heaven ep121-130

 ตอนที่ 121 โลหิตศักดิ์สิทธิ์ของเมิ่งฮ่าว


จิตใจของเมิ่งฮ่าวหนักอึ้งขณะที่ยืนอยู่ที่นั่น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าไปในการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต เขาก็พบว่าพลังฝึกตนของตัวเองฟื้นฟูกลับมาอย่างสมบูรณ์ ไม่ได้ติดอยู่ในระดับเจ็ด ขั้นรวบรวมลมปราณอีกต่อไป แต่กลับคืนไปสู่ระดับต้นขั้นพื้นฐานลมปราณ


หลังจากที่ได้ยินคำพูดจากเสียงเก่าแก่โบราณนั้น เมิ่งฮ่าวก็รู้ว่าทำไมฉู่อวี้เยียนถึงได้ต้องการเข้ามายังสถานที่นี้


"ที่นี้สามารถฟื้นฟูพลังลมปราณ ถ้ามันยังคงอยู่หลังจากออกไป ก็เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นเป้าหมายแรกของฉู่อวี้เยียน ยิ่งไปกว่านั้น ต้องมีเล่ห์บางอย่างที่นางสามารถ… ส่งข่าวถึงบุคคลที่อยู่ด้านนอกให้รู้ตัวตนของนาง และจากนั้นก็บอกหนทางที่จะนำคนเหล่านั้นมายังปล่องภูเขาไฟนี้" ดวงตาเขาสาดประกายขณะที่มองไปยังลำแสงสีเขียวเข้มที่เบื้องหน้า


แสงสีเขียวเข้มเป็นลำแสงขนาดใหญ่ไร้รูปลักษณ์ ดูเลือนลางเห็นได้ไม่ชัดเจน ราวกับว่ามีสิ่งมีชีวิตกำลังก่อตัวอยู่ข้างใน


เงาร่างเลือนลางอีกเจ็ดร่างรอบๆ เขา ก็ดูเหมือนว่ากำลังศึกษาแสงสีเขียวเข้มนี้ด้วยเช่นกัน ในไม่ช้า หนึ่งในเงาร่างนั้นก็พ่นโลหิตออกจากปาก ซึ่งถูกดูดซับโดยแสงสีเขียว แสงนั้นเปลี่ยนเป็นสีของโลหิต จากนั้นเสียงร้องของเฟิ่ง (นกฟีนิกซ์) ดังออกมาจากด้านใน เสียงนั้นได้ยินอย่างชัดเจนไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น เมื่อเฟิ่งโลหิต ขนาดเล็กเท่านิ้วมือ บินออกมา วนเป็นวงกลมไปรอบๆ


บนจอภาพสีโลหิตด้านบนของแต่ละสถานที่ทั้งเจ็ดแห่ง ภาพก็ปรากฎขึ้น… เป็นภาพของเมิ่งฮ่าว และคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านในของโลกเซียนโลหิต


การแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตแต่ละครั้งไม่มีซ้ำกัน ผู้ที่อยู่ด้านนอกสามารถจับตาดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นด้านใน เมื่อผู้แข่งขันพุ่งตรงเข้าไปในด่านอาคม คนด้านนอกที่ดูอยู่ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน ถึงแม้พวกมันจะไม่อาจมองเห็นรายละเอียดทั้งหมดก็ตามที แต่พวกมันก็สามารถเห็นได้ว่าใครสำเร็จ และใครล้มเหลว


ใครก็ตามที่มีความสามารถ ก็จะจับตาดูด่านอาคมเพื่อจะเรียนรู้จากพวกมัน ทุกคนได้ยินเสียงโบราณนั้นบอกว่า ไม่มีกฎกติกา หรือจะใช้วิธีการอะไรก็ได้ บุคคลแรกที่ผ่านเข้าไปยังด่านอาคมที่เก้าได้ ก็จะเป็นเซียนโลหิตรุ่นที่สอง


การแข่งขันล่าขุมทรัพย์ไม่มีกฎกติกา เมื่อคิดในอีกด้าน ก็เป็นการแสดงถึงความอวดดี และพลังของเซียนโลหิต ผู้ฝึกตนทั้งหลายในโลกนี้ สามารถจับตามอง และศึกษาด่านอาคมทั้งเก้าได้ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ในหลายหมื่นปี และการแข่งขันทั้งเจ็ดครั้งที่ผ่านมา ก็ไม่มีใครสามารถผ่านเข้าไปถึงด่านอาคมที่เก้าได้ ใครก็ตามที่คิดจะเข้าไป ต้องตาย


เนื่องจากเป็นการแข่งขันที่เปิดเผยเช่นนี้ ใครก็ตามที่เข้าร่วมมักจะมีการเตรียมตัวมาดี ผู้คนมากมายที่มองอยู่ด้านนอก เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเซียนโลหิตมาก่อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเมื่อเฟิ่งโลหิตปรากฎขึ้น ผู้คนมากมายถึงได้ตกตะลึง


"เฟิ่งโลหิตเกิดขึ้นแล้ว! ท่ามกลางโลหิตศักดิ์สิทธิ์ ทั้งเฟิ่งโลหิต และมังกรโลหิต ต่างก็รวดเร็วกันทั้งคู่ ข้าจำได้ถึงข้อมูลที่อ่านมาจากบันทึกโบราณ เกี่ยวกับการแข่งขันล่าขุมทรัพย์ครั้งที่หก เมื่อเฟิ่งโลหิตเติบโตเต็มที่ ก็จะมีความแข็งแกร่งเท่ากับผู้พิสดารวิญญาณแรกก่อตั้ง!"


"ข้าอยากรู้นักว่า ศิษย์ของสำนักไหน ที่โชคดีในครั้งนี้…"


เสียงพูดจาดังกระหึ่มไปทั่วเขตการแข่งขันทั้งเจ็ด ใกล้กับเขตที่ห้า ซ่งเหล่าไกว้ แห่งตระกูลซ่ง ยืนอยู่ที่นั่นดูท่าทางมีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง มันไม่พูดอะไรออกมา แต่จากเบาะแสเล็กน้อยที่มันจำได้ ทำให้มันรู้ว่าบุคคลที่ได้ครอบครองเฟิ่งโลหิต ก็คือสมาชิกของตระกูลนาม ซ่งเจี๋ย


"ยอดเยี่ยม" มันคิด "บางทีอาจจะเป็นโอกาส สำหรับเจ้าเด็กหญิงซ่งเจี๋ย จะได้ครอบครองขุมทรัพย์นี้อย่างแท้จริง" ดวงตาของมันส่องประกายด้วยความมุ่งหวัง


ในเวลาเดียวกันนั้น กลับเข้าไปด้านในของเขตขุมทรัพย์ ผู้แข่งขันคนที่สอง สาม และสี่ พ่นโลหิตจากหัวใจของพวกมันเข้าไปในแสงสีเขียวเข้ม แต่ละคนก็ได้รับโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกัน


คนแรกเป็นกวางสีโลหิตอันสง่างาม คนที่สองเป็นพยัคฆ์โลหิต ซึ่งส่งเสียงคำรามออกมา เมื่อมันปรากฎขึ้น แต่คนทั้งสองก็ต้องสีหน้าซีดขาว เมื่อไปเปรียบกับคนที่สาม โลหิตศักดิ์สิทธิ์ลำดับสามเป็นมังกรโลหิต!


ท่าทางของมันดุร้าย และเสียงคำรามของมัน ก็สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งบริเวณนั้น ความปั่นป่วนก็กระจายออกไปทั่วทั้งโลกด้านนอกในทันที


"มังกรโลหิต!!"


"สี่พันปีที่แล้ว ในการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตครั้งที่เจ็ด ผู้ถูกเลือกจากตระกูลหลี่ ได้ครอบครองมังกรโลหิต มันเป็นบุคคลแรกจากครั้งสมัยโบราณที่ผ่านเข้าไปถึงด่านที่แปดได้!!"


ด้านนอกของเขตแข่งขัน ชายชราสองคนที่เป็นคนของตระกูลหลี่ ยืนอยู่ที่นั่นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก การปรากฎของมังกรโลหิตไม่ได้ทำให้พวกมันประหลาดใจมากเท่าใด บุคคลที่ได้ครอบครองมัน ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากหนึ่งในผู้ถูกเลือกของตระกูลหลี่ รุ่นปัจจุบันนี้ หลี่เต้าอี


ก่อนที่เสียงคำรามจะจางหายไป โลหิตศักดิ์สิทธิ์อันดับที่ห้า หก และเจ็ด ก็ปรากฎขึ้นภายในเขตขุมทรัพย์ หนึ่งในนั้นเป็นเต่าเฉียนอู่ อีกหนึ่งเป็นสุนัขป่าโลหิต และสุดท้าย… ช่างน่าตกใจยิ่ง… เทพธิดาตัวน้อยสีโลหิต!


เทพธิดาตัวน้อยสีโลหิต ดูเหมือนกับผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง การปรากฎตัวของมัน ทำให้ผู้ฝึกตนที่อยู่ยังโลกด้านนอกต่างก็ตกใจกันไปตามๆ กัน แม้แต่สองชายชราจากตระกูลหลี่ก็ดูประหลาดใจ สมาชิกทุกคนของทุกตระกูล และสำนัก ต่างก็มีจิตใจหวั่นไหวกันไปทั่ว


"ตั้งแต่สมัยโบราณมา ยังไม่เคยมีโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่มีรูปร่างแบบมนุษย์มาก่อน ไม่เคยมี ในการแข่งขันทั้งเจ็ดครั้ง!"


"ยากที่จะบอกว่าโลหิตศักดิ์สิทธิ์นี้จะเติบโตเป็นอะไร มันไม่เคยถูกพบเห็นมาก่อน ใครจะไปรู้ว่า มันอาจจะเทียบเท่ากับเฟิ่งโลหิต และมังกรโลหิตก็เป็นได้"


ขณะที่เสียงพูดคุยดังออกไปทั่ว ผู้อาวุโสจากสำนักที่ลึกลับที่สุดในห้าสำนักใหญ่ สำนักเซี่ยเยา (อสูรโลหิต) กำลังนั่งขัดสมาธิมองไปยังภาพที่ปรากฎขึ้นบนจอโลหิต ดวงตาของมันจ้องไปยังเงาร่างเลือนลาง ซึ่งได้ครอบครองเทพธิดาสีโลหิต ผ่านไปชั่วครู่ มันก็พยักหน้า มันรู้ว่าบุคคลผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากศิษย์สำนักของมัน


ภายในเขตขุมทรัพย์เซียนโลหิต เมิ่งฮ่าวมองไปยังเจ็ดคนนั้น และโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งกำลังลอยอยู่รอบๆ ร่างเลือนลางนั้น พวกมันทั้งหมดดูแล้วไม่ธรรมดาไม่ว่าจะมองในมุมไหน


"บุคคลพวกนี้ต้องเป็นผู้ถูกเลือกต่างๆ ในดินแดนด้านใต้…" เมิ่งฮ่าวมองไปที่พวกมัน "ข้าอยากรู้นักว่าของข้าจะเป็นอะไร!?" ดวงตาสาดประกาย เขาวางมือไปบนหน้าอก พลังฝึกตนของเขาสั่นระรัว และกระอักโลหิตออกมา


โลหิตนี้มาจากพลังฝึกตนของเขา และมันก็ถูกดูดเข้าไปในแสงสีเขียวเข้มในทันที ในตอนนั้น ไม่ใช่มีแค่เขาคนเดียวที่เพ่งมองผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น อีกเจ็ดคนก็กำลังมองมาด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับทุกคนในโลกภายนอก มีเสียงพูดคุยดังออกไปทั่วที่ด้านนอก ทุกคนมองไปที่เมิ่งฮ่าวบนหน้าจอยักษ์


แสงริบหรี่สีดำก็เปลี่ยนเป็นสีของโลหิตในทันที ครั้นแล้วเสียงอันเลือนลาง แต่แข็งแกร่งก็ดังออกมาจากด้านใน เมื่อพวกมันได้ยินเสียงนั้น บุคคลทั้งเจ็ด และกวางโลหิต ก็เริ่มตัวสั่น ต่อมาก็เป็น สุนัขป่าโลหิต เต่าเฉียนอู่ และพยัคฆ์โลหิต ทั้งหมดดูเหมือนว่า พวกมันไม่อาจทนรับเสียงนั้นได้ และเริ่มสั่นสะท้านไปทั้งตัว


ทั้งมังกรโลหิต และเฟิ่งโลหิต ก็เริ่มแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ออกมา จ้องเขม็งมายังเมิ่งฮ่าว มีเพียงเทพธิดาสีโลหิตที่ใบหน้าไร้ความรู้สึก ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย


"อะไรจะโผล่ออกมาสำหรับคนผู้นี้… มันเป็นเสียงคำรามเล็กๆ แต่โลหิตศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดก็ดูเหมือนจะสั่นไปทั้งตัว แม้แต่มังกรโลหิต และเฟิ่งโลหิตก็ยังดูเกลียดชังมัน…"


"ใช่จะเป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่ยังไม่เคยปรากฎขึ้นมาก่อน?"


ในเวลาที่เสียงคำรามดังออกมา และแสงโลหิตที่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าวเริ่มกระจายเป็นระลอกคลื่นออกมา ทันทีนั้นเอง โลหิตศักดิ์สิทธิ์ก็ปรากฎขึ้นยังเบื้องหน้าเขา มันเป็น… ลูกสุนัขตัวเล็กๆ พร้อมดวงตาที่สาดประกายเจิดจ้า ตัวขนาดเท่านิ้ว!


ลูกสุนัขนั้นดูยังไงก็ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรที่ดูเป็นพิเศษเลยแม้แต้น้อย อย่างไรก็ตาม ทันทีที่มันปรากฎ ความรู้สึกเป็นปรปักษ์ที่อยู่ภายในของเฟิ่งโลหิต และมังกรโลหิตดูเหมือนว่าจะรุนแรงมากขึ้น


"มันก็คือสุนัข!"


"เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างแน่นอน ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน จากการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยมีโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสุนัขมาก่อน!"


รอบๆ บริเวณเขตทางเข้าขุมทรัพย์ทั้งเจ็ด ในดินแดนด้านใต้ เสียงพูดเล่น และหัวเราะดังขึ้นในทันที แต่ด้านใน ทุกสิ่งทุกอย่าง เงียบสงัด เมิ่งฮ่าวมองไปยังลูกสุนัขที่ลอยอยู่เบื้องหน้า จากนั้นก็มองไปรอบๆ ยังโลหิตศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ คิ้วของเขาก็ขมวดขึ้น


เขายกมือขวาขึ้น และลูกสุนัขก็กระโดดเข้ามาอยู่บนฝ่ามือในทันที ดูเหมือนมันจะสั่นสะท้านด้วยความหนาวเย็น และดูท่าทางตกใจ มันมองขึ้นไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยท่าทางประจบประแจง จากนั้นก็ก้มหน้าลง และเลียไปที่ฝ่ามือของเขาด้วยลิ้นเล็กๆ ของมัน


ในเวลาเดียวกันนั้น บุคคลทั้งเจ็ดก็ก้าวไปข้างหน้า เกือบจะพร้อมเพรียงกัน หายเข้าไปในด่านอาคมชั้นแรก


ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย เขาไม่รู้มากนักเกี่ยวกับสถานที่นี้ ดังนั้นเขาจึงไม่เร่งรีบ หลังจากที่มองไปรอบๆ สักพัก เขาก็ตระหนักว่าพลังลมปราณในที่นี้ค่อนข้างจะหนาแน่น เข้มข้นกว่าโลกภายนอกมากนัก มันเกือบจะเข้มข้นเท่ากับพลังลมปราณในหุบเขา ที่ซึ่งเขาได้บรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ


ไม่มีภูเขา หรือทะเลให้เห็น มีแต่ความว่างเปล่า มีเพียงด่านอาคมทั้งเก้า และแท่นบูชาสีเขียวเข้ม


เมิ่งฮ่าวคิดกลับไปในสิ่งที่เสียงโบราณนั้นได้กล่าววไว้ "ความหวังที่ข้าจะได้ครอบครองขุมทรัพย์ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับสุนัขตัวนี้?"


เขามองลงไปยังลูกสุนัขในฝ่ามือเขาชั่วครู่ จากนั้นก็มองกลับขึ้นไป โดยไม่ลังเล เดินตรงเข้าไปในเขตอาคมด่านแรก เมื่อทำเช่นนั้น โลกรอบๆ ตัวก็ลางเลือนไป จากนั้นก็ก่อตัวขึ้นใหม่ กลายเป็นโลกที่เต็มไปด้วยภูเขาเซียน และตึกรามบ้านช่อง


ในโลกแห่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเงียบสงบ มองไปรอบๆ เขาเห็นภูเขาเซียนยืดขยายออกไป ราวกับป่าไม้ในทุกทิศทุกทาง ซึ่งปกคลุมไปด้วยอาคารมากมาย


นี่ไม่ใช่สถานที่ของมนุษย์ธรรมดา แต่เป็นสถานที่อยู่อาศัยของเซียน พลังลมปราณของสวรรค์ และปฐพีหนาแน่นมาก จริงๆ แล้ว ก็ดูเหมือนว่ามันจะหนาแน่นเป็นสิบเท่าของโลกภายนอก มันหนาแน่นจนก่อตัวกลายเป็นหมอกบางๆ ที่มองเห็นได้ในทุกที่


"ข้าอยู่ที่ไหน… ?" เมิ่งฮ่าวกล่าว มองไปรอบๆ ด้วยความตกใจ เขาเพ่งมองไปด้วยจิตสัมผัส จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเริ่มดูดซับพลังลมปราณเหล่านั้น มันไหลเข้าไปในตัวเขา พุ่งเข้าไปพื้นฐานฝึกตนของเขา จากนั้นก็เข้าไปในเสาแห่งเต๋าสีทอง บางส่วนของมันก็รั่วไหลออกมาจากรอยร้าวในเสาแห่งเต๋า


"ด้วยพลังลมปราณที่หนาแน่นเช่นนี้ ถ้าเสาแห่งเต๋าของข้าไม่มีลมปราณรั่วไหลออกมา การฝึกตนในนี้หนึ่งวัน น่าจะเหมือนกับฝึกที่โลกด้านนอกหนึ่งเดือน" จิตวิญญาณของเขาถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เมื่อคิดเช่นนี้


ทันใดนั้น ก็สังเกตเห็นลูกสุนัขในฝ่ามือเขาดูมีความสุขมาก มันกำลังดูดซับลมปราณด้วยเช่นกัน เมื่อมันทำเช่นนั้น ร่างของมันก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น ขนดกปุยก็เริ่มปรากฎขึ้นบนผิวหนัง ทำให้ดูน่ารักเป็นอย่างมาก


เมิ่งฮ่าวมองไปสักพัก ครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้ม


"สุนัขนี้คงจะโตขึ้นไปพร้อมกับข้า แต่เมื่อดูวิธีการหายใจของมัน เหมือนกับมันกำลังทำด้วยความเร็วเท่ากับข้า ใช่หรือไม่ว่า… การได้รับโลหิตจากหัวใจของข้า มันจึงมีพรสวรรค์เหมือนกับข้า?"


ดวงตาเขาสาดประกาย และเริ่มเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ด้านข้างวิ่งตามไปด้วยลูกสุขนัขตัวน้อย ซึ่งตอนนี้มีขนาดยาวเป็นสองนิ้ว ด้วยข้อจำกัดของมัน ทำให้มันเกือบจะวิ่งตามไม่ทัน


ตอนที่ 122 บรรลุข้อตกลง

เวลาเลื่อนผ่านไป ในไม่ช้า สามวันก็ผ่านไป เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว พบว่าไม่ว่าเขาจะไปไกลแค่ไหน หรือบินไปยังแห่งใด สถานที่นี้ก็ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด มันไม่มีขอบเขตให้เห็น ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่เวลาผ่านไป ก็ดูเหมือนว่าลมปราณจะเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ


"ข้าจะทะลวงผ่านด่านอาคมแรกนี้ได้อย่างไร… ?" คิ้วของเขาขมวดขึ้น นั่งลงขัดสมาธิบนยอดสูงสุดของภูเขา ดวงตาสาดประกายขณะที่มองไปรอบๆ


ในเวลาเดียวกันนั้น ด้านนอกของเขตขุมทรัพย์ ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณแท่นบูชาทั้งเจ็ด ทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ทั้งหมด กำลังมองไปยังภาพบนหน้าจอสีโลหิต


พวกมันสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่า เงาร่างเลือนลางทั้งเจ็ดนั้น เมื่อเข้าไปยังเขตอาคมด่านแรก ก็นั่งลงขัดสมาธิ และเริ่มเข้าฌาณในทันที แต่คนที่แปด และเป็นคนสุดท้าย เมื่อเข้าไปก็เริ่มบินไปมารอบๆ อย่างไร้ทิศทาง เวลานานผ่านไป ก่อนที่เขาจะนั่งลง และเริ่มเข้าฌาณ


"คนสุดท้ายนั่นมาจากสำนักไหน? มันไม่เข้าใจว่าด่านแรกทำงานอย่างไร? โอ ข้ารู้แล้ว มันต้องเป็นผู้ฝึกตนจรจัด ที่บังเอิญไปเปิดแท่นบูชาเซียนโลหิตลำดับที่แปด ทำให้การแข่งขันเริ่มขึ้นอย่างไม่ตั้งใจเป็นแน่!"


"ด่านแรกช่างง่ายมาก มันเป็นการทดสอบพรสวรรค์ โดยหลักการแล้ว ด่านแรกจะทำให้โลหิตศักดิ์สิทธิ์เติบโตขึ้น ผู้ฝึกตนต้องช่วงชิงลมปราณมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นเป็นกุญแจที่จะทำให้ทะลวงผ่านด่านอาคมที่เหลือได้"


การพูดจาแนวนี้กระจายออกไปทั่วผู้ฝึกตน ซึ่งพูดคุยกันด้วยเสียงแผ่วเบา ภายในเขตขุมทรัพย์ เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น


"ช่างแปลกนัก ลมปราณในสถานที่นี้ดูเหมือนจะแบ่งออกเป็นแปดส่วน… รวมถึงข้าด้วย มีแปดคนเข้ามาในนี้" ดวงตาเมิ่งฮ่าวเข้มขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเริ่มดูดซับลมปราณให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


ถึงเขาจะไม่ทราบว่าจะทะลวงผ่านด่านแรกนี้ได้อย่างไร แต่เขาก็เริ่มคาดเดาได้ ลมปราณบริเวณนั้นเริ่มหายไปอย่างรวดเร็ว เมิ่งฮ่าวหลับตาลง และห้าวันก็ผ่านไป


ในวันที่ห้า เขายังคงดูดซับลมปราณเข้าไปมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสาแห่งเต๋าสีทองส่องประกายเจิดจ้า จริงๆ แล้ว มันเหมือนกับว่า เสาแห่งเต๋า เสาที่สองกำลังเริ่มก่อตัวขึ้น


สำหรับลูกสุนัข มันได้ดูดซับลมปราณเข้าไปตลอดช่วงห้าวันที่ผ่านมา มากเท่ากับเมิ่งฮ่าว ร่างกายของมันใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิมในตอนนี้ มีขนาดเท่ากับมือของเมิ่งฮ่าว ในที่สุด ลมปราณทั้งหมดในสถานที่นี้ก็หายไปหมดอย่างสิ้นเชิง เสียงคำรามดังกระหึ่มทั่วบริเวณนั้น ภูเขาเซียน และอาคารต่างๆ ก็เริ่มพังทะลายลง แหลกสลายกลายเป็นพื้นกว้างขนาดใหญ่ เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น และพบว่ากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นที่กว้างนั้น


รอบๆ ตัวเขา บุคคลอื่นอีกเจ็ดคนก็ลืมตาขึ้น พวกโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของพวกมันทั้งหมดก็เปลี่ยนไป มีขนาดใหญ่ขึ้น และดูเหมือนจะฉลาดมากขึ้น


สำหรับเทพธิดาสีโลหิต ขนาดรูปร่างไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เริ่มมีกิ่งก้านคล้ายหนวดยืดยาวออกมา บิดเบี้ยวไปมาอย่างช้าๆ ทำให้ดูแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก


ลูกสุนัขของเมิ่งฮ่าวมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก มันมีขนาดเท่ากับฝ่ามือ และปกคลุมไปด้วยขนปุกปุย ดูท่าทางตื่นกลัวต่อโลหิตศักดิ์สิทธิ์ตัวอื่นๆ มาก มันหดตัวไปแนบอยู่กับเมิ่งฮ่าว ตัวสั่น เอาศีรษะถูไปที่ขา และเลียเสื้อคลุมยาวของเขา ดวงตาขนาดใหญ่ของมันส่องประกายดูน่ารักเป็นอย่างมาก


ประตูเรืองแสงตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างนี้ กระจายแรงดึงดูดออกมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นทางออกของเขตขุมทรัพย์นี้ บุคคลทั้งเจ็ดรอบๆ เมิ่งฮ่าวยืนขึ้นทีละคน ดูแล้วไม่มีใครตั้งใจที่จะจากไป พวกมันกลายเป็นลำแสง พร้อมกับโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของพวกมัน พุ่งตรงไปยังด่านที่สอง


เมิ่งฮ่าวนิ่งเงียบ เขาสัมผัสได้ว่าโลหิตศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่ ของคนทั้งเจ็ดนั้นเปล่งรังสีระดับเจ็ด หรือแปดขั้นรวบรวมลมปราณออกมา มังกรโลหิต และเฟิ่งโลหิต รวมถึงโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ต่างก็อยู่ที่ระดับเก้า แต่ลูกสุนัขของเขาอยู่ที่ระดับสาม หรือสี่เพียงตัวเดียว


"การขาดความเข้าใจเกี่ยวกับสถานที่นี้ ทำให้ข้าตกเป็นเบี้ยล่าง…" เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ดวงตาสาดประกาย "แต่ข้อได้เปรียบของข้าก็คือ มีข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่จะออกไปจากเขตขุมทรัพย์นี้ได้ ถ้าพวกมันจากไป คนอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ก็จะพยายามเข้ามาแทน ดังนั้น พวกมันจึงไม่อาจออกไปได้"


เมิ่งฮ่าวนั่งเงียบอยู่ไม่นาน จากนั้นก็ลุกขึ้น เขาไม่บินตรงไปยังด่านที่สอง แต่หายเข้าไปในประตูเรืองแสงนั้นแทน


เมื่อเขาโผล่ออกมา เขาก็อยู่ในปากขนาดใหญ่มหึมาของศีรษะหินยักษ์ในทะเลสาบโลหิต ทันทีที่เขาบินออกมา ก็พบว่าเหมือนที่เขาสงสัย พลังฝึกตนของเขาได้ฟื้นคืนกลับมาเหมือนเดิมจริงๆ พลังกดดันก่อนหน้านี้ ไม่มีผลต่อเขาอีกแล้วในตอนนี้


"โลหิตศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ออกมาพร้อมกับข้า… ดูเหมือนมันจะอยู่ได้ภายในเขตขุมทรัพย์เพียงเท่านั้น" เมิ่งฮ่าวมองกลับไปยังแท่นบูชา ภายในทะเลสาบโลหิต และทันใดนั้นก็ต้องขมวดคิ้ว เขามองเห็นหน้าจอเรืองแสงสีโลหิต รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นด้านในของเขตขุมทรัพย์


"คนที่อยู่ด้านนอกสามารถเห็นอะไรกำลังเกิดขึ้นอยู่…" เขาจ้องไปที่หน้าจอนั้นอย่างเงียบๆ และได้เห็นเงาร่างเลือนลางทั้งเจ็ด ภายในด่านที่สอง เมื่อเขามองอย่างละเอียด เขาก็รู้สึกสงบลงเล็กน้อย


ภาพบนหน้าจอไม่ได้เปิดเผยว่าเขาได้อยู่ที่ไหน ยิ่งไปกว่านั้น ประตูทางเข้าซึ่งนำเขากลับออกมายังปล่องภูเขาไฟ ก็ยังอยู่ที่นั่น


ดวงตาเขาส่องประกาย บินขึ้นไปในอากาศ เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็มาถึงถ้ำที่ฉู่อวี้เยียนกำลังปรุงเม็ดยาอยู่


นางนั่งขัดสมาธิ ใบหน้าซีดขาว เมื่อเมิ่งฮ่าวเข้าไปใกล้ นางเงยหน้าขึ้น และเห็นเขาบินผ่านอากาศตรงมาที่นาง ความรู้สึกอันซับซ้อนปรากฎขึ้นบนใบหน้า


"เจ้าต้องใช้เวลากี่วัน ก่อนที่จะปรุงยาเม็ดที่ห้าสำเร็จ?" เมิ่งฮ่าวถามเสียงเย็นชา ร่อนลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล เขามองไปที่นางด้วยสายตาเย็นชา


นางนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ในที่สุด ก็ตอบด้วยเสียงแผ่วเบา "ข้าจะปรุงเสร็จภายในครึ่งเดือน"


"ดูจากสถานการณ์ของพวกเราตอนนี้" เมิ่งฮ่าวกล่าว "ไม่มีความจำเป็นที่พวกเราต้องมาต่อสู้กันอีก" เขามองไปรอบๆ ที่กลุ่มหมอกด้านนอก ซึ่งตอนนี้เขาสามารถมองทะลุผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย


ฉู่อวี้เยียนนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก้มหน้าลง "ข้าต้องการออกไปจากที่นี่ แต่ข้าไม่เชื่อถือเจ้า"


"ถ้าเจ้าช่วยข้าปรุงยา และช่วยให้ข้าเข้าใจถึงการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต ข้าขอสาบานด้วยพื้นฐานฝึกตนของข้าว่า ข้าจะช่วยให้เจ้าออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัย" เขามองไปที่นาง


"คำสาบานของผู้ฝึกตน ไม่อาจเชื่อถือได้" นางตอบ มองขึ้นมาที่เขา


"ถ้าเจ้าต้องการจะออกไปจากที่นี่ เจ้าก็ไม่มีทางเลือก นอกจากเชื่อถือข้า" เมิ่งฮ่าวตอบด้วยเสียงเย็นชา "ความเมตตาของข้ามีจำกัด ครั้งแรก เจ้าพยายามจะดูดพลังฝึกตนของข้า ครั้งที่สอง เจ้าพยายามโกหกข้าเรื่องขุมทรัพย์เซียนโลหิต ถ้ามีครั้งที่สาม ข้าก็จะยกเลิกการปรุงเม็ดยา และจะสังหารเจ้า"


ฉู่อวี้เยียนนั่งอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ ไร้วาจาที่จะพูดออกมา เมิ่งฮ่าวนั่งลงขัดสมาธิอยู่ด้านข้างนาง เขาไม่พูดจาเพื่อที่จะเกลี้ยกล่อมนางเพิ่มไปมากกว่านั้น ตลอดทั้งวันผ่านไป จนกระทั่งในที่สุด นางแอบถอนหายใจอยู่ภายในลึกๆ ไร้เล่ห์เหลี่ยม หรือแผนการใดๆ อีก


ความพยายามทั้งหมดที่ใช้ไป เพื่อชิงไหวชิงพริบกับเมิ่งฮ่าวล้วนล้มเหลวหมดสิ้น มันเป็นความจริงเหมือนที่เขาได้บอกว่า… ถ้านางต้องการออกไปจากสถานที่นี้ นางก็ไม่มีทางเลือก นอกจากเชื่อถือเขาเท่านั้น


ยิ่งไปกว่านั้น ฉู่อวี้เยียนเคยรับรู้ถึงความโหดเหี้ยมของเมิ่งฮ่าวมาก่อน และสามารถสัมผัสได้ถึงความต้องการสังหาร ที่อยู่ภายในคำพูดที่เขาได้พูดมา


"ด่านทั้งเก้าของการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตทั้งหมดแตกต่างกัน" นางเริ่มพูดอย่างเงียบๆ "แต่สำนักต่างๆ ได้ค้นคว้าถึงเรื่องนี้มาตลอดทั้งการแข่งขันเจ็ดครั้งที่ผ่านมา เส้นทางที่เจ้าต้องผ่าน ก็คือหนึ่งในการไขว่คว้า!"


