heaven ep101-110

 ตอนที่ 101: ผู้ผนึกอสูรรุ่นแปด


"ถ้าข้าไม่ยอมไปตรวจสอบ เนื่องจากเห็นว่ามีอันตรายอยู่ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า เมื่อข้าต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตรายยิ่งกว่านี้? มันไม่ใช่นิสัยที่ดี ในการเผชิญหน้ากับกฎแห่งป่าของโลกแห่งการฝึกตนนี้ ด้วยการไม่ยอมตรวจสอบใดๆ


หยกผนึกอสูรที่ได้มาจากปรมาจารย์เอกะเทวะ เห็นได้ชัดว่ามันเป็นสิ่งประดิษฐ์จากสำนักผนึกอสูร ยิ่งไปกว่านั้น… ข้าก็เป็นศิษย์ของสำนักผนึกอสูรด้วย ข้าต้องค้นหาสาเหตุให้ได้!"


ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกาย เมื่อเขาคิดไปถึงวิชาอสูรที่ถูกใช้โดยซ่างกวนซิว และเวทอสูรของปรมาจารย์เอกะเทวะ จิตใจก็เต็มไปด้วยความดื้อรั้น ขณะที่เขาเดินเข้าไปในถ้ำ


"ข้าต้องระมัดระวังตัวให้มาก ถ้ามีร่องรอยของศัตรูที่ข้าไม่สามารถต่อสู้ด้วยได้ ข้าก็จะจากไปในทันที โดยไม่ต้องนึกเสียใจในภายหลัง" ดวงตาของเมิ่งฮ่าว ส่องประกายด้วยความมุ่งมั่น


หมอกสายฟ้าปกคลุมไปรอบๆตัว กระบี่ไม้สองเล่มก็ลอยวนอยู่รอบๆ และขนนกก็หมุนคว้างไปมาเพื่อคอยคุ้มครอง ความระวังตัวอย่างสูงสุดปรากฎขึ้นบนใบหน้า และพลังลมปราณก็กระจายออกมาจากร่าง ถ้ามีอันตรายใดๆเกิดขึ้น เขาก็จะเผชิญหน้ากับมันได้ในทันที


สำหรับผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ร่างกายจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น สามารถเหาะได้ และมีจิตสัมผัส ทั้งหมดนี้ช่วยปกป้องดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้น และมั่นใจได้ว่ามีอายุที่ยาวนานมากขึ้น ช่วยให้การเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันตรายต่างๆได้อย่างมั่นใจมากขึ้น


ในตอนนี้ ถ้าเมิ่งฮ่าวยังอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ ถึงเขาจะมีความกล้าหาญที่จะเข้าไปในถ้ำ เขาก็ไม่สามารถเข้าไปได้อย่างแน่นอน


มันมีแต่ความมืดมิด และเมิ่งฮ่าวก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่คุกคามออกมา ของความหนาวเย็นอันรุนแรง ซึ่งกระจายออกมาจากด้านหน้าอย่างต่อเนื่อง


ภายในความหนาวเย็นนี้ ก็ยังมีลมปราณโลหิตที่มีกลิ่นชวนให้สะอิดสะเอียน ซึ่งเข้มข้นมากขึ้น และมากยิ่งขึ้น เมื่อเมิ่งฮ่าวเดินลึกเข้าไป ความระมัดระวังปรากฎขึ้นบนใบหน้า


ขณะที่เดินลึกเข้าไปหนึ่งร้อยจ้าง เขาก็หยุดลงชั่วครู่ และใช้กระบี่ไม้ตัดเป็นหลุมเข้าไปในผนังดิน จากนั้น ก็ตบไปที่ถุงสมบัติ หยิบยันต์อาคมออกมา วางเข้าไปด้านในของหลุมนั้น


ยันต์อาคมนี้ เขาได้มาจากหวังเถิงเฟย เมื่อนานมาแล้ว


เขามุ่งหน้าต่อไป จนกระทั่งลึกเข้าไปในถ้ำสองร้อยจ้าง ที่นั่น เขาหยุดลง และเรียกกระบี่บินสิบเล่ม ออกมาจากถุงสมบัติ บังคับให้แทงเข้าไปในผนัง


เมื่อเขาเข้าไปในถ้ำลึกมากขึ้น ก็จะหยุดอยู่ทุกๆหนึ่งร้อยจ้าง และเตรียมการป้องกันไว้เช่นนั้น ถ้ามีสิ่งที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น เขาก็จะมีเครื่องช่วยชีวิต ในช่วงที่หลบหนีออกไป


ตามเวลาที่เมิ่งฮ่าวลึกเข้าไปในถ้ำ ประมาณสี่ร้อยจ้าง กลุ่มหมอกที่อยู่รายรอบตัว ก็เริ่มเดือดพล่าน และปั่นป่วนไปมา เสียงคร่ำครวญของสายลมก็ได้ยินออกมา


สีหน้าของเขาจดจ่อมีสมาธิมากยิ่งขึ้น หยุดลงชั่วคราว มองไปรอบๆด้วยความระวังสักพัก ก่อนที่จะเดินลึกเข้าไปข้างใน ตามเส้นเชือกสีแดงที่มองเห็นอยู่เลือนราง


ไม่นานเขาก็ลึกเข้าไปห้าร้อยจ้าง ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องแหลมเล็ก ก็ดังออกมาจากซอกหลืบด้านในของถ้ำ ตามมาด้วยเสียงกระหึ่มกึกก้องจนแก้วหูแทบฉีกขาด


หมอกที่อยู่รอบๆร่าง ซึ่งเต็มไปด้วยสายฟ้าจำนวนมากมาย ก็รวมตัวเข้าด้วยกันกลายเป็นรูปทรงกลมสายฟ้า พุ่งตรงไปกระแทกเข้ากับเงาร่างเลือนลางที่ด้านหน้า เงาร่างนั้นส่งประกายริบหรี่ และจางหายไป


เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้าง ธวัชสายฟ้าผืนนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก และยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก เมื่อเขาอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณในตอนนี้ ความจริงที่ว่า มันไม่อาจกำจัดเงาร่างเลือนลางนั้นได้ ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของร่างเลือนลางนั้น


เมิ่งฮ่าวหยุดลงชั่วครู่ เขามองไปข้างหน้า ลึกเข้าไปในถ้ำด้วยความลังเล กำหยกผนึกอสูรในมือไว้แน่น กัดฟันเดินตรงเข้าไป


เดินต่อไปอีกสองร้อยจ้าง ทำให้เขาลึกเข้าไปในถ้ำถึงเจ็ดร้อยจ้าง ความหนาวเย็นอันรุนแรง ทำให้ร่างเขาสั่นสะท้าน ลมปราณโลหิตพุ่งเข้ามาปะทะ เต็มอยู่ในรูจมูกทุกๆลมหายใจที่เข้าสูดเข้าไป ชิ้นส่วนสีแดงเข้ม คล้ำ เริ่มปรากฎขึ้นบนผิวหนัง และดวงตาของเขาก็เรืองแสงสีแดงออกมา


"ข้าเข้ามาลึกถึงเจ็ดร้อยจ้างแล้ว อีกเพียงแค่ร้อยจ้างก็จะถึงปลายทาง…" ดวงตาของเขาส่องประกายสีแดงเข้มกว่าเดิม ในตอนนี้เขาไม่ต้องการที่จะทำอะไรด้วยความวู่วาม เดินหน้าต่อไป


โคจรพลังพื้นฐานลมปราณเตรียมพร้อมรับมือ เสาแห่งเต๋าเปล่งประกาย ส่งพลังลมปราณอันไร้ขอบเขต หมุนวนไปทั่วร่าง เขาเคลื่อนที่เร็วขึ้น เร่งความเร็วตรงเข้าไปในถ้ำนั้น


เพียงชั่วระยะหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง เขาก็เห็นสิ่งที่ปรากฎขึ้นในปลายสุดของถ้ำ และก็เห็นกระบี่ที่เขาส่งเข้ามาก่อนหน้านี้


เมื่อทุกอย่างเห็นได้ชัดขึ้น เขาก็ตระหนักว่า ถ้ำนี้ไม่ได้ลึกแปดร้อยจ้างอย่างที่คิด แปดร้อยจ้างนี้เป็นความยาวของพื้นเวทีรูปวงกลม ในตรงกลางของมันมีหลุมอยู่ กว้างประมาณสองจ้าง!


เส้นเชือกซึ่งชุ่มโชกไปด้วยโลหิต หายเข้าไปในความลึกของหลุมนี้ ที่ดูเหมือนจะลึกลงไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด


กระบี่ของเมิ่งฮ่าว แทงเข้าไปในด้านข้างของพื้นเวทีนั้น ซึ่งทำให้คิดว่าถ้ำนี้ลึกถึงแปดร้อยจ้าง เขารู้สึกแปลกใจที่เห็นเช่นนี้ แต่หลังจากนั้น ดวงตาก็ต้องหดแคบลง


หยกผนึกอสูรในตอนนี้ ได้เปล่งประกายแสงอันเจิดจ้าบาดตาขึ้นมาอย่างมากมาย ในตอนนั้นเองที่เขาได้สังเกตเห็นซากศพ นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ พื้นเวทีนั้น!


ซากศพนั้นมีแผ่นหยกที่ดูโบราณถืออยู่ในมือ แผ่นหยกนั้นก็เปล่งแสงอันเจิดจ้าออกมาด้วยเช่นเดียวกัน ราวกับว่ามันกำลังเชื่อมต่อกับแผ่นหยกที่เขาถืออยู่ในมือ


ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะมีโอกาสทำอะไร เสียงกรีดร้องแหลมเล็ก ก็ดังไปทั่วบริเวณนั้น เงาร่างเลือนลางพุ่งตรงมาที่เขา แต่ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะเห็นได้ชัดเจน มือที่มีนิ้วหกนิ้วก็กดลงมา หยุดห่างจากเขาประมาณสองจ้าง เมื่อประกายสายฟ้ารวมตัวกันต้านมันไว้


ความหนาวเย็นอย่างน่ากลัว กระจายออกมาจากมือข้างนั้น ซึ่งปรากฎว่าเป็นของ ไม่ใช่ผู้ใหญ่ แต่เป็นเด็ก!


ตูม!


เมิ่งฮ่าวถูกกระแทกจนต้องถอยหลังออกไป ดวงตาสาดประกาย เขาโบกสะบัดมือ กระบี่ไม้สองเล่มก็พุ่งตรงไปยังเงาร่างเลือนลางนั้น ถึงแม้ว่าความเร็วของกระบี่จะเพิ่มมากขึ้น


แต่เงาร่างนั้นรวดเร็วยิ่งกว่า มันหลบพุ่งถอยหลังออก ไปนั่งหมอบคลานอยู่ข้างลานเวที ภายใต้แสงริบหรี่ของหยกโบราณนั้น เมิ่งฮ่าวไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน


มันมีรูปร่างที่ผอมแห้ง ราวกับสัตว์อันดุร้าย แต่เมื่อจ้องมองอย่างละเอียด ก็จะเห็นว่า คล้ายกับเด็กอายุเจ็ดถึงแปดขวบ ดวงตาของมันเป็นสีแดงก่ำ และขณะที่จ้องมาที่เมิ่งฮ่าว มันก็อ้าปากให้เห็นฟันสีดำ ส่งเสียงกรีดร้องออกมา


สีหน้าของเมิ่งฮ่าวยังคงสงบนิ่งเหมือนเคย ถึงแม้จะมีความเย็นชาอยู่ในดวงตา รังสีกระบี่เริ่มเปล่งประกายออกมา จากกระบี่ไม้สองเล่มที่วนอยู่รอบๆ ตัว


ทันใดนั้น ม่านตาของเขาก็หดแคบลง ภายในหลุมที่อยู่ในพื้นเวที ลำแสงสลัวสิบลำกระจายออกมา กลายเป็นสิบร่างที่ดูเหมือนเด็ก พวกมันเปล่งรังสีความโหดร้ายออกมา เมื่อจ้องไปที่เมิ่งฮ่าว


ถ้ามีเพิ่มมาเพียงเท่านี้ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด แต่ด้านหลังของปีศาจทั้งสิบตน จากแสงของแผ่นหยกโบราณ ทำให้เมิ่งฮ่าวเห็นบุรุษผมขาว ลอยขึ้นมาจากหลุมในเวทีนั้น


ใบหน้าของมันไร้สีเลือด สวมใส่ชุดยาวสีขาว เส้นผมสีขาวลอยไปมารอบตัว ดวงตาของมันปิดอยู่ มีรอยแผลเป็นอันน่ากลัว ตั้งแต่หน้าผากลงไปจนถึงคาง เนื้อที่อยู่รอบๆ แผลนั้นเปิดออกจนเห็นกระดูก ปีศาจทั้งสิบตนอยู่รายรอบมัน ภาพที่เห็นนี้ ทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกถึงอันตรายขึ้นมาในทันที


เขาเริ่มถอยหลังออกไป แต่ก่อนที่เขาจะถอยไปได้แค่สามก้าว เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังออกมา ปีศาจทั้งสิบตนนั้น พุ่งออกมาจากลานเวที ตรงมาที่เมิ่งฮ่าว


ในตอนนี้เองที่หยกผนึกอสูร ได้ลอยขึ้นไปในอากาศ ด้วยจิตวิญญาณของมันเอง เปล่งแสงเจิดจ้ากระจายออกมา ในเวลาเดียวกันนั้น หยกโบราณที่อยู่ในมือของซากศพข้างเวที ก็ลอยขึ้นไปในอากาศเช่นเดียวกัน


เสียงอันลึกซึ้ง และโบราณดังออกมา "เต๋าโบราณ ปรารถนาที่จะปิดผนึกสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง สร้างคุณความดีเพื่อทั้งหมดในขุนเขา ทัณฑ์แห่งเต๋าที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ของเก้าขุนเขาและทะเล จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์!"


เสียงนี้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งถ้ำ ทำให้ปีศาจทั้งสิบ ส่งเสียงร้องอันโหยหวนน่ากลัวออกมา เมิ่งฮ่าวมองไป ขณะที่พวกมันกลายเป็นควันสีดำในทันที


บุรุษผมขาว ทันใดนั้น ก็ลืมตาขึ้นมา


ภายในกระบอกตาของมัน… ไม่มีดวงตา มีเพียงหลุมสีโลหิต ดูเหมือนว่า ดวงตาของมันได้ถูกควักออกไปเมื่อหลายปีมาแล้ว!


เมื่อมันลืมตาขึ้น หยกโบราณทั้งสองชิ้น ก็เปล่งประกายลำแสง ประสานกันเป็นเกราะอาคม ที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายเวท ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณนั้น ทำให้บุรุษผมขาวนั้นตัวเริ่มสั่น ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้


มันค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมา ผลักไปที่เกราะป้องกันช้าๆ ตัวของมันเองไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมา แต่การกระทำของมัน ทำให้ทั่วทั้งถ้ำเริ่มสั่นสะเทือน


ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจอย่างเร่งร้อน ขณะที่มองไปยังหยกโบราณทั้งสองชิ้นนั้น เขายกมือขึ้นมา ทันใดนั้น หยกทั้งสองชิ้นก็ลอยมาอยู่ตรงหน้า และตกลงไปในมือ


หยกโบราณชิ้นที่สอง ถูกสลักไว้ด้วยตัวอักษรเวท ซึ่งเมิ่งฮ่าวเคยเห็นตัวอักษรแบบนี้มาก่อน ในการศึกษาค้นคว้าของเขาที่หอเวท ของสำนักเอกะเทวะ มันเป็นตัวอักษร 'แปด!'


เมื่อหยกชิ้นนั้นสัมผัสมือ เสียงอันลึกซึ้งก็ดังขึ้นมาในจิตใจ เป็นเสียงที่ฟังดูโบราณ ราวกับว่ากำลังเกิดขึ้นเมื่อหลายร้อย หลายพันปีมาแล้ว มันดังก้องอยู่ในจิตใจของเขา


"สหพันธ์ผู้ผนึกอสูร ได้เกิดขึ้นมานานมากเช่นเดียวกับเต๋า ข้าคือผู้ผนึกอสูรรุ่นที่แปด ซึ่งตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะเดินไปบนวิถีทางของทัณฑ์แห่งเต๋า ของเก้าขุนเขาและหนึ่งทะเล และเป็นไปได้ที่ข้าอาจจะแตกดับไป ดังนั้นข้าจึงทิ้งความตั้งใจไว้กับร่างจำแลงที่นี่ เพื่อแก้ไขความสัมพันธ์อันอาภัพระหว่างต๋าหนี่ว์ และข้า… ผนึกลึกลงไปหนึ่งล้านจ้าง ถูกกดทับด้วยน้ำหนักของทะเลเทียนเหอ ความโศกเศร้าระทมทุกข์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเต๋าแห่งสวรรค์ และปฐพี ถูกฝังไว้ที่นี่ ข้าเฟิงเยาเต้าจุน1จะไม่ยอมให้มีสิ่งใดมารบกวนจิตใจ… ดังนั้น ข้าจึงทิ้งร่างจำแลงไว้เป็นเพื่อนนางที่นี่ เพื่อไม่ให้นางคับแค้นใจ… ถ้าเจ้าเป็นหนึ่งในผู้ผนึกอสูร ก็หยดโลหิตของเจ้า ลงไปบนแผ่นหยกหนึ่งหยดเพื่อยืนยัน ถ้าไม่ใช่ ก็รีบออกไปจากที่นี่ แต่ถ้าเจ้านำหยกจากไป โดยไม่มีการหยดโลหิตพิสูจน์ เจ้าก็จะถูกสาปไปสามชั่วคน ทายาทของเจ้าจะไม่มีวันได้เห็นแสงเดือน และเจ้าต้องแตกดับไป"


เสียงจางหายไป และแสงที่เปล่งออกมาจากหยกโบราณ ก็ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ เมิ่งฮ่าวพึมพำกับตัวเอง ดวงตาสาดประกาย


เขาไม่มั่นใจว่าควรจะหยดโลหิต ลงไปบนหยกโบราณนี้ดีหรือไม่ แต่ถ้าไม่ทำ เขาก็ไม่กล้าจะเอาหยกออกไป ถึงเขาจะไม่เชื่อในคำเตือนของเสียงโบราณนี้ทั้งหมด แต่เขาก็ไม่อาจละเลยมัน


1 เฟิงเยา = ผู้ผนึกอสูร เต้าจุน = คำเรียกผู้บำเพ็ญเพียร


ตอนที่ 102 เวทผนึกอสูรรุ่นแปด!

เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้วพูดพึมพำกับตัวเอง เขามองไปยังหลุมดำนั้น ในตอนนี้ ไม่ได้มีบุรุษชุดขาวเพียงคนเดียว ที่ลอยอยู่ที่นั่น แต่มีถึงแปดคน ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน กระบอกตาที่มีแต่คราบโลหิต ติดแน่นอยู่บนใบหน้าของแต่ละคน


แม้เมิ่งฮ่าวจะมองไม่เห็นลูกตาของพวกมัน แต่เขาก็รู้สึกหนาวเย็นไปทั่วร่าง สถานที่นี้แปลกประหลาดอย่างน่าเหลือเชื่อ และเขาก็รู้สึกอยากจะออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้


แต่เมื่อเขามองลงไปยังชิ้นหยกโบราณที่อยู่ในมือ ก็ตัดสินใจได้ในทันที เขากัดปลายลิ้นเล็กน้อย ปล่อยให้โลหิตหยดลงไปบนหยกโบราณชิ้นที่สองนั้น


เมื่อโลหิตหยดกระจายไปบนหยกโบราณชิ้นนั้น มันก็เริ่มสั่นไปมา กลุ่มควันก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าเมิ่งฮ่าว ซึ่งรวมตัวกันเป็นพลังลมปราณสีเทา พุ่งตรงมาที่เขา เข้าไปในร่างตรงจุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว


เกิดเสียงคำรามขึ้นในจิตใจ จากนั้นเสียงโบราณนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้ฟังได้ชัดเจนมากขึ้น ราวกับว่าเจ้าของเสียง มายืนพูดอยู่ข้างหูเขา


"ก่อนที่เฟิงเยาเต้าจุนรุ่นเจ็ดจะตายไป ได้ทิ้งคำสั่งเสียไว้ที่ด้านนอกของภูเขาลูกที่หก และข้าก็ได้บรรลุการรู้แจ้งของคำสั่งเสียนั้นที่นั่น ทำให้กลายเป็นเฟิงเยาเต้าจุนรุ่นแปด ข้าเต็มใจที่จะตัดวิถีทางเดิมของข้าทิ้งไป เปลี่ยนเป็นสืบทอดวิถีแห่งเต๋าของรุ่นเจ็ด


… ข้าตระเวณท่องเที่ยวไปทั่ว และในที่สุด ก็นำทะเลครึ่งหนึ่ง ที่อยู่ด้านนอกของภูเขาลูกที่หกมากลั่นเป็นหยกผนึกอสูร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในแต่ละรุ่น… ด้วยการช่วยเหลือของหยกผนึกอสูร ทำให้ข้าเข้าใจถึงเวทผนึกอสูรของรุ่นเจ็ด ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลเป็นต้นมา ผู้ผนึกอสูรแต่ละรุ่น ต้องสร้างเวทผนึกสำหรับตัวเองขึ้นมาใหม่


… ดังนั้น ข้าจึงได้สร้างเวทผนึกอสูรรุ่นแปดออกมา ตลอดชั่วชีวิตของข้า ได้พยายามค้นหาเวทผนึกอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา แต่โชคร้ายที่ทัณฑ์แห่งเต๋า ของเก้าขุนเขาและหนึ่งทะเลได้มาถึง ทำให้ข้าหาเจอเพียงสามเวทผนึกเท่านั้น ช่างน่าเสียดายนัก


… ผู้สืบทอด ถ้าเจ้าโชคดี สามารถที่จะดูดซับเวทผนึกอสูรรุ่นแปด และสร้างเวทผนึกอสูรรุ่นเก้าได้ สหพันธ์ผนึกอสูรก็จะสอดคล้องกับกฎแห่งเต๋า


… สหพันธ์ผนึกอสูร พยายามที่จะค้นหาอสูรอันยิ่งใหญ่ แห่งสวรรค์และปฐพี เพื่อดึงเอาพลังลมปราณของพวกมันทั้งหมดออกมา ใต้หลุมฝังศพแห่งสวรรค์ ยึดชีวิต สกัดโลหิตของอสูรเหล่านั้น ใช้มัน และจากนั้น… ก็เป็นแนวคิดของการผนึกอสูร คือ การสร้างอสูร และการเปลี่ยนร่างเป็นอสูร…


… ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นผู้ผนึกอสูรรุ่นที่เท่าไหร่ อาจจะเป็นรุ่นเก้า ถ้าใช่ เจ้าก็โชคดี แต่ก็โชคร้ายเช่นเดียวกัน เก้าเป็นเลขสูงสุด เป็นจุดสูงสุดของการเสื่อมลง เส้นทางที่เจ้าต้องเดิน… เต็มไปด้วยความแปรปรวนมากมาย


… ร่างจำแลงนี้ รู้เพียงเวทผนึกอสูรรุ่นแปด ข้าจะส่งต่อให้เจ้าในตอนนี้ เวทอาคมนี้ใช้ปราณอสูรเป็นพื้นฐาน และสามารถ… ผนึกร่าง ผนึกวิญญาณ ผนึกเซียน ผนึกเทพ ผนึกโชคชะตาจากสวรรค์ ผนึกสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกนี้!"


เสียงดังก้องอยู่ในศีรษะของเมิ่งฮ่าว ชัดเจนมากขึ้น และมากขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ประทับลงไปในจิตใจของเขา การประทับนี้จารึกเป็นตัวอักษรโบราณ ตัวอักษรสำหรับการผนึก!


ในที่สุดเสียงคำรามก้องนั้นก็จางหายไป เมิ่งฮ่าวไม่รู้ว่า โลกภายนอกได้ผ่านไปสิบวันแล้ว ขณะที่เขากำลังจมอยู่ใน ขั้นตอนการจารึกตัวอักษรโบราณนั้น จันทร์เต็มดวงก็มาถึงอีกครั้ง


ที่ด้านนอกหุบเขา แสงจันทร์แทงทะลุเข้าไปในกลุ่มหมอก ทำให้มันปั่นป่วนพลุ่งพล่านราวกับน้ำทะเล เฒ่าคางคกก็มาถึงที่บริเวณนี้อีกครั้งหนึ่ง


ครั้งนี้ มีผู้ฝึกตนระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ เพิ่มขึ้นมา เห็นได้ชัดว่ามันเพิ่งจะบรรลุถึงระดับเก้า อย่างไรก็ตาม ก็ได้ทำให้บุคคลกลุ่มนี้มีความมั่นใจมากขึ้น


"ตอนนี้ท่านพี่ซุนทะลวงผ่านพลังฝึกตนได้สำเร็จแล้ว พวกเราต้องดึงเชือกนั่น ออกมาได้ถึงห้าร้อยจ้างอย่างแน่นอน!"


"ใช่แล้ว พวกเรารอวันนี้มานานมาก ถ้าพวกเราดึงได้ห้าร้อยจ้าง วิญญาณบรรพบุรุษของพวกเรา ก็จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้น พลังฝึกตนของพวกเราก็จะก้าวไปอีกขั้น ถ้าโชคดี พวกเราอาจจะก้าวไปถึงพื้นฐานลมปราณ!"


