ตอนที่ 11: ร้านขายยาแบบเร่งด่วน
เบื้องหน้าเขาไม่ไกลนัก เมิ่งฮ่าวเห็นใครบางคนร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนที่คนผู้นั้นจะสามารถออกไปจากที่ราบสูง บุรุษร่างสูงใหญ่ก็ซัดกระบี่บินไปปักที่ลำคอของมัน ร่างมันล้มลงไปที่พื้นโลหิตพุ่งกระจาย พ่นลมหายใจเฮือกสุดท้ายออกมาจากนั้นก็ตายไป บุรุษร่างสูงใหญ่หยิบถุงเก็บสมบัติของมันขึ้นมา จากนั้นก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในเขตส่วนรวม
เมิ่งฮ่าวมองฉากที่น่ากลัวตรงหน้า จากนั้นก็สังเกตดูสิ่งที่เกิดขึ้นบนที่ราบสูงเพิ่มเติม เสียงการเข่นฆ่าลอยมาตามสายลม พร้อมทั้งกลิ่นคาวโลหิตที่ลอยมากระทบจมูกเมิ่งฮ่าว
"ที่แห่งนี้ แม้นช่วยให้บางคนสามารถร่ำรวยในชั่วข้ามคืน แต่ก็อันตรายเป็นอย่างยิ่งเพื่อการฝึกตน เพื่อหินลมปราณ ทุกคนเอาชีวิตมาเสี่ยง… มันไม่คุ้มค่าแม้แต่น้อย" เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว เขาฝึกเกือบถึงระดับสูงสุดของขั้นสามในการรวบรวมลมปราณ แต่นาทีนี้ วุ่นวายสับสน พลั้งเผลอเพียงเล็กน้อยก็บาดเจ็บได้ง่ายมาก อีกทั้งการแย่งชิง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในระยะยาว
แต่เมิ่งฮ่าวคิดถึงหินลมปราณที่ขาดแคลนในถุงของเขา ถ้าเขาต้องพึ่งพาการแจกจ่ายหินลมปราณจากสำนัก ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีกว่าเขาจะฝึกสำเร็จถึงระดับสูงได้ เขามองขึ้นไปที่กลุ่มผู้ฝึกตนบนที่ราบสูง พวกมันกำลังต่อสู้กันอย่างดุร้าย แต่ละคนล้วนแต่มีอาการบาดเจ็บจากบาดแผล ทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้
ความคิดเขายิ่งมายิ่งกระจ่างชัดขึ้น สายตาเริ่มทอประกายแวววาว เขาหันหลังกลับ และเดินจากไปอย่างเร่งรีบ ไม่ได้กลับไปยังถ้ำแห่งเซียนตรงภูเขาทิศใต้ แต่ลงไปที่เขตพื้นที่ของสำนักสายนอก เขาเดินลัดเลาะเลียบสี่เหลี่ยมจัตุรัสหลัก ในไม่ช้าก็มาถึงอาคารแห่งหนึ่ง
อาคารหลังนี้แลดูเก่าแก่โบราณ ล้อมรอบไปด้วยกลิ่นของตัวยา เหนือประตูมีตัวอักษรอ่านได้ว่า ร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามายังที่แห่งนี้ แท้จริงแล้ว ตั้งแต่ครึ่งเดือนแรกหลังจากที่เขาได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอก เขาก็มาที่นี่เพื่อสำรวจดู พบว่ามีเม็ดยาจุกจิกนานาชนิดขาย อย่างเช่นยาแก้หิว ซึ่งสามารถป้องกันความหิวได้หลายวัน หากกินเข้าไปเพียงหนึ่งเม็ด ก็ซื้อได้จากที่นี่
แต่ที่นี่ใช้หินลมปราณและยาเม็ดรวบรวมลมปราณเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนเท่านั้น อีกทั้งอัตราการแลกเปลี่ยนไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น ยาเม็ดรวบรวมลมปราณหนึ่งเม็ด เพียงสามารถแลกเปลี่ยนเป็นยาเม็ดแก้หิวได้สิบเม็ดเท่านั้น เนื่องจากสาเหตุนี้ ทำให้มีคนน้อยมากมาที่นี่ ทำให้สถานที่นี้ดูเย็นยะเยือกและเงียบเหงาวังเวง
เมิ่งฮ่าวมาถึงที่นี่ ไม่มีลังเล ก้าวเข้า ข้างใน ข้างในไม่ใหญ่โตมากนัก กลางห้องมีบุรุษวัยกลางคน ท่าทางอ่อนแออมโรค นั่งขัดสมาธิอยู่ รอบๆตัวมันมีชั้นไม้ที่วางขวดน้ำเต้าเต็มไปหมด และมีสลากเขียนชื่อของตัวยาต่างๆ แปะติดไว้บนขวดน้ำเต้า
มีเม็ดยาประสานโลหิต ที่ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บภายนอก เม็ดยาผ่อนคลายกระดูก ช่วยบรรเทาความเมื่อยล้า เม็ดยาลมปราณสดชื่น ช่วยเพิ่มพลังลมปราณแบบชั่วคราว และแน่นอนว่าต้องมีเม็ดยาแก้หิวและเม็ดยาควบคุมอาหารอยู่ด้วย มีแม้แต่เม็ดยาเชื่อมต่อกระดูก ซึ่งช่วยรักษาอาการกระดูกหักหรือแตกร้าว
มียาหลากหลายมากมายประเภทอยู่ที่นี่ แต่ทั้งหมดนี้ต้องพิจารณาถึงราคาของมันด้วย ส่วนใหญ่จะมีราคาสามถึงสิบเม็ดยา ต่อหนึ่งเม็ดยารวบรวมลมปราณ สำหรับศิษย์สายนอกส่วนใหญ่ เม็ดยารวบรวมลมปราณมีค่ามากกว่าการต่อสู้ ดังนั้นน้อยคนนักที่จะยินดีมาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยน
เมิ่งฮ่าวเดินชมไปรอบๆร้านขายเม็ดยา พึมพำกับตัวเองไปด้วย สายตาส่องประกาย จากนั้นก็หยิบเม็ดยารวบรวมลมปราณออกมาจากถุงเก็บสมบัติห้าเม็ด นำไปแลกเปลี่ยนกับยาชนิดต่างๆจนเต็มมือ
ดูเหมือนว่าบุรุษอมโรค ไม่ค่อยได้พบเห็นลูกค้าแบบเมิ่งฮ่าวบ่อยนัก มันกระตือรือร้นขึ้นมาทันที แถมลูกน้ำเต้าสำหรับบรรจุเม็ดยาให้กับเมิ่งฮ่าวหลายใบ
เมื่อเก็บขวดน้ำเต้าทั้งหมดลงในถุงเก็บสมบัติ เมิ่งฮ่าวก็จากไป ใช้เส้นทางที่ทอดไปสู่ภูเขาทิศใต้กลับไปที่ถ้ำแห่งเซียนอย่างระมัดระวัง เมื่อไปถึงก็เป็นยามราตรีพอดี
เขานั่งขัดสมาธิอยู่ในถ้ำ มองไปที่ขวดน้ำเต้าทั้งสี่
"นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า หากไม่เสียไป จะไม่ได้มา ครั้งนี้ข้าลงทุนเสียไปมากมาย และข้าต้องได้รับผลตอบแทนมากมายกลับมาแน่ๆ" ด้วยการปลอบใจตัวเองโดยวิธีนี้แบบเงียบๆ เขานึกอะไรขึ้นได้ ยืนขึ้นและออกจากถ้ำไป ไม่ช้าก็กลับเข้ามาพร้อมด้วยกิ่งไม้ยาวลำเท่าแขน ซึ่งมีใบไม้ติดอยู่
เขาหยิบเสื้อยาวสีเขียวออกมาจากถุงเก็บสมบัติของจ้าวอู่กัง ฉีกตะเข็บออก จากนั้นก็วางบนพื้นเบื้องหน้า ดูเหมือนเล็กไป เขาจึงหยิบเสื้อตัวอื่นออกมาอีก ฉีกตะเข็บออก นำไปต่อกัน วัดขนาด แล้วจึงพอใจ
เมิ่งฮ่าวใช้นิ้วแทนพู่กัน ชุบสีที่ขยี้ขึ้นจากใบไม้ ครุ่นคิดที่จะขีดเขียน ครู่หนึ่งสองตาเปล่งประกาย แล้วก็เขียนอักษรตัวใหญ่พลิ้ว ลงไปบนเสื้อ
เขามองดูมัน รู้สึกค่อนข้างพอใจ จากนั้นก็หลับตา เริ่มนั่งสมาธิฝึกลมหายใจ
ราตรีผ่านไป เช้าตรู่วันต่อมา เขาหยิบกิ่งไม้และออกจากถ้ำไปอย่างรวดเร็ว ตรงไปยังเขตส่วนรวมใต้ยอดเขาทิศตะวันตก
ใช้เวลาไม่นาน ก็มาถึงที่ราบสูงแห่งนั้น แม้จะเป็นเวลาเช้าตรู่ แต่ก็มีศิษย์บางคนได้ต่อสู้กันอยู่แล้ว ความดุเดือดรุนแรงของการต่อสู้มองเห็นได้อย่างชัดเจน เมิ่งฮ่าวเดินผ่านแผ่นศิลากว้างใหญ่ เดินตรงไปบนที่ราบสูง โดยไม่สนใจผู้ฝึกตนที่กำลังสู้กัน เขามองกวาดดูไปรอบๆ จนกระทั่งไปเจอศิลาก้อนใหญ่ที่อยู่บนพื้นเป็นแนวยาวขนานกับเขตแดนของที่ราบสูง
เขาเดินขึ้นไปนั่งขัดสมาธิอยู่บนศิลาก้อนนั้น มองดูเหมือนนักศึกษาที่สงบเสงี่ยมไร้พิษภัย ผู้ฝึกตนบางคนก็มองมาที่เขาเป็นครั้งคราว เมิ่งฮ่าวแสดงพลังเล็กน้อย พวกมันก็เกิดความเกรงกลัว และไม่กล้ามายุ่งปล่อยเขาไว้คนเดียว เมิ่งฮ่าวตัดสินใจที่จะรอจนกระทั่งมีคนมามากกว่านี้
เวลาผ่านไป ศิษย์สายนอกก็ค่อยๆเข้ามาในเขตส่วนรวมนี้มากขึ้น ในไม่ช้า ก็นับได้ประมาณยี่สิบคน บางคนมองมายังลักษณะท่าทางนักศึกษาของเมิ่งฮ่าว แล้วก็เริ่มเดินตรงมาที่เขา สิ่งที่เขาต้องทำก็คือแสดงระดับการฝึกตนของตัวเองออกมา และพวกมันก็จะล่าถอยกลับไปด้วยความหวาดกลัว
หลังจากนั้นสักพัก เมิ่งฮ่าวก็คิดว่าจำนวนคนเพียงพอแล้ว เขาล้วงมือเข้าไปในถุงเก็บสมบัติ ดึงแผ่นผ้าออกมา นำไปติดกับกิ่งไม้ที่เขาปักไว้บนพื้นดินเหนียว ใกล้กับศิลาก้อนใหญ่ที่เขานั่ง สายลมบนภูเขาโชยพัดผ้าให้ลอยขึ้น กลายเป็นแผ่นป้ายที่พลิ้วสะบัด มันดึงดูดความสนใจของผู้คนที่อยู่ใกล้ๆ มีตัวอักษรเขียนไว้บนแผ่นผ้า
"ร้านขายยาแบบเร่งด่วน"
ตัวอักษรสีเขียวเข้มเปล่งประกาย ทำให้สีหน้าของศิษย์สายนอกที่อยู่ใกล้ๆเปลี่ยนไป บางคนดูเหมือนประหลาดใจ บางคนมึนงง บางคนหัวเราะ และบางคนก็ขมวดคิ้ว
"ร้านขายยาแบบเร่งด่วน? มันหมายความว่าอะไร?"
"อย่าบอกนะว่า เจ้านั่นเป็นเด็กฝึกงานของผู้ปรุงยา ที่ถูกส่งมาจากร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตนของสำนัก?"
"เจ้านั่นดูคุ้นๆ…"
เสียงสนทนาดังกระหึ่มไปทั่วเนินที่ราบสูง หลังจากที่เมิ่งฮ่าวแสดงป้ายผ้า แต่หลังจากที่เวลาผ่านไปเล็กน้อย การต่อสู้ การแย่งชิงก็ดำเนินต่อไป ฝนโลหิตสาดกระจาย เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังไปทั่ว
สายตาเมิ่งฮ่าวลุกโชนเป็นประกาย เมื่อเขามองไปที่เหล่าผู้คนในเขตส่วนรวม ไม่ไกลจากที่เขานั่งมากนัก มีผู้ฝึกตนสองคนที่อยู่ในขั้นสองของการรวบรวมลมปราณ กำลังต่อสู้กันอยู่ด้วยสองตาที่แดงฉาน หนึ่งในนั้นบาดเจ็บที่หัวไหล่ด้วยกระบี่บินของฝ่ายตรงข้าม โลหิตไหลเป็นสายน้ำ ดูเหมือนว่ามันกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย
"ท่านพี่ผู้นั้น มานี่หน่อย" เมิ่งฮ่าวตะโกนเรียก
"พี่ท่าน นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า มันเป็นการไม่ฉลาด ที่จะเสี่ยงชีวิตเมื่อกำลังบาดเจ็บอยู่ หัวไหล่ท่านดูเหมือนจะมีโลหิตไหลออกมามากนะ มันไม่มีประโยชน์อันใดที่จะปล่อยให้ตัวเองถูกสังหาร ข้ามีเม็ดยาประสานโลหิตจากร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตน มันสามารถรักษาบาดแผลจากคมกระบี่ ในชั่วเวลาหายใจเข้าออกแค่สามครั้ง"
ขณะที่เมิ่งฮ่าวตะโกนร้องขายยา บุรุษทั้งสองยังคงสู้กันต่อไปโดยไม่สนใจเขา ผู้ฝึกตนที่บาดเจ็บ สองตาแดงฉานขึ้นเรื่อยๆ และบาดแผลบนหัวไหล่ก็เลวร้ายลง จากนั้น โลหิตก็ไหลออกมาจากหน้าอก เนื่องจากกระบี่บินอีกเล่มบินมาปักที่หน้าอก
"ดูสิ ท่านมีบาดแผลเพิ่มขึ้นอีกแล้ว" เมิ่งฮ่าวกล่าวเตือนว่าที่ลูกค้าคนแรกของเขา "เร็วเข้า รีบมาซื้อเม็ดยาประสานโลหิต มิเช่นนั้น ท่านอาจจะพ่ายแพ้ได้ สิ่งที่ท่านต้องทำก็คือ ส่งหินลมปราณให้ข้าหนึ่งก้อน และข้าก็จะให้เม็ดยาประสานโลหิตแก่ท่าน มันคุ้มค่ามากจริงๆนะ"
"หุบปาก" ผู้ฝึกตนที่บาดเจ็บตะโกนลั่น ถอยหลังไปหนึ่งก้าว "ถึงร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตนจะขูดรีด แต่ก็ใช้หนึ่งหินลมปราณแลกกับห้าเม็ดยาประสานโลหิต ร้านของเจ้าช่างเลวร้ายนัก!"
"โธ่ มันไม่แพงหรอก ชีวิตของท่านมีค่ามากกว่าหินลมปราณมากนัก ถ้าท่านตายไป หินลมปราณทั้งหมดก็จะตกเป็นของใครก็ไม่รู้ สิ่งที่ท่านต้องทำก็คือ ซื้อยาเม็ดของข้า จากนั้นท่านก็มีโอกาสที่จะชนะ และยึดเอาถุงเก็บสมบัติของคู่ต่อสู้มาเป็นของตน ทั้งหมดมีราคาแค่หินลมปราณหนึ่งก้อน มันแพงมากนักหรือ? ท่านมิได้กำลังซื้อเม็ดยา แต่กำลังซื้อชีวิตของท่านเองต่างหาก"
เมิ่งฮ่าวลุกขึ้นยืน บางทีคำพูดของเขาอาจจะมีผลกับผู้ฝึกตนที่รับบาดเจ็บนั้น มันพยายามถอยหลังไปหลายก้าว สีหน้าแสดงความลังเล
"บัดซบ" คู่ต่อสู้ของมันคำรามขึ้นมา ยกกระบี่บินชี้มาที่เมิ่งฮ่าว "ถ้าเจ้ายังกล้าสร้างความวุ่นวายให้ข้าอีก หลังจากข้าสังหารเจ้าผู้นี้ ข้าจะจัดการเจ้าเป็นรายต่อไป!"
"ข้าจะซื้อมัน!" บุรุษที่บาดเจ็บพูดขึ้น หยิบหินลมปราณจากถุงเก็บสมบัติโยนให้เมิ่งฮ่าว เมิ่งฮ่าวยื่นมือคว้าฉวยในอากาศ และโยนเม็ดยาประสานโลหิตกลับไป ผู้ฝึกตนนั้นก็รับไว้แล้วก็วางไปบนบาดแผลที่หัวไหล่ โลหิตหยุดไหลเกือบจะในทันที
ความเย็นซาบซ่านทำให้มันรู้สึกสดชื่น กระโดดกลับไปต่อสู้อีกครั้ง ในไม่ช้า คู่ต่อสู้ของมันก็เริ่มล่าถอย โลหิตไหลออกมาจากหน้าอก
"พี่ท่าน พี่ท่าน" เมิ่งฮ่าวตะโกนเรียกลูกค้าคนใหม่ "คู่ต่อสู้ของท่านซื้อเม็ดยาประสานโลหิตของข้าหนึ่งเม็ด และตอนนี้ก็เต็มไปด้วยพลัง ข้าคิดว่าถ้าท่านไม่ซื้อสักเม็ดด้วย ท่านคงจะได้รับอันตรายเป็นแน่ ข้าไม่ได้มีแค่เม็ดยาประสานโลหิต ข้ายังมีเม็ดยาผ่อนคลายกระดูก ที่ช่วยบรรเทาความเมื่อยล้า ข้าให้ท่านหนึ่งเม็ด แลกกับสองก้อนหินลมปราณ รับประกันได้เลยว่า มันจะรักษาบาดแผล และรักษาพลังลมปราณให้เต็มบริบูรณ์ ท่านก็จะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน"
"เจ้า… เจ้า…" ลูกค้าคนแรกตะโกนอย่างไม่พอใจ มันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดี เจ้าเด็กของร้านขายยาแบบเร่งด่วนกำลังช่วยมัน หรือว่าทำร้ายมันกันแน่? มันเพิ่งหลุดพ้นจากสถานการณ์อันเลวร้าย จนเริ่มมีความหวัง จากนั้นก็เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นมา มันโจมตีรุนแรงมากขึ้นจากความไม่พอใจนี้ ฉากตรงหน้าตอนนี้ ก็เหมือนกับตอนที่มันขอซื้อเม็ดยาก่อนหน้านี้
"ถ้าท่านชนะ ท่านก็สามารถนำหินลมปราณของคนที่แพ้ มาซื้อเม็ดยาของข้า" เมิ่งฮ่าวพูดหลอกล่อ ถือเม็ดยาอยู่ในมือ "มันคุ้มค่ามากเลยนะ"
"ข้าจะซื้อมัน" ลูกค้าคนแรกที่ซื้อเม็ดยาไปพูดขึ้นมา
"บัดซบ เอามาให้ข้า" ผู้ฝึกตนที่เหนือกว่าในตอนแรกพูดขึ้น แม้มันจะมีความเกลียดชังในตัวเมิ่งฮ่าว แต่เมื่อได้ยินคู่ต่อสู้ต้องการเม็ดยา ก็ทำให้มันต้องกัดฟัน แล้วก็เปิดปากพูดออกมา
"ข้าให้หินลมปราณสามก้อน!"
"พี่ท่าน มันเสนอสามก้อน ถ้าท่านไม่ให้มากกว่า ข้าก็จะเอาเม็ดยาให้มันไปนะ ดูแลตัวเองด้วย!"
"ข้าให้สี่ก้อน!"
"พี่ท่าน มันเสนอสี่ สี่ก้อน!"
"ห้า!"
"หก!"
"บัดซบ ข้าไม่สู้แล้ว ข้าจะฆ่าเจ้า!" ผู้ฝึกตนที่เหนือกว่าในตอนแรก หันมายังเมิ่งฮ่าวอย่างโกรธเกรี้ยว แรกเริ่มการต่อสู้ค่อนข้างจะเรียบง่าย แต่เมื่อเมิ่งฮ่าวเข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกสิ่งก็เปลี่ยนเป็นซับซ้อนขึ้น มันกระโจนตรงมายังเมิ่งฮ่าว ความต้องการสังหารกระจายเต็มใบหน้า เห็นได้ชัดว่าต้องการกำจัดเขา
เมื่อใกล้เข้ามา เมิ่งฮ่าวที่ดูคล้ายนักศึกษาไร้พิษสง กระทั่งเหมือนพ่อค้าเจ้าเล่ห์ ทันใดนั้นก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเคร่งขรึมและดุร้ายขึ้นมาแทน ก่อนที่ผู้ฝึกตนนั้นจะพุ่งมาถึงตัว เมิ่งฮ่าวก็ก้าวเท้าไปข้างหน้า ตบฝ่ามือขวาพุ่งพลังลมปราณออกไปพร้อมกับเกิดเสียงดัง
ผู้ฝึกตนนั้นลอยกลับไปพร้อมเสียงแผดร้องด้วยความเจ็บปวด ด้วยพลังลมปราณของเมิ่งฮ่าวที่อยู่ในขั้นสามของการรวบรวมลมปราณ การโจมตีครั้งนี้ทำให้มันหมดสติไป
เมิ่งฮ่าวหยิบเอาถุงเก็บสมบัติของมันไป จากนั้นสีหน้าเคร่งขรึมดุร้ายก็เปลี่ยนไป เขากลับไปเป็นนักศึกษาที่อ่อนแออีกครั้ง มองไปยังอีกคน ที่กำลังตกใจกับเหตุการณ์
"พี่ท่าน เมื่อครู่ท่านบอกว่าจะให้หินลมปราณข้าหกก้อน" เขาพูดด้วยความเขินอาย ดูเหมือนเกรงใจ
ผู้ฝึกตนอีกคนสีหน้าซีดขาว ร่างกายสั่นสะท้าน จ้องมองมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยความประหลาดใจและเกรงกลัว มันไม่เคยคิดเลยว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ บุคคลที่ดูอ่อนแอเหตุใดถึงเปลี่ยนแปลงไปได้มากถึงขนาดนี้? เหมือนราวกับว่ามันตกอยู่ในห้วงความฝัน
ตอนที่ 12: ศิษย์พี่หญิงฉื่อ สบายดี?
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สร้างความสนใจให้กับผู้ฝึกตนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ทั้งหมดมีสีหน้าเปลี่ยนไป หลายคนดูเหมือนมึนงง ไม่แน่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ขณะนี้ ทุกคนต่างก็รู้ว่าเมิ่งฮ่าวไม่ใช่บุคคลที่ใครจะมาตอแยด้วยได้
คนนอกไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สำหรับลูกค้าคนแรกของเมิ่งฮ่าวที่กำลังตัวสั่น มันเผชิญกับเหตุการณ์ด้วยตนเอง ในใจเต้นระรัว ตบถุงเก็บสมบัติ ตัดใจส่งมอบหินลมปราณทั้งหกก้อนออกไปให้เมิ่งฮ่าวอย่างนอบน้อม นึกรู้สึกเสียใจที่ไปยืนลังเลอยู่หน้าร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตน มัวเสียดายหินลมปราณในเวลานั้น จึงไม่ซื้อยาไว้ติดตัวไว้ ทำให้ต้องจบลงด้วยการที่เขาไม่มีเม็ดยารักษาตัว แต่แม้ตอนนี้จะเสียใจภายหลัง ก็ไม่มีหินลมปราณเหลือไปซื้อแล้ว
เมิ่งฮ่าวรับหินลมปราณ ส่งมอบเม็ดยาประสานโลหิต และเม็ดยาผ่อนคลายกระดูกให้กับอีกฝ่าย
"ขอบคุณที่อุดหนุน" เขาพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง "โปรดกลับมาซื้อใหม่นะขอรับ" อีกครั้งหนึ่งที่เขาดูอ่อนแอและบอบบาง แต่สำหรับผู้ฝึกตนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขากลับคิดว่า เขาเป็นสัตว์ป่าในคราบลูกแกะ บุรุษผู้นั้นเดินจากไปด้วยจิตใจที่สั่นสะท้าน
หลังจากที่ลูกค้ารายนี้จากไป เมิ่งฮ่าวตัดสินใจไม่กลับไปยังจุดที่เขานั่งขายยาบนศิลาก้อนใหญ่อีก เขาถือป้ายผ้าที่เขียนว่า ร้านขายยาแบบเร่งด่วน เริ่มเดินไปเรื่อยๆ รอบๆเขตส่วนรวม เขามาหยุดอยู่ใกล้กับศิษย์สายนอกสองคนซึ่งกำลังต่อสู้กันอยู่ ปักป้ายผ้าลงไปบนพื้น
"พี่ท่าน ดูเหมือนว่าท่านจะบาดเจ็บนะ" เมิ่งฮ่าวกล่าว เดินไปข้างหน้า พูดกับคนหนึ่งที่กำลังต่อสู้ "ท่านดูเหมือนไร้เรี่ยวแรง ไม่อยู่ในสถานะที่จะต่อสู้กับใครได้เลย"
ศิษย์สายนอกทั้งสองมองมาที่เขาอย่างประหลาดใจ เมื่อครู่พวกมันเห็นเมิ่งฮ่าวซัดใครสักคนจนสลบไป พวกมันลังเลจากนั้นก็หยุดต่อสู้ พร้อมใจกันถอยหลังไป
"ข้ามีเม็ดยาลมปราณสดชื่น จากร้ายขายยาสำหรับผู้ฝึกตน รับไปสักเม็ด ท่านก็จะมีพลังสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ รับประกันได้เลยว่าชัยชนะก็จะเป็นของท่าน เนื่องจากวันนี้เป็นการเปิดร้านวันแรก คิดราคาแค่หินลมปราณหนึ่งก้อน รับประกันความคุ้มค่า" เมิ่งฮ่าวเดินหน้าไปเรื่อยๆ สีหน้าท่าทางเต็มไปด้วยความจริงใจ
"ข้ามียาเม็ดของตัวเองแล้ว" บุรุษหนุ่มพูดแบบไร้เยื่อใย มันตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ เม็ดยาลมปราณสดชื่นก็ปรากฏขึ้นในมือ
เมื่อเห็นดังนั้น เมิ่งฮ่าวก็ถอนหายใจออกมา เขาได้มองบุรุษคนนี้อยู่ซักพัก ก่อนที่จะคิดว่ามันคงไม่มีเม็ดยา เมิ่งฮ่าวส่งเสียงไอเล็กน้อย ก่อนที่จะมองไปยังบุรุษอีกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา บุรุษผู้นั้นส่งเสียงเย็นชาในลำคอ จากนั้นก็หยิบเม็ดยากลืนกินลงไป เริ่มต่อสู้กันอีกครั้ง เมิ่งฮ่าวได้แต่แอบถอนหายใจ
แต่เมิ่งฮ่าวก็มิได้ท้อแท้ เขาเดินวนกลับไปที่ศิลาก้อนใหญ่ ยังคงมองไปที่การต่อสู้ของคนทั้งสอง เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายของพวกมันดูเหมือนว่าจะเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าเม็ดยาของพวกมันถูกใช้ไปจนหมดแล้ว และแล้วจุดวิกฤตในการต่อสู้ก็ได้มาถึง ชัยชนะหรือพ่ายแพ้ใกล้จะถูกตัดสิน
เมิ่งฮ่าวใจเต้นรัวขึ้นอีกครั้ง ยกป้ายผ้าเดินเข้าไปหาพวกมันอีกครั้ง
"พี่ท่าน ช่วงเวลาวิกฤตของชีวิตได้มาถึงแล้ว ท่านไม่มีเม็ดยาเหลืออยู่อีกเลย แต่ไม่ต้องกังวล ข้ามีเม็ดยาชั้นเลิศ"
"ถึงจุดวิกฤตนี้ ซื้อเม็ดยาลมปราณสดชื่นของข้าเพียงหนึ่งเม็ด ก็จะช่วยฟี้นฟูพลังของท่านให้กลับมาอีกครั้ง รวมถึงฟื้นคืนพลังลมปราณได้โดยเร็วอีกด้วย พี่ท่าน ท่านไม่ได้ซื้อเม็ดยา แต่ท่านกำลังซื้อพลังลมปราณอยู่นะ โอย ท่านบาดเจ็บแล้ว!" เสียงของเมิ่งฮ่าวสร้างความว้าวุ่นให้กับคู่ต่อสู้ กระบี่บินได้ปักเข้าใส่ท่อนแขนของหนึ่งในนั้น เกิดเป็นน้ำพุโลหิตสาดกระเซ็น มันถอยหลังไปพร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
แต่เมิ่งฮ่าวถอยตามไปไวยิ่งกว่า ตามทันในพริบตา พูดต่อไปอย่างความรวดเร็ว ด้วยท่าทีอ่อนแอเหมือนนักศึกษาเช่นเคย
"พี่ท่าน ถึงเวลาแล้ว ฉวยโอกาสที่โลหิตของท่านยังไหลออกไม่มาก เร็วเข้า รีบมาซื้อเม็ดยาประสานโลหิต ถ้าไม่ซื้อท่านก็จะยิ่งมีอันตรายมากขึ้นไปอีก"
"ไสหัวไป!" บุรุษที่ได้เปรียบคำรามใส่เมิ่งฮ่าว กระโจนใส่ผู้ที่บาดเจ็บ
"ส่งยามาให้ข้า" ผู้บาดเจ็บร้องขอด้วยสีหน้าซีดขาว ถอยหลังพลางกัดฟันหยิบหินลมปราณโยนให้เมิ่งฮ่าว เขาก็โยนเม็ดยาประสานโลหิตไปที่บาดแผลบนแขนของผู้บาดเจ็บนั้น โลหิตที่ไหลออกมาอย่างรวดเร็วก็เริ่มไหลช้าลง แล้วก็หยุดไหลในที่สุด มันกระโดดกลับเข้าไปต่อสู้อีกครั้ง
"โอย พี่ท่าน ดูเหมือนว่าเม็ดยาของท่านก็หมดเช่นกัน ดูสิ ของข้ายังมีอีกมาก ตอนนี้คู่ต่อสู้ของท่านซื้อไปแล้วหนึ่งเม็ด มันก็มีพลังเพิ่มขึ้น แต่ท่านกำลังบาดเจ็บ ทำไมท่านไม่ลองซื้อเม็ดยาประสานโลหิตสักเม็ด?"