"สิ่งที่ต้องคว้าจับให้ได้ก็คือลมปราณแห่งสวรรค์ และปฐพี มันไม่เพียงแต่จะช่วยเจ้าเพิ่มพลังฝึกตน แต่จะสอดคล้องกับพรสวรรค์ของเจ้า และยังช่วยส่งเสริมให้โลหิตศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเติบโตขึ้น"


"การเติบโตของโลหิตศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่สำคัญมากในด่านอาคมทั้งเก้า หลายปีมาแล้ว สำนักจื่อยิ่นได้ข้อสรุปว่า ถ้าเจ้าสามารถทะลวงผ่านได้ทั้งเก้าด่าน โลหิตศักดิ์สิทธิ์ก็จะบรรลุถึงขั้นที่มีพลัง เท่ากับ ครึ่งทางของผู้ฝึกตนขั้นตัดวิญญาณ มันสามารถออกมาจากขุมทรัพย์เซียนโลหิต เช่นเดียวกับเจ้าของ และกลายเป็นอาวุธวิญญาณ!"


"ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของอาวุธวิญญาณ ก็จะได้ครอบครองขุมทรัพย์เซียนโลหิต และจะเป็นบุคคลแรกตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณ ที่ได้ทรัพย์สมบัติออกมา นอกจากนั้น มันก็จะสามารถปลดปล่อยพลังอันไร้ที่เปรียบ ของโลหิตศักดิ์สิทธิ์ขั้นครึ่งหนึ่งของตัดวิญญาณออกมาได้! จริงๆ แล้ว โลหิตศักดิ์สิทธิ์ขั้นครึ่งหนึ่งของตัดวิญญาณนี้ เป็นผู้พิทักษ์เต๋าที่ถูกทิ้งไว้โดยเซียนโลหิตของวิหารโบราณไท่เอ้อร์"


"นอกจากด่านแรกแล้ว ด่านทั้งเก้าของขุมทรัพย์เซียนโลหิตต่างก็มีสาระสำคัญแตกต่างกัน สำนักต่างๆ ได้รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างมากมาย"


"จากการร่วมมือซึ่งกันและกัน ในที่สุดก็สรุปได้ว่า แต่ละด่านอาคมนั้นมีการเปลี่ยนแปลง ในแต่ละครั้งของการแข่งขัน จุดสำคัญหลักของแต่ละด่านจะมีการพัฒนาขึ้น ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าแต่ละด่านมีจุดสำคัญอะไรอยู่"


"ใครก็ตามที่เป็นคนแรกในการเข้าใจถึงจุดสำคัญของแต่ละด่าน ก็จะเป็นคนแรกที่จะได้ดูดซับพลังลมปราณ ยิ่งไปกว่านั้น โลหิตศักดิ์สิทธิ์ของคนผู้นั้น ก็จะเป็นตัวแรกที่เริ่มเติบโตขึ้น ลมปราณภายในแต่ละด่านมีจำกัด ยิ่งดูดซับได้มาก คนอื่นๆ ก็ดูดซับได้น้อยลง"


ฉู่อวี้เยียนมองขึ้นมายังเมิ่งฮ่าว "รายละเอียดของจุดสำคัญของแต่ละด่าน ของการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต ข้าเคยได้ดูผ่านตาจากบันทึกในสำนัก แต่ข้าก็จำได้ไม่มากนัก เรื่องหลักๆ ที่ข้าจำได้ก็คือ บางด่านก็เป็นแค่ภาพลวงตา" เมื่อได้พูดถึงเรื่องนี้ นางก็ปิดตาลง


ดูเหมือนว่าเมิ่งฮ่าวกำลังครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้ม ขณะที่คำพูดของฉู่อวี้เยียน ดังก้องอยู่ในหูของเขาอย่างต่อเนื่อง หลังจากวิเคราะห์เรื่องราวสักพัก เขาก็หันหลัง และพุ่งกลับตรงไปยังแท่นบูชาของเซียนโลหิต


มองขึ้นไปยังหน้าจอสีโลหิต เขาเห็นอีกเจ็ดคน ยังคงอยู่ในด่านที่สอง เขาเดินตรงเข้าไปในปากยักษ์ สายตาเริ่มลางเลือน จากนั้นก็ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง และเขากำลังยืนอยู่บนพื้นที่ราบ ที่เขาได้มาถึง หลังจากที่ผ่านด่านแรกมา


ทันทีที่เขาโผล่เข้าไป ลูกสุนัขขนาดเท่าฝ่ามือก็มาปรากฎอยู่ตรงหน้า มันกระโดดขึ้นลงอย่างมีความสุข จากนั้นก็วิ่งไปรอบๆ ตัวเขาสองสามรอบ กระดิกหางของมันอย่างคึกคะนอง


ดูเหมือนมันจะตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้เห็นเมิ่งฮ่าว ในที่สุด มันก็มานอนพักอยู่บนเท้าของเมิ่งฮ่าว และเลียไปที่เท้าของมัน มองขึ้นมาที่เขาด้วยดวงตาที่น่ารัก


การปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งของเมิ่งฮ่าว ไม่ได้ไปดึงดูดความสนใจของโลกภายนอกมากเท่าไหร่ จากการที่เขากลับเข้ามายังด่านแรก ทำให้เขาตกอยู่ด้านหลังทุกๆ คนจนห่างไกล เห็นได้ชัดว่าเขาอยู่ในอันดับที่แปด


เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็กลายเป็นลำแสง ขณะที่พุ่งเข้าไปในด่านที่สอง จากด้านนอก เขตอาคมที่เป็นวังน้ำวนของดวงดาว ค่อยๆ หมุนวนอย่างช้าๆ แต่ทันทีที่เขาเข้าไป ตำแหน่งของดวงดาวทั้งหมดก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป โลกบิดเบี้ยว สวรรค์ และปฐพีโค้งงอไปมา จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ชัดเจนขึ้น เบื้องหน้าของเมิ่งฮ่าวเป็นมหาสมุทรสีโลหิตอันกว้างใหญ่


มหาสมุทรที่ดูเหมือนกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เป็นสีแดงคล้ำ ที่ห่างไกลออกไป ดวงตะวันกำลังตกลงไป สายลมยามเย็นพัดพากลิ่นเหม็นคาวมา และทำให้เกิดเป็นระลอกคลื่นขึ้น ทั่วทั้งผิวหน้าของมหาสมุทรที่กำลังส่องแสงระยิบระยับอยู่


ลมปราณที่นี่บางเบา ไม่เพียงพอที่จะดูดซับ มันไม่หนาแน่นพอที่จะทะลวงผ่านด่านอาคมนี้ได้


ทันใดนั้น ลูกสุนัขสีโลหิต ก็วิ่งตรงออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็ส่งเสียงเห่าไปที่มหาสมุทรสองสามครั้ง เป็นเสียงที่ดูกังวล และรู้สึกถึงอันตราย ขนของมันตั้งชัน และสั่นไปมา


เสียงกึกก้องได้ยินออกมา และมหาสมุทรก็เริ่มเดือดพล่าน เสียงระเบิดดังออกมา ขณะที่สะพานไม้โค้งสีเขียวเข้ม ค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากมหาสมุทรแห่งโลหิตอย่างช้าๆ โลหิตหยดลงมาขณะที่มันลอยขึ้น ฟ้าแลบ และฟ้าร้อง ปรากฎขึ้นในท้องฟ้า


ด้านบนสุดของสะพานไม้โค้ง ยืนไว้ด้วยเด็กผู้ชายผมยาวสยาย ดวงตาของมันส่องประกายเย็นชา ขณะที่จ้องมายังเมิ่งฮ่าว ด้วยสีหน้าชั่วร้าย


"การโจมตีครั้งที่หนึ่ง" เด็กชายพูดเสียงเย็นชา ดวงตาสาดประกายของการต้องการสังหารออกมา เสียงของมันดูชรา และโบราณ ค่อนข้างแตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกของมัน "ถ้าเจ้ามีชีวิตรอด สะพานที่สองก็จะลอยขึ้นมา ถ้าเจ้าผ่านสะพานทั้งสามนี้ไปได้ เจ้าก็จะทะลวงด่านนี้สำเร็จ"


ตอนที่ 123 รวมจิตสัมผัสกลายเป็นรูปร่าง

ความต้องการสังหารนั้นช่างแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ ดูเหมือนจะทำให้มหาสมุทรสั่นไหว โลหิตหยดลงจากสะพาน และคลื่นลูกใหญ่ก็ซัดไปทั่วทั้งมหาสมุทร


หลังจากที่มันพูดจบ เด็กชายก็ยกมือขึ้น กำเป็นหมัด จากนั้นก็เริ่มพุ่งลงมาที่เมิ่งฮ่าว มหาสมุทรโลหิตส่งเสียงกระหึ่ม ขณะที่คลื่นประดังขึ้นมาพร้อมกับเด็กชายที่พุ่งเข้ามา


ดวงตาเมิ่งฮ่าวหดแคบลง พลังฝึกตนของเด็กชายอยู่ขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณ แต่เมิ่งฮ่าวก็รู้ว่า เมื่อเข้ามายังสถานที่นี้ เขาก็ต้องต่อสู้ เขาก้าวตรงไป ตามติดด้วยลูกสุนัข ซึ่งยังคงส่งเสียงเห่าข่มขู่ออกมา กลุ่มควันโลหิตลอยอยู่รอบๆ ร่างขนาดฝ่ามือของมัน เมิ่งฮ่าวและมันกลายเป็นลำแสงสองลำ พุ่งตรงเข้าไปยังเด็กผู้ชายนั้น


เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงแห่งจักรวาล และกระบี่ไม้สองเล่มก็ลอยออกมาในทันใด ต่อจากนั้น เขาก็พ่นธวัชสายฟ้าออกมา ทำให้ตัวเขาถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มหมอก ราวกับลูกธนูที่หลุดออกจากแหล่ง เขาและลูกสุนัขกระแทกเข้าไปที่เด็กชาย


เสียงระเบิดดังออกมา เมิ่งฮ่าวกระอักโลหิต และกระบี่ไม้ก็หมุนคว้างหลุดจากการควบคุม กลุ่มหมอกของธวัชสายฟ้าเริ่มจางหายไป เมิ่งฮ่าว และลูกสุนัขสั่นไปทั้งร่าง ขณะที่พวกเขาลอยไปด้านหลัง พ่นโลหิตออกมาจากปาก


เด็กชายมองอย่างเย็นชามาที่เมิ่งฮ่าว จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้น ด้านหลังของมัน ทะเลก็เริ่มเดือดพล่านปั่นป่วน และสะพานโค้งแห่งที่สองก็ปรากฎขึ้น เด็กชายหายตัวไป บนสะพานที่สอง เห็นเป็นบุรุษหนุ่มยืนอยู่


รูปร่างหน้าตาของบุรุษหนุ่มดูคุ้นตา มันดูเหมือนเด็กชายจากสะพานแรกเป็นอย่างยิ่ง นอกจากอายุแก่กว่าสิบปี


"เจ้าจะมาต่อสู้เมื่อไหร่ก็ได้ตามที่เจ้าต้องการ" มันกล่าวด้วยเสียงเย็นชา "ถ้าหมัดของข้าสังหารเจ้าไม่ได้ เจ้าก็ผ่านไปยังสะพานที่สามได้" หลังจากกล่าวจบ มันก็ปิดตาลง และยืนอยู่ที่นั่นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก


เช็ดโลหิตออกจากปาก เมิ่งฮ่าวนั่งลงขัดสมาธิบนสะพานแรก การโจมตีเมื่อครู่นี้ ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยพลังของขั้นสุดท้ายแห่งพื้นฐานลมปราณ ถ้าไม่ได้การคุ้มครองจากธวัชสายฟ้า แน่นอนว่าเขาต้องถูกกำจัดไปแล้ว


"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อีกเจ็ดคนก็ยังไม่สามารถผ่านด่านที่สองนี้ไปได้ในเร็ววัน การแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และนี่ก็เป็นแค่ด่านที่สองเท่านั้น…" หลังจากคิดไปสักพัก ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น


สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขากลืนเม็ดยาลงไป และปรับพื้นฐานพลังฝึกตน เขายังได้วางเม็ดยาลงไปที่เบื้องหน้าของลูกสุนัข ซึ่งมันก็ตวัดเข้าปากไปในทันที จากนั้นก็นอนหมอบลงไปบนตักของเมิ่งฮ่าวเพื่อฟื้นฟูพลัง และรักษาอาการบาดเจ็บ


สองวันหลังจากนั้น ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็ลืมขึ้น ลูกสุนัขยังคงนอนบนตักของเขา แต่อาการบาดเจ็บของมันดูเหมือนจะรักษาไปได้มากกว่าครึ่ง มันกระโดดขึ้นมา ถึงแม้ว่ามันไม่ได้เติบโตสูงใหญ่ขึ้น แต่กลิ่นอายของมันก็แตกต่างจากก่อนหน้านี้


ดูเหมือนว่ามันเริ่มใกล้ชิดกับเมิ่งฮ่าวมากขึ้น และเริ่มดุร้ายต่อโลกมากขึ้น ถ้าไม่ใช่เม็ดยาคุณภาพสูงของขั้นรวบรวมลมปราณ ซึ่งเมิ่งฮ่าวให้มัน มันก็เกือบจะตายไปจากการบาดเจ็บครั้งนี้


"เจ้าก็คล้ายกับข้าก่อนหน้านี้" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงอ่อนโยน มองไปที่ลูกสุนัข "ง่ายๆ และธรรมดา แต่ถูกผลักให้เข้ามาสู่โลกแห่งการฝึกตน เจ้าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเปลี่ยนแปลง ไร้ทางเลือก นอกจากต้องแข็งแกร่งขึ้นและต้องเลือดเย็น เจ้าต้องเรียนรู้การสังหาร"


ลูกสุนัขจ้องขึ้นไปยังเมิ่งฮ่าว ราวกับว่ามันเข้าใจคำพูดของเขา มันเลียชุดยาวของเมิ่งฮ่าว วิ่งไปรอบๆ เขาเป็นวงกลมสองสามรอบ จากนั้นก็นอนลงที่แทบเท้า


ดวงตาเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ และจากนั้นก็มองตรงไปยังสะพานที่สอง ตบไปที่ถุงแห่งจักรวาล และพิรุณกระบี่ก็เริ่มบินออกมา


หนึ่งร้อย สองร้อย สามร้อย… กระบี่บินห้าร้อยเล่มหมุนวนรอบๆ ตัวเขา! พวกมันก่อตัวเป็นรูปร่างของมังกรปีกวารี พลังจากแกนอสูรที่กำลังสั่นไปมาภายในเสาแห่งเต๋า เติมเต็มไปทั่วร่างของเมิ่งฮ่าว เขาโบกสะบัดทั้งสองมือไปที่ด้านหน้า และกระบี่ไม้ก็ปรากฎ ก่อตัวเป็นเขี้ยวยาวๆ ของมังกรปีกวารี ทั้งหมดนี้พุ่งไปด้วยความเร็วสูงสุด ตรงไปยังบุรุษหนุ่มบนสะพานที่สอง


สีหน้าของบุรุษหนุ่มไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย มันโบกมือขวาช้าๆ กำเป็นหมัดต่อยออกไปตามสบาย ไม่มีคลื่นก่อตัวขึ้นบนมหาสมุทรโลหิต ไม่มีทั้งเสียงกระหึ่มกึกก้องใดๆ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ ตามธรรมชาติ แต่ก็เหมือนกับหมัดของเด็กชายผู้นั้นเป็นอย่างยิ่ง มันไม่รอให้เมิ่งฮ่าวมาถึง กระบี่บินของเขาก็เริ่มแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ราวกับว่าพวกมันได้พุ่งเข้าไปชนกับผนังศิลาอันแข็งแกร่ง


แต่พวกมันก็ไม่ได้แหลกสลายไปทั้งหมด มีเพียงส่วนหนึ่งที่อยู่ตรงกลางด้านหน้าแตกหักไป จากนั้นเส้นที่มองไม่เห็นก็ปรากฎขึ้น ทะลุผ่านกระบี่บินตรงมายังเมิ่งฮ่าว เมื่อสัมผัสถึงภัยความตายที่เข้ามาใกล้ เมิ่งฮ่าวก็พุ่งพลังลมปราณทั้งหมดเข้าไปในหมอกสายฟ้า และส่งกระบี่ไม้สองเล่มที่อยู่ด้านหน้ามาขวางกั้นไว้


ด้วยความตั้งใจของมันเอง ลูกสุนัขลอยตรงขึ้นมายังหน้าอกของเมิ่งฮ่าว ใช้แผ่นหลังของมันเป็นเกราะกำบัง เมิ่งฮ่าวรีบจับมัน และโยนออกไปด้านข้างในทันที


เสียงระเบิดดังออกมาจนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด โลหิตพุ่งออกมาจากปากเมิ่งฮ่าว และเขาก็ลอยออกไปยังด้านหลัง หมุนคว้างราวกับว่าวที่ถูกตัดสายป่าน ลอยตกลงไปยังสะพานแรก กระอักโลหิตออกมาอีก ใบหน้าซีดขาว ดูเหมือนเสาแห่งเต๋าของเขา จะแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ


"การโจมตีครั้งนี้น่ากลัวกว่าครั้งแรกหลายเท่านัก และจากที่ข้าสัมผัสได้ มันประกอบไปด้วยพลังของพื้นฐานไร้ตำหนิระดับกลาง… แล้วเจ้าสุนัขตัวนี้กระโดดขึ้นมาปกป้องข้า… ?"


เช็ดโลหิตออกไป เขามองลงไปยังลูกสุนัข ซึ่งเขาโยนออกไปด้านข้าง มันมองขึ้นมาที่เขาอย่างกังวล เขาลูบไปที่ขนยาวๆ บนศีรษะของมัน จากนั้นก็มองกลับไปยังบุรุษหนุ่มผู้นั้น


"อย่างไรก็ตาม เจ้าผ่านแล้ว" บุรุษหนุ่มพูดเสียงราบเรียบ "แต่จากระดับพลังของเจ้า ถ้าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงใดๆ เจ้าไม่มีทางที่จะผ่านสะพานที่สามไปได้" มันโบกสะบัดมือขวา และสะพานที่สามก็ปรากฎขึ้นด้านหลังของมันในทันที


เมื่อสะพานปรากฎขึ้น มันก็หายตัวไป บนสะพานที่สามปรากฎบุรุษวัยกลางคนขึ้น มันดูคล้ายคลึงกับบุรุษหนุ่มจากสะพานที่สอง นอกจากชราขึ้นสิบปี จากพลังฝึกตนที่กระจายออกมาของมัน เมิ่งฮ่าวก็คาดเดาได้ว่าบุรุษผู้นี้อยู่ในระดับเดียวกับตัวเขา ระดับต้นขั้นพื้นฐานลมปราณ พร้อมด้วยเสาแห่งเต๋าหนึ่งต้น ช่างน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง!


"นี่แปลกมาก" เมิ่งฮ่าวกล่าว ดวงตาหดแคบลง "ทำไมสะพานที่สามเป็นคนที่มีพลังฝึกตนเช่นนี้… ? ดูเหมือนลำดับมันตรงข้ามกัน…"


"การจะผ่านสะพานนี้" บุรุษผู้นั้นพูดเสียงเย็นชา "เจ้าต้องต้านรับหนึ่งในการโจมตีของข้าโดยไม่กระอักโลหิตออกมา เจ้ามีโอกาสสามครั้ง แต่ละการโจมตี จะเป็นการต่อยหนึ่งครั้ง ถ้าเจ้าล้มเหลวสามครั้ง เจ้าก็จะไม่มีคุณสมบัติที่จะครอบครองขุมทรัพย์อีกต่อไป และจะถูกฝังอยู่ในมหาสมุทรโลหิต วิญญาณของเจ้าก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของแท่นบูชา"


เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา นั่งลงขัดสมาธิบนสะพานที่สอง และหยิบเม็ดยาออกมาจำนวนหนึ่ง เขาให้เม็ดยากับลูกสุนัขด้วยเช่นกัน มองดูมันกลืนเม็ดยาลงไป เมิ่งฮ่าวคิดกลับไปตอนที่มันกระโดดขึ้นไปปกป้องเขา และความรู้สึกอบอุ่นก็เต็มอยู่ในจิตใจ


หลังจากสามวันผ่านไป เมิ่งฮ่าวฟื้นฟูร่างกายกลับมาบ้างเล็กน้อย ลูกสุนัขลืมตาของมันขึ้นอีกครั้ง ดูเหมือนจะกระปรี้กระเปร่าขึ้นเล็กน้อย


จ้องไปที่บุรุษบนสะพานที่สาม ดวงตาเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความครุ่นคิด ในจิตใจของเขา นึกทบทวนการต่อสู้กับเด็กชายจากสะพานแรก และบุรุษหนุ่มจากสะพานที่สอง พยายามที่จะเชื่อมต่อชิ้นส่วนบางเบาะแสเข้าด้วยกัน เกี่ยวกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้


เวลาเล็ดลอดไปจนกระทั่งอีกหนึ่งวันได้ผ่านไป จิตใจเมิ่งฮ่าวสับสน และเขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ คิดถึงคำตอบที่เป็นไปได้


"เมื่อเด็กชายนั้นโจมตีมา มันเป็นพลังของพื้นฐานลมปราณขั้นสุดท้าย และทำให้มหาสมุทรโลหิตพลุ่งพล่าน นั่นเป็นเพราะพลังการโจมตีกระจายออกมา สำหรับบุรุษหนุ่มนั้น ถึงแม้มันจะอยู่ที่ขั้นพื้นฐานลมปราณระดับกลาง แต่พลังโจมตีก็ไม่ได้กระจายออก และกระบี่ห้าร้อยเล่มของข้า มีเพียงยี่สิบเล่มเท่านั้นที่ถูกทำลายไป มันบังคับให้ข้าต้องเผชิญหน้ากับหมัดนั้นโดยตรงด้านหน้า"


"ในการต่อสู้ทั้งสองครั้งนี้ พื้นฐานฝึกตนไม่เหมือนกัน เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือวิธีใช้พลังฝึกตน!" ดวงตาเมิ่งฮ่าวส่องประกายด้วยความเข้าใจ เขาไม่ได้โง่เขลา ตอนนี้เขาเข้าใจถึงคำตอบของปัญหาอย่างชัดแจ้ง


"ครั้งนี้ พลังฝึกตนของบุรุษผู้นี้เหมือนกับของข้า แต่พลังอะไรที่มันจะใส่เข้าไปเพื่อโจมตี… ?" เมิ่งฮ่าวมองไปที่มัน ขณะที่เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ดวงตาสาดประกายด้วยแสงแปลกๆ ในตอนนี้ จริงๆ แล้ว เขาไม่ได้สนใจเกี่ยวกับขุมทรัพย์ของเซียนโลหิตมากเท่าไหร่ ทันใดนั้น เขาก็ตระหนักว่าภายในด่านทั้งเก้านี้… ยังมีขุมทรัพย์ที่มองไม่เห็นอยู่ในทุกที่!


เขาไม่โจมตีในทันที แต่ยืนอยู่บนสะพานที่สอง และทดสอบบางอย่างเล็กน้อย ค่อยๆ ส่งพลังออกมาช้าๆ จากนั้นก็พยายามที่จะควบคุมพลังไม่ให้กระจายออกไป มันยากมาก แต่เมิ่งฮ่าวก็ยังดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ ซึ่งก็เป็นบุคลิกพื้นฐานของเขา โดยไม่สนใจเวลาที่ผ่านไป และในที่สุด เจ็ดวันก็ผ่านไป เงยหน้าขึ้น เขายังควบคุมไม่ได้สมบูรณ์มากเท่าไหร่ ทำได้แค่สามในสิบส่วนเท่านั้น


"ข้าคงรีรอต่อไปอีกไม่ได้ ต้องทดลองดูว่าความคิดของข้าถูกต้อง" ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า เขาเดินตรงไปที่บุรุษผู้นั้น


ตูม!


