ตอนที่ 21: ข้าอยู่ในโลกห่วยๆ
หลังจากกวาดทำความสะอาดห้องเรียบร้อย จินเฟยเหยารู้สึกว่าตนเองควรซื้อเคล็ดพลังวิเศษสักเล่ม มาเรียนเวทมนตร์พื้นฐานบ้างเสียที
เวทพื้นฐานเหล่านั้นดูเหมือนจะมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันไม่น้อย เช่น เวทอัคคีสามารถใช้จุดไฟส่องสว่าง หรือเผาซากศพทำลายร่องรอย เวทควบคุมน้ำก็ไม่เลว ใช้ซักเสื้อผ้า ถูพื้น หรือรดน้ำพืชวิญญาณได้ ส่วนเวทม้วนวายุสามารถใช้กวาดลานบ้าน กำจัดฝุ่นละอองได้อย่างรวดเร็วและสะอาด
ตอนนี้มีเงินแล้ว มีที่อยู่อาศัยระยะยาว นางจึงไม่คิดจะทารุณตนเองอีกต่อไป จินเฟยเหยาซื้อเสื้อผ้าใหม่สิบชุด กระจกทองแดงและหวีหยก เลือกผ้าไหมปักลวดลายอย่างดีมาโดยเฉพาะ วัสดุเหล่านี้ในโลกมนุษย์มีเพียงเชื้อพระวงศ์หรือผู้มีบรรดาศักดิ์เท่านั้นที่ใช้ แต่ในเมืองลั่วเซียนกลับเป็นสินค้าที่พบเห็นได้ทั่วไป ศิลาวิญญาณเพียงก้อนเดียวก็ซื้อผ้าได้หลายพับ การบำเพ็ญเซียนมีข้อดีมากมายจริงๆ
ห้องสามห้องที่อยู่ชั้นล่าง นอกจากห้องฝึกบำเพ็ญแล้ว อีกสองห้องยังไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับนางในตอนนี้ มองห้องหลอมยาที่ว่างเปล่า จินเฟยเหยาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าผู้บำเพ็ญเซียนที่ยังไม่ถึงขั้นสร้างฐาน ใช้สิ่งใดแทนไฟแท้ในการหลอมยา นางไม่รู้เรื่องการหลอมยาเลย วางแผนว่าวันหน้าจะไปซื้อหนังสือการหลอมยาเบื้องต้นมาศึกษาเสียหน่อย
ส่วนห้องสัตว์ภูติที่ว่างเปล่ากลับทำให้นางเกิดความคิดจะเลี้ยงสัตว์ภูติสักตัว ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นฝึกปราณยังไม่สามารถควบคุมอาวุธเวทบินได้ การเดินทางจึงไม่สะดวก มีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นสร้างฐานจำนวนไม่น้อยใช้สัตว์ภูติเป็นพาหนะ แทนการใช้อาวุธเวทบิน ช่วยประหยัดพลังวิญญาณ หลายวันก่อนนางยังเห็นผู้บำเพ็ญเซียนสตรีขี่นกสีขาวดุจหิมะบินมาถึงประตูเมืองลั่วเซียน ทั้งที่อีกฝ่ายมีพลังบำเพ็ญเพียรเพียงขั้นฝึกปราณช่วงกลางเท่านั้น
การเลี้ยงสัตว์ภูติที่บินได้ย่อมสะดวกสบาย แม้บินไม่ได้ ก็ยังมีสัตว์ภูติที่วิ่งได้เหมาะสมมากมาย มีความอดทนดี รูปร่างแปลกประหลาดหลากหลาย คนที่ขี่ม้าเหมือนนางก็มีอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ม้าเหล่านั้นไม่ใช่ม้าธรรมดา หากเป็นม้าท่าชิงหลิง ซึ่งวิ่งวันหนึ่งได้ไกลถึงพันหลี่ คนโง่เท่านั้นที่ยังเดินเท้าอยู่เช่นนาง
หลังจากแขวนภาพประดับและวางดอกไม้สดหลายกระถาง ห้องฝึกบำเพ็ญอันเย็นเยียบก็มีชีวิตชีวาขึ้น สุดท้าย จินเฟยเหยานำเบาะกลมที่ซื้อมา วางไว้บนแท่นนั่งเข้าฌาณ ห้องฝึกบำเพ็ญจึงเสร็จสมบูรณ์
ปกติผู้อื่นเลือกซื้อเบาะกลมจากวัสดุที่ช่วยดูดซับพลังวิญญาณ ตอนแรกนางก็คิดเช่นนั้น ทว่าพอไปดูราคาในร้าน กลับตกใจแทบสิ้นสติ เบาะกลมหญ้าหูซินธรรมดายังมีราคาแปดร้อยศิลาวิญญาณ ไม่ต้องเอ่ยถึงเบาะที่ทำจากหญ้าร้อยเซียนหรือวัสดุพิเศษอื่นๆ
โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนเป็นเช่นนี้ สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการดูดซับพลัง ต่อให้เพิ่มประสิทธิภาพเพียงเล็กน้อย ราคาก็สูงจนทำให้คนปวดใจ
จินเฟยเหยาจึงตัดใจไม่ซื้อ เบาะกลมราคาแปดร้อยศิลาวิญญาณเพิ่มพลังได้เพียงน้อยนิด มิสู้เก็บเงินไว้ซื้อยาดีกว่า เดิมทีนางคิดจะไม่ซื้อเลย หาอะไรมาทำเอง แต่บังเอิญเห็นเบาะกลมมือสองวางขาย ราคาถูกมาก เบาะเก่าขาดหนักราคาเพียงไม่กี่สิบศิลาวิญญาณ ส่วนที่สภาพดีหน่อยก็สองสามร้อย
สุดท้ายนางเลือกอันที่ถูกที่สุด วัสดุภายนอกขาดจนดูขัดตา ใช้ศิลาวิญญาณไปเพียงยี่สิบสามก้อน จากนั้นตรงไปร้านตัดเสื้อผ้า ซื้อผ้าไหมลวดลายเรียบหรู ให้เย็บเป็นปลอกเบาะกลม ประดับมุกเล็กน้อย ใช้เงินเพียงหนึ่งศิลาวิญญาณ เบาะกลมก็กลายเป็นของงดงามขึ้นมาทันตา
เมื่อเผชิญหน้ากับแปลงสมุนไพรในลานเรือน จินเฟยเหยากลับลังเล พืชวิญญาณต้องใช้เวลาปลูกยาวนาน ต่อให้เป็นชนิดธรรมดา อย่างน้อยก็สิบถึงยี่สิบปีจึงจะนำมาใช้ได้ หากวันหน้าไม่อยู่ที่นี่ ย่อมนำติดตัวไปไม่ได้
เคยได้ยินว่ามีพื้นที่มิติบางชนิด สามารถพกพาได้ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ สร้างบ้านได้ในที่เดียว สะดวกสบายยิ่งนัก แต่ของเช่นนั้นเป็นเพียงตำนาน ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมจิตวิญญาณต้องใช้เวลาหลายร้อยปีจึงจะสร้างได้ และย่อมเก็บไว้ใช้เอง
จินเฟยเหยาเคยเห็นพื้นที่มิติขนาดใหญ่ที่เมืองลั่วเซียน หินผลึกแปดก้อนลอยอยู่กลางอากาศ สูงสิบกว่าจั้ง ตรงกลางคือทางเข้าดินแดนลึกลับลั่วเซียน ซึ่งเป็นแปลงสมุนไพรของพื้นที่มิติขนาดมหึมา
ดินแดนลึกลับแห่งนี้ทำให้เมืองลั่วเซียนกลายเป็นศูนย์กลางของสำนักและตระกูลใหญ่ นอกจากการค้าแล้ว ยังเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งนับร้อยปี สุดท้ายทุกฝ่ายจึงตกลงกันว่า ตำหนักลั่วเซียนจะเปิดดินแดนลึกลับทุกสิบปี ให้สำนักต่างๆ ส่งคนเข้าไปตามสัดส่วน แลกกับศิลาวิญญาณจำนวนมหาศาล
ผู้บำเพ็ญเซียนอิสระก็สามารถเข้าไปได้ ทว่าต้องจ่ายศิลาวิญญาณสูงลิ่ว และยังจำกัดเฉพาะผู้บำเพ็ญเซียนขั้นสร้างฐานเท่านั้น จึงแทบเป็นการกีดกันกลายๆ
สำนักเฉวียนเซียนซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสำนักของตำหนักลั่วเซียน ได้ประโยชน์จากระบบนี้อย่างเต็มที่ เพียงจัดที่พักและอาหารวันละสามมื้อ ก็สามารถดึงดูดผู้บำเพ็ญเซียนอิสระจำนวนมาก ภารกิจที่ได้รับยังบวกค่าตอบแทนไว้แล้วตั้งแต่ต้น เป็นการค้าที่มีแต่ได้กับได้
ส่วนการแข่งขันชิงยาสร้างฐาน เป็นวิธีคัดเลือกผู้มีฝีมือเข้าสำนักในอย่างแท้จริง ผู้บำเพ็ญเซียนอิสระที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างยากลำบาก หลังสร้างฐานแล้วมักแข็งแกร่งกว่าศิษย์ที่สำนักเลี้ยงดูมาโดยตรง
ครุ่นคิดอยู่ครึ่งวัน จินเฟยเหยาตัดสินใจซื้อหญ้าวิญญาณมาปลูก แปลงสมุนไพรที่ว่างเปล่า หากไม่ใช้ก็ช่างน่าเสียดาย ต่อให้วันหน้าต้องย้ายไป ก็ยังสามารถขายต่อได้
ร้านค้าในเมืองลั่วเซียนเปิดทั้งกลางวันและกลางคืนไม่เคยปิด นางจึงออกไปซื้อเมล็ดหญ้าวิญญาณ จากนั้นมุ่งหน้าไปยังถนนเป่ยเหอ ที่รวมร้านสัตว์ภูติเอาไว้
เพิ่งก้าวเข้าสู่ถนนเป่ยเหอ ก็เห็นร้านสัตว์ภูติเรียงรายเต็มสองข้างทาง หน้าร้านแต่ละแห่งจัดแสดงสัตว์ภูติเป็นป้ายร้าน ตัวที่เชื่องก็ผูกไว้ ตัวที่ดุร้ายใส่กรงงดงาม ส่วนสัตว์ภูติหายากก็มีผู้คนยืนมุงดู
จินเฟยเหยาเดินเข้าไปด้วยความสนใจ อยากรู้ว่าร้านเหล่านี้จะนำสัตว์ภูติชนิดใดออกมาอวดโฉมบ้าง
ตอนที่ 22: ชดใช้เงินมา
แมวบินได้แสนน่ารัก ลิงตาสีทองผู้แสนฉลาด ยุงทรายเจ็ดสีขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลือง ยังมีลูกเสือขาวเทียนซานที่ดุร้าย และแมงกะพรุนแก้วผลึกใสกระจ่าง สัตว์ภูติมากมายหลากชนิดจนจินเฟยเหยามองแทบไม่ทั่ว ดวงตาแทบจะเป็นประกาย ขาดเพียงน้ำลายที่ยังไม่ไหลออกมาเท่านั้น
นางนั่งยองอยู่หน้าประตูร้านแห่งหนึ่ง เล่นกับแมวบินได้ขนสีขาวบริสุทธิ์ เท้าทั้งสี่และหางมีลายสีแดง ดวงตาโตสีเขียวใสแจ๋วน่ารักยิ่งนัก แมวบินได้ตัวนี้ยังเล็ก ปีกยังไม่งอก ต้องบรรลุขั้นสองจึงจะเริ่มมีปีกเล็กๆ และเมื่อถึงขั้นสามจึงจะสามารถแบกคนบินเหาะเหินได้
ตอนนี้มันมีขนาดพอๆกับลูกแมวธรรมดา ยื่นอุ้งเท้าเล็กๆออกมาจากกรง เล่นกิ่งหญ้าในมือจินเฟยเหยาไม่หยุด
ไม่นานนัก ภายใต้สายตาอยากจะฆ่าคนของลูกจ้างในร้าน จินเฟยเหยาจึงลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ นางชอบแมวบินได้ตัวนี้จริงๆ แต่ราคาสองพันแปดร้อยศิลาวิญญาณสูงเกินไป ไม่ใช่สิ่งที่นางจะซื้อได้ในตอนนี้
นางโยนกิ่งหญ้าทิ้งอย่างคอตก เดินออกมาบนถนนด้วยอารมณ์ไม่สู้ดีนัก พลันพบว่าข้างหน้ามีบุรุษผู้หนึ่งที่ดูคุ้นตาอย่างยิ่ง ทว่ากลับนึกไม่ออกในทันทีว่าเคยพบกันที่ใด
บุรุษผู้นั้นอายุราวยี่สิบกว่า รูปลักษณ์ซื่อสัตย์ หน้าตาเที่ยงธรรม สวมชุดยาวสีข้าวสารเรียบง่าย กำลังพูดคุยหยอกล้อกับผู้บำเพ็ญเซียนสตรีสองนางอย่างสนิทสนม จินเฟยเหยาจึงค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ ตั้งใจแอบฟังบทสนทนา เผื่อจะนึกออกว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
ผู้บำเพ็ญเซียนสตรีสองคน คนหนึ่งรูปร่างเล็ก สวมกระโปรงสีเหลืองอ่อน ฉุดดึงแขนบุรุษผู้นั้นอย่างเอาแต่ใจ อีกคนหนึ่งดูสุขุมกว่า สวมกระโปรงสีขาวปักลายดอกไม้หลากสีอย่างประณีต
ผู้บำเพ็ญเซียนสตรีจำนวนมากนิยมสวมชุดสีขาว เพื่อเสริมภาพลักษณ์ปราณเซียนสูงส่ง ทว่าเพื่อไม่ให้ดูคล้ายชุดไว้ทุกข์ ลวดลายปักบนเสื้อผ้าจึงมักซับซ้อนเป็นพิเศษ และจินเฟยเหยาในตอนนี้ก็สวมกระโปรงสีขาวปักดอกไม้สีฟ้าเช่นเดียวกัน
สตรีตัวเล็กที่ชื่ออี่ซานทำปากยื่น เอ่ยอย่างงอนง้ำ
“ศิษย์พี่หวา ท่านซื้อให้นางเถอะ ข้าอยากได้งูเหลือมมังกรทองตัวนี้ ครั้งนี้สำนักมีการแข่งขันคัดเลือก ข้ายังไม่มีสัตว์ภูติดีๆเลย”
“ศิษย์น้องอี่ซาน งูเหลือมมังกรทองตัวนี้แม้เป็นสัตว์ปิศาจขั้นสาม แต่ยังเป็นเพียงลูกงู ต้องเลี้ยงอีกหลายปีจึงจะเติบโต ไม่ทันการแข่งขันอีกสามเดือนข้างหน้าแน่” บุรุษที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่หวาพยายามปลอบใจอย่างลำบากใจ
อี่ซานขมวดคิ้ว ไม่พอใจ สะบัดมือเขาออก
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าศิษย์พี่หวาดีต่อศิษย์พี่หยวนถง ปีที่แล้วท่านยังจับตั๊กแตนหน้าหยกตัวเมียมาให้นาง ออกไข่มาห้าใบก็ให้เก็บไว้ทั้งหมด ตอนนี้แค่งูเหลือมมังกรทองตัวเดียว ราคาแค่หนึ่งพันสองร้อยศิลาวิญญาณ ท่านก็ยังไม่ยอมซื้อให้ข้า”
“แค่หนึ่งพันสองร้อยศิลาวิญญาณ กล้าพูดจริงๆ” จินเฟยเหยาแลบลิ้น “เห็นชัดๆว่ามองเขาเป็นสุกรให้เชือด”
ในขณะนั้นเอง นางก็สะดุดใจกับคำว่า ตั๊กแตนหน้าหยก พลันนึกขึ้นได้ทันที
“ที่แท้เป็นเจ้านี่เอง!”
