ตอนที่ 111 คุนเผิง และ มังกรปีกวารี
ฉู่อวี้เยียนก็มีพื้นฐานไร้ตำหนิเช่นเดียวกัน นี่เป็นเพราะนางคือบุตรีของเจ้าสำนักจื่อยิ่น และเป็นเพราะเจ้าโอสถจอมปีศาจด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น พรสวรรค์ของนางก็ถือว่าดีที่สุด เป็นอันดับสาม ในสำนักจื่อยิ่นทั้งหมด
ด้วยเหตุผลนี้ทำให้บิดาของนาง ได้ส่งคำร้องขอเม็ดยาอู๋เสีย (ไร้ตำหนิ) เป็นกรณีพิเศษไปยังตระกูลถู่ฟางในดินแดนตะวันออก ซึ่งเป็นของที่หายากในดินแดนด้านใต้ เพราะเหตุนี้จึงทำให้ฉู่อวี้เยียนได้ครอบครองพื้นฐานไร้ตำหนิ
แน่นอนว่า สำนักจื่อยิ่นต้องจ่ายด้วยราคาที่สูงลิ่วสำหรับเรื่องนี้
ขณะที่นางไล่ตามเมิ่งฮ่าวไป ดวงตาก็ส่องประกายเจิดจ้า จากความคิดของนาง ไม่มีทางที่เมิ่งฮ่าวจะมีพื้นฐานไร้ตำหนิได้ ในรุ่นของผู้ถูกเลือกของดินแดนด้านใต้ทั้งหมดตอนนี้ มีผู้ฝึกตนเพียงแปดคนที่มีพื้นฐานไร้ตำหนิ แต่ละคนต่างก็อยู่ในห้าสำนักใหญ่ และสามตระกูลดัง
แม้แต่หวังเถิงเฟย ก็ยังไม่มีพื้นฐานไร้ตำหนิ มีเพียงแค่พื้นฐานรอยร้าว ตระกูลหวังเป็นตระกูลที่ใหญ่โต และหวังเถิงเฟยก็เป็นแค่หนึ่งในผู้ถูกเลือกอีกหลายคนของตระกูล มันไม่ใช่หนึ่งในผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นของตระกูล ผู้ที่โดดเด่นที่สุดจริงๆ แล้วก็คือพี่ชายของมัน
"เมิ่งฮ่าว…" ดวงตานางส่องประกาย และมุมปากก็ขยับขึ้นเป็นรอยยิ้มอันเย็นชา การได้เห็นสีหน้าอันเย็นชา บนใบหน้าที่สวยงามของนาง จริงๆ แล้วก็ค่อนข้างจะเร้าใจไม่น้อย
"พื้นฐานรอยร้าวอันต่ำต้อย! สิ่งที่เจ้ามีก็เพียงแค่อาวุธเวทที่แปลกๆ เท่านั้น!" นางเร่งความเร็วขึ้น และทั้งสองก็กลายเป็นลำแสงที่ส่องสว่างเจิดจ้า ขณะที่เกิดเสียงแหวกฝ่าอากาศ แหลมเล็กออกมา เหนือแคว้นตงหลาย
หลังจากที่บรรลุพื้นฐานลมปราณ ก็สามารถบินได้อย่างแท้จริง แต่ในแง่ของความเร็ว ฉู่อวี้เยียน ซึ่งอยู่ในระดับกลางของขั้นพื้นฐานลมปราณ ก็ค่อนข้างจะเร็วกว่าเมิ่งฮ่าวอยู่เล็กน้อย ในช่วงเวลาสั้นๆ นางก็ติดตามไปจนทัน
ตูม!
ระเบิดขนาดใหญ่ก็กระจายออกมา ฉู่อวี้เยียนขยับมือในรูปแบบสร้างเวทอาคม และส่งหมอกสีม่วงพุ่งตรงไปที่เมิ่งฮ่าว มันถูกป้องกันไว้ด้วยกลุ่มหมอกของธวัชสายฟ้า ซึ่งต่อมาหมอกสีม่วงนั้นก็กระจายหายไป
เมื่อระเบิดดังออกมา เมิ่งฮ่าวก็หนีต่อไป เหลียวกลับมามองฉู่อวี้เยียนด้วยสายตาที่เย็นชา
"เจ้าอาจจะรวดเร็ว แต่ก็ไม่อาจจับข้าได้ ข้าจ่ายด้วยราคาสูงลิบในการประมูลครั้งนี้ ต้นชุนชิวเป็นของข้า มันเป็นความประสงค์แห่งสวรรค์"
"ข้าจะจับเจ้าในวันนี้ ไม่ใช่เพราะต้นชุนชิว" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "แต่เพื่อนิ้วของหวังเถิงเฟย! ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า ได้ธนูดำของติงซิ่นมาได้อย่างไร!"
นางเป็นผู้ที่มีความงามทั้งผิวพรรณ และรูปร่างหน้าตา ขณะที่นางบินผ่านอากาศ เสื้อผ้าก็กระพือพริ้วอยู่ในสายลม ด้วยเหตุที่นางได้จัดการเปลี่ยนชุดไปแล้ว ผิวกายซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดเผยออกมา ก็ถูกปิดไปเรียบร้อยแล้วในตอนนี้
เมิ่งฮ่าวไม่ตอบ แต่แววเยาะเย้ยก็ปรากฎขึ้นในดวงตา จากที่เผชิญหน้ากันเมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้ เขาก็รู้ว่าฉู่อวี้เยียนอยู่ในระดับกลางของขั้นพื้นฐานลมปราณ ซึ่งก็ทำให้เขาจะไม่สามารถกำจัดนางได้ แต่ถ้านางต้องการจะจับเป็นเขา มันก็ไม่ง่ายเช่นเดียวกัน เขาพุ่งตรงไปข้างหน้าต่อไป
ทั้งสองคนไล่ตามกันต่อไปจนเกือบครบหนึ่งชั่วยาม นางพยายามหลายครั้งที่จะจับเขา แต่กลุ่มหมอกสายฟ้าก็ปกป้องเขาไว้ได้ แต่ละครั้ง เสียงระเบิดก็ดังออกมา และเขาก็มุ่งหน้าต่อไป ฉู่อวี้เยียนเริ่มรู้สึกหมดหนทางเล็กน้อย
ยามสนธยาคลืบคลานเข้ามา และถึงเวลานี้ ฉู่อวี้เยียนก็ขมวดคิ้วลึกมากขึ้น นางไม่ได้สนใจกับพลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าวมากมายนัก แต่ความแข็งแกร่งของหมอกสายฟ้าที่คุ้มครองเขาอยู่ ทำให้เป็นเรื่องที่ยากเย็นอย่างยิ่งในการที่จะทะลวงผ่านเข้าไป
นางกัดฟันแน่น จากนั้นก็ตบไปที่ถุงสมบัติ ตะเกียงน้ำมันโบราณก็ปรากฎขึ้น นี่เป็นของวิเศษที่มีค่ามากที่สุดของนาง ซึ่งไม่เคยใช้ในการต่อสู้มาก่อน แต่เพื่อที่จะจับเมิ่งฮ่าว นางก็ไม่สามารถที่จะเก็บมันไว้ได้อีกต่อไป
ตะเกียงไม่ได้สว่างขึ้นเมื่อมันปรากฎ แต่เกิดเป็นเสียงโบราณเต็มอยู่ในอากาศ ฉู่อวี้เยียนสูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็เป่าไปที่ไส้ของตะเกียง เมื่อนางทำเช่นนั้น ใบหน้าก็ซีดลง แต่จากนั้นเปลวไฟก็ปรากฎขึ้น
เมื่อตะเกียงสว่าง พื้นที่ภายในรัศมีหนึ่งร้อยจ้างบริเวณนั้น ก็เต็มไปด้วยความสว่างไสว ประกอบไปด้วยเปลวไฟนับไม่ถ้วน
มันไม่มีรูปร่าง และไม่อาจสัมผัส แต่สามารถมองเห็นได้ เมื่อมันเกิดขึ้น ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็หดแคบลง
"เส้นใยแห่งแสง ล้อม!" เสียงของนางดังออกมาชัดเจน และแสงไฟที่มีอยู่เต็มพื้นที่บริเวณนั้น ก็กระจายออกเป็นเส้นใยมากมาย จากนั้นก็ปิดกันเส้นทางหนีของเมิ่งฮ่าว ทั้งทางด้านซ้าย ขวา และด้านหน้า เส้นใยแห่งแสงค่อยๆ รายล้อมรอบตัวเขาอย่างช้าๆ
เมิ่งฮ่าวตระหนักถึงสถานการณ์อันตรายในทันที กลุ่มหมอกสายฟ้าเริ่มหดตัวลง เมื่อเส้นใยแห่งแสงห่อหุ้มอยู่รอบๆ
ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย เมื่อเขาหยุดเคลื่อนที่ไปทางด้านหน้า แต่หันหลังกลับ หมอกสายฟ้าหมุนไปมารอบๆ ตัว ขณะที่เขาพุ่งตรงไปยังฉู่อวี้เยียน
เมื่อนางเห็นเขาโจมตีมา ดวงตาก็หดแคบลง นางผลักฝ่ามือไปด้านหน้าพร้อมกัน ครั้นแล้วสนามพลังของลมปราณสีม่วงขนาดใหญ่ ก็ไหลออกมาจากด้านบนศีรษะ และหมุนไปมารอบๆ ตัว
นางพุ่งตัวออกไปพร้อมยื่นสองมือ ชี้ตรงไปที่เมิ่งฮ่าว ลมปราณม่วงรวมตัวกันกลายเป็น มังกรสีม่วงลำตัวยาวเหยียด ส่งเสียงคำราม พุ่งตรงไปโจมตีเมิ่งฮ่าว
ภายในหมอกสายฟ้า เมิ่งฮ่าวเห็นมังกรสีม่วงเข้ามาใกล้ เขาขยับมือขวาสร้างเวทอาคม จากนั้นก็โบกสะบัดไปข้างหน้า หมอกสายฟ้าหมุนวนอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พุ่งเป็นเส้นตรง กระแทกไปยังมังกรที่ใกล้เข้ามา
ในเวลาเดียวกัน มือซ้ายก็ตบไปที่ถุงสมบัติ กระบี่บินนับร้อยเล่มก็ปรากฎขึ้น เมิ่งฮ่าวควบคุมพวกมันด้วยจิตสัมผัส บังคับให้ก่อตัวเป็นวังน้ำวนแห่งกระบี่ เมื่อหมอกสายฟ้า และวังน้ำวนแห่งกระบี่ ปะทะเข้ากับมังกรสีม่วง เสียงระเบิดขนาดใหญ่ก็ดังออกมา แต่กระบี่วังน้ำวนยังคงพุ่งตรงไปหาฉู่อวี้เยียน
ตะเกียงน้ำมันของนาง ป้องกันไม่ให้เมิ่งฮ่าวหลบหนีไป นางรู้ว่าในไม่ช้าเส้นใยแห่งแสง ก็จะกักเมิ่งฮ่าวไว้ภายใน แม้เขาจะมีปีกก็ไม่มีทางหนีรอดออกไปได้
ใบหน้าของนางเยือกเย็น เมื่อตบไปที่ถุงสมบัติอีกครั้ง พัดสีแดง ดำ และขาว ปรากฎขึ้นในมือ และนางก็โบกไปด้านหน้าสามครั้ง
ครั้งแรกที่นางโบก แสงสีแดงก็ปรากฎ จากนั้นก็กลายเป็นเขาสัตว์สีแดงขนาดใหญ่
ครั้งที่สองที่นางโบก แสงสีขาวปรากฎ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นแรดซึ่งเขาสีแดงลอยมาติดอยู่
ครั้งที่สามที่นางโบก แสงสีดำปรากฎ รวมตัวกันเป็นเกราะสีดำ ลอยไปปกคลุมร่างแรด ซึ่งกำลังสะบัดศีรษะไปมาอย่างดุร้าย จากนั้นก็พุ่งตรงไปที่กระบี่วังน้ำวนของเมิ่งฮ่าว
เมิ่งฮ่าวตะโกนออกมา และกระบี่วังน้ำวนก็เริ่มแตกกระจาย ทันใดนั้น กระบี่ทุกเล่มก็ระเบิดออก เศษชิ้นส่วนลอยออกไปยังทุกทิศทาง จากนั้นก็รวมเข้าด้วยกัน และพุ่งตรงไปยังแรดที่สวมเกราะสีดำ
ในเวลาเดียวกันนั้น หมอกสายฟ้าก็ขยายตัวออกพร้อมเสียงดังกระหึ่มในทันที ปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นภายในรัศมีร้อยจ้าง
ร่างของเมิ่งฮ่าวขยับอย่างรวดเร็ว ขณะที่เข้าไปใกล้ฉู่อวี้เยียน ร่างของเขาปกคลุมไปด้วยหมอกสายฟ้า เปลวไฟแห่งงูลอยออกมาจากมือขวา ทำให้นางแค่นเสียงแผ่วเบาออกมา พวงกระดิ่งปรากฎขึ้นในมือ ส่งเสียงอันไพเราะออกมา เปลวไฟแห่งงูเริ่มส่งเสียงคร่ำครวญอย่างโศกเศร้า
ฉู่อวี้เยียนยกมือขึ้น แสดงสีหน้าดูถูกออกมา เสียงกระดิ่งดังไพเราะ ขณะที่นางโบกสะบัดมือไปที่เมิ่งฮ่าว
ลมปราณสีม่วงไหลออกมาจากนิ้วมือของนาง เร่งความเร็วตรงไปที่เมิ่งฮ่าว
ในตอนนี้ เส้นใยแห่งแสงที่ส่องสว่าง ก็เข้ามาใกล้ห่างจากเมิ่งฮ่าวไม่กี่จ้าง ลำแสงมากมายหลายขั้นเชื่อมต่อประสานกัน ดูเหมือนว่าจะอยู่ภายใต้การควบคุม จากความตั้งใจของฉู่อวี้เยียนอย่างสมบูรณ์
ประกายแสงที่เกือบจะมองไม่เห็น ปรากฎขึ้นในดวงตาของเมิ่งฮ่าว ขณะที่ลมปราณสีม่วงเข้ามาใกล้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมา และขยับตัวล่าถอย ดูเหมือนว่าเกือบจะต้องคลำหา ขณะที่เขาตบไปที่ถุงสมบัติ กระบี่ไม้เล่มแรกก็ปรากฎ เมื่อมันแทงเข้าไปในลมปราณสีม่วง
กระบี่ไม้เล่มที่สองพุ่งออกไป ตามติดไปด้วยร่างแหสีดำขนาดเล็ก สำหรับฉู่อวี้เยียน ก็คิดว่านางได้ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องโจมตีด้วยความร้อนรนออกมา มิเช่นนั้น ทำไมเขาถึงได้ใช้ของวิเศษมากมายในทันที? จริงๆ ก็เป็นเพราะเกินขีดจำกัดของเขาไปแล้ว
"เจ้าก็เป็นแค่ผู้ฝึกตนอันต่ำต้อย จากแคว้นเล็กๆ" ฉู่อวี้เยียนพูดเสียงเย็นชา ยกมือขึ้น "ถึงแม้เจ้าจะอยู่ที่ขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่ก็มีแค่พื้นฐานรอยร้าว ไม่ควรแม้แต่จะเสนอหน้ามาที่นี่!"
พลังของพื้นฐานลมปราณระดับกลางของนางแผ่ขยายออกไป เสาแห่งเต๋าสี่ต้นภายในร่างพลุ่งพล่านพรั่งพรู และสายลมอันดุร้ายรุนแรงก็พัดออกมาจากมือขวาของนาง กระบี่ไม้ของเมิ่งฮ่าวลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ จากนั้นร่างแหสีดำก็ส่ายไปมา
แต่ในตอนนี้เอง ที่ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกายเจิดจ้า ร่างแหสีดำ ทันใดนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้น ถึงแม้จะมีเส้นใยแห่งแสงโอบล้อมอยู่รอบๆ ตัวเขาราวกับห่วงเหล็ก แต่ร่างแหก็พุ่งตรงไปยังฉู่อวี้เยียน ด้วยความรวดเร็ว และขยายใหญ่ขึ้นในทันที
ทำให้นางไม่มีเวลาที่จะกระทำการใดๆ เพียงชั่วพริบตานางก็ถูกครอบด้วยแห ซึ่งหดรัดตรึงตัวนางไว้อย่างแน่นหนา ภายในขอบเขตของมัน
ขณะที่มันรัดไปรอบร่างของนาง ชุดยาวสีขาวก็ฉีกขาดออกอีกครั้ง เปิดเผยให้เห็นถึงสัดส่วน ที่โค้งเว้าสวยงามนุ่มนวลออกมา ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้บุรุษทั้งหลาย ต้องหายใจอย่างเหนื่อยหอบออกมา
นางรู้สึกทั้งมีโทสะ และกังวล ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ขณะที่จ้องไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความอาฆาต รังสีสังหารพุ่งออกมาจากดวงตา
"ข้าไม่จำเป็นต้องไปเสนอหน้าที่ไหน" เขาพูดเสียงเย็นชา มองไปที่ด้านหลัง และฉู่อวี้เยียน "การจับเจ้าได้ ขณะที่ข้าถูกโอบล้อมก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับข้า" เส้นใยแห่งแสงโอบล้อมเข้ามาอย่างแน่นหนารอบๆ ตัวเขา
คนทั้งสองไม่สามารถทำอะไรได้ไปชั่วขณะ ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าที่จะใช้พลังลมปราณไปโจมตีอีกคน ทั้งสองตกอยู่ในสถานการณ์ที่จนปัญญาหมดหนทาง
ความต้องการสังหารของฉู่อวี้เยียนรุนแรงมากขึ้น เป็นเหตุให้แม้แต่เมิ่งฮ่าวก็ต้องแสดง ความต้องการสังหารออกมาเล็กน้อยด้วยเช่นกัน
ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ทั้งฉู่อวี้เยียน และเมิ่งฮ่าวไม่ขยับตัวเคลื่อนไหว ทั้งสองโคจรพลังลมปราณไหลเวียนอยู่ภายในร่าง พยายามที่จะปลดปล่อยตัวเอง ให้หลุดพ้นจากเส้นใยที่รัดตัวอยู่ ใครเป็นอิสระได้ก่อนก็จะเป็นผู้ชนะ
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ไม่นานยามสนธยาก็มาถึง เมิ่งฮ่าวโคจรพลังลมปราณอย่างรวดเร็ว ขณะที่ทำเช่นนั้น เขาก็รู้สึกว่าเส้นใยแห่งแสงก็เริ่มหลวมคลาย ฉู่อวี้เยียนก็กระทำเช่นเดียวกัน ภายใต้พลังลมปราณของนาง แหสีดำก็เริ่มแสดงท่าทีอ่อนแอลงไป
ขณะที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ที่ห่างออกไปไกล เสียงของสายลมก็ได้ยินเข้ามา ตอนแรกมันไม่ได้รุนแรงมาก เพียงทำให้เส้นผมของฉู่อวี้เยียนสะบัดพริ้วไปมา และดวงตาของเมิ่งฮ่าวเริ่มแห้งไป เวลาไม่นานนักที่สายลมเริ่มรุนแรงมากขึ้น ในไม่ช้า มันก็พัดมาอย่างป่าเถื่อนดุร้าย
เงาสีดำปรากฎขึ้นในที่ห่างไกล ถึงแม้จะไกลออกไปมาก แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันเป็นปักษาตัวใหญ่โตมหึมา มันก็คือ… คุนเผิงจากทะเลเทียนเหอ กำลังบินตรงไปยังถ้ำกำเนิดใหม่!
ราวกับราชันย์แห่งท้องนภา ทุกครั้งที่มันกระพือปีก ทุกสิ่งทุกอย่างในท้องฟ้าต้องก้มศีรษะให้กับมัน ขณะที่ความต้องการแห่งสวรรค์แผ่กระจายออกมา แกนอสูรที่อยู่ภายในเสาแห่งเต๋าของเมิ่งฮ่าว ก็เริ่มสั่นไปมา ราวกับว่ามันต้องการที่จะต่อสู้กับราชันย์แห่งท้องนภานี้
เนื่องจากมังกรปีกวารี ก็เป็นราชันย์แห่งท้องนภาด้วยเช่นกัน!
สายลมเพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ร่างของเมิ่งฮ่าวเริ่มถูกดูดไปด้านหลัง ใบหน้าของฉู่อวี้เยียนเปลี่ยนไป ขณะที่นางก็เริ่มถูกดูดไปด้วยเช่นกัน หมอกสายฟ้าของเมิ่งฮ่าว เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันของฉู่อวี้เยียน และแม้แต่กระบี่ไม้ ทั้งหมดนี้ถูกดูดเข้าไปในสายลมอันรุนแรง ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งหมดจะถูกพัดออกไป
ตอนที่ 112 ทุกสิ่งเปลี่ยนไป
"นั่น… นั่นคือคุนเผิง!" ฉู่อวี้เยียนร้องออกมา "ในทวีปหนานซาน คุนเผิงต้องเกิดมาจากทะเลเทียนเหอเท่านั้น เมิ่งฮ่าว ปล่อยข้าออกไป จากกลิ่นอายความตายที่กระจายออกมา เห็นได้ชัดว่ามันกำลังจะตาย และมันกำลังมุ่งหน้าตรงไปยังถ้ำกำเนิดใหม่ สายลมนี้กำลังกวาดทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วย!"
"เจ้าปล่อยข้าก่อน" เขาพูดเสียงเย็นชา สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของแกนอสูร ภายในเสาแห่งเต๋าของเขา
"เจ้า!" ฉู่อวี้เยียนพูด กัดฟันแน่น ขณะที่นางกำลังจะพูดอะไรออกมา
แต่ทันใดนั้น สายลมก็เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา เสียงกึกก้องก็ดังออกไปทั่วพื้นดิน ยอดเขาสูงมากมายนับไม่ถ้วน แตกออกเป็นเสี่ยงๆ และแหลกสลายร่วงลงไป จากสายลมอันรุนแรงนั้น
ส่งผลให้เศษหินดินทรายลอยว่อนไปมา ทันใดนั้น คุนเผิงก็เปลี่ยนทิศทาง มันรู้สึกถึงพลังของแกนอสูรภายในร่างของเมิ่งฮ่าว แสงอันลี้ลับก็เริ่มส่องประกายออกมาจากดวงตาของมัน มันส่งเสียงร้องดังก้องไปทั่วอากาศ มุ่งหน้าตรงมายังทิศทางของฉู่อวี้เยียน และเมิ่งฮ่าว
ท้องฟ้ามืดลง ขณะที่สายลมอันรุนแรงราวพายุพัดมา กวาดทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นไป ราวกับว่าทุกๆ สิ่ง ที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ เป็นสมบัติของคุนเผิง และ เป็นของมันเพียงผู้เดียวเท่านั้น!
ลมหมุนบิดเป็นเกลียวพร้อมกับการมาถึงของคุนเผิง ภูเขาถล่มลงมา ต้นไม้ถูกดึงออกไปทั้งราก โดยพลังอันน่าตกใจ!
สายลมกวาดเมิ่งฮ่าว และฉู่อวี้เยียนขึ้นไป ตะเกียงน้ำมันที่ลอยอยู่ข้างกายฉู่อวี้เยียนสั่นอย่างรุนแรง และดับลงไป ทันทีที่มันดับลง เส้นใยแห่งแสงซึ่งโอบล้อมเขาอยู่ก็หายไป
พลังของแกนอสูรปะทุขึ้นมาอีกครั้งภายในร่างเขา เหมือนกับวันที่ทายาทมังกรปีกวารีได้ปรากฎขึ้นในครั้งแรก ภายในศีรษะของเมิ่งฮ่าว ปรากฎเป็นภาพเมื่อครั้งโบราณขึ้นมา
ภายในภาพจินตนาการนั้น มังกรปีกวารี และคุนเผิง กำลังต่อสู้กันอยู่!
ตูม!
