ตอนที่ 141 เม็ดยาคงโฉมปรากฎขึ้นอีกครั้ง
ทั่วทั้งศาลาตกอยู่ในความเงียบโดยสิ้นเชิง ผู้แซ่ฉือตายอย่างรวดเร็วและหมดจด ทำให้ดวงตาของหลู่เทาหดแคบลง จิตใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เมื่อมันมองมายังเมิ่งฮ่าว ซึ่งนั่งอยู่ที่นั่นด้วยท่าทางสง่างาม
ไม่เพียงแต่มัน สตรีท่าทางสูงศักดิ์ในชุดสวยงามก็มองมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยดวงตาที่คมกล้า และในจิตใจของนาง ก็คิดว่านี่ไม่ใช่คนที่จะไปตอแยด้วยได้
บุรุษวัยกลางคน ที่ถือเหยือกสุราก็หยุดดื่มไปสักพัก ดวงตาของมันหดเล็กลงและเต็มไปด้วยความคมกล้า ผู้ฝึกตนซึ่งปกปิดใบหน้าที่อยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างช้าๆ จิตใจมันเหมือนจะมีความลังเล ขณะที่พยายามจะวิเคราะห์พื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าว
สำหรับหญิงสาวที่คลุมหน้า นางจ้องมายังเมิ่งฮ่าวสักพัก จากนั้นก็มองไปที่อื่น
"ถ้าไม่มีเรื่องอันใดแล้ว พวกเราก็เริ่มการประชุมลับกันเถอะ" ชายชราชิงซานกล่าวขึ้นช้าๆ มันมองมาที่เมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าเป็นมิตร
"พวกท่านทั้งหลายต่างก็ติดต่อกัน ด้วยพันธมิตรลับแห่งการค้าในแคว้นชิงหยุน ถ้าพวกท่านทำการค้าที่นี่ ข้าก็จะร่วมเป็นสักขีพยาน โดยที่พวกท่านไม่ต้องมีเงินทุนสำรอง ถ้ามีปัญหาอะไร พันธมิตรลับแห่งการค้าก็จะรับผิดชอบ ข้าขอเสนอให้สหายเต๋าเริ่มค้าขายได้ในตอนนี้"
มันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ใช้กับบุคคลรุ่นเดียวกัน จริงๆ แล้ว การแสดงออกของเมิ่งฮ่าวเมื่อครู่นี้ ทำให้คนอื่นๆ ต้องตกใจ ชายชราผู้นี้ก็ค่อนข้างเกรงกลัวเขาด้วยเช่นกัน
เมื่อมันพูดจบ ก็โบกสะบัดแขนเสื้อ และเตาทองแดงที่มีมังกรทองคำแปดตัวฝังอยู่ก็ลอยออกมา ร่อนลงไปวางที่พื้นตรงกลางของศาลา
"สหายเต๋าทั้งหลาย" หลู่เทากล่าว ประสานมือคารวะไปยังทุกคน "โปรดให้ข้านำเสนอก่อนในครั้งนี้" มันโบกสะบัดมือขวา และแผ่นหยกก็ปรากฎขึ้น จากนั้นก็ลอยเข้าไปในเตาทองแดง ซึ่งชายชราชิงซานเพิ่งจากวางมันไปที่ตรงกลางของทุกคน
"นี่เป็นรายการของสิ่งที่ข้าต้องการซื้อในวันนี้ มีรูปภาพอยู่ด้านในด้วย สหายเต๋าทั้งหลาย ถ้าพวกท่านเห็นบุคคลผู้นี้ในเร็วๆ นี้ ได้โปรดส่งข้อมูลมาให้ข้า ข้าจะตอบแทนพวกท่านด้วยก้อนหินจากภูเขาขอบสายฟ้า" มันพูดเพียงเท่านี้
หลังจากนั้น สตรีสูงศักดิ์ที่สวยงามในชุดหรูหรา ก็ยิ้มน้อยๆ และหยิบแผ่นหยกออกมา โดยไม่มีการพูดจา นางส่งมันเข้าไปในเตาทองแดงนั้น สิ่งของที่นางต้องการก็จดบันทึกไว้ในแผ่นหยกทั้งหมดเช่นเดียวกัน ใครก็ตามที่สนใจสามารถติดต่อนางได้
การประชุมลับจริงๆ แล้วก็เป็นแค่การแลกเปลี่ยนซื้อขายเล็กๆ ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ และต้องการความรอบคอบในการติดต่อกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะในเรื่องการค้า ดังนั้น พันธมิตรลับแห่งการค้าก็ถือกำเนิดขึ้น พวกมันจะจัดการประชุมเช่นเดียวกันนี้ทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ ประธานจัดงานทั้งหมดจะเป็นคนกลางเพื่อร่วมเป็นสักขีพยาน
ในที่สุด ก็ถึงคราวของเมิ่งฮ่าว เขาคิดอยู่ชั่วครู่ จริงๆ แล้ว เขาไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังหยิบแผ่นหยกออกมา หลังจากที่ประทับตราด้วยจิตสัมผัสบางส่วน เขาก็โยนมันเข้าไปในเตาทองแดง เขาได้ทิ้งข้อความไว้ในแผ่นหยกนั้นว่า สำนักชิงหลัวกำลังจะทำอะไร และการเชื้อเชิญของพวกมันจะมีอันตรายแค่ไหน?
ใช้เวลาไม่นานนักที่ผู้เข้าร่วมทั้งแปดคนจะวางแผ่นหยกเข้าไปในเตาทองแดงนั้น ชายชราชิงซานยกมือขวาขึ้น และสะบัดร่ายเวทอาคมไปที่เตานั้นอย่างรวดเร็ว เสียงหึ่ง หึ่ง ดังขึ้นมา และเปลวไฟที่ไม่มีตัวตนก็เกิดขึ้นภายในเตา แผ่นหยกที่อยู่ภายในก็เริ่มหลอมละลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ มังกรทองคำทั้งแปดที่อยู่บนผิวของเตาทองแดงก็เริ่มขยับตัวราวกับมีชีวิต สายหมอกไหลออกมาจากปากพวกมัน เริ่มปกคลุมทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นในทันที
จิตใจเมิ่งฮ่าวเต้นระรัว ถึงแม้เขาจะไม่ได้ต่อต้าน แต่เขาก็ยังคงรักษาความระมัดระวังตัวอย่างสูงสุด
หลังจากที่หมอกปกคลุมมาที่เขาทั้งตัว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสงบ ที่ด้านหน้า เขามองเห็นลูกทรงกลมส่องแสงอยู่แปดลูก ราวกับว่าเขาได้อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวซึ่งแยกออกมาจากทุกคน ข่าวสารเริ่มไหลเข้าไปในจิตใจ มันเป็นรายการของเม็ดยา อาวุธเวท และสิ่งของต่างๆ รวมถึงรายละเอียดของสิ่งของที่ต้องการซื้อขาย
ในไม่ช้า ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็ส่องประกาย ดึงจิตสัมผัสกลับมา เขาแตะไปที่แสงสว่างทรงกลมลูกหนึ่ง ทันใดนั้น ข้อมูลจากแผ่นหยกของเขา ก็ปรากฎขึ้นในจิตใจ ตอนนี้เขาก็เริ่มเข้าใจ หลังจากที่ได้รับรู้ข้อมูลจากแผ่นหยกของตัวเอง ความสนใจของเขาไปอยู่ที่แสงทรงกลมลูกสุดท้าย
ด้านในเป็นรูปภาพ เมื่อเขาเห็นมัน เมิ่งฮ่าวก็หัวเราะกับตัวเองอย่างเย็นชา
ภาพในแผ่นหยกนั้นเป็นตัวเขาเอง ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งของที่ต้องการก็เป็นใบไม้สายฟ้า
"ในการประชุมลับนี้ ทุกคนสามารถเสนอทุกสิ่งที่ต้องการ วิธี่นี้ไม่เลวเลย สามารถที่จะถามหรือเสนอสิ่งของที่ปกติไม่สามารถทำได้ ต่อให้ติดต่อค้าขายกับใคร ก็ไม่มีทางรู้ว่ากำลังติดต่อกับใครอยู่"
"เหมือนกับจะมีอีกสองคน ที่เหมือนกับข้า ที่ต้องการข้อมูลของสำนักชิงหลัว" เขานั่งขัดสมาธิรอคอยอยู่ที่นั่น มั่นใจว่าต้องมีใครบางคนติดต่อเขามาในที่สุด ขณะที่เฝ้ารออยู่นั้น เขาก็ส่งจิตสัมผัสออกไปตรวจสอบแสงลูกทรงกลมอื่นๆ
ทันใดนั้น แสงสีขาวก็ปรากฎออกมาจากที่ไหนสักแห่งภายในกลุ่มหมอก ดวงตาเมิ่งฮ่าวหดลง เขาสัมผัสมัน และข้อความก็ปรากฎขึ้นในจิตใจ
"ข้าไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับสำนักชิงหลัวมากนัก เพียงรู้แค่งูๆ ปลาๆ แต่สิ่งที่ข้ารู้ถูกต้องแม่นยำ สำหรับข่าวสารนี้ ข้าต้องการหินลมปราณห้าแสนก้อน"
เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว เมื่อซื้อข้อมูลในสถานที่เช่นนี้ ก็ต้องพิจารณาว่าข้อมูลนั้นจริงหรือไม่ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจได้
ในตอนนั้นเอง แสงสีขาวอื่นก็ปรากฎขึ้น เมิ่งฮ่าวยื่นมือไปคว้าไว้ และข้อมูลอื่นก็ปรากฎขึ้นในจิตใจ
"มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับสำนักชิงหลัว ข้ามีข่าวจากศิษย์สายใน ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ ท่านต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง ถ้าท่านต้องการข่าวนี้ ท่านต้องจ่ายด้วยหินลมปราณเจ็ดแสนก้อน"
"นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าทำเช่นนี้" เมิ่งฮ่าวคิดพร้อมขมวดคิ้วไปด้วย "ข้าไม่มีประสบการณ์ และไม่แน่ใจว่าจะแลกเปลี่ยนอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าข้อมูลจะจริงเท็จแค่ไหน แต่ราคาก็สูงเกินไป ข้ามีหินลมปราณไม่มากนักในตอนนี้"
โดยไม่สนใจข่าวสารพวกนี้ เขาตรวจสอบแสงลูกทรงกลมอื่นต่อไป และพบว่าแสงลูกทรงกลมหลายลูกได้มีการเพิ่มรายละเอียดเข้ามา หรือเพิ่มราคา ไม่ก็ลดราคาลง ทันใดนั้น กระจกทองแดงที่อยู่ภายในถุงแห่งจักรวาลก็เริ่มร้อนขึ้น หลังจากนั้น ความร้อนนั้นก็หายไป
เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้างด้วยความตกใจ เขาดึงกระจกทองแดงออกมา และตรวจสอบมันอย่างละเอียด แต่ก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม เขาครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้ม และเก็บมันกลับไป จากนั้นก็ตรวจสอบสิ่งของภายในแสงลูกทรงกลมอื่นต่อไป
ในไม่ช้า ดวงตาก็เริ่มส่องประกาย ขณะที่จ้องไปยังแสงทรงกลมลูกหนึ่ง ซึ่งมีสิ่งของมากมายอยู่ภายใน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจเขา
"ต้นแบบแห่งกาลเวลา…" ของสิ่งนี้ดึงดูดเขาเพราะภายในแสงทรงกลม ชื่อของมันค่อนข้างจะสลัวเลือนลาง มันไม่ได้มีอยู่ในนั้นมาก่อน แต่ดูเหมือนจะเพิ่งปรากฎขึ้น ราวกับว่าถ้าจิตสัมผัสของเมิ่งฮ่าวไม่ได้สูงกว่าขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ เขาก็จะไม่สามารถมองเห็นมัน ซึ่งถูกปกปิดไว้ด้วยวิชาลี้ลับ เพียงเห็นได้ด้วยจิตสัมผัสของขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณเท่านั้น
"ต้นแบบแห่งกาลเวลา มีทั้งหมดสามส่วนด้วยกัน พวกมันอธิบายถึงการสกัดกลั่นช่วงเวลา ซึ่งสร้างเป็นกระบี่เวทห้วงเวลา! ข้ามีส่วนแรกอยู่ที่นี่ ถ้าท่านสนใจ โปรดติดต่อข้า"
ดวงตาเมิ่งฮ่าวหดแคบลง ขณะที่เขาตรวจสอบข้อมูลต่อไป ดวงตาเขาก็สาดประกายออกมา ในตอนนี้เอง ความต้องการที่เกี่ยวกับเม็ดยาพื้นฐานลมปราณก็ลอยมา เขาไม่สนใจมัน ขณะที่เขาเพ่งความสนใจไปยังคำแนะนำของต้นแบบแห่งกาลเวลา
"… และเมื่อเวลาถูกสร้างขึ้นมา ชีวิตทั้งหลายก็ไม่อาจนับเป็นอะไรได้… เวทอาคมของกระบี่นี้ สามารถสร้างผลลัพธ์ได้หลายรูปแบบ… กระบี่เช่นนี้สามเล่ม สามารถสร้างเวทอาคมอันแข็งแกร่ง เก้าเล่มยิ่งเกิดเป็นเวทอาคมที่สมบูรณ์พร้อม และถ้าเป็นสิบแปดเล่ม ก็สามารถสังหารเวลาได้!"
"ต้นไม้ลึกลับสามารถใช้สร้างเป็นกระบี่ห้วงเวลาเทียมได้ เนื่องจากความเก่าแก่โบราณของมัน ซึ่งประกอบไปด้วยความผันผวนแห่งกาลเวลา ต้นไม้ลึกลับพวกนี้รวมถึงต้นชุนชิว ต้นคิดถึงลมหายใจ และที่ดีที่สุดของพวกมันทั้งหมด ต้นจิตวิญญาณ ถ้าไม่มีต้นไม้ทั้งสามชนิดนี้ ต้นพันลี้ลับก็สามารถใช้ได้…"
ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย เขาดึงจิตสัมผัสกลับคืนมา และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ท่าทางครุ่นคิด เขาสนใจเป็นอย่างมากในกระบี่ห้วงเวลา เพราะเขามีต้นชุนชิวอยู่เรียบร้อยแล้ว
สักพักหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวก็ยกมือไปแตะแสงทรงกลม ทันใดนั้น แสงสีขาวก็พุ่งออกมา และวนเป็นวงกลมรอบๆ มือ เขาประทับข้อความลงไป จากนั้นก็ส่งมันตรงไปยังแสงทรงกลม มันหายเข้าไป
ใช้เวลาไม่นานนัก ก่อนที่แสงสีขาวจะลอยกลับมาที่เขา ทันทีที่เขาแตะสัมผัสมัน ข้อความบางอย่างก็ปรากฎขึ้นในจิตใจ
"ในเมื่อท่านสามารถเห็นข้อมูลเกี่ยวกับต้นแบบแห่งกาลเวลา ก็แสดงว่าท่านมีพลังฝึกตนตรงตามที่ต้องการ แต่ข้าก็มีเพียงส่วนแรก สำหรับสองส่วนที่เหลือ พวกเราอาจจะต้องร่วมมือกัน ยังมีอีกหนึ่งคนที่ต้องการเช่นเดียวกัน ถ้าท่านสนใจที่จะเข้าร่วมกับพวกเรา ก็จะมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น"
"ถ้าท่านวางแผนที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมของสำนักชิงหลัวในดินแดนนี้ ท่านต้องสาบานว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลนี้ให้กับคนอื่นๆ รวมถึงสำนักของท่าน บันทึกคำสาบานแห่งเต๋าของท่านลงไปบนแผ่นหยก และส่งกลับมาให้ข้า แล้วข้าก็จะถือว่าท่านเป็นพวกเดียวกัน"
เมิ่งฮ่าวครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนที่ดวงตาของเขาจะส่องประกายด้วยความมุ่งมั่น เขายกแผ่นหยกขึ้นมาวางไปที่หว่างคิ้ว หลังจากนั้น ก็ส่งมันไปที่แสงสีขาว ซึ่งแผ่นหยกก็หายเข้าไปในแสงนั้น
เวลาไม่นานผ่านไป และดวงตาเมิ่งฮ่าวก็เต็มไปด้วยแสงเจิดจ้า ขณะที่แสงสีขาวปรากฎขึ้น เขาอ่านมันด้วยจิตสัมผัส พบว่าเป็นข้อมูลที่เขากำลังรออยู่
"หนึ่งปีก่อน สำนักชิงหลัวได้ค้นพบแผนที่ลึกลับ ซึ่งได้วาดเส้นทางลับนำไปสู่ดินแดนสงบสุขโบราณ สำนักชิงหลัวได้เข้าไปยังสถานที่นั้นหลายครั้งในปีที่ผ่านมา แต่พวกมันก็ยังคงเข้าไปได้ถึงแค่หน้าผาด้านนอก หน้าผานี้เข้าไปได้เฉพาะผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณเท่านั้น"
"ใครที่เข้าไปต้องทำตามข้อเรียกร้องของสำนักชิงหลัว ยิ่งพวกมันนำสิ่งของกลับออกมาได้มากเท่าไหร่ พวกมันก็จะได้รับเม็ดยาหลัวตี้มากขึ้นเท่านั้น ที่ประชุมของพวกเรานี้อยู่ภายในดินแดนโบราณนั้น ซึ่งเป็นสถานที่เงาของดวงตะวันและดวงจันทร์ซ้อนทับกัน"
"ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกประมาณสิบวันนับจากวันนี้ ท่านต้องรีบไปที่สำนักชิงหลัว และเข้าร่วมกลุ่มของผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณเร่ร่อน ที่พวกมันกำลังรวบรวมอยู่"
เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว เมื่อแสงสีขาวจางหายไป แววตาเขาแสดงถึงการครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
"ข้อมูลที่กระจายออกมาตอนนี้ ในแคว้นชิงหยุน มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นจึงยากที่จะบอกว่าข้อมูลนี้จริงหรือเท็จ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับสมรภูมิรบโบราณ หรือดินแดนสงบสุขเป็นส่วนใหญ่"
"ดูเหมือนว่าคนที่ชาญฉลาดทั้งหลายต่างก็ตรวจสอบ และได้ข้อสรุปที่เหมือนกันมาหลายอย่าง แคว้นชิงหยุนเป็นของสำนักชิงหลัว ถ้าบอกว่าเรื่องวุ่นวายภายในแคว้นนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสำนักนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าขบขันยิ่ง"
"แต่เม็ดยาหลัวตี้ก็สามารถช่วยข้าได้อย่างแน่นอน…" เมิ่งฮ่าวได้เรียนรู้ข้อมูลที่เกี่ยวกับสำนักชิงหลัวอีกเล็กน้อยจากการประชุมลับนี้ แต่ยิ่งเขารู้มากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นเท่านั้น
"ข้าต้องไป" เขาคิด เมื่อตัดสินใจเรียบร้อย จิตสัมผัสของเขาก็กวาดผ่านแสงทรงกลมที่เหลือ เมื่อเขากำลังจะเรียกจิตสัมผัสกลับคืนมา ทันใดนั้น ม่านตาก็หดแคบลง แม้ว่าจะกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ ทันใดนั้น จิตวิญญาณก็พรั่งพรูออกมา เขาจ้องไปยังแสงทรงกลมที่มีข้อมูลเกี่ยวกับต้นแบบแห่งกาลเวลา มีของชิ้นใหม่ที่เพิ่งจะแสดงขึ้นมาในรายการขายด้านใน เป็นเม็ดยา
ชื่อของเม็ดยานั้นก็คือ "เม็ดยาคงโฉม!"
เม็ดยาคงโฉม เป็นเม็ดยาธรรมดาทั่วไป และราคาไม่แพงมากนัก ท่ามกลางเม็ดยาต่างๆ ทั้งหมด เม็ดยานี้ไม่ได้สร้างความสนใจให้กับใครๆ
แต่สำหรับเมิ่งฮ่าว เม็ดยานี้ประกอบไปด้วยความทรงจำเมื่อหกหรือเจ็ดปีก่อน ความทรงจำแห่งภาพที่สวยงามภายใต้แสงจันทร์ในค่ำคืนนั้น
"ข้าไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นเม็ดยาคงโฉมในที่นี้" เมิ่งฮ่าวกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ เขาซื้อเม็ดยานั้นมา และในไม่ช้าแสงสีขาวก็นำมันมาส่งให้เขา เม็ดยาตกลงไปในมือเขา และเมื่อเขาเห็นมัน ทั่วทั้งร่างก็สั่นด้วยความประหลาดใจ
ตอนที่ 142 สำนักชิงหลัว
ขณะที่ร่างของเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้านอยู่ในกลุ่มหมอก ดวงตาเขาก็เริ่มส่องแสงอันทรงพลังออกมา เขาสูดลมหายใจเร่งร้อนขึ้น พื้นฐานฝึกตนก็โคจรหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มหมอกเดือดพล่านไปมา
เมิ่งฮ่าวไม่ได้สังเกตถึงเรื่องนี้ แต่กำลังจ้องไปยังเม็ดยาคงโฉมโดยไม่กระพริบตา และมีบางสิ่งที่แกะสลักอยู่บนด้านข้างของเม็ดยานี้… ภูเขา
เห็นได้ชัดว่าภูเขานี้ได้ถูกแกะสลักโดยมือของใครบางคน ไม่ได้ใช้เวทอาคมสร้างขึ้น มันไม่ได้เป็นเม็ดยาที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว มันเป็นเพียงเม็ดยาธรรมดา รูปสลักนี้เป็นสิ่งที่ดูแล้วลึกซึ้งกินใจ…
รูปสลักภูเขานี้เป็นสิ่งที่บุคคลภายนอกสำนักเอกะเทวะไม่มีทางรู้ได้ มันเป็นภูเขาตะวันออกของสำนักเอกะเทวะ!
รูปลักษณ์ของภูเขาได้ประทับอยู่ในความทรงจำของเมิ่งฮ่าว และเขาก็จำมันได้ในทันที
ใครที่จะเป็นไปได้ในการแกะสลักรูปภูเขานี้ไปบนเม็ดยาคงโฉม ซึ่งได้ปรากฎขึ้นในแคว้นชิงหยุน… ? ภาพอันแจ่มชัด ทันใดนั้น ก็ปรากฎขึ้นในจิตใจของเมิ่งฮ่าว
เป็นภาพของหญิงสาวที่สวยงาม เย็นชา สวมใส่ชุดขาว นางเป็นผู้ที่ชักนำเมิ่งฮ่าวให้เข้ามาสู่โลกแห่งการฝึกตนนี้ ภายใต้แสงจันทรา นางได้ปรายตามองกลับมาที่เขา… สวี่ชิง
ศิษย์พี่หญิงสวี่
เมิ่งฮ่าวไม่สามารถจะพิสูจน์เพื่อสรุปได้ว่า เม็ดยาคงโฉมนี้เป็นเม็ดยาเดียวกับที่เขาให้ศิษย์พี่หญิงสวี่เป็นของขวัญหรือไม่ แต่จิตสำนึกบอกเขาว่ามันใช่
เขาถือเม็ดยาไว้ในมือ ค่อยๆ กำเป็นหมัดปกปิดมันไว้ นั่งอยู่นั่นอย่างเงียบๆ ภายใต้หมวกไม้ไผ่ปีกกว้าง พายุเริ่มก่อตัวขึ้นบนใบหน้าเขา
"ถ้านางไม่เคยใช้เม็ดยานี้ และยังได้นำมันไปด้วยที่สำนักชิงหลัว แล้ว… ทำไมมันถึงได้อยู่ที่นี่ในตอนนี้ เกิดอะไรขึ้นกับนางในสำนักชิงหลัว? นี่เป็นภาพของภูเขาตะวันออก นางได้คิดถึง… สำนักเอกะเทวะ หรือคิดถึงใครคนหนึ่ง… ?"
