เรื่องราวเกี่ยวกับนักศึกษาหนุ่มสอบตก นามว่า เมิ่งฮ่าว ผู้ถูกบังคับให้เข้าสังกัดสำนักของผู้บำเพ็ญเพียรเพื่อสำเร็จเป็นเซียน ซึ่งในดินแดนของผู้ฝึกตนแห่งนี้ ผู้เข้มแข็งกลืนกินผู้อ่อนแอ ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไปตามกฎของธรรมชาติ
เมิ่งฮ่าวต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในดินแดนแห่งนี้ ด้วยพื้นเพจิตใจที่ใฝ่ศึกษาในตำราของขงจื้อและวิถีแห่งเต๋าตั้งแต่เล็กจนโต จนหลอมรวมเป็นนิสัยประจำตัว ช่วยปูพื้นจนเป็นเส้นทางทอดสู่การเป็นวีรบุรุษผู้กล้าที่แท้จริง
ผนึกสวรรค์ มีความหมายว่าอย่างไร ความลับนี้ เราสามารถค้นหาไปพร้อมกับการเดินทางบนดินแดนแห่งเซียนของเมิ่งฮ่าวที่ชวนให้ตื่นเต้นเร้าใจทุกฝีก้าว
ตอนที่ 1: นักศึกษาเมิ่งฮ่าว
แคว้นจ้าว เป็นแคว้นเล็กๆ เช่นเดียวกับแคว้นเล็กอื่นๆในดินแดนหนานซาน ที่นิยมยกย่องแผ่นดินตะวันออก ต้าถังและนครฉางอาน ไม่เพียงแต่ฮ่องเต้ของแคว้นจ้าวเป็นเช่นนี้ นักศึกษาทั้งหมดของแคว้นก็เป็นเช่นกัน หอคอยแห่งถังในนครหลวง สูงเทียมเท่าพระราชวัง เสมือนเมื่อยืนอยู่บนชั้นจุดสูงสุด คนทั้งหมดสามารถมองเห็นนครฉางอานแห่งดินแดนตะวันออกอันไกลลิบ
อากาศเดือนสี่ ไม่หนาวมากและไม่ร้อนนัก สายลมโชยเอื่อย พัดจากดินแดนทะเลทรายตอนเหนือ ผ่านอาณาจักรต้าถัง ภายใต้ท้องฟ้าพลบค่ำ โชยพัดกลุ่มหมอกให้ลอยม้วนตัวไปมา จนถึงภูเขาต้าชิงในแคว้นจ้าว มาแผ่กระทบบุรุษหนุ่มซึ่งนั่งอยู่บนยอดเขา
บุรุษหนุ่มถือน้ำเต้า ใส่ชุดนักศึกษาสีน้ำเงินยาวที่ซักจนสะอาด อายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี รูปร่างไม่สูงนัก ผิวกายค่อนข้างคล้ำ ประกอบด้วยดวงตาที่ส่องประกายแฝงแววฉลาดเฉลียว แต่ความฉลาดนั้นถูกปิดซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าที่อมทุกข์ ฉาบไว้ด้วยความเคว้งคว้าง
"เฮ้อ… พลาดอีกแล้ว" บุรุษหนุ่มถอนหายใจ เมิ่งฮ่าว นักศึกษาระดับกลางๆ จากเมืองหยุนเจี๋ย หลายปีที่ผ่านมา บิดามารดาได้หายตัวไป โดยที่ไม่ได้ทิ้งทรัพย์สมบัติมีค่าอันใดไว้ให้ ค่าเล่าเรียนก็แสนแพง ทำให้เมิ่งฮ่าว ต้องอยู่ด้วยความยากลำบาก
"ไปสอบจอหงวน ติดต่อกันสามปี ทุกครั้งก็พยายามอ่านหนังสือจากนักปราชญ์ทั้งหลายจนแทบกระอัก บางทีนี่อาจจะไม่ใช่หนทางของข้า" ด้วยความรู้สึกชิงชังตัวเอง เมิ่งฮ่าวก้มดูขวดน้ำเต้าด้วยสายตาที่หดหู่
"ความฝันในการสร้างตัวให้ร่ำรวย ด้วยการเป็นขุนนาง ช่างเลือนลางลงไปทุกที ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องร่ำรวยแล้วไปให้ถึงต้าถัง… สุดไร้ค่าคือบัณฑิตโดยแท้" เมิ่งฮ่าวหัวเราะด้วยความขมขื่น นั่งเงียบๆอยู่บนยอดเขา มองไปที่ขวดน้ำเต้าในมือ รู้สึกผิดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มกลัวต่ออนาคตที่จะมาถึง เขาจะทำอะไร จะไปที่ไหนดี หรือว่าจะไปสอบใหม่ในปีต่อๆไปดี
เป็นคำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ เมิ่งฮ่าวเป็นแค่เด็กหนุ่มธรรมดา ความรู้สึกหดหู่พ่ายแพ้ ราวกับปากอันกว้างใหญ่ที่มองไม่เห็น กำลังกลืนกินตนลงไปอย่างช้าๆ ช่างน่าหวาดกลัวซะจริงๆ
"อาจารย์สอนหนังสือในเมือง ยังหาเงินได้น้อยกว่าร้านช่างไม้ของท่านลุงหวังซะอีก ถ้ารู้เช่นนี้ตั้งแต่แรก ก็ควรจะเรียนวิชาช่างไม้กับท่านลุงหวังซะดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องมานั่งทนหิวเหมือนในตอนนี้" เมิ่งเฮ่าเงียบงัน
"ไม่มีอาหาร หรือเงินทองเหลืออยู่ในบ้านเท่าไหร่แล้ว ซ้ำยังต้องเป็นหนี้ท่านลุงโจวอีก จะทำอย่างไรดี" เมิ่งฮ่าวแหงนหน้ามอง พึมพำเสียงต่ำ ท้องฟ้าสีคราม กว้างใหญ่มาก กว้างใหญ่ซะจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ช่างเหมือนกับอนาคตของเขายิ่งนัก
ผ่านไปครู่ใหญ่ เมิ่งฮ่าวส่ายศีรษะ ดึงเอาแผ่นกระดาษออกมาจากในอกเสื้อ อ่านอย่างระมัดระวัง แล้วหยิบใส่ขวดน้ำเต้า จากนั้นก็ยืนขึ้น โยนขวดน้ำเต้าลงไปจากยอดเขา
ที่ด้านล่างตีนเขา มีแม่น้ำกว้างใหญ่สายหนึ่ง เป็นแม่น้ำที่ไม่เคยจับตัวเป็นน้ำแข็ง แม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาว กล่าวกันว่าแม่น้ำสายนี้ไหลไปจนถึงอาณาจักรต้าถัง
เมิ่งฮ่าวยืนอยู่บนยอดเขา จ้องมองขวดน้ำเต้าไหลไกลออกไปเรื่อยๆ ตามกระแสของแม่น้ำโดยไม่กระพริบตา ชั่วขณะหนึ่งคล้ายรำลึกถึงมารดา และความสุขในวัยเด็ก ขวดน้ำเต้านำพามาซึ่งความฝัน ความปรารถนา และความมุ่งหวังแห่งอนาคต ลอยไกลออกไป บางทีในวันใดวันหนี่งข้างหน้า อาจมีใครสักคนเก็บมันขึ้นมา เปิดและอ่านกระดาษแผ่นนั้น
กระทั่งผ่านไปหลายสิบห้วงลมหายใจ เมิ่งเฮ่าจึงถอนสายตากลับ สีหน้าเก็บงำ สูดลมหายใจบนยอดเขาลึกๆ แววตาเปล่งประกายเด็ดเดี่ยว
"ไม่ว่าข้าจะกระทำอันใด ศึกษาตำราหรือหางานทำ ก็ต้อง… มีชีวิตอยู่ต่อไป" นี่เป็นบุคลิกนิสัยของเมิ่งฮ่าว ในความฉลาดแฝงความมุ่งมั่น มิฉะนั้นแล้ว เมิ่งฮ่าวคงไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ตามลำพัง ตั้งแต่บิดามารดาหายจากไป
เมิ่งฮ่าวแหงนหน้ามองฟ้า ดวงตาฉายแววดื้อรั้นเด็ดเดี่ยวเข้มข้น เตรียมตัวจะเดินลงไปจากยอดเขา
ในขณะนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงแผ่วเบา ดังมาจากหน้าผาใกล้จุดที่ยืนอยู่ เสียงที่มาพร้อมกับสายลม โชยพัดผ่านหูเมิ่งฮ่าว เป็นเสียงที่เบามากจนยากจะได้ยิน
"ช่วย… ด้วย… ช่วย… ด้วย…"
เมิ่งฮ่าวสะดุดนิ่งอยู่ชั่วขณะด้วยความตกใจ ตั้งใจฟังอย่างระมัดระวัง เสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ได้ยินชัดขึ้น
"ช่วยด้วย…"
เมิ่งฮ่าวก้าวเท้าไปข้างหน้า จนถึงริมขอบหน้าผา เมื่อก้มมองลงไป ก็เห็นคนผู้หนึ่ง โผล่ร่างครึ่งตัวออกมาจากรอยแยกของหน้าผา หน้าซีดเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง กำลังร้องขอความช่วยเหลือ
"เจ้า… เจ้าคือเมิ่งฮ่าว ใช่หรือไม่? ช่วยด้วย นักศึกษาเมิ่ง ช่วยข้าด้วย!" ผู้ที่ลำตัวโผล่พ้นรอยแยกออกมาครึ่งหนึ่ง ก็เป็นเด็กหนุ่มเช่นกัน เด็กหนุ่มเมื่อมองเห็นเมิ่งฮ่าวก็รู้สึกประหลาดใจและมึความยินดีเป็นอย่างยิ่ง เสมือนมองเห็นทางรอด ในความสิ้นหวัง
"หวังโหย่วฉาย?" เมิ่งฮ่าวเบิกตากว้างเมื่อมองเห็นเด็กหนุ่ม เขารู้จักคนผู้นี้ ผู้เป็นบุตรชายของท่านลุงหวัง เจ้าของร้านช่างไม้ในเมือง
"เจ้ามาติดอยู่ที่นั่นได้อย่างไร" เมิ่งฮ่าวมองไปตามรอยแยก หน้าผาที่สูงชันเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะปีนป่ายขึ้นไป หากปีนโดยไม่ระมัดระวังก็อาจจะล่วงหล่นตกลงไปในแม่น้ำด้านล่างได้
ดูจากความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำ หากใครตกลงไป โอกาสตายมีถึงเก้าในสิบส่วน
"ไม่ได้มีข้าแค่คนเดียว ยังมีคนอี่นๆในเมืองอีก พวกเราติดอยู่ที่นี่ พี่เมิ่ง อย่าเพิ่งถามอะไรเลย ช่วยพวกเราก่อนเถอะ ข้าขอร้อง" หวังโหย่วฉายพรั่งพรูออกมา อาจเป็นเพราะชะโงกตัวอยู่ด้านนอกเช่นนี้เป็นเวลานานมากแล้ว ขณะพูดนั้นพลั้งเผลอปล่อยมือ ถ้าไม่ใช่เพราะมีบุคคลอื่นข้างหลังยึดจับเสื้อไว้ ร่างเขาก็คงล่วงตกลงไปจากหน้าผานี่แล้ว หวังโหย่วฉายสีหน้าซีดเผือด
เมิ่งฮ่าวตระหนักดีถึงวิกฤติ แต่วันนี้เขาปีนขึ้นเขามาคนเดียว เชือกก็ไม่มี แล้วจะช่วยคนอื่นได้อย่างไร ทันใดนั้นก็นึกได้ว่า บริเวณภูเขาลูกนี้ มีเถาวัลย์จำพวกหวายขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเริ่มมองหาทันที
ร่างกายของเขาอ่อนแออยู่แล้ว ใช้เวลาธูปสองดอก จึงสามารถรวบรวมเถาวัลย์ได้ยาวพอ เขาหอบเถาวัลย์กลับมายังหน้าผาอย่างเหนื่อยหอบ เริ่มโรยเถาวัลย์ลงไปจากหน้าผาช้าๆ ก้มตะโกนเรียกหวังโหย่วฉาย
"เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยนะ ว่าพวกเจ้าลงไปอยู่เช่นนั้นได้อย่างไร" เมิ่งฮ่าวพูดขณะที่โรยเถาวัลย์ลงไป
"เหาะมา" ไม่ใช่หวังโหย่วฉายที่พูดคำนี้ แต่เป็นเด็กหนุ่มอีกวัยสิบแปดสิบเก้าอีกคนหนึ่ง ที่ชะโงกตัวออกมาจากรอยแยกใกล้กับหวังโหย่วฉาย เขามีรูปร่างทะมัดทะแมง หน้าตาใสซื่อ ตะโกนตอบด้วยเสียงอันดัง
"บัดซบ! เจ้าเหาะได้ด้วย?" เมิ่งฮ่าวเยาะเย้ย เปลี่ยนเป็นดึงเถาวัลย์ขึ้นไปช้าๆ "หากเจ้าเหาะไปอยู่ที่นั่นได้ ทำไมถึงไม่เหาะขึ้นมาเองล่ะ"
"อย่าไปฟังเจ้าเหลวไหลนั่น" หวังโหย่วฉายพูด ด้วยความกังวลว่าเมิ่งฮ่าว จะไม่ยอมโรยเถาวัลย์ลงไป "พวกเราโดนจับตัวมา โดยหญิงสาวที่เหาะได้ นางบอกว่าจะนำพวกเราไปเป็นข้ารับใช้ที่สำนักนาง"
"เพ้อเจ้อ!" เมิ่งฮ่าวพูดด้วยความไม่ใส่ใจ "มีแต่เซียนในตำนานเท่านั้นถึงจะเหาะได้ ใครจะไปเชื่อวาจาเหลวไหลของเจ้า" ในตำราที่เขาเคยอ่าน มีเรื่องราวเกี่ยวกับบางคนที่ร่ำรวยขึ้นมา หลังจากที่ได้พบเจอเหล่าเทพเซียน แต่ความเป็นจริงก็คือ เป็นแค่เรื่องโกหกหลอกลวง
เมื่อเถาวัลย์หย่อนลงไปถึงรอยแยก หวังโหย่วฉายคว้าไว้ได้ ขณะนั้นเอง เมิ่งฮ่าว ก็สัมผัสถึงความเย็นยะเยือกด้านหลัง รับรู้ถึงความเย็นรอบตัว เหมือนกับว่ากำลังอยู่ในช่วงฤดูหนาว เมิ่งฮ่าวเย็นจนตัวสั่นสะท้าน ค่อยๆเหลียวหลังกลับไปช้าๆ จากนั้นก็ต้องร้องออกมาเสียงดัง วิ่งตะบึงไปข้างหน้า หวุดหวิดต้องตกลงมาจากยอดหน้าผา
เมิ่งฮ่าวเห็นหญิงสาวหน้าซีดขาวในชุดยาวสีเงิน ยืนอยู่ที่นั่นจ้องมองมา ยากจะบอกอายุของนางได้ หน้าตาสวยงามเป็นอย่างยิ่ง แต่ความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ทำให้ดูเหมือนว่า นางเพิ่งจะคลานออกมาจากหลุมฝังศพ
"มีพรสวรรค์ ในเมื่อเจ้ามาด้วยตัวเอง ก็นับว่าเป็นโชคชะตา"
เมื่อเมิ่งฮ่าวได้ยินเสียงนี้ ยังกับได้ยินเสียงกระดูกขัดสีกัน หญิงสาวนางนี้ช่างดูเหมือนจะมีพลังที่แปลกประหลาดซะจริง เมื่อมองไปที่ดวงตาของนาง เมิ่งฮ่าวรู้สึกว่าร่างกายเย็นยะเยือกเหมือนน้ำแข็ง นางสามารถมองทะลุเขาได้หมด โดยที่เขาไม่สามารถปิดบังซ่อนเร้นอะไรได้เลย
เสียงของหญิงสาวยังคงล่องลอยอยู่ในอากาศ นางสะบัดแขนเสื้อ ทันใดนั้น ลมสีเขียวกลุ่มหนึ่งก็พัดมาหอบตัวเมิ่งฮ่าว พาเขาลอยดิ่งลงจากหน้าผาไปพร้อมกับนาง เมิ่งฮ่าวพลันจิตใจว่างเปล่า
เมื่อลอยไปถึงรอยแยก หญิงสาวโบกสะบัดมือ และโยนเมิ่งฮ่าวเข้าไปในรอยแยกนั้น สายลมสีเขียวพาหญิงสาวลอยตามเข้าไปด้วย หวังโหย่วฉายและเพื่อนๆอีกสามคน พยายามถอยหลังไปด้วยความตื่นกลัว
หญิงสาวยืนอยู่อย่างเงียบๆ เพียงแหงนหน้าขึ้นมองไปที่เส้นเถาวัลย์
เมิ่งฮ่าวรู้สึกตื่นตระหนกจนตัวสั่น รีบยืนขึ้นมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว รอยแยกนี้ไม่ได้กว้างมากนัก แท้จริงแล้วควรเรียกว่าแคบเลยจะดีกว่า ถึงจะมีแค่ไม่กี่คนข้างใน แต่ก็เหลือเนื้อที่ว่างน้อยมาก
เมิ่งฮ่าวมองไปที่หวังโหย่วฉาย และเห็นเด็กหนุ่มอีกสองคน คนหนึ่งท่าทางใสซื่อ อีกคนหนึ่งดูสะอาดสะอ้าน อวบอ้วนเล็กน้อย ทั้งสองยืนตัวสั่น เหมือนว่าจะร้องไห้ออกมาด้วยความกลัวในไม่ช้า
"ที่ข้าต้องการ ขาดไปหนึ่งคนพอดี" หญิงสาวหน้าซีดขาวกล่าวขึ้นมา มองไปยังเมิ่งฮ่าวแทนมองเถาวัลย์ "ข้าจะเอาเจ้าไปด้วย"
"แม่นางเป็นใคร?" เมิ่งฮ่าวถาม พยายามระงับความหวาดกลัว เนื่องจากเป็นผู้มีการศึกษา และเป็นคนเข้มแข็ง ถึงแม้จะกลัว แต่ก็สามารถควบคุมตัวเองไม่ให้ตื่นตระหนกได้
หญิงสาวไม่พูดจา ยกมือขวาขึ้นโบก ปรากฎสายลมสีเขียวขึ้นอีกครั้ง ยกร่างเด็กหนุ่มทั้งสี่ขึ้น ลอยออกจากรอยแยกบนหน้าผาไปพร้อมกัน บินขึ้นไปในท้องฟ้า จากนั้นก็หายลับตาไป เหลือไว้แต่ภูเขาต้าชิงที่เบื้องหลัง ยังคงไว้ซึ่งความสูง กว้างใหญ่ กลืนไปกับความมืดในยามพลบค่ำ
ใบหน้าเมิ่งฮ่าวซีดขาวไร้สีเลือด มองเห็นตัวเองอยู่ด้านในสายลมสีเขียว บินตัดผ่านท้องฟ้า แรงลมปะทะใบหน้า จนยากที่จะหายใจ แต่กลับมีหนึ่งคำปรากฎขึ้นในความคิด
"เซียนผู้วิเศษ?" เมิ่งฮ่าวฝืนทนอยู่หลายสิบลมหายใจ แล้วก็ทนไม่ไหว หมดสติไป
เมื่อลืมตาขึ้น ก็พบว่าได้หยุดอยู่บนก้อนหินสีเขียว ซึ่งตั้งอยู่บนครึ่งทางของยอดเขา มีภูเขาซ้อนกันเป็นชั้นๆอยู่รอบๆภูเขาลูกนี้ เมฆและหมอกลอยคลอเคล้า สถานที่นี่ต้องไม่ใช่ดินแดนของมนุษย์ปุถุชนเป็นแน่ มองเห็นตำหนักสวยงาม ล้อมรอบทิวเขา ดูประหลาดตา
หวังโหย่วฉาย และเด็กหนุ่มอีกสองคนรู้สึกตัว หวาดกลัวและตัวสั่น พวกมันจ้องไปที่แผ่นหลังของหญิงสาวด้านหน้า
มีผู้ฝึกตนสวมใส่ชุดยาวสีเขียวสองคน ยืนอยู่เบื้องหน้าหญิงสาว อายุประมาณยี่สิบปี ต่างเบ้าตาลุ่มลึก นัยน์ตาเป็นสีเขียว ชวนให้รู้สึกหวาดกลัว
"นำพวกมันไปที่เรือนผู้รับใช้" หญิงสาวกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่แม้แต่จะชายตามองมาที่เมิ่งฮ่าวและพรรคพวก ทันใดนั้นร่างกายนางก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นสายรุ้ง และหายลับไปท่ามกลางขุนเขา
"ศิษย์พี่หญิงสวี่ฝีมือล้ำเลิศ เพียงออกไปหนึ่งครั้ง ก็นำเด็กน้อยผู้มีพรสวรรค์กลับมาถึงสี่คน" บุรุษผู้ฝึกตนคนหนึ่งกล่าวต่อหญิงสาวอย่างยกย่อง
"นำพวกมันไปยังเรือนข้ารับใช้" หญิงสาวเย็นชา ไม่มองพวกเมิ่งฮ่าวทั้งสี่ ย่างก้าวออกไป กลายร่างเป็นรุ้ง เลือนหายลับไปในทิวเขา
เวลานี้เมิ่งฮ่าวได้สติกลับคืนมา จ้องมองไปยังจุดที่หญิงสาวหายตัวไปด้วยความตื่นตะลึง การแสดงออกปรากฎบนสีหน้าท่าทาง อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบสิบหกปีที่ผ่านมา เมิ่งฮ่าวในยามนี้ โลหิตร้อนระอุด้วยความตื่นเต้น
"ข้ารับใช้?" เมิ่งฮ่าวคิดในใจ "ถ้าทำงานเพื่อเทพเซียน ค่าตอบแทนคงต้องดียิ่งนัก" เมิ่งฮ่าวคาดหวัง เพราะเขามองออกแล้วว่า คนของที่นี่ไม่ได้จะเอาชีวิตกัน
"ศิษย์พี่หญิงสวี่ ฝึกได้ถึงระดับเจ็ด ของการรวบรวมลมปราณแล้ว" ผู้ฝึกตนคนที่สองเอ่ย "ท่านเจ้าสำนักมอบธวัชสายลมให้แก่นาง ซึ่งก็หมายความว่า ถึงแม้นางจะไม่ได้อยู่ในระดับพื้นฐานลมปราณ นางก็สามารถเหาะได้ น่าชื่นชมยิ่ง" ผู้ฝึกตนในชุดคลุมเขียวอีกคน กล่าวด้วยเสียงคร่ำครวญ แล้วมองแบบหยิ่งผยองมาที่เมิ่งฮ่าวและพวก
"เจ้าและเจ้า" มันกล่าวพร้อมชี้ไปที่หวังโหย่วฉาย และเด็กหนุ่มท่าทางซื่อๆ "ตามข้ามา ไปที่เรือนข้ารับใช้ทิศใต้"
"ที่… ที่นี่คือสถานที่อันใด?" หวังโหย่วฉายถาม น้ำเสียงและร่างกายเริ่มสั่น เมื่อผู้ฝึกตนนั้นชี้มาเอ่ยว่า
"สำนักเอกะเทวะ"
ตอนที่ 2: สำนักเอกะเทวะ
สำนักเอกะเทวะ ตั้งอยู่ที่เขตชายแดนของแคว้นจ้าว ด้านทิศใต้ของทวีปหนานซาน เมื่อก่อนเคยเป็นสำนักอันดับหนึ่ง ท่ามกลางสี่สำนักใหญ่ มีชื่อเสียงเกริกไกรในอาณาเขตทิศใต้ แต่ชื่อเสียงเริ่มตกต่ำลงเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง และไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งอันรุ่งโรจน์เหมือนในอดีตได้อีก ทุกวันนี้เมื่อเปรียบเทียบกับสำนักอื่นๆในแคว้นจ้าว เรียกได้ว่า ด้อยกว่าในทุกด้าน
อันที่จริงสำนักนี้ไม่ได้เรียกว่า สำนักเอกะเทวะ แต่เมื่อพันปีที่ผ่านมา ปรากฏผู้ฝึกตนที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วอาณาเขตทิศใต้ ซึ่งเรียกตัวเองว่า ปรมาจารย์เอกะเทวะ ได้บังคับให้สำนักนี้เปลี่ยนชื่อเป็นนามของตัวเอง ปรมาจารย์ผู้นี้เหยียบย่ำ และแย่งชิงของวิเศษจากทุกสำนักในแคว้นจ้าวมาเป็นของตัวเอง ไร้ผู้เทียมทานในขณะนั้น
แต่กาลเวลาพันปี ตอนนี้ทุกสิ่งเปลี่ยนไป ปรมาจารย์เอกะเทวะได้หายตัวไปเกือบสี่ร้อยปี หากไม่ใช่เพราะยังไม่ยืนยัน ว่าท่านปรมาจารย์ยังมีชีวิตอยู่หรือตายไป สำนักเอกะเทวะก็คงโดนสำนักอื่นฮุบกลืนไปนานแล้ว วันแห่งความรุ่งโรจน์ได้ผ่านไปแล้ว
สำนักเอกะในยามนี้ เข้าสู่ยุคตกต่ำ ผนวกกับความความขาดแคลนทรัพยากรบุคคลของแคว้นจ้าว และแรงกดดันจากสำนักอื่นๆ กระทั่งแม้สำนักเอกะเทวะที่ต้องการข้ารับใช้ ยังต้องให้สานุศิษย์ออกไปใช้กำลังลักพาตัวมา เรื่องจะเปิดประตูสำนัก เปิดรับศิษย์เหมือนสำนักทั่วไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เมิ่งฮ่าวเดินตามบุรุษชุดยาวสีเขียว ไปตามทางน้อยทอดไปสู่ยอดเขา อันล้อมรอบไปด้วยทิวทัศน์ประดุจสวนสวรรค์ ก้อนหินรูปทรงแปลกตา ต้นไม้รูปร่างประหลาด เติบโตขึ้นอยู่ทุกที่ ท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงาม มีตึกใหญ่โตหลังคามุงด้วยหยกเขียว ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆและสายหมอก เมิ่งฮ่าวถอนหายใจออกมาอย่างต่อเนื่อง น่าเศร้าจริง เจ้าเด็กอ้วนข้างกาย มัวแต่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ตลอดเวลา ช่างทำลายบรรยากาศยิ่งนัก
"ข้าจบแล้ว จบสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง…"
"ข้าอยากกลับบ้าน มีหม่านโถว รอข้าอยู่ที่บ้าน แล้วก็มีเนื้อมีปลา"
"บ้าจริง ข้าเป็นผู้สืบทอดมรดกของเจ้าของที่ดิน อนาคตก็จะเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวย มีภรรยาสาวสวยนับสิบ ข้าไม่ควรอยู่เป็นข้ารับใช้ที่นี่…"
เด็กหนุ่มอ้วนพึมพำ น้ำตาไหลพรากอยู่บนใบหน้า
เจ้าอ้วนพึมพำต่อไปชั่วเวลาดื่มน้ำชาหมดไปครึ่งถ้วย จนกระทั่งบุรุษชุดยาวสีเขียวหันกลับมา "ถ้าเจ้ายังขืนพ่นสิ่งไร้สาระเช่นนี้ออกมาอีกครั้ง" มันกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ข้าจะตัดลิ้นเจ้าซะ"
เด็กหนุ่มอ้วน ตัวสั่นด้วยความกลัว นัยน์ตาฉายไปด้วยแววแห่งความหวาดกลัว แต่ในที่สุดก็ปิดปากจนสนิท กายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เมื่อเมิ่งฮ่าวเห็นเช่นนั้น ก็คิดว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้สวยงามอย่างที่ตนวาดหวัง แต่ด้วยบุคลิกที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว จึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และรักษาความสงบเยือกเย็นไว้
หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็มาถึงจุดครึ่งทาง ก่อนขึ้นยอดเขา เมิ่งฮ่าวมองเห็นอาคารเตี้ยหลายหลังยาวเป็นแถว ปรากฎขึ้นท่ามกลางสายหมอก มีบุรุษใส่ผ้าป่านยาวเจ็ดถึงแปดคน นั่งอยู่ด้านนอกของอาคาร มองดูเหนื่อยๆ เมื่อกลุ่มเมิ่งฮ่าวเดินไปถึง บุรุษพวกนั้นมองเห็น แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจ
ที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก บุรุษหนุ่มใส่ชุดยาวสีน้ำเงินอ่อนนั่งอยู่บนก้อนหิน ใบหน้ายาวคล้ายม้า เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูเหมือนจะแพงและสวยงามกว่าบุรุษหนุ่มคนอื่นๆ ถึงแม้ว่าหน้าตาดูเย็นชา แต่เมื่อบุรุษชุดยาวสีเขียวนำพวกเมิ่งฮ่าวมาถึง บุรุษหนุ่มชุดยาวสีน้ำเงินอ่อนก็ยืนขึ้นประสานมือแสดงความเคารพ
"ขอคารวะ ศิษย์พี่"
"นี่เป็นข้ารับใช้ใหม่สองคน" บุรุษชุดเขียวกล่าวห้วนๆ "ช่วยจัดเตรียมที่พักให้กับพวกมัน" จากนั้นก็หันหลังกลับและจากไป ไม่เหลือบมองเมิ่งฮ่าว และเด็กหนุ่มอ้วนแม้แต่น้อย