"มันยากที่จะไปให้ถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่จากบันทึกโบราณที่ส่งผ่านมาถึงรุ่นพวกเรา การดึงได้ถึงห้าร้อยจ้าง ก็จะนำโชคบางอย่างมาให้อย่างแน่นอน"


พวกมันสบตากัน จากนั้นก็เตรียมออกไปดึงเชือกสีแดง ภายใต้แสงจันทร์ที่กำลังส่องสว่างในทันที เมิ่งฮ่าวไม่ได้อยู่ในจิตใจของพวกมันอีกต่อไป ยิ่งนานวันพวกมันก็ยิ่งคิดว่า เขาได้ตายไปนานแล้ว


พวกมันพ่นโลหิตอันเข้มข้นออกมา และรวมตัวกันเป็นใบมีดสีดำ กลุ่มหมอกเริ่มหมุนคว้างเป็นสายน้ำวน จากนั้นเชือกสีแดงก็ปรากฎขึ้น เฒ่าคางคกจับเชือกไว้ และส่งเสียงกู่ร้องขณะที่ลากดึง


เสียงกึกก้องราวสายฟ้าดังออกมา และเชือกก็เริ่มขยับ การเคลื่อนไหวของมัน ส่งผลลงไปจากหุบเขาเข้าไปในถ้ำ ตลอดเส้นทางจนไปถึงจุดที่เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ จากนั้นก็ลงไปยังหลุมที่ถูกผนึกโดยเวทอาคม


เมื่อเชือกเริ่มเคลื่อนไหว ความตกใจก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้า ของบุรุษชุดขาวทั้งแปดคน ทันใดนั้น ปีศาจที่ดูคล้ายเด็กอายุเจ็ดถึงแปดขวบ สิบสองตนก็ปรากฎตัว พวกมันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน ดังสะท้อนออกไปจากส่วนลึกของถ้ำ


สิ่งหนึ่งที่แปลกๆ ของเชือกนี้ก็คือ เมื่อมันถูกดึงออกไป มันก็เริ่มกระจายความหนาวเย็นอันรุนแรง และส่งกลิ่นเน่าเหม็น ออกมาจำนวนมากมาย เกราะอาคมที่เรืองแสงอยู่เริ่มสั่นไปมา ราวกับว่ามันอาจจะพังทะลายลงไปได้ทุกเมื่อ


เวลาผ่านไป เจ็ดบุรุษที่อยู่ด้านนอก ซึ่งกำลังฉุดลากเชือกอยู่ ก็ดึงออกไปได้ห้าสิบจ้าง เสียงกรีดร้องดังเข้มข้นมากขึ้น และความหนาวเย็นก็กระจายออกมามากเช่นเดียวกัน กลิ่นเน่าเหม็นก็เพิ่มรุนแรงขึ้นเป็นหลายเท่า


ในไม่ช้า… เสียงเหนื่อยหอบก็ได้ยินอยู่ในถ้ำ เป็นเสียงที่คล้ายกับสิ่งมีชีวิตบางอย่าง ตกอยู่ท่ามกลางการกระเสือกกระสนดิ้นรน เงาร่างปรากฎขึ้น ส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็ก เข้าไปใกล้เกราะอาคมนั้น


เกราะอาคมสั่นไปมา และรอยแตกก็ปรากฎขึ้นบนริมขอบ


เป็นเวลาเดียวกับที่สายตาของเมิ่งฮ่าว เริ่มเห็นได้ชัดเจนเต็มที่ เขาขยับตัว และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แสงสว่างปรากฎขึ้นในดวงตา เมื่อเขาเริ่มรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในถ้ำโบราณแห่งนี้ มองเห็นเชือกกำลังขยับเคลื่อนไหว รวมถึงเกราะป้องกันที่กำลังจะพังทะลายลงอย่างรวดเร็ว


ไม่มีเวลาให้ขบคิด เขาประสานมือ และโค้งคารวะไปที่ซากศพ จากนั้นก็พุ่งกลับออกไปที่ปากถ้ำ พร้อมกลุ่มหมอกสายฟ้า ก่อนที่เขาจะออกไปได้ไม่เกินสิบจ้าง เกราะอาคมก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ


ปีศาจผอมซูบสิบตนก็พุ่งออกมา ตามด้วยบุรุษผมขาวอีกแปดคน พวกมันทั้งหมดพุ่งเป้ามาที่เมิ่งฮ่าว ส่งเสียงกรีดร้องขณะที่ใกล้เข้ามา


ด้านหลังพวกมัน กระแสสีดำเล็กๆ ลอยขึ้นมาจากหลุมลึกนั้น มองดูเหมือนเส้นผม เสียงเหนื่อยหอบจากภายในหลุมนั้นเริ่มชัดเจนมากขึ้น


บางสิ่งที่อยู่ด้านในหลุมนั้น กำลังดิ้นรนตะเกียกตะกายอย่างรุนแรง ราวกับว่ามันไม่สนใจเรื่องอื่นใด นอกจากออกมาจากหลุมนั้นให้ได้


ใบหน้าเมิ่งฮ่าวซีดขาว แต่ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า เสาแห่งเต๋าเริ่มหมุนวน ส่งพลังของพื้นฐานลมปราณไหลผ่านร่างกายออกมา พุ่งทะยานออกไปไกลกว่าสิบจ้าง แต่โชคร้ายที่ ปีศาจร่างผอมแห้งคล้ายเด็ก ที่ด้านหลังรวดเร็วกว่า ทีละตน ทีละตน พวกมันปะทะเข้าไปในหมอกสายฟ้าของเขา


เสียงระเบิดกึกก้องดังออกมา เมื่อหมอกสายฟ้าเริ่มเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว ปีศาจร่างเด็กดูเหมือนจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอันใด ทุกครั้งที่พวกมันถูกสายฟ้ากระแทกออกมา พวกมันก็พุ่งกลับเข้าไปอีกครั้ง ทุกที่ ที่เมิ่งฮ่าวมองไป ก็จะมีปีศาจพุ่งเข้ามา


รังสีกระบี่ส่องประกายเจิดจ้าออกมา ขณะที่กระบี่ไม้ วนไปมารอบๆ ร่าง ขนนกหมุนคว้าง ทำให้มีลมพัดออกไป เมิ่งฮ่าวเคลื่อนที่ต่อไปด้วยความเร็วมากที่สุด เท่าที่จะเร็วได้


เมื่อบุรุษผมขาวทั้งแปดใกล้เข้ามา ในเวลาเดียวกับที่ ปีศาจร่างเด็กหลายตน ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า ขัดขวางเส้นทางของเขา เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกถึงอันตราย โดยไม่ลังเล เขาตบไปที่ถุงสมบัติ กระบี่บินนับร้อยเล่มก็ปรากฎขึ้น รวมตัวกันเป็นพิรุณกระบี่ พุ่งตรงออกไป


"ตูม!"


ทันทีที่เมิ่งฮ่าวพูดออกมา กระบี่บินก็ระเบิดออก กลายเป็นกลุ่มเมฆแห่งความแหลมคม กวาดไปที่พวกปีศาจจนล้มลงไป เมิ่งฮ่าวพุ่งผ่านพวกมัน ตรงไปยังปากถ้ำ ซึ่งตอนนี้อยู่ห่างอีกห้าร้อยจ้าง


เสียงกรีดร้องด้านหลัง ส่งเสียงเข้มข้นขึ้น เส้นผมสีดำเลื้อยออกมามากขึ้น และมากยิ่งขึ้น พวกมันอยู่ด้านหลัง ห่างออกไปไม่เกินร้อยจ้าง


เมิ่งฮ่าวไม่มีเวลาที่จะดูในระยะใกล้ เขารู้ว่าถ้าขืนชักช้าแม้แต่ก้าวเดียว เขาก็อาจจะเสียชีวิตได้ แม้แต่การลังเลเพียงน้อยนิด ในการเคลื่อนไหวของเขา ก็อาจจะทำให้เขาจบสิ้นไป


"ยิ่งเสี่ยงมาก ก็ได้รับมากขึ้น การได้เวทผนึกรุ่นแปด ทำให้รู้สึกคุ้มค่า แต่โชคร้าย ที่ข้าไม่รู้แจ้งเกี่ยวกับเวทอาคมนั้นทั้งหมด มิเช่นนั้น ข้าก็สามารถใช้มันได้แล้วในตอนนี้" เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และพุ่งตรงออกไปด้วยความเร็วสูงสุด ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากปากถ้ำสี่ร้อยจ้าง


ในตอนนั้นเองที่ กลุ่มบุรุษชุดขาวด้านหลัง ยกมือของพวกมันขึ้น และโบกสะบัดนิ้วตรงมาที่เขา


การโจมตีจากดรรชนีนั้น ทำให้ทั่วทั้งร่างของเมิ่งฮ่าวหนาวเย็น โดยไม่ลังเล เขาขยับมือเป็นรูปแบบการร่ายเวท และโบกไปที่ด้านหลัง ขนนกที่อยู่รอบตัว ก็พุ่งออกไป จากนั้นก็ระเบิดขึ้นในทันที กระบี่บินอีกร้อยเล่ม ก็ปรากฎขึ้นจากถุงสมบัติ พวกมันพุ่งไปด้านหลัง และระเบิดขึ้นเช่นเดียวกัน


เสียงระเบิดรุนแรงดังก้องไปทั่วทั้งอุโมงค์ในถ้ำ ดังก้องออกไปด้านนอก และลดพลังการโจมตีจากดรรชนีของบุรุษชุดขาว แต่ถึงอย่างนั้น พวกมันก็ยังคงพุ่งตรงมาที่เมิ่งฮ่าว


สีหน้าของเขาซีดขาว เมื่อหมอกสายฟ้ารอบๆ เขาสั่นไปมา ช่องว่างเปิดขึ้น ร่างของเขาก็ถูกแช่แข็งในทันที กระอักโลหิตออกมา จนกลายเป็นน้ำแข็งโลหิตในทันใด


รู้สึกราวกับว่า พลังฝึกตนของเขาตกลงไปเกือบครึ่ง เขาอยู่ในช่วงอันตรายอย่างที่สุด แต่ในท่ามกลางอันตรายนั้น เมิ่งฮ่าวก็รีบคว้าจับเชือกสีแดงในทันที เขาลากดึงมัน ยืมพลังจากเส้นเชือกพุ่งออกไป


ในเวลาเดียวกันนั้น นอกหุบเขา เจ็ดบุรุษอ้าปากหอบหายใจ กัดฟันแน่น ฉุดดึงเชือกสีแดงต่อไป ดึงต่อไปเรื่อยๆ ด้านหลังพวกมันมีสัตว์พิษมากกว่าสิบสองตัว เอาปากคาบไปที่เส้นเชือก ช่วยกันลากดึงด้วยความตั้งใจจนน่าเหลือเชื่อ


"บัดซบ ทำไมมันถึงหนักขึ้นมาในทันที!?"


"เกิดอะไรขึ้น? พวกเราดึงออกมาได้แค่ร้อยจ้างเอง มันไม่ควรเป็นเช่นนี้!" บุรุษทั้งเจ็ดตกใจ และความกระวนกระวายก็ปรากฎขึ้น บนใบหน้าของพวกมัน ทันใดนั้น เส้นเชือกก็ถูกดึงกลับไป ลากพวกมันไปด้านหน้าหลายจ้าง จากนั้นแรงดึงก็หายไป


แต่หลังจากนั้น ถึงแม้พวกมันจะกัดฟันจนแน่น และลากดึงเส้นเชือกอีกครั้ง มันก็ถูกดึงกลับไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง


ขณะที่พวกมันส่งเสียงร้องด้วยความปั่นป่วนวุ่นวาย เมิ่งฮ่าวที่อยู่ด้านในของถ้ำ ก็ลากดึงเส้นเชือกออกไป เขากระอักโลหิตออกมา โดยไม่ลังเล เขากลืนเม็ดยาลงไป ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย ที่จะใช้พลังทั้งหมดเพื่อหลบหนีจากไป


สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้น หมอกสายฟ้ารอบๆ ตัวเริ่มเปล่งแสงริบหรี่ลง จางลงไปเรื่อยๆ ถ้าเขามีปฏิกิริยาเชื่องช้าแม้แต่น้อย ในตอนที่ถูกโจมตีด้วยดรรชนีจากบุรุษชุดขาว ร่างของเมิ่งฮ่าวก็คงจับตัวเป็นน้ำแข็งจนตายไป


ตอนที่ 103 ของวิเศษ

"นั่นคืออะไร!?" เมิ่งฮ่าวหอบหายใจด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ไม่มีเวลาปาดเช็ดโลหิตออกจากปาก เขาหย่อนเม็ดยาพื้นฐานลมปราณเข้าไปในปาก เนื่องจากระดับพลังฝึกตนในตอนนี้ ทำให้เม็ดยาไม่สามารถทำให้ร่างเขาเป็นอัมพาตไป พลังของมันทำให้ความหนาวเย็นหายไปในทันที


ไม่มีใครใช้เม็ดยาสิ้นเปลืองเท่าเมิ่งฮ่าวอีกแล้ว


ร่างของเขาดูเหมือนจะกลายเป็นลำแสง ขณะที่กำลังดึงเส้นเชือกนั้น ยืมพลังของมันพุ่งออกไป ใกล้ปากถ้ำมากยิ่งขึ้น ในตอนนี้ เขาอยู่ห่างจากปากถ้ำแค่สองร้อยจ้าง


ที่พื้นซึ่งห่างจากส้นรองเท้าของเขาไปสามจ้าง เลื้อยเต็มไปด้วยเส้นผมสีดำ และปีศาจหลายตน ไกลออกไปยังด้านหลังร้อยจ้างภายในถ้ำ ตรงจุดสิ้นสุดของเส้นผมมากมายที่ลอยออกมา ปรากฎเป็นศีรษะของมนุษย์!


เส้นเชือกสีแดงเจาะทะลุศีรษะนั้น ตรงกลางหว่างคิ้ว และยืดยาวลงไปในความมืดต่อไป


มันเป็นศีรษะของผู้หญิง มีความสวยงามที่ยากจะอธิบายออกมาได้ ราวกับว่า นางไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลกของมนุษย์ธรรมดา ดวงตาที่เปิดขึ้นของนางเต็มไปด้วยความสับสน และขุ่นมัว ราวกับว่าก่อนตาย ยังมีเรื่องราวมากมายหลายสิ่ง ที่นางไม่เข้าใจ และรู้คำตอบน้อยมาก


สำหรับเมิ่งฮ่าว สองร้อยจ้างไม่ได้ห่างไกลมากนัก ด้วยพลังฝึกตนของเขาในตอนนี้ ก็สามารถพุ่งผ่านไปช่วงหายใจเข้าออกแค่สองครั้ง แต่ความหนาวเหน็บภายในถ้ำ ส่งผลต่อความเร็วของเขา และการโจมตีอย่างรุนแรง ที่ติดตามมาทางด้านหลัง ทำให้เขาต้องตั้งอกตั้งใจรับมือ


เส้นผมที่เลื้อยไปตามพื้น ยังคงกระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่า มันใกล้จะมาถึงเท้าของเมิ่งฮ่าวได้ทุกเมื่อ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ยกมือตรงไปที่กำแพงหิน


เมื่อเขาผลักมือไปกระแทก พลังลมปราณก็ระเบิดออกมา กระตุ้นไปที่อาวุธเวทที่เขาปักไว้ เพื่อช่วยชีวิตให้ทำงาน ทันใดนั้น กระบี่บินสิบเล่มก็พุ่งออกมาตรงไปยังเส้นผมนั้น และระเบิดออก ส่งเสียงดังกึกก้อง ถ้ำสั่นสะเทือน เมิ่งฮ่าวพุ่งตรงไป ดึงเชือกสีแดงตามออกไปด้วย


ด้านนอกในหุบเขา ผู้ฝึกตนทั้งเจ็ดคนใบหน้าซีดขาว มีอยู่สามคนที่พ่นโลหิตออกมา และเดินโซเซถอยไปด้านหลัง ที่เหลืออีกสี่คนกัดฟันแน่น และลากดึงต่อไป ด้านหลังพวกมัน สัตว์พิษทั้งหลายดูเหมือนจะหมดแรงลง


"บางทีครั้งนี้อาจจะมีของวิเศษที่น่าทึ่งอยู่ ทำให้มันถึงได้หนักมากนัก!"


"ใช่แล้ว ตอนที่พวกเราลากหินผนึกวิญญาณก้อนนั้นออกมา มันก็หนักมากเช่นนี้…"


"ฮา ฮา ฮา! พวกเราคงฉุดลากของวิเศษแบบเดียวกันแน่ในครั้งนี้ ไม่ต้องตระหนี่กับเม็ดยา พวกเราต้องลากของวิเศษนี้ออกมาให้ได้!"


ผู้ฝึกตนสามคนที่บาดเจ็บกัดฟันแน่น พร้อมกับการเหนื่อยหอบ พวกมันหยิบเม็ดยาออกมากลืนลงไป ด้วยท่าทางตื่นเต้น และมุ่งหวัง พวกมันก้าวไปข้างหน้า และช่วยกันลากดึงเส้นเชือกอีกครั้ง


ด้านล่างในถ้ำ เมิ่งฮ่าวยืมพลังจากเส้นเชือก บินออกมาอีกหนี่งร้อยจ้าง เส้นผมที่เลื้อยตามพื้นตอนนี้ อยู่ห่างออกไปจากเขาเล็กน้อย


ดวงตาของเขาส่องแสง พุ่งมือไปที่ผนังถ้ำ ตรงจุดที่เขาซ่อนยันต์อาคมไว้ มันเริ่มส่งแสงสีทองหมุนวนไปมา จากนั้นก็รวมตัวกันเป็นเงาร่างเลือนลาง ที่ไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจน มันส่งพลังอันน่าตกใจออกมา พุ่งตรงไปยังกลุ่มเส้นผมสีดำ และปีศาจตัวอื่นๆ ที่ไล่ตามมา


เมื่อเสียงระเบิดดังกึกก้องออกมา เมิ่งฮ่าวก็กระโจนไปข้างหน้า ปีศาจที่ติดตามมาส่งเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง พุ่งตรงเข้ามาที่เขาอีกครั้ง ความเย็นชาปรากฎขึ้นในดวงตา และเขาก็พูดคำเดียวสั้นๆ ออกมา


"ตูม!"


ตอนนี้ยันต์อาคมได้ช่วยทำหน้าที่เพิ่ม เมื่อระเบิดกระจายออกไปทั่วถ้ำโบราณ เมิ่งฮ่าวก็ยืมพลังจากการระเบิดพุ่งออกไป ทำให้ตอนนี้เขาห่างจากปากถ้ำแค่สิบจ้าง เขาคว้าจับเชือกสีแดงจนแน่น และดึงมันเต็มแรง ในทันใดนั้นเอง เขาก็พุ่งออกไปอีกสิบจ้าง ลอยออกไปจากถ้ำแห่งนั้น!


ขณะที่เขาพุ่งออกไปนอกถ้ำ ปีศาจสิบตนก็พุ่งตรงเข้ามา แต่พวกมันก็หยุดลงในทันที เมื่อมันมาถึงปากถ้ำ ส่งเสียงกรีดร้อง ราวกับว่า พวกมันไม่กล้าที่จะก้าวออกไปนอกถ้ำ


เสียงกรีดร้องของพวกมันดังก้องไปทั่ว แต่ไม่ได้ดังออกไปนอกหุบเขา ดูเหมือนว่าจะมีเวทอาคมผนึกสถานที่นี้ไว้ ทำให้บุรุษทั้งเจ็ดที่กำลังดิ้นรนดึงเชือกอยู่ด้านนอก ไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องนี้


เมิ่งฮ่าวจับเชือกไว้ ปล่อยให้มันดึงเขาขึ้นไป เขาหันหลังกลับ และมองลงไปยังถ้ำ เมื่อทำเช่นนี้ เขาก็ได้ยินเสียงของผู้หญิง ที่เต็มไปด้วยความสับสน และสงสัย ตามมาด้วยคลื่นสัมผัสแห่งความเศร้าโศกซึ่งทำให้เมิ่งฮ่าวตัวสั่นสะท้าน


"เต๋า… อะไรคือเต๋า?!"


เสียงนั้นเริ่มโหยหวนเมื่อนางพูดขึ้นมา ทำให้จิตใจของเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาถูกลากดึงไกลออกไป และไกลออกไปเรื่อยๆ จากก้นหุบเขา ผ่านเข้าไปในกลุ่มหมอก ชั้นแล้วชั้นเล่า จนกระทั่งเขาเข้าใกล้ขอบของหุบเขา


"ดึง! ฮา ฮา! มาดูกันว่า ของวิเศษนี้คืออะไร!"


"บางทีมันอาจจะเป็นหินผนึกวิญญาณอีกก้อน แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร พวกเราก็ไม่ต้องสูญเสียความพยายามโดยเปล่าประโยชน์อีกแล้ว ในครั้งนี้!"


บุรุษทั้งเจ็ดลากดึงด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของพวกมันลุกไหม้เต็มไปด้วยความอยากได้ แต่หลังจากที่เมิ่งฮ่าวโผล่ออกมา ปากที่ปิดอยู่ของพวกมันก็เปิดขึ้น และจ้องไปยังสิ่งที่พวกมันพยายามดึงขึ้นมาด้วยความตกใจ เชือกสีแดงตกลงไปจากมือ


พวกมันปากอ้าตาค้าง หน้าตาเหวอหวา จิตใจหมุนติ้วไม่อาจควบคุมได้ เป็นอะไรที่พวกมันไม่เคยคาดคิด ทิ้งแต่ความว่างเปล่าไว้ในสมอง พวกมันคาดหวังของวิเศษ แต่กลับกลายเป็นเมิ่งฮ่าว ทำให้พวกมันไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น


"นี่… นี่…"


"บัดซบ เกิดอะไรขึ้น?! เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?!"


"นั่น… นั่นคือเจ้าคนภายนอกนั้น มันยังไม่ตาย แต่ ที่พวกเราดึงขึ้นมา กลายเป็นมันไปได้อย่างไร?"


จิตใจของพวกมันหมุนเคว้งคว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฒ่าคางคก ผู้ซึ่งไม่มีปฏิกิริยาใดๆ นอกจากอ้าปากค้าง สำหรับผู้ฝึกตนที่เคยสูญเสียอสรพิษวิญญาณไป เมื่อมันจำเมิ่งฮ่าวได้ ดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น


"มันคือเจ้าคนนอกบัดซบนั้น…" มันพูดด้วยโทสะ ก้าวเท้าตรงไปที่เมิ่งฮ่าว ไม่อยากจะเชื่อว่า มันได้พ่นโลหิตออกมามากมาย เพื่อพยายามดึงเมิ่งฮ่าวออกมาจากกลุ่มหมอกนั้น ทำให้โทสะของมันพุ่งสูงขึ้นไป


ขณะที่มันเดินตรงมา เมิ่งฮ่าวก็มองไปที่มันอย่างสงบนิ่ง เมื่อเขาทำเช่นนั้น ร่างกายของบุรุษผู้นั้นก็เริ่มสั่น และอวัยวะภายในของมันก็รู้สึกราวกับว่า จะหยุดการทำงานไป พลังฝึกตนของมันก็เหมือนกับว่า จะสูญเสียความสามารถในการทำงานลง


ใบหน้าของมันซีดขาวราวไร้สีเลือด และความประหลาดใจก็เต็มอยู่ในดวงตา แรงกดดันอันมหาศาลทับลงไปบนตัวมัน ทำให้ร่างกายสั่นอย่างรุนแรง จนมันคิดว่าคงต้องถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ เมิ่งฮ่าวมองไปที่มันต่อไป


นี่คือพลังบดขยี้ ที่เกิดจากความแตกต่างกันอย่างมากมาย ในพลังฝึกตนของคนทั้งสอง บุรุษผู้นั้นรู้ว่า แค่เมิ่งฮ่าวยกมือขึ้น เขาก็สามารถระเบิดมันออกเป็นล้านชิ้นได้อย่างง่ายดาย


ความหวาดกลัวอย่างเข้มข้น สุดที่จะพรรณนา กระจายออกไปทั่วร่าง มันสั่นสะท้าน กระอักโลหิตออกมา ขวัญหนีดีฝ่อจนไม่กล้าก้าวถอยหลังไปแม้แต่ก้าวเดียว


บุรุษอีกหกคน ก็เริ่มรู้สึกกระเพาะปั่นป่วนขึ้นมาในทันที เมื่อเห็นเมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่น ราวกับภูเขาที่ไม่อาจโยกคลอน จิตใจพวกมันเต้นรัว รู้ว่าภูเขาลูกนี้ สามารถกำจัดพวกมันทั้งหมดได้ในทันที


"มันกำลังลอยอยู่ในอากาศ!" ในตอนนี้เองที่สีหน้าของเฒ่าคางคกเปลี่ยนไป มองไปที่เท้าของเมิ่งฮ่าว มันก็ตระหนักได้ว่า การบินนี้ไม่ใช่วิธีเดียวกับที่มันใช้ เมื่อมัน และผู้ติดตามบินด้วยสัตว์พิษ นี่คือ… การเหาะที่แท้จริง!