หลังจากหายใจเข้าออกผ่านไปสิบครั้ง เมิ่งฮ่าวก็ลอยไปด้านหลัง โลหิตกระจายออกมาจากปาก และความปวดร้าวก็เต็มอยู่ในศีรษะ เขาตกลงไปยังสะพานที่สอง ร่างกายสั่นสะท้าน ใช้มือข้างหนึ่งยันไปที่สะพานไม้สีเขียวเข้ม กระอักโลหิตออกมาอีก ข้างกายเขา ลูกสุนัขก็สั่นไปทั้งตัว ขาหักไปหนึ่งข้าง และดูท่าทางอ่อนแอเป็นอย่างมาก เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไปอย่างช้าๆ ยังบุรุษผู้นั้นบนสะพานที่สาม


"การพยายามครั้งที่หนึ่ง ล้มเหลว"


เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และนั่งลงขัดสมาธิ เขาป้อนเม็ดยาให้ลูกสุนัขเพื่อช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้กับมัน มันบาดเจ็บเท่ากับที่เขาเป็น รูปร่างของมันเปลี่ยนไป ขนของมันไม่ได้ดูมีสุขภาพดีอีกต่อไป และดวงตาก็ดูมืดมัว แต่พลังชีวิตของมันยังแข็งแกร่ง ทุกครั้งที่มันฟื้นฟูกลับมาเป็นเหมือนเดิม ก็จะยิ่งมีความต้องการสังหารเพิ่มมากขึ้น


"บุรุษผู้นี้แค่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณเริ่มต้น และเมื่อมันโจมตีก็เกือบจะไม่มีพลังรั่วไหลออกมาเลย รวมกับการที่มันยังเต็มไปด้วยความรู้สึกที่พิเศษเฉพาะ… ดูเหมือนว่าหมัดของมันไม่ได้เป็นหมัดจริงๆ… แต่ข้าก็บอกได้ว่าความพยายามที่ใช้ไปตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมานี้ไม่สูญเปล่า ข้ามาถูกทางแล้ว!"


เขายกมือขึ้น และกดลงไปตรงระหว่างคิ้ว ขับไล่ความเจ็บปวดที่ทรมานร่างกายให้หายไป


เขาลุกขึ้นยืน และพยายามฝึกฝนการควบคุมพลังลมปราณ ที่กระจายออกมาจากพลังฝึกตน อีกเจ็ดวันได้ผ่านไป และเมิ่งฮ่าวก็รู้สึกว่าสามารถควบคุมได้ประมาณห้าในสิบส่วน ถึงแม้พลังฝึกตนของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้น ในแง่ของความแข็งแกร่งในการต่อสู้ แต่เขาก็เพิ่มความสามารถในการกระแทก และการโจมตี


เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไป ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า เขาและลูกสุนัขพุ่งตรงไป มนุษย์ และสุนัขร่วมกัน จู่โจมไปยังร่างบนสะพานที่สาม


ตูม!


อีกครั้งที่ลมหายใจเข้าออกสิบครั้งผ่านไป เมิ่งฮ่าวก็ลอยกลับไปด้านหลัง หมุนเคว้งคว้างไปหลายรอบ โลหิตพุ่งออกมาจากปากเปื้อนเสื้อผ้า แต่ดวงตาของเขาก็สาดประกายเจิดจ้า


สำหรับลูกสุนัข ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปขณะที่เมิ่งฮ่าวบรรลุการรู้แจ้ง อาการบาดเจ็บของมันไม่ได้รุนแรงมากนักในครั้งนี้ มันส่งเสียงเห่าอย่างดุร้ายเล็กๆ ออกมา


"จิตสัมผัส! มันไม่เพียงแต่จะใช้พลังลมปราณ มันได้เพิ่มจิตสัมผัสเข้าไปในการโจมตีของหมัดมันด้วย! ทำให้หมัดของมัน… สามารถกระแทกไปตรงๆ ยังพื้นฐานการฝึกตน!"


เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ขณะที่การรู้แจ้งเต็มอยู่ในดวงตา ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจ แม้ว่าพื้นฐานฝึกตนจะเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากสำหรับผู้ฝึกตน แต่เมื่อมันกลายเป็นพลังลมปราณ และวิธีการที่จะใช้มัน การควบคุมก็เป็นกุญแจหลักในการต่อสู้อย่างแท้จริง!


เขานั่งลงขัดสมาธิ และปิดตาลง ครั้งนี้ เขาใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ก่อนที่จะลืมตาขึ้น เขาได้ติดอยู่ในด่านนี้เกือบหนึ่งเดือน เขาไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับอีกเจ็ดคนนั้น แต่เท่าที่เมิ่งฮ่าวเข้าใจ ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในลำดับสุดท้าย เขาก็ยังได้ครอบครองบางสิ่งบางอย่างที่น่าเหลือเชื่อ


เขายืนขึ้นช้าๆ บินตรงไป ลูกสุนัขดูเหมือนจะกำเนิดใหม่ เนื่องจากการรู้แจ้งของเมิ่งฮ่าว มันติดตามเขา พุ่งตรงไปโจมตีบุรุษบนสะพานที่สาม


ตูม!


เมิ่งฮ่าวถอยกลับไปด้านหลังแปดก้าว เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ลมปราณและโลหิตพลุ่งพล่าน แต่ก็ไม่มีโลหิตพุ่งขึ้นมาจากลำคอ บุรุษผู้นั้นดึงหมัดของมันกลับไป เมิ่งฮ่าวโค้งตัวคารวะมันด้วยการประสานมือ


"เจ้ารู้แจ้งแนวทางการเปลี่ยนจิตสัมผัสให้กลายเป็นรูปร่าง เจ้าได้ผ่านด่านที่สอง!" บุรุษผู้นั้นพยักหน้า และโบกสะบัดแขนเสื้อ โลกรอบๆ ตัวเริ่มสลายไป


ตอนที่ 124 ฝ่าทะลวงด่าน

ขณะที่โลกรอบๆ ตัวเขาเริ่มสลายไป เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกถึงคลื่นขนาดใหญ่ของลมปราณม้วนกวาดออกมา รายล้อมอยู่รอบตัวเขาและลูกสุนัข เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ โคจรพื้นฐานการฝึกตนในทันที และดูดซับลมปราณจำนวนมากมายนั้นเข้าไป


ลมปราณในที่นี้หนาแน่นมาก มากยิ่งกว่าด่านแรก ทำให้เขารู้สึกว่าถ้าฝึกฝนตัวเองในที่นี้สักพัก เขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้เม็ดยาใดๆ เพื่อที่จะสร้างเสาแห่งเต๋าเสาที่สองขึ้นมา


โชคร้ายที่หลังจากการดูดซับลมปราณเข้าไป บางส่วนก็ซึมออกมาจากรอยร้าวในเสาแห่งเต๋า ถ้ามันไม่ซึมออกมา เมิ่งฮ่าวก็มั่นใจว่าในช่วงเวลาสั้นๆ เขาต้องสามารถควบรวมมัน ให้กลายเป็นเสาแห่งเต๋าเสาที่สองได้อย่างแน่นอน


"พื้นฐานสมบูรณ์…" ประกายความมุ่งหวังปรากฎขึ้นในดวงตา


เขาไม่ได้ตื่นเต้นเพียงคนเดียว ลูกสุนัขก็เริ่มดูดซับลมปราณด้วยความรวดเร็ว ร่างของมันค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ลมปราณของมันเข้มแข็งขึ้น ถึงแม้จะมีบางส่วนกระจายออกไป คล้ายกับของเมิ่งฮ่าว


โชคร้ายที่เวลาผ่านไปไม่นานนัก หลังจากผ่านไปเพียงสามวัน ลมปราณในพื้นที่บริเวณนั้นก็ถูกดูดจนเหือดแห้งไป เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนที่ราบขนาดใหญ่ มีอีกสี่เงาร่างนั่งอยู่ในทิศทางที่แตกต่างกันด้วย ทั้งหมดนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณ


เกือบจะเป็นเวลาเดียวกับที่เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น พวกมันก็เช่นกัน พวกมันทั้งหมดรวมถึงโลหิตศักดิ์สิทธิ์ ต่างก็มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกัน


ในแง่การเปลี่ยนแปลง ลูกสุนัขของเมิ่งฮ่าว มีการเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด ตอนนี้มันมีขนาดยาวครึ่งแขน ขนเป็นสีโลหิต มีเขี้ยวที่แหลมคม และกรงเล็บที่เปล่งประกาย ตอนนี้มันมีรูปร่างค่อนข้างจะดุร้ายมากขึ้น


ดวงตาของมันไม่ได้ใสแจ๋วเหมือนก่อนหน้านี้ แสงสีแดงมองเห็นได้ดวงตาคู่นั้น ราวกับว่ามันได้กลายร่าง หลังจากพบเจอเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความเป็นความตายมาก่อนหน้านี้ ใครก็ตามที่มองดูมันในตอนนี้ ก็จะสัมผัสได้ถึงความดุร้ายของมัน


โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลมปราณของมัน ตอนนี้มันมีความแข็งแกร่งขั้นพื้นฐานลมปราณ!


สำหรับผู้ฝึกตน การบรรลุพื้นฐานลมปราณเป็นเรื่องที่ยากมากๆ แต่สำหรับโลหิตศักดิ์สิทธิ์ เขตขุมทรัพย์เป็นสถานที่พิเศษ ที่นี่ พวกมันเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และพวกมันก็ไม่ใช่ผู้ฝึกตน แต่เป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์


"โลหิตศักดิ์สิทธิ์พวกนี้ เพิ่มระดับขั้นอย่างรวดเร็วนัก บางทีอาจเป็นเพราะความสามารถพิเศษที่พวกมันมี หรือบางทีพวกมันเคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต แล้วก็ตายลง และนี่ก็เป็นวิญญาณของพวกมัน"


เมิ่งฮ่าวครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้มอยู่สักพัก เวลาผ่านไป และเขาก็มองผ่านหัวไหล่ไปยังด่านที่สอง ไม่มีใครอยู่ด้านใน ตรงขึ้นไปด้านหน้าในด่านที่สาม มีเงาร่างที่ไม่ชัดอยู่สามร่าง ไกลออกไปข้างหน้าในด่านที่สี่ ไม่มีใครอยู่เลย


บุคคลทั้งสามนั้น เห็นได้ชัดว่าออกจากด่านที่สองอย่างรวดเร็ว แทนที่จะใช้เวลาในการดูดซับลมปราณ พวกมันกลับเข้าไปยังด่านที่สามแทน


เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนช้าๆ ดวงตาส่องประกายขณะที่เขาเดินตรงไปยังด่านที่สาม


ในเวลาเดียวกันนั้น ในโลกด้านนอกของเขตขุมทรัพย์เซียนโลหิต ผู้ฝึกตนเกือบหมืนคนได้รวมตัวกันรอบๆ บริเวณนั้น เพื่อมองไปที่ภาพซึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนจอภาพสีโลหิต เสียงพูดคุยดังกระจายไปทั่ว


"ข่าวได้กระจายออกมาแล้ว ตัวตนของบุคคลด้านในเกือบทั้งหมดได้ถูกค้นพบแล้ว ใครจะไปนึกว่าบุคคลอันดับแรกก็คือ หลี่เต้าอี เต้าจื่อของตระกูลหลี่!? คงยากที่จะบอกว่า มันจะได้ครอบครองขุมทรัพย์ในตอนท้ายสุด แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะมีโอกาสดีที่สุดจริงๆ"


"น่าชังนัก! สำนักใหญ่ และตระกูลดัง มักจะเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งหมด พวกมันไม่เคยให้โอกาสใครแม้แต่น้อย! ถ้าข้าเป็นคนที่ค้นพบแท่นบูชาที่แปดของเซียนโลหิตนี้ ถึงแม้จะได้สมบัติมาเล็กน้อย แต่ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งชิงด้วยอย่างแน่นอน"


"มันจะมีประโยชน์อะไรที่คิดเช่นนั้น? ทุกคนที่เข้าไปต่างก็เป็นผู้ถูกเลือกจากสำนัก และตระกูลต่างๆ ถึงแม้เจ้าจะไม่ต้องแย่งชิง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ถูกเลือกเหล่านั้น เจ้าก็ช่างอ่อนแอนัก ดูนั่น คนผู้นั้นน่าจะเป็นคนที่เปิดแท่นบูชาที่แปดของเซียนโลหิต ดูว่ามันใช้เวลาไปนานเท่าไหร่ ในด่านที่สอง ดูแล้วมันคงไม่มีทางจะผ่านด่านที่สามได้อย่างแน่นอน"


การพูดคุยที่กระจายไปทั่วพื้นที่รอบๆ เขตขุมทรัพย์เซียนโลหิต ส่วนใหญ่ก็พูดคล้ายกันเช่นนี้


ภายในด่านที่สี่ก็คือ หลี่เต้าอี ดูท่าทางห้าวหาญ และหล่อเหลาในชุดยาวสีเหลือง มันมองออกไปยังที่ห่างไกลด้วยท่าทางเยือกเย็น ทะเลทรายแผ่กว้างกระจายออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา


"นานมาแล้ว ท่านปรมาจารย์ทิ้งประกาศิต และคำพยากรณ์ไว้ เซียนโลหิตอาจจะมาจากตระกูลหลี่ ขุมทรัพย์นี้ต้องเป็นของข้า สำหรับคนอื่นๆ… อืม ชีวิตของพวกมันจะอยู่ใต้การควบคุมของข้าในด่านที่หก" ใบหน้าของมันสงบเยือกเย็น ก้าวเท้าตรงไปข้างหน้า


กลับไปยังด่านที่สาม เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้วเล็กน้อย สุนัขที่อยู่ด้านข้าง ส่งเสียงเห่าออกมา ขณะที่มันจ้องไปยังต้นไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งปรากฎอยู่ตรงหน้า


ด้านล่างต้นไม้เป็นกระดานโกะ ด้านบนมีเม็ดโกะมากมายนับไม่ถ้วน กระจายออกไปราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า เห็นได้ชัดว่าหมากสีดำกำลังจะพ่ายแพ้ มีหมากสีขาวอยู่หนึ่งเม็ดวางไว้ด้านข้างของกระดาน ราวกับว่ามันกำลังรอให้ใครบางคนมาหยิบ และเล่นมัน


รอบๆ กระดานโกะเป็นต้นไม้หลายร้อยต้น แต่ละต้นสูงขนาดร่างคน ทั่วบริเวณนี้ดูเหมือนจะวิเวกวังเวง การมีต้นไม้ขนาดใหญ่ปรากฎอยู่ ก็ทำให้ดูแปลกประหลาดมากยิ่งขึ้น


เสียงคร่ำครึโบราณดังอยู่ในอากาศ "ในการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต ตัวอักษร 'โลหิต' เน้นการสังหาร ถ้าเจ้าต้องการจะครอบครองขุมทรัพย์ แต่มีความต้องการสังหารไม่เพียงพอ มันก็อาจจะยากสำหรับเจ้า ด่านนี้เน้นการสังหาร แต่อย่างไรก็ตาม ใครก็ตามที่สังหารได้ ต้องมีจิตใจที่เย็นชา และวิญญาณที่เยือกเย็น วางหมากสีขาวลงบนกระดาน และเจ้าจะชนะการละเล่นแห่งความตาย!"


"เจ้ามีโอกาสเพียงครั้งเดียว ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าต้องสูญเสียอายุอันยาวนานหนึ่งร้อยปี และเสียโอกาสที่จะได้ครอบครองขุมทรัพย์" ทันทีที่เสียงนั้นหายไป หนึ่งในต้นไม้ตรงเบื้องหน้าก็ระเบิดออกเป็นชิ้นๆ ในทันใด ก่อตัวขึ้นเป็นปีศาจที่มีพื้นฐานลมปราณ เช่นเดียวกับพลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าว


ปีศาจนั้นดูเลือนลาง ยกเว้นดวงตาสีโลหิตทั้งคู่ ที่ส่องประกายรังสีสังหารอันดุร้ายออกมา มันพุ่งตรงเข้าหาเมิ่งฮ่าวในทันที


ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายแหลมคม ลูกสุนัขด้านข้าง ส่งเสียงเห่าอันดุร้ายออกมา ขณะที่มันพุ่งโจมตีไปข้างหน้าพร้อมกับเขา


เสียงระเบิดดังออกมา สักพักต่อมา เมิ่งฮ่าวมองไป ขณะที่ปีศาจขั้นพื้นฐานลมปราณหายไป กลายเป็นเส้นใยของลมปราณ ซึ่งจากนั้นก็พุ่งตรงมาที่เมิ่งฮ่าว เมื่อมันเกิดขึ้นเช่นนี้ เสียงประทุก็ดังออกมา ขณะที่ต้นไม้อื่นๆ เริ่มแยกออกจากกัน


หลังจากเวลาผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดหนึ่งดอก โลหิตก็ไหลซึมออกมาจากมุมปากของเมิ่งฮ่าว ลูกสุนัขก็บาดเจ็บ และอ่อนแรงลง ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของมันยังดูดุร้าย ขณะที่มันมองไปรอบๆ ปีศาจขั้นพื้นฐานลมปราณห้าตนปรากฎขึ้น


เวลาผ่านไปอีก ยากที่บอกว่าให้แน่ชัดว่านานเท่าไหร่ เมิ่งฮ่าวกระอักโลหิตออกมาอีก เขาได้ต่อสู้เช่นนี้ จนต้นไม้เหล่านั้นอยู่ห่างจากกระดานโกะ และต้นไม่ใหญ่ไม่เกินสองพันจ้าง ดวงตาของเขาแดงก่ำ ขณะที่พุ่งผ่านโลกของด่านที่สาม ตอนนี้เขาถูกล้อมไว้ด้วยปีศาจขั้นพื้นฐานลมปราณสิบสองตน แต่ละตนก็ส่องประกายความต้องการสังหารสูงขึ้นไปในท้องฟ้า


ลูกสุนัขเห่าอยู่ข้างกาย จากนั้นลำแสงสีโลหิตก็แวบขึ้น ฟันอันแหลมคมของมัน กัดลงไปที่ลำคอของหนึ่งในปีศาจขั้นพื้นฐานลมปราณ ทั้งสองช่วยกันสังหารสร้างเป็นเส้นทางตรงไปข้างหน้า ตอนนี้ลูกสุนัขได้บรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณระดับกลางไปแล้ว และเติบใหญ่ต่อไป ความดุร้ายของมันในตอนนี้ยิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้น


หลายชั่วยามหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวเดินโซเซไปตามทาง กระอักโลหิตออกมาเพิ่ม ตรงขึ้นไปด้านหน้า ปีศาจขั้นพื้นฐานลมปราณยืนอยู่ด้วยอาการเหนื่อยหอบ ดูเหมือนมันจะใช้พลังทั้งหมดเท่าที่เป็นไปได้พุ่งตรงมาข้างหน้า เมื่อมันทำเช่นนั้น ความต้องการสังหารของเมิ่งฮ่าวก็พุ่งกระจายออกมา


มือขวาของเขากำเป็นหมัด ไม่สนใจรังสีกระบี่ที่พุ่งเข้ามา กระแทกหมัดตรงเข้าไปในหน้าอกของปีศาจตนนั้น หมัดของเขาทันใดนั้นก็เปิดออก และดาบสายลมก็พุ่งออกมาตามด้วยเสียงระเบิด เมิ่งฮ่าวกระอักโลหิตออกมาอีก ในเวลาเดียวกันนั้น ปีศาจขั้นพื้นฐานลมปราณก็ตัวสั่น และจากนั้นก็ระเบิดออก


ห่างออกไปไม่ไกลนัก เมื่อแสงสีโลหิตของลูกสุนัขผ่านพ้นไป กรงเล็บอันแหลมคม และฟันของมันก็ฉีกกระชาก ปีศาจขั้นพื้นฐานลมปราณหลายตนออกเป็นชิ้นๆ จากนั้น มันก็ดูดซับลมปราณของพวกปีศาจอย่างรวดเร็ว และกลับไปที่ข้างกายเมิ่งฮ่าว


ร่างของมันปกคลุมไปด้วยบาดแผล ซึ่งมีโลหิตไหลซึมออกมา ลมปราณของมันอ่อนแอ แต่ความดุร้ายยังคงรุนแรงเช่นเคย ดูเหมือนมันกำลังชำระบาปด้วยโลหิต


เมิ่งฮ่าวกลืนเม็ดยาลงไป และจากนั้นก็โยนบางส่วนลงไปให้ลูกสุนัข เสื้อผ้าของเขาฉีกขาด แต่ดวงตาส่องประกาย เงยหน้าขึ้น มองเห็นในที่ห่างไกลระหว่างเขา และต้นมันใหญ่ ในตอนนี้ห่างกันน้อยกว่าสองพันจ้าง


ในตอนนั้นเอง เสียงแผดร้องก็ดังกระจายไปทั่วอากาศ ปีศาจขั้นพื้นฐานลมปราณยี่สิบตนปรากฎขึ้น วิ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าวด้วยความเร็วสูงสุด


เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าปกคลุมไปทั่วใบหน้า แต่ดวงตาของเขาสาดประกายเจิดจ้า ยกมือขึ้น และหมอกสายฟ้าก็ปรากฎ ประจุไฟฟ้ากระพริบอยู่รอบๆ ตัว ขณะที่พุ่งตรงไปต่อสู้กับปีศาจเหล่านั้น


บาดแผลแล้ว บาดแผลเล่า ต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า สองชั่วยามผ่านไป ใบหน้าเมิ่งฮ่าวก็ซีดขาว ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่สองร้อยจ้าง วิ่งไปด้านหลังพร้อมกับลูกสุนัข ห่างออกมาจากปีศาจขั้นพื้นฐานลมปราณ พวกมันหยุดนิ่งไปทีละตน กลายร่างกลับไปเป็นต้นไม้เหมือนเดิม


ห่างออกไปไกลจากพวกมัน เมิ่งฮ่าวนั่งลงขัดสมาธิ และกลืนเม็ดยาลงไปเพื่อช่วยรักษาบาดแผล ลูกสุนัขที่อยู่ด้านข้างก็กลืนเม็ดยาไปด้วยเช่นกัน และเริ่มฟื้นฟูร่างกายอย่างรวดเร็ว สี่วันผ่านไป ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะลืมตาขึ้นมาในทันที ลูกสนัขดูท่าทางดุร้ายมากขึ้น ขณะที่ทั้งสองพุ่งเข้าไปต่อสู้อีกครั้ง


ครั้งนี้ พวกเขาต่อสู้ห่างจากต้นไม้ใหญ่ห้าร้อยจ้าง จนกระทั่งพวกเขาไปต่ออีกไม่ได้ ก็จะถอยหลังกลับ


ในวันต่อมา เมิ่งฮ่าว และลูกสุนัขยังคงต่อสู้ และหยุดพักต่อไป ดวงตาของเมิ่งฮ่าวมีความโหดเหี้ยมขึ้นเรื่อยๆ การโจมตีของเขาก็ยิ่งเด็ดขาดมากขึ้น ในตอนนี้ เขาได้ใช้พลังฝึกตนไปเพียงเจ็ดในสิบส่วน อีกสามส่วนเขาใช้จิตสัมผัสเข้ามาช่วย


สำหรับลูกสุนัข ตอนนี้ร่างของมันยาวเท่าแขน ท่าทางดุร้ายมากขึ้น กรงเล็บของมันยืดออกมาเต็มที่ เช่นเดียวกับฟันแลเขี้ยวอันแหลมคมของมัน ดูเหมือนว่ามันสามารถจะฉีกกระชากทุกสิ่งทุกอย่างออกเป็นชิ้นๆ ดวงตาของมันเป็นประกายสีแดงจ้า ทำให้มันดูอำมหิตโหดร้ายมากยิ่งขึ้น


ห้าร้อยจ้าง สามร้อยจ้าง หนึ่งร้อยจ้าง… เมิ่งฮ่าวถูกกักอยู่ในด่านนี้มากกว่าหนึ่งเดือน ในไม่ช้า เขาก็ไปถึงระยะยี่สิบจ้างจากต้นไม้ใหญ่ ลูกสุนัขไม่ส่งเสียงเห่าอีกต่อไป มันกัดลงไปบนมุมชายเสื้อของเมิ่งฮ่าว ลากเขาตรงไป เมิ่งฮ่าวไม่ใส่ใจมากเท่าไหร่ ปล่อยให้มันลากเขาไป และทั้งสองก็พุ่งตรงไป ทะลวงผ่านปีศาจขั้นพื้นฐานลมปราณที่ต่อต้านอยู่ ทะลุไปถึงระยะยี่สิบจ้าง


ขณะที่พวกเขาเข้าไปใกล้ต้นไม้ใหญ่ ลูกสุนัขก็อ้าปากขึ้น จากนั้นก็หมุนควงพุ่งตรงไปโจมตีปีศาจขั้นพื้นฐานลมปราณ เมิ่งฮ่าวไม่ลังเล เขาหยิบหมากสีขาวขึ้นมา กวาดตามองไปทั่วทั้งกระดานโกะ จากนั้นก็วางมันลงไป


ทันทีที่เม็ดหมากแตะพื้นกระดาน ทั่วทั้งโลกแห่งนี้ก็เงียบสงัด ทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องหน้าของเมิ่งฮ่าว ดูเหมือนกระจกที่กำลังแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ลมปราณอันไร้ขอบเขตประดังเข้ามาในตัวเขา


เขารู้ว่า เขาได้ผ่านด่านที่สามแล้ว


เมื่อมันเกิดขึ้น ผู้ฝึกตนที่ด้านนอกของเขตขุมทรัพย์เซียนโลหิต รอบๆ ดินแดนด้านใต้ก็ตกอยู่ในความวุ่นวายโกลาหล


"เต้าจื่อตระกูลหลี่ หลี่เต้าอี ทะลวงผ่านด่านที่สี่ มันต้องใช้เวลาหนึ่งเดือน…"


"นั่นคือ หวังอู๋เต๋อ แห่งสำนักเซี่ยเยา (อสูรโลหิต) มันอยู่ด้านหลังหลี่เต้าอี มันเป็นอันดับสองของผู้ที่เข้าสู่ด่านที่สี่ ทุกคนต่างก็ติดอยู่ในด่านที่สาม ใครจะเป็นคนที่สามที่จะ…"


"มันน่าจะเป็นหวังลี่ไห่ มันก็เป็นเต้าจื่อด้วย จริงๆ แล้ว ตระกูลหวังก็ทุ่มจนสุดตัว พวกมันส่งเต้าจื่อ… อา??"


"มีสามคนเพิ่งออกมาในเวลาเดียวกัน! นั่นคือ หวังลี่ไห่ และซ่งเจี๋ย และอีกคนก็คือ… วาว มันนั่นเอง?!"


ตอนที่ 125 ด่านนี้สร้างขึ้นมาเพื่อมัน

ลมปราณอันไร้ขอบเขตไหลเข้าไปในพื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าว ลึกลงไปข้างใน เสาแห่งเต๋าต้นที่สองค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ


"ถ้าลมปราณไม่หายไปในทันที ข้าก็สามารถสร้างเสาแห่งเต๋าต้นที่สองได้อย่างแน่นอน!" เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ


ไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาลืมตาที่ส่องประกายเจิดจ้าขึ้น โดยไม่รู้ว่าเขาได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกด้านนอก โดยการก้าวออกมาจากด่านที่สาม ในเวลาเดียวกับหวังลี่ไห่ และซ่งเจี๋ย


บางคนคิดว่าเมิ่งฮ่าวต้องเป็นผู้ถูกเลือกจากบางสำนัก แต่ก็ไม่มีทางที่จะยืนยันเรื่องนี้ ทำให้กลายเป็นเชื้อเพลิงของการคาดเดา และข่าวลือไปต่างๆ นาๆ ความสามารถของเมิ่งฮ่าวทำให้เขาค่อนข้างจะกลายเป็นม้ามืด


ท่ามกลางการพูดคุยที่หลากหลาย มีผลสรุปออกมาเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ หวังลี่ไห่ต้องมีปัญหาบางอย่าง ถ้าไม่เช่นนั้น มันก็ผ่านด่านที่สามได้ง่ายกว่านั้นมาก


เมิ่งฮ่าวมองไปที่ลูกสุนัขเบื้องหน้าเขา และความอบอุ่นก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้า


ตอนนี้มันตัวใหญ่มากขึ้น สูงประมาณครึ่งตัวคน ราวกับลูกวัว แข็งแรง สง่างาม ขนสีแดงปกคลุมไปทั่วร่าง ดูเหมือนว่าจะเปี่ยมไปด้วยพลังอันรุนแรง เมื่อมันอ้าปากขึ้น ฟันของมันก็ดูเหมือนจะคมราวกับกระบี่ อุ้งเล็บของมันหนาเท่ากับหมัดของมนุษย์ และดูจะคมพอที่จะฉีกระชากสวรรค์และปฐพี ดวงตาของมันสีแดงเข้ม ทำให้ดูดุร้ายอย่างที่สุด เมื่อยืนอยู่ที่นั่น ก็ทำให้ทุกๆ คนที่มองมาตกใจกลัว


ในความเป็นจริง มันไม่ใช่ลูกสุนัขอีกต่อไป มันได้กลายมาเป็นสุนัขที่เติบโตเต็มที่ อ๋าวเฉี่ยนโลหิต!