เมิ่งฮ่าวรู้สึกราวกับว่า คลื่นลูกใหญ่มหึมาเพิ่งจะกระแทกลงมาบนจิตใจ เขาหมุนคว้างลอยขึ้นไปยังลมหมุน และรู้สึกราวกับว่ากำลังถูกบดขยี้ โลหิตกระจายออกมาจากปาก ราวกับว่าวที่หลุดออกจากสายป่าน ร่างของเขาหมุนไปมาสูงขึ้นไปในอากาศ ขณะที่ถูกดูดขึ้นไป
ในช่วงท้ายสุดก่อนที่เขาจะหมดสติไป เขาส่งพลังลมปราณสุดท้ายไปลากเอากระบี่ไม้ และธวัชสายฟ้ากลับมา จากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย
ฉู่อวี้เยียนก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นเดียวกัน ขณะที่นางเริ่มถูกดูดขึ้นไป นางกระอักโลหิตออกมา ร่างยังคงถูกพันไว้ด้วยแหสีดำ นางลอยขึ้นไปด้านบนตามมาด้วยตะเกียงน้ำมัน
ใบหน้าซีดขาว และเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง สายลมอันรุนแรงจากคุนเผิงกระแทกมาที่นาง ทำให้ต้องกระอักโลหิตออกมาอีก จากนั้นก็หมดสติไป
เมิ่งฮ่าว และฉู่อวี้เยียน ต่างก็เป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ แม้จะเป็นเช่นนั้น เมื่อลมพายุที่ถูกสร้างขึ้นมาจากคุนเผิงดูดร่างของพวกเขาขึ้นไป ทั้งสองก็ไร้พลังที่จะต่อต้านอย่างสิ้นเชิง
โชคดีที่พวกเขาไม่เหมือนกับภูเขา ซึ่งเชื่อมต่อกับพื้นดินอย่างแน่นหนา ทำให้มันต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อต่อต้านกับลมพายุเช่นนั้น
คนทั้งสองราวกับช่อของต้นหลิวที่ถูกดึงออกมา ไร้พลังที่จะต่อต้านใดๆ พวกเขาบาดเจ็บจากการกระแทกของลมพายุอันรุนแรง และหมดสติไป แต่ก็ไม่ได้ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ลมพายุโอบพวกเขาไว้แน่น และพัดพาไปยังที่ห่างไกล
ลมพายุนี้ยังคงกวาดผ่านไปทั่วแคว้นตงหลายอีกหลายวัน หลังจากที่คุนเผิงบินผ่าน ก่อนที่ในที่สุดก็จางหายไป
เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น
ความเจ็บปวดทั่วร่าง ทำให้ดวงตาของเขาค่อยๆ หรี่ขึ้นมา ขณะที่มันเปิดขึ้น ความเจ็บปวดทั้งหมดครอบคลุมไปทั่วตัว ทำให้ร่างสั่นสะท้าน รู้สึกแย่ราวกับว่าเขากำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ
ความเยือกเย็นค่อยๆ เต็มอยู่ในดวงตา ความเจ็บปวดครั้งนี้หนักหนาจนน่าตกใจ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับช่วงเวลาที่พิษในร่างกำเริบ ต้องขอบคุณมัน ที่ทำให้เขาคุ้นเคยกับความเจ็บปวดเช่นนี้
เขาพยายามลุกขึ้นมานั่งอย่างช้าๆ หอบหายใจ มองลงไปตามร่างกาย เสื้อผ้าฉีกขาด รอยแผลถลอก ฟกช้ำมีอยู่ทั่วร่าง บาดแผลมากมายจนนับไม่ถ้วน บางแผลก็ลึกลงไปมาก ผิวหนังบางแห่งก็หายไป ถ้าเขาไปชนกับก้อนหินที่อยู่บริเวณนั้น ก็จะทำให้เกิดความเจ็บปวดจนลึกลงไปถึงกระดูก
เขาอ้าปากหอบหายใจ ขณะที่สำรวจร่างกาย เมื่อทำเช่นนั้น ดวงตาก็เบิกกว้าง รู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอมาก ในความเป็นจริง เขารู้สึกคล้ายกับตอนที่อยู่บนเขาต้าชิง เมื่อหกหรือเจ็ดปีก่อนเป็นอย่างมาก
"พลังฝึกตนของข้า…" เมิ่งฮ่าวพยายามที่จะโคจรพลังลมปราณในทันที เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อพบว่ามันยังคงมีอยู่ แต่จากนั้นก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อเขาไม่สามารถใช้งานมันได้แม้แต่น้อย ราวกับว่ามันถูกขวางกั้นจากพลังที่แข็งแกร่งบางอย่าง
ในตอนนี้เอง ขณะที่เขามองไปยังเสื้อผ้าที่ฉีกขาด ก็พบว่าเขาไม่มีถุงสมบัติติดอยู่กับตัวเลย ดูเหมือนว่ามันได้ปลิวไปพร้อมกับลมพายุอันบ้าคลั่งนั้น
สีหน้าเขาสลดลง ยกมือขึ้นสอดลึกเข้าไปในอกเสื้อ เมื่อเขาดึงออกมา ก็มีถุงแห่งจักรวาลอยู่ในมือ นี่เป็นถุงที่แตกต่างจากถุงสมบัติทั่วไป ดังนั้นเมิ่งฮ่าวจึงมักจะซุกเก็บไว้ในเสื้อยาว ลมพายุนั้นจึงไม่สามารถทำอะไรมันได้
"โชคดีที่ข้าเก็บของเกือบทุกอย่างไว้ในถุงแห่งจักรวาลนี้" เมิ่งฮ่าวพึมพำ "รวมถึงกระบี่ไม้ และธวัชสายฟ้า มิเช่นนั้นคงต้องสูญเสียอย่างน่ากลัวในครั้งนี้" เขาพยายามที่จะเปิดมันออก แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไร ก็ไม่สามารถทำได้ เขาถอนหายใจ มองไปรอบๆ
ท่ามกลางความมืดมิด หมอกสีดำลอยไปมา ก้อนหินแปลกๆ มีอยู่ทั่วพื้นดินบริเวณนั้น รวมถึงซากกระดูกของนก และสัตว์ป่าจำนวนมากมาย ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันได้เน่าเปื่อยผุผังอยู่ที่นี้มานานเท่าไหร่ ก่อนที่จะกลายเป็นกองกระดูกที่ขาวโพลนเช่นตอนนี้? เมิ่งฮ่าวเริ่มประหลาดใจมากขึ้น
ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนจะเลวร้ายยิ่ง เมื่อหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวสังเกตเห็นกระดูกบางส่วนก็เป็นของมนุษย์ เขามองขึ้นไปยังท้องฟ้า แต่สิ่งที่สามารถเห็นได้ทั้งหมดนั้นก็คือ กลุ่มหมอกที่ม้วนตัวไปมา
"นี่คือที่ไหน… ?" ความเคร่งขรึม และเศร้าใจ ปรากฎบนใบหน้าของเขาขณะที่นั่งอยู่ที่นั่น ความรู้สึกถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามาท่วมท้นอยู่ในจิตใจ
"ข้าสงสัยนักว่า การเปลี่ยนแปลงของพลังฝึกตนของข้า เกิดจากลมพายุนั้น… หรือจากสถานที่นี้" เวลานานผ่านไป ก่อนที่เขาจะรวบรวมเรี่ยวแรง เพื่อกัดฟันจนแน่นและลุกขึ้นยืน พยุงตัวด้วยก้อนหินที่อยู่ใกล้ๆ นั้น เขาเริ่มเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
เวลาผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก เมื่อเมิ่งฮ่าวหยุดชะงักลง เบื้องหน้าเขาเป็นผนังก้อนหินสีดำ ผนังหินนั้นสูงจนหายลับตาไปในสายหมอก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นจุดสูงสุดของมันได้
เมิ่งฮ่าวมองไปด้านหลัง ณ จุดนี้ ดูเหมือนว่าเขากำลังอยู่ในก้นของหุบเหว ที่ลึกมากอย่างแน่นอน
"พายุที่เกิดจากคุนเผิง หอบข้าลอยมาตกอยู่ในก้นเหวเป็นแน่ ใครจะรู้ว่าที่ข้าอยู่นี้ เป็นส่วนไหนของแคว้นตงหลาย? ข้าต้องฟื้นฟูพลังฝึกตนให้ได้ก่อน ถึงจะสามารถออกจากที่นี่ได้" เขาพิงไปที่ผนังหน้าผา จากนั้นก็นั่งยองๆ ลงไป เพื่อรวบรวมเรี่ยวแรงให้มากกว่านี้
เวลาผ่านไป โดยที่ไม่สามารถมองเห็นท้องฟ้า จึงเป็นการยากที่จะบอกว่าเป็นเวลาใดแล้ว อย่างช้าๆ ร่างกายเริ่มแข็งแรงมากขึ้น เขาพยายามที่จะเปิดถุงแห่งจักรวาลอีกครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ
ในที่สุด เขาก็ต้องยอมแพ้โดยไม่มีทางเลือก ลุกขึ้นยืน มองไปรอบๆ จนกระทั่งมองเห็นต้นไม้ ที่มีกิ่งก้านยาวประมาณแขนของเขา จึงใช้มันเป็นไม้เท้าช่วยพยุงตัว เริ่มต้นเดินต่อไป
"ถ้านี่เป็นก้นเหว มันก็ต้องมีจุดที่สิ้นสุด" เขากล่าว มองไปรอบๆ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเขาเงียบสงบ ไม่มีแม้แต่เสียงเพียงเล็กน้อย สิ่งเดียวที่เขาได้ยินก็คือ เสียงหัวใจของตัวเองเต้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตัดสินใจที่จะสำรวจพื้นที่บริเวณนั้นให้ทั่ว จนกว่าจะพบทางออก
เขาเดินไปช้าๆ ความระมัดระวังตัวปรากฎอยู่บนใบหน้า สถานที่นี้ให้ความรู้สึกน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง และเขาก็ไม่แน่ใจว่า จะมีอันตรายอะไรซุกซ่อนอยู่ แต่ยังไงก็ต้องค้นหาให้ทั่ว ถ้ามีอันตรายใดๆ ซ่อนอยู่จริง ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามวิถีของมัน
เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วยาม ร่างกายของเมิ่งฮ่าวก็ค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ เขาได้บรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ หลังจากที่สำเร็จวงจรอันยิ่งใหญ่ ของขั้นรวบรวมลมปราณอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นร่างกายของเขา จึงแข็งแรงมากกว่าก่อนหน้านี้
แต่จิตใจเริ่มห่อเหี่ยวลงเมื่อเวลานานผ่านไป เขายังคงไม่สามารถหาทางออกจากที่นี้ได้ จริงๆ แล้ว ก้อนหินแปลกๆ ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ก็ดูเหมือนจะมีอยู่อย่างหนาแน่นมาก
อีกครึ่งชั่วยามผ่านไป ทันใดนั้น เขาก็หยุดเดินในทันที ดวงตาส่องประกายแปลกๆ ออกมา ขณะที่มองตรงไปที่เบื้องหน้า และรอยยิ้มอันเย็นชา ก็เผยอขึ้นมาตรงมุมปาก
ด้านหน้าขึ้นไป มีคนนอนอยู่บนก้อนหินแปลกประหลาดก้อนหนึ่ง ชุดยาวสีขาวฉีกขาดรุ่งริ่งเผยให้เห็นผิวเนื้อที่ขาวผ่องนวลเนียน เส้นผมยาวสยายยุ่งเหยิงไปรอบๆ… ฉู่อวี้เยียน
นางนอนหมดสติอยู่ที่นั่น ด้านข้างเป็นแหสีดำขนาดเล็ก
ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ขณะที่เข้าไปใกล้อย่างช้าๆ เอานิ้วไปอังอยู่ที่ปลายจมูก จากนั้นก็สัมผัสไปที่หน้าท้องของนาง ให้ความรู้สึกที่น่ารื่นรมย์กับผิวหนังอันอ่อนนุ่ม เขากดลงไปที่หน้าท้องของนางอย่างรุนแรง จากนั้นก็ก้าวเท้าไปด้านข้าง หยิบเอาแหสีดำขึ้นมาพับเก็บเอาไว้
"นางยังไม่ตาย พลังฝึกตนก็ยังมีอยู่ แต่ถูกสะกดเอาไว้ นางไม่มีทางที่จะใช้พลังลมปราณได้" ดวงตาเขาหดแคบลง มองไปที่ฉู่อวี้เยียนเป็นเวลานาน หัวเราะขึ้นมา "ข้ารู้ว่าเจ้าตื่นแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องแกล้งทำเป็นสลบไป"
ฉู่อวี้เยียนยังคงไม่ขยับตัว เมิ่งฮ่าวส่งเสียงแค่นอย่างเย็นชา ใช้กิ่งไม้ยาวในมือกระทุ้งไปที่นาง
ดวงตาของนางเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จ้องมาที่เขาอย่างเย็นชา
เมิ่งฮ่าวส่งยิ้มให้นาง ด้วยดวงตาที่เฉยชา ทันใดนั้น เขาก็คิดได้ว่าหุบเหวนี้น่าเบื่อเป็นอย่างยิ่ง เขาจ้องไปทั่วทั้งร่างของฉู่อวี้เยียน
มองส่วนเว้าส่วนโค้งอันประณีตงดงาม ผิวกายขาวผ่องที่ปรากฎออกมา จากรอยฉีกขาดของเสื้อผ้า และขอบของชุดเอี๊ยมชั้นในสีแดงของนาง ทั้งหมดนี้ทำให้นางดูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง
ใบหน้าของนางทันใดนั้นก็แดงซ่านขึ้นมาในทันที และดวงตาก็เต็มไปด้วยโทสะ ขณะที่จ้องมาที่เขาด้วยความอาฆาต นางพยายามดิ้นรนที่จะลุกขึ้นมา
แต่ก็ต้องอ้าปากหอบหายใจด้วยความเจ็บปวดออกมา เสียงหอบหายใจของนาง ซึ่งได้ยินอย่างชัดเจน ในหุบเหวที่เงียบสงบแห่งนี้ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็หัวเราะออกมา
"เจ้าหัวเราะอันใด สกปรกน่ารังเกียจ ไร้ยางอายนัก!"
เมิ่งฮ่าวยกมือขึ้น และตบลงไปบนใบหน้าของนาง ด้วยดวงตาเย็นชา "หุบปาก"
"เจ้า!!" สีหน้าของนางซีดขาว เมื่อรอยฝ่ามือปรากฎขึ้นบนใบหน้าที่สวยงามนั้น เมิ่งฮ่าวได้ตบไปอย่างโหดร้าย ทำให้ร่างของนางสั่นสะท้าน ในตลอดชีวิตของนาง ไม่มีใครกล้าที่จะตบตีนาง แม้แต่หวังเถิงเฟย ก็ยังปฏิบัติต่อนางราวกับแขกผู้ทรงเกียรติ
เสียงตบอีกเสียงก็ดังขึ้น เมื่อเมิ่งฮ่าวตบนางอีกครั้งที่ตำแหน่งเดิม
"ข้าบอกให้เจ้าหุบปาก" เขาพูดเสียงเยือกเย็น "หวังเถิงเฟย อาจจะปฏิบัติต่อเจ้าราวอัญมณีอันล้ำค่า แต่สำหรับข้า เจ้าไม่มีค่าอะไรเลย"
นางขบฟันแน่น และจ้องไปที่เขาด้วยสายตาอันน่ากลัว ด้วยการที่พลังฝึกตนของนางถูกสะกดไว้ ทำให้นางเหมือนกับมนุษย์ธรรมดา
ทันใดนั้นฉู่อวี้เยียนก็รู้สึกถึงอันตรายพุ่งขึ้นมาอยู่ภายใน ครั้งหนึ่ง นางเป็นผู้สูงส่ง และเป็นผู้ถูกเลือกอันยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้นางได้ตกลงมาไกลมาก ห่างไกลลงมา ตอนนี้ นางเป็นเพียงหญิงสาวอ่อนแอธรรมดา ที่รอความเมตตาปราณีจากเมิ่งฮ่าวเท่านั้น
ตอนที่ 113 แท่นบูชาในทะเลสาบ
"พวกเราพักผ่อนเพียงพอแล้ว" เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงเย็นชา "ลุกขึ้น เจ้าเดินอยู่ด้านหน้า"
ฉู่อวี้เยียนไม่พูดจา กัดฟันแน่น พยายามที่จะยืนขึ้นมา เมื่อทำเช่นนั้น เสื้อผ้าก็ขยับขึ้นไป เผยให้เห็นผิวเนื้อในร่มผ้ามากยิ่งขึ้น ใบหน้าที่ก่อนหน้านี้ซีดขาว แต่ทันใดนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มขึ้นมาในทันที ในตอนนี้ ความเกลียดชังที่มีต่อเมิ่งฮ่าวในจิตใจของนาง รุนแรงกว่าที่หวังเถิงเฟยรู้สึกมากนัก
แต่นางก็ไม่สามารถใช้พลังฝึกตนได้ ตอนนี้นางเป็นเพียงหญิงสาวที่อ่อนแอ ไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับเมิ่งฮ่าวแม้แต่น้อย ถึงแม้เขาจะเริ่มจากการเป็นนักศึกษามาก่อน แต่ความแข็งแกร่ง และทนทานของร่างกายเขาตอนนี้ ก็เกินกว่าผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วไป
เขาอาจจะไม่แข็งแรงเท่าผู้ฝึกตนที่มุ่งฝึกฝนร่างกายโดยเฉพาะ แต่ในแง่ของการฟื้นฟู และแข็งแกร่ง เขาก็ดีเกินกว่าพวกธรรมดาทั่วไป มิเช่นนั้น เขาก็คงไม่อาจฟื้นคืนสติกลับมาได้รวดเร็วกว่าฉู่อวี้เยียน
นางได้แต่อดทน และทำตามคำสั่งโดยการเดินนำไปข้างหน้า โทสะในจิตใจของนางเพิ่มมากขึ้น และมากขึ้นไปเรื่อยๆ เมิ่งฮ่าวระวังเรื่องนี้โดยสัญชาติญาณ เขาเดินอยู่ด้านหลัง มองไปที่รูปร่างอันสวยงามของนาง รอยฉีกขาดของเสื้อผ้าเผยให้เห็น ผิวอันขาวผ่องที่ด้านหลังเป็นส่วนใหญ่
เหตุผลที่เขาต้องให้ฉู่อวี้เยียนเดินนำหน้า ก็เป็นเพราะเขายังคงรู้สึกถึงอันตรายในสถานที่แห่งนี้ ฉู่อวี้เยียนจะเป็นเหมือนกังหันลม ที่สามารถรับรู้ภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้
คนทั้งสองเคลื่อนที่ตรงไปโดยมีฉู่อวี้เยียนนำหน้า เมิ่งฮ่าวตามหลัง ถ้าเขาต้องการ เขาก็จะเปลี่ยนทิศทาง โดยการชี้ และออกคำสั่งใหม่ ฉู่อวี้เยียนไม่มีทางเลือก นอกจากกัดฟันแน่นและปฏิบัติตาม ความเกลียดชังที่มีต่อเมิ่งฮ่าวลึกลงไปถึงกระดูก ทำได้แต่เพียงเชื่อฟังเขา เวลาผ่านไปนานมาก จนดูเหมือนว่า ในไม่ช้า พวกเขาก็จะสำรวจได้ทั่วบริเวณนั้น ทั้งหมดมีแต่หน้าผา ไร้ทางออก
ก้อนหินแปลกๆ วางกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น รวมถึงโครงกระดูกของนก และสัตว์ป่านานาชนิด สถานที่นี้คือกับดักแห่งความตาย?