หลังจากบุรุษชุดเขียวจากไป บุรุษหนุ่มหน้ายาวเหมือนม้าก็กลับไปนั่งขัดสมาธิที่ก้อนหินอีกครั้ง มองมาที่เมิ่งฮ่าวและเจ้าอ้วน ด้วยสายตาเย็นชา
"ที่นี่คือเรือนข้ารับใช้ทิศเหนือ" มันกล่าวอย่างเย็นเย็บ น้ำเสียงไร้ความรู้สึก
"สำนักเอกะเทวะ จะไม่เลี้ยงดูผู้เกียจคร้าน เมื่อพวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ ก็ต้องทำงานจนครบสามสิบปี ถึงจะลงจากเขาได้ ถ้าพวกเจ้ากล้าหลบหนี ก็มีพวกสัตว์ป่ามากมายในภูเขาแห่งนี้ และพวกเจ้าต้องตายอย่างแน่นอน มา… มารับชุดทำงาน จากนี้ไปพวกเจ้าถูกตัดขาดจากโลกมนุษย์ และจงทำงานอย่างสงบในฐานะข้ารับใช้"
เจ้าอ้วนกลัวจนตัวสั่นยิ่งขึ้นไปอีก ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง สีหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงสงบนิ่ง ลึกลงไปในดวงตากลับปรากฎประกายอย่างสุดจะพรรณนา บุรุษหน้ายาวเหมือนม้าสังเกตเห็น มันอยู่ที่นี่มานานหลายปี พบเห็นบุรุษหนุ่มที่ถูกจับมาเป็นข้ารับใช้มากมาย แต่ใครที่สงบนิ่งแบบเมิ่งฮ่าว กลับมีไม่มากนัก
"จิตวิญญาณไม่เลวเลย" มันกล่าวเสียงแผ่วเบา "พวกเจ้าอาจไม่จำเป็นต้องทำงานใช้แรงงานจนครบสามสิบปี เจ้าสามารถฝึกฝนบำเพ็ญเพียรไปด้วยได้ ถ้าเจ้าสามารถก้าวไปถึงขั้นหนึ่งของการรวบรวมลมปราณ เมื่อนั้นเจ้าก็ไม่ต้องเป็นข้ารับใช้ แต่ได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกของสำนัก" มันสะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ชุดยาวผ้าป่านสองชุดก็ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าวและเจ้าอ้วน ด้านหน้าของแต่ละชุดมีแผ่นไม้ขนาดเท่าหัวแม่มือ มีตัวหนังสือเขียนว่า "ข้ารับใช้"
นอกจากนี้ในชุดยาว ยังมีหนังสือบางๆเล่มเล็กหนึ่งเล่ม หน้าปกเขียนว่า "ตำรารวบรวมลมปราณ"
เมื่อสายตาเมิ่งฮ่าวมองไปที่ตัวอักษรนั้น ก็หายใจหนักหน่วงขึ้น จ้องไปที่หนังสือบางๆเล่มนั้น นึกไปถึงคำพูดของบุรุษชุดยาวสีเขียวที่พูดถึงหญิงสาวสวยหน้าเย็นซีด ที่ฝึกถึงขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ
"พวกเราสามารถเป็นศิษย์สายนอก เมื่อฝึกได้ถึงขั้นที่หนึ่ง แต่สตรีนางนั้นกลับฝึกได้ถึงขั้นที่เจ็ดแล้ว อะไรคือการรวบรวมลมปราณ? บางทีนี่อาจจะเป็นหนทางนำไปสู่การเป็นเซียน เหมือนเรื่องเล่าที่พูดต่อกันมา"
ถ้านั่นเป็นค่าตอบแทนที่จะได้รับในการทำงานที่นี่ มันอาจไม่ใช่เงินทอง แต่หากนำออกไปได้ ย่อมขายได้ถึงร้อยตำลึงทอง เมิ่งฮ่าวรู้สึกตื่นเต้น รับชุดยาวไปใช้ห่อป้ายไม้และหนังสือบางๆเล่มนั้น
"เจ้าสองคนไปเข้าพักบ้านหลังที่เจ็ด เริ่มงานพรุ่งนี้ งานของพวกเจ้าคือการตัดฟืน สิบต้นต่อวัน ทุกๆวัน ไม่อนุญาตให้พวกเจ้ากิน จนกว่าจะทำงานแล้วเสร็จในแต่ละวัน" บุรุษหน้ายาวกล่าวจบก็หลับตาลง
เมิ่งฮ่าวหายใจเข้าลึกๆ เลียนแบบบุรุษหนุ่ม ทำความเคารพด้วยการประสานมือ จากนั้นก็ลากตัวเจ้าอ้วน เดินไปยังเขตเรือน ตามหาจนเจอบ้านหลังที่เจ็ด หลังจากเปิดประตูและก้าวเข้าไป
ห้องไม่ใหญ่มากนัก ประกอบด้วยหนึ่งโต๊ะ สองเตียงเล็กๆ ดูเรียบง่ายเป็นระเบียบ เมื่อนั่งลงที่เตียง เจ้าอ้วนไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป เริ่มร้องไห้อย่างหนัก
เจ้าอ้วนอายุประมาณสิบสองถึงสิบสามปี เมื่อร้องไห้เสียงดัง ก็แน่นอนว่าดังออกไปถึงด้านนอก
"พ่อของข้าเป็นเศรษฐีเจ้าของที่ดิน ข้าก็น่าจะเป็นเศรษฐีด้วยเช่นกัน ข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นข้ารับใช้…" เจ้าอ้วนดูเหมือนจะใจลอยอย่างหนัก และร่างอ้วนๆเล็กๆ ก็เริ่มสั่นสะท้าน
"หยุดร้องไห้ได้แล้ว" เมิ่งฮ่าวกล่าว พยายามพูดปลอบใจ "นึกดูสิว่า ที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายมากนัก พวกเราทำงานเพื่อฝึกวิชาเซียน ผู้คนมากมายอาจจะอิจฉาเราถ้าพวกมันรู้?" แล้วรีบเดินไปปิดประตู
"ข้าใม่ต้องการทำงานรับใช้ใคร ข้ามีเงินทอง" เจ้าอ้วนตอบ "งานแต่งงานของข้าถูกจัดเตรียมไว้แล้ว ของหมั้นก็ส่งไปแล้ว เจ้าสาวที่น่าสงสารของข้า ยังไม่ทันได้แต่ง ก็ต้องเป็นหม้ายไปซะแล้ว…" ยิ่งร้องไห้มากเท่าใด จิตใจเจ้าอ้วนก็แตกสลายมากขึ้นเท่านั้น
สีหน้าเมิ่งฮ่าวแสดงถึงความประหลาดใจ เจ้าอ้วนอายุยังน้อย ก็จะมีภรรยาแล้ว ย้อนกลับมาคิดถึงตัวเอง โตจนป่านนี้ เขาไม่เคยแม้แต่จะสัมผัสมือของอิสตรี ทำให้ต้องถึงกับถอนหายใจยาวออกมา การมีเงินทอง ช่างดีเหลือเกิน
ครอบครัวของเจ้าอ้วนร่ำรวยมหาศาล ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับอาหารหรือเสื้อผ้า ในขณะที่เขาไม่มีอะไรเลย แม้แต่หลังจากเอาบ้านที่เป็นมรดกของบิดาไปขายเมื่อหลายปีก่อน เขาก็ยังเป็นหนี้ท่านลุงโจวอีกหลายตำลึง
เมื่อคิดไปถึงหนี้ก้อนนี้ ทำให้ต้องหัวเราะออกมา ข้าอยู่ที่นี่แล้ว ถ้าลุงโจวอยากได้เงิน ก็ตามมาทวงเถอะ มิฉะนั้นกว่าข้าจะได้กลับออกไป ก็สามสิบปี ท่านลุงโจวก็อาจจะ… ไม่อยู่แล้ว
ยิ่งเมิ่งฮ่าวคิดถึงสถานที่แห่งนี้มากเท่าใด ก็ยิ่งรู้สึกดีมากขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ที่พัก หรืออาหาร ซ้ำยังได้ค่าตอบแทนมูลค่าร้อยตำลึงทอง ตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน ที่นี่เป็นสำนักของเซียน กล่าวได้ว่า เป็นที่ที่ช่วยให้เมิ่งฮ่าวหลุดพ้นออกจากสถานการณ์อันเลวร้ายที่ผ่านมาได้โดยสิ้นเชิง
การร้องไห้ของเจ้าอ้วนเริ่มรบกวนเมิ่งฮ่าว เพื่อหลุดพ้นจากเสียงร้องไห้นั้น เมิ่งฮ่าวจึงหยิบตำราเล่มบางๆ ออกมาจากเสื้อยาวผ้าป่าน เริ่มต้นอ่านช้าๆ อ่านได้บรรทัดแรกของหน้าหนึ่ง ก็ทำให้ตกตะลึง
"ทุกคนควรจะมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่ใฝ่หาลาภยศสักการะ หรือผู้ฝึกตนที่ต้องการมีชีวิตที่หลุดพ้นเป็นอิสระ ถ้าเข้าสังกัดสำนักเอกะเทวะ เจ้าก็สามารถวางใจในตัวข้า" นี่เป็นคำเกริ่นนำของคู่มือนี้ และเขียนโดยปรมาจารย์เอกะเทวะ
แม้ว่าจะเป็นถ้อยคำสั้นๆ แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง เป็นทั้งคำเชื้อเชิญและคำอธิบายเกี่ยวกับสำนักเอกะเทวะ เมิ่งฮ่าวรู้สึกมึนงง แต่หลังจากนั้นก็คิดว่าเข้าท่าดี
"สำนักเอกะเทวะ นี่คือความหมายของสำนัก? ทุกคนต้องหาสิ่งยึดเหนี่ยว เมื่อได้สิ่งยึดเหนี่ยว พวกมันก็จะร่ำรวย มีอำนาจ และเป็นอิสระจากความกังวลทั้งหลาย" เมิ่งฮ่าวตระหนักดีว่า ถ้าตนมีเจ้าใหญ่นายโตเป็นที่ยึดเหนี่ยว ตนก็ไม่ต้องสอบตกติดต่อกันถึงสามครั้ง เมิ่งฮ่าว ทอดถอนใจ รู้สึกนับถือปรมาจารย์เอกะเทวะผู้ซึ่งตนไม่เคยพบเห็นมาก่อนมากยิ่งขึ้น ด้วยคำพูดประโยคนั้น ทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกว่าประตูแห่งชีวิตของตน ในที่สุดก็ได้เปิดขึ้นแล้ว
"ในทางกลับกัน ข้าต้องหาใครสักคนที่วางใจได้เมื่ออยู่ที่นี่ หากทำเช่นนี้ ข้าก็ไม่ต้องกังวลอันใดทั้งสิ้น" ดวงตาเมิ่งฮ่าวเปล่งประกายมากขึ้น เมื่อเริ่มอ่านตำราเล่มบางต่อไป ในไม่ช้า ก็เริ่มไม่รับรู้ถึงกาลเวลา รวมถึงไม่ได้สังเกตเจ้าอ้วนที่กำลังร่ำไห้อยู่ที่ด้านข้างอีกต่อไป
ในที่สุดเจ้าอ้วนก็ร่ำไห้จนหลับไปในช่วงเที่ยงคืน เปลี่ยนเป็นเสียงกรนที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งห้องราวกับเสียงฟ้าคำราม เมิ่งฮ่าวปิดตำราลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกอ่อนเพลีย แต่ดวงตาก็ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและพละกำลัง
"ตำราเล่มนี้ ไม่ได้มีค่าแค่หนึ่งร้อยตำลึงทอง หากแต่มากถึงหนึ่งพันตำลึงทอง" เมิ่งฮ่าวกล่าวกับตัวเอง สำหรับใครบางคนที่มักจะฝันถึงการกลายเป็นคนร่ำรวย ของบางสิ่งที่มีค่าหนึ่งพันตำลึงทอง อาจจะมีค่า อันเป็นรองแต่เพียงชีวิตของตัวเอง
เมิ่งฮ่าวกำลังตื่นเต้น แต่เสียงกรนเจ้าอ้วนพลันหยุด จึงมองไปด้วยความแปลกใจ กลับเห็นเจ้าอ้วนลุกจากเตียงขึ้นมานั่ง โบกสะบัดแขนไปมา พร้อมกับเสียงพึมพำ
"ข้าจะตีเจ้าให้ตาย! กล้าดียังไงถึงกับมาขโมยหม่านโถวของข้า!"
"ข้าจะกัดเจ้าให้ตาย! กล้าดียังไงถึงกับมาขโมยภรรยาข้า!" พร้อมกับเสียงพูด เจ้าอ้วนลุกขึ้นนั่ง ทั้งที่ดวงตายังปิดอยู่ ควงหมัดไปมา ปากทองงึมงำ
"ตีเจ้าให้ตาย กล้าแย่งหม่านโถวข้า กัดเจ้าให้ตาย กล้าแตะเจ้าสาวข้า" เจ้าอ้วนยืนขึ้นทั้งๆที่หลับตา รำเพลงมวยอย่างดุดันไปรอบห้อง จนเผลอกระแทกเข้ากับโต๊ะ แต่ที่เมิ่งฮ่าวต้องเบิกตาโตนั่นคือ อย่างไม่น่าเชื่อ เจ้าอ้วนคว้าโต๊ะขึ้นมากัดลงไปที่มุมอย่างเต็มแรง ปรากฏป็นรอยฟันลึกไว้เป็นเครื่องหมาย จากนั้นก็เดินกลับไปนอน แล้วเริ่มส่งเสียงกรนต่อไป
เมิ่งฮ่าวดูอยู่สักครู่หนึ่ง ก็แน่ใจว่าเป็นการนอนละเมอ จากนั้นก็มองไปยังรอยกัดที่มุมโต๊ะ ทำให้คิดได้ว่าไม่ควรไปตอแยเจ้าอ้วนในขณะที่มันกำลังนอนหลับ จากนั้นก็มองไปยังตำราอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่ตื่นเต้น
"การรวบรวมลมปราณระดับเก้า เป็นหนทางสู่การเป็นเซียน ทำงานรับใช้เซียนวิเศษ แลกกับโอกาสสำเร็จเป็นเซียนด้วยตัวเอง นี่เป็นผลตอบแทนอันยิ่งใหญ่เท่าที่เป็นไปได้ ข้าไม่เชื่อว่าหากข้าสำเร็จเป็นเซียน แล้วข้าจะไม่ร่ำรวย" เมิ่งฮ่าวกำตำรา สายตาส่องประกายเจิดจ้า ในที่สุดเขาก็ค้นพบหนทางอื่น นอกเหนือจากการศึกษาเล่าเรียนเพื่อไปสอบเป็นขุนนาง
ทันใดนั้น ประตูก็ถูกเตะออกพร้อมเสียงปัง ดังสนั่นหวั่นไหว
ตอนที่ 3: เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอก
"เข้านอนกันเร็วจริงนะ ลุกขึ้นให้หู่เหยียเยี่ย (ท่านปู่พยัคฆ์) เดี๋ยวนี้!" ประตูเปิดออกด้วยแรงกระแทก บุรุษร่างสูงใหญ่ กำยำแข็งแรง เดินเข้ามา ใส่ชุดยาวผ้าป่านแบบข้ารับใช้ จ้องมองมายังเมิ่งฮ่าว และเจ้าอ้วนด้วยสายตาดุร้าย
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป" มันพูดกระแทกเสียง "พวกเจ้าทั้งสอง จะต้องตัดไม้เพิ่มอีกคนละสิบต้น มิฉะนั้นหู่เหยียเยี่ยคนนี้ จะถลกหนังพวกเจ้าทั้งเป็น"
"ท่านหู่เหยียเยี่ย…" เมิ่งฮ่าวกล่าว ตะเกียกตะกายลงมาจากเตียง ลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ "ท่านควรจะเบาเสียง…" ก่อนที่เขาจะพูดจบ บุรุษร่างสูงใหญ่ จ้องมองมาพร้อมตะคอกว่า
"เหลวไหล! เจ้าคิดว่าข้าพูดเสียงดัง?"
เมิ่งฮ่าวรู้สึกถึงพลังดุร้ายกระแทกหน้า มองไปที่บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้นี้ เมิ่งฮ่าวลังเล ก่อนที่จะพูดว่า
"แต่… ศิษย์พี่ที่ดูแลข้ารับใช้ได้มอบหมายงานให้พวกข้า ตัดต้นไม้เพียงสิบต้นต่อวัน"
"ที่ตัดเพิ่มอีกสิบต้น เป็นสำหรับข้า" มันพูดด้วยเสียงเย็นเยียบ
เมิ่งฮ่าวนิ่งเงียบ ใช้สมองอย่างรวดเร็ว เพิ่งจะมาถึงสำนักเซียน ก็ถูกกลั่นแกล้ง เขาไม่อยากจะยอมจำนน แต่บุรุษผู้นี้ทั้งสูงใหญ่และแข็งแรง ในขณะที่ตัวเองมีร่างกายที่อ่อนแอ ไม่สามารถที่จะต่อสู้ด้วยได้ เมื่อมองไปที่โต๊ะ ก็สังเกตเห็นรอยกัด จึงนึกขึ้นได้ถึงความแข็งแรงของเจ้าอ้วนเมื่อนอนละเมอ ฉุกคิดขึ้นมาว่า อย่างไรก็ต้องลองดู จึงรีบตะโกนปลุกเจ้าอ้วน
"เจ้าอ้วน! มีคนแอบมาขโมยหม่านโถว และภรรยาของเจ้า!"
สิ้นเสียงของเมิ่งฮ่าว เจ้าอ้วนลุกขึ้นนั่ง โดยที่ดวงตายังปิดอยู่ ใบหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความโกรธ ร้องตะโกนว่า
"ใครบังอาจมาขโมยหม่านโถวของข้า? ขโมยภรรยาข้า?" มันกระโดดลงจากเตียง "ข้าจะตีเจ้าให้ตาย! ข้าจะกัดเจ้าให้ตาย!" มันหวดหมัดไปทั่วห้อง บุรุษร่างสูงใหญ่จ้องมองด้วยความตกตะลึง จากนั้นก็เดินเข้าไปฟาดฝ่ามือใส่เจ้าอ้วนฉาดหนึ่ง
"เจ้ากล้าขึ้นเสียงต่อหน้าหู่เหยียเยี่ย?" มันตบเข้าไปที่ใบหน้าเจ้าอ้วน จากนั้นก็ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เจ้าอ้วนทั้งที่ดวงตาปิดอยู่ ได้กัดไปที่แขนของมัน ไม่ว่าจะสะบัดอย่างไร เจ้าอ้วนก็ยังกัดไม่ปล่อย
"ปล่อยข้า เจ้าบ้า หยุดกัดได้แล้ว" บุรุษผู้นี้เป็นแค่ข้ารับใช้ ไม่ใช่ผู้ฝึกตน เพียงแต่ทำงานรับใช้มาเป็นเวลานาน จึงร่างกายแข็งแรงเท่านั้น แต่บัดนี้ก็เจ็บปวดจนต้องหลั่งเหงื่อโทรมกาย มันพยายามต่อยและเตะ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าอ้วนอ้าปากหยุดกัดได้แม้แต่น้อย ยิ่งต่อยเตะแรงมากขึ้นเท่าใด เจ้าอ้วนก็ยิ่งกัดลึกลงไปยิ่งขึ้น เนื้อที่ถูกกัดเริ่มแหลกเหลวราวกับว่าจะถูกฉีกออกมาเป็นชิ้นๆ
มันส่งเสียงร้องโหยหวน ดังลั่นออกไปยังด้านนอกห้อง บุคคลอื่นๆเริ่มได้ยิน เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ตะโกนมาว่า
"วุ่นวายอะไรกัน?"
มันเป็นเสียงของบุรุษหน้ายาวเหมือนม้า เมื่อบุรุษร่างสูงใหญ่ได้ยิน ก็เริ่มตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว แม้จะโดนกัดจนเป็นแผลเหวอะหวะ เจ็บปวดจนใบหน้าบิดเบี้ยว มันก็พยายามหยุดกรีดร้อง
"มิใช่เรื่องดีที่จะให้ศิษพี่ใหญ่หัวหน้าข้ารับใช้อารมณ์เสีย" บุรุษร่างสูงใหญ่รีบพูด "ไร้ประโยชน์ที่จะทำแบบนี้ เร็วเข้า หยุดกัดข้า! ข้าไม่ต้องการไม้สิบต้นอีกแล้ว"
เมิ่งฮ่าวก็ไม่นึกว่า เจ้าอ้วนจะละเมอได้ดุดันถึงเพียงนี้ แต่ก็ไม่รู้จะหยุดเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร รีบเดินไปตบเบาๆที่หน้าเจ้าอ้วน แล้วก็กระซิบไปที่ข้างหู
"หม่านโถวกลับมาแล้ว พร้อมภรรยาเจ้าด้วย"
ในที่สุดเจ้าอ้วนก็ผ่อนคลาย อ้าปากปล่อยแขนบุรุษร่างสูงใหญ่ แต่ยังคงกำหมัดต่อยอากาศ กลับไปที่เตียง หน้าบวมจมูกช้ำ จากนั้นก็นอนกรนต่อไป
บุรุษร่างสูงใหญ่มองไปที่เจ้าอ้วนอย่างกลัวเกรง ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดจา เมิ่งฮ่าวยืนอึ้งไปพักใหญ่ รู้สึกเลื่อมใสเจ้าอ้วนนัก จากนั้นก็เดินกลับไปนอนที่เตียง
∗∗∗
รุ่งอรุณ
ดวงตะวันเริ่มเบิกฟ้า เสียงระฆังดังกังวาลลอยมาตามสายลม ราวกับนำพาพลังอันแปลกประหลาดมาสู่ผู้ที่ได้ยิน เมื่อทุกคนได้ยินเสียงระฆัง ก็ตื่นขึ้นเพื่อเริ่มทำงานของแต่ละคน เจ้าอ้วนตื่นขึ้นมา มองไปที่รอยแผลตามร่างกายของตัวเองด้วยความมึนงง ยกมือขึ้นลูบใบหน้า
"เมื่อคืนเกิดเรื่องอันใดขึ้น ทำไมทั่วร่างของข้าถึงรู้สึกเจ็บปวด เหมือนถูกใครตี…"
เมิ่งฮ่าวกำลังสวมชุดผู้รับใช้ เงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่จะพูดว่า
"ไม่มีอันใด ทุกอย่างปกติ"
"ทำไมใบหน้าของข้าถึงได้บวมปูด"
"อาจเป็นเพราะโดนยุงกัด"
"ถ้าอย่างนั้น มีเลือดติดในปากข้าได้ยังไง"
"อันที่จริงเมื่อคืน เจ้านอนตกเตียงหลายครั้ง" เมิ่งฮ่าวเปิดประตู ก่อนจะก้าวออกไป ลังเลเล็กน้อย จากนั้นก็หยุดแล้วมองกลับไป พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ฟังนะ พ่างจื่อ (เจ้าอ้วน) เจ้าต้องถูฟันของเจ้าให้บ่อยมากขึ้น เพื่อให้มันแหลมคมมากกว่านี้"
"เอ๊ะ ท่านพ่อข้าก็เคยพูดเช่นนี้" เจ้าอ้วนกล่าวด้วยความประหลาดใจ พร้อมกับสวมใส่ชุดยาวผ้าป่านไปด้วย
เมิ่งฮ่าว และเจ้าอ้วน เดินออกไปภายใต้แสงอาทิตย์ เพื่อเริ่มชีวิตการเป็นข้ารับใช้ของสำนักเอกะเทวะ ตัดโค่นต้นไม้
ทุกคนต้องตัดต้นไม้ให้ได้สิบต้นต่อวัน รอบๆเขตข้ารับใช้ทิศเหนือ บนเนินเขาเต็มไปด้วยต้นไม้ ถึงแม้ลำต้นไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่ก็ขึ้นหนาแน่น แผ่กระจายราวกับมหาสมุทร ไกลสุดลูกหูลูกตา
เมิ่งฮ่าว และเจ้าอ้วนแบกขวานที่ใหญ่โตและหนักมาก จนแขนด้านชาและเจ็บปวด เจ้าอ้วนก็หอบไปตลอดทาง ทั้งสองเดินขึ้นเนินเขาไป จนในที่สุดก็เจอสถานที่เหมาะ ทั้งสองเริ่มตัดต้นไม้ จนได้ยินเสียงขวานกระทบต้นไม้เป็นระยะ
"ท่านพ่อของข้าเป็นเศรษฐี วันหน้าข้าก็จะเป็นเศรษฐีด้วย ข้าไม่ต้องการเป็นข้ารับใช้…" เจ้าอ้วนตัดต้นไม้ไปก็บ่นไปพลาง "ดินแดนแห่งเซียนนี้ช่างแปลกแท้ พวกมันมีอาถาอาคม แล้วจะต้องการก่อไฟอีกด้วยหรือ ทำไมถึงต้องให้พวกเรามาตัดต้นไม้ให้…"
ไม่เหมือนกับเจ้าอ้วนปากมาก เมิ่งฮ่าวเหนื่อยเกินไปที่จะพูด เหงื่อโทรมท่วมตัวเหมือนเปียกฝน เพราะความยากจนในเมืองหยุนเจี๋ย เขาไม่มีโอกาสได้กินเนื้อสัตว์มากนัก ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ไม่มีแรง ตัดไม้ไปได้แค่ชั่วธูปไหม้หมดครึ่งดอก ก็ต้องเอนกายพิงต้นไม้ หายใจด้วยความเหนื่อยหอบ
เมิ่งฮ่าวมองไปที่เจ้าอ้วน ที่ยังคงด่าไปตัดไม้ไปตลอดเวลา เจ้าอ้วนอายุน้อยกว่าเขา แต่แข็งแรงกว่ามากนัก
เมิ่งฮ่าวส่ายศีรษะด้วยความขมขื่น อาศัยช่วงพัก ดึงตำรารวบรวมลมปราณออกมาพิจารณาอีกครั้ง ปฏิบัติตามคำอธิบายในตำรา พยายามที่จะรับรู้พลังลมปราณจากแผ่นฟ้าและผืนดิน
เวลาผ่านไปจนกระทั่งพลบค่ำ ตลอดทั้งวันเมิ่งฮ่าวตัดต้นไม้ได้แค่สองต้น เจ้าอ้วนตัดได้แปดต้น เมื่อรวมเข้าด้วยกัน ก็เพียงพอสำหรับอาหารเพียงหนึ่งคน พวกเขาจึงปรึกษากันชั่วครู่ เจ้าอ้วนก็ไปรับอาหาร แล้วก็เอามาแบ่งกินด้วยกันในห้อง จากนั้นก็นอนหลับด้วยความอ่อนเพลีย
จนกระทั่งเสียงกรนของเจ้าอ้วนดังไปทั่วห้อง เมิ่งฮ่าวพยายามที่จะลุกขึ้นนั่ง ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ไม่สนใจความหิวและความอ่อนเพลีย หยิบตำรารวบรวมลมปราณขึ้นมาอ่านอีกครั้ง
"เมื่อก่อนข้าอ่านตำราเพื่อเตรียมสอบ บ่อยครั้งที่นั่งอ่านจนฟ้าสาง ข้าคุ้นเคยกับความหิวโหย เทียบกับตอนนี้แล้ว ข้าอาจจะเหน็ดเหนื่อย แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็เป็นทางออก ข้าไม่เชื่อว่าหลังจากล้มเหลวในการสอบเป็นขุนนาง ข้าจะล้มเหลวในการฝึกตนเพื่อเป็นเซียน" ความยืนกรานดื้อรั้นฉายในดวงตาเมิ่งฮ่าว เขาก้มหน้าและเริ่มอ่านตำราต่อไป
เมิ่งฮ่าวอ่านต่อไปจนกระทั่งดึก ในที่สุดก็เผลอนอนหลับไป ในความฝันเขาได้สัมผัสถึงพลังลมปราณของแผ่นฟ้าและผืนดิน จนเสียงระฆังได้ปลุกเขาในตอนเช้า เมิ่งฮ่าวลืมตาที่แดงก่ำ อ้าปากหาวพร้อมกับลุกลงจากเตียง จากนั้นก็ไปตัดต้นไม้พร้อมกับเจ้าอ้วน
หนึ่งวัน สองวัน สามวัน… เวลาดำเนินไปจนกระทั่งสองเดือนผ่านไป ความสามารถในการตัดต้นไม้ของเมิ่งฮ่าวเพิ่มขึ้น จนกระทั่งเขาสามารถตัดได้สี่ต้นในหนึ่งวัน แต่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ ในการทำความเข้าใจในความหมายของพลังลมปราณ ดวงตาของเขาแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งในเย็นวันหนึ่งช่วงพลบค่ำ เมิ่งฮ่าวนั่งพักเหนื่อย ขณะนั่งสมาธิอยู่ได้ไม่นาน ร่างกายก็สั่นขึ้นมาในฉับพลัน รู้สึกแขนขาเริ่มตึง เหมือนมีกลุ่มพลังจางๆ เริ่มก่อตัวขึ้นมาภายในกล้ามเนื้อและเส้นเลือด
หลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกถึงเส้นใยของพลังลมปราณเริ่มปรากฎขึ้นภายในร่างกาย แม้มันจะหายไปในทันที แต่เมิ่งฮ่าวก็ตาลุกโชนด้วยความตื่นเต้น ความอ่อนเพลียหายเป็นปลิดทิ้ง เส้นเลือดฝอยที่แดงก่ำในดวงตาลดน้อยลง ร่างกายสั่นน้อยๆ มือกำตำรารวบรวมลมปราณไว้แน่น