"ผู้แข็งแกร่งพื้นฐานลมปราณ!" คำพูดไหลเข้าไปในจิตใจของพวกมัน เป็นเหตุให้สีหน้าของบุรุษทั้งหมดเปลี่ยนไป ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความตกใจไม่อยากเชื่อ พวกมันจำได้เมื่อสองปีก่อน เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณเท่านั้น พวกมันยังคิดว่าเขาได้ตายไปแล้วด้วยซ้ำ


แต่เขาก็มาอยู่ที่นี่อีกครั้ง ครั้งนี้มีพลังฝึกตนที่เหนือกว่าพวกมันอย่างมากมาย สำหรับผู้แข็งแกร่งพื้นฐานลมปราณ เขาสามารถจบชีวิตของพวกมันได้ทุกเมื่อ สีหน้าของพวกมันซีดขาว ขณะที่ทั้งหมดประสานมือ และโค้งตัวลงต่ำไปที่เขา


"ผู้เยาว์รุ่นหลัง ขอคารวะท่านผู้อาวุโส…" บุรุษทั้งเจ็ดกล่าว มือของพวกมันประสานอยู่เบื้องหน้า ความหวาดกลัวเต็มอยู่ในจิตใจ เมื่อคิดไปว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเมิ่งฮ่าวกลายเป็นศัตรูกับพวกมันในทันที


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุรุษผู้สูญเสียอสรพิษวิญญาณ มันรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก ร่างกายสั่นระริก มันคุกเข่าลงไปบนพื้น โขกศีรษะให้เมิ่งฮ่าวซึ่งมีสีหน้าไร้ความรู้สึก


ขณะที่มันคุกเข่าลงไป เมิ่งฮ่าวก็ยกมือขึ้น และโบกสะบัดไปเบื้องหน้า กระบี่บินก็ปรากฎขึ้น มันเป็นกระบี่ธรรมดา แต่เต็มไปด้วยพลังพื้นฐานลมปราณของเมิ่งฮ่าว เมื่อมันพุ่งตรงไป ก็แตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ เศษอันแหลมคมเหล่านั้น พุ่งลงไปยังผู้ฝึกตนที่ใช้อสรพิษวิญญาณผู้นั้น


เสียงกรีดร้องอย่างน่ากลัวดังออกมา มันเป็นผู้ฝึกตนระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ แต่โลหิตก็พุ่งกระจายออกมาจากร่าง และถูกสังหารตายไปในทันที ร่างของมันล้มคว่ำ ตกลงไปในสายหมอก


บุรุษอีกหกคนยืนตัวสั่นอยู่ที่นั่น ไม่กล้าแม้แต่จะหลบหนี พวกมันโขกศีรษะให้เมิ่งฮ่าว ไม่กล้าแม้แต่จะแสดงปฏิกิริยาใดๆ เพื่อมาโจมตีเขา


จริงๆ แล้ว การตายของบุรุษผู้นั้น ไม่ได้น่าประหลาดใจแต่อย่างใด เวลาครั้งแรกที่เมิ่งฮ่าวปรากฎตัว จนกระทั่งถึงตอนนี้ มันได้แสดงท่าทางอาฆาตมาดร้าย จงเกลียดจงชังเขาเป็นอย่างยิ่ง


ถ้าเมิ่งฮ่าวไม่กำจัดมัน บุรุษอีกหกคนคงรู้สึกแปลกประหลาด และคงทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา


ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าว ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งการฝึกตนมานานมากแล้ว แต่จากประสบการณ์ที่เขาได้พบเจอกับหลายๆ สิ่ง ในหกปีที่ผ่านมา ทำให้เขาไม่ใช่นักศึกษา ผู้มีจิตใจอ่อนโยน อย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป เมื่อการสังหารกลายเป็นสิ่งจำเป็น เขาก็จะทำมันโดยไม่ลังเล


ความเป็นศัตรูได้ถูกสร้างขึ้นมา เมื่อสองปีก่อน เมื่อบุรุษผู้นั้นได้โจมตีเขา และหลังจากที่อสรพิษวิญญาณได้ถูกสังหารไป บุรุษผู้นั้นอยู่ในระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ


ดังนั้นจึงไม่อาจบอกได้ว่า มันอาจจะบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณได้หรือไม่ การสังหารมันไปในตอนนี้ เป็นการป้องกันปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาในวันข้างหน้า


จากเหตุการณ์ของติงซิ่น เมิ่งฮ่าวก็ได้เรียนรู้ว่า ถึงแม้จะโจมตีศัตรูที่อ่อนแอกว่า แต่เราก็ต้องสังหารให้จบสิ้นอย่างรวดเร็วที่สุด


จากเหตุการณ์ของหวังเถิงเฟย เขาได้เรียนรู้ว่า ถึงแม้ศัตรูจะมีพลังฝึกตนที่ต่ำต้อย แต่ก็สามารถจะซุกซ่อนความเจ็บแค้น และคอยไล่ตามเพื่อแก้แค้นอย่างโหดเหี้ยมได้


ในหกปีที่ผ่านมานี้ เมิ่งฮ่าวได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทั้งบุคลิกส่วนตัว และวิธีการในการจัดการเรื่องราวต่างๆ


ตอนที่ 104 เมื่อคุนเผิงกระพือปีก

เมื่อเขามองลงไปยังบุรุษทั้งหก ซึ่งกำลังตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ราวกับจั๊กจั่นในฤดูหนาว เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฮ่าวได้แสดงความเข้มแข็ง และได้รับความเคารพในฐานะผู้แข็งแกร่ง ในโลกของผู้ฝึกตนแห่งนี้


แต่จริงๆ แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะบอกได้อย่างแน่ชัดว่า เป็นความเคารพหรือความหวาดกลัวกันแน่


สองปีที่แล้ว บุรุษกลุ่มนี้ต้องการที่จะโจมตีเขา ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ แต่ตอนนี้ พวกมันแต่ละคนต่างก็นั่งตัวสั่นอยู่ตรงแทบเท้าเขา


"ข้าต้องการให้พวกเจ้า บอกทุกสิ่งทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับสถานที่นี้" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา "หากพวกเจ้าแอบซ่อนข้อมูลไว้ บอกข้าไม่หมด…"


เขาทิ้งท้ายประโยคไว้ เมื่อกวาดสายตาผ่านไป ทำให้พวกมันตัวสั่นสะท้านมากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นประกายสีแดงที่ยังเหลืออยู่ ส่องประกายออกมาจากดวงตาของเขา


ประกายแสงนั้นเต็มไปด้วยความน่ากลัวของปีศาจ และเมื่อมองเห็น ม่านตาของพวกมันก็หดลงในทันที ภาพที่เห็นนี้ดูเหมือนจะ ประทับลงไปในจิตวิญญาณของพวกมัน ทำให้ใบหน้าของคนทั้งหมดเปลี่ยนไป


พวกมันดูมีความหวาดกลัวเป็นอย่างมาก และเห็นได้ชัดว่าไม่กล้าที่จะปิดบังซ่อนเร้นสิ่งใดๆ ต่อเมิ่งฮ่าว พวกมันบอกเขาทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่บันทึกโบราณของหมู่บ้าน พวกมันก็ส่งมอบให้ นำแผนที่ และสูตรยาพิษของบรรพบุรุษมาให้ดู… ทุกๆ อย่าง เท่าที่จะนำมาได้


หลายวันหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวก็ออกจากเขตหุบเขา บุรุษทั้งหกมาน้อมส่งด้วยความเคารพ ท่าทางเขาสงบเยือกเย็น และใบหน้าก็ไร้ความรู้สึก เมื่อนั่งขัดสมาธิบนใบไม้สีเขียวขนาดใหญ่ กลายเป็นลำแสงหลากสี พุ่งตรงไปยังดินแดนด้านใต้


หลังจากที่เขาจากไป บุรุษทั้งหกก็รู้สึกผ่อนคลาย สำหรับบุรุษที่ตายไป พวกมันได้เลือกที่จะลืมเรื่องนี้ไปนานแล้ว พวกมันไม่กล้าที่จะคิดถึงการแก้แค้นแม้แต่น้อย มองไปยังทิศทางที่เมิ่งฮ่าวจากไป ด้วยความหวังว่าเขาจะไม่หวนกลับมาอีก


อีกหลายวันก็ผ่านไป เป็นเวลาดึกของคืนหนึ่งในส่วนลึกของหุบเขา ที่นั่น ในเขตที่ไม่อาจมองเห็นได้ ซึ่งก็คือปากถ้ำโบราณนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างสงบเงียบ


ภายในถ้ำมีเชือกสีแดง รวมถึงปีศาจหลายตนที่มองดูคล้ายเด็กอายุเจ็ดถึงแปดขวบ นั่งยองๆ อยู่ที่นั่น ลึกเข้าไปในถ้ำประมาณแปดร้อยจ้าง พวกมันส่งเสียงกรีดร้องออกมาเป็นครั้งคราว


เส้นเชือกไหลลงไปในหลุม ที่ดูเหมือนจะไร้จุดสิ้นสุดนั้น ลึกลงไป และลึกลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็เห็นศีรษะของหญิงสาวผู้นั้น ซึ่งถูกแทงด้วยเชือกจนทะลุออกไปทางด้านหลัง ใบหน้าของนางเป็นสีขาวบริสุทธิ์ เปิดตาขึ้น จ้องมองไปด้วยความผิดหวังในความมืดมิด


ด้านหลังศีรษะ หลุมนั้นก็ยังคงลึกลงไป ตามด้วยเชือกสีแดง


หนึ่งหมื่นจ้าง หนึ่งแสนจ้าง ห้าแสนจ้าง… ที่นั่น เริ่มมีกลิ่นของทะเลโชยมา ในความเป็นจริง ก็สามารถมองเห็นน้ำทะเลได้ในจุดนี้ เส้นเชือกจมลงไปในน้ำทะเลนั้น ลึกลงไปอย่างต่อเนื่อง จนดูเหมือนว่าจะไร้จุดที่สิ้นสุด


ถ้ามีใครบางคน สามารถมองได้ไกลลงไป หนึ่งล้านจ้าง ก็จะเห็น… น้ำทะเลสีดำ เส้นเชือกยาวลงไปในทะเลลึกถึงเขตบริเวณนี้ ยากที่จะบอกได้ว่าทะเล หรือเส้นเชือกนี้มีความลึก หรือยาวมากเท่าใด ตรงด้านหน้าเป็นแนวหิน ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหลายหมื่นหลี่ (1 หลี่ = 0.5 กิโลเมตร)


ก้อนหินขนาดใหญ่จำนวนมากมายถูกเรียงซ้อนกัน ก้อนแล้วก้อนเล่า ชั้นแล้วชั้นเล่า ในจุดตรงกลางของแนวหิน เป็นโลงไม้ ที่มีเชือกสีแดงผูกไว้


ระยะห่างระหว่างพื้นที่นี้ และหุบเขา เป็นเรื่องที่ยากจะอธิบายออกมาได้ เส้นเชือกนี้ยาวมากเป็นอย่างยิ่ง และไม่ได้วางเป็นเส้นตรง ถ้ามีใครมาดึงมันออกไปด้วยพลังอันน่าเหลือเชื่อ ดูเหมือนมันจะยาวแค่ห้าร้อยจ้าง หรือบางทีก็อาจจะยาวถึงหนึ่งล้านจ้าง


ดูเหมือนว่าโลงศพนี้ได้วางอยู่ที่แห่งนี้มานาน นานมากแล้ว ในตอนนี้ก็ได้ยินเสียงครูดดังออกมา จากนั้นฝาโลงก็ค่อยๆ… เปิดออกมาอย่างช้าๆ มันขยับสูงขึ้นไปประมาณสามชุ่น! (1 ชุ่น = 2.3 เซนติเมตร)


ความมืดมิดไหลซึมออกมาจากโลงศพ กระจายออกไปในน้ำทะเล…


ทะเลนี้มีนามว่า… เทียนเหอ (ทางช้างเผือก)


ทะเลนี้ตั้งอยู่ระหว่าง ดินแดนอันกว้างใหญ่สองดินแดนของโลก เมื่อความดำมืดกระจายออกไปในทะเล ฝูงมัจฉานับร้อย ซึ่งมีขนาดเท่าฝ่ามือ ก็ว่ายเข้าไปอย่างรวดเร็ว ความมืดมิดปกคลุมพวกมันไว้


เวลาผ่านไป และความดำมืดนั้น ก็ค่อยๆ หดตัวลงอย่างช้าๆ จากนั้นก็หายไป ฝูงมัจฉานับร้อยก็เหลือแต่ก้าง… ยกเว้นยังมีมัจฉาอยู่อีกหนึ่งตัว มันโบกสะบัดหาง ว่ายออกจากภายในกลุ่มก้างปลาทั้งหมดนั้น ตัวของมันกลายเป็นสีดำ และมีหนวดสองเส้นงอกออกมาจากลำตัว


หนวดทั้งสองเส้นนั้น มีความยาวมากขึ้น และยาวมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งยาวเกือบหนึ่งร้อยจ้าง เมื่อมันว่ายน้ำขึ้นไป หนวดนั้นก็บิดเบี้ยวไปมา ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก


มันว่ายขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วนั้นราวสายฟ้า เมื่อมันพุ่งขึ้นไป ทะเลเทียนเหอที่อยู่รอบๆ ตัวมัน ก็เริ่มพลุ่งพล่านปั่นป่วน และส่งเสียงกระหึ่มออกมา ทันใดนั้น มันก็พุ่งทะลุผ่านพื้นผิวทะเล ทะยานขึ้นไปในท้องฟ้ายามราตรี


ทันทีที่มันพุ่งขึ้นมาจากทะเล ร่างของมันก็สั่นสะท้าน เพียงชั่วพริบตา ร่างก็ขยายออก และรูปร่างก็เปลี่ยนไป ในไม่ช้า มันก็มีความยาว สิบจ้าง ร้อยจ้าง พันจ้าง หมื่นจ้าง! (1 จ้าง = 1 เมตร)


ในช่วงเวลาหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง มันก็ขยายขนาดยาวเกือบหนึ่งแสนจ้าง ตอนนี้มันไม่ใช่มัจฉาอีกต่อไป แต่เป็นปักษา เป็นปักษาที่เรียกว่า คุนเผิง!


กลิ่นอายแห่งความตาย กระจายออกมาจากร่างของคุนเผิง มันดูเก่าแก่โบราณราวกับว่า เพิ่งจะตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลอันยาวนาน พลังชีวิตของมันยังไม่แข็งแกร่ง ดวงตาก็สลัวเลือนลาง จนดูเหมือนว่าชีวิตของมัน อาจจะกระจายหายไปได้ทุกเมื่อ


"กำเนิดใหม่…" เสียงก้องกังวาน ดังออกมาจากปากของคุนเผิง ขณะที่มันกระพือปีก และเริ่มบินออกไปยังทิศทางของดินแดนด้านใต้


ถึงแม้ว่ามันจะมีความรวดเร็วอย่างยอดเยี่ยม แต่ถ้าต้องการที่จะออกจากทะเลเทียนเหอ เพื่อไปยังดินแดนด้านใต้ มันก็ต้องใช้เวลาบินไปมากกว่าครึ่งปี


ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็เร่งความเร็วผ่านท้องฟ้า นั่งขัดสมาธิอยู่บนใบไม้ยักษ์สีเขียว กลุ่มเมฆลอยไปมาด้านบน และแสงสว่างก็ส่องลงมารายล้อมอยู่รอบๆ ตัว ตามด้วยสายฝนที่ตกลงมา


อย่างไรก็ตาม สายฝนไม่อาจสัมผัสโดนเมิ่งฮ่าวได้ ใบไม้นั้นเปล่งแสงเป็นเกราะเวท กันน้ำฝนไว้ด้านนอก เมิ่งฮ่าวพุ่งผ่านราตรีที่มีฝนฟ้าคะนอง ซึ่งมีประกายสายฟ้าแวบขึ้นเป็นครั้งคราว


เขาก้มหน้ามองลงไปยังแผ่นหยกที่ถืออยู่ในมือ ท่าทางกำลังครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ฉายอยู่ในแววตา


"จากตำนานที่เล่าต่อกันมา ถ้ำในหุบเขานั้นทะลุไปถึงทะเลเทียนเหอ… ชาวบ้านแถวนั้นเคยเห็นทะเลเมื่อครั้งโบราณนานมาแล้ว และทุกๆ วัน ที่จันทร์เต็มดวง พวกมันก็จะลากดึงเส้นเชือก ทุกครั้งที่ทำเช่นนั้น พวกมันก็ได้จะสิ่งของบางอย่าง ซึ่งของทั้งหมดนั้น ก็ดูเหมือนจะมีกลิ่นคาวปลาติดอยู่เล็กน้อย"


เขาหันหน้าไป ดวงตาสาดประกาย เมื่อมองผ่านพายุฝนออกไป ยังตำแหน่งของหุบเขานั้น จากร่องรอย ชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของเรื่องต่างๆ รวมเข้าด้วยกันจนเป็นเรื่องราวใหญ่ขึ้น เขาเก็บแผ่นหยกกลับเข้าไปในถุงสมบัติ


ซึ่งด้านในมีขวด และไหหลากหลายขนาดใหญ่ บรรจุด้วยของที่ปรุงจากสูตรการกลั่นของเฒ่าคางคก และคนอื่นๆ หลายชนิด รวมถึงเม็ดยาพิษมากมาย ที่ถูกสร้างโดยชนเผ่าของพวกมัน


พวกมันส่งของพวกนี้ ให้เป็นของขวัญบรรณาการแก่เมิ่งฮ่าว รวมถึงแผ่นหยกอีกมากมาย


ยาพิษส่วนมาก จะเป็นอันตรายถึงตาย กับคนที่อยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ แต่ก็มีผลน้อยมากต่อคนที่อยู่ขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่ก็มีบางอย่างที่พิเศษเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น ที่เรียกว่า เม็ดยาหฤหรรษ์ เมื่อถูกใช้ มันจะกลายเป็นสายหมอก ถ้าใครสูดดมเข้าไป ก็จะเกิดภาพหลอนทางเพศขึ้น


เขาจ้องไปที่เม็ดยาพิษหลายชนิด จากนั้นก็ดึงแผ่นหยกอื่นออกมา นี่เป็นแผ่นหยกที่บรรจุด้วยแผนที่ของหลายพื้นที่ เขาสังเกตเห็นพื้นที่แห่งหนึ่ง มีประตูสำหรับเคลื่อนย้ายทางไกลอยู่ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางไปประมาณครึ่งปี


ประตูเคลื่อนย้ายทางไกลนั้น ถูกควบคุมโดยตระกูลของผู้ฝึกตน และมีเพียงแห่งเดียวในพื้นที่แถบนี้ การใช้ประตูมิติ เคลื่อนย้ายไปยังดินแดนด้านใต้ ก็จะช่วยเขาย่นระยะเวลา ในการเดินทางไปได้อย่างมากมาย


หลังจากที่ไปถึงดินแดนด้านใต้ เขาก็จะใช้เวลาเพียงครึ่งเดือน เพื่อเดินทางจากชายแดนของแคว้นตงหลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าแคว้นของดินแดนด้านใต้ ไปยังจุดศูนย์กลางของดินแดนด้านใต้


"แคว้นทั้งเก้าของดินแดนด้านใต้ ในภาคกลางของดินแดนด้านใต้ แต่ละแคว้นก็กว้างใหญ่กว่าแคว้นจ้าวมากมายนัก ด้วยจำนวนคนที่มีอยู่อย่างมหาศาล และจำนวนทรัพยากรต่างๆ ก็มีมากกว่าด้วยเช่นกัน จึงช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้กับสำนัก และตระกูลของดินแดนด้านใต้มากยิ่งขึ้น"


"สำนักใหญ่ทั้งห้า และสามตระกูลใหญ่ ต่างก็อยู่ในอาณาเขตของพวกมัน สำหรับแคว้นที่เก้า ซึ่งตั้งอยู่ติดกับเขตทะเลทรายตะวันตก ทำให้มันกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่เจริญรุ่งเรือง จนในที่สุด ก็ถูกเรียกว่า โม่ถู่ (ดินแดนสีดำ)"


เมิ่งฮ่าวเก็บแผ่นหยกกลับไป มันไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรมากนัก แต่ก็ช่วยยืนยันในสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ จากสำนักเอกะเทวะ ในตอนนี้ เขาสามารถที่จะนึกเค้าโครง ของดินแดนด้านใต้ได้อย่างคร่าวๆ ถึงมันจะไม่มีรายละเอียดมากนักก็ตามที


"ถ้าข้าไปถึงดินแดนด้านใต้ ก็ต้องหาแผนที่ที่ดีกว่านี้ เพื่อช่วยให้ข้าเข้าใจทุกสิ่งได้ดีขึ้น" เขามองขึ้นไปยังสายฝน และสายฟ้า ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า


"ข้ามีคนรู้จักที่ดินแดนด้านใต้อยู่หลายคน ศิษย์พี่หญิงสวี่ ศิษย์พี่เฉิน เจ้าอ้วน และ… หวังเถิงเฟย!" รอยยิ้มปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเขา เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น ยืนหยัด ไม่ยอมแพ้


"ผ่านไปหลายปีเลย เมิ่งฮ่าวกำลังมาแล้ว!"


∗∗∗


หลายเดือนหลังจากนั้น ในเทือกเขาที่แห้งแล้งโล้นเตียนไร้จุดสิ้นสุด ด้านบนสุดของภูเขาสูง เสียงระเบิดดังกึกก้องออกมา มันเป็นภูเขาที่สวยงาม มีหมู่บ้านต่างๆ ขึ้นอยู่ประปราย


ยอดสูงสุดของภูเขา เชื่อมต่อกับเทือกเขาที่อยู่รอบๆ ด้วยโซ่เหล็กที่ยาวเหยียด ซึ่งดูเหมือนจะก่อตัวกันเป็นเวทอาคมขนาดใหญ่


บนท้องฟ้าด้านบน บุคคลสองคนกำลังต่อสู้กันด้วยวิชาเวท ด้านล่างมีฝูงชนมากมายมองขึ้นไปด้วยความหวาดกลัว


หนึ่งในผู้ที่ต่อสู้กันอยู่นั้น เป็นบุรุษรูปร่างกำยำแข็งแรง อายุประมาณสามสิบปี มันเปลือยอก มีตะขาบสีทองพันอยู่รอบๆ แขนข้างขวา มือซ้ายของมันขยับเป็นรูปแบบเวทอาคม และเรือขนาดยักษ์ก็ปรากฎขึ้น ลอยกระเพื่อมในสายลม ส่งเสียงหวีดร้องแหลมเล็กออกมา อีกคนก็คือเมิ่งฮ่าว


เขาไม่ได้ใช้ธวัชสายฟ้า และกระบี่ไม้ก็ไม่ปรากฎขึ้น เขาใช้กระบี่บินธรรมดา ลอยไปมาอยู่รอบๆ ตัว เพื่อการโจมตี ขยับมือในรูปแบบการสร้างเวทอาคมอย่างรวดเร็ว


และเปลวเพลิงแห่งงูก็ส่งเสียงกระหึ่มพุ่งออกไป ยาวกว่ายี่สิบจ้าง จากนั้น ดาบสายลมหลายเล่ม ก็ปรากฎขึ้นหมุนวนไปมา สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ที่มุงดูอยู่รอบๆ


เสียงระเบิดขนาดใหญ่ดังออกมา และทั้งสองคนก็พุ่งถอยกลับไป บุรุษร่างกำยำหัวเราะ และประสานมือคารวะไปที่เมิ่งฮ่าว


"น้องเมิ่ง พลังฝึกตนของเจ้าไม่ธรรมดา ข้าซาน เลื่อมใสเจ้าอย่างแท้จริง"


เมิ่งฮ่าวยกมือขึ้น กระบี่บินก็ลอยกลับมาวนเป็นวงกลมอยู่รอบๆ ตัว เขายิ้ม และคารวะกลับไป


"พี่ซาน ถ่อมตัวมากไปแล้ว ท่านแค่โจมตีเพียงแปดในสิบส่วนของพลัง แต่ข้าต้องใช้พลังทั้งหมดเพื่อที่จะต้านรับไว้ ข้าควรจะเป็นคนที่เลื่อมใสท่านมากกว่า" คำพูดนี้ดูเหมือนธรรมดา แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้น จิตใจของบุรุษร่างกำยำก็สั่นสะท้าน


สองวันก่อน เมิ่งฮ่าวได้มาถึงที่นี่ และสอบถามเรื่องการขอใช้ ประตูเคลื่อนย้ายทางไกล สถานที่แห่งนี้ไม่เหมือนกับหุบเขาที่เมิ่งฮ่าวเพิ่งจะจากมา หัวหน้าของหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่แถบนี้ ทั้งหมดต่างก็เป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ


พวกมันต้อนรับเมิ่งฮ่าวด้วยความกระตือรือร้น จัดงานเลี้ยงฉลอง และแลกเปลี่ยนเคล็ดลับ เกี่ยวกับการฝึกตนกับเขา เพื่อที่จะพิสูจน์ขอบเขตแห่งพลังของเขา เขาจึงได้ตกลงที่จะเป็นคู่ซ้อม กับหนึ่งในหัวหน้าหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณนั้น


"น้องเมิ่ง ช่างถ่อมตนยิ่งนัก เจ้าแค่โจมตีอย่างไม่จริงจัง ไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดออกมา ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าใช้พลังไปมากน้อยเท่าใด?" ดวงตาของมันส่องประกาย การจับคู่ต่อสู้เป็นความคิดของมันเอง แต่เมื่อการต่อสู้ดำเนินไป มันก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นมากขึ้น และมากขึ้นไปเรื่อยๆ


บุคคลทั้งสองอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่ก็ดูเหมือนว่าเมิ่งฮ่าวจะใช้พลังเพียงแค่ครึ่งเดียว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสามารถบอกได้ว่า มันได้ใช้พลังไปเท่าไหร่


"ข้าจะสามารถใช้ ประตูเคลื่อนย้ายทางไกล ของท่านได้เมื่อไหร่?" เมิ่งฮ่าวกล่าว หลีกเลี่ยงการตอบคำถามนั้น เขายิ้ม ถึงแม้ว่าดวงตาจะไม่มีรอยยิ้มไปด้วย จริงๆ แล้ว เขาใช้พลังไปไม่ถึงสามในสิบส่วนเลยด้วยซ้ำ