"โอ ไม่นะ ท่านโดนฟันอีกแล้ว ท่านต้องเมื่อยล้ามากอย่างแน่นอน ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ พี่ท่าน ข้ายังมีเม็ดยาผ่อนคลายกระดูก ที่ช่วยบรรเทาความเมื่อยล้าอีกด้วยนะ"
"หนึ่งหินลมปราณสำหรับยาหนึ่งเม็ด ท่านควรจะรีบซื้อโดยเร็ว ท่านนักปราชญ์กล่าวไว้ว่า หินลมปราณถึงจะมากคุณค่า แต่ชีวิตก็หาค่ามิได้" เมิ่งฮ่าวค่อยๆเดินวนเป็นวงกลมไปรอบๆพวกมัน แน่นอนที่สุดว่า พวกมันใช้เม็ดยาไปหมดแล้ว และในไม่ช้า ด้วยความรู้สึกกดดันซึ่งกันและกัน คนทั้งสองก็มาขอซื้อเม็ดยาไปบางส่วน การต่อสู้ก็เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น รุนแรงยิ่งกว่าการต่อสู้ปกติสี่ถึงห้าเท่า
เดิมทีมันเป็นการต่อสู้ที่เรียบง่ายและยุติธรรม แต่ด้วยการมีร้านขายยาแบบเร่งด่วนมาเปิดที่นี่ ทำให้กลายเป็นการต่อสู้ที่ซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น ด้วยอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้ที่รุนแรงในครั้งนี้ ทำให้คนทั้งสองไม่สามารถหยุดการต่อสู้ได้
ในที่สุด คนทั้งสองก็ใช้พลังลมปราณที่มีอยู่ทั้งหมดไป พวกมันล้มลงบนพื้นนอนสลบไม่ได้สติ ทั้งหินลมปราณ และเม็ดยาถูกใช้ไปจนหมดสิ้น แม้แต่ของวิเศษก็ถูกทำลายไปทั้งหมดในตอนต่อสู้ ช่างน่าอนาถใจยิ่งนัก
จากการที่เมิ่งฮ่าวเข้ามาสอดแทรกในการต่อสู้ครั้งนี้ เขาคิดว่าเขาได้ช่วยชีวิตพวกมันไว้ มิเช่นนั้นจะต้องมีคนหนึ่งตาย จากนั้นเขาก็แบกป้ายผ้าร้านขายยาแบบเร่งด่วน เดินช้าๆไปรอบๆพื้นที่ราบสูงนั้นต่อไป และอีกครั้งที่พบเห็นผู้ฝึกตนสองคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ดูจากสภาพการต่อสู้นี้แล้ว ถึงแม้พวกมันจะมีเม็ดยารักษาอาการบาดเจ็บ แต่ก็คงหมดไปเรียบร้อยแล้ว เมิ่งฮ่าวยืนถือป้ายผ้าด้วยสายตาวาววับ ใกล้ๆกับสองคนนั้น
"พี่ท่าน ท่าทางของท่านดูเลวร้ายนัก ท่านคงมีการบาดเจ็บที่ร้ายแรง แต่ไม่ต้องกลัว ข้ามีเม็ดยารักษา หนึ่งหินลมปราณซื้อได้หนึ่งเม็ดยา รับประกันว่าร่างกายท่านจะฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิม"
"ทำไมท่านไม่พูดอะไรบ้าง? อย่าบอกนะว่าท่านไม่เชื่อข้า? ก่อนหน้านี้มีศิษย์คนอื่นซื้อยาของข้า ผลก็คือคู่ต่อสู้ของมันตายไปเรียบร้อย"
ในไม่ช้า คนทั้งสองก็ขอซื้อเม็ดยา ซื้ออีกครั้ง และอีกครั้ง จนกระทั่งพวกมันไม่มีหินลมปราณเหลืออยู่เลย หลังจากที่ต่อสู้ไปอย่างดุเดือดสักพัก พวกมันก็หยุดการต่อสู้โดยที่ไม่ได้อะไรเลย ยกเว้นถุงเก็บสมบัติที่ว่างเปล่า
เมิ่งฮ่าวส่ายหน้าเก็บป้ายผ้า เดินไปหาลูกค้ารายใหม่เพื่อทำการค้าต่อไป
เมื่อดวงตะวันเริ่มตกดิน เมิ่งฮ่าวได้เดินไปทั่วทุกแห่งในบริเวณเขตส่วนรวมเพื่อขายเม็ดยา สุดท้ายไม่ว่าเขาจะไปที่จุดการต่อสู้ไหน การต่อสู้นั้นก็หยุดลงทันที และคู่ต่อสู้ก็เดินจากไป ในที่สุดเมิ่งฮ่าวก็พบเจอแต่ความว่างเปล่าบนที่ราบสูงนั้น เขาเอามือตบถุงเก็บสมบัติเบาๆ แล้วก็เดินจากไป
มันเป็นเวลาดึกแล้ว เมื่อเขากลับไปถึงถ้ำแห่งเซียน นั่งลงขัดสมาธิ และเริ่มตรวจนับหินลมปราณที่ได้มาในวันนี้อย่างตื่นเต้น
"หนึ่ง สอง…" เขาตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆตอนที่นับ "ทั้งหมด ห้าสิบสามก้อน ข้ารวยแล้ว วิธีนี้ช่างรวดเร็วกว่าการไปปล้นชิงจากคนอื่นมากนัก ทั้งปลอดภัยกว่ามาก แล้วก็ไม่ต้องสังหารใครอีกด้วย"
"เม็ดยาข้าเหลืออยู่ไม่มาก พรุ่งนี้ข้าต้องไปที่ร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตนเพื่อซื้อเพิ่ม ถ้าข้าต้องการให้การค้าดีกว่านี้ ข้าก็ควรจะซื้อเม็ดยาทั้งหมดในร้านของเดือนนี้มา ถ้าข้ามีหินลมปราณไม่พอ ข้าก็ควรซื้อให้มากเท่าที่จะซื้อได้ เมื่อเม็ดยาในร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตนขาดแคลน พวกมันก็จะมาซื้อเม็ดยาที่ร้านขายยาแบบเร่งด่วนของข้าง่ายขึ้น"
เมิ่งฮ่าวเปิดถุงเก็บสมบัติที่เขาได้จากผู้ฝึกตนที่สลบไปออกมาดู ด้านในมีหินลมปราณเล็กน้อย เม็ดยารวบรวมลมปราณสองเม็ด แล้วก็มีเม็ดยาสีชมพูหนึ่งเม็ด
เขายกเม็ดยาสีชมพูขึ้นมาตรวจสอบ ก็พบว่ามันเป็นเม็ดยาคงโฉมของร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตน ซึ่งมีราคาแพง มีค่าประมาณเม็ดยารวบรวมลมปราณสิบเม็ด และเป็นสินค้าที่แพงมากเท่าที่จะหาซื้อได้สำหรับร้านขายยาผู้ฝึกตน
"เม็ดยานี้ปรุงขึ้นมาเพื่อยังโฉมคงความงาม มันไร้ประโยชน์สำหรับข้าที่จะใช้มัน" เขาคิดว่าเจ้าของยาเม็ดนี้ก่อนหน้า คงตั้งใจจะเอาไปให้ศิษย์สตรีที่มันหมายตาไว้เพื่อเอาใจเป็นแน่ เขาคร้านที่จะคิดถึงเรื่องนี้ไปมากกว่านี้ จึงเก็บเม็ดยาสีชมพูลงไปในถุงเก็บสมบัติ
เมื่อเขามองไปยังหินลมปราณ และเม็ดยาทั้งหมดด้วยความพึงพอใจ ทันใดนั้นประตูศิลาของถ้ำแห่งเซียนก็เกิดเสียงดัง และเริ่มเปิดออก มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนเมิ่งฮ่าวไม่ทันที่จะเก็บหินลมปราณและเม็ดยาทั้งหมดที่วางอยู่
หญิงสาวเดินเข้ามา หันหลังให้กับรัศมีของแสงจันทร์ เป็นหญิงสาวที่งดงาม แต่เย็นชาและมีสีหน้าไร้ความรู้สึก นางสวมใส่ชุดยาวสีเงิน ซึ่งดูราวกับว่านางกำลังห่มแสงจันทร์ไว้
ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน นอกจากศิษย์สายในของสำนักเอกะเทวะ ศิษย์พี่หญิงสวี่
เมื่อนางได้เข้ามาในถ้ำแห่งเซียน แสงจันทร์ก็ส่องกระทบ หินลมปราณและเม็ดยาซึ่งวางอยู่ตรงหน้าเมิ่งฮ่าวเป็นประกายสีเงินแวววาว ทำให้สีหน้าที่เย็นชาของนางเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ
"ขอคารวะศิษย์พี่หญิงสวี่" เมิ่งฮ่าวกล่าวทักทาย รีบใช้มือขวากวาดหินลมปราณและเม็ดยาใส่ถุงเก็บสมบัติ ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางอึดอัดใจ
ศิษย์พี่หญิงสวี่ไม่กล่าววาจาใดๆ เพียงแค่มองดูเมิ่งฮ่าวแล้วก็พยักหน้า จากนั้นก็เดินออกไป
เมิ่งฮ่าวเดินตามนางไปด้วยความประหลาดใจ
"ศิษย์พี่หญิงสวี่ ท่านมาที่นี่อย่างยากลำบาก ทำไมไม่อยู่ต่อสักครู่หนึ่ง?"
"ไม่มีความจำเป็น" นางตอบกลับมาเสียงเย็นชา "ข้ากำลังจะปลีกสันโดษไปนั่งเข้าฌาณตั้งแต่วันพรุ่งนี้ แค่แวะผ่านมา จึงมาดูเจ้าเล็กน้อย" นางมองมาที่เขา จากนั้นก็เดินออกจากถ้ำไป
เมิ่งฮ่าวรู้สึกกระอักกระอ่วน แอบเสียใจที่ไม่น่านั่งนับหินลมปราณ เพราะหากเขาทำตัวให้ดูน่าสงสารสักหน่อย บางทีเขาอาจจะได้ประโยชน์จากการที่ศิษย์พี่หญิงสวี่มายังที่นี่มากขึ้น
ในเวลาเดียวกัน เขาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นเล็กน้อยในจิตใจ ศิษย์พี่หญิงสวี่ถึงจะดูเย็นชาและแปลกแยก แต่นางก็มาที่นี่เพื่อเยี่ยมเขา ซึ่งหมายความว่านางจำเขาได้ หัวใจเขาเต้นระรัว ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ เม็ดยาสีชมพูก็ปรากฏขึ้น
"ข้ากำลังจะขอบคุณท่านอยู่พอดี ศิษย์พี่หญิงสวี่ ข้ารวบรวมเม็ดยารวบรวมลมปราณได้จำนวนหนึ่ง ทำให้สามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับเม็ดยาคงโฉมเม็ดนี้ ได้โปรดรับมันไว้ ในสายตาของข้า มีแต่ท่านที่คู่ควรกับเม็ดยาเช่นนี้"
"ตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าเข้าสังกัดสำนัก ข้าก็ใฝ่ฝันว่าท่านจะดูอ่อนเยาว์เช่นนี้ไปตลอดกาล และคงความเป็นโฉมสะคราญตลอดไป" เขาพูดโดยไม่กะพริบตา น้อมส่งยาออกไป ด้วยสีหน้านอบน้อม
ศิษย์พี่หญิงสวี่หยุดเดินและหันกลับมามองเขา จ้องไปที่เม็ดยาในมือเขาอย่างเงียบๆเนิ่นนาน จากนั้นจึงหยิบมันไป
"ถึงแม้ว่าเม็ดยารวบรวมลมปราณจะหาได้ง่ายในสำนัก แต่มันก็มีฤทธิ์ได้จนถึงขั้นห้าของการรวบรวมลมปราณ พวกเราเหล่าผู้ฝึกตนเห็นความสำคัญของระดับพลังลมปราณ ก้าวเข้าสู่โลกของการฝึกตน เท่ากับเหยียบย่างอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย เจ้าไม่ควรทำเช่นนี้อีกในแม้เจ้าจะฉลาดมีไหวพริบ แต่ก็สมควรขยันฝึกให้มากกว่านี้"
นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฮ่าวได้ยินศิษย์พี่หญิงสวี่ พูดได้มากขนาดนี้ เมื่อได้ยินดังนั้น เขาก็พยักหน้าอย่างน้อมรับคำสอน
"ตราบเท่าที่ศิษย์พี่หญิงสวี่ชอบมัน ข้าก็ยินดีที่จะนำไปมันมาให้" เขากล่าวพร้อมกับค้อมศีรษะกะพริบตา เหมือนจะอายเล็กน้อย
"ยาเม็ดนี้… ข้าจะรับไว้แค่ครั้งนี้ แต่ครั้งหน้าห้ามนำเม็ดยาของเจ้าไปแลกเปลี่ยนเช่นนี้อีก" ศิษย์พี่หญิงสวี่เก็บเม็ดยาไว้ ลังเลอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็ดึงเอาจี้หยกสีชมพูมายื่นส่งให้เมิ่งฮ่าว
"นี่เป็นของวิเศษ" นางกล่าว "ใช้เพื่อป้องกันตัว" จากนั้นก็เริ่มเดินลงไปจากภูเขา
"ขอบคุณมาก ศิษย์พี่หญิงสวี่" เมิ่งฮ่าวเอ่ย "ได้โปรดให้ข้าเดินไปเป็นเพื่อนท่าน? ข้าไม่ได้พบเจอท่านเป็นเวลานานแล้ว และข้าก็มีคำถามบางอย่างเกี่ยวกับการฝึกตน ซึ่งหวังว่าท่านจะช่วยขจัดความโง่เขลาให้ข้าได้"
เขาทราบว่านี่เป็นโอกาสที่สำคัญ นี่เป็นบุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่เขาจะพึ่งพาได้ในสำนักนี้ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องหาทางใกล้ชิดนาง ถ้าเขาได้เดินไปพร้อมกับนางในเขตสำนักสายนอก และถูกศิษย์คนอื่นๆ พบเห็น บางทีผู้ที่จะกล้าหาเรื่องเขา จะลดน้อยลง
ศิษย์พี่หญิงสวี่ลังเล นางเป็นบุคคลที่เย็นชาไม่สนใจใคร และไม่ค่อยพูดมากนัก ไม่เคยมีศิษย์สำนักเพศชายมาติดตาม นางเกิดความรู้สึกแปลกๆ ที่มีเมิ่งฮ่าวมายืนอยู่ข้างกาย กำลังที่จะปฏิเสธ แต่เมื่อได้ยินถ้อยคำของเมิ่งฮ่าวช่วงท้าย นางคิดถึงสีหน้าเอียงอายของเขาขณะมอบเม็ดยาคงโฉม จึงพยักหน้ารับคำอย่างเงียบๆ
โดยมีแสงจันทร์เคียงข้าง สาดส่องลงมาสู่แผ่นดิน ตกกระทบร่างทั้งสอง ที่เดินเข้าใกล้กันมากขึ้นทุกที
ณ เวลานั้น บนจุดสูงสุดของยอดเขาทิศเหนือ ชายชราร่างสูงในชุดยาวสีเทายืนขึ้น เมื่อมันได้มองลงมาเห็นเหตุการณ์ที่เบื้องล่าง สีหน้าก็แสดงออกถึงการยอมรับ
"ยอดเยี่ยม เจ้าเด็กเมิ่งฮ่าว ไม่เลวทีเดียว มันเข้าใจลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของสำนักเอกะเทวะ รู้ว่าควรจะหาใครที่พึ่งพาได้ และรู้ว่าต้องรักษาความสัมพันธ์กับผู้ที่พึ่งพานั้นไว้ จึงจะมีที่พึ่งพาอยู่เคียงข้างตลอดไป" นี่เป็นชายชราคนเดียวกับที่แสดงท่าทียอมรับเมิ่งฮ่าวในวันแจกเม็ดยา มันยิ่งรู้จักเมิ่งฮ่าวมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งชอบเขามากขึ้นเท่านั้น
ตอนที่ 13: บุรุษใหญ่เฉาหยาง
ศิษย์พี่หญิงสวี่เปรียบประหนึ่งหนังพยัคฆ์ การได้ห่มหนังพยัคฆ์เช่นนี้ เดินวนรอบเขตสำนักสายนอก จึงเป็นจุดรวมความสนใจของเหล่าศิษย์สายนอกทั้งหลาย เมื่อพวกมันมองเห็นศิษย์พี่หญิงสวี่เดินเคียงคู่มากับเมิ่งฮ่าว ทุกคนก็แสดงสีหน้าแปลกใจ ยิ่งคนที่เห็นเมิ่งฮ่าวขายเม็ดยาเมื่อตอนกลางวัน ก็ยิ่งมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่ก็ต้องเก็บซ่อนความในใจไว้
สำหรับคนที่มีพลังการฝึกตนระดับสูงขึ้นไป แม้ไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนที่ราบสูงเมื่อกลางวัน ก็ยังจดจำภาพของเมิ่งฮ่าวได้ชัดขึ้น และคิดว่านี่เป็นบุคคลที่ไม่ควรตอแยด้วย
เมิ่งฮ่าวเองก็อาจไม่รู้ตัว ในสำนักเอกะเทวะ ตัวเขาในสองเดือนมานี้ ก็มีชื่อเสียงขึ้นมาแล้วระดับหนึ่ง
จากที่เมิ่งฮ่าวพิจารณาดู หากได้เดินเคียงศิษย์พี่หญิงสวี่ไปเช่นนี้ทั้งวันได้ยิ่งดี เสียดายที่ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน จึงมีศิษย์อยู่ในบริเวณนี้ไม่มากนัก จำนวนคนไม่ถึงครึ่งที่ได้มองเห็นฉากนี้
หลังจากที่ตระหนักว่า โอกาสแสดงความใกล้ชิดกับศิษย์พี่หญิงสวี่ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย จึงไม่ควรที่จะสูญเสียโอกาสอันดีนี้ เมิ่งฮ่าวจึงใช้ถ้อยคำของนักศึกษาผู้เอียงอาย เดินนำศิษย์พี่หญิงสวี่ผู้เงียบขรึมพูดน้อย ไปถึงร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตน ที่ซึ่งมีบุรุษวัยกลางคนที่ดูท่าทางตื่นเต้นและชื่นชม จนขายเม็ดยาหลากหลายชนิดให้เขาในราคาถูก รวมทั้งเม็ดยาประสานโลหิตจนเกลี้ยงโหล ซึ่งกว่ายาหลายขนานนี้จะปรุงขึ้นใหม่ ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน
พวกเขายังได้เดินไปที่หอเก็บของวิเศษ จ้องเขม็งไปยังบุรุษหน้าตาเจ้าเล่ห์ต่อหน้าศิษย์พี่หญิงสวี่ จนอีกฝ่ายหวาดกลัวหน้าซีดเผือด มันแอบเอาหินลมปราณมามอบให้เมิ่งฮ่าว และชี้แจงว่าเขาสามารถนำกระจกทองแดง มาเปลี่ยนเป็นของวิเศษอย่างอื่นได้ทุกเมื่อ เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงเย็นชา แสดงเจตนาเจ็บแค้น และบอกบุรุษผู้นั้นไปว่า กระจกทองแดงไร้ประโยชน์ เขาโยนมันทิ้งแล้ว
ศิษย์พี่ที่ดูแลหอเก็บของวิเศษ หัวเราะอย่างเต็มฝืนและกล่าวขอโทษเมิ่งฮ่าว และไม่ไปคิดมาก เจ้ากระจกนั่นเคยหายอยู่บ่อยๆ เมื่อในอดีต แล้วก็มักจะพบเห็นได้อีกภายในสองถึงสามปี
หลังจากนั้นเมิ่งฮ่าวและศิษย์พี่หญิงสวี่ ก็เดินไปจนถึงตีนเขาทิศตะวันออก เมิ่งฮ่าวมองดูแสงจันทร์สาดส่องศิษย์พี่หญิงสวี่ที่เดินจากไปช้าๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักว่าจริงๆแล้ว นางเป็นผู้ที่มีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง งามสง่าราวกับเป็นนางเซียนผู้เป็นอมตะ
"เสียดายที่นางเย็นชาเกินไป มิฉะนั้นข้าคงคิดจะแต่งงานกับนางแน่ๆ" เขาจินตนาการเพ้อฝันเล็กน้อย จากนั้นก็ส่งเสียงกระแอม และหันหลังเดินกลับไปยังถ้ำแห่งเซียน
ราตรีผ่านไปเช่นเคย เวลาเช้าตรู่ เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณปรากฏขึ้น เมิ่งฮ่าวก็รีบเดินทางไปยังเขตที่ราบสูงนั้น
"พลังลมปราณของข้าใกล้จะถึงจุดสูงสุดของขั้นสามการรวบรวมลมปราณ แต่ก็แย่นักที่ข้าไม่มีเม็ดยาที่เหมาะสม แกนสัตว์อสูรก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะได้มา บางทีข้าคงต้องลองไปที่ภูเขาสีดำลูกนั้น แต่มันก็เสี่ยงอันตรายมากเกินไป" เขาเดินไป ความคิดก็เริ่มก่อตัว
"เป้าหมายของข้าตอนนี้ก็คือต้องรวบรวมหินลมปราณให้ได้มากที่สุด เมื่อถึงเวลาที่ข้าได้แกนสัตว์อสูรชั้นดีมา ก็จะสามารถใช้กระจกทองแดงสร้างแกนสัตว์อสูรเพิ่มขึ้นได้อีกมากมาย ข้าก็จะก้าวพรวดเดียว ขึ้นไปถึงระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ…" หัวใจเขาเต้นรัว ดวงตาลุกโชนด้วยความมุ่งมั่น
"การเป็นผู้ฝึกตนระดับห้าในศิษย์สายนอก มันเทียบเท่ากับการได้เป็นเจ้าผู้อยู่เหนือผู้อื่นแล้ว สามารถใช้วิชาเดินบนสายลมได้ด้วย" เมิ่งฮ่าวคิดย้อนกลับไปถึงศิษย์พี่หวังเถิงเฟย ที่สามารถลอยตัวขึ้นจากพื้นได้หนึ่งคืบ และหัวใจของเขาก็เต้นเร็วขึ้น
ในไม่ช้า เขตที่ราบสูงก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า เขารีบเดินตรงไป ด้วยท่าทางของนักศึกษาที่อ่อนแอ ไปนั่งขัดสมาธิอยู่บนศิลาก้อนใหญ่
หลังจากนั้น ผู้ฝึกตนก็เดินเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงคนที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเมื่อวานนี้ เสียงของการต่อสู้ดังไปทั่วบริเวณนั้น ตามมาด้วยโลหิตและเสียงแผดร้องด้วยความเจ็บปวด เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆ พยายามที่จะมองหาว่าที่ลูกค้าคนแรกของวันนี้ เขาไม่ได้สังเกตเห็นบริเวณอื่นของเขตส่วนรวม มีบุรุษผู้หนึ่งเดินอย่างระมัดระวังผ่านฝูงชนเข้ามา
เจ้าผู้นั้นเดินอย่างช้าๆ มองไปรอบๆ ทันใดนั้น มันก็มองมาเห็นเมิ่งฮ่าว ตัวของมันสั่นสะท้าน หยุดเดินในทันที
เมื่อวานมันเป็นลูกค้าคนแรกของเมิ่งฮ่าว และได้มีโอกาสเห็นเมิ่งฮ่าวจัดการคู่ต่อสู้ของมันจนสลบ จากนั้นก็แสดงท่าทางเขินอายหยิบเอาหินลมปราณไปหน้าตาเฉย มันคิดไม่ถึงว่าเมิ่งฮ่าวจะกลับมาอีกในวันนี้ แต่ก็ได้เห็นแล้ว
"ทำไมเจ้าพ่อค้าหน้าเลือดนั่น ถึงยังอยู่ที่นี่อีก? เจ้าคนโกงนั่น ช่างชั่วร้ายจริงๆ!" ผู้ฝึกตนนั้นรู้สึกทั้งเกลียดและกลัวเมิ่งฮ่าว มันถอนหายใจออกมา เตรียมตัวที่จะจากไป ทันใดนั้นมันก็มองไปเห็นบุรุษร่างใหญ่ผู้หนึ่งเดินเข้ามาในเขตส่วนรวมพอดี
"นั่นมัน เฉาหยาง… ผู้ซึ่งอยู่ในจุดสูงสุดระดับขั้นสอง ที่เกือบจะก้าวไปถึงขั้นสามแค่ก้าวเดียว และลูกพี่ลูกน้องของมัน หลู่หง ก็เป็นบุคคลอันดับหนึ่งของเขตส่วนรวมชั้นนี้ ทำให้เฉาหยางนี่ชอบใช้วิธีการสกปรก ทำการต่ำช้า เช่นเมื่อคนคู่หนึ่งต่อสู้กันจนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย มันจึงลงมือกับทั้งคู่ แต่กับคนผู้นี้ ทุกคนได้แต่โกรธโดยไม่กล้าว่ากล่าว หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นทำพฤติกรรมเช่นนี้ จะต้องถูกรุมสั่งสอนไปแล้ว"
"เมื่อวานวันไม่มา ทุกคนจึงดีหน่อย แต่วันนี้ อาจมีของดีให้ดู" มันเดินเข้าไปใกล้เฉาหยาง แอบนึกว่า หากเฉาหยางไปหาเรื่องพ่อค้าของร้านขายยาแบบเร่งด่วนนั่นก็ดี มันเกลียดทั้งเมิ่งฮ่าวและเฉาหยาง ก็เลยอยากเห็นคนทั้งสองต่อสู้กันเอง
คู่ต่อสู้บางคนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นมองเห็นเฉาหยาง สีหน้าก็เปลี่ยนไป พวกมันเลิกต่อสู้และแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว กลัวว่าจะไปตอแยความพิโรธของลูกผู้ชายแบบเฉาหยาง
เฉาหยางพ่นลมออกจากจมูกด้วยสีหน้าเย็นชา มันทั้งสูงใหญ่กำยำ หลังดุจพยัคฆ์เอวดั่งหมี มันจ้องมองไปที่ศิษย์ระดับต่ำในเขตส่วนรวม ราวกับว่าเขตส่วนรวมเป็นสวนหลังบ้านตนเอง นอกจากสองหรือสามคนที่มันไม่กล้าไปยุ่งด้วย นอกจากนั้นมันไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา บัดนี้มันคิ้วขมวดด้วยความสงสัยว่า เหตุใดถึงไม่เห็นเพื่อนสนิทของมัน จ้าวอู่กัง มาหลายวันแล้ว จึงทำให้มันไม่พอใจมากยิ่งขึ้น มันเดินทอดน่องไปช้าๆ มองหาศิษย์ใหม่ที่ไม่ถูกชะตา เพื่อจะแย่งชิงเม็ดยา
จากนั้น มันก็จ้องไปเจอเมิ่งฮ่าว และป้ายผ้าผืนใหญ่ที่อยู่ใกล้กัน
ตอนแรก มันเพียงมองข้ามไป แต่เมื่ออยู่ในสายตาของผู้ฝึกตนที่เฝ้ารอให้เกิดการวิวาท สายตานั่นก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นและคาดหวัง
"ไป ไปสิ เร็วเข้า" ผู้ฝึกตนคนนี้กำหมัด พลันคิดได้ว่าการได้ดูคนอื่นต่อสู้กันอยู่ที่นี่ น่าสนใจกว่าการไปสู้ด้วยตัวเองมากมายนัก
บางทีพลังจิตของผู้ฝึกตนคนนี้เริ่มมีผล เฉาหยางกลอกลูกตาไปมา จากนั้นก็ก้าวตรงไปหาเมิ่งฮ่าวจริงๆ ทุกคนรีบกระจายออกไปจากบริเวณนั้น
เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ เลือกเป้าหมายเพื่อเตรียมจะเร่ขายเม็ดยาแล้ว แต่เมื่อเฉาหยางเดินตรงเข้ามา คู่เป้าหมายของเขาก็พลันเลิกสู้ รู้สึกเสียดายยิ่งนัก เขาแหงนหน้าขึ้น มองไปยังเฉาหยาง ที่กำลังเดินตรงมา
คนผู้นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเขา มันเป็นคนเหี้ยมโหดที่เขาเห็นเมื่อวันก่อน เมิ่งฮ่าวยังคงนั่งอยู่บนนั้น ด้วยลักษณะของนักศึกษาที่อ่อนแอ ท่าทางดูประหม่าและกระตือรือร้น กล่าวว่า
"พี่ท่าน นี่เป็นการเปิดร้านวันที่สอง มีเม็ดยาครบทุกขนาน แต่ละเม็ดจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการต่อสู้ ท่านสนใจที่จะซื้อสักเม็ดหรือไม่?"