เมิ่งฮ่าวไม่ได้กินหรือนอนมากนักในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา นอกจากตัดต้นไม้แล้ว เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ฝึกรวบรวมพลังลมปราณ และบัดนี้ก็บังเกิดผลลัพธ์ เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากสองเดือน กลายเป็นสี่เดือน เข้าสู่หน้าร้อน แสงแดดแผดจ้า ส่องกระจายไปทั่วผืนฟ้า
"รวบรวมลมปราณ ส่งผ่านทั่วร่าง ทะลวงชีพจร สั่นพ้องฟ้าดิน" เป็นช่วงเที่ยงวันในภูเขาลึก ใกล้กับสำนักเอกะเทวะ เมิ่งฮ่าวใช้มือข้างหนึ่งคุ้ยเขี่ยกองไฟ มืออีกข้างก็ถือตำรารวบรวมลมปราณ มุ่งมั่นศึกษาด้วยความตั้งใจ
เขาหลับตาลงชั่วเวลาธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก รับรู้ถึงเส้นใยอันละเอียดอ่อนของลมปราณภายในร่าง นี่เป็นลมปราณซึ่งปรากฎขึ้นเมื่อสองเดือนที่แล้ว และเมิ่งฮ่าวเทิดทูนมันเสมือนดั่งเป็นขุมทรัพย์ เส้นใยนี้เห็นได้ชัดว่าหนามากขึ้นในขณะนี้ เขานั่งสมาธิ ปล่อยให้เส้นใยลมปราณ ไหลเวียนในร่างตามวิธีการที่อธิบายในตำรา
จากนั้นไม่นาน เมิ่งฮ่าวก็ลืมตาขึ้น มองไปที่เจ้าอ้วนที่แบกขวาน วิ่งมาอย่างรวดเร็ว
"เป็นอย่างไรบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง?" เจ้าอ้วนหายใจเหนื่อยหอบถามขึ้น แม้รูปร่างยังคงอ้วนเช่นเดิม แต่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
"ข้ายังไม่อาจกระจายมันไปทั่วร่างได้" เมิ่งฮ่าวพูดพร้อมหัวเราะ "แต่ข้ามั่นใจว่าภายในหนึ่งสัปดาห์ ข้าจะก้าวไปถึงการรวบรวมลมปราณในขั้นแรก" แววตาเปล่งประกายเชื่อมั่น
"ความหมายของข้า คือ ไก่เป็นอย่างไรบ้าง?" เจ้าอ้วนเลียริมฝีปาก เมื่อมองไปที่กองไฟ
"โอ สุกพอดี" เมิ่งฮ่าวตอบ เลียริมฝีปากตามไปด้วย พร้อมกับใช้กิ่งไม้เขี่ยกองไฟ เจ้าอ้วนก็ใช้ขวานขุดลงไปที่พื้นดินดึงไก่ที่สุกได้ที่ออกมา
กลิ่นหอมโชยไปทั่ว พวกเขาแบ่งไก่เป็นสองส่วน เริ่มกินอย่างหิวโหย
"ตั้งแต่ที่เจ้ามีพลังลมปราณ" เจ้าอ้วนกล่าว ริมฝีปากเต็มไปด้วยคราบมันเยิ้ม "เจ้าก็สามารถจับไก่ป่าได้ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงต้องอดตาย เทียบกับตอนนี้ สองเดือนแรกที่นี่เหมือนฝันร้าย…" กล่าวประจบเมิ่งฮ่าวตามความเคยชิน
"ผู้คนมากมายหาอาหารได้จากในป่า เจ้าไม่เคยรู้ ก็แค่นั้น" เมิ่งฮ่าวพูด พร้อมกับกัดไปที่ขาของไก่ ทำให้เสียงพูดไม่ชัดเล็กน้อย
"เฮ้อ! ถ้าเจ้าฝึกรวบรวมลมปราณได้ถึงขั้นหนึ่ง ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แล้วก็กลายเป็นศิษย์สายนอก" เจ้าอ้วนพูดด้วยใบหน้าที่ขมขื่น "ข้าจะทำอย่างไรดี? ข้าไม่เข้าใจตำราพวกนี้เลย" พูดไปก็มองดูเมิ่งฮ่าวไป ด้วยความหวัง
"ฟังนะ พ่างจื่อ (เจ้าอ้วน) วิธีเดียวที่เจ้าจะกลับไปบ้านได้ คือเจ้าต้องเป็นศิษย์สายนอกให้ได้เท่านั้น" เมิ่งฮ่าวพูด ลดขาไก่ในมือลง มองไปที่ดวงตาเจ้าอ้วน
เจ้าอ้วนนั่งเงียบไปครู่นึง ก่อนที่จะผงกศีรษะด้วยความมุ่งมั่น
หกวันผ่านไป ในตอนกลางคืน เจ้าอ้วนหลับไปแล้ว เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้อง คิดถึงสี่เดือนที่ผ่านมา นอกจากตัดต้นไม้แล้ว เขาใช้เวลาทั้งหมดในการสัมผัสพลังลมปราณ นึกย้อนกลับไปเมื่อสองเดือนที่แล้ว ถึงความตื่นเต้นเมื่อสายใยแห่งลมปราณได้เริ่มก่อตัวขี้นในร่างของตน
บัดนี้เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลับตาลง รวบรวมพลังลมปราณเป็นเส้นสาย ให้โคจรหมุนเวียนอยู่ภายในร่าง จากนั้นก็มีเสียงดังกึกก้องอยู่ในศีรษะ ก่อนหน้านี้เขายังไม่สามารถบังคับลมปราณให้กระจายไปทั่วร่างได้ แต่ในพริบตานี้ เขาก็ทำสำเร็จ ลมปราณกระจายไปทั่วทุกมุมของร่างกาย ให้ความรู้สึกเหมือนร่างเบาหวิว พร้อมจะลอยขึ้นไปได้
ในช่วงเวลาเดียวกับที่เมิ่งฮ่าวทำได้สำเร็จ ในการรวบรวมลมปราณขั้นที่หนึ่งนั้น บุรุษหน้ายาวเหมือนม้า ที่นั่งอยู่บนก้อนศิลาใหญ่ด้านนอก ก็ลืมตาขึ้นช้าๆ มองมายังบ้านของเมิ่งฮ่าว จากนั้นก็ปิดตาลงอีกครั้ง
รุ่งอรุณ ภายใต้สายตาอิจฉาของทุกคนที่เป็นข้ารับใช้ในอาณาเขตทิศเหนือ เมิ่งฮ่าวเดินก้าวออกจากห้องที่เคยเป็นบ้านของเขาในสี่เดือนที่ผ่านมา มายืนตรงหน้าบุรุษหน้ายาวเหมือนม้า
เจ้าอ้วนไม่ได้เดินมาด้วย มันยังอยู่ที่ประตูบ้าน มองดูเมิ่งฮ่าวด้วยสายตามุ่งมั่น
"เจ้าบรรลุระดับแรกของการรวบรวมลมปราณในเวลาสี่เดือน ไม่ถือว่าโดดเด่น แต่ก็ไม่ถือว่าโง่เขลาด้วยเช่นกัน" บุรุษหน้ายาวเหมือนม้ามองดูเมิ่งฮ่าว ท่าทางไม่เย็นชาเหมือนในอดีต พูดอย่างใจเย็น
"ขณะนี้เจ้ากำลังจะไปที่อาณาเขตศิษย์สายนอกของสำนัก ข้าจะอธิบายกฎข้อบังคับที่นั่นให้รับรู้ ทุกๆเดือน หินลมปราณและเม็ดยา จะถูกแจกให้ศิษย์สายนอกทุกคน แต่ไม่มีข้อห้ามในการใช้กำลัง แย่งชิงเอาสิ่งของจากคนอื่น ซ้ำยังได้กำหนดเขตสาธารณะแห่งหนึ่งให้เป็นเขตสังหาร เจ้า… เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้มาก"
เมื่อมันพูดจบ ก็ยกมือขวาขึ้น ครั้นแล้วแผ่นหยกก็พุ่งออกมา ลอยอยู่ตรงหน้าเมิ่งฮ่าว เขาจับมันไว้
"พุ่งพลังลมปราณไปที่แผ่นหยก มันจะนำเจ้าไปที่หอเก็บของวิเศษของสำนักสายนอก ซึ่งเป็นที่ที่เจ้าต้องไปรายงานตัวเพื่อเลื่อนขั้น" กล่าวจบบุรุษหน้ายาวเหมือนม้าก็หลับตาลง
เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา ประสานมือคารวะ หันหลังมองกลับไปที่เจ้าอ้วน ทั้งสองประสานตากันชั่วขณะ เมิ่งฮ่าวรู้สึกตื้นตันอยู่ในจิตใจ จากนั้นก็ตัดใจจากไป เขาแผ่พลังลมปราณไปที่แผ่นหยก มีแสงสีเขียวเปล่งออกมาจากแผ่นหยก และลอยไปข้างหน้าช้าๆในอากาศ
เมิ่งฮ่าวเดินตามไป ค่อยๆจากไปจากเขตข้ารับใช้อย่างช้าๆ
เขาก้าวย่างไปในทางแคบๆ ซึ่งนำไปสู่ประตูหลัก เดินไกลออกไปเรื่อยๆ ตรงไปที่ตีนเขา ในที่สุดก็ถึงเขตที่เขาไม่เคยย่างเท้าเข้ามาก่อน ในช่วงเวลาสี่เดือนที่ผ่านมา
สำนักเอกะเทวะประกอบด้วยสี่ยอดเขาหลัก คือ ตะวันออก ตะวันตก ทิศเหนือ และทิศใต้ รอบๆยอดเขาทั้งสี่ มีภูเขามากมายต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ซึ่งเหมือนจะหาจุดสิ้นสุดมิได้ กึ่งกลางของยอดเขาทั้งสี่ เป็นเขตข้ารับใช้ ซึ่งเมิ่งฮ่าวถูกจัดให้ไปเป็นข้ารับใช้ทิศเหนือ ของยอดเขาทิศเหนือ แต่อีกครึ่งทางที่ทอดสู่ยอดเขาถูกปกป้องไว้ด้วยเวทป้องกัน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของศิษย์ฝ่ายในและผู้อาวุโสของสำนัก
แต่ละยอดเขาทั้งสี่ ก็เป็นเช่นนี้ สำหรับพื้นที่ราบที่เชื่อมระหว่างภูเขาทั้งสี่ทั้งหมด มีบ้านมากมายนับไม่ถ้วน ศิษย์สายนอกของสำนักเอกะเทวะอาศัยอยู่ที่บ้านเหล่านั้น
สำนักเอกะเทวะค่อนข้างจะแตกต่างจากสำนักอื่นๆตรงที่ศิษย์สายนอก อาศัยอยู่ที่ตีนเขา ขณะที่ข้ารับใช้อยู่ที่กลางภูเขา นี่เป็นกฎของสำนัก ที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ กำหนดขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุ
เมื่อมองจากระยะไกล ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยหมอกลอยไปมา แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ หมอกก็หายไป เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว เป็นอาคารโอ่โถงดูเด่นเป็นสง่า ล้อมด้วยรั้วแกะสลักลวดลายสวยงามด้วยหินอ่อน และถนนที่ปูด้วยหินสีเขียว เนืองแน่นไปด้วยศิษย์สายนอก ในชุดเสื้อยาวสีเขียว บางคนก็สังเกตเห็นเมิ่งฮ่าว เมื่อเขาเดินผ่านไป
สายตาเหล่านั้น จ้องมองความเหยียดหยาม ไร้ความรู้สึกที่ดี ทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกเหมือนกับโดนจ้องด้วยสายตาของสัตว์ป่า ซึ่งทำให้เขาคิดถึงคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่หน้ายาวเหมือนม้า ที่ได้พูดไว้เกี่ยวกับศิษย์สายนอก
จากนั้นไม่นาน เขาก็มาถึงอาคารสีดำ ในเขตทิศใต้ของสำนักฝ่ายนอก เป็นอาคารสูงสามชั้น ถึงจะมีสีดำ แต่ก็เหมือนจะสร้างมาจากหยก และแลดูเกือบจะโปร่งใส
เมื่อเมิ่งฮ่าวมาถึง ประตูหลักของอาคารก็เปิดออกอย่างเงียบเชียบ บุรุษวัยกลางคน รูปร่างซูบผอมเดินออกมา สวมใส่ชุดยาวสีเขียวเข้ม หน้าตาบ่งบอกถึงความฉลาด ยกมือขวาขึ้นทำท่าคว้าจับ แผ่นหยกก็ลอยเข้าไปในมือของมัน หลังจากมองดูแผ่นหยก มันก็พูดช้าๆเนิบนาบ
"เมิ่งฮ่าวได้ถูกเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอก เจ้าจะได้รับบ้าน ชุดยาวสีเขียว แผ่นวิญญาณ และถุงเก็บสมบัติ สำหรับแผ่นวิญญาณใช้สำหรับผ่านเข้าไปที่หอเก็บของวิเศษเพื่อรับอาวุธเวท" มันโบกมือขวา ถุงสีเทาก็ปรากฎขึ้นที่มือของเมิ่งฮ่าว
เมิ่งฮ่าวมองไปที่ถุงสีเทาชั่วขณะ ก็คิดไปถึงศิษย์สายนอกทุกคนที่เดินสวนทางกันบนถนน ศิษย์เหล่านั้นก็มีถุงเช่นนี้แขวนอยู่ที่เอว
บุรุษหน้าผู้มีแววตาเฉลียวหลาด มองมาที่เมิ่งฮ่าว คิดได้ว่าเขาย่อมไม่มีศิษย์สายนอกที่สนิทสนม ทำให้ไม่คุ้นเคยกับถุงเก็บสมบัติ รู้สึกผ่อนคลายจิตใจ แล้วพูดเสียงราบเรียบ "ด้วยการแผ่พุ่งพลังลมปราณไปที่ถุงนี้ เจ้าก็จะสามารถใส่สิ่งของมากมายลงไปได้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็อัดพลังลมปราณไปเต็มที่ ถุงเริ่มเปล่งประกาย เขาเหลือบเห็นพื้นที่ข้างในถุงใหญ่ประมาณครึ่งตัวคน และเห็นชุดยาวสีเขียว แผ่นป้ายหยก และของอื่นๆ
เวลานี้ เมิ่งฮ่าวรู้สึกอิ่มเอิบใจยิ่งนัก ถุงเก็บสมบัตินี้ต้องมีค่าอย่างน้อยก็เท่ากับทองร้อยตำลึง แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งของวิเศษ ระดับเทพเซียน
เมื่อเขานึกคิด แผ่นป้ายหยกก็ปรากฎขึ้นในมือ เมื่อเพ่งมองดู ก็พบว่าข้างในมีแผนที่ของเขตแดนสำนักสายนอก และที่มุมหนึ่งบนพื้นที่ห่างไกล จะเป็นบ้านใหม่ของเขา
"เข้าไปได้แล้ว ค่อยดูทีหลัง" บุรุษหน้าตกกระ พูดเสียงเย็นชา "หอเก็บของวิเศษกำลังเปิดอยู่ และเจ้าก็ยังไม่ได้เข้าไปเลย"
เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น หย่อนถุงเก็บสมบัติลงในอกเสื้อ มองไปที่ประตูของหอเก็บของวิเศษซึ่งเปิดอยู่ สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และเดินเข้าไปด้วยความมุ่งหวัง
เมื่อเขาเดินผ่านเข้าประตู สีหน้าของเมิ่งฮ่าวก็เปลี่ยนไป สูดหายใจลึก
ตอนที่ 4: กระจกทองแดง
หอเก็บของวิเศษ เต็มไปด้วยสมบัติมากมายนับไม่ถ้วน เมื่อเข้าไป สายตาเขาก็ต้องพร่ามัวเนื่องมาจากแสงอันระยิบระยับ แคร่หยกที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเต็มไปด้วยสิ่งของละลานตา เช่น ขวดวิเศษ ดาบเล็ก หยกประดับ และเพชรพลอย เมิ่งฮ่าวเริ่มหายใจหนักขึ้น หัวใจเต้นถี่รัว รู้สึกราวกับว่าโลหิตทั่วร่างฉีดพุ่งขึ้นสมอง เขาได้แต่ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น
ในช่วงชีวิตของเมิ่งฮ่าว เขาไม่เคยเห็นทรัพย์สมบัติมากมายเช่นนี้มาก่อน รู้สึกเหมือนกำลังจมอยู่ใต้น้ำ หัวหมุนงุนงง คิดอยู่ภายในใจว่าอยากจะหยิบฉวยมาทั้งหมด แล้ววิ่งหนีจากไป
"มูลค่าของทรัพย์สมบัติพวกนี้…" เมิ่งฮ่าวพึมพำ "… คงประเมินค่ามิได้ ค่าตอบแทนของการรับใช้เซียน มันช่างเหลือเชื่อนัก" เขาเดินผ่านแคร่หยกแคร่หนึ่งไป รู้สึกเต็มไปด้วยความตื่นเต้น โดยไม่รู้ตัวเขาเดินหน้าไปเรื่อยๆ คิดสงสัยไปว่าหอเก็บของวิเศษนี้มีถึงสามชั้น นี่เป็นเพียงชั้นหนึ่ง บางทีทรัพย์สมบัติที่มีมูลค่ามากยิ่งกว่า เก็บไว้ชั้นบนสองชั้น
"เซียนอมตะ… ช่างร่ำรวยนัก!" เมิ่งฮ่าวถอนหายใจยาว ทันใดนั้นสายตาก็รู้สึกถึงสิ่งของบางอย่าง วางไว้บนตำแหน่งที่สะดุดตา เขาสังเกตเห็นกระจกทองแดงบานหนึ่ง
เป็นกระจกที่มีร่องรอยของการกัดกร่อน ไม่ได้ดูพิเศษหรือแวววาวอันใด ดูแล้วก็เทียบไม่ได้กับทรัพย์สมบัติอื่นๆที่วางอยู่รอบๆมัน
ด้วยความประหลาดใจ เมิ่งฮ่าวหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ๆ มันดูค่อนข้างธรรมดา เหมือนสิ่งของทั่วไปในโลกของมนุษย์ปุถุชน ไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงความพิเศษแม้แต่น้อย แต่เมื่อที่นี่คือหอเก็บของวิเศษ เขาจึงคิดเอาเองว่า มันต้องมีคุณค่าบางอย่าง
"ศิษย์น้องช่างมีสายตาที่แหลมคมดีแท้" เสียงพูดดังมาจากด้านหลัง เขาไม่รู้ว่าบุรุษผู้เฉลียวฉลาดผู้นั้น เดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่มันก็ยืนอยู่ตรงนั้น มองไปที่กระจกทองแดง น้ำเสียงชมเชย มันกล่าวต่อไปว่า
"เมื่อเจ้าหยิบกระจกทองแดงนี้ขึ้นมา ก็หมายถึงโชคชะตาได้ลิขิตไว้แล้ว มีตำนานมากมายเกี่ยวกับกระจกบานนี้ โดยเฉพาะเรื่องความลี้ลับของมัน ว่ากันว่ามีแต่บุคคลที่โชคดี เปี่ยมด้วยโชควาสนา ถึงจะสามารถครอบครองมันได้ ดูเหมือนว่าศิษย์น้องจะเป็นบุคคลผู้นั้น ด้วยกระจกบานนี้ เจ้าสามารถควบคุมได้ทั้งสวรรค์และปฐพี"
ขณะที่พูดไป มันก็ถอนหายใจไปครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงของมันเหมือนจะมีพลังแปลกๆที่ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องชะงักงัน
"กระจกบานนี้…" เมิ่งฮ่าวมองไปที่กระจกอีกครั้ง ใบหน้าแสดงอาการแปลกๆ มันไม่ได้มีลวดลายแกะสลักที่สวยงาม มีแต่ร่องรอยของการกัดกร่อน ที่ทำให้มองแล้วยากที่จะเข้าใจ
"ศิษย์น้อง อย่าได้มองแต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกของมัน เจ้าควรรู้ไว้ว่า ของวิเศษที่ประกอบด้วยพลังปราณตามธรรมชาติ มักจะอำพรางตัวของมันเอง ในรูปแบบของสิ่งของธรรมดาทั่วไป ยิ่งดูต่ำต้อยมากเท่าไร มันก็ยิ่งล้ำค่ามากขึ้นเท่านั้น"
เห็นว่าเมิ่งฮ่าวกำลังจะวางกระจกทองแดงกลับไปที่ชั้นตามเดิม แต่บุรุษเฉลียวฉลาด ก็รีบเดินมาขวางไว้ก่อน มันมองเมิ่งฮ่าวด้วยท่าทีจริงจัง
"ศิษย์น้อง เมื่อเจ้าหยิบมันขึ้นมาแล้ว ก็หมายความว่าเจ้ากับมันมีโชคชะตาร่วมกัน เจ้าจะวางมันกลับที่เดิม เพียงแค่ว่ามันดูธรรมดาเกินไป? ข้ารับผิดชอบดูแลหอเก็บของวิเศษมาหลายปี และข้าก็รู้ประวัติความเป็นมาของ ของทุกชิ้นในหอนี้ เนิ่นนานปีมาแล้ว ที่กระจกทองแดงชิ้นนี้ ได้สร้างความปั่นป่วนใหญ่โตอยู่ในแคว้นจ้าว มันถูกสร้างขึ้นมาจากรังสีแห่งแสง ซึ่งส่องมาจากสวรรค์ หลังจากที่ท่านปรมาจารย์เอกะเทวะได้มันมาครอบครอง ก็ได้ค้นคว้าหาความลับที่ซุกซ่อนอยู่ในกระจกบานนี้ ซึ่งเชื่อว่ามันเป็นสิ่งวิเศษแห่งสวรรค์ แต่ในที่สุด ท่านปรมาจารย์ก็ไม่สามารถไขความลับของมันได้ แต่ได้กล่าวคำทำนายไว้ว่า บุคคลใดที่ได้ครอบครองมัน บุคคลนั้นจะสามารถโลดแล่นไปทั่ว ทั้งสวรรค์และปฐพี"
เมิ่งฮ่าวได้ยินชื่อของปรมาจารย์เอกะเทวะจึงชะงักงัน เขาเพิ่งมาที่สำนักสายนอก มีหลายสิ่งที่ยังไม่คุ้นเคย เขาเริ่มลังเล
"ท่านปรมาจารย์ได้ค้นคว้า แต่ก็ยังไม่เข้าใจ แล้วข้า…"
"เจ้ากล่าวผิดแล้ว ศิษย์น้อง ขอให้ศิษย์พี่ชี้แจงเถอะ ท่านปรมาจารย์ไม่ประสบความสำเร็จในการค้นคว้า ก็แสดงให้เห็นว่า มีบางสิ่งที่โดดเด่นและไม่ธรรมดาเกี่ยวกับอาวุธชิ้นนี้ ก่อนหน้านี้ ก็มีสิบคนหรือมากกว่านั้นนำมันไปศึกษา แต่ก็ไม่มีใครสามารถเข้าใจวิธีการใช้มัน และก็ไม่มีใครเสียใจกับการตัดสินใจเลือกกระจกบานนี้"
"แล้วถ้า… ถ้าเจ้าเป็นบุคคลที่โชคชะตากำหนดให้เป็นผู้ครอบครองกระจกบานนี้? ถ้าเจ้านำมันไป เจ้าก็สามารถวางใจได้ ในอดีตศิษย์ที่นำกระจกบานนี้ไป ส่วนใหญ่ก็นำมันกลับมาภายในสามเดือน และศิษย์พี่ก็ยอมให้ศิษย์เหล่านั้น สามารถเลือกอาวุธเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ ถ้าเจ้าได้พูดคุยกับข้าบ่อยครั้งเข้า เจ้าจะเข้าใจเองว่าศิษย์พี่คนนี้เจรจาด้วยง่ายดาย ข้าไม่ต้องการให้ศิษย์น้องยุ่งยากใจ"
"ถ้าเจ้านำมันไป แต่ไม่สามารถค้นคว้าไขความลับของมันได้ เจ้าสามารถนำมันมาคืนได้ทุกเวลา และเปลี่ยนเป็นสิ่งของชิ้นอื่น แต่ถ้าเจ้าละทิ้งไปตั้งแต่ตอนนี้ และกลายเป็นว่า เจ้ามีโชคชะตาที่จะนำมันไปได้ แต่เจ้าไม่นำมันไป เจ้าก็จะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตเป็นแน่"
บุรุษฉลาดเฉลียว มองเมิ่งฮ่าวอย่างตั้งใจ เมื่อเห็นเมิ่งฮ่าวลังเล มันก็ลอบหัวเราะ ศิษย์น้องใหม่ส่วนใหญ่มักจะถูกหลอกลวงได้ง่ายดาย สิ่งที่มันต้องทำทั้งหมดก็คือเล่าตำนานเกี่ยวกับกระจกบานนี้ให้ศิษย์ใหม่ทั้งหมดฟัง และกล่าวคำพูดอันยิ่งใหญ่เพื่อเกลี้ยกล่อมพวกมัน พวกศิษย์ใหม่ก็จะเริ่มตื่นเต้น
เรื่องประวัติและตำนานเกี่ยวกับกระจกบานนี้ มันมิได้โกหกเมิ่งฮ่าว เพียงแต่เมื่อใช้กระจกเป็นเหยื่อล่อ ทำให้มันได้เม็ดยาจำนวนไม่น้อย เพราะทุกคราที่นำกระจกมาคืน หาทางขัดขวาง ย่อมต้องเรียกร้องหินลมปราณ เพื่ออำนวยความสะดวก
"แต่…" เมิ่งฮ่าวได้ศึกษาเล่าเรียนและอ่านตำรามาตั้งแต่เด็ก เขาจึงค่อนข้างฉลาด จากการแสดงออกที่ดูจริงจังของบุรุษตรงหน้า เขาคาดคะเนว่ากระจกบานนี้คงไม่ได้เป็นอย่างที่มันอธิบาย แต่บุรุษตรงหน้ามีความตั้งใจที่จะป้องกันเขาวางกระจกกลับไปที่เดิม ถึงจะแกล้งทำมันตกไปที่พื้นก็ดูเหมือนไร้ผล เขาเริ่มรู้สึกเสียใจที่หยิบมันขึ้นมาในครั้งแรก
"ศิษย์น้อง" มันพูดเคร่งเครียด เสียงทุ้มต่ำ "อย่าได้ละเมิดกฎตั้งแต่วันแรกเลย เมื่อเจ้าหยิบของบางสิ่งในหอเก็บของวิเศษนี้ขึ้นมา เจ้าก็ไม่อาจวางมันกลับลงไปได้" บุรุษหน้าเฉลียวฉลาด รู้สึกว่าสมควรแก่เวลาแล้ว นี่เป็นวิธีที่มันใช้เป็นประจำเพื่อให้ศิษย์ใหม่นำกระจกไป มันโบกแขนเสื้อขึ้น ลมหอบหนึ่งก็พัดพาเมิ่งฮ่าวออกไปจากหอเก็บของวิเศษ และวางเขาลงที่ฝั่งตรงข้าม เสียงประตูหลักของหอเก็บของวิเศษปิดดังปัง
เสียงของบุรุษหน้าเฉลียวฉลาด ดังมาจากด้านใน "ศิษย์พี่ใจอ่อนเสมอสำหรับศิษย์ใหม่ ถ้าเจ้าไม่ใช่เจ้าของกระจกที่แท้จริง เจ้าสามารถนำมันมาคืนได้ตลอดเวลา"
เมิ่งฮ่าวมองไปยังประตูที่ถูกปิด สีหน้าขมึงทึงเต็มไปด้วยความโกรธ จากนั้นก็ถอนหายใจ มองลงไปยังกระจกทองแดงในมือ คิดไปถึงคำพูดในบทแรกของตำรารวบรวมลมปราณ ถ้าปรมาจารย์เอกะเทวะได้ศึกษาค้นหาความลับของกระจกเป็นเรื่องจริง มันก็ต้องเป็นของวิเศษแน่ๆ เขาส่ายศีรษะ เก็บกระจกเข้าไปในเสื้อชุดยาว จากนั้นก็จ้องไปที่หอเก็บของวิเศษด้วยความเกลียดชังเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหันหลังกลับและจากไป
เขาเดินไปตามทางเดินสีเขียวของเขตสำนักสายนอก ใช้แผนที่ในแผ่นป้ายหยกเป็นตัวชี้นำ ประมาณยามเที่ยง เขาก็มาถึงบ้านหลังใหม่ มันอยู่ติดชายแดนทิศเหนือ ค่อนข้างห่างไกล บ้านหลังอื่นๆก็เต็มไปด้วยศิษย์สายนอกคนอื่นๆ
เขาผลักประตูเปิดออก ด้านในมีหนึ่งโต๊ะ หนึ่งเตียง เมิ่งฮ่าวยืนมองด้วยความรู้สึกค่อนข้างพอใจ ที่นี้ดีกว่าห้องของเขาในเขตแดนข้ารับใช้มากนัก