"โอ เรื่องนี้ง่ายมาก เจ้าสามารถใช้ได้ในวันนี้เลย" บุรุษร่างกำยำพยักหน้า บ่นอุบอิบกับตัวเอง


หลังจากนั้นไม่นาน รูปแบบเวทอาคม ภายในเทือกเขานั้นก็ทำงาน และร่างเมิ่งฮ่าวก็หายไป เมื่อแสงเริ่มจางหายไป บุรุษร่างกำยำแซ่ซาน ก็ขมวดคิ้ว


ด้านข้างมัน เป็นสองบุรุษที่อยู่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ เมื่อเมิ่งฮ่าวหายจากไป หนึ่งในนั้นก็พูดขึ้น "หัวหน้า คนผู้นั้น…"


"ข้าไม่แน่ใจว่า มันมาจากที่ไหน" บุรุษร่างกำยำกล่าว ด้วยเสียงทุ้มลึก "วิชาเวทของมันแปลกมาก ด้วยพลังขั้นพื้นฐานลมปราณของมัน ข้ารู้สึกถึงการโจมตีแค่บางอย่างของมัน และรู้ว่ามันเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ การต่อสู้มามาก มันมาที่นี่เพียงคนเดียว แต่ดูจากท่าทางสบายๆ ของมัน มันต้องมีวิชาเวทที่พิเศษเฉพาะ ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน อืม ไม่คุ้มค่าที่จะไปตอแยมัน"


เมื่อมันพยายามที่จะค้นหาพลังของเมิ่งฮ่าว มันก็ไม่สามารถทำได้ เมิ่งฮ่าวปกปิดพลังของตัวเองไว้อย่างแน่นหนา ทำให้มันรู้สึกหวาดกลัว และสงสัยมากยิ่งขึ้น


ประตูเคลื่อนย้ายทางไกล ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน ถ้าใครมีพลังไม่เพียงพอ แล้วไปใช้ ก็จะทำให้ตายได้อย่างง่ายดาย ซึ่งนานๆ ครั้งเกิดขึ้นที ดังนั้น มันจึงยอมให้เมิ่งฮ่าวใช้ประตูนั้น เพื่อมั่นใจว่าจะไม่นำภัยพิบัติมาสู่หมู่บ้านของมัน


ตอนที่ 105 บุปผาพิษบานในดวงตาข้างขวา

มีที่ราบกว้างใหญ่บนชายแดนของแคว้นตงหลาย ในจุดศูนย์กลางของดินแดนด้านใต้ ที่นั่น แสงของเวทเคลื่อนย้ายทางไกลปรากฎขึ้น จากนั้นก็จางหายไป ด้านนอกของประตูเคลื่อนย้ายทางไกล มีผู้ฝึกตน ขั้นรวบรวมลมปราณเจ็ดถึงแปดคน นั่งขัดสมาธิอยู่ พวกมันยืนขึ้นเมื่อเมิ่งฮ่าวปรากฎตัว คารวะเขาด้วยการประสานมือ


ผู้ฝึกตนกลุ่มนี้มีหน้าที่ดูแลประตูเคลื่อนย้ายทางไกลที่นี่ และคอยต้อนรับแขกของหมู่บ้าน เมื่อเมิ่งฮ่าวปรากฎขึ้น พวกมันก็สัมผัสได้ถึงพลังฝึกตนอันลึกล้ำของเขา ความรู้สึกนับถือในตัวเขาก็มีมากขึ้น


เมิ่งฮ่าวเดินออกมาจากประตูเคลื่อนย้ายทางไกล สายตากวาดมองไปยังกลุ่มผู้ฝึกตน จากนั้นก็มองขึ้นไปยังท้องฟ้าด้านบนที่ราบอันกว้างใหญ่นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูไม่คุ้นเคย เขามองกลับไปยังประตูเวท รู้สึกประหลาดใจกับขอบเขตของการเคลื่อนย้ายของมัน


เขาไม่สนใจผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ เมิ่งฮ่าวพุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า ไม่ใช้กระบี่บิน หรือใบไม้ยักษ์สีเขียว หรือพัดเทียนเหอ แต่ใช้พลังฝึกตนแทน ร่างกลายเป็นลำแสง เมื่อเขาพุ่งหายลับตาไป


ผู้ฝึกตนเจ็ดถึงแปดคนนั้น มองดูขณะที่เขาหายจากไป ความเลื่อมใสในตัวเขาก็เพิ่มมากขึ้น


"ข้าสงสัยนักว่า ข้าจะมีโอกาสกลายเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นพื้นฐานลมปราณ…"


"หยุดฝันได้แล้ว ถึงเจ้าจะบรรลุพื้นฐานลมปราณ แต่ขั้นที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าก็คือแตกร้าวพื้นฐาน บุคคลเช่นพวกเรา ได้แต่เพ้อฝันว่าจะเป็นอะไร มีเพียงคนจากสำนักใหญ่เท่านั้น ถึงจะมีโอกาสได้รับเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ และแม้แต่ท่ามกลางสำนักใหญ่ คนที่จะบรรลุได้ก็มีน้อยมาก ผู้คนส่วนใหญ่มักจะใช้ชีวิตทั้งหมดของมันไป โดยที่ไม่ไปยุ่งกับคนอื่น"


"ถึงแม้จะมีเม็ดยาพื้นฐานลมปราณ บุคคลที่มีพรสวรรค์เช่นพวกเรา โอกาสที่จะสำเร็จก็มีเพียงน้อยนิด อา ขั้นพื้นฐานลมปราณ… ช่างเป็นพลังที่แท้จริง!"


ผู้ฝึกตนกลุ่มนี้ถอนหายใจ การถูกกำหนดให้ทำหน้าที่คุ้มกันในพื้นที่แห่งนี้ ทำให้พวกมันยากที่จะมีโอกาสได้เห็น ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ เมื่อได้เห็นเมิ่งฮ่าว ก็ทำให้จิตใจของพวกมัน เต็มไปด้วยความนับถือ และอิจฉาเป็นยิ่งนัก


หลายวันผ่านไป และตลอดเวลานั้น เมิ่งฮ่าวไม่ได้ใช้อาวุธเวทช่วยบินใดๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นการสูญเสียพลังลมปราณ แต่เขาก็ยังคงระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นจุดศูนย์กลางของดินแดนด้านใต้ จึงทำให้เขาต้องระวังตัวมากเป็นพิเศษ


เขามีเรื่องขัดใจกับบุคคลหลายคนในที่แห่งนี้ ที่เห็นได้ชัดคือ สำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) ซ่งเหล่าไกว้ และหวังเถิงเฟย เวลาผ่านไป และในไม่ช้า เขาก็เข้าใกล้แคว้นตงหลาย ยิ่งใกล้เข้าไปมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งระวังตัวมากขึ้นเท่านั้น


ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาได้พยายามที่จะใช้เวทผนึกอสูรรุ่นแปด เกือบทุกวัน แต่ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะได้รับการรู้แจ้งตามที่ต้องการ ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเลือนลางไปหมด


สิบวันผ่านไป หลังจากที่ออกมาจากประตูเคลื่อนย้ายทางไกล เมิ่งฮ่าวกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า ทันใดนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไป ร่างกายสั่นสะท้าน ตกลงมาจากท้องฟ้า ด้วยสีหน้าซีดขาว เมื่อตกถึงพื้น เขาก็รีบวิ่งตรงไปยังป่าที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น


เขาโบกสะบัดมือตรงไปยังต้นไม้ที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งใหญ่ขนาดสามคนโอบ ต้นไม้เกิดรอยแตกเปิดออกมา ส่งผลให้เศษไม้ลอยออกไปในอากาศ เมิ่งฮ่าวกระโดดเข้าไปในรอยแตกนั้น นั่งขัดสมาธิในทันที ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ร่างสั่นระริก เขาพ่นธวัชสายฟ้าออกมาจากปาก กลายเป็นหมอกสายฟ้าปกคลุมตัว เพื่อคุ้มครองเขาในทันใด


เขากระอักโลหิตออกมา เมื่อพยายามที่จะควบคุมพิษ ซึ่งกำลังกำเริบขึ้นมาภายในร่าง


ครั้งนี้ พิษกำเริบเป็นเวลานานถึงสามวัน ตลอดเวลานั้น เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ที่นั่น กัดฟันจนแน่น ความเจ็บปวดที่เกิดจากพิษนี้ เหมือนกับว่ามีแมลงกำลังกัดแทะ อวัยวะภายในของเขาอยู่ตลอดเวลา ดวงตาแดงก่ำ และโหดร้าย ถ้ามีใครมาเห็นเขาตอนนี้ ก็คงต้องตกใจเป็นอย่างยิ่ง


ทันใดนั้น ในม่านตาของดวงตาข้างขวา ก็ปรากฎเป็นใบหน้าปีศาจ ซึ่งดูเหมือนกำลังหัวเราะ และกำลังร้องไห้อยู่ในเวลาเดียวกัน และก็ยังมีดอกไม้บานขึ้นมาอีกด้วย


เมิ่งฮ่าวรับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ความตั้งใจที่จะขจัดพิษมีมากขึ้นกว่าเดิม


ในตอนเย็นของวันที่สาม มีสุนัขป่าท่าทางดุร้าย เดินเข้ามาในบริเวณนั้น และมองเห็นโลหิตตามพื้น ดวงตาของมันมองเข้าไปในโพรงที่เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ จากนั้นก็พุ่งตรงมา ขณะที่มันใกล้จะมาถึงต้นไม่นั้น มือก็ยื่นออกมาจากโพรงไม้ จับไปที่คอสุนัขป่าตัวนั้น ออกแรงบีบ


เสียงแตกหักก็ได้ยินออกมา สุนัขป่าไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องก่อนที่มันจะตาย กระตุกอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็แน่นิ่งไป เมิ่งฮ่าวโผล่ออกมาจากต้นไม้ด้วยใบหน้าซีดขาว ดวงตาสาดประกาย เต็มไปด้วยรังสีสังหาร


ทุกครั้งที่พิษกำเริบขึ้น เขามีความต้องการสังหารอันเข้มข้นรุนแรง ใบหน้าปีศาจที่กำลังหัวเราะร้องไห้ในดวงตา ดูเหมือนว่าจะมีผลกระทบแปลกๆ กับลมปราณทั้งหมดในร่างของเขา


เมิ่งฮ่าวมองลงไปยังสุนัขป่าที่ตายอยู่ในมือ เขาขยับมือและร่างของมันก็ถูกเปลวไฟกลืนกินไป เถ้าถ่านลอยออกไปจากมือของเมิ่งฮ่าว แสงไฟส่องไปที่ใบหน้า เขาดูไม่ค่อยเหมือนนักศึกษาในตอนนี้ แต่ดูเหมือนผู้ฝึกตนอันโหดร้ายมากกว่า


"ในช่วงสองปีที่ผ่านมา พิษได้กำเริบขึ้นมาเก้าครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างกัน ทำไมใบหน้าปีศาจถึงได้ปรากฎขึ้น ในดวงตาข้างขวาของข้า… ?"


เขายกมือขึ้น และรู้สึกว่าที่ดวงตาข้างขวา ใบหน้าปีศาจค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆ เมิ่งฮ่าวลองโคจรพลังลมปราณไปทั่วร่าง เมื่อเขาทำเช่นนั้น ใบหน้าปีศาจก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง ร่างเขากลายเป็นลำแสงขณะที่พุ่งตรงไปยังแคว้นตงหลายต่อไป


มันเป็นแคว้นที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ เกือบสิบเท่าของแคว้นจ้าว เต็มไปด้วยผู้ฝึกตน และสำนักต่างๆ สำนักที่ใหญ่ที่สุดก็คือ สำนักจื่อยิ่น ซึ่งทำตัวเป็นผู้นำของสำนักต่างๆ ในแคว้นนี้


สามารถกล่าวได้ว่า แคว้นตงหลาย ก็คือฐานที่มั่นของสำนักจื่อยิ่น


เมิ่งฮ่าวรู้เรื่องนี้ แต่ก็ไม่มีทางเลือก การเดินทางลัดเลาะตามขอบชายแดนของแคว้น ก็จะเป็นเส้นทางที่ไกลมากเกินไป เขาต้องการไปที่แคว้นชิงหยุน (เมฆเขียว)


ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักเฮยเซ่อไช (กระชอนดำ) จริงๆ แล้วก็เป็นสถานที่ ที่ใกล้กับแคว้นจ้าวในอดีต แต่อยู่อีกด้านของแคว้นตงหลาย


โชคดีที่แคว้นตงหลายกว้างใหญ่มาก ถ้าเขาระวังตัว ก็คงหลบซ่อนได้ไม่ยาก ไม่เหมือนกับแคว้นจ้าว ซึ่งมีขนาดเล็กมาก จนทำให้การค้นหาใครสักคนเป็นเรื่องง่ายดาย


ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่ได้อยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณอีกแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ ที่สามารถป้องกันตัวเองได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อตัดสินใจเรียบร้อย เขาก็เดินทางเข้าไปยังแคว้นตงหลายในทันที


"ถ้าข้าเดินทางในทิศทางนี้ต่อไป ก็จะมีเมืองของผู้ฝึกตนอยู่"


เมิ่งฮ่าวบินผ่านเขตชายแดนเข้าไป เขาสวมใส่ชุดยาวสีดำ และหมวกที่สานด้วยไม้ไผ่ปีกกว้าง ดวงตาส่งประกายเมื่อเขามองไปยังดินแดนของแคว้นตงหลาย ซึ่งมีภูเขาอยู่ไม่มาก


ส่วนใหญ่จะเป็นที่ราบอันกว้างใหญ่ มีเมืองของมนุษย์ธรรมดากระจายออกไปอยู่ทุกที่ เชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางค้าขาย ซึ่งเต็มไปด้วยรถม้าวิ่งผ่านไปมา


ความคึกคัก และเร่งรีบ ยิ่งกว่าแคว้นจ้าวมากมายนัก ขณะที่เขาเหาะไปในอากาศ ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณคนอื่นๆ ก็บินผ่านเขาไป ยังทิศทางที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากในแคว้นจ้าว


มีผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณอยู่มากมายเช่นเดียวกัน สามารถกล่าวได้ว่า พลังลมปราณทั่วทุกแห่งหนของแคว้นตงหลายนี้ หนาแน่นกว่าพลังลมปราณในภูเขาที่ขึ้นชื่อของแคว้นจ้าวมากมาย ยังมีบางสถานที่ซึ่งพลังลมปราณหนาแน่นมาก จนเมิ่งฮ่าวรู้สึกหวาดหวั่น


หลายวันผ่านไป ในที่สุด เมิ่งฮ่าวก็ได้เห็นเมืองอันใหญ่โตโอฬาร ปรากฎขึ้นตรงขอบฟ้าเบื้องหน้าเขา


อาจจะต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม ในการเดินทางหนึ่งร้อยหลี่สำหรับคนธรรมดา แต่เมิ่งฮ่าวมาถึงยังประตูเมืองด้วยเวลาที่น้อยกว่าธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก


มันเป็นช่วงเวลาพลบค่ำพอดี และเมื่อแสงตะวันยามสนธยา ปกคลุมไปทั่วเมือง ก็ดูเหมือนมังกรยักษ์กำลังขดตัวอยู่ ศีรษะของมันกำลังยกขึ้น มองไปยังสรวงสวรรค์


เมื่อเขาบินมาใกล้เมือง ก็รู้สึกถึงแรงกดดัน ที่บังคับให้เขาต้องลงมาจากท้องฟ้า เขาร่อนลงที่พื้น และเดินด้วยเท้าตรงเข้าไป เงยหน้าขึ้นไปมองยังเมืองเบื้องหน้า มีผู้ฝึกตนคนอื่นๆ เดินอยู่รอบๆ ตัวเขา บ้างก็มาคนเดียว บ้างก็มาเป็นกลุ่มสี่ถึงห้าคน


ด้านบน ท้องฟ้ากระจ่างโปร่งใส มีเกราะเวทอยู่เหนือศีรษะขึ้นไป ป้องกันการเหินบิน และสิ่งเดียวที่สามารถเห็นได้บนท้องฟ้าก็คือแสงหลากสี ซึ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนเป็นเมืองแห่งสวรรค์


ประตูเมืองถูกคุ้มกันโดยผู้ฝึกตนระดับแปด ขั้นรวบรวมลมปราณ ยังมีผู้คุ้มกันอยู่ด้านบนของกำแพงเมืองอีกด้วย และเมิ่งฮ่าวก็สามารถเห็นว่า พวกมันอยู่ในระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ ที่เริ่มจะก้าวไปถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ


"นี่เป็นเมืองใหญ่ของผู้ฝึกตน แห่งดินแดนด้านใต้…" เมื่อเขาใคร่ครวญ เมิ่งฮ่าวก็เริ่มเข้าใจถึงพลัง ของสำนักจื่อยิ่นในแคว้นอันยิ่งใหญ่นี้มากยิ่งขึ้น


เมิ่งฮ่าวมองตรงไป และสังเกตเห็นผู้คนที่เข้าไปในประตูเมือง ได้จ่ายค่าผ่านประตูด้วยหินลมปราณ เมื่อเขากำลังจะทำเช่นเดียวกัน เสียงกรีดร้องแหลมเล็ก ก็ได้ยินใกล้เข้ามาจากด้านบน


เสียงนั้นดังขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้ผู้ฝึกตนทุกคน ที่อยู่ในบริเวณนั้นเงยหน้าขึ้น มองออกไปยังที่ห่างไกล ลำแสงพุ่งตรงมายังเมืองนี้


เป็นลำแสงสีม่วง กว้างประมาณสิบจ้าง มันใกล้เข้ามาราวกับ ดาวตกที่แหวกฝ่าอากาศส่งเสียงแหลมเล็ก ตรงกลางเป็นบุรุษวัยกลางคน สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราราคาแพง สีหน้าไร้ความรู้สึก มันเหาะตรงมายังจุดศูนย์กลางของเมือง ราวกับว่าเกราะเวทไร้ความหมายใดๆ สำหรับมัน


แรงกดดันที่กระจายออกมาจากร่างของมัน ส่งผลให้ผู้ฝึกตนที่ยืนดูอยู่บนพื้นตกใจกันไปตามๆ กัน สายลมกระพือพัด กลายเป็นลมหมุนกวาดไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น


"ผู้พิสดารก่อตั้งแกนลมปราณ มีแต่บุคคลเช่นนั้น ถึงจะไม่สนใจเกราะเวทของเมืองนี้ และเหาะเข้ามาได้"


"เบาเสียงลงด้วย นั่นคือท่านปี้หงแห่งสำนักจื่อยิ่น มีข่าวลือว่าเมื่อปีก่อน มีบางคนจากสำนักเซี่ยวหยุนดูหมิ่นมัน ดังนั้นมันจึงสังหารคนพวกนั้นทั้งสำนัก มันเป็นคนที่โหดร้ายไร้ความปราณียิ่งนัก"


เสียงพูดค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆ เมิ่งฮ่าวมองออกไปยังที่ห่างไกล สีหน้าของเขาสงบเรียบ แต่จิตใจเต้นรัว ก้มหน้าลง เดินเข้าไปในเมือง


เมืองของผู้ฝึกตนที่ใหญ่ที่สุด ที่เขาเคยไปก่อนหน้านี้ก็คือ เมืองเทียนเหอในแคว้นจ้าว เมื่อผ่านเข้าไปในเมืองของแคว้นตงหลาย เขาก็รู้สึกราวกับว่า โลกในมุมมองของเขา ได้ขยายกว้างออกไปในทันที


สิ่งของที่ใช้ในการฝึกตน มีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง และมีอาคารสูงเสียดฟ้า สูงขึ้นไปเท่าที่ตาจะมองเห็นได้ ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณ และพื้นฐานลมปราณมีอยู่เต็มไปหมด และเมิ่งฮ่าวก็ได้เห็นแม้แต่ ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณสองคน ที่อยู่ในระดับเดียวกับท่านปี้หง เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา


เมิ่งฮ่าวเป็นเพียงคนเดียว ที่กำลังสวมใส่หมวกปีกกว้าง ที่สานจากไม้ไผ่ ซึ่งทำให้หลายๆ คน ต้องเหลียวหลังกลับมามอง เขาลังเลชั่วครู่ ก่อนที่จะมุดเข้าไปในร้านแห่งหนึ่ง


เมื่อเขาออกมา หมวกก็หายไป สีหน้าของเขาเรียบเฉย ขณะที่เดินผ่านไปหลายร้าน จากนั้นก็เดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกซอกซอย ทันใดนั้น เขาก็พุ่งถอยหลังไปสิบจ้าง และยื่นมือออกไปราวสายฟ้า ไปวางอยู่ที่ลำคอของเด็กผู้ชาย ที่มีอายุประมาณสิบห้าถึงสิบหกปี


เมิ่งฮ่าวยกมันขึ้น และกดไปติดกับผนังกำแพง


พลังฝึกตนของเด็กผู้ชายนั้นไม่สูงมากนัก อยู่ที่ระดับหกขั้นรวบรวมลมปราณ ร่างของมันผอมมีแต่กระดูก แต่ดวงตาเหมือนจะเต็มไปด้วยความฉลาดแกมโกง


ใบหน้าของมันบิดเบี้ยว ขณะที่เมิ่งฮ่าวยกมันขึ้นไป มันรู้ว่าด้วยพลังลมปราณอันเล็กน้อย เมิ่งฮ่าวก็สามารถเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเถ้าธุลีได้อย่างง่ายดาย


"ทำไมเจ้าต้องติดตามข้า? ข้าให้เจ้าพูดหนึ่งประโยค เพื่ออธิบายเรื่องนี้" สีหน้าของเมิ่งฮ่าวสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ขณะที่เขายกร่างที่สั่นสะท้านนั้นอยู่ในมือ เด็กวัยรุ่นผู้นั้นมองไปที่ชุดยาวสีดำที่หลวมกว้าง ผมยาวของเขา และดูเหมือนว่าความตายกำลังลอยอยู่ตรงหน้ามัน


ตอนที่ 106 วันที่ดอกปี่อ้านบานเจ็ดสี

"ผู้อาวุโส ข้าสามารถช่วยท่านซื้อสิ่งของที่ท่านต้องการในเมืองนี้ได้"


เด็กหนุ่มรีบโพล่งออกมาอย่างรวดเร็ว ความกังวล และความหวาดกลัวส่องประกายอยู่ในดวงตา มันเชื่อในสิ่งที่เมิ่งฮ่าวเพิ่งพูดมา รู้ว่ามันมีโอกาสเพียงครั้งเดียวที่จะอธิบายเรื่องราวให้ชัดเจน มิเช่นนั้น มันอาจจะต้องถูกกำจัด ไม่ว่าเมืองนี้จะมีกฎระเบียบอะไรก็ตาม


เมิ่งฮ่าวมองไปที่เด็กหนุ่มโดยไม่พูดจา แต่เด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นคนฉลาด และรับรู้ความตั้งใจของเขาได้ มันพูดต่อไป


"ผู้เยาว์นามว่า ชิวหลิน" มันกล่าว คำพูดพรั่งพรูออกมา ด้วยจิตใจเต้นรัว


"ข้าเกิดในเมืองตงจี๋แห่งนี้ ดังนั้นจึงรู้จักสถานที่นี้เป็นอย่างดี ข้าสังเกตเห็นท่านตอนที่เข้ามาในเมือง ข้าคิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ท่านมาที่นี่ ท่านจำเป็นต้องหาใครสักคนที่รู้จักเส้นทาง เพื่อช่วยท่านหาซื้อสิ่งของตามที่ต้องหาร ข้าขอนำเสนอบริการนี้แก่ท่าน"


"ผู้อาวุโส เพียงแค่หินลมปราณห้าสิบก้อน ก็จะช่วยท่านประหยัดเวลาไปได้มาก ข้าสามารถช่วยท่านหาซื้อสิ่งของได้เร็วยิ่งขึ้น" มันมองมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยความกังวล มันไม่ได้โกหก ทุกสิ่งที่พูดล้วนแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น


มันเคยทำเรื่องเช่นนี้มาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้เผชิญหน้ากับใครบางคนเช่นเมิ่งฮ่าว ผู้ซึ่งแผ่รังสีแห่งความตายออกมา


เมิ่งฮ่าวมองไปที่มันอย่างเย็นชา จากนั้นก็ปล่อยมือออกช้าๆ เขาขมวดคิ้ว ยิ่งพิษกำเริบมากขึ้นเท่าไหร่ ความต้องการสังหารของเขาก็รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ดูเหมือนว่ามันกำลังมีผลกระทบกับบุคลิกส่วนตัวของเขาอย่างช้าๆ


ชิวหลิน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ถามว่า "ท่านต้องการหาซื้อสิ่งใด?"


"เม็ดยาพิษ" เมิ่งฮ่าวตอบเสียงเย็นชา


"เม็ดยาพิษ?" ชิวหลินจ้องมาด้วยความประหลาดใจ มันคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นดวงตาก็ส่องประกาย และเริ่มพูดอธิบายถึงรายละเอียดของเมืองนี้ด้วยเสียงแจ่มชัด


"ผู้อาวุโส ในเมืองนี้มีหลายร้านที่ขายยาพิษโดยเฉพาะ แต่เม็ดยาพิษก็ยังคงเป็นเม็ดยาเช่นกัน และมีมากมายหลายร้านในเมืองนี้ที่ขายเม็ดยา มีอยู่สองร้านที่น่าจะดีที่สุด หนึ่งในนั้นเรียกว่า ศาลาหมื่นเม็ดยา มีเม็ดยาหลากหลายชนิดมากที่สุด มีชื่อเสียงรู้จักกันไปทั่ว และเมื่อมีการประมูล แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณก็มาเข้าร่วมด้วย"


"มีอีกร้านที่เล็กกว่าร้านแรก แต่พวกมันทำการค้าร่วมกับทะเลทรายตะวันตก ดังนั้นจึงมีสิ่งของที่นำเข้ามามากมาย พวกมันยังบอกว่า ผู้ขายยาของมัน เคยทำงานร่วมกับเจ้าโอสถจอมปีศาจ แห่งสำนักจื่อยิ่น ผู้ขายยาร้านนี้ถือว่าเป็นอัจฉริยะในด้านเม็ดยาอย่างแท้จริง"


"ท่านต้องการไปสถานที่แห่งไหน?"