"ภาพของภูเขาตะวันออกนี้หมายถึงอะไร? นางได้ให้เม็ดยานี้กับใครบางคน? หรือนางขายมันไป? บุคคลที่ข้าเพิ่งติดต่อด้วยต้องไม่ใช่นางอย่างแน่นอน"
เขาปล่อยมือที่กำจนแน่นออก และมองไปยังภาพแกะสลักที่ด้านข้างของเม็ดยาอีกครั้ง จิตใจเขาทันใดนั้น ก็เต็มไปด้วยความต้องการที่จะไปพบศิษย์พี่หญิงสวี่อย่างรุนแรง ลึกลงไปข้างใน คำตอบของคำถามได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว
"ศิษย์พี่หญิงสวี่…" ความคมกล้าฉายอยู่ในแววตา และเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เม็ดยานี้บอกเขาว่า ถ้านางไม่ได้ขาย หรือมอบให้ใคร ก็มีทางเป็นไปได้เพียงประการเดียวก็คือ…
เขารู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกแทงอยู่ในจิตใจ และสายตาก็เริ่มพล่าเลือน ในจิตใจของเขาเป็นภาพของศิษย์พี่หญิงสวี่ทั้งหมดเมื่อหลายปีมาแล้ว นานเป็นอย่างยิ่ง เขาค่อยๆ เก็บเม็ดยาคงโฉมเข้าไปในถุงแห่งจักรวาลช้าๆ
"สำนักชิงหลัว… จากนั้นก็เป็นต้นแบบแห่งกาลเวลา…" เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้นช้าๆ จ้องไปยังแสงทรงกลมที่เบื้องหน้า นี่ไม่ใช่สถานที่ ที่เขาจะโจมตีได้ ยากบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่น เขาไม่ต้องการแหวกหญ้าให้งูตื่น ทำให้ศัตรูป้องกันตัวได้
เขาคิดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย จากนั้นดวงตาก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ตอนนี้เขาตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว เขาต้องไปยังสำนักชิงหลัวอย่างแน่นอน
เมิ่งฮ่าวไม่มีกะใจที่จะเข้าร่วมการประชุมลับที่เหลืออยู่ เขายังคงคิดถึงภาพของศิษย์พี่หญิงสวี่ เมื่อหลายปีที่ผ่านมาทั้งหมด เมื่อการประชุมในที่สุดก็มาถึงตอนท้าย เขาถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา กลุ่มหมอกรอบๆ ตัวเขาจางหายไป
ชายชราชิงซานพยักหน้าให้ทุกคน และโบกสะบัดมือ จากนั้นมันก็หันหลังและจากไป คนที่เหลืออยู่ในศาลาก็ไม่ได้พูดจาใดๆ พวกมันเริ่มหายไปทีละคน ใช้การเคลื่อนย้ายทางไกลแบบสุ่มจากไป วิธีนี้ทำให้กลุ่มพันธมิตรลับแห่งการค้าเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น
เมื่อเมิ่งฮ่าวปรากฎตัวขึ้นอีกครั้ง เขาก็อยู่ด้านนอกประตูของคฤหาสถ์หลังอื่นภายในเมือง
สถานที่นี้อยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองจากจุดที่เขาแอบตามหลู่เทาไป เมิ่งฮ่าวเพิ่งจะดูออกว่า ราชวังนั้นไม่ได้ตั้งอยู่ภายในเมืองเท่าไหร่ จากจุดที่เขาแอบตามหลู่เทาไป เป็นเพียงแค่ทางเข้าเท่านั้นเอง
เขาเดินไปตามถนนที่สว่างด้วยแสงจันทร์ มองขึ้นไปบนท้องฟ้า เงาร่างที่โดดเดี่ยวยืดยาวไปบนพื้นถนน ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความเปล่าเปลี่ยว
ดวงจันทร์ที่อยู่บนท้องฟ้าเป็นดวงเดียวกัน แต่สถานที่แตกต่างกัน ดูเหมือนว่าหลายปีที่ผ่านไป ตั้งแต่วันก่อนหน้านั้น เมื่อมองย้อนกลับไป ก็ดูราวกับว่าเขาไม่มีสถานที่ใดๆ ที่จะเรียกว่าบ้านได้อีก
เขาถอนหายใจออกมา และเดินต่อไปข้างหน้า
เขาเดินไปจนกระทั่งดวงตะวันลอยขึ้นมา จากนั้นก็เดินไปจนออกจากเมืองแห่งผู้ฝึกตนนี้ ในที่สุด ร่างก็กลายเป็นลำแสงพุ่งผ่านแคว้นชิงหยุน ตรงไปยังสำนักชิงหลัว!
ไม่กี่วันหลังจากนั้น
สำนักชิงหลัวได้ตั้งอยู่ในทิศตะวันออกของแคว้นชิงหยุน ในจุดกึ่งกลางของภูเขาหมื่นลูก ประตูหลักของสำนักดูใหญ่โตและเกรียงไกร ความโอ่อ่าของมันสามารถสร้างความหวาดกลัว ให้กับจิตใจของผู้ฝึกตนใดๆ ก็ตามที่มองมา
ภูเขาหมื่นลูกที่อยู่ล้อมรอบ เหมือนเป็นเกราะกำบังให้กับภูเขาเก้าสิบเก้าลูกที่อยู่ตรงกลาง ด้านบนของภูเขาทั้งเก้าสิบเก้าลูก มีภูเขาขนาดใหญ่ลอยหงายอยู่ มีพื้นที่กว้างใหญ่มหึมา ในส่วนด้านล่างของมันมีต้นหลิวห้อยลงมาราวผ้าม่าน บางต้นก็ยาวสิบกว่าจ้าง บางต้นก็ยาวถึงร้อยจ้าง กลุ่มเมฆลอยไปมารอบๆ ด้านบนของดินแดนกว้างใหญ่นี้ ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์
สิ่งปลูกสร้างถูกตกแต่งอย่างสวยงาม ปกคลุมไปด้วยเจดีย์ และวิหารมากมาย ที่ด้านล่าง ภูเขาทั้งเก้าสิบเก้าลูกเชื่อมต่อกันทั้งหมดด้วยสะพานโค้งที่มีสีสันงดงาม ช่างเป็นความงามที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง
มีน้ำตกไหลลงมาจากก้อนหินที่อยู่ด้านล่างของภูเขาที่ลอยอยู่ ทำให้สำนักนี้ช่างสวยงามจนยากที่จะอธิบายออกมาได้ เสียงระฆังดังมาอย่างแผ่วเบากระจายไปทั่ว สร้างเป็นบรรยากาศแห่งความปลอดโปร่งโล่งใจอย่างไม่น่าเชื่อ
จุดสูงสุดของภูเขาลอยฟ้านี้ดูเหมือนจะตรงขึ้นไปจนถึงสวรรค์ ที่นั่นมีกระถางธูปขนาดใหญ่มหึมาอยู่ มีธูปขนาดใหญ่สามดอกที่กำลังเผาไหม้ปักอยู่ในกระถางธูปนั้น ธูปทั้งสามดอกนี้ดูเหมือนจะไม่มีวันดับ ราวกับว่ากลิ่นหอมของมันจะคงอยู่ตราปชั่วนิจนิรันดร์ ควันของมันลอยขึ้นไปในท้องฟ้า จนในที่สุดก็ถูกสายลมทำให้กลายเป็นกลุ่มควันที่คล้ายกับกิ่งก้านของต้นหลิว และจากนั้นก็จางหายไป
นี่เป็นดินแดนของสำนักชิงหลัว
อันที่จริง ถ้าสำนักชิงหลัวต้องการ พวกมันก็สามารถอ้างสิทธิ์ว่าภูเขาที่อยู่รอบๆ ทั้งหมื่นลูกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสำนักได้ ยิ่งไปกว่านั้น สำนักชิงหลัวก็เป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ของดินแดนด้านใต้ กองหนุนแห่งเต๋าของพวกมันก็ลึกซึ้งแข็งแกร่ง และวิชาของสำนักก็สืบต่อกันมานานนับหมื่นปี
ลมปราณในที่นี้ก็หนาแน่นเป็นอย่างมาก ลมปราณในพื้นที่บริเวณรอบๆ หมื่นภูเขาเข้มข้นกว่าภูเขาลมปราณใดๆ ภายในแคว้นจ้าวซะอีก แค่ภูเขาเดียวในที่นี้ ก็มีลมปราณเข้มข้นกว่าหุบเขา ที่เมิ่งฮ่าวได้บรรลุพื้นฐานลมปราณ
นี่ยิ่งเป็นความจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในหนึ่งพันภูเขา ที่นั่นมีลมปราณอยู่อย่างหนาแน่น จนแม้แต่มนุษย์ธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่นั้น ก็จะมีอายุยืนยาวเพิ่มขึ้น เนื่องจาก ตั้งแต่แรกกำเนิด พวกมันก็หายใจลมปราณนี้เข้าไป และไม่จำเป็นต้องฝึกวิถีแห่งเซียนเพื่อจะเพิ่มต่ออายุของพวกมัน
ภายในหนึ่งร้อยภูเขา ก็ยิ่งมีมากขึ้นจนน่าตกใจ
บุรุษหนุ่มยืนอยู่ที่ด้านนอกของหมื่นภูเขา สวมใส่ชุดยาวสีดำ และใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและถือดี "หมื่นภูเขาของสำนักชิงหลัว" มันพูดเสียงราบเรียบ "เป็นสถานที่สำหรับให้ศิษย์สายในฝึกฝนตัวเอง จริงๆ แล้ว หมื่นภูเขานี้เป็นยิ่งกว่าที่จะเรียกว่าภูเขาลมปราณของโลกนี้"
ที่ยืนอยู่รอบๆ มัน เป็นผู้ฝึกตนห้าคน ทั้งหมดจ้องไปยังสำนักชิงหลัว แต่ละคนก็สวมใส่เสื้อผ้าที่แตกต่างกัน และเห็นได้ชัดว่ามาจากสถานที่ต่างๆ กัน หนึ่งในท่ามกลางคนทั้งห้าสวมใส่ชุดยาวนักศึกษา สีผิวคล้ำเล็กน้อย แต่ก็ดูท่าทางคงแก่เรียน และสุภาพเรียบร้อย ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก เมิ่งฮ่าว
"หมื่นภูเขาใช้สำหรับต้อนรับแขกของสำนัก แต่ข้าขอแนะนำพวกท่าน สหายเต๋าทั้งหลาย อย่าได้ย่างเท้าเข้าไปในเขตภูเขานอกจากได้รับมอบหมายเท่านั้น" บุรษหนุ่มยิ้มขณะที่มันมองไปยังคนทั้งห้า
"มีสัตว์ที่ดุร้ายถูกผนึกอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีภูเขาที่ถูกสงวนไว้สำหรับการใช้งานที่พิเศษเฉพาะ และถูกคุ้มครองด้วยศิษย์สายใน ถ้าพวกท่านเข้าไปในพื้นที่แห่งนั้น ก็อาจจะไม่มีโอกาสรอดออกมาได้"
บุรุษหนุ่มยิ้ม ขณะที่มันมองผ่านพวกเขาไป
"สหายเต๋า พวกท่านต่างก็ตอบรับการเชื้อเชิญจากสำนักชิงหลัว เมื่อพวกท่านอยู่ที่นี่ พวกท่านก็เป็นแขกของสำนักเรา พวกท่านจะพักภายในหมื่นภูเขา หนึ่งคนต่อหนึ่งภูเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านจำเป็นต้องใช้เพื่อฝึกฝนพลังฝึกตน ทางสำนักได้จัดเตรียมให้แล้ว เมื่อเข้าไปในภูเขา ศิษย์จากสำนักชิงหลัวก็จะส่งเม็ดยาหลัวตี้มาให้"
"เม็ดยานี้เป็นของขวัญต้อนรับ แต่ข้า เจิน ต้องขอเตือนพวกท่านให้รับเม็ดยา เข้าไปในภูเขา และประทับลายนิ้วมือเพื่อยอมรับข้อตกลงในการเข้ามา ถ้าพวกท่านยกเลิกคำสัญญา หรือแอบจากไป พวกท่านก็จะถูกลงโทษโดยสำนักชิงหลัว" พร้อมรอยยิ้ม มันประสานมือและโค้งตัวคารวะ
ใกล้เคียงบริเวณนั้น ศิษย์สายนอกของสำนักชิงหลัวห้าคน รอต้อนรับพวกเขา
"ดูเหมือนจะยุติธรรมดี" หนึ่งในห้าผู้ฝึกตนกล่าว เป็นชายในชุดยาวสีเทา คนที่เหลือก็ส่งเสียงเห็นด้วย เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา ขณะที่เขาจ้องออกไปยังเขตเทือกเขาที่ยาวไกลสุดสายตานั้น
"ก็ดี ถ้างั้นสหายเต๋าทั้งหลาย พวกท่านก็ไม่ต้องรอนาน คนอื่นๆ ได้มาถึงเรียบร้อยแล้ว" บุรุษหนุ่มยิ้ม และโค้งตัวลงอีกครั้ง
ภายในกลุ่มของเมิ่งฮ่าวเป็นบุรุษวัยกลางคนที่มีใบหน้าซีดเหลือง "มีสหายเต๋าขั้นพื้นฐานลมปราณมาแล้วเท่าไหร่?" มันถามขึ้นในทันที
"ถ้าไม่นับพวกท่าน ก็มีอยู่เก้าสิบเจ็ดคน" บุรุษหนุ่มแซ่เจินพยักหน้า จากนั้นก็หันหลัง กลายเป็นลำแสงพุ่งหายลับตาไป
"สหายเต๋า โปรดติดตามพวกเรามา พวกเราจะนำท่านไปยังภูเขาของแต่ละท่าน" กลุ่มของศิษย์รุ่นเยาว์ห้าคน ซึงเห็นได้ชัดว่ามาจากสำนักสายนอก ประสานมือและคารวะด้วยความเคารพ จากนั้นก็นำทางไป
บุคคลที่นำเมิ่งฮ่าวไป เป็นหญิงสาวอายุประมาณยี่สิบหกถึงยี่สิบเจ็ดปี พลังฝึกตนของนางในระดับเจ็ดขั้นรวบรวมลมปราณ นางหน้าตาน่ารัก และท่าทางเป็นคนที่เฉลียวฉลาด
"ผู้อาวุโส โปรดตามข้ามา" นางกล่าวเสียงแผ่วเบา ถึงแม้ว่าผิวของเมิ่งฮ่าวจะคล้ำเล็กน้อย แต่เขาก็ดูท่าทางคงแก่เรียนและสุภาพเรียบร้อย ดูเป็นนักศึกษา ซึ่งพบเห็นได้ยากท่ามกลางกลุ่มผู้ฝึกตน จึงทำให้หญิงสาวผู้นี้ชำเลืองมองเขาอยู่หลายครั้ง
โดยเฉพาะลึกลงไปในดวงตาที่สุกใสดึงดูดใจของเขา ดูเหมือนจะส่องประกายของพลังที่ผิดมนุษย์ออกมา สำหรับหญิงสาวที่อ่อนไหวเช่นนาง การถูกจ้องมองโดยเมิ่งฮ่าว ก็ทำให้นางหน้าแดงขึ้นมาในทันที
"ผู้อาวุโส…" นางกล่าว ก้มหน้าลง
"โปรดนำทาง" เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ เมื่อได้เห็นนาง เขาก็นึกไปถึงตัวเองและสวี่ชิง ช่วงที่อยู่ในสำนักเอกะเทวะ เขามองออกไปยังเทือกเขาซึ่งไร้ที่สิ้นสุดของสำนักชิงหลัว และความดื้อรั้นก็สาดประกายออกมาจากดวงตา
หญิงสาวนำเมิ่งฮ่าวไปยังภูเขาที่สูง สีเขียวมรกต บนยอดเขาเป็นที่พักและลานบ้าน เถาวัลย์จำพวกหวายปกคลุมไปทั่ว และมีเส้นทางหินปูนอยู่รอบๆ ภูเขา สายลมพัดมา ทำให้ลมปราณที่อยู่บริเวณนั้นม้วนตัวขึ้นไป ภาพทั้งหมดนี้ทำให้จิตวิญญาณของใครก็ตามที่ได้เห็นต้องเฟื่องฟูขึ้น
เมื่อมาถึงลานบ้าน เมิ่งฮ่าวก็หยิบไข่มุกที่เป็นเครื่องประดับ ออกมาจากถุงสมบัติที่เขาได้มาจากบุรุษร่างสูงใหญ่แซ่ฉือ ที่งานประชุมลับ เขาส่งมอบให้กับหญิงสาว จากนั้นก็ส่งนางจากไป เมื่อนางเดินออกไป ใบหน้าของนางก็แดงขึ้น ชำเลืองมองกลับมายังเมิ่งฮ่าวหลายครั้ง จิตใจของนางดูเหมือนจะเต้นไม่เป็นจังหวะ
ในไม่ช้า ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง เมื่อราตรีมาเยือน ทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสงบ มีเพียงสิ่งเดียวที่ได้ยินก็คือ เสียงร้องของแมลงที่ดังมาจากด้านนอก เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณบนชั้นสองของที่พัก ทันใดนั้น เขาก็ลืมตาขึ้น
เป็นเวลาเดียวกับที่ความเงียบของด้านนอก ทันใดนั้น ก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงร้องอย่างน่าขนลุก มันเป็นเสียงที่เหมือนกับมีใครบางคน กำลังกระเสือกกระสนดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนถึงแก่ความตาย ความเงียบสงบถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ เมื่อเสียงแผดร้องกระจายออกไปทั่ว
ตอนที่ 143 ภูติผียามราตรี
เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่ด้านหน้าของชั้นสองข้างหน้าต่าง ดวงจันทร์แขวนอยู่ในท้องฟ้า ไกลออกไป เขามองเห็นภูเขาที่ปกคลุมด้วยเวทอาคม กระฉอกเป็นระลอกคลื่นดูคล้ายตาข่ายที่เล็กละเอียด
เสียงร้องอย่างน่าสังเวชนี้ ดังออกมาจากภูเขาลูกนั้น ในตอนนี้ ก็เห็นเงาร่างมากมายบินขึ้นไปจากภูเขาต่างๆ ที่อยู่รายรอบ เพื่อดูว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น
ในไม่ช้า ลำแสงมากมายก็พุ่งตรงไปยังภูเขาลูกนั้น หลังจากนั้นไม่นาน ระลอกคลื่นของเวทอาคมก็จางหายไป และทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับไปเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ เงียบสงบเช่นเดิม
เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว และดวงตาก็สาดประกาย เขาจำได้ว่าภูเขาที่มีเสียงกรีดร้องออกมานี้ เป็นภูเขาเดียวกับที่บุรุษใบหน้าซีดเหลืองได้ไปก่อนหน้านี้เมื่อตอนกลางวัน เมื่อได้เห็นเงาร่างมากมายบินตรงไปยังภูเขาลูกนั้น เมื่อเมิ่งฮ่าวกำลังจะไปตรวจสอบ ทันใดนั้นเขาก็ต้องหยุดชะงักลง
ใบหน้าของเขาส่งประกาย ขณะที่มองลงไปยังถุงแห่งจักรวาล เขาตบมัน และแผ่นหยกผนึกอสูรก็ลอยออกมา เขาก็คว้าจับไว้
มันเรืองแสงอย่างลี้ลับออกมา ความรู้สึกแปลกๆ เป็นอย่างมาก พุ่งขึ้นมาจากจิตใจของเมิ่งฮ่าว เขาไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร แต่ก็ดูเหมือนว่ามีปราณที่มองไม่เห็นกำลังเสียดแทงขึ้นมาในจิตใจ
อย่างครุ่นคิด เขาหยิบเอาแผ่นหยกที่ได้มาจากผู้ผนึกอสรูรุ่นแปดออกมา และวางมันไว้บนฝ่ามือ
เสียงโบราณของผู้ผนึกอสรูรุ่นแปดก็ดังออกมาในจิตใจ "บางวิญญาณในวงจรของการกำเนิดใหม่ พยายามหลีกเลี่ยงการถูกกลบฝัง ปราณของพวกมันจะเหมือนของพวกปีศาจ ซึ่งอยู่เหนือสิ่งมีชีวิตทั่วไป แต่ก็แปดเปื้อนด้วยโลกของมนุษย์ธรรมดาที่แตกต่างกันทั้งหนึ่งหมื่นแห่ง ปราณเหล่านี้เยือกเย็น ถูกดูดซับโดยกระดูกและวิญญาณ พวกมันสามารถนำไปสู่เส้นทางแห่งวิถี ถ้าเจ้าเผชิญหน้ากับปราณเช่นนี้ เจ้าต้องผนึกมัน!"
เมิ่งฮ่าวครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ และในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะไม่ออกไป เขายืนอยู่ข้างหน้าต่าง ส่งจิตสัมผัสออกไปยังทิศทางของเสียงกรีดร้องที่น่ากลัวนั้น สิ่งแรกที่ได้ยินก็คือเสียงพูดจาทะเลาะกัน
"นี่เป็นสหายเต๋าคนที่หกแล้วที่ตายไป ถ้าสำนักชิงหลัวไม่ยอมอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่างในตอนนี้ พวกเราก็จะจากไป!"
มีผู้ฝึกตนประมาณสิบคนที่อยู่ใกล้ๆ ภูเขาลูกนั้น จ้องอย่างเย็นชาไปยังศิษย์สำนักชิงหลัว ซึ่งป้องกันไม่ให้พวกมันเข้าไปตรวจสอบสาเหตุแห่งความตายนั้น
ในที่ห่างไกล มีผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยได้บินออกจากเขตภูเขาที่พวกมันพักอยู่ และกำลังมองมาจากที่ห่างไกล โดยไม่พูดจา พวกมันทั้งหมดต่างก็ปลดปล่อยพลังของพื้นฐานฝึกตนออกมา แรงกดดันอันมหาศาลก็พุ่งขึ้น กลายเป็นการประท้วงที่ไร้เสียงขึ้นในทันที
ใบหน้าของศิษย์สำนักชิงหลัวทั้งหมดเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด ในตอนนี้เอง ที่เสียงอันเคร่งขรึมทันใดนั้นก็ดังออกมา
"ทางสำนักจะมีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายในสามวัน" ขณะที่เสียงนี้ดังออกมา ชายชราที่สวมใส่ชุดยาวที่หลวมกว้างของนักพรตก็ปรากฎขึ้น แรงกดดันกระจายออกมาจากร่างของมัน ทำให้สีหน้าของผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นเปลี่ยนไป
ศิษย์สำนักชิงหลัวทั้งหมด โค้งตัวลงอย่างนอบน้อม
"ขอคารวะ ผู้อาวุโสเฉิน"
ชายชราเดินตรงไปด้านหน้า มันยืนอยู่ที่ด้านล่างของกลุ่มผู้ฝึกตนเหล่านั้นตรงเชิงเขา และเหล่าผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ที่ลอยอยู่ในอากาศด้านบนของมันทั้งหมดต่างก็ไร้คำพูด พวกมันหลายคนโค้งตัวคารวะด้วยความเคารพ เห็นได้ชัดว่าพวกมันรู้ว่าชายชราผู้นี้เป็นใคร
เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ด้วยสีหน้าราบเรียบเช่นเดิม แต่เขาก็ค่อยๆ ขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างช้าๆ ชายชราเป็นผู้อาวุโสของสำนักชิงหลัว และพลังฝึกตนของมันก็ไม่ใช่ขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่เป็นขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ
ชายชรากวาดมองไปที่ผู้ฝึกตนกลุ่มนั้น เมื่อมันพูดขึ้น เสียงของมันก็ไม่ได้ดังมากนัก แต่ก็เต็มอยู่ในจิตใจของทุกคนในพื้นที่บริเวณนั้น
"ข้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่พวกท่านทั้งหมดมายังสำนักชิงหลัว เรื่องฆาตกรรมที่เกิดขึ้นนี้ ข้าก็มีโทสะด้วยเช่นเดียวกัน ภายในสามวัน ข้าจะสังหารเจ้าฆาตกรนี้ด้วยมือของข้าเอง"
"ด้วยการแสดงตัวของผู้อาวุโสเฉิน พวกเราก็รู้สึกสบายใจขึ้นเป็นอย่างมาก ขอบคุณท่านผู้อาวุโส ที่มาช่วยจัดการเรื่องนี้ด้วยความเที่ยงธรรม"
ผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณโค้งคารวะทีละคน จากนั้นก็กลับไปยังภูเขาของพวกมัน เมื่อผู้อาวุโสของสำนักชิงหลัวปรากฎขึ้น ถึงแม้มันจะไม่ได้ให้คำอธิบายใดๆ แต่พวกมันจะโต้เถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไร?
ในไม่ช้า ทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสงบลงอีกครั้ง ผู้อาวุโสเฉินจากไป เช่นเดียวกับศิษย์สำนักชิงหลัวเกือบทั้งหมด ภูเขาที่มีเสียงกรีดร้องออกมานั้นก็เงียบสงบเช่นเดียวกัน ไม่มีใครต้องการจะไปตรวจสอบมากกว่านี้
ด้วยท่าทางเหม่อลอย เมิ่งฮ่าวกลับไปนั่งขัดสมาธิ และเริ่มเข้าฌาณ ภายในจิตใจดังก้องไปด้วยคำพูดของผู้ผนึกอสูรรุ่นแปด
"มีบางอย่างที่แปลกประหลาดเกิดขึ้นในสำนักชิงหลัว…" ดวงตาเมิ่งฮ่าวเปิดขึ้นมา เต็มไปด้วยประกายอันเข้มข้น ปราณอันแหลมคมที่เขารู้สึกได้ ดูเหมือนจะเพิ่มความหนาแน่นขึ้น
เขาก้มหน้าครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็หยิบเอาหน้ากากเซียนโลหิตออกมา ส่งจิตสัมผัสเข้าไปด้านใน มองเห็นปรมาจารย์ตระกูลหลี่ ถูกห่อหุ้มอยู่ในหมอกโลหิตของเมิ่งฮ่าว ดูเหมือนมันจะเริ่มอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ไม่ได้ร้องออกมาเหมือนก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะไม่มีความแข็งแกร่งใดๆ เหลืออยู่
"เจ้ารู้เรื่องอะไรบ้างเกี่ยวกับสำนักชิงหลัว?" เมิ่งฮ่าวถามผ่านจิตสัมผัส เขามักจะพบว่าตัวตนวิญญาณโลหิตของชายชราผู้นี้ค่อนข้างจะแปลก ความรู้สึกนี้ก็ยังรุนแรงมากขึ้น เมื่อเขาคิดไปถึงหลี่เต้าอี
"ข้ารู้แต่เรื่องผายลม เจ้าสารเลวน้อย" ปรมาจารย์ตระกูลหลี่พูด เสียงแหบแห้งของมันเต็มไปด้วยคำหยาบคาย "ถ้าเจ้ามีความสามารถ เจ้า…"
ก่อนที่มันจะพูดจบ เมิ่งฮ่าวก็สร้างบาดแผลที่นิ้วขึ้นอย่างใจเย็น และใช้หยดโลหิตไปล้อมรอบชายชราด้วยกลุ่มหมอกโลหิตที่มากขึ้นกว่าเดิม เสียงร้องอย่างน่าสังเวชก็ดังออกมา จากนั้นเมิ่งฮ่าวก็ดึงจิตสัมผัสกลับมา เขาไม่ถามอะไรอีก แต่เก็บหน้ากากกลับไป
ในเวลาเดียวกันนั้น ภายใต้หมื่นภูเขาของสำนักชิงหลัว มีถ้ำหินปูนที่เชื่อมต่อกันอย่างมากมายมหาศาล ราวกับเขาวงกตยักษ์ ลึกลงไปในซอกหลืบของถ้ำเหล่านั้น มีพื้นสูงที่ประดับไว้ด้วยคบไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่ เปลวเพลิงที่เต้นไปมาของคบไฟนั้น ทำให้ภายในถ้ำเต็มไปด้วยเงาอันเลือนลาง
ด้านบนของพื้นสูงนั้นมีผู้ฝึกตนชราสามคนนั่งขัดสมาธิอยู่ ร่างของพวกมันแห้งลีบ และขณะที่พวกมันนั่งอยู่ที่นั่น ก็ดูเหมือนจะตายไปแล้ว ปราณแห่งความตายอันเข้มข้นวนไปมารอบๆ พวกมัน แต่เมื่อดวงตาของพวกมันเปิดออก ก็ส่องแสงอันโบราณเหมือนอยู่ในขุมนรกออกมา
เงาร่างของพวกมันดูเหมือนจะหงิกงอบิดเบี้ยว ขณะที่พวกมันคงอยู่ในที่ไหนสักแห่ง ระหว่างในโลกแห่งจินตนาการและร่างกายที่แท้จริง และดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในโลกนี้ทั้งหมด
ที่อยู่กึ่งกลางของพวกมันเป็นหนังสัตว์ ซึ่งทำมาจากผิวหนังของสัตว์ป่าบางชนิด ขอบของมันขาดรุ่งริ่งและบนพื้นผิวของมันก็เป็นแผนที่บางอย่าง
แผนที่หนังสัตว์นั้นเริ่มบิดตัวไปมาอย่างช้าๆ ปรากฎเป็นภาพของภูติผีบุรุษยืนขึ้นมาด้านบนของแผนที่นั้น ซึ่งได้ส่งเสียงกรีดร้องโดยไร้เสียงออกมา ดูเหมือนจะเป็นผีของบุรุษวัยกลางคนที่มีใบหน้าซีดเหลือง นี่เป็นหนึ่งในห้าคนที่มาถึงพร้อมกับเมิ่งฮ่าว
ร่างของมันเริ่มเลือนลางลง และในไม่ช้าก็หายไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ชายขอบของหนังสัตว์ผืนนั้นก็ค่อยๆ ขยายออกไปเล็กน้อย และหนังสัตว์นั้นก็เริ่มเงาวับขึ้นอีกเล็กน้อย มันเป็นภาพที่ใครก็ตามถ้าได้เห็นแล้ว ก็ต้องรู้สึกแปลกประหลาดใจอย่างน่าเหลือเชื่อ
เวลาผ่านไป จากนั้นหนึ่งในคนชรา ก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงแหบแห้งราวโลหะขูดกัน "ภายใต้แสงจันทราของวันพรุ่งนี้ มันจะกลืนคนอื่นอีก พวกเราก็สามารถจะเริ่มได้"
"ครั้งนี้ พวกเราต้องทำให้สำเร็จให้จงได้ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ต้องสำเร็จ… ! พวกเราต้องได้ครอบครองสิ่งของในตำนาน ไม่เพียงเพื่อพวกเราเอง แต่เพื่อท่านปรมาจารย์ จากนั้นพวกเราทั้งหมดก็จะตื่นขึ้นมา พวกเราไม่ต้องหลบซ่อนอยู่ในความมืดมิดเช่นนี้อีกแล้ว สถานที่ว่างเปล่าแห่งนี้ไม่มีพื้นดินให้เหยียบลงไปเลย"
"ยังคงมีพวกพื้นฐานลมปราณไม่เพียงพอที่ด้านนอกนั่น พวกเราแพร่กระจายข่าวไปไกลและเป็นวงกว้าง แต่พวกสำนักและตระกูลต่างๆ ก็ไม่ได้โง่เขลาจนตกหลุมพรางนี้อย่างง่ายดาย ฮึ่ม"
"มันก็ช่วยไม่ได้ พวกพื้นฐานลมปราณกลุ่มนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของทั้งหมด ด้วยสิ่งทั้งหมดที่พวกเราได้จัดเตรียมไว้ พวกเราต้องทำได้สำเร็จในครั้งนี้อย่างแน่นอน" เสียงของพวกมันค่อยๆ จางหายไป ในไม่ช้า มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังขยับอยู่ ก็คือหนังสัตว์ที่กำลังบิดตัวไปมาผืนนั้น การที่วางไว้ระหว่างพวกมัน ก็เหมือนกับพิธีสักการะบูชาบางอย่าง
ราตรีเลื่อนผ่านไปตามปกติ และในไม่ช้ารุ่งอรุณก็เบิกฟ้า เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้นจากการเข้าฌาณ ด้านนอกของที่พัก เขาเห็นลำแสงหลากสีพุ่งเข้ามาใกล้ กลายเป็นหญิงสาวที่สวมใส่ชุดคลุมยาวสีดำ นางมีรูปร่างสูงสมส่วน ด้วยผิวที่ขาวนวลเนียน และผมนุ่มสลวยเป็นเงางามแผ่กระจายไปทั่วไหล่ นางลดความเร็วลงเมื่อใกล้มาถึง มาหยุดอยู่ด้านนอกที่พักของเมิ่งฮ่าว
"ศิษย์หานเป้ย จากภูเขาเม็ดยาแห่งสำนักชิงหลัว ถูกส่งให้นำเม็ดยาหลัวตี้มามอบแก่ท่าน" นางกล่าว "สหายเต๋า โปรดออกมาได้หรือไม่?"
เสียงของนางฟังดูฉลาด และมีรอยยิ้มที่งดงามราวบุปผากำลังเบ่งบาน การแสดงตัวขึ้นมาของนางเหมือนจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสว่างเจิดจ้า ดวงตาของนางมีเสน่หฺดึงดูดใจ นางยิ้มอย่างบริสุทธิ์และน่ารัก สวมใส่ชุดยาวสีเขียวมรกต ริมขอบมีลายปักสีม่วง ทั้งหมดนี้ ทำให้นางมีความงดงามเหมือนอยู่ในโลกแห่งอื่น
เมิ่งฮ่าวปรากฎตัวออกมา และพวกเขาก็มานั่งที่โต๊ะด้วยกัน
นางมองมายังเมิ่งฮ่าว ด้วยรอยยิ้มที่ไม่เปลี่ยนไป เมื่อทำเช่นนี้ ดวงตาของนางก็ดูเหมือนจะส่องประกายเจิดจ้ามากขึ้น โดยไม่อาจทราบว่าเกิดจากความจงใจ หรือความไม่ตั้งใจของนางเอง
"สหายเต๋า ข้าขอสอบถามนามอันสูงส่งของท่านได้หรือไม่?" นางถามพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ เสียงของนางฟังดูสบายๆ ราวกับกำลังเรียกร้องความสนุกสนาน การได้ยินเสียงเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นความเพลิดเพลินได้อย่างหนึ่ง
"เมิ่งฮ่าว" เขากล่าวตอบด้วยเสียงราบเรียบ ไม่พยายามที่จะปิดบังตัวตน มองไปยังหญิงสาวที่เบื้องหน้า เขาบอกได้ว่าพลังฝึกตนของนางไม่ธรรมดา ดูเหมือนจะอยู่ในขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ
"เมิ่ง…" หานเป้ยมองมายังเขาด้วยความตกใจชั่วครู่ นางศึกษาใบหน้าเขาจากนั้นก็หัวเราะออกมา
"งั้นท่านก็เป็นสหายเต๋าเมิ่ง นี่เป็นข้อตกลง โปรดประทับลายนิ้วมือด้วยได้หรือไม่? จากนั้นข้าก็จะมอบเม็ดยาหลัวตี้ให้แก่ท่าน ถ้าท่านปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของสำนักทั้งหมด ท่านก็จะได้เม็ดที่สองต่อไป"
นางยกมืออันละเอียดอ่อนขึ้นมา รอบๆ ข้อมือเป็นกำไลสีเขียวมรกต ส่องประกายออกมา และในมือของนางก็มีม้วนกระดาษ นางส่งมันให้แก่เมิ่งฮ่าว
สีหน้าของเขาเรียบสงบเหมือนเช่นเคย มองไปที่กำไลของนางนานสักพัก จากนั้นก็รับม้วนกระดาษมา เขามองไปที่มัน จากนั้นก็ยกนิ้วหัวแม่มือด้านขวาขึ้นมาประทับลงไปบนกระดาษ
หานเป้ยจ้องไปที่เขาตลอดเวลา หลังจากที่เขาประทับลายนิ้วมือไปบนกระดาษ นางหยิบกล่องหยกที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ และวางมันลงที่ด้านข้าง
"นี่เป็นเม็ดยาหลัวตี้ของท่าน โปรดจำไว้ว่า เม็ดยานี้ไม่อาจกลืนลงไปในช่วงเวลากลางวัน จริงๆ แล้ว ชื่อเต็มของมันก็คือ หลัวเยี่ยต้าตี้ตาน (เม็ดยาตะกร้าปฐพีจันทรา) เมื่อท่านกลืนมันลงไป มันจะถูกดูดซับในแสงจันทร์" นางเผยอยิ้ม จากนั้นก็ก้าวเท้าเตรียมจากไป
ก่อนที่นางจะออกไป ทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็พูดขึ้น "พวกเราเคยได้พบกันมาก่อนหรือไม่?"
คำพูดของเขา ทำให้นางจ้องมองมาด้วยความตกใจ
"ข้านึกไม่ออกว่าเคยเห็นท่านมาก่อน สหายเต๋าเมิ่ง"
"ข้าจำผิดเอง" เขากล่าว "ข้าคิดว่าท่านเป็นอีกคนหนึ่ง" เขาขมวดคิ้ว ราวกับว่าเขากำลังครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง หานเป้ยหัวเราะ พร้อมกับการพยักหน้าเป็นครั้งสุดท้าย นางกลายเป็นลำแสงและจากไป ขณะที่นางพุ่งออกไป รอยยิ้มของนางก็เปลี่ยนเป็นท่าทางครุ่นคิด
เมิ่งฮ่าวหยิบกล่องหยกที่มีเม็ดยาหลัวตี้ขึ้นมา หลังจากมุ่งหน้ากลับไปข้างในที่พัก เขาเปิดมันออก ด้านในเป็นเม็ดยาสีขาวที่มีขนาดเท่ามือเด็กทารก และห่อหุ้มไว้ด้วยขี้ผึ้ง ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น กลิ่นหอมของยาก็ยังกระจายออกมา เช่นเดียวกับระลอกคลื่นของลมปราณ
"จริงๆ แล้ว แค่หนึ่งเม็ดก็เพียงพอสำหรับข้า แต่ข้าคงไม่อาจกลืนมันลงไปอย่างลวกๆ ได้ ข้าต้องทดสอบว่ามันเป็นของจริงหรือของปลอม" เขาเก็บกล่องหยกไว้ จากนั้นก็ปิดตาลงและเริ่มเข้าฌาณ
เวลาเลื่อนผ่านไป และในไม่ช้าก็เป็นเวลาดึกยามราตรี จันทร์สกาวแขวนอยู่บนท้องฟ้า และทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสงบ ด้านนอกของภูเขาที่เมิ่งฮ่าวพักอยู่ ปรากฎเป็นเงาร่างสีดำขึ้นอย่างเงียบๆ มันดูท่าทางแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก ราวกับเป็นระลอกคลื่นของแผ่นหนังสัตว์ เมื่อมองดูโดยละเอียดก็จะเห็นว่า เป็นร่างของบุคคล ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจากบุรุษวัยกลางคน ใบหน้าซีดเหลืองซึ่งได้ตายไปแล้ว
ดวงตาของมันส่องประกาย มันมองไปรอบๆ ยังภูเขาที่รายล้อมอยู่ในบริเวณนั้น จากนั้นก็เลือกภูเขาของเมิ่งฮ่าว ร่างของมันแวบขึ้น และลอยตรงขึ้นไปยังห้องพักของเมิ่งฮ่าว
ขณะที่มันเข้าไปใกล้ที่พักซึ่งอยู่ที่จุดบนสุดของภูเขา เมิ่งฮ่าวซึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่ ทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า
ตอนที่ 144 เงาร่างในฝูงชน
เมิ่งฮ่าวส่งเสียงแค่นอย่างเย็นชา มือขวาตบไปที่ถุงแห่งจักรวาล และกระบี่ไม้สองเล่มก็ปรากฎขึ้นอย่างเงียบเชียบ จากนั้น ยันต์อาคมก็ตกลงไปในมือ และร่างของเขาก็ล่องหนหายไป
เมื่อเงาร่างของบุรุษหน้าซีดเหลือง ลอยขึ้นไปบนยอดเขา ต้นไม้ใบหญ้าที่มันผ่านไปต่างก็แห้งเหี่ยวตายลง ราวกับว่าชีวิตได้ถูกดูดออกไป เส้นทางหินปูนกลายเป็นฝุ่นธุลี และดูเหมือนว่าทั่วทั้งภูเขาถูกปกคลุมด้วยปราณแห่งความตายอย่างหนาแน่น
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่ด้านนอกของภูเขานี้ จะรับรู้ว่ามีเรื่องเช่นนี้กำลังเกิดขึ้น
เงาร่างนั้นลอยขึ้นไปที่ด้านนอกของที่พักเมิ่งฮ่าว โดยไม่หยุดชะงักลงแม้แต่น้อย มันผ่านทะลุผนังตรงเข้าไปในชั้นที่สอง
มันลอยอยู่ที่นั่นภายใต้แสงจันทร์ ดวงตาที่แข็งทื่อของมันสาดประกาย กลิ่นอายของปีศาจแปลกๆ กระจายออกมาจากร่าง ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ บริเวณนั้นเงียบสงบ ขณะที่บุรุษหน้าเหลืองซีดมองไปรอบๆ ที่ชั้นสองด้วยดวงตาอันน่ากลัว
เมิ่งฮ่าวไม่ได้ขยับตัวแม้แต่นิดเดียว เขานั่งขัดสมาธิ ล่องหน มองไปยังร่างที่อยู่ด้านหน้า ทันใดนั้น เขาก็จดจำมันได้ แต่รูปลักษณ์ของมันแปลกไปอย่างมาก ราวกับว่ามีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวมัน เมิ่งฮ่าวคิดกลับไปถึงเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังออกมาจากภูเขาเมื่อคืนก่อน ซึ่งเป็นสถานที่ ที่บุรุษใบหน้าเหลืองซีดพักอาศัยอยู่
เขาเริ่มเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ในทันใด
"คนผู้นี้ได้ตายไปแล้ว และกลายเป็นร่างกล หรือบางทีก็มีบางคนใช้วิชาวิญญาณหุ่นกระบอก เพื่อควบคุมมัน…" ทันใดนั้น ร่างของเขาก็แวบขึ้น ขณะที่เขาขยับไปด้านข้างหนึ่งจ้าง
เกิดเสียงระเบิดขึ้น เมื่อสิ่งของบริเวณใกล้ๆ กับที่เขานั่งอยู่ทั้งหมดได้กลายเป็นเถ้าธุลี บุรุษใบหน้าเหลืองซีด ดวงตาของมันส่องประกายด้วยแสงอันแปลกๆ พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว ราวกับว่ามันสามารถมองเห็นเขา
ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ยกเลิกการใช้ยันต์ล่องหน เขายกมือขวาขึ้น และขยับเป็นรูปแบบสร้างเวทอาคม กระบี่ไม้สองเล่มบินตรงมายังร่างที่อยู่ตรงหน้าเขา เงาร่างนั้นไม่แม้แต่จะพยายามหลบหลีก กระบี่ไม้ทั้งสองเล่มพุ่งผ่านร่างมันตรงออกไป เกิดเป็นรูโหว่สองรู ซึ่งไม่มีโลหิตไหลออกมา ราวกับว่าบุรุษใบหน้าเหลืองซีด เป็นเพียงผิวหนังโดยที่ไม่มีอะไรอยู่ด้านใน
ถ้าไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด แต่หลังจากที่ร่างของมันถูกเจาะเป็นรูโหว่ รูทั้งสองนั้นก็เริ่มประสานรวมตัวกัน กลายเป็นปากขนาดใหญ่ ซึ่งทันใดนั้นก็ฉีกร่างของบุรุษใบหน้าเหลืองซีดออก และพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว พร้อมที่จะกลืนกินเขาลงไป
สีหน้าของเมิ่งฮ่าวไม่เปลี่ยนแปลง เขาถอยออกไปด้านหลัง ขยับมือเป็นรูปแบบสร้างเวทอาคม จากนั้นก็โบกสะบัดไปข้างหน้า และมังกรเปลวไฟก็ส่งเสียงกระหึ่มกึกก้อง พุ่งตรงไปยังร่างนั้น เมื่อมันเข้าไปใกล้ ร่างนั้นไม่ได้หลบเลี่ยง แต่กลับพุ่งตรงเข้ามาและกลืนมังกรเปลวไฟลงไป
มันหันหน้ามามองยังเมิ่งฮ่าว ริมฝีปากของมันบิดขึ้นเป็นรอยยิ้มอันน่าเกลียด จากนั้นก็กระโดดตรงมาที่เขา
เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว มือทั้งสองข้างขยับเป็นรูปแบบการสร้างเวทอาคม เมื่อผลักตรงไปในอากาศ กระบี่บินจำนวนมากมายก็ปรากฎขึ้น ทันใดนั้น พวกมันก็แตกออกเป็นชิ้นๆ กลายเป็นกลุ่มเมฆของความแหลมคม พุ่งตรงไปด้วยพลังอันน่ากลัว ราวกับลมพายุ เร่งความเร็วตรงไปยังบุรุษใบหน้าเหลืองซีด ในเวลาเดียวกันนั้น กระบี่ไม้สองเล่มก็ลอยเป็นวงกลมกลับไปยังร่างนั้น ส่องประกายความคมกล้า แทงตรงเข้าไปในศีรษะของมัน
ตามติดไปด้วยร่างแหสีดำ ซึ่งเมิ่งฮ่าวเพิ่งจะโยนมันออกมา
เสียงปะทุดังออกมา เมื่อเศษชิ้นส่วนที่แหลมคมของกระบี่บิน เฉือนร่างนั้นจนเหลือแค่ครึ่งหนึ่ง และกระบี่ไม้ก็แทงเข้าไปในศีรษะของมัน แต่ร่างนั้น… แม้จะมีบาดแผลอย่างน่าสยดสยอง มันก็ยังคงมองดูเมิ่งฮ่าวด้วยใบหน้าครึ่งซีกที่ยังเหลืออยู่ และยิ้มออกมา มันพยายามที่จะพุ่งตรงมาที่เขาอีกครั้ง แต่ก็ถูกแหสีดำห่อหุ้มไว้ ร่างของมันบิดเบี้ยวขณะที่พยายามจะหดบีบผ่านช่องว่างของตาข่ายออกมา
ร่างของมันปรากฎเป็นพลังของแรงดึงดูดขึ้น ซึ่งทำให้พื้นของชั้นสองสั่นสะเทือน ราวกับว่ากำลังจะถูกดูดเข้าไปในร่างนั้น
"ไม่สามารถสังหารมัน… เพราะว่ามันไม่ได้มีชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมมันถึงได้สังหารผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณได้มากมาย" ด้วยคิ้วที่ขมวด เมิ่งฮ่าวมองร่างที่พยายามจะเซถลาเข้ามาหาเขา ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความเย็นเยียบดุร้าย เมิ่งฮ่าวยกมือขวาขึ้นมา และรีบขยับสร้างเครื่องหมายเวทอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ชี้ลงไปบนพื้น
"ผนึกอสูร… เวทที่แปด ผนึกร่าง!" เขายกมือขึ้นจากพื้น และชี้ไปยังร่างที่ขาดแหว่งตรงหน้า
ทั่วทั้งสถานที่พัก และภูเขาสั่นสะเทือน ถึงแม้ว่า พวกมันไม่ได้สั่นจริงๆ มันเป็นเพียงภาพลวงตา ร่างของเมิ่งฮ่าวและนิ้วของเขาที่สั่นจริงๆ ในดวงตาของเมิ่งฮ่าว ทั่วทั้งโลกนี้ดูเหมือนจะเริ่มแข็งตัวเข้าด้วยกัน จากนั้น ภาพของภูติผีมากมายของโลกนี้ก็ปรากฎขึ้น ซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ
อาคารที่พักและภูเขา ต่างก็อยู่ในภาพลวงตา และสำหรับเงาร่างนั้น ภาพภูติผีของมันก็ปรากฎขึ้นเช่นเดียวกัน!
ในตอนแรก ความประหลาดใจ และไม่อยากจะเชื่อปรากฎขึ้นที่ใบหน้าของร่างนั้น ดูเหมือนว่าปากของมันกำลังจะขยับ เป็นรูปแบบของการร้องตะโกนออกมา แต่ก่อนที่จะมันจะทำได้ ภาพภูติผีของโลกนี้ก็ทับลงไป ผูกมัดมันไว้ ทำให้มันไม่อาจขยับตัวเคลื่อนไหวได้อีก
ในตอนนี้เองที่เมิ่งฮ่าวก้าวตรงมา และยกมือขวาขึ้น ใช้นิ้วโป้งกรีดไปที่นิ้วกลาง โลหิตไหลออกมา กลายเป็นดรรชนีโลหิต
นี่เป็นหนึ่งในวิชาซึ่งถูกจารึกไว้ในจิตใจของเขาโดยขุมทรัพย์เซียนโลหิต หนึ่งในสามของเวทอาคมซึ่งไม่ต้องใช้ร่วมกับหน้ากาก
แต่วิชานี้ต้องใช้พื้นฐานฝึกตนที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้ฝึกฝนอย่างลับๆ เล็กน้อย เมิ่งฮ่าวก็สามารถใช้วิชาดรรชนีโลหิต แต่สำหรับฝ่ามือโลหิต และ สังหารโลหิต เขายังคงไม่สามารถใช้มันได้
ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็เป็นครั้งแรกในรอบหมื่นปีที่ดรรชนีโลหิตได้ปรากฎขึ้นในดินแดนด้านใต้ มันมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง เมื่อคิดไปถึงเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์ทั้งสามต้น ของพื้นฐานสมบูรณ์ของเขาแล้ว การโจมตีด้วยดรรชนีนี้ น่าจะสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน แม้แต่เต้าจื่อของสำนักต่างๆ
เมิ่งฮ่าวเดินตรงไป และกดนิ้วกลางของมือขวาลงไปบนช่องว่างระหว่างคิ้วของร่างแปลกประหลาด จากนั้นก็ลากนิ้วลงไปด้านล่าง เสียงกรีดร้องแหลมเล็กก็ดังออกมาเมื่อเงาร่างนั้นเริ่มสั่นสะท้าน เกิดเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มจากช่องว่างระหว่างคิ้ว และยืดเป็นทางยาวลงไป ปราณสีเทาจำนวนมากมายไหลออกมา ทันใดนั้น ร่างของมันก็ขยับได้อีกครั้ง และมันก็ล่าถอยออกไปด้วยความรวดเร็ว พุ่งออกไปจากชั้นสอง
โดยไม่ลังเล เมิ่งฮ่าวไล่ติดตามไป ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ซึ่งเป็นเรื่องแปลก ดังนั้นเมิ่งฮ่าวจึงหยุดลง หลังจากครุ่นคิดสักพัก เขาก็กลับไปยังห้องพัก และตบไปที่ถุงสมบัติ เขาหยิบเอาเครื่องรางนำโชคออกมา และส่งจิตสัมผัสบางส่วนเข้าไป
จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อเขาพบว่าสิ่งที่กำลังค้นหา มันยังคงทำงานได้ เขาเลือกที่จะไม่ใช้การเคลื่อนย้ายทางไกลจากไป แต่มองอย่างเรียบเฉยออกไปจากบ้านพักหลังนี้แทน ไม่มีสายลม หรือเสียงของใบไม้ไหวไปมา ไม่มีเสียงของความปั่นป่วนโกลาหลใดๆ ถ้ามี เขาก็จะจากไปในทันที
เวลาผ่านไป และทันใดนั้น เสียงร้องอย่างน่าหวาดกลัวก็ดังออกมาจากหนึ่งในภูเขาที่อยู่รอบๆ จากนั้น เสียงที่สอง และสาม ในท้ายที่สุด ก็มีทั้งหมดห้าเสียง!
สามในห้า จริงๆ แล้วก็เป็นศิษย์สำนักชิงหลัว ซึ่งอยู่ในพื้นที่บริเวณนั้น แต่ไม่ได้ซ่อนตัวเองไว้ พวกมันส่งเสียงกรีดร้องขณะที่ร่างกายของพวกมันแห้งเหี่ยวลง เลือดและเนื้อของพวกมันถูกดูดออกไป จนกระทั่งผิวหนังที่ไร้ชีวิตของพวกมันหล่นลงไปบนพื้น
ราตรีนี้ไม่ได้ผ่านไปอย่างสงบสุข ผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณมากมายต้องคอยอยู่ยาม และแม้แต่ศิษย์สำนักชิงหลัวมากมายก็ยังถูกส่งออกมา วุ่นวายจนกระทั่งรุ่งอรุณทำลายความมืดไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูเหมือนจะสงบลง
หลายคนมองเห็นเงาร่างที่ฉีกขาด ได้สังหารศิษย์สำนักชิงหลัวไปอย่างโหดเหี้ยม และผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณอีกสองคน ในที่สุด เงาร่างนั้นก็ถูกโค่นลงโดยผู้อาวุโสสำนักชิงหลัว สำหรับผู้ฝึกตนเกือบทั้งหมด เหตุการณ์นี้นับได้ว่าเป็นคำอธิบายที่พวกมันกำลังรออยู่
ไม่กี่วันหลังจากนั้น ก็ไม่มีการตายอย่างลึกลับท่ามกลางกลุ่มผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณอีก ผู้คนค่อยๆ หยุดพูดถึงเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้า หกวันก็ผ่านไป ตั้งแต่เมิ่งฮ่าวได้เข้ามายังสำนักชิงหลัว ขณะที่หลายวันที่ผ่านไปนั้น เมิ่งฮ่าวยังคงรักษาความระมัดระวังตัวไว้ แต่ก็ไม่มีใครมารบกวนเขาในช่วงเวลานั้น ในตอนรุ่งอรุณของวันที่เจ็ด เสียงชัดเจนของระฆังก็ดังออกมา กระจายออกไปทั่วทั้งหมื่นภูเขา และดังเข้าในถึงหูของผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณทั้งหมด
"สหายเต๋าแห่งดินแดนด้านใต้" เสียงดังก้องมา "พวกท่านได้รับเม็ดยาหลัวตี้เรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาที่พวกท่านต้องทำงานแล้ว ถ้าพวกท่านสามารถช่วยสำนักชิงหลัวให้ได้ครอบครองสิ่งของที่พวกเราหาอยู่ พวกท่านก็จะได้รับการตอบแทนมากกว่าเม็ดยาหลัวตี้!"
ลำแสงแล้ว สำแสงเล่า ที่หลากสีพุ่งออกมาจากภูเขาต่างๆ เมื่อผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณบินขึ้นไปในท้องฟ้า เมิ่งฮ่าวติดตามไปด้วย บินขึ้นไป และลอยอยู่กลางท้องฟ้า มองไปรอบๆ อย่างเรียบเฉย
จากหมื่นภูเขาของสำนักชิงหลัว ลำแสงสิบสองลำพุ่งขึ้นไปในอากาศ รวมถึงหลัวผาน (เข็มทิศจีน) สีดำจำนวนมากมาย ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสิบจ้างลอยขึ้นมาด้วย
ด้านบนของแต่ละหลัวผานยืนไปเพียงคนผู้เดียว สามหรือสี่คนสวมชุดเต๋าของสำนักชิงหลัว และอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ ที่เหลือต่างก็อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ
ศิษย์ขั้นรวบรวมลมปราณทั้งหมดมีท่าทางอึดอัดใจ ความกังวลแสดงอยู่บนใบหน้าพวกมัน ราวกับว่าพวกมันไม่ต้องการที่จะอยู่ที่นี่ แต่พวกมันก็ไม่สามารถต่อต้านคำสั่งของสำนัก ทั้งหมดนี้เป็นศิษย์สายนอกซึ่งมีพรสวรรค์ที่ธรรมดา ศิษย์ที่มีพรสวรรค์ที่ดีกว่าจะไม่ถูกส่งออกมา
หลังจากนั้นไม่นาน หลัวผานสีม่วงสิบอัน ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณร้อยจ้างก็ลอยออกมาจากเขตหนึ่งร้อยภูเขาของสำนักชิงหลัว ด้านบนของแต่ละหลัวผาน มีผู้ฝึกตนนั่งขัดสมาธิอยู่ หนึ่งในพวกมันเป็นหญิงสาวนามว่า หานเป้ย ที่ห่างไกลออกไปมีผู้ฝึกตนในชุดยาวสีม่วงอีกเก้าคน นั่งขัดสมาธิอยู่บนหลัวผาน มีทั้งบุรุษและสตรี พวกมันทั้งหมดดูเหมือนจะมีศักดิ์ศรีที่สูงส่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ถูกเลือกจากสำนัก
พวกมันลอยตรงไป และจากนั้นก็หยุดอยู่ในอากาศ ไกลออกไปอีก หลัวผานสีทองสามอัน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งพันจ้างก็ปรากฎขึ้น พวกมันบินตรงไปข้างหน้า
แต่ละหลัวผานนั่งไว้ด้วยผู้คน เป็นสองบุรุษและหนึ่งสตรี หนึ่งเป็นผู้อาวุโสเฉิน และอีกสองคนที่เหลือมีอายุในช่วงวัยกลางคน ด้วยสีหน้าราบเรียบ พลังของก่อตั้งแกนลมปราณกระจายออกมาจากพวกมัน สร้างแรงดึงดูดใจให้กับทุกคน
หลังจากหลัวผานสีทอง หลัวผานอันอื่นที่เล็กกว่าก็ปรากฎขึ้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งร้อยจ้าง และมีสีม่วง นั่งขัดสมาธิอยู่ด้านบนเป็นชายชราในชุดยาวสีม่วง
มันมีไฝสีดำบนใบหน้า ซึ่งมีท่าทางเหมือนเซียนผู้หลุดพ้น มันดูท่าทางดุร้าย และทันทีที่มันปรากฎขึ้น ก็ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะเริ่มมืดลง
แต่สิ่งที่สร้างความสนใจให้กับเมิ่งฮ่าวไม่ใช่ชายชราผู้นี้ ด้านหลังของมันมีหลัวผานขนาดใหญ่มหึมา ที่ด้านบนเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนนับร้อย ท่ามกลางพวกมันเป็นหญิงสาวที่ดูท่าทางโดดเดี่ยวอ้างว้าง
ทันที่ที่เขามองเห็นนาง เมิ่งฮ่าวก็คิดไปถึงวันหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว ภายใต้แสงจันทร์ ในจิตใจของเขา เขามองเห็นนางมองกลับมาที่เขา และได้ยินคำพูดที่นางพูดออกมา
"ข้าไปที่ร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตน เม็ดยาคงโฉมที่เจ้าให้ข้าก่อนหน้านี้ ไม่ได้ถูกซื้อโดยเจ้า"
ศิษย์พี่หญิงสวี่
ตอนที่ 145 เข้าสู่ภูเขาโบราณ
"ปรมาจารย์จื่อหลัว!"
"ข้าไม่เคยคิดเลยว่าผู้ที่นำพวกเราไป จะเป็นปรมาจารย์จื่อหลัว ผู้พิสดารวิญญาณแรกก่อตั้ง แห่งสำนักชิงหลัว กล่าวกันว่ารังสีสังหารของท่านช่างน่าเหลือเชื่อนัก หลายปีมาแล้วที่ท่านกำลังสร้างวิญญาณแรกกำเนิด ชื่อของท่านก็สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ ครั้งหนึ่งท่านได้กวาดล้างสามสำนักภายในคืนเดียว!"
"จากข่าวลือที่ได้ยินมา สำนักชิงหลัวได้เข้าไปยังเขตอันตรายนี้มาห้าครั้งแล้ว แต่ละครั้งพวกมันก็ทิ้งคนไว้เพื่อคอยป้องกัน วันนี้เป็นครั้งที่หก แม้จะเป็นเช่นนั้น ดูจำนวนผู้คนที่พวกมันรวบรวมกันดูสิ! สำนักนี้ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก! ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมพวกมันถึงได้เป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ของดินแดนด้านใต้"
เมิ่งฮ่าวได้ยินเสียงพูดคุยรอบๆ ตัวเขา และรู้สึกถึงแรงกดดันที่กระจายออกมาจากชายชราชุดยาวสีม่วงนั้นเช่นกัน แต่สายตาของเขาเพ่งไปยังด้านหลังที่ห่างออกไปของชายชรา ผานหลัวสีเหลืองขนาดสามพันจ้าง ซึ่งกำลังบินอยู่ในทิศทางเดียวกัน ที่กำลังยืนอยู่ด้านบน ท่ามกลางผู้ฝึกตนนับร้อย เป็นหญิงสาวนางหนึ่ง
นางสวมใส่ชุดยาวสีดำ และใบหน้าซีดขาวจนเกือบจะไร้สีเลือด ทำให้นางแผ่บรรยากาศอันหนาวเย็นราวน้ำแข็งออกมา แต่… เมื่อมองไปที่นาง เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกได้ถึงความจริงที่ว่า จริงๆ แล้ว นางเพียงแค่ปกปิดหัวใจที่เปราะบางของนางไว้
"ศิษย์พี่หญิงสวี่…" เขาพึมพำขณะที่มองไปยังนาง ในที่สุดเขาก็วางใจได้เล็กน้อย ตอนนี้ พวกเขาทั้งสองไม่ได้อยู่ห่างไกลกันมากนัก แต่ถึงแม้จะใกล้กันก็ตามที พวกเขาก็ยังคงเหมือนอยู่ห่างกันคนละโลก…
ในตอนนี้เองที่เมิ่งฮ่าวต้องขมวดคิ้ว เขาสังเกตเห็นหญิงสาวสวยงามที่มีท่าทางยั่วยวน และมีแววตาเยาะเย้ยกำลังยืนอยู่ข้างกายศิษย์พี่หญิงสวี่ ดูเหมือนนางกำลังต่อว่าศิษย์พี่หญิงสวี่อยู่ ซึ่งศิษย์พี่หญิงสวี่ก็ก้มหน้าลงราวกับว่าไม่กล้าที่จะพูดจา และสีหน้าของนางก็ยิ่งซีดขาวมากขึ้นกว่าเดิม
ประกายแห่งความเย็นเยียบปรากฎขึ้นในดวงตาของเมิ่งฮ่าว
รอบๆ ศิษย์พี่หญิงสวี่มีศิษย์นับร้อยที่อยู่ด้านบนของหลัวผานขนาดใหญ่นั้น พื้นฐานฝึกตนของพวกมันแตกต่างกัน และเห็นได้ชัดว่าพวกมันเป็นเพียงศิษย์ทั่วไป ไม่ใช่ผู้ถูกเลือกของสำนัก
บนหลัวผานนั้นยังมีรูปปั้นขนาดยักษ์สีดำ ของบุรุษเปลือยหน้าอกซึ่งมีปีกงอกออกมาจากแผ่นหลัง ปีกนั้นกางออกไปครึ่งหนึ่ง ทำให้รูปปั้นนั้นดูแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
ที่แปลกมากไปกว่านั้นก็คือหมวดทรงสูง ที่อยู่ด้านบนศีรษะของรูปปั้น ซึ่งทำให้ดูไม่เข้ากันเป็นอย่างมาก
ถ้าทั้งหมดมีเพียงเท่านี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เมื่อตรวจสอบมากขึ้นด้วยจิตสัมผัสที่พิเศษเฉพาะ เมิ่งฮ่าวก็สังเกตพบว่า รูปปั้นนี้ไม่ได้ไร้ชีวิตไปทั้งหมด มันกำลังหายใจอยู่!
ทุกครั้งที่มันหายใจเข้าไป มันได้ดูดซับปราณจากศิษย์สำนักชิงหลัวนับร้อย ที่ยืนอยู่รอบๆ มันเข้าไปเล็กน้อย
ดวงตาเมิ่งฮ่าวหดแคบลง ศิษย์มากมายบนหลัวผานนั้นดูท่าทางมีชีวิตชีวาร่าเริง เห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่รู้ว่ารูปปั้นนั้นกำลังทำอะไรอยู่
ด้านบนของหลัวผานสีม่วงสิบเหลี่ยม เป็นบุรุษหนุ่มท่าทางสุภาพเรียบร้อยและสง่างาม มันยืนอยู่พร้อมรอยยิ้ม และพูดคุยกับกลุ่มผู้ฝึกตนเร่ร่อน รวมถึงเมิ่งฮ่าวด้วย "สหายเต๋าทั้งหลาย ข้าคิดว่าพวกท่านหลายคนคงรู้จักข้าแล้ว ข้ามีนามว่า เซี่ยเจี๋ย แห่งสำนักชิงหลัว"
เมิ่งฮ่าวจำได้ว่าเป็นเสียงของคนที่พูดก่อนหน้านี้
"ข้าคิดว่าสหายเต๋าบางท่านกำลังคาดเดาเกี่ยวกับการเดินทางของพวกเราในวันนี้" เขากล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม "ข้าจะอธิบายเพิ่ม ในขณะที่พวกเรากำลังอยู่ในระหว่างการเดินทาง! โปรด ตามข้ามา!"
หลัวผานสีม่วงทีมันยืนอยู่ ทันใดนั้น ก็ขยายขนาดออกมา จนกระทั่งกว้างหนึ่งพันจ้าง และจากนั้นก็ลอยมายังด้านหน้าพวกเขา
เมิ่งฮ่าวและผู้ฝึกตนเร่ร่อนขั้นพื้นฐานลมปราณทั้งหมด ดูเหมือนจะกำลังครุ่นคิดกันอยู่ อย่างไรก็ตาม พวกมันก็เริ่มบินออกไปทีละคน กลายเป็นลำแสง พุ่งตรงไปยังหลัวผานสีม่วงนั้น
ท่ามกลางกลุ่มผู้ฝึกตนเร่ร่อนร่วมร้อยคน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ เหมือนเมิ่งฮ่าว มีขั้นกลางพื้นฐานลมปราณอยู่สิบแปดคน และขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณ มีเพียงแค่สามคน
สำหรับทั้งสามคนนั้น หนึ่งเป็นชายชราที่เมิ่งฮ่าวมาพร้อมกับมันในวันแรก อีกคนเป็นบุรุษท่าทางดุร้าย ซึ่งสวมใส่ชุดยาวสีขาว และก่อให้เกิดบรรยากาศอันน่ากลัวออกมา มันไม่มีหนวดเครา และลูกกระเดือกก็เล็กมาก แต่มันก็ยังล้อมรอบไปด้วยรังสีสังหารที่ทำให้ผู้คนไม่สบายใจออกมา
คนที่สามเป็นสตรีหน้าตาธรรมดา และค่อนข้างอ้วน แต่พลังขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณที่กระจายออกมา ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบข้าง ต้องปฏิบัติต่อนางด้วยความสุภาพเป็นอย่างมาก คนทั้งสามไปยืนร่วมกับเซี่ยเจี๋ยบนหลัวผาน เซี่ยเจี๋ยก็ปฏิบัติต่อคนทั้งสาม ด้วยความนับถือมากกว่าที่มันได้กระทำต่อคนอื่นๆ มันนำทุกคนไปพร้อมกัน
ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆ ยังผู้ฝึกตนเร่ร่อนขั้นพื้นฐานลมปราณ และมองเห็นหลู่เทาอยู่ที่มุมหนึ่ง ตามด้วยหญิงสาวที่สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราจากการประชุมลับ
ยังมีอีกคนที่ดึงดูดความสนใจของเมิ่งฮ่าว บุคคลผู้นี้อยู่ในระดับต้นของพื้นฐานลมปราณ และดูท่าทางไม่มีพิษภัยในท่ามกลางกลุ่มผู้คน ตอนแรกเมิ่งฮ่าวมองผ่านมันไป เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายถึงปราณของมันที่สร้างความสนใจให้กับเขา มันเป็นปราณที่เหมือนกับกลิ่นเหม็น ที่ลอยออกมาจากซากศพที่เน่าเปื่อย
ไม่มีใครสังเกตเห็น แต่หลังจากนั้นสักพัก เมิ่งฮ่าวก็คิดไปถึงข้อมูลจากแผ่นหยกผนึกอสูร เขายังได้คิดย้อนกลับไปถึงปราณอันแหลมคมที่เขาสัมผัสได้ในสำนักชิงหลัว
หลัวผานเริ่มสั่นอยู่ใต้เท้าของพวกเขา และจากนั้นก็พุ่งตรงไป พร้อมกับหลัวผานอื่นๆ ของสำนักชิงหลัว พวกมันกลายเป็นลำแสงหลากสี เมื่อเร่งความเร็วบินผ่านไปในอากาศ
ทิศทางที่พวกเขามุ่งตรงไป เป็นหนึ่งร้อยภูเขาของสำนักชิงหลัว
เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ ไม่ขยับเคลื่อนไหว ใครก็ตามที่มองมา ก็จะเห็นพื้นฐานฝึกตนของเขาอยู่ที่ขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ เขายืนอยู่ท่ามกลางของผู้ฝึกตนทั้งหมด นอกจากหลู่เทาแล้ว ไม่มีใครสังเกตเห็นเขา ศิษย์พี่หญิงสวี่ก็มองไม่เห็นด้วยเช่นกัน ใบหน้าของนางปกคลุมด้วยสีหน้าที่เจ็บช้ำ ราวกับว่านางกำลังขบคิดถึงอนาคตของตัวเองอยู่
เมื่อหลัวผานเข้าไปใกล้หนึ่งร้อยภูเขา ควันที่ลอยออกมาจากธูปขนาดใหญ่ ก็เริ่มบิดตัวไปมาในอากาศเหนือสำนัก ชั้นแล้วชั้นเล่า พวกมันบิดตัวไปมา ก่อตัวเป็นวงแหวนแห่งควันขนาดใหญ่
เมื่อแหวนแห่งควันก่อตัวขึ้น ช่องว่างที่ตรงกลางของมันก็เริ่มสั่นเป็นระลอกคลื่น เมิ่งฮ่าวมองไปขณะที่หลัวผานลำแรกผ่านเข้าไปในแหวนแห่งควันนั้น และหายลับไป ดวงตาของเขาสาดประกายเมื่อหลัวผานสีม่วงซึ่งเขายืนอยู่ได้เข้าไปในวงแหวนนั้น
ในไม่ช้า หลัวผานและผู้ฝึกตนทั้งหมดผ่านเข้าไป เมื่อแหวนแห่งควันหายไป และสำนักชิงหลัวก็กลับคืนไปอยู่ในสภาวะปกติอีกครั้ง ด้านนอกของหนึ่งร้อยภูเขา เกราะอาคมก็ปรากฎขึ้น เกราะอาคมนั้นขยายตัวออกไปรอบๆ หนึ่งพันภูเขา และ หนึ่งหมืนภูเขา ทั้วทั้งสำนัก ตอนนี้ ได้ถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีใครสามารถออกไป หรือเข้ามาได้
ในเวลาเดียวกับที่สำนักชิงหลัวได้ปิดผนึกตัวเอง สัมผัสศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่มากมายก็เริ่มกวาดไปทั่วแคว้นชิงหยุน นี่เป็นสัมผัสศักดิ์สิทธิ์จากสำนักและตระกูลต่างๆ ภายในดินแดนด้านใต้ เพื่อใช้สำรวจว่ามีอะไรกำลังเกิดขึ้นภายในสำนักชิงหลัว
เนื่องจากข้อตกลงต่างๆ ที่พวกมันได้ทำสัญญาร่วมกับสำนักชิงหลัว พวกมันจึงไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้
ย้อนกลับไปยังหลัวผาน เสียงของเซี่ยเจี๋ยดังออกมา "สหายเต๋าทั้งหลาย ไม่ต้องตื่นตระหนก นี่คือหนึ่งในของวิเศษที่มีค่ามากที่สุดของสำนักชิงหลัว เตาหลอมเหล็กสวรรค์ ในสมัยโบราณ มันได้ถูกจารึกด้วยอักขระเวทที่ทำให้ทะลุทะลวงได้ทุกอย่าง จนกลายมาเป็นประตูสำหรับเคลื่อนย้ายทางไกลในตอนนี้"
"สำหรับสถานที่ ที่ประตูเคลื่อนย้ายนี้จะนำไป ข้าเกรงว่าคงไม่มีใครคุ้นเคยกับมัน แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่รู้แน่ชัด…" การเคลื่อนย้ายทางไกลเมื่อครู่นี้ ทำให้เกิดเสียงพูดคุยดังขึ้นมา แต่หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเซี่ยเจี๋ย ทุกคนก็เงียบลง
เมิ่งฮ่าวมองไปยังบริเวณรอบๆ ข้างด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดูเหมือนว่าจะถุกล้อมรอบไว้ด้วยความมืด สลับกับจุดแสง ที่ดูคล้ายดวงดาว ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวพวกเขาเป็นความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่แสงเพียงน้อยนิด มีเพียงแสงริบหรี่ที่มาจากหลัวผาน ส่องสว่างให้กับผู้คนที่ยืนอยู่ด้านบนของมัน
เบื้องหน้า หนึ่งในหลัวผานลำอื่นๆ ที่บินผ่านไป ศิษย์สำนักชิงหลัวเกือบทั้งหมดนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณ มีเพียงกลุ่มของผู้ถูกเลือกบนหลัวผานสีม่วงที่ยังคงจ้องมองออกไปในความมืดมิดนั้น
ไกลออกไป ผู้พิสดารทั้งสามขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ดูเหมือนกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องบางอย่างด้วยความคิดศักดิ์สิทธิ์ และถัดจากนั้น ก็เป็นบุคคลที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดในกลุ่มคนทั้งหมดนี้ ปรมาจารย์จื่อหลัว ซึ่งนั่งหลับตาเข้าฌาณด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
ศิษย์พี่หญิงสวี่นั่งอย่างเงียบๆ ท่ามกลางกลุ่มศิษย์นับร้อยของสำนักชิงหลัว รูปปั้นที่อยู่ตรงกลางกลุ่มคน ดูเหมือนจะละลายเข้าไปในความดำมืดของโลกแห่งความมืดมิดนี้ ภาพภูติผีสะท้อนออกมาจากรูปปั้นนั้น ทำให้มันดูแปลกประหลาดมากยิ่งขึ้น
บนหลัวผานของเซี่ยเจี๋ย หนึ่งในสามของผู้ฝึกตนขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณ ชายชราในชุดยาวสีเทา ขมวดคิ้วและพูดขึ้น "สหายเต๋าเซี่ย ท่านบอกว่าเคยมายังสถานที่นี้ไม่กี่ครั้ง แต่ท่านก็ยังไม่รู้ว่าพวกเรากำลังจะไปที่ไหน… ?"
เซี่ยเจี๋ยดูเหมือนจะลังเลอยู่สักพัก จากนั้นก็มองไปรอบๆ ชั่วครู่ "อืม" มันพูด "ข้าเพียงรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับเส้นทางที่พวกเรากำลังเดินทางไป เช่นที่สหายเต๋าถู่พูดมา นี่เป็นเส้นทางซึ่งผู้ฝึกตนในสมัยโบราณใช้เดินทางไปยังดวงดาวต่างๆ เพื่อเก็บรวบรวมวิญญาณของสายเลือดที่แปลกปลอม มันเป็นเส้นทางระหว่างภูเขาทั้งหลาย!"
ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น จ้องไปที่มันด้วยความประหลาดใจ และจากนั้นก็มองไปรอบๆ ตัว เหมือนมีเจตนาจะรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น เข้าไปเก็บไว้ในความทรงจำ
"มันไม่ใช่เส้นทางระหว่างภูเขาอย่างแท้จริง" เซี่ยเจี๋ยพูด มองด้วยความพอใจไปยังสีหน้าที่ตกใจของผู้ฝึกตนเร่ร่อนขั้นพื้นฐานลมปราณที่อยู่รอบๆ ตัวมัน
"มีแต่เซียนอมตะเท่านั้น ที่จะสามารถเหยียบไปบนเส้นทางนั้น นี่เป็นเพียงเส้นทางรอง เหมือนกับหนึ่งในร้อยของลำธารที่ไหลลงไปในทะเลเทียนเหอ ซึ่งกล่าวได้ว่า มันยังคงไม่ใช่เส้นทางที่พวกเราจะสามารถเดินไปได้ ซึ่งทำให้พวกเราต้องใช้พลังของเตาหลอมเหล็กสวรรค์ แห่งสำนักชิงหลัว เพื่อช่วยปกป้องพวกเราขณะที่เดินไปบนเส้นทางนี้"
กลายเป็นว่านี่ไม่ใช่เส้นทางที่แท้จริงระหว่างภูเขาทั้งหลาย แต่เป็นเพียงแค่ทางย่อยหนึ่ง แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น การที่จะเปิดเส้นทางนี้ก็ต้องใช้พลังของสำนักใหญ่ สำนักธรรมดาไม่สามารถทำได้
สายตาของเซี่ยเจี๋ยมองกวาดไปทั่วฝูงชน และมาหยุดลงที่เมิ่งฮ่าว มันขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็พูดว่า "อา ท่านต้องเป็นสหายเต๋าเมิ่ง ได้โปรดมานั่งที่ตรงนี้" จริงๆ แล้ว มันน่าจะสังเกตเห็นเมิ่งฮ่าวได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่จะเดินทางมาไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ผู้พิสดารทั้งสามขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ได้มอบหมายงานแก่มันเป็นการส่วนตัว ให้จับตาดูเมิ่งฮ่าว
มันไม่แน่ใจว่าทำไม และไม่เข้าใจว่าทำไมผู้พิสดารทั้งสามขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ ถึงได้สนใจในผู้ฝึกตนเร่ร่อน ขั้นพื้นฐานลมปราณเริ่มต้นอันต่ำต้อย มันส่งยิ้มให้เมิ่งฮ่าว แต่ไม่ใช่รอยยิ้มอันจริงใจ มันไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อเมิ่งฮ่าว และเรียกชื่อเขาเพื่อที่จะสร้างความบาดหมาง ท่ามกลางผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ด้วยกัน บางทีด้วยวิธีการเช่นนี้ มันอาจจะได้ร่องรอยบางอย่างเกี่ยวกับเมิ่งฮ่าวบ้าง
ตรงตามที่มันได้คาดการณ์ไว้ คำพูดของมันทำให้ผู้ฝึกตนเร่ร่อนรอบๆ บริเวณนั้นมองมายังเมิ่งฮ่าว มีหลายคนที่จ้องเขม็งมา
สีหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงสงบเรียบเหมือนเช่นเคย ราวกับว่าเขาไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย เขารู้ว่าการแสดงออกของเขาในคืนนั้น อาจจะสร้างความสนใจขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยเจี๋ย เขาก็พยักหน้าเพียงเล็กน้อย
"ข้าสบายดีที่ยืนอยู่ตรงนี้" เขากล่าว "พลังฝึกตนของข้าอ่อนแอ ไม่เหมาะที่จะไปนั่งท่ามกลางผู้แข็งแกร่ง"
แน่นอนว่า สามผู้พิสดารก่อตั้งแกนลมปราณ ซึ่งกำลังพูดคุยกันด้วยความคิดศักดิ์สิทธิ์ ที่เบื้องหน้าขึ้นไปได้สังเกตเห็นเรื่องนี้ แต่พวกมันก็ไม่ได้แทรกแซงเข้ามา พวกมันไม่แน่ใจว่าเมิ่งฮ่าวมีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง นี่จึงเป็นเหตุที่ทำไมสำนักชิงหลัวจึงได้ออกคำสั่งพิเศษ ให้มุ่งความสนใจไปที่เมิ่งฮ่าว
เซี่ยเจี๋ยยิ้มเล็กน้อย และกำลังจะพูดบางอย่าง ทันใดนั้น หลัวผานก็สั่นสะเทือน และหยุดเคลื่อนที่ในทันที หลัวผานที่อยู่ด้านหน้าขึ้นไปก็หยุดด้วยเช่นกัน แสงอาคมกระจายออกมาจากหลัวผานในทันที
สีหน้าของสามผู้พิสดารก่อตั้งแกนลมปราณเปลี่ยนไป ปรมาจารย์จื่อหลัวผู้แข็งแกร่งก็ลืมตาขึ้นเป็นครั้งแรก สาดประกายทั้งความหยิ่งในศักดิ์ศรี และความระมัดระวังตัวออกมา
เสียงโบราณทันใดนั้นก็ดังขึ้นในจิตใจของผู้ฝึกตนทั้งหมด "ทุกคน เงียบ!" เหมือนกับว่ามีผนึกที่ไร้ตัวตน ได้ผนึกพวกมันทั้งหมดไว้ ป้องกันไม่ให้พวกมันพูดจาเสียงดังออกมา
ภายในความมืดมิดที่ไร้เสียงรอบๆ พวกมัน ทันใดนั้น ก็ปรากฎแสงห้าสีส่องประกายออกมา ที่เบื้องหน้าพวกมัน ปรากฎเป็นแมงกะพรุนขนาดใหญ่มหึมา กว้างสามพันจ้าง หนวดจำนวนมากมายจนนับไม่ถ้วนของมันส่ายไปมาช้าๆ และร่างที่โปร่งใสครึ่งหนึ่งของมันก็ค่อยๆ เกิดเป็นระลอกคลื่นขึ้น แสงของมันส่องเข้าไปในดวงตาของคนที่มุงอยู่รอบๆ บริเวณนั้น
ภายในร่างของแมงกะพรุน ทุกคนสามารถมองเห็นซากศพที่กำลังเน่าเปื่อยอยู่ เห็นได้ชัดว่าซากศพนั้นกำลังถูกแมงกะพรุนนี้ย่อยสลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ตอนที่ 146 นี่คือสุดยอดความรำคาญ
มีรูโหว่ซึ่งถูกแช่งแข็งอยู่ระหว่างคิ้วของซากศพ ราวกับว่าส่วนที่เหลืออื่นๆ ของซากศพอาจจะเน่าเปื่อยไปได้ แต่รูโหว่นี้จะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์กาล
ทุกคนยืนตกตะลึงอยู่ที่นั่น จ้องไปยังแมงกะพรุน ขณะที่มันค่อยๆ ลอยไปอย่างช้าๆ หนวดที่ยาวของมันลอยผ่านกลุ่มหลัวผานไป จากนั้นก็ลอยต่อไปยังที่ห่างไกล ในที่สุด ปรมาจารย์จื่อหลัวก็ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา มันลุกขึ้นยืน และหันหน้าไปยังแมงกะพรุนที่กำลังลอยห่างออกไป มันประสานมือ โค้งตัวลงต่ำคารวะไปยังแมงกะพรุนนั้น
จากนั้น เสียงคร่ำครึโบราณของมันก็ค่อยๆ ดังขึ้นในอากาศ "นี่เป็นบรรพบุรุษรุ่นสามของสำนักชิงหลัว พื้นฐานฝึกตนของท่านอยู่ที่จุดสูงสุดของขั้นค้นหาเต๋า ขณะที่ท่านกำลังพยายามไปให้ถึงขั้นเซียนอมตะ ปรมาจารย์จากตระกูลหวังก็ได้ลอบโจมตีท่าน ทำให้ท่านไม่สามารถบรรลุขั้นเซียน และตกลงมาสู่เส้นทางนี้"
"ในปีนั้น สำนักของพวกเรา และตระกูลหวังได้ก่อสงครามต่อสู้กันมานานถึงสามพันปี ในที่สุด สงครามก็จบลง อย่างไรก็ตาม ศิษย์สำนักชิงหลัวทั้งหมด ควรจะจดจำประวัติศาสตร์ช่วงนี้ของสำนักไว้ในจิตใจบ้างสักเล็กน้อย"
ดูเหมือนว่าศิษย์สำนักชิงหลัวส่วนใหญ่ เพิ่งเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้เป็นครั้งแรก ดวงตาของพวกมันส่องประกายเจิดจ้าขณะที่รับฟังอยู่ จิตใจเมิ่งฮ่าวเต้นรัวขณะที่เขามองไปอย่างเงียบๆ ที่แมงกะพรุนซึ่งกำลังจากไป
ในไม่ช้า ทั้งกลุ่มก็เดินทางต่อไป พวกมันไม่ได้เผชิญหน้ากับสิ่งแปลกประหลาดเช่น แมงกะพรุนอีก ทั้งหมดบินต่อไปอีกสองวัน จนกระทั่งทันใดนั้น แสงที่เรืองออกมาจากหลัวผานก็จางหายไป มันลอยลงไปยังกิ่งก้านเล็กๆ ของเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างภูเขา
ตอนนี้เมิ่งฮ่าวก็มองเห็นเทือกเขาที่ทอดยาวออกไป จนดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสีเทา ไกลสุดเท่าที่ตาจะมองเห็น ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าใดๆ ขึ้นอยู่เลย ที่ห่างไกลออกไป ปรากฎเป็นหุบเขาลึกที่คล้ายรอยแตกขนาดใหญ่ ก่อตัวเป็นเส้นทางขึ้น
ด้านข้างของเส้นทางนั้นเป็นหน้าผา ที่ยืดยาวลงไปถึงก้นเหวที่มองไม่เห็น
ด้วยความประหลาดใจ มีผู้ฝึกตนนับร้อยนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านนอกของหุบเขานั้น ใบหน้าของพวกมันทั้งหมดซีดขาว และดูค่อนข้างอิดโรย ประมาณห้าสิบคนสวมใส่เสื้อผ้าหลากหลายไม่ซ้ำกัน เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ศิษย์ของสำนักชิงหลัว พวกมันเป็นกลุ่มของผู้ฝึกตนเร่ร่อนขั้นพื้นฐานลมปราณ ซึ่งได้มาที่นี่ก่อนหน้ากลุ่มของเมิ่งฮ่าว
ทั้งสองกลุ่มชำเลืองมองซึ่งกันและกัน
ผู้ฝึกตนที่เหลือเป็นศิษย์สำนักชิงหลัว เมื่อพวกมันเห็นกลุ่มคนที่นำโดยปรมาจารย์จื่อหลัว สีหน้าของพวกมันก็สดใสขึ้น พวกมันทั้งหมดลุกขึ้นยืน และจากคนกลุ่มนี้ มีสตรีวัยกลางคนที่หน้าตาสวยงาม สวมใส่ชุดที่มีสีสันสดใส เปล่งประกายที่สง่างามของผู้ใหญ่ออกมา ถึงแม้ว่าใบหน้าของนางจะค่อนข้างซีดขาวก็ตาม
เมื่อนางเห็นปรมาจารย์จื่อหลัว นางก็ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา และพยักหน้า
สตรีผู้นี้ไม่ได้สังเกตเห็นเมิ่งฮ่าว แต่เขาจำนางได้ นางเป็นหนึ่งในคนที่นำสวี่ชิงออกมาจากสำนักเอกะเทวะ เมื่อหลายปีมาแล้ว
"พร้อมด้วยปรมาจารย์จื่อหลัว ตอนนี้ก็มีผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งสองคนอยู่ที่นี้" เมิ่งฮ่าวคิด "… สถานที่นี้จริงๆ แล้วคืออะไร? มันใช่ดินแดนสงบสุขจริงๆ?"
เขาคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็ยกมือขึ้นลูบไปที่ถุงแห่งจักรวาล จากนั้นเขาก็ถือเครื่องรางนำโชคอยู่ในมือ และส่งพลังลมปราณเข้าไปเล็กน้อย เขายังคงสัมผัสได้ถึงความสามารถในการเคลื่อนย้ายทางไกลของมัน ซึ่งทำให้เขาลดความวิตกกังวลลงได้บ้าง
หนึ่งในเหตุผลหลักที่เขาตัดสินใจมากยังสำนักชิงหลัว ก็เป็นเพราะเขาพึ่งพาความสามารถ ในการเคลื่อนย้ายทางไกลของเครื่องรางนำโชคนี้ ปรมาจารย์เอกะเทวะได้เก็บของสิ่งนี้อยู่ในกองสมบัติของมัน ทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกเชื่อมั่นในความสามารถของมัน ถึงแม้เขาจะไม่เคยใช้มันมาก่อนก็ตาม
ตรงมุมที่หางตาของเขา เขาเห็นสวี่ชิงอยู่ภายในผู้ฝึกตนกลุ่มใหญ่ คิ้วของนางขมวดขึ้น ขณะที่หญิงสาวท่าทางยั่วยวนที่ยืนอยู่ด้านข้างกำลังเยาะเย้ยนาง
เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว เขาเห็นถึงความไม่สบายใจของศิษย์พี่หญิงสวี่ เขาชำเลืองมองไปยังหญิงสาวท่าทางยั่วยวนนางนั้น และความเย็นเยียบในดวงตาของเขาก็เพิ่มขึ้นราวน้ำแข็ง
ในตอนนี้เองที่ปรมาจารย์จื่อหลัวลุกขึ้นยืน และหลัวผานที่ด้านล่างของมันก็หดตัวลง มันเดินตรงไปยังสตรีที่สวยงามนางนั้น และพวกมันก็เริ่มพูดจากันด้วยเสียงแผ่วเบา สีหน้าอันน่าเกลียดก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของปรมาจารย์จื่อหลัว ขณะที่พวกมันพูดคุยกันต่อไป จากนั้น พวกมันก็เดินตรงไปยังหุบเขาที่เหมือนรอยแตกนั้น
จากนั้น ศิษย์สำนักชิงหลัวทั้งหมดก็ออกจากหลัวผาน กลายเป็นลำแสงขณะที่พวกมันพุ่งเข้าไปในรอยแตก ผู้ฝึกตนที่นั่งขัดสมาธิอยู่ด้านนอกของรอยแตก ต่างก็ลุกขึ้นยืนและเข้าไปด้วยเช่นกัน
เซี่ยเจี๋ยประสานมือมายังผู้ฝึกตนเร่ร่อน รวมถึงเมิ่งฮ่าว "ทุกท่าน ได้โปรดติดตามข้ามา" หลัวผานที่ใต้เท้าพวกเขาเริ่มหดตัวลง ทุกคนดูเหมือนจะพิจารณาว่าต้องทำอะไร แต่ก็ไม่มีใครล่าถอย แต่ละคนนำความคิดที่แตกต่างกันไปด้วย ทั้งกลุ่มกลายเป็นลำแสง และพุ่งเข้าไปในรอยแตกนั้น
สีหน้าของเมิ่งฮ่าวสงบเรียบขณะที่บินตรงไปช้าๆ ด้านหลังเขา กลุ่มของสวี่ชิงเริ่มติดตามมา แต่เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ นางไม่สามารถบินได้จริงๆ แต่ต้องบินไปบนกลุ่มหมอกหลากสี
เมิ่งฮ่าวบินช้าลงไปเล็กน้อย แต่เซี่ยเจี๋ยทันใดนั้นก็หันกลับมามองเขา ดวงตาของมันสาดประกายราวสายฟ้า ดูเหมือนมันกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่พูด ขณะที่ทันใดนั้น ก็มีหญิงสาวนางหนึ่ง มาถึงเมิ่งฮ่าวจากด้านข้างที่ไกลออกไป
"สหายเต๋าเมิ่ง พวกเราได้พบกันอีกแล้ว" หญิงสาวสวมใส่ชุดยาวสีม่วง หน้าตาสวยงามและมีเสน่ห์ เมื่อนางยิ้ม ก็เห็นฟันสีขาวที่เรียงกันเป็นระเบียบอย่างสวยงาม นางบินไปตามเมิ่งฮ่าวที่ด้านข้าง
"อา สหายเต๋าหาน" เมิ่งฮ่าวกล่าว มองไปที่นางและพยักหน้าให้ นี่เป็นหญิงสาวที่ส่งเม็ดยาหลัวตี้มาให้เขาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
กลุ่มของคนทั้งหมดนี้เกือบจะถึงหนึ่งพันคน ส่งเสียงหวีดหวิวฝ่าอากาศเข้าไปในรอยแตก หน้าผาพุ่งขึ้นไปจากด้านข้างของพวกมัน มองอะไรไม่เห็นที่ด้านล่าง ราวกับว่ารอยแตกนี้ไร้ก้น
"สหายเต๋าเมิ่ง" หานเป้ยพูดขึ้นมา เสียงของนางแผ่วเบาและสดใส "ท่านมีท่าทางสุภาพเรียบร้อย คงจะมาจากครอบครัวที่ไม่ธรรมดา ท่านต้องการเข้าร่วมเหตุการณ์นี้เพื่อเม็ดยาหลัวตี้จริงๆ?"
ดวงตาเมิ่งฮ่าวส่องประกายขณะที่มองไปยังนาง
"ข้าเกรงว่าจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านกำลังพูดถึง สหายเต๋าหาน" ในตอนนี้ กลุ่มคนทั้งหมดก็ได้บินมาค่อนข้างไกลเข้าไปในรอยแตก ผนังของหน้าผารอบๆ พวกเขา ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นสีดำ ก้อนหินก็เริ่มเรืองแสงขึ้นในตอนนี้
ก่อนที่หานเป้ยจะกล่าวตอบ ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มพูดออกมาอย่างตื่นเต้น
"นี่คือ… หน้าผาผลึก!"
"นี่เป็นสถานที่อะไร? ถึงได้มีผลึกมากมายนัก! มันยังดีกว่าหินลมปราณระดับสูงซะอีก!"
ผู้ฝึกตนบางคนบินขึ้นไป และกระแทกไปบนพื้นผิวของหน้าผาผลึก เห็นได้ชัดว่ากำลังพยายามที่จะขุดมันออกมาบางส่วน
แต่ทันทีที่พวกมันกระแทกไปบนผนังของหน้าผา เสียงแผดร้องอย่างน่ากลัวก็ดังออกมา ขณะที่ร่างของพวกมันแห้งเหี่ยวไป พลังชีวิต เลือดเนื้อและโลหิตของพวกมันถูกสูบออกไปในทันที เพียงชั่วพริบตา พวกมันก็กลายเป็นเถ้าธุลีลอยออกไป รวมถึงถุงสมบัติของพวกมันด้วย จุดที่พวกมันได้สัมผัสไปที่ผนังหน้าผาในตอนนี้ ก็ดูเหมือนจะมีประกายของผลึกมากกว่าก่อนหน้านี้ มันส่งแสงระยิบระยับออกมาอย่างลี้ลับ
เมื่อได้เห็นเช่นนี้ ดวงตาของเมิ่งฮ่าวก็หดแคบลง ผู้ฝึกตนเร่ร่อนที่อยู่รอบๆ ก็สูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ สำหรับศิษย์สำนักชิงหลัว พวกมันดูเหมือนว่าจะคอยระวังผนังผาผลึกพวกนั้นอยู่ก่อนแล้ว
"พี่เมิ่ง" หานเป้ยพูดอย่างลึกลับ ยิ้มอย่างมีความหมาย "ท่านกำลังถูกจับตาดูอยู่ โปรดระมัดระวังตัวเองด้วย อีกอย่าง… ท่านแซ่เมิ่งจริงๆ?" ก่อนที่เขาจะกล่าวตอบ นางก็จากไป
ทันใดนั้น เสียงกึกก้องก็ดังออกมา เต็มอยู่ในอากาศ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือน จากนั้น มันก็หายไปในทันที เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้วขณะที่หานเป้ยบินออกไป จากนั้นเขาก็จ้องไปบนประตูศิลาขนาดใหญ่ที่ตรงขึ้นไปด้านหน้า ซึ่งปรมาจารย์จื่อหลัว และสตรีวัยกลางคนที่สวยงามได้ช่วยกันทำลายมัน
ประตูศิลาไม่ยอมแตกกระจายเป็นชิ้นๆ ดูเหมือนมันจะถูกปกป้องไว้ด้วยพลังที่ไม่ธรรมดา ซึ่งทำให้มันค่อยๆ ลอยกลับมารวมกันอีกครั้ง
ผ่านเข้าไปหลังประตูศิลา เมิ่งฮ่าวเห็นกลุ่มผู้ฝึกตนร่วมสองร้อยคนนั่งขัดสมาธิอยู่ พวกมันลุกขึ้นยืน ด้านหน้าของพวกมันเป็นบุรุษหนุ่ม ถือไข่มุกอยู่ในมือ ไข่มุกนั้นส่งแสงนุ่มนวลออกมา ดูเหมือนมันจะพยายามทำให้ การฟื้นคืนของประตูศิลานั้นช้าลง
"ผู้เยาว์ หลิวอู่ ขอคารวะท่านปรมาจารย์" ขณะที่มันพูด ปรมาจารย์จื่อหลัว และสตรีที่สวยงามนางนั้นก็ผ่านประตูศิลาเข้าไป พวกมันโบกสะบัดแขนเสื้อทำให้ประตูซ่อมแซมตัวเองช้าลง
ต่อมา ก็เป็นกลุ่มของผู้ฝึกตนทั้งหนึ่งพันคน รวมถึงเมิ่งฮ่าว พุ่งผ่านเข้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าพวกมันต้องการหรือไม่ เพราะด้านหลังของคนทั้งหมดเป็นสามผู้พิสดารก่อตั้งแกนลมปราณ เมื่อมีพวกมันอยู่ด้านหลัง ก็ไม่มีใครกล้าที่จะล่าถอยกลับไป
เส้นทางด้านหลังประตูศิลาค่อนข้างจะแปลกประหลาด มีประตูที่เหมือนกันอีกสี่ประตูที่ถูกทำลายไป ถัดออกไปจากแต่ละประตู ก็มีศิษย์สำนักชิงหลัวรอคอยอยู่
เมื่อคนทั้งหมดเข้าไป เมิ่งฮ่าวก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น เห็นได้ชัดว่า สำนักชิงหลัวได้ตรวจสอบสถานที่นี้มามากกว่าหนึ่งครั้ง อันที่จริงแล้ว ก็ดูเหมือนว่าพวกมันได้ทำมาแล้วหลายครั้ง
"ประตูศิลานี้เหมือนกับผนึก สถานที่นี้…" เมิ่งฮ่าวมองไปข้างหน้า คิ้วขมวดขึ้น ทันใดนั้น เขาก็หยุดเคลื่อนที่ ไม่ใช่เขาคนเดียว ทุกคนต่างหยุดลง และจ้องไปข้างหน้า
ที่นั่นตรงหน้าของทุกคนเป็นประตูสีดำขนาดใหญ่ ประตูนี้ไม่ได้สร้างมาจากศิลา แต่สร้างมาจากโลหะบางอย่าง มันอยู่ในผนังหน้าผาทั้งสองข้าง และส่องแสงสีดำออกมา บนพื้นผิวของประตูเป็นใบหน้าขนาดใหญ่ ดวงตาของใบหน้านั้นปิดลง ราวกับว่ามันกำลังหลับอยู่
เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ ดวงตานั้นก็เปิดขึ้นในทันใด และใบหน้านั้นก็ส่งเสียงคำรามออกมา ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือน แม้แต่ปรมาจารย์จื่อหลัวก็ยังต้องกระอักโลหิตออกมา
เมิ่งฮ่าวก็เช่นกัน โลหิตที่พ่นออกมาจากกลุ่มคนทั้งหมด กลายเป็นสายโลหิตซึ่งใบหน้าขนาดใหญ่ยักษ์นั้นดูดเข้าไป หลังจากที่กลืนโลหิตเข้าไป มันก็ส่งเสียงเรอออกมา
เสียงของใบหน้านั้น ราวกับเสียงฟาดของสายฟ้า "ตามคำสั่งของเจ้านายข้า ข้าต้องคอยพิทักษ์สุดยอดความรำคาญ ถ้าไม่มีจี้หยก พวกเจ้าก็ไม่อาจเข้าไปใน… หือ เจ้าพวกนี้มาทำอะไรที่นี่อีก?"
ปรมาจารย์จื่อหลัว และสตรีผู้สวยงาม ต่างก็ประสานมือ และโค้งตัวลงต่ำ ความนับถือปรากฎขึ้นบนใบหน้าของพวกมัน ปรมาจารย์จื่อหลัว ดึงเอากระบอกไม้ไผ่ออกมา และมีหนังสัตว์ที่เก่าชำรุดลอยออกมาจากด้านในของกระบอกไม้ไผ่นั่น
เมื่อเขาได้เห็นหนังสัตว์ผืนนั้น ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็หดแคบลง เมื่อเขามองไปที่มันก็รู้สึกว่า มันเหมือนกับเงาร่างแปลกประหลาดในคืนนั้น
ขณะที่หนังสัตว์ลอยออกไป ภาพเลือนลางของดวงตาก็ปรากฎขึ้น ดวงตานั้นจ้องมายังเมิ่งฮ่าว
ทั้งสองสบตากัน และม่านตาของเมิ่งฮ่าวก็หดแคบลง
หนังสัตว์นั้นคลี่กระจายออก และไปหยุดอยู่ตรงหน้าของใบหน้าขนาดใหญ่ยักษ์นั้น
ตอนที่ 147 จ้องมองซึ่งกันและกัน
"เจ้าสามารถใช้สิ่งนี้ได้แค่ครั้งเดียว" ใบหน้านั้นกล่าว อ้าปากหาว ขณะที่มันพูด ทันใดนั้นเสียงร้องอย่างโหดร้ายก็ดังออกมาจากกลุ่มคนที่ด้านหลัง
เมิ่งฮ่าวมองไปด้านหลัง และเห็นรูปปั้นแปลกประหลาด ซึ่งได้ถูกนำมาด้วย ทันใดนั้นก็ละลายไป กลายเป็นหมอกสีดำรูปทรงกลมสามลูก ด้านในของหมอกรูปทรงกลมแต่ละลูกนั้น มีคนชราซึ่งรายล้อมด้วยกลิ่นอายแห่งความตายอยู่ พวกมันไม่ใช่ใครอื่นนอกจากบุคคลทั้งสาม ที่อยู่บนแท่นพื้นสูงใต้สำนักชิงหลัว!
ชายชราที่แห้งเหี่ยวทั้งสามพุ่งออกมาจากหมอกสีดำรูปทรงกลม จากนั้น พวกมันก็ลอยเข้าไปในใบหน้าใหญ่ยักษ์นั้น ทำให้ใบหน้านั้นบิดเบี้ยวไปมา และปากใหญ่ยักษ์ก็เปิดกว้างขึ้นอย่างช้าๆ
เสียงโบราณดังออกมา "รีบเข้าไปเร็วเข้า พวกเราถ่วงเวลาได้เพียงแค่ธูปไหม้หมดไปครึ่งดอกเท่านั้น!" เป็นเสียงที่ราวกับดังออกมาจากขุมนรก มันดังก้องขึ้น สร้างความสั่นสะเทือนอยู่ในจิตใจของทุกคนที่อยู่บริเวณนั้น
ก่อนที่ทุกคนจะขยับตัว เงาร่างก็โผล่ออกมาจากด้านในของปากนั้น มันเป็นบุรุษวัยกลางคน ราวกับว่าพื้นฐานฝึกตนของมันกำลังเผาไหม้อยู่ ร่างกายครึ่งหนึ่งของมันถูกทำลายไป และมองเห็นแกนสีแดงคล้ำในร่างกายของมันกำลังลุกไหม้อยู่
ผมของมันยุ่งเหยิง และใบหน้าก็บิดเบี้ยวด้วยความคลุ้มคลั่ง เมื่อมันพุ่งออกมา มันก็แผดเสียงร้องขึ้น "ตายทั้งหมด! หอร้อยวิญญาณ ไม่สำเร็จ ตายทั้งหมด ฮา ฮา ฮา! ตายทั้งหมด…"
"นั่นคือ ผู้อาวุโสเจิ้ง!"
"ใช่แล้ว! มันอยู่ในคนกลุ่มแรกที่มาที่นี่ มันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร…"
เสียงพูดคุย ทันใดนั้น ก็ดังขึ้นมาท่ามกลางศิษย์สำนักชิงหลัว ซึ่งจำบุรุษผู้นี้ได้ในทันที ม่านตาของเซี่ยเจี๋ยหดเล็กลง และสีหน้าของหานเป้ยก็เปล่งประกายขณะที่นางหรี่ดวงตาลง ซึ่งภายในดวงตาของนางแวบแสงแปลกๆ ออกมา ผู้ถูกเลือกคนอื่นๆ ของสำนักชิงหลัวทั้งหมด ต่างก็มีปฏิกิริยาเหมือนกัน
บุรุษผู้นั้นพุ่งออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง ส่งเสียงอย่างฟั่นเฟือน ดังก้องอยู่ภายในรอยแยกนั้น ทุกคนต่างก็ตกใจกับคำพูดของมัน
สิ่งที่สร้างความน่าตกใจของมันยิ่งน่าแปลกประหลาดมากขึ้น เพื่อพิจารณาถึงแกนสีแดงคล้ำที่สามารถมองเห็นได้ของมัน ก็เห็นได้ชัดว่ามันเป็นผู้พิสดารก่อตั้งแกนลมปราณ สำหรับมันแล้ว การที่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่กลายเป็นคนวิกลจริตอันน่าอนาถใจเช่นนี้ ทำให้ทุกคนต่างก็แปลกใจว่าพวกมันจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้างที่ด้านใน
คำพูดของบุรุษผู้นั้นยังคงดังก้องออกมา โดยเฉพาะคำว่า "ตาย" ซึ่งมันได้พูดถึงสามครั้ง ราวกับฆ้อนที่มองไม่เห็น ตอกย้ำลงไปในจิตใจของทุกคนที่ได้ยิน
ศิษย์สำนักชิงหลัวได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากพวกมันทั้งหมดรู้เกี่ยวกับสถานที่นี้มากกว่าเมิ่งฮ่าวและผู้ฝึกตนเร่ร่อนคนอื่นๆ พวกมันผ่านเข้าไปในประตูเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และตอนนี้ก็มีประมาณสองร้อยคน ใบหน้าของแต่ละคนต่างก็บิดเบี้ยว
เงาแห่งความตายที่ไร้ตัวตนดูเหมือนจะกระจายออกมาจาก ผู้พิสดารก่อตั้งแกนลมปราณที่คลุ้มคลั่งผู้นั้น ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
อย่างไรก็ตาม เมื่อบุรุษผู้นั้นพุ่งออกมาจากประตูสีดำ ดวงตาของปรมาจารย์จื่อหลัวก็สาดประกายด้วยแสงแห่งพลัง มันก้าวเท้าตรงไปยังผู้อาวุโสเจิ้งและยกมือขึ้น ทันใดนั้น เหมือนกับสีสันจะจางหายไปจากโลกใบนี้ และผู้อาวุโสเจิ้งก็พุ่งตรงมายังปรมาจารย์จื่อหลัวอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ขณะที่มันถลาเข้ามา ปรมาจารย์จื่อหลัวก็ยกมือขวาขึ้นและตบลงไปบนศีรษะของมัน
เสียงตบนั้นดังกึกก้องออกมาสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ว ร่างของผู้อาวุโสเจิ้งสั่นสะท้าน และดวงตาของมันก็เปล่งแสงแห่งความชัดเจนออกมาในทันใด แกนสีแดงเข้มซึ่งกำลังลุกไหม้อยู่ภายในร่างของมันก็เริ่มจางหายไป
มันได้สติกลับคืนมา แต่ก่อนที่มันจะพูดอะไรออกมา ปรมาจารย์จื่อหลัวก็ส่งเสียงเย็นชาอยู่ในลำคอ และจากนั้นก็โบกสะบัดแขนเสื้อ สายลมสีดำปรากฎขึ้น กวาดผู้อาวุโสเจิ้งขึ้น โยนมันออกไปไกล
"เลิกพล่ามได้แล้ว! เจ้าเป็นผู้อาวุโส ข้าจึงไว้ชีวิตเจ้า กลับไปที่สำนัก และลงโทษให้นั่งเข้าฌาณเพียงลำพังหนึ่งร้อยปี!" ปรมาจารย์จื่อหลัวกระทำด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่ง มันยกมือขึ้น และทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวและผู้ฝึกตนเร่ร่อนขั้นพื้นฐานลมปราณคนอื่นๆ ก็รู้สึกถึงแรงกดดันอันรุนแรง ซึ่งส่งผลให้จิตใจของพวกเขาเต้นรัว
"ผู้ฝึกตนเร่ร่อนจากนอกสำนัก" มันพูดเสียงเรียบเฉย "พวกท่านได้รับเม็ดยาจากสำนักของพวกเรา และได้ลงนามในสัญญาด้วยรอยนิ้วของพวกท่าน พวกเราได้มาถึงดินแดนสงบสุขในสมัยโบราณ โชคร้ายที่ด้านในไม่มั่นคง และไม่เข้ากับพื้นฐานฝึกตนระดับสูง"
"ถ้าพวกท่านได้ครอบครองสิ่งของตามที่กำหนดไว้ ก็สามารถนำมันมาแลกเปลี่ยนกับเม็ดยาหลัวตี้เพิ่มได้อีก นำแผ่นหยกนี้ไป" แรงกดดันกระจายเต็มไปทั่วพื้นที่นั้น มันโบกสะบัดแขนเสื้อ และ ทันใดนั้น แผ่นหยกสองร้อยแผ่น ก็ลอยออกมาอยู่เบื้องหน้าของผู้ฝึกตนเร่ร่อน
"ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นสถานที่อันตราย แต่ก็ไม่มีกับดักแห่งความตายอยู่ และศิษย์สำนักของข้าอีกมากมายก็จะเข้าไปกับพวกท่านด้วย โปรดทำใจให้สบาย" ขณะที่มันพูด สตรีวัยกลางคนสวยงามที่ด้านข้างก็มองไปยังฝูงชนด้วยสีหน้าเรียบเฉย คนทั้งสองไม่จำเป็นต้องแสดงท่าทีคุกคามใดๆ เมื่อพิจารณาถึงพื้นฐานฝึกตนของพวกมัน ก็ไม่มีใครกล้าจะต่อต้านด้วย
เมิ่งฮ่าวเก็บเครื่องรางนำโชคกลับเข้าไปในถุงสมบัติอย่างเงียบๆ รอบๆ ตัวเขา ผู้ฝึกตนเร่ร่อนคนอื่นๆ ก็รักษาความเงียบไว้เช่นเดียวกัน ยากที่จะบอกว่าพวกมันกำลังคิดอะไรอยู่
นี่เป็นกลุ่มบุคคลที่บรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่ไม่ใช่สมาชิกของสำนักใดๆ อาจจะมีบางคนในกลุ่มผู้ฝึกตนเร่ร่อนที่โง่เขลา แต่พวกมันส่วนใหญ่ก็คาดคิดได้ พวกมันได้เลือกที่จะมายังสถานที่นี้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของแต่ละคนเอง และต่างก็ตระหนักดีว่าพวกมันอาจจะได้รับอันตราย
เงาร่างเจ็ดหรือแปดสายแวบไปข้างหน้า มุ่งตรงไปยังประตูสีดำ ทันทีที่พวกมันผ่านเข้าไปในปากนั้น พวกมันก็หายลับไป
เมื่อมีคนกลุ่มนั้นนำไป คนที่เหลือก็ติดตามไปอย่างรวดเร็ว บินตรงเข้าไปในใบหน้าใหญ่ยักษ์บนประตูสีดำโดยไม่พูดจากันอีก
พึมพำกับตัวเอง เมิ่งฮ่าวมองไปยังปรมาจารย์จื่อหลัว และสตรีวัยกลางคนสวยงามนางนั้น ไกลออกไปด้านหลังเป็นผู้พิสดารก่อตั้งแกนลมปราณ ซึ่งกำลังมองมาด้วยสีหน้าเย็นชา
"ศิษย์พี่หญิงสวี่ ดูเหมือนจะมีปัญหาบางอย่าง เมื่อข้าได้อยู่ที่นี่แล้ว ข้าก็ไม่อาจเมินเฉยได้" ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น บินไปพร้อมกับผู้ฝึกตนนับสิบที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งทั้งหมดก็กลายเป็นลำแสงพุ่งตรงไปยังใบหน้าขนาดใหญ่ในประตูสีดำ เมื่อห่างจากประตูครึ่งทาง เขาก็เหลียวหน้ากลับ และมองไปยังด้านหลัง
เขาได้เห็นเซี่ยเจี๋ยพร้อมรอยยิ้มที่เสแสร้งของมัน ยังมีหานเป้ยผู้น่ารัก รวมถึงผู้ถูกเลือกคนอื่นๆ ของสำนักชิงหลัว และไกลออกไป ท่ามกลางกลุ่มคน ก็คือสวี่ชิงผู้มีใบหน้าซีดขาว
เมื่อสายตาของเมิ่งฮ่าวจ้องมองไปที่นาง สวี่ชิง ทันใดนั้น ก็สั่นสะท้าน จ้องมองมาด้วยความตกใจ ความไม่อยากเชื่อเต็มอยู่บนใบหน้าของนาง ขณะที่… นางมองกลับมายังเขา
หลายปีผ่านไป และเมิ่งฮ่าวก็มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย แต่… นางก็จำเขาได้ในทันที นางได้นำเขาไปที่สำนักเอกะเทวะ และเขาได้กลายมาเป็นศิษย์ผู้น้องของนาง เขาเป็นคนที่มอบเม็ดยาคงโฉมให้นางภายใต้แสงจันทร์
ภาพจากในอดีตเต็มอยู่ในจิตใจของสวี่ชิง ความทรงจำในเวลานั้น ความผิดหวัง ทั้งหมดรวมกันอยู่ภายในจิตใจของนาง ลอยกระเพื่อมออกมาราวกับความฝัน
สายตาของทั้งสองประสานกัน มีผู้คนนับพันอยู่ระหว่างพวกเขา แม้แต่ระยะทางและเวลา ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาแยกกันออกไปไกล แต่กลับทำให้พวกเขาใกล้กันมากขึ้น และมากยิ่งขึ้นไป
เมิ่งฮ่าวส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นให้นาง เหตุผลทั้งหมดที่เขามายังสำนักชิงหลัวก็เพื่อที่จะพบเจอนาง ผู้เป็นสหายเก่า ตอนนี้ เขาก็ได้เห็นนาง และนางก็เห็นเขาแล้ว
เขาหันหน้า และหายเข้าไปในปากของใบหน้าในประตูสีดำ ตอนที่เขาหายไป จิตใจของสวี่ชิง ทันใดนั้น เหมือนจะว่างเปล่า โดยไม่ได้ตระหนักถึงมัน นางก้าวเท้าไปข้างหน้า
แต่มันก็สายเกินไป เมิ่งฮ่าวจากไปแล้ว ความรู้สึกที่นางไม่เข้าใจก็ไหลซึมขึ้นมาจากภายใน แต่ที่ด้านนอก นางก็ยังคงเย็นชาเหมือนเช่นเคย
ปกติแล้ว ไม่มีใครสามารถสัมผัสใจของนางได้ นางป้องกันมันไว้อย่างแน่นหนา แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกถึงความปิติยินดีที่พุ่งขึ้นมาจากภายใน
เมื่อเมิ่งฮ่าวหายลับตาไป นางก็รู้สึกราวกับว่าได้สูญเสียบางอย่างไป นางไม่ค่อยเกิดความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน และเมื่อมันเกิดขึ้น นางก็จะสะกดข่มมันไว้ แต่ในวันนี้ นางไม่อาจสะกดข่มความรู้สึกนั้นไว้ได้
"เฮ ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่ เจี้ยนเหริน1!" นางคือหญิงสาวท่าทางยั่วยวนซึ่งยืนอยู่ข้างกายสวี่ชิง "ถ้าเจ้าต้องการจะแสร้งเป็นไม่ได้ยินข้า ก็ดี" นางพูดอย่างชั่วร้าย "เจ้าคิดว่าจะสามารถหลบเลี่ยงข้าได้จริงๆ ? หือ!" นางหัวเราะอย่างเย็นชา
"เจ้าบาดเจ็บเมื่อครั้งที่แล้ว ถ้าศิษย์พี่จ้าวไม่ได้ขอให้ศิษย์น้องหานช่วยเจ้าไว้ เจ้าก็คงต้องตายอยู่ด้านใน แต่แทนที่จะสำนึกขอบคุณ เจ้ากลับเฉยเมยยิ่งกว่าเดิม! มันก็แค่แต้มพรหมจรรย์เล็กๆ ทำไมเจ้าถึงได้หวงแหนมันมากมาย? ช่างโง่เขลานัก!"
หญิงสาวท่าทางยั่วยวนมองอย่างเย็นชามายังสวี่ชิง ใบหน้าที่สวยงามของหญิงสาวนางนั้นมีรอยยิ้มอันน่ากลัวขึ้น ยิ่งนางมีความอิจฉามากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งต้องการให้สวี่ชิงจบลงแบบเดียวกับนางมากขึ้นเท่านั้น
สวี่ชิงหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับหญิงสาว ซึ่งปฏิบัติต่อนางด้วยความเลวร้ายตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางพูดจบในครั้งเดียว "วันนั้นในดินแดนสงบสุข เป็นศิษย์พี่จ้าวของเจ้า ที่ได้ละเมิดกฎ ทำให้ข้าเกือบโดนสังหาร และศิษย์พี่หญิงหานไม่ได้ช่วยข้าเพราะศิษย์พี่จ้าวขอร้องนาง แต่เพราะนางได้หยิบฉวยถุงสมบัติของข้า จึงได้คว้าตัวข้าไปพร้อมกัน"
นางมีท่าทางที่เย็นชา และมีสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นบุคลิกส่วนตัวที่นางมักจะใช้เพื่อหลบซ่อนตัวเองจากศิษย์ร่วมสำนัก หญิงสาวท่าทางยั่วยวนนั้นไม่เคยคาดคิดว่า สวี่ชิงที่นางเยาะเย้ยมาตลอดจะกล้าตอกนางกลับ นางจ้องไปสักพัก จากนั้นก็หัวเราะอย่างเย็นชาออกมา
"เจี้ยนเหรินกล้าพูดแล้ว" นางเย้ยหยัน "ศิษย์พี่จ้าวได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าไม่สามารถหลบหนีไปได้อีกในครั้งนี้ ข้าจะยืนอยู่ที่นั่น และมองดูขณะที่แต้มพรหมจรรย์ของเจ้าหายไป ในที่สุด เจ้าก็จะขอบคุณข้า" ผู้ฝึกตนรอบๆ นางเริ่มบินขึ้นไปในอากาศตรงไปยังประตูสีดำ
ร่างของสวี่ชิงแวบไป ขณะที่นางก้าวไปบนหมอกหลากสีของนาง และพุ่งไปข้างหน้า
หญิงสาวท่าทางยั่วยวนอยู่ด้านหลังสวี่ชิง หัวเราะอย่างเย็นชา แต่หลังจากนั้น นางก็สังเกตเห็นบุรุษในชุดยาวสีม่วงที่อยู่ด้านหน้าขึ้นไป มันมองกลับมายังด้านหลัง และรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ก็ปกคลุมไปทั่วใบหน้าของมันในทันใด
บุรุษหน้าตาหล่อเหลาที่อยู่ในชุดสีม่วงนี้ เป็นบุรุษหนุ่มวัยเยาว์ และมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ที่ขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ มันพยักหน้าให้นางเล็กน้อย จากนั้นก็มองไปที่สวี่ชิง และดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยความปรารถนาที่ลุกไหม้อยู่
นี่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็นบุรุษที่หญิงสาวท่าทางยั่วยวนพูดถึงเป็นประจำ ศิษย์พี่จ้าว
1 เจี้ยนเหริน = ดอกทอง
ตอนที่ 148 หลายสิ่งกำลังจมลงไป
หลังจากที่ทุกคนเข้าไปในประตูสีดำ ใบหน้าขนาดใหญ่ก็เริ่มบิดเบี้ยว เงาร่างลี้ลับสามร่างก็สลายออกมาจากใบหน้านั้น และกลายเป็นผู้ฝึกตนชราที่แห้งเหี่ยวสามคน ดูราวกับว่าพวกมันเพิ่งจะคลานออกมาจากหลุมฝังศพ
โดยไม่ลังเล พวกมันมุ่งหน้าตรงไปยังรูปปั้นที่จากมา ขณะที่พวกมันเคลื่อนที่ตรงไป กลิ่นอายสีดำจำนวนมากมายมหาศาลก็กระจายออกมา ราวกับว่าพวกมันกำลังถูกกรัดกร่อนลงไป
"เกิดอะไรขึ้น?" ใบหน้าขนาดใหญ่นั้นกล่าว "โอ ไม่ว่าอย่างไร ถ้าไม่มีจี้หยก พวกเจ้าก็ไม่สามารถเข้าไปได้!" มันดูท่าทางสับสนอยู่สักพัก แต่จากนั้นดวงตาของมันก็เริ่มสดใสขึ้น และมันก็เริ่มกู่ร้องออกมา
ในตอนนี้ มีเพียงแค่สิบเอ็ดคนเหลืออยู่ภายในรอยแตกนั้น นอกจากปรมาจารย์จื่อหลัว และสตรีสวยงามวัยกลางคนแล้ว ยังมีคนอื่นๆ อีกเก้าคน ทั้งหมดเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ พวกมันไม่สนใจเสียงกู่ร้องของใบหน้าในประตูนั้น นั่งขัดสมาธิและปิดตาลง ในเวลาเดียวกันนั้น มือของพวกมันก็ขยับเป็นรูปแบบการสร้างเวทอาคม ในตรงกลางของกลุ่มคนทั้งเก้าปรากฎเป็นต้นโสมลอยอยู่ในอากาศ
ต้นโสมพราวระยับและโปร่งแสง ภายในของมันราวกับบรรจุไว้ด้วยโชคลาภแห่งสวรรค์
ต้นโสมบิดไปมาด้วยการหมุนเวียนของพื้นฐานฝึกตนของคนทั้งเก้า และดูเหมือนมันกำลังเริ่มมีศีรษะ และงอกสองแขน สองขาออกมา
ปรมาจารย์จื่อหลัว และสตรีวัยกลางคนที่สวยงาม ยืนอยู่ด้านข้าง มองไปยังต้นโสมนั้น
"ข้าไปมาครั้งหนึ่ง" สตรีวัยกลางคนพูดพร้อมขมวดคิ้ว "แต่หลังจากหายใจเข้าออกสามสิบครั้งผ่านไป พลังขับไล่ภายในก็เริ่มรุนแรงมากขึ้น แม้แต่ด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของข้า ก็ยังไม่อาจค้นหาวัตถุนั้นได้ ข้าได้แต่เพียงหวังว่าหอคอยร้อยวิญญาณจะมีผล แต่มันก็ยังไม่สมบูรณ์มากนัก หวังว่าครั้งนี้น่าจะเพียงพอ"
ปรมาจารย์จื่อหลัวเงียบอยู่สักพัก ก่อนที่จะตอบอย่างราบเรียบ "ข้าได้จัดเตรียมต้นโสมนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้พวกเราสามารถอยู่ด้านในได้ชั่วธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก ทุกอย่างเตรียมไว้แล้ว ถ้าพวกเรายังไม่อาจทำได้สำเร็จในครั้งนี้ ก็คงต้องทำตามคำพูดของท่านเจ้าสำนัก และเหล่าปรมาจารย์ พวกเราจะเปิดดินแดนสงบสุขนี้ให้ทุกคนเข้ามา เพื่อจะยืมพลังของทั้งดินแดนด้านใต้ ให้ช่วยค้นหาสิ่งของในตำนานนั้น ด้วยการเป็นผู้ฝึกตนเช่นพวกเรา ของชิ้นนั้นเป็นความหวังเดียวที่พวกเรามี มากยิ่งกว่าถ้ำกำเนิดใหม่ซะอีก!"
สตรีผู้สวยงามลังเลชั่วครู่ จากนั้นก็กล่าวว่า "ถ้ามันเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น พวกเราก็จะถูกบังคับให้ต้องแบ่งปัน ถึงแม้สำนักชิงหลัวจะยิ่งใหญ่ แต่เมื่อมีผู้คนมากมายมาเกี่ยวข้องด้วย พวกเราก็จะมีโอกาสน้อยลง… สำหรับข้ามันอาจจะดีกว่าเล็กน้อย แต่ท่านและคนอื่นๆ จะมีข้อจำกัดมากขึ้น"
"ก็จริง แต่พวกเราก็ได้เสียสละศิษย์ของสำนักบางส่วนในครั้งนี้ พวกเราต้องไม่มีทางพลาด!" สีม่วงคล้ำปรากฎขึ้นภายในไฝบนใบหน้าของมัน ทำให้มีท่าทางดุร้ายมากยิ่งขึ้น
∗∗∗
ทั่วทั้งโลกหมุนคว้างไปมา ทำให้ยากที่จะรู้ว่าเป็นทิศทางใด ทุกสิ่งทุกอย่างมืดมิด ไม่นานมากนัก ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มมองเห็นได้ชัดเจน ฟ้ามืดคลึ้มด้วยสีน้ำเงินเข้ม ปฐพีด้านล่างเต็มไปด้วยผืนดินสีดำ
มีใบไม้เขียวขจีอยู่ในทุกที่ ปกคลุมไปทั่วเนินเขา ซึ่งสูงขึ้นมา และทอดยาวออกไปในที่ห่างไกล แม่น้ำขนาดใหญ่เลื้อยผ่านภูเขาไป และเสียงน้ำไหลก็ได้ยินมา
นี่เป็นสิ่งที่เมิ่งฮ่าวได้เห็น เมื่อเขาปรากฎขึ้น มองไม่เห็นใครอื่น มีแต่เขาเพียงคนเดียว
"สถานที่นี้ค่อนข้างใหญ่…" เขากล่าว มองขึ้นไปในท้องฟ้า ดวงตะวันกำลังตกลงมา ทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงสีแดงอันสวยงาม
ในความเป็นจริง เมื่อสังเกตดูอย่างละเอียด เมิ่งฮ่าวก็มองเห็นดวงจันทร์ที่ซ่อนอยู่
"สถานที่ประชุมสำหรับกลุ่มต้นแบบแห่งกาลเวลาของพวกเรา เป็นที่ซึ่งมีภาพของดวงตะวันและดวงจันทร์ซ้อนทับกัน" ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขณะที่เขาเดินไปข้างหน้า กลายเป็นลำแสงพุ่งออกไป
"และที่นั่นน่าจะเป็นหอคอยร้อยวิญญาณ มันคืออะไร?" เมิ่งฮ่าวรู้สึกสงสัยอยู่ในจิตใจ ขณะที่เขาเคลื่อนที่ตรงไป สิ่งแรกที่เขาทำก็คือ หยิบเครื่องรางนำโชคออกมาจากถุงแห่งจักรวาล ส่งจิตสัมผัสเข้าไปเล็กน้อย เขารู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง เริ่มรับรู้ถึงคุณค่าของเครื่องรางนำโชคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
"ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม ปรมาจารย์เอกะเทวะถึงได้มีเครื่องรางนี้ในสิ่งของที่มันรวบรวมไว้ มันยังสามารถช่วยให้ข้าเคลื่อนย้ายออกไปจากสถานที่นี้ได้" เขาเก็บเครื่องรางนำโชคกลับไป นี่เป็นของวิเศษช่วยชีวิตของเขาในตอนนี้
"ศิษย์พี่หญิงสวี่อยู่ด้านหลังข้า แต่ใครจะไปรู้ว่าศิษย์สำนักชิงหลัวจะไปปรากฎขึ้นที่ไหน พวกมันจะออกมาด้วยกัน หรือถูกส่งมาแบบสุ่ม? ถ้าเป็นแบบหลังก็ดี อย่างไรก็ตาม ข้าต้องค้นหานางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" แสงอันดุร้ายปรากฎขึ้นในดวงตา ขณะที่เขาคิดไปถึงเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาของหญิงสาวท่าทางยั่วยวน ซึ่งยืนอยู่ที่ด้านข้างของศิษย์พี่หญิงสวี่ และใบหน้าที่ซีดขาวของสวี่ชิง
ขณะที่เขาคิดเกี่ยวกับนาง เขาก็หยิบเอาแผ่นหยกที่แจกจ่ายโดยสำนักชิงหลัวออกมา ส่งจิตสัมผัสเข้าไป ก็เห็นรายชื่อมากมาย เขาตรวจดูรายชื่อเหล่านั้น ถอนจิตสัมผัสออกมา และก็บดขยี้แผ่นหยกนั้นจนแหลกละเอียด
จากนั้นเขาพุ่งตรงไปค้นหาศิษย์พี่หญิงสวี่
เวลาผ่านไป และในไม่ช้าเวลาค่ำก็มาถึง ท้องฟ้าเริ่มมืดลง และดวงจันทร์ก็ลอยขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างมืดสลัว ตอนนี้เขายืนอยู่บนเนินเขาลูกเล็กๆ มองออกไปยังซากปรักหักพังโบราณที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลตรงเบื้องหน้า
ในตอนนี้ ดวงจันทร์ถูกปกคลุมด้วยเมฆสีดำ ทำให้ซากหักพังที่ด้านหน้าดูค่อนข้างคลุมเครือ ดูเหมือนจะเก่าแก่เป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าพวกมันได้ผ่านกาลเวลามานานมากมายหลายปี เมิ่งฮ่าวรู้สึกว่าเมื่อหลายปีมากๆ นานมาแล้ว มันเคยเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อน
ตอนนี้ เมื่อคิดดูแล้ว มันได้ถูกกลืนกินไปโดยผืนดินครึ่งหนึ่ง มีเพียงโครงสร้างอีกเล็กน้อยที่ยังมองเห็นได้ และถึงแม้พวกมันจะหักพังแยกออกเป็นส่วนๆ ด้วยแสงจันทร์ยามราตรี ก็ดูเหมือนมันจะอ้างว้างโดดเดี่ยวเป็นอย่างยิ่ง สายลมพัดผ่านซากปรักหักพังนั้น หอบเอาเสียงแปลกๆ มาพร้อมกับมัน
เป็นเสียงที่เหมือนกับมีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน กำลังพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา เมิ่งฮ่าวไม่อาจฟังได้ชัดว่าพวกมันกำลังพูดเรื่องอะไร แต่เสียงที่ผสมรวมกันทั้งหมดนี้ ก็สร้างความรู้สึกที่แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
ด้านหน้าของซากปรักหักพังนั้นเป็นศิลาตัวอักษร เกือบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นตัวอักษร ซึ่งครั้งหนึ่งมันได้ถูกแกะสลักไว้ แต่ตอนนี้มันเกือบจะว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง และมีรอยแตกปกคลุมไปทั่ว
เขามองไปที่มัน กำลังจะหันหลังและจากไป ทันใดนั้น สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป เมฆสีดำเลื่อนผ่านไป และแสงจันทร์ก็ส่องลงมาในทันใด เมิ่งฮ่าวมองเห็นบางอย่าง ที่อยู่ในหนึ่งรอยแตกของศิลาตัวอักษรนั้น ด้านในของมันเป็นกิ่งก้านของเถาวัลย์สีทอง ซึ่งดูเหมือนกำลังดิ้นไปมา มันถูกปกคลุมด้วยใบซึ่งพันอยู่รอบๆ ชิ้นส่วนเล็กๆ ของผลไม้ที่มีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ
เขาจำผลไม้นี้ได้จากแผ่นหยกที่เขาเพิ่งจะบดขยี้ไป มันเป็นหนึ่งในสิ่งของที่สำนักชิงหลัวต้องการ มันเรียกว่าผลจันทร์ศิลา
สีหน้าเขาสงบนิ่ง เมิ่งฮ่าวไม่ได้ทำอะไร เพียงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเนินเขา มองออกไปด้วยสายตาที่เรียบเฉย
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ก่อนที่เงาร่างจะพุ่งออกมาจากป่าที่อยู่บริเวณใกล้เคียง มันเป็นบุรุษวัยกลางคนด้วยพื้นฐานฝึกตนขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ มันพุ่งตรงไปยังศิลาตัวอักษร มาถึงตรงหน้าเพียงชั่วพริบตา มันยื่นมือออกไปจับผลจันทร์ศิลานั้น
ทันทีที่มันแตะไปที่ผลไม้นั้น แสงเย็นเยียบกระจายออกมาจากภายในของศิลาตัวอักษร ผู้ฝึกตนวัยกลางคนนั้น พุ่งออกไปด้านหลัง ด้วยสีหน้าตกใจ แสงเย็นเยียบนั้นกลายเป็นลำแสงมากมาย พุ่งตรงไปที่มัน
เสียงปะทุดังออกมา และบุรุษผู้นั้นก็กระอักโลหิตออกมา มันมีสีหน้าประหลาดใจ ขณะที่พยายามจะต่อต้าน แต่ก่อนที่มันจะได้ทำอะไร ร่างของมันก็เริ่มสั่นสะท้าน ทันใดนั้น ศีรษะของมันก็ลอยออกไปจากร่าง ถูกตัดขาดไป
ในเวลาเดียวกันนั้น เถาวัลย์สีทองในรอยแตกของศิลาตัวอักษรก็ยืดยาวออกมา เลื้อยพันไปรอบๆ ร่างที่ไร้ศีรษะนั้น หนึ่งในกิ่งก้านของเถาวัลย์นั้น แทงเข้าไปในร่างนั้น ดูเหมือนกำลังจะกลืนบางอย่างอยู่ แน่นอนว่า เพียงแค่หายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง ร่างของผู้ฝึกตนผู้นั้นก็แห้งเหี่ยวหดตัวลง
เมิ่งฮ่าวเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เขายังคงนั่งอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ ต่อไป แสงเจิดจ้าปรากฎขึ้นในดวงตา
"เถาวัลย์นั้นดูดอะไรเข้าไป?" เขาคิด
ขณะที่เขามองอยู่นั้น ศิลาตัวอักษรก็เริ่มเกิดเป็นระลอกคลื่นและบิดเบี้ยวไปมา และบุรุษหนุ่มสีหน้าโหดเหี้ยมสวมใส่ชุดยาวสีม่วงก็เดินออกมาจากศิลาตัวอักษรนั้น มันอยู่ที่ระดับสูงสุดในขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณ ใกล้จะไปถึงขั้นสุดท้าย ที่พันอยู่รอบๆ แขนของมันเป็นเถาวัลย์หวายเส้นหนา ซึ่งยืดออกมาเหมือนหนวด ทำให้มันดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
เมิ่งฮ่าวเคยเห็นมันมาก่อน มันเป็นหนึ่งในศิษย์สำนักชิงหลัว ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับเขาที่ได้เดินทางมายังสถานที่นี้ มันอยู่ท่ามกลางผู้ถูกเลือกบนหลัวผานสีม่วง
บุรุษหนุ่มนั้นไม่ชายตามองไปยังซากศพที่แห้งเหี่ยวนั้นแม้แต่น้อย แต่มันกลับเงยหน้ามองตรงมายังเนินเขาที่เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ ดวงตาของมันแวบแสงออกมา
เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น มองกลับไปที่มัน ระหว่างพวกเขาห่างกันเพียงไม่กี่ร้อยจ้าง ต่างก็มองซึ่งกันและกันช่วงสูดลมหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง จากนั้น บุรุษผู้นั้นก็กระโจนไปข้างหน้า และทะยานขึ้นไปในอากาศ ร่างของมันกลายเป็นลำแสง พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว
∗∗∗
ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ซึ่งห่างออกไปไม่ไกลนัก สวี่ชิงพุ่งไปตามทาง ใบหน้าซีดขาว หมอกหลากสีใต้เท้านางเริ่มจะตกลงไป ด้านหลังนางเป็นศิษย์พี่จ้าว จากสำนักชิงหลัว รอยยิ้มปกคลุมใบหน้าของมัน ด้านข้างของมันเป็นหญิงสาวท่าทางยั่วยวนแซ่เซีย พวกมันไล่ตามสวี่ชิงมาด้วยท่าทางสบายๆ
"ศิษย์น้องสวี่ เจ้าสามารถหลบหนีไปได้เมื่อครั้งที่แล้ว ก็เพราะเจ้าโชคดี" บุรุษหนุ่มแซ่จ้าวพูด มันมีหน้าตาค่อนข้างหล่อเหลา "ครั้งนี้ ข้าได้จ่ายให้ศิษย์พี่เซี่ย ช่วยออกคำสั่งลับว่า ถ้าศิษย์คนไหนได้เห็นเจ้าก็ให้แจ้งต่อข้า ดูสิ พวกเราเพิ่งจะมาถึงที่นี่แค่หนึ่งชั่วยาม และข้าก็หาเจ้าพบแล้ว"
มันหัวเราะ และเมื่อคำพูดของมันดังเข้าไปในหูของสวี่ชิง ก็ทำให้ใบหน้าของนางยิ่งซีดขาวมากขึ้น นางกัดฟันจนแน่น ไม่พูดจา พยายามพุ่งไปข้างหน้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ แต่ไม่ว่านางจะไปได้เร็วมากเท่าไหร่ บุรุษแซ่จ้าวนั้นเป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จึงไม่มีทางที่นางจะหลบหนีมันไปได้
"ศิษย์น้องสวี่ เจ้าโชคดีมากที่ศิษย์พี่จ้าวพึงพอใจเจ้า ตอนที่มันเกิดขึ้นกับข้า ข้าก็ไม่ชอบเช่นเดียวกัน แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็ดีขึ้น แค่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีเอง" หญิงสาวท่าทางยั่วยวนหัวเราะขึ้นมา เมื่อบุรุษหนุ่มแซ่จ้าวลูบไล้ฝ่ามือของมันไปตามร่างกายของนาง
"ข้าไม่ต้องการทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับเจ้า" ผู้แซ่จ้าวพูด เปลวไฟในดวงตาของมันลุกโชนมากขึ้น "ข้าเพียงต้องการแต้มพรหมจรรย์ของเจ้าเท่านั้น ข้ามีเม็ดยาพื้นฐานลมปราณเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน มันก็ยุติธรรมดี แต่เจ้าก็ยังไม่ยอม เจ้าจึงไม่อาจตำหนิข้าว่าใช้กำลังบังคับได้" มันยกนิ้วมือข้างขวาขึ้นมา
ดรรชนีนั้นส่งพลังลมอันแข็งแกร่งพุ่งออกไป มันพุ่งผ่านสวี่ชิง ทำให้ชุดยาวของนางขาดวิ่นไป เผยให้เห็นผิวกายเล็กน้อย สวี่ชิงตัวสั่น และโลหิตก็ไหลซึมออกมาจากมุมปากของนาง และนางก็ขบกรามจนแน่น พุ่งตรงไปข้างหน้าต่อไป
บุรุษหนุ่มแซ่จ้าวหัวเราะออกมา ดวงตาของมันลุกโชน ขณะที่ยกมือขึ้นมาอีกครั้ง
ตอนที่ 149 มุ่งมั่นสังหาร!
เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ด้านบนสุดของเนินเขา มองบุรุษหนุ่มชุดม่วงพุ่งตรงเข้ามาด้วยความสงบนิ่ง เมื่อใกล้เข้ามา มันก็สะบัดมือ และเถาวัลย์ที่คล้ายหนวดเจ็ดถึงแปดเส้นก็ขยายขนาดใหญ่ขึ้นเท่างูเหลือม ที่ปลายของมันเป็นปากกว้างที่เต็มไปด้วยฟันอันแหลมคม
"ระดับกลางขั้นพื้นฐานลมปราณ" เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ ใบหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ตัวเขาเองอยู่ที่ระดับต้นขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่เขามีพื้นฐานสมบูรณ์ เขาอาจจะไม่รู้วิชาใดๆ ของขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่เขามีแกนทะเลลมปราณอันไร้ขอบเขต ตั้งแต่อยู่ที่ขั้นรวบรวมลมปราณ ต้องขอบคุณคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ที่ทำให้เขาบรรลุพื้นฐานลมปราณ หลังจากที่สำเร็จวงจรอันยิ่งใหญ่ของขั้นรวบรวมลมปราณ
ด้วยสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ทำให้เขาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต พลังการต่อสู้ของพื้นฐานการฝึกตนของเขาอยู่ในระดับสูง ซึ่งสามารถที่จะสู้กับเต้าจื่อของตระกูลหลี่ หลี่เต้าอีได้ ถึงแม้เขาจะไม่ชนะ เขาก็ได้ตัดแขนของมันไป ถ้ามีผู้ฝึกตนที่ไม่ใช่เต้าจื่อ เมิ่งฮ่าวก็สามารถสังหารมันได้อย่างง่ายดาย
หลังจากบรรลุระดับกลางขั้นพื้นฐานลมปราณ เขาก็จะสามารถต่อสู้กับเต้าจื่อของสำนักและตระกูลต่างๆ ได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น จึงไม่ต้องพูดถึงผู้ถูกเลือกที่อยู่ในระดับกลางขั้นพื้นฐานลมปราณใดๆ
บุรุษหนุ่มชุดม่วงเข้ามาใกล้ ด้วยรอยยิ้มอันเย็นชา และความต้องการสังหารที่ทรงพลัง เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่น ภายใต้ความมืดมิดยามราตรี จันทราสาดแสงลงมา สีหน้าของเขาสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ขณะที่เขายกมือขึ้นมา ใช้เล็บนิ้วหัวแม่มือกรีดไปทิ่นิ้วชี้ให้เป็นแผลเล็กน้อย เขาเดินไปข้างหน้าเหมือนไม่ได้ตั้งใจ และทันทีที่บุรุษหนุ่มชุดม่วงมาถึง เขาก็โบกสะบัดนิ้วไปมา
เมื่อเขาลดนิ้วลง สายลมอันรุนแรงก็กรรโชกขึ้น สีหน้าของบุรุษหนุ่มชุดม่วงเปลี่ยนไป ม่านตามันหดเล็กลง และสายตาก็เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ทันใดนั้น ภาพทั้งหมดที่มันเห็นก็เปลี่ยนเป็นสีแดง ซึ่งไม่ใช่ภาพลวงตาแต่เป็นของจริง
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสีแดง และมีเพียงหนึ่งดรรชนี ที่เต็มไปด้วยโลหิต พุ่งตรงมาที่มัน
เส้นเถาวัลย์ที่พันอยู่รอบๆ แขนของมัน ได้บิดตัวอย่างรุนแรง พุ่งตรงมาด้วยปากที่เปิดกว้างพร้อมที่จะกลืนกินทุกอย่างเข้าไป ทันใดนั้นก็เริ่มส่งเสียงร้องแหลมเล็กออกมา พวกมันสั่นสะท้าน และก่อนที่จะพุ่งมาถึงเมิ่งฮ่าวสิบจ้าง พวกมันก็ละลายกลายเป็นโลหิต
โลหิตกลายเป็นเกราะป้องกันล้อมรอบบุรุษหนุ่มชุดม่วง ทั้งหมดนี้ใช้เวลาในการอธิบาย แต่มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวประกายไฟที่แวบขึ้นมา
บุรุษหนุ่มชุดม่วง เริ่มส่งเสียงแผดร้องออกมา มันไม่ได้พุ่งตรงไปอีกแล้ว แต่พยายามที่จะหลบหนีไปทางด้านหลัง ขณะที่เมิ่งฮ่าวกระโดดขึ้นมา
เขาลอยขึ้นไปในอากาศตรงไปยังบุรุษหนุ่มชุดม่วง เขายกมือขึ้น และแตะไปที่เกราะโลหิตนั้นด้วยนิ้วชี้
"สลาย" เขาพูดเสียงแผ่วเบา และจากนั้นเสียงระเบิดก็เต็มอยู่ในอากาศ
เกราะโลหิตแตกสลาย และเถาวัลย์บนแขนของบุรุษหนุ่มชุดม่วงแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ มีเพียงผลไม้สีม่วงทองที่ยังคงแผ่ระลอกคลื่นที่เป็นเครื่องหมายของชีวิตออกมา ดูเหมือนมันกำลังร้องขอความเมตตาอยู่
"เจ้า…" ใบหน้าบุรุษหนุ่มชุดม่วงซีดขาว และมันก็กระอักโลหิตออกมา ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างรุนแรง นี่เป็นครั้งแรกที่มันแสดงความหวาดกลัวออกมา มันเป็นผู้ถูกเลือกของสำนักชิงหลัว และเป็นศิษย์ชุดม่วงด้วยเช่นกัน
ตำแหน่งของมันในสำนักสายในก็สูงส่ง และมันไม่เคยพ่ายแพ้ในการต่อสู้ด้วยเวทอาคมมาก่อน ผู้คนมักจะเข้าหามัน เนื่องจากความมีชื่อเสียงของมัน แต่ในตอนนี้ เมื่อมันได้เห็นสีหน้าที่ไร้ความรู้สึกของเมิ่งฮ่าวตรงเบื้องหน้า มันก็เต็มไปด้วยความรู้สึกถึงอันตรายและความตายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ตรงจุดวิกฤตนี้ บุรุษชุดม่วงยกมือของมันขึ้น และขยับสร้างเวทอาคมอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ตบฝ่ามือตรงไปสี่ถึงห้าครั้งต่อเนื่องกัน การตบลงไปแต่ละครั้งก็ส่งผลให้มีระลอกคลื่นกระจายออกมา ซึ่งรวมตัวกันเป็นฝ่ามือสีดำขนาดใหญ่พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว
สีหน้าเมิ่งฮ่าวสงบนิ่ง อ้าปากพ่นหมอกสายฟ้าออกมา กระแทกไปบนฝ่ามือขนาดใหญ่นั้น และเสียงระเบิดก็ดังกึกก้องออกมา
สีหน้าบุรุษชุดม่วงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มันกำลังจะสร้างเวทอาคมอื่นขึ้นมา ขณะที่เมิ่งฮ่าวมาถึงที่เบื้องหน้ามัน หัวเข่าของเมิ่งฮ่าวลอยอยู่ในอากาศ กระแทกตรงเข้าไปยังลำคอของมัน ทำให้ศีรษะของมันเต็มไปด้วยเสียงหึ่ง หึ่ง จากนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง มือที่กำลังสร้างรูปแบบอาคมอยู่ก็อ่อนลง และตลอดทั้งร่างก็ปลิวไปด้านข้าง
โลหิตทั่วร่างของมันพุ่งขึ้นไปบนศีรษะ ทำให้ใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยหล่อเหลาของมัน กลายเป็นสีม่วงคล้ำ มันอ้าปากเพื่อจะพูด แสดงความหวาดกลัว และสั่นไปทั้งร่าง ใครก็เดาได้ว่ามันกำลังจะพูดอะไรเมื่อมันเผชิญหน้ากับความตาย
แต่มันก็ไม่มีโอกาสได้พูด เมิ่งฮ่าวยื่นมือออกไป และใช้เล็บนิ้วกรีดไปที่ผิวตรงหว่างคิ้วของมัน จากนั้นเขาก็ขยับมือเพื่อสร้างเป็นรูปแบบเวทอาคมแปลกๆ และกดมันลงไป
เสียงระเบิดดังออกมา และร่างของบุรุษหนุ่มผู้นั้น ก็ลอยไปทางด้านหลังราวกับว่าวที่ถูกตัดสายป่าน โลหิตทั้งหมดในร่างของมันซึ่งไปรวมอยู่ที่ศีรษะ เริ่มกระจายออกมาจากรอยกรีดบนใบหน้าของมันราวน้ำพุ มันไม่อาจแม้แต่จะส่งเสียงแผดร้องออกมา สิ่งที่มันเห็นทั้งหมดเป็นโลหิต พุ่งออกมาราวน้ำพุจากช่องว่างระหว่างคิ้ว ร่างซีดขาวของมันกระแทกลงไปบนพื้น และกระตุกสองสามครั้งก่อนที่จะนอนแน่นิ่งตายไป
โลหิตที่พุ่งออกมาจากร่างของมัน ดูเหมือนจะกำลังลุกไหม้อยู่ มันกลายเป็นหมอกซึ่งจากนั้นก็รวมตัวกันจนมีขนาดเท่าเล็บนิ้ว หยดโลหิตนั้นพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว ซึ่งยื่นมือไปคว้าจับไว้ในกลางอากาศ
"โลหิตสามรุ่นสามารถก่อตัวเป็นร่างจำแลงโลหิต; โลหิตหกรุ่นก่อตัวเป็นร่างสมบูรณ์ เก้ารุ่นเรียกว่าวิญญาณโลหิต หรือ ความตาย" เมิ่งฮ่าวพูดออกมาด้วยเสียงเรียบเฉย สิ่งที่เขาเพิ่งจะใช้กับบุรุษชุดม่วงไม่ใช่วิชาอื่นใดนอกจากวิชาจากคัมภีร์กลืนวิญญาณ
บุรุษชุดม่วงผู้นี้เป็นผู้ถูกเลือกจากสำนักชิงหลัว เมื่อเป็นผู้ถูกเลือก มันก็ต้องมีสายเลือดที่ทรงพลัง เขายกโลหิตนั้นขึ้นมา และมองไปสักพัก ก่อนที่จะเก็บมันไว้ จากนั้นก็มองลงไปยังซากศพของมัน เขาหยิบถุงสมบัติขึ้น พร้อมกับผลไม้สีม่วงทอง ซึ่งเพิ่งจะร้องขอความเมตตาเมื่อครู่นี้
ผลไม้สีม่วงทองสั่นอยู่ในมือของเมิ่งฮ่าว ราวกับว่ามันมีชีวิต และกำลังอ้อนวอนขอความกรุณา
"เมิ่งฮ่าวจะไม่เก็บสิ่งของที่ไร้ประโยชน์ เจ้าทำอะไรได้บ้าง? แสดงให้ข้าดู" เขาโยนผลไม้สีม่วงทองลงไปบนพื้น ทันใดนั้นมันก็บิดตัวไปมา เส้นเถาวัลย์ยืดขยายออกมาอย่างรวดเร็ว ชั่วระยะหายใจเข้าออกสิบครั้ง ก็มีเส้นเถาวัลย์สิบเส้น หรือมากกว่านั้น ทั้งหมดยาวสิบจ้าง บางส่วนของพวกมันมุดเข้าไปในพื้นดิน และยืดขึ้นไปในอากาศ ส่ายไหวไปมา เต็มพื้นที่บริเวณนั้น ดูค่อนข้างน่ากลัว
"ยังไม่ดีพอ" เมิ่งฮ่าวพูด ส่ายศีรษะ
หนวดเถาวัลย์สั่นสะท้าน ทันใดนั้นพวกมันก็โน้มตัว พุ่งตรงไปยังซากศพของบุรุษชุดม่วง พวกมันเริ่มฉีกซากศพออกเป็นชิ้นๆ ราวกับหั่นแตงโมออกมาอย่างน่าตกใจ และกลืนลงไป!
เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ขณะที่เถาวัลย์กลืนร่างนั้นไปภายในชั่วระยะหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง จากนั้น หนวดแต่ละเส้นก็เริ่มสั่น และทันใดนั้น ใบไม้ที่เรืองแสงเครื่องหมายเวทก็เริ่มงอกออกมา ทำให้เมิ่งฮ่าวค่อนข้างประหลาดใจ
เวลาผ่านไปไม่นานนัก และในไม่ช้าใบไม้เกือบร้อยใบก็ปรากฎขึ้น ใบไม้เครื่องหมายเวทลอยออกมาจากเถาวัลย์นั้น และพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว พวกมันเริ่มรวมเข้าด้วยกัน ก่อตัวเป็นตำราใบไม้!
เมิ่งฮ่าวมองไปที่ตำรานั้น และพลิกมันไปทีละหน้า ดวงตาก็เต็มไปด้วยแสงเจิดจ้า เครื่องหมายเวทนั้นเต็มไปด้วยพลังของบางสิ่งที่คล้ายกับจิตสัมผัส หลังจากตรวจสอบพวกมันอย่างละเอียด เขาก็ตระหนักว่ามันเป็นตำราที่อธิบายถึงวิชาบางอย่าง
มันถูกเรียกว่า สิบเก้าฝ่ามือฟาดเมฆา และเป็นวิชาเวทซึ่งบุรุษชุดม่วงเพิ่งจะใช้ไปเมื่อครู่นี้ เพื่อพยายามที่จะต่อสู้กับเขา
โชคร้ายที่มันยังไม่สมบูรณ์ มีอธิบายไว้เพียงแค่ห้าฝ่ามือ ส่วนที่เหลือขาดหายไป บางทีบุรุษหนุ่มผู้นั้นยังฝึกได้ไม่สำเร็จ เมิ่งฮ่าวศึกษามันสักพัก ดวงตาเขาหดแคบลง ด้วยเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์ของเขา ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเรียนรู้วิธีการใช้วิชานี้ หลังจากผ่านไปชั่วครู่ เขาก็ตระหนักถึงเหตุผลที่ตำรานี้ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ มันเป็นเพราะว่าเถาวัลย์สีม่วงทองนี้ยังมีพลังไม่เพียงพอ
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังคงตื่นเต้นขึ้นเล็กน้อย มองไปยังเถาวัลย์ ถ้าเขายินยอมให้มันพัฒนาตัวเองต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะแตกต่างกันออกไป เขาเก็บตำราใบไม้ไว้ และพยักหน้า เขาโบกสะบัดแขนเสื้อ และหยดโลหิตก็ลอยออกมา ตกลงไปบนเถาวัลย์ ประทับลึกลงไปในเถาวัลย์นั้น ผนึกโลหิตนี้เป็นวิชาที่เมิ่งฮ่าวได้รับมาจากขุมทรัพย์เซียนโลหิต
เถาวัลย์เริ่มสั่นสะท้าน และสีของมันก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ในที่สุด มันก็มีสีแดงคล้ำ ดูค่อนข้างเหมือนปีศาจ ขณะที่พวกมันส่ายไหวไปมาในอากาศรอบๆ ตัวเมิ่งฮ่าว กลิ่นอายปีศาจลอยออกมาจากพวกมัน แต่ก็ค่อนข้างยากที่จะตรวจจับได้
เมิ่งฮ่าวมองไปที่เถาวัลย์นั้นอย่างครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็ชำเลืองมองกลับไปยังซากปรักหักพังที่เบื้องหน้า หยิบถุงสมบัติของบุรุษชุดม่วงขึ้นมา ตรวจดูสิ่งของข้างใน ท่ามกลางแผ่นหยกมากมาย มีอยู่หนึ่งแผ่นที่ดึงดูดความสนใจของเขา
มันมีสีขาวบริสุทธิ์ และหลังจากที่ส่งจิตสัมผัสเข้าไป แผนที่ก็ปรากฎขึ้นในจิตใจของเมิ่งฮ่าว บนแผนที่มีจุดสีขาวมากมาย จุดสีขาวทั้งหมดนั้นกำลังเคลื่อนไหว…
นอกเหนือจากจุดสีขาว ยังมีจุดสีเทาอีกประมาณสองร้อยจุด ซึ่งส่วนใหญ่ก็กำลังเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน
"นี่…" เขาสังเกตดูแผนที่สักพัก ก่อนที่จะสามารถรู้ถึงตำแหน่งของเขา จากนั้นก็พุ่งความสนใจไปยังสถานที่ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากที่เขาอยู่ ที่นั่น เขามองเห็นจุดสีขาวสามจุด หนึ่งอยู่ด้านหน้า สองติดตามไป บุคคลที่อยู่ด้านหน้ากำลังถูกไล่ล่า!
เขาขมวดคิ้ว และจิตใจก็เริ่มหนักอึ้ง เขาส่งจิตสัมผัสเข้าไปในจุดแรกของแสงทั้งสามจุดนั้น และภาพก็ปรากฎขึ้นภายในจิตใจ
ภาพนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสวี่ชิงที่มีใบหน้าซีดขาว นางกำลังกัดริมฝีปาก และพุ่งตรงไปด้วยความเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ในทันใดนั้น ความต้องการสังหารของเมิ่งฮ่าวก็ลุกโชนขึ้น จนพุ่งขึ้นไปถึงท้องฟ้า ตรวจดูภาพของเงาร่างสองคนที่กำลังไล่ตามสวี่ชิง เขาเห็นหนึ่งในนั้นเป็นหญิงสาวท่าทางยั่วยวน นางกำลังถูกอุ้มโดยบุรุษหนุ่มท่าทางขี้เล่นแซ่จ้าว
ทันทีที่เขาเห็นเช่นนี้ บรรยากาศความเย็นเยียบก็เริ่มกระจายออกมาจากร่างของเมิ่งฮ่าว และดวงตาของเขาก็ส่องประกายเจิดจ้า เถาวัลย์ที่อยู่รอบๆ ตัวเขารู้สึกถึงรังสีสังหารของเขา และเริ่มส่งคลื่นแห่งความตายออกมาเช่นเดียวกัน
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เมิ่งฮ่าวกลายเป็นลำแสงหลากสี พุ่งตรงไปยังสถานที่ของสวี่ชิง เถาวัลย์สีแดงคล้ำที่กำลังส่ายไปมา มุดลงไปในพื้นดินติดตามไป
ตอนที่ 150 เรียบง่าย
จ้าวซานเหอค่อนข้างภาคภูมิใจในตัวมันเอง มันโอบอุ้มเซียหยุนซุ่ยด้วยแขนข้างหนึ่ง ขณะที่ไล่ติดตามสวี่ชิงไป รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหื่นกามปกคลุมบนใบหน้าของมัน
มันยกมือขึ้น เกิดเป็นสายลมพัดผ่านสวี่ชิง โชยพัดเสื้อผ้าของนางจนฉีกขาดออก มันหัวเราะเสียงดังออกมา
เมื่อได้เห็นความดื้อรั้น และความอ่อนแอของสวี่ชิง ก็ทำให้มันมีแต่ความตื่นเต้น มันสร้างสายลมพุ่งไปที่นางต่อไป ทำให้เสื้อผ้าของนางฉีกขาดมากขึ้นไปกว่าเดิม นางกัดริมฝีปากขณะที่หนีไป ในที่สุด ความรู้สึกสิ้นหวังก็เริ่มพุ่งขึ้นมาจากภายในจิตใจ
การเคลียคลอกับเซียหยุนซุ่ย รวมถึงคำพูดด่าทอที่ออกมาจากปากของสวี่ชิงเป็นระยะ ทำให้ดวงตาของจ้าวซานเหอสาดประกายเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น
แต่มันก็ไม่รีบร้อน ดูเหมือนสวี่ชิงจะไม่ได้โชคดีเหมือนครั้งที่แล้ว นางไม่สามารถหนีรอดจากเงื้อมมือมันได้ ดังนั้น มันจึงเพลิดเพลินกับการไล่ตามจับนาง นั่นเป็นสิ่งที่มันชื่นชอบเป็นอย่างมาก ยิ่งเหยื่อของมันอ่อนแอมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งนางกระเสือกกระสนดิ้นรนมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งโหดร้ายมากขึ้นเท่านั้น
"สวี่ชิง ข้าได้หมายตาเจ้า ตั้งแต่วันที่เจ้าเข้ามายังสำนักชิงหลัว ข้ายังได้กระจายคำพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกไป ทำไมเจ้าถึงคิดว่าไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวกับเจ้าตลอดหลายปีมานี้? แต่เจ้าก็ยังคงปฏิเสธความหวังดีจากข้า! เจ้าช่างไม่รู้จักชื่นชมถนอมมันไว้ เจ้าไม่อาจกล่าวหาว่าข้าโหดร้ายได้"
มันแผดเสียงหัวเราะดังลั่นออกมา เมื่อมันอยู่ในสำนัก มันก็กลัวเกี่ยวกับเรื่องการละเมิดกฎของสำนัก โดยเฉพาะเมื่อมีผู้คนอยู่ล้อมรอบมากมาย แต่ในสถานที่นี้ มันไม่มีสิ่งใดให้ต้องเกรงกลัว
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังได้เป็นศิษย์แกนหลักของสำนักชิงหลัว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงกว่าศิษย์สายใน มันสามารถที่จะเรียกลมเรียกฝนท่ามกลางกลุ่มศิษย์ด้วยกันได้
นอกเหนือจากนั้น หนึ่งในปรมาจารย์ของตระกูลจ้าวของมัน ก็เป็นผู้อาวุโสของสำนักชิงหลัว รวมถึง เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว สมาชิกของตระกูลจ้าวได้บรรลุขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง และกลายมาเป็นปรมาจารย์ของสำนัก จากนั้นก็ไปนั่งเข้าฌาณเพียงลำพัง และยังไม่ได้ออกมาจนบัดนี้ เนื่องจากปรมาจารย์ขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งนี้ ทำให้ตระกูลจ้าวมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสำนักชิงหลัว
ในความเป็นจริง ถึงแม้จะเป็นศิษย์แกนหลัก แต่จ้าวซานเหอก็ไม่ได้มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นเป็นพิเศษแต่อย่างใด ไม่มีใครในสำนักที่มีพรสวรรค์เช่นมัน จะสามารถบรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณได้ แต่ด้วยการช่วยเหลือของปรมาจารย์ขั้นก่อตั้งแกนลมปราณ พร้อมด้วยเม็ดยาพื้นฐานลมปราณอีกมากมาย ทำให้ในที่สุด มันก็ก้าวถึงขั้นพื้นฐานลมปราณ
หลังจากที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ จ้าวซานเหอก็ค่อนข้างจะพอใจกับตัวมันเอง มันได้ก้าวหน้าขึ้นในสำนัก และกลายเป็นกลุ่มคนส่วนน้อยที่ไม่อาจตอแยได้ ทุกคนต้องยอมมัน ถ้ามันต้องการลม มันก็จะได้ลม ถ้ามันต้องการฝน มันก็จะได้ฝน
ภายในตระกูลจ้าว มีบุตรชายเพียงสองคนในรุ่นปัจจุบันนี้ หนึ่งเป็นมัน อีกคนมาจากสาขาอื่นของตระกูลจ้าว ลูกพี่ลูกน้องของมัน จ้าวปินอู่
เหมือนกับมัน จ้าวปินอู่ก็เป็นศิษย์แกนหลักด้วยเช่นกัน ในแง่ของพรสวรรค์ จ้าวปินอู่เหนือกว่าและดีกว่าจ้าวซานเหอ และถูกมองว่าเป็นสมาชิกที่สำคัญของตระกูลที่จะถูกเชิดชู จ้าวซานเหอรู้เรื่องนี้ดี แน่นอนว่า การชิงดีชิงเด่นไม่ได้เกี่ยวข้องกับมัน มันได้แช่ตัวเองอยู่แต่ในเรื่องกามราคะ ปกติแล้ว ถ้ามันพอใจศิษย์สตรีคนไหนในสำนัก นางก็จะไม่ปฏิเสธมัน ถึงแม้นางจะไม่ยินดี การปฏิเสธมันก็เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์
เหล่าปรมาจารย์ไม่ได้สนใจกับเรื่องเช่นนี้มากนัก ถ้ามันสามารถอธิบายเรื่องทั้งหมดกับตระกูลได้ ในกรณีที่ศิษย์สตรีตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆ นางก็จะมีตำแหน่งสูงขึ้นมาจากก่อนหน้านั้นในทันที
จากสถานการณ์ที่โชคดีต่างๆ เหล่านี้ จ้าวซานเหอก็เหมือนกับลูกเศรษฐีที่ถูกตามใจอยู่ภายในสำนัก ถึงมันจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในโลกด้านนอก แต่ชื่อเสียงภายในสำนักของมัน ก็ค่อนข้างเลวร้ายเป็นอย่างยิ่ง
"ดูสิ ดวงดาวกำลังโผล่ออกมา ถึงเวลาแล้ว พวกเราจะใช้ดวงดาวเป็นเทียนแต่งงาน และสถานที่นี้ก็จะเป็นเหมือนห้องสมรสของพวกเรา เจ้าว่าอย่างไร?" มันหัวเราะขึ้นอีกครั้ง ยกนิ้วขึ้นส่งคมมีดแห่งสายลมไปยังสวี่ชิงอีกครั้ง
ร่างของนางสั่นสะท้าน และโลหิตไหลซึมออกมาจากปาก จริงๆ แล้ว จ้าวซานเหอได้ควบคุมพลังลมปราณที่มันใช้ไปอย่างระมัดระวัง มิเช่นนั้นมันก็อาจจะสังหารนางได้
ขณะที่ร่างของนางสั่นสะท้าน เมฆหลากสีใต้เท้าของนาง ทันใดนั้น ก็แยกออกจากกัน สวี่ชิงตกลงไปบนพื้น เซียหยุนซุ่ยส่งเสียงหัวเราะอย่างไพเราะออกมา พุ่งตรงมาจับสวี่ชิงไว้ ผลักให้ล้มลงไปบนพื้นที่สกปรก สวี่ชิงไม่อาจตะเกียกตะกายขึ้นมาได้
ใบหน้านางซีดขาว และร่างกายของนางก็ค่อนข้างขาวซีด แต่ความเย็นชาก็ยังเต็มอยู่ในดวงตา ขณะที่นางมองไปยังจ้าวซานเหอที่กำลังเดินเข้ามา มันเริ่มถอดเสื้อผ้าของมันขณะที่เดินมา ความสิ้นหวังเต็มอยู่ในจิตใจของสวี่ชิง และนางพยายามที่จะกัดลิ้นตัวเอง แต่เซียหยุนซุ่ยก็ง้างกรามของนางไว้
"ไม่ใช่ตอนนี้ ศิษย์น้องสวี่ เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น ถ้าเจ้าต้องการจะฆ่าตัวตายจริงๆ แล้ว เจ้าก็ควรรอจนศิษย์พี่จ้าวมีความสุขก่อน" เซียหยุนซุ่ยหัวเราะ นางพูดจาด้วยความนุ่มนวล แต่เต็มไปด้วยความเลวทรามชั่วร้าย
"ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม" จ้าวซานเหอหัวเราะ มองไปยังเซียหยุนซุ่ยด้วยความพึงพอใจ มันลูบไล้ไปบนใบหน้าของนาง ทำให้ดวงตาของนางส่องประกาย เหมือนเป็นการกระตุ้นความต้องการของนาง
จ้าวซานเหอมองที่สวี่ชิง ซึ่งถูกตรึงอยู่ที่พื้นอย่างหมดหนทางโดยเซียหยุนซุ่ย มันจ้องไปยังส่วนโค้งส่วนเว้าของนาง และหัวเราะออกมา
"ถ้าข้าให้เม็ดยาบางอย่างกับเจ้า" มันพูด "ข้าก็ไม่ต้องวุ่นวายกับการดิ้นรนขัดขืนของเจ้า แต่ว่าข้าจะไม่ให้เจ้ากินอย่างแน่นอน" เสื้อผ้าของมันตอนนี้หลุดออกมาจากร่างไปหมดแล้ว
ร่างของสวี่ชิงสั่นสะท้าน และน้ำตาก็ไหลลงมาจากดวงตา นางไม่สามารถดิ้นรนขัดขืน พื้นฐานฝึกตนของเซียหยุนซุ่ยสูงกว่านาง รวมถึง นางเหน็ดเหนื่อยจากการหลบหนี และกำลังถูกตรึงไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีทางที่จะหนีไปได้
ความเย็นชาบนใบหน้าของนางจางหายไป แทนที่ด้วยความขมขื่นและความสิ้นหวัง ดวงตาของนางว่างเปล่า ทันใดนั้น ดูเหมือนนางจะมองเห็นสำนักเอกะเทวะ และเมิ่งฮ่าว กำลังยืนอยู่บนภูเขาตะวันออก นางคิดถึงภูเขาต้าชิง และนักศึกษาหนุ่มที่กำลังหย่อนเถาวัลย์ลงไปจากหน้าผา
นางจำครั้งแรกที่เห็นเมิ่งฮ่าวได้ นางกำลังยืนอยู่ด้านหลังเขา ขณะที่เขามองหาเถาวัลย์ นางมองเห็นเขาโยนเถาวัลย์ลงไปจากหน้าผา และได้ยินเขาพูดเกี่ยวกับเซียนอมตะกับผู้คนที่ด้านล่าง
ในตอนนั้น นางคิดว่านักศึกษาผู้นี้ช่างน่าสนใจนัก ดังนั้น นางจึงได้นำเขาไปด้วย
นางคิดไปถึงการจ้องมองมาของฝูงชน เมื่อเมิ่งฮ่าวยื่นส่งเม็ดยาให้นาง… และนางคิดถึงสายตาที่จ้องมองกลับมายังนาง ก่อนที่เขาจะเข้าไปในประตูสีดำนั้น
"มันจบสิ้นหมดแล้ว…" หยาดน้ำตาไหลหลั่งลงมา ทำให้ใบหน้าของนางเหมือนจะซีดขาวมากขึ้นไปอีก นางไม่อาจจะหยุดการสั่นสะท้านของตัวเองได้ นางกำลังกลัว จากวันที่นางจากสำนักเอกะเทวะมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ นางไม่เคยมีความสุขมาก่อน และตอนนี้ ก็ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำลังมาถึงจุดจบ
เมื่อนางยังเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ นางก็รู้ตัวดีว่า นางไม่ได้เป็นคนฉลาดมากนัก และจริงๆ แล้ว บางครั้งก็จะโง่เขลาเป็นอย่างมาก ดังนั้น นางจึงต้องปกปิดมันด้วยรอยยิ้มอันเย็นชา นางใช้ความเย็นชาและความเงียบ เพื่อปกปิดความไม่ค่อยฉลาดของตัวเองไว้ และเพื่อทำให้โลกนี้ง่ายขึ้น
นางไม่ชอบสิ่งที่ซับซ้อน เพราะนางไม่ค่อยจะเข้าใจมัน นางชอบความสงบและความเงียบ นางชอบที่จะฝึกฝนพลังฝึกตนด้วยตัวเอง ขณะที่นางทำเช่นนี้ นางก็มองความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านไป สังเกตถึงการไหลไปของกระแสชีวิต และรำลึกถึงความทรงจำที่สวยงามจากในอดีต
นี่คือนาง สวี่ชิง เปลือกนอกที่เย็นชา และจิตใจที่เรียบง่าย
นางพยายามอย่างมากที่จะไม่ร้องไห้ ร่างกายสั่นสะท้าน และปิดตาลง นางไม่ต้องการมองไปยังจ้าวซานเหอ และความแข็งแรงอย่างมากมายของมัน นางเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณธรรมดาในสำนักซึ่งไม่เคยมีความสุข นางไม่มีความแข็งแกร่งที่จะต่อต้าน… ไม่มีแม้แต่ความสามารถที่จะตายไป
ขณะที่นางปิดตาลง เซียหยุนซุ่ยก็หัวเราะขึ้นมา และพูดด้วยเสียงเรียบเฉยและซับซ้อน "เฮ้ เจ้าไม่อาจตอบโต้ จึงแค่ปิดตาลง นั่นเป็นสิ่งที่ข้าเคยทำมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ถ้าเจ้าต้องการตำหนิใครบางคน เจ้าก็ควรตำหนิการทำตัวห่างเหินของเจ้า และตำหนิพื้นฐานฝึกตนของเจ้าเอง เจ้ามันช่างอ่อนแอนัก…"
เสียงหัวเราะของจ้าวซานเหอดังออกมา มันโบกสะบัดมือขวา และลำแสงสีชมพูก็กระจายออกมา ปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นไว้ภายในรัศมีสิบจ้าง สร้างเป็นเกราะป้องกันสีชมพูแวววาว ซึ่งปกปิดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ภายใน คนทั้งสามถูกปิดบังซ่อนเร้นไว้โดยสิ้นเชิง จากด้านนอก พื้นที่นี้ดูไม่ออกว่ามีสิ่งใดผิดปกติเลยแม้แต่น้อย
ในเวลาเดียวกันกับที่เกราะปิดบังนั้นปรากฎขึ้น ลำแสงอันรุนแรงก็พุ่งผ่านท้องฟ้าบริเวณใกล้เคียงนั้นมา มันเสียดสีกับอากาศจนเกิดเป็นเสียงแหลมเล็กออกมา เมิ่งฮ่าวที่มีสีหน้าเย็นชากำลังอยู่กลางอากาศ
เขามาถึงภายในชั่วพริบตา จ้องกวาดพื้นดินไปรอบๆ เขาขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่ผิดปกติในพื้นที่บริเวณนี้ เขากำลังจะจากไป ด้วยดวงตาที่สาดประกาย เขาหยิบเอาแผ่นหยกออกมา และตรวจสอบมัน ในตอนนี้เองที่เขาสังเกตเห็นจุดสีขาวที่เป็นตัวแทนของสวี่ชิง รวมถึงอีกสองคน ได้หายไป
เขาไม่แน่ใจว่าทำไม แต่ความรู้สึกที่ไม่ไว้วางใจลึกๆ พุ่งขึ้นมาในจิตใจ เขามองลงไปยังพื้นดิน จากนั้นก็โบกสะบัดมือ เมื่อทำเช่นนั้น มังกรเปลวไฟยาวสิบจ้างก็ส่งเสียงดังกระหึ่มออกมา พุ่งลงไปด้านล่าง เสียงระเบิดดังออกมา และฝุ่นทรายก็พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน
แต่ก็มีพื้นที่แห่งหนึ่ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสิบจ้าง ไม่มีฝุ่นทรายฟุ้งขึ้นมา เห็นได้ชัดว่ามันแตกต่างจากพื้นที่บริเวณรอบๆ นั้น
จ้าวซานเหอได้หลบซ่อนอยู่ด้านในของเกราะป้องกัน กำลังมีความยินดี มันเลียริมฝีปาก และดวงตาก็ลุกโชน ขณะที่มันเตรียมตัวจะทับลงไปบนตัวสวี่ชิง ทันใดนั้น เสียงระเบิดก็ได้ยินมาจากด้านนอก มันขมวดคิ้ว มองขึ้นไป ม่านตามันหดเล็กลง
เซียหยุนซุ่ย มองขึ้นไปด้วยความประหลาดใจเช่นเดียวกัน นางมีปฏิกิริยากับสถานการณ์นี้อย่างรวดเร็ว เกือบจะโดยอัตโนมัติ นางดึงกระบี่ที่แหลมคมออกมา และวางไปบนลำคอของสวี่ชิง
เป็นเพราะว่านางได้เห็นบุรุษหนุ่มที่ด้านนอก สวมใส่เสื้อผ้านักศึกษาสีดำ ดวงตาของเขาสาดประกายด้วยความต้องการสังหาร และขณะที่เขายกมือขึ้นมา นางก็เห็นหนึ่งในนิ้วทั้งห้านั้นถูกชโลมไปด้วยโลหิต เขาแตะไปที่พื้นผิวของเกราะเวท และแรงระเบิดก็สั่นสะเทือนไปทั่ว เขาอ้าปากขึ้น และหมอกสายฟ้าก็พุ่งออกมา กระแทกเข้าไปในเกราะสีชมพู
แรงระเบิดที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งพื้นดินและท้องฟ้า ก็ดังกึกก้องออกมาอีก เกราะป้องกันไม่อาจต้านทานพลังนั้นได้ และแตกกระจายออกในเสียงระเบิดนั้น ท่ามกลางความสิ้นหวัง สวี่ชิงลืมตาขึ้นมา นางจ้องไปด้วยความว่างเปล่า
ขณะที่เกราะเวทแตกออกเป็นเสี่ยงๆ หลังเกราะป้องกันที่แตกออกเป็นชิ้นๆ นั้น นางเห็นคนผู้หนึ่ง รังสีสังหารและความต้องการปลิดชีวิต พลุ่งพล่านออกมาจากคนผู้นั้น ด้านหลังร่างของเขาเป็นเถาวัลย์สีแดงคล้ำจำนวนมากมายที่บิดตัวไปมา!
เขาดูเหมือนเซียนแห่งความตาย ผู้ซึ่งกำลังโผล่ออกมาจากนรกโลกันต์ เต็มไปด้วยโทสะและความบ้าคลั่ง เมื่อเขามาถึง สายลมอันรุนแรงก็พัดกรรโชกทุกสิ่งทุกอย่าง
"พวกเจ้าทั้งสองคน… กำลังหาที่ตาย?!?!" ดูไม่เหมือนว่าเสียงของเมิ่งฮ่าวจะมีโทสะมากกว่าที่เคยเป็นมา มันดังออกมาเหมือนเสียงคำรามที่เต็มอยู่ในสองหู ราวกับว่ามันได้กระจายออกมาจากขุมนรก!
"เมิ่งฮ่าว…" สวี่ชิงพูด ยิ้มออกมา รอยยิ้มของนางงดงาม และไม่มีความเย็นชาใดๆ เช่นยามปกติ มันเป็นเพียงรอยยิ้มที่เรียบง่าย
เรียบง่าย และ มีความสุข
จบตอน
Comments
Post a Comment