gold chief ep21-30

ตอนที่ 21: ข้าวผัด899หยวน


ซ่งจื่อเซวียนมองไปทางนั้น เป็นเชฟที่อ้วนมากคนหนึ่ง เชฟคนนั้นพูดพลางยกตะหลิวขึ้นชี้มาทางเขา


จุดนี้ทำให้ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย ถ้าพูดว่าที่แล้วมาถูกจางขุยด่า ถึงอย่างไรตอนนั้นตัวเองก็เป็นเด็กครัว แต่ตอนนี้หลินเทียนหนานเป็นคนเชิญตนเองมายังต้องโดนด่าอีกเหรอ


“ผมไม่รู้ว่าผมต้องทำงานอะไร ผมอยากจะรอผู้จัดการของภัตตาคารมาจัดการครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางมองไปที่เชฟอ้วนคนนั้น


ระหว่างที่ทั้งสองจ้องมองกัน สายตาซ่งจื่อเซวียนไม่ยอมแพ้เลยสักนิด เห็นได้ชัดว่าเชฟอ้วนคนนั้นหงุดหงิดเล็กน้อยแล้ว “ให้ตายสิ ไอ้เด็กเวรนี่เป็นใคร ถึงได้มาพูดจากับฉันแบบนี้”


พูดพลาง เขาก็ถือตะหลิวพุ่งมาทางซ่งจื่อเซวียน ท่าทางอย่างนั้นเห็นได้ชัดว่าต้องการปะทะแล้ว แต่ตอนนี้เอง ชายสวมชุดสูทเรียบร้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาในครัวด้านหลัง ผมสั้นสะอาดสะอ้านมาก แว่นตากรอบทองบนหน้าทำให้ดูสุภาพเล็กน้อย


ชายชุดสูทยกมือขึ้น “ทุกคนหยุดทำงานก่อนครับ ออกมาสักครู่ พวกเราจะประชุมกัน”


เหล่าเชฟก็หยุดมือ ตามชายชุดสูทออกมาด้านนอก เชฟอ้วนคนนั้นก็เช่นเดียวกัน จ้องซ่งจื่อเซวียนแวบหนึ่ง “ไอ้หนู รอก่อนเถอะฉันจัดการนายแน่!”


หลังจากที่เขาเดินออกไปด้านนอก ซ่งจื่อเซวียนก็ใช่ว่าจะไม่สนใจ เดินตามทีมอยู่ด้านหลังสุด


เดินมาถึงโถงร้าน พนักงานรวมถึงพนักงานต้อนรับก็ยืนเรียงกันเป็นแถว ถัดมาเชฟก็เดินไปเข้าแถวเช่นกัน


“ผมขอพูดก่อนนะครับ ผมชื่อโจวเผิง เป็นผู้จัดการของต้าสือไต้ ต่อจากนี้จะทำงานร่วมกับทุกคน ถัดมาเรามาพูดถึงผู้รับผิดชอบโถงด้านหน้าและครัวด้านหลังกันสักหน่อยนะครับ


“ผู้จัดการโถงใหญ่คือถังเยี่ยน หัวหน้าเชฟคือเจิ้งฮุย ผมหวังว่าทั้งสองท่านจะทำงานร่วมกับผมได้ ทุกคนจะสร้างร้านอาหารขึ้นมาด้วยกัน ปรบมือหน่อยครับ!”


โจวเผิงพูดจบ เสียงปรบมือก็ดังขึ้น


ซ่งจื่อเซวียนมองเจิ้งฮุยแวบหนึ่ง ที่แท้ชายอ้วนที่กล้าจะใช้กำลังกับตนเองเมื่อครู่เป็นหัวหน้าเชฟนี่เอง ไม่น่าถึงได้เย่อหยิ่งและก้าวร้าวอยู่บ้าง


ขณะเดียวกัน เจิ้งฮุยก็มองมาทางซ่งจื่อเซวียน สายตามีแววดูถูกเหยียดหยามอยู่เล็กน้อย เหมือนกำลังพูดว่า ไอ้หนู รู้หรือยังว่าฉันเป็นใคร คราวนี้แกตายแน่


“อ้อ ยังมี…ซ่งจื่อเซวียน เป็นผู้รับผิดชอบเฉพาะ…” โจวเผิงดูใบรายชื่อในมือ เผยสีหน้าลำบากใจอยู่เล็กน้อย “รับผิดชอบข้าวผัด?”


ความจริงที่เขาพูดก็ไม่ผิด หลินเทียนหนานจ้างซ่งจื่อเซวียนด้วยเงินเดือนแปดหมื่นหยวนก็เพียงเพราะข้าวผัด!


“ครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูด


โจวเผิงเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง ไม่รู้ว่าทำไม สายตาของเขาที่มองซ่งจื่อเซวียนดูเหมือน…มีความอ่อนโยนอยู่เล็กน้อย


“อันนี้เดี๋ยวผมตรวจสอบกับเถ้าแก่อีกรอบ เอาล่ะ จากนี้ทุกคนเริ่มงานได้ จัดการตระเตรียมร้านวันแรกให้ดีนะครับ”


พูดจบ ทุกคนก็แยกย้าย ด้านโจวเผิงเดินไปที่ด้านหนึ่งหยิบโทรศัพท์มากดเบอร์


“คุณซุนครับ ผมโจวเผิง”


“มีเรื่องอะไรเหรอ” เสียงชายคนหนึ่งดังออกมาจากโทรศัพท์ด้วยเสียงแหบพร่า ฟังดูก็น่าจะอายุไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี


“อ้อ คืออย่างนี้ครับคุณซุน ผมเห็นในใบรายชื่อพนักงานแล้วพบว่ามีคนหนึ่งแปลกมากครับ”


“แปลก? ผู้จัดการโจว บอกมาสิว่าคนไหน” ชายคนนั้นซักถาม


“ซ่งจื่อเซวียน หน้าที่มีแค่…ข้าวผัดเหรอครับ คุณซุน นี่ไม่ได้พิมพ์มาผิดใช่ไหมครับ” โจวเผิงพูดกลั้วหัวเราะ ถึงอย่างไรจากประสบการณ์ของเขา ไม่เคยพบเคยเห็นตำแหน่งรับผิดชอบข้าวผัดโดยเฉพาะในร้านอาหารที่ไหนมาก่อน


“ถูกแล้ว นายทำตามข้อมูลที่ฉันให้ก็พอแล้ว อย่างอื่นไม่ต้องถามมาก แล้วก็…” ชายคนนั้นชะงักไปสองวินาที “ผู้จัดการโจว เดี๋ยวเมนูอาหารน่าจะส่งไปแล้ว นายดูหน้าข้าวผัดซิกเนเชอร์ในหน้าที่สาม นั่นก็คือที่ซ่งจื่อเซวียนรับผิดชอบโดยเฉพาะ อย่าจัดการงานอื่นให้เขาทำล่ะ”


“เอ่อ…เข้าใจแล้วครับคุณซุน”


จากนั้น คุณซุนก็วางสายไป โจวเผิงสีหน้าไม่เข้าใจ “เหอะๆ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็เกิดขึ้นได้จริงๆ ร้านอาหารใหญ่โตขนาดนี้ คนครัวด้านหลังก็มีเยอะแยะขนาดนั้น ไม่นึกเลยว่าจะยังต้องดูแลอาจารย์ข้าวผัด…”


ในครัวด้านหลัง ตามคำร้องของแผนกที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเคาน์เตอร์ทำครัว เตา ตู้เย็นจนถึงอุปกรณ์อื่นๆ ล้วนมีตัวอักษรเขียนประกอบไว้ทั้งหมด เจิ้งฮุยเริ่มนำลูกน้องและเชฟอีกหลายคนเตรียมของ จัดวางเครื่องครัวของตนให้เรียบร้อย


แต่ตอนที่เห็นว่ามีเตาอยู่เตาหนึ่งเขียนกำกับไว้ว่า ‘เตาข้าวผัด’ หลายคนก็อึ้งไปเล็กน้อย ตนเองเป็นเชฟมาตั้งหลายปี ไม่เคยเห็นเตาที่ใช้ผัดข้าวผัดโดยเฉพาะมาก่อน


“ฮ่าๆ พี่เจิ้ง พี่ว่านี่ทำผิดหรือเปล่า เตาข้าวผัดมาจากไหนกัน” เชฟคนหนึ่งถามขึ้น


เจิ้งฮุยส่ายหน้ายิ้มๆ “เหอะๆ เรื่องอะไรก็เกิดขึ้นได้จริงๆ ไม่เป็นไร พวกเราเตรียมของก่อน เดี๋ยวฉันไปถามผู้จัดการโจวเอง หลี่เทา เตานี้ให้นายแล้วกัน”


“ได้ครับ แถมยังเป็นเตาเดี่ยวด้วย ฮ่าๆ ขอบคุณครับพี่เจิ้ง!”


หลี่เทาที่พูดก็คือเชฟคนแรกที่ซ่งจื่อเซวียนเจอเมื่อเช้า ในครัวด้านหลังที่กว้างขวางมีเตาเดี่ยวได้ถือเป็นตำแหน่งที่แน่นอน รับรู้ได้ว่าเจิ้งฮุยเอ็นดูเขามาก


พูดจบเขาก็ถือเครื่องครัวของตนเองไปจัดวาง แต่ตอนที่เพิ่งเริ่มจัดของ ก็ได้ยินเสียงหนึ่ง “ขอโทษนะครับ เตานี้ของผม”


เขาหันหน้าไปมอง คนที่พูดก็คือซ่งจื่อเซวียนนั่นเอง เพียงแต่ความแตกต่างของซ่งจื่อเซวียนกับเชฟคนอื่นๆคือ… ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่ได้พกเครื่องครัวของตนเองมาเลย


ตามปกติ มาทำงานที่ร้านอาหารใหม่ ร้านอาหารก็จะตระเตรียมเครื่องครัวชุดใหม่ไว้หลายชุดอยู่แล้ว แต่เชฟเหล่านี้เป็นเชฟที่มีประสบการณ์ทำงานมาหลายปี มีเครื่องครัวของตนเองกันทั้งนั้น ส่วนเครื่องครัวที่ร้านเตรียมไว้ ให้หัวหน้าเชฟเก็บไปหมดตั้งนานแล้ว ถ้าขายออกไป ชุดหนึ่งคงไม่ใช่แค่หลักร้อยแน่ๆ


“ของนาย? น้องใหม่ วันนี้นายบ้าไปแล้วหรือไง” หลี่เทาขมวดคิ้วพูด


“นี่เป็นเตาของผมจริงๆ เชิญคุณเอาของของคุณออกไปด้วย” ขณะที่ซ่งจื่อเซวียนพูด สีหน้าก็เรียบนิ่ง แต่ยิ่งทำแบบนี้ ในสายตาของหลี่เทาและเจิ้งฮุยกลับยิ่งโกรธเกรี้ยวมากขึ้น


“แม่มันเถอะ ใครจ้างมาเนี่ย ข้าอยากไล่เขาออก” เจิ้งฮุยพูดอย่างโกรธเคือง เดินเข้ามาคว้าคอเสื้อซ่งจื่อเซวียนยกขึ้นทันที “หลี่เทา จัดเครื่องครัวของนายให้เรียบร้อย ฉันจะดูว่าเขาจะกล้ายังไง ไอ้หนู ฉันจะบอกนายให้นะ หลังจากนี้เตานี้เป็นของเขาแล้ว ถ้ากล้าแตะฉันจะต่อยนายให้ฟันร่วงซะ!”


ดวงตาซ่งจื่อเซวียนจดจ้องที่เจิ้งฮุย มือสองข้างกำหมัดแน่น เขาไม่เคยรู้สึกโกรธอย่างนี้มาก่อน ต่อให้จางขุยที่ร้านอาหารชุนเซียงพ่นคำพูดหยาบคายออกมาหลายประโยค ก็ยังไม่เคยทำท่าทางรุนแรงขนาดนี้มาก่อน


“ปล่อยผม!”


“นายว่าอะไรนะ ฉันคงไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม” เจิ้งฮุยถลึงตาพูด


“ผมบอกให้คุณปล่อย!”


ขณะที่พูด ซ่งจื่อเซวียนโขกศีรษะไปชนเข้าที่หน้าของเจิ้งฮุยเต็มแรง ได้ยินเพียงเสียงร้องโอดโอยของเจิ้งฮุยที่ถอยหลังไปหลายก้าวทันที เลือดกำเดาก็พลันไหลลงมา


ถึงอย่างไรซ่งจื่อเซวียนก็ไม่เคยชกต่อยมาก่อน การชนครั้งนี้ก็ทำเอาตนเองมึนไปเล็กน้อย ถ้าไม่ได้ค้ำกับเคาน์เตอร์เอาไว้คงจะเซอยู่บ้าง


ชั่วขณะนี้เอง ครัวด้านหลังเรียกได้ว่าวุ่นวายมาก พวกหลี่เทาเข้าไปพยุงเจิ้งฮุย คนอื่นก็ตรงเข้ามาล็อกตัวซ่งจื่อเซวียน


“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ยังไม่ทันเปิดร้าน พวกนายก็ทะเลาะกันก่อนเลยเหรอ” โจวเผิงตะโกนเสียงดังเดินเข้ามาที่ครัวด้านหลัง ถึงทำให้ห้องครัวเงียบสงบลง


“ผู้จัดการโจว ไอ้เด็กนี่มันต่อยคนอื่นครับ” หลี่เทาพูด ขณะเดียวกันก็ชี้ที่เจิ้งฮุย “พี่เจิ้งถูกเขาต่อยจนเลือดกำเดาไหลเลยครับ!”


โจวเผิงกอด.อกมองซ่งจื่อเซวียน เชิดคางขึ้นเล็กน้อยพูดว่า “เกิดอะไรขึ้น”


“พวกเขาแย่งเตาของผม” ซ่งจื่อเซวียนพูดอย่างตื่นตระหนกเล็กน้อย ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกตั้งแต่เล็กจนโตที่เขาทะเลาะวิวาท ถึงแม้ว่าจะแค่โขกศีรษะ แต่ก็ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จนถึงตอนนี้ก็ยังหอบหนักอยู่


“อืม ฉันเข้าใจแล้ว มีดทำครัวบนเตานั่นเป็นของใครล่ะ” โจวเผิงหันไปถามคนอื่น


“เป็น…เป็นของผมครับ” หลี่เทาตอบ


“เอาออกไป เตานี้ให้ซ่งจื่อเซวียน”


โจวเผิงพูดจบ เจิ้งฮุยกุมจมูกลุกขึ้นพูด “ผู้จัดการโจว ทำไมล่ะครับ นี่เป็นครัวด้านหลังที่ผมเป็นคนดูแลนะ!”


โจวเผิงมองเลือดกำเดาที่จมูกเจิ้งฮุย ทอดถอนใจเบาๆ “ใช่ แต่นี่เป็นเตาที่เถ้าแก่ให้เขา นายเข้าใจไหม เอาล่ะเอาล่ะ ทุกคนรีบเก็บกวาดสักหน่อยเตรียมเปิดร้านได้แล้ว อย่าก่อเรื่องกันอีกล่ะ เหล่าเจิ้งนายมานี่ ฉันจะเรียกคนให้มาดูแลนาย”


จากนั้น เชฟก็แยกย้ายกันไป ที่เช็ดก็เช็ด ที่หั่นก็หั่น ด้านเจิ้งฮุยก็เดินตามโจวเผิงออกไปด้านนอก


โจวเผิงเรียกพนักงานให้เอากระดาษชำระมาอุดจมูกของเจิ้งฮุยก่อน ถึงห้ามเลือดไว้ได้ เจิ้งฮุยพูดว่า “ผู้จัดการโจวครับ ผมไม่เคยหาเรื่องคุณมาก่อนนี่นา พูดตามตรงคุณก็น่าจะเข้าใจกฎในวงการอาหาร ครัวด้านหลังผมเป็นคนดูแล ถ้าผมควบคุมเรื่องวันนี้ไม่ได้ หลังจากนี้ผมจะทำงานได้ยังไง!”


โจวเผิงเข้าใจสิ่งที่เจิ้งฮุยจะสื่อ หัวหน้าเชฟคนหนึ่ง ถ้าคนในครัวด้านหลังควบคุมไม่ได้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะตอนที่เขาดูแลจัดการ คนอื่นไม่สามารถแทรกแซงได้ กระทั่งเถ้าแก่ก็ไม่ได้ เพราะว่าครัวด้านหลังเป็นจิตวิญญาณของร้านอาหาร ต้องรับรองศักดิ์ศรีของหัวหน้าเชฟและความมั่นคงของครัวด้านหลัง


“เหล่าเจิ้ง ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนพวกเราไม่เคยทำงานด้วยกันมาก่อน แต่ก็เคยไปมาหาสู่กัน นายคิดว่าฉันจะไม่เข้าใจกฎได้ยังไง”


“ถ้างั้นคุณยังจะ…เฮ้อ หัวหน้าเชฟอย่างผมวันนี้ถือว่าขายหน้าแล้ว วันหลังถ้าจัดการครัวด้านหลังไม่ดี พวกคุณก็อย่าให้ผมรับผิดชอบก็แล้วกัน!”


เห็นได้ชัดว่าคำพูดของเจิ้งฮุยแฝงด้วยความโกรธ โจวเผิงก็ฟังออก เขายิ้ม “นายนี่นะ เอาเรื่องนี้มาโทษฉันซะแล้ว ตอนที่พวกนายเพิ่งเข้าไป ฉันก็โทรหาเถ้าแก่แล้ว เขาบอกว่า ซ่งจื่อเซวียนคนนี้รับหน้าที่ทำข้าวผัดโดยเฉพาะ อีกทั้งรับหน้าที่ผัดข้าวผัดซิกเนเชอร์ในหน้าที่สามของเมนูอาหารเพียงเมนูเดียวเท่านั้น ใบเมนูอาหารยังไม่ได้ส่งมา เดี๋ยวฉันจะดูสักหน่อย”


“เถ้าแก่จ้างเชฟข้าวผัดมาโดยเฉพาะจริงๆเหรอ นี่เชฟอย่างพวกเราผัดข้าวกันไม่ได้หรือไง”


“ฮ่าๆ เหล่าเจิ้ง นายยังอารมณ์เสียขนาดนี้ เมนูอาหารยังไม่มา ฉันก็ไม่รู้ว่าข้าวผัดอะไร เขารับผิดชอบผัดแค่เมนูนี้เมนูเดียว อย่างอื่นยังเป็นพวกนายที่ทำนะ”


“หึ ผมก็ไม่เข้าใจอยู่ดี แค่ข้าวผัดยังกลายเป็นเมนูซิกเนเชอร์ได้ น่าขันสิ้นดี! ผู้จัดการโจว คุณว่าจะทำยังไงกับเรื่องครัวด้านหลังเรื่องนี้ดีล่ะ ผมคงไม่ต้องกลืนความโกรธนี่ลงไปใช่ไหม” เจิ้งฮุยตัดเข้าประเด็นหลัก อย่างไรเขาก็ต้องการอำนาจในการจัดการครัวด้านหลังอย่างสิ้นเชิง


โจวเผิงถูมือพลางครุ่นคิด พูดว่า “โธ่ หัวหน้าเชฟของฉัน มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในร้าน ฉัน โจวเผิงก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว จุดนี้นายยังไม่เข้าใจอีกเหรอ”


ได้ฟังประโยคนี้ เจิ้งฮุยก็เงียบไปครู่หนึ่ง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยทันที “เข้าใจแล้ว ฮ่าๆ ผมเข้าใจแล้ว ผู้จัดการโจว คุณวางใจได้เลย ผมจะไม่หาเรื่องให้คุณแน่นอน!”


เจิ้งฮุยพูดจบ ก็เดินไปทางครัวด้านหลัง โจวเผิงส่ายหน้ายิ้มๆ จัดการกับคนหยาบกระด้างแบบนี้ ก็ต้องมีวิธีการพิเศษ


ขณะที่เขาคิดจะพักสักหน่อย ก็เห็นพนักงานส่งของหอบกล่องใบใหญ่กล่องหนึ่งเดินเข้ามา เขารีบเปิดออกดูทันที เห็นเป็นเมนูอาหาร สิ่งที่ทำเป็นสิ่งแรกคือเปิดไปหน้าที่สาม


เขาอยากจะเห็นจริงๆว่านี่เป็นข้าวผัดซิกเนเชอร์อะไร ถึงต้องใช้เชฟพิเศษคนหนึ่งเลย


แต่ตอนที่เขาได้เห็นข้าวผัดในหน้าที่สามก็ตกใจจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว ราคาที่ติดไว้คือ899หยวน!


เท่ากับว่าเกินจากแปดร้อยหยวนที่หลินเทียนหนานพูดคุยกับซ่งจื่อเซวียนตอนนั้นอีกเก้าสิบเก้าหยวน!


โจวเผิงทำธุรกิจอาหารมาสิบกว่าปีแล้ว วันนี้เป็นครั้งแรกที่เห็นข้าวผัดอย่างนี้ เขาขยี้ตามองอีกรอบ ไม่ผิด เป็น899หยวนจริงๆ…


ตอนที่ 22: ยังจะท้าสู้ได้อยู่ไหม


ข้าวผัดหนึ่งที่899หยวน…เถ้าแก่เป็นบ้าไปแล้วหรือไง แม้ว่าทำเลของภัตตาคารต้าสือไต้และการตกแต่งก็ถือว่าเป็นภัตตาคารใหญ่ในเมืองตู้เหมินแล้ว แต่ข้าวผัดที่หนึ่งราคาเกือบพันหยวนเกรงว่าจะไม่มีคนสั่งเอาน่ะสิ


อย่างน้อย จากประสบการณ์ที่ทำงานด้านอาหารสิบกว่าปีของโจวเผิงก็เป็นเช่นนี้


แต่เขาใคร่ครวญอีกครั้ง บางทีนี่อาจจะเป็นความหลักแหลมของเถ้าแก่ก็ได้ บางครั้ง ถ้าถูกไป คนอื่นก็จะคิดว่าของไม่ดี กลับกันถ้าขายแพงอาจจะมีคนเยินยอ


“ดูท่าข้าวผัดนี่เป็นเมนูซิกเนเชอร์แท้ๆ ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าจะไม่มีคนสั่ง แต่กลับดึงเกรดของภัตตาคารให้สูงขึ้น”


โจวเผิงคุยกับตนเอง ยิ้มออกมาทันที ธุรกิจแต่ละอย่างต่างมีเส้นทางเป็นของตนเอง เถ้าแก่ซุนคนนั้นคงมีความคิดเช่นนี้


หลังจากนั้น โจวเผิงก็สั่งให้พนักงานเอาเมนูอาหารไปวางไว้ที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ ขณะเดียวกันก็เอาเล่มหนึ่งไปให้เจิ้งฮุยผู้เป็นหัวหน้าเชฟ หลังจากเสร็จสิ้นการเตรียมการทั้งหมดและคิดจะพักสักครู่ ก็เห็นซ่งจื่อเซวียนเดินออกมาจากครัวด้านหลัง


“ผู้จัดการครับ ครัวด้านหลังไม่มีเครื่องครัวเลย เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ” ซ่งจื่อเซวียนถาม


โจวเผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจก็คิดว่าคนคนนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ ต่อให้นายจะเป็นผู้รับผิดชอบเมนูซิกเนเชอร์โดยเฉพาะแต่ก็เป็นเชฟคนหนึ่งนะ ฉันเป็นผู้จัดการภัตตาคาร ที่นี่คำสั่งของฉันถือเป็นคำขาด นึกไม่ถึงว่านายจะซักถามฉันขนาดนี้


“ไม่มีเครื่องครัวเหรอ อย่างนั้นคนอื่นเขาจะทำงานกันได้ยังไง” ขณะที่โจวเผิงพูดก็แฝงท่าทางเฉียบขาดไว้ด้วย ทำให้เขารับรู้ช่องว่างระหว่างหัวหน้าลูกน้องได้อย่างชัดเชน


แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับไม่เล่นด้วย ต้องรู้ว่าเขาผ่านหลินเทียนหนานมาก่อน บางทีพวกโจวเผิงอาจจะไม่รู้ แต่ฝ่ายการเงินของบริษัทต้องรู้แน่ๆ เดาว่าเงินเดือนเขาคนเดียวสามารถจ้างโจวเผิงได้เจ็ดแปดคน!


“ผมไม่รู้ แต่ที่แน่ๆผมต้องการเครื่องครัวหนึ่งชุดครับ”


ได้ยินดังนั้น โจวเผิงก็ยิ่งหัวเสีย แต่ประสบการณ์การทำงานหลายปีทำให้เขาไม่อาจแสดงอารมณ์กรุ่นโกรธออกมาได้ง่ายๆ ด้วยนิสัยของเขา ต่อให้โกรธมากๆก็ไม่สามารถแสดงออกมาได้!


“งั้นเหรอ นายไปคุยกับเจิ้งฮุยสิ เขาเป็นคนจัดการครัวด้านหลัง”


“ครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ ก็เดินไปที่ครัวด้านหลัง


เห็นแผ่นหลังของซ่งจื่อเซวียน โจวเผิงก็สีหน้ามืดมน ‘ไม่มีมารยาทเอาซะเลย เป็นลูกน้องฉันแท้ๆ ถ้าฉันไม่สอนบทเรียนให้นายสักครั้งก็อย่าเรียกฉันว่าโจวเผิงเลย!’


เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาส่งวีแชตให้เจิ้งฮุย ‘ไอ้เด็กนั่นเป็นคนรับผิดชอบข้าวผัดซิกเนเชอร์ราคา899หยวน เดาว่าคงไม่มีใครสั่งหรอก ไม่ต้องใส่ใจ’


ไม่นานนัก เจิ้งฮุยเข้าใจ ทำมือโอเคตอบกลับ


กลับมาที่ครัวด้านหลัง ซ่งจื่อเซวียนก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงอย่างไรเมื่อครู่ก็ชนจมูกของเจิ้งฮุยจนเลือดกำเดาไหล แต่ไม่มีเครื่องครัวเขาก็ทำข้าวผัดไม่ได้ พอคิดถึงตรงนี้ เขาก็ยังเดินเข้าไปหา


“หัวหน้าเชฟครับ ผมอยากได้เครื่องครัวชุดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นจะทำงานไม่ได้ครับ”


เจิ้งฮุยชะงักไป คิดว่าเจ้าเด็กนี่ยังไม่ยอมแพ้จริงๆ เมื่อครู่ก็ทำเรื่องกับตนเองไว้ ตอนนี้ยังกล้ามาเอาเครื่องครัวกับเขาเหรอ


“เครื่องครัว? ไม่มีเป็นของตัวเองหรือไง”


“ไม่มีครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูด


“อ้อ ถ้าไม่มีก็ซื้อสักชุดสิ” เจิ้งฮุยตอบ


“ภัตตาคารน่าจะจัดให้ไม่ใช่เหรอครับ ผมรู้ว่าพวกคุณมีเครื่องครัวเป็นของตัวเอง แต่ต่อให้ผมไม่มีก็ไม่ควรจะต้องซื้อเอง” ซ่งจื่อเซวียนพูด


ได้ยินถึงตรงนี้ เจิ้งฮุยก็เข้าใจแล้ว ความจริงภัตตาคารก็เตรียมเครื่องครัวไว้ให้หลายชุด แต่ถูกเขาเก็บไปหมดแล้ว ตอนนี้ตามคำพูดก็ควรเอาออกมาให้หนึ่งชุด เพียงแต่เขาก็ยังไม่หายโกรธจากเรื่องเมื่อครู่ ไม่อย่างนั้นหัวหน้าเชฟอย่างเขาจะสร้างบารมีได้ยังไง


“เหอะๆ นายพูดถูก แต่คุณเป็นถึงเชฟข้าวผัดโดยเฉพาะ จะเหมือนกับพวกเราได้ยังไงล่ะครับ เอางี้แล้วกัน ถ้ามีคนสั่งข้าวผัดนายเมื่อไร ฉันค่อยเอาให้นาย”


เจิ้งฮุยนึกถึงคำพูดของโจวเผิง ข้าวผัด899หยวนนั่น เป็นมุกของภัตตาคาร ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนสั่งแน่ๆ ส่วนซ่งจื่อเซวียนคนนี้ก็เป็นแค่แจกันดอกไม้เท่านั้น นอกเสียจากจะมีพวกคนโง่มา ไม่อย่างนั้นเกรงว่าเครื่องครัวก็คงไม่ได้ใช้เลย


แน่นอนว่าซ่งจื่อเซวียนก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายแสร้งเล่นแง่กับตัวเอง พยักหน้าอย่างว่าง่าย “ก็ได้ครับ ตามใจคุณ”


พูดจบ เขาก็หยิบเก้าอี้ข้างๆมานั่ง เขารู้ดีอยู่แก่ใจ ข้าวผัดที่หนึ่งราคาแปดร้อยจะมีคนสั่งได้ไง แต่กลับกันเงินเดือนแปดหมื่นหยวนของตนเองก็ไม่ผิดแน่ นี่ก็เพียงพอแล้ว


ในรถเอสยูวีสีแชมเปญ หลี่เจียหาวนั่งไขว่ห้างอยู่เบาะหลัง จับมือถือโทรศัพท์เล่นเกมในแนวนอน สำหรับลูกผู้ดีมีเงินอย่างเขา การเล่นเกมเป็นการฆ่าเวลาอย่างหนึ่ง มีเงิน ไม่ว่าจะเกมมือถือเกมไหนก็สามารถเป็นระดับต้นๆของเซิร์ฟเวอร์ได้


“คุณชายหลี่ เป็นยังไงครับ ตอนนี้กวาดทุกที่จนราบเป็นหน้ากลองได้หรือยัง” ชายอ้วนหัวโล้นเล่นโทรศัพท์ไปพลางพูด


หลี่เจียหาวยิ้ม หยิบบุหรี่ที่คาบไว้ในปากออกมา พูดว่า “ก็แค่ฆ่าเวลา แต่ผู้หญิงพวกนี้เล่นดีจริงๆ มีนักศึกษาคนหนึ่ง ฉันช่วยเธอหามอนสเตอร์มาเลี้ยง ก็ตอบตกลงว่าพรุ่งนี้จะไปโรงแรมกับฉันแล้ว”


“ฮ่าๆ คุณชายหลี่ก็คือคุณชายหลี่ การจีบสาวสำหรับคุณชายแล้วง่ายแสนง่าย แต่มันยากสำหรับผม” ชายอ้วนประจบประแจง


“พูดเพ้อเจ้อ ดูนายอ้วนอย่างกับหมู สาวๆเห็นก็อยากอ้วกกันทั้งนั้น”


หลี่เจียหาวใช้คำพูดไม่น่าฟังกับลูกน้องแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เดิมก็ไม่ได้สบประมาทเป็นเรื่องจริงจัง ส่วนชายอ้วนก็ชินแล้ว กลับกันปกติหลี่เจียหาวก็ให้เงินเล็กๆน้อยๆอยู่ตลอด จะด่าก็ด่าไปเถอะ


ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกัน ประตูที่นั่งข้างคนขับเปิดออก ชายร่างผอมสูงที่ชื่อว่าโหวจื่อคนนั้นขึ้นรถมาด้วยสีหน้ากังวล


“คุณชายหลี่ มีเรื่องแปลกๆนิดหน่อยครับ”


“เรื่องอะไร ตื่นตกใจไปได้” หลี่เจียหาวขมวดคิ้ว พูดอย่างไม่อดทนเล็กน้อย


“คราวก่อนที่ผมติดต่อกับพี่เลี่ยงคนนั้นให้ไปหาเรื่องซ่งจื่อเซวียน ผลออกมา…แปลกๆนิดหน่อยครับ” โหวจื่อพูด


หลี่เจียหาวชะงัก “หืม ไอ้เด็กนั่นมันแจ้งความเหรอ พี่เลี่ยงคนนั้นคงไม่ได้ซัดทอดมาถึงฉันใช่ไหม”


ถ้าเรื่องใช้เงินหลี่เจียหาวไม่มีทางละล้าละลัง แต่กลัวว่าจะเกิดเรื่องยุ่งยาก สำหรับเขาแล้ว เรื่องยุ่งยากที่สุดก็แน่นอนว่าเป็นการถูกฟ้องร้องจนขึ้นโรงขึ้นศาล


“ไม่ครับไม่ใช่ แต่ทำพลาดแล้ว คนของพี่เลี่ยงบอกว่าตอนที่พวกเขาหาเรื่องซ่งจื่อเซวียน มีคนที่เก่งเรื่องต่อยตีออกหน้าช่วยเขาไว้ แถมพี่เลี่ยงยังบาดเจ็บอีก ต้องการเคลียร์เรื่องนี้กับพวกเราครับ”


“อะไรนะ ต้องเคลียร์กับพวกเรา จะเคลียร์กับฉันไหวเหรอ” หลี่เจียหาวขมวดคิ้วพูด


“เอ่อ…คุณชายหลี่ ยังไงพวกเราก็ใช้เขานะครับ…”


“ไร้สาระ นายใช้ต่างหาก ไม่เกี่ยวกับฉัน” หลี่เจียหาวพูดส่งๆ แต่คิดๆแล้วก็ไม่เหมาะไม่ควรอยู่บ้าง “นายลองถามเขาดู ว่าจะเอาเท่าไร”


“กลัวว่า…จะไม่ได้ง่ายขนาดนั้นน่ะสิครับ คุณชายหลี่ ลูกพี่ของพี่เลี่ยงคนนี้คือพี่เจี๋ย พี่เจี๋ยเป็นอันธพาลที่มีชื่อเสียงแถวๆพื้นที่ฝั่งตะวันตกของเมือง เรื่องครั้งนี้เหมือนเป็นการตบหน้าพวกเขา ผมกลัวว่าจะไม่ใช่แค่ให้เงินแล้วจะจบน่ะครับ” โหวจื่อพูด


หลี่เจียหาวถอนหายใจ “ปล่อยไปเถอะ เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แล้ว นายพูดคุยสักหน่อย ถามพวกเขาว่าจะเอายังไง”


“ได้ครับ คุณชายหลี่”


หลี่เจียหาวยังอยากเล่นต่ออีกหน่อย แต่ไม่มีอารมณ์แล้ว เขาทิ้งโทรศัพท์ไว้ข้างๆ ออกแรงสูบบุหรี่เฮือกหนึ่ง มองออกไปนอกหน้าต่างรถ


“แม่มันเถอะ ไอ้เด็กนี่ยังมีคนช่วยไว้อีก ดูไม่ออกเลยจริงๆ หึ แต่ความโกรธนี้ฉันยังต้องระบายออกไป คนพวกนั้นต้องโดนทุบตีก็เป็นเพราะพวกเขาไม่มีความสามารถเอง เจอพี่เจี๋ยอะไรนั่นก็ช่าง ฉันไม่เชื่อหรอกว่ามีคนที่ไม่ยอมรับเงินน่ะ!”

….......

ณ ครัวด้านหลังภัตตาคารต้าสือไต้


เวลาใกล้เที่ยง ลูกค้าบางคนเข้ามาชิมอาหารภัตตาคารแห่งใหม่แล้ว ครัวด้านหลังก็เริ่มงานยุ่งจริงๆ แต่เพราะเป็นทีมที่คุ้นเคยกันอย่างนี้ การทำงานก็ย่อมราบรื่นไปหมดทุกอย่าง ไม่มีผิดพลาดวุ่นวายแม้แต่น้อย


ด้านซ่งจื่อเซวียนกลายเป็นคนที่ว่างที่สุดในครัว นั่งอยู่ข้างๆ มองทุกคนยุ่ง พูดตามตรงเขาอึดอัดมาก ถึงอย่างไรเข้ามาในสภาพแวดล้อมใหม่กับความรู้สึกแบ่งแยกก็ไม่สบายใจพอๆกัน แต่เห็นแก่เงินเดือนแปดหมื่น เขาก็ต้องยืดตัวให้ตรงเข้าไว้


“นายเป็นเด็กใหม่ใช่ไหม พวกเรามาจากร้านอาหารหมิงจู” คนที่สวมชุดเชฟคนหนึ่งเดินเข้ามาพูดกับซ่งจื่อเซวียน


มีคนสนใจ ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย เขาหันหน้าไป เห็นเชฟคนนี้อายุประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี หน้าตาธรรมดาแต่ดูไร้เดียงสามาก


“ครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูด


“เหอะๆ ฉันชื่ออู๋หย่ง ฉันจะบอกนายเลยนะ นายมาใหม่ก็ต้องนอบน้อมหน่อย ทำหัวหน้าเชฟโกรธไม่ค่อยดีนะ นายทนหน่อยสิ” อู๋หย่งพูดแนะนำอย่างรอบคอบจริงจัง


ซ่งจื่อเซวียนยิ้มออกมาอย่าง.อดไม่ได้ “ทำไมผมต้องทนเขาด้วยล่ะ”


“ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเขา ที่นี่คำที่เขาพูดถือเป็นคำขาด พวกเราต้องเชื่อฟังสักหน่อย ฉันเห็นว่าอายุนายยังน้อย อารมณ์ก็ร้อน หลังจากนี้อย่ากล้าทำแบบนี้อีก ยุคสมัยนี้งานหายากมากนะ”


ได้ฟังคำพูดของอู๋หย่ง ซ่งจื่อเซวียนก็อุ่นหัวใจ อย่างน้อยนี่ก็เป็นคนแรกที่ยอมพูดคุยกับแบบนี้หลังจากที่เขามาที่ต้าสือไต้


“ขอบคุณนะครับพี่ชายอู๋หย่ง ผมจะพยายามอดทน”


ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกัน หลี่เทาที่อยู่ข้างๆก็ตะโกนมา “เหล่าหย่ง นายว่างมากใช่ไหม แม่มันเถอะ ข้านี่ก็รอวุ้นเส้นอยู่ นายยังคุยอยู่นั่น ยังไม่รีบส่งมาอีก!”


“อ้อๆ มาแล้ว เหอะๆ หลี่เทา นายก็อย่ารีบร้อนสิ” อู๋หย่งหัวเราะเหอะๆ พลางส่งวุ้นเส้นสองถุงไปให้


ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้าถอนหายใจ เหล่าอู๋คนนี้เป็นคนใจดีจริงๆ ใครก็ด่าว่าได้…


ไม่นานนักเวลาเที่ยงก็ผ่านพ้นไป อย่างไรก็เป็นร้านเปิดใหม่ ลูกค้าไม่นับว่าหมุนเวียนมาก แต่ว่ากันโดยรวมก็ยังถือว่าทำให้คนพอใจ


เจิ้งฮุยตระเตรียมของสำหรับมื้อเย็นต่อไป ความยุ่งวุ่นวายของครัวแทบจะไม่ได้หยุดเลย


แน่นอนว่าซ่งจื่อเซวียนไม่ได้เปิดประเดิม เพราะข้าวผัดที่หนึ่งราคา899หยวนก็ไม่ใช่ว่าใครจะกินได้ไหว


เขาลุกขึ้นยืนเดินออกไปจากครัวด้านหลังอย่างเบื่อหน่าย อย่างไรก็ไม่มีอะไรทำ จึงเดินจากโถงร้านไปที่หน้าประตู จุดบุหรี่มาสูบมวนหนึ่ง


โจวเผิงมองซ่งจื่อเซวียนจากกระจก อดยิ้มออกมาไม่ได้ “เหอะๆ ไอ้เด็กเวร คำพูดของฉันถือเป็นคำขาดที่นี่ ฉันสั่งให้ทุกคนตีตัวออกห่างจากนาย ฉันจะดูว่านายจะทำต่อไปได้ไหม!”


ซ่งจื่อเซวียนนั่งอยู่บนบันได สูบบุหรี่หนึ่งเฮือก จู่ๆก็รู้สึกจิตตก แต่ไม่ได้แสดงออกมา เดิมทีเขาก็เป็นผู้ใหญ่กว่าคนรุ่นเดียวกันเล็กน้อย แน่นอนว่าเก็บเรื่องราวไว้ภายในใจได้มากกว่า


ขณะที่กำลังเหม่ออยู่นั้น เสียงข้อความก็ดังขึ้นมา ซ่งจื่อเซวียนกดเปิดดู ตาสองข้างก็เบิกกว้างทันที


แปดหมื่นหยวนเข้าบัญชีแล้ว หลินเทียนหนานให้เงินเดือนเขาก่อน ตอนนี้หินในใจซ่งจื่อเซวียนร่วงลงพื้น เขาไม่ได้คิดจะใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอะไร แต่อยากจะเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวตนเองไม่ให้แม่ต้องลำบากอีก


นี่เป็นเรื่องที่ทำให้ซ่งจื่อเซวียนมีความสุขเรื่องเดียวของวันนี้ตั้งแต่ช่วงสายมา เขาดับไฟหัวบุหรี่ที่พื้น หันหลังเดินกลับเข้าภัตตาคาร แต่ยังไม่ทันได้เข้าไป ก็ได้ยินเสียงมาจากด้านหลัง


“เฮ้ย พี่ชาย ยัง…ท้าสู้ได้อยู่ไหม”


ซ่งจื่อเซวียนหันหน้าไป เห็นคนคนหนึ่งเกาะกำแพงมองตนเองอยู่ โผล่มาแค่ศีรษะ สายตามีแววขาดความมั่นใจอยู่รางๆ เป็นซางเทียนซั่วนั่นเอง


เห็นท่าทางอย่างนี้ของซางเทียนซั่ว ซ่งจื่อเซวียนมีความคิดอยากจะหัวเราะออกมากะทันหัน “นายยังไม่จบไม่สิ้นอีกเหรอ”


ตอนที่ 23: พนัน


ได้ยินซ่งจื่อเซวียนพูดอย่างนั้น ซางเทียนซั่วก็ยิ้มแหย เดินออกมาจากด้านหลังกำแพง


จู่ๆ ซ่งจื่อเซวียนก็พบว่า ซางเทียนซั่วคนนี้น่ารักมาก อย่างน้อยแตกต่างจากท่าทางนักเลงน้อยที่เจอครั้งแรกอยู่มากโข


“หึๆ มาท้าสู้กันอีกรอบเถอะ คราวที่แล้วมันเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย!” ซางเทียนซั่วหัวเราะหึๆ เดินออกมาจากมุมกำแพง ยังคงใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสทั้งตัวอยู่ ดูแล้วราคาแพงไม่น้อย


ซ่งจื่อเซวียนเป่าปากทีหนึ่ง กลั้นยิ้ม ข้าวผัดรมควันคราวที่แล้วยังถือว่าเป็นอุบัติเหตุเหรอ อย่างนี้ก็เปลืองวัตถุดิบไปเปล่าๆน่ะสิ


แต่เขายังไม่ทันได้เปิดปาก ก็เห็นหัวเล็กๆโผล่ออกมาจากกำแพงด้านหลังอีกคนหนึ่ง หน้าตามอมแมมประดับด้วยรอยยิ้มใสซื่อ


“เสี่ยวเป่า?” ซ่งจื่อเซวียนพูดอย่างแปลกใจเล็กน้อย


ไม่เจอหน้าเด็กขอทานคนนี้หลายวัน ไม่ต้องพูดเลย ในใจยังมีความรู้สึกคิดถึงอยู่เล็กน้อยจริงๆ


“พี่รอง แหะ ฉันเห็นผู้ชายคนนี้เดินเล่นอยู่หน้าร้านอาหารชุนเซียง เลยได้คุยกับเขาอยู่หลายประโยค ใครจะรู้ว่าเขาอยากท้าพี่สู้อีกรอบ ฉันก็เลยพาเขามา” กู่เสี่ยวเป่าเดินเซออกมา


ซ่งจื่อเซวียนเหลือบมองเขาอย่างจนปัญญาแวบหนึ่ง “นายนี่นะ ช่างหาแต่เรื่องจริงๆ นี่ฉันทำงานนะ นายจะพาเขามาที่นี่ทำไม ไม่ใช่ว่ามาก่อความวุ่นวายเหรอ”


“ไม่รีบไม่รีบ ท้าสู้ก่อนค่อยทำงานก็ไม่เสียงานหรอก” ซางเทียนซั่วพูดยิ้มๆ ในรอยยิ้มแฝงความขอร้องอยู่เล็กน้อย


กู่เสี่ยวเป่าขยับเข้าใกล้ซ่งจื่อเซวียน พูดว่า “นี่ พี่รอง พี่อยากจะลองแข่งกับเขาไหม”


ซ่งจื่อเซวียนกลอกตาใส่เขา กดเสียงเบาพูด “แข่งอะไรเล่า เขาทำอาหารไม่ได้เลยสักนิด คราวก่อนเคยแข่งที่ร้านชุนเซียงแล้ว”


“เป็นอย่างนี้นี่เอง แต่ตอนนี้พี่มาที่ใหม่แล้ว อยากได้ลูกศิษย์สักคนไหม”


“ลูกศิษย์?” ซ่งจื่อเซวียนชะงัก มองตาคู่นั้นของกู่เสี่ยวเป่า เหมือนสายตานี้มีความคิดไม่ดีอยู่นับไม่ถ้วน “หมายความว่าไง”


“ฮ่าๆ ชงชาเสิร์ฟน้ำ บีบไหล่ทุบขา อีกอย่างนะพี่รอง ฉันยังรู้มาด้วยว่าเขามีเส้นสายอยู่นิดหน่อยด้วย” กู่เสี่ยวเป่าพูดด้วยรอยยิ้ม


“เส้นสาย? เส้นสายอะไร”


“โธ่ พี่รอง พี่จะซื่อสัตย์แบบนี้ไม่ได้สิ ถ้าในวงการมีคนมารังแกพี่จะทำยังไง ไม่ต้องหาลูกมือสักคนเหรอ ร่างกายคนคนนี้ไม่เลวเลย ช่วงเวลาสำคัญมาช่วยโดนทุบตีแทนพี่ก็โอเคนะ”


ซ่งจื่อเซวียนหมดคำจะพูดจริงๆ ตนเองทำงานอยู่ดีๆจะมาหาคนถูกทุบตีแทนอะไร แต่มีจุดหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกสนใจอยู่เล็กน้อย ก็คือทักษะมีดของซางเทียนซั่ว แล้วก็มีดทำครัวหัวหมาป่าของเขาอีก


“อืม…ที่นายพูดเหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง”


กู่เสี่ยวเป่ายิ้ม ทำมือโอเค หันหน้าไปพูด “เฮ้ย พี่รองของฉันพูดแล้ว ท้าสู้ได้ แต่ต้องพนันอย่างหนึ่ง”


“พนัน? ได้สิ เท่าไรว่ามาเลย!” ซางเทียนซั่วพูดอย่างใจกว้าง เหมือนว่าพนันเงินนิดหน่อยสำหรับเขาแล้วไม่นับว่าเป็นเรื่องอะไร


“เงิน…พี่รองฉันก็มี จะพนันก็พนันให้ดุดันหน่อย นายก็พูดมาว่ากล้าไม่กล้า!” กู่เสี่ยวเป่าเชิดหน้าพูด


“ให้ตายสิ ฉันไม่กล้าได้ไง นายลองไปถามดูได้เลย ฉัน ซางเทียนซั่ว ไม่มีใครไม่รู้ว่าฉัน…”


ไม่รอให้เขาพูดจบ กู่เสี่ยวเป่าก็ยกมือขึ้น พูดว่า “โอเคโอเค โม้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้านายกล้าพวกเราก็พนันกันว่าใครแพ้คนนั้นเป็นลูกศิษย์ของอีกฝ่ายเป็นยังไง”


“อะไรนะ ลูกศิษย์ ล้อเล่นอะไร ฉันเป็นลูกศิษย์เขาเนี่ยนะ เขาเด็กกว่าฉันนะ!” ซางเทียนซั่วถอยหลังไปครึ่งก้าว


กู่เสี่ยวเป่ายักไหล่ยิ้มๆ “อย่างนี้ก็พูดได้ว่านายคิดจะแพ้สินะ ถ้างั้นก็อย่าท้าสู้เลย พี่รองของฉันไม่อยากเอารัดเอาเปรียบนาย”


“ล้อเล่นอะไร ใครบอกว่าฉันคิดว่าจะแพ้ ฉันเปล่าซะหน่อย” ทันทีที่ซางเทียนซั่วได้ยินกู่เสี่ยวเป่าพูดแบบนี้ก็ร้อนใจขึ้นมา “แข่งก็แข่ง ใครไม่กล้าคนนั้นอ่อน!”


ซ่งจื่อเซวียนข้างๆ อดลอบยิ้มไม่ได้ กู่เสี่ยวเป่าแย่มาก เขามองนิสัยของซางเทียนซั่วทะลุปรุโปร่ง เหมือนตะล่อมๆทีละประโยคพาเดิน ขุดหลุมรอให้ซางเทียนซั่วกระโดดลงไป


ซางเทียนซั่วพูดจบ ก็มองไปทางซ่งจื่อเซวียน “นายว่ายังไง กล้ารับคำท้าไหม ใครแพ้คนนั้นเป็นลูกศิษย์!”


“เดี๋ยวก่อน พี่รองของฉันกล้าอยู่แล้ว เพียงแต่…” กู่เสี่ยวเป่าพูดพลางยิ้มเย็น


“เพียงแต่อะไร ทำไมนายถึงเรื่องเยอะแบบนี้ล่ะ” ซางเทียนซั่วกระวนกระวายใจบ้างแล้วอย่างเห็นได้ชัด


“ฮ่าๆ เพียงแต่ต้องพูดว่าการเป็นลูกศิษย์ที่ดีต้องทำอะไร จะให้คนเป็นลูกศิษย์แล้วไม่ทำอะไรก็ไม่ได้ใช่ไหม”


“นี่…ยังต้องทำงานด้วยเหรอ”


กู่เสี่ยวเป่ายิ้ม เอามือไพล่หลัง “ชงชาเสิร์ฟน้ำ บีบไหล่ทุบขานี่ก็พื้นฐานที่สุด สรุปคืออาจารย์ให้ทำอะไรก็ต้องทำ อาจารย์เจอกับอันตรายก็ต้องมาบังไว้ด้านหน้า จะทำอะไรต้องให้อาจารย์อนุมัติก่อนถึงจะทำได้!”


ซางเทียนซั่วได้ยินดังนั้นหน้าก็ปั้นยาก เขาคิดไม่ถึงว่าจะท้าสู้สักหน่อยยังทำให้ตนเองที่ท้าสู้กลายเป็นลูกศิษย์ด้วย อ้อ ไม่สิ เป็นลูกน้อง เป็นเด็กรับใช้ขนานแท้…


“ยังไง ไม่กล้าเหรอ” กู่เสี่ยวเป่าเห็นซางเทียนซั่วไม่พูดไม่จา รีบขยับเข้าไปถาม


“ใคร ใครไม่กล้า ไม่กล้าก็โง่แล้ว มาสิ นายว่ามาเลยว่าจะแข่งอะไร”


ซ่งจื่อเซวียนพูดยิ้มๆ “คราวที่แล้วแข่งข้าวผัด ข้าวผัดรมควันของนายนั่นฉันไม่กล้าสรรเสริญจริงๆ เอาอย่างนี้ วันนี้เอาง่ายๆแล้วกัน ผัดเนื้อเป็นยังไง”


“ผัดเนื้อเหรอ ง่ายขนาดนี้จะมีความหมายอะไร ถ้าจะแข่งก็ต้องแข่งแบบในหนังนู่น แข่งที่มันซับซ้อนหน่อย!”


ทันทีที่ซางเทียนซั่วพูดออกมา ซ่งจื่อเซวียนก็รู้ว่าเขาเป็นคนนอกวงการจริงๆ ชอบฝีมือการทำอาหารเพียงเพราะอาหารในภาพยนตร์


“เหอะๆ พ่อครัวที่ลึกล้ำถึงจะทำอาหารง่ายๆให้ออกมาประณีตและโดดเด่นได้ จริงๆแล้วอาหารที่ซับซ้อนจะทำออกมาโดยพึ่งวัตถุดิบคุณภาพดี ทำให้อำพรางทักษะที่แท้จริงด้วย” ซ่งจื่อเซวียนพูด


ซางเทียนซั่วครุ่นคิด พยักหน้าพูด “อืม ที่นายพูดก็มีเหตุผลมาก งั้นก็ผัดเนื้อเถอะ”


“คิก” กู่เสี่ยวเป่าหัวเราะออกมา คิดในใจว่าชายคนนี้โลเลจริงๆ คนอื่นพูดยังไง เขาก็ว่าอย่างนั้น…


จากนั้น ทั้งสามคนก็เดินเข้าไปในภัตตาคาร แต่กู่เสี่ยวเป่าเพิ่งจะเข้าไป ก็ถูกพนักงานคนหนึ่งดักไว้


“เฮ้ย เด็กขอทาน ใครให้นายเข้ามา”


ทันที่ตะโกน พนักงานคนอื่นๆก็สังเกตเห็นทางนี้ แต่ละคนเผยสีหน้ารังเกียจออกมา


แน่นอนว่าโจวเผิงที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็เห็นแล้ว เขาไม่ได้แค่มองเห็นตอนนี้เท่านั้น ยังเห็นซ่งจื่อเซวียน กู่เสี่ยวเป่าและซางเทียนซั่วเดินเข้ามาจากด้านนอกด้วยกันอีกด้วย เขาไม่ได้ยินเนื้อหาที่พูดคุยกันแน่ๆ แต่อย่างน้อยเขาก็รู้ว่ากู่เสี่ยวเป่าและซ่งจื่อเซวียนรู้จักกัน


“หึ เป็นเพื่อนกับขอทาน ก็เห็นอนาคตจากจุดนี้แล้ว!”