เมิ่งฮ่าวเริ่มเงียบมากขึ้น อารมณ์ของฉู่อวี้เยียนก็ค่อยๆ หดหู่ลงช้าๆ จนกระทั่งแม้แต่ในดวงตาก็ยังแสดงออกมา
พวกเขาเดินไปตามผนังผา จนในที่สุดก็เริ่มรู้ว่ากำลังเดินเป็นวงกลมขนาดใหญ่ บางครั้งพวกเขาก็พิงไปที่ผนังผาเพื่อพักผ่อนชั่วครู่ ก่อนที่จะเดินต่อไป วันหนึ่งพวกเขาก็มาถึงบริเวณที่ดูเหมือนว่า เต็มไปด้วยโครงกระดูกจำนวนมากมายผิดปกติ ทันใดนั้น พวกเขาก็มองเห็นทะเลสาบ
ชายฝั่งของทะเลสาบ เรียงรายไปด้วยโครงกระดูกมากมายจนนับไม่ถ้วน ส่วนใหญ่เป็นกระดูกของมนุษย์ เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าพวกมันอยู่ที่นั่นมานานเท่าไหร่แล้ว สถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายของความน่ากลัว และดูเหมือนจะเต็มไปด้วยกลิ่นคาวของโลหิต
ในความเป็นจริงแล้ว ทะเลสาบนี้ เป็นทะเลสาบโลหิต
เมื่อฉู่อวี้เยียนเดินเข้าไปใกล้ทะเลสาบ ผิวน้ำที่นิ่งเรียบก่อนหน้านี้ ก็เริ่มกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น ในไม่ช้าคลื่นเล็กๆ ก็เริ่มกระจายออกมา เมิ่งฮ่าวหยุดเดินในทันที
สีหน้าของฉู่อวี้เยียนซีดขาวจนเกือบไร้สีเลือด และร่างกายก็เริ่มสั่นสะท้าน รู้สึกถึงอันตรายอยู่ภายในจิตใจ ราวกับว่ามีบางสิ่งที่น่ากลัวอยู่ใต้ทะเลสาบนั้น และกำลังมองมาที่นาง
"เดินถอยหลังช้าๆ" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงนุ่มนวล เขายืนห่างออกไปจากทะเลสาบเล็กน้อย "ไม่ต้องตกใจ ก้าวเท้าทีละก้าว"
ฉู่อวี้เยียนกัดริมฝีปาก ค่อยๆ เดินถอยหลังไปช้าๆ หลายจ้าง ทะเลสาบเริ่มพลุ่งพล่านปั่นป่วน และเสียงกรีดร้องแหลมเล็กก็ได้ยินออกมาจากข้างในของมัน ฉู่อวี้เยียนรีบเดินถอยหลังเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณนั้น แท่นบูชาสีเขียวเข้ม ทันใดนั้น ก็พุ่งขึ้นมาจากภายในของทะเลสาบ ทำให้เกิดคลื่นซัดไปทั่วพื้นผิวของทะเลสาบโลหิต
ร่างคนมากมายปรากฎขึ้นจากภายในของโลหิตนั้น ยากที่จะบอกว่าร่างไหนเป็นบุรุษ และร่างไหนเป็นสตรี เนื่องจากพวกมันไม่มีผิวหนัง มีเพียงเนื้อที่เต็มไปด้วยโลหิต พวกมันแบกแท่นบูชาหินสีเขียวเข้มนั้นไว้บนไหล่ ขณะที่พุ่งขึ้นมาจากทะเลสาบ
แท่นบูชานั้นกว้างมากกว่าห้าสิบจ้าง เมื่อมันพุ่งขึ้นมาจากพื้นผิวทะเลสาบ มันก็เรืองแสงที่แดงเขียวออกมา ด้านบนของแท่นบูชาเป็นบัลลังก์ที่สร้างมาจากหิน ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นหินสีเขียวเข้มเช่นเดียวกับแท่นบูชานั้น
มีซากศพนั่งอยู่บนบัลลังก์ กลิ่นอายแห่งความตายลอยอยู่รอบๆ มัน และใบหน้าซากศพนั้นก็มีหน้ากากปิดอยู่ หน้ากากเป็นสีขาว และไม่มีใบหน้า
ม่านตาของเมิ่งฮ่าวหดแคบลง และยื่นนิ่งไม่ไหวติง ฉู่อวี้เยียนยืนอยู่ที่นั่นด้วยใบหน้าซีดขาว พอๆ กับการไม่กล้าขยับตัว หลังจากสูดลมหายใจเข้าออกสิบครั้งผ่านไป แท่นบูชาหินนั้นก็เริ่มจมลงไปช้าๆ อีกครั้งหนึ่งที่พื้นผิวสีโลหิตของทะเลสาบเรียบสงบ และทุกสิ่งทุกอย่างก็มีแต่ความเงียบเช่นเดิม
เมิ่งฮ่าวพ่นลมหายใจยาวออกมา และเดินถอยหลังออกไปช้าๆ ฉู่อวี้เยียนก็ทำเช่นเดียวกัน เมื่อคนทั้งสองถอยหลังออกไปไกลหนึ่งร้อยจ้าง ความรู้สึกถึงอันตรายในจิตใจก็เริ่มจางหายไปอย่างช้าๆ
"นั่นคืออะไร…" ฉู่อวี้เยียนกล่าว นี่เป็นประโยคแรกที่นางได้พูดขึ้นมาเองในหลายวันที่ผ่านมา เสียงของนางอ่อนแอ และแหบแห้ง
เมิ่งฮ่าวไม่ตอบ แต่หันหลังกลับ และเดินจากไป ฉู่อวี้เยียนลังเลอยู่สักครู่ จากนั้นก็เดินตามไปอย่างเงียบๆ พวกเขากลับไปยังผนังผา ไปยังสถานที่ซึ่งก่อนหน้านี้ พวกเขาได้ค้นพบถ้ำธรรมชาติ ภายในถ้ำ เมิ่งฮ่าวนั่งลงขัดสมาธิ ฉู่อวี้เยียนเอนหลังพิงผนังถ้ำ เอาแขนกอดขาทั้งสองข้าง จ้องไปยังด้านนอกด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
นางเคยเป็นหญิงสาวที่มีความภาคภูมิใจในตัวเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ทั้งพลังฝึกตนที่ถูกสะกดไว้ และการปรากฎตัวของเมิ่งฮ่าวผู้น่าชัง ทั้งหมดนี้ ทำให้จิตใจของนางเต็มไปด้วยความหมดอาลัยตายอยากอย่างรุนแรง ได้แต่หวังว่าสำนักจื่อยิ่นจะสามารถติดตามมาถึงที่นี่
แต่สถานที่นี้ก็ช่างแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก และเหมือนกับว่าจะสามารถสะกดพลังฝึกตนได้ และมีแนวโน้มว่า มันยังสามารถสะกดตราประทับของสำนักจื่อยิ่นในร่างนางได้เช่นกัน ซึ่งทำให้ทางสำนักไม่มีทางจะรู้ว่านางอยู่ที่ไหนในตอนนี้
เสื้อผ้าของนางราวกับผ้าขี้ริ้ว และไม่สามารถที่จะปกปิดร่างได้อย่างเพียงพอ ร่างกายมากกว่าครึ่งปรากฎออกมา โดยเฉพาะเมื่อนางนั่งอยู่ในท่านี้ สองขาอันเรียวงามก็เผยให้เห็นเกือบทั้งหมด
เวลาผ่านไป ทุกครั้งที่ดูเหมือนว่ากลางวันได้มาถึง และจากไป เมิ่งฮ่าวก็ได้วางก้อนหินเป็นกองเล็กๆ อยู่ด้านข้าง ตอนนี้มีอยู่แปดก้อนแล้ว จากการคำนวนของเขา แปดวันได้ผ่านไป
พลังฝึกตนของพวกเขาถูกปิดกั้นไว้ ป้องกันพลังลมปราณไม่ให้กระจายออกไป โชคยังดี ที่พวกเขาไม่ต้องกินอาหาร แต่สถานที่นี้ก็ไม่มีลมปราณใดๆ เลย
และถ้าทุกอย่างดำเนินต่อไปเช่นนี้ พวกเขาก็จะเริ่มหิวโหยมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้องมาติดอยู่ในก้นเหวที่ห่างไกลเช่นนี้ จริงๆ แล้วพวกเขาก็ต้องการพลังจากสวรรค์ และปฐพีเป็นอย่างยิ่ง… แต่มันก็ไม่มีเลยในที่แห่งนี้
ในช่วงแปดวันที่ผ่านมา เมิ่งฮ่าวใช้เวลาครึ่งหนึ่งในการโคจรพลังลมปราณ พยายามที่จะทะลวงสิ่งที่ปิดกั้นมันไว้ อย่างน้อยที่สุด เขาก็หวังว่าจะสามารถเปิดถุงแห่งจักรวาลได้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ
เวลาที่เหลือเขาก็ใช้ไปกับการนำฉู่อวี้เยียนออกไปค้นหาทางออก แต่จากการค้นหาทั่วทุกพื้นที่ไปหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาก็ยังไม่เจอทางออก มีเพียงสิ่งเดียวที่หาเจอก็คือ ดูเหมือนจะมีอสรพิษซุกซ่อนอยู่มากมายในที่แห่งนี้
"ข้าคิดว่าสถานที่นี้ต้องเป็นปล่องภูเขาไฟที่ดับไปแล้ว" ฉู่อวี้เยียนกล่าว "ไม่ใช่เป็นเพียงแค่หลุมที่อยู่ในพื้นดิน" นางนั่งอยู่ในถ้ำเล็กๆ มองออกไปยังเบื้องนอก นางไม่ได้ญาติดีกับเมิ่งฮ่าว แต่ไม่สามารถนึกหาวิธีที่จะออกไปจากที่นี่ได้
เมิ่งฮ่าวนั่งเงียบๆ อยู่ที่ปากถ้ำ หน้านิ่วคิ้วขมวดมองออกไปด้านนอก
ฉู่อวี้เยียนมองไปที่เขาซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ และทันใดนั้นก็โพล่งออกมา "ข้าต้องการเปลี่ยนเสื้อผ้า!" ดวงตาเต็มไปด้วยความขึงขัง และจริงจัง มากกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา
จากสภาพอันน่าเศร้าของนาง อาจจะทำให้จิตใจของบุรุษใดๆ ก็ตาม ที่มองไปยังความสวยงามนั้น ต้องอยากช่วยขึ้นมาเป็นแน่
เมิ่งฮ่าวปิดตาลง "ข้าไม่มี" เขากล่าวเสียงเย็นชา
"เจ้าต้องมีบ้างในถุงสมบัติของเจ้า" เสื้อผ้าของนางขาดวิ่น และสกปรก เผยให้เห็นรูปร่างมากกว่าครึ่ง แม้แต่เอี๊ยมชั้นในก็ยังมองเห็นได้ชัดเจน เผยผิวกายที่นวลเนียน และอ่อนนุ่มออกมา ครึ่งหนึ่งปกปิด ครึ่งหนึ่งเผยออกมา ทำให้สายตาของนางดูน่าหลงไหลอย่างไม่น่าเชื่อ
เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น และมองไปยังฉู่อวี้เยียนอย่างเย็นชา เขามองกวาดไปทั่วทั้งร่าง ทั้งส่วนเว้าส่วนโค้ง รูปร่างที่สวยงามของนาง บุรุษส่วนใหญ่ ถ้าได้มองเช่นนี้ ก็จะถูกไฟราคะครอบงำในทันที
แปดวันก่อน ไม่มีทางที่เมิ่งฮ่าวจะจ้องมองร่างกายของฉู่อวี้เยียนได้เช่นนี้ ถึงแม้เขาต้องการมองก็ตามที และถ้าเขาทำเช่นนั้น นางก็จะยอมตายในทันที
แต่ตอนนี้… ขณะที่เมิ่งฮ่าวมองไปที่นาง สิ่งเดียวที่นางทำก็คือปกปิดหน้าอกไว้อย่างไม่รู้ตัว นางไม่มีทางที่จะป้องกันไม่ให้เขามองมาได้
"เจ้าพูดถูก" เขากล่าวช้าๆ "ข้ามีเสื้อผ้าอยู่ในถุงสมบัติ แต่เนื่องจากไม่มีพลังลมปราณในที่แห่งนี้ ทำให้ข้าไม่สามารถเปิดมันได้"
"ยังมีทาง" นางกล่าวอย่างเงียบๆ "ยังมีหนทางในการเปิดถุงสมบัติ และเอาเสื้อผ้าออกมา"
เขามองไปที่นางอย่างเย็นชา ใบหน้าของเขาสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
ตอนแรกฉู่อวี้เยียนคิดว่า เมื่อเขาได้ยินคำพูดของนาง เขาก็จะถามถึงรายละเอียด แต่หลังจากที่รอคอยอยู่นาน นางก็เห็นว่าเขาไม่พูดอะไรออกมา ด้วยเสียงทุ้มต่ำอย่างเย็นชาในลำคอ นางก็พูดต่อไป
"พลังฝึกตนของข้าก็คือ ลมปราณม่วงแห่งบูรพา ของสำนักจื่อยิ่น จริงๆ แล้ว การฝึกลมปราณนี้ สองคนสามารถฝึกร่วมกันได้ ถึงแม้ว่าพลังลมปราณในบริเวณนี้ถูกสะกดไว้ก็ตาม ถ้าข้าสอนวิธีการให้แก่เจ้า และพวกเราฝึกร่วมกัน ก็อาจจะมีโอกาสสำเร็จ และถุงสมบัติของเจ้าก็จะเปิดออกได้"
เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็ส่ายหน้า "ข้าไม่เชื่อเจ้า ช่วยอธิบายเพิ่มด้วย"
"เชื่อข้า ถ้าเจ้าต้องการ" ฉู่อวี้เยียนกล่าวเสียงเย็นชาพร้อมขมวดคิ้ว "ถ้าเจ้าไม่ยอมเชื่อ ก็ลืมมันไปเถอะ" นางนั่งลงไปยังมุมที่ห่างไกลในถ้ำ เมื่อเมิ่งฮ่าวชำเลืองมองกลับไป นางก็พยายามปกปิดตัวเองโดยไม่รู้ตัว จ้องมาที่เขา ใช้แขนปิดขาทั้งสองข้างไว้
"ข้าไม่มีเสื้อผ้ามากนัก" เขากล่าวเสียงสงบนิ่ง "แต่ก็มีพอที่จะให้เจ้าปกปิดร่างกาย ถ้าเจ้าไม่ต้องการ ก็ไม่เป็นไร ลืมมันไปเถอะ" เขาปิดตาลง
ครึ่งชั่วยามผ่านไป ช่วงเวลานั้นฉู่อวี้เยียนขบฟันอันสวยงามของนางจนแน่น จริงๆ แล้ว นางไม่อาจอดทนต่อการที่ต้องเปิดเผยร่างกายตัวเองเช่นนี้ อีกไม่นาน นางก็คงไม่สามารถปกปิดตัวเองได้อีกเลย
กัดฟันแน่น นางกล่าว "ถุงสมบัติของข้าหายไปพร้อมกับลมพายุ ดังนั้นข้าไม่มีทางที่จะทดลองเปิดมันออกมาได้ แต่วิธีการที่ข้าเพิ่งจะพูดไปน่าจะใช้ได้ผล ลมปราณม่วงแห่งบูรพา ไม่ใช่วิชาธรรมดาทั่วไป มันถูกสืบต่อกันมาจากดินแดนตะวันออก ถ้าสองคนฝึกวิชานี้ด้วยกัน แม้แต่ห้องเก็บสมบัติแห่งสวรรค์ พวกเราก็สามารถเปิดออกมาได้"
"ถ้าเจ้าสงสัย ข้าสามารถสอนลมปราณม่วงแห่งบูรพาขั้นแรกให้เจ้าก่อน ถ้าเจ้าสามารถฝึกมันได้ ข้าจะบอกขั้นที่สอง และจากนั้นก็ขั้นที่สาม เจ้าก็สามารถเปิดถุงสมบัติได้ ที่ข้าต้องการทั้งหมดนี้ก็แค่เสื้อผ้าเท่านั้น"
เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น และมองไปที่นาง สีหน้าเขาไร้ความรู้สึก แต่ในจิตใจกำลังเยาะเย้ยอย่างเย็นชา เขาเคยมีประสบการณ์ที่เลวร้ายมาอย่างมากมายในแคว้นจ้าว และไม่ใช่เด็กน้อยที่โง่เขลาอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไปแล้ว เมื่อคิดคำนวนดูแล้ว ทำไมเขาถึงไม่รู้ว่า นางกำลังพยายามที่จะสร้างกับดักให้เขากระโดดลงไป?
"พูด" เขากล่าวเสียงเย็นชา
ตอนที่ 114 ขอบคุณมาก สหายเต๋าฉู่
ฉู่อวี้เยียนเริ่มท่องเคล็ดวิชาลับของสำนักจื่อยิ่นออกมาช้าๆ "ลมปราณม่วงแห่งบูรพา บ่มเพาะเก้าลมปราณม่วงแห่งสวรรค์ และปฐพี ใช้วิธีการที่มาจากดินแดนตะวันออก เข้าใจถึงการลอยขึ้นมาของดวงตะวัน และจันทรา เปลี่ยนให้เป็นความมุ่งมั่นอยู่ในจิตใจ จับตามองความฉลาด ลิ้มรสแสงจันทรา…"
เมื่อได้เห็นเมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ที่นั่น ดูเหมือนว่ากำลังครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้ม นางก็พูดออกมาอย่างช้าๆ แต่ภายในจิตใจของนาง กำลังยิ้มอย่างเย็นชา
"แน่นอนว่ามันกำลังคาดเดาว่า ข้าไม่เพียงแต่ต้องการเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ข้ายังวางเหยื่อล่อไว้ มันต้องการเปิดถุงสมบัตินั้นมากเท่ากับข้า มันไม่เพียงแต่จะเอาแค่เสื้อผ้ามาให้ข้าอย่างแน่นอน มันต้องเอาของวิเศษ และเม็ดยาบางส่วนออกมาด้วย แต่ไม่ว่ามันจะเอาอะไรออกมา ตราบเท่าที่มันได้เรียนรู้วิชาลมปราณม่วงแห่งประจิมที่ข้าเพิ่งสอนไป มันก็ต้องกลายเป็นคนพิการ!"
ความลังเลเล็กน้อยปรากฎขึ้นบนใบหน้าของนาง ขณะที่กำลังท่องเคล็ดวิชาทวนซ้ำอีกครั้งอย่างช้าๆ
นี่ แน่นอนว่า ไม่ใช่เคล็ดวิชาลมปราณม่วงแห่งบูรพา แต่เป็นวิชาลับสุดยอด ซึ่งได้คิดค้นขึ้นมาภายหลังโดยสำนักจื่อยิ่น มันถูกเรียกว่า ลมปราณม่วงแห่งประจิม แม้แต่หวังเถิงเฟยก็ไม่รู้เรื่องนี้ มีแต่ศิษย์พิเศษเฉพาะของสำนักเท่านั้นที่จะเรียนรู้มันได้ จุดประสงค์หลักของมันก็คือ เพื่อเตรียมการจัดหาพลังลมปราณ และพลังชีวิตให้กับผู้ถูกเลือก!
ผู้ถูกเลือกทุกคนแห่งสำนักจื่อยิ่น จะมีโอกาสเลือกใครบางคนเพื่อให้มาฝึกวิชาลมปราณม่วงแห่งประจิม ผู้อาวุโสของสำนักต้องมาช่วยป้องกันไม่ให้ใครคนนั้นต่อต้าน และช่วยให้มันฝึกอย่างมีเสถียรภาพ หลังจากที่ฝึกฝนสำเร็จแล้ว คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นร่างจำแลงชนิดหนึ่งของผู้ถูกเลือก ซึ่งผู้ถูกเลือกจะสามารถดูดซับพลังฝึกตน และพลังชีวิตของคนผู้นั้นด้วยวิชาลมปราณม่วงแห่งบูรพา
เนื่องจากวิชาทั้งสองชนิดนี้ จึงทำให้สำนักจื่อยิ่นมีศักดิ์ฐานะในดินแดนด้านใต้เช่นปัจจุบันนี้
ฉู่อวี้เยียนยังไม่เคยใช้วิชาลมปราณม่วงแห่งประจิมกับใครเลย แต่ตอนนี้ก็ไม่มีหนทางอื่น นอกจากใช้วิชานี้เท่านั้น
ถึงวิชานี้จะมีพลังมาก แต่ก็อาจจะมีผลข้างเคียงที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง จึงมักจะให้ผู้อาวุโสของสำนักมาคอยประกบอยู่ด้านข้าง พร้อมที่จะช่วยต่อต้านเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นในช่วงของการฝึก
"ถ้าเจ้าไม่มีปัญหากับเคล็ดวิชาขั้นแรก ข้าก็จะให้โลหิตแก่เจ้าสักเล็กน้อย" ฉู่อวี้เยียนกล่าวเสียงราบเรียบ "เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นดวงตะวัน โดยที่ไม่มีดวงตะวัน หรือจันทราอยู่ในสายตา เช่นเดียวกัน มันเป็นการยากที่จะดูดซับลมปราณม่วง ถ้าไม่มีมันอยู่ภายในร่างกาย แต่มันมีอยู่ในโลหิตของข้า ซึ่งจะช่วยให้เจ้าใช้วิชานี้ได้"
เมิ่งฮ่าวมองไปยังฉู่อวี้เยียน ดวงตาสาดประกายของความคิดใคร่ครวญ แต่ภายในจิตใจ เขากำลังหัวเราะอย่างเย็นชา ก่อนที่นางจะท่องเคล็ดวิชาออกมา เขาก็คาดเดาว่านางมีความประสงค์ร้าย มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาไม่ค่อยมั่นใจก็คือ นางจะใช้วิธีการใดในการทำเรื่องนี้
เมื่อได้ยินเคล็ดวิชาเบื้องต้น เขาก็เริ่มได้เบาะแส เหตุผลหลักที่นางสอนวิธีฝึกวิชานี้ให้แก่เขา ก็เพราะว่าต้องการให้เขาเปิดถุงสมบัติออก และในที่สุดมันก็จะเป็นอันตรายต่อเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ทันใดนั้น เขาก็ยืนขึ้น เดินตรงไปนั่งยองๆ ที่เบื้องหน้านาง เอามือจับเส้นผม และดึงศีรษะของนางเข้ามาใกล้ นางพยายามจะดิ้นรน แต่ก็ไม่ได้มีความแข็งแรงเท่าเขา ซึ่งก็ทำให้ร่างในร่มผ้าของนางเปิดเผยออกมามากยิ่งขึ้น ขณะที่พยายามจะต่อต้านเขา
"เมิ่งฮ่าว เจ้ากำลังจะทำอะไร?!" นางร้องตะโกนออกมา สีหน้าเปลี่ยนไป ทันใดนั้นจิตใจก็เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย และร่างก็เริ่มสั่นสะท้าน ริมฝีปากของนางอยู่ห่างจากปากของเขาเพียงไม่กี่ชุ่น นางสามารถได้กลิ่นลมหายใจของเขา มือของเมิ่งฮ่าวจับไปที่ศีรษะของนางราวกับคีมเหล็ก นางไม่สามารถจะขยับถอยไปด้านหลังได้แม้แต่น้อย
"เจ้าไม่จำเป็นต้องให้โลหิตแก่ข้า ข้าจะมาเอาด้วยตัวเอง" เขาดึงศีรษะของนางไปด้านข้าง จากนั้นก็กัดลงไปยังไหล่ของนางอย่างโหดเหี้ยม ฝังรอยฟันลึกลงไปในผิวเนื้อ
ร่างของนางสั่นสะท้าน และความเกลียดชังอันดุร้ายก็ปรากฎขึ้นในดวงตา
เขาอยู่ใกล้ชิดมากจนนางสามารถสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากเขา ถ้ามองมาจากที่ห่างไกล พวกเขาทั้งสองดูเหมือนว่ากำลังโอบกอดกัน
สักพักหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวก็ปล่อยมือ และลุกขึ้นยืน ไม่แม้แต่จะชายตามองนางอีก เขาเดินกลับไปยังจุดของเขา และนั่งลงเข้าฌาณ โลหิตของนางหยดลงมาจากมุมปาก เขาปิดตาลง เริ่มบ่มเพาะพลังตามเคล็ดวิชาที่ฉู่อวี้เยียนเพิ่งจะสอนเขามา
ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าที่ฉู่อวี้เยียนจะหยุดการหายใจอย่างตื่นเต้น และฟื้นกลับสู่ความสงบเยือกเย็นได้ นางจ้องอย่างเกลียดชังไปยังเมิ่งฮ่าว
"แค่รอจนเจ้าฝึกวิชานี้จนสำเร็จ" นางคิดอยู่ภายในใจ "ข้าจะดูดพลังฝึกตนของเจ้า และฉีกเจ้าออกเป็นชิ้นๆ ข้าจะใช้พลังของเจ้ามากระตุ้นตราประทับในร่างของข้า จากนั้นสำนักจื่อยิ่นก็จะหาข้าพบ" นางขบฟันแน่นจนมันแทบจะแหลกละเอียดไป สาบานว่าจะต้องเอาคืนเป็นสิบเท่า
ต้องดูถูกเหยียดหยามเมิ่งฮ่าวให้มากที่สุด เท่าที่นางต้องอดทนในวันนี้ให้จงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจ็บปวดที่หัวไหล่ และรอยกัด มันเป็นสิ่งที่นางไม่อาจยอมรับได้อย่างง่ายดาย
เวลาผ่านไป หลายชั่วยามต่อมา เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น ภายในม่านตาของเขา ปรากฎเป็นสีม่วงขึ้นจางๆ เมื่อนางเห็นดังนั้น ฉู่อวี้เยียนก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
"เคล็ดที่สอง" เมิ่งฮ่าวกล่าวตามปกติ
โดยไม่ลังเล ฉู่อวี้เยียนเริ่มบอกเขาถึงเคล็ดวิชาขั้นที่สอง "ลมปราณม่วงกลายเป็นทะเลสาบ ย้อมสีริมฝั่งของเสาแห่งเต๋า โคจรหมุนเวียนไปเก้ารอบภายในสามชั้น ตราประทับของมังกรม่วง…"
เวลาผ่านไป ยาวนานกว่าครั้งที่แล้ว ฉู่อวี้เยียนเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจขึ้นเล็กน้อย
"คิดย้อนกลับไปยังสำนัก ผู้ที่ถูกเลือกให้ฝึกวิชาลมปราณม่วงแห่งประจิมโดยศิษย์พี่หลี่ ใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วยามก็ฝึกสำเร็จภายใต้การจับตาดูของศิษย์พี่ ทำไมเมิ่งฮ่าวถึงฝึกได้ช้านัก?"