เฉาหยางมองมาที่เขา พิจารณาดูครู่หนึ่ง แต่ไม่สามารถประมาณระดับพลังการฝึกตนของเขาได้ ใครก็ตามที่มีระดับขั้นของการรวบรวมลมปราณต่ำกว่าขั้นเจ็ด ถ้าไม่จงใจปล่อยพลังลมปราณออกมา ก็เป็นไปไม่ได้ที่คนอื่นจะมองเห็นระดับการฝึกตนของคนผู้นั้น มีแต่ขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณขึ้นไป คนอื่นถึงจะสามารถมองเห็นระดับขั้นได้
ดังนั้น มันจึงไม่มีทางที่จะรับรู้ถึงระดับขั้นของเมิ่งฮ่าว
"เมื่อข้าซื้อสิ่งของ ข้าไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ส่งมอบเม็ดยาและหินลมปราณทั้งหมดมาให้ข้า ถ้าขืนชักช้า ข้าจะหักคอเจ้าซะ" มันพูดด้วยตาลุกโชน น้ำเสียงข่มขู่บังคับเต็มที่ นี่เป็นเขตส่วนรวมสำหรับศิษย์ระดับขั้นต่ำ และทุกคนในที่นี้ก็นอบน้อมต่อมัน เมื่อนึกถึงลูกพี่ลูกน้องของมันคือหลู่หง มันจึงไม่เกรงกลัวใคร รูปร่างสูงใหญ่ของมัน ยืนตระหง่านบนที่ราบสูง รอบตัวมองมาด้วยสายตายำเกรง ยิ่งขับชูพลังอันแก่กล้า
ห่างออกมาไม่ไกล ลูกค้าคนแรกของเมิ่งฮ่าว จ้องมองเหตุการณ์ด้วยความตื่นเต้น
"ตีมันให้ตาย ทุบมันให้ตาย!" มันพูดเงียบๆ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าหมายถึงใคร
"พี่ท่าน นักปราชญ์ได้กล่าวไว้ว่า การแย่งชิงเป็นสิ่งที่ไม่ดี" เมิ่งฮ่าวพูดเนิบนาบ "มา เรามาหารือกันเล็กน้อย ข้าทำการค้าเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ได้เปิดร้านเลย ข้าจะมีหินลมปราณได้อย่างไร?"
"นักปราชญ์? บนที่ราบสูงแห่งนี้ ข้าคือนักปราชญ์" เฉาหยางกล่าว รู้สึกมั่นใจมากขึ้นหลังจากได้ยินเมิ่งฮ่าวพูด "ถ้าข้าต้องการจะตีเจ้า ผู้ใดกล้ามาหยุดข้า? ถ้าข้าต้องการเชือดเจ้าเป็นชิ้นๆ ใครกล้าปริปากพูด?" มันหัวเราะอย่างเต็มที่ เมื่อคิดเอาเองว่าเมิ่งฮ่าวกลัวจนขวัญผวา ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าจนเกือบใกล้กับเขา ดวงตามันเปล่งประกายเต็มไปด้วยความถือดี
"พี่ท่าน ข้าไม่เคยไปตอแยอะไรท่านเลย ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็ไม่ได้อยู่ในเขตส่วนรวม ดูสิ ข้ายืนอยู่ที่ขอบด้านนอกนะ" เมิ่งลุกขึ้นยืนบนก้อนศิลาใหญ่ พยายามที่จะพูดจาด้วยเหตุผล
"คำพูดของเจ้าช่างมากด้วยเรื่องไร้ค่า" เฉาหยางพูดอย่างหมดความอดทน "ถ้าข้าบอกว่าเจ้าอยู่ในเขตส่วนรวม เจ้าก็ต้องอยู่" มันก้าวข้ามป้ายผ้า จากนั้นก็ตะปบมือส่เมิ่งฮ่าวเต็มแรง
"ช่างเป็นคนพาลอะไรเช่นนี้!" เมื่อเขาเห็นการเคลื่อนไหวของเฉาหยาง เมิ่งฮ่าวตาเป็นประกาย และเปลี่ยนบุคลิกเป็นอีกคนในทันที เมื่อเฉาหยางพุ่งเข้ามา เขาก็ชิงฟาดฝ่ามือขวาพุ่งออกไปก่อน
เกิดเสียงดังกึกก้อง จากนั้นก็มีเสียงแผดร้องอย่างน่ากลัวออกมาจากปากของเฉาหยาง ตามมาด้วยโลหิตพุ่งกระจาย ร่างของมันลอยละลิ่วตกอยู่ไม่ไกลนัก สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ระดับการฝึกตนของมันสูงกว่าคนที่เมิ่งฮ่าวจัดการไปเมื่อวาน ดังนั้นมันไม่ได้สลบไป แต่ร่างกายเจ็บปวดทรมาน แม้ว่ามันพยายามที่จะลุกขึ้นยืน แต่ก็ยังลุกไม่ขึ้น เมิ่งฮ่าวปรากฏขึ้นข้างกายมัน เหยียบลงบนตัวมัน
"นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า ซื้อของแต่ไม่จ่ายเงิน คือรนหาที่ตาย"
"ข้าบอกแล้วว่า ข้าทำการค้าเล็กน้อย และยังไม่ได้เปิดร้าน ยังไม่มีหินลมปราณ" เขาพูดไป เท้าก็กระทืบไปที่ร่างเฉาหยางอย่างโหดเหี้ยม บุรุษใหญ่เฉาหยางแผดร้องโหยหวน เสียงร้องอย่าน่าอนาถใจกระจายออกไปทั่วเขตที่ราบสูง เมิ่งฮ่าวพูดหนึ่งคำ ก็เตะไปหนึ่งที สลับกันไปมา มันได้แต่ใช้มือปกป้องส่วนศีรษะกลิ้งไปมา จนในที่สุด ก็มีรอยเท้าเต็มไปทั่วเสื้อยาวสีเขียวของมัน
"ข้าบอกเจ้าแล้วว่า ข้าอยู่นอกเขตส่วนรวม ไม่ใช่อยู่ด้านใน" เมิ่งฮ่าวพูดอย่างเกรี้ยวกราด
บุรุษใหญ่เฉาหยางแผดร้องออกมาอย่างน่ากลัว ร่างเริ่มอ่อนปวกเปียก ดูเหมือนว่าตอนนี้มันมีแต่ลมหายใจเข้า แทบไม่มีลมหายใจออก ผู้ฝึกตนทุกคนมองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยความตกใจและหวาดกลัวอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในนี้มีบางคนที่หมดสิ้นเรี่ยวแรงเมื่อวานนี้ ก็เริ่มคิดว่าเมื่อวานนี้ พวกมันโชคดีที่ไม่เจอเช่นนี้
คนที่เข้าใจเมิ่งฮ่าวมากที่สุด ก็คือลูกค้าคนแรกของเมื่อวาน มันมองเห็นบุรุษใหญ่เฉาหยางส่งเสียงร้องโหยหวน และเห็นสีหน้าอันดุร้ายของเมิ่งฮ่าวเมื่อกระโดดขึ้นลงกระทืบไปที่ตัวเฉาหยาง ทันใดนั้นมันก็ตัวสั่นหลั่งเหงื่อโทรมกาย ยิ่งมองนานเท่าไหร่ มันยิ่งคิดว่าเมิ่งฮ่าวช่างน่ากลัวและเป็นตัวอันตรายโดยแท้
ดูเหมือนว่าเฉาหยางจะเริ่มหมดสติไปในไม่ช้า เงาแห่งความตายคืบคลานเข้ามาปกคลุมมัน สายตาเริ่มพล่าเลือน จากนั้นมันก็ยกมือซ้ายอันสั่นเทาขึ้นมา ในมือเป็นหินลมปราณกำใหญ่
"ข้า… ข้าต้องการซื้อเม็ดยา!" มันร้องไห้ รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมด ร้องเสียงดังออกมาเท่าที่จะทำได้ มันกลัวว่าเมิ่งฮ่าวอาจจะไม่ได้ยินเสียงของมัน
เมิ่งฮ่าวหยุด ยกเท้าค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าดุร้ายหายไปในทันที แทนที่ด้วยสีหน้าไร้เดียงสาของนักศึกษา เขารับหินลมปราณไปด้วยรอยยิ้มที่ร่าเริง
"ทำไมท่านไม่พูดให้เร็วกว่านี้สักหน่อย?" เขาช่วยดึงตัวเฉาหยางขึ้นมา ยกมือปัดฝุ่นและรอยเท้าออกไปจากเสื้อยาวของมัน รีบควักเม็ดยาผ่อนคลายกระดูกยื่นให้ พูดอย่างเกรงใจ
บุรุษใหญ่เฉาหยางตัวสั่นเทิ้ม จ้องมองมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยความกลัว ท่าทางของมัน ต้องการที่จะจากไปในทันที ไปให้ไกลเท่าที่จะไกลได้จากปีศาจในคราบมนุษย์ผู้นี้
ตอนนี้ มันก็ดูเหมือนผู้ฝึกตนคนอื่นๆจากเมื่อวาน
"พี่ท่าน ดูจากสถานการณ์ของท่านในตอนนี้ ข้าคิดว่าเม็ดยาแค่เม็ดเดียว คงช่วยท่านได้แค่ชั่วคราว"
เมิ่งฮ่าวโอบไหล่เฉาหยาง ท่าทางเหมือนหยุดคิดอยู่ชั่วครู่ "ท่านมีศัตรูอยู่มากมาย ทำไมถึงไม่ซื้อให้มากกว่านี้นะ?"
ตอนที่ 14: ภัยคุกคาม
เมื่อได้ยินดังนั้นร่างของเฉาหยางก็แข็งค้าง ไม่ใช่เพียงแค่มันคนเดียว ทุกคนที่มุงดูอยู่รอบๆก็เช่นกัน มองไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยความกลัว
"ซื้อ… ซื้อเพิ่มอีกหน่อย?" เฉาหยางกล่าวด้วยเสียงอ่อนล้า ถ้าไม่ใช่ว่าเมิ่งฮ่าวกำลังพยุงมันไว้ มันคงล้มคว่ำลงไปแล้ว
"หนึ่งเม็ด ต่อหนึ่งหินลมปราณ" เมิ่งฮ่าวพูดอย่างสุภาพอ่อนโยน เขาหยิบเม็ดยาคลายฟกช้ำออกจากถุงเก็บสมบัติมาสิบกว่าเม็ด "ข้ารับใช้ลูกค้าด้วยความซื่อสัตย์เสมอมา พี่ท่าน วางใจได้ ข้าไม่ฉวยโอกาสจี้ปล้นเมื่อเกิดไฟไหม้ เอาเปรียบท่านด้วยการเพิ่มราคาหรอกนะ ลองถามท่านพี่คนอื่นๆบริเวณนี้ได้ ชื่อเสียงของร้านขายยาแบบเร่งด่วนค่อนข้างดีงามเสมอมา"
เฉาหยางหน้าซีดเมื่อมองไปที่เม็ดยาทั้งหมด และเมื่อมองไปยังสีหน้าที่มีอัธยาศัยอันดีของเมิ่งฮ่าว ก็รู้สึกเสียววูบที่สันหลังในทันที มันต้องกัดฟันซื้อไว้ ด้วยจิตใจที่เต้นรัว
"พี่ท่านสายตาแหลมคมนัก นี่เป็นเม็ดยาของแท้จากร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตนจริงนะ" ขณะที่พูด เขาก็หยิบเอาเอาเม็ดยาประสานโลหิตออกมาถือไว้อีกสิบกว่าเม็ด
เฉาหยาเห็นเมิ่งฮ่าวหยิบเม็ดยาออกมาอีก พลันสะดุ้งตัวสั่น จิตใจขมขื่น แล้วก็มองกลับไปที่ใบหน้าของเขา และก็เห็นถึงความรู้สึกห่วงใยฉายอยู่เต็มใบหน้านั้น
เฉาหยางไม่ใช่คนโง่ มันเข้าใจถึงความตั้งใจของเมิ่งฮ่าว โลหิตไหลรินอยู่ในจิตใจมัน แต่ในตอนนี้ชีวิตของมันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และมันก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก จึงหยิบหินลมปราณออกมาจากถุงเก็บสมบัติจำนวนหนึ่ง แล้วก็ส่งให้เมิ่งฮ่าวอย่างแสนเสียดาย
เมิ่งฮ่าวรับไว้พร้อมรอยยิ้ม จากนั้นก็ส่งเม็ดยาให้เฉาหยางทีละเม็ด ไม่นานหินลมปราณทั้งหมดในถุงเก็บสมบัติของเฉาหยาง ก็ถูกแทนที่ด้วยเม็ดยาของเมิ่งฮ่าว
เฉาหยางรู้สึกมีโลหิตไหลรินอยู่ในจิตใจมากขึ้น เนื้อบนใบหน้าสั่นเทิ้มด้วยความเจ็บปวด
มันมองเห็นเมิ่งฮ่าวยังคงมีเม็ดยาห้าเม็ดอยู่ในมือ สีหน้ามันดูหวาดกลัวและสิ้นหวัง
"เม็ดยาเมื่อครู่ จะช่วยท่านฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ ส่วนเม็ดยาทั้งห้านี้สำหรับหลังจากการฟื้นฟูร่างกายแล้ว เพื่อช่วยบำรุงสุขภาพของท่านให้ดีอยู่ตลอดไป" เมิ่งฮ่าวพูดอย่างเอาใจใส่ เมื่อเขาจ้องไปที่เฉาหยาง
"ข้าไม่เหลือหินลมปราณอีกแล้ว ไม่มีจริงๆ" เฉาหยางพูด มองไปที่เมิ่งฮ่าว ทำท่าเหมือนจะร้องไห้
เมิ่งฮ่าวไม่พูดอะไร ยังคงสีหน้ามีอัธยาศัยดีเหมือนเดิม เฉาหยางรู้สึกเสียวไปถึงไขสันหลัง กัดฟันดึงของวิเศษออกมา มีทั้งกระบี่บิน ไม้อาคม เม็ดยารวบรวมลมปราณ และอื่นๆ
"ข้าไม่มีหินลมปราณ มีแต่ของพวกนี้" มันพูดอย่างหมดท่า
"อืม ของวิเศษก็ใช้ได้" เมิ่งฮ่าวกล่าว หยิบมาทั้งหมดเก็บใส่ถุงสมบัติ
ไม่นานหลังจากนั้น เฉาหยางก็ถือเม็ดยามากมาย เดินโซเซจากไปพร้อมกับศิษย์สายนอกที่มาช่วยพยุงมัน
เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงเก็บสมบัติอย่างกระหยิ่มใจ เวลายังเช้าอยู่ และเขาก็สามารถขายเม็ดยาออกไปได้ทั้งหมด จึงตัดสินใจที่จะจากไป หลังจากเก็บป้ายผ้าก็บอกกับผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆว่า พรุ่งนี้พบกันใหม่ แล้วก็เดินลงมาจากที่ราบสูงนั่น
ครึ่งเดือนผ่านไป ช่วงเวลานั้น ชื่อเสียงเมิ่งฮ่าวก็เป็นที่รู้จักไปทั่ว ท่ามกลางศิษย์ที่มีระดับการฝึกตนขั้นสามลงไป พวกมันรู้ว่ามีร้านขายยาแบบเร่งด่วนบนที่ราบสูงเขตส่วนรวม
ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ก็คือเจ้าของร้าน ที่มองดูเหมือนเป็นนักศึกษาที่อ่อนแอ แต่มีอารมณ์ที่รุนแรง ข่าวลือถูกกระจายไปทั่ว
บ่ายวันหนึ่ง เฉาหยางเดินออกมาจากบ้านด้วยสีหน้าซีดขาว แม้ผิวจะซีดไปบ้างแต่บาดแผลก็หายเป็นปกติดี เม็ดยาที่มันซื้อมาจากเมิ่งฮ่าวด้วยราคาที่สูงลิ่ว แท้จริงก็แล้วมีประสิทธิภาพในการช่วยให้มัน ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้เป็นอย่างดี
มันต้องนอนซมอยู่นานครึ่งเดือนจากวันนั้น จนเมื่อเร็วๆนี้ มันจึงสามารถออกมาเดินข้างนอกบ้านได้ ตอนแรกดูเหมือนมันจะลังเลเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็เดินผ่านเขตสำนักสายนอก จนมาถึงพื้นที่ที่มีบ้านอยู่ประปราย มันหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
"เฉาหยางมาขอเข้าพบศิษย์พี่หลู่" มันพูด ยืนประสานมือแสดงความเคารพอยู่หน้าบ้าน
ในบ้านมีบุรุษอายุประมาณสามสิบปี ในชุดยาวสีเขียว นั่งขัดสมาธิอยู่ หน้าตาไม่หล่อเหลา แต่ดูหยิ่งยโส มันลืมตาขึ้น มองประเมินออกไปที่เฉาหยาง
"มีเรื่องอันใด?" มันพูดเสียงเย็นชา
"คือเช่นนี้ ศิษย์พี่หลู่ ข้า… ข้าถูกปล้น เมื่อหลายวันก่อน" เฉาหยางพูดโพล่งออกมา ท่าทางกระสับกระส่าย ผู้คนเบื้องนอกกล่าวกันว่าศิษย์พี่หลู่เป็นลูกพี่ลูกน้องของมัน แต่ในความเป็นจริง พวกมันไม่มีความสัมพันธ์อันใดต่อกัน ศิษย์พี่หลู่มักจะนั่งสมาธิอย่างสันโดษ และไม่เคยสนใจเฉาหยางเลยแม้แต่น้อย
บัดนี้มันเป็นเพราะโทสะมิอาจกล้ำกลืน จึงมาขอพบ
เมื่อได้ยินเฉาหยางพูดดังนั้น ดูเหมือนว่าหลู่หงจะรู้สึกรำคาญเล็กน้อย
"มันเป็นใครที่ปล้นเจ้า?" หลู่หงถามเสียงเย็นชา
"มันเป็นศิษย์สายนอกนามว่า เมิ่งฮ่าว" เฉาหยางรีบตอบ
"เมิ่งฮ่าว?" หลู่หงหยุดคิดชั่วครู่ นึกถึงภาพของผู้ที่มอบเม็ดยาลมปราณเกราะให้กับศิษย์พี่หญิงสวี่เมื่อหลายเดือนก่อน
"คือมันผู้นั้นนั่นเอง เป็นคนโง่และไร้วิชา" เฉาหยางพูดด้วยความเกลียดชัง "แต่มันได้เปิดร้านขายยาบนที่ราบสูง คอยเร่ขายเม็ดยาให้กับศิษย์ที่บาดเจ็บจากการต่อสู้"
"เร่ขายเม็ดยา?" หลู่หงพูดพร้อมขมวดคิ้ว สองตาสาดประกาย
"ขอรับ ตอนนี้มันเป็นหนึ่งในศิษย์ที่มีชื่อเสียงมากในพวกระดับลมปราณขั้นต่ำ มันเปิดร้านขายยา จากนั้นก็บังคับให้ผู้คนซื้อยาจากมัน ตอนนี้ทุกคนก็ไม่พอใจและไม่อยากที่จะซื้อยาจากมัน ทั้งหมดเกลียดชังมัน มันเป็นผู้ปลุกความโกรธแค้นของฟ้าดิน! ข้ามาขอร้องให้ศิษย์พี่หลู่ ได้โปรดช่วยผดุงความยุติธรรม"
โทสะปกคลุมทั่วใบหน้าเฉาหยาง เมื่อมันคิดไปถึงความอเนจอนาถที่มันได้รับในวันนั้น
แท้จริงแล้ว ศิษย์พี่หลู่ ไม่ได้สนใจในสิ่งที่เฉาหยางได้พูดไปแม้แต่น้อย แต่ดวงตามันก็เปล่งประกายยิ่งกว่าเดิม
"พลังการฝึกตนของข้า ก้าวมาถึงระดับนี้ได้ มัวแต่แย่งชิงสิ่งของจากศิษย์ระดับต่ำทำให้เสียศักดิ์ศรี ทำไมนะ ตลอดเวลาที่ข้าอยู่ในสำนักเอกะเทวะนี้ ข้าถึงไม่เคยคิดที่จะเปิดร้านและเร่ขายเม็ดยา…" มันถอนหายใจและตบไปที่ต้นขา
ได้ยินเสียงจากด้านใน เฉาหยางยืนสับสนอยู่หน้าบ้าน ไม่มั่นใจว่าเสียงนั้นมีความหมายว่าอย่างไร มันไม่กล้าถาม ไม่นานหลังจากนั้น ศิษย์พี่หลู่ก็ไล่มันกลับไป โดยไม่มีคำรับประกันว่าจะช่วยมันแก้แค้น
รุ่งอรุณของเช้าวันต่อมา เมิ่งฮ่าวถือป้ายผ้าเดินตรงไปบนเนินที่ราบสูง ด้วยจิตใจร่าเริง เขาคุ้นเคยกับการเดินไปตามเส้นทางที่ทอดสู่ที่ราบสูง เมื่อไปถึงเขานั่งขัดสมาธิบนก้อนหินใหญ่เหมือนเคย
เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้น สีหน้าของผู้ฝึกตนคนอื่นๆก็เริ่มซีดขาว ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา พวกมันถูกรบเร้าจากเมิ่งฮ่าวให้ซื้อเม็ดยา จนรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าพวกมันไม่มาที่นี่ มันก็ไม่สามารถแช่งยิงเม็ดยาหรือหินลมปราณจากผู้ฝึกตนคนอื่นๆ การสังหารผู้คนนอกเขตพื้นที่นี้ ไม่สามารถทำได้ ดังนั้นพวกมันไม่มีทางเลือก นอกจากมายังที่นี่ แต่เคราะห์ดีที่ทุกคนต่างล้วนรู้ตัว พวกมันมักจะหยุดการต่อสู้เมื่อเห็นเมิ่งฮ่าวตรงมาหา
แต่ก็ย่อมมีพวกที่สู้อย่างติดพัน และมักจะมีพวกที่มีความแค้นต่อกันอยู่แล้ว ทำให้ถึงแม้ว่าการค้าของเมิ่งฮ่าวจะเริ่มน้อยลง แต่เขาก็ยังนับว่าไม่เลวเลย
แต่สิ่งที่ต้องกล่าวถึงคือ ตั้งแต่ที่เมิ่งฮ่าวเปิดร้าน ก็มีการตายก็น้อยลง เขารับรู้ถึงเรื่องนี้ และใช้มันเป็นจุดขายของเขา
เหมือนเช่นเคย เมิ่งฮ่าวมองหาว่าที่ลูกค้าไปรอบๆ เขาคิดว่านี่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด นึกถึงการเปิดร้านในเมืองหยุนเจี๋ย มักจะหาคนมาเป็นหน้าม้า ขณะที่ความคิดใหม่เกิดขึ้นในใจ ก็พลันต้องขมวดคิ้ว ด้วยสายตาเขาเหลือบไปเห็นบุรุษผู้หนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป อายุประมาณสามสิบปี ดูท่าทางเย่อหยิ่ง และในมือของมันก็ถือป้ายผ้าดูคล้ายของเมิ่งฮ่าว อักษรตัวใหญ่หลายตัวเขียนอยู่บนป้ายนั้น เขียนข้อความคล้ายๆกับเขาว่า
ร้านขายยาแบบเร่งด่วน ร้านที่2
บุรุษหนุ่มผู้นี้ก็คือหลู่หง ผู้อยู่ในอันดับหนึ่งของศิษย์ระดับขั้นต่ำ พลังการฝึกตนของมันใกล้เคียงกับเมิ่งฮ่าว อีกนิดเดียวก็จะถึงจุดสูงสุดของขั้นสาม เมิ่งฮ่าวจ้องไปที่มัน แล้วก็ไม่สนใจอีก ทำการค้าเช่นนี้มักหนีไม่พ้นถูกลอกเลียนแบบ เพียงแต่เมิ่งฮ่าว ไม่ค่อยชอบใจกับข้อความบนป้ายผ้านั่นเท่านั้น
ผู้ฝึกตนคนอื่นๆบริเวณนั้นมองหน้ากันไปมาชั่วครู่ จากนั้นก็กลับไปต่อสู้กันต่อไป ครึ่งชั่วยามผ่านไป เมิ่งฮ่าวจ้องไปที่คู่ต่อสู้คู่หนึ่ง แล้วก็รีบเดิน เอาป้ายผ้าไปปักใกล้ๆพวกมัน ในเวลาเดียวกันนั้น หลู่หงก็รีบเดินเอาป้ายผ้าไปปักด้วย
เมื่อเห็นป้ายผ้าสองอันมาปักอยู่ คู่ต่อสู้ทั้งสองก็หลั่งเหงื่อออกมา เท่าที่พวกมันรับรู้ บุคคลที่มาขายยาทั้งสองล้วนแต่แข็งแกร่ง ปกติแล้วแค่หนึ่งคนก็เพียงพอที่จะทำความลำบากให้กับพวกมัน แต่ตอนนี้มีตั้งสองคน ยืนจ้องมองมา
"พี่ท่าน ซื้อเม็ดยาแล้ว มั่นใจได้เลยว่าท่านปลอดภัยแน่นอน" เมิ่งฮ่าวรีบพูด "หนึ่งหินลมปราณต่อหนึ่งเม็ดยา ข้าปฏิบัติกับลูกค้าทุกท่าน เท่าเทียมกัน"
"ซื้อยาของท่านหลู่คนนี้ รับประกันความปลอดภัยเหมือนกัน" หลู่หงพูดมาจากอีกด้าน มันมองไปที่คู่ต่อสู้ ด้วยสายตาที่อยากฆ่าคน
คู่ต่อสู้ทั้งสองกลัวจนตัวสั่น หมดความคิดที่จะต่อสู้ พวกมันหยิบหินลมปราณออกมา ยื่นส่งให้หลู่หง จากนั้นก็วิ่งออกไป เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว นี่เป็นการปล้นกันชัดๆ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นต่อไป ไม่ช้าเขตส่วนรวมก็คงจะไม่มีใครมาอีก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ
ช่วงบ่าย การค้าของเมิ่งฮ่าวลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน นอกเหนือจากขายได้เล็กน้อยในตอนเช้าแล้ว เขาขายอะไรเพิ่มไม่ได้อีกเลย หลู่หง ผู้ไม่สนใจความถูกต้องชั่วดี บังคับผู้คนให้ซื้อ ถ้าใครไม่ซื้อ มันก็โจมตีผู้นั้น ในไม่ช้า เนินที่ราบสูงนั้นก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน
หลู่หงก้มมองลงไปดูหินลมปราณสิบกว่าก้อนที่ได้มา ภายนอกมันดูเย็นชาและไม่สนใจใคร แต่ภายในจิตใจกลับรุ่มร้อนไปด้วยความตื่นเต้น
"นี่เป็นการค้าที่ดีมากจริงๆ ถ้าข้าคิดได้แบบนี้ในครั้งก่อน ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปปล้นชิงกับศิษย์ระดับต่ำมากมายเหล่านั้นแล้ว ยิ่งถ้าไม่มีเมิ่งฮ่าวอยู่ที่นี่ ก็ยิ่งดีไปใหญ่ ข้ารังเกียจมัน" มันไม่ได้มาเพราะเฉาหยางอย่างแน่นอน แต่มาเพราะต้องการลอกเลียนแบบการค้าขายของเมิ่งฮ่าว ตอนนี้มันได้ลิ้มรสผลลัพธ์ที่ดีเช่นนี้แล้ว มันจึงต้องการที่จะขายคนเดียว มันมองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาสังหาร
"ข้ายังคงลองขายอีกสักสองสามวัน" มันคิด "จากนั้นค่อยสังหารมัน"
วันต่อมา ด้วยความเป็นอันดับหนึ่งของหลู่หง ภายใต้บารมีเช่นนี้ ถึงแม้จะมีคนมาที่เขตส่วนรวมน้อยลงมาก แต่พวกที่ไม่รู้เหตุการณ์เมื่อวาน ต่างก็ไม่กล้าที่จะไม่ซื้อเม็ดยาจากหลู่หง เมิ่งฮ่าวไม่อยากค้าขายเช่นนี้ วันนี้ทั้งวัน จึงไม่เปิดร้าน
ยิ่งหลู่หงมองไปที่เมิ่งฮ่าวมากเท่าไร ความต้องการสังหารเมิ่งฮ่าวของมันก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ในตอนเย็นของวันที่สาม เมื่อเมิ่งฮ่าวเดินจากไปอย่างเงียบๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่เย่อหยิ่งของหลู่หงจากด้านหลัง บางคนที่ยังอยู่ก็ได้ยินไปทั่ว
"พรุ่งนี้ถ้าข้ายังเห็นป้ายร้านเจ้าอีก ข้าจะทำลายพลังการฝึกตนของเจ้า"
เมิ่งฮ่าวหยุดเดินชั่วครู่ ไม่พูดอะไร แต่แววตาของเขาเต็มไปด้วยพลังที่เย็นเยียบ เขาเดินจากไป กลับไปยังถ้ำแห่งเซียน
"เจ้าเป็นผู้ที่ลอกเลียนแบบข้า" เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยสายตาที่ดุร้าย "จากนั้นก็ขโมยการค้าของข้า เหมือนนกพิราบที่ขโมยรังของนกกางเขน แล้วยังพูดว่าจะทำลายพลังการฝึกตนของข้า!"