เขานั่งขัดสมาธิบนเตียง สูดหายใจเข้าลึกๆ ดึงกระจกทองแดงออกมาจากเสื้อยาว ศึกษาค้นคว้าอย่างรอบคอบ จนกระทั่งอาทิตย์สนธยาลาลับฟ้า เขาจุดตะเกียงน้ำมันและศึกษากระจกต่อไป แต่ก็ไร้ประโยชน์ มองไม่ออกว่ากระจกนี้ เอาไว้ทำอันใด
ไม่ว่าเขาจะมองยังไง กระจกทองแดงนี้ก็ดูเหมือนกระจกธรรมดาทั่วไปโดยสิ้นเชิง
ถึงยามดึก เมิ่งฮ่าววางกระจกไว้ด้านข้าง มองผ่านหน้าต่างไปที่ดวงจันทร์ คิดถึงเจ้าอ้วนและเสียงกรน เขาคิดถึงมันเล็กน้อย
จันทราส่องสว่างด้านนอก แสงจันทร์ตกกระทบไปที่ชายคาของหน้าต่าง ทุกอย่างอยู่ในความเงียบ มีแต่เสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันไปมา เมิ่งฮ่าวหายใจลึก คิดเกี่ยชีวิตหลายเดือนมานี้ เขารู้สึกเหมือนกับว่าได้ผ่านเข้าสู่ชีวิตใหม่
เขาพึมพำกับตัวเอง "ข้าไม่ใช่นักศึกษาในเมืองหยุนเจี๋ยอีกต่อไปแล้ว ข้าเป็นศิษย์สายนอกของสำนักเอกะเทวะ…"
เมิ่งฮ่าวรวบรวมความคิด ปิดตาลง แล้วนั่งสมาธิ ชักนำสายใยของพลังลมปราณหมุนวนไปมาในร่างรอบแล้วรอบเล่า เขาปฏิบัติแบบนี้มาหนึ่งเดือนเต็ม และเริ่มคุ้นเคยกับมัน
สิ่งแตกต่างอย่างนึงระหว่างศิษย์สายนอก และข้ารับใช้ คือ ไม่มีใครเตรียมอาหารให้ ศิษย์สายนอกทุกคนต้องดูแลตัวเอง หาอาหารกินเอง ถ้าไม่ทำ ก็จะหิวโหยจนตาย ไม่มีใครสนใจใครแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม ในทุกๆปี ไม่มีใครในศิษย์สำนักเอกะเทวะสายนอกเคยหิวโหยจนตาย
เมื่อบรรลุถึงขั้นหนึ่งของการรวบรวมลมปราณ ทุกคนสามารถดูดซับและปล่อยพลังลมปราณจากสวรรค์และปฐพี ด้วยเหตุนี้ แม้ไม่ช่วยบรรเทาความหิว แต่ช่วยดำรงชีวิตให้อยู่ต่อไปได้
หลายวันผ่านไป บ่ายวันหนึ่ง เมิ่งฮ่าวนั่งสมาธิอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องจากด้านนอก เขาลืมตาขึ้นทันที เดินไปที่หน้าต่าง มองไปด้านนอก เขาเห็นศิษย์สายนอกคนหนึ่งนอนอยู่ที่พื้น ถูกศิษย์สายนอกคนอื่นเหยียบย่ำ ครั้งแล้วครั้งเล่า โลหิตไหลออกมาจากบาดแผลที่หน้าอก แต่ก็ยังไม่ตาย แค่บาดเจ็บ ศิษย์สายนอกที่เตะมัน ได้ยึดเอาถุงเก็บสมบัติ และเดินจากไปพร้อมเสียงแค่นในลำคออย่างเย็นเยียบ
ศิษย์สายนอกที่บาดเจ็บ พยายามลุกขึ้นยืน สายตาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมรุนแรง เดินโซเซจากไป ศิษย์สายนอกคนอื่นๆมุงดูด้วยความเย็นชา ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย
เมิ่งฮ่าวลอบมองดูอย่างเงียบๆ เขาได้เห็นฉากเช่นเดียวกันนี้นับครั้งไม่ถ้วน ในเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา และเริ่มเข้าใจลึกซึ้งขึ้นถึงวิถีของศิษย์สายนอก
เจ็ดวันผ่านไป ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เมิ่งฮ่าวได้เห็นเหตุการณ์ที่ศิษย์สายนอกถูกปล้นทรัพย์ การต่อสู้และการแย่งชิงที่เกิดขึ้น ระหว่างศิษย์สายนอกด้วยกัน ทำให้เมิ่งฮ่าวเงียบขรึมขึ้นไปเรื่อยๆ
โดยเฉพาะสิ่งที่รบกวนจิตใจของเขามากที่สุด ก็คือ เขาได้เห็นศิษย์สายนอกขั้นสอง หรือขั้นสามของการรวบรวมลมปราณ ถูกสังหารโดยศิษย์คนอื่นๆในเขตสาธารณะ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องระมัดระวังตัว เมื่อเขาออกไปด้านนอก
ต้องขอบคุณที่พื้นฐานการฝึกฝนของเขายังต่ำมาก เขาไม่มีของวิเศษหรือสิ่งของมีค่าอันใด ทำให้ทุกคนส่วนมากไม่สนใจเขา
แท้จริงแล้ว การฝึกตนของเมิ่งฮ่าวหยุดนิ่งที่ขั้นหนึ่ง ส่วนขั้นสองของการรวบรวมลมปราณ ต่างจากขั้นหนึ่งอยู่มาก เขายังต้องการพลังลมปราณ แต่เนื่องจากการฝึกตามตำรารวบรวมลมปราณ ทำให้ร่างกายแบบมนุษย์ธรรมดาของเขาได้เปลี่ยนไป เช่นนี้ การที่จะเข้าสู่ขั้นสองของการรวบรวมลมปราณ จึงจำเป็นต้องใช้เวลามากกว่า และใช้จำนวนของพลังลมปราณมากกว่าขั้นหนึ่งมาก
เช่นเดียวกัน เมิ่งฮ่าวขณะนี้ก็ได้เข้าใจว่าพรสวรรค์คืออะไร ความสามารถของร่างกายในการดูดซับพลังลมปราณจากสวรรค์และปฐพีก็คือพรสวรรค์ ยิ่งร่างกายมีพรสวรรค์มากเท่าใด พลังลมปราณที่ดูดซับได้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ด้วยช่วงเวลาที่ใช้ในการนั่งสมาธิสูดลมหายใจที่เท่ากัน คนที่มีพรสวรรค์ ก็ยิ่งดูดซับพลังลมปราณได้มากกว่า
จากการคำนวณของเขา การที่จะก้าวถึงขั้นสองของการรวบรวมลมปราณ อาจจะต้องใช้เวลาถึงหนึ่ง หรือสองปี การก้าวไปถึงขั้นสาม ก็ยิ่งใช้เวลานานกว่านี้ไปอีกมากนัก
แต่ถ้าใช้เม็ดยา หรือหินลมปราณ ก็จะช่วยเพิ่มปริมาณพลังลมปราณ ทำให้ลดเวลาในการเลื่อนขั้นไปได้มาก นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการแย่งชิงอันน่ากลัว เกิดขึ้นไปทั่วสำนักสายนอกทุกๆเดือน ในวันที่มีการแจกเม็ดยา
"ผู้เข้มแข็งก็ยิ่งแกร่งกล้าขึ้นไป ผู้อ่อนแอก็ยิ่งตกต่ำลง" เมิ่งฮ่าวพูดเงียบๆ "นี่เป็นวิธีคัดเลือกศิษย์สายในของสำนัก"
ในเช้าวันหนึ่ง เมื่อท้องฟ้าเริ่มสลัวด้วยแสงยามเช้า เมิ่งฮ่าวนั่งสมาธิเหมือนเช่นเคย เขาไม่มีสิ่งของอันใดพิเศษที่จะช่วยรวบรวมลมปราณ ยกเว้นความตั้งใจมุ่งมั่น ดังนั้นเขาไม่เคยยกเลิกการนั่งสมาธิสูดลมหายใจ ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน เสียงระฆังดังก้องกังวานไปทั้วทั้งสำนัก เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้นช้าๆ
"เสียงระฆังนี้…" เมิ่งฮ่าวสายตามุ่งมั่น เมื่อเขาเข้ามาสู่โลกความเป็นจริง ใบหน้าแสดงความตื่นเต้น เขารีบออกจากห้อง มองเห็นศิษย์สายนอกอยู่ทั่วทุกแห่ง เร่งรีบวิ่งไปในที่ห่างไกลออกไป
"เมื่อระฆังดังขึ้น ก็ถึงเวลาไปรับหินลมปราณและเม็ดยา"
"คงเป็นวันนี้แน่นอน" ผู้คนมากมายเริ่มวิ่งตรงไปที่ระฆัง ดูเหมือนว่าทุกคนที่เป็นศิษย์สายนอกต่างก็ไปที่นั่น
"วันแจกจ่ายเม็ดยา" เมิ่งฮ่าวเอ่ย หายใจเข้าเต็มปอด วิ่งไปพร้อมฝูงชน จนกระทั่งไปถึงจัตุรัสตรงจุดศูนย์กลางของสำนักฝ่ายนอก จัตุรัสผืนนี้มีขนาดกว้างใหญ่มาก รอบๆมีเสาศิลาเก้าต้น แกะสลักเป็นรูปมังกรพันอยู่รอบเสา เปล่งแสงจ้าแสบตา บนเสาหลักมีแท่นเวที ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบสิบจ้าง ปกคลุมไปด้วยเมฆหลากสีลอยวนไปมา ในกลุ่มเมฆมีเงาร่างเลือนลาง แลดูคลุมเครือ
ศิษย์สำนักสายนอกมากกว่าหนึ่งร้อยคน ยืนอยู่ที่นั่นในชุดเสื้อยาวสีเขียว คุยกันเสียงดัง และบ่อยครั้งที่มองไปที่แท่นเวทีแห่งกลุ่มเมฆหลากสี
จากนั้นไม่นานกลุ่มเมฆก็กระจายหายไป แทนที่ด้วยชายชราหน้าฝีดาษในชุดเสื้อยาวสีทอง สีหน้าแม้นไม่พิโรธก็ยังมีอำนาจ สองตาเปล่งประกายดุจสายฟ้า มีอีกสองคนที่ยืนอยู่เคียงข้างมัน เป็นบุรุษหนุ่มและหญิงสาว ทั้งคู่สวมใส่ชุดยาวสีเงิน บุรุษหนุ่มมีหน้าตาหล่อเหลายิ่งนัก สีหน้าเรียบเฉย มีบารมีแก่กล้า สำหรับหญิงสาว เมื่อเมิ่งฮ่าวมองไปที่นาง สายตาก็ต้องแข็งค้าง
สตรีผู้นี้ ก็คือ หญิงสาวที่นำเขามาจากภูเขาต้าชิง เมื่อสามเดือนก่อนนี่เอง
ตอนที่ 5: เด็กผู้นี้ ไม่เลวเลย
"ถึงกับเป็นท่านอาจารย์ลุงซ่างกวนเป็นผู้แจกเม็ดยาเอง พร้อมด้วยศิษย์สายใน ศิษย์พี่หญิงสวี่ และศิษย์พี่เฉิน มาพร้อมกัน เจ้าน่าจะได้เห็นแบบนี้ไม่บ่อยนัก อย่าบอกนะว่า จะมีการแจกเม็ดยาเฉพาะคนในเวลานี้"
"น่าจะเป็นเช่นนั้น ดูสิ ศิษย์พี่หานจงอยู่ที่นั่น มันเป็นอันดับสองของศิษย์สายนอก พื้นฐานการฝึกตนของมัน บรรลุถึงขั้นห้าของการรวบรวมลมปราณแล้ว ถ้ามันถึงขั้นที่เจ็ด ก็จะกลายเป็นศิษย์สายในโดยทันที แย่ยิ่งนัก ศิษย์พี่หวังเถิงเฟย ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย"
"ด้วยพรสวรรค์ของศิษย์พี่หวังเถิงเฟย มันไม่สนใจเม็ดยาแม้แต่น้อย ในปีที่มันเข้าสังกัดสำนัก มันก็กลายเป็นจุดสนใจในกลุ่มผู้อาวุโส หากไม่ใช่เพราะศิษย์พี่หวัง ไม่อยากทำลายกฎของสำนัก ต้องการเข้าเป็นศิษย์สายในด้วยฝีมือตนเอง มันคงได้เป็นศิษย์สายในคนที่สามไปแล้ว"
"ฮิ ฮิ น่าจะสนุกไม่น้อย การแจกเม็ดยาเฉพาะคน เม็ดยาถูกป้องกันไม่ให้ใช้ในเวลาสิบสองชั่วยาม ทุกๆหนึ่งชั่วยาม เม็ดยาจะส่องแสงสว่าง ใครก็ตามที่ต้องการแย่งชิงเพื่อให้ได้เม็ดยานั้น ก็จะสามารถรู้ตำแหน่งของมัน ระหว่างนี้จะกินเสียก็มิได้ แม้ว่าเจ้าจะได้เม็ดยานั้นและวิ่งหนี ก็ยากที่จะเก็บและซ่อนมันไว้จนครบสิบสองชั่วยามได้เป็นแน่"
เมิ่งฮ่าวฟังเสียงพูดจารอบๆตัว แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าร่วมวันแจกเม็ดยาครั้งนี้ แต่เขาก็รู้ว่า เมื่อไหร่ที่เม็ดยาถูกแจกออกไป ก็จะมีการต่อสู้มากมายเกิดขึ้น ในเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาเห็นการต่อสู้หลายครั้ง และบางทีก็มีการล้มตายเกิดขึ้น
ถ้าวันนี้เป็นวันแจกเม็ดยาเฉพาะคนจริงๆแล้ว การต่อสู้ก็คงจะรุนแรงมากขึ้น
เมิ่งฮ่าวยังคงรักษาไว้ซึ่งความเงียบขรึม พิจารณาถึงการที่เขาบรรลุแค่การรวบรวมลมปราณขั้นหนึ่ง การแจกเม็ดยาเฉพาะคนนี่ คงไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเขา เมื่อมองไปเห็นใบหน้าที่แสดงถึงความโลภที่อยู่รอบๆตัวเขา ทำให้เขาเข้าใจลึกซึ้งถึงคำว่า "สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก"
"เงียบ!" ชายชราในชุดทองบนแท่นเวที พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา แม้ว่าไม่ได้พูดจาเสียงดัง เสียงของมันก็ยังดังก้องกระหึ่มคล้ายเสียงฟ้าผ่า ผู้ฝึกตนที่ยืนอยู่ด้านล่างมันขวัญผวาเข้าไปถึงแก่นกาย สองหูด้านชา เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกผวาไปด้วยเช่นกัน และต้องใช้เวลาสักพักในการฟื้นฟู
"ข้า… ซ่างกวนซิว วันนี้ทุกคนที่อยู่ที่นี่ จะได้รับยาเพิ่มลมปราณคนละหนึ่งเม็ด และหินลมปราณครึ่งก้อน" ซ่างกวนซิวโบกสะบัดแขนขวา ทันใดนั้น เม็ดยานับร้อย พร้อมด้วยหินลมปราณ ก็ลอยออกไปทั่วทุกทิศทาง ลอยไปอยู่ตรงหน้าของทุกคนโดยพร้อมเพียงกัน เมิ่งฮ่าวจ้องไปที่เม็ดยาและหินลมปราณที่ลอยอยู่ตรงหน้า กลิ่นหอมชวนให้เคลิบเคลิ้มไหลผ่านตัวไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเม็ดยาและหินลมปราณ
หินลมปราณมีขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย เป็นประกายและเกือบโปร่งใส แค่มองไปที่มัน ก็ทำให้ผู้คนต้องหลงใหล
ใจเขาเริ่มเต้นรัว ของสองสิ่งนี้น่าจะมีค่าเท่าพันตำลึงทอง โดยไม่ลังเล เมิ่งฮ่าวเอื้อมมือไปหยิบเม็ดยา เกือบจะหย่อนใส่ปากและกลืนลงไป แต่เมื่อสังเกตเห็นทุกคนที่อยู่รอบตัว ไม่มีใครทำเช่นนั้นเลย พลันนึกขึ้นได้ มองลงไปที่เม็ดยาในมือ ก็เห็นเป็นเงาลางๆของเครื่องหมายแปลกๆที่ผนึกเม็ดยาไว้
เมื่อเมิ่งฮ่าว จ้องมองไปที่เม็ดยาในมือ เสียงของซ่างกวนซิวก็ดังขึ้นอีกครั้งจากแท่นเวที "ยังมี… เม็ดยาลมปราณเกราะอีกด้วย" เม็ดยาสีม่วง สามารถมองเห็นได้จากมือของมัน
เมื่อเม็ดยาปรากฎขึ้น กลิ่นหอมน่าพิศวงก็ฟุ้งกระจายไปทั่วพื้นที่จัตุรัส แม้เพียงแค่สูดดมเพียงเล็กน้อย เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกว่าพลังลมปราณของเขาได้เพิ่มขึ้น นี่ไม่ใช่เม็ดยาธรรมดาอย่างแน่นอน
"นั่นเป็น… เม็ดยาลมปราณเกราะ!!!"
"นั่น… นั่นเป็นยาวิเศษหายากยิ่งสำหรับทุกคนตั้งแต่ขั้นห้าของการรวบรวมลมปราณลงมา ภายในสำนัก ก็มีน้อยอยู่แล้ว บัดนี้กลับนำมาแจกที่นี่หนึ่งเม็ด"
"เมื่อยานั่นถูกแจกไป การต่อสู้ในสำนักฝ่ายนอกคงโหดร้ายขึ้น ใครจะรู้ได้ว่าจะมีคนตายเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่?"
ฝูงชนบ่นพึมพำ เมื่อจ้องขี้นไปที่เม็ดยาในมือของซ่างกวนซิว ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความโลภและความปรารถนา นี่เป็นโอกาสพิเศษสุดสำหรับศิษย์สายนอก ที่ต้องการเลื่อนระดับขั้นของการฝึกตน ทุกคนหายใจถี่เร่ง
"แต่เดิม เม็ดยาลมปราณเกราะ ไม่ได้แจกในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ข้าได้ข่าวว่ามีศิษย์บางคนได้เลื่อนขั้นให้เป็นศิษย์สำนักสายนอกในเดือนนี้ ซึ่งทำให้ข้ายินดี ถ้าเรามีศิษย์เลื่อนขั้นได้แบบนี้ในทุกเดือน สำนักเอกะเทวะ ก็จะเจริญรุ่งเรืองสืบไป ข้าจะให้เม็ดยานี้แก่ศิษย์ผู้นั้นเพื่อเป็นการให้กำลังใจ"
ซ่างกวนซิวยิ้ม สองตาส่องประกายผ่านฝูงชน ไปหยุดอยู่ที่เมิ่งฮ่าว
เมิ่งฮ่าว ใจเริ่มเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ คำพูดครี่งแรกของซ่างกวนซิว ได้ทำให้เขารู้สึกยุ่งเหยิง ไม่ทันจะแสดงปฎิกิริยาใดออกมา ซ่างกวนซิวก็โบกมือขวา เม็ดยาสีม่วงปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าเขา ก่อนที่เขาจะทันได้ปฏิเสธ เม็ดยาก็ลอยลงมาอยู่ในมือ
ช่วงเวลานี้ การเข้าสู่สำนักเอกะเทวะเป็นศิษย์สายนอกของเมิ่งฮ่าว กลายเป็นเป้าสายตาของผู้คนทั้งปวง ทุกสายตามองมาที่เขาเป็นจุดเดียว
สีหน้าทุกคนแสดงออกถึงความโลภและความอำมหิต เหมือนจะฉีกเขาเป็นชิ้นๆทั้งเป็น แม้แต่บุรุษและหญิงสาวที่ยืนข้างกายซ่างกวนซิวก็จ้องมองมา หญิงสาวนางนั้นมีสีหน้าตกใจ แต่ก็รีบปกปิดไว้ด้วยท่าทางเย็นชาเช่นเคย
"ฮา ฮา ศิษย์ขั้นแรกของการรวบรวมลมปราณได้เม็ดยานั่น คงจะมีการต่อสู้แย่งชิงกันวุ่นวาย เจ้าผู้นั้นกำลังจะกลายเป็นศัตรูสาธารณะของทุกคนแล้ว"
"มันผู้นี้จบสิ้นแล้ว วันที่มีการแจกเม็ดยาเฉพาะคนครั้งล่าสุด บุคคลที่ได้รับเม็ดยาอยู่ในขั้นสองของการรวบรวมลมปราณ เป็นเพราะมันลังลเพียงเล็กน้อย ทำให้ศิษย์พี่จ้าวอู่กังที่โกรธแค้นเพราะยื้อแย่งไม่ทัน ฉุดลากมันไปที่อาณาเขตส่วนรวมด้วยความโมโห แล้วก็ตัดศีรษะมันลงมา"
เสียงพูดจาดังก้องไปทั่วพื้นที่จัตุรัส และศิษย์หลายคนที่อยู่ในขั้นสอง หรือสามของการรวบรวมลมปราณ แม้จะรับรู้ถึงอันตราย แต่ก็ยังอยากได้เม็ดยานั่น เนื่องจากผู้ที่ได้รับเม็ดยานั้น มีพื้นฐานการฝึกตนอยู่แค่ขั้นแรกของการรวบรวมลมปราณ ทำให้พวกมันคิดว่าคงมีโอกาสที่จะแย่งชิงมาได้
เมิ่งฮ่าวหลั่งเหงื่อไปทั่วร่าง เขาอยากจะโยนเม็ดยาออกไป แต่ก็พบว่ามันติดแน่นอยู่ที่มือ ทำให้ไม่สามารถโยนทิ้งไปได้ รอบๆ ตัวเขา มีแต่สายตาที่แสดงถึงความโลภอยากได้จ้องมาอย่างน่ากลัว และทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงเงาของความตายคืบคลานเข้ามา ใครบางคนเริ่มเดินตรงมาที่เขาอย่างช้าๆ รังสีการฆ่าฟันเข้มข้นรุนแรง
"ศิษย์น้อง ทำไมไม่โยนเม็ดยานั่นมาให้ข้า? ถ้าไม่ เจ้าจะได้เห็นดี"
"ถ้าเจ้าไม่เอามาให้ข้า วันนี้ของปีหน้า ก็จะเป็นวันครบรอบการตายของเจ้า"
เสียงข่มขู่กรรโชกดังมาที่เขา คล้ายลมหนาวที่พัดมาทั่วทุกทิศทาง
ในตอนนั้นเอง ชายชราสองคน ที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่งใกล้กับเขตพี้นที่จัตุรัส ได้พูดคุยกันอย่างยิ้มแย้มกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"ศิษย์หลานซ่างกวน ช่างไม่สนใจอะไรเลยจริงๆ การให้เม็ดยากับเด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าสังกัด… มันคงจบสิ้นอย่างแน่นอน ดูเหมือนว่าสำนักเอกะเทวะของพวกเรา คงขาดศิษย์ไปอีกหนึ่งคนแล้ว"
"การแย่งชิงครั้งนี้ ดูไม่น่าสนใจแม้แต่น้อย พนันได้เลยว่า เมื่อคำสั่งต้องห้ามในพื้นทื่จัตุรัสสลาย เจ้าเด็กนั่นคงจะโยนเม็ดยาออกไป"
เมื่อชายชราทั้งสองพูดจบ สีของเสาที่แกะสลักลวดลายมังกรรอบๆพื้นทื่จัตุรัส ก็เริ่มจางหายไป จนกระทั่งไร้สีสัน ถึงตอนนี้ มนตร์ผนึกต้องห้ามแห่งจัตุรัสก็จะหายไปด้วย
หัวใจเมิ่งฮ่าวเต้นถี่เร็ว ไม่ต้องให้ใครมาบอกก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเสาลวดลายมังกรเปลี่ยนเป็นมืดลง สถานการณ์ในพื้นที่จัตุรัสก็จะเลวร้าย แม้กระทั่งการโยนเม็ดยาทิ้งไป ก็อาจทำให้ทุกคนโกรธแค้นเขา
"ทำไม… ทำไมถึงมาให้ข้า?" เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยจิตใจปั่นป่วน ถ้าไม่รีบกำจัดเจ้าเม็ดยานี่ เขาคงต้องตายแน่นอน ถ้าไม่โยนมันทิ้งไป เขาก็ต้องกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความเกลียดชัง เขาพยายามคิดหาหนทางแก้ไข ใช้ความรู้ที่มีทั้งหมดจากที่เคยศึกษามา
มองไปที่เสาลวดลายมังกร จากนั้นก็ซ่างกวนซิว ซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางสายหมอกหลากสีบนแท่นเวที กำลังเตรียมที่จะจากไป ในห้วงวิกฤตินี้เอง เมิ่งฮ่าวก็ได้คิดขึ้นมาในทันใด
เขาเดินไปข้างหน้า และตะโกนว่า "ศิษย์มีบางสิ่งที่จะกล่าว"
"การได้มาที่สำนักเอกะเทวะ มีประสบการณ์อันมหัศจรรย์ในการอาศัยอยู่ท่ามกลางเหล่าเซียน ถิอว่าเป็นความโชคดีของศิษย์ ศิษย์จึงขอแสดงความขอบคุณแก่ผู้ที่ทำให้ศิษย์ได้รับโอกาสอันดีนี้"
"ศิษย์ได้รอคอยเวลาที่จะได้พบ และแสดงความขอบคุณด้วยตัวเองทั้งวันและคืนมานานแล้ว ในที่สุดก็ได้มีโอกาสในวันนี้" เขากล่าวเร็วขึ้นและเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ซ่างกวนซิว ต้องหยุดลงและจ้องมองมาด้วยความประหลาดใจ
"คนผู้นั้นก็คือ ศิษย์พี่หญิงสวี่… ศิษย์พี่หญิงสวี่ ศิษย์น้องรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก ในสิ่งที่ท่านได้กระทำ และคิดว่าคงไม่อาจชดใช้ให้ท่านได้หมด ข้าจึงขอมอบเม็ดยานี้เพื่อแสดงความขอบคุณที่ท่านได้กรุณามอบชีวิตใหม่ให้" เมิ่งฮ่าวยกมือขวาขึ้น ชูเม็ดยาขึ้นสูง
ซ่างกวนซิวอ้าปากค้าง ไม่คาดคิดเลยว่าเมิ่งฮ่าวจะกล่าวเช่นนั้น สีหน้าแสดงความประหลาดใจ ค่อยๆยิ้มออกมา ข้างกายมันยืนไว้ด้วยหญิงสาวในชุดสีเงินยาว ศิษย์หญิงสวี่จ้องไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยความประหลาดใจเช่นกัน แม้นางจะมีท่าทีเย็นชาและสันโดษ แต่ตอนนี้ก็มีท่าทางเปลี่ยนไป
นางมีพื้นฐานการฝึกตนอยู่ในขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ ซึ่งยาเม็ดลมปราณเกราะไม่สามารถช่วยเพิ่มลมปราณให้มากนัก อย่างไรก็ตาม ยาเม็ดนี้ก็ยังคงเป็นของหายากและไม่ง่ายที่จะได้มาครอบครอง ถึงแม้จะเป็นนาง ซึ่งเป็นศิษย์สำนักสายในก็ตาม
ถ้านางนำเม็ดยานี้ไปหลอมรวมกับเม็ดยาชนิดอื่น นางก็จะสามารถสร้างเป็นเม็ดยาชนิดใหม่ ที่มีสรรพคุณมากกว่าเดิมถึงห้าเท่า จึงช่วยไม่ได้ที่นางจะรู้สึกตื่นเต้น
ช่วงเวลานี้ แม้แต่บุรุษหนุ่มสีหน้าเย็นชาในชุดสีเงินยาว ก็ยังจ้องมองลงมาที่เมิ่งฮ่าว
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ ผู้ฝึกตนบางคนที่กำลังจะโจมตีเมิ่งฮ่าว ก็ต้องรีบหยุดลง ใบหน้าปรากฎแววแปลกใจ พวกมันจ้องไปที่เขาด้วยความรู้สึกสับสน
หลังจากผ่านไปชั่วอึดใจในความเงียบ ก็เกิดเสียงอึกทึกโกลาหลขึ้นมา
"ทำเช่นนี้ได้ด้วย… ?"
"มอบเม็ดยาให้ศิษย์สำนักสายใน ต่อหน้าต่อตาพวกเราทั้งหมด… ใครจะกล้าแย่งชิง? นั่นเป็นการต่อสู้กับศิษย์สำนักสายในเลยนะ"
"ช่างเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายมาก! ทำไมแต่ก่อนข้าถึงไม่ได้คิดแบบนี้นะ? บัดซบ บัดซบ!"