พูดจบ เขาก็เดินไป พูดว่า “ใครเป็นคนพาขอทานเข้ามา”


โจวเผิงถามทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เห็นได้ชัดว่าพุ่งเป้าไปที่ซ่งจื่อเซวียน


ซ่งจื่อเซวียนก็พากู่เสี่ยวเป่าเข้ามาโดยลืมสถานะของเขาไปชั่วขณะ แต่ในเมื่อโจวเผิงถามแล้ว เขาก็ใช่ว่าต้องไม่ยอมรับ จึงก้าวออกมาอย่างง่ายดาย


แต่ไม่รอให้เขาเปิดปากพูด ซางเทียนซั่วก็พูดว่า “ฉันพาเข้ามาเอง ทำไม ไม่โอเคเหรอ ข้ามีเงิน ชวนเขามาเลี้ยงข้าวพวกนายไม่โอเคเหรอ”


ทันทีที่ซางเทียนซั่วพูดจาหาเรื่อง ความเป็นนักเลงก็เผยออกมาทันที พูดจบ โจวเผิงและพนักงานหลายคนก็ชะงักเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


“ซ่งจื่อเซวียน พวกเขา…พวกเขาเป็นใคร!” ในที่สุดโจวเผิงก็หันไปถามซ่งจื่อเซวียน


“หืม คนเขามากินข้าว คุณจะถามผมทำไม” ซ่งจื่อเซวียนตอบไหลตามคำพูดของซางเทียนซั่วเมื่อครู่ทันที ความจริงแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร คนเขาเป็นลูกค้า มาแล้วก็ต้องต้อนรับ


“นาย…” โจวเผิงหัวเสีย ในใจคิดว่าพวกนายรู้จักกันชัดๆ ตอนนี้กลับมาเป็นอย่างนี้เหรอ


แต่คนเขาบอกว่ามากินข้าว โจวเผิงพูดต่อไปก็คงไม่ดี ทำได้เพียงพูดว่า “ได้ ให้พวกเขาสั่งข้าว!”


ซางเทียนซั่วไม่เกรงใจอย่างสิ้นเชิง หยิบเมนูอาหารมาก็สั่งไปสิบอย่าง หลังจากนั้นก็พูดว่า “น้องชาย เป็นยังไง พอไหม”


“เหอะๆ ไม่สำคัญเลย อันไหนก็ไม่เคยกินทั้งนั้น จริงสิ อย่าเรียกฉันว่าน้องชาย เราสองคนอาจจะต่างรุ่นกันก็ได้”


กู่เสี่ยวเป่าไม่รับน้ำใจ เผยรอยยิ้มไปทางซางเทียนซั่ว ความหมายในคำพูดชัดเจนมาก ถ้าเขาแพ้ซ่งจื่อเซวียน ก็จะกลายเป็นรุ่นศิษย์ ว่ากันตามหลักเหตุผลต้องเรียกกู่เสี่ยวเป่าว่าอาด้วยซ้ำ


ซางเทียนซั่วสีหน้าอึมครึมทันที ในใจคิดว่านายเป็นขอทานคนหนึ่ง ฉันเลี้ยงข้าวนาย นายยังจะซ่าใส่อีกเหรอ


โจวเผิงมองออร์เดอร์ที่สั่งไปเต็มที่ห้าร้อยกว่าหยวน เขาหันไปหาพนักงานคนหนึ่ง “ยังไงก็เป็นยอดขายในร้าน ปล่อยพวกเขาไป ให้พวกเขาจ่ายเงินก่อน”


“ครับ ผู้จัดการ”


หลังจากนั้น โจวเผิงก็เดินออกจากร้านอาหาร อย่างไรเมื่อครู่โดนตบหน้าไปจังๆ เขาต้องออกไปเดินเล่นสักรอบให้ใจเย็นลง อึดอัดมากไปแล้ว


ซางเทียนซั่วไม่ละล้าละลัง จ่ายเงินทันที พูดว่า “ให้พวกเขาค่อยๆทำ พวกเราสองคนไปประลองกันเถอะ!”


ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม ที่เรื่องมาถึงตรงนี้ได้ต้องโทษโจวเผิง และก็มีแต่ทำแบบนี้เท่านั้น เขาพยักหน้าเบาๆ “เอาสิ”


ทั้งสองเดินเข้าไปในครัวด้านหลัง กู่เสี่ยวเป่ากลับนั่งรออาหารอยู่ตรงนั้นราวกับเป็นพระเจ้า สองขายกขึ้นพาดไขว้กันบนโต๊ะ สั่นหัวอย่างอิ่มเอม


ในครัวด้านหลัง อาหารสิบอย่างนี้ส่งเข้ามา ก็มากพอที่จะทำให้เชฟหลายคนยุ่งกับงานสักพัก ซ่งจื่อเซวียนเดินตรงไปที่เตาของตนเอง พูดว่า “ซางเทียนซั่ว ฉันไม่มีเครื่องครัว”


“หา? จะไม่มีเครื่องครัวได้ยังไง นายไม่ใช่เชฟของที่นี่เหรอ อีกทั้งเงินเดือนก็แปดหมื่น…”


ได้ยินคำพูดนี้ หลี่เทาที่อยู่ข้างๆก็หัวเราะเสียงดัง “หา? แปดหมื่น? ฮ่าๆๆ ขำตายเลย ไอ้เด็กเวรอย่างนายโม้ไว้ข้างนอกขนาดนี้เลยเหรอ”


ช่วงสาย เจิ้งฮุยพูดถึงภูมิหลังของซ่งจื่อเซวียนกับทีมเชฟแล้ว บอกว่าเขาเป็นแจกันดอกไม้ เดาว่าปีนี้คงผัดข้าวผัด899หยวนไม่ไหว ดังนั้นทีมเชฟจึงไม่มีใครจริงจังเรื่องซ่งจื่อเซวียน


เมื่อได้ยินว่าเงินเดือนแปดหมื่น หลี่เทาจึงหัวเราะจนแทบหมดลม


ซ่งจื่อเซวียนไม่สนใจ แต่ซางเทียนซั่วกลับไม่พอใจ “มารดามันเถอะ คำพูดของข้าเกี่ยวอะไรกับเจ้า รนหาที่ตายเหรอ รีบทำอาหารให้ข้าไปเถอะ พูดจาไร้สาระอยู่นั่น!”


“นาย…” หลี่เทาเห็นท่าทางดุร้ายของซางเทียนซั่ว คิดจะพูดอะไรสักอย่างแต่กลับพูดไม่ออก โดยเฉพาะตอนที่เขาพูดว่าทำอาหารให้ข้า หลี่เทาก็เข้าใจว่าเขาเป็นลูกค้าแน่นอน จะไปกล่าวโทษก็ไม่ได้


ซางเทียนซั่วทำเรื่องบุ่มบ่าม ย้ายเครื่องครัวทั้งหมดจากเคาน์เตอร์ใกล้ๆมา “เอ้า ใช้สิ!”


ซ่งจื่อเซวียนชะงัก แต่ไม่นานนักก็ยิ้มออกมา “เฮอๆ โครตได้ใจเลย งั้นก็มาเถอะ!”


สิ้นเสียง ในหัวซ่งจื่อเซวียนก็เป็นภาพที่หยางต้าฉุยผัดอาหารในวันนั้น ดูเหมือนจะไม่ได้ลืมรายละเอียดใดๆไปเลย ราวกับภาพนั้นฉายซ้ำในหัวสมองอีกครั้งแบบภาพยนตร์


แต่ท่าทางของเขาก็ขยับไปตามความทรงจำ ทุกย่างก้าวไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย!


เปลวไฟพุ่งออกมาจากตะหลิวสี่สิบห้าสิบเซนติเมตร ท่าทางของซ่งจื่อเซวียนราวกับเป็นศิลปะ ทำเสร็จในรวดเดียวอย่างเรียบร้อยราบรื่น


“หึ แจกันดอกไม้ ผัดให้สุกได้ก็ไม่แย่แล้ว!” หลี่เทาข้างๆพึมพำ


แต่ตอนที่เขาเพิ่งพูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็กลับตะหลิว เอาชิ้นเนื้ออกจากกระทะแล้ว


“ฮ่าๆๆ ไอ้หนู ได้แตะเตาไหมน่ะ ชิ้นเนื้อพวกนั้นของนายยังไม่สุกเลยนะ!” หลี่เทาพูดกลั้วหัวเราะ


ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้มองเขาสักนิด เผยยิ้มมั่นใจให้ซางเทียนซั่ว พูดว่า “ชิมดูสิ”


ท่าทีซางเทียนซั่วไม่ต่างจากหลี่เทา ในมุมมองของเขา ชิ้นเนื้อพวกนี้ออกมาจากกระทะเร็วเกินไปอย่างเห็นได้ชัด เขาหยิบตะเกียบคู่หนึ่งคีบชิ้นเนื้อขึ้นมา พูดว่า “นี่ยังต้องชิมเหรอ พี่ชาย ชิ้นเนื้อของนายยังแดงอยู่เลย อีกทั้งยัง…”


ยังไม่ทันพูดจบ ทันทีที่ชิ้นเนื้อเข้าไปในปาก หน้าซางเทียนซั่วก็แข็งค้างไป


ตอนที่ 24: เรียกนายท่านรองสิ


ท่าทางโอเวอร์ของซางเทียนซั่วไม่ใช่เพราะชิ้นเนื้อรสชาติดีขนาดนั้น แต่ในมุมมองของเขาชิ้นเนื้อนี้ยกออกจากกระทะเร็วมาก ไม่น่าจะสุกได้เลย แต่ชั่วขณะที่เข้าปากกลับเด้งไม่เสียความนุ่มไป สดอร่อยและไม่มีกลิ่นคาว


พูดได้ว่านี่เป็นชิ้นเนื้อที่นุ่มที่สุดที่เขาเคยกินมา เทียบดูแล้ว รสชาติอร่อยหรือไม่นั้นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เพียงแค่สัมผัสที่เข้าปากก็มากพอจะชวนให้ลุ่มหลงแล้ว


“ตานายแล้ว” ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ


ซางเทียนซั่วแทบจะตะลึงงันอยู่ตรงนั้นสิบกว่าวินาที ถึงได้สติกลับมา “ฮะ อ้อๆ…”


พูดจบ เขาก็วางกระเป๋าเป้ข้างหลังลง รูดซิปเปิดกระเป๋าครู่หนึ่ง กระทั่งซ่งจื่อเซวียนมีความรู้สึกคาดหวังอยู่บ้าง เป็นพ่อครัวย่อมต้านทานแรงดึงดูดจากเครื่องครัวคุณภาพสูงได้ยากอยู่แล้ว โดยเฉพาะมีดหัวหมาป่าเล่มนั้นของซางเทียนซั่วที่น่าจะเป็นหนึ่งในมีดระดับสูง


แต่ซางเทียนซั่วชักช้ามาก เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ จู่ๆเขาก็หยุด มองซ่งจื่อเซวียนแวบหนึ่ง รูดซิปปิดทันที


ซ่งจื่อเซวียนชะงักไป ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ว่าชายคนนี้อยากจะท้าสู้ฝีมือทำอาหารกับตนเองเหรอ ทำไมถึง…


“ช่างเถอะ ฉันแพ้แล้ว ฉันผัดชิ้นเนื้อออกมาแบบนายไม่ได้หรอก” ซางเทียนซั่วพูดด้วยสีหน้าเอาจริงเอาจัง


ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ ความจริงเขาเข้าใจฝีมือทำอาหารของซางเทียนซั่วตั้งแต่คราวก่อนแล้ว โดยเฉพาะข้าวผัดรมควันยิ่งจดจำได้ฝังลึก ดังนั้นผลลัพธ์นี้จึงถือว่ามั่นใจมาก


“เหอะๆ อย่างนั้นก็ออกไปกินข้าวเถอะ”


พูดจบ เขาจึงเดินออกไป และซางเทียนซั่วเดินตามด้านหลัง


เห็นทั้งสองคนเดินออกไป หลี่เทามองอย่างโง่งม พูดกับตนเองว่า “แม่งเป็นบ้ากันเหรอ ผัดชิ้นเนื้อดิบไปที่หนึ่ง แถมยังพูดแพ้อะไรนั่นอีก…”


หลังจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปหยิบชิ้นเนื้อจานนั้นขึ้นมาดู ท่าทางเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม เดินปรี่ไปเททิ้งลงถังขยะ


ในโถงร้าน กู่เสี่ยวเป่ากำลังนั่งยองๆบนเก้าอี้หยิบอาหารยัดเข้าปากคำใหญ่ อาหารเพิ่งมาเสิร์ฟสองอย่างก็กินไปแล้วไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าเด็กขอทานคนนี้หิวสุดๆแล้ว


เห็นพวกซ่งจื่อเซวียนเดินออกมา กู่เสี่ยวเป่าก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ฮ่าๆ จบแล้วเหรอ ดีใจกับพี่รองด้วยที่มีลูกศิษย์แล้ว”


ซางเทียนซั่วจ้องกู่เสี่ยวเป่าอย่างดุร้าย ในใจคิดว่าลูกศิษย์ก็ลูกศิษย์สิวะ ลูกศิษย์น้อยอะไรนั่นด้วย…


“นายรู้ได้ไงว่าฉันแพ้แล้ว” ซางเทียนซั่วถาม


กู่เสี่ยวเป่ายิ้ม “นั่นมันแน่อยู่แล้วสิ ฝีมือทำอาหารของพี่รองฉันจะไม่เชื่อมั่นได้ยังไง ส่วนนาย…ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางเทียบกับพี่รองของฉันได้หรอก เพียงแต่ฉันคิดไม่ถึงว่าจะเร็วขนาดนี้ คงไม่ใช่ว่านายยอมแพ้เองหรอกนะ”


ซางเทียนซั่วแอบพูดว่าไอ้เด็กขอทานนี่เทพจริงๆ ไม่เพียงแค่เดาออกว่าฉันแพ้แล้ว ยังรู้ด้วยว่าฉันยอมแพ้เอง


“ฉันยอมซูฮกเลย ชิ้นเนื้อผัดของเขาสมบูรณ์แบบมาก ฉันเลยไม่จำเป็นต้องทำอีกรอบ” ซางเทียนซั่วอธิบาย


“เอาเถอะ งั้นก็คารวะอาจารย์ซะสิ มีเหล้ามีอาหารพอดี มาเถอะ!” กู่เสี่ยวเป่าตื่นเต้นขึ้นมาทันที


ซางเทียนซั่วชะงัก “คารวะอาจารย์? ไม่ได้พูดว่าต้องคารวะอาจารย์นี่!”


“อ่าวเฮ้ย ไม่ใช่ว่านายคืนคำหรอกใช่ไหม แต่พวกเราคุยกันไว้แล้วนี่ นี่คือเดิมพันของการแข่งขันครั้งนี้!” กู่เสี่ยวเป่าถลึงตาขึ้นพูด


“ฉันคืนคำเหรอ ข้าทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก แต่ที่คุยกันน่ะ มันให้ฉันเป็นลูกศิษย์ เขาเป็นอาจารย์ ไม่ใช่เรื่องคารวะอาจารย์นี่!”


กู่เสี่ยวเป่ายิ้ม “นี่นายไม่ไร้ยางอายไปหน่อยเหรอ ไม่คารวะอาจารย์จะถือเป็นความสัมพันธ์อาจารย์ลูกศิษย์ได้ยังไง อีกอย่างพวกเราก็ตกลงกันแล้วว่าอาจารย์พูดอะไรลูกศิษย์ก็ต้องทำตาม ใช่ไหม พี่รอง”


เห็นกู่เสี่ยวเป่าหันมาถามตนเอง ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็ตอบด้วยรอยยิ้ม “แต่ละอาชีพย่อมมีกฎของแต่ละอาชีพ อาชีพพ่อครัวถือว่ามีประเพณี ว่ากันตามกฎก็ควรจะคารวะอาจารย์”


“เอ่อ…” ซางเทียนซั่วรู้สึกแค่ว่าใบหน้าร้อนผ่าว รู้สึกอายคน แต่กล้าพนันก็ต้องยอมรับผล และเขาก็ไม่ใช่คนเอารัดเอาเปรียบ “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้น…คารวะท่านอาจารย์”


พูดจบ เขาก็ยกแก้วเบียร์ พูดว่า “ท่านอาจารย์ วันนี้ผมพนันก็ต้องยอมรับผล คารวะคุณเป็นอาจารย์ เรื่องก่อนหน้าเป็นผมที่ผิดเอง คราวก่อนไม่ควรเอาพริกใส่ปากคุณ และไม่ควรเอาถุงเท้าเข้าไปในปากคุณ ผม…”


“เอาล่ะเอาล่ะ ไม่ต้องพูดเรื่องพวกนี้แล้ว…” ซ่งจื่อเซวียนหน้าแดง ในใจคิดว่านายนี่ซื่อสัตย์จริงๆ เรื่องแบบนี้ยังมาพูดข้างนอก แม้เรื่องนั้นซ่งจื่อเซวียนจะไม่ผูกใจเจ็บได้ แต่พูดออกไปก็อายคน


“อ้อ อย่างนั้นคุณก็ดื่มสุราแก้วนี้ให้หมดเถิด ผมก็จะเป็นศิษย์ของคุณแล้ว”


ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ ยกแก้วสุราขึ้นดื่มจนหมด เขาดื่มกับตาเฒ่าฟางออกบ่อย คอจะอ่อนได้ยังไง


ดื่มสุราไป ก็ก่อความสัมพันธ์อาจารย์ลูกศิษย์ขึ้นแล้ว ซางเทียนซั่วยกสุราขึ้นอีกแก้ว พูดว่า “เหอะๆ ที่จริงฉันก็พอรู้เรื่องรู้ราวอยู่บ้าง คารวะอาจารย์ก็ไม่นับเป็นอะไรเลย ปีนี้อาจารย์อายุเท่าไรแล้ว”


“สิบแปดแล้ว”


“ฮ่าๆๆ ฉันยี่สิบสองแล้ว…” ซางเทียนซั่วพูดจบก็คิดว่าน่าละอายใจอยู่บ้าง รู้สึกว่าวันนี้ผิดแผนไปในทันใด คารวะอาจารย์ไม่เท่าไร แต่คารวะอาจารย์ที่เด็กกว่าตัวเองสี่ปี คิดๆแล้วก็น่าอับอายอยู่นิดหน่อย


แต่ในเมื่อคารวะไปแล้ว เขาไม่มีทางคืนคำได้แน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นชิ้นเนื้อของซ่งจื่อเซวียนในสายตาของเขาก็โดดเด่น อาจารย์คนนี้มีความสามารถจริงๆ


ตอนนี้ก็ผ่านช่วงเที่ยงที่ยุ่งที่สุดไปแล้ว ในร้านไม่มีงานอะไร ส่วนซ่งจื่อเซวียนก็ยิ่งไม่มีงานทำ จึงดื่มกับซางเทียนซั่วเสียเลย


กู่เสี่ยวเป่าไม่ได้ดื่มเลย เขาใช้มือจับสาหร่ายทะเลแทบทุกจาน ทั่วทั้งโต๊ะเปรอะไปด้วยน้ำมันจากอาหาร ซ่งจื่อเซวียนและซางเทียนซั่วก็ไม่ได้อยากกินอะไร จึงแค่ดื่ม


ทั้งสองพูดคุยกัน ซ่งจื่อเซวียนถึงได้รู้ว่า ภูมิหลังของซางเทียนซั่วคนนี้ก็ไม่ได้เป็นนักเลงน้อยอะไร เป็นทายาทเศรษฐีรุ่นที่สองของที่บ้าน แต่คิดๆแล้วก็ถูกต้อง เด็กในครอบครัวทั่วไปจะใส่เสื้อผ้ามีเกรดขนาดนั้นได้ยังไง โดยเฉพาะมีดหัวหมาป่าเล่มนั้นด้วยแล้ว ราคาต้องแพงไม่น้อยแน่ๆ


แน่นอนว่าสำหรับมีดทำครัวแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ได้สนใจจะถาม ถึงอย่างไรก็เป็นของใช้ส่วนตัวของซางเทียนซั่วเขา


อิ่มหนำสำราญทั้งอาหารทั้งสุรา ซางเทียนซั่วก็จากไป ก่อนจะไป กู่เสี่ยวเป่าก็ไม่ลืมกำชับเขาว่าให้ทำตามสัญญา และยังให้ทิ้งช่องทางติดต่อให้ซ่งจื่อเซวียนด้วย หลังจากนั้นกู่เสี่ยวเป่าก็จากไปเช่นกัน ถึงอย่างไรเด็กขอทานคนหนึ่งจะมาอยู่ในภัตตาคารใหญ่ก็ไม่ค่อยเหมาะสมนัก


และทุกอย่างนี้ก็อยู่ในสายตาของโจวเผิง สีหน้าของเขามืดครึ้ม พูดกับตัวเอง “หึ พาขอทานเข้ามาในร้าน ให้คนนอกเข้ามาแตะต้องเคาน์เตอร์ในครัวด้านหลัง อีกทั้งยังกินเหล้าในเวลางาน ไอ้หนู มีนายอยู่ อีกไม่นานฉันจะทำให้นายต้องไสหัวไปซะ!”


ถึงแม้ว่าต้าสือไต้จะเพิ่งเปิดร้าน แต่จำนวนลูกค้าที่หมุนเวียนเข้ามาก็นับว่ามีไม่น้อย โดยทั่วไปแล้ว เพราะลูกค้าที่มาภัตตาคารต้าสือไต้ส่วนใหญ่มาเป็นครอบครัวหรือไม่ก็บริษัทเพื่อกินมื้อเย็น ดังนั้นการตระเตรียมงานของครัวด้านหลังช่วงบ่ายเคร่งเครียดยิ่งกว่าช่วงสาย


โดยเฉพาะยิ่งใกล้ช่วงมื้อเย็น เชฟแต่ละคนต่างก็ต้องเข้าประจำตำแหน่ง วัตถุดิบก็ต้องเตรียมให้เรียบร้อยแล้วเสร็จ บวกกับลูกค้าบางคนเริ่มสั่งอาหารตั้งแต่สี่โมงกว่า ก็ถือว่าเริ่มงานแล้ว


“หัวหน้าเชฟไม่อยู่ ทุกคนเร่งมือหน่อย อย่าทำให้ลูกพี่กังวลใจ เหล่าอู๋ แกะหอยเชลล์หรือยัง” หลี่เทาตะโกนเสียงดัง


“เหล่าอู๋ แมงกะพรุนล่ะ ทางจานเย็นจะเอาตั้งนานแล้ว!”


ในคนเหล่านี้ ดูเหมือนเหล่าอู๋จะทำงานเป็นเด็กครัวแท้ๆ รับผิดชอบส่งของต่างๆให้เหล่าเชฟโดยเฉพาะ เห็นเพียงสองมือของเขายกวัตถุดิบสำเร็จรูปห้าจาน อีกทั้งเดินในครัวอย่างรวดเร็วก็ยังมั่นคงมาก


เพล้ง…


เมื่อครู่ยังมั่นคงมาก ทว่าเมื่อเห็นเหล่าอู๋เหยียบน้ำมันที่หกอยู่บนพื้น ก็ลื่นล้มหงายหลังหน้าขึ้นฟ้าทันที จานและวัตถุดิบในมือหกเละเทะ


“ให้ตายสิ ทำอะไรเนี่ย ฉันรอเสิร์ฟอาหารอยู่นะ!”


“แม่มันเถอะ นายมาสร้างปัญหาใช่ไหมเนี่ย”


เหล่าเชฟก็เริ่มก่นด่าทันที ดูออกได้เลยว่า ตำแหน่งครัวด้านหลังแห่งนี้แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน ได้จับตะหลิวตำแหน่งสูงแน่นอน ลดหลั่นลงมาก็คือจานเย็น หั่นวัตถุดิบ สุดท้ายก็คือเหล่าอู๋ที่ทำหน้าที่เด็กครัว


หลี่เทาเห็นเหตุการณ์สีหน้าก็มืดครึ้ม เดินเข้าไปยกเท้าวางที่เอวเหล่าอู๋ เหล่าอู๋เจ็บจนร้องโอดโอยออกมา แต่เหมือนหลี่เทาไม่มีความคิดที่จะหยุดเลย ตะหลิวในมือยกขึ้นตีไปที่ไหล่ของเหล่าอู๋


“อ้าก…” เสียงร้องของเหล่าอู๋น่าเวทนาเหมือนหมูถูกฆ่า แต่คนรอบๆก็ไม่ได้สนใจ ต่างคนต่างใช้สายตาตำหนิมองเขาเหมือนเดิม


ซ่งจื่อเซวียนมองอึ้งๆ นี่ใช่ครัวด้านหลังไหมเนี่ย เย็นชากันแบบนี้ยังถือว่าเป็นทีมอะไรอีก


เขาเดินไปจับข้อมือของหลี่เทาเอาไว้ ไม่ให้เอาตะหลิวตีลงไปอีก


“คุณตีคนได้ยังไง” ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยใบหน้าเคร่งขรึม


“ไอ้เด็กเวร เกี่ยวอะไรกับนาย ไปให้พ้นหน้าฉัน!”


ซ่งจื่อเซวียนไม่ขยับ จับข้อมือของหลี่เทาไว้แน่น “เรื่องอะไรถึงต้องลงไม้ลงมือกับเขาล่ะ เขาส่งนั่นทำนี่ให้พวกคุณอยู่ทุกวัน ก็ต้องยอมให้พวกคุณตีเหรอ อีกอย่างบนพื้นมีน้ำมันก็คือหน้าที่รับผิดชอบของพวกคุณ พวกคุณทำอย่างนี้กับเพื่อนร่วมงานได้ยังไง”


ถ้อยคำแต่ละคำของซ่งจื่อเซวียนเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ดวงตาจดจ้องหลี่เทา ไม่ยอมถอยให้เลยสักนิด


“เสี่ยวซ่ง” เหล่าอู๋ที่ล้มอยู่กับพื้นเรียก “ช่างเถอะ ฉันผิดเอง ถ่วงเวลาทุกคนเสิร์ฟอาหาร นายอย่าใส่ใจเลย”


“อะไรคืออย่าใส่ใจเล่า นี่ก็เป็นที่ทำงานของผมนะ เกิดปัญหาทุกคนก็มีหน้าที่ของตัวเอง จะยังไงก็ไม่ควรลงไม้ลงมือ!” ซ่งจื่อเซวียนกรุ่นโกรธ คิดไม่ถึงว่าเหล่าอู๋จะไม่รักศักดิ์ศรีขนาดนี้ แต่ในเมื่อเป็นอย่างนี้ เขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงท่าที


“นาย…ได้ ก็ได้ ไม่ตีเขา ข้าตีนายแล้วกัน!”