เมื่อคิดไปถึงแววตาสังหารของหลู่หง เมิ่งฮ่าวก็ผลักประตูศิลาห้องที่สองในถ้ำแห่งเซียนให้เปิดออก ทันใดนั้น กลุ่มพลังลมปราณที่หนาแน่นก็กระจายพุ่งออกมา เมิ่งฮ่าวนั่งลงขัดสมาธิ
พลังลมปราณจากน้ำพุลงปราณที่สะสมเป็นเวลาหลายเดือน เขาดูดซับมันทั้งหมดในคราเดียว เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน เขาลืมตาขึ้น สาดประกายกล้า การบำเพ็ญเพียรของเขาได้ก้าวข้ามไปอีกขั้น ไม่ใช่ขาดเหลืออีกน้อยนิดจึงแตะจุดสูงสุดเช่นเดิมอีก ตอนนี้เขาอยู่ระดับสูงสุดของขั้นที่สาม ครึ่งก้าวใหญ่ก้าวเข้าขั้นสี่แล้ว
แต่ก้าวก้าวนี้ไม่ได้ก้าวข้ามได้ง่ายเช่นนี้ ยิ่งพลังการฝึกตนสูงขึ้น ก็ยิ่งยากที่จะก้าวข้ามไปอีกขั้น โดยเฉพาะระดับขั้นที่ห้าและขั้นที่เจ็ด ทั้งสองขั้นนี้มักจะข้ามผ่านได้ยากมากที่สุด เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว กัดฟัน กดดันตัวเองให้เปิดถุงเก็บสมบัติ หยิบเม็ดยารวบรวมลมปราณที่เขาได้มาเมื่อเร็วๆนี้ออกมาทั้งหมด จากนั้นก็ไม่เสียดายหินลมปราณ ใช้ความสามารถลึกลับของกระจกทองแดง ผลิตเม็ดยารวบรวมลมปราณเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนหลายเท่าตัว
ถึงเม็ดยารวบรวมลมปราณจะมีผลที่จำกัด แต่ถ้าใช้ในปริมาณมาก ก็น่าจะมีผลช่วยได้ไม่น้อย เสียแต่ไม่สามารถใช้ได้บ่อยๆ เว้นเสียแต่จะมีจำนวนมากขึ้นกว่าครั้งก่อนเสมอ จนกระทั่งหมดฤทธิ์โดยสมบูรณ์
"หากข้าไม่ชิงทำลายเขาก่อน คนผู้นี้วันรุ่งขึ้น ก็จะลงมือทำลายข้า!" เมิ่งฮ่าวหยิบเม็ดยารวบรวมลมปราณขึ้นอย่างไม่ลังเล กลืนลงปากไป
พลังลมปราณในร่างเขาตอนนี้ขาดแค่เพียงเล็กน้อย ดังนั้นเมื่อเขากินเม็ดยารวบรวมลมปราณลงไปจำนวนมาก ร่างเขาก็เริ่มสั่นสะท้าน รู้สึกพลังลมปราณวิ่งพล่านเหมือนน้ำป่าไหลหลาก สติเริ่มเลือนหาย เมื่อทุกสิ่งกลับมาชัดเจน สายตาเขาก็สาดประกายเจิดจ้า แต่เขาก็ยังไม่สามารถก้าวถึงขั้นสี่ของการรวบรวมลมปราณ เขาขบฟันอีกครั้ง โดยไม่มีทางเลือก เขาผลิตเม็ดยารวบรวมลมปราณเพิ่มและกลืนมันทั้งหมดลงไป
หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง จิตใจของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับว่าถูกกระแทกด้วยคลื่นที่ปั่นป่วน จากนั้นก็เกิดเป็นเสียงดัง สองตาเขาพร่ามัว
สิ่งปฏิกูลมากมายไหลเยิ้มออกมาจากรูขุมขน ทุกการปรากฏแต่ละครั้ง สติของเมิ่งฮ่าวก็จะกระจ่างชัดขึ้นหนึ่งส่วน ร่างกายก็โปร่งโล่งเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วยาม สองตาเขาก็เปล่งประกายระยิบระยับ และรู้สึกสมองโล่งปลอดโปร่งอย่างสมบูรณ์
"ขั้นสี่ของการรวบรวมลมปราณ!" เขารู้สึกถึงพลังลมปราณที่ไหลเวียนในร่างคล้ายแม่น้ำสายใหญ่ เมื่อเขาโคจรลมปราณ ถึงขั้นเกิดเป็นเสียงดังอย่างน่าประหลาดใจและน่าตกใจยิ่งนัก
เขายังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉย ดึงกระบี่บินห้าเล่มที่ได้มาตลอดระยะเวลากว่าครึ่งเดือนนี้ ออกมาจากถุงเก็บสมบัติ พวกมันเป็นของวิเศษจากหอเก็บของวิเศษ เป็นของวิเศษที่พบเห็นได้ทั่วไป ทั้งห้าเล่มดูเหมือนกันหมด
ยังมีของวิเศษอีกหลายอย่างที่เขาได้มาจากการแลกเปลี่ยน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็หลับตาเริ่มนั่งสมาธิต่อไป รอคอยเวลารุ่งสางที่จะมาถึง
"หลังจากที่ได้เข้าสังกัดสำนัก และเริ่มฝึกฝนพลังลมปราณ ข้าก็ไม่มีทางเลือก… แม้ด้วยพลังของข้า สามารถใช้กำลังแย่งชิง แต่ข้าไม่ต้องการจะทำร้ายผู้คนมากไป จึงคิดวิธีการค้าขายขึ้นมา ทว่าบัดนี้ การค้าของข้าถูกขโมย และข้าถูกคุกคามปองร้าย ขู่ว่าจะทำลายพลังการฝึกตน… มันเป็นสิ่งที่มากเกินยอมรับได้!"
เมื่อถึงยามรุ่งสาง เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น และออกจากถ้ำแห่งเซียน ชำระล้างร่างกาย จากนั้นก็เดินตรงไปยังที่ราบสูงแห่งนั้น
ตอนที่ 15: ต่อสู้ขั้นแตกหัก
รุ่งอรุณ ณ ลานกว้างบนเนินที่ราบสูง จากการที่เมิ่งฮ่าวมาเดินเร่ขายเม็ดยามากว่าครึ่งเดือน โหยเฉพาะหลายวันที่หลู่หงมากดขี่ขมเหง จึงมีผู้ฝึกตนมาที่นี่น้อยมาก โดยเฉพาะเวลาเช้าตรู่เช่นนี้ ก็ยิ่งบางตา มีเพียงแค่สองหรือสามคนเท่านั้น มานั่งขัดสมาธิอยู่
เมื่อเมิ่งฮ่าวเดินมาถึง พวกมันก็ลืมตาขึ้นมองมา และแต่ละคนก็แอบถอนหายใจออกมา ต่างก็คิดไปว่า เมื่อไหร่นะทุกสิ่งทุกอย่างถึงจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมเช่นที่ผ่านมาในอดีต
หลังจากนั้นสักพัก พวกมันก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นเมิ่งฮ่าวไม่ได้เดินเข้ามาบนเนินที่ราบสูง แต่กลับนั่งนิ่งหลับตา ขัดสมาธิอยู่ด้านนอก
สีหน้าพวกมันแสดงความประหลาดใจออกมา หันหน้ามองกันไปมา จากนั้นพวกมันก็คิดได้ถึงบางอย่าง ครั้นแล้วพวกมันก็เพ่งมองมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยความชอบอกชอบใจ
เวลาผ่านไป ไม่ช้าก็เป็นช่วงสายของยามเช้า มีคนเดินมาบนเนินที่ราบสูงมากขึ้น และทุกคนก็สังเกตเห็นเมิ่งฮ่าว และพฤติกรรมที่ผิดปกติของเขา ทุกคนต่างก็คาดเดาไปต่างๆนานา จนเกิดปรากฏการณ์ประหลาด ก็คือไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้น
"เป็นไปได้ไหมว่า คำพูดของศิษย์พี่หลู่ได้ผล? ทำให้เมิ่งฮ่าวหวาดกลัว และไม่กล้าที่จะมาเร่ขายเม็ดยาอีก?"
"มันต้องเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน ศิษย์พี่หลู่คืออันดับหนึ่งของศิษย์ระดับต่ำ เมิ่งฮ่าวมีหรือจะไม่กลัวเกรง หากมันต้องการให้ไสหัวไป ก็ต้องไสหัวไป"
"ใครจะไปคิดว่าเจ้าผู้นี้จะรักตัวกลัวตายเช่นกัน? สิ่งที่มันทำได้ก็แค่ข่มเหงคนที่มีระดับพลังลมปราณต่ำกว่ามันเท่านั้น ดูซิว่าคราวนี้ มันจะยโสโอหังได้สักแค่ไหน มันคงคิดว่าเพียงแค่มันไม่ได้เอาป้ายยี่ห้อเส็งเคร็งนั่นมาด้วย ศิษย์พี่หลู่ก็คงจะปล่อยมันไปเช่นนั้นหรือ" บางคนก็เป็นเช่นนี้ สำหรับคนที่พวกมันหวาดกลัวมาก ต่อให้ใช้กำลังยื้อแย่งสมบัติไปจากมัน พวกมันก็ไม่โอดครวญ แต่หากเป็นผู้ที่มันไม่ยอมรับนับถือ แม้จะซื้อขายแลกเปลี่ยนอย่างอ่อนโยน พวกมันก็จะโอดครวญโดยไม่จบไม่สิ้น
หลู่หงสั่งสมอำนาจบารมีมานานแล้ว จากการใช้กำลังอย่างโหดร้ายเมื่อแต่ก่อน จวบจนบังคับซื้อขายในวันนี้ แม้ทุกคนไร้หนทาง ไร้ทางเลือก มีแต่อดทนรับไว้ มิหนำซ้ำยังรู้สึกไปว่า ศิษย์พี่หลู่มีเมตตาอารีมากขึ้น
เมิ่งฮ่าวเข้าสังกัดสำนักมาได้ไม่นาน ไม่ใช้กำลังวางก้าม เพียงค้าขายด้วยความสุภาพอ่อนโยน แต่ทุกคนกลับตัดพ้อต่อว่าอย่างไม่ลดละ
เมิ่งฮ่าวได้ยินทุกคำพูดของพวกมัน แต่สีหน้าของเขาก็ยังเรียบเฉยเหมือนเดิม แน่นอนเหตุผลที่เขานั่งขัดสมาธิอยู่ด้านนอกของเขตส่วนรวม ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่ต้องการเข้าไป แต่เนื่องจากว่าตอนนี้พลังการฝึกตนของเขาอยู่ในขั้นสี่ของการรวบรวมลมปราณแล้ว เขาจึงไม่สามารถเข้าไปได้ แม้ว่าเขาต้องการจะเข้าไปก็ตามที
ท่างกลางการสนทนาของทั้งหมด ใครบางคนก็ปรากฏขึ้นตรงตีนเขา มันสวมใส่เสื้อยาวสีเขียว ดูแล้วอายุประมาณสามสิบปี และมีท่าทางเย่อหยิ่งยโส หลู่หง นั่นเอง ค่อยๆเดินใกล้เข้ามา สองมือประสานอยู่ด้านหลัง
เมื่อมันปรากฏตัว เมิ่งฮ่าวก็ลืมตาที่สว่างเรืองรองขึ้น ทุกคนมองเห็นเขาลุกขึ้นยืน ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่สั้นเล่มเล็กก็ปรากฏขึ้น ส่องแสงระยิบระยับ เมิ่งฮ่าวพุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเย็นชา รังสีของกระบี่สั้นพุ่งตรงไปยังหลู่หง
เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เสียงพูดก็ดังกระหึ่มยิ่งขึ้น ทุกคนต่างประหลาดใจที่เมิ่งฮ่าวไม่มีความเกรงกลัว เขาต้องการที่จะมีปัญหากับอันดับหนึ่งของศิษย์ระดับต่ำ หลู่หง จริงๆ?
"มัน… มันกำลังจะสู้กับหลู่หง!"
"พวกมันต้องสู้กันไม่เร็วก็ช้า เมิ่งฮ่าวทำร้ายเฉาหยาง และ หลู่หงก็ทำลายการค้าของมัน การต่อสู้ครั้งนี้ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ ข้าเพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเมิ่งฮ่าวจะกล้าลงมือจริงๆ ข้าคิดว่ามันคงไม่รู้จักประมาณตน"
"ศิษย์พี่หลู่ อยู่ในระดับขั้นสามมานานปีแล้ว เมิ่งฮ่าวต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน"
เมื่อเห็นเมิ่งฮ่าวพุ่งตรงมา สองตาหลู่หงก็สาดประกายเจิดจ้า มันได้ตัดสินใจที่จะสังหารเมิ่งฮ่าว ถ้ามันเห็นเมิ่งฮ่าวอีกในวันนี้ และตอนนี้คู่ต่อสู้ของมันก็กล้าที่จะเริ่มขึ้นก่อน มันคิดว่าดีจริงๆ ไม่ต้องเสียเวลาอีกต่อไป มันพ่นลมออกทางจมูก ร่างเหมือนกับจะเปลี่ยนเป็นสายรุ้งเมื่อมันพุ่งเข้าไปหาเมิ่งฮ่าว ใช้มือขวาตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่บินสีม่วงทองก็ปรากฏขึ้น
เมื่อกระบี่บินปรากฏ ก็บังเกิดเป็นเสียงแหลมเล็ก เปล่งประกายรัศมีเป็นสีม่วงทองกินบริเวณกว้างสิบกว่าจ้าง (1จ้างยาวประมาณ3เมตร)
"นั่นเป็นกระบี่ประกายม่วงของศิษย์พี่หลู่!"
"ใช่แล้ว! ข้าเคยได้ยินมาว่า กระบี่ประกายม่วงเป็นรางวัล ที่ศิษย์พี่หลู่ได้รับจากสำนัก ตอนที่มันไปทำภารกิจพิเศษให้ กระบี่เล่มนี้คมกล้ายิ่งนัก"
สองคน หนึ่งอยู่บนเขา หนึ่งอยู่เชิงเขา ขณะนี้ เข้าประชิดกันในพริบตา
ท่ามกลางเสียงกระหึ่มดังกึกก้อง หลู่หงสีหน้าเปลี่ยนไป โลหิตพุ่งกระจายออกจากปาก ร่างลอยกลับไปด้านหลัง จ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความตื่นตระหนก
"ระดับขั้นสี่ของการรวบรวมลมปราณ!"
เมิ่งฮ่าวสีหน้าน่าเกลียด ตนเพิ่งก้าวสู่ขั้นสี่ของการรวบรวมลมปราณ ยังไม่เสถียร ยังแสดงพลังแห่งขั้นสี่ได้ไม่เต็มที่
ถึงเมิ่งฮ่าวจะโจมตีด้วยท่าร่างธรรมดา แต่ก็เต็มไปด้วยพลังความดุร้าย แม้กระนั้นกระบี่บินของเขาก็เกิดรอยร้าวที่เห็นได้ชัดเจน ดูเหมือนว่าอาวุธเวทของหลู่หงจะมีพลังความคมมาก จนทำลายอาวุธของเขาได้
แม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะมีประสบการณ์ต่อสู้ไม่มากนัก แต่เวลาครึ่งปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ ใช้ไปกับการล่าสัตว์ป่าในเขตภูเขา จึงทำให้ความเร็วของร่างกายเขาเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างวันที่อยู่บนเนินที่ราบสูง เขาก็ได้สังเกตเห็นการต่อสู้มากมาย ทำให้เขาพอจะเข้าใจถึงวิธีการต่อสู้มาบ้าง เมื่อหลู่หงถอยไปด้านหลัง เขาก็พุ่งตามติดไป มือขวาตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่บินอีกเล่มก็ปรากฏขึ้นข้างเล่มที่มีรอยร้าว ประกายกระบี่สองเล่มรวมเข้าด้วยกัน พุ่งตรงเข้าไปหาหลู่หง
เมื่อเขาเร่งความเร็วไปข้างหน้า นิ้วของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มมีเปลวไฟพุ่งออกมา เมื่อก้าวขึ้นไปสามก้าว เปลวไฟอสรพิษก็ปรากฏขึ้น เปลวไฟขนาดเท่าแขนของเขา ยาวเกือบครึ่งจ้าง ลุกโชนไปในอากาศ จากนั้นก็มีเสียงดังกระหึ่มพุ่งตรงเข้าไปที่หลู่หง
หลู่หงมองดูด้วยความตกใจ ยังไม่ทันได้เช็ดคราบโลหิตที่ปาก รีบขยับร่างถอยหลบไปอย่างรวดเร็ว สองตาเบิกโพลงด้วยความโกรธ มันคาดว่าเมิ่งฮ่าวน่าจะเพิ่งก้าวถึงระดับขั้นสี่ ส่วนมันมีอาวุธเวทคุ้มกาย ผลลัพธ์ของการต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่แน่นอน แต่ถ้ามันสังหารเมิ่งฮ่าวได้ ก็จะยิ่งสร้างชื่อเสียงให้มันมากขึ้นไปอีก แม้คนผู้นี้จะมีศิษย์พี่หญิงสวี่เป็นที่พึ่ง แต่มันก็หาใช่ตัวคนเดียวไม่
สองตาของมันลุกโชนไปด้วยความต้องการสังหาร นิ้วมือของมันประสานเคล็ดวิชา ครั้นแล้วก็ปรากฏก้อนน้ำสีสันแพรวพราวขึ้นในมือของมัน มันโยนน้ำก้อนนั้นออกไป ระเบิดออกมากลายเป็นลูกธนูวารีมากมายนับไม่ถ้วน ยิงตรงไปที่เปลวไฟอสรพิษ
ขณะเดียวกัน นิ้วของมันประสานเคล็ดวิชาขึ้นแล้วชี้ออกไป กระบี่ประกายม่วงส่งเสียงโลหะกระทบกันขึ้นสองครั้ง เสียงดังกึกก้อง กระบี่บินของเมิ่งฮ่าวแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขณะกระทบกับมันจากนั้นกระบี่ประกายม่วงบินลอยไปตามลูกธนูวารี พุ่งตรงไปยังเปลวไฟอสรพิษ
พร้อมกับเสียงกระหึ่มดังกึกก้อง เปลวไฟอสรพิษกลายเป็นฝุ่นละอองเมฆจางหายไป ลูกธนูวารีก็กลายเป็นกลุ่มหมอกควัน และกระบี่ประกายม่วงลอยกลับไปที่หลู่หง รัศมีสีม่วงทองของมันไม่ค่อยส่องประกายเหมือนตอนแรก ปรากฏรอยร้าวขึ้นที่ตัวกระบี่ แต่ก็ยังคมกริบเหมือนเช่นเคย
"พลังระดับขั้นสี่ของการรวบรวมลมปราณแล้วไง ไม่มีอาวุธเวทที่ดีพอ การสังหารเจ้าก็ไม่ใช่เรื่องยาก ต่อให้มีเปลวไฟอสรพิษแบบนั้น เจ้ายังไม่ถึงบรรลุถึงระดับขั้นห้า จะใช้งานได้สักกี่ครั้งกัน" ในใจหลู่หง กำลังกังวลกับกระบี่บินของมัน แต่การแสดงออกภายนอก มันยังคงฉีกยิ้มกว้าง ไม่ยอมล่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว
"กระบี่ของเจ้าอาจจะคมมาก แต่เจ้าจะมีมันสักกี่เล่ม เพราะถ้าเป็นกระบี่บิน… ข้ายังมีอีกมาก สำหรับระดับขั้นห้าของการรวบรวมลมปราณ ด้วยเม็ดยาทั้งหมดที่ศิษย์พี่หญิงสวี่ให้กับข้าเป็นประจำ คงอีกไม่นานที่ข้าจะก้าวไปถึงได้" สีหน้าเขาไร้ความรู้สึก แต่ภายในจิตใจเมิ่งฮ่าวรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก นี่เป็นการต่อสู้จริงครั้งแรกของเขา จากนั้นเขาก็ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ กระบี่บินอีกสามเล่มก็ปรากฏขึ้น พุ่งตรงเข้าใส่หลู่หง
หลู่หงสีหน้าเป็นกังวลขึ้นทันที แต่ก็ไม่ได้ลังเลนานไป มันส่งเสียงคำราม จากนั้นกระบี่บินทั้งสามเล่มของเมิ่งฮ่าวก็ปะทะกับกระบี่ประกายม่วง
เคร้ง เคร้ง เคร้ง! กระบี่ทั้งสามเล่มแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ และเช่นกัน ประกายรังสีของกระบี่ประกายม่วงก็ลดลงไปครึ่งนึง รอยร้าวเกิดเพิ่มขึ้นบนตัวกระบี่ หลู่หงมองดูด้วยความเจ็บปวด
ก่อนที่มันจะทันมีปฏิกิริยาใดๆ เมิ่งฮ่าวก็ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติโดยไม่ลังเลอีกครั้ง และกระบี่บินประกายวาววับอีกสามเล่มก็ปรากฏขึ้น เขาควงหมุนแขน เปลวไฟอสรพิษก็ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง พวกกลุ่มคนที่มุงดูต่างก็รู้สึกตกใจไปตามๆกัน
"เมิ่งฮ่าว… มัน… มันทำให้ศิษย์พี่หลู่ตกอยู่ในความยากลำบากได้ขนาดนี้ จริงๆแล้ว มันถึงกับอยู่ในระดับขั้นสี่ของการรวบรวมลมปราณ!"