"เจ้าบ้านั่น… ไม่อยากจะเชี่อเลย ข้าไม่ได้คิดจะทำแบบนี้ในครั้งก่อน ทำให้ต้องบาดเจ็บสาหัส นอนอยู่บนเตียงตั้งสามเดือนเต็ม"
ภายหลังความเงียบครู่สั้นๆ เสียงแตกฮือก็ดังขึ้น สายตาทั้งหมดที่จ้องมองมายังเมิ่งฮ่าว ต่างแฝงความรู้สึกที่แตกต่างกันไป แม้ไม่อ้างถึงอดีตตราบจนปัจจุบัน เพียงเฉพาะผู้ฝึกตนทั้งหลายที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ ในหลายปีนี้ พวกมันไม่เคยเห็นใคร จัดการกับเม็ดยาด้วยวิธีเช่นนี้มาก่อน ณ ขณะนี้ ทุกคนได้ประทับ เมิ่งฮ่าว เอาไว้ในความทรงจำอย่างลึกซึ้ง
ตอนนี้ สีของเสาแกะสลักลวดลายมังกรหายไปโดยสิ้นเชิง เม็ดยายังคงอยู่ในฝ่ามือของเมิ่งฮ่าว และก็ไม่มีใครกล้าที่จะขยับตัวมาเอามันไป นี่เป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก ในวันแจกเม็ดยาของสำนักเอกะเทวะแห่งนี้
สีหน้าศิษย์หญิงสวี่ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม โดยปราศจากความลังเล นางโบกมือขวาลงไปอย่างรวดเร็ว เม็ดยาก็ลอยจากฝ่ามือของเมิ่งฮ่าวมาสู่มือนาง เมื่อเขามองเห็นเม็ดยาถูกเอาไป เมิ่งฮ่าวต้องแอบถอนหายใจ อย่างไรก็ตาม เขารู้ว่าด้วยลำดับขั้นในตอนนี้ของเขา หากมีเม็ดยาอยู่ในมือ ก็จะนำมาซึ่งเพียงความหายนะเท่านั้น รอบๆกายเขา หลายคนก็ถอนหายใจ รู้สึกโมโหเมิ่งฮ่าว แต่เมื่อคิดถึงศิษย์พี่หญิงสวี่ ความโกรธนั้นก็หายไป
ศิษย์พี่หญิงสวี่ลังเลอยู่ชั่วขณะ คิดว่าตัวเองเป็นถึงศิษย์สำนักสายใน คงไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ที่จะรับสิ่งของมีค่า จากศิษย์สำนักสายนอกโดยไม่มีการตอบแทนกลับไป
นางยืนเงียบไปครู่นึง แล้วจึงเอ่ยว่า "เมื่อนานปีแล้ว เมื่อข้าได้เป็นศิษย์สำนักสายนอก ข้าได้รับถ้ำแห่งเซียนเป็นที่ฝึกตน ข้าจะให้เจ้ายืมใช้ชั่วคราว" นางยื่นมือเข้าไปในถุงเก็บสมบัติ แล้วก็ดึงแผ่นหยกสีขาว โยนลงมาตรงหน้าเมิ่งฮ่าว และเขาก็ฉวยจับมันไว้
"ถ้ำแห่งเซียนของศิษย์พี่หญิงสวี่… เจ้าผู้นี้ช่างโชคดีจริงๆ หลายคนบอกว่ามีพลังลมปราณมากมายอยู่ในนั้น มากกว่าที่อื่นๆในสำนักนี้ซะอีก"
"ศิษย์พี่หญิงสวี่บอกว่าให้ยืม แต่เห็นได้ชัดว่านางมอบให้จริงๆ นางใช้คำว่า ยืม เพื่อไม่ให้ทุกคนคิดมาก เจ้าเด็กนั่นทำสิ่งที่ถูกต้องจริงๆ ในการมอบเม็ดยาให้นาง"
"บัดซบ! ทำไมเมื่อคราวนั้น ข้าจึงคิดไม่ได้เช่นนี้"
ในขณะนั้น กลับไปที่บนยอดเขานอกเขตสำนักสายนอก ชายชราสองคนในชุดยาวสีเทาซึ่งเดิมพันเหตุการณ์ที่พื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสกันอยู่นี้ สายตาของพวกมันลุกโชนแวววาวด้วยความรู้สึกชื่นชม หัวเราะขึ้นมาเสียงดัง
"เด็กผู้นี้ น่าสนใจนัก เพิ่งจะเข้าสังกัดสำนัก แต่ก็รู้จักหาคนที่พึ่งพาได้ให้ช่วยเหลือ อย่าบอกนะว่า มันเป็นไปโดยสัญชาตญาณ… ดีมาก ยอดเยี่ยม ช่างเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของสำนักเอกะเทวะ เด็กผู้นี้ไม่เลวเลย ไม่เลวเลยจริงๆ!"
ตอนที่ 6: ความเบิกบานของกระจกทองแดง
ศิษย์พี่หญิงสวี่ เป็นที่รู้จักกันดีในสำนักเอกะเทวะ ในความเป็นจริง สามารถกล่าวได้ว่าทุกคนรู้จักนาง เนื่องจากในตอนนี้ สำนักเอกะเทวะมีศิษย์สายในเพียงแค่สองคนเท่านั้น
นอกจากศิษย์พี่หญิงสวี่ ศิษย์สายในอีกคนก็คือบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายซ่างกวนซิว
หลังจากที่ศิษย์พี่หญิงสวี่ให้เมิ่งฮ่าวยืมใช้ถ้ำแห่งเซียน ทุกคนในพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสก็ได้แต่ยืนมองเมิ่งฮ่าวเดินจากไปพร้อมหินลมปราณ และยาเม็ดเพิ่มลมปราณ ด้วยความเกรงกลัวต่อศิษย์พี่หญิงสวี่
กระทั่งถอยห่างออกไปไกลมาก แผ่นหลังเมิ่งฮ่าวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ประกายตาที่มองมาจากด้านหลังแม้เขาจะมองไม่เห็น แต่ก็สัมผัสได้ เสมือนคมมีดอันไร้ลักษณ์ กำลังสลายหายไปจากการจากไกลของตน
ชั่วเวลาธูปไหม้หมดไปสามดอก เมิ่งฮ่าวเดินโดยไม่หยุดพัก เขาไม่ได้กลับไปที่ห้องในพื้นที่ของศิษย์สำนักสายนอก แต่เดินตามแผ่นหยกขาว ที่ศิษย์พี่หญิงสวี่ให้มา ตรงไปยังภูเขาทิศใต้ ถ้ำแห่งเซียนที่อยู่ตรงตีนเขา
นอกถ้ำ มีก้อนศิลาใหญ่สองก้อนซ้อนกันเป็นหอสูง ถัดไปเป็นทางขึ้นเขา ปากถ้ำปกคลุมด้วยต้นไม้และเถาวัลย์ มีแต่สีเขียวเต็มไปหมด ดูเหมือนจะเป็นสถานที่พิเศษ ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบ้านสองหลังของเมิ่งฮ่าวก่อนหน้านี้
บริเวณรอบๆ ให้ความรู้สึกสงบและเย็นฉ่ำ ไม่ไกลออกไป มีธารน้ำจากภูเขาไหลลงมา สายลมพัดพาอากาศบริสุทธิ์ และความหนาวเย็นลงมา
เมิ่งฮ่าวยืนตรงหน้าทางเข้าของถ้ำแห่งเซียน มองทุกสิ่งรอบๆ ทำให้เข้าใจได้ว่าถ้ำแห่งนี้ล้ำค่ามากเพียงใด เมื่อเทียบกับบ้านหลังอื่นๆ มิน่าเล่า ศิษย์สำนักสายนอกทุกคนถึงได้อิจฉาตาร้อน เมื่อศิษย์พี่หญิงสวี่ให้เขายืมใช้
"ที่นี่จึงเป็นสถานที่สำหรับเซียนโดยแท้" เมิ่งฮ่าวกล่าว เขาโบกมือขวา แผ่นหยกสีขาวก็ลอยตรงไปที่หน้าประตูศิลาสีเขียวของถ้ำ ตบไปที่ผิวประตูศิลา ก็เกิดเสียงครืนดังอยู่ในอากาศ ประตูถ้ำกำลังเปิดออกช้าๆ
ด้านในถ้ำไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก มีแค่สองห้อง ห้องหนึ่งสำหรับฝึกรวบรวมลมปราณ อีกห้องถูกปิดด้วยประตูศิลา เมิ่งฮ่าวเดินเข้าไป ประตูศิลาสีเขียวก็เลื่อนปิดลงช้าๆ เมื่อปิดสนิทแผ่นหยกขาวก็ลอยลงไปในมือเมิ่งฮ่าว ครั้นแล้วแสงเรืองอ่อนก็เริ่มส่องประกายออกมาจากก้อนหินขรุขระที่อยู่บนเพดาน
ยิ่งเมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆมากเท่าใด ก็ยิ่งพอใจมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุด ก็จ้องมองไปที่ประตูศิลาอีกห้องที่ปิดอยู่ นำแผ่นหยกขาวไปแปะติด และแล้วประตูศิลาก็ค่อยๆเลื่อนเปิดออกช้าๆ ทันใดนั้น กลิ่นอันเข้มข้นของพลังลมปราณก็โชยออกมา เมิ่งฮ่าวมองเข้าไปด้วยสายตาที่เบิกโพลงเต็มไปด้วยความตกตะลึง
"ถ้ำแห่งเซียนของศิษย์พี่หญิงสวี่ นี่..ของขวัญชิ้นนี้มีค่ามหาศาลนัก" ผ่านไปสักพักกว่าที่เขาจะตั้งสติได้ มองเข้าไปในห้องด้วยความมึนงง มีบางอย่างที่คล้ายตาน้ำ แต่ที่ผุดออกมาเป็นพลังลมปราณที่เข้มข้น มีหลายสีและเรืองแสงเมื่อมันพุ่งขึ้นไปในอากาศ ไม่มีใครรู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่มันสะสมอยู่ในห้องนี้ เมื่อประตูหินเปิดออก มันก็พุ่งกระจายออกมา จนจมูกเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอม และรู้สึกหวานที่ปลายลิ้น รับรู้ได้ถึงพลังของลมปราณตามธรรมชาติ
"น้ำพุลมปราณเชียวหรือ…" เมิ่งฮ่าวพึมพำ มันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่จากที่ได้อ่านในตำรารวบรวมลมปราณ น้ำพุในโลกนี้บางแห่งก็เป็น น้ำพุลมปราณที่ไม่มีน้ำ แต่เต็มไปด้วยพลังลมปราณที่พวยพุ่งออกมา บนโลกนี้มีอยู่ไม่มากนัก และส่วนใหญ่ก็ถูกครอบครองโดยผู้ฝึกตน คุณค่าของมันผกผันไปตามปริมาณของพลังลมปราณที่พวยพุ่ง
น้ำพุลมปราณในห้องค่อนข้างเล็ก มีคราบแห้งเหือด พลังลมปราณที่กระจายออกมา เพียงหนาแน่นกว่าด้านนอกเล็กน้อย ไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับคนที่มี ระดับการรวบรวมลมปราณขั้นสามขึ้นไป ซึ่งต้องการพลังลมปราณมากกว่านี้
ถึงจะเป็นเช่นนั้น สำหรับเมิ่งฮ่าวแล้ว นี่เป็นของขวัญที่ประเมินค่ามิได้ ถึงกับมากกว่ายาเม็ดลมปราณเกราะซะอีก ด้วยการค้นพบนี้ ทำให้เมิ่งฮ่าวดีใจจนแทบคลุ้มคลั่ง
โดยไม่ต้องเสียเวลาขบคิด เขานั่งขัดสมาธิ ปิดตาลงและเริ่มปรับลมหายใจ ผ่านไปไม่กี่ชั่วยาม ความเข้มข้นของพลังลมปราณที่สะสมมานานก็จางหายไป เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น สองตาเป็นประกายเรืองรอง
"แค่ไม่กี่ชั่วยามของการนั่งสมาธิอยู่ที่นี่ ก็ดียิ่งกว่าการฝึกเป็นเดือนที่ด้านนอก พลังลมปราณธรรมชาติของที่นี่ต้องใช้เวลาในการรวบรวมขึ้นมา และอาจบางทีจะไม่หนาแน่นเหมือนเดิม ยังไงก็ตามการฝึกตนในนี้ ก็ได้ผลเร็วขึ้นกว่าการฝึกที่ด้านนอกมากนัก" เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ มองไปรอบๆ เขาสังเกตเห็นผนังถ้ำมีรอยเครื่องหมายแปลกๆที่ดูแล้วไม่เข้าใจ
"เหตุที่น้ำพุลมปราณที่นี่ สามารถสั่งสมไม่สลายหายไป อาจจะเป็นเพราะเครื่องหมายพวกนี้ ศิษย์พี่หญิงสวี่คงต้องใช้วิธีนี้ในการเก็บรักษาพลังไว้ สะดวกแก่การเข้ามาดูดซับพลังลมปราณเองในครั้งเดียว" เมิ่งฮ่าวคิดอีกสักพัก จากนั้นก็เริ่มมีแรงบันดาลใจ เขานั่งลงขัดสมาธิอีกครั้ง และเริ่มฝึกลมหายใจต่อไป
ราตรีผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อดวงตะวันเริ่มทอแสงในเช้าวันรุ่งขึ้น เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น พลังลมปราณธรรมชาติในห้องศิลาบางเบาลงมาก แต่น้ำพุลมปราณยังคงอยู่ที่นั่น หลังจากเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง แน่นอนว่ามันจะสะสมพลังลมปราณให้เข้มข้นได้อีกครั้ง
เมิ่งฮ่าวใช้เวลาครู่หนึ่งตรวจสอบระดับการฝึกตนของตัวเอง ดูเหมือนว่าเขามีความก้าวหน้าเกือบเท่าการฝึกสองเดือนเต็ม
"ถ้าข้าได้ฝึกแบบนี้อีกระยะหนึ่ง ก็คงสามารถก้าวข้ามขั้นหนึ่งของการรวบรวมลมปราณ และเข้าไปสู่ขั้นสองในไม่ช้า!" เขาสูดลมหายใจแรงด้วยความตื่นเต้น ต้องการจะก้าวข้ามขั้นหนึ่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากเมื่อถึงขั้นสองของการรวบรวมลมปราณแล้ว ก็สามารถฝึกวิชาเซียนขั้นแรกในตำรา
เมื่อคิดไปถึงวิชาเซียน เมิ่งฮ่าวก็ออกจากห้องศิลา ปิดประตูหินเขียวเหมือนกับว่ามันเป็นอัญมณีหรือสิ่งของมีค่า รอการสะสมพลังของมัน เขาตั้งใจที่จะใช้วิธีของศิษย์พี่หญิง ในการฝึกตนเอง ไม่ต้องนั่งเฝ้าที่น้ำพุลมปราณ เพียงแค่รอให้เวลาผ่านไป จากนั้นก็กลับมาเพื่อรวบรวมพลังลมปราณจากน้ำพุอีกครั้ง
เมิ่งฮ่าวลูบท้องตัวเอง คิดว่าผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ ที่เขาไม่มีอะไรลงท้องเลย ไม่ว่าเนื้อสัตว์ป่า หรือแม้แต่ผลไม้ป่า
หรือว่าการได้กลายเป็นศิษย์สำนักสายนอก กลับทำให้ได้กินไม่มากเหมือนกับตอนเป็นข้ารับใช้ เว้นเสียแต่จะมีหินลมปราณเพียงพอ จึงสามารถนำมันไปที่ร้านขายยาของสำนัก เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นยาเม็ดอดอาหาร หรือยาเม็ดโภชนา ซึ่งกล่าวกันว่า แค่หนึ่งเม็ดก็ป้องกันความหิวได้เป็นวัน ถ้าไม่มียาเม็ดนี้ ก็คงต้องคิดหาทางหาอาหารเอาเอง
หลังจากครุ่นคิดได้สักพัก เมิ่งฮ่าวก็สัมผัสได้ถึงสายลมที่พัดผ่านไปรอบๆราวป่า ขณะที่เดินไป เขาก็ดึงกระจกทองแดง ออกมาจากถุงเก็บสมบัติตามความเคยชิน
ในตอนนี้ เขาแน่ใจแล้วว่าถูกบุรุษที่ดูแลหอเก็บของวิเศษหลอกแล้วเป็นแน่ กระจกบานนี้ไม่มีอะไรพิเศษทั้งสิ้น จากการศึกษาค้นคว้ามากกว่าครึ่งเดือน เขาไม่เห็นความลับอะไรที่เกี่ยวกับมันแม้แต่น้อย
ขณะนี้หยิบขึ้นมาถือไว้ ตรวจดูเป็นพักๆ ก็ยังไม่เห็นความวิเศษ
"น่าเศร้าจริง ในถุงเก็บสมบัติก็มีหินลมปราณแค่ครึ่งก้อน คงต้องใช้มันเป็นสินบน ตอนนำกระจกบานนี้ไปแลกเปลี่ยน" เขาล้วงมือเข้าไปในถุง หยิบหินลมปราณออกมา รู้สึกเสียดาย
ทันใดนั้น เขาพลันหยุดกาวก้าวย่าง เงยหน้าขึ้นเมื่อสังเกตเห็นสีสันหนึ่งในป่าที่อยู่ห่างไกลออกไป มันเคลื่อนไหวไม่เร็วมากนัก เมิ่งฮ่าวตาทอประกาย จากประสบการณ์จับไก่ป่าในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขามั่นใจได้ว่าสีนั่น คือไก่ป่านั่นเอง
ไม่มีเวลาเก็บกระจกทองแดง และหินลมปราณกลับลงไปในถุงเก็บสมบัติ เขาซุกมันไว้ในอกเสื้อ และรีบไล่ตามไป กระโจนขึ้นหน้า นับตั้งแต่ปรากฏพลังลมปราณขึ้นในร่าง เมิ่งฮ่าวก็ตระหนักว่าร่างกายคล่องแคล่วปราดเปรียวขึ้นไม่น้อย แม้จะยังคงมีผอมบางอ่อนแอ แต่เสมือนซุกแน่นพละกำลังพร้อมปะทุ
โดยเฉพาะในตอนนี้ หลังจากที่ฝึกได้ขั้นแรกของการรวบรวมลมปราณ เขาใช้พลังลมปราณขับเคลื่อนให้กระโดดไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาหายใจเข้าออกสิบครั้ง เขาก็สามารถคว้าจับเจ้าไก่ป่าที่ตื่นตระหนกไว้ได้ เขาจับปีกสองข้างของมันไว้ ทำให้มันไม่สามารถขยับตัวได้อีก
"ตอนนี้เจ้าอ้วนสหายเก่ากำลังทำอะไรอยู่นะ" เขากล่าว คิดถึงเจ้าอ้วนเมื่อยกไก่ขึ้นมา บางทีเขาควรจะไปหามันและนั่งกินไก่ด้วยกัน เมื่อเขาหันหลังกลับ ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างในอกเสื้อกำลังร้อนขึ้น
หลังจากนั้น ไก่ในมือที่นิ่งเงียบอยู่ ก็เริ่มดิ้นรนอย่างรุนแรงและส่งเสียงร้องอย่างทุรนทุราย มันดิ้นพล่านด้วยกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ จนเมิ่งฮ่าวเกือบจะปล่อยให้หลุดมือไป
เจ้าไก่ป่าพยายามดิ้นรนอย่างดุเดือด พร้อมกับส่งเสียงร้องโหยหวน จากนั้น ก็มีเสียงปะทุดังขึ้นจากก้นของมัน แล้วก็ระเบิดจนโลหิตและชิ้นเนื้อ ปลิวว่อนสาดกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน จนเมิ่งฮ่าวต้องยืนอ้าปากค้าง ตั้งแต่ที่จับไก่ป่าบนภูเขาหลายตัว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอเหตุการณ์เช่นนี้ มองไปที่ซากไก่หลังเกิดการระเบิดด้วยความตกตะลึง จากนั้นก็มองไปรอบๆ ทุกอย่างก็ยังคงเงียบสงบเหมือนเดิม ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวแม้แต่เงา
"เกิดอะไรขึ้น?" เมิ่งฮ่าวรู้สึกหนาวสั่น การตายของเจ้าไก่ป่าค่อนข้างน่าอนาถใจ มันต้องพบเจอความเจ็บปวดอย่างเหลือเชื่อ
เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจลึกๆ ระงับความรู้สึกกังวลในใจ การตายของเจ้าไก่ป่า ทั้งแปลกประหลาดและน่ากลัวมาก รู้สึกราวกับว่าลมหนาวได้พัดมาที่ด้านหลังของตัวเขา
"มีบางสิ่งผิดปกติ" เมิ่งฮ่าวเอ่ย โยนซากไก่ตายทิ้งไป จากนั้นก็ดึงกระจกทองแดงและหินลมปราณออกมา จำได้ว่าก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แปลกๆกับเจ้าไก่ป่า ของบางสิ่งในอกเสื้อเขาเริ่มร้อนขึ้น
"หรือว่าจะเป็นหินลมปราณ…" จากนั้นก็มองไปที่กระจกทองแดง หัวใจก็เริ่มเต้นเร็วขึ้น และสายตาก็เต็มไปด้วยแสงที่ลุกโชน
"อย่าบอกนะว่า…" มือที่ถือกระจกเริ่มสั่น เขาไม่มีเวลาที่จะไปนั่งกินอาหารกับเจ้าอ้วนอีกแล้ว ถือกระจกอยู่ในมือ แล้วก็วิ่งเข้าไปในป่าเท่าที่จะเร็วได้ พยายามมองหาสัตว์ป่าตัวอื่นๆ เขาต้องรู้ให้ได้ว่าการตายของเจ้าไก่ตัวนั้น เป็นเพราะกระจกบานนี้จริงๆ
เขาไม่ต้องวิ่งไปไกล ก็เจอกวางป่าตัวหนึ่งปรากฎอยู่ตรงหน้า มันยืนมองเขาด้วยความโง่งม แล้วก็เริ่มส่งประกายดุร้าย เมิ่งฮ่าวส่องกระจกไปที่มันในทันที
กวางป่ากระโดดขึ้นสุดตัว ส่งเสียงร้องออกมาและหลบหนี เหมือนกับเจ็บปวดอยู่ในใจอย่างยากจะอธิบายออกมาได้ ใครก็ตามที่ได้ยินเสียงร้องของมัน ก็คงจะคิดได้แต่เพียงว่าช่างน่าสงสารยิ่งนัก เมิ่งฮ่าวมองเห็นได้ชัดเจนจากด้านข้างเมื่อมันกระโดดขึ้นไปในอากาศ ก่อนที่จะตกลงสู่พื้น ก้นของมันก็มีเสียงปังและระเบิดออกมา ร่างมันกระตุกเมื่อตกลงมา
มองไปที่ซากกวาง จากนั้นก็มองกลับมาที่กระจก ใบหน้าเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างคาดไม่ถึง "ของวิเศษ! อาวุธวิเศษจริงๆ!"
"มันแปลกมาก อาวุธที่ระเบิดก้นของสัตว์ป่า…" ถึงแม้ว่ายังไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ แต่เขาก็ยังตื่นเต้นมาก โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุใดที่ของวิเศษถึงทำแบบนี้ หัวใจเขาก็คันยิก ตัดสินใจที่จะไปทดลองกับสัตว์ป่าตัวอื่นๆ อีก
ตอนที่ 7: ข้าต้องการหินลมปราณ
เมิ่งฮ่าวเดินไป จิตใจก็ตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทางที่เดินผ่านมาเต็มไปด้วยโลหิตและซากศพ
เป็นโลหิตและซากของสัตว์ป่า ซึ่งก้นเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง
"ปัง!" หมาป่าอีกตัวตรงหน้าเขา ร้องเสียงโหยหวน ราวกับโดนกำลังที่มองไม่เห็นโจมตีอย่างรุนแรงไปที่ก้นด้านหลัง จนมันระเบิดขึ้น ส่งผลให้เกิดเป็นหมอกโลหิตกระจายออกไปในอากาศ
"ตูม!" เหยี่ยวยักษ์ที่บินโฉบลงมาหาอาหารในป่า ยังไม่ทันจะได้บินกลับ ก็ส่งเสียงร้องโหยหวน ราวกับพบเจอฝันร้าย จากนั้นก้นก็ระเบิด
"ปัง ตูม" พยัคฆ์ดุร้ายขนาดตัวเท่าคน กำลังกระโดดตะปบเมิ่งฮ่าวจากกลางอากาศ มันส่งเสียงคำรามออกมาอย่างน่ากลัว แต่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเสียงร้องโหยหวน เมื่อก้นของมันระเบิดออก โลหิตกระจายเป็นละอองฝนไปทั่ว อาจบางทีเนื่องจากมันมีขนดกเต็มไปทั่วตัว จึงทำให้มีการระเบิดติดต่อกันถึงห้าครั้ง
"ช่างเป็นของวิเศษที่ทรงพลังเหลือเกิน" ไม่ทันไรฟ้าก็มืดค่ำลง เขามองลงไปที่กระจกทองแดงในมืออย่างตื่นเต้น ตลอดทั้งวันเขาได้ระเบิดก้นของสัตว์มากกว่าร้อยตัว
โชคดีที่ที่นี่ มีภูเขาจำนวนมาก มิเช่นนั้นหากระดมสังหารอยู่บนเขาเพียงลูกเดียว กลิ่นคาวของโลหิตและซากศพคงจะเหม็นคลุ้ง
"เมื่อคิดดูแล้ว กระจกบานนี้ก็ไม่ได้ใช้งานได้ผลทุกครั้ง เมื่อทดสอบกับงู แล้วก็ปลา มันไม่เกิดอะไรเลยกับสัตว์มีเกล็ด แต่สำหรับสัตว์ที่มีขน ยิ่งดกเท่าไหร่ ยิ่งน่ากลัวขึ้นเท่านั้น" เมิ่งฮ่าวได้ลองในหลายรูปแบบ ยังพบอีกว่ามันไม่บังเกิดผลเมื่ออยู่ในถุงเก็บสมบัติ มันจะทำงานเมื่อเขาถืออยู่ในมือ เขายังรู้สึกแปลกใจ และตื่นเต้นเมื่อมันทำให้ก้นของสัตว์ป่าเกิดระเบิดขึ้น พร้อมทั้งดูเหมือนว่ารอยกัดกร่อนรอบกระจกก็เริ่มเลือนหายไป เหมือนกับว่ามันได้ถูกซ่อนไว้นานปี และในที่สุดก็ได้แสดงฤทธิ์เดชออกมาซะที
เมื่อความมืดมาเยือน เมิ่งฮ่าวก็พบว่าได้อยู่ห่างไกลจากภูเขาถ้ำแห่งเซียนออกมามาก สายลมยามราตรีโชยพัดมา ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น เตรียมตัวกลับถ้ำ ภูเขาบริเวณนี้เต็มไปด้วยสัตว์ป่า และเขาก็เคยได้ยินมาว่าสัตว์อสูรที่มีพลังลมปราณก็อาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนี้ด้วย ถึงแม้ตื่นเต้น แต่ก็รู้ตัวถึงภัยอันตราย
ขามาเนื่องจากมัวมองหาสัตว์ป่า จึงไม่รวดเร็ว แต่ขากลับตั้งใจทำความเร็ว ผ่านภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ไม่นานจันทราก็ส่องแสงกลางท้องฟ้า ทำให้มองเห็นภูเขาอีกสามลูกก่อนจะไปถึงถ้ำแห่งเซียน ทันใดนั้น เขารู้สึกมีลมร้อนมาปะทะใบหน้า พร้อมกับกลิ่นคาวเข้มข้น เขารีบหยุด ถอยหลังไปสองสามก้าว
โฮก!
