนแบบนี้ก็สมควรตกงาน แค่…หึ!” ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กสาวไม่สามารถสบถด่าออกมาได้ เกรงว่าคำหยาบคายของถังหย่าฉีคงจะออกมาแล้ว…
เห็นอารมณ์รุนแรงของถังหย่าฉี จ้าวจิ้งอวิ๋นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าสำหรับเรื่องนี้ เขาก็มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน การกระทำของซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ผิด
แต่จ้าวจิ้งอวิ๋นก็แอบนับถืออยู่ในใจ อย่างไรซ่งจื่อเซวียนก็เป็นผู้เยาว์อายุแค่สิบกว่าปี จัดการเรื่องราวเด็ดขาดเหมาะสมเช่นนี้ไม่ง่ายเลย หากเป็นเด็กทั่วไปคนอื่นที่อายุรุ่นราวคราวนี้คงทำไม่ได้
เห็นถึงตรงนี้ ถังหย่าฉีก็คิดว่าท่าทางของตัวเองเมื่อครู่มีปัญหาอยู่บ้าง เดิมเธอไม่ได้รู้เหตุการณ์แน่ชัดก็ตำหนิซ่งจื่อเซวียนไปเสียก่อน ดูท่าแล้วเรื่องนี้ต้องขอโทษจริงๆ
“ผู้จัดการจ้าว ตอนนี้พวกเราไปเจอท่านประธานหลินกันดีกว่าค่ะ”
“ได้ครับ”
ทั้งสองคนมาถึงห้องทำงานของท่านประธาน ถังหย่าฉีเดินเข้าไป ด้านจ้าวจิ้งอวิ๋นก็ยังคงแยกออกไปอย่างรู้ความ
“คุณอาหลิน” ถังหย่าฉียืนตะโกนเรียกอยู่นอกประตู
“ฮ่าๆ หย่าฉีหลานคนโต หลานมาแล้ว” หลินเทียนหนานพูดกลั้วหัวเราะ เดินออกมาทันที “มาสิ มานั่งคุยกัน”
ครั้งนี้ หลินเทียนหนานไม่ได้เรียกให้ถังหย่าฉีเข้าไปในห้องทำงาน แต่เลือกที่จะพูดคุยที่โถงรับแขกแทน
แต่ถังหย่าฉีก็ยังคงเงยหน้ามองไปทางห้องทำงานอยู่หลายรอบ สีหน้าเผยความสงสัยออกมา
“หืม หย่าฉี หลานหาอะไรอยู่เหรอ” หลินเทียนหนานถามอย่างอดไม่ได้
“เอ่อ…หลาน…จริงสิคะคุณอาหลิน ซ่งจื่อเซวียนคนเมื่อกี้…”
“ทำไมล่ะ พวกหลานรู้จักกันเหรอ เขาไปได้สักพักแล้วล่ะ” หลินเทียนหนานพูด
ได้ยินดังนั้น ท่าทางของถังหย่าฉีผิดหวังเล็กน้อย อย่างไรเรื่องวันนี้ก็เป็นเธอที่ผิด อยากจะขอโทษเขาก็กลับไปเสียแล้ว รู้สึกติดค้างอยู่ไม่น้อย
“อารู้ไหมคะ ว่าจะเจอเขาได้ยังไง” ถังหย่าฉีถามอย่างอดไม่ได้
“เอ่อ…อาก็ไม่แน่ใจจริงๆ แหะๆ หลานมีเรื่องอะไรกับเขาเหรอ”
แน่นอนว่าหลินเทียนหนานรู้ว่าซ่งจื่อเซวียนอยู่ที่ร้านอาหารชุนเซียง แต่เขาพูดไม่ได้ เหตุผลง่ายมาก ครั้งนี้ที่เขาต้องทำก็คือดังเปรี้ยงปร้างในวงการอาหาร ซ่งจื่อเซวียนเป็นไพ่ตายของเขา และธุรกิจของตระกูลถังก็เป็นอาหารเช่นกัน เขาไม่มีทางพูดออกไปง่ายๆแน่นอน
“ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรหรอกค่ะ ช่างเถอะ คุณอาหลินคะ ที่มาหาอาครั้งนี้เป็นเพราะโครงการครั้งก่อน ช่วงนี้พ่อหลานอยู่ยุโรป ไม่สะดวกมา เลยให้หลานมาคุยกับอาสักหน่อยค่ะ”
หลินเทียนหนานนพยักหน้ายิ้มน้อยๆ “สมแล้วที่เป็นลูกสาวตระกูลถัง ใช้ได้ ใช้ได้จริงๆ เอาอย่างนี้ ถ้าพวกหลานตระกูลถังทำสัญญาร้านอาหารห้าร้อยตารางเมตรขึ้นไปที่ห้างจ้งอันเมืองจิ้งหยวน อาสามารถลดราคาได้นิดหน่อย”
ถังหย่าฉีหยิบเอกสารออกมาจากกระเป๋าตัวเองทันที พูดว่า “คุณอาหลินคะ อาลองดูแผนของพวกเราก่อน”
ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกัน ถังหย่าฉีรู้สึกว่าตนเองไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไร ถึงแม้ว่าจะอายุแค่สิบแปดปี แต่เธอก็เป็นตัวแทนตระกูลถังเจรจาต่อรองอยู่หลายครั้ง แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีท่าทางไม่มีสมาธิอย่างนี้มาก่อน เหตุการณ์ที่พูดกับซ่งจื่อเซวียนเมื่อครู่วนเวียนอยู่เต็มหัวไปหมด เหมือนในใจมีปมค้างคา แต่กลับไม่มีวิธีคลี่คลาย…
ออกมาจากห้างจ้งอัน ซ่งจื่อเซวียนก็เดินกลับไปที่ร้านอาหารชุนเซียงกับกู่เสี่ยวเป่า ตอนใกล้จะถึงกู่เสี่ยวเป่าก็หยิบป้ายชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า พูดว่า “พี่รอง พี่เก็บนี่ไว้”
“หืม” ให้ไอ้นี่กับฉันทำไม ซ่งจื่อเซวียนดูป้ายชิ้นนั้น เป็นหยกเหอเถียน แต่เทียบไม่ได้กับสินค้าชั้นนำ แต่ฝีมือแกะสลักแปลกมาก เป็นลายถ้วยเก่าๆ แต่กลับเข้ากับกู่เสี่ยวเป่ามาก
“เหอะๆ อย่าสนใจเลย พี่ก็เก็บไว้แหละ จะให้ดีก็ผูกไว้กับเอว” กู่เสี่ยวเป่าชี้ที่เชือกของป้ายหยกพลางพูด
พูดจบ กู่เสี่ยวเป่าก็ยัดป้ายหยกใส่ในมือซ่งจื่อเซวียนแล้ววิ่งหนีไป ซ่งจื่อเซวียนคิดจะพูดอะไรสักอย่างก็ไม่มีโอกาสแล้ว
ในร้านอาหาร หยางต้าฉุยกับลูกสาวกำลังพูดคุยกันอยู่หน้าเคาน์เตอร์ คนอื่นๆต่างก็ยุ่งตามระเบียบ