ขณะที่พูด หลี่เทาสะบัดมือของซ่งจื่อเซวียนจนหลุด มือข้างหนึ่งดึงคอเสื้อของซ่งจื่อเซวียน อีกข้างถือตะหลิวยกขึ้นเหนือศีรษะของซ่งจื่อเซวียน


หลี่เทาอดกลั้นความโกรธมาระยะหนึ่งแล้ว ประกอบกับเจิ้งฮุยก็ไม่ชอบเด็กใหม่คนนี้เหมือนกัน เขาจึงต้องจัดการซ่งจื่อเซวียนสักที ไม่เพียงแค่ระบายอารมณ์ของตนเองเท่านั้น ยังเหมือนเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีต่อหัวหน้าเชฟด้วย


แต่ตะหลิวที่จับอยู่ยังไม่ทันแตะเนื้อต้องตัวซ่งจื่อเซวียน ก็ถูกจับรั้งไว้อีกครั้ง


แรงครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่า เหมือนกับคีมเหล็ก กุมไว้จนสีหน้าของหลี่เทาเปลี่ยนไปอยู่บ้างเล็กน้อย


คนที่ลงมือไม่ใช่ซ่งจื่อเซวียน แต่เป็นซางเทียนซั่วที่อยู่ด้านหลังเขา! ส่วนเขาโผล่มาเมื่อไรนั้น เหมือนว่าจะไม่มีคนสังเกตเห็น


“แม่มันเถอะ ตีอาจารย์ฉัน แกอยากตายใช่ไหม”


ขณะที่พูด ซางเทียนซั่วออกแรงผลักหลี่เทาไปด้านหลัง เรี่ยวแรงของทั้งสองต่างกันมาก หลี่เทาที่ถูกผลักหกล้มไปชนกับชั้นวางอาหารจังๆ วัตถุดิบทุกอย่างกระจัดกระจายไปทั่วพื้น จานก็แตกละเอียด…


“แก…แกตีฉัน…”


“ตีแกเหรอ ข้าจะสับแกต่างหาก!”


พูดพลาง ซางเทียนซั่วก็ยึดมีดมา ท่าทางเหมือนไม่ได้ล้อเล่นเลยสักนิด ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้คิดจะทะเลาะวิวาทเลยสักนิด เห็นภาพนี้ก็รู้สึกหวาดกลัวเช่นกัน


แต่ไม่รอให้ซ่งจื่อเซวียนเข้ามาห้ามปราม เห็นเพียงหลี่เทากอดศีรษะตัวเองไว้ตะโกนพูด “ลูกพี่ ลูก…อย่า อย่า ผมยอมแล้ว…”


“ยอมแล้ว? อย่ามาขอร้องฉันเลย ไปขอร้องกับอาจารย์ฉันนู่น!” ซางเทียนซั่วพูดพลางชี้ไปที่ซ่งจื่อเซวียน


หลี่เทาไหนเลยจะกล้าไม่เชื่อฟัง คลานไปหน้าซ่งจื่อเซวียนทันที “พี่ใหญ่ ผมผิดไปแล้วพี่ใหญ่!”


ซ่งจื่อเซวียนจ้องหลี่เทาแวบหนึ่ง “ขอโทษด้วย ฉันเป็นลูกคนที่สอง”


“อ้อ จริงสิ พี่รอง พี่รองอย่าให้เขาตีผมเลยนะ!”


ซางเทียนซั่วโกรธเคือง ยกเท้าขึ้น “แม่มันเถอะ ข้ายังต้องเรียกเขาว่าอาจารย์ แกกล้าเรียกเขาว่าพี่รองเหรอ เรียกนายท่านรองสิ!”


ตอนที่ 25: ไม่ต้องรีบเรียกว่าพ่อ


บรรยากาศครัวด้านหลังเคร่งเครียดไประยะหนึ่ง


ต้องรู้ไว้ว่า เมื่ออยู่ในครัวด้านหลังของเชฟทีมนี้ คำพูดของเจิ้งฮุยถือเป็นคำขาด ประโยคเดียวของเขาสามารถตัดสินให้ใครอยู่หรือไปก็ได้ แต่ปกติหลี่เทาประจบประแจงเจิ้งฮุยอยู่ไม่น้อย จึงถือว่าเป็นมือขวาของหัวหน้าเชฟ เจิ้งฮุยไม่อยู่ เขาก็เป็นลูกพี่


วันนี้ทุกคนไม่คิดว่าหลี่เทาจะล้ม ไม่ใช่แค่ล้มเท่านั้น ยังล้มในมือของเด็กใหม่ด้วย ที่สำคัญที่สุดคือไม่รู้ว่าเฉิงเหย่าจินจากไหนยื่นมือมาตีเขา…


ดังคำพูดที่ว่า คนเลวกลัวคนนิสัยรุนแรง คนนิสัยรุนแรงกลัวอันตรายถึงชีวิต การขัดแย้งนี้ยังไม่ถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต แต่ซางเทียนซั่วนิสัยรุนแรงกว่าหลี่เทามากแน่นอน


ได้ยินคำพูดของซางเทียนซั่ว หลี่เทาก็ชะงักไป เรียกพี่เขายังทนได้ ถึงอย่างไรปกติก็เคยเรียกอยู่บ่อยครั้ง แต่เรียกนายท่าน อีกทั้งดูซ่งจื่อเซวียนแล้วยังอายุสิบกว่าปีเท่านั้น…


“แม่มันเถอะ จะเรียกไม่เรียก ไม่งั้นวันนี้ฉันจะให้นายกินถังแก๊สไปซะ!” ขณะที่พูด ซางเทียนซั่วก็ยกถังแก๊สข้างๆขึ้น ชายคนนี้มีท่าทางเป็นอันตรายถึงชีวิตหลายส่วนจริงๆ


“นายท่านรอง…” หลี่เทาหน้าเปลี่ยนสี ต้องรู้ว่าถ้าโดนฟาดถังแก๊สฟาดขึ้นมาก็มีชีวิตไม่ถึงแก่ชราแน่นอน “ผมเรียกแล้ว อย่าตีเลย นายท่านรอง นายท่านรองยกโทษให้ผมเถอะ”


ในใจซ่งจื่อเซวียนกลับอยากจะหัวเราะ เขานึกถึงท่าทางยิ่งใหญ่วางก้ามของหลี่เทาเวลาปกติ แต่ดูท่าทางขลาดเขลาตอนนี้ ความจริงไม่ใช่แค่เขา คนที่เคยทนกับการถูกรังแกมาก่อนในทีมเชฟไม่มีใครไม่อยากหัวเราะ


“เทียนซั่ว ช่างเถอะ” ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ ซางเทียนซั่วถึงได้วางถังแก๊สลง ซ่งจื่อเซวียนพูดต่อ “หลี่เทา นายไม่อยากโดนตี นายก็ควรเข้าใจว่าเหล่าอู๋ก็ไม่อยากโดนตีเหมือนกัน หลักคำสอนที่ว่าสิ่งที่ตนเองไม่อยากได้ก็อย่ายัดเยียดให้ผู้อื่น นายอายุเท่านี้น่าจะเข้าใจ”


“ครับ นายท่านรอง ผมเข้าใจแล้ว หลังจากนี้ผมไม่กล้าแล้วครับ” แม้ปากจะพูดอย่างนั้น แต่ในใจเกลียดชังถึงขีดสุด คิดในใจว่ารอลูกพี่กลับมาก่อนเถอะ ฉันเสือกไสไล่ส่งนายแน่!


หลายคนกำลังพูดคุยกัน โจวเผิงก็เดินเข้ามาครัวด้านหลัง พูดว่า “เกิดอะไรขึ้น นานขนาดนี้ยังไม่เสิร์ฟอาหารอีกเหรอ หัวหน้าเชฟไปไหน”


ทันทีที่พูดประโยคนี้ หลายคนก็ชะงักไป พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะพูดเรื่องที่ซางเทียนซั่วตีหลี่เทาดีหรือไม่ และไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องที่เจิ้งฮุยไม่อยู่อย่างไร อย่างไรการทำงานในทีมเชฟนี้ยังถือว่าราบรื่นดี หัวหน้าเชฟจะอยู่หรือไม่อยู่ก็สามารถทำงานได้ตามปกติ ดังนั้นเจิ้งฮุยจึงแอบขี้เกียจดอดออกจากงานอยู่บ่อยครั้ง


“อ้อ ผู้จัดการโจว ไม่มีอะไรครับ ไม่มีอะไร เดี๋ยวพวกเราก็ทำเสร็จแล้วครับ เมื่อกี้เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย หัวหน้าเชฟไปเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวกลับมาครับ!” หลี่เทาออกแรงนวดสะโพกพลางพูด


โจงเผิงกลอกตาใส่เขาทีหนึ่ง โดยเฉพาะสายตาสุดท้ายกวาดมองไปที่ซ่งจื่อเซวียน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร


ความจริงแล้วเขาเข้ามาก็เพื่อเร่งอาหาร ส่วนที่เจิ้งฮุยไม่อยู่เขาก็รู้ ไม่ได้คิดจะถามผลลัพธ์ออกไป


หลังจากนั้น หลายคนก็เริ่มยุ่งกับงานตามหน้าที่ หลี่เทาค่อนข้างน่าเวทนาอยู่เล็กน้อย อย่างไรร่างกายก็เจ็บไปทั้งตัวและเพิ่งตกใจมาเมื่อครู่ มือขณะทำอาหารจึงยังสั่นอยู่บ้างหลายครั้ง


ส่วนทางซ่งจื่อเซวียนและซางเทียนซั่วที่นั่งอยู่ข้างๆ ยังคงว่างงานอยู่


“อาจารย์ ทำไมพวกเขาถึงมีงานทำกันแล้วอาจารย์ยังนั่งอยู่นี่ล่ะ อาจารย์เป็นลูกพี่ของที่นี่เหรอ” ซางเทียนซั่วถาม


ซ่งจื่อเซวียนกลอกตาพูด “นายเคยเห็นลูกพี่ที่ไหนเกือบจะโดนตีด้วยเหรอ”


“เอ่อมันก็…ถ้าอย่างนั้นทำไมล่ะ อาจารย์ฝีมือดีขนาดนี้ จะไม่มีงานให้ทำได้ยังไง”


“นายลองดูที่สัญลักษณ์ที่เคาน์เตอร์เอาเองเถอะ”


ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ ซางเทียนซั่วก็หันไปมองเคาน์เตอร์เตา “เตาข้าวผัดโดยเฉพาะ? ให้ตายเถอะ ภัตตาคารนี่น่าสนใจชะมัด ยังมีเตาแบบนี้อยู่ด้วย อาจารย์นี่…เป็นอาจารย์ข้าวผัดเหรอ เจ๋งโคตร”


ซ่งจื่อเซวียนไม่สนใจ


“แต่…คนที่สั่งข้าวผัดเป็นอาหารหลักๆ ในร้านอาหารก็มีไม่น้อยนี่นา ทำไมถึงไม่มีงานล่ะ”


ซางเทียนซั่วพึมพำกับตัวเอง ซ่งจื่อเซวียนก็ยังคงไม่สนใจเขา


ขณะที่ทั้งสองกำลังว่างอยู่นั้น เจิ้งฮุยเดินเข้ามา อย่างไรเขาก็เป็นหัวหน้าเชฟ ทันทีที่เข้ามาในครัวด้านหลังก็สัมผัสได้ว่าบรรยากาศไม่ถูกต้อง เขากวาดสายตาไปรอบๆ สุดท้ายสายตาก็ไปตกอยู่ที่ซางเทียนซั่ว


“ทำไมนายถึงเข้ามาในครัว” เจิ้งฮุยถาม


“นายเป็นใครวะ ยุ่งไร” ซางเทียนซั่วไม่ใช่คนในครัวด้านหลังอยู่แล้ว ถึงได้แสดงท่าทีแบบนี้ออกมา เปิดปากพูดไม่พอใจออกไป


“นาย…ฉันเป็นหัวหน้าเชฟ นายถามว่าฉันเป็นใครงั้นเหรอ ไป ออกไปให้พ้นหน้าฉัน!”


พูดพลาง เจิ้งฮุยก็อยากจะเข้าไปคว้าคอเสื้อซางเทียนซั่ว แต่ซางเทียนซั่วก็ไม่มีทางอดกลั้น ลุกขึ้นยืนปัดมือของเจิ้งฮุยทิ้งไป


ไม่ได้นับว่าแรงมาก แต่เจิ้งฮุยเคยถูกกระทำแบบนี้ที่ไหนกัน โดยเฉพาะที่ครัวด้านหลัง เขาอยู่ในสถานะลูกพี่มาตลอด


“แม่มันเถอะ ไอ้เด็กเวรที่ไหน บ้าไปแล้วหรือไง”


เห็นว่าจะเกิดเรื่อง ซ่งจื่อเซวียนก็รีบพูด “พอแล้วเทียนซั่ว นายออกไปก่อนไป”


“หา? อาจารย์ คนพวกนี้รังแกคนอื่น ถ้าผมไปพวกเขาก็จะพุ่งเป้ามาที่อาจารย์นะ” ซางเทียนซั่วไม่ยินยอมอย่างเห็นได้ชัด


“ไม่เป็นไร นายออกไปก่อนเถอะ” น้ำเสียงซ่งจื่อเซวียนมั่นใจมาก


แม้ซ่งจื่อเซวียนไม่กลัวเรื่องจะล่วงเกินเจิ้งฮุย แต่อย่างน้อยก็ควรไว้หน้าเขาบ้าง อย่างไรเขาเป็นถึงหัวหน้าเชฟ เหลือทางไว้สักทางเพื่อทำงานที่นี่ก็ดีกว่า


เห็นซ่งจื่อเซวียนยืนยันอย่างนี้ ซางเทียนซั่วก็ทำได้แค่เชื่อฟัง เขาชี้ไปที่เจิ้งฮุยพลางพูดว่า “ฉันเห็นแก่หน้าของอาจารย์ฉันหรอกนะถึงไม่สั่งสอนคนอย่างนาย แต่ถ้าฉันรู้ว่านายรังแกอาจารย์ฉันล่ะก็ ฉันฆ่านายแน่!”


ซางเทียนซั่วพูดจบก็เดินออกจากครัวด้านหลังไป เจิ้งฮุยแค่นเสียงเย็น “หึ ท้าทายฉัน ข้าจะทำลายนายทิ้งซะ”


พูดพลาง เขาก็มองไปทางซ่งจื่อเซวียน กลอกตาสุดแรง “คนอะไร ความสามารถไม่มีแต่รับลูกศิษย์…”


เสียงที่พูดประโยคนี้เบาลงเล็กน้อย แต่หมายถึงซ่งจื่อเซวียนอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่ายังได้ยินชัดเจน


ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ได้สนใจ นั่งลงไปที่เดิม


ด้วยการเสิร์ฟอาหารที่เร็วขึ้น ธุรกิจในโถงใหญ่ก็ค่อยๆเฟื่องฟูขึ้นมา เนื่องจากเป็นภัตตาคารใหญ่ ทันทีที่เปิดกิจการก็ย่อมดึงดูดลูกค้าบางคนให้มารวมตัวกันได้ กิจการช่วงเย็นก็เริ่มเดินหน้าไปถูกที่ถูกทางอย่างเห็นได้ชัด


ผู้จัดการโถงร้านและพนักงานยุ่งอยู่กับการต้อนรับลูกค้า โจวเผิงก็ไม่ได้ว่างเช่นกัน ร้านอาหารคือที่ที่รู้จักกับเหล่าผู้มั่งคั่งด้วยอำนาจและเงินทองได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะภัตตาคารใหญ่ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางปล่อยผ่านไป เมื่อเห็นผู้คนกิริยาท่าทางสูงส่ง เขาก็พุ่งไปบริการโดยอัตโนมัติ ถือโอกาสพูดคุยสองสามประโยค หากมีโอกาสก็สานสัมพันธ์ไว้สักหน่อย หากไม่มีก็ไม่เป็นไร แล้วค่อยส่งให้พนักงานดูแลต่อ


ต้อนรับลูกค้าเสร็จ โจวเผิงก็เดินไปที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ พูดว่า “ลี่ลี่ เอาโคล่าให้ฉันขวดหนึ่ง”


หลัวลี่ลี่ทำหน้าที่คิดเงินและเฝ้าตู้แช่เครื่องดื่ม หันหลังไปหยิบมาหนึ่งขวด พูดว่า “ผู้จัดการ เราเปิดร้านวันแรกก็ขายดีขนาดนี้ ดูท่าคงดังจริงๆนะคะ”


“ฮ่าๆ นั่นมันแน่อยู่แล้ว ลี่ลี่ ฉันจะบอกอะไรให้นะ เธอตั้งใจทำงานที่นี่ให้ดีๆ อนาคตไกลแน่นอน” โจวเผิงพูดด้วยรอยยิ้ม


“ฉันเป็นพนักงานต้อนรับคนหนึ่งจะมีอนาคตไกลอะไรล่ะคะ แต่ผู้จัดการวางใจได้ ฉันจะตั้งใจทำงานให้มากๆ”


ได้ยินดังนั้น โจวเผิงก็ยิ้ม เดินเข้าไปในเคาน์เตอร์แคชเชียร์ ยกมือขึ้นตบไปที่ไหล่ของหลัวลี่ลี่ พูดว่า “ลี่ลี่ หน้าตาเธอดี หุ่นก็ดี ตอนที่ฉันเห็นในตารางพนักงานก็สังเกตเห็นเธอแล้ว”


หลัวลี่ลี่ถอยหลังหลบไปหนึ่งก้าว พูดว่า “ผู้จัดการคะ ฉันไม่ได้นับว่าสวยอะไร ก็แค่ธรรมดาธรรมดาค่ะ”


“เธอยังนับว่าไม่สวยเหรอ เหอะๆ พูดแบบไม่ปิดบังเลยนะ ฉันทำงานในวงการอาหารมาหลายปีขนาดนี้ ยังไม่เคยเห็นใครสวยเท่าเธอเลย เธอวางใจได้ ฉันเป็นผู้จัดการ คำพูดของฉันที่นี่ถือเป็นคำขาด ฉันสามารถมอบหน้าที่รับผิดชอบของเธอในอนาคตได้แน่นอน”


พูดพลาง ใบหน้าประดับรอยยิ้มของโจวเผิงแฝงความเย้าหยอกเอาไว้เล็กน้อย มือก็ยื่นไปที่มือของหลัวลี่ลี่ ชั่วขณะที่ผิวหนังใกล้จะสัมผัสกัน โจวเผิงก็คิดว่าตัวเองเมาแล้ว ผิวสัมผัสที่มือข้างนั้นนุ่มลื่นมาก


หลัวลี่ลี่รีบชักมือกลับทันที พูดว่า “งั้นถือว่าช่างมันดีกว่าค่ะ ฉันยังอยากพึ่งความขยันของตัวเองอยู่ ถ้าให้ผู้จัดการรับผิดชอบ…ก็ช่างมันดีกว่าค่ะ”


“ช่างมันดีกว่า? ฮ่าๆ ลี่ลี่ เธอนี่ใสซื่อจริงๆ ในยุคนี้จะยังพึ่งความขยันของตัวเองได้ที่ไหนกัน โดยเฉพาะเธอที่เป็นสาวสวยขนาดนี้ นี่ก็เป็นทรัพยากรของเธอนะ”


คำพูดของโจวเผิงกำลังบอกหลัวลี่ลี่เป็นนัยๆอย่างเห็นได้ชัด แต่หลัวลี่ลี่ไม่ได้ตอบอะไร และมองออกไปนอกเคาน์เตอร์แคชเชียร์ “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ากี่ที่คะ”


“หนึ่งที่ค่ะ ยังมีที่นั่งไหม”


เด็กสาววัยรุ่นที่พูดดูแล้วอายุไม่ถึงยี่สิบ แต่สิ่งที่สวมอยู่บนตัวกลับดูไม่ธรรมดามาก


เสื้อกันลมขนแกะสีอ่อน ลำคอสวมใส่สร้อยยี่ห้อปราดาอย่างชัดเจน กระเป๋าที่มือก็เป็นเบอร์เบอรี่ เนื่องจากรัศมีของร่างนี้เหนือกว่าคนธรรมดา ย่อมไม่มีใครคิดว่าสาวสวยเช่นนี้จะใช้ของก๊อปเกรดเอได้


“มี มีครับ มีแน่นอน เชิญด้านนี้เลยครับ”


โจวเผิงรีบเดินออกไป นำทางสาวสวยไปหาที่นั่ง หลัวลี่ลี่เหลือบตามองโจวเผิงแวบหนึ่ง พูดเสียงเบา “นิสัยอย่างกับผู้หญิงยังจะเจ้าชู้ขนาดนี้อีก น่ารำคาญจริงๆ”


ได้ที่นั่ง โจวเผิงก็นำเมนูอาหารส่งให้สาวสวย พูดว่า “คุณคนสวยครับ คุณลองดูนะครับว่าจะสั่งอะไรทาน ด้านหน้าเป็นอาหารเด่นๆของร้านเรา”


สาวสวยดูเมนู พูดว่า “อืม ฉันแค่คนเดียว ทานไม่ได้มากเท่าไร เอ๊ะ ทำไมข้าวผัดนี่ถึงแพงขนาดนี้ล่ะ พวกคุณคงไม่ได้พิมพ์ผิดใช่ไหมคะ”


“ฮ่าๆ ใครจะรู้ล่ะครับ เถ้าแก่ตั้งราคานี้ ความจริงพวกเราก็ไม่ได้คิดจะดันเท่าไร เอาอย่างนี้ คุณลองเป็นหางวัวซิกเนเชอร์ของร้านเราดูไหม อร่อยมาก ดีต่อผิวด้วยนะครับ” โจวเผิงพูดด้วยรอยยิ้มน้อยๆ


“ไม่มีทางหรอก…ถ้าไม่ใช่เพราะพิมพ์ผิด ก็น่าจะต้องมีจุดขายสิ เอาอย่างนี้ค่ะ ฉันเอาข้าวผัดจักรพรรดิหนึ่งที่ แล้วก็ผัดผักน้ำมันหอยหนึ่งที่ แค่นี้ค่ะ”


“เอ่อ…คุณแน่ใจนะครับ 899หยวนเลยนะครับ!” โจวเผิงตะลึงลานเล็กน้อย ดูท่าเด็กสาวคนนี้จะร่ำรวยมาก แต่ก็ไม่น่าจะร่ำรวยขนาดนั้นมั้ง กินอาหารคนเดียวใช้เงินหนึ่งพันหยวนเลยเหรอ


“อืม แน่ใจค่ะ ฉันอยากลองว่าข้าวผัดอะไรถึงราคาขนาดนี้” สาวสวยยิ้มน้อยๆ ดวงตาโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว สวยสุดๆ


ในครัวด้านหลัง เนื่องจากกิจการเฟื่องฟูจนยุ่งถึงขีดสุดแล้ว จึงมีแค่ซ่งจื่อเซวียนคนเดียวที่ยังคงนั่งนิ่งๆ มองคนงานยุ่งพวกนั้น ก็เหมือนดูละครลิงอยู่เล็กน้อย…


“เฮ้ย ซ่งจื่อเซวียน นายก็อย่ามัวแต่นั่งเบื่อๆ ยกอาหารออกไป หลังจากนั้นก็เช็ดพื้นตรงนี้ซะ” เจิ้งฮุยพูด


“เช็ดพื้น? เหมือนจะไม่ใช่งานของผมนะครับ!” ซ่งจื่อเซวียนพูด ความจริงแล้วยกอาหารก็ช่างปะไร ก่อนหน้านี้เขาก็เคยทำมาก่อน แต่เช็ดพื้น…ไม่ใช่งานที่เชฟทำชัดๆ


“หึ นายคงไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลแค่ข้าวผัดหรอกใช่ไหม ฉันจะบอกอะไรนายให้นะ ข้าวผัดของนายนั่นขายทั้งชีวิตก็ขายไม่ได้หรอก นายเป็นเด็กครัวอยู่ที่นี่จะดีที่สุด ไม่อย่างนั้นนายก็ไสหัวออกไปให้พ้นหน้าฉัน! ครัวด้านหลังของฉัน เจิ้งฮุยไม่เลี้ยงดูคนขี้เกียจ!”


ถ้อยคำนี้ ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกว่าตลกดี พูดว่า “เหอะๆ ทำไมถึงเป็นครัวด้านหลังของคุณล่ะ อีกอย่างผมก็ไม่ใช่คนที่คุณจ้างมาก คุณไม่มีสิทธิ์ตรงนี้! พูดอีกรอบสิ ใครบอกว่าข้าวผัดของผมจะขายไม่ได้”


“สมองนายโดนลาเตะหรือไง ข้าวผัดนั่นของนายที่หนึ่ง 899หยวน คนโง่เท่านั้นแหละถึงจะซื้อ” เจิ้งฮุยพูดพลางยกตะหลิวขึ้นมา “ไม่ต้องพูดว่ากี่วันเลย ปีหนึ่งถ้านายขายได้สักที่ ฉันจะเรียกนายว่าพ่อเลยเอ้า!”