"มันเข้าสังกัดสำนักมาไม่นาน แต่มันก็อยู่ในระดับขั้นสี่ได้แล้ว มันอยู่ที่ขั้นสี่แล้วจริงๆ ไม่อย่างนั้นย่อมทำให้ศิษย์พี่หลู่เป็นเช่นนี้ไม่ได้ แต่มันฝึกได้ยังไงถึงได้ก้าวหน้ารวดเร็วนัก? อะไรที่ศิษย์พี่หญิงสวี่มอบให้มันกันแน่ บัดซบ! ถ้าข้ามีใครสักคนที่จะพึ่งพาได้แบบนั้น บางทีข้าก็จะสามารถก้าวหน้าอย่างรวดเร็วแบบนั้นได้เหมือนกัน" เหล่าฝูงชนที่มุงดูพูดกันเสียงกระหึ่ม ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
สีหน้าหลู่หงเปลี่ยนไปอีกครั้ง และถอยหลังไป กัดฟันแน่น นิ้วของประสานเคล็ดอีกครั้ง และก้อนน้ำก็ปรากฏขึ้น มันคิดไม่ถึงว่าคู่ต่อสู้ของมันจะมีอาวุธเวทมากมายเช่นนั้น
เสียงดังเกิดขึ้นเมื่อกระบี่บินทั้งสามเล่มของเมิ่งฮ่าวแตกหักกลายเป็นชิ้นเล็กๆ ตามด้วยเปลวไฟอสรพิษที่สลายร่างไป ประกายรังสีของกระบี่ประกายม่วง ยิ่งมืดลงตามไปด้วย แต่ที่สร้างความตกใจให้กับหลู่หงมากที่สุด ก็คือ เมิ่งฮ่าวยังคงมีกระบี่บินเพิ่มขึ้นมาอีกสามเล่ม เสียงดังเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อกระบี่บินทั้งสามเล่มแตกกระจาย กระบี่ประกายม่วงส่งเสียงร้องคร่ำครวญ จากนั้นก็แตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
หลู่หงตาเบิกโพลงกว้าง กระอักโลหิตออกมากองใหญ่ เดินโซเซถอยไปด้านหลัง มันจ้องไปที่เมิ่งฮ่าว
สีหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม แต่ในใจกลับกังวลมากขึ้น ทุกๆหนึ่งกระบี่บิน เท่ากับ หนึ่งหินลมปราณ เขาโบกมือขวาอีกครั้ง เปลวไฟอสรพิษก็ปรากฏขึ้น ส่งเสียงคำรามและบิดตัวไปมาในอากาศรอบๆตัวเขา พุ่งตรงไปที่หลู่หง
เมิ่งฮ่าวพุ่งตรงไปยังหลู่หงที่กำลังกระโดดหลบ ด้วยความเร็วคล้ายสายรุ้ง ตามติดไปด้วยเปลวไฟอสรพิษ และกระบี่บินเล่มใหม่ก็ปรากฏขึ้นดุจสายฟ้า ห่างจากหลู่หงไม่เกินหนึ่งจ้าง รังสีของกระบี่บินส่องประกายแห่งความตายออกมา
"เจ้าบังคับให้ข้าทำเองนะ!" หลู่หงร้องตะโกน เส้นผมกระจัดกระจาย เสื้อเปื้อนไปด้วยโลหิต ตั้งแต่วันแรกที่มันเข้าสังกัดสำนักจนกระทั่งถึงตอนนี้ มันไม่เคยพบเจอประสบการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้มาก่อน สายตามันลุกโชน พร้อมเสียงคำราม มันฉีกเสื้อยาวออก เผยให้เห็นขวดน้ำเต้าหยกห้อยอยู่ที่คอ มันแผ่พุ่งพลังลมปราณทั้งหมดที่มีเข้าไปในน้ำเต้าหยกใบนั้น
ขวดน้ำเต้าหยกเริ่มเปล่งแสงเจิดจ้า เสียงกระหึ่มดังกึกก้อง ในอากาศเบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว ปรากฏภาพลวงตาเป็นขวดน้ำเต้ายักษ์ มีขนาดใหญ่มากกว่าขวดน้ำเต้าหยกที่แขวนอยู่ที่คอมันหลายเท่า ขนาดสูงประมาณครึ่งตัวคน
อันที่จริง พลังฝึกตนของหลู่หงไม่ได้แข็งแกร่งพอ ที่จะควบคุมน้ำเต้าวิเศษนี้ได้เต็มประสิทธิภาพ ภาพลวงตาที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่ามันพร้อมที่จะหายไปได้ทุกเมื่อ ก่อนที่จะเลือนหายไป หลู่หงพ่นโลหิตออกจากปาก และก้าวถอยหลังไปอีกครั้ง สีหน้ามันซีดขาวราวคนตาย แต่มันก็ยังคงจ้องมองไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยความโกรธความอาฆาต
ถึงแม้ว่าขวดน้ำเต้ายังไม่สมบูรณ์ แต่พลังลมปราณที่อยู่ด้านในก็ทำให้สีหน้าของเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไป จากนั้นภาพลวงตาของน้ำเต้าก็ส่งเสียงดังคล้ายสายฟ้า และลำแสงสีเขียวก็พุ่งออกมาจากปากขวด กระแทกไปที่เปลวไฟอสรพิษและกลืนกินตัวเมิ่งฮ่าว
"นี่เป็นของวิเศษที่ศิษย์พี่หวังเถิงเฟยให้ข้ามา คนที่มีระดับขั้นสี่ของการรวบรวมลมปราณขึ้นไปเท่านั้นถึงจะใช้ได้ แต่เจ้าอยากหาที่ตายเอง เมิ่งฮ่าว เจ้าบังคับให้ข้าต้องใช้มันทั้งๆที่พลังยังไม่ถึงขั้นสี่ ถึงข้าจะต้องจ่ายค่าตอบแทน แต่เจ้าก็ต้องตายอย่างแน่นอนในครั้งนี้" หลู่หงเริ่มหัวเราะอย่างป่าเถื่อนเสียงดัง แต่เสียงหัวเราะยังไม่ทันจางหาย มันก็ต้องตกใจขึ้นอีกครั้ง เมื่อรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่า มันจ้องมองมาด้วยความประหลาดใจ
ลำแสงสีเขียวกระแทกไปที่เมิ่งฮ่าว ทำให้เขากระเด็นไปด้านหลังเกือบสิบจ้าง อย่างไรก็ตามมันถูกป้องกันด้วยเกราะสีชมพู ซึ่งปกคลุมไปทั่วทั้งร่างของเมิ่งฮ่าว เมื่อลำแสงสีเขียวหายไปพร้อมกับเกราะสีชมพู มันก็เปลี่ยนเป็นจี้หยกสีชมพูอยู่ในมือเมิ่งฮ่าว ผิวหน้าของจี้หยกปรากฏรอยร้าวขึ้นหนึ่งเส้น
เมิ่งฮ่าวถือจี้หยกอยู่ในมือ เหงื่อเย็นๆไหลลงไปตามด้านหลัง จิตใจเริ่มมีความหวาดกลัวเกิดขึ้น ถ้าเขาไม่ได้จี้หยกซึ่งศิษย์พี่หญิงสวี่มอบให้เขานี้ เขาคงโดนกำจัดไปโดยพลังที่น่ากลัวของขวดน้ำเต้านั้นไปแล้ว
"นั่นเป็นของวิเศษอะไร!?" เมิ่งฮ่าวมองไปที่ขวดน้ำเต้าหยกซึ่งแขวนอยู่ที่คอของหลู่หง เห็นได้ชัดว่ามันกำลังได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง เขากระโดดไปข้างหน้าและคว้าขวดน้ำเต้าที่คอของหลู่หงกระชากดึงออกมา จากนั้นก็หยิบใส่ถุงเก็บสมบัติของเขาอย่างรวดเร็ว
"นั่นเป็นของที่ศิษย์พี่หวังเถิงเฟยมอบให้ข้า! ถ้าเจ้ากล้าขโมยมันไป เจ้าต้องได้เจอกับความกริ้วของศิษย์พี่หวังอย่างแน่นอน!" หลู่หงสีหน้าห่อเหี่ยว ร่างกายเริ่มสั่นสะท้าน มันเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าขวดน้ำเต้าหยกจะไม่มีผลกับเมิ่งฮ่าว
"กฎของสำนักกล่าวไว้ว่า ถ้าเจ้าถือของสิ่งใดอยู่ในมือ ของสิ่งนั้นก็เป็นของเจ้า" เมิ่งฮ่าวกล่าว ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่หลังจากที่คิดว่าน้ำเต้าหยกมีพลังมาก เขาไม่อยากส่งคืนกลับไป ความเป็นศัตรูเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ยากที่จะลบเลือนหายไป ด้วยจิตใจที่มีแต่ความเกลียดชัง เขาจ้องไปที่หลู่หงอย่างเย็นชา
"ที่นี่ไม่ใช่เขตส่วนรวม" หลู่หงพูดขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง เพิ่มเสียงให้ดังขึ้น จนทุกคนในบริเวณนั้นได้ยิน มันกล่าวว่า "ถ้าเจ้ากล้าสังหารข้า ก็จะเป็นการละเมิดกฎของสำนัก!"
"ข้า เมิ่งฮ่าว จะไม่ละเมิดกฎของสำนัก แต่เมื่อวาน เจ้าบอกว่าจะทำลายพลังการฝึกตนของข้า ดังนั้น วันนี้ข้าก็จะทำเช่นเดียวกันกับเจ้า" เมิ่งฮ่าวที่ดูสงบเยือกเย็น ยกมือขวาขึ้นมา ซัดกระบี่บินไปปักเข้าที่จุดตันเถียนของหลู่หง ทำลายพลังลมปราณทั้งหมดของมันไป จากนั้นก็ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างน่าอนาถใจของหลู่หง ความหวาดกลัวกระจายออกไปทั่วเนินที่ราบสูงแห่งนั้น
ตอนที่ 16: ส่งมา!
สีหน้าของผู้ฝึกตนที่มุงดูอยู่รอบๆเริ่มซีดขาว การโจมตีของเมิ่งฮ่าวที่ว่องไวทรงพลัง ความเด็ดขาดและเหี้ยมโหดภายในนั้น แม้ตัวเมิ่งฮ่าวเองก็ไม่สังเกตเห็น บัดนี้เริ่มเผยตัวตน
ในสายตาของผู้ที่มุงดูเหตุการณ์ ได้ยกให้เมิ่งฮ่าวกลายเป็นบุคคลอันดับหนึ่งบนที่ราบสูงแห่งนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ต่อให้ทั่วทั้งบรรดาศิษย์สายนอก ก็ย่อมมีคนที่ยกเว้นบ้าง
ผู้ฝึกตนหลายคนได้คิดย้อนกลับไปในครึ่งเดือนที่ผ่านมา เสมือนรู้จักเมิ่งฮ่าวมากขึ้นเล็กน้อย ด้วยพลังการฝึกตนที่ค่อนข้างสูง เมิ่งฮ่าวกลับยังไม่ใช้กำลังแย่งชิง ถึงแม้การตั้งร้านค้าจะชวนให้ผู้คนหงุดหงิดใจ แต่เขาก็ปฏิบัติต่อพวกมันอย่างอ่อนโยน คนส่วนใหญ่เริ่มมองไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยความเคารพยำเกรง
ไม่มีการต่อสู้แย่งชิงกันบนเนินที่ราบสูงในวันนั้น หลังจากที่เมิ่งฮ่าวกลับไป ข่าวที่พลังลมปราณของหลู่หงถูกทำลายก็แพร่กระจายออกไปราวกับสายลม โดยเฉพาะเมื่อมันได้อ้างชื่อของหวังเถิงเฟย ทำให้เรื่องนี้ยิ่งถูกพูดคุยถึงมากเป็นพิเศษ และยิ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ข่าวนี้แพร่กระจายออกไปรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เมื่อถึงยามราตรี ทุกคนในเขตศิษย์สายนอกก็ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ทุกคนก็รู้จักเมิ่งฮ่าว
ณ ยอดเขาตะวันออก ซึ่งปกคลุมด้วยกลุ่มควันของก้อนเมฆหลากสี มันเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของสำนักเอกะเทวะ และเป็นสถานที่ของศิษย์สายใน ยอดเขาลูกนี้มีพลังลมปราณกระจายไปทั่วมากกว่ายอดเขาลูกใดๆ ของสำนัก และเป็นสถานที่ที่เจ้าสำนักเหอลั่วฮว่า มักจะไปนั่งเข้าฌาณโดยลำพัง
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ยังรุ่งเรืองของสำนักเอกะเทวะ ยอดเขาทั้งสี่มักจะเต็มไปด้วยศิษย์สายใน ที่มีระดับขั้นเจ็ดของการรวบรวมลมปราณขึ้นไป แต่ตอนนี้ มีเพียงศิษย์หญิงสวี่และเฉิน เท่านั้นที่อยู่บนยอดเขาตะวันออก ขณะที่ยอดเขาอื่นๆถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า
ตรงเชิงภูเขาตะวันออก มีถ้ำแห่งเซียนที่กว้างใหญ่กว่าของเมิ่งฮ่าว แท้จริงแล้วมันเป็นถ้ำแห่งเซียนที่ดีที่สุดในเขตสำนักเอกะเทวะสายนอก เทียบเท่าที่อยู่อาศัยของศิษย์สำนักสายใน
ด้านในถ้ำมีน้ำพุลมปราณเช่นกัน แต่ไม่แห้งขอด ทว่ามีพลังลมปราณอันหนาแน่น เข้มข้น
และท่ามกลางศิษย์ทั้งหมดของสำนักเอกะเทวะสายนอก มีเพียงคนเดียวที่คู่ควรกับการครอบครองสถานที่เช่นนี้ ก็คือ หวังเถิงเฟย ผู้ที่ฟ้าคัดสรรนั่นเอง
มันนั่งขัดสมาธิในชุดยาวสีขาว อันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของมัน สีหน้าเรียบสงบ มองไปยังหลู่หงที่นั่งคุกเข่าเบื้องหน้ามัน สีหน้าหลู่หงซีดขาวและร่างกายสั่นเทิ้ม พลังลมปราณของมันถูกทำลายโดยเมิ่งฮ่าวไปจนหมดสิ้น
"… ข้าวิงวอนต่อศิษย์พี่หวังให้ช่วยผดุงความยุติธรรมให้ข้าด้วย" มันพูดผ่อนลมหายใจ "มันเจ้าเล่ห์มากกว่าที่ท่านคิดไว้ ไม่ได้หนีไปในตอนกลางวัน"
ทุกครั้งที่หลู่หงมองไปที่ศิษย์พี่หวัง ก็รู้สึกว่าช่างเป็นบุคคลที่สมบูรณ์พร้อมไร้ที่ติ ความรู้สึกนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ในขณะที่พลังฝึกตนของหวังเถิงเฟยยิ่งมาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
"ถ้ามันหนีไป" หวังเถิงเฟยกล่าวด้วยเสียงอ่อนนุ่ม "มันจะเป็นการละเมิดกฎของสำนัก ข้าจะส่งใครไปสังหารมันก็ได้" มันยิ้มด้วยสีหน้าที่น่าดู เป็นมิตร และพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ที่ทำให้มันดูสูงส่ง
หลู่หงไร้คำพูดที่จะกล่าว มันโขกศีรษะ สีหน้าเต็มไปด้วยการวิงวอน ร่างสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
"เอาเถิด" หวังเถิงเฟยกล่าว "บุคคลผู้นี้ลงมือเหี้ยมโหด สมควรต้องสั่งสอนตักเตือน ต้องรบกวนศิษย์พี่ซ่างกวนเดินทางสักเที่ยว แต่เห็นแก่ศิษย์พี่หญิงสวี่ อย่าได้ทรมานมันนัก สั่งให้เมิ่งฮ่าวทำลายพลังลมปราณของตนเอง คืนหยกวิเศษมา ตัดแขนและขาอย่างละข้าง เพื่อแทนคำขอโทษต่อเจ้า หลู่หง เพียงพอหรือไม่?"
มันพูดด้วยเสียงอ่อนโยน ราวกับว่าเรื่องทุกเรื่องในสำนักเอกะเทวะ ต้องเป็นไปตามคำพูดคำเดียวของมัน ไม่ว่าจะพลังลมปราณของเมิ่งฮ่าวก็ดี แขนและขาของเมิ่งฮ่าวก็ดี เพียงแค่มันเอ่ยปาก ก็จะไม่เป็นของเมิ่งฮ่าวอีกแล้ว มันยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนเคย สมบูรณ์ไร้ที่ติ
"ข้าน้อยขอขอบคุณเป็นอย่างมาก เจ้าผู้นั้น… จิตใจชั่วร้ายสารเลว…" หลู่หงกัดฟัน ในใจเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
"ถ้างั้นก็จะขับไล่มันออกจากสำนัก" หวังเถิงเฟยกล่าวเสียงเรียบเฉย ราวกับว่ามันกำลังพูดคุยเรื่องไร้สาระทั่วไปอยู่ "ปล่อยมันเข้าป่า แตกดับไปเองตามธรรมชาติ"
ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิ อยู่ในถ้ำแห่งเซียนที่ภูเขาทิศใต้ มองดูขวดน้ำเต้าหยกในมือด้วยสีหน้าหมองคล้ำ การก้าวข้ามไปถึงขั้นสี่ของการรวบรวมลมปราณ แล้วไปต่อสู้ เขาได้ใช้พลังลมปราณไปจนเกือบหมด แต่ในที่สุดก็ได้น้ำเต้าวิเศษมาชดเชย
ดูเหมือนว่าทุกอย่างช่างง่ายดายไปหมด ตั้งแต่ที่เขาเข้ามาสู่สำนักเอกะเทวะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเพราะความฉลาดและการมองการณ์ไกลของเขาเอง ถ้าเป็นบุคคลอื่น ก็คงตกอยู่ในอันตรายตั้งแต่วันแรกของวันแจกจ่ายเม็ดยาแล้ว
หลังจากนั้น เขาก็ได้รับการปกป้องจากพลังลึกลับของกระจกทองแดง จากการที่จ้าวอู่กังจะมาแย่งชิงทรัพย์สมบัติของเขาหน้าถ้ำแห่งเซียน ถ้าจ้าวอู่กังไม่ตาย อนาคตของเมิ่งฮ่าวคงมืดมัว และสูญเสียสิ่งของทุกอย่างไป นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้สังหารคน
ถ้าเขาไม่ได้เปิดร้านขายเม็ดยา เขาก็คงไม่ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ เบื้องหลังสายลมแห่งความสำเร็จ ซุกซ่อนความยากลำบากที่มีเพียงตัวเขาเองเท่านั้นที่รู้
แต่บัดนี้ ประดุจพายุร้ายกำลังจะพัดกระหน่ำ เมิ่งฮ่าวมองลงไปอย่างเงียบเชียบที่ขวดน้ำเต้าหยก คิดไปถึงศิษย์สายนอกอันดับหนึ่ง ผู้ที่ฟ้าประทาน หวังเถิงเฟย คิดถึงความสมบูรณ์เพียบพร้อมของมัน เมิ่งฮ่าวรู้สึกเหมือนกับมีแรงกดดันของภูเขาทั้งลูกได้กดทับลงมาที่เขา จนเกือบจะไม่สามารถหายใจได้
เมื่อกลางวัน เขามีความคิดจะหนีออกจากสำนัก แต่ก็รู้ว่า เขาไม่ใช่ข้ารับใช้ แต่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นศิษย์สายนอกแล้ว การหลบหนีถือเป็นการละเมิดกฎอย่างร้ายแรง นั่นเป็นการทำให้ผู้อาวุโสของสำนักไล่ล่าติดตาม และเขาต้องตายอย่างแน่นอน
"ถ้าข้ารู้แต่เนิ่นๆว่า หลู่หง มีหวังเถิงเฟย อยู่เบื้องหลัง…" เมิ่งฮ่าวพึมพำ หลังจากนั้นสักพัก ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่สาดประกายอยู่ในแววตา
"ยังไงข้าก็จะทำเหมือนเดิม ถ้าข้าไม่โจมตีมัน มันก็จะสังหารข้า ข้าไม่ได้บังคับมัน มันต่างหากที่บังคับข้า ยังไงก็ได้สร้างความแค้นต่อกันไว้แล้ว นอกเสียจากว่าข้าจะปล่อยให้เฉาหยางปล้นทรัพย์สินของข้าไป ไม่อย่างนั้น ผลทุกอย่างก็คงต้องออกมาเป็นเช่นเดิม หรือต่อให้ฆ่ามัน สุดท้ายข้าก็ไม่สามารถหยุดความอิจฉาของคน เพราะกิจการการค้าอันรุ่งเรืองมิได้ และผลลัพธ์ก็ต้องออกมาเช่นเดิม" สายตาของเขาเปล่งประกาย มองภายในถ้ำเงียบๆ มีประกายซึมหมอง
"แย่นักที่ศิษย์พี่หญิงสวี่กำลังปลีกวิเวกนั่งเข้าฌาณอยู่…" เมิ่งฮ่าวเงียบขรึม สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากทำลายพลังลมปราณของหลู่หงก็คือตามหานาง แต่ก็ได้รับแจ้งจากศิษย์สายใน ว่านางกำลังนั่งเข้าฌาณ ไม่สะดวกแก่การรบกวน
"ขวดน้ำเต้าหยกนี้…" มันมีพลังอย่างเหลือเชื่อ เมื่อได้ทดสอบด้วยพลังลมปราณของเขา มันระเบิดพลังเวทออกมาจนทำให้หัวใจเขาเต้นรัว มันคิดว่า บางทีมันอาจเขย่าระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ แต่ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด ขวดน้ำเต้าหยกนี้ไม่สามารถใส่ลงในถุงเก็บสมบัติได้ มีแต่แขวนไว้บนร่างกายเท่านั้น น่าเศร้าใจนัก เขาไม่มีหินลมปราณเหลืออยู่เลย เขาใช้มันทั้งหมดไปกับการก้าวข้ามระดับสามของการรวบรวมลมปราณ มิฉะนั้นเขาอาจะลองใช้กระจกทองแดง สร้างขวดน้ำเต้าหยกขึ้นมาอีกใบ
"สำนักนี้ไม่ใช่โลกมนุษย์ปุถุชน มันง่ายมากที่จะเสียชีวิตอยู่ที่นี่ ถ้าข้าสามารถป้องกันหายนะครั้งนี้ โดยการส่งมอบขวดน้ำเต้าหยกนี้ออกไป ข้าก็ควรทำ…" เขาไม่อยากที่จะทำแบบนี้ แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่มีทางเลือก ในขณะที่กำลังหมกมุ่นกับความคิดนี้ เสียงอันน่ากลัวก็ลอยผ่านประตูหินของถ้ำแห่งเซียนเข้ามาในยามราตรีที่มืดมิด
"ข้าคือซ่างกวนซ่ง นำบัญชาของศิษย์พี่หวังมาที่นี่ เมิ่งฮ่าว เจ้าจงออกมาจากถ้ำแห่งเซียน และคุกเข่าคารวะ"
เสียงนั้นเย็นเยียบ ทำให้ทั่วทั้งถ้ำหนาวยะเยือกในพริบตา เมิ่งฮ่าวสองตาสาดประกาย เงยหน้าขึ้น สีหน้าไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เขาคิดไว้อยู่แล้วว่า ต้องมีใครสักคนมาตามหาเขา
เมิ่งฮ่าวเงียบไปชัวครู่ จากนั้นก็พูดขึ้นช้าๆ "คืนนี้ดึกมากแล้ว ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ศิษย์พี่ ถ้ามีสิ่งใดที่ต้องการกล่าว ก็กล่าวออกมาเถอะ"
"ช่างหยิ่งยโสนัก" เสียงนั้นเอ่ยขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่าไม่พอใจ พ่นลมออกจากจมูกด้วยความเย็นชา
เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา ยังคงอยู่ในความเงียบ
"ถ้าเจ้าไม่เปิดประตู ก็ดี ข้าจะแจ้งคำสั่งของศิษย์พี่หวังให้ฟัง เมิ่งฮ่าว เจ้าเป็นศิษย์สำนักสายนอก ไม่ทุ่มเทใส่ใจที่จะฝึกฝนตัวเอง สร้างความวุ่นวายในเขตส่วนรวมระดับต่ำ สหายร่วมสำนักรุมตำหนิติเตียน อีกทั้งอุปนิสัยอันอันเลวทรามต่ำช้า เหี้ยมโหดทารุณ อย่างไรก็ตาม เห็นแก่ที่อายุยังน้อย จึงไม่พิจารณาลงโทษให้ถึงแก่ความตาย ให้ส่งมอบหยกสมบัติ ทำลายพลังลมปราณของตัวเอง ตัดแขนและขาออกอย่างละข้าง ขับออกจากสำนัก ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่ใช่ศิษย์ของสำนักเอกะเทวะอีกต่อไป"
เมื่อเสียงอันน่ากลัวนั่นกระทบโสตประสาทของเมิ่งฮ่าว โดยเฉพาะถ้อยคำในครึ่งหลัง สีหน้าของเขาก็หม่นคล้ำ จากนั้นเมื่อเขาได้ยินคำพูดตอนท้าย ประกายตาก็โกรธแค้น
"บัญชาของศิษย์พี่หวัง เปรียบได้กับกฎของสำนักหรือ" เมิ่งฮ่าวอดกลั้นโทสะ พูดเสียงหนักแน่น
"บัญชาของศิษย์พี่หวัง ก็คือกฎของสำนัก" คนด้านนอกพูดต่อ โดยไม่แยแสความคิดของเมิ่งฮ่าว "พรุ่งนี้จะเป็นวันแจกจ่ายเม็ดยา เจ้าต้องไปคุกเข่าเอ่ยคำขอโทษ และโขกศีรษะให้กับหลู่หง จากนั้นก็รอรับการลงโทษ" จากนั้นมันก็สะบัดชายเสื้อหันกลังกลับและจากไป
เมิ่งฮ่าวนั่งคิดใคร่ครวญอยู่ในความเงียบ เวลาผ่านไป และรุ่งอรุณมาเยือน สายตาเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือด เขาไม่รู้ว่าต้องทำประการใดดี อีกฝ่ายไม่เพียงต้องการขวดน้ำเต้าหยกคืน และต้องการเห็นเขาตาย โดยปราศจากความปรานี เขาต้องทำลายพลังลมปราณ ตัดแขนตัดขา และถูกขับไล่ออกจากสำนัก ให้ไปอยู่ในภูเขารกร้าง อย่างไร้ทางรอด
"ข้าควรทำอย่างไรดี…" เมิ่งฮ่าวกำหมัดแน่น สองตาแดงก่ำ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกอ่อนแอและหมดหนทาง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาหวังว่าจะมีความแข็งแกร่งมากกว่านี้ ถ้ามีความแข็งแกร่งมากขึ้น เขาก็คงไม่ถูกข่มเหงแบบนี้ เขาครุ่นคิดเนิ่นนาน
"อย่าบอกนะว่า ทางเลือกเดียวของข้าก็คือการหลบหนี…" สายตาเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เขายืนขึ้น เดินออกไปจากถ้ำแห่งเซียน แต่เมื่อเขาเดินออกไป ก็ต้องหยุดเดินด้วยความลังเล
"ไม่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง…" เขาก้มหน้าคิดสักพัก จากนั้นก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในถ้ำนั่งขัดสมาธิ
ตอนเช้าเมิ่งฮ่าวลืมตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดขึ้นมา เขาไม่ได้นั่งกำหนดลมหายใจฝึกโคจรลมปราณ แต่ใช้เวลาทั้งคืนในการครุ่นคิดใคร่ครวญ แต่พลังการฝึกตนของเขาต่ำเกินไป เขาคิดหาวิธีอื่นไม่ออก นอกจากการหลบหนีออกจากสำนัก แต่ก็แน่นอนที่ศัตรูของเขาก็คงคิดว่าเขาต้องทำแบบนั้น การหลบหนีมีค่าเท่ากับตาย ซ้ำร้ายเมื่อตายแล้ว ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทรยศต่อสำนัก
เสียงระฆังดังมาจากที่ห่างไกล วันแจกจ่ายเม็ดยามาถึงแล้ว เมิ่งฮ่าวรู้ดีว่า ถึงเขาจะหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำแห่งเซียน มหันตภัยครั้งนี้ก็ยังคงจะเกิดขึ้นอยู่ดี
"ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ ปัญหาทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่าพลังการฝึกตนของข้าต่ำเกินไป ชายชาตรีที่แท้จริง เมื่อไม่ควรทนก็จงอย่าทน!" ถอนหายใจแผ่วเบา เขาถูกบีบไปจนสุดทาง โดยไม่เหลือพื้นที่ให้ถอยหนีอีก ขณะนี้เขากลับสงบจิตใจลง จากนั้นก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย มองไปรอบๆถ้ำแห่งเซียน เปิดประตูศิลาออกเงียบๆ มองออกไปยังท้องฟ้า และแนวป่าที่เหมือนทะเลสีมรกต
เวลาผ่านไป เขาก้าวเดินออกไปข้างหน้า แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็สังเกตเห็นคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากแนวป่าด้านหลัง จ้องมาที่เขาด้วยความเย็นชา
"เจ้าไม่ได้หนีไป นับว่ายังไม่โง่เขลานัก" เมิ่งฮ่าวจำเสียงของคนผู้นี้ได้ มันคือซ่างกวนซ่ง ยังไม่จากไป แต่รอคอยอยู่รอบๆนี้
เมิ่งฮ่าวเคยเห็นมันมาก่อนหน้านี้ มันเป็นหนึ่งในศิษย์ที่เดินมาพร้อมกับหวังเถิงเฟยในวันนั้นที่ภูเขาทิศตะวันออก ท่านปู่ของมันเป็นหนึ่งในศิษย์ผู้อาวุโสของสำนัก มันเฝ้าอยู่ที่นี่ทั้งคืน เพื่อรอให้เมิ่งฮ่าวหนีไป ถ้าเมิ่งฮ่าวหนีไป จะถูกตราหน้าว่าเป็นศิษย์ผู้ทรยศ และหมดสิ้นทางรอด
เมิ่งฮ่าวหันหลังกลับ และเดินตรงไปที่เขตสำนักสายนอก
ซ่างกวนซ่งหัวเราะเสียงเย็นชา สายตาเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย ในความเป็นจริง มันได้จากไปเมื่อยามราตรี ทั้งยังได้ไปพบปู่ของมัน ซ่างกวนซิว หากเมิ่งฮ่าวเลือกที่จะหลบหนีไปในยามราตรี เขาก็จะตกเข้าไปในกับดัก และประสบกับความตายอันน่ากลัว
ซ่างกวนซ่งเดินตามเมิ่งฮ่าวไปตลอดเส้นทาง เมื่อพวกเขาเดินไปถึงเขตสำนักสายนอก ศิษย์คนอื่นๆ มองมา คนแล้วคนเล่า แต่ละคนแสดงสีหน้าแตกต่างกันออกไป ดูเหมือนว่าทุกคนได้คิดถึงเหตุการณ์นี้ไว้แล้ว ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่จะรู้สึกสงสารเห็นใจเมิ่งฮ่าว ทุกคนแสดงสีหน้าเยาะเย้ยมาที่เขา
ในไม่ช้า เขาก็มาถึงพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสของสำนักสายนอก เสาที่สลักรูปมังกรส่องแสงสว่าง ศิษย์สายนอกยืนอยู่เต็มรอบบริเวณนั้น ที่ห่างไกลออกไป เมิ่งฮ่าวเห็นหวังเถิงเฟยในชุดสีขาว ล้อมรอบไปด้วยกลุ่มศิษย์สายนอก
มันยืนอยู่ตรงนั้น แสงแดดส่องไปกระทบชุดยาวสีขาวของมัน ทำให้ส่องประกายคล้ายหิมะ เส้นผมที่ยาวของมันสยายไปบนไหล่ มองดูงามสง่าไร้ที่ติ เหมือนกับภาพวาดของเทพเซียน กิริยาท่าทางของมัน ทำให้ผู้คนสนใจที่จะรู้จักมัน มองดูเหมือนผู้ที่ถูกเลือกอย่างแท้จริง
มันพูดคุยอย่างอ่อนโยนกับศิษย์รอบๆตัวมัน แสดงท่าทีเป็นมิตรกับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงพื้นฐานพลังการฝึกตนของแต่ละคน บางครั้งมันก็พยักหน้า บอกเคล็ดลับเกี่ยวกับการฝึกตน ทำให้ทุกคนปฏิบัติต่อมันด้วยความนับถือเป็นอย่างยิ่ง
ศิษย์หญิงสาวทั้งหมด ก็ดูเหมือนว่าจะหลงไหลในตัวมัน พวกนางดูเหมือนต้องการที่จะไปยืนเคียงข้างมัน ราวกับว่าทุกกิริยาท่าทางของมันทำให้พวกนางเคลิบเคลิ้ม
แม้แต่ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่บนแท่นเวทีสูง ก็มองลงมาที่มันด้วยความรักและชื่นชมยอมรับ
ไม่ว่าหวังเถิงเฟยจะไปที่ไหน มันก็จะกลายเป็นศูนย์กลางของจุดสนใจ มันดูดี สุภาพเรียบร้อย สมบูรณ์พร้อมไร้ที่ติ หลอมรวมเข้าด้วยกันเปล่งประกายเจิดจ้า จนเกือบจะเผาไหม้ดวงตาเมิ่งฮ่าว เขากำมือเป็นหมัดจนแน่น
เมื่อศิษย์สายนอกมาถึงทั้งหมด หวังเถิงเฟยไม่เคยเหลือบมองมาที่เมิ่งฮ่าวแม้แต่ครั้งเดียว มันรู้ว่าเมิ่งฮ่าวมองดูมันอยู่ แต่ก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับหวังเถิงเฟย เหมือนกับมดที่จ้องมองคชสาร คชสารย่อมไม่ต้องก้มลงมองกลับ
เมื่อการแจกจ่ายเม็ดยาเสร็จสิ้น และเสาลวดลายมังกรเริ่มมืดลง เสียงสุภาพของหวังเถิงเฟยก็ดังไปทั่วในอากาศ
"ส่งมา!"