นางยังคงไม่แน่ใจต่อไปเมื่อเวลาผ่านไปอีกสองชั่วยาม ในที่สุด เมิ่งฮ่าวก็ลืมตาขึ้น แสงสีม่วงเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เมื่อนางเห็นเช่นนั้น ฉู่อวี้เยียนก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"มันต้องมีพรสวรรค์ที่ธรรมดาอย่างแน่นอน จึงต้องใช้เวลานานกว่าคนอื่นๆ เพื่อบ่มเพาะพลัง" ต่อมา นางก็บอกเขาถึงขั้นตอนที่สาม
เมิ่งฮ่าวขบคิดอย่างเงียบๆ อยู่ชั่วครู่ จากนั้น เขาก็ปิดตาลง และเริ่มเข้าฌาณ ครั้งนี้ใช้เวลานานกว่าเดิม สองวันเต็มผ่านไปก่อนที่เขาจะฝึกสำเร็จ แต่เมื่อเขาลืมตาขึ้น ม่านตาก็กลายเป็นสีม่วงอย่างสมบูรณ์ และดวงตาก็ส่องประกายสีม่วงออกมาเช่นเดียวกัน
ความจริงแล้ว ทั่วทั้งร่างของเขาดูเหมือนจะส่องประกายสีม่วงออกมา
เดิมทีฉู่อวี้เยียนรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย แต่เมื่อได้เห็นสีม่วงอันเข้มข้นอยู่ในดวงตาของเขา พลังฝึกตนในร่างของนางก็ดูเหมือนจะกระตุกขึ้นอย่างรุนแรง นางจึงตัดสินใจได้ในตอนนี้
"ตอนนี้ยังเหลืออีกเพียงขั้นตอนสุดท้าย" นางคิดในใจ "และเมื่อมันฝึกสำเร็จ ก็จะเป็นคราวเคราะห์ของมัน!" ดวงตาของนางส่องประกายเบาบาง และกล่าวขึ้น
"ตอนนี้ พวกเราฝึกบ่มเพาะพลังร่วมกัน เมื่อพวกเรารวมพลังเข้าด้วยกัน ถุงสมบัติก็จะเปิดออก เจ้าต้องตั้งใจเป็นอย่างมากเมื่อมันเกิดขึ้น ห้ามผ่อนคลายแม้แต่น้อย ช่วงที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วมาก และถ้าเจ้าไม่สามารถเปิดถุงสมบัติออกมาได้ ก็จะไม่มีโอกาสที่สองอีกแล้ว"
ขณะที่นางพูด ความเกลียดชังที่มีต่อเขา ก็ดูเหมือนจะเผยออกมา และส่งผ่านไปยังร่างของเขา นางยกมือขึ้น
"เพียงแค่จับไว้ไม่นาน" นางคิด หัวเราะอย่างเย็นชากับตัวเอง "จากนั้นทุกอย่างก็จบลง"
ใบหน้าของเมิ่งฮ่าวไร้ความรู้สึก เขามองอย่างเย็นชาไปที่ฉู่อวี้เยียน ม่านตาสีม่วงของเขาสาดประกาย หยิบเอาถุงแห่งจักรวาลออกมาวางอยู่ด้านข้าง ยกมือขึ้น ประกบฝ่ามือไปที่ฝ่ามือของนาง ทันใดนั้น พลังฝึกตนของคนทั้งสอง ซึ่งถูกสะกดไว้ก่อนหน้านี้ ก็เริ่มเดือดพล่านขึ้นมา
ปฏิกิริยานี้รุนแรงมากขึ้น และลมปราณสีขาวก็เริ่มพุ่งขึ้นมาจากร่างของพวกเขา หยดเหงื่อไหลลงมาจากใบหน้าของทั้งสอง เมื่อมันเกิดขึ้น เมิ่งฮ่าวก็สัมผัสได้อย่างชัดเจน ถึงพลังลมปราณสีม่วงในร่างของเขา กำลังถูกเรียกโดยอะไรบางอย่าง มันเริ่มพุ่งออกไปจากมือของเขา และฉู่อวี้เยียน ประกายสีม่วงในดวงตาของเขาก็เริ่มจางหายไป
ในตอนนี้ เมิ่งฮ่าว ทันใดนั้นก็รู้สึกว่า แรงกดดันบนพลังฝึกตนของเขาได้หายไปเล็กน้อย พลังลมปราณเบาบางในร่างทันใดนั้นก็กระจายออกมา โดยไม่ลังเล เขาส่งมันตรงไปยังถุงแห่งจักรวาล มันเรืองแสงขึ้น และบางอยางก็โผล่ออกมา
"ลมปราณม่วงแห่งบูรพา และประจิม รวม!" ฉู่อวี้เยียนร้องออกมา ไม่สนใจว่ามีอะไรโผล่ออกมาจากถุงแห่งจักรวาล ดวงตาของนางส่องประกายเจิดจ้า
ในเวลานั้นเอง เมื่อพลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าวกำลังพุ่งตรงไปยังฉู่อวี้เยียน ทันใดนั้น นางก็รู้สึกว่าพลังลมปราณของนางสั่นสะเทือน… ในชั่วเวลาหายใจเข้าออกสองครั้ง มันเหมือนกับว่าพลังลมปราณของเมิ่งฮ่าวได้หายไปอย่างสิ้นเชิง นางไม่สามารถดูดซับอะไรได้มากไปกว่านั้น
"มันมีพลังของพื้นฐานลมปราณ เป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะดูดซับได้เพียงเล็กน้อย… นี่…" สีหน้าของนางเปลี่ยนไป ขณะที่มองไปยังเมิ่งฮ่าว เขามองกลับมาที่นางพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ย ณ ตอนนี้ ไม่มีร่องรอยสีม่วงในดวงตาของเขาแม้แต่เพียงน้อยนิด
เมื่อนางเห็นเช่นนั้น หัวใจของฉู่อวี้เยียนก็เต้นรัว และใบหน้าก็บิดเบี้ยวด้วยความไม่อยากเชื่อ นางรีบตะเกียกตะกายไปด้านหลัง
"เจ้า…"
"ขอบคุณมาก สหายเต๋าฉู่" เขาพูดเสียงเย็นชา ยกมือขึ้น และสิ่งของที่โผล่ออกมาจากถุงแห่งจักรวาลก็ลอยเข้ามาในมือ
มันเป็นก้อนหินผลึก ที่ไม่ใช่ผลึกธรรมดาทั่วไป แต่เป็นหนึ่งในสามของหินลมปราณที่ใหญ่เป็นพิเศษ ซึ่งยังคงเหลืออยู่ในถุงสมบัติของเขา!
ใบหน้าของนางซีดขาว ขณะที่พิงลงไปยังผนังหินด้านหลังด้วยจิตใจหนักอึ้ง ไม่สามารถรู้ได้ว่าทำไมลมปราณม่วงแห่งประจิมถึงได้ล้มเหลว นางรู้สึกได้ว่าเขาฝึกฝนวิชานี้อย่างแน่นอน และสีม่วงในดวงตาของเขาก็ไม่ใช่ของปลอม ถ้ามันใช่ พลังฝึกตนของนางก็ต้องไม่เริ่มเดือดพล่าน หรือ นางก็ไม่สามารถดูดซับพลังจากเขาได้เล็กน้อยเช่นนั้น
ร่างของนางเริ่มสั่นสะท้าน แผนการของนางเมื่อครู่นี้น่าจะสมบูรณ์แบบไร้ข้อบกพร่อง มันก็คือการเล่นพนัน และนางก็มั่นใจว่าเขาได้ติดกับแล้ว เมื่อปลากินเหยื่อ ก็ไม่มีทางที่เขาจะสามารถหนีรอดออกไปได้
แต่ความจริงก็ยังคงอยู่ตรงหน้า จิตใจของฉู่อวี้เยียนสั่นสะท้าน ขณะที่มองไปยังเมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น นางก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ความรู้สึกนี้รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้านั่นเป็นเรื่องราวทั้งหมด มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เมื่อนางสังเกตเห็นหินลมปราณก้อนใหญ่ในมือของเมิ่งฮ่าว ม่านตาของนางก็หดแคบลง มองเข้าไปใกล้ๆ จากนั้นก็เริ่มหอบหายใจออกมา ความไม่อยากจะเชื่อปกคลุมอยู่บนใบหน้า
"นั่นคือ… หินลมปราณระดับสูงพิเศษสุด!"
ตอนที่ 115 เจ้าต้องการออกไปหรือไม่?
เมิ่งฮ่าวมองไปยังฉู่อวี้เยียนสักพัก จากนั้นก็ผลักมือของเขาครูดไปที่ผนังหิน เกิดรอยแผลขึ้นในฝ่ามือ โลหิตไหลซึมออกมา
ฉู่อวี้เยียนอ้าปากค้าง ต่อมา เมิ่งฮ่าวก็ยัดหินลมปราณขนาดใหญ่นั้นเข้าไปในรอยแผล เมื่อนางเห็นเช่นนี้ นางก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดเป็นอย่างมากของเมิ่งฮ่าว แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่ขมวดคิ้วเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเปรียบเทียบกับความเจ็บปวดที่เขารู้สึก ในช่วงที่พิษกำเริบ ความเจ็บปวดในตอนนี้ไม่นับเป็นอย่างไร
เมื่อหินลมปราณฝังเข้าไปในเนื้อบนฝ่ามือ เขาก็รู้สึกถึงเสียงกระหึ่มของแรงระเบิดจากพลังลมปราณไหลเข้าไปในร่าง ดวงตาของเขาสาดประกายราวสายฟ้า
เสาแห่งเต๋าที่ถูกสะกดไว้ของเขาก็เริ่มสั่นขึ้นมาในทันที ดูดพลังลมปราณจำนวนมากมายเข้าไป จากนั้นก็ส่งลมปราณออกมา โคจรหมุนเวียนอยู่ในร่างของเมิ่งฮ่าว
ในตอนนี้เอง ที่แกนทะเลแห่งที่สอง มองไม่เห็นอีกต่อไป จริงๆ แล้ว เหตุผลที่ทำไมวิชาของฉู่อวี้เยียนถึงไม่มีผลต่อเมิ่งฮ่าว ก็เนื่องจากแกนทะเลแห่งที่สองนี้เอง เขาได้ฝึกฝนวิชาลมปราณม่วงแห่งประจิมจริงๆ แต่ก็ฝึกในแกนทะเลแห่งที่สองนี้ ซึ่งไม่มีเสาแห่งเต๋า
ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ทำไมเขาถึงได้ใช้เวลาฝึกนานมาก ขณะที่ฉู่อวี้เยียนได้ดูดซับเพียงแค่พลังของแกนทะเลแห่งที่สองนี้เท่านั้น ซึ่งกล่าวได้ว่ามันมีพลังราวแสงหิ่งห้อยเท่านั้น
ตอนนี้พลังฝึกตนของเขากำลังโคจรไหลเวียน เมิ่งฮ่าวตบลงไปที่ถุงสมบัติ เรียกธวัชสายฟ้าออกมา กลายเป็นกลุ่มหมอกที่มีประจุไฟฟ้าปกคลุมไปทั่วร่าง ทำให้ฉู่อวี้เยียนต้องถอยหลังออกไปไกลกว่าเดิมด้วยใบหน้าซีดขาว นางจ้องไปยังกลุ่มหมอกนั้นอย่างเซื่องซึม จิตใจว่างเปล่า
เมื่อได้รับการคุ้มครองจากกลุ่มหมอก เมิ่งฮ่าวก็ปิดตาลง และโคจรพลังลมปราณต่อไป แรงกดดันในบริเวณนั้นยังคงมีอยู่ แต่ตอนนี้เมิ่งฮ่าวสามารถที่จะรับรู้ถึงการเคลื่อนไหว ของพลังฝึกตนของตัวเองแล้ว
ระดับแรกขั้นรวบรวมลมปราณ ระดับสอง ระดับสาม… ท้ายที่สุด เขาสามารถสัมผัสได้ถึงพลังที่ใกล้เคียงกับระดับเจ็ดขั้นรวบรวมลมปราณ
ดวงตาสาดประกาย เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลุ่มหมอกรอบตัวหมุนวนไปมา รวมตัวกันเป็นธงผืนเล็กๆ จากนั้นเขาก็เก็บเข้าไปในปาก ลุกขึ้นยืน หยิบถุงแห่งจักรวาลขึ้นมา และเอาเม็ดยาวางลงไปในใจกลางฝ่ามือ บาดแผลก็ค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ แข็งตัวกลายเป็นสะเก็ด
สำหรับหินลมปราณ มันยังคงฝังอยู่ข้างในของรอยแผลนั้น ถ้าเขาเอามันออกมา พลังลมปราณของเขาก็จะถูกสะกดไว้อีกครั้ง และเขาก็จะกลายเป็นมนุษย์ธรรมดา ในตอนนี้ พลังทั้งหมดที่เขาสามารถใช้ได้ ก็คือระดับเจ็ดขั้นรวบรวมลมปราณ
โดยไม่สนใจฉู่อวี้เยียน เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงแห่งจักรวาลอีกครั้ง และกระบี่ไม้ก็ลอยออกมา เขากระโดดขึ้นไปยืน และกลายเป็นลำแสงพุ่งขึ้นไปในอากาศ
ภายในรอยแตกที่คล้ายถ้ำ ฉู่อวี้เยียนมองด้วยความตกใจ ขณะที่เขาหายตัวไป จิตใจของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน รู้สึกขมขื่นอยู่ลึกๆ
ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบ ความเงียบนี้ประกอบไปด้วย ความโดดเดี่ยวที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ ซึ่งกระจายออกไปในทุกๆ ที่ กดฉู่อวี้เยียนให้จมลึกลงไป นางหัวเราะออกมาอย่างเงียบๆ นางอยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จัก ในส่วนก้นของปล่องภูเขาไฟ ซึ่งไม่มีใครคิดจะค้นหา นางติดอยู่ในกับดักเหมือนกับคนที่ถูกฝังทั้งเป็นในหลุมฝังศพ
เมิ่งฮ่าวบินไปพร้อมกับกระบี่ไม้ ดวงตาสาดประกาย ในไม่ช้า เขาก็ทิ้งกลุ่มหมอกพวกนั้นอยู่เบื้องหลัง เขาเร่งความเร็วเพิ่มขึ้น ถึงแม้จะไม่มากนัก เขายังคงสามารถใช้พลังของระดับเจ็ดได้เพียงเท่านั้น รวมถึงร่างกายของเขาก็ไม่ได้สมบูรณ์ถึงขีดสุด เมื่อกลุ่มหมอกหายไป เมิ่งฮ่าวก็พบว่าตัวเองกำลังมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวมากมาย
เมื่อเขามองเห็นดวงดาว ความสดใสก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้า แต่จากนั้น ดวงตาของเขาก็หดแคบลง และเขาก็มาถึงจุดสูงสุด แต่ก็ไม่สามารถออกไปจากปากของปล่องภูเขาไฟนี้ได้ ได้แต่ยืนอยู่ที่นั่นมองขึ้นไป
ถ้าเขาไม่ระมัดระวังเมื่อครู่นี้ เขาก็อาจจะมองข้ามเกราะป้องกันที่ค่อนข้างจะโปร่งใส ซึ่งปกคลุมปากของปล่องภูเขาไฟนี้ไว้ มันเป็นเวทผนึกอย่างหนึ่ง ดวงตาเมิ่งฮ่าวแวบขึ้น ขณะที่หยิบกระบี่บินออกมาจากถุงแห่งจักรวาล ด้วยการโบกสะบัดแขนเสื้อ เขาก็ส่งมันพุ่งตรงไปที่เกราะป้องกันนั้น
ทันทีที่มันพุ่งเข้าไปในเกราะป้องกัน กระบี่เล่มนั้นก็กลายเป็นฝุ่นธุลีในทันใด ไม่มีเสียงดังออกมา
เมิ่งฮ่าวมองสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ความเคร่งเครียดปรากฎขึ้นบนใบหน้า เขาพ่นธวัชสายฟ้าออกมา มันเปลี่ยนร่างเป็นกลุ่มหมอก พุ่งตรงไปยังเกราะเวท หมอกสายฟ้าสามารถต่อต้านพลังของพื้นฐานลมปราณ แต่เมื่อมันพุ่งเข้าไปในเกราะเวท มันก็ไม่สามารถทะลุผ่านออกไปได้ และเริ่มแสดงท่าทีว่าอาจจะถูกทำลายไป
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เมิ่งฮ่าวรีบเรียกธวัชสายฟ้ากลับมา เพียงชั่วพริบตา รอยร้าวหลายจุดก็ปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของธวัชสายฟ้านั้น
"เป็นไปได้หรือไม่ว่า ผู้คนสามารถผ่านเข้ามาได้ แต่ออกไปไม่ได้? แม้แต่ธวัชสายฟ้าก็ยังทะลุผ่านไม่ได้ ข้าสงสัยนักว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าข้าวิ่งเข้าไปในเกราะเวทนี้…" เขาขมวดคิ้ว สามารถมองเห็นกลุ่มดาวมากมายที่ด้านนอกของปล่องภูเขาไฟ แต่เกราะเวทนี้ก็ปิดกั้นทางออกของเขาไป
ดวงตาเขาสาดประกาย บินกลับลงไปด้วยกระบี่ไม้ ในไม่ช้าก็ร่อนลงไปยังพื้นที่มีหมอกเลือนลางของปล่องภูเขาไฟ เขามองไปรอบๆ จากนั้นก็เดินไปยังส่วนที่มีก้อนหิน หลังจากนั้นชั่วครู่ เขาก็บินกลับขึ้นไป พร้อมกับอสรพิษหลากสียาวประมาณหนึ่งจ้างอยู่ในมือ
อสรพิษบิดตัวม้วนไปมา แยกเขี้ยวที่มีหยดของน้ำลายพิษออกมา แต่เมิ่งฮ่าวก็จับไปที่ด้านหลังศีรษะของมัน ทำให้มันไม่สามารถกัดเขาได้
กลับไปยังเกราะเวท เขาโยนอสรพิษตรงเข้าไป เมื่ออสรพิษนั้นกระแทกไปที่เกราะเวท ร่างก็ของมันก็กลายเป็นหมอกโลหิตและเศษเนื้อ โครงกระดูกที่สมบูรณ์ของอสรพิษตัวนั้น ตกลงไปในกลุ่มหมอกด้านล่าง
เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และมองไปที่เกราะเวท ความหวาดกลัวปรากฎขึ้นบนใบหน้า จากนั้นเขาก็แค่นเสียงเย็นชาออกมา และตบไปที่ถุงแห่งจักรวาลด้วยมือขวา กระบี่บิ่นจำนวนมากมายปรากฎขึ้น เขาขยับนิ้ว และกระบี่บินก็พุ่งตรงไปยังผนังหิน เสียงระเบิดดังออกมา เมื่อกระบี่ขุดเป็นหลุมอยู่ข้างในผนังหิน แต่ขณะที่กระบี่ขุดเข้าไปข้างใน เสียงที่ดังออกมาก็คล้ายกับทองคำกระแทกกับโลหะ เมิ่งฮ่าวมองเข้าไปในหลุมลึก จากนั้นก็มองไปรอบๆ ผนังหิน
ก้อนหินเป็นสีเขียวเข้ม และปกคลุมไปด้วยเครื่องหมายเวทอาคมที่ส่องแสงริบหรี่ออกมา เห็นได้ชัดว่ามันถูกคุ้มกันด้วยเวทปกป้อง
เมิ่งฮ่าวถอนหายใจออกมา เขาพยายามอีกหลายวิธี แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม ในที่สุด เขาก็ขุดหลุมเล็กๆ เข้าไปในผนังหิน และนั่งลงขัดสมาธิ มองขึ้นไปยังเกราะเวทด้านบนอย่างเงียบๆ
เขานั่งอยู่เช่นนั้นนานเจ็ดวัน ในช่วงนั้นเขาพยายามอีกหลายวิธีที่จะทำลายเกราะเวท แต่ไม่สำเร็จแม้แต่วิธีเดียว เวลาผ่านไปอีก ในที่สุด หนึ่งเดือนก็ผ่านไป
เขาติดกับอยู่ในเกราะเวท แต่ด้านล่างที่ก้นของปล่องภูเขาไฟ ฉู่อวี้เยียนไม่รู้เรื่องนี้ นางคิดว่าเขาจากไปนานแล้ว
ในวันแรก นางนั่งอยู่ด้านนอก สองแขนโอบกอดไปรอบๆ ขาทั้งสองอย่างอ่อนล้า นางดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากหญิงสาวที่งดงามก่อนหน้านี้ ตอนนี้นางดูเหมือนบุปผาที่แห้งเหี่ยวโรยรา
เมื่อถึงวันที่สาม นางนั่งอยู่ในถ้ำมองออกไป ดวงตามีแต่ความสับสน ใบหน้าซีดขาว
วันที่สาม ห้า แปด… ไม่ช้าก็ถึงวันที่สิบ และจากนั้นก็สิบสามวันผ่านไป ความสับสนในดวงตาของนางเพิ่มมากขึ้น และนางก็เริ่มหิวมากขึ้น และมากยิ่งขึ้น ร่างกายเริ่มเย็นลง รู้สึกราวกับว่ามีนางเพียงผู้เดียวที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ รู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเมิ่งฮ่าวอยู่ที่นี่ ความรู้สึกนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ นางเพียงแค่เกลียดชังเขาเป็นอย่างมาก ถึงขั้นที่อยากจะให้เขาตกตายไปอย่างอนาถ
แต่สิบสามวันหลังจากที่เขาหายตัวไป ความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย ล้อมตัวนางไว้ราวกับปากขนาดใหญ่ยักษ์ พร้อมที่จะกลืนกินนางลงไปได้ทุกเมื่อ
ตอนนี้นางมั่นใจว่า ไม่มีทางที่จะหลบหนีออกไปจากสถานที่นี้ได้อย่างแน่นอนแล้ว มิเช่นนั้นสำนักจื่อยิ่นต้องค้นหานางพบเรียบร้อยแล้ว แต่… ในไม่ช้า มันก็ผ่านไปหนึ่งเดือน และไม่มีใครมาหานาง จึงมีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้
ยี่สิบสามวันผ่านไป จากนั้นก็ยี่สิบหก ความหวาดกลัวในจิตใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบสงัดที่รายล้อมอยู่รอบตัว ร่างของนางสั่นสะท้าน และรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างที่สุด ในส่วนลึกของความเงียบ ทำให้นางรู้สึกราวกับว่ากำลังตกอยู่ในภาพลวงตาบางอย่าง นางรู้สึกเหมือนกับมีเงาร่างนับไม่ถ้วนเดินไปมารอบๆ ตัว นางสั่นสะท้าน ในตอนนี้ นางไม่ใช่ผู้ถูกเลือกแห่งสำนักจื่อยิ่นอีกต่อไป นางเป็นเพียงหญิงสาวอายุเยาว์ที่อ่อนแอธรรมดานางหนึ่ง
นางกัดฟันแน่น ไม่ยอมให้มีเสียงใดๆ หลุดรอดออกมาแม้แต่น้อย และไม่ยอมหลั่งน้ำตาออกมาด้วยเช่นกัน
ตลอดช่วงหนึ่งเดือนนี้ เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ใต้เกราะเวท ภายในการคุ้มกันของกลุ่มหมอกสายฟ้า เขาได้ใช้ความคิดทุกๆ อย่างที่สามารถคิดออกมา เพื่อจะทำลายเกราะเวทนี้ แต่มันก็ยังคงอยู่ที่นั่นเหมือนเดิม ดูเหมือนว่าแม้แต่เสียงของเขาก็ไม่สามารถผ่านทะลุออกไป แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด เนื่องจากเขาไม่เคยเห็นแม้แต่คนเดียวในท้องฟ้าด้านบน
ในที่สุด คืนวันหนึ่ง เมฆดำปกคลุมเต็มท้องฟ้า และฝนก็เริ่มกระหน่ำตกลงมา น้ำฝนตกผ่านเกราะป้องกัน หยดไปบนกลุ่มหมอกสายฟ้าของเขา
ทันใดนั้น เสียงกระหึ่มของฟ้าคำรามก็ดังออกมา ตามด้วยสายฟ้าฟาดลงมา เมื่อมันเกิดขึ้นเช่นนี้ ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็หดแคบลง เขามองไปที่เกราะเวทอย่างละเอียด หลังผ่านไปชั่วครู่ สายฟ้าอีกเส้นก็ฟาดลงมา ดวงตาของเมิ่งฮ่าวเริ่มส่องประกาย
เขาสังเกตเห็นว่า ทุกๆ ครั้งที่สายฟ้ากระแทกลงมา เกราะเวทนี้จะสั่นเป็นระลอกคลื่น
"สายฟ้าส่งผลต่อมัน… ถ้าสายฟ้าฟาดลงมามากขึ้น อาจจะทำให้เกราะเวทนี้เปิดออกได้" จิตใจของเขาเริ่มเต้นรัว กระบี่บินโลหะมากมายปรากฎขึ้น เขาโยนพวกมันออกไป หวังว่าจะสามารถใช้พวกมันล่อสายฟ้า
แต่ในที่สุด ฟ้าร้อง และสายฝนก็หายไป ท้องฟ้าเริ่มสดใสขึ้นอีกครั้ง เขาไม่สามารถล่อสายฟ้ามาได้แม้แต่สายเดียว อย่างไรก็ตาม ความหวังก็ลุกโชนอยู่ในดวงตาของเขาในตอนนี้
"ข้าไม่สามารถล่อสายฟ้าลงมาได้ อาจจะเป็นเพราะเกราะเวทนี้ ถ้าสามารถหาวิธีบังคับให้สายฟ้าฟาดลงมา ก็จะเปิดเกราะป้องกันนี้ได้… ข้าต้องการของบางอย่างที่ล่อมันได้ ข้าต้องการ… อืม…"
แสงแห่งความคิดแวบขึ้นมา เขาหยิบชิ้นส่วนกระดองเต่าออกมาจากถุงแห่งจักรวาล นี่เป็นสูตรสำหรับเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์
เขามองไปที่มันอย่างละเอียดชั่วขณะ จากนั้นดวงตาก็เริ่มส่องประกายเจิดจ้ามากขึ้น เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"การสร้างพื้นฐานสมบูรณ์ไม่ได้รับการยินยอมจากสวรรค์ และจะไปกระตุ้นทัณฑ์แห่งสายฟ้า…"
เขาเก็บกระดองเต่าไว้ และนั่งครุ่นคิดใคร่ครวญอยู่ที่นั่นชั่วครู่ หลังจากเวลาผ่านไป ร่างของเขาก็แวบตรงไปยังกลุ่มหมอกด้านล่าง ในไม่ช้าเขาก็มาถึงก้นของปล่องภูเขาไป และฉู่อวี้เยียน
เขามองไปที่นาง ซึ่งเต็มไปด้วยความสับสนบนใบหน้าซีดขาว
เมื่อนางมองเห็นเขา ก็พูดขึ้นมาในทันที "เจ้า…"
"เจ้าเป็นศิษย์ของเจ้าโอสถจอมปีศาจ" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา "เจ้ารู้เรื่องการปรุงยาหรือไม่?"