จินเฟยเหยากระโดดพุ่งเข้าไปหาบุรุษผู้นั้นทันที เงยหน้าขึ้นพร้อมสีหน้าเยาะเย้ย
“มิน่าล่ะข้าถึงคุ้นหน้า เจ้านี่เอง สหายเซียนตั๊กแตนตัวเมีย!”
ทั้งสามคนตกตะลึง มองนางอย่างงุนงง สตรีชื่ออี่ซานขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างไม่พอใจ
“เจ้าเป็นใคร กล้ามาแอบฟังพวกเราพูดคุย แล้วยังด่าคนอีก?”
สตรีอีกคนรีบฉุดแขนอี่ซาน “ศิษย์น้อง อย่าทำเช่นนี้ สหายเซียนคงจำคนผิด”
จินเฟยเหยากลับยิ่งโกรธ ชี้บุรุษผู้นั้นด่าทอเสียงดัง
“อย่าเสแสร้ง ปีที่แล้วเจ้านำตั๊กแตนหน้าหยกตัวเมียหนีมาทางข้า ทำให้ตะขาบเหล็กของข้าเสียหาย แล้วยังใช้ยันต์เดินทางหนี ทิ้งข้าไว้กลางอันตราย เกือบทำให้ข้าตาย!”
บุรุษผู้นั้นชะงัก ก่อนจะนึกออก ดวงตาเป็นประกาย
“ที่แท้เป็นเจ้า! ข้าตามหาสหายเซียนอยู่นาน คิดไม่ถึงว่าจะได้พบกันที่นี่”
“เลิกพูดไร้สาระ ชดใช้เงินมา!” จินเฟยเหยาคิดบัญชีทันที
“ตะขาบเหล็กหนึ่งตัวหนึ่งร้อยศิลาวิญญาณ ค่าที่ข้าเสี่ยงชีวิตเป็นทัพหลังหนึ่งพันศิลาวิญญาณ ค่าทิ้งข้าหนีอีกเก้าร้อย รวมทั้งหมดสองพันศิลาวิญญาณ!”
มุมปากของหวาซีกระตุก “สหายเซียน ข้าจะไปเอาศิลาวิญญาณมากมายเช่นนั้นจากที่ใด”
“เจ้าปล้นคนชัดๆ!” อี่ซานชี้หน้าด่า
“ไปให้พ้น ข้าไม่ได้พูดกับเจ้า” จินเฟยเหยาตวาดเสียงเย็น “ชี้อีกครั้ง ข้าจะหักนิ้วเจ้า”
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที หวาซีจึงรีบไกล่เกลี่ย
“ที่นี่ไม่เหมาะจะคุยกัน ไปพูดกันที่ร้านน้ำชาด้านหน้าเถอะ”
ทั้งสองจึงย้ายไปยังร้านน้ำชา หวาซีแนะนำตัวว่าเป็นศิษย์สายในของสำนักชิงโซ่ว
“สำนักฉินโซ่ว?” จินเฟยเหยาตาโต “ตั้งชื่อตัวเองว่าเดรัจฉานหรือ?”
หวาซีแทบพ่นน้ำชาออกมา รีบอธิบาย
“ชิงโซ่ว ไม่ใช่ฉินโซ่ว! ชื่อมาจากมังกรเกล็ดเขียวซึ่งเป็นสัตว์เทพประจำสำนัก”
“งั้นก็ดี” จินเฟยเหยายิ้ม “เอาเกล็ดมังกรเขียวมาสิบเกล็ด เราจะได้หายกัน”
“เป็นไปไม่ได้!”
“งั้นก็ศิลาวิญญาณสองพันก้อน”
“ข้าไม่มี”
“อย่าเสแสร้ง เมื่อครู่เจ้ายังจะควักหนึ่งพันสองร้อยก้อนซื้อสัตว์ภูติให้ศิษย์น้องอยู่เลย”
หวาซีถอนหายใจอย่างจนใจ
“ปีนี้ข้าใช้ทรัพย์สินไปกับสัตว์ภูติให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องถึงสิบสามตัว ตอนนี้เหลือศิลาวิญญาณไม่กี่ก้อนจริงๆ”
“ท่านพ่อเจ้าเป็นเจ้าสำนักหรือ?” จินเฟยเหยาถามอย่างเหลือเชื่อ
“ไม่ใช่”
“เช่นนั้นผู้บำเพ็ญเซียนแบบใดถึงกล้าทำตัวสิ้นเปลืองเช่นนี้ เอาทรัพย์สินทั้งหมดไปเอาใจสตรีมากมาย”
หวาซีตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“มารดาข้าบอกว่าสตรีต้องเอาใจ”
จินเฟยเหยาวางถ้วยชาลงอย่างแรง ดวงตาเย็นเฉียบ
“เช่นนั้นความหมายของเจ้าคือ ข้ามิใช่สตรี จึงถูกเจ้าทิ้งไว้กลางอันตรายสินะ”
ตอนที่ 23: ภูเขาซวงถ่า
“เปล่า ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น ตอนนั้นข้าร้อนใจ คิดเพียงว่าตั๊กแตนหน้าหยกใกล้จะวางไข่ ศิษย์พี่หยวนถงก็อยากได้ลูกตั๊กแตนอย่างมาก ดังนั้น…จึงเลอะเลือนไปชั่วขณะ ทิ้งเจ้าไว้แล้วหนีไป”
หวาซีพยายามปฏิเสธ ท่าทางซื่อสัตย์ ใบหน้าจริงใจ ดูน่าเชื่อถือยิ่งนัก
ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาเคยทิ้งนางไว้กลางอันตรายหรือไม่ จินเฟยเหยากลับรู้สึกว่าความจริงใจที่อีกฝ่ายแสดงออกมานั้นช่างจอมปลอม ให้ความรู้สึกคล้ายกับตอนที่นางหลอกลวงผู้อื่นอย่างประหลาด นางขมวดคิ้ว เอ่ยถามอย่างไม่พอใจ
“เช่นนั้นเจ้าหมายความว่าอย่างไร เรื่องนี้จะจบลงแค่นี้หรือ?”
หวาซีครุ่นคิดอยู่นาน สีหน้าลังเล ก่อนจะเอ่ยออกมา
“ข้าชดใช้เป็นไข่แมวบินได้ให้เจ้าเป็นอย่างไร เพียงแต่ตอนนี้ข้าไม่มีอยู่ในมือ ต้องใช้ไข่สัตว์ภูติชนิดอื่นไปแลกกับศิษย์พี่ อีกไม่กี่วันข้าจะไปจับสิงโตวารีหยก ใช้ลูกสิงโตวารีหยกแลกเปลี่ยนเป็นแมวบินได้ให้เจ้า แต่กำลังคนของข้าไม่พอ เจ้าสะดวกไปกับข้าหรือไม่?”
“หา? เจ้าคิดจะหลอกข้าไปใช้แรงงานหรือ?” จินเฟยเหยามองเขาอย่างไม่พอใจ
หวาซีรีบโบกมืออธิบาย
“ไม่ใช่ เจ้าเข้าใจผิด ข้าหมายถึงให้เจ้าช่วยเหลือยามจำเป็น ถึงตอนนั้นข้าจะแบ่งลูกสิงโตวารีหยกให้เจ้าหนึ่งตัว แล้วแลกแมวบินได้มาให้เจ้าอีกหนึ่งตัว”
“ข้าไม่ไป เจ้าหาแมวบินได้มาให้ข้าก็พอ ข้าไม่ร่วมเรื่องนี้” จินเฟยเหยาปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
หวาซีเริ่มร้อนใจ
“แมวบินได้แม้จะสวยงามและใช้ขี่ได้ แต่ไม่มีพลังโจมตี สิงโตวารีหยกตัวหนึ่งราคาหลายพันศิลาวิญญาณ ได้เงินมากกว่าภารกิจที่เจ้ารับเสียอีก ถือว่าเจ้ารับภารกิจเพิ่มอีกครั้งเถอะ”
“ไม่ไป” จินเฟยเหยาตอบทันที “สิงโตวารีหยกเป็นสัตว์ปิศาจขั้นสาม ต้องเป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นสร้างฐานช่วงปลายจึงจะรับมือได้ เราสองคนไปก็มีแต่จะเป็นอาหารของมัน”
หวาซียิ้มขึ้นอย่างเจิดจรัส
“เจ้าอย่ากังวล เราไปจับลูก ไม่ต้องเผชิญหน้ากับมัน ข้ารู้ว่าสิงโตวารีหยกตัวหนึ่งใกล้จะออกลูก เราเพียงล่อแม่ออกไป จากนั้นก็เข้าไปเอาลูก”
“แล้วใครจะเป็นคนล่อ?” จินเฟยเหยาหรี่ตามองเขา
“ข้ากับศิษย์พี่อีกคน ส่วนพวกเจ้าคอยเฝ้าระวังรอบด้าน จากนั้นให้คนอื่นเข้าไปในถ้ำเอาลูกสิงโตวารีหยก ข้ารู้ตำแหน่งของมันเพียงคนเดียว ดังนั้นข้าต้องได้สองตัว ทุกครั้งมันให้กำเนิดอย่างน้อยสองตัว หากมีเพียงตัวเดียว ข้าก็จะให้เจ้า ส่วนแมวบินได้ที่ติดค้าง ขอเวลาให้ข้าสักหน่อย ข้าจะคิดหาวิธี”
นิ้วจินเฟยเหยาเคาะโต๊ะเบาๆ ก้มหน้าครุ่นคิด ขณะที่หวาซีนั่งรออย่างสงบ
เรื่องนี้ฟังดูคุ้มค่า อีกทั้งหัวหน้ากลุ่มของนางก็ยังไม่กลับมา หากได้ลูกสิงโตวารีหยกจริงก็ถือว่าไม่เลว ทว่าหวาซีกลับใจกว้างเกินไป จนทำให้นางอดระแวงไม่ได้ อย่างไรก็ดี นางยากจนถึงเพียงนี้ จะมีอะไรให้เขาหลอกลวงได้
สุดท้าย จินเฟยเหยาก็ทนความยั่วยวนของแมวบินได้และสิงโตวารีหยกไม่ไหว ตัดสินใจลองเสี่ยงดู หากไม่ไหว อย่างมากก็ใช้เวทหนีไฟนรกหลบหนี
“ก็ได้ ข้าจะไปกับเจ้า เมื่อไหร่?”