เสียงคำรามดังกระหึ่ม เมื่อเขาถอยหลัง และลมร้อนก็พัดผ่านเขาไปอีกครั้ง เบื้องหน้าปรากฏเป็นสิ่งมีชีวิตที่รูปร่างคล้ายลิง แต่มีขนาดเท่าตัวคน ตาสีแดงเปล่งประกายด้วยความดุร้าย ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยขนที่ยาวรุงรัง
มันจ้องมองมาที่เขาด้วยความกระหายเลือด เมิ่งฮ่าวหน้าเปลี่ยนสีเมื่อมองกลับไปที่มัน จิตใจเขาเหมือนจะโบยบินเมื่อถูกมันจ้องมอง เขารู้สึกได้ถึงพลังลมปราณที่ขึ้นๆลงๆของเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ได้
"พลังลมปราณขั้นสอง!" เมิ่งฮ่าวถอยหลังไปอีกก้าว ด้วยความหวาดกลัว นี่ไม่ใช่สัดว์ป่า แต่เป็นสัตว์อสูร มันคงตามกลิ่นคาวเลือดของสัตว์ป่าที่ถูกเขาสังหารมา
ไม่มีเวลาให้ขบคิด สัตว์อสูรขนยาว รูปร่างคล้ายลิงกระโดดขึ้นไปในอากาศ ทันใดนั้น ตลอดทั้งร่างของมันก็ปกคลุมไปด้วยเปลวไฟ เป็นเปลวไฟที่ไม่ได้เผาไหม้ขนของมัน แต่เป็นเปลวไฟที่ตะครุบเข้าใส่เมิ่งฮ่าวพร้อมตัวของมัน
เมื่อถึงยามวิกฤติ เมิ่งฮ่าวก็ใจเสีย เขาไม่มั่นใจว่ากระจกทองแดงจะมีผลกับสัตว์อสูรหรือไม่ แต่ก็ไม่มีเวลาให้ตัดสินใจ เมื่อมันกระโดดขึ้นไปในอากาศ เขาก็ล้วงมือไปหยิบกระจกออกมา แล้วก็ส่องไปที่สัตว์อสูรทันที
จากนั้นเสียงร้องโหยหวนก็ดังไปทั่วทั้งป่า โลหิตพุ่งกระจายออกมาจากก้นของสัตว์อสูร หน้าตาของมันบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สายตาไม่ได้ดุร้ายอีกแล้ว มีแต่ความสับสน ในชั่วชีวิตการเป็นสัตว์อสูรของมัน ไม่เคยได้มีประสบการณ์ที่เจ็บปวดเช่นนี้มาก่อน แต่มันก็ไม่ยอมล่าถอย เวลาต่อมาโลหิตก็ระเบิดออกมามากขึ้น
ตอนนี้ความสับสนของมันก็เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ มันจ้องไปที่กระจก ซึ่งอยู่ในมือของเด็กหนุ่ม ที่ยืนอยู่เบื้องหน้ามันด้วยความหวาดกลัว มันหันหลังกลับพยายามจะหลบหนีไป ใช้อุ้งมือปกปิดส่วนก้น เปลวไฟที่มันสร้างขึ้นก็หายไป ก่อนที่มันจะจากไปไม่เกินหนึ่งก้าว ส่วนก้นก็ระเบิดอีก ครั้งนี้เกิดการระเบิดติดต่อกันถึงห้าครั้ง มันร้องออกมาขณะที่วิ่งไปไม่เกินสิบจ้าง เมิ่งฮ่าวรู้สึกว่ากระจกทองแดงสั่นไปมา ราวกับว่าสั่นด้วยความตื่นเต้น มีพลังลูกหนึ่งพวยพุ่งออกไป เข้าสู่ส่วนก้นของสัตว์อสูรนั่น หายเข้าไปในร่าง
เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วภูเขา เมื่อลำตัวครึ่งท่อนของสัตว์อสูรระเบิดออก เมฆโลหิตฟุ้งกระจายกลางอากาศ แล้วค่อยๆตกลงที่พื้น สีหน้าก่อนตายของมันเต็มไปด้วยความสับสน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้รวดเร็วมาก ห้วงเวลานั้น เมิ่งฮ่าวได้แต่ยืนอ้าปากค้าง ในที่สุดเขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็มองไปที่กระจก มือไม้สั่น
"แม้แต่สัตว์อสูร ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกระเบิดที่ก้น กระจกนี้…" ในความตื่นเต้น เมิ่งฮ่าวรู้สึกหวาดกลัวเพิ่มเข้าไปด้วย เขาเก็บกระจกกลับเข้าไปในอกเสื้อ จากนั้นก็มองไปที่ซากของสัตว์อสูร พลันนึกขึ้นได้
"ตำรารวบรวมลมปราณ ได้มีการอธิบายถึงสัตว์อสูรไว้ว่า พวกมันมีแกนอสูรอยู่ภายในร่าง ซึ่งเต็มไปด้วยพลังลมปราณ ที่เราสามารถกินได้" เขาเดินไปที่ซากศพอย่างรวดเร็ว ค้นเจอแกนอสูรขนาดเท่าเล็บมือ ตรงส่วนท้องของมัน ส่งกลิ่นหอมออกมา ทำให้เขารู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก
หลังจากที่ได้แกนอสูร เมิ่งฮ่าวก็รีบเดินทางกลับ น่าเสียดายที่สัตว์อสูรมีอยู่ไม่มากในบริเวณภูเขาส่วนนี้ เขาไม่เห็นสัตว์อสูรอีกเลยตลอดเส้นทางกลับไปยังถ้ำแห่งเซียน รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เมื่อเขากลับเข้าถ้ำ ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน เขานั่งลงขัดสมาธิ มองไปที่แกนอสูร และกระจกทองแดง สองตาส่องประกาย
"ข้าจะกินยาเม็ดเพิ่มลมปราณ ที่สำนักแจกมาก่อน จากนั้นก็กินแกนอสูร" เมื่อตัดสินใจได้ เมิ่งฮ่าวก็วางแกนอสูร หินลมปราณและกระจกทองแดงลงที่ข้างกาย มีหินลมปราณอยู่ข้างกาย ทำให้เขาดูดซับพลังลมปราณได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็กลืนยาเม็ดเพิ่มลมปราณลงไป เมื่อมันผ่านเข้าไปในร่าง พลังลมปราณก็เริ่มกระจาย ออกไปอย่างช้าๆ เมิ่งฮ่าวโคจรลมปราณให้ดูดซับพลังจากเม็ดยาให้เร็วขึ้น
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เขาลืมตาขึ้น สองตาก็เปล่งกระกายแวววาว การกินยานี้ช่วยให้การรวบรวมลมปราณ ทำได้เร็วกว่าการฝึกด้วยตัวเองมากนัก เขาคิดในใจ เสียดายที่ยาเม็ดเพิ่มลมปราณมีพลังที่น้อยเกินไป แต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้มากกว่านี้ มองไปที่ด้านข้าง แล้วก็หยิบแกนอสูรกลืนลงไป
เมื่อมันเข้าไปในร่างกาย เขาก็รับรู้ถึงพลังลมปราณที่มากกว่าเม็ดยาเพิ่มลมปราณก่อนหน้านี้มากนัก เขารีบโคจรพลังลมปราณเพื่อดูดซับ ร่างกายเริ่มสั่นสะท้าน สิ่งปฎิกูลในร่างก็ถูกขับออกมาจากรูขุมขน สี่ถึงห้าชั่วยามต่อมา เขารู้สึกเหมือนมีเสียงดังขึ้นภายในศีรษะ และเหมือนกับร่างกายกำลังจะลอยขึ้นพลังลมปราณที่โคจรอยู่ในร่างตอนนี้ ไม่ใช่เป็นเส้นๆคล้ายใยอีกแล้ว แต่เป็นเส้นใยที่มัดรวมตัวกัน ประดุจลำธารเล็กๆ
"พลังลมปราณดุจธารน้ำ ร่างกายขับสิ่งโสมมแห่งโลกีย์ นี่… อย่าบอกนะว่าเป็นขั้นสองของการรวบรวมลมปราณ?" เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น มันส่องประกายแรงกล้า เขามองลงไปตามร่างกาย จากนั้นก็ใช้ความรู้สึกสำรวจภายใน ใช้เวลาครู่ใหญ่เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด เป็นที่แน่ใจได้ว่า เขาได้ก้าวข้าม การรวบรวมลมปราณจากขั้นหนึ่งไปสู่ขั้นสองแล้ว
"แกนอสูรช่างมีผลอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ" สองตาเมิ่งฮ่าวส่องประกายแวววาว เขายืนขึ้นและเดินไปมารอบๆถ้ำแห่งเซียน มีความยินดีอย่างเหลือเชื่อ กับความรู้สึกที่มีกระแสของพลังลมปราณหมุนเวียนไปทั่วร่าง
"ขณะนี้ข้าอยู่ในขั้นสองของการรวบรวมลมปราณแล้ว!"
"เสียดายที่แกนอสูรเป็นของหายาก มิเช่นนั้น ก็สามารถฝึกฝนให้ก้าวหน้าได้เร็วขึ้นกว่านี้มากนัก และทั้งหมดนี้ก็ต้องขอบคุณกระจกทองแดงบานนี้" เมิ่งฮ่าวมองไปที่กระจก ทันใดนั้นร่างเขาก็สั่นสะท้าน ต้องยกมือขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว มองใกล้เข้าไป สีหน้าแสดงถึงความไม่อยากจะเชื่อ
กระจกทองแดงวางอยู่ที่พื้นเหมือนก่อนหน้านี้ แต่มันไม่ได้มีหินลมปราณวางอยู่ด้านบนของกระจก แต่เป็นแกนอสูรที่วางอยู่แทน
"นี่… นี่…" เมิ่งฮ่าวสมองมึนงง เต็มไปด้วยความสับสน รู้สึกเหมือนกับสูญเสียความนึกคิด เขาจ้องอย่างเงียบๆ ไปที่แกนอสูรที่วางอยู่บนกระจกทองแดง และเริ่มรู้สึกลังเล เขาได้วางแกนอสูรและหินลมปราณไว้บนกระจกพร้อมกัน เขาจำได้แม่นยำ และเขาก็ได้กินแกนอสูรไปเรียบร้อยแล้ว ทันใดนั้น เขาเริ่มไม่มั่นใจว่าที่กินเข้าไปนั้น เป็นแกนอสูร? หรือว่าเป็นหินลมปราณ?
"ข้าคงไม่ได้กินหินลมปราณเข้าไปเป็นแน่…" เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้างไปชั่วครู่ จากนั้นก็หยิบแกนอสูรขึ้นมาช้าๆ เขาลังเล จากนั้นก็เอามาวางตรงหน้าและดมกลิ่นมัน จากกลิ่นนี้ทำให้เขามั่นใจได้ว่า ที่กินลงไปก่อนหน้านี้ ต้องเป็นแกนอสูรนี้อย่างแน่นอน
"เกิด… เกิดอะไรขึ้น? มีอีกก้อนหนึ่ง? อย่าบอกนะว่าสัตว์อสูรแท้จริงแล้ว มีแกนอสูรสองก้อนในร่างมัน? เป็นข้าที่เข้าใจผิดไปเอง" เมิ่งฮ่าวรู้สึกสับสนมากยิ่งขึ้น เขาส่ายศีรษะ พยายามบังคับตัวเองให้มีความคิดที่แจ่มใส มองไปที่แกนอสูรแล้วก็กระจกทองแดง ร่างของเขาเริ่มสั่นสะท้าน สายตาลุกโชนไปด้วยความยินดีอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับว่าเขาได้เห็นทองคำหมื่นแท่งวางอยู่ตรงหน้า ถึงกับแทบถือแกนอสูรในมือไว้ไม่มั่น
"อาจจะเป็นไปได้ว่า… กระจกดูดซับหินลมปราณ และผลิตแกนอสูรก้อนที่สองออกมา!" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงสั่น เดิมทีเขาก็รู้สึกว่า ความสามารถของกระจกที่ระเบิดพวกสัตว์ป่า มีพลังอย่างมากแล้ว เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามันจะมีความวิเศษยิ่งกว่านั้น
หลังจากนั้นสักครู่ เขาก็ฟื้นสติกลับคืนมา ถึงแม้ว่าในศีรษะยังมีความคิดที่หลากหลาย แต่ในตอนนี้ก็ไม่มีหินลมปราณที่จะนำมาทดลอง จึงรู้สึกกระวนกระวาย ปวดหัวที่จะหาหินลมปราณสักก้อนมาทดสอบ
"หินลมปราณ ข้าต้องการหินลมปราณ!" สายตาเขาลุกวาวเหมือนสัตว์ป่าที่ดุร้าย ในสายตาของเขาเวลานี้หินลมปราณมีค่ามากกว่าเงินทองซะอีก ความปรารถนาในตอนนี้ของเขา รุนแรงกว่าความปรารถนาในการเป็นขุนนางก่อนหน้านี้มากนัก
หินลมปราณเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ฝึกตน โดยเฉพาะเมิ่งฮ่าว เมื่อใครก็ตามกังวลถึงความได้ความเสีย คนๆนั้นก็จะเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและกังวลใจ ซึ่งในตอนนี้ ความต้องการหินลมปราณของเมิ่งฮ่าว มากมายเหนือสิ่งอื่นใด
น่าเสียดายที่สำนักเอกะเทวะ เป็นสำนักเล็กๆ นอกจากวันแจกเม็ดยาในแต่ละเดือนแล้ว ก็ไม่มีโอกาสที่จะหามาครอบครองได้ นอกจากไปเอาจากคนอื่นมา
"อีกหนึ่งเดือนกว่าจะถึงวันแจกเม็ดยา" เมิ่งฮ่าวมองไปที่กระจกทองแดง เริ่มมีท่าทางดุร้าย จากนั้นไม่นาน ความดุร้ายก็ถูกเก็บซ่อนไว้จนหายไป ขณะนี้เขาอยู่ในขั้นสองของการรวบรวมลมปราณ แม้ว่าเขาอยากจะใช้กำลังไปเอามาจากคนอื่น ก็ไม่สามารถจะต่อสู้กับคนอื่นๆได้
"เมื่อก่อนในเมืองหยุนเจี๋ย ข้าไม่มีเงิน" เมิ่งฮ่าวพูดอย่างหมดหนทาง "ตอนนี้ข้าเป็นผู้ฝึกตน ก็ยังคงไม่มีเงินอยู่ดี" ในใจเขาคิดว่าจะทำอย่างไร ถึงจะมีหินลมปราณมากกว่านี้
ตอนที่ 8: จ้าวอู่กัง
"มีแต่ต้องรอไปอีกหนึ่งเดือน แต่ในช่วงหนึ่งเดือนนี้ ข้าต้องต่อสู้เพื่อที่จะเพิ่มระดับการบำเพ็ญเพียรให้ก้าวหน้าขึ้นอีก" เขาหยิบกระจกทองแดงใส่กลับเข้าไปในถุงเก็บสมบัติอย่างระมัดระวัง รู้ดีว่าต้องไม่ให้ใครรับรู้ถึงความสามารถของมัน มิเช่นนั้นเขาคงจะเก็บรักษามันไว้ไม่ได้ จนถึงขั้นเสียชีวิต ถ้ามีใครมาแย่งชิงมันไป
เขามองลงไปที่ตัวเอง เห็นคราบสิ่งปฏิกูลที่เคลือบอยู่ทั่วร่าง ในขณะที่กำลังตื่นเต้น เขาเกือบลืมไปว่าทั้งตัวเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก แต่ตอนนี้เขาระงับสติอารมณ์ลงได้แล้ว จึงเดินออกไปนอกถ้ำ เพื่อไปล้างคราบปฏิกูลที่ลำธารใกล้ๆถ้ำแห่งเซียน
เมื่อกลับมาถึงถ้ำ ท้องฟ้าก็เริ่มสว่าง เขาหยิบตำรารวบรวมลมปราณออกมา และเริ่มศึกษามันอีกครั้ง
"เมื่อถึงขั้นสองของการรวบรวมลมปราณ ก็ใช้อิทธิฤทธิ์แห่งเซียนได้ เมื่อถึงขั้นห้า ก็สามารถเรียนรู้วิธีการเดินบนอากาศ ซึ่งเป็นความสามารถแห่งเซียนที่คล้ายกับการเหาะ" เมิ่งฮ่าวปิดตาลง รู้สึกมุ่งหวังอย่างแรงกล้า ที่จะเรียนรู้การเดินบนอากาศ ในขั้นห้าของรวบรวมลมปราณ จนครู่ใหญ่จึงลืมตา กำหมัดขวาชูขึ้นหลวมๆ
ในทันใดนั้น เขารู้สึกว่าอุณหภูมิได้เพิ่มสูงขึ้น เต็มไปทั้งห้องในถ้ำแห่งเซียน จากนั้นเปลวไฟก็ปรากฎขึ้นบนมือขวาของเขา ด้วยความรู้สึกที่เยี่ยงมนุษย์ธรรมดา เขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ทำให้เปลวไฟดับลงไป
เมิ่งฮ่าวรีบระงับสติ และโคจรลมปราณในร่าง แต่น่าเสียดาย จนถึงยามบ่าย หลังจากพยายามไปสิบกว่าครั้ง เขาก็ยังทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า สร้างประกายไฟได้เพียงเล็กน้อย หลังจากนั้นพลังลมปราณในร่างก็กระจัดกระจาย ไม่สามารถรวมตัวกันได้
"วิชาเปลวไฟอสรพิษนี้ ใช้งานยากยิ่งนัก" เมิ่งฮ่าวกล่าวพร้อมขมวดคิ้ว แต่เขาเป็นคนมีนิสัยดื้อดึง และไม่ใช่คนที่จะหมดกำลังใจได้โดยง่ายดาย ดังนั้นเขาจึงฝึกการหายใจไปซักพัก ก่อนที่จะพยายามขึ้นอีกครั้ง
ราตรีผ่านไป อรุณรุ่งมาเยือนอีกครั้ง เมิ่งฮ่าวพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าติดต่อกันสองวัน แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง จนกระทั่งเขาเริ่มเหนื่อยล้าเต็มที เมื่อลมปราณกระจายหายไป เขาก็พยายามควบคุมการหายใจ และความมุ่งมั่นในดวงตาก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
"ข้าไม่เชื่อว่า จะไม่สามารถใช้วิชาเปลวไฟอสรพิษได้!" เมิ่งฮ่าวพูดไป ก็ขบฟันไปด้วย ตบมือลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ หลังจากนั้นแกนอสูรก็ปรากฎขึ้นอยู่ในมือ
เขารู้ดีว่าถ้ากินแกนอสูรก้อนนี้เข้าไป ถ้าเขามีหินลมปราณมากพอหลังจากนี้ เขาก็จะไม่มีแกนอสูรสำหรับเป็นต้นแบบให้กระจกลอกเลียนแบบได้
"อืม ไร้ประโยชน์ที่จะกังวลในเรื่องเช่นนี้ อย่างเลวร้ายที่สุด ข้าก็กลับไปในเขตภูเขา เพื่อค้นหาสัตว์อสูรตัวอื่นๆ" เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็หย่อนแกนอสูรเข้าไปในปาก ปิดตาลง และเริ่มปรับลมหายใจ พลังลมปราณระเบิดออกภายในร่าง ไหลไปในทุกๆส่วนของร่างกาย
เวลาผ่านไป ไม่นานก็เป็นเวลาบ่าย เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น ส่องประกายเจิดจ้า เขายังอยู่ในระดับขั้นสอง แต่พลังลมปราณของเขาตอนนี้ก้าวหน้าขึ้นมาก
"ถ้ามีแกนอสูรสามก้อนหรืออาจจะมากกว่าห้าก้อน ข้าก็จะก้าวไปถึงขั้นสามของการรวบรวมลมปราณเป็นแน่" เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ตระหนักดีว่า ยิ่งการฝึกตนระดับสูง ก็ยิ่งยากที่จะก้าวข้ามไปได้ แต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งหวัง เมื่อคิดไปถึงกระจกทองแดง เขาก็ยกมือขึ้นไปในอากาศ และคว้าจับ
แต่เมื่อคว้าจับ พลันมีเปลวไฟปรากฏ สะสมขึ้นบนมือขวาของเขา และสร้างเปลวไฟรูปร่างคล้ายอสรพิษตัวเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วมือ แต่เปล่งประกายและเต็มไปด้วยความร้อน เมิ่งฮ่าวรู้สึกถึงพลังลมปราณในร่างที่ลดลงไปถึงสามในสิบส่วน
ใบหน้าเขาเริ่มซีดขาว แต่มีรอยยิ้ม และประกายตาลุกโชน แสดงถึงความเข้าใจ ในการสร้างเปลวไฟด้วยพลังลมปราณ เขาเดินออกมานอกถ้ำ โบกมือขวา เปลวไฟอสรพิษลุกโชนขึ้น ลอยไปกระแทกต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ
เกิดเสียงดังขึ้น และต้นไม้ทั้งต้นก็ปกคลุมไปด้วยเปลวไฟ ไม่นานก็พังทลายกลายเป็นเถ้าถ่าน
"ข้าต้องหาโอกาสไปทำแบบนี้ให้เจ้าอ้วนดู มันจะต้องยกย่องข้าแน่ๆ" เขายิ้มกว้าง รู้สึกเหมือนเป็นวีรบุรุษ
ผ่านไปครึ่งเดือน ในระหว่างนั้น เมิ่งฮ่าวนอกจากออกไปที่เขตภูเขาเพื่อค้นหาสัตว์อสูร ก็คือฝึกฝนวิชาเปลวไฟอสรพิษ เขาใช้ความพยายามอย่างหนัก มากกว่าที่เคยทำตอนเป็นนักศึกษา และในไม่ช้าเขาก็มีความชำนาญที่จะใช้มัน พร้อมทั้งสามารถลดปริมาณการใช้ลมปราณ แต่ก็ยังต้องใช้เวลาเท่ากับสูดลมหายใจเข้าออกหลายครั้ง ในการก่อให้เกิดเปลวไฟ
เขายังได้ไปที่สำนักสายนอก และแอบใช้กระจกส่องไปที่ร่างของศิษย์บางคน แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากพยายามทดลองไปหลายครั้ง เมิ่งฮ่าวก็สรุปได้ว่า กระจกทองแดงบานนี้ ใช้ได้กับสิ่งมีชีวิตที่มีขนเท่านั้น ช่างน่าเศร้านัก แต่ก็รู้ว่า ตัวเขาคาดหวังมากเกินไป
น่าเสียดาย ตั้งแต่ครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้เจอกับสัตว์อสูรตัวใดๆอีกเลย และระดับความก้าวหน้า ของการฝึกลมปราณของเขาก็หยุดนิ่ง แต่ก็ต้องขอบคุณ ทุกครั้งที่เขาฝึกวิชาเปลวไฟอสรพิษ เมื่อลมปราณผลาญสิ้นไปทั่วร่าง แล้วกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง มันจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเสมอ อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่กล้าที่จะไปฝึกในป่าบนภูเขา เพียงฝึกอยู่ในถ้ำแห่งเซียนเท่านั้น
"ยังมีเวลาอีกไม่ถึงสิบวัน ก็จะถึงวันแจกเม็ดยา ข้าต้องเข้าไปในเขตภูเขาที่ห่างไกลออกไปอีก" วันหนึ่ง เมื่อตัดสินใจแล้ว เมิ่งฮ่าวก็ออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ มุ่งหน้าตรงไปในภูเขาลึกอย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้หยุดพักตลอดช่วงเวลากลางวัน และเมื่อยามราตรีมาเยือน เขาก็จำไม่ได้แล้วว่าได้เดินผ่านภูเขาไปกี่ลูก ในที่สุด ก็มาถึงตีนเขาของเขตภูเขาสีดำ เขาได้ต่อสู้กับสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายหมี
ระหว่างการต่อสู้ เขาใช้วิชาเปลวไฟอสรพิษ และพลังของกระจกทองแดง เกิดการระเบิดติดต่อกันเก้าครั้ง ตามมาด้วยเสียงแผดร้องโหยหวน ดังก้องไปทั่วป่า ครั้นแล้วเจ้าสัตว์อสูร ก็เลือดไหลจนตาย
เขาเอาแกนอสูรออกมาใส่ถุงเก็บสมบัติ และกำลังจะมุ่งหน้าลึกเข้าไปในเขตภูเขาสีดำ ทันใดนั้น ขนบนร่างเขาก็ตั้งชัน ไกลออกไปไม่มากนักตรงหน้าเขา สัตว์อสูรห้าตัวซึ่งมีศีรษะเป็นคชสารลำตัวเป็นพยัคฆ์ปรากฏขึ้น พวกมันจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาเย็นยะเยียบ
ด้วยการใช้กระจก เขาสามารถรับมือได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่สัตว์อสูรหนึ่งตัวเท่านั้น แต่หากเป็นห้าตัว มันเป็นสิ่งที่ยากเย็นยิ่งนัก เขาเริ่มถอยหลังไปอย่างช้าๆ มือขวาจับกระจกไว้แน่น
ทันใดนั้น เสียงแผดร้องก็ดังออกมาจากผืนป่า ก้องกังวานปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขาสีดำ มันดังขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนกับเกิดการระเบิดขนาดใหญ่ เดือดพล่านไปทั่วในอากาศ เมิ่งฮ่าวสีหน้าเปลี่ยนไป และรีบวิ่งออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ โดยไม่ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย
โชคดีที่สัตว์อสูรทั้งห้าตัวนั้นไม่ได้ไล่ตามมา และในที่สุดเขาก็หายตัวไปในภูเขา
"เสียงร้องนั่น ช่างคล้ายกับเสียงตะคอกของท่านอาจารย์ลุงซ่างกวน ดูเหมือนว่าจะมีสัตว์อสูรมากมายในภูเขาสีดำแห่งนี้ แล้วก็เป็นสัตว์อสูรระดับสูงด้วย" เมื่อเขาวิ่งออกไป เหลียวหลังกลับไปมองภูเขาสีดำอีกครั้ง ก็ยิ่งมั่นใจว่ามันเป็นสถานที่อันตรายยิ่งนัก
สิบวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมิ่งฮ่าวสำรวจไปในภูเขาลูกอื่นๆโดยไม่ก้าวล้ำเข้าไปในอาณาเขตของภูเขาสีดำ แต่ก็ไม่พบเจอสัตว์อสูรอื่นๆแม้แต่ตัวเดียว แกนอสูรของหมีอสูรในถุงเก็บสมบัติของเขา ก็ดูเหมือนว่าจะมีค่ามากยิ่งขึ้น ดังนั้นเขาจึงไม่ได้กินมันลงไป
และแล้ววันแจกเม็ดยาก็มาถึง เมื่อเสียงระฆังดังไปทั่วในอากาศ เมิ่งฮ่าวก็ออกมาจากถ้ำแห่งเซียน และเข้าสู่อาณาเขตสำนักสายนอก เมื่อเขาจากมาเมื่อเดือนที่แล้ว เขายังอยู่ในขั้นแรกของการรวบรวมลมปราณ แต่ในตอนนี้ก็เป็นขั้นสองแล้ว ถึงแม้ว่ายังอยู่ห่างไกลจากขั้นสาม จากการคาดคะเนของเขา ถ้ากระจกทองแดงให้ผลตรงตามที่คิดไว้ ความสำเร็จในอนาคตของเขา ก็คงก้าวกระโดดแบบไร้ขอบเขตเป็นแน่
ด้วยความกลัวเหมือนที่เคยสูญเสียไปในครั้งที่แล้ว เมิ่งฮ่าวเข้าไปในลานแจกเม็ดยาสี่เหลียมจัตุรัส ศิษย์หลายคนมองมาเมื่อเขาผ่านเข้าไป พวกมันส่วนใหญ่จดจำเขาได้
การกระทำของเขาเมื่อเดือนที่แล้ว ค่อนข้างน่าตกใจสำหรับศิษย์สำนักสายนอก ถึงแม้ว่าพลังลมปราณของเขาจะอยู่ในระดับต่ำ และถึงจะผ่านไปหนึ่งเดือน เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นก็ยังคงมีการพูดถึงอยู่เนืองๆ
ครั้งนี้ประธานในการเปิดงานไม่ใช่ซ่างกวนซิว แต่เป็นบุรุษวัยกลางคนมาแทน เช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว มันแจกยาเม็ดเพิ่มลมปราณ และหินลมปราณครึ่งก้อน แต่ครั้งนี้ไม่ได้แจกเม็ดยาเฉพาะบุคคล
เมื่อเม็ดยาและหินลมปราณเข้าไปอยู่ในถุงเก็บสมบัติ และแสงของเสาลายมังกรเริ่มดับมอด เมิ่งฮ่าวก็รีบกลับเท่าที่จะเร็วได้ โดยไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย ก่อนจากไป เขามองไปที่ลานกว้าง และได้เห็นผู้ฝึกตนบางคนได้ขวางทางศิษย์สายนอก เพื่อแย่งชิงเม็ดยาและหินลมปราณ
คำพูดของศิษย์พี่หญิงสวี่ ดูเหมือนว่าจะยังคงมีผล รวมกับการรีบจากไปของเขา ไม่มีใครจงใจมาแย่งชิงสิ่งของไปจากเขา มีเพียงแค่สายตาเย็นชาที่จ้องมองมา
เขาถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ตระหนักดีว่าคำพูดของศิษย์พี่หญิงสวี่ สามารถคุ้มครองเขาในช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น เดือนนี้ไม่มีปัญหา แต่อีกไม่กี่เดือนถัดไป ต้องมีบางคนที่ต้องการแย่งชิงสิ่งของไปจากเขาแน่
"ตราบเท่าที่กระจกทองแดงมีผล ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก็จะได้เห็นกันว่าใครจะแย่งชิงไปจากใคร!" เมิ่งฮ่าวพูดด้วยสายตาลุกวาว จากนั้นก็ก้มหน้าเดินจากไปด้วยความรวดเร็วเพิ่มขึ้น
เขาออกจากอาณาเขตสำนักสายนอก ด้วยความกระตือรือร้น ที่จะได้ลองใช้กระจกทองแดง เดินกลับไปที่ถ้ำแห่งเซียน ด้วยความรวดเร็วเท่าที่จะทำได้ เมื่อถึงจุดที่อยู่ห่างจากถ้ำไม่ไกลนัก ทันใดนั้นเขาก็หยุดลง ม่านตาหดแคบลง มองไปยังคนที่เพิ่งจะเดินออกมาจากชายป่าด้านหน้า
คนผู้นั้นสวมใส่ชุดยาวสีเขียว อายุประมาณยี่สิบสี่ถึงยี่สิบห้าปี หน้าตาหยิ่งยโส ยืนจ้องมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยสายตาเย็นเยียบ พลังการฝึกตนของมันไม่เหมือนคนทั่วไป มันอยู่ในขั้นสามของการรวบรวมลมปราณ ยืนอยู่ที่นั่น กีดขวางทางเดินของเมิ่งฮ่าว
"คารวะศิษย์พี่จ้าว" เมิ่งฮ่าวกล่าว สีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมกับถอยหลังไปสองสามก้าว กำหมัดขวาหลวมๆไว้ด้านหลัง เขาเคยเห็นบุคคลผู้นี้มาก่อน ทุกคนในศิษย์สำนักสายนอกรู้จักศิษย์พี่จ้าวอู่กัง มันเป็นคนโหดร้ายไร้ความปราณี
ศิษย์ซึ่งมีพื้นฐานฝึกตนระดับต่ำหลายคน ได้ตายไปโดยน้ำมือมันในเขตส่วนรวม มันเป็นบุคคลที่ชอบประจบสอพลอ ต่อศิษย์ที่มีระดับสูงกว่าขั้นสามขึ้นไป แต่ทำตัวเป็นเจ้านายกับพวกขั้นหนึ่ง และขั้นสอง พูดจาไม่เข้าหู ก็ลงไม้ลงมือ
"เมื่อเจ้ารู้จักข้า" จ้าวอู่กังพูดเสียงเย็นชา "ก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ ส่งมอบเม็ดยาและหินลมปราณมา" บุคคลอื่นๆไม่กล้าแตะต้องเมิ่งฮ่าว แต่จ้าวอู่กังเข้าสังกัดสำนักนานปี รู้จักช่องทางเป็นอย่างดี มันสืบรู้ว่าศิษย์พี่หญิงสวี่มักจะเก็บตัวปลีกสันโดษ คงไม่สนใจความเป็นความตาย ของลิ่วล้อเบื้องหน้าคนนี้นัก
"ศิษย์พี่จ้าว โปรดช่วยยกเว้นข้าสักคน จะได้หรือไม่?" เมิ่งฮ่าวกล่าวพร้อมถอยหลังไปอีกก้าว "ข้า… ข้าเป็นเพียงนักศึกษาธรรมดา และเพิ่งจะได้รับเม็ดยาและหินลมปราณมา ได้โปรดให้ข้าได้มีเวลาใช้มันสักเล็กน้อย?" คนผู้นี้มีระดับการฝึกตนสูงกว่าเขาหนึ่งขั้น ยิ่งไปกว่านั้นตัวเขาก็ยังไม่เคยต่อสู้กับใครมาก่อน สีหน้าเริ่มซีดเผือดด้วยความกลัว
"เจ้าเรียกตัวเองว่านักศึกษา?" มันพูดเยาะเย้ย จากนั้นก็หัวเราะเสียงดัง "อย่าบอกนะว่า เจ้าเคยเป็นนักศึกษามาก่อน ก่อนที่จะมาที่นี่? มา… มาท่องบทกวีให้ศิษย์พี่ฟัง บางทีเจ้าอาจจะทำให้ข้าอารมณ์ดีขึ้น และวันนี้เพียงหักขาของเจ้าทิ้งก็เป็นพอ"
"ศิษย์พี่จ้าว…" เมิ่งฮ่าวเริ่มประสาทเสีย และรู้สึกโกรธไปด้วย แต่เขาไม่มีทางเลือก ได้แต่ยืนหยัดต่อไป และพยายามเอ่ยวาจา "ปราชญ์ท่านกล่าวไว้ว่า หาก…"
"หุบปาก ข้าไม่เพียงแต่จะแย่งชิงเม็ดยาและหินลมปราณไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงถ้ำแห่งเซียนด้วย นับจากนี้ไป เมื่ออยู่ข้างนอก เราเป็นศิษย์พี่ ศิษย์น้องกัน แต่เมื่ออยู่ในถ้ำ เจ้าต้องเป็นข้ารับใช้ของข้า ถ้าเจ้ายังกล้าพูดอีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะช่วยให้เจ้า เข้าใจถึงความหมายของคำว่า 'ตายดีกว่ามีชีวิตอยู่!'" มันเริ่มเดินตรงเข้ามาหาเมิ่งฮ่าวด้วยจิตสังหาร
ระดับการฝึกตนของมัน ก้าวล่วงสู่ขั้นสาม ต้องการพลังลมปราณอีกมากเพื่อรักษาระดับ ดังนั้นมันจึงหมายตาถ้ำแห่งเซียนของเมิ่งฮ่าว แต่มันก็ยังคงกลัวศิษย์พี่หญิงสวี่ ดังนั้นมันจึงคิดวิธีการให้เมิ่งฮ่าวมาเป็นข้ารับใช้ เชื่อว่าเมิ่งฮ่าวไม่กล้าปฏิเสธ หลังจากเวลาผ่านไป จนมั่นใจว่าศิษย์พี่หญิงสวี่คงลืมเจ้าผู้นี้ไปแล้ว มันก็สามารถสังหารเมิ่งฮ่าวได้โดยไม่ต้องกังวลใจใดๆ หรือถ้าไม่เช่นนั้น มันก็จะทำให้เขาพิการ เก็บไว้ข้างตัว ให้คอยท่องบทกวี ก็เป็นบารมีไม่น้อย
"ถ้ำแห่งเซียนเป็นที่พำนักอาศัยของศิษย์พี่หญิงสวี่ ข้าจะตัดสินใจใดๆแทนได้อย่างไร ศิษย์พี่จ้าว ได้โปรดอย่าได้สร้างความลำบากให้กับข้าเลย" มือขวาที่อยู่ด้านหลังกำลังรวบรวมพลังลมปราณ เขารู้ดีว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจ้าวอู่กัง แต่ถ้ำแห่งเซียนเป็นเรื่องใหญ่ และหินลมปราณมีความสำคัญต่อเขา ไม่มีทางที่เขาจะส่งมอบให้ ดังนั้น ด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยโทสะและความไม่ยินยอม เขาจึงอ้างชื่อของศิษย์พี่หญิงสวี่ออกไป
"ข้าไว้หน้าเจ้าแล้ว แต่เจ้าก็ละเลยมัน" จ้าวอู่กังพูดหายใจแรงขึ้น "เจ้ารนหาความเจ็บปวดเองนะ ข้าจะสอนให้รู้ว่า ยอมตายดีกว่ามีชีวิตอยู่ เป็นอย่างไร!" ด้วยสีหน้าที่หมดความอดทน มันวิ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว ยื่นมือคล้ายกงเล็บออกมา เมิ่งฮ่าวดูเหมือนจะหวาดผวาและตกใจ จ้าวอู่กังมีความสุขที่ได้เห็นสีหน้าของคนที่อ่อนแอ่กว่า
มันนึกภาพว่าเมิ่งฮ่าวลงไปนอนสั่นบนพื้นเบื้องหน้า รู้สึกมีความภาคภูมิใจกับตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่จะพุ่งถึงตัวเมิ่งฮ่าว สีหน้าที่แสดงความหวาดกลัวของเมิ่งฮ่าวก็หายไป แทนที่ด้วยความโหดเหี้ยม เขาสะบัดมือขวาออกมาจากด้านหลัง แสงไฟลุกโชน เปลวไฟรูปร่างคล้ายอสรพิษขนาดเท่านื้วมือพุ่งเข้าใส่จ้าวอู่กัง
จิตใจเมิ่งฮ่าวเต้นระรัว เขารู้ดีว่าวิชาเปลวไฟอสรพิษ ไม่ได้แกร่งกล้าพอที่จะเข่นฆ่าใครได้ แต่ก็ยังคงหวังว่าอย่างน้อย มันจะช่วยลดทอนความเร็วของจ้าวอู่กังได้บ้าง เขาจะไม่ทนต่อการถูกจับ หรือการส่งมอบสิ่งของมีค่าทั้งหมดไป รวมถึงการต้องตกเป็นข้ารับใช้ของจ้าวอู่กัง เขาต้องหนีเข้าไปในเขตภูเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
"วิชาเปลวไฟอสรพิษ!" สีหน้าจ้าวอู่กังเปลี่ยนไป ขยับตัวหลบหลีก ตบมือลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่สีขาวเล่มเล็กๆปรากฎขึ้น ซัดเข้าใส่เปลวไฟอสรพิษ
มีเสียงดังเกิดขึ้น จากนั้นเปลวไฟก็ดับไป กระบี่สีขาวคดงอบิดเบี้ยว ตกลงสู่พุ่มหญ้าข้างทาง จ้าวอู่กังถอยหลังอย่างต่อเนื่องด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน มองดูเมิ่งฮ่าวหนีเข้าไปในเขตภูเขา ด้วยความรู้สึกโกรธและประหลาดใจ
"มันบรรลุถึงขั้นสองของการรวบรวมลมปราณได้อย่างรวดเร็วนัก" จ้าวอู่กังพูดด้วยความเกรี้ยวกราด "ถ้ำแห่งเซียนของศิษย์พี่หญิงสวี่ช่างมีประสิทธิภาพยิ่งนัก คงต้องสังหารเจ้าผู้นี้ซะแล้ว" มันวิ่งไล่ตามเมิ่งฮ่าวไป
หลังจากวิ่งตามไปได้ซักพัก ก็พบว่าเมิ่งฮ่าวมีความคุ้นเคย กับเส้นทางของภูเขานี้มากกว่ามัน ยิ่งไปกว่านั้น เมิ่งฮ่าวยังวิ่งได้อย่างรวดเร็ว ทำให้จ้าวอู่กังมีปัญหาในการไล่ตามเป็นอย่างมาก
"เจ้าเด็กบัดซบ" จ้าวอู่กังพูดด้วยเสียงน่ากลัว "ภูเขาแห่งนี้ไร้ผู้คน ถ้าเจ้าต้องการตาย ข้าก็จะสงเคราะห์ให้!" เมื่อเห็นว่าเมิ่งฮ่าววิ่งได้อย่างรวดเร็ว มันจึงตัดสินใจที่จะใช้วิชาไม้ตายก้นหีบ มันแผดเสียงคำราม พร้อมกับร่างกายที่ขยายใหญ่ขึ้น ขนตามร่างกายเริ่มหนาขึ้นและเป็นสีทอง ขนบางแห่งก็ยาวจนโผล่ทะลุเสื้อผ้าออกมา เหมือนกับว่ามันได้กลายร่างเป็นบางอย่างที่ดูคล้ายสัตว์อสูร
นี่คือ "วิชากลายร่างอสูร" วิชาลับที่มันเรียนรู้ด้วยความบังเอิญ ก่อนที่จะเข้าสังกัดสำนัก
มันเป็นวิชาที่จะฝึกได้ ตั้งแต่บรรลุถึงขั้นสามของการรวบรวมลมปราณ เพียงแต่การกลายร่างไม่ได้ชัดเจนมากนัก ร่างกายจะขยายใหญ่ขึ้น มีพลังมากขึ้นเท่านั้น แต่ก็น่าสะพรึง ด้วยวิชานี้ทำให้มันสามารถอาละวาดไปทั่ว ท่ามกลางศิษย์ร่วมสำนักที่มีระดับการฝึกตนขั้นต่ำ วิชานี้เป็นไม้ตายก้นหีบ แม้ใช้ได้ในช่วงเวลาอันจำกัด แต่ก็มีประสิทธิภาพมากทีเดียว
ตอนนี้พลังฝึกตนของมัน ได้ก้าวถึงขั้นสามของการรวบรวมลมปราณ วิชานี้ยิ่งฝึกถึงขั้นสมบูรณ์ ก็จะยิ่งมีขนสีทองที่ดกหนา ดูสวยงามน่าอัศจรรย์ใจ การกลายร่างจนคล้ายสัตว์อสูร ทำให้มันสามารถสร้างความสะพึงกลัว ข่มขวัญคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย
"เจ้าจะเป็นคนแรก ที่จะตายใต้วิชากลายร่างอสูรขั้นที่สามของข้า จงตายตาหลับเถิด!"
ตอนที่ 9: ความเวทนาและความเคว้งคว้าง
ด้วยการใช้วิชานี้ที่ระดับขั้นสาม ช่วยให้จ้าวอู่กังมีความแข็งแกร่ง และความเร็วเพิ่มมากขึ้น พร้อมรอยยิ้มที่ดูน่ากลัว มันกระโจนเข้าใส่เมิ่งฮ่าว กรงเล็บอันแหลมคม ส่องประกายเย็นยะเยียบใต้แสงอาทิตย์
มันยิ้มด้วยความมั่นใจว่า เมิ่งฮ่าวจะต้องหวาดกลัว ตัวสั่นขวัญผวา ต่อให้คิดหนี ก็ไม่มีทางหนีรอดอย่างเด็ดขาด
"วิ่งสิ" จ้าวอู่กังหัวเราะด้วยรอยยิ้มที่ดุร้าย น้ำเสียงของมันเหี้ยมเกรียม "เจ้าไม่มีทางหนีรอดจากจ้าวอู่กังผู้นี้ได้"
เมื่อจ้าวอู่กังได้กลายร่างเป็นสัตว์อสูร เมิ่งฮ่าวได้หนีขึ้นไปข้างหน้า เขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยหางตา และความรู้สึกประหลาดใจก็แสดงออกมาทางสีหน้า แต่หลังจากนั้นเหมือนว่าได้คิดถึงบางอย่าง สีหน้าก็เปลี่ยนไป เขาไม่นึกเลยว่า ศิษย์พี่จ้าวจะมีวิชาเช่นนี้ การกลายร่างนั่น เหมือนกับสัตว์ป่าที่ถูกระเบิดโดยกระจกทองแดงเป็นอย่างยิ่ง ในความเป็นจริง จ้าวอู่กังมีขนที่ยาวและดกหนาบนร่างมากกว่าสัตว์ป่าตัวอื่นๆที่เคยเจอมาซะอีก
เมิ่งฮ่าวมองไปที่จ้าวอู่กังอย่างระมัดระวังด้วยสีหน้าแปลกๆ เส้นขนที่ดกหนาทำให้มัน ดูเหมือนเป็นราชาแห่งสัตว์อสูรขนทอง
เมื่อจ้าวอู่กังมองเห็นสีหน้าของเมิ่งฮ่าว มันเกิดความรู้สึกประหลาดใจ เมื่อมันก้าวเข้าสู่ขั้นสามของการรวบรวมลมปราณ มันได้พยายามฝึกการเปลี่ยนร่างมาหลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เปิดเผยให้บุคคลอื่นเห็น สีหน้าแปลกๆของเมิ่งฮ่าว ทำให้มันรู้สึกโกรธ มันคำรามยะเยียบในใจ ประกายสังหารปรากฎขึ้นในดวงตา
"ข้าคิดว่า… กระจกทองแดงน่าจะชอบนะ" เมิ่งฮ่าวกล่าว มองดูจ้าวอู่กังในร่างสัตว์อสูร พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น ร่นระยะห่างลงอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามดังกึกก้อง เมิ่งฮ่าวก้าวถอยหลังไปหลายก้าวพร้อมกับตบมือขวาลงไปที่ถุงเก็บสมบัติ ทันใดนั้นกระจกทองแดงก็ปรากฎขึ้น ด้วยสีหน้าแปลกๆที่ยังคงปกคลุมอยู่บนใบหน้า เขาส่องกระจกไปยังจ้าวอู่กังที่กำลังสำแดงฤทธิ์เดช
ทันทีที่กระจกเริ่มส่องประกาย เมิ่งฮ่าวรู้สึกถึงคลื่นความร้อนที่เขาไม่เคยรับรู้มาก่อน นี่เป็นคลื่นความร้อนที่มีพลังแข็งแกร่งมากกว่าที่เคยรู้สึก ในการเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรตัวอื่นๆราวกับว่ากระจกมีความกระหายที่จะปลดปล่อยพลังออกมามากกว่าครั้งก่อนหน้านี้ ชั่วขณะนั้นแหล่งพลังลมปราณที่มองไม่เห็น ก็ระเบิดออกมาจากกระจกพุ่งตรงออกไป
จ้าวอู่กังกระโจนตรงมาที่เมิ่งฮ่าว ทั่วร่างเต็มไปด้วยความดุร้ายและแผ่รังสีสังหาร ทันใดนั้น มันก็รู้สึกแปลกประหลาด เหมือนกับว่ามีพลังลมที่รุนแรงเข้ามาอยู่ภายในร่าง พุ่งพล่านไปทั่ว ทำให้ตามตัวของเขา มีรอยนูนขึ้นมาเป็นระยะ สีหน้าจ้าวอู่กังเปลี่ยนไป รู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของอวัยวะภายใน ความรู้สึกถึงภัยอันตรายผุดขึ้นอย่างรุนแรง โดยไม่ต้องขบคิด มันบังคับให้พลังลมปราณในร่างไหลไปรวมกันยังจุดตันเถียนที่ท้องน้อย ป้องกันไม่ให้พลังลมปราณไหลออกไปจากร่าง
ลมปราณซึ่งพลังแกร่งกล้านั้น ดูเหมือนจะพยายามหาจุดที่อ่อนแอที่สุดในร่าง เพื่อจะมุดทะลวงออกมา เมื่อมันบังคับให้ลมปราณไหลไปที่จุดตันเถียน พลังลมปราณก็พุ่งตรงไปที่ก้นทันที และทันใดนั้นก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง ด้วยความเจ็บปวดเหมือนหัวใจถูกฉีกกระชาก จ้าวอู่กังแผดร้องออกมาอย่างลืมตัว
มันไม่เคยแผดร้องแบบนี้มาก่อนในชีวิต เนื่องจากไม่เคยพบเจอประสบการณ์แบบนี้มาก่อน ร่างกายเริ่มสั่นเทิ้ม จ้องไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยความเกรี้ยวกราด ดวงตาแดงกร่ำเต็มไปด้วยรังสีสังหาร
"ศิษย์พี่จ้าว" เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยหัวใจเต้นแรง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ต่อสู้กับคนอื่น "ทำไมเราไม่จบทุกสิ่งในที่นี้? ถ้าท่านไม่สร้างความลำบากใจให้กับข้า ข้าก็จะไม่สร้างความลำบากใจให้แก่ท่าน จบลงด้วยความยินดีทั้งสองฝ่าย" เขากำกระจกในมือไว้แน่น เสียงแผดร้องของฝ่ายตรงข้ามสร้างความวุ่นวายใจให้แก่เขา เขาทนรับมันไม่ได้ ถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็เป็นมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์อสูร
"เจ้าเด็กบัดซบ!" จ้าวอู่กังตะโกนตอบ "วันนี้ ข้าไม่เพียงแต่จะสังหารเจ้า วันหน้าข้าจะลงไปจากภูเขาลูกนี้ ค้นหาบิดามารดาญาติพี่น้องของเจ้า สังหารพวกมัน ทำลายพวกมันทั้งตระกูล! จึงจะหายแค้น!" ความเจ็บปวดทำให้มันเริ่มใกล้จะคลุ้มคลั่ง ดวงตาลุกโชน พร้อมด้วยเสียงคำราม มันพุ่งกระโจนเข้าใส่เมิ่งฮ่าว กรงเล็บแหลมคมเตรียมที่จะฉีกเขาออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เมิ่งฮ่าวเป็นเพียงนักศึกษา และไม่เคยต่อสู้กับใครมาก่อน แต่เขาก็มีความกล้าหาญ เมื่อได้ยินจ้าวอู่กังพูดเช่นนั้น ดวงตาก็ลุกโชนไปด้วยรังสีสังหารเช่นกัน ไร้ประโยชน์ที่จะพูดจากับคนที่ไร้เหตุผล ทั้งๆที่เป็นฝ่ายมาหาเรื่องเขาแท้ๆ ตนทนฟังเสียงทุกข์ทรมานของมันไม่ได้ แต่มันกลับกล่าววาจาเช่นนั้น ไม่ว่าใครก็ไม่อาจทน เขาก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว และยกกระจกขึ้นโดยไม่สะทกสะท้าน
ยังไม่ทันที่จ้าวอู่กังจะเข้าประชิด มันรู้สึกว่ามีบางอย่างคำรามมาที่มัน อีกครั้งที่พลังลมปราณอันน่ากลัวไหลเข้าไปในร่างมัน จากประสบการณ์ที่เพิ่งพบเจอมา มันปกป้องตัวเองด้วยการผนึกลมปราณไม่ให้รั่วไหล แต่ในขณะที่มันกำลังเชื่อมั่นในความสำเร็จที่เกิดขึ้น เสียงกึกก้องก็ดังขึ้น พลังลมปราณนั่นพุ่งพล่านไปทั่วร่าง และระเบิดพุ่งออกมาจากหูด้านซ้ายของมัน
ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าจากครั้งแรก มันส่งเสียงแผดร้องโหยหวน ยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ หูซ้ายระเบิดออก โลหิตสาดพุ่งกระจาย
ความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่องทำให้มันรู้สึกเหมือนกับศีรษะระเบิด สีหน้าเริ่มซีดขาวจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมชั่วร้าย
"ข้าจะสังหารเจ้า กำจัดให้หมดสิ้นทั้งตระกูล! ข้าจะให้พวกมันรับรู้ถึงความเจ็บปวดเช่นนี้บ้าง จากนั้นจะให้พวกมันแผดร้องโหยหวนจนตายไป!" ด้วยความเจ็บปวดและหูซ้ายที่หนวกไปแล้ว มันพุ่งตรงเข้าใส่เมิ่งฮ่าวอ ด้วยความมุ่งมั่นอย่างบ้าคลั่งที่จะเข่นฆ่าปฏิปักษ์
"ข้าอุตส่าห์ไว้หน้าเจ้า แต่เจ้ากลับไม่สนใจ!" เมิ่งฮ่าวกล่าว อ้าปากค้าง เขาไม่เคยเห็นกระจกระเบิดหูใครมาก่อน มองดูใบหน้าที่โหดเหี้ยมของจ้าวอู่กัง เขาก้าวถอยหลังออกไปอีก และส่องกระจกไปบนร่างของมันอีกครั้ง
"เมิ่งฮ่าว!!!" จ้าวอู่กังกรีดร้อง หูขวาของมันระเบิดตามเป็นชิ้นๆ ใบหน้าไม่มีเค้าความดุร้ายอีกต่อไป มีแต่ความประหลาดใจและความหวาดกลัวมาแทนที่ มันหันหลังวิ่งหนีออกไป อย่างรวดเร็วเท่าที่จะเร็วได้ในชีวิตของมัน ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยพูดไว้กับเมิ่งฮ่าว นอกจากความหวาดกลัวว่าจะหนีไม่พ้น แต่มันยังตัดสินใจอย่างแน่วแน่ด้วยอีกว่า เมื่อผ่านคราวนี้ มันจะกลับมาอีกครั้ง มันต้องสังหารเมิ่งฮ่าวอย่างสาสม ให้ได้ลิ้มรสความเจ็บปวดที่เท่าเทียมกัน และต้องยึดเอากระจกทองแดงนั่นมาให้ได้
แต่ว่าในขณะที่มันกำลังวิ่งหนีไป เป็นครั้งแรกที่กระจกได้ลอยออกไปจากมือของเมิ่งฮ่าว เหมือนกับว่ากระจกถูกกระตุ้นให้เกิดความสนใจ ลอยตามจ้าวอู่กังไป ส่องแสงโจมตีไปหลายครั้ง สายตาจ้าวอู่กังเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ระหว่างขัดขืน เสมือนมีพลังที่น่าเหลือเชื่อได้ไหลเข้าไปในร่างของมัน มันกรีดร้องอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ หนีไปทางไหนก็ไม่ได้ มีบางอย่างโยนมันขึ้นไปในอากาศ และ หูซ้าย หูขวา หน้าอก รวมถึงต้นขา เกิดการระเบิดจากภายในอย่างรุนแรง
พร้อมด้วยการระเบิดของลมปราณเป็นชุดๆ กลุ่มหมอกโลหิตก็สาดกระจายไปทั่ว ในชั่วระยะเวลาหายใจเข้าออกสิบครั้ง สองตาจ้าวอู่กังเริ่มมืดลง ร่างของมันค่อยๆเปลี่ยนจากรูปแบบของสัตว์อสูร กลายเป็นคนปกติ เส้นขนหายไป และเหมือนว่าเป็นเพราะเหตุนี้ ทำให้กระจกทองแดงหมดความสนใจ ลอยกลับไปที่เมิ่งฮ่าว ร่างจ้าวอู่กังร่วงลงไปกองบนพื้น
ทั่วร่างเต็มไปด้วยโลหิต สองตาจ้าวอู่กังเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ใครก็ตามที่มองเห็นภาพนี้ ตัวต้องสั่นสะท้าน
เมิ่งฮ่าวต้องสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ เมื่อมองไปที่ร่างไร้วิญญาณของจ้าวอู่กัง กระจกทองแดงลอยกลับมาอยู่ในมือ เขาถือมันไว้ด้วยร่างที่กำลังสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและยำเกรง ยามเมื่อเห็นสัตว์ป่าบางตัวร่างระเบิด ไม่รู้สึกเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด แต่บัดนี้เป็นมนุษย์ตัวเป็นๆ เมื่อเห็นโลหิตบาดแผลเหวอะหวะทั่วร่าง เขาก็สั่นสะท้าน รู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดอันเหม้นคลุ้งทั่วกระจก ทำให้เขาอยากจะโยนมันทิ้งไป เขาคลายมือออก และกระจกก็ตกลงไปบนพื้น
เขาเป็นแค่นักศึกษา ในตอนแรกก็รู้สึกว่ากระจกบานนี้น่าสนใจดี แต่ตอนนี้มันดูน่ากลัว และแตกต่างจากคำสอนของลัทธิขงจื๊อที่เมิ่งฮ่าวยึดถือมาโดยตลอด
เขายืนนิ่งเงียบอยู่เป็นเวลานาน จิตใจเต้นรัว ความเคว้งคว้างปรากฏในดวงตา เขายังคงเป็นนักศึกษาจากเมืองหยุนเจี๋ย เขาใช้เหตุผลพูดจากับทุกคน ไม่เคยต่อสู้ หรือสังหารใครมาก่อน มันเป็นนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย เมื่อเขาไตร่ตรองเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น จิตใจก็ต่อสู้กันเอง
"ลัทธิขงจื๊อมุ่งเน้น จรรยา ความสุข ความเมตตา และความยุติธรรม ละเว้นจากการฆ่า แต่สำนักนี้กล่าวว่า 'ผู้เข้มแข็งกลืนกินผู้อ่อนแอ' แม้นข้าเข้าใจถึงความจริงในคำกล่าวนั้น แต่ในการปฏิบัติจริงช่างแตกต่างยิ่งนัก…" เมิ่งฮ่าวตัวสั่นด้วยความตกใจ แม้เพียงแค่คิดไปถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เขาถอนหายใจยาว และเริ่มเดินจากไป
แต่เมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ขบฟันแน่น หันหลังกลับ เดินไปยังร่างไร้วิญญาณของจ้าวอู่กัง หยิบถุงเก็บสมบัติขึ้นมา จากนั้นก็รวมลมปราณแปลงเป็นเปลวไฟอสรพิษ วางไปบนร่างไร้วิญญาณนั้น
อสรพิษไฟตัวเดียว ไม่เพียงพอสำหรับไหม้ร่างนั้นจนหมดสมบูรณ์ ดังนั้นเมิ่งฮ่าวจึงกินยาเม็ดรวบรวมลมปราณเข้าไป ยิงเปลวไฟอสรพิษอีกสามครั้ง ในไม่ช้าร่างไร้วิญญาณนั้นก็ไหม้เกรียมจนไม่สามารถแยกแยะได้
เขาสูดลมหายใจโคจรลมปราณ ขบฟันอีกครั้ง จากนั้นก็พุ่งเปลวไฟอสรพิษไปอีกสองครั้ง จนร่างนั้นกลายเป็นเถ้าถ่านไปในที่สุด
เพ่งมองไปที่กระจกบนพื้น เขากัดฟันแน่น เดินไปหยิบมันขึ้นมา กำไว้จนแน่น
เมิ่งฮ่าวจากไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัวและขัดแย้ง เดินกลับไปยังถ้ำแห่งเซียนด้วยความรวดเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ เขานั่งอยู่ในถ้ำด้วยความงุนงงเป็นเวลานาน จนในที่สุดก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง เปิดถุงเก็บสมบัติของจ้าวอู่กังออก เมื่อมองเข้าไปข้างใน สายตาก็ลุกโชน อารมณ์ที่มืดมัวจากการสังหารคนครั้งแรกในที่สุดก็เปลี่ยนไป
"เจ้าผู้นี้ช่างร่ำรวยดีแท้" เขาอุทานออกมา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในถุงประกอบด้วยหินลมปราณแปดก้อน ยาเพิ่มลมปราณเจ็ดเม็ด และชิ้นส่วนกระดูกที่มีตัวอักษรขนาดเล็กแน่นขนัด
เขามองไปที่ชิ้นส่วนกระดูก จากนั้นก็โยนไปด้านข้างทันที มันมีการอธิบายถึงวิธีการฝึกวิชาร่างแปลงอสูร เขาไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องมัน เขาไม่ต้องการที่จะเปลี่ยนเป็นร่างแปลงอสูร และถูกทำลายด้วยกระจกทองแดงของตัวเอง