เจิ้งฉุยเพิ่งจะพูดจบ ก็เห็นในเครื่องสั่งอาหารมีออร์เดอร์ใบหนึ่งออกมา เชฟคนหนึ่งดึงออร์เดอร์ออกมา ตาสองข้างแข็งค้างไปแล้ว


“หัว หัวหน้าเชฟครับ ข้าวผัดจักรพรรดิ…899 นั่น…”


ทั้งห้องครัวเงียบเชียบไร้เสียง


ซ่งจื่อเซวียนรับออร์เดอร์มาดูแวบหนึ่ง พูดว่า “งั้นก็โอเคเลย ไม่ต้องรีบเรียกว่าพ่อนะ คุณไปเอาเครื่องครัวชุดหนึ่งให้ผมก่อนดีกว่า”


[1] เฉิงเหย่าจิน เป็นนักรบในยุคราชวงศ์ถัง ในบริบทนี้อุปมาการปราฏตัวของบุคคลที่ไม่ได้คาดคิด ทำให้ผิดแผนไปหมด


ตอนที่ 26: ข้าวผัดปลอม


เจิ้งฮุยโกรธ สีหน้าเปลี่ยนไป อยู่ในวงการมาหลายสิบปี เขาไม่ได้นับว่ามีผู้คนชมเชยทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ไม่เคยมีใครทำกิริยาน่าเกลียดแบบนี้


ต้องรู้ว่าต่อให้เชิญหัวหน้าระดับนี้มาทำงานได้ เถ้าแก่ก็ยังต้องเกรงอกเกรงใจเขา แต่วันนี้…อับอายขายขี้หน้าถึงบ้านยายแล้วจริงๆ


สำคัญที่สุดคือซ่งจื่อเซวียนยังไม่ได้พูดอะไรเลย เป็นเขาที่พูดออกมาเองทั้งหมดว่าถ้าขายข้าวผัดได้ที่หนึ่งจะเรียกว่าพ่อ ความเจ็บปวดรวดร้าวนี้มาเร็วเสียเหลือเกิน


เป็นหัวหน้าเชฟ ความรับผิดชอบของเขาตอนนี้ก็คือเสิร์ฟอาหารให้ไวที่สุด แต่จะเสิร์ฟอาหารอย่างไร กลับเป็นคำพูดของเขาที่เป็นคำขาด


“หึ เอาสิ ฉันอยากจะลองดูข้าวผัด899หยวนนี่ว่ามีอะไรดี หลี่เทา นายเป็นคนทำ!”


“ครับ ลูกพี่!” หลี่เทาแสยะยิ้ม เห็นได้ชัดว่าเข้าใจความหมายของเจิ้งฮุย นี่คือการแย่งสิทธิของซ่งจื่อเซวียน


ซ่งจื่อเซวียนรับผิดชอบข้าวผัด ก็ดี แม้แต่ข้าวผัดฉันก็จะไม่ให้นายทำ หลี่เทามีความสุข ในใจคิด ซ่งจื่อเซวียนหนอซ่งจื่อเซวียน นายหาเรื่องใครไม่หา ไปหาเรื่องเจิ้งฮุย นี่ไม่อยากทำงานแล้วใช่ไหม


ซ่งจื่อเซวียนกลับไม่ได้ร้อนรนเลยแม้แต่นิดเดียว เขารู้อยู่แล้วว่าข้าวผัดจักรพรรดิใช่ว่าใครๆก็ผัดได้ หากมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นจริงๆ เจิ้งฮุยก็เป็นคนรับผิดชอบอยู่ดี


“เหอะๆ ถ้าพวกคุณคิดจะทำจริงๆ ผมคงห้ามไม่ได้ แต่…ผมหวังว่าพวกคุณคิดก่อนแล้วค่อยพูดจะดีกว่า” ซ่งจื่อเซวียนพูด


“ไสหัวไป ข้าไม่เชื่อหรอกว่านายจะเข้าใจข้าวผัดราคาสูงแบบนี้มากกว่าได้ยังไง”


พูดจบ เจิ้งฮุยก็เดินไปหาหลี่เทา กำกับขั้นตอนการทำข้าวผัดทุกขั้นตอน เชฟคนอื่นๆก็เข้าไปรุมล้อมเช่นกัน ถึงอย่างไรโอกาสที่หัวหน้าเชฟจะลงมือแนะนำด้วยตัวเองมีไม่มาก พวกเขาก็ต้องตั้งใจเรียนรู้


“ลูกพี่ ข้าวผัด899หยวนนี่ต้องทำยังไงครับ” หลี่เทาถาม


“หึ พวกเราไม่รู้ค่าข้าวผัดที่หนึ่งหรอก โดยเฉพาะพวกเราที่เป็นเชฟยิ่งรู้ว่ามันเป็นอาหารต้นทุนต่ำ แต่ทำอย่างไรถึงจะทำให้มันมีมูลค่าสูงขึ้นมาได้ ก็มีเพียงวัตถุดิบเท่านั้น พวกเราจะมาใส่ทองคำในข้าวผัดทุกจานไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”


เจิ้งฮุยพูดจบ ทุกคนก็หัวเราะ ซ่งจื่อเซวียนก็หัวเราะออกมาเช่นกัน ตามเหตุผลที่เขาพูดก็ไม่ได้ผิด อีกอย่างยังมีอารมณ์ขันร่วมด้วยเล็กน้อย เขาน่าจะเป็นอาจารย์ที่ไม่เลวเลย แต่น่าเสียดาย…เขาไม่เข้าใจข้าวผัดหยกทองเลย!


เจิ้งฮุยพยักหน้า “ที่พูดมาก็ไม่ผิดหรอก แต่ก็ต้องระวังสีสันประกอบด้วยนะ ข้าวผัดที่คุ้มค่าคุ้มราคาแปดร้อยกว่าหยวน ต่อให้นายใส่กุ้งแกะเปลือกไปหลายกรัมก็ไม่ถือว่าเยอะ แต่นั่นก็เกินสมควร ดังนั้นพวกเราต้องใส่ใจทั้งสีกลิ่นรสชาติ เข้าใจไหม”


“เข้าใจครับ!”


หลี่เทาสั่งให้เหล่าอู๋เอาปลิงทะเล หอยเป๋าฮื๊อและกุ้งสดแกะเปลือกมาทันที เจิ้งฮุยยิ้มก่อนเอ่ย “กำไรวางไว้ตรงนั้นแล้วกัน ทำไมถึงขี้งกขนาดนี้ล่ะ เหล่าอู๋ ไปช้อนปูอลาสก้าที่หน้าโถงมาสักตัวไป”


ประโยคนี้ทำพวกเชฟตะลึงค้างไป ใส่ปู่อลาสก้าในข้าวผัดเหรอ นี่ก็โอเวอร์ไปหน่อยมั้ง…


“ลูกพี่อยากจะใช้กระดองปูอลาสก้าตกแต่งใช่ไหม อย่างนี้ดูจากภายนอกแล้วหรูหรามากเลยครับ!” หลี่เทาพูด


เจิ้งฮุยพยักหน้าหัวเราะ “ที่แท้เจ้าเด็กคนนี้ก็มีไหวพริบ แค่พูดก็เข้าใจ แน่นอนอยู่แล้วว่าข้าวผัดจักรพรรดิต้องใช้กระดองปูอลาสก้ามาตกแต่ง ไม่อย่างนั้นจะเหมาะสมกับชื่อได้ไง แต่ฉันยังเอาเนื้อขาปูและไข่ปูมาใส่ข้าวผัดได้อีกด้วย ถ้าทำอย่างนี้กลิ่นก็จะยิ่งหอม อีกทั้งรสสัมผัสก็ยิ่งดีขึ้นอีก”


“ไอเดียสร้างสรรค์มากครับ สมแล้วที่เป็นลูกพี่ฮุย โคตรเจ๋งเลย!”


ได้ฟังที่เจิ้งฮุยแนะนำ แต่ละคนก็พากันตื่นเต้นขึ้นมา เหมือนกับโรงพยาบาลเจอกับโรคที่รักษาไม่หายแล้วต้องเปิดประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรึกษากัน


ไม่นานนัก ทุกคนก็ยุ่งกับงานไปพร้อมๆกัน บ้างก็ยกเป๋าฮื๊อขึ้นมาจากนั้นก็หั่นเป็นชิ้นๆ บ้างก็แกะเปลือกกุ้ง เพราะอย่างไรข้าวผัดจักรพรรดิใช้กุ้งแช่แข็งไม่ได้ ต้องใช้กุ้งตัวใหญ่ๆสดๆ แกะเปลือกออกมาแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ


ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่เริ่มแกะกระดองปูอลาสก้า เอาเนื้อขาปูและไข่ปูออกมา ด้านซ่งจื่อเซวียนก็ดูด้วยความเพลิดเพลิน ถึงอย่างไรส่วนผสมเหล่านี้ก็เห็นได้น้อยมากในร้านอาหารชุนเซียง โดยเฉพาะปูอลาสก้า เขาที่โตมาขนาดนี้ยังเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก


แต่ในกรรมวิธีนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็กำลังศึกษาอยู่เงียบๆ โดยเฉพาะวิธีการแกะปู ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเป็นงานศิลปะจริงๆ


สิบกว่านาที ทุกคนก็จัดเตรียมส่วนผสมอย่างขยันขันแข็งจนเสร็จ ท้ายที่สุดเจิ้งฮุยก็ตัดสินใจลงมือเอง


ขั้นตอนการทำข้าวผัดของเขาแทบไม่มีอะไรแตกต่าง แต่ส่วนผสมกลับแพงเสียจนทำคนจ้องตาเป็นมัน อาหารทะเลใส่ลงไปในกระทะทีละอย่าง เขามองซ่งจื่อเซวียนแวบหนึ่ง “เหอะๆ ไอ้หนู ให้ฉันได้สอนนายว่าอะไรคือข้าวผัดจักรพรรดิที่แท้จริงเถอะ”


ซ่งจื่อเซวียนแค่ส่งยิ้มให้เขาเล็กน้อย ไม่ได้ตอบกลับใดๆ แต่ในมุมของเจิ้งฮุย สภาพจิตใจของซ่งจื่อเซวียนตอนนี้จะต้องย่ำแย่แล้วแน่ๆ นี่เทียบได้กับชามข้าวของเขาถูกทุบจนแตกแล้ว


เจิ้งฮุยตักข้าวผัดออกจากกระทะนำไปใส่ในกระดองปูอลาสก้าอย่างระมัดระวัง จากนั้นใส่พริกไทยดำเพิ่มเล็กน้อย แฮมนำเข้าสองแผ่นและไข่คาเวียร์สีดำเล็กน้อย บางทีต่อให้เป็นเชฟพวกนี้ก็ไม่เคยเห็นข้าวผัดชั้นสูงขนาดนี้มาก่อนเลย


ตอนที่หลี่เทายกอาหารออกไปส่งให้ที่ช่องส่งอาหาร ยังแสร้งหยุดที่หน้าซ่งจื่อเซวียนครู่หนึ่งแล้วยิ้ม “ไอ้หนู เห็นหรือยัง ข้าวผัดแบบนี้…นายทำออกมาไม่ได้หรอก!”


เห็นหลี่เทาเดินผ่านไป ซ่งจื่อเซวียนยิ้มอย่างจนปัญญา ความจริงที่เขาพูดก็ถูก ข้าวผัดแบบนี้เขาผัดออกมาไม่ได้แน่นอน เจิ้งฮุยก็คงไม่มีทางให้เขาใช้ส่วนผสมพวกนี้ ถึงอย่างไรครัวด้านหลังนี่…คำพูดของเขาถือเป็นคำขาด


ตอนที่พนักงานยกข้าวผัดออกเสิร์ฟก็ดึงดูดความสนใจลูกค้าไม่น้อย ถึงอย่างไรปูอลาสก้าก็ยังเป็นวัตถุดิบที่มีราคาแพงมากในเมืองใหญ่ ปูสดๆที่ขายตามชายทะเลเมืองเล็กๆ ยังตัวละสามร้อยถึงห้าร้อย มาถึงเมืองใหญ่ราคาก็ยิ่งทะยานขึ้นอีกเป็นเท่าตัว


โจวเผิงมองอย่างอึ้งๆ นี่คือข้าวผัดจักรพรรดิเหรอ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไอ้โง่เจิ้งฮุยนี่ ไม่นึกว่าจะให้ซ่งจื่อเซวียนนั่นใช้วัตถุดิบแบบนี้ จัดการดูแลครัวด้านหลังยังไงกันเนี่ย!”


แต่เมื่อข้าวผัดถูกยกไปอยู่ด้านหน้าของสาวสวย ท่าทางสาวสวยกลับไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้เผยความประหลาดใจ กระทั่งไม่ได้คาดหวังอะไรเลย


เธอค่อยๆหยิบช้อนมาตักข้าวคำเล็กเข้าปาก ส่ายหน้าน้อยๆ “คุณพนักงาน รบกวนช่วยเรียกผู้จัดการของพวกคุณมาหน่อยได้ไหม”


โจวเผิงรีบมาในทันที “คุณคนสวยเรียกหาผมมีเรื่องอะไรเหรอครับ”


ความจริงแล้วโจวเผิงยังอารมณ์ดีอยู่ ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นอาหารซิกเนเชอร์ของทางร้าน อีกทั้งเห็นหน้าตาก็ดูดี ต่อให้เขาไม่ชอบซ่งจื่อเซวียน ก็ต้องยอมรับว่าตอนที่เห็นข้าวผัดจานนี้ก็กระตุ้นความอยากอาหารของตนเองทันที


“คุณคือผู้จัดการเหรอคะ เหอะๆ ฉันอยากถามสักหน่อย แค่ข้าวผัดทะเลธรรมดาธรรมดาจานหนึ่ง พวกคุณขายในราคา899หยวนเลยเหรอคะ”


“หืม มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ” ฟังความไม่พอใจจากคำพูดของสาวสวยออก โจวเผิงก็รู้สึกตื่นเต้นกับความได้เปรียบของตนอย่างอธิบายไม่ถูก หรือว่ารสชาติข้าวผัดไม่ดีกันนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ตนเองต้องแจ้งกับเถ้าแก่กับปากแน่นอนว่าอาหารซิกเนเชอร์จานนี้ของซ่งจื่อเซวียนทำให้ลูกค้าไม่พอใจ


“แน่นอนค่ะว่ามีปัญหา ในข้าวผัดจานนี้มีกุ้ง ปลิงทะเล หอยเป๋าฮื๊อ กระทั่งยังมีเนื้อขาปูและไข่ปูด้วย ด้านบนยังมีแฮมกับคาเวียร์อีก ส่วนผสมไม่เลวเลยจริงๆ แต่รสชาติ…ถ้าฉันขอเงินคืน คุณจะยินยอมไหมคะ”


“เอ่อ…” ถ้าลูกค้าขอเงินคืนกับอาหารทั่วไป แน่นอนว่าเขาไม่มีทางปฏิเสธ แต่ต้นทุนข้าวผัดนี่สูงขนาดนั้น…เขารู้สึกลำบากใจอยู่บ้างจริงๆ “คุณคนสวยครับ ไม่ทราบว่าคุณไม่พอใจตรงไหนเหรอครับ”


“มันก็แค่ข้าวผัดทะเลเท่านั้นเอง รสชาติก็แค่ผัดให้สุก ให้กินอาหารรสชาติแบบนี้ด้วยเงินแปดร้อยกว่าหยวน ฉันรู้สึกเหมือนโดนหลอก”


โจวเผิงเงียบไปครูหนึ่ง “เอาอย่างนี้ ผมจะเอาไปที่ครัวด้านหลัง จากนั้นจะแก้ปัญหาให้คุณครับ”


“รีบเอาออกไปเลยค่ะ!” สาวสวยพูดอย่างเหยียดหยามเล็กน้อย


โจวเผิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ดูท่าเด็กสาวคนสวยคนนี้อายุยังน้อย แต่รัศมีไม่ธรรมดาจริงๆ อีกทั้งดมดูแล้วข้าวผัดจานนี้ก็กลิ่นหอมเตะจมูก เธอพูดอย่างสุดจะทนขนาดนี้ก็อธิบายได้แค่สองอย่างเท่านั้น


หนึ่ง เดิมทีเธอไม่มีเงิน อยากกินแล้วก็ชักดาบ สอง มาตรฐานด้านอาหารเลิศรสของคนคนนี้ไม่ใช่แค่สูงในระดับทั่วๆไป แต่เมื่อพิจารณาจากที่เธอกินไปแค่คำเดียวเท่านั้น โจวเผิงก็ตัดความเป็นไปได้อย่างแรกออก


โจวเผิงเดินปรี่เข้าไปในครัวด้านหลังวางข้าวผัดลงบนโต๊ะแรงๆ “ซ่งจื่อเซวียน นี่ข้าวผัดที่นายทำเหรอ”


เสียงของโจวเผิงดังมาก ครัวด้านหลังเงียบลงทันที ทุกคนจับจ้องไปทางเขา


ซ่งจื่อเซวียนไม่พูด เพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย


“ฉันถามนายก็พูดสิ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าข้าวผัดจักรพรรดิเหรอ ลูกค้าร้องเรียนมาแล้วว่านี่ก็แค่ข้าวที่พึ่งส่วนผสมแล้วผัดให้สุกเท่านั้น ไม่คุ้มกับราคาแปดร้อยกว่าหยวนสักนิด!”


พูดประโยคนี้จบ เจิ้งฮุยหน้าเปลี่ยนสีก่อนเป็นคนแรก เหตุผลง่ายมาก เพราะเดิมทีข้าวผัดนี่เขาเป็นคนทำ


“ก็น่าจะคุ้มอยู่นะ ถึงยังไงก็มีอาหารทะเลเยอะขนาดนั้น” ซ่งจื่อเซวียนพูดเอื่อยๆ


“นายยังพูดอย่างไม่ละอายใจได้อยู่อีกเหรอ หึ ตอนนี้ลูกค้าต้องการขอเงินอาหารจานนี้คืนแล้ว นายใส่อาหารทะเลราคาแพงเยอะขนาดนี้ ต้นทุนนี้นายรับผิดชอบไหวเหรอ” โจวเผิงตะคอก เห็นท่าทางซ่งจื่อเซวียนสงบนิ่ง ดูเหมือนว่าเขาจะยิ่งโมโห


ตอนนี้เอง เจิ้งฮุยก็เดินไป “ผู้จัดการ เราสองคนออกไปคุยกันข้างนอกสักหน่อยเถอะ”


“หัวหน้าเชฟ นายรอแป๊บ ฉันจะจัดการเรื่องของซ่งจื่อเซวียนก่อน!” โจวเผิงกำลังหัวเสีย อยากระบายอารมณ์ก่อนแล้วค่อยไปพูดคุยทีหลังอย่างเห็นได้ชัด


เจิ้งฮุยแอบดึงชายเสื้อของเขา ขยิบตาส่งสัญญาณ โจวเผิงถึงได้ฉุกคิดอะไรบางอย่าง ทั้งสองก็เดินออกจากครัวด้านหลังไปทันที

……..

“อะไร เหล่าเจิ้งนายทำอะไร นายก็รู้ดีว่าเขารับผิดชอบทำข้าวผัดจักรพรรดิโดยเฉพาะ นาย…” ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นจากเจิ้งฮุยจบ โจวเผิงก็โง่งมไปทันที


“โธ่ ผู้จัดการ ผมจะไปรู้ได้ยังไงว่าลูกค้าคนนั้นจะเอาใจยากขนาดนี้ ผมตั้งใจทำข้าวผัดจักรพรรดิอย่างเอาใจใส่จริงๆ ไม่ว่าจะสี กลิ่น รสชาติไม่มีทางมีปัญหาแน่นอน” เจิ้งฮุยอธิบาย


“สีกลิ่นรสอะไร คนเขาก็พูดอยู่ว่านี่มันแค่ข้าวผัดทะเล!”


ประโยคนี้ทำเจิ้งฮุยชะงักค้างไป ถึงอย่างไรเป็นพ่อครัวมาตั้งหลายปี ตอนนี้ยิ่งเป็นหัวหน้าเชฟอีก จากประสบการณ์ของเขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าผิดปกติอยู่เล็กน้อย ข้าวผัดจักรพรรดิ ข้าวผัดทะเล…


ดูท่าตนเองจะประเมินข้าวผัดจักรพรรดิต่ำไปจริงๆ ถ้าแค่เพิ่มอาหารทะเลแพงๆไปแล้วทำไมถึงไม่เรียกว่าข้าวผัดทะเลจักรพรรดิล่ะ บางทีข้าวผัดจักรพรรดินี่อาจจะยังมีความลับอยู่จริงๆก็ได้


“งั้นตอนนี้ทำยังไงดีล่ะครับ ผู้จัดการ ถ้างั้น…ข้าวผัดจานนี้ผมชดใช้ให้โอเคไหมครับ” เจิ้งฮุยถาม


โจวเผิงครุ่นคิด “ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ว่าใครเป็นคนชดใช้ เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวคนนั้นเข้าใจอาหารเลิศรสมาก แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเป็นใคร ถ้าเป็นนักตรวจสอบการปลอมแปลงมืออาชีพ เรื่องนี้เล็ดลอดออกไป เถ้าแก่ได้มาถามหาความรับผิดชอบกับฉันแน่ ถึงตอนนั้นฉันคิดจะปกป้องนายก็ปกป้องไม่ได้แล้ว”


“หา? อย่างนั้นทำยังไงดีล่ะ” เจิ้งฮุยคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเรื่องราวจะหนักหนาขนาดนี้ ร้อนใจทันที


เงียบไปครู่หนึ่ง โจวเผิงก็เผยยิ้มเย็น “โอกาสนี้…ถือว่าหาได้ยากจริงๆ ถ้าไม่ได้เอาความผิดโยนใส่หัวซ่งจื่อเซวียน คงน่าเสียดายน่าดูเลยใช่ไหมล่ะ”


“หืม ผู้จัดการโจว คุณหมายถึง…”


“เหอะๆ ไม่ต้องใส่ใจ เรื่องนี้ฉันเคลียร์เอง” พูดจบ เขาก็เดินเข้าไปในครัวด้านหลัง


ตอนที่ 27: เป็นนายเองเหรอ


ในครัวด้านหลังยังคงยุ่งอยู่ เสียงเตาไฟ เสียงเครื่องดูดควัน เสียงเคาะกระทะดังมาไม่หยุด


โจวเผิงเดินมาใกล้ซ่งจื่อเซวียน พูดว่า “ซ่งจื่อเซวียน เมื่อกี้ขอโทษละกันนะ ฉันไม่ได้รู้เรื่องให้ชัดเจนก็อารมณ์เสียใส่นายไปก่อน”


เผชิญหน้ากับโจวเผิงที่รุกเข้ามาขอโทษ ซ่งจื่อเซวียนก็แปลกใจ แม้ว่าชายคนนี้หน้าตาท่าทางจะดูอ่อนโยนอยู่บ้าง แต่มองออกว่าหยิ่งผยองมากจนเข้ากระดูกดำ นึกไม่ถึงเลยว่าจะรุกเข้ามาก้มหัวขอโทษ…น่าเหลือเชื่อจริงๆ


“ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอยู่แล้ว” ซ่งจื่อเซวียนนั่งพิงผนัง เงยหน้ามองโจวเผิงแวบหนึ่ง


“เหอะๆ อย่างนั้นก็ดี นายดูสิ ตอนนี้ลูกค้ารายงานปัญหามาแล้ว นายทำให้อีกที่ได้ไหม” โจวเผิงพูดพลางยิ้มสู้ แต่ในใจกลับแอบด่าซ่งจื่อเซวียนอยู่เงียบๆ เจิ้งฮุยยังพูดกับเขาอย่างนอบน้อม แต่เจ้าเด็กนี่เห็นเขาที่เป็นผู้จัดการก็ยังไม่รู้จักลุกขึ้นมาอีก…


“ก็ได้ แต่ผมไม่มีเครื่องครัว” ซ่งจื่อเซวียนพูด


ความจริงแล้วเขาไม่ได้แสร้งไม่ทำ ต่อให้เป็นตอนนี้ก็ไม่คิดจะดูว่าพวกเจิ้งฮุยจบเรื่องยังไง ถึงอย่างไรหน้าที่ของเขาก็มีแค่ข้าวผัดจักรพรรดิ แต่ปัญหาตอนนี้คือ…เขาไม่มีเครื่องครัวอะไรเลย


เทียบกับเคาน์เตอร์ทำครัวของคนอื่น มีแค่เคาน์เตอร์เตาของเขาเท่านั้นที่ว่างอยู่


ซ่งจื่อเซวียนพูดพลาง เจิ้งฮุยก็เดินเข้ามาพอดี โจวเผิงหันหลังไปพูดว่า “เหล่าเจิ้ง เป็นอะไรของนาย กฎของเครื่องครัวฉันเข้าใจ แต่นายก็ควรเหลือไว้ที่เคาน์เตอร์เตาที่ละชุดไม่ใช่เหรอ”


“เอ่อ…ผู้จัดการ ไอ้เด็กนี่มันป่าเถื่อนเกินไป ผมก็อยากจะลองสอนเขาอยู่หรอก วันนั้นเราสองคนปรึกษากันแล้วไม่ใช่เหรอครับ เพราะงั้น…”


“ปรึกษากับผีสิ ฉันจะบอกนายนะเหล่าเจิ้ง ให้เวลานายสามนาที จัดวางเครื่องครัวและเครื่องปรุงที่ควรจะมีบนเคาน์เตอร์เตาของซ่งจื่อเซวียนให้เรียบร้อย ถ้าเสิร์ฟช้า เรื่องนี้ฉันปกป้องนายไม่ไหวหรอกนะ!”


โจวเผิงพูดจบก็เดินตรงออกไปจากครัวด้านหลัง ไม่เหลือทางรอดใดๆให้เจิ้งฮุยอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเจิ้งฮุยก็ทำได้แค่ทำตามคำสั่ง สำหรับเขาแล้วตอนนี้อึดอัดเป็นที่สุด


คนในครัวด้านหลังก็มีเยอะ อยู่ใต้บังคับบัญชาของเจิ้งฮุย หนึ่งนาทีกว่าๆ เคาน์เตอร์เตาของซ่งจื่อเซวียนก็จัดวางของเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรวมถึงกระทะ ตะหลิว มีดและเครื่องปรุงต่างๆ


เดินไปที่เคาน์เตอร์เตา ซ่งจื่อเซวียนแทบจะรู้สึกถึงหัวใจตนเองที่เต้นอยู่ได้ อย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขายืนอยู่ที่เคาน์เตอร์เตาของครัวด้านหลังที่ใหญ่ขนาดนี้ เมื่อเทียบกันแล้ว เคาน์เตอร์เตาร้านอาหารชุนเซียงก็เป็นเหมือนกับของเล่น…


ข้าวผัดที่วางขายเป็นจานแรกจริงๆ ซ่งจื่อเซวียนยกยิ้มมุมปากจนโค้งเล็กน้อย ชีวิตพ่อครัวของตนก็เริ่มต้นในวันนี้แล้ว!