เมิ่งฮ่าวคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็กล่าว "ศาลาหมื่นเม็ดยา" ชิวหลินพยักหน้า และนำทางไป


การได้รับความช่วยเหลือจากมัน ก็ช่วยประหยัดเวลาให้เขาได้มากจริงๆ ทั้งสองเดินไปในเมืองด้วยความรวดเร็ว และภายในครึ่งชั่วยาม ก็มาถึงศาลาเจ็ดชั้นหลังหนึ่ง แผ่นศิลาขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นมาอยู่ด้านข้าง มีตัวอักษรเขียนว่า 'ศาลาหมื่นเม็ดยา'


"ข้าไม่สามารถเข้าไปด้านในได้จริงๆ" ชิวหลินกล่าว "ข้าจะรอท่านอยู่ที่ด้านนอกนี้"


เมื่อมองไปรอบๆ เมิ่งฮ่าวก็สังเกตเห็นมีผู้ฝึกตนระดับห้าหรือหก ขั้นรวบรวมลมปราณอยู่ไม่กี่คน รอคอยอยู่ด้านนอกเช่นเดียวกัน


ด้วยการพยักหน้าเล็กน้อย เขาก็เข้าไปยังศาลาเจ็ดชั้นนั้น สำหรับเมิ่งฮ่าว เขาได้ส่งจิตสัมผัสออกไปเล็กน้อย เพื่อมั่นใจว่าเขาจะไม่ทำอะไรที่น่าขบขันออกมา


ตอนนี้เขาอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ จึงเริ่มคุ้นเคยกับการใช้จิตสัมผัสมากขึ้น


ในศาลาหมื่นเม็ดยา ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณถูกจำกัดอยู่ที่ชั้นแรก ชั้นที่สอง และสามสำหรับพื้นฐานลมปราณ ก่อตั้งแกนลมปราณต้องไปที่ชั้นสี่ เมิ่งฮ่าวเดินไปรอบๆ เล็กน้อย ขมวดคิ้วขณะที่มองไปยังเม็ดยามากมายเหล่านั้น


เวลาธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก เขาก็เดินออกมา ชิวหลินรีบก้าวตรงมาในทันที


"ไปยังร้านที่สอง ที่เจ้าแนะนำกันเถอะ" เมิ่งฮ่าวกล่าวพร้อมคิ้วที่ขมวดอยู่ ชิวหลินเป็นคนฉลาด ดังนั้นมันจึงไม่สอบถามอันใด เดินนำเขาออกไปในทันที ในที่สุดก็เป็นเวลาใกล้มืด เมื่อทั้งสองมาถึงสถานที่ ที่ค่อนข้างห่างออกไปจากในเมือง ร้านนี้ดูเหมือนจะอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ครั้งโบราณ


"ร้านนี้ค่อนข้างเล็ก และมีกฎอยู่สามข้อ" ชิวหลินบอกต่อเมิ่งฮ่าว "กฎข้อแรกคือ ท่านไม่สามารถเข้าไปได้ จนกว่าจะวางมัดจำเป็นหินลมปราณห้าหมื่นก้อน มัดจำนี้ไม่มีการคืน ไม่ว่าท่านจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ตาม"


"กฎข้อที่สอง เข้าไปได้ครั้งละหนึ่งคน ในช่วงเวลาที่มีคนเข้าไป ทุกคนต้องรออยู่ด้านนอก นอกจากนั้น เข้าไปได้เพียงยี่สิบคนในหนึ่งวัน เมื่อคนที่ยี่สิบเข้าไปแล้ว คนอื่นๆ ต้องรอวันต่อไป"


"กฎข้อที่สาม เมื่อเข้าไปข้างใน ไม่อาจถามสะเปะสะปะ ทุกคำถามต้องจ่ายด้วยหินลมปราณ"


เมิ่งฮ่าวมองไปด้วยความประหลาดใจชั่วครู่ ก่อนที่ความเข้าใจจะปรากฎขึ้นในดวงตา เดินตรงไป เขาเกลียดการสูญเสียหินลมปราณ แต่ถ้าทำให้สามารถกำจัดพิษนี้ได้ มันก็คู่ควร


ประตูร้านปิดอยู่ แขวนแผ่นป้ายโลหะที่มีตัวเลขสิบแปดไว้


เมิ่งฮ่าวควบคุมลมปราณ และจิตใจให้เยือกเย็น จากนั้นก็ยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ ชิวหลินยืนอยู่ด้านข้าง


ในที่สุด เมื่อดวงตะวันกำลังจะหายไปจากเส้นขอบฟ้า ประตูก็เปิดออก และบุรุษวัยกลางคนเดินออกมา คิ้วขมวดอยู่บนใบหน้าของมัน ไม่แม้แต่จะมองมายังเมิ่งฮ่าวและชิวหลิน มันเดินออกไป จากนั้นก็ประสานมือ โค้งตัวคำนับให้กับชายชราซึ่งเดินมาส่งมัน


เมื่อเขาเห็นบุรุษวัยกลางคนผู้นั้น ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็หดแคบลง และก้มศีรษะต่ำ เขาเคยเห็นบุรุษผู้นี้มาก่อน มันไม่ใช่ใครอื่น นอกจากท่านปี้หง ซึ่งเขาได้เห็นมันบินผ่านท้องฟ้าเข้ามาในเมือง ก่อนหน้านี้ไม่นาน


ชายชราซึ่งยืนอยู่ที่ประตูร้าน อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณระดับสุดท้าย การที่มีผู้พิสดารก่อตั้งแกนลมปราณมาคารวะมันเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง


ท่านปี้หงหันหลังกลับ และกลายเป็นลำแสงหลากสีพุ่งออกไปในอากาศ เสียงแหลมเล็กแหวกฝ่าอากาศดังออกมา หลังจากนั้น ชายชราในร้านก็มองมาที่เมิ่งฮ่าว


โดยไม่ลังเล เมิ่งฮ่าวหยิบถุงสมบัติ ที่ด้านในมีหินลมปราณห้าหมื่นก้อน ยื่นส่งให้ด้วยความเคารพ


ชายชรารับมันไว้พร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็หันหลัง และเดินเข้าไปในร้าน เมิ่งฮ่าวเดินตามไป เหลือบมองไปด้านหลัง ขณะที่ประตูปิดตามหลังไป ตัวเลขที่อยู่บนแผ่นป้ายโลหะเปลี่ยนจากสิบแปดเป็นสิบเก้า


ภายในร้านไม่ใหญ่โตมากนัก ไม่มีชั้นวางของ แต่มีเตาปรุงยาอยู่เจ็ดเตาซึ่งมีขนาดแตกต่างกัน โต๊ะยาวสองตัว และตะเกียงน้ำมัน แสงค่อนข้างมืดสลัว แต่สำหรับผู้ฝึกตนทั้งหลาย ก็ไม่มีผลอะไร พวกมันสามารถมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน


"ให้ข้าช่วยอะไรท่านได้บ้าง?" ชายชรากล่าวเสียงเย็นชา นั่งลงขัดสมาธิอยู่ด้านหลังหนึ่งในโต๊ะยาว


เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา แต่ตบไปที่ถุงสมบัติแทน ขวดหยกขนาดเล็กปรากฎขึ้น เขาผลักมันผ่านโต๊ะยาวตรงไปที่ชายชรา


ชายชราหยิบมันขึ้นมาเปิดจุกออก จ้องลงไปดูใกล้ๆ ก้มหน้าลงไปดมกลิ่น จากนั้นก็เทขวดหยก โลหิตไหลออกไปอยู่บนพื้นผิวของโต๊ะ


ขวดหยกเล็กๆ นั้น บรรจุเต็มไปด้วยโลหิตจำนวนมาก ซึ่งเมิ่งฮ่าวได้มาจากร่างของเขาเอง


"น่าสนใจ" ชายชรากล่าวเสียงเบาๆ มันจ้องไปที่โลหิตบนโต๊ะ ยกมือขึ้น เข็มสีเงินยาวก็ปรากฎ มันเขี่ยไปมาที่โลหิตนั้น เข็มก็เริ่มเรืองแสงออกมาในทันที จากนั้นเพียงชั่วพริบตา มันก็เริ่มละลายไป อึดใจเดียวเข็มเล่มนั้น ก็กลายเป็นขี้เถ้า ลอยออกไปในอากาศ


ดวงตาของชายชราสาดประกาย มันตบลงไปที่โต๊ะด้วยมือซ้าย ทำให้โลหิตลอยขึ้นไปในอากาศ รวมตัวกันเป็นเม็ดโลหิต จากนั้นมันก็ตบไปที่ถุงสมบัติ เมล็ดพืชเหี่ยวแห้งก็ปรากฎขึ้น มันขยับนิ้วไปมา เมล็ดพืชนั้นก็หลอมรวมเข้าด้วยกันกับเม็ดโลหิต


โลหิตเริ่มหดตัวลงไปทันที และไม่ช้าก็หายไป เมล็ดพืชนั้นก็ไม่แห้งเหี่ยวอีกต่อไป แต่อวบอ้วนจนเกือบจะระเบิดออกมา ขณะที่มันลอยอยู่ในอากาศ ก็ค่อยๆ แตกใบอ่อน ออกมาอย่างช้าๆ


เมิ่งฮ่าวมองดูอย่างตั้งใจ ขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เริ่มรู้สึกกังวลมากขึ้นไปเรื่อยๆ เขาได้ใช้หินลมปราณไปมากมาย เพื่อพยายามที่จะขจัดพิษในร่าง


เมล็ดพืชนั้นแตกใบอ่อนออกมา ก่อตัวเป็นลำต้นยาวขึ้น มีใบแค่หนึ่งใบ จนในที่สุดใบไม้นั้นก็เติบโตขึ้นเป็นดอกไม้ ทันทีที่ดอกไม้ปรากฎขึ้น ใบหน้าของชายชราก็เริ่มซีดขาว ดวงตาของเมิ่งฮ่าวหดแคบลง


กลีบของดอกไม้ มีสามสีที่แตกต่างกันออกไป เหลือง น้ำเงิน และแดง ประสานเชื่อมต่อกัน ดอกไม้นั้นปรากฎเป็นใบหน้าของปีศาจ ที่กำลังหัวเราะ และร้องไห้ในเวลาเดียวกัน ดอกไม้ใบหน้าปีศาจลอยอยู่ในอากาศ ดูเหมือนจะมีชีวิต แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง


"ดอกปี่อ้านสามสี…" ชายชรากล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง จ้องไปที่ดอกไม้นั้น ดวงตาสาดประกาย


"เมื่อพิษนี้กำเริบขึ้นสามครั้ง มันก็จะก่อตัวเป็นรอบวงจรที่สมบูรณ์ หลังจากผ่านไปสามรอบ ดอกไม้ก็จะเบ่งบาน หลังจากนั้น ใบหน้าปีศาจที่ดูเหมือนกำลังหัวเราะ และร้องไห้ จะปรากฎขึ้นในดวงตาข้างขวา การปรากฎขึ้น และจากไปของมัน ขึ้นกับพลังลมปราณที่ใช้ไป ถ้ามีการโคจรพลังลมปราณเป็นเวลานาน มันก็จะเติบโตขึ้นจนเห็นได้ชัดเจนมากกว่าเดิม ในขั้นตอนนี้ พิษจะไม่ทำร้ายเจ้า แต่จริงๆ แล้ว จะช่วยปกป้องเจ้าจากพิษอื่นๆ ทั้งหมด แต่ความต้องการสังหารของเจ้าก็จะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น"


"หลังจากผ่านไปมากกว่าสามรอบ ดอกไม้ก็จะบานขึ้นอีกครั้ง และเมื่อพิษกำเริบขึ้น ก็จะมีใบหน้าปีศาจอื่น ปรากฎขึ้นที่ดวงตาด้านซ้าย ณ จุดนี้ ความต้องการสังหารก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม เจ้าก็จะกลายเป็นผู้กระหายเลือดอย่างน่าเหลือเชื่อ ไม่เพียงแต่มีภูมิคุ้มกันพิษมากมายหลายชนิด ร่างเจ้าจะเริ่มกระจายพิษออกมา กล้ามเนื้อจะเริ่มเหนียวแน่นทนทานอย่างมากมาย และสามารถฟื้นฟูร่างกายได้มากกว่าผู้ฝึกตนโดยทั่วไป"


"อย่างไรก็ตาม จะพบว่าร่างกายเจ้าจะเริ่มแข็งกระด้างมากขึ้นเรื่อยๆ ความว่องไวจะลดลง พลังชีวิตก็จะค่อยๆ ริบหรี่ลงไปช้าๆ และมักจะมีรังสีแห่งความตายรายล้อมอยู่รอบตัว"


"หลังจากนั้น ดอกไม้ก็จะบานเป็นครั้งที่สาม" ชายชรากล่าว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความลึกซึ้งเยือกเย็น "จิตใจ… ของเจ้า ก็จะหายไป ชีวิตก็ตกตาย ร่างจะกลายเป็นดอกปี่อ้านสามสี คนที่ฝังเมล็ดนี้ไว้ ก็จะมาเก็บดอกปี่อ้านไป บางครั้งหลังจากการเปลี่ยนร่าง บางคนก็จะกลายเป็นดอกปี่อ้านสี่สี"


"มนุษย์ รวบรวมลมปราณ พื้นฐานลมปราณ ก่อตั้งแกนลมปราณ วิญญาณแรกก่อตั้ง ตัดวิญญาณ ค้นหาเต๋า เจ็ดขั้น เจ็ดสี หนึ่งสีสำหรับแต่ละขั้น ในที่สุด ดอกปี่อ้านก็จะบานทั้งเจ็ดสี เมื่อดอกไม้ล่วงโรย เซียนก็ขึ้นสู่สวรรค์ไปหนึ่งพันปี"


"ในสมัยโบราณ ผู้ฝึกตนที่ใช้ดอกไม้นี้ ก็เพื่อที่จะบรรลุถึงการขึ้นสวรรค์ชั้นเซียน" ชายชราจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว


เมื่อได้ยินคำพูดของชายชรา ก็ทำให้เขาต้องสั่นสะท้านไปทั้งตัว ไม่ใช่เนื่องจากอากาศหนาว แต่มาจากความหวาดกลัว เขาขมวดคิ้วขณะที่คิดถึงทุกอย่างที่ชายชรากล่าวเกี๊ยวกับพิษนี้ทั้งหมด


"สหายเต๋า โปรดอย่าล้อข้าเล่น ข้ามีพรสวรรค์ที่ธรรมดา และไม่มีของวิเศษที่พิเศษเฉพาะใดๆ ให้ผู้คนคอยไล่ตาม คงไม่คุ้มค่าที่จะมาโจมตีข้าด้วยดอกไม้ที่หายากเช่นนี้"


ชายชรามองไปที่เขาพร้อมรอยยิ้ม แต่ไม่กล่าวอันใดออกมา


เมิ่งฮ่าวเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นก็หยิบถุงสมบัติออกมาอีก วางลงไปยังเบื้องหน้าของชายชรา มันพยักหน้า


"สหายน้อย ที่เจ้าพูดมาก็มีทั้งถูก และผิด" ชายชรากล่าวช้าๆ "ดอกปี่อ้านสามสีนี้ยังไม่สมบูรณ์ มันยังมีข้อบกพร่อง มันยังไม่ได้บานออกมาสามสี มิเช่นนั้น ก็ไม่มีใครในโลกนี้ จะสามารถขจัดมันไปได้"


"ข้าจะขจัดมันได้อย่างไร?" เมื่อชายชราไม่ตอบ เมิ่งฮ่าวก็โยนถุงสมบัติไปอีก


ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ด้านนอกของร้าน ดวงดาว และดวงจันทร์กำลังปรากฎขึ้นในท้องฟ้ายามค่ำ และโคมไฟก็เริ่มสว่างขึ้นทั่วทั้งเมือง หญิงสาวปรากฎตัวยังที่ห่างไกล สวมใส่ชุดยาวสีขาวที่ไม่มีแขนเสื้อ


เป็นหญิงสาวที่มีความสวยงามอย่างน่าเหลือเชื่อ สง่างาม และมีรูปร่างผอมบางสมส่วน เมื่อปรากฎขึ้นภายใต้แสงจันทร์ก็ดูสวยงามราวนางเซียนบนสวรรค์ ดูท่าทางเย็นชา เยือกเย็น และค่อนข้างเรียบร้อย รูปโฉมของนางไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน ก็ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง


ขณะที่แสงโคมสาดส่องไปทั่วทั้งเมือง นางก็เดินตรงมาที่ร้าน เมื่อนางเห็นเลขสิบเก้าบนแผ่นป้ายโลหะบนประตู รอยยิ้มน้อยๆ ก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้า ซึ่งก็ทำให้หัวใจของชิวหลินเต้นระรัว


ตัวเมิ่งฮ่าวเอง เคยเห็นหญิงสาวนางนี้มาก่อน ในสำนักเอกะเทวะ นางได้จากไปพร้อมกับหวังเถิงเฟย ตอนที่มันออกจากสำนักไป นี่คือ… คู่หมั้นของหวังเถิงเฟย


ฉู่อวี้เยียน


ตอนที่ 107 ต้นชุนชิว

"มีสามวิธีสำหรับจัดการกับพิษชนิดนี้" ชายชรากล่าว ขณะเก็บถุงสบัติ "วิธีที่สาม เป็นการบรรเทาความเจ็บปวดอย่างง่ายๆ เมื่อพิษกำเริบ มีผลไม้ลมปราณสามชนิด ที่กินเข้าไปแล้วช่วยบรรเทาพิษนี้ได้"


"วิธีที่สอง ช่วยสะกดผลกระทบของพิษนี้ และช่วยลดความถี่ในการกำเริบได้ ซึ่งต้องใช้ต้นชุนชิวช่วย หนึ่งต้นสะกดพิษไว้ได้นานหนึ่งปี แต่ถึงต้นไม้นี้จะสามารถสะกดพิษ ได้หลากหลายชนิดก็จริงอยู่ แต่มันก็หาได้ยากมาก แต่ก็มีโอกาสหาได้ ผลข้างเคียงในการใช้มันก็คือ จะทำให้พิษซึมลึกลงไปมากขึ้น และผลสะท้อนกลับก็ค่อนข้างรุนแรง ถ้าถึงเวลาที่เจ้าไม่สามารถสะกดข่มพิษนี้ได้อีกต่อไป มันก็จะกำเริบขึ้นมาอย่างรุนแรง และก็จะไม่สามารถขจัดมันออกไปได้ตลอดไป"


"สำหรับการขจัดพิษนี้ออกไปอย่างสมบูรณ์ และนี่ก็คือวิธีแรก จริงๆ แล้วมันค่อนข้างง่ายมาก หาใครสักคนที่เป็นผู้อาวุโส ในขั้นตัดวิญญาณมาช่วยขจัดให้ ซึ่งสามารถขจัดพิษนี้ออกไปได้อย่างง่ายดาย โดยการใช้พลังของขั้นตัดวิญญาณ"


"อืม ดูจากการที่เจ้าใช้หินลมปราณจำนวนมากมายขนาดนี้ไปอย่างง่ายดาย ข้าก็จะบอกเจ้าถึงวิธีที่สี่ ถ้าเจ้าค่อนข้างโชคดี ได้รับเม็ดยาขจัดพิษ ซึ่งปรุงโดยเจ้าโอสถจอมปีศาจ เจ้าก็สามารถใช้มันขจัดพิษนี้ออกไปได้อย่างสมบูรณ์"


"อย่างไรก็ตาม" ชายชรากล่าวเสียงราบเรียบ "เจ้าโอสถจอมปีศาจ เป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงส่ง ในสำนักจื่อยิ่น คงยากมากที่จะได้พบเจอ"


เมิ่งฮ่าวคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็ไม่พูดจา ดึงถุงสมบัติออกมาอีก เขาหวงแหนหินลมปราณเป็นอย่างมาก แต่มันก็เป็นเพียงของนอกกาย ที่ไม่สามารถเทียบได้กับชีวิตของตัวเอง


ชายชรารับถุงสมบัติไว้ ดวงตาส่องประกาย และรอยยิ้มก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้า


"ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังจะถามอะไร"


"ข้าจะซื้อมันได้ที่ไหน!" เมิ่งฮ่าวถามเสียงเย็นชา ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


"ไม่มีทางที่คนภายนอกจะรู้เรื่องนี้ แต่ข้ามีศักดิ์ฐานะที่พิเศษ ดังนั้นข้าจึงได้ยินข่าวมา อีกหนึ่งเดือน จะมีขบวนพ่อค้าจากทะเลทรายตะวันตกมาถึงที่นี่ และศาลาร้อยสมบัติก็จะเป็นเจ้าภาพในการประมูลสินค้า หนึ่งในสิ่งของที่พวกมันจะขายก็คือ ต้นชุนชิว"


"ศาลาร้อยสมบัติ?" ดวงตาเมิ่งฮ่าวส่องประกาย เมื่อเขาคิดไปถึงไป่เจินเก๋อ (ศาลาร้อยสมบัติ) ที่อยู่ในเมืองตงเซี่ยวของแคว้นจ้าว


เมิ่งฮ่าวยืนขึ้น และเหลือบมองไปที่ชายชราเป็นครั้งสุดท้าย หันหลังกลับ และเดินไปที่ประตู เมื่อเขาเปิดมันออก สิ่งแรกที่เห็นก็คือ หญิงสาวที่สวยงามดูสุภาพอ่อนโยน ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง


"ขั้นพื้นฐานลมปราณระดับกลาง!" เมิ่งฮ่าวคิดในใจ สีหน้าเรียบเฉย ขณะที่เดินตรงไป ใบหน้าของหญิงสาวในชุดขาวก็ปกติธรรมดา เมื่อเมิ่งฮ่าวจากไป นางก็เดินเข้าไปในร้าน ขณะที่เดินอยู่นั้น คิ้วของนางก็ขมวดขึ้นมาเล็กน้อย เหลียวหลังกลับมามองยังชิวหลิน และเมิ่งฮ่าว ขณะที่พวกเขาเดินจากไป


"มันดูคุ้นๆ แต่ข้าก็จำไม่ได้ว่าเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อน"


ฉู่อวี้เยียนไม่ได้สนใจมากนัก ปีที่นางเห็นเมิ่งฮ่าว บนยอดเขาตะวันออกของสำนักเอกะเทวะ เขาเพิ่งจะอยู่ในระดับหก ขั้นรวบรวมลมปราณ ถึงแม้ว่าเขาจะฉกฉวยโอกาส การเข้าร่วมเป็นศิษย์สายในไปจากหวังเถิงเฟย ฉู่อวี้เยียนก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเขามากเท่าไหร่ จากนั้นก็ผ่านไปหกปี และนางก็ลืมเขาไปนานแล้ว


นางลืมเมิ่งฮ่าวไปแล้ว แต่เขายังไม่ลืม!


เมิ่งฮ่าวไม่อาจลืมบุรุษวัยกลางคน ที่เป็นผู้พิทักษ์เต๋า ซึ่งยืนอยู่ที่นั่นในคืนนั้น และยังไม่ลืมหญิงสาวที่ดูเหมือนจะใกล้ชิดกับหวังเถิงเฟยคนนั้น


"นั่นต้องเป็นนางอย่างแน่นอน…" เมิ่งฮ่าวเดินเร็วขึ้น สีหน้าเย็นชา แต่ความคิดวิ่งไปอย่างรวดเร็ว เมื่อดูจากปฏิกิริยาของนาง ก็เห็นได้ชัดว่านางจำเขาไม่ได้ ซึ่งเขาได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในเร็วๆ นี้


โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของพลังฝึกตน คงเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน ที่จะเชื่อมโยงเมิ่งฮ่าวในตอนนี้ กับคนเก่าเมื่อหลายปีก่อน


"ดูเหมือนนางจะใกล้ชิดกับหวังเถิงเฟย นางต้องเป็นศิษย์ของสำนักใหญ่อย่างแน่นอน ข้าไม่มีใครหนุนหลัง ดังนั้นข้าต้องไม่ไปกระตุ้นความสนใจของนาง แต่พลังฝึกตนของนางอยู่ในระดับกลาง ของขั้นพื้นฐานลมปราณ ข้าสงสัยว่า… พลังฝึกตนของหวังเถิงเฟยในตอนนี้ จะเป็นอย่างไร?"


เขาคิดกลับไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปีนั้น และรอยยิ้มอันเย็นชาที่ยากจะสังเกตเห็นได้ ก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้า


ชิวหลินเดินอยู่ด้านข้างเขา ดูท่าทางกำลังคิดถึงอะไรบางอย่าง มันมองกลับไป และทันใดนั้นก็หยุดเดินในทันที


"ข้ารู้แล้ว! นั่นคือ ฉู่อวี้เยียน!" มันกล่าว


"ฉู่อวี้เยียน?" เมิ่งฮ่าวถาม สีหน้าเขาแวบขึ้นเมื่อมองกลับไปยังชิวหลิน "เจ้าหมายถึงหญิงสาวที่ด้านหลังนั่น?"