นางพยักหน้าอย่างเงียบๆ
"เจ้าต้องการออกไปหรือไม่?!" ดวงตาของเขาสาดประกาย ขณะที่คำพูดนั้นกระทบเข้าไปในหูของนาง ร่างของฉู่อวี้เยียนก็เริ่มสั่นสะท้าน อย่างช้าๆ ความมีชีวิตชีวาก็เริ่มซึมกลับเข้าไปในดวงตาของนาง
ตอนที่ 116 ขุมทรัพย์แห่งเซียน!
"มีเกราะเวทอยู่ด้านบน ทำให้ไม่สามารถออกไปได้" เขากล่าวด้วยเสียงเย็นชา "ข้าไม่สามารถทำลายมัน แต่หลังจากสังเกตมาหนึ่งเดือน ก็พบว่าสายฟ้าสามารถโยกคลอนมันได้"
ดวงตาของฉู่อวี้เยียนไม่เต็มไปด้วยความสับสนอีกต่อไป แต่ส่องประกายด้วยแสงแห่งชีวิต และมีเสน่ห์อยู่เล็กน้อยขึ้นแทนที่
เมิ่งฮ่าวยกมือขึ้นไปในอากาศ และทำท่าคว้าจับ อสรพิษก็ส่งเสียงร้องลอยตรงมา เขาจับมันไว้อย่างช่ำชองชำนาญ กดนิ้วลงไปยังจุดที่อ่อนแอบนศีรษะของมัน
จับอสรพิษถือไว้ในมือ เขามองไปที่ฉู่อวี้เยียนด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยไม่มีการอธิบายใดๆ เขาเดินตรงไป และโอบไปรอบๆ เอวที่อ่อนนุ่ม ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ และเนื่องจากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ทำให้มือของเมิ่งฮ่าววางไปบนผิวกายของนางโดยตรง
ร่างของเขาแวบขี้นขณะที่กระบี่บินอยู่ใต้เท้าพุ่งขึ้นไป พาฉู่อวี้เยียนไปด้วย พวกเขาพุ่งขึ้นไป ทะลุกลุ่มหมอกออกไป และในที่สุด ก็มาถึงเกราะเวท เมิ่งฮ่าวโยนอสรพิษไปที่มัน ฉู่อวี้เยียนไม่หลบสายตา มองไปขณะที่ร่างของอสรพิษกลายเป็นหมอกควันของโลหิต และจากนั้นกระดูกสีขาวโพลนอันน่ากลัวก็ตกลงไปด้านล่าง สีหน้าของนางส่องประกาย
เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงสมบัติ และกระบี่บินสิบเล่มก็ปรากฎ พวกมันกลายเป็นลำแสงขณะที่พุ่งตรงออกไป และต่อมาก็กลายเป็นเถ้าธุลี
หลังจากที่ทำสิ่งนี้ทั้งหมด เมิ่งฮ่าวก็จ้องไปที่นางด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นก็โอบกอดนางจนแน่น บินกลับลงมายังก้นของปล่องภูเขาไฟ
การถูกโอบกอดโดยเมิ่งฮ่าวทำให้นางรู้สึกแปลกๆ เมื่อพวกเขาก้าวเท้าไปบนพื้น นางก็ถอยไปด้านหลังหลายก้าว "เจ้าต้องการเม็ดยาอะไร?" นางถามเสียงราบเรียบ
"เม็ดยาเจ็ดสายฟ้า" เขากล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม
"เม็ดยาเจ็ดสายฟ้า?" นางกล่าวพร้อมขมวดคิ้ว นางไม่เคยได้ยินชื่อเม็ดยาเช่นนี้มาก่อน
"ข้าได้สูตรมันมาจากสถานที่โบราณแห่งหนึ่ง มันสามารถกระตุ้นสายฟ้าจากสวรรค์ได้ ถ้าเจ้าสามารถปรุงมัน พวกเราก็สามารถไปจากสถานที่นี้ได้"
เขาไม่พูดอะไรเพิ่ม ปล่อยให้นางชั่งน้ำหนักถึงผลได้ผลเสียด้วยตัวเอง การอธิบายเพิ่มเติม ก็จะทำให้มีคำถามเพิ่มตามมา และเขาก็ไม่ต้องการให้นางเริ่มคิดในทางเช่นนั้น
นางนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ในที่สุดก็กล่าวขึ้น "การปรุงเม็ดยา ข้าต้องใช้เตาปรุงยา" ถึงแม้นางจะไม่เคยได้ยินชื่อเม็ดยาเจ็ดสายฟ้ามาก่อน แต่นางก็ได้เห็นเกราะเวทนั้นด้วยสองตาตัวเอง
เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงสมบัติ และเตาปรุงยาเล็กๆ ก็ปรากฎขึ้น มีขนาดเท่าฝ่ามือ นี่เป็นสิ่งที่เขาได้มาจากถุงสมบัติของซ่างกวนซิว ซึ่งมันได้เตรียมไว้เพื่อตั้งใจจะปรุงยาด้วยตัวของมันเอง
"เตาหยกเจ็ดดาว!" เมื่อฉู่อวี้เยียนมองไปที่เตาปรุงยานั้น ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความตกใจ นางรู้จักเตาปรุงยาชนิดนี้ คุณสมบัติของมันเกินกว่าเตาปรุงยาทั่วไป และมีค่ามากเป็นอย่างยิ่ง นางมองกลับไปยังเมิ่งฮ่าว "นอกจากเตาปรุงยาแล้ว ข้ายังต้องใช้ไฟจากสวรรค์ และปฐพี"
เมิ่งฮ่าวยกมือขึ้น และกระบี่ไม้สองเล่มก็ปรากฎในทันที พวกมันแทงลงไปในพื้นดิน หมุนเป็นเกลียวลงไปยังพื้นโลก ผ่านไปสักพัก จากนั้นเสียงดังก้องก็ได้ยินออกมา ลมร้อนพุ่งออกมา ตามด้วยกระบี่ไม้สองเล่ม จากภายในของหลุมขนาดฝ่ามือ ที่สร้างขึ้นจากระบี่ไม้สองเล่มนั้น เปลวไฟพุ่งขึ้นมา นี่คือเปลวไฟแห่งปฐพี
พวกเขาอยู่ในปล่องภูเขาไฟ และก็กลายเป็นว่าภูเขาไฟนี้ยังไม่ได้ดับลงไปทั้งหมด เมิ่งฮ่าวได้สำรวจข้างในพื้นที่แห่งนี้ หลังจากที่พลังฝึกตนของเขาได้กลับคืนมา และค่อนข้างมั่นใจเจ็ดถึงแปดในสิบส่วนเกี่ยวกับเรื่องนี้
"เจ้ามีเตาปรุงยา และไฟแห่งปฐพีแล้ว" เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ "เจ้าต้องการอะไรอีก?"
ฉู่อวี้เยียนมองไปยังหลุมที่มีเปลวไฟพุ่งขึ้นมา สัมผัสถึงความร้อนของเปลวไฟ จากนั้นก็มองไปที่เตาปรุงยาในมือของเมิ่งฮ่าว นางต้องยอมรับอย่างช่วยไม่ได้ว่า สถานที่นี้ช่างเหมาะสมต่อการปรุงยาเป็นอย่างยิ่ง
"ข้าต้องฟื้นฟูพลังฝึกตนของข้าบางส่วน" นางกล่าว ดวงตาส่องประกาย
เขาจ้องไปที่นางอย่างเย็นชา จากนั้นก็ยกมือขึ้น หินลมปราณระดับต่ำก็พุ่งตรงไปที่เบื้องหน้านาง พลังลมปราณของนางเหมือนจะพุ่งขึ้นมา ขณะที่คว้าจับไปที่หินลมปราณในอากาศด้วยสองมืออันละเอียดอ่อน
นางกัดฟันแน่น จากนั้นก็ทำตามตัวอย่างที่เคยเห็นมาจากเมิ่งฮ่าว กระแทกฝ่ามือไปบนก้อนหินที่อยู่ใกล้ๆ ให้เปิดออกเป็นแผล ความเจ็บปวดทำให้ใบหน้าซีดขาว และร่างก็สั่นสะท้าน กัดฟันจนแน่น เอาหินลมปราณใส่เข้าไปในบาดแผลนั้น
จากนั้นก็นั่งลงขัดสมาธิ เริ่มโคจรพลังลมปราณ ครึ่งชั่วยามผ่านไป นางก็ลืมตาขึ้น พลังฝึกตนของนางก็กลับคืนมาอยู่ที่ระดับสอง หรือสามขั้นรวบรวมลมปราณ
"เอาสูตรปรุงยามาให้ข้า" นางกล่าว ลุกขึ้นยืน "ข้าต้องใช้ถุงสมบัติด้วยเช่นกัน" ผิวหนังของนางคืนสภาพกลับมาด้วยพลังฝึกตน ตอนนี้มันเป็นเงางาม ส่องประกายอันนุ่มนวลอ่อนโยนออกมา นางมองไปยังเมิ่งฮ่าว
เขาดึงแผ่นหยกออกมา วางไปตรงช่องว่างระหว่างคิ้ว จากนั้นก็โยนไปให้ฉู่อวี้เยียน ต่อมา ก็หยิบต้นสมุนไพรหลายชนิดออกมายื่นส่งให้
"เม็ดยาเจ็ดสายฟ้า ต้องใช้เจ็ดเม็ดยารองเป็นส่วนผสม แผ่นหยกนี้แสดงถึงวิธีปรุงยาหนึ่งในเจ็ด มีวัตถุดิบเพียงพอที่จะปรุงขึ้นมาสองเม็ด นั้นคือสิ่งที่มีทั้งหมด ดังนั้นเจ้ามีโอกาสเพียงสองครั้ง ถ้าเจ้าล้มเหลว พวกเราก็ไม่มีความหวังที่จะจากไป"
เขาโยนเตาปรุงยา พร้อมกับถุงสมบัติที่ว่างเปล่าไปให้นาง โดยไม่พูดอะไรออกมาอีก เขานั่งลงขัดสมาธิอยู่นอกถ้ำ ปิดตาลงเข้าฌาณ
ฉู่อวี้เยียนขมวดคิ้ว นางยกเตาปรุงยาขึ้นอย่างเงียบๆ และเอาต้นสมุนไพรเก็บเข้าไปในถุงสมบัติ ต่อมา ก็ไปอยู่ใกล้กับเปลวไฟที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน และศึกษาเปลวไฟนั้นเล็กน้อย จากนั้น ก็นั่งลงขัดสมาธิ และเริ่มวิเคราะห์แผ่นหยก
เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น และมองไปที่นางสักพักก่อนที่จะปิดตาลงอีกครั้ง
เม็ดยาเจ็ดสายฟ้าที่เขาได้ขอให้นางช่วยปรุงให้ จริงๆ แล้วก็คือเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์นั่นเอง ต้องปรุงเม็ดยานี้เท่านั้น ถึงจะมีความหวังที่จะดึงดูดทัณฑ์สายฟ้าจากสวรรค์ได้ และก็มีโอกาสที่จะเปิดเกราะเวทนั้นออกไปได้
ขณะที่ฉู่อวี้เยียนเริ่มปรุงยานี้ นางอาจจะเริ่มสงสัยขึ้นมา แต่เมิ่งฮ่าวก็ไม่สนใจเรื่องนี้ เม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์จำเป็นต้องใช้เจ็ดเม็ดยารอง ขาดไปเพียงหนึ่งเม็ดก็ไม่สามารถปรุงได้สำเร็จ และเม็ดยารองก็ไร้ประโยชน์ด้วยตัวของมันเอง มันจะมีผลก็ต่อเมื่อรวมเข้าด้วยกัน
เมิ่งฮ่าวมีสองเม็ดยารองอยู่ในครอบครอง และแน่นอนว่า ฉู่อวี้เยียนไม่สามารถปรุงพวกมันขึ้นมาได้
"มีสิ่งแปลกๆ อยู่มากมายในสถานที่นี้" เขาคิดในใจ "ข้าต้องฟื้นพลังฝึกตนให้มากกว่านี้ ข้าควรจะไปตรวจดูรอบๆ โดยเฉพาะที่ทะเลสาบแห่งโลหิตนั่น"
ผ่านไปสักพัก เขาลุกขึ้นยืน โดยไม่สนใจฉู่อวี้เยียน ซึ่งกำลังนั่งศึกษาแผ่นหยกอยู่ในตอนนี้ เขาเดินตรงหายลับตาไปในกลุ่มหมอก
ฉู่อวี้เยียนจ้องมองขณะที่เขาจากไป จากนั้นก็มองกลับลงไปยังหินลมปราณที่ฝังอยู่ในเนื้อบนฝ่ามือ
"หินลมปราณระดับต่ำ ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นตราประทับของข้าได้… อย่างน้อยที่สุด ข้าต้องการหินลมปราณระดับกลาง ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ข้าก็ยังไม่มั่นใจถึงผลลัพธ์ของมันอย่างเต็มที่ ผ่านไปมากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว ก็ยังไม่มีใครจากสำนักมาถึงที่นี่เลย ซึ่งก็พิสูจน์ได้ว่า เกราะเวทนั้นสามารถสะกดได้ทุกอย่าง อืม ข้าคงต้องปรุงเม็ดยาเจ็ดสายฟ้าให้มัน ซึ่งเป็นเพียงโอกาสเดียวที่จะออกไปจากที่นี้ได้"
ด้วยการถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา นางก็ตรวจสอบแผ่นหยกต่อไป นางทำอย่างเคร่งเครียดจริงจังมากกว่าที่เคยทำ ในการศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างกับอาจารย์ในสำนักที่ผ่านมา
เจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมิ่งฮ่าวไม่ได้กลับมาที่ถ้ำ แต่นั่งขัดสมาธิอยู่ในถ้ำที่เขาขุดออกมาจากผนังหิน เหนือขึ้นไปจากชายฝั่งของทะเลโลหิตหนึ่งร้อยจ้าง
เบื้องหน้าเขาเป็นต้นชุนชิวสิบต้น ใบหน้าเขาซีดขาว และร่างกายก็สั่นสะท้าน ในมือมีต้นชุนชิวอยู่อีกหนึ่งต้น เขาเปิดตาขึ้น และถอนหายใจยาวออกมา
ลมหายใจที่เขาปล่อยออกมา กลายเป็นดอกไม้สามสี ซึ่งดูเหมือนใบหน้าปีศาจ มันยิ้มอย่างดุร้าย และจากนั้นก็ค่อยๆ จางหายไปช้าๆ
เขามองกวาดผ่านต้นไม้ทั้งสิบตรงหน้า ก่อนหน้านี้สักพัก พิษกำเริบขึ้นมา และเขาก็ใช้ต้นชุนชิวสะกดมันไว้ได้สำเร็จ "ต้นชุนชิวสามารถสะกดพิษในตัวข้าได้จริงๆ"
เขาโบกสะบัดแขนเสื้อ รวบรวมต้นที่เหลือ ปรับพลังฝึกตน จากนั้นก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง และมองไปยังทะเลสาบโลหิต ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"สถานที่นี้แปลกประหลาดจริงๆ ราวกับว่ามันถูกผนึกไว้ ยิ่งไปกว่านั้น มันมีทะเลสาบโลหิตนี้… ข้าติดอยู่ที่นี่มาสองเดือน และนอกจากครั้งแรกที่พวกเรามาที่นี่ ไม่มีประสบการณ์รับรู้ถึงอันตรายอย่างแท้จริง ข้าไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ ข้าควรจะเตรียมตัวในกรณีที่ฉู่อวี้เยียนปรุงยาไม่สำเร็จ ที่นี่เป็นสถานที่แปลกประหลาดมากที่สุด ในพื้นที่ทั้งหมดนี้"
"จริงๆ แล้ว ข้ารู้สึกว่าเหตุผลที่สถานที่นี้ถูกผนึกไว้ มันต้องเริ่มมาจากบางอย่างในทะเลสาบโลหิตนี้อย่างแน่นอน" เขายืนขึ้นช้าๆ และเดินออกไปนอกถ้ำ พ่นธวัชสายฟ้าออกมา กลายเป็นกลุ่มหมอกที่เต็มไปด้วยประจุไฟฟ้าปกคลุมไปรอบตัว จากนั้นก็เริ่มเข้าไปใกล้ทะเลสาบโลหิตอย่างช้าๆ
เมื่อเขาก้าวเท้าเข้าไปในพื้นที่หนึ่งร้อยจ้างรอบๆ ชายฝั่ง ระลอกคลื่นก็ปรากฎขึ้นบนผิวน้ำที่เรียบสงบนั้น ดวงตาเขาส่องประกาย และเดินเข้าไปอีก
ยิ่งเขาเข้าไปใกล้มากเท่าไหร่ ระลอกคลื่นก็ปรากฎขึ้นมากเท่านั้น เสียงกระหึ่มดังออกมา และแท่นบูชาหินสีเขียวเข้มก็ปรากฎขึ้นอย่างช้าๆ เกิดเป็นคลื่นพลุ่งพล่านปั่นป่วน เมื่อมันลอยสูงจากพื้นผิวของทะเลสาบ ตั้งอยู่บนหลังของร่างโลหิตมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งมีใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมาน แท่นบูชาลอยสูงขึ้น และสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
บัลลังก์ที่วางบนแท่นบูชานั้น นั่งไว้ดวยซากศพที่สวมหน้ากาก มากกว่าครึ่งของแท่นบูชาลอยขึ้นมาจนมองเห็นได้
เมิ่งฮ่าวหยุดเดิน และก้าวถอยหลังออกไปช้าๆ เขาพบว่าถ้าทำเช่นนี้ แท่นบูชาก็จะหยุดการลอยขึ้นไป จากนั้นก็เริ่มจมลงไปอย่างช้าๆ
"น่าสนใจนัก" เมิ่งฮ่าวกล่าว ดวงตาวาววับ เขาหยุดการเดินถอยหลัง จากนั้นก็เดินข้างหน้าช้าๆ เมื่อเขาเข้าไปใกล้ บุรุษ และสตรีที่ค้ำแท่นบูชานั้นก็เริ่มส่งเสียงร้องครวญครางออกมา แท่นบูชาลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ในที่สุด แท่นบูชาที่สูงห้าสิบจ้างก็โผล่ขึ้นมาจากทะเลสาบทั้งหมด
เมิ่งฮ่าวหยุดเดิน มองลงไป เขาสามารถเห็นบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตซุกซ่อนอยู่ในทะเลสาบ
ถึงแม้ว่ามันปรากฎขึ้น ราวกับว่าแท่นบูชากำลังถูกยกขึ้นไปโดยบุรุษ และสตรีกลุ่มนั้น แต่จริงๆ แล้ว แท่นบูชานั้นถูกดันขึ้นไปโดยสิ่งที่แฝงตัวอยู่ในส่วนลึกของทะเลสาบมากกว่า
เมิ่งฮ่าวที่มีกลุ่มหมอกสายฟ้ารายล้อม ยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ สักพัก จากนั้นเขาก็เดินตรงไป ผ่านเข้าไปยังเขตสิบจ้างที่อยู่รอบทะเลสาบ แท่นบูชาถูกยกขึ้นไป ทันใดนั้น ศีรษะขนาดใหญ่มหึมาก็พุ่งขึ้นมาจากทะเลสาบโลหิต แท่นบูชาวางอยู่ด้านบนสุดของศีรษะนั้น!
มันมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งร้อยจ้าง และมีสีเขียวเข้ม นี่ไม่ใช่ศีรษะของสิ่งมีชีวิต มันก่อตัวขึ้นมาจากก้อนหิน เมื่อเมิ่งฮ่าวเดินเข้าไปถึงชายหาดของทะเลสาบโลหิต ศีรษะนั้นก็ลอยขึ้นมาจนมองเห็นได้ทั้งหมด
โลหิตไหลออกมาจากทวารทั้งหมดบนใบหน้านั้น ซึ่งบิดเบี้ยวด้วยความน่าสยดสยอง ปากของมันเปิดออก และเสียงอันยิ่งใหญ่คร่ำครึโบราณก็ดังออกมา
"ชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์ ขุมทรัพย์เซียนโลหิต เข้ามายังทะเลเลือดของข้า เก้าเปิดออกในดินแดนด้านใต้ และจะรับรู้กันไปทั่ว บุคคลแรก… จะได้รับสายเลือดแห่งเซียนโลหิต!"