เมื่อโยนกระดูกไปที่ด้านข้าง ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ถึงกระบี่บิน จึงรีบเดินออกจากถ้ำไปในทันที และเริ่มออกค้นหาในราวป่า ในที่สุดก็ค้นพบกระบี่เล่มเล็กๆสีขาว จึงนำกลับเข้าถ้ำไปตรวจสอบ ตาเปล่งประกาย
เมิ่งฮ่าวไม่สามารถหาทางประสานความขัดแย้ง ระหว่างวิถีแห่งเซียนและวิถีแห่งลัทธิขงจื๊อได้ เขาจึงตัดสินใจหยุดคิดถึงเรื่องเหล่านี้ บางทีเขาอาจจะเข้าใจมันในวันหนึ่ง แต่ตอนนี้ สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือการหาทางมีชีวิตรอดอยู่ในสำนักแห่งนี้
สายตาเต็มไปด้วยการตกลงใจ เขาหยิบหินลมปราณออกมา จากนั้นก็ดึงกระจกทองแดงออกมาด้วย และวางมันลงข้างกาย มองไปสักพัก
"ศิษย์พี่จ้าวเป็นฝ่ายหาเรื่องข้าก่อน" เขาพึมพำ "ข้าจำเป็นต้องตอบโต้ ข้าพยายามที่จะประนีประนอม แต่มันก็ไม่ยอม… ถึงข้าจะสังหารใครบางคนไป แต่ข้าก็พยายามใช้เหตุผลแล้ว ข้าได้ยึดหลักความเมตตาและความยุติธรรม แต่เป็นมันที่แส่หาที่ตายเอง"
"กระจกนี้แม้มีกลิ่นคาวของโลหิต เมื่ออยู่ในมือของคนชั่ว มันก็ต้องเป็นเครื่องมือวิเศษของการทำชั่ว แต่เมื่ออยู่ในมือข้า มันจะต้องแตกต่างกันออกไป ข้ามีความเมตตาในคำสอนของขงจื๊ออยู่ในจิตใจ ของวิเศษนี้อยู่กับข้า มันจะต้องแตกต่างอย่างแน่นอน" เขามองลงไปที่กระจก และ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"ของวิเศษนี้ ไม่ได้ระเบิดเฉพาะช่วงล่างของอีกฝ่าย แต่เป็นทั่วทั้งตัว ในวันข้างหน้าข้าต้องใช้มันอย่างระมัดระวัง" เขาพึมพำกับตนเองแบบนี้สักพัก จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น คิดถึงความหวังของตัวเอง และความมหัศจรรย์ของกระจก แล้วก็กัดฟัน
"สำเร็จหรือล้มเหลว เราจะได้รู้กัน ถ้ามันสำเร็จ การฝึกตนของข้าเมิ่งฮ่าวก็จะทะยานดุจติดปีก" โดยไม่ลังเล เมิ่งฮ่าวดึงแกนสัตว์อสูรออกมา พร้อมด้วยหินลมปราณครึ่งก้อน จากนั้นก็วางลงไปบนกระจก เขารอด้วยความมุ่งหวังที่กระวนกระวาย
แต่เมื่อเวลาผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดหนึ่งดอก ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อย แกนสัตว์อสูรไม่ได้เปลี่ยนไป หินลมปราณก็ไม่ได้หายไป ยังคงมีแค่หนึ่งแกนสัตว์อสูรเหมือนเดิม
เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว เขาเดินวนไปมารอบถ้ำสักพัก ก่อนที่จะมองกลับไปที่กระจก
"มันไม่น่าใช่ เดือนที่แล้วมันสร้างขึ้นมาสองก้อน…" เขาจ้องไปที่หินลมปราณบนกระจก จมดิ่งในความครุ่นคิด หลังจากนั้นชั่วครู่ เขาก็ตบถุงเก็บสมบัติ ดึงหินลมปราณก้อนอื่นออกมาอีก แล้วก็วางลงไปบนกระจกอย่างระมัดระวัง
เกือบจะในทันทีที่เขาวางหินลมปราณลงไป แสงสีดำก็กระพริบไปมาบนผิวของกระจก และพื้นผิวกระจกเริ่มเปลี่ยนไปจนมองคล้ายกับเป็นพื้นผิวทะเลสาบ หินลมปราณสองก้อนจมลงไป และแสงสีดำสั่นเป็นระลอกคลื่นรวมตัวปกคลุมแกนสัตว์อสูร จากนั้นข้างๆ แกนสัตว์อสูรก้อนแรก ก็ปรากฎก้อนที่สองขึ้น
เมิ่งฮ่าวปากอ้าตาค้างไปกับภาพที่เห็น ถึงแม้ว่าเขาได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อนแล้ว แต่ก็ยังคงตกตะลึง หลังจากที่เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เขาหยิบแกนสัตว์อสูรทั้งสองก้อนขึ้นมา และตรวจสอบมันด้วยความตื่นเต้น
"มันเป็นความจริง! ความวิเศษนี้เป็นจริง!" เขาเริ่มหายใจแรงขึ้น และใช้เวลาสักพักก่อนที่จะดึงตัวเองกลับมา ทันใดนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ทดลองอีกครั้ง
หินลมปราณก้อนที่หนึ่ง ก้อนที่สอง… ก้อนที่เก้า เขายังเหลือแค่อีกก้อนเดียว เบื้องหน้าเขามีแกนสัตว์อสูรสี่ก้อน ถ้านับรวมกับก้อนดั้งเดิมก็เป็นห้า
แกนอสูรส่งกลิ่นหอมหวานโชยไปทั่วในอากาศ ทำให้เขารู้สึกมึนเมา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มโง่งม เขาตระหนักดีว่านี่เป็นความมั่งคั่งมากที่สุดที่เขาเคยมีในชั่วชีวิตนี้ ไม่เพียงเฉพาะเขา แต่มันเป็นสิ่งที่ศิษย์สายนอกของสำนักทั้งหมดไม่มีวันได้พบเห็นมาก่อน
เขาตื่นเต้นไปจนกระทั่งตกดึกในคืนนั้น กำแกนสัตว์อสูรวางลงบนลิ้น แล้วก็กลืนมันลงไปอย่างไม่ลังเล หนึ่งชั่วยามผ่านไป ลืมตาขึ้นมา จากนั้นก็กลืนก้อนอื่นลงไป
เขาไม่เคยทำอะไรที่ฟุ่มเฟือยมาก่อน ด้วยเวลาที่ดูเหมือนจะไร้ที่สิ้นสุด พลังลมปราณของแกนสัตว์อสูรทั้งสองก้อน ได้แผ่กระจายไปทั่วร่างของเขา จนกระทั่งรุ่งอรุณมาเยือนอีกครั้ง ร่างของเขาสั่นสะท้าน สิ่งปฏิกูลในร่างถูกขับออกมาจากรูขุมขน เมื่อลืมตาขึ้นสองตาก็ส่องประกายแวววาว
"ขั้นสามของการรวบรวมลมปราณ!" แต่เมิ่งฮ่าวยังคงไม่พึงพอใจ เขามองลงไปยังแกนสัตว์อสูรสามก้อนที่เหลือ หยิบมากลืนกินลงไปหนึ่งก้อน จนถึงเช้าตรู่ของอีกวัน เขาก็ได้กินแกนสัตว์อสูรทั้งหมดลงไป พลังการฝึกตนของเขา ยังขาดอีกเพียงน้อยนิด จะเข้าสู่ระดับสูงสุดแห่งขั้นสามการรวบรวมลมปราณ
สำหรับยาเม็ดเพิ่มลมปราณทั้งแปดที่มีอยู่ ถึงแม้จะกินลงไปทั้งหมด ก็ไม่มีประโยชน์มากมายเท่าใดนักแล้ว ด้วยพลังการฝึกตนของเมิ่งฮ่าวในตอนนี้ เขาทบทวนอย่างตั้งใจ รู้สึกว่าอาจเป็นเพราะการกลืนกินแกนอสูรเหล่านั้น ไม่อย่างนั้นยาเม็ดเพิ่มลมปราณไม่ควรสิ้นฤทธิ์ เพราะยาเม็ดเพิ่มลมปราณต่างหาก ที่เป็นยาต้นตำรับของสำนัก
"หากจำนวนเล็กน้อยไม่มีผล กินครั้งละสิบเม็ด น่าจะมีผลบ้าง" เมิ่งฮ่าวปิดตาลง เพ่งสมาธิไปที่การโคจรลมปราณในร่าง มันไม่ใช่ลำธารเส้นน้อยอีกต่อไปแล้ว แต่มันได้กลายเป็นแม่น้ำ ถึงมันไม่ใช่แม่น้ำที่ยิ่งใหญ่นัก แต่มันก็กว้างใหญ่กว่าลำธารลมปราณอย่างแน่นอน จากการสำรวจไปทั่วร่างกาย ทำให้เขารับรู้ถึงพละกำลัง เขารู้สึกถึงพลังลมปราณอันมหาศาลไหลเวียนไปทั่วร่าง
เมื่อเมิ่งฮ่าวเปรียบเทียบระดับลมปราณในร่างกับเมื่อวาน ราวกับว่าเขาได้เกิดใหม่ ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับต้นผู้อ่อนแอ ใครๆก็สามารถทำร้ายเขาได้ แต่เวลานี้ เขาเป็นศิษย์ในกลุ่มระดับสี่ที่สามารถไปอยู่ในเขตส่วนรวมได้แล้ว พลังการฝึกตนของเขาสูงจนสามารถเบียดเข้าไปเป็นหนึ่งในกลุ่มของผู้มีพลังมากที่สุดได้
เขาโบกสะบัดมือขวาด้วยความตื่นเต้น ทันใดนั้นเปลวไฟอสรพิษขนาดยาวเท่าแขน ก็ปรากฏฟู่ออกมา พลังความร้อนปกคลุมไปทั่วทั้งถ้ำ เปลวไฟอสรพิษที่ดุร้าย เต็มไปด้วยรังสีอำมหิต พุ่งกระจายเป็นระเบิดเพลิง
ถ้าเขาต้องสู้กับจ้าวอู่กังด้วยระดับพลังในตอนนี้ เปลวไฟอสรพิษพุ่งออกมา ต่อให้อีกฝ่ายไม่ตาย ก็ต้องบาดเจ็บสาหัส
ตอนที่ 10: หวังเถิงเฟย
ปลายเดือนเก้าอากาศร้อนอบอ้าว ไร้วี่แววว่าจะหายร้อน แต่กลับร้อนมากยิ่งขึ้น เขตทิศใต้ของดินแดนหนานซานในแคว้นจ้าว อากาศจะเริ่มเย็นลงราวๆช่วงเดือนสิบเอ็ด จนเข้าเดือนหนึ่ง จึงจะรู้สึกถึงฤดูหนาว
เช้าวันหนึ่งยามรุ่งอรุณ เมิ่งฮ่าวออกมาจากถ้ำแห่งเซียน สองตาสาดประกาย เต็มไปด้วยความมุ่งหวังในอนาคต
"พลังการฝึกตนของข้าใกล้ถึงจุดสูงสุดในระดับขั้นสามของการรวบรวมลมปราณแล้ว" เขากล่าว สูดลมหายใจเข้าลึกๆ "แม้ว่าข้าจะไม่ใช่ผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งในศิษย์สายนอก แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครจะสามารถรังแกข้าได้อีก" เขามองไปยังที่ห่างไกล สายลมแห่งขุนเขาพัดเส้นผมเขาพลิ้วขึ้น ทำให้ดูแล้วมีเสน่ห์งดงามอย่างยิ่ง
จากนักศึกษาผู้ตกยาก ได้เข้าสู่วิถีแห่งเซียน เมื่อเขาคิดย้อนกลับไป กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันเก่าๆ ที่ผ่านมา มันดูเหมือนเกือบจะไม่ใช่ความจริง
"เสียดายนัก มีหินลมปราณไม่เพียงพอ แล้วยาเม็ดรวบรวมลมปราณก็ไม่เป็นผลอีก…" ความตื่นเต้นของเขาเปลี่ยนเป็นความผิดหวัง เมื่อคิดไปถึงหินลมปราณ
"เจ้าอ้วน หวังโหย่วฉาย และเด็กหนุ่มหน้าซื่อนั่นอีกคน" เมิ่งฮ่าวพึมพำกับตัวเอง "พวกเราทั้งสี่เข้ามาที่สำนักเอกะเทวะพร้อมกัน ข้าสงสัยเหลือเกินว่า ตอนนี้พวกมันจะเป็นอย่างไรกันบ้าง" เขาโคจรพลังลมปราณไปทั่วร่าง เคลื่อนร่างไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นก็ตรงไปยังภูเขาด้านทิศเหนือ
ภูเขาทิศตะวันออก ใต้ ตะวันตก และทิศเหนือของสำนักเอกะเทวะ สูงชันราวกับจะทะลุท้องฟ้า ปกคลุมไปด้วยตำหนักศาลา มองไปไกลๆเสมือนตั้งอยู่บนยอดเขา แต่เมื่อมองอย่างละเอียด ก็จะสามารถมองเห็นแสงรัศมีเรืองรอง ส่องประกายปกคลุมไปทั่วยอดเขา
เมฆขาวลอยคลอเคล้า อำพรางขุนเขาให้แลดูลึกลับยิ่งขึ้น ดูเหมือนกับเป็นภูเขาเซียนทะเลหมอก
ถ้าต้องการจะเดินทางจากภูเขาทิศใต้ ไปยังภูเขาด้านทิศเหนือ โดยไม่ผ่านประตูสำนัก ต้องอ้อมไปทางยอดเขาทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก เมิ่งฮ่าวเลือกเส้นทางยอดเขาทิศตะวันออก ขณะเข้าใกล้ ในมือของเขาหิ้วไก่ป่าสองตัว
"ข้าไม่เห็นเจ้าอ้วนเกือบสองเดือนมาแล้ว ไม่รู้ว่าผอมลงบ้างไหม" เมื่อคิดถึงเจ้าอ้วน เมิ่งฮ่าวก็ยิ้มออกมา จากนั้นสายตาก็พลันส่องประกาย และหยุดเดินในทันใด
เขารู้สึกถึงสายลมที่อ่อนโยนจากทางด้านหน้า พัดโชยมาพร้อมกับหมอกจางๆ ท่ามกลางสายหมอก ปรากฏบุรุษหนุ่มในชุดยาวหรูหราสีขาวเดินมา
บุรุษหนุ่มชุดขาว ช่างแตกต่างจากศิษย์สายนอกคนอื่นๆชุดสีขาวดุจหิมะ เส้นผมที่ยาวเงางามปกคลุมไหล่ เพิ่มความหล่อเหลา สง่างาม ให้เจ้าของเป็นอย่างยิ่ง มองดูแล้วสมบูรณ์พร้อมไร้ที่ติ ทั้งร่างกายภายนอก และความสง่างามภายใน ราวกับว่าเป็นผู้ที่ได้รับพรจากสวรรค์ ผู้ถูกเลือกจากธรรมชาติโดยแท้
กิริยาท่าทางเยือกเย็น และไม่แยแส ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดมีค่าควรแก่การเหลียวแล ถึงแม้ภูเขาจะพังทลายลงมาต่อหน้า มันก็ยังคงอยู่ในความสงบ สายหมอกใต้ร่างมันลอยปั่นป่วนไปมา
ด้านหลังบุรุษชุดขาวเดินมาด้วยบุรุษหนุ่มในชุดเขียวอีกสองคน ซึ่งก็ดูหล่อเหลาเช่นกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับบุรุษชุดขาว ก็กลายเป็นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
"ศิษย์พี่หวัง พวกเราได้ข่าวมาว่าในเร็วๆนี้ ทางสำนักจะมีการแข่งขัน เพื่อคัดเลือกศิษย์สายใน พวกเราศิษย์น้อง ขอถือโอกาสนี้อวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จล่วงหน้าด้วย"
"ใช่แล้ว เมื่อศิษย์พี่หวังเลือกสำนักในตอนแรก ก็เป็นที่โด่งดังไปทั่ว ทั้งยังไปกระตุ้นความสนใจของสำนักใหญ่อีกสามแห่ง แต่ในที่สุดศิษย์พี่หวังก็เลือกที่จะเข้าสังกัดสำนักเอกะเทวะ ช่างไม่ธรมดาซะจริงๆ! ไม่ยอมทำลายกฎสำนัก จึงปฏิเสธคำเชิญชวนเข้าสำนักโดยตรง บัดนี้เพียงเวลาสองปี ก็บรรลุถึงขั้นหกของการรวบรวมลมปราณ ข้ายังเคยได้ยินหนึ่งในท่านอาวุโสกล่าวว่า การคัดเลือกครั้งนี้ จัดเตรียมให้กับศิษย์พี่หวังโดยเฉพาะ"
"ใช่แล้ว เมื่อศิษย์พี่หวังเข้าสังกัดเป็นศิษย์สายใน ไม่นานก็คงล้ำหน้าศิษย์พี่หญิงสวี่ และ ศิษย์พี่เฉิน กลายเป็นศิษย์อันดับหนึ่งที่โด่งดังของสำนักเอกะเทวะเป็นแน่"
"อย่าได้พูดจาเช่นนี้" บุรุษชุดขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ "ศิษย์พี่หญิงสวี่เป็นผู้ที่ถูกเลือก และศิษย์พี่เฉินก็มีจิตใจที่มุ่งมั่น ศิษย์พี่ทั้งสองเป็นผู้ที่ข้าเคารพและยอมรับ" เสียงของมันอบอุ่นและนุ่มนวล แต่ก็เข้มแข็งเยี่ยงชายชาตรี และฟังแล้วเจริญหูเป็นอย่างยิ่ง คนผู้นี้ก็คือศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งของสำนัก หวังเถิงเฟย
"ศิษย์พี่สั่งสอนได้ดี ศิษย์พี่มีพลังการฝึกตนที่โดดเด่น เพียบพร้อมไปด้วยพรสวรรค์ พวกเราศิษย์น้อง น้อมรับคำสอน"
ทั้งสามคนคุยไป เดินไปอย่างช้าๆตรงมายังเมิ่งฮ่าว ศิษย์พี่หวังในชุดยาวสีขาว มองมาที่เมิ่งฮ่าวพร้อมกับพยักหน้าให้ เมิ่งฮ่าวเดินผ่านพวกมันไป บุรุษหนุ่มอีกสองคนไม่ชายตามองเขาเลยแม้แต่น้อย เมื่อพวกมันเดินผ่านไป เมิ่งฮ่าวชำเลืองมองกลับไป ก็สังเกตพบว่าเท้าของบุรุษชุดขาวไม่ได้เหยียบไปบนพื้น แต่ลอยห่างจากพื้นประมาณหนึ่งคืบ เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
เขาตระหนักดีว่าไม่สามารถเปรียบเทียบกับคนผู้นี้ได้แม้เศษเสี้ยว เขาอ่อนแอและผิวคล้ำ ไร้เสน่ห์ดึงดูดใจแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังถือไก่สองตัวที่ดิ้นไปมาอยู่ในมืออีกด้วย
"คนผู้นั้นคงเป็นศิษย์พี่หวังเถิงเฟย ที่มีความสามารถลอยตัวในอากาศ ซึ่งเป็นผลมาจากการฝึกถึงขั้นห้าของการรวบรวมลมปราณ" เขาเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับศิษย์พี่หวังมากมาย ทำให้รู้เรื่องเกี่ยวกับบุรุษหนุ่มผู้นั้นหลายอย่าง
โดยเฉพาะเมื่อหวังเถิงเฟยเข้าสำนักมาใหม่ๆ ถึงกับสร้างความปั่นป่วนให้กับภิภพแห่งผู้ฝึกตนของแคว้นจ้าว ไม่มีผู้ใดทราบว่าสำนักเอกะเทวะ ได้จ่ายค่าตอบแทนไปมากมายเท่าใด จึงทำให้หวังเถิงเฟย เลือกสำนักเอกะเทวะอย่างแน่วแน่ จึงยุติความวุ่นวายลงได้
"ถ้าข้ามีรูปร่างหน้าตาเช่นนั้น ต่อให้เมื่ออยู่ในโลกสามัญ จะสอบไม่ติดจ้วงหยวน (จอหงวน) ก็คงได้เป็นฟู่หม่า (ราชบุตรเขย) ไปแล้ว" เมิ่งฮ่าวดึงสายตาอันยกย่องศรัทธาในตัวหวังเถิงเฟยกลับ จากนั้นก็เริ่มเดินตรงไปยังภูเขาด้านทิศเหนือต่อไป
เขาไม่ได้หยุดพักตลอดเส้นทาง ยามใกล้เที่ยงเขาก็มาถึงตรงชายป่าบนภูเขาทิศเหนือ นี่เป็นสถานที่ ที่เขาและเจ้าอ้วนมักจะมาตัดต้นไม้ด้วยกัน ทันทีที่มาถึง เขาก็ได้ยินเสียงตัดต้นไม้ เขาค่อยๆเดินย่องไปพร้อมรอยยิ้ม ในที่สุดก็มองเห็นเจ้าอ้วนกำลังตัดต้นไม้อยู่
เมิ่งฮ่าวกำลังจะส่งเสียงทักทาย แต่ก็ต้องหยุดเดินและถอยหลังไปสองสามก้าว
"เจ้าขโมยภรรยา และ หม่านโถวของข้า ข้าจะสับเจ้าให้ตาย! ข้าจะกัดเจ้าจนตาย!" เจ้าอ้วนไม่ได้ผอมลงแม้แต่น้อย แต่กลับอ้วนมากขึ้น จนดูเหมือนลูกหนังกลมๆลูกหนึ่ง
เจ้าอ้วนยืนหลับตา ล้อมรอบไปด้วยท่อนไม้ ที่ตัดเรียบร้อยแล้วหลายท่อน มันกำลังตัดต้นไม้อีกต้นนึงอยู่ ร่างกายงองุ้มลง จากนั้นขวานก็ร่วงไปบนพื้น และนอนกรนต่อไป
บนด้ามขวานมีรอยกัดลึกๆอยู่หลายรอยจนมองเห็นได้ชัดเจน
เมิ่งฮ่าวตกใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่า สองเดือนผ่านไป นิสัยการนอนละเมอของเจ้าอ้วน จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ในตอนนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นในตอนกลางคืน แต่เกิดขึ้นในระหว่างช่วงเวลากลางวัน
เขากำลังลังเลว่าจะปลุกเจ้าอ้วนดีหรือไม่ ทันใดนั้นจมูกของเจ้าอ้วนก็ขยับไปมา ยกมือขยี้ตา จ้องมองไปมาด้วยสายตาลุกโชน
"ข้าได้กลิ่นไก่ป่า! ใช่แล้ว สองตัว!" เจ้าอ้วนกระโดดขึ้นมา มองไปรอบๆ ถึงแม้มันจะมองไม่เห็นเมิ่งฮ่าวที่ยืนอยู่ในราวป่า แต่มันก็มองไปที่ท่อนไม้รอบๆตัวเอง สายตาเต็มไปด้วยความยินดี
"อา เมิ่งฮ่าว ช่างใจดีซะจริงๆ" เจ้าอ้วนพูดอย่างอารมณ์ดี "แม้จะจากไปนานแล้ว แต่ก็ยังแอบมาช่วยข้าตัดต้นไม้อย่างลับๆให้อีก เป็นแบบนี้มาเกือบสองเดือนแล้ว เมิ่งฮ่าว ข้า เจ้าเป็นสหายที่ดีที่สุด ในชีวิตของหลี่ฟู่กุ้ยคนนี้"
เมิ่งฮ่าวยังคงยืนซ่อนตัวอยู่ในราวป่าที่ไกลออกไป เมื่อได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจ เขามองไปที่เจ้าอ้วนด้วยสีหน้าแปลกๆ จากนั้นก็ส่งเสียงไอเบาๆ แล้วก็ก้าวเดินออกไป
เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้น ดูเหมือนเจ้าอ้วนจะรู้สึกได้ เมื่อมันเหลียวหน้ามองมาเห็น สีหน้าก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
"เมิ่งฮ่าว ในที่สุดก็แสดงตัวออกมาซะที" มันพูดด้วยความตื่นเต้น "ทุกครั้งที่ข้าตื่นขึ้นมา ข้าตะโกนเรียกเจ้า แต่เจ้าก็ไม่เคยออกมาเลย… หา?" มันจ้องไปที่ไก่ป่าสองตัวนั้น ด้วยดวงตาเบิกกว้าง
จากนั้นไม่นาน ไก่ทั้งสองตัวก็ถูกปิ้งย่างอยู่บนกองไฟ กลิ่นหอมกระจายไปทั่ว เมิ่งฮ่าวและเจ้าอ้วนนั่งขบเคี้ยวไก่ที่สุกแล้ว เหมือนครั้งที่ทั้งสองยังเป็นข้ารับใช้อยู่ด้วยกัน
"ข้าไม่ได้กินไก่ป่ามาเกือบสองเดือนแล้ว" เจ้าอ้วนกล่าว ปากเต็มไปด้วยเนื้อไก่ "ทำไมเจ้าถึงเพิ่งจะยอมแสดงตัว แล้วเจ้าก็มาช่วยข้าตัดต้นไม้ตั้งสองเดือนแล้ว ทำไมถึงไม่เอาไก่มาด้วย?" เจ้าอ้วนพูดเสียงอู้อี้ด้วยมีเนื้อไก่เต็มปาก หน้าตาแสดงออกถึงความสุขอย่างชัดเจน ได้เห็นเมิ่งฮ่าว มันดีใจเหลือเกิน เรียกได้ว่าที่สำนักเอกะเทวะนี้ มันมองเมิ่งฮ่าวเสมือนญาติของตัวเอง
เมิ่งฮ่าวหัวเราะอย่างเป็นปริศนา โดยไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น นั่งกินไก่ต่อไป เขามองไปที่เจ้าอ้วน ก็สังเกตพบว่า ฟันของเจ้าอ้วนดูเหมือนจะยาวกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
"การฝึกตนของเจ้าก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว?" เมิ่งฮ่าวถาม "เจ้าได้รับรู้ถึงพลังลมปราณบ้างแล้วหรือไม่?"
"อย่าไปพูดถึงมันเลย" เจ้าอ้วนกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ "ข้าฝึกอยู่ทุกคืน แต่น่าแปลกที่ข้าไม่เคยรู้สึก ถึงพลังลมปราณแม้แต่น้อย มีเพียงสิ่งเดียวที่เกิดขึ้น ก็คือฟันของข้างอกยาวขึ้น จนทุกคืนข้าเกรงว่ามันจะไปกัดโดนลิ้นเข้า" เจ้าอ้วนดูเหมือนจะเศร้าหดหู่ใจยิ่ง
"อ้าปากหน่อย" ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็พูดขึ้นมา "ให้ข้าดูฟันของเจ้า" สิ่งที่เมิ่งฮ่าวเห็น ทำให้เขาตกตะลึง
หลังจากกลืนเนื้อไก่ที่เต็มปากลงไป เจ้าอ้วนอ้าปากแสดงให้เห็นฟันที่งอกยาว ส่องแสงเป็นประกายอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ จากที่เมิ่งฮ่าวตรวจสอบดู สีหน้าเขาก็แสดงความแปลกใจ แทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น เขารับรู้ได้ถึงพลังลมปราณ ที่แผ่กระจายขึ้นๆลงๆในฟันของเจ้าอ้วน
"เจ้าอ้วนฝึกแบบใดกันแน่?" เมิ่งฮ่าวคิด "ทำไมพลังลมปราณถึงได้มารวมอยู่ที่ฟัน? นี่มันคือฟันลมปราณมิใช่รึ ถ้าเจ้าอ้วนยังคงฝึกแบบนี้ ฟันพวกนี้จะกลายเป็นของวิเศษไหมนะ…" เขาส่ายศีรษะด้วยความประหลาดใจ
เวลาผ่านไป เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มจะลับเหลี่ยมเขา เมิ่งฮ่าวและเจ้าอ้วนได้พูดคุยกัน เหมือนกับที่เคยคุยกันในวันเก่าๆก่อนหน้านี้ เขาเล่าให้เจ้าอ้วนฟังเกี่ยวกับเรื่อทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสำนักสายนอก แน่นอนว่ายกเว้นเรื่องเกี่ยวกับกระจกทองแดง
เจ้าอ้วนนั่งฟังด้วยใจจดจ่อ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะฝึกให้บรรลุถึงระดับแรกของการรวบรวมลมปราณ เพื่อจะได้เลื่อนขั้น
เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากกัน เมิ่งฮ่าวให้ยาเม็ดรวบรวมลมปราณแก่เจ้าอ้วนหนึ่งเม็ด ดูมันกลืนลงไป จากนั้นก็แยกจากกัน เจ้าอ้วนมองดูเมิ่งฮ่าวค่อยๆหายไปในราวป่า รู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย ตั้งใจว่าจะต้องขยันฝึกการรวบรวมลมปราณให้มากกว่านี้อีกหน่อย
ตอนแรกเมิ่งฮ่าวมาตามเส้นทางที่ผ่านภูเขาตะวันออก ตอนขากลับเขาตัดสินใจไปทางภูเขาทิศตะวันตก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางไปรอบสำนักเอกะเทวะ เมื่อถึงยามพลบค่ำ เขาก็เดินไปถึงบริเวณที่ราบสูง ที่ยื่นออกมาจากภูเขาทิศตะวันตก บนที่ราบสูงแห่งนี้มีแผ่นชั้นศิลาเรียงกันเต็มไปหมด
แผ่นศิลาเหล่านั้นมีสีแดง เหมือนกับว่ามันถูกทาด้วยโลหิต มีอักขระหลายตัวถูกแกะสลักไว้บนก้อนศิลาที่เย็นเยียบ
เขตส่วนรวมศิษย์ระดับต่ำ
ยังมีตัวอักษรเล็กๆอีกหลายตัวอยู่ด้านข้าง อธิบายว่าไม่อนุญาตให้ศิษย์ขั้นสี่ของการรวบรวมลมปราณขึ้นไปก้าวเข้ามา นี่เป็นเขตส่วนรวมสำหรับผู้อยู่ในขั้นหนึ่ง สองและสามเท่านั้น
มองขึ้นไป เมิ่งฮ่าวเห็นมีการต่อสู้กันอยู่หลายกลุ่ม แต่ละฝ่ายก็งัดท่าไม้ตายออกมาต่อสู้กันเต็มความสามารถ โลหิตสาดกระจายไปทุกที่ เสียงร้องอย่างน่าสังเวชลอยมาตามสายลม แขนถูกตัดขาด ถุงเก็บสมบัติถูกแย่งชิงไป
ขณะที่เขามองอยู่นั้น ใครบางคนก็วิ่งลงมาพร้อมเสียงแผดร้อง ตามมาติดๆด้วยบุรุษร่างสูงใหญ่พร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ช่วยด้วย!"
"ใครจะช่วยเจ้าจากท่านเฉาผู้นี้ได้?!"
จบตอน
Comments
Post a Comment