"ใช่แล้ว" ชิวหลินพูดด้วยความตื่นเต้น "นางคือผู้ถูกเลือกจากสำนักจื่อยิ่น และเป็นหนึ่งในสี่ของหญิงสาวที่สวยที่สุดในดินแดนด้านใต้ ต้องเป็นนางอย่างแน่นอน!"


"โอ?" ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย


"จากข่าวลือนานมาแล้ว" ชิวหลินพรั่งพรูออกมา


"ตอนที่นางถือกำเนิด ดอกบัวแห่งสวรรค์ก็เบ่งบานพอดี พรสวรรค์ของนางสูงอย่างน่าเหลือเชื่อ และมีความงามที่ไม่ธรรมดา นางเป็นศิษย์ของเจ้าโอสถจอมปีศาจ! เป็นคู่หมั้นของหวังเถิงเฟย ผู้ถูกเลือกจากตระกูลหวังอันยิ่งใหญ่ ปีที่คนทั้งสองหมั้นกัน ทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ได้พูดถึงเรื่องนี้กันตลอด"


ดูเหมือนมันจะรอบรู้เรื่องราวต่างๆ ในดินแดนด้านใต้ แต่ตอนที่มันพูด มันไม่ได้สังเกตดูสิ่งที่ปรากฎขึ้นในดวงตาของเมิ่งฮ่าวเลยแม้แต่น้อย


ทั้งสองเดินต่อไป และชิวหลินก็พูดถึงเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับฉู่อวี้เยียน ด้วยคำเรียกร้องจากเมิ่งฮ่าว มันก็นำเขาไปยังโรงเตี๊ยม ซึ่งอยู่ในมุมที่ใกลออกไปจากในเมือง เมิ่งฮ่าวถามมันเกี่ยวกับเรื่องการประมูลเล็กน้อย จากนั้นก็จ่ายหินลมปราณไป เมื่อชิวหลินจากไป ก็เป็นเวลาดึกแล้ว


เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องของโรงเตี๊ยม กระพริบตาไปมา จิตใจเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ มากมายที่ชิวหลินบอกมาเกี่ยวกับฉู่อวี้เยียน เวลาธูปไหม้หมดสองดอกผ่านไป เขาขมวดคิ้ว


"จะมีทางใช้ฉู่อวี้เยียน เพื่อเข้าพบเจ้าโอสถจอมปีศาจ เพื่อให้ข้าได้รับเม็ดยาขจัดพิษได้ยังไง…" เมื่อเขาคิดเกี่ยวกับเจ้าโอสถจอมปีศาจ ก็ช่วยไม่ได้ที่ต้องคิดไปถึง เม็ดยาพื้นฐานลมปราณของติงซิ่น


"ติงซิ่นก็เป็นศิษย์ของเจ้าโอสถจอมปีศาจเช่นเดียวกัน…" เมิ่งฮ่าวหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น เขาได้สังหารศิษย์ของมันไป และยังได้มีเรื่องกับสำนักจื่อยิ่นอีกด้วย การขจัดพิษด้วยวิธีนี้ คงยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง


ผ่านไปสักพัก เขาก็เริ่มเข้าฌาณ เมิ่งฮ่าวพบว่าหลังจากที่บรรลุพื้นฐานลมปราณ เขาต้องการพลังลมปราณมากขึ้นกว่าเดิม มากยิ่งกว่าตอนที่เขาต้องการในขั้นรวบรวมลมปราณ เพื่อให้บรรลุถึงระดับกลางของพื้นฐานลมปราณ เขาจำเป็นต้องสร้างเสาแห่งเต๋าขึ้นมาสี่ต้น


"ตอนนี้ ข้ามีเสาแห่งเต๋าเพียงต้นเดียว เนื่องจากรอยร้าวบนเสาแห่งเต๋า ทำให้ข้ามีพื้นฐานไร้ตำหนิ รวมถึงข้าสำเร็จขั้นพื้นฐาน หลังจากที่ก้าวถึงระดับสิบสาม ขั้นรวบรวมลมปราณ ยิ่งไปกว่านั้น พลังฝึกตนของข้า ก็อยู่บนพื้นฐานของคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ทำให้เสาแห่งเต๋าของข้าเป็นสีทอง


การรู้แจ้งของข้าก็ลึกล้ำขึ้น และมีจิตสัมผัสเพิ่มมากขึ้น ข้าคิดว่า คงมีไม่มากที่คนระดับต้น ขั้นพื้นฐานลมปราณจะมาสู้กับข้าได้"


"ข้าไม่เคยต่อสู้กับใครที่อยู่ในระดับกลาง ขั้นพื้นฐานลมปราณ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมั่นใจ แต่ก็คิดว่าข้าคงจัดการได้" ดวงตาของเขาส่องประกาย เมื่อคิดไปถึงการต่อสู้กับบุรุษร่างกำยำแซ่ซาน


ในตอนนั้น เขาก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นกับพลังของพื้นฐานไร้ตำหนิ เมื่อเวลาการสร้างเสาแห่งเต๋าต้นที่สองมาถึง เขาก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม


"ข้าต้องการเม็ดยาที่เหมาะสม สำหรับขั้นพื้นฐานลมปราณเบื้องต้น" เขากล่าว สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ หลับตาลง และพ่นธวัชสายฟ้าออกมาจากปาก


สนามพลังของหมอกสายฟ้าก็กระจายออกมา ภายในนั้นเต็มไปด้วยประจุไฟฟ้ากระพริบไปมา ถ้ามีใครพยายามที่จะมาโจมตีเขา สายฟ้าเหล่านี้ก็จะพุ่งออกมาปกป้องเขาในทันที


ภายในกลุ่มหมอก เมิ่งฮ่าวพยายามที่จะใช้เวทผนึกอสูรรุ่นแปดอีกครั้งหนึ่ง และก็ล้มเหลวอีกเช่นเคย อย่างไรก็ตาม ด้วยความล้มเหลวในแต่ละครั้ง ก็ดูเหมือนว่าเขาเข้าใกล้ความรู้แจ้งไปเรื่อยๆ


ราตรีกาลผ่านไปตามปกติ เมื่ออรุณรุ่งมาเยือน เมิ่งฮ่าวก็ลืมตาขึ้น เขาออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อสำรวจไปจนทั่วทั้งเมืองของผู้ฝึกตน ในแคว้นตงหลายแห่งนี้ เขาต้องการหาเม็ดยาที่เหมาะสม สำหรับพื้นฐานลมปราณ และหวังว่าจะเรียนรู้บางสิ่งที่เกี่ยวกับต้นชุนชิวเพิ่ม


ครึ่งเดือนผ่านไป ในช่วงนั้นเขาก็ได้สำรวจไปเกือบทุกร้านที่อยู่ในเมือง สถานที่นี้เต็มไปด้วยเม็ดยา และอาวุธเวทมากมายหลายแบบอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ราคาก็แพงมาก หลังจากพิจารณาถึงตัวเลือกของเขาเป็นเวลานาน เมิ่งฮ่าวก็ซื้อเม็ดยาทั่วไปซึ่งมีประโยชน์ สำหรับขั้นพื้นฐานลมปราณมา


ยานี้เรียกว่า เม็ดยาจื้อจู้ (รวมสร้าง) และเหมาะสมสำหรับขั้นพื้นฐานลมปราณเบื้องต้น


"มีเม็ดยาไม่น้อย ที่เหมาะสมสำหรับขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่ก็ดูเหมือนว่ามันมีประสิทธิภาพแค่ธรรมดา เม็ดยาที่มีคุณภาพสูงส่วนใหญ่ก็เป็นของสำนักต่างๆ เอง เป็นเรื่องยากที่คนภายนอกจะไปเอามาได้ โอกาสเดียวที่จะได้มาก็คือช่วงการประมูลเท่านั้น"


อีกครึ่งเดือนก็ผ่านไป เมิ่งฮ่าวเริ่มคุ้นเคยกับเมืองนี้มากขึ้น ตอนนี้เขานั่งอยู่ในห้องอาหารของโรงเตี๊ยมที่เขาเข้าพัก ข้างหน้าต่าง มองลงไปยังฝูงชนด้านล่าง ในมือถือจอกสุรา เขาค่อยๆ จิบ ขณะที่คิดไปเรื่อยๆ


"ข้ากลืนเม็ดยาลงไปมากมายในหลายปีมานี้ ข้าต้องใช้เม็ดยาเกินคนอื่นๆ ทั่วไปมากยิ่งนัก เพื่อบรรลุพลังฝึกตนขั้นสูงๆ ขึ้นไป" เขาขมวดคิ้ว มันไม่ใช่ว่าเมืองนี้ไม่มีเม็ดยา ที่เหมาะสมสำหรับขั้นพื้นฐานลมปราณ หรือราคาสูงมากเกินไป แต่เป็นปัญหาของเหรียญกษาปณ์ห้าชนิด


ในเมืองนี้มีเหรียญกษาปณ์อยู่ห้าชนิด เพื่อใช้กำหนดว่า ใครจะมีโอกาสซื้อสินค้าอะไร ถ้าไม่มีเหรียญกษาปณ์พวกนี้ ถึงแม้ว่าจะมีหินลมปราณมากมายเพียงใด ก็ไม่สามารถซื้อได้ นี่เป็นกฎของเมืองนี้ และเป็นวิถีทางที่สำนักจื่อยิ่นสามารถควบคุมการกระจายเม็ดยาภายในแคว้นนี้


"เหรียญกษาปณ์ห้าชนิดนี้ ทางเดียวที่จะได้มาก็คือต้องทำความดี ช่างน่ารำคาญนัก!" เมิ่งฮ่าว ยกจอกสุรา และจิบลงไป ขมวดคิ้วลึกมากขึ้น


"โชคดีที่ไม่ต้องใช้เหรียญกษาปณ์ในการประมูลสินค้า ถ้าข้ายังมีหินลมปราณเพียงพอ ที่จะจ่ายค่าผ่านทาง ข้าก็สามารถเข้าไปได้" สายตาของเมิ่งฮ่าว กวาดมองไปที่ถนนด้านล่าง


ขณะที่เขาพึมพำกับตัวเอง เวลาก็ผ่านไป ในไม่ช้า ห้องอาหารของโรงเตี๊ยมก็เริ่มเต็มไปด้วยผู้ฝึกตน มานั่งคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน


ชิวหลินได้เลือกโรงเตี๊ยมที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงให้กับเมิ่งฮ่าว ที่นี่มีการบริการเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว จริงๆ แล้ว ก็บริการแค่เครื่องดื่มเพียงชนิดเดียว ซึ่งเรียกว่า ผิ่นหลิง (ลิ้มรสวิญญาณ)


รสชาติของสุรานี้ ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ มันไม่ได้ร้อนแรงมากนัก แต่มันเข้มข้นมาก อบอวลไปด้วยพลังลมปราณ ซึ่งไม่ได้มีพลังลมปราณมากมาย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้สุรานี้มีราคาค่อนข้างแพง


"ข้าได้ข่าวว่าขบวนสินค้าจากทะเลทรายตะวันตกมาถึงวันนี้ พวกมันนำผู้คนมามากกว่าที่เคยในปีก่อนๆ ที่ผ่านมา ข้าพนันได้เลยว่าต้องมีของวิเศษมากมาย ให้ซื้อหาที่งานประมูลของศาลาร้อยสมบัติเป็นแน่"


"ทรัพยากรในทะเลทรายตะวันตก ไม่ได้มีมากมายเท่าในดินแดนด้านใต้ แต่พวกมันก็มีวัตถุดิบที่หาได้แต่ในพื้นที่แถบนั้นอยู่มากมาย ซึ่งเป็นที่ต้องการมากในแคว้นพวกเรา เมื่อพวกมันนำมาแสดงให้เห็นเมื่อไม่กี่ปีก่อน พวกมันก็มักจะนำตัวแทนจากกลุ่มพ่อค้าที่แตกต่างกัน จากหลายสำนัก หลายแคว้น เกือบร้อยกลุ่มมาด้วย วิชาเวทของผู้ฝึกตนพวกนั้นก็แปลกประหลาดมาก ข้าหวังว่าพวกเราจะมีโอกาสได้เรียนรู้บางอย่างจากพวกมันบ้าง"


"ข้าไม่คิดเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าพวกมันนำผู้คนมามากกว่าปกติ ต้องมีเหตุผลที่จะทำเช่นนี้ ข้าคิดว่ามีโอกาสแปดถึงเก้าในสิบส่วน ที่พวกมันต้องการทำอะไรสักอย่างกับซากศพของเซียนผู้นั้น"


เสียงการพูดคุยเต็มอยู่ในห้องอาหาร และส่วนใหญ่ก็พูดกันถึงเรื่องการประมูล ซึ่งจะจัดขึ้นในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า และเรื่องที่เกี่ยวกับการมาถึงของกลุ่มพ่อค้าจากทะเลทรายตะวันตก จะเกี่ยวข้องกับงานประมูลนี้อย่างไร


เมิ่งฮ่าวกำลังจะเดินจากไป เขาไม่ได้สนใจเรื่องกลุ่มพ่อค้า แต่เมื่อเขาได้ยินการพูดถึงซากศพของเซียน ดวงตาของเขาก็เปล่งประกาย นั่งกลับลงไป และรินสุราให้ตัวเองอีกหนึ่งจอก จิบไปหนึ่งคำ และนั่งฟังต่อไป


"ซากศพของเซียน… เฮ้ เฮ้ เมื่อเร็วๆ นี้ ไม่ได้มีการนองเลือดที่นั่น แต่เมื่อสามปีที่แล้ว ห้าสำนักใหญ่ และสามตระกูลดัง พยายามที่จะเข้าไปในพื้นที่บริเวณนั้น แต่พวกมันก็เจอกับความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า จนต้องล่าถอยกลับไป อย่างไม่มีทางเลือก


" ซากศพของเซียน ต้องตกลงมาจากสวรรค์ในปีนั้นอย่างแน่นอน เพราะว่ามันต้องการเข้าไปในถ้ำกำเนิดใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งเขตอันตรายของดินแดนด้านใต้ แต่มันได้ตกลงมาไกลออกไปถึงพันหลี่จากถ้ำนั้น จริงๆ แล้ว ซากศพนั้นไม่เพียงกระตุ้นความสนใจจากห้าสำนักใหญ่ และสามตระกูลดังเท่านั้น สิ่งแปลกๆ ที่เกิดขึ้นภายในถ้ำกำเนิดใหม่ ก็ได้สร้างความสนใจด้วยเป็นครั้งคราว "


" ทุกคนต้องการชิ้นส่วนของร่างเซียนนั้น แม้จะเพียงแค่เล็กน้อยก็ตาม เพื่อเพิ่มความหวังในการสำเร็จเป็นเซียนอมตะ! "ขณะที่เมิ่งฮ่าวนั่งฟังเสียงพูดคุยในห้องอาหารนั้น สิ่งที่ดูแปลกๆ ก็ปรากฎขึ้นในดวงตา เขาคิดกลับไปถึงเวลาที่อยู่ในแคว้นจ้าว เมื่อพื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนครั้งแล้วครั้งเล่าติดต่อกัน เขาเคยรู้สึกว่ามีบางสิ่งจากสวรรค์ ได้ตกลงมากระแทกยังพื้นดิน


" เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าได้ยินข่าวอะไร? เมื่อซากศพของเซียนนั้นตกลงมา บางคนได้เห็นมันด้วยตาตัวเอง พวกมันบอกว่า ม่านตาของซากศพนั้นเป็นสีเทา และด้านในก็มีดาวเจ็ดดวงส่องประกายอยู่!"


เมื่อเมิ่งฮ่าวได้ยินดังนั้น เขากำลังยกจอกสุรา เพื่อจะจิบอีกครั้ง ทันใดนั้น ร่างของเขาก็สั่นสะท้าน มือก็สั่นตามไปด้วย ทำให้สุราในจอกหกออกมาจนหมด


ตอนที่ 108 เริ่มต่อสู้อย่างลับๆ

ห้องอาหารนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายหลายแบบ ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเห็นท่าทางแปลกๆ ของเมิ่งฮ่าว เขาค่อยๆ วางจอกสุราลง ด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม แต่ภายในจิตใจก็เริ่มหนักอึ้งขึ้นมาในทันที และเสียงกึกก้องก็ดังอยู่ในศีรษะ


เขาหันหน้าไปมองผู้ที่พูดถึง ดาวเจ็ดดวงในดวงตาของซากศพเซียนอย่างเงียบๆ จากนั้นก็ก้มหน้าลง และจิบสุราอีกครั้ง


"เจ้ารู้อะไรหรือไม่ มันแปลกมากที่เซียนผู้นั้นตายไป แต่ร่างกายก็ยังคงมี แรงกดดันอันมหาศาลไหลซึมออกมา ซึ่งทำให้เป็นสาเหตุของปรากฎการณ์แปลกๆ ที่สำนักใหญ่ และตระกูลดัง ต่างก็เข้าไปใกล้ได้เพียงแค่ร้อยจ้างเท่านั้น"


"ข้าได้ข่าวมาว่า ในเร็วๆ นี้ สำนักใหญ่ และตระกูลดัง ได้เตรียมการเป็นพิเศษ ซึ่งจะทำให้เข้าไปใกล้ได้มากกว่าร้อยจ้าง" การพูดคุยดำเนินต่อไป จนกระทั่งเที่ยงวัน เมื่อผู้คนเริ่มกระจายกันออกไป บุคคลที่พูดเกี่ยวกับเรื่องดาวเจ็ดดวงก็ยืนขึ้น พูดคุย และหัวเราะกับสหายของมัน เตรียมตัวจากไป


ในเวลานั้นเองที่เมิ่งฮ่าวเคาะไปที่โต๊ะเบาๆ การเคาะนั้นเกิดเป็นเสียงดังก้องออกมา ทำให้ร่างของผู้ฝึกตนที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้นสั่นสะเทือน ใบหน้าพวกมันทั้งหมดเปลี่ยนไป เมื่อหันมามองยังเมิ่งฮ่าว


พลังฝึกตนของเขา ทันใดนั้น ก็ส่งแรงกดดันอันมหาศาล ของพื้นฐานลมปราณออกมา ห่อหุ้มห้องอาหารนี้ไว้ จากนั้นก็จางหายไป แต่ในช่วงสั้นๆ นั้น ร่างของผู้ฝึกตนระดับแปด และเก้าขั้นรวบรวมลมปราณก็สั่นสะท้าน


ใบหน้าซีดขาว และจิตใจก็เต้นรัว เมื่อพวกมันพยายามที่จะนึกว่า ได้มีการพูดจาบางอย่าง ที่ไปทำให้ผู้แข็งแกร่งพื้นฐานลมปราณ ไม่พอใจบ้างหรือไม่


"ท่านผู้อาวุโส…" ทีละคน ทีละคน พวกมันโค้งกายคารวะ จิตใจเต็มไปด้วยความเลื่อมใสนับถือ พวกมันรู้ว่าการต่อสู้เป็นเรื่องต้องห้าม ภายใต้ข้อบังคับของเมืองนี้ ดังนั้นบุคคลผู้นี้ต้องไม่โจมตีใครอย่างง่ายดาย


แต่สำหรับพวกมัน แรงกดดันที่กระจายออกมาจาก ผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ เป็นความแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้พวกมันเกิดความเกรงกลัวอยู่ภายในจิตใจ


"เจ้า" เมิ่งฮ่าวกล่าว ชี้ไปที่คนผู้หนึ่งในกลุ่มคนนั้น "มานี่" มันเป็นบุรุษหนุ่ม อายุประมาณยี่สิบเจ็ด ถึงยี่สิบแปดปี อยู่ในระดับแปดขั้นรวบรวมลมปราณ เมื่อเมิ่งฮ่าวชี้ไปที่มัน ร่างของมันก็เริ่มสั่น และใบหน้าก็ซีดขาวจนไร้สีเลือด


"ท่านผู้อาวุโส…" ความหวาดกลัวเต็มอยู่ในดวงตา และจิตใจก็เต็มไปด้วยความสับสน มันไม่เคยเห็นเมิ่งฮ่าวมาก่อน และไม่เคยคิดว่าเขาจะเกิดความสนใจในตัวมัน ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ รีบเดินออกไปจากห้องอาหารแห่งนั้น ถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา


เมิ่งฮ่าวจิบสุราไปอีก ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก บุรุษหนุ่มผู้นั้นลังเล ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ มันค่อยๆ ก้าวเท้าไปข้างหน้า ด้วยความเคารพ และระมัดระวังตัว


เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น และมองไปที่มัน "เจ้าเพิ่งจะบอกว่า ซากศพเซียนนั้น มีดวงตาสีเทา ภายในมีดาวเจ็ดดวง ที่พูดมานั้น จริงหรือไม่?"


"ผู้อาวุโส โปรดให้ข้าได้อธิบาย" บุรุษหนุ่มรีบกล่าว ไม่กล้าที่จะปกปิดใดๆ "ข้าไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเอง ข้าเพียงแค่ได้ยินมา แต่ข้าก็มีสหายสนิท ซึ่งได้เห็นเรื่องทั้งหมดนั้นด้วยตัวเองจริงๆ"


"แล้วสหายสนิทของเจ้า ตอนนี้อยู่ที่ไหน?" เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน


"ข้าไม่ได้เห็นมันมาครึ่งปีแล้ว" มันตอบอย่างรวดเร็ว กังวลว่าเมิ่งฮ่าวจะคิดว่ามันสร้างเรื่องมาหลอกลวง ถ้ามันตอบคำถามช้าไป "มันเป็นศิษย์สำนักสุ่ยหลาย (ไม้ไผ่วารี) นามว่าฉือเยี่ยน"


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว และพยักหน้า โบกมืออย่างไม่สนใจ บุรุษหนุ่มโค้งตัวคารวะด้วยความนับถือ จากนั้นก็จากไปอย่างรวดเร็ว ถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมา มันตัดสินใจว่า หลังจากนี้จะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก


เมิ่งฮ่าวนั่งคิดอยู่ที่นั่น ในห้องอาหารนี้ มีผู้คนเหลืออยู่ไม่มาก และทั้งหมดก็อยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น พวกมันก็รีบชำระค่าอาหาร และจากไป ทีละคน ทีละคน จนในที่สุดทั้วทั้งห้องอาหารแห่งนี้ก็ว่างเปล่า


"ม่านตาสีเทา พร้อมกับดาวเจ็ดดวง ใช่หรือไม่ว่า ซากศพของเซียนผู้นั้น และภาพของซากศพที่ข้าเห็นในวังน้ำวน เหนือเจดีย์แห่งถังในแคว้นจ้าว… เป็นซากศพเดียวกัน?!"


เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ที่นั่น ใคร่ครวญถึงซากศพที่ได้เห็น และหายนะที่รู้สึกได้ ยิ่งเขาคิดถึงเรื่องนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเรื่องราวที่ซับซ้อนปิดบังอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้


"ถ้าข้าต้องการคำยืนยัน ข้าต้องไปเห็นซากศพนั้นด้วยตาของข้าเอง…" ผ่านไปชั่วครู่ เขาก็กลับเข้าไปในห้องของตัวเอง เรื่องราวของซากศพเซียนในตอนนี้ ช่างเป็นเรื่องที่หนักอึ้งอยู่ในจิตใจ เขามีความรู้สึกอยู่ภายในลึกๆ ว่า เหตุที่ซากศพนั้นตกลงมายังพื้นดิน… ก็เพราะตัวเขา


เมิ่งฮ่าวใช้เวลาอีกครึ่งเดือน พยายามที่จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับซากศพเซียนนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นถึงเหตุการณ์ที่สำคัญทั้งหมด ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา


"ปีที่ซากศพนั้นตกลงมา มันได้ไปกระตุ้นความสนใจของ ห้าสำนักใหญ่ และสามตระกูลดังของดินแดนด้านใต้ในทันที พวกมันพยายามที่จะเข้าไปใกล้ซากศพนั้น แต่ก็ไม่เคยเข้าไปใกล้ได้เกินกว่าหนึ่งพันจ้าง รวมถึงการที่พวกมันได้เผชิญกับปัญหาแปลกๆ ภายในถ้ำกำเนิดใหม่"


"พวกมันพยายามมากยิ่งขึ้น แม้แต่การใช้ของวิเศษมากมาย และในที่สุดก็สามารถเข้าไปใกล้ถึงหนึ่งร้อยจ้าง… เรื่องแปลกประหลาดสุด ที่ได้เกิดขึ้นเมื่อครึ่งปีก่อนก็คือ สำนักกูตู๋เจี้ยน (กระบี่เดียวดาย) ได้ใช้กองหนุนเต๋าของพวกมัน ทะลวงผ่านเขตหนึ่งร้อยจ้างเข้าไปได้ ทำให้พวกมันได้โลหิตสองหยดจากซากศพนั้นมา!"