มันยืนอยู่ที่นั่น ดูท่าทางเย็นชา ราวกับว่าสถานที่มันยืนอยู่นั้น กำลังถูกบุกรุกจากคนอื่น ถ้าใครพยายามที่จะเข้ามาใกล้เมิ่งฮ่าว มันก็จะฉีกคนผู้นั้นออกเป็นชิ้นๆ


เมิ่งฮ่าวมองไปยังอ๋าวเฉี่ยน (สุนัขพันธ์ธิเบตของจีน) และสีหน้าก็อบอุ่นขึ้น เพียงแค่ไม่กี่เดือน มันก็เติบโตขึ้นจากลูกสุนัขตัวเล็กๆ ไม่ประสีประสา จนกลายเป็นเช่นตอนนี้ เมื่อพวกเขาได้ต่อสู้ร่วมกันผ่านมาสองด่าน ก็ทำให้เกิดเป็นมิตรภาพที่แปลกประหลาดขึ้น


พวกเขาบาดเจ็บด้วยกัน ต่อสู้ด้วยกัน ผ่านพ้นเหตุการณ์เป็นตาย และการล้างบาปด้วยโลหิต มาด้วยกันทั้งหมด


ราวกับว่ามันสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมาของเมิ่งฮ่าว อ๋าวเฉี่ยนหันศีรษะมามองไปที่เขา ความดุร้ายก็หายไปในทันที แทนที่ด้วยความยินดี กระดิกหางไปมาอย่างจริงจัง วิ่งเข้ามาหาเมิ่งฮ่าว แลบลิ้นของมันออกมา เลียไปที่มือของเขา มองดูเขาด้วยสายตาของลูกสุนัขตัวนั้น


รอยยิ้มกระจายออกมาบนใบหน้าของเมิ่งฮ่าว เมื่อเขาลูบไปที่ขนบนศีรษะของมัน และเมื่อเห็นท่าทางดีใจบนใบหน้าของมัน เขาก็หัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้


เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น มองกลับไปยังด่านที่สาม ยังคงมีสามคนติดอยู่ด้านใน ด้านหน้าในด่านที่สี่ มีเงาร่างเลือนลางสามร่าง ไกลออกไปด้านหน้าในด่านที่ห้า มีเพียงคนเดียว


เมิ่งฮ่าวยืนขึ้น ตบไปที่อ๋าวเฉี่ยน จากนั้นก็เดินออกไป ไม่ได้เข้าไปยังด่านที่สี่ แต่เข้าไปในประตูทางออกที่เรืองแสงนั้น เมื่อโผล่ออกมา เขาก็กลับเข้าไปในปล่องภูเขาไฟ


หลายเดือนผ่านไป ในช่วงนั้นเมิ่งฮ่าวไม่ได้คิดไปถึงเม็ดยามากนัก เขากลายเป็นลำแสงหลากสีพุ่งตรงไปยังฉู่อวี้เยียน นางนั่งอยู่ที่นั่น ปิดตาลง กำลังเข้าฌาณ เมื่อเมิ่งฮ่าวไปถึง นางก็ลืมตาขึ้น ทั้งสองสบตากัน และจากนั้นฉู่อวี้เยียนก็มองไปด้านข้าง นางยกมือขึ้น และเม็ดยาก็ลอยออกมา เมิ่งฮ่าวคว้ามันไว้ ยาเม็ดที่ห้าของเม็ดยารอง


ใบหน้าของเขาสงบนิ่ง ขณะที่ใส่มันเข้าไปในถุงแห่งจักรวาล จากนั้นก็หันหลัง และแวบหายไป เวลาผ่านไปไม่นานก่อนที่เขาจะกลับมา เมื่อมาถึง เขาก็โบกสะบัดแขนเสื้อ และเม็ดยาทั้งเจ็ดก็พุ่งตรงไปวางอยู่เบื้องหน้าของฉู่อวี้เยียน


"เม็ดยาทั้งเจ็ดนี้ ปรุงเข้าด้วยกันเป็น เม็ดยาเจ็ดสายฟ้า" เขากล่าว โยนแผ่นหยกซึ่งอธิบายถึงสูตรการปรุงยาให้นาง ซึ่งมีเวลาที่แน่นอนในการปรุงยากำกับไว้ แต่ถูกลบโดยเมิ่งฮ่าว


"ใครอยู่ในอันดับแรก?" ฉู่อวี้เยียนถาม มองไปที่เมิ่งฮ่าว และไม่สนใจเม็ดยาเจ็ดสายฟ้าชั่วคราว


"ข้ามองไม่เห็นว่ามันมีหน้าตาอย่างไร แต่โลหิตศักดิ์สิทธิ์ของมันเป็นมังกร"


นางขบคิดอยู่ชั่วครู่ "มันต้องมาจากตระกูลหลี่เป็นแน่" หลังจากพูดจบ นางก็มองไปด้านล่าง และเริ่มศึกษาแผ่นหยก


เมิ่งฮ่าวเงียบอยู่สักพัก จากนั้น ก็พูดขึ้นช้าๆ "เจ้ามีโอกาสเพียงครั้งเดียว ถ้าล้มเหลว ข้าก็ไม่มีสมุนไพรเพียงพอที่จะให้ทดลองเป็นครั้งที่สองอีก" เขามองไปที่นางสักพัก จากนั้นก็หันหลัง และกลายเป็นลำแสงพุ่งหายลับตาไปในที่ห่างไกล ดวงตาของเขาสาดประกาย


"เมื่อนางปรุงยาเสร็จ นางคงไม่สงสัยจนคิดจะกลืนมันลงไปเป็นแน่ อย่างไรก็ตาม กระดองเต่าได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องใช้เวลาสามเดือนในการปรุงเม็ดยาทั้งเจ็ด จนกลายเป็นเม็ดยาสุดท้าย… นางไม่รู้เรื่องนี้ ดังนั้นข้าต้องมั่นใจว่าต้องไปอยู่ที่นั่นในเวลานั้นให้ได้"


ขณะที่เขาคิดเรื่องนี้ ก็บินขึ้นไปยังเกราะเวทด้านบนกลุ่มหมอก ตรวจดูอย่างระมัดระวังอีกครั้ง จากนั้นก็พุ่งกลับไปยังแท่นบูชาเซียนโลหิต โดยไม่ลังเล เขาเข้าไปในเขตขุมทรัพย์อีกครั้ง


บนที่ราบกว้างใหญ่ อ๋าวเฉี่ยนก็ปรากฎขึ้นในทันที ตอนนี้มันกระจายแรงกดดันอันแข็งแกร่งของพื้นฐานลมปราณขั้นสุดท้ายออกมา ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อเมิ่งฮ่าวแม้แต่น้อย เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นร่างของเขาก็แวบขึ้น ขณะที่เขาและอ๋าวเฉี่ยนบินเข้าไปในด่านที่สี่


ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุด กระจายออกไปไกลสุดสายตา ถึงแม้จะไม่เห็นดวงตะวันอันร้อนแรงอยู่ในท้องฟ้า คลื่นความร้อนก็กระเพื่อมอยู่ทั่วไปในโลกแห่งนี้ ราวกับว่าสถานที่นี้ทั้งหมดเป็นซึ้งนึ่งขนาดใหญ่ พร้อมที่จะปรุงทุกสิ่งที่อยู่ด้านในจนสุกไปทั้งหมด


เมิ่งฮ่าวตรวจดูไปรอบๆ จิตใจเต็มไปด้วยความระมัดระวัง หลังจากผ่านด่านที่สอง และสามมา ตอนนี้เขาก็เข้าใจมากขึ้นเล็กน้อยว่ามันทำงานอย่างไร แต่ทะเลทรายนี้เงียบสงบอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีเงาเคลื่อนไหวของสิ่งใดๆ มาให้เห็น ไม่มีเสียงคร่ำครึโบราณดังออกมาเพื่ออธิบายใดๆ


เมิ่งฮ่าวนั่งคิดไตร่ตรองอยู่ที่นั่นสักพัก จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน และเดินตรงไปด้านหน้า อ๋าวเฉี่ยนเดินที่ข้างกายตามไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาเดินตรงเข้าไปในทะเลทรายทีอ้างว้างไร้ผู้คนไปด้วยกัน หลังจากที่เดินไปไม่กี่ก้าว เมิ่งฮ่าวก็มองกลับไปยังทางที่เขาเดินผ่าน และสังเกตเห็นว่ารอยเท้าที่เขาทิ้งไว้ด้านหลัง ได้เปลี่ยนเป็นสีดำ


จากนั้น กลิ่นอายสีดำก็พุ่งขึ้นมาจากรอยเท้านั้น ทรายรอบๆ บริเวณนั้นก็เริ่มส่งเสียงหึ่ง หึ่ง ออกมา จากความเร็วของกลิ่นอายที่เริ่มจะจางหายไป ดูเหมือนว่ามันไม่กล้าที่จะเข้ามาใกล้เมิ่งฮ่าว


ทันใดนั้น กลิ่นอายสีดำก็เริ่มกลายร่างเป็นดอกไม้ที่มีสามกลีบ ซึ่งปรากฎเป็นใบหน้าของปีศาจขึ้นมา จากนั้นก็หายไป


เมื่อได้เห็นเช่นนั้น ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็หดแคบลง ทันใดนั้น อ๋าวเฉี่ยนก็เริ่มเห่า มองออกไปยังที่ห่างไกล เมิ่งฮ่าวมองเห็นกลุ่มแมงป่องสีน้ำตาลมากมาย กำลังคลานตรงมาที่เขาอย่างรวดเร็ว พวกมันดูเหมือนจะมากจนนับไม่ถ้วน ขณะที่พุ่งตรงมาที่เขาจากเส้นขอบฟ้าอันห่างไกล


อ๋าวเฉี่ยนลอยขึ้นไปในท้องฟ้า แผดเสียงลั่น ท้องฟ้าด้านบนเริ่มมืดลง ราวกับว่าเป็นเวลาสนธยา แต่มันไม่ใช่ยามเย็น และถ้ามองดูอย่างละเอียดว่าอะไรที่มองดูเหมือนพายุเมฆสีดำอยู่ด้านบน ก็จะเห็นว่าเมฆสีดำนั้นจริงๆ แล้ว ก็คือแมงป่องที่มีปีก ส่งเสียงแหลมเล็กแหวกฝ่าอากาศตรงมายังเมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น พวกมันก็ล้อมเขาไว้ภายใน บดบังท้องฟ้าไปโดยสิ้นเชิง


"พิษ…" เมิ่งฮ่าวคิด มองกลับไปยังรอยเท้าของเขา ก็เห็นทรายในที่นั้นเปลี่ยนเป็นสีดำโดยสิ้นเชิง เขาหันกลับ และโบกแขนเสื้อ ปลอบโยนอ๋าวเฉี่ยน จากนั้นก็เดินตรงไปยังกลุ่มแมงป่องที่กำลังเข้ามาใกล้


อ๋าวเฉี่ยนส่งเสียงเห่าอันดุร้ายออกมา ตามไปด้วยเมิ่งฮ่าวที่มองไปยังแมงป่องด้วยสายตาเย็นชา


แต่ทันทีที่เมิ่งฮ่าวเข้าไปใกล้พวกมัน พวกมันก็ถอยไปด้านหลังในทันที ส่งเสียงร้องอันโหยหวนแหลมเล็กออกมา ดูเหมือนว่าพวกมันไม่กล้าแม้แต่จะเข้ามาใกล้เมิ่งฮ่าว


เขาไม่ช้าลงแม้แต่น้อย เดินตรงไป ส่งผลให้พวกแมงป่องรีบล่าถอยออกไปอย่างบ้าคลั่ง บางครั้งมันไม่รวดเร็วพอ ทันใดนั้น กิ่งก้านของไม้เลื้อยสีแดงก็โผล่ออกมาจากด้านบนศีรษะของเมิ่งฮ่าว และแทงเข้าไปในร่างของแมงป่องพวกนั้น ครั้นแล้วแมงป่องก็ละลายกลายเป็นแอ่งน้ำของโลหิตสีดำ และซึมลงไปในทรายทันที


ไม่เพียงแต่แมงป่องที่อยู่บนพื้นที่เป็นเช่นนี้เท่านั้น แมงป่องที่บินอยู่ ก็เปิดทางเป็นช่องกว้างใหญ่ให้เขา ไม่กล้าที่จะเข้ามาใกล้ เมิ่งฮ่าวเดินตรงไปตามด้วยอ๋าวเฉี่ยนผ่านพวกมันทั้งหมดไป


เขาเดินผ่านดินแดนแห่งนั้น ล้อมรอบไปด้วยความดำมืด ดูเหมือนว่าพิษในสถานที่นี้ ไม่มีทางที่จะต้านทานพลังของพิษที่อยู่ในร่างของเมิ่งฮ่าวได้ และไม่มีทางเลือกนอกจากกระจัดกระจายออกไปตรงเบื้องหน้าเขา


ภายในดวงตาสองข้างของเมิ่งฮ่าว ปรากฎเป็นดอกไม้ที่มีใบหน้าปีศาจ กำลังหัวเราะร้องไห้พร้อมกัน ด้านหลังของเขาปรากฎเป็น… ดอกปี่อ้านสามสี!


สีทั้งสามของดอกปี่อ้านประสานเข้าด้วยกัน และส่องแสงริบหรี่ออกมา ทำให้พิษชนิดอื่นๆ ยากที่จะเกิดขึ้นใกล้ๆ กับมัน


สีหน้าเมิ่งฮ่าวไร้ความรู้สึก หลังจากที่เขาเดินไปหนึ่งวัน ทะเลอันไร้ที่สิ้นสุดของอสรพิษก็ปรากฎขึ้นอยู่ตรงหน้า สายลมอันฉุนเฉียวพัดผ่านใบหน้าของเขา แต่เขาก็ยังคงเดินต่อไปข้างหน้า ราวกับว่าเขาไม่ได้สังเกตเห็นมันแม้แต่น้อย


เมื่อเขาเข้าไปใกล้ กลุ่มอสรพิษก็เริ่มบิดตัวม้วนไปมา จากนั้นก็ส่งเสียงออกมาขณะที่พวกมันเลื้อยออกไปไกล บางส่วนของพวกมันก็ยอมให้เขา เหยียบลงไปบนลำตัวของมันโดยตรง


พวกมันสั่นสะท้านไปทั้งตัว แต่ก็ไม่กล้าที่จะต่อต้าน หลังจากที่เขาเดินผ่านไป ก็ดูเหมือนว่าพวกมันฟื้นคืนกลับมาได้เล็กน้อย


ดูเหมือนว่าในร่างกายของเมิ่งฮ่าว จะมีพลังของราชันย์แห่งพิษอยู่ การได้เชิญหน้ากับพลังนี้ พิษอื่นๆ หรือสัตว์พิษต่างๆ ก็ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องยอมก้มหัวให้ด้วยความนอบน้อม


ตรงกันข้ามกับเมิ่งฮ่าว หวังลี่ไห่เดินผ่านทะเลทรายพร้อมคิ้วที่ขมวดแน่น มักจะกลืนเม็ดยาขจัดพิษเป็นระยะ ในการแข่งขันก่อนหน้านี้ทั้งเจ็ดครั้งของหมื่นปีที่ผ่านมา ทะเลทรายพิษนี้ได้ปรากฎขึ้นสองครั้ง สำนักใหญ่ และตระกูลดังได้บันทึกไว้เป็นพิเศษ มันไม่ได้ปรากฎขึ้นทุกครั้ง เนื่องจากด่านเวทมักจะเปลี่ยนอยู่ตลอด แต่เมื่อมันเกิดขึ้น ทุกคนก็จำเป็นต้องเตรียมตัวอย่างเต็มที่


แม้แต่ยาขจัดพิษก็ยังไม่มีผลโดยสมบุรณ์ หรืออาจจะมีผลน้อยมากกับพิษบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ในตอนนี้ หวังลี่ไห่ได้เชิญหน้ากับหมอกพิษทีหนาแน่นอยู่


มองไปที่พิษนั้น คิ้วของมันก็ขมวดอย่างใจจดใจจ่อ จากครั้งแรกที่มันก้าวเท้าออกมาจากตระกูลหวัง จนกระทั่งตอนนี้ มันไม่เคยเห็นอะไรที่เหมือนแบบนี้มาก่อน มันยังคงสงสัยว่า ทำไมท่านปรมาจารย์ถึงได้ยืนกรานที่จะให้มันมาที่นี่ เมื่อคิดกลับไปยังดวงตาของท่าน ก็มีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่


"ไม่มีทางที่ข้าจะต้องมาตายอยู่ที่นี่ ใช่หรือไม่?" ดวงตาของมันสาดประกายด้วยแสงแปลกๆ


ซ่งเจี๋ยก็ได้เผชิญกับกลุ่มหมอกพิษในด่านที่สี่ด้วยเช่นกัน นางมีใบหน้าที่สวยงาม แต่ตอนนี้คิ้วที่ขมวดอยู่ปกคลุมใบหน้าของนางไว้ แม้จะมีความจริงที่ว่า เกราะป้องกันอันอ่อนนุ่มกระเพื่อมอยู่รอบๆ ตัวกำลังป้องกันนางไว้อยู่ก็ตาม


คนทั้งสองต่างก็อยู่ในด่านที่สี่ ด้วยสถานการณ์เช่นเดียวกัน เวลาผ่านไป และพวกมันก็ค่อยๆ รุดหน้าไปอย่างช้าๆ แม้แต่ทรายที่ใต้เท้าของพวกมันก็มีพิษ และพวกมันก็รู้ว่าถ้าไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะตายไปอย่างง่ายดาย


สามารถกล่าวได้ว่า ถ้าปราศจากการเตรียมตัวที่ดีพอ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าด่านที่สี่นี้ เป็นด่านแห่งความตายอย่างแน่นอน จริงๆ แล้ว แม้จะมีการเตรียมตัวมาก่อน ของที่ใช้ขจัดพิษก็มีผลน้อยลงไปเรื่อยๆ เมื่อยิ่งออกไปไกลในทะเลทราย ต้องพึ่งพาพลังฝึกตน และโชคเท่านั้น


แต่เมิ่งฮ่าวแตกต่างออกไป… เขาเดินตรงไปผ่านกลุ่มหมอก ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก เขาสูดลมหายใจเข้าไป แต่หมอกพิษก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากลอยไปมารอบๆ ตัวเขา ในความเป็นจริง อากาศรอบๆ ตัวเขาทุกทิศทางในระยะสิบจ้าง สะอาดบริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง


อ๋าวเฉี่ยนติดตามเมิ่งฮ่าวด้วยความกระตือรือร้น ดูเหมือนจะมีความสุขที่ได้เดินอย่างสบายผ่านด่านนี้ไป มันกระโจนตรงไป และเหยียบลงไปบนร่างของสัตว์พิษ ตีสัตว์พิษนั้นไปมาด้วยอุ้งเล็บ ดูเหมือนมันจะสนุกมาก มันมองมาที่เมิ่งฮ่าวจากนั้นก็กระโดดตามเขาไป


เจ็ดวันผ่านไป เมิ่งฮ่าวก็อยู่ไกล ไกลออกไปจากคนอื่นๆ ในส่วนลึกของทะเลทราย เขาค่อยๆ หยุดเดินอย่างช้าๆ มองตรงไปด้วยความประหลาดใจ บางอย่างค่อนข้างแปลกประหลาดปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า


ที่นั่น ในทะเลทรายอันว่างเปล่า มีสถานที่ ที่ไม่มีทราย มีเพียงดอกไม้อยู่หนึ่งดอก


ดอกไม้นี้… มีสี่กลีบซึ่งประกอบด้วยสี่สี ใบของมันเป็นสีเขียวมรกต และกลีบดอกของมันก็ปรากฎเป็นใบหน้าของปีศาจ ซึ่งกำลังหัวเราะ และร้องไห้ในเวลาเดียวกัน… นี่ไม่ใช่อะไรนอกจาก ดอกปี่อ้านสี่สี


ดอกปี่อ้านบานอยู่ที่นี่ ในทะเลทรายแห่งนี้ ในด่านอาคมนี้


ตอนที่ 126 ฉับพลันนั้นมันก็โผล่ออกมา

บนฝั่งตรงข้ามเป็นดอกไม้ที่บานออกเป็นสี่สี ชื่อของมันหมายถึงเซียนอมตะ


ดอกปี่อ้านทุกดอกในโลกนี้ ถูกเลี้ยงด้วยชีวิตของใครบางคนที่แข็งแกร่ง ถูกรดน้ำด้วยโลหิต กลายเป็นผลลัพธ์ของการรวมตัวกัน ของความตั้งใจอันลึกลับอย่างนับไม่ถ้วน ชีวิตของมัน เริ่มจากหนึ่งสีไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเจ็ดสีในที่สุด


เมิ่งฮ่าวโดนพิษของดอกปี่อ้านสามสี เบื้องหน้าเขา เป็นดอกปี่อ้านสี่สี ความรู้สึกสับสนพุ่งขึ้นอยู่ภายใน เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าดอกไม้นี้ ครั้งหนึ่งก็เป็นเหมือนเขา ผู้ฝึกตน


ทันทีที่เขามองเห็นดอกปี่อ้าน หมอกสามสีก็กระจายออกมาจากด้านบนของศีรษะ และกลายเป็นดอกปี่อ้านสามสีอันสวยงาม มันแกว่งไหวไปมา กลีบดอกก่อตัวเป็นใบหน้าปีศาจ ซึ่งดูเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็ไม่ร้อง ราวกับว่ามันกำลังรำลึกถึงชีวิตของมัน ทำให้มันอยากจะร้องไห้ แต่ในเวลาเดียวกันนั้น มันก็ไม่อยากจะร้องออกมา


ดอกปี่อ้านสี่สีทีเบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว ก็เริ่มแกว่งตัวไปมาอย่างช้าๆ ในที่สุด เขาก็ตระหนักได้ว่าที่กำลังยืนอยู่ด้านบนของดอกไม้นั้น เป็นภาพเลือนลางของบุรุษในชุดยาวสีขาว มันยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ และจากรูปร่างที่มองเห็นไม่ชัดนั้น เหมือนกับว่ามันกำลังมองตรงมายังเมิ่งฮ่าว


ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจ้องมองซึ่งกันและกันสักพักจากฝั่งตรงข้าม เวลานานผ่านไป และในที่สุดบุรุษชุดขาวนั้นก็ถอนหายใจ มันยกมือขวาขึ้นมาโบกสะบัด ด้านข้างมันที่เป็นทราย ปรากฎเป็นประตูที่เรืองแสงขึ้น


ผู้คนที่มีชะตากรรมร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องทำความลำบากให้กันและกัน ประตูเรืองแสงคือทางออก การก้าวเท้าเข้าไป ก็หมายถึงการออกจากด่านที่สี่


ทันทีที่ประตูเรืองแสงปรากฎขึ้น บุรุษชุดขาวก็หายตัวไป มีเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือดอกปี่อ้าน ที่แกว่งตัวไปมาอย่างช้าๆ ราวกับว่ามันต้องการจะร้องไห้ และในเวลาเดียวกันก็ไม่ต้องการร้องออกมา


เมิ่งฮ่าวเงียบไปสักพัก จากนั้น เขาก็ประสานมือ และโค้งตัวลงต่ำ จากนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้น และเดินผ่านเข้าไปในประตูเรืองแสง อารมณ์ของเขาผสมปนเปและซับซ้อน โลกรอบๆ ตัวเขาแยกออกเป็นส่วนๆ จากนั้นก็รวมกันใหม่ เขาอยู่บนลานกว้างใหญ่ ที่เต็มไปด้วยลมปราณอันหนาแน่น ซึ่งปกคลุมเขาและอ๋าวเฉี่ยนในทันที


ตรงขึ้นไปด้านหน้าเป็นด่านที่ห้าและหลี่เต้าอี ทุกคนติดอยู่ด้านหลังเขาในด่านที่สี่ การโผล่ออกมาจากด่านที่สี่ ด้วยเวลาที่น้อยกว่าสิบวัน เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในช่วงการแข่งขันล่าขุมทรัพย์ตั้งแต่ครั้งโบราณเป็นต้นมา เมิ่งฮ่าวทะลวงผ่านด่านที่สี่ได้เร็วกว่าใครในประวัติศาสตร์!


ด้านนอกในดินแดนด้านใต้ การปรากฎตัวของเมิ่งฮ่าวทำให้เกิดความโกลาหลขึ้น ทุกคนที่มองไปยังจอภาพโลหิตที่อยู่ด้านนอกของเขตล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต ต่างก็จ้องไปยังร่างที่เลือนลางของเมิ่งฮ่าวด้วยความตกใจ พวกมันไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้เห็น


"เจ็ดวัน! คนผู้นี้ทะลวงผ่านด่านที่สี่ในเจ็ดวัน! มันทำได้อย่างไร? ในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!"


"จากการแสดงออกของมันในด่านที่สี่ ตอนนี้มันได้แทนที่คนอื่นๆ ไปหมดแล้ว! มีเพียงคนเดียวที่นำมันอยู่ก็คือหลี่เต้าอี! ถ้ามันยังทำได้ดีในด่านที่ห้า ถึงแม้มันจะไม่ได้ครอบครองขุมทรัพย์ของเซียนโลหิต แต่มันก็ยังคงเป็นที่รู้จักไปทั่วในดินแดนด้านใต้"


"คนผู้นี้มาจากไหน? ข้าไม่อยากจะเชื่อว่ามันไม่มีอดีต… นอกจาก… นอกจากว่ามันมาจากสำนักเฮยเซ่อไช ตั้งแต่ประตูขุมทรัพย์เซียนโลหิตเปิดออก สำนักเฮยเซ่อไชไม่เคยแสดงตัวออกมาเลย!"


ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ซ่งเหล่าไกว้จ้องไปที่ร่างเลือนลางของเมิ่งฮ่าว ขณะที่เขานั่งเข้าฌาณอยู่ ไม่เพียงแต่มัน อู๋ติงชิวแห่งสำนักจื่อยิ่น จ้าวซานหลิง จากสำนักจินหาน และแม้แต่โจวเหยียนหยุน สำนักกูตู๋เจี้ยน รวมถึงเฉินฝาน ต่างก็พยายามมองไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างละเอียด


แน่นอนว่า ไม่มีใครในพวกมันที่รู้ว่า พวกมันทุกคนก็เคยรู้จักเขามาก่อน


หวังเถิงเฟยชำเลืองมองไปที่เมิ่งฮ่าว มือของมันประสานกันจนแน่น มันไม่มีทางที่จะจำเขาได้เช่นกัน และจริงๆ แล้ว มันก็มุ่งความสนใจไปที่พี่ชายของมัน หวังลี่ไห่ มากกว่า


ที่ประตูขุมทรัพย์ของตระกูลหลี่ ผู้ฝึกตนชราขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งทั้งสองคนต่างก็ขมวดคิ้ว ตอนนี้พวกมันรู้สึกว่าถูกคุกคามโดยเมิ่งฮ่าวอยู่เล็กน้อย


ในขณะที่โลกภายนอกพูดคุยเกี่ยวกับเมิ่งฮ่าวทะลวงผ่านด่านที่สี่ในเจ็ดวัน เขากำลังนั่งเข้าฌาณดูดซับลมปราณอันไร้ขอบเขตของสวรรค์และปฐพี ด้วยความรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้


รูปร่างของเสาแห่งเต๋าเสาที่สองของเขา เริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ อ๋าวเฉี่ยนก็ดูดซับลมปราณอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน ในที่สุดมันก็มีขนาดใหญ่เท่าตัวคน ยืนอยู่ข้างกายเมิ่งฮ่าว ซึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ ดูท่าทางน่ากลัวเป็นอย่างมาก


มันมีขนที่หนาสีโลหิตดูสง่างามปกคลุมไปทั่วร่างและใบหน้า ที่มองเห็นผ่านขนบนใบหน้าเป็นดวงตาสีแดงเลือด ซึ่งส่องประกายด้วยความเย็นชาดูกระหายเลือด กรงเล็บของมันแหลมคมราวกระบี่ และดูเหมือนจะสามารถฉีกกระชากสวรรค์และปฐพีออกเป็นชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย


เมื่อมันอ้าปากขึ้น สิ่งแรกที่เห็นเป็นฟันที่ยาวและแหลมคม จนดูเหมือนจะสามารถฉีกกระชากสิ่งมีชีวิตทั้งหลายให้แหลกกระจายเป็นชิ้นๆ ได้


เมิ่งฮ่าวยังคงนั่งเข้าฌาณเป็นวันที่แปด หลังจากออกมาจากด่านที่สี จนในที่สุด อากาศก็สั่นกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น และหวังลี่ไห่ก็โผล่ออกมา เมื่อมันมาถึง มันก็จ้องไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยความประหลาดใจ มันคิดว่ามันเป็นคนแรก หลังจากหลี่เต้าอี ที่โผล่ออกมาจากด่านที่สี่


การผ่านด่านที่สี่ได้ในเวลาครึ่งเดือน ก็ทำให้เกิดความปั่นป่วนที่ด้านนอกได้เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม… ความปั่นป่วนวุ่นวายที่มันควรจะได้รับ ก็ถูกขโมยโดยเมิ่งฮ่าวไปเรียบร้อยแล้ว


มันมองไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างละเอียดสักพัก จากนั้นก็นั่งลงขัดสมาธิเพื่อเข้าฌาณ อีกสามวันผ่านไป ก่อนที่ซ่งเจี๋ยจะออกมา นางเดินโซเซเล็กน้อย โลหิตไหลซึมออกมาจากปาก ก่อนที่นั่งลงขัดสมาธิ เพื่อเริ่มต้นการสูดลมหายใจเข้าออก


เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น ลมปราณในสถานที่นี้กำลังหายไป เขาพึมพำกับตัวเองชั่วครู่ รูปร่างของเสาแห่งเต๋าเสาที่สองของเขาเกือบจะก่อตัวขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ ถ้าลมปราณรอบๆ บริเวณนี้หนาแน่นเหมือนกับเริ่มแรก เขาก็จะใช้เวลาอีกเพียงครึ่งเดือน ก็จะสร้างเสาแห่งเต๋าได้อย่างสมบูรณ์


แต่ลมปราณในตอนนี้เริ่มจางลง และคงต้องใช้เวลาพอสมควรในการเติมเต็มให้เหมือนเดิม


"พื้นฐานสมบูรณ์…" อีกครั้งที่ความต้องการพื้นฐานสมบูรณ์ของเมิ่งฮ่าวมีมากขึ้น


ทันใดนั้น อ๋าวเฉี่ยนก็เงยหน้าขึ้นไปบนฟ้า และส่งเสียงคำรามอันน่าตกใจออกมา เมิ่งฮ่าว และบุคคลอื่นๆ บนลานกว้างก็มองขึ้นไปในทันที


สิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือ รังสีของอ๋าวเฉี่ยนเริ่มมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทันในนั้น ร่างของมันก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งจ้าง รูปร่างของมันตอนนี้ดูน่าตกใจยิ่ง แค่การเติบโตเช่นนี้ก็ทำให้น่าตกใจมากแล้ว แต่ยังมีมากกว่านั้น


กระดูกสีโลหิตของมัน ทันใดนั้น ก็งอกออกมาจากขากลายเป็นเดือยอันแหลมคม และเขี้ยวของมันก็ยาวออกมาจนไม่ต้องอ้าปาก ก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน ใครก็ตามที่มองไปที่มัน จิตใจคงเต้นรัวด้วยความตกใจกลัวเป็นแน่


มันส่งเสียงคำรามออกมา ขณะที่พลังฝึกตนของมันพุ่งทะยานขึ้น ในทันใดนั้น มันไม่ได้เปล่งรังสีของขั้นพื้นฐานลมปราณอีกต่อไป แต่… เป็นขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ!