หวาซียิ้มกว้าง รีบนำยันต์สื่อสารออกมา
“ข้าจะแจ้งเจ้าล่วงหน้า อีกไม่กี่วันนี้เอง”
จินเฟยเหยารับยันต์มา ตรวจดูเบาๆ ไม่พบสิ่งผิดปกติจึงเก็บไว้
หลังจากแยกย้าย นางก็แวะร้านงานคนกลาง ใช้ศิลาวิญญาณสองก้อนสอบถามเรื่องสำนักชิงโซ่ว ได้รู้ว่าสำนักนี้มีชื่อเสียงดี เที่ยงธรรม และเชี่ยวชาญการควบคุมสัตว์ภูติเป็นหลัก ทำให้นางวางใจขึ้น
หลายวันต่อมา ขณะนางกำลังปลูกหญ้าวิญญาณอยู่ในเรือน ก็มียันต์ถ่ายทอดเสียงลอยเข้ามา
สามวันถัดมา จินเฟยเหยาไปถึงจุดนัดหมาย เห็นหวาซีพาคนมาอีกสิบคน รวมเป็นสิบเอ็ดคน ในกลุ่มมีทั้งหยวนถงและอี่ซาน ทำให้นางขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองฝ่ายสบตากันอย่างเป็นศัตรู หยวนถงต้องดึงอี่ซานออกไป บรรยากาศจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
หวาซีแนะนำจินเฟยเหยาให้ทุกคนรู้จัก จากนั้นพาทั้งหมดไปยังวงเวทส่งตัว มอบศิลาวิญญาณให้ผู้ดูแลและกล่าวว่า
“ส่งตัวไปภูเขาซวงถ่า”
แสงขาววาบขึ้น ทุกคนถูกส่งตัวไปยังพื้นที่ห่างจากภูเขา มองเห็นยอดเขาคู่เด่นตระหง่านแต่ไกล เบื้องล่างเป็นผืนป่าทึบ
ศิษย์สำนักชิงโซ่วต่างเรียกพาหนะออกมา ขณะที่จินเฟยเหยาใช้ยันต์เดินทางติดตามไปอย่างไม่รีบร้อน
ครึ่งชั่วยามต่อมา พวกเขามาถึงเชิงเขา เพื่อไม่ให้สัตว์ปิศาจแตกตื่น ทุกคนจึงลงเดินเท้า
ศิษย์แซ่เซียวเรียกผีเสื้อเทาขนาดใหญ่ยาวหนึ่งฉื่อออกมา มันบินวนตรวจสอบเส้นทาง หากพบสัตว์ปิศาจก็จะส่งสัญญาณ ทำให้การเดินทางในป่าปลอดภัยยิ่งขึ้น
หวาซีพาทุกคนมุ่งหน้าเข้าสู่ภูเขาซวงถ่าอย่างระมัดระวัง
ตอนที่ 24: ถ้าเจ้าหาเรื่องข้า ข้าจะอัดเจ้า
ทว่าจินเฟยเหยากลับคิดตรงกันข้าม หากมีผีเสื้อเทาเช่นนี้สักตัว เวลาล่าสัตว์ปิศาจย่อมสามารถประหยัดเวลาไปได้มาก
พอนึกถึงตรงนี้ นางจึงเข้าไปใกล้ศิษย์พี่แซ่เซียว เอ่ยถามเสียงเบาว่า
“สหายเซียนเซียว ผีเสื้อเทาของท่านขายหรือไม่”
ศิษย์พี่แซ่เซียวเห็นท่าทางระมัดระวังของนาง ก็ยิ้มแล้วเอ่ยตอบ
“สหายเซียนจินสนใจผีเสื้อเทาตัวนี้หรือ”
“ใช่ ข้าเห็นว่ามันสามารถหลีกเลี่ยงสัตว์ปิศาจได้ ออกไปข้างนอกถ้ามีผู้ช่วยเช่นนี้สักตัว อันตรายก็จะลดลง หากสหายเซียนเซียวตัดใจขายไม่ลง ต่อให้เป็นไข่ที่ยังไม่ฟัก ข้าก็ยินดีซื้อ”
จินเฟยเหยาเกรงว่าอีกฝ่ายจะไม่อยากขาย จึงรีบอธิบายเพิ่มเติม
“ถอยไปเลย!” อี่ซานที่คอยจับตาดูจินเฟยเหยาอยู่ตลอดรีบแทรกขึ้น “นี่เป็นสัตว์ภูติสุดที่รักของศิษย์พี่เซียว ไม่ขายให้คนนอกอย่างเจ้าแน่”
นางฉุดแขนศิษย์พี่เซียวไว้ ท่าทางราวกับประกาศอาณาเขตอย่างชัดเจน
จินเฟยเหยายิ้มบาง เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“คิดไม่ถึงว่าสหายเซียนอี่ซานจะสนิทสนมถึงเพียงนี้ หากไม่รู้จักมาก่อน ยังนึกว่าทั้งสองเป็นคู่บำเพ็ญเสียอีก”
อี่ซานถลึงตามองอย่างเดือดดาล ขณะที่ศิษย์พี่เซียวรีบอธิบาย
“สหายเซียนจิน ผีเสื้อเทาตัวนี้ข้ามีเพียงตัวเดียว อีกทั้งไม่ใช่ผีเสื้อเทาทุกตัวจะมีความสามารถเช่นนี้ สัตว์ภูติที่สามารถรับรู้สัตว์ปิศาจยังมีอีกมาก หากเจ้าอยากได้ ลองไปหาที่ร้านสัตว์ภูติในเมืองลั่วเซียนเถิด แม้จะไม่มาก แต่ก็น่าจะพอหาได้”
จินเฟยเหยายังไม่ทันเอ่ยขอบคุณ อี่ซานก็ฉุดศิษย์พี่เซียวออกไปอีกทาง พร้อมมองค้อนใส่นางอย่างไม่พอใจ
‘ยายโง่’
จินเฟยเหยาแอบด่าในใจ ก่อนจะติดตามทุกคนเข้าไปในส่วนลึกของภูเขาซวงถ่าอย่างเงียบงัน
เดินลัดเลาะในป่าเกือบสองชั่วยาม ทุกคนก็มาถึงกำแพงภูเขาแห่งหนึ่ง หวาซียกมือส่งสัญญาณให้หยุด จากนั้นพาทุกคนซ่อนตัวในพุ่มไม้ แล้วชี้ไปยังถ้ำศิลาบนหน้าผา
“สิงโตวารีหยกอยู่ในถ้ำนั้น อีกสักครู่ข้ากับศิษย์พี่เซียวจะไปล่อแม่สิงโตออกมา ศิษย์พี่เจ้าและศิษย์พี่หงเข้าไปจับลูก คนที่เหลือแบ่งเป็นกลุ่มละสองคน คอยเฝ้าระวังรอบด้าน อย่าให้สัตว์ปิศาจหรือคนอื่นเข้ามาทำให้เสียเรื่อง”
ตอนแบ่งกลุ่มจินเฟยเหยาไม่ได้อยู่ร่วมฟัง เพียงยืนดูเงียบๆอยู่ด้านข้าง ทว่ากลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ศิษย์พี่หวา แล้วข้าล่ะ? ท่านจะให้ข้าอยู่คนเดียวหรือ ข้าอยากอยู่กับศิษย์พี่หยวนถง”
“ศิษย์พี่หยวนถงมีคู่แล้ว” ศิษย์พี่แซ่เซียวเอ่ยแทนหวาซี “ครั้งนี้เจ้ายืนกรานตามมาเอง ตำแหน่งนี้ขาดคนเฝ้าพอดี ศิษย์น้องหวาซีเชิญสหายเซียนจินมาโดยเฉพาะ เจ้าก็อยู่กลุ่มเดียวกับนางเถอะ”
อี่ซานอาละวาดทันที เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมอยู่กับจินเฟยเหยา ส่วนจินเฟยเหยาแม้สีหน้าเรียบเฉย ทว่าในดวงตากลับมีแสงวาบขึ้น นางเหลือบมองหวาซีอย่างมีนัยลึกซึ้ง
หวาซีที่กำลังอธิบายแผนการอยู่ ราวกับรู้สึกถึงสายตานั้น จึงเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มให้นางอย่างเจิดจรัส
ในที่สุด อี่ซานก็ยอมจำนน จำใจอยู่กลุ่มเดียวกับจินเฟยเหยาอย่างไม่เต็มใจนัก
ทันทีที่เดินมาถึงข้างกายจินเฟยเหยา อี่ซานก็เชิดหน้าขึ้น เอ่ยอย่างเย่อหยิ่ง
“อีกสักครู่เจ้าหัวไวหน่อย อย่าเป็นตัวถ่วง ต่อให้ตอนนี้เจ้าอยู่สำนักเฉวียนเซียน พื้นเพก็เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเซียนอิสระ หากไม่เชื่อฟังข้า…เจ้าคงรู้ผล”
“รู้แล้ว”
จินเฟยเหยาเลียริมฝีปาก ตอบรับอย่างไม่คาดคิด
เมื่อทุกอย่างพร้อม หวาซีกับศิษย์พี่เซียวก็เหินร่างเข้าไปในถ้ำ ไม่นานนัก เสียงคำรามดังกึกก้อง เงาร่างสองสายพุ่งออกมา ตามมาด้วยสิงโตวารีหยกสูงกว่าสองจั้งที่ไล่ตามอย่างดุร้าย
ในจังหวะเดียวกัน ศิษย์พี่เจ้ากับศิษย์พี่หงก็พุ่งเข้าถ้ำไปจับลูกสิงโต
จินเฟยเหยามองไปรอบด้าน แล้วก็รู้สึกถึงความผิดปกติ พื้นที่ที่นางกับอี่ซานเฝ้าอยู่นั้นเป็นหุบเขาเว้า สามด้านล้อมด้วยภูเขา ทางออกถูกป่าไผ่บดบัง เป็นสถานที่เหมาะจะฆ่าคนอย่างยิ่ง
นางเหลือบมองอี่ซาน เห็นอีกฝ่ายเรียกงูเหลือมนิลยาวราวสองจั้งออกมา ส่วนตัวเองกลับนั่งเบื่อหน่ายบนศิลาใหญ่ หวดหญ้าเล่นอย่างไม่ใส่ใจ
จินเฟยเหยาขมวดคิ้ว แสงสีฟ้าในร่างวาบขึ้น เกล็ดหิมะนรกปลิวว่อนออกมารอบกายในรัศมีหนึ่งจั้ง
อี่ซานเห็นเข้าก็ตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ
“นี่เวทมนตร์อะไรของเจ้า”
“สวยหรือไม่” จินเฟยเหยาเชิดหน้า เอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
“ไม่เห็นมีอะไรน่าภูมิใจ ข้าเคยเห็นผู้บำเพ็ญเซียนย่างก้าวเกิดปทุม งดงามกว่าของเจ้ามากนัก” อี่ซานแค่นเสียง
จินเฟยเหยาหมุนตัวหนึ่งรอบ เกล็ดหิมะล่องลอยตาม เอ่ยยั่วยุ
“เจ้ามิใช่ย่างก้าวเกิดปทุม แต่ข้าเป็นเกล็ดหิมะร่ายรำทั่วนภา”
“เฮยเป่า กัดมัน!”