"โลหิตหนึ่งหยด ได้ถูกซื้อไปโดยสำนักจื่อยิ่น ด้วยราคาที่สูงลิบลิ่ว อีกหนึ่งหยดก็ถูกนำกลับไปยังสำนักกูตู๋เจี้ยน เพื่อใช้ในการบรรลุการรู้แจ้ง ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอมตะ"


เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้อง ทำการบันทึกข้อมูลทุกอย่างลงบนแผ่นหยก เขาได้ใช้หินลมปราณบาวส่วนเพื่อให้ได้ข้อมูลทั้งหมดนี้มา


"แม้แต่ผู้ฝึกตนจากต้าถัง ในดินแดนตะวันอก ก็ยังมาตรวจสอบเรื่องนี้… ผู้คนจากทะเลทรายตะวันตกก็มาด้วยเช่นกัน ซากศพนี้ถูกเรียกว่า ซากศพแห่งเซียน และส่งผลให้เกิดคลื่นแห่งความตกใจ กระจายออกไปทั่วทั้งโลกแห่งการฝึกตน"


เมิ่งฮ่าวเงียบไปชั่วครู่ เก็บแผ่นหยก จากนั้นก็ออกจากโรงเตี๊ยม ดวงตาส่องประกาย


ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทุกๆ คนในเมืองผู้ฝึกตนแห่งนี้ ได้พูดถึงการประมูลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เมิ่งฮ่าวได้ไปที่ศาลาร้อยสมบัติ เพื่อวางมัดจำ และได้เหรียญกษาปณ์สำหรับการประมูลมาเรียบร้อยแล้ว


ตอนนี้ เขาเดินไปตามถนน หลังจากผ่านตรอกซอยไปไม่นาน ชุดยาวก็เปลี่ยนเป็นสีดำ เขาสวมใส่หมวกไม้ไผ่ปีกกว้าง และปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากาก เมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้คนมากมายแต่งกายเช่นนี้ เนื่องด้วยมีการประมูลอยู่ที่มุมเมือง บุคคลที่ไม่ต้องการเปิดเผยโฉมหน้า ก็มักจะอำพรางตัวเองแบบนี้


ในไม่ช้า เมิ่งฮ่าวก็มาถึงบริเวณที่การประมูลถูกจัดขึ้น เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสอันกว้างใหญ่ มองเห็นมีเกราะอาคมอยู่มากมาย ทำให้มีเครื่องหมายเวทเรืองแสงเต็มไปทั่วในอากาศ


มีผู้ฝึกตนมากมายที่เดินลาดตระเวณไปมา ทำหน้าที่คอยคุ้มกัน สิบคนอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ ผู้ฝึกตนสี่คนนั่งขัดสมาธิ ลอยอยู่ในอากาศด้านบนเหนือพื้นเวทีประมูล ร่างของพวกมันดูสว่างเรืองรอง แรงกดดันที่กระจายออกไปรอบๆ พื้นที่นั้น อยู่ในขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ


นี่เพียงเป็นผู้คุ้มกันที่มองเห็นได้ การที่จะจัดการประมูลขนาดใหญ่โตเช่นนี้ จำเป็นต้องมีผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งช่วยสนับสนุน ซึ่งสามารถสร้างความหวาดกลัว เข้าไปในจิตใจของคนทั่วทั้งเมืองนี้ได้


แต่ถึงจะเป็นห้าสำนักใหญ่ และสามตระกูลดัง ของดินแดนด้านใต้ ผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งก็ยังหาได้ยากเย็นยิ่ง


ผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง ส่วนใหญ่จะถูกเรียกว่า ปรมาจารย์ และมักจะใช้เวลาในการนั่งกัมมัฏฐานเพียงลำพัง ดังนั้นโดยปกติแล้ว ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ มักจะเป็นคนที่ออกจากสำนักไปจัดการเรื่องราวต่างๆ มากกว่า


ผู้คนที่เข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้ ส่วนใหญ่มาจากแคว้นตงหลายแห่งนี้ ที่เห็นผู้ฝึกตนซึ่งมาจากแคว้นรอบๆ ส่วนใหญ่ก็มาที่นี่เพื่อขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการประมูลมากกว่า ทุกคนที่เข้ามายังจัตุรัสการประมูลแห่งนี้ จะมีแผ่นป้ายประมูล


ตอนที่เมิ่งฮ่าวมาถึง ก็มีผู้คนมากมายหลายร้อยคนอยู่เรียบร้อยแล้ว ยังมีอีกมากที่กำลังเดินทางเข้ามา


เมิ่งฮ่าวได้ซื้อที่นั่งซึ่งอยู่ด้านนอกสุดที่อยู่ห่างไกล เขานั่งลงขัดสมาธิอยู่ที่นั่น มองอย่างเย็นชาไปที่เวที และพื้นที่จัตุรัส ด้านบนของจัตุรัสนั้น มีพื้นที่ส่วนตัวอยู่สามชั้น ถูกจัดไว้ ไม่ใช่เพื่อผู้ฝึกตนที่มีพลังฝึกตนระดับสูง แต่สำหรับผู้ฝึกตนที่มีตำแหน่งสูงส่ง


เมื่อมองไปยังผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ ตัว เขาก็เห็นกลุ่มคนที่เห็นได้ชัดว่าสูงกว่าทุกคนทั่วไป พวกมันสวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น ในความเป็นจริง หลายส่วนของร่างกายพวกมัน ล้อมรอบไปด้วยห่วงเหล็ก ผิวหนังดำคล้ำ และส่วนใหญ่จะมีดวงตาสีฟ้า


แต่ละคนร่างกายสูงใหญ่ เส้นผมยุ่งเหยิง จากเสื้อผ้าที่แปลกๆ และห่วงเหล็กนั้น เห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่ได้มาจากดินแดนด้านใต้ นี่เป็นผู้ฝึกตนจากทะเลทรายตะวันตก


เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ในไม่ช้า เมื่อจัตุรัสการประมูลเต็มไปด้วยผู้คนเกือบหนึ่งพัน เสียงระฆังก็ดังออกมา เสียงอันคึกคักจอแจก็หายไป ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบลง


ในเวลาเดียวกันนั้น แสงหลากสีอันเจิดจ้าก็ปรากฎขึ้น จากตรงกลางของพื้นเวทีประมูล ขยายออกมาจนปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่จัตุรัสการประมูลนั้น


ขณะที่แสงกระจายออกไป ก็มีบุรุษปรากฎขึ้นบนเวที ดูไม่ออกว่ามาจากที่ไหน เป็นชายชราที่สวมใส่ชุดยาวราคาแพง เส้นผมขาวโพลนไปทั่วศีรษะ ดูท่าทางเหมือนคนโบราณ จ้องมองมาด้วยสายตาอันเจิดจ้า ก่อให้เกิดความปั่นป่วนเล็กน้อย ท่ามกลางกลุ่มผู้ฝึกตนที่อยู่รายรอบ


"นั่นคือท่านเฉียว แห่งศาลาร้อยสมบัติ!"


"ท่านเฉียวมาเป็นประธานในงานประมูลครั้งนี้ ท่านอยู่ในขั้นก่อตั้งแกนลมปราณระดับกลาง ท่านไม่ได้มาจากดินแดนด้านใต้ แต่มาที่นี่เมื่อหลายปีมาแล้ว จากหมู่เกาะใกล้ชายฝั่ง ของทะเลเทียนเหอ"


เสียงพูดคุยดังออกมา หลังจากที่ชายชราบนพื้นเวทีส่งเสียงไอออกมาเล็กน้อย มันก็เริ่มพูด เสียงดังออกไปทั่วจัตุรัสการประมูล


"วันนี้น่าจะมีของประมูลเกือบร้อยชิ้น" มันกล่าวเสียงเย็นชา


"มีทั้งเม็ดยา อาวุธเวท ทรัพย์สมบัติ วัตถุจากสวรรค์ และสิ่งของจากปฐพี วัตถุจากทะเลทรายตะวันตก สิ่งของจากดินแดนด้านใต้ และของมีค่าจากทะเลเทียนเหอ ข้าไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการบอกกฎของการประมูล ของชิ้นแรกคือ เปลือกหอยสังข์อายุหนึ่งพันปี จากทะเลเทียนเหอ!"


หญิงสาวปรากฎขึ้นด้านหลังมัน ดูไม่ออกว่ามาจากไหน นางดูอ่อนเยาว์ และสวยงาม เต็มไปด้วยความมั่นใจ นางถือถาดหยก ซึ่งด้านบนเป็นเปลือกหอยสังข์สีดำ มีขนาดประมาณฝ่ามือ


เปลือกหอยสังข์นั้น มีลายเส้นปกคลุมไว้มากมาย ซึ่งขีดสลับประสานกันไปมาบนพื้นผิว มันส่งแสงริบหรี่ราวกับว่ามีความลับของสวรรค์ และเต๋าอยู่ด้านใน เมื่อมันปรากฎขึ้น เสียงแห่งสวรรค์อันลึกลับ ก็กระจายออกไปทั่วจัตุรัสการประมูล


"นี่เป็นของวิเศษอายุหนึ่งพันปี และส่งเสียงแห่งสวรรค์ออกมาได้" ท่านเฉียวกล่าว จัตุรัสการประมูลเริ่มเงียบลง "ลายเส้นที่อยู่บนเปลือกเป็นเวทอาคมตามธรรมชาติ ด้วยการส่งจิตสัมผัสไปห่อหุ้มมันเป็นเวลาสามวัน ก็สามารถทำให้อายุเพิ่มขึ้นได้อีกสามสิบปี ยังไม่มีการตั้งราคาสำหรับของชิ้นนี้"


เมื่อมันพูดจบ ลานจัตุรัสการประมูลก็เต็มไปด้วยเสียงพูด


ของวิเศษที่ช่วยเพิ่มอายุให้ยืนยาวออกไป ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นไปทั่ว แม้แต่บุคคลที่อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวก็ตกตะลึงด้วยเช่นเดียวกัน ดูเหมือนว่าการประมูลวันนี้ค่อนข้างจะน่าตกใจอยู่ไม่น้อย


ถึงแม้เขาจะอยู่ห่างไกลออกมาจากเวทีประมูล ความสนใจของเมิ่งฮ่าวก็มุ่งรวมไปอยู่ที่หญิงสาววัยเยาว์ผู้หนึ่ง สีหน้าตกใจปรากฎอยู่บนใบหน้า เมื่อเขาจำนางได้ นี่เป็นหญิงสาวที่เล่นหูเล่นตากับเขาในศาลาร้อยสมบัติ แห่งเมืองตงเซี่ยว ซึ่งมีนามว่า เฉี่ยวหลิง


"นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?" เขาคิด "แคว้นจ้าวหายไปนานแล้ว… บางทีนางอาจจะออกมาก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหลายนั้นจะเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังมีศาลาร้อยสมบัติอยู่ในเมืองนี้ด้วย"


ในขณะนั้น ฉู่อวี้เยียนยืนอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวชั้นบนสุด มองลงไปยังเขตจัตุรัสการประมูล ด้านข้างยืนไว้ด้วยบุรุษวัยกลางคน ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความนับถือ


"สหายเต๋าฉู่ ต้นชุนชิวที่ท่านต้องการก็อยู่ที่นี่ แต่โชคร้ายที่กฎของศาลาไม่สามารถละเมิดได้ ถ้าท่านต้องการ ท่านต้องชนะจากการประมูลเท่านั้น มันอยู่ในลำดับที่สามสิบเก้า บนรายการของการประมูล"


ตอนที่ 109 ตำนานไท่เอ้อ

เปลือกหอยสังข์อายุพันปีแห่งทะเลเทียนเหอ ช่วยเพิ่มอายุอันยืนยาวให้กับผู้ฝึกตน อายุอันยาวนานเป็นสิ่งที่หาค่ามิได้ การมีอายุที่ยืนยาวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน มันเป็นความกระหายที่เกิดมาจากจิตวิญญาณของทุกคน


นี่ยิ่งเป็นความจริงอย่างพิเศษเฉพาะสำหรับผู้ฝึกตน ยิ่งสำคัญมากสำหรับคนที่กำลังมาถึงตอนท้ายสุดของชีวิต การได้ยืดอายุออกไปอีกสามสิบปีนั้น พวกมันก็ยินดีจ่ายไม่ว่าราคาจะสูงมากเท่าใด


ความจริงที่ว่านี่เป็นของชิ้นแรกในการประมูลครั้งนี้ ทำให้ผู้คนเริ่มส่งเสียงประมูลกันในทันที ทั้งจากพื้นที่ส่วนตัวด้านบน และจากฝูงชนนับพันด้านล่าง ราคาที่เสนอสำหรับเปลือกหอยสังข์อายุพันปีนี้ ขยับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงจุดที่ทำให้เมิ่งฮ่าวค่อนข้างหวาดหวั่น


สุดท้าย มีบางคนที่อยู่ในชั้นสองของพื้นที่ส่วนตัวซื้อมันไป ถึงแม้ว่าไม่มีใครในฝูงชนด้านล่าง จะสามารถซื้อมันไปได้ แต่จิตใจของพวกมันก็ถูกกระตุ้นให้ฮึกเหิมขึ้นมา


เมื่อสิ่งของชิ้นที่สอง สาม และสี่ปรากฎขึ้น บรรยากาศการประมูลก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น และราคาที่ตะโกนออกมาก็ยิ่งสูงมากขึ้นไปด้วยเช่นกัน


นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฮ่าวได้เข้าร่วมการประมูลเช่นนี้ และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ได้เห็นผู้ฝึกตนตื่นเต้นเช่นนี้ จิตใจของเขาเริ่มเข้าใจอย่างช้าๆ และมองไปรอบๆ ด้วยความเย็นชา ขณะที่ผู้ฝึกตนหลายคน ตะโกนราคาที่สูงมากกว่าเดิม สำหรับสิ่งของที่พวกมันต้องการซื้อ


"ชิ้นที่แปด เป็นสิ่งของที่สหายเต๋ามากมาย ได้เดินทางมาที่นี่โดยเฉพาะเพื่อซื้อมัน…" ท่านเฉียวพูดเสียงเย็นชา มันโบกมือขวาขึ้น และด้านหลังของมัน เฉี่ยวหลิงก็ปรากฎตัวพร้อมกับสิ่งของที่วางอยู่บนถาดหยก


มันเป็นเศษชิ้นส่วนของกระดูกสีดำ ขอบของมันเป็นรอยหยัก และดูเหมือนจะเป็นชิ้นส่วนของกระโหลกศีรษะ มีเครื่องหมายเวทที่ซับซ้อน ติดอยู่ในชิ้นส่วนกระดูกนั้น มันแผ่กระจายความน่ากลัวและความโบราณออกมา ซึ่งถูกผนึกไว้ด้วยเกราะเวทขนาดเล็กที่กระจายขึ้นมาจากถาดหยกนั้น


"หนึ่งในสามของเขตอันตรายในดินแดนด้านใต้ ก็คือวิหารโบราณไท่เอ้อร์! ตระกูลไท่เอ้อร์ ยิ่งใหญ่อยู่ในสมัยโบราณ แต่ก็ไม่ได้ถูกยอมรับจากสวรรค์ เต๋าแห่งสวรรค์จึงสาปแช่งพวกมัน จนในที่สุดพวกมันก็ตายลง แต่วิญญาณของพวกมันไม่ยอมแตกดับไป ดังนั้นพวกมันจึงต่อต้านสวรรค์โดยการสร้างวิหารของพวกมันขึ้นมา!"


"ยากที่จะบอกว่าตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา ได้ผ่านไปกี่ปีมาแล้ว จนวิหารนั้นได้กลายเป็นเขตอันตราย เต็มไปด้วยเภทภัยอันน่ากลัว ถึงแม้ผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งเข้าไป ก็ยากที่จะมีชีวิตกลับออกมาได้ อย่างไรก็ตาม ด้านในของวิหารนี้ก็ยังมีสิ่งที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณอยู่ เป็นพวกเม็ดยา และของวิเศษสมัยโบราณ ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ผู้อาวุโสของสำนักกูตู๋เจี้ยน สามารถมีชีวิตกลับออกมา แต่ก็กลายเป็นคนเสียสติคลุ้มคลั่ง พูดถึงแต่เม็ดยาอายุยืนที่มันได้เห็น!"


"ข้ามีความยินดีที่จะเป็นตัวแทนจากศาลาร้อยสมบัติ เพื่อประมูลของชิ้นนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มาจากวิหารโบราณไท่เอ้อร์โดยตรง มันมีพลังในการกำจัดความชั่วร้ายทั้งปวง" เมื่อมันพูดจบ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสงัด ไม่นานนักผู้คนก็เริ่มเสนอราคากันออกมา


"สามแสนหินลมปราณ!"


"ห้าแสนหินลมปราณ ของสิ่งนั้นสามารถกำจัดความชั่วร้าย ถ้าข้าเข้าไปในวิหารโบราณไท่เอ้อร์ด้วยตัวเอง ข้าก็ต้องตายอย่างแน่นอน แต่ข้ากำลังมาถึงจุดสุดท้ายของชีวิตอันยืนยาวของข้าแล้ว ด้วยของชิ้นนั้น ข้าอาจจะเข้าไปในวิหารนั้นได้!"


"หกแสนหินลมปราณ! ข้าต้องได้ของชิ้นนี้!"


เมื่อเขาได้ยินราคาที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็สาดประกาย เขาเคยอ่านเกี่ยวกับสามเขตอันตราย ของดินแดนด้านใต้ แต่ก็เพียงแต่รู้ข้อมูลทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษเฉพาะ ตอนนี้เขาได้รู้มากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเกี่ยวกับวิหารโบราณไท่เอ้อร์ ต้องขอบคุณท่านเฉียวแล้ว


"สามเขตอันตราย ประกอบด้วย ถ้ำกำเนิดใหม่ วิหารโบราณไท่เอ้อร์ และ ทะเลสาบเต๋าโบราณ…" เมิ่งฮ่าวมองไปที่การประมูลชิ้นส่วนกระดูก จากวิหารโบราณไท่เอ้อร์ ซึ่งราคากำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างช้าๆ จากนั้นสักพัก เขาก็ปิดตาลง ไม่สนใจของชิ้นนี้แม้แต่น้อย


เวลาผ่านไป ขณะที่สิ่งของชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกประมูลออกไป ในที่สุด เสียงของท่านเฉียวก็ดังออกมา


"ชิ้นที่สามสิบแปด คือ ขวดเม็ดยาเลี่ยนจู้ มีทั้งหมดหกเม็ด ปรุงโดยเจ้าโอสถจอมปีศาจ เม็ดยานี้เหมาะสำหรับผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่สามหมื่นหินลมปราณ การเสนอราคาต้องเพิ่มขึ้นต่อครั้ง อย่างน้อยก็หนึ่งหมื่นหินลมปราณ" เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้นในทันที


การประมูลก่อนหน้านี้ ก็มีเม็ดยาบ้าง แต่ราคาก็สูงมากไป มิเช่นนั้นก็ไม่เหมาะสมกับระดับของเขา ของวิเศษอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน แต่เม็ดยาเลี่ยนจู้นี้เป็นสิ่งของที่มีราคาแพงน้อยที่สุด จากสิ่งของที่เคยประมูลมาก่อนหน้านี้


"สี่หมื่นหินลมปราณ" ในผู้เข้าร่วมประมูลครั้งนี้ มีผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณมากที่สุด จากนั้นก็เป็นขั้นพื้นฐานลมปราณ จำนวนผู้คนที่เสนอราคาก่อนหน้านี้จึงไม่ได้มากมายนัก แต่สำหรับของชิ้นนี้ มีผู้คนมากมายเริ่มเสนอราคาออกมา


"ห้าหมื่นหินลมปราณ!"


"ข้าเสนอ แปดหมื่นหินลมปราณ ข้าต้องการเม็ดยาเลี่ยนจู้ ได้โปรดเถอะ สหายเต๋า เพื่อสำนักหยุนเฟิง (ยอดเมฆา) โปรดให้ข้าได้มันไป"


"หนึ่งแสน!" เมิ่งฮ่าวพูด ดวงตาสาดประกาย เขาต้องการเม็ดยานี้ด้วยเช่นกัน ทันทีที่เขาเปิดปากพูด ผู้ฝึกตนที่เพิ่งจะพูดไปก็หันมามอง ดวงตาของมันกลอกไปมา มีผู้คนมากมายนั่งอยู่บริเวณนั้น ทำให้มันไม่สามารถรู้ได้ว่าใครเป็นคนพูด


"หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น!" มันพูดเสียงเย็นชา


"หนึ่งแสนห้าหมื่น!" เมิ่งฮ่าวไม่สนใจแม้แต่น้อยที่ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ พยายามที่จะคิดว่เขาเป็นใคร ทันทีที่เขาพูด บุรุษผู้นั้นก็จ้องมาที่เขา


ผู้ฝึกตนที่มาจากสำนักหยุนเฟิง ก็อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณด้วยเช่นกัน มันจ้องมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยความอาฆาต กัดฟันแน่น "สองแสน!" มันพูด ไม่มีใครยินดีที่จะเสนอราคาต่อไป ถึงเม็ดยานี้จะไม่ธรรมดา แต่สองแสนหินลมปราณก็เป็นสิ่งที่เกินกว่าพวกมันจะสามารถจ่ายได้


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว เขาต้องการเม็ดยาชนิดนี้ แต่จริงๆ แล้ว ก็ต้องการแค่เม็ดเดียว เช่นเดียวกับที่เขาไม่รู้ว่าราคาของต้นชุนชิวจะสูงไปถึงเท่าไหร่ เมื่อคิดเช่นนี้ เม็ดยานี้ก็ไม่ได้สำคัญมาก ดังนั้นเขาจึงยอมแพ้


"ชิ้นที่สามสิบเก้า คือ ต้นชุนชิว นี่ไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดา มันสามารถสะกดพิษได้ถึงหนึ่งหมื่นชนิด และสามารถนำไปเป็นส่วนผสมหลัก เพื่อสร้างเป็นอาวุธเวทได้อีกหลายชนิด นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้นำเสนอประมูลของชิ้นนี้ ข้าจึงอยากจะแบ่งปันข้อมูลลับบางอย่างกับสหายเต๋าทั้งหลาย"


"ต้นชุนชิว กำเนิดจากต้นไม้ธรรมดา ที่ถูกแสงของฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ล่วงสาดส่อง ไม่มีใครสามารถปลูกมันขึ้นมาได้ มันเกิดขึ้นจากความโชคดีแห่งสวรรค์เท่านั้น พวกท่านส่วนใหญ่คงรู้เรื่องนี้แล้ว ต้นไม้นี้ไม่มีราก ดังนั้นถ้าท่านปลูกมันลงในดิน มันก็จะไม่เติบโต แต่จากตำนานที่กล่าวกันมา ต้นไม่นี้มีแหล่งกำเนิดมาจากขุมนรก ที่เรียกว่า เจี้ยนมู่! (ต้นไม้แห่งการสร้าง)"


คำพูดของมันสร้างความปั่นป่วนไปทั่วจัตุรัสการประมูล และเมื่อได้ยินคำว่า เจี้ยนมู่ ก็ทำให้ผู้ฝึกตนที่อยู่ในเขตพื้นที่ส่วนตัว ต้องมองลงมาด้วยความตกใจ


"ท่านเฉียว" เสียงดังออกมาจากหนึ่งในเขตพื้นที่ส่วนตัว "เจี้ยนมู่ ที่ท่านพูดถึง ก็คือ สิ่งเดียวกับในตำนานที่นำไปสู่นอกสวรรค์?"


"ใช่แล้ว" ท่านเฉียวกล่าว ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง "รูปร่างของมันคล้ายวัว เปลือกมันก็ง่ายต่อการลอกออกมา และมองดูเหมือนอสรพิษสีเหลือง ใบของมันก็คล้ายตาข่าย ผลของมันเหมือนกับต้นจินอวี่ ลำต้นของมันคล้ายต้นหยู มันมีนามว่า เจี้ยนมู่"


"ในโบราณกาลมีตำนานของพลังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถแทนที่ดวงดาวมากมายภายในท้องฟ้า ท้องฟ้าอยู่เหนือขึ้นไป และดวงดาวก็อยู่ด้านนอกของมัน แต่เจี้ยนมู่ ไม่เห็นด้วยที่จะยอมจำนวนต่อสวรรค์ มันจึงระเบิดออก ร่างของมันโปรยปรายไปทั่ว ท่ามกลางดวงดาวเหล่านั้น แต่มันก็ยังคงอยู่ภายในพื้นดิน ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วง แสงแห่งสวรรค์จะส่องลงมาเพื่อทำลายมัน เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง มันจึงสร้างต้นชุนชิวขึ้นมา"


"ใบสีเขียวเข้ม ลำต้นสีม่วง ดอกสีดำ และผลสีเหลือง ไร้เสียง ไร้เงา ภายใต้ต้นของมัน แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงเรื่องเล่าลือที่ข้าได้ยินมา ข้าไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ราคาเริ่มต้นสำหรับต้นชุนชิวอยู่ที่หนึ่งแสนหินลมปราณ"


คำพูดของท่านเฉียวทำให้หลายคนที่ก่อนหน้านี้ ไม่ได้สนใจในต้นชุนชิวนี้ ทันใดนั้นก็รู้สึกสนใจมากยิ่งขึ้น


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ก่อนหน้านี้ เขามั่นใจว่าจะสามารถควบคุมราคาของต้นไม้นี้ได้ แต่ตอนนี้ ด้วยการที่มีผู้คนมากมายสนใจมัน เขาคิดว่าคงต้องจ่ายด้วยราคาที่สูงลิ่วอย่างแน่นอน


เขามองขึ้นไปยังท่านเฉียวที่ยืนอยู่ที่นั่นบนพื้นเวทีประมูล สีหน้าของมันไร้ความรู้สึก แต่เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า มันต้องเป็นคนที่ฉลาด และเหี้ยมโหดอย่างแน่นอน


ในลานจัตุรัสประมูล ผู้คนมากมายเริ่มส่งเสียงเสนอราคาออกมา


"หนึ่งแสนห้าหมื่น!"


"สองแสน!"


"สองแสนสามหมื่น!"