ซ่งจื่อเซวียนจับกระทะแน่น ยิ้มอยู่ในใจ ถึงแม้ตนจะไม่เหมือนกับเชฟเหล่านั้นที่มีเครื่องครัวส่วนตัว แต่อย่างน้อยนี่ก็คือกระทะชุดแรกของตน เขาลูบคลำอยู่ในมือ ชอบจนพูดไม่ออก


พวกเจิ้งฮุยและหลี่เทาที่อยู่ข้างๆ มองเขาอยู่ราวกับรอดูการแสดง กระทั่งมีเชฟไม่น้อยวิ่งเข้ามาหลังจากงานในมือเพิ่งเสร็จ ท่าทางตั้งอกตั้งใจนั่นไม่น้อยไปกว่าตอนที่เจิ้งฮุยทำข้าวผัดทะเลเมื่อครู่เลย


หลี่เทาพูดเสียงเบา “ลูกพี่ พี่ทำอาหารให้ลูกค้ายังไม่โอเคเลย ถ้างั้นเจ้าเด็กนี่ก็ยิ่งไม่มีหวัง ลูกค้าคนนั้นคงไม่ใช่ว่าตั้งใจมาหาเรื่องหรอกนะ”


“หึ วันนี้ฉันก็อยากจะเปิดหูเปิดตาว่าอะไรคือข้าวผัดจักรพรรดิที่แท้จริงกันแน่”


ซ่งจื่อเซวียนเปิดเตา เริ่มทำตามลำดับขั้นตอนของตนเองท่ามกลางการจ้องมองของผู้คน


ทุกขั้นตอนของข้าวผัดจักรพรรดิ แทบจะไม่ต่างอะไรกับข้าวผัดทั่วๆไปแม้แต่น้อย ผัดไข่ ผัดข้าว จากนั้นก็ใส่ไข่ผัดกับเครื่องปรุง และขั้นตอนเหล่านี้ ในสายตาของเจิ้งฮุยไม่มีอะไรมากไปกว่าการละเล่นของเด็กเท่านั้น


“ให้ตาย ฉันนึกว่าเป็นของมีคุณค่าอะไร ข้าวผัดไข่หรอกเหรอ” หลี่เทาพูดเจือเสียงหัวเราะ


เจิ้งฮุยก็หัวเราะเสียงเบา “เจ๋งไปเลย ดูท่าวันนี้จะมีละครจริงๆให้ดูแล้ว ถ้ายกข้าวผัดจานนี้ไปเสิร์ฟ ไม่เกิดเรื่องสิถึงจะแปลก!”


ในใจเขาลอบมีความสุขเงียบๆ เห็นได้ชัดว่าซ่งจื่อเซวียนเอากระทะของตนเองไปแบกไว้ที่หลังแล้ว ดูท่าตนจะผ่านด่านนี้ไปได้แล้ว แต่ซ่งจื่อเซวียน…เหอะๆ


ถึงแม้ว่าพัดลมดูดอากาศจะเปิดอยู่ แต่กลิ่นอาหารในครัวด้านหลังผสมรวมกันตั้งนานแล้ว บวกกับเครื่องดูดควันด้านหน้าซ่งจื่อเซวียนก็เปิดแรงสุด ถึงขนาดที่ไม่มีใครคนไหนจับสังเกตกลิ่นข้าวผัดจักรพรรดิได้


ไม่นานนัก ข้าวผัดไข่ที่ดูแล้วไม่ได้มีอะไรพิเศษเลยสักนิดก็ถูกตักออกจากกระทะใส่ในจาน


ซ่งจื่อเซวียนกำลังจะยกจาน เจิ้งฮุยก็พูดยิ้มๆ “ไอ้หนู นี่คือข้าวผัดจักรพรรดิเหรอ เหอะๆ วันนี้ฉันคนนี้ได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ”


ซ่งจื่อเซวียนมองเจิ้งฮุย ยิ้มน้อยๆไม่ได้พูดอะไร เดินไปที่ช่องส่งอาหาร


ว่ากันตามจริง เชฟทำอาหารเสร็จไม่จำเป็นต้องยกออกไปเอง จะมีคนที่ทำหน้าที่เด็กครัวโดยเฉพาะมารับส่งอาหารต่อ แต่ซ่งจื่อเซวียนย่อมไม่มีสิทธินี้แน่นอน เขาก็เข้าใจดี จึงยกออกไปเอง


“ไม่รู้สิ ใครจะรู้ล่ะ รู้สึกว่าภัตตาคารนี่ได้เละตุ้มเป๊ะแน่” เจิ้งฮุยขมวดคิ้วพูด


ในโถงร้าน เห็นพนักงานยกข้าวผัดออกมา โจวเผิงรีบเข้ามา “นี่อะไร”


พนักงานดูใบออร์เดอร์แวบหนึ่ง พูว่า “เป็นข้าวผัดจักรพรรดิของลูกค้าโต๊ะสิบเก้าค่ะ”


“อะไรนะ ข้าวผัดจักรพรรดิเหรอ” ลูกตาสองข้างของโจวเผิงแทบถลนออกมา ถ้าบอกว่าข้าวผัดทะเลของเจิ้งฮุยไม่ได้มาตรฐาน อย่างนั้นข้าวผัดจานนี้ก็เป็นขยะแล้ว นี่ต่างอะไรกับข้าวผัดแปดหยวนข้างทางกัน


“เอ่อ…บนใบออร์เดอร์เขียนไว้อย่างนี้ค่ะ” พนักงานพูดอย่างลำบากใจเล็กน้อย


โจวเผิงลอบยิ้ม พูดว่า “ดี ยกไปเถอะ”


ครั้งนี้โจวเผิงไม่ได้เป็นคนเสิร์ฟอาหารให้สาวสวยคนนั้นด้วยตัวเอง แต่มองจากที่ไกลๆ เขาตัดสินใจทำทีเป็นผู้สังเกตการณ์ดูละครฉากนี้ ซ่งจื่อเซวียน ในเมื่อนายทำข้าวผัดออกมาแบบนี้ ก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจเลยนะ


ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เถ้าแก่ แต่โจวเผิงจัดการดูแลภัตตาคารโดยตรง สำหรับเรื่องทั้งหมดของที่นี่ก็มีเขาที่รายงานกับเถ้าแก่ อย่างข้าวผัดจานนี้…ไม่ว่าอย่างไรเถ้าแก่ก็น่าจะไล่ซ่งจื่อเซวียนออกอยู่แล้ว


ระหว่างทางที่พนักงานยกอาหารผ่าน ลูกค้าบางคนเงยหน้าขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ แต่ไม่ได้มองไปที่ข้าวผัด และเหมือนกำลังจะหาอะไรอยู่


“กลิ่นอะไร ทำไมถึงหอมขนาดนี้”


“ว้าว หอมจัง ได้กลิ่นไหม”


“นั่นสิ ฉันก็ได้กลิ่นเหมือนกัน อาหารอะไรกัน”


ลูกค้าบางคนกระทั่งลุกขึ้นยืนหาที่มาของกลิ่น แต่อย่างไรพวกเขาก็ไม่มีทางคิดว่ากลิ่นนั้นจะมาจากข้าวผัดบนถาดในมือของพนักงาน อีกทั้งยังเป็นข้าวผัดไข่ที่จืดชืด…


เสิร์ฟข้าวผัดบนโต๊ะ จู่ๆสาวสวยคนนั้นก็หน้าเปลี่ยนสี ต้องรู้ว่าต่อให้เป็นข้าวผัดที่ใช้อาหารทะเลราคาแพงจำนวนหนึ่งทำออกมาก็ไม่ได้ทำให้เธอแสดงสีหน้าประทับใจ แต่ตอนนี้ อารมณ์เธอหวั่นไหวแล้ว


ตอนที่กลิ่นอาหารลอยมาเมื่อครู่ สาวสวยก็ได้กลิ่นแล้ว ตอนนั้น เธอก็มีความคิดที่จะไปถามดูว่านี่คือกลิ่นของอาหารเมนูไหน แต่ตอนที่ข้าวผัดจานนี้มาเสิร์ฟที่โต๊ะ เธอก็เข้าใจทันที นี่ก็คือข้าวผัดจักรพรรดิ


“นี่ข้าวผัดจักรพรรดิเหรอ” สาวสวยถาม


พนักงานถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว กลัวว่าลูกค้าจะโกรธ ถึงอย่างไรเธอก็เห็นจากใบออร์เดอร์แล้ว ข้าวผัด899หยวนจานนี้ พูดตามตรง ใครที่เห็นข้าวผัดจานนี้ประกอบกับราคาก็คงจะคิดถึงคำบรรยายว่า ร้านผิดกฎหมาย!


“ใช่ ใช่ค่ะ”


สาวสวยพยักหน้า “ค่ะ รบกวนคุณรอสักครู่ค่อยไปนะคะ”


ได้ยินประโยคนี้ พนักงานก็ใจไม่สู้แล้ว เธอก็เป็นเพียงแค่พนักงานคนหนึ่ง รับหน้าที่ขนาดนี้ไม่ไหวหรอก เธอมองไปที่โจวเผิงแวบหนึ่งตามสัญชาตญาณ แต่คนหลังไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบกลับ เธอก็ทำได้แค่ยืนรออยู่ตรงนี้


สาวสวยค่อยๆหยิบช้อนขึ้นตักใส่ปากหนึ่งคำ ก็.อดเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้ คลอนหัวเบาๆท่าทางเสวยสุขมาก


ต้องพูดเลยว่า จังหวะชีวิตในสังคมปัจจุบันนี้เร็วขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนดิ้นรนวิ่งเต้นเพื่อดำรงชีพ จึงยากที่จะได้เสวยสุขกับอะไรอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าการเสวยสุขจะดีแค่ไหน ก็ยากที่ผู้คนจะทุ่มเทสุดใจ


แต่ตอนนี้ ท่าทางของสาวสวยกลับดื่มด่ำอยู่กับอาหารรสเลิศ ใบหน้าสมบูรณ์แบบแต่เดิมก็ยิ่งเผยความรู้สึกเคลิบเคลิ้มออกมาอย่างเห็นได้ชัด


เห็นท่าทางของสาวสวยเปลี่ยนไป พนักงานก็ผ่อนลมหายใจได้ในที่สุด ดูท่าอย่างน้อยตนเองก็ไม่ต้องทนรับคำด่าแล้ว


และภาพต่อมาก็ยิ่งทำให้พนักงานจ้องมองอย่างประหลาดใจ สาวสวยคนนั้นที่ดูแล้วอายุไม่ถึงยี่สิบปี สง่างามเหนือกว่ามนุษย์มนาทั่วไป เมื่อครู่ยังมีท่าทางสงบเสงี่ยมมีมารยาท แต่ตอนนี้กลับกินข้าวคำใหญ่ ใส่เข้าปากทีละช้อนทีละช้อน ไม่สนใจภาพลักษณ์สาวงามทั้งสิ้นแล้ว


เห็นข้าวผัดสีเหลืองทองในช้อนที่ตักเข้าปาก และเห็นริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีอ่อนขยับไปมาตามการเคี้ยว บนริมฝีปากชุ่มไปด้วยน้ำมันในข้าวผัด ทุกการกระทำน่าหลงใหล ข้าวผัดจานหนึ่งกลับทำให้สาวสวยรู้สึกเหมือนกับกำลังกินอาหารระดับโลก


พนักงานที่มองภาพตรงหน้ารู้สึกว่าท้องหิวเล็กน้อย เธอตัดสินใจเงียบๆ ว่าอีกเดี๋ยวเลิกงานจะไปซื้อข้าวผัดไข่แน่นอน!


สาวสวยหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดปาก เห็นได้ชัดว่าอิ่มแล้ว ในจานยังเหลือไว้ไม่ถึงหนึ่งในสาม จากปริมาณอาหารที่เธอกินได้คงจะถึงขีดจำกัดแล้ว


“ขอโทษนะคะ เมื่อครู่จริงจังกับการทานไปหน่อย ทำให้คุณต้องรอนานเลย” คำพูดสาวสวยมีมารยาทมาก เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ทำให้พนักงานไม่พอใจอะไร “รบกวนคุณเรียกเชฟที่ทำข้าวผัดจานนี้มาหาฉันได้ไหมคะ”


“อ้อ ได้ค่ะได้”


ในที่สุดก็ปล่อยตนเองออกมาแล้ว พนักงานเร่งฝีเท้าจากไป จากนั้นก็บอกกับโจวเผิง


“อะไรนะ อยากเจอเชฟเหรอ เหอะๆ ได้สิ ฉันรอเธอพูดอย่างนี้พอดี”


โจวเผิงเมื่อครู่อยู่ไกล จึงไม่ได้กลิ่นของข้าวผัดแน่นอน และไม่ได้สังเกตท่าทีของสาวสวยตอนกินข้าวอีกด้วย คิดว่าสาวสวยรอจนหิวแล้วถึงได้กินตะกละจนเสียกิริยาเท่านั้น


“เชฟซ่ง มานี่หน่อย”


ได้ยินคำพูดของโจวเผิง ทุกคนก็มองไป เจิ้งฮุยก็ยิ่งตื่นเต้น แอบคิดในใจว่า ‘ฮ่าๆ เกิดเรื่องแล้วเหรอ ไอ้เด็กนี่จบแล้ว’


“เรียกผมเหรอครับ” ซ่งจื่อเซวียนพิงพนักเก้าอี้พลางพูด


“เหอะๆ นั่นมันแน่อยู่แล้ว ข้าวผัดที่คุณทำลูกค้าพอใจมากจริงๆ ถึงขนาดอยากลองพบคุณดูเลยล่ะ”


พูดจบ คนไม่น้อยก็ลอบยิ้ม แทบทุกคนฟังออกว่าประชด เห็นได้ชัดว่าซ่งจื่อเซวียนจะต้องโดนลูกค้าด่าแน่


นี่ก็ไม่แปลก นายให้คนเขากินข้าวผัดไข่ธรรมดาในราคา899หยวน นี่ไม่ใช่ต้มตุ๋นกันหรอกเหรอ


“อ้อ” ท่าทางซ่งจื่อเซวียนกลับยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ลุกขึ้นเดินไปที่โถงด้านหน้า โจวเผิงยิ้ม ส่งสายตาให้เจิ้งฮุย คนหลังก็เผยรอยยิ้มเย็น


โจวเผิงให้ซ่งจื่อเซวียนรออยู่หน้าห้องโถงสักครู่ ส่วนตนเองเดินไปที่โต๊ะสาวสวยคนนั้นนั่งก่อน


“คุณคนสวยครับ มีเรื่องอะไรไม่พอใจหรือเปล่าครับถึงได้ต้องเรียกมา”


“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันแค่อยากรู้ว่าเชฟคนไหนถึงทำข้าวผัดแบบนั้นออกมาได้” สาวสวยพูด ท่าทางของเธอในตอนนี้กลับมาราบเรียบอีกครั้ง


“แหะๆ ผมเป็นผู้จัดการ มีเรื่องอะไรคุณสามารถพูดกับผมได้ หรือว่า…หากคุณไม่พอใจ ผมสามารถจัดการเชฟคนนั้นได้นะครับ”


“จัดการ?” สาวสวยถาม


“ถูกต้องครับ วัตถุประสงค์การบริการของพวกเราก็คือทำให้ลูกค้ารับประทานอาหารอย่างมีความสุข หากไม่มีความสุข ผมอ่อนข้อให้ไม่ได้แน่นอน โดยเฉพาะเพื่อสาวสวยอย่างคุณแล้ว ผมไล่เขาออกได้นะครับ” พูดพลาง เขาก็ขยับเข้าใกล้สาวสวยเล็กน้อย ขณะเดียวกันโบกไม้โบกมือไปทางซ่งจื่อเซวียนที่อยู่ไกลๆ


เห็นท่าทางมือของโจวเผิง ซ่งจื่อเซวียนก็เดินมา “คนไหนเรียกผมเหรอครับ”


“เป็นนายเองเหรอ” ขณะที่สาวสวยเงยหน้าขึ้นมองซ่งจื่อเซวียน สีหน้าก็ตกตะลึง…


[1] แบกกระทะไว้ที่หลัง เป็นคำแสลงหมายถึงการรับโทษแทนผู้อื่น


ตอนที่ 28: นัดกินข้าว


ซ่งจื่อเซวียนเห็นสาวสวยก็ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ถามว่า “ข้าวผัดนี่…เธอเป็นคนสั่งเหรอ”


เห็นทั้งสองเหมือนจะรู้จักกัน โจวเผิงอดแปลกใจไม่ได้ ในใจคิดว่าจบแล้ว ถ้าอย่างนี้บางทีอีกฝ่ายอาจจะไม่ซักถามแล้ว


เขารีบพูด “แหะๆ คุณคนสวย ที่แท้พวกคุณก็เป็นเพื่อนกันนี่เอง แต่คุณวางใจได้ ส่วนรวมก็คือส่วนรวม ส่วนตัวก็คือส่วนตัว พวกเราไม่สามารถเมินเฉยให้พนักงานดึงเรื่องส่วนตัวมาปกปิดความผิดของตัวเองได้ครับ”


สาวสวยเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง สายตาเรียบเฉยมาก พูดว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณค่ะ”


น้ำเสียงที่พูดแข็งกระด้างเหลือเกิน ทำให้โจวเผิงรู้สึกหน้าร้อนไปชั่วขณะ เรียกได้ว่ากระอักกระอ่วน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยักหน้ามองสาวสวยแล้วก็จากไป ตอนที่เดินแยกออกมาไม่ลืมหันกลับไปมองซ่งจื่อเซวียนแวบหนึ่ง คิดในใจว่าถือว่านายโชคดีแล้วกัน แต่คราวหน้า…หึ!


“วันนี้นายไม่ได้ใส่สูทเหรอ” ถังหย่าฉีพูดด้วยรอยยิ้ม ตอนที่มองซ่งจื่อเซวียน สายตาของเธออ่อนโยนอยู่ไม่น้อย


“อืม ใส่ชุดแบบนั้นทำอาหารเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะนะ…” ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าแล้วพูด


ความจริงแล้วท่าทีของซ่งจื่อเซวียนก็อ่อนโยนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ตอนที่เขาเดินมาก่อนหน้านี้ท่าทางดูเย็นชา แต่เมื่อเจอหน้าถังหย่าฉี ความรู้สึกนั้นในใจก็สลายหายไป


“นายนั่งลงก่อนสิ ฉันคงไม่ได้รบกวนเวลาทำอาหารใช่ไหม” ถังหย่าฉีพูด


ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ไม่หรอก จานละ899หยวน จะมีคนสั่งเยอะที่ไหนกัน”


พูดจบ เขาก็พิงพนักเก้าอี้ เห็นได้ชัดว่าสบายอกสบายใจอย่างมาก อย่างน้อยก็ดูไม่เข้ากับช่วงมื้อเย็นที่เร่งรีบ ต้องรู้ว่าตอนนี้ไม่ว่าจะโถงด้านหน้าหรือครัวด้านหลังก็ต่างยุ่งกันจนขาขวิด


“อาหารนี่นายเป็นคนทำจริงๆเหรอ” ถังหย่าฉีถามด้วยท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย


“อืม รสชาติเป็นยังไงบ้าง” ซ่งจื่อเซวียนโพล่งถาม


“ฮ่าๆ อร่อยมากจริงๆ ซ่งจื่อเซวียน ฉันไม่เคยกินข้าวผัดที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย อ้อ ไม่สิ เป็นอาหารที่ไม่มีอาหารอะไรเทียบกับมันได้เลย ต่อให้เป็นสเต็กเนื้อแบบฝรั่งเศสหรือจะกุ้งล็อบสเตอร์ของยุโรป พอเทียบกับข้าวผัดนี่ก็เป็นขยะไปเลย!” ถังหย่าฉีรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา


ซ่งจื่อเซวียนมองถังหย่าฉี ยิ้มเบาบางออกมาอย่างอดไม่อยู่ “ต้องโอเวอร์ขนาดนั้นเลยเหรอ”


สำหรับถังหย่าฉีแล้ว บ้านของเธอไม่ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุที่พูดขนาดนี้คงต้องเป็นเพราะเธอกินอาหารรสเลิศจากป่าและทะเลจนเอียนแล้ว เขานึกภาพออกว่ารสชาติของข้าวผัดหยกทองจะต้องไม่เลวแน่ๆ แต่ถ้าเทียบกับอาหารล้ำค่าพวกนั้น…ก็น่าจะยังด้อยกว่าอยู่บ้าง


“ไม่ได้โอเวอร์เลยสักนิดนะ ไม่เชื่อนายก็ลองดูสิ” ถังหย่าฉีพูดพลาง หยิบช้อนยื่นมาที่ปากของซ่งจื่อเซวียน


ซ่งจื่อเซวียนชะงัก นี่…ป้อนฉันเหรอ


พูดตามตรงเขาตั้งรับไม่ทันอยู่บ้าง ถึงแม้คราวที่แล้วจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย แต่ต้องยอมรับว่านางฟ้าถังหย่าฉีคนนี้ใช้เพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกและรัศมีก็มากพอจะทำให้คนหลงรักได้แล้ว


“ทำไมล่ะ” เห็นซ่งจื่อเซวียนไม่อ้าปาก ถังหย่าฉีจึงถาม


“เอ่อ…ช้อนนี่เธอเพิ่งใช้ไปนี่” ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงหลุดคำพูดนี้ออกไป แต่เพิ่งพูดออกไปเมื่อครู่ก็นึกเสียใจทีหลังแล้ว


คำพูดนี้ทำให้ถังหย่าฉีหน้าแดงขึ้นมา รู้สึกร้อนๆ “ขอ ขอโทษนะ ฉันเปลี่ยนให้นายแล้วกัน…”


บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันตา ถังหย่าฉีหยิบช้อนอันใหม่ข้างๆมา ครั้งนี้ไม่ได้ป้อนซ่งจื่อเซวียนแล้ว แต่ยื่นช้อนให้เขาแทน


อย่างไรก็เป็นหัวใจเด็กสาว จะยอมโดนเหยียบย่ำแบบนี้ได้ที่ไหน…


ซ่งจื่อเซวียนพูดในใจ นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย ดันพูดกับเธอไปแบบนี้ อีกทั้งยังเป็นถังหย่าฉีด้วย…ฉันมันโง่ไปแล้วหรือไง


แต่ก็ออกปากไปแล้ว เขาก็ต้องรับช้อนมาชิมทันที พูดตามตรงนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้ชิมด้วยตัวเอง ผัดมาทั้งหมดสามครั้ง ชิมกับปากตัวเองเป็นครั้งแรก


ตอนที่ข้าวเข้าปาก กลิ่นไข่หอมๆก็คลุ้งไปทั่วทั้งปากพร้อมกันทันที ซ่งจื่อเซวียนอดคลายคิ้วที่ขมวดอยู่ไม่ได้ ขณะที่เคี้ยวตาสองข้างก็กลอกไปซ้ายขวาอย่างไม่รู้ตัว เหมือนสัมผัสกับรสชาติพลางครุ่นคิดว่าบนโลกมนุษย์นี่มีอาหารรสเลิศแบบนี้ได้อย่างไร และนึกไม่ถึงว่าจะเป็นตัวเองที่ผัดรสชาติล้ำเลิศนี่ออกมา


“พระเจ้าช่วย อะ อร่อยมากจริงๆด้วย” ซ่งจื่อเซวียนพูดกับตัวเอง


“แน่นอนว่าอร่อยอยู่แล้วสิ นาย…ไม่เคยชิมเองเลยเหรอ” ถังหย่าฉีถาม


ซ่งจื่อเซวียนคลอนหัว ท่าทางเหมือนกำลังเสพสุขอยู่กับรสชาติของข้าวผัด


ถังหย่าฉียิ้ม “มีแบบนี้ที่ไหนกัน ไม่เคยชิมข้าวผัดที่ทำเอง แต่ว่า…เชฟซ่ง ข้าวผัดของนายมหัศจรรย์จริงๆ”


“อย่างนั้นเหรอ เหอะๆ น่าเสียดายที่ตั้งราคาแพงเกินไป ไม่อย่างนั้นยอดขายน่าจะดีกว่านี้สักหน่อย” ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางเผยรอยยิ้มจนปัญญา ถึงอย่างไรเป็นพ่อครัว เขาก็ยังหวังว่าจะมีโอกาสทำอาหารให้ลูกค้าได้ชิมฝีมือตัวเองมากขึ้นกว่านี้ “แต่วันนี้เปิดร้านวันแรกก็ได้ทำเสิร์ฟแล้วเป็นเรื่องที่ฉันคิดไม่ถึงเลย ขอบคุณเธอนะ”


“ขอบคุณฉัน? จะว่าไป…คราวที่แล้วฉันผิดเอง อยากหาโอกาสขอโทษนายมาตลอดเลย แต่ไม่รู้ว่าจะติดต่อนายยังไง” ถังหย่าฉีพูดพลางก้มหน้าเล็กน้อย


“ไม่ขนาดนั้นหรอก ผ่านมาตั้งนานแล้วใครจะไปจำได้” ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ความจริงเรื่องครั้งที่แล้วซ่งจื่อเซวียนก็โกรธอยู่นิดหน่อยจริงๆ อย่างไรก็ถูกคนเข้าใจผิด แต่ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอกับนางฟ้าคนนี้อีก แน่นอนว่าความกรุ่นโกรธในใจก็มลายหายไปแล้ว


“ฉันจำได้นะ ความจริงคราวที่แล้วหลังจากที่ฉันแยกออกมาก็ไปดูกล้องวงจรปิด ได้รู้ว่าตอนนั้นพวกหลี่เจียหาวรังแกพวกนาย แต่พอฉันไปที่ห้องทำงานท่านประธาน นายก็ไปซะแล้ว” ถังหย่าฉีอธิบาย


“ช่างเถอะช่างเถอะ เรื่องก็ไม่ได้ใหญ่โตเลย วันนี้เธอสั่งข้าวผัดของฉันก็ถือว่าหายกันแล้ว แปดร้อยกว่าหยวนเลยนะ เธอก็สิ้นเปลืองแล้ว” ซ่งจื่อเซวียนพูด


“ฮ่าๆ ในเมื่ออร่อยก็ไม่ได้สิ้นเปลืองหรอก จื่อเซวียนนายรู้ไหม ที่บ้านฉันก็ทำธุรกิจอาหาร พูดได้ว่าไม่ว่าจะอาหารจีน อาหารตะวันตก อาหารจะดีจะแพงแค่ไหนฉันก็กินมาจนเอียนหมดแล้ว ข้าวผัดของนายทำฉันตกใจเลยนะ”


ซ่งจื่อเซวียนมองถังหย่าฉี ไม่น่าล่ะเธอถึงพูดออกมาแบบนี้ได้ ที่แท้ที่บ้านก็ทำธุรกิจอาหาร คุณหนูใหญ่อย่างนี้ย่อมกินสิ่งที่บินอยู่บนฟ้า ว่ายอยู่ในน้ำ วิ่งอยู่บนพื้นโลกไปหมดแล้ว


“อย่างนั้นเหรอ ถ้ามีโอกาสฉันจะผัดให้เธอกินอีก เหอะๆ”


“ยังมีโอกาสอยู่ใช่ไหม”


สายตาของถังหย่าฉีจริงใจมาก ทำเอาซ่งจื่อเซวียนรู้สึกเขินอายอยู่บ้างจริงๆ ต้องพูดเลยว่าเขาที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านความรักใดๆมาก่อน ตอนที่เผชิญหน้ากับเด็กสาวก็ยากที่จะไม่เขินอาย โดยเฉพาะนางฟ้าอย่างถังหย่าฉี ทำให้เขาไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไรดี


ความรู้สึกแบบนี้ทั้งๆที่ในใจคาดหวังอยู่มาก แต่ก็ยากจะแสดงออกมา เพราะเด็กหนุ่มคนนี้หน้าบางกว่าอยู่หน่อย หากมองอีกฝ่ายมากเกินไปอาจจะรู้สึกขวยเขินเอาได้


เห็นซ่งจื่อเซวียนไม่ตอบ ถังหย่าฉีจึงพูดขึ้นมา “คราวก่อนนายตอบตกลงว่าจะเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ให้ฉันฟังนี่”


“หา? ใช่ ใช่ เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ใช่แล้ว…” ซ่งจื่อเซวียนพูดจบก็ไม่รู้แล้วว่าตนเองจะพูดอะไรอีก


ถ้าบอกว่าเจอกันคราวก่อนถังหย่าฉีทำให้เขาพูดตะกุกตะกัก เพราะเขาได้เจอเด็กสาวที่สวยขนาดนี้เป็นครั้งแรก เช่นนั้นคราวนี้ก็เป็นเพราะถังหย่าฉีปรากฏตัวได้น่าแปลกใจไปหน่อย ซ่งจื่อเซวียนกระทั่งไม่ได้เตรียมตัวด้วยซ้ำ


“เมื่อกี้นายบอกว่าทำเสิร์ฟในวันแรก…ถ้างั้นก็เป็นวันเริ่มงานวันแรกของนายใช่ไหม” ถังหย่าฉีพูด


“อืม วันนี้วันแรก”


“ฮ่าๆ งั้นเดี๋ยวให้ฉันเลี้ยงข้าวนายดีไหม เป็นการฉลองให้การทำงานวันแรกของนายไง”


“ทำงานวันแรกมีอะไรให้น่าฉลองกัน” ซ่งจื่อเซวียนพูด


“โธ่ ตกลงตามนี้แหละ ถือว่าฉันทำเพื่อไถ่โทษให้นายครั้งที่แล้วละกัน นายเลิกงานกี่โมงล่ะ ฉันจะรอ”


“เอ่อ…ครัวด้านหลังเลิกสามทุ่มครึ่ง”


“โอเค!”


หลังจากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็กลับไปที่ครัวด้านหลังอีกครั้ง เพราะยังไม่ได้เลิกงาน เวลางานจะมัวมาพูดคุยอยู่ตรงนี้ก็ไม่เหมาะสม อีกอย่างถังหย่าฉีก็ยังรออยู่ที่เดิม จ่ายเกือบหนึ่งพันหยวน นั่งอยู่ตรงนี้จนร้านปิดก็คงไม่มีใครไล่เธอออกไป


โจวเผิงมองถังหย่าฉีจากที่ไกลๆ ในใจแอบคิด ‘ทำไมซ่งจื่อเซวียนถึงมีเพื่อนแบบนี้ได้ สาวน้อยคนนี้เป็นเทพธิดาจากที่ไหนกัน ไม่ได้แล้ว ต้องรีบไล่เขาให้ออกไปไวๆ ไม่อย่างนั้น…หลังจากนี้อาจจะจัดการดูแลภัตตาคารต้าสือไต้นี้ได้ยากแน่’


ถังหย่าฉีไม่ว่าจากสิ่งที่สวมใส่อยู่หรือมารยาทก็ดูออกว่าฐานะไม่ธรรมดา บวกกับเธอเข้าใจอาหารรสเลิศเป็นอย่างดี หากมีคนแบบนี้มาถือหางซ่งจื่อเซวียน เกรงว่าซ่งจื่อเซวียนจะกลายเป็นคนมีชื่อเสียงในวงการอาหารได้ง่ายๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ โจวเผิงก็จะจัดการลำบาก


อย่างไรเขาก็จัดการดูแลภัตตาคารนี้ ถ้าเป็นไปตามปกติเขาก็นับว่าเป็นคนที่มีสิทธิมีเสียงมากที่สุด แต่ถ้ามีคนดังในวงการอาหารโผล่มา สิทธิและเสียงของเขาจะต้องถูกจำกัดแน่


คิดถึงตรงนี้ เขาก็ยิ่งมั่นใจในความความคิดของตัวเอง แต่จะไล่ซ่งจื่อเซวียนออกไปอย่างไรกลับเป็นปัญหาที่ยาก เนื่องจากเถ้าแก่แต่งตั้งเขามารับผิดชอบข้าวผัดโดยเฉพาะ แค่ความสัมพันธ์นี้อย่างเดียว…ก็ค่อนข้างลำบากแล้ว

……....

รถบีเอ็มดับเบิลยูสีแชมเปญกำลังเคลื่อนที่อยู่บนถนน สุดท้ายก็ค่อยๆจอดที่ริมถนนสยากวง


หลี่เจียหาวมองผ่านกระจกรถไป ขมวดคิ้วเล็กน้อยถามว่า “โหวจื่อ ที่นี่จริงเหรอ”


“น่าจะไม่ผิดครับคุณชายหลี่ นี่คือที่ที่พวกเขาปักหมุดมาให้ จีพีเอสนำทางมาที่นี่ครับ” โหวจื่อก็มองไปทางนั้นเช่นกัน


ร้านอาหารร้านหนึ่งริมถนนดูแล้วขนาดประมาณสี่สิบห้าสิบตารางเมตร ตกแต่งธรรมดามาก ป้ายร้านเหนือประตูเป็นป้ายกล่องไฟ แต่ตัวอักษรไม่สว่างแล้ว ทว่ายังอาศัยแสงไฟมองจนเห็นตัวอักษรว่าร้านอาหารอวิ้นชาง


พวกหลี่เจียหาวสามคนเดินลงจากรถ เดินไปที่หน้าร้าน มองทะลุประตูกระจกเข้าไปเห็นหมอกควันลอยอบอวลเหมือนเมฆอยู่ด้านใน ร้านอาหารเล็กๆแบบนี้ ด้วยฐานะการเงินของเขาปกติไม่มีทางเดินเข้าไป แต่วันนี้โหวจื่อนัดพี่เจี๋ยเอาไว้ เขาจึงทำได้แค่มาที่นี่ตามนัด


เดินเข้าไปในร้าน โหวจื่อลองเดินไปถามที่เคาน์เตอร์ ต้องรู้ว่าพวกพี่เจี๋ยอยู่ในห้องส่วนตัวด้านใน หลี่เจียหาวรู้สึกว่าน่าขำ ร้านอาหารแบบนี้ถูกขนานนามในเมืองตู้เหมินว่าร้านอาหารหมา หรือก็คือเกรดต่ำที่สุด นึกไม่ถึงว่าจะมีห้องส่วนตัว…นี่กลับน่าสนใจจริงๆ


ประตูห้องส่วนตัวเปิดแง้มไว้ ช่องว่างสิบเซนติเมตรมีควันบุหรี่ลอดออกมา และยังได้ยินเสียงโวยวายและเสียงแก้วกระทบกันจากด้านใน


หลี่เจียหาวเคาะประตูสองครั้ง ประตูก็เปิดทันที คนด้านในพลันมองมาที่เขา แต่ละคนสายตาท่าทางดุร้าย เหมือนกับพวกปีศาจซาตาน มองแค่แวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี


ชายอายุประมาณสามสิบปีที่นั่งอยู่ตรงกลาง รูปร่างกลางๆใส่เสื้อยืดลายดอก ผมยาวหนึ่งนิ้วเสยปาดไปด้านหลัง หน้าตานับว่าธรรมดา แต่สายตากลับดุดันมากทั้งยังแฝงด้วยความรุนแรงเล็กน้อย


ไม่ต้องรอให้หลี่เจียหาวเปิดปาก โหวจื่อที่อยู่ด้านหลังเดินขึ้นหน้ามา พูดว่า “พี่เลี่ยง ท่านนี้คือคุณชายหลี่”


ชายที่อยู่ข้างๆชายเสื้อยืดลายดอกก็คือพี่เลี่ยงคนที่ไปหาเรื่องซ่งจื่อเซวียนในวันนั้น ได้ยินดังนั้น เขาก็พยักหน้า คุยกับชายเสื้อลายดอกว่า “พี่เจี๋ย นี่เด็กคนนั้นที่ผมเล่าให้พี่ฟัง”


สายตาของพี่เจี๋ยหยุดที่หลี่เจียหาว พยักหน้าเบาๆ “สละที่นั่งให้พวกเขา”


พี่เจี๋ยพูดจบ ลูกน้องคนหนึ่งที่ใส่กางเกงยีนส์ลุกขึ้นทันที เห็นได้ชัดว่าสละที่นั่งตรงนี้ให้หลี่เจียหาว ส่วนชายอ้วนหัวโล้นและโหวจื่อไม่มีสิทธิ์ได้นั่ง


บรรยากาศในห้องส่วนตัวเงียบลงชั่วขณะหนึ่ง เสียงโวยวายเมื่อครู่และเสียงแก้วกระทบกันหยุดลงทันที มีเพียงควันบุหรี่ที่ยังคงลอยวนอยู่ในอากาศ


“พี่เจี๋ย วันนี้ผมมาหาคุณ หลักๆเพราะอยาก…”


ไม่รอหลี่เจียหาวพูดจบ พี่เจี๋ยก็ยกมือขึ้นหยุดเขา พูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ไม่กินเหล้าห้ามพูด กินก่อนสักแก้วสิ”


พูดจบ ลูกน้องข้างๆก็เทสุราจนเต็มแก้ว เมื่อเห็นแก้วที่เต็มไปด้วยสุรา หลี่เจียหาวรู้สึกเพียงว่าท้องไส้ปั่นป่วน…


ตอนที่ 29: ครั้งแรก


ความจริงจุดประสงค์ที่หลี่เจียหาวมาครั้งนี้ง่ายมาก อย่างแรก ครั้งก่อนที่พี่เลี่ยงไปหาเรื่องซ่งจื่อเซวียนแต่ดันถูกตีกลับมา เรื่องนี้เขาอยากจะชดเชยให้ ส่วนอย่างที่สอง…ถ้าพี่เจี๋ยคนนี้มีอิทธิพลจริงๆ เขาก็อยากจะคบค้าสมาคมด้วย


ด้วยฐานะที่หลี่เจียหาวเป็นคุณชายทายาทเศรษฐีของเมืองตู้เหมิน นอกจากต้องรู้จักพวกนักธุรกิจแล้ว ในโลกใต้ดินก็ต้องมีมิตรอยู่ด้วย ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ว่าจะเคลียร์ทุกเรื่องให้จบได้ด้วยวิธีการทั่วไป เมื่อจำเป็นก็ต้องหยิบยืมแรงของนักเลงพวกนี้


แต่มองแก้วสุราด้านหน้า หลี่เจียหาวรู้สึกนึกเสียใจขึ้นมาชั่วขณะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนไม่กินเหล้า ทว่าที่ดื่มได้มากที่สุดก็เป็นเบียร์และสุราตะวันตก สุราขาวแก้วใหญ่นี่….ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจะเมาหรือไม่เลย รสชาติของมันทำเขาทนไม่ไหวจริงๆ


“ดื่มสักแก้ว? เต็มแก้ว?” หลี่เจียหาวถาม


พี่เจี๋ยไขว้สองมือวางบนโต๊ะ มองหลี่เจียหาวแล้วพยักหน้าช้าๆ แฝงความอวดดีเอาไว้ในท่าทางเล็กน้อย


พี่เลี่ยงเห็นสถานการณ์จึงพูดขึ้น “นี่เป็นกฎ ถ้าแค่แก้วเดียวยังกินไม่ได้ก็ไม่ใช่พี่น้องของพวกเราแน่นอน อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดคุยกันแล้ว”


ได้ยินดังนั้น หลี่เจียหาวคิดจะจากไปจริงๆ แต่ในเมื่อมาแล้ว เกรงว่าคิดอยากจะไปทั้งอย่างนี้ก็คงไม่ง่ายนักเช่นกัน เขาจึงยกแก้วขึ้น แต่ยังไม่ทันได้กิน เพียงแค่ได้กลิ่นนั้นก็ทนไม่ไหวแล้ว


“พี่เจี๋ย ขอโทษด้วย ผมต้องขับรถ ถ้าถูกตรวจจับแอลกอฮอล์ขึ้นมาจะเป็นเรื่องวุ่นวาย” พูดพลาง เขาก็หันหน้าไป “โหวจื่อ!”


โหวจื่อชะงัก เห็นได้ชัดว่าหน้าที่นี้ถูกยกให้ตนเองแล้ว คิดในใจ หลี่เจียหาวหนอหลี่เจียหาว นายนี่แสบจริงๆ ตัวเองกินไม่ได้พูดตรงๆว่าไม่ก็โอเคแล้ว ไหงต้องโยนมาให้ฉันด้วย


แต่ตนเองเป็นลูกน้อง ก็ทำได้แค่ทำตามคำสั่ง


โหวจื่อรับแก้วสุรามาด้วยสีหน้าลำบากใจ หลับตากลั้นหายใจ ดื่มลงไปรวดเดียวหมดแก้ว


สำหรับโหวจื่อที่ปกติก็ไม่ได้ดื่มสุราขาวสักเท่าไร นี่ก็เกินทนแล้วจริงๆ กลั้นหายใจยังพอได้ พอผ่อนลมหายใจ รสชาติของเหล้าก็ตีเข้ามา ทำเอาเขาคลื่นไส้ทันที ไม่ได้กินอะไรเข้าไปเลยก็อาเจียนออกมาไม่ได้แน่นอน


เห็นสถานการณ์นี้ สายตาพี่เจี๋ยก็แฝงความดูแคลนอยู่เล็กน้อย พูดว่า “ช่างมัน จะยังไงก็กินไปแล้ว คุณชายหลี่ หลายวันก่อนนายหลอกลูกน้องในสังกัดของฉัน ยังไงก็ต้องให้คำอธิบายสักหน่อยนะ”


“ฮ่าๆๆ พอดีเลย พี่เจี๋ย ที่ผมมาวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ คุณคิดว่าจะเคลียร์ยังไง พูดออกมาได้เลย!” สมแล้วที่หลี่เจียหาวเป็นคุณชายทายาทเศรษฐี มีประสบการณ์อยู่บ้าง พูดคุยกับลูกพี่ของอีกฝ่ายก็ไม่มีอาการประหม่าเลย


เห็นเหตุการณ์นี้ โหวจื่อกับพ่างจื่อก็ผ่อนลมหายใจ ตอนที่เข้ามาเมื่อครู่ เห็นนักเลงอยู่เต็มห้อง ทั้งสองรู้สึกกังวลจริงๆ โดยเฉพาะพ่างจื่อ เขากระทั่งไม่รู้จักพี่เลี่ยงด้วยซ้ำ


พี่เจี๋ยครุ่นคิด เชิดหน้าขึ้นพูดว่า “ถ้าฉันต้องการสองพันหยวนเป็นค่าหยูกค่ายา…คงไม่มากไปใช่ไหม”


พรืด! หลี่เจียหาวเกือบจะไม่พ่นออกมาแล้ว สองพันหยวน? คิดอยู่ตั้งนานขนาดนั้นแล้วพูดออกมาว่าสองพันหยวนเหรอ ไม่พอค่าเหล้าที่เขาดื่มไปแต่ละครั้งด้วยซ้ำ ดูท่าแล้วพี่เจี๋ยคนนี้ก็ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย เปิดราคาที่สองพันหยวนออกมาได้ ในสายตาของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับขอทานเลย


และเพราะคำพูดนี้ของพี่เจี๋ย ในที่สุดหลี่เจียหาวก็ผ่อนคลายได้แล้ว ลักษณะพี่ใหญ่เมื่อครู่สำหรับเขาเปลี่ยนเป็นนักเลงกระจอกในทันที


“ไม่มากหรอก เหมาะสมมาก เพียงแต่…”


“แต่? ไอ้หนู คงไม่ใช่ว่านายไม่อยากให้แล้วหรอกนะ” นักเลงคนที่หนึ่งที่ไว้หนวดเล็กๆ ตะคอก


หลี่เจียหาวส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีทางเป็นอย่างนั้นได้แน่นอน ผมให้พวกคุณตอนนี้ได้เลย เพียงแต่…เท่าที่ผมดู พี่เจี๋ยก็พอมีบารมีในเมืองตู้เหมินอยู่บ้าง แต่ครั้งนี้แค่พนักงานร้านอาหารคนหนึ่งยังจัดการไม่ได้นี่นา น่าอับอายขายขี้หน้ามากเลยใช่ไหมล่ะ”


หลี่เจียหาวพูดถึงขนาดนี้ คนไม่น้อยล้วนปิดปากฉับทันที ความจริงแล้วแต่ละคนส่งเสียงโวยวายได้ดีกว่าใคร แต่ตอนลงมือจริงๆ กลับขี้ขลาดตาขาว


ได้ยินดังนั้น พี่เจี๋ยอดจ้องมองพี่เลี่ยงข้างๆแวบหนึ่งไม่ได้ พี่เลี่ยงก้มหน้าพูดขอโทษทันที


“หึ ไอ้คนไร้ประโยชน์” พี่เจี๋ยหยิบไม้จิ้มฟันมาแคะแล้วพ่นเศษเนื้อที่ถูกเขี่ยออกมาทันที พูดว่า “คุณชายหลี่ นายหมายความว่ายังไง ถ้านายไม่เชื่อ วันนี้ฉันคงปล่อยพวกนายออกไปไม่ได้!”


ทันทีที่พูดเช่นนี้ โหวจื่อกับพ่างจื่อก็หวาดกลัวทันที พูดตามตรงหลี่เจียหาวก็ปอดแหก ดูแล้วพี่เจี๋ยคนนี้ดุร้าย อีกทั้งคำพูดคำจาไร้สมองขนาดนั้น ถ้าเอาจริงขึ้นมาพวกเขาก็ออกไปไม่ได้ ถึงอย่างไรคนของอีกฝ่ายก็มีเยอะกว่า


“ผมก็ต้องเชื่อสิ แต่วันนี้พวกเราได้พบหน้ากันแล้ว เหล้าก็กินแล้ว ถือว่าเป็นเพื่อนกัน ขนาดพนักงานคนหนึ่งพวกคุณยังจัดการไม่ได้ ลงมือกับเพื่อนตัวเองไปจะถือว่าเป็นความสามารถอะไรกัน โอหังแต่ในรังตัวเองเหรอ”


“นาย…” พี่เจี๋ยถลกเขียนเสื้อขึ้นถลึงตาตะโกน “แม่มันเถอะ ตกลงนายจะเอายังไงกันแน่ ข้าไม่ชอบเดาปริศนาคำทาย พูดออกมาตรงๆ!”


ในใจหลี่เจียหาวเย้ยหยันพี่เจี๋ยถึงขีดสุด ในที่สุดเขาก็เข้าใจเหตุผลอย่างหนึ่งแล้ว คนเราแข็งแกร่งแต่ไร้สมองก็เป็นแค่เศษสวะ เห็นได้ชัดว่าพี่เจี๋ยเป็นอย่างนี้


“ผมจะให้อีกห้าพันหยวน พวกคุณไปสั่งสอนซ่งจื่อเซวียนคนนั้นสักรอบ ถ้าสำเร็จ ผมจะให้คุณหนึ่งหมื่น!”


หลี่เจียหาวพูดจบ พวกพี่เจี๋ยก็มึนงงไป เห็นได้ชัดว่าเพราะหนึ่งหมื่นหยวนจากปากของหลี่เจียหาว


แต่หลี่เจียหาวรู้สึกนึกเสียใจอยู่บ้าง วันนี้ถือว่าเขามาโดยไม่จำเป็นจริงๆ คนพวกนี้ดูแล้วดุร้ายเหมือนปีศาจซาตาน แต่ก็เป็นเพียงพวกเสเพลที่มารวมตัวกัน เพราะหนึ่งหมื่นหยวนก็ถึงกับเป็นอย่างนี้แล้ว…


“ข้อตกลงเป็นไปตามนี้ แต่…สองพันหยวนนั่นนายต้องให้พวกเราก่อน”


หลี่เจียหาวถอนหายใจอย่างจนปัญญา และคร้านจะโอนเงินให้ จึงหยิบเงินสดออกมาจากกระเป๋าโยนลงบนโต๊ะ


ความจริงแล้วเขาจงใจโยนลงไป จุดประสงค์เพียงแค่อยากจะลองดูความสามารถที่แท้จริงของพี่เจี๋ยคนนี้ ถ้ามีความสามารถจริงๆ เกรงว่าคงจะโกรธเพราะถูกโยนเงินใส่ แต่ถ้าเป็นพวกปลายแถว เกรงว่าต่อให้เสียหน้าก็ไม่สนใจ


เห็นเพียงพี่เจี๋ยมองหลี่เจียหาวแวบหนึ่ง สายตายังคงดุร้ายเหมือนก่อนหน้า ใจหลี่เจียหาวก็เริ่มเปลี่ยนไป ดูแล้วชายคนนี้ไม่ได้ชั้นต่ำมาก อย่างน้อยก็ไม่พอใจที่ตนเองโยนเงินเช่นนั้น


แต่ตอนนี้เอง พี่เจี๋ยก็หยิบเงินก้อนนั้นใส่กระเป๋ากางเกง “ในเมื่อสบายใจกันแล้ว ไป เพิ่มอาหารให้คุณชายหลี่อีกสักหน่อย!”


หลี่เจียหาวโมโหแล้ว เขาเห็นอาหารพวกนี้บนโต๊ะแล้วก็ไม่อยากกิน พูดโพล่งไปว่า “ช่างเถอะ ฉันไม่หิว ข้อตกลงตามนี้ จัดการเสร็จก็ติดต่อฉัน จะไม่มีการตัดเงินสักส่วนเดียว!”


“แน่นอนครับ ผมไว้ใจคนอย่างคุณชายหลี่อยู่แล้ว เลี่ยงจื่อ ไปส่งคุณชายหลี่”


ชั่วพริบตาเดียวพี่เจี๋ยก็เริ่มประจบประแจง หลี่เจียหาวดูแล้วก็คร้านจะมองอีก หันหลังเดินออกมาจากห้องส่วนตัว


เดินออกมาจากร้านอาหาร หลี่เจียหาวจุดบุหรี่มวนหนึ่ง หันหน้าไปพูดว่า “โหวจื่อ จากนี้รู้จักทำตัวให้ไว้ใจได้หน่อย นี่มันอะไรกัน!”


“ครับ คุณชายหลี่…” โหวจื่อก้มหน้าพูด


ในห้องส่วนตัว พี่เจี๋ยขยี้หัวบุหรี่ดับไฟ พูดว่า “เลี่ยงจื่อ นายว่าไอ้เด็กนั่นมีคนคอยช่วยใช่ไหม”


“ไม่ผิดแน่ครับ พี่เจี๋ย ผู้ชายคนนั้นไม่ง่ายเลย น่าจะเคยเรียนการต่อสู้มาก่อน ลงมือคล่องแคล่วมากครับ”


“คนที่คอยช่วยเหลือคนนั้นอยู่กับเขาตลอดเลยเหรอ” พี่เจี๋ยถาม


“เรื่องนี้…ผมไม่รู้ครับ”


“ไม่รู้…วันๆถามอะไรก็แม่งไม่รู้อะไรสักอย่าง นายกินแต่ข้าวเปล่าหรือไง สั่งให้พี่น้องไปสืบมา หาโอกาสตอนเขาอยู่คนเดียว ฉันจะบอกอะไรนายให้นะเลี่ยงจื่อ ถ้าครั้งนี้ข้าพลาดเงินหนึ่งหมื่นหยวนนั่นไป นายก็ต้องควักเงินให้ฉัน!”


“ครับ ครับ ผมรู้แล้วครับพี่เจี๋ย พี่วางใจได้”

……....

ภัตตาคารต้าสือไต้ เวลาสามทุ่มครึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของช่วงมื้อเย็นที่ยุ่งที่สุด พนักงานโถงด้านหน้ายุ่งอยู่กับการเก็บกวาดโต๊ะที่ลูกค้าจากไป ทางครัวด้านหลังก็เลิกงานในเวลานี้แล้ว


หัวหน้าเชฟกำลังจัดเตรียมงานของวันถัดไป แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับซ่งจื่อเซวียน ประกอบกับวันนี้มีหลายเรื่องเกิดขึ้นต่อๆกัน เจิ้งฮุยก็ไม่ได้รั้งเขาไว้


ซ่งจื่อเซวียนเดินออกจากครัวด้านหลังมาที่ด้านหน้าถังหย่าฉี “เลิกงานแล้ว ไปกันเถอะ”


“โอเค ไปกัน ฉันรอจนหิวแล้ว ฮ่าๆ”


ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “เธอกินข้าวเยอะใช้ได้นะเนี่ย”


“ล้อใครยะ ฉันจะบอกนายให้นะ ฉันรอนายมาสามชั่วโมง นายคิดว่าข้าวผัดเมื่อกี้ยังย่อยไม่หมดหรือยังไง” ถังหย่าฉีขยับเข้าใกล้ซ่งจื่อเซวียน เชิดหน้าพูด


ซ่งจื่อเซวียนคิดตามแล้วก็เห็นด้วย ตอนที่ถังหย่าฉีกินข้าวเมื่อครู่คือประมาณหกโมง แต่ตอนนี้สามทุ่มครึ่งแล้ว


“เหอะๆ จริงด้วย ไปกันเถอะ!”


เห็นทั้งสองคนเดินออกมาจากร้านอาหาร โจวเผิงจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่บ้าง พูดกับตัวเอง “ตกลงความสัมพันธ์ของสองคนนี้มันยังไงกันแน่ เจ้าเด็กซ่งจื่อเซวียนนี่ยังมีวาสนาด้านความรักแบบนี้ด้วยเหรอ แย่ละสิ สวรรค์ไม่มีตาหรือไงวะ!”


เดินมาถึงประตู ซ่งจื่อเซวียนก็ถามว่า “อยากกินอะไร”


ถังหย่าฉีครุ่นคิด ดวงตา.กลมโตซึ่งกะพริบปริบๆ ทำให้ซ่งจื่อเซวียนที่มองอยู่ใจสั่น ตั้งแต่ที่ตลาดโบราณตอนนั้น เขาไม่มีทางคาดคิดว่าตนจะมีโอกาสได้รู้จักกับนางฟ้าตนนี้ อีกทั้งได้พบปะใกล้ชิดขนาดนี้ ที่สำคัญที่สุดก็คืออีกเดี๋ยวจะได้กินอาหารมื้อดึกด้วยกัน…


“ปกตินายชอบกินอะไรเหรอ” ถังหย่าฉีกะพริบตาถาม


“ฉันเหรอ ไม่มีนะ มื้อเที่ยงก็กินข้าวที่ร้าน มื้อเย็นกลับบ้านก็ดึกแล้ว แม่ฉันทำอะไรฉันก็กินอันนั้นแหละ” ซ่งจื่อเซวียนคิดแล้วพูด


“อย่างนี้นี่เอง คุณป้าจะต้องทำอาหารอร่อยมากแน่ๆเลย ฮิๆ ไม่อย่างนั้นจะเลี้ยงนายออกมาเป็นเชฟที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ได้ยังไง” ถังหย่าฉีพูดด้วยรอยยิ้ม “นายมีอะไรดีๆแนะนำไหม”


“ฮ่าๆ คุณหนูใหญ่อย่างเธอมีอาหารเลิศรสอะไรที่ไม่เคยกินมาก่อนด้วยเหรอ ที่ให้ฉันแนะนำนี่เกินคาดนะเนี่ย ฉันไม่เคยกินอะไรมาก่อนเลย”


ถังหย่าฉีกลอกตาใส่เขา พูดว่า “กระแนะกระแหนฉันใช่ไหมเนี่ย ฉันบอกนายไว้เลยนะ ปกติของที่ฉันกินก็เหมือนทั่วๆไปนั่นแหละ พูดอย่างนี้แล้วกัน ไม่ว่าจะเป็นของอร่อยอะไรแต่ถ้าให้นายกินทุกมื้อ นายกินไหวหรือไง ต่อให้ส่วนผสมไม่เหมือนกัน รสชาติก็ไม่ต่างกันหรอก”


“อืม…นั่นก็ใช่” ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “จะอร่อยแค่ไหนก็ทนกินทุกวันไม่ได้หรอก จริงสิ เธอ…กลัวว่าจะสกปรกหรือเปล่า”


“สกปรกเหรอ” ถังหย่าฉีชะงัก ไม่เคยมีใครถามเรื่องกินอย่างนี้กับเธอมาก่อน “กินของสกปรกเหรอ”


“ฮ่าๆ เธอนี่นะ เป็นคุณหนูใหญ่จนเคยตัวแล้วไง ฉันเลี้ยงอาหารแปลกๆเธอดีกว่า!”


พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็สาวเท้าเดินไปข้างหน้า ถังหย่าฉีพูดว่า “เฮ้ย…ไปไหนล่ะ”


“อย่าใส่ใจเลย ตามฉันมาก็พอแล้ว!”


ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางจูงมือถังหย่าฉีลากไปด้านหน้าทันที


ถังหย่าฉีพลันหน้าแดง นับตั้งแต่ขึ้นม.ต้น เธอก็มีคนคอยตามจีบไม่ขาด จนถึงม.ปลาย ก็กลายเป็นคนที่คุณชายทายาทเศรษฐีเงยหน้ามองอยากได้มาเป็นคู่ครอง แต่พูดตามตรง เธอกลับไม่ได้ตอบตกลงใครสักคน จับมือ…ก็ยิ่งไม่มีเลย


จึงพูดได้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ถังหย่าฉีถูกจับมือ อีกทั้งไม่ได้เตรียมตัวเลยสักนิด แม้กระทั่งโอกาสยินยอมพร้อมใจหรือปฏิเสธยังไม่มี มือก็ถูกคว้าไปจับแล้ว…


ในขณะเดียวกัน ซ่งจื่อเซวียนเหมือนกับสัมผัสถึงความไม่เหมาะสมได้แล้ว เมื่อครู่ทั้งสองคนพูดคุยกันสนุกสนาน ชั่วขณะก็ถึงขั้นลืมตัวไปด้วยซ้ำ…


ตอนที่ 30: ชนแก้ว! ชนแก้ว!


จู่ๆ ซ่งจื่อเซวียนก็คิดอย่างนี้ แต่จับมือไปแล้วจะปล่อยมือก็ไม่ดี แม้ว่าจับมือคนเขาแบบนี้จะไม่มีมารยาทอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้จะปล่อยมือแบบหุนหันพลันแล่นก็ดูเหมือนจะเสียมารยาทอีกรอบ


แต่ไม่ปล่อยมือ…ซ่งจื่อเซวียนก็อึดอัดใจจริงๆ ไม่รู้ว่าคนเขาเต็มใจไหม สับสนวุ่นวายจริงๆ


และถังหย่าฉีก็เช่นเดียวกัน เป็นครั้งแรกที่เธอถูกจับมือ กระทั่งไม่ได้เตรียมใจด้วยซ้ำ ตอนแรกคิดจะดึงมือกลับมา แต่จะดึงกลับมาดื้อๆ จะเป็นการไม่ให้เกียรติซ่งจื่อเซวียนหรือเปล่า


แต่ถ้าไม่ดึงกลับมา…อีกฝ่ายจะคิดว่าตนเองเป็นผู้หญิงง่ายๆหรือเปล่านะ ในใจเธอสับสนวุ่นวายไม่น้อยไปกว่าซ่งจื่อเซวียนเลย


ทั้งสองลากกันเดินไปข้างหน้าอย่างนี้ แต่ความเร็วไม่ได้เท่าเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งท่าทางจับจูงมือกันเดินก็อึดอัดเกินบรรยาย


“พวกเรา…จะไปยังไง” สุดท้ายถังหย่าฉีก็เป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน


“ฮะ อ๋อ เดินไปกันเถอะ ไม่ไกล” ซ่งจื่อเซวียนใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ปล่อยมือถังหย่าฉี ถึงได้ผ่อนลมหายใจออกมา


“เดิน…เดินเหรอ” ถังหย่าฉี.อดชะงักไม่ได้ ถึงอย่างไรคุณหนูใหญ่อย่างเธอ ออกจากบ้านก็มีคนคอยรับคอยส่งโดยเฉพาะ


“ทำไมล่ะ เธอไม่อยากเดินเหรอ ไม่อย่างนั้นพวกเรานั่งรถเมล์ไปกันไหม” ซ่งจื่อเซวียนพูดพลาง หยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าๆออกมาดูนาฬิกาแวบหนึ่ง “ยังมีรถรอบสุดท้ายอยู่ ไปกันเถอะ”


“ไม่ๆๆ ฉันไม่ได้ไม่อยากเดิน งั้นเดินไปกันเถอะ” ถังหย่าฉีพูดด้วยยิ้มน้อยๆ ขณะเดียวกันก็ทำสัญญาณมือไปด้านข้าง ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้รู้ตัวเลย รถเก๋งสีดำคันหนึ่งขับมาจอดเบื้องหน้าทั้งสองทันที


เห็นสัญญาณมือของถังหย่าฉี คนขับรถเก๋งก็เหยียบเบรก ไม่ได้เข้าไปใกล้อีก


สถานที่ที่ซ่งจื่อเซวียนพูดถึงคือตลาดกลางคืนที่หนึ่ง อยู่ในเขตตะวันตกของเมืองที่ไม่ห่างจากหมู่บ้านหลี่จวงที่เขาอยู่นัก คราวก่อนที่มาก็มากับฟางจิ่งจือ หลายปีก่อนชายชราแข้งขายังคล่องแคล่วอยู่บ้าง มักจะพาเขามาหาอะไรกินนิดๆหน่อยๆ


สองปีมานี้ไม่ไหวแล้ว เป็นเขาที่กตัญญูซื้อของอร่อยเข้าไปที่บ้านชายชราทั้งนั้น ถึงอย่างไรเมื่อแก่แล้ว ทุกปีก็แย่ลงเรื่อยๆ


เดินมาเกือบครึ่งชั่วโมง ซ่งจื่อเซวียนเคยชินแล้ว แต่ถังหย่าฉีก็ไม่ได้รู้สึกว่าเหนื่อย กลับกันข้างๆยังมีรถสีดำขับตามทั้งสองมาช้าๆเป็นครั้งคราว พยายามให้ถังหย่าฉีขึ้นรถ แต่ถังหย่าฉีทำมือปฏิเสธ


เห็นตลาดกลางคืนกลางแจ้งข้างหน้า ถังหย่าฉีก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที “ว้าว คึกคักจริงๆ ซ่งจื่อเซวียน ที่นี่ที่ไหนเหรอ”


“เหอะๆ คุณหนูใหญ่อย่างเธอไม่เคยมาที่นี่แน่เลย ลองดูหน่อยไหม”


ถังหย่าฉีพยักหน้าอย่างแรง “เอาสิ!”


ทั้งสองเดินเข้าไปในตลาดกลางคืน หาอยู่นานถึงจะหาร้านดีๆได้ พนักงานก็เดินมาทันที “ไอ้หยา นี่ไม่ใช่เจ้ารองหรอกเหรอ ไม่ได้มานานเลยนี่ใช่ไหม”


“ใช่ครับ พี่หยาง ยังขายดีอยู่ไหมครับ” ซ่งจื่อเซวียนพูดคุยด้วยรอยยิ้ม


“ดีอยู่ ยุ่งทุกวันไม่จบไม่สิ้น ต้องฟ้าสว่างก่อนถึงจะเก็บแผงได้ จริงสิ สุขภาพตาเฒ่าเป็นยังไงบ้าง พักนี้ไม่เห็นแกมาเลยนะ”


“ตาเฒ่ายังร่างกายแข็งแรงดีอยู่ครับ แต่อายุมากแล้ว บวกกับตอนนี้เข้าฤดูใบไม้ร่วง ผมก็ไม่ค่อยอยากให้เขาออกมาเท่าไร เดี๋ยวย่างให้ผมกลับบ้านสักสองสามไม้ ผมจะเอาไปฝากเขาน่ะครับ”


“ได้เลย นายกตัญญูนะเนี่ย” พี่หยางพูดด้วยรอยยิ้ม เอาใบเมนูส่งให้ซ่งจื่อเซวียนทันที “สั่งอาหารเถอะ เดี๋ยวพี่ชายจะให้เบียร์นายขวดหนึ่ง”


“ฮ่าๆ ขอบคุณครับพี่หยาง!”


ซ่งจื่อเซวียนถามถังหย่าฉีว่าอยากกินอะไร แต่เห็นได้ชัดว่าถังหย่าฉีไม่มีประสบการณ์ในที่แบบนี้เลยสักนิด ดังนั้นจึงให้เขาสั่งทั้งหมด


แต่สำหรับสภาพแวดล้อมแบบนี้ ถังหย่าฉีกลับตื่นเต้นมาก เทียบกับร้านอาหารใหญ่หรือภัตตาคารใหญ่ที่เธอมักจะเข้าๆออกๆบ่อยๆ เห็นได้ชัดว่ายิ่งที่นี่ติดดินก็ยิ่งทำให้รู้สึกสบายใจ


“เอ๊ะ ซ่งจื่อเซวียน นั่นคืออะไรเหรอ” ถังหย่าฉีถามพลางชี้เบียร์ทาวเวอร์อีกโต๊ะ


“อ้อ นั่นเบียร์น่ะ ทาวเวอร์นี่พอๆกับสี่ถึงห้าขวด เมื่อก่อนอาจารย์ฉันกับฉันมาที่นี่ก็จะสั่งมาดื่ม” ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยรอยยิ้ม


“ฮ่าๆ น่าสนุกจัง เราสองคนก็จัดสักที่ไหม”


ถังหย่าฉีพูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็ชะงักไป ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าซ่งจื่อเซวียนเป็นเด็กซื่อ แต่เด็กซื่อไม่ได้เท่ากับซื่อบื้อ อีกความหมายของประโยคนี้เขาก็ฟังออก…


พี่หยางข้างๆขบขัน พูดว่า “เจ้ารอง แฟนนายเปิดเผยดีนะ”


ได้ยินประโยคนี้ ถังหย่าฉีก็หน้าแดงทันควัน เหมือนกับรู้ตัวแล้วว่าเมื่อครู่ตนเองพูดจาไม่เหมาะสม…


“ฉันหมายถึง จัดมาทาวเวอร์หนึ่ง จากนั้นพวกเราก็กินด้วยกันไง” พูดพลาง ถังหย่าฉีก้มหน้าแดงๆลง พึมพำเบาๆว่าทำไมคำคำนี้มันถึงอนาจารขนาดนี้นะ…


“อ้อ โอเค” ซ่งจื่อเซวียนรีบตอบรับ เพื่อไม่ให้ถังหย่าฉีอึดอัด


สั่งอาหารเสร็จ ซ่งจื่อเซวียนพิงพนักเก้าอี้ หยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง ถามว่า “สูบบุหรี่ได้ไหม”


“นายสูบบุหรี่เหรอ นายเพิ่งจะอายุเท่าไรเอง เราสองคนดูแล้วไม่น่าจะต่างกันเท่าไรนี่” ถังหย่าฉีค่อนข้างแปลกใจ ถึงอย่างไรในสายตาของเธอ ซ่งจื่อเซวียนยิ่งเหมือนเด็กนักเรียน อีกทั้งดูแล้วไม่เหมือนกับนักเรียนเกเรที่สูบบุหรี่ด้วย


“สิบแปดแล้ว อีกอย่างฉันก็ไม่ได้เรียนแล้วล่ะ สูบบุหรี่ก็นับว่าปกติมั้ง” พูดพลาง ซ่งจื่อเซวียนก็จุดไฟ


ถังหย่าฉีเบ้ปาก “งั้นดีที่สุดก็อย่าสูบ ฉันไม่ได้กลัวกลิ่นบุหรี่ พ่อฉันก็สูบบุหรี่เหมือนกัน แต่สูบบุหรี่ไม่ดีกับร่างกายนะ”


ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม ไม่พูดอะไรอีก ความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้สูบบุหรี่บ่อย เพียงแค่ตอนที่อึดอัดแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรจริงๆ


ถังหย่าฉีกลับเหมือนได้เปิดโลกใหม่ ตากลมโตมองไปรอบๆไม่หยุด เหมือนกับเด็กเพิ่งเกิดอย่างไรอย่างนั้น มองอะไรก็คิดว่าแปลกใหม่ไปหมด


ไม่นานนัก พี่หยางก็ยกจานปิ้งย่างเสียบไม้ตามด้วยเบียร์ทาวเวอร์อันใหญ่มาวางบนโต๊ะ


สำหรับซ่งจื่อเซวียนแล้ว เป็นครั้งแรกที่เขาสั่งอาหารขนาดนี้ ถือว่าผลาญเงินเหมือนผลาญดินได้เลย


เมื่อก่อน ปกติฟางจิ่งจือจะสั่งเนื้อสิบไม้นอกนั้นจะเพิ่มถั่วลิสงมาอีกจาน เขาจะกินสุรากับถั่วลิสงเป็นหลัก เนื้อย่างสิบไม้มีแปดไม้ที่ให้ซ่งจื่อเซวียน


แต่วันนี้ไม่เหมือนวันนั้น ในมือซ่งจื่อเซวียนมีเงินแปดหมื่นหยวนร้อนๆอยู่ ใช้สักร้อยสองร้อยเลี้ยงข้าวถังหย่าฉีสักมื้อยังพอได้อยู่


ซ่งจื่อเซวียนรินสุราเต็มแก้ว พูดว่า “ฉันจะดื่มของฉัน เธอก็ดื่มน้อยหน่อย กินปิ้งย่างเยอะๆ”


ถังหย่าฉีได้ยินก็กลอกตาใส่เขาทีหนึ่ง กระดกรวดเดียวหมดแก้ว ยกแก้วทันทีแล้วพูดว่า “นายดูถูกใครอยู่ยะ ชนแก้ว!”


ซ่งจื่อเซวียนชะงัก “อย่างเธอเคยกินเหล้าด้วยเหรอ แต่ที่อยู่ของเธอฉันยังไม่รู้เลยว่าอยู่ที่ไหน ถ้าเธอดื่มเยอะ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะส่งเธอกลับบ้านยังไงนะ”


“นายนี่ช่างดูถูกคนอื่นจริงๆ ฉันดื่มแล้วนายก็ตามสบายเลย!”


พูดจบ ถังหย่าฉีก็เงยหน้ากระดกสุราแก้วหนึ่งลงไป ซ่งจื่อเซวียนถลึงตาทั้งสองขึ้น ไม่อยากจะเชื่อ สาวน้อยที่กล้าได้กล้าเสียตรงหน้านี้เป็นคนเดียวกับนางฟ้าก่อนหน้านี้จริงๆเหรอ


ดื่มสุราเสร็จ ถังหย่าฉีก็ไม่ลืมหยิบเนื้อวัวย่างขึ้นมาไม้หนึ่ง จากนั้นรูดเข้าปากไปคำใหญ่


ซ่งจื่อเซวียนมึนแล้วจริงๆ เขายกแก้วสุราขึ้นพยายามดื่มรวดเดียว ยิ้มออกมาทันที พูดว่า “เธอก็ใช้ได้นี่ ฉันดูถูกเธอไปแล้วจริงๆ ยังดื่มได้อีกไหม”


“หึ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”


ทั้งสองชนแก้วกันอีกแก้ว สุราสองแก้วลงท้องไป ก็ผ่อนคลายกว่าเมื่อครู่แล้วบ้าง ถังหย่าฉีพูดว่า “ขอบคุณนายที่พาฉันมาที่นี่นะ วันนี้ฉันเลี้ยงนายเอง เราสองคนดื่มให้เมากันไปเลยดีไหม”


“เธอเลี้ยงฉันอะไร วันนี้ฉันเลี้ยงเธอสิ แต่พวกเราตกลงกันแล้วว่าอย่าดื่มเยอะ เธอดื่มอีกแก้วหนึ่งก็ไม่ควรดื่มแล้ว กินปิ้งย่างเสียบไม้ให้มากหน่อยสิ” ซ่งจื่อเซวียนไม่ลืมเอ่ยกำชับ


ถังหย่าฉีโบกมือ “ไม่เอาสิ คุยกันแล้วนี่ว่าฉันเลี้ยงนายเป็นการไถ่โทษเรื่องคราวที่แล้วไง”


พูดจบ เธอก็หยิบขึ้นมากินอีกไม้ “อันนี้อร่อยจริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่านายจะรู้จักที่ดีๆอย่างนี้”


“ฮ่าๆ คนเขารู้จักกันเยอะแยะ เป็นเพราะคุณหนูใหญ่อย่างเธอไม่มีโอกาสมามากกว่า” ซ่งจื่อเซวียนพูดกลั้วหัวเราะ


“ไม่เคารพคนอื่นเอาซะเลย ต้องโดนสุราลงทัณฑ์!”


“ก็ได้ก็ได้ สุราลงทัณฑ์!”


ไม่ไกลนัก คนขับรถเก๋งกำลังมองภาพที่ทั้งสองคนกินดื่มกันอยู่ อดขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้ ต้องรู้ว่าเขาไม่เคยเห็นคุณหนูเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย…


เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องยุ่งยาก เขาจึงหยิบโทรศัพท์ออกมากดเบอร์โทรเบอร์หนึ่ง “บอสครับ ผมไต้ทง


“พูดต่อเลย ฉันยุ่งอยู่” อีกด้านหนึ่งของโทรศัพท์ส่งเสียงชายวัยกลางคนคนหนึ่งออกมา เสียงของชายคนนี้สุขุมนุ่มลึก โทนเสียงเพราะมาก เหมือนกับแค่ฟังจากเสียงก็นึกภาพออกว่านั่นจะต้องเป็นชายคนหนึ่งที่มีรัศมีไม่ธรรมดาแน่นอน


“ครับ บอส วันนี้คุณหนูรับประทานอาหารที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งอยู่นานมากถึงจะออกมา อีกทั้งตอนนี้ยังดื่มแอลกอฮอล์อยู่กับคนอื่นด้วยครับ ผมดูแล้วคงไม่ใช่ว่า…”


“หย่าฉีดื่มแอลกอฮอล์เหรอ เหอะๆ ก็ดี เด็กคนนี้ปกติไม่ชอบออกไปข้างนอก นัดกับพี่สาวน้องสาวสักคนก็คงไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างเธอก็คอแข็งพอใช้ได้อยู่แล้ว นายแค่รับผิดชอบขับรถก็พอ” ชายคนนั้นพูด


“ครับ บอส ที่สำคัญที่สุดก็คือ…คนที่ดื่มแอลกอฮอล์กับคุณหนูเป็นเด็กผู้ชายครับ”


“อะไรนะ ผู้ชาย? ที่ไหน”


“ริมถนนตลาดกลางคืนที่เฉิงซีครับ”


“ริมถนน? เด็กคนนี้เป็นอะไรไปแล้ว ทำไมถึงไปที่แบบนั้นได้ สุขอนามัยก็ย่ำแย่ อาหารก็แย่ จริงๆเลย ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง” ชายคนนั้นถาม


“พวกเขาดื่มกันไปหลายแก้วแล้ว ผมดูแล้วคุณหนูสนุกพอตัวเลยครับ ให้ผมเข้าไปห้ามสักหน่อยไหมครับ” ไต้ทงพูด


ชายคนนั้นเงียบไปหลายสิบวินาที พูดว่า “เอาอย่างนี้แล้วกันไต้ทง นายก็คอยดูอยู่ไกลๆ ไม่ต้องไปพูดอะไร หย่าฉีเด็กคนนี้…จากความเข้าใจของฉัน ถ้านายเข้าไปห้าม เธอจะเสียหน้า นายแค่ต้องจ้องเอาไว้ รอเสร็จเรื่องค่อยส่งเธอกลับบ้านให้ปลอดภัย เข้าใจไหม”


“ครับ บอส!”


พริบตาเดียว ทั้งสองก็ดื่มไปคนละห้าหกแก้ว เบียร์ก็เหลือแค่ก้นทาวเวอร์แล้ว


ซ่งจื่อเซวียนผ่อนลมหายใจ พูดว่า “สนุกเนาะ ไม่ดื่มขนาดนี้มานานแล้ว ยังจะเอาอีกไหม”


“เอาสิ กลัวที่ไหน!” ถังหย่าฉีพูดอย่างตื่นเต้น


วันปกติ ถังหย่าฉีเคยติดตามพ่อไปร่วมงานเลี้ยงค็อกเทลอยู่บ้าง ได้ดื่มสุราตะวันตกบ้างเป็นครั้งคราว ตั้งแต่นั้นมาพ่อก็รับรู้ว่าเธอคอแข็งใช้ได้เลยทีเดียว เพียงแต่วันนี้ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ อาหารและสุราเกรดล่างเช่นนี้กลับทำให้ถังหย่าฉีรู้สึกว่าการดื่มสุราเป็นเรื่องสนุกจริงๆ


“จริงสิ ซ่งจื่อเซวียน ไม่ใช่ว่านายรู้เรื่องประวัติศาสตร์มากเหรอ ฉันลองทดสอบนายดีกว่า” ถังหย่าฉีพูดพลางกินเนื้อย่างเสียบไม้ไป ไม่เหลือรัศมีคุณหนูใหญ่แล้ว ถ้าโยนตัวตนและเส้นสายที่มีชื่อเสียงทิ้งไป กลับเหมือนสาวน้อยขี้เมาจริงๆ


“เอาสิ มาเลย!”


ถังหย่าฉีครุ่นคิด “ในสมัยโบราณ ลูกสาวของจักรพรรดิจะถูกเรียกว่ากงจู่ แล้วทำไมจนกระทั่งถึงราชวงศ์ชิงถึงได้เรียกว่าเก๋อเก๋อล่ะ”


ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้ม “ก่อนอื่นแก้คำพูดของเธอก่อนสักหน่อย คำถามนี้มีปัญหา”


“หืม คำถามของฉันมีปัญหาอะไร” ถังหย่าฉีมุ่ยปาก พูดฮึดฮัด


“ลูกสาวของจักรพรรดิเรียกว่ากงจู่จริงๆ แต่จนถึงราชวงศ์ชิงที่เป็นชาวแมนจู ก็ไม่ได้เรียกเก๋อเก๋อไปหมดทุกภาคส่วน ตงกั่วเก๋อเก๋อลูกสาวคนโตและเนิ่นเจ๋อเก๋อเก๋อลูกสาวคนที่สองของจักรพรรดิชิงไท่จูหนี่ว์เอ่อร์ฮาชื่อก็ถูกเรียกว่าเก๋อเก๋อกันหมด แต่มาจนถึงจักรพรรดิไท่จงก็เริ่มมีการเลียนแบบ เรียนรู้ระบอบการปกครองและประเพณีของราชวงศ์หมิงแล้ว อย่างเช่นกู้หลุนกงจู่หรือเหอซั่วกงจู่ หลังจากนั้น ถึงแม้ว่าจะยังมีการเรียกขานว่าเก๋อเก๋อ แต่ก็ไม่ได้เป็นทางการ ดังนั้น…”


ซ่งจื่อเซวียนเผยรอยยิ้มชั่วร้าย “คำถามของเธอมีปัญหา!”


รอยยิ้มชั่วร้ายนี้ในสายตาของถังหย่าฉีไม่ได้ทำให้รู้สึกรังเกียจเลย แต่กลับทำให้เธอรู้สึกชื่นชมขึ้นมาทันทีแทน สำหรับเด็กสาวที่อายุเท่านี้ โดยเฉพาะคนอย่างถังหย่าฉี คนที่พอจะทำให้เธอชื่นชมได้ต้องเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษแน่นอนอยู่แล้ว


[1] สักที่ ตรงนี้ที่ผู้พูดหมายถึงสั่งมาสักทาวเวอร์ แต่ก็สามารถหมายถึงการชวนไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งได้เช่นกัน


[2] กงจู่ หรือเก๋อเก๋อ แปลว่าเจ้าหญิง


[3] จักรพรรดิชิงไท่จูหนี่ว์เอ่อร์ฮาชื่อ หรือเกาหวงตี้ พระนามเดิม อู่หวงตี้ จักรพรรดิคนแรกของราชวงศ์ชิง ครองราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1616 ถึง ค.ศ.1626


[4] จักรพรรดิไท่จง หรือหวงไท่จี๋ จักรพรรดิคนที่สองของราชวงศ์ชิง ครองราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1626 ถึง ค.ศ.1643 เป็นจักรพรรดิที่เปลี่ยนชื่อเป็นราชวงศ์ชิง



จบตอน

Comments