อี่ซานโกรธจัด ชี้สั่งงูเหลือมนิลทันที
งูเหลือมนิลพุ่งเข้าใส่ดุจสายฟ้า แต่เกล็ดหิมะนรกกลับพุ่งรับ เผาร่างมันลุกไหม้ในพริบตา เสียงร้องโหยหวนดังสนั่น
จินเฟยเหยาไม่รอช้า พุ่งเข้าหาอี่ซาน ผึ้งปีกดำกว่าสิบตัวถูกปล่อยออกมา แต่ถูกม่านป้องกันของนางสกัดไว้ ก่อนที่เกล็ดหิมะนรกจะกระแทกใส่ม่านแสงของอี่ซานจนเกิดเสียงชี่ชี่
ในความโกลาหลนั้น อี่ซานเผาผึ้งของตนเองตายไปหลายตัว ขณะเดียวกัน หมัดของจินเฟยเหยาก็พุ่งเข้ากระแทกใบหน้าอีกฝ่ายไม่ยั้ง
ยี่สิบกว่าหมัดในพริบตา ก่อนจะปิดท้ายด้วยเตะหมุนหนึ่งครั้ง ร่างอี่ซานกระเด็นไปกระแทกผนังหิน เสียงแตกดังสนั่น
เมื่อทุกอย่างสงบลง จินเฟยเหยาถอนหายใจ
พลังของตนยังไม่พอจะทะลวงม่านแสงได้
นางเดินเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง ใช้เวทม้วนวายุกวาดเศษหินออก แล้วร่ายกำไลมังกรทองสมปรารถนารัดร่างอี่ซานไว้
เห็นอีกฝ่ายยังไม่ขยับ นางก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะสลายเวทเกล็ดหิมะนรก แล้วใช้เท้าเตะร่างอี่ซานให้พลิกตัว
บทที่ 25: สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ
“อุ๊บ”
จินเฟยเหยาอดขำไม่ได้
อี่ซานถูกต่อยอย่างหนักจนหน้าบวมปูด เลือดไหลจากจมูกเหมือนหัวสุกร ถูกเตะแรงถึงเพียงนี้ก็ยังไม่ขยับเขยื้อน มองดูให้ชัด ที่แท้สลบไปแล้ว
เมื่อแน่ใจว่านางไม่ได้แสร้งทำ จินเฟยเหยาก็เดินเข้าไปอย่างวางใจ คลำค้นทั่วร่างของอี่ซานทั้งภายนอกภายใน ไม่เว้นแม้แต่จุดเดียว
นางได้กระเป๋าสัตว์ภูติแปดใบและกระเป๋าเก็บของหนึ่งใบ จากนั้นก็ถอยออกมานั่งด้านข้างเล็กน้อย เผื่ออีกฝ่ายฟื้นขึ้นมาแล้วจะยังมีไม้ตายหลงเหลืออยู่
จินเฟยเหยานั่งลงบนก้อนหิน เริ่มตรวจสอบกระเป๋าเก็บของ ส่วนกระเป๋าสัตว์ภูตินั้น นางไม่กล้าเปิดสุ่มสี่สุ่มห้า สัตว์ภูติส่วนใหญ่มักผ่านพิธีสังเวยเลือด หากปล่อยออกมาโดยไม่ระวัง ย่อมเป็นการหาเรื่องใส่ตัว
สิ่งของในกระเป๋าเก็บของมีอยู่มากมาย ปะปนยุ่งเหยิง ประเมินคร่าวๆ ก็มีมูลค่าไม่น้อยกว่าพันศิลาวิญญาณ
ขณะที่จินเฟยเหยากำลังตรวจนับของ อี่ซานก็ฟื้นขึ้นมา ความเจ็บปวดถาโถม โดยเฉพาะใบหน้าที่หนักอึ้ง ลืมตาแทบไม่ขึ้น ปากชาไปหมด ขยับตัวก็พบว่าถูกมัดแน่น มองไปรอบด้านอย่างลนลาน ก็เห็นจินเฟยเหยากำลังค้นถุงเก็บของลายดอกไม้ของนางอยู่ไม่ไกล
“เจ้ากำลังทำอะไร รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
อี่ซานคำรามอย่างเดือดดาล ชีวิตนางไม่เคยตกต่ำถึงเพียงนี้มาก่อน
จินเฟยเหยามองนางอย่างเหยียดหยาม
“เจ้าโง่หรือไร ข้าจะปล่อยให้เจ้ามากัดข้าหรือ?”
“เจ้า…เจ้าคิดจะทำอะไร ข้าบอกให้รู้ไว้ ท่านพ่อของข้าคือเจ้าสำนักชิงโซ่ว ถ้าเจ้ากล้าสังหารข้า เจ้าต้องตายแน่!”
อี่ซานได้สติคืนมาบ้าง ดิ้นรนอย่างลนลาน พยายามลูบหากระเป๋าสัตว์ภูติที่เอว แต่กลับไม่พบอะไรเลย
“เจ้ามีเบื้องหลังไม่ธรรมดานี่ แล้วเหตุใดศิษย์พี่หวาของเจ้าจึงทำเช่นนี้ หรือว่าไม่กลัวเจ้าสำนัก?”
จินเฟยเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย พลางเก็บกระเป๋าทั้งหมดเข้าตัว
“ศิษย์พี่หวา? เจ้าว่าอะไรนะ เจ้าไปทำอะไรศิษย์พี่หวา!”
อี่ซานร้อนใจขึ้นทันที
“ข้าจะทำอะไรเขาได้ เป็นเขานั่นแหละที่ทำอะไรกับพวกเราสองคน”
จินเฟยเหยาหยิบกิ่งไผ่ขึ้นมาจิ้มหน้าที่บวมช้ำ
“สมองของเจ้างอกอยู่บนตัวงูเหลือมหรือไม่ ดูสภาพที่นี่เสียบ้าง สามด้านล้อมภูเขา มีทางออกเพียงทางเดียว คนตาบอดยังมองออกว่าพวกเราไม่ถูกกัน แต่ยังจัดให้มาอยู่กันตามลำพัง สถานที่เช่นนี้เหมาะกับการสังหารคนที่สุด”
“ข้าไม่เชื่อเจ้า!”
อี่ซานกัดฟัน
“บนตัวข้ามีเวทต้องห้ามที่ท่านพ่อลงไว้ หากข้าตาย ท่านพ่อจะรู้ทันที และลักษณะของเจ้าจะถูกส่งไปถึงท่านพ่อด้วย ต่อให้เจ้าหนีก็ไม่รอด!”
จินเฟยเหยายิ้มบาง
“เชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า หากแผนของศิษย์พี่หวาไม่ได้หมายเอาชีวิตเจ้า ก็อาจหมายเอาชีวิตข้า แต่ข้าไม่ใช่คนของสำนักเจ้า หากคิดจะฆ่าข้า ก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากเช่นนี้ ข้าเดาว่าเขาคิดจะยืมมือข้ากำจัดเจ้า ข้าไม่หลงกลหรอก”
“เช่นนั้นก็ปล่อยข้าสิ!”
“ไม่เอา”
จินเฟยเหยาส่ายหน้า
“ถ้าปล่อยเจ้า เจ้าต้องหาคนมาฆ่าข้าแน่ แต่ถ้าข้าฆ่าเจ้าด้วยมือของข้าเอง ก็จะมีกลิ่นติดตัว จะทำอย่างไรดีนะ…”
นางยิ้มอ่อนโยน ดวงตาเป็นประกาย
“หรือไม่ก็จับเจ้ามัดไว้ แล้วล่อสัตว์ปิศาจมากินเจ้าเสีย ท่านพ่อของเจ้าก็ไปหาเรื่องสัตว์ปิศาจแทน”
อี่ซานขนลุก ตะโกนร้องขอความช่วยเหลืออย่างสุดเสียง
“ห้ามร้อง”
จินเฟยเหยายกหมัดต่อยใส่หน้า ฟันปนเลือดกระเด็นออกมาหลายซี่
อี่ซานกลั้นหายใจอยู่นาน ก่อนจะมองนางอย่างชิงชัง
“เจ้าต้องการอะไร หากข้าสาบานว่าจะไม่หาเรื่องเจ้า เจ้าจะปล่อยข้าหรือไม่”
“จะปล่อยหรือไม่ เจ้าถามเขาเองเถอะ”
จินเฟยเหยาเงยหน้าขึ้น
เงาร่างของหวาซีปรากฏขึ้นท่ามกลางป่าไผ่
“ศิษย์พี่หวา ช่วยข้าด้วย!”
อี่ซานร้องอย่างยินดี
“ศิษย์น้องอี่ซาน เจ้าถูกต่อยจนเป็นหัวสุกรได้อย่างไร”
หวาซีส่ายหน้า ก่อนจะขมวดคิ้วมองจินเฟยเหยา
“สหายเซียนจิน เหตุใดเจ้าจึงไว้ชีวิตนาง ข้านึกว่าเจ้าจัดการไปแล้ว”
จินเฟยเหยาถอยหลัง เว้นระยะห่าง
“ข้าจะกล้าฆ่าบุตรสาวเจ้าสำนักได้อย่างไร เจ้าวางแผนใส่ร้ายข้า ข้าไม่รับผิดแทนเจ้าหรอก เปิดคาถาป้องกัน แล้วปล่อยข้าออกไป”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าลงคาถาป้องกันไว้?”
หวาซีตกใจ
“ข้าเดาเอา”
จินเฟยเหยาตอบเรียบๆ
ตั้งแต่เข้ามา นางก็รู้สึกถึงความเงียบผิดปกติ ไม่มีแม้แต่เสียงสัตว์ปิศาจ หากไม่มีคาถาป้องกัน นางคงหนีไปนานแล้ว
“ศิษย์พี่หวา รีบช่วยข้า!”
อี่ซานยังคงตะโกน
“เจ้าหนวกหูจริง”
หวาซีเอ่ยอย่างหงุดหงิด ก่อนจะตบกระเป๋าสัตว์ภูติ
สัตว์ภูติรูปร่างเสือขนยาวปรากฏขึ้น ขยายร่างสูงกว่าสามจั้ง ขนสีดำมันวาว ดวงตาดุร้าย เขี้ยวยาวโผล่ออกมานอกปาก คำรามกึกก้อง
จินเฟยเหยาตกตะลึง รีบปล่อยเกล็ดหิมะนรก เปิดม่านป้องกัน ใช้ผ้าไหมของสยงเทียนคุนตั้งรับ
แต่สัตว์ภูตินั้นกลับไม่สนใจนาง มันหันไปมองอี่ซาน
“สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ!”
อี่ซานสั่นสะท้าน
“เจ้าจะทำให้นางมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง!”
จินเฟยเหยามองตาม เห็นร่างสตรีถูกฝังอยู่กลางหลังสัตว์ภูติ ศีรษะฝังแนบกับหัวสัตว์ เส้นผมสีดำสยายคลุมราวกับเป็นส่วนหนึ่งของมัน
ไม่ทันให้นางมองชัด สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณก็อ้าปากกลืนอี่ซานลงไปในคำเดียว
“เก็บ!”
จินเฟยเหยาเรียกกำไลมังกรทองสมปรารถนากลับคืน
เสียงเคี้ยวดังกรอบ เลือดสดไหลหยดลงพื้น
นางไม่รอช้า โยนการป้องกันทั้งหมด เปิดยันต์ยาที่ชิงมาได้ ถ่ายเทพลังวิญญาณลงไปสุดกำลัง หวังทำลายคาถาป้องกัน
“หาที่ตาย!”