มันเป็นคำพูดธรรมดา แต่เมื่อดังออกมา ทุกคนรอบข้างก็ตะลึง สังเกตเห็นว่า สายตาของหวังเถิงเฟย ค่อยๆจับลงบนตัวเมิ่งฮ่าว ที่อยู่ท่ามกลางฝูงคน
ตอนที่ 17: ตนจึงเป็นที่พึ่งแห่งตน
เมิ่งฮ่าวตัวเกร็ง มองไปยังหวังเถิงเฟย เขารับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา ของศิษย์ทุกคนที่ยืนอยู่ในลานสี่เหลี่ยมจัตุรัสแห่งนี้ ศิษย์คนอื่นๆที่ยืนอยู่ข้างเขารีบเดินหนีจากไป เกิดเป็นพื้นที่ว่างรอบๆตัวเมิ่งฮ่าว
ความรู้สึกโดดเดี่ยวเกิดขึ้นภายในจิตใจ ราวกับว่าโลกแห่งนี้ได้ทอดทิ้งเขาไป มันเป็นเพราะคำพูดเพียงคำเดียวของหวังเถิงเฟย ได้ผลักเขาให้ไปอยู่ฝั่งปรปักษ์ของโลกทั้งใบ
ไม่มีใครพูดจาแม้แต่คำเดียว ศิษย์สายนอกที่อยู่รอบๆ เพียงแค่มองมายังเมิ่งฮ่าว หวังเถิงเฟยเป็นผู้โด่งดังที่รู้จักกันไปทั่ว คำพูดของมันคือประกาศิต
ไม่มีใครประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เรื่องราวของเมื่อวานแพร่กระจายออกไปทั่ว หลายคนได้คาดเดาไปแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในวันนี้
ผู้อาวุโสของสำนักยังคงยืนอย่างเงียบๆอยู่บนแท่นเวที จ้องมองลงมายังเมิ่งฮ่าว
"กฎของสำนักกล่าวไว้ว่า เมื่อแย่งชิงมาได้ ก็เป็นของคนผู้นั้น" เมิ่งฮ่าวเอ่ยคำอย่างยากลำบาก เขารู้ดีว่าเมื่อเปรียบกับหวังเถิงเฟย ตัวเขาช่างอ่อนแอจนน่าขัน คำพูดของเขาอาจถูกนำมาย้อนโจมตีกลับ แต่เขายังคงพูดออกมา
เขารู้ว่าถ้าเขานำขวดน้ำเต้าหยก ส่งคืนไปให้หวังเถิงเฟย และอ้อนวอนขอร้องทั้งน้ำตา ต่อหน้าคนมากมาย หวังเถิงเฟยคงไม่ปฏิเสธคำขอโทษของเขา และคงลงโทษเขาไม่มากนัก อย่างน้อยก็คงไม่ทำลายพลังลมปราณของเขา
บางทีถ้าเขาวิงวอนและคุกเข่าโขกศีรษะ รับสารภาพผิด ยอมรับความอัปยศในการถูกเหยียดหยาม เขาก็คงไม่ต้องรับโทษที่ร้ายแรง
แต่เมิ่งฮ่าวจะไม่ยอมทำเช่นนั้นเด็ดขาด! ถึงจะเรียกเขาว่าไอ้โง่หรือเจ้าบ้า เขาก็จะไม่มีวันกระทำอย่างแน่นอน!
ถึงแม้เขารู้ดีว่าได้เผชิญกับภัยพิบัติอันเลวร้าย เขาก็ไม่ยอมวิงวอนขอความเมตตา เขาจะไม่มีวันยอมลดศักดิ์ศรีของตัวเอง จะไม่ยอมคลานไปบนพื้นและอ้อนวอนใคร ไม่มีวัน!
เขามีศักดิ์ศรี เขามีจิตวิญญาณ สิ่งบนโลกนี้ไม่ใช่แค่ความเป็นหรือความตายเท่านั้น บางที มันคือพลังแห่งศักดิ์ศรีของการมีชีวิตอยู่ ที่ยอมหักไม่ยอมงอ ที่ไม่มีวันสั่นคลอน!
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไม เขาต้องพูดออกมาให้จบจบ ถึงแม้ว่าคู่ต่อสู้ของเขาจะเป็นภูผาที่แข็งแกร่ง หวังเถิงเฟย ถึงแม้ว่าเขาจะเผชิญกับภัยพิบัติอันเลวร้าย ถึงแม้ว่าทั้งโลกนี้ต่อต้านเขา ถึงแม้ว่าเขาจะโดดเดี่ยวไร้คนให้พึ่งพิง แม้จะเป็นทั้งหมดที่ว่ามานี้ เขาก็ยังคงมีศักดิ์ศรีของความเป็นคน เขาเงยหน้าขึ้นและพูดมันออกมา
นี่ก็คือ เมิ่งฮ่าว!
คำพูดของเขาเหมือนจะกระตุ้นพละกำลังทั้งหมดในร่างกายขึ้นมา ความตาย? อะไรคือความตาย? ถ้าข้าไม่มีชีวิตอยู่จนอายุครบสิบเจ็ดปี เจ้าอาจมาหยามเกียรติข้าได้ เจ้าอาจทำลายพลังการฝึกตนของข้า แต่เจ้าไม่สามารถทำให้ข้ายอมจำนน เจ้าไม่มีทางบิดงอจิตวิญญาณของข้า!
เสียงของเขาดังก้องไปทั่วในความเงียบนั้น ชัดเจนและแจ่มแจ้ง เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง เมื่อเขาพูดจบ ความปวดร้าวขมขื่นก็หายไป แต่บางทีมีแต่เมิ่งฮ่าวเท่านั้นที่จะเข้าใจความรู้สึกนี้ เขากำมือไว้แน่น ไม่มีใครสัมผัสถึงความรู้สึกนี้ได้ แต่เมิ่งฮ่าวรู้สึกตัวดี คำพูดของหวังเถิงเฟย เหมือนจะมีพลังที่มองไม่เห็นมากดดันเมิ่งฮ่าวให้พังทลายลง
ร่างของเขาเหมือนกับจะแยกกระจายออกเป็นชิ้นๆ กระดูกเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เขารู้สึกเหมือนกับมีพลังอันมหาศาลมากดดันให้เขาคุกเข่าลงไป แต่เขาก็ยังกัดฟันแน่นและยืนอยู่ตรงนั้น ไม่สนใจความเจ็บปวดที่ได้รับ
"ของวิเศษนั่นเป็นของข้า" หวังเถิงเฟยพูดด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร "มันจะเป็นของคนที่ข้ามอบให้เท่านั้น หากข้าไม่ได้มอบให้ เจ้าไม่มีสิทธิ์แย่งชิงมัน" คำพูดของมันดูเหมือนจะอบอุ่น แต่ก็เต็มไปด้วยการข่มขู่ ทุกคนได้ยินชัดเจน มันเดินไปข้างหน้าพร้อมรอยยิ้ม ยกแขนขึ้นกระดิกนิ้วไปที่เมิ่งฮ่าว
สายลมพัดประดังมาในเขตพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่งเสียงดังไปรอบๆ ทำให้ชายเสื้อยาวของศิษย์สายนอกบริเวณนั้นโชยสะบัดไปมา เมิ่งฮ่าวยังคงยืนอยู่กับที่ ราวกับว่าอากาศในตอนนี้กลายเป็นความตายที่บีบรัดเขา จนไม่สามารถขยับร่างกายได้ ทันใดนั้น จี้หยกสีชมพูก็ลอยออกมาจากเสื้อของเขา ลอยไปมาอยู่เบื้องหน้าเขา เกราะสีชมพูก็ปรากฏขึ้นมา ครอบคลุมเมิ่งฮ่าวป้องกันเขาไว้ภายใน
หวังเถิงเฟยยังคงมองดูสุภาพอ่อนโยนเหมือนเช่นเคย การเคลื่อนไหวของมันดูเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ เมื่อมันเดินไปก้าวที่สอง มันโบกนิ้วเป็นครั้งที่สอง
เสียงกระหึ่มดังกึกก้องเมื่อนิ้วที่เคลื่อนไหวได้หยุดลง เกราะป้องกันสั่นกระเพื่อมบิดตัวไปมา เกิดประกายแสงแปลบปลาบขึ้นสามครั้ง จากนั้นก็แตกระเบิดเป็นผุยผงสีชมพู จี้หยกตรงหน้าเมิ่งฮ่าว ของกำนัลที่เขาได้รับมาจากศิษย์พี่หญิงสวี่ แตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โลหิตไหลออกมาจากปากของเมิ่งฮ่าว และแรงกดดันรอบตัวเขาก็เพิ่มขึ้น เขากัดฟันแน่นด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยว ยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้น โดยไม่ยอมที่จะจำนน
สายตาของเขามืดลงไปเรื่อยๆ กำหมัดแน่นมากขึ้น จนเล็บจิกลึกลงไปบนฝ่ามือ
ด้วยรอยยิ้มใจดีที่พบเห็นได้ปกติทั่วไปของหวังเถิงเฟย มันเดินขึ้นหน้าไปก้าวที่สาม มาหยุดอยู่ตรงหน้าเมิ่งฮ่าว มันโบกนิ้วเป็นครั้งที่สาม และพลังที่เหมือนมือที่มองไม่เห็น ฉีกกระชากปกเสื้อของเมิ่งฮ่าวออกมา เผยให้เห็นขวดน้ำเต้าหยกที่แขวนอยู่รอบคอของเขา มือที่มองไม่เห็นนั้นจับขวดน้ำเต้า กระชากออกมาจากคอของเมิ่งฮ่าว และวางลงไปบนฝ่ามือของหวังเถิงเฟย
เมิ่งฮ่าวสีหน้าซีดขาว และกระอักโลหิตออกมาจากปาก ร่างกายสั่นสะท้าน ยังคงขยับร่างไม่ได้ มองดูน้ำเต้าถูกนำไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ เส้นเลือดฝอยปรากฏขึ้นในดวงตา กำหมัดแน่นขึ้นไปอีก ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดของเล็บที่จิกลึกลงไปในเนื้อแล้ว โลหิตเริ่มไหลออกมาระหว่างซอกนิ้ว และตกลงไปบนพื้นดิน
"ทำลายพลังลมปราณ ตัดแขนและขา ไล่ออกจากสำนัก" หวังเถิงเฟยยังคงมีรอยยิ้ม เสียงอันอบอุ่นของมันดังก้องไปทั่วพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส มันขยับนิ้วเป็นครั้งที่สี่ ชี้ตรงไปที่หน้าอกของเมิ่งฮ่าว
เมิ่งฮ่าวจ้องกลับไปยังหวังเถิงเฟย ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ เขาได้พูดเพียงแค่ครั้งเดียว ไม่เคยจะเปิดปากพูดเป็นครั้งที่สอง เขาไม่ร้องไห้คร่ำครวญหรือส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวด ยังคงอยู่ในความเงียบเท่านั้น แต่เส้นเลือดฝอยในดวงตาปรากฏมากขึ้น และเขาก็ได้กำหมัดแน่นยิ่งขึ้น เนื่องจากออกแรงมากไป เล็บนิ้วของเขาหัก ฝังลงไปในเนื้อบนฝ่ามือ โลหิตไหลออกมาจากแผลเหวอ
ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ เมื่อทุกคนมองมา ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม การเย้ยหยันของพวกมันเหมือนกับจะแยกเมิ่งฮ่าวออกไปจากโลกแห่งนี้ ผลักเขาให้โดดเดี่ยว หันหลังให้ฟ้าดิน
แต่เมิ่งฮ่าวยังคงไม่ยอมจำนน! เจ็บปวดทางร่างกายแค่เล็กน้อยจะเป็นไรไป?
ในขณะที่นิ้วของหวังเถิงเฟยกำลังจะเคลื่อนไหวอีกครั้ง ก็มีเสียงดังมาจากยอดเขาที่อยู่ห่างไกลออกไป และพลังที่อ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นที่ข้างกายเมิ่งฮ่าว ป้องกันพลังนิ้วที่จะทำลายพลังลมปราณของเมิ่งฮ่าวไป
เสียงกระหึ่มดังก้องไปทั่ว หวังเถิงเฟยสะบัดชายแขนเสื้อและมองไปด้านข้าง ปรากฏเป็นชายชรายืนอยู่ สวมใส่ชุดยาวสีเทา มีรอยตกกระสีน้ำตาลบนใบหน้า แม้จะดูรูปร่างสูงใหญ่ แต่ก็ไม่มีท่าทางวางอำนาจ นี่เป็นชายชราคนเดียวกับที่ได้ยอมรับในตัวเมิ่งฮ่าว ของเหตุการณ์เมื่อสองครั้งที่แล้ว
"เจ้าก็ได้เอาของวิเศษกลับไปแล้ว" ชายชรากล่าว "ให้เรื่องมันจบไปเถอะ"
ชายชรามองไปยังเมิ่งฮ่าวที่ยืนเงียบอยู่ที่นั่นด้วยคิ้วที่ขมวด เห็นโลหิตไหลออกมาจากมือที่กำจนแน่นของเขา ชายชราถอนหายใจ จากนั้นก็มองกลับไปยังหวังเถิงเฟย
"เมื่อผู้อาวุโสโอวหยางมาร้องขอ ข้าน้อยก็จะปฏิบัติตาม" หวังเถิงเฟยยิ้ม มองดูไม่แยแส ช่วงเวลาที่ผ่านมา มันได้พูดกับเมิ่งฮ่าวแค่สองครั้ง แสงอาทิตย์สาดส่องไปที่รูปร่างอันสง่างามของมัน ผมที่ยาวสยาย การวางตัวที่ดีพร้อมไร้ที่ติ สำหรับมัน เมิ่งฮ่าวเทียบไม่ได้แม้แต่มดแมลง ในเวลานี้ มันกระทั่งลืมชื่อเมิ่งฮ่าวไปแล้วด้วยซ้ำ
ส่วนประกายตาของเมิ่งฮ่าว และโลหิตที่ชุ่มตัวนั้น สำหรับหวังเถิงเฟย เหมือนกับมดที่แยกเขี้ยวขณะมองช้าง ซึ่งช้างสามารถบดขยี้มันได้เพียงแค่ยกเท้าเหยียบไปครั้งเดียว
สำหรับหวังเถิงเฟย สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่ามันรู้สึกดูถูกเมิ่งฮ่าว มันแค่ไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า มันเดินกลับไปในกลุ่มศิษย์สายนอก พูดคุยโดยไม่แยแส ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันเริ่มเอ่ยให้คำแนะนำกับศิษย์สายนอก ที่มีระดับการฝึกตนขั้นต่ำด้วยสีหน้าแสดงถึงความจริงใจ
ศิษย์หญิงสาวทั้งหมดดูเหมือนจะคลั่งไคล้มันทุกคน ศิษย์สายนอกคนอื่นๆ ก็มองดูมันด้วยความนับถือสูงสุด ทุกคนไม่สนใจเมิ่งฮ่าว ราวกับว่าเป็นบุคคลไร้ตัวตน
เมิ่งฮ่าวตรงกันข้ามกับหวังเถิงเฟยโดยสิ้นเชิง ร่างกายเต็มไปด้วยโลหิต เสื้อผ้าก็ขาดแหว่ง สีหน้าโศกเศร้าเสียใจ
เมิ่งฮ่าวรู้สึกได้ถึงการวางตัวที่หวังเถิงเฟยมีต่อตัวเขา มันไม่ใช่การดูถูกเหยียดหยาม แต่มันเป็นการมองข้ามเท่านั้น เมื่อหวังเถิงเฟยจากไป แรงรัดตรึงบนตัวเมิ่งฮ่าวพลันคลายออก แม้ว่าร่างกายของเขาจะได้รับบาดเจ็บรุนแรง จนเหมือนว่าเขากำลังจะพังทลายลงไป เขากัดฟันแน่นทำความเคารพผู้อาวุโสโอวหยางด้วยการประสานมือคารวะ
ไม่ทันได้พูด เมิ่งฮ่าวก็กระอักโลหิตออกมาอีกครั้ง กัดฟันจนแน่น ค่อยๆเดินจากไป รู้สึกเหมือนขาจะแยกออกจากร่างได้ทุกเมื่อ เหงื่อไหลท่วมตัว ทุกๆก้าว สร้างรอยแผลกรีดลึกลงไปในจิตใจ มองดูคล้ายสุนัขป่าที่ถูกทุบตี เขาค่อยๆหายจากไปในความห่างไกล
เมื่อเขาเดินออกไป ผู้อาวุโสโอวหยาง ทำท่าเหมือนจะกล่าวบางอย่าง แต่ก็ตัดสินใจไม่พูด มองดูเขาเดินจากไปอย่างเงียบๆ
เมิ่งฮ่าวกลับไปถึงถ้ำแห่งเซียน และในทันทีที่ประตูศิลาหลักปิดลง เขาก็หมดสติล้มลงไปนอนที่พื้น หวังเถิงเฟยอยู่ในขั้นสูงสุดของระดับหก ไม่มีทางที่เมิ่งฮ่าวจะสู้ด้วยได้ ด้วยการปฏิเสธที่จะยอมจำนนและคุกเข่า เขาจึงได้รับบาดเจ็บภายในสาหัส
เขาหมดสติไม่รู้สึกตัวไปสองวัน หลังจากที่ลืมตาขึ้นมา ก็รู้สึกเจ็บปวดทรมานไปทั่วร่าง ยากที่จะขยับเคลื่อนไหว แต่เขาก็ยังพยายามที่จะลุกขึ้นไปนั่ง เมื่อเขายันพื้นด้วยสองมือ ก็รู้สึกเจ็บปวดมาก ราวกับฝ่ามือไม่มีผิวหนัง จนต้องอ้าปากค้างหอบหายใจออกมา เขานั่งเงียบๆที่ตรงกลางถ้ำแห่งเซียน
หลังจากเวลาผ่านไป เขามองลงไปที่มือทั้งสองข้าง เล็บทั้งสิบหลุดออกมาฝังเข้าไปในเนื้อบนฝ่ามือของเขา หลังจากหมดสติสองวัน แผลตรงนิ้วที่เล็บหลุดไปก็เริ่มตกสะเก็ด แต่จากการที่เขาพยายามจะลุกขึ้นนั่ง ทำให้แผลมันฉีกออกอีกครั้ง และโลหิตก็ไหลซึมออกมาอีก
เมิ่งฮ่าวมองไปที่มือของเขาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ผ่านไปสักพัก เขาก็เริ่มดึงเล็บออกจากเนื้อบนฝ่ามือ ทีละเล็บ ทีละเล็บ โลหิตไหลออกมาจากรอยฉีกขาดบนฝ่ามือ ตกลงไปบนพื้น ทำให้ทั่วทั้งถ้ำมีแต่รอยเลือด
ตลอดขั้นตอนทั้งหมดนี้ สีหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงเรียบเฉย ราวกับว่าฝ่ามือนี้ไม่ใช่ของเขา มีความโหดเหี้ยมในตัวเขาที่ตอนนี้มองเห็นได้ชัดเจน
เขามองลงไปที่เล็บเปื้อนเลือดทั้งสิบ เนิ่นนาน จึงเก็บรวบรวมมันเข้าด้วยกัน วางไว้ข้างๆเตียงศิลาภายในห้อง เขาคิดจะมองดูมันทุกวัน เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงความอัปยศที่เขาได้รับในวันนี้
เมื่อวันนั้นมาถึง ความอัปยศนี้ต้องได้รับการตอบแทนเป็นสองเท่า!
เขาไม่ได้พูดเป็นเวลานาน แต่ตอนนี้เขาเปิดปากพูดแล้วว่า "ตน จึงเป็นที่พึ่งแห่งตน!" เสียงนั้นแหบแห้งราวกับว่าไม่ใช่เสียงของเขาเอง
ตอนที่ 18: เจ้าอ้วนแห่งศิษย์สายนอก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมิ่งฮ่าวไม่ได้ย่างเท้าออกไปจากถ้ำแห่งเซียนแม้เพียงครึ่งก้าว เขาไม่อยากจะออกไป และไม่อยากพบเจอใครทั้งสิ้น เขาไม่เคยลืมว่าหวังเถิงเฟยได้เปลี่ยนให้โลกแห่งนี้ต่อต้านเขาอย่างไร เขานั่งขัดสมาธิจ้องมองไปที่เล็บนิ้ว ซึ่งเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยโลหิตที่แห้งกรัง สีหน้าที่เย็นชาของเขาในตอนแรกก็ได้เปลี่ยนเป็นความแค้น จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นหมองเศร้า
สุดท้ายจนวันนี้ ประตูศิลาหลักของถ้ำแห่งเซียนก็ถูกเปิดออก แสงจันทร์สาดเข้ามา
ศิษย์พี่หญิงสวี่ยืนอยู่ที่ปากทางเข้า ประชันประกายกับแสงจันทราซึ่งกำลังครอบคลุมความงามของนางไว้
เมิ่งฮ่าวไม่เอ่ยคำใดออกมา นางก็เช่นกัน เวลาผ่านไปชั่วครู่ ในที่สุด นางก็กล่าวขึ้นว่า "ข้าเพิ่งจะออกจากการนั่งเข้าฌาณเมื่อวานนี้"
เมิ่งฮ่าวลุกขึ้นยืน คำนับนางด้วยการประสานมือ
"หวังเถิงเฟยมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่" นางกล่าวต่ออย่างอ่อนโยน "มันไม่ได้มาจากแคว้นจ้าว และพลังการฝึกตนของมันก็อยู่ในระดับหกของการรวบรวมลมปราณ ผู้อาวุโสของสำนักได้ตัดสินใจที่จะเลื่อนขั้นให้มันเป็นศิษย์สายใน เจ้า… เจ้าต้องไม่ไปตอแยมัน"
"ศิษย์น้องเข้าใจดี" เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยรอยยิ้ม สีหน้าของเขาได้กลับมาเป็นเหมือนเช่นเคย ราวกับว่าเขาได้โยนเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นทิ้งไป ถึงแม้ว่าลึกลงไปในแววตาของเขา มีบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิตสิบหกปีที่ผ่านมา
อันประกายเย็นเยียบนี้ ความแตกต่างคือถูกเมิ่งฮ่าวซ่อนพรางไว้ลึกมาก ลึกจนมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะรับรู้ได้ คนอื่นๆไม่มีทางได้รู้
"อย่างไรก็ตาม" ศิษย์พี่หญิงสวี่กล่าว "ถ้ามันสร้างปัญหาให้แก่เจ้าอีก เจ้าเพียงแค่บีบหยกแผ่นให้แตก ข้าก็จะรับรู้ แม้ข้าจะอยู่ในช่วงนั่งเข้าฌาณก็ตามที" ชั่วขณะหนึ่ง นางโบกสะบัดมือ แผ่นหยกสีม่วงก็ปรากฏตรงหน้าเมิ่งฮ่าว
"บุคคลทั้งสี่ที่ข้านำมาที่สำนักวันนั้น เจ้าเป็นคนแรกที่ได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอก สหายของเจ้าที่ทำงานด้วยกันในเขตข้ารับใช้ทิศเหนือ ได้รับการเลื่อนขั้นในวันนี้ พรุ่งนี้ตอนเช้า มันจะมาถึงเขตสำนักสายนอกเพื่อรายงานตัว" หลังกล่าวจบ นางก็หันหลังเดินจากไป
"ขอบคุณมาก ศิษย์พี่ ข้ามีคำถามที่ต้องการจะถาม" เขากล่าว "ข้าหวังว่าศิษย์พี่จะช่วยอธิบายได้ พลังการฝึกตนของข้าอยู่ในระดับสี่ของการรวบรวมลมปราณ ดูจากพรสวรรค์ของข้า ท่านคิดว่านานแค่ไหน ที่ข้าจะก้าวไปถึงระดับเจ็ด?"
"การบรรลุถึงระดับสี่ของการรวบรวมลมปราณ ในเวลาที่น้อยกว่าหนึ่งปี ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีบุญวาสนาที่ดีไม่น้อยในการฝึกตน เจ้าไม่จำเป็นต้องอธิบายในรายละเอียด และข้าก็จะไม่ถาม หากปราศจากวาสนาแบบนั้น การบรรลุขั้นที่เจ็ด หากเร็วอาจใช้เวลาสิบปี หากช้าสุดก็อาจจะต้องใช้เวลาสามสิบปี… ระดับสี่ หก และแปด เป็นระดับที่ยากจะก้าวผ่าน โดยเฉพาะระดับหก ถ้าไร้ซึ่งบุญวาสนาที่ดี มันยากมากที่จะก้าวผ่านไปถึงขั้นเจ็ดได้"
"มันเป็นเช่นนี้กับทุกคนหรือไม่?"