เมิ่งฮ่าวนั่งมองขณะที่ราคาพุ่งสูงขึ้นไป จับมือตัวเองไว้


"สองแสนหกหมื่น! เป็นราคาที่สูงที่สุดของข้าแล้ว มันอาจจะสามารถสะกดข่มพิษได้ แต่มันก็เป็นของที่สิ้นเปลือง ข้าไม่ได้ต้องการมัน เนื่องจากมันถูกเรียกว่า เจี้ยนมู่ ข้าต้องการมันเพื่อเอามาช่วยขจัดพิษ"


เสียงอันสุภาพดังมาจากผู้ฝึกตนที่สวมใส่ชุดยาวสีดำ มันคารวะต่อผู้ฝึกตนรอบๆ บริเวณนั้นด้วยการประสานมือ


ในตอนนี้เองที่ฉู่อวี้เยียนพูดขึ้น "สามแสน!" เสียงชัดเจนของนางดังออกไป ทำให้หลายคนมองมา ถึงแม้ว่าพวกมันไม่มั่นใจว่าใครเป็นคนพูด


"สามแสนสองหมื่น!" ผู้ฝึกตนอีกคนพูด จิตใจของมันเต้นรัว กัดฟันแน่น และมองขึ้นไปยังเขตพื้นที่ส่วนตัว บุคคลทั้งหมดที่อยู่ที่นั่น ต่างก็เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงจากแคว้นตงหลาย และไม่ใช่ผู้ที่จะถูกขัดใจได้อย่างง่ายๆ แต่… มันยอมแพ้ไม่ได้


"สามแสนห้าหมื่น!" ฉู่อวี้เยียนพูดเสียงเย็นชา ในตอนนี้เอง มีบางคนที่อยู่ด้านล่าง สามารถที่จะบอกได้ว่าเสียงนี้มาจากไหน และพวกมันก็มองขึ้นไปยังเขตพื้นที่ส่วนตัวชั้นบนสุด แต่ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่รู้ว่า เสียงนี้มาจากจุดไหน


ใบหน้าของผู้ฝึกตนชุดยาวสีดำบิดเบี้ยว ในที่สุด มันก็ส่งเสียงหัวเราะอย่างขมขื่นออกมา สามแสนสองหมื่นหินลมปราณ เป็นขีดจำกัดของมัน และจำนวนนี้ก็รวมถึงการขอยืมมาจากคนอื่นๆ อีกเล็กน้อย แต่นั่นก็เป็นสิ่งสำคัญอันดับสอง


เหตุผลที่สำคัญที่สุดในการยอมแพ้ครั้งนี้ก็คือ ตัวตนของคนที่มันเสนอราคาแข่งขันด้วย ถึงมันจะไม่สามารถรู้ตำแหน่งแน่ชัดของคนผู้นั้น แต่จากเสียงที่ดังมาจากเขตพื้นที่ส่วนตัวชั้นบนสุด มันก็รู้ว่านั่นต้องเป็นผู้ที่มันไม่สามารถตอแยด้วยได้


มันนั่งลงด้วยความขมขื่น ไม่เสนอราคาออกไปอีก


ทุกคนรู้ว่า ไม่ว่าหญิงสาวลึกลับนี้เป็นใคร แต่การที่นางต้องการต้นชุนชิวนี้ ก็ไม่มีผู้ใดยินดีที่จะไปมีเรื่องกับใครบางคนที่อยู่ในเขตพื้นที่ส่วนตัวนั้น


ฉู่อวี้เยียนถอนหายใจอย่างแผ่วเบาออกมา นางใช้หินลมปราณไปถึงสามแสนห้าหมื่นก้อน ซึ่งมากกว่ามูลค่าจริงของมันมากนัก แต่สำหรับนาง มันก็คุ้มค่า


อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงดังขึ้น ทำลายความเงียบที่เบื้องล่างลงในทันใด


"สามแสนหกหมื่น"


เมื่อเสียงนี้ดังออกมา ทุกคนในลานจัตุรัสประมูลอ้าปากค้างด้วยความตกใจ มองไปรอบๆ เพื่อดูว่าใครเป็นคนพูด เนื่องจากมีผู้ฝึกตนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับเขา ทันใดนั้นก็มองมาด้วยความประหลาดใจ จึงไม่ต้องใช้เวลานานมากนัก ก่อนที่ทุกคนในลานจัตุรัสทั้งหมดจะมองมาที่เขา


เขานั่งอยู่ที่นั่น ศีรษะก้มลงต่ำ ใบหน้าถูกปิดบังไว้ มีดวงตาอันเยือกเย็น


"สี่แสน!" ฉู่อวี้เยียนพูดพร้อมขมวดคิ้ว ไม่เคยคิดว่าจะมีใครมาเสนอราคาต่อไป แต่นางก็ไม่มีทางเลือกนอกจากเสนอราคาให้สูงขึ้นไป


"สี่แสนหนึ่งหมื่น" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา เสียงของเขาเข้มมากกว่าปกติ แต่ก็ยังคงพูดอย่างสงบนิ่ง


ตอนที่ 110 ความต้องการสังหารของฉู่อวี้เยียน

"ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่า มันกำลังแข่งประมูลกับคนที่อยู่ในชั้นบนสุด! มันเป็นใครกัน? มันสวมหมวกใบใหญ่ ทำให้มองไม่เห็นใบหน้า"


"เจ้าผู้นั้นบังอาจเสนอราคาที่สูงมากสำหรับต้นชุนชิว"


"ผู้ฝึกตนที่อยู่ชั้นบนสุดนั่นเป็นใคร… ? ช่างน่าสนใจจริงๆ"


เสียงพูดจาดังกระจายออกไปในลานจัตุรัสประมูล มีเพียงท่านเฉียว ที่อยู่บนพื้นเวที ที่ยังคงดูเหมือนเดิม มันชำเลืองมองมาที่เมิ่งฮ่าว จากนั้นก็มองขึ้นไปยังเขตส่วนตัวชั้นบนสุด


ด้านหลังมัน ความสนใจปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเฉี่ยวหลิง นางมองไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างละเอียด แต่เนื่องจากหมวกไม้ไผ่ปีกกว้าง และผ้าที่ปิดบังใบหน้าของเขา นางจึงไม่สามารถจำเขาได้


"ห้าแสน!" ฉู่อวี้เยียนกล่าว คิ้วขมวดมุ่น นี่เป็นราคาที่น่าตกใจมากแม้จะเป็นนางก็ตามที นางก้าวไปข้างหน้า เลิกผ้าม่านในเขตส่วนตัวขึ้น ทันใดนั้น นางก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคน ในลานจัตุรัสประมูลด้านล่าง


พวกมันทั้งหมดจำนางได้


"นั่นคือ…"


"ฉู่อวี้เยียน! นั่นคือฉู่อวี้เยียน แห่งสำนักจื่อยิ่น!"


"นั่นคือนาง…" ทั่วทั้งเขตจัตุรัสประมูลเต็มไปด้วยเสียงพูดจา ในแคว้นตงหลายแห่งนี้ ฉู่อวี้เยียน เป็นที่เคารพอย่างสูง นางเป็นผู้ฝึกตนจากสำนักจื่อยิ่น เป็นศิษย์ของเจ้าโอสถจอมปีศาจ และบิดาของนางก็เป็นถึงเจ้าสำนัก รวมถึงความงามอย่างไร้ที่เปรียบ ทำให้ทุกคนจ้องไปที่นางในทันที


"น่าตื่นเต้นนัก ถ้าฉู่อวี้เยียนไม่แสดงตัวก็คงไม่เป็นไร แต่ตอนนี้นางแสดงตัวแล้ว คงไม่มีใครยินดีที่จะเสนอราคาสูงกว่านาง เพื่อสิ่งของที่ธรรมดาเช่นต้นชุนชิวนั้น"


"ดูเหมือนว่าฉู่อวี้เยียน ต้องการต้นชุนชิวนั้นให้จงได้ แม้แต่ตัวตนของนางก็ยอมที่จะเปิดเผยออกมา อย่าบอกข้านะว่า ข่าวลือเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้เป็นความจริง?"


"ข้าคิดว่าน่าจะจริง มิเช่นนั้น นางก็ไม่ต้องการต้นชุนชิวมากเช่นนี้"


เสียงพูดจาของผู้ฝึกตนทั้งหลายดังไปทั่ว และในตอนที่ฉู่อวี้เยียนคิดว่า การประมูลต้นชุนชิวจบลงไปแล้ว เสียงเย็นชาของเมิ่งฮ่าวก็ดังออกมา


"หกแสน!" เมิ่งฮ่าว ไม่เพิ่มราคาทีละหนึ่งหมื่นอีกแล้ว ทันใดนั้น เขาเสนอราคาที่สูงกว่าฉู่อวี้เยียนถึงหนึ่งแสน ทำให้เกิดความโกลาหลไปทั่ว แม้แต่ท่านเฉียวก็ยังจ้องมองลงมายังเมิ่งฮ่าว


ฉู่อวี้เยียน ขมวดคิ้วมองไปที่เมิ่งฮ่าว แต่ก็มองเห็นเพียงแค่ด้านบนของหมวกเท่านั้น


"หกแสนห้าหมื่น!"


"เจ็ดแสน" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงนิ่งเรียบ เขามุ่งมั่นที่จะซื้อต้นชุนชิวนี้ให้จงได้ และจะไม่ยอมแพ้


"สหายเต๋า ท่านต้องรู้อย่างแน่นอนว่าข้าคือใคร" ฉู่อวี้เยียนกล่าว เสียงของนางอ่อนโยน ขณะที่จ้องไปที่เมิ่งฮ่าว


"ของชิ้นนี้ไม่ได้มีราคาสำหรับหินลมปราณมากเท่านี้ แต่ข้าจำเป็นต้องใช้มันไปช่วยขจัดพิษ ให้กับคนที่ข้ารู้ว่าท่านต้องรู้จักอย่างแน่นอน ได้โปรดถอยไป ถ้าท่านยอม ข้าจะถือว่าเป็นหนี้ท่านในครั้งนี้"


คำพูดนี้ ทำให้เสียงพูดคุยบนลานจัตุรัสประมูลดังขึ้นไปอีก


"ข่าวลือนั้นเป็นเรื่องจริง นางกำลังจะซื้อไปให้หวังเถิงเฟย แห่งตระกูลหวัง!"


"ตามที่คนจากสำนักจินหานกล่าว หวังเถิงเฟย หนึ่งในผู้ถูกเลือกจากตระกูลหวัง เคยเป็นศิษย์ของสำนักในแคว้นเล็กๆ แห่งหนึ่ง มันได้พยายามค้นหามรดกที่น่าอัศจรรย์บางอย่าง แต่มันก็เป็นผู้แพ้ในช่วงการแย่งชิงเป็นศิษย์สายใน และผู้ฝึกตนในพื้นที่แห่งนั้นก็ตัดนิ้วของมันไป!"


"มันน่าจะเป็นเรื่องจริง คนที่ชื่อหลี่ฟู่กุ้ยจากสำนักจินหาน สนใจเรื่องราวของหวังเถิงเฟยเป็นอย่างมาก มันพูดเรื่องนี้กับทุกคน สำหรับหวังเถิงเฟย มันรักษาตัวเองได้ไม่ค่อยดีนัก มันสร้างนิ้วใหม่ขึ้นมา แต่มันก็ยังมีพิษอยู่ ผู้คนส่วนใหญ่รู้เรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่าฉู่อวี้เยียนต้องการต้นชุนชิว เพื่อไปช่วยหวังเถิงเฟยขจัดพิษที่นิ้วของมัน!"


เมื่อเมิ่งฮ่าวได้ยินเช่นนี้ ประกายอันยากจะมองเห็นได้ก็ปรากฎขึ้นในดวงตา ตอนนี้เขารู้แล้วว่า ทำไมฉู่อวี้เยียน ถึงได้กระวนกระวายอยากได้ต้นชุนชิวมาก และจากสิ่งที่ผู้ฝึกตนอีกคนพูดมา ก็ดูเหมือนว่าเจ้าอ้วน หลี่ฟู่กุ้ย ไปได้ค่อนข้างดีในสำนักจินหาน


"สหายเต๋าฉู่ ข้าก็จำเป็นต้องใช้ของสิ่งนี้มากเช่นเดียวกัน" เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงเย็นชา


ดวงตาของฉู่อวี้เยียนแวบแสงเย็นชาออกมา นางกัดฟันแน่นจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว "เจ็ดแสนห้าหมื่น!" นางกล่าว


"เก้าแสน" เมิ่งฮ่าวยังมีหินลมปราณในถุงสมบัติไม่ค่อยมากนัก เขาตัดสินใจที่จะชนะการประมูลต้นชุนชิวให้จงได้ ดังนั้นจึงพูดออกไปด้วยราคาที่สูงลิบลิ่วในทันที


เมื่อได้ยินตัวเลขที่สูงขนาดนั้น ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นก็อ้าปากค้าง และมองอย่างละโมบไปที่เมิ่งฮ่าว แต่จากนั้น พวกมันก็ตระหนักว่า ใครก็ตามที่กล้าฉกฉวยสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าฉู่อวี้เยียน แห่งสำนักจื่อยิ่นไป มันคงต้องมีผู้หนุนหลังอันแข็งแกร่งอยู่เป็นแน่


"เจ้า!" ฉู่อวี้เยียนขบฟันตัวเองอย่างรุนแรง จนเกือบแหลกละเอียด นางเป็นผู้ถูกเลือกจากสำนักจื่อยิ่น แต่หินลมปราณที่นำมา ก็ไม่ใช่ของนางเอง แต่เป็นของสำนัก เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายว่า ทำไมนางถึงต้องใช้หินลมปราณมากมายเพื่อช่วยหวังเถิงเฟย


ถ้าไม่พูดถึงตำแหน่งภายในสำนัก เก้าแสนเป็นตัวเลขที่ทำให้นางรู้สึกค่อนข้างจะหมดหนทาง นางไม่พูดอะไร เพียงแค่จ้องมองลงไปยังเมิ่งฮ่าว ดวงตาส่องประกายความอาฆาตออกมา


ผ่านไปพักใหญ่ และนางก็ไม่เสนอราคาที่สูงกว่าออกมา ต้นชุนชิวจึงถูกส่งไปที่เมิ่งฮ่าว คนจากศาลาร้อยสมบัติเดินเข้ามาใกล้เขา เพื่อจะรับหินลมปราณ และส่งมอบสิ่งของให้ เขารับมันไว้ และจากเขตจัตุรัสประมูลไปอย่างรวดเร็วเท่าที่จะทำได้


เขาไม่สนใจสิ่งของอื่น ที่กำลังประมูลกันต่อไป เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะอยู่ต่อ ในการประมูลของผู้ฝึกตน ไม่ว่าใครก็สามารถจากไปได้ทุกเมื่อ


เขารีบจากไป เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ผ่านไปหลายตรอกซอกซอย เขาโยนหมวก และผ้าปิดหน้าทิ้งไป จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้า ตอนนี้เขาดูแตกต่างจากที่อยู่ในเขตจัตุรัสประมูลอย่างสิ้นเชิง


เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วสูงสุด มุ่งหน้าตรงไปยังทางออกประตูเมือง เมื่อออกไปไกลกว่าร้อยจ้าง เขาก็พุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า กลายเป็นลำแสงพุ่งออกไปยังที่ห่างไกล


หลังจากที่บินไปชั่วธูปไหม้หมดหนึ่งดอก เสียงร้องแหลมเล็กก็ได้ยินมาจากด้านหลัง มันเป็นนกกระเรียนสีขาวบริสุทธิ์ ไล่ตามมาด้วยความเร็วที่มากกว่าเขา


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว และเหลียวหลังมองกลับไป


ที่ยืนอยู่บนหลังของนกกระเรียนเป็น หญิงสาวในชุดสีขาว ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากฉู่อวี้เยียน ใบหน้าของนางไร้ความรู้สึก แต่ดวงตาเป็นน้ำแข็งอันเย็นเยียบ


นางจ้องอย่างเย็นชามาที่รูปแบบการหลบหนีของเมิ่งฮ่าว นกกระเรียนส่งเสียงร้องออกมา กลายเป็นลำแสงขณะที่พุ่งมาใกล้ แสงสีขาวพุ่งออกมาจากปากของมัน กลายเป็นแหยักษ์ พุ่งมาปกคลุมเมิ่งฮ่าว


ฉู่อวี้เยียนถือแผ่นหยกอยู่ในมือ มีจุดสีดำอยู่บนพื้นผิวแผ่นหยกนั้น ซึ่งเปล่งประกายโบราณออกมา นางใช้มันเรียกภูติผีชายชราผมขาว ออกมาจากด้านบนของแผ่นหยก


ภูติผีนั้นยกมือขึ้น และโบกสะบัดนิ้วตรงไปยังเมิ่งฮ่าว พลังดรรชนีของภูติผีก็พุ่งตามเมิ่งฮ่าวไป ซึ่งเป็นหน้าที่พิเศษของแผ่นหยกนี้โดยเฉพาะ


"ส่งต้นชุนชิวมา ข้าจะไม่สร้างปัญหาใดๆ ให้กับเจ้า มิเช่นนั้น ข้าจะใช้หยกค้นหานี้ติดตามเจ้าไป หยกโบราณนี้เชื่อมต่อกับเจ้าแล้ว ถึงจะหนีไปจนสุดขอบโลก ข้าก็สามารถหาเจ้าเจอ"


ฉู่อวี้เยียนตบไปที่ถุงสมบัติ และลมปราณสีม่วงก็กระจายออกมา กลายเป็นฝักเมล็ดบัวสีม่วง ขนาดเท่ากำปั้น นางโยนมันตรงไปข้างหน้า ครั้นแล้วมันก็สั่นไปมา ยิงเมล็ดบัวออกไปสิบกว่าเม็ด เมื่อมันลอยออกไป เมล็ดบัวสีม่วง ก็กลายเป็นผีสตรีที่ใส่เกราะหุ้มควงหอกต่อสู้ พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว


เมื่อพวกมันใกล้เข้ามา แรงกดดันจากพลังฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณของฉู่อวี้เยียน ก็เจาะไชไปยังเมิ่งฮ่าว รวมถึงสตรีในชุดเกราะที่พุ่งมาอย่างรวดเร็ว ก็ดูเหมือนจะมีพลังขั้นพื้นฐานลมปราณระดับต้นด้วย แหสีขาวที่ด้านบนหมุนวนอย่างรุนแรง


ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ในช่วงหกหรือเจ็ดปีที่ผ่านมา เขามีประสบการณ์การต่อสู้ด้วยเวทอาคมอย่างมากมาย โดยไม่รอให้ร่างแหสีขาวขนาดใหญ่ตกลงมา เขาเปิดปากขึ้นพ่นธวัชสายฟ้าออกมา


กลายเป็นกลุ่มหมอกพุ่งออกไป มีประกายไฟแวบไปมาอยู่ภายใน มันไม่ได้พุ่งตรงไปยังร่างแหที่ตกลงมา แต่เข้าไปใกล้กลุ่มภูติผี ห้อหุ้มพวกมันไว้


เสียงระเบิดดังออกมายังทุกทิศทาง กลุ่มภูติผีสตรีแหลกสลายกลายเป็นชิ้นๆ ฉู่อวี้เยียนขมวดคิ้ว ยกมืออันละเอียดอ่อนของนางขึ้น ขยับเป็นรูปแบบเวทอาคม ขณะที่นางกำลังขยับมืออยู่นั้น มือของเมิ่งฮ่าวก็แวบขึ้น


เขาใช้กลุ่มหมอกที่กระจายออกมาจากธวัชสายฟ้า ป้องกันไม่ให้ฉู่อวี้เยียนมองเห็นมือของเขาได้ จากนั้นก็ตบไปที่ถุงสมบัติ หยิบกระจกทองแดงออกมา ส่องไปยังนกกระเรียนของฉู่อวี้เยียน


ทันใดนั้น ดวงตาของนกกระเรียนก็เบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ เสียงระเบิดดังออกมา เมื่อปีกของมันระเบิดออก กลายเป็นหมอกโลหิต และเศษเนื้อ ต่อมาส่วนท้ายของมันก็สั่นไหว และจากนั้นก็ระเบิด!


โลหิต และเศษเนื้อกลายเป็นสายฝนตกลงไปด้านล่าง และเสียงร้องอย่างโหยหวน ก็ดังออกมาจากจะงอยปากอันสง่างามของมัน สูญเสียความสามารถในการบินไป ร่างของมันสั่นสะท้านตกลงไปที่พื้น ความเจ็บปวดกระจายไปทั่วร่าง


ฉู่อวี้เยียนอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นปีก และก้นของนกกระเรียนระเบิดจนโลหิตสาดกระจาย ทำให้นางหวาดกลัวไปชั่วครู่


ขณะที่นกกระเรียนกรีดร้อง และตกลงไปบนพื้น ร่างแหยักษ์สีขาวก็เริ่มตกลงมา เมิ่งฮ่าวพุ่งถอยหลังหลบออกไป สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเรียกให้หมอกสายฟ้ากลับเข้าไปในถุงสมบัติ


จากนั้น ก็หยิบเอาธนูสีดำออกมา เขาดึงสายธนู และยิงลูกธนูออกไปเก้าดอก พุ่งไปยังฉู่อวี้เยียนที่กำลังตกใจอยู่ ด้วยพลังฝึกตนของเขา ลูกธนูแหวกฝ่าอากาศส่งเสียงแหลมเล็กออกไป


เสียงระเบิดดังออกมาอย่างต่อเนื่อง เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว พุ่งถอยออกไปด้วยความเร็วสูงสุด ตอนนี้มีเกราะป้องกันสีม่วงหมุนวนไปรอบๆ ร่างฉู่อวี้เยียน เมื่อลูกธนูกระแทกเข้าไป พวกมันก็แตกสลายเป็นชิ้นๆ แต่เกราะป้องกันนั้นก็ถูกกระแทกจนถอยไปด้านหลัง จากนั้นก็แตกออกเป็นชิ้นๆ เช่นเดียวกัน


เสื้อผ้าของฉู่อวี้เยียนฉีกขาดออก เนื่องจากลูกธนูพวกนั้น เผยให้เห็นผิวกายอันขาวผ่อง การได้เห็นเช่นนี้ อาจทำให้บุรุษส่วนใหญ่ต้องใจเต้นระรัวด้วยความกระหาย แสงอันคมกริบกระจายออกมาจากดวงตาของนาง ขณะที่จ้องไปยังคันธนูสีดำในมือของเมิ่งฮ่าว


"ธนูนั่น สำนักข้าได้มอบให้ศิษย์พี่ติงซิ่น ทำไมเจ้าถึงมีมัน? หลังจากที่ติงซิ่นไปยังแคว้นจ้าว แผ่นชีวิตของมันก็แตกเป็นเสี่ยงๆ แคว้นจ้าว…"


ประกายแห่งความฉลาดเต็มอยู่ในดวงตา ขณะที่นางพูด ดวงตาก็กว้างขึ้น นางคิดว่าเมิ่งฮ่าวดูคุ้นๆ แต่ตอนนี้ นางสามารถเชื่อมต่อความคิดได้แล้ว ในที่สุดนางก็จำเขาได้ นี่คือ เมิ่งฮ่าว ซึ่งหวังเถิงเฟย มักจะพึมพำเกี่ยวกับเขาอยู่เป็นประจำ


"เจ้า… เจ้าคือเมิ่งฮ่าว! แคว้นจ้าวไม่ใช่หายไปแล้ว? เจ้า…"


"ช่างเป็นหญิงสาวที่ชาญฉลาดนัก" เมิ่งฮ่าวกล่าว จากนั้นก็บินจากไป


ตอนนี้นางได้รู้ว่าเขาเป็นใคร ความต้องการสังหารก็ยิ่งมีมากขึ้น นางพุ่งไล่ตามไป จิตใจเต็มไปด้วยความตกใจ เมื่อนางคิดไปว่า เพียงไม่กี่ปีที่แล้ว เมิ่งฮ่าวยังอยู่ที่ระดับห้า หรือหก ขั้นรวบรวมลมปราณในตอนนั้น


แต่ตอนนี้ เขาอยู่ที่ขั้นพื้นฐานลมปราณ จากการสั่นสะเทือนของพลังฝึกตนของเขา ก็เห็นได้ชัดว่า มันไม่ใช้ขั้นพื้นฐานแตกหัก นางมั่นใจถึงเก้าในสิบส่วนว่า มันต้องเป็นพื้นฐานรอยร้าว!


เหตุการณ์เมื่อไม่กี่ปีมานี้ในแคว้นจ้าว ได้สร้างคลื่นอันยิ่งใหญ่แห่งความน่าตกใจ กระเพื่อมออกไปทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ ฉู่อวี้เยียนรู้สึกประหลาดใจที่เมิ่งฮ่าวมาปรากฎตัวอยู่ที่นี่ เห็นได้ชัดว่า เขาได้หลบหนีออกมาจากแคว้นจ้าวก่อนที่มันจะหายไป


∗∗∗


เมื่อมันบินผ่านไป ภูเขาก็แยกออก และสลายลงไปภายใต้เสียงกรีดร้องของคุนเผิง จากที่ห่างไกล ผู้ฝึกตนมากมายได้เห็นคุนเผิง และกลิ่นอายแห่งความตายของมัน


จิตใจของผู้ฝึกตนเหล่านั้นเต้นรัว เมื่อพวกมันคิดไปถึงของวิเศษที่อยู่บนร่างของคุนเผิง บางคนพยายามที่จะไล่ตามมันไป แต่พวกมันก็ช้ามาก ในชั่วระยะเวลาธูปไหม้หมดหนึ่งดอก พวกมันก็ถูกทิ้งอยู่ด้านหลัง


คุนเผิงผู้โดดเดี่ยวนี้ดูเหมือนใกล้จะถึงแก่ความตาย แต่ก็เหมือนเช่นเคย มันบินผ่านท้องฟ้าไป ราวกับราชันย์แห่งท้องนภา!


จบตอน

Comments