หวาซีตบกระเป๋าสัตว์ภูติ เรียกราชาสุนัขป่ายักษ์สีเทาออกมา ขนสั่นไหวกลายเป็นหนาม ลมหมุนก่อตัวขึ้นโดยไร้ที่มา
วายุหนามกระบี่พุ่งเข้าหาอย่างบ้าคลั่ง
เกล็ดหิมะนรกสกัดหนามแหลมละลายเป็นธุลี ผ้าไหมรับส่วนที่หลุดรอด ม่านป้องกันสั่นไหวไม่หยุด
หวาซีไม่คาดคิดว่า จินเฟยเหยาจะต้านการโจมตีของสัตว์ภูติขั้นสร้างฐานได้
หากไม่มีเกล็ดหิมะนรก จินเฟยเหยาคงกลายเป็นเม่นไปนานแล้ว
[1] บนตัวก็มีกลิ่น มาจากสำนวน แมวจับปลาไม่ได้ บนตัวกลับมีกลิ่นปลา หมายถึง ไม่ได้เป็นผู้กระทำหรือทำไม่สำเร็จ แต่กลับถูกใส่ร้าย
ตอนที่ 26: โกหก
หวาซีเห็นว่าทะลวงฝ่าวงล้อมเขตป้องกันของจินเฟยเหยาไม่ได้เสียที ก็เริ่มร้อนใจ เวลานี้ไม่อาจมีความผิดพลาดใดๆได้ บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องอยู่ไม่ไกลนัก อาจมาถึงเมื่อใดก็ได้ อีกทั้งสิ่งที่เขากังวลที่สุดคือยันต์ยาในมือของจินเฟยเหยา เนื่องจากถูกลมหมุนบดบัง เขามองไม่ออกเลยว่ายันต์ยานั้นจะทำงานเมื่อใด จึงอดกระตุ้นราชาสุนัขป่าให้เร่งโจมตีไม่ได้
ขณะเดียวกัน จินเฟยเหยาที่อยู่กลางลมหมุนก็รู้สึกว่าศีรษะพองโตดุจโต่ว แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ปริมาณพลังวิญญาณที่ต้องใช้ขับเคลื่อนยันต์ยาก็ยังทำให้นางตกใจ
พลังวิญญาณหลั่งไหลเข้าไปในยันต์ยาอย่างรวดเร็วราวสายน้ำไหล นางแทบจะรู้สึกได้ว่าพลังในร่างกำลังเหือดแห้งลงอย่างรวดเร็ว การใช้พลังบำเพ็ญขั้นฝึกปราณช่วงกลางมาขับเคลื่อนยันต์ยาเช่นนี้ ช่างอันตรายยิ่งนัก ผ้าไหมที่ต้องพึ่งพาพลังวิญญาณเริ่มตอบสนองช้าลง หลังจากเกล็ดหิมะนรกเผาหนามแหลม ปริมาณพลังที่มาหนุนเสริมก็ลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด
โชคดีที่การป้องกันของกำไลมังกรทองสมปรารถนาไม่ต้องใช้พลังวิญญาณเสริม มิฉะนั้นนางก็ไม่รู้เลยว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ได้นานพอให้ยันต์ยาทำงานหรือไม่
“ฉึก!”
หนามแหลมสองอันทะลุการป้องกันเข้ามา อันหนึ่งปักลงบนพื้น อีกอันแทงทะลุผิวหนังของนาง ถึงแม้ม่านป้องกันจะรีบอุดรูรั่วไว้ได้ ทว่าพลังป้องกันก็ลดลงอย่างรวดเร็ว หนามแหลมเริ่มทะลุม่านป้องกันเข้ามาทีละอัน
“เร็วหน่อย…เร็วหน่อย…”
จินเฟยเหยาหน้าซีดขาว จ้องยันต์ยาที่เปล่งแสงสีทองแสบตาในมืออย่างร้อนใจ ทันใดนั้นสีหน้านางก็เปลี่ยนไป โยนยันต์ยาในมือออกไปโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก
หวาซีเพิ่งหยิบขวดยาพิษออกมาจากกระเป๋าเก็บของ ตั้งใจจะผสมลงบนหนามแหลม ทว่าก็เห็นแสงสีทองทะลุออกมาจากลมหมุน ก่อนจะได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น คาถาป้องกันถูกแรงระเบิดโจมตีจนแตกละเอียด
แรงอานุภาพของการระเบิดทำให้ภูเขาซวงถ่าทั้งลูกสั่นสะเทือน สัตว์ปิศาจแตกตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน
แสงหลายสายพุ่งขึ้นจากหุบเขาที่ถูกระเบิด ศิษย์ของสำนักชิงโซ่วที่เหลือต่างตกใจ รีบเร่งมาดู เมื่อเห็นว่าหุบเขาถูกระเบิดเป็นหลุมยักษ์กว้างกว่าร้อยจั้ง รอบด้านเต็มไปด้วยเศษหินและกำแพงพังทลาย
“ศิษย์พี่ ดูนั่นเร็ว มีสัตว์ปิศาจประหลาดอยู่ตรงนั้น!”
ผู้ที่มาถึงเป็นกลุ่มแรกคือศิษย์น้องอู๋และศิษย์พี่เซียว ศิษย์น้องอู๋สายตาไว เห็นสัตว์ปิศาจตัวใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้เศษหินครึ่งตัว
“ไปดูกัน ระวังตัวด้วย”
ศิษย์พี่เซียวก้าวขึ้นหน้า บังศิษย์น้องอู๋ที่มีพลังบำเพ็ญต่ำกว่าไว้ด้านหลัง
เมื่อเข้าไปใกล้และเห็นรูปร่างชัดเจน ศิษย์พี่เซียวก็อุทานด้วยความตกใจ
“สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ! คิดไม่ถึงว่าจะเป็นสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ ผู้ใดกันกล้าเลี้ยงสัตว์ปิศาจที่ฝืนลิขิตฟ้าเช่นนี้”
“สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ…มันกินคนไม่ใช่หรือ ศิษย์พี่ แล้วเราจะทำอย่างไรดี”
ศิษย์น้องอู๋เริ่มพูดติดอ่างด้วยความหวาดกลัว
“เจ้าเฝ้าระวังรอบด้าน ข้าจะไปตรวจสอบ หากเป็นสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณหยิน มันกินแต่สตรี จับเป็นได้”
ศิษย์พี่เซียวหยิบตาข่ายสีขาวอ่อนออกมาเตรียมพร้อม
เขาค่อยๆเข้าไปใกล้ ขณะจะโยนตาข่าย ก็ได้ยินเสียงเศษหินร่วง มีคนลุกขึ้นจากใต้กองหิน
“ดีนัก ศิษย์พี่เซียว ท่านมาแล้ว”
หวาซีลุกขึ้นนั่ง ตะโกนด้วยความยินดี มือแอบร่ายเวทอยู่ท่ามกลางเศษหิน
“เบาเสียงหน่อย!”
ศิษย์พี่เซียวตะคอกเสียงต่ำ ทว่ายังไม่ทันขาดคำ สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณก็ลุกขึ้นคำราม สิ่งของทรงกลมกลิ้งตกลงมา
เมื่อหยุดอยู่ข้างเท้า ดวงตาเปื้อนเลือดคู่นั้นจ้องมองเขาอย่างว่างเปล่า
“นี่คือ…ศิษย์น้องอี่ซาน!”
ศิษย์พี่เซียวหน้าซีด ศีรษะที่กลิ้งมาคือศีรษะของอี่ซานที่ถูกกินเหลือเพียงครึ่งเดียว
ทันใดนั้น สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณก็กลายเป็นกลุ่มไอสีดำ หลบหนีออกไป พอดีกับที่ศิษย์สำนักชิงโซ่วหลายคนเร่งมาถึง ถูกไอหยินรมจนสลบล้มลง สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณหนีหายเข้าป่าไป
ศิษย์พี่เซียวคิดจะตาม แต่สายเกินไป จึงหันไปถามหวาซีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ศิษย์น้องหวา นี่มันเรื่องอะไรกัน”
หวาซีหน้าเขียวคล้ำ ครุ่นคิดหนัก ไม่รู้ว่าจินเฟยเหยายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หากนางรอดและพูดความจริงออกมา แผนที่เขาวางไว้หลายปีคงพังพินาศในวันเดียว
ขณะนั้นเอง ศิษย์ที่เหลือช่วยกันพาศิษย์ที่ถูกไอหยินรมให้ฟื้น ต่างล้อมมองศีรษะของอี่ซาน ก่อนจะหันสายตาไปที่หวาซี
หวาซีกำมือแน่น ขณะจะเอ่ยปาก ก็เห็นจินเฟยเหยามุดออกมาจากกองเศษหิน ใจเขากระตุก มือที่คลายออกกลับกำแน่นอีกครั้ง
จินเฟยเหยานอนนิ่งบนเศษหิน กระดูกหักอย่างน้อยห้าหกท่อน เจ็บปวดแทบสิ้นสติ นางเหลือบตามอง เห็นศิษย์สำนักชิงโซ่วรายล้อมอยู่ และเห็นหวาซียืนไม่ไกล
‘เจ้าหมอนี่โชคดีจริงๆ’
นางอดสาปในใจไม่ได้
“สหายเซียนจิน เมื่อครู่เกิดเรื่องใดขึ้น เหตุใดอี่ซานจึงเป็นเช่นนี้”
ศิษย์พี่เซียวถามอย่างสงสัย
จินเฟยเหยามองหวาซีที่ยืนอยู่ด้านหลัง สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ข้ากับสหายเซียนอี่ซานมาเฝ้าระวัง ได้ยินเสียงสัตว์ปิศาจ นางยืนกรานจะเข้าไปดู บอกว่าตนเชี่ยวชาญด้านฝึกสัตว์ ไม่ต้องกลัวอะไร จากนั้นก็พบสัตว์ปิศาจประหลาด สหายเซียนอี่ซานวิ่งดึงความสนใจของมันไป ข้า…ข้าหนีไม่ทัน…”
เห็นสายตาหวาซีอ่อนลง นางจึงกล่าวต่อ
“สัตว์ปิศาจกัดนางในคำเดียว สหายเซียนหวาซีมาช่วย ปล่อยราชาสุนัขป่ายักษ์ แต่สู้ไม่ได้ ข้าจึงใช้ยันต์ยา ระเบิดขึ้น แล้วก็สลบไป พอฟื้นมาก็เห็นพวกท่านแล้ว”
หวาซีก้าวออกมายืนยันคำพูด
“เป็นเช่นนั้นจริง ข้าพยายามถ่วงเวลา แต่ถูกยันต์ยาระเบิดจนสลบ”
ศิษย์น้องอู๋ยังพบราชาสุนัขป่ายักษ์ที่บาดเจ็บหนักจริงๆใต้เศษหิน
หวาซีเสนอให้รายงานเจ้าสำนัก และนำของวิเศษตรวจสอบเพื่อขจัดข้อสงสัย
จินเฟยเหยาลังเล แต่ยามนี้บาดเจ็บหนักก็ปฏิเสธไม่ได้ ได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างใจกว้าง
[1] โต่ว เป็นถังสำหรับวัดปริมาตร ประมาณ10ลิตร
ตอนที่ 27: เจ้าของสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ
ทุกคนใช้กิ่งไม้ทำแคร่หามอย่างง่ายๆคันหนึ่ง แล้วยกจินเฟยเหยาขึ้นไป เกรงว่านางจะขาดใจกลางทาง จึงให้นางกินยางอกเนื้อระดับสองหนึ่งเม็ด จากนั้นรีบหามไปยังสำนักชิงโซ่ว
เพื่อหลีกเลี่ยงความสงสัย ตลอดทางหวาซีไม่ได้ติดต่อกับจินเฟยเหยาเป็นพิเศษ ระหว่างเร่งเดินทางเขายังจงใจอยู่ห่างจากนาง จินเฟยเหยาก็ไม่กังวล อาศัยคำอธิบายที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ หวาซีน่าจะจัดการได้ หากมีรายละเอียดใดไม่ตรงกัน ก็เพียงอ้างว่าสถานการณ์ตอนนั้นวุ่นวาย บวกกับตนเองตกใจ จึงจดจำได้ไม่ชัดเจน
นางนอนอยู่บนแคร่หามอย่างสบายใจ ใช้วงเวทส่งตัวกลับมายังเมืองลั่วเซียนก่อน จากนั้นจึงส่งตัวไปยังนอกสำนักชิงโซ่ว ทำให้นางมาถึงสำนักชิงโซ่วราวกับเหินบิน
สำนักชิงโซ่วตั้งอยู่บนภูเขาเซียนซู่ทางตะวันออกของเมืองลั่วเซียน ภูเขาทั้งลูกมียอดเขาทั้งหมดสามสิบสองยอด แต่ละยอดเขาถูกตำหนักลั่วเซียนให้เช่า ตั้งเป็นสำนักหนึ่งแห่ง รวมแล้วมีสามสิบสองสำนักตั้งอยู่บนภูเขาลูกเดียวกัน
สำนักชิงโซ่วตั้งอยู่บนยอดเขาฉู่ถาน จากวงเวทส่งตัวที่เชิงเขาไปยังยอดเขาฉู่ถาน ต้องเดินทางกว่า สองชั่วยามเต็ม เดิมทีเพื่อเร่งความเร็ว จินเฟยเหยาจึงถูกพยุงลงจากแคร่หาม ไปนั่งเบียดกับศิษย์คนหนึ่งบนสัตว์พาหนะ ทว่าการโคลงเคลงทำให้กระดูกที่หักของนางแทบเคลื่อนที่
ภายใต้การร้องคำรามด้วยความโกรธของนาง ทุกคนได้แต่ยกเลิกความคิดนี้ สัตว์ภูติบินได้ก็ไม่อาจบรรทุกคนสองคน หากไม่มีเจ้านายควบคุม มันไม่โยนนางลงจากกลางอากาศก็นับว่าแปลกแล้ว
สุดท้ายจึงให้ศิษย์สองคนขี่สัตว์ภูติ และช่วยกันยกแคร่หามคนละข้าง หามนางขึ้นยอดเขาฉู่ถานอย่างช้าๆ เมื่อถึงยอดเขาก็เป็นเวลาย่ำค่ำพอดี
ยอดเขาฉู่ถานยามสายัณห์งดงามอย่างยิ่ง กลางยอดเขามีทะเลสาบขนาดใหญ่ ศิษย์สตรีของสำนักชิงโซ่วจำนวนมากพาสัตว์ภูติของตนมาเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ขณะที่อีกฟากของทะเลสาบเป็นหน้าผาสูง มีน้ำตกมหึมาพุ่งลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่าง
เหนือม่านน้ำตกมีตำหนักโอฬารตั้งตระหง่าน ระเบียงไม้กว้างใหญ่ยื่นออกมาเหนือผาน้ำ มีผู้บำเพ็ญเซียนบุรุษไม่น้อยนอนพิงราวไม้ มองผู้บำเพ็ญเซียนสตรีในทะเลสาบด้านล่างอย่างเพลิดเพลิน
เมื่อมาถึงหน้าบันไดศิลาใกล้ทะเลสาบ ศิษย์เฝ้าประตูก็รีบเข้ามาถาม
“ศิษย์พี่เซียว นี่เกิดเรื่องอันใดขึ้น พวกท่านออกไปล่าสัตว์ปิศาจมิใช่หรือ เหตุใดจึงหามคนบาดเจ็บกลับมา?”