เสียงนี้ดังเข้าไปในศีรษะของเมิ่งฮ่าวโดยตรง เกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังก้องไปทั่ว
ตอนที่ 117 การลงโทษเล็กๆ น้อยๆ
มีเพียงเมิ่งฮ่าวเท่านั้นที่ได้ยินเสียงนี้ ไม่มีใครสามารถสัมผัสถึงมันแม้แต่น้อย แม้แต่ฉู่อวี้เยียนที่อยู่ในปล่องภูเขาไฟพร้อมกับเมิ่งฮ่าว ก็ไม่ได้ยินด้วยเช่นกัน
ขณะที่เสียงดังอยู่ในจิตใจ ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็เข้มข้นขึ้น
"ชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์… อย่าบอกนะว่า พวกเราอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับวิหารโบราณไท่เอ้อร์!? ขุมทรัพย์แห่งเซียนโลหิต เซียน…" เมิ่งฮ่าวตกใจ เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับระดับขั้นต่างๆ ทั้งหมดของการฝึกตน หลังจากวิญญาณแรกก่อตั้ง ก็เป็นตัดวิญญาณ จากนั้นก็ค้นหาเต๋า และในที่สุดก็เป็นเซียนอมตะ
แต่ในหมื่นปีที่ผ่านมา มีเพียงเจ็ด หรือแปดคนเท่านั้นที่สำเร็จไปถึงขั้นนั้นได้ แม้แต่การบรรลุขั้นค้นหาเต๋าก็หาได้ยากเย็นยิ่ง
"ขุมทรัพย์แห่งเซียนโลหิต คนผู้นั้นเพียงแค่เรียกตัวเองว่าเซียน หรือว่าจริงๆ แล้วมันได้บรรลุถึงขั้นเซียนอมตะไปแล้ว… ?" ถึงตอนนี้แม้เขาจะตื่นเต้น แต่ทันใดนั้นก็คิดไปถึงการต่อสู้ระหว่าง ปรมาจารย์เอกะเทวะ และเทียนจีซ่างเหริน และสองคำที่เคยได้ยินมา หลีเซียน (เซียนรุ่งอรุณ)
ดวงตาเขาสาดประกายเมื่อมองไปยังศีรษะที่ใหญ่โต และปากที่เปิดอยู่ ซึ่งดูเหมือนอุโมงค์มากกว่า การเข้าไปข้างใน คงจะหมายถึงการเริ่มต้นของการแสวงหาขุมทรัพย์นั้น
"เก้าเปิดออกในดินแดนด้านใต้ และจะรับรู้กันไปทั่ว มันหมายความว่า… ถ้าเมื่อไหร่ที่ข้าก้าวเข้าไปข้างใน ทางเข้าสู่ขุมทรัพย์อื่นอีกเก้าแห่งก็จะเปิดออกในโลกภายนอก? จากนั้นฟ้าดินก็จะเปลี่ยนสี และทุกคนก็จะรู้เรื่องนี้?" เขาลังเล จ้องไปยังปากที่เปิดอยู่นั้น ครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้ม
"มันต้องเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน ต้องมีทางเข้าเก้าแห่ง ที่ให้ผู้คนเข้ามาค้นหาขุมทรัพย์ ในกลุ่มคนที่เข้ามา มีเพียงคนเดียวที่จะได้ขุมทรัพย์แห่งเซียนโลหิตไป… ดังนั้น ต้องมีสถานที่อีกเก้าแห่งเหมือนกับที่นี่ ถ้าหนีงแห่งเปิดขึ้น ทั้งหมดก็จะเปิดตามไปด้วย ข้าสงสัยว่าถ้ามีใครเปิดมันขึ้นมาก่อน…"
ทันใดนั้น เขาก็มองไปรอบๆ ชายฝั่งของทะเลสาบ ซึ่งเต็มไปด้วยกระดูกสีขาวดูน่ากลัว กระจัดกระจายไปทั่ว กระดูกหลายชิ้นเป็นส่วนศีรษะ และเป็นมนุษย์
กระโหลกศีรษะเหล่านั้นได้แสดงให้เห็นว่า มันได้อยู่ที่นี่มานานหลายปีแล้ว บางทีอาจจะเป็นเพราะความแปลกประหลาดของสถานที่นี้ พวกมันจึงไม่ได้กระจายหายไป แต่ยังคงอยู่ที่นี่ตลอดเวลา
ไม่ว่ายังไง เมิ่งฮ่าวก็ไม่มีทางจะรู้ว่า กระดูกเหล่านี้ได้อยู่ที่นี่มานานเท่าไหร่แล้ว และไม่รู้เช่นกันว่า พวกมันเป็นผู้ที่เข้ามาที่นี่ภายหลัง หรือเป็นกลุ่มคนที่ถูกสังเวยเมื่อสร้างสถานที่นี้ขึ้นมาในครั้งแรก
เขาคิดอยู่สักพัก และในที่สุดก็ตัดสินใจยังไม่เข้าไปในปากทางเข้านั้น เขาเดินถอยหลังกลับไปช้าๆ เมื่อทำเช่นนั้น ศีรษะใหญ่มหึมานั้นก็ค่อยๆ จมกลับลงไปในทะเลสาบ ตามด้วยแท่นบูชาอย่างช้าๆ เมื่อเขาเดินไปถึงตำแหน่งหนึ่งร้อยจ้าง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสงบเหมือนเดิม
ขณะที่เขาเดินถอยหลัง ก็โบกสะบัดแขนเสื้อ เพื่อรวบรวมกระดูกหลายชิ้น เก็บเข้าไปในถุงสมบัติ จากนั้นก็ยืนอยู่ที่นั่น มองไปยังทะเลสาบโลหิตชั่วครู่ ก่อนที่จะหันหลัง และจากไป
ในไม่ช้า เขาก็กลับมายังด้านนอกรอยแตกที่คล้ายถ้ำ ซึ่งมีฉู่อวี้เยียนอยู่ภายใน ใบหน้านางซีดขาว และกำลังเพ่งสมาธิไปที่เตาปรุงยา นางหยิบต้นสมุนไพรออกมาบางส่วน คั้นพวกมันเป็นน้ำออกมา จากนั้นก็เอาใส่ลงไปในเตา
เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ห่างออกไปไม่ไกล มีท่าทางครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้ม เขาหยิบเอากระโหลกศีรษะที่เพิ่งได้มา สำรวจดูอย่างละเอียด
"ถ้าข้าไม่รู้อายุของกระโหลกนี้ ข้าก็อาจจะเข้าไปในขุมทรัพย์เซียนโลหิตอย่างวู่วามได้" เขาคิดกลับไปถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ได้เกิดขึ้นในแคว้นจ้าว ซึ่งได้สอนให้เขารู้ถึงคุณค่า ของการเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบ เขาถือกระโหลกศีรษะอยู่เบื้องหน้า มองเข้าไปใกล้ๆ
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ในที่สุด ห้าวันก็ผ่านไป ฉู่อวี้เยียนเดินจากเตาปรุงยาไปยังเมิ่งฮ่าว ดูท่าทางเหน็ดเหนื่อย นางโยนเม็ดยาให้เขา
มันเป็นสีน้ำเงินเข้ม และดูสวยงาม เรืองแสงสีฟ้า แต่ไม่มีกลิ่นหอมโชยออกมา
"ข้าล้มเหลวในครั้งแรก แต่ก็ทำได้สำเร็จในครั้งที่สอง นี่เป็นเม็ดยาที่เจ้าต้องการ ตอนนี้ก็ให้เสื้อผ้าแก่ข้าได้แล้ว" นางมองลงไปที่เขา ดูท่าทางอ่อนเพลีย นี่เป็นค่าตอบแทนที่นางต้องจ่ายสำหรับการปรุงยา
เมิ่งฮ่าวรับเม็ดยาไป และตรวจดูอย่างละเอียด เอาเก็บเข้าไปในถุงสมบัติ จากนั้นก็ดึงแผ่นหยกอื่นออกมา ตามด้วยส่วนผสมที่ครบถ้วนอีกสองชุด เขาหยิบเอาเสื้อผ้าออกมาด้วย วางพวกมันลงไปยังเบื้องหน้า เมื่อฉู่อวี้เยียนหยิบพวกมันขึ้น และเดินกลับเข้าไปในถ้ำ
หลังจากนั้นสักพัก นางก็โผล่ออกมา สวมใส่เสื้อคลุมยาวของเมิ่งฮ่าว เส้นผมยาวสยายของนางแผ่กระจายไปทั่วไหล่ มองดูเหมือนหญิงสาวเยาว์วัยผู้งดงาม นางมีท่าทางเหนื่อยล้า แต่จริงๆ แล้ว ก็ทำให้ดูดีแตกต่างจากก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก
เมื่อเมิ่งฮ่าวมองไปที่นาง เขาก็ตระหนักว่าศิษย์พี่หญิงสวี่ ไม่อาจเปรียบกับนางได้ในแง่ของความงดงาม ในความเป็นจริงแล้ว ฉู่อวี้เยียน อาจจะเป็นหญิงสาวที่สวยงามที่สุด เท่าที่เขาเคยเห็นมาในตลอดชีวิตของเขา
มีเพียงหญิงสาวงดงาม ที่เขาเคยเห็นที่ด้านล่างของทะเลเหนือเท่านั้น ที่สามารถเปรียบเทียบกับนางได้
ตอนนี้นางได้เปลี่ยนเสื้อผ้า และปกปิดส่วนที่เปลือยบางส่วนไป ฉู่อวี้เยียนก็ดูเหมือนว่า ไม่อยากยืนอยู่ที่เบื้องหน้าของเมิ่งฮ่าวอีกต่อไป เมื่อนางเดินออกไป ก็ได้เห็นกระโหลกศีรษะที่เขากำลังตรวจสอบอยู่
ทันใดนั้น ดวงตาของนางก็ส่องประกายแปลกๆ ออกมา แต่ก็หายไปเกือบจะในทันที
"ถ้าเจ้าไม่มีอะไรทำที่ดีกว่านี้" นางกล่าวเสียงเย็นชา "เจ้าก็ควรจะไปยืนดูเกราะเวทนั้น อาจจะมีผู้ฝึกตนบางคนผ่านมา ซึ่งอาจจะช่วยพวกเราออกไปได้ ซึ่งก็ดีกว่านั่งอยู่แถวนี้มองดูไปที่หัวกระโหลกโบราณนั่น"
"หัวกระโหลกนี้ อยู่ที่นี่มานานกี่หมื่นปีแล้ว?" เขาถามขึ้นในทันที
นางหัวเราะเสียงเย็นชา ดูเหมือนว่าการได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำให้นางมีความหยิ่งยโสเหมือนก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่า นางคิดว่าเมื่อนางปรุงเม็ดยาที่เมิ่งฮ่าวต้องการได้แล้ว เขาก็ไม่กล้าที่จะปฏิบัติต่อนางเหมือนเช่นที่ผ่านมา เดินกลับไปยังพื้นที่ปรุงยาโดยไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย
เมิ่งฮ่าวหัวเราะ และตบไปที่ถุงสมบัติ กระบี่ไม้ปรากฎขึ้น พุ่งตรงไปที่นาง
มันเกิดขึ้นเร็วมาก และพุ่งไปถึงนางในทันที ด้วยระดับพลังฝึกตนของนางในตอนนี้ ก็ไม่มีทางที่จะหลบพ้น และนางก็ไม่ยอมหลบด้วยเช่นกัน มองกลับไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างเย่อหยิ่ง ด้วยแววตาเยาะเย้ย
ปลายแหลมของกระบี่จ่ออยู่ที่ลำคอนาง ความเคร่งขรึมเย็นชากระจายออกมาจากร่าง แต่คางของนางก็ยังคงเชิดขึ้นสูงเหมือนเช่นเคย ดวงตาเต็มไปด้วยแววเยาะเย้ย
"ข้าจะนับหนึ่งถึงสาม เจ้าต้องเอากระบี่ออกไป" นางพูดเสียงเย็นชา "ถ้าไม่ หรือทำร้ายข้า เจ้าก็จะไม่มีใครปรุงยาให้" ผิวของนางขาวราวหิมะ เชิดหน้าอย่างอวดดี ดวงตาส่องประกายเช่นเดียวกับขณะที่จ้องมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยความรังเกียจ
นางคิดว่าเมิ่งฮ่าวไม่กล้าที่จะทำร้ายนาง กระบี่นี้ก็แค่การข่มขู่เท่านั้น และสำหรับฉู่อวี้เยียน การขู่เช่นนี้ก็เหมือนกับ การละเล่นของเด็กทารกซึ่งน่าหัวเราะยิ่งนัก
นางเป็นบุคคลที่ไม่สามารถอดทนต่อการถูกขู่เข็ญบังคับ ตอนนี้นางได้ปรุงยาสำเร็จไปแล้วหนึ่งเม็ด นางสามารถเชิดหน้าชูตา และทำให้เมิ่งฮ่าวต้องคิดทบทวนก่อนที่จะหาเรื่องนาง นางคิดว่ากำลังมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า
"ถูกของเจ้า" เมิ่งฮ่าวพูดพร้อมขมวดคิ้ว "ถ้าไม่มีเจ้า ข้าก็จะไม่มีทางปรุงเม็ดยาได้" เท่าที่ดูในตอนนี้ ก็เหมือนว่าเขาไม่สามารถทำอะไรนางได้เลยจริงๆ แต่เขาก็รู้ว่าเปลวไฟแห่งการแข็งข้อนี้ ต้องดับลงให้ได้ เพื่อไม่ให้มันก่อความน่ารำคาญมากขึ้นไปอีกในวันข้างหน้า
เขาคิดอยู่ชั่วครู่ ทันใดนั้นก็ยิ้มออกมา เมื่อฉู่อวี้เยียนเห็นรอยยิ้มของเขา จิตใจของนางก็เริ่มเต้นกระหน่ำอย่างลึกลับ และทันใดนั้นนางก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาในทันที
"ความจริงแล้ว" เขาพูดเสียงเย็นชา "ถ้าข้าคิดไปถึง การเป็นศิษย์ของเจ้าโอสถจอมปีศาจ เจ้าก็สามารถปรุงเม็ดยาปลอม ออกมาได้อย่างง่ายดาย หรืออาจจะใส่บางอย่างที่มีอันตรายร้ายแรงเข้าไป" เขาพูดเสียงเนิบนาบ และมีสีหน้าอันลึกลับ ฉู่อวี้เยียนรู้สึกอึดอัดมากยิ่งขึ้น
แน่นอนว่า นางเคยคิดจะทำในสิ่งที่เขาเพิ่งจะพูดมา แต่การสังหารเมิ่งฮ่าวก่อนเวลา ก็จะไม่อาจชักนำสายฟ้ามาได้ ตอนนี้ เขาได้พูดในสิ่งที่นางเคยคิดไว้ออกมา โดยไม่รู้ว่าเขากำลังวางแผนจะทำอะไรอยู่ แต่ก็ยังคงคิดว่าความสามารถในการปรุงยาของนาง จะช่วยป้องกันไม่ให้เขาทำร้ายนางได้ นางแค่นเสียงเย็นชาอยู่ในลำคอ
"เจ้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร?" นางพูดเสียงเย็นชา เกิดความรู้สึกอย่างจริงจังว่า รอยยิ้มของเขาช่างผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง
"วิธีซึ่งข้า เมิ่งฮ่าว จัดการเรื่องราวต่างๆ ก็คือ ถ้าผู้คนไม่กระทำผิดต่อข้า ข้าก็จะไม่ทำผิดต่อพวกมัน ข้าสัญญาว่าจะดูเจ้าอยู่ด้านนอกนี้ และข้าก็จะไม่กลับคำอย่างแน่นอน แต่อย่าได้อวดดีเพราะการปรุงยาของเจ้า อย่าได้พยายามคิดว่าข้าตกเป็นเบี้ยล่างของเจ้า"
กระบี่ไม้ทันใดนั้นก็ลอยกลับมาหาเขา ทิ้งรอยเล็กๆ ไว้บนลำคอของฉู่อวี้เยียน นางเปิดปากโดยไม่รู้ตัว และขณะที่นางทำเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็ตบไปที่ถุงสมบัติ เม็ดยาสีชมพูก็ปรากฎขึ้น พุ่งตรงเข้าไปในปากของนาง และละลายในทันที
ฉู่อวี้เยียนถอยหลังออกไป สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ นางอยากจะพ่นเม็ดยาออกมา แต่ก็ทำไม่ได้
"เจ้าเอาเม็ดยาอะไรให้ข้ากิน!?" นางกล่าว จ้องเขม็งไปที่เมิ่งฮ่าว
"เจ้าใช้วิธีพิเศษเพื่อจะดูดซับพลังฝึกตนของข้า" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา "พวกเรายังไม่ได้ชำระบัญชีกัน คิดซะว่ายาเม็ดนี้ก็คือการลงโทษเล็กๆ น้อยๆ" จากนั้นเขาก็ปิดตาลง และไม่สนใจนางอีกต่อไป
พฤติกรรมเช่นนี้ของเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉู่อวี้เยียนต้องกระวนกระวายใจเพิ่มมากขึ้น ทักษะในการปรุงยาของนางไม่ธรรมดา แต่นางก็ยังคงไม่รู้ว่าเพิ่งจะกลืนยาอะไรลงไป นางกัดฟันที่สวยงามจนแน่น ทันใดนั้น กระแสความร้อนก็เริ่มสะสมขึ้นอยู่ภายในร่าง กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ความตกใจปรากฎขึ้นบนใบหน้าของนาง
นางนั่งลงขัดสมาธิในทันที พยายามที่จะสะกดข่มมัน แต่พลังฝึกตนของนางลดลงจนเกือบจะไม่เหลืออะไร ตอนนี้ นางเพียงสามารถใช้พลัง ของระดับสามขั้นรวบรวมลมปราณได้เท่านั้น แล้วมันจะเพียงพอที่จะสะกดเม็ดยานี้ได้อย่างไร?
นางนั่งเข้าสมาธิช่วงระยะเวลาธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก เสียงกระหึ่มดังก้องอยู่ในศีรษะ และเริ่มสูญเสียความสามารถแม้แต่การนึกคิด จากนั้น นางก็ตกอยู่ในอาการประสาทหลอน
เวลานี้เองที่เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น ซึ่งมีแต่ความสงบนิ่ง ไร้ความตื่นเต้นแม้แต่น้อย เม็ดยาที่เพิ่งให้นางกินไป ได้มาจากพื้นที่หุบเขา ซึ่งเฒ่าคางคกให้เขามาเป็นเครื่องบรรณาการพร้อมกับเม็ดยาพิษอีกหลายชนิด
เดิมทีเขาไม่เคยตั้งใจจะให้ฉู่อวี้เยียนกินเลย แต่นางก็แส่หาเรื่องเอง หลังจากที่ปรุงยาสำเร็จ นางก็มีท่าทีหยิ่งยโสอวดดี ทำให้เขาไม่มีทางเลือก เพื่อที่จะลดความหยิ่งยโสนั้น เมิ่งฮ่าวจึงเลือกที่จะให้เม็ดยานั้นแก่นาง
สายตาของเขากระจ่างสดใส เขาได้ตัดสินใจ หลังจากที่ตกลงมาในปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ เขาได้จัดวางฉู่อวี้เยียนให้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาอย่างสมบูรณ์ ไม่มีทางที่นางจะหลบหนีไปได้
ความดื้อรั้น และหยิ่งยโส ที่ปรากฎบนใบหน้าของนางมากมายหลายครั้ง ต้องลดลงไปในวันนี้… และนางยังคงไม่อาจหลบหนีจากการควบคุมของเมิ่งฮ่าวได้
ตอนที่ 118 ไม่เข้าสู่ภูเขาสวรรค์ ก็ไม่ได้เป็นเซียน
เมิ่งฮ่าวมองอย่างเรียบเฉยไปยังฉู่อวี้เยียน และถอยหลังออกไปหลายก้าว เขาได้เริ่มศึกษาตำราขงจื๊อ และวิถีแห่งเต๋าตั้งแต่เยาว์วัย ถึงแม้ว่าเขาได้พบเจอกับประสบการณ์มากมาย ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าเหลือเชื่อในตัวเขา
แต่วิถีแห่งเต๋าและขงจื๊อ ก็ยังคงมีอยู่ในจิตใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่สามารถเอาเปรียบคนที่กำลังเดือดร้อน แต่เมื่อมาฝึกวิถีแห่งเซียน เขาก็มีเส้นแบ่งกั้น เขาจะไม่แตะต้องฉู่อวี้เยียน
นางเป็นศัตรูของเขา ไม่ใช่สหาย การลงโทษนางเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การจมลงไปในสิ่งที่เลวร้ายเช่นนั้น ก็อาจจะทำลายความเป็นตัวตนของเขา เขาอาจจะไม่ใช่สุภาพบุรุษอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้ที่ต่ำช้าเลวทราม
มีบางอย่างที่เขาต้องไม่กระทำ ทุกคนต้องมีเส้นแบ่งกั้นของตัวเอง สำหรับเมิ่งฮ่าว มันคือหลักการ และศีลธรรม
เขาคิดอีกครั้งเกี่ยวกับเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ เขากำหนดลมปราณ และทำจิตใจให้สงบนิ่ง จากนั้นก็ก้าวขึ้นไปบนกระบี่บิน ลอยขึ้นไปในท้องฟ้า
เวลาผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดหนี่งดอก ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ฉู่อวี้เยียนเงียบสงบ ในที่สุดนางก็หมดสติไป นางดูอ่อนแรงราวกับว่า กำลังทุกข์ทรมาณจากการเจ็บป่วยอันรุนแรง
เมิ่งฮ่าวกลับมา เมื่อเขาร่อนลงไปบนพื้น ก็มองไปยังฉู่อวี้เยียน และถอนหายใจอย่างแผ่วเบาออกมา หยิบเสื้อผ้าออกมาจากถุงแห่งจักรวาล เอาไปคลุมตัวนาง จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิอยู่ด้านข้าง
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ สองชั่วยามผ่านไป ก่อนที่ฉู่อวี้เยียนจะลืมตาขึ้น ทันทีที่มันเปิดขึ้นมา ดวงตาทั้งคู่ก็เต็มไปด้วยความสับสน จากนั้นก็สาดประกายออกมา ราวกับว่านางได้นึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ นางนั่งอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ
นางไม่ได้ตะโกนโวยวาย หรือแสดงอาการตกใจแต่อย่างใด นางเดินเข้าไปในถ้ำอย่างเงียบๆ เวลาผ่านไป และนางก็กลับออกมา เสื้อผ้านางกลับมาเรียบร้อยเหมือนเดิม สีหน้าซีดขาว ดูอ่อนแอและเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง นางมองไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าอันซับซ้อน
ความทรงจำของนางไม่ได้หายไป แต่ตรงกันข้าม จริงๆ แล้ว นางจำได้อย่างชัดเจนถึงทุกๆ สิ่งที่ได้เกิดขึ้น รวมถึงตอนที่เมิ่งฮ่าวบินขึ้นไปในท้องฟ้า
เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น และมองไปที่นาง "ข้าไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดีต่อเจ้า" เขากล่าวช้าๆ
"เม็ดยานั้น คือการลงโทษสำหรับการที่เจ้า พยายามที่จะทำลายพลังฝึกตนของข้า เจ้าต้องเข้าใจถึงความเป็นจริงของสภาพการณ์ในที่นี้ คำสั่งของข้าก็คือทุกสิ่ง"
ไม่มีความหยิ่งยโสอวดดีเหลืออยู่ในตัวฉู่อวี้เยียน ความรู้สึกที่เกี่ยวกับเมิ่งฮ่าวในตัวนาง ซับซ้อนจนน่าเหลือเชื่อ
ใช่แล้ว ที่นางเกลียดชังเขา แต่ภายใต้สถานการณ์ก่อนหน้านี้ เขาเลือกที่จะจากไปมากกว่าจะแตะต้องนาง ฉู่อวี้เยียนไม่ได้ต้องการ แต่จริงๆ แล้วนางก็รู้สึกชื่นชมยกย่อง ผสมรวมกับความเกลียดชัง ความรู้สึกอันซับซ้อนนี้ ราวกับอุทกภัยที่กำลังพัดพานางให้จมดิ่งลงไป
นางไม่รู้ว่าเมิ่งฮ่าวมีเม็ดยาเช่นนั้นมากน้อยแค่ไหน แต่จากการกระทำของเขา นางคาดเดาได้ว่า ถึงแม้เม็ดยาที่นางปรุงขึ้นมา จะสำคัญสำหรับเขามาก แต่เขาก็ไม่กังวลว่านางจะพยายามวางยาพิษเขา ด้วยการเพิ่ม หรือเปลี่ยนสูตรยาเลยแม้แต่น้อย
"สูตรยาที่มันให้ข้ามาช่างแปลกประหลาดนัก เนื่องจากมีปฏิกิริยาระหว่างส่วนผสมต่างๆ การที่จะเปลี่ยนสัดส่วนของสูตรยานี้ มันยากเกินความสามารถของข้า ทำให้ข้าไม่สามารถปรุงเม็ดยาที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้…"
"ถึงข้าจะเปลี่ยนสูตรยาได้สำเร็จ แต่จากนิสัยของมัน เป็นไปได้ที่มันจะให้ข้ากลืนลงไป… จริงๆ แล้ว ก็บอกไม่ได้ว่ามันจะกลืนลงไปเอง หรืออาจจะจับอสรพิษมา และบังคับให้มันกลืนลงไปก็ได้"
"บางทีก็เป็นไปได้ว่า… ไม่จำเป็นต้องกลืนเม็ดยานั้นลงไป มันอาจจะใช้วิธีอื่นละลายเม็ดยานั้น และทำให้สายฟ้าฟาดลงมาก็ได้ ทำให้มันทำไมถึงไม่ค่อยจะสนใจมากนัก"
นางขมวดคิ้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะหาคำตอบนี้ได้จริงๆ และนางก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ เมื่อมองไปที่เมิ่งฮ่าว สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งนางคิดเกี่ยวกับเขา และแผนอุบายอันลึกล้ำของเขามากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งตื่นตกใจมากขึ้นเท่านั้น
"เมื่อเปรียบเทียบกับมัน หวังเถิงเฟยด้อยกว่าจริงๆ" นางถอนหายใจ หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ นางก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และกล่าวขึ้น
"กระโหลกศีรษะนั้น ได้อยู่ที่นี่มานานหลายหมื่นปี จริงๆ แล้ว… ข้ารู้ว่าพวกเราอยู่ที่ไหน และรู้ว่าสถานที่นี้คืออะไร เมื่อข้าเห็นแท่นบูชาในทะเลสาบโลหิต ข้าก็เริ่มสงสัย ข้าได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ตลอดเวลาตั้งแต่ตอนนั้น และในที่สุดก็รู้ว่าพวกเราอยู่ที่ไหน"
นางพูดต่อไปด้วยเสียงอ่อนโยน "นี่เป็นหนึ่งในสองประตู ที่ยังไม่ถูกค้นพบของ ขุมทรัพย์เซียนโลหิต ซึ่งมีทั้งหมดเก้าแห่ง จากสมัยโบราณจนถึงตอนนี้ มีประตูอยู่เจ็ดแห่งได้ถูกค้นพบ ซึ่งก็หมายความว่า มีโอกาสเจ็ดครั้งในอดีตที่ผ่านมาจะได้ขุมทรัพย์นี้ แต่เมื่อมีประตูแห่งใหม่ปรากฎขึ้น มันก็จะทำให้ทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ปั่นป่วนขึ้นมา สถานที่นี้มีกฎอยู่ว่า ให้ผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณเท่านั้น ที่จะผ่านเข้าประตูไปได้ ใครก็ตามที่เข้าไป ก็จะมีโอกาสได้รับขุมทรัพย์นั้น"
"ทุกครั้งที่การแข่งขันล่าขุมทรัพย์เริ่มต้นขึ้น ประตูทางเข้าที่ถูกค้นพบก่อนหน้านี้ ก็จะส่องแสงสีโลหิตออกมานานถึงเก้าวัน หลังจากเก้าวันผ่านไป ใครก็ตามที่เป็นผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณคนแรก เข้าไปในแสงสีโลหิตได้ ก็จะถูกนำไปยังภูเขาของเซียนโลหิต โดยประตูเคลื่อนย้ายทางไกล"
"เมื่อการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เริ่มต้น จะเกิดขึ้นนานที่สุดคือเก้าเดือน ประตูขุมทรัพย์แต่ละแห่งเข้าไปได้เพียงคนเดียว จากหลายหมื่นปีที่ผ่านมา เมื่อประตูขุมทรัพย์ของเซียนโลหิต ประตูแรกปรากฎขึ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาจนกระทั่งตอนนี้ มีเพียงเจ็ดประตูเท่านั้น นี่ก็หมายความว่ามีการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เพียงเจ็ดครั้ง บางคนอาจจะได้รับผลตอบแทนบ้าง แต่กระทั่งถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครได้ขุมทรัพย์ที่แท้จริง"
"จากประตูขุมทรัพย์ทั้งหมดเก้าแห่ง ยังมีเหลืออีกสองแห่ง ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ไม่มีใครสามารถค้นพบ ดังนั้น จึงไม่เคยมีการแข่งขันล่าขุมทรัพย์ครั้งที่แปดเกิดขึ้น"
เมื่อเขาได้ยินเรื่องทั้งหมดนี้ ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็เริ่มหดลง "ใครคือเซียนโลหิต?" เขาถาม
"ข้าไม่อยากจะเชื่อว่า เจ้าไม่ได้ไปตรวจสอบที่ทะเลสาบโลหิตนั้น" นางกล่าวเสียงราบเรียบ
"และข้าก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกันว่า เจ้าไม่รู้เรื่องว่าด้านล่างของพื้นผิวทะเลสาบนั้น มีศีรษะขนาดใหญ่พร้อมปากที่เปิดกว้างอยู่ ประตูขุมทรัพย์อื่นๆ ทั้งเจ็ดแห่งนั้น ต่างก็มีทะเลสาบโลหิต และแท่นบูชานี้เช่นกัน ด้านล่างของแท่นบูชาก็คือปากทางเข้า ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็ไม่อยากจะเชื่อว่า เจ้าไม่ได้ยินเสียงของขุมทรัพย์นั้น ข้าไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่สัญชาตญาณบอกข้าว่า เจ้าได้ไปที่นั่นมา และเจ้าก็รู้แล้ว เจ้าเป็นคนที่รอบคอบ ดังนั้นจึงไม่กล้าจะเข้าไปข้างใน โดยที่ยังไม่ได้นำกระโหลกศีรษะกลับมาตรวจสอบ เพื่อค้นหาอายุของมัน"
"เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามของข้า"
"วิหารโบราณไท่เอ้อร์ ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์ แต่พวกมันไม่เป็นที่พอใจของสวรรค์ และถูกลงโทษด้วยภัยพิบัติ มีเซียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังท่ามกลางพวกมันอยู่สามคน ซึ่งชื่อของเซียนทั้งสามถูกเล่าขานต่อๆ กันมาถึงชนรุ่นหลัง หนึ่งในนั้นก็คือเซียนโลหิต"
"ใครก็ตามที่ต้องการขุมทรัพย์ของมัน ก็ต้องสามารถต่อสู้ตามวิถีทางแห่งเซียน และก้าวไปถึงเสาแห่งเซียนได้" เสียงของฉู่อวี้เยียนนุ่มนวลขณะที่พูด นางกล่าวต่อไป
"วิถีแห่งเซียนเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก จากตำนานครั้งสมัยโบราณ มันสามารถพบเห็นได้บนเทียนซาน (ภูเขาสวรรค์) เท่านั้น มันไม่ได้เป็นภูเขาบนพื้นโลกนี้ แต่อยู่ในท้องฟ้า บนยอดสูงสุดของมันเป็นเสาแห่งเซียน ด้วยการยืนไปบนเสานั้น และเคาะไปบนประตูแห่งสวรรค์ทิศใต้ ดินแดนแห่งเซียนก็จะเปิดออก เจ้าก็จะถูกอาบด้วยแสงแห่งความเป็นอมตะ ก้าวเข้าไปสู่ความว่างเปล่า และความเป็นเซียนอมตะ"
"ตั้งแต่โบราณกาลมา มีผู้กล้าน้อยมาก ที่จะสามารถเหยียบย่างสู่เส้นทางของความเป็นเซียนอมตะ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเจ้าวิเคราะห์ตัวอักษร '仙' (เซียน) ก็จะพบว่ามันประกอบด้วยอักษร '人' (เหริน = คน) และอักษร '山' (ซาน = ภูเขา) ซึ่งภูเขานั้นก็คือ เทียนซาน และคนนั้น… ก็มีเพียงคนเดียว!"