โลกภายนอกต่างก็ตกใจขึ้นอีกครั้ง


"ก่อตั้งแกนลมปราณ!! โลหิตศักดิ์สิทธิ์ของคนผู้นั้น เป็นตัวที่สองที่บรรลุขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ!"


"ดูเหมือนว่ามีมันคนเดียวที่เก่งเทียบเท่ากับหลี่เต้าอี! มันเป็นใครกัน… ?"


เมิ่งฮ่าวมองไปที่อ๋าวเฉี่ยนซึ่งมีรูปลักษณ์แปลกๆ และรังสีอันน่าตกใจ จนเขาต้องแอบถอนหายใจ สุนัขตัวนี้อยู่ได้ในสถานที่นี้เพียงเท่านั้น ไม่สามารถนำมันออกไปได้ ถ้าทำได้ จากมิตรภาพที่สร้างขึ้นมาระหว่างทั้งสอง เมิ่งฮ่าวก็จะรู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในโลกแห่งการฝึกตนด้านนอก


"และมันก็ยังคงเติบโตได้อีก…" เมิ่งฮ่าวคิด ดวงตาสาดประกาย "มีทางเดียวที่จะนำมันออกไปจากสถานที่นี้ได้ก็คือ ต้องได้ครอบครองขุมทรัพย์ของเซียนโลหิตเท่านั้น"


เขาเอื้อมมือไปลูบคลำอ๋าวเฉี่ยน อีกสิ่งที่ทำให้คิดก็คือ มันดูท่าทางอำมหิตโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก แต่ในสายตาของเขา มันดูน่ารักอย่างน่าเหลือเชื่อ ขณะที่เขาลูบคลำมัน มันก็ส่งเสียงด้วยความดีใจออกมา เหมือนกับตอนที่มันยังตัวเล็กๆ อยู่


จากนั้นมันก็นอนลง และเลียมือของเขา มองมาที่เขาด้วยดวงตาประจบประแจง เหมือนตอนที่มันยังเด็กอยู่ สิ่งที่แตกต่างกันในตอนนี้ก็คือ ลิ้นของมันมีขนาดใหญ่เท่ามือของเมิ่งฮ่าว


ดูเหมือนว่ามันสามารถปฏิบัติกับทุกสิ่งในโลกนี้ด้วยความโหดเหี้ยมดุร้าย แต่สำหรับเมิ่งฮ่าว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็ยังคงมองเขาเหมือนทุกครั้ง เมิ่งฮ่าวลูบคลำมัน มันเลียมือเขา และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสงบสุขตลอดไป


"จริงๆ แล้ว ข้าไม่ค่อยสนใจมากนักเกี่ยวกับขุมทรัพย์เซียนโลหิต แต่ข้าต้องต่อสู้เพื่อจะนำโลหิตศักดิ์สิทธิ์นี้ออกไปกับข้า…" เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น และดวงตาก็สาดประกายเจิดจ้า เขายืนขึ้นช้าๆ ตอนนี้ลมปราณในสถานที่นี้เบาบางลง คงเสียเวลาที่จะอยู่ต่อ เขามีเวลาทั้งหมดสามเดือนที่จะอยู่ในนี้ และครึ่งเดือนก็ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เขาเดินตรงไป และอ๋าวเฉี่ยนก็ติดตามมา ภายใต้การจ้องมองจากโลกภายนอก พวกเขาทั้งสองลอยเข้าไปในด่านที่ห้า


จนกระทั่งถึงตอนนี้ มีเพียงหลี่เต้าอีที่เข้าไปในด่านอาคมที่ห้า ทันทีที่เมิ่งฮ่าวเข้าไป เสียงคร่ำครึโบราณก็ได้ยินขึ้น


"ด่านนี้คือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าคือจุดสิ้นสุด ดังนั้นมันจึงมีนามว่า 'จุดสิ้นสุดแห่งความว่างเปล่า' มีตัวอักษรโลหิตซึ่งก่อเป็นผนึกปกคลุมไปทั่ววิญญาณอันนับไม่ถ้วน ได้รับการรู้แจ้งถึงจะทำลายมันได้ ถ้าเจ้าทำลายมัน เจ้าจะได้รับมันหลังจากครอบครองขุมทรัพย์นี้ ถ้าไม่ได้ครอบครองขุมทรัพย์ มันก็จะถูกลบออกไป"


"ด่านนี้ยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นโลหิตศักดิ์สิทธิ์สามารถจากไปได้ทุกเมื่อ อย่างไรก็ตาม ผู้แข่งขันต้องต่อสู้จนถึงที่สุด ถึงแม้ว่าจะจบลงด้วยความตายก็ตามที"


ขณะที่เสียงดังก้องออกมา โลกแห่งใหม่ก็ก่อตัวขึ้นตรงหน้าเมิ่งฮ่าว มันเป็นภูเขา ด้านบนของภูเขาเป็นศิลาตัวอักษรขนาดใหญ่ ด้านข้างเป็นประตูเรืองแสง ซึ่งให้โลหิตศักดิ์สิทธิ์ใช้เท่านั้น


ศิลาตัวอักษรปกคลุมไปด้วยสัญลักษณ์เวทสีโลหิต มันส่องแสงเป็นประกาย ดูเหมือนจะประกอบไปด้วยเต๋าบางอย่าง ซึ่งต้องใช้ความรู้แจ้งเพื่อที่จะเข้าใจได้


เมื่อเมิ่งฮ่าวปรากฎขึ้นในโลกนี้ เขาก็พบว่าตัวเองกำลังอยู่ที่จุดบนสุดของภูเขา ด้านล่างของศิลาตัวอักษร อ๋าวเฉี่ยนยืนอยู่ด้านข้างเขา มองไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง


ดวงตาเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยการครุ่นคิด ขณะที่มองไปยังสัญลักษณ์เวทบนศิลาตัวอักษรนั้น เมื่อเขามองไป ใบหน้าก็บิดเบี้ยวด้วยความประหลาดใจ มีบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตลอดเวลาที่เขาได้เข้ามาในเขตขุมทรัพย์เซียนโลหิตนี้ เขาตบไปที่ถุงสมบัติ และต้นชุนชิวก็ปรากฎขึ้น เขาคว้าจับมันไว้ในมือ


อย่างไรก็ตาม ทันใดนั้นเขาก็ไม่มีพลังที่จะดูดซับต้นชุนชิว เห็นได้ชัดว่า ภายในด่านที่ห้านี้ เขาถูกตัดขาดจากต้นชุนชิวนี้โดยสิ้นเชิง สีหน้าของเขาส่งประกายขึ้นอีกครั้ง


ก่อนที่เขาจะสามารถทำอะไรได้ ร่างกายก็เริ่มสั่นสะท้านในทันใด และเขาก็กระอักโลหิตออกมาเป็นสีดำ และก่อนที่มันจะตกลงไปถึงพื้น มันก็กลายเป็นดอกปี่อ้านสามสี กลีบดอกเป็นใบหน้าที่กำลังร้องไห้และไม่ร้อง มองตรงมายังเมิ่งฮ่าว


ใบหน้าเขาซีดขาว และภายในดวงตาก็ปรากฎเป็นใบหน้าที่สร้างขึ้นมาจากกลีบของดอกไม้สามสี ร่างของเขาสั่นมากขึ้น และความเจ็บปวดแสนสาหัสก็กระจายไปทั่วร่าง เหมือนกับจะทำให้เขาหมดสติไป พิษในร่างของเขากำเริบขึ้นมาเป็นสองเท่าจากก่อนหน้านี้


"ข้าสะกดข่มพิษนี้เมื่อครึ่งเดือนที่แล้วในปล่องภูเขาไฟ…" เขาคิด บังคับให้ดวงตาเปิดขึ้น บอกตัวเองไม่ให้หมดสติไปครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเขาหมดสติไปในด่านที่ห้า เขาก็คงต้องตายอย่างแน่นอน


จริงๆ แล้ว พิษที่กำเริบขึ้นมานี้ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับด่านที่ห้า แต่ในด่านที่สี่ หลังจากที่ได้เห็นดอกปี่อ้านสี่สี พิษภายในร่างของเขาก็เริ่มถูกกระตุ้น ทำให้มันกำเริบขึ้น


ร่างของเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยเหงื่อ และความเจ็บปวดสุดที่จะพรรณนาก็ปกคลุมไปทั่วร่างราวกับอุทกภัยไหลบ่า ทำให้เขาเหมือนกับมนุษย์ธรรมดา ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว และเขาก็กัดฟันจนแน่น


อ๋าวเฉี่ยนไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อได้เห็นเมิ่งฮ่าวในลักษณะนี้ ก็ทำให้มันรู้สึกกังวล และในตอนนี้เองที่ทันใดนั้น เสียงแผดร้องหลากหลายก็ดังออกมาจากด้านล่างของภูเขา


ด้านล่าง เงาร่างมากมายปรากฎขึ้น มันเป็นกลุ่มคนทีสวมใส่เสื้อผ้าเก่าขาดเหมือนคนป่า พวกมันตัวสูง และดวงตาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม ขณะที่วิ่งตรงขึ้นมาบนยอดเขา


จากความเร็วที่เห็น พวกมันคงจะถึงบนยอดเขาภายในเวลาหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง ใบหน้าเมิ่งฮ่าวซีดขาว ร่างกายสั่นสะท้าน พิษนี้กำเริบขึ้นรุนแรงมากกว่าก่อนหน้านี้มากนัก เขาไม่มีแม้แต่แรงที่จะยกมือขึ้น ทำได้เพียงมองไปยังกลุ่มคนที่กำลังวิ่งตรงมาที่เขา


ตอนที่ 127 นี่คือคำสัญญาของข้า

ทันทีที่เงาร่างอันโหดเหี้ยมปรากฎขึ้น อ๋าวเฉี่ยนก็ส่งเสียงคำรามออกมา มันกระโจนตรงไปข้างหน้า กลายเป็นเงาเลือนลางอันดุร้าย ขณะที่มันวิ่งวนไปรอบๆ เมิ่งฮ่าวเป็นวงกลม


โลหิตกระจายออกมาเป็นฟูฟ่อง และร่างของคนป่าพวกนั้นก็ร่วงลงไปจากภูเขา


การตายของพวกมันไม่ได้ทำให้คนเถือนที่อยู่ด้านหลังตกใจกลัว แต่พวกมันกลับมีความโหดเหี้ยมมากยิ่งขึ้น ขณะที่พุ่งตรงเข้ามา ความดุร้ายของอ๋าวเฉี่ยนพุ่งขึ้นไปถึงสวรรค์ ขณะที่มันปกป้องพื้นที่รอบๆ เมิ่งฮ่าวไว้ ศัตรูที่เข้ามาใกล้ ก็จะพบกับการโจมตีจากมัน เห็นได้ชัดว่ามันไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเมิ่งฮ่าวได้


ร่างของเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน แต่เขาก็บังคับให้ดวงตายังคงเปิดอยู่ เขาได้ยินเสียงโจมตีของอ๋าวเฉี่ยน และมองเห็นทะเลของผู้คนอันไร้ที่สิ้นสุด แต่ไม่สามารถทำอะไรได้


เวลาผ่านไป และโลหิตก็ไหลลงไปจากภูเขา อ๋าวเฉี่ยนสร้างพื้นที่รอบตัวเมิ่งฮ่าวสิบจ้าง ไม่ยอมให้ใครเข้ามาได้ คนเถื่อนนับไม่ถ้วนตายไป โลหิตชโลมภูเขารอบๆ พื้นที่สิบจ้างนั้น


หนึ่งวัน สองวัน… อ๋าวเฉี่ยนไม่ได้หยุดพักแม้แต่น้อย คนเถื่อนพวกนั้นดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด พวกมันพุ่งเข้ามาอย่างไม่ลดละ วันที่สอง ผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณปรากฎขึ้นท่ามกลางพวกมัน สวมใส่ชุดเกราะของชาวป่า


การต่อสู้นองเลือดดำเนินต่อไปภายในด่านที่ห้า ด้วยเสียงร้องโหยหวนของสุนัข และเสียงกรีดร้องอย่างน่าอนาจใจของมนุษย์ดังกระจายไปทั่ว ในตอนดึกของคืนวันที่สอง ถึงแม้มันจะมีบาดแผลจากการต่อสู้ แต่ก็ยังสังหารคนเถื่อนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณไปได้สามคน หลังจากนั้น ก็มีแต่ความเงียบ คนเถื่อนพวกนั้นล่าถอยไป ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบ


เมิ่งฮ่าวมองไปที่อ๋าวเฉี่ยนด้วยความงุนงง ขาข้างหนึ่งของมันหักไป และดูเหนื่อยล้า มันไม่ได้พักเลยตลอดสองวัน และไม่ได้กลืนเม็ดยาใดๆ ทุกครั้งที่มันสู้ เป็นการสู้จนถึงแก่ความตาย และมันได้ป้องกันไม่ให้ใครมาทำร้ายเมิ่งฮ่าว จริงๆ แล้ว ต้องขอบคุณสำหรับความบ้าคลั่งนี้ของมัน ไม่มีใครก้าวเข้ามาภายในรัศมีสิบจ้างนี้ได้เลย


ในตอนนี้ มันได้รับชัยชนะด้วยความเหนื่อยล้า นอนลงที่ข้างกายเมิ่งฮ่าว หอบหายใจ มันเลียมือเขา ราวกับว่ามันต้องการให้เขาลูบคลำศีรษะของมัน


ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบ บนจุดสูงสุดของยอดเขา มีเพียงหนึ่งสุนัขและหนึ่งมนุษย์ที่มองเห็นได้ หนี่งขยับเคลื่อนไหวไม่ได้ อีกหนึ่งนอนคว่ำอยู่ พร้อมที่จะยืนปกป้องคุ้มครองไปชั่วนิจนิรันดร์


เมิ่งฮ่าวมองไปที่อ๋าวเฉี่ยน และความอบอุ่นใจก็พุ่งขึ้นมา ซึ่งเขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน มันเติมเต็มไปทั่วร่างเขา สิ่งมีชีวิตนี้เป็นแค่ลูกสุนัข เป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่มีการเข้าใจในจิตวิญญาณเพียงน้อยนิด แต่… มันก็ไม่เคยทอดทิ้งเขา แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ มันก็ไม่ยอมจากไป แต่กลับต่อสู้ปกป้องเขาแทน


เมื่อดูจากอาการบาดเจ็บ และความเหน็ดเหนื่อยของมัน ถ้ามันยังคงต่อสู้เช่นนี้ต่อไป มันคงต้องตายในที่สุด


แต่มันก็ยังอยู่ข้างกายเมิ่งฮ่าวเพื่อปกป้องเขา ในที่สุดรุ่งอรุณก็มาถึง และเสียงโห่ร้องจากด้านล่างของภูเขาก็ทำลายความเงียบไปสิ้น บรรยากกาศเหมือนจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของก่อตั้งแกนลมปราณ และตามมาด้วยเสียงตะโกนด้วยโทสะของกลุ่มคนเถื่อนที่พุ่งขึ้นมาบนภูเขา


อ๋าวเฉี่ยน… มองดูเมิ่งฮ่าว จากนั้นก็เลียมือของเขา มันหันหลังไป และพร้อมเสียงเห่าอย่างดุร้าย พุ่งเข้าไปต่อสู้


เมิ่งฮ่าวไม่สามารถขยับตัวได้ ทำได้เพียงแต่มองอ๋าวเฉี่ยนพุ่งไปโจมตี แม้กระทั่งขยับศีรษะเขายังทำไม่ได้ มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาเห็นก็คือโลกเพียงครึ่งเดียวที่อยู่ตรงหน้าของเขา สิ่งใดที่อยู่ด้านล่างของภูเขา เขาไม่สามารถมองเห็นได้


เสียงเห่าและเสียงแผดร้องก่อนตายเต็มสองหูตลอดทั้งวัน เขาไม่รู้ว่าการต่อสู้นี้ดุเดือดรุนแรงมากแค่ไหน แต่ก็สามารถสัมผัสได้ตลอดวัน ไม่มีใครสามารถย่างเก้าเข้ามาได้ภายในรัศมีสิบจ้างจากตัวเขา


เมื่อตกกลางคืน ทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ในความเงียบอีกครั้ง เวลาธูปไหม้หมดหนึ่งดอกผ่านไป ก่อนที่อ๋าวเฉี่ยนในที่สุดก็กลับมาที่เมิ่งฮ่าว และนอนอยู่ข้างกายเขา หลังของมันหัก ทำให้มีปัญหาในการเดิน ขาอีกข้างก็หักไปด้วย และเขี้ยวที่ยาวแหลมคมหนึ่งข้างก็สะบั้นไป


ปราณของมันอ่อนแอ และขนที่ปกคลุมทั่วร่างก็ยุ่งเหยิง โลหิตไหลลงจากร่างของมัน ขณะที่นอนลงเลียไปที่มือของเมิ่งฮ่าว มันส่งเสียงครางพึมพำออกมา เหมือนกำลังเรียกเขาอยู่ เหมือนกำลังบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในวันนี้ให้เขาฟัง


เหมือนกับว่าการต่อสู้ และเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวันก็เพื่อเวลานี้ เมื่อมันได้กลับมายังข้างกายเมิ่งฮ่าว เพื่อที่จะให้เขาลูบคลำศีรษะของมัน ในจิตใจของมัน เมิ่งฮ่าวก็คือ… ครอบครัว พวกเขาต่อสู้มาด้วยกัน เติบโตมาด้วยกัน เมิ่งฮ่าวให้เม็ดยา และเมื่อไหร่ที่มันมองไป สายตาของเขาก็จะเต็มไปด้วยความอบอุ่น และคอยให้กำลังใจ


ทั้งหมดนี้ทำให้ความเชื่อถือในตัวเมิ่งฮ่าว เติบโตขึ้นในจิตใจของมัน มันสามารถพึ่งพาเมิ่งฮ่าว และปกป้องคุ้มครองเขา


วันที่สี่ก็มาถึง และเสียงตะโกนมากกว่าเดิมก็ได้ยินมา ร่างกายเมิ่งฮ่าวยังคงสั่นสะท้านต่อไป และเขาก็ได้ยินเสียงหอนด้วยความโศกเศร้าของอ๋าวเฉี่ยน เขาอยากจะลุกขึ้นยืน แต่ก็ทำไม่ได้ พิษกำเริบขึ้นทำให้เขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด หลั่งเหงื่อโทรมกาย และสิ่งที่สามารถทำได้ทั้งหมดก็คือนั่งอยู่ที่นั่น มองไปยังสัญลักษณ์เวทบนศิลาตัวอักษร นั่นคือสิ่งเดียวที่เขาทำได้


วันที่สี่ ไม่มีอะไรเข้ามาภายในรัศมีสิบจ้างจากเมิ่งฮ่าว แต่ในคืนนั้น เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั้วยาม ก่อนที่อ๋าวเฉี่ยนจะค่อยๆ คลืบคลานกลับมาที่เขาอย่างช้าๆ


เมิ่งฮ่าวไม่สามารถมองเห็นได้ แต่เส้นทางที่อ๋าวเฉี่ยนคลืบคลานมา กลายเป็นทางโลหิตอันยาวเหยียด เขี้ยวของมันหักสะบั้น หลังเป็นรูยุบลงไป มันนอนอยู่ข้างเขา ศีรษะของมันบิดไปด้านข้างขณะที่เลียฝ่ามือของเขา ด้วยเสียงครางอย่างแผ่วเบา ดูเหมือนว่ามันกำลังเล่าเรื่องของวันนี้ให้เมิ่งฮ่าวฟัง


ดวงตาของเมิ่งฮ่าวแดงก่ำ เขาไม่สามารถมองเห็นอ๋าวเฉี่ยน แต่ก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนแอของปราณของมัน ณ ตอนนี้ เขาก็เหมือนกับมนุษย์ธรรมดา และก็รู้ว่าถ้าไม่มีอ๋าวเฉี่ยนคอยปกป้องคุ้มครอง เขาก็คงตกตายไปตั้งแต่วันแรก


แต่ค่าตอบแทนสำหรับชีวิตของเขาก็คือ ความอ่อนแอที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของอ๋าวเฉี่ยน ในไม่ช้าวันที่มันไม่สามารถคลานกลับมาหาเขาก็จะมาถึง…


เมิ่งฮ่าวบังคับให้ดวงตายังคงเบิกกว้าง จ้องไปยังสัญลักษณ์เวทบนศิลาตัวอักษร เพื่อที่จะเรียนรู้มันอย่างยาวนาน แต่ไม่ว่าเขาจะมองไปที่มันยังไง เขาก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจมันได้ ราวกับว่า… พวกมันไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าสัญลักษณ์เวททั่วไป ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาที่เป็นบุคคลภายนอก


และจากนั้น วันที่ห้าก็มาถึง…


ในวันนี้ เสียงแผดร้องอย่างน่าสังเวช มาเข้าหูเมิ่งฮ่าวมากมายกว่าก่อนหน้านี้ ตอนนี้ มีคนเข้ามาใกล้เกินรัศมีสิบจ้าง แต่ก่อนที่พวกมันจะเข้ามาถึงตัวเขา พวกมันก็กลายเป็นชิ้นๆ โลหิตสาดกระจายไปบนร่างเมิ่งฮ่าว และเขาก็ได้ยินเสียงร้องอย่างโหยหวนโศกเศร้าของอ๋าวเฉี่ยน


ในคืนนั้น ต้องใช้เวลาถึงสองชั่วยามก่อนที่อ๋าวเฉี่ยนจะกลับมา มันไม่ได้แตะต้องเขา เพียงแค่นอนอยู่ที่นั่น โลหิตไหลซึมออกมาจากปากของมัน และพลังชีวิตของมันก็เปล่งประกายอันอ่อนแอออกมา ดูเหมือนว่ามีเพียงความดื้อรั้นเท่านั้นที่ยังทำให้มันมีชีวิตอยู่ต่อไป ถึงแม้มันจะตกอยู่ในสภาพนี้ มันก็จะต่อสู้เพื่อดูแลพื้นที่บริเวณนี้… และปกป้องเมิ่งฮ่าว


เมิ่งฮ่าวพยายามที่จะเปิดปากอย่างยากลำบาก ร่างกายสั่นระริก ทรามานจากความเจ็บปวด และแทบจะขยับตัวไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็พยายามบังคับ เสียงออกมา


"ไป! ออกไป… จากที่นี่… เจ้าได้ยิน… ? ไป!"


เขาไม่สามารถมองเห็นอ๋าวเฉี่ยน สิ่งเดียวที่เขาเห็นก็คือ ท้องฟ้าที่มืดมิดราวน้ำหมึก


อ๋าวเฉี่ยนยกศีรษะขึ้น เมื่อมันได้ยินเสียง และมองมาที่เมิ่งฮ่าว มันชำเลืองไปยังประตูเรืองแสง ราวกับว่ามันเข้าใจคำพูดของเขา จากนั้นก็ส่งเสียงครางหงิงๆ ออกมา


"ข้ากำลังบอกให้เจ้าไป!" เมิ่งฮ่าวพูด หอบหายใจ ราวกับว่าได้ใช้พลังทั้งหมดที่เขามี เพียงเพื่อพูดคำนี้ออกมา


ร่างของอ๋าวเฉี่ยนสั่นสะท้าน และดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ มันลุกขึ้นยืน จากนั้นก็เดินไปที่ด้านข้างของเมิ่งฮ่าว และเลียใบหน้าเขา จากนั้น… มันไม่ได้จากไป มันไม่สนใจคำสั่งของเมิ่งฮ่าว และนอนลงที่ข้างกายเขา


จิตใจของเมิ่งฮ่าวเจ็บปวดรวดร้าว ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือด ขณะที่เขาจ้องไปที่ศิลาตัวอักษร ทันใดนั้น มันก็ดูเลือนลางไป ราวกับว่าเขาได้มองเห็นบางอย่าง และเขาก็ไม่สามารถไขว่คว้ามันไว้ได้ รุ่งอรุณของวันที่หกก็มาถึง และเสียงของการเคลื่อนที่ตรงตีนเขาก็ได้ยินมา เสียงร้องคำรามดังออกมาขณะที่อ๋าวเฉี่ยนลุกขึ้นยืน มันมองไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็พุ่งทะยานออกไป


เมื่อมันจากไป มือที่สั่นอยู่ของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มยกขึ้นได้อย่างช้าๆ ภายในดวงตาของเขา ดอกปี่อ้านส่งประกายอยู่ริบหรี่ เขาค่อยๆ กำมือเป็นหมัดอย่างช้าๆ และจากนั้นก็ยืนขึ้น!


เขาเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า และส่งเสียงกู่ร้องระบายความอัดอั้นตันใจ ที่ถูกสะกดไว้ทั้งหกวันออกมา ความต้องการสังหารอันโหดเหี้ยมแผ่กระจายออกมาจากดวงตา ขณะที่เขาลอยขึ้นไปในอากาศ ทันทีที่เขาบินขึ้นไป ก็มองเห็นบุรุษร่างสูงใหญ่กำลังควงกระบองอันใหญ่โต มันยกกระบองขึ้น และกำลังจะกระแทกลงไปบนอ๋าวเฉี่ยน ที่ตอนนี้ไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้านอย่างโหดเหี้ยม


ใบหน้าเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยโทสะอันดุร้าย เขายกมือขึ้น และหมอกสายฟ้าก็โผล่ออกมา พุ่งตรงไปยังบุรุษร่างสูงใหญ่ เมื่อหมอกสายฟ้าพุ่งไปถึง ก็ระเบิดออกมา บุรุษร่างสูงใหญ่ที่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ ก็รีบพุ่งล่าถอยไปด้านหลัง จริงๆ แล้ว พวกคนเถื่อนที่อยู่รอบบริเวณนั้นต่างก็ล่าถอยออกไปทั้งหมด


เมิ่งฮ่าวก้าวตรงไปยืนอยู่เบื้องหน้าอ๋าวเฉี่ยน ดวงตาแดงก่ำขณะที่เขายกมือขึ้นอีกครั้ง กระบี่บินนับร้อยก็กรีดออกแหวกฝ่าอากาศออกมาในทันที รวมถึงกระบี่ไม้ทั้งสองเล่ม พวกมันหมุนวนไปรอบๆ เมิ่งฮ่าว ก่อตัวเป็นพิรุณกระบี่ และจากนั้นก็เป็นสายน้ำวันแห่งกระบี่ เมิ่งฮ่าวตะโกนออกมา และกระบี่บินก็ระเบิดออก ชิ้นส่วนที่แหลมคมกระจายออกไปทั่วบริเวณรอบๆ และเสียงแผดร้องโหยหวนก็ดังออกมา เมื่อพวกคนเถื่อนที่อยู่ในบริเวณนั้นถูกหั่นออกเป็นชิ้นๆ


ทันใดนั้น ตรงเชิงภูเขา ปราณของผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ก็เปล่งประกายออกมา ทันทีที่พวกมันพุ่งขึ้นมา พวกมันพุ่งตรงมายังจุดสูงสุดของภูเขา


เมิ่งฮ่าวเงียบสงบ และจริงๆ แล้วก็ไม่ได้สนใจเงาร่างที่เข้ามาใกล้นี้เลย เขามองลงไปยังอ๋าวเฉี่ยน ซึ่งกำลังอ้าปากหอบหายใจ และท่าทางกำลังใกล้จะตายไป เขาคุกเข่าลง และสอดมือเข้าไปที่ร่างอันบอบช้ำของมันอย่างนุ่มนวล มันมองขึ้นมาที่เขาอย่างอ่อนแรง และพยายามที่จะเปิดปากเพื่อเลียมือของเขา แต่ก็ไม่สามารถทำได้


เมิ่งฮ่าวค่อยๆ มองไปยังสัญลักษณ์เวทบนศิลาตัวอักษรอย่างช้าๆ ไม่สนใจขณะที่เงาร่างทั้งแปดกำลังใกล้เข้ามา เมื่อเขาจ้องไปที่ศิลานั้น เขาก็คิดกลับไปยังหกวันที่ผ่านมา คิดเกี่ยวกับอ๋าวเฉี่ยนต่อสู้ด้วยชีวิตของมันอย่างไร คิดไปถึงลูกสุนัขตัวเล็กๆ ที่มีความสุข ซึ่งได้กระโดดโลดเต้นไปรอบๆ ตัวเขา เมื่อเดินผ่านด่านที่สี่ คิดไปถึงด่านที่สอง เมื่อเจ้าตัวเล็กที่น่ารักขนปุกปุยได้ช่วยต่อสู้พร้อมกับเขาครั้งแล้วครั้งเล่า คิดไปเกี่ยวกับตอนเริ่มต้นของการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต เมื่อมันปรากฎตัวขึ้น ร่างสั่นสะท้านอยู่ในฝ่ามือ และเลียมือเขาด้วยลิ้นเล็กๆ ของมัน เขาถอนหายใจออกมา


"ข้าควรจะคิดได้ตั้งแต่ตอนแรก สัญลักษณ์เวทนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากเวทผนึกอสูรรุ่นแปดเลย" เขาโบกสะบัดมือไปในอากาศ และจากนั้นก็ไม่มีสัญลักษณ์เวทปรากฎให้เห็นอีก แต่ตอนนี้พวกมันได้จารึกลงบนจิตใจของเขาแทน เป็นตัวอักษรเวทที่เหมือนกับตอนที่ได้จารึกบนศิลานั้น


เมื่อตัวอักษรปรากฎขึ้น มือของเมิ่งฮ่าวก็วางอยู่บนหลังของอ๋าวเฉี่ยน


ขณะที่ทำเช่นนั้น แสงสีแดงโลหิตก็ก่อตัวขึ้นจากภายในอ๋าวเฉี่ยนทันที มันเป็นความหนาวเย็นเสียดกระดูก ที่แผ่กระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง


เมื่อมันกระจายออกไป คนเถื่อนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณก็ถูกแช่แข็งไปในทันที แม้ขณะที่มันลอยอยู่ในอากาศ ไม่เพียงแต่พวกมันเท่านั้น เมื่อแสงสีแดงโลหิตกระจายออกไป ทั่วทั้งภูเขาของคนเถื่อน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไกลเท่าที่ตาจะมองเห็นได้ โลกนี้ทั้งหมด ก็เต็มไปด้วยความหนาวเย็นอันรุนแรง และเปลี่ยนเป็นสีของโลหิต สถานที่นี้… ถูกผนึกด้วยการแช่แข็งอย่างสมบูรณ์


ไม่มีสิ่งใดตลอดทั้งโลกแห่งนี้ขยับเคลื่อนไหว เมิ่งฮ่าวคุกเข่าอยู่ที่นั่น มองไปด้วยความประหลาดใจยังอ๋าวเฉี่ยน


ด่านที่ห้า ศิลาตัวอักษร และความรู้แจ้ง ทั้งหมดนี้ต่างก็ต้องพึ่งพาการกระทำของโลหิตศักดิ์สิทธิ์… ผู้แข่งขันและโลหิตศักดิ์สิทธิ์ต้องพัฒนาระดับความใกล้ชิดให้แนบแน่น


หลังจากผ่านไปนาน เมิ่งฮ่าวก็ยืนขึ้น อุ้มอ๋าวเฉี่ยนอยู่ในวงแขน เดินตรงไปยังจุดสูงสุดของยอดเขา และออกไปจากด่านที่ห้า โลกที่อยู่รอบๆ ตัวเขาทั้งหมดถูกผนึกด้วยโลหิต


เมิ่งฮ่าวไม่แน่ใจว่าคนอื่นๆ ผ่านด่านนี้ได้อย่างไร แต่ก็รู้ว่าสำหรับเขาแล้ว เป้าหมายของมันก็คือความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้แข่งขันและโลหิตศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่แน่ใจเกี่ยวกับโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน แต่ก็รู้ว่าอ๋าวเฉี่ยนต้องกลับมาหาเขาเสมอ ไม่ว่ามันจะเหนื่อยล้ามากแค่ไหน มันก็จะกลับมาเลียมือเขาเสมอ สำหรับเมิ่งฮ่าวสุนัขตัวนี้… เป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากชีวิตของเขา


"ในตอนนี้ ขุมทรัพย์ไม่ได้สำคัญกับข้า ข้าไม่สนใจเกี่ยวกับมันแม้แต่น้อย แต่ข้าต้องนำเจ้าออกไปจากที่นี่พร้อมข้าให้ได้ นี่คือคำสัญญาของเมิ่งฮ่าวที่ให้ไว้กับเจ้า!"


ตอนที่ 128 ด่านที่หกของหลี่เต้าอี

ขณะที่เมิ่งฮ่าวอุ้มอ๋าวเฉี่ยนเดินออกไปจากด่านที่ห้า หวังลี่ไห่ก็โผล่ออกมาด้วยเช่นกัน โลหิตศักดิ์สิทธิ์ของมัน เต่าเฉียนอู่ที่ดูท่าทางดุร้าย ก็เต็มไปด้วยบาดแผลด้วยเหมือนกัน


ที่ด้านหน้าของเมิ่งฮ่าว และหวังลี่ไห่ ก็คือหลี่เต้าอี ซึ่งยังไม่ผ่านเข้าไปยังด่านที่หก


ด้านหลังของคนทั้งสอง ยังมีอีกห้าคนที่ยังคงติดอยู่ในด่านที่ห้า


หวังลี่ไห่จ้องไปยังเมิ่งฮ่าว และดวงตาของมันก็หดแคบลงเล็กน้อย จากนั้นก็นั่งลงขัดสมาธิที่ด้านข้าง หลังจากที่เขาโผล่ออกมาจากด่านอาคม พลังของสวรรค์และปฐพีในพื้นที่รอบๆ บริเวณนั้นก็พุ่งเข้ามายังเมิ่งฮ่าว ซึ่งเขาก็ทำให้มันไหลเข้าไปในตัวอ๋าวเฉี่ยนที่ใกล้จะตายไป


เมิ่งฮ่าวหยิบเม็ดยาออกมามากมาย และก็ป้อนให้อ๋าวเฉี่ยนกลืนลงไปทีละเม็ด เพื่อช่วยให้มันฟื้นฟูร่างกายกลับมา


โชคดีที่ลมปราณบนพื้นที่ลานกว้างนี้มีอยู่อย่างหนาแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ด้านนอกของด่านที่ห้านี้ อ๋าวเฉี่ยนดูดซับปราณที่เข้มข้นจากเมิ่งฮ่าว และบาดแผลของมันก็เริ่มสมานดีขึ้นอย่างช้าๆ กระดูกที่หักไปก็ฟื้นคืนกลับมา หลังจากผ่านไปสักพัก อ๋าวเฉี่ยนก็ไม่ได้ใกล้ตายอีกต่อไป มีพลังคืนกลับมาบางส่วน มันเลียฝ่ามือของเมิ่งฮ่าว จากนั้นก็พยายามที่จะยืนขึ้น และเริ่มดูดซับลมปราณด้วยตัวมันเอง


ในโลกภายนอกของดินแดนด้านใต้ ทุกคนต่างก็สับสนวุ่นวาย ดวงตาเกือบหมื่นคู่ต่างก็จ้องไปยังเมิ่งฮ่าว และหวังลี่ไห่ เสียงพูดคุยอย่างตื่นเต้นเต็มอยู่ในอากาศ


เวลาผ่านไป เจ็ดวันหลังจากนั้น ซ่งเจี๋ยก็ออกมาจากด่านที่ห้า เฟิ่งโลหิตของนางไม่ได้โผล่อออกมาด้วย…


นางนั่งลงขัดสมาธิในทันที ในที่สุดหลังจากนั้น ลำแสงสีเขียวก็โผล่ออกมาจากแท่นบูชาหินสีเขียวที่อยู่ห่างไกล มันลอยต่ำตรงมายังซ่งเจี๋ย ซึ่งกำลังพ่นโลหิตออกมาจากแก่นลมปราณ ผีเสื้อเวทสีโลหิตก็ปรากฎขึ้น และเริ่มกระพือปีกบินไปมารอบๆ ตัวนาง


เมื่อได้เห็นเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็สรุปได้ว่า โลหิตศักดิ์สิทธิ์ของนางได้ตายไปแล้ว เขาไม่แน่ใจว่านางผ่านด่านที่ห้ามาได้อย่างไร แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้นางก็มีโอกาสได้เลือกโลหิตศักดิ์สิทธิ์ใหม่


อีกหลายวันผ่านไป หวังลี่ไห่หยุดการนั่งเข้าฌาณ ด้วยสีหน้ามุ่งมั่น มันเข้าไปยังด่านที่หก ซ่งเจี๋ยนั่งอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานก่อนที่จะตามมันเข้าไป


ผู้แข่งขันที่เหลือออกมาจากด่านที่ห้าทีละคน ยกเว้นศิษย์จากสำนักจินหานที่ไม่ปรากฎกายขึ้น มันเป็นผู้แข่งขันคนแรก… ที่ตายในการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตครั้งนี้


หลังจากที่มันตายไป ผู้ฝึกตนคนอื่นจากโลกด้านนอก ก็เข้ามาในเขตขุมทรัพย์แทน แต่เมื่อพิจารณาถึงการที่ทุกคนได้ผ่านด่านที่ห้าไปเรียบร้อยแล้ว ถึงคนผู้นี้จะโชคดีที่สามารถต่อต้านสวรรค์ได้อย่างแท้จริง มันก็ไม่มีทางที่จะมีโอกาสได้ครอบครองขุมทรัพย์นี้ เนื่องจากมันมีเวลาไม่เพียงพอที่จะผ่านด่านต่างๆ ได้อย่างแน่นอน


การตายของศิษย์สำนักจินหาน ทำให้ผู้แข่งขันจากสำนักจื่อยิ่นยืนคิดอย่างเคร่งเครียดอยู่สักพัก บนพื้นที่ราบกว้างใหญ่ด้านนอกของด่านที่ห้า เวลาผ่านไปไม่นานก่อนที่มันจะตัดสินใจจากไป ไม่มั่นใจว่าจะสามารถผ่านด่านที่หกได้ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของมันที่จะจากไปอย่างมีชีวิตอยู่


หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ผู้ฝึกตนจากสำนักกูตู๋เจี้ยน ก็รู้สึกว่าไม่เป็นการฉลาดที่จะไปต่อ มันจึงตัดสินใจจากไปเช่นเดียวกัน


ศิษย์จากสำนักเซี่ยเยา ซึ่งดูเหมือนหวังโหย่วฉายเมื่อเจ็ดหรือแปดปีที่แล้ว โผล่ออกมาจากด่านที่ห้าด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก และนั่งลงเพื่อดูดซับลมปราณในทันที หลังจากนั้นไม่กี่วัน มันและโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ก็ติดตามหลี่เต้าอี หวังลี่ไห่ และซ่งเจี๋ย เข้าไปในด่านที่หก ทำให้มันเป็นลำดับที่สี่ที่เข้าไป


ด่านทั้งเก้าของการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต ความยากลำบากดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากด่านที่สี่เป็นต้นมา ถึงแม้ว่าคนพวกนี้จะเตรียมตัวมาอย่างดี แต่มันก็ยังยากอยู่ดีที่จะผ่านไปได้แต่ละด่าน


เรื่องนี้ยิ่งเป็นความจริงโดยเฉพาะกับด่านที่หก เจ็ด แปด และเก้า ในการแข่งขันทั้งเจ็ดครั้งที่ผ่านมาในอดีต มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เคยเหยียบเข้าไปในด่านที่เก้า


และคนผู้นั้นก็เป็นผู้ถูกเลือกแห่งตระกูลหลี่!


นอกจากมัน มีเพียงผู้แข่งขันอีกสิบสามคนเท่านั้นที่เคยผ่านไปถึงด่านที่หก และมีเพียงหกคนที่ผ่านไปถึงด่านที่เจ็ด


จากด่านที่หกเป็นต้นไป ระดับความยาก และผลที่ตามมาของการต่อสู้ ต่างก็เพิ่มขึ้นอย่างโหดร้าย ดังนั้น พวกมันส่วนมากจึงเลือกที่จะจากไปหลังจากด่านที่ห้า เป้าหมายหลักของพวกมันในการเข้าร่วมครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่การได้ครอบครองขุมทรัพย์ แต่เป็นผลที่ได้รับจากการฝึกฝน


สามารถกล่าวได้ว่า ประสบการณ์ที่ได้รับในการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตนี้ เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้รับมัน


อีกหลายวันผ่านไป และในที่สุดเมิ่งฮ่าวก็ลืมตาขึ้น ลมปราณที่อยู่รายรอบเขาตอนนี้เกือบจะจางหายไปโดยสิ้นเชิง เสาแห่งเต๋าต้นที่สองภายในร่าง เกือบจะสมบูรณ์เต็มที่ประมาณเก้าในสิบส่วน หลังจากผ่านด่านที่หก เขาก็น่าจะสร้างมันได้สมบูรณ์


อ๋าวเฉี่ยนยืนอยู่ด้านหน้าเขา ฟื้นคืนจากอาการบาดเจ็บอย่างสมบูรณ์ และเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณอย่างสูงสุด อีกครั้งที่พลังฝึกตนของมันเพิ่มสูงขึ้น ตอนนี้มันอยู่ในขั้นก่อตั้งแกนลมปราณระดับกลาง ร่างของมันยาวห้าจ้าง ดูเหมือนภูเขาลูกเล็กๆ ดวงตาสีแดงเปล่งประกายดุร้าย และปกคลุมไปด้วยขนสีแดงที่ยาวดูสง่างาม เขี้ยวที่ยาวดูน่ากลัวส่องแสงเจิดจ้าออกมา


โดยเฉพาะกรงเล็บของมันก็ดูน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง มันยาวเท่ากับใบหน้าของคน และดูเหมือนจะแข็งแกร่งพอที่จะฉีกกระชากพื้นปฐพีให้แหลกเป็นชิ้นๆ


เมื่อเมิ่งฮ่าวลุกขึ้นยืน อ๋าวเฉี่ยนก็ดูเหมือนจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมิ่งฮ่าวเดินตรงไปข้างหน้า และร่างที่เหมือนภูเขาน้อยๆ ก็ติดตามไป มองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกพร้อมที่จะโจมตี เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ทำให้ผู้ที่มุงดูนับหมื่นคนในโลกด้านนอก ของดินแดนด้านใต้ จ้องดูด้วยจิตใจที่สั่นไหว ภาพฉากนี้คงจะประทับอยู่ในความทรงจำของพวกมันตลอดไป


"ด่านที่หก…" เมิ่งฮ่าวมองไปที่ทางเข้าและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ชำเลืองกลับมายังอ๋าวเฉี่ยน ท่าทางอันดุร้ายของมันก็เปลี่ยนไปในทันที ความมีเสน่ห์ปรากฎขึ้นในดวงตาของมัน และมันก็ก้มศีรษะลงเพื่อให้เมิ่งฮ่าวสามารถลูบคลำได้ มันปิดตาลงอย่างมีความสุข


"ข้าต้องนำเจ้าออกไปจากที่นี่พร้อมกับข้าให้ได้อย่างแน่นอน!" เมิ่งฮ่าวพูด ยิ้มออกมาขณะที่มองไปยังสีหน้าที่มีความสุขของมัน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ลูบคลำไปบนศีรษะของอ๋าวเฉี่ยนเป็นครั้งสุดท้าย เดินตรงไป ก้าวเข้าไปในด่านที่หก ร่างของอ๋าวเฉี่ยนกลายเป็นลำแสงขณะที่มันพุ่งตามไป


ด่านที่หก!


ในโลกแห่งนี้ ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเสียงฟ้าคำราม และสายฟ้า ทันทีที่เมิ่งฮ่าวเข้าไป เสียงฟ้าผ่าก็ถาโถมเข้ามาในหูของเขา เห็นได้ชัดว่าโลกแห่งนี้ไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก


พื้นดินเป็นบึงเลนโคลน ซึ่งโชยกลิ่นของดินโคลนและความตายออกมา ในที่ห่างไกลออกไป… มีวิหารโบราณขนาดใหญ่โตมโหฬาร ทั่วทั้งวิหารเป็นสีดำมืดมิด และด้านข้างของมันเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่ยักษ์ รูปปั้นสวมใส่เสื้อผ้าเป็นชุดยาวเรียบง่าย และมือขวาของมันยกขึ้นไปบนท้องฟ้า มือซ้ายถือดาบอยู่


ดาบ… กำลังลอยอยู่กลางอากาศ


วิหารแห่งนี้ดูเหมือนจะมีมาตั้งแต่สมัยแรกๆ มันแผ่กระจายบรรยากาศความเก่าแก่โบราณออกมา จากจุดนี้ไกลออกไป ดูเหมือนจะเป็นภูเขา สายฟ้าฟาดลงมา ดูเหมือนว่าตั้งใจจะทำลายวิหารนี้ไป ราวกับว่าวิหารแห่งนี้ไม่ได้ถูกยอมรับให้มีอยู่ในสถานที่นี้


ประกายแสงของสายฟ้า ส่องให้เห็นบึงโคลนบนพื้น แขนมากมายนับไม่ถ้วนโผล่ออกมาให้เห็นจากบึงโคลนนั้น กำลังพยายามจะไขว่คว้าบางสิ่งบางอย่างอยู่ เมื่อมองจากที่ห่างไกลมา จะเห็นเป็นลานแขนนับไม่ถ้วนที่ดูเหมือนกำลังเอื้อมออกไปไขว่คว้าอยู่ตลอดเวลา


ที่มองเห็นได้จากในบึงโคลนนั้นก็เป็นใบหน้าด้วย จากปากที่กำลังกรีดร้องอย่างทรมานออกมา มีทั้งบุรุษและสตรี ชราและเยาว์วัย มีกิ่งก้านเป็นหนวดยาวสีเขียวดูแปลกประหลาดโผล่ออกมาจากใบหน้าพวกมัน ซึ่งส่ายไปมาอยู่ตลอดเวลา…


เมิ่งฮ่าวมองไปยังภาพทั้งหมดนี้ และคิดว่าเขาไม่คุ้นเคยกับโลกแห่งนี้ รวมถึงไม่เคยเห็นวิหารที่ตั้งอยู่ในที่ไกลตานั้น แต่เขาก็ยังคงสามารถคาดเดาชื่อของวิหารนี้ได้


"ไท่เอ้อร์…" เสียงกรีดร้องดังออกมาจากใบหน้าภายในบึงโคลนนั้น เสียงร้องนั้นประกอบขึ้นจากเสียงนับไม่ถ้วนรวมเข้าด้วยกัน เป็นเสียงร้องที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่อต้านสวรรค์ จากคนที่ตายด้วยความคับแค้นใจ ความโกรธแค้นนี้ไม่ได้จางเบาบางลง ไม่ว่าจะผ่านไปนานกี่ปี นี่เป็นส่วนหนึ่งของนามของชนเผ่าพวกมัน


ไท่เอ้อร์!


ชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์ ไม่ยอมกล้ำกลืนฝืนทนต่อความต้องการแห่งสวรรค์ ภัยพิบัติที่ขุดรากถอนโคนจึงถูกส่งลงมา แต่ชนเผ่านี้ก็ไม่ยอมตายอย่างง่ายดาย พวกมันรวมพลังของชนเผ่าทั้งหมด ก่อตัวเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ พวกมันอ้างว่าดินแดนนี้เป็นของพวกมัน และกระด้างกระเดื่องต่อสวรรค์ ดินแดนผืนนี้ไม่อาจได้รับความเสียหายได้ รวมถึงวิหารก็ไม่อาจโดนทำลายลง ชนเผ่าไท่เอ้อร์ต้องไม่ถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น!


ด้านบนสุดของวิหารเป็นกลองขนาดใหญ่มหึมาสีดำล้วน ราวกับว่ามันได้ถูกย้อมด้วยโลหิตครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านมาหลายหมื่นปีจนไม่อาจนับได้


ด้านล่างของวิหาร ข้างรูปปั้นขนาดใหญ่ เป็นประตูศิลที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง แสงริบหรี่กระจายออกมา ส่องไปยังภาพแกะสลักที่เป็นรูปของสิ่งมีชีวิตท่าทางดุร้ายมากมาย ซึ่งตกแต่งอยู่บนประตูศิลานั้น


เสียงเก่าแก่โบราณดังออกมาราวฟ้าร้อง "ถ้าเจ้าต้องการครอบครองขุมทรัพย์ของข้า ก็ให้เข้าไปในวิหารของข้า!" มันดังออกมากลบเสียงที่กำลังกรีดร้อง บดบังทุกสิ่งทุกอย่าง


ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ด้านข้างเขา ภูเขาน้อยๆ ยาวห้าจ้าง อ๋าวเฉี่ยนแยกเขี้ยวที่คมราวใบมีด และชำเลืองไปมา คำรามเสียงทุ้มต่ำอยู่ในลำคอ และความดุร้ายก็ส่องประกายออกมาจากดวงตา ด้วยขนาดที่ใหญ่โตดูสง่างาม ขนสีแดงยาว ที่มีเดือยอันแหลมคมงอกออกมาจากกระดูก ทำให้มันดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง


เสียงฟ้าร้องกระจายไปทั่วในท้องฟ้า และสายฟ้าก็ผ่าลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่องสว่างไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น ร่างเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนเป็นลำแสงหลากสี ขณะที่ลอยขึ้นไปในอากาศ มุ่งหน้าตรงไปยังวิหารโบราณ ด้านหลังเขา อ๋าวเฉี่ยนส่งเสียงหอนออกมา จากนั้นก็ติดตามเขาไป


ทันทีที่ทั้งสองบินขึ้นไปในอากาศ มือที่ยื่นออกมาจากภายในบึงโคลน ทันใดนั้นก็เริ่มยืดออกมา เพียงชั่วพริบตา พวกมันก็มาถึงตัวเมิ่งฮ่าว และกำลังจะคว้าจับเขาไว้


เขาแค่นเสียงอย่างเย็นชา และตบไปที่ถุงสมบัติ กระบี่ไม้สองเล่มก็ลอยออกมา หมุนวนไปรอบๆ ตัวเขาด้วยความเร็วสูงสุด โลหิตระจายออกมาเมื่อมือที่เข้ามาใกล้ ทันใดนั้นก็ถูกตัดออกไป ก่อนที่พวกมันจะสัมผัสถึงตัวเมิ่งฮ่าว


โลหิตสีดำพร่างพรมลงไปยังด้านล่างราวสายฝน กลิ่นเหม็นเริ่มอบอวลไปทั่วอากาศ จริงๆ แล้ว เมื่ออยู่ในโลกแห่งนี้ ร่างของอ๋าวเฉี่ยนก็เริ่มเรืองแสงสีแดง ไม่มีแม้แต่แขนเดียวที่จะสัมผัสมันได้ พวกมันถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ในทันที


อย่างไรก็ตาม ขณะที่เมิ่งฮ่าว และอ๋าวเฉี่ยนเร่งความเร็วตรงไป ใกล้จะถึงครึ่งทาง เสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวังก็ดังออกมาจากใบหน้าที่หลากหลายในบึงโคลนนั้น กิ่งก้านที่คล้ายหนวดสีเขียว ซึ่งยืดขยายออกมาจากใบหน้าพวกมัน ก็พุ่งขึ้นไปในทันที ทีละเส้น ทีละเส้น พวกมันเปลี่ยนเป็นเหล็กที่แหลมคมนับไม่ถ้วน พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว


ตอนที่ 129 ปรมาจารย์ตระกูลหลี่!

เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า หนวดสีเขียวเหล่านั้นพุ่งออกมามากมายแค่ไหน พวกมันรวดเร็วมาก ภายในชั่วพริบตา ก็อยู่ห่างจากเมิ่งฮ่าวเพียงสามสิบจ้าง ดูเหมือนมันจะมาถึงในทันใด แต่ตอนนั้นเอง อ๋าวเฉี่ยนก็ส่งเสียงคำรามออกมา และลอยขึ้นไป


ร่างที่ยาวห้าจ้างของมันปรากฎขึ้น ขณะที่พุ่งมาปกป้องเมิ่งฮ่าว เสียงระเบิดที่ดังกว่าเสียงฟ้าร้องก็ดังออกมา สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลกแห่งนี้ แสงสีแดงโลหิตกระจายออกมาจากร่างอ๋าวเฉี่ยน กระแทกไปยังหนวดสีเขียวที่กำลังพุ่งเข้ามา เสียงระเบิดสั่นสะเทือนไปทั่วอากาศ เป็นเวลานานชั่วระยะหายใจเข้าออกสิบครั้ง จากนั้น หนวดสีเขียวทีละเส้น ก็แหลกสลายกลายเป็นหมอกสีเขียว กระจายหายไปในอากาศ


อ๋าวเฉี่ยนดูท่าทางเหน็ดเหนื่อย แต่มันก็ยังมองลงไปด้านล่าง และส่งเสียงคำรามออกมา มันเคลื่อนที่ไปด้านข้าง และเมิ่งฮ่าวที่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ก็ลูบไปที่ศีรษะของมัน จากนั้นก็พุ่งตรงไปยังวิหารโบราณต่อไป


พวกเขาพุ่งตรงไปด้วยความเร็วสูงสุด หนึ่งมนุษย์ หนึ่งสุนัข ไปด้วยกัน


เมื่อพวกเขาอยู่ห่างจากวิหารนั้นสองร้อยจ้าง หมอกสีเขียวที่ถูกสร้างขึ้นมาจากหนวดที่แหลกสลายไป ทันใดนั้นก็เริ่มเคลื่อนที่ พวกมันเริ่มรวมตัวกัน จากนั้น เพียงชั่วพริบตา ก็กลายเป็นหมอกรูปทรงกลมขนาดยักษ์ พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว


กลุ่มหมอกม้วนตัวไปมา ส่งเสียงดังก้องออกมาขณะที่มันก่อตัว เป็นภาพลวงตาศีรษะมนุษย์สีเขียว ด้วยดวงตาที่เจิดจ้า มันเปิดปากขึ้น และหมอกก็ไหลออกมามากยิ่งขึ้น กลายเป็นหมอกรูปร่างอาชา ลอยเรียงกันเป็นเส้นตรงไปยังเมิ่งฮ่าวและอ๋าวเฉี่ยน


เมื่อมันใกล้เข้ามา ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็หดเล็กลง เขายกมือขวาขึ้นโบกสะบัด ด้วยท่าทางที่เขาจำได้ ของเวทผนึกบางอย่าง จากนั้นก็ผลักมือลงไปบนอ๋าวเฉี่ยน


เมื่อเครื่องหมายผนึกประทับไปบนอ๋าวเฉี่ยน แสงสีแดงเข้มก็เริ่มกระจายออกมา มันประกอบไปด้วยความหนาวเย็นราวน้ำแข็ง ซึ่งสามารถแช่แข็งทุกสิ่งทุกอย่างที่มันไปโดนได้! หมอกอาชาที่กำลังบินมาก็ถูกผนึกแช่แข็งในทันที!