“รีบไปรายงานท่านเจ้าสำนัก ข้ามีเรื่องด่วนต้องขอพบท่าน”
เซียวซ่าไม่ตอบคำถาม เพียงเร่งให้ศิษย์เฝ้าประตูไปแจ้งข่าว
ศิษย์ผู้นั้นเห็นท่าทางเร่งร้อนก็ไม่กล้าชักช้า รีบวิ่งเข้าไปด้านใน ทุกคนหามจินเฟยเหยาตามเข้าไปอย่างเร่งรีบ ระหว่างทางมีศิษย์จำนวนมากมองดูด้วยความสงสัย เริ่มซุบซิบกันไปทั่ว
จินเฟยเหยาไม่ได้สบายใจนัก นางมองหามังกรเกล็ดเขียว สัตว์เทพประจำสำนักชิงโซ่วอยู่ครู่ใหญ่ เดิมคิดว่ามังกรน่าจะอยู่ในน้ำ จึงคาดว่าจะพบในทะเลสาบ ทว่ากลับไม่พบแม้เงา
ข้างบันไดศิลากลับมีสัตว์สะท้านฟ้าขั้นหก สูงกว่าสิบจั้ง นอนอืดอาดปิดตางีบหลับ ขนสีเหลืองทองเปล่งประกายระยิบระยับ ตอนพวกเขาเดินผ่าน แม้แต่มันยังไม่ลืมตาขึ้นมอง
ไม่เห็นมังกรเกล็ดเขียว แต่ได้เห็นสัตว์สะท้านฟ้าก็ถือว่าไม่เลว จินเฟยเหยาอดนึกถึงคำเล่าลือไม่ได้ ว่าขนสีทองของสัตว์สะท้านฟ้า หากดึงออกมาจะกลายเป็นทองคำ นางทอดถอนใจเบาๆ หากเป็นจริง ฮ่องเต้ทั้งโลกคงยากจนกันหมด น่าเสียดายที่ไม่มีสัตว์ปิศาจใดสามารถงอกศิลาวิญญาณบนร่างได้
ภายใต้สายตาสงสัยของผู้คน จินเฟยเหยาถูกหามไปยังหน้าตำหนักเหนือม่านน้ำตก รอการเรียกพบจากเจ้าสำนัก ระหว่างนั้นมีศิษย์บางคนเข้ามาสอบถาม เมื่อรู้เรื่อง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
ในที่สุด ศิษย์คนหนึ่งออกมาประกาศ
“ศิษย์พี่เซียว ท่านเจ้าสำนักให้พวกท่านเข้าไปได้”
จินเฟยเหยาคิดอย่างชั่วร้ายในใจ ว่าเจ้าสำนักผู้นี้คงวางอำนาจจนพอใจแล้วจึงเรียกพบ อีกสักครู่เมื่อรู้ว่าบุตรสาวถูกสัตว์ปิศาจกินจนเหลือศีรษะเพียงครึ่งเดียว ไม่รู้ว่าจะมีสีหน้าเช่นใด
เมื่อได้รับคำสั่ง ทุกคนก็หามจินเฟยเหยาเข้าไปในตำหนักใหญ่
ภายในตำหนักกว้างขวางผิดปกติ พื้นปูด้วยไม้แข็งแกร่ง เสาไม้ทาสีแดงหนาตั้งเรียงรายหลายสิบต้น ด้านในสุดมีกำแพงแกะสลักมังกรยักษ์จากไม้วิญญาณ มังกรดูมีชีวิตราวจะทะยานออกมา ใต้กำแพงมังกรเป็นเตียงร้อยสรรพสัตว์ ปูด้วยเบาะสีสันสดใส ทุกสิ่งล้วนแฝงพลังวิญญาณหนาแน่น เห็นชัดว่าเป็นวัสดุชั้นยอด
ชายผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงร้อยสรรพสัตว์ ดูอายุราวสี่สิบกว่า ร่างสูงใหญ่ หนวดเคราเข้ม สวมชุดหรูปักลายมังกรเขียว แม้ไม่แสดงโทสะก็ยังน่าเกรงขามอย่างยิ่ง ข้างกายมีศิษย์ผู้สืบทอดสี่คนยืนอยู่สองฟาก
“ศิษย์เซียวซ่า น้อมพบท่านเจ้าสำนัก”
เซียวซ่าคุกเข่าคารวะ พร้อมด้วยศิษย์ทั้งหมด
“เหตุใดไม่ไปหาอาจารย์ของพวกเจ้า กลับมาหาข้าโดยตรง รู้กฎหรือไม่”
น้ำเสียงของเจ้าสำนักห้าวลึก
“ท่านเจ้าสำนัก เรื่องนี้สำคัญยิ่ง พวกเราไม่ทันขอคำสั่งอาจารย์”
เซียวซ่าคุกเข่าลงต่ำกว่าเดิม
“ว่ามา”
“ศิษย์น้องอี่ซาน…เกิดเรื่องแล้ว”
“อี่ซาน?”
เจ้าสำนักขมวดคิ้วอย่างไม่ใส่ใจ
“ท่านเจ้าสำนัก ศิษย์น้องอี่ซานพบสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ ตอนนี้…เหลือเพียงแค่นี้”
เซียวซ่ายื่นกล่องหยกออกไป
“อะไรนะ! สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ?”
เจ้าสำนักลุกพรวดขึ้น ก่อนจะควบคุมอาการและนั่งลงอีกครั้ง
จากนั้น เซียวซ่า หวาซี และจินเฟยเหยาผลัดกันเล่าเรื่อง จินเฟยเหยาสังเกตเห็นชัด ว่าเมื่อกล่าวถึงสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ ดวงตาเจ้าสำนักเป็นประกาย แต่เมื่อพูดถึงอี่ซาน กลับไร้ความสะเทือนใจแม้แต่น้อย
นางจึงตัดสินใจ “แต่งเรื่อง” เพิ่มเติม บรรยายความแข็งแกร่งของสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณอย่างเกินจริง เล่าถึงการต่อสู้กับราชาสุนัขป่ายักษ์อย่างดุเดือด จนสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณดูทรงอานุภาพไร้เทียมทาน
หวาซีที่อยู่ในเหตุการณ์จริง ฟังแล้วเหงื่อเย็นชุ่มทั้งตัว ไม่เข้าใจว่านางจะเสริมรายละเอียดไปทำไม
ภายในตำหนักเงียบงันไปชั่วครู่
ในเวลานั้นเอง อาจารย์ของเซียวซ่าก็รีบรุดเข้ามา เมื่อทราบเรื่อง กลับแสดงความยินดีต่อการพบสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณโดยไม่กล่าวถึงการตายของอี่ซานแม้แต่น้อย
เจ้าสำนักจึงนำของวิเศษสำหรับตรวจสอบเจ้าของสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณออกมา ของวิเศษนั้นดูคล้ายกระจกธรรมดา ไม่สะดุดตาเลย
หลี่กวงจี้รับกระจกมา เรียกศิษย์ตรวจสอบทีละคน จนถึงคราวของหวาซี
ภายใต้สายตาของทุกคน กระจกสะท้อนเงาร่างของหวาซี—
แล้วควันดำสายหนึ่งก็พุ่งขึ้นจากร่างเขา
‘อะไรนะ…ถูกจับได้ง่ายๆเช่นนี้หรือ?’
จินเฟยเหยาตื่นตระหนกขึ้นทันที
ตอนที่ 28: ข้อตกลงลับ
ภายในตำหนักใหญ่เกิดเสียงฮือฮาขึ้นทันที ดวงตาของเจ้าสำนักแดงก่ำ หากสามารถสยบตัวเจ้าของได้ ก็ย่อมตามหาสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณที่หนีไปกลับมาได้ไม่ยาก
ทว่ายังไม่ทันที่เจ้าสำนักจะลงมือ ควันสีดำบนร่างของหวาซีก็สลายหายไปในพริบตา ทุกคนต่างตกตะลึง ส่วนหวาซีเองก็ยืนงุนงง มองเจ้าสำนักด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
หลี่กวงจี้ขมวดคิ้ว มองเจ้าสำนักอย่างไม่เข้าใจ
“อาจารย์อา นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“มีควันสีดำแล้วสลายหายไป แสดงว่าเคยสัมผัสสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ แต่ไม่ใช่เจ้าของ เพียงติดไอวิญญาณมาเท่านั้น” เจ้าสำนักอธิบายด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
เป็นดังที่เขากล่าวไว้จริง บนร่างของศิษย์หลายคนที่ถูกไอหยินของสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณรมจนสลบ ก็ปรากฏควันสีดำขึ้นชั่วครู่แล้วหายไปเช่นกัน
เจ้าสำนักจึงฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่จินเฟยเหยา ทว่าน่าเสียดาย เมื่อของวิเศษส่องตรวจร่างนาง กลับไม่มีควันสีดำปรากฏขึ้นแม้เพียงนิดเดียว
ก่อนหน้านี้จินเฟยเหยาได้กล่าวไว้แล้วว่านางไม่ได้เข้าใกล้หรือสัมผัสสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ หวาซีเป็นผู้ต่อสู้ ส่วนนางเพียงขับเคลื่อนยันต์ยา ดังนั้นบนร่างจึงไม่ควรมีควันดำ หากปรากฏขึ้นจริงคงย่ำแย่ไม่น้อย
เมื่อแน่ชัดว่าศิษย์ในสำนักไม่ได้เป็นผู้เลี้ยงสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ เจ้าสำนักย่อมไม่อาจปล่อยให้มันหลบหนีไปได้ เขาจึงสั่งให้หลี่กวงจี้นำศิษย์แปดร้อยคนไปยังภูเขาซวงถ่าเพื่อตามล่าทันที พร้อมกับกำชับเป็นพิเศษให้พาศิษย์สตรีไปด้วย โดยในแต่ละกลุ่มต้องมีศิษย์สตรีอย่างน้อยหนึ่งคน ใช้เป็นเหยื่อล่อสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณที่เลี้ยงด้วยวิญญาณหยิน
ต่อให้ต้องเสียสละชีวิตศิษย์นับร้อย ขอเพียงจับสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณได้ เขาก็ถือว่าคุ้มค่า
บรรดาศิษย์ไม่ล่วงรู้ถึงความคิดอันโหดเหี้ยมของเจ้าสำนัก ต่างรับคำสั่งแล้วพาสัตว์ภูติออกเดินทาง ส่วนพวกเซียวซ่าถูกสั่งให้กลับไปพักผ่อน
เนื่องจากจินเฟยเหยาอยู่ใจกลางแรงระเบิดของยันต์ยา ไม่ตายก็นับว่าดวงแข็งแล้ว อีกทั้งยังไม่อาจเคลื่อนไหวได้ชั่วคราว หลี่กวงจี้เห็นว่านางรู้จักกับหวาซีซึ่งเป็นศิษย์ของตน จึงมอบหมายให้หวาซีดูแลชั่วคราว รอจนบาดแผลดีขึ้นแล้วจึงค่อยส่งนางกลับสำนักเฉวียนเซียน
หวาซีไม่รู้ว่าเป็นเพราะจินเฟยเหยาช่วยเหลือตนหรือไม่ เขารู้สึกว่าห้องรับแขกไม่เหมาะจะพักอาศัย จึงพานางไปอยู่เรือนเล็กที่ตนพักอยู่เอง คอยรินน้ำรินชาให้ทุกวัน อีกทั้งยังไปหา ขี้ผึ้งหยกขั้นสาม ซึ่งเป็นยารักษาบาดแผลชั้นเลิศมาให้หนึ่งกล่อง
ขี้ผึ้งหยกสมชื่อยาวิญญาณขั้นสาม ใช้เพียงห้าหกวัน จินเฟยเหยาก็สามารถลุกขึ้นนั่ง และจับราวพยุงเดินได้หลายก้าวแล้ว
วันนี้หลังจากโคจรลมปราณเสร็จสิ้น นางรู้สึกว่าบาดแผลฟื้นตัวดีขึ้นมาก การอยู่ในสำนักชิงโซ่วต่อไปไม่ใช่หนทางที่ดี อีกทั้งหวาซียังพานางมาอยู่ใกล้ตัว ฉากหน้าเพื่อสะดวกดูแล แท้จริงคือไม่วางใจ นางจึงตัดสินใจจะเอ่ยอำลา กลับไปสำนักเฉวียนเซียนในวันนี้
หลายวันที่ผ่านมา หวาซีใช้เวลาอยู่ในห้องบำเพ็ญด้านข้าง คอยรักษาบาดแผลให้ราชาสุนัขป่ายักษ์ จินเฟยเหยานั่งรออยู่ในเรือน จนกระทั่งเขาออกมา
“ดูเหมือนร่างกายของสหายเซียนจินจะฟื้นตัวดีแล้ว สามารถเดินไปทั่วได้” หวาซีกล่าวเมื่อเห็นนางนั่งพิงราวอยู่ในเรือน
จินเฟยเหยายิ้มบาง
“ดังนั้นวันนี้ข้าจึงคิดจะกล่าวอำลาสหายเซียนหวา ข้าออกมาหลายวันแล้ว คงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ คิดจะกลับวันนี้”
หวาซีมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
“เรื่องนี้ต้องโทษข้า หากไม่ใช่เพราะข้านัดสหายเซียนจินมา เจ้าก็คงไม่ต้องบาดเจ็บหนักและเกือบเอาชีวิตไม่รอด”
แม้ในเรือนจะมีคาถาป้องกัน และไม่มีผู้อื่นอยู่ใกล้ จินเฟยเหยาก็ยังหลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันนั้นโดยตรง
“สหายเซียนหวาไม่จำเป็นต้องรู้สึกเช่นนี้ การได้พบกับเจ้าไม่ใช่เรื่องดีนักสำหรับข้า พวกเราอาจเป็นดาวข่มกันตามดวงชะตา เพียงแค่สิงโตวารีหยกและแมวบินได้ที่เจ้ารับปากไว้ มอบให้ข้าได้หรือไม่ ข้าจะได้นำลงเขาไปด้วย”
นางหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ
“สหายเซียนหวาเองก็รู้ว่าข้าเป็นผู้บำเพ็ญเซียนอิสระ ไม่ได้มีทรัพย์สินมาก ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อสองสิ่งนี้ หวังว่าสหายเซียนหวาคงเตรียมไว้แล้ว”
ในที่สุดหวาซีก็เข้าใจ ว่าเหตุใดตอนนั้นจินเฟยเหยาจึงช่วยเขาโกหก ทั้งหมดก็เพื่อสิ่งของมูลค่าไม่ถึงสี่พันศิลาวิญญาณ หากเรื่องสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณถูกเปิดโปง นางย่อมไม่ได้รับแมวบินได้และสิงโตวารีหยกจากเขา
หากนางเพียงต้องการศิลาวิญญาณ เช่นนั้นก็ถือเป็นผู้ร่วมมือที่ดีจริงๆ
หวาซีตัดสินใจในใจ ก่อนเอ่ยขึ้น
“ข้าอยากรั้งสหายเซียนจินไว้อีกสักหลายวัน แต่ในเมื่อเจ้าจะกลับเร็ว ข้าจะไปนำไข่สิงโตวารีหยกและไข่แมวบินได้มาให้เดี๋ยวนี้ ไข่แมวบินได้ไม่ได้อยู่กับข้า ต้องไปแลกกับศิษย์พี่”
“ได้” จินเฟยเหยาพยักหน้า
หวาซีขี่กระเรียนเซียนออกไป จินเฟยเหยามองตามอย่างอิจฉา สำนักชิงโซ่วเลี้ยงกระเรียนเซียนไว้จำนวนมาก ให้ศิษย์ขั้นฝึกปราณใช้แทนการเดินเท้า ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ต่างจากสำนักเหิงเจินที่นางเคยอยู่ ศิษย์ขั้นฝึกปราณไม่มีแม้แต่สัตว์ภูติให้ขี่ ต้องเดินกันเองเสียเป็นส่วนใหญ่
หวาซีออกไปครึ่งวัน จินเฟยเหยารอจนเริ่มหมดความอดทน จึงเห็นเขากลับมาพร้อมกับเซียวซ่า
“หรือว่าตั้งใจมาส่งข้าโดยเฉพาะ คงไม่ใจดีถึงเพียงนั้นกระมัง” นางพยุงตัวลุกขึ้น มองทั้งสองอย่างสงสัย
เซียวซ่ายิ้มกว้าง ประสานมือคารวะ
“สหายเซียนจิน”
จินเฟยเหยายิ้มตอบ ก่อนเอ่ยล้อ
“หรือว่าสหายเซียนเซียวก็มาส่งข้าด้วย?”
หวาซีลังเลเล็กน้อย ก่อนกล่าว
“ศิษย์พี่เซียวมีเรื่องอยากหารือกับเจ้า”
เซียวซ่าจึงอธิบายอย่างเก้อเขิน ว่าเขาซื้อสิงโตวารีหยกจากหวาซี และได้ลูกมาสามตัว ตัวหนึ่งอยากมอบให้ศิษย์น้องของตน
จินเฟยเหยาไม่ถือสา สิงโตวารีหยกนางตั้งใจจะขายอยู่แล้ว หากขายได้ตรงนี้ย่อมสะดวกกว่า
“ได้ เพียงแต่จะเสนอราคาเท่าใด?” นางถามอย่างตรงไปตรงมา
สุดท้ายตกลงกันที่หนึ่งพันสี่ร้อยศิลาวิญญาณ พร้อมไข่แมวบินได้หนึ่งฟอง
หลังจากซื้อขายเสร็จสิ้น เซียวซ่าก็จากไป จินเฟยเหยามอบถุงสัตว์ภูติหกใบให้หวาซีช่วยจัดการรอยประทับเดิม
“ไข่แมวบินได้เล่า?” นางถาม
หวาซีหยิบไข่ออกมา เปลือกสีขาวน้ำนม ลวดลายสีฟ้าอ่อนดุจเมฆเหิน
จินเฟยเหยารับมาอย่างระมัดระวัง
“ต้องเลี้ยงดูอย่างไร?”
หวาซีอธิบายละเอียด เมื่อจบ นางแทบกระอักเลือด
“แบบนี้เรียกว่าเลี้ยงง่ายหรือ ต้องใช้ศิลาวิญญาณของข้าไปเท่าใดกัน!”
หวาซีเพียงหัวเราะหึหึ ไม่ตอบคำถาม
ตอนที่ 29: กลุ่มคนวิปริต
ผู้ที่มาส่งจินเฟยเหยาลงเขาเป็นศิษย์ของสำนักชิงโซ่วคนอื่นๆ เนื่องจากเรื่องสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ หวาซีจึงถูกห้ามออกจากสำนักชั่วคราว อีกทั้งอาการบาดเจ็บของนางยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ทางสำนักจึงจัดกระเรียนเซียนมาสองตัว พร้อมศิษย์คอยคุ้มกัน ส่งนางไปถึงวงเวทส่งตัวโดยเฉพาะ
จินเฟยเหยาเสพสุขกับรสชาติของการเหินบินอีกครั้ง และยิ่งทำให้นางตัดสินใจแน่วแน่ว่า จะต้องเลี้ยงแมวบินได้ให้ดี หวาซียังเคยอธิบายไว้ว่า ระหว่างฟักไข่ห้ามขาดศิลาวิญญาณ หากฟักได้สมบูรณ์ แมวบินได้ที่ถือกำเนิดจะมีคุณสมบัติดีและพัฒนาได้โดยง่าย
หลังขอบคุณศิษย์ที่มาส่ง นางก็ส่งตัวกลับเมืองลั่วเซียน แล้วจ้างรถกลับไปยังสำนักเฉวียนเซียน เพิ่งก้าวเข้าเรือนก็พบว่ามีคนเพิ่มขึ้นหลายคน เวิงเหล่ากำลังสนทนากับบุรุษวัยยี่สิบกว่าอยู่
“สหายเซียนจิน เหตุใดเจ้าหายไปหลายวันโดยไม่บอกกล่าว ข้านึกว่าเจ้าเกิดเรื่องเสียอีก มานี่เร็ว ข้าจะแนะนำคนในกลุ่มให้เจ้ารู้จัก” เวิงเหล่าเรียกนางด้วยท่าทีโล่งใจ
เห็นท่าทางเช่นนี้ คงเป็นหัวหน้าที่พาคนกลับมา จินเฟยเหยายิ้มตาหยี เดินเข้าไปพร้อมเอ่ยว่า
“ทำให้เวิงเหล่าต้องเป็นห่วงแล้ว ข้าไปทำภารกิจกับคนรู้จัก คิดไม่ถึงว่าเกือบเอาชีวิตไม่รอด ต้องรักษาตัวอยู่หลายวัน”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” เวิงเหล่าพยักหน้า ก่อนแนะนำบุรุษข้างกาย “นี่คือหัวหน้าของกลุ่มสี่สิบสี่”
“ข้าน้อยอู๋เฮ่าคง ดูแลกลุ่มสี่สิบสี่ชั่วคราว ต่อไปทุกคนต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” อู๋เฮ่าคงยิ้มอย่างอบอุ่น ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจ
จินเฟยเหยาประสานมือคารวะ หัวหน้าคนใหม่มีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นฝึกปราณช่วงปลายสมบูรณ์ เห็นได้ชัดว่ามีคุณสมบัติแย่งชิงยาสร้างฐาน นางคิดในใจว่า อย่างไรเสียต่อไปก็ควรเอาใจเขาไว้ก่อน
จากนั้นเวิงเหล่าก็แนะนำสมาชิกคนอื่นๆ สองคนที่นั่งข้างอู๋เฮ่าคง หน้าตาสุภาพเรียบร้อยดั่งบัณฑิต ทั้งคู่มีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นฝึกปราณช่วงกลาง ทว่าท่าทางกลับชวนให้คนไม่สบายใจ—ทั้งสองนั่งชิดกัน ฉุดดึงมือกันแน่น ดูราวกับผู้บำเพ็ญคู่
“สองคนนี้คือฟั่นไฉ่ผิงและฟั่นฉวนผิง เป็นพี่น้องกัน”
ฟั่นไฉ่ผิงพยักหน้าให้นางเล็กน้อย ก่อนก้มหน้าลงอย่างขัดเขิน ซุกตัวพิงพี่ชาย ส่วนฟั่นฉวนผิงยิ้มกว้าง กุมมืออีกฝ่ายแน่น ทั้งสองสบตากันอย่างลึกซึ้ง
จินเฟยเหยากลั้นความตกตะลึงและคำถามในใจ หัวเราะแห้งๆ ถือเป็นการทักทาย
“เวิงเหล่า เหตุใดจึงแนะนำแต่พวกเขา ไม่แนะนำข้าบ้าง” บุรุษอีกคนแทรกเข้ามา ดวงตาดอกท้อฉายแววเจ้าชู้ มือถือพัดดอกท้อกระดูกหยกขาว ส่งกลิ่นหอมอวล
“ข้าชื่อติงจี้ ต่อไปอยู่กลุ่มเดียวกันแล้ว ไปดื่มสุราด้วยกันสักจอกดีหรือไม่?” เขาคลี่พัดออกอย่างสง่างาม
จินเฟยเหยาถอยหลังหนึ่งก้าว กลิ่นหอมทำให้นางสำลัก
“ฮัดชิ้ว!”
น้ำลายกระเด็นใส่หน้าติงจี้เต็มแรง
“ขออภัยด้วย ข้าดมกลิ่นหอมไม่ได้” นางรีบหยิบผ้าออกมาเช็ดให้ ทว่ากลับเป็นผ้าขี้ริ้ว คราบดำมันเยิ้มเต็มหน้าเขา
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบด้าน ติงจี้หน้าเขียว คลำหาคำพูดได้เพียงประโยคเดียวก่อนวิ่งหนีไป
“นั่นไม่ใช่ผ้าสกปรกนะ เป็นผ้าเช็ดมีดตอนย่างเนื้อ” นางตะโกนอธิบายตามหลัง แต่เขาไม่ฟังแล้ว
“เขาก็เป็นแบบนี้แหละ” สตรีผู้หนึ่งวางแขนบนไหล่จินเฟยเหยา กลิ่นหอมฉุนลอยมาอีก “อย่าไปสนใจ”
สตรีผู้นั้นคือเสวี่ยเหนียงจื่อ ผิวขาวเนียน เรือนร่างอวบอิ่ม พลังบำเพ็ญเพียรขั้นฝึกปราณช่วงปลาย แฝงกลิ่นอายอันตรายบางอย่าง
จินเฟยเหยารู้สึกถึงความเย็นแปลกประหลาดบนผิวหนัง พลังวิญญาณในร่างไหลปั่นป่วน นางขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
เสวี่ยเหนียงจื่อผละออกอย่างไม่ถือสา
“ในเมื่อไม่ยินยอม ข้าก็ไม่ฝืน”
อู๋เฮ่าคงจึงหยิบแผ่นหยกภารกิจออกมา อธิบายกฎระเบียบให้จินเฟยเหยาฟัง หลังจากนั้นก็ขอตัวไป
เรือนกลับสู่ความสงบ จินเฟยเหยากวาดตามองไปรอบๆ ก่อนถอนหายใจเบาๆ
เพิ่งเข้ากลุ่มวันแรก ก็พบทั้งคนประหลาด คนวิปริต และคนไม่น่าไว้วางใจ
นางตัดสินใจในใจว่า นอกจากเวิงเหล่า หัวหน้า และหลิวเกาอี้แล้ว คนอื่นๆ…
นางคงไม่อยากสนิทด้วยจริงๆ
ตอนที่ 30: ฆ่าเต่าเกราะเหล็ก
“ข้าว่านะสหายเซียนมู่ เจ้ากำลังค้นหาอะไรอยู่ตรงนั้น หากไม่ไปเดี๋ยวนี้จะตามพวกหัวหน้าไม่ทันนะ”
จินเฟยเหยาขมวดคิ้วแน่น มองบุรุษที่นั่งยองๆ คุ้ยเขี่ยพุ่มไม้ไม่ไกลนักด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง
“มาแล้ว มาแล้ว สหายเซียนจิน เจ้ามาดูสิ”
บุรุษวัยสามสิบกว่า คิ้วหนาตาโต หน้าตาพอดูได้ ยกสิ่งของสีขาวเป็นประกายขึ้นมา วิ่งมาหานางอย่างตื่นเต้นยินดี
จินเฟยเหยาโน้มตัวไปดู พอเห็นหนอนสีขาวอวบอ้วนขนาดเท่าหัวแม่มือกองหนึ่งก็แทบระเบิดโทสะ
“สหายเซียนมู่ เจ้าชักช้าก็เพื่อหาเจ้าหนอนพวกนี้หรือ เอาไปทำอะไร จะนำกลับไปกินที่บ้านหรืออย่างไร!”
มู่เสี่ยวสือเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง
“คิดไม่ถึงว่าสหายเซียนจินก็รู้จักของสิ่งนี้ ท่าทางจะเป็นคนในเส้นทางเดียวกัน ของสิ่งนี้ทอดกรอบแล้วรสชาติดียิ่ง ทุกครั้งที่ข้าออกมา ข้าจะนำกลับไปเสมอ ทอดแล้วเก็บไว้เป็นเสบียงแห้งได้”
“ผู้ใดเป็นคนในเส้นทางเดียวกับเจ้า!”
จินเฟยเหยากำหมัดแน่น คำรามออกมาอย่าง.อดทนไม่ไหวอีกต่อไป
มู่เสี่ยวสือเป็นคนในเรือนสี่สิบสี่ นิสัยไม่เลวร้าย เพียงแต่ตระหนี่อย่างถึงที่สุด ทุกครั้งที่ออกมาทำภารกิจด้วยกัน แม้แต่กิ่งไม้ก็ยังเก็บกลับไปเผาเป็นฟืน ตลอดทางห่านป่าบินผ่านก็ถอนขน เห็นสิ่งใดก็หยิบสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นของบนฟ้า ใต้ดิน หรือบนต้นไม้
ถึงขั้นพบซากศพผู้บำเพ็ญเซียนที่ถูกฆ่า แม้เสื้อผ้าบนร่างจะขาดวิ่นจนกลายเป็นผ้าขี้ริ้ว เขาก็ยังถอดเก็บใส่กระเป๋าเก็บของราวกับสมบัติล้ำค่า หลายครั้งถึงขั้นคิดจะเก็บกระดูกศพไปขายให้ผู้บำเพ็ญเซียนสายมารไปทำอาวุธเวท
หากมิใช่จินเฟยเหยาสุดจะทน จุดไฟเผาศพเสียก่อน เกรงว่าเขาคงเก็บทุกชิ้นใส่กระเป๋าจริงๆ เห็นทั่วร่างของเขาห้อยกระเป๋าเก็บของนับสิบใบ ราวกับผู้ลี้ภัยหนีภัยพิบัติ สิ่งของด้านในล้วนเป็นขยะไร้ค่า นางก็อดอยากจะอัดเขาไม่ได้
จินเฟยเหยานึกเสียใจแทบตาย หากรู้ว่าเขาเป็นคนเช่นนี้ตั้งแต่แรก ตอนนั้นน่าจะร่วมมือกับติงจี้ เจ้าบ้ากามนั่นเสียยังดีกว่า อย่างน้อยก็แค่ถูกเอาเปรียบ ไม่ใช่ต้องทนมองคนเก็บของเน่าเหม็นตลอดทาง
“โฮก—!”
เสียงคำรามของสัตว์ปิศาจดังสะเทือนมาจากบนภูเขา ท่าทางคนอื่นๆ จะพบเป้าหมายแล้ว
จินเฟยเหยาเร่งเร้า “เร็วเข้า พวกหัวหน้าเริ่มล่าแล้ว หากพวกเราไปช้า ต่อให้เสร็จสิ้นก็ไม่ได้ส่วนแบ่งแม้แต่ศิลาวิญญาณก้อนเดียว ถึงตอนนั้นเจ้าก็เอาหนอนพวกนี้ไปแลกศิลาวิญญาณเองเถอะ!”
เอ่ยจบ นางก็วิ่งไปตามทิศทางเสียงคำราม ทิ้งให้มู่เสี่ยวสือรีบยัดหนอนใส่กระเป๋าอย่างลนลาน ตะโกนตามหลังเสียงดัง
“รอข้าด้วย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”
ทั้งสองมาถึงพื้นที่ล่าแบบไล่หลังกัน ก็เห็นเต่าเกราะเหล็กสูงกว่าสิบจั้งตัวหนึ่งถูกพวกหัวหน้าควบคุมไว้แล้ว เต่าบกขั้นสามชนิดนี้มีร่างกายมหึมา กระดองสีเขียวเข้มแข็งแกร่งดุจเหล็ก แม้เป็นสัตว์ปิศาจขั้นสาม แต่เพราะนิสัยเชื่องและเคลื่อนไหวช้า ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นฝึกปราณ หากมีจำนวนมากพอก็ยังสามารถล่ามันได้
จินเฟยเหยาเงยหน้ามองร่างเต่าใหญ่ราวภูเขาลูกย่อม แล้วจุปาก
“ลำบากเต่าเกราะเหล็กจริงๆ รูปร่างขนาดนี้ ต้องกินพืชไปเท่าใดกัน”
ยังไม่ทันถอนใจจนสุด ลำต้นไม้หนาเท่าชามอ่างก็ร่วงลงมาจากฟ้า นางตกใจจนต้องกลิ้งหลบ มู่เสี่ยวสือที่ตามมาติดๆ กลับโชคร้ายกว่า ลำต้นกระแทกพื้นแล้วเด้งขึ้น ฟาดใส่หน้าเขาดังป้าบ ทำให้เขาร้องโอดครวญอย่างน่าเวทนา
“พวกเจ้าสองคนทำอะไรกัน เพิ่งมาเอาตอนนี้ รีบไปกางวงเวท!”
อู๋เฮ่าคงเหยียบอากาศอยู่กลางฟ้า หลบลำต้นไม้ที่เต่าเกราะเหล็กพ่นออกมา ก่อนโยนแสงสองสายลงมา
จินเฟยเหยารับไว้ เห็นเป็นธงอาคมสีต่างกันสองผืน นางโยนหนึ่งผืนให้มู่เสี่ยวสือ พร้อมถลึงตาใส่เขาอย่างดุร้าย มู่เสี่ยวสือเช็ดเลือดกำเดาอย่างเคยชิน ไม่ปริปาก นำธงอาคมวิ่งไปอย่างว่องไว
คราวนี้เขาวิ่งเร็วกว่าจินเฟยเหยาเสียอีก กระตือรือร้นเป็นพิเศษ นางไม่อยากให้ภารกิจแรกต้องถูกเจ้าปรสิตกินดะบดบัง จึงรีบตามไปอย่างสุดแรง
เมื่อเริ่มลงมือ จินเฟยเหยาจึงพบว่า พลังการบำเพ็ญต่างกันเพียงขั้นเดียว ผลลัพธ์ก็แตกต่างราวฟ้ากับดิน ไม่เพียงกระดองแข็งแกร่ง แม้แต่หัว คอ และขาทั้งสี่ที่โผล่ออกมาก็ไม่เสียหายแม้แต่น้อย
เต่าเกราะเหล็กสะบัดคอทีหนึ่ง ก็พ่นลำต้นไม้จำนวนนับไม่ถ้วนออกมา แถมยังปนด้วยน้ำย่อยกัดกร่อน หากโดนเข้าแม้แต่น้อยก็ย่ำแย่ทันที
“หยุดโจมตีตรงๆ รีบกางวงเวท!”
อู๋เฮ่าคงสั่งการอย่างเด็ดขาด
เขาเชี่ยวชาญด้านวงเวทเป็นอย่างยิ่ง วงเวทสังหารที่ใช้ครั้งนี้เหมาะกับการล่าศัตรูที่มีการป้องกันแข็งแกร่งที่สุด และเมื่อมีจินเฟยเหยาช่วยเติมตำแหน่ง วงเวทก็สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ธงอาคมทั้งสิบสองผืนถูกปักเรียงตามตำแหน่ง พลังวิญญาณของทุกคนถูกดูดเข้าไป เสาแสงสิบสองสีพุ่งขึ้นฟ้า รวมตัวเป็นม่านแสงขังเต่าเกราะเหล็กไว้ภายใน
หมอกสีขาวลอยปกคลุม วงเวทเริ่มทำงาน เสียงสายฟ้าและแรงระเบิดดังสนั่นภายใน เต่าเกราะเหล็กดิ้นรนอย่างรุนแรง แต่มิอาจหลุดพ้น
ครึ่งชั่วยามผ่านไป ทุกคนแทบหมดแรง ในที่สุดเสียงภายในวงเวทก็เงียบลง
อู๋เฮ่าคงเหินขึ้น ถอนเวททีละธง เมื่อหมอกสลาย เต่าเกราะเหล็กนอนแน่นิ่ง กระดองเต็มไปด้วยหลุมพรุน เขาฟันหัวมันอย่างง่ายดาย และดูดตานสัตว์ปิศาจขนาดเท่าผลหลี่ออกมา
“เต่าตัวใหญ่ขนาดนี้ ตานสัตว์ปิศาจกลับเล็กนัก” จินเฟยเหยาจุปากอย่างไม่พอใจ
“ตานขนาดชามอ่างก็มี” คนอ้วนท่าทางซื่อๆ ข้างนางเอ่ยขึ้น “แต่อยู่ในเต่าอีกชนิดหนึ่ง เจ้าอยากไปล่าหรือไม่”
จินเฟยเหยาหันไปมองเขาอย่างสงสัย คนผู้นี้คือหลี่เอ้อร์เกิน ชาวนาซื่อๆ ผู้โชคชะตาพลิกผัน ถูกดึงเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเซียนอย่างงุนงง และยังคงใสซื่อไม่เปลี่ยน
นางถอนหายใจเบาๆ
กลุ่มสี่สิบสี่…ดูเหมือนจะไม่มีใครปกติสักคนเดียวจริงๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment