heaven ep131-140

 ตอนที่ 131 ข้ามาที่นี่เพื่อรักษาคำสัญญา!


ดินแดนด้านใต้ตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย เสาโลหิตแปดต้นพุ่งตรงขึ้นไปถึงสวรรค์ ส่งผลให้เกิดระลอกคลื่นกระจายไปทั่วท้องฟ้าด้านบน ภาพของภูติผีสงครามรถม้าที่ก่อตัวโดยวิหารโบราณไท่เอ้อร์ ทำให้คนที่เห็นมันต้องตื่นตกใจไปตามๆ กัน


ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก้าวเท้าเข้าไปในเขตล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต เมื่อเท้าของเขาสัมผัสไปบนลานกว้างด้านนอกของด่านที่หก โลกแห่งนั้นก็สั่นสะเทือนไปทั่ว และเสียงกึกก้องอย่างน่าตกใจก็ดังอยู่ในอากาศ


ลานกว้างแห่งนั้นสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง ทุกด่านเวทเริ่มส่องแสงเจิดจ้าออกมา และกลุ่มหมอกก็เริ่มม้วนตัวปกคลุมไปทั่วพื้นที่รอบๆ บริเวณนั้น ลำแสงสีเขียวมากมายนับไม่ถ้วน พุ่งออกมาจากแท่นบูชา หมุนวนไปรอบๆ จากนั้นก็พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว ลำแสงเหล่านั้นดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และความหวัง ขณะที่พวกมันรอคอยเมิ่งฮ่าว เลือกหนึ่งในพวกมันให้เป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของเขา


ลำแสงสีเขียวบางสาย ก็ส่องประกายที่ดูเหมือนจะมีความแข็งแกร่งมากกว่ามังกรโลหิต หรือเทพธิดาโลหิตออกมา


ยากที่จะอธิบายถึงลมปราณของสถานที่นี้ พรั่งพรูตรงไปยังเมิ่งฮ่าวได้อย่างไร ขณะที่เขาสูดมันเข้าไป มันผ่านเข้าไปในร่างเขา ทำให้พื้นฐานฝึกตนเริ่มหมุนวนไปมา ด้วยทุกๆ ลมหายใจที่เขาสูดเข้าไป ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งมากขึ้น


สายลมและเมฆาพลุ่งพล่านไปมา ทั่วทั้งเขตขุมทรัพย์สั่นสะเทือน เสียงกึกก้องดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทุกที่


ความรู้สึกแปลกๆ พุ่งขึ้นมาจากภายในเมิ่งฮ่าว ดูเหมือนว่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตกำลังเรียกหาเขา ด่านอาคม ลานกว้าง กลิ่นอาย ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะแตกต่างไปจากเดิม!


แน่นอนว่าบุคคลที่โลกภายนอกในดินแดนด้านใต้ ไม่อาจเห็นทั้งหมดนี้ อะไรที่เกิดขึ้นด้านในตอนนี้ได้ตัดขาดจากพวกมันไป ไม่มีภาพที่พอจะมองเห็นได้แม้แต่น้อย มีเพียงบุคคลเดียวที่สามารถมองเห็นได้ทุกอย่าง ก็คือ… หลี่เต้าอี มันพุ่งผ่านด่านที่เจ็ดไป ตอนนี้มันกำลังยืนอยู่บนลานกว้างของด่านที่เจ็ด ใบหน้าของมันดุร้าย และดวงตาก็สาดประกายด้วยแสงอันเข้มข้น มันจ้องกลับไปที่เมิ่งฮ่าว ซึ่งกำลังยืนอยู่บนลานกว้างด้านนอกของด่านที่หก


ด้านข้างของมันเป็นมังกรโลหิตยาวหนึ่งพันจ้าง ซึ่งถูกครอบครองโดยปรมาจารย์ตระกูลหลี่ มันกำลังมองไปที่เมิ่งฮ่าวด้วยเช่นกัน ดวงตาของมันเปล่งประกายทั้งความอิจฉา และความสับสนจนยากที่จะอธิบายออกมา


"ขุมทรัพย์เป็นของมันนั่นเอง…" หลี่เต้าอีเงยหน้าขึ้น และส่งเสียงหัวเราะดังลั่นออกมา "ไม่มีสิ่งใดที่ข้ารักมากไปกว่าการได้ขโมยสมบัติของคนอื่นอีกแล้ว ช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้" เสียงหัวเราะของมันดังออกมา ขณะที่ก้าวเท้าตรงเข้าไปในด่านที่แปด


เมื่อเสียงหัวเราะของมันดังถึงหูเมิ่งฮ่าว เขาก็มองขึ้นไป และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งก็ส่องประกายออกมาจากภายในดวงตา เขามองไปยังหลี่เต้าอีด้วยความต้องการสังหารอันเข้มข้น


เขาไม่ได้วิ่งไล่ติดตามไป แต่โบกสะบัดมือขวาแทน ทำให้ลำแสงสีเขียวทั้งหมดที่เบื้องหน้าเขาพุ่งกลับไป เขาไม่ได้เลือกใครในพวกมันให้เป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของเขาเลย


"ข้ามีโลหิตศักดิ์สิทธิ์เพียงตัวเดียว!" เขาพูดกับตัวเอง ดวงตาเปล่งแสงแห่งความดื้อรั้นออกมา


เขาไม่เข้าไปในด่านที่เจ็ด เขาทำในสิ่งที่ไม่มีผู้แข่งขันคนใดเคยทำมาก่อน ตั้งแต่ประวัติศาสตร์โบราณของการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต เขา… หมุนตัว และเดินกลับเข้าไปยังด่านที่หก!


"ข้าสัญญาว่าข้าจะค้นหาเจ้า และนำเจ้าออกไปจากที่นี่พร้อมกับข้า" เขากล่าวอย่างเงียบๆ จากนั้นก็หายเข้าไป เมื่อเขาปรากฎตัวขึ้นอีกครั้ง สายฟ้าก็มีอยู่เต็มท้องฟ้า แขนมากมายนับไม่ถ้วนยื่นออกมาจากบึงโคลนซึ่งปกคลุมพื้นดินบริเวณนั้นไปทั่ว ที่ห่างไกลออกไป รูปปั้นยักษ์ที่ไร้ความรู้สึก ยังคงยืนอยู่ด้านข้างวิหารโบราณไท่เอ้อร์ที่มีสีดำทั้งหลัง


มันเป็นโลกเดียวกัน แต่เมิ่งฮ่าวไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว


เขาไม่ได้มีพื้นฐานไร้ตำหนิอีกต่อไป การประสานรอยร้าวของเสาแห่งเต๋าอย่างรวดเร็ว ได้ผลักดันให้เขาเข้าไปสู่ดินแดนของพื้นฐานสมบูรณ์ในตำนานอย่างแท้จริง!


ทันทีที่เขาก้าวเท้าตรงเข้าไปในด่านที่หก เขาก็บินขึ้นไปในท้องฟ้า สูดลมหายใจเข้า กระจายพลังจากพื้นฐานฝึกตนออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือน ฟ้าร้องและฟ้าผ่าระเบิดออกมา พื้นดินสั่นสะเทือน เนื่องจากพื้นฐานสมบูรณ์ของเขา เมิ่งฮ่าวไม่สามารถดูดซับลมปราณในโลกด้านนอกได้เลยแม้แต่น้อย แต่ในสถานที่นี้ก็เต็มไปด้วยลมปราณมากมายมหาศาล ซึ่งพุ่งตรงเข้ามาหาเขา เมื่อเขาสูดลมหายใจ ก็รู้สึกว่าเขาเหมือนกับเป็น… ราชันย์แห่งโลกนี้!


ฟ้าร้องและฟ้าผ่าส่งเสียงกึกก้องอยู่ในท้องฟ้า เส้นผมที่ยาวสยายของเมิ่งฮ่าวลอยพริ้วขึ้นไป เขายกมือขวาขึ้น และโบกสะบัดลงไปที่พื้นดิน


เมื่อฝ่ามือของเขาตกลงไป บึงโคลนก็เริ่มสั่นไปมา มือที่ขยับอยู่ในบึงโคลนทันใดนั้นก็หยุดการเคลื่อนไหว และใบหน้านับไม่ถ้วนทั้งหมด ก็มองตรงมายังเมิ่งฮ่าว สีหน้าของพวกมันไม่ได้ไม่เป็นมิตรอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใส และตื่นเต้น


ทันใดนั้น รอยแยกขนาดใหญ่ก็เกิดขึ้นบนพื้นดิน และบึงโคลนนั้น มันขยายกว้างขึ้น และลึกลงไปมากขึ้น แยกส่วนของมือ และใบหน้าออกไป เมิ่งฮ่าวลอยลงไปในรอยแยกนั้น


เมื่อเขาพุ่งเข้าไปใกล้มัน ดินโคลนก็แยกออกไป ไม่กล้าที่จะเข้ามาใกล้เขา ราวกับว่าเกิดความกลัวในตัวเขาเป็นอย่างมาก


เมิ่งฮ่าวพุ่งเข้าไปด้านใน ร่างขยับอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า และเปล่งประกายความมุ่งมั่นออกมา รอยแยกกว้างขึ้น และกว้างออกไปเรื่อยๆ แค่หายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง เมิ่งฮ่าวก็หยุดลง ขณะที่รอยแยกขยายใหญ่มากขึ้น เขามองเห็นมัน ที่นั่น ลึกลงไปด้านใน… ร่างๆ หนึ่ง


มันไม่ได้ยาวสิบจ้าง มันคืออ๋าวเฉี่ยน แต่มีขนาดเท่าฝ่ามือ ดวงตาของมันปิดอยู่ ขนที่ยาวของมันเต็มไปด้วยดินโคลนปกคลุมไปทั่วร่าง ไม่ได้มีสีแดง แต่เป็นสีเทาเหมือนคนตาย มันไม่ได้โหดเหี้ยมและดุร้ายอีกต่อไป ความน่ารัก ลูกสุนัขขนยาวที่มันเคยเป็น เพียงมีอยู่ในความทรงจำของเมิ่งฮ่าวตราบชั่วนิรันดร์


เขาคิดเกี่ยวกับการเติบโตของมัน มันจะวิ่งเป็นวงกลมไปรอบๆ เท้าของเขา ส่งเสียงเห่าเล็กๆ ออกมา เส้นขนกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น


ภาพมากมายผุดขึ้นมาในจิตใจของเมิ่งฮ่าว เขาคิดไปถึงตอนที่เขาและอ๋าวเฉี่ยนวิ่งไปด้วยกัน มุ่งหน้าไปต่อสู้ในด่านที่สาม คิดถึงตอนที่มันวิ่งไปมารอบๆ ตัวเขาในทะเลทรายของด่านที่สี่


เขาคิดเกี่ยวกับตอนที่พิษกำเริบขึ้น ทำให้เขาสู้ไม่ได้แม้แต่มนุษย์ธรรมดาในด่านที่ห้า และอ๋าวเฉี่ยนได้ปกป้องเขาจากทุกสิ่งทุกอย่าง คิดไปถึงหลังจากต่อสู้ทุกครั้ง มันก็จะพยายามคลานกลับมาหาเขา เลียมือของเขาและนอนอยู่ข้างกายเขา มองไปรอบๆ ตัวเขาด้วยความระมัดระวัง


เขาพยายามที่จะให้มันจากไป แต่มันก็เลือกที่จะอยู่ต่อ


ในตอนสุดท้าย ในด่านที่หก มันเลือกที่จะช่วยเจ้านายของมันให้หนีจากไป แม้จะต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยชีวิตของมันเอง สิ่งสุดท้ายที่เมิ่งฮ่าวจำได้ก็คือ มองไปขณะที่มือจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนดึงมันไปจากเขา โดยไม่เปิดโอกาสให้มันเลียมือเขาได้แม้แต่น้อย


"ข้าไม่ยอมให้เจ้าตายอยู่ที่นี่ เจ้าไม่มีสิทธิ์ปิดตาลง!" ดวงตาของเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยเส้นเลือด ยื่นมือไปวางไว้บนร่างเล็กๆ ของอ๋าวเฉี่ยน มืออีกข้างชูขึ้นไปบนท้องฟ้า พลังฝึกตนของเขาดังกระหึ่มราวกับมีชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือน ขณะที่รอยร้าวในเสาแห่งเต๋าของเมิ่งฮ่าว ได้ถูกประสานจนปิดสนิทโดยสมบูรณ์!


เมื่อมันเกิดขึ้น ร่างของเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน รู้สึกถึงพลังอันน่าเหลือเชื่ออยู่ภายในตัว ไม่ใช่พลังที่ไหลเวียนระหว่างสวรรค์และปฐพี นี่เป็นพลังการไหลเวียนที่เขาได้สร้างสรรค์และปฐพีของตัวเองขึ้นมา!


ในตอนนี้เองที่เขาไม่ได้ดูดซับลมปราณที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น แต่เขากำลังปล้นมัน!


จากนี้เป็นต้นไป ลมปราณของสวรรค์และปฐพี เพียงเข้าไปในร่างของเขาเท่านั้น มันไม่สามารถไหลเวียนกลับออกมา เขาเหมือนกับรอยแผลของสวรรค์และปฐพีที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ตลอดไป ลมปราณหายเข้าไปในตัวเขา และจะไม่กลับออกมาตลอดกาล


ดวงตาของเขาส่องประกายด้วยแสงแปลกๆ และเส้นผมก็ลอยพริ้วไปมารอบๆ ศีรษะ ส่องประกายความแข็งแกร่งออกมามากขึ้นเรื่อยๆ และแสงสีทองก็แผ่กระจายออกมาจากทั่วทั้งร่าง เขากัดไปที่ปลายลิ้น และพ่นโลหิตออกมา ตกลงไปบนซากศพของอ๋าวเฉี่ยน แต่มันก็ไม่สามารถดูดซับโลหิตนี้เข้าไปได้


"ชีวิตของเจ้าเกิดขึ้นมาจากโลหิตของข้า เจ้าเติบโตจากความไม่รู้เข้ามาสู่จิตสำนึกของจิตวิญญาณ…" เมิ่งฮ่าวยื่นมือออกไป และโลหิตก็เริ่มรวมตัวขึ้นบนฝ่ามือของเขา ก่อตัวเป็นโลหิตรูปทรงกลม ซึ่งจากนั้นเขาก็วางลงไปบนอ๋าวเฉี่ยน บังคับให้โลหิตรูปทรงกลมนั้นซึมเข้าไปในร่างของมัน


ในเวลาเดียวกันนั้น พลังฝึกตนของเขาก็พุ่งออกมา และเขาก็เริ่มดูดซับลมปราณทั้งหมดภายในด่านที่หกนี้เข้าไป เมิ่งฮ่าวคล้ายกับหลุมดำ ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นวังน้ำวน พุ่งตรงเข้ามาที่เขาด้วยความเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ


ลมปราณอันไร้ขอบเขตไหลเข้าไปในตัวเขา จากนั้นเขาก็ส่งต่อเข้าไปในร่างของอ๋าวเฉี่ยน เวลาผ่านไป บึงโคลนที่ปกคลุมอยู่บนพื้นก็เริ่มแห้งลง แขนและศีรษะจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนก็เริ่มแตกสลายไป แม้แต่พลังของสายฟ้าก็กระจัดกระจายไป เมื่อเมิ่งฮ่าวดูดซับลมปราณอยู่


ท้องฟ้าเริ่มสลัวเลือนลาง และรอยแตกก็กระจายออกไปทั่ว…


ในที่ห่างไกลออกไป รูปปั้นก็เริ่มแตกออกเป็นชิ้นๆ…


วิหารโบราณไท่เอ้อร์เริ่มเลือนลางลง และในที่สุดก็จางหายไป ทั่วทั้งโลกแห่งนี้ตกอยู่ในความเงียบราวความตาย มีเพียงเมิ่งฮ่าวและอ๋าวเฉี่ยนที่ยังคงอยู่…


ร่างของมันกระตุก ดูเหมือนมันกำลังพยายามดิ้นรนที่จะลืมตาขึ้นมา มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเจ้านายมัน อย่างช้าๆ มันเปิดตาขึ้น และมองมายังเมิ่งฮ่าว


ตูม!


ทั่วทั้งด่านที่หกเริ่มแตกออกเป็นชิ้นๆ! เมิ่งฮ่าวดึงมือกลับมา ร่างของอ๋าวเฉี่ยนสั่นสะท้าน แต่ดวงตาของมันเต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งชีวิต ขณะที่โลกแห่งนี้เริ่มแตกสลายลงไปรอบๆ พวกเขา มันก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ!


นี่ไม่ใช่ชีวิตจริงของมัน ดังนั้นมันจึงไม่ได้ตายไปจริงๆ มันเป็นวิญญาณโลหิต เป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ และดังนั้น… มันสามารถเกิดใหม่!


ตลอดทั้งประวัติศาสตร์ในสมัยโบราณ ของการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต ไม่มีโลหิตศักดิ์สิทธิ์ตัวไหนที่เคยเกิดใหม่ มันเป็น… ตัวแรก สิ่งแรกที่มันเห็นเมื่อมันลืมตาขึ้นก็คือ… เจ้านายของมัน ผู้ซึ่งช่วยเหลือมันตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัขที่ไม่รู้ความ จนกระทั่งมีจิตสำนึกของจิตวิญญาณ


โฮ้ววววว!!!


อ๋าวเฉี่ยนยกศีรษะของมันขึ้น และส่งเสียงกู่ร้องดังสนั่น ร่างของมันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา มันก็ยาวถึงยี่สิบจ้าง ขนที่เงางามของมันไม่ได้เป็นสีแดงอีกต่อไป แต่เป็นสีม่วง!


ขนของมันเป็นสีม่วง และความสูงของมันราวกับภูเขาลูกเล็กๆ เดือยอันแหลมคมงอกออกมาจากขาทั้งสี่ข้าง และส่วนบนสุดของศีรษะมันมีเขายาวยื่นออกมา เขี้ยวของมันยาวและคมกริบ ทั้งหมดนี้ทำให้อ๋าวเฉี่ยนมองดูน่ากลัวและแข็งแกร่งมากกว่าก่อนหน้านี้!


ไกลเกินกว่าที่โลกนี้จะรับรู้ได้ มันโหดเหี้ยมดุร้ายและกระหายเลือดเป็นอย่างยิ่ง มันเป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้ความรู้สึกและเย็นชา แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งคนที่ทำให้มันต้องทำตัวเหมือนกับตอนที่มันยังเล็กอยู่ คนทีมันสามารถเลียมือได้ คนที่สามารถลูบคลำศีรษะมันได้


มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ในการคงอยู่ของมัน!


ตอนที่ 132 เสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์!

เมิ่งฮ่าวโผล่ออกมาบนลานกว้าง และด้านหลังเขา ด่านที่หกพังทะลายลงอย่างสิ้นเชิง ถ้าพวกที่มุงดูอยู่ในโลกภายนอกสามารถมองเห็นได้ พวกมันคงต้องตกใจเป็นอย่างยิ่ง


ในประวัติศาสตร์ทั้งหมดของการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต ไม่เคยมีมาก่อนที่ด่านอาคมจะถูกทำลายลง!


มันไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่นี่… ไม่เพียงแต่ด่านที่หกจะแหลกสลายไป ไกลออกไปด้านหลัง ด่านแรกก็เริ่มแตกกระจายไปเช่นเดียวกัน ด้วยเสียงระเบิด มันก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ และเมื่อมันเกิดขึ้น ลมปราณจำนวนมากมายก็กระจายออกมา


ลมปราณพวกนั้นพุ่งตรงมาที่เมิ่งฮ่าวและอ๋าวเฉี่ยนในทันที ซึ่งทั้งสองก็ดูดซับมันเข้าไป ลมปราณอันไร้ขอบเขตก็ส่งเสียงเบาๆ อยู่ภายในร่างเมิ่งฮ่าว


ในตอนนี้ เสาแห่งเต๋าต้นที่สองก็เริ่มก่อตัวขึ้น มันเป็นเสาที่สมบูรณ์ ไม่เห็นแม้แต่รอยร้าวเพียงน้อยนิด เสาแห่งเต๋าเสาที่สอง! พื้นฐานการฝึกตนของเมิ่งฮ่าวทะยานขึ้นไปอย่างรวดเร็ว


ประกายความแข็งแกร่งอันเข้มข้น กระจายออกมาจากเมิ่งฮ่าว และเมื่อเป็นเช่นนั้น ร่างของเขาก็เปล่งแสงขึ้น ด้านหลังเขา ด่านที่สองและสาม ทันใดนั้น ก็เริ่มแหลกสลายกลายเป็นชิ้นๆ ดูเหมือนว่าทั่วทั้งการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตนี้ อาจจะไม่สามารถดำเนินต่อไปจนจบครั้งที่แปดนี้


เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น และมองไปยังด่านที่เจ็ด ดวงตาเปล่งประกายความต้องการสังหารอย่างรุนแรงออกมา ขณะที่เขาก้าวเท้าเข้าไป


อ๋าวเฉี่ยนยกศีรษะของมันขึ้น และส่งเสียงหอนออกมา จากนั้นก็กลายเป็นลำแสง และติดตามเมิ่งฮ่าวเข้าไปในด่านที่เจ็ด


ภายในด่านที่เจ็ดเป็นหลุมฝังศพขนาดใหญ่โตมโหฬาร ด้วยตัวอักษรสีแดงเลือดสามตัวที่น่าตกใจ แกะสลักอยู่ด้านบน


จ้างเทียนเฝิน! (หลุมฝังศพแห่งสวรรค์)


ทันทีที่เมิ่งฮ่าวก้าวเท้าเข้าไปด้านใน หลุมฝังศพแห่งสวรรค์ก็เริ่มสั่นสะเทือน รอยแตกปรากฎขึ้นบนโลงศพไม้ที่อยู่ด้านใน และกระดูกสีขาวมากมายนับไม่ถ้วนเริ่มแตกกระจายกลายเป็นเถ้าธุลี หมอกสีดำกระจายออกมาจากธงที่เก่าคร่ำคร่านั้น


ตูม!


เสียงระเบิดรุนแรงดังออกมา ขณะที่หลุมฝังศพแห่งสวรรค์ระเบิดออกมาราวกับภูเขาไฟระเบิด ธงสามแฉกลอยขึ้นมา กระพือพัดอยู่ในอากาศและเปล่งพลังซึ่งทำให้เมิ่งฮ่าว ต้องมองไปที่มันด้วยดวงตาที่หดแคบลงในทันที


ในทันใดนั้น มันก็หายไป ทะยานออกไปจากด่านที่เจ็ด และบินตรงไปยังแท่นบูชาและบัลลังก์หินที่อยู่เหนือด่านที่เก้า ธงลอยผ่านซากศพที่สวมหน้ากากที่ไร้ใบหน้า กลายเป็นเส้นผมสีขาวสามกลุ่มบนศีรษะด้านหลังของซากศพนั้น


ในเวลาเดียวกันนั้น ด่านที่เจ็ดก็แหลกสลายกลายเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าต่อตาของเมิ่งฮ่าว ตามมาด้วยการแตกกระจายของมัน ลมปราณจำนวนมากมายมหาศาลก็พุ่งตรงมาหาเขา


ลมปราณที่มากมายนี้มีความเข้มข้นที่ยากจะอธิบาย จนทำให้เสาแห่งเต๋าที่สามเริ่มปรากฎขึ้นในร่างของเมิ่งฮ่าว เขาเคลื่อนที่ตรงไปยืนบนเสาของด่านที่เจ็ด ด้านหลังเขา ด่านที่สอง สาม และสี่ ทั้งสามด่านนี้ก็แหลกสลายกลายเป็นชิ้นๆ ทางที่จะกลับไปไม่มีอยู่อีก มีเพียงด่านที่ห้าที่ยังคงเหลืออยู่ด้านหลังของเขา และมันก็กำลังแสดงสัญญาณการแตกหักออกมาด้วยเช่นกัน


หลายด่านได้พังทลายลง ส่งผลให้ลมปราณที่หนาแน่น ก่อตัวเป็นกลุ่มหมอกปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าในเขตขุมทรัพย์นั้น กลุ่มหมอกเริ่มหมุนกลายเป็นวังน้ำวน ซึ่งจุดศูนย์กลางของมันไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเมิ่งฮ่าว!


เมื่อมองมาจากที่ห่างไกล ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความน่าตกใจ


เมิ่งฮ่าวดูดซับลมปราณเข้าไป เช่นเดียวกับอ๋าวเฉี่ยน


พื้นฐานฝึกตนของทั้งสอง มนุษย์และสุนัข ทะยานสูงขึ้นไป ดวงตาอันเย็นชาของเมิ่งฮ่าวจ้องตรงไปยังด่านที่แปด เห็นเงาร่างเลือนลางที่เป็น หลี่เต้าอี ซึ่งหันหน้ามองกลับมายังเมิ่งฮ่าว


"มันทำลายด่านอาคมอย่างรวดเร็วได้อย่างไร!?" จิตใจหลี่เต้าอีสั่นสะท้าน มันรู้ว่าเมิ่งฮ่าวก็คือผู้สืบทอดที่โชคชะตากำหนดมาของขุมทรัพย์แห่งนี้ แต่ก็ยังคงตกใจเป็นอย่างยิ่ง


มังกรโลหิตแผดเสียงออกมา "ด่านพวกนี้กำลังรอคอยการมาถึงของมัน พวกมันทั้งหมดทำลายตัวเองลง เพื่อสร้างเป็นเส้นทางให้มัน แต่เซียนโลหิตได้ตายไปแล้ว ตราบเท่าที่เจ้ารวดเร็วเพียงพอ ขุมทรัพย์ก็จะเป็นของเจ้า!"


แสงอันเย็นชาส่องประกายออกมาจากดวงตาหลี่เต้าอี และทันใดนั้นมันก็ก้าวตรงเข้าไปในด่านที่เก้า


"ขุมทรัพย์นี้อาจจะเป็นของเจ้า…" มันพูด "แต่ข้าอยู่ที่นี่แล้วตอนนี้ ข้าจะแย่งทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเจ้า!"


เมื่อได้เห็นหลี่เต้าอีและมังกรโลหิตที่ท่าทางกระวนกระวายใจ ผ่านเข้าไปยังด่านที่เก้า ความต้องการสังหารของเมิ่งฮ่าวก็เข้มข้นจนเปล่งเป็นแสงเจิดจ้า โดยไม่ลังเล เขาพุ่งตรงเข้าไปในด่านที่แปด ตามติดมาด้วยอ๋าวเฉี่ยน


เมื่อพวกเขาเข้าไป เสียงกรีดร้องอย่างน่าตกใจก็ดังออกมาจากก้นเหวของด่านที่แปด เสียงกรีดร้องนั้นผสมปนเปกันอย่างวุ่นวายสับสน ราวกับว่ามีวิญญาณมากมายนับไม่ถ้วน กำลังส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นและคาดหวังในเวลาเดียวกัน เมื่อเสียงเหล่านั้นดังออกมา โลกของด่านที่แปดก็เริ่มแตกร้าว และแหลกสลายลงเป็นชิ้นๆ


ด่านอาคมกำลังทำลายตัวเองลง ซึ่งเป็นคำสั่งลับที่เหลือทิ้งไว้โดยเซียนโลหิตก่อนที่มันจะตายไป หนึ่งในคำสั่งเสียของมันก็คือ บุคคลแรกที่ไปยืนยังเบื้องหน้ามัน จะได้ครอบครองขุมทรัพย์ แต่ยังมีอีกคำสั่งก็คือถ้ามีคนที่ถูกปฏิเสธจากสวรรค์ปรากฎขึ้น ด่านอาคมทั้งเก้าก็จะพังทลายลง กลายเป็นลมปราณเพื่อช่วยเหลือให้มันได้ครอบครองขุมทรัพย์แห่งนี้


ทันทีที่ด่านที่แปดพังทลายลง ลมปราณมากมายมหาศาลก็พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าวและอ๋าวเฉี่ยน อ๋าวเฉี่ยนยกศีรษะของมันขึ้นและส่งเสียงหอนออกมา พื้นฐานฝึกตนของมันเพิ่งจะทะลวงผ่านจากก่อตั้งแกนลมปราณเป็นวิญญาณแรกก่อตั้ง!


ร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้นจนยาวถึงหนึ่งร้อยจ้าง และดูดุร้ายมากกว่าที่ผ่านมา เส้นขนสีม่วงของมันตั้งขึ้นขณะที่มันยกศีรษะขึ้นและส่งเสียงหอน ซึ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ บริเวณนั้นสั่นสะเทือน ร่างของมันส่องประกายพลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนยากที่จะอธิบายออกมาได้!


ในเวลาเดียวกันนั้น เสาแห่งเต่าต้นที่สามของเมิ่งฮ่าวก็ก่อตัวขึ้นมามากกว่าครึ่ง และรวมตัวกันต่อไป ทันทีที่เขาก้าวเท้าไปบนลานกว้างของด่านที่แปด ด่านอาคมที่ห้าด้านหลังเขาก็แหลกสลายไป


ไม่มีลานกว้างเหลืออยู่ด้านหลังเขา ไม่มีด่านอาคม มีเพียงลมปราณอันเข้มข้นเท่านั้น ที่ก่อตัวเป็นทะเลหมอก ปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่ภายในเขตขุมทรัพย์


ตรงขึ้นไปข้างหน้าของเมิ่งฮ่าวเป็นด่านที่เก้า ที่ด้านในมีหลี่เต้าอี ที่กำลังได้รับการช่วยเหลือจากมังกรโลหิต แต่มันก็ยังไม่ได้โผล่ออกมาจากด่านนี้


"หลี่เต้าอี!" ความต้องการสังหารของเมิ่งฮ่าวพุ่งขึ้นไปถึงสวรรค์ อ๋าวเฉี่ยนที่อยู่ในขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งติดตามเขาไป ขณะที่เขาพุ่งเข้าไปในด่านสุดท้าย


ทันทีที่เขาเข้าไป ลานกว้างที่เขายืนอยู่เมื่อครู่นี้ก็พังทลายลง แต่ในเวลาเดียวกันนั้น หลี่เต้าอีก็โผล่ออกไปจากด่านที่เก้า!


ทันทีที่มันออกไป มันก็กระอักโลหิตออกมา มังกรโลหิตดูท่าทางเต็มไปด้วยยุ่งยากลำบาก เห็นได้ชัดว่าการทะลวงผ่านออกมาจากด่านที่เก้าอย่างรวดเร็ว ทำให้มังกรโลหิตต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยชีวิตอันยาวนานถึงสี่พันปีของปรมาจารย์ตระกูลหลี่


"การมีผู้สืบทอดขุมทรัพย์อยู่ที่นี่ก็เป็นเรื่องดี ทำให้ด่านอาคมอ่อนแอลง และช่วยให้เต้าอีทะลวงผ่านขึ้นไปยังแท่นบูชาได้ง่ายขึ้น! เมื่อเจ้าไปยืนอยู่เบื้องหน้าของเซียนโลหิต เจ้าก็จะกลายเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่สอง!"


มังกรโลหิตแผดเสียงลั่นออกมา ความตื่นเต้นและมุ่งหวัง ปกคลุมไปทั่วใบหน้าของมัน ถ้าหลี่เต้าอีได้รับขุมทรัพย์ มันก็สามารถเข้าไปในสมบัติแห่งเซียน และกลายเป็นอาวุธวิญญาณ จากนั้น มันก็จะไม่มีทางตาย!


เสียงหัวเราะอย่างตื่นเต้น ดังออกมาจากปากของหลี่เต้าอี


"ขุมทรัพย์นี้เป็นของข้า!" มันร้องออกมา หัวเราะเสียงดัง ใบหน้าของมันดูป่าเถื่อนและโหดร้าย ตระกูลหลี่ได้จ่ายค่าตอบแทนไปมากมายสำหรับขุมทรัพย์นี้ และมันก็ถูกกำหนดให้เป็นผู้ที่ได้ครอบครองขุมทรัพย์ ในอดีตที่ผ่านมา ภายในจิตใจของมันได้เชื่อว่า มันเป็นบุคคลที่โชคชะตาลิขิตมาให้ได้รับขุมทรัพย์แห่งนี้


แต่เมื่อเมิ่งฮ่าวปรากฎตัวขึ้น และท่านปรมาจารย์ก็ได้พูดสิ่งเหล่านั้นออกมา จากนั้นด่านอาคมก็เริ่มแหลกสลายไป ถึงเมิ่งฮ่าวจะไม่โดดเด่นเหนือพวกมัน แต่หลี่เต้าอีก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผู้ฝึกตนที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามผู้นี้ เป็นผู้สืบทอดที่ถูกลิขิตมาอย่างแท้จริง


แต่มันก็ไม่อาจยอมรับความจริงนี้ มันจะฉกฉวยขุมทรัพย์นี้เพื่อตัวของมันเอง!


"ข้าจะเอาขุมทรัพย์ของเจ้า และกำจัดเจ้าไปซะ!" หลี่เต้าอีหัวเราะ "ข้าจะแย่งชิงโชคชะตาของเจ้า!" มันทะยานพุ่งตรงไป ยังแท่นบูชาสีเขียวเข้มขนาดใหญ่นั้น


ภายในด่านที่เก้า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสีดำ ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุดในที่นี้ ที่ฝังลึกลงไปใต้พื้นดินในสถานที่นี้เป็นโครงกระดูก โคงกระดูกมองขึ้นไป และภายในดวงตาที่ว่างเปล่าของมัน ก็ปรากฎแสงลุกไหม้ขึ้นมา ดูเหมือนจะเป็นแสงไฟแห่งความหวัง แทงทะลุผ่านพื้นดินขึ้นมาจนถึงเมิ่งฮ่าว


"ขุมทรัพย์ของเซียนโลหิตได้รอคอยมาหลายพันปีจนนับไม่ถ้วน เพื่อหวังว่าจะมีใครสักคนปรากฎขึ้น…" โครงกระดูกพึมพำเสียงแผ่วเบา "ข้าหวังว่าในที่สุด เจ้าจะสามารถหลีกเลี่ยงการเดินไป บนเส้นทางที่ไม่อาจหวนคืนกลับ ซึ่งผู้นำเซียนของข้าได้เหยียบย่างไป…" แสงในดวงตาของมันค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆ จนไม่เหลืออะไรเลย ร่างของมันกลายเป็นเถ้าธุลีลอยออกไป


ด้วยเช่นนั้น ด่านที่เก้าก็สั่นสะเทือน จากนั้นก็แยกออกเป็นชิ้นๆ มากมายจนนับไม่ถ้วน อีกครั้งที่ลมปราณจำนวนมากมายมหาศาล ไหลตรงมายังเมิ่งฮ่าว ซึ่งทำให้เสาแห่งเต๋าต้นที่สามของเมิ่งฮ่าวปรากฎขึ้นอย่างเต็มตัว!


ต้นที่สาม เสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์!


ตอนนี้เมิ่งฮ่าวได้ก้าวถึงระดับสูงสุดของพื้นฐานลมปราณขั้นต้น! จิตสัมผัสของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไกลเกินกว่าที่จะพบเห็นได้ทั่วไปสำหรับพื้นฐานลมปราณขั้นสุดท้าย!


ด้วยเสาแห่งเต๋าอีกหนึ่งต้น เขาก็จะอยู่ในพื้นฐานลมปราณขั้นกลาง แต่ก็เหมือนที่เคยกล่าวไว้ ถึงแม้เขาจะไม่ได้อยู่ในพื้นฐานลมปราณขั้นกลาง แต่ด้วยพื้นฐานสมบูรณ์นี้ ก็ทำให้เขามีความแข็งแกร่ง ที่จะบดขยี้คนที่อยู่ในพื้นฐานลมปราณขั้นกลางได้อย่างง่ายดาย แม้แต่ผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณขั้นสุดท้าย ที่มีพื้นฐานรอยร้าว หรือพื้นฐานแตกร้าว ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา


เมื่อไหร่ที่เมิ่งฮ่าวสร้างเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ และก้าวถึงพื้นฐานลมปราณขั้นกลาง ผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ ที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะต่อสู้กับเขา ต้องเป็นคนที่สำเร็จขั้นวงจรอันยิ่งใหญ่อย่างสมบูรณ์ของพื้นฐานลมปราณ และคนที่ใกล้จะบรรลุถึงขั้นก่อตั้งแกนลมปราณเพียงเท่านั้น


บุคคลที่ถูกดูแลมาเป็นอย่างดีโดยสำนัก และตระกูลต่างๆ ที่เป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งมากที่สุดของพวกมัน ที่สามารถจะต่อสู้กับเขาได้ก็มีแต่… เต้าจื่อ! (บุตรแห่งเต๋า)


พวกมันทั้งหมดต่างก็มีพื้นฐานไร้ตำหนิ พลังต่อสู้ พลังฝึกตน และโชคชะตาต่างๆ ของพวกมันต่างก็อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นพื้นฐานลมปราณ ใช่แล้ว นี่คือเต้าจื่อของดินแดนด้านใต้!


หลี่เต้าอี เป็นเต้าจื่อของตระกูลหลี่ หวังลี่ไห่ก็เป็นเต้าจื่อเช่นเดียวกัน คนพวกนี้เป็นผู้ที่โดดเด่นกว่าผู้ถูกเลือก ภายในแต่ละสำนักและตระกูล มีเพียงหนึ่งเต้าจื่อในแต่ละขั้นเท่านั้น!


ทันทีที่เสาแห่งเต๋าต้นที่สามของเมิ่งฮ่าวปรากฎขึ้น เขาก็ก้าวเท้าออกไปยังลานกว้าง ที่อยู่ด้านนอกของด่านที่เก้า ที่ห่างไกลออกไป ด้านบนสุดของแท่นบูชาสีเขียวเข้ม ที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์หิน เป็นซากศพ มันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ และมองไปยัง… หลี่เต้าอี!


มือของมันยกขึ้นไปจับหน้ากากบนใบหน้า จากนั้น มันก็เริ่มดึงหน้ากากออกมา!


ตอนที่ 133 เจ้ากล้าหรือไม่?!

เมื่อไหร่ที่หน้ากากหลุดออกมา ซากศพนั้นก็จะยื่นส่งให้กับคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้ามัน คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นผู้ชนะการแข่งขัน และหน้ากากนี้ก็เป็นสิ่งวิเศษของขุมทรัพย์!


มังกรโลหิตที่อยู่ด้านข้างหลี่เต้าอีดูท่าทางตื่นเต้น มันรอคอยวันนี้มาถึงสี่พันปี เมื่อไหร่ที่มันเข้าไปในหน้ากาก มันก็จะกลายเป็นอาวุธวิญญาณ และในที่สุดก็สามารถออกจากสถานที่นี้ และกลับไปยังดินแดนด้านใต้


"ขุมทรัพย์เป็นของข้า!" หลี่เต้าอีพูด ดวงตาสาดประกาย แต่ในตอนนั้นเองที่เมิ่งฮ่าวได้ก้าวออกมาจากด่านที่เก้า เมื่อเขาเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย ร่างพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูงสุด


หลังจากที่ได้รับพื้นฐานสมบูรณ์ และหลังจากที่เข้ามาในสถานที่นี้ ความรู้สึกแปลกๆ ก็ปรากฎขึ้นภายในจิตใจเมิ่งฮ่าว ราวกับว่าเขาได้กลายเป็นเจ้าของเขตขุมทรัพย์แห่งนี้ ความรู้สึกนี้รุนแรงมากยิ่งขึ้น หลังจากด่านที่เก้าได้ถูกทำลายลงไป


ด้านข้างเขา อ๋าวเฉี่ยนที่ยาวหนึ่งร้อยจ้าง เงยหน้าขึ้นไปในท้องฟ้าและส่งเสียงหอนออกมา ต้องขอบคุณสำหรับความเร็วอันน่าเหลือเชื่อของมัน มันได้มาถึงที่นี่ก่อนเมิ่งฮ่าว


"นี่คือขุมทรัพย์ของข้า" เมิ่งฮ่าวพูดด้วยดวงตาที่สาดประกายเจิดจ้า "ถ้าข้าไม่สนใจมัน นั่นก็เป็นเรื่องของข้า แต่ถ้าเจ้าคิดว่าจะสามารถขโมยมันไปได้ ก็ลองดู มันขึ้นกับโชคชะตาของเจ้า!"


ความต้องการสังหารหลี่เต้าอีของเมิ่งฮ่าว พุ่งขึ้นไปถึงจุดสูงสุด เขาโคจรพลังอันเต็มเปี่ยมของพื้นฐานลมปราณ ก้าวเท้าตรงไป ขยับมือเป็นรูปแบบการสร้างเวทอาคม ธวัชสายฟ้าลอยออกมา รวมถึงกระบี่ไม้สองเล่ม ซึ่งกระจายแรงกดดันอันหนาวเย็นออกมา ทั้งหมดพุ่งตรงไปยังหลี่เต้าอี


ในเวลาเดียวกันนั้น ซากศพนั้นก็ดึงหน้ากากออกมาจากใบหน้า และมันก็กลายเป็นฝุ่นธุลีลอยออกไปในทันที เมื่อเถ้าธุลีลอยออกไป มือที่ถือหน้ากากอยู่ก็จางหายไป หน้ากากลอยตรงไปที่หลี่เต้าอี


ความตื่นเต้นเต็มอยู่บนใบหน้าของหลี่เต้าอี มันยกมือขวาขึ้นมาจะคว้าจับหน้ากาก แต่ทันทีที่มันแตะหน้ากาก มือของมันก็ถูกผลักออกไปโดยหน้ากากเอง ไม่ใช่ว่ามันไม่สามารถคว้าจับมัน แต่ก่อนที่มันจะคว้าได้ มันต้องมีอาวุธวิญญาณก่อน หน้ากากถึงจะเป็นของมัน


ทันทีที่มือของมันถูกผลักออกไป มังกรโลหิตก็เงยหน้าขึ้นส่งเสียงคำรามออกมา และจากนั้นก็พุ่งตรงไปที่หน้ากาก ในตอนนี้ หน้ากากไม่มีอาวุธวิญญาณ ใครก็ตามที่เข้ามาและจะหยิบฉวยหน้ากากนี้ ต้องทำตามกฎกติกา


ทันทีที่มันกระแทกเข้าไปในหน้ากาก หน้ากากนั้นก็เริ่มเหมือนวังน้ำวน มังกรโลหิตที่อยู่ครึ่งทางที่จะเข้าไปในหน้ากาก ทันใดนั้นอ๋าวเฉี่ยนก็แผดเสียงกึกก้องออกมา เสียงคำรามนี้สร้างระลอกคลื่นกระจายออกไปทั่วทั้งพื้นที่บริเวณนั้น และมันก็พุ่งตรงไป ไม่สนใจว่ามังกรโลหิตกำลังอยู่ในขั้นตอนที่จะเข้าไปในหน้ากาก ร่างที่ยาวหนึ่งร้อยจ้างของมันพุ่งกระแทกเข้าไป


ร่างของอ๋าวเฉี่ยนถูกดูดเข้าไป ทันทีที่มันแตะไปที่พื้นผิวของหน้ากาก การต่อสู้กับปรมาจารย์ตระกูลหลี่ เพื่อควบคุมหน้ากากก็เริ่มขึ้น!


"เจ้าช่างไม่ประมาณตนนัก" เสียงของปรมาจารย์ตระกูลหลี่ดังออกมา "เมื่อข้ากลายเป็นอาวุธวิญญาณ ข้าจะกลืนเจ้าลงไป!" มันได้เข้าไปในหน้ากากโดยสมบูรณ์ เช่นเดียวกับอ๋าวเฉี่ยน


แสงสีแดงเจิดจ้าบาดตา กระจายออกมาจากหน้ากาก และด้านในสีแดงนั้น ก็มีสีม่วงด้วยเช่นกัน! ราวกับว่าสองสีที่เจิดจ้าบาดตานี้ กำลังพยายามที่จะกลืนอีกสีหนึ่งลงไป!


เพราะเหตุนี้ หน้ากากก็ยังไม่ได้เป็นของหลี่เต้าอี และไม่เป็นของเมิ่งฮ่าวด้วยเช่นกัน ถ้าโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของใครควบคุมหน้ากากได้ คนผู้นั้นถึงจะเป็นผู้ชนะของการแข่งขันครั้งนี้


ยิ่งไปกว่านั้น… สถานการณ์ที่โลหิตศักดิ์สิทธิ์สองตัว แย่งชิงกันเป็นอาวุธวิญญาณ เป็นสิ่งที่เซียนโลหิตไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นมาก่อน นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติการณ์อย่างแท้จริง


มีเพียงสิ่งเดียวที่แน่ใจได้… ใครก็ตามที่ชนะ อ๋าวเฉี่ยน หรือมังกรโลหิต ก็จะได้รับการเพิ่มพลังอย่างคาดไม่ถึง อย่างน้อยที่สุด ผู้ชนะก็จะทะลวงผ่านไปยังขั้นตัดวิญญาณได้ครึ่งทาง และถ้าบรรลุการรู้แจ้งแห่งเต๋าที่เหมาะสม ผู้ชนะก็จะสามารถก้าวไปถึงขั้นตัดวิญญาณอย่างแท้จริง!


"ไม่มีประโยชน์ที่จะปกป้องวิญญาณของสายเลือดอันต่ำต้อย" หลี่เต้าอีหัวเราะ "มันก็แค่ช่วยให้ข้าได้ครอบครองขุมทรัพย์นี้เท่านั้น!" เมิ่งฮ่าวเข้ามาใกล้ และทั้งสองก็จ้องตากัน ตอนนี้เขตขุมทรัพย์เริ่มแหลกสลายไป มีเพียงพวกเขาที่ยังเหลืออยู่เป็นสองคนสุดท้ายในโลกแห่งเดียวกัน


เมิ่งฮ่าวพูดออกมาหนึ่งประโยค "สังหารเจ้าก็จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด" เขาพุ่งตรงไปยังหลี่เต้าอีต่อไป


"นี่เป็นสิ่งที่ข้ากำลังจะพูด!" หลี่เต้าอีหัวเราะ มันยกมือขวาขึ้น และมือนั้นก็ส่องแสงออกมา เบื้องหน้าของมันปรากฎเป็น รถม้าสงครามที่เปล่งประกายสีทอง พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว


ทันใดนั้น เสียงแผดร้องก็ดังอยู่เต็มในอากาศ และโลหิตก็ไหลซึมออกมาจากปากของเมิ่งฮ่าว เขาถอยไปด้านหลัง ใบหน้าหลี่เต้าอีสาดประกาย และมันก็พุ่งถอยด้วยเช่นกัน โลหิตกระจายออกมาจากปากของมัน มันมองไปยังเมิ่งฮ่าว และในตอนนี้เองที่ทั่วทั้งเขตขุมทรัพย์ ก็เริ่มแตกสลายลงไปรอบๆ พวกเขา รอยแตกปรากฎขึ้นบนพื้นผิวทั้งหมดของแท่นบูชาสีเขียวเข้ม


ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มแยกออกจากกัน เสียงปะทุดังออกมาให้ได้ยิน และจากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็ดูเหมือนว่าขุมทรัพย์เซียนโลหิตกำลังทำลายตัวมันเอง และกำลังจะหายไป


ใครก็ตามที่ไม่ยอมจากไป ก็จะถูกฝังไปพร้อมกับขุมทรัพย์นี้!


การต่อสู้ภายในหน้ากาก ระหว่างอ๋าวเฉี่ยน และมังกรโลหิต ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เดิมที อ๋าวเฉี่ยนไม่มีทางที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของมังกรโลหิต แต่มันได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากการดูดซับโลหิตขั้นพื้นฐานสมบูรณ์ของเมิ่งฮ่าว นี่จึงเป็นโอกาสของมันที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนท่ามกลางโลหิตศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันเอง


ลมปราณในบริเวณนั้นพุ่งตรงไปยังหน้ากาก ถูกดูดซับไปโดยทั้งอ๋าวเฉี่ยน และมังกรโลหิต แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ไม่ว่าอ๋าวเฉี่ยนจะดูดซับเข้าไปได้มากแค่ไหน มันก็สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมด ไม่มีการรั่วไหลออกมาเลย แต่มังกรโลหิตไม่ได้เป็นเช่นนั้น


ระหว่างทั้งสอง ถึงแม้ว่ามังกรโลหิตจะเริ่มต้นด้วยความมีเปรียบ แต่หลังจากผ่านไปไม่นาน มันก็ยังคงไม่อาจกำจัดอ๋าวเฉี่ยนลงไปได้ มันจึงไม่มีทางที่จะควบคุมหน้ากากนี้ได้


เมื่อได้เห็นเช่นนี้ สีหน้าของหลี่เต้าอีก็เปลี่ยนไป และมันก็ถอยออกไป โบกสะบัดแขนเสื้อที่กว้างใหญ่ของมัน พยายามที่จะคว้าจับหน้ากากไว้ แต่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มันถูกปัดออกอย่างรุนแรง ถ้าไม่มีอาวุธวิญญาณเพื่อควบคุมหน้ากากนี้ ก็จะไม่มีใครสามารถนำมันจากไปได้!


เซียนโลหิตไม่เคยคิดว่าจะมีเหตุการณ์ที่ผิดปกติเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน กล่าวโดยทั่วไป ควรจะมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะมาถึงที่นี่เพื่อนำหน้ากากไป โลหิตศักดิ์สิทธิ์ควรจะควบคุมหน้ากากได้ภายในช่วงหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง และกลายเป็นอาวุธวิญญาณไป จากนั้นเขตขุมทรัพย์ก็จะเริ่มพังทลายลง และผู้ชนะก็สามารถหยิบฉวยหน้ากากและจากไป


แต่ตอนนี้ มีบางอย่างที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้น และเกิดเป็นจุตวิกฤตอันน่าตกใจของชีวิตและความตาย!


โลกแห่งนี้กำลังพังทลายลงไปรอบๆ พวกเขา ที่ด้านล่าง วังน้ำวนขนาดใหญ่ปรากฎขึ้น มันกำลังกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป สิ่งใดก็ตามที่เข้าไปก็ไม่สามารถกลับออกมาอีก การพังทลายลงของทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ บริเวณนี้ กำลังสร้างโลกแห่งความว่างเปล่าขึ้น!


ด้านบนขึ้นไปเป็นเกราะเวทที่เรืองแสงอยู่ ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นระลอกคลื่น คงอีกไม่นานก่อนที่มันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เกราะเวทนี้เพียงคงอยู่ในโลกด้านนอกเท่านั้น


การผ่านเข้าไปในเกราะเวทนั้น เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะออกไปจากโลกที่กำลังพังทลายแห่งนี้


ไม่มีใครสามารถควบคุมหน้ากากนี้ได้ ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ยอมซึ่งกันและกัน ไม่อาจนำหน้ากากออกไป และโลกแห่งนี้กำลังถูกทำลายลง เมื่อหลี่เต้าอีตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ใบหน้าของมันก็บิดเบี้ยว


แต่เมิ่งฮ่าว ตรงกันข้ามกับมัน สีหน้าของเขายังคงเรียบนิ่ง ถอยหลังออกไปสักพัก เช็ดโลหิตออกจากปาก จากนั้นก็เดินไปข้างหน้า เสาแห่งเต๋าทั้งสามต้นของเขาส่งพลังลมปราณอันแข็งแกร่งออกมา และเมื่อพุ่งตรงไปข้างหน้า มือขวาของเขาก็ขยับสร้างเวทอาคม ทันใดนั้น เปลวไฟแห่งงูยาวหนึ่งร้อยจ้างก็ส่งเสียงกระหึ่มออกมา และพุ่งตรงไปยังหลี่เต้าอี


จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่อสรพิษอีกต่อไป แต่เป็นมังกร! มังกรสีทองส่งเสียงคำรามออกมา รายล้อมไปด้วยเปลวไฟอันร้อนแรง ด้านหลังของมันเป็นดาบสายลมยาวสิบจ้างลอยออกมา สายลมที่ลุกไหม้ปกคลุมไปทั่วบริเวณนั้น ครอบคลุมหลี่เต้าอีไว้ภายใน


จนกระทั่งถึงตอนนี้ในการฝึกตนของเมิ่งฮ่าว เขาไม่ได้เรียนรู้วิชาอะไรมากมายนัก ทุกวิชาเวทของเขามาจากขั้นรวบรวมลมปราณ และไม่มีวิชาจากขั้นพื้นฐานลมปราณเลย นี่เป็นหนึ่งในส่วนที่อ่อนแอของเขา และเมิ่งฮ่าวก็รู้ถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี


"พวกเราจะได้รู้กันว่าใครโหดเหี้ยมมากกว่ากัน…" หลี่เต้าอีพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างอำมหิตออกมา มันสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าวิชาเวท ที่เมิ่งฮ่าวกำลังใช้อยู่นั้นมันไม่เหมาะสม แต่มันก็รู้ว่าคงยากที่จะเอาชนะได้ในเวลาสั้นๆ กุญแจสำคัญจริงๆ ที่จะชนะได้ก็คือ ใครจะอยู่ในโลกที่กำลังพังทลายนี้ได้นานที่สุด ใครก็ตามที่จากไปก่อนโดยไม่ได้หน้ากากไปด้วย ก็จะพ่ายแพ้ ไร้คุณสมบัติที่จะเป็นผู้ชนะของการแข่งขันครั้งนี้


ใบหน้าของหลี่เต้าอีดุร้ายขึ้น มันเป็นเต้าจื่อของตระกูลหลี่ ตำแหน่งเต้าจื่อก็เป็นสิ่งที่มันได้มาจาก การชนะจากการเข่นฆ่าสังหารอย่างแท้จริง มันเป็นคนที่เห็นแก่ตัว และจะสังหารโดยปราศจากการลังเลใดๆ รวมถึงการขโมยโชคชะตาจากคนอื่นๆ นี่เป็นสิ่งที่มันเคยทำมาก่อนมากกว่าหนึ่งครั้ง มันเติบโตมาจากสาขาที่ธรรมดาของตระกูลหลี่ จนกลายมาเป็นเต้าจื่อ ซึ่งเหนือกว่าผู้ถูกเลือกมากนัก


ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะบุคลิกส่วนตัวของมันเอง มันมีความเชื่ออย่างโอหังว่า ความดื้อรั้นเป็นหนึ่งในคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ของมัน ทันใดนั้น พัดก็ปรากฎขึ้นในมือ มันเป็นพัดสี่สี และเมื่อมันโบกพัดนั้น สีก็ขยายออกไป กระแทกไปบนมังกรเปลวไฟ และมีดสายลมของเมิ่งฮ่าว


เสียงระเบิดดังออกมา สีทั้งสี่กระจายออกไปทั้งสี่ทิศ กลายเป็นกระบี่สี่เล่มแทงตรงไปยังเมิ่งฮ่าว


หลี่เต้าอีหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ตบมือซ้ายไปที่ถุงสมบัติ ไข่มุกสีดำสิบแปดลูกก็ปรากฎขึ้นอยู่บนฝ่ามือ มันโยนไข่มุกตรงมาที่เมิ่งฮ่าว และขณะที่พวกมันใกล้เข้ามา ก็ระเบิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ระลอกคลื่นบิดเบี้ยวตามมาหลังการระเบิด ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ บริเวณนั้นแตกออกเป็นชิ้นๆ เร็วมากขึ้น


"ยังคงคิดว่าเจ้าโหดเหี้ยมมากกว่าข้า?" สีหน้าของหลี่เต้าอีบ้าคลั่งอย่างสิ้นเชิง


กระบี่ทั้งสีเล่ม และการโจมตีจากระลอกคลื่นที่บิดเบี้ยว กระแทกลงมายังหมอกสายฟ้าของเมิ่งฮ่าว เสียงระเบิดอย่างรุนแรงก็ดังออกมา และเมิ่งฮ่าวก็พุ่งถอยหลังไปหลายก้าว ดวงตาเต็มไปด้วยแสงแห่งความโหดเหี้ยม ยกมือขวาขึ้น และมังกรเปลวไฟที่ยาวหนึ่งร้อยจ้างก็ปรากฎขึ้น และพุ่งออกไปในอากาศอีกครั้ง ไม่ได้พุ่งตรงมาที่หลี่เต้าอี แต่ตรงไปยังประตูเรืองแสงที่อยู่ด้านบน


"การทำให้สถานที่นี้พังทลายลงเร็วขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่โหดเหี้ยม" เขาพูดเสียงเย็นชา "ทำลายทางออก… ในตอนนี้ถึงจะเรียกว่าโหดเหี้ยม เจ้ากล้าหรือไม่?" มังกรเปลวไฟกระแทกไปตรงๆ ที่ประตูเรืองแสงจนระเบิดออก ประตูนั้นเริ่มแหลกสลายเป็นชิ้นๆ ชิ้นส่วนที่ใหญ่โตของมันแตกสลายกลายเป็นความว่างเปล่า


เมื่อได้เห็นเช่นนี้ หลี่เต้าอี ซึ่งคิดว่าตัวมันเองเป็นผู้ที่มีความโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง ก็ต้องมองไปด้วยดวงตาที่เบิกค้าง จิตใจของมันเริ่มหนักอึ้ง


ตอนที่ 134 เวทผนึกอสูรรุ่นแปด!

ตอนนี้เขาได้ผูกมัดหลี่เต้าอีไว้กับการต่อสู้ เมิ่งฮ่าวคิดว่าถ้ามีเสาแห่งเต๋าสี่ต้น เขาก็จะสามารถจบการต่อสู้ครั้งนี้ได้เร็วมากขึ้น ตอนนี้ เขาต้องการสังหารหลี่เต้าอีให้จงได้มากกว่าครั้งใดๆ


แต่พื้นฐานฝึกตนของหลี่เต้าอีอยู่ที่ขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นเต้าจื่อของตระกูลหลี่ ซึ่งโดดเด่นกว่าผู้ถูกเลือก จึงทำให้ยากที่จะสังหารมันได้


ที่สำคัญมากกว่าหลี่เต้าอีก็คือ อ๋าวเฉี่ยน ยิ่งหน้ากากไม่อยู่ในการควบคุมของใครนานมากเท่าไหร่ ด้วยการคงอยู่ของหลี่เต้าอี ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่า เมื่อไหร่ที่การต่อสู้ด้านในหน้ากากจะจบลง และถ้าเมิ่งฮ่าวต้องการจะช่วยอ๋าวเฉี่ยน เขาก็จำเป็นต้องกำจัดหลี่เต้าอี


และวิธีของเขาก็คือ… การทำลายประตูทางออก!


ด้านล่างของพวกเขาเป็นกลุ่มหมอกที่ม้วนตัวไปมา การพังทลายของโลกแห่งนี้กำลังเพิ่มความเร็วมากขึ้น วังน้ำวนส่งเสียงกระหึ่ม และขยายกว้างมากขึ้น ในที่สุด แท่นบูชาสีเขียวเข้มมากกว่าครึ่งถูกดูดเข้าไปในวังน้ำวนนั้น


เมิ่งฮ่าวถอยไปด้านหลัง โบกสะบัดแขนเสื้อ หมอกสายฟ้าปกคลุมไปรอบๆ ตัว จากนั้นก็พุ่งตรงไปอย่างรวดเร็วยังประตูที่กำลังพังทลายไป


สีหน้าหลี่เต้าอีสาดประกาย มันกัดฟันจนแน่น และความเย็นชาก็ปรากฎขึ้นในดวงตา มันโบกสะบัดมือขวา และพัดก็ลอยออกไป พุ่งตรงไปยังประตูเรืองแสงนั้น เสียงระเบิดดังออกมา เมื่อประตูแตกร้าวมากกว่าเดิม ภายใต้พลังการโจมตีนี้


หลังจากพังทลายลงไปเกือบทั้งหมด สิ่งที่ประตูเหลืออยู่เพียงอย่างเดียวก็คือ ช่องที่มีขนาดกว้างสิบจ้าง และช่องนั้นก็เริ่มสลายลงไปอย่างรวดเร็ว


"ไม่มีทางที่เจ้าจะโหดเหี้ยมเท่ากับข้า" หลี่เต้าอีพูด "ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะยอมสละชีวิตของตัวเอง!" ร่างของมันแวบขึ้น ขณะที่พุ่งตรงไป มือขวาของมันขยับสร้างเวทอาคม จากนั้นก็ชี้ตรงไป ทันใดนั้น ยันต์อาคมสีเหลืองก็ปรากฎที่ด้านหลังของมัน ยันต์อาคมพุ่งผ่านร่างมันไป เพิ่มความเร็วมากขึ้นเป็นเท่าตัว ขณะที่พุ่งตรงไปยังประตูที่กว้างสิบจ้างนั้น


ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายเย็นชา ตบไปที่ถุงสมบัติ กระบี่บินสิบเล่มก็ปรากฎขึ้น พวกมันไม่สามารถต้านทานพลังจากเสาแห่งเต๋าทั้งสามต้นของเมิ่งฮ่าวได้ และระเบิดออกเป็นชิ้นๆ ในทันที


ท่ามกลางเสียงระเบิดที่กึกก้อง ประตูสิบจ้างนั้นก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับว่ามันจะแตกกระจายออกไปมากกว่านั้น ตอนนี้ เหลือเพียงแค่สองจ้าง สำหรับแท่นบูชาสีเขียวเข้ม มันถูกดูดเข้าไปในวังน้ำวนจนเกือบหมด ตอนนี้วังน้ำวนเริ่มพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว และหลี่เต้าอี


ทั่วทั้งเขตขุมทรัพย์ใกล้จะถูกทำลายลงไปจนหมดสิ้น รอยแตกปรากฎอยู่บนทุกๆ พื้นผิว และเสียงกระหึ่มกึกก้องอย่างน่าเหลือเชื่อก็เต็มอยู่ในอากาศ


ด้านบนของพวกเขา ทางออกที่มีเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้ เริ่มเล็กลง และเล็กลงไปเรื่อยๆ ในตอนนี้ ก็เหลือขนาดเพียงหนึ่งจ้างเท่านั้น และเมิ่งฮ่าวก็ตบไปที่ถุงสมบัติอีกครั้ง กระบี่บินอีกสิบเล่มก็ลอยออกมา สีหน้าหลี่เต้าอีหมองคล้ำลง


ถ้ากระบี่พวกนี้ระเบิดไปที่ประตู ซึ่งตอนนี้กว้างเพียงแค่หนึ่งจ้าง มันก็จะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง หลี่เต้าอีทันใดนั้นก็คิดว่า เมิ่งฮ่าวไม่คิดจะมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง และยอมที่จะอยู่ในสถานที่นี้ตลอดไป


แต่หลังจากที่เมิ่งฮ่าวโบกสะบัดแขนเสื้อ และเขาก็ลอยขึ้นไปในกลุ่มหมอกของกระบี่ ทำให้ดูเหมือนว่าเขาได้ยกเลิกความคิดที่จะอยู่ในนี้ และกำลังจะออกไป แต่ถ้าเขาออกไปได้ เขาก็จะทำลายประตู ดังนั้น ถึงหลี่เต้าอีจะได้ครอบครองขุมทรัพย์ของเซียนโลหิต แต่มันก็ไม่มีทางจะออกไปได้


ความสับสนปรากฎขึ้นในดวงตาของหลี่เต้าอี ถ้าเมิ่งฮ่าวทำเช่นนั้น ถึงมันจะได้ขุมทรัพย์ก็ไม่มีประโยชน์ มันต้องทำบางอย่างที่จะขัดขวางเมิ่งฮ่าว แต่มันก็ตระหนักดีว่า ถ้ามันทำเช่นนั้น ก็จะส่งผลให้เกิดระลอกคลื่นไปกระแทกประตูให้พังทลายไปหมดสิ้น


"ถ้าข้าจากไป ขุมทรัพย์นี้…"


มันไม่ต้องการจะถูกฝังอยู่ในที่นี้ มันเป็นเต้าจื่อแห่งตระกูลหลี่ มันมีโอกาสอันไร้ขอบเขตรออยู่ในอนาคต การสูญเสียขุมทรัพย์ของเซียนโลหิต จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรไป แต่ถ้าตายอยู่ในนี้…


"เมื่อเทียบกับชีวิตของข้าแล้ว ขุมทรัพย์นี้ก็ไม่มีอะไร และใครจะไปสนปรมาจารย์แก่ๆ คนนึง ก็ดี ถ้าใครอยากได้ขุมทรัพย์นี้ ก็ให้มันถูกฝังไปพร้อมกับสถานที่นี้เถอะ!"


ดวงตาหลี่เต้าอีแดงก่ำ ขณะที่มันส่งเสียงกู่ร้องออกมา มันทะยานขึ้นไป กระอักโลหิตออกมาสาดกระจายไปทั่วทั้งตัว จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเงาร่างสีแดงเลือด ทำให้ความเร็วของมันเพิ่มเร็วขึ้นเป็นหลายเท่า มันตรงไปยังกระบี่บินของเมิ่งฮ่าว เข้าไปใกล้พวกมันและเมิ่งฮ่าว ก่อนที่กระบี่บินจะระเบิดออกมา มันพุ่งผ่านเมิ่งฮ่าวไป และจากนั้นก็พุ่งเข้าไปในประตู


ขณะที่มันผ่านเข้าไปในประตู มือขวาของมันก็โบกสะบัดออกมา และไข่มุกสีดำสิบลูกก็ปรากฎ พร้อมที่จะระเบิดออกมา เพื่อทำลายประตู และตัดเส้นทางหนีออกไปของเมิ่งฮ่าว


ในเวลาเดียวกันนั้น ขณะที่มือขวาของมันกำลังจะออกไปจากประตู เมิ่งฮ่าวก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และจากนั้นก็ปล่อยพลังเวทที่เขาได้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ออกมา


"ผนึกอสูร เวทรุ่นแปด ผนึกร่าง!" ดวงตาเขาเป็นสีแดง ขณะที่เปล่งคำพูดเหล่านี้ออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้วิชาลี้ลับนี้ ซึ่งได้มาจากผู้ผนึกอสรูรุ่นแปด


หลังจากได้ครอบครองเวทอาคมนี้ เมิ่งฮ่าวพยายามหลายครั้งที่จะใช้มัน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ หลังจากบรรลุการรู้แจ้งอย่างลึกซึ้งจากตัวอักษรเวท ในด่านที่ห้าของเขตขุมทรัพย์เซียนโลหิต ทุกสิ่งทุกอย่างก็ลงตัว


ด้วยการใช้เสาแห่งเต๋าทั้งสามต้น นิ้วของเขาสะบัดไปมา เมิ่งฮ่าวมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าเขาต้องสำเร็จในครั้งนี้ ความรู้สึกนี้ปรากฎขึ้นก่อนหน้าที่เขาจะต่อสู้กับหลี่เต้าอี และรุนแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ


เขาลดนิ้วลง และทั่วทั้งโลกแห่งนี้ก็สั่นสะเทือน และจริงๆ แล้ว ไม่ใช่โลกแห่งนี้ที่สั่นสะเทือน แต่เป็นเมิ่งฮ่าว และนิ้วของเขา


เส้นใยเล็กๆ ของลมปราณที่ไม่มีตัวตนก็ปรากฎขึ้น ดูเหมือนว่ามันกำลังเชื่อมต่อกับโลกที่กำลังพังทลายลงอยู่ พวกมันมีอยู่ในทุกที่ แทรกตัวอยู่ในลมปราณแห่งสวรรค์และปฐพี สร้างภาพภูติผีของโลกนี้ขึ้นมา ไม่เพียงแต่เมิ่งฮ่าวและนิ้วของเขาที่สั่น นอกเหนือจากภาพภูติผีของโลกนี้แล้ว ภาพภูติผีของหลี่เต้าอีก็ปรากฎขึ้นมาด้วย!


หลี่เต้าอีไม่ได้ผ่านออกไปทั้งหมดจากประตูที่เรืองแสงนั้น แต่ตอนนี้ ร่างกายของมันเริ่มสั่นสะท้าน และ… มันหยุดการเคลื่อนไหว!


ในเวลาเดียวกันนั้น เสาแห่งเต๋าทั้งสามต้นในตัวเมิ่งฮ่าวเริ่มสลัวลงอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าวิชานี้ได้ส่งผลกระทบ มันกำลังใช้พลังลมปราณเกือบทั้งหมดที่เขามี


สีหน้าของเมิ่งฮ่าวซีดขาว เขาโบกสะบัดมือขวา และหมอกสายฟ้าก็กระจายออกไปในทันใด ปกคลุมไปที่ไข่มุกสิบลูกที่กำลังจะระเบิดออกมา ในเวลาเดียวกันนั้น กระบี่ไม้สองเล่มก็ลอยออกมา มุ่งหน้าตรงไปยังหลี่เต้าอี สำหรับกระบี่บินเล่มอื่นๆ พวกมันระเบิดออกมา ส่งผลให้เกิดระลอกคลื่นกระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง


ครู่หนึ่งผ่านไป และหลี่เต้าอีก็เริ่มฟื้นคืนกลับมาเป็นเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก มันยังคงอยู่ในอาการตกใจ ร่างของมันอยู่ที่ด้านนอกแล้ว แต่ก่อนที่มันจะมีโอกาสได้ทำอะไร มันก็ส่งเสียงแผดร้องอย่างน่ากลัวออกมา มันไม่อาจดึงแขนขวาออกมาได้ทันเวลา! เพียงชั่วพริบตากระบี่ไม้ของเมิ่งฮ่าวก็เฉือนแขนขวาของมันขาดออกมา!


ภายในเขตขุมทรัพย์ ใบหน้าเมิ่งฮ่าวซีดขาว และเขาก็กระอักโลหิตออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเขาแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ และเริ่มถูกดูดเข้าไปในวังน้ำวน หมอกสายฟ้าส่งเสียงกระหึ่มกึกก้อง มันได้ปิดกั้นการโจมตีจากระเบิดของไข่มุกทั้งสิบได้สำเร็จ แต่ประตูเรืองแสงก็แตกสลายลงไปจนเหลือน้อยกว่าหนึ่งจ้าง


ในที่สุดหมอกสายฟ้าก็จางลงจนดูเหมือนจะหายไปในไม่ช้า แม้แต่ประกายของประจุไฟฟ้าก็เกือบจะมองไม่เห็น เมิ่งฮ่าวเห็นหลี่เต้าอีหนีออกไปพร้อมแขนที่หายไปหนึ่งข้าง เขาก็แอบถอนหายใจออกมา จากนั้นก็หันหลัง และรีบตรงไปยังหน้ากากที่มีสีม่วงครึ่งหนึ่ง สีแดงครึ่งหนึ่ง ซึ่งด้านในมีโลหิตศักดิ์สิทธิ์สองตัว กำลังพยายามจะกลืนอีกตัวลงไป


ตอนแรก ดูเหมือนว่าแสงสีแดงจะชนะ แต่ทันทีที่หลี่เต้าอีจากไป ทันใดนั้นมันก็อ่อนแอลง ด้านในหน้ากาก ปรมาจารย์ตระกูลหลี่สั่นไปทั้งตัว กระจายคลื่นแห่งโทสะออกมา


"หลี่เต้าอี!!" มันแผดเสียงร้องอย่างดุร้ายออกมา ในอดีต มันเคยเป็นผู้ฝึกตน แต่ตอนนี้มันได้เกิดใหม่เป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเหตุนี้ มันก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปฏิบัติตามกฎ ที่ไร้ข้อบังคับของเขตขุมทรัพย์แห่งนี้!


ผู้ชนะของขุมทรัพย์ต้องมีโลหิตศักดิ์สิทธิ์!


เช่นเดียวกัน โลหิตศักดิ์สิทธิ์ต้องเป็นของผู้แข่งขันล่าขุมทรัพย์ เมื่อผู้แข่งขันล่าขุมทรัพย์จากไป โลหิตศักดิ์สิทธิ์ก็จะหายไปด้วย นอกจากผู้แข่งขันกลับมา โลหิตศักดิ์สิทธิ์ถึงจะปรากฎขึ้นใหม่


แต่ปรมาจารย์ตระกูลหลี่ได้เข้าไปในหน้ากากแล้ว มันจึงไม่ได้หายไป แต่เนื่องจากหลี่เต้าอีจากไป มันจึงได้อ่อนแอลงในตอนนี้ แสงที่กระจายอยู่รอบตัวมันเริ่มจางหายไป


เมิ่งฮ่าวเข้ามาใกล้ ไม่สนใจสิ่งที่กำลังแตกกระจาย และพังทลายลงไปรอบๆ ตัว เมื่อเข้าไปใกล้ เขาก็โคจรพื้นฐานสมบูรณ์ของเสาแห่งเต๋าทั้งสามต้น ทำให้พลังทั้งหมดของสวรรค์และปฐพีในพื้นที่บริเวณนั้นพุ่งตรงมาที่เขาอย่างรวดเร็ว


ลมปราณเข้าไปในร่างของเขา และจากนั้นก็ไหลเข้าไปในหน้ากาก ผสมรวมเข้ากับอ๋าวเฉี่ยน ด้วยการช่วยเหลือนี้ แสงสีม่วงของอ๋าวเฉี่ยนก็เจิดจ้ามากขึ้น กดลงไปบนตัวมังกรโลหิตซึ่งเป็นปรมาจารย์ตระกูลหลี่ ตัดทางถอยของมันไปจนหมดสิ้น ในทันใดนั้น การควบคุมหน้ากากของอ๋าวเฉี่ยนก็ทำได้มากเกินกว่าครึ่ง แต่ถ้ามันยังควบควบได้ไม่สมบูรณ์ ก็ยังคงไม่อาจหยิบฉวยเอาหน้ากากไปได้


การกลืนกินปรมาจารย์ตระกูลหลี่ ก็ไม่อาจจะทำได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้มันจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย มันก็ยังคงดิ้นรนด้วยความดุร้ายต่อไป


"ถ้าเจ้ายังคงโง่เขลาอยู่เช่นนี้ สิ่งเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นก็คือ พวกเราจะพากันตายไปทั้งหมดในวันนี้" เสียงของเมิ่งฮ่าวดังออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวพวกเขา ส่งเสียงกึกก้องราวฟ้าคำราม แตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ประตูทางออกเรืองแสงกว้างแทบจะไม่ถึงหนึ่งจ้าง


"ถ้าเจ้ายอมแพ้ และปล่อยให้โลหิตศักดิ์สิทธิ์ของข้าควบคุมหน้ากากนั้น ข้าก็จะไม่ปล่อยให้มันกลืนเจ้าลงไปทั้งหมด วิญญาณบางส่วนของเจ้าจะยังคงอยู่ และคงมีสักวันที่เจ้าจะสามารถกลายร่างกลับมาเป็นมนุษย์เหมือนเดิม! ทางเลือกนี้แล้วแต่เจ้า!"


"อะไรที่ทำให้เจ้าคิดว่า ข้าจะช่วยให้เจ้าชนะ!?" ปรมาจารย์ตระกูลหลี่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม "และมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ข้าต้องเชื่อถือเจ้า?" มันรู้ถึงอันตรายที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่ และก็รู้ว่าถ้าปฏิเสธเมิ่งฮ่าวก็หมายถึงความตาย แต่มันยังคงไม่ยอมพ่ายแพ้


"เจ้าอาจจะไม่เชื่อถือข้า แต่เจ้าไม่มีทางเลือกอื่น" ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย


เวลาชั่วครู่ผ่านไป ช่วงหายใจเข้าออกสิบครั้ง บริเวณรอบๆ เริ่มพังทลายลงเป็นครั้งสุดท้าย วังน้ำวนห่างจากเมิ่งฮ่าวเพียงหนึ่งจ้าง กำลังกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป ด้านบน ทางออกแทบจะกว้างไม่ถึงครึ่งจ้าง เสียงกู่ร้องอย่างสิ้นหวังดังออกมาจากปากของมังกรโลหิต ซึ่งเป็นปรมาจารย์ตระกูลหลี่


ตอนที่ 135 ออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟ

ขณะที่เมิ่งฮ่าวพูด ปรมาจารย์ตระกูลหลี่ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเชื่อถือเขาเท่านั้น ถ้าไม่ มันก็ย่อมต้องตายอย่างแน่นอน แต่ถ้าเชื่อถือเมิ่งฮ่าว มันก็ยังมีโอกาสรอดชีวิต ถ้ามันไม่เชื่อเมิ่งฮ่าว และถ้าเขาจากไป มันก็ไม่มีโอกาสที่จะออกไปได้


เมื่อเมิ่งฮ่าวพูดออกมา ปรมาจารย์ตระกูลหลี่รู้ว่า หยุดการต่อต้านคือทางเลือกเดียวของมัน มันยอมให้อ๋าวเฉี่ยนกลืนมันลงไป และควบคุมหน้ากากไว้ได้ หน้ากากลอยเข้าไปในมือของเมิ่งฮ่าว เขาคว้าจับมันไว้ และจากนั้นก็พุ่งไปยังทางออกที่กำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็ว


เมื่อเขาลอยออกไป เสียงระเบิดก็ดังออกมา ขณะที่เขตขุมทรัพย์ถูกกลืนกินโดยวังน้ำวนโดยสิ้นเชิง หายไปตลอดกาล


ในปล่องภูเขาไฟ เมิ่งฮ่าวพุ่งผ่านท้องฟ้าราวลำแสง ทะเลสาบโลหิตและแท่นบูชาสั่นสะเทือนอยู่รอบๆ ตัวเขา ศีรษะหินขนาดใหญ่มหึมาแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ จมลงไปในทะเลสาบ ในทันใดนั้น ทะเลสาบก็เหือดแห้งหายไปในทันที


มีเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ ปล่องภูเขาไฟที่อยู่บนพื้น ราวกับว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตา


แม้ในขณะที่ทะเลสาบเหือดแห้งลง เสียงระเบิดดังสนั่นก็ยังได้ยินมาจากด้านบน เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าด้านบนปล่องภูเขาไป ฟ้าร้องและสายฟ้าเต็มอยู่ในอากาศราวกับมังกรสีเงิน พวกมันรวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่ ราวกับว่าต้องการที่จะกระแทกลงมา แต่ก็ถูกปิดกั้นไว้ด้วยแสงสีแดงเลือด ซึ่งดูเหมือนจะมีชีวิต ราวกับว่ามันต้องการที่จะต่อสู้กับสวรรค์


มันอยู่ห่างไกลออกไปมากจนเมิ่งฮ่าวไม่สามารถมองเห็นได้ แต่สิ่งที่เขาเห็นก็คือ… เกราะเวทเรืองแสงที่ปากปล่องภูเขาไฟกำลังจะหายไป


"ปรากฎการณ์บนท้องฟ้าที่แปลกๆ ทั้งหมดนี้ ต้องดึงดูดความสนใจคนอื่นๆ อย่างแน่นอน ข้าอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว!" เขาจับหน้ากากในมือจนแน่น พุ่งตรงไปยังฉู่อวี้เยียน ในเวลาเดียวกันนั้นก็ส่งจิตสัมผัสบางส่วนเข้าไปในหน้ากาก


มันถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์โดยอ๋าวเฉี่ยน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นอาวุธวิญญาณไปแล้ว และมันก็ได้กลืนกินมังกรโลหิตเข้าไปโดยสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน ตอนนี้มันอยู่ในขั้นตอนการจำศีล ปรมาจารย์ตระกูลหลี่มีพลังฝึกตนที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อนี้ของมัน รวมถึงพลังของมังกรโลหิตที่มันได้ครอบครอง ทำให้อ๋าวเฉี่ยนที่กลืนมันลงไป ถึงแม้จะเป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นกัน แต่ก็ต้องใช้เวลาในการดูดซับพลังเหล่านี้นานพอสมควร


เมิ่งฮ่าวไม่รู้ว่ามันต้องใช้เวลาในการจำศีลนานเท่าไหร่ ก่อนที่จะตื่นขึ้นมา อย่างไรก็ตาม เขาก็สามารถจินตนาการได้ว่าเมื่อมันตื่นขึ้น และปรากฎตัวออกมา มันต้องมีพลังมากจนน่าเหลือเชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย และจะต้องกลายเป็นผู้ช่วยของเขาได้เป็นอย่างดี


ตอนนี้มันอยู่ในขั้นตอนการจำศีล แต่ก็เป็นของเมิ่งฮ่าว หน้ากากก็เช่นกัน เป็นของเมิ่งฮ่าวอย่างสมบูรณ์


จิตใจเมิ่งฮ่าวเต้นรัว เต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่เนื่องจากอ๋าวเฉี่ยนกำลังจำศีลอยู่ ดังนั้นเขาจึงไม่อาจใช้หน้ากากได้ชั่วคราว


"มันจะจำศีลนานเท่าไหร่…" เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ลึกลงไปในหน้ากาก เขามองเห็นเศษชิ้นส่วนเล็กๆ ของวิญญาณปรมาจารย์ตระกูลหลี่ที่ยังรู้สึกตัวอยู่ มันอ่อนแอเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเมิ่งฮ่าวสามารถกำจัดมันได้เพียงแค่คิดเท่านั้น เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็ตัดสินใจที่จะไม่ทำลายมันไป


ลึกลงไปในหน้ากาก เขายังได้เห็นคัมภีร์สีแดงโลหิต ข้างๆ คัมภีร์ เป็นธงสามแฉก


หลังจากตรวจสอบสักพัก เมิ่งฮ่าวก็เรียกจิตสัมผัสกลับคืนมา และเก็บหน้ากากไว้ในถุงแห่งจักรวาล เขาร่อนลงไปยังฉู่อวี้เยียนที่นอนหมดสติอยู่ และถูกห่อหุ้มด้วยร่างแหสีดำ


เมิ่งฮ่าวดูท่าทางครุ่นคิด ขณะที่จ้องขึ้นไปยังฟ้าร้องและฟ้าแลบที่ด้านนอกปล่องภูเขาไฟ แสงสีแดงโลหิต และแสงของสายฟ้าเชื่อมประสานกันในท้องฟ้า ความมุ่งมั่นเต็มอยู่บนใบหน้าของเขา


"ข้าไม่อาจอยู่ที่นี่ ข้าต้องออกไป ทัณฑ์สายฟ้าในที่นี้เกิดขึ้นเพราะข้า แต่มันก็ไปกระตุ้นปฏิกิริยาของแท่นบูชาเซียนโลหิต…" เขาโบกสะบัดชายแขนเสื้อเพื่อยกฉู่อวี้เยียนขึ้นมา ใช้พลังของจิตสัมผัสขั้นพื้นฐานลมปราณ ตรวจสอบบริเวณนั้นโดยรอบ จนต้องส่งเสียงเย็นชาอยู่ในลำคอ


ด้านในรอยร้าวและรอยแตกมากมายในพื้นที่นี้ ฉู่อวี้เยียนได้แอบซ่อนเม็ดยารอง ที่ปรุงเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไว้สองสามเม็ด เขาเก็บรวบรวมมันเข้าด้วยกัน จากนั้นก็ลอยขึ้น และออกไปจากปล่องภูเขาไฟ นี่เป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปี ที่เขาสามารถออกมาจากสถานที่นี้ จิตใจเขาเต็มไปด้วยความมุ่งหวังต่ออนาคต


แต่ความมุ่งหวังบนใบหน้าของเขา ก็กลายเป็นความตกใจอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาจ้องมองไปยังที่ห่างไกล เขาเห็นได้อย่างชัดเจนถึง วิหารโบราณขนาดใหญ่มหึมา ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นรถม้าศึก กำลังอยู่ท่ามกลางการสาดอาวุธไปยังสวรรค์ รอบๆ รถม้ามีเงาร่างมากมายนับไม่ถ้วน ที่ส่องประกายรังสีอันน่าตกใจออกมา กำลังต่อสู้กับสายฟ้าจากสวรรค์


ทัณฑ์สายฟ้านี้น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่สายฟ้าหนึ่งสาย ก็เพียงพอที่จะทำให้เมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความรู้สึกน่าหวาดกลัว ซึ่งทำให้ม่านตาของเขาต้องหดแคบลง


"นี่… นี่เป็นทัณฑ์สายฟ้าที่ส่งมาฟาดใส่ข้า?" จิตใจของเขาสั่นสะท้าน เขาสามารถจินตนาการได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปล่องภูเขาไฟ ถ้าเขาไม่เข้าไปในเขตขุมทรัพย์ หลังจากที่กลืนเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ลงไป ทัณฑ์สายฟ้านี้พยายามที่จะเปิดเขตขุมทรัพย์เซียนโลหิตออก และการทำเช่นนี้ก็ไปกระตุ้นให้วิหารโบราณไท่เอ้อร์ก่อสงครามขึ้น ถ้าเขาต้องเผชิญมันตามลำพัง ด้วยขั้นพื้นฐานสมบูรณ์ในตอนนี้ เขาก็คงจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง


สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เมิ่งฮ่าวพุ่งออกไปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ โอบกอดฉู่อวี้เยียนในวงแขน ศีรษะเขาชาด้าน และรู้สึกกระวนกระวายเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นเพราะเขาได้สังเกตเห็นว่า แสงสีแดงโลหิตเริ่มจางหายไป และวิหารโบราณไท่เอ้อร์ก็เริ่มเลือนลางลง


โชคดีที่ทัณฑ์สายฟ้าก็เริ่มกระจายไปด้วยเช่นกัน ดูเหมือนจะมีสายฟ้าเหลืออยู่เพียงแค่สายเดียว และจากนั้นมันก็จะหายไป


อันที่จริง การหนีออกไปยังโลกภายนอกของปล่องภูเขาไฟ ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่เมิ่งฮ่าวก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำ และต้องหนีไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เขารู้ว่าการลงทัณฑ์จากสวรรค์ครั้งนี้ จะต้องสร้างความสนใจขยายออกไปทั่ว แน่นอนว่าในบริเวณรอบๆ นี้ต้องมีอยู่หลายคนเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่การลงทัณฑ์จากสวรรค์หยุดลง พื้นที่นี้ก็จะเต็มไปด้วยผู้ฝึกตน ซึ่งภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น คงยากที่จะหลบหนีไป


มีแต่ต้องไปในตอนนี้ เขาถึงจะได้ประโยชน์จากความวุ่นวายนี้


และก็เป็นเช่นที่เมิ่งฮ่าวคาดคิดไว้ บริเวณพื้นที่โดยรอบนี้ก็เต็มไปด้วยผู้ฝึกตนเกือบหนึ่งพันคนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถูกดึงดูดให้มายังสถานที่นี้โดยทัณฑ์แห่งสวรรค์ แน่นอนว่า ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปในพื้นที่นั้น ทั้งหมดเลือกที่จะมองดูจากที่ห่างไกล ตอนนี้ทัณฑ์แห่งสวรรค์เริ่มหายไป ดวงตาของพวกมันก็เริ่มส่องประกาย ไม่อาจเห็นได้ชัดว่า ใครที่พุ่งออกไปเป็นคนแรก ชั่วพริบตา พวกมันทั้งหมดก็ลอยมาจากทุกทิศทาง ทำให้เขตลงทัณฑ์นี้เต็มไปด้วยผู้คน


เมิ่งฮ่าวกำลังหลบหนีไปด้วยความรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทันใดนั้นเขาก็ขมวดคิ้วและหยุดลง ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า พึมพำกับตัวเองชั่วครู่ จากนั้นดวงตาก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น


"ถ้าข้ายังไปต่อ ข้าก็จะวิ่งเข้าไปหาผู้ฝึกตนบางคนอย่างแน่นอน ปฏิกิริยาแรกของมันก็คงต้องสงสัยข้า… ถ้าข้าไม่บินไปในทิศทางนี้ต่อไป… อืม ข้าสามารถทำเช่นนี้!" เขาหมุนตัวไปรอบๆ แทนที่จะบินตรงไปยังชายขอบของเขตพื้นที่ลงทัณฑ์แห่งสวรรค์ เขากลับมุ่งหน้าตรงไปยังจุดศูนย์กลาง ซึ่งเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับเส้นทางเดิมของเขา


เขาไม่ได้บินอย่างรวดเร็ว สำหรับฉู่อวี้เยียน เขาได้เอานางใส่เข้าไปในถุงแห่งจักรวาลไปนานแล้ว มันไม่ได้เป็นแค่ถุงเก็บสมบัติ แต่ด้านในของมันเป็นโลกอีกแห่งหนึ่ง สามารถใส่คนที่มีชีวิตเข้าไปข้างในได้


เมิ่งฮ่าวบินไปเรื่อยๆ สังเกตดูบริเวณรอบๆ อย่างระมัดระวัง หลังจากหายใจเข้าออกสิบครั้งผ่านไป ใบหน้าก็ส่องประกาย เบื้องหน้าเขาทันใดนั้นก็ปรากฎกลุ่มผู้ฝึกตนประมาณสิบคนขึ้น ราวกับลำแสง พวกมันพุ่งผ่านอากาศตรงมาที่เขา


กลุ่มคนทั้งสิบแยกกระจายออก สามหรือสี่คนพุ่งตรงมาด้วยความเร็วสูงสุด จ้องเขม็งมายังเมิ่งฮ่าว


สายตาที่จ้องมา ทันใดนั้นก็เลยผ่านเขาไป เขาแสดงท่าทางเหมือนกับที่พวกมันทำ กำลังค้นหาเขตการลงทัณฑ์จากสวรรค์


ในตอนนี้ ดวงตาของเขามองไปที่พื้น ไม่ได้มองไปยังพวกมัน ตรงข้ามกัน พวกมันก็เคลื่อนที่ไปตามทางของกลุ่มพวกมัน


ในตอนนี้เองที่วิหารโบราณไท่เอ้อร์หายสาบสูญไปอย่างสิ้นเชิง ขณะที่แสงสีแดงโลหิตจางหายไป ฟ้าร้องและกลุ่มเมฆเริ่มแยกย้ายกันออกไป แต่… ยังคงมีสายฟ้าหนึ่งสายที่ดูเหมือนจะไม่ยอมเลิกลา ถึงแม้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ มันหายไป มันก็ยังคงพุ่งลงมาจากท้องฟ้า ตรงมายังเมิ่งฮ่าว


เมื่อมันพุ่งลงมา เห็นได้ชัดว่ามันกำลังจางหายไป แต่มันก็ยังคงมีความเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยไม่ต้องสงสัย มันกำลังจะฟาดลงมายังเมิ่งฮ่าว


ถ้ามันฟาดใส่เขา ถึงแม้จะทำให้เขาบาดเจ็บไม่มากนัก แต่เขาก็จะตกเป็นจุดสนใจของผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นอย่างแน่นอน ถ้าพวกมันเริ่มตรวจสอบ เมิ่งฮ่าวก็คงตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน


ในตอนนั้น ผู้ฝึกตนสิบคนหรือมากกว่านั้น ก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตกใจ เมื่อสายฟ้าพุ่งเข้ามาใกล้จากที่ห่างไกลออกไป พวกมันเริ่มหลบหนีออกไปในทันที


ในจุดวิกฤตนี้ จิตใจเมิ่งฮ่าวหมุนคว้างไปมา ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะเสียงดังออกมา แทนที่จะถอยหนี เขากลับพุ่งตรงไป พูดเสียงดังออกมา "ยังมีทัณฑ์สายฟ้าเหลืออยู่อีก! ในที่สุด ข้า หวัง ก็ได้รับโชคชะตาแห่งสวรรค์!"


เขาพุ่งไปข้างหน้าพร้อมกับหัวเราะต่อไป โบกสะบัดมือขวา และทันใดนั้น หมอกสายฟ้าก็ปรากฎขึ้นรอบกาย ท่ามกลางการจ้องมาด้วยความตกใจ ของกลุ่มผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ เขาพุ่งตรงไปยังทัณฑ์สายฟ้าเส้นนั้น


"คนผู้นี้มันบ้า?"


"มันเรียกตัวเองว่าหวัง บางทีมันอาจจะมาจากตระกูลหวัง?"


จากมุมมองของพวกมัน นอกจากเห็นทัณฑ์สายฟ้าพุ่งลงมายังเมิ่งฮ่าวแล้ว พวกมันยังได้เห็นเขาพุ่งตรงเข้าไปหามันอีกด้วย และนี่ก็เป็นสิ่งที่เมิ่งฮ่าวต้องการให้เป็นเช่นนั้น


ตูม!


เสียงระเบิดดังกึกก้องกระจายออกไปรอบๆ ทัณฑ์สายฟ้ากระแทกเข้าไปในหมอกสายฟ้าที่ปกคลุมเมิ่งฮ่าวอยู่ เสียงกระหึ่มกึกก้องดังพุ่งขึ้นไป และร่างเมิ่งฮ่าวก็สั่นสะท้าน เขากระอักโลหิตออกมา และภายในร่าง เสาแห่งเต๋าทั้งสามต้นรอดจากการถูกทำลายไปได้อย่างหวุดหวิด


นี่เป็นเพียงทัณฑ์สายฟ้าแค่หนี่งสาย ซึ่งไม่ได้รุนแรงมากนัก ยิ่งไปกว่านั้น มันก็เริ่มอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ ขณะที่พุ่งลงมา โชคดีที่มันเกิดขึ้นเช่นนี้ เมิ่งฮ่าวรู้ดีว่าเขาค่อนข้างโชคดีมาก ถ้าไม่มีแท่นบูชาเซียนโลหิต ไม่มีวิหารโบราณไท่เอ้อร์ ถ้าเขาโดนสายฟ้าฟาดเข้าไปเต็มที่ เขาคงต้องตายอย่างแน่นอน


ขณะที่ทัณฑ์สายฟ้าจางหายไปจากร่างเมิ่งฮ่าว มันก็กลายเป็นประจุไฟฟ้านับไม่ถ้วน ซึ่งจากนั้นก็ถูกดูดซับโดยหมอกสายฟ้า ดูเหมือนธวัชสายฟ้าจะถูกทำลายด้วยทัณฑ์สายฟ้าเช่นกัน แต่ตอนนี้มันก็สามารถฟื้นคืนสภาพตัวเองขึ้นมาใหม่ สายฟ้าในตัวมันเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ราวกับว่ามันได้ผ่านพิธีการล้างบาปมา


ซึ่งก็ทำให้เมิ่งฮ่าวตกใจ แต่เขาก็ยังคงหัวเราะเสียงดังออกมา


"ข้าไม่ได้มาที่นี่โดยเปล่าประโยชน์!" เขาพูด โบกสะบัดชายแขนเสื้อ และหัวเราะออกมา "ด้วยการช่วยเหลือของทัณฑ์สายฟ้า อาวุธเวทของข้าก็สมบูรณ์แบบ! ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม!" จากนั้นเขาก็พุ่งตรงไป ทำท่าราวกับว่าเขากำลังค้นหาทัณฑ์สายฟ้าอื่นๆ อีก


"อา คนผู้นี้กำลังหลอมสกัดอาวุธของมัน!"


"หลอมอาวุธด้วยทัณฑ์สายฟ้า! ศิษย์ตระกูลหวังผู้นี้ช่างกล้าหาญจริงๆ!"


"เจ้าเพียงแต่มองไปที่การหลอมอาวุธ ไม่ได้มองไปที่มัน ตอนที่ทัณฑ์สายฟ้าฟาดลงมาที่มัน ก็เหมือนกับการชำระบาป สำหรับคนที่ฝึกวิชาสายฟ้า เรื่องแบบนี้ช่วยให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย!" ผู้ฝึกตนสิบคนนั้นพุ่งตรงไปข้างหน้า มองหาทัณฑ์สายฟ้าอื่นๆ


ตอนที่ 136 โจวต้าหยา!

สีหน้าของเมิ่งฮ่าวสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ขณะที่ผู้ฝึกตนทั้งสิบพุ่งผ่านไป เขาบินต่อไปข้างหน้าไม่เร็วมากนัก ในที่สุด ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ก็ผ่านเขาไปไกลมากขึ้น ดวงตาส่องประกายเล็กน้อย เขาไม่ได้จากไป แต่ติดตามพวกมันต่อไป ดูราวกับว่าเขากำลังมองหาแหล่งของทัณฑ์แห่งสวรรค์ และเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ค้นหาทัณฑ์สายฟ้าเพิ่ม


"ทำไมทัณฑ์แห่งสวรรค์ถึงได้เกิดขึ้น?" เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนกับคนอื่นๆ เขาดูท่าทางคิดมากขณะที่ถาม "สถานที่ ที่ไปกระตุ้นมันคือที่ไหน?!"


"คำถามที่ดี! ข้ายังไม่เคยเห็นทัณฑ์แห่งสวรรค์เช่นนี้มาก่อน อย่าบอกนะว่ามีใครสามารถเอาชนะทัณฑ์แห่งสวรรค์อยู่ที่นี่ ไม่มีใครทำเช่นนี้ได้ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว เจ้าสามารถอ่านมันได้จากบันทึกโบราณ…"


"ใช่แล้ว มันช่างแปลกจริงๆ…"


จวบกระทั่งเป็นเวลาบ่ายที่เมฆลงทัณฑ์เริ่มหายไป ดวงตะวันสาดแสงส่องไปทั่วพื้นดิน ผู้คนเกือบหนึ่งพันค้นหาไปทั่วบริเวณ แต่ก็ไม่พบเบาะแสใดๆ จนในที่สุด พวกมันก็ค้นพบปล่องภูเขาไฟ


ก่อนที่จะมีใครเข้าไป ลำแสงสามสายที่กว้างหนึ่งร้อยจ้างก็ปรากฎขึ้นด้านบน ไม่ช้าบุคคลสามคนก็ปรากฎ ไม่มีใครสามารถมองเห็นใบหน้าของพวกมันได้ชัดเจน ขณะที่พวกมันบินตรงเข้าไปในปากของปล่องภูเขาไฟ


ถึงแม้ว่าผู้ฝึกตนรอบๆ บริเวณนั้นไม่อาจเห็นใบหน้านั้น แต่พวกมันก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันแข็งแกร่งที่คนทั้งสามเปล่งออกมา มีแต่ผู้ฝึกตนขั้นสุดท้ายของก่อตั้งแกนลมปราณ ในขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งเทียม ถึงจะสามารถส่งแรงกดดันเช่นนี้ออกมาได้


ภายในผู้คนกลุ่มใหญ่บริเวณนั้น ม่านตาของเมิ่งฮ่าวหดแคบลง แต่เขาก็ไม่ได้กังวลมากนัก ไม่นานหลังจากนั้น บุคคลทั้งสามก็บินออกมาจากด้านในของปล่องภูเขาไฟ สายตาของพวกมันกวาดผ่านกลุ่มฝูงชน ซึ่งทำให้ทุกคนเห็นรูปร่างหน้าตาของพวกมันได้อย่างชัดเจน


"นั่นคือผู้อาวุโสเมฆดำ!"


"พวกมันนั่นเอง พวกมันเป็นกองกำลังหนุนของสำนักชิงหลัวสายนอก…"


"สถานที่นี้อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักชิงหลัว การปรากฎตัวของพวกมันก็ไม่แปลกอันใด ตอนนี้พวกมันก็อยู่ที่นี่แล้ว พวกเราก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ต่อ…"


ผู้ฝึกตนชราทั้งสามสวมใส่ชุดยาวสีดำ ซึ่งปักเป็นรูปเมฆที่ดูสวยงาม หลังจากที่มองไปรอบๆ คนทั้งสามดูเหมือนจะครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ จากนั้นก็ส่งเสียงออกมา


"เขตพื้นที่นี้ได้ถูกผนึกไว้ ออกไปจากสถานที่นี้ได้แล้ว!" พวกมันนั่งขัดสมาธิอยู่ที่กลางอากาศ ขณะที่หนึ่งในนั้นหยิบแผ่นหยกออกมา มันโบกสะบัดแขนเสื้อ และแผ่นหยกก็กลายเป็นหมอกสีดำ ลอยขึ้นไปในท้องฟ้า


เมิ่งฮ่าวก้มหน้าลงพร้อมสีหน้าที่ยินยอมถอนตัว เหมือนกับฝูงชนที่อยู่รายรอบ จากนั้นก็เริ่มหายตัวจากไปพร้อมกับกลุ่มฝูงชนพวกนั้น


"กลายเป็นว่าสถานที่นี้อยู่ใกล้กับสำนักชิงหลัว…" เมิ่งฮ่าวคิด มองออกไปยังที่ห่างไกล ทันใดนั้น เขาก็เพิ่มความเร็วขึ้น กลายเป็นลำแสงพุ่งออกไป มือขวาตบไปที่ถุงแห่งจักรวาล และแผ่นหยกก็ปรากฎขึ้นในมือ เขามองไปที่มันอย่างละเอียด


"วาว ลมพายุที่เกิดจากคุนเผิงพัดพาข้ามายัง… สำนักชิงหลัว…" ทันใดนั้น ภาพที่ปรากฎขึ้นมาในจิตใจของเขา เป็นวันที่ย้อนกลับไปยังสำนักเอกะเทวะ เมื่อเขาเดินไปพร้อมกับศิษย์พี่หญิงสวี่


"ตอนนี้ศิษย์พี่หญิงสวี่กำลังทำอะไรอยู่นะ?" เขาคิด บินต่อไปอีกสองสามวัน หลังจากผ่านไป ทันใดนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว มองไปยังสถานที่บางจุดที่อยู่ห่างออกไปไกล เขาร่อนลงด้านข้างของราวป่า


มือขวาตบไปที่ถุงแห่งจักรวาล และฉู่อวี้เยียนก็ลอยออกมา ใบหน้าของนางซีดขาว และทันทีที่นางปรากฎ นางก็มองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาที่เย็นชา โดยไม่ยอมพูดจา


ใบหน้าของเขาเรียบสงบ เมิ่งฮ่าวคุกเข่าลง และใช้มือลูบคลำไปทั่วร่างของนาง แน่นอนว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกถึงความอ่อนนุ่มบนร่างของนาง ดวงตาของนางเบิกกว้าง และโทสะก็ปกคลุมไปทั่วใบหน้า


"เจ้ากำลังจะทำอะไร?!" นางร้องถาม แต่ขณะที่คำพูดดังออกมาจากปาก เมิ่งฮ่าวก็ดึงมือเขาออกมาจากส่วนลึกด้านในที่มีไออุ่นของชุดยาวของนาง เผยให้เห็นเม็ดยาสี่เม็ด


"เม็ดยาพวกนี้เป็นของข้า" เขากล่าว เก็บเม็ดยาไว้ เขาได้คาดเดามานานแล้วว่า ฉู่อวี้เยียนได้แอบซ่อนเม็ดยารองของเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ที่นางปรุงได้ไว้บางส่วน


เมื่อได้เห็นเขาเอาเม็ดยาไป นางก็ส่งเสียงต่ำๆ อยู่ในลำคอ พลังฝึกตนของนางตอนนี้ฟื้นคืนกลับมาแล้ว แต่ก็ยังถูกห่อหุ้มอยู่ภายในร่างแหสีดำ ไม่มีทางที่จะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้


"ตามข้อตกลงของพวกเรา ข้าจะปล่อยเจ้าไป"


เมิ่งฮ่าวมองลงมาที่นาง จากนั้นก็โบกสะบัดมือขวา แหสีดำเปิดกว้างออก และจากนั้นก็ลอยออกมาจากร่างนาง


"ข้าบอกว่า ข้าจะนำเจ้าออกมาจากที่นั่น และข้า เมิ่งฮ่าวก็ไม่เคยกลับคำพูด"


เกือบจะทันทีที่เมิ่งฮ่าวเรียกแหสีดำกลับไป ดวงตาฉู่อวี้เยียนก็แวบประกายด้วยแสงแปลกๆ พลังฝึกตนของนางกลับมาอยู่ที่ระดับกลางขั้นพื้นฐานลมปราณ และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่านางกำลังจะขยับมือเพื่อสร้างเวทอาคม


เมิ่งฮ่าวมองไปที่นางด้วยสีหน้าสงบเรียบเหมือนเช่นเคย จิตใจของนางห่อเหี่ยวลง และยืนนิ่งไม่พูดจาอยู่ชั่วครู่ ความรู้สึกอันสลับซับซ้อนปรากฎขึ้นบนใบหน้าของนาง


"ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างพวกเราได้จบลงชั่วคราว" นางกล่าว กัดฟันแน่น "แต่ถ้าได้พบกันอีกในวันข้างหน้า พวกเราก็ยังคงเป็นศัตรูต่อกัน สำหรับเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปล่องภูเขาไฟนั้น เจ้าไม่อาจพูดให้ใครฟังได้ตลอดไป ถ้าเจ้าพูด ก็จะบังคับให้ข้าต้องสังหารเจ้า!"


นางหมดสติไปเป็นเวลานาน และไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นเกี่ยวกับทัณฑ์แห่งสวรรค์ หรือขุมทรัพย์เซียนโลหิต


แต่สำหรับความรู้สึกของนางที่มีต่อเมิ่งฮ่าว มันช่างแตกต่างอย่างมากมายกว่าสิ่งที่นางรู้สึก เมื่อนางได้พบเห็นเขาครั้งแรก เขาดูเหมือนจะอยู่ที่ระดับต้นของขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่ด้วยท่าทางที่เขายืนอยู่ที่นั่น ช่างสงบเยือกเย็นเต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง จนทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง


ความหวาดกลัวนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็มาจากสิ่งที่นางได้ประสบมา ในช่วงครึ่งปีที่ด้านในของปล่องภูเขาไฟ และอีกส่วนก็มาจากความรู้สึกถึงอันตรายที่พุ่งขึ้นมาจากส่วนลึกในจิตใจของนาง


นางรู้สึกได้ว่า ถ้านางโจมตีในตอนนี้ นางคงได้ทำในสิ่งที่นางต้องเสียใจไปตลอดชีวิตเป็นแน่


เมื่อนางกล่าวด้วยคำพูดอันเย็นชาออกไป ทันใดนั้น นางก็ลอยขึ้นไปในท้องฟ้า กลายเป็นลำแสงสีขาวพุ่งหายลับตาไป ในตอนนี้ นางไม่ต้องการอะไรมากไปว่า การไปจากเขาให้ไกลที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เหตุการณ์ในปล่องภูเขาไฟตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา กลายเป็นความทรงจำอันซับซ้อน ที่ไม่อาจลืมเลือนได้ตลอดไป


เมิ่งฮ่าวมองรูปร่างที่บอบบางสวยงามนั้นค่อยๆ หายลับตาไปอย่างช้าๆ เขาก็คิดกลับไปยังครึ่งปีในปล่องภูเขาไฟด้วยเช่นกัน เขาคิดถึงเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของนาง ซึ่งเปิดเผยให้เห็นผิวเนื้อที่ขาวเนียนราวหิมะ และรูปร่างที่สวยงามของนาง


เขายืนยิ้มน้อยๆ อยู่ที่นั่นสักพัก ก่อนที่จะพูดเสียงเย็นชาออกมา "ถ้าเจ้ามองจนเพียงพอ ก็ออกมาได้แล้ว"


เสียงของเขาพบแต่ความเงียบจากพื้นที่รอบๆ บริเวณนั้น เขายกมือขวาขึ้น และมังกรเปลวไฟที่ยาวหนึ่งร้อยจ้างก็ปรากฎ ทันใดนั้น ทั่วทั้งบริเวณนั้นก็เต็มไปด้วยคลื่นความร้อนอันน่ากลัว


"ไม่ ไม่ ไม่" เสียงตื่นตกใจดังออกมา "สหายเต๋า ไม่จำเป็นต้องตื่นเต้น…" เสียงนั้นดังมาจากอากาศที่ไม่ไกลออกไป ทันใดนั้น ประกายแสงของเงาร่างก็ปรากฎขึ้น จากนั้นก็รวมตัวกันเป็นบุรุษหนุ่ม ที่มีสีหน้าค่อนข้างต่ำช้า และในมือของมันเป็นกระดาษยันต์อาคม มันดูท่าทางกังวลเมื่อมองมายังเมิ่งฮ่าว


ศีรษะอันใหญ่โตของมังกรเปลวไฟจ้องตรงๆ ไปที่บุรุษผู้นั้น ดวงตาเปล่งประกายอย่างน่ากลัวออกมา ดูเหมือนจะปิดทางหนีของมันไว้จนหมดสิ้น ขณะที่มังกรเปลวไฟเข้าไปใกล้


สีหน้าของเขาเป็นปกติเหมือนเช่นเคย เมิ่งฮ่าวกล่าว "เจ้าได้ติดตามข้ามาสักพักแล้ว ข้าอยากเห็นสิ่งของของเจ้า" ดวงตาของเขาสาดประกายความเย็นชาออกมา ทำให้จิตใจของผู้ฝึกตน ที่มีท่าทางต่ำช้าผู้นี้ รู้สึกกระวนกระวายเป็นอย่างยิ่ง


พลังฝึกตนของมันอยู่ที่ระดับต้นขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่เมื่อได้เผชิญหน้ากับเมิ่งฮ่าว มันก็รู้สึกถึงแรงกดดันอันน่าเหลือเชื่อ กดทับลงมาที่มัน โดยเฉพาะมังกรเปลวไฟที่ยาวหนึ่งร้อยจ้างนั้น ทำให้จิตใจมันสั่นสะท้าน จากสิ่งที่มันสามารถบอกได้ มังกรเปลวไฟนี้เหมือนจะมีพลังฝึกตน ระดับสุดท้ายของขั้นพื้นฐานลมปราณ


การปรากฎของมังกรเปลวไฟ ได้ปิดกั้นทั่วทั้งบริเวณนั้นไว้ บังคับให้มันต้องเปิดเผยตัวตนออกมา


"ผู้อาวุโส ข้านามว่าโจวต้าหยา แห่งสำนักจินหาน" มันกล่าวด้วยใบหน้าซีดขาว มันรีบหยิบเหรียญกษาปณ์ประจำตัวของมันให้เมิ่งฮ่าวเห็น "สหายเต๋า ได้โปรด ได้โปรดอย่าได้โจมตี ข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย ข้าแค่ได้เห็นธงที่ท่านใช้ดูดซับทัณฑ์สายฟ้า ทำให้ข้าตื่นเต้นมาก และติดตามมาเผื่อมีโอกาสขอซื้อมันไว้ได้"


การติดตามเมิ่งฮ่าวมาตลอดเวลา แน่นอนว่ามันต้องได้เห็นฉู่อวี้เยียน มันจำนางได้ เห็นได้ชัดว่า มันตกใจมาก มันรู้ว่าฉู่อวี้เยียนเป็นผู้ถูกเลือกแห่งสำนักจื่อยิ่น และหวังเถิงเฟยก็เป็นคู่หมั้นของนาง แต่มันก็เพิ่งจะสังเกตเห็นนางสวมใส่เสื้อผ้าของบุรุษ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเสื้อผ้าของบุรุษหนุ่ม ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้ามันในตอนนี้


เมื่อได้เห็นท่าทางอันสลับซับซ้อนในดวงตาของนาง และได้ยินสิ่งที่นางพูดกับเมิ่งฮ่าว แน่นอนว่าในจิตใจของโจวต้าหยา ต้องมีการคาดเดาอย่างวุ่นวายว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น


อันที่จริง มันได้ข้อสรุปไปเรียบร้อยแล้ว ว่ามันต้องเป็นคนเดียวที่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องชู้สาวรายนี้… จึงทำให้มันรู้สึกค่อนข้างกังวล แต่ก็ทำให้มันรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน


'ผิดประเวณี!' มันคิด 'สองคนนี้ลักลอบได้เสียกัน! ถ้าท่านปรมาจารย์น้อยรู้เรื่องนี้ ท่านต้องมีความสุขเป็นอย่างมาก จริงๆ แล้ว ท่านอาจจะให้ของบางอย่างเป็นรางวัลแก่ข้าเป็นแน่'


"สำนักจินหาน" เมิ่งฮ่าวกล่าว จ้องอย่างเย็นชาไปที่ผู้ฝึกตนท่าทางต่ำช้านั้น เขาขมวดคิ้ว "เจ้ารู้จักหลี่ฟู่กุ้ย?"


"หลี่ฟู่กุ้ย?" โจวต้าหยาพูด ดูท่าทางประหลาดใจ "อืม ท่านหมายถึงปรมาจารย์น้อย? แน่นอนว่าข้ารู้จักท่าน! ทุกคนในสำนักจินหานต่างก็รู้จักท่านปรมาจารย์น้อย" จากสีหน้าที่เมิ่งฮ่าวเห็น เมื่อเขามองเข้าไปในดวงตาของมัน ดูไม่เหมือนว่ามันกำลังโกหก เมิ่งฮ่าวรู้สึกยินดีอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ


'เจ้าอ้วนกลายเป็นปรมาจารย์น้อยได้อย่างไร?' เขาครุ่นคิด หลังจากนั้นสักพัก ดวงตาของเขาก็จ้องไปยังกระดาษยันต์อาคมซึ่งโจวต้าหยาถืออยู่ในมือ


จิตใจของโจวต้าหยาเต้นสั่นรัว มันเกลียดการถูกแยกออกจากยันต์อาคมนี้ แต่ก็บังคับตัวเองให้ยื่นส่งไป


"สหายเต๋า โปรดอย่าได้ถือสา ที่ข้า โจวต้าหยา แสดงกิริยาหยาบคายในวันนี้ ได้โปรดรับยันต์อาคมล่องหนของข้าไว้ เพื่อแทนคำขอโทษในความสะเพร่าเลินเล่อจากข้า"


เมิ่งฮ่าวมองไปยังยันต์อาคมล่องหน กวาดมันไปทั่วด้วยจิตสัมผัส ไม่เห็นมีอะไรแปลกพิเศษ เขารับมันไว้


"สำนักจินหาน (เกล็ดน้ำค้างทองคำ) อยู่ในแคว้นหานเสี่ย (หิมะหนาวเย็น)" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา ดวงตาหดแคบลง "เจ้ามาทำอะไรในสถานที่นี้?"


"สำนักชิงหลัว (ตะกร้าเขียว) ไม่ได้เข้าร่วมในการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต" มันตอบอย่างระมัดระวัง "ดังนั้น ทางสำนักจึงสั่งให้ข้า และคนอื่นๆ มาที่นี้เพื่อตรวจสอบ จริงๆ แล้ว พวกเราไม่ใช่กลุ่มเดียวที่มา ยังมีผู้คนจากหลายสำนักในพื้นที่ใกล้เคียงนี้ที่มาด้วย ไม่นานนักหลังจากที่ข้ามาถึง ข้าก็ได้เห็นทัณฑ์สายฟ้า…" ดูเหมือนมันจะเน้นย้ำเป็นพิเศษว่า มันไม่ได้อยู่คนเดียวที่นี่ ในเขตสำนักชิงหลัวแห่งนี้


"การตรวจสอบของเจ้ามีผลลัพธ์อะไรบ้าง?" เมิ่งฮ่าวถามอย่างราบเรียบ


"เรื่องนี้ตรวจสอบได้ไม่ง่ายนัก เร็วๆ นี้ สำนักชิงหลัว ได้แจกจ่ายสมบัติมากมาย เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ฝึกตนเร่ร่อน ที่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ หลังจากที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้นานพอสมควร ข้าก็คิดว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้อย่างแน่นอน"


สีหน้าของเมิ่งฮ่าวไม่เปลี่ยนแปลง เขามองไปยังโจวต้าหยาสักพัก จากนั้นก็ไม่พูดอะไรออกมา โบกสะบัดแขนเสื้อ และกลายเป็นลำแสงหายลับตาไป


เมื่อร่างของเขาหายลับไปในเส้นขอบฟ้า จิตใจของโจวต้าหยาก็เริ่มผ่อนคลาย มันปาดเหงื่อออกจากคิ้ว การยืนต่อหน้าเมิ่งฮ่าว ทำให้มันรู้สึกถึงแรงกดดันอันน่าเหลือเชื่อ กดทับลงมาที่มัน และต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา


ตอนนี้ มันรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง และดวงตาก็สาดประกายเจิดจ้าออกมา


"ผิดประเวณี! คนผู้นั้นและฉู่อวี้เยียนลักลอบได้เสียกัน! นางยังได้สวมใส่เสื้อผ้าของมัน ฮา ฮา ฮา! ข้าต้องรีบกลับไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อบอกเล่าเรื่องนี้ให้ท่านปรมาจารย์น้อยทราบ ข่าวนี้ต้องทำให้ท่านมีความสุขอย่างใหญ่หลวงอย่างแน่นอน"


เมื่ออยู่ในสำนัก โจวต้าหยาเป็นคนที่ค่อนข้างจะชอบซุบซิบนินทา และชอบกระจายข่าวลือต่างๆ การได้มาพบเจอกับเรื่องเช่นนี้ ทำให้มันเชื่อว่าจะต้องเป็นข่าวลืออันยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน มันจึงรีบลอยขึ้นไปในอากาศ มุ่งหน้ากลับไปยังจุดนัดพบที่จัดตั้งขึ้นของสำนักในทันที


—————


ผู้แต่งได้เปลี่ยนชื่อ สำนักเฮยเซ่อไช (กระชอนดำ) เป็น สำนักชิงหลัว (ตะกร้าเขียว) ตั้งแต่ภาค 2 นี้


ตอนที่ 137 ปรมาจารย์รุ่นที่สิบของตระกูลหวัง

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้…


ดินแดนด้านใต้ แคว้นหยุนเทียน (เมฆาสวรรค์)


แคว้นนี้ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของดินแดนด้านใต้ ซึ่งห้อมล้อมไปด้วยอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาล กว้างใหญ่กว่าแคว้นจ้าวอย่างมากมาย แม้แต่ในดินแดนด้านใต้ แคว้นเช่นนี้มีอยู่ไม่มากนัก


ภายในแคว้นหยุนเทียน ไม่มีสำนักใดๆ ตั้งอยู่ มันเป็นหนึ่งในแคว้นที่ไม่ธรรมดา ซึ่งไม่มีสำนักตั้งอยู่เลย แต่ในแคว้นนี้มีตระกูล ตระกูลนี้แซ่หวัง และแคว้นนี้… ก็แซ่หวังด้วยเช่นกัน!


สมาชิกบุรุษของตระกูลหวัง ซึ่งเป็นมุนษย์ธรรมดา และไม่สามารถฝึกวิชาเซียน ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ในแคว้นหยุนเทียน ใครที่สามารถฝึกวิถีเซียน ก็จะเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลหวัง


สำหรับผู้ฝึกตนที่ไม่ได้แซ่หวัง พวกมันก็ไปก่อตั้งสาขาเป็นผู้ช่วยของตระกูลหวัง สืบทอดแนวทางเช่นนี้จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งไปเรื่อยๆ


หลังจากที่เมิ่งฮ่าวกลืนเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ลงไป และโผล่ออกมาจากเขตขุมทรัพย์เซียนโลหิต เสียงก็ได้ยินออกมา เสียงนี้มาจากภูเขาลูกที่สิบ ท่ามกลางภูเขาต้องห้ามสามพันแห่ง ภายในแคว้นหยุนเทียน มันเป็นเสียงของการหายใจ


ภูเขาต้องห้ามสามพันแห่งของตระกูลหวังไม่ได้เชื่อมต่อกัน พวกมันกระจัดกระจายอยู่ทั่วในแคว้นหยุนเทียน ภายใต้ของภูเขาแต่ละลูกเป็นโลงไม้ มีเพียงสมาชิกที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลหวังเท่านั้น ที่หลังจากตายไปแล้ว จะถูกฝังอยู่ภายใต้หนึ่งในภูเขาต้องห้ามเหล่านี้


จากตำนานที่เล่าต่อๆ กันมา หนึ่งในปรมาจารย์ของตระกูลหวังเมื่อหนึ่งหมื่นปีมาแล้ว ถูกฝังอยู่ในหนึ่งของภูเขาต้องห้าม แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าภูเขาลูกไหน


มีความลับอยู่มากมายภายในตระกูลหวัง ซึ่งห้าสำนักใหญ่ส่วนมากก็มีเพียงข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับมัน ที่สามารถค้นหาร่องรอยเบาะแสได้ในบันทึกโบราณ แต่ความลับของตระกูลหวังไม่มีที่สิ้นสุด และประวัติศาสตร์ของพวกมันก็ลึกล้ำยิ่ง จากตำนานที่เล่าต่อๆ กัน พวกมันมาจากดวงดาว…


ตอนนี้ ภายในภูเขาลูกที่สิบ ซึ่งมีแต่แสงสีแดงเข้ม เป็นแสงของโลหิตและอัคคี ที่นี่เป็นทะเลลาวาที่กำลังเดือดพล่าน ซึ่งดูเหมือนจะไม่เคยดับมาเลยตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา ลึกลงไปภายในซอกหลืบของปล่องภูเขาไฟนี้เป็นโลงสีแดง


โลงศพนี้ไม่มีฝาปิด ที่นอนอยู่ด้านในเป็นชายชรา ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น และร่างกายของมันก็ซูบผอมและแห้งเหี่ยว ราวกับว่ามันได้ตายมานานมากแล้ว และไม่มีกลิ่นอายความตายกระจายออกมาจากซากศพนี้


จริงๆ แล้ว ดวงตาของมันกำลังเปิดขึ้นอย่างช้าๆ และเมื่อมันลืมตาขึ้น ทะเลลาวาที่กำลังเรียบสงบ… ทันใดนั้นก็เริ่มขยับไปมา มันไม่ได้ลุกไหม้มากขึ้น แต่ความร้อนของมันดูเหมือนจะลดลงเล็กน้อย


"ข้ารู้สึกถึง… กลิ่นอายของความสมบูรณ์พร้อม…" ชายชราพึมพำ เสียงของมันแหบแห้งเป็นอย่างมาก ราวกับว่ามันไม่ได้พูดจาเป็นเวลานานมากแล้ว เมื่อมันพูดขึ้นมา ทั่วทั้งภูเขาลูกที่สิบนี้ก็เริ่มส่งเสียงกึกก้องออกมา


เสียงกึกก้องนี้ทำให้ผู้อาวุโสของตระกูลหวังรับรู้ได้ในทันที เงาร่างมากมาย ทันใดนั้น ก็โผล่ออกมาจากด้านในของคฤหาสน์ตระกูลหวัง


ใบหน้าของสมาชิกชราของตระกูล ต่างก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น จากความเข้าใจของพวกมัน ภายในภูเขาลูกที่สิบนี้ เป็นหนึ่งในปรมาจารย์ของพวกมัน!


"สมบูรณ์พร้อม…" บุคคลที่อยู่ด้านในของโลงศพกล่าว ดวงตาของมันสาดประกายด้วยแสงอันลึกลับ


เมื่อดวงตาของมันแวบแสงขึ้น เสียงกึกก้องของภูเขาลูกที่สิบก็ดังรุนแรงมากยิ่งขึ้น กลุ่มคนที่มาจากคฤหาสน์ตระกูลหวังทั้งหมดต่างก็คารวะมันด้วยความเคารพ


"จัดเตรียมศิลากำเนิดใหม่สามพันก้อน!" ชายชราในโลงศพพูด เสียงของมันดังก้องออกมาจากภูเขาลูกที่สิบ "ถึงเวลาที่ข้าจะกลับมาเกิดใหม่แล้ว!" เมื่อพวกมันได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของกลุ่มชายชราที่เป็นสมาชิกตระกูลหวัง ต่างก็มีความตื่นเต้นเพิ่มมากขึ้น


"ข้าผนึกพื้นฐานฝึกตนของข้าไว้ที่จุดสูงสุดของขั้นค้นหาเต๋า เดิมที ข้าก็คิดเหมือนกับคนรุ่นเก่าๆ ว่าข้าทำได้เพียงแค่ดิ้นรนอยู่ที่หน้าประตูแห่งความตาย ได้แต่จ้องไปยังดินแดนแห่งเซียนและถอนหายใจ โดยไม่รู้และไม่สามารถก้าวไปถึงขั้นสุดท้าย ข้าไม่อาจก้าวเข้าไปในดวงดาว และได้แต่กลับมายังกลุ่มสมาชิกของตระกูล…"


รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าที่แห้งเหี่ยวของชายชราในโลงศพ เป็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความน่ากลัวที่แปลกๆ อย่างรุนแรง


"แต่ตอนนี้… ข้ามีความหวังแล้ว…" รอยยิ้มของมันกว้างมากขึ้น และดวงตาก็ส่องประกายความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น


"ตำนานท่านผู้ก่อตั้งของตระกูลหวัง ที่ได้ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ท่านกำเนิดมาจากคนธรรมดา แต่ในปีหนึ่ง ท่านสามารถแย่งชิงพื้นฐานลมปราณได้จากใครบางคน และจากนั้นก็เดินไปบนวิถีทางแห่งความแข็งแกร่ง… และท่านก็กลายเป็นตำนาน"


"ตอนนี้ พื้นฐานสมบูรณ์ได้ปรากฎขึ้น ข้าก็ควรจะเดินตามวิถีทางของตำนานท่านผู้ก่อตั้งด้วยเช่นกัน ข้าจะแย่งชิงความสมบูรณ์พร้อม และจากนั้นก็ก้าวไปอีกขั้น เซียนอมตะ!"


"เว้นแต่ว่า… พื้นฐานฝึกตนของคนผู้นี้อ่อนแอมากเกินไป จนไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ข้าเป็นเซียนอมตะได้ ข้าจำเป็นต้องรออีกสักนิด แค่คอยอีกไม่นาน รอคอย…" ภายในโลงศพ รอยยิ้มของชายชราเริ่มฮึกเหิมมากขึ้น จากนั้นผ่านไปสักพัก มันก็ปิดตาลง ลาวาอัคคีภายในภูเขาลูกที่สิบก็เริ่มลุกโชนขึ้นอีกครั้งพร้อมเปลวไฟที่ยากจะดับลง


∗∗∗


หลายวันหลังจากนั้น ภายใต้ท้องฟ้าที่ไร้กลุ่มก้อนเมฆจนดูเหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด


ลำแสงสีเขียวเข้มเจิดจ้า พุ่งฝ่าอากาศไป นี่คือเมิ่งฮ่าว ที่กำลังพุ่งผ่านท้องฟ้าไป สำหรับโจวต้าหยา เมิ่งฮ่าวรู้มานานแล้ว ตั้งแต่ที่คนผู้นี้ติดตามเขามา แต่เขาก็ยังปล่อยมันไป แน่นอนว่า ยังมีบางอย่างที่มันไม่อาจได้ยิน เนื่องจากเมิ่งฮ่าวป้องกันไว้ แต่เมื่อมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าอ้วน ดังนั้นเขาจึงได้ปล่อยมันไป


"ต้องใช้หินลมปราณมากมาย เพื่อที่จะลอกเลียนแบบเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์ ข้ายังมีเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก…" เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว เมื่อตรวจถุงแห่งจักรวาลดู ก็ต้องถอนหายใจออกมา


"ก่อนที่ข้าจะเข้ามาสู่โลกแห่งผู้ฝึกตน ข้าก็ไม่ค่อยมีเงิน หลังจากที่ข้าเป็นผู้ฝึกต้นขั้นรวบรวมลมปราณ ข้าก็มักจะมีหินลมปราณอยู่น้อยนิด ตอนนี้ข้าบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่… ข้าก็ยังคงมีหินลมปราณอยู่เพียงเล็กน้อย"


เขาขมวดคิ้วเมื่อความต้องการหินลมปราณพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้พลังฝึกตนของเขาบรรลุถึงระดับนี้ ความต้องการหินลมปราณก็มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น


"และยังมีพิษจากดอกปี่อ้านสามสีอีก ถ้าข้าไม่อาจขจัดมันได้ ก็จะกลายเป็นปัญหาอย่างแท้จริง" เขาขมวดคิ้วลึกมากขึ้น


"ยิ่งไปกว่านั้น" เขาพึมพำกับตัวเอง "ถึงแม้ข้าจะแข็งแกร่งมากขึ้นในตอนนี้ จากการที่ข้ามีพื้นฐานสมบูรณ์ แต่ข้าก็ถูกตัดขาดจากสวรรค์และปฐพี ไม่มีทางที่จะดูดซับลมปราณได้… มีทางเดียวที่จะได้ลมปราณมาก็คือการกลืนกินเม็ดยา แต่ข้าคงไม่อาจทำเช่นนี้ได้ตลอดไป…"


เขาก็ได้เตรียมการสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว สำหรับโอกาสที่สอง เขาก็ต้องเลือกที่จะกินเม็ดยาพื้นฐานสมบูรณ์อย่างแน่นอน


"ได้บางอย่าง ก็ต้องเสียบางส่วน มันก็ยุติธรรมดี" เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น ตบไปที่ถุงแห่งจักรวาล หยิบหน้ากากสีโลหิตออกมา ความรู้สึกอบอุ่นเติมเต็มอยู่ในจิตใจ


"สถานการณ์ของข้าในตอนนี้ อย่างน้อยข้าก็ได้ครอบครองขุมทรัพย์เซียนโลหิต ตอนนี้ก็เพียงแค่รอให้อ๋าวเฉี่ยนตื่นขึ้นมา จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็คงดีขึ้น"


ดวงตาของเขาสาดประกายด้วยความมุ่งหวัง เขาส่งจิตสัมผัสลึกลงไปในหน้ากากสีโลหิต สัมผัสได้ถึงอ๋าวเฉี่ยนที่กำลังจำศีลอยู่ เขาไม่รู้ว่ามันจะตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ สัมผัสได้แต่แรงกดดันอันแข็งแกร่งที่กระจายออกมาจากตัวมัน เป็นแรงกดดันที่มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ


"แล้วก็ธงนี่อีก" ดวงตาเมิ่งฮ่าวส่องประกาย เมื่อจิตสัมผัสของเขาส่องไปบนธงเก่าๆ ที่มีสามแฉกนี้ ก็พบว่ามันเหมือนกับมหาสมุทร เมื่อเปรียบเทียบกัน จิตสัมผัสของเมิ่งฮ่าวช่างน้อยนิดจนน่าเวทนา เขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไรกับมัน


แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงอำนาจอันน่าเหลือเชื่อที่อยู่ภายในของมัน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นอำนาจที่เพียงพอต่อการสร้างความสั่นสะเทือนให้กับสวรรค์และปฐพี


"พื้นฐานฝึกตนของข้าไม่เพียงพอ… ถึงแม้ของวิเศษชิ้นนี้จะค่อนข้างเก่าคร่ำคร่า มันก็ยังอยู่ในเขตขุมทรัพย์เซียนโลหิต มันต้องมีคุณค่าเป็นอย่างมาก เมื่อพื้นฐานฝึกตนของข้าแข็งแกร่งเพียงพอ ข้าก็คงจะใช้มันได้ และข้ามั่นใจว่ามันต้องมีพลังเพียงพอ ที่จะสร้างความตื่นตกใจให้กับสวรรค์อย่างแน่นอน"


จิตใจเขาสั่นระรัวด้วยความคาดหวัง ถอนจิตสัมผัสกลับคืนมา จากนั้นก็มองเห็นตัวอักษรที่เขียนอยู่บนแฉกที่สาม จี้


"ทำไมถึงมีตัวอักษรจี้บนธงผืนนี้? ใช่เป็นแซ่หรือไม่?" เขาคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็เพ่งความสนใจไปบนม้วนกระดาษที่อยู่ในหน้ากากสีโลหิตนั้น ทันทีที่เขามองไปที่มัน เขาก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับว่าศีรษะจะแยกออกเป็นสองส่วน


กับบุคคลทั่วไป ความเจ็บปวดนี้ช่างรุนแรงจนยากจะรับได้ แต่สำหรับเมิ่งฮ่าว มันไม่อาจเปรียบเทียบได้ กับความเจ็บปวดที่เข้าต้องทนทุกข์ทรมาน ในช่วงที่พิษกำเริบได้เลย สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมา แต่เมื่อเพ่งไปที่ความเจ็บปวดที่คล้ายจะแยกศีรษะออกไปนั้น เขาก็มองเห็นวิชาพิเศษบางอย่าง


"ซื่อหลิงจิง! (คัมภีร์กลืนวิญญาณ)" จิตใจขอเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน เมื่อตัวอักษรสีโลหิตสามตัว ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า และประทับลงไปในส่วนลึกของจิตใจเขา จนไม่สามารถลบเลือนไปได้


ศีรษะของเมิ่งฮ่าวเริ่มเกิดเสียงหึ่ง หึ่ง ขึ้น เมื่อมันเต็มไปด้วยเสียงเก่าแก่โบราณ ยากที่จะบอกว่าเป็นเสียงของบุรุษหรือสตรี "ถ้าเจ้าฝึกฝนตามคัมภีร์นี้ เจ้าก็สามารถควบคุมโลหิตและวิญญาณ พร้อมทั้งหลอมรวมพวกมันเข้าไปในร่างของเจ้าได้ กลั่นสกัดพวกมันเข้าไปในร่างแห่งโลหิต วิญญาณแห่งโลหิต เซียนโลหิต เต๋าโลหิต!"


"มีวิธีการฝึกวิถีแห่งเซียนมากมายนับไม่ถ้วนในสวรรค์และปฐพีนี้ สายเลือดแห่งขุมทรัพย์ของข้า เมื่อย้อนกลับไปยังผู้ก่อตั้งคนแรกที่ทรงพลัง สายเลือดนี้ประกอบไปด้วยความปรารถนาของท่าน และสามารถส่งต่อไปถึงหมื่นรุ่น เมื่อสายเลือดนี้ตื่นขึ้นมาในทายาทรุ่นต่อไป ทายาทรุ่นนั้นก็จะได้ครอบครองพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่!"


"วิชานี้สามารถใช้เพื่อแย่งชิงพรสวรรค์ และจากนั้นก็จะสัมผัสได้ถึงความปราถนาอันยิ่งใหญ่ของผู้ก่อตั้ง กลั่นสกัดร่างกาย สร้างพรสวรรค์ให้เป็นของเจ้า บางคนสามารถที่จะนำวิญญาณของผู้ก่อตั้งมาสู่โลกนี้ เพื่อทำลายเหล่าเซียนและปีศาจทั้งหลาย!"


"การฝึกฝนวิชานี้ของข้าเป็นการเหยียดหยามสวรรค์ และไม่ต้องกลัวภูติผีและเหล่าเทพต่างๆ สามารถทำลายหลุมฝังศพแห่งสวรรค์เพียงแค่พลิกฝ่ามือ การก้มศีรษะของเจ้า จะทำให้สวรรค์และปฐพีเศร้าสลด!" คัมภีร์เริ่มจารึกลงไปในจิตใจเมิ่งฮ่าวอย่างช้าๆ จากนั้นข้อมูลมากมายมหาศาล ที่เกี่ยวกับหน้ากากก็ไหลเข้าไปในจิตใจ


"ข้าคือเซียนโลหิต ข้าได้ทำสงครามกับสวรรค์มาตลอดช่วงชีวิตของข้า ข้าพบกับความพ่ายแพ้เพียงแค่สามครั้งเท่านั้น! ข้าแย่งชิงวิญญาณมาจากสวรรค์และปฐพี เพราะข้าต้องการแย่งชิงสายเลือดของตระกูลจี้มา สวรรค์จึงได้รังเกียจข้า และทำลายข้ามาอย่างยาวนาน ร่างกายของข้าอาจจะถูกทำลายลง แต่ไม่ใช่ความปรารถนาของข้า!"


"ข้าไม่ต้องการที่จะยอมแพ้ เนื่องจากความพ่ายแพ้ทั้งสามครั้ง ดังนั้น ข้าจึงได้คิดค้นวิชาขึ้นมาสามชนิด ซึ่งประกอบด้วย ดรรชนีโลหิต ฝ่ามือโลหิต และสังหารโลหิต!


" ทายาทแห่งเต๋าของข้า อย่าลืมว่าเจ้าต้องแย่งชิงสายเลือดของตระกูลจี้มาให้ได้ เพื่อให้เต๋าแห่งสวรรค์ร้องไห้ และปฐพีเศร้าโศก! จำไว้ว่าวิชาของเซียนโลหิต ก็คือเวทเก้าสังหาร!


"จำไว้ว่า วันที่เจ้าบรรลุเต๋า ให้สวมหน้ากากของข้า และยกธงสามแฉกขึ้น เพื่อต่อต้านความคร่ำครึ โค่นล้มสวรรค์!"


"ไร้หน้า หนึ่งคำ ไฟสงครามรวมเป็นหนึ่ง"


"สะบั้นเมฆา พิรุณโลหิต ทะเลเต็มท้องฟ้า"


"จับกุมเหล่าเทพ เดินทัพรุดหน้า ไฟกลืนหอคอย"


"แปลงวิญญาณและสายเลือดทั้งหลาย ให้กลายเป็นเก้าพลังสังหาร!"


ร่างของเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน และเขาก็ลืมตาขึ้นมา เขายังคงบินอยู่ในท้องฟ้า ด้านบนเป็นความว่างเปล่าขนาดใหญ่ และเทือกเขาที่แห้งแล้ง ดวงตาของเขายังคงเหม่อลอย และจิตใจก็ยังดังก้องด้วยเสียงโบราณนั้น


"แย่งชิงสายเลือด บรรลุความสำเร็จ ความเข้มแข็งของสายเลือดขึ้นกับความรุ่งโรจน์ของต้นตระกูล… แย่งชิงพรสวรรค์ของสายเลือดนั้น สามารถสกัดกลั่นเป็นร่างของโลหิต… ร่างที่กลั่นมาอยู่ด้านนอกของร่างกาย…"


"ไม่มีใครสามารถยึดพลังของสายเลือดนั้นมาได้ทั้งหมด โลหิตของสามรุ่นใช้เพื่อกลั่นเป็นร่างจำแลงโลหิต ถ้าได้โลหิตของหกรุ่นมารวมกัน ก็จะสำเร็จเป็นวิญญาณโลหิต ถ้ามีโลหิตของทั้งเก้ารุ่น ก็จะเสร็จสมบูรณ์เป็นวงจรอันยิ่งใหญ่ของวิญญาณโลหิต!"


"บรรพบุรุษเป็นตัวกำหนดความเข้มแข็งของสายเลือด ยิ่งคนรุ่นเก่าๆ มีความแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ วิญญาณโลหิตก็จะยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น!"


"ดังนั้นมันจึงกลายเป็นความตาย… สายเลือดเก้ารุ่น เก้าผู้แข็งแกร่ง พวกมันกลายเป็นความตายทั้งเก้า เก้าความตายรวมกันเป็นหนึ่ง นี่คือ… เต๋าโลหิต!"


เมิ่งฮ่าวหอบหายใจ แห้งไปทั้งปาก ในตอนนี้ เขาไม่ได้บินอยู่อีกต่อไป เขาได้ร่อนลงไปบนภูเขาที่แห้งแล้งนั้น นั่งลงขัดสมาธิ รู้สึกถึงคัมภีร์กลืนวิญญาณกำลังปรากฎขึ้นในจิตใจเป็นระยะๆ


นี่เป็นคัมภีร์ที่เป็นขุมทรัพย์อันสมบูรณ์ แต่ภายในขุมทรัพย์นี้มีบางอย่างที่ ปกคลุมเมิ่งฮ่าวให้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของโลหิต เขานั่งคิดอยู่เป็นเวลานาน ก่อนที่ดวงตาจะเริ่มส่องประกาย


"ไร้หน้า หนึ่งคำ ไฟสงครามรวมเป็นหนึ่ง"


"สะบั้นเมฆา พิรุณโลหิต ทะเลเต็มท้องฟ้า"


"จับกุมเหล่าเทพ เดินทัพรุดหน้า ไฟกลืนหอคอย"


"แปลงวิญญาณและสายเลือดทั้งหลาย ให้กลายเป็นเก้าพลังสังหาร!"


"มีเวทอาคมสี่แบบอยู่ภายใน…" เมิ่งฮ่าวครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนที่จะมองลงไปยังหน้ากากในมือ หน้ากากนี้ไร้หน้าโดยสิ้นเชิง ไม่มีดวงตา จมูก หู หรือปาก เมื่อเขามองไปที่มัน มือของเขาก็เริ่มอบอุ่นขึ้น และดวงตาก็สาดประกาย ดูเหมือนว่าเขากำลังจะสวมหน้ากากลงไปบนใบหน้า


ขณะที่หน้ากากอยู่ใกล้กับใบหน้าเขา มันก็อุ่นมากยิ่งขึ้น และเริ่มดิ้นไปมา กลิ่นอายโลหิตกระจายออกมา ชั่วขณะที่เมิ่งฮ่าวกำลังจะวางลงไปบนใบหน้าของเขา กระจกทองแดงที่อยู่ในถุงสมบัติ ทันใดนั้น ก็ส่งเสียงแหลมเล็กที่คล้ายเสียงร้องของนกออกมา


เสียงนกร้องนั้นดังเข้าไปในจิตใจของเมิ่งฮ่าว และทำให้ใจของเขาสั่นสะท้าน แสงในดวงตาทันใดนั้นก็เริ่มชัดขึ้น และทันใดนั้น เขาก็วางหน้ากากลงไป ดวงตาเต็มไปด้วยความแข็งกระด้าง


"อยากจะตายหรืออย่างไร เจ้าวิญญาณไร้ร่าง?!"


ตอนที่ 138 เครื่องรางนำโชค

เมื่อเมิ่งฮ่าวเปล่งคำพูดออกมา มือซ้ายก็ขยับเป็นรูปแบบการสร้างเวทอาคม เขากดนิ้วลงไปบนหน้าอก และโลหิตบางส่วนจากพื้นฐานฝึกตนของเขา ก็ไหลซึมออกมาจากปาก นี่เป็นโลหิตที่ล้ำค่ามาก ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยทำเช่นนี้ แต่เมิ่งฮ่าวไม่ลังเล เขาเช็ดโลหิตจากพลังฝึกตนของเขาที่อยู่บนริมฝีปากด้วยนิ้ว จากนั้นก็กดนิ้วนั้นลงไปบนหน้ากาก


จากการที่มีคัมภีร์กลืนวิญญาณประทับลงไปในจิตใจของเขา ทำให้ง่ายต่อการควบคุมหน้ากากนี้


นิ้วของเขาจมลงไปข้างใน ลึกเข้าไปในซอกหลืบของหน้ากาก กดลงไปในช่องมุมที่ไกลออกไป ที่นั่น มีใบหน้าที่เศร้าหมองและไม่ยินยอมอยู่ ก็คือ ปรมาจารย์ตระกูลหลี่ นั่นเอง


"เจตจำนงของเจ้าอ่อนแอ!" ปรมาจารย์ตระกูลหลี่ร้องเสียงแหลมเล็กออกมา "ดังนั้น หน้ากากจึงพยายามที่จะครอบงำเจ้า!"


นิ้วของเมิ่งฮ่าวหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าปรมาจารย์ตระกูลหลี่ ดวงตาของเขาเย็นเยียบ ไม่พูดอะไรออกมา หลังจากนั้นสักพัก เขาก็กดลงไป ทำให้ปรมาจารย์ตระกูลหลี่ส่งเสียงร้องอย่างหดหู่แหลมสูงออกมา ร่างของมันเริ่มสลัวลง ขณะที่มันถูกกดลงไป ดูเหมือนมันจะจางหายไป


"ในโลกด้านนอก ข้าสามารถทำลายเจ้าด้วยนิ้วเดียว ได้นับครั้งไม่ถ้วน!" ปรมาจารย์ตระกูลหลี่แผดเสียงร้องออกมาด้วยโทสะ เต็มไปด้วยความดื้อรั้น มันจ้องออกมาด้วยดวงตาที่เริ่มจางๆ ไป นิ้วของเมิ่งฮ่าวหยุดชะงัก จากนั้นก็เคลื่อนไปด้านหลังช้าๆ แต่หลังจากที่ปรมาจารย์ตระกูลหลี่ เริ่มถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา นิ้วก็กดลงไปบนร่างมันอีกครั้ง


เสียงร้องอย่างน่าอนาถใจก็ดังออกมาอีก ไม่ได้น่าหดหู่แต่เป็นการกดขี่ข่มเหง ร่างของปรมาจารย์ตระกูลหลี่ไม่เพียงแค่สลัวเลือนลางไป ตอนนี้ปราณโลหิตของมันกำลังไหลออกมาอย่างรวดเร็ว มันดูท่าทางห่อเหี่ยวอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ยังคงเงยหน้าขึ้นจ้องไปยังนิ้วของเมิ่งฮ่าว


"ข้าจะถูกครอบงำโดยหน้ากาก หรือเจ้าจะบอกความลับของมันมา?" เมิ่งฮ่าวถามเสียงเย็นชา


"พวกเราต่างก็รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การโจมตีของนิ้วสองครั้งนี้เป็นการลงโทษ และผลสะท้อนของมันก็ยังไม่หายไป ถ้ามันเกิดขึ้นอีกครั้ง ข้า เมิ่งฮ่าว ก็จะถูกบังคับให้ต้องทำลายข้อตกลง และกำจัดเจ้าไป"


เขาดึงนิ้วกลับไปด้านหลัง ปรมาจารย์ตระกูลหลี่อาจจะมีสีหน้าเข้มแข็ง แต่จริงๆ แล้วก็รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ข้างใน ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นมาในจิตใจของมัน เนื่องจากวิธีอันโหดร้ายของเมิ่งฮ่าว


เมื่อครู่นี้ จริงๆ แล้ว มันได้ใช้ประโยชน์จากการรู้แจ้งของเมิ่งฮ่าวเกี่ยวกับคัมภีร์กลืนวิญญาณ มันได้ใช้วิธีพิเศษอย่างลับๆ เพื่อควบคุมหน้ากาก และพยายามที่จะทำให้เมิ่งฮ่าวสวมลงไป ในขณะที่มันคิดว่ามันทำได้สำเร็จ เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกตัว


"เจ้าวิญญาณไร้ร่างนี้ช่างแปลกนัก" เมิ่งฮ่าวกล่าว จ้องไปที่หน้ากาก "ไม่ใช่เพราะโลหิตศักดิ์สิทธิ์ มันต้องมีเหตุผลอย่างอื่นเป็นแน่" เขาดึงนิ้วออกมา บีบโลหิตบางส่วนให้หยดไปบนวิญญาณของปรมาจารย์ตระกูลหลี่


เมื่อโลหิตหยดลงไป มันก็กลายเป็นหมอกโลหิต ซึ่งจากนั้นก็ห่อหุ้มปรมาจารย์ตระกูลหลี่ไว้ภายใน เสียงร้องอย่างโหยหวนดังออกมา สีหน้าเมิ่งฮ่าวปกติเหมือนเดิม เขาดึงจิตสัมผัสกลับมา ปล่อยให้ปรมาจารย์ตระกูลหลี่ร้องไห้ครวญครางอยู่ด้านในของหน้ากาก


ส่วนหนึ่งของขุมทรัพย์ที่เมิ่งฮ่าวได้ครอบครอง เป็นคำเตือนจากเซียนโลหิต ตอนนี้เขารู้ว่าเขาไม่ควรสวมหน้ากากอย่างไร้จุดหมาย ถ้าทำเช่นนั้น เขาก็อาจจะสูญเสียตัวตนไป เซียนโลหิตไม่แม้แต่จะอธิบายถึงความเป็นมาของหน้ากากนี้ และดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างนับไม่ถ้วนอยู่ภายใน


อย่างไรก็ตาม การสวมใส่มันก็มีประโยชน์อย่างมากมาย วิชาและเวทอาคมของเซียนโลหิตหลายอย่าง สามารถใช้ได้ตอนที่สวมหน้ากากนี้เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น วิชาเวทที่ยิ่งใหญ่ทั้งสี่


แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ก็ไม่ควรจะสวมหน้ากากนี้ ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม


จากที่เคยกล่าวไว้ วิชาที่ถูกคิดค้นโดยเซียนโลหิต หลังจากที่พ่ายแพ้มาสามครั้ง ทั้งดรรชนี ฝ่ามือ และสังหาร ไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากาก ซึ่งพวกมันก็ได้ประทับลงไปในจิตใจของเมิ่งฮ่าวแล้ว


"ถึงข้าจะเป็นผู้ชนะของการแข่งขันล่าขุมทรัพย์ แต่ข้าก็ยังไม่สามารถควบคุมพลังของหน้ากากได้ในตอนนี้ และก็ใช่ ที่เจ้าวิญญาณไร้ร่างนั้นทำได้… เห็นได้ชัดว่าอ๋าวเฉี่ยนควบคุมหน้ากากนี้ได้ และกลายเป็นอาวุธวิญญาณ แล้วเจ้าวิญญาณไร้ร่างนี้ทำได้อย่างไร?"


สีหน้าเมิ่งฮ่าวไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เรื่องนี้ก็กดดันจิตใจของเขา มันเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำไมเขาถึงไม่ได้สังหารปรมาจารย์ตระกูลหลี่อย่างง่ายดาย


เอาหน้ากากเก็บเข้าไปในถุงแห่งจักรวาล เมิ่งฮ่าวนั่งคิดอย่างเงียบๆ เขามองไปรอบๆ ตัว ด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็หยิบเอากระจกทองแดงออกมา ถือไว้ในมือ ตรวจสอบมันอย่างละเอียด


ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงจากกระจกเมื่อครู่นี้ เมิ่งฮ่าวก็เกือบจะสวมหน้ากากไปแล้วอย่างแน่นอน เขาไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อคิดไปถึงคำเตือนของเซียนโลหิต เขาก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้


"เสียงเมื่อครู่นี้คล้ายกับเสียงร้องของนก…" เขามองไปที่กระจกทองแดงสักพัก และส่งจิตสัมผัสเข้าไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นหลังจากผ่านไปไม่นาน เขาก็เอามันเก็บกลับไป จากนั้นก็หยิบเอาเครื่องรางนำโชคที่ได้มาจากปรมาจารย์เอกะเทวะออกมา


เขาเคยศึกษามันในอดีตและคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ แต่ครั้งนี้ ขณะที่เขาถือมันอยู่ในมือ เขาโคจรพลังฝึกตน และส่งพลังลมปราณบางส่วนเข้าไป ทันใดนั้น ดวงตาก็ส่องประกาย


"มันทำงานได้บางอย่าง… ข้าอยากรู้ว่าทุกวันนี้ศิษย์พี่หญิงสวี่เป็นอย่างไรบ้าง ข้าไม่ได้เห็นนางมาหลายปีแล้ว นางยังคงจำข้าได้หรือไม่?" ภาพท่าทางเย็นชาของศิษย์พี่หญิงสวี่ ขณะที่นางพูดเกี่ยวกับเม็ดยาคงโฉม รวมตัวกันในจิตใจเมิ่งฮ่าว ความอบอุ่นปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเขา


"หลายปีมาแล้ว…" เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้นช้าๆ และมองออกไปยังที่ห่างไกล เวลานานผ่านไป ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืน และบินออกไปจากภูเขาที่แห้งแล้งนี้ มุ่งหน้าตรงไปยังที่ห่างไกล


ครึ่งเดือนหลังจากนั้น กำแพงเมืองภายในอาณาเขตของสำนักชิงหลัว เมืองที่คึกคักจอแจของผู้ฝึกตน บุรุษหนุ่มนั่งอยู่ในโรงเตี๊ยม สวมใส่ชุดนักศึกษายาวสีดำ จิบสุราจากถ้วยในมือ เงยหน้ามองผ่านหน้าต่างออกไปยังจุดศูนย์กลางของเมือง และเจดีย์สีดำซึ่งสูงขึ้นไปในท้องฟ้าเป็นครั้งคราว


ผิวของบุรุษหนุ่มผู้นี้ค่อนข้างคล้ำ แต่กิริยาท่าทางเหมือนนักศึกษาและดูสุภาพเรียบร้อย ด้วยรูปลักษณ์ที่เหมือนกับรูปแกะสลักอย่างปราณีตเช่นนั้น รวมกับเสื้อผ้าในชุดนักศึกษา ทำให้เขาเหมือนกับผู้ทรงภูมิความรู้เช่นมนุษย์ธรรมดาอย่างแท้จริง


เขามีท่าทางเรียบง่าย แต่ก็มีท่าเดินที่สง่างาม ด้วยดวงตาที่สุกใสซึ่งฉายแววฉลาดออกมา ริมฝีปากที่เม้มจนดูเหมือนเป็นคนที่เข้าหาได้ยาก


นี่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเมิ่งฮ่าว เขามาถึงสถานที่นี้เมื่อหลายวันก่อน เพื่อยืนยันข่าวลือที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างเกี่ยวกับสำนักชิงหลัว


เขาต้องการพบสวี่ชิง แต่เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถตรงไปค้นหานางได้ เขาคิดว่าจะใช้ประโยชน์จากการที่สำนักชิงหลัว ต้องการรวบรวมผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณเร่ร่อน เขาไม่แน่ใจว่าจะมีการรวบรวมเมื่อไหร่ แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะเดินหน้าเพื่อรวบรวมข้อมูล ก่อนที่จะตัดสินใจขั้นสุดท้าย


"จริงๆ แล้ว ข้าไม่เคยคิดว่าจะมีเจดีย์แห่งถังอยู่ที่นี่…" เขาพึมพำกับตัวเอง ดวงตากวาดมองไปยังเจดีย์สีดำที่อยู่ห่างไกลออกไป


ก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าเจดีย์แห่งถัง มีอยู่แค่ในเมืองของมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น แต่ที่นี่ก็มีอยู่ ในเมืองของผู้ฝึกตน


เขามองไปอย่างเงียบๆ ที่เจดีย์แห่งถังสักพัก จากนั้นก็วางจอกสุราลง ในมือปรากฎเป็นแผ่นหยกโบราณที่เต็มไปด้วยรอยร้าว มันไม่ได้เป็นแผ่นหยกผนึกอสูร แต่เป็นเครื่องรางนำโชค ซึ่งเมิ่งฮ่าวได้มาจากปรมาจารย์เอกะเทวะ


เขาได้ศึกษามันมาหลายครั้งในอดีต แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้มันทำอะไรได้บ้าง หลังจากบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ เขาก็ได้ข้อสรุปจากเบาะแสต่างๆ


"เครื่องรางนำโชคนี้จริงๆ แล้ว สามารถเคลื่อนย้ายสถานที่ของคนที่ถืออยู่ได้… มันเหมือนกับการเคลื่อนย้ายทางไกลแบบสุ่ม โชคร้ายที่มันเต็มไปด้วยรอยร้าว จึงทำให้ใช้ได้เพียงแค่ไม่กี่ครั้ง" เขาพลิกเครื่องรางนำโชคนั้นไปมาอยู่ในมือ ด้วยการส่งจิตสัมผัสเข้าไป ทำให้รู้สึกว่ามันมีความสามารถในการเคลื่อนย้ายทางไกลจริงๆ


"ไม่มีการกำหนดจุดหมายปลายทางในการเคลื่อนย้าย พูดอีกอย่างก็คือ ในการใช้หนึ่งครั้ง เครื่องรางนำโชคนี้ก็จะส่งข้าไปที่ไหนสักแห่ง ข้าคงไม่อาจทดสอบมันแบบสุ่มๆ ได้"


เขาชำเลืองมองไปที่เครื่องรางนำโชคอีกครั้ง จากนั้นก็เก็บมันกลับเข้าไป เมื่อพิจารณาถึงประประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากลมพายุของคุนเผิง เขาไม่ต้องการที่จะไปที่อื่นๆ ที่เขาไม่สามารถควบคุมได้ ใครจะไปรู้ว่าถ้าใช้แล้ว เขาจะไปเจอสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน?


ขณะที่เขานั่งคิดอยู่นั้น ผู้ฝึกตนก็เริ่มเข้ามาในโรงเตี๊ยมนี้มากขึ้นเรื่อยๆ สถานที่นี้เพียงขายสุราชนิดเดียว เป็นสุราที่ถูกบ่มขึ้นมาจากไม้ไผ่ มันไม่ได้ให้ความรู้สึกถูกเผาไหม้ในปาก แต่เมื่อไหลผ่านลำคอลงไป มันค่อยปลดปล่อยความร้อนออกมา เมื่ออยู่ในกระเพาะ มันก็ยิ่งรู้สึกร้อนมากขึ้น ทำให้รู้สึกร้อนไปทั่วทั้งร่าง เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ถ้าใครที่ชอบความรู้สึกเช่นนี้ ก็อาจจะจบลงด้วยการรักมัน ถ้าไม่ชอบ ก็คงไม่ต้องการที่จะดื่มมันลงไป


ไม่ไกลจากเมิ่งฮ่าว กลุ่มของผู้ฝึกตนกำลังพูดคุยกันด้วยเสียงแผ่วเบา


"ทุกคนรู้สึกระมัดระวังตัวกว่าที่เคย ในเร็วๆ นี้ มีผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณแปลกหน้ามากมายมาอยู่ในรอบๆ บริเวณนี้…"


"ใช่แล้ว พวกมันต่างก็เป็นผู้ฝึกตนเร่ร่อน ดีชั่วปะปนกันไป จริงๆ แล้ว ข้าเห็นคนผู้หนึ่งที่มีรังสีสังหารเมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าคิดว่ามันต้องเป็นผู้ฝึกตนที่อำมหิตจากโม่ถู่ (ดินแดนสีดำ)"


"พวกมันทั้งหมดมาที่นี่เพื่อหวังผลตอบแทนจากสำนักชิงหลัว ซึ่งยอมทุ่มเทอย่างเต็มที่ พวกมันเสนอเม็ดยาหลัวตี้ (ตะกร้าดิน) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าเม็ดยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับขั้นพื้นฐานลมปราณ กล่าวกันว่าเจ้าโอสถจอมปีศาจแห่งสำนักจื่อยิ่นเป็นผู้ปรุงขึ้นมา ในสำนักชิงหลัวไม่มีใครสามารถปรุงมันขึ้นมาได้"


"ไม่ใช่ว่าพวกมันทำไม่ได้ เป็นเพราะพวกมันไม่สามารถต่างหาก เม็ดยาหลัวตี้แต่ละเม็ดจะถูกผนึกด้วยอาคมไว้ ไม่ว่าใครหรือสำนักไหน ถ้าพยายามที่จะปรุงมันขึ้นมา พวกมันก็จะต้องเผชิญกับอันตรายที่ถึงแก่ความตายโดยสำนักชิงหลัว"


จากน้ำเสียงของพวกมัน เห็นได้ชัดว่าพวกมันอยากได้เม็ดยาหลัวตี้ ในท่ามกลางการพูดจาของพวกมัน มีบางคนเดินเข้ามาจากด้านนอก เป็นบุรุษหนุ่มที่สวมใส่ชุดยาวสีดำ สีหน้าของมันเย็นชาราวน้ำแข็ง และเมื่อมันย่างเท้าเข้ามาในโรงเตี๊ยม มันก็จ้องกวาดไปที่กลุ่มคนก่อนที่จะไปนั่งที่มุมห้อง หยิบชิ้นโลหะที่มีขนาดเท่าเล็บนิ้วพลิกเล่นไปมา ขณะที่มันนั่งครุ่นคิดอยู่ มองไปรอบๆ ห้องเป็นครั้งคราว


สีหน้าเมิ่งฮ่าวเรียบเฉยเหมือนเช่นเคย เขายกจอกสุราขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปากและดื่มลงไป


เขานั่งอยู่ที่นั่นตลอดทั้งวัน ด้านนอก ดวงตะวันสาดส่องแสงอยู่ในท้องฟ้า เขาได้ยินเสียงพูดคุยเกี่ยวกับสำนักชิงหลัว กำลังรวบรวมผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณอีกเล็กน้อย


ใครก็ตามที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ก็สามารถเข้าร่วม และได้รับเม็ดยาหลัวตี้ โดยไม่สนใจความเป็นมา หรือเรื่องราวใดๆ


"อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกย้อนกลับไป สิ่งที่สำนักชิงหลัวต้องการคืออะไรกันแน่? พวกมันเป็นหนึ่งในห้าของสำนักอันยิ่งใหญ่ในดินแดนด้านใต้ ทำไมพวกมันถึงต้องรวบรวมผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณมากมายขนาดนี้? คงต้องมีอะไรแปลกๆ แอบแฝงอยู่ การที่เสนอเม็ดยาหลัวตี้ ก็แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไร มันต้องมีอันตรายอย่างที่สุดอยู่เป็นแน่!"


"น้องซุน ข้อมูลของเจ้าเก่าไปแล้ว จากข่าวลือที่ข้าได้ยินมา สำนักชิงหลัวได้ค้นพบแหล่งที่ตั้งของสนามรบโบราณ พวกมันพยายามที่จะค้นหามาหลายครั้ง แต่ก็ถูกต่อต้านโดยเวทโบราณ ถ้าพวกมันมีผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณเพียงพอที่จะแทนที่ดวงตาของเวทอาคมนั้น พวกมันก็สามารถผ่านเข้าไปได้ เห็นได้ชัดว่า มันช่างอันตรายเป็นอย่างยิ่ง"


"ข่าวลือทั้งหมดต่างก็บอกว่า สนามรบโบราณนั้นมีแต่สิ่งอัปมงคลอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมสำนักชิงหลัวถึงได้เสนอเม็ดยาหลัวตี้!"


ถึงแม้เสียงของพวกมันแผ่วเบา และฟังไม่ค่อยชัดเจน แต่จากที่เมิ่งฮ่าวมีเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์สามต้น และสามารถที่จะรับมือพื้นฐานลมปราณระดับสุดท้ายได้ การได้ยินเสียงพูดคุยขอแต่ละคนนี้จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา


พื้นฐานสมบูรณ์เป็นตำนานที่ไม่เคยปรากฎขึ้นมาก่อน ตลอดหนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมา เมื่อไหร่ที่เขาบรรลุถึงระดับกลางขั้นพื้นฐานลมปราณ เขาก็จะเทียบเท่ากับเต้าจื่อของสำนักและตระกูลต่างๆ


ซึ่งกล่าวได้ว่า การมีพื้นฐานสมบูรณ์เป็นสิ่งที่อันตรายเป็นอย่างมาก อันตรายนี้เกิดจากเมื่อเวลาที่จะผ่านเข้าไปยังก่อตั้งแกนลมปราณ ตลอดช่วงเวลานั้น ทัณฑ์แห่งสวรรค์ก็จะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น แข็งแกร่งยิ่งกว่าขั้นพื้นฐานลมปราณมากนัก เมิ่งฮ่าวไม่มั่นใจว่าเขาจะผ่านมันไปได้หรือไม่ ในความเป็นจริง ถ้าเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเซียนโลหิต และวิหารโบราณไท่เอ้อร์แล้ว เขาก็คงต้องตายภายใต้ทัณฑ์สายฟ้าอย่างแน่นอน


"อืม ก่อตั้งแกนลมปราณเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก ข้าคิดเกี่ยวกับมันได้ในตอนนี้ แต่ก็ไม่ควรที่จะกังวลมากเกินไป" เมิ่งฮ่าวดื่มสุราลงไปอีก ความรู้สึกอบอุ่น ถูกเผาไหม้ กระจายไปทั่วร่าง เขาคิดไปถึงข้อมูลจากกระดองเต่าที่ได้มาจากซ่างกวนซิว ซึ่งอธิบายถึงพื้นฐานสมบูรณ์ และแกนสีทองที่สมบูรณ์


"ข้าสงสัยนักว่า เมื่อข้าบรรลุขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ข้าจะสามารถสร้างแกนสีทองที่สมบูรณ์ได้หรือไม่? มันจะเหมือนกับอะไร?" เขาลังเลสักพัก จากนั้นก็ปล่อยวางเรื่องเหล่านี้ลง เขาตัดสินใจที่จะเริ่มรวบรวมส่วนผสม ที่จำเป็นสำหรับการกลั่นสกัดแกนสีทองที่สมบูรณ์ "


เวลาโพล้เพล้ใกล้เข้ามา มีผู้ฝึกตนเหลืออยู่ในโรงเตี๊ยมไม่มากนัก เมิ่งฮ่าวกำลังจะลุกขึ้นและจากไป ทันใดนั้น สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป เขาหันหน้าไป มองออกไปที่มุมด้านหลังโรงเตี๊ยม ซึ่งมีบุรุษหนุ่มชุดยาวสีดำนั่งอยู่ มันไม่ได้ขมวดคิ้วอีกต่อไป แต่จ้องอย่างเย็นชามายังเมิ่งฮ่าว


รังสีสังหารเริ่มกระจายออกมาจากตัวมันอย่างช้าๆ ล้อมรอบตัวมัน และกลายเป็นสิ่งที่คล้ายภูเขาซากศพและทะเลโลหิต


" เจ้ามีบางสิ่งที่ข้าต้องการ"มันพูดเสียงเย็นชา จ้องนิ่งมายังเมิ่งฮ่าว


ตอนที่ 139 ใบไม้สายฟ้า

เมื่อเสียงเย็นชาของมันดังออกมา บุรุษหนุ่มชุดยาวสีดำก็ยืนขึ้น เดินตรงมายืนที่หน้าโต๊ะของเมิ่งฮ่าว มันจ้องมองเขาอย่างเย็นชาสักพัก จากนั้นก็นั่งลง


สีหน้าเมิ่งฮ่าวสงบเรียบขณะที่เขามองไปยังบุรุษหนุ่มผู้นั้น เขาไม่พูดอะไร แต่ยกจอกสุราขึ้น และดื่มมันลงไป


"เจ้ามีใบไม้สายฟ้า!" บุรุษหนุ่มชุดยาวสีดำพูด มองมายังเมิ่งฮ่าว มันยกมือขวาขึ้นมา เผยให้เห็นชิ้นส่วนโลหะ ที่ส่องประกายสีดำสลับเขียววางอยู่บนฝ่ามือ


"นี่ไม่ใช่โลหะธรรมดา" มันพูดเสียงเย็นชาต่อไป ท่าทางมีความภาคภูมิใจ "นี่เป็นของวิเศษแห่งไม้โลหะ เกิดมาจากต้นไม้ที่ถูกสายฟ้าฟาด มันมีปฏิกิริยาที่ไวเป็นพิเศษต่อสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับสายฟ้า เช่น ใบไม้สายฟ้า เจ้าต้องการขายใบไม้สายฟ้าของเจ้าหรือไม่?"


มันวางโลหะชิ้นนั้นลงไปบนโต๊ะ การเคลื่อนไหวดูเหมือนจะปกติธรรมดา แต่ขณะที่มือมันขยับ ลำแสงก็พุ่งออกมาจากฝ่ามือของมัน กลายเป็นประจุไฟฟ้าแผ่กระจายออกมา


บุรุษหนุ่มผู้นี้อยู่ในระดับกลางขั้นพื้นฐานลมปราณ เมื่อประจุไฟฟ้ากระจายออกมา พื้นฐานฝึกตนของมันก็ปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้น รวมถึงเมิ่งฮ่าวด้วย


ความต้องการสังหารค่อยๆ กระจายออกมาจากตัวมันช้าๆ ราวกับว่าถ้าเมิ่งฮ่าวพูดแค่คำว่า "ไม่" มันก็จะโจมตีในทันที ดวงตาของมันส่องประกายความเย็นเยียบออกมา


"ไสหัวไป" เมิ่งฮ่าวพูดอย่างไม่แยแส จิบสุราลงไป


ทันทีที่เขาพูดเช่นนี้ บุรุษหนุ่มชุดดำก็ขมวดคิ้ว


"ข้าไม่ได้ออกมาจากโม่ถู่ (ดินแดนสีดำ) มาหลายปี ดูเหมือนผู้คนที่โลกด้านนอกนี้จะหยิ่งยโสกันซะจริงๆ" รอยยิ้มเย็นชาบิดขึ้นมาจากมุมปากของมัน ขณะที่มันยกมือขวาขึ้นมาช้าๆ เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น และมองไปที่มัน


ทันทีที่ดวงตาของเมิ่งฮ่าวประสานกับดวงตาบุรุษหนุ่มผู้นั้น มันก็เริ่มสั่นไปทั้งตัว มือที่เริ่มยกขึ้นมาก็หยุดขยับในทันที มันไม่กล้าจะยกขึ้นมาอีก จิตใจของมันเริ่มเต้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเมิ่งฮ่าวราวกับกระบี่อันคมกริบแทงมาที่มัน เกิดเสียงกระหึ่มขึ้นในจิตใจและศีรษะของมัน จิตสัมผัสของมันดูเหมือนจะไม่คงที่ และความเย็นเยียบราวน้ำแข็งก็แผ่กระจายอยู่ภายใน ทำให้ต้องหลั่งเหงื่อออกมาทั่วทั้งตัว


ไม่มีรังสีสังหารแผ่ออกมาจากดวงตาของมันอีก แต่แทนที่ด้วยความประหลาดใจ แรงกดดันที่กระจายออกมาจากเมิ่งฮ่าว ทำให้ร่างของบุรุษหนุ่มชุดดำเริ่มแข็งกระด้างในทันที


ทั้งหมดนี้เพียงเกิดจากการมองของเมิ่งฮ่าวเท่านั้น บุรุษหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ผู้ฝึกตนของแคว้นชิงหยุน แต่เป็นผู้ฝึกตนเร่ร่อนจากโม่ถู่ สำหรับมันการต่อสู้ด้วยชีวิตและความตายเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นมันจึงรับรู้ถึงเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว ในทันใดนั้น มันก็เกิดความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่า คนที่อยู่เบื้องหน้ามันไม่ใช่ผู้ฝึกตนระดับแรกขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่เป็นวิญญาณที่โหดร้าย ซึ่งสามารถกลืนมันลงไปทั้งตัวได้อย่างง่ายดาย


ความหนาวเย็นเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง และเหงื่อเย็นๆ ก็ไหลลงมาจากหน้าผาก จิตใจเต้นอย่างรวดเร็ว และรู้สึกราวกับว่าพื้นฐานฝึกตนของมันกำลังถูกระงับ สีหน้าหมองคล้ำ และมันก็ไม่กล้าจะขยับตัว


ตลอดเวลานี้ เมิ่งฮ่าวมีท่าทางสงบนิ่งโดยสิ้นเชิง ถึงแม้บุคคลที่เบื้องหน้าเขาจะกระจายรังสีสังหารออกมา และอยู่ที่ระดับกลางขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่ถ้าเขาจะสังหารมัน ก็ไม่ต้องใช้เวลานานนัก เมิ่งฮ่าววางจอกสุราลง ชำเลืองมองไปยังบุรุษชุดดำเป็นครั้งสุดท้าย เขาลุกขึ้น โบกสะบัดแขนเสื้อ และเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมนั้น


เมื่อเขาเดินจากไป ดวงตาบุรุษหนุ่มชุดดำ ทันใดนั้น ก็สาดประกายออกมา มันเหลียวหลังไปมองเงาร่างที่จากไปของเมิ่งฮ่าว จิตใจยังคงเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว สักพักผ่านไป มันถึงจะฟื้นคืนกลับมาจากแรงกดดันนั้น ซึ่งไม่ใช่เวทต่อสู้ที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ แต่เป็นจิตสัมผัสล้วนๆ


"พื้นฐานฝึกตนของบุคคลผู้นี้จริงๆ แล้วอยู่ที่ขั้นไหนกันแน่?" บุรุษหนุ่มชุดดำครุ่นคิด ใบหน้ามันส่องประกาย "มันดูคล้ายระดับต้นขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่จิตสัมผัสของมันเกินกว่าของข้าไปมากมายหลายเท่า… และข้าก็สัมผัสไม่ได้ถึงรังสีสังหารใดๆ แต่ทันทีที่มันมองมา จิตใจของข้าก็เริ่มสั่น" เมื่อเมิ่งฮ่าวหายลับตาไป ทันใดนั้นมันก็ยืนขึ้น และเริ่มเดินตามเขาไป


"สหายเต๋า โปรดรอด้วย!" มันโพล่งออกมา "ผู้อาวุโส ข้านามว่าหลู่เทา ได้โปรด สหายเต๋า ฟังข้าก่อน" มันรีบเร่งเดินไปข้างหน้า ใกล้กับเมิ่งฮ่าว ท่าทีของมันแตกต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง


"ข้ายินดีที่จะจ่ายสำหรับใบไม้สายฟ้า" หลู่เทาพรั่งพรูออกมา เมื่อมันเข้าไปใกล้เมิ่งฮ่าว "ถ้าท่านยินยอมสละมัน สหายเต๋า ข้าจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าท่านต้องการอะไร ข้าก็จะให้ ตราบเท่าที่ข้ามี เรามาคุยกันก่อน" แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากเมิ่งฮ่าวเป็นสิ่งที่มันควรจะต้องพิจารณา แต่ใบไม้สายฟ้าก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับหลู่เทา ดังนั้นมันจึงไม่มีทางเลือกอย่างแท้จริง


เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ไม่สนใจหลู่เทา และเดินไปข้างหน้าต่อไป


"สหายเต๋า ข้าขอร้องท่าน ไม่ว่าจะต้องใช้หินลมปราณ อาวุธเวท หรือเม็ดยามากเท่าไหร่ ข้าก็ยินดีที่จะแลกเปลี่ยน ถ้าข้าไม่มีสิ่งที่ท่านต้องการ ข้าก็จะคิดหาหนทางเพื่อเสนอข้อแลกเปลี่ยนได้"


มันมองขณะที่เมิ่งฮ่าวเดินตรงไปยังที่ห่างไกล ทำให้รู้สึกกังวล มันรู้ว่ามันผิดตั้งแต่แรกเริ่ม ความหวาดกลัวว่าเมิ่งฮ่าวจะโจมตีมันในทันที ทำให้มันตัดสินใจไม่พูดในสิ่งใดๆ ที่จะไปท้าทายเขา


"สหายเต๋า… ท่านมาที่นี่เพราะเม็ดยาหลัวตี้ ของสำนักชิงหลัวใช่หรือไม่?" มันถามอย่างหลักแหลม


"ในตอนนี้ คงไม่เป็นการยากสำหรับท่านที่จะได้มันมา แต่การจากไปอย่างปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่แตกต่างกัน สหายเต๋า ถ้าท่านต้องการพูดคุยการค้าที่เกี่ยวกับของวิเศษของท่าน ข้าสามารถแนะนำท่านให้กับศิษย์สำนักชิงหลัวได้ ศิษย์ผู้นี้มีข้อมูลเกี่ยวกับสำนักชิงหลัว ซึ่งคนภายนอกไม่เคยรู้ มันต้องช่วยเพิ่มโอกาสให้ท่านจากไป พร้อมเม็ดยาหลัวตี้อย่างปลอดภัยได้อย่างแน่นอน"


เมื่อคำพูดหลุดออกมาจากปากหลู่เทา เมิ่งฮ่าวยังคงเดินต่อไป ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในซอยรกร้างที่ห่างไกล


"สหายเต๋า ผู้อาวุโส" หลู่เทาพูดพร้อมบังคับให้มีรอยยิ้มออกมา "ข้าต้องการใบไม้สายฟ้านี้เป็นอย่างมาก มันสำคัญสำหรับข้าเป็นอย่างยิ่ง ท่านต้องการเอามันแลกกับอะไรหรือไม่?" มันเดินช้าลงเล็กน้อย


เมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น ก็หยุดเดินและหันกลับมา เขามองไปยังหลู่เทา ไม่มีทั้งความยินดีหรือโทสะบนใบหน้าของเขา


"นำของวิเศษไม้โลหะของเจ้าออกมาให้ข้าดู" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา ดวงตาส่องประกายเจิดจ้า


เมื่อหลู่เทาเห็นเมิ่งฮ่าวหันกลับมา มันก็ขวัญหนีดีฝ่อ โดยไม่พูดจา มันหยิบของวิเศษไม้โลหะออกมาและยื่นส่งไปให้เขา ชิ้นโลหะนั้นลอยตรงไปยังเมิ่งฮ่าว ซึ่งคว้าจับมันไว้ในอากาศ เขาส่งจิตสัมผัสเข้าไป ทันใดนั้น เขาก็สามารถรู้สึกถึงใบไม้สายฟ้า ที่อยู่ในถุงแห่งจักรวาล มันส่องคลื่นของสายฟ้าออกมา ซึ่งชิ้นโลหะนี้สามารถดูดซับมันได้ ชิ้นโลหะเริ่มส่องแสงแวววาว


"อืม มันไม่ได้โกหก" เมิ่งฮ่าวคิด "แต่เรื่องทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะบังเอิญเกินไป" ตอนนี้เขารู้แล้วว่าหลู่เทาใช้ชิ้นโลหะนี้ไล่ติดตามเขามา เนื่องจากใบไม้สายฟ้า แต่ด้วยบุคลิกที่เป็นคนรอบคอบ เขายังคงสงสัยบางอย่างอยู่


"ข้ามีใบไม้สายฟ้าอยู่จริงๆ ถ้าเจ้าต้องการจะแลกเปลี่ยน เจ้าก็ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าจะเอามันไปทำอะไร" เขาสะบัดมือขวา โยนของวิเศษไม้โลหะกลับไปให้หลู่เทา


ใบไม้สายฟ้าเป็นสิ่งที่เมิ่งฮ่าวได้มาจากปรมาจารย์เอกะเทวะ และจริงๆ แล้ว เขาไม่ได้มีเพียงแค่ใบไม้ แต่มีทั้งต้นของมัน มันได้ถูกปกป้องจากเวทอาคมของปรมาจารย์เอกะเทวะ แต่เมิ่งฮ่าวก็ไม่แน่ใจถึงการใช้งานที่แท้จริงของมัน สิ่งที่เขารู้ทั้งหมดก็คือธวัชสายฟ้า สามารถใช้ห่อหุ้มและปกป้องใบไม้สายฟ้า


"อืม…" หลู่เทาลังเลอยู่สักพัก มองดูเมิ่งฮ่าวด้วยความเกรงกลัวว่าเขาจะไม่พอใจ ในที่สุด มันก็กัดฟันพูดต่อ


"ผู้อาวุโส ข้ามีเวทชีวิตที่สามารถกลั่นสกัดก้อนหินจากภูเขาขอบสายฟ้า เพื่อที่จะปลดปล่อยพลังของมันออกมาอย่างเต็มที่ ข้าได้ใช้เวลาหลายปีเพื่อค้นหาสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับสายฟ้าไปทุกที่ แต่พวกมันทั้งหมดก็ไม่สามารถเทียบได้กับใบไม้สายฟ้า เป็นเพราะว่าใบไม้สายฟ้าหายากมากๆ ดังนั้นเมื่อข้ารู้สึกถึงมันได้จากท่าน ด้วยความที่ข้าอยากได้มาก จึงทำให้ไปกระทำผิดต่อท่านอย่างไม่ได้ตั้งใจ"


เพื่อจะพิสูจน์ถึงความน่าเชื่อถือในคำพูด มันกดลงไปที่หน้าอก กระแสไฟฟ้าก็ลอยออกมาจากปากของมัน จากนั้นก็กลายเป็นก้อนหินขนาดเท่ากำปั้น มีสีดำ และพื้นผิวของมันก็มีกระแสไฟฟ้า และต้นไม้เล็กๆ ที่เป็นเถาวัลย์คล้ายต้นหวายปกคลุมอยู่รอบๆ


"แล้วที่เจ้าพูดถึงสำนักชิงหลัวคืออะไร?" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา


"ข้าสามารถช่วยท่านติดต่อคนในสำนักชิงหลัวได้" มันพรั่งพรูออกมา "พวกมันไม่ค่อยจะติดต่อกับคนแปลกหน้า ถ้าท่านจ่ายให้คนผู้นี้เล็กน้อย ท่านก็จะรู้ว่าทำไมสำนักชิงหลัวถึงได้เตรียมรวบรวมผู้ฝึกตน"


"สหายเต๋า ถ้าท่านยินดีที่จะแลกเปลี่ยนใบไม้สายฟ้ากับข้า ข้าก็จะนำท่านไปยังการประชุมลับพร้อมข้าในคืนนี้ มีสหายเต๋าคนอื่นๆ อีกเจ็ดถึงแปดคนในที่ประชุมนั้น รวมถึงสมาชิกระดับสูงซึ่งเป็นรุ่นผู้อาวุโสเป็นเจ้าภาพ ท่านไม่เพียงแต่จะสามารถซื้อขายอาวุธเวทได้เท่านั้น ท่านยังสามารถซื้อหาข่าวสารได้ด้วย"


"หนึ่งในคนกลุ่มนั้นเป็นศิษย์สายในของสำนักชิงหลัว"


"สหายเต๋า โปรดเชื่อถือข้า ในแคว้นชิงหยุนตอนนี้ มีทั้งคนเก่งและไม่เก่ง คนดีและเลวอยู่เต็มไปหมด ผู้ฝึกตนจากทุกสำนักและตระกูลต่างก็อยู่ที่นี่ ยิ่งไปกว่านั้น ในสำนักชิงหลัวก็ยังแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม แน่นอนว่าต้องมีความขัดแย้งกันระหว่างพวกมัน ดังนั้น ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกันนี้ก็จะแพร่กระจายออกไป ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แน่นอนว่าต้องมีข่าวบางอย่างที่ไม่จริง แต่ถ้าข่าวทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวง ก็จะไม่มีใครเชื่อเลย ดังนั้นจึงต้องมีบางข่าวที่เชื่อถือได้"


"ท่านต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง และเชื่อถือวิจารณญาณของท่านเอง"


"ให้เวลาข้าคิดก่อน" เมิ่งฮ่าวกล่าว ด้วยสีหน้านิ่งเรียบเหมือนเช่นเคย "ถ้าข้าตัดสินใจได้แล้ว ข้าจะบอกเจ้า"


ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขาโยนแผ่นหยกไปที่หลู่เทา ซึ่งกำลังจะพยายามพูดจาโน้มน้าวเขาต่อไป ก่อนที่มันจะพูด เมิ่งฮ่าวก็ออกไปจากตรอกร้างนั้น เดินจากไปอย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็หายลับตาไป หลู่เทาไม่มีทางเลือกได้แต่มองเขาจากไป แต่หลังจากนั้น ดวงตาของมันก็เริ่มส่องประกาย


"นักบวชกลุ่มดาวแห่งสำนักโม่ถู่ต้องยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน สิ่งที่มันพูดส่วนใหญ่ก็เป็นความจริง ข้าสัมผัสได้ถึงใบไม้สายฟ้าในที่นี้ได้จริงๆ… แต่เมื่อตอนนี้ข้าหามันพบแล้ว ข้าก็ต้องคิดหาวิธีให้ได้มันมา แน่นอนว่า ตั้งแต่ที่ข้าส่งปราณปรสิตของข้าใส่ไว้ในตัวมัน มันก็ไม่มีทางที่จะหนีข้าพ้น!"


"ด้วยใบไม้สายฟ้า ข้าก็จะสามารถกลั่นสกัดเป็นดักแด้ไร้ตาในตำนานได้!" มันถือแผ่นหยกไว้ในมือ ดวงตาส่องประกาย แน่นอนว่ามันไม่ได้อธิบายเมิ่งฮ่าวถึงรายละเอียดที่แท้จริง ของแผนการที่จะใช้ใบไม้สายฟ้า หลังจากที่หลู่เทาครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้ม มันก็หันหลังกลับและเดินจากไป


มันไม่ได้สังเกตเห็นว่า ด้านหลังของมันมีเงาร่างที่มองไม่เห็นอยู่ ซึ่งในมือของเงาร่างนั้นมีแมลงขนาดเท่าเล็บนิ้วอยู่ มันถูกจับไว้ ไม่สามารถบินจากไป เงาร่างนั้นยืนห่างออกไปไม่ไกลจากหลู่เทา มองไปที่มันอย่างเย็นชา เมื่อหลู่เทาจากไป เงาร่างนั้นก็ติดตามมันไป


เงาร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเมิ่งฮ่าว ซึ่งได้จากไปแต่ก็กลับมาอย่างรวดเร็ว เขาได้ใช้ยันต์ล่องหนเพื่อลอบติดตามหลู่เทาไป ในความมืดของราตรีที่มีดาวเต็มฟ้า หลู่เทาหยิบแผ่นหยกที่เมิ่งฮ่าวให้มันออกมาเป็นระยะ ใบหน้าของมันหมดหวัง เมื่อในที่สุดมันก็มาถึงบ้านหลังใหญ่ที่ดูธรรมดาภายในเมือง มันเคาะไปที่ประตูสามครั้ง จากนั้นประตูก็เลื่อนเปิดออกโดยอัตโนมัติ ดูเหมือนจะมีระลอกคลื่นกระจายออกมาจากประตู ขณะที่มันเดินเข้าไป


หลังจากธูปไหม้หมดหนึ่งดอกผ่านไป เมิ่งฮ่าวก็เห็นผู้ฝึกคนสี่ถึงห้าคนเดินมาถึง ยากที่จะบอกว่าพวกมันเป็นบุรุษหรือสตรี แต่พวกมันทั้งหมดอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ หนึ่งคนอยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ใบหน้าพวกมันถูกพันไว้ และพวกมันก็รีบเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น โดยใช้วิธีเดียวกับหลู่เทา


ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ด้วยการบิดนิ้ว เขาก็บดขยี้แมลงในฝ่ามือ จากนั้นก็ยกเลิกการใช้ยันต์ล่องหนที่ปกปิดตัวเองไว้ เขาโบกสะบัดแขนเสื้อ เปลี่ยนเป็นชุดใหม่ สวมใส่หมวกไม้ไผ่ปีกกว้าง และปิดหน้าด้วยผ้า จากนั้นก็เดินตรงไปยังบ้านใหญ่หลังนั้น


ตอนที่ 140 เจ้ารู้กฎหรือไม่?

เมิ่งฮ่าวเดินมาถึงบ้านหลังใหญ่นั้น ยกมือขึ้น เคาะไปที่ประตูสามครั้ง ประตูเปิดออกโดยไม่มีเสียง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสีดำสนิท ดูเหมือนจะมีเกราะเวทสีดำอยู่ในสถานที่นี้


เมื่อมองไปเมิ่งฮ่าวก็เห็นระลอกคลื่นเวทอาคมอยู่บนพื้นผิวของมัน แต่ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่ามันอาจจะโจมตีมา มันใช้สำหรับควบคุมให้ผู้ฝึกตนผ่านเข้าไปเท่านั้น เมิ่งฮ่าวสังเกตดูชั่วครู่ คิดกลับไปตอนที่หลายคนได้มาถึงก่อนหน้านี้ เขาก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว


"เวทอาคมนี้ป้องกันไม่ให้ผู้ฝึกตนที่ไม่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณเข้าไป" สีหน้าของเขาราบเรียบ ซึ่งก็ถูกปกปิดไว้ด้วยหมวกไม้ไผ่ เดินตรงเข้าไปในเกราะเวท


ภายในชั่วระยะหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง แสงอ่อนๆ ก็ปรากฎ ส่องเข้าไปในดวงตา ตอนนี้เขายืนอยู่ด้านนอก ในสถานที่ที่เหมือนกับจะเป็นราชวังขององค์ชาย


ราชวังนี้ใหญ่โตและดูโอ่อ่าภูมิฐาน ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่มโหฬาร นอนคว่ำอยู่บนพื้นดิน มีบรรยากาศที่เคร่งขรึม ด้านนอกของราชวังยืนไว้ด้วยชายชราซึ่งสวมใส่ชุดนักพรต สีหน้าของมันเรียบสงบ และพลังฝึกตนของมันก็อยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ เมื่อเห็นเมิ่งฮ่าว มันก็เดินเข้ามาใกล้ ดวงตาสาดประกาย


มันสำรวจดูเมิ่งฮ่าวอย่างละเอียด จากนั้นก็พูดออกมาอย่างเรียบๆ ว่า "โปรดแสดงบัตรเชิญด้วย สหายเต๋า ถ้าท่านไม่มีบัตรเชิญ ก็ขอให้แสดงเหรียญกษาปณ์ของสำนักเพื่อแสดงตัวตน"


ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายอยู่ภายใต้หมวกไม้ไผ่ โดยไม่พูดจา เขาโบกสะบัดมือ และเหรียญกษาปณ์ก็ลอยตรงไปอยู่ในมือของชายชรา มันมองลงไปที่เหรียญ ทันใดนั้นความนับถือก็ปรากฎขึ้นในดวงตา มันยื่นส่งเหรียญกษาปณ์กลับมาด้วยสองมือ


"ท่านมาจากสำนักจื่อ…"


เมิ่งฮ่าวส่งเสียงกระแอมไอออกมา และชายชราก็หยุดพูดในทันที โดยไม่พูดจาอะไรกันอีก มันเดินถอยหลังไปพร้อมกับโค้งตัวลงเล็กน้อย ปล่อยให้เมิ่งฮ่าวเดินต่อไป


เมิ่งฮ่าวหยิบเหรียญกษาปณ์กลับมา และเดินผ่านชายชราเข้าไปในราชวัง เหรียญกษาปณ์นี้เป็นเหรียญที่เขาได้มาจากติงซิ่น นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาอ้างใช้ชื่อนี้ และมันก็ช่วยเขาได้อีกครั้ง


เขารู้ว่าสถานที่นี้ต้องเต็มไปด้วย คนเก่งและพวกที่ไม่ได้เรื่องผสมปนเปกันไปอย่างวุ่นวาย ถ้าพวกมันมีการตรวจสอบตัวตนของผู้เข้าร่วมอย่างเข้มงวดจริงๆ แล้ว มันจะถูกเรียกว่าการประชุมลับได้อย่างไร? เมื่อได้สังเกตเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ อยู่ด้านนอกเป็นเวลานานพอสมควร ตอนนี้เขาก็รู้สึกวางใจและไม่รีบร้อน


เมื่อผ่านเข้าไปในราชวัง เขาก็เห็นสวนหย่อมที่ตกแต่งเป็นภูเขาหินจำลอง และน้ำตกที่ไหลลงมาเป็นสีเขียวเข้ม สะพานไม้ทอดผ่านบึงน้ำ ห่างออกไปไม่ไกลนักเป็นศาลา ซึ่งเต็มไปด้วยนักดนตรีที่กำลังบรรเลงเครื่องสาย ส่งเสียงอันไพเราะจับใจออกมา มีบุคคลเจ็ดคนนั่งอยู่ในศาลานั้น พวกมันส่วนมากรักษาระยะห่างระหว่างกัน นั่งมองกันไปมาอย่างเงียบๆ


เมื่อเมิ่งฮ่าวเดินเข้าไป ดวงตาของพวกมันทั้งหมดก็มองมาที่เขา


สามในเจ็ดคนนั้นสวมหน้ากาก หนึ่งในพวกมันเป็นหลู่เทา ซึ่งนั่งขมวดคิ้วอยู่ที่นั่น มันกวาดตามองผ่านเมิ่งฮ่าวไปอย่างรวดเร็ว


อีกสองคนไม่ได้ปกปิดใบหน้าไว้ หนึ่งเป็นสตรีที่ดูเหมือนผู้สูงศักดิ์ และมีอายุประมาณสามสิบปี นางสวมใส่เสื้อผ้าหรูหราสง่างาม และเป็นสตรีที่ค่อนข้างน่าดูเป็นอย่างยิ่ง มีดวงตาที่งดงามเปี่ยมเสน่ห์ นางมองมาที่เมิ่งฮ่าวชั่วครู่ จากนั้นก็ส่งยิ้มและพยักหน้าให้


อีกคนเป็นบุรุษวัยกลางคน ที่สวมใส่ชุดยาวสีเหลือง ดูท่าทางหงอยเหงา ถือกาเหล้าที่ใช้ดื่มประจำอยู่ในมือ มันชำเลืองมองมาที่เมิ่งฮ่าวอย่างรวดเร็ว ด้วยดวงตาที่หรี่ปรือจากฤทธิ์สุรา


สี่คนที่เหลือทั้งหมดมีหน้ากากปกปิดไว้ จึงไม่สามารถบอกได้ว่าพวกมันเป็นบุรุษหรือสตรี


เมิ่งฮ่าวเดินเข้าไปในศาลาโดยไม่มีการกระพริบตา และเลือกโต๊ะนั่งลง มองไปรอบๆ เห็นมีเพียงแค่เก้าโต๊ะอยู่ในศาลานี้ เมื่อรวมโต๊ะของเขาแล้ว อีกแปดโต๊ะต่างก็นั่งไว้ด้วยผู้คน


เห็นได้ชัดว่า โต๊ะตัวสุดท้ายถูกจองไว้สำหรับเจ้าภาพ ไม่ใช่ผู้ฝึกตนคนใดคนหนึ่ง


หลังจากเวลาผ่านไป มีบุรุษตัวสูงใหญ่ เดินเข้ามาจากด้านนอก มันอยู่ในขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ ด้วยรูปร่างที่ทั้งใหญ่และสูงของมัน จึงไร้ประโยชน์ที่จะปกปิดตัวเอง มันเดินเข้ามาด้วยท่าทางเย็นชาและหยิ่งผยอง


ทันทีที่มันเข้ามา มันก็ต้องหยุดลง ขมวดคิ้วขณะที่มองไปรอบๆ


"นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้า ฉือ เข้าร่วมการประชุมลับนี้" มันพูดเสียงเย็นชา "วันนี้ข้ามาพร้อมกับบัตรเชิญ แต่ก็ไม่มีที่นั่งสำหรับข้า พวกท่านเหล่าสหายเต๋า ไม่เข้าใจกฎกติกา?" มันตบไปที่ถุงสมบัติ และแผ่นหยกสีฟ้าก็ปรากฎขึ้นในทันที ด้านหน้าจารึกเป็นตัวอักษรว่า "ความลับ"


แผ่นหยกเรืองแสงอันนวลตาออกมา พร้อมรอยยิ้ม สตรีผู้สูงศักดิ์นั้นก็ยกมืออันละเอียดอ่อนของนางขึ้น แสดงให้เห็นถึงแผ่นหยก และวางลงบนโต๊ะที่เบื้องหน้านาง


จากนั้นหลู่เทาก็ปฏิบัติตาม พร้อมด้วยบุคคลอื่นๆ ในที่สุด ก็เหลือแต่เมิ่งฮ่าว และผู้ฝึกตนที่ปกปิดใบหน้าอีกหนึ่งคนที่ไม่ได้แสดงแผ่นหยก


คนผู้นี้เปล่งประกายพลังขั้นสูงสุดของพื้นฐานลมปราณออกมา มันนั่งอย่างเงียบงันอยู่ที่นั่น ไม่สนใจบุรุษร่างสูงใหญ่นั้นโดยสิ้นเชิง บุรุษร่างสูงใหญ่ไม่กล้าพูดจาอะไรออกมา มันมองมายังเมิ่งฮ่าว และอีกคน พวกเขาทั้งสองเพียงอยู่ในขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ ดวงตาของบุรุษร่างสูงใหญ่สาดประกายความเย็นเยียบออกมา


"เจ้าทั้งสอง ถ้าไม่อาจแสดงบัตรเชิญให้ข้าดู ก็ออกไปจากที่นี่ได้แล้ว ถ้าไม่ พวกเจ้าก็ไม่อาจมีชีวิตรอดจากไป" เสียงของมันเต็มไปด้วยรังสีสังหาร ซึ่งกลายเป็นความเย็นเยียบปกคลุมไปทั่วบริเวณนั้น บุคคลที่เหลือในศาลา ก็มองมาด้วยสีหน้าแตกต่างกัน ไม่มีใครสนใจสอดแทรกเข้ามา เห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่ยอมปริปาก เพื่อรอดูการต่อสู้ถึงแก่ความตายที่จะเกิดขึ้นนี้


เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา เช่นเดียวคนที่คลุมหน้านั้น


ทุกสิ่งทุกอย่างในศาลาเงียบสงัด


บุรุษร่างสูงใหญ่แซ่ฉือแค่นเสียง จากนั้นก็เดินเข้าไป ไม่ได้ตรงมาที่เมิ่งฮ่าว แต่เดินไปยังอีกคน ซึ่งนั่งใกล้กับจุดที่มันยืนอยู่มากกว่า


ดวงตาของมันสาดประกายเจิดจ้า ขณะที่มันกำลังจะยกมือขวาขึ้นมา ทันใดนั้น เสียงไออย่างแผ่วเบาก็ได้ยินขึ้น มันดังก้องไปทั่วทั้งศาลา และเมื่อเสียงนี้เกิดขึ้น ทุกคนที่อยู่ด้านใน รวมถึงเจ้าร่างใหญ่แซ่ฉือ ก็หันหน้าไป


ชายชราที่สวมใส่ชุดยาวสีเหลืองเดินเข้ามา ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง และร่างของมันก็ดูเหมือนจะเป็นการผสมกันระหว่างภาพลวงตาและร่างจริง ดูเหมือนมันเคลื่อนที่ไม่รวดเร็ว แต่ภายในสามหรือสี่ก้าว มันก็เข้ามาอยู่ในศาลาเรียบร้อยแล้ว


"ขอคารวะ สหายเต๋าชิงซาน"


"สหายเต๋าชิงซาน สบายดี?" ทันทีที่ชายชราปรากฎขึ้น ทุกคนยกเว้นเมิ่งฮ่าว ก็รีบลุกขึ้นยืนในทันใด สีหน้าเมิ่งฮ่าวส่องประกาย และจากนั้นเขาก็ยืนขึ้น และประสานมือคารวะชายชราผู้นั้น


"ไม่จำเป็นต้องมากพิธี" ชายชราพูดเสียงเย็นชา "พวกท่านทั้งหลายต่างก็เป็นวีรบุรุษของคนรุ่นนี้ในดินแดนด้านใต้ ข้าเป็นแค่เจ้าภาพของการประชุมลับนี้เท่านั้น โปรดดำเนินการต่อไป" มันนั่งลงยังโต๊ะที่เก้า และมองไปยังผู้คนที่อยู่รอบๆ ด้วยสายตาที่ส่องแสงเจิดจ้า ในที่สุด ก็ไปหยุดอยู่ที่บุรุษร่างสูงใหญ่แซ่ฉือ


เมื่อถูกมองโดยชายชรา ก็ทำให้มันต้องก้มหน้าลงด้วยความเคารพ เมิ่งฮ่าวทำเช่นเดียวกัน ชายชราผู้นี้เป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่เห็นได้ชัดว่าเกินกว่าขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ มันอยู่ครึ่งทางที่จะผ่านเข้าไปยังขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ดังนั้นจึงถือว่ามันเป็นผู้ฝึกตนก่อตั้งแกนลมปราณแอบแฝง


บุคคลเช่นนี้ในแคว้นจ้าว จะมีศักดิ์ฐานะที่สูงกว่าผู้อาวุโส การปรากฎตัวของมันทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกกังวลขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ทำให้ต้องคาดเดาเรื่องทั้งหมดนี้เพิ่มขึ้น


"สหายเต๋าชิงซาน" บุรุษร่างสูงใหญ่พูดขึ้นอย่างกังวล พยายามควบคุมตัวเอง มันกล่าว "ข้าขอให้ท่านช่วยตัดสินความเป็นธรรม ข้าได้รับการเชื้อเชิญมา แต่บางคนในที่นี้ได้ขโมยที่นั่งของข้าไป" มันประสานมือและโค้งตัวลงต่ำ คารวะด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่ง


"ใครขโมยที่นั่งของเจ้า?" ชายชราถามบุรุษร่างสูงใหญ่ด้วยเสียงแผ่วเบา ดวงตาของมันคล้ายสายฟ้าเมื่อมองมายังเมิ่งฮ่าวโดยไม่ได้ตั้งใจ


"คนผู้นี้!" เจ้าตัวใหญ่แซ่ฉือร้องออกมา ยกมือขึ้น ชี้ไปยังผู้ฝึกตนที่ปิดบังใบหน้าอีกคน


คนผู้นั้นส่งเสียงแค่นอย่างเย็นชาออกมา จากน้ำเสียงที่ชัดเจนนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นหญิงสาว


"นั่นเป็นแขกส่วนตัวของข้า" ชายชรากล่าว ด้วยเสียงพูดที่ไม่เร็วและไม่ช้า ราวกับว่าเรื่องราวของผู้ฝึกตนนี้อยู่นอกเหนือความสนใจของมัน "นางต้องไม่ขโมยที่นั่งของเจ้าไปอย่างแน่นอน"


เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจ้าตัวใหญ่แซ่ฉือก็อ้าปากค้างไปสักพัก แต่จากนั้น มันก็จ้องผ่านไปยังเมิ่งฮ่าว แสงความเย็นชาปรากฎขึ้นในดวงตาของมัน เมื่อหนึ่งในสองคนนี้ถูกเชิญมา คนที่เหลือเพียงคนเดียวที่ไม่มีบัตรเชิญ ก็ต้องเป็นคนที่ขโมยที่นั่งของมัน


ทุกคนในตอนนี้กำลังมองมายังเมิ่งฮ่าว แม้แต่สตรีที่เพิ่งจะแค่นเสียงอย่างเย็นชา นางก็มองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาที่เยือกเย็นราวน้ำแข็ง


ภายใต้หมวกไม้ไผ่ปีกกว้าง สีหน้าเมิ่งฮ่าวก็ยังคงสงบนิ่งเหมือนทุกครั้ง


"ใครก็ตามที่เข้ามาในสถานที่นี้ ต่างก็มีคุณสมบัติเพื่อเข้าร่วมการประชุม" ชายชรากล่าวด้วยเสียงราบเรียบ "แต่ถ้าไม่มีบัตรเชิญ ก็ต้องรออยู่ที่ด้านนอกศาลา เมื่อถึงเวลาเจรจาเรื่องการค้า ก็อาจจะเสนอราคามาได้ ถ้าทุกคนในศาลานี้ไม่เสนอ"


"มันเป็นเจ้าที่ขโมยที่นั่งของข้า" ผู้แซ่ฉือพูด "เจ้าไม่รู้ว่ามีชีวิตหรือตกตายแตกต่างกันอย่างไร ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้น ถ้าข้าไม่ฉีกกระชากเจ้าเป็นชิ้นๆ ในวันนี้ ข้าก็จะกลายเป็นตัวตลกของทุกคน" ผู้แซ่ฉือเป็นคนที่มีโทสะอย่างง่ายดาย การถูกเอาที่นั่งไปต่อหน้าต่อตาของทุกคน ทำให้มันมีความต้องการสังหารมาตั้งแต่เริ่มแรก ร่างของมันแวบไปอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังของขั้นกลางพื้นฐานลมปราณที่ระเบิดออกมา มันพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว


ไม่มีใครเข้าไปสอดแทรก แม้แต่ชายชราก็เพียงมองมาด้วยแววตาที่เย็นชา


เมื่อมันห่างจากเมิ่งฮ่าวหนึ่งจ้าง มันยกมือขึ้น เกิดเป็นฝ่ามือเวทขนาดใหญ่ ตบลงไปยังเมิ่งฮ่าว เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ที่นั่นเหมือนก่อนหน้านี้ เขาเพียงแค่ยกมือซ้ายขึ้น และสะบัดนิ้วตรงไปยังเจ้าตัวใหญ่


เมื่อเขาสะบัดนิ้ว พลังลมปราณของสวรรค์และปฐพีในพื้นที่ทั่วราชวังนี้ก็ปั่นป่วนขึ้นมา ในเวลาเดียวกันนั้น สีหน้าของเจ้าตัวใหญ่ก็เปลี่ยนไป ทันใดนั้น มันก็รู้สึกราวกับว่า มันได้สูญเสียการควบคุมพื้นฐานฝึกตนของมัน และถูกระงับไปอย่างสิ้นเชิง


ซึ่งก็ทำให้ม่านตาของผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นต้องหดเล็กลง รวมถึงชายชราชิงซาน มือขวาของเมิ่งฮ่าวโบกสะบัด และทันใดนั้น มังกรเปลวไฟที่ยาวหนึ่งร้อยจ้างก็ส่งเสียงกระหึ่มปรากฎขึ้น ผู้แซ่ฉือแผดร้องอย่างโหยหวนออกมา เมื่อมังกรเปลวไฟพุ่งลงไปบนร่างของมัน


ทั่วทั้งร่างของมันสั่นไปมาอย่างรุนแรง ความไม่อยากเชื่อและตกใจ ปกคลุมไปบนใบหน้าของมัน และจากนั้นก็กลายเป็นความสิ้นหวัง ผิวของมันลุกไหม้กลายเป็นเปลวไฟ สายลมอันรุนแรงพัดมา กระแทกไปที่มันให้กลิ้งลงไปบนพื้น เพียงชั่วพริบตา ร่างที่ลุกไหม้ของมันก็กลายเป็นเถ้าธุลี ลอยออกไปในอากาศ


มีเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ ก็คือ ถุงสมบัติ มันลอยขึ้นมา และตกลงไปในมือเมิ่งฮ่าว เขาตบลงไปเบาๆ จากนั้นแผ่นหยกที่มีตัวอักษรจารึกว่า "ความลับ" ก็ลอยขึ้นมา เขาวางมันลงไปบนโต๊ะ


"นี่เป็นบัตรเชิญของข้า" เขากล่าว คนทั้งหมดมองไม่เห็นสีหน้าของเขา เนื่องจากมันถูกซ่อนอยู่ใต้หมวกไม้ไผ่ พวกมันได้ยินเพียงเสียงที่แหบพร่าซึ่งดังออกมาจากด้านล่างของหมวกใบนั้น


จบตอน

Comments