แขนมากมายที่ด้านล่าง ใบหน้าที่หลากหลาย บึงโคลน ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นน้ำแข็ง


ถ้าเขาไม่ได้ครอบครองขุมทรัพย์นี้ เมิ่งฮ่าวก็ไม่สามารถใช้วิชานี้ที่โลกด้านนอกได้ เพราะเขาไม่มีโลหิตศักดิ์สิทธิ์ไปกับเขา แต่การได้รับวิชาเวทผนึกอสูรรุ่นที่แปด ทำให้เขาคุ้นเคยกับวิชาผนึก วิชาใหม่นี้ค่อนข้างจะแข็งแกร่งมาก และเมิ่งฮ่าวก็รู้สึกว่ายังเรียนรู้ได้ไม่มากพอ เขาน่าจะสามารถใช้มันได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาโลหิตศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพลังฝึกตนของเขาอยู่ในระดับที่เหมาะสม


เมื่อแสงสีแดงกวาดผ่านไป ผนึกทุกสิ่งทุกอย่างไว้ เมิ่งฮ่าวก็พุ่งไปข้างหน้าต่อไป หลีกเลี่ยงจากศีรษะขนาดใหญ่ยักษ์นั้น เขาและอ๋าวเฉี่ยนเร่งความเร็วตรงไปยังวิหารโบราณ


ในขณะที่ดูเหมือนว่า พวกเขาจะสามารถเข้าไปใกล้ได้อย่างราบรื่น ความรู้สึกอันตรายถึงแก่ชีวิตก็พุ่งขึ้นมาจากภายในจิตใจของเมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น ร่างของอ๋าวเฉี่ยนก็สั่นระรัว มันคาบเสื้อผ้าเขาไว้ในปาก และดึงเขาไปด้านหลัง


เสียงระเบิดดังออกมา เมื่อดาบขนาดใหญ่หนาเกือบหนึ่งจ้าง ฟาดลงมาตรงหน้าเมิ่งฮ่าว มันแทงเข้าไปในพื้นดิน ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นไปทั่ว รอยแยกขนาดใหญ่กระจายออกไป ในเวลาเดียวกันนั้น ผนึกน้ำแข็งก็เริ่มแยกตัวออกจากกัน ทันใดนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม


ดาบขนาดใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้ลอยอยู่กลางอากาศ กำลังถูกถือโดยรูปปั้นที่ยืนอยู่ด้านนอกวิหาร


การโจมตีลงมาของมันทำให้เมิ่งฮ่าวกระอักโลหิตออกมา ใบหน้าซีดขาวขณะที่อ๋าวเฉี่ยนลากเขาไปด้านหลัง เมื่อพวกเขาถอยหลังออกไป รูปปั้นยักษ์ ทันใดนั้น ก็ดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมา มันค่อยๆ ก้มหน้าลงช้าๆ จ้องไปที่เมิ่งฮ่าว ยากที่จะอธิบายว่าทันใดนั้น แรงกดดันก็รายล้อมอยู่รอบตัวเขา ทำให้รู้สึกหนาวเย็นเป็นน้ำแข็ง ราวกับว่าการจ้องของรูปปั้นนี้ จะสามารถมองเห็นความลับที่อยู่ลึกที่สุดในจิตใจของเขาได้


ขณะที่เกิดเรื่องเช่นนี้ แขนมากมายในบึงโคลนก็ไม่ได้ยื่นออกมาอีก พวกมันค่อยๆ จมกลับลงไปในบ่อโคลนนั้นอย่างช้าๆ ราวกับว่ารูปปั้นนั้นทำให้พวกมันรู้สึกหวาดกลัว ศีรษะหมอกสีเขียวที่กำลังลอยอยู่ในอากาศ ก็ก้มต่ำลงมา ดูเหมือนกำลังทำความเคารพรูปปั้นนั้น


เสียงฟ้าร้อง และฟ้าผ่าในท้องฟ้า เริ่มรุนแรงมากยิ่งขึ้น พวกมันเน้นที่ไปรูปปั้น กระแทกไปบนใบหน้าของมัน ราวกับว่าสวรรค์ต้องการให้รูปปั้นนี้แหลกสลายไป


ด้านข้างเมิ่งฮ่าว อ๋าวเฉี่ยนตัวสั่นสะท้าน และยืดตัวนอนลงไป ราวกับว่าการคงอยู่ของรูปปั้น มีพลังที่ไม่อาจต่อต้านได้


"ทัณฑ์สายฟ้าได้ฟาดลงมาหลายปีจนนับไม่ถ้วน ถึงแม้จะอยู่ในด่านนี้ ถึงแม้ข้าจะไม่ใช่มัน เจ้าก็ยังคงพยายามที่จะทำลายวิญญาณของข้า… ? ไปให้พ้น!"


รูปปั้นนั้นยกมือขวาขึ้น และประกบนิ้วของมันเข้าด้วยกัน เสียงระเบิดขนาดใหญ่ก็ดังอยู่เต็มพื้นที่บริเวณนั้น และมือของรูปปั้นก็ดูเหมือนจะกลายเป็นหลุมดำ สายฟ้าสั่นไปมาและเริ่มรวมตัวเข้าด้วยกัน จากนั้นก็กระจายออกเป็นประกายของประจุไฟฟ้า ซึ่งค่อยๆ หายไป


ในทันใดนั้น… ท้องฟ้าก็เริ่มไม่มีฟ้าแลบอีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบ พื้นดินสั่นสะเทือน และเงาร่างนับไม่ถ้วนภายในบึงโคลนก็กลัวจนตัวสั่น หมอกรูปศีรษะที่ลอยอยู่ก็โค้งลงต่ำกว่าเดิมด้วยความสั่นสะท้าน


อ๋าวเฉี่ยนยังคงนอนที่พื้นเหมือนเดิม ดูเหมือนเจตจำนงของรูปปั้นนี้ เป็นสิ่งที่มันไม่สามารถต่อต้านได้


"เสาแห่งเต๋าของเจ้า ไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการของขุมทรัพย์นี้" รูปปั้นกล่าว มองอย่างเย็นชามายังเมิ่งฮ่าว "เจ้า… ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้ครอบครองขุมทรัพย์ ดูจากที่เจ้าทำในด่านที่ห้า ข้าไม่ต้องการทำลายเจ้า ไปซะ!"


ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือนเมื่อเสียงของมันดังออกมา โลหิตพุ่งออกมาจากปากเมิ่งฮ่าว และร่างของเขาก็ถูกโยนออกไปด้านหลังหลายร้อยจ้าง ประตูเรืองแสงขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นใกล้ๆ เขา


"และเจ้า…" รูปปั้นพูดเสียงเย็นชา จ้องมองลงไปที่อ๋าวเฉี่ยนซึ่งกำลังตัวสั่นอยู่อย่างเยือกเย็น "สายเลือดอันต่ำต้อย เจ้าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะถูกข้ากิน จงกลายเป็นอาวุธวิญญาณอย่างโดดเดียว…" มือซ้ายของมันยกดาบขึ้นอย่างช้าๆ เตรียมที่จะฟันลงไปยังร่างที่สั่นอยู่ของอ๋าวเฉี่ยน


ดวงตาเมิ่งฮ่าวแดงก่ำ ด้านหลังเขาเป็นประตูเรืองแสง สิ่งที่เขาต้องทำทั้งหมดก็คือก้าวเท้าผ่านเข้าไป และเขาก็จะออกจากด่านที่หกนี้ แต่สิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นทำให้เขาต้องหยุดลง ความพยายามที่จะหยุดการก้าวเท้าขวาออกไป ทำให้เขาต้องกระอักโลหิตออกมา


"ผู้อาวุโส ถ้าข้าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้ครอบครองขุมทรัพย์นี้ ก็ไม่เป็นไร แต่ได้โปรด อย่าทำร้ายมัน…"


ขณะที่เสียงของเมิ่งฮ่าวดังออกมา อ๋าวเฉี่ยนที่ตัวสั่นอยู่ มันต้องการที่จะมองกลับมายังเมิ่งฮ่าว แต่แรงกดดันที่กระจายออกมาจากรูปปั้นนั้น ดูเหมือนจะมีการไปกระตุ้นตราประทับโบราณบางอย่างภายในร่างของมัน มันทำได้เพียงแค่สั่นไปทั้งตัว ไร้พลังที่จะต่อต้าน เสียงร้องสะอื้นอย่างอ่อนแอดังออกมาจากปากของมัน


ดาบยักษ์ในมือของรูปปั้นนั้นหยุดชะงัก มันมองมายังเมิ่งฮ่าว "เจ้าหมดสิทธิ์ในการออกไปจากที่นี่แล้ว" มันพูดเสียงเย็นชา ประตูเรืองแสงทันใดนั้น ก็เริ่มแตกสลายกลายเป็นชิ้นๆ


ดาบกวาดผ่านอากาศออกมา ไม่ได้ตรงไปที่อ๋าวเฉี่ยน แต่ตรงมายังเมิ่งฮ่าว เสียงระเบิดดังออกมา และโลหิตก็สาดกระจายออกมาจากร่างเมิ่งฮ่าว เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ ตัวสั่นร่วงลงไปในบึงโคลน


เมื่อเขาตกลงไป มือที่ยื่นออกมาก็ตรงถึงตัวเขา คว้าจับเขาไว้ เตรียมที่จะดึงเขาลงไปด้านล่างในบ่อโคลนนั้น


ในตอนนั้นเองที่พลังฝึกตนของเมิ่งฮ่าวทันใดนั้นก็ติดขัด เขาไม่สามารถโคจรมันวนไปรอบตัวได้ ทำได้เพียงแต่มอง ขณะที่ถูกดึงลงไปในบ่อโคลนอย่างช้าๆ


ดวงตาเขาเป็นสีแดง เต็มไปด้วยความรู้สึกต่อต้านและดุร้าย


อ๋าวเฉี่ยนที่กำลังโดนสะกดอยู่ ทันใดนั้น ก็ส่งเสียงเห่าหอนอย่างโหยหวนออกมา ตัวสั่น มันยกศีรษะขึ้น ร่างที่ใหญ่โตราวภูเขาน้อยๆ ทันใดนั้น ก็ระเบิดพลังอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนออกมา เสียงแตกร้าวได้ยินออกมาจากในตัวของมัน


ทันใดนั้นก็ดูเหมือนว่ามันได้ระเบิดเข้าไปในเปลวไฟ เป็นเปลวไฟแห่งโลหิต ทันใดนั้น ร่างกายของมันก็ขยายใหญ่ขึ้น ตอนนี้มันยาวถึงสิบจ้าง มันเป็นอิสระจากการควบคุมของรูปปั้น และทำลายผนึกโบราณที่อยู่ภายในตัวของมัน มันลอยขึ้นไปในอากาศพร้อมเสียงกู่ร้อง พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว ซึ่กำลังจมลงไปในบึงโคลนครึ่งตัว


"การลุกไหม้ของวิญญาณโลหิต…" รูปปั้นพูดเสียงเย็นชา "โลหิตศักดิ์สิทธิ์เป็นพวกกระหายเลือด และไร้อารมณ์ความรู้สึก เจ้าเป็นแค่สายเลือดชั้นต่ำ ไม่มีสิทธิ์ที่จะมีจิตสำนึกแห่งวิญญาณ" มันยกมือซ้ายขึ้น จากนั้นดาบยักษ์ก็เริ่มฟันลงมาอีกครั้ง เพื่อจะกำจัดทั้งเมิ่งฮ่าวและอ๋าวเฉี่ยนในครั้งเดียว


แต่ในทันใดนั้นเอง ก่อนที่ดาบจะตกลงไป ท่าทางกระเสือกกระสนดิ้นรน ก็ปรากฎขึ้นในดวงตาของรูปปั้น ดาบหยุดชะงักอยู่กลางอากาศ


"เจตจำนงแห่งทาสโลหิต…" รูปปั้นพูด เสียงของมันฟังน่ากลัว "บัดซบ เจ้ายังไม่จากไปอีก? ข้าพยายามที่จะช่วยปกป้องขุมทรัพย์ของเจ้านายเจ้า ข้าต้องการให้ขุมทรัพย์ของมันคงอยู่ต่อไป เพื่อจะถูกครอบครองโดยคนอื่น ทำไม… ทำไมเจ้าถึงมาต่อต้านข้า!? ไม่มีกฎกติกาในการแข่งขันล่าขุมทรัพย์นี้ ดังนั้นการที่ข้าครอบครองร่างของเจ้าก็เป็นความต้องการแห่งสวรรค์!" การตะเกียกตะกายดิ้นรนในดวงตาของมัน ในที่สุดก็เริ่มจางหายไป


ในเวลาเดียวกันนั้น ร่างของอ๋าวเฉี่ยนก็ห้อมล้อมไปด้วยเปลวไฟ มันพุ่งเข้าไปในบึงโคลน กู่ร้องออกมาขณะที่เปลวไฟสีโลหิตกระจายไปทั่วทุกทิศทาง ทำให้แขนนับไม่ถ้วนกลายเป็นเถ้าธุลีในทันที บ่อโคลนยุบตัวลงไป เผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดขาวของเมิ่งฮ่าว อ๋าวเฉี่ยนคาบเขาด้วยปากของมัน จากนั้นก็ลอยขึ้นไปในท้องฟ้า พุ่งตรงเข้าไปในประตูใหญ่ของวิหารโบราณนั้น


มันบินไปด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ดูเหมือนพร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้เมิ่งฮ่าวเข้าไปในประตูนั้น


ดวงตาเมิ่งฮ่าวค่อยๆ ลืมขึ้น และมองไปยังอ๋าวเฉี่ยน จากนั้นก็ชำเลืองไปด้านหลัง และมองเห็นรูปปั้น การดิ้นรนในดวงตาของมันตอนนี้หายไปจนเกือบหมด มันฟาดดาบยักษ์ลงไปบนบ่อโคลน และทันใดนั้น แขนมากมายนับไม่ถ้วนก็เปล่งแสงปีศาจออกมา พวกมันพุ่งขึ้นไป มือมากมายนับไม่ถ้วน พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว


อ๋าวเฉี่ยนชำเลืองลงมายังเมิ่งฮ่าว และความโหยหาก็ปรากฎขึ้นในดวงตาของมัน ขณะที่มือมากมายนับไม่ถ้วนเข้ามาใกล้ ร่างของมันก็ปะทุขึ้นเป็นเปลวไฟ มันสะบัดศีรษะโยนเมิ่งฮ่าวตรงไปที่ประตูศิลา มันไม่มีเวลาที่จะมาเลียมือของเขา เหมือนที่มันเคยทำเมื่อตอนยังเล็ก


แสงสีโลหิตรอบๆ ตัวมันเริ่มจางหายไป และความอ่อนล้าก็ฉายแวบขึ้นมาในดวงตา กลิ่นอายแห่งความตายเริ่มกระจายออกมาจากตัวมัน ขณะที่มือมากมายนับไม่ถ้วนรายล้อมอยู่รอบตัว ดึงมันให้จมลงไปในบ่อโคลน


ดวงตาของมันละห้อยหาราวกับว่ากำลังนึกถึงความหลัง ดูเหมือนมันกำลังคิดถึงตอนที่มันได้นอนลงไปบนฝ่ามือของเจ้านาย และรู้สึกถึงการถูกลูบคลำบนศีรษะอย่างมีความสุข มันจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น และคิดถึงเจ้านายของมัน…


เมิ่งฮ่าวมองทุกอย่างนี้ด้วยความตะลึงงัน ร่างของเขากระแทกเข้าไปในประตูศิลาที่แง้มเปิดอยู่ และโลกรอบๆ ตัวเขาก็เริ่มแตกกระจาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ด้านใน รวมถึงอ๋าวเฉี่ยน หายสาบสูญไป และสิ่งที่เขาเพิ่งจะได้เห็น ก็ไม่มีทางที่เขาจะลืมมันไปได้ตลอดกาล


การเหลือบมองของอ๋าวเฉี่ยนมาที่เขาเป็นครั้งสุดท้าย ทำให้เขาต้องร้องไห้จนน้ำตากลายเป็นสายเลือด และโทสะก็ลุกไหม้ขึ้นมาภายในตัวเขาอย่างรุนแรง


ย้อนกลับไปยังด่านที่หก ความดิ้นรนภายในดวงตาของรูปปั้นหายไปโดยสิ้นเชิง มือขวาของมันลดต่ำลง และเปิดออกมา


ที่นั่น ที่กำลังยืนอยู่บนฝ่ามือของรูปปั้น เป็นบุรุษหนุ่ม มันสวมใส่ชุดยาวสีขาว และมีหน้าตาหล่อเหลาเป็นอย่างยิ่ง ที่หมุนวนไปรอบๆ อากาศข้างกายมันเป็นมังกรโลหิตยาวสิบจ้าง ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก… ผู้ถูกเลือกแห่งตระกูลหลี่ หลี่เต้าอี!


มันยืนอยู่บนฝ่ามือของรูปปั้น ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคารพอย่างสูงสุด มันคุกเข่าลงหนึ่งข้าง และค้อมตัวคารวะจนต่ำ


"ผู้เยาว์ขอคารวะท่านปรมาจารย์"


ตอนที่ 130 พื้นฐานสมบูรณ์!!

"พวกที่เหลือเป็นอย่างไรบ้าง?" รูปปั้นถามเสียงเย็นชา การที่ถูกเรียกว่าปรมาจารย์โดยหลี่เต้าอี และเมื่อพิจารณาถึงการที่มันได้พูดเกี่ยวกับการได้ครอบครอง ก็ดูเหมือนว่าตัวตนที่แท้จริงของมันในตอนนี้ก็ปรากฎออกมาแล้ว


นี่คือผู้ถูกเลือกของตระกูลหลี่ ซึ่งได้ผ่านเข้าไปยังด่านที่แปดเมื่อสี่พันปีมาแล้ว แต่ไม่ได้ไปต่อยังด่านที่เก้า นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ หรือเป็นสิ่งที่น่าแปลกประหลาด สำหรับใครที่รู้จักมัน


หลังจากที่มันกลับไปยังตระกูลหลี่ มันได้พูดหรือทำน้อยมาก หนึ่งพันปีหลังจากนั้น มันก็เสียชีวิตไปในการเข้าฌาณ ตอนนี้ ถ้าไม่พูดถึงขุมทรัพย์เซียนโลหิต ก็ไม่มีใครจดจำมันได้อีกต่อไป


อย่างไรก็ตาม หนึ่งในความลับสุดยอดของตระกูลหลี่ ก็คือคำพูดสุดท้ายที่มีการพูดถึงโดยทุกคน คำพูดนั้นได้ถูกส่งต่อลงมาจากรุ่นสู่รุ่นของตระกูลหลี่ว่า จริงๆ แล้ว ปรมาจารย์… ยังไม่ตาย


คำพูดสุดท้ายนั้นเน้นย้ำว่า หลังจากจบการแข่งขันล่าขุมทรัพย์ครั้งที่แปด สายเลือดของชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์ จะตกเป็นของตระกูลหลี่!


บุคคลที่โผล่ออกมาจากการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เมื่อสี่พันปีก่อนก็คือมัน แต่ก็ไม่ใช่มันทั้งหมด บุคคลผู้นั้นประกอบขึ้นจากจิตวิญญาณเพียงบางส่วนของมัน ส่วนที่เหลือของมันได้ถูกบังคับให้อยู่ในร่างที่หลับไหลของทาสโลหิตในด่านที่หก จากวันนั้นจนถึงตอนนี้ มีเพียงสมาชิกของตระกูลหลี่เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้


มันเป็นสถานการณ์ที่พิสดารจนยากที่จะคาดคิดได้ ทาสโลหิตเป็นผู้ที่แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ และปรมาจารย์ตระกูลหลี่ เริ่มจากขั้นพื้นฐานลมปราณ ไม่ควรจะสามารถครอบครองมันได้สำเร็จ ใครก็ตามที่ต่ำกว่าขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง ก็ไม่ควรที่จะทำได้ แต่ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่… มันทำได้แล้ว!


ไม่มีใครรู้ว่ามันทำได้สำเร็จอย่างไร แต่หลังจากที่บางส่วนของมันได้กลับไปยังตระกูลหลี่ วิญญาณส่วนใหญ่ของมันก็หายไป ร่างของมันจึงจางหายไป ทิ้งไว้แต่เจตจำนงสุดท้าย และคำอธิบายไว้


"ท่านปรมาจารย์ไม่ต้องสนใจศิษย์จากตระกูลซ่ง และสำนักเซี่ยเยา" หลี่เต้าอีพูดด้วยรอยยิ้มที่นับถือ "และคนที่เพิ่งจากไปก็ไม่มีอะไร แต่หวังลี่ไห่จากตระกูลหวังต้องตาย!" มังกรโลหิตที่อยู่ด้านข้างมัน ยกศีรษะขึ้น


ทันใดนั้น โลหิตศักดิ์สิทธิ์สองตัวก็ปรากฎขึ้นในพื้นที่รอบๆ ตัวหลี่เต้าอี หนึ่งในนั้นเป็นเต่าเฉียนอู่ของหวังลี่ไห่ รวมถึงเทพธิดาโลหิตที่เป็นของบุรุษหนุ่มที่ดูเหมือนหวังโหย่วฉาย โลหิตศักดิ์สิทธิ์ตัวสั่นทันทีที่พวกมันปรากฎขึ้น และทันใดนั้น มังกรโลหิตก็พุ่งตรงเข้ามา และกลืนพวกมันลงไป พวกมันไม่ได้ต่อต้านแม้แต่น้อย


"สมาชิกรุ่นเยาว์ของตระกูลหวัง…" รูปปั้นพูดเสียงเย็นชา มองไปที่มังกรโลหิต "การกำจัดผู้ถูกเลือกของตระกูลหวังเป็นที่สิ่งที่ข้าทำได้ ข้าช่วยเจ้าได้แค่ในด้านที่หกนี้เท่านั้น สำหรับอีกสามด่านที่เหลือ ข้าไม่อาจช่วยเจ้าได้โดยตรง แต่ในอดีตเมื่อสี่พันปีก่อน ข้าได้เข้าใจเกี่ยวกับเขตแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตนี้มากขึ้น จริงๆ แล้ว ในโลกนี้ไม่มีใครเข้าใจมากไปกว่าข้าอีกแล้ว"


"หลังจากได้ครอบครองมังกรโลหิตของเจ้า ข้าก็เชื่อมั่นว่าในช่วงเวลาธูปไหม้หมดหนึ่งดอก พวกเราก็จะผ่านด่านที่เจ็ด แปด และเก้าได้อย่างแน่นอน เจ้าก็จะได้ขุมทรัพย์นี้"


"ขอบคุณมากสำหรับการช่วยเหลือ ท่านปรมาจารย์" หลี่เต้าอีตอบกลับด้วยความเคารพ "ผู้เยาว์ไม่ได้สนใจมากเท่าไหร่กับขุมทรัพย์นี้ ข้ามาที่นี่ตามคำสั่งของผู้นำตระกูล เพื่อรับและนำท่านออกไปจากที่นี่"


"เมื่อการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตครั้งที่แปดนี้จบลง สายโลหิตของชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์จะตกเป็นของตระกูลหลี่" รูปปั้นพูด เสียงของมันทุ้มลึกและฟังดูโบราณ "คำพูดเหล่านี้ถูกพูดโดยข้า และเป็นความจริงอย่างแน่นอน ขุมทรัพย์เซียนโลหิตก็จะเป็นของเจ้า ข้าติดอยู่ในนี้นานสี่พันปี และไม่รู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไรแล้ว… ข้าอยากรู้นักว่ายังมีสหายจากวันเก่าๆ ที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่อีกกี่คน"


เมื่อมันพูดจบ ช่องว่างระหว่างคิ้วก็แยกออก และแสงริบหรี่ก็ปรากฎขึ้น ขณะที่เกิดรอยร้าวเปิดเป็นช่องแตก ร่างของรูปปั้นก็มืดสลัวลง มีแสงเปล่งออกมา กลายเป็นลำแสงอันเจิดจ้าบาดตา พุ่งตรงไปที่มังกรโลหิต


มังกรโลหิตไม่ได้ต่อต้าน ลำแสงนั้นเข้าไปในตัวมัน และร่างของมันก็กระตุกไปชั่วครู่ จากนั้นดวงตาของมันก็เริ่มเปล่งแสงที่มีกลิ่นอายโบราณออกมา มันทำท่ากำลังกลืนบางอย่างลงไป ราวกับว่ามันยังกลืนโลหิตศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้ยังไม่เสร็จ


ร่างของมันแวบแสงขึ้นมา ทันใดนั้น ก็ขยายตัวจนกระทั่งมีความยาวหนึ่งพันจ้าง ทำให้โลกแห่งนี้สั่นสะเทือนไปทั่ว เวลาผ่านไป


ในที่สุด มันก็หดตัวกลับจนกระทั่งมีความยาวเพียงยี่สิบจ้าง มันวนอยู่รอบๆ หลี่เต้าอี จากนั้นก็ลอยตรงเข้าไปในประตูศิลาที่เรืองแสง ออกจากด่านที่หก มีเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ด้านหลังก็คือ รูปปั้นที่ไร้ชีวิต ซึ่งยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ ไม่ไหวติง


ทันทีที่หลี่เต้าอีโผล่ออกมาจากด่านที่หก ความโกลาหลก็ดังอึกทึกไปทั่ว ท่ามกลางผู้ชมเกือบหมื่นคนที่ด้านนอกในดินแดนด้านใต้


หลี่เต้าอีเป็นคนสุดท้ายที่ออกมา คนแรกก็คือเมิ่งฮ่าว ซึ่งลอยออกมา กระอักโลหิตไปสี่หรือห้าครั้ง เขาตระเกียกตระกายขึ้นมานั่งขัดสมาธิเพื่อเข้าฌาณ การปรากฎตัวของเขาทำให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วขณะที่เขานั่งอยู่ที่นั่น ดูดซับลมปราณให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อย่างบ้าคลั่ง เพื่อรักษาเยียวยาบาดแผลตัวเอง ถึงดวงตาของเขาจะปิดลง แต่รังสีสังหารที่เปล่งออกมาจากร่างก็เข้มข้นรุนแรงมาก


ที่โผล่ออกมาหลังจากเขาเป็นบุรุษหนุ่มจากสำนักเซี่ยเยา ซึ่งดูคล้ายหวังโหย่วฉาย และจากนั้นก็เป็นซ่งเจี๋ย บุคคลทั้งสองดูเหมือนจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย ร่างของพวกมันเต็มไปด้วยบาดแผล และกระดูกของทั้งคู่ก็เหมือนจะหักด้วย พวกมันหายใจอย่างเหนื่อยหอบ ร่างกายมอมแมม และไม่เห็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของพวกมัน


พวกมันกัดฟันจนแน่น นั่งขัดสมาธิเหมือนเมิ่งฮ่าว ใช้ลมปราณที่มีอยู่หนาแน่นในบริเวณนั้น สูดหายใจเข้าไปเพื่อรักษาเยียวยาบาดแผล อาการบาดเจ็บของพวกมันเริ่มหายไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อพวกมันต่างก็ชำเลืองมาเห็นว่าโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละคนก็หายไป ความสับสน คิดมาก ก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของพวกมัน เห็นได้ชัดว่าพวกมันกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่


หวังลี่ไห่ไม่ได้โผล่ออกมา ทำให้เกิดเสียงอึกทึกวุ่นวายอย่างไม่เคยมีมาก่อนที่ด้านนอก ทุกคนได้เห็นเงาร่างเลือนลางของหวังลี่ไห่หายไปภายในด่านที่หก เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการบ่งชี้ว่ามันได้ตายไปแล้ว


จิตใจของสมาชิกตระกูลหวังหมุนเคว้งคว้างในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้พิทักษ์เต๋าของหวังลี่ไห่ และผู้อาวุโสตระกูลหวัง ความไม่อยากจะเชื่อเต็มอยู่บนใบหน้าของพวกมัน ดวงตาแดงก่ำขึ้นในทันที และดูเหมือนศีรษะของพวกมันเจ็บปวดจนแทบระเบิด


ทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ตกอยู่ในความอึกทึกวุ่นวายขึ้นในทันที ไม่มีใครคาดคิดว่าหวังลี่ไห่จะตายไป ซึ่งก็ส่งผลให้ตระกูลหวังตกอยู่ในความโกรธแค้นจนยากจะจินตนาการ


หวังลี่ไห่เป็นผู้ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลางกลุ่มคนรุ่นปัจจุบันนี้ของตระกูลหวัง มันเป็นเต้าจื่อขั้นพื้นฐานลมปราณ ผู้ถูกเลือกอาจจะผิดพลาดได้ แต่เต้าจื่อไม่สามารถ นี่เป็นกฎที่ได้รับการยอมรับทั่วไปของสำนักและตระกูลต่างๆ จึงเป็นความจริงที่ว่า ถึงแม้การแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตจะสำคัญมาก แต่ก็ไม่มีสำนักไหนในสำนักใหญ่ทั้งห้า ที่จะส่งเต้าจื่อมาเข้าร่วม เพียงส่งผู้ถูกเลือกมาเท่านั้น


มีเพียงตระกูลหวัง และตระกูลหลี่เท่านั้น ที่ส่งเต้าจื่อมา!


ผู้ที่มีความยินดีมากที่สุด ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหวังเถิงเฟย ร่างของมันสั่นด้วยความตื่นเต้น และมันก็กำหมัดจนแน่น มันได้เฝ้ารอวันนี้มานาน นานมากๆ ข้างกายมันหวังซีฟ่านก็ดูมีความตื่นเต้นเหมือนกัน บุคคลทั้งสองมองตากัน อนาคตของพวกมันในตอนนี้ ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด


ในที่สุดหลี่เต้าอีก็โผล่ออกมา มังกรโลหิตยาวยี่สิบจ้าง วนเป็นวงกลมรอบๆ ตัวมัน และโลกด้านนอกก็ระเบิดความตกใจออกมา


ซ่งเจี๋ยลุกขึ้นยืนช้าๆ และมุ่งหน้าตรงไปยังประตูทางออกที่เรืองแสงอยู่ ใบหน้าของนางซีดขาว เลือกที่จะยอมแพ้ หลังจากนั้น บุรุษหนุ่มจากสำนักเซี่ยเยา ซึ่งดูคล้ายหวังโหย่วฉายก็ยืนขึ้น ไม่สนใจหลี่เต้าอี มันมองไปยังเมิ่งฮ่าวสักครู่ และดูท่าทางลังเล แต่จากนั้น มันก็หันหลัง และผ่านเข้าไปยังประตูเรืองแสง เลือกที่จะไม่ไปต่อเช่นเดียวกัน


การจากไปของพวกมัน ทำให้เกิดเสียงอึกทึกอยู่ในโลกด้านนอกมากขึ้น


"เกิดอะไรขึ้นกันแน่ในด่านที่หก? ดูเหมือนทุกคนจะไม่มีโลหิตศักดิ์สิทธิ์อีก ยกเว้นหลี่เต้าอี และหวังลี่ไห่… ก็ตายไปแล้วจริงๆ! มันเป็นถึงเต้าจื่อของตระกูลหวังเลยนะ!"


"เพียงหลี่เต้าอีคนเดียวที่ยังคงมีโลหิตศักดิ์สิทธิ์ และดูแล้วมันก็มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก บางทีมันมีโอกาสที่จะได้ครอบครองขุมทรัพย์อย่างแท้จริง!"


ขณะที่เสียงพูดคุยดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในโลกด้านนอก เมิ่งฮ่าวก็ลืมตาที่แดงก่ำขึ้นมา เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ และเดินตรงไปยังประตูเรืองแสง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นเด็ดเดี่ยว ก่อนที่เขาจะก้าวเท้าเข้าไป ก็มองกลับมายังเงาร่างเลือนลางของหลี่เต้าอี สิ่งที่เขากำลังมองไป เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่หลี่เต้าอี แต่เป็นมังกรโลหิต


ขณะที่เขาจ้องไปที่มังกรโลหิต จิตใจเมิ่งฮ่าวก็เริ่มหนักอึ้ง เขาไม่แน่ใจว่าคนอื่นได้เห็นหรือไม่ แต่ในดวงตาของมังกรตัวนี้ ช่างเหมือนกับดวงตาที่อยู่ในรูปปั้นนั้นเป็นอย่างยิ่ง จิตใจของเขาแวบขึ้น เมื่อประติดประต่อชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน ตอนนี้เขามั่นใจเก้าในสิบส่วนว่าได้เกิดอะไรขึ้น


ขณะที่เมิ่งฮ่าวมองไป หลี่เต้าอีก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมา "จำชื่อของข้าไว้" มันพูด "ข้าคือหลี่เต้าอี สุนัขของเจ้าตายอย่างน่าสยดสยองนัก" มันยกมือขึ้นไปวางบนมังกรโลหิต


เมื่อได้ยินคำพูดนั้น จิตใจเมิ่งฮ่าวก็ก้องไปด้วยเสียงของสายฟ้านับแสนฟาดระเบิดลงมา โลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปาก ขณะที่เขาจ้องอย่างอาฆาตไปที่หลี่เต้าอี ภายในดวงตาของเขาลุกไหม้ด้วยเปลวไฟแห่งโทสะ และความต้องการสังหารก็พุ่งขึ้นไปถึงสวรรค์ เขาได้ฝึกตนจนมีระดับสูง และเคยต้องการสังหารผู้คนมามากมาย แต่ในตอนนี้ ความต้องการสังหารคนผู้นี้เข้มข้นรุนแรงจนถึงที่สุด


อย่างไรก็ตาม ด้วยบุคลิกส่วนตัวของเมิ่งฮ่าว ยิ่งเขาต้องการสังหารใครสักคน เขาก็ยิ่งมีความเงียบขรึมมากยิ่งขึ้น เขาเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ยังเยาว์ และยิ่งเป็นมากขึ้นในตอนนี้ ยิ่งเขาเงียบขรึมมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งโหดร้ายมากขึ้นเท่านั้น บุคคลที่ชอบแผดเสียง และกรีดร้องเป็นพวกที่ป่าเถื่อนไร้วัฒนธรรม บุคคลที่รักษาความเงียบขรึมไว้ได้จึงเป็นผู้ที่น่ากลัวอย่างแท้จริง!


เวลาผ่านไปนานสักพัก ในที่สุด เมิ่งฮ่าวก็เปลี่ยนความโกรธไปที่ส้นเท้า และเดินผ่านเข้าไปในประตูเรืองแสงนั้น


หวังเต้าอีหัวเราะ เดินตรงเข้าไปในด่านที่เจ็ด


เมื่อเมิ่งฮ่าวปรากฎขึ้นในปล่องภูเขาไฟ ด้านนอกของทะเลสาบโลหิต ดวงตาของเขาลุกไหม้ด้วยเปลวไฟแห่งโทสะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในด่านที่หก ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในจิตใจของเขา และรังสีสังหารก็พุ่งออกมาจากร่างกายเพิ่มมากขึ้น


"หลี่เต้าอี ข้า… เมิ่งฮ่าว จะส่งเจ้าไปพบกับความตาย!" ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือด ทำให้ดูดุร้ายน่ากลัวมากกว่าที่เคย ร่างเขาแวบขึ้น กลายเป็นลำแสงหลากสีพุ่งตรงไปยังฉู่อวี้เยียน และสถานที่ปรุงยาของนาง


เมื่อเขามาถึง ฉู่อวี้เยียนกำลังอยู่ในช่วงการปรับเปลวไฟจากปฐพี เม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์อยู่ช่วงสำคัญ จนเกือบจะเสร็จเรียบร้อย ในตอนแรก นางคิดว่าเมิ่งฮ่าวอาจจะกลับมาไม่ทัน และนางก็จะมีโอกาสได้ศึกษามันบ้าง และตอนนี้เขาก็อยู่ที่นี่แล้ว ในความคาดหวังของนางเพื่อให้การต่อสู้ของนางและเมิ่งฮ่าวจบลงอย่างสมบูรณ์ นางคิดจะดึงตัวยาบางอย่างออกมา แต่เมื่อได้เห็นท่าทางอันน่ากลัวของเมิ่งฮ่าว นางก็ลังเล เห็นได้ชัดว่าเขาคล้ายกับภูเขาไฟที่ใกล้จะระเบิดออกมา เขาไม่ใช่คนที่ควรจะเติมเชื้อไฟเข้าไปได้


เมิ่งฮ่าวมาถึงและนั่งลงขัดสมาธิโดยไม่พูดจา ความเกลียดชังต่อหลี่เต้าอี และความต้องการสังหารมัน ยังคงก่อตัวและรุนแรงมากขึ้นต่อไป ความรุนแรงนี้ยากที่จะอธิบายออกมาได้ เขาไม่อยากจะเชื่อว่าอ๋าวเฉี่ยนได้ตายไปแล้ว เขาต้องได้พื้นฐานสมบูรณ์ เพื่อจะช่วยอ๋าวเฉี่ยนออกมาให้ได้!


ฉู่อวี้เยียนไม่กล้าพูดจา สีหน้าเต็มไปด้วยความตั้งอกตั้งใจ นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และกัดฟันแน่น จากนั้นก็โบกมือในรูปแบบร่ายเวทอาคม และวางลงไปบนเตาปรุงยา เมื่อทำเช่นนั้น เปลวไฟแห่งปฐพีที่ใต้พื้นก็เริ่มส่งเสียงกระหึ่มออกมา เตาปรุงยาสั่นไปมา


ในตอนนี้ ดูเหมือนว่ากลุ่มหมอกภายในปล่องภูเขาไฟกำลังม้วนตัวไปมา พื้นดินสั่นสะเทือน สายลมและกลุ่มเมฆที่ด้านนอกก็ดูเหมือนจะถูกรบกวน เมฆเริ่มรวมตัวกันเป็นแผ่นขนาดใหญ่ ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ม้วนตัวไปในทุกทิศทาง ฟ้าแลบไปทั่วท้องฟ้า เกิดเสียงระเบิดขนาดใหญ่เต็มอยู่ในอากาศ ด้วยสายฟ้าที่ฟาดลงมามากมาย สัญลักษณ์ลึกลับก็ปรากฎขึ้นในท้องฟ้าด้านนอก


"นี่เป็นเม็ดยาสายฟ้าจริงๆ" แน่นอนว่า ฉู่อวี้เยียนเคยสงสัย แต่ตอนนี้ เมื่อได้เห็นกลุ่มหมอกม้วนตัวไปมา และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังด้านบนของโลกภายนอก นางจึงค่อนข้างมั่นใจว่า เม็ดยานี้… ไม่ใช่เม็ดยาสายฟ้าอย่างแน่นอน


"สำหรับเม็ดยาที่ไปกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสวรรค์ ตั้งแต่ตอนที่มันได้ปรากฎขึ้น… ดูเหมือนว่าสวรรค์ต้องการที่จะทำลายเม็ดยานี้! นี่… นี่เป็นเม็ดยาอะไร!?" ฉู่อวี้เยียนตกใจลึกลงไปถึงแก่นกาย เมื่อนางเอามือกดลงไปบนเตาปรุงยา เสียงกระหึ่มดังไปทั่วในอากาศ ทันใดนั้น เตาปรุงยาก็แตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ส่งผลให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง ฉู่อวี้เยียนกระอักโลหิตออกมา ขณะที่ถูกกระแทกปลิวออกไปยังผนังศิลาด้านหลัง หมดสติไปในทันที


ทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวเปิดตาขึ้น และพุ่งตรงไป ขณะที่เตาปรุงยาแตกกระจาย โลกภายนอกก็เต็มไปด้วยสายฟ้าและเสียงกระหึ่ม พื้นดินสั่นไหว เต็มไปด้วยรอยร้าวและรอยแตก เมิ่งฮ่าวพุ่งไปถึง… และคว้าจับเม็ดยาเจ็ดสีอันลึกลับจากด้านในของเตาปรุงยาไว้!


เม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์!


เม็ดยานี้คือการขัดขืนต่อสวรรค์ สวรรค์และปฐพีไม่ยอมรับ โลกด้านนอกของปล่องภูเขาไฟสั่นสะเทือน ชั้นของกลุ่มเมฆเปล่งแสงเจิดจ้าขณะที่พวกมันม้วนตัวไปมา ดูเหมือนจะมีสายฟ้ามากมายรวมตัวกัน เตรียมที่จะฟาดทำลายเม็ดยาซึ่งเมิ่งฮ่าวถืออยู่ในมือ ใครก็ตามที่กล้ากลืนเม็ดยานี้ต่อหน้าสวรรค์ มันก็จะต้องเผชิญกับทัณฑ์แห่งสายฟ้า!


สวรรค์ไม่ยอมให้เม็ดยาเช่นนี้เกิดขึ้น และไม่ยอมให้ใครก็ตามกลืนมันลงไปเช่นกัน การกลืนมันลงไป เป็นการสร้างพลังฝึกตนที่ทำลายการรับประกันจากสวรรค์! นี่เป็นเส้นทางของการเผชิญหน้ากับการลงทัณฑ์จากสวรรค์!


และเมิ่งฮ่าวก็ไม่ลังเล ขณะที่เขาถือเม็ดยาอยู่ในมือ ก็ดูเหมือนมันจะเริ่มละลายไป เขารู้สึกว่าถ้าเขาไม่กลืนมันลงไปในทันที เม็ดยานี้ก็จะหายไปด้วยตัวของมันเอง โดยไม่ต้องรอให้ทัณฑ์แห่งสายฟ้าฟาดลงมา!


เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น และไม่มีเวลาที่จะคิดเกี่ยวกับมัน รวมถึงไม่มีเวลาที่จะคิดเกี่ยวกับการผลิตมันซ้ำขึ้นมาด้วยกระจกทองแดง แม้แต่ขณะที่เขามองไปที่มัน มันก็เริ่มแสดงสัญญาณออกมาว่า มันกำลังจะกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ


การตกลงใจเต็มอยู่ในดวงตา เมิ่งฮ่าววางเม็ดยาลงไปในปาก ด้านบน สายฟ้ารวมตัวกัน และเตรียมที่จะฟาดลงมา


เมื่อเม็ดยาเข้าไปในปากเขา มันก็ละลายไปในทันที และไหลลงไปในท้อง เสียงกระหึ่มดังขึ้นมาจากภายใน ตามด้วยพลังแปลกๆ ที่ดูเหมือนจะทำให้ทั่วทั้งร่างของเขาแตกกระจายออก นี่ไม่ใช่พลังแห่งสวรรค์และปฐพี แต่เป็นอย่างอื่น เป็นบางอย่างที่ยากจะอธิบาย ในตอนนี้ เสาแห่งเต๋าของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มสั่นสะท้าน


ขณะที่มันสั่นอยู่นั้น รอยร้าวบนพื้นผิวของมัน ทันใดนั้น ก็เริ่มแสดงสัญญาณของการถูกรักษาเยียวยาขึ้น รู้สึกถึงการรวมตัวอย่างสมบูรณ์ภายในร่างของเมิ่งฮ่าว กล้ามเนื้อและโลหิตดูเหมือนจะเหนียวแน่นมากขึ้น เสาแห่งเต๋าสีทองของเขาส่งเสียงหึ่ง หึ่ง และดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้น ผิวหนังเริ่มส่องประกายด้วยแสงสีทองออกมามากขึ้นเรื่อยๆ


เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนจากพื้นฐานไร้ตำหนิ ตามด้วยมุมมองที่เขามีต่อโลกใบนี้ ทันใดนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไป จิตสัมผัสก็ขยายออกไปมากขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างในร่างของเขากำลังเปลี่ยนไป พื้นฐานสมบูรณ์ ซึ่งไม่เคยเห็นในโลกแห่งการฝึกตนหลายพันปีมาแล้ว ตอนนี้กำลังค่อยๆ ปรากฎขึ้น!


จากตำนานที่เล่าขานกันมา พื้นฐานสมบูรณ์ไม่เคยถูกพบเห็นมานานนับพันปี แต่ที่นี่มันได้อยู่ในตัวเมิ่งฮ่าวแล้ว พลังแห่งจิตสัมผัสของเขาไกลเกินกว่าของพื้นฐานลมปราณระดับกลาง จริงๆ แล้ว เมิ่งฮ่าวรู้ว่าถ้าเขามีลมปราณเพียงพอ เขาก็สามารถจะสร้างเสาแห่งเต๋า เสาที่สองและสามในทันที!


ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้ว่าเสาแห่งเต๋าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของเขา ก็ยังคงเป็นเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์ตามตำนานอีกด้วย!


ณ ตอนนี้ เสียงระเบิดก็ดังออกมาในท้องฟ้าด้านบน สูงขึ้นไปในอากาศ สายฟ้ามากมายพุ่งลงมาที่ปล่องภูเขาไฟ กระแทกลงไปในเกราะเวท


เมื่อมันกระทบเกราะเวท เขตขุมทรัพย์เซียนโลหิตทั้งเจ็ดแห่ง รอบๆ ดินแดนด้านใต้ ที่มีผู้ฝึกตนมากมายมองดูอยู่ ทันใดนั้น ก็ระเบิดแสงสีแดงเลือดออกมา แสงสีโลหิตนั้นกระจายออก พุ่งสูงขึ้นไปถึงสวรรค์ ก่อตัวเป็นเสาโลหิตขนาดใหญ่มหึมา


รอบๆ ของเสาโลหิตแต่ละต้น พันไว้ด้วยโซ่เหล็กสีแดงเลือด ยิ่งไปกว่านั้น ด้านบนสุดของเสาแต่ละต้นเป็นเงาร่างเลือนลางที่ถูกผูกไว้ กำลังส่งเสียงกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมานออกมา


สิ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในทันใด ผู้ที่มองดูอยู่รอบๆ เขตขุมทรัพย์ทั้งเจ็ดแห่งต่างก็ประหลาดใจ ไม่แน่ใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น


"มีอะไรเกิดขึ้น?!"


"จอภาพโลหิตพุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า! พวกเราไม่อาจเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ด้านในของเขตขุมทรัพย์ เกิดอะไรขึ้น?!"


ผู้ฝึกตนของดินแดนด้านใต้ ต่างก็ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย เงาร่างมากมายทะยานขึ้นมาจากวิหารของห้าสำนักใหญ่ และสามตระกูลดัง ทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นผู้ฝึกตนรุ่นโบราณ ซึ่งมักจะใช้เวลาทั้งหมดในการนั่งเข้าฌาณเพียงลำพัง แต่ความเข้มข้นรุนแรงของเหตุการณ์ที่ด้านนอก ได้ปลุกพวกมันให้ตื่นขึ้นมา และปรากฎกายออกมาทีละคน


"เครื่องสังเวยเซียนโลหิต! นี่คือเครื่องสังเวยเซียนโลหิตในตำนานของชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์!!"


"ตำนานกล่าวไว้ว่า ถ้ามีใครมาบุกรุกชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์ เครื่องสังเวยเซียนโลหิตก็จะปรากฎขึ้น แต่ชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์ได้ล่มสลายลงไปนานมากแล้ว ใครจะเป็นศัตรูของพวกมันในตอนนี้…"


ขณะที่เสียงระเบิดดังไปทั่วในดินแดนด้านใต้ เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ภายในปล่องภูเขาไฟ มองขึ้นไปในท้องฟ้าที่ส่งเสียงดังกระหึ่มกึกก้อง เขารีบนำฉู่อวี้เยียนที่หมดสติไปออกมา และห่อหุ้มนางด้วยร่างแหสีดำ วางไว้ในถ้ำ จากนั้นร่างของเขาก็กลายเป็นลำแสง ขณะที่พุ่งตรงไปยังแท่นบูชาเซียนโลหิต


ด้านบน ทัณฑ์สายฟ้ากำลังฟาดลงมา ทำให้เกราะเวทสั่นกระเพื่อมไปมา ขณะที่เกราะเวทสั่นอยู่นั้น แสงสีแดงเจิดจ้าก็พุ่งขึ้นมาจากภายในปล่องภูเขาไฟ กลายเป็นเสาโลหิตขนาดใหญ่มหึมา เสาโลหิตนี้เป็นเสาที่แปดซึ่งปรากฎขึ้นภายในดินแดนด้านใต้


กล่าวโดยทั่วไป แท่นบูชาเซียนโลหิตไม่เคยทำเช่นนี้ แต่เมิ่งฮ่าวได้กลืนเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ ทำให้ไปกระตุ้นทัณฑ์สายฟ้า ให้ฟาดลงมายังเกราะเวทจนเกิดการระเบิดขึ้น และแรงระเบิดนี้ก็ไปกระตุ้นปฏิกิริยาป้องกันตัวของแท่นบูชาเซียนโลหิตขึ้น กลายเป็นเสาโลหิตขนาดใหญ่


การโจมตีไปที่เกราะป้องกัน ก็เหมือนกับการโจมตีไปที่เซียนโลหิต!


"รอข้าด้วย" เมิ่งฮ่าวพูด ความต้องการสังหารพุ่งออกมาจากดวงตา "ข้าสัญญากับเจ้าไว้ว่า ข้าจะนำเจ้าออกไปพร้อมข้า รอข้าด้วย ข้ากำลังไปช่วยเจ้า แล้วเราจะไปสังหารหลี่เต้าอีด้วยกัน!" เขาบินตรงไปราวกับสายฟ้า เข้าไปในแท่นบูชา โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย


ทันทีที่เขาเข้าไป…


เมฆม้วนตัวไปมา และสายลมก็พัดกรรโชกอยู่ข้างใน ของเขตล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต ผ่านด่านที่เก้าไป ซากศพที่นั่งขัดสมาธิอยู่ก็สั่นไปทั้งตัว มันค่อยๆ ยกศีรษะที่แห้งเหี่ยวขึ้นมาช้าๆ ภายในปรากฎเป็นแสงอันทรงพลังเปล่งประกายออกมา มันเป็นแสงแปลกๆ แต่ก็ทำให้ศีรษะที่คล้ายหัวกระโหลกนี้ดูค่อนข้างตื่นเต้น


"ในที่สุด… สิ่งที่ข้ากำลังรอคอย…"


ภายในด่านที่แปด ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือน และท้องฟ้าก็ดูเหมือนจะแยกเปิดออกมา แสงสีแดงเข้มปกคลุมไปทั่ว ก่อนหน้านี้ไม่นานทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบอย่างสิ้นเชิง แต่ทันใดนั้นเสียงกู่ร้องก็เต็มไปทั่วในอากาศ เป็นเสียงกู่ที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น!


ในด่านที่เจ็ด มีเพียงสิ่งเดียวที่มองเห็นได้ ก็คือหลุมฝังศพโบราณ ที่แกะสลักอยู่เหนือหลุมฝังศพ เป็นตัวอักษรสามตัว จ้างเทียนเฝิน! (หลุมฝังศพแห่งสวรรค์)


ด้านในของหลุมฝังศพเป็นโลงศพที่มีความยาวเกือบพันจ้าง ข้างในเป็นกองกระดูกจำนวนมากมาย ตรงกลางกองกระดูกเหล่านั้นเป็นธงเก่าๆ ที่มีสามแฉก แต่ละแฉกก็มีตัวอักษรเขียนไว้ แต่ดูเหมือนมันได้ผ่านกาลเวลามานานหลายพันปี ตัวอักษรบนสองแฉกแรกดูไม่ชัด แต่ตัวอักษรบนแฉกที่สามเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน


มันเป็นแซ่ "จี้"


ที่กำลังยืนอยู่ด้านในของหลุมฝังศพก็คือ หลี่เต้าอี ซึ่งมองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจ พื้นดินสั่นสะเทือน และท้องฟ้าก็ส่งเสียงคำรามดังกระหึ่ม ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำลังหมุนเคว้งคว้าง มังกรโลหิตที่ด้านข้างยกศีรษะขึ้น และยกกรงเล็บของมันขึ้นมา ราวกับว่ากำลังคำนวนบางอย่างอยู่ ทันใดนั้น สีหน้าของมันก็เปลี่ยนไป


"เร็วเข้า ไม่จำเป็นต้องเอาสามธวัชวิญญาณเซียนออกไปก็ได้ เหมือนที่ข้าบอก พวกเราจำเป็นต้องมุ่งตรงไปยังด่านที่เก้าให้เร็วที่สุด ถ้าช้าเพียงเล็กน้อย… ขุมทรัพย์นี้ก็จะไม่เป็นของเจ้า!!"


"เกิดอะไรขึ้น?!" หลี่เต้าอีถาม ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด


"ขุมทรัพย์นี้กำลังรอคอยใครบางคน ที่ต่อต้านขัดขืนสวรรค์ เหมือนกับชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์ บุคคลผู้นั้นได้มาแล้ว แต่พวกเราก็ยังคงมีโอกาส เซียนโลหิตตายไปแล้ว และใครก็ตามที่ไปถึงมันก่อน ก็จะได้ครอบครองขุมทรัพย์นี้!!"


"ถ้าข้ารู้ว่าขุมทรัพย์นี้เลือกมัน ข้าก็จะทำลายมันไป เมื่อมันตาย ข้าก็จะเป็นผู้สืบทอดตามที่โชคชะตาได้ลิขิตไว้!" ดวงตาหลี่เต้าอีสาดประกายเต็มไปด้วยความต้องการสังหาร


"การสังหารมันก่อนหน้านี้เป็นเรื่องที่ง่ายดาย แต่ตอนนี้มันอยู่ในเขตขุมทรัพย์เซียนโลหิตแล้ว ใครจะกล้าไปสังหารมัน! ใครจะสามารถสังหารมันได้?!" มังกรโลหิตหมุนวนไปรอบๆ หลี่เต้าอี ทันใดนั้นก็ขยายร่างยาวถึงหนึ่งพันจ้าง เห็นได้ชัดว่าต้องการจากไปอย่างเร่งด่วน


ในเวลาเดียวกันนั้น ด้านนอกในดินแดนด้านใต้ ในวิหารโบราณไท่เอ้อร์ หนึ่งในสามของเขตอันตราย ด้วยตัวของวิหารเอง ดูเหมือนมันจะกลายเป็นมีชีวิตขึ้นมา ด้านในของวิหารโบราณมีรูปปั้นมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งหมดส่วนมากจะยืนอยู่ที่นั่นไม่ไหวติง ถึงแม้จะมีใครเข้ามาในวิหารนี้ พวกมันก็ไม่เปลี่ยนไป


แต่ตอนนี้ รูปปั้นนับหมื่นนับแสน ทันใดนั้น ก็เริ่มสั่นสะท้าน ดวงตาของพวกมันเปิดขึ้น และพวกมันก็เงยหน้ามองขึ้นไปยังสวรรค์ ทั่วทั้งชนเผ่าส่งเสียงกู่ร้องที่ท้าทายสวรรค์ออกมา ขณะที่เสียงกู่นี้ดังก้องออกไป รูปปั้นทั้งหลายก็เริ่มบินขึ้นไปในอากาศ และหมุนวนเป็นวงกลมอยู่รอบๆ วิหาร


มีผู้ฝึกตนบางคนมองดูอยู่ใกล้ๆ วิหารแห่งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้พวกมัน ต้องตื่นตกใจในทันที


ความไม่อยากจะเชื่อถูกเขียนขึ้นอยู่บนใบหน้าของพวกมัน เมื่อภาพภูติผีของชนเผ่าโบราณไท่เอ้อร์จำนวนมากมาย ทันใดนั้นก็ปรากฎขึ้น ราวกับว่าจิตวิญญาณของวิหารนี้ ทันใดนั้นก็พุ่งขึ้นมาจากพื้นปฐพี กลายเป็นลำแสงอันเจิดจ้า นำรูปปั้นนับหมื่นนับแสนลอยขึ้นไปพร้อมกับมัน ขณะที่มันทะยานขึ้นไปในท้องฟ้า วิหารก็กลายรูปร่างเป็นรถม้าศึกขนาดใหญ่โตมโหฬาร และรูปปั้นก็กลายเป็นทหาร และม้าศึกนับหมื่นนับแสน ชนเผ่าแห่งนักรบและม้าศึกนับไม่ถ้วน พร้อมที่จะทำสงครามกับสวรรค์!


จบตอน

Comments