“ลูกสาวพ่อ แกก็เชื่อพ่อสิ สายตาของพ่อไม่ได้ผิดไปจริงๆ เจ้ารองคนนี้จงใจปิดบังแน่ๆ” หยางต้าฉุยพูด
หยางเสวี่ยก้มหน้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พูดว่า “วันนั้นลูกอาจจะรีบร้อนไปหน่อย เพียงแต่ลูกไม่คิดเลยว่าเจ้ารองจะทำแบบนั้นได้ ลูกคิดว่าเขา…”
“เหอะๆ ด้วยฝีมือของเขาจะได้เงินเดือนตั้งแปดหมื่นหยวน แกลองคิดดู ถ้าหัวของเขาไม่ดีจริงๆ จะมีฝีมืออย่างนี้ได้เหรอ ลูกสาวเอ๊ย แกโง่เขลาไปชั่วขณะแล้ว”
“ก็ได้ก็ได้ ไม่ต้องว่าลูกแล้ว ตอนค่ำลูกจะคุยดีๆกับเขา โอเคไหม”
“นี่สิถึงจะเป็นลูกสาวคนดีของพ่อ”
ขณะพูดคุยกัน เห็นซ่งจื่อเซวียนเดินเข้ามา หยางต้าฉุยรีบเดินมาหา “ฮ่าๆ เจ้ารองกลับมาแล้ว”
“เถ้าแก่ ผมกลับมาสายไปหน่อย ขอโทษครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูด อย่างไรเขาก็เดินเท้าทั้งไปทั้งกลับกับกู่เสี่ยวเป่า จึงใช้เวลาไม่น้อย
“ไม่เป็นไรหรอก คืนนี้ปกติดี ฉันเพิ่งพูดกับจางขุยไป คืนนี้ให้ผัดกับข้าวสองสามอย่าง พวกเราก็กินไปคุยไปเถอะ” หยางต้าฉุยพูดยิ้มๆ
ฟังคำหยางต้าฉุย ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย แต่ลองคิดดูแล้วเรื่องบางเรื่องไม่พูดท้ายที่สุดก็ลำบากใจอยู่ดี เขาจึงพูดว่า “เถ้าแก่ ผม…มีเรื่องอยากคุยกับเถ้าแก่ครับ”
สิ้นเสียง หน้าหยางต้าฉุยก็เปลี่ยนสี รู้สึกเพียงหวั่นใจมาก แต่ไม่รอให้เขาพูด หยางต้าฉุยก็เข้ามาใกล้ “แหะๆ จื่อเซวียน มีเรื่องอะไรถึงได้รีบร้อนขนาดนั้น อาจางกำลังทำกับข้าวอยู่ พวกเรากินพลางคุยพลางก็ได้”
ไม่นานนัก กับข้าวสองสามอย่างก็ตั้งบนโต๊ะ เดิมคิดจะกินไปคุยไปกับทุกคน แต่เพราะคำพูดเมื่อครู่ของซ่งจื่อเซวียน หยางต้าฉุยตัดสินใจแยกโต๊ะในเวลาสั้นๆทันที จางขุยกับพนักงานอีกสองสามคนโต๊ะหนึ่ง และพ่อลูกบ้านหยางกับซ่งจื่อเซวียนโต๊ะหนึ่ง
หยางเสวี่ยคีบกับข้าวให้ซ่งจื่อเซวียน ขณะเดียวกันก็ขยับไปทางซ่งจื่อเซวียน ถึงขนาดว่าร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันเล็กน้อย
“เสี่ยวเสวี่ย พอแล้ว เธอ…เธออย่าคีบให้ฉันเลย”
ถ้าเป็นสองวันก่อน บางทีซ่งจื่อเซวียนอาจจะไม่มีท่าทางแบบนี้ แต่ถึงอย่างไรตอนนี้ตนเองก็ตัดสินใจจะไปอยู่แล้ว ไม่ควรจะคิดอะไรกับหยางเสวี่ยอีก
“นาย…จื่อเซวียน นายไม่ชอบให้ฉันคีบกับข้าวให้ใช่ไหม” หยางเสวี่ยแสร้งพูดอย่างเศร้าสร้อย ขณะที่มุ่ยปาก รอบดวงตาก็แดงก่ำ
ต้องพูดเลยว่า การแสดงของเด็กสาวคนนี้ยอดเยี่ยมมาก เปลี่ยนเป็นคนอื่นอาจจะไม่สมจริงขนาดนี้
“เจ้ารอง โกรธเสี่ยวเสวี่ยแล้วเหรอ ถ้าเธอทำอะไรผิด แกก็บอกฉัน ฉันจะดุเธอให้!” หยางต้าฉุยก็แสร้งพูดอย่างโกรธเคือง
ความจริงซ่งจื่อเซวียนดูออกตั้งนานแล้ว ประกอบกับท่าทางของหยางเสวี่ยตอนแรก ตั้งแต่ตอนนั้นเขาก็รู้ว่าจุดประสงค์ของพ่อลูกบ้านหยางคือรั้งเขาไว้ กระทั่งตัวเขาตัดสินใจอยู่ต่อแล้วด้วยซ้ำ เพียงแต่…ผ่านพ้นคืนนั้นไป เขาก็เปลี่ยนใจ
เขาไม่ยอมรับเจตนาดีของบิดาบังเกิดเกล้า และไม่ยอมให้แม่ยากจนอีก ดังนั้นการไปทำงานที่ร้านอาหารของหลินเทียนหนาน คือทางเลือกเดียวของเขา
“เถ้าแก่ ผม…ตัดสินใจไปทำงานกับทางประธานหลินครับ”
ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ บรรยากาศรอบๆก็เงียบไป รวมถึงโต๊ะพวกจางขุยด้วย ล้วนหยุดตะเกียบ ดวงตาแต่ละคู่ต่างมองมาที่ซ่งจื่อเซวียน
เห็นทุกคนไม่พูด ซ่งจื่อเซวียนก็วางตะเกียบ ลุกขึ้นพูด “ขอโทษครับ เถ้าแก่ สามวันหลังจากนี้ผมจะออกจากร้านอาหารชุนเซียง และหวังว่าเถ้าแก่จะหาพนักงานใหม่ได้นะครับ”
พูดจบ เขาก็ค้อมตัวให้หยางต้าฉุยจนสุด หันหลังเดินออกจากร้านอาหาร ส่วนอาหารมื้อนี้ แน่นอนว่าเขากินต่อไม่ลงแล้ว
เห็นแผ่นหลังซ่งจื่อเซวียนเดินออกจากประตูไป หยางต้าฉุยหรี่ตาลงสองข้าง ถอนหายใจ
“พ่อ ลูก…”
ไม่รอให้หยางเสวี่ยพูดจบ หยางต้าฉุยก็ยกมือขึ้น “ไม่ต้องพูดแล้ว นี่ก็เป็นโชคชะตา พ่อคิดว่า…เจ้ารองเป็นความมั่งคั่งที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้ที่เสียไปแล้ว”
[1] หยกเหอเถียน หรืออีกชื่อคือหยกเนไฟร์ต มีหลากสีสันตามแร่ธาตุ นิยมที่สุดคือสีขาว เป็นเครื่องประดับที่แพร่หลายในชนชั้นสูงตั้งแต่ก่อนยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตก
ตอนที่ 19: บทเรียนสุดท้าย
สองวันถัดมา ซ่งจื่อเซวียนก็ยังคงไปที่ร้านอาหารชุนเซียงเช่นเดิม เหมือนอย่างที่แม่พูด ในเมื่อจะไปก็ต้องทำหน้าที่สุดท้ายให้ดีที่สุด
แต่ที่ผิดคาดก็คือไม่มีใครมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ กลับกันหยางต้าฉุยยังคงเกรงอกเกรงใจอยู่ แต่มีจุดหนึ่งที่ทำให้เขาแปลกใจอยู่บ้างนั่นก็คือกู่เสี่ยวเป่าไม่ได้โผล่หน้ามาอีก
ทำงานวันสุดท้ายเสร็จ ซ่งจื่อเซวียนก็ถอนใจยาวออกมา กลับไม่ใช่ความเหนื่อย เพียงแต่ในใจยังมีความรู้สึกทอดถอนใจเล็กน้อย
หลังลูกค้าจากไป เขาก็นั่งลงบนเก้าอี้ ย้อนนึกถึงตอนที่ตัวเองเพิ่งมาทำงานที่นี่ ยังงุ่มง่ามอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าโดนจางขุยด่าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นคล่องแคล่วว่องไวขึ้น ตอนนี้คิดดูแล้ว ก็ยิ้มออกมาอย่างเข้าใจแล้ว
“จางขุย พวกแกเลิกงานก่อนเถอะ มื้อค่ำวันนี้กลับไปกินข้าวที่บ้าน ให้ค่าอาหารคนละยี่สิบหยวน” หยางต้าฉุยพูดพลางหยิบเงินสดออกมาแบ่งให้กับทุกคน
หยางต้าฉุยพูดจบ พวกจางขุยแปลกใจ ปกติหยางต้าฉุยให้ทุกคนกินอาหารที่ร้าน อีกทั้งหลักๆต้องเป็นผัก เถ้าแก่ที่ขี้เหนียวขนาดนี้ให้ค่าอาหารพวกเขาคนละยี่สิบหยวนจริงเหรอ
ประหลาดใจที่เถ้าแก่ให้อยู่ก็จริง แต่พนักงานก็ยังคงเดินไปรับเงินมา ซ่งจื่อเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจไม่รับไว้ ถึงอย่างไรวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่ตนมาทำงานที่นี่ อาหารมื้อนี้…เดิมก็ไม่ควรกิน
แต่ตอนที่เขากำลังจะเดินตรงออกไป หยางต้าฉุยก็พูดว่า “เจ้ารอง แกรอแป๊บหนึ่ง”
“ครับ?” ซ่งจื่อเซวียนชะงัก ไม่คิดว่าหยางต้าฉุยจะเรียกตนเองไว้ หรือว่าเขาคิดจะรั้งตนเองไว้อยู่อีกเหรอ
พวกจางขุยมองซ่งจื่อเซวียนแวบหนึ่ง แล้วต่างแยกย้ายกันไปทันที ไปกันจนเงียบหมดแล้ว หยางต้าฉุยเดินไปที่ประตูร้านแล้วปิดประตู ล็อกกลอนอย่างแน่นหนา
ซ่งจื่อเซวียนพูดอย่างคาดไม่ถึงอยู่บ้าง “เถ้าแก่…”
“เหอะๆ เจ้ารองเอ๊ย นี่ก็ไปกันหมดแล้ว ฉันอยาก…พวกเราสองคนพูดคุยกันหน่อยได้ไหม”
“ฮะ พูดคุย… อ้อ อ้อ ได้ครับ ไม่มีปัญหา” ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า ทำงานมาหนึ่งปีไม่เคยพูดคุยอะไรกับหยางต้าฉุยมาก่อน ครั้งเดียวก็คือตอนที่ทำข้าวผัดหยกทอง
หยางต้าฉุยยิ้ม นั่งลง “เจ้ารอง ในเมื่อแกตัดสินใจแล้ว ฉันก็จะไม่รั้งแกไว้อีก ฉันรู้ว่าที่นั่นมีประโยชน์กับการพัฒนาของแกมากกว่า”
“เหอะๆ ไม่ได้ลำบากใจอะไรหรอก” หยางต้าฉุยยิ้มพลางโบกมือ “กลับเป็นแกที่คล่องแคล่วว่องไวขึ้น ช่วยงานที่นี่ได้ไม่น้อย แต่แกจะไปอย่างนี้ ฉันก็ค่อนข้างเป็นห่วง”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้พูดอะไร ความจริงไม่ว่าจะหยางต้าฉุยจะเป็นห่วงจริงหรือไม่ เขาเองก็กังวลกับตัวเอง ถึงอย่างไรการไปครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีไหม
เห็นซ่งจื่อเซวียนไม่พูดอะไร หยางต้าฉุยก็พูดต่อ “เจ้ารอง แกต้องรู้ไว้ด้วยว่า เป็นพ่อครัว…ไม่ได้ง่ายเหมือนข้าวผัดหนึ่งที่ ต่อให้จะเป็นข้าวผัดจักรพรรดิที่แกทำก็ตาม”
ซ่งจื่อเซวียนเงยหน้ามองหยางต้าฉุย ไม่คิดเลยว่าคำพูดของอีกฝ่ายจะเข้าใจตนเองเช่นนี้ นี่เป็นเรื่องที่ตนเองก็กังวลอยู่เช่นกัน
“เถ้าแก่ ผมรู้ครับ ดังนั้นพูดตามตรงผมก็ไม่ได้มั่นใจเหมือนกัน แต่…”
“แต่แกต้องการเงิน ที่แกทำไม่ได้ผิดหรอก พ่อครัวอย่างเราๆ จะว่าไปก็เป็นคนล่องเจียงหู แน่นอนว่าคนเจียงหูต้องสู้เพื่อผลประโยชน์อยู่แล้ว” หยางต้าฉุยพูด
“เจียงหู?” ซ่งจื่อเซวียนชะงัก คำคำนี้กลับเกี่ยวข้องกับสังคมในชีวิตจริงน้อยมาก ก่อนหน้านี้เขานึกว่าเจียงหูอยู่ห่างไกลจากตนเองมาก
“ใช่ เจียงหู จากอดีตจนถึงปัจจุบัน พ่อครัวเป็นอาชีพหนึ่งในบรรดาเจียงหูทั้งหมด ล่องเจียงหูต้องพึ่งพละกำลังหรือฝีมือ และพวกเราก็เป็นอย่างหลัง”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าน้อยๆ ดูเหมือนจะเริ่มเห็นด้วยกับความคิดนี้ ใช่แล้ว ตอนนี้…ไม่ใช่ว่าทุกคนก็ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเจียงหูเหรอ เพียงแต่บทบาทที่แสดงนั้นแตกต่างจากสมัยโบราณเท่านั้น
“เพราะงั้น…เจ้ารอง ก่อนที่แกจะไปฉันที่เป็นเถ้าแก่ไม่มีอะไรจะมอบให้แกได้ ก็ให้ฉันสอนบทเรียนแกสักบทเป็นยังไง” หยางต้าฉุยพูดด้วยยิ้มเล็กน้อย
“หา? บทเรียน? ให้ผมเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนสับสนจริงๆ หยางต้าฉุยวันนี้ดูจะไม่เหมือนเดิมเลย ตอนที่พูดกับตนเองไม่ว่าจะน้ำเสียงหรือแววตาล้วนจริงใจอย่างยิ่ง กระทั่งยังทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง
“ถูกต้อง นี่เป็นบทเรียนที่หนึ่งที่จะสอนแก และก็เป็นบทเรียนสุดท้าย มา เจ้ารอง แกเข้ามากับฉัน”
พูดจบ หยางต้าฉุยก็เดินไปในครัวด้านหลัง แต่ถึงแม้ซ่งจื่อเซวียนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ก็ยังคงลุกขึ้นเดินตามไป
ซ่งจื่อเซวียนไม่มีที่ไหนจะคุ้นเคยไปกว่าครัวด้านหลังของร้านอาหารชุนเซียงแล้ว ทุกวันหลังเลิกงานเขาก็เตรียมผักที่นี่เพื่อให้จางขุยใช้ในวันถัดไป อีกทั้งทำความสะอาดห้องครัวและโถงร้านก็เป็นเขาที่ทำ
ถ้าพูดว่าที่ตรงไหนในห้องครัวที่ซ่งจื่อเซวียนไม่คุ้นเคย นั่นก็คือตู้ติดผนังด้านหนึ่ง เพราะตู้ติดผนังนี้ล็อกไว้ตลอดทั้งปี ดังนั้นเขาจึงไม่เคยรู้ว่าด้านในมีอะไร
และตอนนี้หยางต้าฉุยก็กำลังเดินไปทางตู้ติดผนังนั้น หยิบกุญแจออกมาปลดล็อกแม่กุญแจ ซ่งจื่อเซวียนเบิกตากว้าง
เห็นเพียงหยางต้าฉุยหยิบกล่องหนังลูกเล็กออกมาจากในตู้ใบหนึ่ง กล่องหนังเก่ามาก ถึงขนาดว่าพื้นผิวมีรอยแตกลายอยู่ไม่น้อย แต่ตัวแม่กุญแจยังงดงามและประณีตมาก นอกจากแม่กุญแจที่มันวาวแล้ว ยังมีแม่กุญแจทองแดงตัวเล็กแขวนไว้ด้านบนด้วย
หยางต้าฉุยเปิดกล่องหนังอย่างรวดเร็ว พูดว่า “พ่อครัวทุกคนล้วนมีเครื่องครัวชุดหนึ่งเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น นี่เป็นของที่ฉันใช้ตอนเป็นหัวหน้าพ่อครัว จะว่าไป ก็หลายสิบปีแล้วที่ไม่ได้เปิดออกมาเลย”
พูดพลาง เขาก็หยิบกระเป๋าหนังออกมาจากกล่องหนัง ในกระเป๋าหนังมีช่องเล็กๆโปร่งใสบนล่างมากมาย ทุกช่องมีมีดอยู่หนึ่งเล่ม แต่ละเล่มลักษณะแตกต่างกัน แต่ดูจากความแวววาวภายนอกและสีคมมีด ซ่งจื่อเซวียนก็รู้ทันทีว่านี่เป็นมีดที่ดี
ถ้าพูดถึงคุณภาพของมีดเหล่านี้ ก็น่าจะเป็นรองเพียงเล่มที่ซางเทียนซั่วใช้ ซ่งจื่อเซวียนอดแอบคิดไม่ได้ ว่าตกลงแล้วซางเทียนซั่วคนนั้นเป็นคนอย่างไรกันแน่ ทำไมฝีมือทำอาหารอ่อนขนาดนั้นกลับมีมีดดีๆที่แวววาวอย่างนั้นได้
ซ่งจื่อเซวียนลองนับดู ในกระเป๋าหนัง หนึ่งแถวมีมีดทั้งหมดเจ็ดเล่ม ที่เขารู้จักก็คือมีดเลาะกระดูก มีดตัดเนื้อ มีดอีโต้และมีดฟันเลื่อย ส่วนอีกสามประเภทเขากลับรู้ไม่จัก
หยางต้าฉุยพูดว่า “ฉันเก็บรวบรวมมีดพวกนี้มาสิบกว่าปี โดยเฉพาะมีดเลาะกระดูกนี่ ตอนนั้นฉันตามตื๊ออยู่สามเดือนถึงยอมขายให้ฉันในราคาสูงๆ”
ซ่งจื่อเซวียนเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ในนั้นมีกรรไกรอยู่ด้วย แต่กรรไกรขนาดไม่ต่างกับมีดเล่มอื่นนัก เกือบๆยี่สิบเซนติเมตร ด้ามจับใหญ่มาก เหมาะสำหรับออกแรง ใบมีดบางและคม น่าจะตัดกะโหลกได้
“มีดเลาะกระดูก…เถ้าแก่ ผมเคยได้ยินมาว่าที่ที่ขายเครื่องครัวส่วนมาก บ้างก็ถึงขนาดมีครบชุด อีกทั้งเครื่องครัวประเทศเยอรมันมีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“เหอะๆ ถูกต้อง ถ้าเป็นพ่อครัวทั่วๆไป ซื้อมีดสักชุดราคาพันกว่าหยวนก็พอแล้ว แต่ถ้าอยากให้ฝีมือทำอาหารยอดเยี่ยม มีดธรรมดาไม่เพียงพอแน่นอน พ่อครัวที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง เครื่องครัวทุกชุดที่ตัวเองใช้ควรจะเข้ามือที่สุด มีดที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมากจะพอดิบพอดีขนาดนี้ได้ยังไง” หยางต้าฉุยพูด
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า ไม่ผิด ถ้าอยากโดดเด่น จะใช้แก้ขัดไปก่อนได้ยังไง เห็นมีดของหยางต้าฉุย ตาเขาก็เต็มไปด้วยความอิจฉา แต่เป็นพ่อครัวมือใหม่ เขามีมีดเล่มใหม่เป็นของตัวเองได้ก็ไม่เลวแล้ว เลือกได้ที่ไหนกัน…
ไม่นานนัก หยางต้าฉุยก็หยิบเนื้อสดออกมาชิ้นหนึ่ง เริ่มลงมือหั่นอย่างรวดเร็ว แต่ประมาณหนึ่งนาทีก็กลายเป็นชิ้นเนื้อขนาดเท่าๆกัน
ซ่งจื่อเซวียนมองด้วยแววตาเหม่อลอย ทักษะการใช้มีดนี่…
แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงนึกถึงซางเทียนซั่วขึ้นมาอีกครั้ง เทียบกันแล้ว ทักษะมีดของหยางต้าฉุยช่ำชองและคล่องแคล่วยิ่งกว่า แต่ถ้าเทียบกันเรื่องความเฉียบคม ซางเทียนซั่วเร็วกว่า ถึงขนาดที่จับภาพท่าทางของเขาลำบาก เหมือนเป็นภาพลวงตา
“เจ้ารอง แกดูให้ดี!”
พูดจบ หยางต้าฉุยก็เปิดเตา ใช้ไฟแรงอุ่นเตาให้ร้อน ถัดมาก็เทน้ำมัน ใส่วัตถุดิบ ผัดกับเครื่องปรุง ทำทุกอย่างในรวดเดียว ซ่งจื่อเซวียนเบิกตากว้างไม่ปล่อยผ่านอะไรไปสักอย่างเดียว
“อาหารทั่วๆไปของร้านอาหาร แต่จะเจียว ผัด ต้ม ทอด อบ ลวก เคี่ยว ตุ๋น สไตล์อาหารส่วนใหญ่ก็ยังเป็นการผัด สาเหตุที่ร้านอาหารเสิร์ฟไว ก็เพราะมีเตาใหญ่และไฟแรง สามารถทำให้วัตถุดิบสุกและถึงรสชาติได้เร็วกว่า การผัดจึงเป็นแก่นแท้ ซึ่งการเจียว ต้ม ลวกนั้นก็ใกล้เคียงที่สุด ดังนั้นสำหรับระดับเริ่มต้นอย่างแกต้องผัดให้เชี่ยวชาญ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าอย่างแรง “เถ้าแก่ ผมเข้าใจแล้ว ผมจะตั้งใจเรียน”
หยางต้าฉุยยิ้มแล้วดับไฟ พูดว่า “ความจริงแล้วเมนูนี้ง่ายมาก แต่เพราะแกยังไม่เคยทำ เลยแอบรู้สึกกดดัน อยู่ในที่ทำงานใหม่ ในห้องครัวแกก็จะยิ่งกดดันกว่าเดิม ดังนั้นแกต้องฝึกให้ชินมือเสียก่อน”
พูดจบ หยางต้าฉุยก็เดินไปด้านข้าง พยักพเยิดคางให้เขาก้าวมา
เนื้อที่หยางต้าฉุยหั่นเรียบร้อยแล้วเมื่อครู่ใช้ไปครึ่งหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าอีกครึ่งเหลือไว้ให้ซ่งจื่อเซวียน ซ่งจื่อเซวียนมองเนื้อพวกนั้น พยักหน้า “ครับ!”
หยางต้าฉุยยิ้มอย่างรู้ทัน ในใจแอบคิดว่า ‘เหอะๆ ฉันพลาดไปแล้วจริงๆ เจ้ารองไม่เคยได้สัมผัสเตามาก่อน กลับไม่หวาดกลัวเลยสักนิด เพียงแค่กระตือรือร้นแบบนี้ นี่ก็คือศักยภาพของพ่อครัวที่ดี ครั้งนี้…เสียของมีค่าไปแล้วจริงๆ’
เปิดเตา ใช้ไฟร้อนๆอุ่นกระทะ ซ่งจื่อเซวียนใส่น้ำมันร้อนๆลงไปในกระทะ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยได้แตะเตาจริงๆ แต่ท่าทางกลับรวดเร็ว เห็นหยางต้าฉุยพยักหน้าไม่หยุด ในใจเต็มไปด้วยความชื่นชม
“ทำได้ดี เนื้อผัดไฟแดง ไม่ถือว่าเป็นอาหารจริงๆ แต่เมื่อเทียบกันแล้ว การผัดเนื้อเป็นการทดสอบ การควบคุมแรงไฟและความจำของพ่อครัวมากกว่า ไม่ต้องใช้สายตาดูวัตถุดิบว่าสุกแล้วหรือไม่ ต้องตัดสินโดยขึ้นอยู่กับความแรงของไฟ ความเร็วในการผัด จนกระทั่งการถ่ายเทความร้อนของตะหลิวที่แกใช้ ตอนนี้แกมาลองนึกย้อนจังหวะของฉันดูสิ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าเล็กน้อย ใส่เนื้อหั่นชิ้นลงไปในตะหลิว ตอนนำลงไปผัด ท่าทางของหยางต้าฉุยก่อนหน้าปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ที่แท้ ถ้าพิจารณาด้วยตนเอง เนื้อหั่นชิ้นยังไม่ถึงระดับความร้อนที่จะเอาออกจากกระทะ แต่หยางต้าฉุยเอาออกจากกระทะรวดเร็วมาก ซ่งจื่อเซวียนก็เอาเนื้อหั่นชิ้นออกจากกระทะตามความเร็วของเขา
“ทำได้ดี เจ้ารอง แกรู้ไหมว่าทำไมถึงเอาออกจากกระทะเร็วขนาดนี้”
ซ่งจื่อเซวียนพูดว่า “เพราะว่าเตาไฟแรงมาก ถ้านานกว่านี้ไม่กี่วินาทีเนื้อก็จะเสียคุณภาพไป นำออกจากกระทะตอนนี้ เพียงแค่อุณหภูมิที่ยังเหลืออยู่ในเนื้อก็ช่วยเพิ่มความร้อนให้กันได้ ทำให้เนื้อสุกพอดี”
“ฮ่าๆๆ ดีมาก เจ้ารอง เมื่อก่อนฉันมองแกผิดไปจริงๆ แกมีพรสวรรค์นะเนี่ย!”
หยางต้าฉุยตอนนี้หัวเราะจนตัวโยน พูดความในใจของตัวเองออกมา บางทีสำหรับพ่อครัวที่โดดเด่นแล้ว ได้เห็นรุ่นหลังที่มีพรสวรรค์ ก็มีความสุขมาจากใจจริงแล้ว
“เถ้าแก่ชมเกินไปแล้ว ถ้าไม่ได้เถ้าแก่ที่สอนผม เกรงว่าผมไปที่นั่นคงได้งุ่มง่ามจริงๆ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“ที่ฉันทำทำได้ก็มีเท่านี้แหละ ส่วนสูตรอาหาร ในยุคนี้ไม่มีประโยชน์แล้ว ในอินเทอร์เน็ตรวบรวมวิธีทำอาหารไว้แทบจะทุกสไตล์ เพราะงั้นสนามจริงเท่านั้นถึงจะเป็นบททดสอบในท้ายที่สุด”
ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้พูดอะไร เพราะเขารู้ดี ว่ามีสูตรอาหารเล่มหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็นคลังข้อมูลหรือในอินเทอร์เน็ต ก็ยากที่จะหาเจอได้
[1] เจียงหู คือสังคมแบบหนึ่งของจีน ส่วนใหญ่อยู่ห่างไกลจากราชสำนัก มีกฎเกณฑ์ของตนเอง เกิดจากการขายฝีมือตนเองหาเลี้ยงชีพ ต้องเดินทางบ่อยจึงใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก ซึ่งคำว่าเจียง แปลว่าแม่น้ำ และหู แปลว่าทะเลสาบ
ตอนที่ 20: ทีมเชฟ
ปิดเตาแล้ว ทั้งสองคนก็กลับมาที่โถงร้าน หยางต้าฉุยพูดว่า “เจ้ารอง ที่ฉันเป็นห่วงที่สุดก็คือถึงแกจะทำข้าวผัดได้ แต่อาหารเมนูอื่นพูดได้เลยว่าไม่เคยผ่านมือมาก่อน ตอนนี้ถ้าสอนแกตามสูตรก็ไม่ทันแล้ว ดังนั้นฉันจะสอนที่สำคัญสำคัญให้ นั่นก็คือกำลังไฟ พูดได้เลยว่ากำลังไฟก็สำคัญไม่แพ้รสชาติเลย”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “เถ้าแก่ ผมเข้าใจจุดนี้แล้ว ขอบคุณเถ้าแก่มากครับ”
ความจริงแล้วหลังจากเจอกับหลินเทียนหนาน ก็ยังถือว่าโล่งใจขึ้นบ้างแล้ว อย่างไรหลินเทียนหนานก็จะจัดการเรื่องทีมพ่อครัวที่ร้านให้ นอกจากข้าวผัด เขาก็ไม่ต้องทำอาหารอื่นๆสำหรับจุดนี้ เขาผ่อนคลายลงไม่น้อย
แต่ตอนนี้ของหยางต้าฉุยยังสำคัญมาก อย่างน้อยก็ให้แรงใจเขาในด้านความมั่นใจ ได้จับต้องเตามากเท่าไร ย่อมเป็นพื้นฐานความมั่นใจของพ่อครัวเท่านั้นแน่นอน
จากนั้นทั้งสองก็คุยเรื่อยเปื่อยกันอีกสักพัก หยางต้าฉุยแนะนำวิธีทำอาหารสองสามอย่างที่เห็นกันบ่อยๆ แม้ว่าจะพูดไว แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับจำได้ทั้งหมด จนกระทั่งถึงสี่ทุ่มกว่า ทั้งสองคนถึงได้ออกจากร้านอาหาร
เห็นด้านหลังของซ่งจื่อเซวียนจากไป หยางต้าฉุยพยักหน้าอย่างพอใจ “บางทีนี่อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไม่งกความรู้ที่สุด เจ้ารอง ต่อจากนี้…ขึ้นอยู่กับแกแล้ว”
ความจริงแล้วหลายวันมานี้หยางต้าฉุยก็คิดมาดีแล้ว ในเมื่อซ่งจื่อเซวียนหนักแน่นว่าจะจากไป ตนเองก็ไม่จำเป็นต้องบังคับ ถ้าทำอย่างนั้นดีไม่ดีมีเรื่องขัดแย้งกัน มีศัตรูมากไม่อาจสู้มีมิตรมาก โดยเฉพาะเป็นคนอย่างซ่งจื่อเซวียน
ออกจากร้านอาหาร ในใจซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกซาบซึ้ง ทำงานที่นี่มาหนึ่งปี จู่ๆก็จากไป…ยังปรับตัวไม่ได้อยู่บ้าง ถึงอย่างไรเขาก็คุ้นเคยกับการตื่นมาทำงานที่ร้านอาหารชุนเซียงทุกวัน พรุ่งนี้ก็เริ่มการเปลี่ยนแปลงแล้ว
ขณะเดียวกัน เขาก็ขอบคุณหยางต้าฉุยในใจ บทเรียนวันนี้ดูแล้วไร้แก่นสาร แต่กลับสำคัญมาก นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เขาได้จับตะหลิวผัดอาหารจริงๆ
ขณะกำลังเดินอยู่ ฝีเท้าของซ่งจื่อเซวียนก็ช้าลง ที่ที่ห่างจากหน้าปากซอยเจ็ดร้อยแปดร้อยเมตรมีเงาดำสามคนอยู่ที่นั่น สองคนในนั้นกำลังพิงกำแพง ไฟบุหรี่ในมือเดี๋ยวดับเดี๋ยวสว่าง และอีกคนนั่งยองๆ ในมือก็คีบบุหรี่ไว้เช่นกัน ดูเหมือนชายหนุ่มที่นิสัยไม่ดีอยู่เล็กน้อย
ปกติซ่งจื่อเซวียนนับว่าเป็นเด็กที่ซื่อตรง เจอกับอันธพาลอย่างนี้ก็เดินหลบเลี่ยงตลอด แต่ทางกลับบ้านมีทางนี้ทางเดียวเท่านั้น เขาทำได้แค่ก้มหน้าก้มตาเดินไป ตอนที่ใกล้จะถึง ฝีเท้าของเขาก็ก้าวเร็วขึ้นเล็กน้อย และหวังว่าจะเดินผ่านคนพวกนี้เร็วๆ
แต่ตอนที่กำลังจะเดินผ่านไป จู่ๆหนึ่งในนั้นก็ดีดบุหรี่ในมือมาที่กลางหน้าอกของซ่งจื่อเซวียนพอดี ถึงแม้ว่าจะไม่โดนลวก แต่ก็เป็นสัญญาณอย่างชัดเจนว่าคนพวกนี้ต้องการหาเรื่อง!
ซ่งจื่อเซวียนหยุด มองไปทางคนที่ดีดบุหรี่มา แต่สายตาของคนคนนั้นก็มองมาที่เขาพอดีเช่นกัน นี่ไม่ผิดแล้ว เป้าหมายของพวกเขาก็คือตนเองอย่างที่คิดไว้จริงๆ
“ซ่งจื่อเซวียน?” คนที่นั่งยองๆคนนั้นเปิดปากพูด ลุกขึ้นมาช้าๆทันที ท่าทางเต็มไปด้วยความเกียจคร้าน
“ใช่” ขณะที่ซ่งจื่อเซวียนมองคนคนนั้น ถึงแม้ว่าใจไม่สู้อยู่บ้าง แต่บนหน้ากลับไม่มีวี่แววหวาดกลัวแต่อย่างใด
“เหอะๆ ยังใจกล้าดีจริงๆ” คนคนนั้นแค่นหัวเราะ เดินเข้ามาใกล้ซ่งจื่อเซวียน “แต่…วันนี้ฉันจะสอนนาย ทำตัวให้ซื่อสัตย์หน่อย สิ่งที่ไม่ควรพูดก็อย่าพูด!”
ซ่งจื่อเซวียนมองหน้าคนคนนั้น พูดอย่างเย็นชา “นายเป็นคนของหลี่เจียหาว?”
เพราะไม่มีคำอธิบายอื่นอีกแล้ว ปกติซ่งจื่อเซวียนจะอยู่แค่ที่ร้านอาหารหรือไม่ก็บ้านของตาเฒ่าฟางเท่านั้น ไม่เคยมีเรื่องกับใคร ถ้าพูดว่ามี นั่นก็คือหลี่เจียหาวแล้ว
“ฮ่าๆๆ ไม่ใช่ซะหน่อย แต่มีคนไหว้วานมา ฉันก็ต้องจัดการ” คนคนนั้นพูด
“พวกนายสามคนฉันคนเดียว เหอะๆ ลูกผู้ชายจริงๆ แต่ที่นี่ไม่ไกลจากสถานีตำรวจ พวกนายไม่กลัวว่าฉันจะตะโกนเรียกเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเย็น
“ตะโกน? ข้าก็จะซัดฟันแกให้ร่วงก่อนไง!”
พูดแล้ว ชายคนนั้นก็เหวี่ยงหมัดตรงมาที่ปากของซ่งจื่อเซวียน แต่หมัดเพิ่งจะวาดมา ก็ได้ยินน้องชายข้างๆกดเสียงต่ำพูด “พี่เลี่ยง มีคน!”
ได้ยินดังนั้น หมัดของผู้ชายที่ชื่อพี่เลี่ยงก็หยุดลง หันหน้ากลับไปดู ก็มีคนเดินเข้ามาในซอยจริงๆ
คนคนนั้นดูแล้วอายุยี่สิบกว่าปี สวมเสื้อกันลมและมีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่ เนื่องจากแสงสว่างไม่มาก จึงมองหน้าไม่ชัด
“จะผ่านไม่ผ่าน? จะผ่านก็รีบไปให้ไวหน่อย!” น้องชายคนนั้นเร่งประโยคหนึ่ง อันธพาลวัยรุ่นก็เป็นแบบนี้ ต่อให้เป็นคนบนถนน เขาก็ต้องคำรามขึ้นมาสักประโยค ให้ดูคุยโวเล็กน้อย
คนบนถนนหยุดเท้าลงเล็กน้อย มองน้องชายคนนั้นแวบหนึ่ง เดินต่อไปทันที
“มองอะไรวะ ไม่เคยถูกกระทืบหรือไง” น้องชายคนนั้นไม่ลืมยกหมัดขึ้นจ้องตาพลางตะโกนพูด
เห็นคนบนถนนเดินผ่านไป พี่เลี่ยงก็คว้าคอเสื้อซ่งจื่อเซวียนยกขึ้นอีกครั้ง “เมื่อกี้อยากตะโกนเรียกตำรวจนักใช่ปะ ฉันจะให้นายเรียก!”
เพิ่งจะสิ้นเสียง หมัดก็ง้างขึ้นมาแล้ว ถึงซ่งจื่อเซวียนมีใจต่อต้าน แต่ปกติก็ไม่เคยทะเลาะวิวาท ต่อให้มี มากสุดก็ตอนที่ไหลไปตามคนอื่นด้วยตอนเด็กๆเท่านั้น ไม่เคยลงมือมาก่อน เห็นหมัดของอีกฝ่ายชกมา แทบจะไม่ทันได้มีปฏิกิริยาต่อต้าน ก็เห็นหมัดที่มาทางหน้าตัวเองใกล้ๆ
พึ่บ…
ไม่เพียงแค่ซ่งจื่อเซวียนที่มึนงง อันธพาลตรงหน้าก็งง…
วินาทีต่อมา พี่เลี่ยงก็นั่งลงอย่างหมดเรี่ยวแรง มองซ้ายมองขวาด้วยสีหน้าตกตะลึง เหมือนยังไม่ได้สติกลับมา แต่เม็ดเหงื่อกลับเต็มหน้าผากไปหมด ในฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้ อากาศไม่มีทางร้อนได้
และคนที่ยืนอยู่หน้าเขา ก็เป็นชายสวมเสื้อกันลมที่เพิ่งจะเดินผ่านไปคนนั้น
“นาย…นายเป็นใคร” พี่เลี่ยงถามตะกุกตะกักเล็กน้อย
ชายคนนั้นเหลือบมองพี่เลี่ยงแวบหนึ่ง และมองน้องชายอีกสองคนอีกแวบหนึ่ง น้องชายพวกนั้นถอยไปข้างหลังอย่างไม่รู้ตัว ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา มากสุดพวกเขาก็เป็นแค่อันธพาลเด็กน้อย แต่ทักษะของชายเสื้อกันลมคนนี้เมื่อครู่เหมือนคนที่มีวิทยายุทธ์สูงส่ง พริบตาเดียวก็ซัดพี่เลี่ยงหัวทิ่มแล้ว
“นายไม่เป็นไรใช่ไหม” ชายเสื้อกันลมหันมามองซ่งจื่อเซวียน น้ำเสียงมั่นคงและทุ้มมาก
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้าอย่างมึนงงเล็กน้อย “ไม่เป็นไรครับ ยังต่อยไม่โดน”
“อืม ไปกันเถอะ” พูดจบชายเสื้อกันลมก็หันหลังเดินไป ความหมายชัดเจนมากว่าให้ซ่งจื่อเซวียนตามเขาไป
และแน่นอนว่าซ่งจื่อเซวียนเดินตามเขาไป ไม่อย่างนั้นอันธพาลเด็กน้อยพวกนั้นลงมืออีกแน่
“อย่าเพิ่งไป นาย…”
ไม่รอให้พี่เลี่ยงพูดจบ ชายเสื้อกันลมหันหน้าไปอย่างดุดัน แม้แสงจะสลัว แต่ด้วยแสงจันทร์ก็ยังสามารถเห็นแววตาเย็นเยียบนั่นได้
“พวกนายอย่าขยับจะดีกว่า ภายในสิบนาที ใครขยับฉันจะจัดการคนนั้น!” สิ้นประโยคนี้ เขาก็เดินไปด้านหน้าต่อ
ตอนที่เดินผ่านคนพวกนั้น แทบไม่มีใครกล้าส่งเสียง พูดให้ถูกต้องก็คือ แม้แต่ขยับก็ไม่กล้า กลัวว่าจะถูกลูกพี่ท่านนี้จัดการ
จนกระทั่งออกมาส่งถึงหน้าปากซอย ชายเสื้อกันลมก็พูดว่า “โอเคแล้ว พวกเขาน่าจะไม่ไล่ตามมาแล้วแหละ”
พูดจบ ชายเสื้อกันลมก็จะจากไป ซ่งจื่อเซวียนอดพูดไม่ได้ “พี่ใหญ่ ทำไมพี่ถึงช่วยผมล่ะ”
ชายเสื้อกันลมหันหน้ามามองด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ซ่งจื่อเซวียนถึงได้มองเห็นใบหน้านี้ชัดเจน ใบหน้านี้เหมือนแกะสลักออกมา คิ้วกระบี่ตาคม หน้าตาหล่อเหลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีบุคลิกองอาจผึ่งผายเข้มข้นด้วย
“นายอย่าเรียกฉันว่าพี่ใหญ่เลย ฉันรับเอาไว้ไม่ได้หรอก” พูดพลาง เขาก็อดมองไปที่ช่วงเอวของซ่งจื่อเซวียนแวบหนึ่งไม่ได้ สายตาดูมั่นใจเล็กน้อยก่อนจะหันหลังจากไป
ซ่งจื่อเซวียนยืนอยู่ที่เดิมพร้อมกับสายตาขอบคุณ มองส่งจนกระทั่งเงาของชายเสื้อกันลมหายไปถึงได้หันหลังเดินกลับบ้าน
แต่พวกเขาล้วนไม่รู้เลยว่า ตอนนี้คนพวกนั้นในตรอกยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม กลัวว่าลูกพี่เสื้อกันลมท่านนั้นจะกลับมาจัดการพวกเขา…
“พี่เลี่ยง ขยับได้หรือยังอ่ะ”
“ขยับหาน้องสาวแกสิ แกหาที่ตายหรือไง! อยู่นิ่งๆซะ ถึงข้าจะเหนื่อย พวกแกก็อย่าคิดว่าจะผ่านไปได้…”
……...
กลับมาถึงบ้าน แม่ก็อุ่นกับข้าวแล้ว ซ่งจื่อเซวียนกินอย่างตะกละตะกลามไปหลายคำ แล้วไปอาบน้ำพักผ่อน ต้องไปทำงานที่ร้านอาหารใหม่วันถัดไป เขาก็หวังว่าสภาพจิตใจจะเต็มเปี่ยมสักหน่อย
แต่นอนอยู่บนเตียงก็ยังนอนหลับไม่ลง ตกลงว่าคนที่ปรากฏตัวคืนนี้เป็นใครกันแน่ ทำไมเขาต้องช่วยตนเองไว้ด้วย…
เรื่องเหล่านี้ยังวนเวียนอยู่ในหัวสมอง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ถึงหลับลงได้
เช้าตรู่วันถัดมา ซ่งจื่อเซวียนกินข้าวแต่เช้าแล้วจะออกจากบ้านเร็วหน่อย อย่างไรวันนี้ก็เป็นการทำงานวันแรก ยังต้องพยายามไปให้เช้าหน่อย ที่สำคัญที่สุดก็คือเขาไม่มีรถ ทำได้แค่เดินเท้าไปไกลมากเพื่อไปขึ้นรถเมล์อีกสองสามคัน
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าที่ซื้อมาใหม่ บางทีเขาอาจไม่คุ้นเคยกับการใส่สูทหลายหมื่นไปทำงานในครัว
ลงจากรถแล้วเดินเท้าต่อไม่กี่นาที ซ่งจื่อเซวียนก็ถึงที่หมาย ร้านอาหารสองชั้นด้านหน้า จอแอลอีดีด้านบนประตูฉายตัวอักษรตัวใหญ่ว่าภัตตาคารต้าสือไต้
เห็นที่ที่ตัวเองได้ทำงาน ซ่งจื่อเซวียนในใจตื่นเต้นเกินบรรยาย ต้องรู้ว่า ขนาดของร้านอาหารชุนเซียงเกรงว่าจะเทียบกับหนึ่งในสิบส่วนของชั้นหนึ่งที่ต้าสือไต้ไม่ได้ด้วยซ้ำ…
ตอนเดินเข้าไปในร้าน ซ่งจื่อเซวียนก็เห็นว่ามีคนมาถึงแล้ว พนักงานต้อนรับกำลังจัดการเก็บเงินสดใส่ในกล่องแคชเชียร์ พนักงานบางคนกำลังเช็ดโต๊ะเก้าอี้ เปิดทำการวันแรก การตระเตรียมแบบนี้ก็จำเป็นไม่น้อย
“คุณผู้ชายคะ ร้านของพวกเรายังไม่เปิด คุณต้องรออีกสักครู่นะคะ” เด็กสาวที่เป็นพนักงานต้อนรับรูปร่างหน้าตาสะสวยมาก หน้าม้าที่หน้าผากยิ่งทำให้ดูใสซื่อขึ้นหลายส่วน
“แหะๆ ฉันมาทำงาน ฉันชื่อว่าซ่งจื่อเซวียน”
“อ้อ จริงเหรอ แหะๆ ขอโทษด้วยจริงๆ ฉันนึกว่านายเป็นลูกค้าเสียอีก” เด็กสาวยิ้มบาง “ฉันชื่อหลัวลี่ลี่ หลังจากนี้ต้องขอฝากตัวด้วยนะ”
“เช่นกันเช่นกัน ถ้างั้นฉันไปในครัวก่อนนะ”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็เดินเข้าไปในห้องครัว เห็นห้องครัวขนาดมากกว่าร้อยตารางเมตร เขาก็มองอย่างอึ้งๆ ก่อนหน้านี้ทั้งชีวิตนี้ของเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะยังมีห้องครัวที่ใหญ่ขนาดนี้อยู่…
ไม่เพียงขนาดที่ใหญ่โต พื้นก็ถูกขัดจนมันวาว โต๊ะครัวและเครื่องครัวทั้งหมดล้วนใหม่เอี่ยมอ่อง สะท้อนแสงสีเงินทำให้คนที่ได้เห็นตื่นเต้น
“นายเป็นใคร ใครให้นายเดินเข้ามาด้านหลังครัวได้ตามใจแบบนี้”
ซ่งจื่อเซวียนกำลังจะก้าวเท้า ก็ถูกเสียงหนึ่งหยุดไว้
คนที่พูดสวมชุดเชฟสีขาว อายุประมาณสามสิบปี คิ้วหนาเตอะ มีขนคิ้วบางส่วนกระดกขึ้นอยู่บ้าง ทำให้รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
“ผมมาทำงานครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“ทำงาน?” เชฟคนนั้นมองพินิจซ่งจื่อเซวียนตั้งแต่หัวจรดเท้ารอบหนึ่ง “ไม่เคยเห็นนายมาก่อนเลย”
ซ่งจื่อเซวียนไม่รู้ว่าคนที่หลินเทียนหนานรับสมัครมาทำงานภัตตาคารต้าสือไต้ นอกจากซ่งจื่อเซวียนแล้วทั้งหมดล้วนมาเป็นทีม อย่างเช่นทีมเชฟครัวด้านหลังทั้งทีมมาจากร้านอาหารร้านหนึ่ง และพนักงานก็เป็นพนักงานดั้งเดิมของอีกร้านหนึ่ง
นี่ตรงกับนิสัยในการทำงานของหลินเทียนหนาน เขาไม่มีทางเข้ามาจัดการธุรกิจที่ไม่แน่นอน ขอแค่มีทีมงานที่เชี่ยวชาญ ก็จะรองรับได้ว่าการลงทุนไม่สูญเปล่า
อย่างไรสำหรับคนอย่างหลินเทียนหนาน ความล้มเหลวในการลงทุนไม่เพียงแค่เรื่องเงินทองเท่านั้น ยังมีผลอย่างหนักต่อชื่อเสียงอีกด้วย ดังนั้นชื่อเถ้าแก่ของภัตตาคารนี้ก็ไม่ใช่ชื่อของเขา
ส่วนซ่งจื่อเซวียน เป็นของวิเศษสำหรับชัยชนะที่แน่นอนของเขา แต่ไม่มีทางเป็นแก่นราก
ซ่งจื่อเซวียนชะงัก “ไม่เคยเจอ? เหอะๆ พวกเราก็เพิ่งมาทำงานใหม่กันหมด ไม่เคยเจอก็แน่นอนอยู่แล้ว”
เชฟขมวดคิ้วเล็กน้อยมองเขา “คนใหม่เหรอ เหอะๆ น่าสนใจ…”
พูดจบ เชฟก็หันหลังเดินจากไปทำงาน ซ่งจื่อเซวียนกลับหมดคำพูด ถึงอย่างไรมาที่ห้องครัวใหม่ ไม่รู้ว่าคนเขาจัดการอะไรกันยังไง เขาหาที่ที่ไม่มีคนพักพิง รอคนมาจัดการวางแผน
ไม่นานนัก เหล่าเชฟก็เดินกรูกันเข้ามา นับๆแล้วมีแปดเก้าคน แต่พวกเขาเจอหน้ากันก็ทักทาย บ้างก็พูดคุยหยอกล้อ ดูเหมือนจะรู้จักกันอยู่แล้ว
นี่กลับทำให้ซ่งจื่อเซวียนแปลกใจ ภัตตาคารใหม่ ทำไมพวกเขาถึงเหมือนกับเป็นเพื่อนร่วมงานเก่ากันอย่างไรอย่างนั้นล่ะ
ขณะครุ่นคิด เสียงหนึ่งก็ดังมา “ทำอะไรของนายน่ะ ทำงานสิ!”
จบตอน
Comments
Post a Comment