"กับทุกคน" จากนั้นนางก็จากไป เมิ่งฮ่าวนั่งลงขัดสมาธิ สองตาสาดประกายคมกล้า
ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น เขาก็ยืนขึ้นและเดินออกจากถ้ำแห่งเซียนเป็นครั้งแรกในหลายวันที่ผ่านมา ฤดูกาลได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง ดูเหมือนว่าฤดูใบไม้ร่วงใกล้จะมาถึงในเร็ววันนี้ ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี สายลมพัดผ่านภูผาและหุบเขา
ภายใต้แสงจันทร์ที่สุกสกาว เมิ่งฮ่าวเดินไปตามทางสายเล็กเข้าไปในป่าลึกของภูเขา ทุกอย่างเงียบวังเวง มีเพียงซ่าซ่าของใบไม้ที่ร่วงตามสายลม เคียงคู่เมิ่งฮ่าว ที่มุ่งหน้าสู่ภูเขาด้านทิศเหนือ
เขาต้องการที่จะไปหาเจ้าอ้วน ทั้งหมดในสำนักนี้ มันเป็นสหายเพียงคนเดียวของเขา
อาณาเขตข้ารับใช้ในภูเขาทิศเหนือเงียบสงบในเวลาดึกเช่นนี้ เมื่อเขามาถึง ก็ได้ยินเสียงกรนดังมาตามสายลม เป็นเสียงกรนที่พิเศษเฉพาะที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ในช่วงเวลาสี่เดือนที่เป็นข้ารับใช้
บุรุษหนุ่มที่หน้ายาวเหมือนม้า ซึ่งเป็นหัวหน้าข้ารับใช้ของภูเขาทิศเหนือ นั่งขัดสมาธิอยู่บนหินก้อนใหญ่ ทันใดนั้น มันก็ลืมตาขึ้นมองมายังเมิ่งฮ่าว ด้วยความรู้สึกประหลาดใจสักพัก จากนั้นมันก็ลุกขึ้นยืน และคำนับเมิ่งฮ่าวด้วยการประสานมือ
"ยินดีต้อนรับ ศิษย์พี่เมิ่ง" ไม่นานมานี้มีข่าวลือเกี่ยวกับเมิ่งฮ่าวมากมาย และแน่นอนว่าบุรุษหนุ่มหน้าเหมือนม้าผู้นี้ก็เคยได้ยินมา
"ไม่ต้องมากพิธีหรอก ศิษย์พี่" เมิ่งฮ่าวเอ่ย "ข้ามาที่นี่เพื่อจะหาสหายเก่า" เขามองไปที่พลังการฝึกตนของบุรุษหนุ่มผู้นี้ เมิ่งฮ่าวมองเห็นได้ชัดว่ามันเป็นระดับสามของการรวบรวมลมปราณ ดูเหมือนว่า มันได้ติดอยู่ที่ระดับนี้มานานหลายปีแล้ว
ศิษย์พี่ที่หน้ายาวเหมือนม้าพยักหน้า หลังจากที่เมิ่งฮ่าวเดินเข้าไปในเขตข้ารับใช้ มันก็กลับไปนั่งขัดสมาธิเช่นเดิม สีหน้าแสดงความประหลาดใจพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างเงียบๆ จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง
เมิ่งฮ่าวเดินเข้าไปในลานบ้าน และเห็นบ้านหลังที่เจ็ดด้านตะวันออก เมื่อเขาไปถึงเสียงกรนของเจ้าอ้วนดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อเปิดประตูเข้าไป สีหน้าเขาก็แสดงความแปลกใจ และความวิตกกังวลตลอดหลายวันมานี้ของเขาก็เริ่มจางหายไป
เจ้าอ้วน นอนหงายท้อง ส่งเสียงกรนออกมา อีกหนึ่งเตียงในห้องได้ถูกผลักออกไปจากผนังห้อง ทำให้มีพื้นที่ว่างเล็กๆส่วนหนึ่ง
ในพื้นที่ว่างนั้น มีบุรุษร่างสูงใหญที่เรียกตัวเองว่า หู่เหยียเยี่ย (ท่านปู่พยัคฆ์) ในตอนนั้นนอนหลับอยู่ แม้ว่ามันได้หลับไปแล้ว แต่สีหน้าก็ยังดูบูดเบี้ยวเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ราวกับว่ามันได้เผชิญพบกับอะไรบางอย่างที่น่ากลัวในความฝันของมัน
เตียงไม้ของมันมีรอยกัดมากมายเต็มไปหมด บางแห่งก็เป็นรอยแหว่งไปเลย เหมือนกับว่าถูกกัดจนกระจุย เก้าอี้ไม้หายไป และเมิ่งฮ่าวก็คิดว่ามันต้องถูกเจ้าอ้วนกัดกินไปจนเกลี้ยงแน่ๆ แม้แต่ผนังก็ยังมีรอยกัด ในความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เตียงของเจ้าอ้วนไร้รอยกัดแม้แต่รอยเดียว
ขณะมองดูอยู่นั้น บุรุษร่างสูงใหญ่พลันตัวสั่นสะท้าน จากนั้นก็ส่งเสียงร้องออกมาอย่างน่าสังเวช มันตกอยู่ในความเจ็บปวดของฝันร้ายอย่างเห็นได้ชัด มองดูรูปร่างที่ผ่ายผอม และมีรอยคล้ำรอบดวงตา ราวกับว่านอนหลับไม่สนิทมานานแล้ว เมิ่งฮ่าวนึกภาพไม่ออกว่า มันต้องพบเจอสถานการณ์ที่เลวร้ายขนาดไหน จนทำให้มันตกอยู่ในห้วงความทุกข์ทรมานเช่นนี้
ดูเหมือนว่าเสียงร้องของมัน ทำให้เจ้าอ้วนต้องตื่นขึ้นมาด้วยความรำคาญใจ จากนั้นก็มองมาเห็นเมิ่งฮ่าว เจ้าอ้วนก็เริ่มตื่นเต้นในทันที
"ไก่ป่า! เจ้าได้นำไก่ป่ามาด้วยหรือไม่?"
เมิ่งฮ่าวมองไปที่เจ้าอ้วน อดไม่ได้ที่จะเผยอรอยยิ้มออกมา
เจ้าอ้วนยังคงตัวกลมเหมือนเช่นเคย ดูเหมือนน้ำหนักตัวไม่ได้หายไปแม้แต่น้อย อันที่จริง มันดูอ้วนขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะฟันของมัน ก็ยาวมากกว่าเดิมเกือบครึ่งด้วย เมื่อเจ้าอ้วนพูด ฟันของมันส่องแสงเป็นประกายสดใส
"ข้าทราบมาว่าเจ้าได้บรรลุถึงขั้นแรกของการรวบรวมลมปราณแล้ว" เมิ่งฮ่าวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "ดังนั้นจึงได้มาหาเจ้า แต่เนื่องจากรีบมา จึงไม่มีเวลาไปจับไก่ป่า" เขานั่งลงไปบนเตียงใกล้กับเจ้าอ้วน ตรวจสอบดูฟันของมัน
เจ้าอ้วนรู้สึกภูมิใจกับพลังการฝึกตนของตัวเองเป็นอย่างมาก เริ่มพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ เมิ่งฮ่าวไม่ได้พูดอะไรมากนัก นอกจากนั่งฟังเสียงพล่ามของมันไป ไม่ช้าดวงจันทร์เริ่มหายไป ดวงตะวันเริ่มทอแสงขึ้นอีกครั้ง บาดแผลภายในใจของเมิ่งฮ่าวเริ่มจางหายไป เหลือไว้แต่รอยแผลเป็น เล็บนิ้วในถ้ำแห่งเซียนและประกายดวงตาอันเย็นเยียบของเขา ได้หลอมรวมขึ้นเป็นเมิ่งฮ่าวในวัยสิบหกสิบเจ็ด นำไปสู่การเติบโตขึ้นหนึ่งขั้น
ยามรุ่งอรุณ เมิ่งฮ่าวได้จากไปพร้อมเจ้าอ้วน หู่เหยียเยี่ยมองดูพวกเขาจากไปด้วยกัน ด้วยน้ำตาที่ไหลนองหน้า ทำให้เจ้าอ้วนที่กำลังจะเดินออกจากลานหน้าบ้าน ต้องหันหลังวิ่งกลับไปกอดมันไว้และพูดบางสิ่งกับมัน สิ่งที่พูดไปนั้นได้ทำให้สีหน้าของบุรุษร่างใหญ่เริ่มขาวซีด และร่างกายก็เริ่มสั่นไปมา
"เจ้าได้พูดอะไรกับมัน?" เมิ่งฮ่าวเอ่ยถาม เมื่อทั้งสองเดินใกล้จะถึงเขตสำนักสายนอก
"มันเป็นคนดี หลังจากที่เจ้าจากเขตข้ารับใช้ไป มันก็กลายมาเป็นสหายของข้า มันเสียใจมากที่ข้าจากไป ข้าแค่ทำใจไม่ได้" สีหน้าเจ้าอ้วนแสดงถึงความเจ็บปวด "ข้าบอกมันว่า ข้าจะกลับมาเยี่ยมมันบ่อยๆอย่างแน่นอน" เจ้าอ้วนพูดต่ออย่างมีอารมณ์ "จริงๆแล้ว มันเป็นคนค่อนข้างขี้ขลาด มันมักจะฝันร้ายอยู่เสมอเวลานอน ช่างน่าสงสารนัก"
เมิ่งฮ่าวไม่ได้พูดอะไรออกไป หรือถามอะไรเพิ่มเกี่ยวกับบุรุษผู้นั้น เมื่อทั้งสองเดินเข้าไปในเขตสำนักสายนอก ศิษย์ที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็มองมาที่เขาด้วยสีหน้าแปลกๆ ครุ่นคิดพิจารณา
"หือ? ดูเหมือนว่าเจ้าทำดีกับเขตสำนักสายนอกนี้ไว้เยอะนี่ เมิ่งฮ่าว ตลอดทางมีแต่คนมองเจ้านะ" เจ้าอ้วนพูดด้วยความตื่นเต้น "ทุกๆคนมองมาที่เจ้า" ในความคิดของมัน มีเมิ่งฮ่าวหนุนหลัง เมื่อมายังเขตสำนักสายนอก จะไม่มีใครรังแก
เมิ่งฮ่าวยิ้มโดยที่ไม่ได้อธิบายอะไร เมื่อทั้งสองใกล้จะถึงหอเก็บของวิเศษ เมิ่งฮ่าวก็หยุดเดิน กำชับเล็กน้อย ก่อนจะมองไปยังเจ้าอ้วนที่มุ่งตรงไปเข้าไปยังตึกนั้น
ในเวลาแค่ธูปไหม้หมดไปครึ่งดอก เจ้าอ้วนก็กลับออกมาด้วยความตื่นเต้น ในมือมีกระบี่สั้นหนึ่งเล่ม ที่เคลือบไปด้วยรอยหยักคล้ายเกล็ดปลา มันไม่มีความคมแม้แต่น้อย มีแต่ความหยาบสากมากกว่า
"ดูของวิเศษที่ข้าได้มานี่สิ เมิ่งฮ่าว? มันเป็นอาวุธเวทที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง" มันกวัดแกว่งกระบี่ไปมาในอากาศ และเมื่อเมิ่งฮ่าวกำลังจะถามว่ามันใช้ทำอะไรได้บ้าง เจ้าอ้วนก็แหกปากออกมา และเริ่มเอาฟันไปฝนกับกระบี่เล่มนั้น เสียงขูดขีดดังไปทั่ว เมิ่งฮ่าวก็เลยไม่แน่ใจว่าเขาควรจะหัวเราะ หรือร้องไห้ออกมาดี
"มันสุดยอดมาก!" เจ้าอ้วนกล่าว เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง "ฟันของข้าเริ่มยาวขึ้นทุกวัน ข้ามองหาสิ่งของมาฝนมันไม่น้อยแล้ว แต่ไม่กี่วันก็ใช้ไม่ได้อีก ของวิเศษนี่ดีจริงๆ ข้าสามารถใช้อาวุธเวทเล่มนี้ตะไบฟันของข้าได้อีกนาน"
เมิ่งฮ่าวพาเจ้าอ้วนตระเวนดูไปรอบๆเขตสำนักสายนอก เขายังเสนอให้เจ้าอ้วนมาอยู่กับเขาในถ้ำแห่งเซียน แต่เจ้าอ้วนปฏิเสธ มันอาศัยอยู่กับสหายร่วมห้องมาเป็นเวลานาน และกำลังต้องการที่จะมีสถานที่ส่วนตัวของตัวเองในสำนักสายนอกนี้ ไม่ว่าเมิ่งฮ่าวจะพูดอะไร มันก็ยังยืนกรานที่จะปฏิเสธ เมื่อพวกเขาไปถึงบ้านของเจ้าอ้วน มันก็ดูมีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
เมิ่งฮ่าวก็ไม่ได้บังคับมัน เมื่อตกกลางคืน เขาก็กลับมาที่ถ้ำแห่งเซียน และนั่งลงขัดสมาธิเช่นเคย
เวลาผ่านไป และไม่ช้าก็ผ่านไปสามเดือนแล้ว สองเดือนก่อนหน้านี้ เมิ่งฮ่าวได้เปิดร้านของเขาขึ้นมาใหม่ที่เขตส่วนรวมของศิษย์ระดับขั้นต่ำ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเขาได้มีเรื่องกับหวังเถิงเฟย ทำให้ไม่มีใครสร้างปัญหาให้กับเขา และไม่ช้าการค้าของเขาก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้ เขาได้เพิ่มอาวุธเวทเข้าไปในการค้าของเขาด้วย ทำให้มันค้าขายดีมากยิ่งขึ้น ร้านเขามีคนมาช่วยขายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ข้างกายเขาก็คือเจ้าอ้วนที่กำลังถูตะไบฟันของมัน ด้วยกระบี่บินเล่มเล็กนั้นอยู่เป็นประจำ เจ้าอ้วนมีหัวการค้าเป็นอย่างดี และชอบไปเดินเร่ขายสินค้าในเขตส่วนรวมเป็นประจำ ในไม่ช้า เจ้าอ้วนก็กลายเป็นกำลังหลักในการค้าขาย ด้วยความร่วมมือของเมิ่งฮ่าว ซึ่งไม่สามารถเข้าไปเขตส่วนรวมได้ด้วยตัวเอง พวกเขาสร้างผลกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อฤดูหนาวมาเยือน และเกล็ดหิมะโปรยปรายเต็มท้องฟ้า เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ขอบรอบนอกของเนินที่ราบสูงนั้น ทันใดนั้น เจ้าอ้วนก็ร้องตะโกนออกมาและคว้าจับใครคนหนึ่งไว้ ลากดึงตรงมาที่เมิ่งฮ่าว
"เมิ่งฮ่าว เมิ่งฮ่าว ลองดูสิว่านี่คือใคร!"
ตอนที่ 19: สายลมแห่งโชคชะตาโชยพัดมาอีกครั้ง
เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น มองเห็นเจ้าอ้วนฉุดลากเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามา ตัวเตี้ย ซีดและผอมแห้ง ดูแล้วช่างแตกต่างกับตัวอ้วนกลมของเจ้าอ้วนเป็นอย่างยิ่ง
เมิ่งฮ่าวจำมันได้ มันเป็นหนี่งในสี่ของคนที่ถูกจับมาที่สำนักเอกะเทวะแห่งนี้ในวันนั้น และถูกนำตัวไปพร้อมกับหวังโหย่วฉายที่เรือนข้ารับใช้บนภูเขาอีกลูกหนึ่ง
ในตอนนั้น มันดูซื่อๆเซ่อๆ มีอัธยาศัยดี แต่ตอนนี้ มันดูน่าหดหู่เหมือนตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความโหดอยู่ในแววตาของมัน ซึ่งบ่งบอกถึงประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือนในสำนักเอกะเทวะแห่งนี้ของมัน
ไม่อย่างนั้น มันย่อมไม่กล้าเข้ามาที่เขตส่วนรวม ในขณะที่อยู่ในระดับขั้นแรกของการรวบรวมลมปราณ
"ศิษย์พี่เมิ่ง สบายดี?" เด็กหนุ่มกล่าว มองดูเหมือนจะตื่นเต้นเล็กน้อย แต่จากนั้นก็เลือนหายไป และมันก็ได้แสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อเมิ่งฮ่าว
"เจ้าเพิ่งเข้าสังกัดศิษย์สายนอก?" เมิ่งฮ่าวถามมัน คิดย้อนกลับไปพร้อมกับถอนหายใจ นึกถึงวันแรกที่ได้เจอกัน
"หนึ่งเดือนกว่าแล้ว" มันพูด ก้มหน้าลง
"หวังโหย่วฉาย เป็นอย่างไรบ้าง?"
"ตายแล้ว" เด็กหนุ่มพูด ความเสียใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า พร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าวเศร้าโศก
"หวังโหย่วฉายตาย?" เจ้าอ้วนพูดด้วยความตกใจ เมิ่งฮ่าวยังคงรักษาความเงียบของเขาไว้
"ในเขตข้ารับใช้ พวกเรารับผิดชอบในการตักน้ำ" มันอธิบาย "พี่ใหญ่โหย่วฉาย เห็นว่าข้าอายุยังน้อย ดังนั้นจึงได้ช่วยเหลือข้ามากมาย ครั้งหนึ่งบนทางขึ้นเขา ได้มีลมพายุเกิดขึ้นอย่างกะทันหันพัดพวกเรา และหอบเอาพี่ใหญ่ตกลงไปจากหน้าผา ข้าตามหาร่างของพี่ใหญ่เป็นเวลาสองเดือน แต่ก็ไม่เจออะไรเลย จนเห็นแต่เพียงเศษกระดูก… พี่ใหญ่คงถูกสัตว์ป่ากินแล้ว"
ความเสียใจ สลดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจ้าอ้วน และเมิ่งฮ่าวก็ส่งเสียงถอนหายใจออกมา พวกเขาทั้งสี่มาที่นี่ในเวลาเดียวกัน แต่ในเวลาแค่ไม่ถึงปี คนหนึ่งก็ตายจากไป เมิ่งฮ่าวรู้สึกเสียใจ และรู้สึกไม่ดีมากขึ้น เมื่อนึกถึงท่านลุงหวัง ช่างไม้ผู้ซึ่งมีบุตรชายเพียงแค่คนเดียว
"เสี่ยวหู่ (พยัคฆ์น้อย) เจ้ามาอยู่กับพวกเราเถอะ อยู่กับเมิ่งฮ่าว ไม่มีใครกล้าที่จะมาหาเรื่องเจ้า" เจ้าอ้วนโอบไหล่เด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกโศกเศร้า
"ไม่เป็นไร ข้า… ข้ายังดีอยู่" เด็กหนุ่มดูเหมือนจะลังเล และเมิ่งฮ่าวดูออกว่ามันกำลังหวั่นไหว สุดท้าย มันก็ส่ายศีรษะและปฏิเสธความปรารถนาดีของเจ้าอ้วน มันทำความเคารพพวกเขาด้วยการประสานมือ จากนั้นก็เดินออกไปจากเนินที่ราบสูงนั้น
"อะไรที่ทำให้มันเป็นเช่นนี้?" เจ้าอ้วนถาม ยังคงอยู่ในอาการตกใจ
"ทุกคนมีความลับของตัวเอง" เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้นช้าๆ "บางทีมันได้พบกับความโชคดีบางอย่าง ที่มันไม่อยากจะเอ่ยถึง มิเช่นนั้น ทำไมมันถึงได้กล้ามาที่นี่ ทั้งที่ระดับการรวบรวมลมปราณของมันอยู่แค่ขั้นแรกเอง?" เมิ่งฮ่าวดูเหมือนจะตกอยู่ในห้วงความคิด ขณะที่เขามองเด็กหนุ่มเดินหายลับตาไป
"จะไปมีความลับอะไร ที่พวกเราต้องไปสอดส่องเชียวหรือ มันดูถูกพวกเราเกินไปแล้ว" เจ้าอ้วนพูดอย่างหนักใจ มันเป็นคนที่มีจิตใจเปิดกว้างและตรงไปตรงมา ไม่เคยมีเล่ห์เหลี่ยม การเสนอบางสิ่งที่ดีให้กับใครบางคนและถูกปฏิเสธบอกปัดเช่นนี้ ได้สร้างความไม่พอใจให้กับมันอย่างเห็นได้ชัด
ในอาณาเขตภาคใต้ของดินแดนหนานซาน ฤดูหนาวค่อนข้างสั้นและผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิก็มาถึง และดอกไม้ก็เบ่งบาน เป็นเวลาของเดือนสี่อีกครั้งนึง หนึ่งปีผ่านไปตั้งแต่เมิ่งฮ่าวได้เข้ามาในสำนักเอกะเทวะแห่งนี้
ด้วยการช่วยเหลือของเจ้าอ้วน เขาได้รวบรวมหินลมปราณมากมายจากเขตส่วนรวมของศิษย์ระดับขั้นต่ำ พร้อมทั้งมีเม็ดยาและอาวุธเวทเพิ่มมากขึ้น เขามักจะเข้าไปในป่าภูเขาสูงเพื่อตามล่าหาสัตว์อสูร จนเข้าไปใกล้อาณาเขตของภูเขาสีดำ แต่ก็ยังกลับมามือเปล่าทุกครั้ง เสียงคำรามที่ดังออกมาจากอาณาเขตของภูเขาสีดำ ดังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเมิ่งฮ่าวไม่กล้าที่จะเข้าไป
เพียงแต่ แกนสัตว์อสูรหนึ่งก้อนที่เทียบเท่ากับการรวบรวมลมปราณขั้นที่สาม แม้นเขาได้ใช้กระจกทองแดงสร้างขึ้นซ้ำไม่น้อย แต่เมื่อพลังการฝึกตนของเขาจะอยู่ในจุดกึ่งกลางของขั้นสี่ พวกมันก็ช่วยให้เขามีความก้าวหน้าได้เพียงคืบ และไม่ว่าเขาจะกินเม็ดยาเข้าไปมากแค่ไหน ก็เพียงแต่ช่วยให้พลังลมปราณของเขาบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น
เขามาถึงคอขวด และไม่สามารถก้าวข้ามไปถึงระดับห้า ที่เขาอยากเรียนรู้วิชาเดินบนอากาศได้
กลับเป็นเจ้าอ้วน ด้วยการช่วยเหลือของเมิ่งฮ่าว เจ้าอ้วนบรรลุถึงระดับสองของการรวบรวมลมปราณ ซึ่งทำให้มันเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะก้าวหน้าต่อไป
ช่วงเดือนสี่นี้ ศิษย์สายนอกทุกคนที่มีพลังลมปราณมากกว่าระดับห้าขึ้นไป รวมถึงศิษย์พี่หญิงสวี่ และศิษย์พี่เฉิน ได้ถูกส่งออกไปนอกสำนัก พวกมันต่างก็กลับมาพร้อมกับเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์สองหรือสามคน ให้มาเป็นข้ารับใช้
ปีละหนึ่งครั้ง นี่เป็นกฎของสำนัก นี่เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะช่วยให้สำนักคงอยู่ต่อไป
สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านผืนดิน นำความเย็นไปพร้อมกับมัน ความร้อนมาแทนที่ ในที่สุด ฤดูใบไม้ร่วงก็มาถึง และเป็นเวลาของเดือนสิบ ในช่วงเวลาระหว่างนี้ มีเรื่องสำคัญสองเรื่องเกิดขึ้นในสำนักเอกะเทวะ
เรื่องแรก เกี่ยวข้องกับหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนัก นอกจากท่านเจ้าสำนักที่เล่าขานกันว่าได้บรรลุถึงระดับการก่อตั้งแกนลมปราณเรียบร้อยแล้วนั้น ได้มีผู้อาวุโสสองท่านที่บรรลุถึงขั้นพื้นฐานลมปราณในสำนักแห่งนี้ หนึ่งในสองได้มาถึงจุดสุดท้ายของชีวิตที่ยาวนาน เสียชีวิตไปขณะที่นั่งสมาธิเข้าฌาน ด้วยอายุขัยหนึ่งร้อยห้าสิบปี เมื่อเมิ่งฮ่าวได้ทราบข่าวเรื่องนี้ เขาก็สอบถามไปทั่ว และได้รับการยืนยันว่าไม่ใช่ท่านผู้อาวุโสโอวหยาง
เมื่อผู้ฝึกตนบรรลุถึงระดับพื้นฐานลมปราณ มันก็จะช่วยยืดอายุให้ยืนยาวไปถึงหนึ่งร้อยห้าสิบปี ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเวลาที่ยาวนาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว มันเป็นเรื่องเร่งด่วน ถ้าผู้ฝึกตนไม่สามารถบรรลุถึงระดับการก่อตั้งแกนลมปราณ ในปีต่อไปหลังจากนั้น ก็ได้แต่นั่งสมาธิเข้าฌาน จนกระทั่งลมปราณและโลหิตค่อยๆจางหาย ทำให้ร่างกายแห้งเหี่ยวตายไป
อย่างไรก็ตาม หลังจากบรรลุถึงระดับการก่อตั้งแกนลมปราณ อายุก็จะยืดยาวออกไปถึงสองเท่า จนมีอายุถึงสามร้อยปี
เรื่องที่สอง มาจากการที่ผู้อาวุโสได้ตายไปในช่วงการนั่งสมาธิเข้าฌาน ทำให้สำนักเอกะเทวะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย กลายเป็นสำนักที่อ่อนแอที่สุดในแคว้นจ้าว และยิ่งทำให้มีอันตรายเพิ่มมากขึ้น ไม่ช้าผู้ฝึกตนจากสำนักอื่นๆก็เริ่มปรากฏตัวใกล้ๆกับเขตแดนของสำนักเอกะเทวะ
ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังตามหาบางสิ่งอยู่ ดังนั้นสำนักเอกะเทวะจึงได้ติดตั้งอาคมป้องกันไว้รอบๆภูเขา ทุกสิ่งภายในรัศมีหลายร้อยหลี่ จะตกอยู่ภายใต้อาคมป้องกันนี้ ประหนึ่งพายุร้ายกำลังก่อตัว เมฆดำทมิฬ แผ่กระจายไปทั่วทั้งสำนัก (1หลี่ ประมาณ 0.5กิโลเมตร)
ศิษย์สายนอกส่วนใหญ่เริ่มคาดเดาไปต่างๆนานา มีผู้ฝึกตนที่หูตากว้างไกล ไม่รู้ว่าได้ข่าวมาจากที่ใด เริ่มแพร่กระจายไปทั่วว่า โลกของผู้ฝึกตนในแคว้นจ้าวแห่งนี้ได้ถูกปลุกกระตุ้นให้ตื่นตัว โดยมีส่วนกี่ยวข้องกับปรมาจารย์เอกะเทวะ ผู้ซึ่งได้หายสาบสูญไปนานถึงสี่ร้อยปีมาแล้ว
สำหรับรายละเอียด ไม่มีใครในศิษย์สายนอกสามารถบอกได้
ในช่วงเวลานี้ พลังการฝึกตนของเมิ่งฮ่าว ยังคงติดอยู่ในจุดกึ่งกลางของขั้นสี่ ไม่มีสิ่งใดสามารถช่วยให้พัฒนาขึ้นไปอีกได้ ในที่สุดเขาก็ยอมรับว่าเขาติดอยู่ในทางตัน
เขานั่งขัดสมาธิอยู่ในถ้ำแห่งเซียน คิ้วขมวด "ศิษย์พี่หญิงสวี่บอกข้าว่า การก้าวข้ามจากจุดสูงสุดของระดับสี่ไปสู่ระดับห้า ต้องเจอกับทางตัน แต่ทำไมทางตันของข้าจึงได้มาถึงรวดเร็วเช่นนี้… เป็นเพราะข้ากินแกนสัตว์อสูรมากเกินไปหรือไม่?"
"ถ้านั่นเป็นสาเหตุ ข้าก็จำเป็นต้องหาเม็ดยา ที่สร้างขึ้นมาเพื่อก้าวข้ามทางตันแบบนี้โดยเฉพาะ รึว่าบางทีข้าจำเป็นต้องใช้แกนสัตว์อสูรที่มีระดับสูงขึ้นไป" เขามีหินลมปราณที่รวบรวมไว้มากมาย แต่ขาดเม็ดยาที่เหมาะสม เขาเชื่อมั่นว่าถ้าเขามีเม็ดยาที่ถูกต้องดีจริง เขาก็สามารถบรรลุถึงระดับห้าของการรวบรวมลมปราณได้
สถานการณ์ความตึงเครียด ในสำนักเอกะเทวะปรากฏให้เห็นเด่นชัด เมิ่งฮ่าวเองก็สัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง ตนก็มีวิกฤตเช่นกัน ศิษย์ส่วนใหญ่ก็มีสีหน้าหวาดหวั่นในทุกวัน ทำให้บรรยากาศอึมครึม
มีเพียงคนเดียวที่รู้สึกมีความสุข นั่นก็คือเจ้าอ้วน มันมีความกระตือรือร้นเกี่ยวกับร้านขายเม็ดยา บนเนินที่ราบสูงมากกว่าเมิ่งฮ่าวเสียด้วยซ้ำ เมื่อไหร่ที่เมิ่งฮ่าวไม่อยากออกไปขาย มันก็จะแบกป้ายผ้าไปที่นั่นด้วยตัวเองเพื่อทำการค้า
สามวันหลังจากนั้น เสียงระฆังก็ดังก้องไปทั่ว วันแจกจ่ายเม็ดยามาถึงอีกครั้ง เมื่อเมิ่งฮ่าวและเจ้าอ้วนมาถึงพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส เมิ่งฮ่าวก็ได้เห็นชายชราในชุดยาวสีทองยืนบนแท่นเวทีอีกครั้ง ขนาบข้างด้วยศิษย์พี่หญิงสวี่ และศิษย์พี่เฉิน
เมื่อเห็นดังนี้ ใจเมิ่งฮ่าวก็เริ่มเต้นแรง และสายตาก็ลุกโชนคล้ายเปลวไฟ
"ในปีครึ่งที่ผ่านมา ท่านอาจารย์ลุงซ่างกวน ปรากฏกายเพียงแค่สามครั้ง และในแต่ละครั้ง ก็มีการแจกเม็ดยาเฉพาะตน พลังลมปราณของข้า ได้ติดอยู่ในทางตันของระดับสี่มาเกือบปีแล้ว ถ้ามีเม็ดยาระดับสูง…" ศิษย์สายนอกคนอื่นๆก็คิดเช่นเดียวกัน และในไม่ช้า เสียงพูดจาก็ดังกระหึ่มไปทั่ว แน่นอนว่า ต้องมีศิษย์บางคนคิดในใจว่า "ได้โปรดเถอะ อย่าให้ข้า"
โดยเฉพาะภายหลังที่เมิ่งฮ่าว ได้กระทำต่อเม็ดยาที่เขาได้รับในครั้งนั้น ทางสำนักก็ได้สร้างกฎใหม่ขึ้นมา นั่นก็คือ ห้ามส่งเม็ดยาเฉพาะตนเป็นของกำนัลให้กับศิษย์สายใน
"มัน… มันเป็นเม็ดยาลมปราณเกราะ!"
"ใช่! เม็ดยาลมปราณเกราะ ซึ่งได้แจกไปหนึ่งเม็ดเมื่อปีก่อน และตอนนี้ก็มีอีกหนึ่ง เพียงหนึ่งเม็ดต่อปี! ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันมีคุณค่ามากมายเพียงใด!"
"ถ้าข้าได้มันมา พลังลมปราณของข้าต้องบรรลุไปอีกขั้นได้อย่างแน่นอน"
เสียงพูดที่แสดงถึงความตื่นเต้นดังไปทั่ว เมื่อชายชราในชุดยาวสีทอง ได้ชูเม็ดยาสีม่วงที่เปล่งประกายในอากาศสูงขึ้นมา
เมื่อเม็ดยาปรากฏ ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็ส่องประกายด้วยความแรงกล้า เขาไม่เคยต้องการเม็ดยามากเท่านี้มาก่อน ในสายตาของเขา มันไม่ใช่เป็นแค่เม็ดยา แต่มันเป็นความหวังของการบรรลุถึงระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ
ตอนนี้เขาได้เป็นศิษย์ของสำนักมานานพอสมควร ดังนั้นเขาจึงมีความคุ้นเคยกับศิษย์คนอื่นๆมากมาย สำหรับศิษย์สายในก็มีศิษย์พี่หญิงสวี่ และศิษย์พี่เฉิน ซึ่งทั้งสองก็อยู่ในระดับเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ มีข่าวลือว่าพวกมันคงจะก้าวข้ามไปถึงระดับแปดในเร็วๆนี้
รองลงมาจากศิษย์พี่ทั้งสองก็คือ หวังเถิงเฟย ผู้ซึ่งติดอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับหกในการรวบรวมลมปราณ สำหรับมันแล้ว เม็ดยาลมปราณเกราะมีประโยชน์แค่เล็กน้อย นอกเหนือจากหวังเถิงเฟย ก็มีศิษย์สายนอกอีกคนที่อยู่ในระดับหก ศิษย์ลำดับสอง หานจง
เมิ่งฮ่าวเคยเห็นหานจงมาสองครั้ง และสรุปได้ว่ามันเป็นคนที่ป่าเถื่อนและหยิ่งยโส มองเห็นว่าคนอื่นๆต้องอยู่ใต้คำสั่งของมัน ถ้ามันอยู่ที่นี่ มันก็คงไม่มองไปที่เม็ดยาลมปราณเกราะ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า มันมีเม็ดยาที่ดีกว่าอยู่แล้ว
สำหรับศิษย์ที่อยู่ในระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ มีอยู่สี่คนในศิษย์สายนอกนี้ และพวกมันก็มักจะแสดงตัวเป็นเจ้าใหญ่นายโต ไม่ค่อยได้พบเห็นพวกมันมากนัก พวกมันมักจะไปนั่งสมาธิโดยลำพัง หรือไม่ก็ท่องไปตามป่าลึกในภูเขาเพื่อฝึกฝนตัวเอง
สำหรับระดับสี่มีไม่มากนัก รวมทั้งเมิ่งฮ่าว ก็มีทั้งหมดเจ็ดคน สำหรับพวกที่ต่ำกว่าระดับสี่ลงไป พวกมันเป็นเพียงแค่มดแมลงตัวหนึ่งเท่านั้น
"เอาล่ะ เงียบลงได้แล้วทุกคน" เสียงของผู้อาวุโสซ่างกวนซิว เต็มไปด้วยพลังอันน่าพิศวง ดังกระหึ่มก้องไปทั่ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เมิ่งฮ่าวรู้สึกว่าไม่ได่ส่งผลกระทบต่อเขามากนัก แต่กลับทำให้ดวงตาของเขาลุกโชน เต็มไปด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่น
"ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ที่ข้าได้มาเป็นประธานวันแจกจ่ายเม็ดยา ข้ามักพอใจที่จะให้เม็ดยาลมปราณเกราะกับศิษย์คนใหม่ เหตุผลก็เพราะว่า ถ้าเรามีศิษย์ใหม่เข้ามาเรื่อยๆ สำนักของพวกเราก็จะเจริญรุ่งเรืองสืบไป"
ซ่างกวนซิวยิ้ม และสายตาก็กวาดไปทั่วในกลุ่มศิษย์สายนอกที่ยืนอยู่ด้านล่าง เมื่อดูเหมือนว่ามันได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว สายตาของมันก็มองไปที่เจ้าอ้วน ซึ่งยืนอยู่ข้างๆเมิ่งฮ่าว กำลังถูตะไบฟันของมันด้วยกระบี่เล่มนั้นอยู่ สีหน้าของเจ้าอ้วนดูจะไม่ได้สนใจอะไรเลย
เจ้าอ้วนดูไปแล้วก็กลมเหมือนลูกหนัง และใครก็ตามที่มองมาเห็นมันกำลังตะไบฟันอยู่ในครั้งแรก ก็คงยากที่จะตัดสินใจได้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ซ่างกวนซิวจ้องมองมาด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็หัวเราะออกมา
"ไม่เป็นไร" ซ่างกวนซิวกล่าว "ข้าจะให้เม็ดยาแก่เจ้า" มันโบกมือขวา และประกายแสงสีม่วงก็เกิดขึ้นเมื่อเม็ดยาลมปราณเกราะได้พุ่งตรงไปที่เจ้าอ้วน ด้วยความตกใจ เจ้าอ้วนก็คว้าจับเอาไว้ ดูเหมือนว่ามันไม่รู้ว่าเพิ่งจะเกิดอะไรขึ้น จากนั้นสีหน้ามันก็เปลี่ยนไป และส่งเสียงร้องออกมา ร่างของมันสั่นสะท้าน ราวกับว่าโลหิตได้เหือดหายไปจากใบหน้าของมัน มองดูเหมือนว่ามันกำลังจะร้องไห้
"นี่… ข้า… หือ ทำไมถึงต้องเป็นข้า?"
ตอนที่ 20: เข้าสู่ภูเขาสีดำ
ในช่วงเสี้ยวเวลานั้น ศิษย์สายนอกทุกคนในเขตพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส ก็เริ่มจ้องมองไปที่เจ้าอ้วน ในทันใดนั้น ทำให้มันรู้สึกเหมือนกับว่าสายลมอันหนาวเหน็บ ได้พัดคืบคลานมายังแผ่นหลังของมัน ร่างของมันสั่นสะท้าน และมองอย่างน่าสงสาร ไปที่เมิ่งฮ่าวซึ่งเผยอยิ้มที่มุมปาก
"เมิ่งฮ่าว ช่วยข้าด้วย…" มันต้องการที่จะโยนเม็ดยาออกไป แต่มีเหตุผลบางอย่าง ทำให้ไม่สามารถโยนออกจากมือไปได้ มันรู้สึกกลัวเป็นอย่างมากเมื่อทุกคนเริ่มมุงเข้ามาจากรอบๆ ฟันของมันสั่นกระทบกันไปมา
เมื่อแสงที่เสาสลักลวดลายมังกรเริ่มจางหายไป มันก็กลัวจนตัวสั่นอย่างรุนแรง จากนั้นแสงที่เสาก็มืดลงไป อาคมต้องห้ามรายรอบสลายไป ก่อนที่เจ้าอ้วนจะได้พูดอะไร เมิ่งฮ่าวก็แผ่พุ่งพลังลมปราณระดับสี่ของเขาออกมา จากนั้นก็คว้าเสื้อยาวของเจ้าอ้วนไว้ และรีบพุ่งตัวออกไป
"เอาเม็ดยามาให้ข้า" เมิ่งฮ่าวพูดเบาๆ "เจ้ารีบกลับไปที่ถ้ำแห่งเซียนและซ่อนตัวไว้!" โดยไม่ลังเล เมิ่งฮ่าวโยนแผ่นหยกของถ้ำแห่งเซียนไปให้มัน เจ้าอ้วนก็โยนเม็ดยาลมปราณเกราะไปให้เขา ราวกับว่ามันเป็นเผือกที่ร้อนลวกมือ
ร่างเมิ่งฮ่าวพุ่งออกไปด้วยความรวดเร็วราวประกายแสงพร้อมทั้งเจ้าอ้วน ด้านหลังเขามีเสียงแผดร้องคำรามดังขึ้นเมื่อมีคนสิบคน หรือมากกว่านั้นวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว
"บัดซบ เมิ่งฮ่าว เจ้าไม่มีทางหนีรอดไปได้!"
"ส่งมอบเม็ดยาลมปราณเกราะมาซะ เห็นแก่ความเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ข้าจะให้ความเมตตาและจะไม่ฆ่าเจ้า มิเช่นนั้น เจ้าก็ยากที่จะหลบหนีจากความตายไปได้!"
เมิ่งฮ่าวไม่ยอมหยุดลงแม้แต่น้อย หลังจากที่หนีไปถึงชายขอบของอาณาเขตสำนักสายนอก เขาก็โยนเจ้าอ้วนออกไป ถึงเจ้าอ้วนจะเป็นคนซื่อ แต่มันก็ไม่ใช่คนโง่เขลา ยังไม่ทันได้ยืนบนพื้นด้วยสองขาของตัวเอง ก็ร้องออกมาอย่างสุดเสียง
"เม็ดยาโดนมันขโมยไปแล้ว!" มันส่งเสียงร้องอย่างโหยหวน กำแผ่นหยกไว้แน่นเมื่อวิ่งออกไป มันพุ่งตรงไปที่ถ้ำแห่งเซียนด้วยความเร็วสูงสุด
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกที่ไล่ตามมาก็ไม่สนใจมัน และไล่ติดตามเมิ่งฮ่าวต่อไป
"ต่อให้หนีไปจนสุดขอบฟ้า เจ้าก็ไม่มีทางรอดตลอดสิบสองชั่วยามนี้!"
"เจ้ามันก็แค่ระดับสี่ รักษาเม็ดยาไว้ไม่ได้หรอก ยังไม่ยอมที่จะมอบเม็ดยามาให้ข้า?" ท่ามกลางผู้ที่ไล่ตามมาสิบคนหรือมากกว่านั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับสี่ของการรวบรวมลมปราณ มีเพียงสองคนที่อยู่ในระดับห้า ที่เหลืออยู่ในระดับสาม ส่วนใหญ่ไม่ยอมทอดทิ้งโอกาส ด้วยความหวังว่าจะได้ตักตวงผลประโยชน์จากสถานการณ์นี้ได้
รังสีจากคมกระบี่ดังหวีดหวิวอยู่ด้านหลังเมิ่งฮ่าว เมื่อกระบี่บินสิบกว่าเล่มพุ่งตรงมาที่เขาราวสายฝน แต่เขามีความมุ่งมั่นที่จะเก็บเม็ดยาลมปราณเกราะนี้ไว้ จึงไม่ยอมที่จะโยนทิ้งไป
"ข้าเพียงแค่อดทนให้ถึงสิบสองชั่วยาม เม็ดยาก็จะกลายเป็นของข้า" เขากล่าว ความมุ่งมั่นลุกโชนในดวงตา "จากนั้น ข้าก็จะบรรลุถึงระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ" เขาเพิ่มความเร็วขึ้น หลังจากที่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการตามล่าสัตว์อสูรในป่าลึกของภูเขา ทำให้เขาได้ฝึกความเร็วให้เพิ่มขึ้น และเขาก็มีความคุ้นเคยกับพื้นที่ในภูเขามากกว่าศิษย์สายนอกคนอื่นๆ ดังนั้นเมื่อออกจากอาณาเขตของสำนักสายนอก เขาก็วิ่งตรงไปที่ภูเขา
เมื่อชายตามองเห็นด้านหลังของเขาตามมาด้วยรังสีของกระบี่บิน เมิ่งฮ่าวก็ตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ หยิบเม็ดยาใส่ปากกลืนกินลงไปทันที จากนั้นเขาก็ซัดกระบี่บินของตนเองพุ่งตรงไปยังด้านหลัง
ปัง ปัง ปัง ต้นไม้ด้านข้างถูกพลังของกระบี่บินกระแทกจนระเบิดออกเป็นชิ้นๆ สาดกระจายออกไปทุกที่ บางส่วนก็กระเด็นมาโดนเมิ่งฮ่าวจนรู้สึกเจ็บปวด เมิ่งฮ่าวก็ใช้แรงระเบิดนั้นช่วยให้พุ่งไกลออกไปอีกหลายจ้าง
ก่อนที่เท้าของเขาจะลงถึงพื้น เปลวไฟอสรพิษสี่สาย และก้อนน้ำกลมๆสามลูก ก็พุ่งเข้ามาที่เขา เปลวไฟอสรพิษสองสาย มีความยาวมากกว่าสองจ้าง และหนาเกือบเท่าตัวคน ความร้อนที่ปล่อยออกมาก็ทำให้ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆติดไฟขึ้น นี่คงเป็นเปลวไฟของศิษย์ระดับห้า ซึ่งมีความเร็วที่สุดในกลุ่มที่ไล่ตามมา เท้าของพวกมันไม่สัมผัสพื้นแม้แต่น้อย ราวกับว่าพวกมันได้บินตรงมาหาเขาเหมือนกับสายลม สีหน้าพวกมันเต็มไปด้วยความอำมหิต ต่างไม่เป็นมิตรซึ่งกัน ด้วยในสายตาของมัน คู่แข่งของเม็ดยาลมปราณเกราะตัวจริง คือพวกมันอีกคนหนึ่ง เมิ่งฮ่าวไม่นับว่าเป็นสิ่งใดทั้งสิ้น
โดยไม่ลังเล เมิ่งฮ่าวตบลงไปที่ถุงเก็บสมบัติอีกครั้ง กระบี่บินสองเล่มปรากฏขึ้น และหมุนไปรอบๆ ตัวเขา จากนั้นก็ลอยไปหยุดอยู่ที่ใต้ฝ่าเท้าของเขา จากนั้นก็พุ่งออกไป พาเมิ่งฮ่าวพุ่งไปไกลมากกว่าสิบจ้าง ก่อนที่เขาจะเสียหลักการทรงตัวและตกลงมา การพุ่งออกไปครั้งนี้ทำให้เขาหลบเลี่ยงจากเปลวไฟอสรพิษและมีระยะห่างที่ไกลมากขึ้น เสียงร้องด้วยความโกรธดังก้องอยู่ในอากาศจากด้านหลัง
นี่เป็นวิธีการที่เมิ่งฮ่าวคิดขึ้นมาเอง มันใช้ได้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาหลบหนีจากผู้ฝึกตนสองคนที่อยู่ในระดับห้าได้
"ถ้าข้าอยู่ในระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ" เมิ่งฮ่าวคิด "ข้าก็จะสำเร็จวิชาเดินบนสายลม ซึ่งทำให้ข้ายืนบนกระบี่บินได้นานขึ้น และหลบหนีได้ง่ายยิ่งขึ้น น่าเศร้าใจซะจริงๆ นี่ไม่ใช่การเหาะอย่างแท้จริง…" ยิ่งมากไปกว่านั้น ทำให้เขาตัดสินใจที่จะบรรลุถึงระดับห้าของการรวบรวมลมปราณให้ได้
โดยไม่มองกลับไปด้านหลัง เขาเร่งความเร็วในการวิ่งต่อไป ในความเป็นจริงแล้ว เส้นทางที่เขาเลือกวิ่งในครั้งนี้ไม่ใช่วิ่งโดยไม่สนใจทิศทาง ทันทีที่เม็ดยาลมปราณเกราะตกลงไปบนมือของเจ้าอ้วน ความคิดของเขาก็หมุนเร็วจี๋ด้วยความเร็วสูงสุด
เขาเลือกป่าในภูเขาลูกนี้ เป็นเพราะว่าจุดหมายปลายทางของเขา ไม่ใช่อื่นใดนอกไปจากภูเขาสีดำซึ่งมีสัตว์อสูรอยู่เต็มไปหมด หลังจากที่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในบางครั้ง เขาก็คิดได้ว่าสิ่งที่ได้เปรียบที่สุดของเขาก็คือกระจกทองแดง ด้วยกระจกบานนี้ แม้บนเขาจะเต็มไปด้วยอันตราย ทั้งยังมีสัตว์อสูรดุร้ายที่กู่ร้องคำราม แต่หากเขาก้าวขึ้นภูเขาสีดำไปพร้อมคนอื่นๆ โอกาสรอดของเขา ก็ต้องสูงกวาคนอื่น
"ถ้าเจ้าพวกนั้นยังไล่ตามข้าเข้าสู่เขตภูเขาสีดำ ข้าก็คงถูกบังคับให้ต้องสังหารพวกมันแล้ว" ความโหดเหี้ยมปรากฏบนใบหน้าของเขา เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของสำนักเอกะเทวะมากกว่าหนึ่งปีมาแล้ว และไม่ใช่นักศึกษาอ่อนแออย่างที่เขาเคยเป็นเมื่อครั้งอดีตอีกต่อไป รูปลักษณ์ภายนอกของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เพียงสูงขึ้นเล็กน้อยและผิวก็ยังคล้ำเหมือนเดิม แต่จิตใจเขาเต็มไปด้วยความแน่วแน่เด็ดขาด
นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะหลังจากที่มีเรื่องกับหวังเถิงเฟย เขารู้ดีว่าเขาสามารถพึ่งพาได้เพียงตนเองเท่านั้น นี่วิถีทางที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวที่จะกลายเป็นผู้เข้มแข็ง ในโลกของผู้ฝึกตนเพื่อสำเร็จเป็นเซียน กฎของปลาใหญ่กินปลาเล็ก เป็นจริงเสมอ มันผู้นั้นต้องบำเพ็ญตนด้วยความระมัดระวังและเต็มไปด้วยความเด็ดขาด
พวกมันไล่ติดตามเขามาโดยไม่ลดละ กระบี่บินส่องประกายวาววับ ไม่นานนักผู้ฝึกตนสองคนที่อยู่ระดับห้าก็ไล่ตามเขามาเกือบประชิดตัว สายตาพวกมันเต็มไปด้วยความต้องการสังหาร
ก่อนหน้านี้ เมิ่งฮ่าวใช้วิธีเคลื่อนไหวแบบพิเศษ หลบหนีการโจมตีที่พวกมันมั่นใจพ้น สำหรับพวกมันซึ่งถือเป็นอันดับหนึ่งแล้ว นอกเหนือจากหวังเถิงเฟย พวกมันคิดว่านี่เป็นความอัปยศ
พวกมันโจมตีพร้อมกัน แต่เมิ่งฮ่าวก็ยังคงหลบหนีไปได้ ซึ่งพวกมันยากที่จะยอมรับได้ ตอนนี้พวกมันยิ่งต้องการสังหารเขามากกว่าเดิม สำหรับวิธียืนบนกระบี่บินของเมิ่งฮ่าว พวกมันไม่แม้นจะชายตามอง วิธีการนี้ อยู่ระดับสี่ยังพอใช้งานได้ แต่เมื่อบรรลุพลังการฝึกตนระดับพวกมันแล้ว การกระทำเช่นนี้เป็นการสิ้นเปลืองพลังลมปราณโดยใช่เหตุ และไม่ได้ช่วยให้มีความเร็วเพิ่มมากขึ้นสักเท่าไหร่ เมื่อเห็นเมิ่งฮ่าวใช้วิธีนี้ พวกมันมีสีหน้าเย้ยหยัน การเคลื่อนไหวแบบนั้นในไม่ช้าก็จะลดทอนพลังลมปราณให้แห้งเหือดไปอย่างรวดเร็ว
"ดูสิว่าเจ้าจะหนีไปได้ในครั้งนี้!" พวกมันตะโกน จ้องมองกันไปมา หนึ่งในนั้นก็กระโจนขึ้นฟ้าเหมือนกับนกยักษ์ในทันที ท่ามกลางอากาศ มันโบกสะบัดมือขวา ก็ปรากฏเปลวไฟอสรพิษสองตัว ร้องเสียงดังกระหึ่มพุ่งตรงลงไปที่เมิ่งฮ่าว
อีกคนก็ยังคงไล่ติดตามเมิ่งฮ่าว พวกมันทั้งสองร่วมมือกันโจมตี หนึ่งอยู่ในอากาศ และอีกหนึ่งอยู่บนพื้น ประดุจเครื่องจองจำ ที่จะขังเมิ่งฮ่าวให้ตกอยู่ในความตาย
"ยังไม่ยอมรับความตายอีก!" หนึ่งในนั้นแสยะยิ้มดูน่ากลัว รังสีสังหารกระจายไปทั่วบริเวณ
เมิ่งฮ่าวยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม เขาพ่นเสียงออกจากจมูกอย่างเย็นชา เขากล้าที่จะหยิบเอาเม็ดยาลมปราณเกราะมา ก็แน่นอนว่าเขาต้องมีวิธีการบางอย่างที่เตรียมไว้แล้ว เขาตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ ซัดออกไป กระบี่บินหกเล่มก็ปรากฏขึ้น เปล่งประกายประสานกัน จากนั้นก็พุ่งออกไปจากตัวเมิ่งฮ่าว
"ตูม!"
เมิ่งฮ่าว ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเล็กน้อย เสียงระเบิดดังก้องไปทั่วภูเขา ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนที่ยังอยู่ไกลออกไปยังได้ยิน พวกมันชะงักด้วยความประหลาดใจ ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงบังเกิดเป็นเสียงดังเช่นนี้
ท่ามกลางเสียงดังคล้ายฟ้าผ่า เมิ่งฮ่าวกระอักโลหิตออกมาจากปาก และร่างของเขาก็พุ่งออกไปจนห่างไกล ด้านหลังของเขา ผลกระทบจากการโจมตีจางหายไป เปลวไฟอสรพิษดับลง ผู้ฝึกตนระดับห้าทั้งสองหน้าถอดสี ไม่อาจไม่ถอยกายกลับลงพื้นอย่างทุลักทุเล สีหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"บัดซบ มันถึงกับจุดระเบิดกระบี่บินถึงหกเล่มในคราเดียว!"
"สมกับเป็นผู้เปิดร้านค้าขาย! มันจะมีกระบี่บินอีกกี่เล่มกันนะ?"
ทั้งสองต่างก็สูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด แต่ก็ไร้การลังเล ใช้วิชาเดินบนสายลมด้วยความเร็วสูงสุด ไล่ตามไปอีกครั้ง พวกมันย่อมไม่พอใจที่จะถูกเมิ่งฮ่าวข่มขวัญ จากการประเมินของพวกมัน เมิ่งฮ่าวคงเหลือกระบี่บินอยู่ไม่มากนัก ถึงแม้ว่าเขาจะเปิดร้านค้าขายที่เขตส่วนรวมสำหรับศิษย์ระดับต่ำก็ตาม เขาคงไม่มีอาวุธเวทมากมายนัก
"ตามทันคราวนี้ มันต้องตายแน่นอน!" ทั้งสองเพิ่มความเร็วในการไล่ตาม ผ่านเข้าไปในป่าของภูเขา จนผ่านไปหลายสิบการหายใจเข้าออก พวกศิษย์ระดับสี่ที่ไล่ตามมาจึงมาถึง หนึ่งในนั้นก็คือผู้อยู่ข้างกายหวังเถิงเฟย ซ่างกวนซ่งนั่นเอง พลังการฝึกตนของมันอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นสี่ของการรวบรวมลมปราณ สีหน้าของมันดูน่ากลัว ในใจลึกๆของมัน ค่อนข้างกลัวกับความเร็วในการหลบหนีของเมิ่งฮ่าว แต่มันยังคงไล่ตามมา
เวลาดำเนินไป ไม่ช้าครึ่งชั่วยามก็ผ่านไป เมิ่งฮ่าวยังคงพุ่งไปเบื้องหน้า รักษาระยะห่างจากพวกที่ไล่ตามมา บางครั้งที่เขาตกอยู่ในอันตราย เขาก็จะจุดระเบิดกระบี่บิน และหลบหนีต่อไป
การกระทำเช่นนี้ทำให้พวกฝึกตนระดับห้าที่ไล่ตามมาถึงกับอ้าปากค้าง โอดครวญกับตัวเอง ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เมิ่งฮ่าวจะมีกระบี่บินมากมายปานนั้น ถึงตอนนี้ เขาได้ระเบิดกระบี่บินไปเกือบยี่สิบเล่ม
รวมกับวิธีการยืนบนกระบี่บินเป็นพักๆ ทำให้ความรวดเร็วในการหลบหนีของเขาค่อนข้างสูงมาก
"บัดซบ! ถึงมันจะมีกระบี่บินมากมาย แต่ข้าก็ไม่เชื่อว่าจะไร้ขีดจำกัด หรือต่อให้มันยังมี ไหนจะต้องวิ่งเร็ว ไหนจะต้องใช้กระบี่บิน มันต้องใช้พลังลมปราณไปมากมายมหาศาลเป็นแน่!"
"ถูกต้อง! พลังการฝึกตนของมันอยู่ระดับสี่ของการรวบรวมลมปราณ ไม่สูงเท่าพวกเรา การใช้พลังลมปราณยืนอยู่บนกระบี่บินสูญเสียพลังลมปราณเป็นอย่างมาก เพียงเลี้ยงไว้เช่นนี้ มันก็จะต้องตายไปเอง!" ผู้ฝึกตนระดับห้าทั้งสองเลือดขึ้นหน้าแล้วตอนนี้ เมื่อมันพูดจบ ก็มองเห็นเมิ่งฮ่าววิ่งขึ้นไปข้างหน้า และเห็นบางสิ่งที่ทำให้พวกมัน รู้สึกไม่เข้าท่า
พวกมันได้เห็นกับตาว่า ขณะที่วิ่งไปนั้น เมิ่งฮ่าวดึงเอาถุงเก็บสมบัติใบที่สองออกมา และหยิบเม็ดยาออกมาหนึ่งเม็ด ใส่ปากกลืนลงไป ท่วงท่าช่ำชองชำนาญ ให้ความรู้สึกว่า เขายังมีเม็ดยาเหลืออยู่ในถุงมากมาย
และความจริงก็เป็นเช่นนั้น ในการติดตามมาตลอดสองชั่วยาม ผู้ไล่ตามทั้งสองก็พบว่าเขามีกระบี่บินและเม็ดยาจำนวนมากมาย พวกมันรู้สึกหวั่นไหวในส่วนลึกของจิตใจ
"เปิดร้านขายยา ทำกำไรขนาดนี้เชียว?" พวกมันคิด แต่พวกมันเป็นผู้ฝึกตนระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ ไฉนเลยจะไม่มีเม็ดยา แม้จะเจ็บใจ แต่ไล่ตามมาถึงขั้นนี้ พวกมันก็ยอมไม่ได้ที่จะล้มเลิก พวกมันกลืนกินเม็ดยาของตนเองอย่างไม่เต็มใจ จากนั้นก็เริ่มไล่ตามต่อไป จิตใจเต็มไปด้วยแรงสังหารต่อเมิ่งฮ่าวถึงขีดสุด
เวลาผ่านไปสามชั่วยาม ยอดภูเขาสีดำลูกหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเมิ่งฮ่าว ภูเขานี้ซ่อนเร้นอยู่ในกลุ่มของภูเขาลูกอื่นๆ มองดูเย็นยะเยือกน่าขนลุก มีไอมืดแผ่ซ่าน
เมื่อเขามองเห็นภูเขาสีดำ สองตาของเขาก็เปล่งประกาย เขาใช้พลังลมปราณไปมากมายตลอดเส้นทางที่ผ่านมา และรู้สึกเจ็บปวดใจเล็กน้อย สำหรับเขาแล้ว กระบี่บินและเม็ดยาทั้งหมดนั้นมีค่าเท่ากับหินลมปราณ แต่เขาก็ไม่ได้กังวลเกี่ยวกับมันมากนักในตอนนี้ โดยไม่ลังเล เขาพุ่งเข้าไปในภูเขาสีดำ
ผู้ฝึกตนระดับห้าไล่ตามมาในพริบตา ตามหลังเขาเข้าไปในภูเขาสีดำ
เวลาผ่านไปชั่วครู่ ผู้ไล่ตามคนอื่นๆก็ปรากฏขึ้นเรียงลำดับเป็นรายคน เมื่อมองเห็นภูเขาสีดำ พวกมันก็ชะงักงัน แต่ไม่คิดใดๆมาก จากนั้นก็พุ่งตามเข้าไป
จบตอน
Comments
Post a Comment