"ตั้งแต่หมื่นปีที่ผ่านมา มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สำเร็จเป็นเซียนอมตะ!"
"อย่างไรก็ตาม มีการเข้าใจอีกอย่าง สำหรับตัวอักษร '仙' (เซียน) จากการเข้าใจนี้ ตัวอักษรแรก '人' (รู่ = เข้าสู่) และเมื่อรวมกับอักษร '山' (ซาน = ภูเขา) ก็หมายถึงเซียน ซึ่งก็เป็นความจริงอันเรียบง่าย ถ้าไม่เข้าสู่ภูเขาสวรรค์ ก็ไม่สามารถสำเร็จเป็นเซียน!"
นางมองไปที่เมิ่งฮ่าว อธิบายถึงเรื่องที่รู้กันเฉพาะในกลุ่มของห้าสำนักใหญ่ และสามตระกูลดัง ในดินแดนด้านใต้เท่านั้น
อะไรคือเซียน? ก็คือ คน และ ภูเขา!
อะไรคือเซียน? ก็คือ การเข้าสู่ภูเขา!
ในหมื่นปีที่ผ่านมา มีเพียงคนเดียวที่เข้าสู่ภูเขา คนเดียวที่สำเร็จเป็นเซียน!
ดวงตาเมิ่งฮ่าวเริ่มส่องประกายเจิดจ้า แต่จากนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อดูจากการที่เขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ การเป็นเซียนอมตะช่างห่างไกล ไกลมากสำหรับเขา การคิดเรื่องเป็นเซียนอมตะในตอนนี้ ช่างเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นแค่ฝันกลางวันสำหรับเขาเท่านั้น
"ก่อนที่ก้าวไปเป็นเซียนอมตะ ก็คือค้นหาหินแห่งเต๋า ซึ่งมีอยู่ในสามเขตอันตรายเท่านั้น ค้นหาเต๋าก็เป็นเรื่องยากลำบาก แต่ก่อนหน้านี้ ก็คือ ตัดวิญญาณ และมีถึงสามระดับ ในการตัดแต่ละครั้งก็ต้องบรรลุการรู้แจ้ง และให้ชีวิต ขอบอกว่า ข้าไม่รู้ความหมายของเรื่องนี้ทั้งหมดจริงๆ แต่ตอนที่ข้ายังเยาว์ ท่านพ่อได้พูดคำเหล่านี้กับข้า และบอกข้าให้จำเอาไว้ ห้ามลืมไปชั่วชีวิต"
ฉู่อวี้เยียนเล่นกับเส้นผมของนาง ไม่มองมายังเมิ่งฮ่าวอีก นางเดินกลับไปที่เตาปรุงยา และนั่งลงช้าๆ หยิบแผ่นหยกที่มีสูตรปรุงเม็ดยาออกมา ปิดตาลง และเริ่มวิเคราะห์มัน
ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบ
เมิ่งฮ่าวมองไปยังฉู่อวี้เยียน ซึ่งแตกต่างไปจากเดิม คำพูดของนางยังคงดังก้องอยู่ในจิตใจ และเขาก็วิเคราะห์คำพูดพวกนั้นคำต่อคำ จากการที่มองดูสีหน้าของนาง และการตรวจสอบขุมทรัพย์ของเซียนโลหิตด้วยตัวเอง ทำให้เขาค่อนข้างมั่นใจแปดในสิบส่วนว่า สิ่งที่นางพูดมานั้นเป็นเรื่องจริง
หลังจากเวลาผ่านไปได้สักพัก เขาก็พูดขึ้น "ทำไมเจ้าถึงบอกข้อมูลอย่างละเอียดให้ข้ามากมาย?"
"เนื่องจาก" นางพูดเสียงนุ่มนวล มองไปยังเขา "ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าไปในขุมทรัพย์ของเซียนโลหิต และก็… ตายอยู่ด้านใน ข้าก็จะกำจัดเจ้าได้ในที่สุด สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้ ก็จะไม่มีอีกต่อไป" เมื่อได้พูดเช่นนี้ นางก็ปิดตาลง และค้นคว้าศึกษาสูตรยาต่อไป
เมิ่งฮ่าวหัวเราะขึ้นมาในทันที เขาไม่ใส่ใจเมื่อได้ยินคำพูดนั้นของนาง ถ้านางไม่ได้พูดเช่นนั้น เขาก็อาจจะเริ่มสงสัย แต่หลังจากที่ได้ใช้เวลาทั้งหมดร่วมกับฉู่อวี้เยียน เขาก็เริ่มเข้าใจบุคลิกส่วนตัวของนางดีมากขึ้น
"ขุมทรัพย์เซียนโลหิต ข้าสงสัยนักว่าควรจะเข้าไป…" เขาคิด ดวงตาสาดประกาย มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่สนใจ ขุมทรัพย์ซึ่งสามารถสร้างความปั่นป่วนไปทั่วดินแดนด้านใต้ อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับคำว่า 'เซียน' ก็จะทำให้ผู้ฝึกตนคลั่งไคล้ได้
ตอนที่ 119 ขุมทรัพย์ที่สะเทือนทั่วดินแดนด้านใต้
"การแข่งขันล่าขุมทรัพย์นี้ ต้องมีอันตรายที่ยากจะคาดเดาได้อย่างแน่นอน ถ้าข้าไม่ระวัง ก็คงต้องพ่ายแพ้ และตายไป… แต่ด้วยความเสี่ยงสูง ก็ต้องได้ผลตอบแทนที่ดี ถ้ามีบางสิ่งต้องเสียงมากขึ้น ก็แสดงว่ามีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนมากยิ่งขึ้น ถ้ามันไม่มีอันตรายใดๆ ก็ดี แต่ถ้ามี… อืม ถ้าข้าไม่ไป ข้าก็จะเสียใจไปชั่วชีวิต!"
ความมุ่งมั่นเต็มอยู่ในดวงตา ขณะที่เขาครุ่นคิดถึงสิ่งที่ฉู่อวี้เยียนได้บอกมา อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผ่านไปสักพัก เขาก็ยังไม่รู้ว่าทำไมนางถึงได้บอกเขาอย่างละเอียดเช่นนั้น
"นางกำลังท้าทายข้า บางทีเป้าหมายที่แท้จริงของนางก็คือให้ข้าเข้าไป หรือบางทีไม่ใช่ว่า… โอกาสเป็นอย่างหลังน่าจะน้อยมาก บางทีนางอาจจะหวังว่า หลังจากที่ข้าเข้าไป และเริ่มการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต ก็จะไปสร้างความสนใจให้กับโลกภายนอก และอาจจะทำให้สำนักจื่อยิ่นมีโอกาสตามรอยนางมาที่ด้านล่างนี้ได้" ดวงตาของเขาแวบขึ้น ขณะที่มองไปยังนาง
"ถ้าข้าไม่เข้าไป ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้านั่นเป็นสิ่งที่นางต้องการ ทำไมนางถึงได้บอกรายละเอียดในตอนนี้ โดยเฉพาะการทำให้ข้าลังเล? ข้าสงสัยว่า… นางกำลังคิดอะไรอยู่? เป้าหมายจริงๆ ของนางคืออะไร… ?" ดวงตาของเขาสาดประกาย ขณะที่ครุ่นคิด ในที่สุด เขาก็ปิดตาลง และเริ่มเข้าสมาธิ
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ไม่นาน ครึ่งเดือนก็ผ่านไป ในที่สุด ฉู่อวี้เยียนก็ปรุงยาเม็ดที่สองสำเร็จ แต่หลังจากอีกหนึ่งเดือนผ่านไป ความพยายามปรุงเม็ดยาที่สาม และสี่ก็ล้มเหลว
เมิ่งฮ่าวไม่สามารถผสมตัวยาได้ แต่ก็เข้าใจอย่างชัดแจ้งว่า นางไม่ได้ตั้งใจจะทำไม่สำเร็จ การปรุงเม็ดยาเริ่มยากมากขึ้น ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เมิ่งฮ่าวไม่ได้คิดเกี่ยวกับขุมทรัพย์เซียนโลหิตอีกเลย ราวกับว่าเขาไม่สนใจมันแล้ว
วันหนึ่ง เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ และทะยานขึ้นไปบนกระบี่บิน พุ่งทะลุผ่านสายหมอก เพื่อไปจับตาดูเกราะเวท
ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาได้ขึ้นไปทุกๆ สิบวัน เพื่อไปมองดูเกราะเวทนั้น ทุกครั้งที่เขาจากไป ฉู่อวี้เยียนก็จะมองเขาออกไปด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
ครั้งนี้ หลังจากที่เมิ่งฮ่าวหายไป นางรอจนถึงสองชั่วยาม จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นในทันที ดวงตาสาดประกาย คิ้วขมวด ราวกับว่านางกำลังมีปัญหากับขั้นตอนการปรุงเม็ดยา จากนั้น ก็ยืนขึ้น มองออกไปในสายหมอก ผ่านไปไม่นาน ก็เริ่มเดินตรงไปยังเขตของทะเลสาบโลหิต
เมื่อนางไปถึงที่นั่น ก็มองไปรอบๆ จากนั้นก็หันหลัง และกลับไปที่เตาปรุงยา ดูเหมือนว่าคำถามที่อยู่ในจิตใจของนางได้รับคำตอบ นางเริ่มทำการปรุงยาต่อไป
อีกครึ่งเดือนผ่านไป ในที่สุด นางก็สามารถปรุงยาเม็ดที่สาม และสี่ได้สำเร็จ จากนั้นก็เริ่มปรุงเม็ดยาที่ห้า เท่าที่เมิ่งฮ่าวคิด นี่คงเป็นยาเม็ดสุดท้าย เมื่อไหร่ที่ปรุงมันได้ เม็ดยารองทั้งเจ็ดก็จะพร้อมปรุงเป็นเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์
เวลาเลื่อนผ่านไป เพียงชั่วพริบตา อีกสองเดือนก็ผ่านไป เมิ่งฮ่าว และฉู่อวี้เยียนในตอนนี้ ก็ถูกกักอยู่ในปล่องภูเขาไฟนี้นานครึ่งปี ภายในสองเดือนนี้ ฉู่อวี้เยียนมักจะออกจากถ้ำเป็นครั้งคราว บางครั้งก็เป็นตอนที่เมิ่งฮ่าวกำลังมองดูนาง บางครั้งก็เป็นตอนที่เขาไม่อยู่
ดูเหมือนราวกับว่า ทุกๆ ครั้งที่นางมีปัญหาเกี่ยวกับสูตรยา นางก็จะเดินออกไป แต่นางก็ไม่เคยเข้าไปในเขตหนึ่งร้อยจ้างของทะเลสาบโลหิตเลย นางจะหยุดที่อยู่จุดนั้นทุกครั้ง
ในที่สุด ณ วันหนึ่ง ภายใต้การมองดูของเมิ่งฮ่าว นางขมวดคิ้วลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปในสายหมอก เมื่อนางไปถึงจุดหนึ่งร้อยจ้าง ดวงตาสาดประกาย พลังฝึกตนของนางกระจายออกมา และนางก็พุ่งไปยังทะเลสาบโลหิตด้วยความเร็วสูงสุด
ขณะที่นางเข้าไปใกล้ พื้นผิวของทะเลสาบก็เริ่มเกิดเป็นระลอกคลื่น แท่นบูชาปรากฎ ตามด้วยศีรษะหินอันใหญ่โตมหึมา ปากมันอ้ากว้าง เปิดเป็นประตูรอให้ผู้ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันล่าขุมทรัพย์ผ่านเข้าไป
ดวงตาฉู่อวี้เยียนส่องประกายด้วยความตื่นเต้น ขณะที่นางพุ่งตรงไป เมื่อนางทะยานเข้าไปถึงปากที่อ้าอยู่นั้น ก่อนที่เกือบจะผ่านเข้าไป เสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังออกมา รังสีกระบี่สาดประกาย พุ่งมายังฉู่อวี้เยียน
ทันทีที่นางได้ยินเสียงหัวเราะนั้น ใบหน้านางก็ซีดขาว ไม่สนใจกระบี่ไม้ที่ใกล้เข้ามา นางกัดฟันที่ขาวเงางามของนางจนแน่น และพุ่งตรงต่อไป ตอนนี้นางอยู่ห่างจากปากหินใหญ่โตนั้นไม่ถึงหนึ่งจ้าง
ทันใดนั้น แหสีดำก็ปรากฎ เคลื่อนที่มาด้วยความเร็วที่มากกว่าความเร็วของฉู่อวี้เยียน มันครอบนางไว้ในทันที และนางก็ไม่สามารถเคลื่อนที่ออกไปยังหนึ่งจ้างสุดท้ายนั้น กระบี่ไม้ยกนางขึ้น และโยนกลับไปยังชายฝั่งของทะเลสาบ
ผู้ที่กำลังยืนอยู่ในบริเวณนั้น ภายในสายหมอกก็คือเมิ่งฮ่าว สีหน้าเขาไร้ความรู้สึก ค่อยๆ เดินตรงไปอย่างช้าๆ
ใบหน้าฉู่อวี้เยียนซีดขาว และดวงตาก็สาดประกายแห่งความเกลียดชังอย่างรุนแรงออกมา ขณะที่จ้องไปยังเมิ่งฮ่าว ทันทีที่เขานำกระโหลกศีรษะกลับไปศึกษา นางก็ประติดประต่อเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับขุมทรัพย์เซียนโลหิตเข้าด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งที่นางพูดเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาก็เป็นเรื่องจริง
นางคิดว่านางรู้จักเมิ่งฮ่าว และเข้าใจถึงความสงสัยในสันดานของเขา นางแสร้งพยายามที่จะทำให้เขาคิดว่ามีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลอยู่ ด้วยธรรมชาติของเขา เขาต้องสงสัยนางอย่างแน่นอน จากสิ่งทั้งหมดนี้ นางรู้ว่าไม่สามารถที่จะโน้มน้าวเขาได้ง่าย ซึ่งก็ทำให้นางมีเวลามากยิ่งขึ้น
ในหลายเดือนที่ผ่านมา นางแสร้งทำเป็นออกไปเดินเล่น นางทำเป็นประจำจนเมิ่งฮ่าวไม่พบว่ามันผิดปกติ วันนี้ ในที่สุดนางก็พยายามที่จะทำ แต่ไม่เคยคิดว่าจะล้มเหลว
"เจ้าช่างอดทนมากจริงๆ" เมิ่งฮ่าวกล่าว "ข้าให้เวลาเจ้ามาโดยตลอดทั้งสามเดือน" ณ ตอนนี้ เขาไม่ยอมที่จะอธิบายว่า เขาได้มองทะลุแผนการของนางได้อย่างไร
"เจ้ามีเวลาหนึ่งเดือน ข้าต้องการยาเม็ดที่ห้า ตอนนี้ กลับไปปรุงยาของเจ้าได้แล้ว" เขาทำมือกระชาก ดึงแหขนาดใหญ่กลับเข้ามา
ฉู่อวี้เยียน กัดริมฝีปาก และลุกขึ้นยืน โดยไม่ชายตามองมายังเมิ่งฮ่าว นางเดินจากไปด้วยความขมขื่น
"ดูท่าทาง นางต้องการเข้าไปจริงๆ" เมิ่งฮ่าวมองอย่างครุ่นคิด ผ่านหัวไหล่ไปยังเงาร่างของฉู่อวี้เยียนที่กำลังจากไป รอยยิ้มอันเย็นชายกขึ้นมาบนมุมปาก ตอนนี้ ข้อสงสัยของเขาจางหายไป เขาเดินตรงเข้าไปในปากของศีรษะหินขนาดใหญ่นั้น
ทันทีที่เขาเข้าไปในปาก เขาก็หายไป และทะเลสาบโลหิตก็เริ่มเดือดพล่าน เสียงกระหึ่มแผ่กระจายออกไป และทะเลสาบโลหิตก็กลายเป็นหมอกสีโลหิต ซึ่งกระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง
เสียงเก่าแก่โบราณดังออกมา จากภายในของหมอกโลหิต ดังก้องสะท้อนไปมาภายในปล่องภูเขาไฟนั้น "ชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์ ขุมทรัพย์เซียนโลหิต เข้ามายังทะเลเลือดของข้า เก้าเปิดออกในดินแดนด้านใต้ และจะรับรู้กันไปทั่ว บุคคลแรก… จะได้รับสายเลือดแห่งเซียนโลหิต!"
เมื่อมันดังมากระทบหูของฉู่อวี้เยียน นางเดินโซเซ และใบหน้าซีดลง นางกัดริมฝีปาก ขณะที่ดูท่าทางขมขื่นใจเป็นอย่างยิ่ง
"ถ้าข้ารู้ตัวให้เร็วกว่านี้ ว่าสถานที่นี้คือ…" นางส่ายศีรษะด้วยสีหน้าซีดเผือด ความเกลียดชังที่มีต่อเมิ่งฮ่าว และต่อโชคชะตาของตัวเอง ทำให้นางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
∗∗∗
ในเวลาเดียวกันนั้น ด้านนอกในเขตดินแดนด้านใต้ มีสถานที่ซึ่งแตกต่างกันเจ็ดแห่ง สถานที่ทั้งหมด ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงกระหึ่มกึกก้องดังออกมา ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น ท้องฟ้าที่อยู่เหนือทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ ก็กลายเป็นสีแห่งโลหิต
จากสถานที่แต่ละแห่งทั้งเจ็ด เกิดเป็นเสียงเก่าแก่โบราณดังออกมา
"ชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์ ขุมทรัพย์เซียนโลหิต เข้ามายังทะเลเลือดของข้า เก้าเปิดออกในดินแดนด้านใต้ และจะรับรู้กันไปทั่ว บุคคลแรก… จะได้รับสายเลือดแห่งเซียนโลหิต!"
เสียงที่ดังกึกก้องนั้น ส่งผลให้ดินแดนด้านใต้เดือดพล่านขึ้นมาในทันที ผู้ฝึกตนทุกคนไม่ว่าจะอยู่สำนักไหน หรือมีความเป็นมายังไง ที่อยู่ใกล้กับประตูทางเข้าขุมทรัพย์เซียนโลหิตทั้งเจ็ดแห่งนี้ ก็มองไปด้วยความประหลาดใจ พวกมันรีบพุ่งไปในทิศทางต่างๆ กัน ด้วยความเร็วอย่างไม่น่าเชื่อในทันที
"ประตูขุมทรัพย์เซียนโลหิตปรากฎขึ้นอีกแล้ว!"
"ขุมทรัพย์เซียนโลหิตประตูที่แปดถูกค้นพบแล้ว ตอนนี้มีคนเข้าไปแล้ว ประตูอีกเจ็ดแห่งก็เปิดออก การแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตครั้งที่แปดเริ่มขึ้นแล้ว!"
"มีโอกาสทั้งหมดเพียงเก้าครั้งเท่านั้น ที่จะได้ขุมทรัพย์เซียนโลหิต หลายหมื่นปีที่ผ่านมา มันเกิดขึ้นมาเจ็ดครั้ง นี่เป็นครั้งที่แปด ถ้าไม่มีใครได้ขุมทรัพย์ในครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านไปอีกกี่ปี กว่าที่การแข่งขันครั้งที่เก้าจะมาถึง…"
สถานที่อีกเจ็ดแห่งตั้งอยู่ที่การแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตครั้งก่อนหน้านี้ เมื่อไหร่ที่สถานที่ใหม่ปรากฎ มันก็จะเกิดความตื่นเต้นอย่างมากมายขึ้นในดินแดนด้านใต้ ดวงตาของผู้ฝึกตนมากมายนับไม่ถ้วนเริ่มแดงก่ำด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า ถึงแม้ว่าไม่มีใครเคยได้รับขุมทรัพย์นี้มาก่อน แต่ในทุกครั้งของการแข่งขัน ผู้เข้าร่วมที่โชคดีก็จะได้รับอาวุธเวท และวิชาเวทต่างๆ
เมื่อข่าวนี้กระจายออกไป ห้าสำนักใหญ่ และสามตระกูลดัง ก็เป็นผู้ที่มีปฏิกิริยาก่อนใครอื่น หลังจากกลุ่มนี้ ก็เป็นตระกูลอื่นๆ แสดงท่าทีตามมา
ณ ตอนนี้ เสียงกระหึ่มกระจายออกมา และคำพูดของเสียงเก่าแก่โบราณนั้นก็ดังก้องไปทั่ว ทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ก็เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว ตระกูลหวัง หนึ่งในสามตระกูลดัง เป็นตระกูลแรกที่เคลื่อนไหว ลำแสงนับร้อยบินออกไป ตามด้วยเรือต่อสู้ที่บินได้อีกหลายลำ ซึ่งเต็มไปด้วยศิษย์ของตระกูลหวัง พวกมันเดินทางตรงไปยังประตูขุมทรัพย์เซียนโลหิตที่อยู่ใกล้ที่สุด
หวังเถิงเฟย ในชุดสีขาว ยืนบนเรือลำที่สอง มือของมันประสานกันอยู่ด้านหลัง ขณะที่มันจ้องอย่างเย็นชาไปยังใครบางคน ที่อยู่บนเรือด้านหน้าในตำแหน่งผู้นำ ที่นั่นยืนไว้ด้วยบุรุษที่สวมใส่ชุดขาวเช่นเดียวกัน หน้าตาคล้ายคลึงกับหวังเถิงเฟย ถึงแม้จะดูอายุมากกว่าเล็กน้อย มันกำลังคิดไป ขมวดคิ้วไปด้วย
นี่คือหวังลี่ไห่ พี่ชายของหวังเถิงเฟย มันเป็นเต้าจื่อ (บุตรแห่งเต๋า) ของตระกูลหวัง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงกว่าผู้ถูกเลือก มันอยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ และใกล้จะบรรลุขั้นก่อตั้งแกนลมปราณในไม่ช้า มันถูกห้อมล้อมไปด้วยสมาชิกชั้นยอดของตระกูลหวัง รวมถึงผู้พิทักษ์เต๋าของมัน ท่านลุงที่อยู่ในขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง
สำหรับหวังเถิงเฟย… มันยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ ประสานมืออย่างเหนียวแน่นไว้ที่ด้านหลัง หนึ่งในนิ้วมือข้างขวาของมันดูแตกต่างเป็นอย่างมากกับนิ้วอื่นๆ มันโปร่งใสราวผลึก ซึ่งมีเส้นใยสีดำเล็กๆ หมุนเป็นเกลียววนไปมาอยู่ ดูแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
ที่กำลังยืนอยู่ข้างกายมันก็คือ หวังซีฟ่าน บุรุษซึ่งเกือบจะสังหารเมิ่งฮ่าว ด้วยการมองเพียงครั้งเดียวในคืนหนึ่งของหลายปีมาแล้ว
"ถ้าไม่เกิดเรื่องขึ้นในแคว้นจ้าว" มันพูดเสียงเย็นชา "เจ้าก็คงไม่อยู่ในขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณในตอนนี้ เจ้าควรจะอยู่ที่ขั้นกลาง เจ้ายังคงอยู่ล้าหลังพี่ชายของเจ้า แต่ก็คงอีกไม่นานนัก"
"ข้าจะล้ำหน้าพี่ของข้า" หวังเถิงเฟยพูดเสียงราบเรียบ "ข้าจะเป็นเต้าจื่อให้ได้!"
"มีเพียงโอกาสเดียวที่จะได้ขุมทรัพย์เซียนโลหิต" หวังซีฟ่านพูด ดวงตามันวาบขึ้น ขมวดคิ้ว
"แย่มากที่ยังไม่มีข่าวคราวของอวี้เยียน จากสำนักจื่อยิ่นแม้แต่น้อย นางคงอยู่ในขั้นสำคัญของการเข้าฌาณเพียงลำพัง มิเช่นนั้น นางคงสามารถช่วยเหลือเจ้าได้บ้าง"
ตอนที่ 120 ห้าสำนักใหญ่ และ สามตระกูลดัง ในดินแดนด้านใต้
เวลาเดียวกันนั้น ในสำนักจินหาน (เกล็ดน้ำค้างทองคำ) หนึ่งในห้าสำนักใหญ่แห่งดินแดนด้านใต้ ลำแสงนับร้อยพุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า นี่เป็นศิษย์สำนักที่ไม่ต้องใช้ของวิเศษช่วยบิน ด้านหน้าของพวกมัน มีบุคคลที่เป็นผู้นำเปิดเป็นหลุมอยู่ในอากาศ เพื่อให้คนอื่นๆ เข้าไป
จ้าวซานหลิงก็อยู่ในท่ามกลางพวกมัน แบกกระบี่สีทองเล่มใหญ่ สวมใส่ชุดเกราะ เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
ขุมทรัพย์เซียนโลหิต ส่งผลให้สำนักใหญ่ และตระกูลดังตกอยู่ในความบ้าคลั่ง นอกจากตระกูลหวัง และสำนักจินหานแล้ว ก็ยังมีตระกูลซ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ และ ผู้ฝึกตนนับร้อยก็ปรากฎขึ้น พวกมันทั้งหมดต่างก็มีพรสวรรค์อันโดดเด่น ท่ามกลางพวกมัน ก็คือ ซ่งเหล่าไกว้ ซึ่งเป็นเจ้าของสมบัติที่เมิ่งฮ่าวได้ขโมยมาในแคว้นจ้าว
สำนักที่แข็งแกร่งมากที่สุดในดินแดนด้านใต้ก็คือ สำนักกูตู๋เจี้ยน (กระบี่เดียวดาย) รังสีกระบี่นับร้อยพุ่งขึ้นไป จนดูน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง ผู้ฝึกตนทุกคนในกลุ่มพวกมัน ยืนอยู่บนกระบี่ รังสีกระบี่นับร้อยดูเหมือนราวกับจะแยกผ่าท้องฟ้า ที่เบื้องหน้าของคนกลุ่มนี้มีอยู่เจ็ดคนที่ดูหน้าตาเคร่งเครียด หนึ่งในเจ็ด ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเฉินฝาน!
ใบหน้าของเฉินฝานเต็มไปด้วยความเที่ยงธรรม มันสวมใส่ชุดยาวสีขาว และยืนบนกระบี่สีเขียวเข้ม พลังฝึกตนของมันกระจายออกมา มันอยู่ในขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ!
เบื้องหน้าของคนทั้งเจ็ดเป็นบุรุษวัยกลางคน ซึ่งมีสีหน้าเย็นชา และความต้องการสังหารอันรุนแรง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากอาจารย์ของเฉินฝาน โจวเหยียนหยุน
สายลมพัดกลุ่มเมฆกระจัดกระจายอยู่เหนือดินแดนด้านใต้ ขณะที่อู๋ติงชิว ของสำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) พุ่งผ่านท้องฟ้า ตามไปด้วยศิษย์ในสำนักอีกนับร้อย เมื่อพวกมันบินผ่านท้องฟ้า คิ้วของอู๋ติงชิวก็ขมวดขึ้น ดูเหมือนว่ามันกำลังคิดอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก ทำให้คนอื่นๆ จากสำนักจื่อยิ่นเงียบไปทั้งหมด
"อวี้เยียนหายไป" มันคิด "มีคนเห็นนางไล่ตามผู้ฝึกตนบางคน จากนั้นคุนเผิงก็บินมา เกิดเป็นลมหมุน นาง… นางอยู่ไหน… ? แผ่นชีวิตของนางยังคงครบถ้วนไม่บุบสลาย ซึ่งก็หมายความว่า นางยังปลอดภัยอยู่" มันถอนหายใจ ฉู่อวี้เยียนเป็นผู้ที่มีความสำคัญมาก สำหรับสำนักจื่อยิ่น จริงๆ แล้ว นางก็สำคัญมากจนทำให้หลายคนในสำนัก ได้คัดค้านการหมั้นหมายของนางกับหวังเถิงเฟย
ลำแสงมากมายปรากฎขึ้นในท้องฟ้าเหนือดินแดนด้านใต้ บินตรงไปยังประตูทั้งเจ็ดของขุมทรัพย์เซียนโลหิต
ท่ามกลางสำนักใหญ่ และตระกูลดัง ตระกูลหลี่เป็นตระกูลที่ลึกลับมากที่สุด พวกมันไม่ค่อยจะส่งสมาชิกในตระกูลออกมาสู่โลกภายนอก และถ้าพวกมันส่งออกมา น้อยคนมากที่จะรู้ ในความเป็นจริง เมื่อขุมทรัพย์เซียนโลหิตเปิดขึ้น พวกมันเพียงส่งออกมาแค่ห้าคน!
จากคนทั้งห้า สองคนเป็นผู้พิทักษ์เต๋าชราขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง ที่เหลืออยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ สองบุรุษ และหนึ่งสตรี นี่เป็นผู้ถูกเลือกทั้งสามของตระกูลหลี่ ซึ่งคนภายนอกน้อยคนนักที่จะรู้จัก
"หลายปีมาแล้ว ที่ท่านปรมาจารย์ ได้เผยความลับ ที่ทำให้การแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตครั้งที่แปดนี้ ต้องตกอยู่ในมือของตระกูลหลี่อย่างแน่นอน" หนึ่งในชายชรากล่าว มันสวมใส่ชุดยาวสีดำ รูปร่างผอมสูง มองกลับไปยังสามคนที่ด้านหลังมัน
"การแข่งขันครั้งที่แปดมาถึงแล้ว เต้าอี ขุมทรัพย์นั้นต้องเป็นของเจ้าอย่างแน่นอน สำหรับเจ้าทั้งสอง แค่ไปสังเกตการณ์ และหาโอกาสเรียนรู้บางอย่างเพิ่มเติม"
สำนักที่ลึกลับมากที่สุดในห้าสำนักใหญ่ก็คือ สำนักเซี่ยเยา (อสูรโลหิต) พวกมันส่งคนออกมาน้อยกว่าตระกูลหลี่ซะอีก เพียงแค่สองคน
หนึ่งเป็นชายชรา หนึ่งเป็นบุรุษหนุ่ม บุรุษหนุ่มสวมใส่ชุดยาวสีแดง และอายุประมาณสิบหก หรือสิบเจ็ดปี มันเปล่งรังสีสังหารอันอำมหิตออกมา มีเครื่องหมายโลหิตอยู่ตรงกลางระหว่างคิ้ว ซึ่งเรืองแสงออกมาปกคลุมครึ่งใบหน้าของมันเป็นครั้งคราว ใต้เท้าของมันเป็นหมอกโลหิต ซึ่งสามารถมองเห็นใบหน้าที่คำรามออกมาอย่างดุร้ายนับไม่ถ้วนปรากฎอยู่
ถ้าเมิ่งฮ่าวอยู่ที่นั่น หรืออาจจะเป็นเจ้าอ้วน หรือเสี่ยวหู่ พวกเขาก็จะจำมันได้ในทันที บุรุษหนุ่มผู้นี้ดูเหมือนกับหวังโหย่วฉาย เมื่อหกหรือเจ็ดปีที่แล้วเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามันเป็นหวังโหย่วฉายจริงๆ ก็หมายความว่า มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา แปลกประหลาดมาก!
ในห้าสำนักใหญ่ของดินแดนด้านใต้ มีอยู่สี่สำนักที่กระโดดเข้าร่วมงานนี้ มีเพียงสำนักเฮยเซ่อไช (กระชอนดำ) ไม่ได้ร่วมด้วย ในห้องโถงหลักของสำนัก มีหกคนนั่งขัดสมาธิอยู่ ร่างของพวกมันถูกปกปิดอยู่ในเงามืด ภายในห้องโถงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบ
เสียงโบราณที่ฟังดูน่ากลัว ทันใดนั้นก็ดังออกมา "เวลาของการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตมาถึงแล้ว… พวกเราควรจะส่งศิษย์ออกไปบ้างหรือไม่?"
"ขุมทรัพย์เซียนโลหิต อาจจะมีค่ามาก แต่ก็ไม่มีใครได้ครอบครองตั้งแต่หมื่นปีมาแล้ว เมื่อเทียบกันแล้ว แผนที่โบราณที่พวกเราค้นพบมีความสำคัญมากกว่า!"
"พวกเราไม่สามารถปกปิดเรื่องนี้ได้ตลอดไป ซึ่งพวกเราก็จะไม่ปกปิดมัน ยิ่งเกิดความสับสนวุ่นวายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้พวกเราได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น"
"ถ้าความพยายามของพวกเราสำเร็จ โครงสร้างทั้งหมดของดินแดนด้านใต้ก็จะเปลี่ยนไป สำหรับของสิ่งนั้น จะช่วยให้เต๋าแห่งสำนักเฮยเซ่อไชลึกล้ำขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นโชคของสำนัก!"
"ข้าเห็นด้วยว่าพวกเราไม่ควรส่งศิษย์ไปเข้าร่วมการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต พวกเราได้ศึกษาแผนที่โบราณนั้นมาเป็นเวลานาน แม้แต่ท่านปรมาจารย์ก็ยังได้เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และได้ศึกษามันมาหลายครั้ง พวกเราน่าจะหาประโยชน์จากความสงสัย ซึ่งจะเกิดจากการที่พวกเราไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตในครั้งนี้ เมื่อความอยากรู้ของพวกมันเพิ่มขึ้น พวกเราก็สามารถที่จะชักจูงให้ผู้คนมาที่นี่กันมากขึ้น จากนั้นพวกเราก็จะเริ่มแผนการขั้นต่อไป"
ด้านนอกของห้องโถงหลักสำนักเฮยเซ่อไช เต็มไปด้วยศิษย์ที่มีใบหน้าเคร่งขรึมนับร้อยมารวมตัวชุมนุมกัน พวกมันถูกเรียกมาที่นี่เพื่อรอคำสั่งจากผู้อาวุโสของสำนัก
ที่กำลังยืนอยู่ด้านข้างในกลุ่มคนนั้นก็คือ สวี่ชิง นางสวมใส่ชุดยาวสีขาวแบบทั่วไป ใบหน้าดูเหมือนจะซูบผอมกว่าก่อนหน้านี้ และดูท่าทางค่อนข้างจะอ่อนแอ ถึงแม้นางมักจะเป็นคนที่เย็นชา แต่นางก็ดูเหมือนจะไม่มีความสุขมากนักในสำนักเฮยเซ่อไชแห่งนี้
พลังฝึกตนของนางเพียงอยู่ที่ระดับเก้าขั้นรวบรวมลมปราณเท่านั้น
หญิงสาวอายุเยาว์หน้าตาสวยงาม ยืนอยู่ด้านข้างสวี่ชิง นางพูดเสียงเบา "ศิษย์น้องหญิงสวี่ ศิษย์พี่จ้าวฝากบอกว่า จะให้โอกาสท่านเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าท่านยินยอมในสิ่งที่มันต้องการ มันจะช่วยท่านให้ได้เม็ดยาพื้นฐานลมปราณ เถอะน่า อย่าโง่นักเลย ถ้าท่านตอแยโทสะศิษย์พี่จ้าว…"
ท่ามกลางคำแนะนำของนาง สวี่ชิงเงยหน้าขึ้น และมองไปที่นางอย่างเย็นชา
"ท่านไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก ศิษย์พี่เซีย ได้โปรด ให้เกียรติข้าด้วย!"
หญิงสาวแซ่เซียเยาะเย้ย "เจ้าก็แค่คนป่าเถื่อนจากแคว้นเล็กๆ ทำเป็นเข้มแข็งสูงส่ง แต่จริงๆ แล้ว เจ้าก็เป็นแค่คนโง่เท่านั้น ศิษย์พี่จ้าวชอบเจ้า ก็ถือว่าเจ้าโชคดีมากแล้ว เจ้าไม่มีทางจะปฏิเสธได้!"
สวี่ชิงไม่พูดจา แต่สองมือที่ละเอียดอ่อนของนาง กำจนแน่นอยู่ภายในแขนเสื้อจนมันซีดขาว
หญิงสาวแซ่เซียหัวเราะเสียงเย็นชา และเย้ยหยันนางต่อไป "เม็ดยาคงโฉมนั้นก็ปรุงออกมาอย่างหยาบๆ จากสำนักเล็กๆ บนภูเขาห่วยๆ ศิษย์พี่หานต้องการจะขอซื้อจากเจ้า เพื่อนำไปให้หญิงรับใช้ของนาง แต่เจ้าก็ปฏิเสธ ช่างเป็นคนที่หมกมุ่นอยู่แค่เรื่องเดียว ช่างเสียทีที่ดูสวยงามซะจริงๆ"
ใบหน้าสวี่ชิงซีดขาว กัดริมฝีปาก แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา
ในที่สุด ชายชราชุดยาวสีเขียวเข้มก็โผล่ออกมาจากห้องโถงหลัก มันโบกสะบัดแขนเสื้อ และกลุ่มหมอกก็กระจายออกมา หลัวผาน (เข็มทิศจีน) ขนาดใหญ่มโหฬารลอยลงมาจากท้องฟ้า หญิงสาวแซ่เซียหยุดการเยะเย้ย และกระโดดขึ้นไปบนหลัวผานนั้น ตามด้วยศิษย์ที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น รวมถึงสวี่ชิง ภายใต้การควบคุมของชายชรา หลัวผานยักษ์ก็นำพวกมันทั้งหมดหายลับตาไป
สายลม และกลุ่มเมฆ ม้วนตัวไปมาอยู่ด้านบนดินแดนด้านใต้ เนื่องจากสำนักเฮยเซ่อไชไม่ได้เข้าร่วม ประตูทั้งเจ็ดของขุมทรัพย์เซียนโลหิต แต่ละแห่งก็ถูกยึดครองโดยหนึ่งในสี่สำนักใหญ่ หรือไม่ก็หนึ่งในสามตระกูลดัง สำนักอื่น หรือตระกูลอื่นๆ ที่เหลือได้แต่ยอมอ่อนข้อให้เมือพวกมันมาถึง
ถึงแม้พวกมันจะมีตำแหน่งที่สูงส่ง แต่ทั้งสำหนัก และตระกูลใหญ่ ก็ไม่บังคับให้คนอื่นๆ จากไป ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นโดยรวม พวกมันเพียงแค่สะสางสถานที่ เพื่อรอแสงโลหิตปรากฎขึ้น เพื่อจะได้เริ่มแข่งขันหาขุมทรัพย์
เวลาผ่านไป ไม่กี่วันหลังจากนั้น แท่นบูชาเซียนโลหิตก็เริ่มส่งเสียงดังกระหึ่ม ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มสั่นสะเทือน และในที่สุด จอภาพสีโลหิตก็ปรากฎขึ้น ภายในจอภาพสีโลหิตนั้นประตูทางเข้าก็ค่อยๆ เผยออกมาให้เห็นอย่างช้าๆ ทันใดนั้น ผู้ฝึกตนทั้งหมดขั้นพื้นฐานลมปราณ ที่อยู่ในบริเวณทางเข้าทั้งเจ็ดของแท่นบูชาเซียนโลหิต ก็รู้สึกเหมือนจะถูกกระชากเข้าไปข้างหน้า
แต่… ประตูทางเข้ายอมให้เข้าไปได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น นอกจากบุคคลที่เข้าไปคนแรกตายลง หรือต้องการทีจะออกมาพัก คนที่สองถึงจะเข้าไปได้
∗∗∗
มันเป็นโลกที่กว้างใหญ่ ด้วยท้องฟ้าสีคราม และเมฆสีขาว ให้ความรู้สึกที่สะอาดบริสุทธิ์ จนยากที่จะอธิบาย ซึ่งปรากฎขึ้นในจิตใจของทุกคนที่เข้าไป
เมื่อมองขึ้นไป ท้องฟ้าเต็มไปด้วยแท่นบูชาขนาดใหญ่มหึมาสีเขียวเข้ม ด้านบนสุดของแท่นบูชา ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์หินเป็นคนผู้หนึ่ง
คนที่เป็นซากศพ สวมใส่ชุดยาวสีแดงโลหิต บนใบหน้าของมันเป็นหน้ากากสีเงินที่ไร้ใบหน้า นั่งนิ่งอยู่ที่นั่นไม่ไหวติง
แท่นบูชานี้ดูเหมือนจะเต็มไปเกือบครึ่งแผ่นฟ้าของโลกแห่งนี้ ทุกคนที่เข้ามา จะสามารถมองเห็นบุคคลที่อยู่ด้านบนแท่นบูชานี้ได้
ขุมทรัพย์เซียนโลหิต ไม่จำเป็นที่จะต้องบอกว่า… บุคคลผู้นี้ก็คือ เซียนโลหิตที่ตายไปแล้ว!
ใต้แท่นบูชาสีเขียวเข้มเป็นแหล่งเวทอาคมขนาดใหญ่ทั้งเก้า แต่ละแหล่งเวทอาคมนั้น เต็มไปด้วยวังน้ำวนที่มีดวงดาวกำลังหมุนวนอยู่ช้าๆ เวทอาคมทั้งเก้าเหมือนกับเส้นทางขนาดใหญ่เก้าแห่ง นำไปสู่เมฆสีขาวบนแท่นบูชานั้น
ใครก็ตามที่สามารถผ่านด่านอาคมนั้น ก็สามารถก้าวขึ้นไปยังแท่นบูชาสีเขียวเข้ม
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลเป็นต้นมา ก็ยังไม่มีใครสามารถผ่านเข้าไปได้!
ในตอนนี้ เมิ่งฮ่าวยืนเงียบๆ อยู่ด้านนอกของด่านอาคมแห่งแรก ดวงตาส่องประกายเจิดจ้า ทันใดนั้น รูปร่างเลือนลางเจ็ดร่างก็ปรากฎอยู่รอบๆ ตัว
เขาไม่สามารถบอกได้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นบุรุษ หรือสตรี รวมถึงไม่อาจบอกอายุพวกมันได้ แม้แต่เสื้อผ้าก็ดูเลือนลางไม่ชัด แต่เมิ่งฮ่าวก็เห็นได้ว่า พวกมันทั้งหมดต่างก็มองซึ่งกันละกันไปรอบๆ
ทันใดนั้น เสียงเก่าแก่โบราณ ไร้ความรู้สึกก็ดังออกมา "ขุมทรัพย์เซียนโลหิต ด่านอาคมทั้งเก้าถูกเปิดออก ผู้แข่งขันล่าขุมทรัพย์ครั้งที่แปดได้มาถึง แต่มีเพียงผู้เดียวที่จะได้รับขุมทรัพย์ของเซียนโลหิต"
"พวกเจ้าทั้งแปดจะไม่สามารถได้ยินคำพูดของคนอื่นๆ และจะไม่เห็นเวทอาคมที่คนอื่นใช้ พวกเจ้าจะไม่สามารถโจมตีผู้อื่น มองเห็นเพียงเงาร่างเลือนลางนี้เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ… พวกเจ้าทั้งแปดต่างก็อยู่ในสถานที่ ที่แตกต่างกันทั้งหมด แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในแต่ละสถานที่ของพวกเจ้า นั่นก็คือ มีแท่นบูชาสีเขียวเข้ม และพลังลมปราณที่เหมือนกัน"
"การแข่งขันล่าขุมทรัพย์จะเปิดขึ้นเป็นเวลาเก้าเดือน ในทุกๆ เขตด่านอาคม พวกเจ้าสามารถเลือกที่จะจากไปได้ทุกเวลาตลอดช่วงเก้าเดือนนี้ พวกเจ้าอาจจะเลือกไปต่อยังด่านอาคมต่อไป พวกเจ้าสามารถใช้วิธีอะไรก็ได้ รวมถึงกลอุบาย หรือพลังพิเศษของสำนัก หรือตระกูล บุคคลแรกที่ทะลวงผ่านเข้าไปในเขตด่านอาคมที่เก้าได้ ก็จะเป็นเซียนโลหิตรุ่นที่สอง!"
"ไม่มีกฎกติกาในที่แห่งนี้ ตอนนี้ พวกเจ้าแต่ละคน ต้องหยดโลหิตที่เต็มไปด้วยแก่นแท้ในตัวตนของเจ้า และด่านอาคมจะเปลี่ยนมันเป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด การที่โลหิตของพวกเจ้าแต่ละคนจะสร้างโลหิตศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเป็นอะไร… ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของพวกเจ้าเอง"
"อย่าลืมว่า การดูดซับพลังลมปราณ จะทำให้โลหิตศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้า มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้า… คือปัจจัยสำคัญที่จะได้รับขุมทรัพย์นี้หรือไม่ และตอนนี้ การแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตก็… เริ่มขึ้น!"
ทันทีที่เสียงนั้นสิ้นสุดลง ลำแสงสีเขียวเข้มแปดลำ ก็พุ่งออกมาจากแท่นบูชา และตรงลงมายังเมิ่งฮ่าว และคนอื่นๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment